พล นิกร กิมหงวน 045 : เปรูคัมแบ๊ค

คืนวันนั้น สนามศุภชลาศัยได้ต้อนรับแฟนฟุตบอลแน่นขนัดเหมือนคืนที่แล้วมา

ขณะนี้ การแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมเปรูกับทีมกรุงเทพฯ ผสมกำลังดำเนินไปอย่างเผ็ดร้อน เมื่อคืนก่อน เปรูรองแชมเปี้ยนโลกกำชัยชนะจากทีมวิทยาลัยรวมได้ ๒ ประตูต่อ ๐ และคืนนี้ซึ่งเปรูแข่งขันเป็นครั้งสุดท้าย นักฟุตบอลเปรูก็ต้องพยายามเอาชนะให้ได้

ครึ่งแรกกรุงเทพฯ ผสมเสียไปหนึ่งประตูและครึ่งหลังพอลงมือเล่นไปได้สักครู่เราก็เสียไปอีกหนึ่งประตู แต่แล้ว สุชาติ มุทุกันต์ปีกซ้ายของเราก็สามารถเลี้ยงเดี่ยวเข้าไปยิงประตูคืนได้หนึ่งประตู

คราวนี้ทีมเปรูกลัวจะเสมอหรือแพ้ ก็เล่นรุนแรงทันที แบบเตะลูกผิดโดนคน กระทืบหน้าแข้งถีบหน้าหรือยอดอก มีวิธีการเล่นที่หยาบคายมาก โต้เถียงผู้ตัดสินผลักอกไลน์แมนค้ำคอผู้เล่นฝ่ายเรา คนดูทีแรกก็อดกลั้นทำใจสงบ แต่หนักเข้าทนไม่ไหวเลือดไทยชักเดือดพล่าน เสียงคนดูร้องตะโกนหนุนนักฟุตบอลไทยให้ซัดพวกเปรูบ้าง นักฟุตบอลของเราต่างใจเย็นเหมือนน้ำแข็งทั้งๆ ที่ถูกเตะสะบักสะบอมไปตามกัน หนักเข้าพวกนักฟุตบอลกรุงเทพฯ ผสมเห็นว่าขืนให้เปรูเตะถีบเอาข้างเดียวเห็นจะแย่ก็ตั้งป้อมเตะแขกเข้าให้บ้าง

ศิลปมวยไทยของเรานั้นพิลึกพิลั่นละ กองหน้าเปรูคนหนึ่งเจอเข่ากระแทกลิ้นปี่ลงไปชักดิ้นชักงอทำท่าเหมือนจะไม่ได้กลับเปรู ต่อมาเปรูถีบ ไทยชกหรือตีศอกแรงมาก็แรงตอบ คนไหนเล่นสุภาพเราก็สุภาพด้วย ตอนนี้เราเสียประตูไป ๕-๑

แบ็คขวาของเปรูเห็นว่า สุชาติ มุทุกันต์ ปีกขวาของเราเลี้ยงพล๊อบแพล๊บคล่องแคล่วไปหน่อยกลัวจะเสียประตูก็เลยชกสุชาติเข้าให้ทีหนึ่ง ยรรยง นิลภิรมย์ ศูนย์หน้าของเราเห็นว่าเล่นเฮี้ยวกันอย่างนี้มันชักจะมากไปหน่อย ก็พาสุชาติไปฟ้องผู้ตัดสิน ขณะที่สุชาติกำลังพูดกับผู้ตัดสิน นักฟุตบอลเปรูคนหนึ่งก็ปราดเข้ามาถ่มน้ำลายรดหน้าสุชาติทันที เท่านี้เอง การเล่นฟุตบอลก็กลายเป็นมวยหมู่ล่อกันอุตลุดกลางสนาม กรุงเทพฯ ผสมใช้วิชามวยไทย พวกเปรูใช้วิชามวยสากลแต่ก็มีเตะบ้างเหมือนกัน

คนดูหลายร้อยคนชักสงสัยว่านักฟุตบอลเปรูจะมีทีเด็ดอย่างไรก็ขอพิสูจน์ความจริง ดังนั้นแฟนฟุตบอลขี้สงสัยก็ปีนรั้วตาข่ายเผ่นแผล็วเข้าไปในสนามทั้งสี่ด้าน นักฟุตบอลเปรูเจอมวยไทยนอกเวทีถึงกับล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน เท้าของใครคนหนึ่งสัมผัสผู้เล่นในซ้ายของเปรูเข้าเต็มรักถึงกับลงไปนอนหงายเหยียดยาวกลางสนาม เซ็นเตอร์ฮาฟของเปรูซึ่งวิตกว่าเมียจะเป็นม่ายแลเห็นแฟนฟุตบอลขี้สงสัยคนหนึ่งเฮโลเข้ามาก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าวออกไปจากสนามตั้งใจจะวิ่งเข้าห้องพักนักฟุตบอล แบ็คซ้ายเห็นเซ็นเตอร์ฮ้าฟวิ่งหนีก็เสียขวัญวิ่งตามไป แฟนฟุตบอลขี้สงสัยคนหนึ่งไล่กวดเซ็นเตอร์ฮ้าฟติดๆ มา เจ้าหมอนั่นหันมายกเท้าขวาเตะโครมคนไทยตัวเตี้ยคนนั้นก้มตัวลงหลบเท้าของเซ็นเตอร์ฮ้าฟของเปรูจึงถูกแบ็คซ้ายของเปรูเข้าเต็มรัก ทำให้แบ็คซ้ายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ตอนนี้พวกขี้สงสัยก็ถือโอกาสปราศรัยแบ็คซ้ายพอหอมปากหอมคอ

ฝ่ายโปลิศหรือตำรวจเห็นว่าการแก้สงสัยแบบนี้ไม่ดีแน่ ทั้งนายร้อยและนายสิบ พลตำรวจนับร้อยก็วิ่งกรูกันเข้าไปในสนามรีบระงับเหตุทันที ช่วยชีวิตนักฟุตบอลชาวเปรูไว้ได้ทั้ง ๑๒ คน แต่สองหรือสามคนคงเห็นว่าสนามศุภชลาศัยเย็นสบายจึงนอนนิ่งเฉยไม่ลุกขึ้น

ตามเวลาดังกล่าวนี้ พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งดูอยู่บนอัฒจันทร์แก๊ปด้านขวาสุดคือด้านใต้ ซึ่งคณะพรรคสี่สหายของเราชอบดูการแข่งขันฟุตบอลทางด้านนี้เพราะมองเห็นการชู๊ตประตูใกล้ๆ ฝ่ายละครึ่งเวลา

เสี่ยหงวนกับนิกรตะโกนหนุนนักฟุตบอลของเราจนเสียงแหบเสียงแห้งไปตามกันและขณะนี้ทุกคนกำลังวิพากษ์วิจารณ์ทีมฟุตบอลเปรูอย่างรุนแรง แต่แล้ว ดร.ดิเรกก็อธิบายให้ทราบ

"นักฟุตบอลอาชีพอย่างนี้มันก็ต้องเล่นตุกติกเป็นธรรมดาอยู่เอง พยายามเอาชนะคู่แข่งให้ได้ด้วยการโกงหรือเล่นรุนแรง ใครจะด่าจะว่าก็ช่าง ถูกกะทืบก็ช่าง ขอให้ชนะก็แล้วกันเพื่อรักษาสถิติของตัวไว้ ถ้าแพ้ค่าตัวก็ถูกลงไปหนักเข้าไม่มีใครเขาจ้างไปเล่น"

นิกรพูดขึ้นอย่างเดือดดาล

"ก็มันชนะอย่างแหงๆ อยู่แล้ว เล่นกันอย่างสุภาพเราก็แพ้มันนี่หว่า"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่แน่ ถ้าเล่นอย่างสุภาพเราอาจจะชนะเพราะฉะนั้นมันถึงต้องเล่นรุนแรง"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"นักเตะฟุตบอลของไทยเราเป็นนักกีฬาสมัครเล่นทั้งนั้น เจอเข้ายังงี้ก็แย่หน่อย เป็นอันว่าฟุตบอลวันนี้เลิกก่อนเวลา ๑๐ นาที เพราะคนดูเกิดสะกรัมนักฟุตบอลกันขึ้น เราแพ้ ๕-๑ ความจริงเปรูมันเก่งจริงๆ เสียอย่างเดียวไม่มีมารยาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"แต่เราไม่ควรจะไปทำกับมันอย่างนั้น เพราะวิทยุและหนังสือพิมพ์ทั่วโลกจะลงข่าวว่าคนไทยรุมกระทืบนักฟุตบอลเปรู การแข่งขันต้องเลิกกลางคัน ฝรั่งมันจะหาว่าเราป่าเถื่อน"

อาเสี่ยค้อนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"พูดอย่างนี้ประเดี๋ยวไล่ให้ไปอยู่เปรูเลย คนดูไม่ใช่พระอิฐพระปูนนี่ครับ อย่าว่าแต่ในเมืองไทยเลยเมืองนอกก็มีการกระทืบนักฟุตบอลเหมือนกัน"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"แกพูดตามประสาคนเลือดร้อน แกคิดดูเถอะพวกมัน ๑๑ คน เราตั้งหลายร้อยคน ทางที่ถูกควรจะให้นักฟุตบอลกับนักฟุตบอลฟาดปากกันเอง แล้วเรานั่งดูถึงจะยุติธรรม อย่างไรมันก็สู้มวยไทยเราไม่ได้แพ้เราวันยังค่ำ ปล่อยให้ซดกันเป็นคู่ๆ "

คราวนี้กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงครับ ผมเพิ่งคิดได้เดี๋ยวนี้ นักฟุตบอลชกกันหรือกระทืบกันไม่แปลก"

ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"สามทุ่มแล้ว กลับบ้านกันเสียที คงไม่มีเหตุการณ์รุนแรงอะไรแล้ว ความจริงนี่เป็นครั้งแรกที่คนดูกระทืบนักฟุตบอล ทีมชาติอื่นๆ เขามาเล่นกับเราเสมอไม่เคยมีเรื่องรุนแรงอย่างนี้เลย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นยืน นิกรอ้าปากหาวดังๆ พร้อมกับยกแขนทั้งสองข้างขึ้นบิดขี้เกียจ หลังมือซ้ายของเขาปะทะใบหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยไม่เจตนา

"ปู้โธ่โว้ย" ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น

นิกรยิ้มแห้งๆ รีบยกมือไหว้พ่อตาของเขา

"ขอโทษเถอะครับ แฮ่ะ แฮ่ะ แหม-นั่งดูตั้งชั่วโมงครึ่งเมื่อยเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำ แล้วเดินนำหน้าพาสี่สหายลงไปจากอัฒจันทร์แก๊ป คนดูส่วนมากยังไม่กลับ ภายในสนามฟุตบอลเต็มไปด้วยผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ แสงไฟฟ้าจากหอสูงทั้งสี่ด้านทำให้สนามศุภชลาศัยสว่างจ้าราวกับกลางวัน

ขณะที่รถยนต์งามๆ หลายร้อยคันกำลังหลั่งไหลออกจากกรีฑาสถานแห่งชาติทำให้การจราจรคับคั่งประชาชนนับหมื่นก็กำลังกลับบ้าน ตำรวจจราจรหน้าสนามกีฬาต้องทำงานอย่างหนัก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่ในคาดิลแล็คเก๋งซึ่งอาเสี่ยกิมหงวนเจ้าของรถทำหน้าที่คนขับ กว่าจะออกถนนใหญ่ได้ก็เสียเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลาประมาณ ๒๑.๓๐ น. เมื่อรถเก๋งคันงามแล่นมาหยุดเทียบบันไดหน้าตึก เจ้าแห้วก็ออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรนแล้วลงบันไดมาที่รถ พอสี่สหายกับเจ้าคุณลงมาจากรถ เจ้าแห้วก็กล่าวอย่างร้อนรน

"รับประทานใครแพ้ครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"แกลองทายซิว่าใครแพ้"

"รับประทานผมว่าคนไทยแพ้ครับ"

"เออ-ถูกของแก เราแพ้มัน ๕-๑ ทำไมแกนึกเดาว่าเราแพ้ล่ะ"

"รับประทานทีมเปรูมันเป็นรองแชมเปี้ยนโลกนี่ครับ"

กิมหงวนส่งพวงกุญแจรถให้เจ้าแห้วแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"แกคอยอ่านหนังสือพิมพ์ฉบับพรุ่งนี้เช้าก็แล้วกัน นักฟุตบอลเปรูถูกพวกคนดูกระทืบสะบักสะบอมไปตามกันเพราะมันเล่นเฮี้ยวและมีมรรยาททราม"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทานถึงกับลงมือลงเท้ากันเชียวหรือครับ น่าเสียดายจริง ผมก็คงจะเอากับเขาด้วย"

พล, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินขึ้นไปบนตึกแล้ว กิมหงวนมองไปทางท้ายรถแล้วกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"รู้สึกว่าแม่แรงหรือห่อเครื่องมือมันวางไม่ถูกที่ดิ้งขลุกขลักมาตลอดทาง แกช่วยเปิดท้ายรถจัดวางเสียให้เรียบร้อย ขับรถมีเสียงอะไรดังแม้แต่เล็กน้อยฉันก็รำคาญ รถดีๆ อย่างนี้มันต้องเงียบกริบ"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานคงเป็นยางอาหลั่ยน่ะครับ รับประทานผมอาจจะลืมเอาสายผ้าใบรัดเส้นยางมันก็เลยกระดุกกระดิกได้ ทำให้เกิดเสียงรำคาญ"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบแล้วพาตัวเดินขึ้นไปบนตึก เขาแลเห็นเพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งพักผ่อนอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน ก็ตรงเข้ามาหาแล้วนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"บ้านเราเงียบดีจริง เมียๆ ของเราหายหน้าไปไหนกันหมด" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

นิกรว่า "ละม่อมบอกว่าเล่นไพ่กันอยู่ข้างบน"

"เล่นไพ่ " กิมหงวนคราง "ประเดี๋ยวพ่อโทรศัพท์บอกตำรวจมารวบไปเสียหรอก แก่เล่นไพ่ซะจริงเชียว"

ละม่อมสาวใช้เก่าแก่ของบ้าน "พัชราภรณ์" เดินเข้ามาในห้องโถง ถือถาดใส่น้ำอัดลมแช่เย็นรวม ๕ ขวด หล่อนเสิฟน้ำอัดลมให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ คนละขวด นิกรถือโอกาสยกมือตีก้นสาวใช้เบาๆ

"ฮื้อ-ตีซะหน่อยเถอะ แกนี่ยิ่งแก่ยิ่งมีเสน่ห์ ส่วนเว้าส่วนโค้งของแกฉันมองไม่เบื่อเลย"

ละม่อมอมยิ้ม ถือถาดเปล่าเดินออกไปทางหลังตึก ขณะที่สี่สหายกับท่านเจ้าคุณกำลังดื่มน้ำอัดลม เจ้าแห้วก็วิ่งตึงตังโครมครามเข้ามาในห้องโถงแล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนพรมปูพื้น ใบหน้าของเจ้าแห้วซีดเผือดตัวสั่นงันงกนัยน์ตาเหลือกลาน

"อะไรอ้ายแห้ว" พลเอ็ดตะโรลั่น "ท่าทางของแกเหมือนกับว่าแกวิ่งหนีนางนาคพระโขนงมา"

เจ้าแห้วหายใจถี่เร็ว

"โอ๊ย รับประทานแย่แล้วครับ บรื๊อ ยิ่งกว่านางนาคพระโขนงอีกครับ รับประทานมีศพผู้ชายคนหนึ่งนอนขดตัวอยู่ท้ายรถของเรา รับประทานหน้าตามันเป็นอย่างไรผมไม่ทันสังเกต พอเปิดท้ายรถแลเห็นเข้าผมก็รีบปิดแล้ววิ่งขึ้นมาบนตึก"

นิกรรู้สึกขนพองสยองเกล้า เส้นผมบนศีรษะตั้งชัน

"อ้ายแห้ว จริงๆ หรือวะ" นิกรพูดละล่ำละลัก "บอกให้ข้าชื่นใจหน่อยซีว่าแกพูดเล่นสนุกๆ "

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ให้ผมดิ้นตายซีครับ มันเป็นความจริง รับประทานผมเป็นขี้ข้าจะพูดเล่นกับเจ้านายได้หรือครับ"

นายจอมทะเล้นทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม ค่อยๆ หันหน้าไปทางอาเสี่ยกิมหงวนผู้เป็นเจ้าของรถ

"ไหงเล่นยังงี้ล่ะโว้ยอ้ายเสี่ย แกฆ่าเขาแล้วเสือกเอาศพใส่รถไว้ทำไม ให้มันเป็นหลักฐานมัดตัวเราเปล่าๆ "

"แล้วกัน" กิมหงวนอุทานเสียงลั่น "เจริญแล้วไหมล่ะ อยู่ดีๆ เอาคดีอุกฉกรรจ์มายื่นให้ กันไม่รู้เรื่องราวอะไรเลย"

พลผลุดลุกขึ้นยืนแล้วพูดตัดบท

"อย่ามัววิพากษ์วิจารณ์กันให้เสียเวลาเลย ไปดูให้รู้เท็จจริงเถอะ ถ้าอ้ายแห้วตาฟางเป็นโดนกระทืบแน่ๆ คนที่สูบกัญชามักจะตาลายเสมอ บางทีอ้ายแห้วอาจจะเห็นยางอะหลั่ยหลังรถเป็นคนก็ได้"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานถ้าไม่ใช่คนผมลงนอนให้กระทืบดีๆ เลยครับ"

ทุกคนต่างลุกขึ้น ต่อจากนั้นพลก็พาคณะพรรคของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปจากห้องโถง นิกรเดินรั้งท้ายท่าทีของเขาเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจเป็นอันมาก ซึ่งนิกรกับเจ้าแห้วเป็นสมาชิกของสมาคมตาแหกมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว คือกลัวผีขนาดหนักแม้แต่ภาพยนตร์ไทยเรื่องนางนาคหรือนางแมวผียังไม่ยอมไปดูเพราะกลัวผีนั่นเอง

แสงไฟฟ้าหน้าตึกบ้าน "พัชราภรณ์" ส่องสว่างจ้า แต่ถึงกระนั้นเจ้าแห้วกับนิกรก็ยังปอดลอยอยู่นั่นเอง ทุกคนลงบันไดตึกเดินอ้อมไปทางท้ายรถคาดิลแล็คเก๋งแล้วยืนจับกลุ่มกัน พลพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วให้เข้ามาหาเขา

"เปิดท้ายรถขึ้นซิ"

เจ้าแห้วทำคอย่น เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"รับประทานคุณเปิดเองเถอะครับ"

แทนที่จะโกรธ พลกลับหัวเราะหึๆ

"แกมันขี้ขลาดไม่เข้าเรื่อง ถ้ามันเป็นผีนอนอยู่ท้ายรถคันนี้ก็หมายความว่ามันเป็นศพคนตายคนหนึ่ง"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานนี่แหละครับ ทำให้ผมไม่กล้าเปิดท้ายรถ"

พลผลักเจ้าแห้วเซออกไปแล้วก้มตัวลงเปิดท้ายรถคาดิลแล็คเก๋งขึ้น นิกรถอยกรูดกอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ แน่น ทุกคนตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกันเมื่อแลเห็นนักฟุตบอลของทีมเปรูคนหนึ่งนอนคู้ตัวหายใจรวยรินอยู่ในรถ พลจำเจ้าแขกดำคนนี้ได้ดีเขาเล่นในตำแหน่งในขวา มีวิธีการเล่นดุเดือดรุนแรงมาก

"เปรู" พลร้องขึ้นดังๆ "ยังไงกันโว้ย ทำไมอ้ายหมอนี่ถึงมานอนอยู่ในรถของเรา"

นักฟุตบอลตีนไฟส่งเสียงครางออกมาเบาๆ แสดงความเจ็บปวดรวดร้าว เจ้าแห้วเดินเข้ามาก้มหน้ามองดูแล้วกล่าวถามเสี่ยหงวน

"รับประทานนี่หรือครับนักฟุตบอลเปรู"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เออ นี่แหละ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานโชคของผมแท้ๆ ไม่ได้ไปดูฟุตบอล แต่นักฟุตบอลมาให้กระทืบถึงบ้าน เจ้านายอนุญาตให้ผมหน่อยครับ ขอทีเดียวเท่านั้น"

ดร.ดิเรกปราดเข้ามาผลักอกเจ้าแห้วทันที

"โน นักฟุตบอลคนนี้กำลังบาดเจ็บบอบช้ำ ไอเป็นหมอ ไอจะไม่ยอมให้ใครข่มเหงรังแกคนเจ็บต่อหน้าไอเป็นอันขาดและหน้าที่ของไอก็คือ ไอจะต้องช่วยเหลือรักษาพยาบาล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหนุ่มเปรูผมเกรียนอย่างขบขันเขาสวมกางเกงขาสั้นกีฬาสีดำ สวมถุงเท้าและรองเท้าฟุตบอล สวมเสื้อทีมของเขาซึ่งเป็นเสื้อยืดคอปกสีขาวสะพายแถบสีแดง ร่างกายของเขาเปรอะเปื้อนฝุ่นละอองมีรอยรองเท้าขนาดต่างๆ ติดอยู่ตามเสื้อกางเกงหลายเท้า ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นเท้าของใครบ้าง หน้าตาฟกช้ำดำเขียวเพราะถูกหมัดหรือศอก

"ไอ้หมอนี่คงวิ่งหนีออกไปนอกสนามตอนตะลุมบอนกัน แล้วเตลิดเปิดเปิงผ่านอัฒจันทร์ออกไป เมื่อมีคนตามไล่กระทืบ ก็ไม่รู้จะหนีไปทางไหนเลยซ่อนตัวอยู่ท้ายรถเรานี้ ซึ่งบังเอิญอ้ายแห้วสะเพร่าไม่ได้ใส่กุญแจไว้"

สี่สหายวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด

"น่าสงสารโว้ย" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "ช่วยกันเอามันออกจากรถเถอะ ประคองไปห้องวิทยาศาสตร์ ดิเรกจะได้ช่วยรักษาพยาบาลมัน เป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้"

นักฟุตบอลเปรูค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่งโดยไม่ต้องให้ใครช่วยประคอง เขามองดูคณะพรรคพวกสี่สหายอย่างตื่นๆ แล้วเขาก็ยิ้มออกมาได้เมื่อความรู้สึกบอกตัวเองว่า ที่นี่ไม่ใช่สนามฟุตบอลซึ่งเขารอดตายมาได้เหมือนกับมีปาฏิหาริย์"

"เห-อีนี้ที่ไหนน่ะนายจ๋า"

สี่สหายลืมตาโพลง แปลกใจที่เจ้าหนุ่มเปรูพูดไทยได้ ดร.ดิเรกยิ้มให้เขาแล้วยกมือขวาตบบ่าในขวาของทีมฟุตบอลเปรูเบาๆ

"ยูปลอดภัยแล้ว ที่นี่บ้านของเรา เป็นยังไงบ้างบาบูเจ็บมากไหม"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะ

"เจ็บไม่เป็นไรคะร้าบ อีจั๋นนี้ชนะพอใจแล้ว เปรูแพ้ไม่ได้ ฮ่ะ ฮ่ะ คนไทยฟุตบอลแพ้คนไม่แพ้น่ะ"

"อ้าวๆๆ " เจ้าแห้วเอ็ดตะโรลั่น "พูดยังงี้เดี๋ยวก็เจอเหล็กขูดช้าฟเท่านั้นเอง พวกแกมันเล่นเฮี้ยวก่อนนี่หว่า นักฟุตบอลไทยก็มีหัวใจเหมือนกัน คนดูเขาก็มีหัวใจแกรอดตายมาได้ก็เป็นบุญแล้ว"

นิกรพยักหน้าและยิ้มให้หนุ่มเปรู

"แกชื่ออะไรน้องชาย"

"ปาไรโซ นายจ๋า"

"ปาไรโซ " ชื่อเพราะดีเหมือนกัน "ทำไมแกพูดไทยได้ล่ะ"

"โอ-อีนี้ก่อนมามวงไทย พวกเราเรียนภาษาไทยน่ะนายจ๋า ภาษาไทยพูดง่ายไม่ยากครับ นักฟุตบอลของเราพูดไทยได้ทุกคน"

เมื่อปาไรโซขยับตัวลุกขึ้น พลกับ ดร.ดิเรกก็ช่วยกันประคองเขาลงมาจากหลังรถ เจ้าหนุ่มเปรูยกมือลูบคลำใบหน้าของเขาแล้วสั่นศีรษะ เสี่ยหงวนตบหลังปาไรโซค่อนข้างแรง

"ไปบนตึกเถอะน้องชาย เพื่อนเราคนนี้เป็นหมอเขาจะช่วยตรวจดูบาดแผลและใส่ยาให้แก ขณะนี้ตับหรือม้ามของแกอาจจะแตกก็ได้ ถ้าแตกก็จะได้เปลี่ยนให้ใหม่"

ปาไรโซยกมือไหว้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อีนี้จั๋นขอบใจทุกๆ คนน่ะนายจ๋า คนไทยใจดีมักม้ากเสียอย่างเดียวคะร้าบ เตะสูงถึงหน้าจั๋นน่ะศอกก็แหลมเปี๊ยบ ไม่ได้รถคันนี้จั๋นคงไม่ได้กลับเปรู คืนนี้พวกจั๋นเล่นเฮี้ยวมากไปหน่อย"

ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้

"ไปเล่นเมืองอื่นๆ เคยถูกกระทืบหรือเปล่า"

ปาไรโซยิ้มอายๆ

"บ่อยๆ น่ะนายจ๋า กระทืบกลัวทำมะไร้ เรากลัวแพ้เท่านั้น"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ไม่มีใครเกลียดนักฟุตบอลเปรูผู้นี้เลย นิสัยของคนไทยเป็นอย่างนั้นโกรธก็เดี๋ยวเดียวไม่อาฆาตพยาบาท เมื่อคนที่เราโกรธหรือเกลียดได้รับอันตรายหรือบาดเจ็บ เราก็รู้สึกสงสารมีความเมตตากรุณาต่อเขาทันที คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพาปาไรโซขึ้นไปบนตึก พอเข้ามาในห้องโถง ดร.ดิเรกก็กล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวน

"แกช่วยโทรศัพท์ไปที่โรงแรมแปซิฟิคหน่อยซีนะ"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"พูดใหม่ซิ โรงแรมแปซิฟิคหรือตรอกแปซิฟิค"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โรงแรมโว้ย โทรศัพท์บอกให้หัวหน้าฟุตบอลเปรูเขารู้ว่าปาไรโซอยู่กับเราที่นี่ ได้รับบาดเจ็บไม่มากมายอะไรนักกันกำลังให้ความช่วยเหลือเขา"

คืนวันนั้นเองในราว ๒๒.๐๐ น.นายโซโรริโอผู้จัดการและผู้ควบคุมทีมฟุตบอลเปรูก็มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" โดยรถแท๊กซี่คันหนึ่งซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยคุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้นั่งสนทนากับปาไรโซอยู่ในห้องโถง เจ้าหนุ่มเปรูอาบน้ำอาบท่าและรับประทานอาหารว่างคือกาแฟกับแซนด์วิชเรียบร้อยแล้ว เขาสวมกางเกงขายาวสีเทา เชิ้ตแขนยาวสีขาวซึ่งเป็นเสื้อผ้าของอาเสี่ยกิมหงวน ปรากฏว่าปาไรโซกับเสี่ยหงวนมีรูปร่างขนาดเดียวกัน

ความกรุณาปรานีของคณะพรรคสี่สหายทำให้หนุ่มเปรูซาบซึ้งอย่างยิ่ง เมื่อนายโซโรริโอมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" คณะพรรคสี่สหายและท่านผู้ใหญ่ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี เขาเป็นชายกลางคนรูปร่างอ้วนใหญ่พูดเสียงดังท่าทางตลกคะนอง นัยน์ตาข้างขวาเขียวปั้ดขนาดขนมครกเพราะถูกลูกหลงของใครคนหนึ่งตอนตะลุมบอนกันในสนามและเขาวิ่งออกไปช่วยนักฟุตบอลของเขา

โซโรริโอได้ขอบคุณคุณหญิงวาดในฐานะที่เป็นเจ้าของบ้านนี้ ขอบคุณ ดร.ดิเรกในฐานะที่เป็นแพทย์และขอบคุณคณะพรรคสี่สหายทุกๆ คนโดยทั่วหน้ากัน เขาพูดภาษาอเมริกาอย่างคล่องแคล่วคือภาษาอังกฤษนั่นเองแต่พูดแบบชาวอเมริกัน

"พวกเราจะไม่ลืมความกรุณาของพวกท่านเลยครับ ผมนึกว่าปาไรโซตายเสียแล้วไปตามหาศพตามโรงพยาบาลตั้งหลายแห่งก็ไม่พบ ผมถึงกับจ้างคนขุดพื้นสนามฟุตบอลหลายแห่งตามที่ที่สงสัยว่าปาไรโซจะถูกกระทืบจมหายไปในดิน พอได้รับโทรศัพท์พวกเราดีใจไปตามกัน"

พลยิ้มให้ผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรู

"พวกคุณมีใครบาดเจ็บบ้าง"

"อ๋อ! นิดหน่อยครับ ขนาดหยอดน้ำข้าวต้มมีเพียง ๒ คนเท่านั้น คนหนึ่งกรามหัก อีกคนหนึ่งซี่โครงหัก แต่อย่างไรก็ตาม ๔ นาฬิกาคืนนี้พวกเราจะต้องขึ้นเครื่องบินเดินทางไปการาจี"

ดร.ดิเรกหน้าตื่น

"ทำไมรีบร้อนไปนักล่ะครับ"

โซโรริโอหัวเราะเบาๆ

"เรากำหนดวันแข่งขันกับทีมชาติปากีสถานไว้เรียบร้อยแล้วครับ ต้องไปให้ทันเวลา"

พลว่า "ก็พวกคุณยังเจ็บป่วยอยู่"

"ไม่เป็นไรครับ พอจะช่วยกันใส่เปลหามขึ้นเครื่องบินไปได้"

อาเสี่ยกิมหงวนมองดูผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรูอย่างขบขัน แล้วกล่าวกับเขาเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

"เสียใจไหมครับคุณโซโรริโอเท่าที่นักฟุตบอลของคุณเจอของแข็งในคืนวันนี้"

"โอ ไม่เสียใจเลยคุณ ถึงแม้พวกเราจะถูกกระทืบตายไปบ้างก็ไม่แปลก ขอให้เราชนะก็แล้วกันผมอยากจะกลับมาเล่นที่กรุงเทพมหานครนี้อีก หลังจากเล่นที่การาจีแล้ว ที่กรุงเทพมหานครรายได้ดีมากครับ ดีกว่าทุกประเทศที่เราผ่านมาแล้ว แต่คงไม่มีทีมฟุตบอลทีมไหนที่จะสู้กับเรา เพราะทีมวิทยาลัยรวมกับทีมกรุงเทพฯ ผสมก็มีนักฟุตบอลชั้นดาราในเมืองไทยเท่านั้น"

เสี่ยหงวนชักฉิวเมื่อโซโรริโอพูดเป็นเชิงดูหมิ่นคนไทยเช่นนี้ เขาพูดโพล่งขึ้นทันที

"เอาไหมล่ะ คุณโซโรริโอ ผมจะจัดทีมไทยไว้สู้กับทีมเปรูเอง"

โซโรริโอลืมตาโพลง

"ท่านพูดจริงๆ หรือนี่"

"ถูกแล้ว ถ้ายังไงก็ตกลงเซ็นสัญญากันเสียเดี๋ยวนี้เลย"

ผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรูตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง

"ได้ซีครับ ผมขอค่าป่วยการครั้งละ ๖๐,๐๐๐ บาทเท่านั้น แต่ค่าเครื่องบินจากการาจีมากรุงเทพฯ ค่าโรงแรมคุณต้องออกให้เรา"

อาเสี่ยยิ้มให้ผู้จัดการสมองใสของทีมเปรู

"ดีแล้ว เรามาตกลงรายละเอียดและข้อปลีกย่อยกันเสียเดี๋ยวนี้ แล้วเซ็นสัญญากันเลย"

"ได้ครับ ผมยินดีมากที่ทีมของผมจะกลับมาเล่นในกรุงเทพฯ อีก เข้าใจว่าคราวนี้คนดูคงจะเบียดเสียดเยียดยัดกัน เอาซีครับ ว่าจะตกลงกันยังไงก็ว่ามา ถ้าผมไม่เสียเปรียบจนเกินไป ผมยอมทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนร้องบอกเจ้าแห้วซี่งนับพับเพียบอยู่ทางประตูห้องให้เข้าไปในห้องสมุด นำแฟ้มเอกสารและกระดาษฟุลสะแก๊ปมาให้เขา แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"แกช่วยร่างสัญญาภาษาอังกฤษหน่อยเถอะวะ เสร็จแล้วกันจะพิมพ์สัญญา ๒ ฉบับ ให้นายโซโรริโอเก็บไว้หนึ่งฉบับและกันเก็บไว้หนึ่งฉบับ ในการทำสัญญาพวกเราจะต้องระมัดระวังให้รอบคอบ"

"ออไร๋ ออไร๋ กันจะร่างสัญญาเอง"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ คุณหญิงวาดกระซิบถามนันทาว่า

"เขาคุยอะไรกันแม่นัน"

นันทายิ้มให้แม่ผัวและอาของหล่อน

"อาเสี่ยแกจะจ้างทีมฟุตบอลเปรูให้เล่นกับทีมฟุตบอลไทยอีกค่ะ"

"อ๋อ-เขากำลังทำสัญญากันใช่ไหม"

"ค่ะ"

"ถ้ายังงั้นเราขึ้นไปเล่นไพ่กันต่อไปเถอะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องไปยุ่งเกี่ยวกับเขา ไปโว้ย เสียเวลาไปครึ่งชั่วโมงแล้ว"

คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างลุกขึ้น ประภากล่าวขอโทษนายโซโรริโอและนายปาไรโซ ต่อจากนั้นคุณหญิงวาดก็เดินนำหน้าพา นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพผ่านห้องโถงขึ้นบันไดไปชั้นบน ปาไรโซขออนุญาตใช้เครื่องโทรศัพท์ และยกหูฟังขึ้นหมุนหมายเลขต่อตรงไปยังโรงแรมแปซิฟิค เพื่อแจ้งให้พรรคพวกทราบว่าผู้จัดการกำลังเซ็นสัญญากับอาเสี่ยกิมหงวนแห่งประเทศไทย ทีมฟุตบอลเปรูจะได้กลับมาเล่นในกรุงเทพฯ อีกหลังจากแข่งขันที่การาจีแล้ว

นายโซโรริโอเฉลียวฉลาดรอบคอบมาก กว่าจะต่อรองสัญญาได้แต่ละข้อก็มีการถกเถียงกันอยู่นาน ระหว่างนั้นพลสั่งให้เจ้าแห้ว นำเบียร์มาเลี้ยงผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรู และผู้เล่นในขวาของเขา

เวลาผ่านพ้นไปประมาณหนึ่งชั่วโมง ร่างสัญญาก็เสร็จเรียบร้อย กิมหงวนรับอาสาไปพิมพ์ในห้องสมุด พล, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างถือโอกาสปราศรัยกับชาวเปรูทั้งสองอย่างกันเอง นายโซโรริโอคุยเก่งมาก เขาคุยถึงการแข่งขันชิงแชมเปี้ยนโลกระหว่างทีมบราซิลกับเปรู ซึ่งเปรูปราชัยเพียง ๒-๑ เท่านั้น เขาโอ้อวดว่านักฟุตบอลของเขานอกจากมีชั้นเชิงสูงมีกำลังดีแล้วยังทนตีนทนมืออย่างดีที่สุด แม้แต่ฝรั่งยังออกปากชม

เมื่อมีจังหวะในการสนทนา พลก็ถามว่า

"นักฟุตบอลของไทยเป็นยังไงบ้างคุณ"

โซโรริโอนิ่งคิด

"นักฟุตบอลของไทยหรือครับ ในสายตาของผมรู้สึกว่าเก่งมากแต่กำลังไม่ดี เห็นจะเป็นเพราะมีเวลาซ้อมน้อยเกินไป ถ้าหากว่านักฟุตบอลไทยจ้างนักฟุตบอลแชมเปี้ยนโลกมาฝึกได้ และถ้ารัฐบาลให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้ว ผมเชื่อเหลือเกินว่าทีมไทยอาจจะได้แชมเปี้ยนโลก"

พลหันมายิ้มให้ ดร.ดิเรก

"โซโรริโอพูดถูกทีเดียว เราขาดผู้ฝึกที่เชี่ยวชาญการเล่นฟุตบอล โดยมากเราฝึกกันเองหรือมิฉะนั้นก็ได้โค้ชเชอร์ซึ่งเป็นนักฟุตบอลโบราณล้าสมัย วิวัฒนาการของฟุตบอลในปัจจุบันนี้ได้ก้าวหน้าไปไกลผิดกว่าแต่ก่อนมาก แม้กระนั้นเราก็ยังยอมให้นักฟุตบอลเก่าๆ มาฝึกสอนให้ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรเลย"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋ เราควรจะจ้างนักฟุตบอลขนาดแชมเปี้ยนโลกมาเป็นครูสอนพวกเรา ซึ่งจะทำให้เราได้รับความรู้และเทคนิคใหม่ๆ ของการเล่นฟุตบอล ขืนให้พวกเราเป็นโค้ชมันก็ไม่มีอะไรดีขึ้น"

นิกรตบบ่าปาไรโซอย่างสนิทสนม

"ในไม่ช้านี้ กันกับแกจะได้เจอกันในสนามศุภชลาศัย" นิกรกล่าวเป็นภาษาอังกฤษ "กันจะเล่นตำแหน่งในขวาหน้าที่เดียวกับแก"

เจ้าหนุ่มเปรูยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วกล่าวกับนิกรเป็นภาษาอังกฤษเช่นเดียวกัน

"ขอโทษเถอะเพื่อน แกเล่นฟุตบอลเป็นหรือ"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แล้วกัน กันนี่แหละดาราฟุตบอลเมืองไทย ขณะนี้พวกเรากำลังแข่งขันฟุตบอลธนาคารซึ่งพวกเราฝึกซ้อมกันอยู่เสมอ ไปบอกโกของแกเถอะว่าถ้ากันชู้ดให้วิ่งหนี อย่าพยายามรับลูก ขืนรับมือหัก กันทำให้โกทีมต่างๆ ในเมืองไทยมือหักมาหลายคนแล้ว"

ดร.ดิเรกมองสบตากับผู้จัดการทีมเปรู ก็แกล้งพูดสนับสนุนนิกรแบบสงครามประสาท

"เป็นความจริงคุณโซโรริโอ นิกรเพื่อนผมคนนี้ชู๊ตประตูแม่นและแรงมาก บางทีตาข่ายหลังประตูหลุดกระเด็นไปเลย ถ้าถูกคานประตูอาจถึงกับคานหัก แล้วคนๆ นี้เป็นศูนย์หน้าที่น่ากลัวมา ฝีเท้าเขาเยี่ยมจริงๆ "

ผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรูทำตาปริบๆ มองดูพลกับนิกรอย่างสนใจ

"แล้วคุณหมอล่ะ เล่นฟุตบอลหรือเปล่า"

ดร.ดิเรกยิ้มอายๆ

"เล่นซี ผมเล่นเป็นโก"

"โอ คุณหมอเก่งมาก"

"ก็พอเล่นได้" พูดอย่างถ่อมตัวกลายๆ

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่ออาเสี่ยกิมหงวนพาตัวเดินออกมาจากห้องสมุดพร้อมด้วยแฟ้มเอกสารเล่มหนึ่ง ในแฟ้มมีสัญญาภาษาอังกฤษรวม ๒ ฉบับ ซึ่งอาเสี่ยเป็นผู้พิมพ์สัญญานี้ตามร่างของ ดร.ดิเรก

อาเสี่ยตรงเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างนายแพทย์หนุ่มแล้วส่งแฟ้มเอกสารให้

"กันตรวจทานเรียบร้อยแล้วหมอ แกอ่านให้นายโซโรริโอเขาฟังหน่อยซี จะได้เซ็นสัญญากันเสียให้เรียบร้อย"

ดร.ดิเรกเปิดแฟ้มออกหยิบสัญญาขึ้นมาพิจารณาดูแล้วนึกชมอาเสี่ยกิมหงวนที่พิมพ์หนังสือได้เรียบร้อยดีมาก นายแพทย์หนุ่มมองดูหน้าผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรูแล้วกล่าวว่า

"ฟังนะครับ ผมจะอ่านให้ฟัง"

"ครับ ขอบคุณมากคุณหมอ ผมกำลังตั้งใจฟังอยู่แล้ว"

ดร.ดิเรกกระแอมเบาๆ สองสามครั้ง เขาอ่านสัญญานั้นอย่างคล่องแคล่วซึ่งแปลเป็นภาษาไทยดังนี้

สัญญาจ้างแข่งขันฟุตบอล

สัญญานี้ได้ทำขึ้นระหว่างนายกิมหงวน ไทยแท้ แห่งประเทศไทย ซึ่งต่อไปนี้จะเรียกว่าผู้จ้างฝ่ายหนึ่งกับนายโซโรริโอผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรู ซึ่งต่อไปนี้ในสัญญานี้จะเรียกว่าผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง

ทั้งสองได้ตกลงทำสัญญากันไว้เป็นหลักฐานดังต่อไปนี้

๑. ผู้จ้างตกลงจ้างผู้รับจ้างให้นำทีมฟุตบอลเปรูทำการแข่งขันกับทีมฟุตบอลของผู้จ้างตามเวลาดังนี้

ก. วันพุธที่ ๖ เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๐ แข่งขันกับทีม "กรุงเทพผสม"

ข. วันพฤหัสบดีที่ ๗ เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๐ แข่งขันกับทีม "ราชดำเนินและลุมพินีผสม"

ค. วันศุกร์ที่ ๘ เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๐ แข่งขันกับทีม "ลาดยาว"

การแข่งขัน ผู้จ้างจะให้แข่งขันที่สนามศุภชลาศัยในกรุงเทพฯ เริ่มแข่งเวลา ๑๙.๓๐ น. ใช้กติกาสากล

๒. ผู้จ้างจะจ่ายเงินค่าจ้างให้ผู้รับจ้างในการแข่งขันครั้งละ ๖๐,๐๐๐ บาท

๓. ผู้จ้างจะส่งตั๋วโดยสารเครื่องบินเป็นคณะทัศนาจรไปให้ผู้รับจ้างก่อนวันที่ ๓๑ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๖๐ ที่นครการาจีพร้อมด้วยเงินไทย ๖๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจะจ่ายให้ล่วงหน้าตามที่ตกลงกัน

๔. ผู้รับจ้างจะต้องนำทีมฟุตบอลเปรูมาถึงกรุงเทพฯ ในวันที่ ๓ หรือ ๔ เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๐

๕. ค่าโรงแรมที่พักของนักฟุตบอลเปรู ตั้งแต่วันมาถึงกรุงเทพฯ จนถึงวันที่ ๙ เมษายน ค.ศ. ๑๙๖๐ ผู้จ้างเป็นผู้ออกให้

๖. เมื่อผู้รับจ้างนำทีมฟุตบอลเดินทางมาตามกำหนดแต่ไม่ได้แข่งขันด้วยเหตุใดก็ตาม ผู้จ้างต้องจ่ายเงินค่าป่วยการให้ผู้รับจ้างครั้งละ ๖๐,๐๐๐ บาท

๗. หากทีมฟุตบอลเปรูลงแข่งขันไม่ได้ตามกำหนด ผู้รับจ้างจะจ่ายค่าเสียหายให้ผู้จ้างครั้งละ ๖๐,๐๐๐ บาท

๘. สัญญานี้ทำขึ้นเป็น ๒ ฉบับ มีข้อความเช่นเดียวกัน ทั้งสองฝ่ายซึ่งเป็นคู่สัญญาต่างเห็นชอบตามสัญญานี้ จึงลงลายมือชื่อไว้ต่อหน้าพยานเป็นสำคัญ และเก็บสัญญานี้ไว้คนละฉบับ

นายโซโรริโอยิ้มแป้น

"ถูกต้องดีมากครับคุณหมอ ผมยินดีเซ็นสัญญานี้เดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยกิมหงวนกับผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรู ต่างลงนามในสัญญานั้นต่อหน้าพยาน ดร.ดิเรกกับพลต่างลงนามเป็นพยานรู้เห็นในสัญญาทั้งสองฉบับ เมื่อเซ็นสัญญาเรียบร้อย นายโซโรริโอก็พับสัญญาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อสากลของเขา

"ขอให้เชื่อผมเถอะครับ ทีมฟุตบอลของเราจะต้องเดินทางมาแข่งขันตามกำหนดในสัญญานี้" โซโรริโอพูดกับกิมหงวน

อาเสี่ยพยักหน้า

"สำหรับผมก็ไม่มีอะไรที่คุณจะต้องวิตก ผมไม่เคยผิดสัญญากับใครเลย แต่ว่า พรุ่งนี้ก่อนรุ่งสว่างคุณก็จะจากไปแล้ว ปมอยากจะตกลงข้อปลีกย่อยหรือเงื่อนไขในการแข่งขันฟุตบอลเสียให้เรียบร้อยก่อน"

"โอ-ได้ซีครับ คุณต้องการเงื่อนไขอะไรบ้าง"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"คุณโน๊ตไว้ดีไหม จะได้ไปบอกนักฟุตบอลของคุณให้รู้ตัว"

"ครับ ดีเหมือนกัน" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าเสื้อสากลหยิบสมุดโน๊ตกับปากกาออกมาเตรียมจดข้อความ "เอาละครับคุณจะเอายังไงฝ่ายเราไม่ขัดข้องทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนวางสีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ

"การแข่งขันทั้ง ๓ ครั้ง อาจจะมีการบาดเจ็บขนาดทุพพลภาพหรือเสียชีวิตในระหว่างการแข่งขันก็ได้ ฉะนั้นถ้านักฟุตบอลของคุณแข้งขาหักหรือคอหัก ทุพพลภาพหรือตายคาสนาม คุณจะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไม่ได้"

นายโซโรริโออ้าปากหวอ

"อ้า-เราจะเล่นฟุตบอลกันหรือเราจะฆ่ากันครับ"

อาเสี่ยเค้นหัวเราะ

"ทั้งสองอย่าง นักฟุตบอลของเราคราวนี้ผมจะคัดเลือกผู้ที่มีฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ ถ้าพวกคุณเล่นอย่างสุภาพเราก็เล่นอย่างสุภาพ แต่ถ้าพวกคุณเล่นรุนแรงย่างคืนนี้หรือคืนวาน นักฟุตบอลของเราก็จะโต้ตอบด้วยวิธีการเล่นแบบเดียวกัน"

นายปาไรโซหัวเราะลั่น พูดเสริมขึ้นทันที

"ดีซีครับ เล่นเฮี้ยวกันพวกผมชอบนัก"

นิกรยิ้มให้ในขวาของทีมเปรู

"พวกผมยิ่งชอบใหญ่ รับรองว่าทีมลาดยาวของเราจะเป็นทีมที่เฮี้ยวที่สุดในโลก เขาเล่นอย่างถึงลูกถึงคน เท้าขวาเตะบอลเท้าซ้ายเตะคนในเวลาเดียวกัน"

ปาไรโซชักแปลกใจ

"ทีมลาดยาวเป็นทีมชาติหรือครับ"

"เปล่า-เปล่า แต่เป็นนักฟุตบอลชั้นดีอยู่รวมกันเป็นหมู่คณะ"

"เขาอยู่ที่ไหนครับ" ปาไรโซซักนิกร

"อยู่ในคุกครับ ทุกคนเป็นนักเลงอันธพาลชั้นยอด โดยเฉพาะศูนย์หน้าเตะคนตายมา ๙ คนแล้ว ในซ้ายก็กระทืบคู่แข่งขันอีกฝ่ายหนึ่งตายคาที่ ในขวาศอกเข่าคล่อง ลงเล่นฟุตบอลตลอดครึ่งแรกและครึ่งหลังเตะลูกไม่ถูกสักที แต่เตะปากนักฟุตบอลฝ่ายตรงข้ามได้แม่นมาก แต่ละคนรับรองครับว่าเขาไม่สนใจกับลูกฟุตบอล พอผู้ตัดสินเป่าปากเริ่มเขี่ยลูก เขาก็ไล่ชกนักฟุตบอลอีกฝ่ายหนึ่ง กระบวนเฮี้ยวหรือเล่นดุเดือด ทีมลาดยาวแน่ที่สุดครับ เมื่อปีกลายทีมมนุษย์กินคนเกาะนิวกินีเดินทางมากรุงเทพฯ สมาคาฟุตบอลจัดทีมฟุตบอลให้แข่งขันกับเขาไม่ได้เพราะไม่มีทีมไหนกล้าสู้ ในที่สุดก็ให้แข่งขันกับทีมลาดยาว"

ผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรูพูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วผลของการแข่งขันเป็นยังไงครับ"

นิกรยิ้มแป้น

"ผลของการแข่งขันปรากฏว่า ทีมมนุษย์กินคนชนะ ๖ ประตูต่อ ๐ แต่นักฟุตบอลของทีมมนุษย์กินคนตายคาสนาม ๒ คน ขาหัก ๓ คน หามออกนอกสนาม ๒ คน ส่วนทีมลาดยาวปลอดภัยทุกคน"

นายโซโรริโอชักใจไม่ดีเขาหันไปมองดูหน้านายปาไรโซ นักฟุตบอลชั้นเยี่ยมชาวเปรูแล้วกล่าวเป็นภาษาเปรูว่า

"เห็นจะแย่โว้ยปาไรโซ เขาคงเตรียมแก้เผ็ดเราเต็มที่"

ปาไรโซเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ผมชักใจไม่ดีเลย"

ผู้จัดการทีมเปรูเปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวนแล้วกล่าวถามเป็นภาษาอังกฤษ

"เงื่อนไขต่อไปล่ะครับ"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"เงื่อนไขต่อไปก็มีว่า ตลอดเวลาการแข่งขันจะไม่มีการเปลี่ยนตัวเล่นเว้นแต่ผู้รักษาประตูเท่านั้นที่อนุญาตให้เปลี่ยนได้"

"ครับ ทางผมไม่ขัดข้องเพราะเป็นเงื่อนไขยุติธรรมทั้งสองฝ่าย ต่อไปล่ะครับ"

"ต่อไปก็คือ การแข่งขันไม่มีการไล่ออก ถ้าฝ่ายใดเล่นผิดกติกาหรือรุนแรง ผู้ตัดสินก็จะลงโทษให้อีกฝ่ายหนึ่งเตะกินเปล่า ถ้าในเขตโทษก็เตะลูกที่จุดเส้นโทษ"

นายโซโรริโอพยักหน้า

"ดีทีเดียวครับ ไม่มีการไล่ออกจากสนาม พวกผมพอใจมาก ต่อไปครับ"

อาเสี่ยว่า "ข้อสุดท้ายก็คือ ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเดินออกจากสนามแข่งขันก่อนหมดเวลาไม่ได้ เอาละครับ คุณสงสัยอะไรก็ถามผมเสียก่อนที่จะลากลับไป"

นายโซโรริโอสั่นศีรษะ

"ไม่มีข้องสงสัยอะไรเลย ผมเข้าใจเงื่อนไขดีแล้วแต่ว่าผมอยากจะทราบว่า ทีมราชดำเนินและลุมพินีน่ะเป็นนักฟุตบอลชั้นเยี่ยมทีมหนึ่งของประเทศไทย ใช่ไหมครับ"

อาเสี่ยว่า "เปล่าเลยคุณ นักฟุตบอลทีมนี้เล่นฟุตบอลพอใช้ได้เท่านั้น แต่ทุกคนเป็นนักมวยอาชีพที่มีชื่อเสียง"

โซโรริโอสะดุ้งเฮือก

"นักมวยหรือครับ"

"ครับ-ถูกแล้ว เป็นนักมวยฝีมือดีทั้งนั้น" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "ถ้าพวกคุณเล่นรุนแรงก็มีหวังเอาขีวิตมาทิ้งในกรุงเทพฯ รับรองว่าทีมราชดำเนิน-ลุมพินีผสมแต่ละคนศอกเข่าคล่องมาก"

ผู้จัดการทีมนักฟุตบอลเปรูทำหน้าเหยเกชอบกล

"เอ-ผมขอเลิกสัญญาได้ไหมครับ ผมคิดว่าถ้าพวกผมจะต้องตาย ก็ควรไปตายที่เปรูบ้านของเราดีกว่า"

นิกรหัวเราะก้าก พูดเสริมขึ้นทันที

"สัญญาเซ็นไว้เรียบร้อยแล้ว คุณจะบอกเลิกได้อย่างไร ถ้าหากว่าคุณบิดพริ้วไม่ยอมมาแข่งขันเราก็จะเอาหนังสือสัญญานี้ลงหนังสือพิมพ์และประกาศวิทยุให้โลกรู้ ทีหลังก็ไม่มีใครเชื่อถือพวกคุณ"

โซโรริโอทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ความจริงเปรูกับไทยก็ไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกันนี่ครับ ทำไมทีแรกไม่บอกรายละเอียดให้ผมทราบอย่างนี้ ผมจะได้ไม่ทำสัญญากับพวกคุณ"

กิมหงวนแหกปากหัวเราะลั่น

"ทำใจให้สบายเถอะน่าคุณโซโรริโอ ผมรับรองว่าถ้าเปรูเล่นอย่างสุภาพ ทีมไทยทั้ง ๓ ทีมก็จะเล่นสุภาพที่สุด"

"พวกผมเล่นสุภาพไม่เป็นครับ"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ก็ดีแล้วนี่ครับ พวกคุณจะได้รู้ว่านักฟุตบอลไทยเล่นได้เรียบร้อยก็ได้และเล่นเฮี้ยวก็ได้ ผมคิดว่าทีมเปรูกลับมาลงสนามคราวนี้คงสนุกแน่ อย่าวิตกเลยครับ ผมจะเตรียมรถบรรทุกศพไว้ให้พร้อม หีบใส่ศพ สัปเหร่อสามสี่คน พระสงฆ์และพระทางศาสนาโรมันคาทอลิค รถพยาบาลและหมอตลอดจนบุรุษพยาบาลและพลเปล เราจะเก็บเงินบำรุงการกุศลและเราจะตั้งชื่อการแข่งขันทั้งสามครั้งนี้ว่า "วันมรณะ"

โซโรริโอนั่งนิ่งเฉยแต่แล้วเลือดนักสู้ก็เกิดขึ้น ซึ่งชาวเปรูนั้นรักการต่อสู้และผจญภัยเป็นนิสัยประจำตัว ผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรูบังเกิดความบ้าบิ่นขึ้นมาทันที เขายืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งแล้วกล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวนอย่างฉาดฉาน

"ตกลง ตกลงครับ นักฟุตบอลของผมทุกคนเตรียมพร้อมแล้วที่จะยอมตายคาสนาม ซึ่งหมายความว่าการแข่งขันทั้ง ๓ ครั้งนี้ เปรูต้องเล่นแบบดุเดือดที่สุดและแน่นอนทีเดียว คืนหนึ่งๆ นักฟุตบอลต้องตายหรือบาดเจ็บสาหัสบ้าง สนุกดีครับ แต่ว่าคุณควรจะหาทางป้องกันอย่าให้คนดูเข้าไปกระทืบพวกผม ควรปล่อยให้นักฟุตบอลฟาดกันเอง"

อาเสี่ยกิมหงวนรับคำทันที

"ผมรับรองในเรื่องนี้ การแข่งขัน ๓ ครั้งนี้เราเก็บเงินบำรุงการกุศล ผมจะติดต่อขอความช่วยเหลือจากกรมตำรวจให้ส่งตำรวจไปรักษาการณ์อย่างแข็งแรงไม่ให้คนดูล้ำเข้าไปในสนามได้ แต่ถ้านักฟุตบอลฉะปากกันเองก็เป็นเรื่องของผู้ตัดสิน ตำรวจจะไม่เกี่ยวข้องด้วย"

"ครับ ก็ต้องเป็นอย่างนั้น"

ต่อจากนั้น คณะพรรคสี่สหายกับนายโซโรริโอก็มีการประชุมปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการแข่งขันฟุตบอลในคืนวันที่ ๖-๗ และ ๘ เดือนเมษายนนี้ หลังจากนั้นสักครู่ผู้จัดการทีมฟุตบอลเปรูกับนายปาไรโซก็ลากลับ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ออกไปส่งชาวเปรูทั้งสองที่หน้าตึกและหยุดยืนมองดูจนกระทั่งนายโซโรริโอกับนายปาไรโซนั่งรถมอริสเก๋งป้ายเหลืองออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

หนังสือพิมพ์ในวันรุ่งขึ้นได้ลงข่าวเกรียวกราวเสนอผลการแข่งขันฟุตบอลระหว่างทีมกรุงเทพฯ ผสมกับทีมเปรู ซึ่งทีมเปรูชนะไป ๕-๑ แต่การเล่นต้องเลิกก่อนเวลา ๑๐ นาที เนื่องจากนักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายเกิดการตะลุมบอนกันในสนาม และคนดูหลายร้อยคนได้เฮโลเข้าไปช่วยนักฟุตบอลของเรา หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งเสนอข่าวว่า ทีมฟุตบอลเปรูได้ขึ้นเครื่องบินเดินทางไปปากีสถานแล้ว

ต่อมาอีก ๒ วัน หนังสือพิมพ์และวิทยุกระจายเสียง ส.ส.ส. และ ท.ท.ท. ต่างเสนอข่าวสำคัญยิ่งเกี่ยวกับการกีฬาฟุตบอลให้ประชาชนทราบ ทีมฟุตบอลเปรูจะเดินทางกลับมากรุงเทพฯ ภายในวันที่ ๓ หรือ ๔ เมษายน เพื่อการแข่งขันกับทีมไทยรวม ๓ ทีมด้วยกันคือ คืนวันพุธที่ ๖ เมษายน แข่งขันกับทีมกรุงเทพฯ ทรหด คืนวันพฤหัสบดีที่ ๗ เมษายน แข่งขันกับทีมราชดำเนินและลุมพินีผสม และ

คืนวันที่ ๘ เมษายน แข่งขันกับทีมลาดยาว

หนังสือพิมพ์และวิทยุได้เสนอรายละเอียดว่าการกลับมาของทีมเปรูในครั้งนี้ อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ นักธุรกิจชั้นนำและมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยเป็นผู้เซ็นสัญญากับผู้จัดการทีมฟุตบอลแห่งเปรูและเป็นผู้วิ่งเต้นจัดนักฟุตบอลไทยชั้นดีทั้ง ๓ ทีม แตรียมซดแข้งกับทีมรองแชมเปี้ยนโลกผู้มีลีลาการเล่นตุกติกที่สุดและรุนแรงที่สุด และการแข่งขันทั้ง ๓ ครั้งนี้จะเก็บเงินบำรุงการกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่ายแม้แต่บาทเดียว ค่าจ้างทีมฟุตบอลเปรูครั้งละ ๖๐,๐๐๐ บาท ค่าเช่าสนาม ค่าไฟฟ้า และรายจ่ายอื่นๆ อาเสี่ยกิมหงวนจะได้ออกส่วนตัวของเขาเอง

ข่าวนี้ทำให้บรรดาแฟนฟุตบอลตื่นเต้นยินดีไปตามกัน ประชาชนนับหมื่นที่ได้ชมการแข่งขันของทีมเปรูรองแชมเปี้ยนโลกที่ผ่านมายังติดอกติดใจไม่มีวันลืม เพราะเป็นการแข่งขันที่ตื่นเต้นเร้าใจดุเดือดคันมือคันเท้ายิ่งนัก

อีกครั้งหนึ่งที่คณะพรรคสี่สหายของเราต้องเหน็ดเหนื่อยไปตามกัน ในการวิ่งเต้นจัดการแข่งขันนี้ ตั๋วเครื่องบินสำหรับชาวคณะฟุตบอลเปรูรวม ๓๐ คนและดร๊าฟ ๖๐,๐๐๐ บาท ถูกส่งไปให้นายโซโรริโอที่นครการาจีเรียบร้อยแล้วตามสัญญา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ติดต่อขอเช่าสนามศุภชลาศัยได้เรียบร้อย ซึ่งกรมพลศึกษาและสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยยินดีให้ความร่วมมือด้วยเพราะเป็นการกุศล ความหนักใจของคณะพรรคสี่สหายก็คือเรื่องนักฟุตบอลของเรา เพราะนักฟุตบอลชั้นเยี่ยมบางคนกำลังเดินทางไปแข่งขันชิงถ้วยเยาวชนที่นครกัวลาลัมเปอร์ ประเทศสหพันธ์รัฐมาลายา บางคนติดการแข่งขันถ้วยน้อยหรือถ้วยใหญ่ตามกำหนดวันเวลา อย่างไรก็ตามสี่สหายของเราก็สามารถหานักฟุตบอลได้จนครบทั้ง ๓ ทีม ดังรายนามต่อไปนี้

ผู้เล่นทีมกรุงเทพฯ ทรหด

ผู้รักษาประตู ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

แบ๊คขวา พีระพล เจริญไชย

แบ๊คซ้าย กิมหงวน ไทยแท้

ฮาฟขวา ชูชัย พระขรรค์ชัย

ฮาฟซ้าย สมเดช ยนตรกิจ

เซ็นเตอร์ฮาฟ สงวน โมร็อค

ปีกขวา อนุมัติ ณ นครปฐม

ในขวา นิกร การุณวงศ์

ศูนย์หน้า พล พัชราภรณ์

ในซ้าย บรรยง อภิรมย์

ปีกซ้าย ชูชาติ ทะลุกัณฐ์

ผู้เล่นสำรองคือ ประเวศ สูติสุทธิ์, วิชิต ยิ้มรุ่งเรือง, เขษม ดำรงเดช, วันชนะ ทิพย์อารี, สำริด ยิ่งยง

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับได้ลงรายชื่อนักฟุตบอลของทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" แต่เพียงทีมเดียวเท่านั้นพร้อมด้วยคำสัมภาษณ์ของนักฟุตบอล ซึ่งให้คำมั่นสัญญาว่า "กรุงเทพฯ ทรหด" จะเล่นอย่างถึงใจพระเดชพระคุณคือเล่นแบบสู้ตายถวายชีวิตและจะชนะทีมเปรูให้ได้

"กรุงเทพฯ ทรหด" ทำการซ้อมที่สนามศุภชลาศัยทุกคืน สี่สหายของเราเป็นนักฟุตบอลของธนาคารสี่สหายอยู่แล้ว ได้ฝึกซ้อมและลงสนามแข่งขันอยู่เสมอ จึงเล่นได้ดีพอใช้และมีกำลังอยู่ตัว เฉพาะ ชูชัย พระขรรค์ชัย นักมวยร่างยักษ์และสมเดช ยนตรกิจ เจ้าของซ้ายฟ้าผ่าก็เป็นนักฟุตบอลทีมธนาคารสี่สหายเล่นได้ดีทั้งสองคน นอกจากนี้นักฟุตบอลของ "กรุงเทพฯ ทรหด" ก็ล้วนแต่เป็นดาวรุ่งที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ในวงการฟุตบอลในปัจจุบันนี้

ไม่เคยปรากฏว่า การฝึกซ้อมของนักฟุตบอลทีมไหนที่จะพร้อมเพรียงและเข้มแข็งเหมือนทีมนี้เพราะอาเสี่ยกิมหงวนได้ซื้อรองเท้าฟุตบอลแจกคนละครึ่งโหล เสื้อกางเกงสำหรับซ้อมคนละ ๔ ชุด ซ้อมเสร็จพาไปเลี้ยงอาหารค่ำ แจกค่าพาหนะให้กลับบ้านคนละ ๑,๐๐๐ บาท ส่วนคู่ซ้อมของทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ก็คือทีมถ้วยน้อยและถ้วยใหญ่ที่มีฝีเท้าดี เลิกซ้อมไปรับประทานอาหารค่ำด้วยกัน แจกค่าพาหนะคนละ ๑,๐๐๐ บาท อาเสี่ยกิมหงวนว่าเขาจะเสียเงินสักเท่าใดก็ไม่ว่า ขอให้ทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ชนะทีมเปรูก็แล้วกัน

คืนวันนั้นเกือบจะเรียกว่าเป็นการซ้อมใหญ่ "กรุงเทพฯ ทรหด" ได้ซ้อมกับทีม "กรุงเทพฯ ผสม ๑๐" ในเวลา ๑๕.๐๐ น.ตรงท่ามกลางแสงไฟอันสว่างจ้า ผู้แทนหนังสือพิมพ์และเจ้าหน้าที่ข่าวกีฬาของโทรทัศน์ทั้ง ๒ ช่อง และเจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงหลายสถานีพร้อมด้วยช่างภาพได้พากันมาชมการฝึกซ้อมอย่างคับคั่ง นอกจากนี้ยังมีแฟนฟุตบอลมาชมอีกหลายร้อยคน ผลการซ้อมปรากฏว่า "กรุงเทพฯ ทรหด" ชนะ ๔-๑ และเป็นฝ่ายรุกตลอดเวลา นิกรทำประตูได้ถึง ๒ ประตู คือดีดลูกไขว้เข้าไปหนึ่งประตูและใช้ก้นโหม่งเข้าไปอีกหนึ่งประตู ความจริงลูกนี้ไม่น่าจะเข้า แต่ผู้รักษาประตูของ "กรุงเทพฯ ผสม ๑๐" ยืนหัวเราะงอไปงอมาไม่ยอมรับลูก เมื่อไถ่ถามก็ได้ความว่าเขาเล่นฟุตบอลมานานแล้วไม่เคยเห็นชั้นเชิงแบบนิกรเลย จึงรู้สึกขบขันมาก

พอผู้ตัดสินเป่านกหวีดหมดเวลาการแข่งขันครึ่งหลัง คนของอาเสี่ยกิมหงวนก็ยกโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวออกมาเตรียมเลี้ยงน้ำอัดลม น้ำหวาน น้ำมะนาว พวกนักฟุตบอลทั้ง ๒ ทีม

พวกนักหนังสือพิมพ์เฮโลเข้ามาห้อมล้อมสี่สหายของเราและต่างก็ชมเปาะว่า ทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" แข็งแกร่งมาก ชั้นเชิงเหนือกว่าทีมวิทยาลัยรวมและกรุงเทพฯ ผสมของเราที่แพ้เปรูไปแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก เขาคุยฟุ้งว่า "กรุงเทพฯ ทรหด" ต้องชนะเปรูแน่นอน

เหยี่ยวข่าวคนหนึ่งถามว่า

"เสี่ยหงวนครับ พวกเราจะชมการซ้อมของทีมราชดำเนินและลุมพินีผสมกับทีมลาดยาวได้ที่ไหนครับ หรือว่ายังไม่ได้ลงมือซ้อม"

กิมหงวนยิ้มให้นักหนังสือพิมพ์หนุ่มผู้นั้น

"ไม่ซ้อมก็เจ๊งซีครับ ทีมราชดำเนินและลุมพินีผสมได้ซ้อมที่สนามเทพศิรินทร์ทุกเวลาเย็น แต่ผมไม่ได้เปิดเผยให้พวกคุณรู้"

สาวสวยซึ่งเป็นทั้งนักข่าวและตากล้องพูดเสริมขึ้น

"กรุณาให้รายชื่อผู้เล่นที่แน่นอนของทีมราชดำเนินและลุมพินีผสม มีผู้โทรศัพท์ไปถามรายชื่อที่สำนักงานบ่อยๆ ค่ะ"

อาเสี่ยหันมาพยักเพยิดให้พลตอบแทน พลจึงกล่าวกับหล่อน

"อีก ๒ วันเถอะนะครับ อีก ๒ วันผมจะส่งรายชื่อผู้เล่นที่แน่นอนไปให้คุณ ขณะนี้บางคนอาจจะเล่นไม่ได้เพราะได้รับบาดเจ็บในการซ้อม บางคนก็ได้รับโทรเลขจากนายสนามมวยต่างจังหวัด แต่คุณเอาไปลงได้ครับ นักฟุตบอลของทีมราชดำเนินและลุมพินีผสมเป็นนักมวยขนาดเวลเตอร์เวทและมิดเดิลเวทและเป็นมวยไทยที่มีชื่อเสียงทั้งนั้น เป็นต้นว่า สามารถ, ศรแดง, เขียวหวาน, ยนตรกิจ"

นักข่าวต่างจดคำสัมภาษณ์ลงในสมุด แล้วเหยี่ยวข่าวร่างสม้าทคนหนึ่งก็ถามพลว่า

"สำหรับทีมลาดยาวล่ะครับ ได้ข่าวว่าซ้อมที่สนามเทศบาลในสวนลุมพินีใช่ไหมครับ"

พลหัวเราะเบาๆ

"เปล่าครับ ทีมนี้ถ้าให้ออกมาซ้อมข้างนอก ซ้อมเสร็จอาจจะไม่ยอมกลับไปลาดยาว ผมขอเรียนให้ทราบอย่างเปิดอกว่าทีมลาดยาวของเราไม่จำเป็นต้องมีการฝึกซ้อมให้เสียเวลาเลย แต่ทุกคนให้คำมั่นสัญญาว่าลงสนามเล่นได้แน่นอน พวกเปรูคงไม่กล้าเข้าแย่งลูกเด็ดขาด แล้วอีก ๒ วันผมจะพิมพ์รายชื่อส่งไปให้พวกคุณนะครับ ผมเชื่อว่าทีมเปรูกับทีมลาดยาว ซึ่งจะแข่งขันเป็นคู่สุดท้ายจะเรียกร้องคนดูอย่างมืดฟ้ามัวดิน เพราะของเราแต่ละคนถือว่าเรื่องตายเป็นเรื่องเล็ก คู่นี้ผมคิดว่าต้องถึงตายแน่ๆ ถ้าทีมเปรูเล่นกับทีมลาดยาวแบบเล่นกับพวกเราที่แล้วมา คนดูคงเชียร์กันยับ ใครไม่ได้ดูฟุตบอลคู่นี้เสียใจตาย"

นักข่าวหนังสือพิมพ์อินเดียนิวส์ ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แขกรายวันฉบับเดียวในกรุงเทพฯ ได้กล่าวถามขึ้นว่า

"เห-อีนี่จั๋นสงสัยน่านายจ๋า"

ดร.ดิเรกยิ้มให้เหยี่ยวข่าวเคราดก

"สงสัยอะไรครับ"

"จั๋นไม่เข้าใจคะร้าบ ทำไมทีมของท่านมีนักมวยเล่นด้วย ๒ คน นายจ๋า อีนี่เตรียมไว้เฮี้ยวกันใช่ไม่ใช่"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ นักมวย ๒ คนทำงานอยู่ในธนาคารของพวกเรา เขาเป็นทั้งนักมวยและนักฟุตบอลเราก็เชิญเขามาเล่นในทีมนี้ ถ้าทีมเปรูเล่นเรียบร้อย เราก็เล่นอย่างสุภาพ แต่ถ้าเขาเล่นเฮี้ยวฮาฟของเรา ๓ คน ก็จะเก็บกองหน้าของเปรูไม่ให้เหลือ สำหรับเศ็นเตอร์ฮาฟของเราถึงจะไม่ใช่นักมวย แต่วิธีการเล่นของเขาดุเดือดมาก ใครยิ่งเฮี้ยวเขายิ่งชอบ"

"เฮ้ๆๆๆ " ผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์แขกเอ็ดตะโรลั่น "อีนี่พูดช้าๆ หน่อยนายจ๋า จั๋นจดไม่ทันคะร้าบ"

พวกหนังสือพิมพ์และช่างภาพหัวเราะครืน เหยี่ยวข่าวหนังสือพิมพ์ไชโป๊ยิกป่อเขยิบเข้ามายืนข้างนายเคราดกแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"นังสูแขกเขียงช้าโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ เหมือนตัวไส้เดือน"

"พูดทำมะไร้ อีนี่จั๋นไม่ได้เรียนช้อทแฮนด์น่ะ นายจ๋า"

การสัมภาษณ์คณะพรรคสี่สหายได้เป็นไปอย่างกันเองด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต สักครู่หนึ่งท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แหวกกลุ่มนักหนังสือพิมพ์และช่างภาพเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"พวกนักฟุตบอลเขากินน้ำกินท่ากันเรียบร้อยพาเขาไปกินข้าวเสียทีเถอะ ดึกนักเขาจะหิวแย่"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"นั่นน่ะซีครับ เรื่องกินมันเรื่องสำคัญมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เขยเล็กของท่าน

"วันนี้แกซ้อมฟุตบอลได้ดีเกินคาด เซ็นเตอร์ฮ้าฟของ "กรุงเทพฯ ผสม ๑๐ " เขาบอกพ่อว่าแกไวพอๆ กับจิ้งจกทีเดียว"

อาเสี่ยกิมหงวนยกมือไหว้พวกนักข่าวและตากล้องโดยทั่วหน้ากัน

"ขอโทษนะครับ ผมจะพานักฟุตบอลทั้งสองทีมไปรับประทานอาหาร คืนพรุ่งนี้เราจะซ้อมอีกครับซ้อมกับทีม "กรุงเทพฯ ๒๑" ถ้าพวกคุณว่างก็เชิญมาดูซีครับ จะได้ช่วยกันติชมว่าใครเล่นดี ใครเล่นไม่ดี ช่วยลงข่าวเชียร์ให้มากๆ หน่อยนะครับ รายได้จากค่าผ่านประตูผมจะบำรุงโรงพยาบาล โรงเรียนสอนคนตาบอดและตาเหล่ โรงเรียนคนหูหนวก โรงเรียนคนใบ้ และโรงเรียนคนติดอ่าง"

ครั้นแล้วเสี่ยหงวนก็พาเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตรงไปหาพวกนักฟุตบอลทั้งสองทีม นิกรกระซิบกระซาบอ้อนวอนช่างภาพคนหนึ่งให้ถ่ายรูปเขา ซึ่งช่างภาพหนังสือพิมพ์คนนั้นก็ถ่ายให้ และรับรองว่าจะลงรูปนิกรในหน้ากีฬาฉบับวันพรุ่งนี้

เปรู คัมแบ๊ค

ทีมฟุตบอลเปรูได้เดินทางกลับมากรุงเทพฯ อีกครั้งหนึ่ง และถึงท่าอากาศยานดอนเมืองในตอนเย็นวันที่ ๓ เมษายนซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ พอรุ่งขึ้นหนังสือพิมพ์ฉบับเช้าก็เสนอข่าวนี้ นักฟุตบอลเปรูพักอยู่ที่โรงแรมสี่สหายทางบางกะปิ อันเป็นโรงแรมชั้นเยี่ยมซึ่งชาวต่างชาตินิยมมากเพราะสถานที่โอ่โถง อากาศดี มีเครื่องปรับอากาศทุกห้อง อาหารอร่อย มีสระอาบน้ำ สนามเท็นนิส และบริการแบบสะแกนดิเนเวีย

แฟนฟุตบอลทั่วกรุงต่างตื่นเต้นไปตามกัน ซึ่งระหว่างนี้อาเสี่ยกิมหงวนก็ได้ทุ่มเทโฆษณาเป็นงานใหญ่ ลงแจ้งความในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ประกาศรายชื่อผู้เล่นทั้งฝ่ายไทยทั้ง ๓ ทีม โดยเฉพาะทีมลาดยาวแต่ละคนเป็นนักเลงใหญ่ซึ่งมีชื่อเสียงโด่งดังมาก กิมหงวนเสียเงินโฆษณาไปเกือบสามแสนแล้ว รถโฆษณาสามสี่คันประกาศกระจายเสียงไปทั่วเมืองหลายวันมาแล้ว ตามริมถนนมีป้ายโฆษณาเขียนคำขวัญแปลกๆ ล้วนแต่เร้าใจแฟนฟุตบอลอยากจะให้ถึงกำหนดวันแข่งขันเสียเร็วๆ

ในที่สุดวันพุธที่ ๖ เมษายน ๒๕๐๓ ซึ่งตรงกับวันที่ระลึกมหาจักรีก็ผ่านมาถึง

ประชาชนทุกมุมเมืองต่างหลั่งไหลไปยังกรีฑาสถานแห่งชาติตั้งแต่ ๑๖.๐๐ น.ห้องจำหน่ายบัตรผ่านประตู ๑๐ บาทและ ๒๐ บาท มีแฟนฟุตบอลแน่นขนัด บังเอิญวันนี้สนามศุภชลาศัยไม่มีการแข่งขันฟุตบอลถ้วยใหญ่หรือถ้วยน้อยในตอนเย็น อาเสี่ยกิมหงวนจึงตกลงกับทางสนามให้เปิดให้คนเข้าเวลา ๑๘.๐๐ น.ตรง

มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่มีคนดูมืดฟ้ามัวฝน ใครๆ ก็โจษกันว่าฟุตบอลวันนี้ต้องเฮี้ยวสะบัด ทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" จะสู้ตายคาสนาม บรรดาผู้ที่เคยกระทืบนักฟุตบอลเปรูต่างติดอกติดใจมาดูอีก และคิดว่าคงได้แสดงชั้นเชิงมวยไทยอีก แต่แล้วพอเข้ามาในสนามก็ผิดหวัง เพราะตำรวจในเครื่องแบบและสารวัตรหลายร้อยคนกำลังกระจายกำลังกันไปทั่วบริเวณ ซึ่งทางกรมตำรวจและกรมสารวัตรทหารบกได้ติดต่อประสานงานกันเป็นอย่างดี เตรียมป้องกันเหตุร้ายเต็มที่

ไฟฟ้าจากหอสูงทั้งสี่ด้านถูกเปิดขึ้นในเวลา ๑๘.๔๐ น.แต่ไม่เปิดหมดทุกดวง ประชาชนหญิงชายเด็กผู้ใหญ่และคนแก่ที่ชอบดูฟุตบอลต่างก็หลั่งไหลเข้ามาในสนามไม่ขาดสาย พอ ๑๙.๐๐ น.อัฒจันทร์เปิดหลังคาด้านเหนือ อัฒจันทร์เหล็กด้านตะวันออกและอัฒจันทร์ไม้ด้านใต้ ก็มีประชาชนนั่งเบียดเสียดกันจนหาที่ว่างไม่ได้ ส่วนอัฒจันทร์ใหญ่ด้านตะวันตก ชั้น ๓๐ บาทและ ๖๐ บาทผู้คนกำลังหลั่งไหลขึ้นไป สนามศุภชลาศัยในคืนวันนี้คึกคักผิดปกติ นักพนันแทนที่จะถือหางทีมเปรูเหมือนคราวก่อน กลับต่อทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ถึงสามเอาหนึ่งและเสมอเป็นแพ้ บ้างก็เล่นพนันกันอย่างแหวกแนว ฝ่ายหนึ่งว่าการแข่งขันจะดำเนินไปครบ ๙๐ นาทีอีกฝ่ายหนึ่งเอาไม่ตลอดคือต้องเลิกกลางคันด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม

ไฟฟ้าจากหอสูงทั้ง ๔ ด้านเปิดสว่างจ้าในเวลา ๑๙.๐๐ น. แฟนฟุตบอลล้นหลามถึงกับยืนเบียดเสียดกันริมรั้วข้างสนามฟุตบอลแล้ว หลังจากไฟฟ้าประจำสนามทุกดวงเปิดเต็มที่ สนามศุภชลาศัยก็มีความสว่างเช่นเดียวกับกลางวัน

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ โฆษกประจำสนามได้กล่าวทางเครื่องกระจายเสียงประกาศให้คนดูทราบ

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย รู้สึกว่าการแข่งขันฟุตบอลในรายการนี้อุ่นหนาฝาคั่งเกินความคาดหมายนะครับ ก่อนอื่นใคร่จะขอความกรุณาท่าน โปรดอย่าบุกเข้ามาในสนามเป็นอันขาด ถ้าการเล่นเป็นไปอย่างรุนแรงก็เป็นเรื่องของผู้ตัดสินหรือนักฟุตบอลเขาจะจัดการกันเอง การแข่งขันวันนี้ได้ตกลงกันไว้ว่า ไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้เล่น นักฟุตบอลที่ต้องเสียชีวิตหรือแข้งขาหักก็จะถูกใส่เปลหามออกไป โดยเฉพาะผู้รักษาประตูอนุญาตให้เปลี่ยนตัวได้ อนึ่งเท่าที่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย การเล่นในคืนนี้ผู้ตัดสินจะไม่ไล่ผู้เล่นออกจากสนามไม่ว่าจะผิดกติกาในสถานใด เพียงแต่ตัดสินให้เตะกินเปล่าหรือเตะลูกโทษเท่านั้น จึงหวังว่าท่านคงจะได้ชมการแข่งขันฟุตบอลที่สนุกที่สุดในโลกอีก ๑๕ นาทีที่จะถึงนี้"

ประชาชนนับหมื่นต่างตบมือเป่าปากโห่ร้องกระทืบเท้ากันเกรียวกราว โฆษกเงียบไปสักครู่จึงกล่าวต่อไป

"อย่าลืมนะครับ ท่านผู้ดู โปรดอย่าบุกเข้ามาในสนามเป็นอันขาด มิฉะนั้นท่านอาจจะถูกตำรวจหรือสารวัตรทหารจับกุมท่าน รายชื่อนักฟุตบอลของทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" มีดังนี้"

คนดูตั้งอกตั้งใจฟัง เมื่ออ่านรายชื่อใครก็มีเสียงตบมือรอบสนาม และเมื่อถึงชื่อกองกลางทั้ง ๓ คนของเรา คือ ชูชัย พระขรรค์ชัย สงวน โมฮ๊อคและสมเดช ยนตรกิจ เสียงตบมือโห่ร้องก็ดังขึ้นราวกับอัฒจันทร์ทั้ง ๔ ด้านจะถล่มทลาย

"เป็นอันว่าทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ของเรามีนักฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุด ต่อจากนี้ไปเราจะเสนอชื่อนักฟุตบอลของทีมเปรูให้ท่าน

ผู้รักษาประตู ปารา เฮโล

แบ๊คขวา ลาสโรซ

แบ๊คซ้าย แอร่า

ฮาฟขวา คาราเร่

เซ็นเตอร์ฮ้าฟ เปาโล

ฮาฟซ้าย อาเรลิมา

ปีกขวา เดโอ กัสต้า

ครึ่งขวา ปาไรโซ

ศูนย์หน้า เรสโตซ่า

ครึ่งซ้าย อาลิโก

ปีกซ้าย ปาสกาโร

รับรองว่าฟุตบอลคืนนี้ถึงใจพระเดชพระคุณแน่ครับ ขอให้ท่านสังเกตดูด้านขวาของอัฒจันทร์เปิดคือกองเชียร์ของทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ซึ่งประกอบด้วยพนักงานขับรถ นายตรวจ เด็กกระเป๋า นอกจากนี้ก็มีเสมียนพนักงานตามบริษัท ธนาคาร และโรงงานต่างๆ ของคณะพรรคสี่สหายซึ่งท่านก็รู้จักดีแล้ว กองเชียร์จะเริ่มบรรเลงเพลงเมื่อนักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายลงสู่สนาม เข้าใจว่าคงครึกครื้นมากนะครับ ขณะนี้ประตูใหญ่ด้านตะวันตกของอัฒจันทร์ไม่มีหลังคาถูกเปิดออกเพื่อรับรถบรรทุกหีบศพเข้ามาในสนาม ขอท่านอย่าได้ตื่นเต้นตกใจ รถคาดิลแล๊คเก๋งที่แล่นนำเข้ามาพระภิกษุสงฆ์ ๔ องค์ สำหรับสวดศพให้นักฟุตบอลเปรูที่ต้องเสียชีวิตจากการแข่งขัน พระทั้ง ๔ องค์คือท่านพระครูธรรมวินิต ท่านมหายิ้ม ท่านปลัดชู และหลวงพี่เปล่ง รถดอดจ์เก๋งที่ตามติดเข้ามามีพระในนิกายโรมันคาทอลิคหนึ่งองค์คือคุณพ่อบิลลี่ แฮนเดอร์สัน ต่อมาคือรถบรรทุกโลงใส่ศพรวม ๒ คัน คันหน้าบรรทุกโลง ๖ โลง คันหลัง ๕ โลง รวม ๑๑ โลงตามจำนวนนักฟุตบอลผู้เล่นฝ่ายเปรูพอดี รถตรวจการณ์คันสุดท้ายมีหัวหน้าสัปเหร่ออีก ๔ คนพร้อมด้วยเครื่องอุปกรณ์ครบครัน ผ้าขาวสำหรับห่อศพ ขี้ผึ้งปิดปากผี ด้ายตราสัง ขี้เลื่อยรองพื้นโลง กระดาษฟางและเสื่อเล็กๆ ผมคิดว่าท่านผู้ดูคงพอใจนะครับที่ได้เห็นขบวนแห่น้อยๆ นี้"

ไม่มีเสียงตบมือโห่ร้อง มีแต่เสียงพึมพำแซ่ดไป รถยนต์เหล่านั้นแล่นผ่านหน้าอัฒจันทร์ไม่มีหลังคาแล้วถอยหลังเข้าไปจอดเรียงแถวกัน หัวหน้าสัปเหร่อสั่งให้สัปเหร่อยกโลงผีเปล่าๆ ทั้ง ๑๑ ใบลงมากองซ้อนกันบนถนน ทำให้บรรยากาศในสนามฟุตบอลเศร้าๆ และเยือกเย็นอย่างไรชอบกล

นาฬิกาเรือนใหญ่บนอัฒจันทร์ไม่มีหลังคาบอกเวลา ๑๙.๒๕ น. ประชาชนยังหลั่งไหลเข้ามาในบริเวณสนามศุภชลาศัยเรื่อยๆ เหลือเวลาอีก ๕ นาทีเท่านั้นการแข่งขันก็จะเริ่มต้น

เพื่อเอาฤกษ์เอาชัย ทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ได้ลงสนามก่อน อาเสี่ยกิมหงวนพานักฟุตบอลอีก ๑๐ คนวิ่งตามมาเป็นแถวเรียงเดี่ยวแล้วตรงไปที่เซ็นเตอร์ นักฟุตบอลไทยทั้ง ๑๑ คนวิ่งไปยืนรอบเป็นวงกลมและก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูพร้อมๆ กันท่ามกลางเสียงตบมือโห่ร้อง นักฟุตบอลของเราคนหนึ่งรูปหล่อและสูงใหญ่ขนาดยักษ์ กล้ามเนื้อที่แขนโตเกือบเท่าศีรษะ เขาคือเทพบุตรแห่งสังเวียน ชูชัย พระขรรค์ชัย ผู้พิชิต สุข ประสาทหินพิมายนั่นเอง อีกคนหนึ่งถึงแม้จะเตี้ยกว่าแต่ก็ล่ำสัน ท่าทางคล้ายแซมซั่น เดไลล่า เขามิใช่ใครอื่น คนดูรอบสนามรู้ดีว่าเขาคือ สมเดช ยนตรกิจ ซ้ายมฤตยู นักมวยทั้งสองนี้เป็นนักฟุตบอลของธนาคารสี่สหาย เล่นฟุตบอลอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วนกำลังวังชาหรือแรงปะทะไม่ต้องพูดถึง ใครชนเข้าก็เหมือนชนรถถังเอ็ม ๒๔

พอคำนับคนดูแล้ว นิกรครึ่งขวาหรือในขวาหมายเลข ๘ ก็เตะลูกบอลสีขาวไปทางประตูด้านเหนือ ต่อจากนั้นนักฟุตบอลของทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ก็ซ้อมยืดเส้นยืดสายด้วยการชู้ตประตู ผู้รักษาประตูคือ ดร.ดิเรกสวมกางเกงขาว เสื้อยืดคอกลมแขนยาวสีดำ นอกนั้นสวมกางเกงขาวและเสื้อยืดคอปกสีชมพูคาดหน้าอกสีดำ

แตรวงกองเชียร์ฝ่าย "กรุงเทพฯ ทรหด" เริ่มบรรเลงเพลงกราวกีฬาทันที และแล้วเสียงเพลงกราวกีฬาจากกองเชียร์นับพันก็ดังขึ้นพร้อมๆ กัน โดยใช้เนื้อร้องของท่านพระยาธรรมศักดิ์มนตรี ทำให้สนามศุภชลาศัยครึกครื้นมากเมื่อเสียงเพลงสิ้นสุดลงโฆษกก็ประกาศให้ทราบ

"ท่านทั้งหลาย ขอเรียนให้ทราบว่า กรรมการผู้ตัดสินในวันนี้คือ นายปรีดี โพธิเงิน ส่วนผู้กำกับเส้นคือ นายประสิทธิ สุดสาครและนายใหญ่ งามเลิศ ทีมฟุตบอลเปรูจะได้ลงสู่สนาม ณ บัดนี้"

นักฟุตบอลเปรูทั้ง ๑๑ คนต่างวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากช่องทางใต้อัฒจันทร์ใหญ่ นายโซโรริโอผู้จัดการสวมเสื้อกางเกงติดกันชุดสีกรมท่า ติดตามมาด้วยนักฟุตบอลเปรูซึ่งตั้งใจจะวิ่งไปตั้งแถวที่เส้นรอบวงกลมกลางสนาม ปาราเฮโลผู้รักษาประตูผิวหมึกร่างสูงใหญ่ถือลูกฟุตบอลสีขาววิ่งนำหน้าแถวในฐานที่เขาเป็นหัวหน้าทีม แต่แล้วเมื่อปาราเฮโลเหลือบไปเห็นโลงผี ๑๑ ใบตั้งเรียงรายอยู่บนถนนทางหลังประตูโกด้านเหนือเขาก็ตกใจหยุดชะงัก นักฟุตบอลทุกคนและผู้จัดการของเขาก็ห้ามล้อพรืดไปตามกัน

ปาราเฮโลยกมือชี้ไปทางโลงผี แล้วร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"เห็นไหม เขาเตรียมโลงมาใส่พวกเรา กันไม่เล่นละโว้ย ให้ตัวสำรองเขาลงแทนก็แล้วกัน ตอนมาจากเปรูเมียกันตั้งท้องได้ ๓ เดือนเท่านั้นเอง ถ้ากันเล่นคืนนี้ลูกกันไม่มีหวังได้เห็นหน้ากันอย่างเด็ดขาด"

ทีมเปรูเกิดรวนกันแล้ว ยิ่งแลเห็นพระสงฆ์ ๔ รูป ยืนสนทนากับบาทหลวงอยู่ข้างรถบรรทุกศพ ทุกคนก็เสียขวัญ เรสโตซ่าศูนย์หน้าของเปรู ซึ่งเป็นจอมเฮี้ยวหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ

"กันก็ไม่เล่นโว้ย เขม่นตามาตั้งแต่เช้าแล้วสงสัยว่ามีแผนปิดประตูตีแมวนี่หว่า"

"ผู้จัดการ ผู้จัดการครับ" ปาสกาโรปีกซ้ายร้องขึ้นดังๆ "ว่าไงครับ เล่นมาหลายประเทศแล้วไม่เคยเจอยังงี้เลย ลงเอาโลงเอาพระมาเตรียมไว้อย่างนี้ก็เห็นจะไม่ได้กลับลิมาแน่" เขาหมายถึงนครหลวงของเปรู "ผมไม่เล่นนะครับผู้จัดการ ผมกลัวแม่ยายเป็นม่าย"

นายโซโรริโอทำตาปริบๆ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง แล้วเขาก็บังคับใจให้เข้มแข็ง ร้องบอกพวกเขาว่า

"สงวนท่าทีโว้ยพวกเรา คนดูกำลังฮาป่าและหัวเราะเยาะ เราเปรูต้องสู้ตายไว้ลายชาติเปรูซีวะ เร็ว....วิ่งไปยืนที่เซ็นเตอร์และคำนับคนดู ไม่ต้องกลัว เข้มแข็งอย่างกันซีเพื่อน ให้มันรู้ไปซีวะ ว่าเราจะเอาชีวิตมาทิ้งบางกอก"

แอร่าแบ๊คซ้ายพูดขึ้นทันที

"จะให้ผมเข้มแข็งอย่างผู้จัดการยังไง เพราะผู้จัดการไม่ได้เล่นด้วย โธ่-ผมยังไม่อยากตายนะครับ ผมกลับไปนี่คู่รักผมอายุ ๑๓ ปีพอดีแต่งงานกับผมได้เลย"

๑๙.๓๐ น. แล้วนักฟุตบอลเปรูหลายคนทำท่าจะเดินออกจากสนาม ส่วนผู้เล่นที่เป็นตัวสำรองพอแลเห็นโลงผีก็รีบหนีออกไปจากสนามศุภชลาศัยและหนีกลับโรงแรมเพราะกลัวจะต้องลงสนามแข่งขันในคืนวันนี้

ผู้ตัดสินกับผู้กำกับเส้นรวม ๓ คนต่างพากันวิ่งเหยาะๆ เข้ามาในสนาม นายปรีดีเป่านกหวีดเป็นสัญญาณเริ่มการแข่งขัน นักฟุตบอลเปรูวุ่นวายใจไปตามกัน กลัวจะต้องเสียชีวิตจากการแข่งขันใน ๙๐ นาทีนี้

อย่างไรก็ตาม เมื่อนิกรวิ่งเข้าไปหาผู้ตัดสิน นายโซโรริโอก็ผลักไสนายปาราเฮโลให้วิ่งไปหาผู้ตัดสินทันทีและถือโอกาสปลุกใจนักฟุตบอลของเขาว่า ควรสู้ตายเพื่อศักดิ์ศรีของเปรู

ปาราเฮโลไม่ยอมสัมผัสมือกับนิกร เมื่อนิกรยื่นให้เขา คนดูเริ่มโห่ร้องอย่างไม่พอใจหัวหน้าทีมเปรูซึ่งไม่สุภาพและไม่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา นายปรีดีผู้ตัดสินชั้นนำในยุคนี้มีเหรียญ ๕๐ สตางค์อยู่ในฝ่ามือข้างขวาของเขาแล้วอธิบายเป็นภาษาไทยในวิธีโยนหัวโยนก้อย

"เฮ้" หัวหน้าทีมเปรูอุทาน "คุณอธิบายเป็นภาษาอังกฤษหน่อยซี"

ผู้ตัดสินหัวเราะ กล่าวเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

"ที่นี่ประเทศไทย แล้วก็เราไม่ใช่เมืองขึ้นของอังกฤษ"

ปาราเฮโลทำท่าจะถ่มน้ำลายรดหน้าผู้ตัดสิน นิกรยกมือซ้ายผลักอกแล้วตั้งท่ามวยทันที

"ลองถุยน้ำลายซี พ่อต่อยให้ดิ้นเลย"

คนดูโห่ร้องเกรียวกราว เพียงแต่เริ่มเลือกข้างนักฟุตบอลก็ทำท่าจะฉะปากกันแล้ว จึงไม่มีปัญหาอะไรการแข่งขันฟุตบอลคู่นี้ต้องสนุกเด็ดขาด นิกรเลือกเงินเหรียญด้านพระบรมฉายาลักษณ์ ผู้รักษาประตูของเปรูเลือกด้านหน้า

นายปรีดีโยนเหรียญ ๕๐ สตางค์ขึ้นไปบนอากาศเงินเหรียญหมุนคว้างลงสู่พื้นสนามและปรากฏทางด้านหลัง แต่นิกรรีบก้มลงหยิบเหรียญอันนั้นขึ้นมาส่งให้ผู้ตัดสินโดยเร็วแล้วชี้มือไปทางประตูโกด้านใต้ซึ่งอยู่เหนือลม และลมในฤดูว่าวกำลังพัดจัด เจ้าแขกดำเปรูไม่ทันเห็นว่าเงินเหรียญออกหัวหรือก้อยก็เข้าใจว่านิกรทายถูก เขาหันไปทางพรรคพวกของเขาแล้วไปทางทิศเหนือ

นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายต่างเข้าประจำที่ เสียงโฆษกประกาศลั่น

"ท่านทั้งหลาย โปรดอดใจรออีกสักครู่นะครับ คุณกิมหงวน ไทยแท้ ประธานกรรมการจัดการแข่งขันฟุตบอลซึ่งเล่นในตำแหน่งแบ๊คซ้ายหมายเลข ๓ ของเราได้เชิญสุภาพบุรุษนัยน์ตาบอดคนหนึ่ง ซึ่งเป็นครูสอนโรงเรียนคนตาบอดมาเขี่ยลูกบอลเป็นปฐมฤกษ์ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ท่านมั่งมีศรีสุขได้คำนึงถึงคนตาบอดบ้าง รายได้จากค่าผ่านประตูในคืนวันนี้จะบริจาคให้โรงเรียนคนตาบอด ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ผู้ที่กำลังถูกจูงมือเดินเข้ามาในสนามคือคุณครูสมศักดิ์ นิรเนตร แห่งโรงเรียนสอนคนตาบอด ขอท่านได้ปรบมือให้แก่ท่านสุภาพบุรุษผู้นี้ด้วย"

เสียงตบมือดังขึ้นทั่วสนามศุภชลาศัยโดยพร้อมเพรียงกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบพลโททหารบกจูงมือชายหนุ่มร่างผอมบาง ในเครื่องแต่งกายสากลชุดสีเทาคนหนึ่งเดินเข้ามาในสนาม ช่างภาพหนังสือพิมพ์เข้ามารุมล้อมถ่ายภาพด้วยแฟล็ชไล้ท์ ครูสมศักดิ์บ่นพึมพำ

"เออ-เล่นถ่ายกันยังงี้แสบตาจริงเจ้าประคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายสมศักดิ์อย่างแปลกใจ

"เอ้อ มองเห็นแสงแฟล็ชด้วยหรือ"

เขายิ้มและเลิกคิ้วขยับนัยน์ตาที่ปราศจากแก้วตาทั้งสองข้าง อันเป็นกิริยาของคนตาบอด

"ไม่เห็นหรอกครับเจ้าคุณ แต่เสียงพึ่บบอกให้ผมรู้ว่ามีการถ่ายภาพในเวลากลางคืน"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"แล้วทำไมถึงบ่นว่าแสบตาล่ะ"

"นัยน์ตาของผมมันแสบทั้งวันแหละครับ ผมก็บ่นไปยังงั้นเอง พยายามหลอกตัวเองว่ามองเห็นอะไรเสมอ"

เจ้าคุณพานายสมศักดิ์เดินไปหยุดยืนตรงจุดเซ็นเตอร์พอดี ซึ่งฟุตบอลสีขาววางอยู่ตรงจุดนั้น นักฟุตบอลเปรู ๓ คนคือศูนย์หน้า ครึ่งซ้ายและครึ่งขวายืนเรียงกันด้านหลังลูกฟุตบอล

นายปรีดีเดินเข้ามาหานายสมศักดิ์

"คอยสัญญาณนกหวีดจากผมนะครับคุณสมศักดิ์ คุณยืนตรงลูกฟุตบอลอย่างนี้ดีแล้ว พอผมเป่านกหวีดคุณก็ยกเท้าขวาเตะลูกบอลทันที แล้วคนเล่นเขาก็จะเตะลูกบอลออกไปนอกสนาม รอจนกว่าเจ้าคุณท่านพาคุณออกไปพ้นสนามจึงจะทุ่มลูกและแข่งขันกัน"

"ครับ ผมเข้าใจแล้ว" ครูสมศักดิ์พูดนอบน้อม

นักฟุตบอลเปรูหมายเลข ๘,๙และ ๑๐ ต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน ขบขันที่คนตาบอดถูกเชิญให้มาเขี่ยลูกฟุตบอล นายปรีดีถอยหลังออกไปสามสี่ก้าวแล้วเป่านกหวีดเสียงสั้นหนึ่งครั้ง

ครูสมศักดิ์ยกเท้าขวาเตะเต็มเหนี่ยว แต่แทนที่จะถูกลูกฟุตบอลกลับถูกหัวเข่าข้างซ้ายของศูนย์หน้าทีมเปรูดังสนั่นเพราะสมศักดิ์เตะด้วยหนังรองเท้า เรสโตซ่าร้องสุดเสียงด้วยความเจ็บปวด แล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ ยกมือลูบคลำหัวเข่าพลางบิดตัวสูดปากลั่น กองหน้าของทีมไทยต่างพากันหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน

สมศักดิ์ทำหน้าตื่น

"ผมเตะไม่ถูกลูกบอลนี่ครับ ดูเหมือนถูกใครคนหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลั้นหัวเราะแทบแย่

"ถูกละ เธอเตะถูกหัวเข่าศูนย์หน้าเปรู เอาใหม่อีกทีเขยิบไปทางซ้ายนิด นั่น-ยังงั้น ขยับเท้าเตะลูกฟุตบอลได้เลย เตะเบาๆ เท่านั้น"

ครูสมศักดิ์ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อนตัวไปทางซ้ายแล้วยกเท้าเตะลูกบอลเต็มแรง แต่เขาไม่ใช่นักฟุตบอลประกอบทั้งนัยน์ตาทั้งสองข้างพิการ ลูกบอลจึงเขยื้อนไปเพียงเล็กน้อย ในซ้ายของเปรูเตะลูกออกนอกสนาม ผู้ตัดสินเป่านกหวีดแสดงว่าลูกออก ชูชัย พระขรรค์ชัย ผู้เล่นหมายเลข ๔ ตำแหน่งฮาฟขวาวิ่งออกไปเก็บลูกและรอทุ่มหลังจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสมศักดิ์ออกไปนอกสนามแล้ว

ชูชัยทุ่มลูกให้นิกร เรสโตซ่าปราดเข้ามายกเท้าขวาถีบนิกรเอาดื้อๆ ทำให้นิกรซวนเซไปหลายก้าว ผู้ตัดสินเป่านกหวีดทำโทษฝ่ายเปรูทันที กองหน้าของเราขึ้นไปหมด สงวน โมฮ๊อค เตะลูกย้อยลงแถวประตูเปรู คนดูตบมือกระทืบเท้าโห่ร้องรอบสนาม บรรยงในซ้ายจับลูกได้เลี้ยงหลบลาสโรซแบ๊คขวาเข้าไปและชู๊ตด้วยเท้าซ้ายเต็มแรง ลูกบอลกระทบเสาประตูกระดอนออกมา เปาโลเซ็นเตอร์ฮาฟเปรูรีบเตะลูกส่งไปให้เดโอ กัสต้า ปีกขวาซึ่งวิ่งเร็วราวกับรถไฟ

สมเดชปรี่เข้าใส่ ร้องตวาดเสียงลั่นสนามพร้อมกับเตะแบบคาบลูกคาบดอก

"ตาย"

ลูกฟุตบอลกระเด็นไปทางหนึ่ง ปีกขวาของเปรูกระเด็นไปอีกทางหนึ่ง สงวนวิ่งเข้าตัดลูกเตะส่งไปให้กองหน้า

มันเป็นการแข่งขันที่ตื่นเต้นดุเดือดที่สุด ทีมเปรูเล่นรุนแรงตามแบบฉบับของเขา แต่ทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ยังไม่เฮี้ยว เพราะอาเสี่ยกิมหงวนยังไม่สั่ง อย่างไรก็ตามเมื่อฟุตบอลของเราเฮี้ยวบ้าง

ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับอย่างใจหายใจคว่ำ กองเชียร์ของ "กรุงเทพฯ ทรหด" เริ่มบรรเลงเพลงกรามกีฬาด้วยแตรวงใหญ่อีกแล้ว นักร้องเสียงเป็ดเทศหลายร้อยคนต่างร้องเพลงกราวกีฬาพร้อมๆ กันดังไปทั่วสนาม แต่เปลี่ยนเนื้อเสียใหม่

อึม อึม อึ่ม อึม

กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ

ขืนเฮี้ยวมีเหตุจะต้องม้วยมรณ์

เล่นกีฬาฟุตบอล

เตะแต่ลูกฟุตบอล ตะละล้า

เล่นดีเราชอบตอบสุภาพ

หยามหยาบเฮี้ยวเราเราสั่งสอน

ลงศอกขึ้นเข่าเอาให้รอน

ทีมไทยโอนอ่อนไม่เฮี้ยวใคร

อึม อึม อึ่ม อึม

กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ

ขืนเฮี้ยวมีเหตุจะต้องม้วยมรณ์

เล่นกีฬาฟุตบอล

เตะแต่ลูกฟุตบอล ตะละล้า

แพ้ชนะไม่ว่าอย่าตุกติก

ไทยเล็กก็พริกเผ็ดเข้าใส้

โลงผีเรียงราย ๑๑ ใบ

ถ้าใครเฮี้ยวเราต้องเข้าโลง

"กรุงเทพฯ ทรหด" รุกกระหน่ำ กองหลังขึ้นมาถึงเซ็นเตอร์ ทีมเปรูใช้กลโกงถีบขานักฟุตบอลของเราบ่อยๆ และถูกฟรีคิกตลอดเวลา พอศูนย์หน้าของเราถูกเตะขาขวาลากไปข้างหนึ่ง ชูชาติก็บอบช้ำเช่นเดียวกัน เสียงคนดูตะโกนโหวกๆ ให้เฮี้ยวตอบ แต่กิมหงวนยังไม่ยอมออกคำสั่งเพราะเห็นว่ายังทนได้

ครั้งหนึ่งเกิดเหตุชุลมุนกันหน้าประตู บรรยงชู๊ตเต็มแรงในระยะห่างเพียง ๑๐ หลา แต่บังเอิญตรงตัวผู้รักษาประตู โกเปรูมือกาวรับไว้ได้นิกรปราดเข้าปะทะปาราเฮโลเอี้ยวตัวหลบและปล่อยลูกจากมือเพื่อจะเตะไปกลางสนาม นิกรใช้ความว่องไวดีดลูกไขว้ถูกลูกบอลลอยเข้าประตูไปอย่างสวยงาม

นายปรีดีเป่านกหวีดยาวชี้มือไปกลางสนาม คนดูประมาณสองหมื่นเศษโห่ร้องสนั่นหวั่นไหว ตำรวจและสารวัตรซึ่งรักษาการณ์อยู่รอบๆ สนามเผลอตัวกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน บางคนถึงกับถอดหมวกออกโยน ผู้ตัดสินลืมตัววิ่งเข้ามากอดนิกรและกองหน้าอีก ๔ คนก็เข้ามากอดและจับมือนิกรด้วยความตื่นเต้นดีใจ ป้ายไฟฟ้าบนอัฒจันทร์ไม่มีหลังคาปรากฎเลข ๑ ข้างหลังชื่อภาษาอังกฤษของ "กรุงเทพฯ ทรหด"

ทีมเปรูเริ่มตุกติกตามเคย ผู้รักษาประตูเข้ามาฟ้องผู้ตัดสินว่า นิกรชนตัวเขาทำให้ลูกบอลกระเด็นหลุดจากมือเข้าโกไป ซึ่งการชนตัวผู้รักษาประตูนั้นผิดกติกาฟุตบอล แบ็คของเปรูทั้งสองคนได้อุทธรณ์ต่อผู้ตัดสินเช่นเดียวกัน นายปรีดีไม่ฟังเสียงชี้มือไปกลางสนามและบอกให้รู้ว่านิกรไม่ได้ถูกตัวผู้รักษาประตู

แอร่าแบ็คซ้ายเห็นว่าการอุทธรณ์ไม่เป็นผล ก็ปราดเข้าค้ำคอผู้ตัดสินทันที พอเงื้อหมัดจะชก บรรยงซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ผู้ตัดสินก็ชกแบ็คซ้ายเสียก่อน เจ้าหมอนั่นซวนเซออกไป เท่านี้เองมวยหมู่ก็เริ่มต้นอย่างอุตลุด นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายต่างวิ่งมาช่วยพวกของตน มวยไทยกับมวยสากลเป็นไปอย่างเผ็ดร้อน คนดูรอบสนามลุกขึ้นยืนโห่ร้องลั่น กิมหงวนวิ่งนำหน้าชูชัยกับสมเดชตรงเข้ามา แล้วร้องตะโกนด้วยเสียงอันดัง

"เอาพวกเรา เอามัน"

ชูชัยยิ้มให้สมเดชเป็นความหมาย โดยไม่พูดพล่ามทำเพลง ทั้งสองวิ่งเข้าไปกลางกลุ่ม ซ้ายฟ้าผ่าของสมเดชส่งนักฟุตบอลเปรูผงะหงายลงไปนอนเหยียดยาวสิ้นสติ ขวาของชูชัยจอมนาคราชเหวี่ยงไปเบาๆ ถูกเซ็นเตอร์ฮาฟเปรูลงไปนอนดิ้นปั่บๆ อยู่บนพื้นสนาม

ตำรวจและสารวัตรทหารบกบุกเข้าไปในสนามฟุตบอลประมาณ ๕๐ คน ต่างช่วยกันขัดขวางห้ามปรามนักฟุตบอลทั้งสองฝ่าย ผู้ตัดสินทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยเป็นอย่างดี นักฟุตบอลเปรูค่อยๆ ลุกขึ้นมาทีละคน เหลือเซ็นเตอร์ฮาฟคนเดียวที่หลับสนิท

ระหว่างที่ผู้ตัดสินไกล่เกลี่ย และนักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายทำท่าตะลุมบอนกันนั้น นายโซโรริโอผู้จัดการทีมเปรูก็พาท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งเข้ามาในสนามและในเวลาเดียวกันนี้เอง สัปเหร่อ ๔ คนก็หามโลงผีใบหนึ่งบุกเข้ามาในสนามฟุตบอล คนดูโห่ร้องกันอย่างสนุกสนาน ตำรวจและสารวัตรทหารทยอยกันออกไปจากสนามแล้ว

หัวหน้าทีมเปรูขอร้องให้นักฟุตบอลทั้งสองทีม อภัยให้แก่กันและเล่นฟุตบอลกันต่อไป กรรมการตัดสินบอกให้นักฟุตบอลไทยจับมือกับพวกเปรูเสีย ดังนั้นความเป็นนักกีฬาและมิตรภาพจึงเกิดขึ้นอีก ต่างฝ่ายต่างจับมือกันและกอดกัน คนดูตบมือเกรียวกราวลั่นสนาม

สัปเหร่อทั้ง ๔ คนได้นำโลงผีมาวางข้างๆ พวกนักฟุตบอลคนหนึ่ง เปิดฝาโลงออก ๓ คนเดินเข้าไปหาเปาโลเซ็นเตอร์ฮาฟ ซึ่งนอนหงายเหยียดยาวอยู่กลางสนามโดยไม่มีใครสนใจ หัวหน้าสัปเหร่อชี้มือไปที่ร่างของเซ็นเตอร์ฮาฟ แล้วกล่าวกับสัปเหร่อทั้งสองอย่างเป็นงานเป็นการ

"เอาไปใส่โลง"

สัปเหร่อคนหนึ่งมองดูเซ็นเตอร์ฮาฟอย่างสงสัย พอแลเห็นท่อนขาข้างหนึ่งกระดุกกระดิกได้ เขาก็กล่าวกับหัวหน้าสัปเหร่อเบาๆ

"ยังไม่ตายนี่นะ พี่แช่ม"

นายแช่มจุ๊ปาก

"เถอะน่า เอามันใส่โลงแล้วมันก็ตายเอง มันเตะพวกเราล้มลุกคลุกคลานไปหลายคน กูเจ็บใจนัก เร็วโว้ย อุ้มไปใส่โลง ตอกตะปูปิดฝาโลงเลย"

สองสัปเหร่อก้มตัวลงหามหัวหามท้ายเซ็นเตอร์ฮาฟทีมเปรู พาเดินไปที่โลงผี คราวนี้นักฟุตบอลเปรูคนหนึ่งหันมาเห็นเข้าก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่น ชี้มือบอกให้พรรคพวกทราบ พวกนักฟุตบอลเปรูนัยน์ตาเหลือกไปตามกัน นายโซโรริโอผู้จัดการสมองใสยืนตะลึงพรึงเพริด แต่พอสัปเหร่อทั้งสองวางร่างของเซ็นเตอร์ฮาฟลงไปในโลง เขาก็ร้องตะโกนสุดเสียง

"เฮ้-คนของผมยังไม่ตาย เขาเพียงแต่สลบไปเท่านั้น"

หัวหน้าสัปเหร่อไม่สนใจกับนายโซโรริโอ เขากล่าวกับลูกน้องของเขา

"ปิดฝาโลงโว้ย"

นายโซโรริโอวิ่งเข้ามาที่หีบศพ ผลักสัปเหร่อคนหนึ่งกระเด็นไปแล้วกวักมือเรียกพรรคพวกนักฟุตบอลของเขา นักฟุตบอลไทยต่างหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน นักฟุตบอลเปรูช่วยกันหามนายเปาโลออกมาจากโลงผี วางลงบนพื้นสนามช่วยกันแก้ไขเมื่อเซ็นเตอร์ฮาฟลืมตาขึ้นมองดูโลก อาลิโกในซ้ายก็กล่าวกับเขาอย่างละล่ำละลัก

"เฮ้ย-พวกสัปเหร่อเขาเอาแกใส่โลงแล้วรู้ไหม พวยกเราช่วยกันอุ้มแกออกมา"

เซ็นเตอร์ฮาฟสะดุ้งเฮือก เขาพรวดพราดลุกขึ้น นั่งมองดูโลงผีที่สัปเหร่อกำลังหามออกไปนอกสนามด้วยความประหวั่นพรั่นใจ แล้วเปาโลก็รีบลุกขึ้นยืน

"กันหายแล้วโว้ย กันสบายดีแล้ว"

ผู้ตัดสินให้นักฟุตบอลทั้งสองฝ่ายเข้าประจำที่ ลูกบอลถูกนำไปวางที่เซ็นเตอร์ฮาฟอีกครั้งหนึ่ง เป็นอันว่าเปรูเสียประตูไปแล้วหนึ่งประตู ภายในเวลา ๑๓ นาทีของครึ่งแรกซึ่งนิกรของเราเป็นผู้ทำประตูได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พานายโซโรริโอออกไปจากสนาม

นายปรีดีเป่านกหวีดเริ่มเขี่ยกลาง เรสโตซ่าศูนย์หน้าเขี่ยลูกไปให้ในซ้าย อาลิโกผ่านลูกไปให้ปาสกาโรปีกซ้าย ผู้มีสมญาว่ารถไฟด่วน ปาสกาโรเลี้ยงลูกไต่เส้นบุกไปในพรมแดน "กรุงเทพฯ ทรหด" ชูชัยวิ่งเข้าเตะตัดลูกเต็มเหนี่ยว

"โครม"

ปีกซ้ายอันเลื่องชื่อ ลอยละลิ่วออกไปนอกเส้นขอบสนาม และล้มกลิ้งไปหลายทอด ส่วนลูกบอลก็ออกไปด้วย ผู้ตัดสินเห็นว่าการเตะคาบลูกคาบดอกเช่นนั้นถึงแม้ไม่เจตนาจะเตะคน แต่ก็รุนแรงไปจึงเป่านกหวีดทำโทษฝ่าย "กรุงเทพฯ ทรหด" อย่างไรก็ตามปีกซ้ายของเปรูลุกไม่ขึ้นแล้ว นั่งพับเพียบคอตกอยู่นอกสนาม

อาเรลิมาฮาฟซ้ายเตะลูกโด่งไปทางหน้าประตู "กรุงเทพฯ ทรหด" เรสโตซ่าศูนย์หน้าโหม่งลูกส่งไปให้ในขวาคือปาไรโซ สมเดชวิ่งเข้าสะกัด แต่ปาไรโซหลบได้อย่างหวุดหวิด เลี้ยงเดี่ยวเข้ามาหาเสี่ยหงวน อาเสี่ยแยกเขี้ยวยิงฟันเข้าใส่ ปาไรโซเห็นท่าทางของกิมหงวนเอาเป็นเอาตายเช่นนั้นก็เสียขวัญ เขี่ยลูกส่งไปให้กิมหงวนโดยดี อาเสี่ยส่งไปให้สงวน โมฮ็อค เรสโตซ่าปราดเข้าถีบด้วยเจตนาเตะคน โมฮ็อคหลบฉากและปล่อยหมัดฮุคขวาถูกปลายคางศูนย์หน้าของเปรูดังพล็อค เจ้าหนุ่มเปรูจองเฮี้ยวผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ผู้ตัดสินไม่เป่านกหวีดทำโทษสงวน เพราะเห็นเรสโตซ่าถีบโมฮ็อคของเราก่อน ถ้าหลบไม่ทันก็คงต้องถูกหามออกจากสนาม

การเล่นดุเดือดเผ็ดร้อนขึ้น ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ ดร.ดิเรกสามารถรับลูกอันตรายได้หลายครั้งเรียกเสียงตบมือจากคนดู แต่ปาเรเฮโลผู้รักษาประตูของเปรูก็เหนียวแน่นทายาด เขาสามารถรับลูกวอลเลย์ของพลได้ในระยะเผาขน และครั้งหนึ่งบรรยงโหม่งลูกตรงมุมซ้ายของประตูพอดี แต่ประตูมือกาวเจ้าของร่างสูงใหญ่ผิวดำเอามือปัดทัน แล้วเปรโลเซ็นเตอร์ฮาฟก็รีบเตะไปกลางสนาม

อีกครั้งหนึ่งที่เดโอกัสต้าปีกขวาจับลูกได้ นายคนนี้รู้สึกว่าเล่นเรียบร้อยกว่าเพื่อน ไม่ใคร่พยายามเตะคนเหมือนคนอื่น ปีกขวาพาลูกเลี้ยงขึ้นไป พอแลเห็นสมเดชวิ่งเข้ามาจะตัดลูก เขาก็รีบเตะส่งลูกไปกลางสนาม ลูกบอลตกในเขตโทษ เรสโตซ่าจับลูกได้ก็ชู๊ตด้วยเท้าซ้ายเต็มเหนี่ยว ลูกบอลพุ่งไปที่ประตูอย่างแรง ดร.ดิเรกกลัวมือหักไม่กล้ารับ จึงใช้ศีรษะโหม่งลูกบอลลอยออกไปจากประตู เดโอกัสต้าวิ่งเข้าไปจะแย่งลูกแต่แล้วสมเดชก็ปราดเข้าเตะลูกได้ก่อน แล้วร้องตะโกนสุดเสียง

"ตาย"

การเล่นรุนแรงขึ้นตามลำดับ กองกลางและกองหลังของเปรูใช้วิธีถีบขาและกระทืบหน้าแข้ง กองหน้าของเราชูชาติถูกเตะรวบล้มกลิ้ง ครั้งหนึ่งสงวนเตะลูกไปให้กองหน้า ลูกบอลลอยลงมาระหว่างลาสโรซกับบรรยง แบ็คขวาของเปรูกระโดดโหม่งลูกแต่พอร่างของเขาลอยลงมาบรรยงจึงเริ่มโหม่งบ้าง ศีรษะของบรรยงจึงกระแทกคางลาสโรซอย่างจัง เจ้าหนุ่มเปรูล้มลงดิ้นพราด พลถือโอกาสเข้าแย่งลูกบอลและเมื่อเปาโลวิ่งเข้ามา พลวิ่งส่งลูกบอลไปให้นายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขา

นิกรเลี้ยงเข้าไปแบบบุกเดี่ยว แอร่าแบ็คซ้ายปรี่เข้ามาเตะตัดลูกเต็มเหนี่ยว นิกรเลี้ยงลูกหลบไปได้เหมือนกับมีปาฏิหาริย์ พวกเปรู ๓ คนไล่กวดนิกรติดตามมาปาราเฮโลผู้รักษาประตูยืนโยกตัวไปเตรียมรับลูกเผาขน นิกรเลี้ยงลูกเข้ามาจนเลยจุดเส้นโทษเขาก็หยุดลูกทันทีทันควัน แล้วเงื้อเท้าขวาทำท่าเหมือนจะชู๊ตมุมขวาเต็มแรง ประตูเปรูหลงกลถลาไปทางขวา นิกรใช้เท้าซ้ายเขี่ยลูกด้วยหัวรองเท้าเข้าประตูไปอย่างง่ายดาย ผู้ตัดสินเป่านกหวีดยาว

เสียงไชโยโห่ร้องเสียงตบมือกระทืบเท้าดังกึกก้องสนามศุภชลาศัย พลกับบรรยงวิ่งเข้ามาหานิกรเพื่อแสดงความยินดี แต่แล้วนิกรก็ล้มลงนั่งเหยียดเท้าหายใจถี่เร็วผิดปกติ

พลกับบรรยงช่วยกันประคองนิกรลุกขึ้น

"คุณเป็นอะไรไป" ในซ้ายถามด้วยความเป็นห่วง

"เปล่าครับ ไม่ได้เป็นอะไร แต่ว่าผมเหนื่อย โอย อีตอนที่ผมเลี้ยงเดี่ยวเข้ามาผมห้อเสียเต็มสตีม"

บรรยงกอดนิกรแน่น

"คุณทำได้ ๒ ประตูแล้ว วันนี้เปรูไม่มีรูแน่"

ป้ายไฟฟ้าปรากฎว่าทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" ได้ชัยชนะ ๒ ประตูแล้ว ประชาชนคนดูรอบสนามตื่นเต้นยินดีไปตามกัน กองเชียร์บรรเลงเพลงกราวกีฬาอีก พวกนักฟุตบอลเปรูหงอยเหงาไปตามกัน นายโซโรริโอผู้จัดการทีมยืนคอตกอยู่นอกสนาม นึกไม่ถึงว่าทีม "กรุงเทพฯ ทรหด" จะเก่งกล้าสามารถถึงเพียงนี้

ตั้งลูกเขี่ยกลางใหม่โดยศูนย์หน้าของเปรู เมื่อผู้ตัดสินเป่านกหวีด เรสโตซ่าเขี่ยลูกไปให้ในซ้ายอาลิโก นิกรวิ่งเข้ามาแย่งลูก อาลิโกยกเท้าขวาถีบถูกท้องนิกรเต็มแรงด้วยเจตนาเก็บนิกรซึ่งทำประตูได้ติดๆ กันถึง ๒ ประตู นิกรตัวงอจุกแอ็ดๆ ล้มลงกลางสนามบิดตัวไปมา ทันใดนั้นเอง พลก็ปราดเข้าใส่อาลิโกทันทีด้วยความโมโหจนลืมตัว เท้าขวาของพลเหวี่ยงโครมถูกคอในซ้ายของเปรูอย่างถนัดถนี่ เรสโตซ่าปรี่เข้ามาชกพลข้างหลัง บรรยงเตะโครมเข้าให้ เท่านี้เอง มวยหมู่ก็เกิดขึ้นอีก ต่างฝ่ายต่างวิ่งเข้ามาช่วยพรรคพวกของตน คนดูตบมือโห่ร้องอย่างถึงใจพระเดชพระคุณ

เมื่อสมเดชกับชูชัยวิ่งเข้ามา กลุ่มนักฟุตบอลเปรูก็ถูกหมัดและเท้าล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนต่อสู้แบบมวยจีน เลียะถูกท้องฮาฟซ้ายของเปรูลงไปนอนงอก่องอขิง

กรรมการเป่านกหวีดติดๆ กันหลายครั้ง แต่นักฟุตบอลยังคงตะลุมบอนกันอุตลุด แตรวงของกองเชียร์ "กรุงเทพฯ ทรหด" เป่าเพลงเชิดดังลั่นสนั่นหวั่นไหว คนตีกลองตีจนกลองทะลุ ตำรวจและสารวัตรทหารต่างกระโดดโลดเต้นร้องตะโกนหนุนนักฟุตบอลไทย นิกรหายจุกแล้ว เขาผลุนผลันล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเหล็กขูดช้าฟออกมา สงวน โมฮ็อคแลเห็นเข้าก็ตกใจรีบร้องห้าม

"อย่า-คุณนิกร ฟาดกับมันด้วยหมัดลุ่นๆ ซีครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ เก็บเหล็กขูดช้าฟใส่กระเป๋ากางเกง เจ้าหนุ่มเปรูคนหนึ่งปรี่เข้ามาชกสงวนเต็มเหนี่ยวแล้วหันมาจะชกนิกร นายจอมทะเล้นเหวี่ยงลูกแปซัดเข้าไประหว่างขาเจ้าหมอนั่นดังพล็อก แบ็คซ้ายเปรูกระโดดตัวลอย ร้องขึ้นสุดเสียงยกมือกุมใต้ท้องน้อยทรุดตัวนั่งยองๆ ขมวดคิ้วนิ่วหน้า ใบหน้าเขียวเหมือนพระอินทร์ทำท่าเหมือนจะขาดใจตาย นิกรยืนหัวเราะหึๆ แต่แล้วเขาก็ถูกเปรูคนหนึ่งถีบหลังเขาทำให้นิกรเซถลาไปไกล

มวยหมู่เป็นไปอย่างดุเดือด เปรูลงไปนอนหมอบอยู่บนสนาม ๕ คนแล้ว เหลือ ๗ คนสู้พลางถอยพลาง แล้วเจ้าหนุ่มผู้รักษาประตูก็ร้องตะโกนสุดเสียง

"โปลิศ โปลิศ"

ตำรวจกับสารวัตรทหารประมาณ ๕๐ คนเดินหัวเราะเข้าไปในสนาม นักฟุตบอลไทยเห็นตำรวจก็ร้องบอกกัน

"เฮ้ย-เลิกโว้ย ตำรวจมาแล้ว"

การปะทะกันสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ นายโซโรริโอกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันวิ่งเข้ามาในสนาม นักฟุตบอลเปรูกับนักฟุตบอลไทยหน้าตาฟกช้ำดำเขียวไปตามกัน เปรูเข็ดขยาดแล้ว ต่างเข้ามาขอจับมือญาติดีด้วย ซึ่งนักฟุตบอลไทยก็ยินดีสัมผัสมือด้วย ตำรวจและสารวัตรทหารพากันออกไปจากสนาม เมื่อเห็นนักฟุตบอลปรองดองกัน

เจ้าหน้าที่ประจำสนามฟุตบอลได้นำเปลมาใส่นักฟุตบอลเปรูออกไปจากสนามทีละคนรวม ๕ คน คนหนึ่งถูกเตะกรามหัก คนที่สองถูกเข่าที่ลิ้นปี่ คนที่สามถูกชกซี่โครงหัก คนที่ห้าถูกศอกสั้นที่ปลายคางทำให้หลับสนิท

นายโซโรริโอกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างหัวเสีย

"พวกท่านเล่นเฮี้ยวยังงี้พวกผมก็ตายซีครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"ช่วยอะไรไม่ได้ เมื่อพวกคุณเล่นรุนแรงเราก็รุนแรงตอบ เมื่อกี้นี้ลูกเขยผมถูกถีบล้มลงไป มันก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ คุณสั่งพวกคุณซีว่า ขอให้เล่นอย่างสุภาพ"

นายโซโรริโอมองดูนักฟุตบอลของเขาแล้วร้องตะโกนบอก

"เล่นเรียบร้อยหน่อยโว้ยพวกเรา"

ผู้ตัดสินยืนหัวเราะงอไปงอมา เมื่อความสงบเกิดขึ้น นายปรีดีก็สั่งให้นักฟุตบอลเข้าประจำที่เพื่อแข่งขันกันต่อไป แต่ทีมเปรูเหลือเพียง ๗ คนเท่านั้น ผู้รักษาประตูหนึ่งคน นายปรีดีตกลงใจทุ่มกลางเพื่อเริ่มการแข่งขันใหม่

คนดูรอบสนามครึกครื้นรื่นเริงตลอดเวลา การแข่งขันตอนนี้จืดชืดไปแล้ว นักฟุตบอลเปรูเข็ดขยาดไม่กล้าเล่นรุนแรงอีก นักฟุตบอลไทยเห็นว่าทีมเปรูมี ๗ คนก็ออมมือให้ แต่ถึงกระนั้นลูกฟุตบอลก็ป้วนเปี้ยนอยู่ในแดนเปรูตลอดเวลา ชูชาติยิงได้อีกประตูหนึ่ง พอดีหมดเวลาครึ่งแรก ซึ่งฝ่ายเรานำไปแล้ว ๓-๐

ในระหว่างหยุดพัก เสียงโฆษกได้ประกาศทางเครื่องกระจายเสียงดังก้องกังวานไปทั่วสนาม

"ท่านทั้งหลาย เป็นที่น่าเสียใจและน่าเสียดายอย่างยิ่งที่การแข่งขันในครึ่งเวลาหลังต้องงด ทั้งนี้เพราะนายโซโรริโอผู้จัดการทีมเปรูได้ชี้แจงกับคณะกรรมการว่า พวกเขาเหลือเพียง ๗ คนเท่านั้น จึงขอยุติการแข่งขันและยอมรับว่าฝ่ายเปรูแพ้สามประตูต่อศูนย์ ส่วนในคืนวันพรุ่งนี้ ทีมเปรูจะลงสนามแข่งขันกับทีมราชดำเนินและลุมพินีผสมตามปกติ หวังว่าแฟนฟุตบอลคงจะมาชมอย่างคับคั่งเหมือนอย่างคืนวันนี้"

ถึงแม้คนดูไม่ได้ชมการแข่งขันครึ่งเวลาหลัง แต่คนดูทั้งสนามก็พากันตบมือโห่ร้องลั่น ดีอกดีใจที่ทีมไทยได้ชัยชนะอย่างงดงามทั้งในเกมส์และนอกเกมส์

ตอนสายวันรุ่งขึ้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ไปเยี่ยมนักฟุตบอลเปรูที่โรงแรมสี่สหาย แต่พอไปถึงที่นั่นผู้จัดการโรงแรมก็รายงานให้ทราบว่า นักฟุตบอลเปรูได้เดินทางไปขึ้นเครื่องบินที่ท่าอากาศยานดอนเมืองตอน ๔.๐๐ น.เพื่อไปตะวันออกกลาง และผู้จัดการเล่าว่านักฟุตบอล ๓ คนถูกใส่เปลหามไป เพราะบาดเจ็บสาหัสมีอาการน่าวิตกมาก

ไม่มีปัญหาอะไรอีก ทีมฟุตบอลเปรูหนีไปแล้ว โดยไม่ยอมแข่งขันอีก ๒ ครั้งตามสัญญา และแน่นอนละทีมเปรูคงจะไม่กล้าเข้ามาแข่งขันในประเทศไทยอีก

จบบริบูรณ์