พล นิกร กิมหงวน 049 : เลือดนักสู้

ภายในห้องรับประทานอาหารของบ้าน 'พัชราภรณ์' แสงไฟสว่างจ้าราวกับกลางวัน พัดลมกลางเพดานหมุนอยู่ตลอดเวลาช่วยบรรเทาความร้อน การรับประทานอาหารค่ำสิ้นสุดลงแล้ว เว้นแต่นิกรคนเดียวซึ่งยังไม่อิ่ม คณะพรรค ๔ สหายสนทนากันอย่างครื้นเครง อาเสี่ยกิมหงวนกำลังชักชวนท่านผู้ใหญ่และเพื่อนเกลอของเขาให้เข้าหุ้นกันตั้งบริษัทประกันชีวิต เพราะมีรายได้งดงามดีมากๆ เอาเงินของผู้ประกันมาหมุนอย่างสบาย ปีหนึ่งๆ ผู้เอาประกันจะตายก็ไม่กี่คน

เจ้าแห้วกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"รับประทานคุณลุงเชยมาขอรับ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบลงทันที คณะพรรค ๔ สหายต่างหันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว

"หา! ว่าไงนะอ้ายแห้ว" คุณหญิงวาดถามเร็วปรื๋อ "ใครมานะ"

"รับประทานคุณลุงเชยครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลืมตาโพลง

"พี่เชยเรอะ บ๊ะ-มาก็ไม่ยักส่งข่าวให้รู้ล่วงหน้า จะได้ให้คนไปรับ มากับใครวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานมากับหนุ่มลูกทุ่งคนหนึ่งขอรับ รับประทานรูปร่างขนาดน้องๆ ยักษ์วัดแจ้ง"

พอเจ้าแห้วพูดขาดคำ ร่างอันผอมสูงของชายชราคนหนึ่ง ก็บุกเข้ามาในห้อง ลุงเชยของเรานั่นเอง ลุงเชยคหบดีแห่งจังหวัดนครสวรรค์ ผู้เป็นพี่ชายร่วมสายโลหิตของท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

ชายชราจอมตระหนี่ แต่งกายแบบหนุ่มสังคม สวมกางเกงขาแคบแค่หน้าแข้ง รัดก้นฟิตเป๋งแบบทรงทรมาน โชว์ถุงเท้าตาหมากรุกน้ำตาลสลับเหลือง สวมรองเท้าหัวใหญ่แบบอเมริกัน สวมเชิ้ตแขนยาว และผูกเน็กไทริ้วแดงสลับเทา

พอแลเห็นชายชรา เสียงระบุชื่อพี่เชยและคุณลุงก็ดังขึ้นแซดไปหมด ทุกคนต่างยกมือไหว้ลุงเชยในฐานะที่เป็นญาติผู้ใหญ่ ชายชรายิ้มแป้น ประนมมือขึ้นเหนือศีรษะ

"สวัสดี สวัสดีทุกคนๆ เฮ่อะ เฮ่อะ"

คณะพรรค ๔ สหายต่างซักถามสารทุกข์สุกดิบของชายชราตามอัธยาศัย ลุงเชยเดินเข้ามานั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง แล้วพูดกับคุณหญิงวาด

"อย่าเพิ่งซักถามอะไรฉันเลยอีหมา...เอ๊ย-ขอโทษคุณหญิง ฉันเผลอไป แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าว่ายังโง้นยังงี้เลยขอเงินปลีกให้ฉันสัก ๑๐ บาทก่อนเหอะ ให้อ้ายแห้วเอาไปให้สามล้อเขา ฉันมากับทิดยอดลูกผู้ใหญ่ย้อย นั่งสามล้อมากันคนละคัน จากสะเตแช่นมานี่สามล้อเขาเรียกคันละ ๕ บาทสองคันเป็นสิบบาท ฉันมีแต่แบ๊งก์ใบละร้อย เจ้าคนขี่สามล้อเขาบอกว่าเขาไม่มีทอน"

คุณหญิงวาดอมยิ้ม รู้ดีว่าลุงเชยแกขี้เหนียวแม้กระทั่งค่ารถสามล้อก็ไม่ยอมเสีย มากรุงเทพฯ ทีไรมาเอาค่าสามล้อที่นี่ทุกที คุณหญิงหันมาทางศรีสะใภ้ของท่าน

"แม่นัน มีเงินติดตัวอยู่บ้างไหมหลาน ขอให้อาสัก ๑๐ บาทเถอะ"

นันทาหัวเราะเบาๆ ล้วงมือลงไปในอกเสื้อ หยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา แล้วส่งธนบัตรราคา ๑๐ บาทหนึ่งฉบับให้เจ้าแห้ว

"แกเอาไปให้สามล้อเขาทีเถอะ แล้วก็พาคนที่มากับคุณลุงมาที่นี่ กระเป๋าเสื้อผ้าและข้าวของต่างๆ แกช่วยขนขึ้นมาบนตึกด้วยนะ"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วเดินออกไปจากห้อง ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็รุมกันสัมภาษณ์ลุงเชย

"คุณลุงหายเงียบไปหลายเดือนเชียวครับ" พลพูดยิ้มๆ

ชายชราถอนหายใจและสั่นศีรษะ

"ลุงคิดถึงพวกเอ็งเสมอแหละ อ้ายหมา แต่ต้องเข้าป่าตัดฟืนมาเตรียมไว้ขายพวกเรือไฟ นี่มันก็เกือบจะเข้าหน้าน้ำแล้ว น้ำเหนือเริ่มหลากลงมาบ้างแล้ว ลุงหาเวลาว่างได้ยากโว้ย แล้วก็มาบางกอกทีหนึ่งก็เปลืองค่าโสหุ้ยมาก คราวก่อนมารับเสด็จในหลวง ข้าหมดเข้าไปตั้งเกือบร้อยบาท กลับไปบ้านกลุ้มใจแทบตาย"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นบ้าง

"พี่เชยมากรุงเทพฯ คราวนี้ มาเยี่ยมพวกเราหรือว่ามาธุระ"

ลุงเชยนิ่งคิด

"ก็ทั้งสองอย่างแหละเจ้าคุณ ทิดยอดมันออกค่ารถไฟให้ผม ผมก็ถือโอกาสมาเที่ยวบางกอกฟรี แต่ว่าผมจะต้องช่วยเหลือทิดยอดมันด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"อ้อ-นายยอดเขาคงมีธุระทางกรุงเทพฯ "

"เปล่าครับ ไม่ได้มีธุระปะปังอะไรหรอก ทิดยอดมันอยากเป็นนักมวย ให้ผมพามาฝากอ้ายหมา ๔ คนนี่ ให้ช่วยหัดมวยให้มัน แล้วช่วยให้มันขึ้นชกที่สนามมวยราชดำเนิน

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"พวกผมไม่ได้เป็นหัวหน้านักมวยนี่ครับ คุณลุง"

"เถอะน่า ช่วยทิดยอดมันก็แล้วกันวะอ้ายหมา ช่วยเข็นมันให้ขึ้นชกมวยให้ได้"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"เห็นจะยากหน่อยครับคุณลุง นักมวยหน้าใหม่มักจะไม่มีโอกาสแสดงฝีมือ มวยที่ชกอยู่จำเจก็มีอยู่เพียงสามสี่คนเท่านั้น"

ลุงเชยว่า "แต่พวกเอ็งมีอิทธิพลในการเงินนี่โว้ย ช่วยอ้ายยอดให้เป็นนักมวยไม่ได้ก็หมาละวะ ทิดยอดเป็นเด็กดีมาก มีสัมมาคารวะและขยันขันแข็ง" แล้วชายชราก็หันมาทางคุณหญิงวาด "เลี้ยงมันไว้สักคนเถอะนะคุณหญิง จะใช้ให้มันทำงานหนักเบามันทำได้ทั้งนั้น"

พอลุงเชยพูดขาดคำ เจ้าแห้วก็เดินนำหน้าพาเจ้าหนุ่มลูกทุ่งคนหนึ่ง เข้ามาในห้องรับประทานอาหาร คณะพรรค ๔ สหายแลเห็นเข้าก็ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆ กัน ชายหนุ่มผู้นี้สูงราว ๖ ฟุตกว่า รูปร่างใหญ่โตผิดมนุษย์ แต่งกายง่ายๆ สวมกางเกงขาสั้นสีกากี สวมเสื้อยืดคอปกสีขาว แลเห็นกล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดๆ เขาตัดผมสั้นเกรียน ใบหน้าสี่เหลี่ยม จมูกหัก ริมฝีปากหนา บุคลิกลักษณะสมเป็นนักมวยทุกกระเบียดนิ้ว กะทาชายผู้นี้แหละคือทิดยอดหรือนายยอด เด็กหนุ่มแห่งย่านโกรกพระนครสวรรค์ เป็นลูกชายผู้ใหญ่บ้าน ฐานะค่อนข้างยากจน แต่ชอบการชกมวยเป็นชีวิตจิตใจ หัดมวยเองโดยไม่มีครู ไปเที่ยวชกมวยตามหัวบ้านหัวเมืองมามากต่อมากแล้ว

"โอ้โฮ" คุณหญิงวาดร้องลั่น ยกมือเขย่าแขนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "นี่มันคิงคองหรือคนกันแน่คะเจ้าคุณ เห็นทีแรกดิฉันใจหายวาบ นึกว่าหลวงพ่อโตวัดอินทร์เสียอีก"

เจ้าคุณจุ๊ย์ปากดุคุณหญิงของท่าน

"พูดอะไรยังงี้ก็ไม่รู้คุณหญิงนี่"

ลุงเชยกวักมือเรียกยักษ์ใหญ่

"มา-เข้ามาซีอ้ายทิด นี่-ท่านทั้งสองคือเจ้าของบ้านนี้ คนนั้นพระยาประสิทธิ์ฯ น้องชายข้า นี่คุณหญิงวาดเมียเจ้าคุณเขา"

ยอดเด็กหนุ่มผู้อาภัพในรูปสมบัติ เดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งหมอบกราบแทบเท้าของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิง การแสดงความเคารพอย่างสูงสุดเช่นนี้ ทำให้คุณหญิงบังเกิดความเมตตาปราณีทันที

"ลุกขึ้นนั่งข้างบนเถอะยอด"

"ไม่เป็นไรมิได้ขอรับ กระผมนั่งที่นี่ก็ดีแล้ว"

คุณหญิงยิ้มแป้น หันมาทางนายเชย

"เจียมเนื้อเจียมตัวดีนี่นะพี่เชย เอาละ ฉันตกลงรับไว้ให้อยู่กับฉัน แต่พี่เชยบอกเขาหรือยังว่า ฉันน่ะปากร้ายใจดี ค่อนข้างด่าเก่งสักหน่อย"

ลุงเชยหัวเราะ

"ฉันบอกมันแล้ว ทิดยอดมันว่า จะด่าว่าอย่างไรก็แล้วแต่ ขอให้มันได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นนักมวยก็แล้วกัน" พูดจบชายชราก็แนะนำนายยอดให้รู้จักกับคณะพรรค ๔ สหาย โดยทั่วหน้าแม้กระทั่งเจ้าแห้ว แล้วแกก็เตือนเจ้าแห้วว่า "เอ็งอย่าข่มเหงรังแกมันนะโว้ย อ้ายหมาแห้ว ประเดี๋ยวเห็นว่าทิดยอดมันมาอยู่ใหม่เอ็งจะเบ่งกับมัน"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โธ่ รับประทานรูปร่างยังกะยักษ์อย่างนี้ รับประทานผมเบ่งไม่ออกหรอกครับ ขืนเบ่งรับประทานนายยอดก็กระทืบผมแบนเป็นกล้วยปิ้งเท่านั้นเอง"

พลพยักหน้าเรียกนายยอดให้มาหาเขา ยอดรีบคลานเข้ามาทันที

"อ้ายน้องชาย แกชอบชกมวยหรือ? "

ยอดประนมมือแต้

"ครับ ผมอยากมีชื่อเสียงกับเขาบ้างครับ ผมมีการศึกษาเพียงเล็กน้อย จะทำอะไรก็คงไม่มีชื่อเสียง เห็นอยู่ก็แต่การชกมวยอย่างเดียว เพราะนักมวยที่เก่งๆ โดยมากก็มีพื้นการศึกษาไม่มากอะไรนัก"

พลอมยิ้ม

"อือ-แกพูดจาคมคายน่าฟังมาก เอาละ กันและเพื่อนๆ จะช่วยแกเอง แกต้องได้เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงในไม่ช้านี้ แต่แกจะต้องเชื่อฟังเรา"

ยอดดีใจเหลือที่จะกล่าว

"เป็นพระคุณอย่างยิ่งเชียวครับ ผมขอฝากตัวเป็นเด็กของคุณนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปครับ" แล้วเขาก็มองดูนิกร "คุณกรุณาช่วยฝึกหัดสั่งสอนให้ผมเถอะนะครับ ผมจะไม่ลืมพระเดชพระคุณเลย"

นิกรยืดอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ได้ซี ฉันจะช่วยแก หัดมวยน่ะไม่ยากอะไรหรอก แย็ปซ้าย ตามด้วยหมัดขวาตรง สวิงซ้ำด้วยหมัดซ้าย เตะก้านคอโครมเข้าให้ กระโจนตีเข่าลอย แล้วฟันด้วยศอกจั๊กเดียว ลงไปนอนดิ้นปั้ดๆ เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"รูปร่างอย่างนายยอดเหมาะที่จะเป็นนักมวยมาก" แล้วหันมาถามลุงเชย "น้ำหนักตัวเท่าไหร่พี่เชย"

ชายชรานิ่งคิด

"๖๒ กิโลครับเจ้าคุณ หมู่นี้ผมกินข้าวได้น้อย น้ำหนักลดลงตั้ง ๔ กิโล ผมชั่งที่ตลาดปากน้ำโพก่อนจะขึ้นรถไฟมาบางกอกนี่เอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น คณะพรรค ๔ สหายพากันหัวเราะชอบใจไปตามกัน

"ฉันไม่ได้ถามน้ำหนักพี่เชย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "ฉันถามน้ำหนักนายยอด"

ลุงเชยชักฉิว

"บ๊ะแล้ว ผมจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรครับ ทิดยอดกับผมมันคนละคนนี่นาเจ้าคุณ ถามมันดูซี"

นายยอดมองดูเจ้าคุณแล้วพูดนอบน้อมที่สุด

"น้ำหนักของกระผม ๗๘ กิโลขอรับ"

"ไอ๊ย่า" เสี่ยหงวนร้องลั่น "น้ำหนักแกมากเกินไปเสียแล้วน้องชาย หาคูชกได้ยากเต็มทน"

"ไม่เป็นไรครับ ถ้ากระผมฟิตเต็มที่ กระผมทำน้ำหนักลดลงมาเหลือเพียง ๗๒ กิโลเท่านั้น"

พลว่า "ถ้าทำได้อย่างนี้พอมีหวังชกนอกรอบกับพวกมิดเดิลเวทได้"

ลุงเชยทำตาปริบๆ

"อะไรวะอ้ายหมาพล ลิทเฟิ่นเหวดน่ะมันเป็นยังไง"

นิกรแหกปากหัวเราะลั่น

"มิดเดิลเวทครับ ไม่ใช่ลิทเฟิ่นเหวด เขาหมายถึงขนาดของนักมวย เรียกเป็นภาษาฝรั่ง คุณลุงไม่รู้เรื่องก็นั่งเฉยๆ เถอะ เฉยเสียได้เป็นดีที่สุด ม่ายยังงั้นปล่อยไก่บ่อยๆ "

ลุงเชยค้อนขวับ

"อ้ายฉิบห่าย ภาษาไทยของเรามีมึงไม่พูด เอาภาษาตะหวักตะบวยอะไรมาพูดข้าจะไปรู้เรอะ ข้าไม่ใช่ฝรั่งมังค่านี่หว่า"

๔ นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถามยอดอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเคยขึ้นชกมวยมาบ้างแล้วใช่ไหม? "

"ครับผม กระผมเคยไปชกตามจังหวัดต่างๆ รวมทั้งหมด ๒๑ ครั้งแล้วขอรับ"

"เออ-ก็ดีนี่หว่า" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสียงหัวเราะ "ผลของการชกเป็นยังไงบ้างวะ ๒๑ ครั้งชนะกี่หน แพ้และเสมอกี่หน"

"ชนะน๊อคเอ๊าท์ในยกแรกทั้ง ๒๑ ครั้งแหละขอรับ"

"ฮ้า! " เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อุทานลั่น "เป็นความจริงหรือนี่"

"กระผมไม่กล้ากล่าวเท็จกับท่านหรอกครับ"

คุณหญิงวาดพูดขึ้นทันที

"เด็ดขาด นายยอดมีฝีมือพอตัวทีเดียว อยู่กับฉันเถอะนะยอด ฉันจะเลี้ยงดูให้ความสุขแกตามสมควร ถ้าอย่างไรเวลาฉันขัดใจกับเจ้าคุณขึ้นมา ฉันจะได้วานแกชกปากท่าน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งโหยง

"อ้าว ทำไมพูดยังงี้เล่าคุณหญิง"

คณะพรรค ๔ สหายอมยิ้มไปตามๆ กัน นันทากล่าวถามลุงเชยเบาๆ

"คุณลุงกับนายยอดทานอาหารค่ำมาแล้วหรือยังคะ"

ชายชราถอนหายใจดังเฮือก

"เออตั้งอกตั้งใจฟังคำถามประโยคนี้อยู่นานแล้ว ไม่มีใครปริปากถามเลย ท้องมันก็ร้องจ๊อกๆ เลยเวลามาเกือบ ๒ ชั่วโมง ข้ายังไม่ได้กินหรอกอีหมา บนรถไฟอาหารมันแพงจะตายโหง แล้วก็ไม่เห็นมีอะไรนอกจากข้าวผัดแกงจืด"

"ต๊ายตาย" คุณหญิงวาดอุทาน "นี่พี่เชยยังไม่ได้ทานอาหารหรอกหรือคะ โถ-คงหิวแย่ ทำไมไม่หาอะไรรับประทานที่หน้าสถานีเสียก่อนล่ะ ร้านอาหารถมเถไป"

ลุงเชยยิ้มแห้งๆ

"อ้ายฉันมันเป็นคนชอบกลคุณหญิง เป็นโรคไม่จ่ายทรัพย์ คิดว่ามาถึงนี่คงจะมีกับข้าวก้นถ้วยเหลืออยู่ก้นครัวบ้าง ก็เลยหิ้วท้องนั่งสามล้อมา แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่ต้องมากมายอะไรหรอกคุณหญิง ขอเพียงน้ำพริกสักถ้วย ผักบุ้งสักสองกำก็พอ ฉันกับทิดยอดเป็นคนกินง่ายนอนง่าย ไม่มีพิธีรีตรองอะไร"

กิมหงวนพูดเสียงแหลมเล็ก

"กระดูกชิบหายเลยพับผ่า"

ลุงเชยลืมตาโพลง หันขวับมาทางอาเสี่ย

"ใครวะกระดูก"

"ก็คุณลุงน่ะซีครับ"

"เออ ข้าไปเถียงเอ็งเมื่อไหร่ล่ะ"

นวลลออลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวกับลุงเชย ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"หนูจะไปจัดให้คุณลุงเดี๋ยวนี้แหละค่ะ รอสักครู่นะคะ หนูจะให้เขาเจียวไข่ฟูร้อนๆ มาให้คุณลุง กับข้าวของเราก็ยังมีอยู่ค่ะ"

"เออ แม่มหาจำเริญ อายุวรรโณสุขังพลังเถอะอีหมา เร็วๆ หน่อยละก็ดี ข้าหิวจนลมออกหูแล้ว"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก นวลลออพาตัวออกไปจากห้องรับประทานอาหาร ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็สนทนากับลุงเชยถึงเรื่องนายยอด เสี่ยหงวนรับรองว่าเขายินดีจะช่วยฝึกหัด สั่งสอนยอดให้ได้เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ ชายร่างใหญ่ดีอกดีใจมาก ปวารณาตัวเป็นคนของ ๔ สหายนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ท่านผู้อ่านคงจำได้ว่า ๔ สหายของเรามีห้องฝึกกายบริหารอันกว้างขวางอยู่ทางหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' แต่ห้องฝึกกายบริหารปิดตายมาแรมปีแล้ว วันนี้พลสั่งให้เปิดห้องทำความสะอาด เพื่อจะทดลองฝีมือชั้นเชิงของยอด พวกคนใช้ของบ้าน 'พัชราภรณ์' หลายคนได้ร่วมมือกันกวาดถูทำความสะอาด บาร์เดี่ยว, บาร์คู่ เบาะปูพื้นเต็มไปด้วยฝุ่นละออง ต้องกวาดถูกันเป็นงานใหญ่

ในราว ๑๖.๐๐ น. ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และลุงเชยกับเจ้าแห้ว ก็พานักมวยยักษ์เจ้าของร่างอันสูงใหญ่ลงมาที่ห้องฝึกกายบริหาร พลกับกิมหงวนรับหน้าที่เป็นผู้ฝึกซ้อมให้ยักษ์ใหญ่ นิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้สังเกตการณ์ ส่วน ดร. ดิเรกทำหน้าที่เป็นนายแพทย์

ยอดสารภาพว่า เขาเองไม่เคยได้รับการฝึกจากอาจารย์มวยคนหนึ่งคนใดเลย แม้กระทั่งการพันมือเขาก็พันไม่เป็น เขาไม่เข้าอกเข้าใจในเรื่องการฝึกซ้อมแม้แต่น้อย เขารู้แต่เพียงว่า เขาจะต้องใช้กำปั้นหรือศอกเข่าเท้าของเขาคว่ำคู่ต่อสู้ให้ได้ ทุกครั้งที่เขาขึ้นชกมวยตามต่างจังหวัดเขาชกแบบเฮงซวย แต่ก็น่าประหลาดที่เขาได้รับชัยชนะอย่างง่ายดายเรื่อยมา

พลว่า "มันเป็นโชคของแกยอด หมัดของแกคงหนักตามธรรมชาติ คู่ต่อสู้ของแกโดนเข้าจึงปราชัยแกไป แต่ว่า ถ้าแกขึ้นชกที่เวทีราชดำเนิน แกจะชกแบบเฮงซวยไม่ได้เป็นอันขาด เพราะนักมวยที่ชกบนเวทีนี้ล้วนแต่เป็น นักมวยที่คงแก่เรียนทั้งนั้น นอกจากจะมีชั้นเชิงในการต่อสู้อย่างยอดเยี่ยม ยังมีกำลังวังชาแข็งแรงผิดมนุษย์"

เสี่ยหงวนพานักมวยยักษ์ มาหยุดยืนหน้าพั๊นชิ่งบอล แล้วกล่าวถามยอดเบาๆ

"แกรู้ไหมว่าอ้ายนี่เขามีไว้ทำไม"

ยอดยิ้มแห้งๆ หันมาถามลุงเชย

"แกช่วยบอกข้าหน่อยซีลุง"

ลุงเชยทำหน้าชอบกล

"ข้าจะไปรู้เรอะ อ้ายห่า"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก อธิบายให้นักมวยของเขาทราบ

"นี่แหละเขาเรียกว่าพั๊นชิ่งบอล สำหรับให้นักมวยฝึกซ้อมชก แกคอยดูนะ ถ้าเราชกมันก้านสปริงข้างล่างจะทำให้ลูกบอลกระเด็นออกไป แต่แล้วก็รีบดีดกลับมหาเราเพื่อให้เราชกมันอีก"

นายยอดยิ้มแหยๆ

"ชกยังไงครับ"

"ก็ต้องสวมนวมบางๆ สำหรับชกป้องกันมือถลอกเสียก่อน นี่-ฉันจะชกให้แกดู" พูดจบเสี่ยหงวนก็ปล่อยหมัดตรงขวาชกพั๊นชิ่งบอลเต็มแรง ลูกบอลเอนกลับไปแล้วเด้งกลับมาโดนหน้ากิมหงวนอย่างถนัด อาเสี่ยยืนเป๋ไปเป๋มาท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใคร ใบหน้าแดงกล่ำ ฝืนใจพูดกับนักมวยของเขา

"จำไว้ ฉันแสดงให้แกดูว่า ถ้าชกไม่ระวังตัว พั๊นชิ่งบอลมันจะทรยศต่อเรา แหมโว้ยมึนเลย"

ยอดกลั้นหัวเราะแทบแย่

"แล้วกระสอบที่แขวนอยู่นั่นเล่าครับอาเสี่ย"

กิมหงวนมองไปที่กระสอบทราย

"กระสอบหนังใบนั้นคือกระสอบใส่ขี้เลื่อย แต่เขาเรียกกันว่ากระสอบทรายทั้งๆ ที่ไม่ได้มีทรายสักเม็ดเดียว แกจะต้องหัดชกกระสอบทรายใบนั้นเพื่อให้น้ำหนักหมัดของแกหนักขึ้น นอกจากนี้แกยังจะต้องออกวิ่งทุกเวลาเช้า และกระโดดเชือกชกลมซ้อมนวม ตามตารางที่ฉันกับพลจะกำหนดให้แก ส่วนการซ้อมนวมฉันกับพลจะช่วยเป็นคู่ซ้อมให้แกเอง นี่แน่อ้ายน้องชาย แกควรจะรู้ไว้ด้วยว่า ฉันกับเจ้าพลเคยเป็นนักมวยเอกมาแล้ว

"ทราบแล้วครับ ลุงเชยแกเล่าให้ผมฟัง"

พลพูดเสริมขึ้น

"อย่าร่ำไรเลยยอด จัดแจงพันผ้าพันมือเข้า ลงมือฝึกซ้อมให้ฉันดูหน่วยก้านแกเสียหน่อย"

นิกรกับ ดร. ดิเรก ช่วยกันทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงของยอด คือพันมือและสวมนวมชกกระสอบให้ หลังจากนั้นยอดก็เข้ามายืนอยู่หน้าพั๊นชิ่งบอล

อาเสี่ยแอ๊คท่าทางให้สมกับที่เขาเป็นครูมวย ทำปากเบี้ยวนัยน์ตาขวางเล็กน้อย ยืนกอด อกอยู่ข้างๆ ยอด

"ไหนลองชกลูกบอลเบาะๆ ให้ฉันดูซิ"

ยอดยิ้มอายๆ แล้วปล่อยหมัดซ้ายขวาออกไปเพียงเบาๆ

"ไม่ได้ๆๆ " เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "เวลาชกอย่าตะแคงหมัดซีโว้ย ต้องคว่ำหมัด เว้นแต่หมัดอัปเปอคัตจึงจะชกหงายหมัดได้ ยกแขนซ้ายขึ้นการ์ดไว้ แล้วชกขวา ลองดูซิ เอา-ต่อยเต็มทีเลย"

ยักษ์ใหญ่ลั่นหมัดขวาตูม

"โพล๊ะ"

ลูกบอลแตกแฟบทันที ๔ สหายอ้าปากหวอไปตามกัน ยอดทำหน้าตื่นๆ ลุงเชยหัวเราะก้ากยกมือตบบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไง เจ้าคุณ เห็นหรือยังว่าทิดยอดหมัดมันหนักยิ่งกว่าช้างถีบ ฮ่ะ ฮ่ะ มันเคยชกกับพวกเรือไฟมาแล้วอ้ายพวกนั้นตั้ง ๑๐ คนรุมเล่นงานทิดยอด ถูกทิดยอดต่อยคนละทีสองทีหมอบกระแตหงิกแดกไปตามกัน อ้ายคนหนึ่งถูกเตะเบาะๆ ขาตะไกรหัก ต้องรีบส่งตัวมากรุงเทพฯ เปลี่ยนขาตะไกรใหม่ ทิดยอดมันแน่ไหมล่ะเจ้าคุณ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง แล้วเขาก็พูดยิ้มๆ

"ก็ไม่ได้ชกรุนแรงอะไรนี่นา ลูกบอลมันเก่าน่ะ ไม่ใช่ว่ายอดหมัดหนัก ถึงกับชกลูกบอลระเบิด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ชักสงสัยเสียแล้ว น่ากลัวเง็กเซียนฮ่องเต้ส่งนายยอดลงมาปราบพวกนักมวยที่มีชื่อเสียง เฮ้-ยอด แกไปต่อยกระสอบทรายให้ดูอีกหน่อยเถอะวะ"

ทุกคนเฮโลตามยอดมาทางกระสอบทราย

"ชกยังไงครับคุณ" ยอดถามอย่างนอบน้อม

พลว่า "ก็ชกด้วยหมัดซ้ายขวาเหมือนกับชกคู่ต่อสู้ของแกนั่นแหละ แตะบ้าง ตีศอกขึ้นเข่าบ้าง ชกไปเถอะแล้วฉันจะแนะนำข้อบกพร่องให้แก"

ยอดหัวเราะ

"เตะก็ได้หรือครับ"

"เออ ตามใจแกเถอะ" พลพูดยิ้มๆ "นึกว่ากระสอบทรายมันเป็นนักมวยก็แล้วกัน"

ยอดตื่นเต้นดีใจมาก ที่เขาได้ได้เริ่มต้นรับการฝึกหัดสั่งสอนด้วยหลักวิชา เขายืนตั้งหลักมั่น ยกแขนขึ้นการด ก้มตัวเล็กน้อย ส่ายหัวไปมา แย๊ปซ้ายแล้วเต้นออก แล้วปราดเข้าแย๊ปซ้ายตามด้วยหมัดขวาตรง หมัดของเขาที่กระทบกระสอบทรายดังสนั่นหวั่นไหวผิดปกติ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ยืนตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน กระสอบทรายใบนี้มีนักมวยชั้นเยี่ยมของเวทีราชดำเนิน มาซ้อมชกเล่นหลายคนแล้ว สมเดช เลือดสุพรรณ, อุสมาน ศรแดง, ทองใบ ยนตรกิจ, แม้กระทั่ง ชูชัย พระขรรค์ชัย แต่ทุกคนชกไม่ได้ครึ่งของยอด น้ำหนักหมัดของยอดหนักแน่นน่ากลัวที่สุด ไม่ถึงหนึ่งนาทีที่ยอดชกกระสอบทราย ตะเข็บหนังของกระสอบทรายก็ปริแตกเป็นแนวยาวประมาณหนึ่งคืบ ยอดถอยออกมายกเท้าขวาขึ้นเตะกระสอบเต็มเหนี่ยว

มันดังไม่ผิดอะไรกับประเคนด้วยสากตำข้าว รอยแตกของกระสอบขาดออกมาอีก ขี้เลื่อยในนั้นไหลทะลักออกมา

"มายก๊อด " ดร. ดิเรกคราง จ้องมองดูหน้ายอดด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว "หมัดและเท้าของยอดหนักที่สุดในโลก"

พลเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ยหมอ บัดนี้เราได้พบดาวเพชฌฆาตดวงใหม่ในจักรวาลของนักมวยแล้ว ไม่ว่านักมวยคนไหน ถ้าโดนหมัดของเจ้ายอดเราเข้า ถึงแม้จะเพียงครึ่งหมัดก็ต้องใส่เปลหามลงจากเวทีไป"

ลุงเชยหัวเราะชอบใจ

"ทิดยอดนี่แหละ นายขนมต้มกลับชาติมาเกิดละ หน้าตามันเหมือนนายขนมต้มไม่มีผิดเลย ยิ่งมองก็ยิ่งเหมือน"

นิกรหัวเราะหึๆ

"คุณลุงเกิดทันนายขนมต้มหรือครับ"

"หา มันจะทันได้อย่างไรวะอ้ายหมา ข้าเพิ่งอายุ ๗๐ กว่าๆ เท่านั้น นายขนมต้มน่ะแกรุ่นราวคราวเดียวกับทวดของทวดของปู่ข้า"

"แล้วคุณลุงรู้ได้อย่างไรล่ะว่า เจ้ายอดมันเหมือนนายขนมต้ม"

"ปู้โธ่ ข้าก็เดาเอาน่ะซีวะ" แล้วลุงเชยก็หันมายิ้มกับกิมหงวน "ยังไงครู ทิดยอดมันพอไปได้ไหม"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เด็ดขาดเลยครับคุณลุงลงชกได้หนักแน่นอย่างนี้ เจ้ายอดมีหวังได้เป็นแชมเปี้ยนแน่นๆ "

"เออ ดีแล้ว ช่วยเข็นให้มันเป็นชามเปี้ยนหน่อยเถอะวะอ้ายหมา ข้าจะได้คุยกับเขาได้ว่า คนโกรกพระก็มีทีเด็ดเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามายกมือลูบคลำกล้ามเนื้อเป็นมัดๆ ที่แขนยอดด้วยความชื่นชม ท่านมั่นใจอย่างยิ่งว่ายอดจะต้องได้เป็นนักมวยเพชฌฆาตไม่ช้านี้ เพราะเพียงแต่เขาชกพั๊นชิ่งบอลและกระสอบทราย ท่านก็แลเห็นประจักษ์แก่ตาตนเองแล้วว่า หมัดของเจ้าหนุ่มโกรกพระผู้มากับลมฝนพร้อมกับลุงเชย เป็นหมัดที่หนักกว่านักมวยคนหนึ่งคนใดที่ท่านเห็นมา

"อือ ไม่เลวโว้ยยอด เอ็งต้องตั้งอกตั้งใจให้ดี เอ็งมีหวังที่จะได้เป็นนักมวยเอกในไม่ช้านี้แหละ"

ยอดกระพุ่มมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"เป็นพระคุณครับผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตบหลังยอดค่อนข้างแรง

"ลงซ้อมนวมให้ข้าดูลวดลายเอ็งสักยกสองยกเถอะวะ ซ้อมกับอ้ายแห้วก็ได้"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทานวันนี้ผมถ่ายยาครับ ขืนซ้อมเป็นเสร็จแน่"

ลุงเชยหัวเราะก้าก

"ถุย อ้ายหมาแห้ว เอ็งมันขี้ขลาดสิ้นดีเชียวฮิ"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานตัวผมแค่สะดือนายยอดเท่านั้นเองนะครับ รับประทานขืนให้ผมซ้อมกับนายยอด รับประทานผมก็หงิกเท่านั้น"

ดร. ดิเรกเดินเข้ามาตบหลังกิมหงวน

"เฮ้-ยูลองซ้อมนวมกับนายยอดให้ดูสักยกเถอะวะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ไม่ดีน่า มันจะเป็นการหักหน้าอ้ายกรเขา"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาเถอะ ซ้อมเถอะหงวน วันนี้กันไม่ใคร่สบายรู้สึกปวดหัวตามัวมาตั้งแต่เช้าแล้ว ได้กลิ่นนวมพาลจะอ้วก เป็นอะไรก็ไม่รู้"

พลเดินไปหยิบนวมมาสองคู่ ส่งให้ยอดคู่หนึ่งแล้วบอกให้เจ้าแห้วช่วยสวมนวมให้ นายพัชราภรณ์เข้ามาหาเสี่ยหงวน

"ขอให้กันดูชั้นเชิงของยอดหน่อยเถอะวะ ช่วยซ้อมกับยอดสักยก ถึงแม้ว่ายอดมันใหญ่กว่าแก แต่ว่าแกมันมวยเก่า เคยเป็นเหี้ยโบราณแห่งเวทีมวยราชดำเนินมาแล้ว อย่างไรยอดมันก็สู้แกไม่ได้"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"จะมาสู้อะไรกัน อ้ายหงวนมันชั้นเสือร้าย ถึงว่างเว้นการซ้อมมานาน ลวดลายชั้นเชิงก็ยังมีอยู่"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น ค่อยๆ ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วดึงแว่นตาขอบกระออกโยนให้เจ้าแห้วเก็บไว้ให้เขา ลุงเชยปราดเข้ามายืนข้างๆ "

"อ้ายหมาหงวน เอ็งจะซ้อมกับทิดยอดเรอะ"

"ครับ-ลองดูสัก ๒ ยก"

"ตายนา อ้ายหมา เดี๋ยวจะว่าข้าไม่บอก เจอหมัดทิดยอดมันเข้าเบาะๆ อย่างน้อยก็สองชั่วโมงกว่าเอ็งจะพื้น"

นิกรแกล้งเอ็ดตะโรลุงเชย

"คุณลุงพูดอะไรไม่เข้าเรื่อง คุณลุงรู้หรือเปล่าว่าอ้ายหงวนน่ะ เป็นนักมวยสมัครเล่นที่มีชั้นเชิงมวยดีกว่านักมวยอาชีพมากมายนัก ประเดี๋ยวคอยดูซีครับ พนันกับผมสักพันบาทไหมล่ะ"

ชายชราลืมตาโพลง

"พนันยังไงวะ"

"ผมเสมอข้างอ้ายเสี่ยละ ในยกแรกของการซ้อมถ้าอ้ายเสี่ยชกนายยอดก้นกระแทก คุณลุงต้องจ่ายเงินให้ผมพันบาท ถ้าอ้ายเสี่ยไม่สามารถชกนายยอดล้มได้ในยกแรก ผมจะจ่ายเงินให้คุณลุงพันบาท"

ลุงเชยหัวเราะก้าก ปราดเข้ามายื่นมือให้นิกรจับ

"ตกลงอ้ายหมา ถ้ายังงี้ตกลงแน่ ยุติธรรมดีแล้ว"

นิกรอมยิ้ม

"ตกลงเฉยๆ ไม่ได้หรอกครับ ต้องเอาเงินออกมาวางด้วย และให้คุณพ่อถือเงินไว้"

"เถอะน่า ข้าขอรับรองด้วยเกียรติยศว่าข้าจะไม่โกงเอ็ง"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอกครับ เรื่องเงินเรื่องทองเชื่อกันไม่ได้ ถ้าจะพนันกับผมก็ต้องวางเงิน" พูดจบนิกรก็เดินเข้าไปหายอด จัดแจงสวมนวมให้แล้วกระซิบเบาๆ

"ยกแรกแกต้องยื่นคางให้อ้ายหงวนชก และต้องทำเป็นล้มก้นกระแทก เข้าใจไหมล่ะ"

"ครับ" ยอดรับคำ

นายจอมทะเล้นไม่พูดอะไรอีก เมื่อสวมนวมให้ยอดเรียบร้อย เขาก็จูงมือยอดเข้ามารวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา ยืนมองพลสวมนวมให้เสี่ยหงวน ลุงเชยเชื่อฝีมือยอดมาก แกคิดในใจว่า กิมหงวนจะไม่มีทางสู้ยอดได้เลย

ชายชราเอื้อมมือตบบ่านิกรค่อนข้างแรง

"ตกลง-ตกลงโว้ยอ้ายหมา วางเงินกันก็เอา"

นิกรหันมาจับมือกับลุงเชย

"เอาครับ เอาเงินมอบให้คุณพ่อไว้"

ลุงเชยแก้เข็มขัดปลดกระดุมกางเกงขายาวออก เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก ร้องเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"ออกไปข้างนอกซีครับคุณลุง รับประทานห้องนี้ไม่ใช่ที่ปัสสาวะ"

ชายชราทำคอย่น

"ใครบอกเอ็งล่ะว่าข้าจะเยี่ยว โธ่-อ้ายเปรต คนตั้งเป็นกองสองกองใครจะยืนเยี่ยวให้เห็นได้วะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานคุณลุงแก้กางเกงทำไมล่ะครับ"

ลุงเชยเค้นหัวเราะ

"ข้าจะหยิบเงินของข้าโว้ย เงินข้าอยู่ในกระเป๋ากางเกงใน" แล้วลุงเชยก็ควานมือลงไปในกระเป๋ากางเกงใน หยิบห่อผ้าแดงห่อหนึ่งออกมาแก้ออก ในห่อผ้าแดงคือซองธนบัตรเก่าคร่ำคร่า ลุงเชยดึงธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมานับได้ ๑๐ ฉบับ ส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "เอ้า-เจ้าคุณ ช่วยเป็นกรรมการให้ผมด้วย ถ้ายกแรกอ้ายหมาหงวนมันชกทิดยอด ถึงกับก้นจ้ำเบ้า ผมจะเสียเงินให้อ้ายกรพันบาท แต่ถ้าอ้ายหงวนชกทิดยอดไม่ถึงกับล้ม อ้ายกรจะต้องให้เงินผมพันบาทเช่นเดียวกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ดีแล้วพี่เชย ฉันจะรักษาเงินเดิมพันให้เอง"

ชายชราหันมาทางนิกร

"อ้ายหมา เอาเงินของเอ็งออกมาวางซี"

นิกรยิ้มเจื่อนๆ

"เชื่อใจผมเถอะครับ ถ้าผมแพ้ผมจะขึ้นไปเอาเงินบนตึกมาให้คุณลุง เงินเพียงพันบาทผมไม่โกงหรอกน่า"

ลุงเชยยักคิ้วแล้วหัวเราะ

"อ้ายหมาเอ๊ย มึงน่ะเด็กเมื่อวานซืนนี้ จะมาทำเหลี่ยมกับคนอย่างข้าน่ะไม่สำเร็จหรอก ฮะ ฮ้า ถ้าจะเล่นกับข้าก็ต้องเอาเงินออกมาวางเดิมพันด้วยกัน ให้มันแน่หน่อยเถอะวะ"

นิกรหัวเราะหึๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรหนังจระเข้ออกมาเปิดออก นับเงินพันบาทส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เอ้า-คุณพ่อเก็บไว้นะครับ แล้วอย่าเล่นอัฐเย็นผมล่ะ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็เปรี้ยงเข้าให้หรอก ทะลึ่งจริงเชียวอ้ายนี่ ง่า-เอาโว้ยลงมือซ้อมกันเสียที มัวแต่พูดโน่นพูดนี่ เสียเวลาไม่เข้าเรื่อง"

พลนำนักมวยทั้งสอง ออกมายืนกลางห้องฝึกซ้อมเขายิ้มให้ยอดแล้วกล่าวว่า

"บัดนี้ แกได้เริ่มรับการฝึกซ้อมที่ถูกต้องตามวิธีการชกมวยแล้ว ตั้งอกตั้งใจให้ดียอด พวกเราทุกคนยินดีจะให้ความช่วยเหลือแกทุกสิ่งทุกประการ การซ้อมนวมในวันนี้จะซ้อมเพียง ๓ ยกเท่านั้น"

ยอดยิ้มแห้งๆ

"ยกหนึ่งมันแค่ไหนครับ"

พลว่า "ยกหนึ่งก็ ๓ นาที และพัก ๒ นาที แต่การฝึกซ้อมจะพักเพียงนาทีเดียวเท่านั้น แล้วก็การซ้อมนี่น่ะต้องซ้อมแบบมวยสากล คือไม่ใช้เท้า และศอกเข่า ซึ่งต่อไปแกจะรู้เองว่า การชกมวยแบบสากลนั้นจะต้องชกอย่างไร จะต้องใช้หมัดอย่างไรบ้าง"

นายพัชราภรณ์แยกคู่ซ้อมออก แล้วบอกให้ลงมือชกกันได้ ยอดยกแขนทั้งสองข้างขึ้น การด ท่าทางของเขายังเก้งก้างไม่สู้จะรัดกุมนัก เจ้าหนุ่มนครสวรรค์ไม่มีลวดลายหรือชั้นเชิงอะไร นอกจากมีหมัดหนักเหมือนกับหมัดดินระเบิด และมีกำลังเข้มแข็งราวกับช้างสารเท่านั้นเอง

อาเสี่ยเต้นฟุตเวิ้กอย่างคล่องแคล่ว แต่ยังไม่ทันจะประหมัดก็หอบเสียแล้ว ลุงเชยร้องตะโกนหนุนยอดเสียงลั่น

"เอา-ชกซิโว้ยทิดยอด ไม่ต้องเกรงใจ ซ้อมกับครู ครูเขาไม่ถือหรอก หนักนิดเบาหน่อยไม่เป็นไร เตะ-เตะให้คอขาดเลย"

นิกรร้องฮี้ ยกมือผลักลุงเชยเซไปสองสามก้าว

"ลำบากนักก็ยืนดูเฉยๆ เถอะครับ เขาซ้อมมวยสากลกันยุให้เตะมีอย่างหรือ เล่นพนันไว้เพียงพันบาทเท่านั้นทำเป็นตื่นเต้นไปได้"

ชายชราหันมาค้อน

"แล้วเอ็งต้องผลักข้าด้วยเรอะ อ้ายฉิบหาย เดี๋ยวด่าเลย"

กิมหงวนลองแย๊ปซ้ายเบาะๆ ถูกหน้ายอดผงะไปเพียงเล็กน้อย แล้วอาเสี่ยก็สวิงขวาตูมเข้าให้ ความจริงยอดจะปิดก็ปิดทัน แต่นิกรสั่งไว้ให้เขายอมให้เสี่ยหงวนชก ยอดจึงทำเป็นปิดไม่ทันถูกหมัดสวิงขวาที่กกหู เจ้าหนุ่มร่างยักษ์ทำเป็นซวนเซล้มลงก้นกระแทกพื้น สบัดหน้าเร่าๆ

นิกรหัวเราะก้าก หันมาพยักหน้ากับลุงเชย

"ไงครับ คุณลุง เจ้ายอดถูกอ้ายหงวนชกล้มแล้ว" พูดจบนิกรก็หัวเราะงอหาย เดินเข้ามาหาพ่อตาของเขา "จ่ายเงินให้ผมเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณส่งเงิน ๒,๐๐๐ บาทให้ลูกเขยจอมทะเล้นของท่านโดยดี ลุงเชยหน้าซีดเผือด ความรักความเสียดายเงินเกิดขึ้นอย่างล้นพ้น ในที่สุดชายชราก็ร้องไห้ เดินเข้ามายกเท้าเหวี่ยงลูกแป ถูกก้นนายยอดดังพลั่ก

"นี่แนะ อ้ายห้าร้อยละลาย ตัวใหญ่กว่าอ้ายหมาหงวนมันเป็นกอง เจอหมัดเข้าเบาะๆ เท่านั้นล้มได้ ถุย-อ้ายฉิบหาย รู้ยังงี้กูไม่ยักเล่นพนันกับอ้ายกรมัน โอย-อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีเสียเงินไปพันบาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"พันบาทนิดหน่อยน่าพี่เชย อ้ายกรมันก็หลานของพี่เชยแท้ๆ ไม่ใช่คนอื่นที่ไหน อะไร้-โตแล้วยังร้องไห้อีก"

ชายชราสะอื้น

"อย่าทำพูดดีนะ กำลังหัวเสียจะบอกให้ ประเดี๋ยวผมล้อหัวล้านเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"อ้าว ขืนล้อพี่เชยกับฉันก็ฉะปากกันเท่านั้นเอง"

ยอดกับกิมหงวนซ้อมมวยกันต่อไป กิมหงวนปราดเข้าชกซ้ายขวาถูกอย่างถนัดๆ หลายครั้ง แต่นายยอดไม่สะดุ้งสะเทือนเลย ไม่ผิดอะไรกับชกเสาหิน คณะพรรค ๔ สหายต่างพอใจในความทรหดอดทนของยักษ์ใหญ่ กิมหงวนไล่ต้อนไปรอบๆ ห้อง การป้องปิดหมัดของยอดยังหละหลวมมาก และฟุตเวิ้กไม่มีเลย เขายืนหยัดเหมือนกับคิงคองปล่อยให้กิมหงวนชกข้างเดียว บางทีเขาก็ถอยกรูดจนกระทั่งหมดยก

พลเดินเข้ามาหายอดและยิ้มให้

"เป็นยังไงวะยอด"

ยอดหัวเราะเบาๆ

"ผมชกไม่ใคร่ออกครับ อาเสี่ยแกชกดีมากทีเดียว"

กิมหงวนยืดอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ฝีมือของลื้อยังใช้ไม่ได้นี่หว่า อ้ายน้องชาย แล้วก็ทำไมลื้อไม่ชกอั๊วบ้าง ยกนี้แกต้องชกกันนา ไม่ต้องเกรงใจ กันจะได้เห็นวิธีใช้หมัดของแก"

ยอดยิ้มแห้งๆ ยกมือที่สวมนวมไหว้กิมหงวน

"ถ้าพลาดพลั้งถึงกับสลบหรือตายละก้ออภัยให้ผมนะครับ"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง ฝืนใจรับคำ

"เออ แหม-ใจคอแกจะชกฉันให้ตายเชียวเรอะ"

"มิได้ครับ" ยอดพูดยิ้มๆ "แต่หมัดของผมมันหนักมาก ผมเคยชกวัวทีเดียวตายเลย"

"หา" อาเสี่ยร้องสุดเสียง "แกน่ะเรอะชกวัวทีเดียวตาย"

"ครับ ถามลุงเชยแกดูซิครับ"

ลุงเชยหัวเราะเบาๆ เดินเข้ามาเล่าเรื่องให้ฟัง

"อย่าสงสัยเลยอ้ายหมาหงวน เมื่อเดือนก่อนนี้เอง ที่วัดข้างบ้านข้าเขามียี่เกงานบวชนาค ผู้คนแน่นวัดทีเดียว"

"แล้วยังไงครับ" พลถามยิ้มๆ

"วัวของใครก็ไม่รู้มันเกิดอาละวาดบุกเข้ามาในวัด ไล่ขวิดผู้คนพระสงฆ์องค์เจ้าแตกกระจาย อ้ายทิดยอดมันช่วยเขาทำงานอยู่บนศาลาแลเห็นเข้า ก็วิ่งเข้าไปช่วยเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไว้ วัวมันขวิดอ้ายยอด อ้ายยอดหลบฉากแพล๊บ ชกปังเดียวร้องโอ๊กล้มลงชักดิ้นชักงอตายห่าเลย ผ่าเถอะวะหมัดอ้ายทิดยอดมันเหมือนกับตลุมพุกไม่มีผิด"

กิมหงวนขมวดคิ้วนิ่วหน้า เดินเข้ามาหาพลและพูดเบาๆ

"เฮ้ย แกช่วยซ้อมแทนกันหน่อยเถอะวะ กันปวดท้องเต็มทนแล้วคล้ายกับมีใครบิดไส้"

นายพัชราภรณ์อดหัวเราะไม่ได้

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยน่า อย่างมากก็ถูกยอดน๊อคเอ๊าท์สลบเหมือดไปเท่านั้น"

กิมหงวนฝืนยิ้ม หันไปมองดูนายยักษ์ใหญ่

"สงสัยว่ายกเมื่อกี้ยอดมันออมมือให้กัน"

"ก็ถูกแล้ว" พลพูดเสียงหัวเราะ "ยอดมันยังไม่รู้ชั้นเชิงของแกนี่หว่า ที่มันยอมให้แกชกตั้งหลายทีก็เพราะจะลองดูน้ำหนักหมัดของแก เอาโว้ย ถึงเวลาแล้ว"

อาเสี่ยกับยอดสัมผัสมือกันและถอยออกห่าง คราวนี้คณะพรรค ๔ สหายแปลกใจไปตามกัน เรือประจัญบานยอดปราดเข้าชกกิมหงวนด้วยหมัดซ้ายขวา ปังๆ อาเสี่ยยกแขนขึ้นปิด ยอดอัปเปอร์คัตซ้ายถูกลิ้นปี่ เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือกตัวโก่งมือตกลงมา ทันใดนั้นเองฮุกขวาของยอดก็จับเปาะเข้าให้ที่ปลายคางของกิมหงวนอย่างถนัดถนี่ เสียงดังเหมือนกับทุบไม้ไผ่ผุๆ

ร่างอันสูงชะลูดของเสี่ยหงวนล้มฮวบลงทันที บิดตัวเร่าๆ ขมวดคิ้วนิ่วหน้า พล พัชราภรณ์ยอมรับว่า นายยอดหมัดหนักยิ่งกว่าสมเดชหรือชูชัยเป็นไหนๆ แต่การชกยังไม่เป็น เขาใช้วิธีการต่อสู้แบบรถถัง คือบุกทื่อเข้ามาแลกหมัด ใครทนได้เขาก็แพ้ถ้าใครทนไม่ไหวก็ถูกเขาน๊อคเอ๊าท์

นิกรปราดเข้ามาก้มลงมองดูอาเสี่ยแล้วทำหน้าเบ้

"โอ้โฮ นัยน์ตาเหล่เลยโว้ย หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-"

เสี่ยหงวนเอื้อมมือมาตบหน้าแข้งนิกรเบาๆ

"อย่านับเลยวะอ้ายกร ให้แกนับอีก ๒๐๐ ก็ลุกไม่ไหว นัยน์ตากันมองไม่เห็นอะไรแล้ว"

นิกรช่วยประคองกิมหงวนลุกขึ้น พามานั่งบนม้ายาว พอก้นถึงพื้นกิมหงวนก็ล้มตัวลงนอนเหยียดยาวหายใจรวยริน ยอดวิ่งเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าหน้าม้ายาวนั้น แล้วกราบลงบนหน้าอกกิมหงวน

"ประทานโทษนะครับอาเสี่ย ที่ผมชกน่ะผมชกเบาะๆ เท่านั้นนะครับ"

เสี่ยหงวนตบศีรษะยอด

"ไม่เป็นไร แกดีมาก แกต้องเป็นนักมวยเอกแน่นอน พรุ่งนี้ฉันจะส่งชื่อแกเข้าแข่งขัน แกมีหวังร้อยเปอร์เซ็นต์ที่จะได้เป็นแชมเปี๊ยน อื้อฮือโว้ย-หมัดแกมันเหมือนกับช้างถีบไม่มีผิด"

พลเข้ามาถอดนวมให้ยอด และบอกให้เจ้าแห้วช่วยถอดนวมให้เสี่ยหงวน

"หมัดแกหนักมากทีเดียวยอด" นายพัชราภรณ์กล่าวกับยักษ์ใหญ่ "แต่ลวดลายและชั้นเชิงของแกยังไม่มี เอาเถอะ ฉันจะช่วยอบรมสั่งสอนแกเอง"

ยอดกระพุ่มมือไหว้

"เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้เชียวครับ ผมทราบดีว่าชื่อเสียงของผมจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยบารมีของท่านเจ้าคุณฯ และคุณทั้ง ๔ นี่เท่านั้น"

ดร. ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ แกมีชีวะประวัติคล้ายคลึงกับ โมฮำหมัดไตเย็บนักมวยเอกของอินเดียมากที่เดียว หมอนั่นเป็นมหาดเล็กของท่านมหาราชา "

กิมหงวนพูดขัดขึ้น

"พอโว้ย ลำบากนักก็ไม่ต้องเล่า"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน อาเสี่ยค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง กล่าวชมเชยยอดที่หมัดหนักผิดมนุษย์ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ช่วยกันอบรมสั่งสอนนักมวยยักษ์ของเขา ทุกคนพอใจยอดมาก เขาเป็นคนสุภาพอ่อนหวานน่ารัก รู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว

ชั่วเวลาเพียงสัปดาห์เดียวที่คณะพรรค ๔ สหายได้ช่วยกันฝึกซ้อมให้เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ ซึ่งเดินทางมาจากดินแดนนครสวรรค์ ยอดก็สามารถชกมวยไทยได้ดีจนเกินความคาดหมาย หมัดดินระเบิดของเขา คว่ำกิมหงวนลงไปหมอบกระแต หลายต่อหลายครั้ง และพล พัชราภรณ์ก็ถูกหมัดเด็ดของยอดก้นจ้ำเบ้าแทบจะน๊อคเอ๊าท์ เลยไม่มีใครกล้าซ้อมนวมกับยอดอีกเลย ยอดได้แต่ซ้อมชกลมและชกกระสอบ ร่างกายของยอดแข็งแกร่งเหมือนกับทองแดง ๔ สหายต่างร่วมมือกันเป็นผู้อุปการะยอด ยอดจึงเป็นนักมวยที่โชคดีที่สุด

ลุงเชยเดินทางกลับนครสวรรค์แล้ว

เสี่ยหงวนรู้จักกับหัวหน้านักมวยคนหนึ่ง ซึ่งทำงานเป็นผู้ช่วยสมุห์บัญชีอยู่ห้างศิวิลัยซ์พาณิชของอาเสี่ยนั่นเอง กิมหงวนได้โทรศัพท์ไปถึงนายนพเมื่อตอนบ่ายวันนี้ สั่งให้นายนพพานักมวยขนาดยักษ์ในคณะ 'ชัยฤทธิ์' มาด้วยสักสามสี่คน

ในราว ๑๖.๓๐ น. นายนพหัวหน้านักมวยคณะ 'ชัยฤทธิ์' ก็พายักษ์ใหญ่สองคนมาถึงบ้าน 'พัชราภรณ์' นพเป็นชายกลางคนอายุประมาณ ๔๐ เศษ รูปร่างค่อนข้างอ้วน อดีตของเขาเคยเป็นนักมวยชั้นแนวหน้าคนหนึ่ง แห่งเวทีสวนเจ้าเชตุ บัดนี้ เขาเป็นหัวหน้าและผู้ฝึกนักมวยแห่งคณะ 'ชัยฤทธิ์' มีลูกศิษย์ในราว ๒๐ คน มวยคณะ 'ชัยฤทธิ์' มีนักมวยฝีมือดีหลายคน เพราะเหตุนี้ทำให้นพเป็นคนสำคัญคนหนึ่ง ในวงการชกมวยของเวทีราชดำเนิน

ขณะที่ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังควบคุมยอดให้ฝึกซ้อมอยู่ที่ห้องฝึกกายบริหารหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' คนใช้คนหนึ่งก็พานายนพกับนักมวยร่างใหญ่สองคนเข้ามายืนลับๆ ล่อๆ ที่หน้าประตู

เจ้าแห้วกำลังเล่นกระโดดเชือกหย็องแหย็ง พอแลเห็นนายนพก็หยุดกระโดดเชือก หันมาบอกอาเสี่ย

"รับประทานหัวหน้านักมวยมาแล้วครับ"

อาเสี่ยหันขวับไปทางประตู

"อ้อ" เขาอุทานดังๆ พร้อมกับยกมือรับไหว้หัวหน้านักมวย 'ชัยฤทธิ์' "มา-เข้ามาซีนพ เอ้อเฮอ-สองคนนั่นใหญ่ดีจริงโว้ย"

นพพาลูกศิษย์ของเขาทั้งสองคน เข้ามาในห้องฝึกกายบริหาร แล้วเขาก็แนะนำให้ลูกศิษย์ของเขาได้รู้จักกับอาเสี่ย

"เออ-สวัสดีน้องชาย ลื้อสองคนล่ำสันใหญ่โตดีนี่หว่า"

นักมวยทั้งสองยิ้มอายๆ นายนพอธิบายให้กิมหงวนทราบ

"คนนี้ ชื่อเลิศ ชัยฤทธิ์ ยังไงล่ะครับ"

"อ้อ-งั้นเรอะ กันเคยได้ยินชื่อบ่อยๆ แต่ไม่เคยดู"

"นี่แหละครับ เพิ่งชนะเลิศรุ่น ๑๐ พญาแร้งเมื่อเร็วๆ นี้เอง" พูดจบนพก็ผายมือมาทางนักมวยอีกคนหนึ่ง "เจ้านี่ ชื่อศักดิ์ ชัยฤทธิ์ ครับ หมัดหนักยิ่งกว่าสมเดชหลายเท่า ขึ้นชก ๕ ครั้ง น๊อคเอ๊าท์คู่ต่อสู้ในยกแรกได้ทุกคน จะเข้าชกในรอบ ๘ นกกระจอกในเร็วๆ นี้แหละครับ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ แล้วกล่าวกับนพ

""ไปรู้จักกับเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ของกันเสียก่อนซี"

อาเสี่ยพานพกับนักมวยทั้งสองเข้าไปหาคณะพรรค ๔ สหาย กวักมือเรียกยอดมาพบกับเขา แล้วแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับยอดและนักมวยทั้งสอง ต่างฝ่ายต่างทักทายปราศรัยกันตามธรรมเนียม

เสี่ยหงวนเล่าเรื่องยอดให้นพฟัง เขาบอกว่ายอดเป็นเด็กของเขา ซึ่งเดินทางมาจากโกรกพระ จังหวัดนครสวรรค์ ตั้งใจจะมาหาชื่อเสียงบนเวทีมวยเนื่องจากมีใจรักกีฬาประเภทนี้ เคยชกมวยต่างจังหวัดมาบ้างแล้ว เขาจะฝากยอดให้ขึ้นชกมวยในนามของคณะ 'ชัยฤทธิ์' ขอให้นพช่วยเหลือยอด คือส่งชื่อเข้าแข่งขันและเปรียบมวยให้

ตอนสุดท้ายกิมหงวนกล่าวว่า

"กันไม่มีคณะนักมวย จึงต้องขอให้แกช่วยเหลือ คงไม่ขัดข้องไม่ใช่หรือนพ"

แน่นอนละ นพจะขัดข้องอย่างไรในเมื่อเขาทำงานกินเงินเดือนของอาเสี่ย และหน้าที่การงานของเขาก็เป็นปึกแผ่นมั่นคง

"ได้ขอรับ อาเสี่ย ผมรับรองว่าผมจะให้ยอดได้ขึ้นชกที่เวทีราชดำเนินในเร็วๆ นี้แหละครับ"

"เออ-ขอบใจมากนพ นึกว่าช่วยมันให้เป็นนักมวยที่มีชื่อเสียงสักคนเถอะวะ กันไม่ให้แกเดือดร้อนอะไรหรอก เพราะกันกับเพื่อนๆ รับอุปการะเจ้ายอดอยู่แล้ว"

"ไม่เป็นไรมิได้ครับอาเสี่ย ผมยินดีช่วยยอดทุกสิ่งทุกประการ"

ยอดยกมือไหว้หัวหน้าคณะนักมวยอย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณครับที่กรุณาผม"

นิกรเดินเข้ามาจับแขนนายเลิศ แล้วยิ้มแห้งๆ

"แหม-ฟิตเปรี๊ยะเชียวนะน้องชาย

เลิศหัวเราะเบาๆ

"ผมจะชกอาทิตย์หน้าครับ ก็ต้องฟิตตัวไว้"

"งั้นเรอะ ชกกับใครล่ะ"

"ชกกับธนู เดชธนูครับ"

"อ้อ-ดีแล้ว อั๊วจะไปดูลื้อชก และจะหาของขวัญสักอย่างหนึ่งไปให้รางวัลลื้อ ต้องเอาชนะให้ได้นา เจ้าธนูคิ้วดกมันสำคัญเหมือนกัน อั๊วจะเอาใจช่วยลื้อ"

"ครับ-ขอบคุณมาก" เลิศพูดอย่างนอบน้อม

เสี่ยหงวนยกมือตบหลังนายศักดิ์ ชัยฤทธิ์ ค่อนข้างแรง แต่ไม่มีความหมายอะไรนอกจากสัพยอกนายยักษ์ใหญ่แห่งคณะ 'ชัยฤทธิ์'

"ไง-เมื่อไหร่จะชกอีก"

นายศักดิ์มีทีท่าเอียงอายเหมือนผู้หญิง

"เห็นจะในราวต้นเดือนหน้าแหละครับ ชกเข้ารอบครับอาเสี่ย"

"อ๋อ-รุ่น ๘ นกตะกรุมน่ะเรอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก หันมาเตะเสี่ยหงวนดังพลั่ก

"นี่แนะ ๘ นกตะกรุม ปู้โธ่-อ้ายนี่...เดี๋ยวพ่อ..."

กิมหงวนหัวเราะหึๆ พลางยกมือคลำก้น

"ก็นายนพเขาบอกผมเมื่อกี้นี้เองว่า ศักดิ์จะขึ้นชกรุ่น ๘ นกตะกรุม"

เจ้าคุณทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"นกกระจอกโว้ย ไม่ใช่นกตะกรุม เดี๋ยวพ่อด่าแหลกไปเลยอ้ายนี่"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"รุ่นนกตะกรุมกรรมการเขาไม่จัดให้ชกหรอก อ้ายเสี่ย อย่าโง่ไปหน่อยเลยวะนักมวยหัวล้านตั้ง ๘ คน จะไปเอาที่ไหน"

อาเสี่ยเอียงคออมยิ้ม

"ทำไมจะหาไม่ได้ นักมวยหัวล้านมีถมเถไป"

"หน็อย-ไม่เห็นมีสักคน"

"มี" กิมหงวนพูดยานคาง "ประเสริฐ ประเสริฐสิงห์ ยังไงล่ะ แล้วก็สมาน ดิลกวิลาศ เวลานี้หมดเข้าไปครึ่งบ้านแล้ว สมพงษ์ พงษ์สิงห์ก็อีกคน ทับ กล้าศึกยังได้ ขณะนี้แดงแจ๋เป็นลูกมะอึกเลย"

นิกรกลั้นหัวเราะแทบแย่ ชำเลืองหางตามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียก่อนจึงพูดกับเสี่ยหงวน

"มี ๔ คนเท่านั้นเอง"

"เดี๋ยวๆๆ มีอีกคน ทวี ใจมีบุญ ยังไงล่ะ"

"เออ-รวมเป็น ๕ คน" นิกรพูดยิ้มๆ

"ก็พอแล้วนี่หว่า จัดขึ้นเป็นรุ่น ๕ ขุนช้าง ชกกันสนุกไปเลย ตละคนมีฝีมือไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเท่าใด"

คราวนี้นายจอมทะเล้นอดหัวเราะไม่ได้

"คนดูเหม็นเขียวแย่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โมโหจนตัวสั่น

"พอทีโว้ย" ท่านตะโกนสุดเสียง "ถ้าแกจะพูดจะคุยกันเรื่องหัวล้าน ก็ขอให้ไปวิพากษ์วิจารณ์กันที่อื่น ม่ายยังงั้นแกเจ็บตัวนะจะบอกให้"

๔ สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน เสี่ยหงวนพยักหน้ากับหัวหน้าคณะนักมวยชัยฤทธิ์ซึ่งเป็นคนของเขา

"นายนพ ช่วยให้เด็กของแกช่วยซ้อมกับยอดหน่อยซี แกจะได้เห็นหน่วยก้านของเจ้ายอดบ้าง"

นพรีบรับคำ

"ครับ ได้ครับ" แล้วเขาก็หันมาทางนักมวยของเขา ซึ่งยื่นอยู่ข้างๆ "เลิศโว้ย ช่วยซ้อมให้ยอดหน่อย"

นายเลิศทำท่ากระมิดกระเมี้ยนเหมือนเขยใหม่

"ผมไม่ได้เอากางเกงนักมวยมานี่ครับ ครู"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นุ่งกางเกงในก็ได้น้องชาย ไม่มีใครหรอกพวกเราทั้งนั้น"

เลิศยิ้มแหยๆ

"ได้โปรดเถอะครับ แฮ่ะ แฮ่ะ กางเกงในผมก็ไม่ได้นุ่งมา"

"ว้า-" อาเสี่ยคราง "ถ้ายังงั้นแก้ผ้าซ้อมก็แล้วกัน"

เลิศหัวเราะ

"ไม่ได้หรอกครับอาเสี่ย ประเดี๋ยวหมาฟัดผมแย่"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ กล่าวกับนายนพอย่างกันเอง

"ไม่ไหวแน่ นักมวยของคุณเฮงซวยเหลือเกิน กางเกงในก็ไม่นุ่ง เวลามีมุตกิจจะทำอย่างไร เปื้อนเปรอะหมด"

นายนพทำคอย่น

"คุณหมอ เจ้าเลิศของผมเป็นผู้ชายอกสามศอกนะครับ ไม่ใช่ผู้หญิงจะได้มีอ้ายอย่างว่า..."

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"คุณอย่ารู้ดีกว่าผมหน่อยเลย ผู้ชายก็มีมุตกิจเหมือนกัน เมื่อเดือนก่อนอ้ายหงวนนายของคุณมีอยู่ตั้งหลายวัน ผมต้องฉีดเพ็นนิซิลินให้ตั้งสองล้านยูนิต"

พล พัชราภรณ์กล่าวกับเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย-ขึ้นไปบนตึกหากางเกงชกมวยมาให้สัก ๒ ตัวเถอะวะ จะได้ให้นายเลิศนุ่งซ้อมกับยอด"

"รับประทานกางเกงของพวกคุณ นายเลิศนุ่งไม่ได้หรอกครับ ของอาเสี่ยก็มีอยู่ตัวเดียวที่อาเสี่ยนุ่งอยู่นี่แหละครับ"

พลพยักหน้า

"เออ-จริงของเอ็ง"

เจ้าแห้วแก้ผ้าขามม้าที่คาดเอวออก เดินเข้ามาส่งให้เลิศ

"นุ่งผ้าขาวม้าซ้อมก็แล้วกันพี่ชาย"

เลิศสะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะ

"ไม่ได้หรอกพี่ชาย เต้นฟุตเวิ้กสองสามทีผ้าขาวม้าหลุดแน่"

อาเสี่ยเดินเข้ามาหา แล้วพูดกับเลิศ

"ลื้อเอากางเกงอั๊วนุ่งก็แล้วกันนะน้องชาย ช่วยซ้อมให้ยอดมันหน่อยเถอะวะ แล้วอั๊วจะคิดค่าป่วยการให้ลื้อยกละ ๕๐๐ บาท"

"ฮ้า? " นายเลิศร้องสุดเสียง แล้วพรวดพราดลุกขึ้นยืน "อาเสี่ยจะให้ค่าซ้อมผมยกละ ๕๐๐"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"เออ-ลื้อถามครูของลื้อดูก็แล้วกันว่าอั๊วน่ะมั่งมีแค่ไหน" พูดพลางแก้กางเกงออกส่งให้เลิศ อาเสี่ยคงเหลือแต่กางเกงชั้นในสีขาวติดตัวอยู่เท่านั้น

เลิศ ชัยฤทธิ์รีบนุ่งกางเกงอย่างฉับพลัน กิริยาท่าทางของเขาคึกคักเข้มแข็ง ดีใจที่จะได้ค่าป่วยการที่ช่วยซ้อมให้ยอดถึงยกละ ๕๐๐ บาท นายศักดิ์ เอื้อมมือเขี่ยแขนกิมหงวน พออาเสียหันหน้ามามองดู เขาก็รีบยกมือไหว้แล้วพูดนอบน้อม

"ถ้ายังไงละก็ กรุณาให้ผมได้มีโอกาสช่วยซ้อมให้นายยอดบ้างนะครับ ความจริง ชั้นเชิงมวยไทยของผมเหนือกว่าเลิศมาก"

เลิศขบกรามกรอด

เฮ้ยๆๆ อย่าทับถมกันโว้ย แล้วแต่เจ้านายดีกว่า พูดมากประเดี๋ยวเอ็งกับข้าก็จะเกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้นแหละ"

ศักดิ์ผลุดลุกขึ้น

"อ๋า-ยังได้ อ้ายเลิศ กูก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกันโว้ย"

กิมหงวนเห็นท่าจะเกิดเรื่องใหญ่โต ก็ยกมือทั้งสองขึ้นเหมือนกับจราจรห้ามรถตามสี่แยก

"อ้ายน้องชายทั้งสอง มาด้วยกันอย่าฟัดกันเลยวะ เอาเถอะ อั๊วจะให้ลื้อทั้งสองคนผลักกันซ้อมกับยอดคนละสองยก แล้วจะจ่ายทรัพย์ให้ยกละ ๕๐๐ บาทเท่าๆ กัน"

เลิศกับศักดิ์ต่างสัมผัสมือกันทันที พล พัชราภรณ์จัดแจงสวมนวมให้ยอด และสั่งให้เจ้าแห้วนำผ้าพันมือกับนวมอีกคู่หนึ่งมาให้เลิศ ภายใน ๕ นาทีนั้นเอง เลิศกับยอดก็อยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะชกกันได้ รูปร่างของเลิศบอบบางกว่ายอดเพียงเล็กน้อย

นิกรเดินเข้ามาหาพ่อตาของเขา

"พนันกับผมสักพันบาทไหมครับ ผมว่ายอดสามารถน๊อคเอ๊าท์เลิศได้ภายในยกแรกนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ช่างเถอะ ฉันไม่ใช่ลุงเชยของแกหรอก แกอยากพนันก็ไปเล่นกับคนอื่น"

"วั่ทโธ่นักเลง" นายจอมทะเล้นพูดยานคาง

"หนอย ใครบอกว่าฉันเป็นนักเลง"

นิกรหัวเราะหึๆ การประลองฝีมือเริ่มต้นแล้ว พลพานักมวยทั้งสองออกไปกลางห้อง และให้จับมือกันตามธรรมเนียม

"ซ้อมแบบมวยสากล ห้ามใช้ศอกและเข่าอย่างเด็ดขาด ระวังหน่อยเลิศ หมัดเจ้ายอดมันหนักไม่ใช่เล่น"

เลิศอมยิ้ม ทนงในฝีมือตนที่เป็นมวยเก่า

"ไม่เป็นไรครับ ผมคงจะทนได้" แล้วพยักหน้ากับยอด "ถ้ากันรุนแรงไปบ้างอภัยให้กันนะเพื่อน"

ยอดยิ้มอ่อนโยน

"เต็มที่เถอะครับพี่ ผมโดนเจ็บผมจะได้มีความอดทน"

นายพัชราภรณ์แยกนักมวยทั้งสองออก ร้องบอก ดร. ดิเรกให้คอยจับเวลา แล้วถอยออกมาระหว่างกลางคู่ซ้อม

เลิศทักทายด้วยหมัดแย็บซ้าย ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของยอดพอดี ยอดเต้นฟุตเวิ้กล่อหลอก พอเลิศชกซ้ายยอดก็ยกแขนขวาขึ้นกัน แล้วปล่อยหมัดฮุคซ้ายเต็มเหนี่ยว

"ปัง! "

เหมือนนกปีกหัก ผู้ชนะเลิศรุ่น ๑๐ พญาแร้งของเวทีราชดำเนินเซถลาร่อนออกไปและล้มครืน ท่ามกลางความตื่นตะลึงของใครต่อใคร เลิศหูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว พยายามพยุงกายจะลุกขึ้นแต่แล้วก็ล้มฮวบลงไปอีก นอนเหยียดยาวสิ้นสติสมปะดี

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก เผลอตัวร้องตะโกนลั่น

"เอ้อเฮอ ไม่ไหวละโว้ยยอด หมัดของแกเหมือนกับยัดดินระเบิดโว้ย"

นายนพยืนอ้าปากหวอ จนกระทั่งอาเสี่ยเดินเข้ามาหา ยกมือตบบ่าหัวหน้านักมวยชัยฤทธิ์เบาๆ

"ไงนพ เด็กของอั๊วพอจะขึ้นชกได้ไหม? "

นายนพถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เด็ดขาดเลยครับ อาเสี่ย แต่ผมอดสงสัยไม่ได้ว่าเจ้าเลิศของผมถูกหมัดหลง หรือโดนเข้าอย่างบังเอิญ ขอให้เจ้าศักดิ์ของผมลองซ้อมกับนายยอดอีกสักคนเถอะครับ"

นายศักดิ์หน้าถอดสี ที่เขาเข้าใจว่าหมูนั้นกลายเป็นราชสีห์ไปเสียแล้ว เขามองดูเพื่อนเกลอของเขา ซึ่ง ดร. ดิเรก กับพล พัชราภรณ์กำลังช่วยกันหิ้วปีกถูลู่ถูกังไปที่ม้ายาวริมห้อง แล้วศักดิ์ก็ทำหน้าเบ้ สะดุ้งสุดตัวเมื่อเสี่ยหงวนยกมือตบบ่าเขา

"น้องชาย อ้ายยอดมันยังไม่ทันจะได้เหงื่อเลย ลื้อช่วยซ้อมให้ยอดสักสองยกเถอะนะ"

ศักดิ์ฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"ง่า-ผมปวดท้องเสียแล้วครับ เป็นบิดมาตั้งแต่วานนี้"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"เถอะน่า อั๊วเพิ่มค่าซ้อมให้เป็นยกละพัน"

นายศักดิ์ลืมตาโพลง

"ยังงั้นหายปวดแล้วครับ กางเกงชกมวยผมก็นุ่งมาข้างในเรียบร้อยแล้ว" พูดจบศักดิ์ก็แก้กางเกงขายาวสีกากีออก คงเหลือกางเกงชกมวยสีกรมท่าซึ่งนุ่งอยู่ข้างใน

เจ้าแห้วจัดแจงแก้นวมที่มือนายเลิศออก แล้วเอามาให้ศักดิ์ นายแพทย์หนุ่มบอกให้เจ้าแห้วหาผ้าพันมือให้ศักดิ์ด้วย ขณะนี้เลิศฟื้นคืนสติแล้ว แต่ยังมึนงงอยู่ เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า เขาถูกนักมวยหน้าใหม่น๊อคเอ๊าท์เขาชั่วเวลาไม่ถึง ๒๐ วินาที

อีกสักครู่ ศักดิ์ก็พันมือสวมนวมเสร็จเรียบร้อย การฝึกซ้อมระหว่างนักมวยเอกของคณะชัยฤทธิ์ กับเจ้าหนุ่มร่างใหญ่แห่งนครสวรรค์จะได้เริ่มต้น ณ บัดนี้

พลพาคู่ซ้อมออกมากลางห้อง

"เต็มที่เลยน้องชาย" นายพัชราภรณ์พูดกับศักดิ์ "ถ้าลื้อเกรงใจอ้ายยอดลื้อออมมือให้มัน ลื้ออาจจะถูกเจ้ายอดน๊อคลื้อเหมือนอย่างเพื่อนลื้อก็ได้"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ครับ"

นายพัชราภรณ์แยกคู่ซ้อมออกจากกัน

"เอา-ลงมือได้"

ยอดการดมวยอย่างรัดกุม ส่วนศักดิ์ยกแขนทั้งสองขึ้นปิดแน่น ราวกับปิดประตูใส่กลอน ทั้งสองจดๆ จ้องๆ สักครู่ศักดิ์ก็ลองชกซ้ายเบาะๆ ยอดสปริงตัวถอยออกห่าง ใบหน้าของยอดยิ้มแป้น

นพร้องตะโกนบอกลูกศิษย์ของเขา

"เฮ้ย-ชกซีโว้ยศักดิ์ มัวแต่เต้นอยู่นั่นแหละ อ้ายเปรต"

ศักดิ์ปราดเข้าชกขวาทันที ยอดชกสวนตอบด้วยหมัดซ้าย และตามเข้าประชิดติดตัว อัปเปอร์คัทขวาถูกชายโครงซ้ายของคู่ซ้อมอย่างจัง ทำให้ศักดิ์สะดุ้งเฮือกลดมือทั้งสองต่ำลงมา ครั้นแล้วฮุคขวาของยอดก็ลั่นปังออกไปถูกปลายคางของศักดิ์เต็มรัก ศิษย์เอกของนายนพล้มฮวบลงทันที

หัวหน้านักมวยชัยฤทธิ์ตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว ศักดิ์เป็นนักมวยชั้นดีคนหนึ่งทั้งชั้นเชิงและกำลังกาย ในชีวิตการชกมวยของศักดิ์ เขายังไม่เคยแพ้น๊อคเอ๊าท์ใครเลย เคยชนะแต้มนักมวยที่มีชื่อเสียงโด่งดังแห่งยุคมาแล้วหลายคน แต่เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ เด็กของอาเสี่ยกิมหงวนคนนี้สามารถคว่ำศักดิ์ได้ชั่วเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที

นพเดินเข้ามาหายอด และยื่นมือให้ยอดจับ

"วิเศษมากน้องชาย กันเชื่อเหลือเกินว่าแกจะต้องได้เป็นนักมวยแชมเปี้ยนอย่างแน่นอน หมัดของแกน่ากลัวมากทีเดียว"

ยอดยกมือไหว้นายนพ

"ครูช่วยกรุณาสั่งสอนผมเถอะครับ ผมยังไม่มีวิชาความรู้อะไรเลยในเรื่องการชกมวย ผมมีแต่หมัดหนัก และมีกำลังกายแข็งแรงเท่านั้น"

นพหัวเราะ

"ไม่เลว อ้ายน้องชาย ชั้นเชิงมวยของแกอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้แล้ว แต่น้ำหนักหมัดของแก ให้ดิ้นตายเถอะ ไม่ว่าจะเป็นสมเดชหรือชูชัย กันคิดว่าหมัดหนักสู้แกไม่ได้แน่ กันจะพยายามหาทางให้แกได้ขึ้นชกในเร็วๆ วันนี้"

ยอดยกมือไหว้นพอีกครั้ง แล้วเดินไปทรุดตัวลงนั่งข้างศักดิ์ ซึ่ง ดร. ดิเรกกำลังแก้ไขทำการปฐมพยาบาลอยู่

"เป็นยังไงบ้างขอรับคุณหมอ"

ดร. ดิเรก สั่นศีรษะ

"เนเว่อร์ไมน์ นิดหน่อยเท่านั้น รู้สึกตัวแล้ว"

คณะพรรค ๔ สหายพากันเข้ามาหายอด เจ้าหนุ่มลูกทุ่งผลุดลุกขึ้นยืน เสี่ยหงวนกำหมัดชกคางนายยอดอย่างสัพยอก

"แกต้องรุ่งเรืองบนเวทีผืนผ้าใบแน่นอน ฉันฝากครูนพไว้แล้ว แกจะได้ขึ้นชกในนามของคณะชัยฤทธิ์ แต่ต่อไปฉันจะตั้งคณะ ๔ สหายขึ้น"

ยอดพูดอย่างนอบน้อม

"สุดแล้วแต่จะกรุณาเถอะครับ จะให้ผมชกกับใครหรือยังไงก็แล้วแต่"

พลว่า "นักมวยหน้าใหม่ก็มักจะพูดอย่างนี้ทุกคน แต่พอมีชื่อเสียงโด่งดังแล้ว ก็พาลเบ่งกับครู หรือหัวหน้าคณะ อย่าทำอย่างนี้นะโว้ยยอด"

"โธ่-เชื่อใจผมเถอะครับ พวกคุณมีพระเดชพระคุณ มีความกรุณาต่อผมมากมายเช่นนี้ ผมจะเนรคุณได้อย่างไรครับ"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"อั๊วน่ะเจ็บช้ำน้ำใจมมากแล้วนะยอด นักมวยเอกของเวทีราชดำเนินหลายต่อหลายคน ที่อั๊วเคยอุปการะเลี้ยงดูมา อ้ายพวกนี้เนรคุณอั๊วทั้งนั้น อั๊วเคยเป็นหัวหน้านักมวยมาแล้ว อ้ายน้องชาย สำหรับแกกันรู้สึกว่าแกเป็นคนมีความกตัญญูกตเวทีดี กันและเพื่อนๆ จะให้ความอุปการะเลี้ยงดูแกเป็นพิเศษทีเดียว แต่ขอให้จำไว้ว่า ถ้าแกเนรคุณกันหรือทรยศต่อกัน แกจะต้องปราชัยคู่ต่อสู้ของแกในทันตาเห็น ชื่อเสียงของแกจะต้องด้อยลงทันที หมัดของแกจะไม่ศักดิ์สิทธิ์ ชั้นเชิงมวยของแกจะเลวลง"

พลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยกันสั่งสอนอบรมยอด ในเรื่องจรรยามารยาทและการวางตัวให้เหมาะสม ท่านเจ้าคุณชี้แจงว่า นักมวยที่มีฝีมือเยี่ยม ถ้ามารยาททรามแล้วก็เปรียบเหมือนกับสัตว์หนังหนาขึ้นไปชกมวย จะไม่มีใครเอาใจช่วยเลย มีแต่จะสาปแช่งให้ปราชัยคู่ต่อสู้ นักมวยนั้นฝีมือกับมารยาทเป็นของคู่กัน ฝีมือด้อยแต่มีมารยาทดีคนดูยังพอใจ มีความเมตตาสงสาร ดีกว่าฝีมือดีแต่กักขฬะหยาบช้าพูดจาสามหาว ขึ้นชกทีไรคนดูก็เอาใจฝ่ายตรงข้ามกันทุกครั้ง เขามีชื่อเสียงอยู่บนความเกลียดชังของประชาชน ในที่สุดเขาก็ต้องพินาศ

ยอดให้คำมั่นสัญญาว่า เขาจะปฏิบัติตามคำตักเตือน ของคณะพรรค ๔ สหาย เขาจะพยายามทุกประการที่จะสร้างชื่อเสียงบนเวทีผืนผ้าใบ

ในที่สุด เจ้าหนุ่มร่างยักษ์แห่งนครสวรรค์ ก็ได้ขึ้นชกมวยที่เวทีราชดำเนินสมใจ และสมดังความมุ่งหมายของคณะพรรค ๔ สหาย

ยอด ชัยฤทธิ์ เป็นนักมวยคนแรกที่สร้างชื่อเสียงของเขาขึ้นมาอย่างรวดเร็วที่สุด แต่เขาเป็นนักมวยที่ชกดุเดือดที่สุด ไม่มีความปราณีกับคู่ต่อสู้ ถึงแม้การชกของเขาไม่ผิดกติกาก็ตาม

ครั้งแรกยอดขึ้นชกกับนักมวยยักษ์คนหนึ่ง ยอดน๊อคเอ๊าท์คู่ต่อสู้ได้ภายใน ๓๐ วินาทีเท่านั้น ต่อมาเขาได้ชกกับนักมวยเฮงซวยอีกคนหนึ่ง เจ้าหมอนั่นชกมามากต่อมาก อยู่ในเกณฑ์ที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง เสมอบ้าง ชนะบ้าง แพ้บ้าง บางทีไม่ได้ซ้อมเลย มวยในโปรแกรมเกิดป่วยขึ้นอย่างกระทันหันกรรมการขอร้องให้ชกแทน นายแกล้วก็ขึ้นชกเอาชนะได้ บางทีฟิตอยู่ตั้งหลายเดือน ขึ้นชกได้สองยกถูกเขาน๊อคชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปาก คนดูเลยให้ฉายานายแกล้วว่านักมวยเฮงซวย

แกล้ว ดำรงกิจเป็นเหยื่อรายที่สองของยอด ชัยฤทธิ์เจ้าหนุ่มลูกทุ่งสามารถคว่ำแกล้วด้วยหมัดขวาของเขา ภายในเวลาหนึ่งนาทีเท่านั้น คราวนี้ชื่อเสียงของยอดก็เกิดขึ้นทันที ประชาชนเริ่มสนใจในตัวเขา และจดจำชื่อเขาไว้

ต่อมายอดขึ้นชกและชกเรื่อยไปกับนักมวยชั้นกลาง ชั้นดี และชั้นดีเยี่ยม ทุกคนยกเดียวจอด ไม่มีใครยืนหยัดชกกับยอดได้เกินยกแรก ชื่อเสียงของเขาแพร่ไปทั่วประเทศ ในเวลาเพียง ๖ เดือนเท่านั้น เขาชกสะบั้นหันแหลก เป็นเพชฌฆาตของเวทีราชดำเนิน หมัดของเขาที่เหวี่ยงตูมออกไปไม่มีใครทนได้ สไตล์การชกของเขาไม่มีอะไร นอกจากเดินทื่อเข้าไปหาคู่ต่อสู้ มึงชกกูชก แลกกันคนละตุ้บสองตุ้บ เจ้าหมอนั่นก็ง่อยกระรอก

เขาปราบนักมวยคนสำคัญๆ ได้หลายคนแล้ว และเขากำลังปราบเรื่อยๆ ไป ยอดกลายเป็นตัวเงินตัวทองของสนามมวยไปแล้ว วันไหนที่ยอดขึ้นชก ประชาชนแฟนมวยได้พากันมาชมอย่างล้นหลาม ไม่ผิดกับอุสมาน ศรแดง หรือสมเดช เลือดสุพรรณ เมื่อครั้งที่มีหมัดดินระเบิดไม่เคยปราชัยใคร

อย่างไรก็ตาม ความดุเดือดในการชกของเขา ทำให้ประชาชนคนดูเห็นว่ายอดเป็นนักมวยที่ดุร้าย ดังนั้น นักดูมวยจึงมาดูการปราชัยของเขามากกว่า ที่จะเห็นกรรมการชูมือยอด เขาไม่เคยได้รับการปรบมือจากคนดูเลย ยอดเปรียบเหมือนพยัคฆ์ร้าย เมื่อเสียงระฆังสัญญาณการต่อสู้ดังขึ้น ยอดก็ไม่ได้นึกคิดถึงสิ่งใดทั้งสิ้น เขาเหมือนกับตุ๊กตาไขลาน ชก และชก และชกเดินหน้าเรื่อยไป หนึ่ง-สอง-สาม ใช้หมัดทั้งสองข้างตะลุยคู่ต่อสู้ พริบตาเดียวเจ้านั่นก็ลงไปนอนงอขี้กล้อง ให้พี่เลี้ยงอุ้มใส่เปลไป

เหมือนกับดาวรุ่งดวงใหม่ของเวทีราชดำเนิน ยอดกลายเป็นคนสำคัญขึ้นมาแล้ว เด็กหนุ่มพันธุ์ลูกทุ่งซึ่งบิดาของเขาเป็นผู้ใหญ่บ้านจนๆ คนหนึ่ง ได้สร้างเกียรติยศชื่อเสียงให้แก่ตนเองในเวลาอันสั้น

บัดนี้ อาเสี่ยกิมหงวนได้ตั้งคณะนักมวยของเขาขึ้นแล้ว ให้ชื่อว่า '๔ สหาย' มีนักมวยชั้นดีหลายคนเข้ามาฝากตัวเป็นเด็กของ ๔ สหาย แน่นอนละ ใครๆ ก็อยากเข้ามาอยู่ในคณะนี้ เพราะหัวหน้าคณะไม่ได้รับประโยชน์ จากนักมวยแม้แต่สตางค์เดียว นอกจากนี้หัวหน้าคณะยังจัดที่อยู่ที่อาศัยให้นักมวยได้อยู่ดีกินดี มีอาหารวันละสามเวลา ล้วนแต่อาหารที่มีประโยชน์ ไข่นมเนยผลไม้ การฝึกซ้อมก็เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชา

ด้วยน้ำใจนักกีฬาเท่านั้น ทำให้ ๔ สหายของเรายอมทุ่มเทเงินทองให้หมดเปลืองไปกับพวกนักมวย โดยไม่หวังผลการตอบแทน ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พยายามอบรมสั่งสอนยอดอยู่เสมอ ในเรื่องมารยาทของการชก

"แกชกดุเดือดมากเกินไปยอด" พลได้เรียกยอดมาชี้แจงให้ฟังในตอนเย็นวันหนึ่ง "แกจะต้องแก้ไขปรับปรุงตัวเองเอาชนะจิตใจประชาชนคนดูให้ได้ นักมวยน่ะจะต้องยึดถือหลัก ๔ ประการนี้ไว้ คือ ๑. ซื่อสัตย์ต่อประชาชนคนดู คือทุกครั้งที่ขึ้นชกโดยสมยอม หรือเรียกว่ามวยล้มไม่ได้เป็นอันขาด ๒. ต้องมีจรรยามารยาทอันงดงาม ๓. ต้องไม่เอารัดเอาเปรียบคู่ต่อสู้ เป็นต้นว่าจับเหวี่ยงแบบยูโด หรือเมื่อกอดกันล้มลงไปเอาเข่ากระแทกคู่ต่อสู้ ๔. ต้องระมัดระวังท่วงท่าของตนไม่ให้คนดูเห็นว่าโหดเหี้ยมทารุณ เข้าใจไหมยอด"

ยอดสะท้อนใจ

"ผมทราบดีครับว่าประชาชนเกลียดชังผม ทุกครั้งที่ผมขึ้นชก คนดูโห่ร้องเอาใจช่วยฝ่ายตรงกันข้ามเสมอ ทั้งๆ ที่ผมก็ได้ระมัดระวังในเรื่องมารยาทเป็นอย่างดีอยู่แล้ว"

นายพัชราภรณ์ยิ้มเล็กน้อย เขายกมือตบศีรษะยอดด้วยความปราณี

"นั่นแหละ แกพึงสังวรณ์ไว้เถอะว่า เพราะท่าทางของแกที่เข้าชกคู่ต่อสู้นั้นดุร้ายเกินไป"

ยอดถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง

"กรุณาแนะนำผมเถอะครับ จะให้ผมทำยังไง"

พลว่า "มันสอนกันยากโว้ยเรื่องนี้ นอกจากแกควรจะรู้เอาเอง"

ยอดฝืนหัวเราะ

"ผมก็ไม่ได้ชกผิดกติกานี่ครับคุณ"

"แต่หน้าตา กิริยาท่าทางของแกมันเหี้ยมโหดจริงๆ ยอด มวยน่ะเป็นกีฬาเป็นการแข่งขันแบบลูกผู้ชาย ไม่ใช่ว่าขึ้นไปฆ่ากันบนเวที กันจะแนะนำแกก็แต่เพียงว่า เมื่อขึ้นไปบนเวทีแกควรจะยิ้มแย้มแจ่มใสบ้าง ไม่ใช่ว่าทำหน้าเหี้ยมตลอดเวลา"

"ผมกลัวแพ้ครับคุณ เลยยิ้มไม่ออก ทุกครั้งที่ขึ้นชกผมไม่เคยประมาทคู่ต่อสู้เลยครับ หน้าตาของผมจึงเหี้ยมเกรียม เพราะผมมีความตั้งใจมากเกินไป"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เอาละ ทีหลังก็หัดยิ้มเสียบ้าง และถ้าแกถูกคนดูเขาโห่ร้องฮาป่าเมื่อตอนเดินลงจากเวที แกไม่ควรทำตาเขียวกับเขา ทางที่ดีที่สุดก็คือยกมือไหว้และยิ้มให้เขา เท่านี้ความเกลียดชังของคนดู ก็จะกลายเป็นเมตตาสงสารแก นักมวยน่ะอยู่ได้เพราะคนดูนะโว้ยยอด แกต้องถือว่าคนดูทุกคนเป็นผู้ที่มีพระคุณต่อแก เอาละ ไปพักผ่อนเถอะ เตรียมตัวไว้ให้ดี แกมีเวลาฟิตตัวอีก ๑๕ วันเท่านั้น แกต้องจำใส่ใจไว้ว่า การชกกับบุญเชิดครั้งนี้จะเป็นการชกครั้งที่สำคัญยิ่งในชีวิตการชกมวยของแกก็ได้ เชิดเป็นนักมวยที่ไม่เคยแพ้ใคร มีสถิติการชกด้วยการน๊อคเอ๊าท์ทั้งนั้น น้ำหนักของเขามากกว่าแกตั้ง ๒ กิโล บุญเชิดเคยคว่ำนักมวยชั้นดีมามากต่อมาก ถ้าแกชนะแกก็จะก้าวหน้าต่อไปอีก แต่ถ้าแกแพ้ชื่อเสียงของแกก็จะตกต่ำลงทันที"

ยอดก้มลงกราบนายพัชราภรณ์

"เป็นพระคุณครับที่กรุณาเตือนผม ผมจะพยายามเอาชนะบุญเชิดให้ได้"

นายพัชราภรณ์ยิ้มให้เด็กของเขา

"แกอย่าลืมว่า การชกคราวนี้ลุงเชยจะลงมาดูด้วย จดหมายมาถึงฉันเมื่อวานนี้เอง ไป-ไปพักผ่อนเถอะยอด"

เจ้าหนุ่มร่างยักษ์พาตัวเดินออกไปจากห้องโถง นายพัชราภรณ์มองดูจนลับตา

ยอดคงทำการฝึกซ้อมอย่างคร่ำเคร่ง

หนังสือพิมพ์ประเภทมวย ได้ลงภาพและข่าวการเคลื่อนไหวของยอดกับบุญเชิดอย่างเกรียวกราว สองเสือจะรณรงค์กันตามแบบมวยไทยที่เวทีราชดำเนิน ในวันที่ ๒ เดือนหน้านี้ ซึ่งเป็นวันของกองทัพบกเก็บเงินรายได้บำรุงกองทัพบก ฉะนั้น การต่อสู้ระหว่าง ยอด ๔ สหาย กับ บุญเชิด กฤษณราช จึงเป็นการชกนอกรอบ ๘ เสือโคร่ง ใครจะแพ้หรือชนะก็ต้องพบกันอีกในรอบ

วันนั้นเป็นวันอาทิตย์

ยอดไปที่เวทีราชดำเนินในตอนสาย เพื่อไปดูเขาเปรียบมวย เขาได้ให้คำมั่นสัญญากับหลวงธุระฯ ว่า ในวันที่ ๒ เดือนหน้าเขาชกได้อย่างแน่นอน ช่างภาพหนังสือพิมพ์หลายฉบับได้เข้ามาถ่ายรูปเขากับบุญเชิด ขณะที่นักมวยทั้งสองได้เผชิญหน้ากัน และพูดคุยกันในฐานมิตร ยอดไม่ได้หยิ่งและลำพองใจเลย เมื่อเพื่อนนักมวยหลายต่อหลายคนบอกเขาว่า เขาต้องชนะบุญเชิดอย่างเด็ดขาด แต่ก็ไม่ลืมขอบพระคุณผู้ที่ให้กำลังใจเขา

ในราว ๑๑.๐๐ น. ยอดเดินออกจากที่เปรียบมวยทางหลังเวที หัวหน้านักมวยผู้มีอิทธิพลคนหนึ่งนั่งอยู่ในรถเก๋งคันใหญ่ พอแลเห็นยอดเข้าก็ร้องเรียกดังๆ

"เฮ้-ยอด"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่หันไปมองดูแล้วยกมือไหว้

"สวัสดีครับ" พลางเดินเข้ามาหา

"สวัสดีน้องชาย ง่า-จะไปไหนล่ะ"

"กลับบ้านครับ"

"ไปซี กันจะไปส่ง"

ยอดยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง

"ขอบคุณครับ อย่าให้ผมรบกวนท่านเลยครับ ผมขึ้นรถเมล์ไปก็ได้"

"เถอะน่า ไม่เป็นไรน่า" พูดจบก็เปิดประตูรถตอนหน้าให้ "มา-ขึ้นมายอด กันอยากจะคุยอะไรกับแกสักหน่อย"

ยอดเข้าใจว่า นายชาญหัวหน้าคณะนักมวย 'แหลมทอง' คงจะตักเตือนหรือให้คำแนะนำเขาด้วยความหวังดี จึงก้าวขึ้นมานั่งบนรถเก๋งและปิดประตูเรียบร้อย

ซิมคาเก๋งถูกสตาร์ทเครื่อง แล่นปราดไปจากหน้าสนามมวยทันที ชาญพายอดไปทางสะพานมัฆวาฬฯ

"ยังไงน้องชาย ฟิตเต็มที่หรือ"

ยอดหัวเราะ

"ครับ"

"เธอมีหวังชนะบุญเชิด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์"

"ไม่แน่หรอกขอรับ ผมไม่ได้นึกประมาทเขาเลย เท่าที่ผมเคยดูบุญเชิดเขาชกมาครั้งหนึ่ง ก็รู้สึกว่าบุญเชิดเขาเก่งมาก นอกจากหมัดหนักเท้าหนักแล้ว ยังเป็นนักมวยวงในที่เฉลียวฉลาดในการใช้ศอก ผมอาจจะแพ้เขาก็ได้ครับ"

นายชาญหัวเราะลั่น ยกมือซ้ายตบบ่ายอด

"รับรองว่าบุญเชิดไม่มีประตูสู้เธอ นี่แน่ะยอด ทางทหารเขาจะจ่ายเงินรางวัลให้เธอเท่าไรเธอรู้แล้วหรือยัง"

"ทราบแล้วครับ อาเสี่ยบอกผมเมื่อวานนี้เอง ชนะได้สองหมื่นบาท แพ้ได้ ๑๕,๐๐๐ บาท ถ้าเสมอได้คนละ ๑๘,๐๐๐ บาท"

เขาทำเป็นแกล้งตกใจ

"เอ้อเฮอ ทำไมถึงให้ถูกอย่างนี้ล่ะ อะไรกันโว้ย มวยชั้นนี้แล้วชนะให้สองหมื่นบาท"

ยอดว่า "ไม่เป็นไรครับ การชกครั้งนี้เป็นการช่วยราชการทหาร ผมเป็นคนไทยคนหนึ่ง ก็ควรจะช่วยสร้างรั้วบ้านของเรา"

"อือ ก็ถูกเหมือนกัน แต่ถ้าลื้อทุพลภาพหรือพิการไป ใครจะรับรองให้ความอุปการะลื้อ"

"ก็นายผมทั้ง ๔ น่ะซีครับ"

นายชาญพูดคุยกับยอดต่อไป เขาซักถามถึงถิ่นฐานบ้านช่องตลอดจนพ่อแม่ของยอด แล้วเขาก็ทราบว่า บิดาของยอดมีฐานะไม่สู้จะดีนัก ยังต้องเช่านาเขาทำอยู่ ตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านไม่ได้ทำให้รุ่งเรืองขึ้นมาได้

ชาญพยายามพูดหว่านล้อมให้ยอดเห็นว่า ยอดควรจะให้ความช่วยเหลือบิดาของเขา อย่างน้อยก็ซื้อที่นาให้ทำเองสัก ๒๐ ไร่ยังดีกว่าเช่าเขาทำ

"น้องชาย สมมุติว่าแกแพ้บุญเชิดในครั้งนี้ แกก็ไม่ได้เสียอะไรไม่ใช่หรือ เพราะว่ามันเป็นการชกนอกรอบ"

ยอดว่า "ครับ ถูกแล้ว ถึงผมแพ้ผมก็มีโอกาสแก้ตัวอีกคือชกในรอบ แต่ผมแพ้ไม่ได้หรอกครับ อาเสี่ยกับคุณพลเอาผมตายแน่"

"เรื่องของการต่อสู้บนเวที แพ้ชนะมันเป็นของธรรมดานะยอด อ้ายน้องชายกันอยากจะพูดอะไรกับแกอย่างเปิดอกทีเดียว เราจอดรถคุยกันที่หน้าพระลานพระบรมรูปสักประเดี๋ยวนะ"

"ครับ ได้ครับ"

ซิมคาแล่นปราดเข้าไปจอดภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ ชาญมองดูยอดด้วยความพอใจ เขาต้องการจ้างให้ยอดล้มมวย คือให้ทำเป็นแพ้บุญเชิด ทั้งนี้เพราะมีเศรษฐีใหญ่คนหนึ่งต่อยอดไว้สองหนึ่ง ถ้าหากเขารองไว้แสนบาท เขาก็จะได้เงินถึงสองแสน และยอดคงไม่ขัดข้องถ้าเขาจะจ่ายเงินค่าล้มมวยให้ยอดสัก ๕๐,๐๐๐ บาท นายชาญผู้นี้เป็นผู้มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งในวงการชกมวยของเวทีราชดำเนิน เพราะเป็นคหบดีผู้มั่งคั่ง นักมวยในคณะของเขาได้ขึ้นชกแทบทุกอาทิตย์ และนายชาญผู้นี้เอง ได้ทำให้นักมวยที่ดีๆ หลายต่อหลายคน ทรยศต่อคนดูด้วยอำนาจเงินของเขา

"น้องชาย กันยินดีจะจ่ายเงินสดให้แก ๕๐,๐๐๐ บาท ถ้าหากว่าแกล้มมวยยอมแพ้แต้มบุญเชิด และถ้าแกตกลงกันจะเขียนเช็คจ่ายเงินให้แกก่อน ๒๐,๐๐๐ บาทเดี๋ยวนี้"

ยอดสะดุ้งเล็กน้อย

"ง่า-ผม-ผมทำไม่ได้หรอกครับ ถ้าหากว่าผมล้มมวย ประชาชนก็จะสาปแช่งผม"

นายชาญจุ๊ย์ปาก

"ใครจะมารู้ความจริงว่าเธอล้ม ฉันมีวิธีการจะแนะนำเธออย่างแนบเนียนที่สุด เธอจะชกอย่างไรจึงจะตบตาคนดูได้ น้องชาย เงิน ๕๐,๐๐๐ บาทไม่ใช่เงินเล็กน้อย พ่อของเธอก็จะมีนาทำเอง ต่อไปเธอเลิกอาชีพชกมวย เธอก็จะมีความสุข สมมุติว่าเธอตกลงยอมล้มให้บุญเชิด นอกจากเธอจะได้เงินจากฉัน ๕๐,๐๐๐ บาทแล้ว เธอยังจะได้รางวัลจากกองทัพบกอีก ๑๕,๐๐๐ บาท และถ้าหากว่าเธอชกกับบุญเชิดในรอบนับคะแนน เธอก็จะได้เงินรางวัลอีกไม่ต่ำกว่า ๒๐,๐๐๐ บาท ยอดเอ๋ย เงินคือแก้วสารพัดนึก คนใหญ่คนโตที่เรียกว่าผู้ยิ่งใหญ่ ล้วนแต่เป็นผู้มีอำนาจวาสนาและมีเกียรติ เขายังคอรัปชั่นกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าในทางทุจริต เธอเป็นแต่เพียงนักมวย ชื่อเสียงของเธอจะมีความหมายก็เฉพาะนักดูมวยเท่านั้น โอกาสอย่างนี้เธอไม่เอาเธอก็โง่เต็มทน"

ยอดรู้สึกเลื่อมใสขึ้นมาบ้างแล้ว อำนาจเงินทำให้คนดีกลายเป็นคนชั่ว ทำให้คนที่มีเกียรติยอมทำลายเกียรติตนเอง

"ผมกลัวคุณพลกับอาเสี่ยจับได้ครับ"

ชาญหัวเราะ

"ถ้าเธอชกกับบุญเชิดตามคำแนะนำของฉัน แม้กรรมการก็ไม่รู้ว่าเธอล้ม ทำไมเธอจะแพ้แต้มบุญเชิดไม่ได้ ในเมื่อบุญเชิดเป็นนักมวยชั้นเยี่ยม และผ่านเวทีมามากต่อมาก เท่าที่นักพนันถือหางเธอก็เพราะเชื่อว่าเธอมีหมัดหนักกว่าเชิดเท่านั้นเอง"

เขาพยายามพูดหว่านล้อมอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง ยอดก็ตกลงยอมล้มมวยให้บุญเชิด เพื่อเห็นแก่เงินสินจ้าง ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่านายชาญจะปิติยินดีสักเพียงใด

ชาญยื่นมือให้ยอดจับ

"ฉันขอเอาเกียรติยศของฉันเป็นประกัน ไม่ต้องกลัวว่าฉันคดโกงเธอหรอกยอด ฉันจะเขียนเช็คจ่ายเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทเดี๋ยวนี้ ส่วนอีก ๓๐,๐๐๐ บาท รุ่งขึ้นหลังจากวันที่เธอชกกับบุญเชิด แล้วเธอไปเอาที่บ้านฉัน ฉันจะเตรียมไว้ให้เธอ ถ้าฉันโกงเธอก็ยิงฉันทิ้งเสียก็แล้วกัน"

"ครับ ขอบคุณครับ"

ชาญรีบล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสมุดเช็คออกมาเซ็นส่งจ่ายเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทให้แก่ผู้ถือเช็คฉบับนี้ แล้วเขาก็ฉีกออกจากเล่มส่งให้ยอด

"เก็บไว้ให้ดีน้องชาย พรุ่งนี้ไปขึ้นเงินได้"

ยอดยกมือไหว้นายชาญอย่างนอบน้อม แล้วรับเช็คมาพิจารณาดู เห็นว่าถูกต้องดีแล้วก็พับใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต

"ผมรับรองว่าผมจะไม่หักหลังท่าน ขอบคุณมากขอรับ" ยอดพูดยิ้มๆ

"เช่นเดียวกันยอด ฉันก็จะไม่เล่นสกปรกกับเธอ ไป-ไปกินข้าวกับฉัน แล้วฉันจะไปส่งเธอที่บ้าน"

ซิมคาถูกสตาร์ทเครื่องเข้าเกียร์ แล่นไปจากหน้าพระลานพระบรมรูปทรงม้า เลี้ยวเป็นวงกว้างย้อนกลับมาทางถนนราชดำเนินอีก นายชาญยิ้มย่องผ่องใส เขาสร้างความมั่งมีของเขาจากพวกนักมวย เขาฆ่านักมวยดีๆ มาหลายคนแล้ว ประชาชนนักดูมวยเดี๋ยวนี้ล้วนแต่มีตาแหลมคม รู้ดีว่ามวยล้มหรือไม่ล้ม

ยอดตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว เขาบอกตัวเองว่า การล้มมวยครั้งนี้จะช่วยให้พ่อเขามีนาทำเอง และฐานะของเขาก็จะเป็นปึกแผ่นมั่นคงขึ้น

เงินคือแก้วสารพัดนึก เงินมีอำนาจยิ่งใหญ่เหนือกว่าจิตใจของมนุษย์ เงิน-เงิน และเงินตัวเดียว

อีกครั้งหนึ่ง ที่นายเชย พัชราภรณ์หรือลุงเชยได้เดินทางมาจากนครสวรรค์ เพื่อมาชมการชกมวยระหว่างยอด ๔ สหาย กับบุญเชิด กฤษณราช ลุงเชยมาถึงในตอนค่ำวันเสาร์ที่ ๑ คือค่ำวานนี้

คณะพรรค ๔ สหายต่างตื่นเต้นยินดีไปตามกัน เมื่อถึงวันต่อสู้ครั้งสำคัญของยอด อาเสี่ยกิมหงวนสั่งจองบัตรที่นั่ง ๑๐๐ บาทไว้ ๑๔ ที่ คือ พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเมียๆ ขอเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด ลุงเชย, เจ้าสัวกิมไซ และเจ้าแห้ว

วันนั้น เวทีราชดำเนินได้ต้อนรับประชาชนอย่างคับคั่ง ไม่แตกต่างกว่าวันของตำรวจ หรือวันของนักมวยเลย

บัตรผ่านประตูเริ่มจำหน่ายตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. เป็นต้นไป แต่แล้วยังไม่ทันถึง ๑๓.๐๐ น. บัตรผ่านประตูทุกชั้นก็หมดเกลี้ยง คนดูนับพันเริ่มหลั่งไหลเข้าไปหาที่นั่ง และอดทนรอคอยตั้งหลายชั่วโมง

คณะพรรค ๔ สหายมาถึงสนามมวยในเวลา ๑๗.๓๐ น. ซึ่งหมายความว่า การแข่งขันชกมวยได้ผ่านไปแล้วครึ่งชั่วโมง

วันนี้ เจ้าหน้าที่ทหารบกได้ควบคุมประตูเอง การเบียดเสียดรวนกันเพื่อหาโอกาสเข้าฟรีกัน จึงไม่มีปรากฏ ตั๋วเบ่งและตั๋วพยักไม่มีเลย ผู้ที่จองบัตรที่นั่ง ๑๐๐ บาท มีสิทธิ์ได้นั่งเก้าอี้ตามหมายเลขในบัตรของตน นับว่าวันนี้เป็นครั้งแรกที่ประชาชนคนดู ได้รับความสะดวกสบาย ตั้งแต่การซื้อตั๋วและการผ่านประตูเข้ามาหาที่นั่ง

ท่ามกลางประชาชนนับหมื่นที่กำลังแหกปากส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรตีปีก กระทืบเท้าเป่าปาก คณะพรรค ๔ สหาย ก็พากันเดินเข้ามาในสนามมวยเป็นแถวยาวเหยียด ราวกับเล่นงูกินหาง

พล พัชราภรณ์เดินนำหน้า เขาส่งบัตรที่นั่งชั้นพิเศษรวม ๑๔ บัตรให้คนเฝ้าประตูชั้นใน และเดินตามพนักงานผู้นั้นผ่านคนดูไปทางมุมน้ำเงิน ซึ่งเป็นมุมของยอด

เจ้าสัวกิมไซกับลุงเชย แต่งกายสากลอย่างโอ่อ่าภาคภูมิและนั่งใกล้กัน คุณหญิงวาดแต่งเครื่องเพชรพราวไปหมดทั้งตัวราวกับจะเอามาขาย ขณะที่มวยคู่ที่สองกำลังพันตูกันอย่างดุเดือด ลุงเชยทำหน้าเลิกลั่กมองไปรอบๆ เวที แสดงกิริยาท่าทางตื่นเต้น เมื่อได้มาเห็นความใหญ่โตมโหฬารของเวทีราชดำเนินเป็นครั้งแรก

เสียงปี่ชวาและกลองแขกดังก้องกังวาลไปทั่ว บรรดานักดูมวยก็โห่ร้องเกรียวกราว เอาใจช่วยมวยที่ตนชอบ ซึ่งคนดูมวยทุกคนจะดูด้วยใจเป็นกลางไม่ได้เป็นอันขาด

ฝ่ายแดงคือ เปี๊ยก จิตรโสภา และฝ่ายน้ำเงินคือ หาญ ศรีพยัพ นักมวยฝีมือดีของจังหวัดแพร่ มวยคู่นี้เหมือนกับโกรธกันมาหลายปี ชกกันดุเดือดที่สุด ไม่มีการจดๆ จ้องๆ เลย

ลุงเชยยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เอียงตัวไปมาตลอดเวลา บางทีก็กระตุกแขนขางึกๆ เหมือนคนเป็นอัมมะพาต เอาใจช่วยฝ่ายน้ำเงิน เจ้าสัวกิมไซหน้าซีดเผือด ล้วงกระเป๋าหยิบถ้ำยาดมออกมาดม เมื่อเห็นฝ่ายน้ำเงินถูกศอกคิ้วแตกเลือดไหลทะลัก

กรรมการโบกมือให้หยุดการแข่งขัน แล้วเดินเขามายืนข้างหน้าน้ำเงิน ยกมือตรวจบาดแผลท่ามกลางเสียงโห่ร้องของคนดู สักครู่หนึ่งกรรมการห้ามมวยก็ตัดสินใจเด็ดขาดไม่ยอมให้ชกต่อไป เพราะเกรงว่าฝ่ายน้ำเงินจะบอบช้ำยิ่งกว่านี้

กรรมการห้ามมวยปราดเข้ามายกมือขวาของนักมวยฝ่ายแดงชูขึ้น เป็นสัญญาณแห่งชัยชนะ บรรดาผู้ที่ถือหางเปี๊ยก จิตรโสภา ต่างเต้นแร้งเต้นกาไปตามกัน

ลุงเชยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เอ-ชักยังไงเสียแล้วเจ้าสัว อ้ายทิดยอดของเรามันอยู่ทางมุมน้ำเงินเสียด้วยซี"

เจ้าสัวกิมไซโบกมือ

"ม่ายเป็งไรน่อ พี่เชย ลื้อไม่ต้องถือโชคลางซี อายอดอีเก่งน่อ ยังไงๆ ก็ต้องชูนะ" พูดจบเจ้าสัวก็ลืมตัวขากเสลดเสียงลั่น

"ขาก"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง ชะโงกหน้ามามองดูลุงของเขา แล้วยกมือขึ้นชี้หน้าเจ้าสัวกิมไซ

"สั่งมาจากบ้านแล้วใช่ไหมว่าไม่ให้ขาก โธ่-เดี๋ยวให้สารวัตรทหารลากคอเอาตัวออกไปเลย"

เจ้าสัวยิ้มแห้งๆ

"มังเผอไปโว้ย ฉิบหาย เท่านี้ต้องหลุด้วย มังคังคอหอยยิบๆ เลี้ยวเอ็งจะให้ข้าทำยังงาย"

โฆษกของสนามมวยประกาศทางเครื่องกระจายเสียงดังลั่น

"คู่ที่สาม ขวัญเมือง วงศ์เทเวศร์ แดง และศักดา ศิษย์พระกาฬ น้ำเงิน"

คนดูตบมือกันกราวใหญ่ เพราะมวยคู่นี้ต่างเป็นมวยฝีมือเยี่ยมพอฟัดพอเหวี่ยงกัน และมีสถิติการชกอย่างงดงามด้วยกันทั้งคู่ นักมวยฝ่ายแดงก้าวขึ้นเวทีก่อน มี ถวัลย์ วงศ์เทเวศร์ นักมวยรุ่นพี่ขึ้นทำหน้าที่พี่เลี้ยง กับเด็กนักมวยในคณะวงศ์เทเวศร์อีกคนหนึ่ง ต่อจากนั้นนักมวยฝ่ายน้ำเงินกับพี่เลี้ยงของเขา ก็ก้าวขึ้นไปบนเวที

คุณหญิงวาดชะโงกหน้ามาพูดกับลูกชายของท่าน

"เจ้ายอดมันชกคู่ ๔ ไม่ใช่หรือลูก"

"ครับ คู่ ๔ คือคู่เอกของโปรแกรม"

"เข้าไปดูมันหน่อยซิลูก อย่างน้อยก็ควรจะชวนพูดคุยให้กำลังใจมัน ไปเถอะลูก ชวนพ่อหงวน พ่อดิเรกและอ้ายกรเข้าไปด้วย"

"แหม...." นิกรครางเสียงยาว "ทีดิเรกกับอ้ายหงวนเรียก พ่อดิเรก พ่อหงวน ส่วนผมเรียกอ้ายกร"

คุณหญิงหันมาทำตาเขียวกับหลานชายจอมทะเล้นของท่าน

"ฉันเรียกแกว่าอ้ายกรก็เป็นบุญหนักหนาแล้ว ขืนพูดมากฉันจะเติมคำสั้นๆ ข้างหลังคำว่าอ้ายลงไปอีกคำหนึ่ง"

๔ สหายต่างพากันลุกขึ้นจากที่นั่งของเขา เดินผ่านประชาชนคนดูเข้าไปทางด้านหลังเวที อันเป็นที่พักของนักมวย

ในเวลาเดียวกันนี้เองยอดนั่งเคร่งขรึมอยู่ในห้องพักนักมวย ด้วยใบหน้าหม่นหมองผิดปกติ มีนักมวยของคณะ ๔ สหาย ๓ คนนั่งอยู่ข้างๆ ยอดพันมือทั้งสองข้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว เขากำลังบอกตัวเองว่า การชกวันนี้เขาจะต้มยำประชาชนคนดู และทรยศต่อ ๔ สหายผู้มีบุญคุณต่อเขาอย่างล้นเหลือ นายชาญเป็นผู้วางแผนการชกให้เขา

พล-นิกร-กิมหงวน และนายแพทย์หนุ่ม พากันเดินเข้ามาในห้องพักนักมวยฝ่ายน้ำเงิน ยอดฝืนยิ้มให้ลูกพี่ของเขา พลตรงเข้ามายกมือตบศีรษะยอดด้วยความรักและปรานี

"เตรียมตัวโว้ยยอด มวยคู่สามเริ่มชกแล้ว แกเป็นอะไรไปหรือ ทำไมหน้าตาของแกหม่นหมองอย่างนี้"

นายยักษ์ใหญ่ฝืนหัวเราะ

"ไม่มีอะไรหรอกครับ เห็นจะเป็นเพราะผมตื่นเต้นมากเกินไปนั่นเอง"

ดร. ดิเรกว่า "ทำจิตใจให้เป็นปกติยอด นายบุญเชิดเป็นมนุษย์เดินดินเช่นเดียวกับแก อย่าไปกลัวเขาสุภาษิตของอินเดียบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า....สัมประณา....ทะราวักกินหนาภควดี แปลว่า ไม่กลัวใครแต่อย่าประมาทใคร"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แก่อินเดียไปหน่อย เฮ้ย-ยอด แกต้องน๊อคให้ได้นะโว้ย คุณอาหญิงท่านบอกว่าถ้าแกน๊อคบุญเชิดได้ท่านจะพาไปเลี้ยงห้อยเทียนเหลาค่ำวันนี้ ยังไงๆ ก็เห็นแก่กันเถอะวะ กันอยากกินหูฉลามหลายวันแล้ว"

ยอดถอนหายใจเบาๆ

"ครับ ผมจะพยายามครับ ง่า...ผม..อ้า ผมอยากจะทราบว่าพวกคุณมีใครเล่นผมไว้หรือเปล่าครับ"

เสี่ยหงวนชักแปลกใจ

"เอ๊ะ-แกถามทำไมวะยอด หรือแกจะล้มมวย"

ยอดรีบปฏิเสธทันที

"ปละ-เปล่าครับ คือว่า ถ้าเล่นไว้มากผมจะได้รีบน๊อคบุญเชิดเสียเร็วๆ "

กิมหงวนหัวเราะ

"เอาเถอะวะ เรื่องนี้ไม่ต้องถาม เราจะเล่นแกไว้หรือไม่เป็นเรื่องของเรา แกมีหน้าที่ชกก็ชกไป และต้องได้ชัยชนะ ถ้าสู้เขาไม่ได้ก็ให้เขาน๊อคเอ๊าท์แกดีกว่าที่แกจะแพ้แต้มเขา"

พลยกมือตบหลังยอดค่อนข้างแรง

"แกชกมาหลายครั้งแล้ว แกไม่เคยแสดงท่าทีหนักอกหนักใจเหมือนอย่างวันนี้เลย"

ก่อนที่ยอดจะพูดว่ากระไร เสียงประชาชนคนดูก็โห่ร้องเกรียวกราว สักครู่เจ้าแห้วก็พรวดพราดเข้ามาในห้อง

"รับประทานให้ยอดเตรียมตัวเถอะครับ มวยคู่ ๓ น๊อคกันไปแล้ว"

๔ สหายลืมตาโพลง

"ทำไมถึงน๊อคกันเร็วนักโว้ย" เสี่ยหงวนพูดขึ้นเปรยๆ

"รับประทานฝ่ายน้ำเงินบุ่มบ่ามเข้าไป เลยถูกอัปเปอร์คัทลิ้นปี่ รับประทานชักดิ้นชักงอ น้ำลายฟูมปากเลยครับ รับประทานน่ากลัวจะถึงกับต้องใส่เปลหาม"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก เอียงคอเข้ามากระซิบกับพล

"ฉิบหายแล้ว ตั้งแต่คู่หนึ่งน้ำเงินเจ๊งเรื่อย"

นายพัชราภรณ์ยกศอกกระทุ้งหน้าอกเสี่ยหงวนดังพลั่ก

"พูดบ้าอะไรก็ไม่รู้อ้ายนี่ เรื่องมุมน้ำเงินหรือมุมแดงมันไม่สำคัญหรอกวะ สำคัญที่นักมวยต่างหาก"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ออกไปนั่งดูมวยกันเถอะพวกเรา"

พลหันมากำชับพี่เลี้ยงที่จะขึ้นให้น้ำยอด แล้วเขาก็ชวนเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าแห้ว ออกไปจากห้องพักนักมวย ยอดรีบลุกขึ้นสวมเสื้อคลุมให้เรียบร้อย เดินตามพี่เลี้ยงออกไปอย่างหงอยเหงาผิดปกติ

เสียงตบมือดังกราวใหญ่ เมื่อบุญเชิด กฤษณราชกับ ยอด ๔ สหายปรากฏร่างบนเวทีทางมุมของตน นักมวยทั้งสองต่างกระทำความเคารพคนดูตามประเพณี บัดนี้ยอดของเราเกือบจะกลายเป็นขวัญใจของคนดูแล้ว การชกของเขาไม่โหดเหี้ยมทารุณเหมือนแต่ก่อน อย่างไรก็ตามแฟนของเขาที่ตบมือให้เขายังน้อยกว่าบุญเชิดมาก

นักพนันต่อยอดสองเอาหนึ่ง เสียงแซดไปหมด

คณะพรรค ๔ สหายนั่งกระสับกระส่ายหายใจไม่ทั่วท้อง เจ้าสัวกิมไซหน้าซีดปากแห้ง เกรงว่ายอดจะปราชัยคู่ต่อสู้ ลุงเชยทำหน้าบ้องแบ้วชอบกล ๔ นางกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันตลอดเวลา

เสียงระฆังดังกังวานขึ้นแล้ว

ปี่ชวาและกลองแขก บรรเลงเพลงไหว้ครูโหยหวล ยอดกับบุญเชิดต่างทรุดตัวลงนั่งไหว้ครู และร่ายรำอย่างคล่องแคล่วน่าชม พอไหว้ครูเสร็จสรรพเรียบร้อย กรรมการก็เรียกให้มาจับมือกัน และอบรมคู่ต่อสู้ไม่ให้ฝ่าฝืนกติกา แล้วกรรมการก็ให้นักมวยไปรอคอยที่มุมของตน

นายชาญหัวหน้านักมวยผู้มีอิทธิพล แต่งสากลหรูหรา นั่งอยู่ที่เก้าอี้ชั้นพิเศษทางมุมแดง ใบหน้าของเขายิ้มแย้มแจ่มใส เขารองบุญเลิศไว้แสนบาท แน่ละ เขาต้องได้เงินสองแสนบาทอย่างไม่มีปัญหา เพราะยอดจะล้มมวยให้เข้า

"แก๊ง"

เสียงระฆังยกแรกดังกังวานขึ้นแล้ว คู่ต่อสู้ทั้งสองปราดเข้าหากัน และเริ่มเปิดฉากการต่อสู้ทันที บุญเชิดทักทายด้วยหมัดแย๊ปซ้าย ยอดปราดเข้าชกซ้ายขวาอุดตลุดตามแผนการณ์ของนายชาญ บุญเชิดไม่ยอมถอยยืนหยัดแลกหมัดกัน และแล้วยอดก็แกล้งทำเป็นล้มนั่งคุกเข่าบนพื้น เมื่อเขาถูกเพียงปลายหมัดของบุญเชิดกระแทกกายเขา

คนดูโห่ร้องราวกับสนามมวยจะถล่มทลาย ยอดทำเป็นสะบัดหน้าอย่างมึนงง พอกรรมการนับได้ ๕ ยอดก็รีบลุกขึ้น คราวนี้ยอดล่าถอยคล้ายกับว่าเขายังมึนงงอยู่ บุญเชิดตามติดเตะซ้ายขวา ยอดโถมเข้ากอด เมื่อกรรมการแยกยอดก็ถอยอีก

ยกนี้เป็นของบุญเชิด พอระฆังตีหมดยก พลก็หันมากระซิบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"อ้ายเสี่ย อ้ายยอดโกนหัวเราเสียแล้ว อ้ายยอดล้มมวยอย่างไม่มีปัญหา ที่มันล้มกรรมการนับกันแลเห็นถนัด มันถูกแค่เพียงปลายหมัดเท่านั้นเอง"

กิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"อ้ายยอดล้ม "

อือ อย่าสงสัยเลย"

"ไอ๊ย่า ถ้ายังงั้นกันฉิบหายแน่ กันเล่นกับพวกพ่อค้าสำเพ็งเอาไว้ กันต่อเจ้ายอดสองเอาหนึ่ง พวกอาเสี่ยหลายคนรองไว้เกือบ ๕ แสน โอ๊ย....ตายแน่กู มิน่าล่ะอ้ายยอดเหงาหงอยมาหลายวันแล้ว"

แววตาของพลที่จ้องดูยอดแข็งกร้าว

"อ้ายหงวน"

"หือ"

"ประเดี๋ยวหมดยกสองเราต้องขึ้นให้น้ำ บอกให้มันรู้ว่าเรารู้เท่าทันมัน ถ้ามันแพ้บุญเชิด เราจะตัดหางปล่อยวัดมัน และบอกให้มันรู้ด้วยว่า แกต่อมันไว้สองเอาหนึ่ง มีคนรองไว้ ๕ แสน"

เสียงระฆังยกสองดังกังวานขึ้นแล้ว

สองเสือปราดเข้าปะทะกันทันที หัวใจของยอดเต็มไปด้วยความแห้งแล้ง เขารู้ดีว่าพลกับเสี่ยหงวนรู้เท่าทันเขาแล้ว ยอดอ่านสายตาของพลและอาเสี่ยออก ยอดแกล้งชกให้หมัดคร่อมไปตั้งหลายครั้ง และครั้งหนึ่งเขาเตะบุญเชิดล้มครืน

ลุงเชยยกมือเขย่าศีรษะชาวต่างประเทศคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ข้างหน้าแกเพราะความลืมตัว

"อ้ายยอด! เอา-กระทืบซ้ำเลย"

ฝรั่งคนนั้นหันมาเอ็ดตะโรลั่น จนกระทั่งลุงเชยต้องยกมือไหว้

"ขอโทษเถอะจ้ะนายจ๋า ฉันเผลอไปจริงๆ "

ยอดกับบุญเชิดต่อสู้กันอย่างดุเดือด ยอดถูกหมัดแย็ปหลายครั้ง วันนี้ยอดไม่ยอมใช้หมัดฮุคเลย เขาใช้หมัดสวิงโดยมาก และครั้งหนึ่งเขาถูกชกเซไปติดเชือก

ผู้ถือหางฝ่ายแดงโห่ร้องกันเกรียวกราว ยอดแกล้งทำเป็นโมโหปราดเข้าใส่ บุญเชิดยกเท้าขวาถีบยอดเซถลาออกไปอีก และตามเข้าประชิดตัวด้วยการกระโดดตีเข่าลอย แต่ยอดเอี้ยวตัวหลบทันและกอดบุญเชิดเอาไว้

ยกนี้แต้มเป็นของบุญเชิดอีก

"แก๊ง"

พล-กับเสี่ยหงวนลุกขึ้นวิ่งพรวดพราดขึ้นไปบนเวที กิมหงวนเผ่นแผล๋วกระโดดข้ามเชือก แต่โดดไม่พ้นเลยหัวทิ่มลงไปนอนวัดพื้นอยู่กลางเวที คนดูโห่ร้องลั่น บ้างก็เป่าปากตบมือกระทืบเท้า

นายพัชราภรณ์พานักมวยของเขามานั่งที่มุมน้ำเงิน ในเวลาเดียวกับที่เสี่ยหงวนลุกขึ้น

"ยอด" พลพูดเสียงกร้าว "ถ้าแกมีเลือดนักสู้ ถ้าแกหวังที่จะรุ่งเรืองบนเวทีมวย ก็อย่าทรยศต่อประชาชนคนดู และอย่าเนรคุณฉันเป็นอันขาด ฉันรู้ดีว่าแกออมมือให้เขา อ้ายหงวน ต่อแกไว้สองเอาหนึ่งมีคนรองตั้ง ๕ แสน ถ้าหากว่าแกแพ้ อ้ายหงวนจะต้องเสียเงินตั้งล้าน"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"แกต้องเปลี่ยนความคิด เอาชนะให้ได้ ใครมันจ้างให้แกล้มให้มันฉิบหายไป"

ยอดยิ้มเศร้าๆ แล้วเขาก็พูดขึ้นอย่างเด็ดขาด

"เอาละครับ ผมต้องอาชนะบุญเชิดให้ได้"

กิมหงวนกระซิบถามยอด

"ใครจ้างแกล้มให้บุญเชิดวะ"

"คุณชาญครับ โน่นครับ นั่งอยู่ทางมุมแดง"

สองสหายหันไปมองดู

"จ้างเท่าไร" พลถาม

"ห้าหมื่นครับ เขาจ่ายให้ผมสองหมื่นแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"เออ-ดี โกงมันเสียเลย ถ้ามันขืนเอะอะมันก็ขายหน้าเขา และถ้ามันอาฆาตพยาบาทแก กันจะให้คนของกันยิงมันทิ้งเสีย เจ้าชาญนี่สำคัญนัก"

ยอดถอนหายใจหนักๆ

"ครับ ตกลง"

สองสหายไม่พูดอะไรอีก ช่วยกันนวดเฟ้นให้ยอดได้สักครู่ พอดีระฆังตีบอกการแข่งขันยกที่ ๓ พลกับอาเสี่ยรีบลอดเชือกลงมาจากเวที กลับมานั่งที่เก้าอี้ของเขา

บุญเชิดเข้าใจผิดคิดว่าชั้นเชิงของเขาเหนือกว่ายอด ๒ ยกที่ผ่านมานี้แต้มของเขานำลิ่วแล้ว หมัดของยอดที่เคยคว่ำใครๆ ได้ง่ายดายเขาปิดไว้ได้หมด หมัดฮุคอันลือชื่อลือชาของยอดไม่สามารถจะนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เลย ดังนั้นบุญเชิดจึงมุ่งหวังที่จะเผด็จศึกในยกนี้

ฝ่ายแดงเตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว ยอดยกแขนซ้ายขึ้นกันพร้อมกับสืบเท้าเข้าไปหา ลั่นหมัดตรงขวาเต็มแรง

บุญเชิดเซถลาไปติดเชือก และล้มลงก้นกระแทกพื้นเวที คราวนี้ผู้ที่ต่อยอดไว้ก็ตบมือกระทืบเท้า โห่ร้องเสียงลั่นไปหมด กรรมการปราดเข้านับหนึ่งถึงหก นักมวยฝ่ายแดงลุกขึ้นอย่างมึนงงเหมือนไก่ตาแตก กรรมการนับถึง ๙ จึงได้สติ

แทนที่ยอดจะถือโอกาสคว่ำคู่ต่อสู้ในระหว่างที่มึนงง เขากลับยืนการดแขนนิ่งเฉย แล้วขยับฟุตเวิ้กเปลี่ยนเท้าบ้าง จนกระทั่งบุญเชิดปรี่เข้ามาชกเขาด้วยหมัดสวิงขวา

ยอดหลบหมัดอย่างน่าชม เขาเต้นเข้าไปหาบุญเชิด และชกซ้ายปัง บุญเชิดกันไว้ได้ พลางชกสวนทันที ต่างฝ่ายต่างแลกหมัดกันอีกถึงอกถึงใจ พระเดชพระคุณนักดูมวยทั้งหลาย บุญเชิดถูกหมัดเข้าอย่างจังหลายทีต้องล่าถอย

พอได้โอกาส ฮุคขวาของยอดก็ลั่นโครมถูกปลายคางคู่ต่อสู้อย่างถนัด บุญเชิดเซถลาหงายหลังตึง ไม่ผิดอะไรกับถูกประเคนด้วยสากตำข้าว บุญเชิดบิดตัวไปมา พยายามจะลุกขึ้นในระหว่างที่กรรมการนับ แต่แล้วก็นอนเหยียดยาวแน่นิ่ง

กรรมการนับหนึ่งจนถึงสิบ เสียงโห่ร้องจากนักพนันที่ถือหางยอด ดังราวกับสนามมวยจะถล่มทลาย ครูเจือ เดินเข้ามาจับมือขวาของยอดชูขึ้น

ชัยชนะอันเด็ดขาดเป็นของยอดแล้ว ยอดวิ่งเข้าไปประคองคู่ต่อสู้ของเขาใส่เปลหามลงไปจากเวที กิมหงวนกระโจนข้ามเชือกกั้นเวที ตรงเข้ามาสวมกอดยอด

"เด็ดขาด หมัดของแกแน่เหลือเกิน" พูดจบก็ช่วยสวมเสื้อคลุมให้ยอด

เมื่อกิมหงวนกับพี่เลี้ยงพายอดลงมาจากเวที สียงตบมือให้เกียรติยอดก็ดังขึ้นอีก คณะพรรค ๔ สหายตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว พอยอดผ่านมาทุกคนก็ตบมือให้ยอด

เจ้าหนุ่มร่างยักษ์ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากราบเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดยิ้มแก้มแทบแตก ยกมือตบศีรษะยอดเบาๆ

"ฉันนึกว่าแกแพ้เขาเสียแล้ว เอาใจช่วยแกจนอึดอัดใจแทบจะเป็นลม เป็นยังไงบ้าง เจ็บบ้างไหม"

"นิดหน่อยขอรับ"

"เออ-ดีแล้ว โชคของแกดีตามเคย ไปพักผ่อนเถอะ มวยเลิกฉันจะพาแกไปเลี้ยงข้าวที่ห้อยเทียนเหลา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมไปด้วยคนนะครับ"

"เออ" คุณหญิงพูดเสียงลั่น

๔ สหายต่างลุกขึ้นจากเก้าอี้ พายอดเข้าไปทางหลังสนามมวย บรรดานักมวยที่นั่งดูอยู่ต่างพากันโบกมือและยิ้มให้ยอด ดาวรุ่งดวงใหม่ของเวทีราชดำเนิน บางคนก็กล่าวแสดงความยินดีกับเขา ยอดเป็นนักมวยที่หมัดหนักที่สุด และชั้นเชิงก็ดีมาก

เมื่อเข้ามาในห้องพักนักมวยฝ่ายน้ำเงิน พี่เลี้ยงก็จัดแจงถอดนวมและแก้ผ้าพันมือออก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระหืดกระหอบตามเข้ามาพร้อมด้วยเจ้าแห้ว พลสั่งให้พี่เลี้ยงทั้ง ๓ คนช่วยกันนวดเฟ้นแขนขาให้ยอด เขาถูกศอกที่โหนกแก้มซ้ายปูดขึ้นมาเพียงเล็กน้อย และริมฝีปากบนแตกเป็นแผล นอกนั้นก็ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายอะไร

คณะพรรค ๔ สหายต่างชื่นชมยินดีไปตามกัน พล พัชราภรณ์ได้เล่าเบื้องหลังการชกของยอดให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรและ ดร. ดิเรกฟัง เมื่อรู้ความจริงว่ายอดกินสินบนนายชาญหัวหน้านักมวยผู้มีอิทธิพล ท่านเจ้าคุณก็เป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมาทันที

"แกทำไมถึงเห็นผิดเป็นชอบอย่างนี้วะยอด"

นักมวยเอกยิ้มเศร้าๆ กระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ได้โปรดเถอะครับ กระผมผิดไปแล้ว เท่าที่กระผมยอมล้มมวย ก็เพราะกระผมอยากจะได้เงิน ๕๐,๐๐๐ บาทซื้อนาให้พ่อของกระผม"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"แล้วทำไม่แกไม่บอกกันเสียแต่แรกว่า พ่อแกไม่มีนาทำ น่าเขกกระบาลเหลือเกิน"

นิกรสนับสนุน

"เอา-อ้ายเสี่ย"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้หรอก มันกำลังเหนื่อย เดี๋ยวมันเกิดฮึดสู้ขึ้นมา" แล้วเขาก็ยกมือตบศีรษะยอด "แกไม่ต้องวิตกอะไรยอด เงินที่นายชาญให้แก ๒๐,๐๐๐ บาทโกงมันเลยไม่ต้องกลัว ถ้ามีเรื่องฉันจะช่วยแก แล้วสำหรับนา ฉันจะติดต่อกับลุงเชยขอซื้อนาลุงเชยให้พ่อแกสัก ๕๐ ไร่ หรือ ๑๐๐ ไร่ก็ยังได้ เงินทองฉันมีถมไป แกจะเอาอะไรบอกฉัน ขอให้แกชนะมวยไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน"

ยอดน้ำตาคลอหน่วย ตื้นตันใจในความกรุณาของ ๔ สหายยิ่งนัก ก่อนที่ใครจะพูดอะไร นายชาญหัวหน้านักมวยผู้มีอิทธิพลก็พาตัวเดินเข้ามาในห้อง ใบหน้าของนายชาญเคร่งเครียดและหมองคล้ำ เขาสูญเงินแสนบาทไปแล้ว เพราะยอดทรยศต่อเขา

ความโกรธทำให้ชาญอดใจอยู่ไม่ได้ ต้องรีบมาพบกับยอดขณะที่มวยคู่ที่ ๕ กำลังชกกัน ชาญขบกรามกรอด ยกมือชี้หน้าเจ้าหนุ่มร่างยักษ์

"ยอด ทำไมลื้อเล่นตลกยังงี้โว้ย"

กิมหงวนเดินส่ายอาดๆ เข้ามาหานายชาญทันที

"ว่าไงนะคุณ ใครเล่นตลก"

"เปล่าๆ ผมไม่ได้พูดกับคุณ ผมพูดกับยอด"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"คุณชาญ คุณน่ะกำลังทำคนให้กลายเป็นหมา เด็กของผมต้องติดกับคุณ ก็เพราะเห็นแก่เงินสินจ้างของคุณ เจ้ายอดเล่าความจริงให้ผมฟังหมดแล้ว คุณรู้ไหมว่า ที่เจ้ายอดน๊อคบุญเชิดก็เพราะผมกับเจ้าพลรู้เท่าทันยอด และขึ้นไปด่ามันขณะที่ให้น้ำ"

ชาญยิ้มแค่นๆ

"เอาเถอะครับ ยังไงผมก็เสียไปแล้วแสนบาท ผมต้องการเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทของผมคืนเท่านั้น ว่าไงยอด"

นิกรลอยหน้าลอยตาพูดกับนายชาญ

"เสียใจคุณชาญที่รัก คุณอยากได้ก็ไปฟ้องเอา โลกเขาจะได้รู้ว่าคุณนี่แหละ คืออ้ายโม่งของสนามมวย คอยจ้างนักมวยให้ล้มอยู่เสมอ ไม่ต้องมองหน้า หรือคุณจะเอาเรื่อง"

ชาญขบกรามกรอด

"ได้ซีคุณ มา-ออกมาข้างนอก"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"เสียใจ ให้คุณตามท้าผมอีก ๕ วัน ๕ คืน ผมก็ไม่สู้คุณ"

"ถุย" นายชาญร้องลั่น หมุนตัวกลับพาตัวเดินออกไปจากห้องพักนักมวยฝ่ายน้ำเงิน คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะลั่น

คืนนั้นเอง หลังจากมวยเลิกและกรรมการได้จ่ายเงินรางวัลให้นักมวยเรียบร้อยแล้ว คุณหญิงวาดก็พานักมวยของท่าน พร้อมด้วยผู้ติดตาม ไปเลี้ยงอาหารค่ำที่ห้อยเทียนเหลา.

จบบริบูรณ์