พล นิกร กิมหงวน 104 : สามเกลอหนังเหนียว

วันนั้นเป็นวันคล้ายวันเกิดของเจ้าแห้ว

คุณหญิงวาดให้เงินเจ้าแห้วเป็นพิเศษ 500 บาท และอนุญาตให้หยุดงานหนึ่งวัน เจ้าแห้วตื่นนอนแต่เช้าด้วยจิตใจชื่นบานออกไปใส่บาตรพระภิกษุสงฆ์ที่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" รวม 9 รูป เสร็จแล้วย้อนกลับเข้าในบ้านนำของถวายพระ ซึ่งเตรียมไว้หนึ่งถาดใส่รถจี๊ปวิลลี่ส์ แล้วขับรถไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

บังเอิญวันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ เมื่อเจ้าแห้วกลับมาบ้านตอนใกล้เที่ยงเขาก็พบสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด นั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมข้างโซฟามีห่อของขวัญวางซ้อนกันรวม 10 ชิ้น ขนาดของห่อใหญ่บ้างเล็กบ้างไม่เท่ากัน

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งบนพรมปูพื้น แล้วกล่าวกับคุณหญิงวาดด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"รับประทานผมกราบขอบคุณครับที่กรุณาให้ผมรับประทานใช้รถจี๊ป"

คุณหญิงยิ้มให้ข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่าน

"รีบกลับมาบ้านทำไมล่ะ วันนี้แกควรจะเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจตลอดวัน ซึ่งฉันก็ให้แกหยุดงานและอนุญาตให้แกเอาจี๊ปไปใช้ได้"

"รับประทานผมเที่ยวครึ่งวันพอแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"แกแต่งตัวโก้จังโว้ยอ้ายแห้ว มองคล้ายกับเสี่ยใหญ่คนหนึ่ง สวมเสื้อฮาวายของอเมริการาคาต้องร้อยกว่า ผูกนาฬิกาเรือนทองสายทอง เหน็บปากกาปลอกทองถึง 3 ด้าม ใส่น้ำหมอเสียหอมฟุ้ง"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานอย่างนี้เขาเรียกว่าข้างนอกสุกใส ข้างในเป็นโพรงครับ รับประทานใครไม่รู้ก็ต้องคิดว่าผมเป็นอาเสี่ยหรือลูกเศรษฐี คนเราโดยมากเขาวัดฐานะกันด้วยการแต่งตัวครับ รับประทานผมก็ต้องแต่งตัวให้โก้ไว้"

อาเสี่ยพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วเข้าไปหาเขากับเพื่อนเกลอทั้งสาม ซึ่งนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่และยาวไม่เกิน 3 เมตร

"อยากได้เงินใช้ไหมวะ"

"ปู้โธ่ " เจ้าแห้วอุทาน " ไม่น่าถามเลยครับ"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อฮาวายหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งส่งให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"ในฐานะที่แกรับใช้ฉันมาด้วยความซื่อสัตย์สุจริตบ้าง คดโกงบ้าง ขยันบ้างและขี้เกียจบ้าง ฉันยินดีมอบเงินพันบาทนี้ให้แกเป็นรางวัลเนื่องในวันคล้ายวันตายของแก"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานวันเกิดนะครับ ไม่ใช่วันตาย"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"ขอโทษทีโว้ย พูดผิดไป"

เจ้าแห้วก้มลงกราบแทบเท้าเสี่ยหงวนแล้วรับเงิน 1,000 บาท มาถือไว้ด้วยความปิติยินดีอย่างยิ่ง

"รับประทานขอให้อาเสี่ยมีความสุขความเจริญ มีอายุมั่นขวัญยืนอยู่กับพ่อกับแม่จนแก่จนเฒ่าไม้เท้ายอดทองเถิดคะร๊าบ"

เสี่ยหงวนหยุดยิ้มทันที

"เตี่ยและแม่ฉันเท่งทึงไปนานแล้ว"

"รับประทานถ้ายังงั้นให้พรใหม่นะครับ ขอให้อาเสี่ยของผมเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีมั่งมีศรีสุขทั้งชาตินี้และชาติหน้า"

ศาสตราจารย์ดิเรกส่งธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งให้เจ้าแห้วบ้าง

"เอ้า-ไอให้ยู 500บาท"

เจ้าแห้วก้มลงกราบเสียก่อนจึงรับเงินมาจากนายพลดิเรก

"รับประทานขอให้คุณหมอมีอายุ วัณโณ สุขัง พลัง สตังค์ยิ่งๆ นะครับ" แล้วเจ้าแห้วก็คลานเข้ามานั่งเบื้องหน้าพล ก้มลงกราบพลอย่างพินอบพิเทา "รับประทานผมขอพรวันเกิดจากคุณครับ"

"ต้องการพรอย่างเดียวเรอะ สตางค์เอาด้วยไหมล่ะ"

"รับประทานถ้าได้ทั้งสองอย่างก็ดีครับ แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานปีหนึ่งผมก็มีเงินใช้ฟุ่มเฟือยเพียงวันเดียว เพราะความเมตตากรุณาของเจ้านาย"

พลล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออก ดึงธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมานับยื่นให้เจ้าแห้วรวม 5 ฉบับ

"ฉันให้แก 500 บาท เท่ากับหมอ"

เจ้าแห้วก้มลงกราบพลอีกครั้งแล้วรับเงินมาจากพล

"รัปบระทานขอให้คุณพลของผมสุขกายสบายใจนิรภัยนิรทุกข์มีแต่สุขเกษมสันต์ เงินทองไหลมาเทมา คิดอะไรสมความปรารถนาทุกประการนะคะร๊าบ"

นิกรโยนเหรียญ 50 สตางค์อันหนึ่งลงมาบนพรมปูพื้นเบื้องหน้าเจ้าแห้ว แล้วพูดอย่างหน้าตาเฉย

"วันนี้เป็นวันเกิดของแก ฉันให้สองสลึง"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ หยิบเหรียญ 50 สตางค์พิจารณาดูแล้วส่ายหน้า

"เจ้าประคู้น ด้วยผลศีลผลทานขอให้คุณนิกรของผมมีความสุขความยับเยินเถอะนะครับ ความสุขความรู้ได้ ความไข้อย่ารู้สร่าง ขอให้อายุสั้นขวัญหนี คิดอะไรอย่าได้สมหวัง นึกช้างได้ม้า นึกหมาได้แมวเงินทองไหลไปรั่วไปเถิดเจ้าประคู้น"

นิกรทำคอย่นแล้วแยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็เตะฉลองวันเกิดเท่านั้นเอง ให้พรยังงี้ใช้ได้เรอะให้ใหม่โว้ย"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานสองสลึงก็ได้พรอย่างนี้แหละครับ"

นิกรดึงธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาจากกระเป๋ารวม 2 ฉบับ แล้วโยนให้เจ้าแห้ว

เจ้าแห้วยกมือไหว้ปลกๆ

"รับประทานขอให้คุณนิกรมีความสุขกินอิ่มนอนหลับตลอดชาตินะครับ นึกจะรับประทานอะไรก็ขอให้ได้รับประทานมีอัฐฬสเหลือใช้เหมือนอย่างทุกวันนี้ทั้งชาตินี้และชาติหน้า ขอให้มีเมียหลวงนับร้อย มีเมียน้อยสักสองพัน"

พ.อ. นิกรร้องขัดขึ้นทันที

"พอแล้วอ้ายแห้ว" แล้วเขาก็หัวเราะ "มีประไพคนเดียวฉันก็แย่แล้ว ขืนมีเมียพัน คงตบกันอุตลุดทั้งวันไม่รู้ว่าใครเป็นใคร"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าเรียกเจ้าแห้วให้คลานเข้าไปหาท่าน ในมือของท่านเจ้าคุณถือธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่ง

"วันนี้เป็นวันเกิดของแกฉันก็ต้องให้เงินแกใช้บ้าง เอ้า..เอาไปห้าร้อยเท่าที่ฉันเคยเรียกแกเวลาฉันโกรธ"

เจ้าแห้วก้มลงกราบที่เท้าท่านเจ้าคุณรับเงินมาจากท่าน

"รับประทานผมควรจะให้พรท่านอย่างไรดีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ก็แล้วแต่แกซีโว้ย"

เจ้าแห้วนิ่งคิดสักครู่ แล้วกล่าว

" รับประทานขอให้ท่านเจ้าคุณมีอายุยืนยาว เป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของผมต่อไปสักร้อยปีนะครับ"

เจ้าคุณทำหน้าเหยเก

"มากไปโว้ย อีกร้อยปีฉันก็คงจำชื่อตัวเองไม่ได้ และถึงกับต้องตะบันน้ำกินแน่นอน ขอให้ฉันอยู่ต่อไปอีกสัก 10 ปี ก็ดีแล้ว"

คุณหญิงวาด มองดูคนใช้เก่าแก่ของท่านด้วยความกรุณา

"วันเกิดของแกปีหนึ่งแกได้เงินจากพวกเราไม่ใช่น้อย แม่สี่คนเขาไปจ่ายของกันที่ตลาดประตูน้ำ กลับมาเขาก็คงจะให้เงินแกคนละ 500 บาท เป็นอย่างน้อย มีเงินก็อย่าใช้ให้มันฟุ่มเฟือยนัก แกควรจะซื้อสร้อยคอใส่สักสองบาท"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานผมใส่สายสร้อยไม่ค่อยทนครับ"

ท่านเจ้าคุณพูดเสริมขึ้น

"มันจะทนได้อย่างไร แกพยายามถอดมันเข้าโรงจำนำเสียเรื่อย" แล้วท่านก็ชี้มือไปบนโต๊ะสี่เหลี่ยมข้างโซฟาใหญ่ "โน่น-ของขวัญของแก พวกเรามีของขวัญให้แกคนละชิ้นรวมทั้งหมด 10 ชิ้นด้วยกัน ชนเอาไปไว้ห้องแกเถอะ"

เจ้าแห้วรีบคลานไปที่โต๊ะของขวัญ เขาเงยหน้ามองดูพลอย่างเกรงกลัวแล้วถามว่า

"รับประทานผมแก้ออกดูต่อหน้าเจ้านายเดี๋ยวนี้ได้ไหมครับ"

"ก็เอาซี" พลพูดยิ้มๆ

เจ้าแห้วจัดแจงแก้ของขวัญออกดูทันที ห่อแรกเป็นของขวัญของเสี่ยหงวน ถึงเป็นห่อขนาดเล็กก็เป็นของมีค่าคือ นาฬิกาข้อมือเรือนทองยี่ห้อชั้นดีหนึ่งเรือน หน้าปัดทันสมัย มีวันที่ราคาของมันไม่ต่ำกว่า 2,000 บาท ใบหน้าของเจ้าแห้วแดงก่ำด้วยความดีใจ เขามองดูนามบัตรของเสี่ยหงวน แล้วให้พรพึมพำ ห่อที่สองเป็นของขวัญของพล พัชราภรณ์ วิทยุทรานซิสเตอร์ยี่ห้อชั้นเยี่ยมของยุโรป ต่อมาเป็นของขวัญของศาสตราจารย์ดิเรก เมื่อแก้ห่อออกดูเจ้าแห้วก็แลเห็นกล่องโอดิโคโลญขนาดใหญ่หนึ่งกล่อง ซึ่งเป็นโอดิโคโลญชั้นนำราคาแพง

เจ้าแห้วหยิบของขวัญห่อเล็กห่อหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดู มีนามบัตรของนิกรติดอยู่หน้าห่อ เจ้าแห้วหันมามองดูนิกรแล้วยิ้มให้ "รับประทาน คุณนิกรให้อะไรผมครับ กล่องเล็กนิดเดียว"

"ก็แก้ออกดูซีโว้ย แล้วแกจะตื่นเต้นกินไม่ได้นอนไม่หลับไปหลายวัน"

เจ้าแห้วรีบดึงริบบิ้นและแก้กระดาษห่อของขวัญลายดอกไม้ออก พอแลเห็นของขวัญของนิกรเจ้าแห้วก็อ้าปากหวอ มันคือบุหรี่พระจันทร์หนึ่งซองซึ่งห่อไว้เรียบร้อย

อาเสี่ยกิมหงวนแหกปากหัวเราะลั่นบ้าน

"อ้ายกร" กิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "แกนี่กระดูกขัดมันขนาดนี้เชียวหรือวะ อ้ายแห้วมันรับใช้แกมาตลอดปี แกให้เงินมันสองร้อยบาทกับสองสลึง แล้วก็ให้บุหรี่พระจันทร์เพียงซองเดียวเป็นของขวัญ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแค่นๆ

"กันมีศรัทธาแค่นี้นี่หว่า คนอย่างกันไม่ใช่กระดูกหรอกโว้ย แต่ไม่ชอบเสียเงินเท่านั้น"

เจ้าแห้วตรวจดูของขวัญต่อไป คุณหญิงวาดให้เสื้อเชิ้ตฮาวายเจ้าแห้ว 3 ตัว กางเกงแพรจีนราคาปานกลางอีก 3 ตัว บรรจุไว้ในกล่องสี่เหลี่ยมรวมกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้พัดลมตั้งขนาดเล็กอันหนึ่งบรรจุอยู่ในกล่องกระดาษแข็งเรียบร้อย เป็นพัดลมญี่ปุ่นสวยงามมาก นันทาเมียรักของพลให้รองเท้าหนังแกะสีน้ำตาลหนึ่งคู่ ซึ่งเป็นรองเท้านอกราคา 200 บาท หล่อนรู้ขนาดเท้าเจ้าแห้วดี เพราะพลเคยให้รองเท้าเจ้าแห้วใส่หลังจากพลใช้จนเก่าหรือเบื่อมัน นวลลออให้เข็มขัดหนึ่งเส้นแต่ตัวเข็มขัดเป็นทองคำลายกนกลงยาสวยงาม ทำให้เจ้าแห้วตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว ประภาเมียรักของนายพลดิเรก ให้บุหรี่ 6 กระป๋อง และเป็นบุหรี่นอกควันละเอียด

ห่อของขวัญชิ้นสุดท้ายเป็นของประไพบรรจุในกล่องสี่เหลี่ยมแบน ห่อด้วยกระดาษสีฟ้าลายดอกไม้ผูกริบบิ้นสีฟ้ามีบัตรกลัดติด เจ้าแห้วค่อยๆ แก้ออกดูแล้วเขาก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อแลเห็นผ้าขาวม้าตราหมากรุกสีแดงสลับขาวราคาประมาณ 8 บาท บรรจุอยู่ในกล่อง

คุณหญิงวาดหัวเราะคิก

"เออแน่ะ ผัวเมียคู่นี้มันช่างสมกันเหมือนกิ่งทองใบหยกเสียจริงๆ " คุณหญิงวาดพูดพลางหัวเราะพลาง "เจ้ากรให้บุหรี่พระจันทร์ซองเดียวเป็นของขวัญอ้ายแห้ว ยายไพให้ผ้าขาวม้า"

เจ้าแห้วผละจากโต๊ะของขวัญคลานเข้ามากราบสี่สบายแสดงความขอบคุณแล้วคลานไปกราบเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด

"รับประทาน ผมซาบซึ้งใจในพระเดชพระคุณของเจ้านายอย่างที่สุดเชียวครับ รับประทานผมอยากให้เป็นวันเกิดของผมทุกๆ วันตลอดปี"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"เดี๋ยวก็ยันเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง ไป-ไป พักผ่อนเถอะ หรือแกจะไปเที่ยวไหนอีก็ตามใจแก วันนี้ฉันให้แกฟรีหนึ่งวัน"

เจ้าแห้วมองดูคุณหญิงวาดด้วยความเคารพเกรงกลัว

"อ้า-รับประทานผมไม่ไปไหนล่ะครับ ตอนบ่ายสองโมงท่านอาจารย์ของผมท่านจะมาที่นี่ ท่านจะมารดน้ำมนต์ให้ผมและปลุกเครื่องรางของขลังให้ผมครับ รับประทานผมขอยืมห้องรับแขกต้อนรับท่านได้ไหมครับ"

คุณหญิงวาดทำหน้าฉงน

"อาจารย์ของแกเป็นใครวะ"

"หลวงพ่อเคลิ้มครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"หลวงพ่อเคลิ้มวัดพระงามนครปฐมใช่ไหม"

"รับประทานใช่ครับ"

คณะพรรคสี่สหายต่างสนใจกับเจ้าแห้วทันที หลวงพ่อเคลิ้มที่เจ้าแห้วพูดถึงเป็นพระอาจารย์ที่มีชื่อเสียงโด่งดังองค์หนึ่งในยุคนี้ หลวงพ่อเคลิ้มชราภาพมากแล้ว แต่เป็นที่เลื่องลือกันทั่วประเทศว่า หลวงพ่อเคลิ้มคือ พระอาจารย์ผู้เรืองอิทธิวิทยาอาคมขลัง ทั้งอยู่ยงคงกระพันเมตตามหานิยม แต่ไม่เกี่ยวกับเสน่ห์ยาแฝด หรือเลี้ยงภูตผีโหงพรายแบบอาจารย์ไสยศาสตร์ที่เป็นฆราวาส สี่สหายของเรากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เคยไปหาหลวงพ่อเคลิ้มที่วัดพระงาม 2 ครั้งแล้วแต่บังเอิญหลวงพ่อไม่อยู่

"อ้ายแห้ว" พลร้องขึ้นดังๆ "แกเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อเคลิ้มเมื่อไรวะ"

เจ้าแห้วตอบโดยไม่ต้องคิด

"รับประทานเมื่อเดือนเมษาที่แล้วมานี่เองแหละครับ รับประทานหลวงพ่อท่านมาทำพิธีเปิดร้านขายเครื่องก่อสร้างของเถ้าแก่ฮวดทางซอยนานาเหนือครับ รับประทานผมเป็นเพื่อนกับคนรถของเถ้าแก่ฮวด ก็เลยถือโอกาสไปดูพิธีเปิดร้าน แล้วผมก็ถวายตัวเป็นศิษย์ของหลวงพ่อ ต่อจากนั้นรับประทานผมก็ไปหาท่านที่นครปฐมหลายครั้งแล้วในตอนวันอาทิตย์ รับประทานมีดอกไม้ธูปเทียนและข้าวของไปถวายท่าน เมื่อไปอยู่ที่วัดรับประทานผมก็ปรนนิบัติรับใช้ท่านอย่างใกล้ชิดจนกระทั่งท่านเมตตาสงสารผม"

ทุกคนฟังเจ้าแห้วพูดด้วยความสนใจ

"แล้วหลวงพ่อให้อะไรแกบ้าง" ศาสตราจารย์ดิเรกถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"รับประทานท่านสักกระหม่อมให้ผมครับคุณหมอ ให้ผ้าประเจียดมาหนึ่งผืน ลูกอมแล้วก็พระเครื่องมาอีกสามองค์"

"พระอะไรบ้าง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซักด้วยความสนใจ

"นางพญาองค์หนึ่งครับ แล้วก็ขุนแผ่นกับท่ากระดานอีกอย่างละองค์"

"อ๊ะ ไม่เลวนี่อ้ายแห้ว พระชั้นดีทั้งนั้น ให้ข้าเถอะวะ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานให้เจ้าคุณก็ได้ครับ แต่ว่ารับประทานเสียดายให้ไม่ลง"

คุณหญิงวาดสนใจในเรื่องหลวงพ่อเคลิ้มมาก เพราะท่านได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า หลวงพ่อองค์นี้เป็นพระอาจารย์ผู้เก่งกล้าสามารถ เมื่อสงครามโลกที่แล้วมาผ้ายันต์ของท่านที่ทำเป็นธงปักไว้บนดาดฟ้ากรมไปรษณีย์โทรเลข และสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ สามารถป้องกันให้แคล้วคลาดจากลูกระเบิดของเครื่องบินพันธมิตรได้อย่างน่าประหลาด อันเป็นที่เลื่องลือกันมาจนทุกวันนี้ หลวงพ่อเคลิ้มอุปสมบทตั้งแต่ท่านเป็นเณร ถึงแม้ท่านไม่ได้เป็นเปรียญหรือมีสมณศักดิ์ หลวงพ่อก็เคร่งครัดในธรรมวินัย มีความรู้ยอดเยี่ยมในทางวิปัสสนา เคยธุดงค์ไปตามป่าดงพงไพรทั่วราชอาณาจักร มีลูกศิษย์ลูกหามากมายนับตั้งแต่เจ้านายชั้นผู้ใหญ่ รัฐมนตรี อธิบดี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ทั้งฝ่ายทหารและพลเรือนตลอดจนนักธุรกิจคนสำคัญ หลวงพ่อเคลิ้มตัดแล้วซึ่งกิเลสทั้งปวง ใครถวายข้าวของเงินทองให้ท่าน ท่านก็แจกจ่ายให้แก่ภิกษุสามเณรร่วมวัดไป เป็นพระอาจารย์ที่มีผู้คนนับถือมาก ถึงกับกล่าวกันว่า เพียงแต่ชานหมากของท่านก็คุ้มกันเขี้ยวงาศัสตราต่างๆ ได้

"เดี๋ยวก่อนอ้ายแห้ว" คุณหญิงพูดเสียงหนักๆ "หลวงพ่อเคลิ้มท่านจะมาที่นี่จริงๆหรือวะ"

"รับประทานมาแน่ครับ ผมไปหาท่านเมื่อตอนสาย ไปถึงวัดสองโมงครึ่ง รับประทานเอาของไปถวายท่านเนื่องในวันคล้ายวันเกิดของผมครับ รับประทานผมขอร้องให้ท่านรดน้ำมนต์ให้ หลวงพ่อท่านว่าจะมารดให้ที่บ้านดีกว่า ท่านจะได้ทำพิธีปลุกเสกเครื่องรางของขลังให้ผมด้วยครับ รับประทานท่านจะออกเดินทางจากวัดพระงามตอนเที่ยงครึ่งครับ คงมาถึงนี่ราวบ่ายสองโมง รับประทานผมบอกท่านแล้วว่าบ้านเราอยู่ปากซอยนี้ แล้วก็ผมจ้างรถแท็กซี่ไว้ให้หลวงพ่อเรียบร้อยแล้วครับ เหมากัน 150 บาท พาหลวงพ่อมาส่งที่นี่และรอรับหลวงพ่อกลับวัด รับประทานผมจ่ายค่ารถไปแล้ว"

คุณหญิงวาดมีท่าทางตื่นเต้นไม่น้อย

"เป็นโชคของข้าอ้ายแห้ว ข้าเลื่อมใสศรัทธาหลวงพ่อเคลิ้มมานานแล้ว ดีใจจริงๆ ที่ท่านจะมาบ้านเรา จะได้ขอให้ท่านช่วยประพรมน้ำมนต์ให้พวกเราและบ้านเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เราเคยเห็นแต่รูปถ่ายของท่าน คงจะได้เห็นตัวจริงของหลวงพ่อในวันนี้แหละครับ" แล้วท่านก็มองดูหน้าคณะพรรคสี่สหาย "พวกแกมีเครื่องรางของขลังอะไรก็เตรียมให้หลวงพ่อท่านปลุกเสกเถอะ หลวงพ่อเคลิ้มท่านแน่จริงๆ เขาเล่าว่าท่านไปธุดงค์ตามป่าสูง ช้างและลิงป่ายังหาผลไม้มาถวายท่าน"

"จริงครับ" กิมหงวนสนับสนุน "เพื่อนผมคนหนึ่งเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านปักกลดอยู่ในป่าพวกสัตว์ป่ามาหาท่านเต็มไปหมด เสือโคร่งเอากาแฟมาถวายท่าน จระเข้ในบึงคาบดอกบัวมาถวาย พวกวัวกระทิงช่วยกันกวาดลานที่พักหาน้ำท่ามาถวายท่าน"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"ถ้าเพื่อนยูเล่าให้ยูฟังอย่างนี้เขาก็เป็นนักโกหกชั้นเยี่ยมทีเดียว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"เอาของขวัญของแกไปเก็บเสียเถอะวะ ประเดี๋ยวมาช่วยกันจัดห้องโถงเตรียมไว้ต้อนรับหลวงพ่อ ยกตั่งเท้าสิงห์ในห้องข้างบนลงมา ข้าจะขอร้องให้หลวงพ่อเทศน์ให้พวกเราฟัง"

นิกรยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ความจริงคุณอาก็เทศน์เก่งกว่าหลวงพ่อนี่ครับ บางวันเทศน์เสียจนผมปวดหัวหรือไม่ก็ต้องรีบเผ่นออกจากบ้าน"

"อ้าว อย่ายั่วนะโว้ยอ้ายกร ฉันน่ะไม่เหมือนคนอื่น หากนึกว่าจะด่ามันก็หลุดปากออกมาแล้ว" พูดจบท่านก็กล่าวกับพล "แม่คิดว่าแกเอารถไปส่งหลวงพ่อดีกว่า ระหว่างนี้ตอนเย็นและตอนกลางคืนฝนมันตกเสมอถนนลื่น ให้ท่านไปรถเราท่านจะได้ปลอดภัยแล้วพวกแกก็ตามไปส่งท่านจนถึงวัด วันหลังเราจะต้องนิมนต์ท่านมาฉันเพลที่นี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"ผมทราบว่าหลวงพ่อเคลิ้มท่านฉันเช้าเพียงมื้อเดียวครับคุณหญิง"

"หรือคะ"

"ครับ ท่านฉันเอ้กา"

"ว้า" นิกรคราง "ผมเป็นหลวงพ่อคงเป็นลมตายแน่นอน ผมฉันลอดวันยังหิวเรื่อยๆ "

คุณหญิงค้อนหลานชายของท่าน

"แกน่ะมัน ก.ด."

"แปลว่าอะไรครับ"

"ก็แก่รับประทานน่ะซี"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คลานไปที่โต๊ะของขวัญรวบรวมห่อของขวัญทั้ง 10 ชิ้น ลุกขึ้นยืนพาตัวเดินออกไปทางหลังตึก ด้วยความอิ่มอกอิ่มใจในวันคล้ายวันเกิดของเขา

ก่อนเวลา 14.00 น.เล็กน้อย

ออสตินเก๋งสีเทาค่อนข้างใหม่คันหนึ่งป้ายเลขทะเบียนสีเหลืองได้คลานเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า พระคุณเจ้าในวัยชราภาพแก่หง่อมองค์หนึ่งนั่งอยู่ตอนหลังรถตามลำพัง ส่วนลูกศิษย์ของท่านซึ่งเป็นเด็กหนุ่มนั่งคู่กับคนขับรถ

สี่สหายและสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดรีบออกมาจากห้องโถงหลังจากได้ยินเสียงรถยนต์แล่นเข้ามาในบ้าน ทุกคนตื่นเต้นดีใจไปตามกัน เมื่อได้เห็นหลวงพ่อเคลิ้มพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ

พอรถออสตินเก๋งแล่นมาจอดเทียบหน้าบันไดตึก ทุกคนก็ลงมาจากบันไดหน้านึกคอยต้อนรับหลวงพ่อ เจ้าแห้วรีบเปิดประตูตอนหลังรถออก คุณหญิงวาดประนมมือไว้ระหว่างอกกล่าวคำเชิญหลวงพ่ออย่างนอบน้อม

"นิมนต์ค่ะหลวงพ่อ ดิฉันคือคุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์ เจ้านายของนายแห้ว ดิฉันเป็นเจ้าของบ้านนี้ค่ะ"

หลวงพ่อเคลิ้มพาสังขารอันแก่ชราวัย 75 ปีลงมาจากรถอย่างงุ่มง่ามแบบคนแก่ ในมือของท่านมีย่ามหนึ่งใบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้ามายกมือไหว้

"ผมคือพระยาปัจจนึกฯ ญาติของคุณหญิงวาดครับ เด็กๆ พวกนี้ลูกหลานของเราทั้งนั้น นิมนต์บนตึกเถอะครับ" หลวงพ่อยิ้มเล็กน้อย "เจริญพร อาตมาภาพขอบคุณมากที่ให้การต้อนรับอาตมาอย่างดีเช่นนี้ นายแห้วลูกศิษย์ของอาตมาเขาบอกมาอาตมาแล้วว่า เขาเป็นคนใช้เก่าแก่ของคุณหญิง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดพาหลวงพ่อเคลิ้มขึ้นไปบนตึก สี่สหายกับสี่นางและเจ้าแห้วติดตามไปด้วย เมื่อเข้ามาในห้องโถงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็นิมนต์ให้หลวงพ่อนั่งบนตั่งเท้าสิงห์คล้ายกับธรรมาสน์ แต่ไม่มีขอบหรือกะบัง มีเบาะนวมอย่างดีอยู่บนตั่งข้างตั่งมีโต๊ะเล็กๆ สำหรับวางของถวายพระ ทุกคนทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้นด้วยจิตใจเลื่อมใสในหลวงพ่อเคลิ้ม คุณหญิงวาดถือโอกาสแนะนำคณะพรรคสี่สหายและสี่นางให้หลวงพ่อรู้จักทีละคน เมื่อแนะนำใครคนนั้นก็กราบท่าน

หลวงพ่อเคลิ้มหูตาฝ้าฟางแล้ว ท่านชอบฟังมากกว่าพูด แต่ใบหน้าของท่านยิ้มละไมตลอดเวลา ถึงแม้สังขารของท่านทรุดโทรมร่วงโรยไปสุขภาพของท่านก็ยังดีกว่าคนแก่รุ่นราวคราวเดียวกัน

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองและสี่สหายกับสี่นางต่างสนทนากับท่านและขอฝากตัวเป็นศิษย์ รู้สึกว่าเสี่ยหงวนกับนิกรสุภาพเรียบร้อยขึ้น ขณะที่คนใช้คนหนึ่งนำน้ำชาหมากพลูบุหรี่มาประเคนให้ท่าน คุณหญิงวาดก็กระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วว่า

"แกออกไปบอกคนรถให้เขากลับไปเถอะนะ ข้าจะให้พลเอารถไปส่งหลวงพ่อเอง แล้วก็นิมนต์ลูกศิษย์ของหลวงพ่อให้เขาขึ้นมานั่งพักผ่อนที่หน้าตึก บอกให้ใครจัดหาเครื่องดื่มให้เขาด้วย"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"ลูกศิษย์ของหลวงพ่อเป็นฆราวาสไม่ต้องนิมนต์เขาหรอกครับ รับประทานผมจะเรียกเขาขึ้นมาบนตึก"

คุณหญิงทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"กูพูดเผลอไปโว้ย"

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางหน้านึก สักครู่ก็จึงกลับเข้ามาในห้องโถงและทรุดตัวลงนั่งใกล้ๆ กับหลวงพ่อเพื่อคอยปรนนิบัติรับใช้ ทุกคนดีใจมากที่หลวงพ่อพูดคุยด้วยอย่างกันเองโดยไม่ถือตัว ท่านพูดช้าๆ เสียงกังวานท่าทางของท่านสำรวมอยู่ตลอดเวลา

ในที่สุดหลวงพ่อก็กล่าวว่า

"อาตมาขอต้อนรับทุกคนไว้เป็นลูกศิษย์ของอาตมาตามความปรารถนา ขอให้ทุกคนอยู่เย็นเป็นสุขเถิด อาตมาจะทำน้ำมนต์ประพรมให้ทั่วหน้ากันเพื่อเป็นสวัสดิมงคลปัดเป่าโรคาพยาธิและเสนียดจัญไร หาบาตรและธูปเทียนมาให้อาตมาเถอะแล้วก็ใครมีเครื่องรางของขลังก็ไปเอามาใส่บาตรน้ำมนต์ไว้ อาตมาจะปลุกเสกเพื่อให้ของนั้นศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองป้องกันตัวได้ตลอดไป"

ทุกคนต่างผลัดเปลี่ยนกันขึ้นไปบนห้องนอน และนำเครื่องรางของขลังของตนลงมาเท่าที่มีอยู่ นิกรอุ้มบาตรใบหนึ่งพร้อมด้วยที่รองบาตรลงมาด้วย พลถือห่อธูปเทียน เจ้าแห้วเป็นคนสุดท้ายที่ไปเอาเครื่องรางของขลังที่ห้องพักของเราที่เรือนคนใช้

บาตรใบนั้นบรรจุน้ำเกือบเต็มซึ่งประไพกับนันทาช่วยกันรองน้ำมาจากอ่างน้ำใต้บันไดขึ้นชั้นบน

ทุกคนต่างนำเครื่องรางของขลังใส่รวมกันลงไปในบาตรนั้น แต่ส่วนมากพระเครื่องรางอยู่ในสร้อยคอแล้ว คุณหญิงวาดมีตะกรุดเมตตามหานิยมเพียงดอกเดียวและพระเครื่องหลวงพ่อทวด ซึ่งเป็นพระบวชใหม่แต่เข้าพิธีแล้วอีกองค์หนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีพระเครื่องรางชั้นเยี่ยมเกือบ 20 องค์ บางองค์ก็เลี่ยมทองหรือบรรจุไว้ในกรอบทองอันสวยงาม นิกรตาลุกเมื่อแลเห็นกริ่งปวเรศวร์ของพ่อเขา ซึ่งนักเลงพระน้อยคนนักที่จะมีพระกริ่งแบบนี้ เพราะราคาค่าเช่าเหยียบแสนขึ้นไป เพื่อนเก่าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนหนึ่งเอารถฟอร์ดเก๋งใหม่เอี่ยม เพิ่งออกจากอู่ได้สองสามวันมาแลกท่านเจ้าคุณยังไม่ยอม

พิธีทำน้ำพระพุทธมนต์และปลุกเสกเครื่องรางของขลังได้เป็นไปอย่างสงบเงียบ หลวงพ่อเคลิ้มสั่งให้เจ้าแห้วไปหาใบมะยมมากำหนึ่ง เตรียมไว้สำหรับให้ท่านประพรมน้ำมนต์

เป็นครั้งแรกที่สี่สหายกับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองได้เห็นหลวงพ่อทำพิธีกิจ ท่านจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย แล้วจุดเทียนเล่มหนึ่งปักไว้ที่ปากบาตรเพื่อให้เทียนขี้ผึ้งหยดลงไปในบาตร ระหว่างนั้นหลวงพ่อได้สวดมนต์ภาวนาเบาๆ ทุกคนนั่งพับเพียบประนมมือนิ่งเฉยด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระอาจารย์องค์นี้

เกือบครึ่งชั่วโมงการทำน้ำมนต์และปลุกเสกเครื่องรางของขลังก็เสร็จเรียบร้อย คุณหญิงวาดสั่งให้เจ้าแห้วประเคนน้ำอัดลมแช่เย็นให้หลวงพ่อทันที นิกรกระซิบกับพี่สาวของเขา

"พี่นันจ๊ะ หลวงพ่อท่านคงหิว พี่ช่วยจัดน้ำชา แซนด์วิช มาให้ท่านฉันหน่อยซี ผลไม้สักนิดหน่อย"

นันทาจุ๊ปากแล้วทำตาเขียวกับน้องชายจอมทะเล้นของหล่อน

"ท่านฉันได้เรอะ ตั้งบ่ายสองโมงครึ่งแล้ว "

"อ้อ ฉันเผลอไป"

หลวงพ่อไม่ยอมฉันน้ำอัดลม แต่ท่านฉันหมากคำหนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวกับทุกคนว่า

"อาตมาจะประพรมน้ำมนต์ให้ เข้ามาใกล้ๆ อาตมาเถอะ แล้วประเดี๋ยวอาตมาจะพรมน้ำมนต์ให้ทั่วตึกหลังนี้"

ต่างคนต่างคลานเข้ามาหมอบกราบหลวงพ่อ ต่อจากนั้นหลวงพ่อเคลิ้มก็ใช้ใบมะยมจุ่มลงในบาตรประพรมน้ำมนต์ให้สี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดกับเจ้าแห้วโดยทั่วหน้ากัน

น้ำพระพุทธมนต์ทำให้ทุกคนสดชื่นแจ่มใสขึ้นอย่างน่าประหลาด ทุกคนพาหลวงพ่อประพรมน้ำมนต์ให้ตามห้องต่างๆ ทั่วชั้นล่างแม้กระทั่งห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของศาสตราจารย์ดิเรก เสร็จแล้วก็พาหลวงพ่อเคลิ้มขึ้นไปชั้นบน

สักครู่สี่สหายกับสี่ทางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็พาหลวงพ่อเคลิ้มกลับลงมาในห้องโถง เจ้าแห้วถือบาตรน้ำมนต์ติดตามหลวงพ่ออย่างใกล้ชิด ท่านเจ้าคุณนิมนต์ให้หลวงพ่อนั่งบนตั่งตามเดิม เจ้าแห้วทรุดตัวนั่งคุกเข่าค่อยๆ วางบาตรน้ำมนต์ลงบนโต๊ะข้างตั่งด้วยความระมัดระวัง คุณหญิงวาดกราบหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง

"ดิฉันกราบขอบพระคุณค่ะที่หลวงพ่อกรุณาทำน้ำมนต์ประพรมให้เราและช่วยปลุกเสกเครื่องรางของขลังให้"

หลวงพ่อยิ้มเล็กน้อย

"น้ำมนต์ในบาตรนี้ถ้าใครจะอาบก็ตักเอาไปเพียงเล็กน้อย แล้วผสมน้ำอาบจะเกิดสิริมงคลแก่ตัวเอง ส่วนเครื่องรางของขลังอาตมภาพได้ปลุกให้เรียบร้อยแล้ว รับรองว่าของในบาตรนี้ทุกสิ่งเป็นของศักดิ์สิทธิ์อยู่ยงคงกระพันป้องกันศัสตราอาวุธได้ทุกชนิด"

เสี่ยหงวนกล่าวถามหลวงพ่อทันที

"ทดลองดูเดี๋ยวนี้ต่อหน้าหลวงพ่อได้ไหมครับ"

หลวงพ่อเคลิ้มยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ได้ซีคุณ มีอาวุธอะไรก็ไปขนเอามาทดลองกันได้ อาตมากล้ารับรองในอำนาจพระพุทธคุณ แต่ถ้าใครถือว่ามีของดีคุ้มกันตัวไปข่มเหงรังแกเขา คุณพระคุณเจ้าก็จะไม่ช่วยคุ้มครองป้องกัน เพราะพระท่านคุ้มรักษาแต่ผู้ที่ประพฤติดีประพฤติชอบเท่านั้น"

กิมหงวนคลานเข้ามาที่ตั่งล้วงมือลงไปในบาตรน้ำมนต์หยิบสร้อยคอทองคำเส้นหนึ่ง ซึ่งมีพระเครื่องร้อยอยู่สามสี่องค์ขึ้นมาประนมมือไหว้แล้วสวมคอเขา ต่อจากนั้นใครต่อใครเข้ามาหยิบเครื่องรางของขลังของตนที่อยู่ในบาตรแล้วก็มีการวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลองดูโว้ยพล กันได้สมเด็จวัดระฆังองค์นี้มาเกือบสองปีแล้วไม่เคยลองเลย หลวงพ่อท่านเพิ่งปลุกเสกให้เราใหม่น่าจะลองดูต่อหน้าท่าน"

พลเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี หลวงพ่อของกันทุกองค์นักเลงพระเขาก็ยืนยันว่าล้วนแต่แน่ๆ ทั้งนั้น แต่กันไม่เคยลองสักที ที่ไม่ลองไม่ใช่เพราะกันไม่เชื่อ" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้วแล้วออกคำสั่ง "เฮ้ย ไปเอามีดพร้ากระท้าขวานมาโว้ย หอกดาบหลาวแหลนเอามาให้พร้อม"

หลวงพ่อพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"จะลองด้วยปืนก็ได้นะคุณ"

พล พัชราภรณ์มองดูหลวงพ่อเคลิ้มอย่างศรัทธา

"พวกเราจะอยู่ยงคงกระพันเฉพาะเวลาที่หลวงพ่ออยู่ที่นี่หรืออย่างไรครับ"

"อ๋อ ตลอดไปซิคุณ คุณมีเครื่องรางของขลังทีอาตมาปลุกเสกให้ติดตัวอยู่ มีดหรือปืนหรืออาวุธชนิดใดก็ทำไมคุณไม่ได้"

นิกรถามขึ้นเบาๆ

"หลวงพ่อครับ รถบดถนนทับตายไหมครับ"

หลวงพ่อนิ่งคิดอยู่สักครู่แล้วตอบเสียงหนักแน่น

"ตาย"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ไง๋ตายล่ะครับ"

"อาตมาตอบได้แต่เพียงว่า พระน่ะท่านคุ้มกันอาวุธหรือเขี้ยวงาได้จริง แต่รถบดถนนมันมีน้ำหนักตั้งหลายตัน ทับใครเข้าคนนั้นก็แบนแป๊ดแป๋เหมือนกล้วยปิ้ง คนเราถ้าตัวแทนเป็นกล้วยปิ้งแล้วคงก็ไม่รอด ถึงแม้จะอยู่ยงคงทนอย่างไรก็ตาม เรื่องรถบดถนนอาตมาก็ไม่เคยทดลองเลย คุณอยากจะลองก็ตามใจ"

พ.อ.นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่ไหวละครับหลวงพ่อ"

เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปทางหลังตึก สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ต่างสนทนากับหลวงพ่อเคลิ้มเป็นอย่างดี หลวงพ่อล้วงมือลงไปในย่ามของท่านหยิบตลับไม้จันทน์ตลับหนึ่งออกมาเปิดออก แล้วท่านก็แจกตะกรุดเมตตาของท่านให้ทุกคนคนละดอก ท่านบอกว่าตะกรุดของท่านจะทำให้เกิดสง่าราศี ใครเห็นใครก็รักและเกรงใจ จะพูดจาเรื่องอะไรกับใครก็ได้ผล

ใน 10 นาทีนั้นเองเจ้าแห้วกับลุงม้วนคนทำสวนก็ช่วยกันหอบอาวุธต่างๆ เข้ามาในห้องโถง มีทั้งดาบใหญ่แบบโรมัน ดาบไทย หอก แหลน หลาว สามง่าม มีดปังตอขนาดมหึมา และอาวุธอื่นๆ อีกหลายชนิด เช่น มีดพกหรือสนับมือ ชะแลงเหล็ก กระทั่งไม้คาน

เจ้าแห้วกับลุงม้วนต่างกองอาวุธที่ขนมาไว้บนโต๊ะสี่เหลี่ยมข้างประตูห้องโถง แล้วเจ้าแห้วกับคนทำสวนก็นั่งลงริมประตูบานนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยเสียงหัวเราะ

"อ้ายหงวน แกกับอ้ายกรผลัดกันแสดงการเชือดเนื้อเถือหนังให้อาและพวกเราดูหน่อยเถอะวะ"

กิมหงวนอมยิ้มและหันมาทางนายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขา

"มา-อ้ายกร ลองเชือดกันเล่นแก้เหงา"

"ก๊อดีน่ะซี ต่อหน้าหลวงพ่ออย่างนี้กันมั่นใจเหลือเกินว่าหนังของกันเหนียวแน่ เพราะหลวงพ่อท่านรับรองแล้ว เราผลัดกันเชือดดีกว่า กันจะเอามีดโกนเฉือนลูกกระเดือกแก"

อาเสี่ยสะดุ้งเล็กน้อย

"เอาอย่างอื่นเถอะวะ มีดโกนมันเสียวเหลือเกิน ถึงไม่เข้าก็เสียวไส้ แต่ถ้าบังเอิญมันเข้าละก้อ กันก็เท่งทึงอย่างไม่ต้องสงสัย"

นิกรนิ่งคิดสักครู่

"ยังงั้นกันก็เอาหอกพุ่งแก"

"เออ ค่อยยังชั่วหน่อย อาวุธที่กันกลัวที่สุดคือมีดโกนโว้ย" แล้วเสี่ยหงวนก็เปลี่ยนสายตามาที่หลวงพ่อเคลิ้ม "เหนียวแน่นะครับ หลวงพ่อ"

หลวงพ่อมองดูกิมหงวนอย่างเคืองๆ

"อาตมารับรอง ทุกคนที่อยู่ในห้องนี้ล้วนอยู่ยงคงกระพันทั้งนั้น แต่ว่าต้องเอาเครื่องรางของขลังติดไว้กับตัว"

กิมหงวนกับนิกรต่างลุกขึ้นยืนพากันเดินไปที่โต๊ะอาวุธ นิกรหยิบดาบใหญ่เล่มหนึ่งขึ้นมาถือ ดาบเล่มนี้เป็นดาบจีนปลายแหลมงอนและยาวมาก มันเป็นสมบัติดั้งเดิมของลุงม้วนซึ่งชายชราหัวหน้าคนสวนที่บ้าน "พัชราภรณ์" รักและหวงแหนมาก

"หนักมากโว้ยหงวน" นิกรพูดยิ้มๆ "ถ้าหนังแกไม่เหนียวรับรองว่ากันฟันคอแกขาดกระเด็นแน่"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"แต่ดาบคงบิ่นเปล่าเพราะหลวงพ่ออยู่ที่คอกันตั้งหลายองค์ เพียงแต่สมเด็จวัดระฆังองค์เดียวก็คุ้มกันดาบหรือปืนได้แล้ว เอาเลยอ้ายกร แกฟันกันก่อนสามที แล้วกันจะเล่นงานแกบ้าง วันนี้เป็นวันหนังเหนียวของพวกเราโว้ย สนุกกันให้เต็มที่ต่อหน้าหลวงพ่อ"

นิกรถอยออกห่างอาเสี่ยราวสามสี่ก้าว

"เอายังงี้นะอ้ายเสี่ย กันจะฟันลงไปตรงๆ หมายกบาลแก แกต้องยกแขนขึ้นรับดาบ ถ้าแขนแกไม่ขาดก็หมายความว่าแกอยู่ยงคงกระพัน แต่ถ้ากันไม่เหนียวแกก็เพียงแขนด้วนเท่านั้นไม่ถึงตาย แล้วถ้ากันฟันแขนแกไม่เข้า กันจะฟันคอแกอีกหนึ่งทีแล้วกัน จะเอาหอกพุ่งหน้าอกแกอีกหนึ่งที ต่อจากนั้น กันจะให้แกทดลองกันสามทีเช่นเดียวกัน แกจะลองด้วยอาวุธแบบไหนได้ทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประเคนกาแฟดำเย็นให้หลวงพ่อหนึ่งแก้ว รู้สึกว่าหลวงพ่อเคลิ้มชอบฉันโอเลี้ยงมาก ท่านยกหลอดขึ้นดูดทันที แล้วคุณหญิงวาดกับท่านเจ้าคุณก็สนทนากับหลวงพ่ออย่างสนิทสนม

เมื่อนิกรขยับดาบใหญ่ทำท่าทะลวงฟัน ทุกคนก็จ้องตาเขม็งมองดูด้วยความตื่นเต้น ลุงม้วนเจ้าของดาบกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วทันที

"ถ้าเพลี่ยงพล้ำละก้อ อาเสี่ยตัวขาดสองท่อนเชียวนะโว้ย"

เจ้าแห้วโบกมือห้ามแล้วกระซิบพูดเช่นเดียวกัน

"ไม่เข้าหรอกน่าลุง ถ้าเข้าคุณนิกรก็เข้าคุกฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาเท่านั้น"

นิกรตั้งท่าเหมือนทหารญี่ปุ่นเตรียมฟันคู่ต่อสู้ด้วยซามูไร เขาจ้องตาเขม็งมองดูอาเสี่ยแล้วพูดเสียงหนักๆ

"นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วให้ดีนะ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"แล้วกัน อย่าพูดให้เสียงขวัญซีโว้ย ฟันก็ฟันซี" นิกรร้องว๊ากสุดเสียงแล้วปราดเข้าฟันกิมหงวนเต็มเหนี่ยว อาเสี่ยตกใจยกท่อนแขนซ้ายขึ้นรับดาบเสียงดังฉึก ทุกคนใจหายวาบไปตามกัน แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก แขนของกิมหงวนเหมือนกับทำด้วยเหล็กกล้า ดาบจีนเล่มนั้นไม่ได้ทำให้เกิดแผลแม้แต่เพียงเป็นรอยยางบอน กิมหงวนมองดูท่อนแขนซ้ายของเขาแล้วอ้าปากหวอ นิกรยืนตะลึงเกือบจะคิดว่าเขาฝันไป

นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ

"อิท อิส วันเดอร์ฟูล โอ-ฝรั่งงงโว้ย อ้ายหงวนกลายเป็นมนุษย์อภินิหารไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"อำนาจพระเครื่องรางที่ห้อยคอหรืออำนาจของพระพุทธคุณนั่นเองที่ช่วยให้ร่างกายของอ้ายหงวนอยู่ยงคงทนเช่นนี้"

สี่นางต่างวิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด คุณหญิงวาดกล่าวกับสี่นางด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า

"ไม่เพียงแต่พ่อหงวนหรอกที่หนังเหนียว พวกเราทุกคนก็อยู่ยงคงกระพันเช่นเดียวกัน"

นิกรยืนนิ่งเฉยอยู่นานจึงยิ้มให้อาเสี่ย

"แกแน่โว้ย กันฟันเสียเต็มเหนี่ยวแกไม่เป็นอะไรเลย ทีนี้กันฟันคอแกละนะ ยืดคออกมาซี"

"คอกันมีอยู่แค่นี้ แกจะให้ยืดมันออกอีกยังไงวะ กันไม่ใช่ผีนี่หว่า"

"ก้มคอลง" นายจอมทะเล้นพูดเสียงหัวเราะ "กันจะยืนข้างตัวแกแล้วฟันคอแกด้วยดาบเล่มนี้" เพราะความเชื่อมั่นในพระพุทธคุณและหลวงพ่อเคลิ้ม กิมหงวนจึงก้มหน้าลงโดยดีเพื่อให้นิกรฟันเขา เสียงจ้อกแจ้กจอแจสงบเงียบลงอีก

พ.อ. นิกรเงื้อดาบขึ้นสุดแขนหมายก้านคอเสี่ยหงวนแล้วฟันลงไปสุดแรงเกิด

"ฉึก"

คมดาบที่ถูกคอกิมหงวนกระดอนขึ้น แลเห็นถนัดไม่ผิดอะไรกับฟันเหล็กกล้า เสียงพึมพำดังขึ้นทันที ทุกคนตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว แต่หลวงพ่อเคลิ้มองค์เดียวเท่านั้นที่ไม่รู้สึกตื่นเต้นอะไร นิกรโยนดาบจีนลงบนโต๊ะเสียงเพล้ง แล้วหยิบหอกเล่มหนึ่งขึ้นมาถือกระชับมั่นไว้ในมือ เขาถอยหลังออกไปห่างจากกิมหงวนราว 3 เมตร แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ยืดหน้าอกขึ้น โดนโมกขศักดิ์เล่มนี้เข้า แกเสร็จแน่ ทะลุอกนะโว้ย"

อาเสี่ยมีกำลังใจดีแล้ว เขายกมือขวาขึ้นลูบคลำคอตอนเหนือท้ายทอยของเขาเพราะรู้สึกขัดยอกเล็กน้อย แล้วเขาก็ยืนแบะอกมองดูหน้านายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขาอย่างทระนง

"เอาเลย อ้ายกร"

นิกรอมยิ้ม

"ถ้าตายอย่าเอาความนะโว้ย"

แล้วนิกรก็ยกหอกเงื้อขึ้นขยับไปมาอยู่สักครู่ก็พุ่งหอกหมายไปที่หน้าอกเสี่ยหงวน หอกเล่มนั้นถูกหน้าอกซีกซ้ายของอาเสี่ยอย่างแม่นยำและแรงมาก ความแรงของหอกทำให้กิมหงวนเซถอยหลังออกไปสองก้าว แต่คมหอกไม่ได้ระคายเคืองผิวหนังของเขาเลย

เมื่อคุณหญิงวาดตบมือขึ้น ทุกคนต่างก็ตบมือเกรียวกราว ลุงม้วนกระซิบกับเจ้าแห้วว่า

"อาเสี่ยท่านมีของดีอยู่กับตัวของท่านมานานแล้ว สมเด็จวัดระฆังของท่านน่ะเอ็งเชื่อไหมอ้ายแห้ว ราคาที่เช่ากันอย่างน้อยก็หมื่นบาท ของอาเสี่ยท่านงามจริงๆ แล้วยังหลวงพ่อท่ากระดาน กริ่งคลองตะเคียน กำแพงพลูจีบอีก"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"ขณะนี้ฉันก็หนังเหนียวเหมือนกันนะลุง หลวงพ่อท่านปลุกเสกพระให้ฉัน ที่ไม่เคยทดลองก็เพราะไม่แน่ใจ"

นิกรเดินไปที่โต๊ะอาวุธแล้ววางหอกลงบนโต๊ะ กิมหงวนตามเข้ามาหยิบมีดพกที่มีขนาดเท่าดาบปลายปืนของพลร่มเล่มหนึ่งขึ้นมาถือ แล้วดึงออกมาจากปลอก

"ทีนี้ตากันบ้างละนะ การทดลองครั้งแรกกันจะแทงแกด้วยมีดพกเล่มนี้" นิกรอมยิ้ม

"เอาดาบดีกว่าน่ะ มีดมันจะหักเสียเปล่าๆ น่าเสียดาย"

"เถอะน่า ให้มันรู้ไปทีซีวะว่าแกเหนียวจนกระทั่งมีดหักเพราะแทงไม่เข้า"

นิกรเงยหน้าขึ้นมองดูเพดานห้อง

"เอา-แทงคอกันเลยเพื่อน ไม่ต้องเกรงใจ"

เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาดึงชายเสื้อฮาวายของนิกรขึ้น แล้วดึงขอบกางเกงของนิกรให้ต่ำลงไป "กันไม่แทงคอแกหรอก แทงสะดือแกดีกว่า"

นิกรสะดุ้งโหยง รีบดึงขอบกางเกงขึ้นแล้วยกมือทั้งสองปิดสะดือของเขา

"แฮ่ะ แฮ่ะ แทงคอเถอะเพื่อน แทงสะดือมันหวาดเสียวมาก เคราะห์หามยามร้ายทะลุเข้าไปสักสามเซ็นต์ก็ไส้แตก มีหวังเท่งทึงเท่านั้นเอง"

หลวงพ่อหัวเราะงอหาย ดูเหมือนว่าท่านไม่เคยหัวเราะลงลูกคอเอิ้กอ้ากเหมือนวันนี้เลย ความสนุกสนานร่าเริงของสองสหายทำให้ท่านขบขันอดหัวเราะไม่ได้ เมื่อสองเกลอร่วมมือกันทำอะไรก็ต้องวุ่นวายยุ่งยากอย่างนี้เสมอ

"เงยหน้าขึ้นอ้ายกร" อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะ

พ.อ.นิกรปฏิบัติตามคำสั่งของเสี่ยหงวนโดยดี มือขวาของเขากุมพวงพระเครื่องรางที่คล้องคออยู่หลายองค์ด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธคุณ

"เอา-แทงเลย ฆ่าฉันเสียให้ตาย"

กิมหงวนเสือกปลายมีดแทงคอหอยนิกรเต็มเหนี่ยว

ท่ามกลางสายตาของทุกๆ คนที่อยู่ในห้องโถง แต่นิกรไม่ได้รับอันตรายจากมีดพกเล่มใหญ่เล่มนี้เลย ถ้าหากว่าเขาไม่มีพระคุ้มครอง คอหอยของเขาก็ต้องทะลุแล้ว

"แน่โว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องขึ้นดังๆ "แกไม่เพียงแต่ขี้เหนียวอย่างเดียว หนังของแกยังเหนียวด้วย ประเดี๋ยวไอจะขอทดลองบ้าง เพราะพระของไอแต่ละองค์ก็ยอดเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนโยนมีดไปบนโต๊ะ แล้วเดินไปหยิบดิ้ว หรือไม้คมแฝกขึ้นมาอันหนึ่ง รูปลักษณะของมันแบนๆ คล้ายกับไม้คานของพวกชาวจีนหาบของขายนั่นเอง ความยาวของดิ้วยาวประมาณ 2 ฟุต เป็นอาวุธสำหรับใช้ตีกบาลกันในหมู่นักเลงอันธพาล เรียกว่าตีสั่งสอนไม่เอาเป็นเอาตาย เอาแต่พอให้หัวแตกเสียเชิงชายขายหน้าเขาเท่านั้น

"มา-อ้ายกร ฉันจะเอาดิ้วอันนี้หวดกบาลแกดีกว่า ดูซิว่ากบาลแกจะแบะไหม"

นิกรพยักหน้าและยิ้มให้

"ดีซี"

เสี่ยหงวนผิวปากเบาๆ ในทำนองเพลงจีน ถือดิ้วเดินย่างสามขุมเข้ามาหานิกรแล้วเงื้อดิ้วขึ้นเหนือศีรษะฟาดลงกลางกบาลนายจอมทะเล้นเต็มเหนี่ยว

"โป๊ก"

เหมือนกับกิมหงวนเอาดิ้วตีเสาเรือน แทนที่จะดังโพล๊ะกลับดังโป๊ก แสดงว่าหัวของนิกรแข็งและไม่เละไม่แตก เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้องโถง นิกรยกมือลูบคลำศีรษะแล้วบ่นพึมพำ

"ไม่แตกโว้ย แต่ก็มึนพอดู เห็นดาวขึ้นกลางวันหลายดวง"

"ใช้ได้" กิมหงวนพูดพลางหัวเราะ "หัวแกแข็งเหมือนหัวอ้ายโจร ตานี้กันทดลองความเหนียวของแกด้วยหลาวดีกว่า"

"ขึ้นไปเอาปืนพกของแกมายิงกรอกปากกันเถอะวะ แกเอามีดพกแทงกันยังไม่เข้า หลาวมันก็เหมือนกันน่ะแหละ"

อาเสี่ยเดินไปที่โต๊ะอาวุธวางดิ้วลงบนโต๊ะ แล้วหยิบหลาวทองเหลืองอันหนึ่งขึ้นมาถือกระชับมั่น เขากลับมาหานิกรหยุดยืนในระยะห่างจากนิกรเพียงสองก้าว

"นั่งลงอ้ายกร นั่งในท่าโก้งโค้ง"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ฮ้า แกจะทำไม"

"เอาหลาวแทงก้นแก"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำเอื๊อก

"ไม่ตกลงโว้ย คนที่อยู่ยงคงกระพัน ถ้าเอาหลาวแทงก้น เขาว่าม่องเท่งทุกราย อย่าดีกว่า แทงที่อื่นเถอะเพื่อน มันเสียวว่ะ แล้วก็จั๊กจี้ด้วย"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ถ้ายังงั้น ยื่นหน้าอกมากันจะทะลวงอกแกด้วยหลาวทองเหลืองเล่มนี้"

"เอาเลย" นิกรพูดยิ้มๆ แล้วแอ่นอกให้เสี่ยหงวนโดยดี

กิมหงวนยกหลาวขึ้นจ้วงแทงหน้าอกเพื่อนเกลอของเขาเต็มเหนี่ยว คราวนี้ทุกคนไม่มีใครตื่นเต้นหวาดเสียวอีกแล้ว เพราะเชื่อในอำนาจพระพุทธคุณที่จะช่วยคุ้มครองป้องกันนิกรให้อยู่ยงคงกระพัน

"ฉึก"

ไม่ผิดอะไรกับแทงก้อนหิน ปลายหลาวอันแหลมคมบิดงอ นิกรยื่นนิ่งเฉยมองดูกิมหงวนอย่างขบขัน

"เจ็บๆ คันๆ โว้ย เหมือนมดกัด"

กิมหงวนมองดูนิกรอย่างชื่นชม

"แกกับกันต่างหนังเหนียวพอๆ กัน นี่ถ้าหลวงพ่อท่านไม่มาปลุกเสกพระเครื่องของเรา เราก็คงไม่กล้าทดลองกันอย่างนี้ เพราะถ้าเพลี่ยงพล้ำก็จะเกิดเป็นคดีฆาตกรรมขึ้น ตอนที่แกฟันกันด้วยดาบใหญ่เล่มนั้น กันคิดว่าคอกันขาดเสียแล้ว ถึงไม่เข้าก็ใจหายเหมือนกัน เราทดลองกันมาพอแล้ว ให้คนอื่นเขาทดลองกันบ้าง"

อาเสี่ยโยนหลาวไปบนโต๊ะแล้วเดินเคียงคู่กับนิกร เข้ามานั่งข้างหลวงพ่อเคลิ้ม สองสหายต่างก้มลงกราบหลวงพ่อแสดงความเคารพรักอย่างสูง ศาสตราจารย์ดิเรกลุกขึ้นพาตัวเดินไปที่โต๊ะเครื่องอาวุธต่างๆ เขาหยิบหอกเล่มนั้นขึ้นมาพิจารณาดูใบหอกแล้วนึกในใจว่า ความคมของมันน่าจะสังหารใครต่อใครได้ ถ้าหากว่าถูกพุ่งอย่างแรงเหมือนอย่างนิกรพุ่งกิมหงวน แต่อาเสี่ยหาได้รับความเจ็บปวดอย่างไรไม่ นายพลดิเรกถือหอกเดินเข้ามาหาหลวงพ่อแล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า

"หลวงพ่อช่วยเอาหอกแทงผมสักสองสามทีได้ไหมครับ"

หลวงพ่อเคลิ้มสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกคุณ ไม่ใช่วิสัยของอาตมภาพที่จะทำเช่นนี้ ทดลองก็ลองกันเองเถอะ"

นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นยืนหมุนตัวไปรอบๆ ห้องแล้วกวักมือเรียกพ่อตาของเขา

"คัมมอน มาสู้กับผมคุณพ่อ ใครหนังดีอยู่ ใครไม่เหนียวก็เน่า ผมเอาหอกกคุณพ่อเอาดาบ รบกันเอาเหงื่อสักหน่อยเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณนึกสนุกขึ้นมา และอยากจะเห็นอำนาจพระพุทธคุณจากพระเครื่องรางชั้นยอดสามสี่องค์ที่คล้องอยู่ที่คอ ท่านก็ลุกขึ้นท่ามกลางเสียบตบมือโห่ร้องเกรียวกราว เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ ขณะที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินไปที่โต๊ะอาวุธต่างๆ

"ศึกชิงวันทองโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายหมอมันมีส่วนคล้ายขุนแผนเหมือนกัน"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิก

"ขุนแผนใส่แว่นตาสายตาสั้นมีที่ไหน แต่เจ้าคุณท่านเหมือนขุนช้างมาก"

ท่านเจ้าคุณทำปากจู๋ หยิบดาบจีนเล่มใหญ่ขึ้นมาถือแล้วหันมาค้อนคุณหญิงวาด

"แล้วคุณหญิงล่ะ เหมือนนางทองประศรีไม่มีผิด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ทันใดนั้นเอง ดร.ดิเรกก็ถือโอกาสพุ่งหอกเล่มนั้น ออกไปจากมือของเขาถูกหน้าอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังอั้ก ท่านเจ้าคุณไม่ทันระวังตัวก็เซถลาออกไปทางประตูห้องโถง ความแรงของหอกทำให้ท่านล้มลงก้นกระแทกพื้น แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง หอกเล่มนั้นไม่ได้ทำให้เจ้าคุณมีบาดแผลเลย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แทนที่จะโกรธเขยใหญ่ของท่าน ท่านกลับมองดู ดร.ดิเรกแล้วหัวเราะชอบใจ

"ฮ่ะ ฮ่ะ ไม่ได้แอ้มละโว้ย ดิเรก กริ่งปวเรศวร์ของพ่อ และสมเด็จวัดระฆังที่คอพ่อเป็นที่ยืนยันกันในวงการนักเลงพระมานานแล้วว่าแน่ที่สุด"

แล้วเจ้าคุณก็หยิบหอกเล่มนั้นลุกขึ้นยืนโยนหอกไปให้นายพลดิเรก

"มา-ดิเรก มาสู้กันแบบนักรบในสมัยโบราณ ถึงหนักแกเหนียวฉันก็จะฟันแกให้เคล็ดยอกไปทั้งตัวทีเดียว"

พ่อตากับลูกเขยต่างร่ายรำอาวุธคู่มือเข้าหากัน ท่าทางของเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอมีชั้นเชิงของนักดาบบ้า แต่นายแพทย์หนุ่มหาลวดลายไม่ได้เลย ดูเก้งก้างอย่างไรชอบกล

คุณหญิงวาดกล่าวกับประภาเบาๆ

"แกดูซิยายภา ผัวของแกมีส่วนคล้ายกับไกรทองบ้างไหม"

ประภาหัวเราะชอบใจ

"ไม่มีท่าเลยค่ะคุณอาคะ ในชีวิตของหมอไม่เคยเป็นนักสู้ เก่งแต่ทางแพทย์และวิทยาศาสตร์เท่านั้น อู๊-ดูไม่ได้เลย ท่าทางเหมือนละครลิงในงานภูเขาทอง"

ดร.ดิเรกกระโดดเข้าแทงเจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มแรง ท่านเจ้าคุณยกดาบขึ้นปิดป้องแล้วฟันตอบถูกกลางศีรษะนายแพทย์หนุ่มเต็มรัก แต่อำนาจพระเครื่องรางที่ห่อผ้าประเจียดอยู่ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของนายพลดิเรกช่วยคุ้มกัน ทำให้ ดร.ดิเรกอยู่ยงคงกระพันไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย นายแพทย์หนุ่มถูกฟันซ้ายขวาติดๆ กัน จนตั้งตัวไม่ติด ก็ล่าถอยอย่างไม่เป็นขบวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกรุกไล่เขยใหญ่ของท่านไปรอบๆ ห้อง แต่นายพลดิเรกเป็นคนฉลาดมีมันสมองเฉียบแหลมผิดมนุษย์ ถึงไม่มีฝีมือในการต่อสู้ก็รู้จักต่อสู้ด้วยสมอง ดังนั้น เขาจึงล่อหลอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้บุกทะลวงเขา และพอท่านเจ้าคุณเปิดช่องว่างให้ ศาสตราจารย์ดิเรกก็ยกด้ามหอกฟาดลงกลางศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มแรง

"โป๊ก"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยวท่ามกลางเสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและคุณหญิงวาด ถึงแม้ท่านไม่ได้รับบาดเจ็บแต่ท่านก็โกรธเคือง ดร.ดิเรกอย่างยิ่ง ท่านควงดาบเข้าฟาดฟันนายแพทย์หนุ่มไปรอบๆ ห้องโถง ศาสตราจารย์ดิเรกรบพลางหัวเราะพลางแล้วแกล้งพูดสัพยอกพ่อตาของเขา

"หัวแตกแล้วครับคุณพ่อ เลือดไหลโกรกเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือซ้ายขึ้นลูกกลางกระหม่อมของท่านแล้วมองดูฝ่ามือ พอไม่เลือดท่านหัวเราะแล้วไล่ฟันดิเรกตอ่ไป

"แกเอาหอกฟาดกบาลฉัน แกต้องตาย"

นายแพทย์หนุ่มถูกฟันจังๆ ตั้งหลายทีไม่มีบาดแผลเลย อย่างไรก็ตามเขาตกเป็นฝ่ายรับตลอดเวลา จนกระทั่งนิกรอดรนทนไม่ได้ ก็ลุกขึ้นวิ่งไปที่โต๊ะอาวุธหยิบดาบไทยเล่มหนึ่งขึ้นมาถือแล้วร้องยี่เกเสียงลั่นห้อง

กระดิ่งทองทนดูไม่ไหว เมือแลเห็นเขยใหญ่ไร้ฤทธา

จำจะต้องสังหารผลาญพ่อตา...

แล้วนิกรก็ปราดเข้าขวางกลางสู้รบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แทนนายแพทย์หนุ่ม ทำให้ใครต่อใครหัวเราะกันครื้นเครง หลวงพ่อเคลิ้มหัวเราะงอหาย ท่านยอรับว่าวันนี้ท่านได้รับความเบิกบานใจไม่น้อย คณะพรรคสี่สหายทุกคนล้วนแต่มีความสนุกสนานร่าเริง

"อ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหนักแน่นแล้วฟันเต็มเหนี่ยว "แกอย่าลืมว่าฉันเป็นนายทหารฉันแก่แล้วก็จริงแต่ฉันฟันดาบได้ดีกว่าแกแน่นอน"

นิกรรบแบบยี่เกจึงถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟันหลายที แต่แล้วกระดิ่งทองจอมทะเล้นก็ใช้ความวอ่งไวฟันกลางศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ทีหนึ่ง คราวนี้ท่านเจ้าคุณโกรธจนตัวสั่น รุกประชิดติดพันลูกเขยของท่าน คนดูหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง ดร.ดิเรกเดินหัวเราะออกไปทางหลังตึก

การสู้รบระหว่างดาบต่อดาบผ่านพ้นไปไม่ถึง 5 นาที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หมดแรงถึงกับหอบแฮ่กๆ ในที่สุดท่านก็ยุติการต่อสู้โยนดาบทิ้ง แล้วยกมือซ้ายขึ้นห้ามนายจอมทะเล้นลูกเขยของท่าน

"พอโว้ย" ท่านพูดพลางหอบพลาง "ไม่ไหว..พ่อหมดแรงแล้ว เหนื่อยแทบขาดใจ"

เจ้าคุณเดินโซซัดโซเซไปที่โซฟาริมห้อง กระแทกตัวลงบนโซฟาแล้วล้มตัวลงนอนเหยียดยาวหลับตาปี๋หอบแฮ่กๆ

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทานขึ้นด้วยความตกใจ "คุณอาไปเสียแล้ว เหนื่อยมากเกินไปหัวใจเลยหยุด"

ท่านเจ้าคุณลืมตาขึ้นมองดูเสี่ยหงวนอย่างเดือดดาล

"ใครบอกมึงล่ะ ยังโว้ย ยังไม่ตาย โอย..เหนื่อยเหลือเกิน ใครช่วยเปิดพัดลมให้หน่อยเถอะ แล้วก็ขอน้ำแข็งสักแก้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กินขนมฝรั่งดีไหมครับ คุณพ่อ"

"กินเข้าได้เรอะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว้ด "น้ำลายในปากไม่มีแม้แต่หยดเดียวยังจะให้กินขนมฝรั่ง"

นวลลออลุกขึ้นเดินไปเปิดพัดลมตั้งอันใหญ่ช่วยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นสบายหายเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียไปได้บ้าง ประภารีบหาน้ำแข็งมาให้ท่านดื่ม เจ้าคุณลุกขึ้นนั่งบนโซฟาแต่พอเห็นหลวงพ่อเคลิ้มท่านก็เลื่อนตัวลงมานั่งบนพรมปูพื้น

คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างพูดคุยกับหลวงพ่อ และไต่ถามถึงความเป็นอยู่ของท่านที่วัดพระนอน เมื่อหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ท่านอยู่กุฎิเก่าๆ ชำรุดทรุดโทรม คุณหญิงวาดก็กล่าวกับท่านทันที

"พวกเราจะสร้างกุฎิให้หลวงพ่อใหม่ค่ะ สร้างเป็นตึกเลย หลวงพ่อจะได้จำพรรษาอย่างสุขสบาย"

หลวงพ่อยิ้มละไม

"อย่าเลยโยม ขอบคุณมากที่โยมคุณหญิงจะช่วยสร้างกุฎิให้อาตมา แต่ความต้องการของอาตมาไม่ใช่กุฎิที่สวยงาม แล้วก็อาตมาภาพไม่ปรารถนาสิ่งใดทั้งนั้น อาตมาได้ตัดแล้วทุกสิ่งทุกอย่าง อาตมาอยู่อย่างไรก็ได้ขบฉันอย่างไรก็ได้"

คุณหญิงวาดก้มลงกราบด้วยความเคารพ

"ออกพรรษาแล้วดิฉันจะขอนิมนต์หลวงพ่อมาพักอยู่ที่นี่สักห้าหกวันได้ไหมคะ ดิฉันจะจัดบังกะโลใหญ่หลังบ้านให้หลวงพ่ออยู่อย่างสุขสบาย พวกเราอยากจะปรนนิบัติรับใช้หลวงพ่อและอยากจะเห็นหน้าหลวงพ่อค่ะ"

"เจริญพร ออกพรรษาแล้วอาตมาตั้งใจจะไปธุดงค์อีกสักครั้ง คราวนี้คิดว่าจะไปให้ถึงพม่าเพื่อโปรดสัตว์เรื่อยไป"

กิมหงวนพูดขึ้นทันที

"ผมติดตามไปเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อด้วยคนนะครับ"

หลวงพ่อเคลิ้มหัวเราะเบาๆ

"คุณไปกับอาตมาไม่ได้หรอก การบุกป่าฝ่าดงไปในถิ่นอันทุรกันดารและเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายโรคภัยไข้เจ็บ คุณจะต้องมีความเคยชิน ไปพม่าต้องเดินป่าไปทางเมืองกาญจน์ต้องข้ามเขาใหญ่ถึงสองแห่งจึงจะถึงพม่า"

"ไม่เป็นไรครับหลวงพ่อ ผมขึ้นเครื่องบินไปคอยหลวงพ่อที่ร่างกุ้งก็ได้"

พล พัชราภรณ์ ยกฝ่ามือผลักหน้าเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"พอแล้ว นั่งเฉยๆ เถอะ"

"เราทดลองพระของเราบ้างดีไหมคะคุณนวล ไหนๆ หลวงพ่อท่านก็กรุณาปลุกเสกให้เราแล้ว ไพมีสมเด็จวัดระฆังและหลวงพ่อแก้วอยู่สององค์เท่านั้น ตั้งแต่ได้มาไม่เคยทดลองเลย"

นวลลออยิ้มเล็กน้อย

"เอาซีคะ" แล้วหล่อนก็ยกมือตบกระเป๋าเสื้อฮาวายของหล่อน "ดิฉันมีอยู่ตั้ง 5 องค์ ล้วนแต่พระเครื่องชั้นดีทั้งนั้น"

สองนางต่างลุกขึ้นพากันเดินไปที่โต๊ะอาวุธ ประไพหยิบดาบไทยเล่มหนึ่งขึ้นมาถือแล้วกล่าวกับเมียรักของเสี่ยหงวน

"เราเป็นผู้หญิงยิงเรืออย่าถึงกับรำดาบสู้รบกันเลยนะคะ คุณนวลวางแขนลงบนโต๊ะให้ไพลองฟันและเฉือนแขนคุณด้วยดาบเล่มนี้ แล้วไพจะให้คุณลองบ้าง"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วห้องโถง นวลลออวางแขนซ้ายลงบนโต๊ะทันทีแล้วยิ้มให้ประไพ

"ฟันซีคะ"

ประไพยกดาบขึ้น ทำจดๆ จ้องๆ อยู่สักครู่ก็ฟันฉับลงไปที่ท้องแขนซ้ายของนวลลออค่อนข้างแรง

"ฉึก"

อำนาจพระพุทธคุณทำให้ดาบกระดอนขึ้น เสียงตบมือดังขึ้นทันที นวลลออยกแขนของหล่อนขึ้นมองดูด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

คุณหญิงวาดร้องถามว่า

"เข้าไหมแม่นวล"

นวลลออหันมายิ้มให้คุณหญิงวาด

"เป็นรอยขาวๆ ค่ะคุณอาคะ แต่ไม่เข้า"

คุณหญิงวาดนึกสนุกขึ้นมาก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหาสองนางที่โต๊ะอาวุธ ท่านกล่าวกับหลานสะใภ้ของท่านว่า

"ลองฟันอาบ้างซี ยายไพ"

"เอาซีคะ ไพคิดว่าพวกเราควรจะลองพระและเครื่องรางของขลังทุกๆ คนต่อหน้าหลวงพ่อท่าน เพื่อเราจะได้แน่ใจว่าเรามีของดีคุ้มกันตัวของเรา ใครจะทำร้ายเราหรือเราได้รับอุบัติเหตุก็คงไม่เป็นอะไร"

คุณหญิงว่า "อามีตะกรุดเมตตามหานิยมอยู่ดอกเดียวได้มาจากหลวงพ่อจงนานแล้ว แต่หลวงพ่อท่านรับรองว่าตะกรุดที่ท่านให้มาป้องกันอาวุธและเขี้ยวงาได้สารพัด อ้อ-อามีผ้าประเจียดของหลวงพ่อคงอยู่ผืนหนึ่ง" พูดจบคุณหญิงวาดก็วางแขนซ้ายของท่านลงบนโต๊ะ "ฟันซี ยายไพ"

ประไพเงื้อดาบขึ้นสุดแขน

"ถ้าคุณอาแขนขาดละก้อ อย่าเอาผิดกับไพนะคะ"

คุณหญิงสะดุ้งโหยง

"อย่าพูดให้เสียขวัญซีน่า แล้วกันกำลังใจของอาดีอยู่แล้ว แกพูดเสียอาชักปอดลอย อย่าเงื้อง่าให้น่ากลัวยังงั้นเลยลองฟันเบาๆ ดูก่อนเถอะ ถ้าไม่เข้าค่อยฟันแรงๆ "

ประไพลดดาบลงมา

"เอาแค่นี้นะคะ"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"เออ ดีแล้ว"

ภายในห้องโถงเงียบกริบ ทุกคนต่างมองดูคุณหญิงวาดกับประไพเป็นตาเดียว ประไพเงื้อดาบสูงจากท่อนแขนของคุณหญิงวาดเพียงฟุตเดียวเท่านั้น หล่อนลังเลใจอยู่สักครู่ก็ตัดใจฟันฉับลงไป

"จึ้ก"

คุณหญิงวาดใจหายวาบ เมื่อแลเห็นท้องแขนของท่านเป็นแผลยาวเกือบสองนิ้วฟุต โลหิตสีแดงเข้มไหลทะลักออกมาทันที นวลลออนัยน์ตาเหลือกด้วยความตกใจ ส่วนประไพเมียรักของนิกรทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"โอ๊ย" คุณหญิงร้องลั่น "เข้าโว้ย ตะกรุดกับผ้าประเจียดของอาไม่ขลังเสียแล้ว" พูดจบท่านก็ล้วงมือขวาลงไปในอกเสื้อของท่าน แต่แล้วท่านก็สะดุ้งสุดตัว "อาวางผ้าประเจียดกับตะกรุดไว้ในเชี่ยนหมาก"

ประภารีบลุกขึ้นวิ่งเข้ามาหาคุณหญิงวาดด้วยความห่วงใย

"ขอให้ภาดูแผลหน่อยซิคะ"

คุณหญิงวาด ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ยื่นแขนซ้ายให้ประภาโดยดี อดีตนางพยาบาลของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์แลเห็นบาดแผลของท่าน หล่อนก็ถอนหายใจโล่งอก

"เคราะห์ดีจังค่ะ ที่น้องไพไม่ได้เงื้อดาบขึ้นสุดแขน ไม่แขนคุณอาก็คงขาดออกเป็นสองท่อนแล้ว คุณอาไม่น่าจะลืมตะกรุดกับผ้าประเจียดไว้ที่เชี่ยนหมากเลย ก่อนจะมาให้น้องไพลองฟันก็น่าจะนึกถึงเครื่องรางของขลังก่อน"

"นั่นน่ะซี อานึกว่าอยู่ในหน้าอกเสื้อ"

ประไพวางดาบลงบนโต๊ะแล้วยกมือไหว้ปลกๆ

"ไพกราบของประทานโทษนะคะ" หล่อนพูดเสียงเครือน่าสงสาร "ไพนึกว่าคุณอาเหนียวก็ฟันฉับลงไป ที่แท้คุณอายุ่ยไม่ยักเหนียว"

นวลลออพูดตัดบทว่า

"คุณภาพาคุณอาขึ้นไปทำแผลเสียเถอะค่ะ ถึงแผลนิดหน่อยดาบมันอาจจะสกปรกมีเชื้อโรค"

ประภาเห็นพ้องด้วย หล่อนประคองคุณหญิงวาดเดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน นิกรกับกิมหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่ แต่ไม่กล้าหัวเราะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำกับ พล พัชราภรณ์

"คุณหญิงวาดท่านกะป้ำกะเป๋อเผอเรออย่างนี้เสมอ มีอย่างที่ไหนให้ประไพฟันทั้งๆ ที่ไม่มีของดีอยู่ในตัว นี่ถ้ายื่นคอให้ประไพฟันก็คอขาดกระเด็นไปแล้ว"

ทันใดนั้นเองศาสตราจารย์ดิเรกได้พาตัวเดินเข้ามาในห้องโถงในท่าทางคึกคักเข้มแข็ง ในมือของเขามีปืนกลมือบรรจุแมกกาซีนพร้อม เป็นปืนกลมือที่เขาประดิษฐ์คิดขึ้นมีอำนาจในการยิงดีกว่าปืนกลมือแบบอื่น

ประไพกับนวลลออตกใจ รีบล่าถอยเข้าไปทางกลุ่มสามเกลอแล้วนั่งลงรวมกลุ่ม ทุกคนพากันมองดูศาสตราจารย์ดิเรกอย่างแปลกใจ เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นทันที

"เฮ้-เล่นตลกอะไรวะ หมอ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"โน ไม่ใช่เล่นตลก แต่กันจะทดลองให้รู้แน่ว่าพวกเราอยู่ยงคงกระพันจริงๆ สามารถทนกระสุนปืนกาลมือได้ กันจะยิงทุกคนในห้องนี้เว้นแต่หลวงพ่อ"

ลุงม้วนคนทำสวนใจหายวาบ

"อย่ายิ่งผมนะครับคุณหมอ" ชายชราร้องลั่น "ผมไม่มีพระหรือเครื่องรางของขลังหรอกนะครับ ผมไม่ได้นำพระหรือเครื่องรางของขลังหรอกนะครับ ผมไม่ได้นำพระหรือเครื่องรางเข้าพิธีด้วย ผมเพียงแต่ผู้สังเกตการณ์เท่านั้น"

ศาสตราจารย์ดิเรกก้มลงมองดูลุงม้วนแล้วยิ้มเล็กน้อย

"เก็ทเอ๊าท์ ถ้าลุงนั่งอยู่ในห้องนี้ถูกลูกหลงฉันไม่รับรอง"

หลวงพ่อเคลิ้มกล่าวกับนายพลดิเรกทันที

"เจริญพร อาตมาขอร้องคุณอย่าทดลองด้วยปืนเลย ปืนน่ะยิงไม่เข้าหรอกเพราะทุกท่านในที่นี้ต่างก็มีพระหรือเครื่องรางคุ้มกันตัว แต่ว่าเสียงปืนกลมันไม่เบา ตำรวจจะต้องมาที่นี่และจับคุณไป"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ตำรวจไม่จับผมหรอกครับหลวงพ่อ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทย ได้รับสิทธิพิเศษในการทดลองปืนหรือวัตถุระเบิดได้เสมอ ที่นี่ยิงปืนกันบ่อยๆ ครับ เพื่อนบ้านเขาก็ไม่สนใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"อย่าทดลองด้วยปืนกลเลยวะ ดิเรก มันหวาดเสียวไม่น้อย"

ศาสตราจารย์ดิเรกยกปืนกลมือขึ้นประทับเล็งศูนย์ปืนหมายระดับหน้าอกพ่อตาของเขา ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยงรีบถอยหนี ทันใดนั้นเอง ดร.ดิเรกก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง แต่ไม่ได้ยิงเป็นชุดเขายิงเพียงนัดเดียวเท่านั้น"

"ปัง"

เสียงกระสุนปืนกลแผดคำรามลั่นห้องโถง นันทา นวลลออและประไพต่างสะดุ้งเฮือกไปตามกัน ท่านเจ้าคุณถูกระสุนปืนที่หน้าอกอย่างจังแต่ไม่เข้า ท่านมองดูนายพลดิเรกอย่างเคืองๆ แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"เล่นบ้าๆ อะไรวะ มันเจ็บไม่ใช่เรอะ" แล้วท่านก็ยกมือเกาหน้าอกของท่าน

ดร.ดิเรกตื่นเต้นดีใจอย่างที่สุดเมื่อได้เห็นอำนาจพระพุทธคุณศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ เขาหันปากกระบอกปืนมาทางเพื่อนเกลอทั้งสาม แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ยูสามคนตาย"

นิกรหัวเราะ รีบเปลี่ยนท่านั่งเป็นโก้งโค้งหันก้นให้นายแพทย์หนุ่ม

"ยิงซีวะ หมอ โก่งตูดให้ยิงเลย"

เสียงกระสุนปืนกลมือดังสะเทือนเลื่อนลั่น นายพลดิเรกกราดกระสุนเข้าใส่เพื่อนเกลอทั้งสาม พลกับเสี่ยหงวนถูกยิ่งหน้าอกคนละหลายนัด หัวกระสุนตกอยู่เบื้องหน้าสองสหาย ต่อจากนั้นนายแพทย์หนุ่มก็ปราดเข้ามายกปากกระบอกปืนกลจ่อก้นนิกรแล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงอีกหนึ่งชุด

นิกรก้มลงนอนคว่ำแล้วรีบลุกขึ้นคลานหนีพลางหัวเราะงอไปงอมา

"จั๊กจี้โว้ย หมอ พอแล้ว กระสุนของแกหัวมันแหลมเหลือเกิน ฮ่ะ ฮ่ะ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มแป้น หันปืนมาจ้องสามนาง

"ระวัง ผมยิงพวกคุณบ้างละ"

"อย่าค่ะหมอ" นันทาร้องเอ็ดตะโร

เสียงปืนกลดังรัวขึ้นอีก นันทา นวลลออ และประไพถูกยิงในระยะเผาขนทั้งสามคน ที่ห้าอกเสื้อมีรอยไหม้แลเห็นถนัด หัวกระสุนปืนซึ่งถูกหน้าอกสามนางกระเด็นหวือไปไกล

"โอ-มายก๊อด.." นายพลดิเรกร้องขึ้นด้วยความดีใจ "พวกเราทุกคนล้วนแต่อยู่ยงคงกระพันทั้งนั้น"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นดังๆ

"รับประทานยิงผมบ้างซีครับ คุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหันขวับมาทางเจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบ แหงนหน้ามองดูเขาและอ้าปากกว้าง นายพลดิเรกเดินเข้าไปหาจ่อปากกระบอกปืนเข้าไปในปากเจ้าแห้ว กระดิกนิ้วปล่อยกระสุนออกกจากลำกล้อง เป็นชุดสุดท้ายจนหมดแมกกาซีน เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวแต่เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงไม่มีใครตกใจ หรือสนใจ คงเข้าใจว่าศาสตราจารย์ดิเรกทดลองปืนกลมือของเขา

เจ้าแห้วไม่ได้รับความเจ็บปวดแม้แต่น้อย เขาคายหัวกระสุนออกมาจากปากรวม 6 นัดแล้วพูดยิ้มๆ

"รับประทานสนุกดีครับ คุณหมอไปขอยืมปืนใหญ่ของกองพันทหารปืนใหญ่ของกองพันทหารปืนใหญ่มายิงผมดีกว่าครับ"

นายพลดิเรกตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง เขาส่งปืนกลมือของเขาให้เจ้าแห้วถือไว้ แล้วเขาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบปืนพกรีวอลเวอร์ 9 มม.ออกมา นายแพทย์หนุ่มยกปืนพกขึ้นจ่อขมับขวาของเขาเองแล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงสองนัดซ้อน

"ปัง ปัง"

ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ดร.ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ฮ่ะ ฮ่ะ หนังกันเหนียวยิ่งกว่าเหล็ก พวกเราทุกคนก็หนังเหนียว" พูดจบเขาก็ยกปืนพกเล็งยิงเจ้าคุณปัจจนึกฯ หนึ่งนัด

"ปัง"

"อุ๊ย" เจ้าคุณร้องลั่นยกมือขวากุมศีรษะของท่านทันที "อย่ายิงกบาลซีโว้ย ยิงที่อื่นซี"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ ยกปากกระบอกปืนพกขึ้นอมไว้ในปากแล้วเหนี่ยวไกยิงอีกนัดหนึ่ง เสร็จแล้วเขาก็บ้วนหัวกระสุนออกมา นายแพทย์หนุ่มเก็บปืนพกไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม พาตัวเดินเข้ามานั่งพับเพียบเบื้องหน้าหลวงพ่อเคลิ้ม แล้วกราบหลวงพ่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

"หลวงพ่อครับ ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ผมไม่ใคร่จะเลื่อมใสในเรื่องไสยศาสตร์หรือพุทธานุภาพหรอกครับ แต่เดี๋ยวนี้ผมเชื่อแล้วว่า พระพุทธคุณนั้นย่อมคุ้มรักษาเราทำให้เรามีความสุขความเจริญ และอยู่ยงคงกระพันได้ ถ้าหากว่าเรามีศรัทธายึดมั่นจริงๆ "

"เจริญพร เป็นความจริงตามที่คุณพูด พระพุทธคุณ ย่อมคุ้มครองป้องกันแก่ผุ้ที่มีศรัทธาในพระองค์ได้เสมอ อาตมายินดีด้วยเท่าที่เห็นพวกคุณอยู่ยงคงกระพันเช่นนี้"

คุณหญิงวาดพาประภาเดินลงบันไดมาจากชั้นบน ท่อนแขนซ้ายของคุณหญิงปิดพลาสเตอร์เป็นทางยาวแลเห็นถนัด

"วอท แฮปเพ็น" ดร.ดิเรกร้องลั่นเมื่อแลเห็นพลาสเตอร์ที่แขนคุณหญิง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อธิบายให้ทราบ

"ไม่มีอะไรหรอก คุณหญิงให้ประไพเอาดาบฟันแขนท่าน แต่ท่านลืมเครื่องรางของขลังไว้ในเชี่ยนหมาก"

"ออไร๋ โชคดีที่คุณอาไม่ได้รับบาดเจ็บมากมาย"

คุณหญิงวาดกับประภาเดินเข้ามานั่งรวมกลุ่มแล้วคุณหญิงก็พูดขึ้นดังๆ

"นี่ถึงกับเอาปืนกลมือมาลองกันเชียวหรือ เสียงปืนดังให้ลั่นบ้าน"

นายพลดิเรกยิ้มแป้น

"ผมได้ทดลองยิงพวกเราทุกคนแหละครับ แต่ละคนล้วนแต่ยิงฟันไม่เข้า เนื้อหนังเหมือนเหล็กกล้า"

การทดลองเครื่องรางของขลังยุติลงแล้ว หลวงพ่อเคลิ้มกลับในเวลา 15.30 น. ซึ่งสี่สหายได้เอารถโอลสโมบิลไปส่งท่านกับลูกศิษย์ของท่าน ด้วยความเต็มใจที่ได้รับใช้หลวงพ่อ.

จบตอน