พล นิกร กิมหงวน 010 : พระลอตามแมว

เมื่อสาวสวยสองพี่น้องพากันเดินเข้ามาในตรอกเล็กๆ พวกห้องแถวในตรอกนั้นก็พากันมองดูหล่อนอย่างสัตว์ประหลาด ราวกับว่าหล่อนมีอะไรผิดแปลกแตกต่างกว่ามนุษย์ทั้งหลาย คนเหล่านี้ไม่มีจรรยามารยาทชอบสนใจในเรื่องของผู้อื่น เห็นคนแปลกหน้าแต่งกายหรูหราทันสมัยเป็นต้องแห่กันออกมาดู มิหนำซ้ำยังร้องตะโกนกู่บอกกันเสียอีก

หลานคนวิจารณ์กันว่าหญิงสาวทั้งสองคงมาทำการรีดลูกที่บ้านนางพยาบาลแก่ๆ คนหนึ่ง ซึ่งมีอาชีพในการรีดลูกจนร่ำรวย แต่บางคนวิจารณ์ว่าหล่อนทั้งสองอาจจะมาหาหมอเสน่ห์ก็ได้ ซึ่งในซอยนี้มีคนสำคัญอยู่ ๒ คนคือนางสมจิตรนางพยาบาลที่มีอายุ ๕๐ เศษคนหนึ่ง และอีกคนหนึ่งครูบาศรีเมือง ชายชราผู้มาจากดินแดนแห่งถิ่นไทยงาม เป็นหมอเสน่ห์ยาแฝดเชี่ยวชาญไสยศาสตร์มีลูกศิษย์ลูกหาทั่วเมือง ผู้ที่มีอายุเรียกชายชราผู้มีนามว่าศรีเมืองว่าครูบา ส่วนหนุ่มๆ สาวๆ นิยมเรียกว่าพ่อปู่ ครูบาศรีเมืองมีเคหสถานอยู่ในซอยนี้ อาชีพไสยศาสตร์ช่วยให้ชายชรามีฐานะเป็นปึกแผ่นมั่นคง โดยเฉพาะครูบาศรีเมืองเก่งในทางเสน่ห์มากกว่าอย่างอื่น

สาวสวยทั้งสองเดินผ่านห้องแถวไม้ชั้นเดียวไปด้วยความกระดากอาย สาวผู้พี่ชื่อเพลินอายุไม่เกิน ๒๔ ปี น้องสาวร่วมสายโลหิตของหล่อนชื่อแพรวอ่อนกว่าพี่สาวเพียง ๒ ปีเท่านั้น เพลินกับแพรวเป็นหญิงสาวรูปร่างอวบอัดมีใบหน้าสวยงามเป็นเสน่ห์แก่เพศตรงกันข้าม สองสาวแต่งกายทันสมัยในเสื้อกระโปรงชุดสีฟ้าเหมือนกันทั้งสองคน

พอพ้นห้องแถวมาได้สองพี่น้องก็ถอนหายใจโล่งอก

"แหม...เกลียดอีพวกนั้นเหลือเกิน" เพลินกล่าวกับน้องสาวของหล่อนเบาๆ "มันมองดูเราเหมือนกับว่าพี่กับแพรวเป็นสัตว์ประหลาด"

น้องสาวพยักหน้ารับทราบแต่ไม่พูดว่ากระไร เมื่อถึงทางแยกซึ่งเป็นทางสองแพร่งมีโรงทำเส้นก๊วยเตี๋ยวขวางอยู่ข้างหน้าแพรวก็กล่าวกับพี่สาวของหล่อนว่า

"เลี้ยวซ้ายตรงนี้ใช่ไหมคะพี่เพลิน"

"จ้ะ จรัสศรีบอกว่าถึงโรงงานทำเส้นก๋วยเตี๋ยวเลี้ยวซ้ายมือเดินไปอีกในราว ๕๐ เมตร บ้านพ่อปู่เป็นเรือนชั้นเดียวหน้าบ้านมีป้ายบอก"

แพรวถอนหายใจเบาๆ

"จะพบพ่อปู่หรือไม่ก็ไม่รู้ ถ้าไม่พบก็เสียเวลาเสียค่ารถแท็กซี่เปล่าๆ "

"พี่คิดว่าคงพบท่านแน่ๆ จรัสศรียืนยันว่าตอนบ่ายอย่างนี้พ่อปู่ไม่เคยออกจากบ้านไปไหนเลย"

สองพี่น้องผู้ที่กำลังร้อนใจอยากจะมีผัว เพราะกำลังลำบากในการครองชีวิต พากันเดินต่อไปตามตรอกแคบๆ สักครู๋ก็หยุดยืนหน้ารั้วบ้านบ้านหนึ่งซึ่งเป็นรั้วไม้โปร่งมองแลเห็นเรือนชั้นเดียวแบบโบราณ ที่ประตูรั้วมีแผ่นป้ายเขียนไว้ปรากฏข้อความว่า

ครูบาศรีเมือง

รับขับไล่ผี ทำงานเกี่ยวกับ

เวทมนต์และไสยศาสตร์ทุกชนิด

เพลินกับแพรวต่างยิ้มออกมาได้

"พี่นำหน้าซีคะพี่เพลิน"

"ชักใจไม่ดีเสียแล้ว ถ้ามีคนอยู่มากๆ พี่คงพูดอะไรไม่ออก" พูดจบหล่อนก็เดินนำหน้าพาน้องสาวของหล่อนเดินผ่านประตูรั้วเข้าไปในเขตบ้านของพ่อปู่หรือครูบาศรีเมือง จอมไสยศาสตร์ที่กำลังมีชื่อเสียงเกินหน้าพวกอาจารย์ไสยศาสตร์ทั้งหลายในเวลานี้

ลูกสุนัขตัวเล็กๆ ตัวหนึ่งซึ่งนอนอยู่ใต้ถุนเห่าขรม ในเวลานั้นเอง ผู้หญิงคนหนึ่งก็เปิดประตูรั้วนอกชานออกมา หล่อนมีศักดิ์เป็นหลายของครูบาศรีเมืองและทำหน้าที่เป็นแม่บ้านนี้ หล่อนแต่งกายและทำผมแบบไทยเหนือ

"มาหาครูบาหรือคะ" หล่อนกล่าวถามนอบน้อม เสียงของหล่อนแปร่งเล็กน้อย

"ค่ะ" เพลินรับคำอ้อมแอ้มอย่างกระดากกระเดื่อง "พ่อปู่อยู่หรือเปล่าคะ"

"อยู่ค่ะ เชิญบนเรือนสิคะ"

เพลินพาแพรวขึ้นบันไดมาบนเรือนแล้วเพลินก็ถามแผ่วเบา

"ท่านมีแขกหรือเปล่าคะคุณน้า"

"เปล่าค่ะ เพิ่งว่างแขกเมื่อสักครู่นี้เอง"

หลานสาวของพ่อปู่ พาสองสาวเดินผ่านนอกชานเรือนตรงไปที่ตัวเรือนหลังนั้น เพลินกับแพรวต่างถอดรองเท้าสันสูงออกวางไว้บนนอกชานนั่นเอง

"เชิญในห้องพิธีเลยค่ะ พ่อปู่กำลังว่าง"

"หรือคะ ขอบคุณคุณน้ามาก" เพลินพูดยิ้มๆ

หญิงกลางคนพาสองสาวก้าวขึ้นบนระเบียงหน้าห้องตรงเข้าไปในห้องของเรือนชั้นเดียวหลังนั้น ซึ่งอยู่เพียงห้องเดียวแต่ใช้ตู้ฝาประจันกั้นแบ่งเป็นสองห้อง ด้านหน้าเป็นห้องพิธี ด้านหลังเป็นห้องส่วนตัวของครูบา ตามเวลาที่กล่าวนี้ครูบาศรีเมืองกำลังนั่งพักผ่อนอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาของเขา ชายชราผู้นี้มีรูปร่างผอมบางอายุประมาณ ๗๐ เศษ ผมหงอกขาวโพลนไว้หนวดเคราขาว นุ่งผ้าขาวโจงกระเบนและห่มผ้าขาว ที่คอมีประคำคอเม็ดดำๆ ขนาดใหญ่สวมใส่ ภายในห้องพิธีปูพรมน้ำมันตลอดห้องสำหรับรับแขก บนโต๊ะบูชามีพานดอกไม้ กระถางธูปเชิงเทียน เครื่องมือในทางไสยศาสตร์อีกมากมาย หัวกระโหลกศีรษะมนุษย์หนหึ่งหัว และที่ประดิษฐานอยู่สูงกว่าทั้งหมดก็คือพระพุทธรูปในครอบแก้ว ถัดลงมาคือหัวพระฤษี บรรยากาศในห้องนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกไม้กลิ่นธูปและควันเทียน

สองสาวต่างทรุดตัวลงนั่งพับเพียบ แล้วก้มลงกราบแสดงความเคารพครูบาศรีเมือง

"สวัสดีค่ะพ่อปู่" เพลินพูดตะกุกตะกัก "หนูกับน้องสาวของหนูมากราบเท้าขอฝากตัวเป็นสานุศิษย์ของพ่อปู่ค่ะ"

ครูบาศรีเมืองยิ้มให้สองสาว

"เจริญสุขแม่คุณ ยินดีต้อนรับเจ้าทั้งสองคนไว้เป็นหลานของปู่ตามความประสงค์" ชายชราพูดเสียงสั่นเล็กน้อยตามวันอันร่วงโรย

เมื่อครูบาปฏิสันถารด้วยดีเช่นนี้ ความกระดากอายของสองสาวก็หมดไป ชายชราได้ไต่ถามถึงชื่อเสียงของเพลินกับแพรว ต่างฝ่ายต่างสนทนากันเงียบๆ ผู้หญิงกลางคนจัดน้ำเย็นแช่น้ำแข็งมาต้อนรับสองพี่น้อง แล้วก็ออกไปจากห้อง

ในที่สุดเพลินก็เริ่มเรื่องของหล่อน

"พ่อปู่คะ เพื่อนของหนูคนหนึ่งแนะนำให้หนูกับน้องมากราบเท้าพ่อปู่ค่ะ"

"อ้อ เพื่อนของเจ้าคือใครล่ะ"

"เขาชื่อจรัสศรีค่ะ"

พ่อปู่นิ่งคิดแล้วหัวเราะเบาๆ

"แม่หนูจรัสศรีเคยไปมาหาสู่ปู่เสมอ เขาเป็นเมียน้อยท่านอธิบดีคนหนึ่ง ต่อมาท่านอธิบดีห่างเหินไปเพราะไปได้เด็กสาวคนหนึ่งเป็นเมีย จรัสศรีซมซานมาหาปู่ขอให้ปู่ช่วย ปู่ก็ช่วยทำเสน่ห์ให้ท่านอธิบดีทิ้งเด็กคนนั้นกลับมาหาแม่จรัสศรี"

เพลินยิ้มแป้น

"ค่ะ ค่ะ จรัสศรีเล่าให้หนูฟังแล้วค่ะ ไม่มีอาจารย์ไสยศาสตร์ที่ไหนอีกแล้ว ที่จะสามารถยิ่งไปกว่าพ่อปู่ของหนู อ้า ขณะนี้หนูกับน้องสาวกำลังวุ่นวายใจอยากจะให้พ่อปู่กรุณาช่วยค่ะ"

ชายชรายิ้มเล็กน้อย

"เรื่องของเจ้าสองพี่น้องก็คือเรื่องผู้ชายใช่ไหมล่ะ"

"ค่ะ หนูสองคนกำลังเดือดร้อนในเรื่องการครองชีพมากเชียวค่ะ งานก็ไม่มีทำ เช่าบ้านอยู่เดือนละ ๔๐๐ บาท รับตัดเสื้ออยู่กับบ้านมีรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพค่ะพ่อปู่"

"แปลว่าเจ้าสองคนอยากจะมีผัว"

เพลินอายม้วนต้วน

"ค่ะ เราอยากจะได้สามีที่มีหลักฐานค่ะ หนูกับน้องต่างพอใจผู้ชายไว้คนละคน เขาอยู่ปากซอยบ้านเราค่ะพ่อปู่ เขาร่ำรวยที่สุด คนที่หนูชอบเขาเป็นมหาเศรษฐีค่ะพ่อปู่ เพื่อนของเขาที่แพรวชอบก็เป็นเศรษฐีเหมือนกัน แต่ผู้ชายสองคนนี้มีภรรยาเสียแล้ว"

พ่อปู่หัวเราะร่า

"มีแล้วก็เอาได้ ให้มันทิ้งเมียหลวงมันเลยยังได้"

แพรวพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ไม่อยากให้ถึงกับยังงั้นหรอกค่ะพ่อปู่คะ หนูต้องการเพียงแต่ให้เขารักเราได้เสียเราและเลี้ยงดูเราอย่างเมียน้อยของเขาเท่านั้น เดือนหนึ่งให้เขาให้เงินเดือนเราคนละ ๔,๐๐๐ บาทก็พอแล้ว ถึงกับให้เขาทิ้งเมียหลวงของเขามันบาปกรรมมากไปหน่อยค่ะพ่อปู่"

"อือ เจ้าเป็นคนดีมีศีลธรรมเหมือนกัน ผู้ชายสองคนนั่นน่ะใครบอกปู่ซิลูก"

เพลินดีใจมาที่ครูบาศรีเมืองแสดงความเมตตาปราณีและเป็นกันเองกับหล่อนเช่นนี้

"คนที่หนูรักชื่อนายกิมหงวน ไทยแท้ค่ะพ่อปู่ แล้วก็ที่แพรวเขาชอบชื่อนายนิกร การุณวงศ์"

"ได้วันเดือนปีของเขามาด้วยหรือเปล่า"

"ได้ค่ะ หนูติดสินบนสาวใช้ในบ้านถึง ๒๐๐ บาทถึงได้ วันเดือนปีของคุณนิกรและอาเสี่ยกิมหงวนมาได้" พูดจบหล่อนก็เปิดกระเป๋าเงินออกหยิบกระดาษสีขาวชิ้นหนึ่งออกมาส่งให้ครูบาศรีเมืองอย่างนอบน้อม "นี่ค่ะ วันเดือนปีเกิดของเขา"

"เออ-ดีมากอีหนู ลงได้วันเดือนปีเกิดมาอย่างนี้อย่างไรก็ต้องสำเร็จ ปู่จะใช้เวทมนต์ผูกมัดใจอ้ายหนุ่มทั้งสองให้หลงรักเจ้าจนแทบจะเป็นบ้า"

เพลินดีใจจนเนื้อเต้น

"สำเร็จแน่หรือคะพ่อปู่"

ชายชราหัวเราะเสียงกังวาน

"สำเร็จแน่นอน ปู่จะเริ่มพิธีในคืนนี้แหละ เจ้าเคยรู้เรื่องพระลอกับพระเพื่อนแพงมาบ้างหรือเปล่าล่ะ"

แพรวยิ้มให้พ่อปู่

"เคยเรียนมาบ้างเหมือนกันค่ะ"

"ปู่ใช้วิชาไสยศาสตร์แบบเดียวกับปู่เจ้าสมิงพรายซึ่งเป็นอาจารย์ของพระเพื่อนพระแพงนั่นแหละ"

สองพี่น้องต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน แพรวน้องสาวของเพลินกล่าวกับครูบาศรีเมืองทันที

"หนูจำได้ว่าปู่เจ้าสมิงพรายเสกแมลงภู่ไปเป็นหมากพลูให้พระลอเสวย พ่อปู่จะทำอย่างนั่นบ้างหรือคะ"

"มันคนละสมัยหนูแพรวเอ๊ย เสกแมลงภู่ให้เป็นหมากพลูน่ะปู่ทำได้ไม่ยากอะไร แต่หนุ่มๆ เดี๋ยวนี้เขากินหมากเมื่อไร ถ้าจะกินก็ถูกคนอื่นแจกได้โดยไม่ตั้งใจจะกิน"

เพลินว่า "ถ้าเช่นนั้นพ่อปู่ก็คงจะปล่อยไก่ไปล่อพระลอใช่ไหมคะ"

ครูบาศรีเมืองนิ่งคิด

"วิธีก็ดีเหมือนกัน แต่ว่าสมัยก่อนบ้านเมืองมันไม่แออัดอย่างนี้ ผู้คนไม่ใคร่มี ไก่ของปู่เจ้าสมิงพรายจึงเดินทางมาถึงเมืองพระลอได้ สมัยนี้บ้านช่องมันหนาแน่นจนหลังคาเกยกัน ขืนปล่อยไก่ไปล่อนายกิมหงวนกับนายนิกร คนมันเห็นไก่เข้ามันก็จะจับไก่เชือดต้มข่ากินเสียเท่านั้น"

แพรวว่า "ใช้นกสวยๆ แทนไก่ได้ไหมคะพ่อปู่"

"นกหรือ" พ่อปู่คราง "ก็ดีหรอกอีหนู แต่เขาบินไม่ได้ เขาจะตามนกไปได้อย่างไรกัน" พูดจบครูบาศรีเมืองก็ดีดมือแป๊ะ "ปู่นึกออกแล้ว"

"ใช้ลิงหรือคะพ่อปู่" เพลินถาม

พ่อปู่ทำหน้าชอบกล

"ปล่อยลิงไปใครเขาจะตามวะอีหนู ลิงมันไม่มีอะไรน่ารัก เห็นใครเข้าก็แหกหูแหกตาหลอกเขา เราจะต้องใช้สัตว์ที่น่ารักไปล่อเขา"

แพรวยิ้มน่ารัก

"สุนัขดีไหมคะ ลูกหมาจูตัวเล็กๆ "

ครูบาศรีเมืองสั่นศีรษะ

"เห็นจะไม่เหมาะ หมาน่ะพอออกไปพ้นบ้านก็ถูกหมาอื่นรังแกมัน ม่ายก็ถูกรถยนต์ทับตาย เอาตามความคิดของปู่ดีกว่าอีหนู ปู่จะปล่อยแมวไปล่อเจ้าสองคนนั่น"

"แมวหรือคะ" สองสาวร้องขึ้นพร้อมๆ กัน"

"เออ แมวเป็นเหมาะที่สุด มันไปตามหลังคาบ้านได้ปีนป่ายตึกได้ ปู่จะเลือกแมวสวยๆ สักตัวหนึ่ง เอาแมวลูกผสมใครเห็นก็ต้องนึกรักและเอ็นดูมัน ปู่จะร่ายเวทวิทยาเสกเป่าแมวให้เป็นที่ต้องตาต้องใจของเจ้าหนุ่มสองคนนั่น พอเห็นแมงของปู่ เจ้าสองคนนั่นจะต้องนึกรักอยากได้แมวตัวนั้น แล้วจะช่วยกันจับมัน แมวของปู่ก็จะหลบหนียั่วให้ไล่ตาม ตามไปจนถึงบ้านเจ้าทั้งสอง เท่านี้เจ้าก็จะได้รู้จักกับเขา ซึ่งปู่จะลงนะหน้าทองให้เจ้าเพื่อให้เป็นเสน่ห์ ปู่รับรองว่านายกิมหงวนแลเห็นเจ้าจะต้องหลงเจ้าทันที และนายนิกรแลเห็นอีหนูแพรวก็จะบังเกิดความรักอย่างลุ่มหลง"

สองสาวปลาบปลื้มใจเหลือที่จะกล่าว ต่างก้มลงกราบพ่อปู่ศรีเมืองด้วยความเคารพสูงสุด

"พ่อปู่ขา" เพลินพูดยิ้มๆ "หนูกับน้องขอขอบคุณพ่อปู่อย่างยิ่งเชียวค่ะ เท่าที่กรุณาช่วยหนู ประทานโทษนะคะ พ่อปู่จะกรุณาคิดค่าป่วยการจากเราเท่าใด"

ชายชราทำท่ากระดากกระเดื่องเล็กน้อย

"คิดคนละร้อยบาทเท่านั้นแหลลูก แต่ถ้าสำเร็จแล้ว เจ้าจะมีแก่ใจซื้อเสื้อผ้าข้าวของอะไรมาให้ปู่บ้างก็แล้วแต่เจ้า"

เพลินว่า "ถ้าสำเร็จละก้อหนูจะรื้อเรือนเก่าๆ หลังนี้แล้วปลูกเรือนไม้สักแบบเรือนปั้นหยาสองชั้นให้พ่อปู่ใหม่ค่ะ อาเสี่ยกิมหงวนน่ะมีเงินมากมายหลายล้านค่ะหนูบอกพ่อปู่ตามตรงว่าหนูอยากเป็นเมียเขามาก เมียเก็บหรือเมียบำเรอได้ทั้งนั้น"

แพรวพูดเสริมขึ้น

"คุณนิกรก็มั่งมีนับล้านเหมือนกันค่ะพ่อปู่ พ่อปู่กรุณาช่วยเราให้สำเร็จนะคะ"

ครูบาศรีเมืองหัวเราะหึๆ

"เรื่องง่ายๆ เช่นนี้ปู่ช่วยเจ้าสองคนไม่ได้ปู่เลิกหากินทางนี้ได้แล้ว คืนนี้แหละพระลอจะตามแมวไปที่บ้านเจ้า อ้า-เอาเงินค่าบูชาครูมาให้ปู่ก่อนคนละร้อยบาทแล้วปู่จะพรมน้ำมนต์ลงนะหน้าทองให้เจ้าทั้งสองคน ลงสาริกาที่ฟันให้เจ้าด้วย เมื่อได้เสียเป็นเมียเขาแล้วเจ้าพูดอะไรเขาจะได้เชื่อถือทำตามคำพูดของเจ้า ขอเงินได้เงินขอทองได้ทอง"

สองสาวต่างเปิดกระเป๋าเงิน หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาคนละฉบับ ต่างคนต่างมอบเงินให้ครูบาศรีเมืองรับไปใส่ไว้ในพานบนโต๊ะบูชา ต่อจากนั้นชายชราผู้มีมนต์ขลังก็เริ่มต้นทำพิธีไสยศาสตร์ ด้วยการทำน้ำมนต์ก่อนอื่น บรรยากาศในห้องพิธีเยือกเย็นอย่างไรชอบกล เพลินกับแพรวสองพี่น้องมีความตื่นเต้นไม่น้อย ถ้าความหวังของหล่อนสมปรารถนา หล่อนก็จะมีความสุขอย่างล้นเหลือ

การรับประทานอาหารค่ำในคืนวันนั้น สมาชิกในครอบครับของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดขาดจำนวนไป ๔ คน คือ นันทา นวลลออ ประภา และประไพ ซึ่งไปในงานคล้ายวันเกิดของสภาพสตรีผู้มีเกียรติคนหนึ่ง เพื่อนรักเพื่อนเกลอเก่าของสี่นางนั่นเอง

คุณหญิงวาดรู้สึกว่าอาหารค่ำมื้อนี้อยู่ข้างจะเงียบเหงา เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นว่าอากาศที่เปลี่ยนแปลงจากหนาวเป็นร้อนจากร้อนเป็นหนาว ทำท่านรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนกับจะเป็นไข้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่าโรคเบาหวานอันเรื้อรังของท่านทำให้ท่านเบื่ออาหารและรับประทานอาหารได้น้อยจนเกินควร

เมื่อนิกรรวมช้อนซ่อม คุณหญิงวาดก็มองดูหลานชายจอมทะเล้นของท่านด้วยความแปลกใจยิ่ง

"แกอิ่มแล้วหรือนิกร เคยชอบกุ้งเผาสะเดาน้ำปลาหวานไม่ใช่หรือ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ทานไม่ลงครับ ไม่ทราบว่าเป็นอะไร"

เสี่ยหงวนรวมช้อนซ่อมบ้างแล้วกล่าวกับนิกร

"กันก็เหมือนกัน วันนี้ไม่รู้สึกหิวเลย"

ดร. ดิเรกมองดูนิกรอย่างเป็นห่วง

"ยูอาจจะไม่สบายก็ได้ ประเดี๋ยวให้กันตรวจดูร่างกายแกเสียหน่อยซี กันสังเกตเห็นแกนั่งซึมกระทือมาตั้งแต่เย็นแล้ว"

นิกรสั่นศีรษะ

"เปล่า กันไม่ได้เป็นอะไรหรอก รู้สึกหงุดหงิดใจนิดหน่อยแต่ก็หาสาเหตุไม่ได้ กันได้กลิ่นประหลาดอะไรอย่างหนึ่งตั้งแต่บ่ายสามโมงแล้ว"

"กลิ่นอะไรวะ" พลถามยิ้มๆ

นิกรว่า "คล้ายกลิ่นแป้งร่ำกระแจจันทร์เครื่องหอมของชาววังเมื่อครั้งก่อน ได้กลิ่นมันแล้วใจคอไม่สู้ดี"

กิมหงวนลืมตาโพลงหันขวับมาทางนิกร

"งั้นเรอะ เอ กันก็เหมือนกันโว้ย กันได้กลิ่นอย่างที่แกพูดจริงๆ กลิ่นนี้มีอาถรรพณ์หรือมีมนต์ขลังอย่างไรชอบกล มันทำให้กันนึกถึงใครคนหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"นึกถึงใครวะ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"บอกไม่ถูกครับว่านึกถึงใคร"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แกสองคนเป็นโรคอุปาทานเสียแล้ว ชาวบ้านแถวนี้เขาคงจะทำน้ำหอมหรือเครื่องหอมอะไรสักอย่างหนึ่งแล้วลมก็พัดพากลิ่นนั้นมา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับคุณหญิงของท่านเบาๆ

"รู้สึกว่าเจ้ากรกับเจ้าหงวนหน้าตาซูบซีดหมองคล้ำยังไงชอบกล คล้ายกับคนที่ถูกเสน่ห์ยาแฝด"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ใครจะมาทำเสน่ห์ผมครับ เรื่องเสน่ห์ยาแฝดมันเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ ผมคงไม่ใคร่สบายเพราะความเปลี่ยนแปลงของอากาศมากกว่าอย่างอื่นเลยรับประทานข้าวไม่ลง"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ตามธรรมดาแกเป็นคนอิ่มทีหลังที่สุดและเริ่มลงมือกินข้าวก่อนเพื่อน"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเบาๆ เขาลุกขึ้นยืนแล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหาร นิกรออกมานั่งพักผ่อนอยู่สักครู่อาเสี่ยกิมหงวนก็เดินเข้ามาหาเขาและทรุดตัวนั่งข้างนิกร สองสหายต่างนั่งนิ่งเฉยทอดสายตาเหม่อมองไปข้างหน้า

"อ้ายกร"

"หือ"

"กันได้กลิ่นกระแจะจันทร์อีกแล้ว"

"อือ กันก็เหมือนกัน" นิกรพูดเบาๆ และหันมามองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขา "กันบอกไม่ถูกโว้ยว่ากันเป็นอะไร จิตใจของกันเหี่ยวแห้วและกันรู้สึกว่ากันกำลังมีอารมณ์เปลี่ยวเกิดขึ้น"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"อารมณ์เปลี่ยวน่ะมันเป็นยังไง"

นิกรฝืนหัวเราะ

"อยากจะรักใครสักคนหนึ่ง และอยากจะกอดใครคนนั่นซึ่งไม่ใช่เมียเรา"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ถ้าเช่นนั้นความรู้สึกของแกก็ตรงกับกันทีเดียวกันก็กำลังมีความรู้สึกอย่างนี้แหละ อยากจะหาเมียสาวๆ สักคนว่ะ อายุในราว ๒๓ หรือ ๒๔ ปี หน้าหนาวอย่างนี้มันจำเป็นเหลือเกินที่เราจะต้องมีเมียสาวๆ ไว้นอนกอดเมียเรากอดไม่อุ่นโว้ย แล้วก็ไม่นึกอยากกอดเสียด้วย ผู้ชายเรานี่ชอบกลแฮะ เมียของเราใครๆ เขาว่าสวยและน่ารัก แต่เราเองเห็นเป็นปลาร้าค้างศกไม่น่ารับประทานสักนิด"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"เป็นธรรมดาอยู่เองอ้ายเสี่ย เก่าๆ มันเป็นสนิมใหม่ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋ม"

เสียงวัตถุชิ้นหนึ่งในห้องโถงแตกดังโครม สองสหายรีบลุกขึ้นพากันเข้าไปในห้องโถงอย่างร้อนรน และแล้วนิกรกับกิมหงวนก็แลเห็นแจกันใบหนึ่งซึ่งประดับดอกไม้สดวางอยู่บนตู้โทรทัศน์แตกกระจายเกลื่อนกลาดอยู่บนพื้น

แมวสีสวาทตัวหนึ่งซึ่งเป็นแมวตัวเมียกำลังเดินอยู่ในห้องอย่างสบายใจ แมวตัวนี้แหละคือแมวที่พ่อปู่ปล่อยมาล่อสองสหาย มันเป็นแมวที่สวยที่สุดน่ารักที่สุด กิมหงวนกับนิกรต่างจ้องตาเขม็งมองดูมันด้วยความสนใจ สองสหายของเราต่างรู้สึกรักใคร่เอ็นดูมันทันที

ถ้าาจะกล่าวเป็นคำกลอนเพื่อใช้ร้องเป็นเพลงเหมือนกับไก่ในเรื่องพระลอก็คงจะกล่าวได้ความเช่นนี้

แมวเอ๋ยแมว แมวเหมียว รูปร่างเพรียวปราดเปรียวยิ่ง ช่างโสภา น่ารักจริง ผยองหยิ่ง ยามเยื้องกราย

สีสวาทชวนให้หมอง อกขาวผ่องเหมือนปุยฝ้าย ขาสี่ขา น้ำตาลไหม้ หูสองไซร้เช่นเดียวกัน

มีหน้ากาก ปิดครึ่งหน้า ตาสีฟ้าดูคมสัน ปากจมูกสาระพัน หางเจ้านั้นช่างงามตา

ยามเยื้องย่างเหมือนกวางทอง งามผุดผ่องดังเลขา นั่งเท้าแขนเสนอหน้า แล้วนางวิฬาก็ล่อให้ตาม

ด้วยมนต์ขลังของพ่อปู่ศรีเมือง นิกรกับเสี่ยหงวนต่างมีใจรักใคร่เอ็นดูแมวตัวนี้อย่างยิ่ง ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมาสองสหายของเราไม่เคยสนใจกับแมวเลย แมวสีสวาทเดินเยื้องย่างออกไปทางหน้าตึก มันหยุดยืนที่ประตูหันมายิ้มให้นิกรกับเสี่ยหงวน

"อ้ายกร" อาเสี่ยอุทานขึ้นดังๆ "แมวใครหว่าสวยจังโว้ย ช่วยกันจับเลี้ยงไว้เถอะวะ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี กันไม่เคยเห็นแมวตัวไหนที่จะน่ารักเหมือนแมวตัวนี้เลย คงเป็นแมวของเพื่อนบ้านเราแถวนี้นี่แหละ แต่เราช่วยกันจับเอาเชือกผูกไว้ โกงเอาไว้เลยเลี้ยงไว้บนตึกเจ้าของคงไม่รู้ว่าเราจับแมวของเขาไว้"

อาเสี่ยจ้องมองดูแมวสีสวาทด้วยความรัก

"เอ ตัวผู้หรือตัวเมียก็ไม่รู้ แกช่วยดูซิ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"ตัวผู้กับตัวเมียต่างกันตรงไหนล่ะ กันดูไม่ออกหรอก ดูได้แต่คนเท่านั้น พอรู้ว่าเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย"

อาเสี่ยว่า "เขาว่าแมวตัวผู้กับตัวเมียกันมันไม่เหมือนกัน ตัวนี้ถ้าจะตัวเมียว่ะ ที่กันมันไม่มีอะไรเพิ่มขึ้นมาผิดปกตินี่หว่า แต่จะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียไม่แปลก กันรักมันแล้วต้องจับให้ได้"

สองสหายค่อยๆ เดินเข้าไปหา อาเสี่ยวิ่งเข้าไปก้มตัวลงจะจับมัน แมวของพ่อปู่ปราดเปรียวว่องไวกว่าจึงหนีไปได้ มันลงบันไดหน้าตึกยืนเด่นอยู่บนถนน นิกรกับกิมหงวนค่อยๆ เดินลงบันไดอย่างแช่มช้า แล้วนิกรก็กวักมือเรียก

"มานี่ มาหาข้าเถอะเจ้าแมวผู้น่ารัก มาซี"

นางแมวอมยิ้มแล้วสั่นศีรษะ มันร้องเสียงกังวานน่าฟัง

"ไม่เอา ไม่เอา"

สองสหายมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะขึ้นอย่างครื้นเครง อารมณ์อันหงุดหงิดของนิกรและกิมหงวนหายไปแล้วนับตั้งแต่เห็นแมวตัวนี้ อาเสี่ยกวักมือเรียก

"มานี่สีสวาท แกน่ารักรู้ไหม มาอยู่กับข้าแล้วข้าจะทำสร้อยคอทองคำให้แก"

นางแมวสั่นศีรษะ

"ไม่จริง ไม่จริง"

กิมหงวนทำคอย่น

"จริงซี ให้ดิ้นตายเถอะวะ สายสร้อยเส้นหนึ่งไม่กี่สตางค์ฉันจะโกหกทำไม มานี่แน่ะ แกกินข้าวมาหรือยังล่ะ"

นางแมวตอบเสียวแหลมห้าวๆ

"เปล่า เปล่า เปล่า " แล้วมันก็ถามเวลาสองสหาย "กี่โมง กี่โมง กี่โมง "

นิกรยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาเสียก่อนจึงตอบนางแมวที่น่ารัก

"ทุ่ม ๔๐ โว้ย แกถ้าจะนัดแฟนไว้ละซี"

นางแมวปฏิเสธทันที

"เปล่า เปล่า "

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"แล้วไปไหนมาน่ะถึงหลุดเข้ามาในบ้านฉัน"

"ดูหนัง ดูหนัง ดูหนัง "

"โกหกล่ะซี" อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง "แถวนี้มันมีโรงหนังที่ไหนกันวะ โรงศรีกรุงเขาก็ฉายตั้งสามทุ่ม"

นิกรว่า "มันคงไม่ได้โกหกเราหรอก หนังขายยากระมั้ง ได้ยินไหมล่ะ เสียงเครื่องกระจายเสียงดังมาจนถึงบ้านเรา"

สองสหายค่อยๆ เดินเข้าไปหา พอใกล้จะถึงตัวสีสวาทก็วิ่งจู๊ดไปทางโรงรถพอดี เจ้าแห้วเดินออกมาจากโรงรถพอดี นิกรร้องตะโกนบอกเจ้าแห้วด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย ช่วยจับแมวตัวนั้นทีเถอะวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วมองดูสองสหายแล้วก็เปลี่ยนสายตาไปที่แมวสีสวาทตัวนั้น

"รับประทานอาเสี่ยกับคุณนิกรจะเล่นซ่อนแมวกันหรือครับ"

กิมหงวนชักฉิว

"ใครบอกมึงล่ะ บอกให้จับแมว"

เจ้าแห้ววิ่งเข้าไปก้มลงตะครุบแมวของพ่อปู่ แต่นางสีสวาทหลบแพล็บเดียวเจ้าแห้วก็ตะครุบเอาอากาศไว้ มันวิ่งเหยาะๆ ไปทางประตูใหญ่หน้าบ้าน "พัชราภรณ์" นิกรกับกิมหงวนไล่กวดไปทันที

สองพระลอซึ่งมีใจรักแมวเสน่ห์ตัวนี้ได้ติดตามมันออกไปจนถึงถนนใหญ่หน้าบ้าน แมวพ่อปู่ยั่วให้ตามมันในที่สุดก็เลี้ยวเข้าซอยมุมรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" นิกรร้องเรียกมันเสียงลั่น

"เมี้ยวๆๆๆ สีสวาท มานี่"

เสียงนางแมวร้องตอบ

"ไม่ไป ไม่ไป ไม่ไป"

กิมหงวนถอนหายใจหนักๆ

"เดินตามมันไปเรื่อยๆ อ้ายกร บ้านมันคงอยู่ในซอยนี้แหละ ถ้าเข้าไปบ้านไหนเจ้าของมันก็อยู่บ้านนั้นกันจะขอซื้อเอง เขาจะเอาสักกี่ร้อยกี่พันก็เอา ถ้าไม่ได้แมวตัวนี้มาเลี้ยงกันคงหมดความสุขแน่"

นิกรจับแขนกิมหงวนไว้

"เดี๋ยว อ้ายเสี่ย"

"ทำไมล่ะ"

"กันชักสงสัยเสียแล้ว"

"สงสัยตวักตะบวยอะไรวะ"

"เราสองคนอาจจะถูกผู้หญิงใช้ให้อาจารย์ทำเสน่ห์เรา แล้วปล่อยแมวตัวนี้มาล่อเราให้ติดตามแบบพระลอตามไก่ก็ได้ แมวตัวนี้มันสวยกว่าแมวธรรมดามาก ท่าทางก็เฉลียวฉลาด"

กิมหงวนหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นก็ดีซีวะอ้ายกร ล่อเราไปเราก็เต็มใจเป็นผัวหล่อน โดยไม่ต้องขู่บังคับหรือวิงวอนเราให้เสียเวลา อายุ ๑๔ ถึง ๕๐ ขวบถ้ารูปร่างพอไปวัดไปวาได้กันไม่รังเกียจหรอก"

นิกรอมยิ้ม

"ถ้าเป็นจริงตามที่กันคิดเราสองคนก็คงเป็นพระลอสมัยใหม่ แต่ว่าแทนที่จะตามไก่กลับตามแมว"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ไก่สมัยนี้ปล่อยมาล่อคนไม่ได้หรอก เพราะใครๆ ก็ชอบกินไก่ แม้แต่ไก่วัดยังไม่วายถูกขโมย"

นิกรมองดูแมวสีสวาทซึ่งหยุดยืนอยู่ข้างเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง แสงไฟฟ้าช่วยให้เขามองเห็นนางแมวที่น่ารักอย่างถนัด นิกรเปลี่ยนท่าทีเป็นยี่เกกระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อมแล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยเสียงอ่อนเสียงหวานแบบยี่เกตอนเจรจา

"พระเชษฐาคะร๊าบ หม่อมฉันขอเชิญให้เสด็จตามแมวต่อไปเถอะคะร๊าบ"

กิมหงวนพลอยสนุกกับนิกรบ้าง เขายกมือลูบหลังนิกรแล้วพูดเสียงยี่เกเช่นเดียวกัน

"น้องรัก แมวตัวนี้สวยมากนะน้องนะ เราจะต้องติดตามนำมันไปเลี้ยงที่บ้านเมืองของเรา ถ้าเจ้าของแมวขัดขวางพี่จะยกทัพไปรบมันเพื่อช่วงชิงเอาแมวมาให้ได้"

นิกรร้องยี่เกทันที

กระดิ่งทองชวนพระเชษฐา

ติดตามนางวิฬาไปทันที

แมวตัวนี้สวยนักอยากจะได้

เราจะเลี้ยงมันไว้เป็นอย่างดี

จูงหัตถ์เชษฐาพาจรลี

"พอโว้ยๆ " กิมหงวนห้าม "มีคนเดินสวนมาสามสี้คน ประเดี๋ยวเขาจะคิดว่าเราไม่สบาย"

แมวสีสวาทคงเดินเรื่อยเปื่อยไปตามตรอกนั้น หญิงชายกลุ่มหนึ่งเดินสวนทางออกมาแต่ไม่มีใครสนใจกับแมวตัวนี้เลย ดูเหมือนว่าเขาจะไม่เห็นมันด้วยซ้ำไป สองสหายติดตามแมวต่อไป ในซอยนี้ส่วนมากเป็นบ้านใหญ่ๆ แต่ก็มีบ้านเล็กเรือนน้อยปนอยู่บ้าง

"แกคิดว่ามันเป็นแมวตัวผู้หรือตัวเมียวะอ้ายหงวน" นิกรถามอย่างเป็นงานเป็นการ

อาเสี่ยหัวเราะ

"อย่าไปสนใจในเรื่องที่มันจะเป็นตัวผู้หรือตัวเมียหน่อยเลยวะ เรารักความสวยความน่าเอ็นดูของมันต่างหาก"

"แต่เราก็ควรสนใจบ้าง เพราะฟันกันโยกอยู่หนึ่งซี่"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"ฟันของแกมันเกี่ยวอะไรกับแมวด้วยหรือ"

"เกี่ยวซี คนโบราณเขาถือนักในเรื่องเลี้ยงแมว คนฟันโยกเขาห้ามเลี้ยงแมวตัวผู้อย่างเด็ดขาด"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล

"ทำไมล่ะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"กันก็ไม่รู้เหมือนกัน จำได้แต่เพียงว่าเมื่อกันอายุได้ ๘ ขวบกันเรียนหนังสืออยู่ประถม ๒ วันหนึ่งกลับมาจากโรงเรียนพบลูกแมวสกปรกตัวหนึ่งมาเกาะอยู่บนต้นยางอินเดียรับเบ้อร์ข้างถนน กันก็บอกคนรถให้หยุดรถไปช่วยแมวตัวนั้นเอามันมาบ้าน คุณพ่อให้กันเอาไปปล่อยนอกบ้าน ท่านบอกว่ากันฟันโยกเลี้ยงแมวตัวผู้ไม่ได้กันก็เลยต้องให้คนใช้เอาไปปล่อย"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"ชอบกลโว้ย กันนึกออกแล้ว เตี่ยกันก็เคยสอนกันเมื่อเล็กๆ เหมือนกันว่าคนฟันโยกห้ามเลี้ยงแมวตัวผู้และยิ่งไปกว่านี้คนฟันดีก็เลี้ยงแมวตัวเมียไม่ได้เหมือนกัน เรื่องนี้อาจจะเกี่ยวกับโชคลางอะไรบางอย่างที่เราไม่รู้"

แมวของพ่อปู่พาสองสหายเดินลึกเข้ามาในซอยเกือบ ๕๐๐ เมตร ในที่สุดมันก็มาถึงหน้าเรือนบังกาโลหลังเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งค่อนข้างเก่าและไม่ได้ทาสี แต่มีรั้วรอบขอบชิดปลูกอยู่ในที่ดินประมาณ ๑๕๐ ตารางวา เรือนหลังนี้แหละเป็นบ้านพักของเพลินกับแพรวสองพี่น้องซึ่งมีอาชีพในทางเย็บเสื้อสุภาพสตรีแถวนี้โดยไม่ได้ตั้งร้าน ทำงานอยู่กับบ้านมีรายได้เล็กๆ น้อยๆ พอเลี้ยงตัวอย่างอัตคัดขัดสน โดยเฉพาะแพรวน้องสาวของเพลินเป็นช่างดัดผมด้วย และรับดัดผมให้พวกเพื่อนบ้านในราคาถูก

เมื่อแมวสีสวาทมุดรั้วเข้าไปในบ้านนั้น สองสหายก็หยุดยืนอยู่หน้าประตูรั้วและเฝ้ามองมันด้วยความรักและเสียดายมัน

"โอ้โฮโว้ย" อาเสี่ยอุทาน "มันอยู่บ้านนี้เองอยู่เกือบสุดซอยดันออกไปเที่ยวจนถึงบ้านเรา"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"หรือมันเป็นแฟนอ้ายขอด" เขาหมายถึงแมวของคุณหญิงวาด

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"เป็นไปไม่ได้ ผู้หญิงจะไปหาผู้ชายในเวลาค่ำคืนอย่างนี้ไม่มีเยี่ยงอย่าง เสียศักดิ์ศรีของกุลสตรี"

"ปู้โธ่" นิกรคราง "อย่าว่าแต่แมวเลยโว้ย คนแท้ๆ ยังไปหาผู้ชายจนถึงบ้านในเวลากลางค่ำกลางคืนนี่หว่า สมัยนี้มัวแต่รักนวลสงวนตัวตนอื่นก็เอาไปกินหมด ผู้ชายดีๆ นับวันยิ่งหาได้ยาก ที่กันว่าผู้ชายดีๆ ก็หมายถึงผู้ชายที่มีอัฐฬศเงินทอง แกลองเคาะประตูเรียกเจ้าของบ้านซิอ้ายกร กันจะพูดขอซื้อแมวเขาเอง"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่าดีกว่า กลางค่ำกลางคืนอย่างนี้ดีไม่ดีเจอลูกตะกั่ว เราไม่เคยรู้จักมักจี่กับเขาเสือกมาเรียกเขาได้เรอะพรุ่งนี้ตอนสายๆ เรามาหาเขาดีกว่า ถ้าขอซื้อไม่ขายก็ต้องขโมยกันละวะกันรักแมวตัวนี้มาก"

กลิ่นหอมของกระแจะจันทร์ปลิวออกมาจากบ้านหลังนั้น เป็นกลิ่นเดียวกับที่กิมหงวนและนิกรได้กลิ่นตั้งแต่ตอนบ่าย สองสหายต่างมองดูหน้ากัน

"เฮ้ย แกได้กลิ่นอะไรไหม" นิกรถาม

อาเสี่ยพยักหน้า

"กันกำลังจะบอกแกทีเดียว กลิ่นนี้แหละทำให้กันมีอารมณ์เปลี่ยวอยากจะมีเมียสาวๆ สักคนหนึ่ง หรือเพื่อนแพงสองพี่น้องที่ปล่อยแมวไปล่อเราอยู่บ้านนี้"

นิกรเม้มปากแน่น นิ่งคิดอยู่สักครู่แล้วกล่าวว่า

"ร้องอ้ายเสือเอาวาแล้วบุกเข้าไปดีไหม"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"ก๊อมีหวังได้ขึ้นศาลทหารในฐานปล้นเท่านั้น หาทางที่มันไม่ต้องติดตรางดีกว่า ไปนั่งคุยกันบนแคร่ใต้ต้นมะขามนั่นเถอะวะอ้ายกร กันรู้สึกสงสัยใจยังไงเสียแล้ว กันสนใจบังกาโลหลังนี้มาก"

สองสหายพากันเดินไปนั่งบนแคร่หรือร้านเล็กๆ ใต้ต้นมะขามใหญ่ตรงข้ามบ้านของสองสาว ใกล้ๆ กับต้นมะขามมีบ่อหรือคูกว้าง นิกรมองดูน้ำในคูแล้วก็ร้องเพลง "ลาวครวญ" ขึ้นเบาๆ

จำกูจะเสี่ยงน้ำลองดู

แม้นตัวกูต้องฤทธิ์ผีสาง

น้ำใสไหลหลั่งควั่งคว้าง

กูอับปางน้ำเฉวียนเวียนวน

กิมหงวนยกมือขวาเขกกบาลนิกรค่อนข้างแรง

"บอกว่าไม่ต้องร้อง"

นิกรหัวเราะ

"วิญญาณพระลอกำลังเข้าสิงกันว่ะ ร้องอีกหน่อยไม่ได้หรือ เรื่องพระลอซึ้งใจกันเหลือเกินอ่านไม่มีเบื่อ ยิ่งได้ฟังดนตรีไทยเดิมบรรเลงเพลงตับพระลอด้วยแล้วมันซึ้งใจอย่างบอกไม่ถูก"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"หนุ่มใหญ่ในวัยกลางคนอย่างเราก็พอซาบซึ้งในรสของกวีนิพนธ์หรือเพลงไทยเดิม แต่หนุ่มๆ สาวๆ เขาฟังไม่ได้หรือไม่สนใจ เพราะมันสู้เพลงร็อคไม่ได้"

จากแสงไฟฟ้าที่หน้าประตูรั้วบ้านของสองสาว กิมหงวนกับนิกรต่างแลเห็นหญิงชราคนหนึ่งเดินตรงมาทางเขา นิกรชักใจไม่ดีรีบกระซิบกระซาบกับกิมหงวน

"เฮ้ย ยายแก่นั่นผีกระสือกระมังโว้ย มืดๆ ค่ำๆ ยังงี้แกมาเดินทำไม"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"แกเห็นยายแก่ในเวลากลางคืนแกจะต้องทึกทักว่าเป็นผีกระสือเสมอ"

หญิงชราเดินผ่านมาที่แคร่นั้นก็หยุดชะงักยกมือขวาบ้องหน้าผากมองดูสองสหาย นิกรชักใจไม่ดี

"มองผมทำไมคุณยาย" นิกรถามเสียงสั่นๆ

หญิงชรายิ้มเล็กน้อย พูดเสียงยานคางแบบคนแก่หง่อม

"ฉันนึกว่าอ้ายล้อมหลานชายของฉัน ขอโทษเถอะพ่อคุณ หูตามันมองไม่ใคร่เห็น"

กิมหงวนยกมือไหว้หญิงชราแล้วพูดยิ้มๆ

"ไม่ต้องขอโทษขอโพยเราหรอกครับ เพื่อนผมไม่ได้ว่าอะไรหรอก เห็นคุณยายมองดูเราก็เข้าใจว่าคุณยายคงต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราบ้างเลยถามดู"

หญิงชราหัวเราะ

"เปล่าหรอกค่ะ ฉันมาตามหาหลานชายของฉันมันเคยมานั่งกินเหล้ากับเพื่อนมันที่นี่ พ่อสองคนอยู่แถวนี้หรือคะ"

นิกรว่า "ผมอยู่ปากซอยครับ อยู่ว่างๆ ก็เดินมาเที่ยวเล่นกัน คุณยายอยู่ไหนล่ะครับ"

หญิงชราชี้มือไปที่เรือนสองชั้นซึ่งอยู่ติดๆ กับบ้านเพลินและแพรว

"โน่นค่ะ เรือนสูงหลังนั้นแหละค่ะ อยู่มาตั้งแต่แถวนี้เป็นทุ่งนา"

"แล้วบ้านติดๆ กับคุณยายนั่นบ้านใครล่ะครับ ถ้าจะเป็นบ้านลูกหลานของคุณยาย"

"อ๋อ เปล่าหรอกค่ะ บ้านของท่านขุนสำรวจฯ ท่านปลูกให้คนเขาเช่า อ้า ผู้หญิงสาวสองคนพี่น้องแกเช่าอยู่เกือบสองปีแล้วค่ะ"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"สองคนพี่น้องหรือครับคุณยาย"

"ค้า" หญิงชราตอบเสียงยานคาง "คนพี่ชื่อเพลินน้องสาวชื่อแพรวค่ะ เป็นเด็กดีน่ารักมากทั้งสองคน อยู่กันตามลำพังสองพี่น้องเท่านั้น ช่วยกันทำช่วยกันกินค่ะ"

สองสหายนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"สวยไหมครับคุณยาย" กิมหงวนถามยิ้มๆ

หญิงชราหัวเราะ

"เรื่องสวยหรือไม่สวยมันก็แล้วแต่คนชอบค่ะ สำหรับฉัน ตามความรู้สึกของฉันนะคะ ฉันคิดว่าหนูเพลินกับหนูแพรวสวยมากทีเดียว กระจุ๋มกระจิ๋มน่ารักน่าเอ็นดูมาก"

นิกรมองเข้าไปในบ้านสองสาวแล้วกล่าวถามหญิงชรา

"คุณยายครับ เมื่อกี้นี้เราสองคนเดินตามแมวตัวหนึ่งมาทางนี้ มันเป็นแมวที่สวยที่สุดและน่ารักที่สุดเชียวครับคุณยาย มันเข้าไปในบ้านสองพี่น้องนี่แหละครับคงเป็นแมวของบ้านนี้ใช่ไหมครับ"

หญิงชรานิ่งนึก

"เห็นจะไม่ใช่กระมังคะ หนูเพลินกับหนูแพรวแกไม่เคยเลี้ยงแมวเลย อ้า ฉันเห็นจะต้องลาคุณเสียทีจะรีบไปตามเจ้าหลานชายของฉัน"

นิกรยิ้มให้หญิงชรา

"ครับ ครับ เชิญครับ สวัสดีนะครับคุณยาย"

หญิงชราพาตัวเดินไปจากที่นั้น สองสหายต่างหันมามองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน กิมหงวนกระซิบกระซาบกับนายจอมทะเล้นเบาๆ

"ชอบกลโว้ย แมวตัวนั้นอาจจะเป็นแมวผีเช่นเดียวกับไก่ของปู่เจ้าสมิงพรายก็ได้ เพลินกับแพรวคงจะให้อาจารย์ของหล่อนส่งแมวไปล่อเรา"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"หมายความว่าหล่อนรักเราและอยากได้เราเป็นผัวยังงั้นหรือ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เข้าไปหาหล่อนเถอะวะ เรารู้จักชื่อของหล่อนแล้วนี่หว่า ชื่อเพลินกับแพรวสองพี่น้องคล้ายๆ กับพระเพื่อนพระแพง อักษร พ. เช่นเดียวกัน กันจะเรียกหล่อนเอง"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อดใจรอไว้พรุ่งนี้ไม่ดีหรือ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเบาๆ

"กว่าจะถึงพรุ่งนี้กันคงกลุ้มใจตาย บอกตามตรงว่ากันรู้สึกหลงรักเพลินเสียแล้วทั้งๆ ที่กันไม่เคยเห็นหน้าค่าตาหล่อน อาถรรพณ์สวาททำให้เราติดตามแมวตัวนี้มาจนถึงบ้านของหล่อน"

นิกรว่า "กันรู้สึกหลงรักแพรวน้องสาวของเพลินไม่น้อย กลิ่นประทินหอมกระแจะจันทร์ที่ลมพัดโชยมาต้องเราเหมือนกับมนต์รัก หล่อนจะขี้ริ้วขี้เหร่อย่างไรกันก็รักว่ะ"

ลมพัดมาวูบหนึ่ง สองสหายแว่วเสียงสาวน้อยคนหนึ่งร้องเพลงไทยเดิมเบาๆ ดังแว่วมาจากบังกาโลหลังนั้น มันคือเพลง "ลาวดวงเดือน" เนื้อแท้ดั้งเดิม เสียงของหล่อนกลมกล่อมน่าฟังยิ่ง

"อ้ายกร "

"หือ"

"กันแย่แล้วโว้ย"

"ทำไมล่ะ"

"อยากได้เพลินเป็นเมียน่ะซี เข้าไปหาหล่อนเถอะวะ ทำทีเข้าไปขอซื้อแมวตัวนั้นเราจะได้รู้จักกับหล่อน"

นิกรต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง และแล้วเขาก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว ทำท่าเหมือนกับถูกปืน

"โอ๊ย"

อาเสี่ยนัยน์ตาเหลือก

"เป็นอะไรวะ"

นิกรฝืนยิ้ม

"โดนศรกามเทพว่ะ ปักหัวใจกันพอดี เอาโว้ยเข้าไปหาหล่อนก็เอา ไม่มีปัญหาอะไรอีกอาจารย์ของหล่อนต้องส่งแมวไปล่อเราให้ติดตามมานี่" แล้วนิกรก็ยกมือทั้งสองทาบไว้กับหน้าอกของเขาทอดสายตามองเข้าไปในบ้าน "แพรว แพรวจ๋า เธอเป็นยอดหญิงในดวงใจของฉัน ฉันตกหลุมรักของเธอเสียแล้ว"

แล้วนิกรก็ร้องเพลงในตับพระลอเบาๆ

"ครานั้นยังมีสองกัลยา ลักขณาเลิศล้ำในต่ำใต้ทรงโฉม..."

อาเสี่ยยกฝ่ามือผลักหน้านายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง

"บอกว่าไม่ต้องร้อง ปู้โธ่ มึงจะร้องทำไมวะ"

นิกรหัวเราะ

"ไปซี เข้าไปในบ้านหล่อนเถอะ ประตูรั้วเปิดเราถือโอกาสเดินเข้าไปเลยแล้วไปยืนร้องเรียกหล่อนข้างเรือน"

สองสหายต่างลุกขึ้น เสี่ยหงวนเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาบุกเข้าไปในเขตบ้านของสองสาว เสียงเพลงและกลิ่นหอมชื่นของกระแจะจันทร์ทำให้กิมหงวนกับนิกรตกอยู่ในห้วงเสน่หา

เสียงเพลง "ลาวดวงเดือน" ดังเจื้อยแจ้วจับใจ สองสหายเข้ามาหยุดยืนข้างเรือนบังกาโลเก่าๆ หลังนั้นจนกระทั่งเพลงจบอาเสี่ยก็ร้องเรียกเจ้าของบ้านทันที

"คุณเพลิน คุณเพลินครับ"

เพลินกับแพรวสองพี่น้องนั่งสอยเสื้ออยู่ในห้องรับแขกหน้าเรือนนั้น และเพลินได้ร้องเพลงให้น้องสาวของหล่อนฟัง ขณะนี้แมวสีสวาทตัวนั้นได้นอนหมอบอยู่บนเก้าอี้หวายบุนวมตัวหนึ่ง มันเป็นแมวที่สวยงามน่ารักน่าเอ็นดูมาก สองพี่น้องมั่นใจว่าเสี่ยหงวนกับนิกรคงจะติดตามมาและป้วนเปี้ยนอยู่แถวหน้าบ้านหล่อน

พอได้ยินเสียงกิมหงวนร้องเรียก สองพี่น้องก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว ต่างคนต่างมองดูหน้ากันและใจเต้นระทึกไปตามกัน

"ใช่แน่แพรว เขามาแล้ว" เพลินพูดเสียงกระซิบ

นิกรร้องเรียกน้องสาวของเพลินบ้าง

"คุณแพรวครับ คุณแพรว"

สองพี่น้องต่างลุกขึ้นยืนพากันเดินมาที่หน้าต่าง พอแลเห็นสองสหายยืนอยู่หน้าบันได ทั้งเพลินและแพรวก็ปีติยินดีเหลือที่จะกล่าว ต่างคนต่างนึกชมเชยความสามารถของพ่อปู่ซึ่งใช้วิชาไสยศาสตร์บังคับจิตใจสองสหายให้ติดตามแมวมาจนถึงนี่

"ใครคะ" เพลินร้องถามเสียงสั่นๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมเองครับ ผมชื่อกิมหงวนครับเพื่อนของผมนิกร บ้านเราอยู่ปากซอยนี้เอง บางทีคุณคงรู้จักบ้าน "พัชราภรณ์" ดีแล้ว"

เพลินเดินออกมาจากห้องรับแขกหยุดยืนหน้าระเบียงเรือนแล้วเปิดไฟฟ้าที่หน้าระเบียงเรือนขึ้น เสี่ยหงวนกับนิกรต่างยกมือไหว้หล่อนทันที อาเสี่ยตกตะลึงในความงามอันเลอโฉมของหล่อน

"ประทานโทษนะครับ ที่ผมมารบกวนคุณในเวลาค่ำคืนเช่นนี้ เรามีธุระเกี่ยวกับคุณนิดหน่อยครับ และเราสองคนเป็นสุภาพบุรุษที่คุณควรจะให้เกียรติและไว้วางใจเราได้"

เสี่ยหงวนหารู้ไม่ว่าเพลินกำลังตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว และหล่อนพร้อมแล้วที่จะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างให้อาเสี่ยกิมหงวน

"เชิญข้างบนซีคะ"

กิมหงวนพานิกรบุกขึ้นไปบนเรือนบังกาโลหลังนั้นทันที เพลินพาสองสหายเข้าไปในห้องรับแขก นิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัวเมื่อแลเห็นแพรวนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนเก้าอี้หวายบุนวมตัวหนึ่ง เพลินเชิญสองสหายนั่งแล้วแนะนำให้รู้จักกับน้องสาวของหล่อน นิกรจ้องมองดูแพรวอย่างเสียกิริยา พายุสวาทบังเกิดขึ้นในหัวใจของเขาอย่างรุนแรง

"หนูเคยเห็นอาเสี่ยและคุณนิกรบ่อยๆ ค่ะ" เพลินพูดยิ้มๆ

"เห็นที่ไหนครับ"

"เห็นที่บ้าน "พัชราภรณ์" น่ะซีคะ หนูกับน้องไปธุระนอกบ้านกลับมาเดินผ่านบ้าน "พัชราภรณ์" ตอนเย็นมักจะเห็นอาเสี่ยกับคุณนิกรนั่งพักอยู่ในสนามหน้าตึก บางทีก็นั่งคุยกันหลายคนค่ะ"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"คนในซอยนี้โดยมาเขารู้จักผมและเพื่อนๆ ดี อ้า ผมต้องขอโทษที่ผมกับนิกรมารบกวนคุณในเวลาค่ำคืนเช่นนี้"

นิกรร้องขึ้นดังๆ เมื่อเห็นแพรวลุกขึ้น

"อ้าว จะไปไหนล่ะครับคุณแพรว"

แพรวหันมายิ้มให้เขา

"หนูจะไปจัดเครื่องดื่มและบุหรี่มาต้อนรับคุณกับอาเสี่ยค่ะ"

นิกรโบกมือ

"ไม่ต้องหรอกครับ นั่งมองดูดวงหน้าอันหวานชื่นของคุณอย่างนี้แล้วไม่จำเป็นต้องดื่มเครื่องดื่ม หรือสูบบุหรี่หรอกครับ นั่งเถอะครับคุณแพรว ผมกับกิมหงวนมีเรื่องสำคัญอยากจะพูดอะไรกับคุณทั้งสองเกี่ยวกับแมวตัวนี้"

กิมหงวนเอื้อมมือจับแมวสีสวาทขึ้นมาอุ้ม ซึ่งมันก็ยอมให้เขาอุ้มมันแต่โดยดี แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับเพลินอย่างยิ้มแย้ม

"แมวของคุณใช่ไหมครับ"

"ค่ะ ของหนูเอง เพื่อนเขาให้หนูเมื่อสองสามวันนี้เองแหละค่ะ มันน่ารักและฉลาดมากเชียวค่ะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เพราะแมวตัวนี้แหละคุณแพรว ทำให้เราสองคนต้องมาหาคุณ มันชื่ออะไรครับ"

"ชื่อสีสวาทค่ะ"

"อ้อ ผมก็เรียกมันว่าอย่างนั้น ตัวผู้หรือตัวเมียครับ"

"ตัวเมียค่ะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมกับเพื่อนดูไม่ออกหรอกครับว่ามันตัวผู้หรือตัวเมีย สีสวาทไปป้วยเปี้ยนอยู่ที่บ้านผมเมื่อกี้นี้เอง ผมกับเสี่ยหงวนพยายามไล่จับมัน เราต่างรู้สึกว่ารักมันมากเชียวครับ สีสวาทหนีออกจากบ้านเข้ามาในซอยนี้ ผมกับเพื่อนก็ตามมันมาจนถึงบ้านคุณ"

แพรวยิ้มน่ารัก

"หนูกับพี่เพลินนึกว่ามันหายไปเสียแล้วค่ะ เสียดายมันแทบแย่ มันหายไปตั้งแต่ก่อนค่ำ"

กิมหงวนยิ้มให้เพลินแล้วกล่าวว่า

"อย่าหาว่าผมดูถูกดูหมิ่นคุณเลยนะครับ ผมอยากจะขอซื้อแมวตัวนี้ คุณจะขายให้ผมได้ไหมครับ สำหรับราคาคุณจะต้องการเท่าใดผมจะไม่ต่อเลย นึกว่าให้ผมไปเลี้ยงดูเล่นสักตัวเถอะครับ เรารักมันมาก"

เพลินยิ้มให้มหาเศรษฐีหนุ่มซึ่งหล่อนหวังที่จะเป็นของเขา

"หนูขายให้ไม่ได้หรอกค่ะอาเสี่ยขา หนูกับน้องแพรวรักมันราวกับชีวิต แมวที่สวยและน่ารักอย่างนี้หาอีกไม่ได้แล้ว"

"โธ่ ขายให้เราเถอะครับคุณเพลิน" นิกรออด "ผมซื้อไปผมจะไปหาซื้อแมวตัวผู้สวยๆ มาแต่งงานกับมัน พอมีลูกผมจะเอามาแบ่งให้คุณบ้าง"

เพลินหัวเราะ

"หนูขายไม่ได้จริงๆ ค่ะ เพราะหนูรักและเอ็นดูมันมาก ถ้าคุณและอาเสี่ยรักมันก็มาหามันที่นี่สิคะ หนูอนุญาตค่ะ"

สองสหายหันมามองดูหน้ากัน

"ว่าไงกร เจ้าของเขาไม่ขาย แต่อนุญาตให้เรามาหามันได้"

นิกรอมยิ้ม

ถ้ายังงั้นเรามาหามันก็แล้วกัน หาซื้อขนมข้าวต้มมาให้มันบ้าง แอปเปิล องุ่น ไส้กรอกกระป๋อง แซนวิช ให้มันกินของดีๆ มันจะได้สมบูรณ์กว่านี้"

สองสาวหัวเราะคิ๊ก

"มันไม่ทานอย่างอื่นหรอกค่ะ นอกจากข้าวกับปลา ปลาดุกย่างคลุกข้าวมันชอบทานมากค่ะ" แพรวพูดเสียงหัวเราะ

"อ้อ" นิกรคราง "กาฟงกาแฟหรือเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมมันไม่ชอบหรือครับ"

แพรวหัวเราะ

"แมวไม่ชอบค่ะ แต่หนูกับพี่เพลินชอบ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นพรุ่งนี้ผมจะให้บริษัทน้ำอัดลมของเราส่งน้ำอัดลมมาให้คุณวันละโหลทุกวันไป แล้วเราสองคนจะมาเยี่ยมสีสวาททุกวัน หวังว่าคุณทั้งสองคงไม่รังเกียจนะครับ"

เพลินตอบแทนน้องสาวของหล่อน

"ไม่รังเกียจเลยค่ะ"

กิมหงวนส่งแมวสีสวาทให้นิกรรับไปอุ้มบ้าง นายจอมทะเล้นลูบศีรษะมันด้วยความรัก นาวแมวสีสวาทนอนนิ่งเฉยอยู่ในอ้อมกอดของนิกร สักครู่นิกรก็หันมาพูดกับเสี่ยหงวน

"แกหลับตาซิหงวนกันจะทำอะไรให้ดู"

"ไม่เอาโว้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "แกจะเอาก้นแมวมาแหย่จมูกกันกันรู้หรอกน่า"

สองสาวต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน นิกรวางแมวสีสวาทลงบนพื้น เขากับเสี่ยหงวนได้สนทนากับแพรวและเพลินอย่างสนิทสนม สักครู่สองสหายก็ลากลับ เพลินกับแพรวตามออกไปส่งที่หน้าเรือน

ในที่สุด ชาวบ้านในซอยนั้นต่างก็รู้กันทั่วไปว่าเพลินสาวสวยเป็นเมียลับๆ ของอาเสี่ยกิมหงวน และแพรวน้องสาวของหล่อนเป็นเมียของนิกร สองสาวไม่ต้องเย็บเสื้อผ้าหรือดัดผมอีกแล้ว เสี่ยหงวนกับนิกรแอบมาหาทุกวัน บางทีก็พาไปเที่ยว ซื้อเสื้อผ้าข้าวของเครื่องแต่งตัวให้มากมาย อำนาจเวทมนต์ของครูบาศรีเมืองหรือพ่อปู่ทำให้สองสหายทั้งรักและทั้งหลงสองสาวอย่างงมงาย เพราะถูกเสน่ห์ยาแฝดนั่นเอง

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ปกปิดไว้ไม่ได้ ท่านผู้ใหญ่กับพล และ ดร. ดิเรกกับสี่นางต่างทราบความจริงแล้ว นวลลออกับประไพได้แสดงความหึงหวงอย่างรุนแรง แต่นิกรกับกิมหงวนซึ่งเคยกลัวเมียราวกับหนูกลัวแมวต่างแข็งข้อไม่ยอมเกรงกลัวหล่อนแม้แต่น้อย ดังนั้นการทะเลาะวิวาทแบบบ้านแตกสาแหรกขาด จึงเกิดขึ้นในตอนบ่ายวันหนึ่งขณะที่สองสหายกำลังจะพากันไปบ้านเมียน้อยของเขา ผลของมันก็คือว่า กิมหงวนจับนวลลออเหวี่ยงออกไปจากห้อง และนิกรไล่ยิงประไพรอบบ้าน มิหนำซ้ำยังประกาศอิสรภาพของเขา

"เมียไม่ใช่แม่โว้ย" นิกรแผดเสียงลั่น "ยอมให้ข่มขู่มานานแล้วเพราะซื้อความรำคาญ คนอย่างนายนิกรกลัวเมียมีที่ไหนวะ วิ่งหนีทำไมล่ะ"

ในเวลาเดียวกันนวลลออก็กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้นยืนเผชิญหน้ากิมหงวนด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ

"เลิกกัน เฮียกับนวลต้องเลิกกันอย่างเด็ดขาด" หล่อนพูดพลางร้องไห้พลาง

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"นั่นเป็นความปรารถนาของเฮียอย่างยิ่ง เฮียจะได้รับเพลินมาอยู่ที่นี่ ผู้หญิงอย่างนวลน่ะดีแต่สวย ข่มขู่ผัวตลอดเวลา สู้เพลินไม่ได้ อ่อนหวานนุ่มนิ่ม ทั้งสวยทั้งน่ารัก"

นวลลออขบกรามกรอด

"ดีแล้ว นวลจะฟ้องหย่าเฮียในวันสองวันนี้"

"ฟ้องเป็นฟ้อง" เสี่ยหงวนตะโกนลั่น "อย่ามาทำบีบน้ำตาออเซาะ ฉันไม่มีเวลาที่จะพูดอะไรกับเธออีกแล้ว ฉันจะรีบไปหาเพลินของฉัน บอกให้รู้เสียด้วยว่าคืนนี้ฉันจะนอนบ้านโน้น"

เมื่อกิมหงวนกับนิกรพากันเดินลงบันไดมาในห้องโถง สองสหายก็แลเห็นพลกับดร. ดิเรกและ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนจับกลุ่มสนทนากันอยู่กลางห้อง สองสหายยิ้มเจื่อนๆ ไปตามกัน

"ยังไงกันโว้ยอ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ โจมตีเขยเล็กของท่าน "แกกับประไพทะเลาะกันทุกวัน ช่างไม่นึกบ้างหรือว่าคนอื่นเขาจะเดือดร้อนรำคาญ"

นิกรยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"ผมช่วยอะไรไม่ได้ ประไพเป็นคนก่อเรื่องชวนผมทะเลาะเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ก็แกเสือกมีเมียน้อยทำไมล่ะ"

นิกรทำตาเขียวกับพ่อตาของเขา

"นั่นมันเรื่องของผม ผมจะมีเมียน้อยหรือมีผัวมันเป็นเรื่องของผมโดยเฉพาะคนอื่นไม่เกี่ยว"

พลชักฉิวก็พูดโพล่งออกมาทันที

"พูดกับคุณอาอย่างนี้เดี๋ยวฉันก็ถีบแกเข้าให้เท่านั้นเอง แกกับอ้ายหงวนกำลังถูกยาเสน่ห์รู้ตัวไหม หน้าดำคล้ำเครียดออกอย่างนี้"

เสี่ยหงวนมองดูพลอย่างเคืองๆ

"ถูกละ กันถูกเสน่ห์ ความสวยและความสุภาพอ่อนหวานของผู้หญิงก็คือเสน่ห์ในตัวหล่อนใช่ไหมล่ะ"

ดร. ดิเรกมองดูกระเป๋าเอกสารในมือกิมหงวนแล้วถามว่า

"เอางานไปทำที่บ้านเมียน้อยหรือ ถึงได้หอบเอกสารไปตั้งเยอะแยะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เปล่า-ไม่ใช่เอกสารหรอก เงินสดสองแสนบาทน่ะ กันจะเอาไปให้เพลินแจกพวกชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงบ้านละหมื่นสองหมื่น มันจะได้เลิกซุบซิบนินทาเพลินกับแพรวเสียที พวกชาวบ้านนี่ร้ายมาก ชอบสนใจในเรื่องของคนอื่น ทั้งๆ ที่บางคนไม่มีจะกิน แทนที่จะคิดทำมาหากินกลับเอาเวลามานั่งมั่วสุมคุยกัน สอดรู้สอดเห็นในเรื่องของคนอื่น"

พลมองดูนิกรกับกิมหงวนอย่างเศร้าใจ

"แกสองคนจะเลี้ยงดูเพลินกับแพรวเป็นเมียออกหน้าตาออกตาของแกจริงๆ หรือ"

นิกรพยักหน้ารับรอง

"อย่าสงสัยอะไรเลย กันจะหย่ากับยายแร้งทึ้งประไพแน่ๆ และอ้ายหงวนก็จะหย่ากับคุณนวลลออในเร็ววันนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"ก็ลองดู แกทิ้งลูกสาวฉันเมื่อไรฉันจะจ้างคนยิงแกเมื่อนั้น"

นิกรหัวเราะก้าก

"เรื่องเล็กครับ เมื่อรู้ตัวอย่างนี้ก่อนที่ผมจะหย่ากับประไพผมก็จ้างคนยิงคุณพ่อเสียก่อน มือปืนที่กำลังหิวถมเถไปครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น กิมหงวนกับนิกรพากันเดินออกไปจากห้องโถง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและดร. ดิเรกมองดูด้วยความหมั่นไส้

"มันเป็นเอามาก" ดร. ดิเรกคราง "ทีแรกนึกว่ามันจะเลี้ยงดูแบบเมียเก็บหรือเมียบำเรอ ที่แท้อ้ายสองคนเอาจริงๆ ถึงกับจะเลิกกับเมีย"

พลหัวเราะเบาๆ

"มันกำลังข้าวใหม่ปลามัน ปล่อยมันไปเถอะวะ ไม่ช้ามันก็เบื่อเอง กันสืบมาแล้ว ยายเพลินกับแพรวไม่ได้วิเศษมาจากไหน สองคนพี่น้องเป็นนักเผชิญโชคเคยผ่านผู้ชายมาแล้ว ชาวบ้านแถวนั้นเขาบอกกันว่าอ้ายหงวนกับอ้ายกรถูกเสน่ห์"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"ไอไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นไปได้ เรื่องเวทมนต์คาถาเสน่ห์ยาแฝดมันควรจะเป็นเรื่องเหลวไหลมากกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"แต่บางทีมันก็เป็นไปได้เหมือนกันนะดิเรก ที่ว่าเหลวไหลก็เพราะอาจารย์เวทมนต์คาถาส่วนมากเป็นอาจารย์จอมปลอมไม่มีความรู้จริง คนดีมีวิชายังมีอยู่อย่างที่เขาว่ากรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี"

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อนวลลออกับประไพพาตัวเดินลงบันไดมา สองนางแต่งกายเรียบๆ สวมกระโปรงดำเชิ๊ทฮาไวสีขาว ถือกระเป๋าเงินคนละใบ ใบหน้าของนวลลออและประไพหม่นหมอง นัยน์ตาบวมช้ำ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าใจว่าสองนางจะติดตามกิมหงวนกับนิกรไปอาละวาดที่บ้านสองพี่น้องก็กล่าวขึ้นทันที

"อย่าไปเลยโว้ยประไพ แกกับนวลควรคิดดูให้ดี อ้ายสองคนมันกำลังหลงเสน่ห์ หากแกสองคนตามไปอาละวาดไม่เป็นผลดีแก่แกเลย ปล่อยมันก่อนเถอะ"

นวลลออว่า "เปล่าหรอกค่ะคุณอา นวลกับคุณไพไม่ใช้วิธีหักด้ามพร้าด้วยหัวเข่าหรอกค่ะ เรากำลังจะไปธุระกัน"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"เราจะไปหาหมอเสน่ห์ค่ะคุณพ่อ"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"มายก็อด ยูสองคนจะไปหาหมอเสน่ห์"

"ค่ะ" ประไพตอบเสียงหนักแน่น "เราต้องเอาผัวของเรากลับคืนมาให้ได้ หมอก็ทราบดีแล้วนี่คะ คติพจน์ของผู้หญิงทุกคนย่อมเหมือนกัน เสียทองเท่าหัวไม่ยอมเสียผัวให้ใคร"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ออไร๋ ผู้ชายก็เหมือนกัน เสียทองสักห้าหกคันยังดีกว่าเสียเมียให้คนอื่น"

พลกล่าวกับสองนางอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณจะไปหาหมอเสน่ห์ที่ไหน"

นวลลออว่า "ตรอกจันทร์ค่ะ แต่ดิฉันก็ไม่เคยรู้จักและไม่เคยไปเหมือนกัน เพื่อนของดิฉันคนหนึ่งเขาเคยติดต่อกับหมอคนนี้ค่ะ ดิฉันจะไปหาเพื่อนก่อนให้เพื่อนเขาพาเราไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขัดขึ้น

"อาไม่เห็นด้วย หมอเสน่ห์น่ะมักจะมีเล่ห์กลใช้อุบายหลอกลวงให้ผู้หญิงที่ไปทำเสน่ห์ยอมเสียตัวให้เขา"

ประไพพูดโพล่งขึ้นทันที

"ไพไม่แคร์ค่ะคุณพ่อ จะยังไงได้ทั้งนั้นขอให้นิกรทิ้งนังแพรวก็แล้วกัน"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แกศรัทธาแก่กล้าถึงอย่างนี้เชียวหรือวะ"

"ค่ะ การทำเสน่ห์ให้ขลังก็ต้องเป็นแบบนั้น" พูดจบหล่อนก็หันมาทางเมียรักของเสี่ยหงวน "ไปเถอะค่ะคุณนวล รีบไปหาคุณรัชนีเถอะค่ะ บ่ายมากไปแกจะไปเล่นเท็นนิส"

"เดี๋ยวๆๆๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นดังๆ "เพื่อนแกน่ะผัวรักมากหรือยายนวล"

นวลลออยิ้มเล็กน้อย

"เมื่อก่อนไม่ใคร่รักค่ะ คุณสมานมีเมียน้อยบ่อยๆ แต่พอรัชนีได้เป็นลูกศิษย์หมอเสน่ห์ คนนี้ที่อยู่ตรอกจันทร์ คุณสมานก็ทิ้งเมียน้อยขนาดที่เป็นรองนางงามทันที เดี๋ยวนี้คุณสมานหลงคุณรัชนีอย่างโงหัวไม่ขึ้น ไปทำงานที่บริษัทก็โทรศัพท์มาถึงคุณรัชนีตลอดวัน"

พลว่า "ขอโทษนะครับคุณนวล คุณรัชนีเพื่อนคุณเสียเนื้อเสียตัวให้กับหมอเสน่ห์หรือเปล่าครับ"

นวลลออนิ่งคิด

"รัชนีไม่ได้บอกดิฉันนี่คะ เพียงแต่บอกว่าหมอเสน่ห์คนนี้แก่หง่อมแล้ว อายุในราว ๘๐ ปีค่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจโล่งอก

"ถ้ายังงั้นแกสองคนรีบไปหาหมอเสน่ห์รายนี้ได้ ผู้ชาย ๘๐ เนื้อหนังตกกระแล้ว แต่ถ้า ๖๐ ลงมาถึง ๑๕ ขวบไว้ใจไม่ได้"

สองนางพากันเดินออกไปจากห้องโถงอย่างร้อนรน

๑๖.๐๐ น. เศษ นวลลออกับประไพและสุภาพสตรีรูปสวยท่าทางภูมิฐานอีกคนหนึ่ง ก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ตรอกจันทร์บ้านทวาย สามนางนั่งรวมกันอยู่ตอนหน้ารถด็อดจ์เก๋ง ซึ่งประไพทำหน้าที่เป็นคนขับ

เมื่อถึงถนนซอยเล็กๆ ทางซ้ายมือรัชนีภรรยาของนักธุรกิจก็บอกประไพให้หยุดรถชิดซ้ายของถนน

"เราจอดรถไว้ที่นี่แหละค่ะ เอากระจกขึ้นใส่กุญแจให้เรียบร้อยแล้วเดินไปบ้านคุณปู่ ลึกเข้าไปประมาณ ๒๐๐ เมตรเท่านั้นเองแหละค่ะ"

นวลลออยกมือขวาตบบ่าเพื่อนเก่าของหล่อน

"ขอบคุณมากนะคะคุณรัชนี อุตส่าห์เสียเวลาพาเรามา"

"อุ๊ย-ไม่เป็นไรหรอกค่ะเราเพื่อนกันแท้ๆ คุณกับคุณไพทำใจให้สบายเถอะนะคะ ดิฉันกล้ารับรองว่าคุณปู่จะช่วยให้อาเสี่ยกับคุณนิกรทิ้งนังสองคนนั่งทันที คุณปู่ท่านมีศีลธรรมค่ะ ถ้าเมียน้อยมาขอให้ช่วยท่านไม่ยอมช่วยเป็นอันขาด แต่เมียหลวงท่านช่วยเพราะเป็นเจ้าของอันแท้จริง ใครมาโกหกท่านก็ไม่ได้ ท่านนั่งเทียนมองดูท่านก็รู้หมด"

สามนางพากันลงจากรถด็อดจ์เก๋ง ประไพกับนวลลออช่วยกันหมุนกระจกขึ้น เมื่อประไพใส่กุญแจประตูรถเรียบร้อย รัชนีก็พาสองนางเข้าไปในซอยแคบๆ ซึ่งรถยนต์เข้าไม่ได้ แต่รถสามล้อเข้าได้ ซอยเล็กนี้เป็นถนนซีเมนต์

ในที่สุดสองนางก็ได้เห็นบ้านของหมอเคลิ้มซึ่งเป็นเรือนสองชั้นขนาดกลาง ปลูกอยู่ในที่ว่างรกร้างประมาณ ๒ ไร่ และไม่มีรั้วรอบขอบชิด รัชนีพาสองนางตรงไปที่เรือนหลังนั้น แล้วหล่อนก็ร้องถามเด็กชายอายุในราว ๑๐ ขวบ คนหนึ่งซึ่งกำลังนั่งชิงช้าอยู่ที่โคนต้นไม่ใหญ่ริมเรือน

"หนู คุณปู่อยู่ไหม"

เจ้าหนูน้อยผู้เป็นหลานตาของอาจารย์เคลิ้มหมอไสยศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ยกเท้ายันพื้นดินบังคับชิงช้าให้หยุดแกว่ง

"คุณตาหรือครับ อยู่ครับ เชิญบนเรือนซีครับ"

รัชนียิ้มออกมาได้

"มีแขกหรือเปล่าจ๊ะ"

"ไม่มีหรอกครับ"

รัชนีหันมาทางนวลลออกับประไพ

"ขึ้นไปบนเรือนเถอะค่ะ คุณปู่กำลังว่างพอดี"

สามนางพากันขึ้นไปบนเรือน ชายหนุ่มรูปร่างผอมกระหร่องคนหนึ่งรีบเดินเข้ามาต้อนรับ แล้วนำเข้าไปในห้องๆ หนึ่งซึ่งเป็นห้องพิธี

ชายชราคนหนึ่ง อายุประมาณ ๘๐ ปีนุ่งขาวห่มขาว ไว้ผมยาวแบบพราหมณ์ กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาประนมมือเบื้องหน้าเทียนสีผึ้งขนาดใหญ่เล่มหนึ่งซึ่งจุดไว้หน้าโต๊ะบูชา อาจารย์เคลิ้มนั่งหันหลังให้สามนาง ภายในห้องเงียบกริบ กลิ่นธูปและควันเทียนหอมตระหลบ บนโต๊ะบูชามีบาตรใส่น้ำมนต์ พานทองไม้ พระพุทธรูปและเครื่องมือไสยศาสตร์อีกมากมาย เบื้องหลังโต๊ะบูชามีม่านสีแดงขนาดใหญ่ขึงตลอดห้อง

รัชนีกับนวลลออและประไพต่างทรุดตัวลงนั่งพับเพียบอย่างสงบเสงี่ยมสักครู่อาจารย์เคลิ้มก็กล่าวทัก

"เจ้าพาเพื่อนมาหาปู่หรือรัชนี"

สามนางต่างก้มลงกราบทันที

"ค่ะ" รัชนีตอบ "เพื่อนของหนูสองคนกำลังมีความเดือดร้อนมากเชียวค่ะ หนูคิดว่าคุณปู่คงกรุณาช่วยเพื่อนหนู"

อาจารย์เคลิ้มปล่อยมือจากท่าประนมมือแล้วลืมตาขึ้น แต่ก็ยังคงนั่งหันหลังให้สามนางอยู่นั่นเอง ชายชรานั่งนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก รัชนีบุ้ยใบ้ห้ามนวลลออกับประไพไม่ให้พูดอะไร

เวลาผ่านพ้นไปเกือบ ๕ นาที อาจารย์เคลิ้มจึงกล่าวขึ้น

"นวลลออ"

นวลลออใจหายวาบ

"ขา ทำไมคุณปู่ทราบชื่อหนูล่ะคะ"

ชายชราหัวเราะเบาๆ

"กุมารทองมันบอกว่าเจ้าสองคนชื่อนวลลออกับประไพ"

ประไพขนลุกซู่

"ต๊ายตาย คุณปู่เก่งอะไรอย่างนี้ คุณปู่ขา คุณปู่ต้องช่วยเรานะคะ"

อาจารย์เคลิ้มยิ้มเล็กน้อย แล้วหลับตาพริ้ม กล่าวกับสองนางว่า

"ต้องช่วยแน่นอน ปู่มองดูที่เทียนรู้เรื่องของเจ้าสองคนดีแล้ว แต่อย่าหึงหวงหรือโกรธเคืองผัวของเจ้าเลย นายกิมหงวนกับนายนิกรไม่ได้คิดนอกใจเจ้าหรอก"

นวลลออขมวดคิ้วย่น

"ไม่นอกใจทำไมถึงมีเมียน้อยล่ะคะคุณปู่"

ชายชราลืมตาขึ้น โบกมือไปมารอบๆ เทียนนั้นแล้วเป่าเทียนให้ดับ หมุนตัวกลับมาทางสามนาง รัชนีกับนวลลออและประไพต่างก้มลงกราบอาจารย์เฒ่าผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรอีกครั้งหนึ่ง

"ผัวของเจ้าสองคนต้องเสน่ห์นังสองคนนั่น จึงหลงรักมันอย่างงมงายและเกลียดชังเจ้า"

นวลลออหน้าจ๋อย

"เขาถูกเสน่ห์หรือคะ"

"ถูกแล้ว นังเพลินกับนังแพรวสองพี่น้องได้อาจารย์เสน่ห์ที่มีวิชาดีคนหนึ่งช่วยทำให้ผัวของเจ้าสองคนหลงรักมัน แต่ว่า ยังไม่สายเกินไปหรอกหลาน ปู่จะช่วยเจ้าเอง"

ไม่ต้องสงสัยว่านวลลออกับประไพจะปีติยินดีสักเพียงใด

"คุณปู่ขา" ประไพร้องลั่น "ถ้าคุณปู่ช่วยเราได้ละก้อ หนูกับคุณนวลจะสมณาบุญคุณให้สาสมทีเชียวค่ะ"

ชายชราหัวเราะ

"ปู่ไม่เรียกร้องอะไรมากมายหรอกแม่คุณ ปู่ไม่ใช่อาจารย์ไสยศาสตร์ที่หวังกอบโกยเงินทองจากผู้ที่มีทุกข์ร้อน เพียงแต่ค่าคำนับครูคนละ ๑๐ บาทเท่านั้น แล้วก็ค่าน้ำมันจันท์ขวดละ ๒๐ บาท เมื่อปู่ช่วยเจ้าสำเร็จเรียบร้อย เจ้าทั้งสองจะมีแก่ใจตอบแทนปู่บ้างหรือไม่ก็สุดแล้วแต่เจ้าเถิด"

นวลลออยิ้มแป้น

"หนูต้องตอบแทนคุณปู่แน่ๆ เชียวค่ะ อย่างน้อยหนูก็ต้องซื้อเบ็นซ์สปอรทให้คุณปู่ไว้ขับไปธุระสักคัน"

ชายชราทำคอย่น

"อีหนู" อาจารย์เคลิ้มพูดพลางหัวเราะพลาง "ปู่อายุ ๘๒ แล้วเอ็งจะให้ปู่ขับรถสปอรทอีกหรือ"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ถ้าเช่นนั้นเอามอเตอร์ไซขนาด ๕ แรงดีกว่านะคะ คุณปู่หนูจะซื้อให้เอง"

ชายชราโบกมือ

"อย่าคิดที่จะซื้อรถมาให้ปู่เลยอีหนู ซื้อเสื้อผ้าให้ปู่ดีกว่า" พูดจบอาจารย์เคลิ้มก็กล่าวกับรัชนี "อีหนูช่วยปิดประตูใส่กลอนทีเถอะลูก ปู่จะเริ่มต้นทำพิธีไสยศาสตร์ให้เพื่อนของเจ้าทั้งสองคน"

ประไพกับนวลลออต่างมองดูหน้ากันและใจเต้นระทึกไปตามกัน รัชนีเดินไปปิดประตูใส่กลอน ประไพกล่าวถามอาจารย์เคลิ้มด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

"คุณปู่ขา คุณปู่จะทำยังไงบ้างคะ"

ชายชราโบกมือ

"ไม่ต้องตกใจอีหนู ปู่ไม่ใช่หมอเสน่ห์ที่มีจิตใจลามกต่ำช้า พิธีของปู่ก็คือลงนะหน้าทองให้เจ้าทั้งสองคน ชะโลมน้ำมันจันท์ด้วยเวทมนต์คาถา"

ประไพถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แล้วหนูสองคนจะต้องถอดเสื้อหรือแก้ผ้าไหมคะ"

อาจารย์เคลิ้มสะดุ้งเฮือกแล้วตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องโว้ย"

สองนางต่างยิ้มออกมาได้ ชายชราหมุนตัวหันหน้ากลับไปทางโต๊ะบูชา ดึงธูปในซองออกมา ๓ ดอกแล้วจุดธูปขึ้น หมอเคลิ้มกล่าวกับสองนางว่า

"ปู่รับรองว่า ผัวของเอ็งจะเบื่อหน่ายเกลียดชังนังเมียน้อยของเขาทันที และเขาจะรักและหลงเจ้ายิ่งกว่าชีวิตของเขา ต่อไปนี้ชีวิตของเจ้าทั้งสองคนจะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เจ้ากับผัวของเจ้าจะอยู่ร่วมรักกันไปจนกว่าจะตายจากกันไป ถึงแม้ผู้หญิงมันจะหาอาจารย์เสน่ห์ที่ไหนมาทำเสน่ห์ผัวเจ้าก็ทำไม่ได้ ปู่จะส่งโหงพรายไปคุ้มกันผัวของเจ้า"

นวลลออกับประไพต่างก้มลงกราบอาจารย์เคลิ้มด้วยความเคารพสูงสุด

"เจ้าประคุณเอ๋ย ขอให้เป็นไปได้อย่างนี้เถอะค่ะหนูจะได้มีความสุข" นวลลออพูดยิ้มๆ "ผัวของหนูเจ้าชู้เหลือเกินค่ะคุณปู่ขา"

อาจารย์เคลิ้มหัวเราะเบาๆ

"ไม่ต้องกลัว เวทมนต์ของปู่จะผูกมัดใจเขาตลอดไป เอาละ อย่าเพิ่งพูดอะไรกับปู่เลย ปู่จะไหว้พระและบูชาครู"

พิธีไสยศาสตร์เริ่มต้นแล้ว เมื่ออาจารย์เคลิ้มไหว้พระบูชาครูเสร็จเรียบร้อย ท่านอาจารย์ก็ลงนะหน้าทองและใช้น้ำมันจันท์ทาแก้มนวลลออและประไพ กลิ่นน้ำมันจันท์หอมหวนอย่างน่าประหลาด ตลอดเวลาเกือบหนึ่งชั่วโมง อาจารย์เคลิ้มได้พึมพำร่ายเวทวิทยา สิ้นสุดพิธีด้วยการทำน้ำมนต์พรมศีรษะให้สองนาง

ก่อนพลบค่ำวันนั้นเอง

กิมหงวนกับนิกรได้พักผ่อนอยู่ที่บ้านเมียน้อยของเขา สองสหายนอนหลับไปในราว ๒ ชั่วโมงเพิ่งตื่นนอนเมื่อสักครู่นี้ หลังจากอาบน้ำเสร็จเรียบร้อยก็ออกมานั่งสนทนากันในห้องรับแขกหน้าเรือนบังกาโลหลังนั้น

ขณะนี้อำนาจเวทมนต์ของพ่อปู่กับอาจารย์เคลิ้มกำลังต่อสู้กัน ต่างฝ่ายต่างเป็นอาจารย์ทางไสยศาสตร์ชั้นเยี่ยม แต่อาจารย์เคลิ้มเหนือกว่า ดังนั้นเวทมนต์สวาทของครูบาศรีเมืองที่ผูกมัดจิตใจนิกรกับกิมหงวนจึงค่อยๆ เสื่อมคลายไป ในที่สุดนิกรกับกิมหงวนก็ตกอยู่ในอำนาจเวทมนต์ของอาจารย์เคลิ้ม

ตามเวลาที่กล่าวนี้ เพลินกับแพรวกำลังช่วยกันประกอบอาหารและกับแกล้มอยู่ในครัวหลังบ้าน เพลินได้ไปจ่ายตลาดประตูน้ำจ่ายอาหารซื้อผลไม้อย่างดีๆ มาบำเรอสองสหายหมดเงินไปเกือบ ๒๐๐ บาท

กิมหงวนกำลังชมโฉมหล่อน ระหว่างที่มนต์สวาทของครูบาศรีเมืองกำลังเสื่อมคลาย

"เพลินสวยและน่ารักมาก ให้ดิ้นตายเถอะวะสวยกว่านวลลออตั้งพันเท่า นวลลออเริ่มเหี่ยวย่นหย่อนยานแล้ว จูบก็ไม่หอม เห็นหน้าแล้วอยากตบซ้ายตบขวา" พูดจบอาเสี่ยก็สะดุ้งเล็กน้อย ทำหน้าเซ่อๆ ชอบกล

"แกเป็นอะไรวะ" นิกรถาม

"แฮ่ะ แฮ่ะ กันได้กลิ่นหอมเหมือนกลิ่นจั๊กกระแร้นวลว่ะ"

นิกรหัวเราะก้าก

"อ้ายเวร มีอย่างหรือวะจั๊กกระแร้หอม"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"จริงๆ วะ สาบานให้ก็ได้ให้ดิ้นตายซีเอ้า นวลจั๊กกระแร้หอมจริงๆ ฮื้อ-กลับบ้านเถอะอ้ายกร ชักคิดถึงเมียเสียแล้ว"

มนต์รักของครูบาศรีเมืองยังเหลืออยู่ในจิตใจของนิกรบ้าง นายจอมทะเล้นโบกมือแล้วกล่าวว่า

"แกอยากไปก็ไปคนเดียวเถอะ คืนนี้กันต้องขอนอนกอดแพรวของกันจนรุ่งสว่าง เพื่อนเอ๋ย แพรวคือสุดสวาทขาดใจของกัน" พูดจบก็ทำจมูกบานสูดลมหายใจเข้าปอดติดๆ กันหลายครั้ง "เอ๊ะ-ประไพมาด้อมๆ อยู่แถวนี้กระมังโว้ย กันได้กลิ่นหอมที่หล่อนชอบใช้ว่ะ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เสี่ยหงวนจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่งแล้วกล่าวกับนิกร

"ถามจริงๆ เถอะวะ แกคิดจะเลิกกับคุณประไพจริงๆ หรือ"

ลมพัดมาวูบหนึ่ง มนต์สวาทของอาจารย์เคลิ้มซาบซ่านไปทั่วจิตใจของนิกร

"ทีแรกก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น แต่แล้วก็ทำไม่ได้ ประไพของกันเหมือนเพชรน้ำหนึ่งสำหรับประดับหัวใจกัน ยายแพรวสาวกว่าประไพก็จริง แต่ไม่มีเสน่ห์โว้ย เข้าทำนองสวยแต่รูปจูบไม่หอม"

กิมหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ก็นั่นน่ะซี ร้อยชู้หรือจะสู้เมียตน กลับบ้านเถอะวะคิดถึงนวลเต็มทนแล้ว กันเบื่อเพลินเลย ไม่เห็นมีอะไรดึงดูดใจกัน หล่อนมีรสนิยมต่ำเกินไป ออเซาะเราจนน่าเกลียด"

นิกรผิวปากเบาๆ นิ่งเงียบไปสักครู่จึงกล่าวว่า

"ประไพสวยและน่ารักเหมือน ยีน ซินมอน สดชื่นเหมือนนกน้อย ร่าเริงเหมือนกระต่ายป่า"

อาเสี่ยหัวเราะ

"นวลลออของกันคล้ายๆ เอวา การ์ดเน่อร์โว้ย"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"อือ-จริง คุณนวลยังสวยไม่ส่าง สวยอย่างผู้ดี บุคลิกลักษณะสง่างามดีกว่าเพลินมากนัก เราทิ้งเพลินกับแพรวเสียทีเถอะวะ เบื่อเต็มทนแล้ว ตลอดเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ เราสองคนทำให้เมียเราชอกช้ำใจไม่น้อย เราควรจะกลับไปสารภาพกราบเท้าหล่อน แล้วก็เลิกเจ้าชู้เสียที"

กิมหงวนทำท่าผะอืดผะอม

"อั๊ว "

"เฮ้" นิกรร้องลั่น "หิวเหล้าหรือ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"เปล่า กันเกลียดเพลินจนแทบจะอ้วกแตก บอกไม่ถูกว่าทำไมกันถึงเกลียดหล่อนอย่างนี้"

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อกแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"กันก็เกลียดยายแพรวเหมือนกิ้งกือว่ะ น่าเสียดายตัวเราเหลือเกินที่ไม่ควรมายุ่งกับผู้หญิงเฮงซวยอย่างนี้ไปโว้ย กลับไปบ้านเราเถอะ โธ่-เมียเราดียังกะแม่เราไม่น่าจะนอกใจหล่อนเลย"

ทันใดนั้นเอง พี่น้องสองสาวก็พากันเดินเข้ามาในห้องรับแขก เพลินถือถาดใส่วิสกี้โซดาและถ้วยแก้วเดินนำหน้า แพรวถือถาดใส่จานกับแกล้มเดินตามหลัง สองสาวแต่งกายสะอาดเรียบร้อย ใส่น้ำหอมฟุ้ง ผัดหน้าทาปากเขียนคิ้ว สวยสดชื่นทั้งสองคน

เพลินกับแพรววางถาดลงบนโต๊ะ หยิบข้าวของในถาดออกมาจัดวางบนโต๊ะ กิมหงวนกับนิกรนั่งหน้างอเหมือนม้าหมากรุกเต็มไปด้วยความเกลียดชังหล่อนด้วยอำนาจเวทมนต์สวาทของท่านอาจารย์เคลิ้ม ต่างคนต่างพยายามหาเรื่องเมียน้อยของเขาตามทำนองหมาป่ากับลูกแกะ

"งุ่มง่ามเหลือเกิน" กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น "ผัวหิวเหล้าจะลงแดงตายอยู่แล้วรู้ไหม"

สองนางใจหายวาบ ต่างนึกไม่ถึงที่กิมหงวนพื้นเสียโดยไม่มีเหตุผล ก่อนที่เพลินจะพูดอะไรนิกรก็ส่งเสียงเอะอะขึ้นบ้าง

"อะไรกันนี่ กับแกล้มยังงี้เขาให้หมากินไม่ใช่ให้คนกิน นี่อะไร กุ้งพล่า แล้วนี่แหนม ไม่ได้ความสักอย่าง"

แพรวอกสั่นขวัญแขวน มองดูนิกรด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"ก็พี่สั่งให้หนูทำพล่ากุ้งกับแหนมนี่คะ"

นิกรจุ๊ปาก

"ฉันสั่งยังงั้นเรอะ"

"ค่ะ พี่ว่าพี่ชอบทานแหนมและพล่ากุ้ง"

นายจอมทะเล้นขบกรามกรอดแล้วยกกำปั้นทุบโต๊ะปัง

"จริง แต่ก่อนฉันชอบกิน แต่เดี๋ยวนี้ฉันไม่ชอบจะว่ายังไง ยังจะทำปากหมุบหมิบอีกเดี๋ยวตบชัก"

แพรวน้ำตาคลอหน่วย

"หนูไม่ได้ทำปากหมุบหมิบซักหน่อย"

นิกรทำตาเขียวกับหล่อน

"ก็แล้วทำไมไม่ทำ ผู้หญิงทุกคนเมื่อถูกผัวดุก็ต้องทำปากหมุบหมิบด้วยกันทั้งนั้น ทำซี เธอจะด่าว่าฉันในใจอย่างไรก็เชิญ อย่าหน่อยเลยน่า ผู้หญิงอย่างเธอน่ะ ฉันรู้เช่นเห็นชาติดี รึ-แม่กากีแกมเขียว แม่โมรา แม่วันทองสองใจ"

แพรวหน้าตื่น หันมามองดูเพลินพี่สาวของหล่อน

"พี่จ๋า พี่กรของแพรวไปเสียแล้วละพี่ โถ-เมื่อตอนตื่นนอนยังพูดกันรู้เรื่องดีนี่นา"

เพลินยิ้มเศร้าๆ

"ไม่เพียงแต่คุณนิกรหรอกน้อง เฮียของพี่ก็เหมือนกัน ดูซีนัยน์ตาขวางน่ากลัวเหลือเกิน"

กิมหงวนทำคอย่นแล้วตะโกนลั่นบ้าน

"อย่าเข้าใจผิด เราสองคนไม่ได้บ้า แต่เราเกลียดหน้าเธอสองคนรู้ไหม มีอย่างที่ไหนผัวไม่อยู่ริอ่านคบชู้"

เพลินใจหายวาบ

"ตายแล้ว เฮียรู้ได้อย่างไรหรือมีหลักฐานอย่างไรคะว่าหนูนอกใจเฮีย ถ้าเฮียเบื่อหนูและอยากจะเลิกกับหนูละก้อ พูดกับหนูดีๆ ก็ได้นี่คะ ไม่จำเป็นต้องใส่ร้ายป้ายสีหนูด้วยเรื่องอันน่าบัดสีเลย"

เสี่ยหงวนยกมือชี้หน้าหล่อน

"อย่าขึ้นเสียงนะ ตายนะจะบอกให้ ชั่วดีอย่างไรฉันก็เป็นผัวของเธอ ทำไมจะต้องว่าฉันเป็นหมาขี้เรื้อน"

เพลินร้องไห้โฮ หล่อนพูดพลางร้องไห้พลาง

"หนูไม่ได้ว่า เฮียหาเรื่องหนู"

"ออกไป" กิมหงวนตวาดลั่น "ไปให้พ้น ฉันเกลียดเธอ"

เพลินถือถาดเปล่าเดินร้องไห้สะอึกสะอื้นออกไปจากห้อง ส่วนแพรวยืนนิ่งเฉย หล่อนมองดูนิกรด้วยแววตาเศร้าๆ

"พี่กรคะ ถ้าหนูทำผิดอะไรหรือไม่พอใจหนูละก้อกรุณาบอกให้หนูรู้ตัวด้วยซีคะ"

นิกรขบกรามกร้วมๆ

"ไปๆๆๆ อย่ามาพูดเซ้าซี้กับฉัน ฉันอยากอยู่กับเพื่อนฉันตามลำพัง กับแกล้มนี่เก็บเอาไปฉันไม่กินฉันกลัวเธอกับพี่สาวของเธอจะเอายาเสน่ห์ใส่ลงในกุ้งพล่าและแหนม พึงรู้ไว้เถอะว่ามนต์สวาทของเธอเสื่อมเสียแล้ว"

แพรวน้ำตาไหลริน หล่อนยกจานกับแกล้มทั้งสองจานใส่ถาด แล้วถือเดินออกไปจากห้อง พอร่างของแพรวลับตาสองสหายก็มองดูหน้ากัน และยิ้มให้กัน กิมหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดาลงในแก้วสองแก้วแล้วส่งให้นิกรหนึ่งแก้ว

"ดื่มโว้ยกร ดื่มเพื่อความสิ้นสุดระหว่างเรากับเมียน้อยของเรา"

สองสหายต่างยกแก้วเหล้ากระทบกันเบาๆ แล้วยกขึ้นดื่ม มนต์สวาทของเพลินกับแพรวสิ้นสุดเพียงเท่านี้ นิกรกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายหงวน เป็นอันว่าเราจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับเพลินและแพรวอีก แต่ว่า เราควรจะให้เงินหล่อนไว้เป็นเงินก้อนคนละก้อน ในฐานที่หล่อนเป็นเมียเรา แกจะเห็นเป็นยังไง"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ก้อนเล็กหรือก้อนใหญ่"

"ก็พิจารณาดูตามสมควรซีวะ จ่ายให้หล่อนคนละ ๕๐,๐๐๐ บาท ดีไหม เพลินกับแพรวจะได้มีเงินใช้หรือมีทุนประกอบอาชีพ"

กิมหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ตกลงอ้ายกร ถ้าเราให้เงินหล่อนคนละ ๕๐,๐๐๐ บาท เพลินกับแพรวก็คงว่าเราไม่ได้ว่าเราหลอกลวงทำลายหล่อน ความจริงหล่อนก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ ถ้าเป็นรถยนต์ก็เป็นรถเซ็ดกันด์แฮนด์ แต่พ่นสีใหม่ แกเอาเช็คติดตัวมาหรือเปล่าล่ะ"

นิกรตบกระเป๋ากางเกง

"เอามา"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"ดีแล้ว ควักออกมาเซ็นเช็คให้แพรวเถอะ กันก็จะเซ็นเช็คให้เพลินเช่นเดียวกัน เสร็จแล้ววางไว้บนโต๊ะนี่แล้วเราย่องกลับบ้าน เร็วๆ เถอะวะ กันคิดถึงนวลลออใจจะขาดแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"กันก็คิดถึงประไพเต็มทน พรุ่งนี้กันจะพาประไพไปหัวหิน ไปนอนพักผ่อนอยู่ที่นั่นสักอาทิตย์"

"ถ้ายังงั้นกันจะพานวลลออไปบางแสน"

สองสหายต่างล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสมุดเช็คออกมา แล้วดึงปากกาปลอกทองออกมาจากกระเป๋าเสื้อเชิ้ทฮาไว ต่างคนต่างเซ็นเช็คสั่งจ่ายเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทให้เมียน้อยของเขา เมื่อเซ็นชื่อเสร็จเรียบร้อยและตรวจทานดูไม่มีอะไรบกพร่อง นิกรกับกิมหงวนก็ฉีกเช็คออกจากเล่มของมันแล้ววางไว้บนโต๊ะ เอากระป๋องบุหรี่ทับไว้

"ไปโว้ยอ้ายเสี่ย หนีไปเถอะ"

"ไปลาหล่อนเสียหน่อยไม่ดีหรือ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ดีหรอก เห็นหน้าหล่อนแล้วอาจจะทำให้เราใจอ่อนก็ได้ อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย"

สองสหายต่างลุกขึ้นยืน แล้วพากันเดินออกไปจากห้องรับแขก อาเสี่ยกระซิบกระซาบกับนิกรเบาๆ

"ร้องเพลงลาเสียหน่อยดีไหม"

นิกรอมยิ้ม

"ถ้ามันลำบากนักก็อย่าร้องดีกว่า"

แล้วนิกรกับกิมหงวนก็พากันเดินลงบันไดไปอย่างสงบเสงี่ยม ทั้งสองออกมาพ้นเขตบ้านของเพลินกับแพรวก็โกยอ้าว รีบเดินออกไปทางปากซอยนอกถนนใหญ่

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง สองสหายก็มาปรากฏตัวขึ้นในบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างคนต่างรู้สึกใจเต้นระทึกไปตามกัน พอผ่านประตูเข้ามานิกรกับกิมหงวนก็แลเห็นเจ้าแห้วนั่งอยู่บนเก้าอี้ผ้าใบหน้าโรงรถและกำลังอ่านแม๊คกาซินภาษาอังกฤษที่มีชื่อเสียงฉบับหนึ่งประจำเดือนพฤศจิกายนศกนี้ เจ้าแห้วแต่งกายภูมิฐานราวกับลูกเจ้าคุณ สวมกางเกงขายาวสีเทาเข้ม เชิ้ตแขนยาวสีขาว ปากคาบกล้องยาเส้นชนิดเดียวกับ ดร. ดิเรก

นิกรกับกิมหงวนเดินเข้ามาหยุดยืนข้างเจ้าแห้ว

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ

เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นมองดูสองสหายแล้วยิ้มให้ นิกรหมั่นไส้เจ้าแห้วเต็มทนก็ดึงกล้องยาเส้นออกจากปากเจ้าแห้วแล้วเหวี่ยงทิ้งไป

"มึงชักจะโก้มากเกินไปเสียแล้ว ถึงกับคาบกล้องอ่านแม็คกาซิน แกอ่านออกหรือวะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานผมซื้อมาดูรูปครับ ไม่ได้ซื้อมาอ่าน คุณกับอาเสี่ยถ้าจะเพิ่งมาจากบ้านในซอยใช่ไหมครับ"

นิกรพยักหน้า

"เออ เมียข้ากับคุณนวลอยู่หรือเปล่า"

"รับประทานอยู่ครับ อยู่ในโรงครัวกำลังทำกับแกล้มเหล้าไว้ให้คุณกับอาเสี่ยครับ"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ฮ้า จริงๆ หรืออ้ายแห้ว"

"จริงครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้นยกมือตบบ่านิกรแล้วกล่าวว่า

"เมียเราดีออกอย่างนี้ จะไม่ให้รักยังไงไหว สองคนอุตส่าห์เข้าครัวทำกับแกล้มให้เราเหมือนกับมีวิถีญาณรู้ว่า เราจะต้องกลับมากินเหล้าที่บ้านวันนี้ ไปที่ครับเถอะวะอ้ายกร"

นิกรนิ่งคิด

"อย่าดีกว่า ประไพกับคุณนวลอาจจะวางกลศึกอันลึกซึ้งเล่นงานเราก็ได้ มีอย่างหรือวะ ทะเลาะกับเราอย่างรุนแรงเมื่อตอนบ่ายนี้เอง แล้วทำไมจะดีกับเราอย่างนี้ มันต้องมีอะไรอยู่เบื้องหลัง ขืนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไปหาหล่อนในครัว อาจจะโดนไม้ตีพริกแพ่นกบาลก็ได้"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"เออ-จริงโว้ย แกรอบคอบดีนี่หว่า พูดจบอาเสี่ยก็กล่าวถามเจ้าแห้ว "อ้ายพลกับดิเรกอยู่หรือเปล่า"

"ไม่มีใครอยู่หรอกครับ อยู่กับคุณนวลกับคุณประไพสองคนเท่านั้น รับประทานเจ้าคุณกับคุณหญิงไปเผาศพครับ คุณนันกับคุณประภาไปดูหนังรอบเย็น ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณพลและคุณหมอไปไหนก็ไม่ทราบครับ"

นิกรยกมือขวากอดเอวกิมหงวนแล้วพาเดินไปที่ตึกใหญ่ สองสหายเดินขึ้นไปบนตึกและเลยเข้าไปในห้องโถง ละม่อมแลเห็นเข้าก็วิ่งตื๋อออกไปทางหลังตึกทันที เพื่อไปรายงานให้ประไพกับนวลลออทราบตามที่สั่งไว้ นิกรกับกิมหงวนต่างทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน

"ชักใจไม่ดีเสียแล้วโว้ย" อาเสี่ยพูดเบาๆ

"ทำไมล่ะ"

"กลัวเมียเล่นงานกันน่ะซี ตอนบ่ายกันทะเลาะกับนวล กันผลักนวลเสียหงายท้องกระโปรงเปิดเลย"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เมียเราไม่ใช่เสือไม่ใช่ช้าง อย่างมากเรายอมให้หล่อนกระทืบเราสักที หล่อนก็หายโกรธไม่เจ็บหรอกวะ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"อะไรไม่เจ็บ ซี่โครงหักนะโว้ย นวลน่ะตีนเล็กกว่ากันเพียงเบอร์เดียวเท่านั้น"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะนิกรจึงกล่าวว่า

"ชักเสียดายกุ้งพล่าและแหนมเสียแล้ว รู้ยังงี้เรากินเสียให้หมดค่อยกลับมาบ้านก็ยังดี แกลองทายซิว่าป่านนี้เพลินกับแพรวจะทำอย่างไร"

"จะทำอย่างไร" กิมหงวนทวนคำ "ก๊อร้องไห้ขี้มูกโป่งไปเท่านั้นเอง แต่ก็ไม่แน่ หล่อนพบเช็ค ๕๐,๐๐๐ บาท หล่อนอาจจะหัวเราะก็ได้" พูดจบอาเสี่ยก็ลุกขึ้นยืน "กันทนไม่ไหวโว้ยอยากจูบนวลใจจะขาดแล้ว แกรออยู่นี่นะ กันจะไปในครัวจูบนวลสักฟอด"

"อยากเจ็บตัวก็ตามใจ" นิกรพูดยิ้มๆ "ในครัวน่ะมันมีอาวุธที่น่ากลัวหลายอย่าง นับตั้งแต่ไม้กวาด, กระชอน, กระต่ายขูดมะพร้าว, ตะหลิว, ทัพพี, กระจ่า, มีดปังตอ, ไม้ตีพริก ล้วนแต่โดนเข้ากบาลแบะทั้งนั้นอยากหาเรื่องเจ็บตัวก็ไปซี"

กิมหงวนค้อนประหลับประเหลือก นั่งลงตามเดิม

"เล่นพูดทำลายขวัญอย่างนี้ใครจะไปวะ"

สองสหายนั่งสนทนากันอีกสักครู่ ละม่อมก็ถือถาดใส่ขวดวิสกี้ โซดาแช่เย็นพร้อมด้วยถ้วยแก้วเดินเข้ามาในห้อง สาวใช้ตรงเข้ามาวางถาดลงบนโต๊ะ และยกของในถาดออก

"คุณนวลสั่งให้เรียนอาเสี่ยว่า อย่าเพิ่งรีบร้อนทานเหล้านะคะ ประเดี๋ยวคุณนวลกับคุณประไพจะยกกับแกล้มมาให้ค่ะ"

กิมหงวนยิ้มให้สาวใช้แล้วกระซิบถาม

"ฉันสงสัยเหลือเกินม่อม แกรู้ไหมว่าคุณนวลกับคุณไพจะมาไม้ไหนกับเรา"

ละม่อมทำหน้าตื่น

"ม่อมไม่เข้าใจเลยค่ะที่อาเสี่ยถามม่อมอย่างนี้ ไม่เห็นว่าคุณนวลหรือคุณไพมีลูกไม้อะไรนี่คะ"

นิกรว่า "คุณนวลกับคุณประไพมีอารมณ์ดีหรือเปล่า"

ละม่อมหัวเราะเบาๆ

"ดีค่ะ ม่อมเห็นคุณประไพกับคุณนวลหัวร่อต่อกระซิกกันตลอดเวลาค่ะ แสดงว่ามีอารมณ์ดีไม่ได้มีเรื่องขุ่นข้องหมองใจอะไร" พูดจบละม่อมก็ถือถาดไม้ลุกขึ้นยืนแล้วพาตัวเดินออกไปทางหลังตึก

อาเสี่ยยักคิ้วให้นิกร

"คงจะไม่มีอะไรอ้ายกร สันติภาพกลับคืนมาแล้ว เมฆหมอกแห่งความร้าวราน ระหว่างเรากับเมียของเราคงจะผ่านไป"

กิมหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดา ๒ แก้ว นิกรนึกครึ้มขึ้นมาก็ร้องเพลงเสียงลั่นห้อง

ลืมเสียเถิดความหลัง

พี่ผิดพลาดพลั้งชิงชังคนดี

มา-สัญญากันใหม่

ร่วมรักร่วมใจเป็นคู่ชีวี

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"แกร้องเพลงเรอะ"

"ฮือ"

"ฉันนึกว่าวัวมันร้องเสียอีก เสียงแกเพราะมากทีเดียว เหมือนวัวตอนที่เขาจูงเอาไปเชือด ลำบากนักแกจะร้องทำไมวะ"

สองสหายต่างยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่ม ทันใดนั้นเองประไพกับนวลลออก็พากันเข้ามาในห้องโถง สองนางแต่งกายอย่างอยู่กับบ้าน สวมกางเกงแพรจีน เสื้อแพรแบบง่ายๆ แต่งหน้าทาปากเขียนคิ้ว ใส่น้ำหอมหอมฟุ้งทั้งสองคน ใบหน้าสดชื่นรื่นเริงอย่างน่าประหลาด แจ๋วสาวใช้ติดตามเข้ามาด้วย ถือถาดใส่จานกับแกล้ม ๒ จาน ถือทอดมันกุ้งจานหนึ่ง และยำใหญ่อีกจานหนึ่ง ซึ่งสองนางช่วยกันทำ ต้อนรับคุณผัวของหล่อน

กิมหงวนกับนิกรเย็นวาบไปหมดทั้งตัว อกใจเต้นระทึกไปตามกัน นิกรแปลกใจอย่างยิ่งที่ประไพยิ้มให้เขา เขาจำได้อย่างไม่มีวันลืม เมื่อตอน ๑๓ น. เศษวันนี้ เขากับหล่อนเกิดทะเลาะกันอย่างรุนแรง เมื่อประไพเตะเขาสองทีซ้อนๆ นิกรก็โมโหลืมตัว ถึงกับคว้าปืนพกไล่ยิงหล่อนรอบๆ บ้าน

สองนางเดินมานั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว นวลลออบอกให้แจ๋ววางถาดลงบนโต๊ะข้างโซฟา และให้จัดวางให้เรียบร้อยแล้วไล่แจ๋วออกไป ประไพกล่าวกับนิกรอย่างอ่อนหวานไม่น่าจะเป็นไปได้

"ไพทราบว่ากรชอบทานทอดมันกุ้งแกล้มเหล้าเลยทำมาให้ทานค่ะ"

นิกรทำตาปริบๆ ยกท่อนแขนขวาขึ้นกัดแล้วหันมาถามอาเสี่ยเบาๆ

"กันฝันไปหรือเปล่า"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้ฝัน มันเป็นความจริง ไม่มีอะไรที่แกจะต้องขบคิดให้เสียเวลา เมียดีก็เหมือนแม่"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"แล้วผัวดี"

"ผัวดีก็เหมือนลูก"

นวลลออหัวเราะคิ๊ก พูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกค่ะเฮียขา ผัวดีก็เหมือนพ่อถึงจะถูก อย่างเฮียยังงี้ไม่ผิดอะไรกับพ่อของนวลเลย"

"แฮแอ้" อาเสี่ยอุทาน

"จริงๆ ค่ะ" นวลลออพูดยิ้มๆ "ทานทอดมันกุ้งเสียซีคะกำลังร้อนๆ "

กิมหงวนยกมือป้องปาก กระซิบกระซาบกับเพื่อนเกลอของเขา

"เมียเรามาไม้สูงเสียแล้วโว้ย อ่อนหวานใจดีผิดปกตินี่หว่าไม่น่าจะเป็นไปได้เลย ถ้าหล่อนเอาสติคนินใส่ลงไปในทอดมันและยำใหญ่ เรากินเข้าไปเพียงครู่เดียวเราก็ชักแหง่กๆ น้ำลายฟูมปากเช่นเดียวกับหมาถูกยาเบื่อ"

นิกรเห็นพ้องด้วย กระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวนเช่นเดียวกัน

"นั่นน่ะซี เราต้องระวังตัวให้ดี โบราณท่านว่าไว้ ช้างสาร, งูเห่า. ขี้เก่า. เมียรัก ไว้ใจไม่ได้"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ข้าเก่าโว้ย ไม่ใช่ขี้เต่า"

"นั่นแหละ กันหมายถึงข้าเก่าที่มันมีขี้เต่า"

นวลลออพูดโพล่งขึ้นทันที

"กระซิบกระซาบอะไรกันคะ"

สองสหายผละจากกันทันที นิกรเผลอตัวยกมือไหว้เมียรักของเขา

"แฮ่ะ แฮ่ะ เรากำลังจะสารภาพผิดกับเมียจ้ะ เราสองคนเลวมากที่นอกใจเมียแล้วทุบตีเมียอย่างทารุณ ไพจ๋า ยกโทษให้กรเถอะนะจ้ะ กรทิ้งแพรวแล้ว และอ้ายหงวนก็ทิ้งเพลินแล้ว"

ไม่ต้องสงสัยว่าสองนางจะปีติยินดีสักเพียงใด ต่างนึกชมเชยความเก่งกาจของอาจารย์เคลิ้ม ซึ่งสามารถใช้เวทมนต์คาถาในวิชาไสยศาสตร์ทำลายเสน่ห์ของสาวสวยสองคนให้เสื่อมไป และทำให้กิมหงวนกับนิกรกลับมาหลงรักเมียของตน

"อ้าว" นวลลอออุทาน "ทิ้งเขาทำไมล่ะคะเฮีย โถ-น่าสงสาร นวลกับคุณไพไม่หลงห้ามไม่ว่าอะไรหรอกค่ะ เรารู้ดีว่าผู้ชายที่มีฐานะดีก็ต้องมีเมียน้อยหรือเมียเก็บ"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล ยกมือป้องปากกระซิบกับนิกรอีก

"ชอบกลโว้ย กันชักกลัวเมียกันเสียแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ แล้วกระซิบตอบ

"กันก็เหมือนกัน ไม่รู้ว่าเขาจะเล่นงานเราอีท่าไหนหวานจ๋อยน่ารัก อย่างน้อยที่สุดในทอดมันกับยำใหญ่ก็มีสลอดเจือปน"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"ถ้ายังงั้นอย่ากินโว้ย ปลอดภัยไว้ก่อน"

นวลลออยิ้มให้สองสหายแล้วลุกขึ้นยืนเดินไปนั่งที่เก้าอี้นวมข้างโต๊ะตัวนั้น เสี่ยหงวนอกใจเต้นระทึก เมื่อสบตากับเมียรักของเขา

"เฮียกลัวว่านวลกับคุณไพจะเอายาพิษหรือสลอดใส่ลงไปในกับแกล้มนี้หรือคะ ขอรับรองว่าเราไม่ทำเช่นนั้นหรอกค่ะ ถ้าจะฆ่าเฮียใช้มีดโกนเชือดคอดีกว่า"

อาเสี่ยทำคอย่น

"นวลจ๋า"

"เจ้าขา"

"อุ้ย หวานฉ่ำจับใจเหลือเกินทูลหัว ถามจริงๆ เถอะคนดี ทำไมนวลถึงดีต่อเฮียเช่นนี้ ไม่โกรธเฮียหรือที่เฮียมีเมียน้อย"

นวลลออสั่นศีรษะ

"ไม่ค่ะ นวลโกรธตัวเองมากกว่า เพราะนวลขาดคุณสมบัติของเมียที่ดีบางประการ เฮียถึงเบื่อหน่ายไปมีเมียใหม่ ถ้านวลมีคุณงามความดีครบถ้วนด้วยประการทั้งปวง เฮียก็คงรักนวลคนเดียว"

กิมหงวนมองดูเมียรักของเขาอย่างชื่นชม

"ไปคุยกันข้างบนเถอะนวล วันนี้เฮียรู้สึกว่านวลสวยสดชื่นอย่างน่าประหลาด ไปซี"

นวลลออค้อนขวับ

"คุยกันที่นี่ก็ได้ค่ะ" พูดพลางมองดูจานกับแกล้มทั้งสองจาน หล่อนหยิบทอดมันกุ้งชิ้นหนึ่งมาใส่ปากเคี้ยว แล้วหยิบช้อนเงินตักยำใหญ่ใส่ปาก สักครู่หล่อนก็กล่าวว่า "นวลทานให้ดูก่อน เฮียกับคุณนิกรจะได้แน่ใจว่า เราไม่ได้ใส่ยาพิษ"

ประไพพยักหน้าและยิ้มให้กับผัวรักของหล่อน

"ทานเหล้าทานกับแกล้มสิคะกร"

นิกรยกมือไหว้หล่อนอย่างนอบน้อม

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอบคุณครับ"

"อุ๊ยตาย มาไหว้ไพทำไมก็ไม่รู้ จะแกล้งให้ไพอายุสั้นหรือคะนี่"

นิกรนิ่งคิดแล้วไหว้หล่อนอีกครั้งหนึ่ง

"ยังนั้นก็ไหว้คืนเสียจะได้หมดเรื่อง"

อาเสี่ยกิมหงวนส่งแก้วเหล้าให้นิกร สองสหายยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่ม ต่างคนต่างจ้องมองดูเมียของตนด้วยความพิศวาส ในที่สุดเสี่ยหงวนก็พรวดพราดลุกขึ้นยืน ยกมือชี้หน้านวลลออแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

พึงรู้ไว้เถอะว่า ชีวิตของเฮียขาดนวลเสียมิได้ นวลคือยอดสุดที่รักของเฮียรู้ไหม ฮึ่ม อย่าร่ำไรขึ้นไปข้างบนเดี๋ยวนี้ เฮียอยากจูบนวลใจจะขาดแล้ว"

ประไพพยักหน้าพยักเพยิดกับเพื่อนเกลอของหล่อน

"ไปเถอะค่ะ ไพจะนั่งคุยกับกรที่นี่ ต่อไปนี้เราจะไม่มีการทะเลาะวิวาทกันอีกแล้ว อาจารย์เคลิ้มของเราแน่มากนะคะคุณนวล"

นิกรอ้าปากหาว

"อาจารย์เคลิ้มหมอเสน่ห์ที่อยู่ตรอกจันทร์ใช่ไหม"

"ค่ะ ไพกับคุณนวลไปหาแกเมื่อตอนบ่าย ขอให้แกช่วยทำเสน่ห์ให้ ในที่สุดอาเสี่ยกับกรก็ต้องทิ้งเมียน้อยโดยไม่มีเหตุผล"

กิมหงวนมองดูนวลลอออย่างแปลกใจ

"อ้อ-นี่ทำเสน่ห์ผัวยังงั้นเรอะ"

"ก็ทำน่ะซีคะ ไม่ทำเฮียกับคุณนิกรจะยอมทิ้งนังสองคนนั่นหรือ"

อาเสี่ยหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"แย่ละโว้ยเรา ลงถูกเมียทำเสน่ห์อย่างนี้เราก็ต้องหลงรักอย่างงมงาย มิน่าล่ะ อยู่ๆ กันถึงรักนวลเป็นชีวิตจิตใจ" พูดจบเขาก็ประคองนวลลออลุกขึ้นแล้วอุ้มหล่อน

นวลลออดิ้นรนพลางหัวเราะ

"อย่าค่ะเฮีย ขายหน้าคุณนิกรกับคุณไพ"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด

"ขายหน้าทำไม เรารักกันเราเป็นผัวเมียกัน เราจะหยอกเย้าเล่นหัวกัน หรือทำไมกันก็ได้ ให้เฮียอุ้มนวลขึ้นไปข้างบนนะจ๊ะ"

กิมหงวนอุ้มเมียรักของเขาเดินผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน ประไพผลุนผลันลุกขึ้นวิ่งมานั่งบนโซฟาข้างนายจอมทะเล้นแล้วยกมือทั้งสองโอบรอบคอเขา นิกรเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

"ไพจ๋า มาดีหรือมาร้าย"

"มาดีค่ะ ไพดีใจเหลือเกินที่กรเลิกกับนังแพรวแล้ว"

นิกรจ้องมองดูหน้าเมียรักของเขาอย่างชื่นชม แล้วกระซิบถาม

"จูบทีได้ไหม"

"ไม่ค่ะ เดี๋ยวคนใช้มันเห็นเข้าอายมันแย่"

"ถ้ายังงั้นขึ้นไปห้องเราดีกว่า พี่อยากจูบไพเต็มฟัดแล้ว อาจารย์เสน่ห์ของไพเด็ดขาดมาก ทำให้พี่รักไพราวกับจะกลืนกิน พาพี่ไปหาท่านบ้างได้ไหม"

ประไพคลายมือที่กอดคอเขาออกทันที

"กรจะทำเสน่ห์ผู้หญิงที่ไหนอีกหรือคะ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ก็ทำเสน่ห์ให้ไพรักกรน่ะซี"

"ไม่ต้องหรอกค่ะ ไพรักกรแล้ว ถ้าพี่ไม่เจ้าชู้พี่จะเป็นดวงใจของไพชั่วนิรันดร"

นิกรประคองหล่อนให้ลุกขึ้นแล้วอุ้มหล่อนใส่สะเอวเหมือนเด็กๆ ประไพดิ้นรนผลักไส ร้องเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"อย่าค่ะ เล่นอะไรก็ไม่รู้ ไพโตเป็นควายแล้วยังจะอุ้มไพอีก"

นิกรทำตาเขียวกับหล่อน

"อย่าดิ้น เดี๋ยวตายนะ"

ประไพกลัวจะพลัดตกจากเอวก็กอดคอนิกรไว้ นายจอมทะเล้นพาหล่อนเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนอย่างรีบร้อนและตรงไปยังห้องส่วนตัวของเขา

เวลาใกล้จะพลบค่ำแล้ว

บ้าน "พัชราภรณ์" อยู่ในความสงบเงียบ แสงแดดอ่อนๆ กระจายไปทั่วบริเวณ กิมหงวนกับนวลลออพล่ำพลอดรักกันอยู่ในห้อง และนิกรกับประไพก็จู๋จี๋กันอยู่ในห้องเช่นเดียวกัน

ความรักของสามีภรรยาทั้งหลาย ถ้าจะมีรสชาติก็ต้องมีการผิดพ้องหมองใจกัน หรือทะเลาะวิวาทกันบ้าง เมื่อคืนดีกันทั้งสองคนก็จะมีความสุขสดชื่นเหมือนกับแต่งงานกันใหม่.

จบบริบูรณ์