พล นิกร กิมหงวน 141 : ขุนศึกพระกาฬ (เล่ม๑)

ทั่วโลกตะลึงงันเมื่อประธานาธิบดีจอห์นสันออกคำสั่งให้หยุดทิ้งบอมบ์เวียตนามเหนือและให้หยุดรบโดยไม่มีกำหนด แต่ให้ทหารอเมริกันเฉพาะในเขตปลอดทหารทำการสู้รบขัดขวางการลำเลียงยุทธสัมภาระของเวียตกงหรือเวียตนามเหนือต่อไป

อเมริกาเห็นว่าไม่มีทางที่จะเอาชนะสงครามคราวนี้หรือ หรือว่าเศรษฐกิจของรัฐบาลอเมริกาเข้าสู่ความคับขัน เพราะต้องใช้จ่ายในการทำศึกกับเวียตนามเหนือวันหนึ่งไม่น้อยกว่า ๑,๒๐๐ ล้านบาท หรือว่าท่านประธานาธิบดีจอห์นสันน้อยอกน้อยใจที่ถูกวุฒิสภาโจมตี ในการส่งทหารมาตายในสมรภูมิเวียตนาม และต้องใช้จ่ายเงินอย่างมหาศาล ซึ่งสงครามก็ยืดเยื้อมานานแล้ว สหรัฐอเมริกายังไม่สามารถเอาชนะฝ่ายคอมมิวนิสต์เวียตนามได้

อย่างไรก็ตามเมื่อคำสั่งหยุดยิงและหยุดบอมบ์ของประธานาธิบดีจอห์นสัน อันเป็นข่าวสำคัญยิ่งของโลกได้ประกาศก้องไปทั่วโลก รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ได้มีการประชุมด่วนและประชุมลับเปิดสัมนากันเตรียมแก้ไขสถานการณ์คับขัน ถ้าหากว่า "แยงกี้ โก โฮม" หมายถึงอเมริกาถอนทัพกลับบ้านทิ้งให้เวียตนามใต้ ราชอาณาจักรลาว และประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตการณ์ที่ร้ายแรงยิ่ง คือการคุกคามของคอมมิวนิสต์

นายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้ง ๒ กองทัพ ได้ร่วมประชุมกันที่กระทรวงกลาโหมหลายครั้งหลายคราว ในที่สุดฯ พณฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็มีบัญชาให้ พล.อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการเดินทางไปพบกับท่านประธานาธิบดีจอห์นสันที่ทำเนียบขาวโดยด่วน เพื่อขอทราบนโยบายของท่านที่มีต่อประเทศไทย ท่านนายพลอาวุโสได้เดินทางไปโดยเครื่องบินทหารของกองทัพอากาศสหรัฐฯ จากดอนเมืองพุ่งตรงมหานครวอชิงตัน และทั้งนี้เป็นราชการลับเฉพาะ

บ่ายวันนั้น

เวลา ๑๔.๐๐ น. ซึ่งตรงกับวันศุกร์ ขณะที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งทำงานอยู่ในห้องทำงานของผู้อำนวยการโรงแรม "สี่สหาย" เสียงประตูห้องก็ถูกเคาะขึ้น ๒-๓ ครั้ง

พล.ต. พล เงยหน้าขึ้นมองดูแล้วร้องกล่าวอนุญาตประตูกระจกฝ้าถูกผลักออกเบาๆ พนักงานรับใช้ของโรงแรมแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยคนหนึ่งยืนอยู่ที่บานประตูนั้น ปล่อยให้นายร้อยเอกร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเข้ามาในห้อง นายทหารหนุ่มผู้นี้เป็นเจ้าหน้าที่เดินข่าวของ บก. สูงสุด ซึ่งคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้จักคุ้นเคยดี เพราะเคยติดต่อกันอยู่เสมอ

ร.อ. ยงยุทธ แต่งเครื่องแบบปกติสีกากีแกมเขียว เชิ๊ตคอปกแขนสั้นมือขวาของเขาถือกล่องกระดาษแข็งกล่องหนึ่ง มีกระดาษสีน้ำตาลห่อเรียบร้อย ร.อ. ยงยุทธ ตรงเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าโต๊ะทำงานของศาสตราจารย์ดิเรก หัวหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย แล้วนายทหารหนุ่มก็ชิดเท้าตรงก้มศีรษะทำความเคารพนายพลดิเรก

"แล้วแต่จะโปรดครับ อาจารย์ ท่านรองผู้บัญชาการส่งของกล่องนี้มาให้ท่านและมีหนังสือกำชับมาว่า ให้นำมามอบให้อาจารย์โดยด่วนที่สุด พัสดุชิ้นนี้เพิ่งลงจากเครื่องบินเมื่อตอน ๑๑.๐๐ น. นี่เอง นักบินอเมริกันเป็นผู้นำไปมอบให้กองบัญชาการทหารสูงสุด ท่านเสนาธิการบัญชาให้ผมนำมาให้ครับ"

นายพลดิเรกยิ้มให้ ร.อ. ยงยุทธ แล้วเอื้อมมือรับกล่องพัสดุมาวางบนโต๊ะดึงกระดาษชิ้นหนึ่งออกมาคลี่ดูเซ็นชื่อวันเวลารับของลงในกระดาษชิ้นนั้นส่งคืนให้ทหารเดินข่าว

นอกจากศาสตราจารย์ดิเรกแล้วไม่มีใครสนใจกับ ร.อ. ยงยุทธ พล นิกร กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างก็กำลังก้มหน้าก้มตาทำงานในหน้าที่ของตน โดยเฉพาะนิกรทำงานพลางขบเคี้ยวไปด้วย บนโต๊ะมีถั่วลิสงทอดและข้าวเกรียบกุ้ง ๑ จาน

"ขอบคุณมากผู้กอง ท่านรองคงจะส่งของใช้ที่น่ารักและทันสมัยมาให้ผม" นายพลดิเรกพูดยิ้มๆ "เมื่อวันที่ท่านเดินทางไปวอชิงตัน พวกเราไปส่งท่านที่สนามบินดอนเมือง ท่านบอกว่าท่านจะหาอะไรแปลกๆ ส่งมาให้ผมแต่ว่า ของในกล่องนี่รู้สึกว่ามันเบาจริงๆ "

ร.อ. ยงยุทธยิ้มแห้งๆ

"คงเป็นของใช้ที่ไม่มีน้ำหนักกระมังครับ อ้า...ผมลาละครับ ผู้การครับ ผมลาละครับ สวัสดีครับท่านเจ้าคุณ"

กิมหงวนยิ้มให้พร้อมกับยกมือขวาขึ้นโบก

"สวัสดีน้องชาย กินเหล้าเสียก่อนแล้วค่อยไปไม่ดีรึ"

"ขอบคุณครับ เอาไว้โอกาสต่อไปเถอะครับผู้การ"

"กินถั่วไหมล่ะ" นิกรถาม "เอาซะนิดซีคุณ ถั่วมีทั้งวิตามินและโปรตีนที่ให้คุณประโยชน์แก่ร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยขับลมในท้อง ทำให้บรรยากาศในห้องนี้หอมตลบอบอวลตลอดเวลา ผมกินถั่วทอดวันหนึ่งอย่างน้อยก็ ๓ กิโล"

ร.อ. ยงยุทธ อดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ละครับผู้การ" แล้วเขาก็เลื่อนตัวเข้าไปหา พล.ต. พล "ผู้การสบายดีหรือครับ"

"ครับ สบายดี ได้ข่าวว่าผู้กองไปอุดรกลับมาหรือ"

"ครับผม กระผมติดตามท่านเสนาธิการทหารไปตรวจราชการครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น "มีข่าวสำคัญอะไรบ้างหรือเปล่า ทางชายแดนของเรา ผมหมายถึงด้านจังหวัดนครพนม"

ร.อ. ยงยุทธหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วตอบฉาดฉาน

"ไม่มีครับผม การสู้รบระหว่างทหารคอมมิวนิสต์กับทหารรัฐบาลลาวทางฝั่งซ้าย ตรงข้ามนครพนมนั้นสงบเงียบไปแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"อาเคยบอกแกแล้ว ทหารแดงคงไม่โง่พอที่จะบุกไทยทางด้านนั้นหรอก เพราะถ้าบุกเราจริงๆ เราก็รับมันอยู่ แม่น้ำโขงจะเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้ฝ่ายแดงนำอาวุธหนักข้ามมาทางฝั่งเราได้ด้วยความยากลำบาก เป็นต้นว่ารถถัง ยานเกราะ ปืนใหญ่สนามหรือรถสายพาน อาเคยพูดเสมอๆ ว่า ถ้าคอมมิวนิสต์บุกเราจะต้องบุกทางด้านอื่นและใช้พลรบมากมาย"

พ.อ. นิกรพูดโพล่งขึ้นด้วยวิธีพูดแบบหน้าตาย

"จริงครับ แนวรบต้องยาวอย่างน้อย ๕๐๐ กม. ข้าศึกจะต้องทุ่มกำลังไม่ต่ำกว่าหนึ่งล้าน" แล้วเขาก็ยังคิ้วให้พ่อตาของเขา

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"วอนเสียแล้วอ้ายนี่"

นิกรยิ้มแป้น

"นั่นนะซีครับ พวกคอมมิวนิสต์มันวอนมานานแล้ว"

"เปล่าฉันหมายถึงตัวแก"

"อ้าว" นิกรอุทาน "เป็นยังงั้นไป" แล้วเขาก็หันมาทางนายทหารเดินข่าว "คุณกลับได้แล้วผู้กอง ผมรู้สึกว่าบรรยากาศชักจะไม่ดีเสียแล้ว"

พ.อ. กิมหงวนค้อนนิกรแล้วพูดขึ้นอย่างเดือดดาล

"บรรยากาศมันจะดียังไงล่ะ แก่มันแดกถั่วทอดทั้งวัน ทีหลังออกไปปล่อยนอกห้องซีโว้ย กันรำคาญเต็มทนแล้ว ให้ดิ้นตาย"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ไปไม่ทันว่ะ เอาเถอะ แล้วกันจะขอร้องให้อ้ายหมอมันทำเครื่องเก็บกลิ่นไว้ในห้องนี้ อากาศจะได้บริสุทธิ์"

ต่างคนต่างมองดูหน้านิกรอย่างขบขันแกมหมั่นไส้ ร้อยเอกยงยุทธถือโอกาสลากลับ เขาชิดเท้าตรงและก้มศีรษะกระทำความเคารพคณะพรรคสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อจากนั้นเขาก็พาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของพวกเจ้าของโรงแรม "สี่สหาย" อันเป็นโรงแรมที่ใหญ่โต โอ่อ่า หรูหรา และทันสมัยที่สุดในกรุงเทพฯ

ทุกคนสนใจกับกล่องพัสดุของท่านรองที่ส่งมาให้นายพลดิเรกจากสหรัฐอเมริกา ศาสตราจารย์ดิเรกใช้กรรไกรตัดเชือกและแก้ห่อออกทันที ป้ายหน้าห่อระบุนามเขาเป็นผู้รับนั้น เขียนไว้ด้วยว่า "ส่งเฉพาะตัว"

ภายในกล่องมีกล่องเล็กๆ อีกกล่องหนึ่ง ซึ่งเป็นกล่องบรรจุเท็ปนั่นเอง นายพลดิเรกดึงม้วนเทปออกมาจากกล่องชูให้คณะพรรคของเขาดูและกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"นี่คือคำสั่งของท่านรองฯ อย่างไม่ต้องสงสัย ท่านคงมีราชการสำคัญสั่งให้พวกเราปฏิบัติภารกิจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"หรือท่านอัดเสียงส่งมาให้อีหนูของท่านแต่ไม่กล้าส่งไปโดยตรงเพราะกลัวเรื่องจะอื้อฉาวรู้ถึงคุณหญิง"

พล.ต. พลมองดูอาเสี่ยอย่างขบขัน

"อย่าเดาหน่อยเลยวะอ้ายหงวน"

นายพลดิเรกลุกขึ้นหมุนตัวกลับเดินไปทางตู้ไซด์บอร์ดด้านหลังโต๊ะทำงาน บนหลังตู้มีเครื่องบันทึกเสียงขนาดเล็ก ๑ เครื่อง แต่มีคุณภาพยอดเยี่ยม ศาสตราจารย์ดิเรกจัดแจงบรรจุม้วนเท็ปของ พล.อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ ลงบนเครื่องแล้วเปิดฟัง ซึ่งสามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตั้งอกตั้งใจฟังด้วย

"คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ทุกคนจนฟัง นี่คือคำสั่งยุทธการและลับเฉพาะ ข้าพเจ้าขอออกคำสั่งด้วยวาจาทางบันทึกเท็ปนี้

สงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับเวียตนามเหนือนั้นไม่มีทางจะสิ้นสุดหรือเลิกล้มง่ายๆ จนกว่าเวียตนามเหนือจะยอมปราชัย เท่าที่ท่านประธานาธิบดีจอห์นสันสั่งหยุดทิ้งระเบิดและหยุดยิง ก็เป็นนโยบายอันลึกซึ้งของท่าน สหรัฐอเมริกาและประเทศไทยจะยืนหยัดสู้รบกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ซึ่งนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่มีต่อประเทศไทยนั้นจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยออกเดินทางไปยังจังหวัดเชียงรายโดยด่วน ข้าพเจ้าให้เวลาเตรียมตัว ๓ วัน นับแต่วันนี้ รีบติดต่อขอแผนที่รายละเอียดของจังหวัดเชียงใหม่และเชียงรายจากกรมแผนที่ทหารและคอยรับคำสั่งละเอียดในการปฏิบัติงานสำคัญจากข้าพเจ้า ซึ่งจะส่งมาโดยเท็ปบันทึกในวันมะรืนนี้ ข้าพเจ้าขอแจ้งให้ทราบแต่เพียงว่า หน้าที่ของพวกท่านก็คือ เดินทางไปยังขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่งซึ่งยอดดอยนั้นเป็นชุมนุมของพวกแม้วนับจำนวนพัน และหัวหน้าแม้วที่นั่นมีอำนาจสูงสุดในการควบคุมบังคับบัญชาแม้วทั้งหลาย ขณะนี้ฝ่ายคอมมิวนิสต์กำลังยุยงส่งเสริม มีการปลุกปั่นโฆษณาชวนเชื่อให้ชาวเขาเผ่านี้เป็นขบถต่อรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธใช้ความรู้ความสามารถของตัวเองทำลายผู้ก่อการร้ายหรือพวกคอมมิวนิสต์ที่อาศัยอยู่ในหมู่แม้วให้หมดสิ้น และทำให้แม้วได้สำนึกตนว่าตนเป็นคนไทยคนหนึ่งซึ่งทุกคนจะต้องรักประเทศชาติบ้านเมืองของเรา ร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้กับราชศัตรูผู้รุกราน

ขอให้ทุกคนโชคดีและปลอดภัย เท็ปนี้ไม่เหมือนเท็ปในหนังเรื่อง "ขบวนการพยัคฆ์ร้าย" ฟังจบแล้วเก็บไว้ฟังอีกก็ได้ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีการละลายหรือเกิดการเผาไหม้ในตัวเอง ข้าพเจ้าจะกลับกรุงเทพฯ ใน ๑๐ วันข้างหน้า สวัสดี พลเอกวิชิต ชัยสมรภูมิ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกดสวิชปิดเครื่องบันทึกเท็ปแล้วเดินกลับมานั่งโต๊ะของเขาตามเดิม พอสบตากับนิกร นายพลดิเรกก็กล่าวว่า

"แกคงจะภูมิใจสินะอ้ายกร ที่เราจะได้ทำงานสำคัญอีกครั้งหนึ่ง"

"ภูมิใจกะผีอะไรล่ะ" นิกรพูดเสียงดุๆ

"อ้าว-ก็เห็นแกยิ้มแป้น"

"ยิ้มแป้นนะหมายความว่ากันไม่เอา มีอย่างรึวะ อยู่ดีๆ จะใช้ให้เราบุกป่าฝ่าดง ไปผจญกับอ้ายพวกแม้ว คนอื่นมีถมเถไปทำไมไม่ใช้ กันกำลังคิดอยู่ทีเดียวว่ากันจะไปตากอากาศที่หัวหินสัก ๕-๖ วัน"

"อ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกพูดเสียงยานคาง "อย่าลืมว่าเราเป็นทหารต้องทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา"

นิกรตวาดแว๊ด

"ใช่-ผมเป็นทหารแต่ไม่ใช่ทหารริ้ว"

ท่านเจ้าคุณทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"เดี๋ยวฉันจะลุกไปเตะแกเข้าให้เท่านั้น"

นิกรหัวเราะ

"เตะไม่กลัว ผมกลัวจิก"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊ากแล้วฟ้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ้ายกรมันว่าคุณอาเป็นนกตระกรุม"

นิกรหันไปทำตาเขียวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ฉันไม่ได้พูดอย่างนั้นเสียหน่อย ขึ้นชื่อว่านกน่ะ มันจิกได้ทั้งนั้น ช่างฟ้องดีนัก"

ศาสตราจารย์ดิเรกมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ ถึงแม้ว่าคำสั่งของท่านรองผู้บัญชาการฯ เป็นคำสั่งกว้างๆ และให้รอคอยรับรายละเอียดจากคำสั่งของท่าน นายพลดิเรกก็พอจะรู้ว่า ภารกิจของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์นั้นไม่ใช่เรื่องเล็กน้อยเลย เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้หมุนเดินตรงไปยังผนังตึก หยุดมองดูแผนที่ประเทศไทยขนาดกว้าง ๔ ฟุต และยาว ๘ ฟุต ซึ่งเป็นแผนที่ซึ่งพิมพ์ด้วยผ้าสอดสีสวยงาม กั้นเขตจังหวัด มีแม่น้ำ ทางรถไฟ ทางหลวง ตลอดจนป่า และขุนเขา

บนแผนที่ประเทศไทยฉบับนี้มีหมุดปักธงแดงที่นายพลดิเรกทำไว้ ปรากฏอยู่ตามจังหวัดต่างๆ หลายจังหวัด ธงสีแดงที่ปักไว้ก็คือ ขบวนการคอมมิวนิสต์ที่กำลังก่อกวนความสงบในประเทศไทย โดยได้รับกำลังพลและอาวุธจากคอมมิวนิสต์นอกประเทศ

ระหว่างดอยอินทนนและขุนเขาถนนธงชัยอันยาวเหยียด มีหมุดสีแดงปักไว้หลายจุด นายพลดิเรกได้หันไปอธิบายให้เพื่อนๆ เขาฟังว่า

"เราจะต้องบุกดอยต่างๆ ในถิ่นนี้เรื่อยไปจนกระทั่งถึงขุนเขาถนนธงชัย ซึ่งกันเข้าใจว่ารายละเอียดในคำสั่งคงจะเป็นเช่นนี้แน่" พูดจบเขาก็เดินมานั่งบนขอบโต๊ะทำงานของเขา "ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องทำงานป้องกันประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธของกองทัพไทยพร้อมแล้วที่จะอุทิศเลือดเนื้อและชีวิตเป็นชาติพลี เราจะวางมือจากงานส่วนตัวของเราตั้งแต่พรุ่งนี้ โดยให้เมียๆ ของเราทำงานแทน"

พ.อ. กิมหงวนแหกปากร้องขึ้นดังๆ

"ไชโย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไชโยอะไรวะ"

"ก็นึกครึ้มขึ้นมาไชโยนิดหน่อยเป็นอะไรไปครับ อีกครั้งหนึ่งที่เราจะได้บุกป่าฝ่าดงไล่จับช้างจับเสือเล่นแก้กลุ้ม เรื่องล่องป่าผมถนัดมานานแล้ว ความเร้นลับมหัศจรรย์ในป่าสูง บางทีก็แทบเป็นไปไม่ได้ ผมเคยผจญมามากต่อมากแล้ว ไม่ว่าจะเป็นผีสางนางไม้ ผีโป่งผีป่า เสือสมิงและสัตว์ป่าที่ดุร้าย พวกเราเคยพบมามากแล้ว"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์" นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย "แต่เราไม่รู้ว่าเราจะต้องบุกป่าฝ่าดง หรือเดินทางโดยเฮลิคอปเตอร์ มะรืนนี้ท่านรองฯ ส่งคำสั่งละเอียดบอกมาเราก็รู้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อยที่จะปฏิบัติหน้าที่สำคัญในครั้งนี้

คำสั่งรายละเอียดของ พล.อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ ที่สั่งมาโดยเท็ปบันทึกมีสาระสำคัญ ให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยเดินทางไปยังดอยสามเส้า ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดเชียงราย และให้ทุกคนปลอมแปลงตนเป็นชาวเขาอพยพเผ่าใดเผ่าหนึ่งซึ่งไม่ใช่แม้ว หน่วยสืบราชการลับของกองทัพบกได้สืบทราบมาว่า หัวหน้าเผ่าแม้วที่ดอยสามเส้า เป็นผู้ที่มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งและได้รับการสนับสนุนจากคอมมิวนิสต์นอกประเทศ ให้ยุยงปลุกปั่นพวกแม้วและพวกชาวเขาทั้งหลายให้ร่วมมือกับฝ่ายคอมมิวนิสต์ เป็นปรปักษ์ต่อรัฐบาลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในคำสั่งนั้นระบุว่า หัวหน้าเผ่าแม้วผู้นี้ ได้รับการแต่งตั้งจากเทพเจ้า ให้ปกครองดูแลพวกแม้วเป็นเวลา ๕ ปี เมื่อครบกำหนด ๕ ปีแล้วจะมีการเลือกตั้งหัวหน้าเผ่าอีกครั้งหนึ่ง ผู้เข้าสมัครรับเลือกตั้ง จะต้องต่อสู้กันด้วยอาวุธโดยเอาชีวิตของตนเป็นเดิมพัน การเลือกตั้ง หัวหน้าเผ่าหรือ "ขุนศึกพระกาฬ" ที่ดอยสามเส้าจะได้กระทำในวันที่ ๑๓ เมษายน ซึ่งตรงกับ ตรุษสงกรานต์ และในวันนั้นชาวเขาเผ่าต่างๆ นับตั้งแต่พวกแม้ว มูเซอ ข่า ละว้า ขมุ อีก้อ แข่รีซอ และเย้า ก็จะไปชุมนุมกันที่ดอยสามเส้า เพื่อชมพิธีบวงสรวงเทพเจ้าแห่งขุนเขา พิธีผีฟ้า และการต่อสู้ชิงตำแหน่งหัวหน้าแม้วหรือ "ขุนศึกพระกาฬ" ผู้มีอำนาจสูงสุดในการควบคุมบัญชาแม้วทั้งหลายแห่งดอยสามเส้า และแม้วดอยที่ได้กระด้างกระเดื่องไม่ยอมรับความช่วยเหลือจากทางการเกี่ยวกับการพัฒนาชาวเขามานานแล้ว ตำรวจตระเวนชายแดนหลายคนถูกฆ่าตาย หรือถูกทำร้ายบาดเจ็บสาหัส

ตามคำสั่งของท่านรองฯ สั่งให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธเข้ารับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าแม้วแห่งดอยสามเส้าให้จงได้ ทั้งนี้เพื่อซ้อนกลคอมมิวนิสต์นอกประเทศที่ให้ความช่วยเหลือพวกชาวเขาเผ่าต่างๆ ในด้านอาวุธยุทธภัณฑ์และคอยยุยงให้ร้ายป้ายสีรัฐบาลไทยด้วยประการต่างๆ เช่นรัฐบาลไทยจะจับพวกชาวเขาเอาไปใช้งานแทนวัวควาย รัฐบาลจะตอนผู้ชายชาวเขาไม่ให้มีลูก รัฐบาลจะริบทรัพย์สมบัติ โดยถือว่าชาวเขาไม่ใช่คนไทยหรือเผ่าไทย

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์รวม ๑๐ คน ได้มาปรากฏตัวที่เชิงดอยสามเส้า ในตอนเย็นวันที่ ๑๐ เมษายน เวลาประมาณ ๑๖.๐๐ น. โดยมีชาวพื้นเมืองวัยกลางคนคนหนึ่งรับจ้างนำทางมาจากอำเภอแม่จันของจังหวัดเชียงราย นายแก้วเป็นพรานไพรที่เชี่ยวชาญชำนาญป่า เจนจัดต่อภูมิประเทศทุกแห่งในถิ่นนี้ เป็นสิบโททหารกองหนุน และเป็นสายลับทัพบกคนหนึ่งซึ่งคอยต้อนรับนายพลดิเรกกับคณะอยู่ที่แม่จัน

ขณะนี้ทุกคนปลอมแปลงตัวเป็นพวกอีก้อ เท่าที่แต่งกายเลียนแบบชาวอีก้อได้เช่นนี้ก็ด้วยความช่วยเหลือของนายแก้วอีกนั่นแหละ รู้สึกว่าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกจะรุ่มร่ามกว่าเพื่อน ส่วนลูกชายของสี่สหายเป็นอีก้อหนุ่ม ที่มีรูปร่างหน้าตาคมสัน พันเอกนิกรมองดูคล้ายๆ กับพวกจำอวดละครสัตว์ ตรงข้ามกับพันเอกกิมหงวนที่แต่งกายรัดกุมสะพายดาบ ๒ เล่ม ท่าทางราวกับนักรบ

ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ เดินผ่านป่าโปร่งตรงมายังเชิงเขาใหญ่ ซึ่งมองแลเห็นสูงตระหง่านเงื้อมและเทือกเขาของมันติดต่อกับเขาอื่นๆ อีกหลายลูก มองสลับซับซ้อนสุดขอบฟ้า ทุกคนก็แลเห็นชาวแม้วประมาณ ๓๐ คน ลงมาจากเชิงดอยอย่างรีบร้อน แต่แม้วเหล่านี้ไม่มีอาวุธปืน บางคนมีดาบติดตัวมาเท่านั้น

"ว่ายังไงนายแก้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามคนนำทางทันที "เจ้าแม้วพวกนี้จะเล่นงานเราไหม"

"ไม่หรอกครับ" อดีตสิบโททหารราบวัย ๔๐ ปีตอบท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม "เขาคงมาต้อนรับน่ะครับ อาจจะมาเชิญพวกเราขึ้นไปบนดอยก็ได้ เท่าที่ผมทราบในตอนเลือกตั้งหัวหน้านี้ มีพวกชาวเขาหลายเผ่าหลั่งไหลมาจากเชียงใหม่และเชียงรายมากมาย เพราะที่ดอยสามเส้านี้เท่านั้นที่ยังยึดถือประเพณีเก่าแก่ คือสู้รบกันและฆ่ากันเพื่อชิงตำแหน่งขุนศึกหรือหัวหน้าแม้ว และมีอำนาจปกครองบริวารแม้วทั้งหลายถึง ๕ ปี ใครได้เป็นขุนศึกก็มีทางกอบโกยร่ำรวยเป็นเศรษฐีแหละครับ จะรีดนาทาเร้นอย่างไรพวกแม้วก็ต้องยอม มีคดีปรับไหม ผิดผีผิดประเพณี ก็เก็บเงินเข้าพกเข้าห่อของตน"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นายพลดิเรก

"กันจะต่อสู้เพื่อชิงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬในครั้งนี้ ถ้ากันชนะเลิศ กันจะไม่กลับกรุงเทพฯ กันจะเป็นจอมเผด็จการแห่งดอยสามเส้า"

ร.อ. สมนึกอดขัดไม่ได้

"จริงนะเตี่ย เตี่ยจะไม่กลับไปกรุงเทพฯ ผมจะได้สบายใจไม่มีใครด่าว่าผม"

พวกแม้วประมาณ ๓๐ คนเข้ามาเผชิญหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธวิทยาศาสตร์ พ.อ. นิกรยกมือขวากันตัวพรานแก้วไว้ แล้วเดินเข้าไปหาเจ้าแม้วคนหนึ่ง นิกรยิ้มให้พลางยื่นมือให้จับ ทั้งสองบีบมือกันแสดงความเป็นมิตร

"เจี๊ยกกะเบื๊อก หน้าเละ" นิกรพูดภาษาละว้าอย่างคล่องแคล่ว แต่ไม่มีชาวละว้าคนใดฟังออก

เจ้าหนุ่มแม้วทำหน้าชอบกล แล้วมองดูนิกรและยกมือขึ้นเกาศีรษะอย่างอึดอัดใจ

"ลำบากนักก็พูดไทยกันเถอะวะ"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ก๊อดีนะซีเพื่อน เราเป็นคนไทยแต่คนละเผ่า เมื่อพบกันเข้าก็ควรจะใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง แต่ว่า...ลิ้นกันแข็งหน่อยนะ กันพูดไทยไม่ค่อยชัด"

เจ้าแม้วหนุ่มพยักหน้า

"พูดอย่างนี้ก็ใช้ได้แล้ว กันเองนานๆ พูดไทยสักครั้งก็แย่เหมือนกัน ตั้งแต่สำเร็จอักษรศาสตร์มาจากจุฬาฯ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๘ ก็เพิ่งมีโอกาสพูดภาษาไทยกลางวันนี้แหละ พวกแกมาจากไหนและเป็นคนเผ่าใด"

นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"แกน่ะเรอะสำเร็จอักษรศาสตร์จากจุฬาฯ"

"เออ-แปลกใจหรือพี่ชาย พ่อกันปลูกฝิ่นขายอยู่บนดอยนี้ มีเงินตั้งเยอะแยะ กันถูกส่งตัวไปเรียนที่เชียงราย พอสำเร็จ ม.๖ ก็สอบเข้าเตรียมอุดมฯ และเข้าเรียนอักษรศาสตร์จุฬาฯ เรียนจบแล้วกลับมาอยู่บ้าน ที่นี่มีความสุข สนุกสบายกว่ากรุงเทพฯ มากนัก ตอบคำถามเราหน่อยซิพวกแกเป็นใครมาจากไหน"

นิกรหันไปพยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขาและกล่าวเป็นภาษาละว้าอย่างคล่องแคล่ว

"เจี๊ยกกะเบื๊อก หน้าเละ"

พลพาเสี่ยหงวนกับนายพลดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหานิกร ส่วนลูกชายของสี่สหายกับเจ้าแห้ว ต่างทรุดตัวลงนั่งพักผ่อนด้วยความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเท่าที่บุกป่าฝ่าดงกันมาเป็นเวลาหลายชั่วโมง คือขึ้นจากเรือในแม่น้ำจันและบุกป่ามาทางนี้

พล. ต. พล ยกมือตบบ่าเจ้าหนุ่มแม้วแล้วกล่าวกับเขาอย่างยิ้มแย้ม

"พวกเราเป็นชาวละว้า เราเดินทางมาจากดอยๆ หนึ่ง ซึ่งอยู่ไกลจากนี่ราว ๒๐๐ เส้น เราต้องการมาดูพิธีบวงสรวงเทพเจ้าและระบำเปลือยบูชาผีฟ้า ดูนักรบชาวแม้วต่อสู้กันเพื่อชิงตำแหน่งขุนศึก"

เจ้าแม้วหนุ่มมองหน้าพล แล้วหันมาทางเสี่ยหงวน

"ท่านเป็นชาวละว้า"

"ใช่ ละว้าหรือลัวะก็ได้ แต่เวลาต่อสู้ใช้เลียะ เราจะมาสมัครเข้าต่อสู้เพื่อชิงตำแหน่ง ขุนศึกพระกาฬด้วย"

เจ้าแม้วคนนั้นหัวเราะก๊าก

"ลุงแก่จนป่านนี้แล้วจะไปสู้กับหมาที่ไหน สูงยังกะเปรต อย่ารนหาที่ตายเลยลุง"

"อ้าว" อาเสี่ยอุทานขึ้นด้วยความโมโห "พูดอย่างนี้เอ็งลองกับข้าสักตั้งหนึ่งไหมล่ะ"

แทนที่จะโกรธ เจ้าหนุ่มแม้วกลับยกมือไหว้เสี่ยหงวน

"ขอโทษเถอะนะพ่อลุง ข้าไม่มีเจตนาที่จะดูถูกลุงหรอก ข้าพูดตามความคิดเห็นของข้าเท่านั้น พวกเราชาวแม้วแห่งดอยนี้ยินดีต้อนรับเพื่อนชาวเขาทุกเผ่า ที่จะมาร่วมงานกับเราครั้งนี้ แต่ว่าเราจะเปิดทางให้ขึ้นไปบนดอยได้ก็ต่อเมื่อรุ่งอรุณของวันที่ ๑๒ เป็นต้นไป ระหว่างนี้พวกเรา กำลังทำพิธีเซ่นไหว้ผีสางปู่ย่าตายาย เราจะไม่ยอมให้ผู้ใดขึ้นไปเป็นอันขาด ยามรอบดอยที่วางไว้จะชี้แจงให้คนแปลกหน้าทราบ ขอร้องให้พักที่เชิงดอยก่อน จนกว่าจะถึงวันที่ ๑๒"

"ว้า" นิกรครางและมองดูนายพลดิเรก "เราก็ต้องพักอยู่แถวนี้น่ะซี"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ดอยนี้เป็นอาณาจักรของเขา เมื่อเขาห้ามขึ้นเราก็ขึ้นไปไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้น เพราะอยากจะลองดี

"อ้ายหนูเอ๊ย... ถ้าพวกเราไม่เชื่อเอ็ง และจะขึ้นไปบนดอยขณะนี้จะมีอะไรเกิดขึ้นวะ"

เจ้าหนุ่มแม้วมองดูท่านเจ้าคุณอย่างขบขัน

"คนหัวล้านมักจะดื้อ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ใช่-เป็นมานานแล้วน้องชาย พ่อตากันท่านดื้อและรั้นที่สุด ท่านเคารพความคิดเห็นของตัวท่านเอง"

"ทะลึ่ง ไม่ใช่เรื่องที่แกจะต้องมาวิจารณ์อะไรเกี่ยวกับตัวฉัน"

เจ้าหนุ่มแม้วเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ถ้าท่านไม่เชื่อผม ขืนบุกขึ้นไปบนดอย พวกเราจะถือว่าพวกท่านเป็นศัตรูของเรา ขออย่าให้เราต้องสู้รบกันเองเลย" พูดจบเขาก็เดินกลับไปหาพรรคพวกของเขาแล้วพากันกลับขึ้นไปบนดอย

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างปรึกหารือกัน ในที่สุดนายพลดิเรกก็ออกคำสั่งกับนายแก้ว

"แกกับอ้ายแห้วช่วยกันหุงหาอาหารเย็นกินกันเถอะ ถ้าไม่จำเป็นก็อย่ากินเครื่องกระป๋องเลยนะ ฉันจะให้ลูกหลานของฉันแยกย้ายกันล่าสัตว์ ถ้าได้กวาง หมูป่า หรืออีเก้งมาสักตัวก็ดีกว่าเราจะกินเครื่องกระป๋อง"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี อย่างเลวๆ ก็ควรจะได้ช้างหรือแรด"

พลมองดูนิกรอย่างขบขันแล้วหัวเราะ

"แกแดกเข้าไปได้รึ"

"ได้ซิวะ" นิกรพูดเสียงหนักแน่น "ตีนช้างผัดหน่อไม้อร่อยกว่าตีนเป็ดเป็นไหนๆ เครื่องในช้างต้มก็อร่อยกว่าเนื้อวัว นักกินชั้นดีอย่างกันต้องกินได้ทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นสัตว์อะไรก็ตาม"

เป็นอันว่าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและพรานผู้นำทางได้พักแรมอยู่ในเขตป่าไผ่แห่งหนึ่ง ห่างจากเชิงดอยไม่ถึง ๑๐๐ เมตร อาหารเย็นมื้อนี้มีไก่ป่า ๕-๖ ตัว ซึ่ง ร.อ. พนัสยิงได้จากปืนลูกซอง พรานแก้วหาปลาในลำธารได้เกือบ ๒๐ ตัว นำมาแกงต้มยำและทาเกลือพริกไทยทอด ส่วนไก่นั้นย่างกินกัน

ระหว่างที่สี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วและพรานแก้วช่วยกันประกอบอาหารมื้อเย็น นิกรกับเสี่ยหงวนได้ชวนกันออกไปล่าสัตว์แถวนั้น

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๐๐ น. แต่ดวงอาทิตย์คล้อยผ่านยอดดอยไปแล้ว จึงทำให้มืดขมุกขมัว ทั้งๆ ที่พระอาทิตย์ยังไม่ตกดิน นิกรกับอาเสี่ยถือปืนลูกซองคนละกระบอกไล่ยิงเก้งตัวหนึ่งมาที่เชิงดอย แต่ยิงไม่ถูกเพราะอีเก้งมันไวกว่า เหมือนกับว่ามันหายตัวได้

สองสหายลืมนึกไปว่า พวกแม้วได้ห้ามขึ้นไปบนดอยสามเส้า นิกรกับเสี่ยหงวนเดินขึ้นไปบนดอยใหญ่ซึ่งความใหญ่โตมโหฬารของดอยนี้ทำให้ไม่รู้สึกว่าได้ขึ้นไปบนดอย และค่อยๆ สูงไปจากพื้นดินตามลำดับ

ภูมิประเทศเป็นเขา บางแห่งเป็นพื้นที่ราบ บางแห่งก็มีโขดหินชะง่อนผาเป็นทางธรรมชาติ สูงต่ำ บางแห่งก็มีต้นไม้ขึ้น ขณะนี้ใกล้จะค่ำแล้ว ฝูงนกป่ามากมายส่งเสียงร้องอยู่ตามต้นไม้

เมื่อเสี่ยหงวนยกปืนขึ้นประทับจะยิงนก นิกรก็กล่าวถามเบาๆ

"ยิงอะไรวะ อ้ายหงวน"

"นกกระจอกว่ะ"

นิกรมองตามสายตาเสี่ยหงวน เมื่อแลเห็นนกตะกรุมตัวหนึ่งยืนจ้องมองดูปลาอยู่ริมลำธาร นิกรก็อดหัวเราะไม่ได้

"แกจะยิงมันเอาไปฝากคุณพ่อหรือ"

"เออ ระยะแค่นี้ กันคิดว่าคงยิงไม่ผิด" แล้วเสี่ยหงวนก็กระดิกเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนลูกปลายออกจากลำกล้อง

"ตูม"

เสียงปืนลูกซองดังขึ้น นกตะกรุมป่าถูกกระสุนปืนหลายนัดล้มลงดิ้นพราดๆ สิ้นใจตาย

เสี่ยหงวนพานิกรเดินไปยังศพนกตะกรุมตัวนั้น ทั้งสองหยุดยืนมองดูมันและวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างสนุกสนาน

"ชอบกลว่ะ" นิกรพูดพลางหัวเราะ "หัวมันล้านเหมือนคุณพ่อไม่มีผิด อย่างนี้นี่เอง คนหัวล้านถึงไม่ชอบให้ใครพูดหรือเอ่ยถึงนกตะกรุม แกแบกไปซิอ้ายหงวน"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่เอาโว้ย ว้า... ไม่ควรยิงมันเลย กินอยู่ก็ไม่ได้ กันก็เหมือนกับคนใจบาปหยาบช้าทั้งหลายที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต อย่างที่เรียกว่า ฆ่าด้วยความคะนอง หรือทำลายเพื่อทำลายแบบเดียวกับเด็กที่เอาไม้ซางหรือหนังสติ๊กยิงนกกระจิบ นกกระจอก ยิงเพื่อให้มันตายหรือบาดเจ็บโดยไม่ได้กินอยู่อะไร"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ แกเมื่อเล็กๆ พ่อแม่คงไม่ได้สั่งสอนแกซินะ"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยงและทำตาเหลือก

"สอนโว้ยแต่กันไม่จำ เตี่ยกันสอนไม่ให้กันฆ่าสัตว์ตัดชีวิต"

นิกรอมยิ้ม

"แล้วสอนให้แกสูบฝิ่นหรือเปล่า"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วตวาดลั่น

"ไม่ได้สอนโว้ย"

ทันใดนั้นเองพวกแม้วประมาณ ๒๐ คน ก็เฮโลเข้ามาห้อมล้อมในท่าทีคุกคาม พลพรรคชาวเขาเหล่านี้มีปืนและดาบเป็นอาวุธคู่มือ พวกแม้วปราดเข้ามารุมล้อมสองสหายซึ่งยืนข้างศพนกตะกรุม แล้วแม้วผู้มีอาวุโสคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาสองสหาย ในมือของเขาถือปืนยิงเร็วแบบทันสมัยซึ่งผลิตจากประเทศคอมมิวนิสต์

"ซี่ฝันโต่ว จาโป ไห่หยู" หัวหน้าแม้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

พ.อ. กิมหงวนมองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขาแล้วยิ้มแห้งๆ

"มันว่ายังไงวะอ้ายกร ฟังคล้ายๆ กับภาษาจีนกลางแต่ไม่ใช่ คงเป็นภาษาแม้วแน่ๆ "

พ.อ. นิกร โบกมือห้ามเสี่ยหงวน

"ใจเย็นๆ กันเจรจากับมันเอง มันพูดภาษาแม้ว กันพูดภาษาละว้าของเรา เมื่อมันฟังไม่รู้เรื่องมันก็จะใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง" พูดจบเขาก็หันมาทางหัวหน้าแม้วในวัยฉกรรจ์ แล้วนิกรก็ส่งภาษาละว้าอย่างรวดเร็ว

"เจี๊ยกกะเปื๊อก หน้าเละ"

"หน้าใครเละ..." เขาถามเป็นภาษาไทย

"อ้าว" นิกรอุทานแล้วหัวเราะ "แกพูดภาษาไทยได้ก็ดีแล้วนี่หว่า กันสองคนเป็นชาวละว้า แกกับพวกแกเป็นแมว...เอ๊ย...เป็นแม้ว เราต่างก็เป็นเผ่าไทยด้วยกัน ใช้ภาษาไทยกลางพูดกันดีกว่า"

"โอเค" เจ้าหนุ่มแม้วพูดยิ้มๆ "ถ้าเช่นนั้นกันขอบอกให้แกสองคนทราบว่า แกได้รุกล้ำขึ้นมาบนดอยของเรา อันเป็นการผิดระเบียบ เราจะเปิดโอกาสให้ชาวป่าชาวเขาเผ่าต่างๆ ขึ้นมาบนดอยสามเส้านี้ได้ ก็ต่อเมื่อรุ่งอรุณของวันที่ ๑๒ เมษายน ผู้ใดขึ้นมาบนดอยก่อนกำหนด เราจะถือว่าเป็นศัตรูที่มีเจตนาร้ายหรือต้องการรุกรานเรา ความจริงเราจะฆ่าแกทั้งสองเสียก็ได้ แต่เรารู้สึกว่าหน้าตาของแกซื่อๆ น่าสงสารจึงฆ่าไม่ลง"

นิกรยักคิ้วให้

"อั๊วน่ะหรือหน้าซื่อ"

"เออ กันจะพาแกสองคนไปดูอะไรสักหน่อย เพื่อให้แกได้รู้ว่า ผู้ที่บุกรุกขึ้นมาบนดอยนั้นจะมีอะไรเกิดขึ้น"

นิกรหันมาทางเพื่อนเกลอของเขา

"ไปโว้ย ไปกับมัน อย่าขัดขืนมันเป็นอันขาด มันแยะกว่าเรา มีหน้าไม้ ปืนเล็กยาว และปืนยิงเร็วเป็นอาวุธ คนฉลาดอย่างเราต้องรู้รักษาตัวรอด ความจริงเราผิดที่เราบุกขึ้นมาบนดอยของมัน"

พวกแม้วกลุ่มนั้นต่างพา พ.อ. นิกร และ พ.อ. กิมหงวนเดินตรงไปข้างหน้า ซึ่งมีสภาพเป็นป่าโปร่งหรือป่าละเมาะ บางแห่งก็มีก้อนหินใหญ่ๆ สูงตระหง่าน ทางเดินธรรมชาติคดเคี้ยวไปมา อากาศใกล้จะพลบค่ำเย็นสบาย

ในที่สุดนิกรกับกิมหงวนก็แลเห็นชาวเขาสามคน ถูกจับแขวนเท้าห้อยโตงเตงบนต้นไม้ใหญ่ พวกข่ารีซอ ๓ คนนี้ ได้บุกขึ้นมาบนดอยโดยไม่ยอมเชื่อฟังคำเตือนของแม้ว ผลที่ได้รับก็คือถูกพวกแม้วสังหารโหด และแขวนศพไว้บนยอดไม้ เพื่อเตือนใจแก่ผู้ที่บุกรุกขึ้นมา

เจ้าแม้วหนุ่มอธิบายให้สองสหายทราบ

"ท่านเห็นแล้วซินะว่า ข่ารีซอ ๓ คนนี้ถูกพวกเราฆ่าตาย ถ้าท่านหรือพวกท่านบุกขึ้นมาบนดอยนี้อีกก่อนรุ่งอรุณวันที่ ๑๒ ท่านก็จะถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน"

เสี่ยหงวนยกมือตบบ่าหัวหน้าแม้วแล้วพูดยิ้มๆ

"รับรองอ้ายน้องชาย สาบานให้ก็ได้ว่า พวกเราจะไม่ล่วงล้ำขึ้นมาบนดอยนี้อีกเลย จนกว่าจะถึงเช้าวันที่ ๑๒ สวัสดีเพื่อน...ลาละนะ อ้อ-กันอยากจะถามอะไรหน่อย ช่วยบอกกันได้ไหมว่า การชิงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬนั้น พวกแม้วบนดอยนี้เปิดโอกาสให้พวกชาวเขาเผ่าต่างๆ เข้าชิงด้วย"

หัวหน้าแม้วหัวเราะเบาๆ

"ถูกแล้วลูก"

อาเสี่ยทำคอย่น

"หา เรียกกันว่าลูกเชียวหรือ"

"อ้อ-ลูกภาษาแม้วแปลว่าพี่ชาย"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ลาละเพื่อน ลาทุกๆ คน พวกแกคงจะได้เห็นกันที่สนามต่อสู้ในวันที่ ๑๓ ซึ่งกันกับพรรคพวกของกันจะสมัครเข้าแข่งขัน ชิงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬ เพื่อเราจะได้มีอำนาจบังคับบัญชาพวกแม้วและกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ของดอยสามเส้านี้"

สองสหายพากันเดินไปจากที่นั้น มุ่งตรงเชิงเขาเบื้องล่าง ความหวังที่จะได้กวางหรืออีเก้งล้มเหลวเสียแล้ว

เป็นอันว่าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยและพรานแก้ว ซึ่งต้องปลอมตัวเป็นชาวละว้า ต้องพักแรมอยู่ริมลำธารในป่าโปร่งแห่งหนึ่ง ห่างจากเชิงดอยสามเส้าประมาณ ๓๐๐ เมตร

ในเวลากลางคืน อุณหภูมิได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ความร้อนอบอ้าวในตอนกลางวันกลายเป็นความหนาวเย็นยะเยือก ยิ่งดึกก็ยิ่งหนาว ทั้งนี้ก็เพราะภูมิประเทศเต็มไปด้วยขุนเขาใหญ่น้อยมากมายสลับซับซ้อนสุดสายตา

ท้องฟ้าเต็มไปด้วยกลุ่มเมฆบางๆ ในป่าดงพงไพรเช่นนี้อาจจะมีฝนตกอย่างง่ายดาย บางทีฝนก็ผ่านไปหรือตกหนัก สรรพสิ่งที่มีชีวิตในป่านั้นมีการเกิด การต่อสู้เพื่อดำรงชีวิตอยู่ แล้วก็การเจ็บการตาย

ท่ามกลางแสงสว่างของกองไฟ ๔ กอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล.ต. พล และนายพลดิเรกกับเจ้าแห้วนอนอยู่ที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง และทางซ้ายมืออาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรนอนอยู่เคียง กัน ต่างกำลังหลับสนิทกรนเสียงสนั่นหวั่นไหว ซึ่งนิกรกรนเสียงแหลมเล็ก และกิมหงวนกรนเสียงห้าวค่อนข้างกระโชกกระชาก เสียงกรนของสองสหายดังสม่ำเสมอกันตลอดเวลา

"ฟิ้ด... คร่อก... ฟิ้ด... คร่อก"

มีเสียงกรนของท่านเจ้าคุณขัดขึ้นบ้างเป็นบางครั้งบางคราว บางทีก็มีเสียงเจ้าแห้วเคี้ยวปากจั๊บๆ ระหว่างกองไฟสองกอง พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรง นอนกอดกันและสุมกันเหมือนลูกหมา บางทีก็มีการทุบถองผลักไสกันเมื่อใครคนหนึ่งเอาเท้าขึ้นมาพาดหน้าของอีกคนหนึ่ง

ขณะนี้เป็นเวลาดึกสงัด พรานแก้ว อดีตสิบโททหารบก และสายลับทัพบก ซึ่งนอนอยู่ใกล้ลำธารได้ตกใจตื่นขึ้น เมื่อเขาได้ยินเสียงพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งร้องคำรามในระยะห่าง สัญชาตญาณของเขาซึ่งเป็นพรานไพรผู้ชำนาญป่า บอกให้เขาทราบว่า เสือตัวนี้คงเป็นเสือสมิงแน่นอน

นายพรานพรวดพราดลุกขึ้นนั่งพร้อมด้วยปืนแก๊ปคู่มือซึ่งเป็นปืนแบบเก่าและบรรจุกระสุนไว้เรียบร้อย พร้อมที่จะเหนี่ยวไกยิงได้ทุกขณะ และแน่นอนละ...ทุกนัดที่พรานแก้วยิงนั้นไม่เคยผิดพลาดเป้าหมาย

ท่ามกลางความสงบเงียบและเยือกเย็น ร่างของเสือสมิงได้ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าพุ่มไม้ มันเป็นเสือลายพาดกลอนขนาด ๗ ศอก ซึ่งสามารถคาบเอาคนไปกินได้อย่างสบาย

พรานแก้วไม่ได้หวาดกลัวมันเลย เขาประทับปืนเตรียมยิงแบบทหาร อ้ายลายพาดกลอนอยู่ห่างจากเขาราว ๗๐ หลา และเห็นนัยน์ตาเขียวปั้ดนั้นวาวโรจน์ มันมองมายังที่พักของคณะผู้เชี่ยวชาญอาวุธฯ แล้วมันก็อ้าปากร้องคำรามสุดเสียง

" ฮึ้ม "

เสียงร้องคำรามของเจ้าลายพาดกลอนทำให้ทุกคนตกใจตื่นและผลุนผลันลุกขึ้น แม้กระทั่งนิกรซึ่งนอนขี้เซาอย่างบัดซบก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาโดยไม่งัวเงีย นิกรกล่าวถามอาเสี่ยเสียงสั่นๆ ว่า

"นกอะไรมันร้องวะ เสียงเหมือนเสือ"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"เสือโว้ยไม่ใช่นก โน่น...เห็นไหม นัยน์ตาวาวอยู่ทางพุ่มไม้นั่น"

นพถือปืนเล็กยาวผุดลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับสหายของเขา

"กันจะฆ่าเสือตัวนี้เอง ยิงเสือน่ะง่ายกว่ายิงกระต่ายเป็นไหนๆ ยั่วให้มันโกรธ ให้มันกระโจนเข้ามาหาเรา เราก็ปล่อยกระสุนออกจากลำกล้องระหว่างที่ตัวของมันลอยอยู่ในอากาศ เท่านี้ก็สิ้นเรื่อง"

นิกรมองดูลูกชายของเขาอย่างเป็นห่วง

"อ้ายนพ เสือในป่ากับเสือในเขาดินไม่เหมือนกันนะเว้ย"

พรานแก้วพูดเสริมขึ้น

"จริงครับผู้การ เสือโคร่งตัวนี้ไม่ใช่เล็กนะครับ ถึงผมไม่เห็นตัวมันเห็นแต่นัยน์ตาและได้ยินเสียงร้อง ผมก็รู้มันคือเสือโคร่งซึ่งเป็นเสือสมิงแน่ๆ เพราะตอนสองยามถึงเจ็ดทุ่มเช่นนี้ เป็นเวลาเสือสมิงออกหากิน ส่วนเสืออื่นๆ หลบเลี่ยงไป"

"เสือสมิง..." ร.อ. พนัส อุทาน "หมายความว่ายังไงพี่พราน มันกินคนเข้าไปและปิศาจสิงอยู่ในตัวมันใช่ไหม"

พรานแก้วหันมาทางลูกชายของพล

"ถูกแล้วครับ ก็เหมือนอย่างที่พวกคุณเคยได้ยินได้ฟังมานั่นแหละครับ เสือสมิงส่วนมากเป็นเสือโคร่ง มันมีความร้ายกาจมาก แม้กระทั่งพรานก็ยังถูกเสือสมิงคาบไปกินปีละหลายคน"

ร.อ. ดำรงกล่าวขึ้นบ้าง

"เขาว่าเสือสมิงมันอยู่ยงคงกะพันใช่ไหมพี่พราน"

"ก็ว่ากันยังนั้นแหละครับ แต่ว่า...พรานที่ชำนาญป่าก็ต้องมีเวทย์มนต์คาถากำกับลูกปืน เพื่อล้างอาถรรพ์เสือสมิง"

ร.อ. พนัส นึกสนุกขึ้นมาก็กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสองที่นั่งอยู่ข้างๆ คือ ร.อ. สมนึก และ ร.อ. ดำรง

"เฮ้ย-ถือปืนแล้วลุกขึ้น เรา ๔ คนยิงมันพร้อมๆ กัน ดูซิว่าเสือสมิงมันจะทนลูกปืนของเราได้ไหม"

นายทหารหนุ่มทั้ง ๓ คน ต่างหยิบปืนไรเฟิลลุกขึ้นยืนเดินไปหา ร.อ. นพ

สี่สหายหนุ่มยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว หันหน้าไปทางพยัคฆ์ร้าย ยกปืนขึ้นประทับในท่ายืนเตรียมยิง ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับ ร.อ. สมนึกเบาๆ

"แกเป็นคนสั่งยิงอ้ายตี๋"

ร.อ. สมนึกยิ้มแป้น

"เอาซี.... เตรียมตัวน่ะ" แล้วเสี่ยตี๋ก็ร้องขึ้นดังๆ ที่หมายลูกกะตาเสือที่เห็นข้างหน้า... ระวัง.... ยิง"

เสียงกระสุนปืนไรเฟิลทั้ง ๔ กระบอก ดังเป็นนัดเดียวกัน นัยน์ตาคู่นั้นดับไปแล้ว แต่มีเสียงร้องคำรามกึกก้องป่า ไม่มีใครรู้ว่าอ้ายลายพาดกลอนได้เข้าโจมตีอีกด้านหนึ่ง มันวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็วท่ามกลางความตกตะลึงพรึงเพริดของใครต่อใคร พรานแก้วรีบลุกขึ้นยืน เล็งศูนย์ปืนหมายไปยังร่างของพยัคฆ์ร้าย

เหตุการณ์ที่น่าตื่นเต้นสยองขวัญ ได้เกิดขึ้นต่อหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ ของกองทัพไทย เมื่ออ้ายลายพาดกลอนกระโจนเข้าใส่พรานแก้ว ขบกัดฟัดและคาบร่างของพรานแก้วไปจากที่นั้นกระโจนเข้าลำธารหนีไป

เมื่อได้สติคณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาก็ช่วยกันระดมยิงเจ้าลายพาดกลอนคนละนัดสองนัด แต่ก็ไม่เกิดผลอะไร ความรักและความเป็นห่วงพรานแก้ว ทำให้พลร้องขึ้นดังๆ

"ตามมันไปพวกเรา ฆ่ามันให้ได้ ก่อนที่พรานแก้วจะตกเป็นเหยื่อของมัน คบเพลิงที่เตรียมไว้อยู่ที่ไหน จุดมันขึ้น อ้ายนัสกับเพื่อนๆ ล่วงหน้าไปก่อน"

ร.อ. นพกล่าวถามพนัสด้วยเสียงสั่นๆ

"เสือมันคาบพรานแก้วไปทางไหน"

"ไปทางโน้น"

"ดีแล้ว กันจะได้ไปทางนี้"

"แล้วมึงจะเจอเสือได้อย่างไร" พนัสพูดเสียงดุๆ

"อ้าว-ก็ไม่อยากเจอน่ะซีถึงไปทางนี้ ขืนเจอมันเข้าดีไม่ดีมันคาบกันไปกินอีกคนก็เท่งทึงเท่านั้น เกิดมาทั้งทีให้เสือกัดตายไม่มีท่าเลย พับผ่า"

การติดตามอ้ายลายพาดกลอนตัวนั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน หลายคนในคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์มีคบเพลิงถืออยู่ในมือ ช่วยให้เห็นทาง และพอจะติดตามรอยเสือได้ ใบไม้แห้งๆ บางแห่งมีรอยเลือดหยด คือเลือดของพรานแก้วนั้นเอง ถึงแม้จะช่วยชีวิตเขาได้ทันการ เขาก็คงได้รับบาดเจ็บจากเขี้ยวเล็บของเสือมิใช่น้อย

ร.อ. พนัสลูกชายของพลเดินนำหน้า ถัดมา ร.อ. สมนึก ถือคบเพลิงเหนือศีรษะช่วยส่องทาง ต่อมา ร.อ. นพ และศาสตราจารย์ดำรง ซึ่งลูกชายของนายพลดิเรกถือคบเพลิงอีกดวงหนึ่ง จากนั้นก็คือ พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสี่ยหงวนกับท่านเจ้าคุณถือคบเพลิงคนละดวง ท้ายขบวนหรือท้ายแถวคือเจ้าแห้ว ปรากฏว่าเจ้าแห้ว มองซ้ายมองขวาตัวสั่นงันงกตลอดเวลา เจ้าแห้วอยู่ล้าหลังก็เพราะแน่ใจว่าปลอดภัยดีกว่าอยู่ตอนหน้าหรือตอนกลาง

งูหลามตัวหนึ่ง โตขนาดเสาเรือนและยาวเกือบ ๔ เมตร มันใช้ท่อนหางของมันพันกิ่งไม้อยู่ข้างบนและทิ้งลำตัวปล่อยหัวลงมาข้างล่าง ถ้าหากว่าสัตว์ป่าผ่านมาทางนี้ มันก็จะปล่อยตัวลงมากอดรัดฟัดจนกระดูกเหลวและกินเสีย นี่คือวิธีการหาเหยื่อของมันอย่างเฉลียวฉลาด

เจ้างูหลามยักษ์ไม่กล้าทิ้งตัวลงมาเพราะมีคบเพลิงอยู่หลายดวง แต่เจ้าแห้วอยู่ล้าหลังเว้นระยะห่างเกือบ ๑๐ เมตร งูหลามจึงตัดสินใจปล่อยขดปลายหางออก ทิ้งตัวของมันลงมาทับร่างเจ้าแห้วทำให้เจ้าแห้วเสียหลักล้มลงไป

พอรู้ตัวถูกงูกัดและจะต้องตกเป็นเหยื่อของงูหลาม เจ้าแห้วก็เสียขวัญดิ้นรนทุรนทุราย งูหลามยักษ์เหวี่ยงลำตัวของมันรัดร่างเจ้าแห้วได้แล้ว ทำให้เจ้าแห้วร้องออกมาเบาๆ

"อ๋อย... กูตายแน่"

สี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงติดตามรอยเสือต่อไป จนกระทั่งมาถึงภูเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง แต่เวลาที่ติดตามมานั้นช้ากว่าอ้ายลายพาดกลอนเกือบครึ่งชั่วโมง

พล.ต. พล กับลูกชายของเขาช่วยกันค้นหารอยเท้าหรือรอยเลือดอย่างตั้งอกตั้งใจ ในที่สุดพลก็ชี้มือไปที่ถ้ำๆ หนึ่งและกล่าวว่า

"อ้ายลายพาดกลอนกับพรานแก้วอยู่ในถ้ำนั้นแน่ๆ ถึงแม้เราติดตามมาทันก็คงจะสายเกินไป พรานแก้วคงจะตกเป็นเหยื่อเสือตัวนี้แล้ว"

พนัสกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนัก

"ถ้ายังงั้นเราก็ต้องช่วยกันฆ่าเสือตัวนี้ให้ได้สิครับคุณพ่อ"

"ใช่ เมื่อตามมาถึงนี่แล้ว เราจะปล่อยมันไว้ทำไม ไม่ยากเย็นอะไรหรอก ช่วยกันเอาไฟจุดที่ปากถ้ำให้ควันไฟรมมันสักครู่มันก็ออกมาให้เรายิงเอง"

อาเสี่ยกิมหงวนกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"อ้ายแห้วหายไปไหน"

นิกรทำหน้าตื่น

"มันเดินข้างหลังพวกเรานี่หว่า หรือเสือคาบไปแดกเสียแล้ว"

พลพูดตัดบท

"อย่าไปสนใจกับมันเลย อ้ายแห้วมันอาจจะกลัวเสือแล้วหนีกลับไปที่พักก็ได้ พวกเรามาร่วมมือกันเถอะ ช่วยกันหากิ่งไม้แห้งๆ สุมหน้าถ้ำแล้วจุดไฟให้ควันเข้าไปรมเสือที่อยู่ข้างในถ้ำนั้น มันจะได้ออกมาให้เรายิง บางทีพรานแก้วอาจจะยังไม่ตายก็ได้ แต่คงบาดเจ็บไม่น้อย"

ท่ามกลางความมืดสลัวราง หลายคนได้ใช้แสงสว่างจากคบเพลิงช่วยกันค้นหากิ่งไม้แห้ง ซึ่งมีอยู่เกลื่อนกลาดไปทั่ว ตามบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ๆ แล้วนำมาสุมปากถ้ำที่อ้ายลายพาดกลอนหรือเสือสมิงหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำนั้น ต่อจากนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สั่งให้จุดไฟขึ้นซึ่งชั่วเวลาเพียงครู่เดียว กิ่งไม้แห้งที่กองสุมกันอยู่ที่ปากถ้ำก็ลุกโชน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนได้ยืนเรียงรายกระจายกำลัง อยู่ห่างจากปากถ้ำไม่เกิน ๑๕ เมตร เตรียมพร้อมที่จะลั่นกระสุนปืนพก หรือปืนไรเฟิลสังหารพยัคฆ์ร้าย ทุกคนสะดุ้งโหยง เมื่อได้ยินเสียงเสือสมิงส่งเสียงร้องคำรามลั่นอยู่ในถ้ำ พ.อ. นิกร ทำท่าจะวิ่งหนี เสี่ยหงวนแลเห็นเข้าก็ดุลั่น

"เตรียมยิงมันซีโว้ย ไม่ใช่หนี"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ชักปวดเสียแล้ว เพียงแต่เสียงของมันแทบจะทำให้หัวใจหยุด ยิงเสือยิงทีเดียวให้ตายยิงตรงไหนวะ ช่วยบอกกันหน่อย"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"เลือกเอา ๒ แห่ง ถ้าไม่ยิงแสกหน้ามันก็ต้องยิงให้ถูกไข่มันพอดี"

นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"เสือมีไข่ด้วยหรือ"

กิมหงวนทำตาเขียวให้นิกร

"ก็เป็ดไก่ทำไมถึงมีไข่ล่ะ"

"เออ-จริงโว้ย"

พยัคฆ์ร้ายหรือเสือสมิงสำลักควันไฟหายใจไม่ออกได้แต่ร้องคำรามอยู่ในถ้ำใหญ่ ดูเหมือนว่า มันรู้ดีว่าถ้ามันวิ่งออกมานอกถ้ำ มันต้องตกเป็นเป้ากระสุนปืนอย่างไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันไม่ออกมา มันคงสำลักควันไฟตายอยู่ในถ้ำนั้นเอง

ในที่สุด อ้ายลายพาดกลอน ก็ต้องกระโจนข้ามกองไฟปากถ้ำออกมา พอแลเห็นตัวมัน เสียงปืนก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ทั้งปืนพกและไรเฟิล ปืนทุกกระบอกได้ยิงไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน คือร่างของเสือสมิง ซึ่งเป็นเสือใหญ่ขนาด ๗ ศอก อ้ายลายพาดกลอนหยุดชะงักและกระโดดตัวลอย ความดุร้ายของมันทำให้มันวิ่งเข้าใส่เสี่ยตี๋ทั้งๆ ที่มันถูกยิงหลายแห่ง

ร.อ. สมนึกเห็นเสือวิ่งตรงเข้ามา ก็ตกใจแข้งขาสั่น แล้วร้องขึ้น

"เตี่ย "

พยัคฆ์ร้ายกระโจนเข้าเพื่อจะตะครุบ ร.อ. สมนึกทันที เสี่ยตี๋รีบทรุดตัวลงนั่งยองๆ ในเวลาเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ปล่อยกระสุนลูกโดดจากปืนคู่มือของท่านยิงถูกก้นเสือโคร่งอย่างจังเพื่อหยุดยั้งความดุเดือดของมัน

คณะพรรคสี่สหายและลูกชายของเขาต่างช่วยกันยิงซ้ำอีกคนละหลายนัด ถึงแม้ว่าเสือตัวนี้เป็นเสือขนาดใหญ่และเป็นเสือสมิงที่มีภูติผีปิศาจสิงอยู่ในร่างของมัน มันก็ล้มกลิ้งสิ้นใจตาย ไม่อาจจะทนกระสุนปืนได้

จากแสงคบเพลิงหลายดวง ช่วยให้ทุกคนแลเห็นร่างอันใหญ่ของเสือโคร่งถูกกระสุนทะลุปุพรุน ไม่ต่ำกว่า ๑๐ นัด ถึงแม้ว่ามันสิ้นชีวิตแล้ว นัยน์ตาของมันก็ลืมโพลงมีโลหิตไหลออกมาจากปากและจมูก

ร.อ. นพ เดินเข้าไปทางหางเสือ ทรุดตัวลงนั่งจับหางเสือยกขึ้นพิจารณาดูโคนหางของมัน พ.อ. นิกรกล่าวถามลูกชายของเขาด้วยเสียงหัวเราะ

"ตัวผู้หรือตัวเมียวะอ้ายนพ"

"ตัวผู้ครับพ่อ ทองแดงเสียด้วย"

"ฮ้า-จริงๆ นะหรือ"

"มาดูซีพ่อ"

พล.ต. พล พูดตัดบท

"เลิกสนใจกับเสือตัวนี้ รีบเข้าไปดูพรานแก้วในถ้ำเถอะ ถ้าเขาได้รับบาดเจ็บจากเขี้ยวเล็บเสือ และเขายังมีชีวิตอยู่ เราจะได้ให้ความช่วยเหลือเขาเท่าที่จะช่วยได้"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ แกนำหน้าซีพล เสือตัวนี้มันใหญ่ไม่ใช่เล่น หากพวกเรามีเพียง ๒-๓ คน ก็เห็นจะสู้มันไม่ได้"

ทุกคนพากันบุกเข้าไปในถ้ำใหญ่ถ้ำนั้น โดยอาศัยแสงคบเพลิงส่องนำทาง ถ้ำนี้ลึกประมาณ ๑๐ เมตร สิ้นสุดของถ้ำเป็นบริเวณกว้างใหญ่และมีกลิ่นเหม็นอับ ระคนกับกลิ่นแห้งๆ ของซากศพ ไม่มีปัญหาอะไรอีก มันเป็นที่อยู่ของเสือสมิงหรือเสือลายพาดกลอนที่จบชีวิตไปแล้ว

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธวิทยาศาสตร์และของกองทัพไทยต่างหยุดยืนรวมกลุ่มกันจ้องมองดูโครงกระดูกของ อีเก้ง วัว กระทิง โครงกระดูกมนุษย์ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ และแล้วสายตาทั้งหมดก็มองไปยังร่างของสายลับทัพบก อดีตนายสิบโทหรือพรานแก้วนั่นเอง พรานแก้วถูกเสือกัดเหวอะหวะไปทั้งร่าง ศีรษะหลุดออกจากบ่า แขนขวามีรอยกัดกินเนื้อมองเห็นกระดูก เนื้อที่หน้าอกหลุดรุ่งริ่ง ท้องแตก ไส้พุงเละเทะ ขาทั้งสองข้างถูกกัดกินเฉพาะตอนท่อนบนของขา

เสี่ยหงวนยกมือจับแขนของนายพลดิเรก แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ช่วยพรานแก้วซีโว้ย"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ

"เขาตายห่าแล้วกันจะช่วยยังไง"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"ยังน่า คอขาด ไส้ทะลัก ท้องแตกเช่นนี้อาจจะแค่สลบไปเท่านั้น" แล้วเขาก็มองดูลูกชายของเขา "อ้ายตี๋ช่วยผายปอดหน่อยซีโว้ย"

"ผายปอดใครเตี่ย" สมนึกถาม

"ก็ผายปอดตาแก้วน่ะซี"

ร.อ. สมนึกสะดุ้งโหยง

"เท่งทึงแล้วเตี่ยรู้หรือเปล่า เนื้อหายไปเกือบหมดทั้งตัวจะรอดได้ยังไง เสือนี่นิสัยเลวมาก ของอื่นมีกินไม่กิน ชอบกินคน"

ร.อ. นพเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย ขึ้นชื่อว่าเสือแล้วกินคนทั้งนั้น"

ท่ามกลางเสียงพึมพำ ร.อ. พนัสได้กล่าวกับบิดาของเขาเบาๆ

"น่าสงสารพรานแก้วเหลือเกินครับพ่อ แทบจะกล่าวได้ว่าเขาเอาชีวิตมาทิ้งก็เพราะเขา รับใช้เรา เราจะจัดการศพของเขาอย่างไรดีเล่าครับ หรือจะทิ้งไว้ในถ้ำนี้"

พลตอบโดยไม่ต้องคิด

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น มันเป็นคราวเคราะห์ของเขา จะทำอย่างไรได้ เครื่องมือที่เราจะขุดหลุมฝังศพเขาก็ไม่มี พูดแล้วพ่อก็อดเป็นห่วงอ้ายแห้วไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซีโว้ย ตอนที่เราติดตามเสือมา อ้ายแห้วเดินอยู่ท้ายขบวน มันอาจจะถูกเสือคาบไปแล้วก็ได้ เสือบางชนิดเช่นเสือดาวชอบอยู่บนต้นไม้และคอยจ้องตะครุบเหยื่อที่ผ่านมา ถ้าหากว่าอ้ายแห้วตกเป็นเหยื่อเสืออีกคนหนึ่ง พวกเราก็คงจะเสียใจไปนาน เพราะอย่างน้อยอ้ายแห้วก็รับใช้พวกเรามาด้วยความซื่อสัตย์สุจริต หาคนใช้แบบนี้ได้ยากมาก"

ร.อ. ดำรงพูดโพล่งขึ้นดังๆ

"รีบกลับที่พักเถอะ ถ้าอ้ายแห้วกลับไปรอพวกเราอยู่แล้วก็หมายความว่ามันยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าไม่พบ มันก็ตกเป็นเหยื่อของเสือ"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ต่างพากันล่าถอยออกจากถ้ำที่อยู่ของเสือลายพาดกลอนตัวนั้น ทุกคนพยายามกลับทางเก่าซึ่งพอจะจำได้จากรูปลักษณะของต้นไม้ชะง่อนหิน หรือทางธรรมชาติอันเป็นไปตามสภาพของขุนเขาลำเนาไพร

ขี้ไต้ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของคบเพลิงค่อยๆ มอดไปทีละดวง ดังนั้นทุกคนจึงใช้ไฟฉายประจำตัวแทนคบเพลิงส่องกราดไปทั่วป่า ร.อ. พนัสร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้วหลายครั้ง บางทีก็กู่เรียกด้วยความห่วงใย

"แห้ว...แห้วโว้ย...วู้"

มีเสียงเจ้าแห้วร้องตะโกนตอบดังแว่วมาตามลม

"วู้ย...อยู่นี่วู้ย"

ทุกคนหยุดชะงักและมองหน้ากัน พ.อ. นิกรกล่าวถามเสี่ยหงวนด้วยเสียงสั่นๆ ตามวิสัยของคนที่รักตัวกลัวผี

"เสียงผีหรือเสียงอ้ายแห้ว..."

"กันว่าเสียงอ้ายแห้ว แต่รู้สึกว่ามันตะโกนเรียกเราอย่างอึดอัดใจ"

ร.อ. พนัสกล่าวขึ้นดังๆ

"ตามผมไปครับ ทุกคนตามผม ผมเชื่อว่าอ้ายแห้วตกอยู่ในระหว่างอันตรายแน่ๆ ถ้าขืนชักช้าอ้ายแห้วอาจจะต้องเสียชีวิตไปอีกคนหนึ่งก็ได้"

มือซ้ายของพนัสถือไฟฟ้าเดินทางขนาด ๒ ท่อน มือขวาถือซูเปอร์คอลท์ ๑๑ ม.ม. ซึ่งมีกระสุนอยู่ในแม๊กกาซีนอีก ๕ นัด แต่มีแม๊กกาซีนอะไหล่อีก ๓ อัน เขาวิ่งนำหน้ามุ่งตรงไปยังเสียงขานรับของเจ้าแห้วและร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้วลั่นป่า

"แห้ว...แห้วโว้ย"

"รับประทานอยู่นี่ครับ ช่วยด้วยครับ" เจ้าแห้วตะโกนสุดเสียง

ในที่สุดคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ก็มาถึงที่ที่งูหลามยักษ์ ทิ้งร่างของมันลงมาจากต้นไม้ และรัดเจ้าแห้วไว้

สัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์ทั้งหลายย่อมต่อสู้ป้องกันชีวิตของตนเองเมื่อตกอยู่ระหว่างอันตราย เจ้าแห้วของเราก็เช่นกัน พอถูกงูรัด เจ้าแห้วก็ตะลีตะเหลือกใช้กำลังที่มีอยู่ทั้งหมดต่อสู้กับงูยักษ์ หรือพูดง่ายๆ ก็คือว่าพยายามไม่ให้งูกินเขา งูหลามยักษ์พุ่งตัวเข้ากัดหน้าเจ้าแห้วในเวลาเดียวกับที่เจ้าแห้วยกมือคว้าคองูไว้ได้และบีบแน่น คราวนี้เจ้าแห้วไม่ยอมปล่อยมือ จะเป็นจะตายอย่างไรก็ไม่ยอมคลายมือออก งูหลามยักษ์พยายามใช้ลำตัวของมันรัดพันเจ้าแห้วเพื่อจะให้เนื้อนุ่มและกระดูกแหลกเหลว จะได้กินเจ้าแห้วอย่างสบาย อย่างไรก็ตามเมื่องูถูกเจ้าแห้วบีบคอจนหายใจไม่สะดวกก็ทำให้มันอ่อนแรงลง ทั้งงูและเจ้าแห้วกลิ้งขลุกขลักไปมาอยู่บนดิน ปืนไรเฟิลคู่มือของเจ้าแห้วหลุดกระเด็นไปจากมือแล้ว ถึงแม้ว่ามีมีดเหน็บอยู่ที่เอว แต่เจ้าแห้วก็ไม่สามารถจะเสี่ยงภัยปล่อยคองูเอามือกระชากมีดออกมาแทงงูได้ เจ้าแห้วจึงตั้งปณิธานไว้ว่า เขาจะบีบคออยู่อย่างนี้ จนกว่าเขาหรืองูจะเท่งทึงกันไปข้างหนึ่ง

ทุกคนตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว เมื่อแลเห็นงูหลามยักษ์กำลังรัดเจ้าแห้ว

นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ

"อ้ายแห้ว นั่นแกหรือนั่น"

"ก็ผมน่ะซีครับ" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นๆ

"ทำไมหน้าตาแกเบี้ยวบูดอย่างนั้น"

"ปู้โธ่-รับประทานผมกลัวงูจนอุจจาระแตกแล้ว ผมบีบคอมันอย่างนี้มันยังแลบลิ้น แผล็บๆ รับประทานช่วยด้วยซีครับ ผมปล้ำกับงูมาครึ่งชั่วโมงแล้ว"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ภาพที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวเช่นนี้หาดูได้ยากเหลือเกิน นี่ถ้าเรามีกล้องถ่ายหนัง และมีกำลังไฟฟ้าที่ให้แสงสว่างพอ เราจะได้ภาพเกี่ยวกับการล่องภัยและเผชิญภัยในป่าสูงอย่างน้อยก็ ๕๐ ฟุต"

"ว้า" เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่น... "รับประทานอย่าเพิ่งวิจารณ์เลยครับ ช่วยกันฆ่างูหน่อยครับ" คุณพนัสเอาปืนพกจ่อหัวมันโป้งเดียวมันก็เท่งทึง"

ร.อ. นพ ยกมือขึ้นโบกให้คนอื่นถอยออกไป แล้วเขาก็กล่าวกับเพื่อนของเขาว่า

"งูใหญ่อย่างนี้ไม่มีพิษสงอะไร มีแต่กำลังเท่านั้นซึ่งจะรัดคนหรือสัตว์ใหญ่ให้กระดูกแตก กันจะสังหารงูหลามตัวนี้ให้พวกเราดูเป็นขวัญตา"

แล้วลูกชายของนิกรซึ่งเป็นผู้พิชิตงูทุกชนิด ก็เดินเข้าไปหาเจ้าแห้วและงูหลามตัวนั้น เขาเอื้อมมือซ้ายจับคองูต่ำกว่ามือเจ้าแห้วเล็กน้อย และบอกเจ้าแห้ว

"ปล่อยมือออกอ้ายแห้ว"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วอุทาน "รับประทานอย่าให้มันฉกผมนะครับ"

"เอาเถอะฉันรับรอง แกบีบคอมันจนกระทั่งงูมันอ่อนแรงอยู่แล้ว"

เจ้าแห้วปล่อยมือออก ร.อ. นพ กระชากลำตัวงูเต็มแรงทำให้มันคลายขดที่รัดเจ้าแห้วออก เจ้าแห้วกลิ้งตัวไปทางซ้าย ร.อ. นพ ร้องบอกบิดาของเขา

"พ่อ ช่วยจับหางงูหน่อยซิครับ"

นิกรทำท่าขนลุกขนพอง

"ไม่เอา ข้าเกลียด"

ร.อ. นพ หัวเราะชอบใจ เขาจับคองูหลามยักษ์ตัวนั้นไว้ด้วยมือข้างซ้าย พอแลเห็นเจ้าแห้วลุกขึ้นยืนในท่าทางสะบักสะบอมลูกชายของนิกรก็กระชากมีดพกออกมาจากซอง และเริ่มต้นพิฆาตงูหลามยักษ์ตัวนั้นด้วยกรรมวิธีง่ายๆ คือแทงมีดเข้าไปใต้คอของมันและกรีดแคว็กลงไปตามส่วนท้องของงูยักษ์ ทำให้เป็นบาดแผลเหวอะหวะเป็นแนวยาวคล้ายกับแม่ครัวทำปลาไหล ตับไตไส้พุงของงูหลุดออกมาห้อยร่องแร่งปนกับเลือด งูหลามยักษ์ดิ้นทุรนทุราย แต่แล้ว ร.อ. นพ ก็เหวี่ยงมันไปข้างๆ ตัวเขา เท่านี้เองมันก็สิ้นฤทธิ์ นอนตายอยู่ในกอหญ้า

ใครต่อใครต่างพากันมองดูลูกชายของนิกรอย่างชื่นชม และตื่นเต้นในความกล้าหาญของเขา ซึ่ง ร.อ. นพไม่ได้แสดงท่าทีว่าเขาหวาดกลัวงูแม้แต่น้อย พ.อ. นิกรเดินเข้ามาหาลูกชายของเขาซึ่งกำลังใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเลือดที่มีด และเก็บมีดพกไว้ในปลอกหนังของมันตามเดิม

"น่าดูไหมพ่อ" นพพูดยิ้มๆ

"อือ-น่าดูก็น่าดู แต่ว่า...เป็นความน่าดู ซึ่งปนกับความขยะแขยง นี่ถ้าพ่อถูกงูรัดอย่างอ้ายแห้ว พ่อคงชักดิ้นชักงอตายแล้ว เรื่องงูพ่อยอมรับว่าพ่อทั้งเกลียดทั้งกลัวที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงูเขียวหรืองูไม้ระกำก็ตาม ใครโยนใส่พ่อๆ เตะตายห่า แกไปเรียนวิชาจับงูมาจากไหนวะ"

ร.อ. นพ หัวเราะเบาๆ

"ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วยังไงล่ะ เมื่อผมอยู่อเมริกา ผมได้ช่วยชีวิตตาแก่อินเดียแดงคนหนึ่งไว้ ตาแก่คนนั้นถูกรถยนต์ชนและคนขับรถได้หลบหนีไปโดยไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ ผมพาแกขึ้นรถแท็กซี่ไปส่งโรงพยาบาล รับเป็นเจ้าของไข้ ออกเงินค่าอยู่กินค่ารักษาพยาบาลให้แก หมดเงินไปในราว ๓๐๐ เหรียญ เมื่อแกหายป่วยแกก็ซาบซึ้งในบุญคุณของผม รับผมไปเที่ยวบ้านแกบ่อยๆ แล้วสอนเวทย์วิเศษของอินเดียแดงให้ ทำให้ผมเป็นผู้พิชิตงูทุกชนิด แม้กระทั่งงูพิษตัวไหนกัดใคร ผมก็สามารถใช้เวทย์มนต์เรียกมันมาบังคับให้มันดูดพิษออกได้"

นายพลดิเรกหัวเราะก้าก เขาอดขัดคอลูกชายของนิกรไม่ได้

"ฝอยมากไปแล้วอ้ายนพ แกทำราวกับว่า แกเป็นมหาโยคีผู้มีอภินิหาร อีตาแก่อินเดียคนนั้นเป็นอินเดียเผ่าไหนวะ"

ลูกชายของนิกรมองดูนายพลดิเรกอย่างเคืองๆ

"ผมจำไม่ได้ เพราะอินเดียแดงในอเมริกา มีหลายเผ่าด้วยกัน"

นายพลดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง

"สงสัยจะเป็นเผ่า "ชีกอ" อย่างพวกแก ถ้าหากว่าแกมีเวทย์มนต์คาถาจริงๆ แล้ว ลองเรียกงูมาให้ดูสักตัวเถอะวะ"

ร.อ. นพผิวปากหวือ

"งูเห่า...บอกผมให้ละเอียดว่าเห่าอะไร เห่าตาลาน เห่าหม้อ...เห่าไฟ...หรือเห่าดง"

เสี่ยตี๋พูดขัดขึ้นทันที

"อย่าลองดีเลยครับ อาหมอ อ้ายนพมันเรียกงูได้จริง ครั้งหนึ่งมันเรียกงูเห่ามาเพื่อจะฆ่าผม แต่แล้วผมก็รอดตายได้หวุดหวิด"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะอย่างขบขัน

"อิมพอสซิเบิล...ไม่มีเวทย์มนต์ชนิดใดในโลกที่จะเรียกงูหรือสัตว์ต่างๆ ได้ เว้นแต่เป็นการแสดงของมายากลหลอกให้เราหลงเชื่อ แกเก่งจริงแกเรียกมาซี เรียกงูเห่ามาสักตัว ฉันจะยอมรับนับถือว่าแกเป็นมนุษย์วิเศษ"

ร.อ. นพ เค้นหัวเราะ

"เรียกงูจงอางดีกว่าครับน้าหมอ"

"จงอาง" นายพลดิเรกพูดเสียงหนักแน่น แล้วลืมตาโพลง หันมาถามเสี่ยหงวนเป็นภาษาฝรั่ง "อีส อิท คิง ค็อบร้า?... "

"เออ ตัวยาวเกือบ ๓ เมตร ชูคอแผ่แม่เบี้ย ฉกกบาลแกโป๊กเดียวเท่งทึง"

"ชะอุ๊ย" นายพลดิเรกอุทานแบบนักพากย์ทีวี. ช่อง ๔ เขามองดูหน้า ร.อ. นพ หลานป้าของภรรยาเขา "ตกลงอ้ายนพ ฉันอยากเห็นความสามารถของแก"

"ได้ซีครับลุงหมอ คนอย่างผมถ้าไม่แน่จริงก็ไม่ยอมยกย่องตัวเอง"

ศาสตราจารย์ดิเรกจุ๊ปาก

"เดี๋ยวโว้ยอ้ายนพ เรามาลำดับญาติหรือโคตรของเราให้ถูกเสียก่อนเถอะวะ ฉันฟังแปร่งหูมานานแล้ว บางทีแกก็เรียกฉันว่าน้าหมอ บางทีแกก็เรียกฉันว่าลุง ความจริงแกต้องเรียกฉันว่าลุง เพราะป้าแกเป็นเมียฉันและฉันเป็นลุงเขยของแก..."

"ใช่ครับ ผมเข้าใจดี การลำดับญาติไม่ยากเย็นอะไร ตาตัวก็ต้องเป็นผัวของยาย ถึงแม้จะเป็นตาเขยก็เท่ากับตาของเรา ลูกตาก็คือน้าชาย ถ้าเป็นผู้หญิงก็ต้องเป็นป้าหรือน้าสาว สำหรับลุงหมอผมอยากจะเรียกลุง แต่รู้สึกว่า ลุงหมอหนุ่มกว่าพ่อผมมาก มองดูพ่อผมซิครับ ปีนี้แก่หง่อมเหมือนตาแก่อายุ ๘๐ ส่วนลุงหมอยังหนุ่มฟ้อ รู้สึกว่าอายุอ่อนกว่าแม่ผมเสียอีก ผมก็เลยสมัครใจเรียกว่าน้าหมอ และเคยคิดว่าอยากจะเรียกว่าพี่หมอด้วยซ้ำไป"

นายพลดิเรกทำคอย่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง พ.อ. นิกร เดินเข้ามาหาลูกชายสุดที่รักคนเดียวของเขา แล้วกล่าวถามอย่างเคืองๆ

"ข้าแก่มากเชียวหรืออ้ายนพ"

"ก็แก่น่ะซีครับ คุณพ่อหนังกลับแล้วยังคิดว่าเป็นหนุ่มอีกรึ มันสมองก็เสื่อม กำลังวังชาไม่มี บุกป่าฝ่าดงอย่างนี้บ่นปวดเมื่อยยังค่ำ"

นิกรเค้นหัวเราะ

"แต่ฉันยังมีสมรรถภาพเข้มแข็งเสมอ ถูกละ... คนหนุ่มอย่างแกมีกำลังแข็งแรง มีมันสมองเฉียบแหลมแต่คนแก่อย่างพวกฉัน ย่อมเฉลียวฉลาดปราดเปรื่องกว่า สามารถแก้ปัญหาคับขันอันเกิดขึ้นเฉพาะหน้าให้ตกไปได้ดีกว่าพวกแก"

นายพลดิเรกโบกมือห้ามนิกรให้หยุดพูดแล้วกล่าวกับ ร.อ. นพ อย่างเป็นงานเป็นการ

"เรียกงูจงอางมาได้แล้วโว้ย ฉันอยากรู้ความจริงว่าเวทย์มนต์คาถาของแกมันศักดิ์สิทธิ์เพียงไร ถ้าแกเรียกมาได้ ฉันจะยอมไหว้แกทั้งๆ ที่แกเป็นหลานฉัน"

"ตกลงครับลุง ผมจะเรียกพญางูเห่ามาที่นี่สักตัวหนึ่ง งูจงอางตัวไหนที่อยู่ใกล้เราที่สุดมันจะรีบมาหาผมเมื่อผมร่ายมนต์จบ ๓ คาบ"

พอ ร.อ. นพ เริ่มทำปากหมุบหมิบ เจ้าแห้วก็กระซิบถาม ร.อ. ดำรงซึ่งยืนอยู่ข้าง ร.อ. พนัส

"รับประทานคุณนพแกมีคาถาเรียกงูจริงหรือครับ"

ศาสตราจารย์ดำรงหันมายิ้มให้เจ้าแห้ว

"ก็จริงน่ะซี"

เจ้าแห้วชักเสียขวัญ

"รับประทานถ้าเช่นนั้นเรากลับไปที่ที่พักของเราก่อนไม่ดีหรือครับ เมื่อคุณหมอท่านอยากดูงูจงอางก็ให้ท่านอยู่กับคุณนพ รับประทานผมไม่อยากพบอยากเห็นมันเลย ถึงแม้ตัวมันเล็กกว่างูหลาม แต่มันก็ร้ายกาจกว่างูหลามมากมายนัก"

ร.อ. พนัส ลูกชายของ พล ต. พล พูดเสริมขึ้น

"อย่าปอดแหกเลยวะอ้ายแห้ว พวกเราตั้งหลายคนและมีปืนมีมีดพอที่จะสังหารงูเห่าหรืองูจงอางได้"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานพวกเจ้านายติดตามรอยเสือไปพบอ้ายลายพาดกลอนหรือเปล่าครับ"

ร.อ. พนัส พยักหน้า

"พบ...เราพบมันในถ้ำแห่งหนึ่ง พวกเราช่วยกันยิงเสือสมิงตัวนั้นตาย ส่วนพรานแก้วมันสายเกินไปกว่าเราจะช่วยเขา เขาถูกเสือกัดและกินอยู่ในถ้ำนั้น"

"โธ่" เจ้าแห้วคราง "ม่องเท่งเสียแล้ว เมื่อคืนตอนหัวค่ำก็ยังพูดคุยกับผม รับประทานคนเราเท่งทึงง่ายเหลือเกิน"

ด้วยเดชะเวทย์วิเศษที่ลูกชายของนายนิกรได้เล่าเรียนมาจากชาวอินเดียแดง นายพลดิเรกกับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน เมื่อทุกคนแลเห็น คิง ค็อบร่า หรือพญางูเห่าตัวหนึ่ง ค่อยๆ เลื้อยออกมาจากพุ่มไม้ทางซ้ายมือ ไฟฟ้าเดินทางหลายดวงฉายไปสู่จุดหมายอันเดียวกัน คือร่างของงูจงอางตัวนั้น ซึ่งมีขนาดยาว ๒ เมตรเศษ ลำตัวของมันสีน้ำตาลอ่อน แผ่นเกล็ดสีน้ำตาลแก่ ท่าทางของมันที่เลื้อยเข้ามาหาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธรู้สึกว่ามีสง่าน่าเกรงขาม

ความรักตัวกลัวตายทำให้นิกรกับเจ้าแห้วปีนขึ้นไปบนต้นไม้อย่างแคล่วคล่องว่องไว ร.อ. สมนึก กล่าวถาม ร.อ. นพด้วยเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"เฮ้ย จงอางหรืองูเขียววะอ้ายนพ"

ร.อ. นพ พูดพลางหัวเราะพลาง

"จงอางโว้ย"

"ถ้ายังงั้นกันไปก่อน เพื่อความปลอดภัยของชีวิตกัน"

ร.อ. นพ ยกมือตบศีรษะเสี่ยตี๋และพูดยิ้มๆ

"อยู่นี่แหละอ้ายหงวน เอ๊ย อ้ายตี๋ กันกล้ารับรองว่า คิง ค็อบร่า ตัวนี้จะไม่ฉกกัดพวกเราเป็นอันขาด เว้นแต่กันจะออกคำสั่ง"

ลูกชายของนิกรเดินเข้าไปหางูจงอางตัวนั้น มือซ้ายของ ร.อ. นพ ถือไฟฉายขนาด ๒ ท่อน พญางูเห่ายืดตัวของมันขึ้นสูงขนาดหน้าอกนพและแผ่แม่เบี้ยหรา แลบลิ้นแผล็บๆ ส่ายลำตัวของมันไปมา บางทีก็ร้องขู่เสียงดังฟ่อ ทุกคนยอมรับว่า งูจงอางตัวนี้น่าเกลียดน่ากลัวน่าขยะแขยง และทำให้ตื่นเต้นไม่น้อย

แต่เหมือนกับว่า ร.อ. นพ ลูกชายของนิกรเป็นมนุษย์อภินิหาร เขายกมือขวาลูบศีรษะงูจงอางเบาๆ โดยไม่ได้แสดงท่าทีหวาดกลัวเลยและเมื่อเขายื่นหน้าเข้าไปให้มันจูบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องขึ้นสุดเสียง

"อย่า-อ้ายนพ ตายนะโว้ย"

ลูกชายของนิกรปิดไฟฉายและเหน็บไว้ที่ขอบกางเกง แต่ไฟฉายอีกหลายดวงยังฉายกราดไปที่งูตัวนั้น ทุกคนร้องเอะอะเมื่อแลเห็นร้อยเอกนพคว้างูจงอางตัวนั้นขึ้นมาพันคอเขา แล้วนพก็กล่าวกับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธว่า

"มั่นใจเถอะครับ จงอางตัวนี้จะไม่ทำร้ายพวกเรา ถ้ามันจะฉกกัดใครก็หมายความว่า มันทำตามคำสั่งของผม กลับที่พักเราได้แล้ว"

นายพลดิเรกกล่าวกับ ร.อ. นพ อย่างหวาดหวั่น

"แล้วงูตัวนี้ล่ะ"

"ผมจะเอามันไปด้วยครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าเบ้

"ไม่เอาโว้ย" เขาเอ็ดตะโรลั่น "ไม่มีอะไรที่น่ารักน่าดูสักนิด มีแต่ความขยะแขยงน่ากลัว ปล่อยมันไปอ้ายนพ"

ร.อ. นพ หัวเราะหึๆ ดึงพญางูเห่าที่พันคอเขาออก แล้วเงยหน้ามองดู พ.อ. นิกร กับ จสอ. แห้ว ซึ่งนั่งตัวสั่นอยู่บนคบไม้

"เอางูไปเล่นบ้างซีครับ ผมจะโยนขึ้นไปให้"

นิกรใจหายวาบ กระชากปืนพก ๑๑ มม. ที่เหน็บไว้ที่เอวออกมาแล้วพูดเสียงสั่น

"ลองดูอ้ายนพ ถ้าแกโยนงูขึ้นมา ข้าไม่ยิงแกให้ข้าเป็นลูกหมา ๕๐๐ ชาติ แกรู้อยู่แล้วว่าข้าทั้งเกลียดทั้งกลัว แม้แต่งูเขียวข้ายังจับไม่ได้"

ท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใคร ลูกชายของนิกรค่อยๆ วางงูลงบนพื้นดินแล้วพูดกับมันคล้ายกับว่ามันรู้จักฟังภาษามนุษย์

"ขอบใจมากอ้ายน้องชาย เท่าที่แกมาหากัน เอาละเพื่อน แกกลับไปหาแฟนของแกได้แล้ว"

นายพลดิเรกนัยน์ตาเหลือก ในเวลาเดียวกันนิกรกับเจ้าแห้วก็กระโดดลงมาจากต้นไม้

"แกพูดกับงูหรือนั่นอ้ายนพ"

"ก็พูดกับงูน่ะซีครับ"

"แล้วงูมันฟังรู้เรื่องหรือ"

"รู้ซีครับ ผมกับงูทุกชนิดพูดกันเข้าใจดี ไม่เชื่อถามลุงกรดูก็ได้"

พ.อ. นิกร กลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ๋อ-นี่ข้ากลายเป็นลุงแกแล้วหรือวะ พ่อนะโว้ย ไม่ใช่ลุง"

"ร.อ. นพ จุ๊ปาก มองดูบิดาของเขาอย่างเคืองๆ ในเวลาเดียวกันที่งูจงอางตัวนั้นเลื้อยลับไปในพุ่มไม้ใบบัง

"มันเสียหายอะไรหรือครับที่ผมเรียกพ่อว่าลุง ลุงน่ะใหญ่กว่าพ่อ อย่างลุงพลอย่างนี้ ก็หมายความว่าเป็นพี่ของพ่อ ลุงพลเตะผมก็ได้ เตะพ่อก็ได้ ลุงกิมหงวนก็เหมือนกัน"

พูดจบเขาก็หันมายักคิ้วให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ใช่-ไหมครับคุณน้า"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"ทะลึ่งมากไปแล้วอ้ายนพ รู้สึกว่า ๒-๓ วันมานี้ อ้ายตี๋สุภาพเรียบร้อยน่ารัก แต่แกทะลึ่งหนักขึ้นเหมือนกับพ่อแม่ไม่สั่งสอน"

ร.อ. นพ หัวเราะหน้าเป็นแบบเดียวกับบิดาของเขา

"สอนครับแต่ผมไม่จำ"

พล ต. พล พูดตัดบท

"กลับที่พักกันเถอะวะพวกเรา เหลือเวลาอีกไม่กี่ชั่วโมงก็สว่างแล้ว เราควรจะนอนพักเอาแรงกันบ้าง" พูดจบเขาก็ยกมือขวากอดคอเสี่ยหงวน "เป็นยังไงไปอ้ายหงวน รู้สึกว่าแกเงียบเหงาไปนะเพื่อน บางครั้งก็หายใจฟืดฟาดเหมือนวัวกระทิง"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"กันอาจจะเป็นไข้ก็ได้ ครั่นเนื้อครั่นตัวมาตั้งแต่ตอนเย็นแล้ว สะบัดร้อนสะบัดหนาว บางครั้งก็หายใจขัดๆ อย่างไรชอบกล"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"แกไม่ได้เป็นอะไรหรอก นอกจากแดกเหล้ามากไปหน่อย เมื่อเย็นนี้แกคนเดียวดื่มเหล้าตั้งขวด"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยต่างพากันเดินทางกลับที่พัก ร.อ. พนัสถือคบเพลิงนำหน้า นอกนั้นถือไฟฉายคนละดวง เจ้าแห้วไม่ยอมเดินข้างหลังเพราะเกรงว่าจะถูกงูเหลือมหรืองูหลามเล่นงานเข้าอีก

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ บริเวณป่าดงพงไพร และขุนเขาใหญ่น้อยที่แลสลับซับซ้อนกันจนสุดสายตา ก็เริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นด้วยเสียงนกกาทั้งหลาย อากาศตอนเช้าตรู่หนาวเย็นยะเยือกจับใจ บนยอดดอยสามเส้านั้น มีหมอกสีขาวปกคลุมหนาทึบ บ้านเรือนของพวกแม้วเผ่านี้ก็คือเมืองในหมอกนั่นเอง

ถึงแม้เป็นเวลา ๖.๓๐ น. แล้ว ก็ยังมองไม่เห็นแสงอาทิตย์ ป่าใหญ่เพิ่งจะรุ่งสาง มองแลเห็นเลือนรางในระยะใกล้ อย่างไรก็ตาม พวกแม้วบนยอดดอยสามเส้าต่างก็ตื่นนอน ปฏิบัติภารกิจประจำวันของตนแล้ว นอกจากนี้ก็ยังตระเตรียมอาหารคาวหวานสำหรับบวงสรวงเซ่นไหว้เทพเจ้าแห่งขุนเขา หรือองค์พระกาฬผู้มีฤทธิ์ เนื่องในพิธีที่สำคัญยิ่งของแม้วดอยนี้ คือ เซ่นไหว้ผีปู่ผีย่าตายาย องค์เทพเจ้าในวาระตรุษสงกรานต์ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งสงกรานต์ปีนี้จะมีการเลือกตั้งหัวหน้าคนใหม่ ชาวเขาเผ่าใดต้องการดำรงตำแหน่งเป็นประมุขชาวแม้วแห่งดอยสามเส้า ซึ่งมีตำแหน่งว่า "ขุนศึกพระกาฬ" จะต้องลงสนามต่อสู้กับผู้อาสาสมัครทั้งหลายให้ประชาชนชาวแม้วชาวเขาเผ่าต่างๆ ได้เห็นฝีมืออันเลอเลิศของตน ใครมีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุด ผู้นั้นจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนศึกพระกาฬ หรือประมุขแห่งดอยสามเส้านี้ ผู้นั้นจะมีอำนาจสูงสุดในการปกครองชาวแม้ว บริหารนครน้อยๆ แห่งนี้ จะเรียกเก็บภาษีอากรได้ตามความพอใจของตน และจะทำได้ทุกสิ่งทุกอย่างโดยไม่ผิดกฎหมาย ชาวแม้วทุกครัวเรือนจะต้องเคารพเชื่อฟังหัวหน้า คำสั่งของขุนศึกพระกาฬนั้นทุกคนต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ฉะนั้นตำแหน่งประมุขของชาวแม้วแห่งดอยนี้ จึงเป็นที่ปรารถนาของชายฉกรรจ์ทั้งหลาย ที่จะยอมเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต เข้ารับการคัดเลือกเป็นหัวหน้าแม้ว

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ กำลังนอนหลับสบายอยู่ริมลำธารสายใหญ่ ท่ามกลางความหนาวเหน็บตอนรุ่งอรุณ กองไฟ ๓ กองที่จุดไว้รอบๆ ที่พักยังไม่ดับ แต่ก็มอดไปเกือบหมดแล้ว

พ.อ. กิมหงวนรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อมีใครคนหนึ่งเอาเท้าคลึงตะโพกข้างขวาของเขา อาเสี่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้น ผู้ที่ใช้เท้าถีบร่างเขาเบาๆ นั้น เป็นชายหนุ่มในวัย ๒๐ ปี แต่งเครื่องแบบทหารป่าของขบวนการประเทศลาว พูดกันง่ายๆ ก็คือว่าเป็นทหารคอมมิวนิสต์ลาวนั่นเอง

"เล่นด้วยตีนเชียวนะ" อาเสี่ยคำราม "เดี๋ยวกูก็จะถีบเข้าให้เท่านั้นเอง"

เจ้าหนุ่มน้อยยิ้มแห้งๆ

"แกพูดไทยได้หรือวะ"

"ทำไมจะไม่ได้ ข้าเป็นชาวป่าชาวเขา อาศัยอยู่ในผืนแผ่นดินไทย ข้าก็ต้องพูดภาษาไทยได้ ถึงภาษาของเอ็งข้าก็พูดได้" พูดจบเสี่ยหงวนก็ผุดลุกขึ้นนั่ง เขาแลเห็นทหารลาวและทหาร เวียตนามเหนือประมาณ ๕๐ คน ปรากฏตัวอยู่รอบๆ บริเวณนั้น นายทหารผู้ควบคุมมี ๒ คน เป็นลาวคนหนึ่งและญวนเหนือคนหนึ่ง มียศร้อยโทเท่าๆ กัน บรรดาทหารทั้งสองหมวดนี้ แต่งกายรุ่มร่ามไม่เรียบร้อย แม้แต่เพียงหมวกที่สวมอยู่ก็แตกต่างกัน สวมหมวกเหล็กบ้าง หมวกบาเร่ต์บ้างบางคนก็สวมหมวกแก็ปทรงอ่อน แต่ทุกคนมีเครื่องสนามพะรุงพะรัง ส่วนอาวุธประจำตัวมีปืนเล็กยาว ปืนยิงเร็ว ปืนกลเบา ๒ กระบอก ปืน ค. ๑ กระบอก ทหารบางคนไม่ได้สวมรองเท้าอันเนื่องจากความเคยชินที่ไม่เคยสวมรองเท้ามาแต่ก่อน พลทหารอายุ ๑๕-๒๐ ปี เป็นอย่างมาก ส่วน นายสิบอายุไม่เกิน ๒๒ ปี แสดงให้เห็นว่าลาวคอมมิวนิสต์และญวนเหนือนั้นขาดแคลนกำลังพล

เสี่ยหงวนร้องเอะอะเรียกใครต่อใครเสียงลั่น ในนาทีเดียวกันนั้นเอง ทุกคนก็พรวดพราดลุกขึ้น และสอบปากคำ เมื่อทหารคอมมิวนิสต์เข้ามาห้อมล้อม

ร.ท. คำหมื่น นายทหารคอมมิวนิสต์ลาว จ้องมองดูหน้านายพลดิเรกกับคณะทีละคน แล้วเขาก็กล่าวขึ้นเป็นภาษาไทยเสียงแปร่งๆ

"สูเจ้าเป็นชาวเขาพวกไหน แต่งตัวแบบนี้บ่เคยเห็น"

พลยิ้มให้นายทหารหนุ่ม และแกล้งทำเป็นพูดเสียงเหน่อๆ ตามแบบชาวป่าชาวเขา

"ตูข้ากับพวกเป็นชาวละว้า"

"ละว้า..." นายทหารลาวทวนคำเบาๆ "ไปยังไงมายังไง ทำไมถึงมานอนอยู่ที่นี่ หรือถ้าพวกเจ้าเป็นทหารไทยปลอมตัวมาก็รับสารภาพมาเสียตามตรง"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ข้อยบ่ฮู้ บ่หัน บ่เข้าใจ พวกข้าเป็นละว้าไม่ใช่คนไทย เรามาเที่ยวงานสงกรานต์บนดอยนี้ แต่เขายังไม่ยอมให้เราขึ้นไป เราก็ต้องนอนอยู่ที่นี่ พวกนายมีอาหารอะไรกินบ้าง แบ่งให้พวกเราบ้างซี"

ร.ท. คำหมื่นหัวเราะชอบใจ

"เสียใจโว้ยพี่ชาย เราเป็นทหารป่า ทางการเขาไม่จ่ายเสบียงให้เราหรอก เราต้องหากินกันเอาเอง คือล่าสัตว์กินเท่าที่จะหาได้"

พล. ต. พล ยิ้มให้นายทหารลาวคอมมิวนิสต์

"พวกท่านยกทัพมาทำไมที่นี่"

"มาสังเกตการเคลื่อนไหวของพวกชาวเขา และมาสนับสนุนช่วยเหลือขุนศึกพระกาฬ คนเก่าให้ดำรงตำแหน่งประมุขแห่งดอยสามเส้าต่อไป เราจะพาทหารของเราขึ้นไปบนดอยเดี๋ยวนี้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ขอให้พวกเราติดตามนายไปด้วยซี ม่ายเราจะต้องทนลำบากที่เขานี้จนกว่าจะรุ่งอรุณ"

ร.ท. คำหมื่นโบกมือและปฏิเสธ

"เสียใจ เราช่วยอะไรไม่ได้"

"ถุย" นิกรร้องขึ้นดังๆ "บักธรณีสูบ"

นายทหารลาวหันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"แกน่ะซี"

ต่อจากนั้น ร.ท. คำหมื่น กับ ร.ท. เหงียนแหง่ ก็ร้องสั่งทหารให้เคลื่อนกำลังขึ้นไปบนดอยสามเส้า ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลา ๗.๐๐ น. ไม่มีใครระแวงสงสัยเลยว่าชาวละว้า ๑๐ คนนี้คือทหารไทย

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ ของกองทัพไทยคงพักแรมอยู่ที่ริมลำธารแห่งนั้นอีก ๑ วัน ทุกคนจะขึ้นไปบนดอยสามเส้าได้ก็ในวันสงกรานต์ คือนับตั้งแต่รุ่งอรุณของวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป นายพลดิเรกได้อธิบายให้พรรคพวกของเขาฟังว่า หัวหน้าแม้วหรือ "ขุนศึกพระกาฬ" คนนี้ได้ถูกยุยงปลุกปั่นจนกระทั่งกลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปแล้ว ส่วนชาวแม้วทั้งหลายเกือบครึ่งหนึ่ง เป็นคอมมิวนิสต์ แต่อีกครึ่งหนึ่งยังจงรักภักดีต่อรัฐบาลไทย เท่าที่คอมมิวนิสต์นอกประเทศส่งกำลังทหารเวียตนามเหนือและลาวแดงรวม ๒ หมวดมาที่ดอยสามเส้า ก็คงมาช่วยหัวหน้าแม้วคนปัจจุบันนี้ให้เข้ารับเลือกตั้งโดยต่อสู้กับคนดีมีฝีมือ ในคำสั่งลับที่นายพลดิเรกได้รับมอบหมายนั้น มิได้ระบุว่า ขุนศึกพระกาฬหรือหัวหน้าเผ่าแม้วบนดอยสามเส้านี้เป็นใคร

บริเวณป่าเขาลำเนาไพรนั้นกว้างใหญ่ไพศาล เหลือที่จะคณานับ มองไปทางไหนก็มีแต่ ป่าไม้และยอดดอยสูงละลิบลิ่ว เป็นธรรมชาติที่สวยสดงดงามไม่มีอะไรเปรียบเหมือน มันแสนที่จะสงบเงียบวังเวง

ยอดดอยสามเส้าที่ถูกเมฆปกคลุมไปทั่วนั้น กลุ่มหมอกหรือเมฆเริ่มจางเมื่อใกล้เที่ยง มองแลเห็นไร่พืชต่างๆ ของพวกแม้วและบ้านที่อยู่ ซึ่งส่วนมากสร้างเป็นเพิงหมาแหงน อย่างไรก็ตาม ชีวิตของชาวเขาคือพวกแม้วเหล่านี้ก็มีความสงบสุขอย่างยิ่ง ทุกครอบครัวทำนาทำไร่ เลี้ยงสัตว์ เป็นต้นว่า หมู เป็ด ไก่ และทอผ้าใช้เอง ยาสูบก็ปลูกเองไม่ต้องซื้อหา ชาวแม้วเหล่านี้ยังคงยึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา

เมื่อมีเวลาว่างตลอดวัน ชาวละว้าปลอม คือคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ ก็แยกย้ายกันล่าสัตว์ สำรวจภูมิประเทศและตรวจตราดูทหารต่างด้าว ซึ่งอาจจะเล็ดลอดเข้ามา

พล ท. ศาสตราจารย์ดิเรก กับ พล. ต. พล ไปด้วยกัน โดยมีเจ้าแห้วติดตามไปด้วย พวกที่สอง คือ พ.อ. นิกร พ.อ. กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ พวกที่สามคือลูกชายของสี่สหาย ทุกคนมีเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋วประจำตัว ใช้พูดติดต่อกันอย่างชัดเจน ภายในรัศมี ๕ กิโลเมตร มีคุณภาพเหนือกว่าวิทยุสนาม

"ลุงพลกับอาหมอ แล้วก็เตี่ยกับอากรอย่าวุ่นวายในเรื่องล่าสัตว์นะครับ ปล่อยให้เป็น หน้าที่ของพวกผม" ร.อ. สมนึกกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างคึกคะนอง "อาหารกลางวันมื้อนี้ของพวกเรา พวกผมจะจัดการกันเอง" พูดจบเขาก็หันมายิ้มให้นพ "เราควรจะล่าสัตว์อะไรบ้างเพื่อเป็นอาหารกลางวันของเรา"

ลูกชายของนิกรตอบโดยไม่ต้องคิด

"ช้างสักตัวและแรดอีกตัว ก็เหลือเฟือแล้ว"

"แกกินได้เรอะ" ร.อ. สมนึกถามเบาๆ แต่เสียงหนักแน่น

"ได้ซีวะ"

"ถ้ายังงั้นก็ดีเหมือนกัน" เสี่ยตี๋พูดเสียงหัวเราะ "เป็นอันว่าเที่ยงวันนี้เราคงจะได้กินแกงจืดเครื่องในช้าง ยำเนื้อแรด เนื้อช้างผัดผักสด นอแรดต้มกะทิ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ ก็แยกย้ายกันไปเป็นพวกๆ

เสียงปืนไรเฟิลดังกึกก้องป่าหลายนัด แสดงว่าสี่สหายหนุ่มได้ร่วมมือกันล่าสัตว์อย่างสนุกสนาน เมื่อถือเวลาเที่ยงวัน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันกลับมายังที่พัก ทุกคนแลเห็น พนัส นพ สมนึก และดำรง กำลังช่วยกันหุงหาอาหาร

"เฮ้-มีอะไรกินบ้างโว้ย" พลกล่าวขึ้นลอยๆ

เสี่ยตี๋เงยหน้าขึ้นมองดูพลและยิ้มให้

"ต้มโคล้งแย้ครับ แล้วก็ผัดแย้กับพริก ใส่ใบกระเพราด้วย ฮั่นแน่ รายการอาหารมื้อนี้ยั่วน้ำลายครับ พวกผมยิงแย้ได้ ๘ ตัว"

เจ้าคุณปัจจนึกพูดพลางหัวเราะพลาง

"แย้สดๆ น่ะ เขาไม่กินกันหรอก เขาต้องตากแห้งเสียก่อนแล้วแกงคั่วสับปะรด หรือม่ายก็แกงเผ็ดแบบแกงป่า"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"แกงป่าเขาไม่ใส่กระทิใช่ไหมครับ"

"เออ"

"แล้วก็...ไม่ใส่ลูกมะอึกด้วยใช่ไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"แหม-แกนี่ เมื่อไหร่อหิวาต์มันจะเอาไปกินเสียทีฮิ"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ก่อนจะมาจากบ้าน อ้ายหมอมันฉีดวัคซีนให้ผมและพวกเราแล้วนี่ครับ"

เสี่ยหงวนโยนกระต่ายป่าตัวหนึ่งไปให้ลูกชายของเขา แล้วกล่าวขึ้นว่า

"เอ้า-ฉันมีกระต่ายมาฝากพวกแก ๑ ตัว สำหรับอาหารเช้าของเรา ได้ยินเสียงปืนลั่นป่าไม่ต่ำกว่า ๒๐ นัด นึกแล้วว่าพวกแกคงไม่ได้อะไร"

ร.อ. สมนึกยิ้มให้บิดาของเขา

"ความจริงผมควรจะได้อีเก้งตัวหนึ่ง แต่ว่าอีเก้งตัวนั้น เสือโคร่งกำลังกัดกินมัน ผมกับพวกเราเกรงใจอ้ายลายพาดกลอนตัวนั้น ยิงปืนขู่มันก็ไม่หนี"

ร.อ. พนัสพูดเสริมขึ้น

"รู้สึกว่าป่านี้ไม่ค่อยมีสัตว์ให้เราล่าหรอกครับ มีแต่นกเล็กๆ เป็นส่วนมาก ส่วนแย้มีมากมายเหลือเกิน แล้วก็จิ้งหรีดชนิดหนึ่งคล้ายๆ จิ้งหรีดทองดำทางเหนือเขาเรียก จีกุ่ง ใช่ไหมครับพ่อ"

พล. ต. พล ยิ้มแห้งๆ

"ถามคุณปู่แกดูซิ จีกุ่ง จีกุ้ง ฉันจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร"

ร.อ. ดำรง ก้มลงตะครุบจิ้งหรีดขนาดใหญ่ขึ้นมา แล้วค่อยๆ แบมือออก ให้คณะพรรค สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูมัน

"จิ้งหรีดอย่างนี้แหละครับมีอยู่ทั่วป่า ผมจำได้ว่าคนทางเหนือเขาเรียกว่าจีกุ่ง หรือยังไงครับน้ากร"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คนจีนเขาเรียกว่า จีเหม่ง"

นิกรหัวเราะก๊ากแล้วพูดขึ้น

"คนไทยเรียกว่า จีเลี่ยน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"คนหัวล้านไม่พอใจ ก็เลยเตะคนไทยและจีน" พูดจบท่านก็ยกเท้าขวาขึ้นเตะกิมหงวนและนิกรคนละป้าบ ช่วยให้บรรยาการใกล้เที่ยงครึกครื้นขึ้นด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมามองดูเจ้าแห้วและกล่าวว่า

"ฉันได้ยินเสียงไก่ป่าร้องในป่าไผ่นั่น แกเอาปืนลูกซองไปซุ่มยิงไก่มาสัก ๕-๖ ตัวเถอะวะ"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานกินเครื่องกระป๋องที่เรามีอยู่ดีกว่าครับ คุณหมอได้ยินเสียงไก่ป่าร้อง แต่ว่า....รับประทานผมได้กลิ่นสาปเสือปลิวมาทางกอไผ่โน่น เสือมันอาจจะซุ่มเล่นงานไก่อยู่แล้ว รับประทานผมโผล่เข้าไปก็คงเสร็จมันแน่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นทันทีในหมู่คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และวิทยาศาสตร์ เป็นอันว่าอาหารกลางวันมื้อนั้น มีแกงแย้ แย้ผัดเผ็ด กระต่ายย่างทาเกลือพริกไทย นอกจากนี้ก็มีเครื่องกระป๋องอีก ๕-๖ กระป๋อง ช่วยให้อาหารมื้อกลางวันผ่านไปด้วยความอิ่มหนำสำราญ เจ้าแห้วรายงานให้ทราบว่า มีข้าวอยู่ในย่ามอีกเพียง ๔-๕ ลิตร ขอร้องให้นิกรและ ร.อ. นพกินข้าวแบบประหยัดคือมื้อละครึ่งจาน

อย่างไรก็ตามตอนเย็นวันนั้นเอง พล. ต. พล ยิงกวางได้ตัวหนึ่ง และเจ้าแห้วสามารถจับปลาในลำธารได้ประมาณ ๑๐ ตัว ล้วนแต่เป็นปลาใหญ่ วิธีจับปลาของเจ้าแห้วก็คือ ใช้ไม้ไผ่เล็กๆ เสี้ยมปลายให้แหลม แล้วเจ้าแห้วก็บุกลงไปในลำธาร แอบซ่อนตัวตามก้อนหินใหญ่ เลือกแทงปลาตามความพอใจ

เจ้าแห้วสามารถทำต้มยำปลา ๑ หม้อ ปลาทอดอีก ๑ จาน ส่วนกวางที่พลยิงมาได้นั้นก็ทำเป็นอาหารอีกหลายอย่าง ทุกคนช่วยกันประกอบอาหาร เกลือ พริกไทย น้ำปลา น้ำตาล และเครื่องแกง ตลอดจนพริก มะนาว ที่มีติดตัวมาหมดเกลี้ยง มีพวกข่ารีซอประมาณ ๒๐ คน มาตั้งค่ายพักแรมอยู่ใกล้ๆ กับคณะพรรคสี่สหาย หัวหน้าข่ารีซอได้มาพูดคุยทักทายกับนายพลดิเรกและคณะ ซึ่งต่างฝ่ายต่างก็ใช้ภาษาใบ้พูดกัน พล. ต. พล มอบกวางให้ไปเกือบทั้งตัว ชาวข่ารีซอคณะนี้ตั้งใจมาชมพิธีเลือกหัวหน้าแม้วหรือ "ขุนศึกพระกาฬ" แต่พวกแม้วยังไม่ยอมให้ขึ้นไปบนดอย ก็จำเป็นต้องพักแรมอยู่ที่นี่ในคืนวันนี้ ที่พักของข่ารีซออยู่บนเนินดินสูง ห่างจากที่พักของคณะพรรคสี่สหายไม่เกิน ๑๐๐ เมตร

คืนวันนั้นเองฝนตกลงมาราวกับฟ้าทะลุ

ดินฟ้าอากาศในบริเวณขุนเขาใหญ่น้อยเหล่านี้ย่อมเปลี่ยนแปลงแปรผันได้รวดเร็ว บางทีท้องฟ้าแจ่มใส แต่แล้วก็มีเมฆฝนพัดผ่านมาอย่างรวดเร็ว ทำให้ฝนตกติดต่อกันหลายชั่วโมง บางขณะเต็มไปด้วยพยับฝน แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีฝนตกลงมาเลย

ฟ้าแลบแปลบปลาบและบางทีก็ผ่าเปรี้ยงลงมาตามขุนเขา คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทั้ง ๑๐ คน ได้อาศัยต้นไทรใหญ่ต้นหนึ่งเป็นที่พึ่ง ต้นไทรต้นนี้มีอายุหลายร้อยปีแล้ว ลำต้นของมันสูงใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาปกคลุมไปไกล ถึงแม้ฝนจะตกหนักแต่ใบไทรอันหนาทึบก็ช่วยรองรับฝนไว้ได้

ทุกคนนอนรวมกลุ่มกันอยู่ที่โคนต้นไทร ห่างจากลำธารประมาณ ๑๐ เมตร กองไฟที่จุดไว้ ๔ กอง ลุกโพลง แต่ละกองมีกิ่งไม้แห้งดุ้นใหญ่ ซึ่งทุกคนช่วยกันหามาเมื่อตอนเย็น นิกรกับลูกชายของเขานอนแหวกแนวกว่าเพื่อน คือสุมกองไฟเล็กๆ ไว้รอบตัว และนอนกลางกองไฟ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันสัตว์ร้ายไม่ให้กล้ำกรายเข้ามา ความจริงกองไฟกองเดียวเท่านั้นก็ช่วยกันสัตว์ร้ายได้ เพราะสัตว์ทุกชนิดย่อมกลัวไฟ

ฝนขาดเม็ดในเวลา ๒๐.๓๐ น. เศษ

อากาศเริ่มหนาวเย็นจับใจ พล. ต. พล พ.อ. กิมหงวน นายพลดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นอนปรึกษาหารือกันถึงเรื่องหัวหน้าแม้วหรือ "ขุนศึกพระกาฬ" ตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมานั้นให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธคนใดคนหนึ่งพยายามชิงตำแหน่งหัวหน้าเผ่าให้ได้ด้วยการลงสนามต่อสู้กับขุนศึกตามเดิม และพวกชายฉกรรจ์ทั้งหลาย

ร.อ. พนัส ร.อ. สมนึก และศาสตราจารย์ ร.อ. ดำรง คุยกันถึงเรื่องผู้หญิง นานๆ ก็แหกปากหัวเราะลั่น ส่วน พ.อ. นิกรกับลูกชายของเขานอนกอดกันกลมดิก เจ้าแห้วเลี่ยงไปนั่งริมลำธารตามลำพัง แอบสูบกัญชาที่ผสมอยู่ในบุหรี่ซิกาแรต เมื่อควันกัญชาตกถึงท้อง โลกนี้ก็เป็นของเจ้าแห้ว เจ้าแจ้วร้องเพลงเสียงลั่น

จากไปสวีวี่วี จากไปสวีวี่วี

มึงมาอีกทีกูสวูวู่วู

สายสร้อย กูก็ซื้อให้ มึงตามชู้ไปเสวเว่เว

หลอกกูว่าสวีวี่วี

กูไปตามถึงสวีเจอสเวเว่เว

เสียงเจ้าคุณปัจจนึกร้องขึ้นดังๆ

"เพลงอะไรของมึงวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"รับประทานผมคิดขึ้นเองครับ แต่งเนื้อแต่งทำนองเองเสร็จอีกไม่ช้าเพลงผมจะฮิตทั่วประเทศ"

พลเงยหน้ามองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"มานี่เถอะโว้ยอ้ายแห้ว มานวดให้ข้าหน่อย"

เจ้าแห้วลุกขึ้นพาตัวเดินเข้ามาหา

"รับประทานนวดหรือเหยียบครับ"

"นวดโว้ยไม่ใช่เหยียบ"

เจ้าแห้วทรุดตัวลงนั่งข้างพลและเริ่มต้นบีบนวด แต่แล้วเจ้าแห้วก็แปลกใจเมื่อเห็นนิกรกับนพ สองพ่อลูกนั่งเคียงคู่กันมองไปข้างหน้าด้วยความตื่นเต้นหวาดกลัว เจ้าแห้วอดที่จะกล่าวถามไม่ได้ตามวิสัยของคนรักตัวกลัวผี

"รับประทานคุณนิกรกับคุณนพเห็นอะไรผิดปรกติหรือครับ"

ร.อ. นพ กลืนน้ำลายเอื๊อกหันมาทางเจ้าแห้ว พูดเสียงสั่นเครือว่า

"ผีป่าเล่นงานเราเสียแล้วละเว้ย"

"ผีป่า " เจ้าแห้วร้องเสียงแหลม

ทุกคนรีบลุกขึ้นนั่ง อย่างไรก็ดีคนที่กลัวผีมากที่สุด ก็คือนพกับนิกรและเจ้าแห้วเท่านั้น ส่วนเสี่ยตี๋บางขณะก็กล้าอย่างบ้าบิ่นขนาดไล่เตะผีมาแล้ว แต่บางขณะก็กลัวผีขนาดหนักทีเดียว เลือดลมเหมือนกับเตี่ยของเขาไม่มีผิด

"แกเห็นอะไรวะอ้ายกร" เสี่ยหงวนร้องถามดังๆ

นิกรทำท่าขนลุกขนพอง

"ผีป่าว่ะ"

"เห็นมันในสภาพไหน" พลถาม

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ครึ่งผีครึ่งอสุรกายโว้ย ตัวมันสูงใหญ่ประมาณ ๘ ฟุต แต่หัวไม่มี มีแต่คอ มันเดินผ่านริมลำธารฝั่งโน้น หยุดยืนมองดูพวกเรา อ้ายนพมันปลุกกันให้ตื่นขึ้นมาดูว่ะ"

นายพลดิเรกมองไปทางริมลำธารทั้งสองฝั่งแล้วหันมาทาง ร.อ. นพ

"ภาพที่แกเห็นเป็นภาพลวงตากระมังเจ้านพ"

ลูกชายของนิกรฝืนหัวเราะ

"ไม่ใช่ภาพลวงตาหรอกครับลุงหมอ ผมยังไม่หลับ นอนคิดอะไรต่ออะไรแล้วก็คิดว่า ถ้าพ่อตายผมควรจะได้รับมรดกเท่าไหร่ พอคิดเรื่องนี้ผมก็ได้กลิ่นเหม็นสาปเหม็นสาง แล้วผมก็เห็น อสุรกายปรากฏตัวทางฝั่งซ้ายของริมลำธาร"

นายพลดิเรกส่ายหน้า

"อิมพอสิเบิล.... ถ้าผีป่าเก่งจริงก็ให้มันมาหลอกฉันซิ เจอ ๑๑ มม. ตูมเดียวเท่านั้น ผีก็วิ่งป่าราบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปากดุนายพลดิเรก

"แกจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ก็อย่าพูดพล่อยๆ เลยวะ ความลึกลับมหัศจรรย์ในป่าสูงมันมีอยู่มาก ซึ่งแกเคยบอกพวกเราว่า บางทีสิ่งที่เป็นไปไม่ได้มันก็เป็นไปได้"

ทันใดนั้นเองทุกคนก็ต้องสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เสียงตีกระบอกไม้ไผ่ดังแว่วมาตามลมและใกล้เข้ามาทุกที เกราะหรือกระบอกไม้ไผ่ที่ถูกเคาะนี้มีจำนวนนับหมื่นอัน มันดังใกล้เข้ามา....ใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว เสียงเกราะที่ดังขึ้นนี้แสบแก้วหูไปหมด และแล้วก็ห่างไกลไปตามลำดับจนกระทั่งสงบเงียบเสียง

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานย้ายที่นอนเถอะครับ ขืนนอนที่นี่พวกเราเสร็จมันแน่ ผมคิดว่าขึ้นไปนอนบนเขาไม่ดีหรือครับ"

พล. ต. พล มองดูเจ้าแห้วด้วยความโมโห

"ขึ้นไปนอนบนเขา พวกแม้วมันเห็นเข้ามันก็ฆ่าเราตาย นอนนี่แหละเว้ย แกอย่าทำใจเสาะไปหน่อยเลยน่า ฉันรู้ดีว่าแกเป็นคนกล้าไม่ใช่คนขี้ขลาด"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานตอนนี้ยอไม่ขึ้นแล้วครับ"

ทุกคนมีความละอายใจ เมื่อนึกได้ว่าตนเป็นทหารของชาติ และกำลังเดินทางมาปฏิบัติหน้าที่สำคัญ นายพลดิเรกไม่ยอมย้ายที่พัก เขาสั่งให้ทุกคนนอนพักผ่อนเพื่อเอาแรงไว้ต่อสู้กับเหตุการณ์บนดอยสามเส้า

"นอนโว้ย ผีน่ะถ้าเราไม่สนใจกับมันมันก็เก้อไปเอง เราเป็นทหารเราต้องเข้มแข็งอดทน ไม่หวาดหวั่นต่อภัยอันตราย ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ ภัยจากข้าศึกหรือภัยที่เกิดจากภูติผีปิศาจ"

พล. ต. พล สั่งให้เจ้าแห้วเอาฟืนสุมไฟเข้าอีก กองฟืนรอบๆ ที่พักจึงลุกแดงฉาน ในที่สุดคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธก็นอนหลับเป็นตายจนกระทั่งรุ่งสว่าง

ปรากฏว่า รอบๆ บริเวณป่าเชิงเขาสามเส้านั้น มีพวกชาวป่าชาวเขา ที่เดินทางมาจากถิ่นของเขา มาพักแรมอยู่หลายพวกหลายเหล่า นับตั้งแต่แม้ว ข่ารีซอ ละว้าหรือ ลัวะ อีก้อ มูเซอร์ เงี้ยว พักผ่อนอยู่ในที่ต่างๆ บ้างก็เดินทางล่วงหน้ามาถึงนี่ ๓-๔ วัน พิธีบวงสรวงเทพเจ้าของแม้วดอยนี้ และการต่อสู้เพื่อชิงตำแหน่ง "ขุนศึกพระกาฬ" นั้น เป็นพิธีใหญ่ยิ่งที่สุด ผู้ที่จะได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าแม้วนั้น จะต้องเสี่ยงภัย เสี่ยงชีวิตต่อสู้กับผู้เข้ารับสมัคร อย่างไรก็ตามปรากฏว่าเล่าอะหรือเลาอะ ได้ครองตำแหน่งขุนศึกพระกาฬ ๒ สมัยแล้ว รวมเป็นเวลา ๘ ปี และคราวนี้เลาอะก็คงจะได้รับตำแหน่งเป็น "ขุนศึกพระกาฬ" อีก เพราะเลาอะเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่ง ที่คอมมิวนิสต์นอกประเทศให้ความช่วยเหลือสนับสนุนเขา ทุกสิ่ง ทุกประการ ทั้งนี้ก็เพราะหัวหน้าแม้วในวัยกลางคนผู้นี้เป็นที่เคารพนับถือของพวกแม้วแห่งดอยสามเส้า

พอตะวันสาย พวกชาวป่าชาวเขาทั้งหลายก็ทะยอยกันไปบนดอยสามเส้าทุกทิศทาง บรรดาแม้วในบังคับบัญชาของเลาอะได้ถอนกำลังหมดแล้ว สามเส้าเปิดฟรีสำหรับคนต่างถิ่น และยินดีต้อนรับเลี้ยงดูปูเสื่อโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นคนป่าคนเขาเผ่าใด ชาวแม้วทุกครัวเรือนของดอยสามเส้าต่างเร่งมือประกอบอาหารคาวหวาน เตรียมสังเวยเทพเจ้าหรือองค์พระกาฬอันเรืองฤทธิ์ในเวลาเที่ยงตรง โดยถือเอาดวงตะวันตรงศีรษะเป็นเกณฑ์ เพื่อพิธีเซ่นสังเวยองค์เทพเจ้าผ่านพ้นไปแล้ว พวกแม้วแห่งดอยสามเส้า และพวกชาวป่าชาวเขาทั้งหลายก็จะร่วมรับประทานเหล้าและอาหารกันฉันญาติมิตร และในตอนบ่ายวันนี้พอแดดอ่อน การต่อสู้ชิงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬก็จะได้เริ่มขึ้นที่บริเวณลานกว้างเบื้องหน้าเทวรูปพระกาฬนั่นเอง เลาอะจะเป็นผู้ออกไปประกาศท้าทายหรือท้ารบด้วยอาวุธสั้น ผู้ใดคิดว่ามีฝีมือพอที่จะสู้กับเลาอะได้ก็จะออกไปสู้กับเขาให้ประชาชนได้ชมฝีมือเป็นขวัญตา แต่การต่อสู้นี้หมายความว่าผู้ปราชัยจะต้องเสียชีวิตหรือทุพพลภาพไปตลอดชีวิต

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยซึ่งอยู่ในบทบาทของชาวลัวะ ได้ขึ้นมาสู่เมืองในหมอกหรืออาณาจักรน้อยๆ ของพวกแม้วแห่งดอยสามเส้าในเวลา ๑๐.๓๐ น. เมื่อถึงประตูป่าประตูแรก คือเป็นทางผ่านเข้าหมู่บ้าน และประตูป่าที่กล่าวนี้มีแต่เสาไม่มีบานประตู เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ทรุดตัวลงนั่งเหยียดเท้ายกมือทั้งสองบีบบนน่องของท่านแล้วก็บ่นพึมพำ

"โอย น่องมันจวนจะระเบิดตั้งหลายครั้ง จนใจว่าเป็นเรื่องราชการ ม่ายงั้นไม่ขึ้นมาเด็ดขาด"

ร.อ. ดำรงมองดูคุณตาของเขาอย่างขบขัน

"ภูเขาลูกนี้มันไม่ลาดชันจนเกินไป คุณตาขึ้นเขาแค่นี้บ่นแล้ว"

ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซี แล้วจะไปทำอะไรกิน"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียวกับลูกชายนิกร

"ฉันไม่ต้องทำอะไรกินหรอก ฉันก็มีเงินให้แกรีดแกไถอยู่เสมอ ประเดี๋ยวขอหมื่น ประเดี๋ยวขอห้าพัน ฉันไม่เคยปฏิเสธแกเลย"

ร.อ. สมนึก พูดโพล่งขึ้นโดยไม่มีเหตุผลและพูดดังเสียด้วย

"คนหัวล้านใจดีเสมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"เดี๋ยวข้าเตะให้นะอ้ายตี๋ ทะลึ่งเหมือนพ่อไม่มีผิด"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะ

"เดี๋ยวนี้ผมเลิกทะลึ่งแล้ว คุณอาก็รู้ดี"

ท่านเจ้าคุณทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"เลิกเรอะ เมื่อกี้นี้ที่ลำห้วยแกยิงนกตะกรุมได้ตัวหนึ่ง แล้วยังลากมันมาล้อฉัน ถ้าฉันไม่ใจเย็นพอ ฉันก็คงยิงแกแล้ว"

ทุกคนต่างนั่งพักผ่อนบนก้อนหินหรือบนพื้นดินเบื้องหน้าประตูป่า พ.อ. นิกรมองดูเครื่องประดับส่วนบนของประตูป่าอย่างหวาดๆ มีหัวกระโหลกผีห้อยแขวนอยู่ตามประตู พร้อมด้วยกระดูกผีเช่น กระดูกแขนหรือกระดูกขา นอกจากกระโหลกผีแล้ว ยังมีหัวกระโหลกลิง เขาวัว เขาควาย และลูกประคำขนาดใหญ่ห้อยรุงรัง แล้วนิกรก็สัพยอกลูกชายของเขาซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ

"แกก็สนใจกับเครื่องประดับบนประตูเหมือนกันหรือ"

"สนใจซีครับ ผมอดคิดไม่ได้ว่า หัวกระโหลกของพวกเรา ๓-๔ คน อาจจะเป็นพ่อและผมด้วยคงจะถูกนำมาแขวนที่ประตูนี้"

นายพลดิเรกหันมามองดูลูกชายของนิกรแล้วกล่าวว่า

"ทหารไทยถูกฆ่าตายง่ายๆ ก็ผิดไปล่ะวะ พวกเราแต่ละคนล้วนแต่แข็งแรง เด็ดขาด ไม่กลัวข้าศึก แกอย่าพูดอะไรให้เสียขวัญหน่อยเลย"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เจ้าแม้วร่างใหญ่คนหนึ่งก็เดินผ่านมา มีตะกร้าอยู่ข้างหลังใบหนึ่ง ในตะกร้ามีกะหล่ำปลีและผักกาดสดเต็มไปหมด มือขวาของเจ้าแม้วหนุ่มถือดาบหัวตัด เขาเดินเข้าหยุดยืนเบื้องหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ และแน่ใจว่าพวกนี้คือชาวละว้าหรือลัวะที่มาจากถิ่นอื่น

เขายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และกล่าวเป็นภาษาไทยเสียงแปร่งๆ ว่า

"เป็นยังไง ลุง ลุงไม่สบายหรือเป็นอะไรไป"

เจ้าคุณปัจจนึกยิ้มแห้งๆ

"เปล่า-ข้าเมื่อยขา"

เจ้าแม้วหนุ่มกวาดสายตามองดูใครต่อใคร

"เชิญเข้าไปในหมู่บ้านของเราเถอะ ใกล้จะถึงเวลาสำคัญของพวกเราแล้ว พอตะวันตรงหัว เราก็จะทำพิธีสังเวยมัจจุราชคือองค์พระกาฬนั่นเอง และเราก็จะเลี้ยงดูกันอย่างสนุกสนาน ทั้งพวกแม้วบนดอยนี้ และพวกชาวป่าชาวเขาที่มาร่วมสนุกกับพวกเรา พอตะวันบ่ายก็จะเริ่มการต่อสู้ชิงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬ หรือหัวหน้าเผ่า"

พ.อ. นิกร มองดูเจ้าแม้วด้วยแววตาละห้อย

"ร้านเครื่องดื่มหรือร้านอาหารมีไหมน้องชาย เราอยากดื่มน้ำอัดลมคนละขวด แล้วก๋วยเตี๋ยวลาดหน้า หรือข้าวผัดคนละจาน"

เจ้าแม้วหนุ่มมองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"พี่ชายถามถึงร้านอาหารและร้านเครื่องดื่ม นี่มันบ้านป่าเมืองเถื่อน สำหรับอาหารการกินเราทำกันเอง ไม่มีการซื้อขายกันหรอก เข้าไปในหมู่บ้านของพวกเราเถอะ เมื่อไปถึงหมู่บ้าน เขาจะจัดมะพร้าวมาให้ดื่ม พร้อมทั้งข้าวราดแกง"

นิกรอมยิ้ม

"อ๋อ-จำพวกแกงเนื้อหรือแกงไก่ราดลงบนขนมจีนหรือข้าว"

เจ้าแม้วหนุ่มสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ไม่ใช่หรอกพี่ชาย ชาวแม้วไม่นิยมกินแกงไก่หรือแกงเนื้อ พวกเราชอบกินแกงหมา"

ทุกคนนอกจากนิกรทำคอขย้อนไปตามกัน

"แกงหมา " ร.อ. พนัสร้องขึ้นอย่างสะอิดสะเอียด "กินเข้าไปได้หรือ"

"อ้าว คุณไม่กินพวกผมกินนี่"

พล. ต. พล พูดเสริมขึ้น

"จริงของเขาอ้ายนัส แกไม่เคยกินก็กินไม่ได้ แต่พวกนี้เขากินกันมาจนเคยชินแล้ว พ่อรู้มานานแล้วว่าพวกแม้วชอบกินหมา"

"อ้อก นิกรร้องขึ้นดังๆ "ไปเว้ยพวกเรารีบไปกินแกงหมากันเถอะ"

"แล้วทำไมแกอ้อก" กิมหงวนถาม

"อยากกินน่ะซี เหมือนกับนักเลงเหล้านั่นแหละ ยังไม่ทันกินเหล้า คุยกันเรื่องเหล้าก็อ้อกแล้ว"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทั้ง ๑๐ คน ต่างลุกขึ้นหอบหิ้วสัมภาระเดินตามเจ้าแม้วหนุ่ม ผ่านประตูป่าเข้าไปในเขตหมู่บ้าน เจ้าแห้วมีข้าวของพะรุงพะรังกว่าเพื่อนและเดินล้าหลัง เมื่อเดินผ่านหมู่บ้าน ๕-๖ หลัง สุนัข ๒-๓ ตัวก็เห่าลั่น หญิงกลางคนคนหนึ่งเดินออกมาจากกระท่อมและร้องบอกสุนัขของหล่อน

"เอิ๊บ เอิ๊บ ชู้ว์"

เจ้าแห้วหยุดชะงักและสะดุ้งเฮือก

"อ้าว ทำไมยุหมาให้กัดพวกเราล่ะพี่สาว"

หล่อนหัวเราะอย่างใจดีและโต้ตอบกับเจ้าแห้วเป็นภาษาไทย

"เปล่า ข้าไม่ม่ยุ ข้าห้ามมันต่างหาก ถ้าร้องเอิ๊บ เอิ๊บ ชู้ว์ละก็หมายความว่าห้ามหมาให้หยุดเห่า"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"เป็นยังงั้นไป พี่สาวน่ะอยู่ตัวคนเดียวหรือ มีผัวหรือเปล่า"

"ผัวข้า ๒ คน ลูกผู้ชายสี่ ลูกผู้หญิงสาม แกจะมาเป็นผัวคนที่สามของข้าก็ได้ข้าไม่รังเกียจ"

เจ้าแห้วทำคอย่นแล้วพูดว่า

"เอาไว้คิดดูก่อนนะเจ๊"

ในที่สุดสี่สหายกับลูกชายของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็มาถึงบริเวณลานดินอันกว้างใหญ่บนดอยสามเส้า ลานดินนี้มีขนาดใหญ่โตกว่าสนามฟุตบอลเล็กน้อย มีองค์เทวรูปสูงประมาณ ๑๒ ฟุต แกะสลักด้วยหินประทับอยู่บนแท่นหินในลักษณะยืน เทวรูปองค์นี้คือเทวรูปพระกาฬนั่นเอง ชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าเชื่อถือว่า พระองค์เป็นผู้ประสาทความร่มเย็นเป็นสุขหรือภัยพิบัติให้แก่พวกแม้วทั้งหลายบนดอยนี้ ตัวแทนของพระองค์ก็คือหัวหน้าเผ่าหรือขุนศึกพระกาฬนั่นเอง ขุนศึกย่อมมีอำนาจสูงสุด ในการปกครองบังคับบัญชาพวกแม้วดอยนี้ โดยมี พ่อมดเป็นที่ปรึกษา

ขณะนี้พวกแม้วได้ช่วยกันลำเลียงเครื่องเซ่นสังเวยอันมากมายก่ายกองมาตั้งบนแคร่ไม้ไผ่เกือบ ๑๐ แคร่ อาหารคาวหวานบรรจุไว้ในภาชนะต่างๆ รวมทั้งสุราเป็นไหๆ ที่พวกแม้วช่วยกันต้มขึ้นโดยไม่ต้องหวั่นวิตกว่าจะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือสรรพสามิตจับ เพราะบนดอยสามเส้า นานๆ จึงจะมีตำรวจภูธรชายแดนมาเยี่ยมสักครั้ง พวกแม้วปกครองกันเองเหมือนอาณาจักรน้อยๆ ใครอยากจะปลูกฝิ่น ต้มเหล้า ขายฝิ่น ขายปืนเถื่อนหรือเล่นการพนันประเภทหนึ่งก็ทำได้ตามอัธยาศัย ชีวิตของชาวแม้วจึงเป็นชีวิตที่สันโดษ และมีอิสรภาพเป็นตัวของตัวเองตลอดเวลา ใครอยากสุขสบายหรือเป็นอภิสิทธิชน ก็เอาเงินทองยัดเยียดให้หัวหน้าเผ่าเพียงคนเดียว ไม่ต้องเสียเบี้ยใบ้รายทางก็ทำมาหากินได้คล่อง

"มันเป็นพิธีที่น่าตื่นเต้นแปลกใจไม่น้อย" นายพลดิเรกกล่าวกับ พล. ต. พล

"ชาวเขาหรือพวกแม้วบนดอยนเท่าที่กันสังเกตดูก็รู้สึกว่าไม่ใช่คนที่โง่เขลาเบาปัญญาอะไรนัก แต่เขายึดมั่นในขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา"

พลเห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้วหมอ เขาพึงพอใจในชีวิตและขนบธรรมเนียมเช่นนี้ แต่ว่า...เราจะเอายังไงดีล่ะ เท่าที่แกวางแผนไว้ว่าจะให้อ้ายหงวน อ้ายกรกับเจ้านัสเข้าต่อสู้ชิงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬในบ่ายวันนี้ กันคิดว่าให้อ้ายนัส อ้ายนพ และอ้ายตี๋ดีกว่า อ้ายหงวนกับอ้ายกรมันแก่แล้ว ออกไปสู้รบกับเขาดีไม่ดีก็จะพลาดท่าถูกฆ่าตายเท่านั้นเอง"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"อย่างไรก็ตาม กันเชื่อมืออ้ายกรกับอ้ายหงวนว่ะ เจ้าสองคนนี่ถึงแม้จะแก่แล้ว เขี้ยวเล็บคลอนแคลนเรี่ยวแรงลดน้อยถอยลงไป แต่ชั้นเชิงและลวดลายของมันก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะอ้าย หงวนมีวิธีการต่อสู้อย่างดุเดือด ตื่นเต้น ทันอกทันใจ ส่วนอ้ายกรค่อนข้างสุขุมเรียกเสียงเฮฮาได้ตลอดเวลา"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เอา-แล้วแต่แกเถอะวะ เพราะแกเป็นหัวหน้า"

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง นักรบชาวแม้วแห่งดอยสามเส้า ๑ กองพัน ได้ตั้งแถวเรียงรายเบื้องหน้าองค์เทวรูปพระกาฬ นักรบเหล่านี้ล้วนแต่ผอมกะหร่อง ผิวพรรณซูบซีดแบบสิงห์อมควันทั้งหลาย หลังจากนักรบได้ตั้งแถวเรียบร้อยแล้ว เสียงฆ้องกลองเครื่องบรรเลงต่างๆ ที่อยู่นอกสนามก็เริ่มบรรเลงเพลงทันที เป็นเพลงที่ไม่มีจังหวะแต่เสียงเครื่องบรรเลงบางชนิดล้วงเข้าไปในตับในปอด วงดนตรีคอมโบ้ของพวกแม้วบรรเลงเพลงประมาณ ๑๕ นาที ก็สิ้นสุดลง

คราวนี้พ่อมดผู้มีนามว่าเลาสือ ก็วิ่งเข้าไปในบริเวณลานกว้างท่ามกลางเสียงโห่ร้องของพวกชาวเขา

เลาสือแต่งกายสกปรกรุงรังตามแบบฉบับของพ่อมดชั้นดี ที่ศีรษะมีเขาวัว คล้องคอด้วยลูกประคำเม็ดใหญ่ สลับกับหัวกะโหลกลิง มือซ้ายถือไม้เท้ารูปหงิกงอสีดำ มือขวาถือแส้หางวัวตากแห้ง พ่อมดเต้นระบำแบบแม้วอย่างคล่องแคล่ว เมือเลาสือเต้นมาทางริมสนาม คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธก็พากันจามเสียงลั่น ทำให้เลาสือโกรธมาก ถึงกับเดินเข้าหยุดยืนเบื้องหน้านายพลดิเรกกับคณะ

"เหม็นสาปข้าเอามากเชียวหรือพี่ชาย?"

นิกรยิ้มให้

"อ้ายเหม็นน่ะไม่เหม็นหรอก แต่มันผะอืดผะอมยังไงไม่รู้ แกเต้นรำได้ดีนี่หว่า ยังงี้ไปอยู่ไนท์คลับที่กรุงเทพฯ คงได้ค่าจ้างคืนหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๒-๓ พันบาท"

พ่อมดเลาสือเต้นระบำต่อไป และแล้วเขาก็หยุดเบื้องหน้าองค์เทวรูปนั้น เลาสือยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะถวายคำนับองค์พระกาฬ ต่อจากนั้นเขาก็ประกาศกึกก้อง

"สูทั้งหลายจงตอบข้า ใครเป็นผู้กำชีวิตของพวกเจ้า"

ชาวแม้วต่างร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

"พระกาฬ"

หมอผีร้องประกาศต่อไป

"ใครเป็นผู้ชี้ชะตาชีวิตให้สูเจ้า"

"พระกาฬ" เสียงตอบหนักแน่นตามเคย

"ใครเป็นผู้ประทานความสุขให้แก่เจ้า"

"เตี่ยข้า" ร.อ. สมนึกตะโกนเสียงแหลม

อาเสี่ยกิมหงวนโมโหลูกชายของเขาจนตัวสั่น ยกเท้าขวาถีบ ร.อ. สมนึกเต็มแรง

"นี่แน่ะ เสือกพูดออกมาได้ ประเดี๋ยวก็ตายกันหมดหรอก เพียงแต่อ้ายพ่อมดมันออกคำสั่งให้ทหารฆ่าเราเท่านั้น"

พ่อมดเลาสือ ชูแส้ขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องประกาศว่า

"เมื่อกี้นี้มีเสียงสัตว์ประหลาดพูดอะไร ที่ข้าฟังแล้วไม่เข้าใจ ฉะนั้น สูเจ้าจงตอบคำถามของข้าใหม่ใครเป็นผู้ประทานความสุขให้แก่เจ้า"

"พระกาฬ" เสียงแม้วไม่ต่ำกว่าพันคนร้องขึ้นดังๆ

พ่อมดยิ้มสแยะ เขาเงยหน้าขึ้นมองดูองค์เทพเจ้าและกล่าวขึ้นดังๆ

"ข้าแด่องค์พระกาฬผู้ศักดิ์สิทธิ์ วันนี้เป็นวันมหาฤกษ์ตรงกับวันตรุษสงกรานต์ และเป็นวันที่ชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าจะเลือกหัวหน้าใหม่ตามขนบธรรมเนียมของเราซึ่งมีมาแต่กาลก่อนโน้น บัดนี้ พวกชาวแม้ว และชาวป่าชาวเขาอีกมากมายได้มาชุมนุมพร้อมกันแล้ว ข้าขอเชิญพระองค์ทรงรับเครื่องเซ่นสังเวยอันมากมายก่ายกองเหล่านี้เถิด" พูดจบเลาสือก็ทรุดตัวลงนั่งหมอบกราบถวายความเคารพ

เสียงดนตรีประจำเผ่าแม้ว ซึ่งฟังแล้วหนวกหูและรบกวนประสาทยิ่งกว่าความไพเราะได้ดังกระหึ่มขึ้น บรรดาแม้วทั้งหลายต่างก้มลงกราบเทวรูปเทพเจ้าซึ่งหมายความว่า องค์พระกาฬผู้มีฤทธิ์อันเป็นที่สักการะเคารพของพวกแม้วแห่งดอยสามเส้า คงกำลังเสวยเครื่องเซ่นสังเวยที่ชาวแม้วนำมาถวาย

พวกทหารแม้วประมาณ ๑ กองพัน ยืนนิ่งเฉยท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง จนกระทั่งเสียงเพลงที่ฟังแล้วไม่เป็นสับประรดได้สิ้นสุดลง

พวกทหารต่างชูหอกคู่มือ ขึ้นเหนือศีรษะและร้องเป็นเสียงเดียวกัน

"นายของเราคือเลาอะ ขอให้เลาอะจงเป็นนายของเราต่อไปอีก"

แล้วนายทหารหนุ่มคนหนึ่ง ก็ร้องตะโกนขึ้นเสียงลั่น

"ขอเชิญเลาอะมาตรวจแถวทหารองครักษ์ และให้ชาวแม้วชาวเขาทั้งหลายได้เห็นตัวท่านเถิด"

ใครคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

"ข้าแต่ท่านอิ๊กนอสี ท่านผู้มีจมูกไวเหมือนมด มีหูไวเหมือนกระต่ายป่า ท่านผู้วิ่งเร็วเหมือนกวาง ขอเชิญท่านปรากฏตัวเถิด"

เสี่ยหงวนหันมาพยักหน้ากับนิกร

"เละแล้วอ้ายกร อิ๊กนอสีนั่นมันชาวอัฟริกัน เรื่องป่าอันยอดเยี่ยมของ เอช. ไรเดอร์ แฮกการ์ด"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"มันเย็บปกติดกันละกระมัง กันมองดูพิธีกิจและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ก็นึกอยู่แล้วว่ายังไงมันก็ต้องเละ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ขุนศึกพระกาฬผู้มีนามว่าเลาอะหรือเล่าอะก็พาตัวเดินเข้ามาในบริเวณลานกว้าง ท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้องของพวกชาวแม้วทั้งหลายที่นั่งดูอยู่รอบๆ สนาม

เลาอะแต่งเครื่องรบครบครัน สวมกางเกงสีดำ มีผ้าพันแข้งทั้งสองข้าง แต่ไม่สวมรองเท้า สวมเสื้อแขนยาวสีดำแบบเสื้อแขนกระบอกและเป็นเสื้อกุยเฮง คอกว้าง สวมเสื้อกั๊กทับเสื้อกุยเฮงตัวนั้น ซึ่งเสื้อกั๊กของเขาปักไหมและดิ้นสวยสะดุดตา เขาคาดดาบใหญ่คล้ายกับดาบของนักรบชาวโรมัน บ่าซ้ายสะพายธนูและกระบอกใส่ลูกธนู ที่คอของเขาสวมห่วงเงิน ๕ ห่วง ศีรษะโพกผ้า มองดูเหมือนกับเกล้ามวยตามแบบฉบับของชาวแม้ว เลาอะอยู่ในสภาพมึนเมา เพราะเขาได้ดื่มเหล้าเข้าไปหลายจอก ในการเลี้ยงต้อนรับนายทหารเวียตนามเหนือและนายทหารแห่งขบวนการประเทศลาว

เลาอะแลเห็นคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยนั่งล้ำออกมานอกเส้นริมสนามประมาณ ๒ เมตร เขาก็รู้สึกไม่พอแต่ในใจว่า นายพลดิเรกกับคณะเป็นชาวละว้าหรือลัว

เล่าอะพาตัวเดินเข้ามาหา เขาชักดาบออกจากฝักและร่ายรำอย่างคล่องแคล่ว พร้อมกับส่งเสียงร้องเหมือนกับงิ้ว

"ว้าก อั๊วมีไก๊เล่าอะโว้ย"

นิกรมองดูอย่างขบขัน

"นี่น่ะหรือขุนศึกพระกาฬ ลื้อหนีมาจากโรงงิ้วแถวเยาวราชนี่หว่า"

หัวหน้าแม้วขยับดาบทำท่าเหมือนกับจะฟันนิกร

"ม่ายใช่ ม่ายใช่ อั๊วไม่ล่ายหนีมา อั๊วเป็นหัวหน้าแม้วที่นี่มา ๔ ปีแล้ว อั๊วเกิดที่นี่และโตที่นี่" แล้วเขาก็ยักคิ้วให้เสี่ยหงวน "อั๊วนี่แหละโว้ยเล่าอะ"

"ชื่อเข้าทีนี่หว่าอ้ายน้องชาย อะ ภาษาจีนแปลว่าเป็ด เหล้าอะก็แปลว่า เหล้ากินกับเป็ดย่าง"

เล่าอะโกรธจนหน้าเขียว

"ภาษาแม้วโว้ย ไม่ใช่ภาษาจีนหรือภาษาไทย"

ร.อ. พนัส ผุดลุกขึ้นยืนและเดินรี่เข้ามาหาเล่าอะ

"ท่านคือขุนศึกพระกาฬใช่ไหม?" พนัสพูดภาษาไทยเสียงแปร่งๆ

เล่าอะไม่ตอบ เขามองดูลูกชายของ พล. ต. พลด้วยแววตาแข็งกร้าว ร.อ. นพ พูดเสริมขึ้นทันที

"ตอบเขาหน่อยซีโว้ยนายเป็ดย่าง"

เล่าอะสะดุ้งเฮือก หันมาทำตาเขียวกับลูกชายนิกรแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"มึงน่ะซีอ้ายเป็ดย่าง"

พนัสโบกมือห้าม ร.อ. นพให้สงบเงียบเสียง ลูกชายของพลปลดดาบไทยลงมาจากบ่าของเขา และดึงดาบออกจากฝัก

"ข้าแน่ใจว่าท่านคือขุนศึกพระกาฬของพวกแม้วเผ่านี้ ข้าอุตส่าห์เดินทางมาตั้ง ๑๐ กิโลเมตร "

เสียง ร.อ. นพ ร้องขึ้นดังๆ

"พูดให้มันถูกเรื่องโว้ย เรื่องป่าเขาหรือเรื่องชาวเขา เขาพูดกันเป็นเส้นหรือวา"

ร.อ. พนัสยิ้มแห้งๆ เขาพยักหน้าให้เล่าอะ แล้วกล่าวว่า

"ถูกละ....ข้าและพวกเราได้บุกป่าฝ่าดงมาไม่น้อยกว่า ๒๕๐ เส้น เพื่อมาชมพิธีสังเวยมัจจุราชในวันตรุษสงกรานต์ แล้วก็...ข้าจะขอทดสอบฝีมือกับท่านเป็นคนแรก หวังว่าท่านคงจะให้เกียรติแก่ข้าเป็นแน่"

เล่าอะหัวเราะเสียงกังวานและมองดู ร.อ. พนัสอย่างดูหมิ่นในฝีมือ

"เจ้าหนุ่มน้อย เจ้าจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่หรือ ตัวของเจ้าถึงจะมีฝีไม้ลายมือเข้มแข็งสักปานใดก็คงสู้ข้าไม่ได้"

ร.อ. สมนึกหรือเสี่ยตี๋ตะโกนขึ้นดังๆ

"เตะมันอ้ายนัส เตะตูดมันสักป้าบมันจะได้โกรธแกและฟันกับแก"

ร.อ. ดำรง เห็นพ้องด้วยจึงร้องสนับสนุน

"เอาเลยอ้ายนัส"

เล่าอะหันไปมองดูสามสหายหนุ่มอย่างเดือดดาล

"ไหงหนุนยังงี้ล่ะน้องชาย ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลาต่อสู้เพื่อชิงตำแหน่งประมุขแม้วหรือขุนศึกพระกาฬ เพราะเทพเจ้าของเรากำลังเสวยเครื่องเซ่นสังเวยที่พวกเราจัดมาถวายพระองค์ การต่อสู้ชิงตำแหน่งสำคัญจะเริ่มต้นหลังจากชาวแม้วและพี่น้องชาวป่าชาวเขาของเราได้ร่วมรับประทานอาหารกันอิ่มหมีพีมันเรียบร้อยแล้ว"

แล้วเล่าอะก็พาตัวเดินตรงไปยังกองทหารราชองครักษ์ประจำตัวของเขา

ทหารทงแถวต่างร้องตะโกนขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

"ท่านผู้มองเห็นในที่มืด ท่านผู้มีหูทิพย์ ตาทิพย์ การเลือกตั้งครั้งนี้ขอให้ท่านได้รับชัยชนะเถิด"

เลาสือ พ่อมดเจ้าเล่ห์ลุกขึ้นจากแท่นหิน ถือแส้หางวัวและไม้เท้าเต้นก๋าเข้าไปหาเล่าอะ เขายกแส้หางวัววนเวียนไปมาเบื้องหน้าขุนศึกพระกาฬและทำหน้าแสยะกรอกนัยน์ตาไปมา พ.อ. กิมหงวนพรวดพราดลุกขึ้นยืน แต่เจ้าแห้วจับขาไว้และถามว่า

"รับประทานอาเสี่ยจะไปไหนครับ"

"ปล่อยข้าอ้ายแห้ว ขอให้ข้าเข้าไปกระทืบอ้ายพ่อมดคนนั้นสักทีเถอะวะ ท่าทางมันกวนประสาทมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยเสียงหัวเราะ

"อยากตายก็เข้าไปซี ถ้าแกไปทำอะไรอ้ายพ่อมดนั่น เล่าอะมันจะต้องออกคำสั่งให้ทหารองครักษ์ของมันเล่นงานแกทันที ตายด้วยหอกน่ะมันน่าทุเรศนะโว้ย"

เสี่ยหงวนทรุดตัวลงนั่งตามเดิม แล้วยกมือตบศีรษะเจ้าแห้ว

"ขอบใจมากอ้ายแห้วที่แกช่วยเหนี่ยวรั้งกันไว้ แต่ถึงแกไม่ห้ามกันก็ไม่เข้าไป นอกจากจะทำท่าเต๊ะเล่นโก้ๆ "

"ถุย" พล. ต. พล ร้องเรียกลูกชายของเขา "มานั่งนี่โว้ยอ้ายนัส"

ภายในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง พ่อมดเลาสือก็ได้ร้องประกาศให้ทราบทั่วกันว่า

"พวกท่านทั้งหลายจงฟังข้า ข้าคือผู้แทนองค์เทพเจ้าแห่งพระกาฬ บัดนี้พระองค์ได้เสวยเครื่องเซ่นสังเวยเสร็จแล้ว ข้าขอเชิญชวนให้พี่น้องชาวป่าชาวเขาชาวแม้วทั้งหลาย จงกินเครื่องสังเวยต่างๆ ที่มีอยู่มากมายก่ายกอง เพื่อจะได้เป็นสวัสดิมงคล องค์พระกาฬได้รับสั่งกับข้าว่า พระองค์พร้อมแล้วที่จะให้ความสนับสนุนช่วยเหลือเล่าอะ ให้ดำรงตำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าเผ่า หรือขุนศึกพระกาฬต่อไป ข้าใคร่ขอเตือนชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าว่า จงเลิกล้มความคิดที่จะประลองฝีมือกับเล่าอะเสียเถิด เพราะเมื่อองค์เทพเจ้าเอาใจช่วยเล่าอะเช่นนี้ก็ยากนักที่ใครจะเอาชนะเขาได้"

เสียงดนตรีประจำเผ่าแม้วดังขึ้นอีก มันเป็นเพลงที่ไม่มีจังหวะและทำนอง บรรดาพวกแม้วและชาวป่าชาวเขาทั้งหลายต่างลุกขึ้นเคลื่อนที่เข้ามาในบริเวณลานกว้าง ทหารองครักษ์ของเล่าอะได้แยกย้ายออกจากแถวร่วมรับประทานเหล้าและอาหารกับพวกประชาชน

พ.อ. นิกร กล่าวกับคณะพรรคของเขา

"เอาโว้ยพวกเรา ไปกินเครื่องสังเวยเถอะ หมูเห็ดเป็ดไก่มีมากมายก่ายกอง วิสกี้ตราขาวก็มีเยอะแยะ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"นั่นมันเหล้าเถื่อนหรอกเว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เข้าไปร่วมวงกินกับเขา อย่าให้หัวหน้าเผ่าและพ่อมดสงสัยได้ เท่าที่พวกเรายั่วเย้ากระเซ้าเขาเมื่อกี้นี้มันก็ทำท่าสงสัยเราแล้ว"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"อาหารพื้นเมืองแบบแม้วเราจะกินลงหรือครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณพูดตัดบท

"เถอะน่า กินไม่ได้ก็อย่ากิน แต่เราจะต้องไปร่วมวงกับเขา แล้วก็ อ้ายกรอย่ากินให้อิ่มนัก เพราะแกจะต้องลงสนามต่อสู้กับขุนศึกพระกาฬ ถ้าหากว่าพวกเราปราชัยมัน"

การเลี้ยงอาหารสิ้นสุดลงก่อนเวลา ๑๖.๐๐ น. เล็กน้อย

พวกแม้วได้ช่วยกันทำความสะอาดลานกว้าง ขนหม้อข้าวหม้อแกงและถ้วยชามภาชนะต่างๆ ออกไป หลังจากนั้น เล่าอะขุนศึกพระกาฬก็ได้กระทำพิธีกราบไหว้สักการะเคารพองค์เทวรูปพระกาฬผู้ศักดิ์สิทธิ์ ในเวลาเดียวกัน ทหารองครักษ์ประจำตัวเล่าอะ ๑ กองพัน คือกองพันทหารหอก ก็ได้ขยายแถวเรียงรายรอบสนาม เว้นระยะห่างจากกันคนละประมาณ ๑๐ ก้าว ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้คนดูล่วงล้ำเข้ามา ซึ่งการเลือกตั้งหัวหน้าเผ่าในวันนี้จะเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด เหมือนอย่างที่กระทาชายชาวอีก้อคนหนึ่งกำลังกระซิบกระซาบบอกให้ ร.อ. พนัส ระมัดระวังตัวไว้

"ข้ากับท่านไม่เคยรู้จักกันมาแต่ก่อนก็จริง แต่ข้าไม่ชอบการต่อสู้ที่เอารัดเอาเปรียบกัน เมื่อข้าเห็นท่านเตรียมตัวลงสนามต่อสู้กับเล่าอะเป็นคนแรก ข้าก็อดเป็นห่วงท่านไม่ได้ จึงเรียกตัวมาบอกให้รู้"

ลูกชายของพลยกมือไหว้อีก้อวัย ๓๐ เศษ

"ขอบใจมากพี่ชาย ชาวละว้าหรือชาวอีก้อความจริงก็เป็นพี่น้องกัน ข้าอยากจะทราบว่า เล่าอะมีแผนการสกปรกอย่างไรที่มันจะเล่นงานคู่ต่อสู้ของมัน"

หนุ่มอีก้อมองซ้ายมองขวาเสียก่อนจึงกระซิบบอก ร.อ. พนัส

"พวกทหารคอมมิวนิสต์แม่นปืนประมาณ ๑๐ คน กำลังแอบอยู่ตามที่กำบังต่างๆ เมื่อการต่อสู้เริ่มต้นไปได้สักครู่ ทหารแม่นปืนก็จะใช้ปืนเงียบยิงคู่ต่อสู้ของเล่าอะ และเมื่อเขาถูกยิง เล่าอะก็จะถือโอกาสสังหารคู่ต่อสู้ของเขาทันที ในที่สุดเขาก็จะได้เป็นหัวหน้าเผ่าแม้วแห่งดอยสามเส้าต่อไป นี่คือการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุด ข้าตั้งใจจะมาต่อสู้กับเล่าอะ แต่ข้าเลิกล้มความคิดเสียแล้ว"

ร.อ. พนัสยกมือไหว้หนุ่มอีก้ออีกครั้งหนึ่ง

"ข้าจะไม่ลืมบุญคุณของท่านเลย เท่าที่ท่านบอกความจริงให้ข้าทราบ ซึ่งข้ากับพรรคพวกของข้าคงจะมีทางแก้ไขได้ทันท่วงที"

อีก้อยิ้มให้เขา

"อย่าประมาทคู่ต่อสู้อ้ายน้องชาย เล่าอะเป็นนักดาบฝีมือเยี่ยมคนหนึ่งและกำลังวังชาแข็งแรงมาก"

"ข้าจะจำคำเตือนของท่านไว้"

ขณะนี้เล่าอะได้กระทำการสักการะบูชาองค์พระกาฬเป็นครั้งสุดท้ายเรียบร้อยแล้ว เขาลุกขึ้นจากแท่นหินและก้าวลงในท่าทีสง่างาม แล้วเขาก็ชูดาบใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องประกาศก้อง

"ตูข้าพร้อมแล้ว ท่านผู้ใดใครอยากได้ตำแหน่งขุนศึกพระกาฬก็เชิญออกมาสู้รบกับตัวข้า และสังหารตูข้าเสียก่อน เราจะได้ต่อสู้กันตัวต่อตัวต่อพระพักตร์องค์เทวรูปพระกาฬ"

ประชาชนคนดูรอบสนามต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจและลุกขึ้นยืนเพื่อต้องการดูการต่อสู้ให้ถนัด ร.อ. นพ ลูกชายนิกรถือทวนเล่มหนึ่งเดินเข้าไปในสนาม ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง แต่แล้ว ร.อ. นพ ก็หยุดชะงักหมุนตัวเดินกลับมาหาคณะพรรคของเขา และกล่าวกับ ร.อ. พนัสว่า

"กันอยากต่อสู้กับเล่าอะมากแต่ก็เกรงใจแก ฉะนั้นให้แกต่อสู้ก่อนดีไหมเพื่อน"

"ถุย" ร.อ. สมนึกร้องขึ้นดังๆ "คนอย่างแกเขาเรียกว่าท่าดีทีเหลว"

ลูกชายของนิกรหัวเราะชอบใจ

"เออ-ก็อย่างนั้นน่ะซีวะ"

ลูกชายของผลเดินเข้าไปในสนามต่อสู้แล้ว มือขวาถือดาบไทยขนาดใหญ่ พวกแม้วและชาวป่าชาวเขาที่เป็นกลางต่างตบมือโห่ร้องให้เกียรติพนัส ซึ่งทุกคนเข้าใจผิด คิดว่าพนัสเป็นชาวละว้า

ในเวลาเดียวกัน เล่าอะได้เดินปรี่เข้ามาหา ร.อ. พนัสในท่าทางทรนง

"ข้าขอต้อนรับท่าน เท่าที่ท่านกล้าหาญตัดสินใจประลองฝีมือดาบกับข้า บอกข้าหน่อยเถิดอ้ายน้องชาย ว่าเจ้ามีนามว่ากระไร"

พนัสยิ้มเล็กน้อย

"ข้าชื่อชะโด"

"ขอบใจมาก ข้าคือเล่าอะขุนศึกพระกาฬ ซึ่งข้ากำลังหวังที่จะเป็นหัวหน้าต่อไปจากการเลือกตั้งในครั้งนี้ กติกาการต่อสู้ของเรานั้นไม่มีอะไรมากนัก เราทั้งสองจะสู้กันโดยไม่มีกำหนดและไม่มีการหยุดพัก ใครเพลี่ยงพล้ำก็จะถูกฆ่าตายและผู้ชนะก็จะต้องประลองฝีมือกับคนอื่นต่อไป"

ร.อ. พนัสพยักหน้ารับทราบ

"ข้าเข้าใจดีแล้วท่านขุนศึก และข้าขอถือโอกาสนี้บอกท่านด้วยว่าหากท่านแพ้ถูกข้าฆ่าตาย ขอท่านอย่าได้อาฆาตพยาบาทจองเวรจองกรรมกับข้าเลย"

จอมแม้วแสยะยิ้ม

"เจ้าหนุ่มน้อยคราวลูกหลาน ท่านทะนงในฝีมือของท่านมากเกินไปเสียแล้ว ประเดี๋ยวก็คงจะรู้ว่าในระหว่างท่านกับข้านั้น ใครจะต้องไปเฝ้าพระกาฬที่เมืองผี"

เสียง ร.อ. นพตะโกนลั่น

"ว่ายังไงโว้ยจะรบกันหรือคุยกัน"

เลาอะกระโดดเข้าทะลวงฟันลูกชายของพลทันที แต่ ร.อ. พนัสระวังตัวอยู่แล้ว จึงยกดาบขึ้นปิดป้องไว้ทัน และแล้วการต่อสู้ก็เป็นไปอย่างดุเดือด ทั้งสองฝ่ายต่างแคล่วคล่องว่องไวพอๆ กันอย่างไรก็ตาม เลาอะมีกำลังเหนือกว่าพนัสและชั้นเชิงดาบก็เหนือกว่า ประกอบทั้งคนดูเกือบ ๒,๐๐๐ คน ได้ร้องเชียร์เลาอะ จึงทำให้เลาอะย่ามใจฟาดฟันซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว

ร.อ. พนัสล่าถอยมาทางคณะพรรคของเขาซึ่งอยู่ทางด้านตะวันออก เขาสู้พลางถอยพลาง ที่ถอยมาทางนี้ก็เพื่อหวังจะได้กำลังใจจากพรรคพวก

"อ้ายนัส" เสี่ยตี๋ตะโกนลั่น "อย่าถอยซีโว้ย หน้าตามันไม่เหมือนพ่อแกสักหน่อย"

พนัสหันไปมองตู เขาแลเห็นพล กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเสี่ยตี๋เพียงเท่านั้น ปรากฏว่านิกร นายพลดิเรก ร.อ. นพ ศาสตราจารรย์ดำรงและเจ้าแห้วหายไป

การประลองฝีมือ ซึ่งเอาชีวิตของตนเป็นเดิมพัน เป็นไปด้วยความตื่นเต้นดุเดือด ประชาชนคนดูไม่ต่ำกว่า ๙๕ เปอร์เซ็นต์ล้วนแต่เอาใจช่วยเลาอะ มีการร้องตะโกนหนุนและโห่ร้องกันเกรียวกราว

ร.อ. สมนึก และเห็น ร.อ. พนัส ทำท่าอ่อนแรง เขาก็ร้องตะโกนลั่น

"บุกมันบ้างซีโว้ยอ้ายนัส พยายามตัดคอมันให้ได้ แล้วแกจะได้เป็นขุนศึกพระกาฬแห่งดอยสามเส้า"

ลูกชายของพลเปลี่ยนจากฝ่ายรับเป็นฝ่ายรุก ฝีดาบไทยของ ร.อ. พนัสทำให้เลาอะรู้ดีว่า ถ้าหากเขาเพลี่ยงพล้ำเพียงเสี้ยววินาทีเขาก็จะตกเป็นเหยื่อคมดาบของเจ้าหนุ่มรูปหล่อคนนี้ ซึ่งเลาอะคิดว่าพนัสเป็นชาวลัวะหรือละว้า มิฉะนั้นก็คงเป็นพวกอีก้อต่างถิ่นที่ยอมเสี่ยงชีวิตต่อสู้กับเขาเพื่อหวังจะเป็นประมุขของชาวแม้วที่นี่

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นายสิบทหารของขบวนการของประเทศลาวและนายสิบเวียตนามเหนือฝ่ายละ ๓ คน ได้ปรากฏตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่เบื้องหลังบริเวณลานดินทางด้านใต้ นายสิบทหารคอมมิวนิสต์เหล่านี้มีปืนเล็กยาวซึ่งเป็นปืนเงียบ ทุกคนได้รับคำสั่งจาก ร.อ. เหงียนแหง่และ ร.ท. คำหมื่นให้คอยยิงคู่ต่อสู้ของเลาอะด้วยปืนเงียบ เมื่อคู่ประลองหรือคู่ต่อสู้ของเลาอะถูกกระสุนปืน ก็จะเปิดโอกาสให้เลาอะสังหารเสีย พิธีเลือกตั้งหัวหน้าแม้วที่สกปรกขาดความเป็น ลูกผู้ชายเช่นนี้เองจะช่วยให้เลาอะได้ดำรงตำแหน่งเป็นขุนศึกพระกาฬต่อไป

อย่างไรก็ตาม คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยได้ล่วงรู้ เบื้องหลังของการเลือกตั้งอันสกปรกแล้ว นายพลดิเรกหัวหน้าคณะจึงชวนนิกร ร.อ. นพ และ ลูกชายของเขากับเจ้าแห้วมุ่งตรงมาค้นหาหน่วยแม่นปืนของฝ่ายศัตรู ซึ่งนิกรกับ ร.อ. นพจะเป็นผู้สังหารข้าศึกด้วยอาวุธสั้นหรืออาวุธประหลาดคือธนูมือ ลูกธนูที่มีความยาวไม่เกิน ๖ นิ้ว ใช้วางบนร่องนิ้วมือและใช้หัวแม่มือดีด กรรมวิธีนี้ พ.อ. นิกรได้ฝึกฝนมานานแล้วจนกระทั่งเขาสามารถยิงธนูมือได้แม่นยำในระยะ ๑๐๐ เมตรลงมา และแล้วนิกรก็ถ่ายทอดวิชานี้ให้ลูกชายคนเดียวของเขา

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องอื้ออึงของพวกชาวแม้วและชาวเขาที่กำลังเชียร์เลาอะ นายพลดิเรกกับพรรคพวกที่ติดตามมาได้แลเห็นพวกนายสิบแม่นปืนแล้ว ทุกคนอยู่บนต้นไม้ใหญ่และกำลังจ้องมองดูการประลองฝีมือระหว่างเลาอะกับเจ้าหนุ่มแปลกหน้า

นายพลดิเรกยกมือขวาตบบ่า พ.อ. นิกร เบาๆ และกระซิบบอกว่า

"แกกับอ้ายนพต้องใช้ความรวดเร็วฉับพลันฆ่านายสิบทหารญวนหรือทหารลาวก่อนที่มันจะใช้ปืนเงียบยิงอ้ายนัส"

พ.อ. นิกรพยักหน้ารับทราบ

"กันเข้าใจหน้าที่ของกันดีแล้ว แกพาดำรงกลับไปนั่งดูเถอะ ทิ้งกันกับอ้ายนพและอ้ายแห้วไว้ที่นี่ก็แล้วกัน"

"ออไร๋ ออไร๋ การเลือกตั้งที่สกปรกแบบนี้เอง จะช่วยให้เลาอะได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าแม้วที่นี่อีก"

ศาสตราจารย์ดำรงเลื่อนตัวเข้าไปยืนข้าง ร.อ. นพ แล้วมองดูลูกธนูที่นพถือไว้ในมือ ๓ ลูก

"แกเตรียมไว้สามลูกเท่านั้นน่ะหรือ"

นพว่า "เท่านี้ก็เหลือเฟือ แกคงไม่รู้ว่าลูกธนูของกันทั้งสามลูกนี้ กันได้สร้างขึ้นเป็นพิเศษ ปลายของมันจุ่มยาพิษยิงถูกข้าศึกเข้านิดเดียวข้าศึกก็จะตายทันที แต่ถ้ายิงผิดที่หมาย ลูกธนูก็จะเลี้ยวกลับมาหากัน"

ร.อ. ดำรงค้อนขวับแล้วพูดเสียงหนักๆ

"โกหก"

ร.อ. นพ ยิ้มเล็กน้อย

"โกหกน่ะซี"

ศาสตราจารย์ดิเรกสบตากับเจ้าแห้วก็กล่าวว่า

"หน้าที่ของแกก็คือ คอยคุ้มกันอ้ายกรกับอ้ายนพ ถ้าหากมีเรื่องร้ายแรงเกิดขึ้น แกจะต้องสู้ตายเข้าใจไหม"

เจ้าแห้วรับคำอย่างแข็งแรง

"เข้าใจครับ"

นายพลดิเรกพาลูกชายของเขาเดินออกไปทางหน้าหมู่บ้านซึ่งขณะนี้การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด พวกชาวป่าชาวเขาที่ร้องเชียร์เอาใจช่วยเลาอะในตอนแรกเมื่อได้เห็นเพลงดาบอันยอดเยี่ยมของเจ้าหนุ่มรูปหล่อต่างก็เปลี่ยนใจมาหนุนพนัส ทำให้การต่อสู้ระหว่างพยัคฆ์ร้ายกับสิงห์หนุ่มมีรสชาติเข้มข้นขึ้นอีก

ตอนนี้เอง สิบโททหารเวียดนามเหนือซึ่งยืนอยู่บนคบไม้ใหญ่รู้สึกว่าเลาอะตกเป็นรอง ร.อ. พนัสแล้ว อันเนื่องจากวัยที่แตกต่างกันนั่นเอง ส.ท. เหงียนจุ่นยกปืนเล็กยาวซึ่งเป็นปืนเงียบแบบพิเศษและศูนย์ปืนหมายไปที่โคนขาขวาของพนัสในระยะ ๒๐๐ หลา แต่กล้องเล็งประจำปืนจะช่วยให้การยิงแม่นยำราวกับว่าในระยะ ๒๐ หลา ประกอบทั้งนายสิบเหล่านี้ เป็นทหารแม่นปืนที่คัดเลือกมาเป็นพิเศษ

"พ่อ" ร.อ. นพกระซิบกระซาบกับบิดาของเขา "อ้ายหมอนั่นมันกำลังจะยิงอ้ายนัส ผมจัดการกับมันนะพ่อ"

"เอาเลยลูก แต่ว่า การยิงคนข้างหลังมันยังไงอยู่นะ"

"ปู้โธ่" นพคราง "นั่นมันหนังคาวบอยพ่อ แต่นี่กำลังสู้รบกับศัตรูของเรา สงครามก็คือ พยายามฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งให้มากที่สุด"

ด้วยความรวดเร็วฉับพลัน ร.อ. นพยกธนูมือขึ้น แล้วใช้หัวแม่มือข้างขวาดีดออกจากร่องมือตามที่เขาได้รับการฝึกหัดสั่งสอนมาจากบิดาของเขา

ธนูมือลูกนั้นเสียบหลัง ส.ท. เหงียนจุ่นและปักเข้าไปประมาณ ๔ นิ้ว เหงียนจุ่นกำลังจะยิง ร.อ. พนัส พอถูกธนูมือของเขาก็สะดุ้งสุดตัว ขมวดคิ้วนิ่วหน้ายืนแอ่นตัวแยกเขี้ยวยิงฟัน จนกระทั่งสิบตรีทหารลาวแดงหันมาเห็นเข้า จึงร้องถามว่า

"เป็นหยังโว้ยเหงียนจุ่น"

เหงียนจุ่นไม่ตอบ ได้แต่ทำปากเบี้ยวปากบูด ต่อจากนั้น ร่างอันสูงใหญ่ของคอมมิวนิสต์ญวนก็ลอยละลิ่วลงมาจากต้นไม้ต้นนั้น

การประลองฝีมือซึ่งต่อสู้กันด้วยอาวุธจริงระหว่างเลาอะกับพนัสได้ผ่านพ้นไปเกือบครึ่ง ชั่วโมงแล้ว ทั้งสองต่างระมัดระวังตัวเต็มที่ ขณะนี้นายพลดิเรกกับ ร.อ. ดำรง ลูกชายของเขาได้กลับมานั่งรวมกลุ่มชมการต่อสู้ต่อไปแล้ว เลาอะรู้สึกแปลกใจไม่น้อยเท่าที่ไม่มีใครใช้ปืนเงียบยิงคู่ต่อสู้ของเขา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้เขาฆ่าอย่างสะดวกสบาย

อย่างไรก็ตาม เขาไม่มีเวลาที่จะคิดถึงเรื่องนี้มากนัก เลาอะมานะกัดฟันบุกทะลวงรุกไล่ ร.อ.พนัส ใช้ดาบคู่มือของเขาฟาดฟันซ้ายขวาอย่างอุตลุด ดังนั้นพนัสจึงต้องใช้วิธีสู้พลางถอยพลางเพื่อออมกำลังไว้

ครั้งหนึ่งเลาอะโถมเข้าประชิดตัวพนัสและฟันซ้ายขวาอย่างดุเดือด แรงเหวี่ยงของดาบใหญ่ ทำให้ดาบไทยในมือพนัสขาดกระเด็นคงเหลือแต่ด้ามดาบ

ลูกชายของพลเหวี่ยงด้ามดาบทิ้งและยืนจังก้าเตรียมพร้อมที่จะสู้กับเลาอะทั้งๆ ที่เขามีแต่มือเปล่า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผุดลุกขึ้นยืนและโยนดาบของท่านไปให้พนัส

"สู้มันอ้ายนัส"

เลาอะ หยุดยั้งการต่อสู้ชั่วขณะ เขายิ้มให้ ร.อ. พนัส แล้วกล่าวว่า

"เจ้าหนุ่มผู้กล้าหาญ ฝีมือดาบของเจ้านั้นยอดเยี่ยมนัก แต่ดาบของเจ้าทำด้วยเหล็กเลวๆ จึงเป็นที่น่าเสียดายไม่น้อยที่เจ้าต้องปราชัยข้า เพราะระเบียบกติกานั้นได้ระบุไว้ว่า ถ้าคู่ต่อสู้คนใดอาวุธคู่มือหักหรือใช้การไม่ได้ก็จะถือว่าเป็นฝ่ายปราชัย และต้องออกจากสนามต่อสู้เพื่อเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามาบ้าง หวังว่าท่านคงเข้าใจตามนี้"

ร.อ. พนัสพยักหน้ารับทราบ เขายิ้มให้เลาอะแล้วพาตัวเดินออกจากสนามแข่งขันตรงเข้าไปหาคณะพรรคของเขา เป็นอันว่าเลาอะได้ชัยชนะแล้ว เพราะพนัสดาบหักนั่นเอง พวกแม้วแห่งดอยสามเส้าที่สนับสนุนเลาอะต่างโห่ร้องก้องกังวาน พ่อมดเลาสือวิ่งเข้ามาในสนามและเต้นระบำไปรอบๆ ตัวเลาอะ ท่ามกลางเสียงดนตรีของชาวแม้ว

เมื่อเสียงโห่ร้องสิ้นสุดลง เลาอะก็ชูดาบขึ้นเหนือศีรษะและประกาศว่า

"องค์พระกาฬเทพเจ้าได้ดลบันดาลให้ข้าได้รับชัยชนะในการประลองดาบเป็นคู่แรก หากใครคิดว่ามีฝีมือทัดเทียมหรือเหนือกว่าข้าแล้ว ก็ขอให้มาสู้รบกันเถิด"

"สู้มันอ้ายหงวน" พล. ต. พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ขอเวลาปลุกพระสักสามสี่ชั่วโมงได้ไหม"

"ไม่ต้องโว้ย" พลตวาด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"อย่าร่ำไรน่าอ้ายหงวน"

ทันใดนั้นเอง นิกรได้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามารวมกลุ่ม และทรุดตัวลงนั่งบอกให้พรรคพวกของเขาทราบ

"กันกับอ้ายนพฆ่าหน่วยแม่นปืนของมันได้ ๓ คนแล้ว กันอยากมาดูพวกเราสู้กับเล่าอะ ก็เลยทิ้งอ้ายแห้วกับอ้ายนพให้ทำหน้าที่ต่อไป"

อาเสี่ยยิ้มให้นิกร

"ดีมากอ้ายกร แกมาทันเวลาพอดี อ้ายนัสสู้กับเล่าอะจนดาบหักคามือ ก็เลยต้องแพ้มันตามมันกติกา ไป แกออกไปสู้กับมันเถอะอ้ายกร"

พ.อ. นิกรขมวดคิ้วย่น

"จะดีหรือ กันไม่ชอบทำอะไรหักหน้าเพื่อนฝูงหรอก ขอให้กันเป็นคนสุดท้ายดีกว่า"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดโพล่งออกมาอย่างหัวเสีย

"มัวแต่เกี่ยงกันอยู่นั่นแหละโว้ย กันดีกว่า กันจะสู้กับเล่าอะเอง"

พล. ต. พล มองดูหน้าศาสตราจารย์ดิเรกอย่างขบขัน

"นัยน์ตาแกบอด ถึงแกสวมแว่นหนาตั้งคืบ แกก็ไม่มีทางที่จะเอาชนะใครได้" พูดจบพลก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ออกไปสู้กับมันอ้ายหงวนถ้าแกพลาดท่าถูกฆ่าตายกันจะออกไปสู้กับมันเอง"

อาเสี่ยคว้าดาบใหญ่ลุกขึ้นยืน ทันใดนั้นเอง เสี่ยตี๋ได้จ้องมองดูหน้าเขาและร้องขึ้น

"เตี่ย เตี่ยยิ้มหรือร้องไห้น่ะ"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ยิ้มโว้ย"

"เอ๊ะ แต่ผมเห็นเตี่ยกำลังร้องไห้ เสี่ยนั่งลงเถอะครับ ให้อากรออกไปดีกว่า"

กิมหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง แล้วก็ถือดาบไทยเล่มใหญ่เดินเข้าไปในสนามต่อสู้

เล่าอะปราดเข้ามาหาด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ทั้งสองหยุดยืนเผชิญหน้ากันในระยะห่างพอสมควร เล่าอะยักคิ้วให้อาเสี่ยรวม ๕ ครั้ง เสี่ยหงวนยักคิ้วให้ ๑๐ ครั้ง แต่แล้วพออาเสี่ยร้องว้ากแบบงิ้ว ขุนศึกพระกาฬก็ตกใจถอยกรูด

"ลื้อชื่ออะไร" กิมหงวนถามเสียงหนักแน่น

เล่าอะก้มศีรษะเล็กน้อย

"ข้าพเจ้าชื่อเล่าอะ"

"อ้อ-อ้ายเป็ดย่าง"

คราวนี้เล่าอะโกรธจนหน้าเขียว

"ภาษาแม้วโว้ย ไม่ใช่ภาษาจีนหรือภาษาไทย ท่านล่ะเป็นใครมาจากไหน บอกให้รู้เสียก่อน เราจะได้บันทึกลงในสมุดไดอารี่ของเราได้ถูกต้องว่า เหยื่อแห่งคมดาบของเรานั้นคือใคร"

อาเสี่ยหัวเราะก๊าก

"ข้าพเจ้าชื่อเล่าหงวน บิดาของเราเป็นอีก้อ มารดาของเราเป็นชาวละว้า ข้าพเจ้าคือนักรบผู้ยิ่งใหญ่ของชาวละว้า เคยสู้รบและสังหารข้าศึกมามากมายหลายร้อยคนแล้ว"

เล่าอะมองดูอาเสี่ยอย่างขบขันและด้วยสายตาที่ดูหมิ่นในฝีมือของเสี่ยหงวน

"มา-มารบกันเถอะพี่ชาย พวกชาวแม้วและชาวเขากำลังต้องการดูฝีมือของเรา ซึ่งในระหว่างท่านกับข้าพเจ้านั้น ผู้แพ้ก็คงต้องเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ"

ทั้งสองเริ่มประดาบกันทันที เพราะอาเสี่ยมีร่างกายสูงชะลูด และท่าทางเก้งก้าง จึงเรียกเสียงหัวเราะจากคนดูตลอดเวลา บรรดาผู้เฒ่าผู้แก่ต่างเอาใจช่วยเขา โดยเฉพาะคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ ต่างร้องตะโกนหนุนเสียงลั่นตลอดเวลา ขณะนี้เจ้าแห้ววิ่งเข้ามานั่งรวมกลุ่มและรายงานให้เจ้านายทราบว่า นายสิบแม่นปืนที่แอบซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ ถูก ร.อ. นพ กับ พ.อ. นิกร ฆ่าตายหมดแล้ว ขณะนี้ ร.อ. นพ กำลังลาดตระเวนอยู่ที่นั้น อีกสักครู่จะมาที่นี่ เพื่อดูการประลองฝีมือระหว่างคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธกับเล่าอะขุนศึกพระกาฬ ผู้หวังจะดำรงตำแหน่งประมุขของชาวแม้วที่นี่ต่อไป

เล่าอะเป็นฝ่ายบุกทะลวงก่อนเพราะเชื่อว่าฝีมือของเขาเหนือกว่ากิมหงวน แต่อาเสี่ยแคล่วคล่องว่องไวพอตัว เขาป้องปัดคมดาบของเล่าอะไว้ได้ แล้วก็ฟันแทงตอบ บางขณะก็เต้นงิ้วและร้องว้ากไปด้วย เพื่อเป็นการข่มขู่ขวัญคู่ต่อสู้

ต่างฝ่ายต่างผลัดดกันรุกผลัดกันรับ พวกแม้วและพวกชาวป่าชาวเขาโห่ร้องตลอดเวลา มีผู้เชียร์กิมหงวนไม่น้อยเหมือนกัน

การประลองฝีมือด้วยอาวุธจริงผ่านพ้นไปประมาณ ๑๕ นาทีเศษ เสี่ยหงวนของเราก็เริ่มอ่อนแรง ทั้งนี้ก็เพราะตามปรกติไม่ใคร่จะได้ออกกำลังกาย ตรงข้ามกับเล่าอะที่ตรากตรำทำงานหนักอยู่เสมอ เล่าอะจึงได้เปรียบอาเสี่ยในด้านกำลังกาย ส่วนชั้นเชิงแลงฝีมือดาบมือนั้นอาเสี่ยของเราย่อมเหนือกว่าแน่ๆ

เมื่อแลเห็นเสี่ยหงวนเอาแต่ล่าถอยเช่นนั้น ท่านเจ้าคุณก็ร้องตะโกนถามไป

"หมดแรงหรืออ้ายหงวน"

อาเสี่ยตะโกนตอบเสียงลั่น

"หมดก็ไม่บอก ถามแบบนี้ต่อหน้าข้าศึก ผมบอกได้หรือครับ"

เสียง ร.อ. นพ ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังกลุ่มคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ ได้ร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"สู้ตายครับลุง ไม่ต้องหวาดระแวงภัยจากอ้ายพวกแม่นปืน ผมกับพ่อช่วยกันเก็บมันหมดแล้ว"

เสี่ยหงวนมานะกัดฟันประดาบกับเล่าอะ แต่แรงปะทะของเล่าอะเหนือกว่า เพราะอาเสี่ยหมดแรงแล้ว

ในที่สุดอาเสี่ยก็ใช้วิธีสู้พลางถอยพลาง จนกระทั่งเขาเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้น ซึ่งตอนนี้เองเล่าอะได้วิ่งเข้าไปเงื้อดาบใหญ่ขึ้นจ้วงฟันอาเสี่ยเต็มเหนี่ยว

"ว้าย" ร.อ. สมนึกร้องสุดเสียงและเบือนหน้าหนี "แกช่วยดูซิอ้ายนัส คอเตี่ยของกันยังอยู่ที่บ่าหรือเปล่า"

ลูกชายของพลหัวเราะหึๆ

"อยู่โว้ย แต่ดาบของอากิมหงวนหลุดกระเด็นไปจากมือ"

บรรดาคนดูที่เอาใจช่วยเล่าอะต่างโห่ร้องกันเกรียวกราว เท่าที่เล่าอะได้รับชัยชนะอีกครั้งหนึ่งตามระเบียบกติกาที่บัญญัติไว้

เล่าอะยิ้มให้เสี่ยหงวนและกล่าวว่า

"ท่านแพ้ข้าพเจ้าแล้ว ท่านผู้กล้าหาญ เพราะอาวุธหลุดจากมือ จงกลับไปนั่งดูเถิด ดูข้าพเจ้าต่อสู้กับคนอื่นต่อไป"

อาเสี่ยลุกขึ้นยืนในท่าทางอ่อนระโหยโรยแรง

"ฝากไว้ก่อนเล่าอะ อีก ๔ ปีข้างหน้าข้าพเจ้าจะมาสู้กับท่านอีก" พูดจบเขาก็เดินโซเซออกไปจากสนามต่อสู้

เล่าอะขุนศึกพระกาฬ กวัดแกว่งดาบท่ามกลางเสียงโห่ร้องต้อนรับชัยชนะของเขา คู่ต่อสู้ชาวละว้าทั้งสองคน คือพนัสกับเสี่ยหงวนได้ปราชัยไปแล้ว ซึ่งเล่าอะได้รับชัยชนะโดยไม่ยากลำบากนัก บรรดาวงดุริยางค์ของพวกแม้วต่างบรรเลงเพลงเชียร์เล่าอะจนแสบแก้วหู

เสี่ยหงวนเดินโซซัดโซเซเข้ามานั่งในกลุ่มพรรคพวกของเขา พล. ต. พล ต่อว่าอาเสี่ยทันที

"ทำไมแกแพ้มันง่ายๆ "

"ปู้โธ่-" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "กำลังมันอย่างกะช้าง ไม่เชื่อแกถามลูกชายแกดูซี"

ร.อ. พนัสพูดเสริมขึ้น

"จริงครับพ่อ แรงปะทะมันเหนือเรามาก ผมคิดว่าควรจะให้อ้ายนพออกไปสู้รบกับมัน อ้ายนพอาจจะเอาชนะได้"

ร.อ. นพลืมตาโพลง

"ออกไปให้มันฟันคอขาดน่ะซี อาวุธแบบไทยๆ กันไม่มีฝีมือหรอกโว้ย"

ร.อ. พนัสทำตาเขียวกับนพ

"อย่าลืมว่าพวกเราได้รับคำสั่งให้มาปฏิบัติภารกิจอันสำคัญยิ่ง ซึ่งในคำสั่งระบุว่าให้พวกเราทุกคนเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเพื่อความปลอดภัยของประเทศชาติ แกเตรียมตัวออกไปสู้กับเล่าอะได้ ถ้าแกเพลี่ยงพล้ำถูกฆ่าตาย อ้ายตี๋กับดำรงก็จะออกไปสู้กับมัน และถึงขั้นสุดท้าย พ่อกันพ่อแกอาหมอกับคุณปู่และอ้ายแห้วก็ต้องออกไปสู้กับมันเช่นเดียวกัน"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นในฐานะที่เขาเป็นหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย

"อย่าเถียงกัน ฟังทางนี้ คนฉลาดอย่างพวกเราต้องใช้สมอง นั่งดูเล่าอะต่อสู้กับใครต่อใครไปก่อน คงจะมีผู้ประลองฝีมือกับอ้ายเป็ดย่างอีกหลายคน ถึงมันชนะมันก็อ่อนแรงลงตามลำดับ ถ้ามันแพ้มันก็ถูกฆ่าตายหรือบาดเจ็บสาหัส ใครชนะมีฝีมือยอดเยี่ยม พวกเราก็จะสู้กับมันเพื่อชิงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬตามคำสั่งที่เราได้รับมอบหมายมา"

ร.อ. สมนึกยิ้มให้นายพลดิเรก

"นั่นน่ะซีครับ เรานั่งดูเขาดีกว่า เฮียพูดถูก"

ศาสตราจารย์ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ใครเป็นเฮียแก เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้น ลำดับญาติให้มันถูกซีโว้ย ฉันเป็นอาแกไม่ใช่เฮียแก"

"อ้าว" สมนึกร้องขึ้นดังๆ "แล้วเฮียผมอยู่ไหน"

นายพลดิเรกชี้มือไปที่เสี่ยหงวน

"นั่นยังไงล่ะเฮียแก"

เสี่ยตี๋ค่อยๆ หันหน้าไปทางบิดาของเขา กิมหงวนเค้นหัวเราะและกล่าวขึ้นทันที

"บอกเสียก่อนนะอ้ายตี๋ ถ้าแกเรียกฉันว่าเฮียเมื่อไหร่ละก้อมีหวังปากแตก"

สมนึกค้อนขวับ

"ผมเรียกอ้ายแห้วเป็นเฮียก็ได้"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"รับประทานอย่าเลยครับ เรียกไปเรียกมาเวลาคุณโมโห รับประทานคุณใส่ไม้เอกเข้าไปผมก็แย่เท่านั้นเอง"

ทันใดนั้น เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ชาวมูเซอร์คนหนึ่งได้เดินเข้ามาในบริเวณสนามต่อสู้ท่ามกลางเสียงตบมือ และเสียงโห่ร้องเกรียวกราว เจ้าหนุ่มผู้นี้เป็นนักรบและมีจิตใจกล้าหาญ เข้าประลอง ฝีมือกับเล่าอะก็เพราะเชื่อว่าฝีมือขออเขาเหนือกว่าและถ้าหากว่าเขาฆ่าเล่าอะตาย ก็คงไม่มีใครที่จะหาญสู้กับเขาอีก ซึ่งเขาก็จะได้เป็นขุนศึนพระกาฬ เป็นหัวหน้าปกครองแม้วแห่งดอยสามเส้าตลอดเวลาสี่ปี

เจ้าหนุ่มมูเซอร์ถือดาบประหลาดรูปลักษณะครึ่งวงเดือนหรือเคียวขนาดยักษ์นั่นเอง ท่าทางของเขาที่เข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับเล่าอะ และพูดคุยกันนั้นไม่ได้สะทกสะท้านเลย เต็มไปด้วยความมั่นใจในชัยชนะของตนเอง

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ ต่างจ้องมองดูนักรบมูเซอร์และเล่าอะด้วยความตื่นเต้นสนใจ ทั้งสองเริ่มปะทะกันแล้ว ซึ่งต่างฝ่ายต่างก้มศีรษะกระทำความเคารพให้กันก่อนและแล้วทั้งคู่ก็ฟาดฟันประจัญบานกันด้วยอาวุธคู่มือของตน

บรรดาชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าและชาวป่าชาวเขาส่วนมากล้วนแต่เอาใจช่วยเล่าอะ แต่ก็มีไม่น้อยที่ร้องเชียร์เจ้ามูเซอร์หนุ่ม ทั้งสองผลัดกันรุกผลัดกันรับและเต็มไปด้วยความระมัดระวังตัว ถูกละ,,,ใครประมาทหรือเพลี่ยงพล้ำเพียงเสี้ยวของวินาที ก็จะต้องเสียชีวิตหรือทุพพลภาพ

"รับประทานผมต่อเลาอะสามสองครับ"

ร.อ. ดำรง ยื่นมือขวาให้เจ้าแห้วแตะตามประเพณีของการพนัน

"กันรองสองร้อย จ่ายสดนะโว้ย"

"สดซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สบตากับศาสตราจารย์ดำรง ท่านก็ยิ้มให้และกล่าวว่า

"เจ้าแพ้อ้ายแห้วแน่ นักรบมูเซอร์มีแต่ความแข็งแรง และจิตใจที่เป็นนักสู้ แต่ฝีมือดาบเป็นรองเล่าอะมาก ตาคิดว่าอีกสองสามนาทีก็ต้องแพ้เล่าอะ"

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของคนดู การสู้รบระหว่างเล่าอะกับมูเซอร์หนุ่มได้เป็นไปอย่าง ดุเดือด แล้วมูเซอร์ก็เสียท่าถูกเล่าอะใช้ดาบฟันคอขาดกระเด็นเสียงดังฉัวะ!

ร่างอันสูงใหญ่ของเจ้าหนุ่มมูเซอร์ยืนตระหง่าน ศีรษะขาดกระเด็นไปจากคอราว ๓ เมตร ที่ช่องคอมีโลหิตพุ่งกระฉูดออกมาเป็นไฟพะเนียง และแล้วมูเซอร์หนุ่มก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาว มือและแข้งขาสั่นระริกเนื่องจากเส้นประสาทกระตุก

เจ้าหน้าที่สนามหลายคนได้นำเปลมารับศพ และศีรษะของมูเซอร์ออกไปจากสนามต่อสู้ บรรดาพวกมูเซอร์ประมาณ ๑๐๐ คนที่นั่งดูอยู่ ต่างร้องไห้อาลัยรักขุนพลของเขา

เล่าอะร้องประกาศก้องท้าทายให้คนดีมีฝีมือออกไปสู้กับเขา และถ้าหากว่าใน ๕ นาทีนี้ ไม่มีใครออกไปต่อสู้ เขาก็จะให้พ่อมดประกาศว่า เขาคือขุนศึกพระกาฬผู้มีฝีมือยอดเยี่ยมในการเลือกตั้งหัวหน้าเผ่า ซึ่งเขาจะได้เป็นหัวหน้าแม้วแห่งดอยสามเส้าต่อไปอีกสี่ปี ตามขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวแม้ว

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ไม่มีใครคาดหมายว่า นิกรของเราจะกล้าหาญชาญชัยอย่างนั้น พอ. นิกรถือโล่และหอก ซึ่งเขาขอยืมมาจากชาวป่าคนหนึ่งเดินบุกเข้าไปในสนามต่อสู้ องอาจราวกับพยัคฆ์ร้าย ความสง่าของนิกรเหมือนมนต์สะกด ทำให้คนดูหลายพันคนเงียบกริบ เงียบจริงๆ แม้กระทั่งใบไม้แห้งหล่นลงมาสักใบหนึ่งก็คงได้ยินถนัด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบถามพลเบาๆ

"อ้ายกรมันแน่อย่างนี้เชียวหรือ มันบุกเข้าไปต่อสู้กับเล่าอะ โดยไม่ได้ปรึกษาหารือกับพวกเราเลย"

พลว่า "ผมเคยเรียนคุณอาแล้วว่า บทกล้าขึ้นมา อ้ายกรมักจะบ้าบิ่น ผมเองคบมันมานานแล้วยังเข้าใจมันยากครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณหันมาทางสี่สหายหนุ่ม

"ว่ายังไงโว้ย แกคิดว่านิกรมีทางชนะเล่าอะไหม"

"แหงแซะครับคุณตา" ร.อ. นพพูดยิ้มๆ

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แหงแซะน่ะแปลว่าอะไร"

"ก็แปลว่าพ่อผมถูกฆ่าตายไม่มีปัญหา"

ร.อ. สมนึกพูดเสริมขึ้น

"ตายแหง เตี่ยกันตัวใหญ่กว่าอากรตั้งแยะ ทั้งสูงใหญ่ รบกับไอ้เป็ดพะโล้ เดี๋ยวเดียวยังหมดแรงยอมแพ้มัน"

ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับเสี่ยตี๋อย่างเคืองๆ

"อย่าเพิ่งดูถูกน้ากรของกันโว้ย การประลองฝีมือหรือการต่อสู้กันด้วยอาวุธจริง น้ากรย่อมรู้ดีกว่าใคร พลาดพลั้งก็ต้องตาย ไม่แน่จริง น้ากรคงไม่หาญสู้กับอ้ายเป็ดแก่ตัวนั้นหรอก" พูดจบเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน "เล่าอะแปลว่าเป็ดแก่ใช่ไหมครับ"

"ใช่" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

ขณะนี้นิกรกับเล่าอะกำลังเจรจาไต่ถามชื่อและแซ่กัน ขุนศึกพระกาฬไม่พอใจ เมื่อนิกรถามชื่อ พ่อ ปู่และชื่อทวดของเขา แต่ก็ต้องฝืนยิ้มแย้มแจ่มใสซ่อนความรู้สึกไว้

"ท่านซักถามข้ามานานแล้ว" เล่าอะพูดเสียงหนักๆ "ท่านยังไม่ได้บอกข้าเลยว่าท่านเป็นใครมาจากไหน"

นิกรเก๊กหน้าให้เหมือนกับตัวงิ้วที่แสดงตามวิกต่างๆ แล้วร้องออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง

"ปุ๊ดฉ่อๆ... "

เล่าอะหัวเราะก้าก

"ท่านพูดอะไรข้าไม่เข้าใจ"

นิกรอมยิ้มแก้มตุ่ย

"ท่านจะเข้าใจได้อย่างไร ในเมื่อเราพูดไปแล้วเราก็ไม่เข้าใจ ข้าเป็นชาวลัวะหรือละว้าเดินทางมาประลองฝีมือกับท่าน"

"ชื่อของท่านล่ะ"

"ประเดี๋ยวซี" นิกรตวาด "ข้าพเจ้ายังนึกอยู่ อ้า เรียกกันง่ายๆ ดีกว่า ข้าพเจ้าชื่อเหลาแหย่"

"ชะอุ๊ย " เล่าอะอุทานเสียงหนักๆ คล้ายกับนักพากย์ช่อง ๔ คนหนึ่ง "ไหงชื่ออย่างนั้น"

"อ้าว ก็พ่อแม่เขาตั้งให้อั๊วนี่โว้ย แล้วก็เป็นภาษาละว้าไม่ใช่ภาษาแม้วหรือภาษาจีน เหลาแหย่ภาษาจีนแปลว่าแก่งั่ก ภาษาละว้าแปลว่าวีรบุรุษ"

เสียงอาเสี่ยกิมหงวนร้องตะโกนท่ามกลางความสงบเงียบ

"รบกันเสียทีซีโว้ย พูดกันไปพูดกันมาแบบนี้ คนดูเขารำคาญเต็มทนแล้ว"

เล่าอะเห็นพ้องด้วยจึงพยักหน้าให้นิกร

"มา-สหายรัก เรามาประลองฝีมือกันเถอะ หวังว่าท่านคงจะทราบระเบียบกติกาดีแล้ว"

นิกรหรือเหล่าแหย่ชูหอกขึ้น

"เดี๋ยวก่อนท่านเล่าอะ ข้าพเจ้าขอถามอะไรสักนิด อย่าว่ายังโง้นยังงี้เลย อ้า-ยายของท่านชื่ออะไร"

เล่าอะกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถามหาหอกอะไร ท่านจะรู้ไปทำไมกัน ข้าบอกชื่อพ่อ ชื่อปู่ ชื่อทวดของข้าให้ท่านทราบก็ดีแล้ว มา-มารบกันเถอะเหลาแหย่ ถ้าข้าตัดศีรษะท่านได้ข้าจะให้คนของข้าเอาไปย่อส่วนให้มีขนาดเท่าหัวลิงเก็บไว้เป็นที่ระลึก"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ดีแล้ว ถ้าข้าตัดหัวท่านได้ข้าจะเอาหัวท่านทำที่เขี่ยบุหรี่ตั้งโต๊ะรับแขก"

เล่าอะโกรธจนตัวสั่น

"ถ้ายังงั้นมึงต้องตาย" เขาร้องตะโกนเสียงลั่น และปราดเข้าฟันนิกรเต็มแรง

พ.อ. นิกรตกใจก็ยกโล่หนังวัวขึ้นรับดาบใหญ่ของขุนศึกพระกาฬ คมดาบทำให้โล่หนังวัวขาดกระเด็นไปชิ้นหนึ่ง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของผู้ที่เอาใจช่วยเล่าอะ นิกรโมโหขึ้นมาก็ปราดประชิดตัว ยกโล่ฟาดกบาลเล่าอะเต็มแรงและล่าถอยไปตั้งหลักห่างจากเล่าอะราว ๑๐ เมตร

"มา....เข้ามา อ้ายเป็ดไฟแดง วันนี้แหละหน้าอกของมึง เอ๊ย ของท่านจะต้องถูกหอกของข้าเสียบทะลุอกเบื้องหลัง หวังว่าท่านคงเคยได้ยินชื่อเสียงของข้ามาแต่ก่อนแล้ว ข้าคือ อัมสโลโปแก๊ส หรือ บูกวาน ผู้มองเห็นในที่มืด ผู้ที่มีหูไวได้ยินแม้กระทั่งเสียงเดินของมด"

เล่าอะยิ้มแห้งๆ

"สงสัยว่าท่านดื่มเหล้ามาแน่ๆ หรือม่ายท่านก็มีสติวิปลาส อ้ายที่ท่านพูดถึงน่ะมันเรื่องอ่านเล่นโว้ย นวนิยายป่าดงพงไพรของ เอช. ไรเดอร์ แฮกการ์ดที่บ้านข้า มีฉบับภาษาอังกฤษครบชุด พระนางพี่พระนางน้องอัมสโลโปแก๊ส หรือ นาดาเดอะลิลี่ เรื่องชีหรือตาเถน ๒,๐๐๐ ปี อีกเยอะแยะหลายเรื่องข้าจำไม่ได้ แต่ถ้าท่านฆ่าข้าตาย ทรัพย์สมบัติบ้านช่องลูกเมียของข้าก็จะตกเป็นของท่าน ท่านอยากอ่านหนังสือเหล่านี้ก็ไปเลือกเอา หนังสือลุคส์ไลฟ์ มีพร้อม ข้าไม่เคยอ่านหนังสือไทย เพราะคนที่ศิวิลัยซ์อย่าข้างต้องอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ อ่านนิตยสารและโนเวลล์ต่างๆ

"ตาย"

เล่าอะฝืนหัวเราะ

"เสือกดักคอ แกตายแน่อ้ายเหลาแหย่"

การสู้รบระหว่างเล่าอะกับนิกรได้เริ่มต่อไป ซึ่งคราวนี้นิกรมีดาบใหญ่เป็นอาวุธคู่มือเช่นเดียวกัน คนดูส่วนมากเข้าใจว่านิกรรบไม่เป็น หรือไม่มีฝีมือในการสู้รบ เพราะนิกรแกล้งทำเป็นเก้งก้างเหมือนกับตัวจำอวด ทำให้คนดูหัวเราะกันบ่อยๆ และบรรดาพวกแม้วทั้งหลายได้ร้องตะโกนบอกเล่าอะ ขอให้ฆ่านิกรเสียเร็วๆ ถ้าหากว่าไม่มีใครประลองฝีมือกับเล่าอะอีก พ่อมด เล่าสือก็จะประกาศแทนเทพเจ้าให้เล่าอะได้ดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าแม้วแห่งดอยสามเส้า ในฐานะขุนศึกพระกาฬเป็นเวลา ๔ ปีจนกว่าจะถึงคราวเลือกตั้งใหม่

นิกรใช้วิธีต่อสู้แบบยั่วโทสะ ความจริงฝีมือของนิกรเหนือกว่าเล่าอะมาก ถึงแม้แรงปะทะจะสู้เล่าอะไม่ได้ก็ตาม ครั้งหนึ่งนิกรแกล้งทำเป็นหมดแรงล่าถอยเหมือนกับไม่คิดสู้ บรรดาชาวแม้วชาวป่าชาวเขาทั้งหลาย ที่เอาใจช่วยเล่าอะต่างตบมือโห่ร้อง และตะโกนเชียร์ขุนศึกพระกาฬเสียงกึกก้อง แต่แล้วเพียงเสี้ยววินาทีที่เล่าอะเปิดช่องว่างให้ พ.อ. นิกรก็เสือกปลายดาบแทงถูกหน้าอกเล่าอะเต็มเหนี่ยว

ปลายดาบทะลุออกด้านหลังของเล่าอะ เมื่อนิกรกระชากดาบออก เล่าอะก็ปล่อยดาบหลุดออกจากมือทำปากเบี้ยวปากบูดขมวดคิ้วนิ่วหน้า คนดูทั้งสนามเงียบกริบและทุกคนอยู่ในความตกตะลึง เพราะคาดไม่ถึงว่านิกรจะสามารถอาจหาญเช่นนี้

ร่างอันสูงใหญ่ของเล่าอะยืนโงนเงนไปมา ขุนศึกพระกาฬหายใจถี่เร็ว มีโลหิตไหลออกมาจากปากของเขา แววตาของเขาที่มองดูนิกรนั้นแข็งกร้าวเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาท

"แกฆ่าข้า....อ้ายเหลาแหย่ ข้าจะอาฆาตแก ข้าตายเป็นผี ข้าจะมาหลอกแก"

นิกรอ้าปากหวอ

"อย่านะโว้ย เราสู้กันอย่างยุติธรรมแล้ว"

เล่าอะมาล้มลงเบื้องหน้าเทวรูปพระกาฬในท่านอนตะแคงและสิ้นใจตาย นิกรเดินเข้าไปยกเท้าซ้ายถีบร่างของเล่าอะให้นอนหงาย แล้ววางเท้าซ้ายลงบนอกขุนศึกพระกาฬ ชูดาบขึ้นเหนือศีรษะประกาศชัยชนะของเขาท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้อง ของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ตลอดจนชาวแม้วชาวป่าชาวเขาที่เอาใจช่วยนิกรของเรา

เล่าสือหมอผีวิ่งเข้ามา และเต้นระบำไปรอบๆ ตัวนิกรแสดงความดีใจในชัยชนะของนิกรตามวิสัยของคนฉลาดที่ชนะไหนเล่นด้วย

"ท่านผู้มีฝีมือเลิศเพราะเทพเจ้าส่งท่านมาปราบเล่าอะผู้เลวร้าย ตูข้าขอพยากรณ์ว่าท่านจะได้เป็นประมุขของพวกเราในตำแหน่งขุนศึกพระกาฬ ตูข้าขอแสดงความจงรักภักดีต่อท่าน และตูข้าจะเป็นที่ปรึกษาที่ดีของท่านต่อไป ถ้าท่านได้ชัยชนะในวันนี้"

นิกรลดดาบลงและยิ้มให้พ่อมด

"ข้าเหม็นสาปแกเหลือเกินอ้ายผีกระสือ"

"เล่าสือครับไม่ใช่ผีกระสือ"

พ่อมดผู้เฉลียวฉลาดและเป็นนักประจบสอพลอชั้นยอด แบบลิ้นกระดาษทรายน้ำลาย ชแลค ได้ก้มศีรษะคำนับนิกรผู้พิชิตเล่าอะและกล่าวว่า

"ข้ารู้...ข้ามองเห็น พวกเราชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าจะได้หัวหน้าที่ดียิ่งกว่าเล่าอะหรืออดีตขุนศึกพระกาฬที่แล้วมา ท่านคือผู้แทนขององค์เทพเจ้าพระกาฬมาจุติ ข้าแน่ใจว่าไม่มีใครอีกแล้วที่จะกล้าประลองฝีมือกับท่าน จอมนักรบผู้เกรียงไกร"

นิกรถูกยอด้วยคำหวานเช่นนี้ก็ยิ้มแป้น และชักจะลืมตัว ซึ่งคำสรรเสริญเยินยอนี้ทำให้คนที่ดีมีอำนาจเสียมามากต่อมากแล้ว

"ดีมากอ้ายผีกระสือ ถ้าข้าได้เป็นหัวหน้าเผ่าแม้วที่นี่ ข้าจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นหมอผีและเป็นที่ปรึกษาของข้า เจ้าช่วยร้องประกาศหน่อยเถอะว่า ใครคิดว่าพอมีฝีมือพอสู้กับข้าได้ ก็ให้รีบเข้ามาในสนามต่อสู้ เพราะนี่ก็จวนจะค่ำแล้ว หากสู้รบกันเมื่อสิ้นแสงอาทิตย์ถึงแม้จะมีแสงไฟและคบเพลิง คนดูก็เห็นไม่ถนัด"

พ่อมดเจ้าเล่ห์มองดูนิกรอย่างประจบประแจง

"แต่เราเตรียมไฟฉายไว้แล้ว ตามยอดไม้รอบสนามต่อสู้มีไฟฉายขนาด ๑,๐๐๐ วัต หลายสิบดวง ข้ารับรองว่าถ้าการต่อสู้ล่าช้าไปถึงเวลากลางคืน ไฟฉายของเราก็จะส่องสว่างไปทั่ว เหมือนกับสนามศุภชลาศัยที่กรุงเทพฯ"

"แก เคยเห็นรึ" นิกรถามยิ้ม

"ไม่เคย แต่เคยฟังเขาเล่า"

ครั้นแล้วพ่อมดจอมโกง และเฉลียวฉลาดก็ชูแส้หางวัวขึ้นแล้วร้องประกาศลั่นสนามต่อสู้

"ท่านทั้งหลาย...บัดนี้เหลาแหย่ชาวละว้าผู้กล้าหาญได้สังหารเล่าอะประมุขชาวแม้วแห่งดอยสามเส้าได้แล้ว นักรบคนใดที่ต้องการทดสอบฝีมือของเหลาแหย่เพื่อหวังจะชิงตำแหน่ง ขุนศึกพระกาฬแล้วขอได้โปรดเข้ามาในสนามต่อสู้โดยเร็ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วบริเวณลานกว้าง บางคนคว้าอาวุธทำท่าจะออกไปสู้กับนิกร แต่เพื่อนฝูงได้ห้ามปรามไว้

"อย่าโว้ย อย่าออกไปหาที่ตายเลย เล่าอะเป็นขุนศึกฝีมือเยี่ยมยังถูกอ้ายหนุ่มคนนี้แทงตายไปต่อหน้าต่อตาเรา ฝีมือดาบของแกยังอ่อนนักเชื่อกันเถอะ"

เล่าสือพ่อมดเจ้าเล่ห์ร้องประกาศต่อไป

"เราให้เวลาท่านอีกหนึ่งนาที ถ้าไม่มีใครออกมาต่อสู้กับเหล่าแหย่ ตูข้าจะประกาศให้ท่านเหลาแหย่เป็นขุนศึกพระกาฬแทนเล่าอะต่อไป"

ทันใดนั้นเอง ชายหนุ่มรูปร่างสูงชะลูดคนหนึ่ง ก็ถือดาบใหญ่เข้ามาในสนามต่อสู้อย่างองอาจ เจ้าหนุ่มรูปหล่อแบบเอลวิส เพรสลีย์ ผู้นี้มิใช่ใครอื่น เขาคือ ร.อ. สมนึกลูกชายของ เสี่ยหงวนนั่นเอง

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ ต่างหัวเราะงอหายไปตามกันเสี่ยตี๋หรือสมนึกเดินรี่เข้าไปหานิกร ซึ่งมีพ่อมดเล่าสือยืนขวางหน้าอยู่ และ พ.อ. นิกร กำลังมองดู ร.อ. สมนึกอย่างงงๆ เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าทำไมเสี่ยตี๋จึงออกมาประลองฝีมือกับเขา ทั้งๆ ที่เป็นพวกเดียวกัน

ร.อ. สมนึกยืนเผชิญหน้านิกร ในระยะไม่ถึง ๓ เมตร เมื่อสบตากับหมอผี เสี่ยตี๋ก็ตวาดลั่น

"หลีกไปให้พ้น วันดีคืนดีก็อาบน้ำฟอกสบู่เสียบ้างซีโว้ย เหม็นสาปเหมือนกับอีแร้งวัด สระเกศ เสือกทะลึ่งไว้ผมสี่เต่าทองเสียด้วย เหาไต่ยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ไป...."

เล่าสือเห็นท่าทางเสี่ยตี๋จริงจังกับเขา ก็รีบเลี่ยงไปจากที่นั่นโดยไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย พ.อ. นิกรเม้มปากแน่นแล้วเลื่อนตัวมาหยุดยืนห่างจากเสี่ยตี๋เพียงเล็กน้อย

"แกจะสู้ฉันหรืออ้ายตี๋"

"ครับ ขอผมทดลองฝีมือกับอานิดหน่อย"

นิกรเค้นหัวเราะ

"เป็นความคิดของใครวะ ที่ให้แกออกมาประลองฝีมือกับฉัน"

"อ๋อ-เป็นความคิดของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณตาของผมครับ ท่านบอกผมว่า ผมยังหนุ่มแน่น ผมควรจะเป็นหัวหน้าแม้วหรือขุนศึกพระกาฬมากกว่า"

พ.อ. นิกรยิ้มแสยะ และถอยหลังออกห่าง ร.อ. สมนึกเพียงสองสามก้าว

"มาอ้ายตี๋ แกกับข้าเลิกเป็นอาหลานกันเสียที แกคือหลานทรยศคิดสู้อา ถ้าฉันฆ่าแกได้ ฉันจะท้าพ่อแกสู้กับฉัน"

เสี่ยตี๋ซ่อนยิ้มไว้ในหน้า เขาปราดเข้าทะลวงฟันนิกรทันที นิกรยกดาบขึ้นกันไว้ และฟันตอบสามทีติดๆ กัน คราวนี้เสี่ยตี๋ตกเป็นฝ่ายล่าถอย นิกรได้โอกาสก็บุกรุกไล่จนกระทั่งครั้งหนึ่ง ทั้งสองเข้าประชิดติดพัน โกร่งดาบทั้งสองเล่มติดกันแน่น เป็นชั้นเชิงของการฟันดาบ คราวนี้ ร.อ. สมนึกได้กระซิบบอกนิกรให้เข้าใจเจตนาของเขา

"อย่ายัวะผมเลยครับอากร ผมสู้กับอากรแบบมวยล้ม เพื่อให้คนดูได้เห็นว่าอากรมีฝีมือยอดเยี่ยมที่สุดจะได้ไม่มีใครกล้าเข้ามาประลองฝีมือกับอากรอีก"

นิกรยิ้มออกมาได้

"ยังงั้นเรอะ ไม่บอกให้รู้เรื่องก่อนนี่หว่า เป็นอันว่าแกจะเป็นฝ่ายรับตลอดเวลา"

"ครับ แล้วผมก็จะยอมแพ้อากร"

ทั้งสองต่างผละออกจากกัน และเริ่มต้นต่อสู้กันอีก สมนึกแสดงบทบาทได้ดีมากเหมือนกับว่าเขาเป็นศิลปินฝีมือเยี่ยมคนหนึ่ง เขาใช้วิธีสู้พลางถอยพลางแสดงท่าทีให้คนดูเห็นว่าแรงปะทะและชั้นเชิงของเขา ไม่อาจจะเปรียบเทียบกับนิกรได้

ร.อ. สมนึกล่าถอยไปรอบๆ สนามต่อสู้ พวกคนดูที่มีศรัทธาในฝีมือของนิกร ต่างโห่ร้องเชียร์นิกรตลอดเวลา พ่อมดเล่าสือได้ยืนดูการต่อสู้ในระยะใกล้ชิด เขาเผลอตัวร้องตะโกนขึ้นดังๆ ว่า

"ท่านเหลาแหย่ผู้กล้าหาญ จงตัดศีรษะมันให้ได้ ตูข้าจะเอาหัวมันไปเตะเล่นต่างลูกฟุตบอล"

เสี่ยตี๋มองดูเล่าสืออย่างเดือดดาล

"หนุนแบบนี้กูฟันขาดสองท่อนนะจะบอกให้ บอกให้ออกไปให้พ้นสนามยังเสือกมายืนลอยหน้าอยู่อีก ดูได้หรือน่ะขี้ไคลท่วมบ้องหู ขี้ฟันหนาตั้งคืบ แกเป็นพ่อมดหรืออีแร้งแน่โว้ย"

เล่าสือวิ่งเข้ามาพูดกับนิกร

"ฆ่ามันลูกพี่ ท่านผู้มองเห็นในที่มืด จงใช้ดาบแทงมันให้ตรงหัวใจ"

เสี่ยตี๋แกล้งร้องขึ้นดังๆ

"เข้ามาซี ประเดี๋ยวก็รู้หรอกน่าใครจะอยู่ หรือใครจะเท่งทึง"

นิกรกับสมนึกสู้รบกันต่อไป เมื่อรู้ว่าเป็นมวยล้ม นิกรก็แสดงลวดลายต่างๆ เป็นต้นว่าฟันดาบแบบยี่เก หรือบางทีก็มีดีดลูกส้น กระโจนเข่าลอย ใช้มวยไทยประกอบการต่อสู้ คนดูรู้เท่าไม่ถึงการก็พออกพอใจไปตามกัน

หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว สมนึกก็กระโจนออกห่างนิกร เขายกมือซ้ายขึ้นโบกแล้วโยนดาบทิ้ง สมนึกกล่าวเป็นทำนองจีนอย่างคล่องแคล่ว

"ข้าพเจ้าได้สู้รบกับท่านเพียง ๑๒ เพลงเท่านั้น ง่ามมือขวาของข้าก็ฉีกเพราะทานกำลังของท่านไม่ได้ ข้ายอมรับว่าท่านตั้วเก๊าเป็นนักรบที่มีฝีมือยอดเยี่ยม ข้าพเจ้าขอคำนับท่านและยอมแพ้ท่านเพราะไม่มีทางที่จะสู้กับท่านได้"

นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"เดี๋ยว...เดี๋ยว เมื่อกี้แกเรียกฉันว่ายังไงน๊ะ"

"ตั้วเก๊า" สมนึกพูดเสียงหนัก

"แปลว่าอะไรวะ"

"แปลว่าราชสีห์ครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ราชสีห์กินน้ำข้าวน่ะซี ตั้วเก้าน่ะแปลว่าหมาตัวใหญ่โว้ย ขนาดอัลเซเชี่ยน หรือเกรเฮาด์"

ร.อ. สมนึกเดินเข้ามาหานิกรและทรุดตัวลง นั่งคุกเข่าก้มศีรษะคำนับจนหน้าผากโขกกับพื้นดินรวม ๓ ครั้งด้วยกัน

"ข้าพเจ้ายอมแพ้ท่านแล้ว และขอมอบตัวเป็นคนของท่าน ขอท่านเล่าเบ๊จงกรุณาข้าพเจ้าเถิด"

นิกรหัวเราะหึๆ

"เล่าเบ๊อีกแล้ว แกไม่รู้คำแปลอย่าพูดเลยว่ะ เล่าเบ๊น่ะแปลว่าม้าแก่รู้ไหม"

พูดจบเขาก็ประคอง ร.อ. สมนึกลุกขึ้น และยกมือซ้ายตบศีรษะเบาๆ "อ้ายหลานชาย อันตัวของเจ้านั้นเป็นหนุ่มฉกรรจ์ก็จริงอยู่ แต่ฝีไม้ลายมือของเจ้ายังอ่อนกว่าเรามากนัก เราเคยเห็นโลกและเป็นโรคมาช้านานแล้ว ตำรับตำราพิชัยสงครามตลอดจนเพลงอาวุธ...."

สมนึกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ตัวท่านไม่เอาไหน"

นิกรทำคอย่น

"เอาซีโว้ย เจ้ารู้หรือเปล่าว่า ข้ามีหวังได้เป็นขุนศึกพระกาฬ หรือหัวหน้าแม้วแห่งดอยสามเส้านี้ถึง ๙๙ เปอร์เซ็นต์แล้ว" พูดจบนิกรก็ชูดาบใหญ่ขึ้น แล้วร้องประกาศด้วยเสียงอันดัง

"ว้าก....ใครจะสู้กับอั๊วออกมาโว้ย" แล้วนิกรก็ไอแค็กๆ เพราะแสบคอหอย ที่ร้องตะเบ็งออกมา

พ่อมดเล่าสือ ผู้ชาญฉลาดและเชี่ยวชาญชำนาญในการประจบสอพลอรู้จักการควรเว้นควรประพฤติ ได้พาตัวเดินเข้ามาหานิกรและหยุดยืนเบื้องหน้านายจอมทะเล้น ในท่าทางที่นอบน้อมเกรงกลัว

"ท่านผู้กล้าหาญ ท่านผู้จุติลงมาจากสรวงสวรรค์"

"ใครบอกแกล่ะ" นิกรถาม

เล่าสือแทนที่จะโกรธเคืองกลังยิ้มละไม

"ตูข้าทราบโดยวิถีญาณแห่งตูข้า"

เสี่ยตี๋กล่าวถามนิกรทันที

"อ้ายหมอนี่ถ้าจะไม่สบายกระมังครับอากร"

พ่อมดหยุดยิ้มทันทีแล้วกล่าวกับเสี่ยตี๋อย่างเคืองๆ

"ตูข้าสบายดี ผู้ที่เป็นพ่อมดนั้นย่อมชนะความเจ็บป่วยไร้โรคาพยาธิ เพราะได้พรจากเทพเจ้าพระกาฬ บัดนี้เราจะประกาศให้ผู้คนได้ทราบทั่วกันว่า ท่านเหลาแหย่จอมนักรบหรืออัศวินผยองคือขุนศึกพระกาฬ และประมุขแห่งชาวแม้วของดอยสามเส้านี้ดำรงตำแหน่งแทนเล่าอะต่อไป ขุนศึกสามเส้าจะเจริญก้าวหน้าในครั้งนี้ด้วยผู้นำคนใหม่ของเราท่านผู้นำไปทางไหน พวกเราก็จะตามไปด้วย"

ร.อ. สมนึกหัวเราะก้าก เขามองดูพ่อมดเจ้าเล่ห์อย่างขบขัน

"ถ้าหากว่าท่านผู้นำสั่งให้สวมหมวก และสั่งให้เลิกกินหมากพวกแกจะว่ายังไง อ้ายผีกระสือ"

"ไม่มีปัญหาอะไรครับ" พ่อมดพูดเสียงหนักแน่น "เมื่อเราเคารพนับถือท่านผู้นำ ซึ่งเป็นสมมุติเทพเราก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของท่านฟูแรทุกประการ"

พ.อ. นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก หันไปถามเสี่ยตี๋เบาๆ

"อาเปลี่ยนชื่อเป็นฟูแรตั้งแต่เมื่อไหร่วะอ้ายตี๋"

"ก็เปลี่ยนเดี๋ยวนี้ยังไงล่ะครับ ผมคิดว่าอากรชื่อฟูแรหรืออด็อฟ ฮิตเล่อร์ก็ดีเหมือนกัน ดูไปดูมาหน้าตาอากรก็เหมือนฮิตเล่อร์เสียด้วย" พูดจบเสี่ยตี๋ก็ชิดเท้าตรงชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วร้องขึ้นดังๆ "ไฮ้..."

นิกรอดหัวเราะไม่ได้ เขาหันมาทางพ่อมดผู้มีนามว่าเล่าสือและกล่าวว่า

"ว่าไงพ่อมด ไม่มีใครออกมาประลองฝีมือกับข้าอีกหรือ"

"คงเป็นเช่นนั้นท่านผู้นำ ตามระเบียบกติกาของเรานั้น นักรบคนใดได้ชัยชนะ และยืนรอคอยคู่ต่อสู้อยู่ในสนามเป็นเวลาครบ ๕ นาที ไม่มีใครออกมาประลองฝีมือด้วย ก็ถือว่าผู้นั้นเป็นยอดขุนพลที่ควรได้รับตำแหน่งขุนศึกพระกาฬ เป็นหัวหน้าชาวแม้วแห่งดอยสามเส้านี้สืบไป ข้าแต่ท่านฟูแรที่เคารพ"

"เดี๋ยวก็โดนถีบ" นิกรพูดยิ้มๆ

พ่อมดก้มศีรษะโค้งคำนับอีกครั้งหนึ่ง

"ถ้าหากว่า เท้าน้อยๆ ของท่านได้สัมผัสตัวของตูข้าแล้ว ตูข้าก็คงจะมีความสุขไปอีกนาน"

เสี่ยตี๋กล่าวกับนิกรทันที

"คนอย่างอ้ายพ่อมดนี่ระวังหน่อยนะครับอากร ช่างประจบสอพลอแบบนี้ย่อมอยู่ได้ทุกยุคทุกสมัย"

เล่าสือมองดู ร.อ. สมนึกอย่างชิงชัง แล้วพ่อมดเจ้าเล่ห์ก็เดินตรงไปที่องค์เทวรูปพระกาฬอันสูงใหญ่ เป็นเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพวกชาวแม้วทั้งหลายมีความเคารพเกรงกลัวกันมากและถือกันว่า ผู้ที่เป็นขุนศึกพระกาฬนั้นเป็นผู้ที่องค์พระกาฬทรงเห็นชอบแล้ว นอกจากนี้พ่อมดประจำเผ่าก็เปรียบเหมือนกับว่าเป็นผู้แทนขององค์พระกาฬด้วย

เล่าสือก้มตัวลงนั่งบนแท่นหิน ก้มลงกราบถวายบังคมองค์เทพเจ้าแห่งขุนเขา เสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืนบนแท่นหินนั้น เสียงจ้อกแจ้กจอแจของพวกแม้วและชาวป่าชาวเขาสงบเงียบลงทันที ต่อจากนั้นเล่าสือก็ร้องประกาศขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"สูเจ้าทั้งหลายจงฟังเรา ตูข้าเล่าสือพ่อมดแห่งดอยสามเส้าได้รับสั่งจากองค์เทพเจ้าพระกาฬจอมขุนเขาเหล่านี้ให้ประกาศว่า การประลองฝีมือเพื่อชิงตำแหน่งขุนศึกพระกาฬ หรือประมุขแห่งชาวแม้วเผ่านี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ปรากฏว่าเจ้าหนุ่มนักรบชาวละว้าผู้มีนามว่าเหลาแหย่เป็นผู้ชนะเลิศมีฝีมือยอดเยี่ยม ดังนั้นองค์เทพเจ้าจึงแต่งตั้งให้ท่านเหลาแหย่ผู้นี้รับตำแหน่งแทนเล่าอะ มีอำนาจสูงสุดในการบังคับบัญชาชาวแม้วทั้งหลาย ซึ่งทุกคนจะต้องเคารพเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งเหมือนหนึ่งว่า ท่านเหลาแหย่เป็นเจ้าชีวิตของตน" พูดจบพ่อมดก็ตะโกนสุดเสียง "ฮิป ฮิป ฮูเร ไม่มีใครเรฮูรึข้า เรฮู คนเดียวก็ได้วะ ถุย...อ้ายพวกล้าสมัยไม่รู้จักพัฒนาตัวเอง"

เสียงโห่ร้องดังขึ้นเกรียวกราวแสดงให้เห็นว่าพวกแม้วครึ่งหนึ่งพอกพอใจหัวหน้าคนใหม่ของตน แต่ครึ่งหนึ่งที่ยังจงรักภักดีต่อเล่าอะเงียบกริบ ได้แต่มองดูนิกรอย่างหวาดๆ

มีเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น "ขุนศึกพระกาฬคนใหม่จงเจริญ...บันไซ..ท่านคือโอรสของพระอาทิตย์มาเกิด ตูข้าเป็นทหารญี่ปุ่นที่หลงอยู่บนดอยนี้มาเกือบ ๓๐ ปีแล้ว ตูข้ายินดีมากที่ได้พบโอรสพระอาทิตย์ บันไซ... โอฮาโย่ เหลาเหย่"

พวกแม้วหลายคนได้ร้องตะโกนขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน ขอให้นิกรปลดพ่อมดเล่าสือออกจากตำแหน่ง และตั้งคนอื่นแทนต่อไป เล่าสือชักใจไม่ดี เขารีบกล่าวกับนิกรอย่างประจบประแจงว่า

"ท่านผู้เฉลียวฉลาดเกินมนุษย์ ท่านย่อมทราบดีแล้วว่า ตูข้ามีความซื่อสัตย์กตัญญูต่อขุนศึกพระกาฬ ซึ่งเป็นผู้ปกครองพวกเรา ตูข้าย่อมเต็มไปด้วยเวทย์วิเศษ มีความชำนาญในเรื่องภูตผีโหงพราย เลี้ยงผีไว้ที่บ้านตั้งเยอะแยะ"

ท่านเหลาเหย่สะดุ้งโหยง

"อ้าว-ถ้ายังงั้นก็ดีแล้ว กันต้องปลดแกออกจากตำแหน่งพ่อมดแน่ๆ เพราะเรื่องปิศาจกันไม่ชอบ" พูดจบนิกรก็ร้องประกาศให้ประชาชนทราบ แต่ใช้วิธีประกาศแบบยี่เก

"กราบเรียนคุณพ่อคุณแม่คุณน้าคุณอาคุณตาคุณลูกคุณยาย ตลอดจนคุณปู่คุณย่า ญาติพี่น้องทั้งหลายเกล้ากระผมขอขอบคุณนะคะร้าบที่การเลือกตั้งหัวหน้าผ่านพ้นไปอย่างไม่สู้จะเรียบร้อยนัก เกล้ากระผมขอกราบฝ่าเท้าท่านที่เอาใจช่วยเกล้ากระผมในครั้งนี้ และเกล้ากระผมขอให้สัญญาว่า เกล้ากระผมจะปกครองพวกแม้ว แห่งดอยสามเส้านี้อย่างดีที่สุด คือ รีบเร่งพัฒนาบ้านเมืองของเรา เกล้ากระผมจะบินไปกู้เงินธนาคารโลกมาสร้างโรงเรียน โรงพยาบาล โรงเหล้า และโรงแรม ตลอดจนโรงนวด อบ อาบ ให้เหมือนกรุงเทพฯ บนดอยของเราจะเต็มไปด้วยตึกระฟ้า น้ำจะไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก ชาวแม้วจะต้องเรียนสำเร็จขั้นมหาวิทยาลัยเป็นอย่างต่ำ เกล้ากระผมจะเป็นผู้นำที่ดีของท่านและจะไม่ริดรอนทอนสิทธิของท่าน พี่น้องทั้งหลาย ใครอยากกินหมาก-กิน ใครอยากฝิ่นสูบ-สูบ ใครอยากมีเมียน้อยมี-มี ใครใคร่ขายช้าง-ขาย ใครใคร่ค้าม้า-ค้า ขอให้ชาวแม้วทั้งหลาย จงร่วมมือร่วมใจกับเกล้ากระผมช่วยกันพัฒนาบ้านเมืองของเราในโอกาสที่เกล้ากระผมได้เป็นหัวหน้าของพวกท่าน และในฐานะที่เกล้ากระผมมีอำนาจสูงสุดตามรัฐธรรมนูญ เอ๊ย ตามบทบัญญัติของพวกเรา เกล้ากระผมขอใช้อำนาจเป็นวาระแรกคือ ปลดนายเล่าสือพ่อมดชั้นดี ในหมู่พ่อมดชั้นเลว ออกจากตำแหน่งหน้าที่นับตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป"

บรรดาชาวแม้วที่เกลียดชังเล่าสือต่างส่งเสียงโห่ร้องอื้ออึงไปทั่ว คนเหล่านี้เคยได้รับความเดือดร้อนจากพ่อมดเจ้าเล่ห์มามากมาย เล่าสือเคยใช้อำนาจเป็นธรรมริบสัตว์พาหนะหรือสัตว์เลี้ยงเอาไปเป็นของตนโดยอ้างว่าเป็นพระรับสั่งของเทพเจ้าพระกาฬ บางทีก็ปรับไหมเงินทองแก่ผู้ที่ทำผิดประเพณีโดยไม่เจตนา พ่อมดเล่าสือรีดนาทาเร้นชาวแม้วมาได้ก็แบ่งสันปันส่วนให้เล่าอะขุนศึกพระกาฬที่เท่งทึงไปแล้ว

เมื่อได้ยินเสียงนิกรประกาสปลดตนออกจากตำแหน่งหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง เล่าสือก็ปราดเข้ามาคุกเข่าลงนั่งเบื้องหน้านิกรและวิงวอนเขาด้วยเสียงสั่นเครือ

"ข้าแต่ท่านขุนศึกผู้กล้าหาญ จงเลี้ยงข้าต่อไปเถิด ข้าขอสาบานต่อหน้าองค์เทพเจ้าว่า ข้าจะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อท่านตลอดไป จงเมตตาข้าเถิดเหล่าแหย่ อันชาวละว้ากับชาวแม้วนั้นก็ไม่ใช่อื่นไกล เปรียบเหมือนพี่น้องกัน ตัวของท่านเปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องสว่างอยู่ในท้องฟ้า ยังชีวิตให้แก่พวกเรา ขอท่านตั้วเก๊าจงเอ็นดูข้าเถิด"

นิกรเม้มปากแน่นและทำตาปริบๆ มองดูพ่อมดแล้วกล่าวขึ้นอย่างคล่องแคล่ว เหมือนกับอ่านพงศาวดารจีนหรือเรื่องจีน

"ตัวท่านเป็นพ่อมดเจ้าเล่ห์เนื้อตัวเหม็นสาปเหมือนอีแร้งวัดสระเกศ ผมเผ้าก็รุงรังเหมือนพวกฮิปปี้ หน้าตาไม่เป็นสับปะรดสุนัข ชาวแม้วได้ร้องตะโกนบอกข้าให้ไล่ท่านออกจากตำแหน่งพ่อมด ขอให้ท่านจงไปตามทางของท่านเถิด และออกไปจากสนามต่อสู้เดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นเราจะให้หนุ่มผู้นี้สังหารท่านเสีย"

เล่าสือลุกขึ้นยืนท่าทางทรนง เขารู้ดีว่าการอ้อนวอนหัวหน้าแม้วคนใหม่นั้นไม่มีทางสำเร็จ

"ดีแล้วท่านขุนศึก เมื่อท่านหมดความเมตตาปรานีข้า ข้าก็จะอพยพไปอยู่กรุงเทพฯ เบิกเงินในธนาคารออกมาสร้างโรงแรมที่ทันสมัยสูงที่สุด ๒๐ ชั้น ขึ้นหลังหนึ่งเพื่อต้อนรับพวกมะริกันและชาวยุโรป เท่านี้ข้าก็สุขสบายไปตลอดชีวิต"

ร.อ. สมนึก อดหัวเราะไม่ได้ เขายกมือชี้หน้าเล่าสือแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ไป-ออกไปให้พ้น ขืนร่ำไรจะโดนเตะเจ็บตัวเปล่าๆ พวกเราเป็นชาวละว้าชั้นดีโว้ย สำเร็จการศึกษามาจากอังกฤษและอเมริกา บางคนสำเร็จ ม.ศ. ๕ หรือ ม.๘ เก่า ก็เคยไปเที่ยวต่างประเทศมาเกือบทั่วโลกแล้ว ไปซีโว้ย ยังมองหน้าอีก"

พ่อมดเล่าสือถ่มน้ำลายลงพื้นดิน แล้วเดินออกไปจากสนามต่อสู้ ต่อจากนั้น พ.อ. นิกร ก็ประกาศแต่งตั้งพ่อมดคนใหม่ขึ้นเป็นที่ปรึกษาของเขา และชาวเขาทั้งหลายที่อยู่กันเป็นชุมนุมใหญ่ๆ เช่นนี้จะต้องมีพ่อมดประจำเผ่าคู่กับหัวหน้า

เมื่อนิกรชูมือขวาขึ้น เสียงพึมพำก็สงบเงียบลงทันที นิกรยืนเด่นเป็นสง่าพยายามเต๊ะท่าให้ผึ่งผายด้วยการยืดหน้าอกในท่าเบ่ง จนกระทั่งเสี่ยตี๋กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"มากไปแล้วครับอากร"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"นั่นน่ะซี ฉันก็ว่าอย่างนั้น"

"อากร จะพูดอะไรอีกครับ"

นิกรยิ้มให้เสี่ยตี๋

"อาจะประกาศแต่งตั้งพ่อมดคนใหม่"

เสี่ยตี๋มองไปทางกลุ่มคณะพรรคของเขา แล้วหันมาพูดกับนิกร

"ให้คุณปู่เป็นพ่อมดใช่ไหมอา"

นิกรหัวเราะคิก

"พ่อมดหัวล้านมีที่ไหนว่ะ แล้วก็แก่งั่กอย่างนั้น พ่อมดต้องเป็นคนแข็งแรง เฉลียวฉลาดและก็อยู่ในวัยกลางคน"

แล้วนิกรก็ร้องประกาศอีก "พวกแม้วและพวกชาวป่าทั้งหลาย ตูขุนศึกพระกาฬคนใหม่ได้ปลดเล่าสือออกจากตำแหน่งพ่อมดแล้ว ข้าขอประกาศแต่งตั้งให้เพื่อนเกลอของข้า ผู้มีนามว่า เล่าหงวนเป็นพ่อมดประจำดอยสามเส้าของเราต่อไป"

ผู้คนตบมือโห่ร้องกันลั่น ชาวแม้วส่วนมากมีศรัทธาในตัวนิกรไม่น้อย ในเวลาเดียวกันนี้เอง พ.อ. กิมหงวนก็เดินเข้ามาในสนามต่อสู้ นิกรกับเสี่ยตี๋ยืนตะลึงอ้าปากหวอไปตามกัน เมื่อแลเห็นอาเสี่ยแต่งตัวรุ่มร่ามแบบพ่อมด มิหนำซ้ำยังสวมผมปลอมยาวประบ่าเขียนหน้าเขียนตาให้น่าเกลียดยิ่งขึ้น มือซ้ายของเสี่ยหงวนถือไม้เท้าหงิกงอ มือขวาถือแส้หางวัวตามแบบฉบับของพ่อมดทั้งหลาย

ร.อ. สมนึก ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เตี่ย-เตี่ยใช่ไหม"

เสี่ยหงวนหยุดชะงักและหัวเราะหึๆ

"ก็ข้าน่ะซี หรือแกคิดว่าเป็นใคร"

ร.อ. สมนึกทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ผมคิดว่าคนบ้าหนีออกมาจากปากคลองสานน่ะซี ไหงรุงรังอย่างนี้ล่ะเตี่ย ผ้าห่มที่คลุมตัวเหม็นสาปเหลือเกิน"

อาเสี่ยชักโมโหลูกชายของเขา

"แกจะให้พ่อมดแต่งชุดสากลอย่างนั้นหรือ พ่อมดเขาต้องแต่งตัวอย่างนี้ซิวะ ขืนแต่งชุดใหญ่ชุดเล็กหรือเพียงแต่สวมเชิ๊ตฮาวายมันก็ไม่ใช่พ่อมดแล้ว"

นิกรพูดเสริม

"แกเตรียมตัวไว้พร้อมอย่างนี้ แกรู้ได้อย่างไรว่ากันจะตั้งแกเป็นพ่อมดประจำเผ่า"

เสี่ยหงวนเริ่มแสดงบทบาทเป็นพ่อมดทันที

"ฮิ ฮิ...แอ๊ะ แอ๊ะ...ข้ารู้ ข้ามองเห็น ข้าย่อมมีหูทิพย์ตาทิพย์แบบเดียวกับพ่อมดใน คองโกหรือโซมารีแลนด์ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ตูข้าพร้อมแล้วที่จะเป็นนายของเจ้า"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เป็นลูกน้องโว้ยไม่ใช่เป็นนาย พ่อมดคือที่ปรึกษาของหัวหน้าเผ่า"

กิมหงวนนิ่งคิดสักครู่

"ถ้ายังงั้นไม่เอาโว้ย แกแต่งตั้งคนอื่นให้เป็นพ่อมดเถอะ"

นิกรยิ้มให้ พ.อ. กิมหงวน

"แต่ตำแหน่งของแกมีทางกอบโกยอย่างมหาศาลทีเดียว แกจะรีดนาทาเร้นใครอย่างไรก็ได้"

"ถ้ายังงั้นเอาโว้ย"

นิกรร้องประกาศทันที

"ใครเห็นพ้องกับข้าที่ตั้งเล่าหงวนเป็นพ่อมดประจำเผ่า ขอให้ตบมือโห่ร้องขึ้นแต่ถ้าไม่เห็นพ้องให้ร้อง บู หรือเอาก้อนอิฐก้อนหิน ขวดน้ำอัดลมขว้างมาที่เรา พวกเราจงภาคภูมิใจเถิด ที่ข้าได้นำลัทธิประชาธิปไตยมาใช้ที่นี่ เสียงข้างมากคือมติของมหาชน เราจะเลิกลัทธิเผด็จการและจะเป็นประชาธิปไตยในไม่ช้านี้ ซึ่งหมายความว่าเราจะไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ยอมร่วมงานกับพวกมันเพราะดินแดนที่เราอยู่อาศัยนี้เป็นราชอาณาจักรส่วนหนึ่งของประเทศไทยและพวกเราก็เป็นชาวไทยเผ่าหนึ่ง ซึ่งเราจะต้องช่วยกันรักษาผืนแผ่นของเราไว้ ด้วยการยอมเสียสละชีวิตและเลือดเนื้อเป็นพลี ฉะนั้นคำมั่นสัญญาใดๆ ที่เล่าอะได้ทำไว้กับฝ่ายศัตรู ข้าพเจ้าไม่รับรู้และไม่รับผิดชอบ ข้าพเจ้ากับเล่ากิมเบ๊ เอ๊ย เล่าหงวนพ่อมดคนใหม่จะช่วยกันทำนุบำรุงบ้านเมืองของเราคือ ดอยสามเส้าให้เป็นเมืองสวรรค์ในไม่ช้านี้"

เสียงตบมือและเสียงโห่ร้องดังขึ้นเซ็งแซ่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกสนุกขึ้นมาก็พาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธฯ บุกเข้ามาในสนามต่อสู้และตรงเข้ามาหานิกรซึ่งยืนเคียงคู่กับเสี่ยหงวน ท่านเจ้าคุณก้มศีรษะโค้งคำนับอาเสี่ยและกล่าวว่า

"ข้าพเจ้ามีความยินดียิ่งนักที่ท่านตั้วเก๊ากิมเบ๊ได้ดำรงตำแหน่งเป็นพ่อมดแห่งนครนี้ตามความเห็นชอบของขุนศึกพระกาฬคนใหม่"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เล่นล้อชื่อพ่อนะ ประเดี๋ยวผมเดือดขึ้นมาผมก็สาปให้คุณอาเป็นก้อนหินไปเท่านั้น"

พล. ต. พลยื่นมือให้นิกรจับและพูดว่า

"แกเก่งมากอ้ายกรที่แกมีฝีมือยอดเยี่ยมเช่นนี้ สมควรแล้วที่แกได้รับตำแหน่งหัวหน้าแม้วคนใหม่แห่งดอยสามเส้า"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"งานของเราได้ผล ๖๐ เปอร์เซ็นแล้ว อย่างช้าอีกห้าหกวันเราก็คงได้กลับกรุงเทพฯ"

ร.อ. พนัสพูดเสริมขึ้นดังๆ

"อากรครับ นายทหารญวนกับนายทหารลาวกำลังเดินเข้ามาหาเรา"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างพากันมองดูนายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสอง คือ ร.ท. คำหมื่นแห่งขบวนการประเทศลาว ร.ท. เหงียนแหง่แห่งเวียตนามเหนือ พ.อ. นิกรรีบวางท่าให้สง่าผ่าเผย ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งทำปากแบะยื่นและกรอกนัยน์ตาไปมา พล. ต. พลอดหัวเราะไม่ได้

"ทำหน้าเฉยๆ เถอะวะอ้ายกร"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ธรรมดาขุนศึกก็ต้องเก๊กหน้าให้เหี้ยมเกรียมอย่างนี้"

นายทหารคอมมิวนิสต์ทั้งสองคนแต่งเครื่องแบบคล้ายๆ กัน เดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านิกรและต่างก็ยกมือขึ้นวันทยาหัตถ์กระทำความเคารพนิกรอย่างแข็งแรง

"สวัสดีครับท่านขุนศึก" ร.ท. เหงียนแหง่กล่าวกับนิกรเป็นภาษาไทย ซึ่งพวกชาวป่าชาวเขาทั้งหลายที่ใช้ภาษาพูดไม่เหมือนกันมักจะใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง และต่างฝ่ายต่างก็พูดได้ฟังเข้าใจดี "ผม.... ร้อยโทเหงียนแหง่แห่งกองทัพคอมมิวนิสต์เวียตนามเหนือ ขอแสดงความยินดีที่ท่านได้เป็นหัวหน้าคนใหม่แทนเล่าอะ"

พ.อ. นิกรหันมากระซิบพูดกับศาสตราจารย์ดิเรกเบาๆ

"ช่วยแปลหน่อยเถอะว่ามันพูดว่ายังไง"

นายพลดิเรกตวาดแว็ด

"ไม่ต้องแปลโว้ย เขาพูดภาษาไทย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซี กันฟังถนัดว่าเขาพูดไทย แต่ชักสงสัย"

ร.ท. คำหมื่นสบตากับนิกร เขาก็ยิ้มให้

"ผมคือร้อยโทคำหมื่นแห่งขบวนการประเทศลาว เราสองคนนำทหารมาที่นี่ก็เพราะเราชอบพอรักใคร่กับเล่าอะมาก่อน"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ข้อบ่ฮู้บ่หัน ความสัมพันธ์จักมากน้อยเพียงใด๋ ข้อยบ่สนใจ๊"

ร.ท. คำหมื่นหัวเราะเบาๆ

"ท่านพูดภาษาลาวหรือครับ"

"บ่ไซ่ ถ้าเป็นภาษาลาวก็ต้องเป็นราวตากผ้า"

"ถ้ายังงั้นเราพูดไทยกันดีกว่าครับ ผมกับร้อยโทเหงียนแหง่รู้สึกตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจมากที่ได้เห็นฝีมืออันยอดเยี่ยมของท่าน เป็นการสมควรอย่างยิ่งที่ท่านเหลาแหย่ได้ดำรงตำแหน่งเป็นขุนศึกพระกาฬคนใหม่ของดอยสามเส้านี้"

นิกรหันมาทางเสี่ยหงวน

"พ่อมด เจ้าผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร รู้ทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคต เจ้าผู้มองเห็นในที่มืดและมีหูทิพย์"

"ใครบอกแกล่ะ" กิมหงวนพูดเบาๆ

นิกรแยกเขี้ยวและกระซิบตอบ

"พ่อมดก็ต้องเก่งกาจผิดมนุษย์ซีโว้ย"

"งั้นเรอะ บอกให้รู้เสียก่อนกันจะได้ทำตัวให้ถูกต้อง" พูดจบเสี่ยหงวนก็เต้นระบำแบบอึ่งอ่างได้ฝนยกแข้งยกขามีการแหงนหน้าและก้มหน้า ทำให้สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วหัวเราะงอหายไปตามกัน สักครู่หนึ่งอาเสี่ยก็หยุดเต้นยืนหอบแฮ่กๆ เขายกแส้หางวัวชี้หน้านายทหายคอมมิวนิสต์ทั้งสองคน

"ท่านขุนศึกเอยจงฟังเรา นายทหารสองคนนี้คือศัตรูอันร้ายกาจที่จะคิดยึดครองประเทศไทยให้เป็นเมืองขึ้นหรือข้าทาสของมัน แฮ่ะๆ แฮ่ๆ แง่งๆ ข้าย่อมมองเห็นอนาคตที่ยังไม่เกิดขึ้น คอมมิวนิสต์จะใช้กำลังทหารรุกรานราชอาณาจักรไทยตลอดจนเพื่อนของเรา ท่านขุนศึกจงเข้าใจตามนี้เถิด โอก...คอแห้งโว้ย อ้ายตี๋เป็นพ่อมดแทนเตี่ยหน่อยไม่ได้หรือ"

เสี่ยตี๋หัวเราะก๊าก

"โอย....ไม่เอาละเตี่ย แต่งตัวรุงรังอย่างคนบ้า มองดูไม่ผิดอะไรกับอีแร้งวัดสระเกศ"

เสี่ยหงวนโกรธจนตัวสั่น

"แกดูถูกข้า ข้าผู้เป็นลูกมด เอ๊ย พ่อมดแห่งดอยสามเส้า ข้าขอสาปแกให้เป็นอ้ายตี๋ลูกชายข้านับแต่บัดนี้จนวันตาย" แล้วเขาก็หันไปทาง ร.อ. นพ "ทำเพลงรัวหน่อยซีโว้ยอ้ายนพ"

ลูกชายของนิกรหัวเราะลั่น

"ไม่ต้องหรอกครับลุง การทำเพลงรัวน่ะหมายความว่าเวทมนตร์หรืออิทธิฤทธิ์นั้นเกิดผล ลุงสาปให้อ้ายตี๋เป็นลูกของลุงก็เหมือนกับว่าสาปภูเขาใหญ่ลูกนี้ให้กลายเป็นก้อนหิน"

พ่อมดกิมหงวนเค้นหัวเราะ

"ถ้าอย่างนั้นข้าจะสาปอ้ายแห้วให้เป็นสัตว์เดรัจฉานชนิดหนึ่ง"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"แล้วมันเรื่องอะไรล่ะครับ รับประทานผมอยู่เฉยๆ ไม่ได้เกี่ยวข้องด้วย"

โปรดติดตามอ่านเล่ม ๒