พล นิกร กิมหงวน 108 : แมงมุมยักษ์

ศาสตราจารย์ พล.ท.ดิเรกได้กล่าวกับสามสหายในตอนเย็นวันนั้นว่า

"ขอให้กันหยุดพักผ่อนงานในด้านธุรกิจการค้าสักสามสี่วันเถอะเพื่อน กันมีงานสำคัญอย่างหนึ่งเกี่ยวกับการค้นคว้าทดลอง"

"แกจะทำเหรียญบาทปลอมหรืออย่างไร" เสี่ยหงวนถาม

"โน" นายพลดิเรกเอ็ดตะโร "คนอย่างกันไม่เคยใช้ความรู้ของกันให้เป็นประโยชน์ในทางทุจริตผิดกฎหมายหรือผิดศีลธรรม"

นิกรยิ้มให้ "แล้วแกจะทำอะไร"

"ขอให้กันสงวนไว้เป็นความลับก่อน ถ้าหากว่าได้รับความสำเร็จผลในการทดลองกันจะบอกให้เพื่อนรู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"บอกหน่อยไม่ได้หรือวะดิเรก บอกใบ้ก็ยังดี"

จอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกหัวเราะชอบใจ เขายกแก้วเบียร์ขึ้นจิบเสียก่อน จึงกล่าวกับพ่อตาของเขา

"ผมจะบอกใบ้ให้ก็ได้ครับ ผมกำลังจะใช้ให้สัตว์แมลงเล็กๆ ทำหน้าที่แทนทหารสู้รบกับข้าศึกเมื่อประเทศไทยถูกรุกราน"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นพ่อพอเดาได้ พ่อเห็นแกป้วนเปี้ยนอยู่ใต้ต้นนกยูงหลักตึกในตอนเช้ามาหลายวันแล้ว แกเฝ้ามองดูรังผึ้งใหญ่บนต้นนกยูงด้วยความสนใจ แกจะฝึกผึ้งไว้สู้กับข้าศึกใช่ไหมล่ะ"

นิกรว่า "ดีเหมือนกันหมอ เป็นความคิดที่ดีมาก ข้าศึกยกมาแสนคนแกปล่อยผึ้งไปล้านตัว" แล้วเขาก็หันมายกมือไหว้พ่อตาของเขา "ผมพูดจริงๆ นะครับไม่ได้ล้อคุณพ่อ อ้า-ดิเรกปล่อยผึ้งไปล้านตัวรุมต่อยทหารข้าศึก คิดเฉลี่ยแล้วผึ้ง 10 ตัว ต่อยทหารข้าศึกหนึ่งคน เท่านี้กองทัพข้าศึกก็แตกพ่ายวิ่งหนีป่าราบ หน้าตาปูดโปไปตามกัน และถ้าดิเรกเลี้ยงผึ้งตัวใหญ่ๆ ขนาดกระป๋องบุหรี่ต่อยโป๊กเดียวข้าศึกก็ชักตาตั้ง ผมตื่นเต้นเสียแล้วซีครับ เรื่องนี้ทั้งตื่นเต้นและลึกลักซับซ้อนซ่อนเงื่อน รักโศกตลก โปกฮาแฝงด้วยคติธรรมพร้อม"

พล พัชราภรณ์ มองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"เริ่มบ้าน้ำลายอีกแล้ว ถ้าแกไม่พูดแกก็กินอะไรต่ออะไรไม่หยุด ถ้าแกหยุดกินแกก็พูดมากแบบน้ำท่วมทุ่ง"

รุ่งขึ้นจากวันนั้นนายพลดิเรกก็ขลุกอยู่แต่ในห้องทดลองของเขาและเรียกลูกชายของเขาให้มาร่วมงานด้วย แต่ไม่ยอมให้พนัส นพ และสมนึกเข้าไปยุ่งในห้องทดลองอย่างเด็ดขาด ซึ่งเรื่องนี้เองทำให้เสี่ยตี๋ลูกชายโทนของเสี่ยหงวนถูกศาสตราจารย์ดิเรกไล่เตะวิ่งหนีออกจากห้องทดลองแทบไม่ทัน

ทุกคนรู้ดีว่าเมื่อนายพลดิเรกทำงานในด้านวิทยาศาสตร์ และการแพทย์ เขาจะต้องทุ่มเทเวลาทั้งหมดให้กับงานของเขาขนาดกินนอนในห้องทดลอง และไม่ชอบให้ใครมารบกวนเวลาของเขา สองคนพ่อลูกซึ่งต่างก็เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นยอด มีวิชาความรู้ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันได้ร่วมงานกันอย่างใกล้ชิดและปกปิดเป็นความลับไม่ยอมเปิดเผยให้ใครทราบแม้กระทั่งคุณหญิงวาด

"อย่าซักถามผมเลยครับคุณย่า" ศาสตราจารย์ดำรงได้กล่าวกับคุณหญิงวาดเช่นนี้ "ผมยังเรียนให้คุณย่าทราบไม่ได้หรอกครับ"

"แต่ย่าก็ควรจะรู้นี่นะดำรงในฐานที่ย่าเป็นเจ้าของบ้านนี้ เป็นอาของพ่อเจ้าและเป็นย่าของเจ้า ถ้าพ่อดิเรกกับเจ้าสร้างระเบิดไฮโลเจน ย่าจะได้หลบไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว"

ร.ท.นพหัวเราะก๊าก

"ระเบิดไฮโดรเจนครับคุณย่า ระเบิดไฮโลเจนของคุณย่าน่ะขืนเล่นเป็นถูกตำรวจรวบ"

คุณหญิงวาดค้อนขวับ

"ย่าเรียกไม่ถูกโว้ย ภาษาฝรั่งมังค่ากระดิกหูกับเขาเสียเมื่อไหร่ ภาษาไทยย่ายังไม่แตกฉานเปลี่ยนกันไปเปลี่ยนกันมายุ่งออกจะตายไป ประเดี๋ยวตัดหาง ญ. หญิงออกตอนเข้าห้ามกินหมากห้ามนุ่งผ้าโจงกระเบน ต่อมานุ่งผ้าโจงกระเบนได้กินหมากได้ ญ.หญิงก็มีหางตามเดิม อ้า-เจ้ากับพ่อเจ้าทำลูกระเบิดหรือเปล่าล่ะ"

"เปล่าครับคุณย่าไม่เกี่ยวกับลูกระเบิดเลย" ร.ท.ดำรงตอบยิ้มๆ

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก

"ค่อยยังชั่วหน่อย นึกว่าทำระเบิดร้ายแรงจำพวกระเบิดนิ้วเขี่ย ย่าก็ต้องพาแม่ๆ ของพวกเจ้าอพยพไปอยู่ที่อื่นชั่วคราว"

เสี่ยตี๋พยักหน้าให้ลูกชายนิกร

"ระเบิดนิ้วเขี่ยรูปร่างมันเป็นยังไงวะนพ"

ร.ท.พนัสจุปากดุสมนึก

"คุณย่าท่านพูดไม่ถูกอย่ากระเซ้าท่านหน่อยเลยน่า" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้คุณหญิงวาด "ระเบิดนิวเคลียร์ครับคุณย่า"

"ออ-จะนิวเคลียร์หรือนิวแคลร์มันก็ต้องเอานิ้วเขี่ยเหมือนกันถึงจะระเบิด เจ้าตี๋กับเจ้านพนี่มันคอยขับย่าเสียเรื่อย ย่าคนโบราณไม่เอาไหนมันก็พูดผิดบ้างถูกบ้าง"

วันสุดสัปดาห์นั้นเองศาสตราจารย์ดิเรกก็เปิดเผยความจริงให้เพื่อนเกลอทั้งสามและทุกๆคนได้ทราบในตอนเย็นวันหนึ่ง ขณะที่สมาชิกของบ้าน "พัชราภรณ์" อยู่กันพร้อมหน้าภายในห้องโถงของตึกใหญ่

นายพลดิเรกพาตัวเดินเข้ามาทางหลัง โดยมีลูกชายของเขาติดตามมาด้วย สองพ่อลูกสวมเสื้อแขนยาวสีขาวแบบนักวิทยาศาสตร์ ในมือของศาสตราจารย์ดิเรกมีกล่องกระดาษแข็งกล่องหนึ่งคือ กล่องรองเท้านั่นเอง

นิกรกล่าวขึ้นทันที

"นักวิทยาศาสตร์คอมมิวนิสต์มาแล้วโว้ย"

นายพลดิเรกหยุดชะงักทำตาเขียวเข้าใส่นิกร

"แกน่ะซีคอมมิวนิสต์ คนที่รักประเทศชาติศาสนาพระมหากษัตริย์อย่างไอไม่มีวันที่จะเป็นคอมมิวนิสต์หรอกเพื่อน"

นิกรอมยิ้ม

"ล้อเล่นหน่อยเดียวทำเป็นยัวะ ในกล่องนั่นอะไรวะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกับลูกชายเดินมานั่งเก้าอี้นวมคนละตัว สี่นางกับ พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด พนัส นพ สมนึก และเจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่บนพื้นคอยปรนนิบัติรับใช้พวกเจ้านาย ต่างพากันจ้องมองดูสองพ่อลูกเป็นตาเดียว

นายพลดิเรกกวาดสายตาไปรอบๆ ห้องโถงใหญ่แล้วยิ้มให้ทุกๆคน

"บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่ข้าพเจ้าจะเปิดเผยงานของข้าพเจ้าและความสำเร็จผลงานให้ท่านทราบ อ้า-ท่านทั้งหลาย สิ่งที่อยู่ในกล่องนี้คือมดง่ามตัวหนึ่ง"

"ว้า" คุณหญิงวาดร้องลั่น "เธอคิดว่าอาไม่เคยเห็นมดง่ามหรือพ่อดิเรก"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ถูกละครับ คุณอาและทุกๆ คนเคยเห็นมดง่ามทุกๆวันแต่มดง่ามในกล่องรองเท้านี้ไม่ใช่มดธรรมดาครับ เป็นมดยักษ์ที่ตัวใหญ่กว่ามดง่ามทั่วๆไปหลายหมื่นเท่า"

"มดยักษ์" สี่นางอุทานขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"ออไร๋ ผมกับดำรงได้ช่วยกันทำให้มันใหญ่โตขึ้นอันเป็นการทดลองขั้นแรกของเรา"

นิกรถามขึ้นทันที

"มดยักษ์หรือยักษ์มด"

"ก็เหมือนกันนั่นแหละ"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ไม่เหมือนหรอกหมอ มดยักษ์คือมดที่มีรูปร่างใหญ่โตมโหฬาร แต่ถ้ายักษ์มดคือยักษ์ที่ตัวเล็กขนาดมด"

เสี่ยหงวนยกมือขวาเขกกบาลนิกรดังโป๊ก

"พยายามหาเรื่องให้มันเละเสียเรื่อย ยักษ์ตัวเท่ามดมีที่ไหนวะ นั่งเฉยๆ เถอะน่ากันกำลังสนใจในเรื่องมดยักษ์ของอ้ายหมอ" แล้วเขาก็หันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก "เปิดกล่องออกดูหน่อยเถอะวะ แกกับดำรงช่วยกันปั้นมันขึ้นแบบรูปหุ่นหรือยังไง"

"โน" นายพลดิเรกเอ็ดตะโร "มดจริงๆ โว้ย มันมีชีวิตมีลมหายใจเคลื่อนไหวได้และกินอาหารได้"

นายพลดิเรกวางกล่องรองเท้าลงบนพื้น คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"เดี๋ยวก่อนพ่อดิเรก อย่าเล่นตลกกับอานะ บอกให้แน่ๆ ในกล่องน่ะมดหรืองู ถ้าเปิดออกมาเป็นงูเขียวอาร้องบ้านแตกเชียวนะโว้ย"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ

"มดครับคุณอา"

เสี่ยหงวนแกล้งกระเซ้าคุณหญิงวาด

"ตัวยาวๆ หางไหม้ใช่ไหมล่ะ"

คุณหญิงวาดชักใจไม่ดีรีบลุกขึ้นล่าถอยไปทางบันไดขึ้นชั้นบน นายพลดิเรกเปิดฝากล่องใส่รองเท้าออกเทกล่องลงบนพื้น ทุกคนตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน เมื่อแลเห็นมดง่ามที่ออกมาจากกล่องนั้น มีรูปร่างใหญ่โตอย่างไม่น่าเชื่อและไม่น่าจะเป็นไปได้ ตัวของมันยาวเกือบหนึ่งฟุต ขาของมันแต่ละข้างใหญ่มาก มันแยกเขี้ยวและทำหนวดกระดุกกระดิก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยความประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว

"มดยักษ์จริงๆ โอ้โฮ..แกกับดำรงวิเศษมาก แกสามารถทำให้มดตัวเล็กๆ ใหญ่โตขึ้นกว่าเดิมหลายพันเท่า ยังงี้ถ้ามันกัดใครเข้าคงตายแน่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องโถง ทุกคนเฝ้ามองดูมันด้วยความสนใจ คุณหญิงวาดกับมานั่งเก้าอี้นวมตามเดิม ท่านจ้องมองดูมดยักษ์ซึ่งกำลังเดินไปรอบๆ ห้อง การเคลื่อนไหวของมันช้ามาก เมื่อมันคลานเข้าไปหาเจ้าแห้ว เจ้าแห้วก็รีบผลุนผลันลุกขึ้นวิ่งไปยืนข้างประตูด้านหน้าตึก แล้วเจ้าแห้วก็ฝืนหัวเราะ

นิกรจ้องมองดูมดยักษ์ด้วยความตื่นใจแล้วหันมาถามนายพลดิเรก

"แกสร้างมดธรรมดาให้เป็นมดยักษ์กี่ตัว"

"ตัวเดียว"

"ทำไว้ให้กันสัก 10 ตัวเถอะวะ ชุบแป้งทอดกรอบกินอร่อยแน่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครงเมื่อเจ้ามดยักษ์ตัวนั้น เดินงุ่มง่ามออกไปทางหน้าตึก ศาสตราจารย์ดำรงก็ลุกขึ้นไปจับมาขังไว้ในกล่องใส่รองเท้าตามเดิม เพื่อประโยชน์ในการทดลองต่อไป

"เป็นยังไงพล" ศาสตราจารย์ดิเรกถาม พ.อ.พลเพื่อนเกลอของเขา "แกตื่นเต้นไหมที่ได้เห็นมดยักษ์ของกันตัวนี้"

"ตื่นเต้นมากหมอ แต่เมื่อคิดว่าแกเป็นจอมนักวิทยาศาสตร์สามารถทำอะไรได้ทุกอย่างกันก็ไม่ตื่นเต้นเท่าใดนัก แกจะสร้างมดง่ามให้มีขนาดเช่นนี้ไว้สู้รบกับทหารข้าศึกยังงั้นหรือ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ทีแรกก็คิดอย่างนั้น แต่เมื่อกันกับดำรงทำให้มดง่ามตัวนี้ใหญ่โตผิดธรรมดาเช่นนี้แล้ว ก็รู้สึกว่าการเคลื่อนไหวของมันช้ามาก แล้วก็ตัวของมันควรจะใหญ่กว่านี้ อย่างน้อยก็ควรจะโตขนาดหมาอัลเซเชี่ยน เราได้พยายามถึงที่สุดแล้ว มดง่ามจะโตได้อย่างมากเพียงเท่านี้เอง"

นิกรว่า "ตัวเท่านี้ก็ไม่เลวนี่หมอ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยมีใครเห็นมดตัวขนาดนี้หรอก เอาไปออกงานภูเขาทองหรืองานวัดเก็บเงินคนละ 50 สตางค์ ก็คงจะได้เงินเยอะแยะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อยแล้วหันมาทางสี่นาง

"พวกคุณรู้สึกยังไงบ้างครับ"

ประไพยิ้มให้พี่เขยของหล่อน

"เหมือนกับว่าเราอยู่ในแดนสนธยาค่ะ"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เป็นยังงั้นไป.. นี่บ้านเรานะคุณไพไม่ใช่แดนสนธยาหรอกคุณ ผมกับดำรงจะสร้างจำพวกมดหรือแมลงให้มีขนาดใหญ่ผิดปรกติเตรียมไว้สู้รบกับข้าศึก แต่ว่ามดง่ามตัวนี้มันยังเล็กเกินไปใช้ไม่ได้ เราตั้งใจจะสร้างมันให้มีขนาดใหญ่เท่ากับช้าง"

"โอ้โฮ" นวลลอออุทาน "ถ้ายังงั้นก็ต้องเรียกมันว่าช้างซีคะในเมื่อมันตัวโตเท่าช้าง"

"ครับ ถ้าทำได้สำเร็จเราก็ต้องเรียกมันว่ามดช้าง อย่างไรก็ตามเราทำให้ตัวมันโตได้ขนาดนี้เท่านั้นเองครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เป็นอันว่าแกจะทดลองสัตว์อื่นต่อไปยังงั้นรึ"

"ออไร๋ เราจะทดลองแมงมุมบ้างละครับ ผมกับดำรงจะจับแมงมุมตัวโตๆ มาสักตัว ฉีดยาให้มันบังคับเซลล์ต่างๆ ในตัวของมันเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วต้องการให้มันโตเท่าช้าง ถ้าการทดลองได้ผลในไม่ช้านี้เราก็จะจัดตั้งกองทัพแมงมุมยักษ์ขึ้น แมงมุมเป็นสัตว์ที่มีพิษแต่ไม่ใคร่จะกัดใคร เว้นแต่เมื่อมันมีไข่กัดใครเข้าเจ็บปวดมาก เมื่อผมสร้างมันให้มีขนาดตัวโตเท่าช้างแมงมุมก็จะกัดกินทหารข้าศึกอย่างสนุกสนาน เพียงแต่ข้าศึกเห็นตัวมันเข้าก็จะเสียขวัญวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปตามกัน"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"แล้วมันไม่กินพวกเราหรือ ทหารของเราหรือพ่อดิเรก"

"โน ผมจะฝึกมันไม่ให้ทำร้ายพวกเราครับ แมงมุมเป็นสัตว์ที่หาง่ายมีอยู่ทุกบ้าน ผมกับดำรงสร้างแมงมุมยักษ์ขึ้นสักพันตัวก็เพียงพอแล้ว แนวหน้าของทหารไทยก็คือกองพันแมงมุมยักษ์ รับรองว่าสำเร็จแน่ครับ"

นิกรชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"ขออนุญาตครับท่านนายพล"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวร่อหึๆ

"เชิญครับผู้การ"

นิกรว่า "สมมุติว่านักวิทยาศาสตร์ฝ่ายศัตรูมันมีวิธีการสร้างไก่ธรรมดาให้กลายเป็นไก่ยักษ์ตัวโตกว่าช้างสัก 10 เท่า แมงมุมยักษ์ของท่านอาจารย์ก็คงจะถูกไก่ยักษ์ของข้าศึกไล่จิกกินหมดจะว่ายังไง"

นายพลดิเรกทำหน้าชอบกล

"ถ้าข้าศึกทำให้ไก่ธรรมดาตัวโตกว่าช้างสัก 10 เท่า ทหารข้าศึกก็คงจะฆ่าไก่ยักษ์แบ่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อยก่อนที่จะส่งมาปราบแมงมุมยักษ์ของกัน ขอให้แกเชื่อเถอะว่ากันเท่านั้นที่ทำให้สัตว์เล็กๆ เติบโตเป็นสัตว์ยักษ์ได้ชั่วเวลาเพียงสองสามชั่วโมง"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ถ้ายังงั้นแกช่วยทำให้ไก่ธรรมดามีขาแยะๆ ตัวละ 200 ขาเป็นอย่างน้อยได้ไหม กันชอบกินขาไก่ว่ะ แต่ไก่ตัวหนึ่งมีขาเพียงสองขาเท่านั้น และถ้าใช้อ้ายแห้วไปซื้อก็ได้มาเพียงขาเดียว อ้ายแห้วแก้ตัวว่าไก่ขาด้วนทุกที"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะลั่น

"ทำไก่ให้มีขาตั้ง 200 ขา แล้วไก่มันจะเดินได้อย่างไรเกะกะไปหมด แกกินกิ้งกือแทนไก่ก็แล้วกัน"

นิกรทำคอย่น

"ไม่ไหวโว้ย เหลือฝืนกลืนกิน"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องโถงเมื่อนันทาสบตากับศาสตราจารย์ดิเรก หล่อนก็ยิ้มให้เขาและกล่าวว่า

"ดิฉันยอมรับนับถือในความรู้ความสามารถอันยอดเยี่ยมของหมอค่ะ พวกเราขอสนับสนุนและเอาใจช่วยขอให้การทดลองทำแมงมุมให้เป็นแมงมุมยักษ์จงได้ผลสมความปรารถนา"

ประภากล่าวกับลูกชายของหล่อนเบาๆ

"ช่วยคุณพ่อนะลูกนะ ประเทศชาติของเราตอนนี้กำลังถูกฝ่ายศัตรูคุกคามด้วยสงครามประสาท สงครามจิตวิทยา หรือส่งกำลังแบบกองโจรมาก่อกวนเราทางด้านอีสาน เขมรก็ยั่วโทสะเราตลอดมา มีการปล้นสะดมพี่น้องคนไทยตามชายแดนบ่อยๆ บางทีทหารเขมรก็ยิงตำรวจหรือทหารไทยเอาระเบิดมาวางตามถนนในเขตของเราบ้าง"

ดำรงว่า "ผมทราบดีครับแม่ ทางด้านเขมรไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ ด้านอื่นสำคัญกว่า ด้านที่เรานึกไม่ถึงแหละครับเราอาจจะถูกบุกทางนั้น"

"ด้านไหนลูก" คุณหญิงวาดกล่าวถามทันที

"เป็นความลับครับคุณย่าผมเปิดเผยไม่ได้ อย่างไรก็ตามถ้าใครบุกรุกรานเรา กองทัพไทยทั้งสามทัพก็พร้อมแล้วที่จะต่อสู้กับศัตรู และมิตรประเทศของเราก็จะให้ความช่วยเหลือทางกำลังทหารและอาวุธทันที"

พลถามดิเรกว่า

"แกกับดำรงจะสร้างแมงมุมธรรมดาให้เป็นแมงมุมยักษ์ยังงั้นหรือ"

"ออไร๋ กันได้พิจารณาแล้วแมงมุมตัวใหญ่เท่าช้างมันจะดุร้ายและมีกำลังเท่ากับช้าง รูปร่างของมันตามธรรมดาก็น่ากลัวอยู่แล้ว เมื่อตัวมันใหญ่โตผิดธรรมดามันก็จะบุกเข้าไปกัดกินทหารข้าศึกอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้มันยังชักใยดักข้าศึกได้ ถ้าตัวมันเท่าช้างใยของมันก็เห็นจะโตเกือบเท่านิ้วก้อยของเรามีความเหนียวแน่นผิดธรรมดา ข้าศึกติดใยของมันก็ดิ้นไม่หลุด"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"เข้าทีมากพ่อดิเรก แต่ถ้าทำสำเร็จเธอต้องอบรมสั่งสอนมันนะอย่าให้มันทำร้ายพวกเรา อาน่ะเห็นแมงมุมตัวโตหน่อย อาก็กลัวแล้วไม่ต้องตัวโตเท่าช้างหรอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามขึ้นบ้าง

"ถ้าแกทดลองได้ผลแกจะสร้างแมงมุมยักษ์ขึ้นสักพันตัวยังงั้นหรือ"

"ออไร๋ สร้างเป็นกองพันแมงมุมครับ ให้อ้ายแห้วเป็นผู้ควบคุมคอยเลี้ยงดูมันก็ได้"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานอย่าเลยครับ ตัวมันโตเท่าช้างมันรับประทานผมได้อย่างสบายทีเดียว ขอให้เป็นหน้าที่ของคนอื่นเถอะครับ รับประทานให้คุณนพดีกว่า"

ร.ท.นพหันมาทำตาเขียวให้เจ้าแห้ว

"มะเหงกนี่แน่ะ แกคิดว่าเป็นเรื่องง่ายๆ และปลอดภัยหรือที่ฉันจะเป็นคนเลี้ยงดูแมงมุมตัวโตเท่าช้างตั้งพันตัว"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหาสำคัญ ปัญหามันอยู่ที่ว่าการทดลองจะได้ผลหรือไม่ เพราะเซลล์ต่างๆ ของแมงมุมและมดไม่เหมือนกัน ถ้าทดลองแมงมุมไม่เป็นผลก็ต้องใช้สัตว์แมลงอื่นๆ เป็นต้นว่าตั๊กแตน แมลงสาบ แมลงวัน" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แกช่วยหาแมงมุมตัวใหญ่ๆ ให้ฉันสักตัวเถอะวะ"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"ได้ครับ รับประทานเอาตัวผู้หรือตัวเมียครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แกดูรู้หรือว่ามันตัวผู้หรือตัวเมีย"

"รับประทานพอดูออกครับ ตัวผู้มักจะหลังยาว"

"ทำไมเป็นยังงั้น" นายพลดิเรกถาม

"รับประทานมันขี้เกียจน่ะซีครับ สัตว์ทั้งหลายตัวผู้มักจะเกียจคร้านตัวเมียขยันกว่าแข็งแรงกว่า ทรหดอดทนกว่า...."

"พอแล้ว" พลตวาดแว้ด "เดี๋ยวก็ยันโครมเข้าให้เท่านั้น"

นายพลดิเรกมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"ไปซี แกกำลังอยู่ว่างๆ ไปหาแมงมุมมาให้ฉัน ฉันต้องการตัวโตที่สุด เท่าที่แกจะหาได้ ตามห้องเก็บของข้างห้องครัวคงมี แมงมุมชอบอยู่ตามห้องรกร้างว่างเปล่าชักใยดักแมลงกิน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"หาตามหลังคาครัวก็ได้โว้ยอ้ายแห้ว แมงมุมมันชอบขยุ้มหลังคาอย่างที่เขาว่า"

เสียงหัวเราะของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยตี๋ร้องขึ้นดังๆ เป็นเพลงเก่าแก่ที่เด็กๆ ชอบร้องเล่น

"แมงมุมเอย ขยุ้มหลังคา แมวกินปลาหมาไล่กะโพ้งโฮ่ง"

นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"อ้ายตี๋ทะลึ่งเหมือนพ่อตอนหนุ่มๆ ไม่มีผิด เจ้านพก็เหมือนกับอ้ายกร"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ดำรงมันก็เหมือนแกนั่นแหละวะ สุ้มเสียงกิริยาท่าทางตลอดจนนิสัยใจคอและรสนิยมไม่แตกต่างกว่าแกเลย"

ศาสตราจารย์ดิเรกอมยิ้ม

"ธรรมดาลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น"

นิกรลืมตาโพลง

"ไม่แน่เสมอไปหรอกเพื่อน อย่างลูกมะอึกยังงี้หล่นจากต้นแล้วยังกลิ้งขลุกๆ ไปไกล"

ท่านเจ้าคุณยกมือชี้หน้านายจอมทะเล้น

"ประเดี๋ยวเถอะมึง อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีอยากกบาลแบะ แกเลิกกระเซ้าฉันเสียทีไม่ได้เรอะ ฉันจะให้รางวัลแกวันละพันบาท ถ้าแกไม่พูดพาดพิงถึงศีรษะฉัน"

นิกรนิ่งคิดแล้วสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวครับ มันเปรี้ยวปาก เห็นหัวคุณโจ๊งเหม่งอย่างนี้อดพูดไม่ได้จะโกรธจะเคือง หรือจะเตะผมจะกระทืบผมด่าว่าอย่างไรก็ตามเถอะครับ"

คุณหญิงวาดสบตานิกรท่านก็พูดพลางหัวเราะพลาง

"ฉันอยากรู้เหลือเกิน คนที่เขาหัวล้านและมีลูกเขยเหมือนอย่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ น่ะ เขาถูกลูกเขยล้อหรือเปล่า"

นิกรลืมตาโพลง

"ล้อซีครับอา เจ้าเวงเพื่อนผมยังไงล่ะครับ คุณอาก็รู้จักมันดี พ่อตามันคุณหลวงประสานฯ หัวล้านเหน่งอย่างคุณพ่อนี่แหละครับ อ้ายเวงล้อท่านตลอดวันเอาหัวล้านกระดาษมาใส่เล่นบ้าง บางทีก็เก็บมะอึกมาโยนเล่น ซื้อตกตะกรุมมาเลี้ยงตั้งสามสี่ตัว ในที่สุดคุณหลวงประสานฯ เลยยิงตัวตายเพราะโกรธอ้ายเวง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"แต่ถ้าฉันละก้อแทนที่จะยิงตัวเองฉันจะยิงลูกเขย ไม่เชื่อแกลองกระเซ้าฉันอีกซี ฉันจะขึ้นไปเอาปืนลูกซองมาส่องแกเสียเดี๋ยวนี้"

ประไพกล่าวขึ้นดังๆ

"ไพก๊อเป็นม่ายน่ะซีคะคุณพ่อ"

"ก็ช่างแกปะไร ผัวแกอยากทะลึ่งกับฉัน ฉันก็ต้องยิงทิ้ง"

ทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางประตูหลังตึกเพื่อไปหาแมงมุมมาให้ศาสตราจารย์ดิเรกตามคำสั่ง

อาหารค่ำมื้อนั้นนายพลดิเรกกับลูกชายเข้ามาในห้องรับประทานอาหารล่าที่สุด ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ทุกคนนั่งประจำที่พร้อมแล้ว พนัส นพ สมนึก นั่งอยู่ที่โต๊ะอาหารโต๊ะเล็ก สำหรับสี่คน ส่วนพล นิกร กิมหงวน และสี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะใหญ่กลางห้อง นายพลดิเรกเข้ามานั่งระหว่างพลกับนิกรด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ศาสตราจารย์ดำรงเลยไปนั่งที่โต๊ะเพื่อนเกลอของเขา สาวใช้คนหนึ่งเริ่มตักข้าวให้พวกเจ้านายทันที อาหารค่ำของบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นอาหารแบบไทยๆ มีเจ้าแห้วและสะอาดสาวใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดคอนปรนนิบัติรับใช้ "ว่ายังไงหมอ" พลถามเบาๆ "ออไร๋ กันฉีดยาให้แมงคุมแล้วแต่ผสมยาแรงเกินไปทำให้มันอ่อนเพลียมาก" ทุกคนนิ่งฟังนายพลดิเรกด้วยความสนใจ "แล้วอีกนานไหมมันจะกลายเป็นแมงมุมยักษ์" คุณหญิงวาดถาม "ไม่นานหรอกครับ ภายในชั่วโมงนี้แหละครับ ประเดี๋ยวทานข้าวแล้วผมกับดำรงจะไปเฝ้าดูมันเติบโตแบบขยายตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว และเมื่อตัวมันโตพอสมควร เราจะพามันไปไว้สวนหลังบ้านเอาโซ่ล่ามขามันไว้" สี่นางมองดูหน้ากันแล้วนันทาก็กล่าวกับเพื่อนๆ ของหล่อน "เราคงจะได้เห็นแมงมุมตัวโตเท่าช้างก่อนสองทุ่มคืนวันนี้" นวลลอออมยิ้ม "นั่นน่ะซีคะ ดิฉันอยากดูจังค่ะ" ประไพพูดเสริมขึ้น "เดี๊ยนก็อยากดู" นิกรมองดูเมียรักของเขาอย่างเศร้าใจ "อ้ายคำว่าเดี๊ยนนี่นะมันแปลว่าอะไร และเอามาจากไหนนะไพ" ประไพค้อนประหลับประเหลือก "ตัวไม่รู้ไม่เข้าใจอะไรก็อย่ามาขับเขาหน่อยเลยน่า รู้ไหมว่าสุภาพสตรีชั้นสูงเขาเลิกพูดคำว่าดิฉันแล้ว เขาพูดกันว่าเดี๊ยนแทน" นิกรทำตาปริบๆ แล้วเงยหน้ามองดูเจ้าแห้วซึ่งกำลังตักข้าวในโถเคลือบใบใหญ่ใส่จานให้เขา "ผู้หญิงเขาพูดคำว่าเดี๊ยนแทนดิฉันจริงๆ หรือวะอ้ายแห้ว" "หม" เจ้าแห้วพูดเสียงหนักๆ นิกรอ้าปากหวอ "อะไรของแกวะอ้ายแห้ว ที่แกพูดกับฉันว่าหมน่ะหมายความว่ากระไร" เจ้าแห้วอมยิ้ม "ครับผมครับ พูดเร็วๆ ก็พูดว่าหมเหมือนอย่างผู้หญิง พูดคำว่าดิฉันเป็นเดี๊ยนนั่นแหละครับ รับประทานดิฉันพูดเร็วๆ ก็คือเดี๊ยนนั่นเอง" ประไพหัวเราะชอบใจ "เจ้าแห้วยังฉลาดกว่าคุณ ตัวน่ะล้าสมัยแล้วรู้ไว้เถอะ ผู้หญิงที่ทันสมัยเขาต้องพูดเดี๊ยนทั้งนั้น เมื่อปีกลายพูดดั๊น ปีนี้พัฒนาการภาษาพูดให้ดีขึ้นเปลี่ยนเป็นเดี๊ยน เราเข้าเมืองตาเหล่ก็ต้องทำตาเหล่ตามเขา ม่ายก็สังคมกับเขาไม่ได้" นิกรพยักหน้ารับทราบท่ามกลางเสียหัวเราะคิกคักของใครต่อใคร "เอาละ กรยอมรับว่ากรล้าสมัยเสียแล้ว ก้าวไม่ใคร่ทันโลกเพราะมัวแต่เป็นโรค ปีนี้พูดเดี๊ยนแทนดิฉันแล้วปี 2510 จะพูดว่ายังไง" ประไพอมยิ้ม "ยังไงก็ไม่ทราบค่ะ ต้องแล้วแต่สังคมเขานิยมกัน กรก็ดูทีวีบ่อยๆ สุภาพสตรีหลายต่อหลายคน ใช้คำแทนชื่อตัวเองว่าเดี๊ยนทั้งนั้น แสดงว่าเขานิยมกันที่จะพูดอย่างนั้น แต่คำว่าผมแทนคำรับว่า ผมของเจ้าแห้ว ไพไม่เคยได้ยินได้ฟังเลย" เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น "รับประทานผมพึ่งคิดขึ้นเดี๋ยวนี้เองครับ" คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ "รับรองว่าไม่มีใครพูดตามมึงแน่อ้ายแห้ว" การรับประทานอาหารค่ำเริ่มต้นแล้ว อาหารทั้งสองโต๊ะเหมือนกัน แต่ปริมาณอาหารโต๊ะใหญ่มีมากกว่าคือมี 2 ชุด ไก่ต้มข่าน้ำพริกผักต้มและผักสด ปลาดุกย่างทอดกรอบ กุ้งนางผัดเห็ดสด ห่อหมกปลากะพงแล้วก็ยำใหญ่ แม่ครัวได้ทำห่อหมกห่อกะทัดรัดน่าดูมากและฝีมืออยู่เกณฑ์ดี นิกรกินห่อหมกห่อละคำเช่นเดียวกับ ร.ท. นพลูกชายของเขา ซึ่งไม่ยอมปริปากพูดคุยกับใครจนกระทั่งสมนึกเอ็ดตะโรลั่น "เฮ้ยๆ เบาๆ หน่อยโว้ย ห่อหมกกระทงเล็กๆ มี 6 กระทงเท่านั้น มัวแต่คุยกับอ้ายนัส เผลอแผล็บเดียวแกยัดเสีย 3 กระทงแล้ว" ลูกชายของนิกรเคี้ยวห่อหมกแก้มตุ่ย "รู้จักแบ่งเวลาให้มันถูกต้องซีโว้ย เวลากินไม่ใช่เวลาคุย ถ้าอยากคุยก็ไม่ต้องกิน อ้า-อย่าว่ายังโง้นยังงี้เลย ปลาดุกทอดกรอบนี่ขอให้เป็นกรรมสิทธิ์ของกันสักตัวเถอะนะ" คุณหญิงวาดมองไปทางโต๊ะหลานชายของท่านทั้งสี่คนแล้วกล่าวกับสาวใช้ "สะอาดโว้ย ไปขอห่อหมกเขามาอีก" สาวใช้รับคำสั่งแล้วพาตัวเดินออกไปทางเฉลียงหลังตึก การรับประทานอาหารของพวก "พัชราภรณ์" ได้มีการคุยกันสัพยอกหยอกล้อกันตลอดเวลา โต๊ะของลูกชายสี่สหายมีการโต้เถียงทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยๆ นพช้อนเนื้อไก่ต้มข่ากินเสียเกลี้ยงเหลือแต่น้ำแกงและข่าทำให้พนัส สมนึก และดำรงบ่นพึมพำไปตามกัน พลสนทนากับศาสตราจารย์ดิเรกถึงเรื่องการดทลองแมงมุม "แกแน่ใจหรือว่าแมงมุมจะมีขนาดใหญ่โตขึ้นจนผิดธรรมดาภายในชั่วโมงนี้" นายพลดิเรกยิ้มแป้น "ออไร๋ มันจะเริ่มขยายตัวของมันในชั่วโมงนี้แหละ ความเติบโตของมันจะเป็นอยู่เรื่อยไปจนกว่าตัวของมันจะมีน้ำหนักประมาณสองตันคือเท่าช้างขนาดใหญ่ สูตรส่วนผสมยาฉีดของกันทำให้กันมั่นใจอย่างนี้ แต่ว่ากินข้าวแล้วกันจะพามันไปไว้ในสวนหลังบ้าน หาโซ่ล่ามขามันไว้ รุ่งเช้าพวกเราจะเห็นแมงมุมตัวนี้มีรูปร่างขนาดช้างนั่นแหละ อ้า-แกไม่สนใจหรืออ้ายกร" นิกรเคี้ยวยำใหญ่พลางสั่นศีรษะ "เวลากินข้าวกันไม่เคยสนใจกับอะไรทั้งนั้น แม้กระทั่งตอนสงครามหวอดังขึ้นทั่วเมือง แสดงว่าเครื่องบินข้าศึกบินเข้ามาโจมตีกรุงเทพฯ ทุกคนเผ่นลงหลุมหลบภัยแต่กันกินข้าวจนอิ่ม ทั้งๆ ที่ลูกระเบิดลงตูมๆ รอบบ้าน ซึ่งตอนนั้นเราอยู่บ้านถนนพญาไท" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งอยู่หัวโต๊ะมองดูศาสตราจารย์ดิเรกเขยใหญ่ของท่านด้วยความเลื่อมใสศรัทธาในความสามารถของเขา "พ่อคิดว่าแมงมุมมีน้อยกว่าตั๊กแตนและแมงมุมบินไม่ได้ ทำไมแกไม่ทำให้ตั๊กแตนธรรมดากลายเป็นตั๊กแตนยักษ์ตัวโต ขนาดช้างแล้วส่งฝูงตั๊กแตนยักษ์ไปโจมตีข้าศึก" ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ "ผมศึกษาเรื่องชีวิตของตั๊กแตนแล้วครับคุณพ่อ ตั๊กแตนเป็นสัตว์ใจดีขี้เล่นขี้หัวเราะ ชอบกินอาหารเหมือนอ้ายกร ทำให้มันกลายเป็นตั๊กแตนยักษ์ แทนที่มันจะไปสู้รบกับข้าศึกมันก็จะกินข้าวหรือพืชไร่ต่างๆ ของเราหมด แล้วก็มันมีปีกไปไหนต้องบินไป ถ้าตัวมันใหญ่ขนาดช้าง ข้าศึกก็ใช้ ปตอ.ยิงร่วงหมด ส่วนแมงมุมกินสัตว์เป็นๆ ไม่กินพืชไร่หรือข้าว ปล่อยมันไปสู้รบกับข้าศึกมันก็ไล่จับข้าศึกกินเป็นอาหาร การสู้รบไนป่าแมงมุมก็ชำนาญมาก เป็นต้นว่ามันขึ้นต้นไม้ได้คล่องแคล่ว รู้จักชักใยดักข้าศึก สำหรับตั๊กแตนเป็นสัตว์แมลงที่ไม่นิยมการต่อสู้ครับ มุ่งหน้าแต่กินแล้วก็สืบพันธุ์เท่านั้น ส่วนแมงมุมหน้าตาดุร้ายเป็นนักสู้และนักรบ บางคนก็เชื่อกันว่าแมงมุมครึ่งสัตว์ครึ่งปีศาจเป็นลางสังหรณ์ของมนุษย์" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย "ถูกละดิเรก คนเก่าแก่คนโบราณถือกันว่าถ้าแมงมุมตีอกจะประสบโชคร้าย เวลาเงียบๆ มันตีอกดังบึ้กๆ ทีเดียว" คราวนี้นิกรพูดเสริมขึ้น "จริงครับ ขุนไกรพ่อขุนแผนก่อนจะออกจากบ้านไปต้อนควายป่าและถูกพระพันวษารับสั่งให้ประหารชีวิตก็มีลางสังหรณ์เช่นนี้ ส่องกระจกหวีผมผัดหน้าใส่ไบรครีมมองไม่เห็นศีรษะของตัวเอง แมงมุมตีอกในจังหวะแซมบ้า จิ้งจกหลายตัวหัวเราะกันเซ็งแซ่ แมวนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้น ตุ๊กแกสามหางปรากฏตัวให้เห็น" กิมหงวนหัวเราะหึๆ "ตุ๊กแกสามหางน่ะสามตัวใช่ไหมล่ะ" "ออ ตัวเดียวมันจะมีหางตั้งสามหางได้อย่างไร" คุณหญิงวาดนึกสนุกขึ้นมาก็กล่าวถามนิกรด้วยอารมณ์ขัน "แล้วมีลางร้ายอะไรอีก" "ก็ลางของคนที่ชะตาขาดหรือใกล้จะตายแหละครับ หยิบเสื้อยันต์ใส่แทนที่จะเป็นเสื้อยันต์กลายเป็นเสื้อกล้าม หยิบหลวงพ่อคล้องคอสร้อยคอขาด พระเครื่องกระจายเกลื่อนห้อง เข้าไปดูลูกคือพลายแก้วหรือขุนแผน เห็นลูกนอนร้องไห้ในเปลก็ร้องเพลง "ถมไม่เต็ม" กล่อมลูก แต่เสียงร้องเพลงของท่านขุนไกรกลายเป็นเสียงร้องไห้ ทำให้คุณนายทองประสีตกใจวิ่งเข้ามาดู" "พอแล้ว" คุณหญิงวาดโบกมือห้ามแล้วหัวเราะลั่น สี่นางผลัดกันซักถามถึงการทดลองแมงมุม นายพลดิเรกก็อธิบายให้ฟังถึงอำนาจยาฉีดของเขาทำให้นันทา นวลลออ ประภา และประไพเต็มไปด้วยความสนใจ เมื่อมีจังหวะแห่งการสนทนาเสี่ยหงวนก็กล่าวขึ้นบ้าง "ถ้าแกได้รับความสำเร็จผลในการสร้างแมงมุมธรรมดาให้เป็นแมงมุมยักษ์ แกก็ควรทำให้สัตว์ต่างๆ โตขึ้นอีก เป็นต้นว่าทำให้ช้างธรรมดาตัวใหญ่ขึ้นอีกร้อยเท่า สร้างขึ้นสัก 100 ตัวเท่านั้น ไล่กระทืบทหารข้าศึกล้มตายไปตามกัน หรือยังไงหมอ" นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย "ช้างเป็นสัตว์ที่อืดอาดล่าช้าไม่ว่องไว ถ้าตัวมันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมันก็ยิ่งงุ่มง่ามเคลื่อนไหวช้ามาก ข้าศึกใช้กระสุนเจาะเกราะหรือจรวดต่อสู้รถถังยิงตูมเดียวก็เสร็จกันคิดว่าแมงมุมดีกว่า กันจะสร้างแมงมุมยักษ์ไว้มากๆ และฝึกมันให้รู้ภาษา เสร็จแล้วเอามันไปปล่อยไว้ในป่าให้มันช่วยตัวเอง ข้าศึกเคลื่อนเข้ามาเมื่อไรมันก็จะจัดการกับทหารข้าศึก วิธีนี้ทางราชการทหารก็ไม่ต้องหมดเปลืองเงินค่าเลี้ยงดูมันด้วย เพราะมันหากินเองได้ด้วยการชักใยดักแมลงหรือสัตว์ป่าตลอดจนนกหนู เมื่อตัวมันใหญ่เท่าช้างสัตว์ป่าขนาดกวางหรืออีเก้งก็คงติดใยของมัน" ทุกคนต่างชมเชยมันสมองอันเฉียบแหลมของศาสตราจารย์ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยและของโลกนี้ นายพลดิเรกได้คุยถึงเรื่องสถานการณ์อันคับขันของประเทศไทยที่ฝ่ายศัตรูกำลังวางแผนที่จะบุกรุกรานเรา เขาชี้แจงให้ฟังว่าไทยเรานั้นรักความสงบ แต่สงครามเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่พ้น เมื่อฝ่ายหนึ่งเขาต้องการรบกับเรา ฉะนั้น เมื่อเราถูกบุกรุกรานเราก็ต้องสู้ และ สู้ตาย การรับประทานอาหารสิ้นสุดลงก่อนเวลา 20.00 น. อาหารหวานมื้อนี้มีข้าวเหนียวเปียกลำไยและผลไม้อีกหลายอย่างสิ้นสุดด้วยกาแฟร้อนคนละถ้วย ขณะที่คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและลูกๆ กับท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกำลังดื่มกาแฟและสนทนากัน ทุกคนก็ได้ยินเสียงโครมเหมือนตู้ล้มดังแว่วมาจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ทำให้การสนทนาสิ้นสุดลงทันที นายพลดิเรกหันขวับมาทางลูกชายของเขา "ไปดูซิดำรง พ่อสงสัยว่าแมงมุมมันเริ่มขยายตัวของมันแล้ว มันอาจจะปีนขึ้นไปบนตู้และทำให้ล้มลง เพราะทานน้ำหนักตัวมันไม่ไหว" ศาสตราจารย์ดำรงรับคำและยกมือจับแขน ร.ท.นพ "ไปด้วยกันโว้ยนพ" ลูกชายของนิกรสลัดแขนออก "ไม่ละโว้ย แมงมุมตัวเล็กๆ กันยังกลัวมันนี่หว่า ขณะนี้ตัวมันอาจจะใหญ่เท่าโต๊ะกินข้าวตัวนี้แล้วก็ได้ แกไปเถอะ" ร.ท.ดำรงรีบลุกขึ้นพาตัวออกไปจากห้องรับประทานอาหาร ในนาทีนั้นเองลูกชายของนายพลดิเรกก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องรับประทานอาหารในทีตกอกตกใจ "พ่อ" นักวิทยาศาสตร์หนุ่มร้องเอ็ดตะโร "ได้การแล้วครับ" นายพลดิเรกลืมตาโพลง "มันขยายตัวขึ้นแล้วหรือ" "ครับ ผมผลักประตูห้องทดลองเข้าไปแลเห็นมันหมอบอยู่บนโต๊ะข้าวของเครื่องใช้ในการทดลองหลายชิ้นแตกหักเสียหายหมด ตู้ใส่น้ำยาเคมีของพ่อล้มลงมากลางห้อง ไปดูซีครับ" ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน แต่ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มละไมดีใจในความสำเร็จผลของเขาจากการทดลองในครั้งนี้ "ตัวมันใหญ่ขนาดไหนดำรง" ร.ท.ดำรงตอบโดยไม่ต้องคิด "กว้างสองฟุตและยาวไม่ต่ำกว่า 5 ฟุตครับ" "โอ๊ย" นิกรร้องลั่น "แมงมุมหรืออ้ายด่างคลองบางมุดวะดำรง" ศาสตราจารย์ดำรงยิ้มเล็กน้อย "แมงมุมครับ มันกำลังโตขึ้นอีกไม่เชื่อน้ากรไปดูซีครับ" นิกรเอียงคออมยิ้ม "ไปดูให้มันแดกน้าน่ะซี" ก่อนที่ใครจะพูดอะไรเสียงกระจกฝ้าประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็แตกดังเพล้งเพราะถูกผลักดัน แล้วบานประตูที่มั่นคงแข็งแรงทั้งบานก็พังทลายลงมาเสียงโครมลั่นบ้าน เจ้าแห้วรีบวิ่งออกไปดูทางประตูหลังห้องรับประทานอาหาร และแล้วก็ถอยกลับมาร้องเอะอะเอ็ดตะโรแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "รับประทานมันคลานออกมาจากห้องแล้วครับคุณหมอ ประตูและกระจกประตูพังบรรลัยหมดแล้วครับ" ทุกคนผุดลุกขึ้นยืนด้วยความตื่นเต้นตกใจ พลกับศาสตราจารย์ดิเรกเดินจรดปลายเท้าไปที่ประตูหลังห้องรับประทานอาหาร สองสหายตื่นเต้นอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นแมงมุมเล็กๆ ตัวนั้นกลายเป็นแมงมุมยักษ์มีรูปร่างใหญ่โตอย่างไม่น่าเชื่อ ส่วนกว้างของมันประมาณ 2 ฟุต และส่วนยาวเกือบ 6 ฟุต ส่วนสูงหนึ่งฟุตเศษ ขาของมันแต่ละข้างใหญ่โตมากแลเห็นขนรุงรัง มันพังประตูห้องทดลองออกมาแล้วปีนข้ามราวลูกกรงกระโดดลงสู่พื้นดินด้านหลังตึก นายพลดิเรกหันมาบอกคณะพรรคของเขา "ไม่ต้องตกใจ มันลงไปจากตึกแล้วมาดูซีครับ" คุณหญิงวาดหน้าซีดเผือด "มันจะกัดกินคนในบ้านของเราไหมพ่อดิเรก" "เห็นจะไม่หรอกครับ เพราะก่อนที่ผมจะฉีดยาให้มัน ผมให้มันกินแมลงวันตั้งหลายตัวจนอิ่มแล้ว" คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด เจ้าแห้วและสะอาดต่างออกมายืนรวมกลุ่มกันที่เฉลียงหลังตึก มองดูแมงมุมยักษ์ด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว แสงไฟฟ้าด้านหลังตึกส่องสว่างจ้าและมีไฟทางตามเขาริมถนนในบ้านอีกหลายดวง ทุกคนแลเห็นแมงมุมยักษ์หย่งตัวคลานไปตามพื้นดินและหยุดยืนใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งคือต้นมะขามเก่าแก่มีอายุร่วม 100 ปี ลำต้นขนาดหนึ่งอ้อม มีกิ่งก้านสาขารื่นรมย์ร่มเย็น พวกคนคนใช้และสาวใช้บางคนเชื่อว่ามีรุกขเทวดาอาศัยอยู่ ไม่มีใครกล้าขึ้นเก็บมะขามต้นนี้ แต่มีคนมากราบไหว้ขอเลขท้าย 2 ตัว เป็นต้นว่าเจ้าแห้วหรือสาวใช้บางคน จากแสงไฟฟ้าที่ส่องสว่างทุกคนแลเห็นแมงมุมยักษ์ ขยับตัวและหมุนตัวไปรอบๆ นัยน์ตาของมันแดงเข้มราวกับสีทับทิม มันส่งเสียงร้องดังลั่นบ้านเป็นเสียงของแมงมุมนั่นเอง แต่ดังมากเหมือนกับใช้เครื่องขยายเสียง "อ๊อดๆๆๆๆ " "ไอ๊ย่า" เสี่ยหงวนร้องเบาๆ แล้วหันมามองดูคณะพรรคของเขา "นี่เราไม่ได้ฝันไปหรอกหรือ แมงมุมตวักตะบวยอะไรวะตัวใหญ่มโหฬารเช่นนี้" นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย "ไม่ใช่ความฝันอ้ายหงวนมันเป็นจริง มันเติบโตขึ้นด้วยความรู้ความสามารถของกันกับลูกชายของกันนั่นเอง และมันกำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งมันโตเท่าช้างมีน้ำหนักประมาณ 2,000 กิโลกรัม" ทันใดนั้นเองแมงมุมยักษ์ก็ปีนขึ้นไปบนต้นมะขามต้นนั้น โดยใช้ขาอันใหญ่ยาวของมันเกาะลำต้น ทุกคนเฝ้ามองดูมันด้วยความตื่นเต้น มันขึ้นต้นไม้ได้ดีเหมือนแมงมุมเล็กๆ ปีนป่ายต้นไม้หรือเสาเรือน มันขึ้นไปหมอบนิ่งอยู่บนกิ่งมะขามกิ่งหนึ่งสักครู่ก็กระโจนจากต้นมะขามไปเกาะต้นนกยูงห่างจากกันเกือบ 10 เมตร คราวนี้ทุกคนแลเห็นใยสีขาวขนาดใหญ่ของมันไหลออกมาจากก้น ดำรงกล่าวกับบิดาของเขาทันที "มันชักใยเตรียมไว้ดักสัตว์จำพวกแมลงแล้วครับพ่อ เส้นใยมันเท่าเชือกไนลอนใหญ่มาก ค้างคาวหรือนกเค้าแมวบินผ่านมาติดใยเข้าก็คงดิ้นไม่หลุด" นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย "แต่เราให้อิสรภาพมันไม่ได้หรอกดำรง ประเดี๋ยวพ่อจะให้มันดมยาสลบ และเราจะช่วยกันเอาโซ่ผูกขามันไว้ ไปดูมันชักใยใกล้ๆ เถอะพวกเรา เราจะได้เห็นว่าแมงมุมเป็นสัตว์เฉลียวฉลาดมีวิธีดักสัตว์ด้วยใยของมันที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ" สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และลูกๆ ของสี่สหายต่างพากันเดินลงบันไดหลังตึกตรงไปที่ต้นมะขามใหญ่ต้นนั้น สี่นางกับคุณหญิงวาดและเจ้าแห้ว นึกสนุกขึ้นมาก็ตามไปด้วยทั้งๆ ที่เกรงกลัวแมงมุมยักษ์ตัวนี้ มันไต่ขึ้นไปตามใยเส้นแรกและชักใยเส้นที่สอง-สาม-สี่ เรื่อยไปเป็นกรรมวิธีที่รวดเร็วและทำได้สวยงามมาก ชั่วเวลาไม่ถึง 10 นาที ใยเส้นใหญ่ของมันก็ขึงขวางเป็นร่างแห ระหว่างต้นมะขามกับต้นนกยูงใหญ่ เสียงพึมพำดังขึ้นในคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและเจ้าหนุ่มเนื้อหอมทั้งสี่คน ซึ่งวิพากษ์วิจารณ์กันถึงแมงมุมยักษ์ตัวนี้ตลอดเวลา มันเติบโตขึ้นทุกนาทีที่ผ่านไป เพียงเวลา 10 นาทีเท่านั้นมันใหญ่ขึ้นกว่าเดิมตั้งครึ่งหนึ่ง ทุกคนยืมรวมกลุ่มอยู่ห่างจากใยของมันราว 3 เมตร ตอนหนึ่งคุณหญิงวาดรู้สึกคันจมูกยิบๆ ซึ่งท่านเป็นโรคจามเสมอ และทุกครั้งที่ท่านจามท่านมักจะจามเสียงสนั่นหวั่นไหวไม่เกรงอกเกรงใจใคร คุณหญิงยกสันมือขวาขยี้จมูกแล้วจามเสียงลั่น "ฮ้าด...ชะเอ๊ย.." แมงมุมยักษ์ปล่อยตัวลงมาตามสายใยของมันทันที มันอ้าปากขยับเขี้ยวในท่าทางดุร้าย และแล้วมันก็วิ่งปราดเข้ามาหาสี่นางและคุณหญิงวาด ร้องหวีดว้ายวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทาง สี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ววิ่งมาทางหลังตึก แมงมุมยักษ์ติดตามมาได้ครึ่งทางก็เลี้ยวกลับไป ร.ท.นพ กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกด้วยเสียงสั่นเครือ "ฆ่ามันเถอะครับลุงหมอ ขืนปล่อยไว้มันต้องกินพวกเราแน่ๆ " "โน น้าไม่ได้สร้างมันขึ้นเพื่อฆ่ามัน เราต้องการให้มันทำหน้าที่แทนทหารป้องกันประเทศชาติของเราต่างหาก" พนัสพูดเสริมขึ้น "แต่ถ้ามันอาละวาดมันหนีออกไปนอกเขตบ้านเราชาวบ้านแถวนี้ก็คงจะเดือดร้อนนะครับอาหมอ" "ก็ไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไร นอกจากว่าใครเคราะห์ร้ายก็คงถูกมันกัดหรือกินเท่านั้น ประเดี๋ยวอาจะจับมันล่ามโซ่ไว้ หรืออาจจะใช้วิธีอื่นเป็นต้นว่า ใช้ควันเคมีบางชนิดรมมัน ทำให้มันอ่อนเพลีย" สี่นางกับคุณหญิงวาดวิ่งอ้อมไปทางหน้าตึกแล้วขึ้นมาบนตึก ผ่านห้องโถงออกมาทางหลังตึกหยุดยืนรวมกลุ่มมองดูคณะพรรคสี่สหายกับลูกชาย พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วซึ่งยืนอยู่ข้างบันไดบนถนน เสี่ยตี๋เงยหน้าขึ้นมาแล้วยิ้มให้คุณหญิงวาด "ไม่ต้องกลัวครับคุณย่า คุณย่าแก่แล้วมันไม่กินหรอกครับ แล้วก็ตัวมันยังไม่ใหญ่พอที่มันจะกินคนได้ รออีกสักชั่วโมงเถอะครับเป็นสนุกแน่ เรื่องนี้ตื่นเต้นกว่าเรื่องสัตว์ยักษ์ในหนังอีกครับ รับรองว่ามีทุกรส" คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ "ยังจะมีหน้าพูดเล่นล้อเลียนย่าอีก อ้า-ว่ายังไงจ๊ะพ่อดิเรกแมงมุมของเธอน่ะตัวมันใหญ่ขึ้นทุกที" "ออไร๋ ออไร๋ ผมจะจัดการเดี๋ยวนี้แหละครับ ผมตกลงใจแล้วผมจะให้มันดมควันพิษเพื่อทำให้มันอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง ถึงแม้ว่าตัวของมันจะโตขึ้นจนกระทั่งมีขนาดเท่าช้างมันก็คงไม่ไปไหนและไม่ทำอันตรายใคร มันคงจะป้วนเปี้ยนอยู่ที่ใยของมัน ระหว่างต้นมะขามกับต้นนกยูงต้นนั้นแหละครับ" พูดจบเขาก็เดินขึ้นมาบนตึกและวิ่งเหยาะๆ ตรงไปห้องทดลองของเขา ซึ่งบานประตูห้องพังราบด้วยกำลังอันมหาศาลของแมงมุมยักษ์ตัวนี้ ทุกคนล่าถอยขึ้นมาบนตึกและจ้องมองดูแมงมุมยักษ์ มันกำลังชักใยพาตัววิ่งไปมาตามสายใยขนาดใหญ่ของมัน การเคลื่อนไหวของมันค่อนข้างรวดเร็ว ตามสัญชาตญาณของแมงมุม ใยของมันเพิ่มขึ้นคือเพิ่มจำนวนเส้นขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าแห้วเบาๆ "ขึ้นไปเอาปืนลูกซองมาให้ข้าทีเถอะวะ ถ้ายังไงจะได้เอาลูกซองส่องมันเสียก่อน ที่มันจะกินพวกเราคนใดคนหนึ่ง" "ครับ รับประทานเอาลูกปืนด้วยไหมครับ" ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก "เอาซีโว้ย ปืนไม่มีลูกจะไปยิงหมาที่ไหนกัน" เจ้าแห้วเดินหัวเราะหึๆ เข้าไปในห้องโถงท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ ขณะนี้คนในบ้านได้แลเห็นแมงมุมยักษ์ตัวนี้แล้ว คนสวนหนุ่มเข้ามาดูมันใกล้ๆ ด้วยความประหลาดมหัศจรรย์ใจ แล้วก็วิ่งอ้าวไปที่เรือนพักคนใช้ ร้องตะโกนบอกคนใช้ชายหญิงให้ทราบทั่วกันว่า ศาสตราจารย์ดิเรกได้ทำให้แมงมุมตัวเล็กๆ กลายเป็นแมงมุมยักษ์ชักใยอยู่ที่ต้นมะขามหลังตึกใหญ่ พวกคนใช้และคนสวนต่างแตกตื่นแห่กันมาดูแมงมุมยักษ์ ร.ท.นพลูกชายของนิกรแกล้งร้องขึ้นดังๆ "ตายไม่รับรองนะโว้ย แมงมุมยักษ์มันพ่นไฟได้และมันกำลังหิว" เท่านี้เองพวกคนใช้ชายหญิงและคนสวนก็แตกฮือวิ่งกลับไปยังห้องพักของตนด้วยความรักตัวกลัวตาย ในเวลาเดียวกันนี้เองนายพลดิเรกได้พาตัวออกมาจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ในท่าทางอันร้อนรน มือขวาของเขาถือวัตถุกลมๆ หนึ่งลูก มันคือระเบิดพลาสติกบรรจุควันพิษเคมีชนิดหนึ่ง อำนาจของควันพิษจะทำให้มนุษย์หรือสัตว์ที่สูดกลิ่นเข้าไป มีอาการอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรงประมาณห้าหกชั่วโมง แต่ไม่ทำอันตรายอย่างใด นายพลดิเรกส่งระเบิดพลาสติกให้นพแล้วพูดยิ้มๆ "แสดงหน่อยอ้ายหลานชาย เดินเข้าไปหาแมงมุมยักษ์ แล้วโยนระเบิดควันพิษให้ไปตกใกล้ๆ มัน วิธีใช้แบบเดียวกับระเบิดมือนั่นแหละ" ร.ท.นพค่อยๆ ปัดมือศาสตราจารย์ดิเรก "อย่าเลยครับน้าหมอ ผมไม่ชอบทำอะไรหักหน้าคนอื่นหรอกครับ" นายพลดิเรกมองดูหน้าลูกชายนิกรอย่างขบขัน "ไม่อยากหักหน้าใครหรือว่ากลัวแมงมุม" นพยิ้มแห้งๆ "ก็รู้อยู่แล้วไม่น่ามาถามผมเลย" พ.อ.พลเอื้อมมือรับระเบิดพลาสติกมาจากนายพลดิเรก เขากระชากสายสลักนิรภัยออกถือไว้ในมือเพียงสองสามวินาทีแล้วขว้างมันลอยละลิ่วไปที่ต้นมะขามใหญ่ต้นนั้น "พึ่บ" เสียงระเบิดพลาสติกระเบิดขึ้นแต่ไม่ดังจนเกินไป กลุ่มควันกระจายขึ้นจากพื้นดินและลอยขึ้นไปถูกตัวแมงมุมยักษ์ ซึ่งเกาะอยู่ที่ใยของมันพอดี ขณะนี้ตัวมันใหญ่เกือบ 3 ฟุต และยาวเกือบ 6 ฟุตแล้วร่างกายของมันแข็งแรงขึ้นตามส่วน ดังนั้น ควันพิษของศาสตราจารย์ดิเรกจึงไม่ทำอันตรายระบบประสาทของมันโดยเฉพาะส่วนสูงของมันกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว มันดิ้นรนขยับขาของมันแลเห็นถนัดเมื่อมันสูดควันพิษเข้าไป และแล้วมันก็ร้องเสียงลั่นบ้าน "อ๊อดๆๆๆๆ อ๊อดๆๆๆๆ " แมงมุมยักษ์คงจะโกรธแค้นหรือต้องการหลบหนีไปให้พ้นจากควันพิษ มันพุ่งตัวของมันลงมายังพื้นดินตามใยของมัน แล้วมันก็หย่งตัวคลานมาที่ตึกใหญ่อย่างรวดเร็ว คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือกร้องสุดเสียง "เร็ว-หนีขึ้นไปข้างบน ตัวใครตัวมันโว้ย" สี่นางกับคุณหญิงวาดห้อแน่บเข้าไปในห้องโถงเสี่ยตี๋กับนพวิ่งตามเข้าไปด้วย แมงมุมยักษ์หยุดชะงักบนพื้นสนามหญ้าริมถนนหลังตึก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พนัสและศาสตราจารย์ดำรงจ้องมองดูมันอย่างหวาดๆ ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าแห้วก็ถือปืนลูกซองเดินออกมาจากห้องโถงอย่างหวาดๆ สมนึกกับนพค่อยๆ ย่องออกมาเขาส่งปืนลูกซองให้ท่านเจ้าคุณแล้วพูดเสียงสั่นๆ "รับประทานยิงมันซีครับ ผมใส่ลูกไว้ให้แล้วสองลูก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกปืนขึ้นประทับแต่นายพลดิเรกรีบปัดปากกระบอกปืนให้เฉไป "อย่ายิงครับคุณพ่อ ถ้าเราฆ่ามันก็หมายความว่าเราจนมุมและมันจะฆ่าพวกเรา ผมคิดว่ามันอ่อนเพลียแล้วถึงไม่ได้คลานข้ามถนนมานี่" แล้วเขาก็ทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว "รู้ดีนัก เสือกไปเอาปืนมาทำไม" "ว้า รับประทานท่านใช้นี่ครับ" ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด นายพลดิเรกกับลูกชายของเขาพออกพอใจมาก เมื่อแลเห็นแมงมุมยักษ์เติบโตขึ้นเรื่อยๆ "วิเศษจริงครับพ่อ การทดลองของเราได้ผลแล้ว" ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับบิดาของเขา "ในไม่ช้านี้เราจะสร้างกองพันแมงมุมยักษ์ขึ้น และส่งมันไปอยู่ป่าตามชายแดนของเราแห่งละหมวดก็พอ ข้าศึกบุกเข้ามาเป็นได้เห็นดีกัน" "ออไร๋ ออไร๋ แต่ตัวมันใหญ่เกินไปเสียแล้ว การทดลองขั้นต่อไปให้ตัวมันใหญ่ขนาดโอ่งน้ำใบเล็กๆ ก็ดีถมไป ตัวมันใหญ่เท่าช้างการเคลื่อนไหวก็คงจะอืดอาดล่าช้า" ศาสตราจารย์ดำรงยิ้มเล็กน้อย "แล้วแต่พ่อเถอะครับ" ทันใดนั้นเอง นางเงินแมวสีสวาดของคุณหญิงวาดได้เดินออกมาจากสวนดอกไม้และตรงมาทางหลังตึกใหญ่ เสี่ยตี๋เห็นเข้าก็ร้องเอ็ดตะโร "เฮ้ย-อย่าเข้ามาโว้ยเงิน แมงมุมยักษ์มันหมอบอยู่ในสนามนั่นเห็นไหมอ้อมไปขึ้นทางหน้าตึก" นางเงินมันกำลัง "หง่าว" คือต้องการตัวผู้ซึ่งตอนนี้มันไม่เกรงกลัวอะไรทั้งนั้น มันเดินมาตามถนนแล้วคร่ำครวญถึงตัวผู้ตัวใดตัวหนึ่งตามธรรมชาติของมัน "หง่าว...หง่าว หง่าว อยู่ไหน อยู่ไหน มาซี" แมงมุมยักษ์แลเห็นนางเงินแล้วมันหมุนตัวกลับหย่งตัวขึ้นสูง แล้วมันก็วิ่งไล่นางแมวสีสวาดของคุณหญิงวาดทันที ก่อนที่มันจะตะครุบนางเงินได้ นางเงินก็ใส่ตีนแมววิ่งหนีไปเสียก่อน แมงมุมยักษ์ไล่กวดติดๆ ไป พอร่างของมันลับสายตานายพลดิเรกก็ร้องขึ้นดังๆ "เร็ว-ตามมันไปพวกเรา อย่างไรก็อย่าให้มันหลบหนีออกไปนอกบ้านได้" นิกรมองดูศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเคืองๆ "แกมันยุ่งไปเองนี่หว่า แมงมุมอยู่ดีๆ ดันไปทำให้มันกลายเป็นแมงมุมยักษ์ นี่ถ้ามันหลุดออกไปนอกบ้านมันจะต้องเป็นเรื่องวุ่นวายใหญ่โตต้องใช้กำลังตำรวจหรือทหารปราบ เหมือนอย่างในหนังบางเรื่องที่มีสัตว์ยักษ์อาละวาด" นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย "แต่กันสร้างมันให้เป็นแมงมุมยักษ์ก็เพื่อให้มันป้องกันประเทศชาติของเรา รีบตามมันไปเถอะโว้ย" คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขา พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างพากันติดตามแมงมุมยักษ์ทันที ภายในสวนหลังบ้านบางแห่งก็มีแสงไฟฟ้าส่องสลัวลาง บางแห่งก็ถูกปกคลุมด้วยความมืดร.ท.นพกระซิบกระซาบกับพ่อของเขาว่า

"กลับไปบนตึกเถอะครับพ่อ เพื่อความปลอดภัยของเรามืดๆ อย่างนี้ แมงมุมยักษ์มันแอบอยู่ที่ไหนก็ได้ ถ้ามันจู่โจมเรา คาบเอาพ่อหรือผมไปกินจะว่าอย่างไร ตอนนี้ตัวมันใหญ่พอที่มันจะกินเราอย่างสบาย"

กิมหงวนกล่าวถาม ร.ท.นพทันที

"แกกระซิบอะไรกับพ่อแกวะนพ"

ร.ท.นพ เต๊ะทำให้องอาจและพูดกลบเกลื่อน

"เปล่าครับลุง ผมบอกพ่อว่าถ้าพบมันผมจะลองปล้ำกับมันดู ใช้วิชายูโดและคาราเต้สู้กับมัน"

"ถ้ายังงั้นแกเดินนำหน้าซี" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ

"ไม่ดีหรอกครับ ผมเป็นเด็กเดินหน้าผู้ใหญ่ ให้คุณตานำหน้าดีแล้ว อย่างไรก็พอได้อาศัยแสงสะท้อนจากศีรษะท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันขวับมาทางลูกชายนิกรและมองดูอย่างเดือดดาล

"ประเดี๋ยวกูฟาดด้วยพานท้ายปืนคอหักตายเท่านั้นเอง"

เสี่ยตี๋หัวเราะคิกคักและกล่าวกับนพ

"แมงมุมยัวะแล้วอ้ายนพ"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว้ด

"แกน่ะซีแมงมุม ทะลึ่ง"

นางเงินแมวสีสวาดของคุณหญิงวาดหลบหนีแมงมุมยักษ์ไปได้แล้ว เพราะมันวิ่งเร็วกว่าและปราดเปรียวกว่า แมงมุมยักษ์คลานมาที่ริมรั้วหลังบ้านซึ่งติดกับซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ซึ่งบิดาของพลคือ ท่านเจ้าคุณประสิทธิ์นิติศาสตร์ผู้ล่วงลับไปนานแล้ว มันส่งเสียงร้องลั่นบ้านแล้วใช้กำลังอันมหาศาลของมันชนรั้วบ้านพังทลายไปแถบหนึ่ง ตอนล่างของรั้วก่ออิฐถือปูนตอนบนเหล็กโปร่งถึงแม้จะมั่นคงแข็งแรงเพียงใดก็ต้องพังเพราะขณะนี้แมงมุมยักษ์ตัวใหญ่เกือบเท่าช้างและมีน้ำหนักตัวประมาณตันครึ่งแล้ว

หญิงชราในวัย 60 เศษคนหนึ่งซึ่งเป็นคนในซอยนี้กำลังดุ่มๆ ออกไปทางปากซอย เมื่อแลเห็นแมงมุมยักษ์นอนขวางอยู่ในซอยท่ามกลางความมืดสลัวลาง หล่อนก็หยุดชะงักแล้วยกมือขวาป้องหน้าผากมองดู

"อี๊ ความของใครหลุดมานี่โว้ย"

แมงมุมยักษ์ได้ยินเสียงหญิงชรามันก็ยืดตัวขึ้นทำท่ายงโย่ยงหยกทันทีและส่งเสียงร้องได้ยินไกล

"อ๊อดๆๆๆ "

หญิงชราใจหายวาบเมื่อแลเห็นถนัดว่ามันเป็นแมงมุมยักษ์

"ว้าย คุณพระช่วย"

แล้วหล่อนก็หมุนตัวกลับวิ่งหนีล้มลุกคลุกคลานร้องตะโกนลั่นซอย บอกให้รู้ทั่วกันว่าแมงมุมยักษ์มาอาละวาดในซอยนี้ ป้าจันวิ่งเข้าไปในร้านขายอาหารและเครื่องดื่มของนายเส็ง ห้องแถวไม้สองชั้นในซอยนี้ มีร้านค้าอยู่มากกมายเป็นตลาดเล็กๆ ช่วยให้ชาวบ้านในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์"ได้รับความสะดวกในการซื้ออาหารสดแห้งไม่ต้องไปไกลมีเครื่องอุปโภคบริโภค จำหน่ายสารพัดโดยเฉพาะร้านกาแฟมีถึง 4 ร้านด้วยกัน

ตามเวลาที่กล่าวนี้ นักเลงเหล้าวัยกลางคนหลายคนยังนั่งร่วมโต๊ะดื่มเหล้ากันอยู่ในร้านเส็งพ่อค้าจีนใจดีมีอัธยาศัย ป้าจันวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในร้านและร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"หนีเร็วพวกเรา ใครไม่รีบหนีตายนะ"

ทุกคนต่างพากันมองดูป้าจันอย่างแปลกใจ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือป้าจัน" ใครคนหนึ่งกล่าวถามขึ้น "เกิดฆ่ากันตายหรืออย่างไร"

หญิงชรามีท่าทีเหมือนกับจะเป็นลม

"มันร้ายยิ่งกว่าฆ่ากันตายอีก เร็ว-รีบกลับไปบ้านเถอะ แมงมุมมันเข้ามาในซอยบ้านเรา"

พวกนักเลงเหล้าหัวเราะครืน

"มานั่งกินเหล้ากันดีกว่าป้าจัน กลัวกระทั่งแมงมุมเชียวเรอะ แมงมุมตัวโตๆ กินแกล้มเหล้าอร่อยดีเหมือนกันเป็นยาโป๊วด้วย เด็ดขามันทิ้งเสียก่อนแล้วกลืนเข้าไปทั้งตัวเสร็จแล้วซดเหล้าตามเข้าไปสักสองสามอึก"

หญิงชราลืมตาโพลง

"มันไม่ใช่แมงมุมธรรมดาตัวมันใหญ่เท่าควายรู้ไหม"

เสียหัวเราะดังขึ้นอีก ทุกคนเห็นเป็นเรื่องขบขันที่ป้าจันบอกว่าหล่อนพบแมงมุมตัวโตเท่าควาย เพราะมันเป็นไปไม่ได้ ใครคนหนึ่งกล่าวกระเซ้าหญิงชราด้วยเสียงหัวเราะ

"ป้าคงจะแก่ดูการ์ตูนมากไปหน่อย อ้ายยงหลานของป้า มันซื้อการ์ตูนที่ร้านขายหนังสือพิมพ์ไปอ่านเสมอ ถ้าแมงมุมตัวเท่าควาย ควายก็คงจะตัวเท่าภูเขาน่ะซีป้าจัน"

"ตามใจแกเถอะนายผูกแกไม่เชื่อก็แล้วไป ข้าไปละ ยังไงก็หลบอยู่ในบ้านคงจะปลอดภัยกว่าอยู่ข้างนอก" พูดจบหญิงชราก็วิ่งออกไปจากร้านนายเส็ง

นักเลงสุราดื่มเหล้าและสรวลเสเฮฮากันต่อไป จนกระทั่งผู้คนในซอยหลายคนร้องเอะอะเอ็ดตะโรและวิ่งผ่านหน้าร้านนายเส็งไปหลายคน ใครคนหนึ่งร้องตะโกนเข้ามาในร้าน

"แมงมุมยักษ์ หนีเร็ว"

ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นแล้วเมื่อแมงมุมยักษ์บุกขึ้นไปบนเรือนชั้นเดียวหลังหนึ่ง น้ำหนักตัวของมันตันครึ่งทำให้เรือนหลังนั้นพังครืนลงมา คนที่อยู่บนเรือนต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดและร้องตะโกนบอกพวกเพื่อนบ้าน

เสียงปืนพกดังขึ้นหลายนัด ชาวบ้านที่มีปืนต่างใช้ปืนพกยิงแมงมุมยักษ์คนละหลายนัด แต่ความใหญ่โตมโหฬารของมัน ทำให้มันกลายเป็นสัตว์หนังหนาไปแล้ว แมงมุมยักษ์เริ่มอาละวาดไล่ตะครุบพวกชาวบ้านซึ่งพากันหลบหนีมัน สาวสวยคนหนึ่งถูกมันคาบไว้ผ้าผ่อนหลุดลุ่ย แฟนของหล่อนวิ่งเข้ามาข้างหลังมัน ใช้ไม้พลองขนาดใหญ่ตีมันเต็มเหนี่ยว ทำให้แมงมุมยักษ์อ้าเขี้ยวปล่อยหญิงสาวหล่นลงพื้นดินแล้วมันก็ไล่กวดเจ้าหนุ่มรูปหล่อผู้นั้นวิ่งหนีเข้าไปในร้านนายเส็ง

เมื่อแมงมุมยักษ์บุกเข้ามาในร้านนายเส็ง ซึ่งกำลังนั่งดีดลูกคิดอยู่ที่เคาน์เตอร์ก็ร้องออกมาแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ไอ๊ย่า"

พวกนักเลงเหล้าอกสั่นขวัญแขวนต่างลุกขึ้นวิ่งหนีเอาตัวรอด แมงมุมยักษ์ชนโต๊ะเก้าอี้ในร้านตลอดจนตู้ใส่สินค้าพังทลาย นายเส็งพาเมียหนีขึ้นเล่าเต๊งและรีบปิดไฟฟ้า สองคนผัวเมียสงบเงียบเสียงอยู่ข้างบนด้วยความรักตัวกลัวตาย

"แม่อีหลู ลื้ออย่าร้องเอะอะนะ ปูเหลียวแมงมุมกัดตาย"

"ฮื่อ อั๊วไม่ร้องหรอกอั๊วกัวมัง แหม-ตัวมังใหญ่ฉิกหายเลย แมงมุมหรือช้างแน่อาเส็งอั๊วยังสงสัย"

นายเส็งจุปาก "อย่าพู่ก พู่กทำไลปูเหลียวมังได้ยิงแมงมุมโว้ยไม่ใช่ช้าง มังมีตีงเยอะแยะช้างมังมีงวงมีงามีสี่ตีงเท่านั้ง"

สุนัขตัวหนึ่งตกเป็นเหยื่อของแมงมุมยักษ์แล้ว แต่มันเป็นหมาไม่มีเจ้าของมันถูกแมงมุมยักษ์ตะครุบหน้าร้านนายเส็งนั่นเอง เสียงมันร้องเป๋งๆ แล้วก็เงียบไป แมงมุมยักษ์เคี้ยวกินกร้วมๆ เลือดสุนัขไหลเปรอะเขี้ยวอันใหญ่โตของมันแลเห็นถนัดผู้คนในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" แตกตื่นวุ่นวายไปหมด ขณะนี้เป็นเวลา 20.00 น. เศษเท่านั้นยังไม่มีใครหลับนอน ชาวบ้านในซอยนี้ต่างอุ้มลูกจูงหลานอพยพหลบหนีภัยหนีไปสุดซอยและออกไปทางซอยอื่นซึ่งติดต่อกัน

ที่ถนนใหญ่คือถนนสุขุมวิท ชาวบ้านในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์"ซึ่งเป็นชายกลางคนคนหนึ่งได้วิ่งกระหืดกระหอบมาที่ป้อมตำรวจและแจ้งให้เจ้าพนักงานทราบทันที

"หมู่ หมู่ครับ ช่วยพวกเราด้วย"

นายสิบตำรวจตรีร่างสูงใหญ่ในเครื่องแบบมองดูชายกลางคนผู้นั้นด้วยความสนใจ

"มีเรื่องอะไรหรือคุณ"

"แมงมุมครับ แมงมุมมันเข้าไปอาละวาดในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ซอยบ้านผม หมู่ไปปราบมันหน่อยซีครับมันกำลังไล่กัดผู้คน"

ตำรวจประจำป้อมยามทำหน้าชอบกล

"คุณสบายดีหรือครับ"

"ครับ สบายดี ผมไม่ได้เป็นบ้านะครับหมู่ ผู้คนกำลังแตกตื่นวุ่นวายไปทั้งซอยเพราะแมงมุมตัวนี้ นั่น..ฟังซีครับเสียงปืนพกที่ชาวบ้านเขายิงมัน"

นายสิบตำรวจตรีขมวดคิ้วย่น

"ผมได้ยินเสียงปืนหลายนัดแล้วเข้าใจว่าท่านศาสตราจารย์ดิเรกท่านลองปืนของท่าน เพราะท่านมีสิทธิ์ที่จะทดลองปืนหรือวัตถุระเบิดในเขตบ้านของท่านได้ พวกคุณน่ะกลัวกระทั่งแมงมุมเชียวหรือ"

"ครับ ตัวมันใหญ่น่ากลัวมาก"

ตำรวจประจำป้อมยามหัวเราะเบาๆ

"เอาเท้าเหยียบมันทีเดียวก็ตัวเละ เอ-ชอบกล ผมพึ่งรู้วันนี้แหละว่าคนกลัวแมงมุม" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน "ไปซีครับผมจะไปช่วยระงับเหตุ ผมคิดว่าแมงป่องหรือแมลงตดยังจะน่ากลัวกว่าแมงมุมเป็นไหนๆ "

ส.ต.ต.เขียวลุกขึ้นเดินออกมาจากป้อมยาม เดินตามพลเมืองดีผู้นั้นเข้าไปในถนนซอยใหญ่ข้างบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างรีบร้อน และเลี้ยวซ้ายมือริมรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" เข้าไปในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์"

ผู้คนในซอยหลายคนวิ่งสวนทางออกมา พอแลเห็นตำรวจใครคนหนึ่งก็ร้องบอก

"เร็วหน่อยครับหมู่ แมงมุมมันกำลังไล่จับคนกินครับ"

ส.ต.ต.เขียวฝืนหัวเราะ

"อือ-เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ผมพึ่งเคยได้ยินวันนี้เอง แมงมุมกินคน เคยเห็นแต่มันกินแมลงมันหรือแมลงเล็กๆ อ้ายตัวนี้ชักกำเริบริอ่านกินคนต้องยิงทิ้งแน่ๆ "

ลึกเข้ามาในซอยเลยประตูรั้วหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ไป ร้านรวงต่างปิดหมดผู้คนเงียบกริบ ชายกลางคนที่พา ส.ต.ต.เขียวมาปราบแมงมุมยักษ์หลบไปบ้านเขาแล้ว ส.ต.ต.เขียวยืนอยู่หน้าห้องแถวไม้สองชั้น จนกระทั่งได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องตะโกนบอกเขา

"หมู่....หมู่คะ หลบไปให้พ้น แมงมุมมันอยู่ในซอกข้างห้องแถวนั่น"

หมู่เขียวหัวเราะออกมาดังๆ

"ผมจะปราบมันเองครับไม่ต้องกลัว โธ่-กลัวกระทั่งแมงมุมไม่น่าเลย"

ทันใดนั้นเองหมู่เขียวสะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงแมงมุมยักษ์ร้อง เสียงของมันก็คือเสียงแมงมุมนั่นเองแต่ดังกว่าหลายพันเท่า

"อ๊อดๆๆๆ "

"เอ๊ะ ถ้าจะไม่ดีละโว้ย" ส.ต.ต. เขียวรำพึงเบาๆ กระชากปืนพกในซองปืนออกถือกระชับมั่นและสอดส่ายตาไปรอบๆ

แมงมุมยักษ์เดินหย่งตัวออกมาจากซองห้องแถวไม้สองชั้น ท่ามกลางไฟฟ้าที่เปิดทิ้งไว้ตามหน้าห้อง แต่ทุกห้องปิดประตูร้านหมดเพราะความเกรงกลัวแมงมุมยักษ์ ส.ต.ต. เขียวแลเห็นมันเข้าก็ตกใจแทบช็อก ใบหน้าของเขาซีดเผือดเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

เสียง พ.อ.พลร้องตะโกนลั่น

"ตำรวจ หนีมาทางนี้เร็ว"

หมู่เขียวได้สติก็หมุนตัวกลับแล้วโกยอ้าว ตอนนี้เขาทำสถิติวิ่งเร็วได้ดีกว่านักวิ่งเร็วทั้งหลาย ระยะทาง 100 เมตรเขาทำเวลาได้ 10 วินาทีพอดี ถ้าหากว่าเขาเข้าแข่งขันเอเชี่ยนเกมส์สิ้นปีนี้และสามารถวิ่งได้เร็วขนาดนี้ เขาก็คงคว้าเหรียญทองให้ประเทศไทยหนึ่งเหรียญอย่างไม่ต้องสงสัย

ส.ต.ต.เขียววิ่งเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าแห้ว ซึ่งยืนจับกลุ่มอยู่นอกประตูรั้วหลังบ้าน "พัชราภรณ์" หมู่เขียวรู้จักคณะพรรคสี่สหายเหล่านี้ทุกๆ คน เขาหยุดยืนหอบแฮ่กๆ ยกมือวันทยหัตถ์แล้วกล่าวกับนายพลดิเรก

"แมงมุมยักษ์ครับท่าน มันเกือบจะกินผมเสียแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้

"เธอปลอดภัยแล้ว ปล่อยให้มันป้วนเปี้ยนอยู่แถวนั้นแหละ พวกเราจะจัดการกับมันเอง เราเตรียมเครื่องมือปราบมันมาแล้ว และโทรศัพท์บอกกองตำรวจนครบาลที่ผ่านฟ้าแล้ว ประเดี๋ยวตำรวจคงยกมาที่นี่"

"มันมาจากไหนครับท่านทำไมตัวมันถึงใหญ่โตมโหฬารขนาดนี้" ส.ต.ต.เขียวถามเสียงสั่นเครือ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตอบแทนศาสตราจารย์ดิเรก

"มันคือแมงมุมธรรมดานี่แหละแต่ศาสตราจารย์ดิเรกกับลูกชายของเขาทำให้มันเป็นแมงมุมยักษ์ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์"

"โอ้โฮ ยังงั้นหรือครับ" แล้วเขาก็หันมายกมือวันทยหัตถ์นายพลดิเรก "ท่านทำให้สัตว์หรือมนุษย์กลายเป็นตุ๊กตาตัวเล็กๆ ได้ไม่ใช่หรือครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้

"ออไร๋ ทำตัวใหญ่ให้ตัวเล็กง่ายกว่าทำตัวเล็กให้เป็นตัวใหญ่"

"ถ้ายังงั้นหากท่านมีเวลาว่างกรุณาทำให้แม่ยายของผมกลายเป็นตุ๊กตาได้ไหม แกอ้วนใหญ่เหลือเกินครับรูปร่างแบบไหกระเทียมต่อขาคอสั้นไม่มีเชฟ ส่วนเท่ากันหมด 52-52-52 ปากแบะเสียงดังฟังซัดชอบหาเรื่องด่าว่าผม ถ้าไม่จนใจว่าเป็นแม่ยายผมจับแล้วในข้อหาดูหมิ่นเจ้าพนักงาน แกด่าผมทั้งๆ ที่ผมแต่งฟอร์มนะครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แม่ยายลื้ออายุเท่าไหร่หมู่"

" 45 ครับผู้การ"

"อ้าว ยังใช้ได้นี่หว่า ทำไมลื้อไม่วางแผนสังหารด้วย วิธีรวบหัวรวบหางแบบพระยาเทครัว"

ส.ต.ต.เขียวทำคอย่น

"ไม่ไหวครับผู้การ มองดูทั้งวันไม่เอาไหน เสียงดังฟังชัดยังกะเสียงฟ้าผ่ายิ่งมองก็ยิ่งเหมือนกับผีเสื้อสมุทรขึ้นมาจากสะดือทะเล"

เสี่ยหงวนหัวเราะคิก

"หน็อยแน่ ขึ้นมาจากตรงอื่นก็ไม่ได้ต้องขึ้นมาจากสะดือทะเล"

ส.ต.ต.เขียวยิ้มให้เสี่ยหงวน

"สะดือทะเลหมายถึงตอนที่สุดยังไงล่ะครับผู้การ"

"เออ จริงของลื้อ" อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย "เท่าที่เรารู้ๆ กัน ทะเลมีท้อง มีก้นและมีสะดืออย่างที่เขาเรียกกันว่าท้องทะเล ก้นทะเล สะดือทะเล"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"หัวทะเลมีไหมครับเตี่ย"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"หัวทะเลตวักตะบวยที่ไหนกันวะ"

สมนึกชำเลืองมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียก่อนจึงกล่าวกับเสี่ยหงวน

"ก็มีไฟวาบวับปล๊อบแปล๊บๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เดี๋ยวโดนเตะจนได้อ้ายตี๋หรือม่ายก็โดนลูกซอง"

พนัสกล่าวกับนายพลดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลงมือซีครับอาหมอ เอาระเบิดไอพิษเล่นงานมันเสีย ก่อนที่มันจะกัดกินพวกชาวบ้านในซอยนี้"

นายพลดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อาไม่อยากจับตายมันเลยรู้สึกเสียดายมันมาก"

พลว่า "แต่สูตรอยู่ในมือแกแล้ว แกจะสร้างสัตว์เล็กๆ ให้เป็นสัตว์ยักษ์ขึ้นเมื่อไรแกก็ทำได้ แต่ว่าต้องไปทำในป่าชายแดน ทำให้มันโตเป็นสัตว์ยักษ์แล้วก็ทิ้งมันไว้ในป่า"

"ออไร๋ ออไร๋ เพื่อเห็นแก่ความปลอดภัยของชาวบ้านแถวนี้เราจำเป็นต้องฆ่ามันด้วยแก๊สมัสตาร์ด เมื่อมันถูกแก๊สมัสตาร์ดเข้า เนื้อหนังของมันจะลุ่ยหลุดออกมาเหลือแต่ส่วนที่เป็นโครงกระดูก ซึ่งเราจะมอบกระดูกของแมงมุมยักษ์นี้ให้เป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ แต่ก่อนจะใช้ระเบิดมัสตาร์ดแก๊ส ต้องคิดให้รอบคอบ ไอระเหยของแก๊สไปถูกใครเข้าจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะฉะนั้นกันถึงสั่งให้ดำรงเอาปืนกลมือติดตัวมา"

นิกรเอื้อมมือสะกิดแขนนายพลดิเรกแล้วกล่าวขึ้น

"หมอ หมอโว้ย"

"ว่ายังไงวะ"

นิกรอมยิ้ม

"กันจะจัดการกับแมงมุมยักษ์ตัวนี้เองโดยไม่ให้ชาวบ้านเดือดร้อน แต่มีเงื่อนไขว่าศพของมันจะต้องเป็นของกันไม่ใช่ของพิพิธภัณฑ์"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"แกจะเอาไปออกงานวัดเก็บสตางค์คนดูใช่ไหมล่ะ"

"ออไร๋" นิกรล้อ

"โน-ไม่ตกลงโว้ย ศพหรือโครงกระดูกของมันจะต้องเป็นสมบัติของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ เพื่อจะได้เปิดโอกาสให้ใครๆ ไปดูโครงกระดูกของมัน แม้กระทั่งนักสัตวศาสตร์ นักแมลงวิทยาเมืองนอกก็จะหลั่งไหลกันมาดูซากแมงมุมยักษ์ตัวนี้"

นิกรยิ้มให้

"ถ้ายังงั้นก็ตามใจแก วันหนึ่งกันจะใช้เวทมนต์คาถาของกันเสกให้ช้างตัวเล็กเท่าหนูเอาใส่กระเป๋าไปไหนๆ ได้ โลกจะต้องตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน"

ร.ท.นพ มองบิดาของเขาอย่างแปลกใจ

"พ่อเป็นพ่อมดหรือครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ใครบอกมึงล่ะ"

"ก็พ่อว่าจะย่อช้างให้ตัวเล็กเท่าหนู โดยใช้เวทมนต์"

"แล้วพ่อจะต้องเป็นพ่อมดด้วยเรอะ นี่มันเมืองไทยโว้ย ไม่ใช่ป่าอัฟริกาจะได้มีพ่อมด มีแต่เซียนผู้วิเศษคือลุงกิมหงวนของแก ใช้เวทมนต์สะกดแมงมุมยักษ์ได้ไม่เชื่อให้เขาแสดงให้ดูซี"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"อย่ายอให้แมงมุมมันเขมือบกันหน่อยเลยน่าอ้ายกร เราอยู่ห่างมันต้องร้อยกว่าเมตรยังเห็นตัวมันมโหฬารเกือบเต็มซอย"

นายพลดิเรกพูดตัดบท

"ไป-เข้าไปใกล้ๆ มันโว้ยพวกเรากันแสดงเอง ถ้าการใช้ระเบิดไม่ปลอดภัยกันจะให้ดำรงเล่นงานมันด้วยปืนกลมือ"

ทุกคนค่อยๆ เคลื่อนที่เข้าไปหาแมงมุมยักษ์และพร้อมที่จะวิ่งหนีเอาตัวรอด ขณะนี้เสียงแตรไซเรนดังครวญครางแว่วมา แต่ไกลแล้วและใกล้เข้ามาตามลำดับ กำลังตำรวจกองตรวจนครบาลยกมาแล้วมีรถวิทยุรวม 2 คัน

เนื่องจากลมพัดแรงมาก เพราะฝนทำท่าจะตกศาสตราจารย์ดิเรกจึงไม่กล้าใช้ระเบิดแก๊สมัสตาร์ด สังหารแมงมุมยักษ์เกรงว่าชาวบ้านจะถูกควันหรือสูดควันพิษเข้าไป ทำให้ต้องเสียชีวิต สองพ่อลูกบุกเข้าไปหามันอย่างระมัดระวัง แมงมุมยักษ์นอนหมอบอยู่กลางถนนคอนกรีตท่ามกลางความสงบเงียบ เมื่อมันแลเห็นศาสตราจารย์ดิเรกกับลูกชายมันก็ค่อยๆ หย่งตัวขึ้น

"ยิงโว้ยดำรง กดปากกระบอกปืนลงต่ำหน่อยระวังจะไปถูกชาวบ้านเขาเข้า"

ร.ท.ดำรงยกปืนยิงเร็วขึ้นประทับในระยะห่างจากแมงมุมยักษ์เพียง 6 เมตรและแล้วเขาก็เหนี่ยวไกยิงทันที

เสียงปืนยิงเร็วดังกึกก้องมองเห็นประกายไฟแลบออกจากปากกระบอกของมัน แมงมุมยักษ์แยกเขี้ยวอันใหญ่โตและร้องคำรามออกมาด้วยความโกรธแค้น เนื้อหนังของมันหนามากจนกระทั่งปืนยิงไม่เข้า เมื่อมันเคลื่อนที่เข้ามาหาสองพ่อลูกก็ล่าถอย และพากันวิ่งหนีกลับมาหาพรรคพวก

แมงมุมยักษ์ใช้กำลังขาหน้าของมัน ถีบตัวมันเองขึ้นไปเกาะกันสาดห้องแถวสองชั้น แต่น้ำหนักตัวของมันทำให้กันสาดพังทลาย แมงมุมยักษ์ตกลงมาบนพื้นดินดังตุ้บ

"แย่ละโว้ยพล" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา "หนังมันหนามากจนกระทั่งปืนยิงไม่เข้า ระเบิดมัสตาร์ดก็ใช้ไม่ได้เพราะลมแรงและพัดหวนไปมา"

เสี่ยหงวนว่า "ระเบิดมัสตาร์ดใช้ไม่ได้ใช้ระเบิดต้นหอมเถอะวะ เฮ้ย-มันเดินงุ่มง่ามตรงมาหาเราแล้ว เปิดเถอะ"

"เดี๋ยวก่อน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขัดขึ้น "ลองลูกซองสักนัดเถอะวะ"

พนัสกล่าวขึ้นทันที

"เสียลูกปืนครับคุณปู่ ปืนกลมือยิงไม่เข้าปืนลูกซองจะไปทำไมมันได้"

"เถอะน่า ลองดูโว้ย"

ท่านเจ้าคุณถือปืนลูกซองเดินเข้าไปในเวลาเดียวกับที่ฉลามบก 2 คันแล่มาหยุดในกลุ่มคณะพรรคสี่สหาย นายตำรวจ 2 คน นายสิบและพลตำรวจอีก 6 คน รีบลงมาจากรถเก๋งทั้งสองคันนั้น พร้อมด้วยอาวุธคู่มือคือปืนยิงเร็วและปืนพกประจำตัว ถึงแม้นายตำรวจหนุ่มไม่เคยรู้จักนายพลดิเรกมาแต่ก่อน ทั้งสองก็ทราบดีว่าใครเป็นใคร จึงได้ทำความเคารพและแนะนำตัวให้รู้จัก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกปืนลูกซองขึ้นประทับเล็งศูนย์ปืนหมายไปที่ร่างของแมงมุมยักษ์ แล้วท่านก็เหนี่ยวไกยิงรวม 2 นัด ติดๆ กัน

"ตูม ตูม"

เสียงปืนลูกซองดังกังวานลั่น แมงมุมยักษ์ไล่กวดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที ตำรวจนครบาลต่างช่วยกันระดมยิงแมงมุมยักษ์ด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจในรูปร่างอันใหญ่โตมโหฬารของมัน การยิงอย่างหนาแน่นทำให้กระสุนปืนยิงเร็วนัดหนึ่งถูกปากของแมงมุมยักษ์ และเป็นเหตุให้มันหยุดชะงักคลานถอยหลัง นายตำรวจทั้งสองคนกับตำรวจในบังคับบัญชาต่างเคลื่อนที่เข้าไปช่วยกันยิงมันอีก เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวแมงมุมยักษ์ถูกยิงหนาแน่น มันก็โกรธส่งเสียงร้องคำรามและวิ่งเข้าตะลุมบอนตำรวจทันที

คราวนี้ตำรวจล่าถอยบ้าง ต่างคนต่างวิ่งหนีหลบเข้าไปตามบ้านเรือนของราษฎรเหล่านั้น สี่สหายกับลูกชายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ววิ่งมาทางปากซอยและเมื่อผ่านประตูรั้วหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งเปิดทิ้งไว้ก็หลบเข้าไปในเขตบ้าน ซึ่งตอนนี้เองแมงมุมยักษ์ได้พังบ้านใหญ่อีกหนึ่งหลังเสียงโครมครามและพังรถเก๋งขนาดกลางอีกคันหนึ่ง บี้แบนไปเพียงแต่มันกระโดดขึ้นไปบนหลังคาเก๋งเท่านั้น

นายพลดิเรกรู้ดีว่าถ้าเขาปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อไปผู้คนในซอยนี้จะต้องเสียชีวิตหลายคน และแมงมุมยักษ์คงจะทำให้เกิดความเสียหายมาก เขาหันมาทางเจ้าแห้วและออกคำสั่ง

"วิ่งไปห้องทดลองเดี๋ยวนี้อ้ายแห้ว ไปเอาเครื่องพ่นไฟมาให้ฉันเร็ว"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานเตาฟู่หรือครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำคอย่น แล้วตะโกนลั่น

"เครื่องพ่นไฟของทหารโว้ย เตาฟู่เอามาพ่นหน้าแกน่ะซี"

เจ้าแห้วรีบวิ่งตื๋อตรงไปที่ตึกใหญ่ ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันเท่าที่แมงมุมยักษ์อยู่คงทนปืนยิงไม่เข้า เสียงปืนยังคงดังอยู่ตลอดเวลา พวกตำรวจแอบยิงมันเท่าที่จะทำได้ แต่ตำรวจทุกคนยอมรับว่ากลัวมันไม่มีใครกล้าเผชิญหน้ามัน

เจ้าแห้วหิ้วเครื่องพ่นไฟวิ่งเหยาะๆ นำมาให้ศาสตราจารย์ดิเรกตามคำสั่ง นายพลดิเรกส่งเครื่องพ่นไฟ ร.ท.พนัส ลูกชายของพล

"แสดงหน่อยอ้ายหลานชาย อาจะช่วยผูกติดหลังแกให้พยายามฆ่ามันให้ได้นะพนัส อาจะทำให้อ้ายตี๋หรืออ้ายนพทำหน้าที่นี้ก็รู้ว่ามันไม่เอา"

"ใช่ครับ" เสี่ยตีรับสารภาพ "ให้ผมหมื่นบาทผมก็ไม่เอา เดินเข้าไปยังไม่ทันจะพ่นไฟมันปราดเข้ามาตะครุบผมเอาไปกิน ผมก็เท่งทึงเท่านั้น"

ร.ท.นพพูดเสริมขึ้น

"สำหรับผมไม่ต้องอธิบายนะครับ เป็นตายอย่างไรผมก็ไม่ยอมเผชิญหน้ากับมัน"

พลกับศาสตราจารย์ดิเรกช่วยกันผูกเครื่องพ่นไฟติดหลัง ร.ท.พนัสเรียบร้อย ต่อจากนั้นทุกคนก็พากันเดินผ่านประตูรั้วหลังบ้านออกไป แมงมุมยักษ์เดินงุ่มง่ามออกมาจากซอยๆ หนึ่ง พอดี ร.ท.พนัสพาตัวเข้าไปหามันอย่างกล้าหาญและเตรียมสังหารมันด้วยเครื่องพ่นไฟ

พอเข้าใกล้ระยะ 10 เมตร ลูกชายของพลก็เปิดเครื่องพ่นไฟทันที เปลวไฟอันร้อนแรงพุ่งออกไปเป็นทางยาวกระทบร่างแมงมุมยักษ์อย่างจัง มันดิ้นรนทุรนทุรายน่าสงสารเมื่อเนื้อหนังของมันถูกไฟไหม้กลายเป็นถ่านแดงๆ ไปทั้งตัว ร.ท.พนัส เผามันด้วยเครื่องพ่นไฟ จนกระทั่งไฟหมดหม้อแมงมุมยักษ์ตัวนั้น เป็นเถ้าถ่านไปแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับ นพ สมนึก ดำรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันเข้าไปดูมันพวกตำรวจติดตามมาด้วย แมงมุมยักษ์กลายเป็นก้อนเนื้อดำๆ ก้อนเล็กนิดเดียว ท่ามกลางความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของพวกตำรวจ บริเวณละเมาะอันเป็นที่ว่างริมถนน ซอยถูกไฟไหม้ราบไปแม้กระทั่งถนนคอนกรีตก็ได้รับความเสียหายจากความร้อนของเครื่องพ่นไฟ

พวกชาวบ้านในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ที่อพยพหลบหนีภัยได้กลับมายังเคหสถานบ้านเรือนของตนในคืนวันนั้น ทุกครอบครัวต่างโจษจันกันถึงเรื่องแมงมุม ซึ่งนายพลดิเรกเป็นผู้สร้างมันขึ้น แต่แล้วก็ต้องทำลายมันด้วยความจำเป็น อย่างไรก็ตามนายพลดิเรกก็สามารถสร้างหรือทำให้แมลงเล็กๆ กลายเป็นสัตว์ยักษ์มีรูปร่างใหญ่โตมโหฬารได้แล้ว.

จบตอน