พล นิกร กิมหงวน 041 : สามเกลอชีกอ

ตอนสายวันนั้นซึ่งเป็นวันอาทิตย์ ในราว ๑๐.๐๐ เศษ เจ้าแห้วนั่งไข้วห้างวางท่าอย่างภาคภูมิอยู่บนม้ายาวที่เฉลียงหลังตึกชั้นบน เขากำลังอ่านหนังสือ "ไล้ฟ์" ฉบับประจำเดือนมกราคมที่เพิ่งส่งมาถึงเมืองไทยโดยทางเมล์อากาศ เดี๋ยวนี้เจ้าแห้วอ่านภาษาอังกฤษได้หลายตัวแล้ว เนื่องจากพยายามศึกษาหาความรู้จาก ดร. ดิเรก อย่างสนใจ

เสียงนาฬิกาปลุกในห้องนอนของนิกรดังกังวานขึ้น เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อยหันไปมองทางประตูห้องแล้วเงี่ยหูฟังจนกระทั่งลานปลุกหมดลาน แล้วเจ้าแห้วก็วางหนังสือลงบนม้ายาวลุกขึ้น เดินเข้าไปในห้องนอนของนายจอมทะเล้น

นิกรนอนกรนเสียงสนั่นหวั่นไหวอยู่บนเตียงนอน ร่างของเขามีผ้าห่มขนสัตว์สีฟ้า คลุมแค่หน้าอกตลอดปลายเท้า เจ้าแห้วอดหัวเราะไม่ได้ ใครๆ เค้าตื่นนอนรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยจนกระทั่งแม่เสือทั้ง ๔ พากันไปดูภาพยนต์รอบเช้าแล้วนิกรยังไม่ตื่น

"คุณครับ คุณครับ" เจ้าแห้วร้องเรียกนายของเขา "รับประทานตื่นเสียทีซีครับ"

นิกรค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลกด้วยความลำบากยากเย็น พลิกตัวมองดูนาฬิกาปลุก แล้วเอ็ดตะโรเจ้าแห้ว

"เสือกมาปลุกข้าทำไมวะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทาน ๔ โมงเช้าแล้วครับ"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"๔ โมงเช้า ตายห่า...นึกว่า ๔ ทุ่ม"

แล้วนิกรก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่งเอื้อมมือหยิบนาฬิกาปลุกบนโต๊ะข้างเตียงนอนขึ้นมาถือ

"ว้า นาฬิกาหอกนี่ไม่ได้ความเลย ตั้งปลุก ๔ โมงเช้าไม่ยักปลุก"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"รับประทาน มันปลุกจนหมดลานแล้วละครับ คุณไม่ตื่นเอง"

นายการุณวงศ์ขมวดคิ้วย่น

"อือ...ชอบกลโว้ย ไม่ยักได้ยิน"

"ปู้โธ่ กริ่งลานนาฬิกามันดังจนแสบแก้วหู รับประทานอย่าว่าแต่คนเลยครับ ต่อให้ควายมันก็ต้องตกใจตื่น"

นายจอมทะเล้นยกแขนบิดขี้เกียจอ้าปาก เสียงคับห้อง เหวี่ยงผ้าห่มนอนสีฟ้าไปข้างๆ ตัว เอื้อมมือปลิดกล้วยหอม ผลหนึ่งในจานผลไม้ข้างเตียงนอนมาปอกเปลือกยกขึ้นใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานทั้งขี้ฟันน่ากลัวเครื่องย่อยอาหารเสียหมด"

นิกรชักฉิว

"อย่าสู่รู้ไปหน่อยเลยวะ ข้าตื่นนอนข้าก็ต้องกินอะไรๆ นิดๆ หน่อยๆ เสมอ เพื่อเตือนกระเพาะและเครื่องย่อยอาหารให้ทำงาน" นายจอมทะเล้นเหวี่ยงเปลือกกล้วยหอม ออกไป นอกหน้าต่างแล้วลุกขึ้นจากเตียงนอนของเขา

ทันใดนั้นเอง นิกรก็สะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนโหวกๆ ดังขึ้นมาจากถนนหน้าตึก

"เฮ้ย อ้ายหมาคนไหนวะ เสือกโยนเปลือกกล้วยหอมลงมาโดนกระบาลกู"

นิกรทำคอย่นกลืนน้ำลายดังเฮือก แล้วยักคิ้วให้เจ้าแห้ว

"ดูเถอะวะ ฟลุ๊กฉิบหายเลย ดันโยนลงไปถูกหัวคุณพ่อท่านได้ คุณพ่อคงกำลังยืนชมกล้วยไม้ของท่านแน่ๆ เอ็งโผล่ไปดูซิอ้ายแห้ว

อ้ายแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทานช่างเถอะครับ ดีไม่ดีเดี๋ยวท่านนึกว่าผมโยนเปลือกกล้วยลงไป ผมก็ถูกแจกหมากเท่านั้น"

นิกรหัวเราะหึๆ เดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้องถึงแม้ว่าเวลาจะสายแล้วแต่อากาศก็ยังหนาวอยู่ เขาหยิบแปรงสีฟันบนโต๊ะเครื่องแป้งซึ่งมียาสีฟันบรรจุไว้เรียบร้อยแล้ว นิกรก็คว้าผ้าเช็ดตัวขนาดกลางผืนหนึ่งเดินผิวปากเพลงมหาฤกษ์มหาชัยเข้าไปในห้องน้ำเพื่ออาบน้ำชำระร่างกาย

เจ้าแห้วช่วยเก็บกวาดทำความสะอาดห้องให้ แต่เมื่อเห็นนิกรเดินสั่นหน้าออกมาจากห้องน้ำ เจ้าแห้วก็มองดูอย่างตื่นๆ นายจอมทะเล้นคงเพียงแต่แปรงฟันและล้างหน้าอย่างเดียวเท่านั้น

"รับประทานไม่อาบน้ำหรือครับ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวโว้ย น้ำเย็นเฉียบยังกับน้ำแข็งใครจะอาบได้ ยอดยกไปวันหลังดีกว่าอีกไม่กี่วันก็เข้าหน้าร้อนแล้วรอไว้อาบหน้าร้อน"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

"รับประทานหมายความว่า ตั้งแต่ย่างเข้าเขตหน้าหวาน คุณไม่ได้อาบน้ำเลยหรือครับ"

นิกรพยักหน้ายอมสารภาพตามตรง

"เมื่อเดือนก่อนอาบหนหนึ่ง แล้วก็ไม่ได้อาบอีกเลย เออ...นี่อ้ายแห้วบ้านใหม่ที่เพิ่งปลูกเสร็จข้างบ้านเราเขามาอยู่กับแล้วโว้ย ผู้คนพลุกพล่านเชียว กันยืนมองอยู่ที่หน้าต่างห้องน้ำแลเห็นถนัด"

"ครับ รับประทานผมเห็นรถบรรทุกของ ร.ส.พ. บรรทุกเครื่องเรือนและข้าวของมาตั้งห้าหกคัน เจ้าของบ้านท่าทางเป็นขุนนางเก่าแก่ครับ คงจะร่ำรวยมากมีลูกสาว ๓ คนครับ รับประทานแต่ละคนหยาดเยิ้มหยดย้อยแน่ไปเลย ผมแอบดูที่ข้างรั้วเมื่อตอนสองโมงเช้าตั้งนาน"

"หา" นิกรอุทานด้วยความสนใจ "ลูกสาวสวยรึ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ครับ สวยมาก รับประทานคุณพลกับอาเสี่ยแอบมองดูยังจุ๊ปาก หน้าตากระจุ๋มกระจิ๋มไม่เลวเลยครับ"

นิกรยกมือจับแขนเจ้าแห้วพาเดินเข้าไปในห้องน้ำซึ่งเป็นห้องกวางขวาง ปูด้วยกระเบื้องเคลือบสีขาว ด้านขวามือเป็นอ่างล้างหน้า ทางซ้ายมีอ่างอาบน้ำขนาดใหญ่ลงไปนอนแช่ตัวอย่างสบาย เบื้องบนมีฝักบัว ด้านในของห้องเป็นที่ถ่ายกากอาหารที่ไม่ต้องการ

นายจอมทะเล้นกับเจ้าแห้วยืนเคียงคู่กันที่หน้าต่างห้องน้ำ ห้องนอนของนิกรอยู่ด้านซ้ายสุดของตัวตึกห่างจากบ้านใหญ่หลังนั้นราว ๓๐ เมตร คฤหาสน์อันใหญ่โตหรูหราหลังนั้นเพิ่งก่อสร้างเสร็จเมื่อต้นเดือนที่แล้วมา ปลูกอยู่ในเนื้อที่ดินประมาณ ๖ ไร่ ตัวตึกออกแบบทันสมัยโอ่อ่าพอๆ กับบ้าน "พัชราภาณ์"

นิกรกับเจ้าแห้วต่างแลเห็น ผู้คนพลุกพล่าน กำลังขนข้าวของและจัดข้าวของให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรเบาๆ

"รับประทานโน่นครับ ในห้องชั้นล่างทางขวามือนั่น"

นายจอมทะเล้นมองตามสายตาเจ้าแห้ว แล้วเขาก็เห็นดรุณีแน่งน้อยสามใบเถา อายุไล่เรี่ยกัน กำลังยืนสนทนากันข้างหน้าต่าง

"เฮ้ยๆๆ ออกไปหยิบกล้องส่องทางไกลมาให้ข้าหน่อยโว้ย"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง รีบออกไปจากห้องน้ำ สักครู่ก็ถือกล้องส่องทางไกลเดินเข้ามาในห้องส่งให้นิกรอย่างนอบน้อม

นิกรสวมเสื้อกล้ามเพียงตัวเดียว และนุ่งกางเกงชั้นในลายแดงขาวคล้ายเสื้อทีมฟุตบอล

อัสสัมชัญ เขายกกล้องส่องทางไกลขึ้นมาดูแม่สาวทั้งสาม ซึ่งขณะนี้หล่อนกำลังโผล่หน้าต่างมองมาทางบ้าน"พัชราภรณ์"

หญิงสาวทั้ง ๓ คนล้วนแต่สวยสราญตา ลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นสาวสังคมที่มีการศึกษาและมีตระกูลสูงใบหน้างามแฉล้ม สมจริงดังที่เจ้าแห้วบอก นิกรจุ๊ย์ปากลั่น น้ำลายไหลยืด เพราะความพอใจในความงามของแม่สาวสามใบเถา เพื่อนบ้านใหม่ของเขา

แม่สาวสวยซึ่งเป็นพี่ใหญ่ หันมามองดูนิกรโดยอังเบิญจากกล้องส่องทางไกลทำให้นิกรแลเห็นหน้าหล่อนอย่างถนัด แม้กระทั่งไฝเล็กๆ ที่ริมฝีปาก นิกรเผลอตัวยกมือขวาโบกให้หล่อน

ทันใดนั้นเอง แม่สาวก็ทำหน้างอเหมือนม้าหมากรุก รีบบอกให้น้องสาวทั้งสองของหล่อนมองดูนิกร แม่สาวซึ่งเป็นคนกลางท่าทางเอาเรื่องกว่าเพื่อน หล่อนยกรหัสลับให้นิกรทันที คือชูหลังมือขวาที่หงิกงอยื่นให้นายจอมทะเล้น

นิกรสะดุ้งโหยง เขาแลเห็นสุภาพบุรุษผุ้สูงอายุท่าทางภาคภูมิคนหนึ่งเดินเข้ามาหาสามสาว ท่านผู้นั้นคือเจ้าของคฤหาสน์หลังนั้นนั่นเอง จากกิริยาท่าทางของท่านบอกให้นิกรรู้ว่า ท่านกำลังต่อว่าลูกสาวของท่านที่ไม่ควรชูมะเหงกให้นิกร แล้วท่านก็โบกมือไล่ธิดาของท่านให้ออกไปจากห้องนั้น

สุภาพบุรุษผู้สูงอายุผู้นี้คือเจ้าคุณกฤษณราชฯ ข้าราชการบำนาญสังกัดกระทรวงยุติธรรม เป็นคหบดีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง ท่านเป็นผู้ใหญ่ที่มีนิสัยโอบอ้อมอารีมาก เจ้าคุณกฤษณราชฯ เพิ่งพาครอบครับของท่านอพยพจากบ้านสวนคลองบางกอกน้อยมาอยู่ที่นี่เมื่อชั่วโมงที่แล้วมานี่เอง

ท่านเจ้าคุณเดินมาที่หน้าต่าง และมองดูนิกรด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม นิกรรีบส่งกล้องทางไกลให้เจ้าแห้วและยกมือไหว้เจ้าคุณกฤษณราชฯ อย่างบอบน้อม

"สวัสดีครับ" เขาร้องตะโกนไป

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ทำหน้าชอบกล ท่านรับไหว้นิกรและจำใจต้องร้องตะโกนตอบเช่นเดียวกัน

"สวัสดีหลานชาย" แล้วท่านเจ้าคุณกฤษณราชฯ ก็หลบเข้าไปในห้อง

นิกรผิวปากเบาๆ มีอารมณ์ครึกครื้นผิดปกติ

"สามใบเถานั่นไม่เลวโว้ย ผ่าเถอะวะ สวยกว่านางสาวไทยเป็นกอง แต่ละคนอวบอัดขาวผ่องเหมือนกับแตงร่มใบ"

เจ้าแห้วทำหน้าฉงน

"รับประทานเปลือกแตงโมมันสีเขียวไม่ใช่หรือครับ"

นิกรตวาดแว๊ด กระชากกล้องส่องทางไกลมาจากมือเจ้าแห้ว

"เขาเปรียบเทียบกันอย่างนั้นโว้ย ขัดคอข้ายังงี้หมายความว่ามึงอยากกินหมากสดอย่างงั้นหรือ"

เจ้าแห้วถอยหลังกรูด

"รับประทานไม่ไหวครับ หนาวๆ ยังงี้หลายวันนักกว่าจะหาย แฮ่ะ แฮ่ะ"

ทันใดนั้นเอง พลกับเสี่ยหงวนและ ดร. ดิเรก ก็พากันเดินเข้ามาในห้องน้ำ ดร. ดิเรกเห็นนิกรกำลังยกกล้องส่องทางไกลมองไปทางคฤหาสน์หลังนั้นก็รีบกล่าวห้าม

"เฮ้...อย่าโว้ยกร"

นิกรลดกล้องลงมาถือ หันมายิ้มกับเพื่อนเกลอของเขา

"ทำไมวะ"

นายแพทย์หนุ่มโบกมือห้าม

"เขากำลังจะเป็นเพื่อนบ้านที่ดีของเรา ยูไม่ควรจะเอากล้องไปส่องมองดูเขาประเดี๋ยวเขาจะพากันมารู้จักกับเราที่นี่"

พล พัชราภรณ์อธิบายให้นิกรทราบ

"เจ้าของคฤหาสน์หลังนี้คือ เจ้าคุณกฤษณราชฯ คหบดีคนสำคัญคนหนึ่ง เป็นข้าราชการบำนาญกระทรวง ง่า กระทรวง"

"มหาเสน่ห์" อาเสี่ยพูดเสริมขึ้นเบาๆ

นายพัชราภรณ์หันมาทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"กระทรวงที่แกว่ามันต้องเจ๊หนอม เจ้าคุณกฤษณราชฯ ท่านสังกัดกระทรวงยุติธรรม"

แล้วพลก็หันมายิ้มกับนิกร

"ท่านเจ้าคุณใช้ให้คนของท่านเอานามบัตรมาให้คุณพ่อเมื่อกี้นี้เอง เขียนข้อความบอกไว้หลังนามบัตรว่า "ประเดี๋ยวท่านจะพาคุณหญิงของท่านกับลูกๆ มารู้จักกับพวกเรา"

นิกรยิ้มแป้น

"ก๊อดีน่ะซีโว้ย ลูกสาวของท่านสามใบเถาไม่เลวเลย ตละคนราวกับหยาดฟ้ามาแต่กระยาหงัน ผ่าเถอะวะ ส่วนเว้าส่วนโค้งแน่ไปเลย กันเอากล้องส่องมองดูจนกระทั่งแม่คนหนึ่งในสามใบเถายกมะเหงกให้กัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"นั่นแสดงว่าหล่อนกำลังเลื่อมใสในตัวแกแล้วหล่อนอาจจะรักแกก็ได้

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ผู้หญิงให้มะเหงกหมายความว่าผู้หยิงรักยังงั้นหรือ"

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น" กิมหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "นี่แกเพิ่งตื่นนอนหรือยังไง"

นิกรพยักหน้า

"อือ เพิ่งตื่นเมื่อครู่นี้เอง"

ดร. ดิเรก พูดเสริม

"คนที่นอนตื่นสายอย่างนี้มักจะเป็นคนโง่ และคนที่เกียจคร้าน นักปราชญ์หรือคนที่เฉลียวฉลาดเขานอนน้อยที่สุด ศาสตราจารย์ที่เมืองนอกนอนคืนละชั่วโมงเดียวเท่านั้น ท่านมหาราชา"

"เฮ้ย" นิกรตวาดลั่น "ทำไมจะต้องเอาท่านมหาราชามายกเป็นตัวอย่างด้วยวะ ฟังเรื่องของท่านมหาราชาวันละพันหนเบื่อจะตายอยู่แล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ

"รีบอาบน้ำแต่งตัวลงไปคอยรับหน้า เจ้าคุณกฤษณราชฯ เถอะ เราต้องทำตัวให้เป็นเพื่อนบ้านที่ดีของท่าน เพราะท่านอุตส่าห์พาครอบครับของท่านมารู้จักกับพวกเราก่อน เท่ากับท่านยกย่องให้เกียรติพวกเรา"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ

"ท่านรู้หรือเปล่าว่าพวกเราเป็นใคร"

ดิเรกว่า "คงรู้แต่เพียงว่าคุณอาเป็นเจ้าของบ้านนี้เท่านั้น เพราะที่ประตูหน้าบ้านนอกถนนมีชื่อคุณอาปรากฏอยู่"

นิกรเดินนำหน้า พาคณะพรรคของเขาออกมาจากห้องน้ำ พลมองดูนิกรอย่างแปลกใจแล้วพูดเสียงหัวเราะ "แกอาบน้ำหรือยังวะกร"

นิกรสั่นศีรษะ

"อาบไม่ไหวโว้ย หนาวจนกระดูดแทบหลุดแล้ว"

ดร. ดิเรกทำหน้าเบ้

"แย่ละโว้ย ไอไม่เห็นอาบน้ำเลยตั้งแต่ย่างเข้าหน้าหวาน ยายม่อมเคยบ่นให้กันฟังบ่อยๆ ว่า เสื้อกางเกงของแกที่เอาไปให้ซักต้องรีบซักก่อนเพื่อน วางทิ้งไว้ไม่ได้"

"ทำไมวะ" นิกรถาม

"วางไว้ทีไรยายม่อมบอกว่า หมามันคาบเอาไปทุกที มันนึกว่าเนื้อเค็มตากแห้ง แข็งอกแข็งใจอาบเสียหน่อยเถอะวะ การอาบน้ำย่อมทำให้ร่างกายสะอาดหมดจด รูเหงื่อตามขุมขนต่างๆ ก็ไม่มีฝุ่นละอองอุด อาบเสียเถอะเพื่อน อย่าให้ท่าน เจ้าคุณกฤษณราชฯ ท่านเหม็นสาปแกเลย"

"ว้า" นิกรคราง "เกิดเป็นคนนี่ลำบากจริงโว้ย ต้องอาบน้ำอาบท่า ทีหมาไม่เห็นมีใครอาบน้ำให้มัน ทำไมมันไม่เหม็นสาปล่ะ"

กิมหงวนว่า "ไหนๆ ชาตินี้แกก็เกิดมาเป็นคนกับเขาแล้ว อุส่าห์แข็งใจอาบน้ำเสียหน่อยเถอะเพื่อนชาติหน้าแกเกิดเป็นหมาแกจะไม่อาบน้ำเลยตลอดชีวิตก็ตามใจแก ฉันจะไม่ปริปากว่าอะไรแกเลย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ถ้ายังงั้นพวกแกลงไปคอยข้างล่างก็แล้วกัน กันขอเวลาอาบน้ำสักครึ่งนาที"

พลลืมตาโพลง

"อาบยังไงกันวะครึ่งนาที"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"ก็เอาขันตักราดตัวสัก ๒ ขัน แล้วก็รีบฟอกสบู่ตักน้ำรดตัวอีกสัก ๓ ขัน เท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อย หนาวๆ อย่างนี้ขืนมัวขัดสีฉวีวรรณพอดีเป็นตะพ้านตายห่า" พูดจบนิกรก็ส่งกล้องส่องทางไกลให้เจ้าแห้วถือไว้ โยนแปรงสีฟันไปบนโต๊ะแล้วเดินกลับเข้าไปในห้องน้ำ

สามสหายกับเจ้าแห้วพากันออกไปจากห้อง ปล่อยให้นิกรเข้าห้องส้วมและอาบน้ำตามสบายใจ

ก่อนเวลา ๑๐.๓๐ น. เพียงเล็กน้อย ท่านเจ้าคุณกฤษณราชฯ เจ้าของคฤหาสน์หลังใหม่ที่อยู่ติดกับบ้าน "พัชราภรณ์" ก็ปรากฏตัวขึ้น ท่านแต่งกายเรียบร้อยตามแบบประเพณีไทย นุ่งผ้าม่วงสีเลือดหมูสวมคัทชูไม่สวมถุงเท้า สวมเสื้อแพรฝรั่งเศษกระดุม ๕ เม็ด เจ้าคุณกฤษณราชฯ เดินเคียงคู่กับสุภาพสตรีผู้สูงอายุเจ้าของร่างอ้วนจ้ำม่ำและค่อนข้างเตี้ยคนหนึ่ง คุณหญิงเนื่องของท่านนั่นเอง ธิดาสุดสวาทสามใบเถาของท่านตามมาในระยะใกล้ชิด คุณหญิงนุ่งผ้าถุงสีกรมท่า สวมเสื้องชั้นนอกแพรสีนวลอ่อน ส่วนสามสาวแต่งกายเหมือนกันราวกับธิดาฝาแฝด นุ่งสะแล็คครึ่งน่องสีเหลืองแก่ สวนเสื้อเชิ๊ทแขนยาวพับแขนคอฮาไวสีเหลืองอ่อน ตกแต่งใบหน้าและผมเรียบร้อยทาปากแดงแจ๊ด

แขกผู้มีเกียรติของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างสำรวมกิริยามรรยาทสงบเสงี่ยม ขณะนี้ท่านผู้ใหญ่และ ๔ สหายนั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่ทางหลังบ้าน เจ้าแห้วนั่งหน้าจ๋องอยู่ที่บันไดหน้าตึก ได้รับคำสั่งจากคุณหญิงวาดให้คอยต้อนรับ เจ้าคุณกฤษณราชฯ

พอแลเห็นเจ้าคุณกับสมาชิกในครอบครัวของท่าน เจ้าแห้วก็รีบลุกขึ้นยืนต้อนรับอย่างพินอบพิเทา

"เจ้าคุณกับคุณหญิงอยู่ไหมจ๊ะ" คุณหญิงเนื่องกล่าวยิ้มๆ

"อยู่ขอรับ รับประทานท่านสั่งให้กระผมคอยต้อนรับ"

"อ้อ" เจ้าคุณกฤษณราชฯ คราง "ขอบใจเธอมากนะ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานเชิญบนห้องรับแขกเถอะขอรับ"

"จ๊ะ จ๊ะ ขอบใจ" คุณหญิงเนื่องกล่าวกับเจ้าแห้วและหันมาทางธิดาของท่าน

"พ่อคนนี้ท่าทางเรียบร้อยน่ารัก"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานกระผมเป็นผู้ดีตกยากครับ ตั้งแต่คุณพระพ่อถึงแก่กรรมกระผมก็ลำบากเรื่อยมา"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ทำหน้ายู่ยี่ชอบกล ครึ่งยิ้มครึ่งแหย มองดูเจ้าแห้วเพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าแห้วสบายดีไม่มีอะไรบกพร่อง

"ที่เธอเรียกคุณพระพ่อน่ะ หมายความถึงบิดาของเธอใช่ไหม"

"ครับผม"

คุณหญิงถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เธอพูดเสียฉันงง ทำไมเธอไม่เรียกคุณพ่อเฉยๆ ล่ะ"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานเมื่อเขาเรียกบิดาของเขาที่เป็นเจ้าคุณว่า เจ้าคุณพ่อ ผมก็ควรเรียกบิดาของผมซึ่งเป็นคุณพระว่า คุณพระพ่อไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ หัวเราะลั่น

"เออ จริงของเธอ เข้าทีดีเหมือนกันนะถ้าคนที่มีพ่อเป็นขุน หรือ หลวงก็ต้องเรียกคุณหลวงพ่อหรือยังไงเธอ"

"ครับผม ควรจะเป็นอย่างนั้น ง่า รับประทานเชิญขอรับ ในนามของเลขานุการของท่านเจ้าคุณและคุณหญิงประสิทธิ์ฯ กระผมขอเชิญท่านไปผักผ่อนในห้องรับแขกก่อน"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ พาคุณหญิงและธิดาของท่านเดินขึ้นบันไดตึกตามเจ้าแห้วไปห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วได้เชิญให้นั่ง

"รับประทานผมจะไปกราบเรียนท่านให้ทราบเดี๋ยวนี้แหละครับ" แล้วเจ้าแห้วก็รีบออกไปจากห้องรับแขก

ครอบครัวของเจ้าคุณกฤษณราชฯ ต่างพูดคุยกันเบาๆ คุณหญิงกระซิบกระซาบถามสามีของท่าน "เจ้าคุณประสิทธิฯ น่ะหัวท่านล้านมากหรือคะ"

"ฮื่อ ขนาดทุ่งหมาหลงนั่นแหละ เตียนโล่งไปหมด"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ พูดเสียงกระซิบเช่นเดียวกัน

"คุณหญิงระวังหน่อยนะ อย่าพูดอะไรให้พาดพิงถึงศีรษะท่านเป็นอันขาด เจ้าคุณนิติธรรมฯ เล่าให้ฉันฟังเมื่อวานนี้เองว่าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เป็นคนใจน้อย ใครพูดเกี่ยวกับเรื่องศีรษะทานละก้อเป็นขัดใจกันเลย"

คุณหญิงเนื่องหันมาทางธิดาทั้งสาม

"หนู แม่เตือนเจ้าหน่อย คำว่า ล้าน, เลี่ยน, เตียน, โล่ง, ลื่น, ไถล ตลอดจนกระทั่งลูกมะอึก, นกตระกรุมอย่าพูดเชียวนะลูกนะ เจ้าคุณเจ้าของบ้านนี้หัวท่านล้าน"

สามสาวหัวเราะคิกคักไปตามกัน

"หนูเห็นท่านแล้วละคะ" สาวิตรีธิดาคนโตพูดยิ้มๆ

"เมื่อตอน ๙ โมงท่านยืนด้อมๆ มองๆ อยู่ข้างรั้วลวดหนามกั้นเขตระหว่างบ้านท่านกับบ้านเรา"

"อ๋อ" สันทนีธิดาคนกลางที่อยู่ข้างจะแก่นแก้วอุทานดังๆ "ตาแก่ผอมๆ สูงๆ หัวล้านเจ๊งเหม่งคนนั้นน่ะหรือค่ะ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาคุณหญิงวาดเดินเข้ามาพอดี ท่านยิ้มให้สันทนีแล้วพูดเสียงหนักๆ

"ถูกแล้วหลานสาว อีตาแก่คนนั้นคือลุงเอง"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ กับคุณหญิงเนื่องนัยตาเหลือก หน้าซีดเผือกไปตามกัน ต่างยกมือไหว้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด สามสาวก็พลอยยกมือไหว้ไปด้วยในเวลาเดียวกันเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพา ๔ สหายเข้ามาในห้อง เจ้าแห้วติดตามเข้ามาด้วย

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด ได้ปฏิสันถารกับเพื่อนบ้านของท่านเป็นอย่างดี เจ้าคุณกฤษณราชฯ แนะนำให้รู้จักกับคุณหญิงเนื่องและธิดาของท่านทั้งสามคนคือ สาวิตรีหรือแอ๋ว สันทนีหรือแอ๊ด และสุวพีร์หรืออ๊อด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แนะนำให้รู้จักกับคณะพรรคพวกของท่านเป็นรายตัวเช่นเดียวกัน

ต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยกันอย่างสนิทสนม คนเราเมื่อชะตาต้องกันเห็นหน้ากันแว่บเดียวก็พอใจซึ่งกันและกันแล้ว คุณหญิงวาดนั่งลงบนโซฟาร์ตัวเดียวกับคุณหญิงเนื่อง ต่างทักทายไต่ถามทุกข์สุขกันเป็นอย่างดี

ขณะที่เจ้าคุณกฤษณราชฯ กำลังอธิบายให้เจ้าคุณประสิทธิ์ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟังว่า เท่าที่ท่านพาครอบครัวของท่านมารู้จักด้วย ก็เพราะต้องการเป็นเพื่อนบ้านที่ดี คุณหญิงวาดได้ถือโอกาสกระซิบกระซาบกับคุณหญิงเนื่องเบาๆ

"คุณหญิงชอบเล่นไพ่ไหมคะ"

คุณหญิงเนื่องยิ้มอายๆ

"ไพ่อะไรคะ"

"ไพ่ตองคะ"

"อุ๊ย ดิฉันโปรดมากเชียวคะคุณหญิง"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"ถ้าเช่นนั้นละก้อ มิตรภาพระหว่างคุณหญิงกับดิฉันนับวันก็จะมีแต่ความ สนิทสนมแน่นแฟ้นต่อกัน ดิฉันมือขวาเชียวคะ"

"หรือค่ะ ดิฉันก็เหมือนกันคะ คุณหญิง"

คุณหญิงเนื่องพูดเสียงดังระคนกับหัวเราะ

"วันไหนดิฉันไม่ได้เล่นไพ่ ดิฉันปวดหัวตัวร้อนนอนไม่หลับเลย"

ทุกคนเงียบกรบ ฟังคุณหญิงต่อคุณหญิงสนทนากันอย่างครื้นเครง

"ถ้ายังงั้นของเชิญคุณหญิงมาที่นี่ทุกวันซีคะ ตามปกติดิฉันติดบ่อนตั้งแต่เที่ยงจนถึงสองยาม วันนี้เห็นจะเริ่มติดบ่อนในราวบ่ายสองโมงคะ เพราะแม่พวกเด็กๆ เมียๆ ของเจ้า ๔ คนอุตริไปดูหนังรอบเช้ากันเสียแล้ว เชิญนะคะคุณหญิงเล่นกันสนุกๆ ค่ะปี๋ละ ๓ บาทเท่านั้น"

คุณหญิงเนื่องยิ้มแป้น

"ตีตั้วเผ่นคะ ตำรวจมาเราก็โกยอ้าวไปคนละทาง แต่ว่าไม่ต้องกลัวหรอกคะ คุณหญิงคะ ใครจะรู้คะว่าเราเล่นไพ่กัน เราเล่นกันในหมู่ญาติมิตรจริงๆ คนอื่นแปลกปลอมเข้ามาดิฉันไม่ยอมให้เล่นหรอกคะ"

"แหม ยังงั้นก็ดีทีเดียว ที่นี่เล่นมีโจ๊กหรือเปล่าคะ"

"มีคะ เล่นกันตามระเบียบ มีโจ๊ก กินล้ม เศียร, เอี่ยวทั้งมือ, กินตัวเก็ง, คุณหญิงเชิญประเดิมเสียวันนี้นะคะเล่นแล้วสบาย เส้นยืด บริหารตา และกล้ามเนื้อที่มือและแขน ฝึกหัดสมองให้เฉียบแหลมว่องไว มีความจดจำว่าไพ่อะไรอยู่มือใคร โอ๊ย พูดแล้วอยากเล่นเดี๋ยวนี้"

สองคุณหญิงหัวเราะกันลั่น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจเบาๆ กล่าวกับมิตรใหม่ของท่าน

"ผมดีใจมากที่คุณหญิงของผมเข้ากับ คุณหญิงของเจ้าคุณได้อย่างดี ตามปกติคุณหญิงวาดน่ะแกเป็นคนขวานผ่าซากครับ เข้ากับใครยาก ถ้าดีดีใจหายถ้าร้ายร้ายชมัดขอให้เรานึกเสียว่าเราเป็นเครือญาติกันเถอะนะครับ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ยื่นมือให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สัมผัสอีกครั้งหนึ่ง

"ผมอายุอ่อนกว่าเจ้าคุณ ก็ควรจะเป็นน้องชายของเจ้าคุณและหมายถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ยินดีเชียวครับ ความจริงผมได้ยินชื่อเสียงของเจ้าคุณมานานแล้ว ใครๆ ก็รู้ว่าเจ้าคุณเป็นทนายความที่มีชื่อเสียงโด่งดัง"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ หัวเราะ มองดูสาวใช้ของบ้าน "พัชราภรณ์" สองคนซึ่งถือถาดใส่เครื่องดื่มและหีบบุหรี่คลานเข้ามาในห้อง แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่หน้าเสี่ยหงวน

"หลานชาย" เจ้าคุณกฤษณราชฯ พูดกับอาเสี่ยอย่างสนิทสนม "อาเสียใจมากที่สันทนีลูกสาวคนกลางของอายกมะเหงกให้เธอเมื่อสักครู่ใหญ่ๆ นี้ อย่าถือสาน้องเลยนะหลานชาย ยายแอ๊ดแกยังเป็นเด็กมากเกินไปเพิ่งอายุ ๑๙ เท่านั้น"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก ชี้มาที่นิกร

"คนนี้ครับที่ถูกมะเหงก ไม่ใช่ผมหร็อกครับ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ สะดุ้งโหยงแล้วยิ้มแห้งๆ มองดูนิกร

"เธอรึที่สันทนีชูมะเหงกให้"

"ครับ ผมเห็นยืนอยู่ในห้อง ผมก็เลยเอากล้องส่องดู คุณสัตะวาเลยยกมะเหงกให้ผม"

สันทนีหัวเราะคิ๊ก

"ดิฉันชื่อสันทนีค่ะ คุณนิกร"

นายจอมทะเล้นอ้าปากหวอ แล้วหัวเราะ

"ชื่อคุณเรียกยากหน่อย ให้ผมเรียกชื่อเล่นๆ ของคุณดีกว่าเพราะจำได้ง่ายดี คุณแอ๋ว, คุณแอ๊ด และคุณอ๊อด"

สันทนียิ้มให้เขา

"แล้วคุณละค่ะ ชื่อเล่นๆ ของคุณว่ายังไง"

นิกรนิ่งนึก

"เมื่อเล็กๆ คุณพ่อเรียกผมว่าอ้ายท่อกครับ แต่ผมคิดว่าคุณเรียกชื่อจริงของผมจะน่าฟังกว่า คุณพ่อผมท่านเฮงซวยเกินไปครับ ตั้งฉายาให้ลูกก็ไม่ได้สติ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้อง ต่อจากนั้นสองครอบครัวก็สนทนาปราศัยกันอย่างสนิทสนม พล พัชราภรณ์ รู้สึกติดเนื้อต้องใจสาวิตรีธิดาคนโตของคุณหญิงเนื่องมาก นิกรพอใจสันทนีแม่สาวอกใหญ่ ส่วนเสี่ยหงวนทำกรุ้มกริ่มกับสุวพีร์ธิดาคนเล็กของคุณหญิงเนื่อง ดร. ดิเรกคนเดียวที่เคร่งขรึมวางตัวเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ นานๆ จึงจะพูดสักครั้ง

เมื่อสาวิตรีปรารภกับพล ว่าหล่อนชอบดอกไม้เป็นชีวิตจิตใจ พลก็ชวนหล่อนทันที

"ถ้าไม่รังเกียจเชิญไปชมดอกไม้ที่เรือนต้นไม้ของผมซีครับ มีอยู่มากมายหลายสิบชนิด คุณอยากได้อะไรผมจะให้คนของผมขนเอาไปให้"

สาวิตรีหรือยายแอ๋วยิ้มอ่อนหวาน

"หรือค่ะ ดิฉันอยากดูค่ะ" แล้วหล่อนก็หันมาทางน้องสาวทั้งสองของหล่อน

"แอ๊ดกับแอ๋วไปดูดอกไม้กับพี่เถอะ"

สามใบเถาต่างลุกขึ้น พลพาออกไปทางหน้าตึก เสี่ยหงวนกับนิกรต่างลุกขึ้นติดตามออกไป ดร. ดิเรก พูดกับเจ้าแห้วเบาๆ

"ไปบ้างซีวะเรา ปล่อยให้ท่านผู้ใหญ่คุยกันดีกว่า นั่งอยู่ที่นี่เปรี้ยวปากเปล่าๆ "

นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นพาเจ้าแห้วเดินก้มตัวออกไปทางหลังตึก ความเงียบสงัดเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้ว

เจ้าคุญประสิทธ์ฯ ก็สนทนากับ เจ้าคุณกฤษณราชฯ ต่อไปเมื่อถึงงานอดิเรก เจ้าคุณกฤษณราชฯ ก็บอกว่าท่านชอบสะสมพระเครื่องลางและสรรพโบราณวัตถุโดยเฉพาะจำพวกเทวรูปและพระพุทธรูปปางต่างๆ

"โอ ยังงั้นเจ้าคุณกับผมก็เหมือนๆ กันนะซีครับ ผมกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เป็นนักสะสมของโบราณเช่นเดียวกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เชิญซีครับเจ้าคุณ ผมกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มีอะไรๆ ที่จะอวดเจ้าคุณเยอะแยะ เชิญไปชมในห้องพิพิธภัณฑ์ของเราเถอะครับ แล้วพรุ่งนี้ผมจะไปดูของเจ้าคุณบ้าง

"ยั้งงั้นหรือครับ ดีทีเดียวเราจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เท่าที่ผมได้รู้จักกับเจ้าคุณผมรู้สึกเป็นสุขเสียแล้ว เพื่อนบ้านที่ดีอย่างนี้ไม่ใช่หาง่ายๆ เลย"

เมื่อถูกยอซึ่งๆ หน้า เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ยิ้มแก้แทบแตก

"เช่นเดียวกันครับ ผมก็รู้สึกมีความสุขที่สุขที่ผมได้รู้จักกับเจ้าคุณและคุณหญิง พรุ่งนี้ผมจะสั่งให้คนของผมรื้อลวดหนามด้านข้างออก บ้านของเราจะได้อยู่ในเนื้อที่บริเวณเดียวกัน"

"ครับ ครับ ขอบคุณมากที่ให้เกียรติผมมากมายอย่างนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ต่างพาเจ้าคุณกฤษณราชฯ ไปชมโบราณวัตถุของท่าน ในเวลาเดียวกันนี้เอง สองคุณหญิงกำลังพูดคุยกันถึงเรื่องเท็คนิคการเล่นไพ่ผ่องอย่างสนุกสนาน ยิ่งคุยก็ยิ่งถูกคอกัน และรักกันมากราวกับคุ้นเคยกันมาหลายสิบปี ถึงกับทุบแขนตีขากันเมื่อฝ่ายหนึ่งพูดถูกใจ

ห้องพิพิธภัณฑ์ของบ้าน "พัชราภรณ์" มีขนาดเท่ากับห้องแถวของคนจนๆ รวมกันถึง ๔ ห้องใหญ่โตกว้างขวางมาก ด้านตะวันตกเป็นกระจกฝ้า ส่วนหนึ่งของห้องเปิดตลอดมีกระจกหนากั้นเพื่อให้ได้รับแสงสว่างเต็มที่ มีช่องลมพัดโกรกเข้ามาได้ตลอดเวลา

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ตื่นตาตื่นใจมากเมื่อได้มาเห็นสรรพโบราณวัตถุอันมีค่าของเจ้าคุณทั้งสองซึ่งมีมากกว่าท่านเสียอีก ตะละชิ้นล้วนแต่มีราคาและเป็นของเก่านับพันปี เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้บรรยายให้ฟังถึงประวัติและความเป็นมาของของทุกชิ้น นับตั้งแต่เศียรพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย พระพุทธรูปฝีมือช่างอินเดีย, ฝีมือขอมและช่างไทยเหนือ พระพุทธรูปและเทวารูปเหล่านี้มีหลายแบบหลายขนาด ประดิษฐานอยู่ในที่อันสมควร ภายในตู้กลางห้องและในตู้ริมผนังตึก มีถ้วยชามเครื่องลายครามของโบราณต่างๆ สารพัดจัดไว้เป็นระเบียบเรียบร้อยเป็นพวกๆ

เกือบชั่วโมงเศษที่เจ้าคุณกฤษณราชฯ ใช้เวลาของท่านให้หมดไปกับการศึกษาวัตถุบางชิ้นจากเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เจ้าคุณกฤษณราชฯ สนใจกับโบราณวัตถุตู้หนึ่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นของจีนสมัยโพ้น มีตุ๊กตาจีนแบบต่างๆ เครื่องลายครามกังไส รูปปั้นกิเลน, มังกร

"กิเลนทองตัวนี้ไม่เลวนะครับ แต่ผมรู้สึกว่าฝีมือใหม่ไปหน่อย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ขมวดคิ้วย่น รีบเปิดตู้ออกหยิบกิเลนทองตัวนั้นออกมาส่งให้เจ้าคุณกฤษณราชฯ

"เจ้าคุณโปรดพิจารณาดูให้ดี แล้วจะเห็นว่าทองคำและฝีมือนี้เป็นของเก่าแก่จริงๆ ทองคำใหม่ๆ เนื้ออย่างนี้มีหรือครับ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ มองดูอย่างละเอียดละออ

"โอ จริงครับ เก่ามาทีเดียว ผมเห็นของคุณพระสรฤทธิ์ฯ น้องเมียผมตัวหนึ่งแบบคล้ายๆ กันแต่ของเจ้าคุณงามกว่ามาก ฝีมือปราณีตและเก่ากว่า เจ้าคุณได้มาจากไหนครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ผมได้มา ๓๐ ปีแล้วในสมัยที่ผมเป็นอธิบดีผู้พิพากษาอยู่นครราชสีมา ผู้พิพากษาคนหนึ่งเขาให้ผมบอกว่าเป็นสมบัติดั้งเดิมของบิดาเขา ง่า กิเลนตัวนี้เป็นราชสมบัติของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ถังครับ ตอนที่พระองค์เสื่อมอำนาจพวกขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ต่างถือโอกาสกอบโกยพระทรัพย์ของพระองค์ไป แบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ พยักหน้าหงึกๆ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ท่านมองดูกล่องกำมะหยี่กล่องหนึ่งซึ่งอยู่ในตู้แล้วกล่าวถาม

"ในกล่องนั่นอะไรครับเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะเบาๆ

"หงส์หยกครับ แต่ผมคิดว่าเจ้าคุณคงไม่สนใจอะไร เป็นของธรรมดาครับ"

ดูเหมือนเจ้าคุณกฤษณราชฯ จะรู้ดีว่า เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หวงแหนวัตถุที่อยู่ในกล่องกำมะหยี่นั้น

"ขอให้ผมชมเป็นขวัญตาสักนิดไม่ได้หรือครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนร่วมชีวิตของท่าน

"ว่าไงเจ้าคุณ ให้ท่านดูเรอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าคุณกฤษณราชฯ แล้วพูดขึ้น

"ดูน่ะดูได้ครับ แต่มีเงื่อนไขว่าห้ามขอหรือขอซื้อ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ หัวเราะก้าก

"ปู้โธ่ เจ้าคุณครับ อย่างนี้ผมรู้ดีของโบราณวัตถุขอกันง่ายๆ หรือครับ ถึงขอซื้อก็ขายให้กันไม่ได้ หงส์หยกที่ว่าของผมก็มีอวดเจ้าคุณทั้งสองเหมือนกัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึ เอื้อมมือหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมาจากตู้

"ถูกละครับ เจ้าคุณหรือใครๆ ก็อาจมีหงส์หยกได้ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีหงส์หยกของใครในโลกนี้ที่จะสวยงามยิ่งไปกว่าหงส์หยกของผมกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เราสองคนต่างออกเงินกันคนละครึ่งซื้อหงส์หยกนี้ไว้จากจีนคนหนึ่งซึ่งเป็นหลานขงเบ้ง หงส์ตัวนี้ราคาถึง ๕๐,๐๐๐ บาท"

พูดจบก็วางกล่องบนโต๊ะ

"เชิญชมซีครับขอไม่ให้ซื้อไม่ขาย ถึงเจ้าคุณจะเอาเงินมากองเต็มห้องผมก็ขายไม่ได้"

"เอ" เจ้าคุณกฤษณราชฯ คราง

"ผมยังไม่ได้บอกเจ้าคุณเลยสักคำว่าผมจะขอซื้อหงส์หยกตัวนี้ ไม่ซื้อหรอกครับของผมมีอยู่แล้ว"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ เปิดฝาหีบกำมะยี่ออก ทันใดนั้นเองท่านก็แลเห็นหยกชิ้นหนึ่ง ซึ่งแกะสลักเป็นรูปหงส์แบบจีนฝีมืองดงามมากปราณีต หงส์ตัวนี้ยาวประมาณหนึ่งคืบ ทำด้วยหยกร้อยเปอร์เซ็นต์คือหยกแท้เป็นของเก่าแก่ที่จะหาดูจากไหนไม่ได้อีกแล้ว เจ้าคุณกฤษณราชฯ ยืนตลึง ท่านแปลกใจที่สุดที่หงส์ตัวนี้เหมือนกับหงส์หยกของท่านที่รักและหวงยิ่งกว่าลูกสาวของท่านมากมายนัก เหมือนกันทุกสัดส่วนแสดงว่าาทำขึ้นมาจากช่างในสมัยเดียวกันและช่างที่ทำก็ต้องเป็นคนเดียวกัน

"เป็นยังไงครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ

"สวยไหมครับเจ้าคุณ ของเจ้าคุณกับของเราใครจะสวยกว่ากัน"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ถอนหายใจเบาๆ ท่านไม่ยอมปริปากพูดให้รู้ว่าหงส์ของท่านตัวนั้นกับหงส์ตัวนี้เหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว

"นี่สวยกว่าของผมมากครับ"

สองเจ้าคุณหัวเราะลั่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าเจ้าคุณกฤษณราชฯ แล้วกล่าวขึ้น

"เจ้าคุณมหาศักดิ์ เคยซื้อผมแสนห้าหมื่นบาทให้กำไรเราแสนบาทเหนาะๆ ผมยังไม่ยอมขาย ท่านชายปรียากรรับสั่งว่าพระองค์ยินดีเอาที่ดิน ๒ ไร่ทางถนนพหลโยธินแลกกับหงส์หยกตัวนี้ ฮะ ฮะ หงส์หยกนี่แหละครับ เป็นของโบราณเก่าแก่ชิ้นเดียวที่มีค่าที่สุดสำหรับผมกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ยิ้มเจื่อนๆ ความอยากได้หงส์หยกตัวนี้ได้เกิดขึ้นเป็นทวีคูณ ท่านคิดว่าถ้าหากท่านได้ไปเข้าคู่กับหงส์หยกของท่าน ท่านก็จะกลายเป็นนักเล่นเครื่องลายครามโบราณวัตถุที่ใครๆ จะต้องกล่าวขวัญ

"เจ้าคุณว่ายังไงนะครับ ใครนะครับที่ขอซื้อแสนห้าหมื่น"

"เจ้าคุณมหาศักดิ์ครับ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดยิ้มๆ

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ถอนหายใจอีกครั้งหนึ่งเมื่อเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเก็บหงส์หยกเข้าตู้ตามเดิม

"ง่า เจ้าคุณประสิทธิ์ ครับ" เจ้าคุณกฤษณราชฯ พูดยิ้มๆ

"สมมุติว่าถ้าหากผมจะขอซื้อหงส์หยกตัวนี้ในจำนวนเงินสักสองแสนบาท เจ้าคุณจะว่ายังไงครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตอบแทนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "สมมุติว่า เจ้าคุณขอซื้อสักสองแสนก็สมมุติเอาว่าเราไม่ขายให้"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ หัวเราะก้าก

"ถ้าเช่นนั้นไม่สมมุติละครับ ผมขอซื้อจริงๆ เลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มให้เพื่อนบ้านของท่าน "ผมอยากจะขายให้เจ้าคุณเหมือนกัน แต่ว่า...ผมเสียใจเหลือเกินที่ผมขายให้ไม่ได้"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ มองดูกล่องกำมะหยี่ในตู้ด้วยความปราถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้เป็นเจ้าของหยกฟ้าอันมีค่ายิ่ง

"เอ้า เอายังงี้ก็แล้วกันครับ ผมให้อีกห้าหมื่นรวมเป็นสองแสนห้าหมื่นซึ่งเป็นเงินมากมายพอดูทีเดียว"

"เอายังงี้ดีกว่า" เจ้าคุฯประสิทธิ์พูดยิ้มๆ "คือว่า เจ้าคุณจะให้ผมสักเท่าใดหรือยังไงผมไม่ยอมขายทั้งนั้น"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ถอนหายใจเบาๆ "กรุณาให้ผมชมอีกสักนิดเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"หยิบบ่อยๆ เดี๋ยวจะเกิดชำรุดเสียหายขึ้นครับ ผมขอเชิญเจ้าคุณชมอย่างอื่นดีกว่า"

คราวนี้เพื่อนบ้านของสองเจ้าคุณชักฉิว เจ้าคุณกฤษณราชฯ อดใจอยู่ไม่ไหวก็พูดโพล่งออกมา "ผมยินดีที่จะเรียนให้ทราบว่า หงส์หยกตัวนี้น่ะเหมือนกับหงส์หยกของผมราวกับพิมพ์เดียวเจ้าคุณกฤษณราชฯ ที่ผมขอซื้อก็เพราะอยากจะได้ไปเข้าคู่กันเท่านั้น ผมทราบมานานแล้วว่าหงส์หยกในโลกนี้มีอยู่สองตัวคือของผมตัวหนึ่ง อีกตัวหนึ่งก็คือของเจ้าคุณทั้งสองซึ่งผมเพิ่งได้เห็นวันนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่คล้ายจะยิ้มเยาะ

"ผมกล้ารับรองได้ว่า หงส์หยกของเจ้าคุณจะต้องทำด้วยหยกเลวกว่านี้ และฝีมือด้อยกว่านี้มากของผมน่ะของพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้นะครับ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ "ของผมก็ของพระเจ้าเหมือนกัน"

คราวนี้ต่างฝ่ายต่างเถียงกันหน้าดำหน้าแดง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่าของท่านแท้ ของเจ้าคุณกฤษณราชฯ เป็นของกำมะลอที่ช่างรุ่นหลังทำเทียมขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นว่าถ้าปล่อยให้เถียงกันต่อไปอาจจะเกิดการแจกหมากกันขึ้นก็กล่าวห้าม

"อย่าเถียงกันเลยครับ ต่างฝ่ายต่างก็ว่าของตัวแท้ ผมคิดว่าทางที่ดีเจ้าคุณรีบกลับไปบ้านดีกว่า"

"อ้าว" เจ้าคุณกฤษณราชฯ อุทาน "ไล่ผมหรือครับนี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ฟังผมพูดให้จบเสียก่อนซีครับ ผมขอให้เจ้าคุณรีบกลับไปบ้านไปเอาหงส์หยกของเจ้าคุณมาเปรียบเทียบกับหงส์หยกของเราต่างหาก ของใครเก๊ของใครของแท้ก็จะได้รู้กัน ที่เจ้าคุณว่าของเจ้าคุณเหมือนของผมนั้นเป็นไปไม่ได้"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ยิ้มแค่นๆ "ดีแล้วครับผมจะไปเอามาเดี๋ยวนี้" พูดจบท่านก็พาตัวออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์ สองเจ้าคุณมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"ช่ะ ช่ะ เจ้าคุณกฤษณราชฯ ท่านคงคิดว่าหงส์หยกของท่านเหมือนกับของเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดอย่างขบขัน

"ผมให้เจ้าคุณกฤษณราชฯ พลิกแผ่นดินหาก็หาไม่ได้เหมือนอย่างนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็นพ้องด้วย

"ผมน่ะเห็นหงส์หยกมามาหลายตัวแล้ว มองแพล๊บเดียวก็รู้ว่าเป็นหยกเก๊ฝีมือก็หยาบ ถ้าของท่านมีเหมือนเราท่านจะขอซื้อเราทำไมต้องสองแสนห้าหมื่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบกล่องกำมะหยี่ออกมาจากตู้ วางบนโต๊ะสี่เหลี่ยมเปิดออกดูอย่างชื่นชม "งามมากทีเดียว เป็นตายอย่างไรก็อย่าขายเชียวนะครับของเก่ามีค่าอย่างนี้ ตายแล้วเกิดใหม่ก็หาไม่ได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์พยักหน้าหงึกๆ

"ไม่ขายแน่นอน เจ้าคุณกับผมไม่ใช่คนยากจนเห็นเงินจะได้ตาลุก อย่าว่าแต่สองแสนห้าหมื่นเลย สองล้านก็ไม่ขาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาละครับ อย่าคุยถึงเรื่องราคาค่างวดของมันเลย"

สองเจ้าคุณต่างนั่งลงบนเก้าอี้ที่โต๊ะนั้น ชมเชยหงส์หยกของท่านอย่างอิ่มอกอิ่มใจหยิบขึ้นมาลูบคลำแล้วก็วางบางทีก็ยกขึ้นจูบ

เวลาผ่านพ้นไปประมาณ ๑๐ นาที เจ้าคุณกฤษณราชฯ เดินเข้ามาในห้องพิพิธภัณฑ์อย่างรีบร้อน ในมือของท่านมถือกล่องเงินถมกล่องหนึ่งคล้ายกับหีบบุหรี่

"นี่ยังไงละครับหงส์หยกของผม"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ชูกล่องเดินเข้ามาวางกล่องลงบนโต๊ะสองเจ้าคุณต่างลุกขึ้น เจ้าคุณกฤษณราชฯ เปิดกล่องอย่างระมัดระวัง ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ทำหน้าตื่นไปตามกันจากสายตา และ ความรู้สึกของตนสองเจ้าคุณยอมรับว่าหงส์หยกของเจ้าคุณกฤษณราชฯ เหมือนกับหงส์หยกของท่านราวกับพิมพ์เดียว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบขึ้นมาเปรียบเทียบดูด้วยความตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าวมันช่างเหมือนกันอะไรอย่างนั้น เนื้อหยก, ฝีมือแกะสลักรูปพรรณสันฐานเหมือนกันทุกสัดส่วน

เจ้าคุณกฤษณราชฯ แย่งหงส์หยกของท่านมาจากมือเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วเก็บไว้ในกล่องเงินตามเดิม "ดูนานนักไม่ได้เดี๋ยวสึกหมด"

สองเจ้าคุณยืนตลึงพรึงเพริดไปตามกัน ต่างอยากได้หงส์หยกตัวนี้ไว้คู่กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องตาเขม็งมองดูหงส์หยกของเจ้าคุณกฤษณราชฯ ในกล่องเงินใบนั้นสักครู่ท่านก็เงยหน้าขึ้นยิ้มให้เพื่อนบ้านของท่าน

"ผมขอบคุณมากเชียวครับ ที่เจ้าคุณตกลงขายให้ผมสองแสน"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ อ้าปากหวอ รีบปิดกล่องเงินทันที

"เปล่าๆๆ ผมยังไม่ได้พูดสักคำ แล้วกันหงส์หยกตัวนี้น่ะผมพยายามให้ได้คู่มานานแล้ว ทางที่ดีเจ้าคุณขายของเจ้าคุณให้ผมดีกว่า"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะ

"ไม่สำเร็จครับ เจ้าคุณซีครับควรขายให้ผม"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ เอียงคออมยิ้ม

"ไม่สำเร็จเหมือนกัน"

ท่านทั้งสามต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กันต่อจากนั้นก็สนทนากันถึงความเป็นมาของหงส์หยกคู่นี้และคุยกันถูกคอมาก

เจ้าคุณกฤษณราชฯ เป็นผู้ที่มีอารมณ์แรงมากลงปรารถนาสิ่งใดแล้วท่านจะต้องได้มาสมความปรารถนาท่านเจ้าคุณกินไม่ได้นอนไม่หลับเพราะอยากได้หงส์หยกของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มาเป็นสมบัติของท่าน เจ้าคุณกฤษณราชฯ พยายามอ้อนวอนขอซื้อทุกวันก็ไม่เป็นผลสำเร็จ และ เช่นเดียวกันสองเจ้าคุณก็หมดความสุขเพราะอยากได้หงส์หยกของ เจ้าคุณกฤษณราชฯ มาคู่กับหงส์หยกของท่าน

"ผมคิดได้แล้วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนสายวันหนึ่ง

"เราต้องเข้าขาคุณหญิงเนื่อง ประจบประแจงคุณหญิงเนื่องเสียพักเดียว แล้ว อ้อนวอนขอซื้อหงส์หยกตัวนั้น โดยไม่ให้เจ้าคุณกฤษณราชฯ รู้ คุณหญิงท่านก็คงจะขายให้เราในราคาพอสมควร"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นิ่งนึก

"เอ มันมันก็ยากอยู่นะครับ ถ้าคุณหญิงเนื่องท่านขายให้เราโดยไม่ให้เจ้าคุณกฤษณราชฯ รู้ ภายหลังเจ้าคุณกฤษณราชฯ ทราบเข้าก็อาจเป็นเรื่องใหญ่โตขึ้น"

"ฮ้า จะมีเรื่องยังไงเจ้าคุณ ผัวเมียก็คือบุคคลคนเดียวกัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มออกมาได้

"เออ จริงซีครับ ถ้ายังงั้นเราจะต้องเริ่มประจบประแจงคุณหญิงเนื่องนับแต่วันนี้เป็นต้นไป ประเดี๋ยวคุณหญิงก็จะมาเล่นไพ่ที่บ้านเราแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย ดังนั้นในตอน ๑๐.๐๐ น. วันนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ร่วมวงเล่นไพ่กับคุณหญิงเนื่อง ซึ่งมีคุณหญิงวาดกับประไพและนวลละออเล่นร่วมด้วย ส่วนนันทากับประภาเป็นคนดูและคอยปรนนิบัติขาไพ่

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อยู่เหนือมือคุณหญิงเนื่อง ท่านแกล้งทิ้งไพ่ให้คุณหญิงเนื่องได้กินล้มบ่อยๆ ถลกตัวเก็งบ้าง, ล้มเศียร, หรือเอี่ยวบ้าง แล้วท่านก็ชมเชยคุณหญิงเนื่องว่าเล่นไพ่เก่งยากที่จะหาใครเปรียบเหมือน เมื่อโดนลูกยอเข้าคุณหญิงเนื่องซึ่งมีนิสัยขอบยอมาแต่ไหนแต่ไรก็อิ่มอกอิ่มใจในคำยออย่างยิ่ง

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรเจ้าคุณผัวของท่านว่าเล่นไพ่ไม่เป็น

"มีอย่างหรือ รู้อยู่แล้วว่าคุณหญิงท่านเก็บเอี่ยวดันทิ้งเอี่ยวไปให้ท่าน เล่นยังงี้เอาเงินมากองเต็มห้องก็หมด เจ้าคุณปัจจนึกฯ มานั่งเหนือคุณหญิงเนื่องเถอะคะ คุณหญิงท่านกินคนเดียวดิฉันโมโหแล้วนะจะบอกให้"

คุณหญิงเนื่องยิ้มแป้น

"อุ๊ย คุณหญิงก็อะไรก็ไม่รู้แหละ ไพ่ดิฉันมันเฮงต่างหากขึ้นมือรอใบเดียวก็ขั้วแล้ว มา...เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนที่กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เสียซิคะ"

สองเจ้าคุณต่างเปลี่ยนที่กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งเหนือมือคุณหญิงเนื่องก็ทิ้งไพ่ให้คุณหญิงเนื่องกินอีก คอยชำเลืองมองดูไพ่ในมือคุณหญิงเนื่องเห็นขาดไพ่ชนิดใดก็ทิ้งไปให้ คุณหญิงเนื่องล้ม ๔ ตองและถลกตัวเก็งห้าแตงโมติดๆ กันสองตา

คุณหญิงวาดหัวเสียขอเปลี่ยนที่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพอเริ่มตาใหม่คุณหญิงวาดก็ไล่ไพ่คุณหญิงเนื่องถึงกับยอมฉีกคู่ไล่ แต่แล้วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ซึ่งอยู่ใต้มือก็คอยจ้องมองดูไพ่ในมือคุณหญิงเนื่อง เห็นขาดตัวอะไรก็เอื้อมมือสะกิดขาคุณหญิงเนื่องเปลี่ยนไม่ให้โดยไม่มีใครเห็น

คุณหญิงเนื่องกินล้มเอี่ยวทั้งมืออีก คุณหญิงวาดเหวี่ยงไพ่ทิ้งลุกขึ้นสบัดก้น

"ไม่เอาแล้ว วันนี้ดิฉันไม่ขอสู้คุณหญิงแน่คุณหญิงเฮงอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ ดิฉันยังไม่เคยเห็นใครเล่นไพ่เก่งอย่างคุณหญิงเลย" พูดจบท่านก็เดินหัวเราะๆ ออกไปจากห้อง

คุณหญิงเนื่องยิ้มแก้มแทบแตก

"เราเล่นกันสนุกๆ เท่านั้นเองได้เสียก็ไม่กี่สตางค์" แล้วท่านก็ยิ้มให้นันทา

"นั่งแทนคุณหญิงวาดซีหนู"

นันทาหัวเราะเบาๆ

"หนูไม่เล่นหรอกคะ คุณอาคะหนูมีธุระจะต้องไปเยี่ยมเพื่อนที่โรงพยาบาลตอนเที่ยงวันนี้"

"แล้วกัน ยังงั้นแม่ภาเข้ามาก็แล้ว"

ประภายิ้มอายๆ

"หนูก็ไปกับคุณนันเหมือนกันคะ เรา ๔ คนนัดกันแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"ไม่เป็นไรครับคุณหญิงเล่นกัน ๓ คนก็แล้วกันผมกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิง เด็กๆ เขาจะไปธุระก็ช่างเขาเถอะครับ คุณหญิงของผมแกคงลงไปเตรียมอาหารว่างไว้สำหรับพวกเรา"

"คะ ดีเหมือนกันเราสามคนเล่นกันไปพลางๆ ก่อนเรื่องไพ่ละก้อลงเล่นแล้วดิฉันไม่อยากเลิกเลย"

๔ นางมองดูหน้ากันและพยักหน้ากัน ครั้นแล้วก็พากันเดินออกไปจากห้องโถงชั้นบนของตัวตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มแจกไพ่ต่อจากนั้นทั้งสามท่านก็โจ้ไพ่กัน โดยเจ้าคุณทั้งสองพยายามทิ้งไพ่ให้คุณหญิงเนื่องกินเรื่อยๆ กินล้มบ้าง กินช่องถลกบ้างตามเรื่อง

สักครู่หนึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เริ่มเรื่องสำคัญของท่าน

"ผมคิดว่าคุณหญิงคงชอบเล่นไพ่มากกว่าเล่นของโบราณวัตถุ"

คุณหญิงเนื่องหัวเราะคิ๊ก

"เรื่องวัตถุโบราณหรือค่ะ ดิฉันเกลียดที่สุดค่ะ ห้องพิพิธภัณฑ์ที่บ้านถ้าไม่มีความจำเป็นแล้ว ดิฉันจะไม่ยอมเข้าไปเลยน่ากลัวออกจะตายไป เจ้าคุณน่ะซีคะท่านคลั่งเรื่องโบราณวัตถุจนไม่เป็นอันทำอะไร ชอบอะไรก็ซื้อเอามาแทบจะไม่มีที่เก็บแล้วราคาถูกแพงเท่าไรซื้อทั้งนั้น"

ทั้งสามท่านเล่นไพ่พลางและสนทนากันไปพลาง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า

"ผมอยากจะเรียนถามคุณหญิงสักหน่อย หงส์หยกของเจ้าคุณน่ะ คุณหญิงทราบไหมครับว่าเจ้าคุณท่านซื้อมาเท่าไร"

คุณหญิงเนื่องทำท่าปวดศีรษะทันที

"อ๋อ เจ้าหงส์หยกตัวนั้นนะหรือค่ะ ดูเหมือน ๕๐,๐๐๐ บาทคะ พอซื้อมาแล้วทะเลาะกับดิฉันตั้งเดือนดิฉันเทศนาเสียเอากระบุงโกยไม่ไหว เจ้าคุณปัจจนึกฯ จั่วอะไรคะ ๕ นกหรือคะ"

ความจริงเจ้าคุณปัจจนึกฯ จั่ว ๗ นกแต่ท่านก็มี ๕ นกอยู่ในมือเหมือนกัน ท่านรู้ว่าคุณหญิงเนื่องกำลังขั้ว ๕ นกก็หยิบ ๕ นกทิ้งลงมา

"ครับ ๕ นก"

คุณหญิงเนื่องหัวเราะก้าก วางไพ่บนเสื่อจันทบุรีผืนใหญ่แล้วเปิดตลับเล็กๆ ออกหยิบ ๕ นกในตลับออกมา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตบมือลั่น

"คุณหญิงเนื่องกินล้มอีกแล้ว แน่ไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่จัดแจงทำไพ่ส่งให้คุณหญิงเนื่องแจก

"ความจริงผมก็ชอบล่นของโบราณวัตถุพอๆ กับเจ้าคุณของคุณหญิงแหละครับ คุณหญิงโปรดอย่าหาว่าผมดูถูกดูแคลนเลยนะครับ ผมอยากจะขอซื้อหงส์หยกตัวนั้นสักแสนบาท คุณหญิงจะกรุณาขายให้ผมได้ไหมครับ"

คุณหญิงเนื่องขมวดคิ้วย่น

"แสนบาท "

"ครับ"

"โอ๊ย เราเพื่อนบ้านกันจะต้องมาซื้อขายอะไรกันคะ ถ้าเจ้าคุณทั้งสองรับรองว่าจะเล่นไพ่กับดิฉันยังงี้ทุกวันละก้อ ดิฉันจะขโมยหงส์หยกตัวนั้นมาให้เจ้าคุณเอง"

สองเจ้าคุณดีใจเหลือที่จะกล่าว

"จริงๆ หรือครับ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเร็วปรื๋อ

"จริงๆ ซีคะ เย็นๆ ดิฉันจะแอบเอาหงส์หยกมาให้เจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจเต้นแรงผิดปกติ

"ถ้าเผื่อทีหลังเจ้าคุณกฤษณราชฯ ท่านรู้เรื่องเข้า"

"ไม่เป็นไรคะ ดิฉันรับรองเจ้าคุณท่านกลัวดิฉันยิ่งกว่าแมวเสียอีก ขืนมีเสียงดิฉันตุ้บตั้บเข้าให้เท่านั้นเอง"

สองเจ้าคุณถอยหายใจเฮือกใหญ่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นดังๆ

"ถ้ายังงั้นตานี้ผมทิ้งให้คุณหญิงกินตัวเก็งอีก" แล้วท่านก็แบไพ่ให้คุณหญิงเนื่องดู

"ชอบอะไรบอกนะครับผมทิ้งให้" เจ้าคุณประสิทธิ์แบไพ่อวดบ้าง

"นี่ครับไพ่ของผม อย่าพยายามทิ้งมาให้เข้าคู่หรือเข้าตองนะครับ ตานี้คุณหญิงต้องกินอีกผมสองคนจะพยายามช่วยให้คุณหญิงได้กินเรื่อยๆ ไป เล่นไพ่เพื่อเชื่อมความสามัคคีมันต้องเล่นกันแบบนี้จริงไหมครับ แต่ว่าหงส์หยกนะได้แน่นะครับ"

"อุ๊ย เจ้าคุณก้อ ดิฉันเป็นผู้ใหญ่แล้วเมื่อรับปากไว้อย่างไรก็ต้องทำตามคำพูดสิคะ"

"หรือครับ คุณหญิงทิ้งซีครับ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ระวังให้ดีนะขืนทิ้งไพ่คุณหญิงละก้อเป็นได้เกิดแจกหมากกันละ พับผ่า คุณหญิงเนื่องนี่ท่านสปอรทน่าเคารพเหลือเกิน ของราคาเป็นหมื่นๆ ท่านยังกล้าสละให้เรา"

คุณหญิงเนื่องหน้าแดงกล่ำเพราะปลื้มใจในผลยอ

"ต้องการวัตถุโบราณอย่างใดบอกดิฉันเถอะคะ ดิฉันจะขโมยเอามาให้เอง เว้นแต่พระพุทธรูปหรือเทวรูปองค์ใหญ่ๆ ดิฉันแบกไม่ไหวก็จนใจ ดิฉันนะคิดมาหลายปีแล้วที่จะให้เจ้าคุณกฤษณราชฯ เลิกบ้าเล่นของโบราณเสียที เอาเถอะคะฉันรับรองว่าเย็นนี้ดิฉันจะเอาหงส์หยกมาให้ แต่เจ้าคุณทั้งสองอย่าแพร่งพรายให้ใครรู้นะคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ดีใจจนพูดไม่ถูก

"ครับ ครับ ผมรับรองครับคุณหญิงผมจะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้เลย"

การเล่นไพ่ในตานี้ปรากฏว่าคุณหญิงเนื่องกินถลกตัวเก็งอีก เพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เปิดดูตลับใส่ตัวเก็งของคุณหญิงเนื่องแล้วทิ้งไพ่ให้กิน

ในขณะเดียวกันนั้นเอง คุณหญิงวาดกำลังยืนอยู่ในห้องอาหาร บงการให้คนใช้ของท่านจัดวางอาหารว่างให้เป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะท่านเจ้าคุณกฤษณราชฯ จะมารับประทานอาหารกลางวันด้วย ซึ่งคุณหญิงวาดได้จัดการเลี้ยงตอบแทนท่านเจ้าคุณ เนื่องจากเมื่อวานนี้เจ้าคุณกฤษณราชฯ ได้เชิญเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้านของท่าน

"เร็วๆ เข้าหน่อยโว้ย อย่ามัวงุ่มง่ามอยู่เลย อ้ายแห้วยืนเซ่ออยู่ทำไมละ ไปเอาผ้าเช็ดมือในตู้ไซ้โบทนั่นมาวางเข้า อ้าวๆๆ นังม่อมก็เซ่ออีกแล้วช้อนนะเขาวางทางขวา เอาซ่อมวางทางซ้าย"

ละม่อมหัวเราะเบาๆ

"เจ้าคุณกฤษณราชฯ ท่านทานข้าวด้วยมือซ้ายนี่เจ้าคะ ที่ตรงนี้สำหรับเจ้าคุณกฤษณราชฯ ท่านนั่ง"

คุณหญิงวาดพยักหน้า

"อ้อ จริงของเอ็ง ถ้ายังงั้นข้าเซ่อไม่ใช่เอ็งเซ่อ" พูดจบท่านก็เดินเข้ามายกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเจ้าแห้วดังพลั่ก "นี่แน่ เผลอแพล็บเดียวเอานิ้วจิ้มนมในกระป๋องขึ้นมาดูด โธ่ อ้ายบรรลัยจักรทำเป็นตายอดตายอยากไปได้"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ เงยหน้าขึ้นมาจากตู้ไซ้โบทหยิบผ้าเช็ดมือไปที่โต๊ะรับประทานอาหาร จัดแจงวางผ้าเช็ดมือข้างจานข้าวทุกจาน

เจ้ามั่นเดิมก้มตัวเข้ามาในห้องด้วยท่าทางพินอบพิเทา

"ง่า แล้วแต่จะโปรดครับเจ้าคุณกฤษณราชฯ มาแล้วครับ

"งั้นเรอะ" คุณหญิงวาดอุทานดังๆ พาตัวออกไปจากห้องรับประทานอาหารอย่างร้อนรน พอเข้ามาในห้องโถงท่านก็แลเห็นเจ้าคุณกฤษณราชฯ กำลังยืนดูภาพเขียนสีน้ำมันฝีมือจิตกรชั้นเยี่ยมคนหนึ่ง เป็นภาพพระปรางค์วัดอรุณราชวรารามขนาดใหญ่

"สวัสดีคะ เจ้าคุณคะ"

พอเจ้าคุณเพื่อนบ้านหันมาคุณหญิงก็รีบยกมือไหว้ เจ้าคุณกฤษณราชฯ รับไหว้ทันที

"คุณหญิงของผมละครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มเล็กน้อย

"โจ้ไพ่อยู่ข้างบนคะ"

"อ้อ ถ้าจะเล่นกับพวกลูกๆ หลานๆ ของคุณหญิง"

"เปล่าคะ เล่นกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ แม่พวกเด็กๆ เขากำลังจะไปธุระกันคะ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าเหม็นเบื่อ

"คุณหญิงเนื่องของผมแกติดไพ่เสียยิ่งกว่าคนติดยาฝิ่น ถ้าวันไหนไม่ได้เล่นเป็นต้องมีอารมณ์หงุดหงิดตลอดวัน บางทีก็พาลหาเรื่องเล่นงานผม ฮ่ะ ฮ่ะ นี่ยังไม่ถึงเวลาอาหารกลางวันไม่ใช่หรือครับ ผมมาเร็วไปหน่อย ง่า ถ้าไม่รังเกียจกรุณาพาผมไปชมห้องพิพิธภัณฑ์ของคุณหญิงหน่อยได้ไหมครับ"

"อ๋อ เชิญสิคะ" แล้วคุณหญิงวาดก็พาเพื่อนบ้านของท่านเดินตรงไปยังห้องพิพิธภัณฑ์ของท่าน "พัชราภรณ์" เจ้าคุณกฤษณราชฯ ใจจดใจจ่อกับหงส์หยกตัวนั้นแล้วพูดกับคุณหญิงวาด

"คุณหญิงกรุณาให้ผมชมหงส์หยกหน่อยนะครับ"

คุณหญิงวาดทำหน้าตื่น

"หงส์หยกอะไรกันคะ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ลืมตาโพลง

"ในกล่องกำมะหยี่นั่นยังไงละครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ

"ดิฉันไม่เคยสนใจกับสิ่งเหล่านี้เลยคะ เพิ่งทราบเดี๋ยวนี้ว่าเจ้าคุณท่านมีหงส์หยก"

พูดจบก็เปิดตู้กระจกออกหยิบกล่องกำมะหยี่ออกมาส่งให้เจ้าคุณกฤษณราชฯ

"เชิญชมตามสบายเถอะคะ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ค่อยๆ วางกล่องกำมะหยี่ลงบนโต๊ะ เปิดฝากล่องขึ้นหยิบหงส์หยกขึ้นมาลูบคลำด้วยความรักใคร่ อยากได้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน

"แหม..ผมอยากได้เหลือเกิน ผมกราบเท้าละครับคุณหญิงคุณหญิงกรุณาช่วยพูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้ท่านขายหงส์หยกตัวนี้ให้ผมได้ไหมครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก ท่านไม่มีความรู้ความชำนาญในเรื่องโบราณวัตถุ เข้าใจว่าคงไม่มีราคาค่างวดอะไร

"อย่าพูดคำว่ากราบเท้าเลยคะ ดิฉันจั๊กกระจี้ใจเหลือเกิน เจ้าคุณอยากได้จริงๆ หรือคะ"

"ครับ ถูกแพงเท่าไรผมเอาทั้งนั้น ขอให้ท่านขายให้ผมก็แล้วกัน"

คุณหญิงวาดว่า "ไม่ต้องซื้อหรอกคะ เราเพื่อนบ้านกันแท้ๆ ดิฉันยินดีให้เจ้าคุณคะ"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ สะดุ้งเฮือก

"คุณหญิง" ท่านร้องเกือบเป็นเสียงตะโกน "ให้ผมจริงๆ หรือครับ"

"ค่ะ เอาไปเถอะค่ะแต่ว่ากล่องกำมะหยี่นี่อย่าเอาไปเลยนะคะ ดิฉันไม่อยากให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบว่ากล่องนี้หายไป ถ้ากล่องยังอยู่ท่านก็คงเข้าใจว่าหงส์ตัวนี้ยังอยู่ในกล่องนี้เรียบร้อย เอาใส่กระเป๋าเสียซีคะ แล้ว อย่าบอกใครเป็นอันขาดว่าดิฉันให้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านไม่สปรอทอย่างดิฉันหรอกคะ เรื่องของโบราณวัตถุแล้วท่านหวงเหลือเกิน"

ไม่ต้องสงสัยว่าเจ้าคุณกฤษณราชฯ จะตื่นเต้นยินดีเพียงไร เก็บหงส์หยกใส่กระเป๋ากางเกงทันที แล้วยกมือไหว้คุณหญิงวาด

"ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณหญิงเลยครับ พรุ่งนี้ผมจะซื้อรถเก๋งขนาดใหญ่ให้คุณหญิง เป็นที่ระลึกแห่งมิตรภาพของเราสักหนึ่งคัน"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"อย่าเลยคะ เจ้าคุณคะ รถยนต์ของดิฉันมีใช้ตั้งห้าหกคันแล้ว เปลืองเงินเปล่าๆ "

"ไม่เป็นไรครับ อย่างมากก็แสนเดียวเท่านั้น"

พูดจบเจ้าคุณกฤษณราชฯ ก็รีบปิดฝากล่องกำมะหยี่และยกวางไว้ในตู้ตามเดิม

"ง่า ผมรีบมาก่อนเที่ยงก็เพื่อจะเรียนให้คุณหญิงทราบว่า ผมมีธุระจำเป็นจะต้องไปพบกับเพื่อนของผมคนหนึ่งที่เพิ่งลงมาจากเชียงใหม่ เขาโทรศัพท์มานัดกับผมที่ราชธานีตอน ๑๒.๐๐ น. นี่แหละครับ"

"หรือคะ แย่จริงดิฉันเตรียมจัดอาหารไว้รับรองเจ้าคุณตั้งมากมาย ทานเสียก่อนแล้วค่อยไปไม่ได้หรือคะ"

"เอาไว้โอกาสหลังเถอะครับคุณหญิง ผมมีธุระจริงๆ "

"คะ ถ้ายังงั้นก็เชิญเถอะคะ อย่าลืมนะคะเจ้าคุณอย่าอวดใครเป็นอันขาดว่าเจ้าคุณได้หงส์หยกไปจากดิฉัน"

"ครับ ครับ ไม่อวดหรอกครับผมจะเก็บซ่อนไว้ไม่ให้ใครเห็นเลย แม้แต่คุณหญิงของผมก็จะไม่บอก ขอบคุณเหลือเกินครับผมนะได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่าคุณหญิงเป็นคนสปรอทมีน้ำใจกว้างขวางที่สุด เต็มไปด้วยความเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา สมกับที่ใครๆ ยกย่องนับถือ"

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ง่า เจ้าคุณอยากได้อะไรอีกก็หยิบเอาไปเถอะคะ ดิฉันอนุญาต เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ขืนมีเสียงดิฉันจะแจกหมากเลย"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ หัวเราะลั่น ยกมือไหว้คุณหญิงวาดอีกครั้งหนึ่ง แล้วเดินออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์ ความจริงท่านไม่ได้มีธุระอะไร แต่ที่ไม่ยอมร่วมรับประทานอาหารด้วยก็เพราะจะรีบเอาหงส์หยกไปซ่อนไว้ที่บ้านของท่านให้มิดชิด

เย็นวันนั้นเอง

ในราว ๑๗.๐๐ น. เศษ ขณะที่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งคุยกันอยู่ในห้องพิพิธภัณฑ์ เจ้าแห้วก็เดินเข้ามาในห้องแล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทานคุณหญิงเนื่องท่านใช้ให้สาวใช้ของท่านมาหาพระเดชพระคุณขอรับ"

สองเจ้าคุณลืมตาโพลง

"มีอะไรมาด้วยหรือเปล่า" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถามโดยเร็ว

"รับประทานมีกล่องกระดาษเล็กๆ มากล่องหนึ่งครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"เร็ว เอ็งไปพาเขามาพบกับข้าในห้องนี้แล้วอย่าเสือกไปจีบเขาเข้าละ ผู้ใหญ่กำลังชอบๆ กันเดี๋ยวก็จะเกิดขัดใจกันขึ้น"

เจ้าแห้วอมยิ้มเดินลอยหน้าไปจากห้องพิพิธภัณฑ์ สักครู่เขาก็พาสาวใช้หน้าตาหมดจดคนหนึ่งเข้ามาในห้อง หล่อนคืนต้นห้องของคุณหญิงเนื่อง เป็นสาวใช้คนเดียวที่คุณหญิงเนื่องรักใคร่ไว้วางใจกว่าคนอื่น

สาวใช้เจ้าของร่างบอบบางทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อย ยกมือไหว้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"คุณหญิงท่านใช้ให้ดิฉันนำของในกล่องนี้มาให้ท่านเจ้าคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือไล่เจ้าแห้ว

"ไป....ออกไป"

เจ้าแห้วทำหน้าตื่นๆ หันไปมองข้างหลังของเขา แล้ว หันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานไม่เห็นมีใครนี่ครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตวาดแว๊ด

"มึงนั่นแหละ ไปให้พ้น"

"อ๋อ รับประทานกระผมนึกว่าไล่คนอื่น" แล้วเจ้าแห้วก็หมุนตัวกลับเดินออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์โบราณวัตถุแต่แล้วกลับเข้ามาอีก

"รับประทานใต้เท้าต้องการรับประทานเครื่องดื่มอะไรเย็นๆ บ้างไหมขอรับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือคว้าแก้วทับกระดาษ แต่เจ้าแห้วโกยอ้าวออกไปจากห้องเสียก่อน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รับกล่องกระาดษมาจากสาวใช้ค่อยๆ เปิดออกด้วยความระมัดระวัง สองเจ้าคุณเต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี เมื่อแลเห็นหงส์หยกวางอยู่บนสำลีก้อนใหญ่ในกล่องนั้น เจ้าคุณทั้งสองซ่อนความปิติยินดีไว้ แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับสาวใช้ของคุณหญิงเนื่อง

"คุณหญิงท่านสั่งอะไรมาถึงเราอีกหรือเปล่า"

"เปล่าเจ้าค่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยักหน้าหงึกๆ

"ถ้ายังงั้น เธอช่วยเรียนท่านด้วยว่า ฉันกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขอกราบขอบคุณท่านด้วยความเคารพอย่างสูง"

"เจ้าค่ะ ดิฉันกราบลาเจ้าคะ"

สองเจ้าคุณยิ้มให้สาวใช้ พอสาวใช้ลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปพ้นห้อง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ผุดลุกขึ้นยืนกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน

"หวานเลย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลางพัวเราะพลาง

"ทีนี้เราได้คู่แล้ว ผมว่า....หงส์หยกคู่นี้จะเป็นโบราณวัตถุอันมีค่ายิ่ง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ยายคุณหญิงเนื่องแกเซ่อบัดซบไปเลย แกคงไม่รู้ว่าหงส์หยกตัวนี้มีราคานับแสน"

"นั่นนะซีครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"อย่างนี้เขาเรียกว่าเซ่ออย่างช่วยไม่ได้"

สองเจ้าคุณหัวเราะลั่นห้อง

"เราต้องซ่อนให้มิดชิด ให้ใครเห็นไม่ได้เป็นอันขาด"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเบาๆ เปิดตู้ออกหยิบกล่องกำมะหยี่หงส์หยกของท่านเอามาวางลงบนโต๊ะแล้วเปิดฝากล่องออก พอแลเห็นกล่องเปล่าสองเจ้าคุณก็ใจหายวาบต่างร้องขึ้นพร้อมๆ กัน "ตายแล้ว! "

คุณหญิงวาดเดินเข้ามาในห้องพอดี เจ้าคุณทั้งสองหน้าซีดเผือกมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม พอแลเห็นคุณหญิงวาด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ส่งเสียงเอ็ดตะโร

"คุณหญิง เกิดเรื่องแล้วมีนักเลงดีดอดเข้ามาในห้องนี้ขโมยหงส์หยกของฉันไป โอ๊ย ฉันตายแน่เป็นลมดีกว่าโว้ย"

คุณหญิงวาดหน้านิ่วคิ้วขมวด จ้องตาเขม็งมองดูหงส์หยกในกล่องกระดาษ

"เดี๋ยว เดี๋ยวก่อน อย่าเพิ่งเป็นลมเลยคะ ก็นั่นไม่ใช่หงส์หยกหรือ ว้า มันยังไงกันนี่ ดิฉันงงไปหมดแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กระแทกตัวลงนั่งบนเก้าอี้พยักหน้ากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณช่วยอธิบายทีเถอะ ผมกำลังจะเป็นลม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"หงส์หยกตัวนี้ของเจ้าคุณกฤษณราชฯ ครับ คุณหญิง"

"อ้าว นี่หมายความว่า เจ้าคุณกฤษณราชฯ มีหงส์หยกอยู่ตัวหนึ่ง"

"ครับ ถูกแล้วเหมือนกับของเราราวพิมพ์เดียว เราต่างมีกันคนละตัวผมกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยายามอ้อนวอนขอซื้อซึ่งกันและกัน ผมกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยายามเข้าหาคุณหญิงเนื่องประจบประแจงเอาเอกเอาใจยอมเล่นไพ่แล้วทิ้งไพ่ให้ท่านกินหมดเงินไปคนละหลายร้อยกว่า แล้วพูดทาบทามขอซื้อหงส์หยกของท่าน"

"อ้อ...แล้วยังไงคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนยิ้ม

"คุณหญิงเนื่องเกิดสปอรทขึ้นมา เลยให้เราเปล่าๆ แอบให้สาวใช้เอามาให้เราเมื่อสักครู่นี้เอง ครั้นเราหยิบของเรามาดูก็ปรากฏว่าหายไปแล้ว"

คุณหญิงวาดหัวเราะงอหาย

"ตัวหนึ่งราคาสัก ๒๐ บาทได้ไหมคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นัยน์ตาเหลือก

"๒๐ บาท" ท่านร้องเกือบเป็นเสียง "หยกเก๊ยังซื้อไม่ได้ ราคาเป็นแสนเชียวนะคุณหญิง เจ้าคุณกฤษณราชฯ ขอซื้อสองแสนห้าหมื่นฉันยังไม่ย่อมขาย"

คุณหญิงวาดใจหายวาบ

"ไหนคะ เจ้าคุณพูดใหม่ซิ หงส์หยกของเจ้าคุณที่หายไปนะหรือคะราคาเป็นเงินแสน ดิฉันสงสัยว่าหูแว่วไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ถูกแล้วครับ คุณหญิง หงส์หยกของเราหรือหงส์ตัวนี้อย่างน้อยราคาตัวละสามแสนบาท ที่มันแพงก็เพราะว่าเป็นหยกแท้ แล้วก็เป็นของเก่าแก่ตั้งแต่สมัยพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้"

คุณหญิงวาดยืนโงนเงนเหมือนจะล้มลงกลางห้อง

"เจ้าคุณ เจ้าคุณคะ ช่วยประคองดิฉันหน่อยดิฉันจะเป็นลมแล้ว โอ๊ย....เป็นลมเด็ดขาด โธ่....อ้ายเราคิดว่าอย่างแพงก็ ๓๐ บาท"

เจ้าคุณประสิทธ์ฯ ปราดเข้าประคองเมียรักของท่าน

"ยังไงคุณหญิง เธอเอาหงส์หยกของฉันไปหรือยังไง"

คุณหญิงวาดหน้าซีดเผือก

"เจ้าคุณขา ดิฉันไม่ทราบหรอกคะว่ามันมีราคาค่างวด ดิฉันแอบให้เจ้าคุณกฤษณราชฯ ไปเมื่อตอนกลางวันนี้เอง และคุณหญิงเนื่องท่านก็คงไม่ทราบเหมือนกันว่ามันมีราคาเป็นแสน จึงเอาหงส์หยกของเจ้าคุณกฤษณราชฯ มาให้เจ้าคุณ"

สองเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมๆ กัน ทันใดนั้นเองเจ้าคุณกฤษณราชฯ ก็พาคุณหญิงเนื่องกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องพิพิธภัณฑ์ ท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๕ คนต่างมองดูหน้ากัน แล้วส่งเสียงหัวเราะลั่นห้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่าเสียงอหาย เดินเข้ามายกมือตบบ่าเจ้าคุณกฤษณราชฯ

"เป็นอันว่าเราไม่ได้เสียเสมอกัน"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ หัวเราะคิ๊ก

"มีอย่างหรือครับ คุณหญิงเนื่องเอาหงส์หยกของผมมาให้เจ้าคุณฟรีๆ "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดพลางหัวเราะพลาง

"ก็เช่นเดียวกันนั้นแหละเจ้าคุณ คุณหญิงวาดลักหงส์หยกของผมไปให้เจ้าคุณเหมือนกัน ทั้งคุณหญิงเนื่องและคุณหญิงวาดต่างไม่ทราบว่า หงส์หยกของเรามีราคาเป็นเงินแสน"

เสียงหัวเราะของท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๕ คนดังขึ้นอีก

"ทำไมเจ้าคุณทราบละครับว่า หงส์หยกของเจ้าคุณหาย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวอย่างขบขัน

"ที่ทราบก็เพราะเมื่อสักครู่นี้ มีใครคนหนึ่งโทรศัพท์มาถึงผมบอกกับผมว่าเขาเป็นนักธุรกิจคนหนึ่ง ถามชื่อก็ไม่ยอมบอกแต่เสียงพูดโฮกฮากดุดันมาก"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ต่างสนใจมาก

"แล้วยังไงครับ เขาพูดถึงเรื่องหงส์หยก...." เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเบาๆ

"ครับถูกแล้ว เขาบอกว่าเขากับพี่น้องในตระกลูของเขาได้ใช้เวลาเกือบ ๒๐ ปี ติดตามหงส์หยกอันเป็นสมบัติของตระกลูที่หายไป บัดนี้เขาได้สืบทราบมาแน่นอนว่าหงส์หยกตัวหนึ่งอยู่ในครอบครองของผม และอีกตัวหนึ่งอยู่ในครอบครองของเจ้าคุณเขาขู่ว่าจะจัดการกับเราอย่างรุนแรง เพื่อให้ได้หงส์หยกคืนไป"

คุณหญิงเนื่องหน้าซีดเผือก

"ตายละคะ มันมุ่งร้ายหมายขวัญเจ้าคุณแน่ๆ "

เจ้าคุณกฤษณราชฯ ซึ่งขี้ขลาดพอๆ กับคุณหญิงของท่านทำหน้าแหยๆ ชอบกล

"ก็นั่นนะซีคุณหญิง พอฉันได้รับคำขู่ทางโทรศัพท์เช่นนี้ ฉันก็รีบไปดูหงส์หยกของฉันในห้องพิพิธภัณฑ์แต่ที่ไหนได้มีแต่กล่องเปล่าๆ ฉันก็เอะเอะเอ็ดตะโรขึ้นจนคุณหญิงสารภาพกับฉันว่า คุณหญิงเอาหงส์หยกของฉันมาอภินันทนาการเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียแล้ว"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก แล้วคุณหญิงเนื่องก็พูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าจะไม่ดีเสียแล้วละคะ เจ้าคุณคะ อย่างไรเอาหงส์หยกของท่านฝากเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้ก่อนเพื่อความปลอดภัย"

เจ้าคุณกฤษณราชฯ พยักหน้า

"จริงซีนะ คุณหญิง" พูดจบท่านก็วางกล่องเงินลงบนโต๊ะ เปิดฝากล่องออกมาแลเห็นหงส์หยกอยู่ในกล่อง แล้วเจ้าคุณกฤษณราชฯ ก็กล่าวกับเจ้าคุณทั้งสอง

"ตัวนี้แหละของเจ้าคุณ ตัวนั้นของผมแต่ว่าถึงมันจะสับกันก็ไม่เป็นไร เพราะมันเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ง่า...เจ้าคุณครับผมขอฝากหงส์หยกของผมไว้ด้วย ที่นี้ผมรู้สึกว่ามีผู้คนคึกคัก บ้านผมมีคนใช้ผู้ชายไม่กี่คนแต่ละคนก็ล้วนแต่ขี้ขลาดตาขาว ผมหวังว่าเจ้าคุณคงไม่รังเกียจที่จะรับฝากไว้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแป้น

"ได้ครับฝากผมไว้เป็นปลอดภัยแน่ อ้ายหมอนั่นที่พูดโทรศัพท์มาขู่เจ้าคุณถ้าขืนบุกเข้ามาในบ้านผมก็เจอ ๑๑ มม. เท่านั้น"

คุณหญิงวาดหมั่นไส้สามีของท่านเต็มทนก็อดขัดคอไม่ได้

"คุยแต่ปาก มันเข้ามาจริงๆ ขี้คร้านจะตัวสั่นงันงก เจ้าคุณนะ ตาแหกยิ่งดิฉันมากมายนัก ดึกๆ ได้ยินเสียงหมาหอนยังรีบคลุมโปง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักฉิว

"ฉันกลัวผีนี่นา ถ้าเป็นคนฉันจะกลัวมันทำไม"

เสียงหัวเราะของท่านผู้ใหญ่ดังขึ้นอีก เจ้าคุณปัจจนึกฯ จัดแจงเก็บหงส์หยกสองตัวรวมกันไว้ในกล่องเงินของเจ้าคุณกฤษราชฯ

"เพื่อให้แน่ใจว่าหงส์หยกอันมีค่าของเราปลอดภัยผมจะเอาไปเก็บไว้ในเซฟข้างบน คำขู่ทางโทรศัพท์น่ะคงไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ"

คุณหญิงเนื่องพูดเสริมขึ้น

"แต่ก็ว่าไม่ได้นะคะ เจ้าคุณควรระวังตัวไว้อย่าประมาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ถูกละครับ ผมสั่งให้พวกคนใช้ให้คอยระมัดระวังผู้ที่จะบุกรุกเข้ามาในบ้านเราในเวลากลางคืน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "ออกไปคุยกันข้างนอกเถอะครับ ผมขอรับรองด้วยเกียรติยศว่า ผมจะไม่คดโกงหงส์หยกของเจ้าคุณเป็นอันขาด ผมจะเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีที่สุด"

"ครับ...ขอบคุณมาก"

ครั้นแล้วทุกคนก็พากันออกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์ มิตรภาพระหว่างเพื่อนบ้านได้สนิทแน่นแฟ้นยิ่งขึ้นอีก ตันสัปดาห์ที่แล้วมานี้เอง มีชายแปลกหน้าคนหนึ่งแต่งกายภูมิฐานแต่หน้าตาบอกว่าเป็นอาชญากรได้มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนเย็น บอกความประสงค์กับสาวใช้คนหนึ่งว่ามีธุระส่วนตัวจะขอพบเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เมื่อสาวใช้รายงานให้ทราบ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ออกมาต้อนรับ

ชายลึกลับผู้นั้นอกความจำนง ขอซื้อหงส์หยกในราคาสองหมื่นบาท เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้ปฏิเสธว่าไม่มีและไม่เคยรู้ว่าหงส์หยกเป็นอะไร ชายผู้นั้นเดือดดาลมาก ถึงกับกล่าวคำอาฆาตมาตรร้ายขู่ว่าจะฆ่าให้ตาย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักฉิวก็ตะโกนเรียกเจ้าแห้วกับคนใช้อีก ๒ คนออกมาจัดการแจกหมาก, แจกแว่นตาให้เจ้าหมอนั้น แล้วช่วยกันไล่เตะออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

ตอนสายวันพุธ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับคำขู่ทางโทรศัพท์ บอกให้ท่านกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ระวังตัวให้ดี ผู้เป็นเจ้าของหงส์หยกอันแท้จริงจะพยายามสังหารท่านให้ได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนด่าท่าทายทางโทรศัพท์หลายคำ

ดึกสงัดคืนนั้น

เวลาประมาณ ๐๒.๐๐ น. เศษ ท่ามกลางความเยือกเย็นของอากาศปลายเหมันต์ คนในบ้าน "พัชราภรณ์" กำลังหลับนอนอย่างสบายแม่กระทั่งเจ้าบาบูน้องชายนายภควานจันทร์ แขกยามของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็นอนหลับกรนคร่อกๆ อยู่บนเตียงเชือกถักของเขาที่ประตูใหญ่หน้าบ้าน

แต่ ดร. ดิเรก ดนเดียวยังไม่หลับ แสงไฟฟ้าในห้องทดลองวิทยาศาสตร์สว่างจ้าราวกับกลางวัน นายแพทย์หนุ่มกำลังง่วนทดลองยาฉีดชนิดหนึ่งชื่อ "แอนตี้คอรัปชั่น"

ยาขนานนี้ถ้าฉีดเข้าไปในตัวใครแล้วคนๆ นั้นจะไม่ยอมกินสินบนฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตอีกเลย เพราะคุณภาพของยาจะช่วยให้จิตใจของผู้นั้นบริสุทธิ์ รักความดีเกลียดความชั่ว ดร. ดิเรก เชื่อว่าถ้าราชการยุติการคอรัปชั่นได้เด็ดขาดแล้วบรรดาเครื่องอุปโภคบริโภคจะมีราคาต่ำลงทันที เพราะพ่อค้าไม่ต้องเสียเงินเบี้ยไบ้รายทางอย่างทุกวันนี้

ขณะที่ ดร. ดิเรก กำลังผสมตัวยาลงในแก้วตวงยา ไฟฟ้าสีแดงบนแผงสวิทไฟก็ปรากฏขึ้นในลักษณะเปิดแล้วดับเรื่อยไปเป็นสัญญาณ นายแพทย์หนุ่มวางมือจากการงานของเขาทันที ไฟฟ้าสัญญาณที่กำลังว่อบแว่บอยู่นี้แสดงว่า มีบุคคลภายนอกบุกรุกเข้ามาบนตัวตึกของบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแน่นอน

นายแพทย์หนุ่มเดินมาที่โต๊ะเขียนหนังสือของเขาดึงลิ้นชักออกหยิบ ยู. เอส. อารมี่. ๑๑ มม. ขึ้นมาปลดเซฟเตรียมพร้อมที่จะต้อนรับแขกในยามวิกาล แล้วเขาก็หยิบวัตถุกลมๆ ชิ้นหนึ่งออกจากลิ้นชักอันเป็นประดิษฐ์กรรมของเขา มันคือระเบิดน้ำตาที่มีอานุภาพรุนแรง

แล้ว ดร. ดิเรกก็เดินมาที่แผงสวิทไฟของเขาเอื้อมมือกดปุ่มๆ หนึ่งทันใดนั้นเองเสียงระฆังสัญญาณก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหวทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" ด้วยอำนาจกระแสไฟฟ้า

คนในบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างตกใจตื่นลนลานออกมาจากห้องพักของตน ในมือมีอาวุธต่างๆ เท่าที่จะหาได้ เจ้าแห้วถือดาบสองมือกระโจนลงมาจากเรือนพักคนใช้ วิ่งนำหน้าพาพวกคนใช้ตรงมายังตึกใหญ่ และร้องตะโกนสั่งให้พรรคพวกล้อมตึกหลังไว้

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล นิกร กิมหงวน กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังรวมกลุ่มกันอยู่ที่เฉลียงหลังตึกชั้นบน สามเกลอถือปืนพกคู่มือคนละกระบอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนลูกซองส่วนเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถือปืนเล็กยาวแบบวินเชสเตอร

ดร. ดิเรก วิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดมาชั้นบน นิกรกำลังเมาขี้ตาแลเห็นนายแพทย์หนุ่มก็เข้าใจผิดคิดว่าเป็นคนร้าย จึงยกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ขึ้นจะยิงดิเรก พลรีบคว้ามือนิกรทันที

"เฮ้ย! อย่า"

จอมทะเล้นขมวดคิ่วย่น แล้วถอยหายใจเฮือกใหญ่พูดเสียงงัวเงีย

"แหม เกือบไปแล้วอ้ายหมอ นึกว่าขโมยเสียอีก"

ดิเรกยกด้ามปืนพกเขกกระบาลนิกรดังโป๊ก

"นี่แนะ ไม่ดูตาม้าตาเรือเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนายแพทย์หนุ่ม

"ว่ายังไงดิเรก มีคนร้ายล่วงล้ำเข้ามาในบ้านเราจริงๆ หรือ"

"อ๋อไร ผมเชื่อว่าขณะนี้คนร้ายหลบซ่อนอยู่ในห้องหนึ่งบนตัวตึกนี้แหละครับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ถ้ายังงั้นคงอยู่ข้างล่างแน่นอน ไป...พวกเราแยกย้ายกันค้นหาให้ทั่วทุกห้อง ถ้าได้ตัวยิงทิ้งเสียเลย"

ครั้นแล้ว คณะพรรคสี่สหายก็พาท่านผู้ใหญ่เดินผ่านเฉลียงหลังตึกลงไปข้างล่าง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตะโกนบอกให้คุณหญิงวาดและเมียๆ ของสี่สหายให้ปิดประตูห้องเพื่อความปลอดภัย ท่านเชื่อว่าคนร้ายรายนี้คงต้องการหงส์หยกมากกว่าอย่างอื่น

ไฟฟ้าในห้องโถงเปิดสว่างจ้า พลเดินนำหน้าพาพรรคพวกของเขาบุกเข้าไปใน ห้องพิพิธภัณฑ์เป็นห้องแรกมือซ้ายของนายพัชราภรณ์ถือไฟฟ้าเดินทางมือขวาปีนพกเตรียมพร้อมที่จะ เหนี่ยวไกยิงทุกขณะ ภายในห้องพิพิธภัณฑ์มืดราวกับอยู่ในถ้ำ พลกราดไฟฟ้าเดินทางไปทั่วห้อง ดร. ดิเรก รีบเปิดสวิทไฟที่ผนังตึกทันที ไม่ปรากฏว่ามีคนร้ายอยู่ในห้องนี้ นิกรทำจมูกฟุตฟิตทรุดตัวนั่งคุกเข่าก้มลงดมตามพื้นห้อง อาเสี่ยสั่นศีรษะช้าๆ ขยับเท่าจะเตะก้นนิกรแต่แล้วก็ไม่กล้าเตะ เพราะเกรงจะพลาดไปถูกที่อื่นเข้า

"อะไรของแกวะอ้ายกร" เสียหงวนถามยิ้มๆ

นิกรลุกขึ้นยืนทำหน้าตาขึงขังพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าเอ็ดไปกันได้กลิ่นขี้หมาบนกระดานแผ่นนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"อ้าว แสดงว่าคนร้ายเข้ามาในห้องนี้นะซีครับ คนร้ายเหยียบขี้หมามาจึงมีกลิ่นติดกระดาน"

ดร. ดิเรก ยกฝ่ามือผลักหกน้านายจอมทะเล้นทันที "ลำบากนักก็อยู่เฉยๆ "

ทันใดนั้นเองนิกรก็วิ่งไปที่หน้าต่าง เขาหยิบกระเป๋าเอกสารสีดำใบหนึ่งขึ้นชูอวด

"นี่ยังไงละของคนร้าย"

คณะพรรคต่างเข้ามาห้อมล้อมนิกร กิมหงวนแย่งมาเปิดดู เทของในกระเป๋าลงบนโต๊ะ มีไฟฟ้าเดินทาง, สว่าน, เหล็กไขควง, เลื่อยตัดเหล็ก, ชะแลงขนาดเล็ก กุญแจใหญ่อีกพวงหนึ่ง ล้วนแต่เครื่องอุปกรณ์ในการโจรกรรมทั้งสิ้น กิมหงวนทำหน้าตื่นๆ มองดูนิกร

"อือ....แกนี่สำคัญโว้ย ทีแรกกันนึกว่าแกแอ๊คเป็นนักสืบเสียอีกที่แท้แกมีความสามารถในการสืบสวนไม่เลวเลย"

นิกรยิ้มแป้น ยืดหน้าอกในท่าเบ่งเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง ก้มลงมองหาร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้แล้วเขาก็ก้มตัวลงหยิบเส้นผมเส้นหนึ่งขึ้นมา

"เฮ้ ดูนี่โว้ย คนร้ายคงจะค้นหาหงส์หยกไม่พบทำให้มันเดือดดาลเกาหัวแกร็กๆ ผมเลยล่วงมาหนึ่งเส้น"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"พอแล้ว นักสืบ มากไปแล้วโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะพรรค ๔ สหายอกไปจากห้องพิพิธภัณฑ์เที่ยวค้นดูตามห้องอื่นๆ อีกอย่างละเอียดถี่ถ้วน พอเข้ามาในห้องสมุดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็กล่าวอย่างเป็นงานเป็นการหลังจากเสี่ยหงวนเปิดไฟฟ้าในห้องสว่างจ้า

"อย่าเดินตามกันเป็นงูกินหางเลยวะ เสียเวลาเปล่าๆ แยกกันไปดีกว่า"

แล้วท่านก็ยกมือตบบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณค้นห้องนี้แหละ ถ้าพบตัวยิงทิ้งเลยหรือถ้าไม่กล้ายิงไปตามผมมายิงมันยังได้ผมจะพาอ้ายพวกนี้แยกย้ายไปค้นหาให้ทั่วตึก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ครับไปเถอะครับ ผมค้นห้องสมุดเอง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ดูให้ทั่วนะครับตามลิ้นชกลิ้นชัก ใต้พรมปูพื้น"

ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้

"หาผู้ร้ายโว้ย ไม่ได้หาจิ้งหรีด"

ทุกคนพากันออกไปจากห้อง คงเหลือเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนเดียว ท่านเจ้าคุณขยับปืนลูกซองเดินมาที่ม่านใหญ่ด้านขวามือของห้อง แหวกม่านออกดูแต่ไม่ปรากฏมีใครซ่อนอยู่เลย แล้วท่านก็เดินมาทางหน้าต่างห้องตั้งใจจะเปิดหน้าต่างออก

ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สะดุ้งเฮือก เมื่อรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งย่องมาข้างหลังท่าน แต่ก่อนที่ท่านจะเหลียวหน้ามาดู ก็ถูกตวัดรัดคอด้วยท่อนแขนอันล่ำสัน

เจ้าคุณปล่อยปืนลูกซองหลุดจากมือ ไอแค็กๆ และดิ้นรนเต็มแรง ผู้ที่ล็อคคอท่านเป็นชายร่างใหญ่แต่งกายด้วยกางเกงสีดำ เสื้อยืดแขนยาวคอปกสีดำสวมถุงคลุมหน้าเจาะนัยน์ตาไว้ แบบเดียวกับอ้ายโม่งในภาพยนตร์มือซ้ายถือรีวอลเว่อร ๑๑ มม. กระซับมั่น

เพียงครู่เดียวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สิ้นสติแข้งขาอ่อนเปียกไปหมด โม่งดำคลายแขนที่ล็อคคอท่านออกท่านเจ้าคุณล้มครืนลงกลางห้อง นอนหงายเหยียดยาว

อ้ายโม่งรีบพาตัวออกจากห้องสมุดทันทีพอพ้นประตูห้องมันก็เผชิญหน้ากับ พล พัชราภรณ์ ในระยะห่างไม่เกิน ๑๕ เมตร ชายลึกลับกับพลต่างยกปืนพกขึ้นเล็งยิงซึ่งกันและกัน

เสียงกระสุนปืนพกทั้ง ๒ นัดระเบิดขึ้นพร้อมๆ กัน พลเผ่นแผล็วเข้ากำบังตัวหลังตู้เย็นขนาดใหญ่ อ้ายโม่งล้มตัวลงนอนราบกับพื้น กลิ้งตัวเข้ามาทางเสาตันหนึ่ง

กระสุนปืนพกแผดคำรามขึ้นอีก ต่างฝ่ายต่างมุ่งหวังที่จะสังหารกัน กระสุนปืนของโม่งดำเฉียดศีรษะนายพัชราภรณ์ไปอย่างหวุดหวิด แต่แล้วกระสุนนัดที่ ๔ ของพลก็ถูกข้อมือของอ้ายโม่งอย่างจัง ชายลึกลับลุกวิ่งหลบเข้าไปในห้องทำงานของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ปีนหน้าต่างกระโดดลงมาบนพื้นดิน

เจ้าแห้วแลเห็นเข้าก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ได้ตัวแล้ว อยู่ทางนี้โว้ยพวกเราเอาโว้ยเจี๊ยะพรึ่บเลย"

พวกคนใช้ส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโรลั่นบ้าน อ้ายโม่งทรุดตัวลงนั่งระหว่างกอพุทธรักษา ยกปืนขึ้นยิงมาทางพวกคนใช้ ๒ นัดติดๆ กัน เจ้าแห้ววิ่งควงดาบก๋าเข้ามาพอได้ยินเสียงปืนก็ใจหายห้ามล้อพรืด หันหลังโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต พวกคนใช้ต่างทิ้งไม้พลองกระบองสั้น วิ่งกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง เสียงปืนทำให้สี่สหายวิ่งมาทางที่คนร้ายซ่อนอยู่ เจ้าแห้วรีบกระหืดกระหอบบอกเจ้านายของเขา

"รับประทานโน่นครับ มันแอบอยู่ข้างกอพุทธรักษา"

สี่สหายกระจายกำลังออกไปทันที โม่งดำจนมุมแล้ว ในเวลาเดียวกันนี้เองคุณหญิงวาดกำลังโผล่หน้าต่างชั้นบนมองลงมาข้างล่าง แสงไฟฟ้าข้างตึกส่องสว่างจ้าท่านจึงเห็นอ้ายโม่งกำลังยิงโต้ตอบกับสี่สหายอย่างดุเดือด

คุณหญิงวาดยกปืนลูกซองขึ้นประทับบ่า เล็งศูนย์ปีนหมายร่างคนร้าย

"ตูม! "

"ว้าย" คุณหญิงร้องสุดเสียงตกใจเสียงปืนของท่าน

กระสุนปืนลูกปรายถูกอ้ายโม่งปรุพรุนไปทั้งตัว เป็นการยิงที่เรียกว่าเผาขน เพราะหน้าต่างตึกชั้นบนสูงจากพื้นดินในราว ๖ เมตรเท่านั้นเองอ้ายโม่งล้มลงขาดใจตาย

คณะพรรคสี่สหาย บุกเข้ามายังร่างของคนร่ายอย่างรวดเร็วฉับพลัน นิกรยิงกระหน่ำมายังร่างของอ้ายโม่งอีก ๒ นัด หลังจากนั้นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับพวกคนใช้ก็พากันเข้ามาห้อมล้อมอ้ายโม่ง

เสียงคุณหญิงวาดร้องตะโกนถามลงมา

"เป็นยังไง ตายไหม? "

กิมหงวนเงยหน้าขึ้นตะโกนตอบ

"ม่องเท่งแล้วครับ คุณอาแน่เหลือเกิน"

"แรงเหมือนมด อดเหมือนกา กล้าเหมือนหญิง อานี่แหละโว้ย แม่เสือปืนแฝด" คุณหญิงวาดส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่นบ้าน

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น เมื่อ ดร. ดิเรก ทรุดตัวนั่งข้างศพคนร้าย ถอดถุงคลุมหน้าออก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จำได้ว่าอ้ายหมอนี่เองที่มาขอซื้อหงส์หยก และ กล่าวคำอาฆาตมาตรร้ายท่าน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตุปัดตุเป๋แหวกกลุ่มพวกคนใช้เข้ามาในท่าทางอ่อนเพลียบอบช้ำ พอแลเห็นศพอ้ายโม่งท่านก็ยกเท้าขวากระทืบลงกลางยอดอกอ้ายโม่งเต็มรัก

"เฮ้" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "คนตายไปแล้วทำมันทำไมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาค้อน ดร. ดิเรก

"แกรู้หรือเปล่า อ้ายเปรตนี่มันล็อคคอพ่อในห้องสมุดจนกระทั้งพ่อสิ้นสติไปครู่หนึ่ง"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"มิน่าละ คุณอาถึงหายหน้าไป"

เสียงวิพากษ์วิจารณ์ดังแซ่ดไปหมด คุณหญิงวาดพา ๔ นางตรงเข้ามาดูศพคนร้าย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่งให้เจ้าแห้วขึ้นไปบนตึกโทรศัพท์แจ้งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของพื้นที่ทราบ จะได้มาสอบสวนชัณสูตรพลิกศพคนร้ายตามระเบียบ คุณหญิงวาดคุยโขมงโฉงเฉงอวดฝีมือแม่นปืนของท่าน

โม่งดำจบชีวิตของมันแล้ว แต่หงส์หยกคู่นั้นยังอยู่เรียบร้อย

อวสาน