พล นิกร กิมหงวน 159 : สามเกลอเดินขบวน

การเล่นไพ่ผ่องไทยของคุณหญิงวาดกับสี่นางนั้นมีความหมายแต่เพียงพักผ่อนหย่อนใจสนุกสนานกันเท่านั้นถึงแม้จะเล่นเอาเงินกันบ้างก็ไม่มากมายอะไร เล่นกันในวงญาติโดยเฉพาะ อย่างไรก็ตามคุณหญิงวาดชอบเล่นไพ่มาตั้งแต่สาวจนแก่ ไม่มีใครเล่นท่านก็นั่งถอดไพ่เล่นคนเดียว

วันนั้นตรงกับวันเสาร์

วงไพ่บรรดาศักดิ์ซึ่งมีคุณหญิงวาดกับนันทา, นวลลออ ประภาและประไพรวม ๑๐ ขาคือ ๕ คนได้เริ่มต้นในเวลา ๙.๐๐ น. เศษ วันนี้อาจจะเล่นกันดุเดือดสักหน่อยคือตองละ ๒ บาท กินช่อง ๕ บาท ถลก ๑๐ บาท และกินล้มเอี่ยวทั้งมือเศียรทั้งมือหรือสี่ตองหรือล้มตัวเก็ง ๓๐ บาท แต่ว่าเรื่องเงินเป็นเรื่องเล็กสำหรับเศรษฐี ถึงจะเสียสักห้าหกร้อยก็ไม่รู้สึกอะไร

ขณะที่ขาไพ่กำลังต่อสู้กันในชั้นเชิงซึ่งมีการทะเลาะกันโต้เถียงกันอย่างหน้าดำหน้าแดงตลอดเวลาไม่ยอมเกินเลยกันแม้แต่บาทเดียวแต่ซื้อของให้กันทีละหมื่นสองหมื่นซื้อได้ อาเสี่ยกิมหงวนก็พาตัวเดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องนอนของคุณหญิงวาดและตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างวงไพ่ใกล้ๆ กับคุณหญิงวาดและประไพ

"จะมาลงอีกขาหรือยังไงพ่อหงวน" คุณหญิงวาดถามยิ้มๆ

"ไม่ครับ ไพ่ตองผมไม่ถนัดผมชอบเล่นโปหรือจับยี่กีเท่านั้น"

"อ้าว ยังงั้นมันทั้งปรับทั้งจำนี่นะ เล่นไพ่อย่างมากก็แค่ปรับแล้วก็เล่นกันในหมู่ญาติมิตรในบ้านของเรา ตำรวจเขารู้เขาก็ไม่สนใจ"

ประไพร้องขึ้นดังๆ

"ผ่อง" แล้วหล่อนก็แฉไพ่บนมือทั้ง ๑๑ ใบลงบนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่เพื่อประกาศให้รู้ว่าหล่อนกิน ๒ ตองช่อง

คุณหญิงวาดทิ้งไพ่ลงบนเสื่อและเอื้อมมือเปิดไพ่ใบแรกในสำรับที่วางอยู่กลางวงและเหลืออยู่อีกไม่กี่ใบพอเห็นสี่มะเขือท่านก็ตีอกชกหัว

"ตายแล้วฉัน ทับหลังแม่ไพใบเดียวฉันก็กินตัวเก็ง แหม--ยายไพนี่กินตัดหน้าฉันสองหนแล้วนะจะบอกให้"

เป็นอันว่าคุณหญิงวาดกับนันทา, นวลลออ และประภาต้องจ่ายเงินให้ศรีภรรยาของนิกรคนละ ๙ บาท แต่การเล่นไพ่วงนี้ไม่มีเบี้ย ประไพยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เท่าที่หล่อนสามารถซ่อนไพ่ไว้ในตัวได้ ๕ ใบช่วยให้หล่อนมีคู่มีตองและกินได้เร็วกว่า... เหนือกว่า.... และมีกลิ่นสะอาด

ขณะที่นันทาทำไพ่ในฐานะที่หล่อนอยู่เหนือมือน้องสะใภ้ของหล่อน เสี่ยหงวนก็ถือโอกาสกล่าวกับทุกๆ คนว่า

"เลิกเล่นไพ่กันเสียก่อนเถอะครับ คุณอาท่านให้ผมขึ้นมาเชิญทุกคนลงไปประชุมที่ห้องโถง"

คุณหญิงวาดกำลังเสียไพ่ก็เกิดยัวะขึ้นมาทันที

"ประชุมตวักตะบวยกันอีกล่ะ นี่บ้าน "พัชราภรณ์" ไม่ใช่สมาคมหรือสโมสร อาจะเล่นไพ่โว้ย เธอเข้ามาอีกขาซี จะได้ครบหกขาค่อยมีรสหน่อย เจ็บใจยายไพนักกินได้กินเอา"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"พวกเราจะเปิดประชุมกันในเรื่องที่เขมรรุกรานเราครับ"

"ว้า" คุณหญิงเอ็ดตะโรลั่น "แจกไพ่เถอะแม่ไพมันเรื่องของตำรวจและทหารเขาไม่ใช่เรื่องของเรา โดยเฉพาะ อากับแม่สี่คนนี่เป็นผู้หญิงยิงเรือจะไปสู้รบตบมือกับมันได้อย่างไร มันบุกเราเราบุกมันบ้างก็สิ้นเรื่อง"

"ก็เพราะเหตุนี้แหละครับคุณอาท่านถึงเปิดประชุมพวกเราเพื่อต่อต้านเขมร หรือหาทางให้รัฐบาลใช้กำลังเล่นงานเขมรสั่งสอนเขมรให้รู้สำนึกเสียบ้าง คุณอาท่านตั้งใจว่าท่านจะให้คุณอาหญิงเป็นประธานในที่ประชุมครับเพื่อร่วมมือกันวางแผนต้านทานเขมรต่อไป"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"หา ว่ายังไงนะพ่อหงวน จะให้อาเป็นประธาน "

"ครับ พวกเราต่างก็เห็นพ้องต้องกัน เพราะคุณอาหญิงมีความเข้มแข็งเด็ดขาด ถึงแม้เป็นผู้หญิงก็กล้าหาญไม่ยิ่งหย่อนกว่าผู้ชายอก ๓๐ ศอก"

คุณหญิงวาดหัวเราะหึๆ

"มีแต่เขาว่าผู้ชายอก ๓ ศอก"

"ก็ ๑๐ คนนี่ครับ คุณอากับคุณๆ ทั้งสี่คนลงไปร่วมประชุมกับพวกเราเถอะครับ แล้วค่อยกลับขึ้นมาเล่นไพ่กันใหม่ ถึงเวลาแล้วที่คนไทยทั้งชาติจะต้องพร้อมใจกันต่อต้านเขมรในการใช้กำลัง มันเหลือที่เราจะอดทนหรืออดกลั้นแล้ว เราถูกรุกรานหลายครั้งทั้งทางบกและทางน้ำ ตำรวจและราษฎรไทยต้องเสียชีวิตจากกระสุนปืนของทหารเขมรที่ประพฤติตัวเหมือนกับพวกโจร ลงไปเถอะครับ คุณอาและพวกผมรอคอยอยู่ข้างล่างแล้ว"

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แล้วจะให้อาเป็นประธานในที่ประชุมยังงั้นหรือ"

"ครับ"

"ถ้ายังงั้นตกลง" พูดจบท่านก็พยักพเยิดกับสี่นาง "หยุดเล่นสักชั่วโมงเถอะนะลงไปประชุมกับเขาสักหน่อย อุ๊ย--นั่นไพ่อยู่ใต้ขาแม่ไพนี่นะ ลุกขึ้นซิ เธอเล่นซ่อนไพ่ยังงี้เองจับได้แล้ว"

ประไพแกล้งทำหน้าตื่น ผลักไพ่รวม ๕ ใบออกมาจากใต้ขาซ้ายของหล่อนแล้วร้องลั่น

"อุ๊ยตาย ไพไม่ได้ซ่อนหรอกค่ะคุณอาคะ เมื่อกี้นี้ตอนรวมไพ่ให้พี่นันมือคงปัดเข้ามาใต้ขาโดยไม่ตั้งใจ สาบานให้ก็ได้ค่ะว่าไพไม่ได้ซ่อนไพ่ ให้ตายตามสบถซีคะ"

ประภาหัวเราะคิก

"ตายตามสบถพวกเราก็เหม็นแย่สิจ๊ะน้องไพ" แล้วหล่อนก็ยกมือชี้หน้าน้องสาวร่วมสายโลหิตของหล่อน "ทีหน้าทีหลังอย่าเล่นยังงี้นะจะบอกให้ เธอก็เหมือนคุณนิกรนั่นแหละ นั่งเล่นไพ่ทีไรไม่เคยเสีย ถ้าไม่กินตัวเก็งก็กินล้มเอี่ยวทั้งมือหรือเศียรทั้งมือ"

นวลลออมองดูประไพอย่างเดือดดาล

"ดิฉันไม่ยอม เอาเงิน ๙ บาทคืนมา"

"แน้ ไพจ้างก็ไม่คืน ไพไม่ได้ซ่อนไพ่นี่คะ"

นวลลออเอ็ดตะโรลั่น

"ทำไมจะไม่ซ่อน ม่ายไพ่จะเข้าไปอยู่ใต้ขาคุณได้อย่างไร คุณต้องคืนเงินให้ดิฉัน เงินตั้ง ๙ บาทน้อยอยู่หรือ"

นันทาเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี คืนเงินเสียดีๆ น้องไพ เงินทองมันเป็นของบาดใจนะจะบอกให้ เล่นไพ่ก็ควรจะเล่นกันอย่างตรงไปตรงมาไม่ใช่โกงไปโกงมาอย่างนี้"

ประไพมีสีหน้าบึ้งตึงผิดปรกติ

"เรื่องอะไรไพจะคืนให้ ไพโชคดีเล่นได้ไพไม่ได้โกงนี่นะ"

นวลลออเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"ไม่คืนเป็นเกิดเรื่อง เงินตั้ง ๙ บาทนะคะจะบอกให้"

"ปู้โธ่" เสี่ยหงวนตะโกนราวกับช้างร้อง "ทะเลาะกันอยู่ได้ เมื่อวานคุณไพซื้อผ้าไหมให้นวลตั้งพันกว่าบาททำไมไม่คิดดูบ้างจ๊ะนวล"

นวลลออยิ้มแหยๆ

"ไม่รู้ละค่ะ ซื้อของให้กันกี่หมื่นกี่แสนไม่เป็นไร แต่ถ้าเล่นไพ่แล้วสตางค์เดียวก็ไม่ยอมเสียเปรียบ"

คุณหญิงวาดพูดตัดบท

"พอแล้วๆ อย่าเถียงกันเลย ยายไพอาจจะปัดไพ่เข้าไปใต้ขาโดยไม่รู้ตัวก็ได้ ลงไปประชุมกันเถอะ เอ๊ะ--เหม็นอะไรตุๆ โว้ย คล้ายกับหนังหมูตากแห้ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนเด่นอยู่ที่ประตูหน้าห้องทำคอย่นทันที

"ขอโทษครับคุณหญิง ลมมันพัดจากผมไปคุณหญิง คุณหญิงก็เลยได้กลิ่นกบาลผม"

คุณหญิงวาดเย็นวาบไปหมดทั้งตัว หันขวับมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อุ๊ย ตาเถน"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"ไม่ใช่ตาเถนหรอกครับ ผมเอง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คู่ปรับขุนแผน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"เดี๋ยวเตะโครมเข้าให้เท่านั้น อย่าทะลึ่งนะโว้ย แกหยุดกระเซ้าฉันมาตั้งหลายวันนึกว่าจะเป็นคนดีเอาอีกแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็มันครบอาทิตย์แล้วนี่ครับ แฮ่ะ แฮ่ะ คุณอาถึงหัวล้านแต่ก็สง่าผ่าเผยนะครับ พับผ่าซีเอ้าผมไม่ได้แกล้งยอเลย ใครเห็นหน้าคุณอาก็ต้องรู้ว่าเป็นเจ้าคุณพานทอง ราศีของคุณอาอยู่ที่ผิวพรรณและศีรษะจริงๆ ครับ"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"อย่าๆ อย่ามายอฉัน" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด "อ้ายหงวนคงเรียนให้คุณหญิงทราบแล้วว่าผมขอเชิญลงไปประชุมที่ห้องโถง"

"ค่ะ กำลังจะลงไปเดี๋ยวนี้ อ้า--ฟ้องเจ้าคุณเสียหน่อยเถอะ ลูกสาวคนเล็กของเจ้าคุณน่ะไม่ใช่ย่อยนะคะ เล่นไพ่กันตาสุดท้ายเมื่อกี้นี้กินสองตองช่อง แต่พอพวกเราจ่ายเงินให้ไปเรียบร้อยดิฉันก็แลเห็นไพ่แลบอยู่ใต้ขาแม่ไพตั้งสี่ห้าใบก็เลยเกิดเอะอะกันขึ้น แม่นวลทวงเงินคืนแต่ยายไพไม่ยอมคืน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"ก็อ้ายกรมันครอบให้นี่ครับ ทีหลังระวังหน่อยซีครับ ผัวเมียคู่นี้ใจคอเหมือนๆ กันเหมือนกิ่งทองหลางใบอุดตะพิด เชิญลงไปข้างล่างเถอะครับคุณหญิง แล้วก็แม่สาวๆ สี่คนนี่ด้วย เราจะเปิดอภิปรายกันถึงเรื่องเขมรบุกรุกรานเรา"

ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันเดินตามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากห้องนอนอันหรูหราของคุณหญิงวาด เมื่อออกมาพ้นประตูห้องสี่นางและคุณหญิงวาดก็ลืมเรื่องเล่นไพ่ที่ผ่านมา

ภายในห้องโถงชั้นล่างของบ้าน "พัชราภรณ์"

พล, นิกร และศาสตราจารย์ดิเรกกำลังนั่งสนทนากันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ทางด้านซ้ายของห้อง เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนเดินนำหน้าพาสี่นางกับคุณหญิงวาดลงบันไดมาสามสหายก็ยิ้มให้ นายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"เชิญครับ เชิญสัมมนานักสืบครับ"

พลหันมาทางศาสตราจารย์ดิเรกแล้วยิ้มให้

"ไม่ใช่สัมมนานักสืบโว้ย สัมมนากันในหมู่ญาติมิตรของเราเกี่ยวกับเรื่องเขมรรุกรานยั่วยุโทสะเรา"

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างเลือกนั่งตามเก้าอี้นวมที่มีอยู่เรียงรายรอบห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนนั่งบนโซฟาตัวหนึ่ง ยังไม่ทันจะได้พูดคุยกันเจ้าแห้วก็ถือถาดเงินใบใหญ่เดินออกมาจากห้องรับประทานอาหารและเสริฟเครื่องดื่มให้เจ้านายของเขาโดยทั่วหน้ากัน เสร็จแล้วก็นำถาดเปล่าไปวางบนโต๊ะเล็กๆ ข้างบันไดขึ้นชั้นบนแล้วทรุดตัวนั่งบนขั้นบันไดนั้นคอยปรนนิบัติรับใช้พวกเจ้านาย

ประภาเมียรักของนายพลดิเรกถามเจ้าแห้วว่า

"วันนี้เป็นวันหยุดพักผ่อน แกไม่ไปเที่ยวไหนหรือตาแห้ว"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานไม่ละครับ รับประทานผมอยากได้โอเว่อร์ไทม์"

คุณหญิงวาดชักยัวะขึ้นมาทันที

"ฉันจะจ่ายโอเว่อรไทม์ให้แกก็ได้ แต่ฉันจะสั่งแม่ครัวไว้ว่าสำหรับวันนี้และพรุ่งนี้แกต้องซื้อข้าวกินที่โรงครัวไม่มีการกินฟรี"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อยพูดอ้อมแอ้มในลำคอ

"รับประทานแย่หน่อย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวาดสายตามองดูคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางโดยทั่วหน้ากันแล้วท่านก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ท่านทั้งหลาย เท่าที่ข้าพเจ้านัดหมายให้พวกท่านมาประชุมพร้อมกันในวันนี้ก็เพราะมีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับประเทศชาติของเราที่เราจะต้องร่วมมือร่วมตีนกันจัดการกับเขมรให้เลิกกำแหงรุกรานเรา เดี๋ยว--เดี๋ยวโว้ยอ้ายกร อย่าพึ่งตบมือ ให้ฉันพูดให้จบเสียก่อน"

นิกรอมยิ้ม

"ครับ ต่อไปครับคุณพ่อ เอาแต่เนื้อนะครับ น้ำไม่เอา พูดกันสั้นๆ ให้เข้าใจง่ายๆ แบบหนังพูดยืดยาวคนดูง่วงนอนสู้หนังแบบพยัคฆ์ร้ายไม่ได้ เปลี่ยนฉากรวดเร็วทันใจดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวอารัมภบทเปิดประชุมต่อไป

"พวกเราทุกคนย่อมทราบดีแล้วว่า เขมรมีเจตนายั่วยุก่อชวนสงครามทำเรื่องเล็กเป็นเรื่องใหญ่ ทหารเขมรได้ล่วงล้ำเข้ามาในอาณาจักรของเราทางจังหวัดตราด และเมื่อสองสามวันนี้ก็บุกเข้ามายิงตำรวจภูธรชายแดนที่จังหวัดจันทบุรี ส่วนทางทะเล เรือรบเขมรก็ล่วงละเมิดอธิปไตยของเราอยู่เสมอ จับกุมชาวประมงไทยและยึดเอาเรือไปทั้งๆ ที่เรือประมงของคนไทยอยู่ในน่านน้ำไทย เขมรได้ประพฤติตนเป็นพาลสันดานหยาบไม่แตกต่างอะไรกับพระยาละแวกในอดีต ฉะนั้น เราจำเป็นต้องเปิดประชุมกันเพื่อปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ และข้าพเจ้าขอเสนอต่อที่ประชุมเพื่อให้คุณหญิงวาดผู้เป็นเหลนของเหลนคุณหญิงโมเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าท่านเห็นพ้องด้วย ขอให้ยกมือขึ้น"

ทุกคนเว้นแต่คุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะโดยเฉพาะเสี่ยหงวนมีศรัทธากล้าแข็งถึงกับยกสองมือ นวลลออทำตาเขียวกับผัวรักของหล่อน

"มือเดียวพอแล้วล่ะเฮียไม่ต้องยกถึงสองมือหรอก"

อาเสี่ยหดมือซ้ายลงข้างหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกให้ทุกคนเอามือลงได้แล้วกล่าวกับคุณหญิงวาด

"คุณหญิงครับ ที่ประชุมได้ลงมติพร้อมกันเป็นเอกฉันให้คุณหญิงเป็นประธานในที่ประชุมแล้ว พวกเราจะร่วมมือร่วมใจกันต่อต้านเขมรตามแผนการณ์ของเราซึ่งมีคุณหญิงโม...เอ๊ย....คุณหญิงวาดเป็นประธาน"

คุณหญิงวาดผุดลุกขึ้นยืนโค้งคำนับทุกๆ คนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ดั๊นรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งฮ่ะเท่าที่ที่ประชุมให้ดั๊นเป็นประธาน ขอขอบคุณนะคะ บัดนี้ก็ถึงเวลาอันสมควรแล้วดั๊นขอปิดประชุมเพียงเท่านี้"

"อ้าว" คณะพรรคสี่สหายร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

นันทายิ้มให้แม่ผัวของหล่อนซึ่งเป็นอาสาวของหล่อนด้วย

"ไหงปิดประชุมเอาง่ายๆ ล่ะคะคุณอา เรายังไม่ได้เปิดอภิปรายอะไรกันเลย แล้วก็คุณอาพูดกับพวกเราอย่างที่เคยพูดเถอะค่ะ ไม่ต้องพูดดั๊นยังโง้นดั๊นยังงี้หรือคะขาหรอกนะคะ"

คุณหญิงวาดยิ้มเจื่อนๆ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้นวมตามเดิม ท่านมองดูคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วท่านก็กล่าวต่อไป

"ข้าพเจ้ายินดีรับตำแหน่งเป็นประธานแห่งที่ประชุมนี้ด้วยความเต็มใจ ขอให้เราเริ่มเปิดประชุมได้ จะประชุมกันอย่างเป็นงานเป็นการหรือประชุมกันเล่นๆ ก็แล้วแต่"

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราวระคนกับเสียงเป่าปากซึ่งนิกรเป็นคนทำเสียงนี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับนิกร

"ตบแต่มือก็พอแล้วไม่ต้องเป่าปาก ทำเป็นโรงหนังตงก๊กสมัยหนังเงียบไปได้"

เสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นรอบห้อง เสี่ยหงวนเสนอต่อที่ประชุมว่า

"ข้าพเจ้าเห็นว่า บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลเราควรจะจัดการกับเขมรอย่างรุนแรง ถ้าเราเห็นว่าเขมรเป็นเด็กเราก็ควรเตะสั่งสอนหรือเขกกบาลให้หลาบจำเสียบ้าง เมื่อเขมรส่งทหารเข้ามารุกรานปล้นสะดมเรา ยิงตำรวจของเราบาดเจ็บล้มตาย รัฐบาลก็ควรจะตัดสินใจส่งทหารบุกเข้าไปในแผ่นดินเขมรบ้าง และไม่จำเป็นต้องยิงให้เสียลูกปืน เพียงแต่บุกเข้าไปสักหนึ่งกองพล มีกองทัพอากาศร่วมด้วย ทหารเขมรก็คงวิ่งหนีหางจุกตูดไปตามกัน แม้กระทั่งสีหนุจอมอันธพาลก็คงตัวสั่นงันงกอุจจาระขึ้นไปอยู่บนหัวขมอง แล้วเราก็ถอยกลับมาเพื่อให้เขมรได้รู้ว่าถ้ามึงบุกกูอีกมึงต้องแบน ทีหลังอย่าทำ...ทีหลังอย่าทำ เท่านี้เขมรก็เข็ดขยาด แต่ถ้าเราใช้วิธีนิ่งเฉย ทหารเขมรบุกเข้ามาเรายิงโต้ตอบสีหนุก็จะส่งทหารเข้ามายั่วยุลองดี หรือลองเชิงเราตลอดเวลา อันเป็นเหตุให้พี่น้องชายแดนของเราไม่เป็นอันทำมาหารับประทานเพราะหวาดกลัวทหารเขมร"

นิกรพยักพเยิดกับสี่นาง

"ตบมือให้อ้ายหงวนหน่อยครับ มันพูดน่าฟังราวกับนักพูดไฮป๊ากสมัยจอมอัศวินเผ่า"

เสียงตบมือดังขึ้นอีกอย่างเปาะแปะ เจ้าแห้วพลอยผสมโรงตบมือด้วย แต่พอนันทาหันไปมองดูเจ้าแห้วก็หยุดตบมือทันทีทำเป็นไก๋มองดูพัดลมกลางเพดานห้องโถงซึ่งกำลังหมุนติ้วๆ อยู่ใต้โป๊ะไฟช่อขนาดใหญ่อันสวยงาม

พลกล่าวขึ้นบ้าง

"เราควรจะทำอย่างไรดีในเรื่องนี้ ร่วมมือกันมีหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีดีไหม แสดงความคิดเห็นของพวกเราให้ใช้กำลังทหารบุกเขมรบ้าง ถ้าหากว่าการกระทำเช่นนี้มันจะกลายเป็นชนวนสงครามโลกก็ดีเหมือนกัน รบกันเสียทีจะได้รู้ว่าในระหว่างโลกเสรีกับค็อมมิวนิสต์ใครจะอยู่ใครจะไป เราจะนิ่งเฉยปล่อยให้เขมรลอบกัดอย่างนี้ เราก็มีแต่จะได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นลบเหลี่ยมลูบคมด้วยความเป็นพาลของรัฐบาลเขมรซึ่งข้าพเจ้าจะไม่ขอเรียกเขมรว่ากัมพูชาเป็นอันขาด"

ประไพพูดโพล่งขึ้น

"ประกาศสงครามเลยไม่ดีหรือคะ ทหารของเราจะได้บุกเข้ายึดพนมเป็ญจับสีหนุมาทำพิธีปฐมกรรมเป็นรายที่สอง"

การประชุมชักจะดุเดือดเผ็ดร้อนขึ้น เสี่ยหงวนถึงกับขบเขี้ยวเคี้ยวฟันอยากจะตอบแทนเขมรให้สาสม มีการอภิปรายกันสักครู่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แถลงต่อที่ประชุม

"ถ้าสงครามระหว่างเรากับเขมรเป็นไประหว่างชาติต่อชาติหรือตัวต่อตัว รับรองว่าภายในเวลาสามวันเท่านั้น ประเทศเขมรก็จะต้องตกอยู่ในความยึดครองของทหารไทย ทหารไทยทุกคนล้วนแต่มีขวัญและกำลังใจเข้มแข็งกว่าทหารเขมร มีวินัยดีกว่า มีความกล้าหาญทรหดอดทนและได้รับการฝึกมาแล้วในด้านอาวุธและยุทธวิธีจนชำนิชำนาญแต่เขมรเชื่อว่าค็อมมิวนิสต์ซึ่งเป็นเจ้านายของเขมรจะต้องช่วยเขมรแน่นอนเมื่อเขมรถูกบุกเพราะเหตุนี้เขมรจึงทะนงองอาจและรัฐบาลไทยก็ต้องอดกลั้นยับยั้งชั่งใจไว้ อย่างน้อยรัฐบาลก็คิดว่าเราเป็นสมาชิกของสหประชาชาติเมื่อเขมรรุกรานเราเราก็ต้องแจ้งเรื่องไปทางนั้น"

นิกรหัวเราะก้าก

"กว่าถั่วจะสุกงาก็ไหม้กลายเป็นถั่ว เขมรมันบุกเราแล้วมันยังร้องแรกแหกกระเชอโกหกพกลมกับชาวโลกว่าเรารุกรานมัน"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ

"เรื่องมันต้องเหยียบกรามสั่งสอนเสียบ้าง ถ้าเราใช้วิธีนิ่งเฉยใจเย็นอย่างนี้ ในไม่ช้าเขมรอาจจะส่งกองทัพบุกเข้ามานับหมื่นแสนก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"ถ้ามันอยากตายก็ให้มันยกเข้ามาซี กองทัพของเราทั้งสามทัพพร้อมเสมอ"

คุณหญิงวาดพูดขัดขึ้น

"อภิปรายให้เข้าประเด็นเถอะค่ะ อย่าให้มันกระเด็นหรือกระเซ็นออกไปนอกเรื่อง จะเอายังไงล่ะคะ เข้าชื่อกันทำเรื่องราวยื่นต่อรัฐบาลขอให้รัฐบาลใช้วิธีรุนแรงกับเขมรใช่ไหมคะ"

ทุกคนนั่งนิ่งเฉย จนกระทั่งนายพลดิเรกออกความเห็นขึ้นอย่างแยบคาย

"ผมว่าพวกเราใช้วิธีเดินขบวนดีกว่า ประชาชนคนไทยทั้งชาติจะได้มีความเจ็บร้อนที่เขมรลอบกัดเราเช่นนี้ เดินขบวนแบกป้ายขอให้รัฐบาลบุกเขมรหรือตอบแทนเขมรอย่างรุนแรงที่สุด เขมรบุกเข้ามา ๑๐๐ คนเราจะบุกเขมร ๒๐๐ คน บุกเข้ามา ๕ ไมล์เราก็จะบุกเข้าไป ๑๐ ไมล์"

สี่นางและคุณหญิงวาดเห็นชอบด้วยตามความคิดเห็นของนายพลดิเรกจึงตบมือกันเกรียวกราว และต่างก็กล่าวสนับสนุนเขา

"ความคิดของหมอดีนี่คะ" นันทาพูดยิ้มๆ "เดินขบวนเป็นดีแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คัดค้านทันที

"เราทำไม่ได้อย่างเด็ดขาด ขณะนี้เรายังอยู่ในระหว่างการใช้กฎอัยการศึกทั่วประเทศ ขืนเดินขบวนก็ถูกจับเข้าคุกไปตามกัน"

ประไพมองดูหน้าบิดาของหล่อน

"จะมาจับเราได้อย่างไรคะคุณพ่อในเมื่อเราจะเดินขบวนกันภายในรั้วบ้านของเรา"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วมันจะได้ประโยชน์อะไรวะประไพ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กรุณาพูดกับเมียผมให้น่าฟังหน่อยซีครับ พูดวะพูดโว้ยไม่สุภาพเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ ท่านค่อยๆ หันมามองดูนายจอมทะเล้นอย่างเดือดดาล

"เมียแกน่ะไม่ใช่ลูกสาวของฉันหรอกหรือ"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"อ้อ--จริงครับผมลืมไปขอโทษที"

ประไพดุสามีของหล่อน

"อย่าพึ่งพูดอะไรเลยน่ากร ให้ไพพูดกับคุณพ่อก่อน" แล้วหล่อนก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ถึงแม้ว่าทางการเขาห้ามเดินขบวนแต่เราก็อาจจะชวนพรรคพวกเรามาเดินขบวนกันได้ภายในเขตบ้านของเรานี่คะคุณพ่อ ให้คุณอาหญิงเป็นหัวหน้าเรียกคนของเราสักสามสี่ร้อยคนมาเดินขบวนกันเริ่มต้นที่ประตูรั้วนอกถนนแล้วอ้อมไปทางหลังตึกย้อนกลับมาทางหน้าบ้านเราจะมีแตรวงหรือเถิดเทิงมีกระตั้งแทงเสือหรือมีหัวล้านชนกันร่วมการเดินขบวนของเราก็ได้"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ้ก

"เออ--สนุกดีแม่ไพ หัวล้านชนกันคงสนุกแน่ แต่เราจะไปหาคนหัวล้านได้ที่ไหน"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ พอสบตาคุณหญิงวาดเขาก็กล่าวขึ้น

"ก็ขอความร่วมมือในหมู่พวกเราซีครับ หามาอีกคนพอแล้ว ชนกันให้เลือกโชกไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พรวดพราดลุกขึ้นยืน

"ใครจะประชุมกันจัดการกันอย่างไรก็เชิญ ข้าพเจ้าขอถอนตัวไม่เกี่ยวไม่ข้อง"

คุณหญิงวาดยกมือไหว้ปะหลกๆ

"โถ--เจ้าคุณขา อย่าทำเป็นคนใจน้อยอย่าโกรธอย่าเคืองหน่อยเลยค่ะ ดิฉันไม่มีเจตนาพูดพาดพิงถึงศีรษะเจ้าคุณหรอก แม่ไพแกพูดถึงเรื่องหัวล้านชนกันดิฉันก็สนับสนุนเพราะการเดินขบวนก็ต้องมีหัวโต มีเทิงบ้องกลองยาว มีแตรวงและมีอ้ายอย่างที่แม่ไพแกว่า นั่งลงเถอะค่ะ แหม--นิดๆ หน่อยๆ ไม่น่าจะโกรธเคืองเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทรุดตัวลงนั่งตามเดิม พล พัชราภรณ์ พูดสนับสนุนศาสตราจารย์ดิเรก

"ข้าพเจ้าเห็นพ้องกับหมอดิเรกเท่าที่จะให้พวกเรามีการเดินขบวนเพื่อให้รัฐบาลของเราตอบแทนเขมรอย่างสาสม และเป็นการถูกต้องอย่างยิ่งที่เราจะเดินขบวนกันในบ้านของเราซึ่งเราจะรับคนทั่วๆ ไปในจำนวนไม่เกินพันคนมาร่วมเดินขบวนกับเราในบ้านนี้"

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราว เจ้าแห้วเกิดมาเป็นตัวเป็นตนไม่เคยเป่าปาก แต่ความตื่นเต้นดีใจที่จะได้เดินขบวนทำให้เจ้าแห้วยกนิ้วชี้และนิ้วกลางทั้งสองข้างเป่าลมเต็มเหนี่ยวซึ่งเขาคิดว่าคงไม่ดัง แต่แล้วเจ้าแห้วก็ใจหายวาบเมื่อมีเสียงดังเปี๊ยวลั่นห้องโถงทำให้ทุกคนหันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว

"มานี่อ้ายแห้ว" คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น "หน็อยแน่กำแหงเป่าปากอย่างอ้ายกร มานี่ๆๆ "

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ เขาเลื่อนตัวจากบันไดคลานเข่าเข้ามาหมอบกราบคุณหญิงวาดแสดงความเคารพอย่างสูงสุดแล้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"รับประทานแล้วแต่จะโปรดเถอะครับ ผมไม่มีเจตนาจริงๆ ครับ"

คุณหญิงวาดยกฝ่ามือข้างขวาตบหน้าเจ้าแห้วดังฉาด

"ยังจะแก้ตัวอีกเรอะ ไม่เจตนายังไงวะ แกเป่าปากดังให้ลั่นบ้าน"

เจ้าแห้วสูดปากแล้วสะอื้น

"รับประทานผมเอานิ้วยัดเข้าไปในปากและเป่าจริงครับ แต่ว่ารับประทานผมเกิดมาผมไม่เคยเป่าเลยนึกว่ามันไม่ดังมันกลับดังเสียลั่น"

คุณหญิงวาดกลั้นหัวเราะไว้

"ทีหลังอย่าแสดงความทะลึ่งบ้องอย่างนี้ เดี๋ยวแม่เตะคางหักเลยพับผ่า ถอยออกไป"

เจ้าแห้วรีบคลานถอยกลับไปนั่งที่บันไดตามเดิม ต่อจากนั้น สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็ได้อภิปรายกันอย่างครึกครื้นในเรื่องการเดินขบวนเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับเขมรในขั้นแตกหักเพื่อให้พี่น้องในจังหวัดชายแดนด้านเขมรร่มเย็นเป็นสุขไม่ต้องหวาดระแวงภัย เมื่อคุณหญิงวาดตั้งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นหัวหน้าเดินขบวนคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางก็เห็นชอบด้วย

"เราจะเริ่มเดินขบวนกันเมื่อไรล่ะครับ คุณหญิง" ท่านเจ้าคุณกล่าวขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

คุณหญิงวาดนิ่งคิดสักครู่

"วันอังคารที่ ๑๐ นี่ดีไหม"

พลคัดค้านทันที

"ไม่ได้หรอกครับ คุณแม่ วันอังคารใครๆ คงไปรับคุณอาภัสราที่ท่าอากาศยานดอนเมืองหรือตามเส้นทางที่คุณอาภัสราจะผ่านมา ไม่มีใครมาร่วมขบวนกับเราหรอกครับ พวกผมก็ตั้งใจกันอยู่แล้วที่จะไปต้อนรับเธอ"

นายพลดิเรกยิ้มละไม

"ออไร๋ ออไร๋ คุณอาภัสราทำให้ฝรั่งอีกหลายล้านคนหรือทำให้คนทั่วโลกได้รู้จักสนใจกับคนไทยและประเทศไทยเป็นสุภาพสตรีอันมีเกียรติ ควรที่จะได้รับการยกย่องสรรเสริญจากคนไทยทั้งชาติ ที่ได้ครองตำแหน่งมิสยูนิเวส ไม่ใช่เพราะความสวยอย่างเดียว ซึ่งความสวยนั้นพอๆ กับรองนางงามโลกแต่กรรมการเขาประทับใจในจรรยามารยาทสมกับเป็นกุลสตรี เขาก็ตัดสินให้เป็นนางงามจักรวาล ทำชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติเราอย่างมากมายที่สุด คุณปุ๊กทั้งสวยทั้งสุภาพอ่อนหวานเด็กสาวน่าจะเอาเยี่ยงอย่างคุณปุ๊กในเรื่องกิริยามารยาท อ้า--ผมคิดว่าเราเดินขบวนกันวันเสาร์ที่ ๑๔ ดีกว่าครับ จะได้มีเวลาเตรียมตัวทัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวหน้าเดินขบวนเห็นพ้องด้วย

"เอา--เสาร์ที่ ๑๔ สิงหาคมก็ดีเหมือนกัน ขอให้พวกเราทุกคนร่วมมือร่วมใจกันในเรื่องนี้ เราจะติดต่อเชิญนักข่าวและช่างภาพหนังสือพิมพ์มาทำข่าวบันทึกภาพการเดินขบวนภายในบ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งนอกจากเราเรียกร้องให้รัฐบาลปฏิบัติต่อเขมรอย่างรุนแรงแล้ว เรายังต้องการดินแดนบางส่วนของเรากลับคืนมาด้วยเช่น เกาะกง, พระตะบอง, เสียมราษฎร์ และศรีโสภณ"

เสี่ยหงวนดีดมือแปะ

"โอ้โฮ วิเศษเลยครับ คุณอา เรื่องดินแดนของเรานี้สำคัญมาก คุณอาหัวแหลมจริงๆ "

คุณหญิงวาดหัวเราะก้ากพูดโพล่งขึ้นทันที

"หัวล้านเห็นอยู่แหงๆ บอกได้ว่าหัวแหลม"

ท่านเจ้าคุณมองดูคุณหญิงวาดอย่างเคืองๆ ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคัก

"เรากำลังปรึกษาหารือกันอย่างเป็นงานเป็นการนะครับ คุณหญิงไม่ใช่เวลาที่จะมากระเซ้าผม"

นายพลดิเรกกระซิบบอกนิกรเบาๆ ส่วนสายตามองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของเขา

"ขุนช้างยัวะแล้วโว้ย"

นิกรแหกปากหัวเราะลั่นและฟ้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"อ้ายหมอมันว่าขุนช้างยัวะครับคุณพ่อ"

ศาสตราจารย์ดิเรกโมโหจนหน้าเขียว ยกมือขวาขึ้นเขกศีรษะนิกรติดๆ กันโดยไม่นับครั้ง

"นี่แน่ะ นี่แน่ะ ช่างฟ้องดีนัก ทำเป็นเด็กนักเรียนตัวเล็กๆ ไปได้ ไอบอกว่าคุณพ่อยัวะไม่ใช่ขุนข้างยัวะโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"พ่อเชื่อแกดิเรก อ้ายกรมันใส่ร้ายแกแต่งเสริมเติมความเอาเอง" แล้วท่านก็กล่าวกับทุกๆ คนในที่ประชุม "ใครมีข้อข้องใจหรือจะซักถามอะไรอีกเกี่ยวกับการเดินขบวนก็ว่ามา"

อาเสี่ยชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"สงสัยอยู่นิดเดียวครับ"

"สงสัยอะไร" ท่านเจ้าคุณถามห้วนๆ

"การเดินขบวนของพวกเราจะไม่ทำให้พวกเรามีธุระไปติดตะรางนะครับ ผมกลัวว่าวันนั้นพอเริ่มเดินขบวนตำรวจเขาก็จะกิ๊บกั๊บพวกเราไปเท่านั้น"

"จะมาจับเราได้อย่างไร เราเดินขบวนในบ้านของเราซึ่งมีรั้วรอบขอบชิด ตามกฎหมายเราย่อมมีสิทธิที่จะทำอะไรได้ทุกอย่างภายในเคหสถานของเรา เราจะแก้ผ้าโทงๆ เดินเล่นก็ได้"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อ้ายเสี่ยมันพูดก็น่าคิดเหมือนกันครับคุณอา"

"ทำไมวะ"

พลว่า "ถึงแม้เราเดินขบวนกันในบ้าน ขบวนของเราก็จะมีแผ่นป้ายคำขวัญหรือเรียกร้องรัฐบาลให้จัดทำตามคำขอของเรา นอกจากนี้ก็จะมีการบรรเลงแตรวงเถิดเทิงกลองยาวและคงจะมีการแห่รูปหุ่นนโรดมสีหนุเหมือนอย่างที่ต่างชาติเขาเดินขบวนเผารูปหุ่นผู้นำหรือคนสำคัญฝ่ายศัตรู ผมคิดว่าผู้คนที่นอกถนนสุขุมวิทคงจะเบียดเสียดเยียดยัดกันอยู่ที่นอกรั้วบ้านเราเพื่อชมการเดินขบวนของพวกเราในวันนั้นแน่นอน ตำรวจเขาอาจจะห้ามปรามหรือจับกุมเราได้เหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"รับรองว่าถ้าเราเดินขบวนภายในรั้วบ้านเราตำรวจเขาไม่มีอำนาจอะไรที่จะมาขัดขวางห้ามปราม หรือจับกุมพวกเราหรอก แต่คงจะมาสังเกตการณ์อยู่หน้าบ้านเรา เรื่องคนดูนอกถนนเราห้ามเขาไม่ได้ ไทยมุงจีนมุงแขกมุงหรือฝรั่งมุงนั้นเป็นของธรรมดา เพียงแต่รถชนคนขาเป๋ไปนิดเดียวผู้คนก็เฮโลเข้าไปห้อมล้อมดูคนเจ็บนับร้อย เท่าที่เราเดินขบวนเราก็ต้องการให้ผู้คนเขามาดูกัน แล้วเขาจะได้โฆษณากันต่อๆ ไปทำให้คนไทยทั้งชาติมีความคิดเห็นเหมือนอย่างพวกเราคือต้องการให้รัฐบาลตอบแทนเขมรอย่างรุนแรงและเรียกร้องเอาดินแดนของเราคืนมา"

นิกรพยักพเยิดให้สี่นางและคุณหญิงวาด

"ตบมือให้พ่อตาผมหน่อยเถอะครับ ท่านพูดด้วยเหตุผลน่าฟังมาก"

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราวแต่ไม่มีเสียงเป่าปาก เสี่ยหงวนมองไปทางเจ้าแห้วแล้วยิ้มให้

"เป่าปากอีกทีซีวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยงทำหน้าเบ้ ชี้มือไปที่คุณหญิงวาดในท่าทางเกรงกลัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูมือขวาขึ้นแล้วกล่าวกับที่ประชุมว่า

"เราจะประชุมกันต่อไปในเวลาอาหารค่ำวันนี้อีกครั้งหนึ่ง ข้าพเจ้าขอปิดประชุมเพียงเท่านี้ หวังใจว่าทุกคนคงจะร่วมมือกันเต็มที่ในการเดินขบวนในวันเสาร์ที่ ๑๔ สิงหาคม"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"ปิดประชุมได้ แอ่นแอ๊น..."

เพราะนิกรรับเป็นหัวหน้าประชาสัมพันธ์ในการเดินขบวน หนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับจึงเสนอข่าวนี้มีความสำคัญว่า คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยญาติมิตรจะจัดการเดินขบวนภายในบ้าน "พัชราภรณ์" ในวันเสาร์ที่ ๑๔ สิงหาคมนี้ โดยมีความมุ่งหมายที่จะให้รัฐบาลตอบแทนการกระทำของเขมรในชั้นรุนแรงคือใช้กำลังทหารบุกเข้าไปในดินแดนเขมรบ้างถ้าหากว่าทหารเขมรรุกรานเราอีก นอกจากนี้ขอให้รัฐบาลเรียกร้องเอาดินแดนคืน

หนังสือพิมพ์รายวันเหล่านี้ต่างสนับสนุนการเดินขบวนซึ่งจัดทำเป็นการภายในของคณะพรรคสี่สหายซึ่งมีสิทธิจะทำได้ภายในขอบเขตบ้านของตน หลังจากนั้นก็มีแจ้งความของหัวหน้าประชาสัมพันธ์คณะเดินขบวนเชิญชวนพี่น้องชาวไทยให้ไปร่วมเดินขบวนที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนสายวันที่ ๑๔ สิงหาคมแต่ควรจะนำป้ายคำขวัญไปด้วย ซึ่งแผ่นป้ายนั้นเป็นคำขอร้องรัฐบาล ไม่ใช่โฆษณาผงซักฟอก, ขายยา หรือสินค้าอื่นๆ และการแต่งกายต้องสุภาพเรียบร้อยแบบสากลปนสาเก คือผูกเนคไทแต่ไม่สวมเสื้อนอก เว้นแต่พวกกลองยาวหรือมีหน้าที่แสดงในขบวนนั้น

ในวงการต่างๆ เริ่มโจษขานกันในเรื่องนี้ คณะพรรคสี่สหาย เดินขบวนเลี่ยงกฎหมายหรือกฎอัยการศึก แต่วงการทั่วไปแม้กระทั่งวงการพนัน, บาร์และไน้ท์คลับ, สถานนวดตัวอาบน้ำ, ซ่องโสเภณี สภากาแฟหรือในกลุ่มอันธพาลจิ๊กโก๋จิ๊กกี๋ทั้งหลายล้วนแต่เห็นพ้องด้วยเท่าที่การเดินขบวนของคณะพรรคสี่สหายต้องการให้รัฐบาลปฏิบัติต่อเขมรอย่างรุนแรงและเอาดินแดนของเราที่เสียไปกลับคืนมา

อย่างไรก็ตามวงการโปลิศไม่เห็นด้วย ส่วนวงการทหารไม่สนใจเพราะใครทำผิดกฎหมายนั้นเป็นเรื่องของตำรวจไม่ใช่ทหาร แต่ถ้าเกิดสงครามหรือเกิดจลาจลทหารก็จะแสดงบทบาททันที

นายตำรวจใหญ่ได้มีการประชุมใหญ่ในเรื่องนี้ ปรึกษาหารือกันในแง่กฎหมาย ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายของกรมตำรวจให้ความเห็นว่า ถ้าเดินขบวนกันในบ้านก็ไม่ผิดกฎหมาย แต่ถ้าออกมาพ้นประตูรั้วบ้านแม้แต่ก้าวเดียวเป็นผิดแน่ ในที่สุดกรมตำรวจก็ส่ง พล ต.ท. มาโนชญ์ ศรีสาคร รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายยุทธการและปราบปรามมาพบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหายเป็นส่วนตัวเพื่อขอร้องให้เลิกล้มความคิดที่จะเดินขบวนในวันที่ ๑๔ สิงหาคมนี้

ท่านรองมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในราว ๑๗.๐๐ น. เศษ ซึ่งท่านได้โทรศัพท์มาถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก่อนแล้วเรียนให้ท่านเจ้าคุณทราบว่าอยากจะมาชมกล้วยไม้ช้างแดงของท่านเจ้าคุณที่นักเลงกล้วยไม้ลือกันนักหนาว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เลี้ยงไว้เกือบ ๕๐ ต้นและต้นหนึ่งราคาหลายพันบาท

เมื่อรถเก๋งประจำตำแหน่งของ พล ต.ท. มาโนชญ์ แล่นผ่านประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" เข้ามา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งรอคอยต้อนรับอยู่ในห้องรับแขกอันหรูหราก็รีบออกมาต้อนรับที่ระเบียงหน้าตึก

รถเก๋งคันนั้นคลานมาตามถนนคอนกรีตผ่านหน้าโรงรถและเลี้ยวขวามือตรงมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึก ส.ต.ท. ร่างใหญ่ในเครื่องแบบซึ่งเป็นคนขับรถของท่านนายพลตำรวจรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังรถให้เจ้านายของเขา

ท่านรองอธิบดีแต่งสากลสีเทาเข้มพาตัวลงมาจากรถอย่างสง่าผ่าเผย ท่านมีอายุ ๕๑ ปีแล้วแต่ยังหนุ่มแน่น มีความสามารถในราชการเป็นกำลังสำคัญในกรมตำรวจประวัติของท่านไม่เคยมีมลทินด่างพร้อยถึงกับใครๆ ให้สมญาท่านผู้นี้ว่านายพลตงฉินอดีตของท่านคือเสนาธิการมณฑลทหารบกแห่งหนึ่งแล้วย้ายมาเป็นนายตำรวจ เพราะตำรวจยุคนี้จำเป็นต้องใช้นายตำรวจที่มีความรู้ความชำนาญในการรบด้วย ซึ่งปรากฏว่าตำรวจเราได้ปฏิบัติหน้าที่แทนทหารได้อย่างดี เมื่อถูกศัตรูรุกรานหรือต้องปราบปรามโจรผู้ร้ายที่มีกำลังมากๆ เช่นโจรจีนมลายูหรือโจรกะเหรี่ยง

ฝ่ายเจ้าของบ้านและแขกผู้มีเกียรติต่างยกมือไหว้กระทำความเคารพซึ่งกันและกัน พ.อ. พลได้กล่าวเชิญ พล ต.ท. มาโนชญ์อย่างนอบน้อม

"เชิญบนตึกเลยครับท่านรอง"

รองอธิบดีเดินขึ้นบันไดตึกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสหยุดยืนทักทายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหายอย่างสนิทสนมเนื่องจากรู้จักคุ้นเคยกันมานานแล้ว โดยเฉพาะศาสตราจารย์ดิเรก ท่านรองได้ให้ความเคารพนับถือเป็นครูบาอาจารย์ของท่านคนหนึ่ง เพราะนายพลดิเรกได้ช่วยเหลือราชการตำรวจมามากต่อมากเกี่ยวกับการพิสูจน์หลักฐานโดยอาศัยความรู้ในทางวิทยาศาสตร์เข้าช่วย นอกจากนี้ยังเป็นอาจารย์พิเศษสอนนักเรียนนายร้อยตำรวจปีสุดท้าย สอนนายตำรวจที่จะก้าวขึ้นไปรับตำแหน่งสารวัตร นายตำรวจไม่น้อยที่เคยเป็นศิษย์ของศาสตราจารย์ดิเรกของเรา

"ผมตั้งใจมาหลายวันแล้วครับที่จะมาขอชมช้างแดงของใต้เท้า" ท่านนายพลตำรวจกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณอมยิ้มแบบรู้ไต๋

"ท่านรองจะมาชมช้างแดงหรือมาสังเกตการณ์ที่เราจัดเตรียมการเดินขบวนกันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้"

"ไม่ครับใต้เท้า ผมมาเยี่ยมใต้เท้าและอาจารย์กับท่านผู้การทั้งสามคนนี้เป็นส่วนตัวนะครับ"

"แฮะแอ้ อย่าหน่อยเลยน่าคุณมาโนชญ์ ผมมองดูนัยน์ตาคุณผมก็รู้นะท่านรอง ลูกเขยผมพันเอกนิกรเขาเลี้ยงกุมารทองและโหงพราย กุมารทองมันกระซิบบอกนิกรหลังจากคุณโทรศัพท์มาถึงผม มันบอกว่าคุณมาดูการเคลื่อนไหวของเราและจะมาพูดเกลี้ยกล่อมให้เราเลิกเดินขบวนถึงแม้ว่าเราจะเดินขบวนกันภายในบ้านของเราก็ตาม"

ท่านรองหน้าตื่นค่อยๆ หันมามองดู พ.อ. นิกรอย่างแปลกใจ

"ผู้การเลี้ยงผี..."

นิกรอมยิ้ม

"ก็เลี้ยงไว้นิดๆ หน่อยๆ เลี้ยงไว้ดูเล่นไม่กี่ตัวหรอกครับ ท่านรองโดยมากเป็นผีกุมารหรือผีเด็ก"

"เออแน่ะ ผมเพิ่งทราบเดี๋ยวนี้เอง วิธีเลี้ยงยากไหมครับ"

"ไม่ยากหรอกครับ"

"ผมหมายถึงอาหารการกินของมันน่ะครับ"

"อ๋อ มันกินได้ทุกอย่างครับ โอเลี้ยงโอยัวะปาท่องโก๋ ข้าวผัดก๋วยเตี๋ยวผัดแซนวิชฮ็อดด็อก ไอศกรีมเย็ลลี่ ผมรับประทานอะไรผมก็แบ่งให้มันนิดหนึ่ง แต่ถ้าของอร่อย และมีน้อยผมก็ไม่แบ่งให้มัน"

"โถ--มันก็อยากกินแย่"

"ก็ช่างมันปะไรครับท่านรอง มันเป็นผีมันไปขโมยเขากินที่ไหนก็ได้ไม่มีใครเห็นตัวมันหรอกครับ หรือถ้ามันทำให้ใครเห็นตัวมันคนนั้นก็จับไข้เลิกใช้หวีหวีผมตลอดชีวิต" แล้วนิกรก็หันมายิ้มกับพ่อตาของเขา "ผมไม่ได้ว่าอะไรคุณพ่อนะ ผมพยายามพูดให้ท่านรองเข้าใจดีแล้วว่าคนที่ไม่ต้องใช้หวีหมายความว่ากระไร"

นายพลดิเรกยื่นมือให้ พล ต.ท. มาโนชญ์สัมผัสอีกครั้งหนึ่ง

"เชิญในห้องรับแขกเถอะครับท่านรอง เรื่องช้างแดงหรือช้างดำของคุณพ่อน่ะ อย่าเสียเวลาไปดูที่เรือนต้นไม้หลังตึกเลยครับ พวกเรารู้ดีว่าท่านรองเป็นนักเล่นพระนิยมพระเครื่องและพระบูชาเท่านั้น ต้นไม้ต้นไร่นกหนูหมาแมวไม่สนใจ"

ท่านรองยิ้มเจื่อนๆ

"เดี๋ยวครับอาจารย์ ผมกำลังสนใจในเรื่องโหงพรายและกุมารทองมาก" พูดจบก็หันมาทาง พ.อ. นิกร "กุมารทองมันบอกผู้การเกี่ยวกับผมว่ายังไงอีกบ้างครับ"

นิกรขมวดคิ้วเข้าหากันและนิ่งคิด

"มันบอกว่าท่านรองไม่มีความรู้ในเรื่องกล้วยไม้หรือต้นไม้เลย ที่มานี่ก็เพื่อมาดูการเคลื่อนไหวของพวกเราเกี่ยวกับการเดินขบวน และทางกรมตำรวจมอบหมายให้ท่านรองมาเจรจากับเราอย่างกันเองหรือส่วนตัวเพื่อขอให้เลิกล้มการเดินขบวน"

"เท่านั้นหรือครับ"

"ยังครับ มันบอกผมด้วยว่าเมื่อสองสามวันท่านรองได้อนุคนหนึ่งพาไปเช่าบ้านอยู่ในทุ่งมหาเมฆ"

ท่านรองอธิบดีกลืนน้ำลายติดๆ กันสองสามครั้ง

"กุมารทองหรือโหงพรายของผู้การสอดรู้สอดเห็นมากเกินไปเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ก็มันจริงหรือเปล่าล่ะครับ"

ท่านนายพลตำรวจพยักหน้าช้าๆ

"เมื่อมีพยานหลักฐานยืนยันอย่างนี้ผมก็ต้องรับสารภาพแต่ถ้ากุมารทองหรือโหงพรายทำผิดกฎหมายในคดีอาญาเมื่อไรละก้ออย่าว่าผมร้ายนะครับ ผมจะสั่งตำรวจห้ามเยี่ยมห้ามประกันอย่างเด็ดขาด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พาท่านรองอธิบดีเข้าไปในห้องรับแขกซึ่งเจ้าแห้วยืนคอยรับใช้อยู่ทางประตูห้องที่ติดกับห้องโถงสี่สหายได้นั่งรวมกันบนโซฟาขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง ท่านนายพลตำรวจกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งบนโซฟาอีกตัวหนึ่ง เจ้าแห้วรีบออกไปทางห้องโถง สักครู่ก็พาสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาพร้อมเบียร์แช่เย็นถ้วยแก้วและจานใส่กับแกล้มซึ่งจัดเตรียมไว้รับรอง พล ต.ท. มาโนชญ์

การสนทนาเป็นไปอย่างกันเอง ท่านรองรู้สึกเกรงใจและอึดอัดใจมากที่ท่านจะต้องพูดเกลี้ยกล่อมคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อท่านได้ดื่มเบียร์แก้วแรกแล้วท่านก็เริ่มต้นพูดถึงวัตถุประสงค์ของท่าน

"ใต้เท้าครับ ผมยอมรับว่าที่ผมมาเยี่ยมใต้เท้ากับอาจารย์ดิเรกและผู้การทั้งสามคนในวันนี้ ผมไม่ได้มาขอชมช้างแดงตามที่โทรศัพท์เรียนมาหรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"นั่นน่ะซี คุณมาพูดขอร้องเราให้เลิกเดินขบวนใช่ไหมล่ะครับ"

"ครับ พวกเราทุกคนเป็นทหารก็ขอพูดกันเปิดอกแบบทหารเผยครับ ขณะนี้ผมโอนจากทหารมาเป็นนายตำรวจซึ่งเป็นผู้รักษากฎหมายบำบัดทุกข์บำรุงสุขประชาชนเท่าที่ใต้เท้าและผู้การจะจัดเดินขบวนกันในบ้าน "พัชราภรณ์" วันเสาร์นี้อันเป็นข่าวครึกโครมในหน้าหนังสือพิมพ์ และประชาชนกำลังโจษจันกันผมเห็นว่าอาจจะเป็นเรื่องยุ่งยากและทำให้ประชาชนเดินขบวนกันไปตามถนนเพื่อขอให้รัฐบาลตอบแทนเขมรอย่างรุนแรงและเรียกร้องเอาดินแดนของเรากลับคืนมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เราไม่ได้ยุยงส่งเสริมใครให้เดินขบวนตามถนนนี่ครับ ท่านรอง อย่างนั้นมันผิดกฎหมาย ใครขืนเดินขบวนตามถนนก็จะถูกตำรวจจับกุมปราบปราม พวกเราเดินกันในบ้านและเดินกันอย่างมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย"

"ถึงเช่นนั้นก็ไม่น่าจะทำครับ" แล้วท่านรองก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ผู้การคิดและตรองดูให้ดีเถอะครับ ผมใคร่วิงวอนขอร้องให้เลิกล้มการเดินขบวนนี้เสีย"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น เลือดรักชาติเดือดปุ๊ดๆ และซาบซ่านไปทั่วตัว น้ำตาแห่งความรักชาติไหลเอ่อล้นออกมานอกเบ้าตาทั้งสองข้าง เสี่ยหงวนมองดูหน้าท่านรองด้วยความน้อยใจแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสะอื้น

"ท่านรองเป็นคนไทยคนหนึ่ง อย่าคิดว่าท่านรองเป็นรองอธิบดีตำรวจเลยนะครับ ท่านรองกรุณาบอกผมซิว่าท่านรองมีความรู้สึกอย่างไรบ้างเท่าที่เขมรใช้กำลังทหารรุกรานเราที่ตราดและจันทบุรี ท่านรองรู้สึกโกรธแค้นไม่ใช่หรือครับ"

"แน่นอนครับ ในฐานะที่ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งผมก็ต้องโกรธแค้น"

"ก็แล้วทำไมท่านรองมาขอร้องให้พวกเราเลิกล้มการเดินขบวนอันเป็นการแสดงออกซึ่งความรักประเทศชาติของพวกเรา หรือท่านรองเป็นค็อมมิวนิสต์"

"อ้าว" ท่านรองเอ็ดตะโร "ไหงมาว่าผมอย่างนี้"

เสี่ยหงวนร้องไห้สะอึกสะอื้นแล้วตีอกชกหัวตัวเอง

"ผมเสียใจนักที่ท่านรองไม่สนับสนุนเรา มีคนไทยที่รักชาติส่งจดหมายมาสนับสนุนชมเชยเราวันหนึ่งๆ ตั้งหลายร้อยฉบับ นอกจากนี้ยังมีคนโทรศัพท์มาที่นี่ตลอดวัน ล้วนแต่สนับสนุนเราทั้งนั้น ท่านรองคิดดูซีครับ เขมรมันหยามน้ำหน้าเราขนาดไหนที่ส่งทหารบุกเข้ามายิงตำรวจเรา บางทีก็เอาเรือรบเข้ามาแล่นในน่านน้ำรับเรือประมง และชาวประมงไปกักขังทรมานต่างๆ นานา อย่างนี้จะไม่ให้ผมแค้นใจหรือครับ ผมเป็นคนไทยเป็นเจ้าของประเทศคนหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเสี่ยหงวนอย่างขบขัน

"ก็ไม่ใช่เรื่องตลกที่น่าหัวเราะนี่หว่า"

เสี่ยหงวนทำปากแบะแล้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"มาว่าเค้าหัวเราะ เค้าร้องไห้ต่างหากล่ะ ฮือ ฮือ ทหารไทยมีตั้งล้านสองล้านบุกเขมรวันเดียวก็เตียนโล่งเป็นหน้ากลอง"

ท่านเจ้าคุณหยุดยิ้มทันที

"อ้าว เดี๋ยวก็เจ็บตัวเท่านั้นเอง กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นยังทะลึ่งอีก"

นิกรยกมือขวาตบบ่ากิมหงวนเพื่อนเกลอของเขา

"กันรู้ดีว่าความเจ็บใจและแค้นใจทำให้แกต้องเสียน้ำตาและน้ำลายกันก็กลั้นน้ำตาไม่ไหวเหมือนกัน แกดูซี นัยน์ตาข้างขวาของกันน้ำตาไหลพรากออกมาแล้ว อีกสักครู่นัยน์ตาข้างซ้ายก็คงจะมีน้ำตาไหลออกมาเช่นเดียวกัน ต่อจากนั้นขี้มูกก็จะย้อยออกมาทีละข้างแสดงถึงความเจ็บช้ำน้ำใจของกัน" พูดจบนิกรก็ร้องไห้บ้าง

ท่านนายพลตำรวจมองดูหน้าพลแล้วกล่าวถามด้วยความแปลกใจ

"ผู้การนิกรกับผู้การกิมหงวนสบายดีหรือครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"วันนี้รู้สึกว่าอากาศร้อนจัดหน่อยครับเพราะอ้าวฝนแต่ว่าท่านรองอย่าไปสนใจเลยครับ ดื่มเบียร์เถอะครับ คุณอาท่านรินให้ท่านรองอีกแล้ว"

ภายในห้องรับแขกมีเสียงสะอื้นของนิกรกับเสี่ยหงวนดังอี๊ดๆ ตลอดเวลา ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับ พล ต.ท. มาโนชญ์อย่างเป็นงานเป็นการว่า

"เราจำเป็นต้องเดินขบวนครับท่านรองเพื่อขอให้รัฐบาลจัดการกับเขมรอย่างรุนแรงถ้าเขมรส่งทหารเข้ามารุกรานเราอีก แล้วก็เราต้องการดินแดนของเรากลับคืนมาด้วยพฤติการณ์ของเขมรทำให้ผมและพวกเราเคียดแค้นชิงชังมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เราต้องตอบแทนเขมรให้รู้สำนึก ถ้ามันรุกรานเรา เราก็ต้องรุกรานตอบแทนมันทันที เมื่อเขมรทำกับเราได้เราก็ทำกับมันได้เช่นเดียวกัน ผมว่าอย่างนี้แหละคุณมาโนชญ์ ส่วนดินแดนที่เสียไปนั้น เมื่อมันเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรไทยมันก็ต้องกลับมาเป็นของเรา ผมเชื่อว่าท่านรองก็มีความรักประเทศชาติเช่นเดียวกับคนไทยทุกคน"

พลว่า "อย่าห้ามปรามหรือขัดขวางเราเลยครับ เราได้ทุ่มเงินไปมากแล้วเกี่ยวกับการเดินขบวนในครั้งนี้ เสี่ยหงวนเขาให้แสนบาทเป็นค่าเลี้ยงดูพวกที่จะมาเดินขบวนกับเรา ผมกับนิกรและดิเรกกับคุณอาให้คนละหมื่นบาท เราทำเพื่อชาติไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง"

รองอธิบดีถอนใจลึกๆ

"ถ้าเช่นนั้น ผมยินดีบริจาคเงินสมทบทุนเดินขบวนอีกหมื่นบาทและพรุ่งนี้ผมจะให้นายตำรวจเอาเงินสดมาให้นะครับ"

สี่สหายกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลงไปตามกัน นิกรกับกิมหงวนหยุดร้องไห้แล้ว ต่างมีสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสมองดูท่านนายพลตำรวจอย่างชื่นชม

"ท่านรองครับ" อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น "หมายความว่าท่านรองสนับสนุนพวกเรา...."

"ครับ ผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่มีความรักประเทศชาติของผมเหมือนกัน เอาเลยครับผู้การ เดินขบวนก็เดินแต่ต้องเดินในเขตบ้านนี้ผมสนับสนุนเต็มที่"

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขาด้วยความดีใจ

"พวกเราตบมือให้เกียรติท่านรองหน่อย"

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้องรับแขก ท่านรองประนมมือไว้ระหว่างอกและยิ้มให้ทุกๆ คน นิกรว่า

"ผมและพวก เราขอสาบานว่า เราจะไม่โทรศัพท์ หรือแจ้งข่าวให้คุณนายของท่านรองทราบเป็นอันขาดว่าท่านรองเช่าบ้านให้อนุอยู่ข้างวิทยาลัยเท็คนิคทุ่งมหาเมฆ รับรองด้วยเกียรติของเราครับ"

พล ต.ท. มาโนชญ์ยิ้มแห้งๆ

"ขอบคุณครับ ถ้าเมียผมรู้เข้าละก้อยิ่งกว่าเขมรบุกเรา ๕ กองพลอีกนะครับ ผมแหลกแน่ เมียผมเขาหึงบัดซบไปเลยเพียงแต่ผมมองดูเด็กสาวๆ เขาก็ยัวะแล้ว เขาเคยคิดที่จะซื้อบังตาสำหรับปิดตาม้ามาใส่หน้าผม เพื่อให้ผมมองเห็นแต่ข้างหน้าทางเดียว ไม่ให้มองเห็นข้างๆ แต่ผมไม่ยอมเพราะมันเสียบุคลิกภาพของผม ผมเป็นนายพลแทนที่จะสวมแว่นแม็คอาเธ่อร์กลับสวมบังหน้าม้าลากรถตำรวจที่ไหนจะยอมคำนับผม"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับแขก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขอร้องให้ท่านรองดื่มเบียร์และกินกับแกล้มอีก การสนทนาเป็นไปอย่างกันเอง เมื่อเจ้าแห้วนำกับแกล้มเข้ามาเสิฟเพิ่มเติม พลก็กล่าวถามเจ้าแห้วเบาๆ

"คุณแม่อยู่ข้างบนหรือ"

"ครับ"

"แกขึ้นไปเรียนท่านหน่อยซีว่าท่านรองอธิบดีตำรวจมาให้ท่านลงมาคุยกับท่านรองบ้าง"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานคุณหญิงกับคุณผู้หญิงกำลังเล่นไพ่กันนี่ครับ"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "พูดออกมาได้ท่านรองนั่งอยู่นั่นเห็นไหม"

พล ต.ท. มาโนชญ์หัวเราะ

"ผมไม่จับหรอกครับผู้การนิกร ทราบมานานแล้วว่าคุณหญิงท่านชอบเล่นไพ่ แต่ก็เล่นสนุกๆ กับพวกลูกหลานไปยังงั้นเอง เล่นแล้วใครเลิกก็ไม่ได้"

พล ต.ท. มาโนชญ์ ได้สนทนากับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประมาณครึ่งชั่วโมงเศษท่านก็ลากลับ ทุกคนออกไปส่งท่านที่หน้าตึก ก่อนจะจากกันท่านรองได้กล่าวว่า ท่านยินดีสนับสนุนการเดินขบวนภายในบ้านอย่างเต็มที่ และเตือนให้ระวังอย่าให้ขบวนออกไปพ้นประตูรั้วบ้านเพราะตำรวจที่ถูกส่งมาสังเกตการณ์จะจับกุมทันที

เหลือเวลาอีกวันเดียวเท่านั้น ก็จะถึงวันนัดหมายเดินขบวน

วันนั้นตรงกับวันศุกร์ที่ ๑๓ สิงหาคม คณะพรรคสี่สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหยุดงานธุรกิจการค้าช่วยกันเตรียมงานเดินขบวนในวันรุ่งขึ้น ช่างเขียนหลายคนถูกจ้างมาเขียนป้ายคำขวัญต่างๆ ซึ่งแผ่นป้ายหลายแผ่นเป็นป้ายกรอบไม้ขึงผ้าดิบตอกตะปูและเขียนด้วยสีโปสเตอร์ด้วยฝีมือประณีต

กรมตำรวจได้รายงานด่วน และลับเฉพาะไปยังผู้บัญชาการสูงสุด ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เรียนให้ทราบว่าตามที่มีข่าวยืนยันว่า พล อ. พระยาปัจจนึกพินาศ พร้อมด้วย ศาสตราจารย์ พล.ท. ดิเรก ณรงฤทธิ์ พ.อ. พล พัชราภรณ์ พ.อ. นิกร การุณวงศ์ และ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ จะจัดการเดินขบวนเรียกร้องดินแดนและขอให้รัฐบาลจัดการกับเขมรอย่างรุนแรงนั้นกรมตำรวจได้มอบให้ พล ต.ท. มาโนชญ์ ศรีสาคร รองอธิบดีฝ่ายยุทธการและปราบปรามของกรมตำรวจรุดไปพบกับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่บ้าน "พัชราภรณ์" เป็นส่วนตัวขอร้องให้เลิกล้มการ เดินขบวน นี้เสียด้วย เกรงว่าจะเป็นเรื่องลุกลามทำให้ประชาชนคบคิดกันเดินขบวนไปตามถนน แต่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนกรานที่จะเดินขบวนภายในบ้าน "พัชราภรณ์" ให้ได้ กรมตำรวจจึงเรียนให้ผู้บัญชาการทหารสูงสุดทราบเพื่อขอให้ท่านออกคำสั่งยับยั้งการเดินขบวนนี้เพราะคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นนายทหารที่ขึ้นตรงต่อกองบัญชาการทหารสูงสุด

เย็นวันนั้นเอง

พล อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ ท่านนายพลอาวุโสรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการก็มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๖.๓๐ น. โดยไม่ได้บอกล่วงหน้าให้คณะพรรคสี่สหายรู้ตัว แต่ท่านรองก็เคยมาที่นี่บ่อยๆ ทั้งส่วนตัวและทางราชการโดยมากมาสนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในฐานที่ท่านมีความเคารพรักท่านเจ้าคุณมานานแล้ว

ตามเวลาที่กล่าวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นอนพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้นอนในห้องสมุดตามลำพัง เมื่อสาวใช้เข้ามาเรียนให้ทราบว่า พล อ. วิชิตมาหาท่านเจ้าคุณก็ผลุนผลันลุกขึ้นรีบออกมาที่ห้องรับแขกซึ่งสาวใช้รายงานว่า ท่านนายพลอาวุโสรอคอยอยู่ในห้องรับแขกแล้ว

พล อ. วิชิต นั่งอยู่บนเก้าอี้นวมริมหน้าต่างห้อง ท่านแต่งเครื่องแบบปรกติกากีแกมเขียวคอแบะผูกเน็คไท ดาวสี่ดวงซึ่งมีมงกุฎครอบและมีช่อชัยพฤกษ์บนอินทรธนูทั้งสองข้างทำให้ท่านสง่าและภาคภูมิไม่น้อย

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาในห้องรับแขกท่านเจ้าคุณกับท่านนายพลอาวุโสต่างก็ยกมือไหว้ซึ่งกันและกันพร้อมๆ กัน

"สวัสดีครับใต้เท้า"

"สวัสดีครับท่านรอง ไหงมาเงียบๆ อย่างนี้ล่ะครับ ไม่บอกข่าวให้เราทราบล่วงหน้าจะได้เตรียมการต้อนรับ" พูดจบก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมใกล้ๆ กัน

"ไม่จำเป็นหรอกครับ ผมมาเป็นส่วนตัวและมาอย่างกันเอง คิดถึงใต้เท้าก็เลยมาเยี่ยม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"คิดถึงผมหรือว่ามาขอร้องเราให้เลิกล้มเดินขบวนพรุ่งนี้"

"ไม่เกี่ยวกับเรื่อง เดินขบวนขะแบนอะไรนี่ครับ ผมเรียนใต้เท้าแล้วว่าผมมาเยี่ยมเป็นส่วนตัว"

"จะส่วนตัวหรือทางการท่านรองก็เป็นผู้บังคับบัญชาของเรา ซึ่งทหารนั้นจะต้องอยู่ในระเบียบวินัยอยู่ในคำสั่งของผู้บังคับบัญชาตลอดเวลา คำว่านอกเวลางานไม่มีสำหรับทหารนี่ครับ"

ท่านรองยิ้มแห้งๆ และพูดกลบเกลื่อนด้วยความเกรงใจ

"ใต้เท้าคิดมากไปเองครับ ผมตั้งใจจะมาดูช้างแดงของใต้เท้าน่ะครับ"

"ช้างแดงอีกแล้ว พลตำรวจโทมาโนชญ์มาที่นี่ก็มาดูช้างแดงทั้งๆ ที่ไม่เคยเล่นกล้วยไม้และไม่สนใจ ท่านรองก็เหมือนกัน ชอบเลี้ยงนกเขาและนกหงส์หยกกลับมาคุยเรื่องกล้วยไม้กับผม ช้างแดงเป็นยังไงท่านรองทราบหรือครับ"

พล อ. วิชิต ฝืนหัวเราะ

"ดอกมันก็เหมือนช้างน่ะซีครับใต้เท้า สีแดงๆ เป็นพุ่มคล้ายตัวช้างมีงวงมีงาพร้อม"

"ว้า ยังงั้นมันต้นไม้ดัดครับไม่ใช่กล้วยไม้ ช้างแดงน่ะดอกมันก็เป็นดอกกล้วยไม้ไทยแต่สีมันแดงครับ""งั้นหรือครับ อ้อ--ผมนึกออกแล้ว หลานชายผมซื้อมาจากตลาดนัดสนามหลวงออกดอกช่อใหญ่ๆ สองช่อ ดูเหมือนกระเช้าละ ๓๐ บาทหรือยังไงผมก็ลืมไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เข็มแสดหรือช้างแดงครับท่านรอง ช้างแดงน่ะเขาขายกันใบละ ๑๐๐ บาทนะครับ ถ้าต้นหนึ่งมี ๑๐ ใบ ก็ ๑,๐๐๐ บาท"

"โอ้โฮ ผมยอมรับว่าผมไม่มีความรู้เลยครับในเรื่องนี้"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"แต่ท่านรองบอกผมว่าจะมาชมช้างแดงของผม"

"ผมก็พูดตามแบบคุณมาโนชญ์แหละครับ ความจริงผมมาหาก็เพื่อจะขอร้องใต้เท้า และอาจารย์ดิเรกกับคณะให้เลิกล้มความคิดที่จะเดินขบวนในวันพรุ่งนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"แต่การ เดินขบวนของเราได้กระทำกันภายในขอบเขตคือในบ้านของเรานะครับ แล้วก็มันเป็นการแสดงออกซึ่งความรักประเทศชาติของเราด้วย คุณก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ผมเชื่อว่าคุณมีความรักประเทศชาติอย่างมากมายเช่นเดียวกับคนไทยทั้งหลาย เขมรทำกับเราอย่างทะนงองอาจเหยียดหยามดูหมิ่นเราขนาดที่ใช้กำลังทหารบุกเข้ามายิงตำรวจไทยและคนไทยท่านรองเคยเล่าให้ผมฟังว่าหลานสาวของคุณหญิงท่านรองซึ่งเป็นญาติห่างๆ กันมีภูมิลำเนาอยู่ชายแดนจังหวัดตราดถูกทหารเขมรยิงตายอย่างทารุณ คนไทยถูกฆ่าตายด้วยความโหดเหี้ยม ถ้ารัฐบาลของเราไม่จัดการกับเขมรอย่างรุนแรงแล้วเขมรก็จะเหยียบจมูกเราด้วย การกระทำเช่นนี้เรื่อยไป มันถึงเวลาแล้วที่เราจะใช้กำลังรบ เขมรจะได้เข็ดขยาด พวกเราคิดเดินขบวนก็เพราะความเจ็บใจและอยากจะได้ดินแดนคืนด้วย"

พล อ. วิชิตพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นตกลงครับใต้เท้า ผมสนับสนุนเต็มที่ ฟังใต้เท้าพูดแล้วผมชักยัวะขึ้นมาทันที ถูกละครับ เราต้องใช้กำลังทหารตอบแทนเขมรถ้าหากว่ามันบุกรุกเข้ามาอีก แล้วก็คนไทยควรจะได้ดินแดนของเรากลับคืนมา เอาเลยครับใต้เท้า เดินขบวนกันให้เต็มที่ ถ้าตำรวจจับผมประกันเองแล้วก็ผมขอบริจาคเงินหมื่นบาทเป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเดินขบวนนี้ ผมกลับไปบ้านผมจะให้คนรถเอาเงินมาให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือให้นายพลอาวุโสจับ ท่านทั้งสองบีบมือกันแน่น

"ผมปลื้มใจมากที่คุณสนับสนุนเรา"

ท่านรองยิ้มให้

"ตอนแรกผมก็ตั้งใจมาคัดค้านหาทางมาขัดขวางห้ามปรามอย่างละมุนละม่อมแต่เมื่อคิดว่าผมเป็นคนไทยคนหนึ่งไม่ใช่รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดผมก็ต้องสนับสนุนใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณยิ้มละไม

"ขอบคุณมากครับท่านรอง อ้า--เชิญไปที่ศาลาพักร้อนทางหลังตึกเถอะครับ ผมจะให้คุณชมโปสเตอร์คำขวัญและหุ่นนโรดมสีหนุที่เราจะแห่รอบๆ บ้านตอนสายวันพรุ่งนี้"

ท่านนายพลอาวุโสลืมตาโพลง

"มีการเผาหุ่นด้วยหรือครับ"

"ครับ ตามแบบประเทศใกล้เคียงของเราที่เขาเผาหุ่นผู้นำหรือคนสำคัญฝ่ายศัตรูเป็นการตัดไม้ข่มนาม หรือแช่งชักหักกระดูกให้มีอันเป็นไปตามคำสาปแช่งของพวกเรา อ้อ--สาวใช้เอาวิสกี้โซดามาเสิฟแล้ว ดื่มเสียก่อนนะครับแล้วผมจะพาไปดูเจ้าสี่คนนั่น วันนี้เขาเคร่งเครียดกับการเตรียมงานมาตั้งแต่เช้าแล้วมีคนมาช่วยหลายคน"

สาวใช้เดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าวางถาดเงินบรรจุแก้ววิสกี้โซดารวม ๒ แก้ว แล้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบแก้วน้ำสีเหลืองอ่อนส่งให้รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดหนึ่งแก้ว ท่านทั้งสองต่างดื่มวิสกี้บางๆ ซึ่งผสมโซดาเย็นเจี๊ยบคนละครึ่งแก้ว ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณก็ชวน พล อ. วิชิตลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับแขก

ที่ศาลาพักร้อนหลังบ้านหรือศาลาไทยหลังนั้น

คณะพรรคสี่สหายของเราและเจ้าแห้วกำลังช่วยกันทำงานโดยแบ่งแยกหน้าที่กัน ช่างเขียนที่จ้างมาเขียนป้ายกลับไปบ้านเมื่อสักครู่ใหญ่ๆ นี้ ขณะนี้พลกำลังเขียนแผ่นป้ายเพิ่มเติมอีกสองสามแผ่น นิกร, กิมหงวน และนายพลดิเรกช่วยกันทาสีหุ่นกงเต๊กซึ่งมีขนาดเท่าคนจริงๆ และสมมติว่าเป็นสีหนุผู้นำเขมรผู้ออกคำสั่งให้ทหารเขมรรุกรานเราและเป็นผู้ก่อกวนความสงบสุขให้แก่คนไทยและชาติไทยนานมาแล้วด้วยความเป็นพาลสันดานชั่วผิดวิสัยของคนที่เป็นเจ้านายและมีอำนาจราชศักดิ์

เมื่อ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาท่านรองขึ้นมาบนศาลาไทยเสี่ยหงวนก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ตร๊ง"

ถึงแม้แต่งกายพลเรือน เมื่ออาเสี่ยร้องตะโกนขึ้น เช่นนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วต่างก็ยืนตรงทันที ทุกคนนอกจากเจ้าแห้วก้มศีรษะโค้งคำนับท่านายพลอาวุโส พล อ. วิชิตปราดเข้ามาสัมผัสมือกับนายพลดิเรกเป็นคนแรก แล้วก็จับมือกับสามเกลอของเราด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต

"ท่านรองมานานแล้วหรือครับ" ศาสตราจารย์ดิเรกถามยิ้มๆ

"เพิ่งมาเมื่อสักครู่นี้เองแหละครับอาจารย์ อ้า--อาจารย์ไว้หนวดเมื่อไรผมไม่ยักทราบ หนวดแบบชาลีแช็ปปลินเช่นนี้เข้าทีดีเหมือนกัน"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยงแล้วหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"ทะลึ่งมาเขียนหนวดเล่นได้ นึกว่าพู่กันเปล่าๆ ไม่ได้จิ้มสีเล่นทะลึ่งแบบนี้น่าเตะมาก ฉันเป็นศาสตราจารย์เป็นด๊อคเต้อรและเป็นพลโทไว้หนวดแบบแช็ปปลินมีอย่างที่ไหนวะ" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดออก

หนวดข้างซ้ายออกไปแล้วแต่หนวดข้างขวาไม่ยอมออก เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเขยใหญ่ของท่านอย่างขบขัน

"เช็ดออกให้หมดซีโว้ย ข้างขวายังอยู่อีกครึ่งหนึ่ง ทำให้หน้าตาของแกเหมือนกระต่ายขูดมะพร้าวไม่มีผิด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นศาลาพักร้อน นายพลดิเรกบ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษ และพยายามเช็ดถูสีโปสเตอร์เหนือริมฝีปากบนข้างขวาออกจนหมด พ.อ. พลกล่าวกับท่านรองอย่างนอบน้อม

"ท่านรองมาห้ามพวกเราไม่ให้เดินขบวนในวันพรุ่งนี้ใช่ไหมครับ"

"ครับ ทีแรกก็ตั้งใจอย่างนั้น แต่เมื่อเจ้าคุณท่านชี้แจงแสดงเหตุผลให้ฟัง ถึงความกำแหงของเขมรที่เหยียดหยามดูหมิ่นเราใช้กำลังทหารรุกรานเรา ผมก็ยินดีสนับสนุนพวกคุณให้เดินขบวนในบ้านนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ท่านรองบริจาคเงินสมทบทุนเดินขบวนหมื่นบาทโว้ย ค่ำๆ ท่านจะใช้ให้ทหารคนรถเอาเงินมาให้เรา"

นิกรยิ้มแป้น

"วิเศษเลยครับ เป็นอันว่าการเดินของพวกเราได้รับความสนับสนุนจากท่านผู้ใหญ่สองท่านแล้วคือรองอธิบดีตำรวจฝ่ายยุทธการและรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการ พรุ่งนี้ท่านรองกรุณามาเดินขบวนกับเราด้วยซีครับ ผมจะให้ท่านรองแบกป้ายคำขวัญที่ว่า "แผ่นดินไทยต้องเป็นของไทย"

ท่านนายพลอาวุโสทำหน้าชอบกล

"อย่าเลยคุณนิกร ให้ผมเสมอนอกดีกว่า ผมยังไม่แน่ใจว่าตำรวจเขาจะจับกุมพวกคุณหรือไม่ แต่ถ้าพวกคุณและท่านเจ้าคุณถูกจับผมจะวิ่งเต้นประกันให้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถ้าติดคุกก็กรุณาช่วยส่งปิ่นโตด้วยนะครับ เรื่องคุกตะราง ถ้าติดเพราะความรักประเทศชาติผมถือว่าเป็นเรื่องเล็กอยู่นอกคุกมานานแล้วย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกบ้างก็ดีเหมือนกัน"

พล อ. วิชิตหัวเราะเบาๆ แล้วเดินไปที่แผ่นป้ายหลายแผ่นที่วางพิงไว้กับราวลูกกรงริมศาลาพักร้อน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างติดตามมาด้วย

"อ๊ะ ไม่เลวนี่ครับ" พล อ. วิชิต กล่าวกับสี่สหาย "เขียนตัวหนังสือได้ชัดเจนสวยงามมาก"

อาเสี่ยยิ้มให้ท่านรอง

"เราจ้างเขาเขียนครับ ที่เขียนกันเองก็มี ทุกแผ่นเป็นระเบียบเรียบร้อย ใช้ตัวหนังสือแบบเดียวกันครับเรียกว่า หยิบก็ง่ายหายก็รู้ ดูก็งามตาใช้สำนวนที่ใครอ่านแล้วเข้าใจ ไม่ต้องเสียเวลาแปล"

นิกรหยิบให้ดูทีละแผ่นแล้วเลื่อนไปพิงไว้ข้างๆ ป้ายเหล่านี้ติดไม้ระแนงสำหรับใช้แบกเดินขบวนเรียบร้อยแล้ว แต่ละป้ายมีคำขวัญแตกต่างกัน อาเสี่ยเป็นคนอ่านดังๆ นับตั้งแต่แผ่นแรก

"เหยียบเขมรให้ราบ หนามยอกเอาหนามบ่ง การตั้งรับหรือคุมเชิงไม่ทำให้เขมรเข็ดขยาด....พี่น้องทหารไทยเอามัน แผ่นดินไทยต้องเป็นของไทย เอาเลือดเนื้อแลกแผ่นดินไทยมาให้ได้ ถ้าเขมรบุกเราต้องรุกถึงพนมเป็ญ พระตะบองเสียมราษฎร์ ศรีโสภณ คืออาณาจักรไทย....เกาะกงต้องเป็นของเรา....บกเรืออากาศบุกเขมร ปราบขุนช้างผู้ทะนง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ

"เดี๋ยวๆๆๆ อย่าเพิ่งปิดทับป้ายแผ่นนั้น ฉันอยากจะรู้ว่าสุนัขตัวไหนเป็นคนเขียนป้ายแผ่นนี้"

นิกรชูมือขวาขึ้นแล้วพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ผมเองครับ"

ท่านเจ้าคุณโกรธตัวสั่นก้มลงหยิบไม้ระแนงท่อนหนึ่งยาวประมาณหนึ่งเมตรปรี่เข้ามาจะฟาดกบาลนิกรแต่ พล อ. วิชิตห้ามปรามคว้าข้อมือไว้

"ขอทีครับใต้เท้า มีอะไรค่อยๆ พูดกันด้วยสันติวิธีดีกว่า คุณนิกรก็ไม่ใช่คนอื่น ลูกเขยของใต้เท้าแท้ๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด นัยน์ตาวาวโรจน์ผิดปรกติ

"ก็มันเขียนป้ายล้อผม"

ท่านรองหันมาทางนิกร

"คุณเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่น่าจะทำอย่างนี้เลย"

"โธ่--ท่านรองครับ ผมสาบานให้ก็ได้ว่าผมไม่มีเจตนาที่จะล้อเลียนคุณพ่อเลย นี่กลายเป็นว่าผมทำคุณบูชาโทษไปแล้ว ขุนช้างน่ะผมหมายถึงสีหนุซึ่งศีรษะล้านเลี่ยนเป็นมันแผล็บแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนลั่น

"ใครบอกมึงล่ะ"

"อ้ายหงวนมันบอกผมนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณหันขวับไปทางอาเสี่ย

"แกรู้ได้อย่างไรว่าสีหนุหัวล้าน"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ผมเจอะเจ๊หนอมที่ประตูน้ำเมื่อสองวันสามวันนี่เองแหละครับ เขาบอกว่าเขาพาเด็กๆ ของเขาหลายคนไปหากินที่พนมเป็ญอยู่ปีกว่าด้วยวิธีเอาเงินยัดด่านตรวจคนเข้าเมืองเขมรและตำรวจเขมรแล้วไปเช่าบ้านตั้งซ่องอยู่ที่นั่น เจ๊หนอมว่าเคยเห็นสีหนุบ่อยๆ รูปร่างค่อนข้างอ้วนศีรษะล้านเป็นมันแผล็บชอบใส่หมวกตลอดเวลา"

"โกหก" เจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น "ฉันว่าแกกุเรื่องขึ้น นังหนอมน่ะไปหากินอยู่ที่หาดใหญ่นานมาแล้ว"

"เอ" อาเสี่ยคราง "ถ้ายังงั้นผมก็โกหกแบบหน้าตายน่ะซีครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ท่านรองยิ้มให้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ และแย่งไม้ระแนงมาโยนทิ้งไป ต่อจากนั้นท่านก็เดินไปดูรูปหุ่นสีหนุซึ่งเสี่ยหงวนว่าจ้างช่างทำกงเต๊กแถววัดไตรมิตรทำให้ในราคาค่อนข้างแพง มีส่วนสัดหน้าตาละม้ายเหมือนสีหนุ พล อ. วิชิตมองดูรูปหุ่นที่ยืนตระหง่านบนแท่นกระดาษด้วยความพอใจ

"ช่างเขาสร้างได้ดีพอใช้" ท่านรองพูดเปรยๆ แล้วถามนายพลดิเรก "เมื่อการเดินขบวนสิ้นสุดลงจะมีการเผารูปหุ่นนี้หรือครับ"

"ออไร๋ เราจะเผากลางสนามใหญ่หน้าตึกครับ เอาน้ำมันราดแล้วเอาไฟจุด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ใส่พริกแห้งกับเกลือลงไปในตัวหุ่นด้วยครับ เรียกว่าเผาพริกเผาเกลือพร้อมกับรูปหุ่น สีหนุอาจจะมีอันเป็นเท่งทึงไปก็ได้ หรือมิฉะนั้นก็ถูกชาวเขมรที่รักชาติไม่ยอมเป็นทาสค็อมมิวนิสต์โค่นอำนาจสีหนุลง ซึ่งเมื่อนั้นมิตรภาพระหว่างคนไทยกับเขมรก็จะสนิทแน่นแฟ้นกันเหมือนเช่นเดิม"

ท่านรองยิ้มเล็กน้อย

"ถูกละครับ ราษฎรเขมรส่วนมากไม่ได้เกลียดชังคนไทยเราเลยที่เป็นญาติกันตามชายแดนก็มีอยู่ไม่น้อย แต่สีหนุทำให้ไทยกับเขมรต้องขาดไมตรีกันชั่วระยะเวลาหนึ่งคือระหว่างที่สีหนุยังมีอำนาจอยู่ แต่อำนาจนั้นยืนยงอยู่ไม่ได้ คนที่มีอำนาจจะสูญเสียอำนาจไปในไม่ช้า และถ้าเขาใช้อำนาจในทางที่ผิด อำนาจของเขาก็จะสิ้นสุดลงอย่างรวดเร็ว อ้า--ผมขอสนับสนุนพวกคุณทุกๆ คนที่ร่วมมือกันจัดการเดินขบวนในวันพรุ่งนี้ แต่น่าเสียดายเหลือเกินที่การเดินขบวนทำได้ในเขตบ้านเท่านั้น ถ้าไม่มีการใช้กฎอัยการศึกก็คงจะเดินขบวนกันได้ทั่วกรุง"

อาเสี่ยกิมหงวนสบตากับท่านรองเขาก็กล่าวว่า

"มีอะไรที่ท่านจะกรุณาให้คำรับรองพวกเราบ้างไหมครับ"

"ไม่มีอะไรหรอกครับ แต่ผมสงสัยว่ารูปหุ่นสีหนุไหงต้องมีป้ายชื่อบอกด้วย"

"จำเป็นต้องมีครับท่านรอง" เสี่ยหงวนพูดเสียงหัวเราะแล้วมองดูหุ่นกงเต๊ก "ช่างเขาทำด้วยกระดาษครับ แล้วก็โครงของมันทำด้วยลวดและไม้ไผ่ เมื่อพวกเราช่วยกันเอาสีโปสเต้อรตกแต่งหุ่นสีหนุก็คล้ายกับหุ่นตุ๊กตาเสียกบาลมากกว่า บางทีดูๆ ก็คล้ายกับหุ่นเห้งเจียซึงหงอคงผมก็เขียนป้ายแขวนคอบอกให้รู้ว่าหุ่นนี้คือนโรดม สีหนุ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายพลอาวุโส

"เชิญไปพักผ่อนสนทนากันที่ห้องรับแขกเถอะครับ ไปดื่มเบียร์และคุยกันอีกสักครู่คุณหญิงและพวกเมียๆ ของเจ้าสี่คนนี่ก็จะกลับมาจากจ่ายของที่ย่านการค้าราชประสงค์" แล้วท่านก็หันมาพยักหน้ากับคณะพรรคสี่สหาย "พาท่านรองขึ้นไปบนตึกโว้ยอะไรที่ยังค้างอยู่คืนนี้ค่อยทำต่อ"

"เรียบร้อยหมดแล้วครับเว้นแต่หัวล้านกระดาษอีกสองอันยังไม่ได้ทำ"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องทำโว้ย บอกแล้วว่ารายการหัวล้านชนกันงด เราเดินขบวนอย่างมีระเบียบเรียบร้อยไม่ใช่แห่นาค"

เสาร์ที่ ๑๔ สิงหาคมผ่านมาถึงแล้ว

นับตั้งแต่ ๗.๓๐ น. ล่วงแล้ว ผู้ที่จะเข้าขบวนหรือร่วมในการเดินขบวนต่างย่อยๆ กันมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่งนักเดินขบวนเหล่านี้ส่วนมากเป็นคนของคณะพรรคสี่สหายของเรานั่นเอง ภายในบ้าน "พัชราภรณ์" มีผู้คนพลุกพล่านทั้งผู้หญิงและผู้ชายแต่งกายสวยงาม พวกผู้ชายแต่งสากลปนสาเกเหมือนๆ กันคือสวมกางเกงขายาว เชิ้ทแขนยาวผูกเน็คไทเงื่อนกะลาสี ส่วนสุภาพสตรีก็อยู่ในเสื้อกระโปรงสีสันต่างๆ กัน

การเดินขบวนจะได้เริ่มต้นในเวลา ๑๐.๐๐ น. ตรง ประตูรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" เปิดกว้างทั้งสองบาน รถยนต์ที่เคยจอดอยู่หน้าโรงอย่างน้อย ๒ คันถูกเก็บไว้ในโรงหมดเพราะต้องการสถานที่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวหน้าเดินขบวนต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยในการจัดตั้งรูปขบวนและติดต่อประสานงานกันระหว่างหน่วยต่างๆ

ที่นอกถนนใหญ่ริมรั้วบ้านซึ่งเป็นรั้วเหล็กโปร่งแต่ตอนล่างก่ออิฐปูนมีไทยมุงและจีนมุงคอยดูการเดินขบวนอย่างล้นหลาม ช่างภาพและผู้แทนหนังสือพิมพ์ซึ่งล้วนแต่เป็นแร้งข่าวเหยี่ยวข่าวหรือตากล้องจมูกกล้องชั้นดีได้ย่อยๆ กันมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" เพื่อทำข่าวและบันทึกภาพ ในเวลาเดียวกันโปลิศทั้งในและนอกเครื่องแบบก็ถูกส่งมาสังเกตการณ์ที่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์"

พันตำรวจเอกวัยกลางคนร่างสูงใหญ่ท่าทางภาคภูมิแต่งเครื่องแบบคนหนึ่งได้เข้ามาพบกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนายตำรวจผู้นี้เป็นญาติห่างๆ กับศาสตราจารย์ดิเรก และมีศักดิ์เป็นน้องเมื่อคิดตามลำดับญาติ เขาคือ พ.ต.อ. พิเศษนริศร์ ชนาทิพย์ ตำแหน่งรองผู้บังคับการ มีความสัมพันธ์กับพล, นิกร, กิมหงวน ตลอดจนนันทา, นวลลออ, ประไพและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง เป็นอย่างดี เคยมาเยี่ยมนายพลดิเรกกับประภาที่บ้าน "พัชราภรณ์" บ่อยๆ บางทีก็เชิญคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดไปรับประทานอาหารที่บ้านพักของเขา รองผู้บังคับการคนนี้เป็นนายตำรวจคนสำคัญคนหนึ่งของกรมตำรวจ เคยไปเรียนวิชาการตำรวจเพิ่มเติมจากอังกฤษเมื่อเขามียศเป็นนายพันตำรวจตรี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายกำลังยืนปรึกษาหารือกันอยู่ที่หน้าเรือนต้นไม้ ส่วนพวกเดินขบวนนั่งหรือยืนจับกลุ่มสนทนากันเรียงรายรอบบ้าน เมื่อท่านเจ้าคุณแลเห็น พ.ต.อ. นริศร์เดินตรงเข้ามาท่านก็ร้องขึ้นดังๆ

"เอาละโว้ย ตำรวจมารวบเราแล้ว"

พ.ต.อ. นริศร์ชิดเท้าตรงยกมือวันทยหัตถ์ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"สวัสดีครับคุณอา อ้า--สวัสดีพี่หมอพี่พลพี่กรและเฮียด้วยครับ"

เสี่ยหงวนยกมือเท้าสะเอวมองดูนายตำรวจอย่างทระนง

"ออกไปจากบ้านผมได้ หรือถ้าคุณมาจับเราก็แสดงหมายจับให้ดูก่อน และอย่างน้อยเราจะต้องตรวจดูลายเซ็นหรือตราที่ประทับในหมายจับให้ละเอียด เดี๋ยวนี้เรื่องลายเซ็นเชื่อถือไม่ใคร่ได้ แม้กระทั่งใบโฉนดที่ดินปลอมยังระบาดทั่วเมือง"

พ.ต.อ. นริศร์หัวเราะถอดหมวกแก๊ปออกจากศีรษะแลเห็นศีรษะเถิกง่ามถ่อ

"จำน้องชายของเฮียไม่ได้หรือครับ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"อ้าว คุณนริศร์หรอกหรือ นี่ถ้าไม่เห็นหัวเถิกแบบง่ามเทโพอย่างนี้ผมจำไม่ได้จริงๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปาก

"พูดเรื่องอื่นเถอะวะอ้ายหงวน ฉันรู้ดีว่าแกแกล้งจำนริศร์ไม่ได้เพื่อแกจะได้พูดเรื่องศีรษะนริศร์กระทบกระเทียบฉันใช่ไหมล่ะ"

อาเสี่ยยักคิ้วให้ท่านเจ้าคุณ

"ใช่ก็ใช่"

นายพลดิเรกได้สัมผัสมือกับน้องชายของเขาและแทนที่จะไต่ถามถึงทุกข์สุขกลับถามถึงเรื่องที่รองผู้บังคับการมาที่นี่

"เธอมาจับพวกเราใช่ไหมนริศร์"

"ไม่ครับพี่หมอ ผมเพียงแต่มาเตือนว่าถ้าการเดินขบวนมีการโห่ร้องเกรียวกราวทำให้ผู้คนแตกตื่นหรือขบวนล่วงล้ำออกไปพ้นประตูรั้วบ้านผมก็จะจับพี่หมอกับพี่พล พี่กรและเฮียกับคุณอาไปโรงพัก"

นิกรยิ้มให้นายตำรวจใหญ่

"เอายังงี้ดีกว่าคุณนริศร์"

"เอายังไงครับพี่กร"

"คุณขึ้นไปบนตึกแล้วถอดเครื่องแบบออกร่วมเดินขบวนกับเรา คุณอาผู้หญิงกับพวกเมียๆ ของเราเตรียมพร้อมอยู่บนตึกแล้ว ประเดี๋ยวก็จะเริ่มเดินขบวนกันอย่างสนุกสนานถ้าคุณเดินขบวนด้วยเราจะให้คุณถือป้ายคำขวัญเดินนำหน้าขบวนออกจากบ้านตำรวจจะได้ไม่กล้าจับพวกเรา แล้วคุณก็นำขบวนเดินไปตามถนนสุขุมวิทผ่านถนนเพลินจิต สี่แยกราชประสงค์เลี้ยวเข้ากรมตำรวจ ออกจากกรมตำรวจตรงไปทำเนียบรัฐบาลต่อจากนั้นคุณก็เป็นผู้แทนของพวกเราเข้าไปเจรจากับรัฐบาล"

พ.ต.อ. นริศร์ทำตาปริบๆ

"เอ--จะดีหรือครับพี่กร ผมก็มีหวังถูกไล่ออกจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญเท่านั้น หรือม่ายก็ตกเป็นจำเลยถูกนำตัวขึ้นศาลไม่ใช่เรื่องเล็กนะครับลูกผมก็หลายคนขอให้ผมเป็นนายตำรวจต่อไปดีกว่า" พูดจบรองผู้บังคับการก็หัวเราะเพราะรู้ว่านิกรพูดเล่น "คุณอาและพี่ๆ อย่าพาขบวนออกไปพ้นบ้านนะครับพ้นประตูรั้วก้าวเดียวถูกจับแน่ กำลังตำรวจค็อมมานโดของตำรวจกองปราบ และนครบาลเรียงรายอยู่รอบหน้าบ้านแล้ว รถดับเพลิงก็มาเตรียมอยู่สองคันเตรียมฉีดน้ำขับไล่นักเดินขบวน ตำรวจค็อมมานโดมีโล่และตะบองมาด้วยนะครับ"

นิกรว่า "ถ้ายังงั้นพวกเราก็จะใช้โล่และหอกต่อสู้กับตำรวจ คนดูจะได้เห็นการต่อสู้กับตำรวจแบบชาวอัฟริกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สบตากับนิกรท่านก็เอ็ดตะโร

"สู้ตำรวจก็ติดคุกน่ะซีโว้ย"

พลกล่าวกับ พ.ต.อ. นริศร์อย่างกันเองหรือฉันญาติ

"พวกเรารู้กฎหมายดีคุณนริศร์ เราไม่ทำอะไรโง่ๆ หรอกคุณ เราจะเดินขบวนกันภายในบ้านของเราเท่านั้นและด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อย ทีแรกเราตั้งใจจะใช้แตรวงและกลองยาวบรรเลง แต่ก็เป็นปัญหาในด้านกฎหมาย ตำรวจอาจจะจับเราได้ผมก็เลยสั่งงดหมด ขบวนของเราจะมีแต่คนเดินแถวแบกป้ายคำขวัญเท่านั้น"

"ถ้ายังงั้นก็ทำได้ครับ แต่ทางที่ดีควรจะปิดประตูรั้วหน้าบ้านเสีย"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"โน ไม่มีความจำเป็นอะไรที่เราจะต้องปิดประตูรั้วบ้านของเรา"

รองผู้บังคับการหันมาทางพี่ชายของเขา

"ถ้าไม่ปิดพี่หมอก็ต้องให้คนเอาปูนขาวไปขีดเส้นระหว่างประตูอย่าให้นักเดินขบวนผ่านเส้นปูนขาวออกไปเป็นอันขาดผมสั่งตำรวจไว้แล้วครับหากนักเดินขบวนผ่านประตูออกไป แม้แต่เพียงก้าวเดียวให้ตำรวจจับทันทีโดยไม่เลือกหน้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"ถ้าหากอาแต่งเครื่องแบบล่ะจะว่ายังไง"

รองผู้บังคับการหัวเราะ

"แต่งพลเอกใครกล้าจับคุณอาล่ะครับ แต่การเดินขบวนนี้เป็นเรื่องส่วนตัวเชื่อว่าอย่างไรคุณอากับพี่ๆ ก็คงไม่แต่งเครื่องแบบ"

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

"คุณขึ้นไปเยี่ยมคุณอาผู้หญิง และพวกพี่สาวของคุณหน่อยซี ขึ้นไปเถอะครับพวกผมไม่มีเวลาที่จะต้อนรับคุณหรอก"

"ครับ ผมจะขึ้นไปเยี่ยมคุณอาหญิงสักครู่" พูดจบเขาก็พาตัวเดินไปทางหน้าตึก

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูนายตำรวจใหญ่จนลับตาแล้วเสี่ยหงวนก็หันมายิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"น้องชายของแกสง่าผ่าเผยกว่าแกมาก ยังหนุ่มและสม้าท สำหรับแกไม่ได้ความเลยโว้ย ตัวแกเล็กนิดเดียว สายตาสั้นแม้กระทั่งเข้าส้วมก็ต้องสวมแว่นบุคลิกใช้ไม่ได้"

นายพลดิเรกอมยิ้ม

"บุคลิกอย่างนี้แหละที่เป็นศาสตราจารย์เป็นด๊อคเต้อรเป็นนายพลโท เป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นนักประดิษฐ์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลกนี้"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสี่สหายเดินอ้อมไปทางหลังเพื่อพบปะพูดกับบรรดานักเดินขบวนทั้งหลาย ขณะนี้ในบ้าน "พัชราภรณ์" มีผู้ที่มาร่วมเดินขบวนประมาณ ๘๐๐ คนแล้ว นักเดินขบวนเหล่านี้เรียงรายอยู่รอบบ้านมีบุหรี่สูบมีน้ำอัดลมดื่มพร้อมด้วยโอเลี้ยงอย่างมากมายเหลือเฟือ

เวลาผ่านไปบริเวณริมรั้วหน้าบ้านนอกถนนใหญ่ก็มีจำนวนผู้คนเพิ่มขึ้นตามลำดับแม้กระทั่งในซอยใหญ่ก็มีคนล้นหลามคอยดูการเดินขบวน เสียงโจษจันกันทั่วว่า คณะพรรคสี่สหายจัดการเดินขบวนเพื่อให้รัฐบาลตอบแทนเขมรอย่างรุนแรงเด็ดขาด และเรียกร้องเอาดินแดนคืน ประชาชนคนไทยต่างเห็นพ้องด้วย พวกชาวบ้านต่างส่งเสบียงอาหารและผลไม้มาให้นักเดินขบวนมากมายอันเกิดจากศรัทธาของเขาโดยไม่มีการบังคับหรือขอร้อง

จนกระทั่ง ๑๐.๐๐ น. ตรง

แผ่นเสียงจากเครื่องขยายเสียงซึ่งติดตั้งไมโครโฟนไว้ที่หน้าตึกเริ่มบรรเลงเพลงกราวนอกเป็นเพลงแรก คนดูที่อยู่นอกรั้วบ้านต่างไชโยโห่ร้องกันเกรียวกราว ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบในบังคับบัญชาของ พ.ต.อ. นริศร์ต่างเตรียมพร้อมที่จะจับกุมปราบปรามนักเดินขบวนเหล่านี้ ถ้าหากว่าเคลื่อนขบวนออกมาพ้นประตูบ้าน "พัชราภรณ์"

ริ้วขบวนเป็นหมวดหมู่เคลื่อนออกจากถนนคอนกรีตทางหลังตึกด้านซ้ายของตัวตึกแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายนำหน้าขบวน ต่างแบกป้ายคำขวัญคนละแผ่น ทุกคนแต่งสากลเรียบร้อย ถัดมาเป็นขบวนคุณหญิงวาดและสี่นาง แต่คุณหญิงวาดคนเดียวเป็นผู้แบกป้ายคำขวัญมีข้อความว่า

ดินแดนของเราเอาคืนมา

ต่อจากนั้นก็ถึงขบวนหญิงสาวแห่งโรงงานอุตสาหกรรมหลายแห่งของเสี่ยหงวนแต่งกายในเครื่องแบบสวยงามแบกป้ายคำขวัญต่างๆ ถ้าป้ายเล็กก็แบกคนเดียวถ้าป้ายใหญ่เป็นป้ายผ้าก็ช่วยกันแบกสองคน บ้างก็แบกรูปแผนที่ประเทศไทยแสดงดินแดนของไทยที่อยู่ในอาณาจักรเขมร คำขวัญต่างๆ ทำให้ประชาชนคนดูที่นอกรั้วไชโยโห่ร้องเห็นพ้องด้วย แม้กระทั่งตำรวจและสารวัตรทหารบกที่ถูกส่งมารักษาก็เผลอตัวร้องไชโยกระโดดโลดเต้นและหลายคนตะโกนด่านโรดม สีหนุ ผู้นำเขมร

คณะพรรคสี่สหายกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นำขบวนเดินผ่านหน้าเรือนต้นไม้และโรงเก็บรถตรงมาที่หน้าประตูรั้วบ้านขบวนชายฉกรรจ์ติดตามมาเป็นหมวดๆ ทุกคนอยู่ในระเบียบวินัยอันดีงาม เมื่อมาถึงประตูรั้วบ้านแทนที่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะเลี้ยวซ้ายพาขบวนอ้อมไปตามถนนคอนกรีตอันเป็นทางรถเข้าออกท่านกลับพาสี่สหายตรงมาที่ประตูรั้วซึ่งเจ้าแห้วใช้ปูนขาวโรยเส้นขวางประตูไว้

พ.ต.อ. นริศร์พาตำรวจค็อมมานโดซึ่งถือตะบองและโล่ไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนบุกเข้ามายืนขวางประตู เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหายเดินมาถึงเส้นปูนขาวท่านเจ้าคุณก็ร้องขึ้นดังๆ

"ซอยเท้า แถว หยุด"

พ.ต.อ. นริศร์ปราดเข้ามา ท่าทางของรองผู้บังคับการเข้มแข็งเด็ดขาด

"อย่านะครับคุณอา ถ้าออกมาพ้นเส้นปูนขาวผมจะให้ตำรวจจับทันที"

ท่านเจ้าคุณชักยัวะ

"ก็ยังไม่ทันจะเหยียบเส้นปูนขาวเธอจะมาพูดเอาตวักตะบวยอะไรล่ะ"

นิกรโบกมือห้ามพ่อตาของเขาให้สงบเงียบเสียง แล้วเดินเข้าไปหารองผู้บังคับการซึ่งเปรียบเหมือนกับว่าเป็นน้องชายของเขา

"คุณนริศร์ คุณก็เห็นแล้วว่าพี่น้องชาวไทยเขาโห่ร้องให้พวกเรา แสดงว่าเขาเห็นพ้องด้วยเท่าที่เราเดินขบวนกันนี้ คุณเปิดทางให้พวกเราพาขบวนออกไปเดินตามถนนแค่นี้ไปพระโขนงได้ไหมครับ"

พ.ต.อ. นริศร์สะดุ้งโหยง

"ไม่ได้ครับ ออกมาก้าวเดียวก็ไม่ได้"

"ก็ถ้าผมจะออกไปซื้อก๋วยเตี๋ยวผัด หรือ โอเลี้ยงกินล่ะ ไม่ได้เหมือนกัน"

รองผู้บังคับการเกือบจนแต้มเมื่อถูกนิกรป้อนคำถามเช่นนี้

"ได้ครับ พี่กรหรือใครจะออกไปตามลำพังทีละคนก็ได้ เพื่อไปธุระนอกบ้านหรือไปซื้อของอะไรรับประทาน แต่เมื่อออกไปแล้วจะเข้ามาในบ้านนี้อีกไม่ได้ จนกว่าการเดินขบวนจะเสร็จสิ้นลง"

นิกรยิ้มกวนๆ

"ถ้าผมออกไปและผมกลับเข้ามาจะมีอะไรเกิดขึ้น"

"ก็ไม่มีอะไรนี่ครับนอกจากผมจะจับพี่กรเท่านั้น"

นิกรเค้นหัวเราะ

"ถ้าผมไม่ยอมให้จับ"

"ผมก็รายงานไปทางกระทรวงกลาโหมน่ะซีครับ"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ดีละน่ะ ผมเดินในบ้านผมก็ได้ แก่จับนักถือว่าเป็นโปลิศ อะไรนิดอะไรหน่อยกับ เดินขบวนเล่นกันสนุกๆ ไม่น่าจะจับเลย" พูดจบนิกรก็ถอยกลับมาหาคณะพรรคของเขาแล้วกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรก "น้องชายแกเฮี้ยบจังว่ะ ขืนนำขบวนออกไปพ้นประตูบ้านพวกเราคงถูกรวบตัวไปโรงพักแน่นอน"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋ เมื่อตำรวจเขาไม่ยอมให้เราออกไปเดินขบวนตามถนนเราก็เดินภายในบ้านของเราก็พอแล้ว ออกเดินต่อไปเถอะ อย่าให้เสียเวลาเลย"

เสี่ยหงวนพยักหน้าให้นิกร

"โห่เสียหน่อยซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวห้ามทันที

"ไม่ต้องโห่โว้ย เราไม่ได้แห่นาคไปวัดหรือเวียนรอบโบสถ์จะได้โห่"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"ถ้ายังงั้นก็ร้องอ้ายเสือเอาวาแทนโห่ดีไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"เดินขบวนโว้ยไม่ได้ยกพวกเข้าปล้นใคร"

เสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงเปลี่ยนเพลงอีกเพลงหนึ่งเป็นเพลงกราวตะลุงจังหวะมาร์ช การเดินขบวนได้ดำเนินต่อไป คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาขบวนเลี้ยวซ้ายมือผ่านประตูรั้วด้านในไปตามถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางรถออก นิกรกับเสี่ยหงวนได้ยินเสียงเพลง "กราวตะลุง" ก็นึกสนุกขึ้นมาแสดงท่าเต้นหนังตะลุงทั้งๆ ที่แบกแผ่นป้ายคนละป้าย ผู้คนที่ยืนออมุงดูอยู่นอกรั้วบ้านไชโยโห่ร้องกันเกรียวกราว เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นสองสหายเต้นหนังตะลุงเข้าจังหวะเพลงท่านก็หัวเราะงอไปงอมาแล้วร้องบอกลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"ร้องเพลงหนังตะลุงหน่อยโว้ยอ้ายกร แกเต้นหนังตะลุงได้วิเศษแท้ แต่อ้ายหงวนมองดูคล้ายๆ อีแร้งเต้นทวิสต์ว่ะ"

นิกรร้องเรียกชายหนุ่มคนหนึ่งให้มารับแผ่นป้ายไปจากเขาแล้วก็เต้นหนังตะลุงนำหน้าขบวนท่ามกลางเสียงเพลงและเสียงเฮฮา พวกตำรวจที่มาสังเกตการณ์ที่หน้าบ้านต่างหัวเราะงอไปงอมา

แล้วนิกรก็ร้องเพลง "กราวตะลุง" ซึ่งเขาแต่งเนื้อขึ้นใหม่ด้วยกลอนสดอันเกิดจากปฎิภาณของเขา

ฝ่ายว่าพวกเรา เร่าร้อนโกรธา เพราะเขมรอหังการ์ รบรุกบุกไทย ออ....รบรุกบุกไทย

เราเดินขบวน ด้วยใจรักชาติ ขอให้รัฐเด็ดขาด อย่านิ่งนอนใจ หากเขมรบุกมา ฆ่าให้บรรลัย ติดตามรุกไล่ เอาให้แหลกลาน ดินแดนของเรา แต่ครั้งก่อนกาล ปล่อยไว้เนิ่นนาน เอากลับคืนมา

เพราะนิกรเต้นหนังตะลุงและร้องเพลงแบบหนังตะลุงก็ทำให้การเดินขบวนคึกคักเข้มแข็งขึ้นมาทันที เมื่อต้นขบวนมาถึงมุมตึกใหญ่ทางขวา ท้ายขบวนก็เพิ่งโผล่ออกมาจากถนนมุมตึกด้านซ้าย รูปหุ่นนโรดมตั้งอยู่บนรถบรรทุกขนาดเล็กคันหนึ่งถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน มีนักเดินขบวนแต่งเป็นทหารไทยในเครื่องสนาม สวมหมวกเหล็กถือปืนสวมดาบ ทั้งทหารบกเรืออากาศและตำรวจอยู่บนรถคันนั้นทำหน้าที่ควบคุมตัวนโรดมสีหนุ ประชาชนคนดูที่อยู่นอกถนนแลเห็นหุ่นสีหนุก็ร้องตะโกนด่าเสียงลั่น

ขบวนหน้าหยุดที่มุมตึกใหญ่ทางขวา คณะพรรคสี่สหายมอบแผ่นป้ายให้ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งแล้วพากันเดินมากลางสนามหญ้าหน้าตึกซึ่งตอนนี้ขบวนหยุดเคลื่อนที่แล้ว เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นโฆษกพูดไมโครโฟนอยู่บนระเบียงหน้าตึก

"พี่น้องผู้รักชาติทั้งหลาย ก่อนอื่นหัวหน้าคณะเดินขบวนขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่มาร่วมเดินขบวนในวันนี้อันเป็นการแสดงออกถึงความรักประเทศชาติของเราและมีมติเห็นพ้องต้องกันว่า คนไทยส่วนมากต้องการให้รัฐบาลใช้กำลังทหารโต้ตอบเขมรอย่างรุนแรงคือบุกเข้าไปในแผ่นดินเขมร ถ้าหากว่าทหารเขมรรุกรานเราอีก นอกจากนี้เราต้องการดินแดนของเราที่เสียไปกลับคืนมาด้วย อ้า--การ เดินขบวนในวันนี้เราต้องจัดทำภายในบ้านก็เพราะการเดินขบวนไปตามถนนหลวงนั้นผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตามพี่น้องร่วมชาติไม่ต่ำกว่าพันคนที่ดูอยู่นอกรั้วบ้านหน้าถนนใหญ่และในซอยข้างบ้านก็ได้เห็นการเดินขบวนของเราแล้ว พวกเราจะได้ทำหนังสือยื่นเรื่องราวต่อรัฐบาลต่อไปเพื่อให้รัฐบาลปฏิบัติต่อเขมรอย่างรุนแรง เมื่อเขมรบุกเราเราก็จะบุกมันบ้าง และเราจะต้องเอาดินแดนของเราที่เสียไปกลับคืนมาจะด้วยวิธีใดก็ตาม"

คนดูที่อยู่นอกบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างไชโยโห่ร้องลั่นและหลายคนเฮโลเข้ามาในบ้าน เจ้าแห้วหยุดพูดสักครู่ก็กล่าวคำปราศรัยต่อไปโดยอ่านจากข้อความที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เขียนไว้ให้

"ท่านทั้งหลาย ต่อจากนี้ไปเราจะได้นำรูปหุ่นของนโรดม สีหนุผู้นำเขมรลงจากรถและนำเข้าไปตั้งกลางสนามใหญ่หน้าตึกเพื่อทำการฌาปนกิจตามระเบียบท่านผู้ใดจะขอร่วมเผาศพหุ่นสีหนุด้วยคณะเดินขบวนก็ยินดีต้อนรับท่านด้วยความเต็มใจ ทุกท่านโปรดยืนสงบไว้อาลัยผู้นำของเขมรหนึ่งนาทีนะครับ"

รูปหุ่นถูกยกลงมาจากรถบรรทุกขนาดเล็กคันนั้นแล้วเสียงเพลงจากเครื่องขยายเสียงคือเพลง "ผู้ใหญ่ลี" ดังขึ้นทันทีด้วยเท็ปบันทึกเสียงขับร้องโดยนิกรเนื้อเพลงแต่งใหม่ใช้แตรวงบรรเลง

....ค็อมมิวนิสต์เขาสั่งมาว่า ให้เขมรทั่วหน้าเป็นทาสพวกแดง ฝ่ายตาสีหัวแข็ง ถามว่าพวกแดงนั้นคืออะไร สีหนุลุกขึ้นตอบทันใด พวกแดงนั้นไซร้ คือเจ้านายของกู

รูปหุ่นถูกนำไปตั้งกลางสนามแล้ว มีคนหลายคนขนฟืนมากองเบื้องล่างรูปหุ่นและเอาน้ำมันก๊าดราด บรรดานักเดินขบวนเริ่มแยกย้ายกันออกจากแถวเข้ามาห้อมล้อมดูพิธีฌาปนกิจศพหุ่นนโรดม สีหนุ ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ชายชราในวัย ๖๐ เศษคนหนึ่งรูปร่างผอมบางแต่งกายเรียบร้อยได้พาตัวเข้ามาพบกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในท่าทางอันร้อนรน

"ใครเป็นหัวหน้าเดินขบวนครับ" เขาถามเสียงแปร่งๆ บอกให้รู้ว่าเขาเป็นชาวเขมร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูด้วยความแปลกใจ

"ผมเองน้องชาย คุณเป็นเขมรใช่ไหม"

ชายผู้นั้นยิ้มละไม

"ใช่ครับ"

"อ้าว" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ แล้วยกมือขวาจับแขนซ้ายของชายชราไว้ "เฮ้ย--เขมรหลุดเข้ามาในบ้านเราโว้ย จับเผาพร้อมกับหุ่นสีหนุเลย"

ชายชราสะดุ้งโหยง

"ผมยังไม่ตายไหงจะมาเผาผมล่ะครับ ผมและชาวเขมรที่อยู่ในเมืองไทยประมาณ ๑๕ คนตั้งใจจะมาร่วมเดินขบวนด้วยครับ แต่ตำรวจเขาบอกว่าเขาไม่ยอมให้เดินขบวนตามถนน"

คราวนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูชายชราชาวเขมรด้วยความชื่นชม เสี่ยหงวนรีบยกมือไหว้ทันที

"ขอโทษเถอะนะครับที่ผมพูดล่วงเกินไปเมื่อกี้นี้ พวกคุณไม่ได้เลื่อมใสสีหนุหรอกหรือครับ"

ชายชราสั่นศีรษะ

"เลื่อมใสยังไงไหว เขากำลังพาประเทศชาติของผมไปสู่ความพินาศย่อยยับด้วยการเปิดประตูบ้านรับค็อมมิวนิสต์ ผมและพวกผมได้เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารทำมาหากินอยู่ในเมืองไทยด้วยความผาสุกแต่ก็ได้ข่าวคราวทางเมืองเขมรที่พี่น้องส่งข่าวมาให้ทราบเสมอ อ้า--ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้มาร่วมเดินขบวนด้วยก็ขอให้พวกเราได้เผาศพหุ่นสีหนุได้ไหมครับ"

พลกล่าวกับชายชราทันที

"ยินดีครับ พวกคุณอยู่ที่ไหนล่ะครับ"

"รออยู่ที่ถนนใหญ่ครับ เราไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวว่าทางนี้จะเกลียดชังพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ศัตรูของคนไทย คือสีหนุกับทหารเขมรเท่านั้นแหละครับ สำหรับประชาชนชาวเขมรเราถือว่าเป็นพี่น้องของเราเสมอ เพราะเรามีความสัมพันธ์ต่อกันฉันญาติมานานแล้วแต่สีหนุเป็นผู้ทำลายสายสัมพันธ์ของเรา"

นิกรยิ้มให้ชายชรา

"โปรดไปเชิญพวกคุณเข้ามาในบ้านเถอะครับ เราจะต้องรีบเผาศพสีหนุให้เสร็จๆ ไป เพราะจะต้องมีการเก็บกระดูกและเอากระดูกไปฝังอีก"

ชายชราขมวดคิ้วย่น

"ฝังที่ไหนครับ"

"ที่ไหนก็ได้ครับไม่สำคัญ"

ชายชรายกมือไหว้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ขอบคุณครับ ขอบคุณที่ไม่รังเกียจพวกผมซึ่งเป็นชาวเขมร"

นิกรยื่นมือให้ชายชราจับแล้วพูดภาษาเขมรอย่างคล่องแคล่ว

"เจียขะแมเหนือกเจาะเหนียงโกรยบาสายสำแดง จังเนงเขมือบแลขจร"

ชายขราทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"คุณพูดเขมรหรือครับ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ผมก็ว่ายังงั้นแหละครับ แต่ถ้าคุณฟังไม่ออกผมก็ขออภัย"

ชายชรายิ้มแห้งๆ

"หรือคุณพูดคำหลวง กรุณาพูดให้ฟังอีกครั้งสิครับ"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับ พูดอีกครั้งก็ไม่เหมือนเดิม ผมคิดอะไรได้ผมก็พูดออกมาให้มันมีสำเนียงคล้ายๆ กับเขมร"

"อ๋อ ยังงั้นหรอกหรือครับ"

หัวหน้าเขมรผู้สูงอายุพาตัวเดินลัดตัดสนามออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" หลังจากนั้นสักครู่เขาก็พาชาวเขมรหญิงชายร่วม ๒๐ คนเข้ามาในบ้าน มองดูก็คือคนไทยเรานี่เอง การแต่งกายและกิริยาท่าทางก็เหมือนคนไทยไม่มีผิด ซึ่งเขมร, ลาว และไทย นั้นมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีคล้ายกันมาก คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ต้อนรับชาวเขมรเหล่านี้เป็นอย่างดี ทุกคนล้วนแต่เป็นพลเมืองดีประกอบอาชีพในทางสุจริตไม่สนใจในเรื่องการเมืองและเกลียดชังนโรดม สีหนุอย่างยิ่ง

พิธีฌาปนกิจศพหุ่นสีหนุเริ่มในเวลา ๑๐.๓๐ น.

เมื่อแผ่นเสียงเปิดเพลงร็อคเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เป็นผู้ใส่ไฟเป็นคนแรก คือจุดไม้ขีดโยนลงบนกองฟืนซึ่งเปียกโชกด้วยน้ำมันก๊าด และแล้วหุ่นสีหนุก็ลุกพึ่บไหม้ไฟทันทีท่ามกลางเสียงตบมือเสียงไชโยโห่ร้อง

ในนาทีนั้นเอง หุ่นกงเต๊กขนาดเท่าคนจริงๆ นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมเสื้อราชปะแตนประดับเหรียญตราเครื่องราชอสิริยาภรณ์และสายสะพายชั้นสูงของเขมรก็กลายเป็นเถ้าถ่านไปแต่กองฟืนยังลุกโชนอยู่ คนใช้หลายคนหิ้วถังน้ำมาดับไฟ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหาชายชราหัวหน้าเขมรผู้มีนามว่านายเฉยเจ้าของร้านค้าแห่งหนึ่งทางตลาดบางรัก

"การเดินขบวนและพิธีเผาหุ่นสีหนุของเราได้สิ้นสุดลงแล้ว ผมขอเชิญคุณและพวกคุณขึ้นไปบนตึกเถอะครับ เราจะได้พูดคุยสังสรรค์กันเพื่อให้คุณได้แน่ใจว่าคนไทยนั้นไม่ได้เกลียดชังประชาชนชาวเขมรเลย"

"เป็นพระคุณอย่างยิ่งครับ ในเรื่องนี้พวกเราทราบดีครับ เราค้าขายอยู่ในกรุงเทพฯ ก็มีการติดต่อซื้อขายกับคนไทยตลอดเวลา ไม่มีใครรังเกียจเหยียดหยามเราหรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้แนะนำตัวเองให้นายเฉยรู้จัก และแนะนำให้รู้จักกับคณะพรรคสี่สหายด้วย ต่อจากนั้นสี่สหายกับท่านเจ้าคุณก็พาพวกเขมรขึ้นไปบนตึกใหญ่ ส่วนพวกเดินขบวนได้แยกย้ายกันหลบแดดพักผ่อนอยู่ตามร่มไม้ คนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ได้นำเครื่องดื่มมาแจกจ่ายให้โดยทั่วหน้ากัน

การเดินขบวนภายในขอบเขตได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ซึ่งในวันพรุ่งนี้คงจะมีข่าวและภาพปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันแน่นอน

จบตอน