พล นิกร กิมหงวน 204 : เย้ยพระยม

สตู๊ดเก๋งคลานมาตามถนนราชดำเนินอย่างแช่มช้า พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถโดยเฉพาะนิกรนั่งบนตักเสี่ยหงวน ส่วนตอนหน้ารถเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งคู่กับเจ้าแห้วซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับตลอดกาล คณะพรรค ๔ สหายตั้งใจจะมาชมกิจการค้าของคนไทย อ.ม.ร.

(องค์การทหารไม่เคยรบ) ซึ่งเป็นดีพ๊าทเม้นท์สโตร์เปิดทำการค้าเมื่อวานนี้มีสภาพคล้ายกับร้าน อ.จ.ส. นั่นเอง แต่มีสินค้ามากกว่า และมีคนขายสวยกว่า เพราะผู้อำนวยการได้พยายามคัดเลือกผู้ที่ผ่านเข้ารอบการคัดเลือกนางงามมาเป็นพนักงานขายของตลอดจนแคชเชียร์และ

ปฏิคม

พอรถผ่านหน้าร้าน อ.ม.ร. เสี่ยหงวนก็ชะโงกหน้าพูดกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย หยุดๆๆ หยุดหน้าร้านทางซ้ายนั่น"

เจ้าแห้วผ่อนคันน้ำมันทันที

"รับประทานร้านไหนครับ"

"โน่น ร้านนั้น นั่นยังไง ล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บเห็นไหม"

เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาถลึงตามองดูกิมหงวน

"เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง อย่ากระเซ้าโว้ย แดดกำลังร้อน"

นิกรทำหน้าเบ้ เอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับกิมหงวน

"คนหัวล้านเวลาแดดร้อนโมโหร้าย อย่าไปยั่วเย้าเดี๋ยวแกจะเจ็บตัว"

สตู๊ดเก๋งแล่นเข้าไปชิดขอบถนนและหยุดนิ่งหน้าร้าน อ.ม.ร. มีรถยนต์เก๋งงามๆ จอดอยู่หลายคัน ภายในร้านประชาชนแน่นขนัด กำลังเลือกสินค้านานาชนิด คณะพรรค ๔ สหายพากันลงจากรถ กิมหงวนเดินนำหน้าพาเข้าไปในร้านท่ามกลางความเบียดเสียดเยียดยัดของประชาชน

"องค์การทหารไม่เคยรบ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "อือ เข้าทีมาก อย่างนี้สิถึงจะเรียกว่าดีพ๊าทเม้นท์สโตร์ เพราะมีสินค้าสารพัด พวกเราควรจะอุดหนุนเขาบ้าง ซื้อข้าวของติดมือไปคนละเล็กละน้อย ทหารที่ไม่เคยออกรบ ก็มีส่วนสำคัญในการรบเหมือนกัน เพราะในยามปกติไม่มี

สงคราม ทหารก็ต้องรับการฝึกหัดอบรมสั่งสอน"

พลกล่าวถามดร.ดิเรกเบาๆ

"แกจะซื้ออะไรหมอ แหม คนขายตละคนเช้งวับเชียวโว้ย ยิ้มหวานเสียด้วย ท่าทางสุภาพน่ารัก ไม่เย่อหยิ่งจองหองเหมือนกับร้านค้าบางแห่ง"

"กันอยากจะซื้อยาเปเต็นท์และเครื่องเวชภัณฑ์บางอย่าง โอ้โฮ เครื่องยนต์ รถยนต์ จักรยานยนต์มีขายพร้อม เวอรี่กู๊ด ถ้ามีห้างอย่างนี้ในพระนครสัก ๑๐ แห่ง ประชาชนก็คงจะสะดวกสบายมาก ไม่ต้องไปเที่ยวหาซื้อของ อยากจะได้อะไรก็ตรงมาที่นี่"

นิกรหยุดชะงักหน้าตู้โชว์ตู้หนึ่ง ซึ่งในตู้เต็มไปด้วยเครื่องสำอางและเครื่องอุปโภคบางอย่าง เขายิ้มให้หญิงสาวพนักงานขายของ

"แปรงสีฟันด้ามนี้ขอหน่อยซีครับ"

พนักงานขายของหัวเราะคิ๊ก

"ไหนคะ ที่คุณชี้น่ะมันแปรงขัดรองเท้านี่คะ ไม่ใช่แปรงสีฟันหรอกค่ะ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"นั่นแหละครับ ผมใช้อย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรมาแล้ว แปรงเบาๆ ๒-๓ ทีเหงือกหลุดออกมาเลย หยิบห่อให้ผมสักอันเถอะครับ"

แม่คนนี้คงจะหน้าเป็น หล่อนหัวเราะจนหน้าแดง ก้มลงหยิบแปรงขัดรองเท้าขนาดเล็กออกมาจากตู้ จัดแจงห่อและเขียนบิล

"๕ บาท ๕๐ สตางค์ค่ะ"

"แหม แพง" นิกรคราง

"ไม่แพงหรอกค่ะ ราคาขายตามท้องตลาดสำหรับแปรงยี่ห้อนี้ก็เท่ากันแหละค่ะ ของที่นี่รับรองว่าไม่แพงกว่าที่อื่น"

นิกรส่งธนบัตร ๑๐ บาทให้หล่อน พนักงานขายของกดกริ่งเรียกเด็กรับใช้และส่งบิลกับเงินให้ หล่อนจัดแจงห่อแปรงส่งให้นิกร นายจอมทะเล้นก็เลยถือโอกาสจีบพนักงานสาวผู้นี้

ดร.ดิเรกขอปลีกตัวไปทางแผนกยารักษาโรคและเครื่องเวชภัณฑ์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกไปดูแผนกเครื่องยนต์ ตั้งใจจะซื้อเครื่องตัดหญ้าให้เป็นของขวัญวันเกิดของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หนึ่งเครื่อง

พลกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วเดินชมสิ่งของต่างๆ ซึ่งจัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยงามตา กิมหงวนมัวแต่ชมเพลินเครื่องวิทยุและเครื่องขยายเสียง จึงกระแทกไหล่กับกระทาชายนายหนึ่งเข้าโดยไม่มีเจตนา

ชายร่างเล็กริมฝีปากเขียวไว้ผมยาวเฟื้อยเหมือนทาร์ซาน สวมเสื้อเชิ้ตดำขาดวิ่นและนุ่งกางเกงขาสั้นสีน้ำตาลเก่าคร่ำคร่าหันควับมามองดูอาเสี่ยอย่างเคืองๆ

"อ้าวๆ พี่ชาย อย่าน่า จะมาแซ้งคนอย่างกันน่ะไม่ได้แอ้มละเพื่อน ดูหน้าเสียก่อนซีโว้ย หนอย แกล้งกระแทกไหล่จะล้วงกระเป๋า"

อาเสี่ยลืมตาโพลง แล้วเขาก็หัวเราะก้าก

"คนอย่างอั๊วน่ะเรอะจะล้วงกระเป๋าลื้อ"

นายคนนั้นขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"อย่างลื้อนี่แหละ แต่งตัวหล่อๆ ยังงี้ละสำคัญนัก ปู้โธ่ ประเดี๋ยวพ่อเอตำรวจรวบเสียเลย"

แทนที่จะฉิวกิมหงวนกลับหัวเราะงอหาย ทำให้พลอดหัวเราะไม่ได้ เจ้าแห้วเดินเข้าไปหากระทาชายผู้นั้น แล้วกระซิบบอก

"เฮ้ย เจ้านายของกันที่แกเข้าใจว่าเป็นนักแซ้งน่ะ คืออาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยโว้ย"

นายคนนั้นค้อนเจ้าแห้ว

"อย่ามาทำไก๋หน่อยเลยวะ เคยเห็นโหนรถรางอยู่แถว เอส. เอ.บี. ทุกเช้าเย็น จำหน้าได้หรอกนะ"

พลหัวเราะหึๆ ยกมือจับแขนกิมหงวน

"ไปเถอะโว้ยอ้ายหงวน ประเดี๋ยวหมอนั่นเกิดบอกโปลิศจับแกจะเดือดร้อน กว่าตำรวจจะรู้ว่าแกเป็นใครแกก็ต้องแกร่วอยู่ในโรงพักหลายชั่วโมง"

๒ สหายกับเจ้าแห้วพากันเดินตรงไปยังแผนกยานพาหนะซึ่งอยู่ซ้ายสุด มีทั้งรถยนต์เก๋ง รถบรรทุก รถจักรยานยนต์ รถจักรยานและรถแทร๊กเตอร์ นิกรร้องตะโกนโหวกๆ แล้ววิ่งตามมา

จักรยานยนต์ อาร์. อี. เอส. แบบใหม่เอี่ยมและทันสมัยที่สุด พ่นสีอย่างงดงามตั้งโชว์เรียงกันอยู่ ๕ คัน มันเป็นรถจักรยานยนต์แบบสปอร์ต ซึ่ง อ.ม.ร. สั่งเข้ามาขายเป็นพิเศษ ไม่เคยมีปรากฏในเมืองไทยเลย

กิมหงวนรู้สึกพอใจในรูปร่างอันสวยงามของมันมาก พาพลกับนิกรเข้าไปดูใกล้ๆ มีแผ่นป้ายเล็กๆ เขียนไว้ว่า

"กรุณาอย่าแตะต้อง"

"อือ แบบนี้เข้าทีโว้ย ทำไอเสีย ๒ ท่อชุบโครเมี่ยมแน่ไปเลย นี่ถ้ากันยังหนุ่มกว่านี้สักหน่อยรับรองเป็นซื้อแน่"

นิกรสั่นศีรษะไม่เห็นพ้องด้วย มือของเขาหยิบถั่วลิสงต้มใส่ปาก สวนสายตามองดูจักรยานยนต์ อาร์. อี. เอส.

"ไม่ไหว ๑๘,๐๐๐ บาท แพงตายโหงราคาเกือบเท่ารถยนต์ แล้วก็อันตรายไม่ปลอดภัย ดีไม่ดีหูหลุดหน้าตาแหกหรือม่ายก็ม่องเท่งเลย ดูเจ้าชัชวาลเป็นไร โครมเดียวตายห่า เมียร้องไห้ขี้มูกโป่งเนื่องจากเจ้าชัชขี่สวี๊ทสว๊าทเกินไป

กิมหงวนผิวปากเบาๆ เอื้อมมือลูบคลำตัวถัง และแฮนเดิล แล้วเขาก็ลองกดปุ่มแตรดู เสียงแตรไฟฟ้าดังกังวานลั่นห้อง ใครต่อใครเหลียวมาดูกิมหงวนเป็นตาเดียว

พนักงานขายของร่างสูงใหญ่แต่งกายสะอาดหมดจดเดินปราดเข้ามาหา ๓ สหายอย่างเคืองๆ ตามสันดานของเขาที่คิดว่าตนนั้นใหญ่ยิ่ง

"ใครกดแตร"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่กันโว้ย อย่ามามองหน้ากันเลย"

กิมหงวนโพล่งขึ้น

"อั๊วกดเอง ขอโทษทีพี่ชาย นึกว่าไม่มีแบ๊ตเตอรี่ก็ลองกดเล่น"

พนักงานขายของแสดงสีหน้าไม่พอใจ เขามองดูอาเสี่ยจากศีรษะตลอดจนปลายเท้า แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงกระโชกกระชาก

"นัยน์ตาคุณบอดรึ เห็นป้ายนี่ไหมเขาเขียนไว้ว่าอย่างไร ห้ามไม่ให้ถูกต้อง"

คราวนี้พล พัชราภรณ์ก็เดือดดาลขึ้นมาทันที

"ใครเป็นคนห้าม"

"ผู้จัดการห้าม"

"ดีแล้ว คุณไปตามผู้จัดการมาพบกับผมหน่อยเถอะ ให้ดิ้นตาย คนไทยเราขายของมักจะเป็นอย่างนี้แหละ แล้วก็ร้องแรกแหกกระเฌอว่าคนไทยไม่อุดหนุนไทย ธรรมดาของซื้อของขายมันก็ต้องแตะต้องลูบคลำได้บ้าง อย่าว่าแต่รถจักรยานเลย เพชรเขายังให้จับต้องได้"

คนขายของแสยะยิ้ม ยกมือเท้าสะเอวมองดูหน้านายพัชราภรณ์

"คุณจะซื้อหรือ"

พลอยากเตะเจ้าหมอนี่ทันที เขานึกติเตียนผู้อำนวยการบริษัทนี้ที่ให้คนเช่นนี้เป็นคนขายของ

"นั่นมันเกี่ยวกับความพอใจของผม ถ้าผมพอใจอาจซื้อก็ได้"

นายคนนั้นหัวเราะก้าก

"คันละหมื่นแปดพันนะคุณ"

คราวนี้ เลือดแห่งความมีสตางค์ของเสี่ยหงวนเดือดพล่านทันที ใบหน้าของอาเสี่ยแดงก่ำ หูแดง นัยน์ตาแดง เสี่ยหงวนเอื้อมมือกดแตรอีก และกดเป็นเสียงยาวสนั่นหวั่นไหว

"ปิ๊น-ปิ๊นๆๆ ปิ๊น---น"

"คุณจะบ้าเรอะ" คนขายของเอ็ดตะโรลั่น "หยุดโว้ย แล้วกัน"

กิมหงวนยิ้มด้วยมุมปากข้างขวาข้างเดียว เดินเข้ามาหยุดเผชิญหน้าคนขายของ

"ของซื้อของขายทดลองดูไม่ได้หรือคุณ"

คนขายของขมวดคิ้วย่น

"หน้าอย่างคุณมีเงินซื้อเรอะ"

อาเสี่ยแหกปากหัวเราะ

"มีเงินซื้อเรอะ" เขาทวนคำช้าๆ ถุย-อ้ายชักโครก ก่อนจะพูดดูหน้ากันก่อนซีโว้ย อ้ายขี้เรื้อนรถ ๕ คันนี้น่ะคันละเท่าไร บอกเตี่ยให้ชื่นใจหน่อยซี"

"คันละหมื่นแปดพัน"

"ฮ่ะ ฮ้า" เสี่ยหงวนหัวเราะลั่น "๕ คันนี้ซื้อเงินสดให้เท่าไร ว่ามา"

คนขายของหัวเราะ เข้าใจว่ากิมหงวนโม้ส่งเดช

"อย่าถามราคาเลยครับ เอาแต่เพียงคันเดียวก็แล้วกัน คุณซื้อไหมล่ะ ผมลดให้ เอาหมื่นหกพันเท่านั้น"

กิมหงวนยกมือชี้หน้าแล้วหัวเราะ

"นี่ลื้อคิดว่าคนอย่างอั๊วไม่มีเงินซื้อมอเตอร์ไซ ๕ คันนี้ยังงั้นหรือ ชะชะ อย่าว่าแต่รถ ๕ คันนี้เลย อั๊วอาจจะซื้อสินค้าทั้งห้าง และซื้อตึกหลังนี้ให้หมาที่บ้านอั๊วมาขี้เล่นโก้ๆ ก็ยังได้"

คนขายของหัวเราะขบขัน ก้มศีรษะคำนับเสี่ยหงวนแล้วแกล้งพูดขึ้น

"ข้าแต่ท่านมหาเศรษฐี ซื้อรถจักรยานยนต์คันนี้ให้ผมดูเป็นขวัญตาหน่อยเถอะครับ"

กิมหงวนขบกรามกรอด คว้าหน้าอกเสื้อคนขายของเขย่า

"อ้ายน้องชาย แกบอกกันหน่อยเถอะวะ คนในเมืองไทยคนไหนที่ร่ำรวยที่สุด บอกกันซี"

เจ้าหนุ่มอมยิ้ม

"คนที่ร่ำรวยที่สุดก็อาเสี่ยกิมหงวนน่ะซีครับ"

"นั่นแหละ อั๊วเอง"

คราวนี้คนขายของหัวเราะเหมือนกับมีใครเอามือมาจี้เอวเขา เขาหัวเราะอย่างขบขันจริงๆ

"คุณน่ะรึ อาเสี่ยกิมหงวน เอ-ผมจะช่วยคุณอย่างไรดี คุณไม่สบายก็กลับไปนอนพักผ่อนเสียเถอะครับ"

กิมหงวนทำคอย่น

"เฮ้ย ไม่ใช่เรื่องตลกโว้ย เรื่องจริงๆ อั๊วเองอาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย"

คนขายของยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แต่ผมเคยได้ยินกิตติศัพท์ว่า อาเสี่ยกิมหงวนกล้าฉีกแบ๊งก์เล่นทีละพันสองพัน ถ้าคุณเป็นอาเสี่ยกิมหงวนจริงๆ แล้ว แสดงให้ผมดูหน่อยเป็นไงครับ เอาเพียงร้อยบาทเท่านั้น"

กิมหงวนโกรธจนตัวสั่น เขาล้วงกระเป๋าหยิบกางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมขยุ้มหนึ่งออกมาอวดคนขาย แล้วเสี่ยหงวนก็ร้องประกาศขึ้นดังๆ คล้ายกับเจ๊กกอเอี๊ยะที่ท้องสนามหลวง

"ดูนี้ ข้าพเจ้าอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีหนุ่มรูปหล่อจะฉีกใบละร้อยปึกนี้ให้ชมเป็นขวัญตา ดู ไม่ใช่เล่นกล ฉีกจริงๆ โว้ย"

ประชาชนที่แลเห็นเหตุการณ์ต่างตกตะลึงลืมตาโพลง กิมหงวนฉีกธนบัตรปึกนั้นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยแล้วขว้างหน้าพนักงานขายของ

"นี่แน่ะ แกดูถูกฉันมากนัก คราวนี้แกคงรู้แล้วสินะว่าฉันคืออาเสี่ยกิมหงวนนักฉีกแบ๊งก์ผู้เรืองนามของโลก"

ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาดร.ดิเรกวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา

"อะไรกันโว้ยหงวน" ท่านเจ้าคุณร้องถาม

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง นัยน์ตาขวาง ริมฝีปากแบะยื่นน่ากลัว กิริยาของท่านมหาเศรษฐีหนุ่มเหมือนกับคนที่เหน็ดเหนื่อย

"คนอื่นไม่ต้องเกี่ยว เรื่องของผม" กิมหงวนตวามแว๊ด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น ฝืนยิ้มให้เสี่ยหงวน

"นี่อาแกนะโว้ย ไม่ใช่คนอื่น"

คราวนี้กิมหงวนยิ้มออกมาได้ มองดูเพื่อนเกลอของเขากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง

"มีอย่างที่ไหนครับคุณอา ผมกดแตรรถมอเตอร์ไซนิดเดียวเท่านั้นเอ็ดตะโรลั่น"

"ใคร" เจ้าคุณถามเสียงหนักๆ "คนขายของเรอะ"

"ครับ อ้ายหน้าปลาจวดยืนอยู่นี่แหละครับ หนอยพูดจาดูถูกว่าผมไม่มีเงินซื้อรถสับปะรังเคนี่ราคาเพียงคันละหมื่นแปดพันบาทเท่านั้นเอง ผมอุตส่าห์แสดงตัวให้รู้ว่าผมคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีมันยังพูดดูถูกผมอีก"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานเลวมาก คนอย่างอาเสี่ยเห็นแต่เพียงรอยเท้า รับประทานก็ควรจะรู้ว่าเป็นรอยเท้าของมหาเศรษฐี รับประทานอ้ายนี่มาตาเสียเปล่า แต่หามีแววไม่"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก ปลื้มใจในคำยอของเจ้าแห้ว รีบล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรขยุ้มหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าแห้ว

"ฉีกแบ๊งก์ปาหน้าอ้ายหมอนี่หน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกนัยน์ตาวาวโรจน์ เขารับธนบัตรมาจากมือเสี่ยหงวนแล้วยกมือชี้หน้าคนขายของ ซึ่งยืนตีหน้าปูเลี่ยนๆ

"เฮ้ย-ลื้อน่ะมีตาเหมือนตาตุ่ม รู้ไหมว่าท่านผู้นี้เป็นนารายณ์อวตาลลงมา"

กิมหงวนหัวเราะ แต่แล้วก็หยุดหัวเราะทันทีทันควัน

"มากไปโว้ย อ้ายแห้ว เอาแต่พอหอมปากหอมคอเถอะวะ"

เจ้าแห้วหันมายิ้ม

"รับประทานยังงี้เอาไหมครับ" แล้วเจ้าแห้วก็ยกมือชี้หน้าคนขายของ

"คุณรู้ไหมว่าท่านผู้นี้ไม่ใช่คนเหมือนอย่างเรา"

คนขายของฝืนหัวเราะ

"ครับ ผมรู้แล้วว่าไม่สบายมาก ผมไม่ถือหรอกคุณ รีบพาเขาออกไปจากร้านเราเถอะครับ"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทานลั่น "นี่แกนึกว่ากันเป็นบ้ายังงั้นรึ เฮ้ย-เข้าใจกันว่ายังไงวะ"

คนขายของก้มศีรษะเล็กน้อย

"เข้าใจว่าคุณมาแกล้งอวดเบ่งเศรษฐีเพื่อให้พนักงานสาวๆ ในห้างนี้มีความเลื่อมใสในตัวคุณ หรือคุณจะซื้อจักรยานยนต์คันนี้จริงๆ ก็ว่ามา"

กิมหงวนยืนนับหนึ่งถึงสองร้อยเพื่อดับโมโห แต่ถึงกระนั้นเขายังยีนขบกรามเสียงกร้วมๆ ด้วยความเดือดดาล

"เงินสดคันละเท่าไรวะ"

"หมื่นหกพันขอรับใต้เท้า"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"หมื่นหกพัน ฮะฮ้า ดีแล้ว เขียนบิลเงินสดมาเดี๋ยวนี้ ฉันซื้อหมดทั้ง ๕ คันนี้แหละ"

พล พัชราภรณ์เห็นท่าไม่เป็นการก็ยกมือเขี่ยแขนเสี่ยหงวน

"แกอย่าบ้าไปหน่อยเลยวะ คนขายของเขาไม่มีเจตนาจะลบหลู่ดูหมิ่นแกหรอก แกกดแตรหนวกหูคนอื่นเขาก็ห้ามปรามแก นี่มันในร้านค้าโว้ย ไม่ใช่ถนนหลวง"

อาเสี่ยโบกมือ

"อย่าพูด อย่าพูด เดี๋ยวจะเจ็บตัว น้ำกำลังเชี่ยว อย่าขวางเรือโว้ย" แล้วกิมหงวนก็แหกปากตะโกนลั่น "กันต้องซื้อรถมอเตอร์ไซทั้ง ๕ คันนี้ แกเห็นไหมเล่า ใครๆ เขากำลังมองดูกันอย่างยิ้มเยาะ คล้ายกับเขาไม่เชื่อว่าอาเสี่ยกิมหงวนจะมีเงินพอที่จะซื้อรถทั้ง ๕ คันนี้ได้"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ซื้อเอาไปทำไมวะตั้ง ๕ คัน"

"ซื้อเอาไปให้หมาที่บ้านมันขี่เล่น"

นิกรอมยิ้ม

"หมามันขี่ได้หรือวะ"

กิมหงวนทำตาเขียว

"หมาไม่ขี่กูขี่เอง แจกพวกเราคนละคัน คุณอาอีกหนึ่งคันขี่เที่ยวกันให้รอบกรุงผลาญน้ำมันเล่นสนุกๆ เฮ้เขียนบิลซีโว้ย" พูดจบมหาเศรษฐีหนุ่มล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสมุดเช็คออกมา

พนักงานขายของหัวเราะอย่างเยาะเย้ย

"ใต้เท้าขอรับ สมุดเช็คน่ะใครก็มีได้ แต่ตัวเงินในแบ๊งก์ซีครับ ไม่มีใครรู้ว่าใต้เท้ามีหรือไม่มี อย่าตลกกับผมเลยครับ ผมไม่ได้ว่าอะไรหรอก ไปเถอะครับ เกะกะหน้าร้านเปล่าๆ " คราวนี้กิมหงวนโมโห จนกระทั่งอาเจียนออกมาเป็นโลหิต เข้าก้มหน้าอ้วกลงกระโถน เจ็บช้ำน้ำใจ

แสนสาหัส นายคนขายของคนนี้ดูหมิ่นเขาอย่างที่สุด"

"หมายความว่า แกกลัวว่ากันจะไม่มีเงินในแบ๊งก์ใช่ไหม" เสี่ยหงวนถามเสียงกร้าว

"แน่นอนขอรับกระผม"

"ฮื่อ ถ้ายังงั้นแกโทรศัพท์ไปถามแบ๊งก์เดี๋ยวนี้ จะเป็นแบ๊งก์ไหนก็ได้ เพราะกันมีเงินฝากทุกๆ แบ๊งก์ ถามเขาดูซีว่า อาเสี่ยกิมหงวนมีเงินฝากไหม"

คนขายของอมยิ้ม

"แต่ระเบียบของธนาคาร เขาจะไม่ยอมเปิดเผยความจริงในเรื่องนี้ให้ใครทราบเป็นอันขาด ถ้าหากว่าใต้เท้ามีเงินพอที่จะซื้อรถจักรยานยนต์ทั้ง ๕ คันนี้ได้ละก้อ จ่ายเงินสดเป็นยังไงครับ"

"เงินสด" กิมหงวนคำราม "พ่อมึงน่ะซีพกเงินสดตั้งร่วมแสนจะได้ถูกจี้ตายห่า เฮ้ย-อ้ายแห้ว เอ็งเอารถบึ่งไปบ้านเดี๋ยวนี้ บอกนวลลออให้มอบเงิน ๑ เข่ง เอาเข่งใหญ่ที่อยู่ใต้เตียงนะ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของประชาชนที่ห้อมล้อมมองดูเสี่ยหงวนดังขึ้นทันที ไม่มีใครเชื่อว่าอาเสี่ยเป็นมหาเศรษฐีจริงๆ ต่างเข้าใจว่ากิมหงวนเป็นโรคจิต

"รับประทานเอาเข่งเดียวหรือครับ"

"เออ-เอาเข่งใหญ่"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมชั่งเจ๊กขายขวดมาขายไปแล้วครับ"

เสียงหัวเราะของใครต่อใครดังขึ้นพร้อมๆ กัน เสี่ยหงวนลืมตาโพลงจ้องมองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"อ้ายแห้ว"

"ครับ"

"เงินของข้า ที่อยู่ในเข่งซ่อนไว้ใต้เตียงนอนของข้าน่ะเรอะที่เอ็งเอาไปชั่งกิโลขายเจ๊กมาขายขวด"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"อ๋อ รับประทานสิ้นเคราะห์ไปที รับประทานผมนึกว่ากระดาษหนังสือพิมพ์ในห้องใต้ถุนบันได"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไป-เอารถบึ่งไปบ้านเดี๋ยวนี้ เอาเงินมาให้ข้า ๑ เข่ง เข่งใหญ่บรรจุเงินแสนบาทพอดี อ้อ-ลำบากนักก็เอาเข่งเล็กก็ได้โว้ย เข่งเล็กมีธนบัตรใบละร้อยบาทล้วนเข่งละแสนบาทเหมือนกัน"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย

"รับประทานผมจะไปเดี๋ยวนี้แหละครับ" พูดจบเจ้าแห้วก็พาตัวเดินออกไปจากที่นั้น

เสียงพึมพำดังขึ้น ในหมู่ประชาชนที่ห้อมล้อมมองดูมหาเศรษฐีหนุ่ม ขณะนั้นชายกลางคนร่างสูงใหญ่คนหนึ่งแต่งกายแบบสากลเรียบร้อย ได้เดินตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย ท่านผู้นี้คือนายทหารกองหนุน พ.อ.หลวงไพรีวันทา ผู้อำนวยการร้าน อ.ม.ร (องค์การทหารไม่เคยรบ) นี้

รู้จักคุ้นเคยกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นอย่างดี

หลวงไพรีฯ ยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลงรีบรับไหว้

"สวัสดี คุณหลวง ยังไง ไม่ได้พบกันหลายปีแล้ว คุณหลวงไปไหนมา"

หลวงไพรีฯ กล่าวตอบเบาๆ

"กระผมเป็นผู้อำนวยการ อ.ม.ร. ครับ"

"อ้าว-งั้นเรอะ ผมเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เอง เห็นเขาลือกันว่าคุณหลวงเป็นอหิวาต์ตายเมื่อปีก่อน"

หลวงไพรีฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"คนละคนครับ" ผู้อำนวยการร้านค้าองค์การทหารไม่เคยรบพูดขึ้นโดยเร็ว "ใต้เท้าเข้าใจผิดแล้ว นั่นหลวงไพรีศิโรราบครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"อ้อ ผมนึกว่าคุณหลวงเสียอีก เมื่อต้นปีนี้ผมได้รับบัตร ส.ค.ส. ของคุณหลวงผมยังแปลกใจ นึกชมเชยกิจการไปรษณีย์ของเมืองนรก ที่แท้คุณหลวงยังไม่ตาย"

หลวงไพรีฯ ฝืนหัวเราะ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับใต้เท้า สุภาพบุรุษ ๓-๔ คนนี่..."

"ลูกหลานของผมเอง เฮ้-พวกเรา รู้จักกับท่านผู้อำนวยการ อ.ม.ร. เสียหน่อยซี ท่านผู้นี้หลวงไพรีวันทา คุณหลวงโว้ย เอ๊ย-ขอโทษ คุณหลวงครับ เจ้า ๒ คนนี่ลูกเขยผม คนนี้ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงฤทธิ์ คนนี้นิกร การุณวงศ์ นั่นหลานชายผมลูกของเพื่อนชื่อพล พัชราภรณ์ คนนั้นก็

เหมือนหลานผม อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ มหาเศรษฐีแห่งไทยแลนด์"

หลวงไพรีฯ มองกิมหงวนด้วยความตื่นเต้นสนใจ

"อาเสี่ยกิมหงวน" เขาครางเบาๆ

กิมหงวนก้มศีรษะโค้งคำนับแบบแม็คสิโกหรือสเป็ญ

"ถูกแล้วขอรับ ผมคืออาเสี่ยกิมหงวน ใครๆ เขารู้จักผมทั้งนั้น แต่เจ้าคนขายของของคุณหลวงมันไม่รู้จักผม นอกจากนี้ยังพูดจาดูถูกผมอีก นี่ คุณหลวงดูกระโถนใบนี้ซีครับ ผมเดือดดาลคนของคุณหลวงจนกระทั่งอาเจียนออกมาเป็นโลหิตสดๆ ตั้งครึ่งกระโถน"

หลวงไพรีฯ ทำหน้าตื่น ก้มลงมองกระโถนทันที

"โอ้โฮ ยังกะเลือดหมูเชียวครับ อาเสี่ยถ้าจะโกรธมาก"

"แน่นอน ในชีวิตของผมไม่เคยโกรธใครเหมือนอ้ายเบื๊อกนี่"

ผู้อำนวยการ อ.ม.ร. หัวเราะหึๆ

"เรื่องราวมันเป็นยังไงกัน เล่าให้ผมฟังหน่อยอาเสี่ย ผมจะได้จัดการว่ากล่าวโทษให้ อ.ม.ร. ของเราเพิ่งเปิดใหม่ พนักงานขายของอาจจะบกพร่องในเรื่องกิริยามารยาทและการเอาใจลูกค้า"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"เรื่องมันมีอยู่ว่า ผมเห็นรถจักรยานยนต์เหล่านี้แบบใหม่และแปลกตารู้สึกพอใจ ลองกดแตรเล่นนึกว่าไม่มีแบ๊ตเตอรี่ เจ้านายคนนี้วิ่งเข้ามาทะเลิ่กทะลั่กเข้ามาเอ็ดตะโรผม ว่าผมต่างๆ นานา ด่าแม่ผมด้วยครับ"

คนขายของสะดุ้งสุดตัว ใบหน้าของเขาซีดเผือด

"อ้าว-อย่าปรักปรำผมให้เกินความจริงซีครับ"

หลวงไพรีฯ ทำตาเขียวกับคนของเขา

"ไม่ต้องพูดอะไร ยืนเฉย" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน "คนของผมดุอาเสี่ยแล้วก็ด่าแม่ในฐานที่บีบแตร"

"ครับ ถูกแล้ว เขกหัวผมอีก ๒ ที แล้วทำท่าจะเตะผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้ ยกฝ่ามือผลักหน้ากิมหงวนค่อนข้างแรง

"ใส่ไฟเขาเกินไปเสียแล้ว"

"ก็ผมจะเอาให้ออกจากงานนี่ครับ ต้องใส่ไฟมากๆ หน่อย"

หลวงไพรีฯพูดเสริมขึ้น

"เอาแต่เนื้อล้วนๆ เถอะครับ คนของผมได้ล่วงเกินอาเสี่ยอย่างไรบ้าง ผมจะพิจารณาความผิดของเขาเดี๋ยวนี้"

มหาเศรษฐีหนุ่มอมยิ้ม

"ไม่มีอะไรครับ นอกจากคนของคุณหลวงดูหมิ่นผม เข้าใจว่าผมไม่มีเงินซื้อรถจักรยานยนต์ ผมก็เลยแสดงความเป็นเศรษฐีให้ดู คือตกลงใจซื้อมอเตอร์ไซทั้ง ๕ คันนี้ ขณะนี้ผมใช้ให้คนของผมไปเอาเงินที่บ้านมาแล้ว ประเดี๋ยวคงมา บอกให้นายนี่ไปเขียนบิลเงินสดไว้เถอะครับ"

หลวงไพรีฯถอนหายใจหนักๆ

"อาเสี่ยที่รัก อภัยให้ผมเถอะครับ ผมเชื่อทีเดียวว่าอาเสี่ยเป็นมหาเศรษฐีนักฉีกแบ๊งค์นามอุโฆษ ผมได้ยินชื่อเสียงของอาเสี่ยมานานแล้ว ผมจะให้นายประวัติพนักงานขายของคนนี้ขอโทษอาเสี่ย หวังว่าอาเสี่ยคงอภัยให้"

กิมหงวนโบกมือ

"ไม่ได้ๆๆๆ คุณหลวง นายประวัติดูถูกผมมากเกินไป ผมต้องซื้อรถจักรยานยนต์ทั้ง ๕ คนนี้ และผมจะขอซื้อตัวนายประวัติด้วย คุณหลวงจะขายสักเท่าใดว่ามา"

หลวงไพรีฯทำหน้าชอบกล

"ว้า-ผมไม่ใช่พ่อนายประวัตินี่ครับ อาเสี่ยจะซื้อเอาไปทำไม นายประวัติไม่ใช่ชายโสด มีเมีย ๒ คน ลูก ๓ คน แม่ยาย ๒ คน พ่อตาอีก ๑ คน"

"เอาเถอะครับ ผมรับเลี้ยงหมด"

นายประวัติเชื่อแล้วว่า กิมหงวนเป็นมหาเศรษฐีที่ขึ้นชื่อลือนามมาช้านาน เขายกมือไหว้เสี่ยหงวนแล้วยิ้มแห้งๆ

"ประทานโทษ อาเสี่ยจะซื้อผมเอาไปทำไมครับ"

กิมหงวนยืดอกขึ้นในท่าเบ่ง ตอบเสียงหนักแน่น

"ผมต้องการเอาคุณไปเป็นพนักงานเช็ดก้นผม ให้เงินเดือนคุณเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท คุณจะได้รู้ว่า คนอย่างผมมหาเศรษฐีหนุ่ม สามารถจ้างคุณไว้ทำความสะอาดประตูหลังบ้านผม ตกลงไหมล่ะ คุณจะเอาแป๊ะเจี๊ยะเท่าไรว่ามา"

นายประวัติอดหัวเราะไม่ได้

"ง่า-ไม่ไหวครับ ถึงแม้เงินเดือนแพงแต่ตำแหน่งหน้าที่ที่อาเสี่ยจะกรุณาให้ผมมันต่ำเหลือเกิน ผมยังไม่สมัครใจขายตัวของผมหรอกครับ อยู่ที่นี่เงินเดือน ๕๐๐ บาทก็ดีแล้ว อาเสี่ยครับ อย่าโกรธอย่าเคืองผมเลยครับเท่าที่ผมได้แสดงกิริยาดูถูกดูหมิ่นอาเสี่ยไปแล้ว ผมนึกไม่ถึงจริงๆ

ว่าอาเสี่ยคืออาเสี่ยกิมหงวน รถจักรยานยนต์ ๕ คันนี้อย่าซื้อเลยครับ"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทานลั่น "นี่คุณคิดว่าผมไม่มีเงินพอที่จะซื้อรถจักรยานยนต์โกโรโกโส ๕ คันนี่ยังงั้นหรือ"

"บ๊ะแล้ว" นายประวัติร้องขึ้นอย่างหัวเสีย "อาเสี่ยแปลเจตนาผมเป็นร้ายเสมอ"

หลวงไพรีฯ จุ๊ย์ปาก มองดูหน้าคนขายของด้วยความไม่พอใจ

"ไม่ต้องพูดอะไร เมื่อเสี่ยท่านจะซื้อก็แล้วแต่ท่าน แกควรจะรู้ดีว่า อย่าว่าแต่รถจักรยานยนต์ ๕ คันนี่เลย อาเสี่ยกิมหงวนอาจจะซื้อกรุงเทพฯ ทั้งหมดนี่ไว้ให้หมาขี้เล่นก็ได้"

คราวนี้กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก กวาดสายตามองไปรอบๆ ดีพ๊าทเม้นท์สโตร์แห่ง อ.ม.ร. แล้วกระซิบถามผู้อำนวยการ

"พนักสาวของคุณหลวงขายให้ผมไหมล่ะ ผมซื้อคนละหมื่นบาทรวด

หลวงไพรีฯสะดุ้ง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขายไม่ได้หรอกครับ ที่นี่ขายสินค้า แต่เราอาจจะเปิดแผนกขายคนก็ได้ในไม่ช้านี้" แล้วคุณหลวงก็มองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหาย

ดร.ดิเรกยกมือตบบ่ากิมหงวนดังป้าบ

"แกจะซื้อมอเตอร์ไซ ๕ คันนี้จริงๆ น่ะหรือ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ซื้อซีโว้ย ใช้ให้อ้ายแห้วไปเอาเงินแล้ว ถ้ากันไม่ซื้อ นายประวัติจะต้องดูถูกนึกว่ากันเป็นเศรษฐีกำมะลอ ต้องแสดงความเป็นมหาเศรษฐีให้เห็นเสียหน่อย เมื่อวานซืนนี้กันโดนแขกพาหุรัดดูถูกกันหนหนึ่งแล้ว กันสวมกางเกงขาสั้นสวมเสื้อเชิ้ตยับยู่ยี่ พานวลลออเข้าไปในร้าน

ปากร้ายใจดี

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แล้วยังไง"

"เจ้านายห้างมันดูถูกกันน่ะซี กันจะซื้อปาล์มบีชมาตัดกางเกงในสักครึ่งโหล กันก็ถามมันว่า ผ้าปาล์มบีชอย่างดีเยี่ยมมีไหม กันอยากได้ไปตัดกางเกงใน แล้วก็เอาไปทำผ้าขี้ริ้วบ้าง"

พลหัวเราะก้าก

"เจ้าบังว่ายังไง"

"มันก๊อหัวเราะเยาะ แล้วถามกันว่ามีเงินซื้อหรือ ให้ดิ้นตาย ไม่รู้ว่าโมโหมันมาจากไหน กันแย่งตะไกรมาจากมือคนขายของนั่งหั่นผ้าปาล์มบีช และช๊ากสกินเสียหลายพับแล้วควักเงินให้มันไป นอกจากนี้ยังฉีกแบ๊งค์ขว้างหน้ามันเสียอีก ๒๐,๐๐๐ บาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับหลวงไพรีฯ ซึ่งยืนอ้าปากหวอ ฟังกิมหงวนเล่าเรื่องอันน่าตื่นเต้นหวาดเสียว

"มันเป็นยังงี้แหละครับ อ้ายคนนี้เลือดร้อนมากเรื่องอื่นพอจะอภัยให้ได้ แต่เรื่องคนดูถูกว่าไม่มีเงินเป็นไม่ยอม ปีหนึ่งๆ ฉีกแบ๊งค์ขว้างหน้าคนไม่ต่ำกว่า ๕-๖ แสน คุณหลวงคงจะแปลกใจถ้าผมจะบอกว่า เจ้าหงวนเอาเงินใส่ปี๊บใส่เข่งๆ ไว้ที่บ้านราวๆ ๒๐ ล้านเห็นจะได้"

หลวงไพรีฯยิ้มแหยๆ

"ทำไมไม่ฝากธนาคารล่ะครับ"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"ผมมีเงินฝาก อยู่ในธนาคารทุกแห่งในกรุงเทพฯแห่งละหลายล้านบาท ฝากจะกระทั่งแบ๊งค์เขาบอกว่ามากเกินไปเขารับฝากอีกไม่ได้ ผมรวยจริงๆ ครับคุณหลวงไม่ใช่รวยเล่นๆ หรือมีเงินเพียงล้านสองล้านแล้วเที่ยวโม้ว่าเป็นมหาเศรษฐี"

หลวงไพรีฯยอมซูฮกแล้ว

"ง่า...เชิญท่านมหาเศรษฐีและเพื่อนๆ ไปนั่งพักผ่อนที่ห้องรับรองแขกก่อนเถอะครับ นี่ถ้าผมทราบแต่แรกว่าอาเสี่ยจะให้เกียรติมาเหยียบห้างของเรา ผมก็คงสั่งให้พนักงานที่ห้างนี้ยืนเข้าแถวคอยต้อนรับ"

กิมหงวนฝืนยิ้ม

"แฮ่ะ แฮ่ะ ถึงยังงั้นก็มากไปหน่อย"

หลวงไพรีฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายเดินตรงไปยังห้องรับแขก กิมหงวนตกลงใจซื้อรถจักรยานยนต์ทั้ง ๕ คันนี้แล้ว

ในชั่วโมงนั้นเอง กิมหงวนก็ได้เป็นเจ้าของรถจักรยานยนต์ อาร์.เอ.เอส. ใหม่เอี่ยมรวม ๕ คัน ทาง อ.ม.ร. จัดการตีทะเบียนให้เรียบร้อยและส่งรถไปที่บ้านพัชราภรณ์

หลังจากนั้น ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เริ่มต้นฝึกหัดขับขี่รถจักรยานยนต์อย่างสนุกสนาน โดยเจ้าแห้วเป็นผู้ฝึกให้ เพราะเจ้าแห้วมีความสามารถขี่รถจักรยานยนต์ได้พอตัวทีเดียว

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พยายามฝึกขี่รถทั้งกลางวันกลางคืน เสียงรถจักรยานยนต์ดังกึกก้องบ้านพัชราภรณ์จนแสบแก้วหู เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดและเมียๆ ของ ๔ สหายหนวกหูและกลุ้มใจจนแทบจะเป็นโรคประสาท แต่ ๔ สหายกับท่าน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน

ชั่วระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สามารถขี่รถจักรยานยนต์ได้ดี นายพัชราภรณ์เริ่มแสดงลวดลายขับขี่อย่างโลดโผนในท่าต่างๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ สามารถนั่งขัดสมาธิปล่อยมือบนอานได้แล้ว ส่วนนิกรถึงกับขึ้นไปยืนกระโดดเชือกบน

อาน แต่แล้วจักรยานยนต์ของเขาก็พุ่งเข้าชนเรือนพักของเจ้าบาบูดังสนั่นหวั่นไหว

บ่ายวันนั้น คุณหญิงวาดรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นไข้ พอกลับจากธุระท่านก็ขึ้นนอนพักผ่อน ตั้งใจจะหลับสักงีบหนึ่งแต่ก็หลับไม่ลง เพราะพ่อเทวดาทั้ง ๔ กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังขี่รถจักรยานยนต์วนเวียนไปมารอบๆ บ้าน

คุณหญิงวาดลุกขึ้นจากเตียงนอนอย่างเดือดดาล เดินมาที่หน้าต่างด้านหน้าตึก ชะโงกหน้ามองลงมาข้างล่าง แล้วท่านก็ส่งเสียงเอ็ดตะโร

"เฮ้ย...เกรงใจกันบ้างซีโว้ย หนวกหูจะตายห่าแล้ว เสียงรถดังเข้าไปในตับในปอด จะขี่กันหาหอกอะไรโว้ย" พูดจบก็สะดุ้งเฮือกนึกขึ้นได้ว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ รวมอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย ดังนั้นคุณหญิงวาดจึงรีบหดหน้าเข้าในห้องและหันมาพูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ซึ่งกำลังนั่งเขียนหนังสือ

อยู่ "แย่แล้วเจ้าคุณคะตะโกนด่าเสียเต็มปาก ลืมนึกถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านคงโกรธดิฉันแน่นอน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักฉิว

"ปากเธอมันไม่มีหูรูด นึกจะด่าใครก็ด่าออกมา แก่ด่าซะจริงเชียว โผล่หน้าต่างออกไปขอโทษท่านเสีย"

"นั่นน่ะซีคะ คนหัวล้านน่ะใจน้อยเสียด้วย"

"อ้าวๆ อย่าลามปามมาถึงฉันหน่อยเลยน่า"

"อุ๊ย ไม่ได้ตั้งใจหรอก ชอบก๊ล พูดถึงเรื่องหัวล้านทีไรเป็นต้องเดือดร้อนทุกที ราวกับว่าโลกนี้มีเจ้าคุณคนเดียวเท่านั้นที่หัวล้าน"

คุณหญิงวาดวิ่งเหยาะๆ มาที่หน้าต่าง ท่านแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังแหงนหน้ามองขึ้นมาบนตึก ศีรษะต้องแสงแดดเป็นมันแผล็บ

"เจ้าคุณขา ดิฉันว่าอ้าย ๔ คนนั้นนะคะ ไม่ได้ว่าเจ้าคุณหรอกค่ะ"

นิกรยืนอยู่ข้างๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถือโอกาสยุให้รำตำให้รั่ว

"เรามันปลาข้องเดียวครับ คุณพ่อ คุณอาท่านคงมีเจตนาว่าคุณพ่อด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษทีครับคุณหญิง คุณหญิงถ้าจะกำลังนอนหลับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"เปล่าค่ะ ดิฉันไม่ใคร่สบายค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดู ๔ สหาย แล้วท่านก็ตะโกนให้หยุดขี่ รถจักรยานยนต์ทั้ง ๔ คันแล่นมาหยุดข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เลิกขี่กันทีโว้ยพวกเรา คุณหญิงท่านหนวกหู"

"ฮื่อ" เสี่ยหงวนร้องลั่น "หนวกหูยังไงครับกำลังขี่มันๆ ปู้โธ่"

คุณหญิงวาดร้องตะโกนลงมา

"เชิญเถอะจ้ะพ่อมหาจำเริญ"

๔ สหายมองดูกันและยิ้มให้กัน พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"เกรงใจคุณแม่ท่านโว้ย พวกเราขี่รถกันได้ดีแล้วเอารถไปกองทะเบียนยานพาหนะดีไหม สอบเอาใบขับขี่จะได้ขี่รถเที่ยวตามถนนโดยไม่ต้องหวั่นจราจร"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ มีใบขับขี่กันคนละใบก็ดีเหมือนกัน"

นิกรพูดขึ้นบ้าง

"กันจะขอสัก ๒ ใบ ถ้ามันหายไปใบหนึ่งจะได้เหลืออีก ๑ ใบ ไปโว้ยพวกเรา ไปขี่รถโชว์ลวดลายให้ตำรวจกองทะเบียนดูสักหน่อย"

กิมหงวนหันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เอ็งไปด้วยไหมล่ะ"

เจ้าแห้วหันไปมองดูข้างหลังของเขา แล้วกล่าวถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"รับประทานอาเสี่ยพูดกับใครครับ"

"พูดกับมึงนั่นแหละ"

"อ้อ รับประทานไปซีครับ รับประทานผมนั่งข้างหลังอาเสี่ยไปยังได้"

๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเห็นพ้องด้วย ต่างคนต่างนั่งรถจักรยานยนต์ของตน เสียงเครื่องยนต์ของรถ ๕ คันดังขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วขบวนรถจักรยานยนต์ยี่ห้อเดียวกันก็แล่นออกไปจากบ้านพัชราภรณ์ เจ้าแห้วนั่งอมยิ้มอยู่ข้างหลังเสี่ยหงวน

ในราว ๑๓.๓๐ น. ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็มาถึงกองทะเบียนยานพาหนะที่สันติบาล ต่างจอดรถเรียงรายและพากันเดินขึ้นไปบนกอง ซื้อแบบคำร้องขออนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์มาเขียนข้อความลงในแบบพิมพ์เพื่อจะนำเสนอเจ้าหน้าที่ยานพาหนะ

ขณะที่ ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังเขียนข้อความลงในแบบพิมพ์ กระทาชายนายหนึ่งก็เข้ามายืนข้างๆ

"ง่า...สอบใบขับขี่รถยนต์หรือครับ"

พลเงยหน้าขึ้นมองดูแล้วพูดห้วนๆ

"เปล่า สอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์"

"อ้อ ให้ผมทำให้เถอะครับ รับรองว่าเสร็จเรียบร้อยภายในครึ่งชั่วโมง ไม่ต้องเสียเวลาสอบด้วยครับ"

พลมองดูกระทาชายผู้นั้น ซึ่งหากินกับประชาชนที่มีการเกี่ยวข้องกับกองทะเบียนยานพาหนะแล้วเขาก็หัวเราะ

"ลื้อเป็นใครวะ ลื้อมีอำนาจอะไรที่จะช่วยให้อั๊วได้ใบอนุญาตโดยไม่ต้องสอบ ลื้อเป็นเจ้าพนักงานหรือ"

"แฮ่ แฮ่ะ เปล่าครับ"

พลโบกมือ

"อย่ามายุ่งกับพวกอั๊วเลย พวกอั๊วมีความสามารถที่จะเอาใบขับขี่ให้ได้ โดยไม่ต้องเสียค่าน้ำร้อนน้ำชาให้ใคร นอกจากเสียค่าธรรมเนียมที่ถูกต้อง"

"แหม" เจ้าหมอนั่นคราง "กระดูกชิบหายเลย"

เมื่อ ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขียนใบคำร้องเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รวบรวมมาถือไว้และเดินนำหน้าพา ๔ สหาย บุกเข้าไปในห้องนายทะเบียนยานพาหนะ ตรงเข้าไปหานายโปลิศคนหนี่งซึ่งมียศเป็นร้อยตำรวจเอก

"สวัสดีคุณ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวทักอย่างกันเอง "พวกผมมาสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์"

นายตำรวจรูปหล่อยิ้มเล็กน้อย

"กรุณาซื้อใบคำร้องเขียนส่งที่ช่องหน้าต่างนั่นซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"เขียนแล้วคุณ พวกเรามาที่นี่ร่วมเดือนแล้ว คนแน่นเหลือเกิน ไม่มีโอกาสที่จะสอบใบขับขี่ นึกว่าช่วยเราหน่อยเถอะครับ ผม...พลโทพระยาปัจจนึกพินาศ"

กิมหงวนพูดขึ้นเบาๆ

"นามจริงชื่ออู๊ด ศิริสวัสดิ์ครับ เป็นนายทหารนอกราชการ"

นายตำรวจหนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อรู้ว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นนายทหารผู้ใหญ่เขาก็รับรองเป็นอย่างดี เรียกโปลิศแก่ๆ คนหนึ่งให้ยกเก้าอี้มาเพิ่มเติมและเชิญให้ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่ง"

"ประเดี๋ยวนะครับ ผมจะไปเรียนถามนายทะเบียนดูก่อน ถ้าไม่ขัดข้องผมจะได้สอบกฎข้อบังคับจราจรจากใต้เท้าและคุณทั้ง ๔ คนนี้"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋น์ ผมท่องมาคล่องเปรี๊ยะทีเดียว หรือคุณจะเอาข้อบังคับจราจรที่ประเทศอินเดียมาถามผมก็ได้"

ร.ต.อ. สานิต อัศวินหนุ่มผู้ช่วยนายทะเบียนถือใบคำร้องทั้ง ๕ ฉบับลุกขึ้นเดินไปทางหลังห้อง สักครู่เขาก็กลับมาด้วยสีหน้าแจ่มใส ท่าทางของเขาสุภาพเรียบร้อยสมกับเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์

เขานั่งลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะทำงานของเขาตามเดิม

"เราจะอนุญาตให้ใต้เท้ากับสุภาพบุรุษทั้ง ๔ คนนี้สอบใบขับขี่เป็นพิเศษ ความจริงต้องส่งใบคำร้องที่ช่องนั้นนะครับ แล้วรอสอบตามลำดับก่อนหลัง แต่นี่เราเห็นใจใต้เท้าที่มอคอยสอบใบขับขี่ตั้งเดือนแล้ว" พูดจบเขาก็หัวเราะ "ใต้เท้ามีอายุมากแล้ว กล้าขี่จักรยานยนต์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ทันเป็นการบริหารร่างกายดีเหมือนกัน และคุณเอ...ผมสงสัยเสียแล้ว หน้าตาของคุณคล้ายกับพระดุลยธรรมเนติศาสตร์มากทีเดียว คุณคงจะเกี่ยวดองเป็นญาติกับคุณพระ"

นายตำรวจหนุ่มลืมตาโพลง

"ผมเป็นบุตรท่านครับ"

"อ้อ...ยังงั้นเรอะหลานชาย คุณพระกับผมเป็นเพื่อนเก่าแก่กันมา ตั้งแต่ครั้งท่านเป็นอธิบดีผู้พิพากษาศาลพิษณุโลกสมัยโน้น และผมเป็นผู้บัญชาการกองพลพิษณุโลก"

ร.ต.อ. สานิตยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ถ้ายังงั้นโปรดนึกว่า ผมเป็นหลานของคุณลุงเถอะนะครับ"

"เออ...ดี หลายชาย คุณพ่อยังอยู่ที่พิษณุโลกหรือ ท่านเป็นยังไงบ้าง"

"ครับ ท่านอยู่ที่พิษณุโลก คุณพ่อเป็นอัมพาตไปไหนไม่ได้มา ๑๐ กว่าปีแล้ว"

"...โธ่น่าสงสาร เห็นจะเป็นเพราะกินเหล้ามากเกินไปนั่นเอง ลุงกับคุณพ่อของหลานไม่ได้พบกันมาเกือบ ๑๕ ปีแล้ว นานๆ ก็จดหมายถึงกันสักครั้งหนึ่ง"

นิกรอึดอัดใจเต็มทนก็พูดสอดขึ้น

"คุณครับ สอบใบขับขี่พวกเราเสียก่อนเถอะครับค่อยคุยกัน"

ร.ต.อ. สานิตหัวเราะ มองดูข้อความในใบฟอร์มขออนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ทั้ง ๕ ฉบับ แล้วเขาก็กล่าวถาม ๔ สหาย

"พวกคุณขี่รถจักรยานยนต์ได้แล้วไม่ใช่หรือครับ"

นายพัชราภรณ์ตอบแทนเพื่อนเกลอของเขา

"ครับ พอขี่ได้ แต่ยังไม่เก่งนัก คุณจะต้องสอบปากเปล่าพวกเราไหมครับนี่"

"ต้องสอบครับ เราจะต้องทำตามระเบียบข้อบังคับ ง่า...ผมจะถามกฎข้อบังคับจราจรสักเล็กน้อย เพราะผู้ขับขี่ยวดยานจำเป็นจะต้องรู้ และผมจะถามเรียงกันไปทีละคน"

๔ สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน ร.ต.อ. สานิตนิ่งอึ้งไปสักครู่ก็กล่าวถามนิกรเป็นคนแรก

"เบารถทำยังไงครับ"

นิกรอมยิ้ม

"ผ่อนน้ำมันแล้วก็เหยียบห้ามล้อซีครับ"

นายตำรวจหนุ่มหัวเราะ

"ถูกละครับ แล้วคุณจะต้องทำมือยังไงบ้าง"

นิกรยกมือขวาขึ้นสูงระดับไหล่ แล้วขยับขึ้นขยับลง กิมหงวนหัวเราะก้าก

"อ้ายกรมันทำท่าเหมือนอีแร้งขยับปีก"

ร.ต.อ. สานิตหันมาถาม ดิเรก

"ตรงไหนบ้างครับที่ห้ามไม่ให้จอดรถ"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม ตอบเร็วปรื๋อโดยไม่ต้องคิด

"ทางแยก, หลีกรถราง, ที่ที่มีป้ายห้ามจอด, ก๊อกน้ำประปา, บนสะพาน, กลางถนน"

นายตำรวจหันมาถามเสี่ยหงวน

"ไฟเหลืองแดงหมายความว่าอย่างไรครับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งออกมาทันที

"เหลืองแดงก็ธรรมศาสตร์น่ะซีครับ ม.ธ.ก.ยังไงล่ะครับ ผมเป็นนักศึกษาเหมือนกัน เรียนมาจนหนวดหงอกแล้วเพิ่งได้ปีหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเตะหน้าแข้งกิมหงวน

"เขาถามถึงไฟสัญญาณที่ป้อมจราจรโว้ย ไม่ได้ถามสีเสื้อ"

"อ้าว...ยังงั้นหรือครับ" แล้วกิมหงวนก็ยิ้มให้นายตำรวจหนุ่ม "ไฟเหลืองแดงหมายความว่าเตรียมไป"

ร.ต.อ. สานิตอดหัวเราะไม่ได้ เปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"ถ้าคุณขับรถจักรยานยนต์ชนคนเดินถนนเข้าคุณจะต้องปฏิบัติอย่างไรบ้าง"

นิกรพยักหน้า

"รู้ครับ ผมรู้ดี"

"รู้ก็ตอบผมซีครับ"

นิกรว่า "ถ้าไม่มีใครเห็นก็หนีเลย ถ้ามีคนเห็นก็ต้องลงจากรถช่วยเหลือนำคนเจ็บส่งโรงพยาบาล และรีบไปแจ้งให้ตำรวจเจ้าของท้องที่ทราบ ถูกไหมครับ"

ผู้ช่วยนายทะเบียนยานพาหนะถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยคำถามง่าย

"ถ้าคุณลุงกำลังขี่รถจักรยานยนต์ ได้ยินเสียงรถยนต์เปิดไซเร็นท์ คุณลุงจะทำอย่างไรครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"หลบเข้าข้างทางและหยุดรถซีหลานชาย จนกว่ารถไซเร็นท์จะผ่านเราไป เอาละน่า อย่าถามโน่นถามนี่เลย ลุงรับรองว่าพวกเรารู้กฎจราจรดี เพราะมีใบอนุญาตขับรถยนต์มาหลายปีแล้ว"

ร.ต.อ. สานิตถามนิกรต่อไป

"สัญญาณมือตรงไปทำยังไงครับ"

นิกรยกมือขวาขึ้นตั้งข้อศอกระดับหน้าของเขา แล้วฟาดเป๊ะไปถูกศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอดี

"นี่ยังไงครับ"

ท่านเจ้าคุณคว้าไม้บรรทัดบนโต๊ะฟาดกบาลนิกรดังโป๊ก พวกตำรวจที่อยู่ในห้องต่างหัวเราะครืน ร.ต.อ. สานิตอดหัวเราะไม่ได้ เขาหันมายิ้มหับพลแล้วหันมาถามกฎข้อบังคับจราจรต่อไป

"ก่อนที่คุณจะนำรถออกจากบ้านคุณจะต้องตรวจดูความเรียบร้อยของรถอะไรบ้าง และคุณจะต้องนำอะไรติดตัวไปบ้าง"

พลนึกขบขันที่เขาเหมือนกับเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ถูกครูสอบไล่ปากเปล่าในวิชากฎข้อบังคับจราจร

"ตรวจดูห้ามล้อครับ และนำใบขับขี่ติดตัวไปด้วย"

นายตำรวจยิ้มแห้งๆ

"เองละครับ ผมถามเพียงแค่นี้ รู้สึกกระดากเต็มทนที่ซักถามพวกคุณ แต่ว่าผมต้องทำตามหน้าที่ เชิญข้างนอกเถอะครับ ขี่รถให้ผมดูเสียหน่อย ถ้าหากว่าขี่ได้ดีแล้วผมจะออกใบอนุญาตให้"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายตำรวจหนุ่มต่างก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้พากันเดินตรงออกไปจากห้อง

การสอบใบขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ผ่านไปอย่างเรียบร้อยในเวลา ๑๔.๐๐ น. เป็นอันว่าพล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์แล้ว

และ...เย็นวันนั้นเอง จักรยานยนต์ใหม่เอี่ยมทั้ง ๕ คัน ก็วิ่งตามถนนราชดำเนินอย่างรวดเร็วไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๖๐ กม. เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มลั่นถนน รถทั้ง ๕ คันเผ่นแผล็วข้ามสะพานมัฆวาฬฯ ตรงมายังบริเวณพระลานพระบรมรูปทรงม้า

รถรางคันหนึ่งแล่นมาตามมุมกระทรวงศึกษาธิการจะข้ามถนน จักรยานยนต์ทั้ง ๕ คันตัดหน้าไปอย่างหวุดหวิด คนขับรถรางห้ามล้อจนตัวโก่ง ร้องตะโกนด่าเสียงขรม

มันเป็นความสุข และสนุกอย่างล้นเหลือที่คณะพรรค ๔ สหาย ได้ขี่จักรยานยนต์ผลาญน้ำมันเล่นตลอดวัน เมื่อมาถึงพระลานพระบรมรูปทรงม้า ขบวนจักรยานยนต์หยุดนิ่งริมถนนด้านสวนอัมพร

เสี่ยหงวนจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่ง แล้วพูดยิ้มๆ

"เป็นไงวะอ้ายแห้ว นั่งข้างหลังเสียวไส้ไหมตอนที่ข้าตัดหน้ารถศรีนครที่ผ่านฟ้า"

เงียบ...ไม่มีเสียงตอบ เสี่ยหงวนหันควับมาทางท้ายรถใจหายวาบเมื่อไม่เห็นเจ้าแห้ว

"เฮ้...อ้ายแห้วหล่นไปจากรถเมื่อไรโว้ย"

พล, นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ตายห่า" เจ้าคุณอุทานลั่น "เร็ว...อ้ายหงวนเอารถไปตามมันซี ป่านนี้คงจะนอนหมอบอยู่แถวสนามมวยนั่นเอง"

อาเสี่ยจัดแจงสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์นำรถแล่นออกไปโดยเร็ว พล, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลงจากรถตั้งแสตนด์ไว้ นิกรร้องตะโกนเรียกเจ๊กรถเข็นซึ่งมีฝรั่งดอง, พุดซา, แอ๊ปเปิล, มะดันดองและอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง

"เจ๊กโว้ย มานี่"

รถเข็นคันนั้นแล่นเข้ามาเทียบทันที นิกรซื้อพุดซาดอง, มะยม, และมะดันดองรวม ๕ บาท แจกจ่ายให้เพื่อนเกลอและพ่อตาของเขา นายแพทย์หนุ่มปฏิเสธไม่ยอมกินกลัวว่าสกปรก จึงยืนมองปากเพื่อนและน้ำลายสอเมื่อนิกรเคี้ยวพุดซาดองอย่างเอร็ดอร่อย เปรี้ยวจนนัยน์ตาหยี

อีก ๕ นาทีต่อมา เสียงจักรยานยนต์ดังขึ้นข้างหน้า ทุกคนมองไปทางสะพานมัฆวาฬฯ เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วมาแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ สักครู่หนึ่งกิมหงวนก็ขับรถตรงเข้ามาอย่างรวดเร็วและดับเครื่องมาแต่ไกล ห้ามล้อหยุดรถข้างหน้าเพื่อนเกลอของเขา

ทุกคนมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน ใบหน้าซีกขวาของเจ้าแห้วถลอกปอกเปิกแข้งขาเป็นริ้วเป็นรอย เพราะครูดกับถนน เจ้าแห้วทำหน้าเมื่อยอยู่หลังรถ

"ไปพบมันที่ไหนล่ะ" นิกรถาม

อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง

"ใต้ต้นมะขามหน้าสนามมวย เด็กๆ ล้อมกันแน่นไปหมด"

พลหัวเราะก้าก

"เป็นยังไงบ้างอ้ายแห้ว ออกหัวหรือออกก้อยวะ"

เจ้าแห้วค้อนควับ

"รับประทานออกก้อยครับ พออาเสี่ยขับสวี๊ทสว๊าท รับประทานผมก็สวิงสวายกระเด็นลงมาจากรถ รับประทานนึกว่าตายห่าเสียแล้ว พวกสามล้อช่วยกันประคองผมลุกขึ้นเข้าไปนั่งพักริมถนน" แล้วเจ้าแห้วก็ต่อว่าเสี่ยหงวน "รับประทานขับยังงี้ก้อแย่น่ะซีครับ"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้ รับห่อมะยมดองมาจากนิกร ในเวลาเดียวกันนั้นเองมีรถจักรยานยนต์ ๒ คันขับมาทางพระที่นั่งอนันต์รวดเร็วกว่าลมพัด ชายหนุ่มทั้งสองต่างแสดงท่าผาดโผน คนหนึ่งยืนเท้าเอวบนอาน อีกคนหนึ่งนอนหงายอยู่บนรถราวกับจะเย้ยมฤตยู

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"เฮ้ย...นี่มันลบเหลี่ยมกันนี่หว่า แสดงบ้างโว้ยพวกเรา เร็ว-เอารถออก แน่ะ มันเลี้ยวราวกับมาเย้ยเราแล้ว"

ต่างคนต่างกำลังบ้าจักรยานยนต์ เจ้าแห้วลนลานลงจากรถสมัครใจดู เพราะยังไม่อยากตายจักรยานยนต์ทั้ง ๕ คันถูกสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์แล่นออกไปเป็นฝูง และเป็นแถวหน้ากระดาน

"แสดงผาดโผนโว้ยพวกเรา" กิมหงวนร้องตะโกนลั่น "แยกกันโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เร่งน้ำมันเต็มที่ รถของท่านพุ่งปราดไปข้างหน้า และเลี้ยวเป็นวงกว้างอ้อมหลังพระบรมรูปทรงม้า แล้วท่านเจ้าคุณก็ลุกขึ้นยืนบนอาน ทำท่าเหมือนนกนางแอ่น ยกขาขวายื่นไปข้างหลัง กางมือทั้งสองออก

เด็กๆ ประมาณ ๒๐ คนที่ยืนอยู่ข้างถนนตบมือกราว เจ้าคุณยิ่งแอ๊กใหญ่ นิกรแสดงท่าผาดโผนบ้าง คือปล่อยมือเอนตัวไปข้างหลังรถ ดร.ดิเรกลุกขึ้นนั่งยองๆ บนอาน พลคนเดียวที่ไม่กล้าพอที่จะแสดงท่าผาดโผน

รถเก๋งหลายคันหยุดดูความบ้าบิ่นของ ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ จักรยานยนต์ ๒ คันที่แล่นมาเย้ยในตอนแรกหนีไปแล้ว ผู้หญิงสาวกลุ่มหนึ่งลงมาจากรถสตู๊ดเก๋งสีงาช้าง มองดูการแสดงผาดโผนของคณะพรรค ๔ สหายอย่างชื่นชม แม่สาวสังคมแห่งฟ้าบางกอกคนหนึ่งจัด

แจงปลดกล้องถ่ายรูปที่สะพายบ่าออกมาเพื่อถ่ายภาพนิกรไว้

นายจอมทะเล้นเห็นเข้าก็เลยเพิ่มความบ้าบิ่นขึ้นมาอีก เขาลุกขึ้นยืนบนอาน ปล่อยให้รถแล่นส่ายไปมาเหมือนงูเลื้อย พอผ่านสาวสังคมกลุ่มนี้นิกรก็โบกมือให้

"ถ้าไม่ชอบท่านี้ท่าอื่นก็ยังได้ครับ"

หญิงสาวเจ้าของร่างสูงโปร่งยิ้มให้เขาและตะโกนบอกนิกร

"ขอท่าแปลกๆ หน่อยได้ไหมคะ?"

นิกรหันมาร้องตะโกนตอบ

"ได้ครับ ประเดี๋ยวผมจะแสดงท่าคอหักให้ดู" แล้วนิกรก็ลงนั่นในท่าธรรมดา ขับรถวนเวียนรอบบริเวณลานกว้าง สวนกับเพื่อนเกลอของเขาหวุดหวิดจะชนกัน

เสี่ยหงวนเกรงว่านิกรจะหักหน้าก็ลุกขึ้นยืนบนอาน ทันใดนั้นเอง ล้อหน้าก็เสียการทรงตัวแฉลบไปทางหนึ่ง เสี่ยหงวนร้องตะโกนสุดเสียง

"เว้อวววว์...โครม...เพล้ง...พรึ่ด...พรึ่ด...แพร่ดๆๆๆ กร๊อกๆ โอ๊ย"

แม่สาวสังคมกลุ่มนี้ ได้ภาพงานที่สุด คืออาเสี่ยกิมหงวนนอนคว่ำหน้าเหยียดยาวอยู่บนพื้นถนนคอนกรีต หญิงสาวเจ้าของเสื้อกระโปรงนิวลุคสีฟ้าถือกล้องถ่ายรูปวิ่งเข้าไปหาเสี่ยหงวน

"เดี๋ยวก่อนค่ะ อย่าเพิ่งลุกนะคะ ขอดิฉันสะแน๊ปช๊อทหน่อย"

อาเสี่ยร้องครางหงิงๆ ขมวดคิ้วนิ่วหน้า หันมามองดูดาวรุ่งแห่งฟ้าบางกอก ซึ่งเป็นธิดาสาวของท่านนายพลเรือคนหนึ่ง

"โอย-ถ่ายเถอะครับ ไม่ต้องกลัวว่าผมจะลุกขึ้นเพราะมันลุกไม่ไหว แข้งขาหักป่นปี้ไปหมดแล้ว"

หล่อนถ่ายภาพกิมหงวนไว้ทันที พล นิกร ดร.ดิเรกและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบขับรถจักรยานยนต์ตรงเข้ามาหยุดข้างเสี่ยหงวน

"เฮ้-ขี่ยังไงโว้ยถึงเป่าฝุ่น ถนนนี่น่ะเขาวัดความกว้างยาวไว้แล้ว" พลพูดพลางหัวเราะพลาง

เสี่ยหงวนค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งด้วยความลำบากยากเย็น เนื้อตัวถลอกปอกเปิกหลายแห่ง เขามองดูจักรยานยนต์ของเขาซึ่งยังดิ้นปั้ดๆ อยู่กลางถนน

"โอย-แย่โว้ยกู-หมอช่วยด้วยโว้ย"

ดร.ดิเรกรีบลงจากรถตั้งแสตนด์ไว้เดินมาหากิมหงวน ในเวลาเดียวกันที่เจ้าแห้ววิ่งข้ามถนนตรงเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดมองดูกิมหงวนด้วยความห่วงใย

"รับประทานผมนึกแล้วว่าต้องออกหัว รับประทานอาเสี่ยแอ๊คมากเกินไปนี่ครับ"

"อูย" เสี่ยหงวนครางพลางขมวดคิ้วนิ่วหน้าด้วยความเจ็บปวด "ช่วยดูขากันหน่อยซีหมอ ขาข้างขวาถ้ามันหักแน่"

ดร.ดิเรกทรุดตัวลงนั่งตรวจดูแข้งขาของเสี่ยหงวน ในราว ๕ นาที เขาก็เงยหน้าขึ้นถอนหายใจหนักๆ

"มายก๊อด ขาแกอาจจะหักก็ได้ อ้ายแห้ว ไปเรียกรถสามล้อมาเร็ว เอาอ้ายหงวนไปที่บ้านเดี๋ยวนี้เร็วโว้ยอย่าร่ำไร"

เจ้าแห้วรีบยืนร้องตะโกนเรียกรถสามล้อคันหนึ่งเข้า ต่อจากนั้น ๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ช่วยกันประคองเสี่ยหงวนขึ้นนั่งบนรถสามล้อ พลกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเอารถอ้ายหงวนไปด้วย ขี่ตามไป"

เจ้าแห้วทำตาละห้อยบ่นพึมพำ เดินไปที่รถจักรยานยนต์ของกิมหงวนยกมันขึ้น ไม่มีอะไรเสียหายนอกจากกระโจมตะเกียงหน้าแตกและสีถลอกไปเล็กน้อย เจ้าแห้วขึ้นขี่และสต๊าทเครื่องดู เครื่องยนต์คงติดอย่างง่ายดาย รถจักรยานสามล้อพาเสี่ยหงวนแล่นไปจากพระลานพระบรม

รูปทรงม้าแล้ว เจ้าแห้วขี่จักรยานยนต์ติดตามไปด้วย พล นิกร ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองหน้ากันและยิ้มแห้งๆ ไปตามกัน

"ฉลองใบขับขี่" นิกรพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง "อย่างน้อย อ้ายหงวนจะต้องนอนซมอยู่บนเตียงในราวครึ่งเดือน"

ดร.ดิเรกยกมือกอดอกพยักหน้าหงึกๆ

"ออไร๋น์ อ้ายหงวนมันเก๊กอวดผู้หญิงมากเกินไปเลยเจ็บตัว ฮะ ฮ่ะ อ้ายหงวนไม่ผิดอะไรกับพระโอรสของท่านมหาราชานันทปุระนรสิงห์ เจ้าชายอาหะหมัดขี่รถมอเตอร์ไซอย่างบ้าบิ่น ในที่สุดขาหักไปข้างหนึ่ง"

พลยิ้มแห้งๆ

"กลับบ้านกันเถอะโว้ยพวกเรา สงสารอ้ายหงวนมันมากเป็นยังไงไม่รู้"

ดร.ดิเรกโบกมือ

"ไม่ต้องวิตก ไอเป็นหมอ และหมอหัวนอก ถึงแม้อ้ายหงวนขาหัก กันก็จะหาขามาเปลี่ยนให้ใหม่ รับรองว่าอ้ายหงวนจะไม่ถึงกับง่อยเปลี้ยเสียขา ไป-กลับบ้านกันเสียทีก็ดีเหมือนกัน"

นิกรกระซิบกระซาบกับพ่อตาของเขา

"คุณพ่อแสดงปล่อยมือให้ดูสักนิดเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"พอที วันหลังค่อยแสดงกันใหม่ พ่อกำลังคิดจะสร้างถังไม้ขนาดใหญ่ในบ้านเรา พวกเราจะได้หัดขี่รถไต่ถัง ถ้ามันสนุกดี"

นิกรหัวเราะ

"ผมเห็นจะไม่หัดละครับคุณพ่อ ดีไม่ดีหลุดออกมานอกถังละก้อม่องเท่งแน่ ไปเถอะครับกลับบ้านเถอะ ผมหิวข้าวเต็มทนแล้ว"

พลยกนาฬิกาขึ้นมองดูเวลา

"เพิ่ง ๔ โมงกว่าๆ เท่านั้นหิวข้าวแล้ว"

"โธ่-ไส้กันมันตรงโว้ย พอกินเข้าไปประเดี๋ยวเดียวก็หิวอีก"

การสนมนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น ๒ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างขึ้นนั่งบนรถจักรยานยนต์ แล้วสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์นำรถแล่นออกจากที่อย่างสง่าผ่าเผย

ความจริงอาเสี่ยกิมหงวนของเราไม่ได้รับบาดเจ็บเท่าใดนัก จากการตกรถจักรยานยนต์ที่พระลานพระบรมรูปทรงม้าเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว อนึ่ง ดร.ดิเรก เป็นนายแพทย์ที่ทรงคุณวุฒิยากที่จะหาหมอคนใดเปรียบเสมอเหมือน กิมหงวนนอนป่วยรักษาตัวอยู่เพียง ๕ วัน ก็หายเป็นปกติ

คณะพรรค ๔ สหายโล่งใจไปตามกัน

แล้วขบวนรถจักรยานยนต์ทั้ง ๕ คันก็ออกท่องเที่ยวกันอีก ตระเวนไปตามถนนสายต่างๆ ตลอดวัน

"เฮียคะ หยุดขี่อ้ายรถบ้าๆ นี่เสียเถอะ" นวลลออได้กล่าวกับกิมหงวนเช่นนี้ในตอนเย็นวันหนึ่ง "ถ้าเกิดพลาดพลั้งขึ้นนวลจะเป็นหม้ายรู้ไหม"

กิมหงวนกำลังคลั่งรถ ก็เลยพาลโมโหนวลลออ

"อย่ามาทำเป็นแม่ฉันหน่อยเลยน่า ฉันต้องทำงานเหน็ดเหนื่อยจนกระทั่งสายตัวของฉันขาดไปตั้ง ๕-๖ สายก็ต้องหาความสุขความเพลิดเพลินบ้างซี รู้ไหมว่าความสุขของฉันอยู่ที่รถมอเตอร์ไซ"

นวลลออมองดูสามีของหล่อนอย่างเคืองๆ

"อ้อ นี่หมายความว่าเฮียรักรถมากกว่าเมีย"

"แน่นอน รักมากกว่าตัวเองเสียอีก อย่าพูดมากเดี๋ยวจะถูกซ้อม"

นวลลออเหวี่ยงกำปั้นลงกลางหลังกิมหงวนราวกับกลองเพล

"นี่แน่ะโดนซ้อม เอาซี ใครไม่ซ้อมจริงลูกหมา ๕๐๐ ชาติ"

เสี่ยหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก

"อย่าๆๆๆ เดี๋ยวตายห่า กำลังร้อนๆ จะบอกให้ อยากตายทั้งกลมเรอะ เคยตายไหม วัทธ่อ เมืออยู่ดีๆ เอาไม้มาแหย่ก้นเสือ เดี๋ยวพ่อบ้าขึ้นมาก็ชิบหายเท่านั้นเอง"

ประไพเรียกผัวมาสัมภาษณ์เรื่องรถจักรยานยนต์ นิกรบอกกับหล่อนเช่นเดียวกับที่อาเสี่ยบอกนวลลออ

"อยู่บ้านกินแล้วก็นอนไพก็ว่า พี่ทำงานมากเกินไปก็ว่า หาความเพลิดเพลินขี่รถมอเตอร์ไซเล่นก็ว่าอีก ถามจริงๆ เถอะน่า ไพเป็นแม่พี่หรือเป็นเมียพี่"

ประไพยักคิ้วให้ผัวรักของหล่อน

"ก็ได้ทั้ง ๒ อย่างไม่เห็นแปลก จะให้เป็นเมียหรือเป็นแม่ โอเคทั้งนั้น"

กระดิ่งทองเค้นหัวเราะ

"มันจะมากไปพรรคพวก ชักจะอวดดีหนักขึ้นทุกวัน"

"หน็อย อวดดียังไง เดี๋ยวแม่กระซวกด้วยหลาวทองเหลืองหงิกแดกเท่านั้นเอง"

พล พัชราภรณ์ถูกเมียรักของเขาเทศนาเช่นเดียวกัน

"พลคะ พลไม่ใช่เด็กหนุ่มๆ พลของยันมีเมียแล้ว ขืนขี่สวี๊ทสว๊าทอย่างนี้ ต้องเป็นอันตรายอย่างแน่นอน เลิกขี่มอเตอร์ไซเสียทีเถอะค่ะ"

"แล้วจะให้พี่ขี่อะไร ขี่รถยนต์มามากต่อมากเบื่อเต็มทนแล้ว พี่จะต้องระมัดระวังตัวเองเสมอ รู้ดีว่าพลาดพลั้ง มันอาจจะถึงตายได้ ขอให้พี่ขี่เล่นอีกสักเดือนเถอะ อีกไม่กี่วันก็เบื่อไปเอง"

ดร.ดิเรกถูกเมียเล่นงานในห้องทดลองวิทยาศาสตร์

"ดิเรก ยูไม่เคยเป็นอย่างนี้ ยูเคยใช้เวลาให้หมดไปกับการค้นคว้าทดลองวิทยาศาสตร์ เดี๋ยวนี้ยูเกิดคลั่งรถขึ้นมา ไอไม่อยากให้ยูขี่มอเตอร์ไซเลย ยูเลิกบ้ารถมอเตอร์ไซเสียทีเถอะน่า"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ดาลิ๋ง ท่านมหาราชาสุโภชจันทรสิงห์ปุรานนท์เคยให้คติพจน์แก่ไอว่า สิ่งใดที่เป็นความสุขโดยถูกต้องตามทำนองคลองธรรมแล้ว สิ่งนั้นเราควรแสวงหา ไอมีความสุขจริงๆ ที่ได้ขี่มอเตอร์ไซท่องเที่ยวไปทั่งกรุงเทพฯ เป็นการพักผ่อนหย่อนใจในยามว่าง"

ประภามองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างหัวเสีย

"ไอเกลียดยูเสียแล้ว"

"โนๆๆๆ ยูเกลียดไอไม่ได้ ยูต้องรักไอ เพราะไอรักและซื่อสัตย์ต่อยูเสมอ แต่ขอให้ไอได้ขี่รถมอเตอร์ไซเถอะ"

เป็นอันว่า ๔ สหายมีความพึงพอใจที่จะขี่รถจักรยานยนต์เล่นต่อไป โดยไม่ยอมฟังคำขอของเมียรัก และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้กล่าวเตือนเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนของท่านเช่นเดียวกัน

"เพื่อนรัก เจ้าคุณน่ะเล่าเหลาแล้ว ถ้ามีผมเหมือนอย่างคนอื่นเขา ผมก็คงหงอกขาวโพลน ทำไมถึงอุตริขี่รถจักรยานยนต์เหมือนเด็กหนุ่มๆ อย่าขี่เลยน่า ดีไม่ดีคอหักตายนา มอเตอร์ไซน่ะตายง่ายที่สุดใครๆ เขาพูดกันทั้งนั้น เจ้าคุณกับอ้ายลิงแสม ๔ ตัวนั้นขับรถจักรยานยนต์กัน

สวี๊ทสว๊าทน่าเสียวไส้เหลือเกิน วันหนึ่งจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ขอบใจมากที่เจ้าคุณตักเตือนผม นี่แหละคือลักษณะของมิตรแท้ แต่ว่าพูดแล้วจะว่าคุย เจ้าคุณรู้ไหมว่าเดี๋ยวนี้ ผมขี่รถจักรยานยนต์ ได้ดีกว่าเด็กหนุ่มๆ เสียอีก ปล่อยมือยังได้ แสดงท่าโลดโผนได้ถึง ๒๐ ท่าแล้ว นักจักรยานยนต์ในกรุงเทพฯ ซูฮกผมทั้งนั้น ไม่ต้องกลัวว่าผมจะคอ

หักตาย อีก ๒-๓ วันผมจะขี่รถไต่ถังให้เจ้าคุณชมเป็นขวัญตา

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเช่นนี้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ไม่กล้าพูดอะไรอีกนอกจากจะคิดว่า วันหนึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงคอหักตายอย่างแน่นอน

เมียๆ ของ ๔ สหายต่างหนักใจไปตามกันที่ผัวๆ ของหล่อนเอาแต่ขี่มอเตอร์ไซทั้งกลางวันกลางคืน ดังนั้นประไพจึงเรียกประชุมลับคณะพรรคของหล่อนเป็นการด่วน

"เราจะทำอย่างไรดีคะ" ประไพกล่าวกับประภา นันทาและนวลลออ "ถ้าหากว่าผัวๆ ของเราบ้ารถมอเตอร์ไซ อย่างนี้เราควรจะตัดเสื้อกระโปรงดำไว้ได้แล้ว หรือจะซื้อโลงเตรียมไว้ก่อนก็ดีเหมือนกัน"

นวลลออว่า "ดิฉันหมดปัญญาแล้ว น้ำกำลังเชี่ยวขวางเรือเรือก็คงล่ม ต้องปล่อยเขาตามเรื่อง"

ประภากล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ปล่อยยังไงกันคะ ขืนปล่อยเราก็ต้องเป็นหม้าย เราต้องร่วมมือกันหาวิธีทำให้ผัวของเราเลิกขี่รถมอเตอร์ไซให้ได้"

นันทาถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ก็มีอยู่ทางเดียว ช่วยกันพังรถเสียดีไหมคะ แอบเข้าไปในโรงรถเอาขวานจามนาโปให้มันพังยับไปเลย ทั้ง ๔ คัน"

ประไพยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถ้าทำตามความคิดของพี่นันก็เท่ากับว่าเรายุให้ผัวเราะซื้อรถใหม่เท่านั้น เขาจะวิตกอะไรคะ เมื่อเราพังของของเขา เขาก็ซื้อใหม่ ไพว่าเขาบ้ารถมอเตอร์ไซยังดีกว่าเขาบ้าผู้หญิง อ้ายเรื่องตายน่ะ ไม่ได้ขี่รถมอเตอร์ไซนอนหลับอยู่ในมุ้งยังตายได้ เมื่อถึงที่มันต้องตายด้วยกันทั้งนั้น"

๔ นางต่างปรึกษาหารือกันต่อไป ในที่สุดประภาก็ให้ความเห็นเหมือนกับความคิดของผู้หญิงทั้งหลาย

"เราไม่ควรจะกลุ้มอกกลุ้มใจกันหรอกค่ะ เขาเพลิดเพลินรถมอเตอร์ไซเราก็เพลิดเพลินไพ่ ล่อกันให้หามร่างหามค่ำเป็นยังไง"

นวลลออหัวเราะงอหาย

"ไม่เอาละค่ะ วันนั้นหนีโปลิศที่บ้านคุณนายน้อมขายังแพลงไม่หาย เล่นไพ่มันทำลายสุขภาพ หลังไหล่ปวดเมื่อยไปหมด เล่นอย่างอื่นดีกว่า"

ประไพพูดขึ้นทันที

"เอายังงี้ดีไหมคะ เล่นมีชู้กัน หาผู้ชายควงคนละคนสองคน เขาอยากบ้ามอเตอร์ไซเราบ้าผู้ชาย"

ประภาทำตาเขียวกับน้องสาวจอมทะเล้นของหล่อน

"ชักจะหมื่นใหญ่แล้วยายไพ พูดบ้าๆ อะไรก็ไม่รู้เหลวไหลขึ้นทุกวัน ผู้หญิงที่มีชู้น่ะเป็นผู้หญิงยังไงรู้ไหม"

ประไพเอียงคออมยิ้ม

"เป็นผู้หญิงที่ฉลาดน่ะซีครับพี่ภา กินข้าวกับน้ำพริกทุกๆ วัน เบื่อตายมันต้องเปลี่ยนเป็นแกงเผ็ดบ้าง สตูบ้าง สะระหมั่นบ้าง"

"อุ๊ยตาย" นันทาอุทาน "ยายไพนี่เซี้ยวใหญ่แล้ว"

๔ นางหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วปรึกษาหารือกันต่อไป ในที่สุดนวลลออก็ให้ความเห็นอย่างแยบคาย

"สุภาษิตโบราณว่า หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง ซื้อมอเตอร์ไซขี่กันคนละคันดีไหมคะ เลือดเอารถคันเล็กๆ หน่อยขี่มันวันยังค่ำคืนยันรุ่ง ท่องเที่ยวไปให้ทั่วกรุงเทพฯ เท่านี้พ่อเทวดาของเราก็คงจะรีบขายรถจักรยานยนต์ทันที"

ประภาเห็นพ้องด้วย หล่อนยกมือขวาตบบ่านวลลออเบาๆ

"ความคิดของคุณนวลแยบคายมากเชียวค่ะ ตกลงค่ะ วิธีนี้ดีที่สุดผัวเราคงกลัวเราคอหักตาย"

ประไพทำหน้าเมื่อย

"ไพขี่มอเตอร์ไซไม่เป็นนี่คะพี่ภา"

ประภาทำตาโต

"มันจะยากอะไร เราขี่จักรยานเป็นแล้ว หัดสัก ๒-๓ วันก็เป็น วานคุณนิวัตรแกมาหัดให้เราก็ได้ บ้านใกล้เรือนเคียงแกคงไม่รังเกียจ"

นันทาว่า "โอเค ตกลงค่ะ ประเดี๋ยวไปหาซื้อรถกันเถอะพวกเรา หนามยอกต้องเอาหนามบ่งดีแล้ว"

ที่ประชุมลงมติเห็นชอบด้วย

ตอนบ่ายวันนั้นเอง ๔ นางก็ซื้อรถจักรยานยนต์ขนาดเล็กได้คนละคัน ยี่ห้อเดียวกันและแบบเดียวกันราคาคันละ ๘,๐๐๐ บาท ทางอู่ขายรถได้จัดการตีทะเบียนให้เรียบร้อย และนำรถมาส่งให้ที่บ้านพัชราภรณ์

และหลังจากนั้นเพียง ๓ วัน ประไพ ประภา นันทาและนวลลออก็สามารถขี่รถจักรยานยนต์ได้ ๔ นางซ่อนรถไว้ที่เรือนเก็บสัมภาระหลังตึก กำชับคนใช้ชายหญิงในบ้านทุกคนไม่ให้แพร่งพรายให้ ๔ สหายรู้ว่าพวกหล่อนได้ซื้อรถมอเตอร์ไซ

เย็นวันหนึ่ง ที่พระลานพระบรมรูปทรงม้า ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งพักผ่อนอยู่บนทางเท้าและกำลังกินมะพร้าวน้ำแข็งกันอย่างเอร็ดอร่อย รถจักรยานยนต์ใหม่เอี่ยม ๕ คันจอดอยู่ข้างๆ และมีรถจักรยานยนต์ค่อนข้างเก่าอีกคันหนึ่งจอดรวมอยู่ด้วย ซึ่งกิมหง

วนได้ซื้อให้เจ้าแห้วสำหรับขี่ติดตามพวกเขา

คณะพรรค ๔ สหายมาที่พระลานพระบรมรูปทุกเวลาเย็นเพื่อฝึกซ้อมท่าผาดโผน ทุกคนขี่รถได้ดีขึ้นมาก

"อีกในราว ๒ เดือนก็ถึงงานภูเขาทองแล้ว" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "กันต้องขี่ไต่ถังให้สำเร็จ และจะออกแสดงในงานภูเขาทอง"

นิกรว่า "ขี่ไต่ถังน่ะมันง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก กันคิดว่าถอดเอายางออกขี่บนเส้นลวดดีกว่าหรือม่ายก็ถอดล้อออกเสีย ๑ ล้อให้เหลือเพียงล้อเดียวพยายามขี่มันให้ได้"

ดร.ดิเรกอมยิ้ม ยกมะพร้าวน้ำแข็งขึ้นดูดหลอดฟาง

"เรายากจนถึงกับขี่รถไต่ถังเก็บเงินคนดูเชียวเรอะ โอเวอร์ไปหน่อย"

กิมหงวนหัวเราะ

"เปล่า เราแสดงให้ดูฟรี กันตั้งใจอย่างแน่วแน่อีก ๒-๓ วันจะเรียกช่างมาต่อถังไม้ในสวนหลังบ้านเรา มันคงไม่ยากเย็นอะไรหรอก ผู้หญิงและเด็กยังขี่รถไต่ถังได้นี่หว่า"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าหงึกๆ

"ออไร๋น์ ไม่ยากเลย มหาดเล็กของท่านมหาราชาอัปดุลกาเซ็มเคยแสดงขี่รถจักรยานโลดโผนให้กันชมแล้ว ถอดลูกล้อออกหมดทั้ง ๒ ล้อยังขี่ได้สบาย"

กิมหงวนชักสงสัย

"ถอดลูกล้อออกทั้ง ๒ ล้อ ตัวถังมันก็ล้มแผละน่ะซีวะ"

"ก็ยังงั้นน่ะซี"

"ถุย" เสี่ยหงวนร้องลั่น "หมามันก็ขี่ได้ โธ่แค่นจะเอามาเล่าด้วย โอ๊ะ...โน่น...เห็นไหม กองทัพมอเตอร์ไซแห่กันมาเป็นฝูงเลย"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างลุกขึ้นยืนมองไปทางสะพานมัฆวาฬรังสรรครถจักรยานยนต์ประมาณ ๒๐ คัน แล่นเอื่อยๆ ตามกันมาเป็นฝูง เสียงเครื่องยนต์ครางกระหึ่มมาแต่ไกล

"เฮ้..." นิกรอุทานลั่น "มีผู้หญิงด้วยโว้ย ขี่นำหน้ามาเห็นไหมตั้ง ๓-๔ คน เอ...พวกไหนหว่า ทำไมถึงเยอะแยะนัก"

ดร.ดิเรกทอดสายตาลอดแว่นมองดูกลุ่มรถจักรยานยนต์ ซึ่งแล่นใกล้เข้ามาทุกที แล้วเขาก็พูดขึ้น

"เว้ล...เวล...เหว่อ รวมกันเป็นขบวนหรือพวกเรา ขี่มอเตอร์ไซมันต้องไปกันเป็นฝูงอย่างนี้จึงจะสนุก"

ไม่มีใครพูดอะไรอีก จนกระทั่งขบวนรถจักรยานยนต์แล่นเข้ามาในเขตพระลานพระบรมรูปทรงม้า สุภาพสตรีทั้ง ๔ คนที่ขี่รถนำหน้า คือ นันทา นวลลออ ประไพและประภานั่นเอง

แม่งามทั้ง ๔ นำรถจักรยานยนต์ออกจากบ้านพัชราภรณ์เมื่อเวลา ๑๖.๐๐ น.เศษ ท่องเที่ยวไปตามถนนสายต่างๆ พอถึงสวนลุมพินีก็ได้พบกับขบวนรถจักรยานยนต์พวกนี้ ซึ่งโดยมากเป็นพวกอาเสี่ยหนุ่มที่มีสตางค์

ไม่มีใครเฉลียวใจว่า ๔ นางมีลูกมีผัวแล้ว ทุกคนเข้าใจว่ายังเป็นสาว ดังนั้น ชายหนุ่มเหล่านี้ก็นำรถติดตามมา ผลัดกันจีบ ประไพ, ประภา, นันทา, และนวลลออ แม่งามทั้ง ๔ ก็โอภาปราศรัยด้วย ปล่อยให้จีบไปตามเรื่อง

ในที่สุด เมียๆ ของ ๔ สหายก็พานักขับรถจักรยานยนต์กลุ่มนี้ตรงมาพระบรมรูปทรงม้า เพราะต้องการให้ผัวหล่อนเห็นจะได้หึงหวง

พล นิกร กิมหงวนและดร.ดิเรกยืนจังงังทำตาโตเท่าไข่ห่าน เสี่ยหงวนใจเต้นระทึกเกือบจะคิดว่าเขาฝันไป

"เฮ้ย...เมียเรานี่หว่า"

พลพยักหน้า

"ถูกแล้ว แย่ละโว้ย แอบไปซื้อรถจักรยานยนต์กันมาขี่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้"

นิกรผิวปากเบาๆ เพื่อปลอบใจตนเอง แต่แล้วโมโหหึงก็เกิดขึ้นเมื่อแลเห็นเจ้าหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่ง เบ่งรถขึ้นมาเคียงคู่กับประไพ

"บุกโว้ย พวกเรา" นิกรร้องลั่น "อ้ายพวกนี้จีบเมียเราแน่ เอามัน ฆ่ามันเลย ฆ่ามันให้หมด"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าดุให้มันมากนักเลยวะ อ้ายกร เขาพูดกับเมียเราเท่านั้นถึงกับจะฆ่าเขาเชียวรึ เอ...ไม่ได้การเสียแล้ว ถ้ามันเลิกขี่มอเตอร์ไซแน่"

เสี่ยหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี เมียเราคงใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่งเพื่อเอาชนะเรา ขืนปล่อยให้เมียเราขี่มอเตอร์ไซอย่างนี้ ไม่ช้าลูกรถมอเตอร์ไซก็คงเกิดขึ้นโดยที่เราไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น เขามองดูกองทัพจักรยานยนต์ ซึ่งกำลังเลี้ยวเป็นวงกว้างแล่นกลับมา และประภากำลังยิ้มให้อ้ายหนุ่มคนหนึ่ง

"ฝรั่งชักหึงแล้วโว้ย" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงหนักๆ "ตามเถอะวะพวกเรา ผิดนักบุกกับอ้ายพวกนี้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปากแล้วกล่าวห้าม

"อย่าให้มีเรื่องมีราวเลยน่า ขายหน้าเขาเปล่าๆ ดีไม่ดีหนังสือพิมพ์ลงก็อายเขา เมียของพวกแกเขาก็อยากสนุกบ้าง ปล่อยเขาตามเรื่องเถอะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ปล่อยไม่ได้ ผู้ชายสมัยนี้มักจะเกี้ยวดะไม่เลือกว่าลูกเขาเมียใคร และผู้หญิงก็มักจะเออออห่อหมกเสียด้วยซี บุกโว้ยชนอ้ายพวกนี้ให้แหลกไปเลย"

๔ สหายต่างขึ้นนั่งบนรถของตน สต๊าร์ทเครื่องนำรถออกแล่นไล่กวดติดๆ ไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วไม่ยอมยุ่งเกี่ยวด้วย คงยืนดูอยู่ริมถนน

พล นิกร กิมหงวนและดร.ดิเรกติดตามมาทันแล้ว ต่างนำรถผ่านเข้าไปในขบวน ตามหลังเมียของเขาอย่างใกล้ชิด

"เมีย! เมียจ๋า" เสี่ยหงวนตะโกนเรียกนวลลออ

ชายหนุ่มท่าทางสม๊าร์ทคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ของเขา เข้าใจผิดคิดว่า กิมหงวนพูดมากปากพล่อยตามวิสัยของนักเลงเจ้าชู้ ก็ขับรถเข้ามาเคียงข้างกิมหงวนแล้วกล่าวว่า

"เป็นสุภาพบุรุษหน่อยซีคุณ วาจาสามหาวของคุณที่แหกปากตะโกนขึ้นน่ะ มันกุ๊ยสิ้นดีรู้ไหม"

เหมือนกับเทน้ำมันราดลงไปในกองไฟ กิมหงวนโกรธจนตัวสั่น เขามองผู้พูดอย่างเดือดดาล

"สามหาวยังไง มี่ผมร้องตะโกนเรียกว่าเมียจ๋าใช่ไหม"

"ถูกแล้ว มันเป็นการหมิ่นประมาทสุภาพสตรีที่คุณเรียกหล่อน"

เสี่ยหงวนพยายามดับโมโหอย่างยากเย็น

"ผมเรียกผู้หญิงที่นุ่งสะแล๊คสีเทา สวมเชิ้ตฮาไวสีเหลือง โน่น...คนนั้น"

สุภาพบุรุษที่มีท่าทางเหมือนนักเรียนนอก มองดูกิมหงวนอย่างชิงชัง เขาเข้าใจเอาเองว่า เสี่ยหงวนคงจะไม่สบายแน่ๆ

"จะคนไหนก็ตาม คุณก็สบประมาทเขา อะไร้หน้าตาดีๆ ไม่มีวัฒนธรรมทางจิตใจเสียเลย"

กิมหงวนโกรธจนหัวเราะ

"โธ่! เดี๋ยวผมก็ถีบคุณตกรถเท่านั้นเอง คุณรู้ไหมว่าผู้หญิงคนนั้นน่ะเมียผมเอง ถ้าเขาไม่ได้เป็นเมียผม ผมไปเรียกเขายังงั้น ผมก็ต้องติดคุกในฐานะหมิ่นประมาทอย่างไม่ต้องสงสัย"

ชายหนุ่มร่างใหญ่ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"เมียคุณ..." ถามอ้อมแอ้ม

"ครับ เมียผมเด็ดขาด ผู้หญิง ๔ คนนี่เมียพวกเราทั้งนั้น ไม่ใช่สาวโว้ย คุณอยากจะขึ้นต้นงิ้วหรือยังไง"

นายคนนั้นทำหน้าชอบกล เขาเร่งรถของเขาออกไปจากหมู่ทันที พล นิกร กิมหงวนและดร.ดิเรกมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน นิกรขี่รถเข้ามาเคียงคู่กับประไพ และหันมาตวาดพวกชายหนุ่มที่ติดตามมาเป็นองครักษ์

"นี่เมียอั๊วโว้ย ผู้หญิง ๔ คนนี่ไม่ใช่สาวโว้ย"

กองทัพจักรยานยนต์ค่อยๆ กระจายกันออกไปเหมือนกับผึ้งที่ออกจากรังของมัน คณะพรรค ๔ สหายได้ทำหน้าที่อ้อนวอนเมียของตนแล้ว แม่งามทั้ง ๔ บังคับรถเข้าถนนศรีอยุธยา และไม่มีใครยอมพูดกับผัวของหล่อน

ดร.ดิเรกขับรถเข้ามาเคียงคู่กับประภาเมียรักของเขา

"ดาลิ่ง ยูแอบไปซื้อรถมอเตอร์ไซมาเมื่อไหร่"

ประภาหันมาค้อนสามีของหล่อน

"ซื้อเมื่อไรก็ช่าง ไม่ใช่เรื่องของยู"

ดร.ณรงฤทธิ์ยิ้มแห้งๆ

"ยูเป็นผู้หญิงไม่ควรจะขี่มอเตอร์ไซ ไอเคยเล่าให้ยูฟังจำได้ไหม พระธิดาของท่านมหาราชานันทกุมารรามซิงก์ ตกจักรยานยนต์จนถึงกับพระแขนหัก"

ประภาไม่ยอมพูดอะไรอีกแม้แต่เพียงหันหน้ามามองดูนายแพทย์หนุ่ม ในเวลาเดียวกันนิกรก็แซงรถเข้ามาหาเมียของเขา

"ไพจ๋า ไพขี่รถแน่ไปเลย จะไปไหนกันจ๊ะนี่"

"ไปบางกะปิ" ประไพตอบห้วนๆ

"ไปทำไมจ๊ะที่รัก"

"นัดกับเพื่อนผู้ชายไว้หลายคน คืนนี้ไพไม่กลับบ้าน บอกเสียให้รู้"

"ว้า กลับน่า"

"ไม่กลับ ต่อไปนี้จะขี่รถเที่ยวตลอดวันเลย บ้านช่องลูกผัวใครจะเป็นยังไงช่างมัน กรคลั่งรถมอเตอร์ไซมานานแล้ว ไพบ้ารถมั่งละ พรุ่งนี้จะซื้อรถมอเตอร์ไซอีก ๕ คัน"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ พูดเสียงอ่อย

"เลือกเอาที่ลานดีๆ หน่อยนะจ๊ะมันจะได้วิ่งไกลๆ "

คราวนี้ประไพอดหัวเราะไม่ได้

"บ้า อย่ามาทำหมื่นนะ"

พลขับรถแซงขึ้นมา แล้วเขาก็หันมายิ้มกับเมียของเขาคือพี่สาวของนายนิกรนั่นเอง

"นันจ๋า กลับบ้านเถอะ"

นันทาสั่นศีรษะ

"ไม่กลับ กำลังขี่รถสนุกๆ อย่ามาชวนให้กลับเลย พลจะไปไหนก็ไปซีคะ ตามมาทำไม"

๔ สหายถอยมารวมกันปล่อยให้เมียของเขาแล่นนำหน้า ต่างปรึกษาหารือกันในเรื่องเมียของตน อาเสี่ยกิมหงวนพูดโผงผางออกมาอย่างเด็ดขาด

"อย่าไปยุ่งกับเขาเลยวะ กลับบ้านเราดีกว่าปล่อยเขาตามเรื่องเถอะ กันรู้ว่าเมียเราต้องการเอาชนะพวกเรา"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"โอเค กลับก็กลับ หิวข้าวเต็มทนแล้ว"

ว่าอะไรว่าตามกัน ๔ สหายเลี้ยวรถกลับแล่นบึ่งย้อนกลับมารับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า

คืนวันนั้น

ในราว ๒๔.๐๐ น. เศษ ขณะที่ ๔ สหายกำลังนอนหลับเขาก็ตกใจตื่น เมื่อได้ยินเสียงรถจักรยานยนต์มากมายแล่นเข้ามาในบ้านพัชราภรณ์ ทุกคนต่างลุกขึ้นจากเตียงนอนโผล่หน้าต่างมองลงมาข้างล่าง โคมไฟรถจักรยานยนต์ประมาณ ๕๐ คันส่องสว่างจ้า ประไพ ประภา นันทา

นวลลออ หยุดรถหน้าตึกและบอกให้เพื่อนชายของหล่อน ซึ่งมีทั้งตำรวจ ทหารและพลเรือน และเพิ่งรู้จักกันในคืนวันนี้เอง

"สวัสดีค่ะ" นันทาร้องขึ้นดังๆ "สวัสดีนะคะทุกคนๆ ขอบคุณมากค่ะ ที่กรุณามาส่งจนถึงบ้าน"

ประไพตะโกนขึ้นบ้าง

"วันหลังเชิญมาเที่ยวที่นี่บ้างนะคะ ผัวๆ ของเราสปอทและใจดีมากเชียวค่ะ"

เสียงพึมพำในหมู่นักขับรถจักรยานยนต์ดังขึ้นทันที แล้วจักรยานยนต์เหล่านั้น ก็ถูกเร่งเครื่องออกไปจากบ้านพัชราภรณ์ เจ้าหนุ่มรูปงามคนหนึ่งร้องตะโกนลั่น

"ขอโทษนะครับ นึกว่ายังไม่มีผัว แต่มีผัวแล้วผมก็ไม่รังเกียจครับ"

กิมหงวนร้องตะโกนมาจากชั้นบน

"ส้นตีนเอาไหมโว้ย อ้ายแห้ว หยิบปืนมาให้กู"

ได้ยินคำว่าปืน จักรยานยนต์เหล่านั้นก็โกยแน่บออกไปจากบ้านพัชราภรณ์อย่างรวดเร็ว ๔ สหายผลุนผลันออกมาจากห้อง และได้พบกันที่เฉลียงหลังตึก นิกรขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพูดขึ้นอย่างเดือดดาล

"เมียเรากำแหงมากเกินไปเสียแล้ว พาผู้ชายมาที่บ้านตั้งเกือบร้อย ใช้ได้เรอะ"

กิมหงวนเม้มปากแน่น

"ใช้ไม่ได้ ยังงี้ดูถูกกันนี่หว่า ทำยังไงดีโว้ยพวกเรา"

นิกรหายใจถี่เร็ว

"คืนนี้เราตีเมียกันเถอะวะ ตีให้หมอบเลย แล้วลงไปที่โรงรถเอาไฟเผารถมอเตอร์ไซให้หมดรวมทั้งรถของเราด้วย นั่น...เดินขึ้นบันไดมาแล้ว เอาโว้ยพวกเราตีให้ตาย"

๔ นางเดินนวยนาดขึ้นมาชั้นบนของตัวตึกอย่างไม่สะทกสะท้าน กิมหงวนกระซิบกระซาบกับนายจอมทะเล้นเบาๆ

"ตีซี อ้ายกร มาแล้ว"

นิกรสั่นศีรษะ

"ใจมันไม่กล้าโว้ย เอายังงี้ดีกว่า เรียกเข้าไปซ้อมในห้อง"

ประไพได้ยินแว่วว่าซ้อมก็แหวขึ้นทันที

"ซ้อมใครคะกร ปรึกษากันซุบซิบกันจะซ้อมเมียเรอะ"

นิกรรีบยกมือไหว้

"แฮ่ะ แฮ่ะ เปล่าจ้ะ ไปไหนกันมาจ๊ะ"

๔ นางหยุดเผชิญหน้ากับผัวรักของหล่อน อาเสี่ยยิ้มให้เมียของเขา นวลลออยังพราวพริ้งเต็มไปด้วยความงาม ส่วนเว้าส่วนโค้งดีกว่าสาวแรกรุ่นเสียอีก

"นวลจ๋า นอนเถอะจ้ะง่วงเต็มทนแล้ว"

นวลลออค้อนควับ

"ง่วงก็นอนซี ชอบกล"

"นอนคนเดียวกลัวผีนอนไม่หลับ นวลจ๋า ที่นี้อย่าขี่รถมอเตอร์ไซอีกเลยนะจ๊ะ"

ประภาพูดเสริมขึ้น

"พวกเราจะเลิกขี่ต่อเมื่อพวกคุณขายรถให้คนอื่นไป ม่ายยังงั้นเป็นขี่กันหามค่ำละ"

พลยิ้มให้เมียของเขา

"พรุ่งนี้ขายแน่ ใครจะซื้อถูกแพงขายทั้งนั้น ไปห้องเราเถอะจ้ะนัน เหนื่อยไหมจ๊ะ" พูดจบเขาก็จูงมือนันทากลับไปห้องนอนของเขา

เหมือนกับเล่นจูงนางเข้าห้อง เมียของใครคนนั้นก็จูงไปห้องนอนของตน หลังจากนั้นบ้านพัชราภรณ์ก็สงบเงียบ ไฟฟ้าในห้องต่างๆ ดับแล้ว ดวงจันทร์คืนนั้นข้างแรมกำลังโผล่ยอดไม้

๔ สหายตกลงใจอย่างเด็ดขาดในอันที่จะขายรถจักรยานยนต์ของตนและของเมียในวันรุ่งขึ้น

อวสาน