พล นิกร กิมหงวน 014 : โรคหน้าตาย

อากาศต้นเดือนเมษายนร้อนอบอ้าว บรรดาท่านผู้ดีมีอัฐเหลือใช้ต่างรู้สึกร้อนรนจนทนไม่ไหว ต้องเดินทางไปพักร้อนหรือไปตากอากาศชายทะเล ส่วนมากก็มักจะไปบางแสนหรือหัวหิน ดังเช่นคุณหญิงวาดพานันทา, นวลลออ, ประภา และ ประไพเดินทางไปหัวหินเมื่อวานนี้โดยทางรถไฟ

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยึดบังกาโลใหญ่หลังบ้าน "พัชราภรณ์" เป็นที่พักผ่อนหย่อนใจในวันอาทิตย์ ซึ่งอากาศในตอนบ่ายวันนั้นร้อนจนกระทั่งกิมหงวนบอกว่าน้ำลายในปากของเขาเดือดพล่าน

มันเป็นเวลา ๑๔.๐๐ น. เศษ

พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมยาวที่หน้าระเบียงเรือนบังกาโลหลังนั้นขาด ดร. ดิเรกไปคนหนึ่งซึ่งนายแพทย์หนุ่มของเรามีสุภาพสตรีผู้สูงอายุคนหนึ่งมาหาเขา ปรากฎชื่อในนามบัตรที่สาวใช้นำมาให้ที่นี่ว่า นางน้อม ประสารโทรกิจ บ้านสายชล ซอยศุภางค์ พระโขนง ดร. ดิเรกได้ออกไปต้อนรับแขกแปลกหน้าของเขาที่ตึกใหญ่เกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว

สามเกลอกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันเงียบๆ แล้วก็จิบเบียร์แช่เย็นไปพลางตามประสาคนมีเงิน แต่บนโต๊ะไม่มีกับแกล้ม นิกรได้แสดงน้ำใจกว้างขวางสละทรัพย์ส่วนตัว ใช้ให้เจ้าแห้วไปซื้อเป็ดย่างและหมี่กรอบตั้งแต่บ่ายโมงและเจ้าแห้วเพิ่งกลับมาเมื่อสักครู่นี้กำลังจัดอาหาร ที่ซื้อมาอยู่ในครัวหลังบ้าน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปรารภกับพลในเรื่องเงินดอลล่าปลอม ที่ตำรวจไทยเรามีความสามารถจับกุมปราบปรามได้ก่อนที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยปั่นป่วน ท่านให้ความเห็นว่าเรื่องนี้ต้องเป็นแผนก่อกวนของฝ่ายคอมมิวนิสต์อย่างไม่ต้องสงสัย พลนั่งฟังเจ้าคุณพูดด้วยความสนใจ อาเสี่ยกิมหงวนคุยกับนิกรถึงเรื่องตลาดนัดสนามหลวง ซึ่งราคาสินค้าที่นั่นไม่ได้ถูกไปกว่าที่ซื้อขายกันตามท้องตลาด

ระหว่างที่สนทนากัน เจ้าแห้วก็ถือถาดไม้ใบใหญ่ใส่จานกับแกล้มรวม ๔ จาน เดินออกมาจากห้องกลาง จานหนึ่งคือเป็ดย่างที่เลาะกระดูกออกหมด และหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ เรียบร้อย อีกจานหนึ่งคือไก่ตอนมีเนื้อล้วนๆ เช่นเดียวกัน อีกจานหนึ่งคือหมี่กรอบ และอีกจานคือแหนมพร้อมด้วยเครื่องของมัน

เจ้าแห้วเดินตรงเข้ามาวางถาดลงบนโต๊ะหยิบจานออกมาจากถาด นิกรมองดูเป็ดย่างในจานนั้นแล้วถามเจ้าแห้ว

"ซื้อเป็ดย่างมาเท่าไหร่วะ"

"รับประทานหนึ่งตัวน่ะซีครับ"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น

"ทำไมมันน้อยนักล่ะ เป็ดตัวเดียวเท่านี้ละหรือ"

เจ้าแห้วชักฉิว

"รับประทานตั้งพูนจานแล้วจะเอายังไงอีกล่ะครับ"

นิกรจุ๊ปาก

"มันควรจะได้สักสามสี่จานซีวะ"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานขนเป็ดกับขี้เป็ดรวมกันเข้า ยังไม่ได้สามสี่จานเลยครับ รับประทานนี่มันเป็ดนะครับไม่ใช่ช้าง"

นิกรใช้ซ่อมเขี่ยเป็ดย่างในจานที่หั่นไว้เป็นชิ้นเล็กๆ พิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วน

"ขาเป็ดไง๋มีขาเดียวล่ะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานเป็ดตัวนี้ขามันด้วนตั้งแต่ตอนที่แขวนไว้ในร้านแล้วครับ รับประทานผมเลือกเอาตัวนี้มาก็เพราะเห็นว่าตัวมันใหญ่"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"แกออกสตางค์ซื้อกับแกล้มเพียงครั้งเดียว แกจู้จี้บัลลัยไปเลยว่ะ"

นิกรหัวเราะหึๆ เงยหน้ามองดูเจ้าแห้วซึ่งยกถาดไม้ลงจากโต๊ะ

"เงินทอนล่ะ"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานพอดีครับ ไก่ตอนหนึ่งกิโล ๓๕ บาท เป็ดย่างหนึ่งตัว ๒๐ บาท แหนม ๒๐ บาททั้งเครื่อง หมี่กรอบ ๒๐ บาท"

"ก็ต้องเหลืออีก ๕ บาท"

"โอ้โฮ" เจ้าแห้วคราง ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทหยิบธนบัตรใบละบาทปึกหนึ่งออกมาส่งให้นิกร "รับประทานนับวันคุณก็ยิ่งอัฐิขัดมันขึ้นทุกที เหลือ ๕ บาทก็เอาคืนด้วย" พูดจบเจ้าแห้วก็เดินบ่นพึมพำกลับเข้าไปในห้องกลาง

ทันใดนั้นเองศาสตราจารย์ดิเรกก็เดินตัวปลิวขึ้นบันไดมาบนเรือนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กิมหงวนโบกมือให้เพื่อนเกลอของเขา

"มาโว้ยหมอ กับแกล้มเพิ่งมาเดี๋ยวนี้"

ดร. ดิเรกตรงเข้ามานั่งร่วมโต๊ะกับคณะพรรคของเขา และนั่งซ้ายของเสี่ยหงวน พลกล่าวถามยิ้มๆ

"ใครมาหาแกหมอ"

"เจ้าของไข้โว้ย คุณนายน้อมภรรยาคุณพระประสารโทรกิจ" แล้วเขาก็หันมามองดูหน้าพ่อตาของเขา "คุณพ่อเคยได้ยินชื่อคุณพระประสารโทรกิจไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"เคยได้ยินและรู้ว่าพระประสารฯ เป็นราชาที่ดินมีฐานะมหาเศรษฐีคนหนึ่งของประเทศไทย แต่คงรวยสู้อ้ายหงวนไม่ได้"

อาเสี่ยยิ้มคอเอียง

"จริงครับ คนมีเงินสักห้าหกล้านก็เรียกกันว่าเศรษฐีใหญ่แล้ว แต่เศรษฐีใหญ่ ๑๐ คนยังมีเงินน้อยกว่าผม เฉพาะที่ผมเอาใส่ปี๊บปี๊บละ ๕ แสน เก็บไว้ในห้องนอนผมก็ตั้ง ๕๐ ปี๊บแล้ว บัดกรีฝาปี๊บไว้เรียบร้อย ใครไม่รู้ก็ต้องคิดว่าปิ๊บน้ำมันหรือปิ๊บน้ำตาล วันดีคืนดีผมก็เปิดออกมาสักปิ๊บหนึ่งแล้วก็นั่งฉีกเล่น เผาไฟบ้าง"

พลกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณนายน้อมมาตามแกไปรักษาคุณพระหรืออย่างไร"

"ออไร๋ แต่ว่าคุณพระท่านไม่ได้ป่วยเป็นอะไรนี่หว่า นอกจากท่านไม่ยอมยิ้มหรือหัวเราะมา ๑๐ ปีแล้ว"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูศาสตราจารย์ดิเรกด้วยความสนใจ

"เป็นโรคหน้าตายยังงั้นหรือ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"ครับ คุณนายว่าได้ให้จิตแพทย์และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางโรคประสาทหลายคนตรวจรักษาแล้ว ปรากฎว่าคุณพระมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ดี ไม่ได้เป็นโรคจิตหรือโรคประสาทและไม่เคยมีเรื่องทุกข์โศกอะไรเลย เมื่อก่อนนี้ท่านเป็นผู้ใหญ่มีอารมณ์ขัน สดชื่นรื่นเริงและหัวเราะตลอดวัน ครั้นเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๕ ท่านก็เริ่มเป็นโรคหน้าตาย ไม่ยอมยิ้มหรือหัวเราะเลยหน้าบึ้งหน้างอตลอดวัน แต่ไม่ใช่ว่าหัวเสียหรือมีอารมณ์ร้าย ท่านเพียงแต่ยิ้มไม่ออกหรือไม่ยอมหัวเราะเท่านั้น แม้แต่ดูจ้ำบ๊ะที่ถนนเยาวราชท่านก็นั่งหน้าตายไม่ยอมยิ้ม ซึ่งมนุษย์ธรรมดาแล้วต้องยิ้มหรือหัวเราะตลอดเวลา"

นิกรเคี้ยวไก่ตอนตุ้ยๆ แล้วพูดเสียงคับปาก

"ทำไมแกไม่แนะนำให้คุณนายน้อม จี้เอวท่านหรือเกาตีนคุณพระดูบ้าง"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"คุณนายว่าท่านลองดูแล้ว จี้เอวจนเมื่อยนิ้ว คุณพระก็นั่งนิ่งเฉย เกาตีนแล้วก็ไม่ได้ความ"

กิมหงวนว่า "เส้นหัวเราะพิการไปแล้วกระมังหมอ หรือม่ายก็อยู่ลึกเกินไปเหมือนอย่างคนบางคนที่เส้นลึกไม่ใคร่จะยิ้มหรือหัวเราะ ตลอดวันหน้าเครียดทั้งๆ ที่มีเงินใช้ แล้วคุณนายมาทำความตกลงอะไรกับแกบ้าง"

"ให้กันไปตรวจรักษาคุณพระน่ะซี กันเซ็นสัญญากับคุณนายน้อมเรียบร้อยแล้ว คุณนายสัญญาว่าถ้ากันทำให้คุณพระประสารฯ หัวเราะได้ท่านจะจ่ายเงินค่าป่วยการห้าแสนบาท แต่ถ้ากันรักษาไม่หายกันก็จะไม่คิดค่ารถค่าป่วยการหรือค่ายาแม้แต่บาทเดียว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที

"แกคิดว่าแกสามารถรักษาพระประสารฯ ให้หายจากโรคหน้าตายได้หรือดิเรก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"โรคอย่างนี้ผมไม่เคยรักษาครับ แต่ก็คงไม่เกินความสามารถของผม อย่างไรก็ตามคุณพ่อกับเพื่อนๆ ต้องร่วมมือกัน แล้วเงินห้าแสนจะแบ่งเฉลี่ยให้เท่าๆ กัน เราอาจจะมีวิธีทำให้คุณพระประสารฯ หัวเราะงอไปงอมาภายในสองสามวันนี้ก็ได้ รู้สึกว่าคุณนายน้อมรวยจริงๆ ครับ แหวนเพชรที่ใส่ผมกะว่าร่วมสองแสนแล้ว เม็ดเกือบเท่าหัวแม่มือผม"

นิกรว่า " เข้าทีโว้ยหมอ เงินห้าแสนไม่ใช่เงินเล็กน้อย เท่ากับถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง คนบ้าอะไรวะไม่รู้จักยิ้มหรือหัวเราะ กันทำลิงให้ดูหน่อยเดียวขี้คร้าน จะหัวเราะชักดิ้นชักงอขาดใจตายไปเท่านั้น กันยินดีร่วมงานกับแกหมอปะเหมาะเคราะห์ดี เราสี่คนและคุณพ่อแบ่งเงินกันใช้คนละแสนสบายไปเลย เอาไปซื้อดอลล่าปลอมสักหมื่นบาทก็ได้เยอะแยะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"อยู่นอกคุกสบายดีแล้วไม่ชอบ อยากมีธุระไปติดตะรางก็เอาซี เชิญแกซื้อคนเดียวเถอะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แล้ว ดร. ดิเรกก็กล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันตกลงกับคุณนายน้อมไว้เรียบร้อยแล้ว ๑๖ น. กันจะพาพวกเราไปที่บ้านสายชลเพื่อเริ่มการตรวจรักษาพระประสารฯ "

พลว่า "แกได้ไต่ถามประวัติคนไข้จากคุณนายน้อมแล้วหรือ"

"ออไร๋ คุณพระเป็นราชาที่ดินที่มีที่ดินมากมายหลายแห่งทั้งในพระนครธนบุรี มีอาคารร้านค้าในย่านชุมนุมชนให้เช่า รับจำนองที่ดินและให้กู้ยืมเงิน คุณพระเป็นคนธัมมะธัมโมใจบุญสุนทาน แต่ค่อนข้างอุจจาระเหนียวมาก"

"อุจจาระเหนียว " เสี่ยหงวนคราง " หมายความว่าท่านเป็นคนตระหนี่ถี่เหนียวหรือขี้เหนียวใช่ไหม"

ดร. ดิเรกหันมายิ้มให้กิมหงวน

"ออไร๋ คำว่าขี้ เป็นคำหยาบต้องพูดว่าอุจจาระ คุณพระประสารฯ คนนี้ คุณนายน้อมท่านบอกว่าเป็นคนอุจจาระเหนียวขนาดเข้าส้วมต้องถือคีมคีบถ่านเข้าไปด้วย ท่านยอมอดๆ หยากๆ ตั้งแต่หนุ่มจนแก่ มีความสุขด้วยการเก็บเงิน"

พลหัวเราะชอบใจ

"แล้วคุณนาย "

"คุณนายรู้สึกว่าเป็นคนสปอรทพูดกันง่าย ท่าทางใจดีอายุประมาณ ๖๐ เศษ ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่น่าเคารพนับถือคนหนึ่ง ท่านว่าเพื่อนของท่านคนหนึ่งแนะนำให้ท่านมาหากัน เพราะมั่นใจว่ากันคงรักษาโรคหน้าตายของพระประสารฯ ให้หายได้ ท่านก็เลยตกลงทำสัญญากับกันเรียบร้อย เย็นนี้ไปด้วยกันนะโว้ย คนไข้รายนี้กันจะตรวจดูก่อน ถ้าไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตหรือโรคประสาทการรักษาทางยาก็ไม่เป็นผล ต้องรักษาด้วยความสามารถพิเศษของพวกเรา บางทีอ้ายกรอาจจะรักษาได้"

นิกรยิ้มแป้น

"กันก็ว่าอย่างนั้นแหละหมอ ทำให้คนหัวเราะไม่ยาก อยู่ๆ ถ้าถูกเส้นมันก็หัวเราะเอิ้กอ้ากออกมาเอง แต่ทำให้คนร้องไห้ลำบาก เพราะร้องไห้ต้องมีน้ำตา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ ดร. ดิเรกว่า

"ที่จริงคนที่เป็นโรคหน้าตายไม่ยิ้มหรือไม่หัวเราะก็ควรจะเป็นคนจนที่มีลูกมาก มีภาระต้องรับผิดชอบหาเลี้ยงครอบครัว มีชีวิตอยู่อย่างอดๆ หยากๆ คนพวกนี้ความทุกข์มันสุมอยู่ในอกจะยิ้มหรือหัวเราะไม่ออก แต่ตามธรรมดาคนมีเงินก็ล้วนแต่ยิ้มแย้มแจ่มใสหัวเราะร่วน พูดเสียงดังฟังชัดทั้งนั้น ยิ่งมีเงินมากยิ่งเสียงดังมากและหัวเราะเก่ง พ่อสงสัยว่าพระประสารฯ อาจเป็นโรคประสาทก็ได้ แต่หมอตรวจไม่พบ"

"ออไร๋ อาจจะเป็นได้ครับคุณพ่อ โรคจิตหรือโรคประสาทมันคล้ายกันมาก บางชนิดตรวจยากที่สุด หมอตรวจแล้วก็ลงความเห็นว่าคนไข้ไม่ได้ป่วยเป็นอะไรเลย ที่แท้ที่ไหนได้ เขาเป็นโรคจิต เชื้อบ้าที่อยู่ในเม็ดโลหิตแดงเอามาส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ตัวโตเกือบเท่าลูกวัวก็มี แต่ผมรับรองว่าวิธีการตรวจคนไข้ของผม ย่อมละเอียดถี่ถ้วนและเหนือกว่าหมออื่นๆ เพราะผมใช้วิชาแพทย์และโหราศาสตร์ประกอบกัน"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ถ้าดิเรกรักษาไม่หายผมจะลองรักษาด้วยวิชาจิตศาสตร์ คือสะกดจิตบังคับให้คนไข้หัวเราะ เท่านี้เราก็ได้เงินแสนมาแบ่งกันใช้"

พล พัชราภรณ์ พูดตัดบท

"ดื่มเบียร์และกินกับแกล้มกันเสียก่อนเถอะหมอ มัวแต่คุยอ้ายกรกินหมด เพราะกินไปคุยไปด้วย และอ้ายกรมันชอบกินกับมากกว่ากินเหล้าหรือเบียร์ วันนี้อ้ายกรมันเลี้ยงพวกเรานะ จ่ายค่ากับไปร้อยบาท"

"ออไร๋ ไอโน เดี๋ยวนี้อ้ายกรมันสปอร์ทขึ้นมาก วานนี้ตอนเย็นไปเดินเที่ยวตลาดนัดสนามหลวง อ้ายกรยังซื้อทอดมันบราเยียแจกพวกเราคนละบาท นี่ตอนเย็นก็นัดพวกเราว่าจะไปเลี้ยงที่หงส์ฟ้าหน้าสถานทูตจีน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรอย่างขบขัน

"แกไปรวยอะไรมาวะอ้ายกร หรือถูกล๊อตเตอรี่งวดวันที่ ๓๐ มีนาที่แล้วมา"

นิกรทำท่าเอียงอาย

"ไม่ได้ถูกล๊อตเตอรี่หรอกครับ แต่ก็เหมือนถูกเลขท้ายสามตัวแหละครับ เมื่อเช้านี้ผมเก็บเงินตกได้ ๕๐๐ บาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เก็บได้ที่ไหน"

"ในห้องนอนคุณพ่อน่ะซีครับ หล่นอยู่ข้างเตียงปึกหนึ่งรวม ๕๐๐ บาท"

เย็นวันนั้นเอง

คาดิลแล็คเก๋งคันใหญ่ ซึ่งขับโดยเจ้าแห้วพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาที่ซอยศุภวงศ์ในเวลา ๑๖.๐๐ น. เศษ ท่ามกลางความอบอ้าวของอากาศต้นเดือนเมษายน

รถเก๋งคันงามแล่นช้าๆเข้ามาในซอย ดร. ดิเรกสอดส่ายตามองคฤหาสน์สีฟ้า ตามคำบอกเล่าของคุณนายน้อม แล้วเขาก็แลเห็นคฤหาสน์ที่กล่าวนี้ปรากฎอยู่เบื้องหน้า ซึ่งกล่าวได้ว่าบ้าน "สายชล" ของพระประสารฯ เป็นคฤหาสน์ที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในซอยนี้

นายแพทย์หนุ่มนั่งอยู่ทางซ้ายของเจ้าแห้ว และเสี่ยหงวนเจ้าของรถนั่งอยู่ทางซ้ายของ ดร. ดิเรก ส่วน พล, นิกรและ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั้งอยู่ตอนหลัง นายแพทย์หนุ่มยกมือขวาตบมือเจ้าแห้วแล้วบอกให้ทราบ

"บ้านใหญ่หน้าบ้านมีรถสามล้อเครื่องจอดอยู่นั่นแหละโว้ยบ้านคุณพระ ถ้าประตูรั้วเปิดนำรถเข้าไปในบ้านเลยคุณนายน้อมคงกำลังเตรียมตัวต้อนรับพวกเรา"

เจ้าแห้วบังคับรถให้แล่นช้าลง ต่อจากนั้นคาดิลแล็คเก๋งก็เลี้ยวเข้าไปในบ้าน " สายชล" ของพระประสารโทรกิจข้าราชการบำนาญสังกัดกระทรวงคมนาคม นายช่างโทรศัพท์ชั้นดีในสมัยก่อน ซึ่งปัจจุบันนี้เป็นคหบดีผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง มีกำไรจากการซื้อขายที่ดินปีหนึ่งหลายล้าน มีประโยชน์จากการรับจำนองที่ดินอสังหาริมทรัพย์ให้กู้ยืมเงินอีกปีละไม่ใช่น้อย นอกจากนี้ก็มีรายได้จากค่าเช่าอาคารพาณิชย์และบ้านเรือนที่ดินอีกมากมาย ความมั่งคั่งของคุณพระประสารเกิดขึ้นจากความตระหนี่ถี่เหนียวของท่าน คุณพระกินข้าวกับพริกชี้ฟ้ายำกับกุ้งแห้งอย่างเดียวมาแต่หนุ่มจนแก่ ไม่ดื่มเหล้า ไม่กินกาแฟหรือน้ำอัดลม ละเว้นรายจ่ายฟุ่มเฟือยทุกประเภท คนใช้ชายหญิงเป็นเด็กบ้านนอกที่จ้างมารับใช้ให้เงินเดือนถูกๆ ลูกหลานของท่านหลายคนไม่มีใครยอมอยู่ด้วย เพราะทนความอุจจาระเหนียวของคุณพระไม่ได้ แต่ภรรยาของท่านคือคุณนายน้อมมีนิสัยตรงกันข้ามกับสามี สปอร์ทและใจดีมาก ใช้จ่ายเงินอย่างฟุ่มเฟือยโดยที่คุณพระไม่กล้าปริปากต่อว่า เพราะพระประสารฯ ก็เหมือนกับชายชาตรีทั้งหลาย คือกลัวเมียนั่นเอง

เมื่อคาดิลแล็คเก๋งแล่นมาหยุดหน้าตึกใหม่ สุภาพสตรีผู้สูงอายุรูปร่างอ้วนเตี้ย ลักษณะท่าทางสง่างามคนหนึ่งก็พาตัวเดินออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน ท่านผู้นี้คือคุณนายน้อม หรือนางประสารโทรกิจศรีภริยาของคุณพระเจ้าของบ้านนี้นั่นเอง คุณนายน้อมแต่งกายเรียบๆ อย่างอยู่กับบ้าน สวมซิ่นไหมสีเลือดหมูทางขาว เสื้อแพรคอสี่เหลี่ยมสีเหลืองบุคคลิกลักษณะบอกความเป็นผู้ดีตระกูลสูง

สี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันลงจากรถ ดร. ดิเรกถือกระเป๋าล่วมยา นอกนั้นถือกระเป๋าผ้าใบซิบรูดขนาดกลางคนละกระเป๋า ในกระเป๋าคือเครื่องมือที่จะทำให้คนไข้หรือพระประสารฯ ยิ้มหรือหัวเราะได้ คุณนายน้อมรับไหว้ ดร. ดิเรกแล้วลงมาต้อนรับที่รถ นายแพทย์หนุ่มได้แนะนำภริยาของพระประสารฯ ให้รู้จักกับพล, นิกร, กิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วโดยทั่วหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างกระทำความเคารพกันและโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี

"ผมได้เรียนคุณนายแล้วว่า โรคของคุณพระใช้บำบัดด้วยยาอาจจะไม่ได้ผล ผมจำเป็นต้องพาพ่อตาของผมและเพื่อนร่วมชีวิตของผมมาช่วยกันรักษาท่านด้วย"

นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ

"ค่ะ ดีทีเดียวค่ะ ทำให้ดิฉันมีความหวังขึ้นอีกว่าคุณพระคงจะหายจากโรคหน้าตายในวันสองวันนี้ ด้วยความสามารถของคุณหมอกับท่านเจ้าคุณและเพื่อนๆ ของคุณหมอ อ้า-ดิฉันเคยได้ยินชื่อเสียงของท่านเจ้าคุณและคุณๆ เหล่านี้มานานแล้วค่ะ เพราะมีข่าวปรากฎอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ตลอดเวลา โดยเฉพาะข่าวในหน้าสังคมของหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งมีลงทุกวัน"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ครับ ผมจ้างคนเขียนข่าวสังคมเขาเดือนละหมื่นบาทครับ มีเงื่อนไขว่าต้องลงการเคลื่อนไหวของพวกเราทุกวัน อย่างน้อยก็เห็นเราขับรถไปทางโน้นทางนี้ ซึ่งไม่ใช่ข่าวที่มีประโยชน์แก่ใคร"

คุณนายน้อมมองดูนิกรแล้วสะดุ้งเล็กน้อย

"โถ....คุณนิกรถ้าจะง่วงยืนสัปหงกน่าสงสาร"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลงแล้วฝืนหัวเราะ

"ปละ-เปล่าครับคุณนาย ผมไม่ได้สัปหงกหรอกครับ แต่ผมกำลังดูทางใน การรักษาคุณพระผมอาจจะต้องใช้วิชาวิปัสนาและจิตศาสตร์ชั้นสูง บางทีก็ต้องรักษาด้วยกำลังภายใน

"หรือคะ เชิญทุกท่านขึ้นไปข้างบนเถอะค่ะ ดิฉันเรียนให้คุณพระท่านทราบแล้วเมื่อดิฉันกลับมาจากบ้านพัชราภรณ์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้คุณนายน้อม

"คุณพระท่านว่าอย่างไรบ้างครับ"

"คุณพระท่านเต็มใจให้คุณหมอกับใต้เท้าและคุณๆ เหล่านี้รักษาท่านค่ะ ท่านบอกว่าโรคหน้าตายของท่านทำให้เพื่อนฝูงและวงสังคมรังเกียจท่าน ท่านอยากจะยิ้มและหัวเราะร่าเริงเหมือนเมื่อแต่ก่อน ท่านชมว่าดิฉันคิดถูกแล้วที่เชิญคุณหมอดิเรกมารักษา เพราะหมอที่เก่งที่สุดในเมืองไทยเราก็คือคุณหมอดิเรกคนนี้ รักษาได้ทุกสาขาโรค"

ดร. ดิเรกยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ใช่ครับ ผมเชี่ยวชาญในโรคเด็ก, โรคโดยเฉพาะสตรี, โรคหูคอจมูก, ทันตแพทย์ผมก็ทำได้ดี อุดฟันตัดฟันใส่ฟัน, ทำคลอด ฉีดยาผ่าตัด บำบัดโรคทางยา ทำเสน่ห์ยาแฝดนะหน้าทองได้ทุกอย่างครับ ดูเคราะห์ดูโศกดูโรคดูภัยดูเทวดาเสวยอายุ ผมชำนาญพอดู เล่าเรียนมาหลายปีแล้ว"

คุณนายน้อมกลืนน้ำลายเอื้อกแล้วยิ้มแห้งๆ

"แฮะ แฮะ เชิญขึ้นไปข้างบนเถอะค่ะ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วถูกนำตัวขึ้นไปบนตึกผ่านห้องโถงอันกว้างขวางใหญ่ขึ้นบันไดไปชั้นบน บ้าน " สายชล" เป็นคฤหาสน์ที่หรูหราสวยงามด้วยเครื่องตกแต่งอันมีค่า ไม่ยิ่งหย่อนกว่าบ้าน "พัชราภรณ์" เท่าใดนัก

เมื่อเข้ามาในห้องนอนส่วนตัวของเจ้าของบ้าน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็แลเห็นสุภาพบุรุษในวัยชราอายุประมาณ ๗๐ ขวบ รูปร่างผอมบางคนหนึ่งแต่งกายลำลองอยู่กับบ้าน นั่งหน้าเครียดอยู่บนเตียงนอนขนาด ๕ ฟุตอยู่ตามลำพัง ห้องนี้มีเครื่องปรับอากาศเย็นสบาย ประตูกระจกหน้าห้องเป็นประตูที่มีสปริงพิเศษคือปิดได้เอง อากาศในห้องนอนของพระประสารฯ จึงเย็นเฉียบเหมือนกับอยู่ในโรงภาพยนตร์ชั้นหนึ่ง หน้าต่างทุกบานติดกระจกสีฟ้าอ่อน ทำให้แสงสว่างภายในห้องเป็นสีฟ้ารับกับเครื่องเฟอร์นิเจอร์สีฟ้าทุกชิ้น การตกแต่งห้องสวยงามทันสมัยมาก แสดงให้เห็นว่า ถึงพระประสารฯ อุจจาระเหนียวมีชีวิตอยู่อย่างอดๆ หยากๆ แต่ท่านก็ไม่เสียดายเงินค่าเครื่องเรือนหรือเครื่องประดับคฤหาสน์ของท่าน

คุณนายน้อมแนะนำสามีของท่านให้รู้จักกับ ดร. ดิเรกและทุกๆ คนโดยทั่วหน้ากัน พระประสารฯ รับไหว้อย่างหน้าตายมิหนำซ้ำยังทำปากแบะยื่นนัยน์ตาขวาง ใบหน้าของท่านบอกบุญไม่รับ คิ้วทั้งสองขมวดเข้าหากันตลอดเวลา หมอจริงและหมอเถื่อนได้พูดคุยกับคนไข้สักครู่คุณนายน้อมก็เชิญให้นั่ง พล, นิกร, กิมหงวนทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เจ้าแห้วนั่งพับเพียบบนพรมปูพื้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรกนั่งบนเก้าอี้ข้างเตียงนอนคนละตัว

ท่านเจ้าคุณพยายามให้ความเป็นกันเองกับคนไข้

"ความจริงคุณพระกับผมน่าจะรู้จักกันนานแล้วนะครับ ผมเคยได้ยินชื่อคุณพระเสมอ"

พระประสารฯ พยักหน้า

"ครับ ผมก็เคยได้ยินชื่อใต้เท้าบ่อยๆ ยินดีมากครับที่ได้รู้จักกัน ใต้เท้าจะขายที่ดินละก้อกรุณาติดต่อกับผมนะครับ รับรองว่าซื้อง่ายขายคล่องกว่าที่อื่น" แล้วคุณพระก็มองดูศาสตราจารย์ดิเรก ซึ่งหยิบเครื่องตรวจหัวใจ ออกมาจากล่วมยาของเขา " จะตรวจผมหรือคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอ่อนโยน

"ครับ ขอให้ผมได้ตรวจและสัมภาษณ์คุณพระสักหน่อยเถิดครับ ผมจะใช้ความพยายามจนสุดความสามารถที่จะให้คุณพระหายป่วยจากโรคหน้าตายได้"

"ขอบคุณมาก ผมเองก็อยากหายเป็นมาตั้ง ๑๐ ปีแล้ว ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะทำให้ผมขบขันได้เลย ดูพวกตลกในทีวี.ก็แล้ว อ่านหนังสือประเภทตลกก็แล้ว จ้างละครลิงมาเล่นให้ดูก็แล้ว ไม่มีอารมณ์ขันเกิดขึ้นในความรู้สึกของผมเลยคุณหมอ สงสัยว่าเส้นหัวเราะของผมคงจะพิการหรือม่ายก็จมลึกลงไปกว่าเก่าที่เรียกว่าเส้นลึก"

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"ประหลาดมาก ผมเคยแต่รักษาคนไข้ที่เป็นโรคเส้นตื้นหรือโรคหน้าเป็นหัวเราะทั้งวัน"

คุณพระชักสนใจ

"คุณหมอรักษายังไงครับ"

"ก็ฉีดอินซูลินช๊อค แบบรักษาคนไข้โรคจิตน่ะซีครับ"

พระประสารฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"แต่ผมไม่บ้านะคุณหมอ โรคประสาทก็ไม่ได้เป็น หมอที่มาตรวจรักษาผมล้วนแต่หมอชั้นดีต่างยืนยันว่าผมไม่ได้เป็นบ้า และไม่ได้ป่วยเป็นโรคเส้นประสาท"

"ครับ คนที่หน้าตายไม่ยิ้มไม่หัวเราะ ไม่ได้หมายความว่าจะต้องเป็นคนไข้โรคจิตหรือโรคประสาท แต่เท่าที่ผมพบคนมีเงินอย่างใต้เท้า มักจะยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลาครับ เรื่องหน้าบึ้งหน้างอไม่ใคร่จะปรากฏ อ้า-นอนตามสบายครับ ขอผมตรวจเดี๋ยวเดียวเท่านั้น"

คนไข้เอนตัวลงนอนหงาย ดร. ดิเรกยัดที่สำหรับฟังใส่เข้าไปในรูหูข้างละอัน ต่อจากนั้นเขาก็เอาปลายของมันจี้หน้าอกข้างซ้ายของคุณพระประสารฯ ท่ามกลางความสงบเงียบ คุณนายน้อมนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมข้างประตู เมื่อสาวใช้นำเครื่องดื่มเข้ามาท่านก็บุ้ยใบ้ให้เสิฟน้ำอัดลมแช่เย็นแก่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วโดยทั่วหน้ากัน

ดร. ดิเรกใช้เวลาเพียงเล็กน้อยฟังหัวใจและตรวจชีพจรคนไข้ของเขา เสร็จแล้วก็ดึงสายฟังออกมาเก็บใส่กระเป๋า

"หัวใจของผมเป็นยังไงบ้างคุณหมอ" คุณพระถามอย่างหน้าตายตามเคย

"ออไร๋ ไม่มีอะไรผิดปกติ เต้นจังหวะคองก้าเหมือนคนธรรมดา ชีพจรเต้นเร็วหน่อยแต่ไม่ถึงจังหวะควิกสะเต็ป" เขาพูดยิ้มๆแล้วยกมือขวาถ่างนัยน์ตาข้างซ้ายของคนไข้ออก

"อ้าว" พระประสารฯ อุทาน "นี่นึกยังไงขึ้นมาล่ะถึงได้มาแหกตาผมเล่น"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่แหกตาใต้เท้าเล่นสนุกๆ นะครับ ผมตรวจตามวิธีการของนายแพทย์"

"อ้อ ผมไม่รู้ เชิญตามสบายครับ"

ดร. ดิเรกมองดูสายเลือดในหนังตา และตรวจดูตาขาวและตาดำอย่างละเอียดถี่ถ้วน สักครู่ก็ปล่อยมือออก ความรู้สึกบอกตัวเองว่าพระประสารฯ มีอาการเป็นปกติดี ท่านไม่ได้ป่วยเป็นโรคหรือโรคประสาทแน่นอน

"แลบลิ้นซีครับคุณพระ แลบให้ยาวที่สุด"

พระประสารฯ แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งโหยง หันมาทางคุณนายน้อม

"ทำไมต้องแลบลิ้นคุณพระเป็นฝ้าหนาอย่างนี้ล่ะครับ น่าจะกวาดยามหานิลให้บ้าง คนเราถ้าลิ้นเป็นฝ้าก็ท้องผูก" พูดจบเขาก็หันมายิ้มให้คนไข้ของเขา "ใต้เท้าท้องผูกใช่ไหมครับ"

"ครับ ผมไม่ได้ส้วมมา ๑๒ วันทั้งวันนี้"

"อุ๊ย" ดร. ดิเรกร้องสุดเสียง " ไม่อึดอัดแย่หรือครับ"

" ไม่ครับ ผมเคยชินเสียแล้ว บางที ๑๕ วันผมถ่ายครั้งหนึ่ง ถ่ายทุกวันเปลืองกระดาษชำระนี่ครับ-น้ำก็เปลือง ผมไม่ชอบทำอะไรสุรุ่ยสุร่าย"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล

"บางทีโรคของใต้เท้าอาจจะ เนื่องมาจากใต้เท้าประหยัดรายจ่ายมากเกินไป ผมขอแนะนำคุณพระให้พยายามถ่ายทุกๆวัน คือวันละครั้ง สุขภาพจะได้ดีขึ้น ถ้าใต้เท้ากลัวเปลืองน้ำชักโครกหรือเปลืองกระดาษชำระ ก็น่าจะลงไปหาที่เงียบๆ ตามสวนหลังบ้าน"

คุณพระทำหน้าเบ้

"ถึงกระนั้นก็เปลืองกระดาษชำระอยู่นั่นเอง"

"ใช้กิ่งไม้แห้งๆ ซีครับ ชานอ้อยหรือเปลือกอ้อยก็ได้ หรือม่ายก็ตักน้ำในคูสักถังติดมือไป ใต้เท้าจะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการส้วมเลย อ้า-ผมยอมรับว่าผมจนปัญญาแล้ว ตรวจไม่พบว่าใต้เท้าป่วยเป็นอะไรแน่ถึงไม่ยอมหัวเราะมาตั้ง ๑๐ ปี"

"แต่ผมอยากจะขอร้องให้คุณหมอพยายามช่วยรักษาผม ตามที่เมียผมสัญญากับคุณหมอไว้แล้ว ผมเองก็เกลียดตัวเองเต็มทนที่ทำหน้าตายไม่หัวเราะมาตั้งนาน"

"ผมกับเพื่อนๆ จะใช้ความพยายามจนสุดความสามารถเชียวครับ" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ลุกขึ้นยืนพยักหน้าเรียกนายพัชราภรณ์เพื่อนเกลอของเขา " ขอให้แกเริ่มรักษาคนไข้ของเราเป็นคนแรกโว้ยพล"

พลหยิบกระเป๋าผ้าใบลุกขึ้น แล้วกล่าวกับคุณนายน้อมอย่างนอบน้อม

"ประทานโทษครับ คุณนายกรุณาให้พวกเรารักษาคุณพระตามลำพังได้ไหมครับ ผมรับรองว่าก่อนค่ำวันนี้ คุณพระจะต้องหัวเราะงอไปงอมาลั่นบ้านด้วยความสามารถของพวกเรา"

คุณนายน้อมยิ้มเศร้าๆ

" ถ้าเป็นไปได้ ดิฉันก็ขอบพระคุณหมอดิเรก กับท่านเจ้าคุณและพวกคุณอย่างยิ่งเชียวค่ะ" แล้วหล่อนก็ลุกขึ้นยืน " เชิญตามสบายเถอะนะคะ ถ้าต้องการอะไร กรุณากดกริ่งที่ผนังตึกเถอค่ะ"

ภรรยาของคนไข้จอมตระหนี่พาตัวเดินออกไปจากห้องนอน พลถือกระเป๋าผ้าใบตรงเข้ามานั่งข้างเตียงนอนแทนที่ ดร. ดิเรก เขายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"คุณอาแสดงความสามารถก่อนซีครับ"

ท่านเจ้าคุณโบกมือ

"พวกแกรักษาไปก่อนเถอะ อาทีหลังก็ได้ ใครมีความสามารถอย่างไรก็รักษาไป รวมความแล้วให้คุณพระท่านยิ้มและหัวเราะได้ก็แล้วกัน"

พลเปิดกระเป๋าผ้าใบออกด้วยวิธีดึงซิบและใช้มือเพียงเบาๆ เขาหยิบหนวดเคราปลอมขึ้นมาใส่ แล้วหยิบหมวกแขกขึ้นมาสวมศีรษะ คราวนี้ใบหน้าของพลก็เหมือนกับชาวภรตจริงๆ พลยิ้มให้กับพระประสารฯ แล้วพูดเสียงแขกพูดไทย

"อีนี้จั๊นอินเดียมาน่ะคุณพระจ๋า"

พระประสารฯ ยิ้มเล็กน้อย แต่แล้วก็รีบทำหน้าตายทันที

"อือ-คุณนี่สดชื่นรื่นเริงดีนี่นา ปลอมตัวเป็นแขกได้ดีมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ แกล้งถามพลว่า

"บังมาจากอินเดียมีอะไรมาแสดงบ้าง"

"โอ-มีหลายอย่างขอรับเจ้าคุณ ระบำแขกนายจ๋า สาวๆ อายุสิบสี่กว่าๆ สิบห้าหย่อนๆ นุ่งลมห่มฟ้า"

พระประสารฯ ลืมตาโพลง

"ฮ้า มีจริงๆ หรือคุณพล อ้ายจ้ำบ๊ะนี่ผมชอบดูแฮะ ถ้าหากว่าได้ดูฟรี เมื่อก่อนผมเคยไปดูแถวเยาวราชจวนจะหมดรอบเขาเปิดให้ดูฟรี ผมไปดูบ่อยๆ คุณเอาระบำแขกนุ่งลมห่มฟ้ามาด้วยก็แสดงให้ผมดูหน่อยซี บางทีผมอาจจะหัวเราะได้บ้าง"

พลหันไปมองดูนิกรกับเสี่ยหงวน ซึ่งนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาตัวเดียวกับ ดร. ดิเรก แล้วเขาก็พยักหน้ากับนิกรเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้ย-แกกับอ้ายหงวน ออกไปพาระบำของเรามาเต้นให้คุณพระท่านดู บางทีท่านอาจจะหัวเราะได้ เห็นสาวๆ แต่งตัวโป๊ เส้นหัวเราะคงจะตื้นขึ้นมาเอง" แล้วพลก็ขยิบตาให้สองสหาย

นิกรกับกิมหงวนหิ้วกระเป๋าเสื้อลุกขึ้น พากันเดินออกไปจากห้องนอนของคุณพระประสารฯ คนไข้มีท่าทางคึกคักกระปี้กระเปร่าขึ้น แต่ใบหน้าของท่านยังคงเคร่งเครียดตลอดเวลา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือโอกาสสนทนากับพระประสารฯ โดยให้ความเป็นกันเอง ทั้งๆ ที่เพิ่งรู้จักกัน

"ประทานโทษนะคุณพระ ในชีวิตของคุณพระ คุณพระเคยได้รับความสุขจากสิ่งใดมากที่สุดครับ"

พระประสารฯ ตอบโดยไม่ต้องคิด

"เงินซีครับใต้เท้า"

"ว้า" ท่านเจ้าคุณคราง "แล้วลูกเมียหรือสิ่งอื่นๆ ล่ะครับ"

คุณพระสั่นศีรษะ

"ผมไม่เคยชอบอะไรมากไปกว่าเงินหรอกครับ"

"เพื่อนฝูงล่ะครับ"

"เพื่อนฝูงก็ไม่สำคัญ ผมรู้ดีว่าคนเราถ้ามีเงินก็มีคนนับหน้าถือตา มีความหมายสำหรับคนอื่นอย่างที่เขาว่ามีเป็นคนจนเป็นหมา ผมเองสร้างตัวเองตั้งแต่เสมียนตรี เงินเดือน ๑๘ บาท ตอนนั้นไม่มีใครอยากรู้จักหรือเป็นเพื่อนกับผม ผมมีผ้าม่วงสีน้ำเงินนุ่งไปทำงานที่กรมไปรษณีย์เพียงผืนเดียว ใส่รองเท้าผ้าใบพื้นยางคู่ละ ๔๐ สตางค์ ถุงเท้าก็ไม่มีปัญญาซื้อ เสื้อนอกคอปิดกระดุม ๕ เม็ด ต้องซื้อเสื้อเก่าๆ ตามเวิ้ง หมวกก็ซื้อหมวกเก่าๆ ผมได้เรียนรู้ความจริงว่ามนุษย์เราเขายกย่องให้เกียรติเฉพาะคนมีเงินเท่านั้น ผมก็เลยเริ่มต้นบูชาเงินเป็นพระเจ้าเรื่อยมา จนกระทั่งผมได้เป็นนายช่างโทรศัพท์ของกรมไปรษณีย์ มีหน้าที่ตำแหน่งการงานและเงินเดือนสูงขึ้นมีราชทินนามเป็น ขุนประสารโทรกิจแล้วเป็นหลวงเป็นพระในราชทินนามเดิม ผมถูกปลดเกษียณออกรับบำนาญ ผมเป็นข้าราชการชั้นพิเศษและเป็นผู้ช่วยอธิบดี ที่ผมร่ำรวยเก็บหอมรอมริบไว้ ไม่ได้ฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตเลยครับ ผมทำมาหาเก็บไม่ได้ทำมาหากินหรือทำมาหาใช้"

พลพูดเสริมขึ้นในบทของชาวภรตหนวดเครารุงรัง

"อีนี้คุณพระเป็นคนตงฉินน่าเคารพมากคะรับ คนเรามีวิชาความรู้แต่ถ้าไม่โงนไม่มีใครรังเกียจ ใช่ไม่ใช่"

พระประสารฯ พยักหน้ารับว่าเป็นความจริง

"ถูกแล้วคุณพล การเริ่มต้นชีวิตของผมด้วยการทำงานหาเงินใช้เองเป็นบทเรียนอันมีค่ายิ่งของผม ผมจึงต้องพยายามหาเงินสะสมเงินไว้ เดี๋ยวนี้ผมมีเงินล้านและมีทุกสิ่งทุกอย่างใครๆ ก็ยกย่องเคารพนับถือผม อ้าระบำแขกของคุณว่ายังไง"

พลแขกปลอมมีท่าทางกระสับกระส่ายผิดปกติ

"อดใจรอประเดี๋ยวครับคุณพระ" แล้วพลก็เอื้อมมือจับเท้าซ้ายของพระประสารฯ ซึ่งท่านนั่งพับเพียบอยู่บนเตียงนอนของท่าน "โปรดให้กระผมเกาฝ่าเท้าของคุณพระสักหน่อยได้ไหมครับ"

"อ๋อ คุณอยากจะทดสอบว่าผมจั๊กจี้หัวเราะกิ๊กก๊ากหรือเปล่าใช่ไหมล่ะ ลองดูซีครับผมอนุญาต หรือคุณจะจี้เอวผมเล่นยังได้ ไม่มีวันที่ผมจะยิ้มหรือหัวเราะหรอกคุณ เพราะเส้นหัวเราะของผมมันพิการเสียแล้ว"

พลใช้นิ้วชี้มือขวาเขี่ยใจกลางฝ่าเท้าคนไข้ไปมา ถ้าหากว่าเป็นคนอื่นแล้ว ก็คงจะหัวเราะแทบจะขาดใจตาย แต่คุณพระนั่งนิ่งเฉยเหมือนกับทองไม่รู้ร้อน พลเกาอยู่สักครู่ก็ปล่อยมือ หันไปดู ดร. ดิเรกแล้วทำหน้าเบ้

"แย่โว้ยหมอ เส้นหัวเราะของท่านอยู่ลึกมาก เอายังไงดีล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ก็ต้องช่วยกันรักษาท่าน โดยใช้ความพยายามให้ถึงที่สุด"

พระประสารฯ มองดูหน้าพลแล้วกล่าวว่า

"เอาหนวดเคราปลอมถอดเก็บเสียทีเถอะคุณ มันไม่ได้ทำให้ผมนึกขบขันเลย ตรงกันข้ามกลับทำให้ผมสังเวชในตัวคุณ"

นายพัชราภรณ์ฝืนหัวเราะ เขาปลดหนวดเคราปลอมออกด้วยความอดสูละอายใจไม่น้อย เท่าที่เขาอยากได้ส่วนแบ่งเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ถึงกับเล่นตลกเป็นแขก แต่บทบาทของเขาไม่ตลกเสียเลย พลเก็บหนวดเคราปลอมและหมวกแขกใส่กระเป๋า แล้วหยิบซองสีขาวซองหนึ่งออกมาส่งให้พระประสารฯ อย่างนอบน้อม

"ใต้เท้าดูรูปภาพในซองนี้เสียหน่อยซิครับ บางทีใต้เท้าอาจจะยิ้มออกหรือหัวเราะได้"

คนไข้ทำหน้าตื่นๆ

"รูปอะไรคุณพล"

"ดูเอาเองเถอะครับ มีอยู่ ๑๒ รูปครับ คนเจ็บกำลังจะสิ้นใจตายอยู่แล้ว เห็นรูปชุดนี้ยังหัวเราะเอิ้กอ้ากมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีกหลายวัน"

พระประสารฯ ดึงรูปขนาดโปสการ์ดออกมารูปหนึ่งแล้วพิจารณาดู แทนที่ท่านจะยิ้มหรือหัวเราะ คุณพระกลับแสดงสีหน้าไม่พอใจรีบเก็บรูปใส่ซอง แล้วคืนซองให้นายพัชราภรณ์โดยดี

"สาวสวนปารีสแบบนี้น่ะ ผมดูมาจนเบื่อแล้วดูแล้วไม่ทำให้เกิดอารมณ์อะไรเลย"

พลตีหน้าเหยเกอย่างไรชอบกล

"อ้า ประทานโทษ คุณพระลองแข็งใจหัวเราะให้ผมดูสักนิดสิครับ ผมอยากฟังน้ำเสียงหัวเราะของใต้เท้า"

คนไข้จุ๊ปาก

"มันไม่มีอารมณ์ขันคุณจะให้ผมหัวเราะอย่างไร"

พลว่า " ใต้เท้าเพียงแต่ฝืนหรือแกล้งหัวเราะเท่านั้นแหละครับ"

"อ๋อ ยังงั้นรึ ลองดูก็ได้" แล้วพระประสารฯ ก็นั่งวางตัวตรงทำตาปริบๆ สักครู่ท่านก็ฝืนหัวเราะออกมาด้วยเสียงประหลาด " ฮิ ฮิ แฮ่ะ แฮ่ะ"

พลกับ ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหัวเราะงอหาย แทนที่คนไข้จะหัวเราะ พวกหมอกลับหัวเราะเสียเองโดยเฉพาะเจ้าแห้วหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล เขาขบขันที่สุดที่พระประสารฯ ฝืนหัวเราะแบบนี้

พระประสารฯ ทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล ท่านแปลกใจอย่างยิ่งที่คนทั้งสี่หัวเราะได้หัวเราะดี ทั้งๆ ที่ท่านมองไม่เห็นว่ามีอะไรน่าขบขันสักนิด การหัวเราะเป็นอยู่ประมาณ ๒ นาทีก็สิ้นสุดลง

เจ้าแห้วคลานเข้ามานั่งข้างเตียงนอนระหว่างพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วน ดร. ดิเรกลุกขึ้นเดินหัวเราะออกไปจากห้องนอน เพื่อไปดูเสี่ยหงวนกับนิกรปลอมแปลงเป็นนางระบำแขก

เมื่อสบตากับพลเจ้าแห้วก็ยิ้มให้แล้วพูดเบาๆ ว่า

"รับประทานให้ผมลองรักษาคุณพระสักนิดได้ไหมครับ"

"ถ้าแกเชื่อว่าแก มีความสามารถ ที่จะทำให้ท่านหัวเราะได้ก็เอาซี"

"ขอบคุณครับ ผมพอมีทางที่จะรักษาท่านได้" พูดจบเจ้าแห้วก็ยกมือไหว้คุณพระประสารฯ "ท่านครับ กรุณาให้เกียรติกระผมรักษาท่านเถิดนะครับ"

คุณพระจ้องตาเขม็งมองดูหน้าเจ้าแห้ว

"เธอจะรักษาฉันด้วยวิธีใดนายแห้ว"

"รับประทาน กระผมจะเล่าเรื่องขำๆ ให้ท่านฟังครับ"

"ป่วยการนายแห้ว เมียฉันเคยจ้างนักเล่านิทานตลกจี้เส้นชั้นเยี่ยมมาเล่านิทานให้ฉันฟังหลายคนแล้ว ไม่เคยมีนิทานตลกเรื่องใดที่ทำให้ฉันรู้สึกขบขันแม้แต่น้อย แต่เธอจะลองดูก็ได้ เล่าซีฉันจะตั้งใจฟัง"

เจ้าแห้ว ชะเง้อคอมองดูข้าวของที่วางอยู่บนโต๊ะข้างเตียงนอน

"หาอะไรวะอ้ายแห้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"รับประทานหาบุหรี่ครับ"

คุณพระประสารฯ พูดเสริมขึ้น

"เสียใจมากนายแห้ว ฉันชอบบุหรี่ก็จริงแต่ฉันไม่มีบุหรี่ไว้สำหรับรับแขกหรอก ตามธรรมดาฉันเลี้ยงน้ำเย็น แต่ถ้าเป็นแขกพิเศษก็น้ำอัดลมแช่เย็น"

เจ้าแห้วยกมือตบกระเป๋าเสื้อกางเกงของเขา แล้วก็ยิ้มออกมาได้ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่และเครื่องขีดไฟเบ็นซินออกมา เขาเปิดซองบุหรี่ออกยื่นให้เจ้าของบ้าน

"เชิญใต้เท้าสูบบุหรี่ซีครับ"

คุณพระประสารฯ จอมอุจจาระเหนียวเอื้อมมือหยิบมามวนหนึ่ง เมื่อเจ้าแห้วยื่นซองบุหรี่ให้พลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้งสองก็หยิบบุหรี่ออกมาจากซองเงินคนละมวนเช่นเดียวกัน เจ้าแห้วช่วยจุดบุหรี่ให้ทุกคน ซึ่งเขาเองก็จุดสูบมวนหนึ่ง

ไม่มีใครรู้ว่าบุหรี่ของเจ้าแห้วนั้นมีกัญชาผสมอยู่ในบุหรี่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ด้วยกรรมวิธีอันเฉลียวฉลาดของเจ้าแห้ว คือใช้คีมเล็กๆดึงเส้นยาออกมาครึ่งมวนแล้วเอากัญชาที่หั่นละเอียดแล้วยัดเข้าไป ใช้เส้นยาที่ดึงออกมาปิดทับอีกทีหนึ่ง ดังนั้นกรุงทองของเจ้าแห้วจึงมีรสอเมริกันปนไทย ใครสูบเข้าไปแล้วอำนาจควันของกัญชาจะทำให้เกิดอารมณ์ขันอย่างรุนแรง เห็นอะไรก็หัวเราะ แม้กระทั่งมองหน้ากันก็อดหัวเราะไม่ได้

คุณพระอัดบุหรี่พ่นควันอย่างสบายใจ แต่ใบหน้ายังเคร่งเครียดเหมือนเช่นเดิม พระประสารฯ ไม่เคยรังเกียจหรือปฏิเสธผู้ที่ยื่นบุหรี่ให้ท่าน แต่ไม่เคยมีใครได้สูบบุหรี่ของท่าน เมื่ออยู่ในวงสังคมพระประสารฯ ใช้ดึงบุหรี่ในกระเป๋าออกมาสูบทีละมวน หรือมิฉะนั้นก็อดใจไว้ไม่ยอมสูบ

"เธอว่าเธอจะเล่านิทานตลกให้ฉันฟัง ก็ลองเล่าดูสักเรื่องซิ เอาเรื่องสั้นๆ ก็ได้" พระประสารฯ พูดกับเจ้าแห้ว

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาเชื่อว่าใน ๕ นาทีนี้คุณพระจะต้องหัวเราะร่วนด้วยอำนาจของกัญชาและถ้าเป็นเช่นนี้คุณนายน้อมก็ต้องจ่ายเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทให้ ดร. ดิเรกตามสัญญา ซึ่งเขาย่อมมีส่วนที่จะได้รับส่วนแบ่งด้วย

ก่อนที่เจ้าแห้วจะเล่านิทาน ดร. ดิเรกก็เดินเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน เขามองดูเครื่องรับวิทยุขนาดใหญ่ซึ่งมีเครื่องเล่นแผ่นเสียงพร้อม แล้วนายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับคนไข้ของเขา

" คุณพระมีแผ่นเสียงเพลงแขกบ้างไหมครับ"

พระประสารฯ พยักหน้า

"มีอยู่สามสี่แผ่นครับ เป็นการบรรเลงดนตรีของชาวภรต"

"วิเศษเลยครับคุณพระ ผมขออนุญาตเปิดแผ่นเสียงเพลงแขกสักเพลงนะครับ เพื่อให้นางระบำของเราเข้ามาเต้นระบำตามแบบภรต ให้คุณพระได้ชมในระยะใกล้ชิด"

พระประสารฯ มีสีหน้าชุ่มชื่นผิดปกติ

"เอาเลยคุณหมอ เชิญตามสบายครับ แผ่นเสียงอยู่ในกล่องบนชั้นข้างตู้วิทยุนั่น ผมอนุญาตเต็มที่ เอผมสงสัยว่าวันนี้ผมคงหัวเราะแน่ๆ ถ้าได้เห็นสาวน้อยนุ่งลมห่มฟ้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"ไม่ถึงกับนุ่งลมห่มฟ้าหรอกครับคุณพระ ถ้าเต้นกันอย่างนั้นคุณพระต้องไปดูรอบพิเศษ ๒๔.๐๐น.ที่ไนท์คลับบางแห่ง ระบำแขกของเราเพียงแต่นุ่งน้อยห่มน้อย แต่นางระบำทั้งสองเป็นกุลสตรีชาวฮินดู เป็นหลานสาวของท่านมหาราชาองค์หนึ่งครับ"

"อ้อ นุ่งน้อยห่มน้อยก็น่าดูเหมือนกัน คล้ายกับจ้ำบ๊ะแถวเยาวราชที่ผมเคยดูมาแล้วครับ"

ดร. ดิเรกพาตัวเดินไปที่เครื่องรับวิทยุขนาดใหญ่ ในนาทีนั้นเองเสียงเพลงภารตก็ดังกังวานขึ้น นายแพทย์หนุ่มกลับมานั่งบนโซฟาแล้วเรียก พล พัชราภรณ์ ให้มานั่งกับเขา

"ขอบุหรี่ให้กันมวนซีพล"

นายพัชราภรณ์สั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอก ฉันลืมซองบุหรี่ไว้ในรถว่ะ นี่อ้ายแห้วมันให้กัน" แล้วพลก็ร้องเรียกคนใช้จอมแก่นของเขาเบาๆ " แห้วโว้ย เอาบุหรี่มาให้หมอสักมวนเถอะวะ"

เจ้าแห้วคลานเข้ามาหาสองสหาย ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองบุหรี่และเครื่องขีดไฟเบ็นซินออกมาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม ต่อจากนั้น ดร. ดิเรกก็เปิดซองหยิบบุหรี่ผสมกัญชาออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง แล้วคืนซองบุหรี่เครื่องขีดไฟให้เจ้าแห้ว

ท่ามกลางเสียงเพลงแขกจังหวะปานกลาง ระบำภารตสองนางซึ่งเป็นผู้หญิงปลอม ก็นวยนาดเข้ามาในห้องนอนของพระประสารฯ ตามจังหวะของเพลง เสี่ยหงวนกับนิกรสวมวิกปลอม แต่งหน้าเขียนคิ้วทาปากเหมือนผู้หญิง สวมกางเกงยืดแนบเนื้อโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้งที่ไม่น่าดูแลเห็นขนหน้าแข้งยาวเฟื้อย สวมเสื้อยกทรงเอาลูกเทนนิสยัดไว้ในเสื้อต่างประทุมทิพย์ ต่างผัดหน้าขาวว่อกเหมือนตกกระด้งแป้ง สองนางถือกลองใบเล็กๆ ซึ่งมีฉาบขนาดเล็กประดับรอบกลอง เมื่อเขย่าก็เกิดเสียงไพเราะ

พระประสารฯ เป็นคนอุจจาะเหนียวและอัฐขัดมัน คนกระดูกและคนขี้เหนียวนั้นย่อมละเอียดถี่ถ้วน ดังนั้นเมื่อนิกรกับกิมหงวนร่ายรำให้ท่านดูเพียงไม่ถึงครึ่งนาที พระประสารฯ ก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"พอ พอแล้วครับ ลำบากนักก็อย่าเต้นเลย นายแห้วลุกไปปิดแผ่นเสียงทีเถอะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ รีบลุกขึ้นเดินไปที่เครื่องรับวิทยุแล้วปิสวิทช์เครื่องเล่นแผ่นเสียงและสวิทช์ไฟเครื่องวิทยุเครื่องนั้น สองนางปราดเข้ามาทำท่าถอนสายบัวอย่างงดงามแล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเบื้องหน้าคนไข้

"ระบำแบบนี้ป๋าไม่ชอบดูหรือคะ" อาเสี่ยลอยหน้าลอยตาถามและทำท่ากระชดกระช้อย

คุณพระสั่นศีรษะ

"ไม่ไหว ผมรู้สึกคล้ายกับว่าพวกผีหรือเปรตมาเต้นระบำให้ผมดูมากกว่า ถึงคุณกับคุณนิกรพยายามปลอมตัวเป็นผู้หญิงผมก็จำได้อยู่นั่นเอง ผู้หญิงอะไรขนจั๊กแร้ยาวตั้งฟุต ผัดหน้าเสียจนเขียว หน้าตาของคุณทั้งสองมันไม่คล้ายผู้หญิงสักนิด พวกกะเทยแถวสะพานพุทธยังมองดูคล้ายผู้หญิงมากกว่า"

นิกรกับอาเสี่ยต่างมองดูหน้ากันและยิ้มเจื่อนๆ พอดีเจ้าแห้วมานั่งข้างหลังแล้วส่งซองบุหรี่เครื่องขีดไฟเบ็นซินให้ สองสหายต่างจุดบุหรี่ผสมกัญชาของเจ้าแห้วสูบกันคนละมวน เป็นอันว่าขณะนี้ทุกคนกำลังสูบบุหรี่พิเศษของเจ้าแห้วแม้กระทั่งพระประสารฯ ก็ได้กลืนควันซิกาแร็ตกับกัญชาเข้าไปในปอดของท่านจนเกือบจะหมดมวนแล้ว

นิกรกล่าวกับคนไข้ด้วยเสียงอ่อนหวานแบบกระเทย

" หนูนวดให้ป๋าเอาไหมคะ"

"ไม่ต้องหรอกคุณ ผมให้เมียผมนวดดีกว่า"

นายจอมทะเล้นเลื่อนตัวเข้ามาที่เตียงนอน

"ป๋าขา ป๋าไม่นึกขบขันแม้แต่นิดเดียวหรือคะ"

"ไม่มีอะไรที่จะทำให้ผมขบขันเลย"

"ถ้ายังงั้นหนูกับพี่มารศรีเปลื้องเสื้อผ้าออกให้ล่อนจ้อน แล้วเต้นระบำให้ป๋าดูสักเพลงเอาไหมคะ ป๋าจะได้มีอารมณ์บ้าง"

พระประสารฯ ทำปากแบะยื่น ใบหน้าของท่านเคร่งเครียด

"ถ้าทำอย่างนั้น คุณกับคุณกิมหงวน ก็คือเปรตที่หลุดมาจากนรก อย่าดีกว่า เราต่างก็เป็นผู้ชายด้วยกันขืนแก้ผ้าเต้นระบำคุณจะถูกข้อหาอนาจาร หากเมียผมเข้ามาเห็นเข้าและลงไปโทรศัพท์บอกตำรวจให้มาจัดการกับคุณ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"นั่นน่ะซีครับ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร. ดิเรกมองดูกิมหงวนกับนิกรอย่างเศร้าใจ แล้วเขาก็กระซิบกระซาบกับพลเบาๆ

"โรคของคุณพระไม่ใช่ว่ารักษาได้ง่ายๆ เส้นหัวเราะของท่านไม่ยอมทำงานเสียเลย"

พลพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ลองให้อ้ายกรใช้รักษาด้วยการสะกดจิตดีไหมหมอ"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิด

"ออไร๋ ลองดูก็ได้ หากไม่ได้ผลกันเห็นจะต้องกลับไปเอายาที่บ้านมาฉีดให้ท่าน กันมียาอยู่ขนานหนึ่งที่กันคิดขึ้นมานานแล้วและทำเก็บไว้ใช้ เป็นยากระตุ้นเตือนฮอร์โมนเพศคือเพิ่มฮอร์โมนในตัวผู้ชราให้มีมากเท่ากับคนหนุ่มคนสาวนั่นเอง" พูดพลางชำเลืองมองดูคนไข้ของเขา ซึ่งกำลังดูพระเครื่องรางองค์หนึ่งที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ นำออกมาอวดคุณพระ " คุณพระท่านอุจจาระเหนียวกินแต่พริกยำกับกุ้งแห้งอย่างเดียวตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ร่างกายของท่านขาดอาหารฮอร์โมนก็หมดเร็ว ทำให้เครียด ไม่ยิ้มและไม่หัวเราะ ถ้าฉีดยาของกันให้ท่านสักเข็มหนึ่งท่านอาจจะคึกคักเข้มแข็งมีชีวิตชีวาเหมือนกับเด็กหนุ่มแล้วท่านก็จะสดชื่นรื่นเริง ยิ้มแย้มแจ่มใสหัวเราะร่วนขนาดลุกขึ้นเต้นทวิตส์ได้ แต่ว่าลองให้อ้ายกรมันรักษาทางจิตศาสตร์ดูก่อนนะ"

พลเห็นพ้องด้วย เขามองดูนิกรกับเสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"กรโว้ย แกกับอ้ายหงวนออกไปแต่งตัวตามเดิมเถอะวะ แต่งอย่างนี้มันทุเรศตาเต็มทน จริงอย่างคุณพระท่านว่ามองดูคล้ายๆ กับผีนรกมากกว่าผู้หญิงหรือกระเทย"

กิมหงวนค้อนประหลับประเหลือก ยกมือขวาขึ้นทำท่ากับจะตีพล

"แหม มาว่าเค้าเป็นผีนรก ตัวน่ะซีว่าเค้าแล้วอย่ามาจูบเค้านะจะบอกให้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้อง แต่พระประสารฯ ทำหน้าตายตามเดิม ท่านคืนหลวงพ่อสมเด็จวัดระฆังให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วมองดูนิกรกับเสี่ยหงวนซึ่งพากันลุกขึ้นเดินสะบัดเชฟออกไปจากห้องนอนของท่าน

พลหัวเราะหึๆ ขึ้นมาโดยไม่มีเหตุผล เขาเงยหน้ามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อสบตากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หัวเราะหึๆ เช่นเดียวกัน ควันกัญชาของเจ้าแห้วออกฤทธิ์แล้ว ทำให้ระบบประสาทหัวเราะของผู้ที่สูบมันเข้าไป ทำงานโดยไม่ต้องคำนึงถึงเหตุผล เจ้าแห้วแลเห็นพลกับเจ้าคุณหัวเราะ เขาก็หัวเราะบ้าง แต่ ดร. ดิเรกสูบทีหลังกัญชาจึงยังไม่ออกฤทธิ์ เขามองดูพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วด้วยความแปลกใจ

"เฮ้-ยูขบขันอะไรหรือ" นายแพทย์หนุ่มถามพลเบาๆ

พลหัวเราะก๊าก แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"กันขันคุณอาว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ้ก แกดูซีวะหมอ ศีรษะของท่านไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว มีอยู่ตอนข้างๆหูเพียงหร็อมแหร็มเท่านั้น"

แทนที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะโกรธท่านกลับหัวเราะงอหาย ส่วนเจ้าแห้วถึงกับลงนอนหัวเราะชักดิ้นชักงอด้วยฤทธิ์กัญชา ท่านเจ้าคุณยกมือลูบศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านแล้วมองดูหน้านายพัชราภรณ์ พอสบตากันเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลก็หัวเราะจนหน้าหงาย ท่านเจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง

"ถึงหัวล้านก็ล้านพระยานะโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

พระประสารฯ ทำหน้าชอบกล ท่านมองดูหน้าศาสตราจารย์ดิเรกแล้วกล่าวว่า

"เขาหัวเราะอะไรกันครับคุณหมอ เจ้าคุณกับคุณพลมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล นายแห้วถึงกับนอนกลิ้งเอามือกดท้องเพราะความขบขัน เล่าให้ผมฟังบ้างซี บางทีผมอาจจะหัวเราะบ้าง"

ฤทธิ์กัญชาเล่นงานนายแพทย์หนุ่มเข้าให้แล้ว ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"เรื่องมันน่าขันครับคุณพระ ฮ่ะ ฮ่ะ"

" มีเรื่องอะไรล่ะครับ"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้ากด้วยฤทธิ์กัญชา

"ผมก็เรียนคุณพระไม่ถูกเหมือนกันครับว่าเรื่องอะไร" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง "ผมรู้แต่ว่าขณะนี้ผมกำลังสบายใจและอยากจะหัวเราะให้ขาดใจตายไปเลย ฮิ ฮิ ผมมองดูอะไรขบขันไปทั้ง ฮะ ฮะ เอิ๊ก"

พระประสารฯ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง ท่านมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้าเจ้าแห้ว แล้วก็มองดูนายแพทย์หนุ่ม ทั้งสามคนหัวเราะร่วน บางทีก็หัวเราะหึๆ ในลำคอ บางทีก็หัวเราะเสียงดัง ต่างคนต่างนัยน์ตาปรือด้วยฤทธิ์กัญชา แต่อำนาจของกัญชาไม่ได้ทำให้เส้นหัวเราะของพระประสารฯ ทำงานเลยทั้งๆที่ท่านสูบเข้าไปจนหมดมวน ทั้งนี้ก็เพราะท่านเส้นลึกเกินไปนั่นเองและท่านบอกตัวเองทุกวินาทีว่า ถ้าท่านหัวเราะท่านจะต้องจ่ายเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทให้ ดร. ดิเรก ดังนั้นพระประสารฯ จึงเข้าใจว่าขณะนี้คนทั้งสามแกล้งทำเป็นหัวเราะเพื่อยั่วให้ท่านเผลอตัวหัวเราะออกมา คุณนายน้อมได้เอาสัญญาที่ทำไว้กับ ดร. ดิเรกมาให้ท่านดู แล้วรายละเอียดในสัญญามีสาระสำคัญว่า ถ้าคุณพระหัวเราะออกมาก้ากเดียวก็หมายความว่านายแพทย์หนุ่มได้รักษาโรคหน้าตายของท่านให้หายแล้ว นางประสารโทรกิจ หรือคุณนายน้อมจะต้องจ่ายเงิน ๕๐๐,๐๐ บาทให้ ดร. ดิเรกตามเงื่อนไขทันที

พระประสารฯ มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเศร้าใจ

"เจ้าคุณครับ"

"ว่าไงคุณพระ" ท่านเจ้าคุณ พูดพลางหัวเราะพลาง

"ประทานโทษใต้เท้าสบายดีหรือครับ"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น

"ก็สบายน่ะซีครับ ไม่สบายผมจะหัวเราะออกเรอะ คุณพระพยายามหัวเราะอย่างพวกเราเถอะน่า แล้วคุณพระจะเห็นว่าโลกนี้เป็นของเราจริงๆ คนที่ยิ้มยากหรือไม่ยอมหัวเราะมักจะอายุสั้น เอาซีครับ หัวเราะเสียหน่อย"

พระประสารฯ สั่นศีรษะ

"หัวเราะไม่ออกจริงๆ ครับใต้เท้า"

"เอามือจี้เอวเข้าซีครับคุณพระ"

"จี้จนนิ้วกุดผมก็ไม่ขัน เส้นหัวเราะของผมมันชำรุดเสียแล้วครับใต้เท้า ผมแลเห็นใต้เท้ากับคุณหมอและนายแห้วหัวเราะเอ้กอ้ากกันอย่างนี้ผมอิจฉาเหลือเกิน แต่ก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรถึงจะหัวเราะออก โธ่-นายแห้วทำท่าเหมือนกับจะขาดใจตายแล้ว หัวเราะเสียจนหน้าเขียว"

เจ้าแห้วค่อยๆ ลุกขึ้นพลางหัวเราะงอไปงอมา ในเวลาเดียวกันนั้นเองประตูห้องนอนของพระประสารฯ ก็ถูกเปิดออก อาเสี่ยกิมหงวนเดินนำหน้าพานิกรเข้ามาในห้อง สองสหายแต่งกายแบบสุภาพชนตามเดิม และหัวเราะร่วนด้วยฤทธิ์กัญชา เมื่อเข้ามาเห็นพรรคพวกกำลังหัวเราะครื้นเครงสองสหายก็หัวเราะลั่นห้อง

พระประสารฯ เริ่มมีอารมณ์ขันเกิดขึ้นในความรู้สึกของท่านบ้างแล้ว ท่านเกือบจะเผลอหัวเราะออกมาดังๆ แต่ก็ฉุกใจได้คิดว่า ถ้าท่านหัวเราะท่านจะต้องจ่ายเงินค่ารักษาให้ดร. ดิเรกถึง ๕๐๐,๐๐ บาท หรือครึ่งล้าน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างร่วมวงหัวเราะ และสนทนากันโดยไม่สนใจกับคนไข้ ใครพูดอะไรขึ้นมาสักนิดคนอื่นก็หัวเราะงอหาย แม้กระทั่งนิกรอ้าปากหาวเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน คนที่เส้นตื้นหัวเราะง่ายที่สุดก็คือคนที่สูบกัญชานั่นเอง แต่ก็น่าประหลาดยิ่งที่อำนาจของกัญชาไม่อาจจะทำให้พระประสารฯ หัวเราะออกมาได้

ในราว ๑๕ นาที การหัวเราะอย่างไม่มีเหตุผลของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ค่อยๆ บรรเทาลง ในที่สุดฤทธิ์ของกัญชาก็เสื่อมไป ดร. ดิเรกรู้สึกตัวทันทีว่าบุหรี่ของเจ้าแห้วที่เขาและทุกคนสูบเข้าไปนั้นมีกัญชาผสมอยู่ ขณะนี้นายแพทย์หนุ่มกับพล, นิกร, กิมหงวนได้นั่งรวมกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่ ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างเตียงนอนกำลังคุยกับพระประสารฯ ถึงเรื่องอดีตของคุณพระเมื่อครั้งท่านยังรับราชการอยู่ในกรมไปรษณีย์โทรเลข ซึ่งคุณพระก็คุยฟุ้งว่าท่านเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของกรมไปรษณีย์โทรเลขในสมัยนั้น ในฐานะที่ท่านเป็นนายช่างใหญ่สร้างความเจริญในด้านโทรศัพท์และโทรเลข ให้แก่ประเทศชาติของเราอย่างมากมาย

เจ้าแห้วนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยุ่บนพรมปูพื้นหน้าเตียง เมื่อได้ยินเสียง ดร. ดิเรกร้องเรียกเบาๆ เจ้าแห้วก็หันไปดูแล้วคลานเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหาย นายแพทย์หนุ่มจ้องมองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"อ้ายแห้ว" ดร. ดิเรกพูดเสียงกร้าวแต่เสียงของเขาไม่ดังจนเกินไป " บุหรี่ของแกผสมกัญชาใช่ไหม"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานใช่ครับ"

ดร. ดิเรกขบกรามกรอด

"เลวมากอ้ายระยำ พวกเราได้ห้ามแกอย่างเด็ดขาดไม่ให้สูบกัญชาไง๋เสือกสูบอีก แกรู้ไหมว่ากัญชาน่ะเป็นยาเสพติดที่ให้โทษรองลงมาจากเฮโรอีนและฝิ่น ใครมีไว้ครอบครองก็ผิดกฎหมายมีโทษทั้งปรับทั้งจำ"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แกเลวมากที่เอาบุหรี่ปนกัญชามาให้พวกเราสูบ กลับไปบ้านฉันจะพิจารณาความผิดของแก"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานผมเลิกสูบมาหลายเดือนแล้วครับ ที่เอาติดตัวมาก็เพื่อหวังจะให้คุณพระท่านสูบ รับประทานท่านจะได้หัวเราะ รับประทานคุณหมอเป็นคนบอกผมเองว่า ผมมีวิธีการรักษาโรคหน้าตายของคุณพระอย่างไรก็สุดแล้วแต่ผม"

กิมหงวนขยับมะเหงกทำท่าเหมือนกับจะเขกกบาลเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"ก็แล้วเสือกเอาบุหรี่ผสมกัญชามาให้พวกเราสูบทำไม"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"รับประทานทุกคนขอผมเองนี่ครับ รับประทานผมให้คุณพระท่านไปมวนหนึ่งแล้ว คนอื่นขอผมก็ต้องให้ แล้วก็รับประทานผมจะบอกได้อย่างไรครับว่าเป็นบุหรี่ผสมกัญชา"

ดร. ดิเรกยิ้มออกมาได้ เขามองดูคณะพรรคของเขาแล้วพูดเบาๆ

"ออไร๋ เป็นความผิดของเราเองที่ไปขอบุหรี่อ้ายแห้วสูบ แต่ว่า ไอไม่เข้าใจที่คุณพระท่านสูบบุหรี่ผสมกัญชาของอ้ายแห้วแต่ท่านไม่ได้หัวเราะเลย"

นิกรว่า "เส้นหัวเราะของท่านมันอยู่ลึกว่ะ กันเองก็ชักท้อถอยเสียแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มยกมือตบบ่านายจอมทะเล้น ซึ่งนั่งอยุ่ใกล้ๆ เขา

"อย่าเพิ่งท้อถอยอ้ายกร เงินค่ารักษาห้าแสนบาทไม่ใช่ขี้ไก่โว้ย พวกเราต้องใช้ความพยายามให้ถึงที่สุด แกลองดูบ้างนิกร ลองใช้วิชาจิตศาสตร์ของแกรักษาคุณพระ สะกดจิตท่านแล้วบังคับให้ท่านหัวเราะ พอท่านเริ่มหัวเราะก็ให้อ้ายแห้วไปเชิญคุณนายน้อมมาดู ท่านจะได้จ่ายเงินห้าแสนให้เรา เท่านี้เราก็มีหวังได้แบ่งเงินกันใช้ สำหรับอ้ายแห้วแบ่งให้มันสัก ๕,๐๐๐ ก็ดีถมไป"

นิกรเห็นพ้องด้วย เขาหันไปมองดูคนไข้ของเขา แล้วกระซิบกระซาบกับนายแพทย์หนุ่ม

"ถ้าอย่างนั้นกันลงมือเดี๋ยวนี้"

เสี่ยหงวนพูดขัดขึ้น

"เดี๋ยวก่อนอ้ายกร การบังคับให้หัวเราะด้วยวิธีสะกดจิตน่ะกันเชื่อว่าแกคงจะทำได้ แต่คนที่ถูกสะกดจิดเป็นคนที่มีจิตไร้สำนึก คุณนายน้อมแลเห็นกิริยาท่าทางของคุณพระก็จะรู้ว่าคุณพระของท่านถูกสะกดจิต ท่านอาจจะไม่ยอมจ่ายเงินห้าแสนให้เราก็ได้ เพราะเมื่อคุณพระหายจากถูกสะกดจิตแล้วท่านก็จะเป็นโรคหน้าตายต่อไป"

พลเห็นพ้องด้วยตามความเห็นของอาเสี่ยกิมหงวน

"จริงโว้ย ให้อ้ายเสี่ยลองรักษาดูก่อนไม่ดีหรืออ้ายหงวนอาจจะมีทีเด็ดเหมือน"

กิมหงวนถอนหายใจดังปู๊ด

"กันจนปัญญาโว้ย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเห็นใครหน้าตูมเหมือนคุณพระประสารฯ คนนี้เลยอย่างน้อยแกก็ควรจะยิ้มให้พวกเราสักนิด นี่ไม่มีเลยหน้างอเหมือนม้าหมากรุกตลอดเวลา ให้อ้ายกรมันแสดงวิชาสะกดจิตของมันดีกว่า"

ดร. ดิเรกพยักหน้ากับนิกร

"โอ.เค.อ้ายกร ลองแสดงความสามารถของแกให้พวกเราดูหน่อยเถอะวะ ถ้าการสะกดจิตได้ผลเราก็ไม่ต้องเสียเวลารักษาคุณพระท่าน เงินห้าแสนบาทก็จะเป็นของพวกเรา"

นิกรพยักหน้ารับทราบ เขามองดูคุณคุณพระประสารฯ ซึ่งกำลังโอ้อวดความรุ่งเรืองทางราชการของท่านเมื่อครั้งอดีตให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟัง และเจ้าคุณก็แกล้งทำเป็นซักถามหรือตั้งอกตั้งใจฟัง นายจอมทะเล้นนักจิตศาสตร์ที่เล่าเรียนด้วยตนเองผุดลุกขึ้นยืนเก๊กหน้าให้ดุๆตามแบบนักสะกดจิตทั้งหลายพาตัวเดินเข้าไปหยุดยืนหน้าเตียงนอนของคนไข้

การสนทนาระหว่างพระประสารฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยุติลงทันที คุณพระเงยหน้าขึ้นมองนิกร ทันใดนั้นเองก็ทำตาโตแทบจะโปนถลนออกมานอกเบ้า จ้องตาเขม็งมองดูคุณพระประสารฯ ด้วยวิธีการสะกดจิต

คุณพระประสารฯ ทำหน้าเหยเกอย่างไรชอบกล

"คุณจะสะกดจิตผมหรืออย่างไร"

นิกรขบกรามกรอด

"ใช่ โปรดมองดูหน้าผม" พูดพลางยกมือขวาขึ้นโบกวนเวียนไปมา ห่างจากใบหน้าของคุณพระเพียงเล็กน้อย " คุณพระที่รัก บัดนี้จิตใจของใต้เท้าตกอยู่ในอำนาจจิตของผมแล้ว"

คุณพระประสารฯ สั่นศีรษะ

"เปล่าเลยคุณนิกร ผมยังควบคุมจิตใจและอารมณ์ของผมได้เสมอ"

นิกรทำหน้าแสยะปากแบะยื่น

"แต่จิตตานุภาพของผมย่อมเหนือกว่าความแข็งแกร่งแห่งจิตใจของใต้เท้าแววตาของคุณพระอ่อนลงแล้ว จงหลับตา จงหลับตาทั้งสองข้างตามคำสั่งของผม"

"ผมไม่หลับ" คนไข้พูดห้วน

นิกรโมโหจนลืนตัว ยกนิ้วชี้มือขวาทิ่มลูกนัยน์ตาข้างซ้ายของพระประสารฯ ค่อนข้างแรงแล้วตวาดแว๊ด

"นี่แน่ะ ไม่หลับ"

คุณพระร้องโอ๊ยแล้วสะดุ้งสุดตัว แน่ละ ทุกคนที่ถูกใครเอานิ้วทิ่มลูกนัยน์ตาก็ต้องโกรธด้วยกันทั้งนั้น พระประสารฯ สอดมือขวาเข้าไปใต้หมอนหยิบวัตถุสีดำมะเมื่อมชิ้นหนึ่งออกมาถือกระชับมั่นและยกขึ้นจ้องหมอสะกดจิตมันคือปืนคู่มือของพระประสารฯ นั่นเอง

พระประสารฯ ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"ไม่เคยมีใครทำกับผมอย่างนี้ ผมยิงคุณละในฐานที่คุณเอามือทิ่มลูกนัยน์ตาผม"

นิกรอกสั่นขวัญแขวนรีบชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ ทุกคนนั่งตะลึงไปตามกันและคิดว่านิกรคงถูกยิงทิ้งแน่นอน

"เดี๋ยวครับใต้เท้า อย่ายิงผม" นายจอมทะเล้นพูดละล่ำละลักใบหน้าซีดเผือดเพราะความรักตัวกลัวตาย "ฟังผมก่อนครับ แล้วจะยิงผมผมก็ไม่ว่า"

พระประสารฯ นัยน์ตาวาวโรจน์

"มีอะไรจะแก้ก็ว่ามา"

นิกรทรุดตัวลงนั่งแล้วคลานมาที่เตียงนอน กราบลงแทบเท้าของพระประสารฯ แล้วเงยหน้าขึ้นเปลี่ยนท่านั่งเป็นคุกเข่ายกมือขวาค่อยๆปักปากกระบอกปืนให้เฉไปทางอื่นเกรงว่านิ้วของคุณพระจะเกิดกระดิกขึ้นมา

"ผมสาบานให้ก็ได้ครับว่าผมไม่ได้เอานิ้วทิ่มตาคุณพระเลย ผมเอานิ้วดีดเฉียดลูกนัยน์ตาใต้เท้าตามวิธีการสะกดจิตของผมเท่านั้น แต่บังเอิญนิ้วของผมไปถูกเอานัยน์ตาคุณพระเข้า"

พระประสารฯ ขบกรามกร้วม

"อย่างไรก็ตาม คุณทำให้นัยน์ตาข้างซ้ายของผมเจ็บปวดมาก ผมถือว่าคุณดูหมิ่นข่มเหงรังแกผม"

นายจอมทะเล้นยกมือไว้ปะหลกๆ

"ผมไม่ได้แกล้งจริงๆ ครับ โธ่-ให้ผมชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากเหมือนหมาถูกยาเบื่อยังได้ เอายังงี้ก็แล้วกันครับใต้เท้าดีดลูกนัยน์ตาผมทีหนึ่งจะได้หายกัน"

คนไข้พยักหน้ารับทราบ เก็บปืนพกไว้ใต้หมอนตามเดิม

"ถ้ายังงี้ก็ตกลง ผมเองเกิดเป็นตัวเป็นตนไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญให้ใครเลย แต่ผมจะไม่ยอมให้ใครข่มเหงรังแกผมเป็นอันขาด เมื่อคุณสาบานว่าคุณไม่ได้แกล้งและคุณยินยอมให้ผมดีดลูกนัยน์ตาคุณหนึ่งทีก็ดีแล้วจะได้หายกัน"

นิกรยื่นหน้าให้พระประสารฯ โดยดี

"เอาเลยครับ เอานิ้วดีดนะครับไม่ใช่เอานิ้วทิ่มลูกนัยน์ตาผม เพราะผมไม่ได้เอานิ้วทิ่มลูกนัยน์ตาใต้เท้า"

พระประสารฯ เกือบจะยิ้มออกมาแล้ว แต่พยายามกลั้นยิ้มไว้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูหน้าคุณพระเป็นตาเดียว พระประสารฯ ยกมือขวาชูขึ้นห่างจากใบหน้านิกรเพียงเล็กน้อย อาเสี่ยกิมหงวนกลัวว่านิกรจะถูกดีดนัยน์ตาบอดก็แกล้วกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"ใต้เท้าครับ ใต้เท้าเป็นผู้ใหญ่แล้วคงให้ความเป็นธรรมแก่เพื่อนของผม อ้ายกรดีดนัยน์ตาใต้เท้าด้วยนิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวใต้เท้าก็ต้องดีดนิ้วเดียวเช่นเดียวกัน ถ้าดีดพร้อมกันทั้ง ๕ นิ้วเพื่อนผมคงตาบอด หรืออย่างน้อยก้ตาเหล่หรือตาถั่วไปตลอดชีวิต"

พระประสารฯ ดีใจอย่างยิ่งที่เสี่ยหงวนชี้โพลงให้กระรอกหรือแนะแนวทางให้ ท่านบอกตัวเองว่าท่านจะต้องใช้นิ้วทั้ง ๕ นิ้วดีดนัยน์ตานิกรพร้อมๆกันเพื่อแก้แค้นนิกรให้สมแค้น แล้วพระประสารฯ ก็ดีดนัยน์ตาข้างซ้ายนิกรด้วยการสลัดนิ้วมือทั้ง ๕ นิ้วออกจากกำหมัด ซึ่งไม่ทำให้นายจอมทะเล้นของเรารู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย แต่นิกรแกล้งร้องสุดเสียงรีบยกมือขวาขึ้นปิดนัยน์ตาซ้ายร้องครวญครางน่าสงสาร

"โอย โอ๊ย นัยน์ตาแตกแล้วครับใต้เท้า"

พระประสารฯ เกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ ท่านยอมรับว่าคณะพรรคสี่สหายทำให้ท่านรู้สึกอารมณ์ของท่านสดชื่นแจ่มใสขึ้นมาก เพราะแต่ละคนล้วนแต่สดชื่นรื่นเริงเหมือนเด็กหนุ่ม แม้กระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เป็นผู้ใหญ่มีอารมณ์ขัน

" ไหน ขอผมดูซิคุณนิกรเป็นยังไงบ้าง"

นิกรปล่อยมือที่กุมนัยน์ตาข้างซ้ายออกท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงยื่นหน้าให้คุณพระดู และทำตาเหล่ด้วยความชำนาญ

"ช่วยดูหน่อยเถอะครับ"

พระประสารฯ สะดุ้งเฮือก

"เอ๊ะ นัยน์ตาดำหายไปไหนหมด มีแต่นัยน์ตาขาว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ก็คุณพระดีดผมตั้ง ๕ นิ้ว ถูกนัยน์ตาผมอย่างจัง นัยน์ตาดำมันก็เลยหายเข้าไปหมดน่ะซีครับ อย่างช้าอีกในราวสองอาทิตย์มันถึงจะโผล่ออกมาตามเดิม ผมกลายเป็นคนตาเหล่ไปแล้ว" พูดจบนิกรก็ถอนใจยาวและหันไปมองดูเพื่อนเกลอของเขา "ว้า-ไม่ยักหัวเราะโว้ย เส้นลึกเหลือเกิน"

พระประสารฯ ว่า "คุณจะสะกดจิตบังคับผมให้หัวเราะก็เอาซี แต่คนอย่างผมเป็นคนใจแข็งสักหน่อยนะ นักสะกดจิตชาวต่างประเทศคนสำคัญๆ ยังสะกดจิตผมไม่ได้ ผมยินดีให้คุณใช้ความพยายามจนสุดความสามารถ"

นิกรผุดลุกขึ้นยืนแอ๊คท่าเป็นนักสะกดจิตต่อไป เขาเดินเข้ามาหยุดยืนหน้าเตียงนอน แล้วจ้องมองดูหน้าคนไข้พระประสารฯ มองดูนิกรอย่างไม่สะทกสะท้าน เมื่อนิกรทำตาโตและยกมือขวาโบกวนเวียนไหมา ท่านก็ทำตามอย่างนิกรบ้าง ในที่สุดนิกรก็แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย ซึ่งคุณพระก็แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อยเช่นเดียวกับนายจอมทะเล้น

"ฮึ่ม" นิกรคำราม

"แฮ่" พระประสารฯ คำรามบ้างแล้วลุกขึ้นจากเตียงนอนทำท่าสะกดจิตนายจอมทะเล้นบ้าง

ทั้งสองผลัดกันลุกผลัดกันรับ ต่างจ้องมองดูหน้ากันและยกมือขวาวนเวียนไปมาเหนือใบหน้าของอีกฝ่ายหนึ่ง ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังที่จะสะกดจิตกันคือให้อีกฝ่ายหนึ่งอยุ่ใต้อำนาจจิตของตน มีการขู่คำรามและทำหน้าแสยะเข้าใส่กันตลอดเวลา

แต่แล้ว ในที่สุดนิกรก็สะดุ้งเฮือกยืนหลับตาพริ้มตัวแข็งทื่อเหมือนรูปปั้น พระประสารฯ ยกมือขวาโบกอยู่รอบๆหน้าๆ นายจอมทะเล้น สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าจ๋อยไปตามกันเมื่อเห็นนิกรถูกคุณพระสะกดจิตซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้

คุณพระร้องออกมาด้วยเสียงอันดัง

"หัวเราะ จงหัวเราะเดี๋ยวนี้"

นิกรหัวเราะก้าก หัวเราะเหมือนกับว่าเขามีเรื่องขบขันที่สุด แต่เขาหัวเราะเพราะถูกบังคับให้หัวเราะ

นิกรหัวเราะแทบขาดใจตายอยู่ในราว ๒ นาที พระประสารฯ ก็ออกคำสั่งต่อไป "หยุด หยุดหัวเราะเดี๋ยวนี้ แล้วร้องไห้"

อำนาจจิตทำให้นายจอมทะเล้นทำตามคำสั่งโดยดี เขาหยุดหัวเราะแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น หยาดน้ำตาประดังหลั่งไหลออกมา พระประสารฯ ยืนมองดูนิกรสักครู่หนึ่งก็นึกสงสารจึงถอนการสะกดจิตด้วยการจ้องดูหน้านิกร แล้วจับอากาศเบื้องหน้านิกรขยุ้มทิ้งไปเพียงสามสี่ครั้ง

นิกรสะดุ้งเฮือกสุดตัว หยุดร้องไห้และลืมตาขึ้นอย่างมึนงง พระประสารฯ ยกมือขวาตบบ่าซ้ายนายจอมทะเล้นเบาๆ

"คุณนิกรที่รัก ผมเคยศึกษาในเรื่องจิตศาสตร์มามากต่อมากแล้วตั้งแต่ผมเป็นหนุ่ม ผมรับรองว่าไม่มีนักสะกดจิตคนใดที่จะสะกดผมได้ แต่ผมนี่แหละสามารถที่จะสะกดจิตใครๆให้ตกอยู่ในอำนาจจิตของผมได้ทั้งนั้น ไปนั่งพักผ่อนเถอะคุณ แล้วก็ทีหลังอย่าพยายามสะกดจิตผมอีก เมื่อกี้นี้ถ้าผมบังคับให้คุณปีนขึ้นไปบนขอบหน้าต่างและพุ่งหลาวลงไปจากตึกคุณก็ต้องทำตามคำสั่งของผม และม่องเท่งไปแล้วตาตุ่มกับคอคงย่นไปรวมกัน" พูดจบคุณพระก็กลับไปนั่งที่เตียงนอน

นิกรยิ้มแห้งๆ เดินตุปัดตุเป๋ไปที่โซฟาแล้วทรุดตัวลงนั่งระหว่างเพื่อนเกลอของเขา ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ อาเสี่ยกิมหงวนลุกขึ้นยกมือไพล่หลังเดินก้มหน้าวนเวียนไปมารอบห้องนอนของคนไข้ ดร. ดิเรกกล่าวถามขึ้นทันที

"แกกำลังคิดอะไรอ้ายหงวน"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ " เปล่า"

"ก็แล้วแกเดินวนเวียนไปมาทำไม"

"นั่งนานๆ มันเมื่อยว่ะก็เลยเดินเสียบ้าง กันน่ะจนด้วยเกล้าแล้ว โรคตวักตะบวยอย่างนี้เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยพบ มนุษย์เราที่เรียกว่าเส้นลึกหน้าตายวันหนึ่งก็ต้องยิ้มหัวเราะบ้าง แต่คุณพระประสารฯ ไม่เลย มีอยู่ทางเดียวคือส่งท่านไปอยู่โรงพยาบาลโรคจิตสักพักหนึ่ง"

พระประสารฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว พูดเสริมขึ้นทันที

"ถ้าทำกับผมอย่างนี้ ก็คงเกิดการยิงกันขึ้นบ้างละ ผมบอกแล้วว่า จิตแพทย์หรือหมอชั้นดีที่เคยมารักษาผมหลายคนได้ยืนยันว่า ผมไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตหรือโรคประสาท แต่โรคหน้าตายของผมมันเป็นโรคชนิดหนึ่งที่อาจจะรักษาให้หายได้"

เสี่ยหงวนกลับมานั่งบนโซฟาตามเดิม คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากันและมีท่าทางกระสับกระส่ายไปตามตามกัน ต่างคนต่างนึกหาวิธีจะทำให้พระประสารฯ หัวเราะแต่ก็ยังนึกไม่ออก

คุณพระเปิดลิ้นชักโต๊ะข้างเตียงออก หยิบเอกสารสามสี่ชิ้นซึ่งอยู่ในซองยาวพับสี่ออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

" ใต้เท้าอ่านดูซีครับ หมอใหญ่ๆหลายคนได้ลงความเห็นว่าผมไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตหรือโรคประสาท แต่ไม่มีใครให้ความเห็นว่า เพราะอะไรผมจึงไม่ยิ้มและไม่หัวเราะ"

ดร. ดิเรกกล่าวถามขึ้นดังๆว่า

"คุณพระครับ คุณพระจำได้ไหมว่าในชีวิตของคุณพระ คุณพระเคยมีเรื่องอะไรที่ทำให้คุณพระขบขันมากที่สุด ขนาดที่เรียกว่าหัวเราะแทบจะขาดใจตายทีเดียว เคยมีบ้างไหมครับ"

"อ๋อ คุณหมอต้องการทราบประวัติของผม เพื่อพิจารณาหาทางรักษาโรคหน้าตายของผมใช่ไหมล่ะ"

"ออไร๋ การถามประวัติคนไข้จำเป็นมากครับสำหรับหมอ"

พระประสารฯ นิ่งนึกอยู่สักครู่

"มีอยุ่ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ตอนนั้นผมยังรับราชการอยู่ แล้วผมถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่ง ผมจำได้ว่าผมหัวเราะอยู่หลายวัน มันดีใจครับเพราะขณะนั้นผมเพิ่งจะเริ่มต้นมีเงินแสนเท่านั้นไม่ใช่มีเงินล้านเหมือนเดี๋ยวนี้"

ศาสตราจารย์ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"สมมุติว่าผมเอาเงินสดมาให้ใต้เท้าเดี๋ยวนี้สักสามแสนใต้เท้าจะหัวเราะออกไหมครับ"

พระประสารฯ สั่นศีรษะ

"สามแสนผมจะหัวเราะออกยังไง เพราะถ้าผมหัวเราะเมียผมก็ต้องจ่ายคุณหมอห้าแสน คุณมีกำไรสองแสนอย่างหวานๆ คุณหมอเอาเงินสดมาให้ผมสักหกแสนซีครับ ผมจะหัวเราะให้ดู"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเฮือก หันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา สี่สหายต่างยิ้มให้กันและกันและนึกชมในใจว่าพระประสารฯ นอกจากขี้เหนียวและกระดูกขัดมันแล้วยังเฉลียวฉลาดรอบคอบด้วย

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ กิมหงวนก้มลงหยิบกระเป๋าซิบรูดขึ้นมาวางบนตักแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"เล่นหุ่นไหหลำให้คุณพระท่านดูเถอะวะ เผื่อท่านจะหัวเราะออกบ้าง"

นิกรทำหน้าเบ้

"ไม่มีทางว่ะ กันตลกจนสิ้นฤทธิ์แล้วแม้แต่ท่านจะยิ้มสักนิดเดียวก็ไม่มี หุ่นจีนไม่เห็นจะมีอะไรที่น่าขบขันสักนิด"

"เถอะน่า กันเตรียมมาแล้วนี่หว่าก็ต้องลองดูซี กันจะเชิดตัวพระแล้วแกเชิดตัวนาง ขอยืมพรรคพวกเขามาเพียงสองตัว" พูดจบกิมหงวนก็เปิดกระเป๋าออกหยิบหุ่นหญิงชายคู่หนึ่งออกมา ซึ่งเป็นหุ่นขนาดเล็ก มีไม้ติดกับมือหุ่นสำหรับเชิดคือทำให้หุ่นเคลื่อนไหวมือและแขนได้

เขาส่งหุ่นผู้หญิงสาวหน้าตาเป็นอาม่วยให้ นายจอมทะเล้นนิกรยิ้มออกมาได้

"สวยดีนี่หว่า แกเอามาจากไหน"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ให้อ้ายแห้วไปขอยืมเพื่อนของกันที่ซอยหลังสวนเมื่อตอนบ่ายสองโมงอย่างไรล่ะ หุ่นแบบนี่คือหุ่นไหหลำตัวเล็กกว่าหุ่นกระบอกของไทยเรามาก แกเชิดตัวนางนะ"

"ว้า กันพูดภาษาไหหลำไม่เป็นนี่หว่า กันถนัดแต่ภาษาไทยเท่านั้น"

กิมหงวนจุ๊ย์ปาก

"ก็พากย์แบบไหหลำพูดไทยซิวะ พากย์ภาษาไหหลำคุณพระท่านจะฟังรู้เรื่องรึ อ้ายพลกับดิเรกช่วยกันถือฉากหน่อย นี่ยังไงฉากขนาดจิ๋วเป็นรูปเก๋งจีนและวิวภูเขาสวยงามมาก เตี่ยของเพื่อนกันเขาเคยเป็นตั้งโผหุ่นไหหลำมาแล้วเมื่อครั้งก่อน"

"พากย์ยังไงล่ะ" นิกรถามเสียงอ่อย

"เถอะน่า คนฉลาดอย่างแกพากย์ได้แน่ๆ" แล้วกิมหงวนก็ส่งฉากสีน้ำมันผืนเล็กให้นายพัชราภรณ์ "คลี่ออกซิโว้ย แกกับหมอช่วยกันถือไว้ หันหน้าฉากไปทางคุณพระ นั่น ท่านกำลังมองดูด้วยความสนใจ ประเดี๋ยวท่านก็คงหัวเราะ"

พระประสารฯ ทำหน้าตายตามเคย

"ถ้าหุ่นไหหลำของคุณทำให้ผมหัวเราะได้ ผมจะแถมเงินให้เป็นพิเศษอีกสองหมื่นนอกเหนือจากเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาทซึ่งเป็นค่ารักษาโรคหน้าตายของผม"

เสี่ยหงวนเผลอตัวยกมือชี้หน้าคุณพระ

"จริงๆ นะครับ ใต้เท้าพูดแล้วต้องรักษาคำพูดนพครับ"

พระประสารฯ ชักฉิว

"แล้วกัน คุณเป็นเด็กเมื่อวานซืนนี้มาชี้หน้าผมเดี๋ยวก็จะเกิดการเตะปากกันขึ้นเท่านั้น"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก รีบยกมือไหว้คนไข้ของเขาทันที

"ประทานโทษครับใต้เท้า ผมเผลอไปครับ สันดานผมมันเสียมานานแล้ว อยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ไม่ใคร่จะสังวรตัว"

พระประสารฯ หันมาทาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเบาๆ

"ยังงี้เขาเรียกว่า พ่อแม่ไม่สั่งสอนใช่ไหมครับเจ้าคุณ"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"สอนครับแต่ผมไม่จำ เมื่อเตี่ยผมยังมีชีวิตอยู่ ท่านพร่ำสอนผมเสมอในเรื่องกิริยามารยาท ผมอายุตั้ง ๑๘ ปีแล้วเตี่ยยังเฆี่ยนผม เมื่อผมแสดงกิริยามารยาทไม่สมควร อ้า ชมการแสดงหุ่นไหหลำของผมสักหน่อยนะครับ เผื่อใต้เท้าจะนึกขบขันบ้าง"

"ก็เอาซี แต่ผมน่ะไม่เคยนึกสนุกสนานกับเขาเลย เมียเขาพาไปดูหนังก็นั่งหลับ ไปดูระบำสะเก็ตก็เบื่อ ดูกายกรรมบนเวหาก็ยังงั้นแหละ พวกคุณช่วยทำให้ผมหัวเราะได้ก็ดี ผมจะได้มีชีวิตยืนนานต่อไป"

การแสดงหุ่นไหหลำเริ่มต้นแล้ว พลกับนายแพทย์หนุ่มนั่งอยุ่ริมโซฟาคนละข้างต่างถือฉากไว้ นิกรกับเสี่ยหงวนนั่งอยู่เคียงกันถือหุ่นไว้คนละตัว พระประสารฯ ซังกะตายมองดูเหมือนกับคนที่ไม่มีชีวิตจิตใจ

กิมหงวนยักคิ้วให้กับพระประสารฯ เสียก่อนจึงค่อยๆ ชูหุ่นผู้ชายชาวไหหลำขึ้นมาพ้นฉากราวครึ่งตัว แล้วเชิดหุ่น เจ้าแห้วใช้ปากบรรเลงเพลงดนตรีจีน เพราะหวังจะได้เงินส่วนแบ่งค่ารักษาพระประสารฯ

"แช๊งๆ ชิ แช๊งชิ แช๊งๆ.... แช๊งๆ ชิ แช๊งชิ แช๊งๆ "

บรรยากาศในห้องนอนของพระประสารฯ ครึกครื้นขึ้น แววตาของคุณพระเป็นประกายแจ่มใส แสดงว่าท่านเริ่มมีอารมณ์ขันบ้างแล้ว เมื่อแลเห็นหุ่นถูกเชิดในท่าขันๆ แล้วอาเสี่ยก็ร้องเพลงไหหลำขึ้น ดังๆ ซึ่งไม่มีชาวไหหลำคนใดฟังออก "เบี้ยนหนั่งไก่โด๊ โด บ๊วดหนั่งโด บรู๊ตุ๊กเก็ง ช่าๆ เก็ง บรู๊ตุ๊กเก็ง ช่าๆ เก็ง"

พระประสารฯ กลั้นหัวเราะแทบแย่ ถึงกับยกมือหยิกก้นของท่านเอง ทั้งนี้ก็เพราะอาเสี่ยทำเสียงเหมือนจีนไหหลำมาก และเชิดหุ่นได้ขบขันจริงๆ

แล้วหุ่นสาวสวยชาวไหหลำก็โผล่ขึ้นมา นิกรสามารถเชิดหุ่นให้มีลีลาอ่อนช้อยเหมือนผู้หญิง หุ่นหนุ่มสาวหยุดเผชิญหน้ากันในระยะใกล้ชิด

"โอ้ โน่งสาว " เสี่ยหงวนพากย์ "จะไป๊ไหน"

หุ่นผู้หญิงทำท่าเอียงอาย "จะไปตะลั๊ด"

"ไปตะลั๊ด โอ้-โขให้อาโกตามไปด้วยโคน"

"ถ้ายังงั้นพาฉาน ไปโร้งเรมดีกว่าน่าอาโก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พระประสารฯ เบือนหน้าไปทางหลังเตียงหัวเราะหึๆ แล้วรีบหันหน้ากลับมาทำหน้าตายตามเดิม กิมหงวนยกมือเขกกบาลนิกรดังโป๊ก

"ผู้หญิงอะไรวะ ชวนผู้ชายไปโรงแรม"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็ไม่รู้ว่าจะพากย์ยังไงนี่หว่า ตระกูลของกันไม่เคยพากย์หนังหรือเชิดหุ่นเลย เท่าที่กันเชิดได้บ้างก็ดีแล้ว เล่นให้มันเป็นเรื่องเป็นราวหน่อยซี เล่นเรื่องจันทะโครบหรือสุวรรณหงส์ก็ได้"

ดร. ดิเรกปล่อยฉากที่ถืออยู่ในมือออกทันที

" ลำบากนักก็อย่าเล่นเลยวะ หุ่นไหหลำมันก็ต้องเล่นเรื่องไหหลำ หน็อย จะให้เล่นเรื่องจันทะโครบหรือสุวรรณหงส์ เก็บฉากเก็บหุ่นเข้ากระเป๋าเสียทีเถอะกันจะรักษาคุณพระเอง รับรองว่าหุ่นไหหลำของแกไม่ทำให้คุณพระหัวเราะได้หรอก"

" นั่นน่ะซี กันก็ว่ายังงั้นแหละ" แล้วกิมหงวนก็เก็บหุ่นทั้งสองตัวลงกระเป๋าผ้าใบตามเดิม เอื้อมมือรับฉากจากดร. ดิเรกพับเป็นผืนเล็กๆ ยัดลงในกระเป๋าผ้าใบของเขา

ศาสตราจารย์ดิเรกชะโงกหน้ากล่าวกับนายพัชราภรณ์เบาๆ

"แกมีวิธีการอะไรบ้างไหมพล ที่จะทำให้คุณพระยิ้มหรือหัวเราะได้"

พลสั่นศีรษะและยอมรับสารภาพตามตรง

"กันหมดปัญญา กันคิดว่าแกคนเดียวเท่านั้นที่จะรักษาท่านได้ พวกเราไม่ใช่หมอโว้ย อ้ายกรสะกดจิตท่านก็เสียท่าถูกคุณพระสะกดจิตเสียอยู่"

นายแพทย์หนุ่มมองดูหน้านิกรกับเสี่ยหงวน

"แกสองคนจนแต้มแล้วหรือยัง"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ยอมจำนนโว้ย โรคพรรณนี้ต้องส่งไปอยู่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาสักเดือนเดียวก็หัวเราะได้"

พระประสารฯ ทำตาเขียวกับกิมหงวน

"ส่งคุณน่ะซี เรื่องอะไรมาว่าผมบ้า คุณจะทดสอบความรู้สึกและสติสัมปชัญญะของผมได้เสมอ เชื่อเถอะน่าผมไม่ใช่คนไข้โรคจิตหรือโรคประสาท

นิกรพูดเสริมขึ้น "ถ้าเช่นนั้นคุณพระก็เป็นโรคขาดฮอร์โมน ถามจริงๆ เถอะครับ ใต้เท้าเห็นเด็กสาวๆ รูปร่างอวบอัด ใต้เท้าเคยนึกอยากได้เป็นเมียบ้างไหมครับ"

คุณพระสั่นศีรษะ "ผมไม่เคยสนใจ"

"ถ้ายังงั้นแหงๆ" นิกรพูดเสียงหัวเราะ "เพราะใต้เท้าขาดฮอร์โมน ใต้เท้าถึงไม่ยิ้มและไม่หัวเราะ คนเราเรื่องฮอร์โมนที่ทำให้เกิดอารมณ์เพศสำคัญที่สุดครับ ถ้าฮอร์โมนมีน้อยหรือฮอร์โมนหมดไป เราก็มีชีวิตเหมือนกับซากศพที่ยังหายใจ ผมว่าตายเสียดีกว่า ผู้ชายเราถึงจะแก่แสนแก่ก็ควรมีเมียเด็กๆ ได้ คนแก่สมัยนี้จึงมีการฉีดฮอร์โมนและกินอาหารดีๆ เป็นต้นว่า เอ็นกวางตุ๋น ไข่นกกระทา หูฉลามหรือรังนก"

พระประสารฯ โบกมือห้ามนิกรไม่ไห้พูด

"ไม่มีประโยชน์อะไรที่คุณจะมาแนะนำผม ผมกินได้แต่เพียงอาหารสิ่งเดียวคือยำพริกกับกุ้งแห้งเท่านั้น กินมาตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ถ้าผมกินอย่างอื่นก็ท้องเสีย"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ผมจะหาเมียเด็กให้ใต้เท้าสักคนเอาไหมครับ"

คุณพระทำหน้าเบ้

"ขอบคุณครับ ผมชอบธนบัตรมากกว่าเด็กสาวๆ ความสุขของผมอยู่ที่การหาเงินได้มากๆ "

อาเสี่ยชักหมั่นไส้ เมื่อได้ยินคุณพระพูดแบบยิวทั้งหลาย

"แต่ใต้เท้าคิดบ้างไหมครับว่า คนเราเกิดหนเดียวและตายครั้งเดียว เมื่อเกิดมาแล้วก็ควรจะหาความสุขให้ตัวเราบ้าง ไม่ใช่ใช้ชีวิตอยู่อย่างอดๆ หยากๆ ตั้งหน้าตั้งตาแต่จะเก็บเงิน เพราะเวลาตายเราเอาเงินไปไม่ได้"

พระประสารฯ ทำตาปริบๆ

"คุณจะมารักษาผมหรือมาเทศนาผมแน่คุณกิมหงวน"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมพูดตามหลักความจริงครับ ผมแนะนำใต้เท้าไม่ได้สวดใต้เท้า เวลาตายใต้เท้าเอาเงินติดตัวไปไม่ได้แม้แต่บาทเดียว"

"ใช่ แต่เวลาที่มีชีวิตอยู่ผมต้องเป็นเศรษฐีใหญ่คือมีเงินอย่างทุกวันนี้ เรื่องตายเราจะคิดถึงมันทำไม เราควรจะคิดว่าเราอยู่อย่างไร ไม่ใช่ว่าตายอย่างไร ผมตายเมียผมลูกหลานผมเอาเสื่อห่อผมไปทิ้งข้างถนนก็ช่าง ผมไม่แคร์ แต่ตราบใดที่ผมยังมีลมหายใจอยู่ผมจะต้องมีเงินเป็นล้านๆ ถึงผมมีไม่เท่าคุณ ผมก็มีอยู่หลายล้านเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มลงคว้ากระเป๋าผ้าใบของท่านลุกขึ้นยืน แล้วท่านก็เดินเข้าไปหาคณะพรรคสี่สหาย

"ว่ายังไงพวกเรา ใครจะเป็นคนรักษาคุณพระอีกก็เอาซี อย่านั่งเฉยๆ เสียเวลาเปล่าๆ "

สี่สหายยิ้มแห้งๆ ไปตามๆ กัน ดร. ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ผมยังนึกไม่ออกเลยครับว่าผมจะรักษาโดยวิธีใดดี โรคนี้เป็นโรคประหลาด ตั้งแต่ผมเป็นหมอมาก็เพิ่งได้พบเป็นครั้งแรกในรายที่คนไข้ไม่ได้เป็นโรคจิต หรือโรคประสาท"

"ถ้ายังงั้น พ่อจะลองใช้ความสามารถของพ่อรักษาคุณพระดูบ้าง"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"เอาเลยครับคุณพ่อ บางทีคุณพ่ออาจจะมีวิธีการที่แยบคายดีกว่าพวกผม เอาซีครับ ถ้าคุณพ่อทำให้คุณพระหัวเราะได้เราก็มีเงินไปเที่ยวตากอากาศกัน โดยไม่ต้องควักกระเป๋าของเราเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"แต่พวกเราสี่คนนี่คนใดคนหนึ่งจะต้องร่วมมือด้วย"

กิมหงวนชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ "ผมเองครับ"

"แกเรอะ ดีทีเดียว ออกไปปรึกษากันข้างนอกเถอะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยผลุดลุกขึ้นยืนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ท่านเจ้าคุณถือกระเป๋าผ้าใบเดินนำหน้าพากิมหงวนตรงไปที่ประตูห้องนอนแล้วท่านก็ผลักประตูออก ทั้งสองพากันออกไปนอกห้อง

"เอายังไงครับคุณอา" กิมหงวนถาม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แกกับอามาเล่นหัวล้านชนกันให้คุณพระท่านดู คราวนี้ท่านคงหัวเราะแน่ๆ "

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

" เล่นหัวล้านชนกัน"

"ถูกแล้ว"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"ก็หัวผมไม่ล้านจะเล่นยังไงล่ะครับ"

"เถอะน่า อาเอาหัวล้านกระดาษใส่กระเป๋ามาอันหนึ่ง ตั้งใจว่าถ้าใครรักษาไม่ได้ อาจะใช้วิธีนี้คือเล่นหัวล้านชนกัน แกสวมหัวล้านจำลองเข้าแล้วอากับแกก็คลานสี่ตีนพุ่งเข้าชนกัน ยอมเจ็บสักสามสี่ทีขี้คร้านคุณพระจะต้องหัวเราะงอหาย เล่นแบบนี้ใครเห็นก็อดหัวเราะไม่ได้"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"เอาซีครับ ผมร่วมมือกับคุณอาเต็มที่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วางกระเป๋าผ้าใบลงบนม้ายาวหน้าห้องนอนของพระประสารฯ แล้วรูดซิบออก หยิบหัวล้านกระดาษดันหนึ่งออกมาส่งให้กิมหงวน หัวล้านจำลองอันนี้เหมือนกับศีรษะของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาก ตรงกลางกระหม่อมล้านเลี่ยนแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึก ท้ายทอยและข้างจอนหูทั้งสองข้างมีเส้นผมขึ้นหร็อมแหร็ม เสี่ยหงวนพิจารณาดูหัวล้านจำลองแล้วเขาก็แหกปากหัวเราะลั่น

"พอโว้ย อย่าเพิ่งหัวเราะอาชักโมโหแล้ว"

กิมหงวนหยุดหัวเราะทันทีทันควัน เขายกหัวล้านกระดาษขึ้นสวมศีรษะของเขาซึ่งพอเหมาะพอเจาะกับศีรษะพอดีคือไม่คับและไม่หลวม ท่านเจ้าคุณทำหน้าเหยเกอย่างไรชอบกล แต่ท่านก็อยากได้เงินส่วนแบ่ง ๕๐๐,๐๐๐ บาท

"แฮ่ะ แฮ่ะ เข้าทีดีไหมครับ" อาเสี่ยพูดพลางหัวเราะพลาง

"เถอะน่า อย่าพูดมากเลยวะ เข้าไปในห้องคุณพระเถอะ"

ทั้งสองต่างย้อนกลับเข้าไปในห้องพระประสารฯ อีกครั้งหนึ่ง พล, นิกร, ดร. ดิเรกและเจ้าแห้ว แลเห็น กิมหงวนสวมหัวล้านจำลองต่างพากันหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน พระประสารฯ ลืมตาโพลง อารมณ์ขันเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัวเกือบจะทำให้ท่านหัวเราะออกมาแต่แล้วก็คิดได้ว่าถ้าท่านหัวเราะ ท่านจะต้องเสียเงินให้ ดร. ดิเรกถึง ๕๐๐,๐๐๐ บาท จึงพยายามกลั้นหัวเราะไว้ แต่ในใจของท่านขบขันอย่างยิ่ง เพราะศีรษะของอาเสี่ยเหมือนกับศีรษะของเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาก

ท่านเจ้าคุณกับกิมหงวนยืนเคียงคู่กันกลางห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพระประสารฯ อย่างยิ้มแย้มว่า

"คุณพระครับ ผมกับอ้ายหงวนจะเล่นหัวล้านชนกันให้คุณพระได้ชมเป็นขวัญตา ซึ่งการแสดงแบบนี้คุณพระคงจะหาดูได้ยาก ผมกับอ้ายหงวนจะชนกันอย่างดุเดือดที่สุด ใครพลาดก็หัวแตกเลือดโชกละครับ รับรองว่าสนุกยิ่งกว่าชนโคทางภาคใต้"

พระประสารฯ ตบมือชอบใจและพอใจ แต่ไม่ยอมยิ้มหรือหัวเราะ

"ดีครับ สนุกดี ผมคิดว่าการเล่นหัวล้านชนกันจะทำให้ผู้ดูสนุกที่สุด ระหว่างที่เรานั่งคุยกันผมยังคิดว่าถ้าเจ้าคุณได้กระทำยุทธหัตถีกับใครคนหนึ่งที่ศีรษะล้านเหมือนๆ กันคงน่าดูพิลึก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ท่านเจ้าคุณทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย แล้วพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วให้มาหาท่าน เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหา

"รับประทานเจ้าคุณจะให้ผมเป็นกรรมการหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"ทะลึ่ง ข้ายังไม่ได้พูดอย่างนั้น เอ็งลงไปข้างล่างเชิญคุณนายท่านขึ้นมาบนนี้ ข้าจะให้คุณนายได้มีโอกาสชมหัวล้านชนกันซึ่งเป็นกีฬาแบบใหม่"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"จริงครับ รับประทานที่โอลิมปิคยังไม่มี"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น

"ไปๆๆ ข้าไม่ได้ให้เอ็งมาออกความเห็น หรือวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้"

เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มพาตัวออกไปจากห้องนอนของพระประสารฯ เสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างแยกกันออกไปแล้วทรุดตัวนั่งขัดสมาธิบนพื้นห้อง เตรียมการต่อสู้กันเมื่อคุณนายน้อมมาถึงแล้ว ที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้ให้เจ้าแห้วไปเชิญศรีภรรยาของคุณพระมาชมการชนหัวล้าน ก็เพื่อจะให้คุณนายน้อมได้เห็นว่าพระประสารฯ หัวเราะและคุณนายจะได้ให้คุณพระเซ็นเช็คจ่ายเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท ให้ศาสตราจารย์ดิเรกแต่โดยดี นับว่าท่านเจ้าคุณเฉลียวฉลาดรอบคอบมาก

นิกรมองดูหน้าพลแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ต่อข้างหัวล้านจำลองสองเอาหนึ่งโว้ย แกจะรองสักเท่าใดก็ได้"

พลหัวเราะก้าก

"สามเอาหนึ่งซีวะกันจะรอง"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง

"ได้ สามเอาหนึ่งก็ได้"

พลยกมือขวาให้นิกรจับ

"กันรอง ๕๐๐ บาท"

"ตกลง" นิกรพูดพลางหัวเราะพลางแล้วหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "หมอล่ะ รองไว้บ้างซี ไม่แน่นะโว้ยคุณพ่อแก่แล้วก็จริง ถึงแม้แรงปะทะของท่านสู้อ้ายหงวนไม่ได้ ชั้นเชิงของท่านก็คงเหนือกว่า"

ดร. ดิเรกหัวเราะงอหาย มองดูหน้าพ่อตาของเขาแล้วถามว่า

"มีกติกายังไงบ้างครับคุณพ่อ สู้กันกี่ยก ยกละกี่นาที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอายๆ

"ไม่มีกำหนดยก คือชนกันเรื่อยไปจนกว่าจะแพ้ ฝ่ายใดล่าถอยไปติดผนังตึกข้างหลังของตัวก็แพ้ หรือถูกชนหัวแตกก็แพ้เท็คนิเกิลน็อคเอ๊าท์ เราสู้กันโดยไม่ต้องมีกรรมการห้าม ประเดี๋ยวก็รู้ว่าใครจะอยู่หรือใครจะไป"

นายแพทย์หนุ่มหันมามองดูนิกร

"แกต่ออ้ายหงวนสามเอาหนึ่งแน่นะ"

"เออ"

"กันรอง ๕๐๐ บาทเท่ากับอ้ายพล ใครเสียไปถึงบ้านต้องจ่ายเงินทันที"

ในนาทีนั้นเองคุณนายน้อมก็เดินนำหน้าพาเจ้าแห้ว เข้ามาในห้องนอนของท่าน ใบหน้าของคุณนายน้อมยิ้มระรื่น และแล้วท่านก็อดหัวเราะไม่ได้เมื่อแลเห็นหัวล้านจริงกับหัวล้านปลอมนั่งอยู่บนพื้น เตรียมตัวจะชนกัน คุณนายกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"นายแห้วไปบอกดิฉันว่าเจ้าคุณเชิญมาดูยุทธหัตถีค่ะ"

เจ้าคุณยิ้มเจื่อนๆ

"หัวล้านชนกันน่ะครับไม่ใช่ยุทธหัตถี เชิญนั่งซีครับ ผมกับอ้ายหงวนจะเริ่มปะทะกันเดี๋ยวนี้"

คุณนายน้อมเดินมานั่งบนม้าข้างเตียงนอนของพระประสารฯ ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคณะพรรคสี่สหาย พระประสารฯ กระซิบกระซาบกับภรรยาของท่าน

"ฉันคิดว่าฉันคงอดหัวเราะไม่ได้แม่น้อม เจ้าคุณท่านแก่แล้วยังเล่นเหมือนเด็กๆ "

"ก็ดีซีคะ" คุณนายน้อมพูดกระซิบเช่นเดียวกัน ระหว่างที่เจ้าแห้วกำลังต่อรองกับนิกรโดยถือหางข้าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ถ้าคุณพระยิ้มและหัวเราะ คุณพระก็จะมีชีวิตยืนนานต่อไป อย่าไปนึกเสียดายเงินค่ารักษาห้าแสนบาทเลยค่ะเพราะคุณหมอดิเรกกับเพื่อนๆ และท่านเจ้าคุณได้ช่วยต่อชีวิตคุณพระไว้ให้เป็นร่มโพธิทองของดิฉัน"

การกระทำยุทธหัตถีหรือหัวล้านชนกันเริ่มต้นแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับกิมหงวน ต่างนั่งอยู่ในท่าหมอบคลานทำตูดโด่งมือทั้งสองยันพื้น ท่านเจ้าคุณพยักเพยิดกับเสี่ยหงวนแล้วร้องขึ้นดังๆ

"ตุลุมบอน"

ทั้งสองคลานเข้าหากันทันที และพุ่งตัวเอาศีรษะชนกันอย่างแรง

" โป๊ก"

ต่างฝ่ายต่างถอยออกจากกันและค่อยๆคลานเข้ามาหากันอีก คราวนี้เริ่มใช้ชั้นเชิงหลอกล่อกันบ้างแล้ว นิกรร้องตะโกนหนุนกิมหงวนเสียงลั่น พลกับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วหนุนเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณนายน้อมนั่งหัวเราะงอไปงอมา

หัวล้านจริงกับหัวล้านจำลองปะทะกันอีกเป็นครั้งที่สอง ซึ่งคราวนี้ชนกันแรงมากเสียงดังกึกก้องได้ยินถนัด

"โป๊ก"

แล้วอาเสี่ยก็ร้องโอ้ยนั่งทรงตัวตรง ยกมือซ้ายโบกห้ามเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นการยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไข หัวล้านจำลองของเสี่ยหงวนตอนกลางศีรษะขาดเป็นทางยาว โลหิตสีแดงเข้มไหลทะลักออกมานอกหัวล้านจำลองแสดงว่าอาเสี่ยถูกเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชนจนหัวแตก

"โอ๊ย ยอมแพ้ครับคุณอา หัวผมแตกแล้ว" อาเสี่ยร้องเสียงหลง

พระประสารฯ หัวเราะงอหาย ท่านรู้สึกขบขันที่สุดในชีวิตของท่าน เส้นหัวเราะของท่านเริ่มทำงานเหมือนเมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วมา เสียงหัวเราะของท่านทำให้คณะพรรคสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วหันมามองดูเป็นตาเดียว คุณพระหัวเราะจนหล่นลงมาจากเตียงนอน ยกมือทั้งสองกดท้องน้ำตาไหลพราก ทำท่าเหมือนกับจะขาดใจตาย

ชัยชนะเป็นของคณะพรรคสี่สหายแล้ว ทุกคนต่างมองดูหน้ากันแล้วไชโยโห่ร้องขึ้นพร้อมๆ กันด้วยความดีใจ ดร. ดิเรกลุกขึ้นอาหาอาเสี่ยกิมหงวน ประคองเสี่ยหงวนให้ลุกขึ้นยืน นายแพทย์หนุ่มดึงหัวล้านจำลองออกโยนทิ้งไปแล้วพิจารณาดูศีรษะกิมหงวนที่มีบาดแผลไม่มากมายอะไรนัก

"เป็นยังไงบ้างหมอ" อาเสี่ยถามยิ้มๆ

" นิดหน่อย เย็บสามเข็มเท่านั้น ไปนั่งโน่นกันจะทำความสะอาดแผลและเย็บแผลให้ แกกับคุณพ่อทำให้คุณพระท่านยิ้มและหัวเราะได้แล้ว ดูซี คุณพระนั่งหัวเราะงอไปงอมา"

นายแพทย์หนุ่มประคองกิมหงวนพามานั่งบนโซฟา ใน ๕ นาทีนั้นเอง เขาก็ทำแผลและเย็บแผลให้กิมหงวนเสร็จเรียบร้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล,นิกรและเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่หน้าเตียงคนไข้ พระประสารฯ สดชื่นรื่นเริงมีชีวิตชีวาขึ้นคนละคน ท่านยิ้มและหัวเราะร่วนเมื่อ ดร. ดิเรกจูงมือกิมหงวนพาเดินเข้ามา คุณพระก็ยื่นมือให้นายแพทย์หนุ่มจับแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมเป็นหนี้บุญคุณคุณหมอกับเจ้าคุณ และคุณๆ เหล่านี้อย่างมาก เท่าที่รักษาโรคหน้าตายของผมให้หายได้อย่างน่าประหลาด ต่อไปนี้ผมจะไม่หน้าบึ้งหน้างออีกแล้วครับ แล้วก็ คุณหมอกับเพื่อนๆ จะได้รู้ว่าคนอย่างพระประสารฯ เป็นคนรักษาคำพูดและสัญญาอย่างเคร่งครัด ผมจะเขียนเช็คจ่ายเงินห้าแสนให้คุณหมอเดี๋ยวนี้"

ดร. ดิเรกโบกมือห้าม

"ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนหรอกครับใต้เท้า แต่ถ้าได้ก็ดี"

พระประสารฯ หัวเราะชอบใจ ดึงลิ้นชักโต๊ะออก หยิบสมุดเช็คกับปากกาปลอกทองยี่ห้อชั้นดีออกมา กิมหงวนดีใจอย่างยิ่งที่จะได้รับส่วนแบ่งจากเงินห้าแสนนี้ เขาร้องพลงไหหลำเบาๆ พลางมองดูคุณพระเขียนเช็ค

"เบี่ยนหนั่งไก่โด๊ โด๊ บ๊วดหนั่งโด บรู๊ตุ๊กเก็ง ช่าๆ เก็ง ซักกางเกง แช่กางเกง"

ตอนใกล้จะพลบค่ำวันนั้นเอง พระประสารฯ กับคุณนายของท่านได้เชิญสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไปรับประทานอาหารที่ชายทะเลจันทร์เพ็ญ และพระประสารฯ ได้แสดงน้ำใจอันกว้างขวางสั่งตราขาวมาเลี้ยงถึงสองขวด สั่งอาหารอย่างดีมาเลี้ยงเต็มโต๊ะ

จบบริบูรณ์