พล นิกร กิมหงวน 059 : หลานนางนาค

วันนั้น ตรงกับวันอาทิตย์ตอนเย็น

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ต้อนรับสุภาพบุรุษในวัย ๒๐ ปีคนหนึ่งที่เรือนต้นไม้หน้าตึกใหญ่ สุภาพบุรุษหนุ่มร่างสูงโปร่งใบหน้าคมคายแบบดาวหนังผู้หนึ่ง ชื่อทวีศักดิ์ สวัสดิโสภา เป็นเภสัชกรหรือแพทย์ปรุงยาประจำ "ดิเรกคลีนิค" ทวีศักดิ์มีเงาะอย่างดีติดมือมาหนึ่งถุงและมังคุดอีกหนึ่งถุง เขาบอกว่าเขาไปเที่ยวตลาดนัดที่สนามหลวงเห็นผลไม้งามๆ น่ากินซื้อมาฝากนายแพทย์หนุ่ม

พล, นิกร, กิมหงวนกับท่านเจ้าคุณป้จจนึกฯ รู้จักคุ้นเคยกับทวีศักดิ์เป็นอย่างดี จึงชวนทวีศักดิ์ร่วมก๊งด้วย

"เอาหน่อย คุณทวีศักดิ์" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ และส่งแก้ววิสกี้โซดาให้ "พวกผมตอนเย็นอย่างนี้ก็ต้องถองเหล้ากันทุกวัน ม่ายยังงั้น พยาธิในท้องมันกวนเอาซีครับ กินเหล้าช่วยให้อารมณ์มันครึกครื้น โลกเรานี้อยู่ได้ก็เพราะพวกขี้เมา อย่างน้อยก็ช่วยให้ตำรวจมีงานทำ"

ทวีศักดิ์ยกมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อม แล้วรับแก้วเหล้ามาถือไว้

"ขอบพระคุณครับ อาเสี่ย ผมดื่มไม่ใคร่เก่งหรอกครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"พยายามดื่มบ่อยๆ ก็เก่งเอง ผมหัดดื่มเหล้าตั้งแต่อายุ ๘ ขวบ ทีแรกมันก็เมาหัวปักหัวปำ แต่แล้วค่อยๆ เคยชิน เดี๋ยวนี้ผมดื่มวันละขวดพอตึงๆ หน้า"

ทวีศักดิ์ยิ้มอ่อนโยน แล้วมองดูนิกรซึ่งกำลังยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นจิบ

"คุณนิกรคงคอเหล็กขนาดอาเสี่ยเหมือนกันนะครับ"

นิกรสั่นศีรษะ

"เปล่าเลยคุณ ผมกินเหล้าวันละเป๊กเดียวอย่างมาก ผมชอบกินกับแกล้มมากกว่า กินเหล้ามันเมานี่ครับ แต่กินกับไม่ปรากฏว่าเมา อย่างมากก็นั่งพุงยื่นในราวครึ่งชั่วโมงก็หายอึดอัด เชิญซีครับอย่าเกรงใจเลื่อนเก้าอี้เข้ามาอีกนิดซีคุณ พวกเราหัวประชาธิปไตยทั้งนั้น แต่ห้ามพูดเรื่องเกี่ยวกับหัวหรือศีรษะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื้อก ยกเท้าหมายเตะหน้าแข้งนิกรเต็มเหนี่ยว แต่นิกรรู้ท่ารีบหดเท้าเข้าไปเสียก่อน หน้าแข้งข้างขวาของกิมหงวนจึงรับเคราะห์แทน

" โป๊ก"

" โอ๊ย"

เจ้าคุณเผลอตัวยกมือไหว้กิมหงวน

"ขอโทษทีโว้ย อาตั้งใจเตะอ้ายกรน่ะ"

อาเสี่ยเลยหายโมโหยิ้มให้ท่านเจ้าคุณ

"แล้วคุณอามาไหว้ผมทำไมล่ะ อย่างงี้ก็เท่ากับแกล้งให้ผมอายุสั้นน่ะซีครับ ไหว้คืนเสีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือไหว้อาเสี่ยอีกครั้งหนึ่ง ท่านก็สะดุ้งเฮือก

"อ้าว! วะ ปีนี้ข้าชักกะป้ำกะเป๋อใหญ่ ตั้งแต่เตะปี๊บไม่ดังรู้สึกว่าประสาทส่วนสมองทรุดโทรมลงไปมาก"

การดื่มเหล้าและการสนทนากันได้ดำเนินต่อไปอย่างกันเอง ดร.ดิเรกพูดคุยกับทวีศักดิ์ตลอดเวลา เขาชมให้เพื่อนฟังว่าทวีศักดิ์ขยันทำงานมาก ไม่เคยมาสายหรือลากิจลาป่วยเลย พนักงานและนายแพทย์พยาบาลที่ "ดิเรกคลีนิค"ทุกคนก็รักใคร่เกรงใจเขา ทวีศักดิ์เป็นคนรักงานจริงๆ

แล้ว ดร.ดิเรกก็ยกหมัดขวาชกคางทวีศักดิ์เบาๆ

"ยูเป็นคนเอาการเอางานน่ารักมาก ทำงานกับไอมาหลายปีแล้วเคยผสมยาผิดทำให้คนไข้ตายไปเพียง ๑๐ คนเท่านั้นเอง ไอก็ได้ขึ้นเงินเดือนให้ยูทุกๆ ปี"

ทวีศักดิ์ยิ้มอายๆ และยกมือไหว้ ดรงดิเรก

"ขอบคุณครับคุณหมอ ผมหวังที่จะฝากชีวิตไว้กับงานจริงๆ ซึ่งคุณหมอก็ทราบประวัติผมดีแล้วว่าญาติพี่น้องสักคนเดียวก็ไม่มี แต่โชคของผมยังดีอยู่ที่ผมมีปริญญาเภสัชศาสตร์"

ดร.ดิเรกอมยิ้ม

"ออไร๋ คุณพูดว่าคุณเป็นคนจน ทำให้ผมอาสงสัยไม่ได้อยากจะถามอะไรคุณบ้างก็เกรงว่าเป็นการก้าวก่ายในเรื่องส่วนตัวของคุณ"

"โอ! ไม่เป็นไรมิได้ครับคุณหมอ ข้องใจอะไรหรือสงสัยอะไรก็ถามเถอะครับ"

นายแพทย์หนุ่มมองดูเภสัชกรของเขาอย่างชื่นชม

"ขอโทษเถอะนะคุณกิมเบ๊"

ทวีศักดิ์ทำคอย่นแล้วหัวเราะ

"ผมชื่อทวีศักดิ์ครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"กิมเบ๊น่ะมันเตี่ยข้า"

ดร.ดิเรกหัวเราะลั่น แล้วกล่าวกับเภสัชกรหนุ่มต่อไป

"เท่าที่ผมสังเกตดูในระยะปีก่อนและปีนี้ ฐานะของคุณดีขึ้นมากทีเดียว เมื่อก่อนคุณแต่งกายด้วยเสื้อผ้าราคาถูก กางเกงสีกากีเชิ้ตแขนสั้นสีขาว ใช้ปากกาด้ามละ ๑๐ กว่าบาท แต่ตอนหลังๆ นี้คุณเปลี่ยนแปลงไปมาก คุณแต่งกายหรูหราภาคภูมิ ใส่เสื้อเชิ้ตอเมริกันตัวละ ๒๐๐ กว่า แบบพวกผมมี เสื้อกางเกงไม่ใคร่จะซ้ำกันเลย คุณผูกนาฬิกาข้อมือราคาตั้งสามสี่พัน มีปากกาดินสอปลอกทองยี่ห้อชั้นดี ถือกระเป๋าเอกสารหนังจระเข้ คุณเคยโหนรถเมล์มาทำงานเดี๋ยวนี้ขับรถเก๋งราคาเกือบแสน คุณถูกล๊อตเตอรี่หรืออย่างไร"

ทวีศักดิ์ยิ้มให้นายจ้างของเขา

"อ้า-ผมไม่ได้ถูกล๊อตเตอรี่หรือสลากกินรวบหรอกครับ แต่ผมเปรียบเหมือนหนูตัวเล็กๆ ที่พลัดตกลงไปในยุ้งข้าวสาร เท่าที่ผมมาหาคุณหมอในวันนี้ก็เพื่อจะเรียนปรึกษาหารือในเรื่องนี้ด้วยครับ"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วเข้าหากัน

"หมายความว่าคุณได้ภรรยารวยยังงั้นหรือ"

ทวีศักดิ์อายจนหน้าแดงเพราะตามปกติเขาเป็นคนสุภาพเรียบร้อยและขี้อายมาก เขายกนิ้วชี้มือขวาใส่ปากกัดแล้วแกว่งแขนซ้ายไปมา จนกระทั่งพลกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่ต้องอายหรอกครับ เรื่องผัวเมียมันเป็นของธรรมดาโลก ผู้ชายเกิดมาแล้วก็ต้องมีเมียและผู้หญิงก็ต้องมีผัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เธอคงได้เมียเศรษฐีแน่ๆ ใช่ไหมทวีศักดิ์"

ทวีศักดิ์ฝืนหัวเราะ

"ครับ-กระผมเสียใจเหลือเกินที่กระผมเพิ่งเปิดเผยในวันนี้" แล้วเขาก็กล่าวกับ ดร.ดิเรก "ผมได้สาวแก่คนหนึ่งเป็นภรรยาครับ เราได้เสียกันเองเมื่อปีกลายนี้แต่เราไม่ได้แต่งงานกัน เพียงแต่เราไปจดทะเบียนสมรสเท่านั้น หล่อนอายุ ๔๒ ปีครับ"

ดร.ดิเรกทำหน้าเบ้

"หล่อนแก่มากเกินไป ทำไมคุณไม่หาเมียสาวๆ ขนาดเบญจเพสหรือขนาดทีนเอจที่เรียกว่าขบเผาะ"

ทวีศักดิ์ว่า "ผมได้นาฏเป็นเมียก็ด้วยเหตุผลทางการเมืองครับ"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"เหตุผลทางการเมือง อธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยซิคุณ"

"เหตุผลหรือครับ ข้อ ๑ ผมต้องเช่าบ้านเขาอยู่เดือนละ ๕๐๐ บาท ไม่สามารถจะซื้อที่ดินปลูกบ้านของตนเองอยู่ได้เพราะเงินเดือนของผมเอง ๑,๔๐๐ เท่านั้น ข้อ ๒ นาฏเพิ่งได้รับมรดกจากบิดาเมื่อ ๒ ปีก่อน มีเงินในธนาคารถึง ๔ แสน มีบ้านและที่ดินของตนเอง"

ดร.ดิเรกโบกมือ

"ออไร๋ พอแล้วครับ คุณอธิบายเท่านี้ผมก็พอใจแล้ว ผมเพิ่งรู้ความจริงเดี๋ยวนี้เองว่าคุณได้เสียความบริสุทธิ์ให้กับเมียของคุณเสียแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเสียใจ มันเป็นเรื่องที่ผมและพวกเราขอแสดงความยินดีกับคุณ วันหลังพาคุณนาฏมารู้จักกับพวกเราบ้างซี"

"ขอบคุณครับ ผมก็ตั้งใจอยู่เสมอที่จะพานาฏมากราบคุณหมอและพวกคุณๆ "

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เมื่อท่านเจ้าคุณสบตากับทวีศักดิ์ ท่านก็กล่าวถามว่า

"ภรรยาของเธอเป็นลูกเต้าเหล่าใคร มีพื้นเพอย่างไร"

ทวีศักดิ์ยิ้มอย่างภาคภูมิ

"นาฏของผมตระกูลผีตายโหงครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกไปตามกัน นิกรจ้องมองดูทวีศักดิ์อย่างแปลกใจแล้วฝืนหัวเราะ

"คุณช่วยอธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยเถอะครับ ที่คุณว่าภรรยาของคุณตระกูลผีตายโหงนั้น คุณหมายความว่ากระไร"

"ก็เป็นความหมายอยู่ในตัวแล้วนี่ครับ บิดาของนาฏ.หลวงวิจิตรพจนาฏ นักพากษ์โขนชื่อดังในรัชสมัยล้นเกล้าพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวถูกรถยนต์ชนตาย มารดาของนาฏคุณนายน้อมครูละครรำที่มีชื่อเสียงวิ่งไล่เกาะรถบดถนน เลยถูกรถบดถนนทับตาย"

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่

"คนมีอายุขนาดแม่คนแล้ว ไหงยังซุกซนเที่ยววิ่งไล่เกาะรถบดถนนเหมือนเด็กๆ ล่ะคุณ"

ทวีศักดิ์ฝืนยิ้ม

"นาฏเล่าให้ผมฟังว่า คุณแม่ของหล่อนป่วยเป็นโรคจิตครับ คุณพ่อของหล่อนส่งไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยา บ่ายวันนั้นคุณนายน้อมปีนรั้วหนีออกไปนอกเขตโรงพยาบาล บังเอิญเทศบาลเขากำลังซ่อมถนน คุณนายน้อมก็ร้องโห่แบบทาร์ซานแล้วไล่เกาะรถบดถนนคันนั้น คนขับไม่ทันเห็น พอหยุดรถคุณนายน้อมก็พลัดตกลงมานอนแอ้งแม้งกลางถนน พอคนขับบังคับรถแล่นถอยหลัง รถก็ทับคุณนายน้อมแบนแป๋ดแป๋ไปเลย"

"น่าสงสาร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลงอนิจจัง "พ่อก็ตายโหงแม่ก็ตายโหง"

ทวีศักดิ์ทำหน้าเศร้า

"นั่นน่ะซีครับ นอกจากนี้ปู่ย่าตายายของนาฏก็ตายโหงอีก ผมจึงเรียนให้ใต้เท้าทราบว่าภรรยาผมตระกูลตายโหง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"ไม่น่าเชื่อเลย ทั้งปู่ย่าตายายล้วนแต่ตายโหง เธอพอรู้รายละเอียดบ้างไหมว่าใครเป็นอะไรตายหรือตายในลักษณะอย่างไร"

ทวีศักดิ์ยกแก้ววิสกี้ขึ้นจิบเพียงเล็กน้อยแล้ววางไว้บนโต๊ะ

"นาฏเคยเล่าให้ผมฟังครับ ปู่ของหล่อนเป็นนายอากรบ่อนเบี้ยอยู่ทางปากน้ำสมุทรปราการ คือเป็นเจ้าของบ่อนการพนันถั่วโปหรือยังไงนั่นแหละครับ วันหนึ่งถูกพวกโจรปล้นบ้าน โจรมันฆ่าปู่และย่าของเมียผมตายครับ คนที่ถูกฆ่าตายหรือตายด้วยอุบัติเหตุเขาก็เรียกว่าตายโหง"

อาเสี่ยกิมหงวนถามขึ้นด้วยความสนใจ

"แล้วตายายของภรรยาคุณล่ะ"

ทวีศักดิ์ยิ้มเล็กน้อย

"ตาของเมียผมเป็นนายทหารครับ ในสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีตำแหน่งเป็นนายกอง"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"กองเล็กหรือกองใหญ่"

ทวีศักดิ์สะดุ้งเล็กน้อย

"เอ เรื่องนี้ผมไม่ได้ถามเมียผมครับ อ้า-ตาของเมียผมชื่อมากครับ ถึงแม้ไม่เคยรบทัพจับศึก ไม่เคยสร้างวีรกรรมใดๆ แต่ชื่อเสียงของตายายของเมียผมยังเป็นที่เลื่องลือกันจนทุกวันนี้ พอเอ่ยชื่อนายมากสามีของแม่นาคพระโขนงใครก็ต้องรู้จักใช่ไหมล่ะครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นไปตามกัน

"ภรรยาของคุณเป็นหลานนางนาคพระโขนง...." พลกล่าวขึ้นอย่างแปลกใจ "จริงๆ หรือครับ คุณทวีศักดิ์"

"โธ่ ผมจะเอาความเท็จมาเล่าให้พวกคุณฟังได้หรือครับ บ้านของเมียผมอยู่ที่พระโขนง อยู่ในซอยๆ หนึ่งเลยโรงพักพระโขนงไปเล็กน้อย ซึ่งที่นั่นเป็นที่ดั้งเดิมของแม่นาคยายของเมียผมและท่านตายที่นั่น เพื่อนบ้านแถวนั้นเขารู้ดีครับว่านาฏเป็นหลานยายของแม่นาค"

ดร.ดิเรกโบกมือ แล้วกล่าวถามเภสัชกรหนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"เดี๋ยวก่อนคุณทวีศักดิ์ นางนาคพระโขนงยายของเมียคุณน่ะไม่ใช่ตายโหงนี่นะ ตามประวัติว่าออกลูกตาย อ้า-คนที่ออกลูกตายคือเสียชีวิตในการออกลูกเพราะลูกไม่ออกจากท้อง เขาเรียกว่ายังไงนะ อ้ายกร"

นิกรอมยิ้ม

"เขาเรียกว่าตายทั้งแบน เอ๊ย ตายทั้งกลมโว้ย"

"ออไร๋ ออไร๋" แล้ว ดร.ดิเรกก็หันมายิ้มกับทวีศักดิ์ "ยายของเมียคุณตามทั้งกลม ไม่ใช่ตายโหง"

"ครับ ถูกแล้ว" ทวีศักดิ์พูดนอบน้อม "แต่ตายทั้งกลมก็จัดอยู่ในประเภทตายโหงแหละครับ คืออยู่ดีๆ ไม่ได้ป่วยไข้ หรือเกิดอุบัติเหตุ หรือมีอันเป็นต้องเสียชีวิต"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"แล้วที่เรียกว่าตายห่าล่ะครับ เป็นยังไง"

"ตายห่าหรือครับอาเสี่ย ตายห่าก็หมายถึงเป็นอหิวาตกโรคตายน่ะซีครับ ในสมัยโบราณเราเรียกโรคนี้ว่าโรคห่า เข้าใจว่าเกิดขึ้นจากอำนาจของภูตผีปีศาจ หรือเกิดจากอิทธิฤทธิ์ของยมบาลที่ต้องการเอาชีวิตมนุษย์ไปเมืองผี สมัยนั้นเกิดอหิวาตกโรคที่ไหนก็เรียกกันว่าห่าลง ชื่อของมันไม่ใคร่จะมีใครกล้าพูดถึง แต่ตอนหลังการแพทย์เจริญขึ้น เราก็ได้รู้ความจริงว่าห่านั้นที่แท้คือเชื้อโรคที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง ซึ่งเราเรียกว่าอหิวาตกโรค อย่างไรก็ตามในชนบทก็ยังเรียกคนที่เป็นอหิวาตกโรคตายว่า ตายห่าหรือห่ากินจนทุกวันนี้"

ดร.ดิเรกถอนหายใจเบาๆ

"คุณพูดนอกประเด็นเสียแล้ว คุณทวีศักดิ์ คุณยังไม่ได้เล่าให้ฟังว่าตาของภรรยาคุณเป็นอะไรตาย"

ทวีศักดิ์ยิ้มแห้งๆ

"จริงครับ ถ้ายังงั้นผมต้องเล่าถึงยายของภรรยาผมก่อน คือว่าแม่นาคพระโขนงยายของนาฏต้องเสียชีวิตเนื่องจากการคลอดบุตร สมัยนั้นมีแต่หมอตำแยนี่ครับ ไม่มีนางผดุงครรภ์หรือนายแพทย์ โดยเฉพาะแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิอย่างคุณหมอให้พลิกแผ่นดินก็หาไม่ได้"

ดร.ดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก เอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับเภสัชกรหนุ่ม

"สิ้นปีนี้ผมจะขึ้นเงินเดือนให้คุณอีก ๕๐ บาท"

ทวีศักดิ์กระพุ่มมือไหว้นายแพทย์หนุ่มอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับ คุณหมอ อ้า ยายของภรรยาผมได้สร้างประวัติการณ์ในเรื่องผีอย่างไม่มีใครลบสถิติได้ นับเป็นเวลานานมาแล้ว คุณหมอและพวกคุณๆ ก็คงทราบดีว่า นางนาคพระโขนงเป็นผีตายทั้งกลมที่ดุร้ายที่สุด ในสมัยนั้นพระโขนงเป็นสวนผลไม้ครับ ถนนสุขุมวิทก็ไม่มี การคมนาคมก็มีทางเดียวคือลำคลอง ซึ่งตัดออกแม่น้ำเจ้าพระยา ยายของภรรยาผมอาละวาดหลอกชาวสวนพระโขนงตลอดจนพระสงฆ์องคเจ้าเผ่นหนีเตลิดเปิดเปิงไปตามกัน ดุขนาดฉุดเรือเจ๊กก๋วยเตี๋ยวขึ้นมาบนบกในเวลากลางวันแสกๆ เชียวครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"ปีศาจแม่นาคฉุดเรือเจ๊กก๋วยเตี๋ยวหรือคุณ"

"ลูกศิษย์วัดน่ะครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทวีศักดิ์ได้ดื่มเหล้าเข้าไปเพียงเล็กน้อยก็มีจิตใจคึกคักเข้มแข็งและช่างพูดกว่าปกติ เขายิ้มให้สี่สหายแล้วเล่าต่อไปว่า

"ตาของภรรยาผมได้หลบหนีแม่นาคด้วยความรักตัวกลัวตาย หนีไปอยู่ที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งครับ ต่อมาอีกหลายปี ตาของนาฏได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายกอง อ้า...แกชอบกินเหล้าครับ นายกองมากเมาเหล้าทุกเย็น เมาแล้วก็เอะอะอาละวาด วันหนึ่งแกเกิดเขม่นช้างหลวงตัวหนึ่ง ด้วยฤทธิ์เมาของแกจึงปรี่เข้าไปชกต่อยเตะถีบช้างพลายตัวนั้น"

กิมหงวนอมยิ้ม

"ล่อเสียช้างหมอบไปเลย"

ทวีศักดิ์หัวเราะ

"ถ้าล้มช้างได้แกก็เป็นซุปเปอร์แมนละครับ ช้างมันปล่อยให้นายกองมากเตะถีบชกต่อยมันอยู่พักหนึ่ง พอมันรำคาญเต็มทนมันก็เอางวงคว้าตัวนายกองมากฟาดกับต้นไม้เปรี้ยงเดียว เนื้อตัวแหลกเหลวไปหมด เป็นอันว่าตาของเมียผมต้องตายโหง รวมความแล้วภรรยาของผมอยู่ในตระกูลผีตายโหงครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองหน้ากันและยิ้มให้กัน พลกล่าวกับทวีศักดิ์ว่า

"ผมแปลกใจมาก ที่ภรรยาของคุณเป็นหลานแม่นาคพระโขนง ดาราผีรุ่นลายครามที่ยังมีชื่อเสียงโด่งดังอยู่จนทุกวันนี้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"อย่างนี้เรียกว่าอมตปีศาจ แม่นาคพระโขนงเป็นผีที่ดุร้ายน่ากลัวจริงๆ เมื่อกันเป็นเด็ก แม่ครัวแกเล่าให้ฟัง กันเป็นต้องเลี่ยงไปนั่งยังที่ๆ ไม่มีร่อง"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงว่ะ ผีที่ไหนว่าดุก็ไม่เท่าแม่นาค เป็นผีชั้นนำจริงๆ เพียงแต่เขาเอามาสร้างหนังก็ยังทำเงินได้นับล้าน" แล้วนิกรก็ยิ้มให้ทวีศักดิ์ "บ้านของภรรยาคุณคือบ้านเดิมของแม่นาคหรือครับ"

"ครับ แต่เรือนเก่าของแม่นาครื้อไปหลายสิบปีแล้ว พ่อตาของผมสร้างบ้านลงในที่เดิมของเรือนแม่นาค ในที่สุดก็ตกเป็นสมบัติของเมียผม เป็นเรือนสองชั้นแบบโบราณ ปลูกในราว ๓๐ ปีแล้วครับ มั่นคงแข็งแรงมากแต่ล้าสมัย"

นิกรพยักหน้าช้าๆ

"คุณเคยเห็นปีศาจแม่นาคหรือเคยถูกแม่นาคหลอกบ้างหรือเปล่า"

ทวีศักดิ์หัวเราะ

"ไม่เคยเลยครับ ผมเท่ากับลูกหลานของท่านคนหนึ่ง ท่านจะมาหลอกผมทำไมแล้วท่านก็ตายไปนานแล้ว ป่านนี้คงไปเกิดแล้ว" พูดจบเขาก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "อ้า คุณหมอครับ ที่ผมมาหาวันนี้ นอกจากจะมาเยี่ยมด้วยความเคารพนับถือแล้ว ผมยังมีเรื่องอะไรบางอย่างที่จะปรึกษาหารือกับคุณหมอด้วยเกี่ยวกับภรรยาของผม"

"ออไร๋ ว่ามาซีคุณ เธอป่วยไข้ไม่สบายหรืออย่างไร"

"มิได้ครับ แต่ว่านาฏมีครรภ์อย่างน่าประหลาด นาฏท้องมาประมาณ ๗ เดือนเห็นจะได้ครับ ครั้นเมื่อเร็วๆ นี้เอง ท้องของนาฏได้มีอาการผิดปกติคือบางวันก็ยุบแฟบลงไปเหมือนกับไม่ได้ท้อง แต่บางวันก็อืดขึ้นมาแบบคนท้องแก่ที่ใกล้กำหนดคลอด"

นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"พูดเป็นเล่นไปน่า คุณทวีศักดิ์"

เภสัชกรหนุ่มเปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"ผมสาบานได้ครับว่าเป็นความจริง"

นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง แต่ไม่ยอมพูดอะไรอีก ดร.ดิเรกกล่าวกับทวีศักดิ์อย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณพาภรรยาของคุณไปให้หมอตรวจและฝากครรภ์หรือยัง"

"ยังครับ นาฏเป็นคนหัวเก่าครับ ไม่ชอบหมอและโรงพยาบาล แกว่าถ้าแกคลอดลูกแกจะให้นางผดุงครรภ์ที่รู้จักกันไปทำคลอดให้"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ถ้าเช่นนั้นภรรยาของคุณอาจจะไม่ได้ตั้งครรภ์ก็ได้"

ทวีศักดิ์ลืมตาโพลง แล้วเผลอตัวพูดเสียงลั่น

"ท้องครับ ท้องแหงๆ ผมก็เคยเรียนวิชาแพทย์มาบ้างทำไมจะไม่ทราบครับว่าเมียของผมท้อง ท้องจริงๆ ครับคุณหมอ แต่ผมกับเมียผมจำไม่ได้ว่าเริ่มตั้งท้องเมื่อไร นาฏแกอายุกว่า ๔๐ กว่าแล้ว แกไม่ได้นึกฝันว่าแกจะมีลูก อย่างไรก็ตามผมกะว่านาฏท้องประมาณ ๗ หรือ ๘ เดือน ซึ่งไม่ช้าก็คงจะคลอด"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้

"ถ้ามีหลายตัว ขอผมสักตัวนาครับ สีดำหรือสีน้ำตาลก็ได้"

ทวีศักดิ์อ้าปากหวอ

"ลูกผมนะครับ ไม่ใช่ลูกหมา"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"แล้วกัน ผมนึกว่าคุยกันเรื่องลูกหมาเสียอีก ถ้ายังงั้นก็แล้วไป ลูกคนผมไม่เอาหรอก เลี้ยงไว้กว่าจะโตเสียเงินไม่ใช่น้อย ต้องให้มันเรียนหนังสือด้วยแล้วโรงเรียนหลวงก็ไม่มีที่เรียน โรงเรียนราษฎร์ก็เอาแป๊ะเจี๊ยะตั้งสี่ห้าพัน"

ดร.ดิเรกมองดูหน้าเภสัชกรหนุ่มแล้วกล่าวว่า

"ผมประหลาดใจจริงๆ ที่ท้องของภรรยาคุณแฟบได้และอืดขึ้นมาได้ ขอโทษนะ ภรรยาคุณเคยเป็นนักเล่นกลหรือเปล่า"

ทวีศักดิ์ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งเหย

"เปล่าครับ"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น

"เคยเป็นนักเพาะกายหรือเปล่า"

"เปล่าครับ"

ดร.ดิเรกนิ่งคิดสักครู่

"คุณเคยสังเกตบ้างไหม ทารกในครรภ์ดิ้นหรือเปล่า"

เภสัชกรหนุ่มยิ้มออกมาได้

"ดิ้นซีครับ ดิ้นวันละหลายครั้งแสดงว่าสมบูรณ์ดี"

นิกรเสริมขึ้นเบาๆ

"เคยเอาเท้าแหย่ออกมานอกสะดือหรือเปล่าครับ"

"เฮ้ย! " เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดด้วยเสียงหัวเราะ "มีอย่างที่ไหนวะ เอาเท้าแหย่ออกมานอกสะดือ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ อาเสี่ยกิมหงวนฟุบหน้าลงกับโต๊ะด้วยความมึนเมา ดร.ดิเรกกล่าวกับทวีศักดิ์ว่า

"บอกให้เมียคุณเข้าใจซีว่า ไม่ควรจะรังเกียจหมอหรือโรงพยาบาล เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน พรุ่งนี้คุณพาแกไปที่คลีนิคของเรา ผมจะให้หมอสุดาเขาตรวจภรรยาคุณ และจะให้หมอร่วมฉายเอ๊กซ์เรย์ให้ด้วย"

ทวีศักดิ์กระพุ่มมือไหว้ ดร.ดิเรกอีกครั้งหนึ่ง

"ครับ ขอบพระคุณครับ ถ้าคุณหมอสุดาตรวจเมียผมคงตกลง อ้า-คุณหมอครับ สมมุติว่าลูกในท้องของเมียผมเป็นผู้หญิง คุณหมอช่วยกรุณาแปลงเพศหรือต่อเติมแก้ไขให้เป็นผู้ชายหน่อยได้ไหมครับ ผมอยากได้ลูกผู้ชายครับ"

"อ้าว! " ดร.ดิเรกร้องเอ็ดตะโร "เรื่องนี้ผมไม่เกี่ยวนี่ครับ จะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชายอยู่ที่คุณต่างหาก ผมช่วยอะไรไม่ได้ การวินิจฉัยจากฟิล์มเอ๊กซ์เรย์ว่าเด็กในท้องเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมเองยังดูไม่ออก อุแว้ออกมาเมื่อไรนั่นแหละถึงจะรู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยอารมณ์ขัน

"ลองใช้วิธีนี้ซีคุณ คุณกลับไปบ้านบอกให้ภรรยาคุณชูมือขึ้นข้างหนึ่ง ถ้าชูมือขวาลูกของคุณก็เป็นผู้ชาย ถ้าชูมือซ้ายเป็นผู้หญิง"

อาเสี่ยเงยหน้าขึ้นจากโต๊ะแล้วพูดเสียงอ้อแอ้

"ถ้าชูสองมือกระเทยแหงๆ "

นิกรกล่าวขึ้นบ้าง

"หรือจะใช้วิธีผมก็ได้ คุณเอาหูของคุณแนบลงที่ท้องคุณนาฏ คุณจะได้ยินเสียงลูกคุณร้องเบาๆ อยู่ในท้อง ตามธรรมดาเด็กอ่อนมันขี้อ้อนครับ ถึงอยู่ในท้องแม่มันก็ร้องไห้คุณพยายามฟังและสังเกตดูให้ดี ถ้าร้องแอ้แฮๆๆ คือลูกผู้ชาย ถ้าร้องอุแว้ๆๆ ก็ลูกผู้หญิง เพราะเด็กผู้หญิงเสียงดังกว่าเด็กผู้ชายแม้กระทั่งเมียเราก็เสียงดังกว่าเรา"

ทวีศักดิ์สนใจคำแนะนำของนิกรอย่างยิ่ง เขาจ้องตาเขม็งมองดูหน้านิกร

"แอ้แฮๆๆ ละก้อลูกผู้ชายนะครับ"

"ครับ เด็กผู้ชายร้องเสียงอย่างนี้"

ทวีศักดิ์อมยิ้ม

"ถ้าอุแว้ๆ ลูกผู้หญิง"

"ครับ ผมรับรองไม่มีผิดพลาดครับ แต่คุณต้องเอาหูแนบให้ติดท้องภรรยาของคุณนะครับ"

ทวีศักดิ์พยายามจดจำคำแนะนำของนิกรไว้ เขานั่งนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็รีบยกมือไหว้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมกราบลาละครับ"

"อ้าว" ดร.ดิเรกอุทาน "รีบไปไหนล่ะคุณ"

"ผมจะรีบไปพิสูจน์ดูตามคำแนะนำของคุณนิกรครับ ถ้าลูกผมเป็นผู้ชายผมคงจะตื่นเต้นดีใจมาก แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงผมเสียใจตาย ลาละครับ พรุ่งนี้ผมจะพานาฏไปตรวจที่ 'ดิเรกคลีนิค' "

แล้วทวีศักดิ์ก็ผลุนผลันออกไปจากเรือนต้นไม้อย่างร้อนรน

วันรุ่งขึ้นจากวันนั้น ทวีศักดิ์ได้พาภรรยาของเขาไปที่ "ดิเรกคลีนิค" ตามคำสั่งของ ดร.ดิเรกซึ่งนายแพทย์หนุ่มก็สั่งให้แพทย์หญิงสุดาแพทย์ประจำคลีนิคทำการตรวจร่างกายและตรวจครรภ์นาฏทันที

ภรรยาของเภสัชกรมีรูปร่างสูงโปร่ง ถึงแม้มีอายุเข้าสู่วัยกลางคนแล้วก็ยังสวยพริ้ง บุคคลิกลักษณะเป็นผู้ดีมีตระกูลแต่เป็นคนล้าสมัย สังคมไม่เป็น พูดน้อยและขี้อาย

ผลของการตรวจอย่างละเอียดถี่ถ้วน ปรากฎว่าทารกในครรภ์ใกล้กำหนดคลอดแล้วจึงทำให้ท้องลดไปบ้าง นี่เองที่ทำให้ทวีศักดิ์เข้าใจว่าภรรยาของเขาท้องแฟบได้บางขณะ ความจริงไม่มีอะไรผิดปกติ เมื่อได้รับรายงานจากแพทย์หญิงสุดาเช่นนี้ ดร.ดิเรกก็ไม่จำเป็นต้องเอ๊กซ์เรย์ทารกในครรภ์

"คุณมีอุปทานมากเกินไป" นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับเภสัชกรของเขา "ท้องของเมียคุณไม่ได้ยุบหรืออืดได้เลย ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นปกติ อีกไม่กี่วันคุณก็จะได้เป็นพ่อคนแล้ว"

ทวีศักดิ์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ผมดีใจเหลือเกินครับที่ลูกของผมเป็นผู้ชาย"

ดร.ดิเรกทำหน้าตื่น

"คุณรู้ได้อย่างไร"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมใช้ทฤษฎีของคุณนิกรครับ เย็นวานนี้พอกลับไปถึงบ้านผมก็เอาหูแนบท้องนาฏฟังเสียงลูกในท้องร้อง ผมร้องไชโยลั่นบ้านเชียวครับหลังจากที่ผมได้ยินเสียงลูกผมร้อง แอ้แฮๆๆๆ เป็นอันว่าลูกผมเป็นลูกชายแน่ๆ "

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้าคุณเชื่ออ้ายกร ลูกของคุณที่ออกมาอาจจะกลายเป็นลิงก็ได้ อ้ายกรน่ะมันมะกอกสามตะกร้า เจ้าแห่งทฤษฏี คุณแน่ใจหรือว่าคุณได้ยินเสียงเด็กในท้องร้อง"

"แน่ใจซีครับ คุณหมอ"

ดร.ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"อิมพอสซิเบิล คุณทวีศักดิ์ ทารกในครรภ์มีการเคลื่อนไหวได้บ้างแต่ไม่มีเสียง ถึงแม้จะมีเสียงคุณก็จะไม่ได้ยิน"

ทวีศักดิ์ฝืนยิ้ม

"ก็ถ้าเผื่อเสียงมันลอดออกมาทางสะดือล่ะครับ"

ดร.ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"โน" แล้วเขาก็หัวเราะ "คุณอย่าเห่อลูกให้มากนักเลย ติ้งต่างว่าลูกคุณเป็นผู้ชายอีกหน่อยเถอะคุณจะต้องปวดกบาล คุณรักมันเท่าใด มันจะดื้อและแก่นแก้วเพียงนั้น ดูแต่ผมก็แล้วกัน ผมมีลูกชายคนเดียว เดี๋ยวนี้รุ่นหนุ่มแล้วเอาไว้บ้านไม่ได้ต้องส่งไปอยู่โรงเรียนกินนอน ตอนแรกมันก็เป็นลูกผมแต่เดี๋ยวนี้ผมกลายเป็นลูกมัน ขอเงินไม่ให้มันทำท่าจะเตะ ผมต้องรีบควักกระเป๋าให้มันโดยดี คุณพาคุณนาฏกลับไปบ้านได้แล้ว บอกเธอเถอะว่าให้ทำใจให้สบาย"

เภสัชกรยิ้มให้นายจ้างของเขา

"ขอบคุณครับ คุณหมอ ผมใคร่จะถือโอกาสนี้เรียนขอความกรุณาคุณหมอด้วยครับ"

"ว่ายังไงคุณ"

ทวีศักดิ์มองดู ดร.ดิเรกอย่างเกรงใจ

"นางผดุงครรภ์ที่รู้จักกับเมียผมเขาย้ายไปอยู่ต่างจังหวัดเสียแล้วครับ ถ้าหากว่าภรรยาผมคลอดบุตรผมอยากจะขอร้องให้คุณประภาไปช่วยทำคลอดได้ไหมครับ"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ประภาไม่ได้ทำคลอดมานานแล้ว คงจะขาดความชำนาญไปและอาจจะตื่นเต้นบ้าง ให้ผมไปทำคลอดให้ก็ได้นี่นะ"

"โอ๊ะ! ไม่ได้หรอกครับ คุณหมอเมียผมแกขี้อายมาก ไม่ได้เด็ดขาดครับ นาฏว่าการทำคลอดจะต้องเป็นพยาบาลและผดุงครรภ์หรือมิฉะนั้นหมอตำแยก็ยังดีกว่าหมอผู้ชาย นาฏเป็นคนหัวโบราณครับไม่พยายามเข้าใจว่านายแพทย์ได้กระทำตามหน้าที่เพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋ คนหัวเก่ายังมีอีกมากแต่ถ้าเจ็บใกล้จะตายแล้วหมอจะดูตับไตไส้พุงตรงไหนก็ยอม เอาเถอะผมจะพูดกับประภาในเรื่องนี้ ขอร้องให้เขาทำคลอดให้เมียคุณ เจ็บท้องเมื่อไรโทรศัพท์บอกทันทีไม่ต้องเกรงใจ"

ทวีศักดิ์ถอนหายใจเบาๆ

"อ้า-คุณหมอครับ เจ็บท้องจะออกลูกมันมีอาการอย่างไรครับ"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล

"เอ-ผมเองก็ไม่เคยเจ็บท้องออกลูกกับเขาสักที บอกไม่ถูกหรอกคุณ เพียงแต่รู้ว่ามันเจ็บปวดจนแทบจะขาดใจตาย ผมเชี่ยวชาญในการทำคลอดเท่านั้น แต่ผมสาบานได้ว่าผมไม่เคยคลอดลูกแม้แต่คนเดียว"

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ

จนกระทั่งหัวค่ำคืนวันหนึ่ง ทวีศักดิ์ สวัสดิโสภาได้โทรศัพท์มาถึง ดร.ดิเรกในเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น.แจ้งว่า ภรรยาของเขาเจ็บท้องจะออกลูกแล้ว นายแพทย์หนุ่มสั่งให้ประภาไปทำคลอดทันทีโดยให้เจ้าแห้วขับรถไปส่ง ก่อนที่ประภาจะนั่งรถโอลสโมบิลออกไปจากบ้าน ดร.ดิเรกได้กล่าวกับหล่อนว่า

"ที่รัก ยูอย่าตื่นเต้นจนเกินไป ไอจัดเครื่องมือและยาฉีดไว้ในกระเป๋าเรียบร้อยแล้ว ไปถึงก็ฉีดยาช่วยลมเบ่งให้หนึ่งเข็ม ท้องสาว แต่ยูต้องระวังทำงานให้รอบคอบ ถ้าทำคลอดเสร็จเรียบร้อยโทรศัพท์บอกไอทันที หรือถ้ามีอาการผิดปกติอย่างไรก็โทรศัพท์มาถามไอ"

เวลาผ่านพ้นไปในราวชั่วโมงเศษ

สี่สหายนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ในห้องโถง ต่างพูดคุยกันถึงเรื่องพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าลูกเธอเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกา ซึ่งรัฐบาลอเมริกาได้ถวายการต้อนรับอย่างสมพระเกียรติ และข่าวนี้เป็นข่าวที่ประชาชนคนไทยทั้งประเทศมีความสนใจยิ่งกว่าเรื่องอื่นเพราะถือว่าเป็นข่าวสำคัญยิ่ง

เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะสี่เหลี่ยมดังกังวานขึ้น

ดร.ดิเรกเผ่นพรวดขึ้นจากโซฟาเดินไปที่เครื่องโทรศัพท์อย่างร้อนรน เขาเอื้อมมือยกหูโทรศัพท์ขึ้นแนบหูของเขา

"ฮัลโหล ที่ไหนครับ"

"ดิเรกหรือคะ นี่ประภาพูดมาจากบ้านคุณทวีศักดิ์ค่ะ"

นายแพทย์หนุ่มใจเต้นแรงผิดปกติ

"เรียบร้อยแล้วหรือที่รัก" เขาถามโดยเร็ว

"ไม่เรียบร้อยค่ะ ดิเรกรีบมาที่บ้านคุณทวีศักดิ์โดยเร็วที่สุด ภาหมดความสามารถแล้ว"

"หา-เด็กอยู่ในท่าผิดปกติหรือ"

"ค่ะ นอกจากอยู่ในท่าผิดปกติแล้ว ยังมีอะไรบางอย่างที่ทำให้ภาเสียขวัญแทบช๊อค"

"เป็นไงที่รัก เล่าให้ฟังซิ"

"ทารกมันโผล่ส่วนเท้าหรือมือออกมาค่ะแล้วก็หดเข้าไป ลักษณะของมือขนรุงรังเหมือนมือลิง ขณะนี้คุณนาฏมีอาการเหมือนถูกผีเข้า พูดเพ้อเจ้อฟังไม่รู้เรื่อง หัวเราะบ้างร้องไห้บ้าง คุณนิกรมาด้วยนะคะ ถ้าผีเข้าจะได้ให้คุณนิกรจัดการไล่ผีตามวิธีไสยาศาสตร์"

ดร.ดิเรกอึ้งไปสักครู่

"คุณทวีศักดิ์เขาว่ายังไงบ้าง"

"คุณทวีศักดิ์หรือคะ แกกลุ้มใจจนแทบจะเป็นบ้า แกขอร้องให้ภาโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากดิเรกค่ะ"

"ออไร๋ ไอจะชวนเพื่อนๆ ไปที่บ้านคุณทวีศักดิ์เดี๋ยวนี้ ช่วยดูคนไข้ไปพลางๆ ก่อน"

"ค่ะ เลิกกันนะคะ ดิเรก"

ดร.ดิเรกสะดุ้งเฮือก

"ฮ้า ไอไม่ได้ทำผิดคิดร้ายอะไร ทำไมจะมาเลิกกับไอล่ะ"

"เลิกพูดโทรศัพท์" ประภาพูดเสียงหัวเราะ

นายแพทย์หนุ่มวางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม แล้วเดินเข้าไปหา พล นิกร กิมหงวนซึ่งกำลังสนทนากันถึงเรื่องในหลวงและสมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จประพาสสหรัฐอเมริกา

"เฮ้-เตรียมตัวไปบ้านทวีศักดิ์กับกันเถอะเว้ยพวกเรา"

การสนทนาสิ้นสุดลงทันที สามสหายต่างมองดูหน้านายแพทย์หนุ่มเป็นตาเดียว

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือ" พลถามอย่างเป็นงานเป็นการ

ดร.ดิเรกยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้างออกไป และทำหน้าเบ้

"เด็กมันไม่ยอมออกโว้ย ได้แต่โผล่เท้าหรือมือออกมาแล้วหดเข้าไป มือเด็กมีขนเหมือนลิง แล้วคุณนาฏมีอาการเหมือนถูกผีเข้า พูดจาเอาส่ำไม่ได้ ประภาขอให้กันรีบพาพวกเราไปโดยเร็ว ถ้าผีเข้าจริงจะได้ให้อ้ายกรช่วยไล่ผี"

นิกรนัยน์ตาเหลือก ใบหน้าขาวซีดผิดปกติ

"จะให้กันน่ะรึไล่ผี มีแต่ผีมันจะไล่กัน เอาละซี เมียคุณทวีศักดิ์น่ากลัวจะแย่ละโว้ย ลูกในท้องถ้าโผล่มือโผล่ตีนออกมาล้อเล่นก็ต้องเป็นลูกผีไม่ใช่ลูกคน กันเคยได้ยินได้ฟังมาหลายรายแล้ว ถ้าอย่างนี้แม่เสร็จทุกราย"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"เมียคุณทวีศักดิ์แกตระกูลผีตายโหงเสียด้วยนา"

"ออไร๋ รีบไปเถอะโว้ยพวกเรา กันจะต้องพยายามช่วยเหลือคุณนาฏจนสุดความสามารถของกัน ถ้าเด็กมันไม่ยอมออกจากท้อง กันก็จะเอาคีมคีบมันออกมาหรือตัดมันเป็นท่อนๆ ชีวิตแม่ต้องสำคัญกว่า พวกเรารอกันอยู่นี่นะ กันจะไปเอาเครื่องมือทำคลอดบางอย่าง อ้า-อ้ายกรเตรียมเครื่องมือไสยาศาสตร์ของแกเอาไปด้วยซีโว้ย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"มันมีอะไรบ้างล่ะ"

"อ้าว...จะไปรู้รึ กันเป็นหมอรักษาโรคไม่ใช่หมอผี"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบแล้วลุกขึ้นยืน

"แกไปเถอะหมอ กันจะขึ้นไปเอาเครื่องมือไสยาสาสตร์ของกันและจะชวนคุณพ่อไปด้วย"

ดร.ดิเรกรีบพาตัวเดินออกไปทางหลังตึก ส่วนนิกรวิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบน พลกับกิมหงวนมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน อาเสี่ยกล่าวกับพลด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"น่ากลัวจะไม่รอดโว้ย"

พลจุ๊ปาก

"อย่าเพิ่งแช่งเขาน่า คุณนาฏแกอายุ ๔๐ กว่าแล้วเพิ่งมีลูกคนแรก กระดูกเชิงกรานมันแคบก็เลยออกยากเป็นธรรมดา แต่ดิเรกคงจะช่วยหล่อนให้พ้นภัยได้ มือชั้นดิเรกแกก็รู้แล้วว่ามันแน่"

อาเสี่ยกิมหงวนยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วลุกขึ้นยืน

"กันจะไปเอารถที่โรงมาจอดหน้าตึก แกรออยู่นี่ก็แล้วกัน" พูดจบเสี่ยหงวนก็เดินออกไปทางหน้าตึก

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คาดิลแล็คเก๋งซึ่งขับโดยอาเสี่ยกิมหงวนก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงจุดหมายปลายทางคือบ้านของภรรยาเภสัชกรหนุ่ม ซึ่งอยู่ในซอยใกล้กับสถานีตำรวจนครบาลพระโขนง ถึงแม้ว่าคณะพรรคสี่สหายไม่เคยมาที่บ้านนี้ แต่ก็หาได้ไม่ยากนักเพราะทวีศักดิ์บอกไว้ว่าบ้านภรรยาของเขาอยู่ลึกจากปากซอยประมาณ ๒๐๐ เมตรและเรือนสองชั้นแบบโบราณล้าสมัยในซอยนี้มีอยู่เพียงหลังเดียว นอกนั้นเป็นบ้านหรือเป็นตึกทันสมัยทั้งนั้น

คาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดหน้าประตูรั้วบ้านของนาฏและจอดใกล้ๆ กับรถโอลสโมบิลเก๋งซึ่งเป็นรถของคุณหญิงวาดหรือรถของพลนั่นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงมาจากรถอย่างรีบร้อน ดร.ดิเรกถือกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดใหญ่ ภายในกระเป๋าเต็มไปด้วยเครื่องมือทำคลอด นับตั้งแต่ ปากเป็ด, มีด, ตะไกร, สิ่ว, ขวานและสว่านเลื่อนตลอดจนไฟฟ้าเดินทาง ส่วนนิกรถือย่ามสีแดงใบกะทัดรัด ในย่ามมีเครื่องมือไล่ผีหลายอย่าง หวายเส้นเล็กๆ เทียนสีผึ้ง ข้าวสาร ด้ายสายสิญจน์ หม้อดินขนาดจิ๋ว มีฝาละมีพร้อมหนึ่งใบ มีดหมอหนึ่งเล่มและของใช้ในพิธีไสยาศาสตร์อีกบางอย่าง

เจ้าแห้วออกมาจากประตูบ้านนั้นอย่างร้อนรนแสงไฟฟ้าเหนือบานประตูส่องสว่าง เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาเจ้านายของเขา

"รับประทานเชิญซิครับ พอได้ยินเสียงแตรรถคุณประภาก็ใช้ให้ผมวิ่งออกมารับ รับประทานเข้าไปในบ้านเถอะครับ"

นิกรยกมือจับแขนเจ้าแห้ว แล้วกระซิบถาม

"เมียคุณทวีศักดิ์ตายหรือยัง"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานยังครับ แต่มีหวัง ๙๕ เปอร์เซ็นต์แล้ว"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"ลูกยังไม่ออกใช่ไหม"

เจ้าแห้วทำท่าขนพองสยองเกล้า มองซ้ายมองขวาเสียก่อนจึงกระซิบกระซาบบอกนายแพทย์หนุ่ม

"รับประทานไม่มีทางครับ เด็กมันผีกุมารไม่ใช่คนครับ มันมาเอาชีวิตแม่ รับประทานขณะนี้ผีกำลังเข้าสิงภรรยาคุณทวีศักดิ์ครับ คุณนาฏจับแมวเป็นๆ ฉีกขานั่งกินอย่างหน้าตาเฉย เลือดแมวเปรอะปากไปหมด"

นิกรเย็นวาบขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว เขาส่งย่ามให้เจ้าแห้วแล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"อ้ายแห้ว แกแสดงเป็นหมอผีแทนกันหน่อยเถอะวะ"

"โอ๊ย! " เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "รับประทานแล้วมันเรื่องอะไรล่ะครับ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี หาเรื่องให้ผีหักคอผม รับประทานคุณเคยขับไล่ผีมาแล้วแสดงเองเถอะครับ เรื่องผีสางแม่นางโก้งผมไม่ชอบยุ่งกับมันนักหรอกครับ"

อาเสี่ยมองเข้าไปในบ้าน แล้วพูดขึ้นเปรยๆ

"บ้านนี้มันทึบๆ ยังไงชอบกลโว้ย บรรยากาศไม่น่าดูเลย คล้ายๆ บ้านเคาต์แดร็กคูล่า ไฟฟ้าก็ไม่ใคร่สว่าง ครอบครัวของคุณทวีศักดิ์มีหลายคนหรือ"

"รับประทานไม่กี่คนหรอกครับ รับประทานรู้สึกว่าคุณทวีศักดิ์แกกระดูกสักหน่อยครับ ผมกับคุณประภามาอยู่ที่นี่ร่วมสองชั่วโมงแล้ว เลี้ยงน้ำเย็นแช่น้ำแข็งคนละแก้วเท่านั้น"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้น เจ้าแห้วก็พาเจ้านายของเขาเดินผ่านประตูรั้วเข้าไปในเขตบ้านของภรรยาทวีศักดิ์ และตรงไปที่เรือนปั้นหยาสองชั้นแบบโบราณ

พอมาถึงหน้าเรือน เภสัชกรหนุ่มก็ออกมาจากห้องกลาง ทวีศักดิ์แต่งกายลำลองอย่างอยู่กับบ้าน สวมกางเกงขาสั้นและเสื้อเชิ้ท เขาลงบันไดเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายอย่างร้อนรนแล้วยกมือไหว้ทุกๆ คน

"สวัสดีครับ เชิญขึ้นไปบนเรือนเถอะครับ ผมกำลังรอคุณหมอด้วยความหวังครั้งสุดท้าย"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"คุณนาฏเป็นยังไงบ้าง"

ทวีศักดิ์ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เห็นจะแย่ครับ พูดกันไม่รู้เรื่องแล้ว ผมสงสัยว่าถูกผีเข้าสิงแน่ๆ นาฏจับแมวฉีกเนื้อกินไปตัวหนึ่งแล้วครับ" แล้วเขาก็หันมาทางนิกร "คุณประภาบอกผมว่าคุณเป็นหมอผีชั้นดีคนหนึ่ง ผมก็เลยขอร้องคุณประภาโทรศัพท์เชิญคุณมาด้วย หวังว่าคุณคงกรุณาช่วยเมียผม"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมยังไม่รับรอง ยังไม่รู้ว่าผู้ที่เข้าสิงมีอิทธิฤทธิ์สักแค่ไหน ถ้าเป็นผีชั้นดีก็เห็นจะแย่หน่อย แต่ผมจะพยายามจนสุดความสามารถของผม"

ทวีศักดิ์ยิ้มออกมาได้ เขาพาทุกคนขึ้นไปบนเรือนเดินผ่านห้องกลางขึ้นบันไดไปชั้นบน บ้านของเภสัชกรหนุ่มสงบเงียบไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เครื่องแต่งบ้านล้วนแต่ของโบราณทั้งสิ้น เช่น ตู้ฝาประจัน เขาวัวและเขากวางที่ประดับตามฝาห้อง

พอขึ้นมาชั้นบน ทุกคนแลเห็นประภายืนอยู่ข้างชายวัยกลางคนคนหนึ่งและหญิงชราคนหนึ่งที่หน้าห้องนอนของทวีศักดิ์และนาฏ ประภาวิ่งหน้าตื่นเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายทันที ทำให้นิกรเสียขวัญวิ่งหนีจู๊ดลงบันไดไป ทวีศักดิ์ร้องเรียกนิกรเสียงลั่น

"คุณนิกร คุณนิกรครับ แล้วกัน คุณเป็นหมอผีทำไมถึงตาแหกอย่างนี้ล่ะครับ"

นิกรยืนอยู่บนขั้นพักบันได เมื่อถูกประณามเช่นนี้ก็รู้สึกละอายใจ ค่อยๆ เดินเข้ามาอย่างปอดลอย ประภากล่าวกับนายจอมทะเล้นทันที

"ช่วยหน่อยซีคะคุณนิกร ผีเข้าคุณนาฏแน่ๆ "

ก่อนที่นิกรจะพูดว่ากระไร ทวีศักดิ์ก็ยกมือไหว้เขาแล้วกล่าวกับเขาเสียงสั่นเครือ

"กรุณาเถอะครับ ผมเองก็ไม่รู้จักหมอผีที่ไหน"

นิกรนิ่งตรึกตรอง เมื่อทิฐิมานะบังเกิดขึ้นนิกรก็เกิดความเก่งกล้าอย่างน่าประหลาด เขายืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งแล้วกล่าวว่า

"เอาละ ผมแสดงเอง" เขาพูดเสียงหนักแน่น เดินนำหน้าพาทุกคนเดินตรงไปยังห้องนอนของทวีศักดิ์กับภรรยาของเขา

ภายในห้องนั้นมีแสงไฟฟ้าขนาด ๕๐ แรงเทียนเพียงดวงเดียว สาวใหญ่วัย ๔๐ เศษ เจ้าของร่างสูงโปร่งซึ่งเป็นภรรยาของทวีศักดิ์นั่งอยู่บนเตียงนอนตามลำพัง หล่อนนุ่งซิ่นไหมสีเขียวสวมเสื้อชั้นในคอกระเช้า ใบหน้าของหล่อนเหี้ยมเกรียมผิดปกติ ผมยาวยุ่งเหยิง นัยน์ตาวาวโรจน์กลอกไปมา ริมฝีปากเกรอะกรังนั่นคือเลือดแมวตัวหนึ่งซึ่งหล่อนฉีกแข้งฉีกขากินเมื่อสักครู่นี้ ศพแมวที่มีแต่ศีรษะและตัวของมันกลิ้งอยู่หน้าเตียง

เมื่อคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประภา ทวีศักดิ์และเจ้าแห้วเข้ามายืนรวมกลุ่มกันอยู่ในห้อง นาฏก็จ้องมองดูด้วยแววตาถมังทึง หล่อนหัวเราะหึๆ ในลำคอ กิริยาท่าทางของหล่อนทำให้นิกรกับเจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน แม้กระทั่งประภาและอาเสี่ยกิมหงวนก็ชักปอดลอยไปตามกัน

นิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้าแข็ง ถือย่ามบรรจุเครื่องมือไสยาศาสตร์เดินไปที่โต๊ะกลมแบบโบราณริมหน้าต่าง แล้ววางย่ามลงข้างกระเป๋ายาและเครื่องมือทำคลอดของประภา ทันใดนั้นเองนาฏก็ยกมือชี้หน้านายจอมทะเล้นแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ชะ ช้า มึงน่ะรึหมอผีจะมาปราบกู"

นิกรสะดุ้งเฮือก แข็งใจหยิบหม้อดินขนาดจิ๋วออกมาจากย่ามแล้วชูอวดภรรยาของทวีศักดิ์

"อย่าอวดเก่ง นี่อะไรบอกฉันซิ"

หล่อนเค้นหัวเราะ

"อ๋อ หม้อโว้ย เด็กอมมือมันก็รู้จัก เอาหม้อมาขู่ มึงนึกหรือว่าผีชั้นตุ๊กตาทองรุ่นลายครามอย่างกูจะยอมลงหม้อให้มึงเอาไปถ่วงง่ายๆ ฮ่ะ ฮ่ะ ให้มันรู้ไปซีวะว่าใครมันจะเก่งกว่าใคร กูนี่แหละเฮ้ย อีนาคพระโขนง"

อาเสี่ยร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง

"ไอ๊หยา! "

ครั้นแล้ว กิมหงวนกับเจ้าแห้วก็ล่าถอยออกจากห้องทันที ประภาวิ่งตามไปด้วย นิกรยืนแข้งขาสั่นพั่บๆ ทวีศักดิ์เดินเข้ามาหานิกรแล้วกล่าวว่า "ถ้ายังไงก็ขอให้เจรจากันโดยสันติวิธีเถอะนะครับ ผีที่เข้าเมียผมคือแม่นาคยายของเมียผมเอง ท่านเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เข้ามาสิงก็คงไม่มีเจตนาร้ายอะไร"

นิกรว่า "การเจรจาด้วยสันติวิธีคงจะไม่เป็นผลหรอกคุณ เรื่องมันต้องลงไม้ลงมือกันบ้าง ถ้าผีไม่ยอมออกจากร่างลูกของคุณก็ไม่มีหวังที่จะออกจากท้องภรรยาของคุณ น่ากลัวจะต้องมีการต่อสู้กันบ้างล่ะครับ อย่างน้อยก็ปลุกปล้ำกัน ผมจำเป็นจะต้องอยู่กับคนไข้ตามลำพังและปิดประตูใส่กลอนห้องนี้"

ทวีศักดิ์ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"คุณจะปล้ำเมียผม "

"เปล่า ผมจะปล้ำกับผีที่มันสิงอยู่ในร่างเมียของคุณ ขณะนี้คุณนาฏไม่มีความรู้สึกผิดชอบชั่วดีอะไรแล้ว ขืนชักช้าปล่อยไว้อีกสักสองชั่วโมงเป็นตายแน่ เริ่มต้นก็กินแมวไปหนึ่งตัวแล้ว ถ้าทิ้งไว้ปล่อยให้หิวหล่อนอาจจะกินคุณก็ได้"

ทวีศักดิ์สะดุ้งโหยง

"ถ้ายังงั้นสุดแล้วแต่คุณจะจัดการเถอะครับ"

นิกรหันมามองดูพรรคพวกของเขา

"เฮ้-ทุกคนออกไปคอยนอกห้องก่อนกันจะปิดประตูใส่กลอนเพื่อทำพิธีไล่ผี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพล และ ดร.ดิเรก

"ไปคอยข้างนอกเถอะ ปล่อยอ้ายกรมันตามเรื่อง"

สองสหายเดินตามท่านเจ้าคุณออกไปจากห้องของคนไข้ ทวีศักดิ์ยืนมองดูเมียของเขาด้วยความสงสาร เมื่อนิกรเตือนให้เขาออกไปจากห้อง ทวีศักดิ์ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ต้องปิดประตูใส่กลอนด้วยหรือครับ"

"ครับ"

ทวีศักดิ์มองดูนิกรอย่างเกรงใจ

"ถ้าอย่างไรคุณสงสารเมียผมบ้างนะครับ"

"เออน่า" นิกรตวาดแว้ด "อย่าห่วงเมียให้มากนักเลย ประเดี๋ยวผมไม่ช่วยปล่อยให้ตายนะจะบอกให้"

เภสัชกรหนุ่มยกมือไหว้ประหลกๆ

"แล้วแต่จะกรุณาเถอะครับ ยามนี้ผมเห็นหมอก็เหมือนกับเห็นแก้ว"

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก ทวีศักดิ์หมุนตัวกลับเดินออกไปจากห้องนอนของเขา นิกรตามาปิดประตูใส่กลอน

พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, ประภา, เจ้าคุณปัจจนึกฯ, เจ้าแห้วและทวีศักดิ์ยืนจับกลุ่มอยู่หน้าห้อง ทุกคนเงี่ยหูฟังนิกรไล่ผี นายจอมทะเล้นว่าคาถาเสียงลั่นซึ่งทุกคนได้ยินถนัด

"นะโมพุทธายะ ผีชั้นดีหรือชั้นสวะ จงเร่าร้อนด้วยมนต์กูอยู่ในร่างนี้ไม่ได้ นะมะพะธะ นะโมโตเร็วๆ โตแล้วเรียนลัดวินาศสันติ เพี้ยง....มึงจะออกหรือไม่ออกว่ามา"

เสียงนาฏร้องตะโกนลั่นห้อง

"กูไม่ไป กูจะอยู่ในร่างของหลานกู กูจะหักคอมึง"

"อ้าว ถ้ายังงั้นก็ลองชิมหวายดูบ้าง"

เสียงหวายสัมผัสร่างคนไข้ดังขวับๆ แล้วก็มีเสียงหวีดร้องด้วยความเจ็บปวด ทวีศักดิ์ทำท่าจะพังประตูแต่กิมหงวนล็อคคอเอาไว้

"อย่า-คุณทวีศักดิ์ ปล่อยอ้ายกรมัน ประเดี๋ยวผีก็ออกจะได้ให้ดิเรกกับประภาช่วยกันทำคลอดได้"

ทวีศักดิ์ร้องไห้โฮ

"ผมสงสารเมียผมเหลือเกินครับ" เขาพูดพลางร้องไห้พลาง

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วก็มีเสียงปลุกปล้ำกันตึงตังโครมคราม สักครู่ทุกคนก็ได้ยินเสียงนาฏร้องลั่นห้อง

"ว้าย....ตายแล้ว ทำไมมาเล่นบ้าๆ กับฉันยังงี้"

ทวีศักดิ์สะดุ้งเฮือกสุดตัว หันมาถามกิมหงวนด้วยเสียงสั่นเครือ

"ไล่ผีแน่นะครับ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ใจเย็นๆ น่าคุณ ไม่มีอะไรหรอก ขณะนี้ภรรยาคุณรู้สึกตัวแล้วแสดงว่าผีคงออกไปแล้ว"

เสียงกลอนประตูห้องถูกถอดออกแล้วประตูห้องนอนก็ถูกเปิดออกทั้งสองบาน หมอผียืนยิ้มอยู่ที่ประตูนั้น

"เรียบร้อยแล้วคุณทวีศักดิ์ ผีแม่นาคพระโขนงออกไปแล้ว"

ทวีศักดิ์เดินนำหน้าพาทุกคนเข้าไปในห้องนอน คนไข้นอนหายใจอย่างเหนื่อยหอบอยู่บนเตียง ทวีศักดิ์แลเห็นเมียของเขาก็หันมาทำตาเขียวกับนิกร

"คุณทำอะไรเมียผม"

นิกรทำตาปริบๆ

"นี่แหละไหมล่ะ เขาเรียกว่าทำคุณบูชาโทษ ผมช่วยไล่ผีออกยังมาถามว่าผมทำอะไรเมียคุณ"

"ก็เมื่อกี้นี้คุณปล้ำกับเมียผมไม่ใช่หรือครับ เสียงตึงตังโครมครามให้ลั่นบ้าน"

"ว้า! " นิกรเอ็ดตะโรลั่น "ผมปล้ำกับผีที่มันสิงอยู่ในร่างของเมียคุณต่างหาก ตอนนั้นผีมันยังไม่ออกเมียคุณก็คือผีนั่นแหละ ผมไม่ได้รุนแรงอะไรนอกจากขู่ว่าถ้าไม่ยอมออกผมจะปล้ำแก้เสื้อผ้าออกให้หมดเท่านี้ผีก็ยอมออกจากร่างคุณนาฏโดยดี"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่งห้อง เจ้าแห้วเดินเลี่ยงเข้าไปยืนข้างโต๊ะ พอเอื้อมมือจะเปิดฝาหม้อดินใบเล็ก นิกรก็ร้องเสียงหลง

"อย่าเปิด"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนิกรทันที

"ผีอยู่ในหม้อเรอะ"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ครับ-พอมันออกจากร่างคุณนาฏ ผมก็เอามีดหมอขู่บังคับให้มันลงไปในหม้อ มันเป็นผีผู้หญิงอายุในวัยกลางคนครับแต่บุคคลิกลักษณะเป็นผีชั้นเลวไม่ใช่แม่นาคพระโขนงแน่ๆ ผีแบบนี้เป็นผีจรครับ ท่องเที่ยวไปตามเรื่องและเต็มไปด้วยความอดอยาก เพราะลูกหลานญาติพี่น้องไม่มีใครทำบุญใส่บาตรไปให้ ถือโอกาสลอบเข้าสิงคุณนาฏก็เพราะความหิวโซของมัน" พูดจบก็หันมาทางทวีศักดิ์ "ผมรับรองภรรยาของคุณปลอดภัยแล้ว ต่อนี้ไปก็เป็นเรื่องของดิเรกและคุณประภาที่จะช่วยทำคลอดให้ภรรยาคุณ สำหรับปีศาจที่อยู่ในหม้อผมจะจัดการเอายันต์ผูกปากหม้อและเอามันไปถ่วงน้ำ เป็นอันว่าไม่มีวันได้ผุดได้เกิดอีก"

ทวีศักดิ์ยกมือไหว้นิกรปะหลกๆ

"ขอบคุณมากครับที่กรุณาช่วยเหลือเมียผม คุณจะกรุณาคิดค่าป่วยการสักเท่าใดครับ"

นิกรอมยิ้ม

"เรากันเองผมคิดสองหมื่นถ้วนเท่านั้น ถ้าเป็นคนอื่นก็ต้องคิดสองหมื่นห้าพัน"

ทวีศักดิ์นัยน์ตาเหลือก

"สองหมื่น....โอ ถ้ายังงั้นก็ปล่อยผีเข้าไปสิงเมียผมตามเดิมเถอะครับ ผมทำงานตั้งปียังได้เงินไม่พอค่าป่วยการไล่ผีให้คุณ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง อาเสี่ยกิมหงวนยกมือตบหลังทวีศักดิ์เบาๆ

"อ้ายกรมันพูดล้อเล่นน่ะคุณ บาทเดียวคุณก็ไม่ต้องเสีย ถ้ามันจะคิดเงินค่าไล่ผีจากคุณผมจะจ่ายให้มันเอง และจะจ่ายหมากหรือแว่นแทนเงิน"

ทวีศักดิ์ยิ้มออกมาได้ เขาหันไปมองดูเมียรักของเขา พอได้ยินนาฏร้องเบาๆ เขาก็กล่าวกับนิกรทันที

"คุณนิกรครับ เมียผมร้องครางทำไม"

นิกรจุ๊ปาก

"ก็เจ็บท้องจะออกลูกน่ะซี"

ทวีศักดิ์ขมวดคิ้วย่น

"เจ็บท้องจะออกลูกทำไมร้องครวญครางยังงี้ด้วยล่ะครับ"

"ปู้โธ่ คุณไม่น่าจะถามเลย ที่ร้องก็เพราะว่ามันเจ็บจนทนไม่ไหว คุณปวดท้องตอนเช้าๆ บางวันคุณยังร้องหงิงๆ นี่นา ถ้าท้องคุณผูกคลอดยาก อ้า-ออกไปข้างนอกเถอะโว้ยพวกเรา ให้ดิเรกกับคุณภาเตรียมตัวทำคลอดเถอะ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ขอกันอยู่ดูด้วยคนได้ไหม ในฐานะผู้สังเกตการณ์"

"ดูไม่ได้" นิกรตวาดแว๊ด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพล, นิกร, กิมหงวน, เจ้าแห้วและทวีศักดิ์ออกไปจากห้องนั้น คงเหลือแต่ประภากับ ดร.ดิเรกเพียงสองคนประภาตามมาปิดประตูใส่กลอน เป็นครั้งแรกที่หล่อนได้ร่วมมือกับ ดร.ดิเรกทำคลอดคนไข้อย่างใกล้ชิด

ภายในห้องรับแขกชั้นล่างของเรือนหลังนั้น ทวีศักดิ์ได้ต้อนรับคณะพรรคสี่สหายอย่างภาคภูมิ คนใช้ของเขาได้นำน้ำอัดลมและบุหรี่มารับรอง ทวีศักดิ์ท่าทางกระสับกระส่ายเร่าร้อนใจตลอดเวลา เขาเป็นห่วงเมียของเขาอย่างยิ่ง และอยากรู้ว่าลูกของเขาเป็นผู้ชายสมความปรารถนาของเขาหรือเปล่า

ขณะที่ทวีศักดิ์กำลังสนทนากับแขกผู้มีเกียรติของเขา ประภาก็เดินเข้ามาในห้องรับแขกในท่าทีอันร้อนรน หล่อนหยุดชะงักจ้องมองดูทวีศักดิ์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"ดิเรกให้ชวนคุณขึ้นไปข้างบนค่ะ"

ทวีศักดิ์อกสั่นขวัญแขวน

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ"

ประภาฝืนยิ้มให้เขา

"คุณนาฏมีอาการอยู่ในระหว่างอันตรายค่ะ ทารกออกมาแค่ศีรษะเท่านั้น หน้าตาเหมือนคนแก่มีฟันดำสี่ซี่"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่บนพรมปูพื้นริมห้องร้องขึ้นสุดเสียง "รับประทานผมออกไปคอยที่รถดีกว่าครับ"

ทวีศักดิ์เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน ประภาพาเขาออกไปจากห้องรับแขกโดยเร็ว พลยกมือชี้หน้าเจ้าแห้วแล้วบังคับให้นั่งลงตามเดิม นิกรกระซิบกระซาบเสี่ยหงวนเบาๆ

"กันรู้สึกว่าคุณนาฏไม่รอดแน่ อย่างไรเสียคุณทวีศักดิ์ก็มีหวังกำพร้าเมีย ลูกในท้องมันลูกผีแหงๆ "

อาเสี่ยขนลุกซู่

"นั่นน่ะซี กันก็เข้าใจอย่างนั้น แกได้ยินไหมหมามันหอนรอบๆ บ้าน แน่ะ นกแสกตัวหนึ่งบินผ่านบ้านไปและส่งเสียงร้องแซ้กๆๆ "

นิกรยิ้มแห้งๆ

"คุยกันเรื่องอื่นเถอะวะ หาเรื่องที่สนุกคุยกันดีกว่า คืนพรุ่งนี้ฟุตบอลถ้วยน้อยชิงชนะเลิศระหว่างตำรวจกับเทศบาล แกว่าใครจะได้ถ้วย"

กิมหงวนเม้มปากแน่น

"กันได้กลิ่นเหมือนกับศพเน่าๆ ว่ะ"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "บอกให้คุยเรื่องอื่น"

พลหัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"แกเป็นหมอผีกลัวผีด้วยเรอะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็กลัวน่ะซี ที่กันกล้าไล่ผีก็เพราะกันรู้ว่าคุณนาฏแกเพ้อไปเอง มีจิตไร้สำนึกไปชั่วขณะ ความจริงไม่ใช่ผีเข้าเจ้าทรงอะไรหรอก กันปล้ำเสียพักเดียวและขู่ว่าจะแก้ผ้า จิตสำนึกก็กลับคืนมา ผู้หญิงที่ถูกผีเข้าแก้ไม่ยากถ้าใช้วิธีกอดปล้ำคนไข้อย่างกัน กันเคยไล่ผีที่สิงผู้หญิงมาหลายรายแล้ว โดยเฉพาะผู้หญิงสาวพอถูกกันจูบสองสามทีก็ผีออก แต่ถ้าผู้ชายถูกผีเข้ากันไม่รับรักษา"

"ทำไมล่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"กลัวถูกเตะปากครับ คนที่ถูกผีเข้ามักจะมีเรี่ยวแรงผิดมนุษย์ ผมถึงไม่ยอมไล่ผีที่เข้าผู้ชายแต่ถ้าผู้หญิงผมช่วยเต็มที่ ผีไม่ออกผมฟัดเสียพักเดียวก็ทนไม่ได้"

เวลาผ่านพ้นไปอีกสักครู่ ประภาเมียรักของ ดร.ดิเรกก็เข้ามาในห้องรับแขกอีกครั้งหนึ่ง ใบหน้าของหล่อนหม่นหมองผิดปกติ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามลูกสาวคนโตของท่านทันที

"ว่าไง ยายภา"

ประภาถอนหายใจเบาๆ

"คุณนาฏสิ้นใจเสียแล้วค่ะ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน เจ้าแห้วรีบคลานเข้ามานั่งพับเพียบข้างพล เสียงสุนัขรอบๆ บริเวณบ้านของเภสัชกรหนุ่มหอนรับกันเป็นทอดๆ อย่างเยือกเย็น พลกล่าวกับประภาด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"ลูกคุณนาฏออกมาแล้วหรือครับ"

"ค่ะ ดิเรกต้องใช้เครื่องช่วย พอออกมาพ้นตัวคุณนาฏแกก็สิ้นใจตาย โถ-น่าสงสารคุณทวีศักดิ์เหลือเกิน แกร้องไห้คร่ำครวญรำพันถึงเมียของแกแต่แกก็ได้รู้ความจริงแล้วว่า เด็กตายในท้องตั้งแต่วานนี้และดิเรกกับดิฉันก็ได้พยายามช่วยเหลือจนถึงที่สุด"

นิกรทำตาผลุบผลับชอบกล

"เด็กผู้หญิงหรือผู้ชายครับ หน้าตาเป็นยังไง"

ประภานิ่งคิดสักครู่

"ขึ้นไปดูเองเถอะค่ะ อย่าให้ดิฉันบอกเลย ดิฉันบอกได้แต่เพียงว่าน่าเกลียดน่ากลัวมาก เป็นเด็กผู้หญิงค่ะ เหมือนยายแก่อายุ ๗๐"

นิกรหันมาพยักหน้ากับพ่อตาของเขา

"คุณพ่อพาอ้ายพลกับอ้ายหงวนขึ้นไปซีครับ"

"อ้าว-แล้วแกล่ะ"

นายจอมทะเล้นฝืนหัวเราะ

"ผมกับอ้ายแห้วจะล่าออกไปตั้งมั่นอยู่ที่รถเราครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้คงเป็นเรื่องหวาดเสียวประเภทสยดสยอง คงไม่ใช่เรื่องสนุกแน่"

อาเสี่ยกิมหงวนมองดูนิกรอย่างหมั่นไส้

"อย่าตาแหกนักเลยวะอ้ายกร ไปขึ้นไปเยี่ยมศพคุณนาฏเดี๋ยวนี้แล้วก็แสดงความเสียใจต่อคุณทวีศักดิ์ ลุกขึ้นอ้ายแห้วคนเพิ่งตายใหม่ๆ ไม่ดุหรอกวะ"

เจ้าแห้วจำใจลุกขึ้นอย่างปอดลอย ต่อจากนั้นทุกคนก็เดินตามประภาออกไปจากห้องรับแขก

ภายในห้องนอนของทวีศักดิ์ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์กำลังยืนคอตกอยู่ที่ริมหน้าต่าง ด้วยความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่เขาไม่อาจจะช่วยชีวิตภรรยาของเภสัชกรไว้ได้ ขณะนี้นาฏนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงนอนขนาด ๕ ฟุต ทวีศักดิ์นั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงนั้น ลูกสาวของทวีศักดิ์ซึ่งปราศจากชีวิตถูกห่อหุ้มด้วยผ้าเช็ดตัวผืนหนึ่งวางอยู่ข้างศพแม่ คนใช้ชายหญิงของนาฏสี่ห้าคนยืนจับกลุ่มร้องไห้อยู่นอกประตู

ประภาพาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินเข้ามาในห้องอย่างสงบเงียบ เมื่อทวีศักดิ์หันมาเห็นเข้าเขาก็ร้องไห้โฮ

"นาฏของผมม่องเท่งเสียแล้วครับ ฮือๆๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหยุดยืนหน้าเตียงนอน ท่านมองดูศพนาฏด้วยความสงสาร แล้วท่านก็ก้มศีรษะกระทำความเคารพศพ ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณก็หยิบผ้าห่มนอนสีเทาอ่อนผืนใหญ่ขึ้นมาคลี่ออกคลุมศพนาฏจากศีรษะตลอดปลายเท้า

ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ใหญ่ ท่านจึงปลอบโยนทวีศักดิ์ตามสมควร

"หลานชาย เธอควรหักห้ามความเศร้าโศกเสียบ้าง คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ความตายมันเป็นของธรรมดาโลก"

ทวีศักดิ์สะอื้น ยกนิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้มือขวาสั่งขี้มูกสลัดไปทางหน้าต่างห้องแต่บังเอิญติดหน้าอกเจ้าแห้วพอดี

"ว้า" เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่น "คุณเศร้าโศกแบบนี้รับประทานผมก็แย่น่ะซีครับ รับประทานขี้มูกติดกระเป๋าเสื้อผมพอดี" พูดจบเจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาคลี่เช็ดขี้มูกที่กระเป๋าเสื้อ

พลกล่าวกับ ดร.ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเป็นด็อกเตอร์ปริญญาจากอังกฤษ ทำไมถึงปล่อยให้คนไข้ตายวะ"

ดร.ดิเรกฝืนยิ้ม

"ไม่ใช่ความผิดของกันเลย คุณนาฏเจ็บท้องตั้งแต่วานนี้แล้วเพราะเด็กมันตายในท้อง แต่คุณนาฏไม่เคยมีลูกก็เข้าใจว่าปวดท้องเฉยๆ เพราะตามธรรมดาเคยเป็นโรคปวดท้องประจำ นี่แหละทำให้คุณนาฏต้องเสียชีวิต เพราะกันมาสายเกินไปเด็กในท้องจวนจะเน่าแล้ว"

พลชวนนิกรกับกิมหงวนเดินเข้ามาหาทวีศักดิ์หน้าเตียงนอน เภสัชกรหนุ่มสะอื้นเบาๆ แล้วลุกขึ้นยืน

"ขอโทษนะครับ เก้าอี้ในห้องนี้มีไม่พอต้อนรับพวกคุณ" เขาพูดด้วยเสียงร้องไห้

"ไม่เป็นไรครับคุณทวีศักดิ์ ผมและพวกเราทุกคนขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งในการที่คุณนาฏต้องเสียชีวิตจากการคลอดบุตร"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดขึ้นเบาๆ

"เอาทางพระเข้าหักเถอะครับ อนิจจา วัตสังขารา สังขารนั้นย่อมไม่เที่ยงแท้ เมื่อมีเกิดก็ต้องมีแตกดับพรหมลิขิตกำหนดอายุเมียคุณไว้เพียงเท่านี้ ถึงคุณก็เถอะ พรุ่งนี้คุณอาจจะเป็นลมตายหรือถูกรถยนต์ชนตายก็ได้"

ทวีศักดิ์ร้องไห้โฮ

"ไหงมาแช่งผมล่ะครับ ฮือ ฮือ"

นิกรทำตาเขียวกับกิมหงวน

"พูดไม่รู้จักพูด เมียเขาเพิ่งตายหยกๆ เสือกพูดออกมาได้ว่า พรุ่งนี้คุณทวีศักดิ์อาจจะเป็นลมตายหรือถูกรถยนต์ชนตาย ถ้าเกิดตายจริงๆ ก็เลยกลายเป็นสองศพด้วยกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเรียกลูกสาวท่านให้เข้ามาหา ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วตามเข้ามาด้วย

"ประภา แกเปิดผ้าห่อเด็กให้พ่อดูลูกทวีศักดิ์หน่อยเถอะ"

ประภาหันมามองดูบิดาของเด็ก

"อนุญาตให้คุณพ่อและพวกเราดูลูกสาวของคุณหน่อยนะคะ"

"ครับ เชิญครับ"

ประภาเลื่อนตัวไปยืนหน้าเตียงนอน ก้มตัวลงเปิดผ้าขนหนูที่ห่อหุ้มร่างกายเด็กอ่อนออก ทุกคนต่างจ้องมองดูศพลูกสาวของทวีศักดิ์ด้วยความตื่นเต้น โดยเฉพาะนิกรกับเจ้าแห้วขนลุกซู่ไปตามกัน ทารกที่ตายไปแล้วตั้งแต่วานนี้มีรูปร่างเล็กและผอมบางผิดขนาดเด็กแรกเกิด เนื้อตัวซึ่งมีแต่หนังหุ้มกระดูก ซีดจนจะเขียวคล้ำ ตามแขนและขามีขนเหมือนลิง ใบหน้าสี่เหลี่ยมนอนตายในท่าอ้าปากและเห็นฟันสีดำ ๔ ซี่ ฟันบน ๒ ซี่และฟันล่าง ๒ ซี่ หน้าตาคล้ายๆ หญิงชราคนหนึ่ง นิกรเอื้อมมือเขี่ยแขนพี่เมียของเขาแล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"ปิด ปิดเถอะครับ คุณภา"

ประภาจัดแจงปิดห่อผ้าเด็กไว้ตามเดิม ทวีศักดิ์รำพันกับสี่สหายอย่างน่าสงสาร

"เวรกรรมของผม ลูกสาวของผมจึงมีหน้าตาเหมือนยายแก่เช่นนี้ รูปร่างก็เหมือนลิง"

เสี่ยหงวนมองดูทวีศักดิ์อย่างเห็นใจ

"เมื่อตอนที่เมียคุณตั้งครรภ์ แกเคยไปเที่ยวเขาดินหรือเปล่า"

ทวีศักดิ์พยักหน้า

"เคยครับ ภรรยาผมชอบไปเที่ยวเขาดินเสมอแหละครับ"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"คุณไม่ควรปล่อยให้ไปเลย ลูกคุณถึงเหมือนลิง"

ทวีศักดิ์นัยน์ตาเหลือก

"เอ๊ะ อาเสี่ยหมายความว่าภรรยาของผมเป็นชู้กับลิงที่เขาดินยังงั้นหรือครับ"

กิมหงวนทำคอย่น

"เอาละซี คุณจะหาเรื่องเตะปากผมละซี ผมไม่ได้คิดอกุศลถึงอย่างนั้นเลย ผมหมายความแต่เพียงว่าการที่คุณนาฏได้ไปเห็นลิงบ่อยๆ ก็มีส่วนช่วยให้ลูกในท้องมีรูปร่างคล้ายลิงได้เหมือนกัน เพราะการพบเห็นทำให้จิตใจผูกพัน"

"นาฏชอบมองดูช้าง ยีร๊าฟมากกว่าลิงนี่ครับ ถ้าเป็นอย่างที่อาเสี่ยว่า ลูกของผมก็ควรจะมีส่วนคล้ายช้างหรือยีร๊าฟมากกว่า" พูดจบเขาก็ร้องไห้อีก "โธ่-นาฏไม่น่าจะตัดช่องน้อยหนีไปเลย คงจะห่วงใยผมมากทีเดียว นอนตายลืมตาโพลง คุณหมอช่วยจัดการทำให้แกหลับตาได้ไหมครับ"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"ไม่ยากอะไรหรอกคุณ" แล้วเขาก็หันมาทางเมียรักของเขา "ประภา ยูช่วยหน่อยซี เอาน้ำอุ่นเช็ดนัยน์ตาคุณนาฏทั้งสองข้างนัยน์ตาก็จะค่อยๆ ปิดลงเอง อ้อ-ไม่ต้องหรอกให้อ้ายแห้วมันทำก็ได้"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"อ๋อย ไม่รับประทานหรอกครับ" แล้วเจ้าแห้วก็ล่าถอยไปทางประตูห้อง

ประภากลั้นหัวเราะแทบแย่ หล่อนเดินไปทางโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวริมฝาห้อง บนโต๊ะนั้นมีชามอ่างใส่น้ำร้อนผสมน้ำอุ่นใส่ชามกะละมังใบเล็ก เสร็จแล้วก็ถือกะละมังและผ้าขนหนูขนาดจิ๋วผืนหนึ่งเดินมาที่เตียง

ดร.ดิเรกเลิกผ้าห่มสีเทาที่คลุมศพนาฏออก ทันใดนั้นเองประภาก็หวีดร้องสุดเสียง ปล่อยชามกะละมังหลุดจากมือวิ่งออกไปจากห้องอย่างไม่คิดชีวิต คนใช้ชายหญิงที่ยืนอยู่หน้าห้องแตกฮือ เจ้าแห้วกับนิกรและเสี่ยหงวนโกยอ้าวติดตามนิกรออกไป ภายในห้องคงเหลือ ดร.ดิเรก พล เจ้าคุณปัจจนึกฯ และทวีศักดิ์ซึ่งทั้งสี่คนยืนตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน

ศพของนาฏกลับหัวและเท้าได้อย่างน่าประหลาด ศีรษะอยู่ทางปลายเตียงและเท้าอยู่ทางหัวเตียง อิทธิฤทธิ์ของศพทำให้ทุกคนขนพองสยองเกล้าไปตามกัน

"มายก๊อด " ดร.ดิเรกครางเสียงสั่น "ทำไมถึงเป็นไปได้อย่างนี้"

ทวีศักดิ์ตัวสั่นงันงก

"คุณหมอ เมียผมเฮี้ยนยังงี้เชียวหรือครับนี่ เจ้าคุณท่านกรุณาเอาผ้าห่มคลุมศพให้ พอเปิดผ้าห่มศพกลับหัวกลับเท้าได้เอง"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่น

"คุณบอกผมมาตามตรงคุณทวีศักดิ์ คุณนาฏเคยเป็นนักเล่นกลหรือเปล่า"

"โธ่-เปล่าครับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิด

"ถ้ายังงั้นพวกเรารีบออกไปจากห้องดีกว่า ผมต้องไปก่อนละขืนอยู่ผมคงช๊อคตายแน่"

นายแพทย์หนุ่มใส่ตีนหมาโกยอ้าวออกไปจากห้องนอนทันที เท่านี้เองทวีศักดิ์ก็เสียขวัญวิ่งตาม ดร.ดิเรกออกไปโดยเร็วและแล้วพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็วิ่งแข่งกันออกไปบ้าง

โดยไม่มีการร่ำลาเจ้าของบ้าน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประภาและเจ้าแห้วต่างล่าถอยออกมาจากบ้านหลังนั้นและรีบขึ้นรถเก๋งกลับบ้าน ทิ้งให้ทวีศักดิ์กับคนของเขาเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าอันเป็นปัญหาที่สั่นสะเทือนขวัญยิ่ง

ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เจ้าของ "ดิเรกคลีนิค" อนุญาตให้ทวีศักดิ์เภสัชกรหนุ่มลาหยุดงาน ๑๐ วัน เพื่อจัดการในเรื่องศพของนาฏ ซึ่งทวีศักดิ์แจ้งให้นายแพทย์หนุ่มทราบว่าเขาจะตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้าน มีสวดพระอภิธรรมรวม ๗ คืน หลังจากทำบุญ ๗ วัน เรียบร้อยแล้วก็จะนำศพไปฝากไว้ที่สุสานวัดธาตุทอง

ดร.ดิเรกได้ช่วยเงิน ๒,๐๐๐ บาท และในคืนวันแรกที่มีการบำเพ็ญกุศล สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ส่งพวงดอกไม้สดไปวางเคารพศพคนละพวง ส่วนประภาส่งมาลัยสองชายขนาดใหญ่ไปให้หนึ่งพวงสำหรับคล้องมุมหีบศพ

ในวันสุดท้ายที่จะมีสวดพระอภิธรรมในตอนกลางคืน ทวีศักดิ์ได้มาหา ดร.ดิเรกในตอนเย็น ซึ่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ต้อนรับเภสัชกรหนุ่มในเรือนต้นไม้เหมือนเช่นเคย

"มีอะไรที่จะให้ผมช่วยคุณบ้างก็ว่ามาคุณทวีศักดิ์" นายแพทย์หนุ่มกล่าวกับคนของเขาอย่างกันเอง

ทวีศักดิ์กระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณครับ ไม่มีอะไรที่ผมจะรบกวนคุณหมออีกแล้วครับ เท่าที่ผมมาหาก็เพื่อจะขอความกรุณาให้คุณหมอกับคุณทั้งสามและท่านเจ้าคุณไปเยี่ยมศพนาฏในคืนวันนี้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ผม กรุณาให้เกียรติผมหน่อยเถอะนะครับ คืนนี้เป็นคืนสุดท้ายแล้วพรุ่งนี้ตอนเช้าเลี้ยงพระ พอสายหน่อยก็เอาศพไปวัดเป็นอันหมดเรื่องกันจนกว่าจะถึงเวลาเผา"

สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน ในที่สุดพลก็กล่าวกับทวีศักดิ์อย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมถามคุณจริงๆ เถอะนะคุณทวีศักดิ์ ในระยะ ๗ วันที่ผ่านมานี้ คุณนาฏปรากฏตัวให้ใครเห็นหรือแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรบ้างหรือเปล่า"

ทวีศักดิ์กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"ก็มีบ้าง ผีตายท้องกลมอย่างนี้ก็ต้องเป็นบ้างละครับ"

พลยิ้มแห้งๆ

"เล่นงานคุณหรือครับ"

ทวีศักดิ์สั่นศีรษะ

"ก็ไม่เชิงครับ อ้า-ในตอนดึกผมกับคนที่บ้านได้ยินเสียงนาฏไกวเปลและกล่อมลูกครับ ผมลืมบอกไปว่าผมย้ายไปอยู่รวมกับแม่ครัวและคนใช้ที่เรือนแถวหลังบ้านผม เรือนใหญ่ไม่มีใครอยู่ครับ พอพระสวดเสร็จกลับวัดในราว ๔ ทุ่มกว่า ผมก็สั่งคนใช้ให้ช่วยกันปิดประตูหน้าต่างเรือนใหญ่และใส่กุญแจเรียบร้อยทิ้งศพเมียผมไว้ตามลำพัง"

นิกรหน้าซีดเผือด กล่าวถามทวีศักดิ์เบาๆ

"คุณได้ยินคุณนาฏกล่อมลูก "

"ครับ ได้ยินกันทั้งบ้าน บางทีก็ได้ยินเสียงเปลลูกไกวอ๊อดแอ๊ด บางทีก็มีเสียงเด็กอ่อนร้องอุแว้ๆๆ เป็นเสียงเด็กผู้หญิง"

นิกรทำหน้าเบ้

"แล้วศพลูกสาวคุณล่ะ คุณจัดการให้สัปเหร่อเอาไปฝังแล้วไม่ใช่หรือครับ"

"เปล่าครับ ผมใส่ไปในโลงเดียวกับนาฏเพราะเห็นว่าเป็นแม่ลูกกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ตายห่า" ท่านร้องสุดเสียง "ทำไมเธอถึงทำยังงี้ โลงเดียวกันใส่สองศพมีที่ไหน แล้วแม่นาฏแกตายท้องกลมทำอย่างนี้ดุยิ่งกว่านางนาคพระโขนงตั้งร้อยเท่า"

ทวีศักดิ์หน้าจ๋อย

"นั่นน่ะซีครับ พวกญาติเขาก็ว่าอย่างนี้"

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามขึ้นด้วยความสนใจ

"แล้วนอกจากร้องเพลงกล่อมลูกมีอะไรอีกไหมครับ"

"มีครับ คืนวันอาทิตย์ตอนสองยาม ผมกับคนใช้นั่งจับกลุ่มกันอยู่ที่เรือนคนใช้และฝนกำตกพรำ เราต่างได้ยินเสียงหน้าต่างห้องนอนของผมเปิดจึงเงยหน้าขึ้นมองดู" พูดจบเขาก็ทำท่าขนลุกขนพองเหมือนกับว่าเขากำลังเคี้ยวมะดันดิบๆ "บรื๊อวส์ ผมกับคนของผมแลเห็นนาฏยืนหวีผมอยู่ที่หน้าต่างครับ ต่างคนต่างลุกขึ้นเผ่นเข้าห้องนอนคลุมโปงไปตามกัน พอรุ่งขึ้นยายแม่ครัวลาออกไปอยู่ที่อื่น ผมอ้อนวอนเท่าไรก็ไม่ยอมอยู่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับทวีศักดิ์เบาๆ

"แม่นาฏเอาเรื่องเหมือนกัน สมกับที่เป็นหลานสาวของนางนาคพระโขนง ดาราผีรุ่นลายครามเท่าที่ฉันเคยได้ยินได้ฟังมา ผู้เชี่ยวชาญในเรื่องผีเขายืนยันว่าผีที่ตายครบ ๗ วัน ถ้าเป็นผีตายโหงหรือตายท้องกลมจะเฮี้ยนที่สุดในวันนั้น"

ทวีศักดิ์ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ถ้าเช่นนั้นผมจะคิดอ่านแก้ไขอย่างไรดีล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"ฉันก็ไม่มีทางที่จะให้คำแนะนำเหมือนกัน ถ้าจะแนะก็อยากจะแนะว่ารีบเผาศพนาฏเสีย เรือนหลังนั้นรื้อถวายวัดไปแล้วเธอปลูกใหม่ให้มันสวยงามทันสมัย ขัดข้องเรื่องเงินฉันจะช่วย คิดดอกเบี้ยร้อยละ ๕ เท่านั้น แต่ต้องให้ดิเรกเป็นผู้ค้ำประกัน"

เภสัชกรหนุ่มฝืนหัวเราะ

"อ้า-อย่างไรก็ตาม คืนนี้กรุณาไปเยี่ยมศพเมียผมให้ได้นะครับ ญาติของเมียผมทำท่าดูถูกผมเพราะ ๖ คืนที่ผ่านมามีเพื่อนผมไปเยี่ยมศพนาฏไม่กี่คน ส่วนญาติของผมไม่มีเลย แขกโดยมากเป็นญาติหรือเพื่อนฝูงของนาฏทั้งนั้น ถ้าใต้เท้ากับคุณหมอและคุณๆ กรุณาให้เกียรติไปเยี่ยมศพนาฏ ผมจะได้เบ่งกับญาติๆ ของนาฏบ้าง"

ดร.ดิเรกสบตากับทวีศักดิ์ เขาก็พยักหน้ารับคำ

"ออไร๋ คืนนี้ผมกับคุณพ่อและเพื่อนๆ จะไปเยี่ยมศพเมียคุณและจะอยู่จนกว่าพระจะเลิกสวดพระอภิธรรม เอายังงี้ดีกว่าคุณทวีศักดิ์ สวดคืนนี้เป็นเรื่องของพวกเรา เราจะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด"

ทวีศักดิ์ยกมือขึ้นไหว้อย่างซาบซึ้งใจ

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ยิ่งสว่างไสวเท่าไหรก็ยิ่งดี ถ้าคุณเช่าไฟที่สนามฟุตบอลไปได้ทั้งสี่แผง คืนนี้ผมจะไปช่วยคุณอย่างแข็งแรงหรือคุณจะเช่าไฟฉายของกองพันไฟฉายก็ได้ มีแต่ไฟฟ้าบังเอิญไฟฟ้าเกิดเสียขึ้นมาและคุณนาฏแกเกิดลุกออกมาจากโลง เราก็เหยียบกันตายเท่านั้นเอง"

ทวีศักดิ์หัวเราะเบาๆ แล้วลุกขึ้นขอตัวขึ้นไปเยี่ยมคุณหญิงวาดและสี่นางบนตึกใหญ่ เภสัชกรหนุ่มีท่าทางหงอยเหงาเศร้าใจมากในการที่เขาต้องสูญเสียเมียรักไปทั้งคน

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นเอง

ในราว ๑๙.๓๐ น.คาดิลแล็คเก๋งคันงามซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงบ้านทวีศักดิ์ นิกรกับเจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอกเมื่อแลเห็นแสงไฟฟ้าและตะเกียงเจ้าพายุบนเรือนใหญ่ส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน

เมื่อรถแล่นผ่านหน้าประตูบ้านไปโดยไม่ยอมหยุด พลก็ดุเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-จะไปไหนวะ ถึงบ้านคุณทวีศักดิ์แล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานกลับรถกลับลาเสียให้เรียบร้อยก่อนซีครับ ถ้ายังไงรับประทานเราจะได้ห้อแน่บออกมาขึ้นรถไม่ต้องเสียเวลากลับรถ"

นิกรมองดูเจ้าแห้วด้วยความพอใจ

"เออ-แกรอบคอบน่ารักจริงโว้ย"

เจ้าแห้วขับรถเลยเข้าไปตามส่วนลึกของซอย พอถึงทางแยกก็จัดแจงกลับรถแล้วแล่นย้อนออกมา นำคาดิลแล็คเก๋งมาหยุดริมรั้วบ้านของทวีศักดิ์ซึ่งเป็นรั้วลวดหนามปลูกต้นชบาห่างๆ กัน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันลงมาจากรถ ทุกคนเว้นแต่เจ้าแห้วแต่งสากลชุดสีขาวติดแขนทุกข์ การแต่งกายเช่นนี้ก็เพื่อเป็นเกียรติแก่เจ้าภาพและผู้ตายนั่นเอง

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ทวีศักดิ์ก็เดินผ่านประตูรั้วบ้านออกมาอย่างรีบร้อน เขาตื่นเต้นดีใจมากเท่าที่สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาในงานศพภรรยาของเขา นอกจากนี้ยังรับเป็นเจ้าภาพสวดศพในคืนวันนี้อีกด้วย เภสัชกรหนุ่มแต่งสากลแต่ไม่ได้สวมเสื้อนอก เขาปราดเข้ามายกมือไหว้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ เชิญข้างในเถอะครับ"

นิกรคว้าแขนทวีศักดิ์ไว้

"เดี๋ยวก่อนคุณ เหตุการณ์ปรกติดีหรือครับ"

"ครับ ยังไม่มีอะไร เพียงแต่เมื่อตอนพลบค่ำผมกับคนใช้ได้ยินเสียงนาฏเดินอยู่ในห้องนอนชั้นบน ผมจุดธูปบอกนาฏแล้วครับ ขอร้องให้นาฏสงบเงียบ เข้าใจว่าคงไม่มีอะไรหรอกครับอย่างมากก็ลุกออกมาจากโลงเท่านั้น"

นิกรใจหายวาบ

"อย่าพูดเป็นเล่นน่าคุณทวีศักดิ์ ถ้าลุกออกมาจากโลงจริงๆ ก็วิ่งกันตับแตกเท่านั้น" พูดจบนิกรก็สะดุ้งเล็กน้อยแล้วกระซิบกับทวีศักดิ์ "หมามันหอนได้ยินไหมครับ"

"อย่าไปสนใจกับมันเลยครับ หมามันเห็นผีมันก็หอนธรรมดาของมัน เพื่อนบ้านของผมเลี้ยงหมากันทั้งนั้น พอหมาของผมหอนมันก็หอนรับกันอย่างนี้แหละครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เมียคุณคงดุไม่ใช่เล่น แต่ผมและพวกเรามาช่วยทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เธอ เธอคงจะไม่หลอกหลอนพวกเราเป็นแน่"

ทวีศักดิ์ไม่พูดอะไรอีก เขาเชิญสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในบ้านของเขา เจ้าแห้วติดตามเข้าไปด้วย ขณะนี้พระภิกษุสงฆ์เริ่มสวดอภิธรรมแล้ว เสียงวังเวงเยือกเย็นสั่นสะเทือนขวัญนักเลงกลัวผีทั้งหลาย ซึ่งการสวดช้าๆ ลากเสียงแบบสวดพระอภิธรรมนี้คือสัญลักษณ์แห่งความตาย มีการสวดที่ไหนก็มีคนตายหรือมีศพที่นั่น

ภายในห้องกลางมีแสงไฟสว่างจ้าผิดปกติ ศพของนาฏบรรจุอยู่ในหีบไม้สักตั้งอยู่บนม้ายาวหรือเตียงเท้าสิงห์มีแจกันดอกไม้สดและพานแก้วประดับดอกไม้ โต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ อีกตัวหนึ่งตั้งกระถางธูปและเชิงเทียน ที่หีบศพมีพวงมาลัยสดและแห้งประมาณ ๑๐ พวง

แขกที่มาเยี่ยมศพมีเพียงเล็กน้อย นั่งอยู่บนพรมปูพื้น พระภิกษุสงฆ์ ๔ รูปนั่งอยู่บนเตียงไม้เตี้ยๆ ถือตาลปัตรบังหน้าและกำลังตั้งอกตั้งใจสวดพระอภิธรรม องค์สุดท้ายมีอายุชราภาพมากแล้ว แต่เสียงของท่านยังแจ๋วอยู่

เพราะเจ้าภาพไม่ได้จัดเก้าอี้ไว้ต้อนรับแขก เนื่องจากสถานที่ไม่อำนวยให้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจึงต้องนั่งบนพื้นห้องซึ่งปูพรมตลอดห้อง กลิ่นธูปและควันเทียนหอมตลบ ทวีศักดิ์ได้ต้อนรับสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความตื่นเต้นยินดี สั่งให้คนของเขานำเครื่องดื่มและบุหรี่มารับรองโดยเร็ว

พลส่งซองสีขาวหนึ่งซองให้ทวีศักดิ์แล้วพูดเบาๆ

"พวกเราช่วยคุณสำหรับการบำเพ็ญกุศลศพในคืนนี้พันบาท"

เภสัชกรหนุ่มปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง เขาประณมมือไหว้พลเสียก่อนจึงรับซองใส่เงินมาถือไว้

"ผมกราบขอบคุณครับ คุณหมอและพวกคุณกรุณาผมมากทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบถามเจ้าภาพ

"ทำไมเธอไม่หาหีบศพลายทองมารองชั้นนอกล่ะ เธอใช้โลงไม้สักชั้นเดียวอย่างนี้ดูมันซอมซ่อไปหน่อย"

ทวีศักดิ์ยิ้มแห้งๆ

"ทางวัดธาตุทองเขาบอกว่าโลงทองชั้นนอกมีคนเช่าไปตั้งศพทางซอยพร้อมพงศ์ครับ ผมวิ่งเต้นไปขอเช่าที่วัดอื่นก็ไม่ได้ ล้วนแต่ติดศพทั้งนั้น พระท่านบอกว่าหมู่นี้คนตายมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ในที่สุดก็เลยไม่ได้โลงทองชั้นนอก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"โลงชั้นเดียวอย่างนี้ไม่สู้ปลอดภัยนัก ถ้าคุณนาฏแกเปิดฝาโลงขึ้นมาเราก็วิ่งไม่รู้ทางไปเท่านั้น"

"ว้า" เจ้าแห้วเอ็ดตะโร "รับประทานพูดไม่เป็นมงคลเสียเลย"

กิมหงวนกล่าวถามเจ้าภาพเบาๆ

"คุณให้สัปเหร่อตราสังภรรยาคุณหรือเปล่า"

ทวีศักดิ์หันมามองดูกิมหงวน

"เปล่าครับ ผมสงสารแก กลัวนาฏจะอึดอัดแกล้วก็นาฏเคยสั่งผมไว้ว่าถ้าแกตายอย่าตราสังแกเป็นอันขาด"

เสี่ยหงวนมองไปที่หีบศพกระซิบถามเจ้าแห้ว

"ป่านนี้กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดทีเดียว แกได้กลิ่นไหมล่ะ"

เจ้าแห้วเม้มปากแน่น

"รับประทานพูดถึงเรื่องอื่นไม่ได้หรือครับ"

พระคุณเจ้าสวดพระอภิธรรมบทแรกจบแล้ว ชายกลางคนคนหนึ่งซึ่งเป็นญาติห่างๆ ของผู้ตายรีบเข้าไปปรนนิบัติพระ ประเคนเครื่องดื่มให้ทันที ภายในห้องกลางสงบเงียบ ทันใดนั้นเองทุกคนสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงกุกกักดังขึ้นในห้องชั้นบน ต่อจากนั้นก็มีเสียงลากเก้าอี้และเสียงคนเดินไปมา ทวีศักดิ์หน้าซีดเผือด ห้องนอนและห้องทำงานของเขาทั้งสองห้องเขาได้ปิดประตูใส่กุญแจไว้เรียบร้อย เสียงที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจากฤทธิ์ของปีศาจเมียของเขา

ทุกคนแหงนหน้าขึ้นไปข้างบนและเงี่ยหูฟัง เจ้าแห้วรีบคลานเข้ามาหาพระภิกษุสงฆ์ทั้ง ๔ รูป เพื่อยึดพระเป็นที่พึ่ง แต่หลวงพี่และหลวงตาก็เสียขวัญไปตามกันถึงกระซิบกระซาบกัน

"สวดอีกจบแล้วกลับวัดหรือเรา ผมรู้สึกว่าท่าไม่ดีเสียแล้ว"

"เข้มแข็งน่าท่านมหา ยังไม่ทันสองทุ่มขืนกลับวัดเจ้าภาพเขาก็ต่อว่าเราเท่านั้น รายนี้ไม่ใช่เล่นแฮะ"

ทุกคนได้ยินเสียงเปลไกวเอี๊ยดอ๊าดทั้งๆ ที่ข้างบนไม่มีเปล แล้วทุกคนก็ได้ยินเสียงกล่อมลูกดังเยือกเย็นแต่ไม่ดังเกินไปนัก

โอละเฮเอย โอละหึก

หัวเจ้าเหมือนลูกมะอึก

อย่าขี้อ้อนเจ้าแม่นา

นกตะกรุมบินมานั่น

หัวของมันเหมือนลูกยา

นอนเสียเถิดดวงชีวา

แม่จะกล่อมให้ฟังเอย

นิกรกับเสี่ยหงวนต่างยกมือปิดปาก หัวเราะคิกคักไปตามกัน ใครต่อใครพากันมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทวีศักดิ์หายใจไม่ทั่วท้อง นึกฉิวปีศาจภรรยาของเขาที่ร้องเพลงกล่อมลูกพาดพิงถึงศีรษะของท่านเจ้าคุณ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ กระพริบตาถี่เร็ว ท่านนั่งนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็กล่าวกับทวีศักดิ์อย่าโมโห

"ขึ้นไปบอกเมียเธอเสียหน่อยซีทวีศักดิ์ เพลงกล่อมลูกที่น่าฟังกว่านี้ไม่มีอีกแล้วหรือ"

ทวีศักดิ์ยิ้มแห้งๆ

"ผมไม่กล้าขึ้นไปหรอกครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมาทางเจ้าแห้ว

"เอ็งขึ้นไปบอกแม่นาฏหน่อยเถอะวะ บอกว่าเพลงนี้ข้าขอร้องให้เลิกร้องแล้วข้าจะช่วยทำศพให้หรูหราทีเดียว"

เจ้าแห้วทำคอย่น กลืนน้ำลายเอื้อก

"รับประทานไม่สำเร็จหรอกครับ ผมยอมให้ท่านกระทืบผมดีกว่าที่จะขึ้นไปข้างบน แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานขืนขึ้นไปผมก็เสร็จเท่านั้น"

พวกแขกที่มาเยี่ยมศพหลายคนรู้สึกว่าสถานการณ์ไม่สู้จะดีนัก ต่างก็ย่องๆ กันเข้ามาหาทวีศักด์และลากลับบ้าน ญาติของนาฏก็ถือโอกาสลากลับเช่นเดียวกัน ในที่สุดคงเหลือแต่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเท่านั้น พระคุณเจ้าทั้ง ๔ องค์ต่างปอดลอยไปตามกัน หลวงตาองค์ที่นั่งอยู่ท้ายแถวกระซิบบอกหลวงพี่ที่อยู่ใกล้ๆ ท่านว่า

"ถ้าอย่างไรท่านมหาอย่าทิ้งผมนา ผมแก่แล้วหูตาก็ไม่ใคร่จะแลเห็น"

"ครับ ครับ ผมไม่ทิ้งท่านพระครูหรอกครับ สวดอีกจบดีไหมครับเสียงของเราจะได้กลบเสียงที่เราไม่อยากได้ยิน"

ท่านพระครูหรือหลวงตาท้วมพยักหน้าหงึกๆ

"ก็บอกท่านไสวเขาซี สวดก็สวด"

หลังจากนั้น พระภิกษุสงฆ์ทั้ง ๔ องค์ ก็เริ่มต้นสวดพระอภิธรรมอีก ทำให้เยือกเย็นวังเวงไปทั่วบ้าน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งฟังพระสวดอยู่สักครู่ก็ทำหน้าเลิ่กลั่กไปตามกัน เสี่ยหงวนกระซิบกระซาบกับนิกร

"อ้ายกร"

"หือ"

"กลิ่นเหมือนกับโลงแตกว่ะ หึ่งไปทั่วห้องเลย"

นิกรขบกรามกรอด ทำตาเขียวกับกิมหงวน

"แล้วเสือกมาบอกกันทำไม เห็นอะไรรู้สึกอย่างไรก็เฉยๆ เสียซีโว้ย กูน่ะขี้ขึ้นไปอยู่บนขมองแล้วรู้ไหม"

ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วก็หวีดร้องสุดเสียง คลานเข้าไปกอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว

"อะไรของมึงวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก

"อ๋อย รับประทานฝาโลงเผยอขึ้นแล้วครับ บรื๋อวส์ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองตามสายตาเจ้าแห้ว พอแลเห็นฝาโลงเผยอขึ้นประมาณคืบและเห็นมือนาฏกำลังผลักดันฝาโลง ท่านเจ้าคุณก็แทบช๊อค แต่ท่านพยายามคิดว่าอุปทานให้เห็นเป็นอย่างนั้น

"ตาฝาดแล้วอ้ายแห้ว" ท่านพูดเสียงสั่นเล็กน้อย "ข้าไม่เห็นมีอะไรผิดปกติสักนิด"

เจ้าแห้วคลายมือที่กอดเอวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกแล้วคลานเข้ามาหานิกรซึ่งกำลังประณมมือตังอกตั้งใจฟังพระสวด แต่พอเจ้าแห้วลุกขึ้นนั่งคุกเข่าเพื่อกระซิบบอกเขา นิกรก็โบกมือเห็นแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"กูเห็นแล้ว ไม่ต้องบอก"

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พลก็กระซิบกระซาบกับ ดร.ดิเรก

"หมอโว้ย"

"หือ"

"แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ แกเข้าใจว่าเรื่องผีปีศาจเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระใช่ไหม"

ดร.ดิเรกจุ๊ปาก พูดเสียงดุๆ

"เหลวอะไรเล่า กำลังเอามือยันฝาโลงนั่นเห็นไหม"

"เห็นแล้วกันถึงถามแก กลับบ้านหรือเรา รีบออกไปจากบ้านนี้เสียก่อนที่คุณนาฏแกจะลุกขึ้นนั่งหรือปีนออกจากโลง"

"อย่าเพิ่งเลยวะ สงสารพระท่าน แล้วก็กันกำลังคิดว่าบางทีแก๊สในตัวศพจะทำให้ศพยกมือขึ้นดันฝาโลงออกเองคงไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ของปีศาจ ใจเย็นๆ เถอะวะ ถึงออกมาจากโลงก็ไม่น่าวิตก ศพกำลังขึ้นอึ่ดทึ่ดคงวิ่งไล่เราไม่ทัน ผิดนักก็ห้อกันให้เต็มเหยียดขนาดสุทธิ มัณยากาศ ไล่ไม่ทันเราละวะ"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างจ้องตาเขม็งมองไปที่หีบศพ ส่วนทวีศักดิ์คลานเข้าไปนั่งข้างเตียง เพราะเขาเองใจเต้นระทึกผิดปกติด้วยความเกรงกลัวปีศาจภรรยาของเขา

พระสงฆ์ ๔ รูปคงสวดอภิธรรมต่อไป

ฝาดลงค่อยๆ ถูกยกสูงขึ้น จนกระทั่งมองแลเห็นมือและแขนของนาฏซึ่งกำลังขึ้นเต็มที่เพราะครบ ๗ วันแล้ว ปีศาจนาฏโยนฝาโลงไปทางด้านหลังที่ตั้งศพเสียงโครม ทำให้พระภิกษุสงฆ์ทั้งสี่องค์สะดุ้งเฮือกไปตามกัน

องค์แรกคือองค์ต้นค่อยๆ แง้มตาลปัตรออกมองไปที่หีบศพ แล้วท่านก็เย็นวาบรีบเลื่อนตาลปัตรบังหน้าทันที แข็งใจสวดอภิธรรมด้วยความหวาดกลัวปีศาจนางนาฏ สวดพลางยกข้อศอกกระทุ้งองค์ที่นั่งอยู่ข้างๆ แล้วบอกให้ทราบเป็นทำนองสวด

"เอ๊...อา...อ่า....อา....ขึ้นมาแล้ว....เอ๊...อา"

องค์ที่สองหันมาตอบเป็นทำนองสวดเช่นเดียวกัน

"เอ๊....อา....เห็นแล้ว ทำยังไงดี อ่า...อา"

องค์ที่สามคือท่านมหายกสอกกระทุ้งองค์ที่สอง

"อ่า....อา....ลุกขึ้นนั่งแล้ว เอ๊...อา....ผมไปก่อนละ....อ่า...อา"

ครั้นแล้วท่านมหาก็คว้าย่ามถือตาลปัตร เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนบนเตียงสำหรับสวดหน้าศพ ท่านมหาร้องบอกเจ้าภาพด้วยเสียงสั่นเครือ

"เจริญพร อาตมาลาก่อนอยู่ไม่ไหวแล้ว" พูดจบท่านมหาก็กระโจนลงจากเตียง วิ่งตามท่านมหาไป คงเหลือท่านพระครูท้วมนั่งสวดอยู่องค์เดียว เพราะท่านหลับตาสวดประกอบทั้งหูท่านตึง

"เอ่....อา ธรรมดา...เอ๊อ....เอ้อว่า อื๋อ....ไหงเงียบกันไปหมด"

หลวงตาหยุดสวดพระอภิธรรมกลางคัน ค่อยๆ หันหน้ามาทางขวาแล้วสะดุ้งโหยงเมื่อไม่เห็นพระทั้ง ๓ องค์ ท่านพระครูแง้มตาลปัตรมองไปทางหีบศพ นาฏลุกขึ้นนั่งอลึ่งฉึ่งอยู่ในโลง ท่านพระครูก็อกสั่นขวัญแขวนอ่อนเปียกไปหมดทั้งตัว

"อ๋อย....กูตายแน่"

กิมหงวนคลานเข้ามาหาพระครู แล้วพูดละล่ำละลัก

"เปิดเถอะครับหลวงพ่อ"

ท่านพระครูท้วมตัวสั่นงันงก

"ไม่ไหวคุณ ฉันหมดแรงแล้ว พวกคุณรีบหนีไปเถอะ ฉันยอมตายอยู่ที่นี่ นโมตัสสะ ภควโต "

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ขี่คอผมซีครับหลวงพ่อ ผมจะพาหลวงพ่อหนีไป"

"เออ-ถ้ายังงี้ก็ค่อยยังชั่วหน่อย ขอบใจคุณมากที่ช่วยเหลือฉัน"

เสี่ยหงวนหันหลังให้โดยดี ท่านพระครูคว้าย่ามของท่านแล้วลุกขึ้นจากเตียงขึ้นขี่หลังกิมหงวน อาเสี่ยมีศรัทธาแก่กล้ารวบรวมกำลังลุกขึ้น พาท่านพระครูท้วมท่านเดินออกจากห้องกลางอย่างร้อนรน ดร.ดิเรกกับพลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลุกขึ้นวิ่งแข่งกันกันออกไป ทวีศักดิ์เกรงกลัวปีศาจภรรยาของเขาเหลือที่จะกล่าว แข้งขาของเขาอ่อนเปียกเรี่ยวแรงไม่มีเหลืออีกแล้ว ในที่สุดทวีศักดิ์ก็พยายามคลานออกไปจากห้อง

ภายในห้องตั้งศพก็คงเหลือนิกรกับเจ้าแห้วเท่านั้น ที่ไม่หนีก็เพราะลุกไม่ขึ้น ทั้งสองหลับตาประณมมือว่าคาถาแข่งกันเท่าที่นึกได้ ปีศาจนางนาฏค่อยๆ ลุกขึ้นยืนตระหง่านในโลง ร่างนั้นขึ้นอึ่ดทึ่ด นัยน์ตาทั้งสองห้อยหลุดออกมานอกเบ้า เนื้อที่ใบหน้าหลุดหายไปหลายชิ้น กลิ่นเหม็นเน่าอันรุนแรงกระจายไปทั่วห้อง ใบหน้าของนาฏน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง ริมฝีปากแบะปลิ้นแลบลิ้นออกมาจุกปาก แขนขาและส่วนใหญ่ต่างๆ ใหญ่กว่าเดิมหลายเท่าเพราะศพกำลังขึ้นเต็มที่และเริ่มโทรมแล้ว

กลิ่นเหม็นเน่าอันร้ายแรงทำให้เจ้าแห้วเกือบสำลักถึงกับหยุดสวดมนต์ ค่อยๆ เงยหน้ามองไปทางหีบศพแล้วเจ้าแห้วก็เผลอตัวร้องขึ้นสุดเสียง

"โอ๊ย"

นิกรลืมตาขึ้นมองดูเจ้าแห้ว กระซิบถามเจ้าแห้วด้วยเสียงสั่นเครือ

"ละ....ลุก ออกมาจากโลงหรือยัง"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานกำลังเล่นกายบริหารครับ อ๋อย....มองมาทางเราแล้ว รับประทานช่วยอุ้มผมไปทีเถอะครับผมไปไม่ไหว อ่อนเปียกไปหมดทั้งตัวแล้ว"

นิกรฝืนยิ้ม

"ข้าก็ไปไม่ไหวแล้วเหมือนกัน กลัวจนขี้แตกเต็มกางเกงแล้วล่ะ"

เจ้าแห้วทำท่าเหมือนคนจะเป็นลม

"รับประทานถ้ายังงั้นผมไปก่อนนะครับ"

นิกรรีบจับขาเจ้าแห้วไว้

"อย่าทิ้งข้าอ้ายแห้ว ช่วยลากข้าออกไปที อย่าคิดยังโง้นยังงี้เลยวะ นึกว่ากันเป็นลูกแกก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วสะดุ้งสุดตัวเมื่อเห็นปีศาจนาฏก้าวลงมายืนจังก้าบนม้าตั้งศพ เขาเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"โอ๊ย ตัวใครตัวมันเถอะครับ"

พอเจ้าแห้วขยับจะวิ่งนิกรก็พุ่งตัวเข้ารวบขาเจ้าแห้วไว้ ทำให้เจ้าแห้วล้มลงทันที ทั้งสองปลุกปล้ำกันอุตลุดความกลัวผีทำให้เจ้าแห้วลืมนึกว่านิกรเป็นนาย เขาชกซ้ายป่ายขวาอย่างเปะปะ นิกรถูกหมัดเจ้าแห้วอย่างจังระหว่างปากครึ่งจมูกครึ่งพอดี เจ้าแห้วถือโอกาสลุกขึ้นห้อแน่บออกไปจากห้องตั้งศพอย่างไม่คิดชีวิต

เพราะนิกรถูกชกปากแตก เขาก็เดือดดาลเจ้าแห้วจนลืมนึกถึงผี นิกรร้องตะโกนสุดเสียง

"อ้ายแห้ว มึงชกหน้ากู กูต้องฆ่ามึง"

แล้วนิกรก็ลุกขึ้นวิ่งไล่ตามเจ้าแห้วออกไปโดยเร็ว ความโกลาหล อลหม่านเกิดขึ้นทั่วบ้านแล้ว

ทวีศักดิ์กับคนใช้ชายหญิง ต่างพากันออกไปรวมกลุ่มอยู่นอกบ้าน ส่วนคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งรถคาดิลแล้คเก๋งเปิดไปแล้ว.

จบบริบูรณ์