พล นิกร กิมหงวน 200 : นักบินนาวี

นักบินและช่างอากาศแห่งฝูงบินใหญ่ผะสม ต่างพากันเศร้าใจไปตามกัน ในการที่ทางราชการได้สั่งย้ายพล, นิกร, กิมหงวนเสืออากาศทั้งสามไปเป็นนักบินนาวีของกองทัพเรือ

คำสั่งย้ายถูกส่งมาเมื่อวันอังคารที่แล้วมานี่เอง สามเกลอของเรารู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าจะถูกย้าย จึงได้ตระเตรียมข้าวของไว้แต่เนิ่นๆ

เมื่อคืนนี้ บรรดานักบินและช่างอากาศได้จัดให้มีการเลี้ยงส่ง พล, นิกร, กิมหงวนอย่างมโหฬาร ท่านแม่ทัพใหญ่ภาคตะวันตก คือท่านเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ ได้มาร่วมงานกินเลี้ยงนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีนายทหารชั้นผู้บังคับกองพันอีกหลายคน ผลของการกินเลี้ยงปรากฏว่า เสือ

อากาศทั้งสามเมาเหล้าจนสลบ นักบินเมาเหล้าไม่ได้สติ ๑๒๙ คน เมาขนาดร้องรำทำเพลงเล่นได้ ๑๑๒ คน เมาพอหอมปากหอมคอ ๑๐ คน ถ้วยแก้วแตก ๘๕ ใบ จานและชามแตก ๑๕๕ ชิ้น ช้อนซ่อมหาย ๖๓ คู่

การย้ายหน่วยสังกัดคราวนี้ เป็นการย้ายที่มีเกียรติ เพราะทางราชนาวีได้จำเพาะเจาะจงขอพล, นิกร, กิมหงวนไปเป็นนักบินนาวี เนื่องจากเห็นว่าเสืออากาศทั้งสามเป็นนักบินที่สามารถอาจหาญที่สุดในกองทัพอากาศของเรา

พวกนักบินกับช่างอากาศ ต่างพูดกันเป็นเสียงเดียวกันว่า นับแต่นี้เป็นต้นไป ฝูงบินผะสมจะเงียบเหงาเหมือนป่าช้า คงหาคนที่ทะลึ่งขนาดกิมหงวนกับนิกรไม่ได้อีก ทุกคนอาลัยรักเขามาก แม้กระทั่งผู้บังคับฝูงบินผะสม คือ น.ท.หลวงอึกกะทึกเวหา ซึ่งเกลียดชังนายจอมทะเล้นทั้งสอง

ก็อดเศร้าใจไม่ได้ ท่านเคยนึกบนบานศาลกล่าว ขอให้ พล, นิกร, กิมหงวน ย้ายไปอยู่ที่อื่น ครั้นสามเกลอถูกย้ายไปจริงๆ ท่านก็ต้องอาลัยเขา กิมหงวนกับนิกรเคยทะลึ่งกับท่านมามากต่อมากก็จริง แต่ก็มีสมรรถภาพในการรบอย่างยอดยี่ยม กล้าหาญชาญชัยอย่างที่สุด นอกจากนี้ยัง

มีบางสิ่งบางอย่างในตัวเขาที่ทำให้ท่านผู้บังคับฝูงฯ เกลียดไม่ลง เมื่อคืนนี้หลวงอึกกะทึกฯ เสียใจดื่มเหล้ามึนเมามาก จนกระทั่งลืมตัวแสดงฤทธิ์เดชตามประสาคนเมา ท้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชกปากกับท่านตัวต่อตัว แล้วลุกขึ้นร้องรำทำเพลง เอาหม้อเกาเหลาครอบศีร์ษะ บอกใครต่อ

ใครว่า ท่านคือมาร์คอันโตนี เจ้าคุณแม่ทัพก็เมาแทบไม่มีสติสัมปชัญญะ ท้าทายพวกนักบินพันกะบานกับท่าน แต่ไม่มีใครสู้ เพราะการสู้ หรือเพียงแต่คิดสู้แม่ทัพ จะต้อถูกยิงเป้าอย่างไม่มีปัญหา เมื่อไม่มีใครสู้ เจ้าคุณก็ย่ามใจด้วยฤทธิ์เมา คุมพวกทหารอากาศขึ้นรถยนต์บรรทุกไป

ท้าตีกับตำรวจสนาม ในเมือเมาะตะมะ พวกตำรวจแทนที่จะสู้ กลับช่วยกันหามท่านไปส่งบ้านพัก

แล้วเวลาที่ พล, นิกร, กิมหงวนจะต้องเดินทางไปตามคำสั่งก็ผ่านมาถึง คือเช้าวันนี้ กำหนดออกเดินทาง ๘.๐๐ น. ตรง

ที่สนามบินจังหวัดเมาะตะมะ ฐานทัพอากาศของเรา ก่อนเวลา ๘.๐๐ น. เล็กน้อย นักบินและช่างอากาศทุกๆ คนยืนจับกลุ่มออกันอยู่ในสนาม ท่านแม่ทัพใหญ่ภาคตะวันตกพร้อมด้วยผู้บังคับกองพันทหารหลายคน และผู้บังคับฝูงบินใหญ่ผะสมยืนคุยกันอยู่ข้างเครื่องบินประจัญบาน

โทมาฮ๊อกของสามเกลอ ซึ่งจอดเข้าแนวอยู่ทางใต้ทางลม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตาเศร้าหมอง ท่านกำลังสนทนากับผู้บังคับฝูงบินใหญ่ผะสม ถึงเหตุการณ์เมื่อคืนนี้

"ผมไม่เคยเมาอย่างนี้เลย คุณหลวง"

หลวงอึกกะทึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ครับผม ใต้เท้าเมามากขอรับ"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"ดูเหมือนผมเตะใครไม่ทราบสองทีซ้อน จนป่านนี้ยังนึกไม่ออก"

ท่านผู้บังคับฝูงกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ะ-แฮ่ะ กระผมก็เมาเหมือนกันแหละครับ จำได้ว่ากระผมถูกใครเตะถึงสองที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"อ๊ะ-ถ้ายังงั้นก็ผมน่าซี คุณหลวง"

หลวงอึกกะทึกฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"เห็นจะใช่ขอรับ"

ท่านแม่ทัพหัวเราะก้าก

"ขอโทษเถอะนะครับ คุณหลวง ผมทำไปด้วยความเมาแท้ๆ "

"ไม่เป็นไร มิได้ขอรับ การที่กระผมถูกใต้เท้าเตะ กระผมคิดว่าเป็นศิริมงคลแก่กระผมมาก"

บรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ต่างอมยิ้มไปตามกัน การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เสียงจ้อกแจ้กจอแจของเหล่าทหารอากาศดังขึ้น

สามเกลอของเราเดินตรงเข้ามาในสนามบิน ต่างแต่งเครื่องแต่งกายของนักบินครบครัน นุ่งกางเกงฟอร์มขายาว สวมเสื้อบิน หมวกหนังและแว่นตา คาดเข็มขัดปืนพก มีร่มชูชีพผูกติดข้างหลัง

ทุกๆ คนเฮโรเข้าไปหา พล, นิกร, กิมหงวน สามเกลอหน้าจ๋อยไปตามกัน ความรักความอาลัยเพื่อนร่วมตายได้บังเกิดขึ้นเป็นล้นพ้น อาเสี่ยเห็นเพื่อนนักบินหน้าเศร้า ก็ทำปากแบะยกหลังมือเช็ดน้ำตา

บรรดานายทหารนักบิน ได้เข้ามาจับมือกับเสืออากาศทั้งสาม บ้างก็ส่งพวงมาลัยดอกไม้สดให้ สามเกลอได้รับพวงมาลัยคนหนึ่งในราว ๔๐ พวง เสี่ยหงวนกับนิกรเอาพวงมาลัยมาคล้องคอจนแทบจะเดินไม่ไหว

เจ้าคุณแม่ทัพเดินเข้ามาหาด้วยท่าทางเงื่องหงอย ท่านสวมกอด ร.อ.พล พัชราภรณ์ด้วยความรัก

"อ้ายหลานชาย ขอให้โชคชัยจงเป็นของแก และขอให้งานในตำแหน่งใหม่ของแกนี้จงสร้างเกียรติประวัติอันงดงามให้แกเถิด อาคิดถึงและเป็นห่วงแกมาก"

พลยกมือวันทยหัตถ์อย่างแข็งแรง

"ขอบพระคุณครับ"

กิมหงวนเดินเข้ามา แกะมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกจากพล

"กอดผมบ้างซีครับคุณอา-ฮือ-ผม-ผมคิดถึงคุณอาจังเลย เมื่อไหร่จะได้พบกันอีกก็ไม่รู้ ถ้าคุณอาถูกข้าศึกยิงตาย ผมไปอยู่ทางโน้นไม่ทราบข่าว ก็คงไม่ได้มาเผาคุณอาหรอก ฮือ-ฮือ"

ท่านแม่ทัพทำตาปริบๆ ตะโกนขึ้นดังๆ

"อย่าแช่งซีโว้ย! "

เปรตเวหาสะอื้น ยกหัวมือกับนิ้วชี้มือขวาอุดจมูก สั่งขี้มูกดังฟรืด! แล้วสลัดไปตามบุญตามกรรม

"แป๊ะ"

ขี้มูกกิมหงวนแปะหน้า พ.ต.จั๊บ ปี่สุวรรณ นายทหารคนสนิทของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที พวกนักบินหัวเราะครืน พ.ต.จั๊บโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ป้ายขี้มูกออกสลัดทิ้งโดยเร็ว

"เป๊ะ"

ขี้มูกวิเศษติดนัยน์ตาข้างขวาท่านผู้บังคับฝูงบินใหญ่ผะสมเต็มรัก หลวงอึกกะทึกฯ ทำคอย่นหลับตาปี๋ ยกมือป้ายขี้มูกสลัดทิ้ง แล้วทำตาเขียวกับนายทหารคนสนิทของท่านแม่ทัพ

"แล้วกันคุณจั๊บ ทำไมถึงทะเล้นสั่งขี้มูกสลัดมาโดนคนล่ะ? "

พ.ต.จั๊บหน้านิ่วคิวขมวด

"อ้ายเปรตนั่นมันเป็นคนสั่งครับคุณหลวง สลัดมาโดนหน้าผากผม ผมก็สลัดทิ้ง ไม่ได้แกล้งหรอกครับ"

กิมหงวนมองดูนายทหารคนสนิทแล้วพยักหน้า

"คุณว่าใครอ้ายเปรต? "

พ.ต.จั๊บขบกรามกรอดๆ

"ว่าแกนั่นแหละ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก อาเสี่ยลอยหน้าลอยตาพูด

"ผมไปทำอะไรให้ ถึงได้มาว่าผม? "

พ.ต.จั๊บเอ็ดตะโรลั่น

"ก็ลื้อเสือกสลัดขี้มูกมาโดนหน้าอั๊วทำไมล่ะ? "

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"นั่นมันไม่ใช่ความผิดของผมนี่ หน้าของคุณทำไมไม่คอยหลบขี้มูก พิลึก" แล้วกิมหงวนก็หันมายักคิ้วกับอ้ายเสือมือกาว "เฮะ-ว่านายเรืออากาศเอกอ้ายเปรตเฮะ"

นิกรหัวเราะ

"ฟ้องซีวะ ท่านแม่ทัพยืนหัวเหน่งอยู่นั่นไม่เห็นรึ อุ๊บ! ตายห่า-เผลอไปโว้ย"

เจ้าคุณแม่ทัพยกมือเท้าสะเอว

"อ้ายกร-โธ่-ประเดี๋ยวพ่อสั่งยิงเป้าเสียหรอก ทะลึ่งฉิบหายเลย"

นิกรหน้าจ๋อย

"โธ่-ผมทะลึ่งก็น่าเอ็นดูนี่ครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เกือบๆ จะกะชากปืนพกออกมาเล่นงานลูกเขยของท่านเสียแล้ว แต่เกรงว่าธิดาของท่านจะเป็นหม้าย ท่านแม่ทัพยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วพูดกับเสืออากาศทั้งสาม

"ร่ำลาเพื่อนๆ ของแกเสียซี จะได้ออกเดินทาง"

พล, นิกร, กิมหงวน ต่างอำลาเพื่อนร่วมตายของเขา ยื่นมือให้สัมผัสส์โดยทั่วหน้า มีเสียงร้องไห้สะอึกสะอื้นของนักบินหลายคนดังขึ้น คล้ายๆ กับเขาจะเอาศพญาติไปวัด

เสี่ยหงวนกอด พ.จ.อ.โต้งด้วยความอาลัย พางพูดเสียงสั่นเครือ

"โต้ง-ลาก่อนนะเพื่อนนะ"

จ่าโต้งปล่อยโฮ ราวกับพ่อแม่ตายพร้อมๆ กัน

"ครับ-สวัสดีมีชัยครับ โธ่-ทีนี้ผมไม่รู้จะขอยืมอัฐใครใช้อีกแล้ว ขาดอาเสี่ยไปเสียคนหนึ่งก็เท่ากับแบ็งก์ล้ม ฮือ-ฮือ"

กิมหงวนสะอื้น

"เอาเถอะ ถ้าแกเดือดร้อนเรื่องทรัพย์ละก้อ รีบโทรเลขมาบอกกันไปนะโต้ง สำหรับแกเท่าไหร่ๆ กันไม่รังเกีจยเลย"

มีเสียงหลายคนถามขึ้นพร้อมๆ กัน

"แล้วผมล่ะครับ อาเสี่ย? "

กิมหงวนกวาดสายตามองไปรอบๆ

"ทุกคนคือพี่น้องร่วมตายของกัน กันยินดีช่วยเหลือเสมอ" พูดจบกิมหงวนก็ยกมือขึ้นอุดจมูก ทำท่าจะสั่งขี้มูก

พวกนักบินที่ล้อมวงอยู่ใกล้ๆ แตกฮือ ชนกันล้มลุกคลุกคลาน หนีรัศมีขี้มูกวิเศษ กิมหงวนหัวเราะก้าก และงดการสั่งขี้มูกไว้

นิกร การุณวงศ์ ล้วงกระเป๋ากางเกงทั้งสองข้าง หยิบซองธนบัตร์, กระเป๋าสตางค์, ปากกาหมึกซึม และของอันมีค่าอีกหลายอย่างออกมาไว้บนพื้น แล้วประกาศขึ้นดังๆ

"พี่น้องทั้งหลายโว้ย ของเหล่านี้ของใครก็เอาไปโว้ย อั๊วไม่ได้เอามาทำประโยชน์อะไรหรอก นอกจากแสดงความสามารถ ในการล้วงกระเป๋าเล่นสนุกๆ เท่านั้น"

พวกเจ้าทรัพย์มองดูของๆ ตนด้วยความดีใจ แล้วเฮโรกันเข้ามาหยิบของ ซึ่งตนเข้าใจว่าศูนย์หายไปแล้ว หลวงอึกกะทึกทำตาปริบๆ มองดูอ้ายเสือมือกาวด้วยความประหลาดใจ

"อือ-เก่งจริงแฮะ พับผ่า" ท่านพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณแม่ทัพได้ยินเข้า ก็อธิบายให้ผู้บังคับฝูงทราบ

"เชื่อเถอะคุณหลวง ลูกเขยของผมคนนี้ กะบวนมือไวเป็นต้องยกให้มัน ซองธนบัตร์ของผมเอาไว้ในกระเป๋ากางเกงในแท้ๆ มันยังล้วงเอาไปได้"

หลวงอึกกะทึกหัวเราะ

"ดูเหมือกระผมจะได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเมื่อปีกลายนี้ ผมเห็นนิกรอากินอยู่หน้าเฉลิมกรุง และที่สถานีรถไฟไม่ใช่หรือครับ? "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเล็กน้อย

"อ๊ะ-แล้วกัน เจ้ากรน่ะไม่ใช่กุ๊ยนะครับ เป็นลูกเจ้าคุณพานทองมีฐานะในระดับเศรษฐีทีเดียว พ่อมันมีเงินตั้งแสน"

นิกรอมยิ้มกล่าวกับผู้บังคับฝูงเบาๆ

"จริงครับ พ่อผมรวยชะมัด มีเงินนับแสน ยิ่งพ่อตาด้วยแล้วเหยียบล้านเลยครับ"

ท่านแม่ทัพทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"น่ากลัวจะไม่แคล้วโดนถีบโว้ย พับผ่า"

กะดิ่งทองหัวเราะ

"ผมก็บอกโปลิศจับเท่านั้น"

"หนอยแน่" เจ้าคุณร้องลั่น "โปลิศคนไหนวะ จะจับข้า แกรู้ไหมว่า อำนาจสูงสุดทั้งการทหารและพลเรือน ทางภาคตะวันตกนี้อยู่ที่ข้าคนเดียว"

"อ้อ-ยังงั้นคุณพ่อก็เที่ยวกะทืบคนเล่น อย่างสบายใจน่ะซีครับ? "

เจ้าคุณหัวเราะ

"พ่ออาจทำได้ ถ้าคนที่ถูกกะทืบเป็นแกหรืออ้ายหงวน"

อาเสี่ยสอดขึ้นทันที

"ก็ลองดูซีครับ ผมไม่ยิงคุณอาหงายท้องก็ไม่ใช่คน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"อ้ายบ้า-ไปๆ ออกเดินทางเดี๋ยวนี้ แปด น. แล้ว"

เสืออากาศทั้งสามลดแว่นบินลงจากหน้าผาก ต่างโบกมือลาเพื่อนๆ ทันใดนั้นพวกนักบินกับช่างอากาศ ก็เปล่งเสียงไชโยขึ้นพร้อมๆ กัน

พล, นิกร, กิมหงวน เดินไปขึ้นเครื่องบินประจำตัวของตน ช่างอากาศต่างช่วยหมุนใบพัดติดเครื่องยนตร์ให้ โทมาฮ๊อกทั้งสามเครื่องครางเบาๆ บรรดาผู้มาส่งต่างออกไปจากเส้นทางบิน

ธงเขียวถูกยกขึ้นเหนือศีร์ษะช่างอากาศคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่เหนือลม โทมาฮ๊อกหมายเลข ๑ ในบังคับของ ร.อ.พลคำรามลั่น กลบเสียงไชโยของเพื่อนทหารอากาศ พลบังคับมันวิ่งปราดไปตามสนาม นิกรกับกิมหงวนไล่กวดพลติดๆ ไป แล้วเครื่องบินของเสืออากาศแห่งกองทัพอากาศก็

บินขึ้นสู่อากาศ เสียงเครื่องยนตร์ดังกึกก้อง

พอได้ระยะสูง ๑๐๐ เมตร เปรตเวหาก็เริ่มแสดงท่าผาดโผน เลี้ยวเป็นเส้นตั้งฉาก ดำ ๔๕ องศาตรงลงมาที่กลุ่มนักบิน ทุกๆ คนวิ่งหนีเอาตัวรอด เจ้าคุณแม่ทัพวิ่งตูดแป้นเข้าไปยืนหน้าโรงเก็บ กิมหงวนบังคับเครื่องบินลงต่ำ จนกะทั่งล้อหน้าสูงจากพื้นดินวาเดียวเท่านั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นอาเสี่ยอย่างถนัด กิมหงวนสวมหัวล้านจำลองแดงแจ๋เป็นมันแผล็บ เขาโบกมือให้ท่านแม่ทัพ ไม่ต้องสงสัยว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะเดือดดาลสักเพียงใด

ท่านร้องตะโกนสั่งหน่วย ปตอ. ที่รักษาสนามบิน

"โว้ย! ยิงเครื่องบินหมายเลขสามโว้ย! "

คำสั่งของท่านแม่ทัพย่อมเด็ดขาด ทหาร ปตอ. วิ่งเข้าประจำปืน แล้วปืนยิงเร็วขนาด ๔๐ มม. ก็ส่งกระสุนออกจากลำกล้อง แตกระเบิดข้างๆ เครื่องบินประจัญบานหมายเลข ๓

เปรตเวหาผลักคันบังคับ ดำดิ่งลงมาที่ ปตอ. กะบอกนั้นทันที ทหาร ปตอ. เกรงว่าอาเสี่ยจะเล่นงานด้วยปืนกล ก็ทิ้งปืนวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทางสองทาง กิมหงวนยิ้มแป้น ล้วงกะเป๋าหยิบมะม่วงมันผลหนึ่งออกมา เงื้อขึ้นหมายศีร์ษะนายทหารผู้บังคับหมวด ปตอ.

"โป๊ก! "

นายร้อยโททหาร ปตอ. ร้องสุดเสียง ยกมือกุมศีร์ษะ แล้วโมโหโทโสก็เกิดขึ้น เขาวิ่งกลับไปประจำปืน กะดกปากกะบอกปืนขึ้นเหนี่ยวไกยิง หมายเครื่องบินประจำตัวเปรตเวหา

อาเสี่ยบินผาดแผลง หลบหลีกกะสุน ปตอ. อย่างน่าดู แล้วบังคับโทมาฮ๊อกบินไปเข้าขบวน

เครื่องบินทั้งสามบินอยู่ในระยะสูง ๘๐๐ เมตร เมื่อได้ทักษิณาวัตรสนามบินแล้ว ร.อ.พัชราภรณ์ก็นำหมู่บินตัดตรงไปดอนเมือง

สามเกลออำลาฝูงบินใหญ่ผะสมไปแล้ว ไปโดยไม่มีโอกาสได้กลับมาประจำฝูงบินนี้อีก ทุกคนต่างพากันอาลัยรักเขา ชื่อเสียงและความกล้าหาญของพล, นิกร, กิมหงวนจะปรากฏอยู่ในฝูงบินนี้ไปชั่วกาลนาน

ฉากใหม่ของเรา เปิดขึ้นที่ฐานทัพเรือสัตตหีบ

ความงดงามของสัตตหีบย่อมวิเศษกว่าหัวหิน หรือศรีราชามากมายนัก กองบัญชาการกองทัพเรือและสถานีทหารเรือ ตั้งอยู่ระหว่างภูเขาริมฝั่งทะเล เป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญยิ่งในทางการทหาร เรือรบแห่งราชนาวีไทย จอดทุ่นติดไฟกรุ่นเรียงรายอยู่ในอ่าว ซึ่งมีหมู่เกาะเล็กๆ

หลายเกาะกำบังคลื่นลม และเรือรบของข้าศึกไม่อาจจะมองเห็นได้ ธรรมชาติได้สร้างสรรค์ให้สัตตหีบเหมาะสำหรับเป็นฐานทัพเรืออย่างยิ่ง บนเกาะเหล่านั้นมีปืนใหญ่ขนาด ๑๒ นิ้วตั้งอยู่ในที่ตั้งยิงอันมิดชิด และ ปตอ. อีกมากมาย คลังน้ำมัน คลังแสงสรรพาวุธมีพร้อม บ้านพักนาย

ทหารปลูกอยู่ตามเชิงเขา มีร้านค้าและสโมสรหย่อนใจสำหรับทหารเรือ กองบัญชาการเป็นตึกเฟโรคอนกรีตทันสมัย ตั้งอยู่ใกล้กองเสนารักษ์

ท่านผู้อ่านที่ติดตามเรื่องสามเกลอมาตั้งแต่ต้น คงจะจำได้ว่า เมื่อคราวประเทศไทยกระทำสงครามกับอินโดจีนของฝรั่งเศส พล, นิกร, กิมหงวนของเราเคยถูกส่งมาอยู่ฝูงบินนาวีที่นี่ แต่บัดนี้ฝูงบินนาวีทางราชการได้ยุบเสียแล้ว เพราะเราต้องเพิ่มกำลังรบทางอากาศทางด้านตะวันตก

ให้เพียงพอแก่ความต้องการ สัตตหีบไม่มีฝูงบินนาวี แต่ก็มีเครื่องบินทะเลของราชนาวีในราว ๑๐๐ เครื่อง คอยทำหน้าที่ลาดตระเวนอ่าวสัตตหีบนี่เอง มองแลเห็นโรงเก็บเครื่องบินไกลลิบๆ สุดสายตา

บ่ายวันนั้น

พล, นิกร, กิมหงวนได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ฐานทัพเรือสัตตหีบ สามเกลอแต่เครื่องแบบนายทหารอากาศนั่งอยู่บนรถยนต์บรรทุกของทหารเรือคันหนึ่ง ซึ่งกำลังแล่นเข้าเขตต์ฐานทัพเรือแล้ว

พล, นิกร, กิมหงวนเดินทางโดยเครื่องบินประจัญบานประจำตัวของเขา ออกจากฐานทัพอากาศ ที่เมืองเมาะตะมะ มาถึงดอนเมืองก่อนเที่ยงในวันเดียวกัน เมื่อได้รายงานตนกับท่านผู้บัญชาการทหารอากาศแล้ว เสืออากาศทั้งสามก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ ไปเยี่ยมบุตรภรรยาของตน

และได้นอนค้างบ้านคืนหนึ่ง พอรุ่งเช้าก็ออกเดินทางโดยรถยนต์บรรทุกคันนี้ จากกรุงเทพฯ มุ่งตรงมาสัตตหีบ สิ้นเวลาเดินทางราว ๘ ชั่วโมง ภายในรถเต็มไปด้วยสัมภาระของเสืออากาศทั้งสาม

รถบรรทุก ท.ร. แล่นมาตามถนนดาดยาง เลี้ยวขวามือตรงมากองบัญชาการกองทัพเรือ การมา

สัตตหีบ พล, นิกร, กิมหงวน หาตื่นเต้นอะไรไม่ เพราะเมื่ออยู่ที่นี่เคยเที่ยวเสียจนช่ำชองแล้ว

รถแล่นมาหยุดห่างจากกองบัญชาการเล็กน้อย บรรดานายทหารเรือ, จ่า และพลทหารที่โดยสารมาจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๑๐ คน ต่างพากันลงจากรถ นายทหารเรือซึ่งนั่งอยู่หน้ารถข้างคนขับ ได้หันมามองดูพล, นิกร, กิมหงวนแล้วยิ้มเล็กน้อย

"ลงรถเถอะครับ ผมจะพาคุณไปพบท่านผู้บัญชาการ"

พลถามนายเรือตรีผู้นั้น

"แล้วข้าวของของเราล่ะครับ คุณจิตต์? "

ร.ต.จิตต์ยิ้มอ่อนโยน

"ทหารเขาจะจัดการลำเลียง ไปไว้ที่เรือ 'พระนคร' อย่างเรียบร้อยเชียวครับ"

นายพัชราภรณ์ทำหน้าตื่น

"เอ๊ะ-ยังไงกันครับคุณจิตต์ โปรดอธิบายให้ผมทราบหน่อยเถอะครับ ผมสามคนจะต้องไปเป็นนักบินประจำเรือลาดตระเวนพระนครหรือครับ? "

ร.ต.จิตต์หัวเราะเบาๆ

"ครับ-ถูกแล้ว คุณไม่ทราบหรอกหรือนี่? "

พลสั่นศีร์ษะ

"ไม่ทราบหรอกคุณ คำสั่งย้ายมีปรากฏแต่เพียงว่า ให้ผมย้ายมาสังกัดกองทัพเรือ ผมคิดว่าเราสามคนจะมาอยู่ฝูงบินทะเลเสียอีก"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"เฮ่ย-อยู่ที่ไหนก็ได้วะ ให้มันได้รบก็แล้วกัน"

พลหันมายกมือผลักหน้านิกรเต็มแรง

"เฮ้ย-ตื่นเสียทีซี ถึงแล้วพ่อมหาจำเริญ"

นิกรลืมตาขึ้น อ้าปากหาวดังๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ

"บ๊ะ-นี่มันสัตตหีบนี่หว่า อือ-ออกจากกรุงเทพฯ แพล๊บเดียวถึงเร็วจริง"

กิมหงวนหัวเราะ

"ตั้งแปดชั่วโมง แกยังบอกว่าเร็ว นั่งจนตูดเมื่อยไปหมดแล้ว"

พลพูดขึ้นบ้าง

"ทำไมจะไม่เร็วล่ะ พอรถถึงพระโขนง อ้ายกรก็หลับฟี้มาตลอดทาง"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"โธ่-เมื่อคืนนี้มันไม่ได้นอนนี่หว่า คุยกับเมียจนสว่าง ง่วงจะตายโหง อ้ายเราจะหลับ แม่ประไพไม่ยอมนอน ซักถามเรื่องอะไรต่ออะไรจนรำคาญ"

สามเกลอก้าวลงจากรถ นายทหารเรือที่ตึกกองบัญชาการหลายคน พากันมองดูเขาเป็นตาเดียว ร.ต.จิตต์ เดินนำหน้าพาพล, นิกร, กิมหงวน ตรงไปที่ตึกหลังใหญ่

อาเสี่ยกล่าวถามเบาๆ

"คุณจิตต์ ท่านผู้บัญชาการน่ะท่านชื่ออะไรครับ ผมลืมไปแล้ว? "

นายทหารหนุ่มแห่งราชนาวีอมยิ้ม

"นายพลเรือตรี พระยาพิฆาตตอร์ปิโดครับ"

"อื้อฮือ-ถ้าจะยิงตอร์ปิโดแม่นฉิบหายเลย"

นิกรถามขึ้นบ้าง

"นิสสัยท่านเป็นยังไงคุณ? "

ร.ต.จิตต์พะยักหน้าหงึกๆ

"ยังไงไม่ทราบครับ ทู้ก็คือว่าดุยังกะเสือ พอตื่นนอนก็ต้องสั่งทหารคนใดคนหนึ่งเข้าตะราง แม้กะทั่งนายทหารสัญญาบัตร ยังถูกท่านขังเลยครับ"

กะดิ่งทองกลืนน้ำลายเอื๊อก พูดกับเพื่อทั้งสอง

"พวกเราเห็นจะไม่แคล้วฮิ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"แต่ท่านเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของเจ้าคุณอานี่หว่า คุณอาจดหมายฝากฝังเรามาแล้ว ไม่เป็นไรหรอกวะ นายดุๆ กันชอบ กะเซ้าเสียพักเดียวร้องไห้ขี้มูกโป่ง"

ร.ต.จิตต์สะดุ้งโหยง

"อย่าเชียวนาคุณ" เขาเตือนด้วยความหวังดี "ท่านสั่งยิงเป้าคนง่ายเหลือเกิน เมื่อวานซืนนี้ทหารเรือคนหนึ่งเถียงท่าน เลยถูกสั่งยิงเป้า"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"ว้า-ยังงั้นไม่เอาละ"

ร.ต.จิตต์พาเสืออากาศทั้งสามขึ้นบันไดตึก เลี้ยวขวามือมาตามเฉลียง ขึ้นบันไดไปชั้นบน พล, นิกร, กิมหงวนรู้สึกใจเต้นทึกทัก ต่างหยุดยืนหน้าห้องใหญ่ห้องหนึ่ง ซึ่งมีป้ายปรากฏเหนือบานประตูว่า

'ผู้บัญชาการทหารเรือ'

ร.ต.จิตต์ บอกให้พล, นิกร, กิมหงวนนั่งรออยู่หน้าห้อง แล้วเขาก็ค่อยๆ เปิดบังตาประตูเดินเข้าไป สักครู่หนึ่งเขาก็กลับออกมา

อาเสี่ยเผลอตัวถามดังๆ

"ว่ายังไงครับ ผมจะเข้าไปพบท่านได้หรือยัง? "

ร.ต.จิตต์สะดุ้งโหยง

"โอ๊ะ-พูดเบาๆ หน่อยคุณ ท่านกำลังใช้ความคิด โธ่-คุณนี่เคราะห์จะร้ายเสียแล้ว"

กิมหงวนยิ้มแหยๆ

"เผลอไปครับ เตี่ยผมเป็นเจ๊ก ผมเลยเสียงดังติดนิสสัยเตี่ยจนเคยตัว"

นายทหารแห่งราชนาวียิ้มเล็กน้อย

"เชิญพวกคุณเข้าไปพบกับท่านได้ เสร็จธุระของผมแล้ว สวัสดีครับ ผมจะไปสั่งให้เขานำสัมภาระของคุณไปไว้ที่เรือ 'พระนคร' โน่นครับ-จอดอยู่ข้างเรือศรีอยุธยานั่น"

สามเกลอมองออกไปนอกทะเล ต่างแลเห็นเรือ 'พระนคร' จอดอยู่เป็นสง่าผ่าเผย มันคือเรือลาดตระเวนขนาด ๘,๐๐๐ ตัน ต่อจากประเทศเยอรมัน แบบทันสมัย มีคุณภาพในการรบอย่างยอดเยี่ยม

พลยิ้มเล็กน้อย

"ผมเพิ่งเห็นพระนครวันนี้เอง ไม่เลวเลยครับ ผมรู้สึกดีใจมากที่จะได้อยู่เรือลำนั้น ในฐานะเป็นนักบินประจำเรือ"

ร.ต.จิตต์หัวเราะเบาๆ ยกมือวันทยหัตถ์เสืออากาศทั้งสาม แล้วเดินลงบันไดไป สามเกลอจัดแจงตรวจดูความบกพร่องในการแต่งกายของเขา เมื่อแน่ใจว่าเรียบร้อยดีแล้ว ต่างก็ถอดหมวกหนีบออก พากันเดินเข้าไปในห้องท่านผู้บัญชาการทหารเรือ

นายพลเรือตรี พระยาพิฆาตตอร์ปิโด ท่านผู้บัญชาการทหารเรือ แต่งเครื่องแบบสีขาว ติดสายราชองครักษ์ นั่งเป็นสง่าผ่าเผยอยู่ที่โต๊ะทำงานของท่าน กำลังตรวจแผนที่ทุ่นระเบิดสนามที่เรือบางระจัน และหนองสาหร่ายได้ทำการหว่านโรยไว้ตามแนวทาง ที่เรือรบข้าศึกจะผ่านเข้ามา

ท่านเจ้าคุณผู้บัญชาการ มีอายุในราว ๕๗ ปี ผมหงอกประปราย แต่ท่าทางยังกระปรี้กระเปร่าแข็งแรง รูปร่างท่านสไตล์เดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คืออ้วนเตี้ย ตัวสั้นมั่กกั้ก แบบไหกะเทียมต่อขา ใบหน้าของท่านสง่ามาก หนวดของท่านน่าเกรงขามนัก

เจ้าคุณพิฆาตฯ เป็นผู้มีสมาธิแน่วแน่ ถ้าท่านได้เพ่งเล็งกับงานชิ้นใดแล้ว ท่านจะไม่สนใจกับสิ่งอื่นๆ เลย ฉะนั้น ท่านไม่ทราบหรอกว่า พล, นิกร, กิมหงวนได้เข้ามายืนอยู่ข้างหน้าท่านแล้ว

สามเกลอชิดเท้าตรง ก้มศีร์ษะทำความเคารพ ท่านผู้บัญชาการคงง่วนอยู่กับแผนที่ทุ่นระเบิดสนาม มือถือดินสอขีดไปมา พลางบ่นเบาๆ

"เอ-วางไว้แนวนี้ ดีไม่ดีขาดหลุดลอยเข้ามาในอ่าวสัตตหีบ โดนเอาเรือของเราเข้าฉิบหายแน่ ไม่ได้การ ต้องถอนทุ่นระเบิดแนวที่สามนี่ให้หมด"

กิมหงวนชะโงกหน้ามองดูแผนที่ แล้วพูดสอดขึ้น

"นั่นน่ะซีครับ ของพรรค์นี้มันต้องรอบคอบหน่อย"

เจ้าคุณผู้บัญชาการสะดุ้งโหยง เงยหน้ามองดูเปรตเวหาทันที แล้วท่านก็ขมวดคิ้วย่น เสืออากาศทั้งสามก้มศีร์ษะให้ท่านอีกครั้งหนึ่ง

"กระผม นายเรืออากาศเอกพล พัชราภรณ์ ได้เดินทางมารับราชการตามคำสั่งแล้วครับผม" พลพูดนอบน้อม

นิกรว่า "กระผม นายเรืออากาศเอกนิกร การุณวงศ์ ขอรับ"

เจ้าคุณพิฆาตฯ พะยักหน้าหงึกๆ มองดูกิมหงวน

"แล้วแกล่ะ ใคร? "

อาเสี่ยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"กระผม เปรตเวหาครับ นายเรืออากาศเอก กิมหงวนไทยแท้"

เจ้าคุณยิ้มแป้น ท่านได้ยินกิติศัพท์ความเก่งกล้าสามารถของพล, นิกร, กิมหงวนมานานแล้ว และรู้ด้วยว่า สามเกลอของเราเป็นลูกเขยและหลานชายแม่ทัพภาคตะวันตก เพื่อนรักเพื่อเกลอของท่าน

"ฉันรู้สึกดีใจมาก ที่เธอสามคนได้มาอยู่ในราชนาวีของเรา ฉันบูชาความกล้าหาญของเธอเหลือเกิน การที่เธอย้ายมาที่นี่ ก็เพราะฉันขอไปทางกองทัพอากาศ"

พลล้วงกะเป๋าหยิบซองจดหมาย ๒ ฉะบับออกมาส่งให้ท่าน และเรียนให้ทราบว่า จดหมายตราครุธซองยาวพับสี่นั้น เป็นหนังสือของผู้บัญชาการทหารอากาศ มอบตัวเขากับผู้บัญชาการทหารเรือ ส่วนจดหมายในซองสีฟ้านั้น เป็นจดหมายส่วนตัวของเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ

เจ้าคุณพิฆาตฯ อนุญาตให้เสืออากาศทั้งสามนั่งลงได้ ท่านฉีกซองจดหมายสีฟ้าออก ดึงกระดาดในนั้นออกมาอ่านข้อความ

กองบัญชากองทัพภาคตะวันตก

วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๕

เจ้าตุ๋ยเพื่อนรัก

ร.อ.พล พัชราภรณ์ กับ ร.อ.กิมหงวน ไทยแท้ เป็นหลานของอั๊วเอง ส่วน ร.อ.นิกร การุณวงศ์เป็นลูกเขยอั๊ว มันได้เดินทางมาประจำตำแหน่งใหม่ ในบังคับบัญชาของลื้อแล้ว อั๊วขอฝากมันด้วย หวังว่าลื้อคงจะนึกว่า มันคือลูกหลานของลื้อนะโว้ย

บอกเสียก่อน เจ้าหงวนและเจ้ากร ทะลึ่งฉิบหายเลย แต่เจ้าพลเรียบร้อยดีมาก ส่วนความกล้าหาญนั้น อั๊วรับรองว่าเจ้าสามคนนี่ ไม่รู้จักเลยว่าความตายคืออะไร

อั๊วคิดถึงลื้อเสมอ ถึงแม้ไม่ได้พบกันนานแล้ว แต่ก็ยังไม่ลืมลื้อหรอก ยังจำอ้ายตุ๋ยเพื่อนเก่าได้เสมอ หลานชายของลื้อที่ประจำหน่วยรถรบนั้น อั๊วขอให้เป็นนายร้อยเอกเมื่อ ๒-๓ วันมานี้เอง ลื้อคงทราบข่าวแล้ว

หวังว่าลื้อคงสุขสบายดี ในที่สุดนี้ขอฝากเขกกะบานมาถึงลื้อ ๔ โป๊ก คือ อายุ, วรรณโณ, สุขํ, พลัง

สวัสดีโว้ยเจ้าตุ๋ย

อู๊ด.

อ่านจบ ผู้บัญชาการทหารเรือก็หัวเราะก้าก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับท่านรักใคร่กันขนาดที่เรียกว่า เตะกันได้ เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ครั้งเป็นลูกศิษย์วัด ๕๐ ปีแล้ว ไม่เคยโกรธเคืองกันเลย ยังคงติดต่อกันในทางจดหมายเสมอ

เจ้าคุณพิฆาตฯ วางจดหมายลงบนโต๊ะ แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูเสืออากาศทั้งสาม

"อ้ายหลานชาย, แกต้องคิดว่าฉันเป็นอาขอแก เข้าใจไหมล่ะ เจ้าอู๊ด-เอ๊ย-พระยาปัจจนึกน่ะไม่ใช่คนอื่น เป็นเพื่อนร่วมสาบานขออาแท้ๆ เขามีจดหมายฝากฝังแกกับอา แล้วบอกให้รู้ว่าแกสามคน มีนิสสัย อย่างไรบ้าง"

กิมหงวนเอื้อมมือหยิบจดหมายเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาอ่านดู พอเห็นขึ้นต้นก็หัวเราะลั่นห้อง หันมาพูดกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"เฮะ-ท่านชื่อตุ๋ยเฮะ"

เจ้าคุณผู้บัญชาการกลืนน้ำลายเอื๊อก รีบกะชากจดหมายมาทันที

"บ้าจริงโว้ย แกนี่เสียมารยาท"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"เสียยังไงกันครับ ผมเป็นหลานย่อมมีสิทธิอ่านจดหมายคุณอาได้"

เจ้าคุณยกมือเกาศีร์ษะแกรกๆ

"อือ-อ้ายแกนี่ทะลึ่งฉิบหายเลยฮิ น่ากลัวอายุแกเห็นจะสั้นเสียแล้ว พับผ่า ฉันขอบอกแกเสียก่อนว่า ฉัน-ผู้บัญชาการทหารเรือ มีนิสสัยชอบเอาคนเข้าตะราง และสั่งยิงเป้าทหารง่ายๆ "

กิมหงวนหัวเราะ

"ผมก็เหมือนกันครับ ผมชอบติดตะรางและชอบถูกยิงเป้า สบายดีครับ"

ท่านผู้บัญชาการทำหน้าชอบกล เปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"อ้าว-นั่งสับหงกแล้ว ว้า ลักษณะท่าทางของแกสามคน ไม่น่าจะเป็นนักบินชั้นเสืออากาศเลยโว้ย ผ่าซี น่าจะเป็นพระเอกยี่เกมากกว่า"

นิกรเอื้อนเอ่ยเพลงยี่เกขึ้นทันที

"พระเจ้าอาไม่รู้อะไร กระผมสามคนฤทธิไกรน่ะเป็นหนักหนา สามารถอาจหาญชาญศักดา ตูเหร่งเต็งเตรง ตู๊เร็งเต็งเตร็ง"

เจ้าคุณพิฆาตฯ ลืมตาโพลง นั่งนิ่งอึ้งเหมือนตุ๊กตา

"แย่ละโว้ย ตายห่า อ้ายแกสองคนนี่มันทะลึ่งขนาดสี่ดาวทีเดียว"

อาเสี่ยอมยิ้ม แล้วพูดยานคาง

"กว่าครับ ในราวสิบดาวครับ แต่ถึงแม้ผมทะลึ่งก็ทะลึ่งอย่างสุภาพ"

"อือ-ประเดี๋ยวฉันก็เอาแกเข้าห้องขัง อย่างสุภาพหรอก" พูดจบท่านก็หันมาทาง ร.อ.พัชราภรณ์

"อ้ายหลานชาย, เจ้าคุณปัจจนึกเขาบอกมาว่า แกสุภาพเรียบร้อยดีมาก อาเชื่อทีเดียว รู้สึกว่าแกเป็นคนเอาการเอางานคนหนึ่ง"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ใต้เท้าจะบัญชาให้กระผม ไปเป็นนักบินประจำเรือ 'พระนคร' หรือครับ? "

เจ้าคุณโบกมือ

"อย่าเรียกใต้เท้าโว้ย แกเป็นหลานของฉัน"

อาเสี่ยสอดขึ้น

"ต้องเรียกหลังเท้า อ้ายบ้า-ไม่รู้จักอะไร"

ท่านผู้บัญชาการทำตาปริบๆ

"เห็นจะไม่แคล้วถูกเตะ"

กิมหงวนสะดุ้ง ก้มลงมองดูใต้โต๊ะแล้วทำคอย่น

"เอ้อเฮอ! ตัวสั้นๆ แต่เท้าเบ้อเริ่ม น่ากลัว"

เจ้าคุณพิฆาตฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ทะลึ่ง-อย่ากะเซ้านาโว้ย เอ-ไม่ได้การ ยังไม่เคยมีใครล้อเลียนฉันเหมือนแกสองคนเลย"

นิกรพูดขึ้นหน้าตาเฉย

"กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดีหรอกครับ"

ท่านผู้บัญชาการทำตาเขียว

"แต่แกจะเคราะห์ร้าย เฮ้ย-อย่าพึ่งพูดเล่นฟังก่อน อาจะส่งแกสามคนไปเป็นนักบินประจำเรือลาดตระเวนพระนคร ในบังคับบัญชาของนายนาวาเอกหลวงชำนาญทะเลลึก"

กิมหงวนหัวเราะ

"ทะเลตื้นๆ หรือตามแม่น้ำลำคลอง ถ้าจะไม่เก่งนะครับ"

เจ้าคุณจุ๊ย์ปาก

"อ้ายนี่ละก้อ พูดอะไรเป็นเล่นไปหมด อย่านา-แกควรจะรู้ว่า หลวงชำนาญทะเลคนนี้เป็นนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ที่เฮี๊ยบที่สุด และเด็ดขาดมาก มีความรู้ความสามารถอย่างยอดเยี่ยม ตำแหน่งผู้บังคับการเรือลาดตระเวนพระนคร เป็นตำแหน่งที่สำคัญกว่าผู้บังคับการเรือลำอื่นๆ ถ้า

แกขืนไปทะลึ่งกับเขา และถูกลงโทษ ฉันก็ช่วยอะไรแกไม่ได้ ส่วนตัวก็ส่วนตัว ราชการก็ราชการ"

พลกล่าวถามขึ้น

"เราสามคนจะเริ่มประจำตำแหน่งใหม่วันนี้หรือครับ? "

ท่านผู้บัญชาการพยักหน้า

"ถูกแล้ว ประเดี๋ยวอาจะสั่งให้เขานำพวกแกไปส่งเรือ 'พระนคร' คืนนี้พระนครจะเดินทางออกลาดตระเวนอ่าว อาคิดว่าอย่างไรเสีย ก่อนค่ำวันนี้ผู้บังคับการเรือ 'พระนคร' เขาคงจะสั่งให้พวกแกนำเครื่องบินทะเล ขึ้นบินให้เขาดู เพื่อทดลองความสามารถ"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"หวานเลยครับ อ้ายเรื่องเครื่องบินน่ะ พูดแล้วจะว่าคุยครับ เราสามคนบินเสียจนเชื่อง หกคะเมน, ตีลังกา, หงายท้อง, ควงสว่าน, ฝานบวบ, ดำทิ้งระเบิด, บินตะแคง, บินโขยก หรือดำปักหัวทิ่มดิน เราทำได้ทั้งนั้นแหละครับ"

เจ้าคุณยิ้มแห้งๆ แล้วท่านก็สะดุ้งโหยง เมื่อเห็นซองธนบัตร์ของท่านที่วางอยู่บนโต๊ะหายไป

"เฮ้ย-ซองธนบัตร์ขออา---ใครหยิบเอาไปโว้ย หา? "

กิมหงวนกับพลถลึงตามองดูอ้ายเสือมือกาวทันที นิกรรีบวางซองธนบัตร์ไว้บนโต๊ะตามเดิม

"แฮ่ะ-แฮ่ะ-ผมนึกว่าไม่มีเจ้าของ"

เจ้าคุณพิฆาตฯ ขมวดคิ้วย่น

"เอ-แกนี่ถ้าจะมือไวไม่ใช่เล่น"

นิกรหัวเราะ

"พอใช้ครับ"

ท่านผู้บัญชาการหัวเราะ เอื้อมมือกดกริ่งบนโต๊ะ จ่าโทคนหนึ่งเดินเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน

"เฮ้-จ่าโทป๊อก ไปตามนายเรือโทอำนวยมาพบฉัน"

จ่าโทป๊อกหมุนตัวกลับ ทำท่าจะเดินออกไปจากห้อง เจ้าคุณยกกำปั้นทุบโต๊ะปัง

"อ้ายป๊อก มานี่ก่อน"

จ่าป๊อกสะดุ้งโหยง หันกลับมาชิดเท้าตรง ใบหน้าของเขาซีดเผือด ท่านผู้บัญชาการจ้องมองดูเขาด้วยแววตาถมึงทึง

"ฉันใช้แกไปไหน? "

จ่าโทป๊อกเหงื่อแตก

"ใช้ให้ไปตามเรือโทอำนวยขอรับ"

"แล้วทำไมแกไม่ทวนคำสั่ง? "

ทหารรับใช้ทำตาปริบๆ

"ลืมไปขอรับ"

อาเสี่ยพูดขึ้นทันที

"ดีมาก ขังหนึ่งเดือน"

เจ้าคุณพิฆาตฯ ทำคอย่น หันมาทางกิมหงวน

"ทำไมแกทายใจอาถูกล่ะหว่า? "

กิมหงวนหัวเราะ

"ก็ผมรู้นี่ครับว่า คุณอาชอบเอาคนเข้าตาราง"

ท่านผู้บัญชาการหัวเราะเบาๆ แล้วตวาดทหารรับใช้ของท่าน

"ไป๊! "

จ่าโทป๊อกเดินร้องไห้ออกไปจากห้อง เขาจำได้ว่าเขาเป็นทหารรับใช้ท่านมาปีครึ่ง ถูกขังรวมเบ็ดเสร็จด้วยกันถึง ๑๓ เดือน

เจ้าคุณพิฆาตฯ ได้สนทนากับเสืออากาศทั้งสามด้วยความสนิทสนม ท่านซักถามเรื่องส่วนตัวของพล, นิกร, กิมหงวน และไต่ถามเหตุการณ์ในแนวรบด้านตะวันตก ตลอดจนทุกข์สุขของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนของท่าน

ชะตาของเสืออากาศทั้งสามดีมาก เจ้าคุณผู้บัญชาการรู้สึกเมตตารักใคร่เขาราวกับลูกหลานของท่านทีเดียว ท่านได้ให้โอวาทตักเตือนสามเกลอให้ตั้งอกตั้งใจรับราชการเพื่อประเทศชาติ

ตอนสุดท้ายท่านกล่าวว่า

"อ้ายหลานชาย แกควรจะภูมิใจให้มาก ที่แกจะได้เป็นนักบินประจำเรือ 'พระนคร' ผู้บังคับการเรือลำนี้ เขาพิถีพิถันสักหน่อย นักบินที่มาอยู่เรือ 'พระนคร' ไม่เคยมีใครอยู่ได้เกินหนึ่งเดือน หลวงชำนาญรายงานขอเปลี่ยนนักบินเสมอ อ้างเหตุผลว่า หย่อนความสามารถบ้าง, ขี้

เกียจบ้าง อาเจ็บใจขึ้นมาเลยขอพวกแกมาจากกองทัพอากาศ เพราะรู้ดีว่าแกสามคนเป็นนักบินที่เก่งที่สุด ในกองทัพอากาศของเรา คงจะสมใจหลวงชำนาญคราวนี้"

สามเกลอยิ้มแป้นไปตามกัน ขณะนั้นนายทหารแห่งราชนาวีคนหนึ่งได้เดินเข้ามาในห้อง เขาคือ ร.ท.อำนวย อารีพงศ์ ร.น. นายทหารเสนาธิการ

ร.ท.อำนวยชิดเท้าตรงก้มศีร์ษะกระทำความเคารพท่านผู้บัญชาการ เจ้าคุณพิฆาตฯ ได้แนะนำให้รู้จักกับ พล, นิกร, กิมหงวน ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่า ร.ท.อำนวยจะดีอกดีใจสักเพียงใด เพราะเขาได้ยินชื่อเสียงของสามเกลอมานานแล้ว

ต่างปฏิสันถารกันตามสมควร ท่านผู้บัญชาการกล่าวกับ ร.ท.อารีพงศ์

"คุณอำนวย เธอพานายทหารอากาศสามคนนี้ไปส่งที่เรือ 'พระนคร' เดี๋ยวนี้ เขาจะได้รับมอบหมายหน้าที่จากผู้บังคับการ"

"ครับผม พานายทหารอากาศสามคนไปส่งเรือ 'พระนคร' " เขารับคำและทวนคำสั่ง

"อ้อ-เดี๋ยวก่อน"

"อ้อ-เดี๋ยวก่อน" อำนวยทวนคำอีก

ผู้บัญชาการสะดุ้งโหยง

"ฮี้-ยังงี้ไม่ใช่คำสั่ง ไม่ต้องทวนซีโว้ย แล้วกัน" พูดจบท่านก็ค้อนควับ เปิดกล่องเล็กๆ หยิบนามบัตรของท่านออกมาวางบนกะจกปูโต๊ะ แล้วหยิบปากกาเขียนข้อความลงบนหลังนามบัตร ส่งให้ ร.อ.พัชราภรณ์ "เอ้า-เอาไปให้คุณหลวงชำนาญฯ เขา อาบอกว่าแกสามคนเป็นหลาน

ของอาเอง"

อาเสี่ยพูดขึ้นเบาๆ

"แหม บอกว่าเป็นน้องไม่ได้หรือครับ เขาจะได้เกรงใจ"

เจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"น้องอะไรโว้ย แกมันเป็นเด็กวานซืนนี้? "

"อ้อ-จริงครับ ยังงั้นเป็นพี่เห็นจะได้"

ท่านผู้บัญชาการตวาดแว๊ด

"ไม่ได้โว้ย! "

"อื้อฮือ" อาเสี่ยคราง "เสียงยังกะงิ้ว"

เจ้าคุณพิฆาตฯ ทำหน้าบอกบุญไม่รับ ดึงลิ้นชักโต๊ะหยิบคำสั่งมอบตัวส่งให้พล แล้วท่านก็พูดกับนายทหารเสนาธิการ

"ไป-คุณอำนวย พาไปเดี๋ยวนี้"

สามเกลอลุกขึ้นยืน ก้มศีร์ษะกระทำความเคารพผู้บัญชาการ แล้วเดินตาม ร.ท.อำนวยออกไปจากห้อง เจ้าคุณพิฆาตฯ สั่นศีร์ษะช้าๆ แสดงความอิดหนาระอาใจ และนึกสมน้ำหน้าผู้บังคับการเรือ 'พระนคร' ที่พิถีพิถันในการเลือกนักบินประจำเรือ

๑๖.๓๐ น.

เรือยนตร์ของราชนาวีลำหนึ่ง แล่นบ่ายหน้าตรงเข้ามาที่ท่าเรือลาดตระเวน 'พระนคร' เสืออากาศทั้งสามต่างตื่นตลึงในความใหญ่โตของเรือลาดตระเวนลำนี้ ปืนใหญ่หัวเรือขนาด ๖ นิ้ว ๖ กะบอกตั้งจังก้าอยู่ในป้อมอันแข็งแรง ที่ท้ายเรืออีก ๓ กะบอก กราบเรือขวามีปืนใหญ่ขนาด

สามนิ้ว ๔ กะบอก ท่อตอร์ปิโด ๔ ท่อมองเห็นถนัด มีปืนต่อสู้อากาศยานอีกหลายกะบอก เครื่องบินทะเลทั้งสามเครื่อง ซึ่งอยู่บนเรือลาดตระเวน เป็นเครื่องบินประจัญบานแบบทันสมัย ซึ่งมันจะเป็นเครื่องบินประจำตัวของ พล, นิกร, กิมหงวน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

สามเกลอคุยกันจ้อ ทหารบนเรือ 'พระนคร' พากันมองดูเขา พอเรือยนตร์เข้ามาใกล้ ทหารยามของเรือ 'พระนคร' ก็ร้องถามลงมาเป็นภาษาของทหารเรือสากล

"โบ๊ต อะฮ้อย! "

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไม่ใช่อ้ายหอยโว้ย นักบินโว้ย"

ร.ท.อำนวยหัวเราะกิ๊ก ร้องตะโกนตอบยาม

"ไอ-ไอ"

นิกรพูดขึ้นเบาๆ

"ไอก็หายากินเสียบ้างซีครับคุณ ทิ้งไว้กลายเป็นวัณณโรคคุณก็ถูกปลดออกจากประจำการเท่านั้น"

นายทหารเสนาธิการอมยิ้ม ขณะที่นายท้ายเรือยนตร์ ได้นำเรือเข้าเทียบสะพานกราบขวาแล้ว

ร.ท.อำนวยกล่าวกับเสืออากาศทั้งสาม

"เชิญขึ้นไปพบผู้บังคับการเถอะครับ"

พลพะยักหน้า

"คุณไม่ขึ้นไปด้วยหรือ? "

เขาสั่นศีร์ษะ

"ไม่ไปละครับ ผมไม่ใคร่ถูกกับท่าน"

"อ้าว-เรื่องอะไรล่ะครับ? "

ร.ท.อำนวยยิ้มแห้งๆ

"ท่านหาว่าผมพาลูกสาวท่านหนีครับ"

อาเสี่ยหัวเราะกิ๊ก

"แล้วคุณพาไปหรือเปล่าล่ะ? "

"เปล่า-หล่อนตามผมไปเองครับ" พูดจบเขาก็หัวเราะ

สามเกลอต่างล่ำลานายทหารเสนาธิการ แล้วลุกขึ้นก้าวขึ้นบันได เดินขึ้นไปบนเรือ 'พระนคร' ต่างรู้สึกใจเต้นทึกทักไปตามกัน และรู้สึกว้าเหว่ใจเล็กน้อยที่ไม่รู้จักกับใครเลย อย่างไรก็ตาม ท่วงทีของพล, นิกร, กิมหงวนยังองอาจผึ่งผายเสมอ

น.อ.หลวงชำนาญทะเลลึก ผู้บังคับการเรือ 'พระนคร' แต่งกายครึ่งท่อน สวมกางเกงขายาวและเสื้อเชิ๊ต ไม่ได้สวมหมวกยืนสนทนาอยู่กับกับตันเรือขางท่อตอร์ปิโดกราบขวา ท่านจับตามองดูเสืออากาศทั้งสามตั้งแต่เขานั่งอยู่ในเรือยนตร์แล้ว

สามเกลอตรงเขามาทางท่าน ใบหน้าของผู้บังคับการเรือคนนี้ ไม่สง่าผ่าเผยเหมือนผู้บังคับการเรือลำอื่น ท่านเป็นคนขี้ริ้วมาก แต่มีคุณวุฒิยากที่จะหาใครเปรียบเหมือน เป็นนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่ที่เต็มไปด้วยความรู้ความสามารถ เคยจมเรือพิฆาตอังกฤษมาแล้ว ๒ ลำ และเรือ

สินค้าติดอาวุธอีกหลายลำ

กิมหงวนเข้าใจว่า ท่านเป็นพลทหารก็ปรี่เข้ามา ยกมือตบบ่าท่าน

"น้องชาย พากันไปพบผู้บังคับการเรือหน่อยเถอะ"

หลวงชำนาญฯ กะพริบตาถี่เร็ว เกือบๆ จะเตะกิมหงวนเสียแล้ว แต่อภัยให้ในฐานที่เขาไม่เคยเห็นหน้าค่าตาท่าน ท่านผู้บังคับการหันมาพูดกับกับตันเรือ

"คุณโชติ บอกเขาทีเถอะครับว่าผมเป็นใคร? "

อาเสี่ยหัวเราะ

"ทำไมวะ ลื้อจะบอกกับอั๊วเสียเองไม่ได้รึ อ้ายตูดหมึกเอ๊ย ลื้ออย่ายักท่ากะอั๊วหน่อยเลยวะ นี่ ลื้อดูบ่าอั๊วนี่ ข้างละสามเม็ดเห็นไหม? ลื้อเคยได้ยินชื่ออั๊วบ้างหรือเปล่า นายเรืออากาศเอกกิมหงวน ไทยแท้ ไป-ลื้อไปบอกอีตาผู้บังคับการมาต้อนรับอั๊ว บอกท่านว่า บัดนี้ดาวซาเก๊ากิมแช

ได้มาถึงนี่แล้ว"

หลวงชำนาญฯ โกรธจนตัวสั่น ท่านขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกรอดๆ นัยน์ตาถลนแทบจะออกมานอกเบ้า ต้นเรือชำเลืองมองดูท่าน แล้วคว้าแขนกิมหงวนเดินไปข้างปืนใหญ่ กะซิบบอกเบาๆ

"คุณกำลังพูดอยู่กับผู้บังคับการเรืองของเรา"

อาเสี่ยใจหายวาบ

"ไอ๊ย่า! " แล้วใบหน้าของเปรตเวหาก็ซีดเผือด เขาค่อยๆ ชำเลืองมองดูหลวงชำนาญฯ พอสบตากับท่าน กิมหงวนก็สะดุ้งโหยง หันมาถามต้นเรือเบาๆ "จริงหรือครับนี่? "

ร.อ.โชติ พะยักหน้า "ครับถูกแล้ว"

"ว้า-ผู้บังคับการทำไมหน้าตา เป็นเคาบอยยังงี้ล่ะครับ" อาเสี่ยกะซิบพูด "ผมคิดว่า พลทหารเสียอีก"

ต้นเรือถอนหายใจเบาๆ

"ดำแต่นอก ในแผ้วผ่องเนื้อนพคุณครับ"

กิมหงวนยิ้มแหยๆ

"เห็นจะจริง อ้ายผมมันข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพลง ทำยังไงดีล่ะครับ ดูซี-นัยน์ตาของท่านที่มองดูผมยังกะไข่แมว"

ต้นเรือซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ไปขอโทษท่านซีครับ"

อาเสี่ยเดินลอยหน้าเฉิบๆ ตรงเข้าไปหาผู้บังคับการ ชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์พับ

"ผมขอประทานโทษครับ ใต้เท้า ผมเข้าใจผิดจริงๆ คิดว่าใต้เท้าเป็นพลทหาร"

หลวงชำนาญฯ ยิ้มเล็กน้อย

"คุณชื่อกิมหงวนใช่ไหม? "

"ครับ-ใช่ครับ ทำไมใต้เท้าถึงทราบล่ะครับ? "

ผู้บังคับการเค้นหัวเราะ

"บุตรชายของผม นายเรือตรีจิตต์ ซึ่งพาพวกคุณมาจากกรุงเทพฯ ได้นำสัมภาระของพวกคุณมาส่งที่เรือเมื่อตะกี้นี้ เขาบอกผมว่า นายเรืออากาศเอกกิมหงวนที่จะมาอยู่ในบังคับบัญชาของผม เป็นคนที่ทะลึ่งที่สุดในโลก"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"เห็นจะจริงครับ" พูดจบก็หันมาทางพล, นิกร "เฮ้ย-เข้ามารายงานท่านซี อ้ายพวกเรานี่มีตาเสียเปล่า แต่หามีแววไม่ ท่าทางของท่านสง่างามราวกับนายพลกร๊าปสเป เสือกเห็นเป็นพลทหารไปได้"

หลวงชำนาญฯ ค้อนควับ

"ไม่ต้องมายอผม ผมไม่ชอบลูกยอ หรือการประจบสอพลอ สมัยนี้เป็นสมัยสร้างชาติ ผมชอบคนที่สามารถ ไม่ชอบคนประจบ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ยังงั้น ใต้เท้าก็ควรดีใจเถอะครับ ที่ใต้เท้าได้นักบินชั้นอ๋องอย่างพวกเรามาอยู่ในบังคับบัญชา นี่ครับ-เหรียญชัยสมรภูมิ เหรียญกล้าหาญ นี่-สายเหลืองสายแดงครับ ในกองทัพอากาศไม่มีใครได้เลย นอกจากผมสามคนเท่านั้น"

ท่านผู้บังคับการยิ้มออกมาได้

"คุณชื่อนิกรใช่ไหม? "

"ครับผม"

หลวงชำนาญฯ พยักหน้าหงึกๆ ยื่นมือให้ ร.อ.พล พัชราภรณ์จับ

"คุณพล ผมพอใจในความสุภาพเรียบร้อยของคุณมาก ลูกชายของผมเขาบอกว่า คุณเป็นนายทหารอากาศที่มีอัธยาศัยสุภาพ อ่อนโยนน่านับถือ"

อาเสี่ยพูดสอดขึ้นอีก

"แต่เราสองคน ถึงจะทะลึ่งก็น่าเอ็นดูครับ"

"น่าเอ็นดู! " ผู้บังคับการคำราม "ฮึ่ม-ประเดี๋ยวพ่อถีบตกทะเลเลย"

กิมหงวนถอยหลังกรูด หันมาพูดกับนิกร

"เฮะ-ถ้าเอาจริงเฮะ"

นิกรพยักหน้ากะซิบเบาๆ

"ดุฉิบหายเลย"

คุณหลวงค้อนปะหลับปะเหลือก เอื้อมมือรับหนังสือมอบตัว พล, นิกร, กิมหงวน พร้อมด้วยนามบัตรของท่านผู้บัญชาการทหารเรือ แล้วหลวงชำนาญก็อ่านข้อความหลังนามบัตรแผ่นนั้น

คุณหลวงที่รัก

นักบิน ๓ คนนี่ เป็นหลานชายของผมเอง

ขอฝากไว้ด้วย

พ.

ท่านผู้บังคับการส่งนามบัตรให้ต้นเรือของท่าน แล้วมองดูเสืออากาศทั้งสามอย่างแปลกใจ ด้วยนึกไม่ถึงว่า เขาจะเป็นหลานชายท่านผู้บัญชาการ ใบหน้าที่บึ้งตึงของคุณหลวงเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มทันที ท่านเดินเข้ามาจับมือกิมหงวน

"คุณกิมหงวน ผมดีใจมากที่คุณมาอยู่กับผม"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นั่นแน่ พอใต้เท้าเห็นนามบัตรคุณอาผู้บัญชาการเข้าเท่านั้น ญาติดีกับผมเลย อิ๊ว-ไหนใต้เท้าว่าไม่ชอบคนประจบยังไงล่ะครับ? "

ผู้บังคับการตีหน้าปูเลี่ยน

"คือว่า-ง่า-ผมไม่ชอบให้ผู้น้อยประจบผม"

กิมหงวนหัวเราะ

"แต่ใต้เท้าชอบประจบผู้ใหญ่"

"จริง-ผมประจบแต่ไม่ใช่สอพลอ แฮ่ะ-แฮ่ะ แล้วคุณอย่าไปเล่าให้ท่านฟังนา ที่ตะกี้นี้ผมบอกว่าผมจะถีบคุณตกน้ำ" พูดจบท่านก็ยื่นมือให้นิกรจับ "คุณนิกร-ผมได้ยินชื่อเสียงของคุณมานานแล้ว ดีใจมากที่ได้พบตัวจริง"

อ้ายเสือมือกาวยิ้มแป้น

"ใต้เท้าได้ยินเขาลือว่า ผมเป็นนักบินที่เก่งกล้าสามารถหรือครับ? "

"เปล่า-ที่ผมได้ยินชื่อเสียงของคุณก็คือว่า คุณล้วงกะเป๋าเก่ง, กินจุ, ชอบเล่นยี่เก, ชอบนอนหลับ และหน้าด้าน"

นิกรหลับตาปี๋

"แล้วกัน ทำไมใต้เท้าเลือกฟังแต่เรื่องอกุศลล่ะครับ? "

"ไม่รุ เขาพูดกันยังงั้นนี่คุณ อ้อ-เห็นจะเป็นคุณกะมัง ที่เขาลือกันว่า สามารถฉีกแบ๊งก์ใบละร้อยอย่างหน้าตาเฉย"

กิมหงวนเอื้อมมือเขี่ยสะเอวท่านผู้บังคับการเรือ 'พระนคร' ทันที

"ผมครับ ไม่ใช่อ้ายกรหรอก"

หลวงชำนาญฯ เค้นหัวเราะ คล้ายๆ กับท่านไม่เชื่อ

"คุณน่ะเรอะ กล้าฉีกแบ๊งก์ใบละร้อย? "

อาเสี่ยยิ้มแป้น ล้วงกะเป๋าบนหยิบธนบัตร์ใบละร้อย ๒ ฉะบับออกมาจากกะเป๋า คลี่ออกเต็มแผ่น แล้วฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรยทิ้งบนพื้นเรือ

"นี่ครับ คำตอบของผม"

คุณหลวงอ้าปากหวอ ร.อ.โชติยืนตะลึง นายทหารเรือ, พันจ่า, จ่าและพลทหารอีกหลายคนที่ประสพเหตุการณ์ ต่างพากันมองดูเสี่ยหงวนเป็นตาเดียว ท่านผู้บังคับการยิ้มแห้งๆ ก้มลงหยิบเศษธนบัตร์ขึ้นมาดู แล้วท่านก็ร้องขึ้นดังๆ

"ตายห่า! นี่มันแบ๊งก์ดีๆ นี่นา"

เปรตเวหาหัวเราะก้าก

"อย่าว่าแต่ใบละร้อยเลยครับ ใบละพันก็ฉีก แต่วันนี้ไม่มีใบละพันติดตัวเลย ใต้เท้าอยากดู วันหลังผมจะแสดงให้ดู"

หลวงชำนาญฯ หันมายิ้มกับพล

"ไม่ไหว คุณกิมหงวนแกช่างไม่รู้จักเสียดายเงินบ้างเลย"

ร.อ.พัชราภรณ์ อมยิ้ม

"กิมหงวนมีเงินตั้งหลายสิบล้านขอรับ ใต้เท้า"

"หลายสิบล้าน? " คุณหลวงร้องคราง

"ครับผม"

"อือ-รวยฉิบหายเลย"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"รวยดีๆ ซีครับ ไม่ใช่รวยฉิบหาย"

ท่านผู้บังคับการหัวเราชอบใจ ท่านมองดูหน้าเสืออากาศทั้งสามทีละคนแล้วพูดยิ้มๆ

"ผมยินดีมาก ที่ทางการส่งพวกคุณ นักบินมือหนึ่งมาให้ผม หวังว่าคุณคงจะปฏิบัติงานในหน้าที่ใหม่ของคุณได้เรียบร้อย"

เสี่ยหงวนพะยักหน้า

"ครับ-พลุ๊บได้ๆ เชียวครับ ใต้เท้าอย่าวิตกเลย"

หลวงชำนาญฯ ขมวดคิ้วย่น

"อะไรของคุณนะ พลุ๊บได้ๆ "

เปรตเวหาหัวเราะ

"ก็ทิ้งระเบิดน่ะซีครับ"

"ง้านเรอะ" แล้วท่านผู้บัญชาการก็พะยักหน้าหงึกๆ "เอาละคุณ เรายุติการสนทนากันแต่เพียงเท่านี้เถอะ ก่อนอื่นผมจะพาคุณทั้งสามเที่ยวชมเรือ 'พระนคร' ของเราให้ทั่วเสียก่อน เพื่อคุณจะได้เห็นส่วนต่างๆ ตลอดจนอาวุธยุทธภัณฑ์ และความเป็นไปในเรือลาดตระเวนทันสมัยลำนี้

นอกจากนี้ผมจะได้แนะนำให้คุณรู้จักกับบรรดานายทหารเรือ เช่น ต้นหน, ต้นกล, ต้นปืน, ต้อนตอร์ปิโดและนายกราบ"

นิกรสูดปากเบาๆ แล้วพูดกับท่าน

"โปรดพาผมไปพบต้นห้องส้วมหน่อยเถอะครับ ตั้งแต่เช้าแล้วผมยังไม่ได้อึเลย"

หลวงชำนาญฯ ทำหน้าเบ้ หันมาทางพลทหารเรือคนหนึ่ง

"เฮ้ย-แกพานายทหารนักบินคนนี้ไปห้องส้วมที่" พลทหารยกมือวันทยาหัตถ์

"ครับผม, พานายทหารนักบินคนนี้ไปห้องส้วม" เขาทวนคำสั่ง หันมาพูดกับอ้ายเสือมือกาว "เชิญซีครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อ้อ-ลื้อถ้าจะเป็นต้นห้องส้วม"

แล้วนิการก็รีบเดินตามไป ต่อจากนั้น ท่านผู้บังคับการก็พาพลกับกิมหงวนเที่ยวชมเรือ 'พระนคร' สักครู่หนึ่ง หลักจากนิกรได้อึเรียบร้อยแล้วเขาก็ออกมาสมทบ.

หลวงชำนาญฯ ได้แนะนำเสืออากาศทั้งสามให้รู้จักกับนายทหารเรือทุกๆ คน ซึ่งเขาเหล่านั้นเคยได้ยินชื่อเสียงของพล, นิกร, กิมหงวนมาแล้ว เมื่อได้รู้จักตัวจริงต่างก็ปิติยินดีไปตามกัน.

สามเกลอพอใจ เครื่องบินประจำตัวของเขามากทั้งสามเครื่องเป็นเครื่องบินทะเล สั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกา แบบ วอจท์ เอฟ. ๔ หนึ่งเครื่องยนตร์ ที่นั่งคู่ สร้างจากโรงงานคอร์แซ มีอาวุธปืนกล ๕ กระบอกความเร็ว ๕๐๐ ก.ม. ต่อชั่วโมง เป็นเครื่องบินสำหรับใช้ลาดตระเวนและ

โจมตี บรรทุกลูกระเบิดได้ ๕๐๐ ก.ก. ทาสีแดงตลอดลำ แพนหางและใต้ปีกปรากฏธงไตรรงค์ของเรา ลำตัวมีรูปเหยี่ยวกำลังบินอยู่ในวงกลมสีเหลือง หมายเลข ๑, ๒, ๓, เรียงกันไป.

เป็นอันว่านับแต่บัดนี้ พล, นิกร, กิมหงวน ได้รับตำแหน่งเป็นนักบินประจำเรือลาดตระเวนพระนครแล้ว เราจะได้เปิดฉากการรบอย่างเฉลียวฉลาดของสามเกลอในบทต่อไป.

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป ด้วยความสบายของเสืออากาศทั้งสาม.

พล, นิกร, กิมหงวน แทบไม่ต้องทำงานอะไรเลยนอกจากนำเครื่องบินขึ้นฝึกซ้อมยิงปืน และทิ้งระเบิดตอนเช้าเย็น บางทีก็ออกบินลาดตระเวนออกทะเลลึก ฝึกหัดใช้วิทยุรับส่งติดต่อกับเรือลาดตระเวนพระนครจนกะทั่งชำนาญดีแล้ว.

ตลอดเวลา ๗ วันนี้ สามเกลอของเรากลายเป็นที่รักแก่บรรดานายทหารประจำเรือ พันจ่า, จ่า, และพลทหารทุกๆ คน ใครๆ พากันบูชาน้ำอันกว้างขวางโอบอ้อมอารีของเสืออากาศทั้งสาม เขาทำให้ทหารเรือของเรือ 'พระนคร' สนุกสนานครึกครื้นไปตามกัน

แต่ท่านผู้บังคับการไม่ชอบหน้าอาเสี่ยกับนิกรเลย.

เย็นวันนั้น.

ท้องทะเลอ้าวไทย ฝั่งตะวันออกเรียบเป็นกระจกเรือลาดตระเวนพระนครกำลังใช้จักรแล่นบ่ายหน้าไปทางทิศใต้ มีเรือตอร์ปิโดสุราษฎร์, ปัตตานี, ภูเก็ตเป็นเรือนำ

ท่านผู้บัญชาการทหารเรือได้รับรายงานด่วนทางวิทยุโทรเลข จากเรือช่วยรบของเราลำหนึ่ง แจ้งว่า ได้พบเรือประจัญบานของอังกฤษหนึ่งลำ และเรือพิฆาตอีก ๔ ลำ แล่นอยู่ทางทิศตะวันตกของเกาะช้าง ดังนั้นท่านจึงสั่งให้เรือลาดตระเวนพระนครกับเรือตอร์ปิโด ๓ ลำที่กล่าวนี้

ออกไปรับมือกับข้าศึก.

ทรรศนวิษัยปลอดโปร่ง ยามบนยอดเสา และนายทหารประจำสะพานเดินเรือ ต่างใช้กล้องมองค้นหาเรือข้าศึก ที่สำคัญที่สุดก็คือเรือดำน้ำ เพราะถ้าเรือ 'พระนคร' ถูกเรือดำน้ำจู่โจมในระยะใกล้โดยไม่รู้ตัวแล้ว พระนครก็จะต้องจมลงสู่ก้นอ่าวอย่างไม่มีปัญหา

เบื้องท้องฟ้า เสียงเครื่องบินครางกึกก้อง เครื่องบินทะเลของเรือ 'พระนคร' ทั้ง ๓ ลำ กำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่ไปมาในระยะสูง

ร.อ.พล พัชราภรณ์ ขับเครื่องบินหมายเลข ๑ มี พ.จ.อ.แสง เสาวลักษณ์เป็นพลปืนหลัง ร.อ.นิกร การุณวงศ์ ขับเครื่องบินหมายเลข ๒ มี พ.จ.ท. ชิ้น วรรณะประภา เป็นพลปืนหลัง ร.อ.กิมหงวน ไทยแท้ ขับเครื่องบินหมายเลข ๓ มี จ.อ.ต่วย เต็งรัง เป็นพลปืนหลังเครื่องบิน

ทะเลทั้งสามเครื่องบรรทุกลูกระเบิดเบาขนาด ๑๐๐ ก.ก. ๔ ลูก พลปืนหลังที่กล่าวนี้หลวงชำนาญฯ ได้จัดให้โดยคัดเลือกจากนายทหารชั้นประทวนที่ชำนาญในการยิงปืนกล เคยทำหน้าที่เป็นพลปืนหลังมาแล้ว.

ท่านคงจะแปลกใจ ถ้าข้าพเจ้าจะเรียนให้ท่านทราบว่า กิมหงวนกับพลปืนหลังของเขาไม่ลงรอยกันเลย ตั้งแต่เริ่มฝึกซ้อมแล้ว อาเสียเกลียด จ.อ.ต่วย ก็เนื่องจากชื่อและนามสกุลไม่เพราะ และหน้าตาก็ขี้ริ้วขี้เหร่เสียด้วย ทหารเรือ 'พระนคร' ให้สมญาจ่าต่วยว่า 'มัมมี่' หรือโบริ

สคาลอฟ จ.อ.ต่วยคนนี้ไม่ใคร่จะเต็มเต็งคล้ายๆ กิมหงวน.

เครื่องบินทั้งสามได้รับคำสั่งทางวิทยุให้บินไปทางทิศใต้ พล, นิกร, กิมหงวน ต่างนำเครื่องมาเข้าหมู่เป็นรูป 'วี' แล้ว ร.อ.พัชราภรณ์ ก็นำหมู่เครื่องบินเดินทางล่วงหน้าไปตามคำสั่ง กระทำหน้าที่ลาดตระเวนไปในตัว.

เพียงครู่เดียว ก็แลเห็นเรือ 'พระนคร' อยู่ลิบๆ ข้างหลัง เครื่องบินทะเลของเราบินสูงจากระดับน้ำราว ๗๐๐ เมตรเท่านั้น.

พลทอดสายตามองลงมาข้างล่าง ปลาน้อยใหญ่กะโดดขึ้นมาพ้นน้ำ มองแลเห็นถนัด ทะเลปราศจากคลื่นลม แสงแดดอ่อนๆ กราดไปทั่วบริเวณ.

ร.อ.พัชรภรณ์ ได้ประสพเหตุการณ์ที่ทำให้เขาตื่นเต้นแล้ว!!

พลแลเห็นพรายน้ำปรากฏเป็นทางยาว คล้ายกับปลาใหญ่ๆ ว่ายอยู่ใต้น้ำ ความรู้สึกบอกตัวเองว่าพรายน้ำที่แลเห็นคงไม่ใช่ปลายแน่ๆ เพราะถ้าเป็นปลาก็ต้องเป็นปลาวาฬ แต่อ่าวไทยจะมีปลาวาฬอย่างไรได้ เมื่อมันไม่ใช่ปลาวาฬ มันก็ต้องเป็น.

เรือดำน้ำ!

จริงตามที่พลคาดหมาย ร.อ.พล รีบส่งสัญญาณบอกเพื่อนเกลอทั้งสองทันที เรือดำน้ำของข้าศึกแน่แล้ว กล้องตาเรือค่อยๆ โผล่ขึ้นจากพื้นน้ำ ไม่ต้องสงสัยว่า สามเกลอจะดีอกดีใจ สักเพียงใดที่ได้มาพบเหยื่อโดยบังเอิญเช่นนี้.

เพื่อให้มั่นใจว่า ไม่ใช่เรือด้ำของเราหรือของญี่ปุ่น ร.อ.พล จึงรีบรายงานให้ผู้บังคับการเรือพระ-นครทราบโดยทางวิทยุโทรศัพท์

"ฮัลโหล นี่เครื่องบินหมายเลขหนึ่ง พบเรือดำน้ำกำลังโผล่พ้นระดับน้ำหนึ่งลำ สงสัย โปรดเรียนผู้บังคับการขอคำสั่งปฏิบัติ"

เจ้าหน้าที่วิทยุเรือ พระนคร ตอบรับ รายงานของพล และขอให้เขาคอยรับฟังคำสั่ง ไม่ถึง ๒ นาทีก็ปรากฏเสียงพูดที่หูวิทยุซึ่งแนบติดอยู่กับหูนายพัชราภรณ์

"ฮัลโหล ไม่มีเรือดำน้ำของเราและญี่ปุ่นออกทำการ โจมตีได้"

พลยิ้มแป้นถอดหูวิทยุออก ส่งสัญญานบอกกิมหงวน, นิกร ลงมือโจมตี เครื่องบินทั้งสามแยกย้ายกันออกจากขะบวน ดำ ๔๕ องศาลงมาอย่างรวดเร็วข้าศึกถูกจู่โจมโดยไม่รู้ตัว เพราะกล้องตาเรือมองระยะสูงไม่เห็น.

ลูกระเบิด ๑๐๐ ก.ก. ของเครื่องบินทะเลแห่งราชนาวีไทยถูกปลดออกจากใต้ปีกเครื่องบินลำละลูก เสืออากาศทั้งสามทิ้งระเบิดในระยะ ๑๐๐ เมตรเท่านั้นลูกระเบิดของนิกร กับเสี่ยหงวน ตกห่างจากเรือดำน้ำข้าศึกเล็กน้อย แต่ของพลถูกกลางลำเรืออย่างจัง.

เสียงระเบิดดังลั่น ส่วนประกอบตอนบนเรือดำน้ำและกล้องตาเรือพังพินาศ น้ำทะเลพุ่งฉีดขึ้นสูง

เรือดำน้ำข้าศึกเสียหายจมไม่ลงแล้ว และเมื่อกล้องตาเรือถูกทำลายก็เท่ากับคนตาบอด.

สามเกลอบังคับเครื่องบินย้อนกลับมาอีก แล้วปล่อยลูกระเบิดลงไปอีกคนละ ๑ ลูก แต่คราวนี้ผิดหมด ถึงกะนั้นลูกระเบิดที่ตกลงข้างเรือก็ดันน้ำทะเลพุ่งขึ้นสูงน่าดูมาก เรือดำน้ำต้องรีบลอยลำขึ้นทันที.

ฝาจมโพล่ของเรือดำน้ำถูกเปิดออกโดยเร็วทหารเรือตาน้ำข้าวหมู่หนึ่งกะโดดออกมา นำปืนกลหนักไปติดที่แท่นของมัน กระทำกันอย่างรวดเร็วที่สุดแล้วยิงต่อสู้เครื่องบินของเรา.

อ้ายเสือมือกาวบังคับเครื่องรี่เข้าหาเรือข้าศึกในระยะต่ำ รัวปืนกลพ่นกะสุนออกไปทั้งสี่กระบอก ทหารเรือข้าศึกผงะหงายหล่นน้ำป๋อมแป๋ม เหมือนลูกหมาถูกคนเมาเหล้าเตะตกน้ำ.

ตายหมดไม่มีเหลือ!

อีกหมู่หนึ่งโผล่ออกมาจากเรือ วิ่งเข้าประจำปืนแทนเพื่อน อาเสี่ยยิ้มแป้น ดึงคันบังคับดำลงมาระดมยิงอย่างช่ำมือ เสียงปืนกลดังรัวเหมือนข้าวตอกแตก พวกทหารตาน้ำข้าวต้องเป็นเป้าเปรตเวหาอย่างน่าสงสาร สามคนหมอบฟุบอยู่บนพื้นเรือ อีก ๒ คน กะโดดน้ำหนีเอาตัวรอด

กิมหงวนแลเห็นเข้าก็หัวเราะก้าก.

"ฉิบหาย ยิงยังไม่ทันออกรสเลย ม่องเท่งหมด" แล้วเขาก็บุ้ยใบ้ให้พลปืนหลังของเขามองดู

พลบังคับเครื่องบินเฉียดเรือดำน้ำอย่างอาจหาญปล่อยลูกระเบิดลงไปอีก ๑ ลูก แต่การคำนวณของพลรีบร้อนจนเกินไป ลูกระเบิดจึงผิดที่หมาย ตกห่างกราบขวาประมาณ ๑ วา.

ทันใดนั้น, ธงสีขาวก็ถูกชูขึ้นโบกสะบัด นายทหารเรืออังกฤษคนหนึ่งถือ ธงขาวยืนโบกอยู่บนพื้นเรือ ผู้บังคับเรือลำนี้ตกลงยอมแพ้ เพราะหมดหนทางที่จะต่อสู้หรือหลบหนีได้ ถ้าไม่ยกธงขาว ก็คงถูกลูกระเบิดเครื่องบินจมตายหมด ทหารเรืออังกฤษมีมติว่า "อยู่เป็นชะเลย ดี

กว่าตายเพื่อชัยชนะ"

'เปรตเวหา' ยิ้มแป้น พูดวิทยุกับเพื่อนทั้งสองทันที ซึ่งคำพูดของกิมหงวนย่อมได้ยินไปถึงเรือ 'พระนคร' ด้วย เพราะคลื่นส่งวิทยุมีขนาดเดียวกัน

"เฮ้ย-มันยอมแพ้แล้วโว้ย พล, แกกับอ้ายกรบังคับเครื่องบินรอบๆ เรือมันไว้ กันจะลงไปที่เรือของมัน"

พลพูดตอบกิมหงวน

"ดีแล้ว, ลงไปเถอะ ระวังตัวให้ดี แต่ถ้ามันฆ่าแก กันจะจมเรือมันเสีย มันไปไหนไม่รอดแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ฮัลโหล-อ้ายเสี่ย ถ้ายังไงๆ ละก้อ มีอาหารดีๆ อยู่ในเรือ เอามาฝากันบ้างนา"

อาเสี่ยหัวเราะ บังคับเรือบินของเขาลงสู่พื้นน้ำทันที เครื่องบินหมายเลข ๓ แล่นช้าๆ ตรงเข้าไปหาเรือดำน้ำข้าศึก กิมหงวนแลเห็นชื่อเรือปรากฏอยู่หัวเรือเป็นภาษาอังกฤษว่า 'มาลายา 5' 'เปรตเวหา' เหยียบกะเดื่องบังคับเครื่องเลี้ยวเข้าเทียบกราบซ้ายเรือดำน้ำ และผ่อนคัน

น้ำมันให้เครื่องยนตร์เดินช้าๆ ทหารเรือข้าศึกที่ย่อยๆ กันออกมามองดูกิมหงวนอย่างตื่นเต้น

พล, นิกร คงบินฉวัดเฉวียนรอบเรือดำน้ำในระยะต่ำ ร.อ.พัชราภรณ์ส่งวิทยุรายงานไปให้ผู้บังคับการของเขาทราบ ซึ่งเรือ 'พระนคร' กับเรือตอร์ปิโดของเราทั้งสามลำ ต่างรีบเดินทางมาเต็มฝีจักร

'เปรตเวหา' ปลดสายรัดตัวออก และปีนออกจากที่นั่ง ลงมายืนอยู่บนทุ่นเครื่องบิน เขาแหงนหน้าพูดกับพลปืนหลังของเขา

"ต่วย-แกอยู่นี่นา กันจะขึ้นไปบนเรือดำน้ำ"

จ.อ.ต่วยพะยักหน้า "เอาซีครับ คุณจะทำยังไงก็ตามใจคุณ เพราะไม่ใช่เรื่องของผม"

อาเสี่ยขมวดคิ้วยาน

"แหม-ลื้อนี่พูดยักท่ากวนตีนฉิบหายเลย"

"คร๊าบ-แต่ว่าตีนของผมก็เอาติดตัวมาเหมือนกันนะครับ"

กิมหงวนหัวเราะ เผ่นแผล็วขึ้นไปบนเรือข้าศึก หวุดหวิดจะตกน้ำ เคราะห์ดีที่คว้าเสาเหล็กไว้ทัน

กิมหงวนล้วงปืนพกออกมาจากซอง ยิงขึ้นฟ้า ๒ นัด เป็นการทำลายขวัญข้าศึก แล้วยักคิ้วกับทหารเรือตาน้ำข้าว พลางพูดภาษาอังกฤษเร็วปรี๊ด

"เฮ้-ผู้บังคับการอยู่ไหน ไปตามมาพบข้า นี่กู-เสืออากาศแห่งไทยแลนด์ ฮ่ะ-ฮ้า ฉิบหาย! "

ทหารอังกฤษไม่เคยได้ยินคำว่าฉิบหายก็ยิ้มแป้นไปตามกัน อาเสี่ยปราดเข้ามายกมือเขกกะบานนายเรือโทคนหนึ่ง แล้วตวาดแว๊ด

"ไปตามผู้บังคับการมา" พูดจบก็ไอแค็กๆ และรู้สึกแสบคอหอย เพราะพูดเสียงดังจนเกินไป

นายทหารตาน้ำข้าวสั่นศีร์ษะ

"เสียใจ ท่านลงไปตามเอาเองซี"

กิมหงวนขบกรามกรอดๆ

"มึงไม่ไป กูยิงมึงเดี๋ยวนี้"

นายทหารเรืออังกฤษสะดุ้งโหยง

"แฮ่ะ-แฮ่ะ ยังงั้นก๊อไป" พูดจบเขาก็ปีนบันไดเหล็กพาตัวหายลงไปในเรือดำน้ำ

สักครู่หนึ่งก็นำผู้บังคับการของเขาขึ้นมา ผู้บังคับการเรือลำนี้เป็นฝรั่งแก่ๆ ขนาด ๒ ใบ ๓ สตางค์ อายุราว ๕๐ เศษ มียศเป็นนายนาวาเอก ไว้หนวดเครารุงรัง ปากคาบกล้องยาเส้นท่าทางภาคภูมิและไว้ตัว ตามนิสสัยของชาวอังกฤษ

กิมหงวนแหงนหน้ามองดูเครื่องบินทั้งสอง ซึ่งเฉียดศีร์ษะเขาไปแล้วพูดกับผู้บังคับการเรือ

"ท่านเป็นผู้บังคับการใช่ไหม? "

ฝรั่งเหลาเหย่พะยักหน้า

"ถูกแล้ว"

"ท่านชื่ออะไร? "

"ไม่บอกโว้ย" กัปตันตวาดแว๊ด

กิมหงวนหัวเราะ

"ไม่บอกพ่อยิงสะดือทะลุเลย เร็ว-บอกมา แกชื่ออะไร? "

นายตาน้ำข้าวสบถสาบานในลำคอ แล้วตอบอย่างเสียไม่ได้

"นายนาวาเอกแย็กสัน"

อาเสี่ยพะยักหน้าหงึกๆ ปรารภขึ้นเป็นภาษาไทย

"หน้าตาคล้ายๆ เกี๊ยะ"

ผู้บังคับการโจ้ภาษาไทยกับกิมหงวนทันที

"มึงน่ะซี หน้าคล้ายเกี๊ยะ"

กิมหงวนทำคอย่น แล้วหัวเราะก้าก

"แล้วกัน นึกว่าพูดไทยไม่เป็น ฉิบหาย-เฮ้-ว่าไงกัปตัน แกเป็นชะเลยของฉันแล้วไม่ใช่หรือ? "

กัปตันทำหน้าเหมือนม้าหมากรุก

"เออซีวะ"

อาเสี่ยอมยิ้ม ชี้มือไปที่ขอบฟ้าข้างหน้า ซึ่งหมู่เรือรบของเรากำลังแล่นตรงเข้ามา

"โน่น-แกเห็นไหม พริกกะเกลือมาโน่นแล้ว พวกแกจะต้องถูกจิ้ม ถามจริงๆ เถอะวะ ทำไมแกถึงทะเล้นเข้ามาในอ่าวไทย? "

"ไม่รู้โว้ย ถามเอาส้นตีนอะไรก็ไม่รู้"

กิมหงวนชักฉิว

"เดี๋ยวพ่อถีบหงายท้องเลย พูดดีๆ ให้ส้นตีน ทำเป็นผู้บังคับการเรือจ้างไปได้ เฮ้ย-เรียกพวกแกขึ้นมาบนดาดฟ้าให้หมด"

น.อ.แย็กสันสั่นศีร์ษะ

"แกไปเรียกเอาเองซี"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"เออ-ตามใจ ประเดี๋ยวเรือรบที่แล่นมาโน่น คงนำเรือยนตร์มารับพวกแกที่อยู่บนดาดฟ้านี่ไปที่เรือของเรา และเรือลำนี้ก็จะเป็นเป้าให้พวกเราซ้อมยิงตอร์ปิโด ถ้าแกไม่อยากให้พวกแกตาย ก็เรียกเขาขึ้นมา"

ผู้บังคับการเรือดำน้ำสะดุ้งเล็กน้อย สั่งทหารในบังคับบัญชาคนหนึ่งให้ลงไปตามทุกๆ คนขึ้นมาบนดาดฟ้า

ไม่ถึง ๑๐ นาที พลประจำเรือดำน้ำ 'มาลายา ๕' ก็ขึ้นมาหมด กิมหงวนใช้อำนาจปืนพกบังคับให้เข้าแถวเรียงสอง แล้วออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด

"พวกแกต้องยืนอยู่ในท่าตรงเช่นนี้ ถ้าใครขัดคำสั่งพ่อทิ้งลูกระเบิดจมเรือให้ตายห่าหมดเลย"

แล้วกิมหงวนก็เก็บปืนพกใส่ซอง เผ่นแผล็วไปที่เครื่องบินของเขา ปีนป่ายขึ้นนั่งประจำที่คนขับ จัดแจงคาดเข็มขัดรัดตัว

จ.อ.ต่วยพูดขึ้นเบาๆ

"หมั่นไส้ฉิบหายเลย ถุย! "

เปรตเวหาสะดุ้งเฮือก หันขวับมาทางพลปืนหลังของเขา

"แกว่าใครวะ ต่วย? "

จ่าเอกต่วยค้อนควับ

"ผมว่าอ้ายพวกทหารเรืออังกฤษนั่น อย่าหาเรื่องกะผมหน่อยเลยน่า"

กิมหงวนทำปากหมุบหมิบ เร่งเครื่องยนต์บังคับเครื่องบินทะเลหมายเลข ๓ วิ่งไปตามพื้นน้ำอย่างรวดเร็ว สักครู่หนึ่งก็ลอยขึ้นสู่อากาศ

เรือลาดตระเวนพระนคร กับเรือตอร์ปิโดทั้งสามมาถึงแล้ว เสียงไชโยของทหารเรือไทยดังลั่นทะเล ทุกๆ คนตื่นเต้นแปลกใจในความสามารถอาจหาญของสามเกลอยิ่งนัก ที่จับเรือดำน้ำของข้าศึกได้โดยละม่อม

หลวงชำนาญฯ สั่งหยุดเรือ 'พระนคร' เรือตอร์ปิโดอีก ๓ ลำ ก็หยุดลอยลำเช่นเดียวกัน เสียงไชโยยังไม่สิ้นสุด เรือยนตร์ประจำเรือ 'พระนคร' ๒ ลำถูกหย่อนลงน้ำ เพื่อมารับชะเลยไปไว้บนเรือเรา ท่านผู้บังคับการปลื้มใจเหลือที่จะกล่าว ท่านสั่งให้ต้นเรือบอกพนักงานวิทยุเรียก

เครื่องบินทั้งสาม

พล, นิกร, กิมหงวน บังคับเครื่องบินร่อนลงสู่พื้นน้ำโดยสวัสดิภาพ ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง แล้วเครื่องบินหมายเลข ๑-๒-๓ ก็แล่นเข้ามาเทียบเรือ 'พระนคร'

สามเกลอและเครื่องบินของเขา ถูกกว้านขึ้นบนเรือลาดตระเวนด้วยปั้นจั่นขนาดใหญ่ ชั่วเวลาเพียงครู่เดียวก็สำเร็จเรียบร้อย เสืออากาศทั้งสาม กับพลปืนหลังปีนลงมาจากที่นั่ง ท่านผู้บังคับการยื่นมือให้สัมผัสส์ทีละคน

"เก่งมาก-เก่งมาก ผมไม่นึกเลยว่าคุณสามคน จะกล้าหาญชาญชัยอย่างนี้ ผมขอแสดงความยินดีในความสำเร็จผลของคุณ"

สามสหายยิ้มแป้น พลได้เรียนให้ท่านทราบถึงการต่อสู้กับเรือดำน้ำของข้าศึกโดยละเอียด หลวงชำนาญฯ รู้สึกบูชาสามเกลอของเราทันที

หลังจากนำชะเลยจากเรือดำน้ำมาขึ้นเรือ 'พระนคร' เรียบร้อยแล้ว หมู่เรือรบของเราก็ออกเดินทางบ่ายหน้ากลับฐานทัพ หลวงชำนาญฯ สั่งต้นตอร์ปิโดจัดการทำลายเรือดำน้ำ 'มาลายา ๕'. ในระยะห่าง

๑,๒๐๐ เมตร

ลูกตอร์ปิโดกะทบเรือดำน้ำข้าศึก ระเบิดสนั่นหวั่นไหว 'มาลายา ๕' จมลงสู่ก้นอ่าวไทยอย่างรวดเร็ว เสียงไชโยของทหารประจำเรือรบทั้งสี่ลำดังลั่น เสืออากาศทั้งสามยืนยิ้มแป้น อยู่ข้างหลังผู้บังคับการที่สะพานเดินเรือ.

จบตอน