พล นิกร กิมหงวน 008 : บ้านผีสิง

อาเสี่ยกิมหงวนของเรา ได้ซื้อตึกและที่ดินแห่งหนึ่งไว้ทางบางกะปิ ในราคา ๕๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งนับว่าถูกมาก เพราะมีเนื้อที่ดินเกือบ ๒ ไร่ ตัวตึกขนาดกลางแบบทันสมัย เพิ่งสร้างได้ห้าหกปีเท่านั้น

เจ้าของเดิมเป็นข้าราชการบำนาญคนหนึ่ง มีราชทินนามเป็นคุณพระ และธิดาสาวของท่านเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของนวลละออ พระประกอบฯ ดำเนินการค้าผิดพลาด ทำให้ท่านสิ้นเนื้อประดาตัวถึงกับขายบ้าน พาครอบครัวไปอยู่บ้านสวน มัลลิกาธิดาของพระประกอบฯ เป็นผู้อ้อนวอนนวลละออให้รับซื้อบ้านและที่ดิน ที่กล่าวนี้ไว้ ตอนแรกเสี่ยหงวนไม่สู้จะเลื่อมใสอะไรนัก แต่เสียอ้อนวอนเมียไม่ได้ก็ตกลงรับซื้อไว้ โดยไม่มีความหมาย

หลังจากโอนโฉนดที่ดินชำระเงินเรียบร้อย พระประกอบฯ ก็พาครอบครัวของท่านอพยพไปจากบ้านบางกะปิ

กิมหงวนดำริห์จะสร้างฮาเร็มของเขาขึ้นที่นั่น แต่นวลละออยื่นคำขาดว่าขืนตั้งเป็นหัวแตก อาเสี่ยจึงไม่กล้า นวลละออเป็นเจ้ากี้เจ้าการประกาศหนังสือพิมพ์ให้เช่าตึกหลังนั้น เพื่อเก็บค่าเช่าเป็นผลประโยชน์

ในอัตราค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท แป๊ะเจี๊ยะอีกหมื่นสอง มิสเตอร์แรงกินชาวอังกฤษได้ตกลงเช่าตึกหลังนั้นเป็นที่อยู่อาศัย โดยไม่ต้องทำสัญญาเช่า เพราะนวลละออไม่หวังที่จะทำนาบนหลังคน แบบเจ้าของบ้านเช่าโดยมาก เอาเปรียบขูดเลือดเนื้อผู้เช่าด้วยประการทั้งปวง

มิสเตอร์แรงกิน พาครอบครัวมาอยู่ได้สัปดาห์เดียวก็มาบอกคืนบ้านหลังนั้น โดยให้เหตุผลว่ามันเงียบและเปล่าเปลี่ยวเกินไป ภรรยาของเขาไม่ชอบความว้าเหว่ เขาจะไปเช่าบ้านใหม่อยู่ทางถนนสาธร

ต่อมาไม่ช้านายเฮงไล้อาเสี่ยเจ้าของโรงเลื่อย ได้มาขอเช่าตึกนั้นจากกิมหงวน เพื่อให้วงศาคณาญาติทางฝ่ายภรรยาของเขาอาศัยอยู่ อาเสี่ยเห็นเป็นเพื่อนพ่อค้าด้วยกัน ก็ไม่เรียกแป๊ะเจี๊ยะ คงคิดค่าเช่าเดือนละ ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้นเอง ครอบครัวทางฝ่ายภรรยาของนายเฮงไล้ อาศัยอยู่ได้ในราวสามสี่วัน นายเฮงไล้ก็มาบอกคืนตึกหลังนั้น

"ไม่ไหวละโว้ยหงวน บ้านของลื้อผีดุฉิบหายเลย"

เสี่ยหงวนทำหน้าตื่นๆ

"หา ลื้อว่ายังไงนะ บ้านบางกะปิน่ะเรอะผีดุ"

นายเฮงไล้ทำท่าขนพองสยองเกล้า

"อือ แม่ยายกันลุกออกมาเยี่ยวเจอมันยืนอยู่หน้าห้อง ท่านบอกว่าหัวมันโตเท่าตุ่มน้ำใบย่อมๆ "

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ใครมันเอาตุ่มน้ำครอบกระบาลล้อแม่ยายแกเล่นละกระมั้ง เห็นเป็นคนแก่ก็สัพยอกเล่นสนุกๆ "

"ปู่โธ่ผีจริงๆ ให้ตายเถอะวะ เมียกันก็โดน ไปนอนค้างกับแม่ยายได้ครึ่งคืนต้องเผ่นกลับบ้าน พอย้ายไปวันแรกก็เจอดีทีเดียว หล่อนสาบทสาบานว่าไม่ใช่ตาฝาด ขณะที่หล่อนนั่งสวดมนต์บนเตียงก่อนจะนอน มีใบหน้าของปีศาจขนาดเท่ากระด้งและมีแต่คอลอยเข้ามาในหน้าต่าง ลอยเลื่อนเข้ามาจนติดมุ้งส่งเสียงคำรามในลำคอ แม่ศรีหวีดร้องจนสุดเสียง จนกระทั่งน้าชายของแม่ศรีตกใจตื่นคว้าปืนวิ่งเข้าไปดู แล้วคืนวันนั้นเองคุณน้าก็โดนผีหลอก"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"มันทำยังไง"

"มันเปิดมุ้งเข้าไปหาคุณน้าน่ะซี จับตีนทั้งสองข้างหนีบจั๊กกะแร้แล้วลากออกไปจากห้อง เหมือนกับลากรถเจ๊ก คุณน้าถึงกับช๊อคต้องแก้ไขกันอยู่นาน เป็นอันว่าไม่มีใครนอนหลับ นั่งจับกลุ่มรวมกันอยู่ในห้อง ห้องหนึ่ง ไฟฟ้ามีกี่ดวงๆ เปิดสว่างหมด แล้วใครจะไปอยู่ได้วะ ดุอะไรอย่างนี้ มันเกินผีเสียแล้ว"

"เอ-กันสงสัยเสียแล้วเฮงไล้ คนมันทำเป็นผีหลอกกระมัง"

"คนที่ไหนเล่า บ้านของเราใครจะเข้ามาพลุกพล่าน แล้วผู้ชายในบ้านก็มีแต่คุณน้าคนเดียวเท่านั้น"

เป็นอันว่าผู้เช่ารายที่สอง ซึ่งเป็นเพื่อนของกิมหงวนก็ต้องอพยพไปอยู่ที่อื่นอีก ดร. ดิเรกให้ความเห็นว่ามันไม่ใช่ผีแน่นอน ต้องเป็นคนแถวนั้นที่แกล้งทำเป็นผี โดยมีจุดประสงค์อะไรสักอย่างหนึ่ง นายแพทย์หนุ่มยืนยันว่า ผีไม่ใช่สสาร ผีไม่มีตัวตน และคนฉลาดย่อมคิดว่าผีเป็นเรื่องเหลงไหลเลอะเทอะไร้สาระ

นวลละออส่งเจ้าคงคนใช้เก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" ไปเฝ้าบ้านนั้น และให้นำประกาศไปปิดที่ประตูรั้วหน้าบ้านบอกใช้เช่า

เจ้าคงเผ่นมากลางดึก เล่าให้ใครต่อใครฟังว่า ให้เอาไปตัดหัวขั้วแกงก็ไม่ยอมไปเฝ้าบ้านหลังนั้น เพราะเจ้าคงได้เผชิญกับปีศาจร้ายมีแต่ตัวหัวไม่มี เดินเพ่นพ่านอยู่บนตึกชั้นบน ส่งเสียงร้องโหยหวนตลอดเวลา บางทีก็มีเสียงหัวเราะต่อกระซิก เสียงปลุกปล้ำกัน

ต่อมาไม่ช้า นายเล็กปากบานใจเหี่ยว นายห้างขายผ้าพาหุรัด ได้มาติดต่อขอเช่าหลังนั้น จากกิมหงวนเพื่อให้เมียน้อยของเขาซึ่งเป็นคนไทยอาศัยอยู่ และเขาก็จะไปๆ มาๆ กิมหงวนรู้จักนายเล็กดี เนื่องจากห้างศิวิลัยซ์พานิชของเขาอยู่ใกล้กับห้างปากบานใจเหี่ยว อาเสี่ยจึงให้เช่าอัตรา ๒,๐๐๐ บาทต่อเดือน

"แป๊ะเจี๊ยะเอาเท่าไรว่ามานะ"

กิมหงวนโบกมือ

"ไม่ต้องๆ เราเพื่อนกันโว้ยเล็ก แกอยู่ไปเถอะอยู่อีกกี่ปีก็ได้ กันขอค่าเช่าเพียงเดือนละ ๒,๐๐๐ บาทเท่านั้น นึกว่าเป็นค่าไม้จิ้มฟันของกัน"

นายเล็กปากบาย ใจเหี่ยว พาเมียน้อยและบริวารของเมียน้อยอีกหลายคนไปอยู่ที่นั่น อยู่ได้สัปดาห์เดียวนายเล็กก็ตะลีตะลานมาหากิมหงวนที่บ้าน "พัชราภรณ์"

"เฮ้ อีนี้บ้านแกจั๋นอยู่ไม่ได้แล้วน่ะ"

"ทำไมวะ มีนักเลงแถวนั้นรบกวนเรอะ กันจะได้ส่งนักเลงในเครื่องแบบ พรรคพวกของกันไปปราบ"

"ไม่ใช่นักเลงน่ะ อีนี้นักเลงยังสู้ไม่ได้ ผีโว้ย...รู้จักไหมผี ว้า-ดุตายห่าเลยน่ะ อีนี้กำลังนอนคุยกับเมีย มันโผล่หน้าเข้ามาในหน้าต่าง โอ้-คอยืดยาวเฟื้อยโว้ย ยืดยาวตั้งสามสี่หลาน่ะ แลบลิ้นยาวเกือบสองฟุต โอย-จั๋นขอคืนบ้านแกขืนอยู่อีนี้ตายแน่"

กิมหงวนพยายามซักไซ้ไล่เลียง พ่อค้าแขกซึ่งเป็นเพื่อนของเขา นายเล็กยืนยันสบถสาบานว่าเขากับเมียของเขา ตลอดจนคนในบ้านถูกผีหลอกจริงๆ ไม่ใช่ตาฝาดหรืออุปทาน เขาไม่อาจจะอยู่ที่นั่นได้ต่อไป

แล้วหนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวบ้านผีสิงหลังนั้นอย่างครึกโครม บางฉบับก็ลงรูปถ่ายและคำสัมภาษณ์ผู้เช่าที่ถูกผีหลอก ประชาชนแตกตื่นไปตามกัน เป็นอันว่าบ้านนั้นถูกทอดทิ้งให้เป็นบ้านร้าง พอตกค่ำประชาชนแถวบางกะปิก็เดินเตร่อยู่บริเวณรอบนอก ของรั้วบ้าน บางคนก็เอาก้อนอิฐขว้างเข้าไปแล้วร้องผีหลอก ยั่วเย้ากะเซ้าผี ทำให้พวกผีที่อยู่ในบ้านนั้นเพิ่มความดุร้าย ถึงกับหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งลงข่าวว่า ผีตัวหนึ่งในบ้านนั้น เดินควักไส้ควักพุงออกมาจากบ้าน ลูกเด็กเล็กแดงวิ่งหนีไปตามกัน

เจ้าพนักงานตำรวจได้มาติดต่อกับเสี่ยหงวน สงสัยว่าจะมีคนร้ายคณะหนึ่ง อาศัยอยู่ในบ้านนั้นและขออนุญาตอาเสี่ยค้นบ้าน กิมหงวนอนุญาตโดยดี คณะตำรวจ ๕ คนควบรถจี๊ปไปที่บ้านในตอนกลางคืนวันหนึ่ง บุกเข้าค้นทันที

แล้วหนังสือพิมพ์ก็ลงข่าวปีศาจแผลงฤทธิ์อย่างครึกโครม ร.ต.ท. ใหญ่ยิ่ง อัศวินหนุ่มรูปหล่อถูกผีหลอกถึงกับเป็นลมสิ้นสติ พอมาถึงโรงพยาบาลก็พูดเพ้อเจ้อ แสดงความหวาดกลัวภูติผีปีศาจ หมอบอกว่าดีฝ่อหมดแล้ว อัศวินหนุ่มถึงแก่กรรมในวันต่อมา ส่วนนายสิบตำรวจคนหนึ่งจับไข้หัวโกร๋นเพราะถูกผีบีบคอ พลตำรวจอีก ๓ คนที่ไปด้วย ได้ใช้ปืนพกและบาเร็ตต้ายิงผีหัวขาดหลายนัด แล้วก็พากันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วทุกมุมเมือง ประชาชนหลั่งไหลไปดูบ้านผีสิงหลังนั้นตลอดวัน เจ๊กฝรั่งดอง แขกขายโรตีสายไหม เจ๊กขายข้าวราดแกงกะหรี่และข้าวหมูแดง เจ๊กขายน้ำแข็งต่างถือโอกาสค้าขายกันอย่างสนุกสนาน สามล้อรถเมล์แน่นไปหมด ใครๆ ก็พากันไปดูบ้านผี ทั้งๆ ที่ไม่เห็นผีเห็นแต่ตึกหลังนั้น

เมื่อมีอะไรเกิดขึ้น นักวิจารณ์ก็ต้องปรากฏอยู่ในที่นั้น โดยมากมักจะเป็นยายแก่ หรือผู้หญิงในวัยกลางคนที่สอดรู้สอดเห็น ทั้งๆ ที่ไม่รู้ไม่เห็น

"ดิฉันว่า เป็นด้วยต้นกล้วยตานีทางหลังตึกนั่นแหละค่ะ" หญิงชราผู้หนึ่งเล่าให้ใครต่อใครฟัง "ก่อนที่คุณพระประกอบฯ ท่านจะย้ายไป ดิฉันเข้าไปรับใช้บ่อยๆ กล้วยตานีต้นหนึ่งแตกปลีเป็นสองปลี มิหนำซ้ำปลีหนึ่งมีรูปลักษณะคล้ายกับหน้ายักษ์ค่ะ อุ๊ย-พูดแล้วขนลุก ดิฉันกลับมาจากดูยี่เกพอเดินเข้าตรอกผ่านบ้านนี้ ก็ได้ยินเสียงกล่อมลูกโหยหวนวิเวกวังเวง คนในบ้านคุณพระไม่มีลูกอ่อนเลย และก็คืนวันหนึ่งนะคะดิฉันสาบานได้ ทำบุญไว้เท่าไรขอให้เป็นของพวกคุณเถอะ ดิฉันออกมาซื้อข้าวต้มปลาให้หลานชายดิฉัน ดิฉันแลเห็นลูกกลมๆ ขนาดมะพร้าวสีเรืองรองเขียวปั้ด ลอยขึ้นมาจากพื้นดินระหว่างดงกล้วย แล้วก็หายวับไป อึ๊ย...ขนลุก"

หนังสือพิมพ์ลงรูปถ่ายยายแก่คนนั้น และคำสัมภาษณ์อันยืดยาว

ทุกมุมเมืองโจษขานกันถึงเรื่องผีบางกะปิ ซ่องคุณน้าคุณป้าแถวบางกะปิพลอยมีรายได้ดีขึ้น เพราะประชาชนดูผีจนเมื่อยไม่เห็นมีผีสักตัว ก็เลยถือโอกาสแวะเยี่ยมเจ๊นั่นเจ๊นี่อย่างว่า บางคนโกหกเมียว่าไปดูผี แต่ที่แท้ไปเที่ยวหาความสุขสำราญตามที่ต่างๆ ในบริเวณบ้านปีศาจนั่นเอง

คุณหญิงวาดเชื่อมั่นว่า บ้านหลังนั้นต้องมีปีศาจรบกวนแน่นอน ท่านให้นวลละออไปตามมัลลิกาธิดาคุณพระประกอบฯ มาจากบ้านสวนแล้วซักไซ้ไล่เรียงในเรื่องผี มัลลิกาว่าหล่อนทราบข่าวจากหนังสือพิมพ์เหมือนกันว่า บ้านของหล่อนที่ขายให้เสี่ยหงวนกลายเป็นบ้านผีสิงขึ้นมาอย่างน่าประหลาด เมื่อหล่อนอยู่ที่นั่น เคยปรากฏแต่ผีกระสือเพียงสองสามครั้ง ส่วนผีที่ดุควักไส้ควักพุงแลบลิ้นปลิ้นตาไม่เคยปรากฏ

เมื่อคุณหญิงถามว่า มีคนตายหรือเปล่า มัลลิกาว่า ปู่ของหล่อนตายที่นั่นด้วยโรคชราเมื่อ ๕ ปีที่แล้วมานี้ และเมื่อปีกลายนี้ พี่ชายร่วมสายโลหิตของหล่อนซึ่งเป็นนักศึกษา ได้ยิงตัวตาย เพราะป่วยเป็นโรคเส้นประสาทเรื้อรัง

คราวนี้คุณหญิงวาดปักใจเชื่อลงไปทีเดียวว่า โมราพี่ชายของมัลลิกาคงเป็นปีศาจผีตายโหงสิงสู่อยู่ที่นั่น และเขาคงไม่พอใจที่ให้ใครไปอยู่บ้านของเขา

"พ่อหงวน เธอจะปล่อยไว้อย่างนี้ไม่ได้นะจะบอกให้ รื้อถวายวัดเสียเถอะ"

เสี่ยหงวนทำหน้าเบ้

"รื้อยังไงล่ะครับ มันเป็นตึกไม่ใช่บ้านไม้ ขืนรื้อก็กลายเป็นเศษอิฐไปเท่านั้น"

คุณหญิงวาดนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ถ้ายังงั้นก็ควรจัดเครื่องสังเวยหมูเห็ดเป็ดไก่ ไปบวงสรวงขอโทษขอโพยเสีย บอกเขาอย่าให้มา รบกวนคนเช่าบ้านของเรา เราจะได้ไม่เสียผลประโยชน์ ม่ายยังงั้นใครไปอยู่ก็ต้องเจอดี"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงครับคุณอา หาเครื่องเส้นสังเวยไปเส้น เหลือผีผมจะได้กิน ผมว่าวิธีนี้ดีแน่ๆ " แล้วเขาก็หันมาพยักหน้ากับเสี่ยหงวน "เอาไก่ตัวอ้วนๆ สัก ๒ ตัว เป็ดย่าง ๒ ตัว ตราขาว ๑ ขวด โซดาแช่เย็นสัก ๖ ขวด หัวหมูไม่เอาโว้ยกันไม่ชอบ เอาแหนมและหมี่กรอบ เนื้อสันสลัดผักก็แล้วกัน"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"เส้นผีหรือเส้นแกแน่"

นิกรลืมตาโพลง

"ก็เส้นผีน่ะซี"

"เส้นผี แกทำไมถึงเลือกเอาอ้ายโน่นอ้ายนี่ล่ะ"

"อ้าว เหลือจากผีกันจะได้กินยังไงเล่า เป็นบ้าไปได้ พูดกันไม่รู้เรื่อง"

ดร. ดิเรกอดรนทนไม่ได้ก็พูดขัดขึ้น

"มันเป็นขัน มันเป็นขันสิ้นดีทีเดียว ฮ่ะ ฮ่ะ คนไทยยังหูป่าตาเถื่อนโง่เขลาเบาปัญญา เชื่อถือในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ผี....โอ...ขันเหลือเกิน มันเป็นเรื่องชวนหัวขนาดหนัก"

พล พัชราภรณ์เห็นพ้องด้วย

"กันเองก็ไม่เลื่อมใสในเรื่องนี้ ถ้ามีจริงมันคงเที่ยวหักคอคนที่เคยทำให้มัน เจ็บช้ำน้ำใจเมื่อครั้งที่มันยังเป็นมนุษย์อยู่"

ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ยูเป็นคนฉลาดยูจึงเข้าใจอย่างนี้"

คุณหญิงวาดค้อนขวับ

"อ้อ นี่หมายความว่าอาเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญาล่ะซี"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"คุณอาเชื่อหรือครับว่า บ้านนั้นมีผีจริงๆ "

"ทำไมจะไม่เชื่อ ใครไปเช่าอยู่ก็ต้องเผ่นทุกคน หนังสือพิมพ์เขาก็ลงข่าวออกเกรียวกราว" แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "หรือเจ้าคุณเห็นเป็นไงคะในเรื่องนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"พูดไปก็ยากครับคุณหญิง ปัญหาเรื่องผีมีผีไม่มี มันต่างกว่าเรื่องหมูมีหมูไม่มีมาก ผมบอกตามตรงว่าผมเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดขึ้นบ้าง

"ความจริงเรื่องผีรายนี้ มันไม่เกี่ยวกับแม่วาดจนนิดเดียว ฉันเห็นว่าแม่วาดวุ่นวายจนกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว"

คุณหญิงชักฉิว

"พูดประสาคนหัวล้านไม่มีความคิด ก็พ่อหงวนน่ะไม่ใช่หลานเราหรอกหรือ ที่ดิฉันยุ่งก็เพราะเห็นว่าพ่อหงวนแกขาดผลประโยชน์จากบ้านนั้น ผีมันดุอย่างนี้ใครเขาจะเช่าอยู่"

ดร. ดิเรกผลุดลุกขึ้นยืน เดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง แสดงสีหน้าเคร่งเครียด ตามธรรมดาของคนที่กำลังใช้สมองอย่างหนัก

"เรื่องนี้อย่าถกเถียงกันเลยครับ เรามาร่วมมือกันพิสูจน์ความจริงดีกว่า"

พลเห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้วหมอ ควรจะเป็นอย่างนี้ กันอดคิดไม่ได้ว่า มันเป็นคนแกล้งทำเป็นผีมากกว่าที่จะเป็นผีจริงๆ "

"ออไร๋น์ ออไร๋น์" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็นั่งลงตามเดิม "กันมีเรื่องจะเล่าให้ฟัง ง่าท่านมหาราชา จันทรกุมาร เคยเผชิญกับผีมาแล้วถึงกับจับไข้หัวโกร๋นทีเดียว"

นิกรถามเบาๆ

"โกร๋นอย่างคุณพ่อนี่น่ะหรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น แล้วหัวเราะยกมือชี้หน้าลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"อย่าทะลึ่ง เดี๋ยวจะโดนเตะ"

ดร. ดิเรกบรรยายเรื่องผีต่อไป

"ท่านมหาราชาจันทรกุมาร มีตำหนักร้างอยู่ตำหนักหนึ่ง ในวังของพระองค์นั่นเอง เป็นตำหนักว่างเปล่าไม่มีคนอยู่อาศัยเลย วันหนึ่งพระองค์ทรงสงสัยว่าใต้ถุนพระตำหนักนั้น อาจมีเพชรนิลจินดาซ่อนอยู่ พระองค์ได้ชวนมหาดเล็กคนสนิทคนหนึ่งลอบเข้าไปในตำหนักนั้นอย่างเงียบๆ "

คุณหญิงวาดทำหน้าตาตื่น

"เลยพบผี...."

"ออไร๋น์ ถูกแล้วครับ พระองค์ถูกปีศาจหลอกหลอน มันเป็นเปรตอสูรกายสูงกว่าคนธรรมดาตั้งสามสี่เท่า ผอมกะหร่อง ท่าทางอดโซ ท่านมหาราชากับมหาดเล็กต่างโกยอ้าวออกมาจากตำหนักนั้น แล้วพระองค์ก็ล้มเจ็บหัวโกร๋น เพราะความตกพระทัยจนเกินควร"

คุณหญิงวาดจุ๊ย์ปากลั่น

"อุ๊ยตาย ผีแขกนี่ดุมากหลอกกระทั่งเจ้านายของตัวเอง ถ้าเป็นอาโดนเข้ายังงั้นน่ากลัวเยี่ยวราดแน่ เจ้าประคุณเอ๋ยอย่าได้พบได้เห็นเลย"

พลกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นการเป็นงาน

"แกว่าแกจะพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ แกจะทำอย่างไรวะหมอ"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"คืนนี้กันจะส่งเจ้าแห้วไปนอนเฝ้าบ้านเจ้าหงวนที่บางกะปิ ถ้าผีมีจริงมันก็คงหักคออ้ายแห้วตายอย่างไม่มีปัญหา"

เจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่บนพรมปูพื้นสะดุ้งเฮือกสุดตัว ทำท่าทางเหมือนกับจะเป็นลม

"รับประทานคุณหมอพูดใหม่ซิครับ รับประทานเมื่อกี้ผมได้ยินไม่ถนัด"

ดร. ดิเรกจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้ว

"ฉันจะส่งแกไปนอนเฝ้าบ้านนั้นในคืนวันนี้"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานให้ผมอีกหมื่นบาทผมก็ไม่ไป"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง อาเสี่ยว่าเสียงอหาย

"โธ่-อ้ายหมอเอ๊ย แกน่าจะรู้ดีว่าอ้ายแห้วน่ะมันตาแหกขนาดหนัก พอๆ กับอ้ายกรนั่นแหละ"

นิกรยอมรับสารภาพ

"จริงโว้ย เรื่องผีกันรับรองว่ากันกลัวมาก เพราะเราไม่มีทางที่จะสู้รบตบมือกับมัน เอาปืนยิงมัน มันก็ไม่ตาย ชกมันก็ไม่ถูก บรื้อว์ส อย่าให้กันมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก กล่าวถามลูกเขยของท่าน

"แกเคยเห็นผีหรือวะ"

"เคยซีครับ ผีกะสือ ผีปอบ ผีตายโหง ผีตายทั้งกลม ผมผจญกับมันมามากต่อมากแล้ว ทุกครั้งผมใส่ตีนหมาโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต"

ดร. ดิเรกกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ถ้ายังงั้น คืนนี้พวกเราไปนอนที่บ้านนั้นเป็นยังไง ช่วยกันพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ให้ได้"

พลว่า "กันอยากเห็นเท็จจริงเหมือนกัน เอาปืนพกติดตัวไปด้วย จะเป็นผีหรือคนก็ตาม เห็นมันเข้ารัวปืนเข้าใส่เลย ถ้าเป็นผีเราก็แย่ ถ้าเป็นคนอ้ายหมอนั่นก็ดับชีวิต"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ตกลงโว้ยกันไปด้วย"

ดร. ดิเรกหันมาถามนิกร

"แกล่ะ คืนนี้ไปจับผีกันเอาไหม"

นิกรพูดยานคาง

"มันจะดีเรอะ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีแกว่งเท้าหาเสี้ยน พลาดพลังถูกผีหักคอตายเปล่าๆ ดูแต่นายตำรวจเถอะยังต้องตายเพราะผีที่บ้านนั้น"

กิมหงวนชักโมโหที่นิกรขี้ขลาดจนเกินไป จึงยกมือชี้หน้านายจอมทะเล้น

"แกมันขี้ขลาดสิ้นดีทีเดียว"

"ฮื่อ-ถูกแล้ว" นิกรยอมรับสารภาพ

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"อ้ายกร คืนนี้ถ้าแกไม่ไปกับพวกเรา เป็นตัดญาติขาดมิตรกันละ"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานเรื่องนี้ผมไม่เกี่ยวนะครับ"

พลทำตาเขียวกับคนใช้แก่นแก้วของเขา

"ไม่เกี่ยวไม่ได้ เพราะแกเป็นคนใช้ของพวกเรา เมื่อพวกเราไปนอนที่บ้านร้างนั้น แกก็ต้องติดตามไปรับใช้เราด้วย"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"โธ่-รับประทานเผื่อผีมันหักคอผมตายล่ะครับ"

นายพัชราภรณ์หัวเราะหึๆ

"ฉันรับรองว่าฉันจะทำศพแกให้หรูหราทีเดียว อย่าปฏิเสธเลย คืนนี้แกต้องไปจับผีกับพวกเรา ให้มันรู้ไปทีเถอะวะ ว่าผีน่ะมันหักคอคนได้"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ สมมุติว่าผีมันหักคอคนเราตาย เราไปพบกันที่เมืองผี เราก็พะบู๊กับมัน" พูดจบ นายแพทย์หนุ่มก็ยกมือตบบ่านิกรค่อนข้างแรง "ว่าไงกร คืนนี้ไปนอนที่บ้านร้างด้วยกันนะ"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"ตอนดึกมีการเลี้ยงอะไรบ้างไหม"

"มี-กันจะให้อ้ายแห้วหุงข้าวต้มเลี้ยง"

"เอา-ยังงั้นตกลง กันจะหาเครื่องปลอมแปลงเป็นผีเอาไปด้วย ถ้าผีที่นั่นมันหลอกเรา กันจะหลอกมันบ้าง" แล้วนิกรก็หันมาทางพ่อตาของเขา "คุณพ่อไปด้วยนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"ตกลง ไปกันห้าคนหกคนอย่างนี้ ก็ไม่น่ากลัวอะไร"

คุณหญิงวาดมองดู ๔ สหายอย่างห่วงใย

"อาไม่อยากให้พวกเธอไปยุ่งกับผีเลย พลาดพลั้งถึงตายเชียวนา เล่นกับใครไม่เล่นเล่นกับผี คนที่ลองดีกับผีน่ะตายเสียนับไม่ถ้วนแล้ว"

ดร. ดิเรกว่า "ไม่เป็นไรครับ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ถ้าผีที่บ้านนั้นมีจริง ผมจะใช้วิชาวิทยาศาสตร์จับมันให้ได้ บางทีพรุ่งนี้เช้าผมจะจับมาให้คุณอาดูสักตัว"

คุณหญิงวาดโบกมือ

"อุ๊ย-ไม่เอา อย่าเอามานะอากลัว ฮึ่ย...ขนลุกซุ่ไปหมดแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลอบค้อนเมียรักของท่าน

"มีอย่างที่ไหนจับผีเอามาดูเล่น ดิเรกมันพูดเล่นก็กลัวเสียแล้ว"

คุณหญิงวาดทำตาเขียว

"ก็ดิฉันกลัวนี่นะพิลึกคนเชียว อย่าว่าแต่ผีเลยบางทีดิฉันยังกลัวเจ้าคุณ ขณะที่เจ้าคุณกำลังหลับสนิท อ้าปากหวอเห็นหัวล้านเจ๊งเหม่ง"

๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"คุณหญิงวาดจะพูดอะไรละก้อนึกถึงผมบ้างนา ผมกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ น่ะมันหัวอกอันเดียวกัน"

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ขอประทานโทษเถอะค่ะ เจ้าคุณกับเจ้าคุณของดิฉันคนละสไตล์นี่คะ เหมือนกันเมื่อไหร่" แล้วท่านก็หันมายักคิ้วกับอาเสี่ย "หรือยังไงพ่อหงวน แกลองพิจารณาดูซิ"

เสี่ยหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่

"นั่นน่ะซีครับ คุณอาหญิงพูดถูกแล้ว ถ้ามองผาดๆ ก็ คล้ายกัน ถ้ามองพิศต่างกันลิบ คุณอาปัจจนึกฯ แบบทุ่งหมาหลง คุณอาประสิทธิ์ฯ แบบดงช้างข้าม"

นิกรหัวเราะก้าก มองดูหน้ากิมหงวนอย่างขบขัน

"อย่างคุณพ่อ เขาไม่เรียกทุ่งหมาหลงหรอกอ้ายเวร เรียกส่งเดชเฮงซวยไม่ถูกเรื่อง เขาเรียกว่าชะโดตีแปลง"

คุณหญิงวาดหัวเราะงอหาย

"เออเข้าทีโว้ยกร แกนี่มีความรู้ดีมาก หัวล้านน่ะเบ็ดเสร็จด้วยกันมีกี่อย่าง แกลองบอกอาซิ"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น ยกนิ้วมือขึ้นนับ

"มี ๗ อย่าง หรือ ๗ จำพวกครับ ง่า...มีทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม แล้วก็ง่ามเทโพ นี่ อย่างพ่อตาผมนี่ เขาเรียกชะโดตีแปลง ตรงกลางหายหมดหาทำยาเส้นเดียวก็ไม่มี มีกะหร็อมกะแหร็มอยู่ที่ท้ายทอยนิดหน่อย ง่า-ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกขวานฟาด แล้วก็ราชครึ่งเคราแบบขุนช้าง"

สองเจ้าคุณนั่งขบกรามกรอดๆ ดร. ดิเรกจุ๊ย์ปากจึ๊กจั๊ก พูดเสริมขึ้นอย่างหัวเสีย

"เฮ้-เรากำลังคุยกันถึงเรื่องผี อ้ายกรเสือกเปิดอภิปรายเรื่องหัวล้านมันคนละเรื่องโว้ย"

นิกรหัวเราะ

"ก็คุณอาท่านถามนี่หว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โมโหจนตัวสั่น ท่านยกมือชี้หน้านิกรแล้วกล่าวว่า

"ระวังให้ดี ถ้าแกขืนทะลึ่งตลอดศกเช่นนี้ ฉันจะจ้างคนยิงแก ยิงให้เหมือนกับหมากลางถนนทีเดียว ความจริงถึงแม้ฉันกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวล้าน เราก็ไม่เคยขึ้นไปนั่งบนกระบานแกเลย"

คุณหญิงวาดสะดุ้ง

"แหม-เจ้าคุณพูออย่างนี้คล้ายกับด่าดิฉัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้ รีบยกมือไหว้คุณหญิงวาดทันที

"เปล่า เปล่าครับ ผมไม่ได้เจตนาว่าคุณหญิงเลย สำหรับคุณหญิงเท่ากับเป็นพี่สาวหรือเพื่อนของผม ทำไมจะล้อผมไม่ได้ แต่อ้ายกรมันเด็กวานซืนนี้ทะลึ่งมาล้อผมไม่รู้จักเด็กรู้จักผู้ใหญ่ อ้ายหงวนก็เหมือนกัน"

อาเสี่ยอมยิ้มแล้วโบกมือ

"ลื้อไม๊ต่าน่า บ่อเชียงกัง นิดๆ หน่อยๆ เล่ากู้นั้งไม่ใช่ใครที่ไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ทะลึ่งนะมึง"

เสี่ยหงวนปล่อยก้าก แล้วหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ว่ายังไงหมอ คืนนี้ไปจับผีกันแน่นะ ให้มันเห็นเท็จจริงกันทีเถอะวะ ถ้าหากว่าบ้านของกันมีผีจริง ก็น่ากลัวว่าจะรื้อแน่ ถึงเป็นตึกก็เอากระดานพื้นถวายวัด ยังดีกว่าปล่อยทิ้งไว้เป็นบ้านร้าง"

ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ปรึกษาหารือกัน ในเรื่องจะพิสูจน์บ้านร้างในคืนวันนี้

เวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น.

"คาดิลแล็ค" เก๋งคันใหม่เอี่ยม ซึ่งเจ้าแห้วเป็นผู้ขับ ได้พา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล่นมาตามถนนสายกรุงเทพฯ-สมุทรปราการอย่างรวดเร็ว ภายในรถมีเครื่องอุปกรณ์จับผีหลายอย่าง ซึ่งนิกรจัดหามาเตรียมพร้อมที่จะเล่นงานผี ให้อยู่หมัดในคืนวันนี้

เมื่อรถเก๋งคันนั้นแล่นมาหยุดหน้าบ้านหลังนั้น ประชาชนชายหญิงเกือบร้อยคน ซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ที่ถนน ก็พากันมองมาที่รถคันนี้เป็นตาเดียว เจ้าแห้วเปิดประตูก้าวลงจากรถ เดินไปที่ประตูรั้วหน้าบ้านนั้น จัดแจงไขกุญแจเปิดประตูออก ซึ่งเป็นประตูไม้บานเดียวแบบเดี่ยว แต่มีประตูช่องเล็กอยู่ข้างๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อนตัวมานั่งประจำที่คนขับ เหยียบครัชเข้าเกียร์นำ "คาดิลแล็ค" เก๋งคลานเข้าไปในบ้าน เจ้าแห้วจัดแจงปิดประตูใหญ่หน้าบ้านทันที

คณะพรรค ๔ สหายพากันลงจากรถ และเดินขึ้นไปบนตึก เจ้าแห้วไขกุญแจประตูหน้าบ้านออก เดินนำหน้าพาเจ้านายเข้าไป ทุกคนช่วยกันเปิดประตูหน้าต่าง มันเป็นตึกร้างที่ไม่มีข้าวของอะไรเลย แต่พื้นห้องสะอาดหมดจด กระดานพื้นลงน้ำมันเทียนไข

นิกรกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถง แหงนหน้ามองไปข้างบนแล้วเขาก็ตะโกนลั่น

"ผีโว้ย กูมาแล้วโว้ย"

พลกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อะไรวะ อ้ายกร"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ข่มขวัญไว้ก่อน ประเดี๋ยวก็ค่ำแล้วผีมันจะได้รู้ว่าพวกเราที่มานี่ ล้วนแต่ผู้กล้าหาญไม่กลัวผี" แล้วนิกรก็ส่งเสียงเอ็ดตะโรขึ้น "นิกร การุณวงศ์ มาแล้วโว้ย"

เงียบกริบไปชั่วขณะ แล้วก็มีเสียงใครคนหนึ่งตะโกนมาจากชั้นบน

"รู้แล้วโว้ย"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน นิกรขยับจะวิ่งออกไปจากนอกห้อง ดร. ดิเรกคว้าคอเสื้อไว้ แล้วพูดเสียงหนักแน่น

"ไม่ต้องกลัว อ้ายกร"

นิกรหน้าซีดเผือด อกสั่นขวัญแขวน

"ไม่-มะ-มะ-ไม่เอาแล้ว กะ-กะ-กันกลับ-บะ-บ้านดีกว่า ผีหลอกกลางวันแสกๆ อย่างนี้ไม่เคยเห็น อ๋อย-ขืนอยู่นี่เสร็จมันแน่"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"แกต้องกล้าหาญอย่างเจ้าแห้วซีวะ เห็นไหมอ้ายแห้วมันยืนอมยิ้มนิ่งเฉย"

เจ้าแห้วพูดละล่ำละลักเสียงสั่นเครือ

"รับประทาน-ไม่-ไม่-ใช่กล้าหรอกครับ รับประทานหัวใจจะหยุดเต้นอยู่แล้ว ถ้าจะให้ดีรับประทานออกไปนั่งคุยกันที่เรือนต้นไม้ คงจะดีกว่าที่นี่ แฮ่ะ แฮ่ะ "

ดร. ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้ เขาหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เมื่อกี้คุณพ่อได้ยินเสียงตะโกนจากข้างบนหรือเปล่า"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล ความรู้สึกของท่านกำลังหวาดกลัวปีศาจ

"ได้ยินแล้ว"

พลดึงปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง แล้วพูดเสริมขึ้น

"ผมว่าเสียงคนครับไม่ใช่ผี อย่างไรเสียก็ต้องมีคนแอบซ่อนอยู่ในบ้านหลังนี้ เฮ้-ขึ้นไปข้างบนโว้ยพวกเรา เราทุกคนมีปืนพกติดตัวมาด้วยกันทั้งนั้น ไม่น่ากลัวอะไรเลย"

กิมหงวนทำหน้าแหยๆ ชอบกล

"อ้ายกลัวน่ะมันไม่กลัวหรอก แต่มันหวาดๆ ยังไงก็ไม่รู้ ติ๊งต่างว่าเราขึ้นไปเห็นมันเข้า ปืนของเรายิงมันไม่เข้า เราจะทำยังไงดี"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"อิมพอสิเบิล ผีไม่มีแน่ๆ มันต้องเป็นคนและเมื่อมันเป็นคน เราก็ยิงมันทิ้งเสีย ไปขึ้นไปข้างบน"

นิกรเขยิบเข้ามายกมือจับแขนเจ้าแห้ว

"เฮ้ย เอ็งกับข้าถอยแบบยุทธศาสตร์ออกไปคุยกันหน้าตึกดีกว่า ปล่อยให้ท่านผู้กล้าหาญขึ้นไปตรวจค้นผีเถอะ ถ้ายังไงเราจะได้ช่วยกันเอาศพใส่รถไปบ้าน บรื๊อส์...ไม่เอาละโว้ยเล่นกับผีไม่มีทางเอาชนะมันได้เลย มีอย่างที่ไหนวะ ข้าร้องตะโกนเล่นหน่อยเดียวมันขานรับ นี่มันดุยิ่งกว่าป่าช้าวัดดอนเสียอีก"

พลมองหน้านิกรอย่างเคืองๆ

"ไป-แกกับอ้ายแห้วออกไปอยู่ข้างนอก กัน ๓ คนกับคุณอาจะขึ้นไปพิสูจน์ความจริงเดี๋ยวนี้ ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าผีมันเก่งกว่าคน"

ครั้นแล้ว นายพัชราภรณ์ก็เดินนำหน้า พา ดร.ดิเรก เสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นบันไดไปชั้นบน ทุกคนต่างถือปืนพกอยู่ในเมือกระชับมั่น เตรียมพร้อมที่จะเหนี่ยวไกยิงได้ทุกขณะ ชั้นบนของตึกหลังนี้เงียบกริบ ต่างช่วยกันเปิดประตูหน้าต่างทุกบาน ไม่มีอะไรผิดปกติ และไม่มีมนุษย์คนใดที่จะหลบซ่อนอยู่ได้ ห้องทั้ง ๔ ว่างเปล่าปราศจากข้าวของใดๆ แม้กระทั่งห้องน้ำและห้องส้วม ก็ถูกค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน

อาเสี่ยกิมหงวนทำหน้าชอบกล แกล้งร้องตะโกน

"ผีโว้ย"

มีเสียงขานรับดังขึ้นข้างล่าง

"โว้ย"

กิมหงวนโผเข้ากอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที เย็นวาบไปทั้งตัว ดิเรกหัวเราะลั่น มองดูอาเสี่ยอย่างขบขัน

"อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยวะ เสียงอ้ายกรต่างหาก ไม่ใช่เสียงผีหรอก แต่เสียงตอนแรกน่ะซี กันไม่เข้าใจเลยว่าเป็นเสียงของใคร รู้แต่ว่าดังมาจากข้างบน ซึ่งเราก็ตรวจตราดูทั่วแล้ว ไม่น่าจะมีใครหลบซ่อนอยู่ได้ ห้องออกโล่งอย่างนี้ ต่อให้ลูกแมวตัวเล็กๆ ซ่อนอยู่เราก็หาพบ ตู้โต๊ะแม้แต่ชิ้นเดียวก็ไม่มี"

พลว่า "อีกสักครู่ก็ค่ำแล้ว ถ้ามีมีจริงมันต้องเล่นงานเราแน่ ลงไปข้างล่างเถอะ กินข้าวกินปลากันเสียที ไฟฟ้าบนตึกนี่มีอยู่กี่ดวงเปิดมันหมดทิ้งไว้ เราจะต้องพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ให้ได้"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างช่วยกันเปิดสวิทไฟฟ้าตามห้องต่างๆ จนทั่ว แล้วพากันกลับลงมา ดร. ดิเรกต้องใช้สมองมากมายในเรื่องนี้ เขาไม่เชื่อว่าผีมีแต่เขาก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง ที่เขาได้ยินเสียงพูดโต้ตอบกับนิกร ซึ่งเขาและทุกคนต่างก็ได้ยินถนัด เสียงนั้นดังมาจากชั้นบนนี่เอง

ที่หน้าตึก เจ้าแห้วกับนิกรต่างช่วยกันจัดอาหารที่ใส่ปิ่นโตใหญ่หนึ่งเถา เอามาจากบ้านพร้อมด้วยวิสกี้ตราขาวโซดา ความจริงควรจะเรียกว่ากับแกล้มมากกว่าอาหาร เพราะล้วนแต่เป็นของกินแกล้มเหล้าทั้งสิ้น

บนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่ ปิ่นโต ๔ ใบวางอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้า ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนและพลออกมา นิกรแลเห็นเข้าก็ยิ้มแหยๆ

"ว่าไงโว้ย พล มีอะไรผิดปกติไหม"

นายพัชราภรณ์สั่นศีรษะ

"ตรวจดูทั่วชั้นบนแล้ว ไม่พบอะไรเลย"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้าเช่นนั้น เสียงตะโกนตอบกันต้องเป็นเสียงผีแน่ๆ กินเหล้าให้ใจกล้ากันก่อนเถอะวะ ลงเมาแล้วผีก็ผีเถอะ กันแสดงเอง คืนนี้ต้องจับผีให้ได้"

ทุกคนเข้ามานั่งล้อมวง อาเสี่ยมองดูกับแกล้มซึ่งทำโดยฝีมือเจ้าแห้ว แล้วเขาก็กล่าวถามเจ้าแห้วอย่างเคืองๆ

"ให้เงินแกไป ๕๐๐ บาท ได้มาเท่านี้ละหรือ"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานมีกับตั้ง ๔ อย่าง แล้วจะเอายังไงอีกล่ะครับ ตราขาวหนึ่งขวดเกือบสองร้อยแล้ว โซดาอีก ๖ ขวด"

"เออ ขวดละเท่าไร"

"ขวดละ ๕ บาทครับ"

กิมหงวนหันมาถามพล

"โซดาขวดหนึ่งตั้ง ๕ บาทเชียวหรือวะพล"

พลหัวเราะหึๆ

"ยังไงก็ไม่รู้ กันไม่เคยซื้อเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนจุ๊ย์ปาก ยกมือชีหน้าเจ้าแห้ว

"เอาละ เหล้ากับโซดาตีเสีย ๒๐๐ บาท แล้วกับแกล้มนี่น่ะตั้ง ๓๐๐ บาทเชียวรึ ปิ่นโตนี้มีแหนมอยู่ไม่ถึง ๑๐ ดุ้น แล้วก็นี่...พล่ากุ้ง กุ้งอย่างมากก็กิโลเดียว ปิ่นโตนี้อะไรวะ ดูคล้ายๆ ขี้ควายคลุกขี้เถ้า"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกลอบค้อนกิมหงวน

"รับประทานลาบเนื้อครับ"

"อ้อ-แล้วปิ่นโตนี้อะไร"

"รับประทานแกงครับ"

"รู้แล้วว่าแกง แกงอะไรล่ะ"

"รับประทานแกงเผ็ดนกกระจาบครับ รับประทานนกกระจาบตั้ง ๒๐ ตัว"

กิมหงวนสั่นศีรษะช้าๆ

"ถึงอย่างนั้นกับข้าว ๔ ปิ่นโตนี่มันก็ไม่น่าจะถึง ๓๐๐ บาท ข้าคิดว่าอย่างมากก็เพียง ๕๐ บาทเท่านั้น"

เจ้าแห้วชักฉิว

"รับประทาน เลี้ยงช้างมันก็ต้องรับประทานอุจจาระช้างบ้างละครับ เขาคอรัปชั่นกันโครมๆ ไม่เห็นมีใครว่าอะไร รับประทานผมกินกำไรนิดหน่อยอาเสี่ยบ่นกะปอดกะแปด หมดนี่ได้กำไรเพียง ๒๖๐ บาทเท่านั้น"

พลทำตาเขียวกับคนใช้จอมแก่นของเขา

"พอ...พอแล้ว มากไปอ้ายแห้ว เดี๋ยวถูกเตะเสียเปล่า เปิดโซดาเข้าไม่ต้องพูดมาก ถ้วยแก้วอยู่ไหนเอามาแจกซีโว้ย มัวแต่สวดอยู่นั่นแหละ"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เริ่มลงมือดื่มเหล้าและปรึกษาหารือกัน ในเรื่องที่เกี่ยวกับผีปีศาจบ้านนี้ ดวงอาทิตย์ลับโลกแล้วอากาศมืดขมุกขมัวลงทุกที พอวิสกี้พร่องไปครึ่งขวดก็สิ้นแสงตะวัน

ไฟฟ้าหน้าตึกส่องสว่างจ้า ดร. ดิเรกให้เงินเจ้าแห้วไปซื้อตราขาวมาอีก ๑ ขวด และไก่ตอนอีกครึ่งตัว นิกรตั้งหน้าตั้งตากินแต่กับแกล้มจนอิ่มแปร้ ส่วนเหล้าดื่มไปเพียง ๒ แก้วพอตึงๆ หน้าเท่านั้น

ในราว ๑๙.๐๐ น. เศษ การรับประทานอาหารเย็นของคณะพรรค ๔ สหายก็สิ้นสุดลง ยังมีวิสกี้เหลืออีกค่อนขวด ส่วนกับแกล้มหมดเกลี้ยง เพราะนิกรพยายามกินมันเข้าไป เหลือไว้ให้เจ้าแห้วเพียงนิดเดียวเท่านั้น

เมื่อเมาเหล้าทุกคนก็สรวลเสเฮฮากันอย่างสนุกสนาน ลืมนึกถึงเรื่องภูตผีปีศาจในบ้านนี้ จนกระทั่ง ๒๐.๐๐ น. เศษ เมฆฝนปกคลุมไปทั่วท้องฟ้า พายุพัดรุนแรงขึ้นตามลำดับ ในที่สุดฝนก็ตกลงมาราวกับฟ้ารั่ว เสียงฟ้าคนองเปรี้ยงปร้างตลอดเวลา

แล้วไฟฟ้าทุกๆ ดวงก็ดับพรึบ บริเวณบ้านใกล้เรือนเคียงมืดมิดปราศจากแสงไฟ ฝนซาไปบ้างแล้ว แต่ลงเม็ดพรำตลอดเวลา เจ้าแห้ววิ่งไปที่รถเก๋งนำตะเกียงรั้วมาจุด คณะพรรค ๔ สหายถูกฝนสาดต้องย้ายวงเข้ามารวมกลุ่มกันในห้องโถง และไม่มีเก้าอี้นั่ง ต้องนั่งบนเสื่อจันทบุรีที่เอามาจากบ้าน

พอฝนหาย ดวงจันทร์คืนข้างแรมก็โผล่พ้นขอบฟ้า สาดแสงสลัวลางไปทั่วบริเวณ ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทุกหนแห่ง ๔ สหายนั่งจิบเหล้าและสนทนากันเบาๆ ในที่สุดกิมหงวนก็นึกขึ้นได้ว่าที่นี่คือบ้านผีสิง

"เฮ้ย นี่เรามาจับผีกันไม่ใช่หรือ" เสี่ยหงวนพูดเสียงอ้อแอ้

ดร. ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋น์ ๓ ทุ่มกว่าแล้ว ไม่มีเหตุการณ์อะไรที่น่าตื่นเต้นหวาดกลัวเลย เชื่อไอเถอะวะ ผีไม่ใช่สสาร ผีไม่มีตัวตน ถ้าผีมีจริงโลกเรานี้ ก็จะต้องอยู่ใต้อิทธิพลของปีศาจ"

ทันใดนั้นเอง มีเสียงหัวเราะและเสียงตบมือดังขึ้นข้างบนของตึกหลังนี้ นิกรเผ่นพรวดขึ้นไปนั่งบนตักเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วกอด ดร. ดิเรกแน่น หน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ อกใจเต้นระทึกเพราะความหวาดกลัว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผลักนิกรลงจากตักของท่าน

"อ้ายเปรต ตูดแหลมยังกะเข็ม เสือกมานั่งบนตักได้"

นิกรกระซิบถามพ่อตาของเขาเบาๆ

"คุณพ่อได้ยินไหมครับ เสียงตบมือและเสียงหัวเราะเมื่อกี้นี้"

เจ้าคุณปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง ทั้งๆ ที่ท่านเองก็กำลังปอดลอย

"ได้ยินแล้ว บางทีบ้านข้างๆ เขาอาจจะมีการเลี้ยงรื่นเริงกันก็ได้ แต่ในห้องนี้มันก้อง ก็ฟังดูคล้ายกับว่ามันดังมาจากชั้นบน"

เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นเครือ

"รับประทานไม่ใช่บ้านข้างๆ หรอกครับ รับประทานบ้านอยู่ไกลกันมาก อ๋อย...ถ้าไม่ดีเสียแล้วละครับ"

ดร. ดิเรกตวาดแว๊ด

"อย่าขี้ขลาดไปหน่อยเลยวะ ฉันรู้ดีว่าคนอย่างแกน่ะกล้าอย่างบ้าบิ่นทีเดียว"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มอย่างแห้งๆ

"ลำบากนักอย่ายอเลยครับ รับประทานผมบอกตามตรงครับว่า ในโลกนี้ผมไม่เคยกลัวอะไรเท่าผีเลย"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ หยิบถุงยาเส้นออกมาบรรจุกล้อง แล้วจุดสูบพ่นควันโขมง ทุกคนเงียบกริบไม่มีใครพูดอะไรเลย ต่างคนต่างเงี่ยหูฟังเสียงต่างๆ สักครูหนึ่งดิเรกก็หยิบก้านไม้ขีดไฟออกมาจากกลักรวม ๖ ก้าน หักก้านหนึ่งออกเสียครึ่ง แล้วพูดกับทุกๆ คน

"เฮ้-เราต้องการพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ จับไม้สั้นไม่ยาวกันโว้ย ใครได้ไม้สั้นต้องขึ้นไปตรวจดูเหตุการณ์ข้างบน"

นิกรอ้าปากหวอ

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"รับประทานผมก็ไม่เกี่ยวครับ ขืนได้ไม้สั้นรับประทานผมช็อคตายแน่ ใครจะขึ้นไปได้ครับ"

ดร. ดิเรกทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ถ้าแกจับได้ไม้สั้น ฉันจะมอบไฟฟ้าเดินทางและปืนพกให้แก มีปืนพกอยู่ในมือกลัวผีมีอย่างที่ไหน เพื่อความยุติธรรมทุกคนต้องจับไม้สั้นไม้ยาว ใครไม่จับไม่ได้"

กิมหงวนเดือดดาลขึ้นมาก็พรวดพลาดลุกขึ้นยืน

"กันเองหมอ กันจะขึ้นไปมือเปล่าโดยไม่ต้องมีปืน" แล้วเขาก็ล้วงกระเป๋าหยิบรีวอลเว่อร ๙ ม.ม. โยนไปบนตักนิกร "ผีมันจะวิเศษกว่าคนได้อย่างไรวะ"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"นั่น-อ้ายหงวนซีถึงจะแน่ อ้ายแห้วกับอ้ายกรขี้ขลาดสิ้นดี ไป-อ้ายเสี่ย ขึ้นไปดูให้เห็นเท็จจริงหน่อย คนอย่างแกเขาเรียกว่าคนมีเหตุผล ไม่เชื่อถือในสิ่งที่เหลวไหล"

เสี่ยหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง พยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขา แล้วเดินตรงไปที่บันได แต่แล้วอาเสี่ยก็หยุดชะงักหมุนตัวกลับ

"เฮ้-ขึ้นไปซี" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงหัวเราะ

อาเสี่ยสั่นศีรษะ เดินกลับมานั่งรวมกลุ่ม

"ไม่กล้าโว้ย อ้ายใจน่ะมันไม่กลัวหรอก แต่ขามันไม่ยอมเดิน" แล้วกิมหงวนก็สะดุ้งทำจมูกฟุดฟิด กระซิบกระซาบบอกนิกร "แกได้กลิ่นอะไรไหม"

นิกรอมยิ้ม

"กันปล่อยออกมาเอง เมื่อกลางวันล่อถั่วลิสงต้มเข้าไป แฮ่ะ แฮ่ะ"

เสี่ยหงวนแยกเขี้ยว ยกฝ่ามือผลักหน้านายจอมทะเล้นเต็มแรง

"นี่แน่ะ อ้ายเราก็นึกว่ากลิ่นศพเสียอีก"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เฮ้ย-จับไม้สั้นไม้ยาวโว้ยพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดึงก้านไม้ขีดไฟมาจากมือดร. ดิเรกเป็นคนแรก แล้วท่านก็ถอนหายใจโล่งอก

"ไม้ยาวโว้ย ค่อยยังชั่วหน่อย"

นายแพทย์หนุ่มยื่นมือให้พลจับ นายพัชราภรณ์จับได้ไม้ยาวเช่นเดียวกัน เจ้าแห้วถอยหลังกรูดเมื่อ ดร. ดิเรกมองดูหน้าเขา

"รับประทานผมบอกแล้วนี่ว่าครับว่าผมไม่เกี่ยว"

พลเอ็ดตะโรเจ้าแห้วทันที

"แกต้องจับไม้สั้นไม้ยาวเดี๋ยวนี้ ทำขี้ขลาดประเดี๋ยวพ่อจับมัดไว้ข้างบนตลอดคืนหรอก เร็วอย่าชักช้า"

เจ้าแห้วร้องไห้ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"รับประทาน ถ้าเผื่อผมได้ไม้สั้นล่ะครับ ฮือ-ฮือ-"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"อ้ายเปรต กลัวผีเสียจนร้องไห้"

เจ้าแห้วยกมือไหว้เทพยดาอารักษ์ ขอให้ดลบันดาลให้เขาจับได้ไม้ยาว แล้วก็เอื้อมมือหยิบก้านไม้ขีดไฟในมือ ดร. ดิเรก ค่อยๆ ดึงออกมา พอแลเห็นไม้ขีดไฟเต็มก้าน เจ้าแห้วก็หัวเราะก้าก

"โอย-รับประทานสิ้นเคราะห์ไปที นึกว่าเจอไม้สั้นเข้าให้แล้ว"

ดร. ดิเรกหันมาทางกิมหงวน

"เอ้า แกจับ ระวังเจอไม้สั้นเข้านา"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม ค่อยๆ ยื่นมือเข้ามาดึงไม้ขีดไฟออกมาจากมือดิเรกหนึ่งก้าน แล้วกิมหงวนก็ยิ้มแก้มแทบแตก

"ยาวเฟื้อยเลย มือกันแน่นัก"

นิกรทำเป็นไก๋ ผิวปากเพลงชาติเบาๆ ขยับจะลุกขึ้น แต่พลจับแขนไว้

"จะไปไหนอ้ายกร"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ออกไปหาโอเลี้ยงกินสักแก้วเดี๋ยวมา"

ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ

"ไม่ได้ แกต้องจับไม้สั้นไม้ยาวเสียก่อน ขณะนี้ในมือกันเหลือไม้สั้นและไม้ยาวอย่างละอัน ไม่แกก็กันนี่แหละจะต้องขึ้นไปข้างบน"

นิกรทำตาละห้อยน่าสงสาร

"ติ๋งต่างแกได้ไม้สั้น แกกลัวผีไหมหมอ"

"โน-ฝรั่งไม่เคยกลัวผี"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แต่กันกลัวนี่หว่า เอายังงี้ก็แล้วกัน แกขึ้นไปดีไหม"

"อูวะ ยังงั้นเรามาจับไม้สั้นไม้ยาวกันหาหอกอะไรกันล่ะ ทำอะไรมันต้องยุติธรรมซีโว้ย เร็วอย่าชักช้าหรือจะให้กันจับก่อน"

นิกรสะดุ้งโหยง

"อ๊ะ ยังงั้นจะใช้ได้เรอะ แกรู้นี่หว่าอันไหนยาวอันไหนสั้น"

"ออไร๋น์ ยูจับก่อนซี เหลืออันไหนเป็นของกัน"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เอาวะ มา-จับก็จับ"

นายแพทย์หนุ่มยื่นมือให้นายจอมทะเล้นหยิบไม้ขีดก้านหนึ่ง

"อันนี้ยาว"

"ไม่รู้ได้ แล้วแต่แกเถอะ" นายแพทย์หนุ่มพูดพลางหัวเราะพลาง "สำหรับกัน ถึงได้ไม้สั้นกันก็ไม่แคร์"

นิกรดึงไม้ขีดก้านนั้นออกมา แต่แล้วเขาก็แทบลมจับ เมื่อเห็นก้านไม้ขีดสั้นจู๋เพียงครึ่งเดียว ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"ว้า-ทำไมซวยยังงี้โว้ย" นิกรพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

นายแพทย์หนุ่มยกมือตบศีรษะนิกรค่อนข้างแรง

"เกิดมาเป็นลูกผู้ชายต้องมีศีลมีสัตย์ ไปขึ้นไปข้างบน พิสูจน์ให้ทั่วทุกๆ ห้อง"

นิกรมองขึ้นไปข้างบน พยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง

"เอา-ตายเป็นตายวะ ลองฟัดกับผีดูสักตั้ง เฮ้ยส่งขวดเหล้ามาโว้ยอ้ายแห้ว ดื่มเพียวๆ สักก๊งจะได้ใจกล้า ความจริงผีน่ะมันก็ไม่น่ากลัวอะไรนัก เพราะมันไม่มีตัวตนเหมือนอย่างเรา" พูดจบนิกรก็รินตราขาวใส่แก้วยกขึ้นดื่ม

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็สะดุ้งเฮือกไปตามกัน เมื่อได้ยินเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่ง พูดเสียงหัวเราะกังวานดังมาจากชั้นบน

"เก่ง-เก่งมาก พี่หมูน้องยก ตบมือหน่อยโว้ยพวกเรา ฮา--"

เสียงตบมือเสียงฮาดังขึ้นลั่นบ้าน นิกรกับเจ้าแห้วกอดกันกลมดิก ดร. ดิเรกผุดลุกขึ้นยืน

"กันเอง ต้องพิสูจน์ให้รู้ความจริงเดี๋ยวนี้ พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ล้วงกระเป๋าหยิบ ยู. เอส. อาร์มี่ ๑๑ ม.ม. ออกมา

พลฉุดแขนอาเสี่ยลุกขึ้น

"ไป-อ้ายหงวน ปราบผีบ้านนี้ให้ราบคาบเสียทีเถอะวะ มันชักจะมากไปเสียแล้ว"

อาเสี่ยพยักหน้า ดึงแว่นตาขอบกระเก็บเข้ากระเป๋า แล้วร้องตะโกนลั่น

"เฮ้ย-นักเลงจริงอย่าหนีนะโว้ย กูจะจับมึงใส่หม้อถ่วงน้ำให้หมด"

ก่อนที่สามสหายจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เสียงปีศาจก็ดังขึ้นเบาๆ แต่ได้ยินถนัด

"สูเจ้าทั้งหลาย บ้านนี้เป็นที่สิงสถิตย์แห่งพวกข้า ข้าไม่ปรารถนาทำร้ายใคร ขอให้สูเจ้าจงพากันออกไปจากบ้านนี้เสียเถิด"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียงหลับตาปี๋ "อิติปิโสภควา...โหตุ...สัพพีตีโย...ลูกกลัวแล้ว เจ้าประคุณเอ๋ย"

เสียงครวญครางเหมือนกับคนที่ได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัสดังขึ้น แล้วก็มีเสียงโหยหวลของผู้หญิงแม่ลูกอ่อนกล่อมลูก ระคนกับเสียงเด็กๆ ร้องไห้แผ่วเบา

"อุแว้ อุแว้ อุแว้"

"เอ้เอ-นอนเสียนะลูกนะ ตื่นขึ้นมาแม่จะหาไส้คนให้กิน นอนเสียเถอะลูกคนดีของแม่"

"โอละเห่เอย

นาฬิเกต้นดก

ปลูกเอาไว้แถมพกเอย

ชาละวันเจ้าจะมีเมีย "

นิกรกับเจ้าแห้วขนลุกซ่าผมตั้งชัน เสียงสุนัขบ้านใกล้เรือนเคียงหอนวิเวกวังเวง ลมพัดกระโชกเข้ามาวูบหนึ่ง

"บรื๊อวว์" นิกรร้องลั่น "เปิดโว้ยอ้ายแห้ว"

ทั้งสองต่างลุกขึ้นยืน พากันวิ่งตื๋อออกไปจากห้อง อาเสี่ยพลอยใจเสียใส่ตีนหมาโกยอ้าวติดตามออกไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรกและนายพัชราภรณ์ยืนนิ่งเฉย แล้วท่านเจ้าคุณก็สะดุ้งเฮือก เมื่อแลเห็นเท้าคู่หนึ่งปรากฏอยู่บนขั้นบันไดระหว่างช่องลูกกรง เท้าคู่นั้นไม่ได้สวมรองเท้า โตกว่าเท้าธรรมดาประมาณ ๕ เท่า มันเหมือนกับเท้าของผีตายที่กำลังขึ้นอึ่ดทึ่ด

ท่านเจ้าคุณอกสั่นขวัญแขวน

"โว้ย-เปิดโว้ยพวกเรา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเสียงหลง วิ่งจู๊ดออกไปจากห้องเตะตะเกียงรั้ว กระเด็นหวือทำให้ตะเกียงดับ

คราวนี้ ดร. ดิเรกกับนายพัชราภรณ์ก็พลอยเสียขวัญไปด้วย ต่างโกยอ้าวออกไปจากห้องโถงทันที

คณะพรรค ๔ สหายออกมายืนรวมกลุ่มกันที่หน้าตึก ซึ่งมืดมิดปราศจากแสงไฟ ต่างคนต่างมองดูหน้ากันและนิ่งเงียบไปนาน ในที่สุดเจ้าแห้วก็เอ่ยขึ้น

"รับประทาน ถ้าจะให้ดี กลับบ้านเราเถอะครับ โอ้โฮ-มันดุอะไรอย่างนี้ รับประทานเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ เพิ่งเคยเห็นผีดุขนาดหนักเช่นนี้"

กิมหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"น่ากลัวบ้านนี้จะเป็นที่ชุมนุมดาราผีโว้ย ไอ๊ย่า...หัวใจแทบช็อค"

นิกรมองดูหน้า ดร. ดิเรกแล้วหัวเราะ

"ไงหมอ แกว่าแกไม่กลัวผีทำไมถึงโกยอ้าวออกมาล่ะ"

ดร. ดิเรกทำหน้าชอบกล

"อ้ายกลัวน่ะไม่กลัวหรอก แต่มันหวาดเห็นคุณพ่อท่านวิ่งกับเจ้าพล ก็เลยวิ่งตามออกมา" พูดจบก็หันควับมาทางนายพัชราภรณ์ "เสือกวิ่งออกมาทำไมวะ ทำให้กันเสียเหลี่ยมหมด"

พลยิ้มแหยๆ

"กันบอกไม่ถูกเหมือนกันว่า ทำไมกันวิ่งออกมา เสียงยายแม่ลูกอ่อนคนนั้น เยือกเย็นจนขนลุกซู่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าพล

"อาจะบอกความจริงให้รู้ บรื๊อวร์.... พูดแล้วขนลุก อาวิ่งออกมาก็เพราะอาเห็นผีมันกำลังเดินลงบันไดมา ให้ตายเถอะวะ ตีนมันใหญ่เกือบเท่าพระบาทหลวงพ่อโตวัดอินทร์ มันยืนนิ่งเฉยอยู่บนบันไดเห็นแต่ท่อนขา พออาเห็นเข้าหัวใจแทบหยุด วิ่งแจ้นออกมาเลย"

ดร. ดิเรกยกมือลูบคลำเคราของเขา ใช้สมองคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ ในที่สุดนายแพทย์หนุ่มก็พูดออกมาเปรยๆ

"มันเป็นแปลกมาก ผีมีผีไม่มี...บา...หรือมีโว้ย กันไม่เคยผจญเหตุการณ์อย่างนี้เลย"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทาน เชื่อผมเถอะครับ ผีต้องมีแน่ๆ ถ้าไม่มีผี คำว่าผีจะเกิดขึ้นได้อย่างไร รับประทาน ผู้ใหญ่ผู้เฒ่าก็ยืนยันว่ามีผีด้วยกันทั้งนั้น"

ดร. ดิเรกทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"อือ-นั่นนะซีโว้ย กันชักจะเลื่อมใสเสียแล้ว"

คณะพรรค ๔ สหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันต่อไป อำนาจแอลกอฮอล์จากวิสกี้ตราขาวที่นิกรดื่มเข้าไปเพียวๆ ตั้งครึ่งแก้ว ทำให้นายจอมทะเล้นมึนเมาจนแทบจะครองสติไม่ได้ และอำนาจเหล้านี่เองทำให้นิกรกล้าหาญขึ้นอย่างน่าประหลาด

นิกรโบกมือขวา แล้วพูดกับเพื่อนด้วยเสียงอ้อแอ้

"กันเอง กันจะปราบผีรายนี้เอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"แกพูดหรือเหล้ามันพูด"

"บ๊ะแล้ว" นิกรเอ็ดตะโร "มือชั้นนี้กินเหล้าเมาก็ไม่ใช่อ้ายกรน่ะซีครับ ไม่เมา-ผมไม่เมา กินอีก ๕ ขวดก็ไม่เมา จริงแมะ อย่าหน่อยเลยน่า พ่อตาไม่ใช่พ่อตัวกลัวอะไรกับพ่อตา เฮ้ย-อ้ายแห้ว อ้าว-หายหัวไปไหนแล้ว อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกร

"รับประทานยืนอยู่นี่ครับ"

"อ้าว-ข้านึกว่าคนอื่น ขอโทษที อึ๊ก...ไปที่รถไปเอากระเป๋าเครื่องปลอมแปลงเป็นผีมาให้ข้า ข้าจะใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง ผีมันหลอกเรา เราก็ต้องหลอกมันบ้าง ไปเอามาเร็ว"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง รีบลงบันไดไปที่รถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มให้นายพัชราภรณ์

"ได้การละโว้ย อ้ายกรมันเอาเรื่องแน่"

นิกรหัวเราะก้าก ยืนโงนเงนเหมือนต้นไม้ต้องพายุ

"ผีไม่มีความหมายอะไรสำหรับนายนิกร" แล้วเขาก็ยกมือตบบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ "หรือยังไงพี่ชาย"

เจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"ใครเป็นพี่มึง"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น จ้องตาเขม็งมองดูท่านเจ้าคุณ

"อ้อ-คุณพ่อหรอกหรือครับ นึกว่าใครประเดี๋ยวผมจะแสดงจับผีให้ดู ไม่ยากเย็นอะไรหรอกครับ จับลูกแมวยังยากกว่าจับผี อั๊วะ...อ๊วก..."

พลเอ็ดตะโรลั่น

"โน่น-ไปอ้วกที่ข้างลูกกรงนั่น"

นิกรโบกมือ พลางพูดลิ้นไก่สั้นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"มือชั้นนี้แล้ว ถึงอ้วกก็ไม่ออก ของดีๆ ทั้งนั้นที่กินเข้าไป ที่ร้องอ้วกก็เพราะมันเมา อื้อฮือโว้ย บ้านช่องหมุนตื้อเลย นั่นลูกอะไรกลมๆ ลอยอยู่ข้างหน้ากันโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู่

"หัวข้าโว้ย ปู้โธ่อ้ายนี่ เมาเสียจนไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไร"

เจ้าแห้วถือกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดกลางใบหนึ่ง เดินขึ้นบันไดมา แล้วส่งให้นิกรอย่างนอบน้อม คณะพรรค ๔ สหายต่างนั่งลงบนพื้นเฉลียงหน้าตึกนั่นเอง ดร. ดิเรกเดินเข้าไปในห้องโถง หิ้วตะเกียงรั้วเดินออกมา ทรุดตัวนั่งข้างนิกร แล้วจุดตะเกียงรั้วขึ้น ทำให้บริเวณหน้าตึกมีแสงสว่างพอมองเห็นกันถนัด

นิกรเปิดกระเป๋าเสื้อผ้าออก หยิบข้าวของในกระเป๋าออกมาวางบนพื้น ยกหน้ากากผีขึ้นสวมหน้า มันเป็นหน้ากากรูปหัวกะโหลกผี ดร. ดิเรกหัวเราะชอบอกชอบใจ

"เว้ล-เวลเหว่ล เข้าทีโว้ย"

นายจอมทะเล้นเลิกหน้ากากขึ้นไปไว้ที่หน้าผาก

"แกคอยดู กันจะหลอกให้อ้ายพวกผีในบ้านนี้วิ่งแจ้นไปตามกัน" พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นถอดเสื้อเชิ้ตออกโยนลงบนหัวเจ้าแห้ว แล้วหยิบเสื้อยืดแขนยาวสีดำ ขึ้นมาสวมใส่แนบสนิทเนื้อ

บัดนี้ นิกรอยู่ในชุดสีดำล้วน เขาดึงหน้ากากผีลงมาปิดหน้าตามเดิม ฤทธิ์สุราทำให้เขาสะเงาะสะแงะบุกเข้าไปในห้องโถงอย่างอาจหาญ

แต่แล้วในนาทีนั้นเอง นิกรก็เดินออกมาอย่างรีบร้อน ดึงหน้ากากขึ้นไว้บนศีรษะ กล่าวถามเจ้าแห้วด้วยเสียงสั่นเครือ

"เฮ้ย-คาถากันผีว่ายังไงโว้ย"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทาน นะ มะ พะ ธะ ครับ"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"เอาละ กันจะแสดงการจับผีให้ดูเดี๋ยวนี้ แต่ต้องร้องยี่เกทำลายขวัญพวกผีเสียก่อน มันจะได้รู้ว่ามือชั้นกันเหนือมันมาก"

แล้วนิกรก็ร้องยี่เกเสียงลั่นบ้าน

ผีเอ๋ยผีจงฟัง

กระดิ่งทองชื่อดังผู้ศักดา

จะมาจับพวกเจ้าเอาใส่หม้อ

ไปถ่วงน้ำให้มันมาระนอหรือว่ามรณา

กระดิ่งทองคนดีมีฤทธา....

นิกรรำเข้าไปในห้องอย่างอาจหาญ ยกมือดึงหน้ากากผีลงมาปิดหน้า อำนาจแอลกอฮอล์ทำให้เขากล้าอย่างบ้าบิ่น

แต่แล้ว...พอย่างเท้าเหยียบขั้นบันไดขั้นแรกที่จะขึ้นชั้นบน กระดิ่งทองก็แทบจะหายเมา เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไฟฟ้าเดินทางดวงเล็กๆ ขึ้นมาเปิดออก ค่อยๆ เดินขึ้นบันไดไปทีละขั้น

พอถึงขั้นพักบันได นิกรก็หยุดชะงัก เมื่อได้ยินเสียงตึงตังโครมคราม เหมือนกับคนสองคนปล้ำกัน

"เอ-เอากูละโว้ย นะ มะ พะ ธะ "

ความเมาหายไปในราว ๙๐ เปอร์เซ็นต์ นายจอมทะเล้นพยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง พูดกับตนเองเบาๆ

"ฮึ-ไม่กลัววะ ขณะนี้เราก็เป็นผีเหมือนกันซีวะ"

กระดิ่งทองแข็งใจเดินขึ้นไปบนชั้นบน ท่ามกลางความมืดซึ่งมีแต่แสงไฟฟ้าเดินทางเท่านั้น พอขึ้นมาข้างบนนิกรก็ห้ามล้อพรืด หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้น เมื่อเขาแลเห็นแมวดำตัวหนึ่งยืนอยู่ที่ประตูห้อง

"หง่าว-หง่าว-หง่าว มาทำไม....มาทำไม"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก ถอยหลังกรูด มือที่ถือไฟฟ้าเดินทางสั่นรัว เจ้าแมวนัยน์ตาวาวรูปร่างอัปลักษณ์น่าเกลียดน่ากลัว มันจ้องมองดูนิกร และกรอกหน้าไปมา

"หง่าว....หง่าว มาทำไม...มาทำไม"

นายจอมทะเล้นเลิกหน้ากากผีขึ้น ตวาดแมวเสียงลั่น

"มาทำไมกงการอะไรของมึงด้วยล่ะ"

เจ้าแมวดำแยกเขี้ยวขาว

"หง่าว...หง่าว... กี่โมง... กี่โมง... กี่โมง "

นิกรจุ๊ย์ปาก ยกนาฬิกาข้อมือหน้าปัทม์พรายน้ำขึ้นมองดูเวลา แล้วตอบเจ้าแมวดำอย่างเสียไม่ได้

"สามทุ่มโว้ย"

"หง่าว... หง่าว...หง่าว กี่โมง...กี่โมง.."

"ปู้โธ่ บอกว่าสามทุ่ม"

เจ้าแมวดำเอียงคอไปมา

"หง่าว...หง่าว....กว่า....กว่า..."

นายจอมทะเล้นยกมือเกาศีรษะ

"มึงรู้ดีแล้วเสือกมาถามทำไมเล่า ไป...ชู้ว์ ไปให้พ้น ยังจะมองหน้าอีก หรือจะเอาอะไรก็ว่ามา"

เจ้าแมวดำร้องครางต่อไป

"หง่าว...หง่าว....หง่าว... กระเทียมดอง"

นิกรหัวเราะคิ๊ก

"กูจะไปเอาที่ไหนมาให้มึงวะ"

เจ้าแมวดำเดินผ่านหน้านิกร วิ่งปราดเข้าไปในอีกห้องหนึ่ง นิกรรีบดึงหน้ากากผีลงมาปิดหน้าตามเดิม เดินเข้าไปในห้องทางขวามือ ซึ่งเป็นห้องนอนอันกว้างขวาง แต่ภายในห้องว่างเปล่า ไม่มีข้าวของหรือเครื่องตกแต่งอะไร

อีกครั้งหนึ่งที่นิกรขนลุกซู่ เมื่อได้ยินเสียงเด็กแดงๆ ร้องไห้เบาๆ เสียงเด็กดังขึ้นในห้องนี้เอง แต่มองไม่เห็นตัวเด็ก

"อุแว้...อุแว้...อุแว้...แคว่ก...แคว่ก "

นิกรมองซ้ายมองขวาทำหน้าเลิกลั่ก ฉายไฟกราดไปทั่วห้อง ค้นหาตัวเด็ก ทันใดนั้นเองเขาก็แว่วเสียงผู้หญิงปลอบลูก

"นิ่ง...นิ่งนะลูกนะ โถ...นมต้มก็ไม่กินจะกินไส้คน เดี๋ยวเถอะลูกมันขึ้นมาแล้ว แม่จะควักไส้มันมานะลูกนะ"

สุนัขบ้านใกล้เรือนเคียงหอนเกรียว รับกันเป็นทอดๆ นิกรอกสั่นขวัญแขวน ยกมือขวากุมก้นของเขาไว้กลัวจะถูกล้วงไส้ และรีบถอยหลังออกไปจากห้องนั้น

บัดนี้ นิกรยอมรับสารภาพว่า ความหวาดกลัวปีศาจได้บังเกิดขึ้นแก่เขาเหลือที่จะกล่าว เขาแข็งใจบุกเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง พอโผล่ประตูเข้าไปนิกรก็แทบช็อค

ร่างอันทะมึนของปีศาจตนหนึ่ง สูงประมาณ ๘ ฟุตมีแต่คอไม่มีศีรษะ กำลังขึ้นอึ่ดทึ่ด น้ำเหลืองไหลเยิ้ม เนื้อตัวเหมือนปลาเจ่ายืนเด่นอยู่กลางห้อง

ผีต่อผีประจัญหน้ากันแล้ว

"โอ๊ย! " นิกรร้องสุดเสียง

"เอ๊ะ " เจ้าผีหัวขาดอุทานขึ้น

ครั้นแล้วต่างคนต่างก็กลัว พากันวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง เสียงตึงตังโครมครามดังลั่นบ้าน นิกรเผ่นพรวดลงบันไดมาอย่างรวดเร็ว

"โอ๊ย! ช่วยด้วยโว้ย ผีหลอก"

นายจอมทะเล้น วิ่งกระหืดกระหอบ ออกมาจากห้องโถง ถอดหน้ากากผีโยนทิ้งตรงเข้ามาหาคณะพรรคของเขา

ทันใดนั้นเอง ไฟฟ้าก็สว่างพรึ่บขึ้นทั่วบ้าน สายไฟหัวถนนที่ชำรุด ช่างไฟฟ้าได้มาแก้ไขอยู่เกือบชั่วโมง เพิ่งเรียบร้อยเดี๋ยวนี้เอง

นิกรปากซีดตัวสั่นงันงก มีกิริยาเหมือนกับจะเป็นลม ดร. ดิเรกเอื้อมมือไปจับแขนเขย่า

"เฮ้-เจออะไรเข้า"

นิกรพูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ผะ...อี๋ เจอะ...ผี...ผี..หะ...หัวขาด...อ๋อย...ผีไม่มีหัว"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"ผีไม่มีหัว ก็ใช้ไม่ได้ซี แล้วมันจะมองเห็นรึ"

นิกรตัวสั่นงันงก

"ไม่เอาแล้วมันดุฉิบหายเลย รูปร่างสูงใหญ่กว่าเรามาก มีแต่คอไม่มีหัว ยืนจังก้าอยู่กลางห้อง กันนึกว่าช็อคตายเสียแล้ว นึกไม่ออกว่ากันวิ่งลงมาได้อย่างไร อื้อฮือโว้ยใจคอหายหมด"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"อิท อิส วันเดอะฟุล...เป็นแปลกแน่ มายก๊อด...ฝรั่งเชื่อแล้วว่าโลกเรานี้มีผีแน่นอน แต่ไอจะต้องเป็นผู้พิชิตผี วิทยาศาสตร์เท่านั้นที่จะช่วยให้กันจับผีคณะนี้ให้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีใบหน้าเคร่งเครียด

"เอาเรื่องโว้ย ดุไม่ใช่เล่น"

พลพยักหน้ากับเจ้าแห้ว ซึ่งยืนนัยน์ตาปรืออยู่ข้างนิกร

"อ้ายแห้ว ไฟฟ้ามาแล้ว เอ็งทำใจป้ำขึ้นไปดูเหตุการณ์ข้างบนหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานไม่ไหวแน่ครับ รับประทานผมตาแหกยิ่งกว่าคุณนิกรหลายเท่านัก บรื๊อวร์ รับประทาน ผมอยากกลับบ้านเต็มทนแล้ว"

นายพัชราภรณ์หัวเราะหึๆ ล้วงกระเป๋าหยิบปืนพกออกมา แล้วพูดกับคณะของเขา

"ไปโว้ยพวกเรา ขึ้นไปดูหน่อยเถอะวะ อ้ายผีหัวขาดตัวนั้น ถ้ามันมีอิทธิฤทธิ์มันคงไม่กลัวแสงไฟ ถ้าพบมันเข้าช่วยกันระดมยิงเลย"

เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ

"รับประทานเอามันครับ ไชโย รับประทานคุณนำหน้า ผมเป็นขี้ข้า รับประทานผมอยู่ข้างหลัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเตะเจ้าแห้วพลั่กเข้าให้

"นี่แน่ะ หมั่นไส้นัก"

ครั้นแล้ว นายพัชราภรณ์ก็ถือปืนพกเดินนำหน้า พาเพื่อนเกลอของเขาและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วบุกเข้าไปในห้องโถง แสงไฟฟ้าส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน

ชั้นบนของตัวตึกเงียบกริบ ไม่มีอะไรผิดปกติ ทั่วทุกห้องมีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง คณะพรรค ๔ สหายเดินส่ายสายตาดู ดร. ดิเรกก้มลงเก็บอะไรชิ้นหนึ่งขึ้นมาถือ

"อะไรวะหมอ" พลถาม

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"สงสัยจะเป็นขี้ตุ๊กแกโว้ย" แล้วเขาก็เก็บใส่กลักไม่ขีดไฟของเขา

กิมหงวนทำตาปริบๆ มองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างแปลกใจ

"จะเก็บไปหาหอกอะไรวะ"

ดิเรกชักฉิว

"ไม่ใช่กงการอะไรของแกหรอกน่ะ กันมีสันดานเป็นนักสืบ เห็นอะไรก็ต้องเก็บไว้เป็นหลักฐานก่อน"

เจ้าแห้วก้มลงเก็บก้นบุหรี่ก้นหนึ่งขึ้นมาส่งให้ ดร. ดิเรก

"รับประทานก้นยานี่เอาไหมครับ"

"ออไร๋น์ แกดีมาก เห็นอะไรอีกเก็บมาให้ฉันเถอะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานเห็นจะไม่มีครับ นอกจากใยแมงมุม"

การสำรวจชั้นบนของตัวตึกได้กระทำกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน แต่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ทุกสิ่งทุกอย่างเงียบกริบ ปราศจากเสียงกระโตกกระตากของภูติผีปีศาจ

สีหน้าของ ดร. ดิเรกแจ่มใสขึ้นผิดปรกติ นายแพทย์หนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ แล้วเขาก็พูดกับคณะของเขา

"ผีมันคงกลัวแสงสว่าง เห็นจะเลิกหลอกกันแล้ว ลงไปข้างล่างเถอะพวกเรา"

นิกรร้องเอะอะขึ้นทันที

"ว่าไงโว้ยผี เก่งจริงออกมาซีวะ ถุยผีอะไรวะกลัวแสงสว่าง นักเลงจริงขอดูให้ถนัดหน่อยเถอะน่า" แล้วนิกรก็สะดุ้งโหยง เมื่อพลเอื้อมมือขวามาวางบนบ่าเขา "ปู้โธ่โว้ย มือเย็นยังกะผี แหม-ใจหายหมดเลย"

พลหัวเราะก้าก

"แกน่ะท่าดีแต่ทีเหลว เก่งจริงแกลงไปทีหลังเอาไหมล่ะ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ไม่เอาโว้ย ประเดี๋ยวเกิดเอ๊กสิเด็นไฟฟ้าดับวิ่งตับแตกเลย ไปเถอะ ลงไปคุยกันข้างล่างดีกว่า"

คณะพรรค ๔ สหายพากันล่าถอยลงมาจากชั้นบนของตัวตึก โดยมีนิกรกับเจ้าแห้วเดินนำหน้า ทุกคนออกมาที่เฉลียงหน้าตึก ดร. ดิเรกจูงมือนายพัชราภรณ์พาลงบันได ตรงไปที่รถแล้วกระซิบกระซาบบอก

"กันจะจับผีรายนี้ให้ได้"

"แกจะทำยังไง"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น

"กันขอเวลากลับไปบ้านสองชั่วโมง กันจะกลับมานี่ราว ๕ ทุ่ม แกกับพวกเรานั่งคุยกันอยู่ในห้องโถง และถ้ามีเสียงประหลาดดังขึ้นข้างบน ก็เฉยๆ เสียไม่ต้องขึ้นไปดู กันรับรองว่ากันจะใช้วิชาวิทยาศาสตร์ของกันจับผีรายนี้ให้ได้"

พลทำหน้าฉงน

"เอ-แกจะจับยังไงโว้ย"

"เอาเถอะเป็นเรื่องของกันเอง แต่ว่าแกอย่าบอกใครเป็นอันขาดว่า กันจะไปเอาเครื่องมือจับผี"

พลพยักหน้ารับรอง

"ไปเถอะหมอ กันอยากจะดูความสามารถของแกเหมือนกัน กันเองก็เพิ่งจะเชื่อถือในเรื่องผีสางวันนี้แหละ ไม่อยากจะเชื่อมันก็มีเหตุผลที่ควรจะเชื่อ"

ดร. ดิเรกไม่พูดอะไรอีก เอื้อมมือเปิดประตูตอนหน้า "คาดิลแล็ค" เก๋ง แล้วก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับ ชะโงกหน้าออกมาร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้ว

"เฮ้-ออกไปเปิดประตูหน้าบ้านทีโว้ย"

นิกรร้องตะโกนถาม

"ไปไหนหมอ"

นายแพทย์หนุ่มจำเป็นต้องโกหกนิกร

"ไปราชวงศ์โว้ย ไปซื้อของว่างมาให้พวกเรากินยังไงล่ะ"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย

"ของอั๊ว เอาหอยนางรมทอดนะ ก๊วยเตี๋ยวเนื้อสับด้วย เอาอย่างละสองห่อโว้ย ไอสครีมใส่กระป๋องมาด้วยก็ดี"

ดร. ดิเรกเอื้อมมือเปิดสวิทไฟ สต๊าทเครื่องเข้าเกียร์เปิดไฟหน้าท้ายรถ นำรถเก๋งคันงามแล่นออกไปจากบ้านผีสิง

ที่บ้านพัชราภรณ์

มันเป็นเวลาประมาณ ๒๑.๐๐ น. เมียๆ ของ ๔ สหายกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดกำลังนั่งสนทนากันถึงเรื่องผีบางกะปิ ที่คณะพรรค ๔ สหายกำลังไปพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อเสียงแตรไฟฟ้าของรถ "คาดิลแล็ค" เก๋งดังกังวานขึ้น

"มาแล้ว กลับมาแล้ว" คุณหญิงวาดพูดขึ้นด้วยความดีใจ

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดเทียบบันไดตึกพอดี ดร. ดิเรกเปิดประตูก้าวลงจากรถ วิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดตรงเข้ามาในห้องโถง

"หมอ! " เสียงแจ๋วๆ ดังขึ้นพร้อมๆ กัน

ดิเรกยิ้มแป้น ปราดเข้ามานั่งรวมกลุ่ม ประไพถามขึ้นทันที

"ว่าไงคะหมอ ทำไมถึงกลับมาคนเดียว"

ดิเรกว่า "ได้เรื่องแล้วครับ พวกผมเผชิญกับผีที่บ้านนั้น อย่างน่าตื่นเต้นทีเดียว"

คุณหญิงวาดเขยิบเข้ามานั่งเบียดเสียดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ต๊ายตาย มันติดรถมาด้วยหรือเปล่าก็ไม่รู้"

"ปู้โธ่" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโร "ขี้ขลาดเหลือเกินยายนี่"

คุณหญิงยกขาทั้งสองขึ้นมาวางบนโซฟาร์

"ก็ดิฉันกลัวนี่นะ"

"เล่าให้พวกเราฟังบ้างซิคะ เมื่อตอนสองทุ่มนึกจะตามไปที่นั่นแล้ว แต่คุณอาหญิงท่านห้ามไว้"

ดร. ดิเรกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังโดยตลอด ทุกคนนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง ประไพกอดนวลละออแน่น หน้าซีดเผือด นัยน์ตาล่อกแล่กแสดงความหวาดกลัวจนออกนอกหน้า

"ต๊ายตาย" นวลละอออุทาน "ดุอะไรยังงี้ก็ไม่รู้ มิน่าล่ะ ถึงไม่มีใครกล้าอยู่ที่นั่น อืยย์...ขนลุกซู่ไปหมดเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถาม

"แล้วแกกลับมาทำไม"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอ่อนโยน

"ผมกลับมาทำธุระอะไรนิดหน่อยครับ รับรองว่าคืนนี้ผมจะจับผีคณะนี้ให้ได้"

คุณหญิงวาดหน้าเหรอ

"ระวังนะดิเรก ถ้าพลาดพลั้งถึงตายทีเดียว หรือแกมีเวทย์มนต์คาถา"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"เปล่าครับ ผมจะจับด้วยเครื่องมือวิทยาศาสตร์" พูดจบเขาลุกขึ้นยืน "ผมไปละครับ"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ นายแพทย์หนุ่มรีบเดินออกไปทางหลังตึก ตรงไปห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา พอเข้ามาในห้องเขาก็เปิดไฟฟ้าทุกๆ ดวงสว่างจ้า ดิเรกตรงมานั่งที่โต๊ะกล้องจุลทัศน์ ล้วงกระเป๋าหยิบกล่องไม่ขีดไฟและก้นบุหรี่ กับของกระจุกกระจิกอีกสองสามอย่างออกมา

ดร. ดิเรกหยิบก้อนกลมๆ ที่เขาหลอกนายพัชราภรณ์ว่าขี้ตุ๊กแก วางลงใต้กล้องจุลทัศน์ แล้วก้มลงพิจารณาดูด้วยกล้อง ใช้ก้านไม้ขีดเขี่ยมันออก เขาบอกตัวเองว่าวัตถุชิ้นนี้เป็นยางเหนียวๆ ชนิดหนึ่งคล้ายกับยางน้ำ นายแพทย์หนุ่มยิ้มออกมาได้ ตรวจดูก้นบุหรี่ต่อไป

มันเป็นบุหรี่ชนิดเกล็ดทอง ซึ่งยังใหม่เอี่ยม ดิเรกสันนิษฐานว่าก้นบุหรี่ก้นนี้ เพิ่งถูกทิ้งจากปากในสองสามชั่วโมงนี่เอง พรรคพวกของเขาทุกคน ล้วนแต่สูบบุหรี่นอก แม้กระทั่งเจ้าแห้วก็สูบการิคเป็นประจำ

นายแพทย์หนุ่มพิสูจน์หลักฐานอื่นๆ ต่อไปอีก ซึ่งเขาเก็บเอามา มีฝอยเชือกมะลิลาเส้นหนึ่งยาวไม่ถึงคืบ และเล็กเท่าด้ายหลอด นอกจากนี้ก็มีผ้าดำขนาดผ้าพันแผลหนึ่งผืน ยาวประมาณหนึ่งเมตร กว้าง ๒ นิ้ว เมื่อเขายกขึ้นดม เขาก็รู้สึกว่า ที่ผ้าทาฟอสฟอรัสไว้บางๆ ถ้าหากว่าเขาดับไฟฟ้าในห้องนี้ ก็จะเห็นฟอสฟอรัสเป็นสีเรืองรองอย่างถนัด แน่ละผ้าชิ้นนี้คือเครื่องอุปกรณ์ของพวกผีที่บ้านนั้น ส่วนยางเหนียวคล้ายขี้ตุ๊กแกก็เช่นเดียวกัน ใช้ทาโปะตามเสื้อผ้าให้หนาจนมองเห็นเหมือนกับศพกำลังขึ้นอึ่ดทึ่ด

ดร. ดิเรกผิวปากหวือ

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ผีรายนี้เสร็จกูแน่"

เขาลุกขึ้นเดินไปล้างมือฟอกสบู่เรียบร้อยที่อ่างล้างหน้า แล้วเดินมาที่ตู้ไม้ใบหนึ่ง เปิดตู้ออกหยิบวัตถุกลมๆ สีดำมะเมื่อมขนาดผลส้มออกมา มันคือลูกระเบิดน้ำตาที่นายแพทย์หนุ่มประดิษฐ์คิดขึ้น เขามองดูมันแล้วเก็บใส่กระเป๋ากางเกง

การพิสูจน์หลักฐานของ ดร. ดิเรกนับว่าได้ผลเป็นที่พอใจเขาทุกประการ ดิเรกจัดแจงปิดไฟฟ้าทุกดวงในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ แล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องอย่างรีบร้อน

พอเข้ามาในห้องโถง นายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มให้ท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของ ๔ สหาย

"ผมจะไปจับผีเดี๋ยวนี้ ใครจะไปกับผมบ้างก็ไปซีครับ"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"โอ๊ย!-ไม่เอาแล้วพ่อคุณ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องให้ผีหักคอ"

ดิเรกหัวเราะ

"ผมรับรองครับ อ้ายพวกนี้เป็นผีเก๊ไม่ใช่ผีจริง"

"ผีเก๊" ประภาอุทาน "คนปลอมเป็นผีหรือคะ"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์"

๔ นางปรึกษาหารือกันชวนกันไปดูผี แต่แล้วก็ไม่มีใครกล้าไป ดร. ดิเรกยกหูโทรศัพท์ขึ้นหมุนหมายเลข ต่อไปที่บ้าน พ.ต.ต. พินิต พันธุรัตน์ รองผู้กำกับการแห่งกองปราบพิเศษ ซึ่งเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอ และรู้จักคุ้นเคยกับ ๔ สหายเป็นอย่างดี

"ฮัลโหล ที่ไหน"

มีเสียงพูดมาตามสาย

"บ้านพันตำรวจตรีพินิตครับ"

"อ้อ-ดีแล้ว คุณพินิตอยู่หรือเปล่า"

"อยู่ขอรับ ท่านกำลังแต่งตัวจะไปตรวจงานที่กองปราบฯ เดี๋ยวนี้"

"งั้นเรอะ ช่วยบอกท่านมาพูดกับฉันหน่อยซี ฉันด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์"

"ครับ กรุณารอสักครู่นะครับ"

ดร. ดิเรก ผิวปากเพลงฝรั่งเบาๆ แต่แล้วก็หยุดผิวเพราะรำคาญตัวเอง ที่ผิวไปแล้วฟังไม่รู้เรื่อง นายแพทย์หนุ่มรออยู่สักครู่ ก็มีเสียงห้าวๆ พูดมา

"ฮัลโหล หมอเรอะนี่อั๊วพูดโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"เออ-กันเอง มีเรื่องสำคัญที่จะให้แกช่วย แกคงจะรู้เรื่องผีที่บ้านบางกะปิแล้วไม่ใช่หรือ"

"อ๋อ-รู้แล้ว ขณะนี้ตำรวจกำลังสืบสวนโดยทางลับ"

ดิเรกว่า "ไม่ต้องสืบสวนอะไรอีก ขณะนี้พรรคพวกของกันอยู่ที่บ้านนั้น แกรีบพาตำรวจสักห้าหกคนไปที่บ้านนั้นเถอะ พวกเราผจญกับผีมาตั้งแต่หัวค่ำแล้ว"

"ดีทีเดียว กันกำลังจะไปกองปราบฯ เดี๋ยวนี้ อย่างช้าอีกครึ่งชั่วโมงกันจะไปถึงที่นั่น แกพูดมาจากไหนหมอ"

"บ้านพัชราภรณ์ เลิกกันนะพินิต ขอให้แกรีบพาตำรวจไปพบกับพวกเราที่นั่นโดยเร็วที่สุด"

นายแพทย์หนุ่มวางหูโทรสศัพท์ลงบนเครื่องของมัน แล้วเดินมาหาเมียๆ ของ ๔ สหาย และท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง

"ผมจะไปจับผีละครับ ใครจะไปกับผมบ้าง"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะแล้วโบกมือ

"ไปเถอะพ่อมหาจำเริญ อาไม่รับประทานหร็อก"

ดิเรกรีบเดินออกไปจากห้องโถงทันที หลังจากนั้น ๑๐ นาที ดร. ดิเรกก็มาปรากฏตัวขึ้นที่บ้านหลังนั้น เขาขับ "คาดิลแล็ค" เก๋งเลี้ยวเข้ามาในบ้านอย่างรวดเร็ว ตรงมาหยุดหน้าตึกนิกรออกมารับหน้าเขา

ดร. ดิเรกเปิดประตูก้าวลงจากรถ และยิ้มให้นิกร

"เฮ้ ไหนล่ะหอยทอด"

ดิเรกหัวเราะ

"เปล่า กันหลอกแกน่ะ กันไปบ้านมาต่างหาก ไม่ได้ไปราชวงศ์หรอก"

นิกรชักฉิว

"แล้วกันโว้ย อ้ายเรากำลังหิวจนแสบไส้ ดันโกหกให้เราคอยเก้อได้ โธ่-ชั่วๆ ดีๆ ซื้อบะหมี่มาฝากสักห่อก็ยังดี"

นายแพทย์หนุ่มเดินเลยเข้าไปในห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล นิกร และอาเสี่ยกิมหงวนต่างมองดูเขาเป็นตาเดียว

"ไปไหนมาวะ" เสี่ยหงวนถาม

"ไปเอาเครื่องมือจับผีที่บ้าน" พูดจบก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย-ลงจากตึก หาไม้ไผ่หรือไม้รวกขนาดใหญ่ยาวไม่ต่ำกว่า ๒ วามาให้ข้าสักอันเถอะวะ"

เจ้าแห้วกล่าวถามเบาๆ

"รับประทานเอามาทำไมครับ"

ดร. ดิเรกจุ๊ย์ปาก

"เถอะน่า ฉันบอกให้แกไปหามา แกทำตามคำสั่งฉันก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วเดินลอยหน้าเฉิบๆ ออกไปจากห้องโถง ดร. ดิเรกทรุดตัวนั่งบนเสื่อจันทบุรี แล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันยินดีจะบอกให้พวกเราทราบว่า พวกผีในบ้านนี้น่ะ ล้วนแต่ผีเก๊ทั้งนั้น กันพร้อมแล้วที่จะจับมันด้วยลูกระเบิดน้ำตา ที่กันไปเอามาจากบ้าน"

ทุกคนทำหน้าตื่นไปตามกัน

"ก็ผีมันไปหมดแล้วนี่หว่า" นิกรพูดยิ้มๆ "ตั้งแต่ไฟฟ้าเปิด ไม่เห็นมีอะไรกระโตกกระตากอีกเลย"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเป็นนัยชอบกล

"อยู่ ผียังอยู่แน่ๆ ประเดี๋ยวกันจะจับให้ดู มันยังชุมนุมกันอยู่ในบ้านนี้แหละ ความจริงมันไม่ดุร้ายอะไรหรอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายแพทย์หนุ่มแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ดิเรก"

"เยส"

"สติสัมปชัญญะของแกยังดีอยู่หรือวะ พ่อไม่เข้าใจเลยที่แกจะจับผี"

ดร. ดิเรกชักฉิว

""เฉยเถอะ คุณพ่อเฉยดีกว่า มีตาดูมีหูฟังก็แล้วกัน"

"อุวะ แกจะไม่ให้ฉันได้พูดวิพากษ์วิจารณ์อะไรบ้างเชียวเรอะ ผีมันมีตัวมีตนอย่างเราเมื่อไรแกจะได้จับมันได้ พ่อสงสัยว่าแกจะคิดฟุ้งซ่านมากเกินไปเสียแล้ว"

นิกรพูดขัดขึ้น

"เฉยน่าคุณพ่อ เฉยๆ เป็นดีที่สุด คนอย่างดิเรก คุณพ่อก็ทราบแล้วว่ามันไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ เมื่อมันจะจับผีก็หมายความว่ามันต้องจับให้ได้ และถ้าจับได้ก็หมายความว่า พวกเราเป็นผู้พิชิตผี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าหงึกๆ

"เออ เฉยก็เฉย"

เจ้าแห้วเดินลากไม้กระบอกลำหนึ่ง ยาวประมาณ ๕ เมตร ตรงเข้ามาในห้องโถง นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับคณะของเขาทันที

"ได้การแล้วพวกเรา ขึ้นไปข้างบนเถอะกันจะแสดงการจับผี ด้วยไม้กระบอกและระเบิดน้ำตาให้ดู อ้ายผีเหล่านั้นจะยอมจำนนกันอย่างราบคาบ กันโทรศัพท์บอกไปที่พันตำรวจตรีพินิตแล้ว เจ้าพินิตรับปากจะนำตำรวจมาที่นี่โดยเร็วที่สุด"

ทุกคนมองดู ดร. ดิเรกด้วยความแปลกใจไปตามกัน ต่างลุกขึ้นจากเสื่อจันทบุรีตามนายแพทย์หนุ่ม ขึ้นบันไดไปชั้นบน เจ้าแห้วลากกระบอกไม้ไผ่ลำนั้นติดตามขึ้นไปด้วย และกว่าจะนำไม้กระบอกขึ้นมาได้ก็ลำบากยากเย็นไม่ใช่น้อย

นายแพทย์หนุ่มพาคณะพรรคของเขา เข้าไปในห้องทางขวามือซึ่งเป็นห้องใหญ่ที่สุด แสงไฟในห้องส่องสว่าง เขาเริ่มต้นแถลงความจริงในเรื่องผีรายนี้ให้พรรคพวกเขาทราบทันที

"ผีไม่ใช่สสาร ไม่มีตัวตน ถ้าผีมีจริงก็จะมีแต่ดวงวิญญาณลอยล่องอยู่ ซึ่งเราไม่อาจมองเห็นได้ และมันจะหลอกหลอนเราควักไส้ควักพุงแลบลิ้นปลิ้นตา ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะมันไม่มีร่างกายเหมือนเรา"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วอ้ายผีหัวขาดที่มันเล่นงานกันเล่า"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะก้าก

"โน มันไม่ใช่ผี มันคือคนธรรมดาอย่างเรานี่แหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นๆ

"คนที่ไหนเล่า บนตึกนี่มันมีที่หลบซ่อนเมื่อไร มองดูซิเตียนโล่งออกอย่างนี้"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ ชำเลืองหางตามองดูท่านเจ้าคุณแล้วกล่าวขึ้น

"จริงแฮะ เตียนโล่งเลย"

ท่านเจ้าคุณ หันมายกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นอาเสี่ยดังพลั่ก

"นี่แน่ะเตียนโล่ง"

ดร. ดิเรกกล่าวต่อไป

"ที่กันกลับไปบ้านก็เพื่อเอาหลักฐานต่างๆ ที่กันเก็บได้ในห้องนี้ไปพิสูจน์ กันจะจับผีให้ดูเดี๋ยวนี้" พูดจบ ดร. ดิเรกก็แหงนหน้าขึ้นมองดูเพดานห้องซึ่งมีช่องสี่เหลี่ยมกว้าง ๓ ฟุตและยาว ๕ ฟุต เจาะไว้แต่มีแผ่นไม้ปิดแลเห็นรอยเจาะ "ผีคณะนี้ซ่อนอยู่บนเพดานนี่เอง ไม่มีอะไรที่น่ากลัวเลย เสียงกล่อมลูก เสียงเด็กร้องไห้ เสียงปลุกปล้ำเอะอะตึงตัง และเสียงพูดขู่ทำลายขวัญเรา ล้วนแต่เสียงที่ทำขึ้นด้วยการบันทึกลงในจานเสียง แล้วใช้เครื่องขยายเสียงเปิด บางทีก็เป็นเสียงพูดธรรมดา แล้วแต่โอกาสของผี เช่นตอนไฟฟ้าเสีย เครื่องขยายเสียงใช้การไม่ได้ ก็ต้องใช้คนพูดดัดเสียงให้ห้าวๆ น่ากลัว ช่องเพดานนี้มีบันไดเชือกหย่อนลงมา สำหรับพวกผีขึ้นลง กันเก็บฝอยเชือกมะลิลาได้เส้นหนึ่ง บัดนี้กันมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ว่า พวกผีระยำคณะนี้ต้องหลบซ่อนตัวอยู่บนเพดานตึกแน่นอน และอย่างน้อยจะต้องมีจำนวนห้าหกคน"

คณะพรรค ๔ สหายต่างมองดู ดร. ดิเรก และหันมามองดูหน้ากัน

"อือ หมอมันแน่โว้ย" เสี่ยหงวนพูดด้วยความเลื่อมใส "คนอย่างดิเรกนี่มันนักปราชญ์แท้ๆ "

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ท่านมหาราชาจันทรกุมารก็เคยรับสั่งอย่างนี้"

นิกรโบกมือ

"พอ-พอ อย่าเพิ่งคุยเรื่องท่านมหาราชาเลยจัดแจงจับผีเถอะ บางทีพวกผีมันอาจจะต่อสู้กับพวกเราก็ได้"

"ออไร๋น์ เตรียมปืนพวกเรา ถ้ายังไงก็ได้ยิงกันให้ยับไปเลย" แล้ว ดร. ดิเรกก็หันมาทางเจ้าแห้ว เฮ้-ยูยกไม้กระบอกขึ้นกระทุ้งช่องเพดานนี่ให้หลุดออกไปเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วหายกลัวผีแล้ว เขาปฏิบัติตามคำสั่งนายแพทย์หนุ่มทันที ยกไม้กระบอกขึ้นกระทุ้งช่องเพดานเต็มแรง ไม้ที่ประกบปิดช่องไว้หลุดผลัวะเข้าไปข้างใน ทันใดนั้นเองก็มีเสียงคนวิ่งพล่านอยู่บนเพดาน

ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบลูกระเบิดน้ำตาออกมา กระชากสลักนิรภัยออกถือไว้สักครู่หนึ่ง ก็โยนขึ้นไปบนช่องเพดานนั้น เสียงลูกระเบิดดังพึ่บ

กลุ่มควันกระจายไปทั่วบริเวณเพดาน ต่อจากนั้นนายแพทย์หนุ่มก็ร้องตะโกนลั่น

"เฮ้-ลงมา ลงมาให้หมด"

บันไดเชือกถูกหย่อนลงมาแล้ว เจ้าหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งหลับหูหลับตาปีนบันไดเชือกลงมา น้ำตาของมันไหลพรากเพราะอำนาจควันระเบิด นิกรอ้าปากหวอลืมตาโพลง

"อ้อ มันยังงี้เอง ได้ตัวผีแล้ว พ่อซ้อมให้ตายห่าเลย สำคัญนัก"

พอเจ้าหมอนั่นลงมาถึงพื้นห้อง นิกรก็ยกเท้าถีบโครมเข้าให้ เซถลาไปหลายก้าวล้มลงก้นกระแทกพื้น ยกมือไหว้ปะหลกๆ นัยน์ตาทั้งสองข้างลืมไม่ขึ้นน้ำตาไหลพราก

"กรุณาอย่าซ้อมผมเลยครับ"

เจ้าแห้ววิ่งเข้ามาหาผี เตะคางเจ้าผีดังพลั่ก

"นี่แน่ะ นี่แน่ะ อ้ายฉิบหาย เป็นคนดีๆ ไม่ชอบชอบเป็นผี"

"เฮ้ย" พลเอ็ดตะโร "อย่าไปทำมันโว้ย แกนี่ใจร้ายเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนยกปืนพกยิงขึ้นไปบนเพดานหนึ่งนัด

"ลงมาโว้ย ใครอยู่ข้างบนลงมาให้หมด"

ผีตัวที่สองปรากฏตัวขึ้น ไต่ลงมาตามบันไดเชือก ผีตัวนี้แต่งชุดดำล้วน กางเกงยืดยาวแค่เข่า เสื้อยืดแขนยาว ทั้งเสื้อและกางเกงทาฟอสฟอรัสไว้ ถ้ายืนอยู่ในที่มืดก็จะแลเห็นเป็นรูปโครงกระดูก

พอลงมาถึงพื้นห้อง เสี่ยหงวนก็ยกด้ามปืนเคาะกระบานผีเต็มแรง เจ้าผีหนุ่มยืนโงนเงนล้มฮวบลงทันที เจ้าแห้วลากไปรวมไว้กับเพื่อนของมัน ซึ่งถูกเจ้าแห้วเตะสลบเหมือด นอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น

ผีตัวที่สามโผล่หน้าออกมาร้องวิงวอนเสียงลั่น

"อย่ายิงผมเลยครับ"

อาเสี่ยตวาดแว๊ด

"ก็ลงมาซี ชักช้าเดี๋ยวพ่อใส่ด้วยปืนกลมือหงิกแดกไปเลย" แล้วอาเสี่ยก็ยักคิ้วกับพรรคพวกของเขา "ต้องขู่มันหน่อย มันจะได้นึกว่าเราเป็นโปลิศ นั่น-ลงมาแล้ว ตัวนี้หน้าตาหล่อเหลาเสียด้วย"

พอเท้าทั้งสองของผีถึงพื้นห้อง กิมหงวนก็ยกด้ามปืนพกประเคนลง กลางกระบานหัวหน้าผีดังโป๊ก ชายหนุ่มหน้าตาคล้ายกับลูกจีนล้มลงทันที เจ้าแห้วลากไปรวมไว้นอนสุมกัน เหมือนลูกหมาหน้าหนาว

กิมหงวนแอ็คท่าคล้ายกับอัศวินใหญ่

"เฮ้-ลงมาโว้ย ไม่ลงยิงนะ"

"โอ๊ย ลงเดี๋ยวนี้แหละครับ แต่นัยน์ตาผมปวดแสบปวดร้อนมองไม่เห็นบันได ขอความกรุณาสักประเดี๋ยวเถอะครับ"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ไม่เห็นบันไดก็โดดลงมาซี"

"โดดไม่ได้ครับ เดี๋ยวคอหักตาย" ครั้นแล้วเจ้าผีตัวสุดท้ายก็ค่อยๆ ปีนลงมาตามบันไดเชือกด้วยความลำบากยากเย็น

พอเท้าถึงพื้นกิมหงวนก็คว้าตัวไว้

"พวกแกยังอยู่ข้างบนอีกกี่คน"

"หมดแล้วครับ มีด้วยกัน ๔ คนเท่านั้นแหละครับ"

อาเสี่ยยกด้ามปืนพกประเคนกระบานผีดังโป๊ก เจ้าผียืนหลับตาอมยิ้มแล้วล้มลงนอนเหยียดยาวบนพื้นห้อง เจ้าแห้วลากตัวไปเก็บรวมไว้กับพวกผี ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เสียงรถยนต์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในเขตบ้านผีสิงนี้ ดร. ดิเรกวิ่งปราดมาที่หน้าต่างมองลงไปข้างล่าง แลเห็นจี๊ปของตำรวจแล่นมาหยุดหน้าตึก แสงไฟฟ้าหน้าตึกทำให้เขาเห็น พ.ต.ต. พินิตเพื่อนเกลอของเขานั่งอยู่ตอนหน้ารถคู่กับคนขับ ส่วนตอนหลังรถมีตำรวจในเครื่องแบบ ๓ คน

"เฮ้-พินิต พาตำรวจขึ้นมาโว้ย กันจับผีได้หมดแล้ว"

อัศวินแห่งกองปราบปรามพิเศษ เงยหน้าขึ้นมองดูนายแพทย์หนุ่มแล้วโบกมือให้ เขาพาตำรวจในบังคับบัญชาของเขาลงจากรถเดินขึ้นมาบนตึกทันที อีกสักครู่หนึ่งตำรวจก็เข้ามาในห้องชั้นบน

พล, นิกร, กิมหงวน ต่างทักทายกับ พ.ต.ต. พินิต อย่างสนิทสนม อัศวินรูปหล่อยกมือวันทยาหัตถ์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"สวัสดีครับ คุณอา"

"เออ สวัสดีหลานชาย"

"นี่ยังไงล่ะคุณพินิต ผี ๔ ตัวนี่แหละ ที่พวกผมผจญกับมันมาตั้งแต่หัวค่ำ"

อัศวินหนุ่มรูปหล่อยิ้มเล็กน้อย เดินเข้ามาพิจารณาดูผีทั้ง ๔ ตัว แล้วเขาก็หันมาซักถามรายละเอียดจากคณะพรรค ๔ สหาย นิกรเป็นผู้บรรยายให้ฟัง สักครู่ พ.ต.ต. พินิต ก็สั่งให้ตำรวจสองคนปีนขึ้นไปบนเพดานเพื่อค้นหาตัวผี แล้วนายตำรวจก็สนทนากับคณะพรรค ๔ สหาย อย่างสนิทสนม พ.ต.ต. พินิตว่า ทางตำรวจกำลังสืบสวนหาความจริงในเรื่องปีศาจที่บ้านหลังนี้อยู่เหมือนกัน

อีกสักครู่หนึ่ง ตำรวจทั้งสองคนก็ลำเลียงข้าวของต่างๆ ลงมา โดยวิธีผูกเชือกหย่อนลงมาจากเพดาน เครื่องอุปกรณ์ในการปลอมแปลงเป็นผีมีมากมายหลายสิบชิ้น รวมทั้งเครื่องขยายเสียงอย่างดีพร้อมทั้งจานเสียง ปิ๊คอั๊พ ไมโครโฟนพูด และทั้งลำโพงขนาด ๘ นิ้ว

สิ่งสุดท้ายที่หย่อนลงมาคือลังไม้ฉำฉารวม ๖ ลัง

"หมดแล้วครับ ผู้กอง" พลตำรวจคนหนึ่งร้องตะโกนบอกอัศวินหนุ่ม "ไม่มีอะไรอีกแล้วครับ นอกจากเสื่อและหมอนมุ้ง"

"เออ ลงมาได้" พ.ต.ต. พินิต บอกลูกน้องของเขา

พลตำรวจทั้งสองคน พากันปีนลงมาตามบันไดเชือก การลำเลียงข้าวของต่างๆ ทั้งหมดนี้ลงมาจากเพดานใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมง พ.ต.ต. พินิต สั่งให้ตำรวจคนหนึ่งงัดลังไม้ฉำฉาออก ทุกคนแลเห็นธนบัตรใหม่เอี่ยมราคา ๑๐๐ บาท วางกองซ้อนกันเต็มหีบทั้ง ๖ ลัง กิมหงวนหยิบขึ้นมาดูปึกหนึ่ง พิจารณาดูสักครู่ก็ส่งให้ พ.ต.ต. พินิต

"ปลอมครับคุณ"

"ถ้ายังงั้นอ้ายผีพวกนี้ ก็คือนักค้าธนบัตรปลอมนั่นเอง วิเศษแท้...ถ้าจับมันไม่ได้ ธนบัตรปลอมเหล่านี้ออกสู่ตลาด ประชาชนพลเมืองจะได้รับความเดือดร้อนมากที่เดียว คนจนๆ โดนเข้าใบเดียวก็แย่ ผมคิดว่าอ้ายพวกนี้ต้องการอาศัยบ้านหลังนี้เป็นที่เก็บธนบัตรปลอมเท่านั้น ส่วนที่พิมพ์ของมันคงพิมพ์มาจากที่อื่น"

พลว่า "คุณได้ตัวอ้ายพวกนี้แล้ว ผมคิดว่าคงไม่ยากอะไรในการสืบหาที่พิมพ์ธนบัตรเหล่านี้"

พวกผีทั้ง ๔ คนฟื้นแล้ว พ.ต.ต. พินิตสั่งให้ตำรวจใส่กุญแจมือไว้ และให้พาตัวลงไปคอยเขาอยู่ข้างล่างก่อน

อัศวินหนุ่มกล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"พวกคุณและคุณอา กับเจ้าแห้วต้องร่วมมือกับผมด้วยนะครับ ในเรื่องนี้"

พลยิ้มให้นายตำรวจ

"ได้ครับ คุณจะให้พวกเราไปกองปราบฯ ด้วยยังงั้นหรือ"

"ครับถูกแล้ว"

พ.ต.ต. พินิตสนทนากับคณะพรรค ๔ สหายอีกสักครู่ ก็สั่งให้พลตำรวจ ๒ คน ลำเลียงของกลางต่างๆ ลงไปข้างล่าง ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ช่วยขนของเหล่านี้ด้วย ทำหน้าที่เป็นพลเมืองดีอย่างแข็งแรง

ในชั่วโมงนั้นเอง ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่ว ตำรวจจับผีในบ้านร้างหลังนี้ได้แล้ว พร้อมด้วยธนบัตรปลอมหลายลัง ความดุร้ายของปีศาจบ้านนี้ได้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้.

จบบริบูรณ์