พล นิกร กิมหงวน 149 : สามเกลอขายหมู

การรับประทานอาหารค่ำผ่านพ้นไปไม่ถึงสองนาที กิมหงวนก็รวบรวมช้อนซ่อมหยิบน้ำแข็งหยดยาอุทัยขึ้นดื่ม คุณหญิงวาดแลเห็นเข้าก็กล่าวถาม

"เอ๊ะ เป็นอะไรไปหรือพ่อหงวน กินข้าวเพียงคำสองคำก็อิ่มแล้ว กับข้าวไม่ถูกปากหรืออย่างไรหมู่นี้เธอกินข้าวน้อยเหลือเกิน"

อาเสี่ยเกรงใจไม่อยากจะเรียนท่านว่า เขากินข้าวไม่ได้เพราะไม่มีหมูกิน เลยตอบเลี่ยงไปว่า

"เห็นจะเป็นเพราะอากาศมันร้อนอ้าวครับ ทำให้ทานข้าวไม่ลง"

ดร. ดิเรกรวบช้อนซ่อมอิ่มบ้าง เพราะเขาเกลียดแกงคั่วสับปะรดกับไข่แมงดาจนบอกไม่ถูก กินข้าวเข้าไปช้อนเดียวผะอืดผะอม

"อ้าว" คุณหญิงอุทาน "พ่อดิเรกก็อิ่มเหมือนกัน เอ-ถ้ายังงี้เห็นจะต้องเปลี่ยนแม่ครัวใหม่เสียแล้ว ขืนไม่เปลี่ยนอีกหน่อยลูกหลานแย่ไปตามกัน"

นิกรรวมช้อนซ่อมดังกร๊วบ แต่แล้วก็ยกจานข้าวขึ้นยื่นมาที่พี่สาวของเขา

"ขอข้าวอีกจานซิพี่นัน"

นันทาหัวเราะหึๆ

"เห็นแกรวบช้อนนึกว่าแกจะอิ่ม"

"ปู้โธ่ เข้าใจผิดอย่างช่วยอะไรไม่ได้เลย กับข้าวล้วนแต่อร่อยทั้งนั้น อย่างน้อยฉันต้องกินอีก ๓ จาน อากาศร้อนอ้าวอย่างนี้แหละดีกินข้าวได้จุ ยิ่งหนาวยิ่งกินได้มาก น่าฝนก็กินจุเหมือนกัน ง่า-พอแล้ว-ตักเสียจนล้นจานเลย"

พล พัชราภรณ์กระซิบบอกคุณหญิงวาด

"อ้ายหงวนกับดิเรกกินหมูครับคุณแม่ วันไหนกับข้าวไม่มีหมูมันกินข้าวกันคนละนิดหน่อยเท่านั้น"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ

"เออเห็นจะจริง หมู่นี้ยายอิ่มไม่ใคร่จะซื้อหมูมาทำอะไรกินเลย เห็นมีแต่กุ้งปลาและไก่ซ้ำๆ ซากๆ "แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แห้วเอ๊ย ไปตามยายอิ่มมาซิ"

เจ้าแห้วยิ้มแหยๆ

"รับประทานตามมาทำไมครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ ยกลูกแปเตะก้นเจ้าแห้วดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ใช้ให้ไปตาม มึงก็มีหน้าที่ไปตามมาก็สิ้นเรื่อง จะต้องถามเอาตะหวักตะบวยอะไรว่าตามมาทำไม"

เจ้าแห้วยกมือลูบคลำก้นพร้อมกับสูดปากเบาๆ พาตัวเดินออกจากห้องรับประทานอาหาร นันทากล่าวกับเพื่อนเกลอของหล่อน

"ต่อไปนี้พวกเราเห็นจะต้องทำกับข้าวเอง ปล่อยปละยายอิ่มมานานแล้ว ดิฉันสังเกตเหมือนกันแหละค่ะว่าหมู่นี้ทานข้าวกันได้น้อยมาก เว้นแต่เจ้ากรคนเดียว ดูซีคะเคี้ยวตุ้ยๆ ไม่ว่าจะเป็นกับข้าวอะไรกินได้ทั้งนั้น"

นวลลอออมยิ้ม

"ดีเหมือนกัน เราควรจะเข้าครัวกันเสียบ้าง นั่งเล่นไพ่หลังขดหลังแข็งทั้งวันไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ดิฉันคิดว่าเราเปลี่ยนอาหารเช้าเป็นกับข้าวฝรั่งดีกว่า กลางวันทานข้าวต้มกัน เย็นกับข้าวไทย"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"เรื่องกับข้าวไพเก่งค่ะ ทำได้ทั้งนั้น รสมือยังงี้ใครกินต้องติดใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"อย่าคุยเลยวะอีหนู แกงส้มผักบุ้งดันใส่กะทิ ใส่ผักชียี่หร่า มิหนำซ้ำเดาะหอมเจียวกระเทียมเจียวลงไปด้วย พ่อยังจำได้เสมอ"

ประไพยิ้มน่าเอ็นดู

"อ้าว" พรุ่งนี้หนูจะแกงหมูตะพาบน้ำให้คุณพ่อทาน ลองฝีมือหนูบ้างซิคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่น

"หมูตะพาบน้ำเป็นยังไงวะไพ"

ประไพว่า "ก็แกงแบบแกงคั่วน่ะซีคะคุณพ่อ ใช้หมูสามชั้นแกงกับลูกมะอึกเขาเรียกว่าแกงตะพาบน้ำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่นแล้วตวาดแว๊ด

"ไม่กินโว้ย"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะลั่น ประภาเอื้อมมือจับหูข้างซ้ายประไพบิดเต็มแรง จนกระทั่งประไพร้องเอ็ดตะโร

"ทำไมแกถึงหมื่นอย่างงี้นะยายไพ ล้อจนกระทั่งคุณพ่อช่างไม่กลัวบาปกรรมบ้างเลย แล้วอีกหน่อยกรรมตามทันแก่ตัวไปหัวเกิดล้านเหมือนอย่างคุณพ่อเธอจะทำยังไง"

ประไพหัวเราะกิ๊ก

"ดีซีคะ ผู้หญิงหัวล้านจะได้เอาไปออกภูเขาทอง เก็บเงินคนดู ผิดนักก็ท้าชนกับคุณพ่อหรือคุณอาอีกคนยังได้"

"เฮ้ยๆๆ " คุณหญิงวาดดุ "ชักจะมากไปแล้วยายไพ เรื่องหัวล้านน่ะเลิกพูดเสียทีเถอะน่า พูดออกมากระทบกระเทือนใจคนอื่นก็ไม่ควรจะพูด"

นิกรพูดเสียงคับปาก

"จริงครับ เดี๋ยวนี้ผมเลิกล้อคุณพ่อแล้ว กลัวบาปกลัวกรรม" พูดจบก็รวบช้อนซ่อม

ประไพส่งแก้วน้ำแข็งให้สามีของหล่อน นิกรตีมือเพียะ

"อุ๊ย ใครบอกว่าอิ่มเล่า"

ประไพค้อนควับ

"แล้วรวมช้อนซ่อมทำไมล่ะ"

"รวมช้อนซ่อมหมายความว่าข้าวหมดจานแล้ว" แล้วเขาก็ยกจานข้าวขึ้นยื่นมาข้างหน้านันทาซึ่งอยู่ตรงข้ามกับเขา "ขออีกจานพี่นัน"

นันทาสั่นศีรษะช้าๆ หยิบทัพพีตักข้าวให้นิกร

"แกคงเป็นซิยินกุ้ยกลับชาติมาเกิดเป็นแน่ ตัวก็เล็กนิดเดียวเท่านั้นทำไมกินจุ ตะกละตะกรามอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ ฉันกินข้าว ๔ มื้อเท่ากับแกกินมื้อเดียว"

นิกรหัวเราะ

"กระเพาะฉันมันครากเสียแล้วพี่นัน หมอเคยบอกว่ากระเพาะอาหารของฉันโตกว่าบาตรพระเสียอีก ไม่รู้ว่าจะเป็นยังไงกินได้กินดีตั้งแต่เช้าจนค่ำ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เมื่อเจ้าแห้วพาหญิงชราเจ้าของร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่งเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ยายอิ่มแม่ครัวเก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง หญิงชราตรงเข้ามาทรุดตัวนั่ง พับเพียบเรียบร้อย ส่วนเจ้าแห้วเลี่ยงไปทางหน้าต่างเตรียมของหวานและผลไม้สำหรับยกมาเสิฟให้ เจ้านายของเขา

คุณหญิงวาดมองดูหน้าคนครัวของท่าน

"ยายอิ่ม แกจ่ายกับข้าววันละเท่าไหร่"

หญิงชราหน้าซีดเผือด ยกมือขวาทาบอก

"อุ๊ยตาย ท่านเจ้าขา นี่ท่านเข้าใจว่าบ่าวกินกำไรหรือเจ้าคะ"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"ปู้โธ่ ฉันยังไม่ได้พูดอย่างนั้นเลย ฉันเพียงแต่ถามแกดูเท่านั้นว่า แม่นันเขาให้เงินแกไปจ่ายกับข้าววันละเท่าไร"

ยายอิ่มยิ้มออกมาได้

"วันละ ๒๐๐ บาทเจ้าค่ะ ค่ากับข้าวของเจ้านาย ๑๖๐ บาท ของคนใช้ในบ้านตลอดจนคนสวนและคนรถ ๔๐ บาทเจ้าค่ะ"

คุณหญิงว่า "ทำไมแกไม่ซื้อหมูมาทำอะไรกินบ้าง ดูเหมือนเกือบอาทิตย์แล้ว พวกเราไม่ได้กินหมูกันเลย อ้ายเป็ดไก่ของแกน่ะฉันเบื่อเต็มทนแล้ว เปลี่ยนเป็นหมูบ้างซี พ่อหงวนกับพ่อดิเรกกินข้าวได้คนละนิดหน่อยเท่านั้น อีกหน่อยก็จะผมเป็นขี้ก้างหรอก"

ยายอิ่มหัวเราะเห็นเหงือกแดงแจ๋ ถอนหายใจโล่งอกที่คุณหญิงไม่ได้ต่อว่าเรื่องแกกินกำไร ซึ่งความจริงแกก็กินบ้างเพียงวันละห้าหกบาทพอเป็นค่าดูยี่เกเท่านั้น

"ท่านเจ้าขา ท่านคงไม่ทราบว่าขณะนี้หมูขาดตลาดมาเกือบ ๑๐ วันแล้วเจ้าค่ะ บ่าวอุตส่าห์ขึ้นรถเมล์ไปถึงตลาดบางรักก็หาซื้อไม่ได้ บางทีมันเอาซ่อนไว้ใต้ร้านขายแต่เฉพาะแต่ขาประจำที่ให้ราคาแพงเป็นพิเศษ บ่าวก็ไม่ทราบว่าจะซื้อหมูได้ที่ไหน ตลาดบางลำพูตลาดประตูน้ำก็ไม่มีเจ้าค่ะ เมื่อวานนี้ได้มาครึ่งกิโล คุณนิกรแอบเข้าไปในครัวสั่งบ่าวให้ทอดให้รับประทานกับขนมปัง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจ

"อือ ไม่น่าเชื่อเลยโว้ยหมูขาดตลาด"

พลว่า "เป็นความจริงครับคุณพ่อ ผมน่ะรู้สึกมานานแล้ว ไม่ว่าเครื่องอุปโภคบริโภคชนิดไหน ถ้ารัฐบาลประกาศควบคุมราคาเป็นอันต้องขาดตลาดทันที พวกเสมียนพนักงานที่ห้างบ่นพึมไปตามกัน หาหมูกินไม่ได้ พวกจีนเท่านั้นที่เขามีหมูกิน"

นิกรว่า "ดีเหมือนกัน จีนเขากินเนื้อหมู เราคนไทยไม่ช้าคงจะกินขี้หมูแทนเนื้อหมู ปัญหาเรื่องหมูมีหมูไม่มีเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยากเย็นที่สุด ผมคิดว่าถ้าให้ฆ่าหมูกันโดยเสรี เลิกควบคุมราคาเมื่อไรแล้ว คนจนก็มีโอกาสได้กินหมูเมื่อนั้น"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ เราเป็นคนมีเงินแท้ๆ ยังหาหมูกินไม่ได้ แล้วพวกคนจนจะเอาหมูที่ไหนกิน คนจนต้องกินน้ำพริกผักจิ้ม กินปลาร้าปลาเจ่าน่าสงสารมาก"

กิมหงวนถอนหายใจหนักๆ

"อือ น่าเห็นใจพวกคนจนโว้ย ขายหมูกันเถอะหรือพวกเรา ขายให้พี่น้องร่วมชาติที่ยากจนของเราได้มีหมูกิน"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้อง คุณหญิงวาดว่าเสียงอหาย

"แกน่ะหรือจะขายหมูจริง"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทานออกมาดังๆ "คุณอานึกว่าผมขายไม่ได้หรือครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"หน้าอย่างแกถ้าขายได้ ฉันจะยอมเอาหัวเดินต่างตีน"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ก๊อถลอกปอกเปิกหมดน่ะซีครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน สองเจ้าคุณทำปากหมุบหมิบให้พรเสี่ยหงวน คุณหญิงวาดกล่าวกับแม่ครัวของท่าน

"ไป-ไปทำงานของแกเถอะยายอิ่ม ที่เรียกมาก็อยากจะรู้เรื่องหมูเท่านั้น เมื่อมันไม่มีขายก็แล้วไปเรากินอย่างอื่นก็ได้ คนแขกทำไมเขาไม่เดือดร้อนในเรื่องหมูมีหมูไม่มี"

ยายอิ่มยกมือไหว้คุณหญิงวาด แล้วคลานกะต้วมกะเตี้ยมออกไปจากห้องรับประทานอาหาร กิมหงวนหันมายิ้มกับนิกรซึ่งกำลังรวมช้อนซ่อม

"อ้ายกร แกกับข้ามาขายหมูกันเถอะวะ นึกว่าช่วยเหลือคนจนให้มีหมูกิน"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล

"อยู่ดีๆ ไม่ว่า หาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเอง มันจะได้กำลี้กำไรสักเท่าไรเชียววะ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"เราไม่ได้ขายเพื่อหวังกำไร เราขายเพื่อให้คนจนได้มีหมูกินต่างหาก"

นิกรยิ้มออกมาได้

"เออ ถ้ายังงี้ละก้อเอา พวกเราไม่เคยยากลำบาก นั่งอยู่บนกองเงินกองทองมาแต่เล็กแต่น้อย นึกอยากจะกินอะไรก็ได้กิน ถึงแม้ว่าหมูในกรุงเทพฯ ไม่มีกินจริงๆ เราก็สามารถเอารถวิ่งไปซื้อหมูที่แปดริ้วหรือที่ชลบุรีมากินก็ได้ เอาซีวะ สนุกดีเหมือนกัน เรื่องการค้ากันชอบ"

คุณหญิงวาดแกล้งถอนหายใจดังๆ

"ลำบากนักก็อย่าปรึกษากันเลยวะ ถ้าหากว่าแก ๒ คนถึงกับกล้าขายหมูได้แกจะเอาอะไรจากฉันก็ยอมให้"

กิมหงวนหันควับมาทางคุณหญิงวาด

"จริงๆ นะครับ"

"เออ"

"ผมเอารถเก๋งคันเดียวเท่านั้น"

"เอาซี แต่แกขายไม่ได้จริงอย่างว่าล่ะ"

อาเสี่ยงนิ่งนึก

"ผมซื้อหมากดิบหน้าดีๆ ให้คุณอาหนึ่งทะลายแถมพลูให้อีกหนึ่งเข่ง ยาอุทัยอีกหนึ่งโหลแก้ร้อนในกระหายน้ำอย่างนี้ยุติธรรมดีไหมครับ"

"มะเหงกนี่แน่ะ" คุณหญิงวาดชูมะเหงกให้กิมหงวน "หนอย ถ้าแกขายหมูได้แกจะให้ฉันซื้อรถเก๋งให้แกหนึ่งคัน ถ้าแกขายไม่ได้แกจะให้หมากฉันหนึ่งทะลายพลูอีกหนึ่งเข่ง มันคุ้มกันหรือโว้ย"

"แล้วคุณอาจะเอายังไงล่ะครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะหึๆ

"ฉันเอาแหวนเพชรลูกหนึ่งวงในราคา ๕๐,๐๐๐ บาท แต่ถ้าแกกล้าขายหมูได้จริงๆ อาจะซื้อรถเก๋งให้คันในราคาไม่เกิน ๕๐,๐๐๐ บาทเช่นเดียวกัน"

กิมหงวนหัวเราะลั่น

"ตกลงนะครับ ขอให้ทุกคนเป็นพยาน" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางนิกร "อ้ายกรแกกับกันต้องร่วมมือกันขายหมู"

"เดี๋ยวๆๆ " นิกรค้านขึ้น "ต้องถามเงื่อนไขคุณอาท่านดูก่อน เราจะขายหมูสักกี่วัน"

คุณหญิงวาดพูดขึ้นทันที

"ต้องขาย ๒ อาทิตย์หรือครึ่งเดือน ขายหมูวันละตัวเท่านั้น"

นิกรกล่าวต่อไป

"แล้วเงื่อนไขอื่นๆ ล่ะครับ"

"เงื่อนไขปลีกย่อยน่ะหรือ" คุณหญิงพูดยิ้มๆ "แกสองคนจะต้องฆ่าหมูและชำแหระหมูเอง ไม่ใช่รับหมูเข้ามาขาย"

นิกรกับเสี่ยหงวนมองดูหน้ากันแล้วทำตาปริบๆ

"แกเป็นคนฆ่านะ" อาเสี่ยรีบพูดทันที "กันใจอ่อนฆ่าไม่ลงโว้ย อย่าว่าแต่หมูเลย เพียงแต่ไก่กันยังไม่กล้าเชือด นอกจากเอาปืนยิงหรือจับฟาดมันให้ตาย เอามีดเชือดจั๊กกระจี้คอหอยกันทำไม่ได้ อกเขาอกเรา"

นายจอมทะเล้นพูดเสียงหนักแน่น

"เอาวะกันฆ่าเอง ฆ่าหมูไม่ยากอะไรหรอก เขาใช้แทงคอไม่ใช่เชือดคออย่างไก่ กันเคยไปดูแล้วที่หัวลำโพง คนหนึ่งอุ้มหมูขึ้น อีกคนหนึ่งเอามีดยาวประมาณศอกเศษขาวจั๊วะแทงสวบลงไปที่คอมัน เจ้าหมูร้องอี๊ดทีเดียวม่องเท่ง ทีนี้ก็เอาน้ำร้อนลวกขูดขนออกแล้วชำแหระ ไม่ยากเย็นอะไรหรอกวะ"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้

"เออ แกรับอาสาฆ่าหมูค่อยยังชั่วหน่อย แต่ว่าเราจะเอาหมูไปขายที่ตลาดไหนดีล่ะ"

นายจอมทะเล้นนิ่งนึก

"ตลาดบางลำพูเป็นดีกว่าเพื่อน เพราะประชาชนที่ไปจ่ายตลาดบางลำพูเป็นคนไทยราว ๙๕ เปอรเซ็นต์ ถ้าหากว่าการค้าหมูของเราได้ผลดี เราอาจจะทำกันให้เป็นล่ำเป็นสันก็ได้ ที่ดินของกันทางหลักสี่มีอยู่ตั้ง ๒๐๐ ไร่ ตั้งฟาร์มเลี้ยงหมูได้สบาย อาหารหมูเราก็ไม่กลัว เพราะโรงสีของแกมีตั้ง ๑๐ โรง เอารำที่โรงสีส่งไปให้หมูกิน"

กิมหงวนหันมาทางนายพัชราภรณ์

"แกขายหมูกับเราไหมล่ะ"

พลสั่นศีรษะ

"กันไม่มีความสามารถในเรื่องนี้ กันสมัครเป็นคนกินหมูดีกว่า"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"สำหรับกันจะช่วยตรวจโรคให้หมูของแก ก่อนที่จะฆ่าหมูตัวใดกันจะตรวจโรคมันเสียก่อน ถ้าตัวใดเป็นโรคก็อย่าฆ่ามัน เพราะจะทำให้คนติดโรคจากหมู"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"เข้าทีมาก เอาละวะ กันกับอ้ายกรลองขายหมูกันสักพัก เอาวันละสองตัวดีกว่า จะได้ขายคนละตัว หมูเดี๋ยวนี้ขายประเดี๋ยวเดียวก็หมดตัว ใครไปตลาดล่าช้าไปหน่อยจะไม่มีหวังได้กินหมูเลย"

นิกรพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ความจริงขายหมูดีกว่าขายเนื้อสัตว์อื่นๆ เพราะซื้อง่ายขายคล่อง หนังหมูก็ขายได้ เครื่องในตับไตไส้พุงไข่ดันตลอดจนกึ๋นหมูมีเท่าไรก็ขายหมด กระดูกกระเดี้ยวขายได้ทั้งนั้น แม้กระทั่งตีนหมูและหางหมูตลอดจนหัวหมู เว้นแต่ขี้หมูอย่างเดียวที่ขายไม่ได้ ถ้าหากว่าเราขายหมูเราจะต้องขายให้ถูกที่สุดเพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชน เราอาจจะตั้งองค์การขายหมูของเราก็ได้ถ้าการค้าของเราเจริญ รัฐบาลท่านก็คงสนับสนุนเราเพราะตัวรัฐบาลเองท่านก็ชอบกินหมู หมูเป็นอาหารที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพวกคนจีนถึงจะยากจนค่นแค้นสักเพียงไรกับข้าวของเขาก็ต้องมีหมูปนอยู่ด้วยเสมอ เป็นต้นว่าต้มผักกาดกับหมู"

นวลลอออดรนทนไม่ได้

"พวกเราคงจะได้เห็นเฮียกับคุณนิกรเป็นพ่อค้าหมูในคราวนี้"

นันทาว่า "สำหรับอาเสี่ยดิฉันพอจะเชื่อค่ะว่าอาจจะทำได้ แต่พ่อเทวดานิกรมองไม่เห็นเลย คนที่เขาเป็นพ่อค้าแม่ค้าน่ะเขาต้องกรากกรำทำงานหนัก ไม่ใช่กินแล้วมุดหัวนอนอย่างนี้"

นิกรหัวเราะก้าก

"พี่นัน" เขาพูดยานคาง "อย่าดูหมิ่นกันให้มากนักเลย เจ๊จ๋า คนอย่างนายนิกรน่ะถ้ามองดูเผินๆ ก็ต้องหาว่าเป็นคนเกียจคร้าน แต่มองให้ซึ้งแล้วฉันนี่แหละคนขยันประจำจังหวัดพระนคร"

ดร. ดิเรกระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นห้อง

"ถุย ฝรั่งขอถุยน้ำลายรดหัวหน่อยเถอะวะ"

นิกรยักคิ้วแผล็บ

"ไม่เป็นไร คนไทยไม่ถือ ถุยอีกทียังได้อย่าให้เศลษม์ออกมาจริงๆ ก็แล้วกัน"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน การรับประทานอาหารเย็นสิ้นสุดลงแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนกับคุณหญิงวาดตกลงพนันแข่งขันกันโดยให้ทุกคนเป็นพยานรู้เห็นเขากัน นิกรจะเริ่มทำการขายหมูตั้งแต่วันจันทร์เป็นต้นไป

สองสหายเริ่มวางโครงการขายหมูกันอย่างโกลาหลโดยมีพลกับเจ้าแห้วเป็นที่ปรึกษาและ ดร. ดิเรกเป็นนายแพทย์ตรวจหมู กิมหงวนระดมคนใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" ให้ช่วยกันสร้างคอกหมูขึ้นทางหลังบ้าน แล้วเขากับนิกรก็วิ่งเต้นหาซื้อหมูขนาดใหญ่มาเลี้ยงไว้สำหรับฆ่ารวม ๒๐ ตัว

เสียงหมูร้องอี๊ดอ๊าดตลอดวันกลิ่นกากหมูตระหลบไปทั่วบ้านบางทีหมูบางตัวหลุดออกมาจากคอก คณะพรรค ๔ สหายต้องไล่จับชุลมุนวุ่นวาย เจ้าแห้วได้รับมอบหมายให้เป็นพนักงานเลี้ยงหมู กิมหงวนจ่ายเงินให้เจ้าแห้วงวดแรก ๕๐๐ บาทสำหรับซื้ออาหารให้หมู เจ้าแห้วก็เลยถือสุภาษิตเลี้ยงหมูต้องกินขี้หมูเอาเงินค่าอาหารหมูไปใช้อย่างสบาย

อาเสี่ยวิ่งเต้นเช่าร้านขายหมูได้แห่งหนึ่งแล้วในตลาดยอดบางลำพู รถเก๋งของอาเสี่ยวิ่งพล่านตลอดวันเกี่ยวกับการขายหมูและซื้อเครื่องอุปกรณ์ในการขายหมู

เย็นวันนั้นเอง ขณะที่กิมหงวนกลับมาจากซื้อมีดสำหรับแทงคอหมู พอนั่งรถ "คาดิลแล็ค" เก๋งคันใหญ่เข้ามาในบ้าน เขาก็แลเห็นคณะพรรค ๔ สหายรวมทั้ง ๔ นางและท่านผู้ใหญ่กำลังเอะอะโกลาหล ไล่ต้อนหมูของเขา

หมูตัวหนึ่งซึ่งเป็นหมูอันธพาลได้ขวิดคอกหักสบั้นแล้วพาพรรคพวกเตลิดเปิดเปิงออกมาจากคอกกระจัดกระจายกันไปทั่วบ้าน คณะพรรค ๔ สหายช่วยกันไล่ต้อนกลับเข้าคอกตามเดิม กิมหงวนบังคับรถให้หยุดนิ่งหน้าเรือนต้นไม้ รีบดับเครื่องเปิดประตูก้าวลงจากรถวิ่งเข้าไปหาพรรคพวกของเขา

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แลเห็นกิมหงวนท่านก็เอ็ดตะโรลั่น

"ยังไงกันโว้ยอ้ายหงวน หมูของแกเหยียบย่ำต้นไม้ของฉันตายหมดแล้ว ดอกไม้สวยๆ บรรลัยหมด"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ช่วยกันต้อนซีครับ"

เจ้าแห้ววิ่งเข้ามาหากิมหงวนแล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทานอ้ายอ้วนตัวนั้นเป็นหัวหน้าพังคอกออกมาครับ" เจ้าแห้วรายงานให้ทราบและชี้มือไปทางหมูใหญ่ตัวหนึ่งที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับประไพกำลังเอาไม้ไล่หวดมัน

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้ว เอ็งจำไว้ให้ดี คืนนี้ข้าจะแทงคอมันเป็นตัวแรก ข้าซื้อมีดมาแล้วยาวเฟื้อยเลยและคมกริบ เราจะเริ่มต้นเชือดตอนหัวค่ำคืนวันนี้แหละ พรุ่งนี้เช้าจะเอาเนื้อไปขายที่ตลาด"

กิมหงวน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าแห้วต่างสมทบกำลังกับคณะพรรค ๔ สหายช่วยกันต้อนหมูไปทางหลังบ้าน ดักโน่นดักนี่จนกระทั่งพวกหมูไม่รู้ว่าจะไปทางไหนก็ยอมเข้าเล้าโดยดี เจ้าแห้วกับพวกคนใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" รีบซ่อมแซมคอกที่หมูชำรุดโดยด่วน

คุณหญิงวาดพาคณะพรรค ๔ สหายเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"อย่างนี้ไม่ไหวแน่พ่อหงวน ไม่เป็นอันทำอะไรได้แล้วหมูหลุดออกมาจากคอกเหยียบต้นไม้ต้นไร่ตายหมด"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ต่อไปเห็นจะไม่หลุดออกมาเพ่นพ่านอีกละครับ ว้า-ผมชักเบื่อเสียแล้ว ยังไม่ทันจะเริ่มขายเลยเหนื่อยจนสายตัวขาดไปห้าหกสาย อ้ายกรก็ไม่ได้ความใช้อะไรไม่ได้เลย"

นิกรหัวเราะ

"อ้าว ก็แบ่งหน้าที่กันแล้วนี่หว่า กันเป็นคนเชือดและชำแหระหมู แกก็ต้องรับธุระวิ่งเต้นในเรื่อง อื่นๆ น่ะซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกจะเริ่มฆ่าหมูคืนนี้ไม่ใช่หรือ"

"ครับ พรุ่งนี้ตื่นนอนตี ๕ เอาหมูไปขายเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"ใครจะเป็นคนขายหมู"

"ก็ผมกับอ้ายกรน่ะซีครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"อ้ายกรมันจะยอมตื่นนอนตี ๕ เชียวหรือ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ตื่นครับ ผมต้องตื่นแน่นอน เริ่มเป็นพ่อค้ากับเขาเสียที ผมตั้งนาฬิกาปลุกไว้ตี ๔ ครึ่ง" แล้วเขาก็หันมายิ้มกับเมียของเขา "ไพจ๋า สมมุติว่านาฬิกามันปลุกจนหมดลานและพี่ไม่ตื่นไพรช่วยปลุกพี่ด้วยนะ พรุ่งนี้พี่จะเริ่มต้นเป็นพ่อค้าหมู ขายหมูแบบลดค่าครองชีพ ไม่ช้าพี่จะตั้งองค์การขายหมูขึ้น ทำกันให้เป็นล่ำเป็นสันเป็นกอบเป็นกรรมทีเดียว บางทีในปีหน้าพี่อาจจะเป็นพ่อค้าหมูผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"ลำบากนักก็อย่าเพิ่งคุยโม้เลย ฉันกลัวว่าแกกับพ่อหงวนขายได้เพียงวันเดียวเท่านั้นก็จะเลิก คนอย่างแกมันเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ"

กิมหงวนว่า "เลิกไม่ได้ซีครับ ผมกับอ้ายกรจะต้องขายหมูให้ครบ ๒ อาทิตย์ ม่ายก็แพ้พนันคุณอา"

คุณหญิงวาดอดหัวเราะไม่ได้

"คืนนี้แกจะฆ่าหมูกี่ตัวล่ะพ่อหงวน"

อาเสี่ยนิ่งนึก

"ทีแรกตั้งใจจะฆ่าสัก ๒ ตัวครับ แต่คิดไปคิดมาไหนๆ ผมก็มีน้ำใจที่จะช่วยเหลือประชาชนให้มีหมูกินในราคาถูกๆ ผมจะฆ่า ๑๐ ตัวดีไหมครับ เอารถโกดังบรรทุกไปตลาดบางลำพูตอนเช้ามือ ที่ทางสำหรับขายก็ตกลงขอเช่าเขาไว้เรียบร้อยแล้ว"

พล พัชราภรณ์พูดขึ้นทันที

"แกจะขายหมูหรือเอาหมูไปแจก"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ขายโว้ยไม่ใช่แจก"

พลว่า "ถ้ายังงั้นครั้งแรกฆ่าเพียงตัวเดียวพอแล้ว แกฆ่า ๑๐ ตัวแกอาจจะต้องจ้างรถยนต์บรรทุกเอาเนื้อหมูกลับมาบ้าน แกเป็นพ่อค้าหน้าใหม่ใครเขาจะซื้อแกวะ พวกแม่ครัวเขาก็ต้องมีร้านประจำของเขาทั้งนั้น"

กิมหงวนหันมาปรึกษากับนิกรเพื่อนเกลอของเขา

"หรือยังไงกร อ้ายพลมันแนะนำให้ฆ่าเพียงตัวเดียว"

"เราไม่ใช่พ่อค้ากุ๊ยๆ เราเป็นพ่อค้าบรรดาศักดิ์ กันคิดว่า ๑๐ ตัวยังน้อยไป เราฆ่าให้หมด ๒๐ ตัวดีกว่า อ้ายเรื่องขายน่ะมันต้องขายดีแน่ เพราะเราขายถูกกว่าคนอื่น ใครๆ ก็ต้องมาซื้อหมูของเรา กันจะนำเครื่องขยายเสียงขนาดเล็กไปด้วย ให้อ้ายเสี่ยตัดหมูขายแล้วกันจะประกาศโฆษณาให้ประชาชนที่ไปจ่ายตลาดได้ทราบทั่วกันว่า หมูของเราขายต่ำกว่าราคาในท้องตลาดหรือราคาที่ทางการควบคุม"

ดร. ดิเรกยกมือตบบ่านิกร

"อย่าเพิ่งให้มันฉิบหายง่ายๆ เลยวะกร เอาแต่เพียง ๒ ตัวก่อนดีกว่าในขั้นทดลอง ถ้ามันขายดีค่อยเพิ่มขึ้น"

นันทาพูดขึ้นบ้าง

"แล้วเครื่องในหมูจะว่ายังไง ทิ้งมันไปยังงั้นหรือ"

นิกรยิ้มให้พี่สาวของเขา

"ไม่ทิ้งหรอกพี่นัน ฉันตกลงกับอ้ายแห้วแล้ว เครื่องในมีเท่าไรจะให้อ้ายแห้วทำตือฮวนขาย"

ทุกคนหันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว ประภาถามเจ้าแห้วทันที

"แกน่ะหรือแห้วจะขายตือฮวน"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"ครับ"

"แกทำเป็นหรือ" นวลลออถามพลางหัวเราะพลาง

"พอทำได้ครับ รับประทานล้างน้ำให้สะอาดต้มกับผักเกี้ยมไฉ่ เคี่ยวให้เปื่อยแล้วเอาใส่หาบไปเร่ขายแถวนี้ รับประทานไทยทำไทยซื้อไทยขาย ตือฮวนไทยของผมรับประทานคงจะขายดีแน่นอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมายิ้มกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วพูดเบาๆ

"เรานิ่งดูเขาดีกว่าเจ้าคุณ ดูไปก็แล้วกันว่ามันจะทำกันไปได้แค่ไหน"

ประไพกล่าวถามนิกร

"คืนนี้จะฆ่าหมูเวลากี่ทุ่มคะ พวกเราจะได้คอยดู"

"สองทุ่มตรง" นิกรพูดยิ้มๆ "พอวิทยุเทียบนาฬิกา ๒ ทุ่มพี่จะเชือดคอหมูตัวแรกทันที"

ประไพทำหน้าชอบกล

"กรจะเชือดมันได้หรือ"

"แล้วกันเชือดคอหมูมันจะยากเย็นอะไรล่ะ เชือดคอไก่ยังจะยากกว่าเสียอีก แทงสวบเดียวมันก็ตาย"

ทุกคนพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ้อยากดูการฆ่าหมู อย่างไรก็ตามประภายืนยันว่านิกรคงฆ่าหมูไม่ได้แน่ เพราะเขาไม่เคยฆ่านั่นเอง

คืนวันนั้น

ก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น. เล็กน้อย คณะพรรค ๔ สหายได้พากันลงมารวมกลุ่มกันอยู่ที่กระต๊อบเล็กๆ หลังหนึ่งทางท้ายสวนดอกไม้หลังบ้าน หมู ๒ ตัวถูกนำมาผูกมัดตีนไว้ นอนกลิ้งอยู่หน้ากระท่อม การฆ่าหมูจะได้เริ่มต้น ณ บัดนี้

แสงตะเกียงเจ้าพายุ ๓ ดวง ส่องสว่างราวกับกลางวัน บรรดาคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างกระท่อมคอยชมการฆ่าหมู เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่ตลอดเวลา

ดร. ดิเรกใช้เวลาเกือบ ๒๐ นาทีตรวจดูร่างกายของเจ้าหมู ๒ ตัวผู้น่าสงสารนั้น เสร็จแล้วเขาก็เดินมาหาคณะพรรค ๔ สหายบอกให้กิมหงวนทราบ

"เรียบร้อยโว้ย หมูทั้งสองตัวไม่ได้เป็นโรคอะไร กันตรวจอย่างถี่ถ้วนแล้ว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แกเป็นสัตวแพทย์ด้วยหรือดิเรก หรือว่าตรวจแบบเฮงซวย แกเป็นหมอรักษาคนไม่ใช่หมอรักษาสัตว์ทำไมแกถึงตรวจรู้เรื่องล่ะ"

ดร. ดิเรกเดือดดาลเหลือที่จะกล่าว นิกรพูดเป็นเชิงดูหมิ่นเขา

"อ้ายกร ยูน่าจะรู้ดีว่าไอน่ะได้เล่าเรียนมามากต่อมาก จนกระทั่งฝรั่งเองเขายังยกย่องนับถือไอทั้งในด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์ ท่านมหาตมคานธียังเคยชมกันว่า กันเป็นคนที่เฉลียวฉลาดเกินมนุษย์ วิชาสัตวแพทย์น่ะมันง่ายยังกะอะไรดี เป็นหมอรักษาคนยังยากกว่าเป็นไหนๆ "

นิกรหัวเราะ

"เปล่าน่า กันสงสัยกันก็ถาม ไม่ใช่ว่ากันมีเจตนาลบหลู่หมิ่นแกหรอก ใครๆ ก็รู้ว่าแกน่ะไม่ใช่คนดูแกคือเทวดาองค์หนึ่ง"

คราวนี้ ดร. ดิเรกยิ้มออกมาได้

"ออไร๋น์ ออไร๋น์" แล้วเขาก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา "สองทุ่มแล้วโว้ย ลงมือฆ่าหมูได้แล้ว"

กิมหงวนจูงนิกรพาเดินไปดูหมูสองตัวนั้นซึ่งถูกมัดขาทั้งสี่ข้างนอนทำตาปริบๆ น่าสงสาร ตัวหนึ่งน้ำตาไหลรินเป็นทาง

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือกเมื่อแลเห็นหยาดน้ำตาของหมู

"เฮ้ย-มันร้องไห้นี่หว่า คล้ายกับว่ามันรู้ตัวว่ามันจะต้องตาย"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"อ้ายเวร มัวคิดอย่างแกก็เป็นพ่อค้าหมูไม่ได้ อุ้มหมูไปในกระท่อมเถอะกันจะเชือดคอมันเอง" พูดจบนายจอมทะเล้นก็หันมาร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้ว "แห้วโว้ย เตรียมมีดและอ่างใส่เลือดหมูได้แล้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบลงทันที พวกผู้หญิงต่างนึกปลงอนิจจังในใจ โดยเฉพาะคุณหญิงวาดทำหน้าเบ้เหมือนกับจะร้องไห้ กิมหงวนจัดแจงอุ้มหมูตัวที่ร้องไห้พาเดินตุปัดตุเป๋เข้าไปในกระท่อม นิกรและใครต่อใครตามเข้ามาด้วย

เจ้าแห้วส่งมีดเล่มใหญ่ให้นิกร มีดเล่มนี้ยาวประมาณ ๒ ฟุต ปลายแหลมขาวคมน่ากลัว นิกรทำ จิตใจให้คึกคักเข้มแข็งใบหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ เจ้าแห้วช่วยกิมหงวนอุ้มหมูไว้ เจ้าหมูร้องอู๊ดๆ และ ดิ้นรนน่าสงสาร สัญชาตญาณของมันบอกให้มันรู้ดีว่าบัดนี้มันกำลังจะถูกประหารชีวิตแล้ว

ภายในกระท่อมเต็มไปด้วยคณะพรรค ๔ สหายและคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ยืนห้อมล้อมเบียดเสียดเยียดยัดกันคอยชมนิกรฆ่าหมู พอนิกรขยับมีดทำท่าจะแทงคุณหญิงวาดก็ร้องขึ้นดังๆ

"โอ๊ย-"

นิกรหันควับมาทางคุณหญิงวาด

"ปู้โธ่ อย่าร้องซีครับผมยิ่งใจไม่ดีอยู่ กำลังหักใจคิดว่าหมูมันเป็นอาหารของมนุษย์ ยืนดูเฉยๆ ซีครับ"

กิมหงวนพยักหน้ากับนิกร

"แทงก็แทงซีโว้ย เมื่อยจะตายอยู่แล้ว ตัวมันเบาอยู่เมื่อไรเล่า"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ หันมาถามพ่อตาของเขา

"แทงตรงไหนดีครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหยเกบอกไม่ถูก

"จะไปรู้เรอะแล้วแต่แกซีโว้ย พ่อเกิดมายังไม่เคยเห็นใครเขาฆ่าหมูเลย"

นิกรนิ่งคิดสักครู่ก็จ่อปลายมีดลงไปที่คอหอยหมู แต่ยังไม่แทงเจ้าหมูตัวนั้นก็ดิ้นรนส่งเสียงร้องน่าสงสาร

"อู๊ดๆๆๆ อี๊ดๆๆ โอ๊ย"

นิกรเพชฌฆาตหมูกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง วางมีดลงบนโต๊ะแล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมาคลี่ออก

"ทำอะไรคะ คุณนิกร" ประภาถามเบาๆ

นิกรว่า "ผมจะเอาผ้าเช็ดหน้าผูกตามันเสียก่อนครับ ม่ายยังงั้นแทงไม่ลง หมูมันจ้องมองดูหน้าผมคล้ายกับมันจะอาฆาตพยาบาทว่าถ้าชาติหน้ามีจริงมันจะแทงคอผมบ้าง" พูดจบนิกรก็ใช้ผ้าเช็ดหน้า ปิรามิดผืนนั้นปิดตาหมูทำให้ใครต่อใครอดหัวเราะไม่ได้

เสี่ยหงวนพูดขึ้นอย่างหัวเสีย

"อย่างุ่มง่ามอยู่เลยโว้ยอ้ายกร เมื่อยจนแขนแทบหลุดแล้ว"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"เอาหมูวางบนโต๊ะตัวนี้ดีกว่าวะ แล้วแกกับอ้ายแห้วช่วยกันจับไว้"

คราวนี้เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย เขากับเจ้าแห้วช่วยกันอุ้มหมูวางลงบนโต๊ะสี่เหลี่ยมและยืดแข้ง ยืดขาหมูไว้ คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊กแล้วพูดขึ้น

"ต๊ายตาย หมูตัวนี้ยังกะอ้ายโม่งในหนัง คลุมหน้าคลุมตาเสียด้วย เมื่อไรจะฆ่าเสียทีก็ไม่รู้ อยากจะเห็นเหลือเกินว่าในท้องหมูมันมีตับไตไส้พุงอะไรบ้าง ผ้าขี้ริ้วหรือดอกจอกมันจะมีไหม"

นิกรขยับมีดไปมา ยกมือตบศีรษะหมูแล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"อ้ายเพื่อนยาก บัดนี้เอ็งถึงที่ตายแล้ว อโหสิกรรมให้ข้าเถอะ ที่ข้าเคยล่วงเกินเอ็งด้วยกายกรรม, วจีกรรม มโนกรรม อย่าถือโทษโกรธข้าเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"นี่มันจะฆ่าหมูหรือมันจะลาอุปสมบทกันแน่โว้ย"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"เฉยๆ เถอะครับคุณอา มีตาดูมีหูฟังไม่ต้องพูดอะไรดีกว่า เอาละ เชือดก็เชือด"

พอนิกรขยับมีดเจ้าหมูก็ดิ้นรนจนเจ้าแห้วกับอาเสี่ยแทบจะจับไม่อยู่ นิกรจดๆ จ้องๆ ไม่กล้าลงมีดใบหน้าของนิกรซีดเซียวผิดปกติ ในที่สุดเขาก็วางมีดลงบนโต๊ะแล้วพูดกับเสี่ยหงวน

"เฮ้ย กันจะจับหมูเองแกเป็นคนเชือดก็แล้วกัน"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก พูดเสียงเอ็ดตะโร

"ไม่เอาโว้ยเสียวไส้ตายห่า ใครจะแทงมันลง หมูมันไม่เคยมาทำอะไรให้กันเจ็บช้ำน้ำใจนี่หว่า"

"อ้าว แล้วกันล่ะ หมูตัวนี้ไม่เคยรู้จักมักจี่กับกันเลย"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ หันมามองดูเจ้าแห้ว

"ลำบากมากเอ็งช่วยแทงคอหมูตัวนี้ทีเถอะวะ"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปทั้งตัว

"รับประทานให้ผมอีกหมื่นบาทผมก็ทำไม่ลง ไม่ไหวละครับ แม้แต่ไก่หรือปลาช่อนผมยังฆ่าไม่ได้ นอกจากเอาปืนยิง"

นิกรเอามือเท้าสะเอวผิวปากเพลงชาติเบาๆ

"เอ-พอเอาจริงเอาจังเข้าใจมันไม่กล้า อย่างนี้สู้เจ๊กไม่ได้ ใจเขาเด็ดดีกว่าเรา"

กิมหงวนพยักหน้ากับนิกร

"เอาน่าอ้ายกร กลั้นใจแทงสวบเดียวเท่านั้น"

นิกรฝืนหัวเราะ

"มันแทงไม่ลงน่ะซี แทงคอหวาดเสียวเหลือเกิน เฮ้ย-ช่วยกันขยับก้นหมูทางนี้มาหน่อยเถอะวะ กันแทงก้นมันดีกว่า"

เจ้าแห้วคัดค้านทันที

"รับประทานอย่าเลยครับ ขืนสวนทวารตับไตไส้พุงแหลกเหลวหมด ตือฮวนรับประทานไม่ได้ รับประทานแทงคอดีกว่าครับ การฆ่าหมูเขาก็ต้องแทงคอมันทั้งนั้น"

"ว้า-ข้าทำไม่ลงนี่หว่า"

เจ้าแห้วชักฉิวก็ดุนายของเขา

"ลำบากนักก็อย่าขายดีกว่าครับ รับประทานมัวแต่กลัวบาปกรรมเวทนาสงสารก็ขายหมูไม่ได้แน่"

นิกรทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที

"หนอย พูดดีนัก มา-มึงเป็นคนแทงก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วเอียงคออมยิ้ม

"รับประทานผมไม่เกี่ยวนี่ครับ เรื่องนี้รับประทานคุณกับอาเสี่ยสองคนเท่านั้น รับประทานผมเป็นเพียงผู้ช่วย"

นิกรเอื้อมมือหยิบมีดขึ้นมาอีก ทำท่าเหมือนกับจะแทงคอหมูแต่แล้วก็ไม่กล้า ในที่สุดเขาก็หันไปทางกลุ่มคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์"

"ละม่อม"

"ขา"

"วิ่งไปบนตึกหยิบเหล้าตาขายและถ้วยแก้วสักหนึ่งใบเอามาให้ฉันที เร็วหน่อย ฉันจะกินเหล้าให้ใจกล้า ม่ายยังงั้นฆ่ามันไม่ลง อดที่จะเวทนามันไม่ได้ แล้วก็กลัวว่าบาปกรรมจะตามทัน วันหนึ่งฉันอาจจะถูกใครแทงคอตาย"

ละม่อมรับคำสั่งพาตัวเดินไปจากที่นั้น คณะพรรค ๔ สหายพูดกันจอแจ มีการพนันขันต่อกันระหว่าง ๔ นาง ประภาว่าอย่างไรเสียนิกรหรือเสี่ยหงวนก็คงไม่กล้าฆ่าหมูตัวนี้ ประไพว่าเมื่อกินเหล้าเข้าไปตึงๆ หน้าคงจะฆ่าได้ สองพี่น้องพนันกันเลี้ยงอาหารค่ำที่หยาดฟ้าหนึ่งอิ่ม ใครแพ้พนันต้องพาไปเลี้ยง

นิกรจุดบุหรี่สูบหนึ่งมวน เอื้อมมือกระตุกผ้าเช็ดหน้าที่ปิดหน้าหมูออก ยกผ้าขึ้นดมแล้วโยนผ้าทิ้งเพราะเหม็นกลิ่นหมู เจ้าคุณประสิทธิ์ กล่าวกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าแกไม่กล้าฆ่าหมูแกจะเป็นพ่อค้าหมูได้อย่างไร"

"นั่นน่ะซีครับ" นิกรเห็นพ้องด้วย "แต่ว่าผมคิดว่าครั้งแรกๆ ก็ลำบากนิดหน่อย ต่อก็ไปเคยเอง ประเดี๋ยวผมล่อเหล้าสักสองก๊งให้ใจมันกล้า พอตาลายแลเห็นช้างเท่าหมูแลเห็นหมูเท่าลูกแมวผมก็คงแทงคอมันได้"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวมองดูนิกร

"ก็ไหนแกรับรองเป็นมั่นเป็นเหมาะยังไงว่า หน้าที่ฆ่าหมูเป็นของแก"

"โธ่-แกจะมาเอาอะไรกับคำมั่นสัญญากับคนเราวะ เขาเป็นใหญ่เป็นโตมีอำนาจวาสนาเขารับรองว่าจะช่วยราษฎรยังโง้นยังงี้ ในที่สุดก็อ้ายเหลวกับอ้ายเปล่า หลอกให้เราไปลงคะแนนให้เขา"

"เออ จริงของแกโว้ย" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

อีกสักครู่หนึ่ง ละม่อมก็ถือถาดตราขาวกับถ้วยแก้วเดินเข้ามาในกระท่อม นิกรเอื้อมมือรับมาวางลงบนโต๊ะจัดแจงรินวิสกี้เพียวๆ ใส่แก้วประมาณครึ่งแก้ว แต่พอยกแก้วขึ้นกิมหงวนก็แย่งไปจากมือนิกร

"ให้กันกินก่อนเถอะวะ"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง

"แกเป็นคนจับหมูไม่ใช่คนฆ่าหมู กินทำไมวะเสียเหล้าเปล่าๆ "

กิมหงวนหัวเราะ

"กันเสียวไส้นี่หว่า" พูดจบอาเสี่ยก็ยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มรวดเดียวเกลี้ยง แล้วก็วางแก้วลงบนโต๊ะยกมือเช็ดปาก "บา-บาดคอจังโว้ย"

นิกรบ่นพึมพัมรินตราขาวลงในแก้วอีกครึ่งแก้ว เจ้าแห้วพูดขึ้นเบาๆ

"รับประทานผมสักนิดนะครับ"

นิกรจุ๊ย์ปาก เงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าแห้วอย่างเคืองๆ

"มันจะมากไปโว้ย ขวดหนึ่งไม่ใช่สองสามบาท"

"โธ่-รับประทานประเดี๋ยวผมเป็นลมนะครับ ต้องรับประทานเหล้าย้อมใจสักนิดหน่อยจะได้ใจป้ำ"

นิกรหัวเราะ ยกแก้ววิสกี้ขึ้นดื่มเหลือไว้ประมาณครึ่งเป๊กส่งให้เจ้าแห้ว

"เอ้า ยัดเสีย ของมันแพงกินเท่านี้ก็พอแล้ว"

คุณหญิงวาดคงจะอิดหนาระอาใจเต็มทน ท่านเดินเข้ามาหากิมหงวนกับนิกรแล้วพูดขึ้น

"ลงมือเสียทีซี เหล้าก็กินเข้าไปแล้ว"

นิกรว่า "เดี๋ยวซีครับ ปู้โธ่ เหล้าเพิ่งตกถึงท้องยังไม่ทันจะออกฤทธิ์เลย" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าหยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งออกมาแก้ออกมาวางบนโต๊ะ ภายในห่อคือกุ้งแห้งตัวงามๆ นิกรคว้ากุ้งแห้งใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ

กิมหงวนมองดูหน้านิกรอย่างแปลกใจ

"อือ ในตัวแกนี่ดูคล้ายๆ กับร้านชำฮิ นอกจากกุ้งแห้งมีอะไรอีกไหมล่ะ"

นิกรพยักหน้าล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบห่อกระดาษอีกห่อหนึ่งออกมาส่งให้อาเสี่ย

"เอ้า แกชอบฝรั่งดองก็กินนี่"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะหึๆ ไปตามกัน ประไพเอื้อมมือจับแขนผัวรักของหล่อนเขย่าเบาๆ แล้วพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"กรคะ เอาเหล้ากรอกปากหมูสักสองเป๊กเถอะค่ะมันจะได้เมาเหล้าไม่ทุรนทุราย ไพได้ยินเสียงมันร้องอู๊ดๆ สงสารมันเหลือเกิน"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เออ จริงซีนะไพ" แล้วเขาก็จุ๊ย์ปาก "ปัญญาไพแหลมอะไรเช่นนี้ จริงละ ต้องให้หมูมันกินเหล้าเสียหน่อย"

แล้วนายจอมทะเล้นก็รินเหล้าใส่แก้วประมาณ ๒ เป๊ก พยักหน้ากับอาเสี่ยและเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ช่วยกันจับหมูอ้าปากหน่อยเถอะวะ กันจะกรอกเหล้ามัน"

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"หมูอะไรกันโว้ยกินเหล้า"

"เถอะน่า ให้มันกินเสียหน่อยมันจะได้นอนนิ่งๆ ให้กันแทงคอมัน"

เจ้าแห้วกับเสี่ยหงวนต่างช่วยกันแหกปากหมูด้วยความลำบากยากเย็นเพราะมันดิ้นรนทุรนทุราย แต่แล้วทั้งสองคนก็ช่วยกันจับหมูให้อ้าปากออกจนได้ นิกรยกแก้วเหล้าขึ้นกรอกลงไปจนหมด เจ้าหมูร้องเสียงหลงลั่นบ้าน

ใน ๕ นาทีนั้นเอง แอลกอฮอล์ก็เริ่มแผลงฤทธิ์ อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วมีใบหน้าแดงก่ำ ส่วนเจ้าหมูตัวนั้นนอนอมยิ้มนิ่งเฉยนัยน์ตาปรือ กิมหงวนเดินวนเวียนไปมามือถือห่อฝรั่งดอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นเปรยๆ

"เมื่อไรจะลงมือกันเสียทีโว้ย ครึ่งชั่วโมงแล้วยังไม่ได้ฆ่าหมูสักตัว"

นิกรหันควับมาทางพ่อตาของเขา

"เอาละครับลงมือเดี๋ยวนี้ ใจผมกล้าแล้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบ นิกรหยิบมีดขึ้นอย่างทะมัดทะแมง ขบกรามกรอดจ้องมองดูเจ้าหมูผู้น่าสงสาร แล้วเขาก็พูดเสียงกร้าว

"มึง ชาติก่อนกูเป็นหมูมึงเป็นเจ๊กฆ่าหมู ชาตินี้กลับมาเกิดเป็นคนและมึงกลายเป็นหมูบ้าง ฮะ ฮ้ากรรมต้องสนองกรรม ตาย-มึงต้องตาย"

เจ้าแห้วพยักหน้าหงึกๆ

"เอา-รับประทานแทงเลยครับ"

นิกรเงื้อมีดจ้องตามองดูคอหมูขยับจะแทงทีเดียวให้ตายคาที่ ขยับแล้วขยับเล่า พอแลเห็นเจ้าหมูตัวนั้นทำตาปริบๆ น้ำตาไหลคลอนิกรก็มือเท้าอ่อน โยนมีดลงบนโต๊ะดังโครม เขายักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร กูอภัยให้มึงที่มึงเคยแทงคอกูเมื่อชาติก่อน ถ้ากูขืนฆ่ามึง ชาติหน้ากูก็คงเกิดเป็นหมูและมึงเกิดเป็นคนฆ่าหมูอีก สิ้นสุดกันแต่เพียงชาตินี้ก็แล้วกัน"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน

"ถุย" พลร้องขึ้นดังๆ "นึกว่ากินเหล้าเข้าไปแล้วจะเอาจริงมันก็เหลวอีกตามเคย"

นิกรพยักหน้า

"ไม่ไหวโว้ยใจมันไม่กล้าเสียเลย"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แล้วจะทำยังไงดีอ้ายกร เวลามันผ่านไปโดยไม่รอท่า เอาน่า-ตัดสินใจให้เด็ดขาดแทงสวบเดียวเท่านั้นก็สิ้นเรื่อง"

นายจอมทะเล้นยิ้มเหยๆ

"บอกแล้วว่าใจมันไม่กล้า ง่า-เอายังงี้ก็แล้วกันวะ เอาไม้ทุบหัวมันดีกว่า ตุ้บเดียวเท่านั้นม่องเท่งเลย"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้

"แกกล้าทำหรือ"

"เออ พอทำได้เพราะมันไม่หวาดเสียวเหมือนกับแทงคอ" แล้วเขาหันไปทางกลุ่มคนใช้ "อ้ายมั่นโว้ย เอ็งไปหาดุ้นฟืนขนาดดุ้นแสมใหญ่ๆ มาให้ข้าสักดุ้นเถอะวะข้าจะฆ่าหมู"

เจ้ามั่นรีบเดินออกไปจากกระท่อม ไม่ถึงสองนาทีก็กลับเข้ามาพร้อมด้วยดุ้นแสมขนาดใหญ่ซึ่งเจ้ามั่นไปเอามาจากโรงครัว

"นี่ครับคุณ โดนอันนี้เข้าโป้งเดียวอยู่เลย"

นิกรยิ้มให้เจ้ามั่น

"เอ็งตีทีซีวะ"

"โอ้ย" เจ้ามั่นอุทาน "ไม่ไหวละครับคุณดีกว่า เรื่องการฆ่าสัตว์ตัดชีวิตผมทำไม่ลงแน่"

นิกรลองขยับดุ้นแสมซึ่งพอเหมาะกับมือของเขา นายจอมทะเล้นมองดูเจ้าหมูผู้น่าสงสารแล้ววางดุ้นแสมลงบนหัวมัน ทันใดนั้นเจ้าหมูก็ส่งเสียงร้องลั่น

"อี๊ด อู๊ดๆๆๆ "

นิกรถอยหลังกรูด

"อ้ายเปรต ยังไม่ทันตีเลยร้องเสียลั่นบ้าน เฮ้ย-ข้าตั้งใจจะอโหสิกรรมให้เอ็งแต่มาคิดๆ ดูข้า ยกโทษให้ไม่ได้ ชาติก่อนเอ็งทำกับข้าอย่างไรชาตินี้ข้าก็ต้องทำกับเอ็งบ้าง เวรย่อมระงับด้วยการจองเวร กูฆ่ามึงละอ้ายหมู"

เสียงครางเบาๆ ดังขึ้น

"พี่จ๋า อย่าทำฉันเลย"

นิกรสะดุ้งเฮือกหันควับมาทางประไพเมียรักซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา

"ปู้โธ่ ประไพนี่ อ้ายเรายิ่งใจไม่ดีอยู่อย่ากะเซ้ายังงี้ซีน่า แล้วกัน"

ประไพหัวเราะลั่น ถอยออกมายืนในกลุ่มเพื่อนเกลอของหล่อน นิกรเงื้อดุ้นแสมขึ้นสุดแขน ใบหน้าของเขาบึ้งตึงน่ากลัว นัยน์ตาขวางราวกับเพชฌฆาต นายจอมทะเล้นหันมาทาง ดร. ดิเรก

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ระวัง หนึ่ง-สอง-สาม"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ โยนดุ้นแสมทิ้งดังโครม ยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ

"ไม่ไหวโว้ย อ้ายหมูตัวนี้มันจ้องหน้าตลอดเวลา ใครจะไปฆ่ามันลง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือจับแขนคุณหญิงของท่าน

"ไปคุยกันบนตึกเถอะคุณหญิง ฉันคิดว่าคืนนี้จนกระทั่งสว่างอ้ายหมูสองตัวนี่ก็คงไม่ได้ฆ่า"

คุณหญิงยิ้มแป้น

"ไม่ได้ฆ่าสิคะดี พ่อหงวนจะได้แพ้พนันดิฉัน อย่าเพิ่งไปเลยค่ะดูให้ถึงที่สุดก่อน"

กิมหงวนกับนิกรจนปัญญาแล้วต่างปรึกษาหารือกันเงียบๆ

"เอายังไงดีวะอ้ายกรถึงจะให้หมูตัวนี้ตายได้"

นิกรนิ่งคิดอยู่สักครู่ เขานึกถึงกรรมกรสามล้อร่างใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งเช่าห้องแถวคุณหญิงวาด อยู่ในตรอกข้างบ้าน "พัชราภรณ์" แล้วนิกรก็ดีดมือแป๊ะยิ้มออกมาได้

"จ้างเขาฆ่าเถอะวะ ให้อ้ายแห้วไปตามนายผ่องมานี่ เจ้าผ่องมันเชือดไก่เก่งมาก มันคงฆ่าหมูได้อย่างสบาย"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"เออ จริงโว้ย จ้างเจ้าผ่องก็ดีเหมือนกัน อย่างแพงก็ตัวละ ๑๐ บาทค่าจ้างฆ่าหมูให้เราได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันที เพียงแต่ให้เขาเอามือมาหรอกมีดของเรามีอยู่แล้ว"

นิกรกล่าวกับเจ้าแห้วทันที

"ไป-อ้ายแห้ว ออกทางประตูข้างไปตามตาผ่องมาเดี๋ยวนี้ บอกเขาให้รู้ด้วยว่าข้าจะจ้างเขาฆ่าหมู ๒ ตัว แล้วก็ไม่ต้องเอามีดมาหรอกมีดของเรามีอยู่แล้ว"

เจ้าแห้วรับคำสั่งพาตัวเดินออกไปจากกระท่อมทันที บรรดาคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างหมดศรัทธาที่จะดูการฆ่าหมู เขาพากันย่อยๆ กลับไปยังบ้านพักพวกคนใช้ ในเวลาไล่ๆ กัน ๔ นางก็พากันออกไปจากกระท่อม

เสี่ยหงวนรินวิสกี้ดื่มอีก ส่วนนิกรเดินพล่านไปมารอบๆ ห้อง เจ้าหมูตัวนั้นถูกมัดตีนนอนนิ่งเฉยทำตาปริบๆ อยู่บนโต๊ะ

ในราว ๕ นาที เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาในกระท่อมอย่างรีบร้อน พาชายหนุ่มรูปร่างค่อนข้างเตี้ยแต่ ล่ำสันคนหนึ่งเข้ามาด้วยลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นกรรมกรหาเช้ากินค่ำ

"รับประทานนายผ่องไปขี่รถยังไม่กลับครับ ผมเลยตกลงจ้างนายแก้วให้เขามาฆ่าหมูให้" พูดจบเจ้าแห้วก็หันมาพูดกับชายหนุ่มที่ชื่อแก้ว "นี่ยังไงล่ะเจ้านายของฉัน"

แก้วรีบทรุดตัวลงนั่งยองๆ ยกมือไหว้แสดงความเคารพอย่างพินอบพิเทา เจ้าแห้วอธิบายให้ทราบว่า นายแก้วเป็นชาวอิสานและเป็นญาติทางฝ่ายภรรยาของนายผ่อง เพิ่งมาอยู่ที่ห้องนายผ่องเมื่อสัปดาห์ก่อนนี้เอง

"สวัสดีน้องชาย" นิกรพูดยิ้มๆ "แกฆ่าหมูได้แน่นะ"

นายแก้วลุกขึ้นยืนกล่าวตอบอย่างนอบน้อม

"ได้ขอรับ เมื่อผมอยู่อุดรผมเคยฆ่าหมูมาแล้ว"

นิกรชักแปลกใจก็ดึงแขนเจ้าแห้ว พาไปที่ประตูกระท่อมแล้วกล่าวถามเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย-หมอนี่ทำไมลูกนัยน์ตาดำไม่มีล่ะ"

เจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ กระซิบบอกนิกรเบาๆ

"รับประทานมีครับ แต่ตาแกเหล่ครับ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้า

"อ้อ ยังงั้นหรือ" แล้วเขาก็พาเจ้าแห้วเดินกลับไปที่โต๊ะหมู

กิมหงวนส่งมีดเล่มเบ้อเริ่มให้นายแก้ว

"เอา อ้ายน้องชายลงมือได้"

นายแก้วหัวเราะเบาๆ

"ก่อนจะให้ผมฆ่าหมู กรุณาตกลงราคากับผมเสียก่อนเถอะครับ"

"เออ จริงซินะอ้ายฉันก็ลืมนึกไป แกจะเอาตัวละเท่าไหร่ล่ะ ฉันตกลงจ้างแกฆ่าหมู ๒ ตัว"

แก้วว่า "ผมขอค่าป่วยการตัวละร้อยบาทครับ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"แทงคอหมูสวบเดียวเท่านั้นน่ะเรอะแกเอาค่าป่วยการตัวละ ๑๐๐ บาท"

แก้วอมยิ้ม

"โธ่-ผมไม่ใช่เจ๊กฆ่าหมูนี่ครับคุณ ผมรับรองว่าผมฆ่าและชำแหระให้เสร็จทำความสะอาดให้ เรียบร้อย"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"เอา ตกลงโว้ย ถ้าแกไม่ฆ่าให้ฉันฉันและพวกเราก็ไม่มีปัญญาที่จะฆ่ามันเหมือนกัน เอาโว้ยแก้ว ลงมือได้"

นายแก้วถือมีดกระชับมั่นไว้ในมือ เขยิบเข้ามายืนข้างโต๊ะ บอกให้อาเสี่ยกับนิกรช่วยกันจับหมู ให้เขา อธิบายให้ฟังว่า ขณะที่หมูถูกแทงคอมันจะดิ้นรนเต็มแรง สองสหายช่วยกันอุ้มหมูยกขึ้น

"เอาโว้ย แทงเลยอ้ายน้องชาย" นิกรพูดและเบือนหน้าไปทางอื่น กลัวว่าจะเห็นภาพอันน่าหวาดเสียวตอนคมมีดปักลงไปในคอหมู

แต่ก่อนที่นายแก้วจะสังหารหมูตัวนี้ อาเสี่ยก็ร้องเอะอะขึ้น

"เฮ้ยๆๆ แกจะฆ่าหมูเรอะ"

แก้วหัวเราะ

"ก็ฆ่าหมูน่ะซีครับ"

"ฆ่าหมูทำไมแกมองหน้าฉันล่ะ มองดูหมูซีโว้ย"

นายแก้วยิ้มอายๆ

"ได้โปรดเถอะครับ นัยน์ตาผมชำรุดครับ"

กิมหงวนอ้าปากหวอ

"ยังงั้นเรอะ มิน่าล่ะกันสงสัยตั้งแต่แกโผล่เข้ามาแล้ว ลูกนัยน์ตาขาวมองไม่ใคร่เห็นเลย ว่าง่า ถอดลูกนัยน์ตาส่งไปซ่อมเสียซี ปล่อยเอาไว้ยังงี้ไม่เหมาะแน่ ลื้อขยับมีดแล้วก็จ้องหน้าอั๊ว เล่นเอาใจไม่ดีเลย"

นายแก้วฝืนหัวเราะ

"ถ้าผมจ้องหน้าคุณละก้อ เป็นอันวางใจเถอะครับว่าคุณปลอดภัย แต่ถ้าผมมองดูหมูนั่นแหละครับ คุณระวังให้ดี"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เอา-จัดการได้แล้วอ้ายน้องชาย"

แก้วจ้องตาเขม็งมองดูหน้าเสี่ยหงวน ท่ามกลางความตื่นเต้นของใครต่อใคร ภายในกระท่อมเงียบกริบ กิมหงวนกล่าวถามนายแก้วเบาๆ

"หมูแน่นา อั๊วกับลื้อน่ะไม่เคยมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันนะโว้ย นัยน์ตาลื้อน่ากลัวเหลือเกิน ให้ดิ้นตายเถอะวะ"

นายแก้วจ้องมีดแทงสวบเข้าไปใต้คอหมูทันที เจ้าหมูร้องเสียงหลงพอชักมีดออกมา เลือดก็ไหลทะลัก

"ยก-ยกขึ้นซีครับ เอาหัวห้อย" แก้วร้องบอกอาเสี่ยกับนิกร "เอาหัวห้อยปล่อยให้เลือดไหลลงถังซีครับ"

สองสหายปฏิบัติตามนายแก้ว เจ้าแห้วเข้าช่วยอีกแรงหนึ่ง ทันใดนั้นเองคุณหญิงวาดก็เป็นลมล้มลงกลางกระท่อมนั้น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นัยน์ตาเหลือก

"อ้าว-เป็นลมไปแล้วหรือคุณหญิง"

ดร. ดิเรกปราดเข้าประคองคุณหญิงวาดทันที ช่วยกันพยุงท่านออกไปจากกระท่อมนั้น

"หนึ่งศพแล้ว" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ หลังจากโยนศพหมูลงบนพื้นห้อง "มือแกแน่มากอ้ายน้องชาย จ๊วบเดียวหงิกแดกเลย"

นายแก้วหัวเราะ

"การฆ่าหมูไม่ยากอะไรหรอกครับ ความลำบากอยู่ที่การชำแหระหมูมากกว่า ผมอยู่อุดรผมฆ่าหมู ทุกๆ วัน"

นิกรพูดกับเสี่ยหงวน

"ช่วยกันไปอุ้มอ้ายตัวนั้นมาให้นายแก้วจัดการเถอะวะ จะได้สิ้นเรื่องสิ้นราวกันที เรายังมีงานที่จะต้องทำอีกมาก"

กิมหงวนไม่พูดว่าอะไร ชวนเจ้าแห้วเดินตามนิกรไปหน้ากระท่อมแล้วก็ช่วยอุ้มหมูเข้ามา เจ้าหมูตัวนี้คงขี้ขลาดและกลัวตายมากเกินไป มันส่งเสียงร้องอู๊ดๆ ลั่นบ้าน พยายามดิ้นรนหาอิสรภาพ จนเจ้าแห้วหมั่นไส้ยกมือเขกกะบาลหมูดังโป๊ก

"นี่แน่ะ แหกปากร้องไปได้อ้ายเวร"

สองสหายกับเจ้าแห้วช่วยกันจับหมูให้เงยหน้าขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบพูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ โดยเร็ว

"ไปเหอะ เจ้าคุณ ขึ้นไปคุยกันบนตึกดีกว่า ผมเสียวลูกกระเดือกเต็มทนแล้ว เห็นเขาฆ่าหมูดูไม่ได้แน่ ตะกี้นี้ผมเกือบเป็นลม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแห้งๆ

"ผมก็เหมือนกันเจ้าคุณ เล่นแทงคออย่างนี้ไม่ไหว ความจริงถ้ามนุษย์เราไม่กินหมู หมูก็คงไม่ต้องเสียชีวิตมากมายอย่างนี้"

สองเจ้าคุณพากันเดินออกไปจากกระท่อม ในกระท่อมคงเหลือแต่เพียงเสี่ยหงวน, นิกร, เจ้าแห้วและนายแก้วเพียง ๔ คนเท่านั้น นายแก้วแทงคอเจ้าหมูตัวที่สองอย่างง่ายดาย มันร้องอู๊ดๆ สองสามคำก็สิ้นใจตาย อาเสี่ยกับนิกรและเจ้าแห้วช่วยกันยกตัวมันขึ้นเอาหัวลง ปล่อยให้เลือดไหลลงสู่ถังใบใหญ่ แล้วศพหมูก็ถูกโยนลงบนพื้นดังโครม

นายแก้วเริ่มทำการชำแหระหมูตามหน้าที่ของเขา นิกร กิมหงวนและเจ้าแห้วยืนมองดูด้วยความเลื่อมใส แต่แล้วพอนายแก้วแหวะท้องหมูตัวแรกออก นิกรก็ทำคอย่นเหมือนกับจะอ้วก

"เฮ้ย-กันไปก่อนละโว้ย อ้ายเสี่ย" นิกรพูดอ้อมแอ้มวิ่งจู๊ดออกไปจากกระท่อมทันที

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ รู้สึกเวียนศีรษะผะอืดผะอมเต็มทน เขายกมือตบหลังเจ้าแห้วค่อนข้างแรง แล้วพูดขึ้น

"อ้ายแห้ว ข้าเต็มฟัดแล้วโว้ย เอ็งช่วยดูแลนายแก้วให้ชำแหระหมูให้เรียบร้อยนะ ข้าจะขึ้นไปบนตึก เสร็จแล้วให้นายแก้วเขาไปเอาเงินที่ข้า"

ครั้นแล้วเสี่ยหงวนกับนิกรก็พากันเดินออกไปจากกระท่อมนั้น ปล่อยให้นายแก้วจัดการกับหมูสองตัวนั้นต่อไป

ตอนใกล้รุ่งอรุณของวันใหม่

ก่อนเวลา ๕.๐๐ น.เล็กน้อย เสียงกริ่งนาฬิกาปลุกดังกังวานลั่นห้องนอนของนิกร การุณวงศ์ ประไพตกใจตื่น เอื้อมมือเขย่าร่างผัวรักของหล่อนซึ่งกำลังนอนโก้งโค้งหลับสนิท กรนเสียงสนั่นหวั่นไหว

"กร กรคะ กร"

แล้วประไพก็ลุกขึ้นนั่ง หลังจากนาฬิกาปลุกสงบเงียบ

"กรคะ ลุกขึ้นไปขายหมู"

นิกรไม่มีทีท่าว่ารู้สึกตัวเลย ประไพก้มหน้าลงตะโกนข้างหูนิกร

"วู้! ลุกขึ้น"

นิกรคงกรนต่อไป เปลี่ยนจากนอนโก้งโค้งเป็นนอนหงาย อ้าปากกรนเสียงสูงเสียงต่ำอย่างน่ารำคาญ

ประไพร้องเรียกอีกหลายคำก็ไม่ตื่น ในที่สุดหล่อนก็ต้องใช้อุบายอันแนบเนียนก้มหน้าลงพูดกับเขา

"กรคะ ลุกขึ้นทานโจ๊กหมูค่ะ เจ้าแห้วเพิ่งไปซื้อมาจากเยาวราชกำลังร้อนๆ เชียวค่ะ ใส่ไข่ด้วย"

คราวนี้นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง พรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"โจ๊กเรอะ แหม-เลี่ยม กำลังหิวเชียว"

ประไพอดหัวเราะไม่ได้

"โจ๊ก โจ๊กที่ไหนกันเล่า ไม่มีหรอกค่ะ หลอกให้น่ะ นอนขี้เซาอะไรยังงี้ก็ไม่รู้ เกือบตี ๕ แล้วละค่ะ ลุกขึ้นเตรียมตัวไปขายหมูซี"

"ว้า-" นิกรคราง "ไม่เอาแล้วนอนดีกว่า มีอย่างรึกำลังนอนสบายจะให้ไปขายหมู"

"อ้าว แล้วจะทำอย่างไรล่ะคะ หมูตั้งสองตัวชำแหระไว้เรียบร้อยแล้ว"

พูดขาดคำก็มีเสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น

"กร กรโว้ย ตื่นหรือยัง"

นิกรร้องตอบไป

"ยังโว้ย กำลังหลับสนิท"

ประไพอดหัวเราะไม่ได้ ลุกขึ้นจากเตียงนอนเดินไปที่ประตู ถอดกลอนเปิดประตูออก พอแลเห็น กิมหงวน ประไพก็หัวเราะคิ๊ก

"อุ๊ยตาย แต่งเครื่องแบบขายหมูด้วยหรือคะ อาเสี่ย"

เสี่ยหงวนก้มลงมองดูตัวเอง ซึ่งสวมเสื้อกันเปื้อนสีขาวและหมวกแบบหมวกบาเร่ต์สีขาว

"ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อยหน่อยครับ ทำอะไรก็ให้เป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่น พวกพ่อค้าหมูจะได้เอาอย่างผม ผมเป็นพ่อค้าหมูแบบมาตรฐาน" แล้วเขาก็ถือวิสาสะเดินเข้ามาในห้อง "อ้าว-เฮ้ย เพิ่งตื่นหรือนี่"

นิกรอ้าปากหาวดังๆ

"เวิ๊ว ง่วงนอนฉิบหายเลย แกไปขายคนเดียวได้ไหมวะ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"เดี๋ยวก็โดนเตะหรอกพูดเป็นบ้าไปได้ เร็ว-อย่าร่ำไรโว้ยเกือบตี ๕ แล้ว"

นิกรยกแขนบิดขี้เกียจเสียก่อนจึงลุกขึ้นจากเตียงนอน

"อ้าวแห้วล่ะ ตื่นหรือยัง"

"อ๋ออ้ายแห้วมันตื่นตั้งแต่ตี ๔ จัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว แกโผล่หน้าต่างออกไปดูซี หมูสองตัวบรรทุกอยู่บนรถจี๊ปพร้อมด้วยเขียงหมู, เครื่องชั่ง, มีดปังตอสำหรับหั่นหมู เครื่องกระจายเสียงก็เอาบรรทุกรถเรียบร้อยแล้ว รีบอาบน้ำแต่งตัวซี่แก ไม่ไหวละโว้ย กันว่ากันงุ่มง่ามแล้ว แกยังโอ้เอ้กว่ากันเป็นไหน พ่อค้าน่ะเขาต้องนอนดึก ตื่นแต่เช้าเข้าใจไหมล่ะ"

นายจอมทะเล้นหัวเราะทั้งขี้ฟัน

"แกลงไปคอยกันข้างล่างเถอะ ขอเวลาให้กันสักสองชั่วโมง"

"หา? " อาเสี่ยอุทานลั่น "อีกสองชั่วโมง"

"ฮื่อ-ให้กันนอนอีกสักครู่เถอะวะ"

กิมหงวนยกมือเท้าสะเอว มองดูนิกรอย่างโมโห

"เข้าห้องน้ำเดี๋ยวนี้" อาเสี่ยพูดเสียงหนักแน่น "กันให้เวลาแก ๑๐ นาทีเท่านั้น รักจะร่วมงานกันแล้วก็ให้มันตลอดรอดฝั่งไปหน่อยเถอะวะ"

"เออ พูดยังงี้น่าฟัง นั่งก่อนซี่ กันขอเวลานาทีเดียวเท่านั้น เพียงแต่แปรงฟันล้างหน้าแต่งตัว ส่วนน้ำขอรับรองอย่างลูกผู้ชายว่า อากาศเย็นๆ อย่างนี้กันไม่ยอมอาบเด็ดขาด"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไม่ต้องรับรองกันก็เชื่อ กันไปรอข้างล่างดีกว่า อยู่อย่างนี้คุณไพจะอึดอัดใจ" พูดจบกิมหงวนก็พาตัวเดินออกไปจากห้อง

ตอนเช้าวันนั้นเอง

ในเวลา ๗.๐๐ น.เศษ ที่ตลาดยอดบางลำภูมีประชาชนเดินขวักไขว่หาซื้อกับข้าวเพื่อนำไปประกอบอาหาร ตลาดยอดเป็นตลาดที่มีอาหารและผักสดสารพัด หมู, เนื้อวัว, เป็ดไก่มากมาย

ร้านขายหมูไม่ต่ำกว่า ๑๐ ร้านตั้งอยู่เรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย ร้านของสองสหายอยู่ร้าน สุดท้าย อาเสี่ยกิมหงวนยืนแมลงวันตอมขามาชั่วโมงเศษ ไม่มีใครซื้อหมูของเขาเลยเพราะพวกแม่ครัวและผู้ที่มาตลาดมีร้านประจำของตนอยู่แล้ว

เครื่องกระจายเสียงยังใช้ไม่ได้ เพราะไม่มีไฟฟ้า นิกรเสียเวลาไปเจรจากับร้านชำแห่งหนึ่งขอเช่าไฟ การเจรจาในตอนแรกไม่มีท่าจะสำเร็จ อาเสี่ยต้องไปพบกับเจ้าของร้านชำนั้น หลังจากส่งภาษาจีนกันครู่เดียว เจ้าของร้านชำก็ โอ.เค. แต่ก็คงขลุกขลักอยู่นั่นเอง เพราะเมื่อติดต่อสายไฟกับเครื่องกระจายเสียงเรียบร้อยแล้ว เครื่องเกิดชำรุด นิกรต้องแก้ไขอย่างเร่งร้อน

กิมหงวนยืนกระสับกระส่ายอยู่หลังเขียงหมู นานๆ ก็ลับปังตอเสียที ไม่มีใครสนใจกับร้านของเขา ส่วนหมูร้านใกล้เคียงขายดิบขายดีไปตามกัน จนกระทั่งกิมหงวนชักฉิวหันมาเอ็ดตะโรนิกร

"เฮ้ย เครื่องกระจายเสียงเฮงซวยของแกเมื่อไรจะแก้เสร็จเสียทีวะ หมูจะเน่าหมดแล้ว"

นิกรถอนหายใจหนักๆ

"กันถอดน๊อดออกมา ๕ ตัวใส่ได้ ๒ ตัวเท่านั้น น่ากลัวฝรั่งทำเกินแน่ ว้า-คลำไม่ถูกหรือว่าอะไรมันเสีย แกร้องขายไปพลางๆ ซีวะ"

กิมหงวนทำคอย่น

"ในตลาดอย่างนี้แกจะให้กันร้องขาย ปู้โธ่-มีอย่างที่ไหนวะคนเขาจะได้ว่าไม่สบาย"

"เถอะน่า เชื่อกันเถอะวะ กันรับรองว่าถ้าแกร้องขายเป็นต้องมีคนเข้ามาซื้อหมูเราแน่ๆ เป็นพ่อค้ามัวแต่อายไม่เข้าเรื่องก็อย่าขายดีกว่า"

อาเสี่ยชักชอบใจที่นิกรพูดเช่นนี้ เขายิ้มออกมาได้

"เออ-จริงโว้ย แกรีบแก้เครื่องกระจายเสียงหน่อยซีนะ"

นิกรพยักหน้ารับรอง กิมหงวนยืดหน้าอกขึ้นให้ผึ่งผายแล้วแหกปากร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เร่เข้ามา....เร่เข้ามา ขายหมูแบบลดค่าครองชีพครับ ซื้อหมูร้านนี้ถูกเหมือนได้เปล่า ราคาถูกกว่าร้านอื่น เร็วๆๆๆ เร่เข้ามา ถูกแล้วไม่กินทุน"

นิกรสะดุ้งโหยงเงยหน้ามองดูกิมหงวนทันที

"เฮ้-ขายหมูตะหวักตะบวยอะไรกันวะ ถูกแล้วไม่กินทุน"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่าซี ปากมันพูดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง"

ทันใดนั้นเอง นายจอมทะเล้นก็แลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาพลกับ ดร. ดิเรกตรงเข้ามาที่ร้านหมู นิกรถอนหายใจออกมาดังๆ

"ดิเรกมาโว้ย เหมาะทีเดียวให้มันแก้เครื่องขยายเสียงให้"

กิมหงวนยกมีดปังตอชูให้สองสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส สองสหายกับท่านเจ้าคุณมาหยุดหน้าร้าน แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ทำหน้าเบ้

"ทำไมยังเหลือเยอะแยะอย่างนี้ล่ะ"

อาเสี่ยมองดูหมูของเขาอย่างท้อแท้

"ยังขายไม่ได้เลยแม้แต่สตางค์แดงเดียวครับ ใครๆ เขาผ่านมาแล้วก็เลยไปหมด ดูซีครับ ร้านอื่นๆ มีคนมุงกันแน่น ร้านผมไม่มีคนเลย"

พลมองดูหน้านิกรแล้วยิ้มให้

"ยังไงวะ โฆษก ทำไมไม่พูดกระจายเสียงล่ะ"

นิกรยืนหัวเราะ

"เครื่องมันเสียโว้ย เฮ้-หมอ เข้ามาช่วยดูเครื่องกระจายเสียงหน่อยซิ กันถอดน๊อตออกมาแล้วใส่ไม่ถูก ไม่รู้จะใส่ตรงไหน"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"แกแก้ไม่เป็นอุตริไปแก้ทำไมล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มเดินเข้าไปหลังร้าน หยุดยืนหน้าเครื่องขยายเสียง เริ่มต้นค้นหาความชำรุดของมัน จัดแจงใส่น๊อตทั้ง ๓ ตัวไว้ตามเดิม หัวต่อปลั๊กเสียบไมโครโฟนอันหนึ่งหลุด ดร. ดิเรกจัดแจงไม่ถึง ๒ นาทีก็เสร็จเรียบร้อยเอื้อมมือเปิดสวิทไฟเครื่อง พอเครื่องร้อนเขาก็บอกนิกร

"เรียบร้อยแล้วพูดได้"

นิกรยกไมโครโฟนขึ้นพูด

"ฮัลโหล-ฮัลโหล-ฮัลโหล"

เสียงของนิกรออกลำโพงดังลั่น นิกรทำหน้าตื่นมองดู ดร. ดิเรกอย่างแปลกใจ

"แกแก้ยังไงหมอ ให้ดิ้นตายเถอะวะ เก่งอะไรอย่างนี้"

ดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก

"พูดแล้วจะว่าคุย กันหลับตาแก้ยังได้ มันไม่ได้เสียมากมายอะไรเลย เพียงแต่สายเสียบปลั๊กมันหลุดเท่านั้น เรื่องวิชาไฟฟ้ากันชำนาญมาก ท่านมหาราชาจันทร์กุมารถึงกับเคยขอร้องให้กันเป็นผู้อำนวยการบริษัทไฟฟ้าตะราจะกินหนาจำกัด ของพระองค์ท่าน แต่กันไม่ตกลง"

นิกรพูดไมโครโฟนต่อไป

"ฮัลโหล-ฮัลโหลพี่น้องทั้งหลาย หมูร้านนี้เราจำหน่ายเพื่อลดการครองชีพให้ท่าน เชิญครับ เชิญครับ เชิญอุดหนุนไทยด้วยกัน หมูของเราขายถูกกว่าร้านอื่น ขอเชิญพระเดชพระคุณพ่อแม่ทั้งหลาย ลองซื้อดูคนละบาทสองบาท แม้แต่เพียงคนละ ๕๐ สตางค์เราก็ขาย ง่า-เจ๊ อย่าลังเลครับ เข้ามาๆๆๆ ซื้อเอาไป มันแข็งเป็นเปลว เนื้อแดง เนื้อสามชั้นซี่โครงหมู หมูๆๆ อยู่ทางนี้อย่าเลยไป หมูสองสหายไม่เคยผ่านศึก เป็นหมูที่ได้รับตรวจจากนายแพทย์แล้วก่อนที่จะทำการฆ่า ท่านอยากกินหมูถูก และปลอดภัยลองซื้อไปดู ขายถูกอย่างไม่น่าเชื่อ ถูกเหมือนได้เปล่า หมูๆๆๆ อยู่ทางนี้ ร้านนี้ อย่าเข้าร้านผิดท่านจะเสียใจ ซื้อหมูหนึ่งกิโล แถมซี่โครงหมูให้ท่านเป็นพิเศษ ขนหมูเอาขอไปใช้ได้ไม่ต้องซื้อ" แล้วนิกรก็ร้องเพลงฉ่อยโฆษณาหมูทันที เขาพูดแคล่วคล่องว่องไวโดยไม่ติดไม่ค้าง

คราวนี้มีแน่ผมจะบอกให้

หมูสองสหายเขาขายถูก

ท่านไม่ต้องเป็นทุกข์ต่อนี้ไป

เมื่อท่านอยากกินหมูเชิญมานี่

หรือท่านอยากกินหมีก็ตามใจ

สองชั้นสามชั้นหรือมันแข็ง

ซื้อเพียงสตางค์แดงก็ยังได้

พ่อค้าไทยใจกล้าคิดค้าหมู

ท่านจะยืนมองดูอยู่ทำไม

ขอเชิญนฤมลแม่คนสวย

เอ็นดูชูช่วยพ่อค้าไทย

ซื้อหมูของเราเอาไปบ้าน

เอาไปรับประทานเร็วไว

"เอ๊ช้าชา... ฉ่าชา...หน่อยแม่ หมูๆๆๆๆๆ อยู่ทางนี้ๆๆๆๆ หมูถูกท่านไม่ซื้อท่านจะกินปูเค็มก็ตามใจ เราขายโดยไม่มุ่งหวังกำไรเลย วันนี้นายห้างมาเองครับ หมูๆๆๆ กินแก้ลม แก้หวัด กลิ่นหอมสนิทติดใจ ไอหวัดคัดจมูกหายเด็ดขาด"

คนฟังหัวเราะครืน หญิงชราคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

"เขาพูดพล่ามจนน้ำลายแตกเป็นฟองแล้ว อุดหนุนเขาหน่อยพวกเรา เอ้า-เฮ"

แล้วคุณป้ากับผู้มาจ่ายตลาดเกือบ ๒๐ คนก็เฮโลกันเข้ามาห้อมล้อมร้านหมูเสี่ยหงวน คำว่า "เอ้า-เฮ" ที่คุณป้าแกมาร้องขึ้นเป็นคำอุทานของยี่เกตอนรบกัน นิกรก็พอจะรู้ว่าหญิงชราผู้นี้เป็นแฟนยี่เกคนหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงร้องยี่เกกระจายเสียงทางไมโครโฟนทันที

กระดิ่งทองแสนจะดีใจ

พี่น้องชาวไทยมีเมตตา

ห้อมล้อมซื้อหมูดูคับคั่ง

ใครมาทีหลังโปรดกรุณา

เข้าคิวงามๆ ตามวัฒนธรรม

อย่าทุบถองลูบคลำกันซึ่งหน้า

จ่ายสดงดเชื่อเบื่อการทวง

กระเป๋าใครอย่าล้วงให้ผิดหนา

เส้นคอเส้นใหญ่อย่าเผลอเรอ

ประเดี๋ยวเจ๊จะเจอร้องไอ๊ยา

เร็วๆๆๆ เร่เข้ามา

"ตูเหร่งเต็งเตรง ตู๊เร็งเต็งเตร่ง หมูครับหมู หมูอยู่ที่นี่ไม่ต้องเบียดเสียดเยียดยัดกันครับ เนื้อแดงหนึ่งกิโลหรือครับ ตัดเร็ว-เนื้อแดงหนึ่งกิโล คุณป้าเอาอะไร หมูสามชั้นเท่าไหร่นะครับ ๕๐ สตางค์ โอ.เค ตกลง หมูสามชั้น ๕๐ สตางค์"

การโฆษณาของนิกรมีผลมาก ประชาชนหญิงชายต่างเข้ามาล้อมร้านหมู ๔ สหาย เสียงจ้อกแจ้กจอแจแซ่ดไปหมด ซื้อคนละบาทสองบาทหรือมากกว่านี้ กิมหงวนตัดหมูแทบไม่ทัน ใบหน้าของอาเสี่ยยิ้มแย้มแจ่มใส เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลต่างช่วยเสี่ยหงวนตัดหมูขาย คราวนี้ร้านหมูของสองสหายก็กลายเป็นเป้าสายตาของใครต่อใคร

ผู้ซื้อที่เป็นสาวซื้อเพียงบาทเดียวได้หมูเกือบกิโล ส่วนยายแก่หรือแม่ลูกอ่อนตัดขายให้อย่างไม่สู้เต็มใจเท่าใดนัก

แม่สาวสวยนัยน์ตาคมในวัยรุ่นสาวคนหนึ่งยืนรออยู่นานแล้วไม่ได้หมูก็ส่งเสียงแจ๋วๆ ขึ้น

"แหม-ฉันสั่งซี่โครงหมู ๒ บาทนานแล้ว เมื่อไรจะได้เสียทีจ๊ะ ยืนจนเมื่อยขาแล้ว"

"ได้เดี๋ยวนี้ครับคุณ"

"ได้เดี๋ยวนี้ยังไงกัน ยังไม่ได้ตัดให้ฉันเลย"

"ครับๆ ได้เดี๋ยวนี้ เท่าไรนะครับ ๒ บาท" แล้วกิมหงวนก็หยิบซี่โครงหมูแผ่นเบ้อเริ่มมาสับเป็นชิ้นเล็กๆ ห่อใบตองส่งให้หล่อน "ผมขายให้คุณเป็นพิเศษ ซี่โครงหมูหมดนี่เกือบ ๔ กิโล ผมขาย ๒ บาทเท่านั้น"

แม่สาวงามยิ้มหวานจ๋อยส่งเงินให้เสี่ยหงวน

"ขายถูกยังงี้ฉันจะมาอุดหนุนทุกวัน"

กิมหงวนมองดูหน้าพลแล้วมองดูหน้าหล่อน

"คุณพูดกับผมทำไมไปยิ้มกับอ้ายนี่ล่ะครับ"

หล่อนค้อนควับถือตะกร้าใส่กับข้าวเดินออกไปจากร้าน ในเวลาเดียวกันโฆษกประจำร้านหมู ก็โฆษณาเสียงแจ๋วๆ บางทีก็ร้องลำตัดหรือร้องยี่เกแบบนักโฆษณาขายยา ร้านหมูใกล้เคียงนั่งกอดเข่าไปตามกัน ประชาชนต่างแห่กันมาซื้อหมูสองสหายซึ่งถูกเหมือนกับได้เปล่า

ในที่สุดพวกร้านหมูใกล้เคียงก็ปรึกษาหารือกัน แสดงความอิจฉาริษยาร้านหมูบรรดาศักดิ์

"อั๊วว่ามันเอาหมูเถื่อนมาขายโว้ยถึงได้ขายถูกอย่างนี้ วันนี้น่ากลัวเราเจ๊งแน่" นายผอมกะหร่องคนหนึ่งปรารภกับเพื่อนพ่อค้าหมู "ไปเอาตำรวจมารวบมันหรือ อย่างไรก็ต้องเป็นหมูเถื่อน และใบอนุญาตขายหมูมันก็คงไม่มี"

พ่อค้าหมูอีกคนหนึ่งกล่าวว่า

"อย่าไปคิดร้ายเขาเลยวะ การค้ามันก็ต้องแข่งขันกันเป็นธรรมดา ถ้าคนไทยเราอิจฉาริษยากันคอยปัดแข้งปัดขากัน ชาติของเราจะเจริญได้อย่างไร เอายังงี้ดีกว่า เราช่วยกันไปซื้อหมูเขามาเก็บไว้ ซื้อถูกขายแพงพอหมูเขาหมดเราก็เอาออกมาขายได้กำไรหวานๆ หรือใครจะเห็นยังไง"

บรรดาพ่อค้าหมูต่างถกเถียงวิพากษ์วิจารณ์กันลั่นไปหมด หมูตัวแรกของอาเสี่ยขายหมดไปแล้ว บัดนี้กำลังขายตัวที่สอง อาเสี่ยตัดหมูขายอย่างคล่องแคล่ว คณะพรรค ๔ สหายช่วยกันห่อหมูและรับเงินจากผู้ซื้อวุ่นวายไปหมด

"หมูๆๆๆๆ หมูอยู่นี่ หมูจวนจะหมดแล้วพ่อค้าไทยใจกล้าขายถูกที่สุด ขายแบบรุสต๊อก เร่เข้ามาครับ อย่าชักช้าร่ำไร โอกาสอันดีงามเป็นของท่านแล้ว ซื้อหมูร้านนี้มีคนประหลาดให้ท่านชม อยากเห็นพระอาทิตย์ขึ้นในตลาดยอดเชิญมาชมที่นี่ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้ง คว้ามีดปังตอวิ่งเข้าไปหานิกรแล้วเงื้อขึ้นสุดแขน ดร. ดิเรกใจหายวาบ ปราดเข้าคว้าข้อมือพ่อตาของเขาไว้

"อย่า-คุณพ่อ"

นิกรหันควับมาเห็นเข้าก็ใจหายวาบ รีบยกมือไหว้ปะหลกๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ กลัวแล้วครับ"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"อย่าทลึ่งนะโว้ย ขืนกะเซ้าอีกพ่อฟันกะบาลแบะเลย ไม่เชื่อก็ลองดู" พูดจบเจ้าคุณก็กลับมาที่เขียงหมูช่วยอาเสี่ยขายหมูต่อไป

หมูสองสหายขายดีราวกับเทน้ำเทท่า ใครจะขอแถมก็แถมให้ ใครติว่าแพงก็ตัดให้อีก พวกแม่ค้าพ่อค้าในตลาดต่างเข้ามาซื้อหมูเสียงเอะอะเฮฮาดังอยู่ตลอดเวลาอาเสี่ยกิมหงวนหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"หมอ หมอโว้ย"

"อะไรวะ"

"แกเอารถบึ่งไปบ้านทีเถอะ บอกเจ้าแห้วว่าตือฮวนที่กำลังต้มอยู่ไม่ต้องขาย รีบจัดการให้นายแก้วหรือนายผ่องฆ่าหมู ๑๐ ตัวแล้วเอาบรรทุกรถโกดังส่งมาที่นี่โดยเร็ว อีกสักครู่เราจะไม่มีหมูขายแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"วันแรกขายสองตัวก่อนเถอะวะ พรุ่งนี้ค่อยเพิ่มเป็น ๔ ตัว กันยินดีมากที่งานขายหมูของแกได้ผล ถ้าหากว่าแกขายดิบขายดีอย่างนี้สักเดือนเดียว แกคงขาดทุนในราวแสนบาทเป็นอย่างน้อย นั่นๆ คุณคนนั้นแกจะซื้อหมูเห็นไหม"

อาเสี่ยหันควับมาทางแม่สาวสังคมแต่งตัวเฟี้ยวคนหนึ่ง

"ต้องการอะไรครับ เนื้อหรือมันหรือซี่โครง"

หล่อนยิ้มเล็กน้อย

"ไข่ดันหมูมีไหมจ๊ะ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น หันมาถามนายพัชราภรณ์

"เฮ้ย-พล ไข่ดันหมูเป็นยังไงวะ"

พลยิ้มแห้งๆ แล้วสั่นศีรษะ

"ไม่รู้จักเหมือนกัน"

กิมหงวนมองดูผู้ซื้ออย่างแปลกใจ

"ประทานโทษ คุณหมายความถึงกึ๋นหมูใช่ไหมครับ"

หล่อนทำหน้าบึ้งทันที

"อะไรกันนี่ขายหมูไม่รู้จักไข่ดันหมู กึ๋นหมูมีที่ไหนกัน หมูไม่ใช่เป็ดหรือไก่จะได้มีกึ๋น ไข่ดันหมูสี ขาวๆ มีอยู่สองเม็ดน่ะไม่รู้จักหรือจ๊ะ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ผมคิดว่าลำบากนักคุณกินอย่างอื่นดีกว่าครับ ตับหรือซี่โครงอ่อนยังจะดีกว่า"

หล่อนค้อนควับทำปากหมุบหมิบเดินกะฟัดกะเฟียดออกไปจากร้านหมูของคณะพรรค ๔ สหาย อาเสี่ยนึกขึ้นได้ก็ร้องตะโกนเรียกหล่อน

"คุณ คุณครับ กลับมาก่อนครับ ผมนึกได้แล้ว ผมเอาไว้กับเซ่งจี๊ มาซีครับ ผมขายให้ทั้งพวงเลยเอาบาทเดียวเท่านั้น"

แม่สาวสังคมหมุนตัวกลับ เดินกลับมาที่ร้านหมู กิมหงวก้มตัวลงหยิบหางหมูสองหางที่วางอยู่ใต้ร้านขึ้นมาชูอวดหล่อน

"นี่ใช่ไหมครับ"

หล่อนเผลอตัวหัวเราะคิ๊ก

"บ้าจริงเชียว นี่มันหางหมูไม่ใช่หรือ ฉันจะเอาไปทำอะไร"

"อ้าว ผมนึกว่าไข่ดัน ว้า-ทำไมคุณรับประทานแปลกกว่าคนอื่นล่ะครับ"

"ก็ฉันชอบนี่นา พี่ลึกคนจริงเชียว"

"ขอโทษครับ วันนี้ไข่ดันหมดเกลี้ยง พรุ่งนี้เช้าคุณมาซีครับผมจะเก็บไว้ให้"

หล่อนทำปากหมุบหมิบเดินไปจากร้านอาเสี่ยอย่างเดือดดาล ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าพนักงานตำรวจในเครื่องแบบสองคนก็พากันเดินตรงมายังร้านหมูเพื่อตรวจตราการขายหมูให้เป็นไปตามความมุ่งหมายของทางการ

คนเดินหน้ามียศเป็นสิบตำรวจโทและเพิ่งได้บั้งเมื่อเร็วๆ นี้ เคร่งครัดในหน้าที่และระเบียบวินัยมาก จับเก่งที่สุดเขาชื่อ ส.ต.ท. เปล่ง ดาวลอย เป็นตำรวจที่ไม่ยอมคอรัปชั่นซึ่งบางทีพวกเถ้าแก่ใหญ่ๆ เคยให้สินบนเขาตั้งหลายๆ หมื่น เขายังไม่ยอมรับ

ส.ต.ท. เปล่ง หันมาพูดกับพลตำรวจลูกน้องของเขา

"เฮ้ย-แฉ่ง ร้านหมูร้านนี้หน้าใหม่นี่หว่า"

"นั่นน่ะซีหมู เพิ่งเห็นหน้าวันนี้เอง แต่ทำไมถึงมีคนซื้อแน่น"

ส.ต.ท. เปล่งขมวดคิ้วย่น

"หรือมันเอาหมูเถื่อนมาขาย ขายถูกกว่าร้านอื่นคนจึงรุมกันซื้อ" พูดจบผู้บังคับหมู่ที่เกลียดการคอรัปชั่นหรือกินสินบาทคาดสินบนก็พาลูกน้องของเขาตรงมายังร้านหมูของเสี่ยหงวน

อาเสี่ยเห็นเข้าก็ยิ้มให้ ส.ต.ท. เปล่ง

"เชิญครับหมู่ เชิญอุดหนุนครับ เฉพาะตำรวจหรือทหารในเครื่องแบบ หรือแม้แต่เพียงสวมอ้ายโอ๊บมาแสดงผมขายถูกเป็นพิเศษ หมู่เอาอะไรครับ เนื้อแดงสักกิโลเป็นยังไง ผมเอาบาทเดียวเท่านั้น"

ส.ต.ท. เปล่งเข้าใจว่าเสี่ยหงวนเป็นจีน เพราะหน้าตาและกิริยาท่าทางเหมือนจีนที่อยู่เมืองไทย นานๆ

"หมูลื้อทำไมขายถูกนักล่ะ เนื้อแดงกิโลละบาทลื้อไม่ขาดทุนหรือ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไม่เป็นไรครับหมู่ ผมขายเพื่อลดค่าครองชีพ"

ทันใดนั้น ตำรวจทั้งสองนายก็สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเครื่องขยายเสียงดังขึ้น

"หมูๆๆๆๆ ตำรวจซื้อได้ ทหารซื้อดี พระเณรตาเถรยายชีขายให้ถูกเป็นพิเศษ กินแก้ลมดมแก้หวัด ไอหวัดหาย---"

ส.ต.ท. เปล่งหัวเราะ

"อ้อ มีการโฆษณากระจายเสียงเสียด้วย อั๊วสงสัยเสียแล้ว ไหนขอดูใบอนุญาตขายหมูซิ เอาใบอนุญาตมาดู"

การซื้อขายหมูหยุดชะงักทันทีเมื่อมีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง กิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ๊ตหยิบบัตรแข็งแผ่นหนึ่งออกมาส่งให้ ส.ต.ท. เปล่งอย่างนอบน้อม

"นี่ครับหมู่"

ส.ต.ท. เปล่งแลเห็นเข้าก็ทำคอย่น

"เฮ้ย แล้วกันโว้ย ลื้อเห็นอั๊วเป็นตำรวจจราจรหรือยังไง นี่มันใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ขายหมู เอาใบอนุญาตขายหมูมาให้อั๊วซี"

นิกรตอบแทนกิมหงวนทางไมโครโฟน

"ใบอนุญาตขายหมูไม่มีครับ ผู้หมู่ เราคนไทยด้วยกันนิดๆ หน่อยๆ อย่าเข้มงวดนักเลยน่า พวกผมนำหมูมาขายก็เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้ประชาชนที่ยากจน"

ส.ต.ท. เปล่งสั่นศีรษะ

"ไม่ได้ ทุกคนที่ทำผิดกฎหมายกันต้องจับ เมื่อวานนี้แม่ยายกับเมียของกันเล่นไพ่ กันยังรวบตัวเอาไปโรงพักนี่หว่า เมื่อไม่มีใบอนุญาตขายหมูก็ไปโรงพักด้วยกัน ง่า-หมูที่ขายนี่น่ะเอามาจากไหน"

กิมหงวนตอบนอบน้อม

"หมูนี่หรือครับ ผมฆ่าเอง"

"ฆ่าเอง-ขอดูใบสำคัญฆ่าหมูซิ"

อาเสี่ยชักฉิว

"มันจะมากไปละกระมั้ง ฆ่าหมูต้องมีใบสำคัญด้วยหรือครับ"

"อ้าว ลื้อไม่ได้รับอนุญาตลื้อฆ่าหมูได้เรอะ การฆ่าหมูต้องได้รับอนุญาตและต้องเสียเงินค่าธรรมเนียมเข้าใจไหม"

อาเสี่ยหันมามองดูนายพัชราภรณ์

"ว้า-จริงๆ หรือพล"

"เออ ฆ่าหมูไม่ขออนุญาตเขาเรียกว่าหมูเถื่อน"

"แล้วทำไมแกไม่บอกข้าเสียก่อนล่ะโว้ย"

นายพัชราภรณ์หัวเราะ

"จะไปรู้เรอะ นึกว่าแกจัดการทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว มันเป็นเรื่องของแกนี่หว่า คนที่ทำผิดจะบอกว่าไม่รู้กฎหมายน่ะไม่ได้หรอก เพราะทุกคนต้องรู้กฎหมาย"

ส.ต.ท. เปล่งยิ้มให้กิมหงวน

"ไปโรงพักเถอะพี่ชาย อั๊วเสียใจที่จะบอกลื้อว่า ลื้ออาจจะต้องถูกเนรเทศก็ได้"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เนรเทศ-แล้วกันหมู่ นี่คิดว่าผมเป็นเจ๊กหรือนี่ ผมเป็นคนไทยนะไม่ใช่เจ๊ก แต่เตี่ยผมและก๋งของผมเป็นเจ๊ก แม่และยายผมเป็นไทย น้าของผมก็เป็นไทย ลุงผมก็เป็นไทย แต่พี่น้องทางเตี่ยผมเป็นเจ๊ก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อย่ามัวลำดับโคตรอยู่เลย เตรียมตัวไปโรงพักเถอะอย่างมากก็ปรับเงินเท่านั้น ไม่ถึงกับติดคุกหรอกวะ เรามันนึกไม่ถึงว่าการขายหมูมันจะยุ่งยากมากความอย่างนี้"

ส.ต.ท. เปล่งหันมามองดูนายจอมทะเล้นทันที

"คุณ-ขอดูใบอนุญาตโฆษณากระจายเสียงหน่อยซิ"

นิกรเย็นวาบไปทั้งตัว

"พรุ่งนี้หมู่มาดูได้ไหมครับ ประเดี๋ยวสายๆ ผมจะจัดการไปขอที่กรมประชาสัมพันธ์ให้เรียบร้อย รับรองว่าพรุ่งนี้หมู่มาที่ตลาดพบกับผมเป็นได้ดูแน่"

"ไม่ได้ ผมต้องดูวันนี้และเดี๋ยวนี้"

"ดูเดี๋ยวนี้ผมจะไปเอาที่ไหนให้เล่า" นิกรพูดเสียงดุๆ

"ถ้ายังงั้นคุณก็ต้องไปโรงพักด้วยในฐานที่คุณใช้เครื่องกระจายเสียงโฆษณาในที่ชุมนุมชนโดยไม่มีใบอนุญาตของกรมประชาสัมพันธ์ เมื่อคุณทำผิดกฎหมายผมก็ต้องจับคุณตามหน้าที่"

กิมหงวนยกมือไหว้ ส.ต.ท. เปล่ง

"คุณจ่าครับ ผมขอความกรุณา-"

ผู้หมู่ยิ้มอายๆ

"ผมมีเพียงสองแง่งเท่านั้นอย่าเรียกผมว่าคุณจ่าเลย"

"แต่ว่าราศรีและบุคลิกลักษณะของหมู่บอกว่าเป็นจ่าแน่ๆ ให้ดิ้นตายเถอะครับ อย่างช้าภายใน ๓ ปีนี้ต้องได้เป็นจ่านายสิบแน่นอน หน้าตามีสง่าออกอย่างนี้ผมดูไม่ผิดหรอก"

ถึงแม้นจะเป็นคำทำนาย แต่เมื่อทำนายในด้านดี ส.ต.ท. เปล่งก็อิ่มอกอิ่มใจไม่น้อย เขายิ้มอายๆ และกล่าวว่า

"คุณเป็นคนไทยหรือ"

"ครับ ผมเป็นคนไทย หมู่อย่าแปลกใจเลยครับ ถ้าผมจะเรียนให้หมู่ทราบว่าผมคืออาเสี่ยกิมหงวนไทยแท้ มหาเศรษฐีของประเทศไทยที่ร่ำรวยที่สุด เท่าที่ผมนำหมูมาขายก็ไม่ได้หวังผลกำไรอะไร นอกจากจะช่วยเหลือพี่น้องคนไทยที่ยากจนให้มีหมูกินเท่านั้น"

ส.ต.ท. เปล่งลืมตาโพลง ประชาชนหลายสิบคนที่ยืนอยู่หน้าร้านทำหน้าตื่นไปตามกัน ทุกคนต่างรู้มานานแล้วว่ามหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ที่สามารถฉีกธนบัตรเป็นปึกๆ เล่นได้คืออาเสี่ยกิมหงวน เมื่อได้เห็นตัวจริงผู้ที่เห็นเขาก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นธรรมดาอยู่เอง

"เสี่ยหงวน" ส.ต.ท. เปล่งคราง "อาเสี่ยหรือครับนี่"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ครับผมเอง ผู้หมู่ที่รัก ผมทำผิดก็จับผมไปตามหน้าที่ แต่ผมขอความกรุณาขายหมูให้หมดเสียก่อนนะครับ อยู่อีกครึ่งตัวเท่านั้น พวกคนจนจะได้มีโอกาสได้กินหมูถูก ผมหวังว่าผู้หมู่คงจะสงสารเพื่อนร่วมชาติของเราเหล่านี้ที่ยืนออกันอยู่หน้าร้าน"

ส.ต.ท. เปล่งนิ่งคิด

"ได้ครับ แต่โปรดอย่าชักช้านัก ผมมีงานที่จะต้องทำอีกมาก"

นิกรประกาศกระจายเสียงทันที

"หมูๆๆๆๆๆ หมูจริงๆ ไม่ใช่หมูเล่นๆ ขายแบบรุสต๊อกถูกยิ่งกว่าขี้หมูเสียอีก เร่เข้ามาครับ แก้เจ็บคอรำมะนาดปากเหม็น อมแล้วชื่นใจ"

ดร. ดิเรกเอื้อมมือตบบ่านายจอมทะเล้น

"คนละเรื่องแล้วโว้ย ขายหมูไม่ใช่ขายยาอม"

นิกรหัวเราะ

"เผลอไป กันฟังพวกขายยาเสียจนขึ้นใจเลยเอามาพูด"

ประชาชนเฮโลเข้ามาแย่งกันซื้อหมูอย่างอุตลุด ตำรวจทั้งสองคนต้องช่วยกันกันคนไม่ให้ยื้อแย่งกัน กิมหงวนกับพลช่วยกันตัดหมูขายอย่างสนุกสนาน หั่นกันเป็นชิ้นใหญ่ๆ ซื้อหนึ่งบาทชิ้นเบ้อเริ่ม บางทีก็แถมขาหมูอีกหนึ่งขา

เป็นการขายหมูที่ถูกที่สุดในประวัติการขายหมูของประเทศไทย ไม่ถึง ๕ นาทีหมูก็หมดเกลี้ยง ใครคนหนึ่งพูดขึ้นเข้าหูกิมหงวน

"นี่หรือวะเสี่ยหงวนมหาเศรษฐี ไม่น่าเชื่อเลยโว้ย เศรษฐีทำไมทลึ่งมาขายหมูละหว่า ต้องให้ลูกน้องมาขายถึงจะถูก"

กิมหงวนชักฉิว เลือดแห่งความมีสตางค์เดือดพล่าน เขาไม่อาจจะทราบได้ว่าใครเป็นผู้พูดเป็นเชิงดูหมิ่นเขา ดังนั้นเขาจำต้องแสดงความมั่งมีให้ทุกคนทราบว่าเขาเป็นมหาเศรษฐีจริงๆ อาเสี่ยร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ท่านทั้งหลาย หมูหมดแล้ว ก่อนที่ตำรวจจะพาข้าพเจ้าไปโรงพัก ข้าพเจ้ายินดีแจกเงินค่าขายหมูให้แก่พวกท่าน เร็ว-ใครอยากได้เงินก็เข้ามา"

กิมหงวนหยิบธนบัตรในลิ้นชักออกมาเหวี่ยงไปทางกลุ่มประชาชน คราวนี้การแย่งเงินอย่างตลุมบอนก็เกิดขึ้น บรรดาพ่อค้าแม่ค้าต่างกระโดดลงจากร้านแผงลอยวิ่งเข้ามาแย่งธนบัตรที่กระจายเกลื่อนหน้าร้านหมู อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"ใครอยากได้มีดหมู เครื่องชั่งหรือเขียงหมูเชิญขนเอาไปครับ เลิกกันทีไม่ขายอีกแล้วขายวันเดียวเท่านั้น"

เสียงไชโยโห่ร้องดังลั่น ตลาดยอดเกิดการอลเวงไปทั่ว มือดียกเอาเขียงหมูไปแล้ว มีดปังตอและเครื่องอุปกรณ์ในการขายหมูก็ถูกยกไปด้วย นิกรเกิดใจป้ำขึ้นมาก็มอบเครื่องกระจายเสียงพร้อมไมโครโฟนให้ชายผู้หนึ่งไป

"เอาไปเถอะคุณ ผมให้"

เครื่องขยายเสียงเครื่องนั้นถูกแบกใส่บ่าเอาไปจากร้านหมูทันที ในที่สุดร้านหมูก็ราบพนาสูรไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย แม้กระทั่งซองบุหรี่รอนสันของอาเสี่ยก็อันตรธานไปด้วยโดยที่เจ้าของไม่ได้ให้ใคร

กิมหงวนถอดเสื้อกันเปื้อนและหมวกเหวี่ยงไปทางประชาชนเป็นการแจกครั้งสุดท้าย แล้วเขาก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"สิ้นสุดกันทีสำหรับการขายหมู ไปโว้ยพวกเรา"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินออกไปจากตลาดยอด ส.ต.ท. เปล่งกับพลตำรวจผู้นั้นตามมาในระยะใกล้ชิด ประชาชนต่างแตกตื่นมองดูพ่อค้าหมูบรรดาศักดิ์ที่ใจดีราวกับพระเวสสันดร

คณะพรรค ๔ สหายออกมาหน้าตลาดตรงไปที่รถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง เจ้าพนักงานติดตามมา รถเก๋งคันงามจอดอยู่ฝั่งตรงข้ามโรงภาพยนต์ปีนังเธียรเตอร์ เมื่อมาถึงรถกิมหงวนก็หันมายิ้มให้ ส.ต.ท. เปล่ง

"ลาละครับ คุณจ่า ถ้าคุณจ่ามีธุระอะไรที่จะใช้ผมละก้อไปหาผมที่บ้าน "พัชราภรณ์" เถอะครับ ขอบคุณมากที่อุตส่าห์ออกมาส่งผม"

ส.ต.ท. เปล่งทำหน้าชอบกล

"คุณจะไปไหน"

"ผมจะกลับบ้านครับ"

"กลับยังไงกัน ขณะนี้คุณอยู่ในความควบคุมของผม ไปโรงพักก่อนซีครับ"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"เอ๊ะ ทำไมผมจะต้องไปโรงพัก ผมทำผิดคิดร้ายอะไรหรือครับ"

ส.ต.ท. เปล่งยิ้มเจื่อนๆ

"คุณขายหมูโดยไม่มีใบอนุญาต แล้วก็อาชญาบัตรก็ไม่มี"

นิกรหัวเราะก้าก

"อะไรกันครับหมู่ พวกผมยังไม่ได้ขายหมูสักนิด เราเข้าไปเดินเที่ยวในตลาดแท้ๆ ไม่ดีน่าหมู่ หาเรื่องจับกันน่ะมันไม่สนุกหรอกครับ"

"อ้าว" ส.ต.ท. เปล่งพูดเกือบเป็นเสียงตะโกน "นี่จะมาไม้ไหนกับผม คุณก็เหมือนกัน คุณใช้เครื่องกระจายเสียงโฆษณาขายหมูโดยไม่ได้รับอนุญาตจากทางการ ผมต้องเชิญคุณไปโรงพักด้วย อย่ามาเหลี่ยมกับผมหน่อยเลยครับ"

นิกรยิ้มอย่างกวนโมโห

"เอ-หมู่นี่ถ้าจะยังไงเสียแล้ว ความจริงเราไม่เคยมีเรื่องผิดพ้องหมองใจกันเลย ทำไมมาหาเรื่องผมว่าโฆษณากระจายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต ไหนล่ะครับ เครื่องกระจายเสียง ไหนล่ะครับหมูของกลางหรือเครื่องอุปกรณ์ขายหมู จะจับเราก็ต้องมีของกลางพยานหลักฐานซีหมู่ จับแบบเฮงซวยยังงี้ใช้ได้หรือ ถึงไปโรงพักเจ้านายเขาก็ต้องปล่อยผมและเล่นงานหมู่อย่างไม่ต้องสงสัย"

ส.ต.ท. เปล่งเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า เขาไม่ได้ของกลางมาเลยแม้แต่ชิ้นเดียว เขาหันมามองดูลูกน้องของเขา แล้วพูดเสียงกระซิบ

"ตายห่า แกก็ไม่ช่วยเตือนกันด้วย ไม่ได้ของกลางมาเลยแล้วจะจับเขายังไงเล่า"

พลตำรวจผู้นั้นยิ้มแห้งๆ

"อ้ายผมน่ะนึกอะไรไม่มีผิด ตอนที่คุณคนนั้นแกแจกเงินและเครื่องอุปกรณ์ในการขายหมู อย่างไรเสียแกก็มีเจตนาทำลายของกลาง แทนที่หมู่จะห้ามปรามกลับยืนหัวเราะมองดูคนแย่งเงินแย่งของกันอย่างขบขัน"

"ว้า-แย่ละโว้ย"

กิมหงวนยกมือตบแขน ส.ต.ท. เปล่ง

"ลาละครับหมู่ บางทีพรุ่งนี้ผมจะเอาหมูมาขายอีก ไปโว้ยพวกเรา"

๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันขึ้นไปนั่งบนรถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง ท่านเจ้าคุณทำหน้าที่เป็นคนขับ ส.ต.ท. เปล่งมองดูกิมหงวนกับนิกรอย่างเดือดดาล แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร

"คาดิลแล็ค" เก๋ง ถูกสต๊าทเครื่องอย่างง่ายดาย ต่อจากนั้นก็เคลื่อนออกจากที่แช่มช้า เสี่ยหงวนกับนิกรหันมาโบกมือให้ ส.ต.ท. เปล่ง รถเก๋งคันงามแล่นไปทางวัดบวรนิเวศน์.

จบตอน