พล นิกร กิมหงวน 004 : บ้ากับบอ

ตรอกนั้นเป็นตรอกแคบๆ และพื้นถนนขรุขระมาก เป็นหลุมเป็นบ่อ มีน้ำฝนขังเป็นแห่งๆ รถยนต์แล่นเข้าออกไม่ได้ ดังนั้นเสี่ยหงวนกับนิกรจึงสั่งให้เจ้าแห้ว จอดรถที่ถนนใหญ่ปากตรอกนั้น แล้วทั้งสามคนก็พากันลงจากรถเดินเข้ามาในตรอกที่กล่าวนี้

ลึกเข้าไปในตรอกนั้นประมาณ ๑๐๐ เมตรเศษ เป็นที่อยู่ของพวกคนจน และทุกครอบครัวล้วนแต่เป็นคนไทยหาเช้ากินค่ำ เขาเหล่านี้เช่าห้องแถวไม้ชั้นเดียวเก่าคร่ำคร่าโกโรโกโสโย้เย้ จวนจะพังมิพังแหล่ ห้องแถว ๒๐ ห้องนี้เป็นของนิกร การุณวงศ์ อันเป็นมรดกที่เขาได้รับจากท่านเจ้าคุณวิจิตรฯ บิดาของเขา

พนักงานเก็บเงินแห่งสำนักงานผลประโยชน์ของนิกร ได้รายงานให้นิกรทราบว่า บรรดาชาวห้องแถวเหล่านี้ล้วนแต่ผลัดวันประกันพรุ่ง ไม่ยอมจ่ายค่าเช่าห้องให้หลายเดือนแล้ว นิกรจึงชวนเสี่ยหงวนมาที่นี่เพื่อต้องการรู้ข้อเท็จจริง

เมื่อสองสหายเดินมาถึงหน้าห้องแถวไม้ หญิงชรารูปร่างอ้วนใหญ่ก็แลเห็นเข้า แกจ้องมองดูนิกรอย่างตื่นตลึง แล้วแกก็ร้องตะโกนโพนทะนาเสียงลั่นคับตรอก

"โว้ย-เจ้านายท่านมาโว้ย เดือดร้อนแล้วพวกเรา"

เสียงร้องของหญิงชรา ทำให้ชาวห้องแถวพากันออกมาจากห้องของตน และแล้วทุกคนก็ยกมือไหว้นิกรอย่างพินอบพิเทา บางคนก็กล่าวทักทายเขา สภาพของชาวห้องเหล่านี้ ล้วนแต่สวมเสื้อขาดปะ พวกผู้หญิงในวัยกลางคนปล่อยหน้าอกล่อนจ้อน เด็กๆ ร้องไห้กระจองอแง ไม่มีเสื้อผ้าปกปิดร่างกายทั้งๆ ที่อากาศหนาวเยือกเย็น เด็กบางคนมีแต่เสื้อกล้ามเก่าๆ ตัวเดียวเท่านั้น

ชายชรารูปร่างผอมบางคล้ายกับเป็นวัณโรค ได้กล่าวทักทายนิกรอย่างนอบน้อม

"สวัสดีขอรับท่าน เจ้าคุณถ้าจะมาเล่นงานพวกกระผมกระมังครับ"

นิกรทำคอย่นแล้วหัวเราะ

"เจ้าคุณน่ะพ่อฉันไม่ใช่ตัวฉัน ท่านม่องเท่งไปตั้งแต่ปีกลายนี้แล้ว ฉันเป็นคนธรรมดาไม่มียศฐาบรรดาศักดิ์อะไรหรอก"

ชายชรายิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ-แฮ่ะ กระผมเคยเรียกเจ้าคุณพ่อของท่านจนติดปากขอรับ ก็เผลอเรียกท่านว่าเจ้าคุณ ท่านสบายดีหรือขอรับ"

นิกรโบกมือ แล้ววางท่าให้ผึ่งผายสมกับเป็นคหบดี เจ้าของห้องแถวเหล่านี้

"อ้ายเรื่องทุกข์สุขของฉันน่ะ ลุงอย่าเพิ่งถามเลย ความจริงลุงก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้ว คนมีเงินอย่างฉันมันก็ต้องสบายดีเสมอ" แล้วนิกรก็หันมายักคิ้วกับเสี่ยหงวน "ต้องอวดตัวเสียหน่อย"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ

"มีอะไรก็พูดกับเขาเถอะวะ จะได้รีบออกไปจากตรอกนี้เสียที กันเหม็นสาบคนจนเหลือเกิน ได้กลิ่นคนจนแล้วมันผะอืดผะอมยังไงก็ไม่รู้"

หญิงชรารูปร่างอ้วนใหญ่พูดเสริมขึ้นทันที

"จริงเจ้าค่ะ คนจนอย่างพวกดิฉันมันก็ต้องเหม็นสาบ เพราะเราไม่มีเงินซื้อสบู่ฟอกตัว น้ำที่อาบก็ต้องอาบน้ำคลอง น้ำหอมชนิดฮูบิกังหรือซัวเดอะปารีสเราก็ไม่มีปัญญาจะซื้อมาใส่ จะทำอย่างไรได้ล่ะคะท่าน พวกเราไม่อาจจะเลือกเกิดได้ เป็นคนจนมันก็ต้องเป็นที่รังเกียจเหยียดหยาม ของท่านผู้ดีมีเงินอย่างนี้"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างซ้าย

"ฉันพูดเล่นน่ะป้า อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมาเลย ฉันน่ะมันไม่เต็มเต็งเหมือนคนอื่นเขาหรอก คนอย่างฉันรับรองว่าไม่เคยดูถูกดูหมิ่นพวกคนจน มีปากฉันก็พูดส่งเดชไปอย่างนั้น คนจนหรือคนมีตายแล้วก็เน่าเหมือนกัน"

หญิงชรายิ้มออกมาได้

"ท่านพูดอย่างนี้ค่อยหน้าฟังหน่อยค่ะ"

นิกรกล่าวขึ้นทันที

"เท่าที่ฉันมาน่ะ ฉันต้องการทราบข้อเท็จจริงในเรื่องเงินค่าเช่าห้อง นายจวงคนเก็บเงิน เขาบอกฉันว่า ป้าและผู้ที่เช่าห้องอยู่ที่นี่ ค้างเงินค่าเช่าห้องมาหลายเดือนแล้ว มาเก็บที่ไรก็ผลัดซะเรื่อย ถึงปีฉันก็ต้องเสียภาษีโรงเรือนให้รัฐบาลเขา ฉันอยากจะรู้ว่าพวกป้าจะเอายังไงกับฉันก็ว่ามา"

ลุงช่วยชายชราเจ้าของร่างผอมกระหร่อง ประนมมือไหว้นิกร แล้วก็พูดกับเขาในนามของชาวห้องแถว

"พวกเราไม่ได้คิดดื้อแพ่ง หรือจะคดโกงท่านหรอกครับ เท่าที่ไม่ชำระเงินค่าเช่าห้องให้ท่าน ก็เนื่องจากค่าครองชีพมันแพงขึ้นทุกวัน เราหาได้เท่าไรก็ซื้ออาหารกินหมด ฐานะของพวกกระผมไม่ใช่หาเช้ากินค่ำหรอกนะครับ เรียกมันว่าหาวันนี้แล้วไปกินเอาพรุ่งนี้ อดๆ อยากๆ ไปตามกัน ท่านดูซิครับ อากาศหนาวจนน้ำลายในปากเกือบจะเป็นน้ำแข็งอยู่แล้ว พวกเด็กๆ ยังแก้ผ้าล่อนจ้อน เด็กบางคนอายุตั้ง ๒๐ แล้วยังไม่มีผ้าจะนุ่ง ต้องหลบอยู่ในห้องทั้งวัน แล้วก็เป็นเด็กผู้หญิงเสียด้วย ขืนออกมาเดินเพ่นพ่านก็น่าเกลียด"

นายจอมทะเล้นอ้าปากหวอ

"หา ลุงว่ายังไงนะลุงช่วย เด็กผู้หญิงอายุ ๒๐ ไม่มีผ้าจะนุ่ง"

ชายชราสะดุ้งเล็กน้อย

"แฮ่ะ-แฮ่ะ ผมพูดเกินไปสิบขวบครับ ความจริงอายุเพียงสิบขวบเท่านั้น"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"นั่นน่ะซี ฉันได้ถึงสงสัย ลงอายุ ๒๐ ขวบแก้ผ้าตัวล่อนจ้อน โปลิศก็ตะครุบเอาไปเท่านั้นเอง เด็กผู้หญิงอายุ ๑๐ ขวบถ้ารูปร่างอวบอัด ก็ไม่น่าจะแก้ผ้าเหมือนกัน เพราะดูไปแล้วไม่จำเริญตาเลย ใครเห็นเข้าก็รังแต่จะเป็นกุ้งยิงซวยตายห่า ว่าไงลุงช่วย เป็นอันว่าพวกลุงจะอยู่กันฟรีๆ ใช่ไหม"

ชายชราหน้าจ๋อย ยกมือไหว้นิกรอีกครั้งหนึ่ง

"เจ้านายได้โปรดเถอะขอรับ นึกว่าสงสารสัตว์ผู้ยาก พวกกระผมเหล่านี้ยากจนถึงที่สุดแล้ว กับข้าวกับปลามันแพงขึ้นทุกๆ วัน เคยกินน้ำพริกกับปลาทูและผัก ก็ต้องตัดปลาทูออก เพราะปลาทูนึ่งตัวหนึ่งผ่าเข้าไปเกือบบาท แล้วพวกกระผมมีรายได้วันหนึ่งไม่ถึงสิบบาท พอเป็นค่าข้าวเลี้ยงดูกันในครอบครัว กระผมขอรับรองว่าพวกเราไม่คิดโกงท่านหรอกขอรับ จะพยายามเก็บหอมรอมริบเงินทองเอาไว้ชำระค่าเช่าห้องให้ท่าน แต่สำหรับกระผมแล้ว ถ้าถูกล๊อตเตอรี่เมื่อไรเป็นนำไปกราบเท้าให้ทันที คิดบัญชีไว้ก่อนนะครับ"

นิกรทั้งฉิวทั้งขัน เขาหันมาถามเจ้าแห้ว ซึ่งยืนหน้าเซ่ออยู่ข้างหลังเขา

"ว่าไงวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานก็อกลับบ้านน่ะซีครับ ปล่อยให้พวกนี้อยู่ฟรีๆ ไปก่อน รับประทานคุณก็มั่งมีศรีสุขอย่างล้นเหลือ เห็นอกคนจนบ้างเถอะครับ"

นิกรพยักหน้า แล้วก็มองดูพวกผู้หญิงกลางคนหลายคน ซึ่งปล่อยหน้าอกเท้งเต้ง

"อือ...อ้ายแห้วมันพูดถูกเหมือนกัน" เขากล่าวกับเสี่ยหงวน "หัวอกคนจนน่าสงสารมาก แกดูซีวะ ยายน้าคนนั้นยังกะหมอนข้าง คุณป้านั่นก็เหมือนกล้วยปิ้ง คุณน้าคนนั้นเหมือนกะลูกฟัก"

"เฮ้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น "คำว่าเห็นอกเขา หมายความว่าให้เห็นใจโว้ย"

"อ๋อ" นิกรพูดยานคาง "ยังง้านเรอะ เอา... เห็นใจก็เห็นใจ ก่อนจะออกจากบ้านกันเดือดดาลชาวห้องแถวเหล่านี้มาก ที่ดื้อแพ่งไม่ยอมจ่ายทรัพย์ค่าเช่าห้อง ครั้นได้มาเห็นสภาพความเป็นอยู่อันแท้จริงแล้ว กันก็รู้สึกเศร้าใจในความยากจน ของพี่น้องร่วมชาติของเรา โดยมากตามตรอกซอกที่สกปรกเหล่านี้ มักจะเป็นที่อยู่อาศัยของคนไทยที่ยากจนค่นแค้น และไม่มีใครสนใจหรือเห็นใจ"

เสี่ยหงวนกวาดสายตามองดูชาวห้องแถว แล้วอาเสี่ยก็ชูมือขวาขึ้น ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้คุณนิกร การุณวงศ์เจ้าของห้องแถวเหล่านี้ มีจิตเมตตากรุณาต่อพวกท่าน อนุญาตให้พวกท่านอยู่ฟรีได้ตลอดไป หรือใครจะรื้อฝาห้องมาทำฟืนหุงข้าวก็ไม่ว่า"

"อย่าซีวะ" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "หนอยแน่ให้อยู่ฟรีแล้วยังจะรื้อฝาห้องมาทำฟืน ก็ขัดใจกันเท่านั้นแหละ" แล้วนิกรก็พูดกับชาวห้องแถวด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส อยู่กันไปเถอะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก ฉันอนุญาตให้อยู่ฟรีจนกว่าห้องแถวเหล่านี้มันจะผุพังไป ต่อไปนี้ฉันเห็นจะเลิกแล้ว เรื่องปลูกห้องแถวให้คนจนอยู่ เพราะเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ สู้ปลูกบ้านใหญ่ให้เขาเช่าดีกว่า ติดค้างค่าเช่าเป็นไม่ไว้หน้ากัน เพราะผู้ที่เช่าบ้านใหญ่ๆ ล้วนแต่มีฐานะดี มีรถเก๋งขี้ด้วยกันทั้งนั้น"

ลุงช่วยชายชรายิ้มให้นิกร แล้วเดินเข้ามาถามอย่างพินอบพิเทา

"ท่านพุดถึงเรื่องรถเก๋ง กระผมก็อยากจะเรียนถามสักหน่อย เดี๋ยวนี้รถเซ็คกั้นแฮนด์ยี่ห้อพอใช้ได้ ขนาดเฟี๊ยตหรือออสติน คันหนึ่งประมาณสักเท่าใดครับท่าน"

นิกรทำตาปริบๆ มองดูลุงช่วยอย่างแปลกใจ

"ลุงจะซื้อหรือ"

ชายชรายิ้มอายๆ

"ก็ตั้งใจว่าจะซื้อสักคันครับ ถาราคามันไม่แพงจนเกินไป"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ยังงั้นลุงซื้อรถคาดิลแล็คของฉันก็แล้วกัน ฉันใช้มาสองปีกว่าแล้ว ถ้าลุงเอาฉันจะขายให้สี่หมื่นห้าพันบาท"

ชายชราขมวดคิ้วย่น

"เอ...ให้ผมคิดดูก่อนนะครับ ขอเวลาให้ผมปรึกษาหารือกับเมียผมก่อน แล้วถ้าอย่างไรกระผมจะไปหาท่านที่บ้าน อ้า..ท่านจะกรุณาให้กระผมใช้เงินผ่อนได้ไหมครับ"

นิกรเกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ

"ผ่อนยังไงลุง"

"กระผมจะผ่อนให้ท่านเดือนละห้าบาท"

นิกรแยกเขี้ยว

"เอา...ตกลงลุง เป็นอันว่าฉันยอมขายรถคาดิลแล็คเกงคันนี้ให้ลุง ด้วยเงินผ่อนเดือนละห้าบาท แต่มีเงื่อนไขว่าลุงชำระเงินหมดเมื่อไรค่อยเอารถมา"

ลุงช่วยยิ้มแห้งๆ

"เมื่อมันลำบากนักผมก็ไม่ซื้อละครับ แฮ่ะ...แฮ่ะ เท่าที่กระผมเรียนถามก็พูดเพ้อเจ้อไปยังงั้นเองแหละครับ มันยากจนก็ต้องพูดปลอบใจตนเองทำเป็นว่ามั่งมี" แล้วชายชราก็ยกมือไหว้นิกร "อย่าถือกระผมเลยนะครับท่าน ความยากจนมันทำให้ผมเกือบจะมีสติวิปลาศไปแล้ว ท่านคงไม่เชื่อถ้ากระผมจะเรียนให้ท่านทราบว่า กระผมอดข้าวมาสามวันแล้วละครับ"

"ฮ้า" เสี่ยหงวนอุทานขึ้นดังๆ "อดข้าวถึงสามวันเชียวเรอะลุง ทำไมไม่เห็นลุงอ่อนเพลีย"

ลุงช่วยว่า "มันจะอ่อนเพลียอะไรล่ะครับท่าน กระผมรับประทานก๋วยเตี๋ยวต่างข้าว"

อาเสี่ยทำปากเบะ หันมายิ้มกับนิกร

"ไปเถอะวะกร"

นายจอมทะเล้นมองดูชาวห้องแถวเหล่านั้น แล้วเขาก็พูดกับทุกๆ คน

"อยู่กันไปเถอะ ฉันไม่ว่าอะไรหรอก ต่อไปนี้ถ้าคนเก็บเงินเขามาขอเก็บค่าเช่าละก็ บอกเขาก็แล้วกันว่าฉันให้อยู่ฟรี อ้อ...ฉันจะบอกเขาเอง เขาจะได้ไม่มารบกวน ลาก่อนละนะทุกคนๆ "

เหมือนกับพระมาโปรดชาวห้องแถวเหล่านี้ ทุกคนต่างกระพุ่มมือไหว้นิกรและมองดูเขาด้วยความซาบซึ้งใจเหลือที่จะกล่าว นายการรุณวงศ์อาจจะเป็นคหบดีคนเดียวในโลก ที่มีน้ำใจเมตาปราณีต่อคนจนเช่นนี้

สองสหายกับเจ้าแห้วต่างพากันเดินออกไปจากตรอกนั้น เมื่อสุดห้องแถวก็ถึงบ้านเล็กเรือนน้อยซึ่งกระจอกงอกง่อย เป็นที่อยู่อาศัยของคนจนเช่นเดียวกัน พวกคนจนเหล่านี้มานะกัดฟันปลูกบ้านของตัวเองอยู่ โดยเช่าที่ดินของนิกร ซึ่งที่ดินบริเวณนี้เกือบหกไร่ เป็นมรดกที่นิกรได้รับจากเจ้าคุณวิจิตรฯ

"ที่ดินแถวนี้ของแกทั้งหมดหรือกร" อาเสี่ยถามเพื่อนเกลอของเขา

นายจอมทะเล้นพยักหน้า หันไปมองดูม่วยสาวซึ่งหาบน้ำประปาผ่านหน้าเขาไป

"ตั้งแต่นี้จดถนนใหญ่ของกันทั้งนั้น"

"อือ แกก็ล่ำซำพอใช้เหมือนกัน"

นิกรหัวเราะ

"มันเป็นความโง่เขลาของพ่อกันเอง ที่สะสมไว้ให้กัน เมื่อคุณพ่อท่านมีชีวิตอยู่ ท่านตระหนี่ถี่เหนียวไม่ใคร่จะยอมใช้เงินเลย พอท่านตายกันก็สบายไป คนสมัยนี้มีสตางค์เท่าไรใช้หมด โรงหนังโรงละครเบียดเสียดเยียดยัดกันทุกโปรแกรม นับว่าเขาทำถูกแล้ว ลูกหลานไม่ต้องคำนึงถึงมัน เราเกิดมาชาติหนึ่งก็ต้องหาความสุขใส่ตัวเราให้เต็มที่ โดยเฉพาะเกิดมาเป็นลูกผู้ชายก็ต้องเรียนชีวิต ทุกแง่ทุกมุม เหล้า ยาปลาปิ้ง ม้ามิ่งอรชร ใครไม่เคยบวกสี่ คนนั้นก็ไม่ใช่ลูกผู้ชายอันแท้จริง"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"แต่หน้าหนาวอย่างนี้ รับประทานมันทารุณหน่อยนะครับ พอตื่นนอนรับประทานปวดร้าวไปหมด ตามข้อกระดิกตัวแทบไม่ไหว รับประทานผมเองความวัวยังไม่หายความควายเข้ามาแทรกอีก รับประทานพูดถึงเรื่องนี้แล้วอยากจะสาบานเจ็ดวัดเจ็ดวา"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"แล้วทำไมแกไม่สาบานล่ะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานกลัวจะฝืนคำสาบานน่ะซีครับ"

เสี่ยหงวนกับนิกรหยุดชะงัก ที่บริเวณหน้าบ้านโกโรโกโสหลังหนึ่ง เจ้าแห้วพลอยหยุดยืนด้วย สองสหายพากันมองดูชายชราคนหนึ่ง ซึ่งกำลังนั่งยองๆ ตากเครื่องสมุนไพรต่างๆ อันเป็นยารักษาโรค ชายชราผู้นี้ชื่อทรัพย์ เป็นแพทย์แผนโบราณที่มีคนนับหน้าถือตาคนหนึ่ง เอ่ยชื่อถึงหมอทรัพย์แล้วคนจนในละแวกนี้รู้จักดี

"อะไรวะอ้ายกร" อาเสี่ยถามนิกรเบาๆ

"เห็นจะเป็นพวกสมุนไพร ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายนั่นคล้ายๆ ขี้วัวตากแห้ง"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ แล้วพูดออกมาดังๆ

"ยาไทยเราไม่ได้สติ กระสายยาบางอย่างเข้าน้ำครำ หรือเยี่ยวเด็กก็มี ไปเที่ยวเก็บเอารากไม้ใบไม้มาทำยา"

หมอทรัพย์เงยหน้าขึ้นมองดูสองสหายอย่างเคืองๆ แกหารู้ไม่ว่านิกรคือเจ้าของที่ดินที่แกเช่าอยู่ทุกวันนี้

"พูดยังงี้มันก็ไม่ถูกอ้ายหลานชาย ปู่ย่าตายายของพวกคุณน่ะเคยมียาฝรั่งที่ไหน ใครป่วยไข้ไม่สบายก็รักษากันด้วยยาไทยทั้งนั้น"

สองสหายอมยิ้ม นายจอมทะเล้นแกล้งกระเซ้าชายชรา

"ลุงเห็นท่าจะเป็นหมอ"

"ครับ ผมชื่อทรัพย์เป็นแพทย์แผนโบราณชั้นหนึ่ง ที่ใครๆ ก็รู้จักผม"

นิกรว่า "ลุงคงใช้วิธีรักษาแบบเฮงซวยนั่นเอง เดี๋ยวนี้หมอโบราณไม่มีใครเลื่อมใสแล้วนะลุง"

หมอทรัพย์หน้าแดงเพราะความโกรธ แกลุกขึ้นยืนจ้องตาเขม็งมองดูสองสหายอย่างเดือดดาล แล้วแกก็หัวเราะเบาๆ

"คุณทั้งสองเป็นคนหนุ่มทันสมัย เมื่อคุณไม่เคยเห็นสรรพคุณยาไทยคุณก็พูดจาดูถูกดูหมิ่น หลานชายเชิญขึ้นไปบนเรือนสักประเดี๋ยวเถอะครับ ผมจะให้คุณลองรับประทานยาหอม วาโยสะหวิง ของผมคนละถ้วย แล้วคุณจะรู้สึกว่าจิตใจของคุณ ชุ่มชื่นแจ่มใสผิดปรกติ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"อย่าเลยลุง เดี๋ยวลุงเอายาตายให้เรากินเท่านั้น"

"แล้วกัน ผมเป็นหมอผมจะทำอย่างนั้นได้หรือครับ ผมยังไม่อยากย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกหรอกคุณ ผมอยู่นอกคุกสบายดีแล้ว แล้วผมก็แก่แล้ว เชิญซีครับ เชิญบนเรือนผมสักประเดี๋ยว"

สองสหายมองดูหน้ากัน แล้วเดินตามหมอทรัพย์ขึ้นบันไดไปบนเรือน เจ้าแห้วตามขึ้นมาด้วย หมอทรัพย์พานิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วเข้าไปในห้องๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ติดกับห้องนอนของแก แกเชิญให้สองสหายกับเจ้าแห้วนั่งลงบนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่ แล้วแกก็เข้าไปในห้อง สักครู่หนึ่งก็ถือถ้วยกินยาสองถ้วย เดินออกมาจากห้อง และนั่งลงเบื้องหน้าสองสหาย

ชายชราส่งถ้วยยาให้นิกรและเสี่ยหงวนคนละถ้วย มันเป็นถ้วยเคลือบแบบถ้วยน้ำชา ภายในถ้วยมียาอยู่ประมาณหนึ่งช้อนโต๊ะ

"ผมอยากจะให้คุณหลานทั้งสอง ได้เห็นสรรพคุณยาไทยเรา ซึ่งคุณจะได้เชื่อถือว่ายาของไทยเรานั้นมีคุณค่าดีกว่ายาของฝรั่งเสียอีก ฝรั่งวิงเวียนศีรษะหรือเป็นลม เขาใช้ดมแอมโมเนียหอม หรือมิฉะนั้นก็ฉีดยาบำรุงหัวใจ แต่คนไทยเรานับแต่บุร่ำบุราณมาแล้ว เรามียาหอมที่ทรงคุณล้ำค่า ยาหอมของผมขนานนี้ต้นตำหรับมาจากบรรพบุรุษของผม ซึ่งเคยเป็นแพทย์หลวงประจำพระองค์ นับแต่รัชกาลที่ ๓-๔ และ ๕ ผมให้ชื่อว่ายาหอมวาโยสะหวิง ผมรับรองว่าระงับกองลมทุกชนิด แก้ลมจุกเสียด ลมสันดาน ลมขึ้นเบื้องสูง"

นิกรหัวเราะชอบใจ "แล้วลมลงเบื้องต่ำล่ะครับคุณลุง แก้ได้ไหม ลมในตัวผมมักจะลงสู่เบื้องต่ำเสมอ"

"อ้อ....ขึ้นชื่อว่าลมแล้วแก้ได้ทุกชนิดแหละครับ คุณหลานทั้งสองลองดื่มยายาผมหน่อยเถอะครับ ผมรับรองว่าดื่มเข้าไปแล้วเพียงนาทีเดียวจะเห็นสรรพคุณ ทำให้สดชื่นแข็งแรงกระปรี้กระเปร่า หูตาสว่างหายอ่อนเพลีย กรุณาลองดูเถอะครับ แล้วถ้าคุณชอบใจ คุณจะซื้อติดมือไปบ้าน ผมก็จะจำหน่ายให้ในราคาพิเศษ เพียงซองละสองบาทเท่านั้น"

อาเสี่ยยิ้มให้ชายชรา

"หมายความว่าคุณลุงต้องการ โฆษณายาหอมสะหวิงวาโยใช่ไหมล่ะครับ"

หมอทรัพย์ทำหน้าปูเลี่ยนๆ

"วาโยสะหวิงครับ ไม่ใช่สะหวิงวาโย วาโยแปลว่าลม สะหวิงคืออาการปั่นป่วนของลมต่างๆ แต่คนสมัยนี้เขามักจะเรียกกันว่าสะวิง"

กิมหงวนพยักหน้าช้าๆ แล้วหันมาทางนิกร

"เอาโว้ย ดื่มยาลมของคุณลุงแกหน่อย อย่าให้แกเสียศรัทธาเลย"

นิกรเห็นพ้องด้วย สองสหายยกถ้วยยาขึ้นดื่มรวดเดียวหมดถ้วย หมอทรัพย์ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แกกล่าวถามนิกรกับเสี่ยหงวนทันที

"เป็นยังไงบ้างครับคุณหลาน"

"อื้อฮือ" อาเสี่ยร้องเอ็ดตะโร "หอมชื่นใจเหลือเกินครับคุณลุง ยานี้ดีมากทีเดียว"

หมอทรัพย์ยกมือตีขาตัวเอง แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"เห็นไม๊ล่ะครับ พอคุณดื่มเข้าไปคุณก็ต้องออกปากชมเชยยาของผม แต่ว่า....ผมขอโทษนะครับ คุณหลานทั้งสองโปรดให้อภัยผมเถอะ ยานี้เป็นยาหอมแก้ลมอย่างยอดเยี่ยมก็จริง แต่ผมได้ผสมยาอีกชนิดหนึ่งปนเข้าไปด้วย เท่าที่คุณทั้งสองได้พูดจาดูหมิ่นเครื่องยาของผม และดูหมิ่นวิชาอาชีพของผมที่ข้างเรือนเมื่อกี้นี้เท่านั้น ทำให้ผมเจ็บใจมาก ผมก็เลยให้บทเรียนอันมีค่าแก่คุณ"

สองสหายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่น

"ยังไงกันครับคุณลุง นี่คุณลุงเอายาตายใส่ให้เจ้านายผมกินงั้นหรือ คุณลุงกับผมน่ากลัวจะต้องแจกหมากกันเสียแล้ว"

นิกรทำตาละห้อย กล่าวถามขึ้นทันที

"คุณลุงเอายาอะไรใส่ลงไปครับ และจะเป็นอันตรายแก่เราไหม"

หมอทรัพย์หัวเราะก้ากใหญ่

"ผมยินดีจะบอกให้คุณทราบ ภายในครึ่งชั่วโมงนี้อำนาจยาของผม ซึ่งเป็นสมุนไพรในบ้านเรา จะทำให้คุณหลานทั้งสองกลายเป็นบุคคลที่ไร้ความสามารถ"

"ตายห่า" อาเสี่ยตะโกนลั่น

หมอทรัพย์หัวเราะ

"ไม่ถึงกับตายหรอกครับ แต่คุณทั้งสองจะไม่มีความทรงจำใดๆ เลย ประสาทส่วนสมองจะเสียหมด จดจำอะไรไม่ได้ทั้งนั้น จะเป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ตาม ในราวหนึ่งอาทิตย์เมื่อยาเสื่อม ประสาทส่วนสมองของคุณทั้งสอง ก็จะใช้การได้ดีตามเดิม คุณหลานโปรดจำไว้เถอะว่า การพูดมากปากพล่อยดูถูกดูหมิ่นคนอื่นเขานั้น จะทำให้ตัวเองเข้าตาร้ายเช่นนี้" แล้วหมอทรัพย์ก็หันมายิ้มกับเจ้าแห้ว "เอ็งกินเสียสักถ้วยซีอ้ายหลานชาย"

เจ้าแห้วตวาดแว๊ด

"ไม่กิน"

นิกรกับเสี่ยหงวนรู้สึกประหวั่นพรั่นใจไปตามกัน ต่างวิตกว่าประสาทส่วนสมองของตนจะใช้การไม่ได้ แต่แล้วนิกรก็เห็นว่ามันเป็นเรื่องขบขันมากกว่า เขาพูดกับชายชราว่า

"คุณลุงล้อผมอย่างนี้ ทำให้ผมใจไม่ดีเลย ผมว่าคุณลุงคงไม่ทำเราหรอกครับ เพราะคุณลุงเป็นหมอและมีอายุชราแล้ว ยาหอมวาโยสะหวิงของคุณลุงหอมชื่นใจ...คุณลุงใส่อะไรบ้างครับถึงได้หอมอย่างนี้"

หมอทรัพย์อมยิ้ม

"ใส่เครื่องยาสูงๆ ทั้งนั้นแหละคุณหลาน มีพิมเสนอย่างดี แล้วก็ชะมดเชียง เกสรดอกไม้อีกหลายอย่าง คุณจะซื้อติดมือเอาไปฝากพวกพ้องคุณบ้างก็เอาซีครับ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ช่างเถอะครับคุณลุง พวกผมเป็นคนสมัยใหม่ ไม่มีใครเขายอมกินยาไทยหรอกครับ" แล้วนิกรก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน "กลับกันเถอะหรือเรา"

อาเสี่ยพยักหน้า

"อือ...กลับก็กลับ อย่ารบกวนเวลาคุณลุงแกเลย"

สองสหายกับเจ้าแห้ว ต่างยกมือไหว้อำลานายแพทย์แผนโบราณ แล้วพากันลุกขึ้นลงบันไดไป เสียงหมอทรัพย์หัวเราะลั่นบ้าน แกดีใจอย่างยิ่งที่แกได้แก้แค้นสองสหาย ซึ่งดูถูกดูหมิ่นก้าวร้าวแก

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คาดิลแล็คเก๋งคันใหญ่ก็เลี้ยวเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้า อาเสี่ยกับนิกรนั่งอยู่ตอนหลังรถ และกำลังหลับสนิท เอนศีรษะพิงกันกรนแข่งกันเสียงสนั่นหวั่นไหว

รถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดหน้าตัวตึกใหญ่ เจ้าแห้วเปิดประตูก้าวลงมาจากรถ แล้วหันมาดูสองสหาย เมื่อแลเห็นเจ้านายของเขานั่งหลับ เจ้าแห้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เขาเปิดประตูรถออกแล้วเอื้อมมือเขย่าร่างนิกรกับเสี่ยหงวน

"เสี่ยครับ...คุณนิกรครับ ถึงบ้านแล้วครับ"

สองสหายตกใจตื่นลืมตาโพลง ต่างคนต่างมีกิริยาเซ่อซ่าเหมือนกับคนที่ถูกสะกดจิต นิกรก้าวมาจากรถยืนหันรีหันขวาง กวาดสายตามองไปรอบๆ บ้าน แล้วอาเสี่ยก็ตามลงมา สองสหายไม่ยอมขึ้นไปบนตึก เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่นกระพริบตาถี่เร็ว แล้วก็ผลุนผลันเดินออกไปจากที่นั้น เจ้าแห้วหัวเราะอย่างขบขัน

"รับประทาน จะไปไหนล่ะครับอาเสี่ย" กิมหงวนหยุดชะงักหมุนตัวหันมาทางเจ้าแห้ว อำนาจยาของหมอทรัพย์ ทำให้ประสาทส่วนสมองของกิมหงวนและนิกรชำรุดไปหมดแล้ว สองสหายหมดความทรงจำทุกสิ่งทุกอย่าง มีสภาพไม่ผิดอะไรกับมนุษย์ผีดิบ คือเคลื่อนไหวเดินเหินได้ พูดได้ แต่ไม่มีความทรงจำใดๆ แม้กระทั่งตัวของตัวเองก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร

"ผมจะกลับบ้านครับ" เสี่ยหงวนพูดกับเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม "แล้ววันหลังผมจะมาเยี่ยมคุณอีก"

เจ้าแห้วทำคอย่น นึกเฉลียวใจทันที เท่าที่อาเสี่ยกับนิกรมีกิริยาท่าทางเหมือนกับถูกสะกดจิตเช่นนี้ อาจจะเป็นด้วยฤทธิ์ยาของหมอทรัพย์นั่นเอง เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ เข้ามาหากิมหงวน แล้วยกมือเกาะแขนอาเสี่ย

"ก็นี่บ้านเรายังไงล่ะครับ อาเสี่ยเป็นอะไรไปหรือครับ"

เสี่ยหงวนกระพริบตาถี่เร็ว

"อาเสี่ยที่ไหน... ใครเป็นอาเสี่ย แล้วคุณเป็นใครไม่ทราบ อยู่ๆ คุณมาทึกทึกทำเป็นรู้จักกับผมน่ะ ลูกไม้นี้มันเก่าเสียแล้วนะคุณ ฮ่ะ ฮ่ะ ผมรู้ดีว่าที่นี่เป็นซ่องโจร จะพาผมมาต้มหมูน่ะไม่สำเร็จหรอก"

"แล้วกัน..." เจ้าแห้วคราง "ไปเสียแล้วโว้ย"

เสี่ยหงวนเดินไปตามถนนโรยกรวด จะออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้ววิ่งตามมายกมือจับแขนไว้

"รับประทานขึ้นบ้านเถอะครับ ถึงบ้านเราแล้ว"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียว แล้วก็ลั่นหมัดขวากระแทกหน้าเจ้าแห้วเต็มแรง ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งพอดี เจ้าแห้วเซถลาไปหลายก้าว ล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยขางกอพุทธรักษาริมถนน แล้วเจ้าแห้วก็เอ็ดตะโรลั่น

"พูดกันดีๆ ก็ได้นี่ครับ รับประทานทำไมจะต้องแจกหมากผมด้วย"

เสี่ยหงวนยกมือท้าวสะเอว แล้วหัวเราะอย่างขบขัน

"ลูกไม้ของคุณมันตื้นเกินไป การที่คุณเอารถยนต์ไปรับผมมาจากบ้าน ก็เพื่อจะต้มหมูที่นี่ใช่ไหมล่ะ คนอย่างผมไม่ใช่หมู ผมเป็นเสือที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม เพียงแต่เห็นสภาพของบ้านนี้ ผมก็รู้ว่ามันเป็นซ่องต้มมนุษย์ ลาก่อนคุณที่รัก ลาชั่วกัลปวสาน"

เจ้าแห้วร้องไห้ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"รับประทานจะไปตายโหงที่ไหนก็ไปเถอะ"

กิมหงวนเดินดุ่มๆ ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วยกหลังมือขึ้นเช็ดปากตัวเอง แล้วสูดปากเบาๆ เขาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ปัดฝุ่นละอองตามเสื้อกางเกงของเขา แล้วก็เดินมาหานิกรซึ่งยืนเซ่ออยู่ข้างรถคาดิลแล็คเก๋ง

เจ้าแห้วยกมือจับแขนนิกร พาเดินขึ้นไปบนตึกเลยเข้าไปในห้องโถง นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่นัยตาของเขาเหม่อลอย เขาปล่อยให้เจ้าแห้วพามานั่งบนโซฟาร์

"รับประทานเป็นอย่างไรบ้างครับคุณ"

นายจอมทะเล้นเอียงคออมยิ้ม

"ไม่มีอะไรครับ ผมยังมีสติดีเสมอ ความจริงซ่องนี้หรูหรามาก เครื่องตบแต่งห้องล้วนแต่มีราคาแพง คุณไปเลือกมาให้ผมสักคนเถอะครับ อายุอย่าให้เกิน ๑๘ ผมชอบตัวอ่อนๆ "

"บ๊ะแล้ว...รับประทานนี่มันบ้านของคุณนะครับ ไม่ใช่ซ่องกระหรี่"

นิกรหัวเราะ

"เอ...คุณสัพยอกผมอย่างนี้ คุณนึกว่าผมเมาหรือ"

เจ้าแห้วกลุ้มใจอย่างยิ่ง เขารู้แล้วว่าอำนาจยาของหมอทรัพย์ทำให้อาเสี่ยและนิกรเป็นไปเช่นนี้ แล้วเจ้าแห้วก็เป็นห่วงเสี่ยหงวนเหลือที่จะกล่าว เพราะอาเสี่ยกำลังเดินออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ดีไม่ดีอาจถูกรถยนต์ชนก็ได้ ซึ่งนักขับรถยนต์ในกรุงเทพฯ แทบทุกคนมักจะขับราวกับเหาะ โดยไม่คำนึงถึงชีวิตคนเดินถนน

เจ้าแห้วยืนลังเลอยู่สักครู่ ก็รีบวิ่งตื๋อขึ้นบันไดไปชันบนของตัวตึก เพื่อรายงานให้เจ้านายของเขาทราบว่านิกรกับเสี่ยหงวนเสียสติไปแล้ว

ตามเวลาที่กล่าวนี้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด และเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล พัชราภรณ์, ดร. ดิเรก, กับประไพ, ประภา, นันทา และนวลละออ ได้นั่งรวมกลุ่มกันอยู่ในห้องสำราญชั้นบน สี่นางกับคุณหญิงวาดและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กำลังโจ้ไพ่ผ่องหรือไพ่ตองกันอย่างสนุกสนาน นอกนั้นเป็นคนดู เมื่อเจ้าแห้ววิ่งกระหืดหระหอบเข้ามาในห้อง ด้วยกิริยาท่าทางร้อนรน บรรดาขาไพ่ก็ตกใจรีบทิ้งไพ่และรวบเงินที่หน้าตัก ขยับจะลุกขึ้นวิ่งหนี แต่แล้วเจ้าแห้วก็รีบโบกมือห้าม

"รับประทานไม่ใช่ตำรวจหรอกครับ" เจ้าแห้วพูดระล่ำระลัก "แต่ว่ารับประทานหยุดเล่นสักประเดี๋ยวเถอะครับ มีเรื่องร้ายเกิดขึ้นแล้ว"

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก มองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"อ้ายเวร มึงวิ่งตึงตังโครมครามเข้ามาอย่างนี้ใช้ได้หรือ ใครจะไปรู้ล่ะ นึกว่าตำรวจมาน่ะซี"

เจ้าแห้วหายใจถี่เร็ว และรีบทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า รายงานให้เจ้านายของเขาทราบ

"รับประทาน คุณนิกรกับอาเสียแย่แล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"ทำไมวะ ถ้าจะเมาเหล้ากันจนหงำละซี"

"รับประทานเปล่าครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตวาดแว๊ด

"มีเรื่องอะไรก็พูดมาซีโว้ยอ้ายแห้ว นั่งหอบเป็นหมาหอบแดดไปได้"

เจ้าแห้วถอนหายใจดังๆ

"รับประทานวิ่งขึ้นมามันเหนื่อยนี่ครับ รับประทานรีบลงไปดูเถอะครับ คุณนิกรกับอาเสี่ยถูกยาพิษชนิดหนึ่ง รับประทาน ไม่มีสติสัมปชัญญะแล้ว"

คราวนี้คณะพรรคสี่สหาย ต่างตกอกตกใจไปตามกัน เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ ต่างรุมกันซักถามรายละเอียดจากเจ้าแห้ว ซึ่งเจ้าแห้วก็เล่าให้เจ้านายของเขาฟังตามตรง คุณหญิงวาดเป็นห่วงสองสหายอย่างยิ่ง ท่านกล่าวกับทุกๆ คนด้วยเสียงอันดัง

"เร็ว-ลงไปดูมันหน่อยซิ น่ากลัวจะโดนยาสั่งก็ไม่รู้ พ่อหงวนกับพ่อกรไม่ควรจะไปพูดก้าวร้าวดูถูกดูหมิ่นหมอทรัพย์แกเลย เป็นธรรมดาอยู่เองที่เขาจะต้องเจ็บใจ ถึงเราก็เหมือนกัน ใครมาดูหมิ่นเราเราก็ต้องโกรธ นี่ดีว่าหมอทรัพย์แกไม่เอายาตายให้กิน เพราะแกต้องการสั่งสอนให้หลาบจำเท่านั้น นึกๆ ก็สมน้ำหน้า คนเราน่ะจะดีหรือจะชั่วก็ด้วยปากของตัวนั่นแหละ โบราณท่านว่าพูดดีเป็นศรีแก่ตัว ถ้าพูดชั่วก็ต้องคั่วเอี่ยวชี... อุ๊ย...ไม่ใช่แหม...พูดเผลอไปถนัด"

ท่านผู้ใหญ่ทั้งสามและทุกๆ คนต่างพากันออกมาจากห้องสำราญอย่างรีบร้อน เดินผ่านเฉลียงหลังตึกลงบันไดมาข้างล่าง แล้วคณะพรรคสี่สหายก็แลเห็น นิกรนั่งซึมกระทืออยู่บนโซฟาร์ตามลำพัง

เพราะประสาทส่วนสมองของนิกรใช้การไม่ได้ เขาจึงเข้าใจผิดคิดว่าคุณหญิงวาดคือ หัวหน้าสำนักนางโลมแห่งใดแห่งหนึ่ง ซึ่งเขากำลังมาอุดหนุน นิกรยิ้มแป้นและลุกขึ้นยืนกล่าวกับคุณหญิงวาดทันที

"สวัสดีป้า ฉันรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับป้าในวันนี้ ชื่อเสียงของป้าฉันได้ยินมานานแล้ว ที่นี่เงียบดีนะป้านะ โอ้โฮ...สี่คนนั่นลูกน้องของป้าหรือ ทำไมถึงแก่นักล่ะ สาวๆ กว่านี้ไม่มีหรือ"

ทุกคนเงียบกริบ คุณหญิงวาดทำหน้าชอบกล เดินเข้ามาหยุดเผชิญหน้าหลานชายของท่าน แล้วท่านก็พูดเสียงยานคาง

"นิกร เจ้าเป็นอะไรไป"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"แล้วกัน ทำไมป้าถึงมาทึกทักเอาว่า ฉันชื่อนิกรล่ะ"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายเอื๊อก ใบหน้าของท่านซีดเผือดด้วยความวิตกเป็นทุกข์หลานชาย

"ถ้ายังงั้นเจ้าชื่ออะไร"

"ว้า..." นิกรคราง "ป้าพูดจาให้เพราะกว่านี่หน่อยเถอะน่า เรียกฉันว่าคุณซี จะมาถือวิสาสะฉันเป็นลูกหลาน พูดกับฉันเจ้ายังโง้นเจ้ายังงี้ใช้ได้หรือ ฉันน่ะไม่ใช่คนถือตัวหรอก แต่ป้ามาเป็นกันเองกับฉันง่ายๆ อย่างนี้ฉันไม่ชอบ"

คุณหญิงวาดทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้ หันมามองดูเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"โถ... เจ้ากรมันไม่รู้เรื่องราวอะไรเสียเลย คงถูกยาเบื่อเมาเป็นแน่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็นพ้องด้วย

"เห็นจะจริงคุณหญิง ยาแบบนี้พวกทุจริตมักจะทำให้เหยื่อของมันกิน ด้วยการผสมใส่อาหารหรือเครื่องดื่ม ใครกินเข้าไปก็หมดความรู้สึก ไม่มีความทรงจำอะไรเหลืออยู่อีกแม้กระทั่งชื่อของตัวเองก็จำไม่ได้ ยาชนิดนี้ฉันจำได้ว่า ใช้น้ำในบ้องกัญชาผสมกับของเบื่อเมาอีกหลายอย่าง ซึ่งอย่างน้อยก็มีลูกลำโพงอีกอย่าหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหานิกร แล้วยกมือตบศีรษะนายจอมทะเล้นเบาๆ

"ไงวะ เป็นอะไรไป"

นิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้า ทำตาเขียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"นี่หมายความว่ากระไร ลุงกับฉันเคยรู้จักมักจี่กันอย่างงั้นหรือ อวดดียังไงมาตบหัวตบหูฉัน หัวก็ล้านแล้วยังไม่มีมารยาทอีก ประเดี๋ยวก็แจกหมากให้เท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ แล้วฝืนหัวเราะ

"แกแกล้งทำหรือเป็นจริงๆ วะอ้ายกร"

นิกรอมยิ้ม

"เป็นจริงๆ ครับ ไม่ได้แกล้งทำ" แล้วนิกรก็ทรุดตัวนั่งบนโซฟาร์ตามเดิม ค่อยๆ เอนกายลงนอน ใช้หมอนอิงหนุนศีรษะ และหลับตาพริ้ม

คณะพรรคสี่สหายต่างวิจารณ์กันแซ่ดไปหมด เว้นแต่ ดร. ดิเรกคนเดียวที่ไม่ยอมออกความเห็นอะไรทั้งสิ้น นายแพทย์หนุ่มยืนนิ่งเฉยมองดูนิกรนานๆ เข้าก็หัวเราะหึๆ

นวลละออนึกถึงผัวรักของหล่อนได้ ก็เต็มไปด้วยความเป็นห่วงใย หล่อนกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"แห้ว เฮียไปไหนล่ะ"

เจ้าแห้วหันมามองดูหล่อน

"รับประทานเดินออกไปจากบ้าน เมื่อครู่นี้เองแหละครับ รับประทานหน่วงเหนี่ยวไว้ไม่ยอมให้ไป อาเสี่ยก็เลยแจกหมากผม รับประทานดูซีครับ ปากคอปลิ้นเป็นครุฑไปแล้ว"

นวลละออยกมือขวาทาบอก

"ตายจริง เฮียออกไปพ้นบ้านดีไม่ดีประเดี๋ยวถูกรถทับตาย เร็ว...แห้วแกรีบวิ่งไปตามเฮียหน่อยเถอะ พยายามเหนี่ยวรั้งเอาตัวเข้ามาในบ้านให้ได้"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ "รับประทานไม่เอาละครับ เดี๋ยวอาเสี่ยก็จะแจกหมากผมเข้าให้อีก"

นวลละออว่า "ไปเถอะแห้ว แล้วฉันจะให้รางวัลแกร้อยบาท"

คราวนี้เจ้าแห้วยิ้มสดชื่น

"อ้อ...รับประทานยังงี้ละก็ค่อยยังชั่วหน่อย" พูดจบเจ้าแห้วก็รีบเดินออกไปจากห้องโถงอย่างรีบร้อน แล้ววิ่งเหยาะๆ ลงบันไดไป

คณะพรรคสี่สหาย ต่างปรึกษาหารือกัน นันทากล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"นิกรกับอาเสี่ยคงโดนยาเบื่อเมาอย่างไม่มีปัญหา ทำอย่างไรดีล่ะคะพล เกิดตายขึ้นละก็แย่ทีเดียว"

ประไพร้องไห้โฮ ทำให้ทุกคนหันมามองดูหล่อนเป็นตาเดียว หล่อนมองดูนิกรผัวรัก แล้วก็พูดพลางร้องไห้พลาง

"กร...กรขา...โถ...เห็นหน้ากันหลัดๆ ตายเสียแล้ว ฮือ...ฮือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด

"ยังไม่ตายโว้ย"

ประไพยิ้มออกมาได้ หันมาถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ยังหรือคะ หนูนึกว่าตายเสียแล้ว คุณพ่อช่วยแก้นิกรให้ฟื้นหน่อยซีคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"มันไม่ได้เป็นอะไรมากมายหรอก นอกจากมันอ่อนเพลียและร่างกายต้องการพักผ่อน ปล่อยให้มันนอนหลับสักครู่ ตื่นขึ้นมามันก็หาย ยาเบื่อเมาแบบนี้มีฤทธิ์เพียงชั่วขณะเท่านั้น" พูดจบท่านก็หันมาทาง ดร. ดิเรก "ว่ายังไงดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มเดินมานั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกับนิกร เขายกมือจับข้อมือนายจอมทะเล้นแล้วตรวจชีพจร ประภากล่าวถามขึ้นทันที

"ชีพจรเป็นอย่างไรบ้างคะดิเรก"

ดร. ดิเรกไม่พูดว่ากระไร สายตามองดูนาฬิกาข้อมือของเขา นับการเต้นของชีพจรแล้วเขาก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เมียรักของเขา

"ชีพจรอ่อนไปเล็กน้อย แต่ว่า...ไม่เป็นไร ไอเป็นหมอหัวนอก ต่อให้เจ้ากรและเจ้าหงวนถูกยาเบื่อหมาไอก็สามารถรักษาให้หายได้ ยาเบื่อเมาที่เจ้ากรกับเจ้าหงวนถูกมานี้ ไอเคยเห็นแล้วเมื่อครั้งไออยู่อินเดีย"

ดิเรกหยุดพูดกลางคัน เมื่อได้ยินเสียงคณะพรรคสี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน หันมาพูดกับพล

"รีบไปตามอ้ายหงวนเถอะวะ ปล่อยให้มันเตลิดเปิดเปิงไปอาจจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้"

พลเห็นพ้องด้วย แล้วสองสหายก็พากันเดินออกไปจากห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเหยาะๆ ตามพลกับดิเรกไป ท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและเมียๆ ของสี่สหายต่างพากันวิตกเป็นทุกข์ไปตามกัน

ที่นอกถนนใหญ่ คือถนนสายกรุงเทพ-สมุทรปราการ เสี่ยหงวนกับเจ้าแห้วกำลังยืนถกเถียงกันอยู่ที่ป้ายจอดรถประจำทาง เจ้าแห้วพยายามเหนี่ยวรั้งอาเสี่ยให้เข้าไปในบ้าน "พัชราภรณ์" แต่อาเสี่ยเข้าใจว่าเจ้าแห้วเป็นนักต้มมนุษย์ และจะต้มเขาด้วยการชวนมาเล่นการพนัน

พลกับ ดร. ดิเรกวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาหาเสี่ยหงวน เจ้าแห้วรีบรายงานให้ทราบทันที

"รับประทานผมจนปัญญาแล้วครับ อาเสี่ยไม่มีความทรงจำใดๆ เหลืออยู่เลย รับประทานหาว่าผมเป็นนักต้มหมู"

พลหัวเราะเบาๆ

"ท่าทางและหน้าตาของแกมันให้เสียด้วย"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง ก้มลงมองดูตัวเอง แล้วพูดกับนายพัชราภรณ์อย่างเคืองๆ

"รับประทาน นุ่งกางเกงปาล์มบีช สวมเชิ๊ตแอโร่อย่างนี้น่ะหรือครับนักต้มหมู"

พลว่า "ฉันไม่เถียงหรอกว่าแกแต่งตัวภูมิฐาน ใช้เสื้อผ้าราคาแพง แต่บุคลิกและท่วงทีของแกนั่นแหละไม่เหมาะสมที่จะใช้เสื้อผ้าสกุลสูงอย่างนี้ เข้าใจไหมล่ะ"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปาก

"อ้อ-นี่หมายความว่าหน้าตาผม ไม่มีแววว่าเป็นผู้ดีบ้างเลยหรือครับ"

นายพัชราภรณ์ขมวดคิ้วย่น

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง"

ดร. ดิเรกเดินเข้ามายกมือตบบ่าอาเสี่ยเบาๆ แล้วพูดยิ้มๆ

"เข้าบ้านเราเถอะอ้ายหงวน"

อาเสียสะบัดมือ ดร. ดิเรกทันที

"ลูกไม้เก่าน่าคุณ ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตาคุณเลย จะมาชวนผมเข้าไปเที่ยวบ้านคุณ"

นายแพทย์หนุ่มซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ถ้าเช่นนั้นคุณกรุณาบอกผมหน่อยซิครับ ว่าคุณเป็นใคร"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ หันมาถามพลเบาๆ

"ผมเป็นใครครับ"

พลหัวเราะก้าก

"ตัวของคุณเอง คุณไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร แล้วผมจะตรัสรู้ได้อย่างไร ผมจะตั้งชื่อให้คุณว่ากิมเบ๊ เอาไหมล่ะครับ"

เสี่ยหงวนนิ่งคิดสักครู่ก็เอ็ดตะโรลั่น

"นั่นมันชื่อเตี่ยผม"

คราวนี้พลกับดิเรกหัวเราะงอหาย ต่างคนต่างคว้าแขนอาเสียคนละข้าง แล้วพาเดินไปทางบ้าน "พัชราภรณ์" กิมหงวนเอะอะและดิ้นรน ทำให้ใครต่อใครพากันมองดูอย่างแปลกใจ

"คุณจะพาผมไปไหน ตำรวจ...ตำรวจช่วยด้วย โปลิศจับที"

พลรีบยกมืออุดปากอาเสี่ยทันที

"ถ้าแกขืนแหกปากร้องเอ็ดตะโร เราสามคนจะช่วยกันซ้อมแก เข้าใจไหม"

คราวนี้เสี่ยหงวนเงียบกริบ ยอมให้สองสหายพาเขากลับเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" โดยดี นายแพทย์หนุ่มพยายามสังเกตกิริยาอาการของอาเสี่ย แล้วเขาก็รู้ว่าเพื่อนเกลอของเขาถูกยาเบื่อเมา อาจจะเป็นจำพวกเห็ดราหรือสมุนไพรบางชนิด ที่ทำอันตรายแก่ระบบประสาท แต่ ดร. ดิเรกเชื่อว่าเขาสามารถที่จะรักษากิมหงวนกับนิกรให้หายได้

ในที่สุดนายแพทย์หนุ่มกับพล ก็พากิมหงวนเดินขึ้นบันไดตึกเข้ามาในห้องโถง พอแลเห็นอาเสี่ยเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคณะพรรคสี่สหายก็ดังขึ้น นวลละออวิ่งปราดเข้ามา ยกมือเกาะแขนผัวรักของหล่อน แล้วพูดขึ้นด้วยความห่วงใย

"เฮียขา...เฮียเป็นอะไรไปคะ"

อาเสี่ยยิ้มแค่นๆ จ้องตาเขม็งมองดูนวลละออแล้วโบกมือ

"ไม่ได้ความ เธอสวยก็จริง แต่ว่าเธอแก่มากแล้ว อายุป่านนี้ไม่น่ามาเป็นกะหรี่ ฉันคิดว่าเธอควรไปอยู่แถวสะพานถ่าน หรือแถวหน้าแคปปิตอลดีกว่า ที่จะมาอยู่ซอยกลางอย่างนี้"

นวลละออเดือดดาลเหลือที่จะกล่าว หล่อนลืมนึกไปว่าผัวของหล่อนกำลังไร้ความรู้สึก เมื่อถูกอาเสี่ยสบประมาทเช่นนี้ นวลละออก็เงื้อมือขวาขึ้นสุดแขน แล้วตบหน้ากิมหงวนเต็มแรงเสียงดังฉาด

อาเสี่ยสะดุ้งสุดตัว

"อื้อฮือ กะหรี่แก่นี่มือหนักเหลือเกิน พูดกันดีๆ ก็ได้นี่นาน้องสาว สัพยอกนิดหน่อยเท่านี้โกรธด้วยหรือ" แล้วกิมหงวนก็หันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ท่านเจ้าคุณเดินปรี่เข้ามา อาเสี่ยตกใจถอยหลังกรูด

"อ้ายหงวน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ

ความรู้สึกของอาเสี่ยเข้าใจว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นนักเลงคุมซ่อง เขารีบยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณทันที แล้วพูดระล่ำระลัก

"เปล่าพี่ ผมไม่มีอะไรหรอกครับพี่ ผมมาเที่ยวหาความสำราญเท่านั้น ผมไม่ได้เป็นนักเลงหรอกครับ พี่อย่าให้ผมตายตามนายศักดิ์ชัยไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"แกอย่าบ้าไปหน่อยเลยวะอ้ายหงวน ไม่มีใครเขาทำอะไรแกหรอก นี่มันบ้านของเราโว้ย"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"บ้านของเรา....เอ๊...ไม่ใช่ซ่องกะหรี่หรือครับนี่"

คุณหญิงวาดโมโหจนลืมตัว

"กะหรี่เตี่ยมึงน่ะซี นี่บ้าน "พัชราภรณ์" โว้ย ไม่ใช่ซ่องบางกะปิ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือจับแขนคุณหญิงวาด แล้วกล่าวห้ามภรรยาของท่าน

"อย่าเอะอะวู่วามไปเลยน่าคุณหญิง ขณะนี้เจ้าหงวนกับเจ้ากรมันไม่มีความรู้สึก เพราะถูกยาเบื่อเมา อย่าไปถือสามันเลย"

คุณหญิงค้อนเจ้าคุณของท่าน

"ก็มีอย่างหรือคะ เห็นบ้านเราเป็นซ่องกะหรี่ นี่ไม่ใช่อะไรหรอก เที่ยวซ่องกะหรี่เสียจนเข้าใจว่าที่นี่เป็นซ่อง เมื่อมันไม่มีสติสัมปะชัญญะ ทำไมมันไม่พยายามเข้าใจ ว่าบ้านเราเป็นวังบ้างล่ะ ประเดี๋ยวแม่เดือดขึ้นมาแม่ก็จะตั้งซ่องกะหรี่เสียจริงๆ เท่านั้นแหละ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โบกมือห้าม

"อย่า...อย่า คุณหญิง เรื่องมันจะเดือดร้อนไม่ใช่เล่น อย่าไปอุตริเลย ปล่อยให้ผู้เชี่ยวชาญเขาจัดทำกันไปดีกว่า เราเป็นคหบดีอัฐฬสเงินทองมีใช้เหลือเฟือแล้ว อย่าไปคิดแย่งอาชีพเขาเลย"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"อ้าว...จริงๆ นะคะเจ้าคุณ ถ้าดิฉันตั้งซ่อง ดิฉันรับรองว่าดิฉันต้องมีรายได้งดงามทีเดียว เพื่อนฝูงของดิฉันอยู่ทางเหนือหลายคน จดหมายถึงเขาบอกให้ส่งตัวอ่อนๆ มาสัก ๒๐ คน เราก็สบายไปเท่านั้น" แล้วท่านก็เดินเข้ามาหาอาเสี่ย "แกเป็นอะไรไปวะพ่อหงวน ไปกินยาตะหวักตะบวยอะไรมาจากไหน"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ หันไปมองดูข้างหลัง แล้วก็มองดูหน้าคุณหญิงวาดอย่างแปลกใจ

"ใครชื่อหงวน" อาเสี่ยถาม

คุณหญิงวาดจุ๊ย์ปาก

"ก็มึงน่ะซี"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"มึงไหน เอ...ฉันคิดว่าป้าไม่สบายเสียแล้ว อยู่ๆ ก็มาทึกทักว่าฉันชื่อพ่อหงวน ฉันคือนายสมิต สรศักดิ์ นักธุระกิจคนสำคัญคนหนึ่งของประเทศไทย" เสี่ยหงวนหมายถึงเพื่อนพ่อของเขา ซึ่งเขานึกขึ้นได้ก็พูดเรื่อยเปื่อยออกมา ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจฤทธิ์ยาของหมอทรัพย์ ที่ทะลายระบบประสาทของอาเสี่ยจนหมดสิ้น

ดร. ดิเรกเห็นท่าไม่เป็นการ ก็กล่าวกับพลและเจ้าแห้ว

"เฮ้...แกสองคนช่วยกันนำตัวเจ้าหงวนกับเจ้ากรไปที่ห้องทดลองของกันเถอะวะ กันจะได้ทำการตรวจรักษาเจ้าสองคนนี้ ที่แรกกันเข้าใจว่ามันแกล้งทำ แต่เดี๋ยวนี้กันรู้แล้วว่ามันไม่ได้แกล้ง ประสาทส่วนสมองของอ้ายสองคนนี่ชำรุดหมดแล้ว"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้ ท่านกล่าวกับนาแพทย์หนุ่มทันที

"เออ.. ดีแล้วพ่อดิเรก ช่วยหน่อยเถอะพ่อคุณ ถ้าประสาทส่วนสมองมันใช้การไม่ได้ พ่อดิเรกก็ควรผ่าตัดเอาสมองออก แล้วก็เปลี่ยนมันสมองให้มันใหม่"

นายแพทย์หนุ่มทำคอย่นแล้วหัวเราะก้าก

"ยังครับ คุณอา ความรู้ขั้นผมยังเปลี่ยนมันสมองให้มนุษย์ไม่ได้ และไม่เคยปรากฏว่ามีศัลยแพทย์คนใด สามารถเปลี่ยนมันสมองมนุษย์ได้ แต่ผมมีวิธีรักษาที่จะช่วยเจ้ากรและเจ้าหงวนหายเป็นปกติ"

ประไพเอื้อมมือเขี่ยแขนนายแพทย์หนุ่ม

"หมอขา รักษาแต่อาเสี่ยคนเดียวเท่านั้นเถอะนะคะ สำหรับกรปล่อยเขาตามเรื่องเถอะค่ะ"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"ทำไม่ล่ะครับ"

ประไพหัวเราะเอียงอาย

"กรมีสติอย่างนี้เป็นประโยชน์แก่ดิฉันมากเชียวค่ะ ตามธรรมดาดิฉันขอเงินใช้ลำบากเหลือเกิน เมื่อเขาไม่มีความทรงจำเหมือนแต่ก่อน ดิฉันออกปากขอเงินเขา กรคงเซ็นเช็คให้ง่ายๆ "

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นพลกับเจ้าแห้วก็ช่วยกันประคองนิกร กับเสี่ยหงวน ออกไปจากห้องโถง และตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของ ดร.ดิเรก ทุกคนวิตกเป็นทุกข์ไปตามกัน แม้กระทั่งนายแพทย์หนุ่มก็รู้สึกหนักใจไม่น้อย

อำนาจยาของหมอทรัพย์ มีประสิทธิภาพอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ หมดความสามารถที่จะช่วยเหลือเพื่อนเกลอทั้งสองของเขา เป็นอันว่านิกรกับอาเสี่ยคงมีสภาพเหมือนเป็นคนวิกลจริต ปราศจากความทรงจำใดๆ แม้กระทั่งชื่อของตนเองก็ไม่รู้จักเพราะนึกไม่ออก

หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปแล้ว

นิกรกับกิมหงวนไม่ได้ออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ไปไหนเลย ซึ่งตลอดเวลาที่ล่วงมานี้นายแพทย์หนุ่มได้สั่งให้ช่วยกันควบคุมตัวสองสหายไว้ เพราะถ้าหากนิกรหรือเสี่ยหงวนออกไปพ้นบ้าน ก็ต้องประสบอันตรายอย่างไม่มีปัญหา

ดร. ดิเรกสารภาพกับท่านผู้ใหญ่ตามตรง

"ผมหมดปัญญาแล้วครับคุณอา" เขากล่าวกับประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้งสองท่าน "ระบบประสาทของเจ้าหงวนและเจ้ากรใช้การอะไรไม่ได้เลย ผมเห็นจะต้องเรียกเพื่อนของผมมาทำการรักษาต่อไป ซึ่งเขาเป็นนายแพทย์ผู้ชำนาญในการรักษาโรคเส้นประสาท ถ้าหากว่าหมอกริชมารักษาเจ้าสองคนนี่ ผมเชื่อว่าในไม่ช้าอาการป่วยของเจ้าหงวนและเจ้ากรคงจะหายเป็นปรกติ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "อาคิดว่าแกไปติดต่อกับหมอทรัพย์ไม่ดีหรือ บางทีหมอทรัพย์อาจจะมียาแก้ก็ได้"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ ความไว้ตัวและทนงในเกียรติแห่งแพทย์แผนปัจจุบันบังเกิดขึ้นทันที โดยมากหมอสมัยใหม่มักจะเหยียดหยามดูหมิ่นหมอโบราณเสมอ

"โนๆๆ ผมยอมตายเสียดีกว่าที่ผมจะซมซานไปหาหมอทรัพย์ ฮ่ะ ฮ่ะ หมอไทยไม่ได้ความ รักษาส่งเดชไม่มีหลักวิชา"

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้น

ขณะที่เสี่ยหงวนนั่งอ่านหนังสือ อยู่ในห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์" ตามลำพัง นิกรก็ผลักบังตาประตูห้องออก แล้วพาตัวเดินเข้ามาในห้อง แสงไฟฟ้าในห้องสมุดส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน

เมื่ออาเสี่ยหันมามองดูนิกร นายจอมทะเล้นก็ก้มศีรษะให้และยิ้มเล็กน้อย

"ประทานโทษ อนุญาตให้ผมอ่านหนังสือสักคนนะครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"เชิญครับ เชิญตามสบาย ที่นี่เป็นห้องสมุดสาธารณะนี่ครับ ทุกคนย่อมมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาค้นหาหนังสืออ่านได้ตามใจชอบ"

นิกรเดินมาที่ตู้หนังสือ หยิบหนังสือปกแข็งเล่มหนึ่งเดินมานั่งที่โต๊ะตรงข้ามกับเสี่ยหงวน แล้วก็เปิดอ่าน แต่อ่านไม่รู้เรื่องเพราะหนังสือเล่มนี้เป็นตำราสร้างเครื่องรับส่งวิทยุ ซึ่งเป็นหนังสือของนายแพทย์หนุ่ม

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สักครู่หนึ่งสองสหายค่อยๆ เงยหน้าขึ้นและยิ้มให้กัน แล้วกิมหงวนก็กล่าวถามนิกรเบาๆ

"คุณคงไม่รังเกียจที่จะรู้จักกับผม ในฐานะที่เป็นนักอักษรศาสตร์ด้วยกัน"

นิกรยิ้มแป้น

"ไม่รังเกียจเลยครับ ประทานโทษ คุณชื่ออะไร"

อาเสี่ยนั่งนิ่งนึก

"นั่นนะซีครับ วันนี้ผมพยายามนึกอยู่ตั้งครึ่งค่อนวันแล้ว ว่าผมชื่ออะไร ผมยังนึกไม่ออก คุณตั้งชื่อให้ผมด้วยก็แล้วกันครับ คุณจะเรียกผมว่าอะไรก็ได้"

"ว้า...ยังงั้นเราก็หัวอกอันเดียวกันน่ะซีครับ ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมเป็นใคร ผมอยากกลับบ้านเต็มทนแล้ว คุณกรุณาช่วยบอกผมหน่อยได้ไหมครับบ้านผมอยู่ที่ไหน"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"แล้วกัน เท่าที่ผมนั่งแกร่วอยู่ในห้องสมุด เพราะผมไม่รู้เหมือนกันว่าบ้านช่องของผมอยู่ที่ไหน"

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ เขามองดูเสี่ยหงวนด้วยความพอใจ

"คุณกับผมน่ากลัวจะเป็นโรคเส้นประสาท เอาละครับผมจะเรียกคุณว่าคุณท่อก"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"แหม...เข้าทีมากเชียวครับ ชื่อเดิมของผมชื่ออะไรผมจำไม่ได้ แต่ชื่อนี้ถูกใจผมมาก ดีทีเดียวครับผมจะได้ชื่อใหม่ว่าท่อกนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป แต่ชื่อคำเดียวมันจะเพราะหรือครับคุณ ควรจะมีอะไรอยู่ข้างหน้าคำว่าท่อก หรือข้างหลังคำว่าท่อกสักคำหนึ่ง"

นิกรนิ่งคิด เขาเม้มปากแน่น พยายามใช้สมองของเขาทั้งๆ ที่มันใช้ไม่ได้

"เอายังงี้เถอะครับ ใส่แท่กไปอีกคำหนึ่ง ชื่อท่อกแท่กเป็นหรูแน่"

กิมหงวนตบมือหัวเราะชอบใจ

"วิเศษเลยครับคุณ เมื่อผมชื่อท่อกแท่ก คุณซึ่งเป็นเพื่อนใหม่ของผม ก็ควรจะชื่อคล้ายกับผม จะได้เป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพ"

"ก็ได้ครับ" นิกรพูดยิ้มๆ "คุณช่วยตั้งให้ผมซีครับ"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืน ขมวดคิ้วย่นและเดินวนเวียนไปมารอบห้องสมุด สักครู่ก็กลับมานั่งบนเก้าอี้ตรงข้ามกับนิกร แล้วพูดกับนายการุณวงศ์อย่างเป็นการเป็นงาน

"ผมคิดได้แล้ว คุณชื่อโทงเทงเป็นเหมาะที่สุด ทั้งเก๋และทั้งหรูทีเดียว"

สองสหายต่างหัวเราะกันลั่นห้อง

"เด็ดขาดไปเลยครับ" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง "คุณชื่อท่อกแท่ก ผมชื่อโทงเทง เราทั้งสองคนจะต้องเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอกัน" แล้วนิกรก็กระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน "ผมคิดถึงเมียผมเต็มทนแล้ว แต่ผมนึกไม่ออกว่าบ้านผมอยู่ไหน อย่าหาว่าผมรบกวนคุณเลยครับ คุณช่วยพาผมไปส่งบ้านหน่อยได้ไหม"

อาเสี่ยทำตาละห้อย

"ปู้โธ่คุณโทงเทง ผมจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าบ้านคุณอยู่ไหน คุณมีเมียแล้วหรือนี่"

นิกรนิ่งคิด แล้วตอบอ้อมแอ้ม

"เข้าใจว่ามีครับ ผู้ชายมีอายุในวัยกลางคนอย่างผม เป็นตายร้ายดีก็คงจะมีเมียแล้ว ถึงไม่ใช่เมียแต่งก็คงเป็นเมียเก็บ"

"เอ..." อาเสี่ยคราง "ถ้ายังงั้นผมก็คงมีเมียเช่นเดียวกับคุณเหมือนกัน อย่ากระนั้นเลยคุณโทงเทง เราไปสืบหาบ้านเราดีกว่า เดินเรื่อยเปื่อยไปตามถนนเถอะครับ ผิดนักก็นั่งรถสามล้อให้เขาพาเราตระเวนไปรอบ รอบเมือง เมียเราเขาเห็นเราเข้าที่ไหน เขาคงจะร้องเรียกเราเอง เท่านี้เราก็ได้รู้ว่าบ้านเราอยู่ที่ไหน ตั้งแต่ผมกลับมาจากเมืองนอกคราวนี้ โรคเส้นประสาทมันกินผมเสียงอมแงมเชียวครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมก็เหมือนกันครับ ผมเดินทางไปตรวจตลาดการค้าที่ประเทศธิเบต ไปอยู่ที่นั่นได้ปีกว่า ป่วยเป็นโรคเส้นประสาท พรรคพวกที่นั่นเขาช่วยกันส่งผมกลับมาเมืองไทย ซึ่งจนกระทั่งบัดนี้ ผมก็ยังนึกไม่ออกว่าผมกลับมาได้ยังไงกัน"

ต่างคนต่างมองดูกันและยิ้มให้กัน เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมา แล้วเก็บใส่กระเป๋า

"ไป...เพื่อนรัก ไปเที่ยวกับผม ผมจะพาคุณไปสืบหาบ้านที่อยู่ ผมเห็นหน้าคุณแว่บเดียวก็รู้สึกนึกรักคุณเสียแล้ว หน้าตาของคุณคล้ายกับเมียผมมาก ถ้าหากว่าผมสืบหาบ้านผมไม่พบ ผมก็จะแต่งงานกับคุณเสียเลย หรือยังไงคุณโทงเทง เราสองคนคงจะเป็นคู่ผัวตัวเมียที่รักกันที่สุดในโลก"

นิกรขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัว

"โอ้โฮ เป็นวาสนาของผมอย่างมหึมาเชียวครับ นี่คุณดูแขนผมซีคุณท่อกแท่ก ขนลุกซู่ราวกับปวดท้องส้วม แฮ่ะ แฮ่ะ เราเป็นแต่เพียงเพื่อนกันดีกว่าครับ อย่าคิดแต่งงานกับผมเลย นี่มันก็พ้นหน้าฝนแล้ว ดีไม่ดีจะถูกฟ้าผ่าตาย"

กิมหงวนชักฉิว

"เอ๊ะ หมายความว่าคุณรังเกียจที่จะเป็นเมียผมงั้นหรือ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะลั่น

"ไม่รังเกียจหรอกครับ แต่มันน่าเกลียด"

"อ้าว ถ้ายังงั้นผมเป็นเมียคุณยังได้นา"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "คุณท่อกแท่กชักจะคิดมากไปแล้ว อย่าฟุ้งซ่านให้มากนักเลยครับ พยายามสงบสติอารมณ์เสียบ้าง คุณรู้หรือเปล่าว่าที่นี่น่ะมันที่ไหน ผมกำลังสงสัยว่าเราอยู่ในโรงพยาบาลโรคจิต หลังคาแดงที่ปากคลองสาน"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็สงสัยเหมือนกัน จะว่าเป็นห้องสมุดสำหรับประชาชนก็ยังไงอยู่ ถึงเวลามีคนเอาข้าวมาให้เรากิน ยายแก่คนหนึ่งกับตาแก่หัวล้านสองคน รู้สึกว่าสนใจกับเรามากทีเดียว"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงครับ แล้วก็มีคนหลายคนคอยบังคับเราไม่ให้ลงไปจากตึกหลังนี้ แน่แล้วโรงพยาบาลโรคจิตแน่ๆ คุณท่อกแท่ก เมื่อเราไม่ได้เป็นบ้าเราจะมาอยู่ที่นี่หาหอกอะไรหนีไปเถอะคุณ หนีไปจากที่นี่โดยเร็วที่สุด ผมเกลียดหน้าอียายแก่พูดมากคนนั้นเหลือเกิน"

เสี่ยหงวนยกนิ้วชี้มือขวาแตะริมฝีปากแล้วร้องซี๊ด

"อย่าเอ็ดไปคุณโทงเทง ประเดี๋ยวพวกหมอหรือผู้คุมได้ยินเข้า อ้ายคนตัวเล็กๆ สวมเสื้อขาวมีสายยางคล้องคอ และสวมแว่นตากรอบทอง ผมว่ามันต้องเป็นหมอแน่ๆ มันมักจะพูดปลอบใจเราเสมอ"

อาเสี่ยชักใจไม่ดี

"นั่นน่ะซีครับ ดีไม่ดีมันจับเรานัดยาก้อแย่เท่านั้น รีบหนีไปเถอะครับคุณโทงเทง ผมคิดว่าเราปีนลงทางหน้าต่างนี่ดีไหม"

นิกรมองไปทางหน้าต่างห้องสมุด

"ดีครับ รีบไปเถอะคุณท่อกแท่ก"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"เอ....ฟังชื่อของคุณกับผมแล้วรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ อย่างไรชอบกล เราเปลี่ยนชื่อกันเสียใหม่หรือ"

นิกรทำตาปริบๆ

"เปลี่ยนว่ายังไง คุณเป็นคนคิดซี"

อาเสี่ยพูดหน้าตาเฉย

"คุณชื่อตูบ แล้วผมชื่อด่าง"

นายจอมทะเล้นหยุดยิ้มทันที

"ชื่อคนมีถมเถไปนี่ครับ ทำไมเอาชื่อหมามาตั้ง อ้า...อย่าเปลี่ยนเลยครับ คุณชื่อท่อกแท่ก ผมชื่อโทงเทงดีแล้ว ชื่อของเราเมื่อรวมกันเข้าร้องเป็นเพลงลำตัดได้เลยครับ"

กิมหงวนลืมตาโพลง "คุณร้องลำตัดได้หรือครับ"

"แล้วกัน ผมนี่แหละครับลูกชายนายสะโอด นักลำตัดยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย คอยฟังนะครับ ผมจะร้องให้ฟัง แต่คุณต้องเป็นลูกคู่ให้ผม"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เอาซีครับ ผมหงอยเหงามาหลายวันแล้ว วันนี้สนุกกันเสียทีก็ดีเหมือนกัน ร้องซีครับคุณผมจะเป็นลูกคู่ให้"

นิกรลุกขึ้น ขยับแข้งขาให้แคล่วคล่อง แล้วเขาก็เดินรำเฉิบๆ ตามแบบแผนของนักลำตัด นายจอมทะเล้นหลับหูหลับตาโก่งคอร้องเสียงแจ๋ว

"ท่อกแท่กๆ โทงเทง นิสัยนักเลง ต้องโทงเทงท่อกแท่ก เป็กพ่อ"

เสี่ยหงวนตบมือร้องรับลูกคู่ หลายต่อหลายเที่ยว นิกรทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ตามเดิม เปิดหนังสือตำราวิทยุออกดูรูปภาพในนั้น อาเสี่ยคงแหกปากร้องลูกคู่กลับไปกลับมาในราว ๒๐ เที่ยว เขาก็ต้องหยุดร้อง แล้วมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"ผมรับลูกคู่จนเสียงแหบเสียงแห้งแล้ว เมื่อไรคุณจะร้องเสียทีล่ะครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ร้องอะไรครับ"

"อ้าว ก็ร้องลำตัดน่ะซีคุณ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ปู้โธ่ ผมร้องได้เมื่อไรล่ะครับ ร้องได้แต่เพียง เท่าที่ผมร้องเมื่อกี้นี้เท่านั้นเอง"

"บ๊ะ...แล้ว" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "เล่นหลอกให้ผมร้องแทบแย่ ไปเถอะครับคุณโทงเทงรีบหนีออกไปจากบ้านนี้เถอะ"

สองสหายลุกขึ้น พากันเดินไปที่หน้าต่าง ทันใดนั้นเองบังตาประตูห้องก็ถูกผลักออก นวลละออเดินเข้ามาในห้องสมุด ตั้งใจจะมาเยี่ยมผัวรักของหล่อนด้วยความห่วงใย และนึกจะถือโอกาสเยี่ยมนิกรด้วย

นิกรกับอาเสี่ยต่างพากันมองดูหล่อน แล้วนายจอมทะเล้นก็ร้องขึ้นดังๆ

"วนิดา โอ...ยอดรักของพี่"

นิกรวิ่งเข้ามาสรวมกอดนวลละออด้วยความดีใจ และขณะที่นวลละออตกตลึงพรึงเพริด นายจอมทะเล้นก็ก้มลงจูบริมฝีปากหล่อนอย่างรุนแรง

นวลละออเดือดดาลอย่างที่สุด หล่อนดิ้นรนหลุดจากวงแขนของนิกร แล้วหล่อนก็ยกฝ่ามือข้างขวาตบหน้านิกร

"บ้า บ้าอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ คนระยำ"

นิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้า ยกมือลูบคลำแก้มของเขา พลางจ้องมองดูนวลละออด้วยแววตาถมึงทึง

"นี่หมายความว่ากระไรจ๊ะวนิดา หน็อย...แม่กากีแกมเขียว จากกันไม่กี่วันเธอเป็นอื่นเสียแล้ว" พูดจบก็หันหน้ามาทางเสี่ยหงวน "ดูเถอะคุณท่อกแท่ก โบราณว่าสามวันจากนารีเป็นอื่น นี่แหละครับวนิดาเมียรักของผม แต่บัดนี้เธอแปรพักตร์เสียแล้ว"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบอย่างเห็นใจ แล้วเดินเข้ามาหานวลละออ

"ผู้หญิงอย่างคุณเป็นผู้หญิงหลายใจ ฮึ่ม! ถ้าคุณเป็นเมียผมละก้อ ผมจะบีบคอคุณให้ตายคามือทีเดียว"

คราวนี้นวลละออยิ้มออกมาได้ หล่อนเพิ่งได้คิดว่าทั้งกิมหงวนและนิกรกำลังมีสติฟั่นเฟือน ปราศจากความทรงจำ มีสภาพเหมือนกับคนบ้า นวลละออรีบหมุนตัวกลับเดินออกไปจากห้องสมุดทันที

นิกรร้องไห้โฮ ยกฝ่ามือปิดหน้า และคร่ำครวญเสียงสะอื้น

"วนิดา....วนิดาทรยศต่อพี่เสียแล้ว"

อาเสี่ยยกมือตบบ่านิกร

"อย่าเสียใจคุณโทงเทง ผู้หญิงไม่ได้มีคนเดียวในโลก แถวหน้าโรงหนังแค็บปิตอลถมเถไป กลางคืนคุณไปเลือกเอาเถอะ ไปกับผมเดี๋ยวนี้ยังได้ รับรองว่าหล่อนคือยอดหญิงปรนนิบัติคุณได้ดีที่สุด ฝีมือนวดบีบเส้นบีบสายยังงี้แน่ไปเลย"

บังตาประตูห้องสมุดเปิดออกอีก ประไพเมียรักของนิกรเดินยิ้มกริ่มเข้ามา นายจอมทะเล้นแลเห็นเข้าก็สะดุ้งเล็กน้อย รีบบอกเสี่ยหงวนทันที

"คุณท่อกครับ คุณแม่คุณมาเยี่ยม"

อาเสี่ยหันขวับมาทางประไพ แล้วทำคอย่นพูดกับนิกรโดยเร็ว

"เห็นจะไม่ใช่แม่ผมหรอกครับ คงเป็นคุณแม่คุณมากกว่า หน้าตาของท่านคล้ายกับคุณนี่ครับ คุณนึกให้ดีน่าคุณโทงเทง"

นิกรนิ่งนึก สักครู่ก็หัวเราะก๊าก

"ปู้โธ่ ยายผมเอง" แล้วนิกรก็หันมายกมือไหว้เมียของเขา "คุณยายมาเยี่ยมผมหรือครับ"

ประไพหัวเราะงอหาย แกล้งดัดเสียงพูดเป็นเสียงคนแก่

"ยังไงหลาน ค่อยยังชั่วหรือยัง ยายรู้ว่าเจ้าป่วยเป็นโรคเส้นประสาทก็รีบมาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง"

นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง หันมาถามกิมหงวนเบาๆ

"ยายผมจริงๆ หรือครับนี่"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ใช่ครับ ผมจำได้"

นิกรอมยิ้ม

"เอา...ใช่ก็ใช่ " พูดจบก็เปลี่ยนสายตามาที่ประไพ "คุณยายสบายดีหรือครับ ผมไม่ได้พบคุณยายนานแล้ว"

ประไพกลั้นหัวเราะแทบแย่

"สบายดีหลาน แต่เจ้ากำลังไม่สบาย ยายสงสารเอ็งมากเจ้ากร"

นิกรขมวดคิ้วเข้าหากัน

"คุณยายหลงแล้ว ผมไม่ได้ชื่อกรหรอกครับ ผมชื่อโทงเทง"

ประไพทำหน้าชอบกล

"ชื่อน่ากลัวมาก ทำไมมันถึงโทงเทงล่ะหลาน"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"มันโทงเทง ก็เพราะมันท่อกแท่กน่ะซีครับคุณยาย"

ประไพหัวเราะคิ๊ก แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองดูผัวรักของหล่อนอย่างเวทนา

"เอ้อ...ดูๆ ก็เหมือนกับแกล้งทำ กรขา...หายเป็น..เสียทีเถอะค่ะไพกลุ้มใจจะตายแล้ว เป็นโรคอะไรไม่รู้เวรกรรมแท้ๆ "

นิกรยิ้มให้เมียของเขา

"ไม่ใช่อยากเป็น มันเป็นเอง"

ประไพสั่นศีรษะช้าๆ หันมาทางกิมหงวน

"อาเสี่ยคะ"

"ครับ"

"แน่...รู้ตัวแล้ว เห็นจะหายแน่ ดูหน้าตาชุ่มชื่นขึ้นเป็นกอง อาเสี่ยบอกดิฉันหน่อยซีคะว่าอาเสี่ยชื่ออะไร"

เสี่ยหงวนอมยิ้มแก้มตุ่ย

"ผมชื่อท่อกแท่กครับ"

ประไพเม้มปากแน่นไม่ยอมพูดอะไรอีก พาตัวเดินออกไปจากห้องสมุดทันที สองสหายต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"หนีเถอะครับเรา" นิกรพูดเสียงกระซิบ "หมอมันใช้ผู้หญิงมาล่อเราแล้ว อย่างไรเสียคืนนี้มันคงจับเรานัดยาเป็นแน่"

อาเสี่ยเดินจรดปลายเท้าย่องมาที่หน้าต่างข้างตึก แล้วหันมากวักมือเรียกนิกร ต่อจากนั้นสองสหายก็พากันปีนข้ามหน้าต่าง กระโดดลงไปบนพื้น แต่ก่อนที่นิกรกับกิมหงวนจะเดินไปจากที่นั้น เสียงเจ้าแห้วก็ตะโกนขึ้นลั่นบ้าน

"รับประทานหนีแล้วครับ เร็ว...รับประทาน ปีนหน้าต่างหนีแล้ว"

ท่านผู้ใหญ่ กับพล และเมียๆ ของเขานั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถง เมื่อได้ยินเสียงเจ้าแห้วร้องบอกกล่าว ทุกคนก็รีบลุกขึ้นพากันออกมาทางหน้าตึก พลกับ ดร. ดิเรกรีบวิ่งลงบันไดอ้อมมาทางด้านซ้ายของตัวตึก สองสหายก็แลเห็นนิกรกับเสี่ยหงวนยืนหน้าเซ่ออยู่บนถนน เจ้าแห้วถือไม้ตะบองอันใหญ่คอยขัดขวางไม่ให้อาเสี่ยกับนิกรเคลื่อนไหวไปทางไหน

พลปราดเข้ามาจับนิกร ส่วนนายแพทย์หนุ่มจับแขนอาเสี่ยไว้ กิมหงวนดิ้นรนร้องเอ็ดตะโร

"จะเอาผมไปไหนครับ ผมกลัวแล้ว ปล่อยผมกลับบ้านเถอะครับ"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"บ้านแกอยู่ไหน"

"บ้าน พัชราภรณ์ บางกะปิครับ"

นายแพทย์หนุ่มหันมาพยักหน้ากับพล แล้วพูดยิ้มๆ

"อำนาจยาฉีดของกัน ทำให้อาการดีขึ้นมากแล้ว ขณะนี้ระบบประสาทกำลังกลับคืนเข้าสู่สภาพเดิม"

พลยกมือเขย่าแขนนายจอมทะเล้น

""กร...กรโว้ย"

"หือ"

"แกรู้ไหมว่ากันเป็นใคร"

นิกรหัวเราะ

"ก็อ้ายพล ลูกชายคุณหญิงวาดปากม้าน่ะซี"

"หายเสียทีเถอะวะ พวกเราทุกคนจะได้สบายอกสบายใจกันเสียที โรคตะหวักตะบวยอะไรก็ไม่รู้" แล้วพลก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แกดีมากที่ทำหน้าทีเฝ้ายามอย่างเคร่งครัด"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานผมเป็นคนเอาการเอางานมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"มากไปเดี๋ยวจะถูกเตะ"

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้น"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"อ้ายสองคนนี่มันลงมาทางหน้าต่างนี้หรือ"

"ครับ รับประทานผมนั่งยามอยู่บนเก้าอี้ใต้ต้นมะม่วงพิมเสนมันต้นนั้น รับประทานนักโทษสองคนปีนหน้าต่างบานนี้กระโดดลงมา..."

นิกรยกเท้าเตะเจ้าแห้วดังพลั่ก

"นี่แน่นักโทษ"

พลกับดิเรกหัวเราะลั่น สองสหายต่างพานิกรกับกิมหงวนอ้อมไปทางหน้าตึก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่นางยืนอยู่ที่ระเบียงตึก ทุกคนเศร้าใจไปตามกัน

คุณหญิงวาดจัดให้นิกรกับกิมหงวนนอนร่วมกัน ในห้องพิเศษชั้นบนของตัวตึก และสั่งให้คนใช้ผลัดเปลี่ยนกันเป็นเวรคนละสองชั่วโมงตลอดคืน ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้สองสหายหลบหนีไปจากบ้าน

แต่แล้วตอนเช้าวันนั้นก็เกิดการโกลาหลอลหม่านทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" อาเสี่ยกับนิกรล่องหนไปแล้ว ไม่มีใครทราบว่าหลบหนีไปตอนไหน รู้แต่ว่าตอนนั้นเวรเจ้าแห้ว

คุณหญิงวาดเดือดดาลเจ้าแห้วอย่างยิ่ง

"แกต้องนั่งหลับแน่นอน" ท่านเอ็ดตะโรคนใช้แก่นแก้วของท่าน "ม่ายยังงั้นอ้ายสองคนมันจะหลบหนีไปได้อย่างไร"

เจ้าแห้วแก้ตัวเหมือนเช่นเคย

"รับประทานกระผมไม่ได้หลับหรอกครับ"

คุณหญิงวาดทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"ให้มึงก้าวไปนี่ธรณีสูบ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานอย่าให้สาบานเลยครับ กระผมขอเอาเกียรติยศเป็นประกัน"

คุณหญิงวาดเงื้อมือทำท่าจะตบเจ้าแห้ว แต่เจ้าแห้วฟุตเวิ๊คถอยออกไปอย่างแคล่วคล่องว่องไว

"ดีละมึง ข้าจะตัดเงินเดือนเอ็ง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ๖ เดือนด้วยกัน ในฐานที่เอ็งทำให้พ่อหงวนกับพ่อกรหลบหนีไป อย่าเถียงนะ ขืนเถียงแม่ตัด ๒๐๐ เปอร์เซ็นต์"

ตอนเช้าวันนั้นเอง พล กับ ดร. ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ขับรถเก๋งออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" คนละคัน เพื่อติดตามนิกรกับเสี่ยหงวน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ให้คนใช้ของท่านออกตามด้วย ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยสองสหาย

แต่ตลอดวันนั้น ไม่มีข่าวจากนิกรและเสี่ยหงวนเลย การติดตามเหมือนกับงมเข็มในมหาสมุทร

หนึ่ง.. สอง...และ...สามวันผ่านพ้นไปตามลำดับ นิกรกับอาเสี่ยยังไม่กลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" นวลละออกับประไพถึงกับร้องไห้ด้วยความห่วงใยผัวรักของหล่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ไปลงแจ้งความในหน้าบริการของ "พิมพ์ไทย" แล้วประกาศให้รางวัลหมื่นบาทแก่ผู้ที่พบตัวกิมหงวนและนิกร แต่ถ้าพบเป็นศพแล้วไม่จ่ายเงินรางวัลให้

บรรดาเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ต่างกันมาเยี่ยมไต่ถามเรื่องราวจากเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด โดยเฉพาะคุณหญิงเนื่องพยายามซักถามความละเอียดตั้งแต่ต้น คือสมุหฐานที่นิกรกับเสี่ยหงวนกลายเป็นโรคครึ่งดีครึ่งบ้าในครั้งนี้

"หมอทรัพย์แพทย์แผนโบราณ บ้านอยู่ในตรอกสพานสว่าง ดิฉันรู้จักดีเชียวค่ะคุณหญิง" คุณหญิงเนื่องกล่าวกับคุณหญิงวาด "เก่งมากนะคะ เก่งทั้งทางรักษาโรคและเวทย์มนต์คาถา หนำซ้ำยังมีความรู้ในทางโหราศาสตร์ชั้นสูง ทายโชคชตาได้แม่นยำราวกับตาเห็น พ่อกรกับพ่อหงวนถูกหมอทรัพย์ทำป่นปี้คราวนี้เอง ก็ไม่ควรจะไปพูดดูหมิ่นแกนี่คะ"

คุณหญิงวาดทำตาแดงๆ แล้วพูดเสียงเครือ

"เจ้าสองคนนั่นปากมันเสียค่ะคุณหญิง แล้วไม่ใช่เพิ่งเสียมันเสียมานานแล้ว ดิฉันกลุ้มใจเหลือเกิน ไม่รู้ว่าจะไปติดตามที่ไหน ดิฉันไปแจ้งความที่โรงพักว่าคนหาย ตำรวจเขาก็ไม่รับแจ้งค่ะ เขาบอกว่าโตเป็นควายแล้วไม่ใช่เด็ก"

คุณหญิงเนื่องมองดูคุณหญิงวาดอย่างเห็นใจ

"ดิฉันอยากให้คุณหญิงไปหาหมอทรัพย์"

คุณหญิงวาดหน้าตื่น

"หมอทรัพย์..."

"ค่ะ ดิฉันคิดว่า หากคุณหญิงไปหาหมอทรัพย์ และขอโทษขอโพยแทนพ่อหงวนกับพ่อกร หมอแกคงจะยกโทษให้ เพราะเท่าที่ดิฉันรู้จักหมอทรัพย์ แกเป็นคนโกรธง่ายหายเร็วค่ะ ไม่เคยอาฆาตพยาบาทใคร คนยากคนจนไปให้แกรักษา แกก็ช่วยโดยไม่เรียกร้องเงินทอง เท่าที่หมอทรัพย์แกให้พ่อหงวนกับพ่อกรกินยาเข้าไป ทำให้กลายเป็นโรคเส้นประสาทอย่างรุนแรง จนกระทั่งไม่มีความทรงจำใดๆ เหลืออยู่ ก็เพราะว่าพ่อสองคนของเราไปพูดจาดูถูกดูหมิ่นเขาก่อน ธรรมดานะคุณหญิงอกเขาอกเรา เป็นคุณหญิงบ้าง ถ้าใครดูหมิ่นคุณหญิงจะยอมหรือคะ"

คุณหญิงวาดทำตาโต

"อ๋อ...ถ้าหากว่าใครมาดูหมิ่นดิฉันละก็ ไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหมหรอกค่ะ ดิฉันด่ายับไปเลย หรือที่เรียกว่าด่าจนขาดใจตายไปเลย" แล้วคุณหญิงวาดก็พูดเอ็ดตะโรลั่น "คนอย่างดิฉัน คุณหญิงวาดไม่เคยก้าวร้าวใคร แต่ถ้าใครมาล่วงเกินดิฉันแล้วหัวเด็ดตีนขาด ดิฉันเป็นไม่ยอม ไม่เชื่อคุณหญิงลองว่าอะไรดิฉันซีคะ ไม่ต้องมากหรอก นิดเดียวเท่านั้นดิฉันเอาตายเลย"

คุณหญิงเนื่องยิ้มแหยๆ

"แฮ่ะ-แฮ่ะ ดิฉันรู้จักคุณหญิงดีค่ะ ดิฉันไม่กล้าว่าอะไรคุณหญิงหรอก"

คราวนี้คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"เอ....เท่าที่คุณหญิงกรุณาแนะนำดิฉันให้ไปหาหมอทรัพย์ ก็เข้าทีดีเหมือนกันค่ะ สำหรับอาการป่วยของพ่อหงวนกับพ่อกร พ่อดิเรกเองก็เห็นจะหมดปัญญา ได้ฉีดยาให้คนละหลายเข็ม และกินยาตั้งหลายชนิดก็ไม่เห็นว่าอาการ ของพ่อหงวนกับพ่อกรจะดีขึ้น มีแต่ทรงกับทรุดเรื่อยมา ดิฉันตกลงไปหาหมอทรัพย์ละค่ะ"

"ดีทีเดียวค่ะคุณหญิง" คุณหญิงเนื่องพูดยิ้มๆ "รีบไปเสียเดี๋ยวนี้เถอะนะคะ ให้หมอทรัพย์แกช่วยดูทางใน แกก็จะเรียนให้คุณหญิงทราบเองว่า ขณะนี้พ่อหงวนกับพ่อกรไปตกอยู่ที่ไหน เป็นตายร้ายดีประการใด พูดถึงโหราศาสตร์แล้วดิฉันกล้ารับรองว่า ไม่มีหมอคนใดจะทายเหตุการณ์และพยากรณ์โชคชะตา ได้แม่นยำราวกับตาเห็นเหมือนกับหมอทรัพย์ แกเรียนตำราเดียวกับพิเภกนะคะคุณหญิง ดูแม่นจริงๆ ค่ะ ดิฉันเป็นแฟนของหมอทรัพย์มานานแล้ว ในแผนกหมอดู ส่วนการเจ็บไข้ไม่เคยรักษาหรอกค่ะ"

คุณหญิงวาดนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เอาละค่ะ ประเดี๋ยวดิฉันจะแต่งตัวไป และชวนแม่ไพกับแม่นวลเขาไปด้วย หมอทรัพย์แกจะได้สงสาร และสิ้นสุดความอาฆาตพยาบาท" แล้วคุณหญิงวาดก็ยกมือป้องปากกระซิบกระซาบกับคุณหญิงเนื่อง "พรุ่งนี้อย่าลืมนะคะคุณหญิง เชิญแต่เช้าหน่อยค่ะ"

คุณหญิงเนื่องยิ้มอายๆ

"ปี๋ละเท่าไรคะ"

"อุ๊ย...คุณหญิงก็ เราเล่นกันแบบญาติมิตร จะมาเอาอะไรกันนัก ปี๋ละะสามบาทเท่านั้นแหละค่ะ ตัวหิ้งตัวแขวนไม่เอาทั้งนั้น ส่วนโจ๊กและตัวเก็งก็มีตามธรรมเนียม ดิฉันหมู่นี้ไม่ทราบว่าเป็นอะไร อยากเล่นไพ่ทุกลมหายใจเชียวค่ะ ยิ่งแก่ตัวก็ยิ่งชอบไพ่ สามวันสามคืนดิฉันนั่งได้ ไม่ง่วงเหงาหาวนอนเลย"

ต่างคนต่างมองดูกัน และหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน คุณหญิงเนื่องสนทนากับคุณหญิงวาดในราวครึ่งชั่วโมง ท่านก็ลากลับบ้านของท่าน ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง ถึงแม้ว่าคุณหญิงเนื่องเพิ่งรู้จักกับคุณหญิงวาดไม่ถึงปี แต่มิตรภาพระหว่างคุณหญิงทั้งสองก็แน่นแฟ้นมาก เพราะต่างฝ่ายคอเดียวกันนั่นเอง คือชอบเล่นไพ่

ก่อนเที่ยงวันนั้น

คุณหญิงวาดพร้อมด้วยประไพ และนวลละออกับเจ้าแห้ว ก็มาปรากฏตัวขึ้นในตรอกบ้านหมอทรัพย์ แพทย์แผนโบราณที่ทะนงในวิชาอาชีพของแก และเชื่อว่าแกสามารถที่จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บได้ดีกว่าแพทย์แผนปัจจุบันเสียอีก ด้วยยาไทยแผนโบราณของแกนั่นแหละ

เจ้าแห้วเป็นคนขับรถ และเป็นผู้นำคุณหญิงวาดกับประไพและนวลละออมาที่นี่ เมื่อมาถึงหน้าบ้านหมอทรัพย์ ทุกคนก็หยุดยืน แล้วเจ้าแห้วก็เรียนให้คุณหญิงวาดทราบอย่างนอบน้อม

"รับประทาน นี่แหละครับบ้านหมอทรัพย์"

ประไพร้องยี้ แล้วพูดขึ้นดังๆ

"ว้า...เป็นมดเป็นหมอ อ้ายเรานึกว่าคงอยู่ตึกใหญ่บันไดสูง เหมือนอย่างพวกหมอทั้งหลาย ที่แท้ก็บ้านสับปะรังเค มีสภาพดีกว่ากระต๊อบหน่อยเดียว"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก มองดูหลานสะใภ้ของท่านอย่างเคืองๆ

"ตายละแม่ไพ" ท่านพูดเสียงดุๆ แต่แผ่วเบา "ทำไมถึงพูดมากปากพล่อยอย่างนี้ล่ะ เอ..แม่คนนี้ ทำเป็นคนปากไม่มีหูรูดไปได้ เราจะมาขอความช่วยเหลือจากหมอทรัพย์ แล้วแม่ไพมาพูดดูหมิ่นก้าวร้าวเขาได้เรอะ อะไร้....ช่างไม่มีความคิดเสียบ้างเลย โตจนหมาเลียตูดไม่ถึงแล้ว"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"ถ้าหมาฝรั่งก็คงจะถึงค่ะ"

นวลละออหัวเราะ ยกมือตบแขนเพื่อนของหล่อนค่อนข้างแรง

"คุณไพนี่แหละ พูดอะไรก็ไม่รู้"

คุณหญิงวาดหันมาทางเจ้าแห้ว

"เอ็งร้องเรียกหมอทรัพย์หน่อยเถอะวะ อยู่ๆ เราจะบุกขึ้นไปบนบ้านเขาออกจะไม่เหมาะ เรียกเขาให้รู้ตัวเสียก่อน บางทีหมอทรัพย์แกอาจจะนุ่งผ้าขาวม้าผืนเดียวอยู่ก็ได้"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทาน นั่นน่ะซีครับ" แล้วเจ้าแห้วก็เดินเข้าไปยืนข้างบันไดเรือนแพทย์แผนโบราณ เขาเงยหน้าขึ้นป้องปากตะโกนด้วยเสียงอันดัง "คุณหมอ....คุณหมอครับ"

เงียบกริบ ไม่มีเสียงขานรับ แต่สักครูหนึ่งชายชราเจ้าของนามหมอทรัพย์ ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ประตูบันไดนอกชาน หมอทรัพย์แต่งกายแบบอาตมานิยม นุ่งโสร่งเก่าๆ สวมเสื้อผ้าป่านคอกลม ชายชรามองดูคุณหญิงวาดกับนวลลออและประไพอย่างตื่นๆ แกเข้าใจว่าคงจะเป็นเจ้าของไข้มาตามแกไปรักษาคนไข้ แต่แล้วเมื่อแลเห็นเจ้าแห้ว หมอทรัพย์ก็จำเจ้าแห้วได้ดี แกยกมือป้องหน้าผากมองดูเจ้าแห้วเพื่อให้แน่ใจ แล้วแกก็หัวเราะด้วยเสียงเยาะเย้ย

"เออ...หลานชายหรอกหรือ"

เจ้าแห้วรีบยกมือไหว้และบุกขึ้นมาบนเรือน ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ยกมือทั้งสองนวดแข้งนวดขาหมอทรัพย์เป็นเชิงประจบ แต่เมื่อเจ้าแห้วคลำถูกบันเอวเข้า หมอทรัพย์ก็หัวเราะก้าก พร้อมกับทำเอวสั่นไหวราวกับส่ายฮาไว

"อย่าเล่นเฮ้ย" หมอทรัพย์เอ็ดตะโร "ข้าขี้จักกระจี้โว้ย บันเอวของข้าอย่าว่าแต่เอ็งเลย เมียข้าข้ายังไม่ยอมให้ถูกนี่หว่า"

เจ้าแห้วลุกขึ้นยืนและยิ้มให้ชายชรา

"ผมพาเจ้านายของผมมาหาคุณลุงครับ โน่นสุภาพสตรีผู้สูงอายุนั่น คือ คุณหญิงประสิทธิ์ นิติศาสตร์นายของผมเอง ท่านเป็นอาของคุณนิกรครับ แล้วก็สุภาพสตรีสองคนนั่น คนแต่งชุดสีชมพูนั่น คือคุณนวลละออ ภรรยาของอาเสี่ยกิมหงวนไงล่ะครับ คนแต่งชุดสีแดงเหมือนไฟไหม้ คือคุณประไพ ภรรยาของคุณนิกรครับ เจ้านายของผมจะมาขอโทษคุณลุงแทนอาเสี่ยกับคุณนิกร เท่าที่ได้ล่วงเกินคุณลุงเมื่อวันนั้น"

หมอทรัพย์มองดูคุณหญิงวาดกับสองนาง แล้วแกก็หัวเราะอย่างขบขันที่สุด หัวเราะจนกระทั่งเห็นเหงือกที่ปราศจากฟัน แกเดินลงบันไดมาข้างล่าง ยกมือไหว้คุณหญิงประสิทธิ์ฯ กับนวลละออและประไพ แล้วแกก็พูดพลางหัวเราะพลาง

"สวัสดีครับ ผมหมอโบราณ แพทย์ที่ล้าสมัย เป็นที่ดูถูกดูหมิ่นแก่คนสมัยใหม่ ยินดีต้อนรับคุณหญิงและคุณทั้งสองด้วยความเต็มใจครับ เชิญบนเรือนผมเถอะครับ อย่าได้รังเกียจความยากจนของผมเลย ผมเป็นหมอที่ไม่เคยสูบเลือกสูบเนื้อคนไข้ มันต้องยากจนอย่างนี้ ผิดกับหมอปัจจุบัน บางคน ท่านเป็นหมอไม่กี่ปีท่านก็มีตึกใหญ่อยู่ และได้ขี่รถเก๋งหรูหรา"

คุณหญิงวาดกับสองนางไม่ได้พูดอะไร ได้แต่ยิ้ม หมอทรัพย์พาคุณหญิงวาดกับประไพและนวลละออ กับเจ้าแห้วขึ้นบันไดไปบนเรือน แล้วแกก็พูดยิ้มๆ

"ผมเสียใจเหลือเกินครับ ที่บ้านผมไม่มีโต๊ะเก้าอี้อย่างหรูหราไว้รับแขก ผมเป็นหมอโบราณครับ รักษาคนไข้ก็ได้เงินเพียงสี่ซ้าห้าบาท พอมีกินมีใช้เท่านั้น ผมรับแขกด้วยเสื่อจันทบูรณ์เก่าๆ อย่างนี้แหละครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะคุณหมอ ดิฉันมาหาคุณหมอด้วยความเคารพ ไม่ใช่มาลบหลู่ดูหมิ่น"

หมอทรัพย์หัวเราะเสียงกร้าว

"หรือครับ แต่ผม... อ้า... เมื่อกี้นี้ผมได้ยินใครก็ไม่ทราบพูดเสียงลั่นว่า นึกว่าผมอยู่ตึกใหญ่บันไดสูง ที่แท้ก็อยู่บ้านสับปะรังเค มีสภาพดีกว่ากระต๊อบเพียงเล็กน้อย"

ประไพทำคอย่น แล้วยกมือขึ้นปิดปากทำตาโต คุณหญิงวาดยกกำปั้นขึ้นทุบหลังหลานสะใภ้ของท่านค่อนข้างแรง แล้วเอ็ดตะโรประไพต่อหน้าหมอทรัพย์

"ไหมล่ะ...ออกจากปากคนมันก็เข้าหูคน เมื่อรักจะนินทาหมอทรัพย์ ก็กลับไปถึงบ้านเราก่อนซี อาจะได้ร่วมนินทาด้วย" แล้วท่านก็ยกมือไหว้ชายชราอย่างนอบน้อม "ขอโทษเถอะนะคะคุณหมอ หลานสะใภ้ของดิฉันปากแกเสียมานานแล้วล่ะค่ะ ดิฉันก็เคยตั้งใจว่าถ้ามีโอกาสเหมาะเมื่อไร ก็จะพาแกไปซ่อมปากเสียที แกไม่ใคร่จะเต็มเต็งหรอกค่ะคุณหมอ คุณหมออย่าถือสาเลย"

เมื่อคุณหญิงวาดพูดกับแกโดยดีเช่นนี้ สีหน้าของหมอทรัพย์ก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส นิสัยของชายชราผู้นี้ถูกต้องตามที่คุณหญิงเนื่องเล่าให้คุณหญิงวาดฟัง แกเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว ไม่เคยอาฆาตพยาบาทใคร คนที่จะทำให้แกโกรธก็หมายความว่า เขาผู้นั้นดูถูกหรือก้าวร้าวแกก่อน โดยเฉพาะเกี่ยวกับการแพทย์

"คุณหญิงมีธุระอะไรที่จะใช้ผมหรือครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มอายๆ

"ดิฉันไม่มีธุระอะไร ที่จะใช้คุณหมอหรอกค่ะ ดิฉันได้ทราบกิติศัพท์ว่า คุณเป็นนายแพทย์ที่มีความสามารถ มีคนนับหน้าถือตา ดิฉันกับหลานสะใภ้ทั้งสองก็เกิดเลื่อมใสขึ้นทันที เลยพากันมาหาคุณหมอ"

หมอทรัพย์ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ไม่ได้มาเพื่อให้ผมช่วยเหลือคุณนิกร กับคุณกิมหงวนหรอกหรือครับ"

คุณหญิงวาดยกมือขวาตีแขนหมอทรัพย์ดังเพี๊ยะ แล้วค้อนขวับ

"แหม...คุณหมอทายใจถูกเป๊กที่เดียวค่ะ แฮ่ะ..แฮ่ะ เรื่องมันก็อย่างนั้นแหละค่ะ คุณหมอเจ้าขา พ่อหงวนกับพ่อกรหลานชายของดิฉันย่ำแย่แล้ว ตั้งแต่รับประทานยาของคุณหมอเข้าไป เจ้าหลานชายของดิฉันทั้งสองก็กะป้ำกะเป๋อเหมือนกับครึ่งดีครึ่งบ้า พูดจาไม่รู้เรื่อง จดจำอะไรไม่ได้ ดิฉันให้หมอแผนปัจจุบันซึ่งเป็นหลานชายของดิฉันทำการรักษา อาการก็ไม่ทุเลาลง แล้วเจ้าสองคนก็หลบหนีไปจากบ้าน เมื่อสามวันที่แล้วมานี่เองแหละค่ะ ดิฉันได้ใช้ให้คนติดตามทั่วทุกหนทุกแห่งก็ไม่พบ ลงพิมพ์ไทยก็แล้ว พิมพ์ใบปลิวตั้งหลายหมื่น จ้างเครื่องบินของกองทัพอากาศเขาโปรยทั่วพระนคร ประกาศให้รางวัลผู้ที่พบหลานชายของดิฉันทั้งสองคนก็ไม่ทราบข่าวคราว ตามโรงหนังทุกแห่งดิฉันก็จ้างเขาฉายกระจกแจ้งความ แม้กระทั่งที่สนามมวยเวทีราชดำเนิน ดิฉันก็จ้างเขาโฆษณาทางเครื่องกระจายเสียง ก็ไม่มีวี่แววพ่อสองคนนั่นเลยค่ะคุณหมอ มีท่านผู้ใหญ่คนหนึ่งแนะนำดิฉันให้มาขอโทษคุณหมอ และอ้อนวอนคุณหมอให้กรุณาช่วยเหลือหลานชายของดิฉัน ดิฉันหวังอย่างยิ่งว่า คุณหมอคงกรุณายกโทษให้เป็นแน่"

ประไพพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณลุงไม่ใช่สัตว์ป่าหรือมนุษย์สมัยหิน หนูคิดว่าคุณลุงคงไม่อาฆาตพยาบาทผัวของหนู คุณลุงช่วยตรวจดูด้วยวิชาโหราศาสตร์หน่อยเถอะนะคะ ว่าผัวของหนูและผัวของเพื่อนหนูขณะนี้ ไปตกระกำลำบากอยู่ที่ไหน หรือสูญหายตายจากไปแล้ว"

หมอทรัพย์ยิ้มเล็กน้อย

"คุณหนูพูดทะแม่งๆ ชอบกล แต่ว่า...เอาเถอะครับ เมื่อคุณหญิงกับคุณหนูทั้งสองคนอุตส่าห์มาหาผมแล้ว ผมก็ยินดีอโหสิให้คุณกิมหงวนและคุณนิกร โปรดนั่งรอผมสักครู่นะครับ ผมจะเข้าไปนั่งเทียนดูว่าคุณทั้งสองขณะนี้ไปอยู่ที่ไหน"

หมอทรัพย์ลุกขึ้นยืน พาตัวเดินเข้าไปในห้องส่วนตัวของแก คุณหญิงวาดกับสองนางต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ ดีอกดีใจที่หมอทรัพย์หายโกรธแล้ว เจ้าแห้วลุกขึ้นยืนถือวิสาสะเดินบุกเข้าไปในห้อง แต่แล้วก็ถูกหมอทรัพย์ไล่ตะเพิดออกมา เจ้าแห้วจึงกลับมานั่งข้างหลังคุณหญิงวาด

เวลาผ่านพ้นไปในราว ๑๕ นาที ชายชราก็พาตัวเดินออกมาจากห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ในมือของแกมีห่อยาห่อหนึ่ง หมอทรัพย์ทรุดตัวลงนั่งบนเสื่อจันทบุรีผืนนั้น แล้วก็พูดกับคุณหญิงวาดอย่างเป็นการเป็นงาน

"ผมนั่งเทียนดูแล้วครับคุณหญิง คุณกิมหงวนกับคุณนิกร ขณะนี้ยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบาย"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"หรือคะ เจ้าหลานชายของดิฉันทั้งสองคน ไปหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนล่ะคะ"

หมอทรัพย์พูดหน้าตาเฉย

"อยู่ในแพร่งสรรพศาสตร์ครับ คุณหญิง"

ประไพสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ตายแล้ว" หล่อนร้องเอ็ดตะโร "สำมะเลเทเมาอีกแล้ว อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องเจ็บป่วยให้ตัวเอง ไปแพร่งสรรพศาสตร์กันเดี๋ยวนี้แหละค่ะคุณนวล บุกดงกะหรี่ที่นั่นให้ราบเป็นหน้ากลองไปเลย ผัวของเราอยู่บ้านไหน เราต้องไปอาละวาดให้สุดเหวี่ยง แย่งเอาผัวเรากลับคืนมา"

"เฮ้ย" คุณหญิงวาดตวาดลั่น "แกอย่าเพิ่งพูดอะไรเลยน่าแม่ไพ ให้อาพูดกับคุณหมอให้มันรู้เรื่องเสียก่อน " แล้วท่านก็หันมาทางชายชรา "คุณหมอขา ดิฉันจะไปตามพบพ่อหงวนกับพ่อกรได้ที่แพร่งสรรพศาสตร์ยังงั้นหรือคะ"

หมอทรัพย์สั่นศีรษะ

"ไม่ต้องไปตามหรอกครับ ผมได้ใช้โหงพรายของผมไปที่แพร่งสรรพศาสตร์แล้ว เพื่อบังคับจิตใจคุณนิกรกับคุณกิมหงวนให้รีบกลับบ้าน ผมพูดเช่นนี้คุณอาจจะหัวเราะผมก็ได้ เพราะเรื่องภูตผีปีศาจ คุณหญิงอาจจะไม่เลื่อมใสนับถือ"

"อุ๊ย...ทำไมจะไม่เชื่อคะคุณหมอ ดิฉันเองไม่เคยกลัวอะไรเท่าผีเลย"

หมอทรัพย์หัวเราะ

"เอาเถอะครับ เป็นอันว่าไม่มีอะไรแล้ว เมื่อคุณหญิงกลับไปถึงก็คงจะพบคุณนิกรกับคุณกิมหงวนอยู่ที่บ้าน ถ้าหากว่าไม่พบกลับมาชี้หน้าด่าผมเลย" พูดจบหมอทรัพย์ก็ส่งห่อยาให้คุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม ""นี่ครับคุณหญิง นี่คือยาวิเศษของผม เอาไปให้คุณนิกรกับคุณกิมหงวนรับประทานเถอะครับ หลังจากยาตกถึงท้องหลานชายของคุณหญิงก็จะมีความรู้สึกเช่นเดิม"

คุณหญิงวาดดีใจเหลือที่จะกล่าว ท่านกระพุ่มมือไหว้หมอทรัพย์ และรับห่อยามาถือ

"ขอบพระคุณค่ะคุณหมอ ดิฉันจะไม่ลืมความเมตตากรุณาของคุณหมอเลย ถ้าหลานชายของดิฉันหายป่วยแล้ว ดิฉันจะพาเขามากราบขอโทษคุณหมอ" พูดจบท่านก็เปิดกระเป๋าหนังจรเข้ใบใหญ่ หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมา ส่งให้หมอทรัพย์โดยไม่นับจำนวน "โปรดอย่าหาว่าดิฉันดูถูกดูหมิ่นคุณหมอเลยนะคะ ดิฉันขอตอบแทนคุณหมอด้วยเงินจำนวนนี้"

หมอทรัพย์สั่นศีรษะ

"ผมไม่รับหรอกครับคุณหญิง เก็บเงินของคุณหญิงไว้เถอะครับ เงินนั้นทุกคนก็อยากได้ แต่ถ้าได้มาในทางที่ไม่เหมาะไม่ควรแล้ว ผมก็ไม่ต้องการ ผมเองเป็นคนแกล้งให้หลานชายของคุณหญิงกลายเป็นโรคเส้นประสาทอย่างรุนแรง แล้วผมจะรับเงินจำนวนนี้ได้อย่างไรกัน"

คุณหญิงวาด นึกซาบซึ้งใจในน้ำคำของชายชราผู้นี้ ท่านกับนวลละออและประไพได้สนทนากับหมอทรัพย์อีกสักครู่ ก็ชวนกันลากลับบ้าน

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้วก็พาคุณหญิงวาดกับนวลละออและประไพกลับมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์"

"บูอิค" เก๋งสีฟ้าแล่นมาหยุดหน้าตึก คุณหญิงวาดกับนวลละออและประไพ รีบพากันลงจากรถอย่างร้อนรน ทันใดนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินออกมาจากห้องโถงโดยเร็ว ท่านเจ้าคุณพูดกับคุณหญิงวาดอย่างเร็วปรื๋อ

"มาแล้วครับคุณหญิง อ้ายลิงสองตัวนั้นมาแล้ว นั่งสามล้อเครื่องมาถึงบ้านเมื่อครู่นี้เอง ก่อนหน้าคุณหญิงไม่ถึง ๑๐ นาที"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง ยกมือขวาทาบอก หันมามองดูประไพกับนวลละออ

"แหม....หมอทรัพย์นี่แกเก่งเหลือเกินนะ ราวกับหมอเทวดาแน่ะ"

นวลละออเห็นพ้องด้วย

"ค่ะ....เก่งจริงๆ "

ครั้นแล้ว คุณหญิงวาดก็เดินนำหน้าพาแม่งามทั้งสองกับเจ้าแห้วขึ้นไปบนตึก และเลยเข้าไปในห้องโถง

นิกรกับเสี่ยหงวน นั่งคอตกบนโซฟาร์เคียงคู่กัน เสื้อกางเกงยับยู่ยี่ ผมเผ้ายุ่งเหยิงนัยน์ตาเหม่ลอยเหมือนกับมนุษย์ผีดิบ พลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พร้อมด้วยนันทากับประภา ยืนจับกลุ่มอยู่ข้างๆ มองดูสองสหายอย่างห่วงใย

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก

"เฮ้อ สิ้นเคราะห์ไปที" แล้วท่านก็ส่งห่อยาให้นันทา "แม่นันเอายานี่ไปผสมน้ำร้อนใส่ถ้วยแก้วเข้าสองแก้ว แล้วเอามาให้พ่อกรกับพ่อหงวนกินเดี๋ยวนี้ หมอทรัพย์แกให้ยามาแก้"

นันทารับคำสั่ง และรีบเดินออกไปทางหลังตึก คณะพรรคสี่สหายต่างกระจายกลุ่มออกจากกัน นั่งหน้าสลอนรอบห้องโถง

อีกสักครู่หนึ่ง นันทาก็นำยามาให้สองสหาย และขอร้องให้นิกรกับกิมหงวนดื่มยานั้น ทั้งสองปฏิบัติตามคำขอร้องของนันทาโดยดี และมันช่างน่าอัศจรรย์ใจเป็นที่สุด หลังจากยาตกถึงท้องไม่ถึงนาที นิกรกับอาเสี่ยกิมหงวนก็มีกิริยา กระปลี้กระเปล่าสดชื่นแจ่มใสอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

นิกรขมวดคิ้วย่น กวาดสายตาไปรอบๆ ห้อง แล้วกล่าวถามเสี่ยหงวน

"เอ๊ะ...นี่เราเป็นอะไรไปโว้ยอ้ายเสี่ย"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"นั่นน่ะซี คล้ายกับว่าเราตกอยู่ในความฝัน และเพิ่งตื่นจากฝัน หรือยังไงคุณโทงเทง"

"เฮ้ย" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "หายแล้วโว้ยโทงเทงตะหวักตะบวยอะไรกันอีกล่ะ จบกันเสียทีซี เป็นบ้ามาห้าหกวัน กลุ้มใจจะตายโหง"

เสียงหัวเราะของคณะพรรคสี่สหายก็ดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร.ดิเรกรู้สึกมึนงงอย่างบอกไม่ถูก เขาได้ขอร้องให้คุณหญิงวาดเล่าเรื่องอภินิหารของหมอทรัพย์ให้ฟัง ซึ่งคุณหญิงวาดก็ได้เล่ารายละเอียดที่ได้พบกับหมอทรัพย์มา ให้คณะพรรคสี่สหายฟังโดยทั่วหน้า ทุกคนต่างพากันชมเชยความสามารถของหมอเฒ่า นิกรกับเสี่ยหงวนต่างรู้ว่า เท่าที่ตนมีสติสัมปชัญญะวิปลาศไปพักหนึ่งนั้น ก็เพราะได้ถูกยาของหมอที่ผสมใส่ลงไปในยาหอม ทั้งนี้ก็เนื่องจากสองสหายได้พูดจาดูถูก ดูหมิ่นหมอทรัพย์นั่นเอง

"มายก๊อด" ดร. ดิเรกร้องลั่น "เดี๋ยวนี้ไอเชื่อแล้วโว้ยว่า แพทย์แผนโบราณของไทยเรา ไม่สมควรที่ใครจะดูถูกดูหมิ่น โอ....เป็นแปลกมาก ฝรั่งงงไปหมดแล้ว" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็พาตัวเดินออกไปจากห้องโถง

เป็นอันว่านิกรกับเสี่ยหงวนหายเป็นปกติแล้ว.

จบบริบูรณ์