พล นิกร กิมหงวน 100 : ตรวจค่ายเสือดาว

ก.ย. ๒๕๐๖

'กองพันเสือดาว' เป็นกองพันทหารราบกองพันหนึ่ง ซึ่งขึ้นอยู่กับกรมผสมที่ ๑๐๘ 'กองพันเสือดาว' ก็คือทหารกล้าตายนั่นเอง นายทหาร, นายสิบ และพลทหารทุกคน ล้วนแต่อาสาสมัครมาประจำกองพันนี้ แต่ละคนมาจากกรมกองต่างๆของกองทัพบก เป็นผู้ที่ทางราชการได้คัดเลือกและทดสอบความรู้แล้ว ทหารของ 'กองพันเสือดาว' ทีสมรรถภาพยอดเยี่ยมกล้าหาญ, เด็ดเดี่ยว และสู้ตาย มีร่างกายเข้มแข็งทรหดอดทน ชำนาญในการสู้รบในป่าสูง ปีนเขาคล่องแคล่วยิ่งกว่าตัวเลียงผา ว่ายน้ำเร็วเท่าจระเข้ สามารถสู้กับเสือหรือวัวกระทิงได้โดยใช้ดาบปลายปืนเพียงเล่มเดียวเช่นเดียวกับทาร์ซาน ดำรงชีวิตอยู่ในป่าได้เป็นปี โดยอาศัยเนื้อสัตว์ป่าและอาหารจากธรรมชาติ

ที่ตั้งของ 'กองพันเสือดาว' อยู่ในป่าทึบแห่งหนึ่งทางภาคอีสาน ห่างจากพรมแดนไทยกับประเทศที่ประกาศตัวเป็นศัตรูของไทยเราไม่มากนัก ค่ายทหารมีบริเวณ ๓๐ ไร่ มีรั้วรอบขอบชิด ที่พักของทหารเป็นอาคารไม้สองชั้น มีโรงเลี้ยงอาหาร กองบังคับการกองพัน หน่วยเสนารักษ์ บ้านพักนายทหาร สระอาบน้ำขนาดใหญ่ สถานีวิทยุ และสิ่งปลูกสร้างอีกหลายอย่าง

พ.อ.กิมหงวน ไทยแท้ นายทหารพิเศษของกองทัพบกได้สละเงินส่วนตัวของเขา ๘ ล้านบาท สร้างค่ายเสือดาวขึ้น พิธีเปิดค่ายกกระทำเมื่อ วันที่ ๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๕ คือเมื่อปีที่แล้วมา ต่อจากนั้น พ.ท.ไชย สุรชาติ ผู้บังคับกองพันก็ทำหน้าที่อบรมฝึกหัดสั่งสอนทหารในกองพันของเขา มีการฝึกรบในป่าทั้งกลางวันกลางคืน ฝึกล่าสัตว์ป่าและกินอาหารเท่าที่หามาได้ เช่นงูต่างๆหรือตะพาบน้ำ แม้กระทั่งลิง หรือบางทีก็ยิงช้างมาได้ตัวหนึ่งแล้วต้มกินกันทั้งกองพัน การฝึกก็เพื่อต้องการให้ทหารจัดเจนกับภูมิประเทศ นอกจากนี้ยังคอยช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่ถูกทหารต่างด้าวบุกรุกเข้ามาจับกุมเอาตัวไป 'กองพันเสือดาว' ทำให้ฝ่ายศัตรูเข็ดขยาด ไม่กล้าล่วงล้ำเข้ามาในผืนแผ่นดินไทยอีก ในระยะปีนี้ 'กองพันเสือดาว' ได้ปะทะกับหน่วยลาดตระเวนข้าศึกหลายครั้งในเขตเรา ผลของการสู้รบปรากฏว่า ไม่มีทหารข้าศึกคนใดรอดชีวิตกลับไปได้ เพราะถูกทหารไทยบดขยี้ตายยับ ผู้บังคับกองพันได้ส่งทหารออกลาดตะเวนตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีการติดต่อกับกองบังคับการกองพันทางวิทยุ คอยสอดส่องดูการเคลื่อนไหวของข้าศึกที่อาจจะใช้กำลังทหารเคลื่อนเข้ามารุกรานเราด้วยความโง่เขลาเบาปัญญาของผู้นำของเขา เพราะถ้าสงครามเกิดขึ้น กองทัพไทยก็คงจะขยี้กองทหารของประเทศนั้นแหลกลาญไปในเวลาไม่กี่วัน

๕ กันยายน ๒๕๐๖

พ.ท.ไชย สุรชาติ ได้รับวิทยุจากกองบัญชาการทหารสูงสุด ในเวลา ๑๔.๐๐ น. ปรากฏข้อความว่า

ผู้บังคับกองพันเสือดาว

ข้าพเจ้าจะส่งนายทหารพิเศษของกองทัพบกรวม ๕ นาย และนายสิบผู้ติดตามอีกหนึ่งนาย เดินทางโดยเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ของกองทัพอากาศมาค่ายเสือดาวในวันพรุ่งนี้ และเครื่องบินจะมาถึงค่ายประมาณ ๑๑.๓๐ น.

นายทหารพิเศษทั้ง ๕ นายนี้ นอกจากมาเยี่ยมทุกข์สุขทหารแทนข้าพเจ้าแล้ว ยังจะได้ปฏิบัติหน้าที่ต่างๆตามที่ข้าพเจ้าได้แต่งตั้งขึ้นชั่วคราวเฉพาะเวลาที่มาเยี่ยมค่ายเสือดาวและพักอาศัยอยู่ในค่ายนี้ คือ

พล.อ.พระยาปัจจนึกพินาศ เป็นผู้ตรวจราชการเทียบเท่าเสนาธิการทหารบก

พล.ต.ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นผู้ตรวจราชการเทียบเท่านายแพทย์ใหญ่ทหารบก

พ.อ.กิมหงวน ไทยแท้ เป็นผู้ตรวจราชการเทียบเท่าจเรทหารบก

พ.อ.พล พัชราภรณ์ เป็นผู้ตรวจราชการเทียบเท่ารองจเรทหารบก

พ.อ.นิกร การุณวงศ์ เป็นผู้ตรวจราชการเทียบเท่าพลาธิการทหารบก

ขอให้ท่านให้การต้อนรับและให้ความสะดวกแก่นายทหารพิเศษนี้ตามความประสงค์ และถ้าหากนายทหารทั้ง ๕ นายนี้ออกไปนอกค่าย ให้จัดทหารติดตามอารักขาอย่างแข็งแรงที่สุด ทั้งนี้เพราะ พล.ต.ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นนายทหารผู้ใหญ่ที่มีความสำคัญยิ่งในทางวิทยาศาสตร์และการแพทย์

กองบัญชาการทหารสูงสุด กรุงเทพฯ

พล.อ.หลวงตะลุมบอนอุตลุด

พ.ท.ไชย สุรชาติ ผู้บังคับกองพันร่างใหญ่รูปหล่อในวัย ๓๕ ปี จบข้อความในวิทยุของรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดอย่างไม่สบายใจ ตัวอักษรพิมพ์ดีดบนกระดาษแบบฟอร์มนี้ พนักงานรับส่งวิทยุโทรเลขเป็นผู้แปลและพิมพ์ดีดเรียบร้อย นำมาเสนอที่กองบังคับการกองพันเมื่อครู่นี้เอง

ผู้บังคับกองพันบอกตัวเองว่า ภายในค่ายเสือดาวก็เหมือนกับค่ายทหารทุกแห่ง อาจจะมีอะไรๆที่บกพร่องอันเป็นเหตุที่ให้เขาถูกตำหนิโทษ ซึ่งผลสะท้อนก็คือเงินเดือนไม่ขึ้น หรืออาจจะถูกย้ายไปที่อื่น พ.ท.ไชย ผุดลุกจากโต๊ะทำงานของเขา แล้วพาตัวเดินออกมาจากห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม หน้าห้องทำงานของเขาเป็นห้องโถง เป็นที่ทำงานของผู้บังคับกองร้อยทั้ง ๓ คนซึ่งนั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆกัน นอกจากนี้ก็มีนายทหารประจำกองพันอีกหลายคน พ.ท.ไชย ตรงเข้ามาหาผู้บังคับกองร้อยทั้ง ๓ ซึ่งมีหน้าที่ควบคุมบังคับบัญชาทหาร 'กองพันเสือดาว' ทั้ง ๓ คนต่างมียศร้อยเอก แต่งเครื่องแบบปรกติกากีแกมเขียวเสื้อคอพับหรือคอเชิ้ตผูกเน็คไทเรียบร้อย ผู้บังคับกองร้อยทั้ง ๓ คนต่างลุกขึ้นยืนแต่ไม่ได้ทำความเคารพเพราะวันหนึ่งๆ พ.ท.ไชยเดินออกจากห้องทำงานของเขาหลายครั้งเพื่อสั่งงานหรือติดต่อการงานกับพวกนายทหารในห้องนี้

"พรุ่งนี้เป็นวันครบรอบปีของ 'ค่ายเสือดาว'" ผู้บังคับกองพันพูดเสียงหนักๆ "แต่สถานการณ์ทางชายแดนไม่สู้จะดีนัก ผู้การจึงสั่งไม่ให้พวกเราจัดงานรื่นเริงกัน อ้า-นี่คือวิทยุโทรเลขของท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีมาถึงผม"

ร.อ.พีระ กล้าณรงค์ ผู้บังคับกองร้อยหนึ่ง ยิ้มให้ผู้บังคับกองพันแล้วกล่าวว่า

"ท่านรองวิทยุมาอวยพรผู้กองพันหรือครับ?"

"ไม่ใช่มาอวยพรหรอกคุณ ท่านสั่งให้ผมคอยต้อนรับอาจารย์ดิเรกกับคณะของท่านที่จะเดินทางมาถึงค่ายเราโดยเฮลิคอปเตอร์พรุ่งนี้เวลา ๑๑.๓๐ น."

ร.อ.ทะนง วรกิจ ผู้บังคับกองร้อยสามพูดเสริมขึ้นอย่างนอบน้อม

"อาจารย์มาตรวจอาวุธที่ค่ายเราหรือครับ?"

"ร้ายกว่านั้นอีกคุณ คุณอ่านคำสั่งของท่านรองดีกว่า แบ่งกันอ่านเถอะ หรืออ่านดังๆก็ได้ จะได้ฟังกันทั่วห้อง"

ร.อ.ทะนงรับแบบฟอร์มวิทยุโทรเลขมาจากผู้บังคับกองพัน แล้วอ่านข้อความนั้นเสียงแจ๋วๆเหมือนเด็กนักเรียนชั้นประถมอ่านหนังสือให้ครูฟัง นายทหารทุกคนที่นั่งอยู่ตามโต๊ะทำงานในห้องโถงต่างตั้งอกตั้งใจฟังด้วยความสนใจ เมื่อร.อ.ทะนงอ่านจบ พวกนายทหารต่างก็มีท่าทีหนักใจไปตามกัน เพราะไม่มีเวลาเตรียมตัวพอนั่นเอง

"แย่หน่อยครับผู้กองพัน" ร.อ.สวัสดิ์ สมชาย ผู้บังคับกองร้อยสองกล่าวกับ พ.ท.ไชย

"ไม่ใช่แย่หน่อย แย่มากทีเดียว เรื่องบกพร่องของเรามีเยอะแยะ เวลาวันเดียวจะไปแก้ไขอย่างไร นี่ก็ปาเข้าไปตั้งบ่ายสองโมงแล้ว ถ้าอาจารย์ดิเรกมาในฐานะผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทย ผมก็ไม่วิตกเป็นทุกข์เท่าไร เพียงแต่เราสั่งให้ทหารรีบทำความสะอาดอาวุธ ตรวจดูอย่าให้มีอะไรขาดหาย นี่ท่านมาในฐานะเสนาธิการทหารบก, จเรทหารบก, พลาธิการทหารบก และนายแพทย์ใหญ่ทหารบก พวกเราก็คงจะย่ำแย่ไปตามกัน เราจะต้องฝึกให้ท่านดู เท่าที่ผมทราบมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านจู้จี้พิถีพิถันมาก แล้วก็เจ้าระเบียบ พันเอกกิมหงวนกับพันเอกพลก็คงจะตรวจเรื่องวินัยทหาร ตรวจการประหยัด การจัดซื้อข้าวของเครื่องใช้ ตรวจอาวุธ ตรวจเงินและบัญชีตามหน้าที่ของจเร ส่วนอาจารย์ดิเรกก็คงตรวจสุขภาพของทหารและสภาพความเป็นไปในหน่วยเสนารักษ์ของเรา แล้วพันเอกนิกรท่านก็คงตรวจเสบียงอาหารเครื่องใช้ต่างๆที่เราเบิกมา"

ร.อ.พีระผู้บังคับกองร้อยหนึ่งกล่าวว่า

"ผมคิดว่าอาจารย์ดิเรกกับเพื่อนๆของท่านคงไม่เฮี้ยบจนเกินไปหรอกครับ สำคัญท่านเจ้าคุณคนเดียวเท่านั้น"

"ก็ไม่แน่นะคุณพีระ ทุกท่านล้วนเป็นตัวแทนของกองทัพบกในตำแหน่งสำคัญๆทั้งนั้น ถึงแม้พวกเราเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ดิเรก แต่เราก็ไม่รู้จักกับพันเอกพล พันเอกนิกร และพันเอกกิมหงวน จับเส้นท่านไม่ถูกเราก็แย่เหมือนกัน แย่ไปด้วยกันนะ ผมจะบอกให้ ท่านรองเล่นส่งมาอย่างกะทันหันเช่นนี้ ผมแทบจะทำอะไรไม่ถูก" พูดจบผู้บังคับกองพันก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อแลเห็นร้อยเอกหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมีสายนายทหารเสนาธิการคล้องอยู่ที่บ่าขวา นายทหารผู้นี้อายุประมาณ ๓๐ เศษ รูปร่างอ้วนเตี้ย ศีรษะล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บ แต่ยังไม่ขึ้นสีแดงเหมือนลูกมะอึกเพราะอายุยังน้อย พ.ท.ไชย ร้องเรียกนายทหารฝ่ายยุทธการทันที "มานี่ซิคุณเหลิม"

ร.อ.เฉลิม เสาวภาคย์ รีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหาผู้บังคับกองพันและหยุดยืนชิดเท้าตรง

"มีอะไรจะใช้ผมก็ว่ามาเลยครับ ผมคิดว่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านต้องขอดูการซ้อมรบของพวกเราแน่ๆ"

พ.ท.ไชย ฝืนหัวเราะ

"เรื่องนั้นไม่น่าสำคัญ สำคัญที่ศีรษะของคุณเหมือนกับท่านน่ะซี จะทำให้ผมเดือดร้อน"

เสฯ เฉลิมทำหน้าเหยเกชอบกลท่ามกลางเสียงหัวเราะหึๆของพวกนายทหาร

"มันเป็นความผิดของผมหรือครับ หัวผมเพิ่งล้านเมื่อสองปีมานี่เอง ตอนที่ผมป่วยเป็นไทฟอยด์"

พ.ท.ไชย อดหัวเราะไม่ได้

"มันก็ยากอยู่นะเส ท่านเป็นนายพลเอก เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ และได้นับแต่งตั้งให้เป็นผู้ตรวจราชการเทียบเท่าเสนาธิการทหารบก ถ้าท่านเห็นคุณเข้า ผมรับรองว่าท่านต้องโมโหเดือดทันที ดูแต่เสเถอะ ทหารมันพูดลื่นหรือไถลหรือมันแผล็บเสยังจะเตะมัน ถ้าเจ้าคุณท่านเห็นหน้าเส ท่านอาจจะหาเรื่องรายงานเล่นงานเสได้"

ร.อ.เฉลิมหน้าจ๋อย

"เอ-จริงแหละครับผู้กองพัน ถ้ายังงั้นผมจะทำอย่างไรดีล่ะ ผมสวมหมวกตลอดเวลาไม่ยอมถอดหมวกดีไหมครับ"

"ไม่ถอดยังไง กฎข้อบังคับของทหารมีระบุไว้ เมื่อเข้ามาในอาคารบ้านเรือนเราต้องถอดหมวก มีทางเดียวครับเส เสต้องหาวิกผมปลอมมาคลุมศีรษะเสีย ประเดี๋ยวเอาจี๊ปบึ่งเข้าไปในเมืองพอจะหาซื้อได้ เสต้องลงทุน เพราะเสอาจจะได้เป็นพันตรีก็ได้ ถ้าเจ้าคุณท่านกลับไปรายงานว่า เสเป็นผู้ที่มีสมรรถภาพและทำงานได้ยอดเยี่ยม"

เสฯ ผู้อัตคัดผมยิ้มแป้น

"จริงครับผู้กองพัน ผมจะต้องรีบเข้าไปในเมืองหาซื้อวิกปลอมให้ได้ ถ้าไม่ได้ ผมก็จะขอเศษผมตามร้านตัดผมเขามา แล้วเอากาวทาติดศีรษะผม ไม่ให้เจ้าคุณท่านรู้ว่าผมหัวอกอันเดียวกับท่าน"

"แล้วแต่คุณเถอะเส แต่ว่าตั้งแต่พรุ่งนี้เช้า เสจะต้องหายศีรษะล้านชั่วคราว จะด้วยวิธีใดก็ตาม"

"แล้วนายทหารอีกหลายคนที่หัวล้านละครับ ผู้กองพันจะว่ายังไง?"

พ.ท.ไชย ขมวดคิ้วย่น

"จริงซีนะเส ผมเพิ่งนึกออกเดี๋ยวนี้" พูดจบเขาก็หันมาถามผู้บังคับกองร้อยหนึ่ง "ในกองร้อยคุณมีทหารหัวล้านกี่คนครับคุณพีระ?"

ร.อ.พีระ พูดพลางหัวเราะพลาง

"สามครับผู้กองพัน นายสิบเวรผู้บังคับหมู่สองคน อีกคนเจ้าหน้าที่อาวุธ"

ผู้บังคับกองร้อยพูดเสริมขึ้น

"ของผมมีจ่ากองร้อยคนเดียวเท่านั้น"

พ.ท.ไชย หัวเราะคิก

"อ๋อ จ่าโกร่งน่ะเรอะ ผมปล่อยให้ท่านเจ้าคุณเห็นจ่าโกร่งผมเป็นบรรลัยแน่ หัวแกแดงระเรื่อเกือบจะเหมือนลูกมะอึกแล้ว" พูดจบผู้บังคับกองพันก็หันมาทางผู้บังคับกองร้อยสาม "ของคุณล่ะคุณทะนง ดูเหมือนมีสามคนไม่ใช่เหรอ?"

"สี่คนครับผู้กองพัน สิบตรีสองคนแล้วก็สิบเอกสองคน แต่ว่าล้านไม่มากนี่ครับ ขนาดง่ามถ่อเท่านั้น"

"ไม่ได้ๆๆ" พ.ท.ไชย พูดตัดบท "เราจะให้ท่านเจ้าคุณท่านเห็นพวกเราหัวล้านไม่ได้อย่างเด็ดขาด"

ร.อ.เฉลิมพูดเสริมขึ้น

"ผู้กองพันจะแก้ไขอย่างไรล่ะครับ?"

"อ๋อ ไม่ยากหรอกเส พรุ่งนี้ผมจะสั่งขังพวกทหารหัวล้านให้หมด แต่ไม่ใช่เป็นการลงโทษ ผมจะเรียกประชุมชี้แจงให้เขาเข้าใจแล้วขังรวมกันไว้ที่ห้องขัง เจ้าคุณกับคณะของท่านกลับไปเมื่อไรผมจะปล่อยออกจากห้องขังเมื่อนั้น แล้วก็ให้เขาลาไปเที่ยวในเมืองคนละวันสองวันตอบแทนเขา แต่สำหรับเส หลบซ่อนหน้าไม่ได้ เพราะเสจะต้องอธิบายสรุปเกี่ยวกับการปฏิบัติงานของกองพันเราให้ท่านและคณะของท่านฟัง แล้วถ้าท่านให้เราซ้อมรบให้ดู เสก็ต้องเป็นกำลังสำคัญในการฝึกซ้อม เพราะจะต้องแก้ปัญหาต่างๆในยุทธวิธี"

"ครับ ผู้กองพันสั่งงานได้แล้วนี่ครับ ผู้กองจะได้รีบไปสั่งทหารให้เตรียมการต้อนรับท่านเหล่านี้"

พ.ท.ไชย หันมามองดูผู้บังคับกองร้อยทั้งสามคน

"คุณพีระ คุณเป็นผู้บังคับกองร้อยอาวุธหนัก คุณต้องสั่งทหารให้ทำความสะอาดอาวุธเตรียมไว้รับตรวจ ถ้ามีอะไรบกพร่องคุณต้องรับผิดชอบ เข้าใจ๋?"

"เข้าใจครับ"

"คุณสวัสดิ์กับคุณทะนงก็ให้ทหารทำความสะอาดอาวุธเหมือนกัน อาจารย์ดิเรกมาในฐานะผู้ตรวจการแทนนายแพทย์ใหญ่ก็จริง แต่อย่าลืมว่าท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทย ปืนมีขี้สนิมนิดเดียวเอาน้ำมันชะโลมไว้ท่านก็รู้ แล้วก็พันเอกพลกับพันเอกกิมหงวนอาจจะตรวจจำนวนอาวุธและกระสุนปืนตามหน้าที่ของจเร กระสุนปืนและระเบิดมือจะต้องครบตามบัญชีที่เราเสนอท่าน ต้องช่วยกันนะครับ โรงทหารต้องให้ทหารกวาดถูอย่าให้สกปรก ส้วมก็เช่นเดียวกัน เราจะต้องให้การต้อนรับนายทหารทั้งห้าท่านนี้ให้ดีที่สุด สั่งทหารทุกคนห้ามพูดคำว่า ลื่น, โล้น, เลี่ยน, มันแผล็บ หรือคำพูดใดๆที่เกี่ยวกับหัวล้านอย่างเด็ดขาดในระหว่างที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะของท่านมาพักอยู่กับเรา ใครพูดขังตะรางเลย ทหารคนไหนทำผิดวินัยให้ท่านตำหนิเป็นไม่กรุณากันละ แยกย้ายกันไปกองร้อยเถอะครับ ควรจะทำอะไรบ้างก็ทำไป ไม่ต้องให้ผมบอก ผมจะรีบเข้าไปในเมืองพานายทหารพลาไปหาซื้ออาหาร และเครื่องใช้สำหรับรับรองเจ้านาย การรับรองที่ดีจะช่วยให้ท่านผ่านความผิดเล็กๆน้อยๆของเราไป ถ้าเรื่องใหญ่ท่านก็จะเมตตาสงสารเราช่วยให้เป็นเรื่องเล็ก"

พ.ท.ไชย พาตัวเดินกลับเข้าไปในห้องทำงานของเขา สักครู่ก็ถือหมวกแก๊ปทรงหม้อตาลเดินออกมา ร.อ.เฉลิม กล่าวถามทันที

"ผู้กองพันจะไปไหนครับ?"

"ไปในเมือง"

"ผมไปด้วยคนซีครับ"

"งั้นเรอะ ไปซี เสน่ะไม่ควรอุตริใส่หมวกในบ้านนี่นะ"

"ปู้โธ่" เสฯ เฉลิมร้องลั่น "ผู้กองพันก็....ผมบอกแล้วว่าผมเป็นไข้รากสาด พอหายป่วยผมมันร่วงครับ แล้วไม่ยอมขึ้นอีก"

"ลองใช้น้ำมันขี้ไก่ดูบ้างหรือเปล่า?"

ร.อ.เฉลิม ฝืนหัวเราะ ผู้บังคบกองพันเดินนำหน้าพานายทหารเสนาธิการออกไปจากกองบังคับการด้วยความหนักอกหนักใจที่เขาจะต้องต้อนรับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในวันพรุ่งนี้

ทหาร 'กองพันเสือดาว' ทุกคนต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยในการเตรียมตัวต้อนรับผู้ตรวจราชการของกองทัพบกทั้ง ๕ คน คือคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง โดยเฉพาะท่านเจ้าคุณเป็นผู้ตรวจราชการเทียบเท่าเสนาธิการทหารบก จึงเท่ากับว่าท่านเป็นผู้บังคับบัญชาชั้นผู้ใหญ่ของทหารกองพันนี้ตลอดเวลาที่ท่านมาถึงค่ายเสือดาวและพักอยู่ที่นี่

นับตั้งแต่เวลา ๑๕.๓๐ น. วานนี้ ทหารทั้ง ๓ กองร้อยช่วยกันกวาดล้างโรงเรือนที่พัก อาคารสถานที่ทุกแห่งทั่วค่ายทหารแม้กระทั่งส้วม อาวุธยุทธภัณฑ์ถูกทำความสะอาดเตรียมไว้รับตรวจ ยานยนต์หลายคันได้รับการอัดฉีดล้างเช็ดถูจนขึ้นเงา ทหารทั้งกองพันช่วยกันทำงานจนกระทั่ง ๒๔.๐๐ น. ทหารทุกคนก็ต้องพรวดพราดลุกขึ้นจากเตียงนอน เมื่อได้ยินเสียงแตรปลุกกังวานขึ้น พวกทหารต้องทำงานกันอีก เกี่ยวกับต้อนรับผู้ตรวจราชการของกองทัพบก

'กองพันเสือดาว' ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงสองเป็นหมวดๆตามกองร้อยของตนเมื่อเวลา ๑๐.๓๐ น. ภายในสนามฝึกหน้ากองพันซึ่งเป็นสนามกว้างใหญ่ มีเสาธงสูงตระหง่านอยู่ริมสนามหน้ากองบังคับการกองพัน กลางสนามโรยปูนขาวเป็นรูปวงกลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ เมตร เพื่อให้เฮลิคอปเตอร์ลงที่จุดนี้ ทหารกล้าตายแห่งค่ายเสือดาวแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน ผู้บังคับหมวดยืนอยู่หัวแถวประจำหมวดของตน ผู้บังคับกองร้อยยืนอยู่หน้าแถว ส่วนผู้บังคับกองพันและนายทหารประจำกองบังคับการกองพันรวมทั้ง ร.อ.เฉลิม เสาวภาคย์ นายทหารฝ่ายยุทธการยืนรวมกลุ่มอยู่เบื้องหน้าทหารทุกคนในท่าพัก

จนกระทั่ง ๑๑.๒๐ น.

เสียงเครื่องบินเครื่องหนึ่งแว่วมาแต่ไกล และแล้วต่อจากนั้น เฮลิคอปเตอร์เครื่องหนึ่งก็ปรากฏขึ้นเหนือแนวยอดไม้ทางทิศตะวันออกของค่ายเสือดาว

ผู้ตรวจราชการของกองทัพบกมาถึงแล้ว พ.ท.ไชย สุรชาติ สั่งให้ทหารเป่าแตรสัญญาณเตรียมตัวทันที เฮลิคอปเตอร์ขนาดใหญ่และใหม่ที่สุดของกองทัพอากาศ บินตรงเข้ามาหาในระยะสูงเพียง ๓๐๐ ฟุต แลเห็นใบพัดใหญ่เหนือลำตัวของมันหมุนช้าๆ นักบินบังคับเครื่องให้ต่ำลงมาอีก ในที่สุดมันก็ลอยลำนิ่งเฉยเหนือสนามฝึกของ 'กองพันเสือดาว'

ผู้บังคับกองพันละสายตาจากเครื่องบินหันมาทาง ร.อ.เฉลิม แล้วถอยหลังลงมายืนข้างนายทหารเสนาธิการประจำกองพัน

"วิกผมปลอมของเสแนบเนียนดีหรือ?"

เสฯ เฉลิมยิ้มแห้งๆ

"ครับ เข้าทีมากครับผู้กองพัน ท่านเจ้าคุณจะไม่เฉลียวใจเลยว่าผมศีรษะล้านเหมือนกับท่าน"

พ.ท.ไชย จ้องมองดูหน้า ร.อ.เฉลิม อย่างขบขัน

"แต่ผมปลอมของคุณมันกระเดียดไปทางสีน้ำตาล"

"ไม่เป็นไรครับ เจ้าคุณท่านคงไม่สังเกตสังกาถึงอย่างนี้"

เฮลิคอปเตอร์ค่อยๆลอยลงสู่พื้นสนามแล้ว พอล้อของมันแปะพื้น พ.ท.ไชย ก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"กองพันเสือดาว....แถว....ตรง....ติดดาบ"

ทหารกองร้อยที่สองและกองร้อยที่สามซึ่งส่วนมากมีปืนเล็กยาวเป็นอาวุธประจำตัวต่างกระชากดาบปลายปืนออกมาจากฝักแล้วติดกับปากกระบอกปืนอย่างพร้อมเพรียงกัน

พล.อ.พระยาปัจจนึกพินาศ ผู้ตรวจราชการเทียบเท่าเสนาธิการทหารบก ก้าวลงมาจากเฮลิคอปเตอร์เป็นคนแรก ท่านเจ้าคุณแต่งเครื่องแบบฝึกอย่างสง่างาม เสื้อคอเชิ้ตคล้ายคอฮาไวสีกากีแกมเขียว ปลายแขนเสื้อไม่พับปล่อยเป็นรูบทรงกระบอก กางเกงสีกากีแกมเขียวมีกระเป๋าหน้าหลังหลายกระเป๋า ปลายขากางเกงยัดไว้ในรองเท้าครึ่งน่องสีดำ คาดเข็มขัดถักสีกากีแกมเขียว สวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน ปกเสื้อข้างซ้ายติดช่อชัยพฤกษ์และดาวทอง ๔ ดวง ปกเสื้อทางขวาติดเครื่องหมายลูกระเบิดมีเปลวเพลิง ซึ่งเป็นเครื่องหมายของทหารสรรพาวุธ เหนือกระเป๋าเสื้อข้างขวามีแผ่นป้ายผ้าเป็นแถบยาวระบุชื่อท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

พอเจ้าคุณเหยียบพื้นดิน พล, นิกร, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรก และเจ้าแห้วก็ย่อยๆกันลงมาจากเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ ทุกคนแต่งเครื่องแบบฝึก สวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนเช่นเดียวกับท่านเจ้าคุณ

"กองพันเสือดาว ทำความเคารพผู้ตรวจราชการเทียบเท่าเสนาธิการทหารบก วันทยา....วุธ"

ทหารที่ถือปืนเล็กยาวสวมดาบ ต่างยกปืนขึ้นในท่าวันทยาวุธอย่างแข็งแรง นอกนั้นยืนอยู่ในท่าตรง พ.ท.ไชย วิ่งเหยาะๆเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหาย หยุดยืนชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์แล้วรายงานตัวตามระเบียบ

ระหว่างนั้นเอง นักบินได้เร่งเครื่องยนต์เพื่อจะดับเครื่อง ใบพัดเหนือลำตัวซึ่งหมุนช้าๆหมุนเร็วขึ้นทันทีเสียงดังพั่บๆ ลมที่เกิดจากใบพัดทำให้หมวกแก๊ปทรงอ่อนของท่านเจ้าคุณหลุดออกจากศีรษะและกลิ้งไปตามพื้น พวกทหารทั้งกองพันต่างแลเห็นหัวล้านเลี่ยนของท่านอย่างเต็มตา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋หันไปมองดูนักบินอย่างเดือดดาลแล้วตะโกนลั่น

"จะเร่งเครื่องหาตวักตะบวยอะไรโว้ย!"

นักบินหนุ่มใจหายวาบ รีบปิดเครื่องยนต์ทันที พ.อ.กิมหงวนวิ่งไปเก็บหมวกแก๊ปทรงอ่อนมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณกระชากหมวกมาจากมืออาเสี่ยแล้วยกขึ้นสวมศีรษะ อารามโมโหนักบินทำให้ท่านสวมหมวกผิด คือเอาแก๊ปไปไว้ข้างหลัง ทหารทั้งกองพันต่างพยายามกลั้นหัวเราะไว้ แต่พลทหารในกองร้อยสองหมวดที่หนึ่งคนหนึ่งเป็นคนเส้นตื้น อดหัวเราะไม่ไหว ก็ปล่อยก้ากออกมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองไปที่แถวทหารอย่างเดือดดาลแล้วกล่าวกับ พ.ท.ไชย

"ทหารของคุณวินัยเลวมาก หัวเราะเยาะผม หรือมิฉะนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะโดยไม่ได้รับอนุญาต ไปเอาตัวคนหัวเราะมาให้ได้ มิฉะนั้นผมจะสั่งกักบริเวณคุณเจ็ดวัน เหลวไหลมาก"

ผู้บังคับกองพันชิดเท้าตรงพร้อมกับยกมือวันทยาหัตถ์

"ครับผม"

พ.ท.ไชย หมุนตัวกลับเดินไปยังแถวทหาร 'กองพันเสือดาว' ด้วยความโกรธแค้นทหารที่ส่งเสียงหัวเราะออกมา ซึ่งจะทำให้เขารับเคราะห์ไปด้วย พ.อ.พล เลื่อนตัวเข้ามายืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณอาสวมหมวกเสียให้เรียบร้อยซีครับ"

ท่านเจ้าคุณยกมือขึ้นแตะหมวกแก๊ปทรงอ่อน แล้วท่านก็สะดุ้งเฮือก

"เอ๊ะ! แก๊ปหมวกหายไปไหนแล้วโว้ย?"

พ.อ.นิกร หัวเราะหึๆ พูดเสริมขึ้นทันที

"อยู่ครับ แต่ว่ามันอยู่ข้างหลัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นรีบถอดหมวกออกสวมเสียใหม่ให้ถูกต้อง ในเวลาเดียวกันนี้เอง นักบินหนุ่มในเครื่องแบบเรืออากาศโทก็วิ่งเหยาะๆเข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งขณะนี้ท่านมีฐานะเท่ากับเป็นเสนาธิการทหารบก

"กระผมขอประทานโทษครับผม เท่าที่กระผมเร่งเครื่องยนต์ทำให้ลมของใบพัดพัดหมวกของท่านหลุด"

เจ้าคุณขบกรามกรอด

"ฉันอยากต่อยหน้าเธอเหลือเกิน" ท่านพูดเสียงขบกรามแต่ไม่ดังนัก "เธอก็รู้ดีอยู่แล้วว่าฉันหัวล้าน เธอทำให้หมวกฉันหลุดจากหัว ฉันก็อายทหารแย่น่ะซี ฉันกำลังเอาเรื่องทหารคนหนึ่งที่หัวเราะเยาะฉันรู้ไหม?"

นักบินยิ้มแห้งๆ

"แล้วแต่จะโปรดเถอะครับ กระผมจะดับเครื่องยนต์ ก็จำเป็นต้องเร่งเครื่องชาร์ตแบตเตอรี่ไว้นิดหน่อยเหมือนอย่างรถยนต์"

"ยังงั้นก็แล้วไป อ้า-เธอจะกลับไปโคราชได้ก็ต่อเมื่อทหารช่วยกันลำเลียงกระเป๋าเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ของเราลงมาจากเครื่องบินของเธอแล้ว เธอชื่ออะไร ฉันยังไม่รู้จักชื่อเธอเลย"

นักบินยกมือวันทยาหัตถ์แล้วรายงานฉาดฉาน

"เรืออากาศโทอู๊ด ศักดิ์ประเสริฐ ครับ"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆมองดูนักบินหนุ่มอย่างไม่ใคร่พอใจนัก

"ไหงเกิดมาชื่อเดียวกับฉันล่ะเธอ ฉันก็ชื่ออู๊ดเหมือนกัน"

พ.ท.ไชย เดินนำหน้าพาพลทหารร่างใหญ่ตรงเข้ามาหาผู้ตรวจราชการกองทัพบก พลทหารผู้นี้ถือปืนเล็กยาวสวมดาบพร้อม ผู้บังคับกองพันและลูกน้องของเขาเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ.ท.ไชย ยกมือวันทยาหัตถ์ ส่วนพลทหารหนุ่มกระทำวันทยาวุธอย่างแข็งแรง

"พลทหารทอง ไก่แก้ว เป็นผู้ส่งเสียงหัวเราะครับผม" ผู้บังคับกองพันรายงาน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องมองพลทหารทองอย่างเดือดดาล

"มีอะไรทำให้แกขบขัน ถ้าแกตอบฉันว่าแกหัวเราะเพราะหมวกฉันหลุดจากหัว และแกเห็นหัวล้านของฉัน ฉันก็จะสั่งขังแกหนึ่งเดือน ตีกรวน ๒๐ หุน และโกนหัวด้วย"

พลทหารทองยิ้มแป้น

"เพื่อนผมมันกระซิบบอกว่าท่านมีบรรดาศักดิ์เป็นคุณพระครับ ผมก็ว่ามันมีตาเหมือนตาตุ่ม รูปร่างลักษณะสง่างามผ่าเผยอย่างท่าน อย่างไรก็ต้องเป็นเจ้าคุณ แล้วผมก็หัวเราะมันครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หายโกรธทันที ใบหน้าของท่านเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส ท่านหันมาทางผู้บังคับกองพันแล้วพูดยิ้มๆ

"ทหารของคุณคนนี้มีปฏิภาณและเฉลียวฉลาด สามารถทายลักษณะของผมได้ถูกต้องว่าผมเป็นเจ้าคุณ ดีมาก ผมขอชมเชยคุณ" พูดจบท่านก็หันมาทางพลทหารทอง ซึ่งได้รับสมญาจากเพื่อนว่าจอมกะล่อน "ไป-ไปอยู่ในแถว ทีหลังอย่าหัวเราะหรือพูดในแถวไม่ได้นะ ผิดวินัยรู้ไหม?"

"ได้โปรดเถอะครับ ผมเป็นทหารใหม่" พลทหารทองพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"งั้นเรอะ เป็นมากี่เดือนแล้ว?"

"หกปีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแล้วร้องเสียงลั่น

"อะไรกันวะ เป็นทหารมาตั้งหกปี ยังจะมีหน้ามาบอกได้ว่าเป็นทหารใหม่"

"เป็นความจริงครับ ผมติดตะรางมาหลายครั้งเป็นเวลา ๕ ปี ๑๐ เดือน คงได้รับการฝึกหัดสั่งสอนเพียงสองเดือนเท่านั้น"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไป-ไปเข้าแถว เหลวไหลนี่"

พลทหารทองทำท่าเรียบอาวุธ แล้วกลับหลังหันวิ่งเหยาะๆตรงไปยังหมวดของเขา ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แนะนำให้ พ.ท.ไชยรู้จักกับคณะพรรคสี่สหาย ถึงแม้ว่าผู้บังคับกองพันเคยเป็นลูกศิษย์ศาสตราจารย์ดิเรกมาแล้วก็ตาม

ทหารทั้งกองพันยืนอยู่ในท่าตรงและทำวันทยาวุธ ท่านเจ้าคุณสั่งผู้บังคับกองพันให้บอกเรียบอาวุธได้ พ.ท.ไชย พาเจ้าคุณกับสี่สหายและเจ้าแห้วเดินรวมกลุ่มตรงไปยังคณะนายทหารกองบังคับการกองพัน ร.ท.อู๊ด นักบินมือหนึ่งติดตามมาด้วย ผู้บังคับกองพันแนะนำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายรู้จักกับคณะนายทหารแห่งกองบังคับการกองพันโดยทั่วหน้ากัน

ท่านเจ้าคุณหยุดยืนเผชิญหน้า ร.อ.เฉลิม เสาวภาคย์ นายทหารฝ่ายยุทธการในระยะใกล้ชิด มีอะไรบางอย่างที่ทำให้ท่านไม่ชอบหน้านายทหารหนุ่มผู้นี้ แต่ท่านต้องรับความเคารพและยื่นมือให้จับตามธรรมเนียมเมื่อผู้บังคับกองพันแนะนำตัว

"ยินดีที่ได้รู้จักกับเธอ แต่ว่าเธอแต่งตัวไม่เรียบร้อย ขากางเกงข้างขวาหลุดออกมานอกรองเท้าครึ่งน่อง"

เสฯ เฉลิมใจหายวาบ ก้มลงมองดูตัวเองแล้วฝืนยิ้มอย่างน่าสงสาร

"กระผมขอยอมรับผิดครับ ท้อปบู๊ทคู่นี้ตอนบนมันหลวมไปหน่อย ขากางเกงจึงหลุดออกมา"

"แล้วทำไมเธอถึงปล่อยผมเสียยาวเฟื้อย จอนผมและตีนผมทางท้ายทอยยาวตั้งสามเซ็นต์ ไว้ผมอย่างนี้มันพวกศาสตราจารย์แก่ๆที่ไม่มีเวลาจะตัดผม ไม่ใช่นายทหาร ไหน-ถอดหมวกออกดูซิ"

ร.อ.เฉลิม แทบช็อก เขามองดูหน้าผู้บังคับกองพัน ต่างคนต่างทำท่าผะอืดผะอมไปตามกัน

"ได้โปรดเถอะครับ หมวกทรงอ่อนของกระผมใบนี้มันคับเต็มทน ถอดออกมาแล้วใส่ลำบาก"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"ฉันคือผู้ตรวจราชการของกองทัพบกเทียบเท่าเสนาธิการทหารบก ซึ่งขณะนี้ฉันเป็นผู้บังคับบัญชาของเธอ ฉันสั่งให้เธอถอดหมวกออกเข้าใจไหม ฉันอยากจะดูซิว่าผมของเธอจะยาวแค่ไหน"

ร.อ.เฉลิม ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขากลัวว่าท่านเจ้าคุณจะรู้ว้าเขาใส่ผมปลอมนั่นเอง แต่เขาจำเป็นต้องถอดหมวกออกตามคำสั่ง มิฉะนั้นเขาอาจจะถูกขึ้นศาลทหารในฐานขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชา เสฯ เฉลิมถอดหมวกแก๊ปทรงอ่อนซึ่งค่อนข้างคับออกโดยดี แต่ผมปลอมของเขาที่คลุมศีรษะไว้ไม่สนิทแน่นกับศีรษะ จึงหลุดติดหมวกออกมา ทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นศีรษะอันล้านเลี่ยนของเขา

สี่สหายต่างหัวเราะงอหาย เสี่ยหงวนกระซิบบอกนิกรเบาๆ

"ล้านต่อล้านเจอกันแล้วโว้ย ประเดี๋ยวคงชนกันแน่"

ทหารทั้งกองพันต่างกัดริมฝีปากตนเองจนห้อเลือด แต่ก็แทบจะกลั้นหัวเราะไม่ได้ ท่านเจ้าคุณโกรธ ร.อ.เฉลิม จนหน้าเขียว นัยน์ตาของท่านวาวโรจน์ผิดปรกติ ผู้บังคับกองพันทำหน้าเหยเกบอกไม่ถูก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเท้าสะเอวมองดูหน้านายทหารเสนาธิการประจำ 'กองพันเสือดาว' ราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"หมายความว่ายังไง ร้อยเอกเฉลิม เธอถึงกับลงทุนโกนหัวแล้วใส่ผมปลอมโดยเจตนาล้อเลียนฉันยังงั้นหรือ เธอมีแผนทำให้ทหารกระด้างกระเดื่องขาดความเคารพนับถือเชื่อฟังฉัน เธออาจจะได้รับสินจ้างจากพวกคอมมิวนิสต์ก็ได้"

"โอย...." เสฯ เฉลิมร้องคราง "กระผมสาบานได้ครับว่ากระผมไม่ได้มีแผนอะไรเลย กระผมไม่ได้โกนหัวครับ"

"แล้วทำไมหัวของเธอจึงเตียนโล่งคล้ายกับสนามบินอย่างนี้?"

ร.อ.เฉลิม ร้องไห้ยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตา

"กระผมป่วยเป็นไข้รากสาดเมื่อสองปีที่แล้วมานี่เองแหละครับ พอหายป่วยผมก็ร่วงหมด"

พ.อ.กิมหงวน พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แต่คุณอาผมท่านไม่ได้เป็นไทฟอยด์เหมือนอย่างคุณหรอก ตอนที่ท่านเป็นเด็กทารกท่านถูกผ้าอ้อมมันกัด"

เจ้าคุณหันขวับมาทางเสี่ยหงวน

"ทะลึ่ง! แกไม่ต้องพูดอะไร" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่ พ.ท.ไชย "คุณเป็นผู้กองพัน คุณจะต้องรับผิดชอบในเรื่องที่ร้อยเอกเฉลิมล้อเลียนผมถึงกับโกนหัวและใส่ผมปลอม อย่างนี้เป็นการดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา เอาตัวร้อยเอกเฉลิมไปขังเดี๋ยวนี้ ถ้าผมสอบสวนได้ความว่าไม่มีเจตนาล้อเลียนผม ผมก็จะปล่อยตัว แต่ถ้ามีเจตนา ผมจะรายงานปลดกองหนุนแน่ ว่ายังไง ผมสั่งให้ผู้กองพันเอาตัวร้อยเอกเฉลิมไปขัง"

พ.ท.ไชย ยืนตัวตรงยกมือวันทยาหัตถ์อย่างเกรงกลัว

"ผมขอเชิญท่านกับคณะตรวจแถวกองพันเสือดาวก่อนครับ"

"ไม่ตรวจแล้ว!" ท่านเจ้าคุณตวาดแว้ดแล้วพูดเสียงเบาลง "ผมและพวกเราต้องการพักผ่อนก่อน บ่ายๆถึงจะตรวจค่ายทหารและความเป็นอยู่ของทหาร ๑๖.๐๐ น. วันนี้ผมจะดูกองพันของคุณทำการซ้อมรบในป่าทางทิศตะวันตกของค่ายนี้"

"ครับผม กระผมจะพาตัวร้อยเอกเฉลิมไปขังไว้ตามคำสั่งของท่านเดี๋ยวนี้แหละครับ และกระผมจะมอบให้ผู้บังคับกองร้อยที่หนึ่งทำหน้าที่รับรองท่านกับคณะ"

พ.ท.ไชย กวักมือเรียก ร.อ.พีระ กล้าณรงค์ ผู้บังคับกองร้อยที่หนึ่งซึ่งเป็นกองร้อยอาวุธหนักมาพบ เขาสั่งให้พาผู้ตรวจราชการของกองทัพบกไปพักผ่อนที่เรือนรับรอง ต่อจากนั้น ผู้บังคับกองพันก็บอกแถวทำวันทยาวุธอีกครั้งหนึ่ง ทหารทั้งกองพันเริ่มปอดลอยแล้ว การที่นายทหารเสนาธิการถูกสั่งขังย่อมแสดงให้เห็นว่าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุมาก

ผู้บังคับกองพันได้จัดอาหารกลางวันเลี้ยงคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างดีที่สุด พร้อมด้วยเบียร์แช่เย็นคือตู้เย็นน้ำมันก๊าด ส่วนเจ้าแห้วก็ได้รับการเลี้ยงดูอย่างอิ่มหมีพีมัน

บ่ายวันนั้นเอง ผู้ตรวจราชการของกองทัพบกก็พากันลงจากบ้านพักเริ่มตรวจค่ายเสือดางตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมาจากกองบัญชาการทหารสูงสุด พ.ท.ไชย และผู้บังคับกองร้อยทั้งสามคนติดตามอย่างใกล้ชิด ทหาร 'กองพันเสือดาว' กำลังเข้าห้องเรียนรับการอบรมจากผู้บังคับหมวด ที่พักของทหารเป็นอาคารไม้สองชั้นขนาดใหญ่รวม ๓ หลัง ปลูกอยู่ติดๆกัน ชั้นบนเป็นที่นอน ชั้นล่างเป็นห้องเรียนหรือห้องอบรม ทหารกองพันนี้ต้องเรียนหนักไปในทางยุทธวิธี ทั้งทางทฤษฎีและภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะการรบในป่า และทุกเวลาหน่วยลาดตระเวนหลายหมู่จะถูกส่งออกไปปฏิบัติการตามเส้นพรมแดน มีการติดต่อกับกองบังคับการกองพันทางวิทยุตลอดเวลา 'กองพันเสือดาว' พร้อมที่จะเคลื่อนที่ออกจากค่ายได้ภายในเวลาเพียง ๓ นาทีเท่านั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รู้ความจริงว่า พ.ท.ไชย สุรชาติ เป็นหลานชายของเพื่อนท่านคนหนึ่งคือ พล.ท.พระกำแหงหาญศึก นายทหารนอกราชการ พระกำแหงฯ เป็นลุงของผู้บังคับกองพันนั่นเอง คือเป็นพี่ชายมารดา พ.ท.ไชย ผู้บังคับกองพันหนุ่มผู้นี้ เมื่อซักไซ้ไล่เลียงรู้ว่าเป็นหลานของเพื่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แสดงความรักใครเอ็นดู พ.ท.ไชย เหมือนกับลูกหลานของท่านคนหนึ่ง แล้วผู้บังคับกองพันก็เรียกท่านเจ้าคุณว่าคุณลุง เรียก พล, นิกร, กิมหงวนว่าพี่ ส่วนศาสตราจารย์ดิเรกก็คงเรียกอาจารย์ตามเดิม เพราะเป็นอาจารย์ของเขาสมัยที่ พ.ท.ไชย เป็นนักเรียนผู้บังคับกองพันและมียศเป็นร้อยเอก

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะรักใคร่ พ.ท.ไชย เหมือนลูกหลาน ท่านก็ปฏิบัติหน้าที่ราชการของท่านอย่างเคร่งครัด เริ่มต้นด้วยการตรวจอาคารสถานที่ต่างๆรอบค่ายเสือดาว เป็นการตรวจดูความเรียบร้อย หลังจากตรวจโรงทหารทั้ง ๓ โรงแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับผู้บังคับกองพันอย่างกันเอง

"ค่ายของเธอเรียบร้อยดีมากหลานชาย แต่ว่าทางหลังกองร้อยเป็นดงหญ้าคาและป่าละเมาะ ว่างๆควรจะระดมทหารช่วยกันถางเสีย ปล่อยไว้เสือจริงๆอาจจะเข้ามาหลบซ่อนตัวได้ กองพันเสือดาวเจอเสือดาวก็คงวิ่งไม่รู้ทางไป" แล้วท่านก็หันมามองดูคณะพรรคสี่สหาย "พวกแกใครจะตรวจอะไรก่อนก็เอาซี สำหรับฉันพอแล้ว ตอนเย็นฉันจะขอดูการซ้อมรบในป่าเท่านั้น"

พ.อ.พล พัชราภรณ์ พยักหน้าให้นายพลดิเรก

"แกจะตรวจหน่วยเสนารักษ์กับตรวจสุขภาพทหารไม่ใช่หรือ?"

"ออไร๋ แต่มันเป็นงานที่ต้องใช้เวลามากเหมือนกัน เราแยกกันดีกว่า กันจะไปตรวจหน่วยเสนารักษ์ ตรวจดูยาและเครื่องเวชภัณฑ์ ตลอดจนสมรรถภาพของนายแพทย์และนายสิบบุรุษพยาบาล"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปรึกษาหารือกันอยู่ที่หน้ากองบังคับการกองพันอีกสักครู่ พล.ต.ศาสตราจารย์ดิเรก ก็พา ส.ท.แห้ว แยกไปยังหน่วยเสนารักษ์ ผู้บังคับกองพันสั่งให้นายทหารคนหนึ่งพาไป

พ.อ.กิมหงวน กล่าวกับผู้บังคับกองพันว่า

"ผมกับพลจะเริ่มต้นทำหน้าที่ของจเรทหารบก ก่อนอื่น เราจะขอตรวจยานยนต์ของกองพันนี้ก่อน คุณมีรถอะไรบ้างล่ะน้องชาย?"

ผู้บังคับกองพันยิ้มละไม เขาสบายใจมากที่เขาเป็นกันเองกับคณะพรรคสี่สหายและสนิทสนมกันอย่างรวดเร็ว

"มีจี๊ปวิลลี่ หกคันครับ จี๊ปใหญ่ สองคัน รถบรรทุกทหาร จี.เอ็ม.ซี. สี่คัน รถถัง เอ็ม.๒๔ สองคันครับ รถสายพานหุ้มเกราะอีกคันครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"มีรถถังใช้ด้วยหรือ?"

"มีครับ เป็นรถถังของกรมผสมที่ ๑๐๘ ส่งมาประจำกองพันนี้ เตรียมไว้ปะทะกับข้าศึกที่จะล่วงล้ำเข้ามาทางด้านนี้"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"ผมเป็นนายทหารพิเศษไม่สู้จะเข้าอกเข้าใจนักในเรื่องการจัดกำลังรบ ที่ได้รับเกียรติให้เป็นผู้แทนกองทัพบกมาตรวจราชการในตำแหน่งสำคัญ ก็เพราะค่ายเสือดาวนี้สร้างขึ้นด้วยเงินของผม พาพวกเราไปที่หน่วยยานยนต์ก่อนเถอะครับ เสร็จแล้วเราจะตรวจอาวุธต่างๆ"

พ.ท.ไชย กับผู้บังคับกองร้อยทั้งสามต่างพา พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าคุณปัจนึกฯ เดินผ่านสนามฝึกตรงไปยังหน่วยยานยนต์เบื้องหน้า รถยนต์ทุกชนิดและรถถัง เอ็ม.๒๔ สองคันจอดอยู่ในโรงเก็บของมัน ซึ่งโรงเก็บรถนั้นมีแต่หลังคาไม่มีฝา ส่วนพื้นเป็นคอนกรีตมั่นคงแข็งแรง ทหารที่เป็นพลขับ, พลเข็น, หรือพลล้างทำความสะอาดรถ ต่างอยู่ประจำที่รถของตนและเตรียมรับตรวจ

เมื่อมาถึงหน่วยยานยนต์ พวกทหารเหล่านี้ต่างก็กระทำความเคารพผู้ตรวจราชการกองทัพบกอย่างแข็งแรง สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหยุดยืนรวมกลุ่มเบื้องหน้ารถถัง เอ็ม.๒๔ สองคัน นายทหารและนายสิบประจำรถแต่งเครื่องแบบทหารยานเกราะยืนอยู่หน้ารถคันละสามคน นายทหารผู้บังคับรถมียศเป็นร้อยตรี พลขับและพลปืนเป็นสิบโทเหมือนกันทั้งสองคัน

พ.อ.กิมหงวน ผู้ตรวจราชการในฐานะของจเรทหารบกมองดูหน้าร้อยตรีหนุ่มผู้บังคับรถถัง เอ็ม.๒๔ หมายเลข ๖๕๕ อย่างขบขันแล้วถามว่า

"ผู้หมวด ปืนใหญ่ประจำรถหายไปไหน?"

ร.ต.สุรเดช ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขายกมือวันทยาหัตถ์และยืนตัวตรง

"ผมทำหักเมื่อวานซืนนี้เองครับ"

เสี่ยหงวนนัยน์ตาเหลือก

"คุณทำปืนใหญ่หัก!"

"ครับ ผมออกฝึกในที่ราบเชิงเขา ปืนใหญ่ปะทะกับต้นไม้ต้นหนึ่งครับ เป็นเรื่องอุบัติเหตุและสุดความสามารถของผมครับ"

กิมหงวนแข็งใจหัวเราะ

"หักออกเป็นสองท่อนยังงั้นหรือ?"

"มิได้ครับ เพียงแต่คดงอเกือบเหมือนกล้องยานัตถุ์เท่านั้น ขณะนี้ผมกับทหารกำลังช่วยกันซ่อมครับ แต่ไม่ทันรับการตรวจ"

พ.อ.กิมหงวน พยักหน้ารับทราบ

"แล้วซ่อมเสียให้เรียบร้อย ระวังหน่อยซีคุณ อย่าให้ปืนใหญ่ชำรุดเสียหายอีก รถถังไม่มีปืนใหญ่ประจำรถมีแต่ปืนกลกระบอกเดียวจะไปสู้กับลิงที่ไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายเดินไปตรวจรถถัง เอ็ม.๒๔ อีกคันหนึ่งซึ่งเป็นรถหมายเลข ๖๕๖ ผู้บังคับรถเป็นร้อยตรีร่างสูงใหญ่แต่รูปหล่อเหมือนดาราภาพยนตร์ เพิ่งสำเร็จมาจากโรงเรียนนายร้อย จปร. เมื่อปีกลายนี้เอง เขายืนอยู่หน้ารถ มีสิบตรีสองคนซึ่งเป็นพลขับและพลปืนยืนอยู่ข้างหลังเขา ทั้งสามคนแต่งเครื่องแบบทหารยานเกราะสวมหมวกเบเร่ต์

พ.อ.พล พัชราภรณ์ ยิ้มให้นายทหารหนุ่มแล้วชี้มือไปที่รถ

"ตีนตะขาบข้างขวาหายไปไหน?"

ผู้บังคับรถยกมือวันทยาหัตถ์

"รถถังคันนี้มีตีนตะขาบหรือสายพานข้างเดียวมานานแล้วครับ"

"อ้าว!" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "แล้วมันจะแล่นไปได้ยังไง"

นายทหารหนุ่มหันมามองดู พ.อ.กิมหงวน

"แล่นได้ครับ" เขาตอบเสียงหนักแน่น "ผู้การกรมผสมท่านเคยบอกผมว่า รถถังคันนี้ถ้าใส่สายพานทั้งสองข้างมันวิ่งช้า ถ้ามีข้างเดียวอย่างนี้วิ่งเร็วครับ แล้วก็เป็นความจริงครับ ผมเป็นผู้บังคับรถคันนี้มานานหลายเดือนแล้ว"

พ.อ.นิกร นึกสนุกขึ้นมาก็ปีนป่ายขึ้นไปบนรถถังคันนี้ ร.ต.สถิต ผู้บังคับรถหน้าซีดเผือดเหมือนไก้ต้ม มองดู พ.อ.นิกร ด้วยความประหวั่นพรั่นใจ นิกรหยุดยืนที่ช่องทางขึ้นลงแล้วเปิดฝาขึ้นก้มมองไปในรถ

พ.อ.นิกร พยักหน้าเรียกกิมหงวนเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้ย ขึ้นมาดูของประหลาดในรถถังคันนี้ซีเพื่อน"

พ.อ.กิมหงวน ปืนขึ้นไปบนรถถัง เอ็ม.๒๔ ทันที เขาเดินเข้ามาหานิกรแล้วก้มลงมองดูที่ช่องขึ้นลง ร.ต.สถิต ทำหน้าเหมือนกับจะเป็นลม ผู้บังคับรถถังเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่ออาเสี่ยเงยหน้าขึ้นและก้มลงมามองดูเขา

"คุณชื่ออะไร?" เสี่ยหงวนถามเสียงดุๆ

"ร้อยตรีสถิต กุลเสฐียร ครับ"

"ผู้หญิงสาวที่หลบซ่อนตัวอยู่ในรถถังคันนี้น่ะเป็นใคร?"

ร้อยตรีหนุ่มกลืนน้ำลายติดๆกันสามสี่ครั้ง

"แฮ่ะ แฮ่ะ แล้วแต่จะโปรด ภรรยาของผมเองครับ"

กิมหงวนพยักหน้ากับนิกร สองสหายพากันกระโดดลงมาจากรถ อาเสี่ยปราดเข้ามาหา ร.ต.สถิต

"ด้วยเหตุดังรือ คุณถึงพาเมียคุณมาซ่อนไว้ในรถ รถคันนี้เป็นรถถังมีไว้สำหรับใช้สู้รบข้าศึก กฎข้อบังคับก็มีอยู่แล้วห้ามไม่ให้ผู้ใดผู้หนึ่งขึ้นมาบนรถ เว้นแต่ทหารประจำการหรือผู้บังคับบัญชา"

ร.ต.สถิต ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ผมถูกส่งมาจากกรมผสมที่ ๑๐๘ ครับท่าน"

"แล้วยังไง" อาเสี่ยซัก

"กรุณาผมเถอะครับ เมียผมสวยมาก เคยเป็นเทพีสงกรานต์มาแล้ว ผมไม่กล้าฝากแม่ยายไว้ที่โคราช โบราณว่า ฝนตกอย่าเชื่อดาว มีเมียสาวอย่าไว้ใจแม่ยาย ใช่ไหมครับ?"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"เขาก็ว่ากันยังงั้นแหละคุณ"

"ก็เพราะเหตุนี้แหละครับ ผมจึงต้องพาเมียผมซุ่มซ่อนมาในรถคันนี้ตอนเดินทางมาจากโคราช แต่ว่า 'ค่ายเสือดาว' มีกฎข้อบังคับห้ามไม่ให้ทหารนำครอบครัวมาอยู่ด้วย บ้านพักสำหรับนายทหารชั้นผู้น้อยก็ไม่มี พวกผู้บังคับหมวดต้องนอนรวมกับทหารที่โรง ผมพาเมียมาก็เพราะความรักครับ เราเพิ่งแต่งงานกันไม่ถึงเดือนผมก็ถูกส่งมาอยู่ที่นี่ เมื่อไม่มีที่อยู่และเป็นการผิดระเบียบ ผมก็ต้องซ่อนภรรยาผมไว้ในรถคันนี้"

อาเสี่ยนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วเวลาที่คุณนำรถออกฝึกล่ะ?"

"หล่อนก็ติดรถไปด้วยน่ะซีครับ"

พ.อ.พล เผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆแล้วพูดเสริมขึ้น

"ผมเห็นใจคุณในเรื่องนี้ เราจะไม่รายงานกล่าวโทษคุณหรอก แต่ขอให้คุณส่งภรรยาของคุณกลับไปอยู่บ้านโดยเร็ว รถถังไม่ใช่โรงแรมหรือที่อยู่ อย่าให้เมียคุณได้รับความทรมานต้องขังตัวเองอยู่ในรถคันนี้เลย"

"ครับผม ขอบคุณครับผู้การ ผมจะส่งภรรยาของผมไปโคราชในวันพรุ่งนี้ครับ" แล้วเขาก็กระซิบกระซาบกับพล "หมวดสุรเดชเขาก็ซ่อนเมียไว้ในรถเหมือนกันครับ"

พ.อ.พล หันขวับไปทางรถถัง เอ็ม.๒๔ หมายเลข ๖๕๕ แล้วยกมือตบหลังกิมหงวน

"แกไปสอบสวนผู้หมวดรถคันนั้นเขาดูซิ"

กิมหงวนเดินเข้าไปหา ร.ต.สุรเดช ผู้บังคับรถถังอกใจเต้นระทึกผิดปรกติ รู้ทันทีว่า ร.ต.สถิต ฟ้องเขาว่าซ่อนภรรยาไว้ในรถ เสี่ยหงวนผู้ตรวจราชการในฐานะจเรทหารบกหยุดยืนเผชิญหน้า ร.ต.สุรเดช ในระยะห่างเพียงเล็กน้อย

"ผู้หมวด ตอบคำถามผมเดี๋ยวนี้ว่า ในรถถังของคุณมีสิ่งที่มีชีวิตอาศัยอยู่บ้างไหม?"

ร.ต.สุรเดช ทำเป็นนิ่งคิดทั้งๆที่ใจเต้นเป็นกลองเพล

"ก็คงจะมีเลือดและยุงหลงอยู่บ้างครับผู้การ"

พ.อ.กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"อย่าแกล้งทำเป็นไม่เข้าใจคำถาม สิ่งที่มีชีวิตผมหมายถึงมนุษย์ เร็ว-ตอบผมแบบชายชาติทหาร"

ผู้บังคับรถหน้าซีดจนเขียว

"อ้า-ตอบแบบชายชาติทหาร ผมก็ขอเรียนท่านผู้การว่า มีมนุษย์แอบซ่อนตัวอยู่ในรถถังของผมครับ"

"กี่คน?" อาเสี่ยตะคอก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ห้าคนครับ"

อาเสี่ยทำคอย่นแล้วร้องตะโกนลั่น

"ห้าคน!....โอ๊ย!....ลงไปอยู่ได้อย่างไรกันผู้หมวด?"

"ก็ค่อยๆลงไปทีละคนน่ะซีครับ ผู้การ"

"มีใครบ้าง?"

ร.ต.สุรเดช ยิ้มอายๆ

"ภรรยาผมคนหนึ่งครับ แล้วก็แม่ยายผมอีกคน น้องภรรยาผมอีกสามคนครับ"

พ.อ.กิมหงวน เม้มปากแน่น

"อยู่กันในรถทั้งกลางวันกลางคืนละหรือ?"

"มิได้ครับผู้การ ตอนกลางคืนออกมานอนในโรงรถนี่ครับ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"คุณขึ้นไปบนรถ เรียกออกมาให้หมด ไม่ผมจะรายงานคุณในฐานที่ใช้รถถังของทางราชการเป็นโรงแรมหรือบ้านพัก อ้อ-เดี๋ยวก่อน คุณชื่ออะไรนะ?"

"ร้อยตรีสุรเดช ถนัดรบ ครับ"

"ดีแล้ว ขึ้นไปเรียกสมาชิกในครอบครัวของคุณออกมาจากรถถังเดี๋ยวนี้" พูดจบกิมหงวนก็หันไปทางคณะพรคของเขาซึ่งยืนอยู่เบื้องหน้าผู้บังคับกองพันและผู้บังคับกองร้อยทั้งสามคน "มาทางนี้เถอะครับ รถถังคันนี้แน่กว่าคันโน้น ผมได้รู้ความจริงแล้ว ที่ผู้หมวดเขาถอดปืนใหญ่ประจำรถออก ก็เพราะต้องการเนื้อที่ไว้ให้ครอบครัวของเขาอยู่อาศัย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินหัวเราะหึๆ พาสองสหายกับพวกนายทหารมาที่รถถัง เอ็ม.๒๔ หมายเลข ๖๕๕ ในเวลาเดียวกัน ร.ต.สุรเดชก็ปีนป่ายขึ้นไปบนรถ โผล่หน้ามองลงไปที่ช่องขึ้นลงแล้วร้องเรียกผู้ที่อยู่ข้างล่าง

"คุณแม่พาระรินกับน้องๆขึ้นมาเถอะครับ ผู้การท่านจับได้แล้วว่าพวกเราอาศัยอยู่ในรถ"

มีเสียงร้องตะโกนถามขึ้นมา

"ต้องเอากระเป๋าเสื้อผ้าขึ้นไปด้วยไหมคุณเดช?"

"ไม่ต้องครับคุณแม่ ขึ้นมาแต่ตัวก่อน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ร.ต.สุรเดชหันไปทำตาเขียวกับ ร.ต.สถิต ซึ่งฟ้องเขาในเรื่องนี้ ผู้บังคับหมวดสถิตยืนหัวเราะคิกคักชอบอกชอบใจ แต่แล้วเมื่อได้ยินเสียง พ.อ.กิมหงวน ร้องบอกเขา นายทหารหนุ่มก็ใจหายวาบ

"หมวดสถิต บอกให้ภรรยาของคุณออกมาจากรถถังเดี๋ยวนี้"

ร.ต.สถิต ยกมือวันทยาหัตถ์รับคำสั่งเสียงอ่อยๆน่าสงสาร

"ครับผม" แล้วเขาก็เดินมาทางหน้ารถ ก้มลงมองดูตามช่องคนขับ ร้องเรียกภรรยาคู่ชีวิตของเขาให้ออกมาจากรถถังคันนั้น

ขณะนี้สุภาพสตรีรูปร่างอ้วนใหญ่ขนาดโอ่งน้ำอายุในราว ๕๐ เศษคนหนึ่ง กำลังโผล่ออกมาจากช่องวงกลมของรถถังหมายเลข ๖๕๕ ด้วยความลำบากยากเย็น ร่างของหล่อนโตกว่าช่องขึ้นลงเล็กน้อย แขนทั้งสองข้างจึงเบียดเสียดกับขอบวงกลม ทำให้แม่ยายของ ร.ต.สุรเดช ต้องออกแรงดิ้นรนขยับเขยื้อนตัวขึ้นมาทีละน้อย

พ.อ.นิกร ร้องตะโกนลั่น

"คุณ....คุณครับ ระวังหน่อยนะครับรถจะพัง คันหนึ่งไม่ใช่ราคาถูกๆ คุณช่วยหน่อยซิผู้หมวด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบกับผู้บังคับกองพัน

"ทำไมตาสุรเดชถึงมีเมียแก่แรดปูนนี้?"

พ.ท.ไชย สะดุ้งเล็กน้อยแล้วกระซิบตอบ

"ผมคิดว่าคงเป็นแม่ยายของแกครับ คงไม่ใช่เมียแน่ๆ"

เกือบ ๕ นาที สุภาพสตรีผู้เป็นแม่ยายของ ร.ต.สุรเดช ก็ออกมาจากรถถังด้วยความลำบากยากเย็น หล่อนเต็มไปด้วยความกระดากอายแทบจะแทรกแผ่นดินหนี ต่อจากนั้นสาวสวยในวัย ๒๐ ปีคนหนึ่งก็ออกมาจากรถถังเป็นคนที่สอง หล่อนคือระรินภรรยาคู่ชีวิตของ ร.ต.สุรเดช นั่นเอง และแล้วหญิงสาวในวัย ๑๗ ปีกับเด็กสาววัย ๑๕ ปีและเด็กชายวัย ๑๓ ปีรวมสามคนก็ย่อยๆกันออกมาจากรถ ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ร.ต.สุรเดช กระโดดลงมาจากรถช่วยประคองแม่ยายกับภรรยาและน้องเมียของเขาลงมาทีละคน เขาพามาแนะนำให้รู้จักกับ พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อาเสี่ยมองดูสมาชิกครอบครัวของผู้บังคับหมวดอย่างขบขัน แล้วถามแม่ยายของ ร.ต.สุรเดช ด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณกับลูกๆตั้งสี่คนลงไปอยู่ในรถ ไม่รู้สึกอึดอัดแย่หรือ?"

แม่ยายผู้บังคับหมวดยิ้มอายๆ

"อึดอัดค่ะ แต่ไม่ทราบว่าจะทำอย่างไร คุณสุรเดชเขาอ้อนวอนขอร้องให้ดิฉันและลูกๆติดตามเขามาอยู่ที่ค่ายเสือดาวนี้ พวกเราก็ต้องอดทนแล้วก็เคยชินไปเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยากจะหัวเราะออกมาดังๆ แต่ไม่กล้าหัวเราะ ท่านกล่าวถามภรรยาของผู้บังคับรถถังว่า

"แล้วข้าวปลาอาหารทำอย่างไรกัน เมื่อถึงเวลาอาบน้ำพวกคุณไปอาบน้ำกันที่ไหน?"

ระรินยิ้มอายๆ

"สุรเดชเขาซื้ออาหารมาให้พวกเราเจ้าค่ะ แล้วเขาก็ให้ทหารสร้างห้องน้ำไว้ในป่าละเมาะหลังโรงรถนี้ ช่วยให้เราได้รับความสะดวกสบายตามสมควร"

พ.อ.พล พัชราภรณ์ ยกมือขวาตบบ่าซ้ายผู้บังคับหมวดรถถังเบาๆแล้วพูดยิ้มๆ

"ถ้าจเรจริงๆหรือเสนาธิการทหารบกตัวจริงมาตรวจผมว่าคุณเดือดร้อนแน่"

"ก็เห็นจะถูกปลดกองหนุนแหละครับผู้การ"

"แต่เราไม่ทำคุณหรอกผู้หมวด เราเพียงแต่ขอให้คุณรีบส่งครอบครัวของคุณกลับไปอยู่บ้านตามเดิม และอย่าทำอย่างนี้อีก"

สีหน้าของ ร.ต.สุรเดช ชุ่มชื่นขึ้น

"ขอบคุณครับผู้การ ถ้าอย่างไรกรุณาย้ายผมกลับไปอยู่นครราชสีมาตามเดิมได้ไหมครับ ผมจะได้อยู่กับภรรยาของผม ทหารก็มีหัวใจเหมือนกันนะครับผู้การ"

พลมองดูผู้บังคับหมวดรถถังอย่างขบขัน

"คุณไม่ได้อาสาสมัครมาอยู่ค่ายเสือดาวหรอกหรือ?"

"เปล่าครับ สำหรับหน่วยรถถังถูกส่งมาร่วมงานด้วยและผลัดเปลี่ยนเวรกันมาอยู่ค่ายนี้คนละสามเดือนครับ"

"อดทนหน่อยซิครับผู้หมวด จากภรรยาเพียงสามเดือนก็ไม่ใช่เวลาที่ช้านานอะไรนัก"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อ ร.ต.สถิต พาหญิงสาวเจ้าของร่างสูงโปร่งในวัย ๒๒ ปีใบหน้างามแฉล้มแช่มช้อยคนหนึ่งเดินตรงมา หล่อนคือยวนใจภรรยาคู่ชีวิตของ ร.ต.สถิต นั่นเอง ผู้บังคับหมวดหยุดยืนชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์ผู้ตรวจราชการของกองทัพบก แล้วแนะนำให้รู้จักกับภรรยาของเขา อดีตเทพีสงกรานต์ประณมมือไหว้อย่างอ่อนช้อยระคนกับความกระดากอาย

เสี่ยหงวนกล่าวกับ ร.ต.สถิต ทันที

"คุณกับคุณสุรเดชต้องส่งภรรยาและครอบครัวไปจากค่ายเสือดาวในวันพรุ่งนี้เข้าใจไหมครับ?"

"ครับผม" ร.ต.สถิต รับคำ

"แล้วก็การฝึกซ้อมรบในเย็นวันนี้ ห้ามไม่ให้คุณนำภรรยาของคุณติดรถไปด้วย และคุณสุรเดชก็เช่นเดียวกัน ผู้ที่จะอยู่ในรถถังได้ก็คือเจ้าหน้าที่ประจำรถเท่านั้น" พูดจบ พ.อ.กิมหงวน ก็หันมาทาง ร.ต.สุรเดช "ตอบผมแบบชายชาติทหารอีกครั้งเถอะน่าผู้หมวด ที่คุณว่ารถถังของคุณออกฝึกซ้อมและปะทะกับต้นไม้ ทำให้ปืนใหญ่ประจำรถคดงอชำรุดเสียหายไปนั้น วันนั้นใครเป็นคนขับ?"

ร.ต.สุรเดช ยิ้มแห้งๆ

"แม่ยายผมขับครับ"

"นั่นปะไร ถึงแม้แม่ยายของคุณจะเคยขับรถยนต์มาแล้ว แต่รถยนต์กับรถถังมันไม่เหมือนกัน รถถังมันไม่มีพวงมาลัย การขับขี่ต้องอาศัยความชำนาญจริงๆ ผมเองเคยลองขับที่บางซื่อหนหนึ่งแล้ว กวาดรถยนต์ลงไปในคูหน้ายานเกราะตั้งสามสี่คัน รถรางอีกคันหนึ่ง ผมต้องเสียเงินใช้ค่าเสียหายให้เขาหลายหมื่น เอาละ....อย่าลืมว่าพรุ่งนี้คุณจะต้องส่งครอบครัวของคุณกลับบ้าน ครั้งนี้ผมยกโทษให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสามสหายไปจากหน่วยยานยนต์เพื่อตรวจงานหรือสถานที่ต่อไป ผู้บังคับกองพันกับผู้บังคับกองร้อยทั้งสามคนติดตามมาใกล้ชิด เมื่อเดินไปทางไหน พวกนายทหารนายสิบหรือพลทหารแลเห็นเข้า ก็กระทำความเคารพทันที บริเวณค่ายเสือดาวสงบเงียบ ทหารที่ไม่ได้เข้าห้องอบรมคือฝ่ายธุรการไม่ใช่หน่วยรบ

เมื่อแลเห็นเรือนชั้นเดียวหลังเล็กๆปรากฏอยู่เบื้องหน้า ท่านเจ้าคุณก็หันมาถามผู้บังคับกองพัน

"นั่นโรงอะไรผู้กองพัน?"

พ.ท.ไชย ใจหายวาบ เขาจะโกหกก็ไม่ได้ จึงต้องเรียนท่านตามตรง

"ห้องขังทหารครับคุณลุง"

"งั้นเรอะ พาลุงไปเยี่ยมพวกทหารที่ถูกขังหน่อยซีหลานชาย ลุงอยากจะเห็นสภาพห้องขังด้วย ถูกสุขลักษณะหรือเปล่า นักโทษทหารจะมีความเป็นอยู่อย่างไร แล้วก็ลุงจะปล่อยตัวร้อยเอกเฉลิมเขา นายทหารมียศเป็นร้อยเอกเอาไปขังไว้น่าสงสาร ลุงเชื่อแล้วที่เธอบอกลุงว่าร้อยเอกเฉลิมหัวล้านเพราะป่วยเป็นไทฟอยด์"

ผู้บังคับกองพันหน้าซีดเผือดทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม เขามองดูหน้าผู้บังคับกองร้อยทั้งสามคนคล้ายกับจะถามว่าเขาควรจะแก้ไขอย่างไรดี เพราะเขาขังนายสิบและจ่าสิบโทรวมเก้าคนไว้ที่เรือนขังนั้น เนื่องจากทหารเหล่านี้แต่ละคนศีรษะล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บ โดยเฉพาะ จ.ส.ท.โกร่ง จ่ากองร้อยสองศีรษะแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกพอฟัดพอเหวี่ยงกับท่านเจ้าคุณ

"อ้า-ห้องขังทหารไม่มีอะไรน่าดูหรอกครับคุณลุง ไปตรวจไร่พืชผักและสวนครัวทางหลังค่ายดีกว่าครับ คุณลุงจะได้เห็นทหารของผมเลี้ยงไก่และหมู ผักในไร่ก็งามมากครับ"

ท่านเจ้าคุณพูดตัดบท

"แต่ลุงต้องตรวจห้องขังก่อน ไป-พาลุงไป"

"โอ๊ย! ผมก็ตายน่ะซีครับ" ผู้บังคับกองพันเผลอพูด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่น

"ทำไมถึงจะตาย?"

พ.ท.ไชย ฝืนยิ้มแล้วพูดเสียงอ่อย

"นั่นน่ะซีครับ"

ผู้บังคับกองพันจำเป็นต้องพาท่านเจ้าคุณกับ พล, นิกร, กิมหงวนเดินตรงไปยังเรือนคุมขังนักโทษทหาร ทั้งผู้บังคับกองพันและผู้บังคับกองร้อยต่างอกใจเต้นระทึกไปตามกัน แต่ไม่มีใครแก้ไขความคับขันเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นนี้ได้ เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องการตรวจห้องขัง และบัดนี้ทุกคนเดินมาถึงเรือนคุมขังแล้ว

ที่หน้าระเบียงเรือนหลังนั้นมีทหารยามถือปืนยืนยามอยู่ข้างบันไดคนหนึ่ง และมีสิบเอกร่างอ้วนเตี้ยอีกคนหนึ่งเป็นผู้คุมนักโทษนั่งทำงานอยู่ที่โต๊ะทำงานของเขา เมื่อทหารยามแลเห็นคณะของผู้ตรวจราชการของกองทัพบกเดินรวมกลุ่มตรงเข้ามา เขาก็รีบร้องบอกผู้คุมนักโทษทันที

"หมู่! หมู่ครับ! ผู้กองพันพาเจ้านายมาตรวจห้องขังครับ"

ผู้คุมตกใจรีบวางปากกาลงบนโต๊ะ ผลุนผลันลุกขึ้นยืน เขารู้สึกประหม่าและเกรงกลัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นอย่างยิ่ง เพราะเขาทราบดีแล้วว่า ท่านเจ้าคุณมีฐานะเท่ากับเสนาธิการทหารบก ถึงแม้เขาปฏิบัติหน้าที่ของเขาได้เรียบร้อย แต่เขาก็หวั่นเกรงว่าจะมีเรื่องที่ทำให้เขาถูกดุหรือถูกตำหนิโทษอยู่นั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พา พล, นิกร, กิมหงวนพร้อมด้วย พ.ท.ไชย และผู้บังคับกองร้อยทั้งสามคนขึ้นมาบนเรือนคุมขังนักโทษทหาร ทหารยามกระทำวันทยาวุธอย่างแข็งแรง นายสิบผู้คุมวิ่งเข้ามาหาท่านเจ้าคุณแล้วหยุดยืนชิดเท้าตรง รายงานตัวตามระเบียบด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"กระผม....สิบเอกป๊อก สีสังข์ เป็นผู้คุมนักโทษทหารแห่งเรือนคุมขังนี้ ขณะนี้มีนักโทษทหารรวมเก้านาย เป็นนายทหารสัญญาบัตรหนึ่งนาย จ่าสิบโทหนึ่งนาย สิบเอกสองนาย สิบโทหนึ่งนาย และสิบตรีสี่นายครับ"

ท่านเจ้าคุณวันทยาหัตถ์ตอบ แล้วถอดหมวกแก๊ปทรงอ่อนออกเมื่อนึกขึ้นได้ว่าท่านอยู่ในชายคาและในอาคาร ทุกคนต่างถอดหมวกออกเช่นเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูผู้บังคับกองพันแล้วกล่าวถามด้วยความสงสัย

"อธิบายให้ลุงเข้าใจหน่อยเถอะ หลานชาย นายสิบกองพันนี้เหลวไหลไม่ได้ความยังงั้นหรือ ถึงถูกขังตั้งหลายคน ลุงข้องใจมาก นายสิบที่มีความผิดถึงกับถูกขังไม่ควรอยู่ 'กองพันเสือดาว' เธอควรจะทำรายงานเสนอไปเพื่อขอย้ายไปอยู่ที่อื่น"

พ.ท.ไชย อ้ำอึ้งไม่กล้าเรียนความจริงให้ท่านทราบ ในที่สุดเขาก็ต้องพูดบ่ายเบี่ยง

"นายสิบที่ถูกขังไม่ใช่ว่ามีความประพฤติชั่วหรือทำผิดวินัยหรอกครับ"

"อ้าว แล้วเธอขังเขาทำไม?"

"เขาฝึกทหารในหมู่ของเขาไม่ได้ผลสมความมุ่งหมายของผมครับ แต่ละคนใจดีต่อทหารเกินไป ผมก็เลยสั่งขังเสียคนละ ๗ วัน อ้า-เชิญคุณลุงไปชมไร่พืชผักสวนครัวของเราดีกว่าครับ นักโทษทหารไม่น่าสนใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ไม่สนใจไม่ได้ ลุงจะต้องตรวจดูสภาพความเป็นอยู่ของเขา และจะปล่อยตัวร้อยเอกเฉลิมให้เป็นอิสระด้วย" พูดจบท่านก็หันมาทางผู้คุม "หมู่ป๊อก ไขกุญแจห้องขังเดี๋ยวนี้"

พ.ท.ไชย บุ้ยใบ้กับ ส.อ.ป๊อก ส่งภาษาใบ้ให้เข้าใจว่าถ้าท่านเจ้าคุณแลเห็นจ่าสิบโทและนายสิบหัวล้านทั้ง ๘ คนอยู่ในห้องขัง เขากับ ส.อ.ป๊อก จะต้องประสพชะตากรรมแน่นอน กิริยาและสายตาของผู้บังคับกองพัน ส.อ.ป๊อก เข้าใจดี ผู้คุมร่างอ้วนเตี้ยแกล้งยกมือตบกระเป๋าเสื้อกางเกง ทำหน้าเลิ่กลั่กจนกระทั่งถูกเจ้าคุณดุ

"ว่าไงโว้ย ฉันบอกให้ไขกุญแจห้องขังออก ฉันจะเยี่ยมนักโทษทหารและปล่อยนายทหารเสนาธิการที่ผู้กองพันเขาเอาตัวมาขังเมื่อตอนก่อนเที่ยง"

ส.อ.ป๊อก ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ได้โปรดเถอะครับ กระผมทำกุญแจห้องขังหายเสียแล้วขอรับ"

ท่านเจ้าคุณมองดูผู้คุมอย่างเดือดดาล

"กุญแจหายเรอะ ถ้ายังงั้นฉันจะขังแกหนึ่งเดือนในฐานที่แกทำลูกกุญแจห้องขังหาย ผู้คุมตวักตะบวยอะไรกันวะ กุญแจดอกเดียวรักษาไว้ไม่ได้ หาดูให้ดี ถ้าหาไม่ได้ฉันเล่นงานแกแน่ๆ รู้หรือเปล่าว่าขณะนี้ฉันมีฐานะเทียบเท่ากับว่าฉันเป็นเสนาธิการทหารบก"

ส.อ.ป๊อก มองดูตาผู้บังคับกองพันคล้ายกับจะบอกว่าเขารักตัวกลัวติดตะราง แล้วเขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบพวงกุญแจออกมา มีลูกกุญแจอยู่สองสามดอก เป็นลูกกุญแจห้องขังหนึ่งดอก อีกสองดอกคือลูกกุญแจลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขา

"แฮะ แฮะ หาได้แล้วครับ"

พ.ท.ไชย กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงสั่นเครือ

"คุณลุงครับ นายสิบบางคนที่อยู่ในห้องขังมันกำลังคลุ้มคลั่งอาละวาดเพราะเสียใจที่ถูกขัง คุณลุงเข้าไปเยี่ยมอาจจะได้รับอันตรายก็ได้นะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ผู้บังคับกองพัน

"ลุงถือว่า ความเมตตาปรานีในจิตใจของลุงย่อมเป็นเกราะคุ้มกันตัวลุงเสมอหลานชาย" แล้วท่านก็หันมาทางผู้คุมนักโทษทหาร "ไขกุญแจห้องขังออกเดี๋ยวนี้"

ส.อ.ป๊อก จำต้องปฏิบัติตามคำสั่ง เขาเดินนำหน้าคณะผู้ตรวจราชการกับผู้บังคับกองพันของเขาและผู้บังคับกองร้อยทั้งสามคนตรงไปยังห้องคุมขัง ซึ่งลักษณะของห้องขังนี้ไม่ใช่เรือนจำตามกรมกองต่างๆ เป็นแต่เพียงห้องโถงมีขนาดกว้าง ๕ เมตรและยาว ๖ เมตร ประตูห้องขังก็คือประตูธรรมดาปิดไว้และใส่กุญแจดอกใหญ่ข้างนอก ส่วนหน้าต่างห้องก็ติดลูกกรงเหล็ก ทหารที่ถูกขังนานๆจึงจะปรากฏสักคนและไม่มีการตีตรวน ทั้งนี้เพราะทหารของ 'กองพันเสือดาว' เป็นทหารที่มีความรู้และความประพฤติดี ถ้าใครถูกขังก็เป็นความผิดเล็กๆน้อยๆ

มือของผู้คุมที่กำลังไขกุญแจห้องขังนั้นสั่นผิดปรกติ ผู้บังคับกองพันหน้าซีดเผือด ผู้บังคับกองร้อยยืนกระสับกระส่ายหายใจไม่ทั่วท้อง เมื่อ ส.อ.ป๊อก เปิดประตูห้องขังออก ทุกคนก็แลเห็น ร.อ.เฉลิม นายทหารเสนาธิการกับจ่ากองร้อยที่สองและพวกนายสิบตามกองร้อยต่างๆรวมทั้งหมดเก้าคนยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวเตรียมต้อนรับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่แล้ว ทหารเหล่านี้ล้วนแต่ศีรษะล้าน บางคนก็ล้านนิดหน่อย บางคนก็ล้านมาก โดยเฉพาะจ่ากองร้อยสองแดงแจ๋เหมือนกับลูกมะอึก นอกจากนี้รูปร่างของเขาก็ยังอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยคล้ายกับท่านเจ้าคุณด้วย

ร.อ.เฉลิม ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ทำความเคารพผู้ตรวจราชการ ในฐานะเสนาธิการทหารบก แลขวา" ครั้นแล้วนายทหารฝ่ายยุทธการของ 'กองพันเสือดาว' ซึ่งแต่งกายครึ่งท่อนคือไม่ได้สวมเสื้อฝึกได้วิ่งเข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรงเบื้องหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วรายงานฉาดฉาน

"กระผม ร้อยเอกเฉลิม เสาวภาคย์ เป็นผู้มีอาวุโสในห้องคุมขังนี้ มีจ่านายสิบและนายสิบรวมกันอยู่ในห้องขังแปดนายครับผม"

พล, นิกร, กิมหงวนต่างหัวเราะงอไปงอมาเมื่อเห็นนายสิบที่ยืนอยู่ในแถว ศีรษะล้านเลี่ยนในแบบฉบับต่างๆกัน บ้างก็เหมือนทุ่งหมาหลง บ้างก็เหมือนดงช้างข้าม, ง่ามเทโพ, ชะโดตีแปลง, แร้งกระพือปีก, ฉีกขวานฟาด และราชคลึงเครา

พ.อ.กิมหงวน มองดูหน้าเพื่อนเกลอทั้งสองคนแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ฮ่ะ ฮ่ะ นี่แหละ ประเทศเป็นบ้านทหารรั้วละ"

ไม่ต้องสงสัยว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะเดือดดาลสักเพียงใด ท่านโกรธจนหน้าเขียว แต่ท่านไม่ได้โกรธนายสิบที่ถูกขัง ท่านโกรธ พ.ท.ไชย ผู้บังคับกองพัน ท่านเจ้าคุณค่อยๆหันหน้ามามองดูผู้บังคับกองพันหนุ่มด้วยแววตาแข็งกร้าว พ.ท.ไชย เย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อสบตากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"หมายความว่าอย่างไรผู้กองพัน?"

พ.ท.ไชย แทบเป็นลม

"อ้า-เอาผมไปยิงเป้าเถอะครับคุณลุง ความปรารถนาดีของผมกลายเป็นผลร้ายแก่ตัวเองเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"แล้วมันเรื่องอะไรกัน เธอถึงเลือกทหารที่หัวล้านเอามาขังรวมกันไว้ เธอมีเจตนาล้อฉันใช่ไหม เพราะเธอรู้ว่าอย่างไรฉันก็ต้องมาตรวจห้องขังนี้"

"โธ่-ผมสาบานได้ครับคุณลุง ผมไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นเลย"

ท่านเจ้าคุณเค้นหัวเราะ

"แผนการของใคร?" ท่านตะคอกถาม

ผู้บังคับกองพันเกรงกลัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ จนถึงขีดสุดก็ซัด ร.อ.ทะนง วรกิจ

"แผนของผู้บังคับกองร้อยสามครับ"

"อ้าว!" ร.อ.ทะนง เผลอตัวร้องขึ้นดังๆ "ผู้กองพันเล่นซัดผมอย่างนี้ ผมก็สบายแฮเท่านั้นแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้า พ.ท.ไชย

"สารภาพแบบชายชาติทหาร อย่าซัดลูกน้อง เราเป็นทหาร เมื่อทำผิดก็ต้องรับผิด ลุงอยากรู้เหตุผลว่าเธอมีความประสงค์อะไรที่จับนายสิบหัวล้านมาขังรวมกันอย่างนี้?"

ผู้บังคับกองพันยืนตัวตรงทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"คือมันยังงี้ครับคุณลุง ผม....อ้า....ผมอยากจะเอาใจคุณลุง ไม่อยากจะให้คุณลุงแลเห็นทหารคนใดในกองพันนี้ศีรษะล้าน ผมก็สั่งผู้บังคับกองให้รวบรวมทหารรั้วทั้งหลาย ซึ่งมีแต่นายสิบรวมแปดคนนี้มากักตัวรวมกันไว้ที่ห้องนี้ จนกว่าคุณลุงจะกลับไป ผมสาบานให้ก็ได้ครับ ผมมีเจตนาเช่นนี้จริงๆ เมื่อกี้นี้ คุณลุงจะมาตรวจห้องขัง ผมยังพยายามพูดคัดค้านให้คุณลุงไปตรวจที่อื่น"

ท่านเจ้าคุณได้ทราบความจริงเช่นนี้ ท่านก็หายโกรธทันที ใบหน้าอันเคร่งเครียดบึ้งตึงของท่านเปลี่ยนเป็นยิ้มระรื่น แต่แล้วเมื่อท่านได้ยินเสียงสามเกลอหัวเราะคิกคักท่านก็หันมาดู

"หัวเราะอะไรวะหา ถ้าแกสามคนไม่หยุดหัวเราะ ฉันจะขังพวกแกสามคนไว้ในห้องขังนี้"

พล, นิกร, กิมหงวนเงียบกริบ ผู้บังคับกองร้อยทั้งสามคนกำลังเอามือหยิกก้นตัวเอง เพราะกลัวจะหัวเราะออกมา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าผู้บังคับกองพันด้วยความรักใคร่เอ็นดูเหมือนกับลูกหลานของท่าน

"ดีมาก หลานชาย เธอมีเจตนาดีต่อลุงไม่อยากให้ลุงเห็นทหารหัวล้าน แต่ว่าของพวกนี้มันรูปทำนามทำ คนหัวล้านน่ะไม่มีใครอยากหัวล้านหรอก ปล่อยนายสิบเหล่านี้เถอะ เขาไม่ได้มีความผิดอะไรอย่าเอาเขามากักขังให้ลำบากเลย" แล้วท่านก็เดินเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้าจ่ากองร้อยสอง ต่างคนต่างจ้องมองดูกัน ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยิ้มให้ "เธอชื่ออะไร?"

"จ่าสิบโทโกร่ง วิหคตะกรุม ครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่นทันที

"ทำเรื่องราวเสนอขอขึ้นไปขอเปลี่ยนนามสกุลเสียใหม่ เข้าใจไหม?"

"ครับผม"

"เธอใกล้จะปลดเกษียณอายุแล้วใช่ไหมล่ะ?"

"อีกสามปีครับผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"หัวเธอเตียนโล่งและแดงแจ๋พอๆกับฉันทีเดียว ถามจริงๆเถอะจ่าโกร่ง เธอรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจบ้างไหมที่เธอหัวล้านอย่างนี้?"

"ไม่เลยครับผม กระผมรู้สึกภาคภูมิใจอย่างที่สุดที่กระผมคล้ายคลึงกับท่านผู้ใหญ่หลายต่อหลายท่าน ถึงแม้กระผมจะเป็นเพียงจ่าสิบโทก็ตาม"

ท่านเจ้าคุณยื่นมือให้จับ

"กลับไปฉันจะรายงานขอเลื่อนเงินเดือนให้เธออีกสองขั้น" แล้วท่านก็เดินเข้ามาหา ร.อ.เฉลิม "อย่าโกรธอย่าเคืองฉันเลยนะเฉลิม เท่าที่ฉันสั่งขังเธอ ตอนนั้นฉันโมโหจนลืมตัว นึกว่าเธอแกล้งเล่นตลกล้อเลียนฉัน"

"ปู้โธ่ กระผมเป็นเพียงร้อยเอก ท่านเป็นพลเอก มันห่างไกลกันราวฟ้ากับดิน กระผมจะกล้าล้อเลียนท่านได้อย่างไรครับ แล้วท่านก็เป็นผู้มีอายุคราวพ่อของผมก็ว่าได้ ผู้กองพันน่ะซีครับ ท่านแนะนำให้กระผมไปซื้อผมปลอมมาใส่ เพราะกลัวว่าท่านจะเห็นว่ากระผมศีรษะล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ถ้าเช่นนั้น ผู้กองพันกับเธอก็มีความปรารถนาดีต่อฉันมาก ฉันจะรายงานขอให้คนละสามขั้น"

พ.อ.กิมหงวน พูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วผมล่ะครับคุณอา กลับไปคุณอาจะขอให้ผมกี่ขั้น"

ท่านเจ้าคุณหันมามองอย่างโมโห

"แกน่ะเรอะ ฉันจะเขียนรายงานถอดยศแกมาเป็นพันโทในฐานที่แกล้อเลียนฉัน"

อาเสี่ยเอียงคออมยิ้ม

"ไม่มีทางครับ ปีหน้าผมก็ได้เป็นนายพลแล้ว ถ้าหากว่าพวกเราได้ทำงานสำคัญๆเกี่ยวกับการปราบคอมมิวนิสต์และเป็นการเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตอีกครั้งเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูพวกทหารรั้วด้วยความพอใจ

"ทุกคนกลับไปประจำกองร้อยของตนตามเดิม แล้วฉันจะให้ผู้กองพันจดชื่อพวกเธอให้ฉันเพื่อขอเลื่อนยศให้ ใครเป็นสิบตรีก็จะได้สิบโท เป็นสิบโทก็เป็นสิบเอก และเป็นสิบเอกก็จะได้เป็นจ่าสิบตรี ส่วนตาโกร่งฉันจะขอยศให้เป็นร้อยตรี ฉันยินดีสนับสนุนทหารทุกคนที่หัวอกอันเดียวกับฉัน สำหรับร้อยเอกเฉลิมจะขอให้เป็นพันตรี"

เสฯ เฉลิมดีใจเหลือที่จะกล่าว เขาร้องขึ้นดังๆ

"ขอให้เจ้าคุณที่เคารพของเราจงเจริญ ไช-โย"

บรรดานายสิบหัวล้านต่างร้องไชโยขึ้นพร้อมๆกัน ต่อจากนั้นทุกคนก็พากันออกไปจากห้องขัง ผู้บังคับกองพันโล่งใจและสบายใจแล้ว

เย็นวันเดียวกันนั้นเอง

การฝึกรบในที่ราบเชิงเขาใหญ่ของ 'กองพันเสือดาว' ได้เริ่มต้นในเวลา ๑๖.๓๐ น. ตามคำสั่งของผู้บังคับกองพัน ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ตรวจราชการของกองทัพบกได้ชมสมรรถภาพอันเข้มแข็งของทหารกองพันนี้

ทหารกองร้อยที่สองถูกสมมุติให้เป็นข้าศึกบุกเข้าตีทางทิศตะวันตกโดยมีรถถัง เอ็ม.๒๔ สองคันและรถสายพานบรรทุกทหารราบหนึ่งคันร่วมรบ กองร้อยที่สามทำหน้าที่ตั้งรับ โดยมีกองร้อยอาวุธหนักคือหมวดที่หนึ่ง กองร้อยที่หนึ่งร่วมรบด้วย

การฝึกซ้อมได้กระทำกันอย่างจริงจังเหมือนสู้รบกันจริงๆ เริ่มต้นตั้งแต่หน่วยลาดตระเวนของฝ่ายรับปะทะกับหน่วยลาดตระเวนของข้าศึกที่ชายป่า เสียงปืนที่ใช้กระสุนซ้อมยิงดังกึกก้องกังวานไพร หน่วยลาดตระเวนฝ่ายรับมีกำลังน้อยกว่าก็รีบล่าถอยกลับมารายงานข่าวข้าศึกมายังกองบังคับการกองร้อยโดยทางวิทยุสนาม ฝ่ายตั้งรับจึงมีโอกาสเตรียมตัวสู้รบกับข้าศึก ปืนกลหนักหลายกระบอกและ คจตถ. คือ เครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังเข้าที่ตั้งยิงอันมิดชิด

๑๖.๔๕ น.

เสียงเครื่องยนต์ของรถถังสองคันและรถสายพานอีกคันหนึ่งแว่วมาแต่ไกลและใกล้เข้ามาทุกที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันอยู่บนเนินเขาและกำลังส่องกล้องมองดูการสู้รบระหว่าง 'กองพันเสือดาว' กับข้าศึกสมมุติ เมื่อรถถัง เอ็ม.๒๔ ทั้งสองคันเคลื่อนที่นำทหารราบบุกเข้ามา ฝ่ายรับก็ใช้ปืนระดมยิงอย่างดุเดือด บริเวณที่ราบเชิงเขากลายเป็นสมรภูมิสมมุติไปแล้ว ปืนใหญ่ประจำรถถังดังสนั่นหวั่นไหว แต่แล้วรถถังคันหนึ่งก็ล่าถอยไป สมมุติว่าได้รับความเสียหายอย่างหนัก

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรู้สึกตื่นเต้นไปตามกัน เมื่อได้เห็นความแคล่วคล่องว่องไวในการปฏิบัติการรบของ 'กองพันเสือดาว' ทหารแต่ละนายเข้มแข็งทรหดอดทนยิ่ง

"ไม่เลวโว้ยดิเรก" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับนายพลดิเรกเมื่อแลเห็นฝ่ายรับทำการตีโต้ข้าศึกสมมุติอย่างดุเดือด "ทหารกองพันนี้เขาแน่จริงๆ"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ นอกจากรบเก่งแล้วยังเข้าใจพรางตัวด้วยซีครับ หมวกเหล็กของเขาทาสีเหลืองสลับสีเขียวเข้ากับสีใบไม้ หลายคนมีกิ่งไม้สดคลุมตัว เวลาเคลื่อนที่แทบจะสังเกตุไม่ได้"

ท่ามกลางการต่อสู้ซึ่งคล้ายกับรบกันจริงๆ เสียงปืนของฝ่ายข้าศึกสมมุติและทางฝ่ายรับสิ้นสุดลงอย่างฉับพลัน หลังจากนั้นสักครู่ พ.ท.ไชย ผู้บังคับกองพันก็วิ่งขึ้นมาบนเนินเขาและตรงเข้ามาหาคณะผู้ตรวจราชการของกองทัพบกอย่างรีบร้อน

ผู้บังคับกองพันคงแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนเหมือนเช่นเดิม เขาหยุดยืนชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วรายงานให้ทราบ

"ผมต้องขอยุติการซ้อมรบลงก่อนครับ"

"งั้นเรอะ มีอะไรเกิดขึ้นหรือหลานชาย?"

"หน่วยลาดตระเวนด้าน ๔ วิทยุมาบอกว่าทหารข้าศึกหนึ่งกองร้อยถือโอกาสเคลื่อนที่เข้ามาในเขตแดนของเราครับ ระหว่างที่เราทำการซ้อมรบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เร็ว-ส่งกำลังของเราไปกวาดล้างข้าศึกเดี๋ยวนี้"

"ครับ ผมให้ผู้บังคับกองร้อยสองนำทหารในกองร้อยของเขาเดินทางไปแล้วครับ มีทหารกองร้อยหนึ่งเป็นกองร้อยอาวุธหนักร่วมไปด้วยหนึ่งหมวด"

พ.อ.พล พัชราภรณ์ กล่าวถามผู้บังคับกองพันทันที

"กำลังที่ส่งไปพอที่จะปราบมันได้ไม่ใช่หรือครับ?"

"ครับ ได้แน่นอน ทหารของมันที่เคยล่วงล้ำเข้ามาเคยปะทะกับ 'กองพันเสือดาว' สามครั้งแล้ว พอรบกันได้ครู่เดียวมันก็แตกพ่ายกลับไปในแดนมัน ทหารของมันขวัญไม่ดีครับ ไม่มีสมรรถภาพและขาดวินัย ที่มันบุกรุกเข้ามาก็เพื่อหวังจะปล้นราษฎรของเราตามเส้นพรมแดนแล้วก็กวาดต้อนวัวควายสัตว์พาหนะเอาไปเท่านั้น พอปะทะกับเรา มันก็เอะอะโวยวายหาว่าเราส่งทหารเข้าไปรุกรานมัน ทั้งๆที่รบกันในเขตแดนไทย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"มันกับเราเห็นจะไม่มีวันเป็นไมตรีกันได้ รบกันเสียที ดีมันจะได้หายกำแหง"

พ.ท.ไชย ยกมือวันทยาหัตถ์อีกครั้ง

"คุณลุงกับคณะกลับค่ายเถอะครับ ผมเตรียมรถจี๊ปไว้แล้ว ผมจะรวบรวมทหารเตรียมพร้อมอยู่ที่นี่ คอยฟังข่าวจากผู้บังคับกองร้อยสองตามที่ตกลงกันไว้"

"ส่งรถถังของเราไปด้วยซีหลานชาย" ท่านเจ้าคุณพูดเร็วปรื๋อ

"รถถังไม่มีทางไปครับ เพราะภูมิประเทศเป็นป่าทึบ รถถังทั้งสองคันจะทำการรบได้ในที่ราบแถบนี้เท่านั้น เรามีไว้ป้องกันค่ายของเรามากกว่า นอกจากนี้ก็เอาไว้ฝึกทหารให้ชำนาญในการรบ ผมไปละครับ"

สี่สหายต่างโบกมือให้ผู้บังคับกองพัน พ.อ.นิกร ร้องขึ้นดังๆ

"โชคดีนะครับ ขอให้ผู้กองพันและทหารทุกคนปลอดภัย"

พ.ท.ไชย วิ่งลงไปจากเชิงเขา ผู้บังคับกองพันต้องทำงานหนักที่สุดในการที่ทหารข้าศึกหนึ่งกองร้อยล่วงล้ำเข้ามา ถึงแม้เขาไม่ได้ออกสู้รบกวาดล้างทำลายข้าศึก แต่เขาก็ต้องออกคำสั่งและคอยฟังรายงานจากผู้บังคับกองร้อยสองคน ซึ่งขณะนี้ได้พาทหารในบังคับบัญชาเดินทางไปยังแนวลาดตระเวนด้าน ๔ ของเราแล้ว แต่ผู้บังคับกองพันสั่งไม่ให้หน่วยลาดตระเวนต่อสู้ข้าศึก เพียงแต่ให้ค่อยๆล่าถอยกลับมาและสังเกตการเคลื่อนไหวของข้าศึกแล้วรายงานมาให้ทราบ

'กองพันเสือดาว' ซึ่งมีทหารกองร้อยที่หนึ่งสองหมวด กองร้อยที่สามอีกสามหมวด พร้อมด้วยรถถังและยานยนต์ได้เคลื่อนที่จากที่ราบเชิงเขาใหญ่กลับเข้าค่าย ในเวลา ๑๙.๐๐ น.เศษ หลังจากผู้บังคับกองพันได้รับรายงานทางวิทยุสนามจาก ร.อ.สวัสดิ์ สมชาย ผู้บังคับกองร้อยที่สองแจ้งว่า ทหารข้าศึกถูกโจมตีแตกพ่ายยับเยิน ถูกยิงตาย ๑๕ คน ถูกจับเป็นเชลย ๖ คน นอกนั้นหนีเล็ดลอดไปได้ ยึดได้ปืนกลเบา ๒ กระบอก ปืนเล็กยาวหลายกระบอก และปืนกลมือ ๓ กระบอก ทหารไทยบาดเจ็บเล็กน้อยเพียง ๓ คน ไม่ปรากฏว่ามีใครเสียชีวิตเลย

พ.ท.ไชย สั่งทหารให้พักผ่อน แต่ให้เตรียมพร้อมเพื่อความไม่ประมาท แล้วส่งหน่วยลาดตระเวนไปปฏิบัติงานทางด้าน ๔ อีกหนึ่งหมู่ ต่อจากนั้นผู้บังคับกองพันก็รุดมาพบกับคณะผู้ตรวจราชการของกองทัพบกที่บ้านพัก ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเพิ่งรับประทานอาหารค่ำเสร็จเรียบร้อย จ่าสิบเอกคนหนึ่งและพลทหารอีกสามคนคอยปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิดตามคำสั่งของผู้บังคับกองพัน

เรือนพักเป็นเรือนบังกาโลชั้นเดียวขนาดใหญ่อยู่ใกล้ๆกับบ้านพักของผู้บังคับกองพัน สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ที่โต๊ะรับประทานอาหารหน้าระเบียงเรือนนั้น บนโต๊ะว่างเปล่ามีแต่กระป๋องบุหรี่ไม้ขีดไฟและที่เขี่ยบุหรี่เท่านั้น

เมื่อ พ.ท.ไชย เดินขึ้นบันไดมาบนเรือน คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยิ้มให้เขา

"นั่งซีหลานชาย" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับผู้บังคับกองพันอย่างลูกหลาน "ลุงกับพวกเราทราบข่าวแล้วว่า กองร้อยที่สองของเราโจมตีข้าศึกแตกพ่ายไปหมดแล้ว เธอจึงได้นำทหารกลับเข้าค่าย"

พ.ท.ไชย ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งแล้วยิ้มให้สี่สหาย

"พี่ๆกับคุณลุงรับประทานอาหารค่ำเรียบร้อยแล้วหรือครับ?"

นิกรตอบแทนสี่สหาย

"เรียบร้อยแล้วครับ ผมเป็นห่วงทหารกองร้อยสองเลยกินข้าวไม่ลง กินได้เพียงห้าจานเท่านั้น"

พ.อ.พล ค้อนนิกรเพื่อนเกลอของเขา แล้วพูดกับผู้บังคับกองพันอย่างเป็นงานเป็นการ

"จ่าเพิ่มแกรู้เรื่องไม่ละเอียดนัก แกรู้แต่เพียงว่าทหารข้าศึกถูกพวกเรายิงตายยับและล่าถอยไป คุณเล่ารายละเอียดให้ผมฟังหน่อยซีครับ แล้วก็เมื่อไรกองร้อยที่สองของเราจะกลับมาถึงค่าย"

พ.ท.ไชย ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"อีกในราวครึ่งชั่วโมงครับ ขณะนี้กำลังเดินทางมาแล้ว รายละเอียดที่ผมได้รับทราบทางวิทยุสนามก็มีอยู่ว่า ทหารกองร้อยสองของเราได้เผชิญหน้ากับทหารข้าศึกซึ่งมีกำลังหนึ่งกองร้อยในเวลา ๑๘.๑๐ น. ทหารข้าศึกเคลื่อนที่เข้ามาให้เรายิงในระยะเผาขน พอถูกยิงก็แตกพ่ายคุมกันไม่ติด ถอยไปตั้งรับที่เชิงเขาลูกหนึ่ง การสู้รบทีเชิงเขาลูกนั้นเป็นไปอย่างดุเดือด แต่ชั่วเวลาไม่ถึง ๕ นาที หลังจากเราใช้ปืน ค. ยิงไปไม่กี่นัด ข้าศึกก็ล่าถอยออกไปในแดนของมัน"

ทุกคนนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามผู้บังคับกองพันว่า

"ได้ยินว่าจับเชลยมาได้ใช่ไหมหลานชาย?"

พ.ท.ไชย ยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"ครับ จับมาได้หกคนครับคุณลุง"

"ตัวผู้หรือตัวเมีย?" เจ้าคุณซัก

ผู้บังคับกองพันลืมตาโพลง

"เชลยนะครับ ไม่ใช่ลูกหมา" แล้วเขาก็หัวเราะ "ผู้บังคับกองร้อยทหารข้าศึก ซึ่งมียศเป็นร้อยเอกก็ถูกเราจับมาได้ด้วย ผมรีบมานี่ก็เพื่อจะเชิญคุณลุงและพี่ๆของผมไปที่กองบังคับการกองพันเพื่อเตรียมตัวสอบสวนเชลยศึก ในฐานะที่คุณลุงกำลังปฏิบัติหน้าที่แทนเสนาธิการทหารบก คุณลุงจะต้องสอบสวนเองครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ลุงพูดภาษาของมันไม่เป็นนี่นะหลานชาย หรือเธอจะหาล่ามเตรียมไว้ให้"

"ไม่ต้องมีล่ามหรอกครับคุณลุง อ้ายพวกนี้มันพูดภาษาไทยเราได้ดีทุกคน"

"งั้นเรอะ ก๊อดีน่ะซี ไปโว้ยพวกเรา ไปนั่งคุยกันที่กองบังคับการดีกว่า อีกสักครู่กองร้อยที่สองก็จะกลับมาค่ายแล้ว"

ทุกคนต่างลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหาร พลร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้วด้วยเสียงอันดัง

"แห้วโว้ย เอาหมวกของพวกเรามาให้ที เราจะไปกองบังคับการกองพัน"

เจ้าแห้วแต่เครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนเดินออกมาจากห้องกลางอย่างรีบร้อน ในมือของเขามีหมวกแก๊ปทรงอ่อนรวม ๕ ใบ เขาเอาหมวกมามอบให้เจ้านายของเขา แต่ส่งหมวกของนายพลดิเรกให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อเจ้าคุณสวมศีรษะ หมวกจึงลอยอยู่กลางศีรษะของท่าน ทำให้สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆกัน ท่านเจ้าคุณรีบถอดหมวกออกคืนให้เจ้าแห้ว

"ดูชื่อในหมวกเสียก่อนซีอ้ายเปรต เสือกส่งมาได้ ใบเล็กนิดเดียว"

ผู้บังคับกองพันพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วลงไปจากบ้านพักมุ่งตรงไปยังกองบังคับการ

ทหารกองร้อยที่สองแห่ง 'กองพันเสือดาว' กลับมาถึงค่ายก่อนเวลา ๒.๐๐ น. เล็กน้อย ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของพวกทหารร่วมค่าย ผู้บังคับกองร้อยสั่งเลิกแถวที่หน้ากองร้อย และสั่งให้ผู้บังคับหมวดพาทหารไปรับประทานอาหารทันที แต่ทหารทุกนายไม่มีใครหิวโหย ชัยชนะที่ได้รับทำให้อิ่มใจภาคภูมิใจ ทหารกล้าตายเหล่านี้ได้ปฏิบัติหน้าที่ของเขาอย่างองอาจกล้าหาญ สมกับที่เขาเป็นรั้วของชาติ เป็นทหารไทย

ผู้บังคับกองร้อยคือ ร.อ.สวัสดิ์ สมชาย จัดทหารหนึ่งหมู่ถือปืนกลมือหรือปืนเล็กยาวติดดาบคุมตัวเชลยศึกทั้ง ๖ คนพามาที่กองบังคับการกองพัน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดไฟฟ้าสว่างจ้าผิดปรกติ ไฟฟ้าที่ใช้ในค่ายเกิดขึ้นจากเครื่องทำไฟ ๑๐ กิโลวัตต์และใช้ได้ตลอดคืน

เมื่อ ร.อ.สวัสดิ์ พาเชลยศึกเข้ามาในห้องโถงอันเป็นที่ทำงานของนายทหารกองบังคับการกองพัน ผู้บังคับกองก็ปราดเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยืนชิดเท้าตรง และก้มศีรษะทำความเคารพรายงานตัวตามระเบียบ ท่านเจ้าคุณนั่งอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวริมห้องพร้อมด้วยสี่สหายและผู้บังคับกองพัน ท่านได้ซักถามผู้บังคับกองร้อยถึงการสู้รบกับข้าศึกและถามถึงทหารในกองร้อย เมื่อทราบว่าได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อยสามนายท่านก็โล่งใจ

"ดีมากผู้กอง เธอและทหารของเธอกล้าหาญมาก ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ได้ดีที่สุด ฉันจะขอให้เธอเป็นร้อยเอกในไม่ช้านี้"

ร.อ.สวัสดิ์ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ได้โปรดเถอะครับ แฮ่ะ แฮ่ะ กระผมเป็นร้อยเอกอยู่แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"ขอโทษๆ ลืมไป ฉันจะขอให้เธอเลื่อนยศเป็นพันตรี"

"ขอบคุณครับผม"

ท่านเจ้าคุณมองดูเชลยศึกทั้ง ๖ คนซึ่งถูกควบคุมตัวอยู่ริมห้อง แล้วท่านก็กล่าวกับผู้บังคับกอง

"ไปตามร้อยเอกทหารข้าศึกมานี่คุณสวัสดิ์"

ผู้บังคับกองก้มศีรษะกระทำความเคารพอีกครั้งหนึ่งแล้วหมุนตัวกลับเดินไปที่กลุ่มเชลยศึก พานายทหารข้าศึกซึ่งแต่งเครื่องแบบรุ่มร่ามสกปรกมียศเป็นร้อยเอกเดินเข้ามา เจ้าหมอนั่นมีอายุประมาณ ๓๐ เศษ รูปร่างค่อนข้างเล็ก หุ่นไม่ให้เป็นนายทหารเลย ท่าทางหยิ่งยโส เขาหยุดยืนยกมือเท้าสะเอวมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างกวนๆ เสี่ยหงวนทนดูความทะนงองอาจของนายทหารข้าศึกไม่ได้ ก็ลุกขึ้นปราดเข้ามาหาแล้วออกคำสั่ง

"ยืนให้เรียบร้อยและยืนในท่าตรง ท่านผู้นี้คือพลเอกพระยาปัจจนึกพินาศ แกเป็นแต่เพียงร้อยเอกเท่านั้น"

นายทหารข้าศึกแสยะยิ้ม

"ไม่ใช่เจ้านายของกันโว้ย กันจะต้องเคารพนบนอบทำไม แล้วก็นายพลหัวล้านแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกอย่างนี้จะให้กันเคารพเขายังงั้นหรือ"

ท่านเจ้าคุณโกรธจนปากเขียว

"แกชื่ออะไร" ท่านถามเสียงกร้าว

นายทหารข้าศึกยักคิ้วให้

"ร้อยเอกเหน่ง นามสกุลลูกมะอึกสุก ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด หันไปมองดูสิบโทคนหนึ่งซึ่งถือปืนกลมือยืนอยู่ข้างประตู แล้วท่านก็พยักหน้าเรียกเข้ามาหาท่าน

"หมู่ พานายทหารข้าศึกไปยิงทิ้งที่สนามหน้ากองบังคับการ แล้วตัดหัวเสียบประจานไว้หน้าค่ายของเรา"

คราวนี้นายทหารข้าศึกสิ้นสุดความทะนงองอาจทันที เขามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความเกรงกลัวแล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากราบลงแทบเท้าท่าน

"ท่านนายพลครับ กรุณาไว้ชีวิตผมเถอะครับ ผมมีลูกที่จะต้องรับภาระเลี้ยงดูถึงสี่คน อย่าฆ่าผมเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ยอมฟังเสียง กล่าวกับสิบโทร่างใหญ่ทันที

"ฉันสั่งให้แกเอาตัวนายทหารข้าศึกไปยิงทิ้งเข้าใจไหม?"

ส.ท.แจ้ง ผู้มีนามว่ามหาแจ้งหน้าจ๋อย มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความเกรงกลัว

"ได้โปรดเถอะครับ วันนี้เป็นวันอุโบสถ กระผมทำปานาติบาตไม่ได้"

พ.อ.กิมหงวน เลื่อนตัวเข้าถือวิสาสะดึงปืนกลมือมาจากมือของ ส.ท.แจ้ง

"ลื้อไม่กล้ายิงมันอั๊วยิงเอง" แล้วอาเสี่ยก็เดินกลับมาหานายทหารข้าศึก กระชากตัวให้ลุกขึ้นยืน "แกดูหมิ่นเจ้านายของกัน ไป-กันจะส่งแกไปเมืองนรก"

"โอ๊ย ผม....ผมกลัวแล้วครับ ไว้ชีวิตผมเถอะครับ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ถ้ายังงั้นแกต้องสารภาพมาตามตรง" แล้วกิมหงวนก็ทรุดตัวลงนั่งตามเดิม "แกมีความประสงค์อย่างใดที่แกนำทหารของแกบุกรุกเข้ามาในเขตแดนของเรา ถ้าแกพูดโกหกแกต้องตาย"

"ครับ ครับ ผมไม่โกหกหรอกครับ" นายทหารข้าศึกพูดละล่ำละลักแสดงความรักตัวกลัวตายอย่างไร้ศักดิ์ศรี "เจ้านายของผมใช้ผมพาทหารมาก่อกวนเพื่อสร้างสถานการณ์ขึ้น ให้โลกเห็นว่าไทยรุกรานเราครับ"

พ.อ.กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"รุกรานอหิวาต์อะไรกันวะ พวกเรารบกับพวกแกในดินแดนของเรา"

"ถูกแล้วครับ แต่ผมได้รับคำสั่งให้ค่อยๆล่าถอยเข้าไปในแดนของผมเพื่อให้ทหารไทยติดตามเข้าไป และถ้าเราฆ่าทหารไทยได้สักคนหนึ่งในแดนของเรา เราก็จะถ่ายรูปไว้เป็นหลักฐานเพื่อเสนอให้สหประชาชาติทราบ เรื่องมันมีอยู่เท่านี้แหละครับ ผมเป็นผู้น้อยต้องทำตามคำสั่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พอใจมากที่เชลยศึกให้การเป็นประโยชน์ ท่านมองดูหน้านายทหารข้าศึกแล้วกล่าวถามทันที

"บอกฉันเดี๋ยวนี้ แกชื่ออะไร?"

"ร้อยเอกขจรครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบแล้วหันมาทางผู้บังคับกองพัน

"หลายชาย ลุงคิดว่าเชลยศึกทั้ง ๖ คนนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลกเห็นว่าฝ่ายมันรุกรานและมีเจตนาร้ายต่อเรา เธอนำตัวเอาไปขังไว้ก่อน ลุงจะต้องรายงานทางวิทยุไปให้กองบัญชาการทหารสูงสุดทราบเดี๋ยวนี้ เพื่อขอคำสั่งปฏิบัติต่อไป การสอบสวนเชลยศึกเราควรจะมีการบันทึกเสียงไว้ด้วย"

"ครับ สุดแล้วแต่คุณลุงจะเห็นสมควรเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เอาตัวมันไปขังไว้รวมกัน จัดทหารยามเฝ้าให้แข็งแรงอย่าให้หลบหนีไปได้ แล้วก็หาข้าวไปให้มันกินด้วย แต่น้ำไม่ต้อง ให้มันกินแต่ข้าวพอแล้ว"

พ.ท.ไชย ลุกขึ้นเดินออกมาจากโต๊ะสี่เหลี่ยมยาว ต่อจากนั้นเขากับทหารหนึ่งหมู่ก็พาเชลยศึกทั้ง ๖ คนออกไปจากกองบังคับการกองพัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเขียนรายงานถึงรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด แล้วมอบให้ ร.อ.สวัสดิ์ ผู้บังคับกองร้อยที่สองนำรายงานของท่านไปมอบให้พนักงานวิทยุโทรเลขประจำกองพันส่งวิทยุไปยังกองบัญชาการทหารสูงสุดโดยด่วน

ตอนดึกคืนวันนั้นเอง ท่านเจ้าคุณก็ได้รับวิทยุจาก พล.อ.หลวงตะลุมบอนอุตลุด มีความว่า พรุ่งนี้เวลา ๐๙.๐๐ น. จะส่งเฮลิคอปเตอร์รวมสองเครื่อง มารับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหายและเชลยศึกทั้ง ๖ คน เดินทางไปกรุงเทพฯ แล้วรองผู้บัญชาการฯ ก็ขอบคุณเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้เรียบร้อย

จบตอน