พล นิกร กิมหงวน 110 : ฝิ่นอิทธิพล

ตอนพลบค่ำเย็นวันนั้น

คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาได้มีโอกาสต้อนรับท่านนายพลอาวุโสรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการอีกครั้งหนึ่งที่บ้าน "พัชราภรณ์" ซึ่ง พล.อ.วิชิตได้มาพบเป็นส่วนตัวและกึ่งราชการ และท่านได้พาสุภาพบุรุษในวัย ๕๐ เศษคนหนึ่งมาด้วย ท่านรองฯ ได้ให้นายทหารคนสนิทโทรศัพท์มาถึงนายพลดิเรกแจ้งให้ทราบล่วงหน้าเมื่อตอน ๑๕.๓๐ น.แล้ว

ท่านนายพลอาวุโสกับสุภาพบุรุษผู้นั้นมารถเก๋งสีดำคันใหม่เอี่ยม ซึ่งเป็นรถประจำตำแหน่งของท่านโดยไม่มีรถตรวจการของสารวัตรทหารบกติดตามมาอารักขาเหมือนเช่นเคย คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาได้ออกมาต้อนรับที่หน้าตึกใหญ่และเชิญท่านรองฯ กับสุภาพบุรุษผู้สูงอายุซึ่งแต่งกายแบบสากลเช่นเดียวกับท่านรองฯ เข้าไปในห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์"

"ผมขอแนะนำทุกคนให้รู้จักกับท่านผู้นี้" พล.อ.วิชิตพูดยิ้มๆ "คุณวุฒิ วสุนทรา ศุลกากรเขตทางภาคเหนือ"

แล้วท่านรองฯ ก็แนะนำศุลกากรเขตให้รู้จักกับสี่สหายหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้จักเป็นรายตัว

ต่างฝ่ายต่างทักทายกันด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต พ.อ.พล พัชราภรณ์ ในฐานะเจ้าของบ้านเชิญให้ทุกคนนั่ง สี่สหายนั่งรวมกันโซฟาตัวหนึ่ง พนัส นพ สมนึกและศาสตราจารย์ดำรงนั่งรวมกลุ่มกันอยู่บนโซฟาอีกตัวหนึ่งริมหน้าต่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล.อ.วิชิตและวุฒิ วสุนทรานั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว ท่านนายพลอาวุโสบอกวุฒิเป็นข้าราชการชั้นเอกแห่งกรมศุลกากร มีตำแหน่งเป็นศุลกากรเขตประจำอยู่ทางจังหวัดภาคเหนือหลายจังหวัด ล้วนแต่เป็นจังหวัดที่มีฝิ่นเถื่อนชุกชุม มีสินค้าเถื่อนผ่านเข้าออกตามเส้นพรมแดน

การสนทนาได้เริ่มต้นไต่ถามทุกข์สุขกันก่อน และแล้ว พล.อ.วิชิตก็กล่าวชมความสามารถของนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการสำเร็จผลสมความมุ่งหมาย ตามคำสั่งของกองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่ง พนัส นพ สมนึกและดำรงจะได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอกเร็วๆ นี้

เจ้าแห้วพาสาวใช้สองคนเดินเข้ามาทางห้องโถงถือถาดใส่แก้วเครื่องดื่มนำมาเสิฟให้ทุกๆ คนโดยทั่วหน้ากัน ส่วนบุหรี่วางอยู่บนโต๊ะเล็กๆ ข้างโซฟาและข้างเก้าอี้นวมแล้ว เมื่อเจ้าแห้วกับสาวใช้กลับออกไป ท่านรองฯ ก็เริ่มพูดถึงเรื่องงานของท่าน

ท่านกล่าวกับนายพลดิเรกในฐานะที่ท่านเป็นผู้บังคับบัญชา และนายพลดิเรกเป็นหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย

"ผมพาศุลกากรเขตมาพบก็เพราะมีราชการด่วนที่จะร่วมกันนั่นเอง ผมต้องการให้อาจารย์และคณะเดินทางไปปราบปรามฝิ่นอิทธิพลรายหนึ่งซึ่งใช้เส้นทางลำเลียงจากชายแดนเชียงใหม่มากรุงเทพฯ "

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าชอบกล

"เอ๊ะ ท่านรองครับ พวกเราเป็นนายทหารนี่ครับ เรื่องฝิ่นมันเป็นเรื่องของตำรวจสรรพสามิตหรือศุลกากร ทำไมพวกผมจะต้องไปยุ่งกับเขาด้วยครับ"

"เพราะฝิ่นอิทธิพลรายนี้เจ้าของเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็นนายพลที่ถูกปลดเกษียณอายุไปแล้วแต่ก็ยังมีอิทธิพลอยู่ในภาคเหนือไม่น้อย นอกจากนี้กองคาราวานฝิ่นของท่านนายพลคนนี้ยังมีอาวุธร้าย เช่นปืนเงียบ ปืนยิงเร็วแบบทันสมัย มีวิทยุสนามใช้ติดต่อกัน จึงจำเป็นต้องใช้อาจารย์กับคณะไปปราบปรามโดยร่วมมือกับกำลังสารวัตรทหารบกทางโน้นและเจ้าหน้าที่สรรพสามิตและศุลกากร อ้า-ผมจะขอให้คุณวุฒิบรรยายให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องฝิ่นอิทธิพลรายนี้ เชิญครับคุณวุฒิ"

ศุลกากรเขตยิ้มให้คณะพรรคสี่สหาย

"เรื่องมันก็มีอยู่ว่าท่านนายพลนอกราชการคนนี้ได้ใช้อิทธิพลทางการเงินและอำนาจของท่านลำเลียงฝิ่นมากรุงเทพฯ และส่งไปนอกประเทศสองสามครั้งแล้วครับ โดยไม่มีผู้ใดกล้าขัดขวางจับกุม เจ้าหน้าที่บางคนกลับร่วมมือกับเจ้าของฝิ่นด้วยซ้ำไป ท่านนายพลผู้นี้นำฝิ่นลงมากรุงเทพฯ ครั้งหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ เปอะ คิดเป็นเงินประมาณสองล้านบาท"

พ.อ.นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ประทานโทษครับ ๒๐๐ เปอะหรืออะไรนะครับ ผมฟังไม่ถนัด"

"เปอะครับ สระเอ. ป.ปลา อ.อ่าง สระอะ อ่านว่าเปอะ เปอะหมายถึงหนึ่งห่อหรือหนึ่งมัดใช้สะพายหลังหรือแบกไปเท่าที่กำลังคนสามารถจะแบ่งไปได้ คล้ายกับเครื่องหลังของทหาร"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"เป็นภาษาของพวกซื้อขายฝิ่นหรือครับ"

"ใช่ครับ ทางโน้นเขาเรียกกันเป็นเปอะ เปอะหนึ่งน้ำหนักฝิ่นประมาณ ๑๐ จ๊อย"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"หนึ่งเปอะเป็น ๑๐ จ๊อย แล้วเปื้อนหนึ่งประมาณเท่าไรครับ"

ศุลกากรเขตหัวเราะหึๆ

"เปื้อนไม่มีครับ"

"อ้าว เมื่อมีเปอะมันก็ต้องมีเปื้อนซิครับ คุณวุฒิ"

เสี่ยตี๋มองดูหน้ากิมหงวนแล้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เละแล้วเตี่ย เปอะครับไม่ใช่เปรอะ"

นายพลดิเรกกล่าวถามศุลกากรเขตอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมยอมรับว่าผมไม่มีความรู้ในเรื่องฝิ่นเลย แต่ในฐานะที่ผมเป็นแพทย์ ผมรู้แต่ว่าฝิ่นดิบมีสีเขียวปนเทาหรือสีหม่นๆ มีกลิ่นเหม็นเขียว ฝิ่นสุกสีดำเหมือนยางแอลฟัลท์ไม่ใคร่มีกลิ่นนอกจากถูกเผาไฟ อ้ายที่เขาเรียกว่าจ๊อยน่ะน้ำหนักสักเท่าใดครับ"

"จ๊อยหรือครับ จ๊อยหนึ่งน้ำหนักตามมาตรฐานเท่ากับหนึ่งจุดหกกิโลกรัมครับอาจารย์ หรือเท่ากับหนึ่งปันคือมาตราชั่งตวงวัดของพม่า หนึ่งปันเท่ากับหนึ่งกิโล ๖๐๐ กรัม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นบ้าง

"จ๊อยหนึ่งเป็นเงินเท่าไรคุณวุฒิ"

"ประมาณแปดร้อยถึงพันบาทครับ ราคาขึ้นลงได้ในระดับนี้ ฝิ่นดิบ ๓ จ๊อยเอามาทำฝิ่นสุกได้หนึ่งจ๊อย ฉะนั้นราคาฝิ่นสุกก็ต้องแพงกว่าฝิ่นดิบถึงสามเท่าตัว"

เสี่ยหงวนยังสนใจในเรื่องเปอะจึงถามว่า

"แล้วเปอะหนึ่งน้ำหนักประมาณเท่าใดครับ"

ศุลกากรเขตตอบโดยไม่ต้องคิด

"ประมาณ ๑๐ จ๊อยครับ อาจจะขาดหรือเกินไปบ้าง"

พลสบตากับวุฒิเขาก็ยิ้มให้

"ฝิ่นเถื่อนที่เขานำมากรุงเทพฯ โดยมากเป็นฝิ่นดิบใช่ไหมครับ"

"ครับ เป็นฝิ่นดิบมีกลิ่นแรงมาก"

"กลิ่นตุๆ " นิกรพูดเสริมขึ้น

ท่านเจ้าคุณจุปาก

"ก็ดิเรกมันอธิบายให้ฟังเมื่อกี้นี้เองว่าฝิ่นดิบมันมีกลิ่นเหม็นเขียว"

นิกรหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"เหม็นเขียวตุๆ ยังไงล่ะครับ กลิ่นเหม็นเขียวมันก็ต้องเหม็นตุๆ ทั้งนั้น ไม่เชื่อถามท่านศุลกากรเขตดูก็ได้"

พล.อ.วิชิต สังเกตุเห็นท่าทีของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยัวะลูกเขยของท่านก็รีบพูดกลบเกลื่อน

"ทุกคนฟังผม นี่เป็นคำสั่งที่ผมสั่งด้วยวาจา มะรืนนี้วันจันทร์ให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์แห่งกองทัพไทยเดินทางไปเชียงใหม่กับคุณวุฒิเพื่อไปสกัดจับขบวนฝิ่นอิทธิพลของนายพลกองหนุนเจ้าของฝิ่นเถื่อนรายนี้ ผมจะวิทยุติดต่อจัดกำลังสารวัตรทหารบกเตรียมไว้ที่เชียงใหม่ เมื่อไปถึงเชียงใหม่แล้วคุณวุฒิก็จะพาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธบุกเข้าป่าและขึ้นเขาไปยังเส้นทางที่ขบวนฝิ่นจะผ่านมา คุณวุฒิได้สืบทราบมาแน่นอนแล้วว่าฝิ่นอิทธิพลจะผ่านเขตอำเภอฝางในวันพุธหน้านี้ ขอให้ทุกคนเตรียมอาวุธไปให้พร้อมเพราะจะมีการปะทะกันบนไหล่เขา และผมต้องการให้อาจารย์ใช้เครื่องมือก่อกวนไม่ให้พวกค้าฝิ่นพูดวิทยุติดต่อกันได้ อาจารย์พอจะทำได้ไม่ใช่หรือครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋ ไม่ยากลำบากอะไรครับ การบังคับเครื่องวิทยุแบบวิทยุสนามของฝ่ายศัตรูไม่ให้ส่งได้ทำหลายวิธีครับ"

ท่านนายพลอาวุโสหันมามองดูนายทหารหนุ่มทั้งสี่

"ว่ายังไงหลานชาย พวกเธอทั้งสี่คนจะได้ทำงานเสี่ยงอันตรายอีกครั้งหนึ่งในการปราบปรามฝิ่นอิทธิพลรายนี้รู้สึกตื่นเต้นบ้างไหม"

"เฉยๆ ครับ" ร.ท.พนัสตอบนอบน้อม "พวกเราเป็นทหารก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา"

"ดีมาก" ท่านรองฯ ชมและถามเสี่ยตี๋ "เธอล่ะสมนึก"

ร.ท.สมนึกยิ้มอายๆ

"เรื่องบู๊ผมถนัดครับ บู๊กันจนบู้บุบบิบยังไหว สู้กันด้วยหมัดซัดกันด้วยปืนดวลกันด้วยมีดสั้นฟันกันด้วยดาบ บุกเดี่ยวหรือมวยหมู่ปบบตะลุมบอน สู้กันบนบกหรือในน้ำแบบมนุษย์กบ ญูโดมวยไทยหรือคาราเต้"

"พอแล้ว" พล.อ.วิชิตตวาดลั่น "มันจะคุยมากไปแล้ว" แล้วท่านก็พยักหน้าให้ลูกชายของนิกร "ว่ายังไงตานพ ได้รับคำสั่งจากฉันให้ไปปราบฝิ่นอิทธิพล เธอรู้สึกยังไงบ้าง"

นพอมยิ้ม

"เรื่องขี้ผงนี่ครับท่าน ความจริงผมคนเดียวก็ปราบได้ ขบวนฝิ่นอย่างมากก็ในราว ๕๐ คนเท่านั้น ผมถือปืนกลวิ่งเข้าไปยิงกราดและบุกเข้าประจัญบาน กองคาราวานฝิ่นก็แตกพ่ายตายยับ ผมจะจับนายพลนอกราชการหัวหน้าขบวนฝิ่นอิทธิพลเอามาให้ท่านนะครับ"

ท่ารองฯ ทำตาปริบๆ แล้วหันมากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ทั้งสมนึกและตานพขี้คุยเหมือนพ่อไม่มีผิด"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก

"ครับ โบราณว่าลูกไม้ย่อมหล่นไม่ไกลต้น ถึงเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มจริงๆ สู้เจ้านัสไม่ได้สักคน ดำรงก็ไม่เลวครับท่านรอง"

นพหันมามองหน้าสมนึกแล้วกล่าวว่า

"ต้องพยายามปราบพวกฝิ่นเถื่อนอิทธิพลรายนี้ให้ได้ กันจะเอาฝิ่นดิบมาไว้ที่บ้านสักห่อหนึ่ง ให้มันส่งกลิ่นเหม็นเขียวเล่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือชี้หน้าลูกชายนิกรพูดเบาๆ

"ทะลึ่งแล้วอ้ายนพ"

นพหัวเราะ

"ผมพูดเรื่องฝิ่นนะครับ"

เจ้าแห้วพาสาวใช้สองคนเดินเข้ามาในห้องรับแขกอีก คราวนี้นำวิสกี้โซดาเย็นเจี๊ยบมาเสิฟให้

"เชิญครับท่านรอง" พลพูดยิ้มๆ "แก้หนาวครับ อากาศสองสามวันนี้มันเย็นมาก"

"ขอบคุณคุณพล หมู่นี้ผมไม่ใคร่จะได้ดื่มหรอก หนูที่บ้านเล็กเขาเป็นห่วงผมเมื่อทราบว่าผมเป็นความดันเลยอ้อนวอนขอร้องให้ผมงดดื่มเหล้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แล้วบ้านเล็กกับบ้านใหญ่ของท่านรองเข้ากันได้หรือยังครับ"

พล.อ.วิชิตส่ายหน้า

"ไม่มีทางครับใต้เท้า ผมต้องพยายามสับหลีกอยู่เสมอ ขืนพบกันเข้าอย่างจังหน้าเป็นชนกันแหลกเพราะอย่างขบวนรถสินค้าเก่าแก่โกโรโกโสซึ่งจูงลากด้วยรถจักรไอน้ำรุ่นเก่าก็คงไม่ยอมให้ขบวนรถโดยสารอันสวยงามมีแอร์คอนดิชั่นและจูงลากด้วยรถดีเซลแล่นผ่านหน้าเป็นอันขาด"

เสียงหัวเราะดังครื้นเครง เจ้าแห้วพาสาวใช้ทั้งสองคนออกไปทางห้องโถง ต่อจากนั้นทุกคนก็จิบวิสกี้และสนทนากันปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการปราบปรามขบวนลำเลียงฝิ่นอิทธิพลรายนี้ วุฒิ วสุนทรา เป็นข้าราชการที่ปฏิบัติหน้าที่ราชการของเขาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในอุดมคติไม่ยอมกินสินบนจากพวกพ่อค้าฝิ่นเถื่อนหรือสินค้าเถื่อน เมื่อครั้งเป็นนายด่านเขาเคยถูกลอบยิงมาแล้วเพราะเขาไม่ยอมทุจริตร่วมมือกับพ่อค้าของเถื่อนนั่นเอง เขาได้เล่าพฤติการณ์ของพ่อค้าฝิ่นเถื่อนให้ฟัง ซึ่งเต็มไปด้วยเล่ห์กะเท่ต่างๆ ใช้เงินหว่านโปรย นอกจากนี้พ่อค้าฝิ่นโดยมากยังมีอิทธิพลอีกด้วย บางทีก็มีเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลร่วมมือด้วยทำให้การลำเลียงฝิ่นมากรุงเทพฯ เป็นไปด้วยดี ฝิ่นเถื่อนเหล่านี้ส่วนมากจะถูกนำไปจำหน่ายที่ฮ่องกงด้วยวิธีการต่างๆ ยัดไปในไม้ไผ่บ้าง ซุกซ่อนปะปนไปตามห่อสินค้าบ้าง ซึ่งปรากฏว่าเจ้าหน้าที่สารวัตรศุลกากรมักจะจับได้บ่อยๆ ดังเป็นข่าวที่ปรากฏหนังสือพิมพ์มาแล้ว อย่างไรก็ตามศุลกากรเขตเล่าให้ฟัง ฝิ่นอิทธิพลนั้นมักจะมีการลักลอบขนส่งลงเรือเล็กตามชายฝั่งทะเลนำไปบรรทุกเรือเดินทะเลกลางทะเลอีกต่อหนึ่ง เนื่องจากฝั่งทะเลของเรามีอาณาเขตยาวมากจึงยากที่จะควบคุมให้ทั่งถึงประกอบทั้งกำลังตำรวจน้ำไม่มีเพียงพอ ถ้าหากว่าจะให้กองทัพเรือช่วยปราบปรามแล้วการลักลอบค้าฝิ่นเถื่อนหรือสินค้าเถื่อนก็คงจะทำได้ยากมาก

เมื่อเป็นนายทหารก็ต้องปฎิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด และข้าราชการพลเรือนก็ต้องปฎิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเช่นเดียวกัน

โดยเครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศแบบ ล.๒ ซึ่งสามารถบรรทุกผู้โดยสารได้ถึง ๒๘ คนได้พาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของไทยรวมทั้งเจ้าแห้วจำนวน ๑๐ คนและนายวุฒิ วสุนทราศุลกากรเขตออกจากสนามบินทหารที่ดอนเมืองในตอนสายวันจันทร์มาถึงสนามบินสุเทพ ที่นครเชียงใหม่ในเวลา ๑๑.๐๐ น. เศษ ซึ่งเป็นการเดินทางแบบราชการลับ มีผู้บังคับการกรมผสมและนายทหารชั้นผู้ใหญ่มารอคอยต้อนรับเพียงสองสามคนเท่านั้น แต่มีนายด่านศุลกากรมาต้อนรับนายวุฒิ วสุนทราด้วย

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยแต่งกายแบบสุภาพชนพลเรือนมีกระเป๋าเสื้อผ้าขนาดใหญ่มาคนละใบ กระทำตัวเหมือนนักทัศนาจรชาวเมืองหลวง ผู้บังคับการกรมผสมได้เชิญเลี้ยงอาหารกลางวันที่ท่าอากาศยานเชียงใหม่ เป็นการเลี้ยงส่วนตัวไม่เป็นทางการ

ในราว ๑๓.๐๐ น. วันนั้นเองนายพลดิเรกกับคณะของเขาพร้อมด้วยนายวุฒิก็ออกเดินทางจากสนามบินสุเทพมุ่งตรงไปยังเมืองฝาง หรืออำเภอเมืองฝางสุดเขตแดนทางทิศเหนือของจังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งทางตะวันตกติดต่อกับแม่ฮ่องสอน ทางตะวันออกติดต่อกับเชียงรายและทางเหนือขึ้นไปคือพม่า

ผู้บังคับการกรมผสมได้เช่ารถโดยสารมาเตรียมไว้ที่สนามบินคันหนึ่ง ตามคำสั่งที่ได้รับทางวิทยุ รถโดยสารคันนี้เป็นรถประจำทางจากเชียงใหม่ไปลำพูน ตกลงจ้างเป็นพิเศษให้นำนักทัศนาจรซึ่งความจริงคือคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาตร์ของกองทัพไทยไปส่งเมืองฝางในราคา ๘๐๐ บาท และผู้บังคับการกรมผสมได้จ่ายเงินให้เจ้าของรถไปเรียบร้อยแล้ว

ที่เมืองฝาง นายวุฒิได้พาคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วไปพักอยู่ที่บ้านภริยาของเขาซึ่งเป็นนักธุรกิจคนหนึ่งของอำเภอนี้ ภรรยาของวุฒิมีถิ่นฐานอยู่เชียงใหม่ ในท้องที่อำเภอสารภี แต่พี่ภรรยาของเขามาประกอบอาชีพอยู่ที่เมืองฝางประมาณ ๑๕ ปีแล้ว มีร้านจำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคในตลาด และมีบ้านพักใหญ่โตอยู่ห่างจากตลาดราวครึ่งกิโลเมตร นายศรีเมืองกับบุตรภรรยาของเขาได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และสัญญาว่าจะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้ว่าคณะพรรคสี่สหายคือนายทหารผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ซึ่งเดินทางมาปราบปรามขับกุมขบวนฝิ่นอิทธิพล โดยมีนายวุฒิศุลกากรเขตร่วมงานสำคัญนี้ด้วย

ถึงแม้เมืองฝางมีอาคาร บ้านเรือนเกิดขึ้นใหม่หลายแห่ง คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ซึ่งเคยปฏิบัติหน้าที่ที่นี่หลายครั้งแล้วก็ไม่รู้สึกตื่นเต้นแปลกใจอะไร เมืองฝางเป็นเมืองชนบทที่สงบเงียบ ประชาชนพลเมืองมีชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ และยึดมั่นอยู่ในขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา เมืองฝางเต็มไปด้วยแมกไม้ขุนเขาลำเนาไพรมองแลเห็นดอยใหญ่น้อยแลสลับซับซ้อนสุดขอบฟ้า ซึ่งตามดอยเหล่านั้นหลายแห่งมีไร่ฝิ่นที่พวกชาวเขาปลูกไว้ขาย และยากที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองจะตรวจตราได้ทั่วถึง เพราะการทำไร่ฝิ่นไม่ได้ทำในหมู่บ้านชาวเขา ประกอบทั้งฝิ่นได้ทะลักมาจากเชียงรายและแม่อ่องสอนโดยอาศัยเส้นทางลำเลียงตามขุนเขาเหล่านี้ เชียงใหม่จึงเป็นชุมทางของฝิ่นที่จะส่งลงมายังกรุงเทพฯ สุดแล้วแต่วิธีการของพ่อค้าฝิ่น บางรายใช้ลำเลียงตามสันเขาด้วยความทุรกันดาร สิ้นเปลืองคนและค่าใช้จ่ายไม่น้อยเพื่อหลบหลีกเจ้าพนักงาน ผ่านป่าดงพงไพร เลียบอาณาเขตทิศตะวันตกของไทยมาตามขุนเขาถนนธงชัย จนถึงด่านพระเจดีย์สามองค์ ตัดป่าเข้าไทรโยคในเขตจังหวัดกาญจนบุรี แล้วหาทางขนฝิ่นลงเรือไปตามลำแม่น้ำหรือลำเลียงขึ้นรถยนตร์ไปสู่ชายทะเลแห่งใดแห่งหนึ่ง ถึงแม้จะเสียเวลามากและลงทุนมากก็ได้ผลกำไรจากการค้าฝิ่นคุ้มค่า

ตอนสายวันอังคาร กำลังสารวัตรทหารบกหนึ่งหมวดได้ถูกส่งมาที่เมืองฝาง หลังจากที่นายพลดิเรกได้ติดต่อทางวิทยุ จากเครื่องรับส่งวิทยุขนาดเล็กของเขา แต่มีประสิทธิภาพในการรับส่งแบบวิทยุแบบโทรศัพท์ได้ดีเหมือนเครื่องขนาดใหญ่ สารวัตรทหารบกหมวดนี้ได้มาพักอยู่ในเขตโรงกลั่นน้ำมันที่เมืองฝาง พวกชาวเมืองจึงไม่มีใครสนใจ เพราะที่โรงกลั่นน้ำมันมีทหารอยู่ไม่น้อยบางทีพวกทหารที่เชียงใหม่ก็มาเที่ยวโรงกลั่นน้ำมันบ่อยๆ กำลังสารวัตรทหารบกหมวดนี้อยู่ใต้บังคับบัญชาของนายทหารหนุ่มคนหนึ่งซึ่งมียศเป็นร้อยโท และเมื่อมาถึงโรงกลั่นน้ำมันแล้ว ก็ได้มีการติดต่อทางวิทยุกับนายพลดิเรกตลอดเวลา

ตลอดวันอังคาร วุฒิ วสุนทราได้ขับรถจี๊ปวิลลี่ของพี่ชายออกตระเวนหาข่าวเกี่ยวกับการลำเลียงฝิ่นอิทธิพล โดยนำพี่ภรรยาของเขาไปด้วย ศรีเมืองเป็นผู้กว้างขวางที่อำเภอฝางรู้จักคนทั่วทั้งอำเภอ ดังนั้นศรีเมืองจึงได้ทำตนให้เป็นประโยชน์ให้แก่วุฒิไม่น้อย ส่วนคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายหมกตัวอยู่แต่ในบ้านพักไม่กล้าออกเที่ยว เกรงว่านายทหารประจำโรงกลั่นน้ำมันจะพบเห็นเข้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเจ้าแห้วออกเดินเที่ยวตลาดในตอนบ่าย หาซื้ออาหารสำเร็จรูปซึ่งเป็นอาหารแบบไทยเหนือมากินกัน และซื้อมาฝากครอบครัวของศรีเมืองด้วย

เย็นวันนั้นเอง

ในราว ๑๖.๐๐ น.เศษ วุฒิกับศรีเมืองพี่ภรรยาของเขาได้พากันกลับมาที่บ้านพัก ขณะที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องชั้นล่างของเรือนสองชั้นแบบโบราณหลังนั้นแต่เป็นเรือนใหญ่โตกว้างขวางมากและเป็นเรือนไม้สักมั่นคงแข็งแรง เจ้าแห้วนั่งพับเพียบเรียบร้อย คอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างประตูที่จะออกไปนอกชานและครัวไฟ บัวผันภรรยาของศรีเมืองกับสาวใช้สองคนขลุกอยู่ในครัว เร่งมือทำกับแกล้มต้อนรับคณะพรรคสี่สหาย

เมื่อวุฒิพาพี่เมียของเขาเดินเข้ามาในห้องโถง สี่สหายกับท่านเจ้าคุณก็ยิ้มให้

"ไปถึงไหนมาคุณวุฒิ" ท่านเจ้าคุณถาม "คุณกับคุณศรีเมืองหายไปตั้งครึ่งค่อนวัน หรือไปเชียงใหม่"

"เปล่าครับ ป้วนเปี้ยนอยู่ที่ฝางนี่เองครับ เราพยายามสืบเรื่องขบวนฝิ่นของนายพลเดชาครับ" พูดจบเขาก็จูงมือพี่เมียของเขาพามานั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัวข้างเจ้าคุณปีจจนึกฯ

"ว่าไงครับ ขบวนฝิ่นจะผ่านเส้นทางตามที่คุณคาดคะเนไว้ในวันพรุ่งนี้ หรืออย่างไร" ท่านเจ้าคุณซักต่อไป

"ผ่านแน่ใต้เท้า" ศุลกากรเขตตอบนอบน้อม "เท่าที่ผมกับพี่ศรีเมืองสืบทราบมา ขบวนฝิ่นจะผ่านจุดที่เราจะดักพบประมาณ ๑๐ นาฬิกาและลูกสาวสวยของนายพลเดชาจะทำหน้าที่กองระวังหน้าเป็นตัวแทนเจรจากับพวกด่าน เพื่อให้เปิดทางให้ขบวนฝิ่นผ่านไปเชียงใหม่โดยสะดวก ด้วยวิธีจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่ประจำด่านครับ ผมแปลกใจที่สุดที่พวกด่านรู้ตัวแล้วว่ากองบัญชาการทหารสูงสุดส่งคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและผมมาปราบปรามฝิ่นอิทธิพลรายนี้ ไม่ทราบว่าเขารู้ได้อย่างไร ถึงกับเจ้าหน้าที่บางคนซักถามผม"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นนายพลเดชาคงดักฟังวิทยุที่เราติดต่อกับหน่วยสื่อสารกองผสมที่เชียงใหม่แน่นอน เพราะเราพูดวิทยุโทรศัพท์โดยไม่ได้ใช้รหัสลับ"

พลเห็นพ้องด้วย

"ใช่แน่ๆ ดิเรก ท่านรองฯ ท่านบอกแล้วว่าคุณเดชามีเครื่องรับวิทยุใช้สื่อสารในหมู่พวกของเขา คงจะมีทหารสื่อสารกองหนุนร่วมงานกับคุณเดชาด้วยเรื่องเงินใครๆ ก็อยากได้"

ศุลกากรเขตมองไปรอบๆ แล้วถามพลว่า

"ผู้หมวดสี่คนไปไหนเสียล่ะครับ เชิญมาประชุมพร้อมๆ กันซีครับ เราได้วางแผนไว้ในวันพรุ่งนี้"

พลพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ลุกไปดูที่หน้าต่างหลังเรือนซิ ได้ยินเสียงพูดคุยเสียงหัวเราะกันคงจะคุยกันอยู่ในสวนหลังบ้านคุณศรีเมือง"

เจ้าแห้วผุดลุกขึ้นเดินก้มตัวจรดปลายเท้ามาทางหน้าต่างหลังเรือนแล้วโผล่หน้ามองดู เขาแลเห็นนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนคือ พนัส นพ สมนึกและดำรงนั่งห้อมล้อมสาวสวยคนหนึ่ง คือพรศรีลูกสาวคนเล็กอายุ ๒๓ ปีของนายศรีเมืองและบัวผันนั่นเอง บนเสื่อผืนใหญ่สองผืนซึ่งปูติดต่อกันข้างคูน้ำใสมีโต๊ะสี่เหลี่ยมเล็กๆ ตั้งขวดน้ำอัดลมและจานใส่ขนมจำพวกของว่างอีกสองสามจาน

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อยแล้วร้องเรียกลูกชายของพล

"คุณพนัส คุณพนัสครับ คุณพ่อให้หาครับ ให้หาทั้งสี่คน"

"ทะลึ่ง" เสียงพนัสตวาด

เจ้าแห้วทำคอย่นมองดูพลแล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานคุณมาเรียกเองดีกว่าครับ"

พลรีบลุกขึ้นเดินมาที่หน้าต่าง พอแลเห็นลูกหลานของเขานั่งห้อมล้อมลูกสาวนายศรีเมืองเขาก็ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า รู้ดีว่าเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนพออกพอใจสาวสวยเจ้าของนามพรศรี หญิงสาวที่งามพร้อมทั้งกิริยามายาทตามแบบของสาวชาวเหนือ

"เฮ้ย มานี่ก่อนโว้ยทั้งสี่คนนั่นน่ะ ถึงเวลาที่เราจะต้องปรึกษาหารือกันแล้ว"

เสี่ยตี๋ยิ้มให้พลแล้วโบกมือ

"อย่ายุ่งกับพวกเราเลยครับลุง พวกเราเป็นเด็ก การปรึกษาหารือกันเป็นเรื่องของผู้ใหญ่พวกผมไม่เกี่ยวครับ"

"อ้ายตี๋" พลตะโกน "ขึ้นมาบนเรือนเดี๋ยวนี้"

นพพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ไม่ไปละครับพวกเราหัดร้องเพลงกับคุณพรศรี"

"ไม่มาฉันลงไปเจ็บตัวนะจะบอกให้ งานเป็นงานซีโว้ย"

คราวนี้สี่สหายหนุ่มต่างลุกขึ้นยืน แล้วพากันเดินรวมกลุ่มตรงมาที่เรือนใหญ่ พลกลับมานั่งตามเดิม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายศรีเมืองว่า

"ลูกสาวคุณน่ารักและอ่อนหวานมาก หลานๆ ของผมทั้งสี่คนไม่ยอมห่างยายหนูเลย"

ก่อนที่นายศรีเมืองจะพูดอะไรลูกชายของสี่สหายก็พากันเข้ามาทางประตูหลังห้องโถง นพรำป้อตามแบบไทยเหนือและร้องเพลงไปด้วย พนัสกับสมนึกและดำรงตบมือให้จังหวะ

"อะโหล่โลโล้ กี่นบะโอจิน้ำพริกเน็ดดอกปิกซิกต๋าเหลือบต๋าแล เอ้า-ไปทางปู้นที่ประตูท่าแพงามนักแก อะโหล่โล้โลแม่ฮงแม่มาย"

"เฮ้ยๆๆๆ " นิกรเอ็ดตะโรลั่น "นั่งลงและหยุดทำลิงทำค่างก่อนโว้ย เราจะประชุมวางแผนปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการปราบปรามฝิ่นอิทธิพลของนายพลเดชาตอนสายวันพรุ่งนี้"

"ว้า" นพคราง "พวกผมขออยู่ที่บ้านไม่ได้หรือครับ"

"ไม่ได้" นายพลดิเรกตวาดแว๊ด "อย่าทำเป็นเล่นอ้ายนพ นี่เป็นราชการของเราไม่ใช่เรื่องส่วนตัว"

ลูกชายของนิกรหน้าจ๋อย

"ยังงั้นก็เอาซีครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาทางศุลกากรเขต

"เราจะเอายังไงครับคุณวุฒิ"

"เราจะออกจากนี่ก่อนย่ำรุ่งครับ พี่ศรีเมืองจะจัดรถจี๊ปวิลลี่ให้เราสองคันและจะให้ขอยืมรถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่ที่ร้าน ๔ คันสำหรับหมวดทั้งสี่คนใช้ทำงานครั้งนี้เพราะจักรยานยนต์สะดวกแคล่วคล่อง"

นายศรีเมืองพูดเสริมขึ้น

"รถจักรยานที่ร้านผมขนาดใหญ่มีอยู่ ๘ คันครับ ผมยินดีช่วยราชการให้ขอยืมใช้ ๔ คันและไม่จำเป็นต้องตีทะเบียน ถ้าตำรวจที่นี่เขาจับผู้หมวดก็เพียงแต่เอาบัตรนายทหารให้เขาดูและกระซิบบอกเขาแต่เพียงว่าราชการลับก็หมดเรื่อง พวกเราทั้งหมดจะไปตั้งด่านดักขบวนฝิ่นที่ด่านเก่าแห่งหนึ่งที่เลิกไปแล้ว ตอนนั้นเป็นถนนที่ตัดผ่านไหล่เขา เมื่อขบวนฝิ่นผ่านมาเราจะขัดขวางและจับกุมซึ่งอาจารย์จะต้องติดต่อกับสารวัตรทหารให้เรียบร้อย เพื่อให้กำลังสารวัตรทหารติดตามเราไปตอนย่ำรุ่งเช้าพรุ่งนี้ สำหรับผมไม่ใช่เจ้าหน้าที่ ผมจะไม่ร่วมงานด้วยละครับ เท่าที่ผมช่วยเหลือแค่นี้หากนายพลเดชาทราบเข้าผมก็คงถูกยิงทิ้งอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะท่านเป็นผู้มีอิทธิพลมากในเมืองฝางนี้"

นายพลดิเรกยิ้มให้นายศรีเมือง

"เอาละครับ ทุกสิ่งจะเป็นไปตามแผนนี้ ถ้าพวกขบวนฝิ่นต่อสู้ก็ต้องเกิดนองเลือดอย่างแน่นอน พวกผมและสารวัตรทหารบกจะใช้วิธีจับตาย ตามที่ผมได้รับคำสั่งมอบหมายมาจากท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผมขอขอบพระคุณคุณศรีเมืองกับครอบครัวของคุณอย่างยิ่งที่ได้ให้การต้อนรับเราอย่างดีที่สุดและคุณได้ช่วยเหลือราชการทหารในครั้งนี้ ช่วยปราบขบวนฝิ่นอิทธิพล"

พ.อ.กิมหงวนพูดเริมขึ้นเบาๆ

"รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวสะบัดร้อนสะบัดหนาวไม่สบายเสียแล้วซีหมอ อากาศที่เมืองฝางมันหนาวกว่ากรุงเทพฯ เมื่อเช้าตื่นขึ้นมาหนาวจนน้ำลายในปากเป็นน้ำแข็ง ถ้าจะเป็นไข้แน่ๆ "

"ไม่เป็นไรน่า ประเดี๋ยวกินยาเสียสองเม็ด" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ขึ้นไปข้างบนหยิบกล่องยามาให้ที"

กิมหงวนโบกมือห้าม

"ไม่ต้องๆ หมอ กินเหล้าดีกว่าหนาวยังงี้มันต้องฟาดเหล้าล่อเข้าไปสักครึ่งขวดมันก็อุ่นเอง ถ้าไม่ได้กินเหล้าเลือดแข็งแน่ ดีไม่ดีเป็นตะพั้นตาย"

นายศรีเมืองยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ตกลงครับ เริ่มรับประทานเหล้าและเบียร์กันได้แล้ว" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน "ขอโทษนะครับ ผมจะเข้าไปในครัวสักประเดี๋ยว ป่านนี้เมียผมคงทำกับแกล้มเสร็จแล้ว"

นิกรว่า "อย่าวุ่นวายไปเลยครับ เรื่องกับแกล้มไม่จำเป็นหรอกครับ แต่ถ้าได้ลาบสักจานแล้วก็แหนมสักจานก็เข้าทีเหมือนกันครับ ลาบที่เชียงใหม่วิเศษกว่ากรุงเทพฯ มาก ดูเหมือนมีไก่ย่างด้วยไม่ใช่หรือครับ ผมได้กลิ่นเมื่อสักครู่นี้หอมเตะจมูกฉุยเลย"

ศรีเมืองหัวเราะเบาๆ เขาพอใจอย่างยิ่งที่คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทุกคนเป็นกันเองกับเขา เขารีบพาตัวเดินออกไปทางครัวไฟข้างเรือน ต่อจากนั้นสักครู่คนใช้และสาวใช้ของเขาก็ช่วยกันยกวิสกี้โซดาเบียร์แช่เย็นและกับแกล้มมาต้อนรับคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และศุลกากรเขตซึ่งเจ้าแห้วก็พลอยมีลาภปากไปด้วย

บัวผันภรรยาของศรีเมืองซึ่งมีวัย ๕๐ เศษ รูปร่างอ้วนจ้ำม่ำผิวขาวผ่องถือถาดใส่ไก่ย่าง ๓ ตัวเดินยิ้มกริ่มนำหน้าพาสามีของหล่อนเข้ามาในห้องโถง หล่อนทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าวางถาดเงินขนาดกระทัดรัดลงบนพรมปูพื้นกลางห้องมีขวดเหล้าและกับแกล้มตั้งอยู่เรียงราย แล้วหล่อนก็เชื้อเชิญทุกๆ คน

"เชิญค่ะ เชิญดื่มเหล้าและรับประทานกับแกล้มตามสบายนะคะ เชิญมานั่งล้อมวงกันกลางห้องเถอะค่ะจะได้สนุกกันเต็มที่ หนึ่งทุ่มค่อยรับประทานอาหารนะคะ"

นิกรยกมือไหว้ท่วมหัว

"ขอบพระคุณครับพี่ พี่บัวผันอารีต่อพวกเรามากเกินไปเสียแล้ว" พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนพรมเป็นคนแรก "มาโว้ยพวกเรา"

ก่อนที่ชาวเมืองฝางจะเปิดร้านค้าหรือมีการเคลื่อนไหวกันในตอนใกล้รุ่ง รถจี๊ปวิลลี่ ๒ คันพร้อมด้วยรถยี.เอ็ม.ซี.บรรทุกสารวัตรทหารคันหนึ่งและรถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นขนาดใหญ่ใหม่เอี่ยม ๔ คันก็เคลื่อนขบวนตามกันไปจากตลาดเมืองฝาง ท่ามกลางความหนาวเย็นของอากาศและมีหมอกลงหนาทึบปกคลุมไปทั่ว

รถจี๊ปที่แล่นนำหน้าขับโดย จ.ส.ต.แห้ว โหระพากุล มี พล.อ.เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่ตอนขวาพล.ท.ดิเรกและศุลกากรเขตนั่งอยู่ข้างหลัง ถัดมาคือขบวนรถจักรยานยนต์ ซึ่งแล่นเป็นแถวเรียงสอง ร.ท.พนัสและ ร.ท.ดำรงอยู่คู่หน้า ร.ท.นพและ ร.ท.สมนึกอยู่คู่หลัง แล้วก็ถึงรถจี๊ปวิลลี่ ซึ่ง พ.อ.นิกรเป็นคนขับ พ.อ.พลกับ พ.อ.กิมหงวนนั่งคู่กันตอนหลังรถ ท้ายขบวนรถบรรทุกสารวัตรทหารหนึ่งหมวด

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์และนายวุฒิแต่งกายพลเรือนแบบสุภาพชนสวมแจ๊กเก็ตหนังและสวมถุงมือเพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่ถึงกระนั้นทุกคนก็หนาวสั่น เนื่องจากอุณหภูมิลดต่ำเพียง ๑๐ องศาเซนติเกรด ร.ท.นพนั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ร้องระโกนเอะอะโวยวายตลอดเวลา

"โว้ย หนาวโว้ย"

อย่างไรก็ตาม ทหารสารวัตรหนึ่งหมวดซึ่งนั่งอยู่บนรถ ยี.เอ็ม.ซี. และอยู่ในเครื่องแบบของสารวัตรทหารคงเข้มแข็งอดทนไม่มีใครปริปากบ่นในเรื่องความหนาวเย็นของอากาศเลย

ร.ท.ประกอบ ผู้บังคับหมวดอนุญาตให้พวกทหารพูดคุยกันและสูบบุหรี่ได้ แต่ห้ามดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด ถ้าหากว่าใครมีเหล้าติดตัวมา

พออรุณเบิกฟ้า ขบวนของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ก็เริ่มขึ้นเขา เลาะลัดไปตามทางอันคดเคี้ยวขึ้นสูงและลาดลงต่ำวกเวียนไปมา จากเขาลูกหนึ่งไปยังเขาอีกลูกหนึ่ง การขับรถต้องระมัดระวังมาก เพราะอาจจะชนเขาหรือลอยละลิ่วลงสู่เหวลึกได้ เมื่อรถข้ามสันเขาเล็กๆ บางลูกทุกคนก็มองเห็นดวงอาทิตย์สีแดงระเรื่อคล้ายกับศีรษะท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เนื่องจากมีหมอกเป็นฉากกำบังดวงอาทิตย์นั่นเอง

พลเอื้อมมือสะกิดแขนเสี่ยหงวน และบุ้ยใบ้ให้มองดูนิกร อาเสี่ยแลเห็นนิกรนั่งสัปหงกถือพวงมาลัยรถก็ใจหายวาบร้องตะโกนขึ้นดังๆ

พ.อ.นิกรเบิกตากว้างและเคี้ยวปากจั๊บๆ

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น "อย่าหลับนะโว้ย รถพุ่งลงเหวละก้อกระดูกออกนอกเนื้อเท่งทึงไปตามกันทีเดียว

นิกรปล่อยมือออกจากพวงมาลัยรถ ยกแขนบิดขี้เกียจและอ้าปากหาวดังๆ เมื่อจี๊ปวิลลี่ทำท่าจะพุ่งลงเหว ทำให้อาเสี่ยร้องสุดเสียง

"อ้ายกร"

นิกรตะครุบพวงมาลัยบิดไปทางขวาให้รถแล่นตรงทางแล้วหันมายิ้มให้เพื่อนเกลอทั้งสอง

"มือชั้นกันขับรถไว้ใจเถอะวะ"

พลว่า "อย่าทำเป็นเล่นนะอ้ายกร มองเห็นต้นยางข้างล่างแลละลิบ ถ้ารถพุ่งลงไปเราสามคนไม่มีทางรอดแน่"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"รู้ยังงี้ ฉันนั่งคันหน้าให้คุณอามานั่งคันนี้ดีกว่า แกขับรถให้ฉันนั่งหายใจไม่ทั่วท้องเลย แกทำท่าเหมือนกับจะหลับตลอดเวลา"

"ไม่ได้หลับหรอก มันหนาวก็เลยนั่งงอก่องอขิงอย่างนี้ นี่ถ้าอยู่กรุงเทพฯ อากาศหนาวอย่างนี้กันนอนคลุมโปงสามวันสามคืนไม่ยอมลุกจากเตียง"

รถจักรยานยนต์ทั้ง ๔ คันแซงขึ้นหน้ารถจี๊ปที่นิกรขับไปทีละคัน คนสุดท้าย คือนพ เขาโบกมือให้นิกรขณะที่แซงขึ้นมาคู่กัน

"อย่าขับย่องนักซีครับพ่อ คันหน้าไปลิบลับแล้ว พ่อขับรถยังกะเข้าขบวนแห่ศพ"

นิกรทำปากหมุบหมิบด่าลูกชายของเขาซึ่งขับรถผ่านขึ้นหน้ารถจี๊ปไปด้วยความเร็วสูง อาเสี่ยกิมหงวนก้มลงหยิบขวดวิสกี้ตราขาวขนาดกลางที่วางอยู่บนพื้นรถขึ้นมา เปิดจุกออกแล้วยกขวดขึ้นดื่มอั้กๆ เสร็จแล้วก็ส่งให้พล

"เอาอีกหน่อยซีวะแก้หนาว"

พลปัดมืออาเสี่ย

"พอแล้ว ดื่มเพียวๆ อย่างนี้มันบาดคอ"

เสี่ยหงวนหันไปถามนิกร

"เอาเหล้าสักนิดไหมวะอ้ายกร"

"อย่าเลยโว้ย ขืนกินเหล้ากันก็จะพาแกกับอ้ายพลลงเหวเท่านั้น หนาวก็ทนเอาเพราะเราเป็นทหาร"

ขบวนคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์เลาะไหล่เขาและข้ามเขาเล็กๆ อีกสองสามลูก ก็ลงสู่เชิงเขาในบริเวณที่ราบสูงแห่งหนึ่ง มีทางหลวงตัดผ่านเข้าไปในป่าทึบและจะต้องข้ามเขาอีกหลายแห่งจนสุดเขตแดน

รถจี๊ปคันหน้าหยุดที่ด่านกักรถแห่งหนึ่งซึ่งบัดนี้ได้ยุบเลิกไปตั้งที่ทางผ่านเข้าตลาดเมืองฝาง ทั้งนี้เพราะด่านกลางดงมีเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ตำรวจหรือพวกสรรพสามิตประจำด่านเคยปะทะกับกองคาราวานฝิ่นต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บเพราะมีกำลังน้อยกว่า ทางการจึงเลิกด่านตรวจค้นยานพาหนะที่นี่ ปล่อยให้เรือนหลังเล็กๆ อันเป็นที่ทำการของด่านผุพังชำรุดทรุดโทรม

อย่างไรก็ตาม ด่านกลางดงนี้เป็นเส้นทางที่ขบวนฝิ่นจะต้องผ่านมาเพื่อลำเลียงฝิ่นเข้าเชียงใหม่หรือมิฉะนั้นก็บุกป่าฝ่าดงไปทางใต้มุ่งกาญจนบุรี ซึ่งต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและใช้คนมาก แต่ก็ยังดีกว่าที่จะถูกเจ้าพนักงานจับกุมยึดฝิ่นไปทำให้หมดเนื้อหมดตัว

ลูกชายของสี่สหายมารวมกำลังกับนายพลดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ศุลกากรเขตและเจ้าแห้ว ต่อจากนั้นสักครู่ พล,นิกร,กิมหงวนและสารวัตรทหารก็มาถึง ศาสตราจารย์ดิเรกสั่งให้นายสิบผู้ขับรถ ยี.เอ็ม.ซี.นำรถไปจอดซ่อนในป่า ส่วนรถจักรยานยนต์ทั้ง ๔ คัน ให้จอดหลบเข้าข้างทาง แต่จี๊ปวิลลี่ ๒ คันให้จอดขวางถนนแทนรั้วกั้น เว้นระยะห่างกันเพียงเล็กน้อย รถจี๊ป ๒ คันก็ปิดถนนได้พอดี

"ผู้หมวด" นายพลดิเรกสั่งงานพวกทหารสารวัตร "ทหารในหมวดเธอมีกี่หมู่"

ร.ท.ประกอบวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

"สองหมู่ครับผม"

"ดีแล้ว ให้ผู้หมู่นำทหารในหมู่ของตนไปซุ่มสองข้างถนนระหว่างด่านกักรถนี้หมู่ละด้าน และถ้ามียานยนต์ผ่านมาให้เตรียมพร้อม เมื่อมีการใช้อาวุธ อนุญาตให้เธอสั่งทหารในบังคับบัญชาของเธอทำการสู้รบได้ตามความเห็นชอบของเธอ"

"ครับผม"

"เอาละ เธอไปได้ ขอให้ทหารทุกคนและเธอปลอดภัย"

"ขอบคุณครับ"

เพียงครู่เดียว กำลังสารวัตรทหารบกหนึ่งหมวดก็ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในป่าริมทางอย่างสงบเงียบ คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ต่างแบ่งแยกกำลังกัน พล,นิกร,กิมหงวนและศาสตราจารย์ดิเรกนั่งอยู่บนรถจี๊ปคันหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วอยู่บนรถจี๊ปคันหนึ่ง ส่วนนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนและศุลกากรเขตยืนอยู่บนระเบียงหน้าที่ทำการตรวจค้นยานพาหนะ

ทุกคนใช้เวลาอดทนรอคอยอยู่เกือบ ๒ ชั่วโมง แล้วนิกรก็ร้องตะโกนขึ้น

"เตรียมตัวโว้ยพวกเรา มีรถยนต์แล่นมาแต่ไกลคันหนึ่ง"

เสี่ยหงวนหันมามองดูนิกรแล้วหัวเราะ

"ที่ไหนวะ กันไม่ได้ยินสักนิด"

นิกรชักฉิว

"แล้วกัน ฟังให้ดีซีโว้ย มันอยู่ห่างจากเราเกือบสองกิโลเมตรและใกล้เข้ามาทุกที เสียงมันบอกว่ารถจี๊ป"

นายพลดิเรกนึกว่านิกรพูดเล่นก็สัพยอกว่า

"รถจี๊ปแบบไหน เก่าหรือใหม่ สีอะไร มีคนนั่งมากี่คน"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ถ้าตอบถูกฉันเขกกบาลแกนะ"

"เออ-ถ้าไม่ถูกกันเตะแก"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ตกลง คราวนี้ได้ยินถนัดแล้ว รถจี๊ปวิลลี่แน่ๆ สีเทาค่อนข้างใหม่ คนขับเป็นผู้หญิงสาว นั่งมากับสุภาพบุรุษในวัย ๖๐ เศษคนหนึ่งอาจจะเป็นนายพลเดชากับลูกสาวของท่านก็ได้"

พลพูดเสริมขึ้น

"แกเดาเอาใช่ไหมล่ะ"

"ไม่ใช่เดาโว้ย กันดูทางในหรือด้วยวิปัสสนาชั้นสูง"

เสียงรถยนตร์ดังขึ้นจริงๆ ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกันเมื่อแว่วเสียงเครื่องยนต์ของรถยนตร์และใกล้เข้ามาตามลำดับ ร.ท.ประกอบร้องตะโกนบอกทหารให้บรรจุกระสุนปืนเล็กยาวทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งอยู่บนรถจี๊ปเคียงคู่กับเจ้าแห้วได้กระชากปืนพก ๑๑ มม.ที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาแล้วท่านก็ถามเจ้าแห้ว

"แกฟังดูซิเสียงรถจี๊ปหรือรถบรรทุก"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานเสียงมันคล้ายรถถังนี่ครับ ถ้าพวกพ่อค้าฝิ่นอิทธิพลมีกำลังรถถังรับประทานเราแย่นะครับ"

ท่านเจ้าคุณจุปาก

"เดี๋ยวถีบตกรถเลย มีอย่างหรือวะพวกพ่อค้าฝิ่นมีกำลังรถถังถ้าเช่นนั้นก็ต้องใช้ทหารปราบและสู้รบกันแบบทำสงคราม พวกพ่อค้าฝิ่นน่ะอย่างมากมันก็มีปืนยิงเร็ว และระเบิดมือเท่านั้นที่เป็นอาวุธร้ายแรง"

รถจี๊ปวิลลี่สีเทาคันหนึ่งโผล่มาตามทางเลี้ยวระหว่างป่าเบื้องหน้า ทุกคนต่างมองดูรถจี๊ปคันนั้นด้วยความสนใจ ผู้ขับรถเป็นหญิงสาวนั่งคู่กับสุภาพบุรุษในวัยสูงอายุคนหนึ่ง นายพลดิเรกหันมามองดูหน้านิกรอย่างแปลกใจแล้วร้องขึ้นดังๆ

"แกเก่งมากอ้ายกร แกทายแม่นยำราวกับตาเห็น รถจี๊ปวิลลี่สีเทาจริงๆ แล้วก็คนขับเป็นผู้หญิงสาวนั่งคู่มากับสุภาพบุรุษผู้สูงอายุ"

นิกรเอื้อมมือเขกศีรษะศาสตราจารย์ดิเรกดังโป๊ก

"กันไม่เตะแกหรอก เขกกบาลแกก็แล้วกัน"

จี๊ปวิลลี่คันนั้นแล่นมาหยุดห่างจากรถจี๊ปทั้งสองคันที่จอดขวางถนนในราว ๑๐ เมตร สาวสวยกับสุภาพบุรุษผู้สูงอายุพากันลงมาจากรถโดยไม่ได้มีท่าทางหวาดหวั่นอย่างใด ทั้งสองคือนายพลเดชานายทหารกองหนุนพ่อค้าฝิ่นผู้มีอิทธิพลกับธิดาคนเดียวของเขาผู้มีนามว่าโศภิต ท่านนายพลยังกระปี้กระเปร่าแข็งแรงถึงแม้นถูกปลดเกษียณอายุแล้ว แต่งกายสม้าท สวมกางเกงขายาวสีกากีแกมเขียว แจ็คเก็ตหนังสีน้ำตาลแก่ สวมแว่นตาสีชาปากคาบกล้องยาเส้น ส่วนหญิงสาวสวมสแล็คสีเขียวแก่ เสื้อเสวตเต้อร์ขนสัตว์แขนยาวสีเขียวอ่อนและสวมถุงมือสีขาว

นายพลเดชาเดินนำหน้าพาโศภิตผ่านมาทางหน้าเรือนที่เคยเป็นที่ทำงานด่านตรวจค้นยานพาหนะ พนัส นพ สมนึกและดำรงต่างมองดูโศภิตอย่างตื่นตะลึงในความงามของหล่อน สองพ่อลูกหยุดยืนหน้าเรือนเล็กหลังนั้น เสี่ยตี๋ยิ้มให้ท่านนายพลแล้วกล่าวทัก

"สวัสดีครับ ป๋า"

นายพลเดชาสะดุ้งโหยง

"ใครเป็นป๋าเธอ เห็นฉันมีลูกสาวสวยอย่าสะเออะมาเรียกฉันว่าป๋าหน่อยเลย ช่วยบอกฉันหน่อยซีศาสตราจารย์พลโทดิเรกอยู่ไหนฉันต้องการพบ"

เสี่ยตี๋ยิ้มอย่างประจบ

"ก็นั่งอยู่บนรถจี๊ปนั่นยังไงล่ะครับ"

นายพลกองหนุนหันขวับไปทางรถจี๊ปทั้งสองคันแล้วยกมือจับแขนธิดาของเขาพาเดินตรงเข้าไปที่รถจี๊ปคันหน้าซึ่งคณะพรรคสี่สหายนั่งอยู่บนรถคันนั้น นายพลเดชาไม่เคยรู้จักกับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถึงกระนั้นก็พอจะรู้ว่าใครเป็นใครเพราะเคยเห็นตัวจริง พล นิกร กิมหงวนและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในงานสังคมหรือในงานพิธีของทหารที่กรุงเทพฯ หลายครั้งเมื่อครั้งนายพลเดชายังรับราชการอยู่

พล.ต.เดชายกมือไหว้ศาสตราจารย์ดิเรกด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"สวัสดีครับท่านศาสตราจารย์"

นายพลดิเรกรับไหว้ทันที

"สวัสดีครับผู้การ" เขากล่าวทักนายพลเดชาและเรียกว่าผู้บังคับการเพราะนายพลเดชาเคยเป็นผู้บังคับการจังหวัดทหารบกอันเป็นตำแหน่งสุดท้ายก่อนถูกปลดเกษียณอายุ "แปลกใจไหมครับที่พบผมและพวกเราที่นี่"

นายพลเดชาหัวเราะเบาๆ

"ไม่แปลกเลยครับ ผมทราบข่าวของท่านศาสตราจารย์แล้วตั้งแต่ท่านศาสตราจารย์มาถึงเมืองฝางและพักอยู่ที่บ้านคุณศรีเมือง" พูดจบนายพลเดชาก็หันมาทางธิดาของเขา "หนู รู้จักกับศาสตราจารย์พลโทดิเรกเสียซีลูก นอกจากท่านเป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว ท่านยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยด้วย อ้า-นี่โศภิตลูกสาวของผมครับท่านศาสตราจารย์"

สาวน้อยกระพุ่มมือไหว้นายพลดิเรกอย่างนอบน้อม ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกก็รีบรับไหว้หล่อน

"หนูกับคุณพ่อมาพบท่านเพื่อขอความกรุณาจากท่านค่ะ" โศภิตพูดยิ้มๆ

"จะให้ผมช่วยอะไรได้บ้างครับ" นายพลดิเรกถาม

"เพียงแต่ให้รถบรรทุกของเราสามคันผ่านด่านนี้ไปเท่านั้นแหละค่ะ ถ้าท่านกรุณาให้เราผ่านคุณพ่อกับหนูก็จะกลับไปเอาเงินสดสองแสนบาทมามอบให้ท่านเพื่อสมนาคุณ"

พ.อ.นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"คุณให้สินบนพวกเราหรือนี่ พูดจริงหรือพูดเล่น ถ้าพูดจริงผมกับเพื่อนๆ จะได้ปรึกษากัน"

"เฮ้ย" พลตวาดนิกร "แกนั่งเฉยๆ ดีกว่า เป็นเรื่องของดิเรกเจรจากับคุณเดชาและสุภาพสตรีผู้นี้"

นิกรลืมตาโพลง

"ก็เงินตั้งสองแสน อย่างน้อยแบ่งกันคนละสองหมื่น "

นายพลดิเรกหันมาทำตาเขียว กิมหงวนยกมือปิดปากนิกรทันที

"ถ้าแกพูดอะไรอีก ฉันจะเอาตะกร้าที่ใส่ปากหมาใส่ปากแก"

นายพลเดชายิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"ลูกสาวผมได้เรียนให้ท่านศาสตราจารย์ทราบแล้วว่าเราจะขอผ่านด่าน และจะสมณาคุณสองแสนบาทด้วยเงินสด หวังว่าท่านศาสตราจารย์ตกลงนะครับ การหากินของผมไม่ได้ทำให้พี่น้องชาวไทยเดือดเนื้อร้อนใจเลย ผมส่งของออกไปขายนอกประเทศ และสินค้าผมไม่ใช่เครื่องอุปโภคบริโภคที่คนไทยต้องกินต้องใช้ กรุณาให้เราผ่านด่านไปเถอะครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ผู้การขนฝิ่นผ่านด่านนี้จำนวนเท่าใด โปรดบอกผมมาตามตรง"

สีหน้าของนายพลเดชาชุ่มชื่นขึ้น

"สองพันจ๊อยครับท่านศาสตราจารย์"

"ในราวสองล้านบาท" นายพลดิเรกพูดยิ้ม "ผมเสียใจที่ผมไม่อาจจะให้ผู้การลำเลียงฝิ่นผ่านด่านของเราไปได้ เงินสินบนสองแสนที่เสนอให้เราเราไม่ต้องการหรอกครับ ถ้าขบวนฝิ่นของผู้การผ่านมาผมจะต้องจับกุมแน่นอนซึ่งเป็นคำสั่งที่เราได้รับมอบหมายมา"

ใบหน้าของนายพลเดชาเคร่งเครียดทันที เขามองดูศาสตราจารย์ดิเรกด้วยความไม่พอใจ

"ผมเตรียมการไว้พร้อมทุกอย่างแล้ว ทั้งจำนวนคนและอาวุธที่ทันสมัย ถ้าท่านศาสตราจารย์ไม่ยอมรับเงินสมณาคุณสองแสนบาทและไม่เปิดทางให้ขบวนฝิ่นของผมล่องใต้ ผมก็อาจจะใช้กำลังตามวิธีการของผม ท่านศาสตราจารย์มีกำลังเพียงไม่กี่คนจะสู้พวกเราได้หรือครับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นอย่างเดือดดาล

"ก็ลองดูซีครับคุณเดชา คุณเป็นนายทหารผู้ใหญ่ ถึงแม้ถูกปลดเกษียณอายุแล้วคุณก็ยังรับเบี้ยบำนาญมีฐานะเป็นนายทหารนอกราชการ คุณน่าจะประกอบอาชีพที่สุจริต การค้าฝิ่นเป็นการทุจริตผิดกฎหมาย แล้วคุณยังจะมาขู่พวกเราอีก เอาซีครับผู้การ ถ้าขบวนฝิ่นของคุณผ่านด่านนี้ไปได้ก็หมายความว่าจะต้องข้ามศพพวกเราไป ผมคือพันเอกกิมหงวนรู้จักผมไว้ด้วย"

โศภิตกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"ท่านกรุณาให้พวกเราผ่านด่านก็ไม่เห็นจะเสียหายอะไรนี่คะ เงินสองแสนที่เราจะสมนาคุณให้ก็ไม่ใช่เงินเล็กน้อย"

พ.อ.พลกล่าวแทนคณะพรรคของเขา

"เราต้องซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ราชการของเราครับ"

"หมายความว่าพวกคุณเป็นไก่ดำที่ไม่กินข้าวเปลือกหรือคะ ขบวนฝิ่นของคุณพ่อไม่เคยยุ่งยากลำบากใจในการลำเลียงฝิ่นเลย"

พลพูดตัดบท

"ผมเสียใจ ผมช่วยอะไรคุณไม่ได้"

นายพลเดชากล่าวขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นผมจะต้องช่วยตัวเอง ถ้าหากว่าเราจำเป็นจะต้องรุนแรงกับพวกคุณบ้างก็อภัยให้ผมด้วยนะ ลาก่อนครับ ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองพวกคุณ"

พ่อค้าฝิ่นผู้มีอิทธิพลพาธิดาของเขาเดินย้อนกลับไปทางรถจี๊ป เมื่อผ่านหน้าเรือนชั้นเดียวหลังนั้น พนัส นพ สมนึกและดำรงก็พากันมองดูโศภิตอย่างชื่นชม แต่สาวสวยค้อนให้ ร.ท.นพร้องถามขึ้นดังๆ

"ไม่ตกลงหรือครับคุณ"

หล่อนหันมาตอบอย่างเสียไม่ได้

"ย่ะ"

"ว้า" เสี่ยตี๋คราง "พูดจาไม่น่ารักโว้ยสู้คุณพรศรีไม่ได้"

สองพ่อลูกต่างขึ้นนั่งบนรถจี๊ปวิลลี่คันนั้น โศภิตประจำที่คนขับเหมือนเดิม หล่อนสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์บังคับรถจี๊ปแล่นถอยหลังกลับรถ แล้วนำรถจี๊ปแล่นย้อนกลับไปตามทางเก่า

พอจี๊ปวิลลี่เลี้ยวโค้งลับสายตาไป นายพลดิเรกก็ออกคำสั่งให้ทุกคนลงจากรถและแล้วเขาก็ร้องตะโกนเรียก ร.ท.ประกอบผู้บังคับหมวดสารวัตรทหารให้มารวมกำลังกัน คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ศุลกากรเขต ร.ท.ประกอบและเจ้าแห้วต่างยืนรวมกลุ่มอยู่เบื้องหน้านายพลดิเรกและฟังคำสั่งจากเขา ในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้าปราบปรามฝิ่นอิทธิพลรายนี้

"คุณคิดว่านายพลเดชาจะใช้กำลังโจมตีเราไหมครับคุณวุฒิ" นายพลดิเรกกล่าวถามศุลกากรเขตอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไม่มีปัญหาอะไรครับอาจารย์ เท่าที่ผมสืบทราบมานานแล้วนายพลเดชามีพวกฮ่อและมูเซอร์เป็นลูกน้องอยู่ไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน ทำหน้าที่ลำเลียงฝิ่นและคุ้มครองขบวนฝิ่นครับ ส่วนอาวุธนายพลเดชามีอาวุธร้ายแรงมากคือปืนครกหรือเครื่องยิงระเบิด ปืนกลมือ ปืนเล็กยาวที่ทันสมัยและปืนพกเงียบ นอกจากนี้ก็มีระเบิดมือใช้ด้วย"

"มีปืนครก " นิกรทวนคำ

"ครับ"

"แล้วปืนสาก" นิกรซัก

ศุลกากรเขตยิ้มแห้งๆ

"เห็นจะไม่มีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุนิกร

"เรากำลังปรึกษาหารือกันเป็นงานเป็นการ อย่าเละหน่อยเลยวะอ้ายกร ปืนสากมันมีที่ไหนกันวะ"

"อ้าว ก็ปืนครกทำไมถึงมีล่ะครับ มีครกไม่มีสากแล้วจะทำอะไรได้เพราะของมันคู่กัน"

นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"ทุกคนฟังทางนี้ แยกย้ายกระจายกำลังกันหาที่กำบังซุ่มซ่อนตัว เตรียมรับมือกับขบวนฝิ่นอิทธิพลของนายพลเดชา คุณประกอบจัดวางกำลังป้องกันให้ถูกต้องตามหลักยุทธวิธีและส่งทหารสองสามคนออกไปลาดตระเวนติดต่อกับเราทางวิทยุสนาม ห้ามทหารทุกคนไม่ให้เดินกลางถนนซึ่งเราจะช่วยกันฝังระเบิดบกไว้ทำลายยานพาหนะของพวกขนฝิ่น ถ้ามีการปะทะกันเกิดขึ้นทหารจะต้องพยายามต้านทานหน่วงเหนี่ยวขัดขวางทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้นายพลเดชาลำเลียงฝิ่นผ่านด่านไปได้ เข้าใจไหมผู้หมวด"

"เข้าใจครับผม"

"ถ้าเช่นนั้นไปเตรียมตัวได้"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง สารวัตรทหารหนึ่งหมวดในบังคับบัญชาของ ร.ท.ประกอบก็กระจายกำลังกันออกไปเป็นหลายหมู่ หมู่ละ ๓ หรือ ๔ คน หลบซ่อนตัวอยู่นอกถนนทั้งสองด้านในที่กำบังอันมิดชิด นายพลดิเรกสั่งให้ พนัส นพ สมนึกและดำรงช่วยกันขนลูกระเบิดบกลงมากจากรถจี๊ป ซึ่งบรรทุกมาหนึ่งลังมีจำนวนเพียง ๖ ลูก การฝังระเบิดบกได้กระทำกันอย่างรวดเร็วฉับพลัน ซึ่งคณะพรรคสี่สหายและเจ้าแห้วได้ช่วยขุดถนนวางระเบิดบกทั้ง ๖ ลูกโผล่เดือยของมันขึ้นมาเพียงเล็กน้อย หากใครเดินไปเหยียบมันเข้าหรือยานยนตร์ชนิดใดแล่นทับมันก็จะเกิดการระเบิดขึ้นทันที

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับจนกระทั่ง ๑๐.๐๐ น.เศษ

หน่วยลาดตระเวนพูดวิทยุรายงานมาว่า ขบวนฝิ่นอิทธิพลเดินทางข้ามเขาลูกหนึ่งมาแล้วตามเส้นทางหลวง มีรถจี๊ปวิลลี่แล่นนำหน้าและรถบรรทุก ๓ คันติดตามมา นายพลดิเรกสั่งให้หน่วยลาดตระเวนทั้ง ๓ คนหลบซ่อนตัวปล่อยให้ขบวนฝิ่นผ่านเข้ามา ซึ่งหลังจากนั้นสักครู่ทุกคนก็ได้ยินเสียงเครื่องยนตร์ของรถยนตร์ดังกระหึ่มแว่วมาแต่ไกล ขบวนฝิ่นอิทธิพลลงสู่เชิงเขาลูกนั้นแล้วกำลังมุ่งตรงมาทางด่านนี้

เมื่อถึงทางเลี้ยวขบวนฝิ่นก็หยุดเคลื่อนที่ ชายฉกรรจ์หลายคนซึ่งมีทั้งคนไทย ชาวฮ่อและมูเซอร์ได้โดดลงมาจากรถบรรทุกทั้งสามคันนั้นพร้อมด้วยอาวุธประจำตัว นายพลเดชานั่งอยู่บนรถจี๊ปเคียงคู่กับลูกสาวของเขา เขาแต่งกายคล้ายเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนแต่ไม่มีเครื่องหมายที่หน้าหมวกหรือเครื่องหมายยศเครื่องหมายสังกัดใดๆ ทั้งสิ้น มือขวาของท่านนายพลถือปืนยิงเร็วแบบท็อมป์สันซึ่งบรรจุแม็คกาซีนไว้เรียบร้อย นายพลเดชาก้าวลงมาจากรถจี๊ปแล้วกล่าวกับธิดาของเขา

"เอาเงินสองแสนไปให้ศาสตราจารย์ดิเรกเขาโศภิต ถ้าเขายอมรับเงินไว้การปะทะกันอย่างนองเลือดก็คงจะไม่เกิดขึ้น แต่ถ้าเขาปฏิเสธเราก็จะต้องใช้กำลังหักด่านนี้เพื่อนำฝิ่นของเราเดินทางต่อไป และจุดหมายของเราก็คือแนวเขาถนนธงชัยล่องลงใต้ตามแผนสอง"

สาวสวยบังคับรถจี๊ปวิลลี่ออกแล่นต่อไป และเลี้ยวขวามือที่ทางโค้งตรงมายังด่านตรวจค้นยานพาหนะ ก่อนที่จี๊ปวิลลี่จะเข้ามาถึงแนวทุ่นระเบิดบก ร.ท.นพก็วิ่งออกมายืนกลางถนนและชูมือขวาเป็นสัญญาณให้หล่อนหยุดรถ

"จะไปไหนครับคุณ"

"ดิฉันนำเงินสดสองแสนมาให้ท่านนายพลดิเรกตามคำสั่งของคุณพ่อค่ะ" โศภิตพูดยิ้มๆ "ท่านนายพลดิเรกอยู่ที่ไหนล่ะคะกรุณาเชิญท่านมาพบกับดิฉันหน่อย"

ร.ท.นพน้ำลายไหลยืดเพราะพอใจในความงามของหล่อน พอรู้สึกตัวก็รีบสูดน้ำลายกลับเข้าไป

"เสียใจครับคุณ นายพลดิเรกและพวกเราไม่ต้องการสินบนของคุณพ่อคุณหรอกครับ ต่อให้มากกว่านี้อีกร้อยเท่าเราก็ไม่ต้องการ เกียรติและศักดิ์ศรีของพวกเราสำคัญกว่าเงินครับ"

"ถ้าเช่นนั้นเราก็ต้องเป็นศัตรูกันแหละค่ะ"

"ก็เราเป็นศัตรูกันอยู่แล้วนี่ครับ พวกเรากำลังจ้องเล่นงานขบวนฝิ่นของคุณพ่อคุณ คุณกลับไปเถอะครับ เรียนท่านนายพลคุณพ่อของคุณด้วยว่าเราจะไม่ยอมให้ขบวนฝิ่นผ่านด่านนี้เป็นอันขาด"

"ค่ะ ดีแล้ว เมื่อพวกคุณไม่ชอบเงินชอบลูกปืนเราก็จะจัดการให้ตามความประสงค์"

"อย่าขู่ผมเลยคนสวย ผมเป็นนายทหารผมไม่กลัวหรอกครับ คณะของเราที่มาคอยรับมือกับพวกคุณคือนายทหารผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ถ้ากระสุนทางฝ่ายคุณนัดแรกระเบิดขึ้นเราก็จะโต้ตอบอย่างสาสม"

โศภิตไม่พูดอะไรอีก หล่อนสต๊าทเครื่องยนต์และบังคับรถแล่นถอยหลังกลับรถแล้วขับรถแล้นกลับไป ร.ท.นพเข้าไปยืนใต้ต้นไม้ริมถนน ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋วโตกว่าเครื่องขีดไฟเบนซินเล็กน้อยขึ้นมาพูด

"ฮัลโหล อ้ายตี๋โว้ย ได้ยินไหมกันเรียก เตรียมตัวได้แล้ว"

เสียงเสี่ยตี๋พูดขึ้นข้างๆ นพ

"กันยืนอยู่ห่างจากแกเพียงคืบเดียวไม่ต้องใช้วิทยุก็ได้ ได้ยินแล้วโว้ย"

ลูกชายของนิกรสะดุ้งโหยงหันมามองดู ร.ท.สมนึกแล้วพูดวิทยุติดต่อกับนายพลดิเรก

"ฮัลโหล จิ้งจกเผือกต้องการพูดกับตุ๊กแกป่าครับ ได้ยินไหมครับตุ๊กแกป่าหรือลุงหมอ"

"แกจะบ้าหรือวะอ้ายนพ ใครบอกแกว่าฉันเป็นตุ๊กแกป่า มีอะไรก็ว่ามา ลูกสาวนายพลเดชาเขาพูดอะไรกับแก"

"เขาเอาเงินสดสองแสนมาให้ครับ เมื่อผมปฏิเสธเขาก็กลับไปและขู่ว่าเมื่อเราไม่เอาเงินเขาก็จะให้ลูกปืนแทนเงิน"

"ดีแล้ว พวกเราทุกคนพร้อมแล้ว แกกับอ้ายตี๋หลบเข้าไปเถอะ เดี๋ยวจะตายเสียเปล่าๆ "

แสงแดดช่วยขับไล่ความหนาวเย็นให้บรรเทาลงบ้าง กลุ่มหมอกตอนเช้าหายไปหมดแล้ว บริเวณป่าเขาลำเนาไพรสงบเงียบ ขณะที่สารวัตรทหารบกและคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์เตรียมปะทะกับขบวนฝิ่นอิทธิพล นายพลเดชาก็สั่งให้คนของเขาใช้ปืน ค.ระดมยิงมาที่ด่านทันที

ลูกระเบิดที่ยิงจากปืน ค.ตกระเบิดห่างจากด่านตรวจค้นรถประมาณ ๒๐ เมตร ส่งเสียงระเบิดกึกก้องแต่ต้นไม้ใหญ่หลายต้นในป่าริมทางช่วยกำบังชิ้นระเบิดไว้ ร.ท.ประกอบสั่งทหารในบังคับบัญชาของเขาเคลื่อนที่บุกเข้าไปทันที และแล้วสารวัตรทหารกับพลพรรคของนายพลเดชาก็ปะทะกันอย่างดุเดือดเมื่อเผชิญหน้ากัน

เสียงปืนเล็กยาวและปืนยิงเร็วที่ทั้งสองฝ่ายสาดกระสุนเข้าหากันดังสนั่นหวั่นไหว คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ศุลกากรเขตและเจ้าแห้วเคลื่อนที่ติดตามสารวัตรทหารไปอย่างรวดเร็ว

นายพลเดชาสั่งให้คนของเขาล่าถอยลึกเข้าไปในเขตป่าโปร่งหลอกให้สารวัตรทหารและคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์บุกรุกไล่เพื่อเปิดโอกาสให้คนของเขาจำนวนหนึ่งนำรถบรรทุกฝิ่นทั้งสามคันแล่นผ่านด่านไปก่อนตามแผนที่เขาวางไว้

รถบรรทุกฝิ่นรวม ๓ คันแล่นตามกันมาแล้ว ขณะที่การสู้รบในป่าโปร่งลึกเข้าไปจากทางหลวงราว ๑๐๐ เมตรกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด เมื่อรถบรรทุกคันหน้าเข้าเขตสนามทุ่นระเบิดและล้อหน้าข้างซ้ายทับระเบิดบกลูกหนึ่ง ลูกระเบิดก็เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง

"ตูม"

รถบรรทุกขนาดกลางคันนั้นพังพินาศและเกิดระเบิดที่รถบรรทุกคันหนึ่งไฟไหม้ลุกโชติช่วงไปทั้งคัน คันที่อยู่ท้ายขบวนแล่นพุ่งผ่านเข้าไปในป่าข้างทางชนต้นไม้ใหญ่หน้าหม้อยับเยินขับต่อไปไม่ได้ คนขับรถและคนประจำรถอีกสามสี่คนต่างกระโดดลงจากรถวิ่งหนีเอาตัวรอด

นายพลเดชาบัญชาการรบอย่างแข็งแรง แต่เขาแปลกใจที่วิทยุสนามของเขาใช้พูดติดต่อกันไม่ได้เพราะศาสตราจารย์ดิเรกได้ใช้กระแสคลื่นวิทยุที่ตั้งไว้ในรถจี๊ปวิลลี่รบกวน คงใช้ได้แต่เฉพาะเครื่องรับส่งวิทยุในระหว่างคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์เท่านั้น นายพลกองหนุนสั่งให้พลพรรคของเขาโอบล้อมสารวัตรทหารและคณะของนายพลดิเรกโดยตั้งใช้จะใช้ปืน ค. ถล่มแต่แล้วนายพลดิเรกก็ใช้อาวุธวิเศษของเขาต่อสู้ คือลูกระเบิดที่ใช้ดินระเบิดแรงสูงยิงจากปืนเล็กยาว

ลูกระเบิดแต่ละลูกที่ยิงไปมีอำนาจระเบิดรุนแรงมาก ทำให้พลพรรคของนายพลเดชาต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บไปหลายคนผู้ที่รอดชีวิตต่างแตกตื่นเสียขวัญพากันล่าถอยเข้าป่าทึบ สารวัตรทหารบกไล่ติดตามกวาดล้างพรรคพวกของนายพลเดชาและสามารถจับเป็นได้หลายคน

การสู้รบผ่านพ้นไปไม่ถึง ๑๕ นาที พรรคพวกของนายพลเดชาก็แตกพ่ายยับเยินทิ้งศพไว้เกลื่อนกลาด พนัส นพ สมนึกและดำรง ถือปืนยิงเร็วไล่ตามพวกมูเซอร์กลุ่มหนุ่มไปแล้วก็แยกกันไปคนละทาง

ในที่สุด ร.ท.สมนึกหรือเสี่ยตี๋ก็แลเห็นสาวสวยผู้มีนามว่าโศภิตกำลังยืนกำบังตัวอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และยกปืนยิงเร็วขึ้นประทับยิงกราดไปทางคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างระมัดระวัง ตัวโศภิตยืนหันหลังให้เขา เสี่ยตี๋ยกปืนยิงเร็วขึ้นสะพายบ่าและเดินจรดปลายเท้าเข้าไปหาหล่อน ขณะที่โศภิตคอยจ้องยิงฝ่ายปราบปราม

เสี่ยตี๋ปราดเข้าตวัดรัดคอสาวน้อยทันที โศภิตดิ้นรนปล่อยปืนยิงเร็วหลุดจากมือและแล้วเขากับหล่อนก็ล้มลงบนพื้นดินเกิดปลุกปล้ำกันอุตลุด ในเวลาเดียวกันนี้เอง พนัส นพ และศาสตราจารย์ดำรงก็ติดตามมาทัน สามสหายวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่มมองดูเสี่ยตี๋ปลุกปล้ำกับสาวสวย

"ไม่ต้องช่วยกันนะโว้ย" สมนึกร้องบอกเพื่อนๆ "กันสามารถเอาชนะคุณโศภิตได้ ทุกคนยืนดูเฉยๆ อีกครึ่งชั่วโมงเธอก็หมดแรงยอมให้กันจับกุมโดยดี แหม-แก้มหอมจังว่ะ ยังนี้ปล้ำกันห้าวันห้าคืนยังไหว ข้าศึกเนื้อนุ่มนิ่มอย่างนี้กันสู้ตายเลยพับผ่า"

พนัสเดินเข้ามากระชากสมนึกให้ลุกขึ้นแล้วประคองลูกสาวของนายพลเดชาให้ลุกขึ้นยืน เขาก้มลงยึดปืนยิงเร็วของหล่อนไว้

"ผมเสียใจที่จะเรียนคุณทราบว่าเราต้องควบคุมตัวไว้ฐานะที่เป็นผู้ต้องหาคนหนึ่งในคดีค้าฝิ่น และพยายามฆ่าเจ้าพนักงานคือพวกเรา ขณะนี้พรรคพวกของคุณแตกพ่ายไปหมดแล้ว เท่าที่ผมพบศพที่ถูกเรายิงตายก็ไม่น้อยกว่า ๑๐ คนและจับเป็นได้หลายคน"

โศภิตยิ้มแค่นๆ

"คุณพ่อดิฉันล่ะคะ"

นพพูดเสริมขึ้น

"ดูเหมือนเท่งทึงเสียแล้วครับ"

"โอ๊ย คุณพ่อตาย " หล่อนร้องลั่น

"เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งโวยวาย ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าศพที่เราผ่านมาเมื่อกี้นี้เป็นศพคุณพ่อคุณหรือใคร แต่อาจจะไม่ใช่ครับเพราะไว้หนวดเฟิ้มและมีเคราเสียด้วย"

หล่อนถอนหายใจโล่งอก

"จะจัดการกับดิฉันอย่างไรก็เชิญเถอะค่ะ ดิฉันยอมจำนนคุณแล้ว การลำเลียงฝิ่นเที่ยวนี้หมายความว่าเราสิ้นเนื้อประดาตัวแล้ว" พูดจบหล่อนก็ร้องไห้กระซิกๆ

สี่สหายหนุ่มต่างควบคุมตัวโศภิตไปจากที่นั้น เสียงปืนที่ทั้งสองฝ่ายยิงต่อสู้กันสิ้นสุดลงแล้ว นายพลดิเรกกับคณะของเขาและสารวัตรทหารต่างล่าถอยกลับมารวมกำลังกันที่ด่าน และนำผู้ต้องหามาด้วยรวม ๘ คนทั้งโศภิต ส่วนนายพลเดชานั้นปรากฏว่าหลบหนีไปได้พร้อมกับมือปืนหรือองครักษ์ประจำตัวของเขาเพราะมีความชำนาญในภูมิประเทศรู้ทางหนีทีไล่ดี

ฝิ่นเถื่อนหนึ่งคันรถที่บรรจุอยู่ในหีบห่ออย่างมั่นคงถูกไฟไหม้เสียหายหมด แต่ยังอยู่อีก ๒ คันรถประมาณ ๑,๒๐๐ จ๊อยคิดเป็นเงินกว่าล้านบาท อันเป็นฝิ่นอิทธิพลของพ่อค้าฝิ่นนายพลตรีนอกราชการ

"เราจะเอากันอย่างไรต่อไปครับอาจารย์" ศุลกากรเขตกล่าวถามนายพลดิเรก

"ผมกับเพื่อนๆ และคุณพ่อกับสารวัตรทหารจะอยู่ที่นี่และให้คุณกับลูกหลานของผมรีบกลับไปเมืองฝางแจ้งเรื่องให้ตำรวจทราบ เพื่อเขาจะได้มาชันสูตรพลิกศพสมุนของนายพลเดชาและมาสอบสวนสถานที่เกิดเหตุตามระเบียบ ถ้าอย่างไรไปถึงฝางแล้วติดต่อกับผมทางวิทยุ สำหรับฝิ่นของกลางและผู้ต้องหาที่เราจับได้เราจะนำไปเชียงใหม่ เพราะเรื่องนี้ทางทหารกับตำรวจและฝ่ายคุณจะต้องทำงานร่วมกัน"

"ครับ ดีเหมือนกัน ผมอยากจะรีบกลับไปเมืองฝางเสียเร็วๆ ผมรู้สึกเป็นห่วงพี่ภรรยาของผมมากเชียวครับ การที่นายพลเดชาหลบหนีไปได้อาจจะเป็นเหตุให้พี่ศรีเมืองถูกยิงทิ้งจากสมุนของนายพลเดชา"

สาวสวยพูดเสริมขึ้นทันที

"คุณพ่อของดิฉันไม่ใช่ฆาตกร ท่านไม่เคยฆ่าใครหรอกค่ะ"

ศุลกากรเขตหันมามองดูหล่อน

"ถูกละครับท่านไม่เคยฆ่าใคร แต่ชาวเชียงใหม่และพวกเมืองฝางรู้ดีว่าคุณพ่อคุณเลี้ยงมือปืนไว้หลายคน และท่านเคยกำจัดผู้ที่ขัดขวางผลประโยชน์ของท่านหรือตั้งตัวเป็นศัตรูของท่านมาแล้ว"

"ไม่จริงค่ะ คุณพ่อไม่เคยทำอย่างนั้น"

นายพลดิเรกพูดตัดบท

"อย่าเถียงกันเลยคุณ คุณขับจี๊ปวิลลี่ไปกับพนัส และคุณโศภิตให้นพกับดำรงขี่จักรยานยนต์ติดตามคุณไป ไปเถอะครับรีบไปเดี๋ยวนี้พวกเรากับทหารสารวัตรจะพักผ่อนกันอยู่ที่นี่ รอคอยฟังข่าวจากลูกหลานของผม"

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง

ขณะที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ริมถนน ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ นายพลดิเรกก็ได้ยินสัญญาณวิทยุจากเครื่องรับส่งวิทยุที่วางอยู่บนพื้นดินดังขึ้น เขายกหูโทรศัพท์ขึ้นพูดทันที

"ฮัลโหล ดิเรกพูดอยู่นี่แล้ว"

"อาหมอหรือครับ ผมนกตะกรุมพูด" เสียงของเสี่ยตี๋ดังออกมาจากหูโทรศัพท์เบาๆ

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"ว่ายังไงอ้ายนึก ถึงเมืองฝางเรียบร้อยแล้วรึ"

"ถึงแล้วครับแต่ไม่เรียบร้อย"

"ทำไมถึงไม่เรียบร้อย"

"ผมมีข่าวร้ายที่จะเรียนให้อาหมอทราบว่า เมื่อก่อนที่เราจะมาถึงฝางประมาณ ๒๐ นาทีมีคนร้ายคนหนึ่งบุกเข้าไปในร้านค้าของคุณศรีเมืองและใช้ปืนพกยิงคุณศรีเมืองในระยะเผาขนครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"หา คุณศรีเมืองถูกยิงหรือสมนึก"

"ครับ กระสุนฝังในอาการสาหัสมากครับ ขณะนี้อยู่ที่สถานีอนามัยและหมอกำลังให้ความช่วยเหลือ คุณบัวผันขอร้องให้อาหมอรีบมาที่เมืองฝางโดยเร็วครับ เพื่อร่วมมือกับนายแพทย์ที่อนามัยช่วยเหลือคุณศรีเมือง ถ้าหากมีการให้เลือดพวกผมและคุณวุฒิก็พร้อมแล้วที่จะสละเลือดให้ หากเลือดของเราอยู่กรุ๊ฟเดียวกับเลือดของคุณศรีเมือง"

"ออไร๋ ออไร๋ ตำรวจจับมือปืนที่บุกเข้าไปยิงคุณศรีเมืองได้หรือเปล่า"

"ได้ครับ เป็นชาวฮ่อสมุนคนสนิทของนายพลเดชา ขณะนี้ถูกควบคุมตัวไว้แล้ว ส่วนคุณโศภิตเราก็ฝากขังไว้ที่โรงพักชั่วคราวจะจัดการอย่างไรต่อไปก็สุดแล้วแต่อาหมอ รีบมาฝางเร็วๆ ได้ไหมครับ"

"ได้ อาจะรีบไปโดยเร็วที่สุด เลิกกันนะสมนึก" พูดจบเขาก็วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องรับวิทยุตามเดิมแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา "คุณศรีเมืองถูกยิงจริงๆ ตามที่คุณวุฒิคาดการไว้ กันจะรีบไปช่วยคุณศรีเมืองเดี๋ยวนี้ ทุกคนรออยู่ที่นี่และคอยติดต่อกับกันทางวิทยุ อ้ายแห้วไปกับกันโว้ย"

เจ้าแห้วยิ้มให้นายพลดิเรก

"รับประทานขี่จักรยานยนต์ไปแล้วให้ผมนั่งซ้อนท้ายไปหรือครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ฉันขี่เป็นเมื่อไรเล่า ไปรถจี๊ปโว้ยแกขับไป"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ นายพลดิเรกกับเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นพากันเดินตรงไปที่รถจี๊ปวิลลี่และขึ้นไปนั่งคู่กันตอนหน้ารถ ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็สต๊าทเครื่องเข้าเกียร์นำรถจี๊ปออกแล่นไปจากที่นั้น พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเป็นห่วงนายศรีเมืองไปตามกัน

ข่าวที่นายพลดิเรกกับคณะปะทะกับกองคารมวานฝิ่นอิทธิพลของนายพลนอกราชการ ได้แพร่ไปทั่วเชียงใหม่อย่างรวดเร็ว

นายพลเดชาถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรอะเภอเมืองฝางจับได้ในวันรุ่งขึ้นบนรถประจำทางคันหนึ่ง ขณะที่เขาปลอมแปลงตัวเป็นชาวพื้นเมืองเดินทางเข้านครเชียงใหม่ แต่นายสิบตำรวจที่จับกุมเขาเคยรู้จักเขามาแต่ก่อนจึงจับกุมนายพลเดชาได้อย่างละมุนละม่อม

ด้วยความสามารถของศาสตราจารย์ดิเรก เขาได้ผ่าตัดเอาหัวกระสุนปืนออกมาจากหน้าท้องของนายศรีเมืองได้แล้ว และเขารับรองว่านายศรีเมืองจะปลอดภัย เพียงแต่ใช้เวลารักษาตัวราว ๑๐ วันเท่านั้น ฝิ่นเถื่อน ๒ คันรถ ถูกลำเลียงมายังนครเชียงใหม่ พร้อมด้วยผู้ต้องหาหลายคนที่เป็นสมุนของนายพลเดชา สารวัตรทหารได้ยึดอาวุธปืนและกระสุนปืนได้มากมายจากการปะทะกันอย่างดุเดือด

ฝิ่นอิทธิพลรายนี้เป็นเรื่องที่ครึกโครมที่สุด คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์กับศุลกากรเขตมีสิทธิที่จะได้รับเงินสินบนรางวัลจับยาเสพติดให้โทษจากจำนวนยาฝิ่นที่จับได้อย่างน้อยกรัมละ ๓๐ ตามระเบียบของทางการที่วางไว้.

จบตอน