พล นิกร กิมหงวน 145 : สงครามนรก

"เบ๊นซ์" คันใหญ่และใหม่เอี่ยมสีเขียวสดสะสุดตา ป้ายเลขทะเบียนหน้าหลังมีตรากงจักรอันเป็นเครื่องหมายของกองทัพบก ได้แล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างแช่มช้าในตอนเย็นวันหนึ่ง

คนขบรถแต่งเครื่องแบบสิบโททหารบก และผู้ที่นั่งอยู่ตอนหลังรถแต่งเครื่องแบบพันเอกอย่างสง่างาม

ดร. ดิเรก กับเจ้าแห้วของเรานั้นเอง

ทั้งสองเพิ่งกลับมาจากกระทรวงกลาโหม เจ้าแห้ววางท่าทางให้สมกับที่เขาเป็นนายสิบ เก๊กหน้าให้เคร่งเครียด ทำปากเบี้ยวนัยน์ตาเหล่เล็กน้อย บางทีก็กลอกนัยน์ตาไปมา เขานำรถเก๋งราคาแพงอันเป็นรถตำแหน่งของนายพล มาหยุดหน้าตัวตึก "พัชราภรณ์" แล้วเจ้าแห้วก็รีบลงมาเปิดประตูตอนหลังให้นายแพทย์หนุ่ม

ดร. ดิเรก ถือกระเป๋าเอกสารอันมีค่ายิ่งกว่าชีวิตของเขาลงมาจากรถ เจ้าแห้วชะโงกตัวเข้าไปในรถ หยิบปืนกลมือแบบทอมสัน อันเป็นปืนประจำตัวของดิเรก ออกมาสะพายบ่า แล้วเจ้าแห้วก็ชิดเท้ากล่าวถาม ดร. ดิเรกด้วยเสียงฉาดฉาน

"รับประทานผู้การจะใช้รถอีกไหมครับ"

นายแพทย์หนุ่มยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"ทำความสะอาด และเตรียมน้ำมันรถไว้ให้พร้อม สองทุ่มไอจะไปพบกับประธานสภาป้องกันพระราชอาณาจักร"

"ครับผม" เจ้าแห้วตอบอย่างแข็งแรง ก้มลงมองดูอ้ายโอ๊ปของเขาแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ปลื้มใจในเครื่องแบบอันมีเกียรติ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นรั้วของประเทศ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าคุณปัจนึกฯ ก็พากันเดินออกมาจากห้องโถง ทุกคนหยุดชงักมองดู ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้วด้วยความประหลาดใจยิ่ง

"เฮ้" นิกรเอ็ดตะโร "นึกขลังยังไงขึ้นมาวะหมอ ถึงได้แต่งเป็นพันเอก อยู่นอกคุกดีๆ ไม่ชอบ อยากเข้าไปอยู่ในคุกยังงั้นหรือ"

ดร. ดิเรก เดินขึ้นบันไดมาและมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"ไอไม่ใช่คนบ้า เท่าที่ไอแต่งเครื่องแบบพันเอกพิเศษแห่งกองทัพบก ก็เพราะกันได้รับการแต่งตั้งจากกองทัพบก และอ้ายแห้วก็เช่นเดียวกัน"

นิกรขมวดคิ้วย่น กล่าวถามเป็นคำโคลงโดยจำมาจากโคลงของศรีปราชญ์อดีตมหากวี

"ความชอบสิ่งใดหวา วานบอก ตูเฮย"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น แล้วตอบเป็นโคลงสี่สุภาพเช่นเดียวกัน

"ตูประดิษฐ์คิดค้น อาวุธร้ายให้ทหาร"

เจ้าคุณปัจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ศรีปราดกับศรีปูดเจอกันเข้าให้แล้ว อ้ายแห้ว มานี่ซิ"

เจ้าแห้ววิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดมา ชิดเท้าตรงด้วยวินัยอย่างแข็งแรง

"รับประทาน ท่านผู้บัญชาการต้องการอะไรครับ"

อาเสี่ยหมั่นไส้เต็มทนก็ยกมือผลักหน้าเจ้าแห้วเต็มแรง

"นี่แน่ะ หมั่นไส้นัก แกทำความชอบอะไรวะ แกถึงได้เป็นสิบโทพิเศษแห่งกองทัพบก"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทาน จะให้ผมตอบเป็นร้อยแก้วหรือร้อยกรองครับ"

พลพูดเสริมขึ้นและทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย

"รับประทาน ผมได้ยศประทวนเป็นสิบโทพิเศษก็เพราะผมเป็นคนใช้คนสนิทของคุณหมอครับ ผมมีความสำคัญยิ่งรับประทานคล้ายกับว่า ผมเป็นผู้ช่วยคุณหมอ"

นิกรกล่าวถามเจ้าแห้วอย่างเป็นการเป็นงาน

"บอกข้าหน่อยเถอะวะ หมอมันคิดทำอะไร หมู่นี้ขลุกอยู่ในห้องวิทยาศาสตร์จนไม่เป็นอันกินอันนอน"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"ความลับยิ่งครับ รับประทานถึงเอาผมไปฆ่าก็บอกไม่ได้"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นว่า

"กันจะบอกให้ก็ได้ กันได้รับมอบหมายจากกระทรวงกลาโหมให้ประดิษฐ์อาวุธร้ายชนิดหนึ่งให้กองทัพบก แต่จะเป็นอาวุธชนิดใด กันเสียใจที่ไม่อาจจะบอกได้ เพราะเป็นความลับยิ่ง"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แกแต่งเครื่องแบบนายทหารรบรู้สึกว่า มีสง่าราศรีขึ้นอีกมากทีเดียว"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างภาคภูมิ ถือแฟ้มเอกสารสำคัญดินเข้าไปในห้องโถงเพื่อทำงานสำคัญของเขาต่อไป

เราจะได้เปิดเผยให้ท่านทราบว่า ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ได้รับคำสั่งจากสภาการป้องกันพระราชอาณาจักร ให้รีบเร่งสร้างระเบิดไฮโดรเจนขึ้น เพื่อเตรียมไว้สู้รบกับข้าศึกที่ละเมิดอธิปตัยของไทยเรา และทางการคาดคะเนว่า ในฤดูแล้งต้นปี พ.ศ.๒๔๙๘ นี้ ประเทศไทยจะถูกรุกรานแน่นอน สมรภูมิจะเกิดขึ้นบนผืนแผ่นดินไทยนี้ เพราะฝ่ายศัตรูต้องการเสบียงอาหารและวัตถุดิบต่างๆ อันเป็นทรัพยากรธรรมชาติของประเทศไทย กระทรวงกลาโหมของไทยเรามิได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ เตรียมรับมือกับกองทัพข้าศึกไว้พร้อมแล้วทั้งกองทัพบก,เรือและอากาศ ส่วนสหรัฐอเมริกาก็ได้ให้ความช่วยเหลือทั้งทางทหารและในทางเศรษฐกิจอย่างทุ่มเท จะเห็นได้ว่าอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆ ถูกส่งมาให้กองทัพของเราอย่างมากมายเหลือเฟือ

แต่เราไม่มีระเบิดปรมาณู และระเบิดไฮโดรเจน ดังนั้นสภาป้องกันพระราชอาณาจักรจึงมอบให้ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ทั้งใหญ่ทั้งยิ่งแห่งประเทศไทยเป็นผู้สร้าง

สภาผู้แทนราษฎรได้อนุมัติให้จ่ายเงิน ๒๐ ล้าน ให้แก่ดิเรกในการทดลองค้นคว้าสร้าง เอช.บอมบ์ ซึ่งนายแพทย์หนุ่มให้คำมั่นสัญญาว่า เขาจะสร้างระเบิดมหาประลัยนี้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนวันสิ้นปี และจะมอบให้กระทรวงกลาโหมเป็นของขวัญลูกแรกในวันขึ้นปีใหม่ ระเบิดไฮโดรเจนลูกแรกของนายแพทย์หนุ่มจะเปรียบได้กับ ส.ค.ส. นั่นเทียว

ดร. ดิเรกได้ทุ่มเทเวลาทั้งหมดสร้าง เอช. บอมบ์ ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขาโดยมีเจ้าแห้วเป็นผู้ช่วย ดิเรกไม่ยอมให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปในห้องทดลองของเขาเป็นอันขาด ไม่ว่าจะเป็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หรือคุณหญิงวาดก็ตามซึ่ง ดร. ดิเรกไม่ยอมให้เหตุผลอะไรทั้งนั้น

เขาปล่อยให้เพื่อนเกลอของเขา ไปเที่ยวหาความสุขสำราญกันตามเรื่อง ส่วนเขากับเจ้าแห้วขลุกอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ตลอดวัน

นายแพทย์หนุ่มได้บอกกับเจ้าแห้วด้วยเสียงอันดังว่า

"สำเร็จ มันต้องสำเร็จ ฮ่ะ ฮ้าไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ด๊อกเต้อร์ดิเรกทำไม่ได้ เพราะถ้ากันทำไม่ได้กันจะต้องเป็นด๊อกดิเรกไม่ใช่ด๊อกเต้อร์ดิเรก"

เจ้าแห้วเห็นจริงด้วย

"ผมเชื่อมือคุณหมอครับ รับประทานผมจะยอมสละทุกสิ่งทุกอย่างในการสร้าง เอช.บอมบ์. รับประทานผมต้องการจารึกชื่อไว้ในประวัติศาสตร์"

แล้วดิเรกกับเจ้าแห้วก็ได้ร่วมงานกันด้วยดี นับว่าเจ้าแห้วเป็นบุคคลที่มีความสำคัญยิ่ง ในการสร้างระเบิดไฮโดรเจนนี้

คืนวันนั้น

ก่อนเวลา ๑๙.๐๐ น. เล็กน้อย ดร.ดิเรก แต่งกายพลเรือนออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" โดยมีเจ้าแห้วซึ่งแต่งเครื่องแบบสิบโททหารบก ทำหน้าที่ขับรถ นายแพทย์หนุ่มมีธุระสำคัญต้องไปพบกับท่านประธานสภาป้องกันพระราชอาณาจักรตามที่นัดหมายกันไว้ และสถานที่นัดพบคือเขตทหารแห่งหนึ่ง

ในราว ๒๓.๐๐ น. เศษ

บ้าน "พัชราภรณ์" อยู่ในความเงียบสงัด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพลกับสี่นางได้พากันไปเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญที่สวนลุมพินี

นิกรกับกิมหงวนเมาเหล้านอนหลับอยู่ที่เฉลียงหลังตึกตั้งแต่พลบค่ำจึงไม่ได้ไปเที่ยวกับเขา ละม่อมสาวใช้เก่าแก่ของบาน "พัชราภรณ์" ได้มาปลุกสองสหายให้ขึ้นไปนอนเมื่อสักครู่นี้เอง

นายจอมทะเล้นอ้าปากหาวยังกะหวูดรถไฟพร้อมกับยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจแล้วเขาก็พูดกับอาเสี่ย

"บ้านเรามันเงียบเหมือนกับเป่าไม้ตีพริกอย่างนี้ละโว้ย"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ พูดเสียงลิ้นไก่สั้น

"คงจะไปเที่ยวรัฐธรรมนูญกันหมด ตามไปหรือเรา"

นิกรสั่นศีรษะ

"หนาวโว้ย ขี้เกียจ อากาศคืนนี้มันหนาวเหลือเกินกันรู้สึกว่าเยี่ยวในกระเพาะปัสสาวะของกันแข็งเป๊กเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว"

กิมหงวนทำหน้าเบ้

"ว้า-แล้วแกจะเยี่ยวยังไงล่ะ"

นิกรว่า "เห็นจะต้องสำรอกออกทางปาก"

"ฮ้า พูดเป็นเล่นไปน่า"

"อ้าว ก็พูดเล่นน่ะซี เฮ้ย-หงวน กันจะบอกอะไรให้ เราสองคนแอบเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของดิเรกเถอะวะ กันอยากจะรู้เหลือเกินว่าหมอมันคิดอะไรถึงไม่ยอมให้พวกเรามีส่วนรู้เห็น"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"นั้นน่ะซี กันน่ะสงสัยว่าดิเรกมันพิมพ์แบ๊งค์แข่งกับรัฐบาล แต่มันแกล้งโกหกเราว่า มันคิดเครื่องประหารให้ทางราชการทหาร ไปโว้ย ลอบเข้าไปในห้องทดลองดูให้เห็นเท็จจริงทีเถอะ"

สองสหายต่างลุกขึ้นจากม้ายาว พากันเดินตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายแพทย์หนุ่ม กิมหงวนกับนิกรต่างหยุดยืนหน้าห้อง อาเสี่ยลองหมุนลูกบิดประตูก็เปิดไม่ออก

"ใส่กุญแจเสียด้วย"

นิกรโบกมือแล้วอมยิ้ม ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบพวงกุญแจพวกหนึ่งออกมา ทดลองไขดูทีละลูกพอลูกที่สามก็ไขออก

"ไป-เข้าไปข้างใน"

อาเสี่ยมองดูนายจอมทะเล้นด้วยความเลื่อมใส

"แกเอากุญแจมาจากไหนวะตั้งเยอะแยะ"

นิกรหัวเราะ

"กันมีสำรองไว้นานแล้ว ห้องทุกๆ ห้องบนตึกหลังนี้ และตู้เซฟทุกๆ ตู้กันไขได้ทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือก

"อ้ายกร" กิมหงวนอุทานขึ้นดังๆ "มิน่าล่ะเงินของกันถึงได้หายบ่อยๆ "

นิกรโบกมือห้ามกิมหงวนให้สงบปากเสียง

"ขนหน้าแข้งของแกไม่ร่วงหรอกน่า" พูดจบก็เดินนำหน้าพาอาเสี่ยเข้าไปในห้องทดลองวิทยาศาสร์แล้วเปิดประตูทิ้งไว้

สองสหายต่างกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแสงไฟฟ้าในห้องส่องสว่าง เพราะ ดร. ดิเรกเปิดไฟทิ้งไว้ตลอด ๒๔ ชั่วโมง นิกรแลเห็นวิสกี้ตราขาวตั้งอยู่บนโต๊ะริมห้องก็ยกมือสะกิดแขนเสี่ยหงวน

"เฮ้ นั่น...."

กิมหงวนลืมตาโพลง จูงมือนิกรพาเดินไปโต๊ะตัวนั้นทันที แล้วกิมหงวนก็เปิดตู้เย็นขนาดเล็กออก หยิบขวดโซดาแช่เย็นลงมา ๒ ขวด หยิบแก้ว ๒ แก้วที่วางอยู่บนหลังตู้เย็นพร้อมด้วยเหล็กเปิดโซดาออกมา กิมหงวนจัดแจงเปิดขวดโซดาออก ผสมวิสกี้โซดาค่อนข้างหนา สองสหายต่างดื่มเหล้าจนหมดแก้ว

อาเสี่ยมองแลเห็นวัตถุน่ากลัวชิ้นหนึ่งวางอยู่บนโต๊ะ มันคือลูกระเบิดที่มีน้ำหนักประมาณ ๕๐ ก.ก. แต่รูปลักษณะผิดแผกกว่าลูกระเบิดเพลิงหรือลูกระเบิดทำลาย

เสี่ยหงวนผสมวิสกี้โซดาพลางพูด

"ได้เรื่องแล้วอ้ายกร ดิเรกมันทำลูกระเบิดน่ะ"

ต่างคนต่างดื่มวิสกี้อีกคนละแก้ว แล้วพากันเดินไปที่โต๊ะลูกระเบิดนั้น สองสหายแลเห็นกระดาษแผ่นเล็กๆ แผ่นหนึ่งวางทิ้งไว้บนโต๊ะ มีข้อความว่า

"นี่คือ เอช.บ็อมบ์. และเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในโลก อย่าแตะต้องเป็นอันขาด ฉันรู้ดีว่าแกสองคนจะต้องลอบเข้ามาในห้องทดลองขณะที่ฉันไม่อยู่"

นิกรกับกิมหงวนอ่านจบก็มองดูหน้ากัน แล้วหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

"หมอมันรู้ใจเราโว้ย" เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "ในที่สุดเราก็ได้รู้ความจริงแล้ว ไปขนเหล้ากับโซดามากินกันทางนี้เถอะวะ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้า รีบเดินไปที่โต๊ะริมห้องลำเลียงถ้วยแก้ว ขวดวิสกี้และโซดาถือมาที่โต๊ะกลางห้อง เสี่ยหงวนจัดแจงผสมวิสกี้โซดาอีก สองสหายดื่มเหล้าพลาง และวิพากย์วิจารณ์ถึงความสามารถของนายแพทย์หนุ่ม

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

อาเสี่ยกับนิกรนึกสนุกขึ้นมา ก็ทดลองอะไรต่ออะไรอย่างสนุกสนาน แต่ไม่ได้แตะต้องลูกระเบิดมหาประลัยนั้น กิมหงวนหยิบเสื้อหมอของดิเรกมาสวมใส่พยายามวางท่าทางให้เหมือนกับว่าเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญ นิกรค้นแฟ้มสูตรต่างๆ ได้แฟ้มหนึ่งก็เอามาส่งให้กิมหงวน แล้วเขาก็ทำหน้าที่ทดลองไปตามสูตรที่กิมหงวนอ่านให้ฟัง

อำนาจแอลกอฮอล์ ทำให้อาเสี่ยกับนิกรครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน นิกรจ้องตาเขม็งมองดูลูกระเบิดไฮโดรเย็น แล้วเขาก็พูดอ้อแอ้ เอื้อมมือหยิบฆ้อนเหล็กอันหนึ่งขึ้นมาถือ เงยหน้าขึ้นมองดูอาเสี่ยแล้วยิ้มเล็กน้อย

"ลองเคาะมันดูนะหงวน กันอยากรู้ว่าลูกระเบิดลูกนี้มันจะดังสักเพียงไหน ไม่ได้ฟังเสียงระเบิดมาหลายปีแล้ว"

กิมหงวนนัยน์ตาเหลือก

"เฮ้ย-อย่า ระเบิดตูมตามขึ้นตัวเราจะเละทะมองไม่เห็นทราก"

ความเมาทำให้นิกรยกฆ้อนเคาะลูกระเบิดเสียงดังเป๊ง อาเสี่ยใจหายวาบร้องเสียงหลง

"อย่าโว้ย"

คาวนี้นายจอมทะเล้น เงื้อฆ้อนขึ้นสุดแขนกิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขาปราดเข้ายื้อยุดฉุดมือนิกรไว้แล้วพูดระล่ำระลัก

"แกเมาหรือแกล้งทำเป็นเมาวะนี่"

นิกรอมยิ้ม

"ไม้ได้แกล้งหรอก เมาจริงๆ "

"อย่าเล่นหวาดเสียวหน่อยเลยวะ นี่มันระเบิดไฮโดรเจ็น ถ้ามันระเบิดขึ้นกรุงเทพฯ ก็จะแหลกลานในพริบตาเดียว เล่นอย่างอื่นดีกว่า"

นิกรผลักเสี่ยหงวนเซไป แล้วยกฆ้อนฟาดลงบนลูกระเบิดเต็มแรงเกิด เสียงเหล็กกับเหล็กกระทบกันดังสนั่น อาเสี่ยหลับตาปี๋หัวใจของเขาแทบจะหยุดทำงาน นิกรหัวเราะก้าก เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

"แกอย่าโง่ไปหน่อยเลยวะอ้ายหงวน ถึงอย่างไรดิเรกมันก็คงไม่ยอมบรรจุดินระเบิดไว้ ลูกระเบิดอย่างนี้ไม่ใช่ย่อย ดิเรกมันจะต้องรอบคอบเสมอ แกนี่ตาแหกกลัวตายเหลือเกิน"

กิมหงวนถอนหายใจโล่งอก

"ทำไมจะไม่กลัวล่ะ กันนั่งอยู่บนกองเงินกองทองมีความสุขอย่างนี้ กันยังไม่อยากตายหรอก แม้แต่ขอทานข้างถนนมันก็ไม่อยากตาย วางฆ้อนเสียแเถอะวะ แกเล่นอะไรไม่น่าดูเลย"

นิกรโยนฆ้อนลงไปบนพื้นห้องเสียงดังโครมเขาเอื้อมมือลูบคลำลูกระเบิดมหาประลัยแล้วพูดกับอาเสี่ย

"ดิเรกของเรามันแน่มาก ไม่ว่ามันจะคิดจะทำอะไรเป็นต้องสำเร็จทั้งนั้น แบ๊งก์ใบละร้อยของกันใบหนึ่งสีมันซีดพยายามเท่าไรก็ไม่สำเร็จ ดิเรกมันเอาน้ำยาอะไรก็ไม่รู้ทาแพล๊บเดียวสีสดใหม่เอี่ยมใช้คล่องไปเลย"

ทันใดนั้นเอง ร่างของชายลึกลับคนหนึ่งก็ปรากฎตัวขึ้นที่หน้าประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ชายผู้นี้รูปร่างสูงใหญ่ สวมกางเกงขายาวสีดำเชิ้ตแขนยาวสีฟ้าอ่อน ใบหน้าของเขามีถุงคลุมหน้า เจาะรูนัยน์ตาไว้ทั้งสองข้างเหมือนกับอ้ายโม่งในโรงภาพยนตร์ เราถือปืนกลมือแบบแปลกที่สุดเป็นอาวุธ

อาคันตุกะผู้บังอาจเดินเข้ามาในห้องขณะที่กิมหงวนกำลังพูดกับนิกร

"ถ้าระเบิดไฮโดรเจนลูกนี้สำเร็จผล พวกเราคงจะนอนตาหลับ ใครจู่โจมเราเราก็จะทำลายกองทัพของมันด้วยระเบิดมหาประลัยนี้"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ถูกล่ะ" แล้วนิกรก็สะดุ้งสุดตัว "โอ้ย "

อ้ายโม่งยกปืนกลมือขึ้นจ้องแล้วพูดภาษาไทย เสียงแปร่งๆ เหมือนกับฝรั่งพูดไทย

"ยกมือขึ้นทั้งสองคน ถ้าขัดขืนจะถูกยิงทิ้ง"

เสี่ยหงวนหันขวับมาทางบุรุษลึกลับ อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ส่วนนิกรก็มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ เขาไม่อาจจะเข้าใจว่าชายลึกลับผู้นี้มีความประสงค์ใดจากเขา อย่างไรก็ตามอำนาจของปืนกลมือทำให้เสี่ยหงวนกับนิกรชูมือทั้งสองข้างขึ้นเหนือศีรษะ

ชายลึกลับผิวปากหวือ อ้ายโม่งอีกสองคนบุกเข้ามาในห้อง และคนหนึ่งปราดเข้ามาค้นอาวุธที่ตัวนิกรและกิมหงวน

อาเสี่ยปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง

"เอายังไงกันพี่ชาย"

อ้ายโม่งพยักหน้า

"ท่านสองคนออกไปจากห้อง และตามเราไปเดี๋ยวนี้อย่าขัดขืนเป็นอันขาดถ้าท่านรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป ขณะนี้คนในบ้านของท่านถูกเราควบคุมตัวไว้หมดแล้ว"

นิกรรู้ดีว่าอ้ายโม่งเป็นคนผิวขาว ซึ่งสังเกตได้จากเสียงที่พูด

"นี่-มิสเตอร์ ยูต้องการอะไรจากไอ"

อ้ายโม่งหัวเราะในลำคอ

"เราต้องการตัวยูทั้งสองคน โปรดออกไปจากห้องและตามคนของเราไปเดี๋ยวนี้"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ขอเวลาให้เราสักนิดได้ไหม"

"ท่านจะทำอะไร" อ้ายโม่งพูดเสียงดุๆ

"กันอยากจะโทรศัพท์ไปถึงกองปราบสักหน่อย"

อ้ายโม่งสะดุ้งโหยง

"ไม่ได้โว้ย เร็วออกไปจากห้องเดี๋ยวนี้ ขืนพูดมากร่ำไรฉันจะยิงท่านเสีย"

กิมหงวนทำใจดีสู้เสือ

"ปืนของท่านมีกระสุนหรือเปล่า ไหน-ขอดูซิ"

อ้ายโม่งคนที่สอง ปราดเข้ามายกปืนกลจี้หลังเสี่ยหงวนทันที และคนที่สามเดินนำหน้าออกไปจากห้อง นิกรกับอาเสี่ยก็เหมือนกับมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย ที่รักตัวกลัวตายจึงไม่อาจจะขัดขืนได้

ขณะนี้คนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" ถูกขังรวมกันอยู่ในห้องๆ หนึ่งที่เรือนคนใช้ พวกคนร้ายได้พาสองสหายออกไปทางหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" อย่างลอยนวล หลังจากนั้นก็พาไปยังรถเก๋งสองคัน ซึ่งจอดอยู่ห่างจากหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ไม่กี่มากน้อย

คนร้ายคณะนี้ เป็นชาวยุโรปชาติมหาอำนาจชาติหนึ่งซึ่งลัทธิของชาตินั้นเป็นภัยต่อชาติไทย และคนไทยทั้งหลาย รัฐบาลของเขาได้ส่งบุคคลกลุ่มนี้มาจับกุมตัว ดร. ดิเรกผู้ช่วยเพื่อให้ส่งไปประเทศของเขา จะได้บังคับให้ ดร. ดิเรกสร้างระเบิดไฮโดรเจ็นให้ แต่ก็จะกอบโกยเงินทองให้และเลี้ยงดูให้มีความสุขเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม จารชนคณะนี้เข้าใจผิดว่า กิมหงวนเป็น ดร. ดิเรก และนิกรเป็นเจ้าแห้ว

ท่ามกลางความมืดมีแต่แสงจันทร์ส่องสว่าง สองสหายของเราถูกนำตัวไปโดยรถเก๋งคันหนึ่ง และมีรถเก๋งอีกคันหนึ่งติดตามคุ้มกันในระยะใกล้ชิด สองสหายไม่ได้วิตกเป็นทุกข์อะไรเลย

จนกระทั่ง ๒๓.๒๐ น.

"เบ็นซ์" ตรากงจักรแล่นมาตามถนนสายกรุงเทพฯ สมุทรปราการด้วยความเร็วสูง พอใกล้จะถึงหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ความเร็วของรถก็ช้าลงตามลำดับ สิบโทแห้ว โหระพากุล บังคับรถเก๋งคันงามเลี้ยวซ้ายมือแล่นมาหยุดห่างจากประตูเหล็กไม่กี่มากน้อย แล้วเจ้าแห้วก็กดแตรเป็นสัญญาเรียกแขกยามให้เปิดประตูรับ

รออยู่เกือบ ๕ นาที ก็ไม่มีใครมาเปิดประตู เจ้าแห้วชักฉิวก็รีบลงจากรถเดินไปที่ประตูเหล็กบานใหญ่ และผลักออกไปทั้งสองบาน เขาพาตัวเข้าไปในเขตบ้านร้องตะโกนเรียกแขกยามของบ้าน "พัชราภรณ์" ด้วยเสียงอันดัง

"บ๋าย บ๋ายโว้ย อ้ายระยำ ๕ ทุ่มเท่านั้นนอนหลับแล้ว พ่อจะฟ้องคุณหญิงให้ด่ามึง"

ทันใดนั้นเองมีเสียงตะโกนร้องของความช่วยเหลือ

"เฮ้-ช่วยจั่นด้วยคะร๊าบนายจ๋า"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก วิ่งไปที่เรือนพักของแขกยามแล้วเขาก็แลเห็นบาบูถูกมัดนอนกลิ้งอยู่ในห้อง เจ้าแห้วใจหายวาบ

"บ๋าย"

"โอ-อีนี้ข้าถูกผู้ร้ายจับมัดน่ะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วรีบทรุดตัวลงนั่งแก้มัดเจ้าบาบูออกทันที ประคองบาบูลุกขึ้นพาออกจากเรือนพักตรงไปหานายแพทย์หนุ่มที่รถ "เบ็นซ์"

"คุณหมอครับ รับประทานเกิดเรื่องใหญ่แล้ว"

นายแพทย์หนุ่มชะโงกหน้ามองดูเจ้าแห้วและแขกยาม

"เรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่"

"รับประทานเรื่องใหญ่ขอรับ อ้ายบังถูกมัดกลิ้งอยู่ในห้อง รับประทานผมช่วยแก้มัดมันออกอ้ายบังบอกว่า มีผู้ร้ายเข้ามาในบ้านเราและจับมันมัดไว้"

ดร. ดิเรกใจหายวาบ เอื้อมมือหยิบปืนกลมือที่วางอยู่ข้างๆ ขึ้นมาถือเตรียมพร้อมทันที คำว่าคนร้ายเขาเข้าใจว่าต้องเป็นชาวต่างประเทศคณะหนึ่งที่มีเจตนาจะลักพาตัวเขาไปยังประเทศของมัน เพื่อบังคับให้ดิเรกสร้างเอช.บ็อมบ์. ให้ กรมสืบราชการลับของเราได้รับรายงานจากสายลับที่เชื่อถือได้หลายต่อหลายคน จึงได้เตือนนายแพทย์หนุ่มไว้ให้ระวังตัว ทางตำรวจจะส่งเจ้าหน้าที่มาคุ้มครอง แต่ ดิเรกปฏิเสธให้เหตุผลว่า ถ้าส่งตำรวจมารักษาการณ์ที่บ้าน "พัชราภรณ์" ใครๆ ก็ต้องรู้ว่าเขากำลังประดิษฐ์คิดค้นอะไรสักอย่างหนึ่ง ความจริงเขากลัวว่าคุณหญิงวาดกับสี่นางจะไม่กล้าเล่นไพ่กันนั่นเอง

"บาบู คนร้ายกี่คนแต่งตัวยังไงวะ" นายแพทย์หนุ่มถามอย่างร้อนรน

เจ้าบังหน้าซีดเผือด นัยน์ตาโตเท่าไข่ห่าน

"อีนี้หลายคนคะร็าบ ห้าคนหกคนเจ็ดคนคะร๊าบ อีนี้แต่งอ้ายโม่งน่ะคุณหม้อ เอาปูนจี้ผม คะร๊าบหมอจ๋า"

ดิเรกสะดุ้ง

"เรียกหมอจ๋าเดี๋ยวก็ลงไปเตะให้เท่านั้นเอง"

เจ้าบังยิ้มแห้งๆ นายแพทย์หนุ่มได้ซักไซ้ไล่เลียงอย่างละเอียดถี่ถ้วน แล้วเขาก็เรียกเจ้าแห้วให้ขึ้นมาบนรถ

เจ้าแห้วสิบโทพิเศษแห่งกองทัพบกนำรถ "เบ็นซ์" คันงามแล่นเข้าไปในบ้าน "พัชราภรณ์" ดร. ดิเรกรู้สึกว่าที่ตึกใหญ่เงียบกริบไม่มีใครเลย เมื่อรถแล่นมาอยู่หน้าตึก ดร. ดิเรกก็ถือปืนกลมือ และกระเป๋าเอกสารก้าวลงจากรถอย่างรวดเร็ว เขาวิ่งขึ้นไปบนตึกร้องตะโกนเรียกใครต่อใครแต่ไม่มีเสียงขานรับ

ดิเรกรีบตรงไปห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของเขา เจ้าแห้วตามมาด้วย นายแพทย์หนุ่มใจหายวาบ เมื่อเห็นประตูห้องทดลองวิทยาศาสตร์เปิดกว้าง เขาบุกเข้ามาในห้องทดลอง แต่ไม่ได้สนใจกับลูกระเบิดที่วางอยู่บนโต๊ะ เพราะมันเป็นลูกระเบิดจำลอง ส่วนลูกระเบิดอันแท้จริงนั้นอยู่ในห้องใต้ดิน และอยู่ในตู้นิรภัยอันมั่นคงแข็งแรง

"อ้ายแห้ว ไปที่เรือนพักคนใช้เถอะโว้ย" ดร. ดิเรกพูดระล่ำระลัก "อย่างไรเสียคนในบ้านคงถูกขังรวมกันอยู่ในห้องใดห้องหนึ่ง"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานโทรศัพท์บอกตำรวจก่อนไม่ดีหรือครับ เผื่อคนร้ายมันยังแอบอยู่ในบ้านเรา"

คราวนี้นายแพทย์หนุ่มเห็นพ้องด้วย

"เออ-ดีเหมือนกัน แกรีบไปโทรศัพท์บอกตำรวจก่อน แล้วตามไปที่เรือนพักคนใช้"

ดร. ดิเรกพาเจ้าแห้วออกมาจากห้องวิทยาศาสตร์ เขาแยกทางกับเจ้าแห้วที่หน้าห้อง รีบลงบันไดหลังตึกวิ่งเหยาะๆ ตรงไปที่เรือนพักคนใช้

ในที่สุด ดร. ดิเรกก็พังประตูห้องห้องหนึ่งช่วยคนใช้ชายหญิงของเขาให้รับอิสรภาพ ทุกคนให้การเป็นเสียงเดียวกันว่า คนร้ายคณะหนึ่งประมาณห้าหกคนแต่งกายเป็นอ้ายโม่งบุกเข้ามาในบ้าน และจับพวกตนขังรวมกันไว้ในห้องนี้

ละม่อมยืนยันว่า กิมหงวนกับนิกรคงถูกคนร้ายจับตัวไปแน่ๆ เพราะสองสหายอยู่เฝ้าบ้าน ไม่ได้ไปเที่ยวงานฉลองรัฐธรรมนูญ นายแพทย์มั่นใจว่านิกรกับอาเสี่ยคงถูกจับตัวไปจริงๆ เนื่องจากคนร้ายสำคัญผิดเข้าใจว่ากิมหงวนเป็นเขานิกรเป็นเจ้าแห้ว

ในชั่วโมงเดียวนั้นเอง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบก็มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" โดยรถเก๋งพิเศษของกองปราบ นายแพทย์หนุ่มได้ให้คนใช้สามสี่คนรีบลงไปที่สวนลุมพินี เพื่อติดตามหาท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ทราบ และให้ท่านรีบกลับมาบ้านโดยเร็ว

จากหลักฐานต่างๆ ปรากฏแน่ชัดว่า เสี่ยหงวนกับนิกรถูกจับกุมตัวเอาไปแล้ว

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง กำลังของเจ้าหน้าที่ตำรวจแห่งกองปราบก็กระจายไปทั่วจังหวัด พระนคร และธนบุรี ด่านกักรถทุกแห่งได้รับคำสั่งให้ทำการตรวจค้นรถยนต์ทุกคันที่จะผ่านด่านออกไป ตำรวจเชื่อว่าคณะจารชนซึ่งสำคัญผิดคิดว่าเสี่ยหงวนเป็น ดร. ดิเรกนั้นคงพาอาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรหลบหนีออกสู่ทะเลลึกเพื่อนำไปขึ้นรือบิน หรือเรือดำน้ำลำใดลำหนึ่ง ที่มีการนัดหมายกันไว้อย่างเรียบร้อยตามแผนการ

รถวิทยุของกองปราบได้ทำการติดต่อประสานงานกันเป็นอย่างดี และทางตำรวจน้ำก็ได้มีส่วนร่วมมือกับตำรวจบก ใช้เรือยนต์ออกก้าวสะกัดดักพวกวายร้ายตามลำแม่น้ำเจ้าพระยา เรือกลไฟและเรือยนต์ที่สัญจรไปมาในแม่น้ำถูกเรียกให้หยุดและตรวจค้น

แต่ไม่ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมจารชนคณะนี้ได้ ทั้งนี้ก็ปรากฏว่าพวกจารบุรุษเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นนายทหาร มีความรู้ความสามารถและเฉลียวฉลาดลึกซึ้ง

เสี่ยหงวนกับนิกรถูกนำตัวไปกักขังไว้ที่สถานทูตแห่งหนึ่งเป็นเวลาสองวัน หลังจากนั้นอาเสี่ยกับนิกรก็ถูกนำตัวเดินทางออกสู่อ่าวไทย

อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สิ้นสุดความพยายามติดตามในการหาตัวเสี่ยหงวนและนิกร ทางตำรวจได้ทำการติดต่อกับกองทัพเรือ ขอให้กองทัพเรือช่วยเหลือนำเรือออกลาดตระเวนตรวจตราอ่าวไทย ซึ่งตำรวจเชื่อว่าในระหว่างนี้ คณะจารชนคงกำลังพยายามหาทางนำตัวเสี่ยหงวนและนิกรเดินทางไปยังประเทศของมัน

บ่ายวันนั้น

เวลาประมาณ ๑๔.๐๐ น. เศษ เรือยนต์หาปลาขนาดเล็กลำหนึ่ง กำลังแล่นอยู่ในบริเวณท้องทะเลอ่าวไทยออกมาจากนอกสันดอนประมาณห้าหกกิโลเมตร มองแลเห็นทิวทัศน์ของบางแสนอยู่ทางซ้ายมือ

เมื่อมองดูแต่เพียงผิวเผิน เรือประมงลำนี้เป็นเรือชาวประมงคนไทย แต่ความจริงมันเป็นเรือของพวกจารชน ซึ่งหัวหน้าจารชนได้ซื้อจากคนไทยคนหนึ่ง เพื่อไว้ใช้ในงานจารกรรมของเขา

อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรของเรา ถูกขังอยู่ในเรือลำนี้และขณะนี้พนักงานวิทยุกำลังส่งวิทยุติดต่อกับเรือดำน้ำลำหนึ่งซึ่งเป็นเรือดำน้ำเดินทางไกลขนาดใหญ่

ทะเลเรียบปราศจากคลื่นลม ทัศนวิสัยโปร่งตามองเห็นท้องทะเลโดยรอบในระยะไกลมาก จากการติดต่อก็โดยทางวิทยุโทรเลข เรือดำน้ำลำหนึ่งได้ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันตกของเรือยนต์หาปลาลำนี้และอยู่ห่างประมาณไมล์เศษ

มันค่อยๆ โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำทีละน้อย เพียงครู่เดียวก็แลเห็นลำเรืออย่างถนัดชัดเจน ที่หัวเรือมีตัวอักษรเขียนไว้ว่า เอส. วี ๕๙๕ เรือดำน้ำของชาติมหาอำนาจลำนี้ได้แล่นตรงมายังเรือหาปลาและมีการติดต่อวิทยุตลอดเวลา

อีกสักครู่หนึ่ง เรือหาปลากับเรือดำน้ำก็แล่นเข้ามาถึงกัน และจอดลอยลำอยู่กลางทะเล อาเสี่ยกิม หงวนกับนิกรถูกควบคุมตัวขึ้นมาจากท้องเรือยนต์หาปลาลำนั้น แต่แทนที่กิมหงวนและนิกรจะวิตกเป็นทุกข์ สองสหายกลับคุยกันจ้อด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

นายจอมทะเล้นชี้มือให้เสี่ยหงวนมองดูเรือดำน้ำขนาดใหญ่ แล้วเขาก็กล่าวกับอาเสี่ย

"กันตั้งใจมานานแล้วว่า ถ้ามีโอกาสกันจะไปเที่ยวต่างประเทศ คราวนี้แหละสมหวังกันแล้ว เราคงจะได้ท่องเที่ยวตามประเทศต่างๆ หลังม่านเหล็กอย่างสนุกสนาน ความจริงอ้ายพวกนี้มันก็เลี้ยงดูเราอย่างดีตลอดเวลา คอยเอาใจใส่เรื่องอาหารการกิน มีให้เรากินอย่างเหลือเฟือ บุหรี่ควันละเอียดก็มีให้สูบตลอดวัน รู้สึกว่ามันเอาอกเอาใจเรามาก"

อาเสี่ยว่า "เท่าที่มันเอาใจเราก็เพราะมันสำคัญผิดคิดว่ากันเป็นดิเรกนั่นเอง ถ้าหากมันรู้ความจริงว่ากันไม่ใช่ดิเรก ทั้งแกและกันก็มีหวังที่จะถูกยิงทิ้ง"

นิกรยักคิ้วให้เสี่ยหงวน

"เรื่องตายอย่าไปคิดถึงมันเลยวะ คนเราเมื่อถึงที่ตายแล้ว ถึงอย่างไรก็หนีความตายไม่พ้น ถ้ายังไม่ถึงที่ทำอย่างไรมันก็ไม่ตาย แน่ะ-ทหารเรือดำน้ำนำเรือยางมาที่นี่แล้ว มันคงมารับตัวเราไปที่เรือของมันอย่างแน่นอน ดีเหมือนกันโว้ย เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยลงเรือดำน้ำเลย"

เสี่ยหงวน หันมาพูดกับเจ้าหนุ่มตาน้ำข้าวรูปร่างสูงใหญ่ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเขา และมีปืนกลมือถือกระชับมั่นไว้ในมือตลอดเวลา

"เฮ้ย-แกจะส่งกันกับเพื่อนของกันไปลงเรือดำน้ำลำนั้นใช่ไหม"

"เสียใจ กันพูดไทยไม่ได้"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"แล้วนี่ใครพูดล่ะ"

จารบุรุษตาน้ำข้าวค้อนอาเสี่ย

"พูดได้ประโยคเดียวโว้ย"

"แฮะแอ้" เสี่ยหงวนหัวเราะกระเซ้า "ให้แกตายโหงตายห่า ฉันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าแกเคยขายยาหยอดตาอยู่แถวบางรัก พูดไทยเป็นไฟแลบใช่ไหมล่ะ"

เจ้าหม้อนั่นทำหน้าชอบกล จะยิ้มก็ไม่ใช่จะบึ้งก็ไม่เชิง

"ไม่เคยโว้ย เกิดมากันเพิ่งเคยมาเมืองไทยในครั้งนี้เท่านั้น"

อาเสี่ยยกมือผลักหน้าจารชนค่อนข้างแรง

"บู้โธ่...พูดไทยเป็นกล้วยน้ำว้าอย่างนี้แล้ว ยังจะไก๋อีก ตอบกันหน่อยเถอะวะ พวกแกจะส่งกันไปยังประเทศของแกใช่ไหม"

"เจ้าหมอนั่นพยักหน้า"

"ถูกแล้ว ดร. ดิเรก เราต้องการให้แกไปสร้าง เอช.บอมบ์ให้แก่กองทัพของเรา แกเลือกเอาก็แล้วกัน ถ้าแกต้องการเงินต้องการความสุข และความสะดวกสบายมีฐานะและความเป็นอยู่เช่น มหาเศรษฐีทั้งหลายแกก็ต้องสร้าง เอช.บอมบ์ให้เรา แต่ถ้าแกปฏิเสธ แกก็ต้องถูกยิงทิ้ง หรือถูกทรมานด้วยประการต่างๆ "

เสี่ยหงวนหัวเราะงอหาย

"ถ้าพวกแกคิดว่า คนอย่างกันมีความสามารถสร้างระเบิดไฮโดรเจนได้ก็เอาซี กันจะสร้างให้สักสองลูก ไม่ยากอะไรหรอก"

เจ้าหมอนั่นไม่ยอมพูดอะไรกับเสี่ยหงวนและนิกรอีกเลย สองสหายต่างแลเห็นพวกจารชนกลุ่มหนึ่งเดินออกมาจากห้องหัวเรือ และตรงเข้ามาห้อมล้อมเขา คนที่เป็นหัวหน้าแต่งเครื่องแบบนายทหารสัญญาบัตร และมียศเป็นพันเอก ท่าทางสง่าผ่าเผยพูดเสียงดัง และใบหน้าเคร่งขรึมบอกว่าเอางานเอาการ

เมื่อเรือยางพายเข้าเทียบเรือยนต์หาปลา ผู้บังคับการเรือดำน้ำซึ่งแต่งเครื่องแบบนาวาโท ก็ขึ้นมาบนเรือหาปลาลำนี้ และตรงเข้ามาหาหัวหน้าจารชน ทั้งสองฝ่ายต่างกระทำความเคารพกัน และสัมผัสมือกันต่อจากนั้นก็พูดภาษาของเขา ซึ่งอาเสี่ยกับนิกรฟังไม่รู้เรื่อง

สักครู่หนึ่ง หัวหน้าจารชนก็หันมาร้องบอกให้พรรคพวกของเขาบังคับให้เสี่ยหงวนกับนิกรลงบันไดเรือไปลงเรือยาง สองสหายตกอยู่ใต้อำนาจปืนกลมือตลอดเวลา พอเรือยางเคลื่อนออกจากเรือหาปลา พวกจารชนก็ส่งเสียงเอะอะบอกกล่าวกัน และชี้มือไปที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันตก เรือยามรักษาฝั่งแห่งราชนาวีไทยสองลำกำลังแล่นตรงเข้ามายังเรือดำน้ำ ด้วยความเร็วสูงสุด ไม่ต่ำกว่า ๔๐ น๊อตต่อชั่วโมง หัวเรือแหกน้ำเป็นฝอยฟองแตกกระจาย

ผู้บังคับการเรือดำน้ำยกกล้องส่องทางไกลขึ้นมองดูเรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำพอแลเห็นธงราชนาวีที่ท้ายเรือซึ่งเป็นธงไตรรงค์ เขาก็ตกใจร้องตะโกนบอกทหารเรือดำน้ำให้ทำการต่อสู้กับเรือยามรักษาการณ์ทั้งสองลำนั้น

พลประจำปืนได้วิ่งเข้าประจำปืนใหญ่ทันที เรือดำน้ำนี้มีปืนใหญ่ขนาด ๓ นิ้วหนึ่งกระบอก นอกจากนี้มีปืนกลต่อสู้อากาศยานอีก ๔ กระบอก กัปตันเรือดำน้ำสั่งให้ทหารรีบพายเรือยางไปสู่เรือดำน้ำนั้นโดยเร็ว เสี่ยหงวนกับนิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ทั้งสองไม่รู้สึกตื่นเต้นตกใจอะไรเลย ต่างคนต่างสนุกสนานอยากจะชมการต่อสู้ระหว่างเรือยามรักษาฝั่งกับดำน้ำลำนี้

เมื่อเรือยางมาถึงเรือดำน้ำ สองสหายก็ถูกนำตัวขึ้นมาบนเรือดำน้ำ ทันใดนั้นเอง ปืนใหญ่ประจำเรือดำน้ำก็ส่งกระสุนไปยังเรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำที่กำลังแล่นทื่อเข้ามาด้วยความเร็วสูง

เสียงปืนใหญ่ดังกึกก้องท้องทะเลหลวง กระสุนปืนใหญ่นัดแรก ตกห่างจากเรือยามรักษาฝั่งลำซ้ายประมาณ ๒๐ เมตร แลเห็นน้ำกระจายพุ่งขึ้นสูง เรือยามรักษาฝั่งแห่งราชนาวีแยกขบวนออกจากกันทันที และเลี้ยวไปทางขวามือ

ลูกตอร์ปิโดขนาด ๑๘ นิ้วของเรือยามรักษาฝั่งลำหนึ่งถูกยิงออกจากท่อของมัน แล้วตรงมายังเรือดำน้ำลำนี้อย่างรวดเร็ว แต่การกะระยะยิงผิดพลาดไปเพียงเล็กน้อย ลูกตอร์ปิโดเฉียดท้ายเรือดำน้ำไปในระยะใกล้ชิด ทำให้พวกทหารเรืออกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน

ผู้บังคับการเรือดำน้ำสั่งเดินเครื่องเต็มที่ ปืนใหญ่กับปืนต่อสู้อากาศยาน ต่างช่วยกันระดมยิงเรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำจนกระทั่งเรือยามต้องผละออกห่างแล่นซิกแซกไปมา เรือยามรักษาฝั่งมีอาวุธแต่เพียงตอร์ปิโด ๑๘ นิ้ว สองลูก ทุ่นระเบิดน้ำลึกอีกสองลูก และปืนกลเบา ๘ มม. อีกหนึ่งกระบอกเท่านั้น ถ้าหากว่าแล่นเข้ามาใกล้เรือดำน้ำแล้วก็อาจจะตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนของเรือดำน้ำ เพราะปืนต่อสู้อากาศยานของเรือดำน้ำเป็นปืนกลหนักขนาด ๑๔ มม. ซึ่งยิงได้ไกลและแม่นยำมาก นอกจากนี้ปืนใหญ่ ๓ นิ้วของเรือดำน้ำก็ทำการยิงได้เร็วเพราะเป็นปืนใหญ่ขนาดเล็ก

ผู้บังคับการเรือยามฝั่งทั้งสองลำได้ติดต่อกันทางวิทยุตลอดเวลา ต่างตั้งใจที่จะสังหารเรือดำน้ำลำนี้ด้วยทุ่นระเบิดน้ำลึกในเมื่อเรือดำน้ำ ดำลงใต้พื้นน้ำแต่ผู้บังคับการเรือดำน้ำก็ไม่โง่พอที่จะนำเรือของเขาดำลงไปในน้ำ เขาออกคำสั่งให้ช่างกลเดินเครื่องเต็มที่ บ่ายโฉมหน้าไปทางทิศใต้ด้วยความเร็วสูงประมาณ ๑๒ น๊อตต่อชั่วโมง

เรือยามรักษาฝั่งลำหนึ่งปราดเข้าโจมตีเรือยนต์หาปลาทันที พวกจารชนได้ใช้ปืนกลมือระดมยิง ทหารประจำเรือรักษาฝั่งจึงยิงโต้ตอบด้วยปืนกลประจำเรือ กระสุนถูกจารชนหลายคนเสียชีวิต บ้างก็ได้รับความเจ็บปวดแสนสาหัส

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เครื่องบินแห่งฝูงบินนาวีรวมสามเครื่องก็ปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก มองเห็นเป็นจุดเล็กๆ และใกล้เข้ามาตามลำดับ เรือยามรักษาฝั่งหมายเลข ๔๐ ได้ส่งวิทยุติดต่อฝูงบินนาวีนับตั้งแต่แรกที่ได้เห็นเรือดำน้ำของชาติมหาอำนาจลำนี้ ผู้บังคับการฝูงบินนาวีจึงสั่งให้เครื่องบินทั้งสามเครื่องนี้ เดินทางมาร่วมปฏิบัติงานกับเรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำ

เครื่องบินทั้งสามเครื่องเป็นเครื่องบินแบบสปีตไฟร์ติดอาวุธปืนกลอาการและปืนจรวด ถึงแม้ว่าจะเป็นเครื่องบินสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ก็ยังมีสมรรถภาพดีอยู่

ผู้บังคับการเรือดำน้ำแลเห็นเครื่องบินแห่งฝูงบินนาวีก็ตกใจ รีบร้องตะโกนสั่งให้ทหารในบังคับบัญชาของเขาผละจากการรบรีบลงสู่ท้องเรือโดยด่วน และสั่งให้ทหารนำตัวกิมหงวนกับนิกรลงไปในท้องเรือ

เรือดำน้ำหมายเลข เอส.วี๕๙๕ เริ่มดำลงสู่ก้นทะเลลึกทีละน้อย ผู้บังคับการและทหารเรือทุกคนเสียขวัญเสียกำลังใจแล้ว อย่างไรเสียเรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำก็จะต้องถือโอกาสโจมตีเรือดำน้ำด้วยทุ่นระเบิดน้ำลึก บางทีเครื่องบินประจัญบานทั้งสามเครื่องก็อาจจะมีทุ่นระเบิดน้ำลึกติดตามด้วย ซึ่งทุ่นระเบิดน้ำลึกนี่แหล่ะเป็นอาวุธร้าย ที่เรือดำน้ำกลัวที่สุด

เอส.วี. ๕๙๕ จมหายลงไปในท้องทะเลแล้ว ในเวลาเดียวกันนี้เอง เรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำก็วนเวียนอยู่เหนือเรือดำน้ำลำนี้ และติดต่อกับเครื่องบินประจัญบานทั้งสามลำโดยทางวิทยุโทรศัพท์ตลอดเวลา

เครื่องบินเครื่องหนึ่งแตกออกจากฝูงและเปิดฉากโจมตีเรือยนต์หาปลาทันที นักบินใช้ปืนกลอากาศยิงกราดลงมาถูกจารชนที่อยู่ในเรือลำนั้นล้มกลิ้งไปตามกัน และแล้วในการโจมตีครั้งที่สอง นักบินก็ใช้ปืนจรวดยิงถูกเรือหาปลาอย่างจัง ทำให้เกิดระเบิดขึ้นและแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ซึ่งไม่ต้องสงสัย จารชนคณะนี้ไม่มีใครรอดชีวิตไปได้เลย

เรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำได้ลดความเร็วลง และใช้เครื่องฟังเสียงเรือดำน้ำค้นคว้าหาเรือลำนี้ เมื่อพบตำแหน่งของเรือดำน้ำข้าศึก ทุ่นระเบิดน้ำลึกจากเรือยามรักษาฝั่งลำหนึ่ง ก็ถูกดีดลอยขึ้นไปบนอากาศและหล่นลงมาบนพื้นน้ำจมหายไปในทะเล สักครู่ก็ระเบิดเสียงสนั่นหวั่นไหวกึกก้องท้องทะเลหลวง

อำนาจระเบิดทำให้เรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ สั่นสะเทือนไปหมดทั้งลำ ถึงกับไฟฟ้าในเรือ ทุกๆ ดวงดับมืดไปชั่วขณะ พวกทหารเรือหัวซุกหัวซุนไปตามกัน

นิกรกับกิมหงวนถูกขังอยู่ในห้องเล็กๆ ห้องหนึ่งและหน้าห้องมีทหารเรือถือปืนกลมือ ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาอย่างแข็งแรง ขณะที่ทุ่นระเบิดน้ำลึกระเบิดขึ้น สองสหายได้ซวนเซหกล้มเพราะเรือเอียงวูบวาบ เสี่ยหงวนกับนิกรอกสั่นขวัญแขวน เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

นิกรหน้าซีดเผือด มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"แย่ละโว้ยอ้ายเสี่ย หอกของเราทิ่มเอาตัวเราเข้าให้แล้ว ทหารเรือเขาคงไม่รู้ว่าเราสองคนตกอยู่ในเรือดำน้ำลำนี้ เขาจึงทิ้งทุ่นระเบิดน้ำลึกลงมาเพื่อทำลายเรือดำน้ำข้าศึก"

อาเสี่ยพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง

"ไม่ต้องเสียดายชีวิตอ้ายกร ถ้าหากว่าเรือดำน้ำลำนี้ถูกทำลาย และเราสองคนต้องเสียชีวิต เราก็ควรภูมิใจให้มาก"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "ภูมิใจกะผีอะไรล่ะ ตายไปแล้วไปภูมิใจกะลิงที่ไหน นะโมตัสสะ ภควโต พระพุทธช่วยลูก พระธรรมช่วยลูก พระสงฆ์ช่วยลูก สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยลูก พระเสื้อเมือง พระกางเกงเมือง พระทรงเมืองช่วยเทวดาช่วยลูก เจ้าประคู้น อิติปิโสภควา ลูกตายแน่แล้ว"

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนตวาดลั่น "ทำใจให้เข้มแข็งหน่อยซีวะ เราเกิดมาเป็นลูกผู้ชาย เราต้องยิ้มกับความตาย"

นิกรทำตาเขียว

"เชิญแกยิ้มไปคนเดียวเถอะ กันยิ้มไม่ออกโว้ย อุ๊...เจ้าประคู้นอย่าทิ้งลงมาอีกเลย ขอให้ทุ่นระเบิดน้ำลึกมีเพียงลูกเดี๋ยวเถิด ลูกรอดตายได้ในครั้งนี้ ลูกจะบนหัวหมูร้อยตัว มะพร้าวอ่อนหัวหมูบายศรีจัดเครื่องสังเวยอย่างที่หนึ่งเลย หรือเจ้าพ่อจะให้เลี้ยงโต๊ะจีนก็ได้"

ทุ่นระเบิดน้ำลึกลูกที่สองถูกทิ้งลงมาอีก เสียระเบิดดังกึกก้องเรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ เอียงวูบวาบ ข้าวของแตกหักเสียหาย นิกรกับกิมหงวนซวนเซล้มลงไปด้วยกัน นายจอมทะเล้นคลานเข้ามากอดอาเสี่ยแน่น ตัวสั่นงันงก

"โธ่ถังเอ๊ย ตายในเรื่องดำน้ำมันทุเรศเหลือเกิน ตายบนบกยังจะดีกว่า"

อำนาจของทุ่นระเบิดน้ำลึก ทำให้เรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ ชำรุดเสียหาย น้ำทะเลซึมเข้ามาในเรือ ผู้บังคับการเรือและทหารเรือต้องทำงานหนักอย่างที่สุด ทุกใบหน้าเคร่งเครียด ทุกคนมองเห็นความตายปรากฏอยู่เบื้องหน้า

ขณะที่ทหารเรือช่วยกันอุดเรือรั่ว ทุ่นระเบิดน้ำลึกลูกที่สามก็ถูกทิ้งลงมาจากเรือยามรักษาฝั่ง และแตกระเบิดห่างจากเรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ ไม่เกิน ๒๐ เมตร

"ตูม"

อำนาจระเบิดทำให้เรือดำน้ำสั่นสะเทือน แทบจะแตกแยกออกเป็นเสี่ยงๆ น้ำทะเลไหลซึมเข้ามาอีก รูรั่วบังเกิดขึ้นถึงสามแห่ง กัปตันตะโกนสั่งให้นำเรือดำลงสู่ก้นทะเลลึกและสั่งให้ต้นเรือควบคุมทหารเรือทำการอุดเรือรั่วให้ได้ ผู้บังคับการเรือดำน้ำถือปืนพกกระชับมั่นไว้ในมือขวาของเขา เตรียมพร้อมที่จะสังหารลูกเรือทุกคนที่ขัดคำสั่งเขาโดยไม่เลือกหน้า เพราะระหว่างนี้อยู่ในระหว่างความคับขันยิ่ง ความหวังที่จะรอดพ้นจากความตายนั้น เป็นความหวังที่เลือนลางเต็มทน

อย่างไรก็ตาม ผู้บังคับการเรือดำน้ำรู้ดีว่าเรือยามรักษาฝั่งแห่งราชนาวีของเรานั้น มีทุ่นระเบิดน้ำลึกเพียงลำละสองลูกเท่านั้น ถ้าหากว่าเรือยามรักษาฝั่งปล่อยทุ่นระเบิดน้ำลึกลงมาอีกหนึ่งลูก และผิดพลาดที่หมาย เขากับพวกลูกเรือก็คงจะรอดพ้นความตาย เขามั่นใจว่าเครื่องบินประจัญบานของฝูงบินนาวีทั้งสามลำ คงไม่มีทุ่นระเบิดน้ำลึกบรรทุกมา เพราะถ้ามีมาก็คงจะทิ้งลงมาแล้ว

ความคาดคะเนของผู้บังคับการเรือลำนี้เป็นไปโดยถูกต้อง ขณะที่เรือดำน้ำดำลงสู่ก้นอ่าวไทย ทุ่นระเบิดน้ำลึกลูกที่สอง ของเรือยามรักษาฝั่งหมายเลข ๖๐ ซึ่งเป็นลูกสุดท้ายก็ถูกทิ้งลงมาด้วยเครื่องยิงระเบิดน้ำลึก

คราวนี้ทุ่นระเบิดน้ำลึกได้ระเบิดเหนือเรือดำน้ำในระยะใกล้ชิด

"ตูม"

เรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ สั่นสะเทือนเอียงวูบวาบไปมา พวกทหารเรือล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน อำนาจระเบิดทำให้แบตตารี่เสียหาย เป็นเหตุให้เครื่องยนต์ของเรือดำน้ำหยุดทำงานทันที

เอส.วี. ๕๙๕ ค่อยๆ ดำดิ่งลงสู่ก้นทะเลลึก ในที่สุดตัวเรือก็กระทบกับพื้นหินและดินปนทรายก้นอ่าวไทยเสียงดังครืด ทำให้เรือเอียงวูบวาบอีกครั้งหนึ่ง

ผู้บังคับการสั่งให้ต้นกลปล่อยน้ำมันออกทางท่อตอร์ปิโด เพื่อหลอกลวงให้เรือยามรักษาฝั่งเข้าใจผิดว่าเรือดำน้ำในบังคับบัญชาของเขาอับปางเสียแล้ว

ในเวลาเดี๋ยวกันนี้เอง เรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำแห่งราชนาวีไทยกำลังแล่นเคียงคู่กันอย่างแช่มช้าแลเห็นธงไตรรงค์สะบัดพริ้วอยู่ที่ท้ายเรือ เป็นสง่าผ่าเผยยิ่ง เรือทั้งสองอยู่ห่างจากกันในราว ๑๐ เมตร เมื่อผู้บังคับการเรือและทหารประจำเรือแลเห็นน้ำมันลอยเป็นแพ ต่างก็ดีใจไชโยโห่ร้อง มั่นใจว่าเรือดำน้ำของข้าศึกถูกทำลายแล้ว

เครื่องฟังเสียงเรือดำน้ำไฮโดรเจนโฟนิกก็ไม่ปรากฏว่ามีเสียงเรือดำน้ำอยู่ใต้ทะเลลึก เรือยามรักษาฝั่งทั้งสองลำได้รีบส่งวิทยุไปยังฐานทัพเรือ รายงานผลของการปฏิบัติงานไปให้ผู้บังคับบัญชาทราบตามระเบียบ และแจ้งให้นักบินประจัญบานทั้งสามเครื่องซึ่งกำลังบินวนเวียนอยู่เหนือศีรษะ ให้ทราบว่า เรือดำน้ำของข้าศึกถูกทำลายเสียแล้ว

ณ บัดนี้ นิกรกับกิมหงวนของเราตลอดจนทหารเรือประจำเรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ ต่างมีสภาพไม่ผิดอะไรกับเสือติดจั่น ผู้บังคับการเรือได้ส่งให้ต้นกลทำการแก้ไขเครื่องยนต์ของเรือดำน้ำจนสุดความสามารถ

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ อ๊อกซิเจนที่มีอยู่ในเรือค่อยๆ หมดไปทุกที ทหารเรือทุกคนเริ่มรู้สึกอึดอัดและมีกิริยาท่าทางกระสับกระส่ายไปตามกัน ทุกคนได้ถอดเสื้อฟอร์มของตนออก เหงื่อไหลชุ่มโชกท่วมตัว ร้องอบอ้าวไม่ผิดอะไรกับอยู่ในขุมนรก

กัปตันสั่งให้นำตัวกิมหงวนกับนิกรออกมาจากห้องเพราะในห้องที่คุมขังนั้นมีอากาศน้อยเกินไป เมื่อผู้คุมไขกุญแจเปิดประตูห้องขังออก สองสหายของเราค่อยๆ คลานออกมาจากห้องปราศจากความสง่าผ่าเผย นิกรกับกิมหงวนถอดเสื้อผ้าออกทิ้งไว้ในห้อง คงเหลือแต่กางเกงชั้นในคนละตัว ต่างคนต่างหอบแฮ่กๆ เหมือนกับหมาหอบแดด ทั้งกิมหงวนกับนิกรมีใบหน้าชุ่มโชกด้วยเมล็ดเหงื่อ ทั้งสองพยายามสูดอ๊อกซิเจนเข้าปอด แล้วคลานเข้ามาหาผู้บังคับการเรือ

มันไม่ผิดอะไรกับตกนรกทั้งเป็น เสี่ยหงวนประคองนิกรลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับผู้บังคับการเรือเป็นภาษาอังกฤษ

"กัปตัน" เราต้องการอ๊อกซิเจน"

ผู้บังคับการเรือมองดูเสี่ยหงวนกับนิกรอย่างเห็นใจ

"เราต้องการเช่นเดียวกับท่าน ท่านรู้ไหมอ๊อกซิเจนในเรือเราจะมีใช้อยู่ได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น"

นิกรถามขึ้นทันที

"กัปตันโว้ย ถ้าอ๊อกซิเจนหมดเราจะเป็นยังไง"

"อ๋อ ไม่เป็นอะไร เพียงแต่ตายเท่านั้น ฉันขอถือโอกาสนี้เชิญท่านดื่ม เพื่อความมั่งคั่งแห่งลัทธิของเรา ก่อนที่เราจะสิ้นใจตายเพราะไม่มีอากาศหายใจ"

นิกรค้อนควับ

"เชิญพวกลื้อดื่มกันตามสบายเถอะ"

ภายในเรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ ทหารเรือทุกๆ คนกำลังกระวนกระวายเนื่องจากอากาศที่จะหายใจน้อยลงตามลำดับ เสี่ยหงวนกับนิกรยืนกอดกันอยู่ข้างกล้องตาเรืออาเสี่ยหายใจไม่สะดวกก็ทุรนทุรายและร้องไห้โฮ เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

นิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง

"อ้ายเสี่ย เราต้องไม่ตาย เราจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกและเราจะต้องเอาชนะธรรมชาติ แฮะ แฮะ แฮะ แฮ้ ข้ารู้ ข้าเห็น เราต้องไม่ตายถึงแม้ไม่มีอากาศหายใจเราก็อยู่ได้"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "มันจะอยู่ได้อย่างไรกันวะ"

"เถอะน่า เราไม่ตายก็แล้วกัน แกอยากตายก็เชิญตายคนเดียว ทำใจดีๆ ไว้อ้ายหงวน กันมองเห็นทางที่เราจะรอดตายแล้ว"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ทำยังไงวะ"

"มุดออกทางท่อตอร์ปิโด" นิกรพูดหน้าตาเฉย

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ แล้วสั่นศีรษะ

"นั่นมันในหนังโว้ย นี่มันเรื่องจริง เอายังงี้ดีกว่าไปช่วยอ้ายพวกนี้มันแก้ไขเครื่องยนต์ กันก็พอมีความรู้ทางเครื่องยนต์กลไกอยู่บ้าง แก้ส่งเดชแบบเฮงซวยเผื่อมันเกิดฟลุกขึ้น เราอาจจะรอดตายได้"

นิกรเห็นพ้องด้วย สองสหายพากันเดินตรงไปทางห้องเครื่องยนต์ ซึ่งขณะนี้ต้นกลกับ ต้นหนและต้นเรือกำลังช่วยกันแก้ไขอย่างขมักเขม้น พวกนายทหารเรือต่างด้าวพาเงยหน้าขึ้นมองดูเสี่ยหงวนกับนิกร ทุกคนเข้าใจผิดคิดว่ากิมหงวนเป็น ดร. ดิเรก ต้นกลได้ยิ้มให้กิมหงวนแล้วกล่าวว่า

"ด๊อกเตอร์ ท่านเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของโลกและของประเทศไทย ท่านจะช่วยแก้เครื่องยนต์ของเรือเราให้ใช้การได้เหมือนเช่นเดิมได้ไหม ทั้งนี้เกี่ยวกับความปลอดภัยของท่านด้วย"

กิมหงวนพยักหน้าหงึกๆ พูดภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่วสมกับที่เขาเป็นศิษย์เก่าของ เอ.ซี.

"ไม่ยากอะไรเลย ฉันหลับตาเสียหนึ่งข้างก็แก้ได้ ท่านคิดดูก็แล้วกัน ระเบิดไฮโดรเจนฉันยังทำได้ เครื่องยนต์เรือดำน้ำน่ะแก้ง่ายเหมือนกับปอกกล้วยใส่ปาก"

ต้นหนลืมตาโพลง ต้นกลและต้นเรือต่างก็มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ทั้ง ๓ คนรีบลุกยืน ในเวลาเดียวกันผู้บังคับการเรือก็ตรงเข้ามารวมกลุ่ม แล้วกล่าวถามอาเสี่ย

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย วางท่าทางให้ภาคภูมิ

"ถูกแล้ว ฉันกับผู้ช่วยของฉันจะพยายามแก้ไขจนสุดความสามารถก่อนที่อากาศในเรือจะหมด"

ผู้บังคับการเรือดำน้ำยื่นมือให้เสี่ยหงวนจับทันที

"ขอบใจท่านมากด๊อกเตอร์ดิเรก ถ้าเครื่องยนต์ของเราใช้การได้เราทุกคนก็รอดตาย"

นิกรกับเสี่ยหงวนทรุดตัวลงนั่งยองๆ นายจอมทะเล้นเอื้อมมือหยิบฆ้อนเหล็กขนาดใหญ่อันหนึ่ง ฟาดลงบนส่วนประกอบของเครื่องยนต์สนั่นหวั่นไหวต้นหนนัยน์ตาเหลือกรีบร้องห้าม

"เฮ้-ทำไมท่านทำอย่างนั้น"

นิกรหันมาทำตาเขียว

"ท่านไม่มีความรู้อย่ายุ่งหน่อยเลยน่า ดูเฉยๆ ก็แล้วกัน ประเดี๋ยวรู้เรื่อง"

อาเสี่ยกล่าวถามนิกรเบาๆ

"แกแก้ภาษาอะไรกันวะ เอาค้อนไปเคาะมันก็บัลลัยหมดเท่านั้น"

นิกรไม่สนใจกับอาเสี่ย เขาใช้เครื่องมือถอดน๊อตออกหลายชิ้น ถอดออกมาแล้วก็ใส่เข้าไปอีก อาเสี่ยทำตามนิกรเช่นเดียวกัน ช่างกลกำมะลอทำให้พวกนายทหารเรือต่างชาติประหลาดใจไปตามกัน

ในที่สุดนิกรก็กล่าวกับต้นกล

"ลองติดเครื่องดูซิ ต้นกล"

ต้นกลผู้มียศเป็นเรือเอกปฏิบัติตามคำสั่งของนิกรทันที พอเขาติดเครื่อง เครื่องยนต์ของเรือดำน้ำก็เริ่มทำงานตามปกติ พวกทหารเรือต่างกระโดดโลดเต้นเป่าปากตบมือกระทืบเท้าไปตามกัน ทุกคนดีใจเหมือนตายแล้วเกิดใหม่ อาเสี่ยกับนิกรทำตาปริบๆ มองดูหน้ากัน

"ทำไมมันถึงติดได้วะอ้ายกร" กิมหงวนถามเสียงกระซิบ

"ก็นั่นน่ะซี แก้แบบเฮงซวยแท้ๆ น่าจะฟลุกโว้ย ฮะฮะ กันบอกแกแล้วว่าเราไม่ตาย ฮิ ฮิ ฮิ ฮิ ข้ารู้ ข้ามองเห็น เราต้องไม่ตาย"

ผู้บังคับการเรือและพวกนายทหารเรือดำน้ำต่างแสดงความยินดีและขอบคุณสองสหายโดยทั่วหน้า ครั้นแล้วกัปตันก็สั่งให้ทหารประจำสถานีรบเตรียมเรือดำน้ำลำมหึมาขึ้นเหนือน้ำ

ผู้บังคับการต้องทำงานอย่างหนัก เขาสั่งเดินเครื่องเบาๆ เรือดำน้ำขนาดยักษ์ค่อยๆ ลอยลำขึ้นทีละน้อยและแล่นไปข้างหน้า อากาศซึ่งจวนจะหมดแล้วทำให้ทหารเรือและสองสหายอึดอัดทุรนทุรายไปตามกัน

เอส.วี. ๕๙๕ สูงขึ้นจากก้นทะเลตามลำดับ กัปตันยืนประจำกล้องเปอริสโค้ปอันเป็นหัวใจของเรือดำน้ำ ทหารเรือคนหนึ่งตะโกนรายงานบอกระดับน้ำให้ทราบตลอดเวลา

ในที่สุด กัปตันก็เลื่อนกล้องตาเรือขึ้นเพื่อสำรวจพื้นทะเลให้ทั่ว แต่แล้วพอกล้องตาเรือพ้นระดับน้ำประมาณ ๒ เมตร เสียงปืนใหญ่นัดหนึ่งก็ดังสนั่นหวั่นไหว

เรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" แห่งราชนาวีได้ยิงเรือดำน้ำของข้าศึกในระยะเผาขน กล้องตาเรือแหลกละเอียดทำให้น้ำเข้าเรือทันที.... ณ บัดนี้ เรือพิฆาตราชนาวีไทยรวม ๓ ลำ กำลังแล่นช้าๆ ลอยลำอวดธงรบแห่งราชนาวีอย่างสง่าผ่าเผย

สถานการณ์ของเรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ ตกอยู่ในระหว่างความคับขันเสียแล้ว เมื่อกล้องตาเรือซึ่งเป็นหัวใจของเรือดำน้ำถูกทำลายเช่นนี้ เรือดำน้ำก็ไม่สามารถจะดำลงสู่ก้นทะเลลึกได้ เพราะถ้าดำลงไปน้ำก็เข้าเรือจม

ผู้บังคับการเรือตัดสินใจยอมจำนน โดยไม่มีเงื่อนไข เขาตะโกนสั่งต้นเรือให้นำเรือขึ้นผิวน้ำ ทันที ทั้งนี้ก็เพื่อเห็นแก่ชีวิตของลูกเรือทั้งหลายนั่นเอง

เอส.วี. ๕๙๕ ค่อยๆ แล่นขึ้นสู่ผิวน้ำตามลำดับ ผู้บังคับหมวดเรือพิฆาตของเรา ได้ติดต่อออกคำสั่งทางวิทยุให้เรือพิฆาตทั้งสามลำเตรียมพร้อมที่จะทำลายเรือดำน้ำลำนี้ถ้าหากว่าจะทำการต่อสู้

เรือดำน้ำของข้าศึกหยุดแล่นแล้ว ลอยลำนิ่งเฉยฝาจมโพล่เปิดออกมาบรรดานายทหารเรือและพลทหารประจำเรือดำน้ำต่างรีบแก่งแย่งกันขึ้นมาบนปากเรือ เพื่อรับอากาศบริสุทธิ์ นิกรกับ กิมหงวนไม่ได้คำนึงถึงวัฒนธรรม เพราะขืนรอเข้าคิวก็คงขาดใจตาย เนื่องจากอากาศในเรือดำน้ำหมดแล้ว สองสหายใช้ศอกทุบกองทหารเรือข้าศึกอย่างอุตลุดเบียดเสียดเยียดยัดขึ้นมาบนเรือจนได้ แล้วก็หมดแรงทรุดตัวลงนั่งหอบ แฮ่กๆ

ทั้งกิมหงวนกับนิกรมีแต่กางเกงชั้นในคนละตัวเท่านั้น เหงื่อไหลชุ่มโชกตัว ต่างรู้สึกตัวเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

ไม่มีทหารเรือข้าศึกคนใดวิ่งเข้าประจำปืน ผู้บังคับการเรือดำน้ำโบกผ้าขาวผืนหนึ่งแสดงการยอมจำนน โดยไม่มีเงื่อนไข เรือพิฆาตแห่งราชนาวีไทยทั้งสามทื่อเข้ามาอย่างแช่มช้า ทหารเรือได้เข้าประจำปืนใหญ่และปืนต่อสู้อากาศยาน ปืนทุกกระบอกบรรจุกระสุนพร้อม และหันปากกระบอกของมันมายังเรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕

ในที่สุดเรือพิฆาตทั้ง ๓ ลำ ก็หยุดนิ่งห่างจากเรือดำน้ำข้าศึกไม่เกิน ๕๐ เมตร ผู้บังคับหมวดเรือพิฆาตซึ่งประจำอยู่ในเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" สั่งให้หย่อนเรือยนต์ประจำเรือลงทะเลทันที ครั้นแล้วทหารเรือไทยประมาณ ๑๐ คน ก็นั่งเรือยนต์แล่นตรงมายังเรือข้าศึก

ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง ทหารเรือข้าศึกทุกคนก็ถูกจับเป็นเชลยและนำมายังเรือพิฆาตลำหนึ่ง ส่วน อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรถูกนำตัวมาขึ้นเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" สองสหายได้รับความช่วยเหลือจากทหารเรืออย่างดี

น.ต. วีระ วีระพล ผู้บังคับการเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" และผู้บังคับหมวดเรือพิฆาตได้สั่งให้เรือพิฆาตทั้งสามลำทำลายเรือดำน้ำของข้าศึกด้วยปืนใหญ่ประจำเรือ

เสียงปืนใหญ่คำรามลั่นท้องทะเลหลวง มันเป็นการระดมยิงในระยะเผาขน เรือดำน้ำ เอส.วี. ๕๙๕ ถูกยิงอย่างจังทำให้เกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว และแล้วไม่ถึง ๕ นาที เรือดำน้ำขนาดยักษ์ของข้าศึกก็จมหายลงไปในทะเล

ขบวนเรือพิฆาตราชนาวีไทย แล่นกลับคืนฐานทัพอย่างสง่าผ่าเผย ธงราชนาวีที่ท้ายเรือและบนยอดเสาโบกสะบัดพริ้ว สมรรถภาพของกองทัพเรือไทยในปัจจุบันนี้ย่อมมีความเข้มแข็งพอที่จะสู้กับราชศัตรูผู้รุกรานได้ ทหารเรือทุกคนพร้อมแล้วที่จะสู้ตายไม่ยอมให้เรือรบของข้าศึกล่วงล้ำน่านน้ำของเรา

ภายในห้องๆ หนึ่งของเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย"

เสี่ยหงวนกับนิกรแต่งกายครึ่งท่อนคล้ายกับทหารเรือ สองสหายกำลังนั่งอยู่ในวงล้อมของพวกทหารเรือทั้งหลาย ซึ่งขณะนี้ น.ต. วีระ ผู้บังคับหมวดเรือพิฆาตกำลังฟังเรื่องราวที่สองสหายผลัดกันเล่าให้ฟัง

"ผมขอบคุณผู้การอย่างยิ่งเชียวครับ ที่กรุณาช่วยผมกับเจ้ากรไว้" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "ผมกับ เจ้ากรกำลังจะถูกนำตัวไปยังประเทศของมัน พอดีเรือดำน้ำของมันถูกทุ่นระเบิดน้ำลึกชำรุด ลงไปนอน กบดาลอมยิ้มอยู่ก้นทะเล อ้ายพวกนั้นเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นด๊อกเต้อร์ดิเรกครับ"

พวกนายทหารเรืออมยิ้มไปตามกัน ผู้บังคับการเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" กล่าวกับอาเสี่ยว่า

"ผมได้รับคำสั่งให้นำเรือพิฆาตทั้งสามลำทำการลาดตระเวนน่านน้ำของเรา พอดีได้รับวิทยุจากเรือยามฝั่งผมก็สั่งให้เรือทั้งสามลำเดินทางมาที่นี่ นับว่าพวกเราได้ช่วยเหลือคุณกับคุณนิกรโดยบังเอิญ เป็นอันว่าคุณทั้งสองปลอดภัยแล้ว"

นิกรยิ้มให้ผู้บังคับการเรือแล้วกล่าวถาม

"เรือลำนี้ชื่ออะไรครับ ผมยังไม่ทราบ"

ผู้บังคับการตอบอย่างภาคภูมิ

"ตันตระกูลไทยครับ"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น หันมาทางกิมหงวน

"เฮ้ย เราร้องเพลง "ต้นตระกูลไทย" สดุดีเรือลำนี้หน่อยเถอะวะ"

น.ต. วีระพูดเสริมขึ้น

"ลำบากนักก็ไม่ต้องร้องหรอกครับ"

นิกรหัวเราะ

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น อ้า-ผู้การจะขัดข้องไหมครับถ้าผมกับเพื่อนจะขอชมสภาพความเป็นไปต่างๆ ของเรือรบลำนี้"

น.ต. วีระตอบนิกรโดยไม่ต้องคิด

"ไม่ขัดข้องอะไรหรอกครับ เชิญซีคุณผมจะพาคุณกับคุณกิมหงวนชมเรือของเราให้ทั่ว"

ทุกคนต่างลุกขึ้น ครั้นแล้วผู้บังคับการเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" ก็พาสองสหายออกไปจากห้องนั้น

เป็นครั้งแรก ที่นิกรกับเสี่ยหงวนได้มีโอกาสชมเรือพิฆาตขนาดใหญ่แห่งราชนาวีไทย เรือลำนี้มีระวางขับน้ำ ๒,๒๕๐ ตัน มีปืนขนาดใหญ่ ๕ นิ้ว ๔ กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยาน ขนาด ๓ นิ้ว ๔ กระบอก ขนาด ๔๐ มม. ๘ กระบอก ท่อตอรปิโดร์ขนาด ๒๑ นิ้ว ๘ ท่อ นอกจากนี้ยังมีเครื่องยิงระเบิดน้ำลึก และเครื่องโรยทุ่นระเบิดอีกด้วย จัดว่าเป็นเรือที่ทันสมัยแห่งราชนาวีไทยลำหนึ่ง

ขณะที่สองสหายกำลังชมห้องบังคับการเรือ หรือหอบังคับการ ยามบนยอดเสาก็ร้องตะโกนลงมาด้วยเสียงอันดัง

"พบเรือรบข้าศึก ๓ ลำทางขวาง"

พันจ่ายามร้องตะโกนตอบและรีบรายงานให้นายยามทราบ ต่อจากนั้นผู้บังคับการก็ได้รับ รายงานจากนายยามตามระเบียบ

จากเรนจ์ ไฟเดอร์ อันเป็นนัยน์ตาของเรือรบ น.ต. วีระก็มองแลเห็นหมู่เรือรบของข้าศึกอย่างถนัด เป็นเรือพิฆาตขนาดใหญ่ ๒ ลำ และเรือลาดตระเวนประจัญบานขนาด ๑,๕๐๐๐ ตันอีกหนึ่งลำ เรือรบทั้งสามลำนี้กำลังโผล่พ้นมุมเกาะสีชังออกมา และทุกลำไม่มีธงปรากฏสัญชาติ อย่างไรก็ตาม น.ต. วีระสามารถทราบดีว่าเรือรบทั้งสามลำนี้เป็นเรือรบของใคร

ขณะที่ผู้บังคับการกำลังมองดูเรือรบข้าศึก จากเรนจ์ ไฟเดอร์ นิกรกับอาเสี่ยหงวน และต้นเรือได้ยืนอยู่ข้างๆ อาเสี่ยยื่นมือเขี่ยเอวท่านผู้บังคับการเบาๆ แล้วกล่าวถาม

"เรือมันเล็กหรือใหญ่ครับ ผมเห็นขนาดก้านไม้ขีดไฟเท่านั้น"

น.ต. วีระตอบพลางดูกล้องพลาง

"เรือลาดตระเวนประจัญบานหนึ่งลำ และเรือพิฆาตขนาดใหญ่อีกสองลำ ขณะนี้มันกำลังแล่นตรงเข้ามาหาหมู่เรือรบของเราแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"แต่ว่าเรือเราแล่นเร็วกว่าเรือของมันไม่ใช่หรือครับผู้การ ถ้ายังไงส่งผมกับอ้ายกรขึ้นฝั่ง บางแสนเสียก่อนไม่ดีหรือครับ"

ผู้บังคับการเงยหน้าขึ้นจากเรนจ์ ไฟเดอร์แล้วทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"คุณเป็นคนไทย คุณไม่น่าจะขี้ขลาดตาขาวอย่างนี้เลย ที่ถูกคุณจะต้องร่วมเป็นร่วมตายกับเรา"

เสี่ยหงวนชิดเท้าตรง ยกมือวันทยาหัตถ์ทั้งๆ ที่เขาไม่ได้สวมหมวก

"ตกลงครับ ผมยินดีที่จะเป็นผู้บังคับการเรือลำนี้"

น.ต. วีระทำคอย่น

"แล้วผมล่ะ"

"ผู้การเป็นผู้ช่วยผม..." อาเสี่ยพูดหน้าตาเฉย

ท่านผู้บังคับการอดหัวเราะไม่ได้ น.ต.วีระหันมาทางพลทหารแตรซึ่งยืนอยู่ข้างๆ แล้วออกคำสั่ง

"ประจำสถานีรบ"

พลแตรเดี่ยวรับคำสั่ง ยกแตรขึ้นเป่าสัญญาณประจำสถานีรบทันที บรรดาทหารเรือต่างวิ่งพล่านเข้าประจำที่ของท่าน ธงรบถูกชักขึ้นเหนือยอดเสาอย่างฉับพลัน ปืนทุกกระบอกหันไปทางหมู่เรือรบของข้าศึก

อีกครั้งหนึ่งที่ น.ต. วีระต้องทำงานอย่างหนักที่สุด เขาสั่งพนักงานวิทยุรีบส่งข่าวไปยังฝูงบินนาวีโดยด่วน และรายงานข่าวเรือรบข้าศึกไปทางฐานทัพที่สัตหีบ เรือพิฆาตทั้งสามลำติดต่อประสานงานกันด้วยสัญญาณไฟ

เรือพิฆาตทั้งสามลำต่างแปรขบวนออกจากกันอย่างสง่าผ่าเผย ในเวลาเดียวกันหมู่เรือรบของข้าศึกก็แปรขบวนออกจากกัน ทหารเรือไทยทุกคนใจเต้นระทึกทุกคนทราบดีว่า กำลังรบของข้าศึกเหนือกว่ามาก เพราะเรือลาดตระเวนประจัญบานนั้นย่อมมีปืนใหญ่ขนาด ๑๑ นิ้ว ซึ่งยิงได้ไกลมาก และอำนาจระเบิดก็รุนแรงยิ่งกว่าปืนเรือพิฆาตหลายเท่า

แต่ทหารเรือทุกคนยอมตาย ดีกว่าที่จะหลบหนีข้าศึกที่บังอาจล่วงล้ำน่านน้ำของเรา

ประกายไฟแลบออกจากปืนใหญ่หัวเรือลาดตระเวนประจัญบานลำนั้นแลเห็นถนัด เพียงครู่เดียวเสียงระเบิดของกระสุนปืนใหญ่ก็ดังขึ้น ข้าศึกเปิดฉากยิงระดมยิงหมู่เรือพิฆาตของเราแล้ว

"ตูม"

กระสุนปืนใหญ่ขาด ๑๑ นิ้วรวม ๕ นัดตกลงในน้ำห่างจากกราบขวาของเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" ราว ๒๐ เมตร น้ำทะเลพุ่งฉูดเป็นลำตาลกิมหงวนกับนิกรกอดกันกลมดิกและหลับตาปี๋

น.ต. วีระสั่งปืนหัวยิงโต้ตอบข้าศึกทันที และสั่งให้เรือพิฆาตอีกสองลำเริ่มยิงโดยอิสระ

ปืนใหญ่ของเรือพิฆาตดังกึกก้องท้องทะเลหลวง แต่เรือรบของข้าศึกอยู่ห่างจากวิถีกระสุน ดังนั้นกระสุนปืนของเราจึงยิงไม่ถึงเรือข้าศึก น.ต. วีระสั่งให้เรือพิฆาตเร่งเครื่องเต็มที่บุกเข้าประจัญบานหมวดเรือรบข้าศึกอย่างอาจหาญ

ต่างฝ่ายต่างยิงโต้ตอบกันโดยไม่ลดละ เรือพิฆาตของเราแล่นสลับฟันปลา ด้วยความเร็วสูงสุดกระสุนปืนใหญ่ของเรือลาดตระเวนประจัญบานยิงเฉียดไปมาอย่างน่าหวาดเสียว

ในที่สุด ปืนใหญ่ของเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" ก็ยิงถูกเรือพิฆาตของข้าศึกลำหนึ่งอย่างจัง และบังเอิญถูกห้องกระสุนปืนดินดำซึ่งยิงด้วยกระสุนเจาะ เกราะเรือพิฆาตของข้าศึกดังสนั่นหวั่นไหว และพริบตาเดียวเท่านั้นมันก็จมลงสู่ก้นอ่าวไทย

ทหารเรือของเราต่างไชโยโห่ร้องด้วยความดีใจ น.ต.วีระสั่งให้ปืนเรือ "ต้นตระกูลไทย" ระดม

ยิงเรือลาดตระเวนของข้าศึก แต่แล้วกระสุนปืนใหญ่จากเรือลาดตระเวนประจัญบานสองนัดก็ยิงมาถูกกลางลำเรือ "ต้นตระกูลไทย" อย่างจัง

"ตูม"

ทหารเรือไทยไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนต้องเสียชีวิต ปืนต่อสู้อากาศยานขนาด ๔๐ มม. ทั้งสองกระบอกหักสะบั้นและพลประจำปืนต้องเสียชีวิตจากอำนาจของกระสุนปืนใหญ่ ทำให้เกิดเพลิงไหม้ ลุกลาม

"กราบขวาดับไฟ" ผู้บังคับการออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด

กิมหงวนอกสั่นขวัญแขวน ชิ้นระเบิดชิ้นหนึ่งถากศีรษะเขาไปเพียงเล็กน้อย อาเสี่ยเผลอตัวร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"สละเรือใหญ่"

ผู้บังคับการสะดุ้งโหยง วิ่งเข้ามาคว้าหน้าอกเสื้ออาเสี่ยเขย่าแล้วขบกรามพูด

"คำว่าสละเรือใหญ่ไม่มีในปทานุกรมของเรา" พูดจบ น.ต. วีระก็ลั่นหมัดฮุคขวากระแทกหน้าอาเสี่ยเต็มแรงถูกปากครึ่งจมูกครึ่ง กิมหงวนเซถลาร่อนเหมอนกับนกปีกหัก ล้มลงก้นกระแทกพื้น

อาเสี่ยร้องไห้โฮ

"เท่านี้ก็ต้องแจกหมากผมด้วยหรือครับ"

ผู้บังคับการหัวเราะเสียงกร้าว เขาหันไปบัญชาการรบต่อไป บัดนี้เรือพิฆาตของเราเข้าใกล้หมวดเรือรบของข้าศึก เรือพิฆาต "ไทยสู้ตาย" ได้ยิงถูกเรือพิฆาตของข้าศึกลำหนึ่งอย่างจังทำให้เกิดเพลิงไหม้และผละออกจากการรบทันที

มันไม่ผิดอะไรกับนายแย็คทั้งสามคนกำลังเล่นงานยักษ์ใหญ่ เรือลาดตระเวนประจัญบานของข้าศึกใช้ปืนระดมยิงเรือพิฆาตของเราทั้งสามลำอย่างดุเดือด เรือพิฆาต "ไทยเหี้ยมหาญ" ถูกแซลโวจมลงในน้ำทันที พวกทหารเรือลำนั้นแทนที่จะเสียขวัญกลับยืนเข้าแถวร้องเพลง "ต้นตระกูลไทย" อย่างสง่าผ่าเผย และจมลงก้นทะเลพร้อมกับเรือของตน โดยเฉพาะผู้บังคับการได้ยืนโบกมืออยู่ในห้องแล้ว กอดอกร้องตะโกนเป็นประโยคสุดท้าย

"ชาติไทยจงเจริญ"

เรือพิฆาต "ไทยเหี้ยมหาญ" อับปางเสียแล้ว แต่วีรกรรมอันกล้าหาญของทหารเรือลำนี้ จะปรากฏอยู่ชั่วกาลนาน เรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" กับเรือพิฆาต "ไทยสู้ตาย" ต่างทำการสู้รบกับเรือลาดตระเวนประจัญบานของข้าศึกอย่างดุเดือด

"ตูม"

ปืนใหญ่จากเรือลาดตระเวนอีกนัดหนึ่งตกลงบนเรือ "ต้นตระกูลไทย" ทางท้ายเรือ พลประจำปืน ๔ คนเสียชีวิต นายปืนได้รับบาดเจ็บสาหัสเขาถูกชิ้นระเบิดที่ท้อง

เสี่ยหงวนกับนิกรวิ่งเข้าไปช่วยเหลือ นายปืนซึ่งเป็นเรือโทโบกมือห้ามสองสหาย

"ไม่ต้องห่วงผม ช่วยยิงข้าศึกแทนผมด้วย" พูดจบเขาก็ดึงไส้ออกมาจากท้องของเขาแล้วชูอวดสองสหาย "เห็นไหมครับ ผมพลีชีพเพื่อชาติถึงแม้ผมตาย ผมก็ภูมิใจแล้ว โปรดเอาไส้ของผมใส่หม้อ ส่งไปให้เมียผมด้วยนะครับให้หล่อนเก็บดองไว้ให้ลูกผมดู" พูดจบต้นปืนก็หลับตาอมยิ้มสิ้นใจตายอย่างสง่าผ่าเผย

อาเสี่ยกับนิกรปราดเข้าประจำปืนทันที นิกรเป็นคนยิง เสี่ยหงวนเป็นพลบรรจุ นายจอมทะเล้นหมุนลำกล้องปืนตั้งขึ้นจนเกือบเป็นมุมฉาก อาเสี่ยลืมตาโพลงแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย แกจะยิงอะไรวะ"

นิกรหันมายิ้ม

"ก็ยิงเรือข้าศึกน่ะซี"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"ยิงแบบไหน"

"ยิง จ.ด.ส."

อาเสี่ยหัวเราะไม่ได้

"กระบอกปืนให้มันต่ำลงไปอีกเถอะวะ ตั้งศูนย์ปืนอย่างนี้กันสงสัยว่าลูกปืนมันจะหล่นลงมาบนเรือเรา จะเข้าทำนองหอกของเราทิ่มตัวเราเอง"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เถอะน่า เชื่อความสามารถกันเถอะวะ" พูดจบนิกรก็กระชากไกปืนใหญ่ทันที

"ตูม"

ปืนใหญ่ ๕ นิ้วหลุดออกจากปากกระบอกของมันลอยละลิ่วขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกับยิงจรวดไปโลกพระจันทร์ แต่แล้วมันก็หล่นลงมา และหลุดไปในปล่องเรือพิฆาตของข้าศึกทันที กระสุนนั้นระเบิดที่ห้องเครื่องยนต์ของเรือพิฆาตทำให้เกิดระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง เรือพิฆาตของข้าศึกแหลกละเอียดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย ท่ามกลางความตื้นเต้นประหลาดใจของเสี่ยหงวน

"อ้ายกร" อาเสี่ยร้องสุดเสียง "แกยิงยังไงโว้ย เอ้อเฮอ ทำไมถึงแม่นยังงี้โว้ย"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปาก"

เสี่ยหงวนมองดูนายจอมทะเล้นด้วยความเลื่อมใส

"ยิงให้ดูอีกนัดเถอะวะ ยิงให้ลงปล่องเรือลาดตระเวน"

นิกรสั่นศรีษะ

"ยิงได้นัดเดียวเท่านั้น แฮ่ะ แฮ่ะ โอ๊ย.... มาแล้วโว้ย"

กระสุนปืนใหญ่ ๑๑ นิ้ว ๒ นัด จากเรือลาดตระเวนประจัญบานของข้าศึก ยิงมาตกห่างจากกราบเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" เพียงเล็กน้อย น้ำทะเลพุ่งฉูด ต้นเรือนำเรือแล่นสลับฟันปลา หลบหลีกกระสุนปืนของข้าศึก

น.ต.วีระ สั่งต้นตอร์ปิโดร์เตรียมยิง และแล้วเมื่อเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" บุกเข้าไปจนกระทั่งห่างจากเรือลาดตระเวนประจัญบานของข้าศึก เพียง ๑,๕๐๐ เมตร น.ต. วีระก็สั่งยิงตอร์ปิโดร์ทันที

ตอร์ปิโดร์ ๑๒ นิ้ว ๒ ลูก หลุดออกจากท่อหล่นลงน้ำดังป๋อม แล้วมุดน้ำวิ่งเข้าไปยังเรือรบของข้าศึกด้วยความเร็วสูง ขณะนี้ปืนใหญ่ของเรือข้าศึกยังคงระดมยิงมาราวกับห่าฝน เรือพิฆาตแห่งราชนาวีไทยทั้งสองลำต่างยิงโต้ตอบโดยไม่ลดละ

ตอร์ปิโดของเราถูกท้ายเรือข้าศึกอย่างจัง

"ตูม"

เสียงระเบิดดังลั่นท้องทะเลหลวง ในเวลาเดียวกันนี้เองฝูงบินนาวีของเราก็ปรากฏเหนือน่านฟ้าทิศตะวันออก

เครื่องบินประจัญบานแบบ แบร์แค็ทรวม ๑๘ เครื่องบินเกาะหมู่ในระยะต่ำตรงมาอย่างรวดเร็ว ทหารเรือพิฆาตทั้งสองลำต่างกระโดดโลดเต้นไชโยโห่ร้อง

น.ต. วีระมีหน้าชุ่มชื่นขึ้น เขาวิ่งลงมาจากหอบังคับการและตรงไปทางท้ายเรือ "ต้นตระกูลไทย" ท่านผู้บังคับการหยุดชะงักเมื่อแลเห็นนิกรกับเสี่ยหงวน ประจำปืนต่อสู้อากาศยานและกำลังจะยิงเครื่องบิน

"เฮ้" น.ต. วีระร้องลั่น "หยุดก่อน คุณจะยิงอะไรน่ะ"

นิกรหันมายิ้มกับผู้บังกับการ

"ยิงเครื่องบินน่ะซีครับ ข้าศึกส่งเครื่องบินจากเรือบรรทุกเครื่องบินมาช่วย ผมสองคนสู้ตายครับ ผู้การไม่ต้องเป็นห่วง ถ้ายังไงเอาชื่อผมเขียนลงในอนุสาวรีย์ด้วยนะครับ"

กิมหงวนว่า "อย่ายุ่งกับผมเลยครับผู้การผมจะยิงเครื่องบินให้ล่วงอย่างน้อย ๓ ลำ ถึงตัวจะตายก็ไม่ว่า"

น.ต. วีระถอนหายใจหนักๆ

"เครื่องบินนาวีของเราครับ ไม่ใช่ของข้าศึก"

"อ้าว" สองสหายร้องขึ้นมาพร้อมๆ กัน

ผู้บังคับการยกมือชี้หน้าสองสหาย

"อย่ายิงนะครับ ถ้าคุณยิงคุณจะต้องมีความผิด" พูดจบท่านผู้บังคับการก็วิ่งไปทางหัวเรือ

เสี่ยหงวนมองดูนิกร ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันแล้วหันไปมองดูเครื่องบินประจัญบานแห่งทัพฟ้านาวี ซึ่งกำลังแปรขบวนออกจากกัน ดำดิ่งเข้าประจัญบานเรือลาดตระเวนของข้าศึก

ยักษ์ใหญ่ถูกตอร์ปิโดเอียงกระเท่เล่ แต่ปืนต่อสู้อากาศยานทุกกระบอกได้ระดมยิงเครื่องบินของเราอย่างดุเดือด เครื่องบินแห่งฝูงนาวีสองเครื่องถูกยิงตกทะเล แต่อีกหลายเครื่องได้ทิ้งลูกระเบิด และกราดปืนกลลงมายังเรือลาดตระเวนประจัญบานลำนั้น

เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบิน เสียงปืนกลอากาศเสียงปืนต่อสู้อากาศยาน และเสียงลูกระเบิดทำลายดังสนั่นหวั่นไหว เรือลาดตระเวนประจัญบานของข้าศึกตกเป็นเหยื่อพระเพลิงแล้ว ส่วนต่างๆ ของเรือพังพินาศ หอบังคับการอันสูงใหญ่หักโค่นลงมา และส่วนท้ายของเรือเริ่มจมน้ำแล้ว

นักบินกับนาวี ได้ช่วยกันกระหน่ำลูกระเบิดลงไปยังเรือรบข้าศึกและกราดปืนกลราวกับห่าฝน

อวสานกาลของเรือลาดตระเวนหนักลำนั้นเกิดขึ้นแล้ว ทัพฟ้านาวีได้แสดงบทบาทอันกล้าหาญ ป้องกันประเทศชาติของเราตามหน้าที่ของเขา แบรแค็ตบินฉวัดเฉวียนไปมาในท่าผาดแผลง ปืนกลอากาศที่ยิงลงไปถูกเรือข้าศึกล้มตายเกลื่อนกลาด

ในที่สุด เรือลาดตระเวนประจัญบานของข้าศึกก็จมลงสู่อ่าวไทย ทหารเรือข้าศึกหลายร้อยคนลอยคออยู่ในน้ำ การรบสิ้นสุดลงแล้ว ฝูงเครื่องบินนาวีต่างเกาะหมู่กันตามเดิม และบินวนเวียนรอบเรือพิฆาตทั้งสองลำในระยะต่ำ ทหารเรือต่างไชโยโห่ร้องโบกมือให้นักบิน

น.ต. วีระสั่งให้เรือพิฆาต "ไทยสู้ตาย" ทำการช่วยเหลือทหารเรือไทยที่ลอยคออยู่ในทะเล ส่วนเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" ได้ช่วยเหลือทหารเรือข้าศึกเพื่อมนุษยธรรม

ประวัติศาสตร์ได้จารึกลงไปแล้วว่า น่านน้ำไทยตอนเกาะสีชังหน้าเมืองชลบุรีนั้น ได้มีการสู้รบอย่างฉกาจฉกรรจ์ระหว่างหมู่เรือพิฆาตแห่งราชนาวีไทยกับหมู่เรือรบของข้าศึก

เรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" กับเรือพิฆาต "ไทยสู้ตาย" ได้เดินทางมาถึงพระนครในตอนบ่ายวันที่ ๑๕ เดือนนี้

เสียงหวูดเรือดังกึกก้องแม่น้ำเจ้าพระยา เรือรบทั้งสองกำลังผ่านสะพานพุทธยอดฟ้าอย่างสง่าผ่าเผย สองฟากฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาเต็มไปด้วยประชาชนนับแสน เสียงไชโยโห่ร้องก้องกังวานไปไกล ธงไตรรงค์ในมือของพี่น้องชาวไทยโบกสะบัดพริ้ว

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ และวิทยุทุกสถานีต่างเสนอรายละเอียด วีรกรรมอันกล้าหาญของทหารเรือแห่งเรือรบทั้งสองลำนี้ และได้แจ้งให้ทราบว่าเรือพิฆาต "ต้นตระกูลไทย" กับ "ไทยสู้ตาย" จะมาถึงพระนครในเวลา ๑๔.๐๐ น. ดังนั้นประชาชนทุกมุมเมืองจึงพากันมาต้อนรับทหารหาญ

ในที่สุดเรือรบทั้งสองลำก็เข้าเทียบ ท่าราชวรดิษฐ์ เสียงเพลงต้นตระกูลไทยดังกระหึ่มทำให้ ผู้ฟังฮึกเหิม รักชาติขึ้นอีกหลายเท่า กองทหารเรือพรรคนาวิกโยธินได้ตั้งแถวอยู่บนฝั่งเรียงราย

นิกรกับกิมหงวนแต่งเครื่องแบบสากลเรียบร้อย ซึ่งได้รับความเอื้อเฟื้อจากท่านผู้บังคับการเรือ "ต้นตระกูลไทย" สองสหายเดินรวมกลุ่มกับพวกนายทหารเรือลงมาจากเรือรบ "ต้นตระกูลไทย" อย่างสง่าผ่าเผย

คุณหญิงวาดแหวกกลุ่มประชาชนพา ๔ นางกับคุณหญิงประสิทธิ์ฯ เจ้าคุณปัจนึกฯ พลกับดร. ดิเรก และเจ้าแห้วบุกเข้ามาอย่างร้อนรน มีตำรวจ ๓ คนตามมาด้วย ตำรวจทั้ง ๓ คนนี้ได้รับคำสั่งจากทางการให้คอยพิทักษ์รักษานายแพทย์หนุ่มของเราตลอดเวลา ขณะนี้บ้าน "พัชราภรณ์" มีตำรวจเฝ้าอย่างหนาแน่น

"กร-กรโว้ย" คุณหญิงวาดตะโกนสุดเสียง วิ่งเข้าไปโผกอดหลานชายสุดที่รักของท่าน

นวลลออปราดเข้ากอดกิมหงวนด้วยความดีใจอาเสี่ยก้มลงจูบเมียเขา ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองช่างภาพหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งก็ถ่ายภาพนี้ไว้ได้

คุณหญิงวาดดีใจจนน้ำตาไหล นิกรล้วงกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาคลี่ออกแล้วเช็ดน้ำตาให้ท่าน

"อย่าร้องไห้เลยครับ ผมรอดตายกลับมาแล้ว"

คุณหญิงวาดสะอื้น

"นั่นน่ะซี อาถึงได้ร้องไห้ โธ่ถังเอ๊ย... ไม่ควรจะรอดตายกลับมาเลย ฉันนึกว่าแกตายเสียแล้ว"

นิกรแกะมือคุณหญิงวาดที่กอดเขาออก แล้วเดินเลี่ยงไปทางคณะอื่น คณะพรรค ๔ สหายต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ ดร. ดิเรกยกมือตบบ่าอาเสี่ยแล้วพูดเสียงหนักๆ

"เฮ้-พอโว้ย เอาไว้ไปจูบกันที่บ้านดีกว่าอายเขาโว้ย"

เสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นแล้วเคี้ยวปากจั๊บๆ ลิพสติกที่ปากนวลลออติดปากกิมหงวนแดงเถือก คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน อาเสี่ยยกมือผลักหน้า ดร. ดิเรกค่อนข้างแรง

"แกทีเดียวทำให้กันถูกมันจับไป"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"มันเป็นความผิดของแกต่างหาก แกกับอ้ายกรเสือกเข้าไปรุ่มร่ามในห้องวิทยาศาสตร์ของกันอ้ายพวกนั้นมันก็เลยเข้าใจผิดคิดว่าแกเป็นกัน แกกับอ้ายกรรอดตายมาได้ก็ดีแล้วต่อไปนี้แกสองคนจะต้องร่วมมือกับกันทำงานสำคัญให้แก่ชาติของเรา ขณะนี้สถานการณ์ที่ชายแดนกำลังตึงเครียดเราอาจจะถูกข้าศึกรุกรานในวันสองวันนี้ก็ได้ เท่าที่กองเรือรบของเราโจมตีเรือลาดตระเวนประจัญบานของมัน ทำให้มันเดือดดาลมาก"

อาเสี่ยพยักหน้าหงึกๆ

"แกปลอดภัยดีหรือหมอ"

"ออไร๋ ตำรวจเขาคุ้มครองกันตลอดเวลา พวกเราเป็นห่วงแกสองคน จนไม่เป็นอันนอน คุณพ่อถึงกับร้องไห้"

นิกรหันมาทางพ่อตาของเขา

"ร้องไห้กลัวว่าผมจะกลับมาใช่ไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"เออ-ถูกแล้ว"

กิมหงวนเดินเข้ามายื่นมือให้พลจับ

"กันกับอ้ายกรผจญภัยอย่างน่าตื่นเต้น เอาไว้ไปถึงบ้านเสียก่อนกันจะเล่าให้ฟัง" พูดจบเสี่ย หงวนก็หันมายิ้มกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "ขอบคุณมากครับที่คุณอามารับผม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะ

"อานึกว่าแกถูกส่งไปเมืองนอกเสียแล้ว เคราะห์ดีเหลือเกินที่กลับมาได้"

คณะพรรค ๔ สหายได้สนทนากับนิกรและกิมหงวนอีกสักครู่ก็พากันออกไปจากท่าราชวรดิษฐ์ เจ้าพนักงานตำรวจในเครื่องแบบทั้งสามคนติดตามพิทักษ์รักษา ดร. ดิเรกอย่างใกล้ชิด

สงครามเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่ออีกฝ่ายหนึ่งต้องการรบ

ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราถูกรุกรานแล้ว ข้าศึกซึ่งมุ่งหวังจะยึดครองประเทศไทย เพื่อยึดเสบียงอาหารและทรัพยากรธรรมชาติอันมากมายในประเทศของเราได้เปิดฉากรุกรานดินแดนส่วนหนึ่งแห่งราชอาณาจักรไทยในตอนเช้าตรู่ของวันนี้

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ ประชาชนชาวพระนครและธนบุรีก็ตื่นตระหนกตกใจไปตามกัน เพราะปรากฏว่าตามถนนหนทางทุกแห่ง และสถานที่ทำงานของรัฐบาลตลอดจนจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ มีกำลังตรวจและทหารทำหน้าที่พิทักษ์รักษาอย่างแข็งแรง

ตำรวจและทหารทุกคนแต่งเครื่องสนาม สวมหมวกเหล็กมีกระเป๋าย่ามและกระเป๋ากระสุน อันเป็นเครื่องแบบที่ปฏิบัติการในยุทธภูมิ ตามจัตุรัสต่างๆ มีทหารรักษาการณ์อย่างเข้มแข็ง ปืนกลหนักตั้งจังก้าอยู่ในสภาพเตรียม บางแห่งมีรถถังของทหารบก หรือรถยนต์หุ้มเกราะของตำรวจจอดอยู่อย่างสง่างาม

รถกระจายเสียงของทหาร และตำรวจได้แยกย้ายกระจายกันไปทั่วทุกแห่ง และประกาศให้ประชาชนทราบว่าขณะนี้ข้าศึกได้ส่งทหารประมาณห้ากองพลใหญ่ เคลื่อนมาทางจังหวัดหัสดินบุรีและจังหวัดบุษบันบุรีแล้วตำรวจและทหารซึ่งทำหน้าที่รักษาการณ์อยู่ที่ชายแดนได้ทำการสู้รบกับทหารข้าศึกอย่างอาจหาญ รถกระจายเสียงของทหารและตำรวจได้ขอร้องให้พี่น้องชาวไทยตั้งมั่นอยู่ในความสงบสุข และให้ผู้ที่มีเครื่องรับวิทยุเปิดวิทยุฟังคำแถลงการณ์ของรัฐบาลจากสถานีวิทยุของกรมประชาสัมพันธ์ ซึ่งจะทำการส่งกระจายเสียงตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม ประชาชนคนไทยทั้งหลายได้เคยรู้รสชาติของสงครามมาแล้ว เมื่อครั้งมหาสงครามเอเซียบูรพา ดังนั้นถึงแม้ทางการจะขอร้องให้ตั้งมั่นอยู่ในความสงบสุขทุกคนก็อดที่จะตื่นเต้นหวาดเกรงภัยสงครามมิได้

ความสับสนอลหม่านเกิดขึ้นทั่วพระนครหลวง และธนบุรีนับแต่ ๗.๐๐ น. เป็นต้นมา ร้านค้าต่างๆ ไม่ยอมเปิดทำการค้าเหมือนเช่นเคย บรรดาท่านผู้ดีมีเงินได้รีบอพยพครอบครัวของตน เดินทางโดยรถยนต์มุ่งหน้าออกต่างจังหวัด ซึ่งส่วนมากพากันอพยพลงทางใต้ตามเส้นทางหลวงจากธนบุรี จนกระทั่งประจวบคีรีขันธ์

คำแถลงการณ์ฉบับแรกของรัฐบาล ได้แจ้งให้ทราบถึงเรื่องข้าศึกทำสงครามกับเราโดยไม่มีการประกาศสงครามเป็นทางการ กองทหารของข้าศึกได้ทำการจู่โจมจังหวัดบุษบันบุรีในเวลา ๕.๓๐ น. โดยส่งกองพลยานเกราะซึ่งมีรถถังขนาดหนักเคลื่อนที่เข้ามาก่อน ติดตามด้วยทหารราบกองทหารไทย และกองตำรวจภูธรได้ทำการสู้รบกับข้าศึกอย่างทรหด

แถลงการณ์ฉบับที่สอง ซึ่งออกในเวลาไล่ๆ กัน ปรากฏว่าทางราชการทหาร ได้สั่งให้ทหารกองหนุนชั้นหนึ่งและนายทหารเบี้ยหวัดเบี้ยบำนาญรีบไปรายงานตัวตามหน่วยสังกัดของตนโดยเร็วที่สุดจะเร็วได้

คำแถลงการณ์ฉบับที่สาม รัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามกับศัตรูผู้รุกรานกันแล้ว ทางราชการทหารจำนวนต้องประกาศใช้กฎอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร นับแต่เวลา ๙.๐๐ น. ของวันนี้เป็นต้นไปให้ประชาชนทั้งหลายเชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจ

คำแถลงการณ์ฉบับที่สี่มีใจความสำคัญว่า เนื่องจากฝ่ายศัตรูมีสมรรคพรรคพวก ซึ่งทำงาน ใต้ดินอยู่ในจังหวัดพระนครและธนบุรีไม่น้อย รัฐบาลจึงขอให้ประชาชนร่วมมือร่วมใจกันคอยปราบปรามหน่วยใต้ดินของข้าศึก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้ระมัดระวังการก่อวินาศกรรม เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารจะสังหารจารชนหรือหน่วยใต้ดินของข้าศึก โดยไม่ปรานี ถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่ได้พบเห็นขณะที่ก่อการวินาศกรรมหรือก่อการร้ายอื่นๆ

เวลา ๑๐.๐๐ น. รัฐบาลได้ออกคำแถลงการณ์ฉบับที่ห้ามีความสำคัญว่ากองทหารข้าศึกซึ่งมีจำนวนมาก ได้ยึดจังหวัดบุษบันบุรี และหัสดินบุรีไว้ได้แล้ว ขณะนี้กองทัพที่สี่ได้รีบเดินทางไปปะทะกับข้าศึกเป็นการด่วน และกองทัพอากาศได้ส่งฝูงเครื่องบินประจัญบาน ๓๕๐ เครื่องเดินทางไปโจมตีกองทหารข้าศึกแล้ว

ณ บัดนี้ พระนครและธนบุรีมีการจราจรคับคั่งผิดปรกติ การอพยพโยกย้ายเป็นไปอย่างสับสนอลหม่าน ที่อยู่ถนนตกก็อพยพไปอยู่กับญาติพี่น้องของตนทางบางซื่อ และที่อยู่บางซื่อก็อพยพไปอยู่กับญาติของตนทางถนนตก ส่วนมากอพยพออกจากพระนครและธนบุรี บรรดานักฉวยโอกาส ทั้งหลายเริ่มเล็งผลเลิศหาเงินเข้ากระเป๋าอย่างสะดวกดาย รถยนต์บันทุกคันหนึ่งคิดเที่ยวละ ๒๐๐ บาทรวด ไม่ว่าจะใกล้ไกลเพียงใด ยานพาหนะหลายชนิดขึ้นราคาอีกหลายร้อยเปอร์เซนต์ เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมปั๊มน้ำมันหลายแห่งเพื่อให้จำหน่ายน้ำมันในราคาปรกติ แต่ให้จำหน่ายให้รถยนต์คันหนึ่งเพียง ๒๐ ลิตรเป็นอย่างมาก

ก่อนเวลาเที่ยงวันเล็กน้อย หน่วยใต้ดินของข้าศึกเริ่มก่อการวินาศกรรมด้วยการวางเพลิงเผาผลาญอาคารแห่งหนึ่งทางถนนเยาวราช เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารใช้ปืนสังหารหน่วยใต้ดินของข้าศึกสิ้นชีวิตไปไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน และอีกหลายคนถูกจับเป็น พวกราษฏรไทยและจีนช่วยกันให้ประชาทัณฑ์สังหารหน่วยใต้ดินสามคนซึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ใต้แผงลอยของตลาดแห่งหนึ่ง

ทุกตรอกทุกซอกทุกมุมเต็มไปด้วยทหารและตำรวจ บรรดาทหารกองหนุนที่ได้กลับไปรายงานตัวตามกรมกองของตนได้แต่งเครื่องแบบรั้วของชาติอีกครั้งหนึ่ง และได้มีโอกาสปฏิบัติหน้าที่ของทหารหาญอย่างภาคภูมิใจ

เหนือน่านฟ้าแห่งนครหลวง ฝูงเครื่องบินรบของกองทัพอากาศบินฉวัดเฉวียนไปมาตลอดเวลา คอยรับมือกับฝูงเครื่องบินของข้าศึก แต่ไม่ปรากฏว่ากองทหารของข้าศึกมีเครื่องบินร่วมปฏิบัติการรบด้วย นักการทหารทั้งหลายเชื่อว่าข้าศึกมีแต่เครื่องบินประจัญบาน ไม่มีเครื่องทิ้งระเบิดทางไกล พระนครและธนบุรีคงจะรอดพ้นจากการโจมตีทางอากาศ

แต่อย่างไรก็ตาม ทางราชการทหารมิได้ตั้งอยู่ในความประมาท ผู้บัญชาการทหารสูงสุดได้ออกคำสั่งให้มีการพรางไฟในเขตจังหวัดพระนครและธนบุรี และได้ส่งหน่วย ปตอ. และไฟฉายเข้าประจำที่ตั้งต่างๆ โดยรอบพระนครหลวง

เหตุการณ์ที่บ้าน "พัชราภรณ์"

หลังจากรัฐบาลได้ออกคำแถลงการณ์ฉบับแรก คุณหญิงวาดก็ประกาศตนเป็นผู้เผด็จการของบ้าน "พัชราภรณ์" ทันที โดยไม่ยอมฟังเสียงเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงเรียกระดมคนใช้ชายหญิงของท่านให้เก็บข้าวของอันมีค่าของท่านบรรจุลงหีบห่อเป็นการด่วน ท่านมอบเงินให้เจ้าแห้ว ๕๐๐ บาท ให้นำรถเก๋งตระเวนกว้านซื้อหมากดิบ พลู ปูนและยาฉุน ตลอดจนพิมเสนและก้านพลู นี่เองเป็นเหตุให้คุณหญิงวาดต้องเป็นปากเสียงกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สามีจนกระทั่งเกือบจะเกิดแจกมีดแจกไม้กันขึ้น

"ขอซื้อหมากพลูมาทำไมกันคุณหญิง ดันซื้อมาได้ตั้งเข่งสองเข่ง นี่จะเอาไปขายหรือยังไงกันนะ"

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรสามีของท่านทันที

"ไม่ได้ไปขายหรอกค่ะ ดิฉันจะเอาไว้กิน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "แทนที่จะซื้อข้าวสารเธอซื้อหมากพลู มันจะไปได้ความอะไร"

"โอ๊ย-กำลังเหนื่อยๆ อย่าพูดมากหน่อยเลยท่านเจ้าคุณ หรืออยากจะกินหมากก็ว่ามา ขณะนี้ฉันกำลังหน้าสิ่วหน้าขวานนะจะบอกให้ ข้าวน่ะที่ไหนๆ ก็มีขาย เมืองไทยเราเป็นอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำย่อมมีปลาในนาย่อมมีข้าว ส่วนหมากพลูน่ะเจ้กจีนเขาปิดร้านกันหมด จะไปหาซื้อได้ที่ไหน ความจำเป็นของดิฉันอยู่ที่หมาก ไม่ใช่ข้าว เจ้าคุณน่ะอย่ามัวสวดอยู่เลย รีบเก็บข้าวของเข้าเถอะค่ะ ขืนชักช้าเรือบินมันมาทิ้งระเบิดถูกสะพานพุทธพัง เราจะไปเมืองเพชรฯ กันได้อย่างไร"

เจ้าคุณประสิทธ์ฯ หัวเราะหึๆ

"อย่าตาแหกไปหน่อยเลยน่าคุณหญิง ข้าศึกมันไม่มีเครื่องบินที่จะมาบอมบ์เราหรอก"

คุณหญิงวาดบังชาการอย่างเข้มแข็งเด็ดขาด ท่านสั่งให้คนของท่านลำเลียงหีบห่อข้าวของสัมภาระลงจากตึก บันทุกรถสะเตชั่นคันใหญ่สองคัน นันทา, นวลลออ, ประภา และประไพได้ลำเลียงเสื้อผ้าเงินทองและของมีค่าของหล่อนและของผัวหล่อนลงไปบันทุกสะเตชั่นทั้งสองคันนั้น ขบวนอพยพของบ้าน "พัชราภรณ์" มีรถเก๋งถึง ๔ คัน และรถตรวจการอีก ๒ คัน

๔ สหายของเรากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ได้ตื่นตระหนกตกใจอะไรเลย ทั้งห้าคนนั่งรับประทานอาหารกลางวันอยู่ในห้องรับประทานอาหาร และวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องสงครามที่ไม่ประกาศ

ดร. ดิเรกพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันเชื่อว่าอย่างไรเสียกองทัพบกของเราคงสามารถที่จะข้ายันศึกไว้อยู่ และก่อนค่ำวันนี้ฝูงบินรบของกองทัพอากาศอเมริกาซึ่งเดินทางมาจากฟิลิปปินส์ ก็คงจะมาถึงดอนเมือง ซึ่งอย่างไรเสียฝูงป้อมบินก็คงจะเดินทางมาด้วยมากมายก่ายกอง สหรัฐอเมริกาจะต้องให้ความช่วยเหลือเราในทางการทหารอย่างเต็มที่" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ยิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "จริงไหมครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"แน่นอนทีเดียว ถ้าหากว่าประเทศไทยตกอยู่ในความยึดครองของข้าศึกแล้ว ประเทศใกล้เคียงของเราก็จะต้องตกอยู่ในความยึดครองของข้าศึกเช่นเดียวกัน ในที่สุดมลายูและสิงคโปร์ก็ต้องแตก แต่เป็นไปไม่ได้อเมริกาจะต้องทุ่มเทกำลังรบทางฟ้าอันมหาศาลมาช่วยเหลือและในไม่ช้านี้ทหารอเมริกันก็จะเดินทางมาถึงประเทศเราเพื่อร่วมมือกับทหารไทยทำการสู้รบกับข้าศึกในครั้งนี้"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป บังตาประตูห้องรับประทานอาหารก็ถูกผลักเต็มแรง เจ้าแห้วกระหืดกระหอบเข้ามาในห้อง มือขวาถือจดหมายซองยาวพับสี่และมีตราครุฑสีดำเจ้าแห้วตรงเข้ามาหานายแพทย์หนุ่ม แล้วส่งซองหนังสือให้ ดร. ดิเรกอย่างนอบน้อม

"รับประทานทหารสื่อสารเขานำหนังสือราชการฉบับนี้มาให้คุณหมอขอรับ รับประทานผมเซ็นรับให้เขาแล้ว ทหารคนนั้นรับประทานเป็นสิบตรีครับ รับประทานขี่มอเตอร์ไซด์คันเบ้อเริ่ม เลี้ยวเข้ามาในบ้านเราอย่างสวี๊ทสว๊าท"

ดร. ดิเรกโบกมือเป็นสัญญาณให้เจ้าแห้วสงบปากเสียง เขาฉีกริมซองออก ดิเรกรู้ดีว่า จดหมายฉบับนี้คงเป็นจดหมายเรียกตัวเขาไปปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่ง

นายแพทย์หนุ่มค่อยๆ คลี่กระดาษหนังสือราชการออก นิกรเอื้อมมือกระตุกเอามาแล้วพูดยิ้มๆ

"แกมันงุ่มง่ามนักหมอ กันจะอ่านให้ฟังเอง" พูดจบนิกรก็อ่านข้อความในเอกสารฉบับนั้นด้วยเสียงแจ๋วๆ เหมือนกับเด็กนักเรียนชั้นประถมอ่านหนังสือแบบเรียนเร็ว

เรื่อง การตัวท่านกับพรรคพวกไปประจำแนวรบ

เรียน ดร.ดิเรกณรงค์ฤทธิ์

อ้างถึง....

สิ่งที่ส่งมาด้วย

ด้วยบัดนี้ประเทศไทยได้อยู่ในฐานะสงครามแล้ว ซึ่งท่านคงจะได้ทราบจากคำแถลงการณ์ของรัฐบาลทางวิทยุกระจายเสียง ทางราชการกองทัพบกจำเป็นอย่างยิ่งที่จะใช้อาวุธต่างๆ ซึ่งท่านได้ประดิษฐ์ให้แก่กองทัพบกของเรา

ขณะนี้ ข้าพเจ้าได้มีคำสั่งให้ส่งอาวุธต่างๆ ของท่านไปยุทธบริเวณแล้วข้าพเจ้าขอให้ท่านกับคณะของท่านคือพลโทพระยาปัจจนึกพินาศ นายพล พัชราภรณ์ นายนิกร การรุณวงศ์ นายกิมหงวน ไทยแท้ และนายแห้ว โหระพากุล ไปพบกับข้าพเจ้าเป็นการด่วนภายในเวลา ๑๔.๐๐ น. วันนี้ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดในกระทรวงกลาโหม

ทางราชการทหารจำเป็นต้องขอร้องให้ท่านกับคณะของท่านไปประจำแนวรบเพื่อใช้อาวุธ ต่างๆ ของท่าน ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าอาวุธบางชนิด ท่านยังมิได้ฝึกหัดสั่งสอนให้ทหารรู้จักการใช้ กองทัพบกหวังอย่างยิ่งว่าท่านกับคณะของท่านคงจะร่วมมือร่วมใจกันทำการต่อต้านราชศัตรูของเราเพื่อป้องกันประเทศชาติที่รักของเราในครั้งนี้

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

พล.อ.ดัษกรพินาศ ปุโรหิตานนท์

รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด.

ดร. ดิเรกตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เขายกมือจับแขนพลเขย่าแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ออไร๋ เป็นโอกาสอันดีงามของพวกเราแล้วที่จะได้ออกปฏิบัติการในสนามรบ ในฐานะที่เป็นทหารของชาติ ทางราชการทหารคงจะแต่งตั้งให้แกสามคนเป็นนายทหารสัญญาบัตร และอย่างน้อยก็มียศเป็นนายร้อยเอกเพราะตามธรรมดาแกทั้งสามคนเป็นเรืออากาศกองหนุนอยู่แล้ว ส่วนคุณพ่อท่านก็คงมียศเป็นพลโทเหมือนเช่นเดิม เตรียมตัวไปรบกันเถอะวะพวกเรา"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด แววตาแข็งกร้าวผิดปรกติ เขายืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วยกกำปั้นทั้งสองทุบหน้าอกตัวเองเสียงดังสนั่น

"เปรตเวหาสู้ตาย เมื่อครั้งกรณีพิพาทอินโดจีนกับไทย และเมื่อครั้งมหาสงครามอาเซียบูรพาที่แล้ว เรืออากาศเอก กิมหงวนคือข้าพเจ้าได้สร้างเกียรติประวัติอันงดงามไว้ให้แก่ตัวเองและแก่กองทัพอากาศมาแล้ว ฮะฮ้า คราวนี้ข้าพเจ้าได้เป็นทหารราบ ข้าพเจ้าจะเอาโลหิตของข้าพเจ้าทาไว้ให้ทั่วสมรภูมิ ถึงแขนขาด, ขาขาด หรือคอขาด ข้าพเจ้าก็จะรบกับข้าศึกจนวินาทีสุดท้าย ถึงแม้ว่าร่างกายข้าพเจ้าจะแหลกละเอียด ข้าพเจ้าก็ไม่ย่อท้อต่อข้าศึก และถึงแม้ว่าข้าพเจ้าจะตายเป็นผีเพราะถูกอาวุธข้าศึก ข้าพเจ้าจะมาแหกหูแหกตาหลอกพวกข้าศึกโดยไม่หวั่นเกรง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"มากไป อ้ายเปรต"

อาเสี่ยสะดุ้ง

"อ้า-ไหงเรียกผมยังงี้ล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง

"ก็แกมีสมญาว่าเปรตเวหาไม่ใช่หรือ"

อาเสี่ยชักฉิว

"ถูกแล้วครับ เรียกให้มันเต็มหน่อยซีครับ เปรตเวหากับเปรตเฉยๆ น่ะมันต่างกันมาก" พูดจบอาเสี่ยก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ไปโว้ยพวกเรา รีบไปกระทรวงกลาโหมเดี๋ยวนี้ กันน่ะไม่อยากจะได้ยศมากมายอะไรหรอก แค่พลเอกก็ดีถมไป"

พลมองดูอาเสี่ยอย่างหมั่นไส้

"หน้าอย่างแกน่ะหรือจะเป็นพลเอก แค่สิบเอกก็ให้เขาตั้งให้เถอะ"

อาเสี่ยโบกมือ

"ถ้าสิบเอกล่ะก็หัวเด็ดตีนขาดกันก็ไม่ยอมออกรบ มือชั้นนี้แล้วให้เป็นสิบเอกมีอย่างหรือวะ"

ดร. ดิเรกกล่าวถามขึ้นอย่างแยบคาย

"แกรบเพื่อชาติหรือรบเพื่อยศบรรดาศักดิ์"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"เพื่อชาติโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ

"ถ้ายังงั้นแกไม่ต้องคำนึงถึงในเรื่องยศที่เขาจะแต่งตั้งให้แก แกเป็นเพียงพลทหารแกก็ควร ภูมิใจแล้ว ในยามสงครามเช่นนี้จะเป็นพลทหารหรือจอมพลก็ทำหน้าที่เช่นเดียวกัน คือปกป้องประเทศชาติของเรา ที่มียศมากกว่าก็เพราะเขามีความรู้ความสามารถมากกว่า" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ยกมือขึ้นมองดูนาฬิกา "ไปโว้ย เที่ยงครึ่งกว่าแล้ว ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด ท่านคงจะดีใจมากเมื่อได้เห็นพวกเราไปพบกับท่านพร้อมหน้ากันเช่นนี้"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานผมต้องไปด้วยไหมครับ"

นายแพทย์หนุ่มหันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"ออไร๋ แกต้องไปด้วย อย่าลืมว่าแกเป็นคนสำคัญคนหนึ่งในการสร้างอาวุธร้ายต่างๆ ให้กองทัพของเราเพราะแกเป็นผู้ช่วยของกัน ซึ่งพวกเราทุกคนในที่นี้ ทางราชการได้ยกย่องชมเชย ถือว่าเป็นผู้มีบุญคุณต่อประเทศชาติ"

เจ้าแห้วยิ้มอย่างภูมิใจ กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"แน่นอนเชียวครับคุณหมอ รับประทานคราวนี้แหละครับข้าศึกจะได้รับประทานอาวุธร้ายต่างๆ ของคุณหมอ ที่คุณหมอและพวกเราช่วยกันสร้างขึ้น รับประทานกองทหารของข้าศึกจะต้องล้มตายเป็นใบไม้ร่วง เมื่อถูกระเบิดไฮโดรเจนของคุณหมอ เราคนไทยใจกล้าสืบเลือดเนื้อมาจากต้นตระกูลไทยของเรา ไทยนี้รักสงบ รับประทานถึงคราวรบก็ไม่ขลาด"

นิกรค่อยๆ ยกเท้าขวาขึ้นถีบสีข้างเจ้าแห้วเซถลาออกไปและล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรค ๔ สหาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบโต๊ะเบาๆ แล้วพูดขึ้นอย่างเป็นการเป็นงานว่า

"จะไปกระทรวงกลาโหมก็เตรียมแต่งตัวกันเถอะโว้ยพวกเรา อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย"

นิกรมองดูพ่อตาของเขา

"ผมยังกินไม่อิ่มนี่ครับคุณพ่อ เรื่องรบไม่สำคัญเท่ากับเรื่องกิน กินเสียให้อิ่มก่อน แล้วจะรบราฆ่าฟันกันอย่างไรก็เอา สำหรับผมน่าถ้าลงท้องไม่หิวล่ะก็ ผมสู้ขาดใจตายไปเลย"

ดร. ดิเรกทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"พอโว้ย ใครๆ เขาอิ่มกันหมดแล้ว อิ่มเสียทีซี เราไปถึงกระทรวงกลาโหม ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดก็คงจะเลี้ยงพวกเราอีก เอาเถอะถ้าท่านถามว่าพวกเรากินอาหารกลางวันมาแล้วหรือยัง กันจะโกหกท่านว่ายังไม่ได้กิน เท่านี้ท่านก็จะสั่งให้ทหารรับใช้จัดหาอะไรมาให้พวกเรากินกัน"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย

"เออ-เข้าทีโว้ย ยังงั้นไปกินกระทรวงกลาโหมดีกว่า ท่านผู้บัญชาการน่ะท่านสปอร์ตและใจดีมาก ไปโว้ยพวกเรา"

คณะพรรค ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นจากโต๊ะรับประทานอาหาร และพากันออกไปจากห้อง พอเข้ามาในห้องโถง ทุกคนก็แลเห็นคุณหญิงวาดยืนเด่นอยู่กลางห้อง และกำลังบงการให้คนใช้ชายหญิงของท่านลำเลียงหีบห่อสัมภาระเอาไปขึ้นรถที่จอดอยู่เรียงรายหน้าตึก อันเป็นขบวนอพยพของท่าน

คุณหญิงวาดกล่าวกับ ๔ สหายทันที

"เจ้าพวกนี้น่ะว่ายังไงกัน เตรียมตัวซีโว้ยเราจะออกเดินทางไปเมืองเพชรฯ บ่ายโมงนี่แหล่ะ" แล้วท่านก็ยิ้มให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ของๆ เจ้าคุณยายไพกับยายภาช่วยเก็บให้หมดแล้วละค่ะ ยังอยู่แต่ของในเซฟเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกหัวเราะหึๆ

"ผมไปกับคุณหญิงไม่ได้เสียแล้วล่ะครับ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีหนังสือมาถึงดิเรกสั่งให้ ดิเรกและพวกเราไปพบกับท่านที่กระทรวงกลาโหมในเวลาบ่ายสองโมงวันนี้"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง เปลี่ยนสายตามาที่นายแพทย์หนุ่มทันที

"นี่หมายความว่าพวกเจ้ากับท่านเจ้าคุณ จะต้องเดินทางไปสนามรบยังงั้นหรือ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ถูกแล้วครับคุณอาหญิง ผมและคุณพ่อกับพวกเราจะต้องไปสนามรบเพื่อใช้อาวุธต่างๆ ที่ผมได้ประดิษฐ์ขึ้นให้แก่กองทัพบก เป็นต้นว่าปืนกลมือที่ปราศจากเสียง และบาซูก้าแบบพิเศษสำหรับต่อสู้รถถังของผม"

คุณหญิงวาดทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้ ท่านหันไปทางลูกชายของท่านแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"เจ้าไปรบแล้วแม่จะทำอย่างไรล่ะพล"

พลว่า "คุณพ่อกับคุณแม่พาเมียๆ ของพวกผมและพวกคนใช้อพยพไปเมืองเพชรฯ เถอะครับคุณแม่ก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ที่มีความรักชาติไม่ยิ่งหย่อนกว่าคนอื่น อย่าเป็นห่วงลูกหลานของคุณแม่เลยครับ"

คราวนี้คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้ ท่านกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"เจ้าพูดถูกแล้วพล ถ้ายังงั้นแม่ของเจ้าก็พาเมียๆ ของพวกเจ้าอพยพไปอยู่เมืองเพชรฯ และจะไปรอคอยฟังข่าวจากพวกเจ้าที่นั่น ขอให้เจ้าทุกคนและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ จงสวัสดีมีชัย แคล้วคลาดจากภยันตรายเถิด"

นิกรกับกิมหงวนชิดเท้าตรงในท่าทหาร ก้มศีรษะคำนับคุณหญิงวาด แล้วร้องเพลง "ต้นตระกูลไทย" ขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้

"ต้นตระกูลไทย ใจช่างเหี้ยมหาญ รักษาดินแดนไทยไว้ให้ลูกหลาน สู้จนสูญเสีย..."

คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย-พอแล้ว... ลำบากนักก็อย่าร้องเลยวะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"จิตใจผมกำลังคึกคักเข้มแข็งครับคุณอา ผมจะได้เดินทางไปสู่สมรภูมิ ทำหน้าที่ป้องกันประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ บ้านเกิดเมืองบิดรของผม"

นิกรขัดขึ้นทันที

"เมืองมารดรโว้ย ไม่ใช่บิดร เมืองบิดรก็ต้องเมืองจีน เพราะเตี่ยแกเป็นจีน"

อาเสี่ยนิ่งคิดสักครู่

"อ้อ-จริงโว้ย"

คณะพรรค ๔ สหาย และคุณหญิงวาดต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน พลกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ขึ้นไปพบเมียเราก่อนเถอะวะ อย่ามัวร่ำไรอยู่เลย เราต่างคนต่างมีเวลาเหลืออยู่เพียงเล็กน้อย"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา ๔ สหายกับเจ้าแห้วขึ้นบันไดไปชั้นบน คุณหญิงวาดมองดูจนลับตาแล้วสั่งลำเลียงข้าวของสัมภาระของท่านต่อไป

ในที่สุด คณะพรรค ๔ สหาย พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็ได้เดินทางมายังยุทธบริเวณและถูกส่งขึ้นสู่แนวหน้าทันที

ทางราชการทหารได้แต่งตั้งให้พล พัชราภรณ์ นิกร การุณวงศ์และกิมหงวน ไทยแท้ เป็นร้อยเอกพิเศษแห่งกองทัพบก ส่วน ดร. ดิเรกนั้นมียศเป็นพันเอกอยู่แล้ว และเจ้าแห้วก็เป็นสิบโท เจ้าคุณปัจจนึกมีโอกาสแต่งเครื่องแบบพลโททหารบกอีกครั้งหนึ่ง

ยุทธภูมิอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดหัสดินบุรีแนวรบกว้างประมาณ ๒๐ ไมล์ ขณะนี้กองทัพไทยได้ยันข้าศึกไว้อยู่แล้ว ถึงแม้ว่ากองพลยานเกราะของข้าศึกได้เปิดฉากการรบอย่างดุเดือดหลายต่อหลายครั้ง เพื่อจะเจาะทลวงแนวที่มั่นออกมาแบบปลายหอก แต่ทหารไทยก็สามารถตั้งแนวรับไว้ได้ ทั้งนี้เพราะได้รับการร่วมมือจากกองทัพอากาศนั่นเอง

ฝูงเครื่องบินประจัญบานของกองทัพอากาศไทยได้มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการทำลายล้างกองทัพข้าศึกหรือสร้างความพินาศฉิบหายให้แก่ข้าศึก เครื่องบินประจัญบานของไทยและของสหรัฐอเมริกาได้ร่วมมือกันโจมตีเล้นทางลำเลียงของข้าศึก ถนนยุทธศาสตร์สายสำคัญได้รับความเสียหาย จนกระทั่งยวดยานที่บรรทุกยุทธสัมภาระของข้าศึกต้องหยุดชงักและแล้วฝูงเครื่องบินไอ้พ่นประจัญบานของกองทัพอากาศอเมริกาก็โจมตีรถยนต์บรรทุกขนาดใหญ่ของข้าศึกพังพินาศนับจำนวนพันคันเป็นอย่างน้อย เครื่องบินประจัญบานของทัพอากาศไทยได้โจมตีขบวนรถถังขนาดหนักของข้าศึกด้วยปืนจรวด ทำให้รถถังหลายสิบคันพังพินาศ แต่ส่วนมากหลบหนีเข้าป่า กองทัพไทยสามารถตรึงกำลังรบส่วนใหญ่ของข้าศึกไว้ได้ตลอดมา

ที่บริเวณชายป่าแห่งหนึ่ง คณะพรรก ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้รับคำสั่งให้ใช้บาซูก้าแบบใหม่อันเป็นประดิษฐกรรมของนายแพทย์หนุ่ม ทำลายรถถังขนาดยักษ์ของข้าศึก มีนายทหารราบหลายคนมาคอยดูผลการยิงบาซูก้าแบบพิเศษ

ตอนสายวันนั้น

ท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรงกล้าปลายเดือนธันวาคม คณะพรรค ๔ สหายกับพวกนายทหารไทยกลุ่มหนึ่งได้นั่งล้อมวงอยู่รอบๆ ปืนบาซูก้าขนาด ๖ นิ้ว อันเป็นปืนปราบรถถังที่มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมยิ่งกว่าบาซูก้าของชาติมหาอำนาจทั้งหลาย

ดร. ดิเรกกำลังอธิบายให้นายทหารเหล่านี้ฟังถึงวิธีใช้และคุณภาพของบาซูก้าแบบใหม่ซึ่งเขาให้ชื่อว่า "บาซูก้าณรงค์ฤทธิ์ ๑"

"ผมยินดีที่จะบอกให้พวกคุณทราบว่ากระสุนปืนบาซูก้าของผมแบบนี้ ใช้บังคับด้วยเครื่องเรดาห์ขนาดเล็กซึ่งเป็นของคู่กับปืน" พูดจบดิเรกก็ชี้มือไปที่เครื่องเรดาห์ซึ่งวางอยู่ข้างๆ เขา "การใช้บาซูก้าแบบนี้ เมื่อมีความชำนาญแล้วจะไม่ยากลำบากอะไรเลย เมื่อกระสุนของมันถูกยิงออกมาจากลำกล้อง พวกคุณไม่ต้องกลัวว่ามันจะผิดเป้าหมาย ถึงแม้คุณจะยิงผิด เมื่อคุณใช้เรดาห์บังคับ กระสุนปืนก็จะเลี้ยวกลับมาไล่กวดรถถังข้าศึก และไชชอนเกราะเข้าไปในรถ หลังจากนั้นมันระเบิดขึ้น ซึ่งอำนาจระเบิดของมันนั้นอย่าว่าแต่รถถังขนาดยักษ์เลย แม้แต่เรือพิฆาตลำใหญ่ๆ ก็แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี ผมรับรองว่าโป้งใดโป้งนั้นไม่มีผิด ถ้าหากว่ารถถังของข้าศึกมีเกราะหนามาก ลูกปืนจะกลับมาหาเราและรายงานให้เราทราบว่าเกราะมันหนาเกินไป"

พวกนายทหารที่มาเรียนการยิงบาซูก้าต่างอ้าปากหวอไปตามกัน

"ลูกปืนมันพูดได้หรือครับอาจารย์" ร้อยโทหนุ่มรูปหล่อคนหนึ่งกล่าวถามขึ้นอย่างสงสัย

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ได้ซีครับ เพราะในลูกปืน ผมได้อัดเสียงไว้มันสามารถรายงานให้เราทราบว่า รถถังของข้าศึกมีเกราะหนาขนาดไหน และเราควรจะต่อสู้มันอย่างไร"

การสนทนาหยุดชะงักลงเพียงชั่วขณะ ทุกคนต่างได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของรถถังครางกระหึ่มมาแต่ไกล

พื้นแผ่นดินสั่นสะเทือนผิดปกติ เสียงรถถังของข้าศึกดังใกล้เข้ามาทุกที ดร. ดิเรกหันไปทางทหารหน่วยสื่อสารกลุ่มหนึ่งแล้วร้องตะโกนบอก

"รถถังข้าศึกกำลังจะโจมตีเรา แจ้งข่าวทางวิทยุไปให้กองบังคับการทราบเดี๋ยวนี้"

คณะพรรค ๔ สหาย และพวกนายทหารที่มาสังเกตการณ์ต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน ทุกคนรู้ดีว่าข้าศึกมีกำลังยานเกราะมากมาย ถ้าหากว่าข้าศึกใช้วิธีทุ่มเทกำลังยานเกราะอย่างมหาศาล แล้วก็คงเจาะแนวต้านทานของเราได้และนั่นย่อมหมายความว่ากองทัพของเราจะต้องถูกโอบล้อมถูกโจมตียับเยิน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หมอบอยู่ข้างนิกรและกิมหงวน ท่านยกกล้องส่องทางไกลมองไปทางบริเวณป่าโปร่งข้างหน้าแล้วท่านก็แลเห็นรถถังขนาดยักษ์คันหนึ่งแล่นออกมาจากบริเวณป่าโปร่งอย่างแช่มช้า

"โอ้โฮ" ท่านเจ้าคุณร้องสุดเสียง "แม่โว้ย แย่ล่ะโว้ยเรา"

นิกรมองดูพ่อตาของเขา

"อะไรครับคุณพ่อ รถของพลาธิการเขาเอาข้าวมาส่งพวกเราใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"รถถังข้าศึกโว้ย"

กิมหงวนถามขึ้นทันที

"ถังใหญ่หรือถังเล็กครับ"

ท่านเจ้าคุณส่องกล้องพลางพูดพลาง

"ถังใหญ่"

"บรรจุได้กี่ก้อนครับ"

"บู้โธ่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น "ไม่ใช่ถังขี้โว้ย รถถังหรือแท๊งก์ ระวังให้ดีมันโผล่ออกมาจากป่า ปืนใหญ่กระบอกเบ่อเริ่มเชียว"

ดร. ดิเรกแทนที่จะตระหนกตกใจ เขากลับยิ้มแป้น

"คุณพ่อ รถถังของข้าศึกไม่มีความหมายอะไรสำหรับผมเลย คอยดูนะครับ ประเดี๋ยวผมจะยิงให้เลี่ยนเตียนโล่งไปเลย โป้งเดียวไฟลุกพรึบ รับรองว่าไม่มีผิด กระสุนบาซูก้าของผมวิเศษจริงๆ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกด้ามปืนพกฟาดกบาล ดร. ดิเรกดังโป๊ก ถ้าหากว่านายแพทย์หนุ่มไม่ได้สวมหมวกเหล็ก ศีรษะของเขาก็คงจะแตกแน่นอน

"นี่แน่ะ นี่แน่ะ เดี๋ยวนี้ชักทะลึ่งพอๆ กับอ้ายกรและอ้ายหงวนแล้ว"

นิกรหันมาถามนายแพทย์หนุ่ม

"เมื่อกี้แกพูดว่ากระไรวะถึงไปจี้เอาจุดเดือดเข้า"

ดร. ดิเรกทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล

"เปล่า กันไม่ได้ว่าอะไรนี่นา ไอบอกว่าถ้ารถถังของข้าศึกเข้ามา ไอจะใช้บาซูก้ายิงให้เลี่ยนเตียนโล่งไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนสุดเสียง

"พูดอีกแล้ว โธ่-อ้ายระยำ อ้ายหมอลากข้าง"

กิมหงวนทำเป็นดุ ดร. ดิเรก

"พูดบ้าๆ อะไรก็ไม่รู้ รู้อยู่แล้วคุณอาท่านโจ๊งเหม่ง ก่อนจะพูดคิดซะให้รอบคอบก่อนซีโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับกิมหงวน

"ไม่ต้องอธิบาย มึงก็เหมือนกัน"

อาเสี่ยทำหน้าฉงน หันไปมองดูเจ้าแห้วซึ่งหมอบอยู่ข้างๆ เขา แล้วหันมาถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"มึงน่ะผมใช่ไหมครับ"

"เออ มึงนั่นแหละ"

พลกับนิกร ช่วยกันยกบาซูก้าขนาดยักษ์ เข้าที่ตั้งยิงเตรียมพร้อม ปากกระบอกบาซูก้าวางอยู่บนบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ นายแพทย์หนุ่มทำหน้าที่เป็นพลยิงและพลเป็นพลบรรจุ

นายแพทย์หนุ่มได้ถือโอกาสอธิบายวิธีใช้ปืนบาซูก้าให้พวกนายทหารหนุ่มๆ ทราบ แต่อธิบายอย่างไรก็ไม่มีใครรู้เรื่อง เพราะการบังคับวิถีกระสุนด้วยเรดาห์นั้น เป็นงานของนักวิทยาศาสตร์ที่มีความรู้สูง

ขบวนรถถังขนาดยักษ์ของข้าศึกไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คัน ได้ออกมาจากป่าโปร่งแล้ว ต่างแปรออกจากกันเป็นแถวหน้ากระดาน แล้วเคลื่อนที่เข้ามาเป็นหมวดหมู่ มีการติดต่อประสานงานกันด้วยวิทยุตลอดเวลา

ดร. ดิเรกจัดแจงบรรจุกระสุนบาซูก้าทันที เขาเล็งยิงด้วยเครื่องคำนวณขนาดเล็ก อันเป็นประดิษฐ์กรรมที่มีคุณค่าของนายแพทย์หนุ่ม รถถังยักษ์ที่แล่นนำขบวนปักธงสีแดงผืนใหญ่ ตกเป็นเป้าของนายแพทย์หนุ่มแล้ว

ดร.ดิเรกเหนี่ยวไกยิงทันที

"ตูม"

ในระยะห่างจากเป้าหมายราว ๑,๕๐๐ เมตร กระสุนบาซูก้าหลุดออกจากปากกระบอกของมัน วิ่งตรงไปยังรถถังข้าศึกคันนั้นมองแลเห็นกลุ่มควันสีขาวเป็นทางอย่างถนัด คณะพรรค ๔ สหายต่างจ้องตาเขม็งมองไปข้างหน้า ทุกคนอยากจะทราบผลการยิงอย่างที่สุด

ในราวหนึ่งนาที กระสุนบาซูก้านัดนั้นก็วิ่งกลับมาด้วยความเร็วสูง และหล่นพลั่กเบื้องหน้า ๔ สหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเผ่นพรวดลุกขึ้นจะวิ่งหนีแต่ ดร.ดิเรก ร้องห้ามไว้

"ไม่ต้องหนีครับคุณพ่อ ลูกปืนของเราไม่ใช่ลูกปืนของข้าศึก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ จ้องมองดูกระสุนบาซูก้านัดนั้น

"กระสุนบาซูก้าใช่ไหม"

"ออไร๋ นั่งลงเถอะครับ เดี่ยวจะถูกปืนกลรถถัง คุณพ่อไม่ได้สวมหมวก แดดแจ๋อย่างนี้ข้าศึกมันมองเห็นถนัด"

ท่านเจ้าคุณค้อนประหลับประเหลือก เดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งตามเดิม เจ้าแห้วตามมานั่งข้างๆ พวกนายทหารสังเกตการณ์หน้าตื่นไปตามกัน ทุกคนอยากจะคิดว่าตนฝันไป เมื่อได้เห็นความสามารถอันยอดเยี่ยมของ ดร.ดิเรกที่บาซูก้าวิเศษได้ ซึ่งกระสุนของมันสามารถกลับมายังที่ตั้งยิงและนอนดิ้นกระแด่วๆ อยู่เบื้องหน้า คล้ายกับมีปีศาจบรรจุอยู่ในกระสุนนัดนี้

นายแพทย์หนุ่มมองดูลูกปืนบาซูก้าของเข้าแล้วกล่าวถาม

"ว่ายังไงโว้ย อ้ายน้องชาย"

เสียงลูกปืนพูดได้ยินถนัด

"ไม่ไหวครับคุณหมอ เกราะมันหนาตั้งสองนิ้วผมไซเกราะจนฟันโยกไปหมดปากแล้ว ในที่สุดต้องกลับมาหาคุณหมอ"

คณะพรรค ๔ สหาย และพวกนายทหารตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว เมื่อได้ยินเสียงลูกปืนบาซูก้าพูดได้

ดร. ดิเรก เอื้อมมือหยิบกระสุนบาซูก้าของเขาขึ้นมาแล้วพูดกับลูกปืนวิเศษของเขาอย่างน่าตาเฉย

"อ้ายน้องชาย อย่าโง่นักซีเว้ย เกราะข้างหน้ารถมันหนา ๒ นิ้วครึ่งอั๊วไม่เถียง ลื้อเข้าข้างหลังซี เกราะหลังรถหนาเพียงนิ้วเดียวเท่านั้น เร็ว-ไปสังหารมันเดี๋ยวนี้"

แล้วดิเรกก็โยนลูกปืนขึ้นไปบนอากาศ กระสุนปืนวิเศษของเขาพุ่งไปทางหมู่รถถังของข้าศึก ทันที อีกสักครู่หนึ่งรถถังยักษ์คันที่แล่นนำหน้าก็ถูกกระสุนบาซูก้าของ ดร.ดิเรกอย่างจัง

"ตูม"

เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว รถถังยักษ์อันเป็นรถถังของผู้บังคับการรถรบข้าศึกพังสะบั้น เกิดเพลิงไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว ซึ่งไม่ต้องสงสัยว่าพลประจำรถจะต้องเสียชีวิต

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น

"ออไร๋ ออไร๋ ด๊อคเต้อร์ริเรกไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ ฮะฮ้า"

๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับพวกนายทหารอีกหลายคนตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน อภินิหารของปืนบาซูก้า ยันเป็นประดิษฐ์กรรมของนายแพทย์หนุ่มผู้นี้ราวกับปาฏิหารย์

กองรถถังของข้าศึกเคลื่อนที่เข้ามาอีก และเปิดฉากระดมยิงด้วยกระสุนปืนใหญ่ขนาด ๑๒๕ มม. กระสุนปืนของรถถังยักษ์แตกระเบิดกึกก้อง ทหารราบของเราต้องล่าถอยลงมา

นายแพทย์หนุ่มรีบบรรจุกระสุนบาซูก้า และยิงรถถังข้าศึกอีก

"ตูม"

ทุกนัดแม่นราวกับจับวาง รถถังข้าศึกตกเป็นเหยื่อพระเพลิงพังพินาศ ดร.ดิเรกกับคณะพรรค ๔ สหายได้ร่วมมือกันทำการระดมยิงกองรถถังข้าศึก เพียงครู่เดียวรถถังข้าศึก ๒๐ กว่าคันก็พังพินาศ ด้วยกระสุนปืนบาซูก้าของ ดร.ดิเรก

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ฝูงเครื่องบินประจัญบานแบบแบร์แค็ตของเราไม่ต่ำกว่า ๕๐ เครื่อง ก็บินผ่านยอดเขาแห่งหนึ่งในระยะต่ำ บ่ายโฉมหน้าตรงมายังยุทธบริเวณ

กองรถถังข้าศึกถอนตัวจากการรบทันที และกระจายกำลังกันออกห่าง แล่นกลับไปทางทิศเหนืออย่างรวดเร็ว แบร์แค็ตแตกแยกออกจากฝูงเสียงเครื่องยนต์ดังกังวานกึกก้องเวหา นักบินบังคับเครื่องบินผาดแผลงดิ่งลงมา และยิงปืนจรวดใส่หมู่รถถังข้าศึกทันที

กระสุนปืนจรวดทำให้รถถังหลายสิบคันพังพินาศ บางคันก็ถูกเพลิงไหม้ ทหารประจำรถที่หนีออกจากรถถูกปืนกลอากาศของเครื่องบินล้มระเนระนาด การโจมตีของฝูงบินประจัญบานทำให้ทหารราบของเรารุกคืบหน้าเข้าหาข้าศึกอีก กองรถถังของข้าศึกแตกพ่ายยับเยินคุมกันไม่ติด

ฉากการโจมตีอันดุเดือดของฝูงเครื่องบินรบทำให้รถถังของข้าศึกหนีกลับไปได้ไม่กี่คัน ทหารไทยทั่วทั้งแนวรบต่างไชโยโห่ร้องโบกมือให้ฝูงเครื่องบินเหล่านี้ ซึ่งบินฉวัดเฉวียนไปมาในระยะต่ำ

ทัพไทยรุกคืบหน้าต่อไป กองทหารข้าศึกตกเป็นฝ่ายล่าถอย ขณะนี้แนวหน้าของเราเข้าไปถึงชานเมืองบุษบันบุรีแล้ว

กองบัญชาการทหารสูงสุดของเราได้ตัดสินใจเด็ดขาด สั่งให้ทหารทุกหน่วยทุกเหล่าเข้าโจมตีข้าศึกในตอนบ่าย ๑๔.๒๐ น. วันนี้ เพื่อยึดเมืองหัสดินบุรีและบุษบันบุรีกลับคืน

ดร. ดิเรกกับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับคำสั่งให้ประจำรถถังแบบเอ็ม ๒๔ หมายเลข ๑๓ ซึ่งรถถังยักษ์คันนี้มีปืนขนาด ๗๕ มม. หนึ่งกระบอก ปืนกลหนักต่อสู้อากาศยาน ๑ กระบอก ปืนกลหนักธรรมดา ๒ กระบอก ปืนต่อสู้อากาศยานประจำรถถังคันนี้เป็นปืนที่ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ประดิษฐ์คิดขึ้น และนายแพทย์หนุ่มยืนยันว่า ปืนกลหนักต่อสู้อากาศยานของเขามีประสิทธิภาพอย่างสูง ทำการยิงได้รวดเร็วแม่นยำ สามารถยิงได้สูงถึง ๒,๐๐๐ เมตรและกระสุนปืนทุกนัดเป็นกระสุนเจาะเกราะ ยิงได้ทั้งเครื่องบินและรถถังหรือยานเกราะทั้งหลาย ส่วนคนนั้นถ้าถูกยิงด้วยปืนกลแบบนี้จะไม่มีโอกาสรอดตายเลย

ตามคำสั่งที่ได้รับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้บัญชาการกองพลรถถังที่ ๖๗ มีรถถังขนาดหนักอยู่ในบังคับบัญชา ๓๕๐ คัน และกองพลรถถังที่กล่าวนี้จะนำทหารราบบุกเข้ายึดเมือง หัสดินบุรีและบุษบันบุรี ในตอนบ่ายวันนี้

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าคุณปัจนึกฯ กำลังตระเตรียมรถถัง เพื่อเข้าตีเมืองทั้งสองตามคำสั่งที่ท่านได้รับมอบหมายไว้ เครื่องบินลาดตระเวนของข้าศึกได้ปรากฏขึ้นในระยะสูงเพียง ๒ เครื่อง ปตอ. ของเราได้ทำการขับไล่ยิงตะเพิดไป นักบินข้าศึกรีบส่งวิทยุรายงานไปให้กองบัญชาการของตนทราบว่า กองทัพไทยกำลังมีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก และกองรถถังได้ชุมนุมกำลังกันอย่างหนาแน่น

บ่ายวันนั้นเอง

พอได้เวลา ๑๔.๒๐ น. เสียงเครื่องยนต์ของรถถังอันมากมายก็ดังกระหึ่มขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งเคลื่อนขบวนทันที มีการติดต่อประสานงานกันโดยทางวิทยุโทรศัพท์

รถถังหมายเลข ๑๓ แล่นนำหน้าอย่างสง่าผ่าเผย เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบพลโทแต่ไม่ได้สวมหมวกเหล็กโผล่ขึ้นมาจากหอบังคับการ ศีรษะของท่านต้องแสงแดดเป็นมันแผล็บ ท่านเจ้าคุณเป็นผู้บังคับรถถังคันนี้ และดำรงค์ตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการรถถังทั้งหมด ซึ่งกำลังเคลื่อนขบวนตามกันมา

พล พัชราภรณ์ทำหน้าที่เป็นคนขับโดยมีเจ้าแห้วเป็นผู้ช่วย นิกรกับเสี่ยหงวนประจำปืนใหญ่และปืนกล ดร. ดิเรกประจำปืนกลต่อสู้อากาศยานแบบใหม่ของเขา

พอสิ้นสุดขบวนรถถังยักษ์ หน่วยยานยนต์และทหารราบก็เคลื่อนที่ติดตามเข้ามา ทหารไทยทุกคนล้วนแต่คึกคักเข้มแข็ง เหี้ยมหาญและฮึกเหิมเหมือนนักรบแห่งตระกูลไทย

การเคลื่อนที่เป็นไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย อีก ๓ ไมล์จะถึงเมืองหัสดินบุรี กองรถถังข้าศึกซึ่งมีจำนวนหลายร้อยคันก็ปรากฏขึ้น และเบื้องบนอากาศฝูงเครื่องบินประจัญบานของข้าศึก ประมาณ ๗๐ เครื่อง ได้บินเกาะหมู่ตรงเข้ามายังกองพลรถถังของเรา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งแปรแถวเป็นหน้ากระดานและเตรียมต่อสู้เครื่องบินของข้าศึก ท่านเจ้าคุณถึงจะมีอายุแล้วท่านก็สั่งงานได้รวดเร็ว และคล่องแคล่วว่องไวมาก

ฝูงเครื่องบินประจัญบานของข้าศึกได้แตกแยกออกจากขบวน บินผาดแผลงดำดิ่งลงมา นับว่าเป็นครั้งแรกที่เครื่องบินของข้าศึกได้มีบทบาทในการรบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบสั่งวิทยุแจ้งไปยังฐานทัพอากาศของเราโดยเร็ว เพื่อให้ส่งฝูงเครื่องบินมาช่วย

นักบินข้าศึกนำเครื่องบินประจัญบานไอพ่นแบบทันสมัย จิกหัวลงมาใช้ปืนจรวดยิงรถถังของเราอย่างดุเดือด รถถังหลายคันพังพินาศเกิดเพลิงไหม้อย่างรวดเร็ว ดร. ดิเรกปล่อยกระสุนปืนกลแบบใหม่ของเขาออกจากลำกล้องยิงกราดฝูงเครื่องบินประจัญบานที่บินว่อนเต็มท้องฟ้า

อำนาจและประสิทธิภาพของปืนกลแบบใหม่ ทำให้เครื่องบินประจัญบานของข้าศึกล่วงลงสู่พื้นดินไปตามกัน บางลำก็ระเบิดกลางอากาศ นักบินข้าศึกประหลาดใจไปตามกันถึงกับไต่ถามกันทางวิทยุ เข้าใจว่าทหารไทยใช้อาวุธวิเศษต่อสู้

เพียงครู่เดียว เครื่องบินประจัญบานของข้าศึกก็ถูก ดร. ดิเรกยิงตกเกือบ ๒๐ ลำ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รายงานผลการรบโดยทางวิทยุไปให้ทางกองบัญชาการทราบตลอดเวลา

กองพลรถถังของไทยเคลื่อนที่เข้าไปอย่างอาจหาญ และในเวลาเดียวกันกองพลรถถังยักษ์ของข้าศึกก็เคลื่อนเข้ามา ทั้งสองฝ่ายเริ่มใช้ปืนใหญ่ดวลกันในระยะห่าง เสียงปืนดังกึกก้องไปทั่วยุทธภูมิ รถถังฝ่ายใดถูกปืนใหญ่ก็แหลกละเอียด สงครามย่อมเหมือนสาดน้ำรดกันนั่นเอง

ฝูงเครื่องบินไอพ่นของกองทัพอากาศอเมริกันรวม ๔๐ เครื่องเดินทางมาถึงแล้ว ซุปเปอร์ เซเบ้อร์ปีกลู่หลังถาโถมเข้าประจัญบานกับฝูงเครื่องบินข้าศึกทันที

สงครามเวหาและสงครามภาคพื้นดินได้เป็นไปอย่างอุตลุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกคำสั่งให้รถถังทั้งหมดรุกคืบหน้าโดยไม่หยุดยั้ง การรบบนเวหาผ่านพ้นไปเพียง ๕ นาที ซุปเปอร์เซเบ้อร์ก็ยิงเครื่องบินขับไล่ของข้าศึกล่วงเกือบ ๒๐ ลำ เหลือนอกนั้นบินหนีไปทางทิศตะวันออก ฝูงเครื่องบินประจัญบานของอเมริกัน บินติดตามสังหารเครื่องบินข้าศึกอย่างไม่ลดละ และบุกเข้าโจมตีเมืองหัสดินบุรีและบุษบันบุรีตามคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมา อย่างไรก็ตามเครื่องบินประจัญบานของอเมริกันก็ถูกยิงตกเกือบ ๑๐ ลำ

รถถังทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างจากกัน ในระยะ ๓๐๐ เมตรเท่านั้น ต่างระดมปืนใหญ่ยิงสังหารซึ่งกันและกัน

นิกรเอื้อมมือฉุดขาพ่อตาของเขา

"นั่งลงคุณพ่อ โผล่หัวขึ้นไปเดี๋ยวถูกยิงนะครับ"

ท่านเจ้าคุณก้มหน้ามองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านแล้วยิ้มอย่างเหี้ยมหาญ

"ไม่เป็นไร หัวพ่อลื่น ถึงมันยิงถูกก็ไม่เข้าลูกปืนมันต้องไถลไป"

นิกรจุ๊ย์ปาก

"หดหัวลงมาเถอะน่า เชื่อผมบ้างซีครับ คุณพ่อยืนตากแดดอยู่อย่างนั้นกลิ่นมักเหม็นตุๆ เหมือนเนื้อเค็มตากแห้งครับ"

ท่านเจ้าคุณทรุดตัวนั่ง แล้วยกกำปั้นทุบนิกรติดๆ กันหลายครั้ง คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะลั่นรถ นิกรกับเสี่ยหงวนช่วยกันระดมยิงปืนใหญ่ไปยังรถถังข้าศึกอย่างทรหด แต่แล้วกระสุนปืนใหญ่ของรถถังข้าศึกนัดหนึ่ง ก็ยิงมาถูกรถถังของคณะพรรค ๔ สหายอย่างจัง

"โครม"

รถถังหมายเลข ๑๓ สั่นสะเทือนไปทั้งคัน ราวกับจะพลิกคว่ำและหยุดเคลื่อนที่ ทั้งๆ ที่เครื่องยนต์ยังทำงานอยู่

"เฮ้ย เป็นยังไงโว้ยพล" ท่านเจ้าคุณบัญชาการเอ็ดตะโรลั่น

พลหันมาตอบท่าน

"เราถูกยิงครับ สงสัยว่าตีนตะขาบขาด"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ตีนตะขาบขาดก็เอาตีนแมงป่องใส่แทนซีวะ"

นายพัชราภรณ์หันมายกมือผลักหน้าเพื่อนเกลอของเขาเต็มแรง

"กำลังอยู่ในระหว่างความคับขัน อย่าพูดเล่นหน่อยเลยวะ"

พลพยายามบังคับรถถังหมายเลข ๑๓ มันแล่นเลี้ยวกลับเป็นวงกลม ทั้งนี้เพราะตีนตะขาบข้างขวาถูกยิงสะบั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบส่งวิทยุให้ผู้ช่วยของท่าน คือ พลตรีหลวงตะลุมบอนอุตลุด ทำหน้าที่บัญชาการรบต่อไปโดยแจ้งให้ทราบว่ารถถังของท่านเสียหายใช้การไม่ได้แล้ว

ในเวลาเดียวกันนี้เอง รถถังของข้าศึกคันหนึ่งก็ยิงปืนใหญ่โดยใช้กระสุนเจาะเกราะมายังรถถังหมายเลข ๑๓ เสียงปืนใหญ่ดังสนั่นหวั่นไหว กระสุนเจาะเกราะไชชอนเข้ามาในรถและหล่นลงกลางรถดังตุ้บ

๔ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน นิกรตกใจแทบช็อค เขาแลเห็นควันสีขาวลอยออกมาจากกระสุนปืนนัดนี้ และได้ยินมันร้องครางเสียงกระหึ่มเบาๆ

"อ้าย....หะ...แอ้ว..." นิกรพูดแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "ยะ..อิบ...มัน....โยน..อะ..อะ...ออกปะ ไอ จากรถนี้ทีเถอะโว้ย"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื้อก

"รับ...ประ...ประ....ทาน ไม่..กะ กล้าหยิบ...ครับ...รับประทาน...อ๋อย...ตายแน่"

ดร. ดิเรกตัดสินใจเด็ดขาดก้มลงอุ้มกระสุนปืนใหญ่ขึ้นมาวางบนตัก เอื้อมมือหยิบไขควงเครื่องมือรถถังออกมาไขเครื่องบังคับชะนวนดินปืนออกอย่างหน้าตาเฉย ทุกคนหายใจไม่ทั่วท้อง ในที่สุด ดิเรกก็หัวเราะก้าก

"ปลอดภัยแล้วพวกเรา ฮ่ะ ฮ่ะ"

๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน แล้วก็ชมเชยนายแพทย์หนุ่มผู้กล้าหาญและเยือกเย็นผิดมนุษย์

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ขบวนรถถังของข้าศึกได้แล่นใกล้เข้ามาอีก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นว่าขืนอยู่ในรถก็จะเป็นเป้านิ่งถูกยิงตายแน่ ดังนั้นท่านจึงออกคำสั่งให้สละรถถังคันนี้

ทุกคนรีบออกจากรถถังอย่างรวดเร็ว ทุกคนมีปืนกลมือเป็นอาวุธ เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งนำหน้าพา ๔ สหายกับเจ้าแห้วเข้าไปหลบกำบังข้างหลังรถถังของเราคันหนึ่ง

การดวลปืนใหญ่ระหว่างรถถังกับรถถังเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างฝ่ายต่างเสียรถถังมากมาย เวลาผ่านพ้นไปราว ๒๐ นาที กองรถถังขนาดยักษ์ของข้าศึกก็ล่าถอยอย่างไม่เป็นขบวน อีกครั้งหนึ่งที่รถถังข้าศึกแตกพ่ายคุมกันไม่ติด กองพลรถถังที่ ๖๗ บุกรุกไล่กองรถถังข้าศึกอย่างอาจหาญ แลเห็นธงไตรรงค์โบกสะบัด พริ้ว นักรบไทยทุกคนต่อสู้กับข้าศึกแบบผึ้งหวงรัง ขณะนี้ผืนแผ่นดินแห่งราชอาณาจักรไทยที่ถูกข้าศึกยึดครองนั้น เราได้ยึดคืนมาเกือบหมดแล้ว

กองพลรถถังเคลื่อนเข้าสู่เมืองบุษบันบุรี และหัสดินบุรีทันที ทหารราบและหน่วยยานยนต์ต่างติดตามรถถังอย่างอาจหาญ

ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรค ๔ สหายก็เข้าร่วมรบกับทหารราบ ศึกชิงเเมืองหัสดินบุรีและบุษบันบุรีซึ่งเป็นเมืองที่มีอาณาเขตติดต่อกันเป็นไปอย่างดุเดือด ฝูงเครื่องบินประจัญบานของกองทัพอากาศไทยประมาณ ๑๐๐ เครื่องปรากฏอยู่เหนือน่านฟ้าด้านตะวันตกและบินเกาะหมู่ตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว เครื่องบินประจัญบานฝูงนี้ได้รับคำสั่งให้ทำหน้าที่คุ้มกันกองพลรถถังของเรา และให้โจมตีกองทหารข้าศึก ซึ่งตั้งมั่นอยู่ในเมืองทั้งสอง

เมื่อกองพลรถถังได้รับการสนับสนุนจากฝูงเครื่องบินรบ ก็ประดาหน้ากันมุ่งเข้าสู่เมืองหัสดินบุรีและบุษบันบุรี แม่ทัพข้าศึกสั่งล่าถอยฉับพลัน ทหารข้าศึกทุกหน่วยทุกเหล่าถอนตัวจากการรบทันที และแล้วนครทั้งสองก็ตกเป็นเหยื่อพระเพลิงด้วยน้ำมือของทหารข้าศึก

กลุ่มควันพวยพลุ่งไปทั่วเมือง อาคารบ้านเรือนและสถานที่ราชการต่างๆ ถูกไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว นั่นคือความพินาศฉิบหายอันเป็นผลของสงคราม ประชาราษฎรชาวเมืองบุษบันบุรีและหัสดินบุรีที่หลบหนีไปอยู่ตามป่าดงพง เขาหารู้ไม่ว่าบ้านเรือนและทรัพย์สมบัติของเขาตกเป็นเหยื่อ พระเพลิงหมดแล้ว

กองพลรถถังที่ ๖๗ บุกเข้าเมืองทั้งสองได้ในเวลา ๑๖.๐๐ น. ทหารราบได้กระจายกำลังกันไปทั่วเมืองเพื่อกวาดล้างข้าศึกที่หลบอยู่ตามอาคารต่างๆ มีการรบประปรายตามถนนหลวง ข้าศึกถูกจับเป็นเชลยได้มาก

ในที่สุดกองทัพไทยก็สามารถยึดหัสดินบุรีและบุษบันบุรีของเรากลับคืนมาได้ แต่สิ่งที่เหลือไว้ก็คือพื้นที่เท่านั้น ฝูงบินประจัญบานของข้าศึกจำนวนหนึ่งได้เข้าโจมตีเมืองทั้งสองในเวลาใกล้จะพลบค่ำ ใช้ปืนกลและปืนจรวดลูกระเบิดแบบระเบิดนาปาล์มเผาผลาญบ้านเรือนให้เกิดเพลิงไหม้ขึ้นอีกหลายแห่ง

กองพลรถถังของเราได้รับคำสั่งให้ติดตามข้าศึกต่อไป ส่วนทหารราบของเราคงทำหน้าที่ยึดครองเมืองทั้งสองไว้และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรค ๔ สหายของเราคงได้ปฏิบัติการอยู่ในเมืองบุษบันบุรีนี้

คำสั่งจากผู้บัญชาการทหารสูงสุดมีมาถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในวันรุ่นขึ้นปรากฏข้อความว่า ให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าที่เป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๑๐๑ และให้ พ.อ. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการ ร.อ. พล พัชราภรณ์ ร.อ. นิกร การุณวงศ์ ร.อ. กิมหงวน ไทยแท้ เป็นผู้บังคับกองร้อย ส่วน ส.ท. แห้ว โหระพากุล เป็นทหารรับใช้ประจำตัวของท่านผู้บัญชาการ และในคำสั่งนั้นให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยึดเมืองบุษบันบุรีและหัสดินบุรีไว้จนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

ดร. ดิเรกได้ใช้เวลา ๓ วันที่ผ่านมานี้ฝึกหัดพวกนายทหารหนุ่มให้รู้จักใช้อาวุธวิเศษของเขาหลายชนิด เมื่อรุ่นแรกมีความรู้ความสามารถ รุ่นที่สองและรุ่นต่อๆ ไปก็ถูกส่งมาเรียนอีก นายทหารเหล่านี้ต่างเรียกนายแพทย์หนุ่มว่าอาจารย์ เขาเป็นรองผู้บัญชาการกองพลที่ ๑๐๑ และเป็นผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธแห่งกองทัพบกอีกด้วย

คืนวันหนึ่ง

ขณะที่คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสรวลเสเฮฮากันภายในกองบังคับการกองพล นายทหารสื่อสารคนหนึ่งซึ่งมียศเป็นร้อยตรีก็พรวดพราดเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน

เขาชิดเท้าตรงและก้มศีรษะกระทำความเคารพท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ท่านครับ หน่วยลาดตระเวนของเราซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของเมืองบุษบันบุรีได้มีรายงานมาทางวิทยุว่า กองทหารข้าศึกอันมากมายได้เคลื่อนที่ข้ามภูเขาตรงหน้ามายังเมืองนี้ มีกองรถถังและยานเกราะร่วมปฏิบัติการรบด้วย ขณะนี้กองลาดตระเวนของเรากำลังปะทะกับข้าศึก และขอคำสั่งถอนตัวจากการรบเนื่องจากข้าศึกมีจำนวนมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"ดีแล้ว สั่งให้หน่วยลาดตะเวนของเราล่าถอยกลับมาได้ แต่พยายามตัดศีรษะนายทหารข้าศึกมาให้ฉันสักหนึ่งคน-เข้าใจ๋"

กิมหงวนเอื้อมมือสะกิดแขนท่านผู้บัญชาการกองพล

"คุณอาครับ... แฮ่ะ แฮ่ะ ตัดหัวมาให้คุณอามันไม่มากไปหรือครับ นั่นมันเรื่องจีนหรือเรื่องสมัยอิงประวัติศาสตร์"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ก็อาอยากดูหน้าตานายทหารข้าศึกนี่หว่า" แล้วท่านก็หันมาทางนายทหารหนุ่ม "เธอไปได้ บอกพวกเราถอยกลับมา และให้ถอยอย่างองอาจผึ่งผายไว้ลายนักรบไทย"

นายทหารหนุ่มขมวดคิ้วย่น

"ประทานโทษ ถอยอย่างสง่าผ่าเผยน่ะถอยยังไงครับท่าน"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

"ไม่ต้องซัก ปฏิบัติตามคำสั่งของฉันก็แล้วกัน ประเดี๋ยวยิงเป้าเสียเลย ต่อล้อต่อเถียงผู้บังคับบัญชาใช้ได้รึ"

กิมหงวนยิ้มให้นายทหารสื่อสารแล้วพูดเสริมขึ้น

"ท่านดุจริงครับ แต่ผมรับรองว่าท่านไม่ทำหรอก"

"อ้าว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น หันมาทำตาเขียวกับอาเสี่ย "พูดอย่างนี้หมายความว่าข้าเป็นหมาหรือยังไงวะ"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้อง นายทหารหนุ่มกลั้นหัวเราะแทบแย่ เขาก้มศรีษะคำนับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องนั้นโดยเร็ว

หลังจากได้รับข่าวการเคลื่อนไหวของข้าศึกท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้บัญชาการกองพลที่ ๑๐๑ ก็เรียกประชุมนายทหารชั้นผู้ใหญ่ มีผู้บังคับการกรมและผู้บังคับกองพันทุกคน เพื่อชี้แจงให้ทราบถึงการสู้รบกับข้าศึก ซึ่งทหารไทยจะต้องต่อสู้อย่างทรหด เพื่อยึดบุษบันบุรีและหัสดินบุรีของเราไว้ ถึงแม้ว่ากองทหารข้าศึกจะทุ่มเทกำลังอย่างมหาศาล กองพลที่ ๑๐๑ ก็ยอมสู้ตายไม่ยอมให้ข้าศึกยึดเมืองทั้งสองกลับคืนไป

เมื่อท่านเจ้าคุณได้ซักซ้อมนายทหารชั้นผู้ใหญ่จนเป็นที่เข้าใจกันดีแล้ว ท่านก็ได้เชิญชวนนายทหารชั้นผู้ใหญ่เหล่านั้นดื่มเพื่อชัยชนะของกองทัพไทย และแล้วหลังจากนั้นท่านก็ขอร้องให้นายทหารทุกคนร้องเพลง "ต้นตระกูลไทย" ซึ่งท่านได้เป็นต้นเสียง

คืนวันนั้นเอง

ในเวลาราว ๒๓.๐๐ น. เศษ กองทหารข้าศึกประมาณห้ากองพลใหญ่เคลื่อนพลเข้าโจมตีหัสดินบุรีและบุษบันบุรีทางทิศตะวันออก และในเวลาไล่ๆ กัน กำลังส่วนใหญ่ของข้าศึกก็พุ่งเข้ามาทางทิศเหนือ ขยายปืนลงมาทางทางตะวันตกกำลังข้าศึกมากมายเหลือที่จะคณนานับ มันไม่ผิดอะไรกับกองทัพมดหรือปลวก ทหารไทยได้ทำการต่อสู้อย่างสมเกียรติ แต่แล้วพอ ๐๒.๐๐ น. ของวันใหม่ ข้าศึกก็โอบล้อมเมืองหัสดินบุรี และบุษบันบุรีไว้ได้

ทหารข้าศึกอีกห้ากองพลได้เคลื่อนลงไปทางใต้ขยายแนวรบกว้างขวางทำให้กองพลที่ ๑๐๑ หมดหวังที่จะได้รับกำลังมาช่วยและไม่มีทางที่จะตีฝ่าวงล้อมออกไปได้ เพราะทหารข้าศึกมีจำนวนมากกว่ากองพลที่ ๑๐๑ หลายเท่า

อย่างไรก็ตาม ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายทหารและพลทหารทั้งกองพลต่างมีขวัญและกำลังใจดีเสมอ ทุกคนเต็มใจสู้รบเพื่อประเทศชาติของตน ทุกคนยอมพลีแล้วซึ่งเลือดเนื้อและชีวิต

เสียงปืนใหญ่ ปืนกลหนักเบา ลูกระเบิดจากเครื่องยิงและเสียงปืนเล็กยาว ปืนกลมือดังสนั่นหวั่นไหวตลอดคืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ บัญชาการรบอย่างเหน็ดเหนื่อย ติดต่อกับกองพลต่างๆ ตลอดเวลา ข้าศึกใช้ปืนใหญ่ระดมยิงเข้ามาในเมืองบุษบันบุรี และหัสดินบุรี ราวกับห่าฝน แต่ทหารไทยได้ทำการการต่อสู้อย่างเหนียวแน่น ศึกชิงเมืองเป็นไปอย่างทรหด จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่ หัสดินบุรีและบุษบันบุรีก็ยังตกอยู่ในความยึดครองของกองทัพไทย ธงไตรรงค์ของเรายังโบกสะบัดพริ้วอยู่ที่ เสาธงหน้าศาลากลางจังหวัด

เช้าตรู่วันนั้น อากาศหนาวเย็นยะเยือกจับใจ หมอกลงหนาทึบปกคลุมเมืองทั้งสอง เสียงปืนเบาบางลงมาก นานๆ จึงได้ยินเสียงปืนใหญ่นัดหนึ่ง ข้าศึกมีเจตนาโอบล้อมเพื่อให้กองพลที่ ๑๐๑ ยอมจำนน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ติดต่อกับกองบัญชาการสูงสุด รายการผลของการสู้รบไปให้ทราบ โดยทางวิทยุโทรศัพท์ตลอดเวลา

ทางกองบัญชาการสูงสุดได้สั่งให้กองทัพที่ ๘ เดินทางมาช่วยเหลือกองพลที่ ๑๐๑ ในตอนกลางคืน ในราว ๔.๐๐ น. กองทัพที่ ๘ ได้ปะทะกับกำลังอันมหาศาลของข้าศึก สู้รบกันจนกระทั่ง ๗.๐๐ น. กองทัพที่ ๘ ต้องล่าถอยลงมาเพราะไม่สามารถที่จะต้านทานข้าศึกซึ่งมีจำนวนไพร่พลมากกว่าตั้งหลายเท่าได้

คำสั่งจากกองบัญชาการสูงสุดซึ่งมีมาถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในเวลา ๙.๐๐ น. ปรากฏว่าให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นำทหารในกองพลที่ ๑๐๑ ตีฝ่าวงล้อมลงมาทางทิศใต้ กองทัพอากาศจะส่งฝูงบินประจัญบานมาช่วยให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มตีวงล้อมในเวลา ๙.๓๐ น.

ท่านเจ้าคุณผู้บังชาการกองพลจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บัญชา คือบัญชาการทหารสูงสุด ดังนั้นพอได้เวลา ๙.๓๐ น. กองพันรถถังและยานเกราะของเราก็เริ่มนำหน้าพาทหารราบตีวงล้อมออกจากเมืองหัสดินบุรี และบุษบันบุรีล่องลงไปทางทิศใต้

ทหารไทยทั้งกองพลมีสภาพไม่ผิดอะไรกับตกนรกทั้งเป็น รถถังของเราต้องประจัญบานกับกองรถถังของข้าศึกซึ่งมีจำนวนมากกว่า ปรากฏว่ารถถังขนาดหนักของเราถูกทำลายไปเกือบ ๓๐ คัน ข้าศึกได้ใช้ปืนใหญ่ระดมยิงอย่างหนาแน่น การตีฝ่าวงล้อมเป็นไปด้วยความยากลำบาก นักรบไทยต้องเสียชีวิตมากมายบ้างก็ได้รับบาดเจ็บสาหัส ฝูงเครื่องบินประจัญบานของข้าศึกหลายสิบเครื่องได้เปิดฉากโจมตีกองพลที่ ๑๐๑ ของเราอย่างดุเดือดทารุณยิ่ง มันเป็นความเสียหายสุดที่จะประมาณได้ กองพลที่ ๑๐๑ ต้องเสียทหารไปเกือบครึ่งหนึ่งในการตีฝ่าวงล้อม อาวุธยุทธปกรณ์เสียหายมากต่อมาก

ในราว ๑๐.๐๐ น. ฝูงบินไอพ่นประจัญบานของกองทัพอากาศอเมริกัน เอฟ-๑๐๐ หรือ ซุปเปอรเซเบอร์ประมาณ ๑๐๐ เครื่องก็บินผ่านหมู่ขุนเขาทางทิศตะวันตกมุ่งตรงมายังยุทธบริเวณอย่างรวดเร็ว

ฝูงเครื่องบินประจัญบานเหล่านี้ได้แตกกระจายออกจากหมู่ดำดิ่งลงมายังแนวรบใช้ปืนใหญ่ขนาด ๒๐ มม. และจรวดนาวีก็ยิงทหารข้าศึกล้มตายเกลื่อนกลาด เสียงเครื่องบินดังกระหึ่มไปทั่วน่านฟ้า เครื่องบินไอพ่นของข้าศึกปราดเข้ารับมือกับเอฟ-๑๐๐ ทันที สงครามเวหาได้เป็นไปอย่างดุเดือดที่สุด ซึ่งในเวลาเดียวกันกองพลที่ ๑๐๑ ของเราพยายามทุกวิถีทางที่จะตีฝ่าวงล้อมออกไป

ท่ามกลางความสับสนอลหม่านจนแทบจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร พล,นิกร,กิมหงวน, ผู้บังคับกองกระดูกเหล็กก็มีโอกาสได้มารวมกำลังกันอย่างบังเอิญที่สุด ทหารในบังคับบัญชาของสามสหายต้องเสียชีวิตไปหมดแม้กระทั่งผู้บังคับหมวดก็ตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนของข้าศึก

อาเสี่ยกิมหงวนแลเห็นพลเป็นคนแรกขณะที่พลถือปืนกลเบาวิ่งปะปนไปกับทหาร แต่ไม่ใช่ทหารในบังคับบัญชาของพล

"พลโว้ย" อาเสี่ยตะโกนลั่นสนามรบ

ร.อ. พัชราภรณ์หันควับมาทางเสี่ยหงวน เขาดีใจอย่างยิ่งเมื่อได้เห็นหน้าเพื่อนเกลอของเรา สองสหายต่างวิ่งเข้ามาหากันและกระโดดเข้ากอดกัน

"ทหารของแกไปไหนหมด" พลถามโดยเร็ว

อาเสี่ยยักไหล่และแบมือ

"ตายหมด เหลือกันคนเดียวเท่านั้น ทหารเหล่านี้เขาได้สละชีพเพื่อชาติ เขาเอาโลหิตของเขาละเลงผืนแผ่นดินของเราเพื่ออิสระเสรี เขาตายอย่างกล้าหาญที่สุด ทหารของกันคนหนึ่งถูกกระสุนปืนใหญ่คอขาดกระเด็น เขายังสามารถสู้รบกับข้าศึกถึงกับตะลุมบอน แต่แล้วพอเขารู้ตัวว่าศีรษะของเขาไม่ได้อยู่กับตัวเขาก็ร้องเพลง "ต้นตระกูลไทย" จนจบ แล้วล้มลงนอนตายอย่างสง่าผ่าเผย พูดเหมือนโกหก ผ่าวะ"

อารมณ์ของพลคลายความตึงเครียดลงบ้าง

"เมื่อกี้นี้กันวิ่งผ่านสะพานเล็กๆ แห่งหนึ่ง กันพบศพนายทหารชั้นร้อยเอกหนึ่งคนนอนตายอยู่ข้างสะพานกันนึกว่าแกเสียอีก รูปร่างเหมือนแกไม่มีผิด"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยง

"อย่าพูดยังงี้น่า ใจไม่ดีโว้ย อ้ายกรกับอ้ายแห้วไปทางไหน"

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"อ้ายแห้วติดตามคุณอาเป็นเงาตามตัว"

"แล้วเจ้ากรกับอ้ายหมอล่ะ"

"อ้ายกร เห็นนอนตายอยู่ในคูข้างต้นไม้ใหญ่โน้น" พูดพลางชี้มือไปที่ต้นกร่างใหญ่ต้นกร่างหนึ่งซึ่งอยู่ห่างจากเขาราว ๑๐๐ เมตร

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"หา อ้ายกรตายแล้วหรือนี่ โธ่...." แล้วกิมหงวนก็ฉุดมือพล "พากันไปเยี่ยมศพมันหน่อยเถอะ กันจะได้เอาข้าวของในตัวมันส่งไปให้คุณประไพ โธ่-เห็นหน้ากันหลัดๆ เพื่อนเอ๋ย เพื่อนตายอย่างกล้าหาญเพื่อประเทศชาติ เพื่อนได้เอาเลือดละเลงไว้ในสมรภูมิอันเป็นวีรกรรมที่น่าสรรเสริญ กันจะทำรายงานรัองเรียนรัฐบาลให้สร้างอนุสาวรีย์อ้ายกรไว้กลางสนามหลวง ประชาชนคนไทยรุ่นหลังจะได้รำลึกถึงวีกรรมอันยอดเยี่ยมของอ้ายกรในครั้งนี้"

ก่อนที่พลจะพูดว่ากระไร เสี่ยหงวนก็ฉุดกระชากลากตัว ร.ต. พล ตรงไปยังต้นกร่างใหญ่ ท่ามกลางห่ากระสุนปืนใหญ่ ปืนกล และระเบิดยิงของข้าศึกที่ระดมยิงมาอย่างหนาแน่น

ในที่สุดเสี่ยหงวนก็แลเห็น นิกรนอนหงายอ้าปากหวอ แมลงวันมาตอมปากอยู่ข้างศพทหารไทยสามสี่ศพ ซึ่งศพเหล่านี้หัวขาดตีนขาด บางศพก็ไส้ทะลักจากอำนาจกระสุนปืนใหญ่

กิมหงวนร้องไห้โฮ วิ่งลงไปในคูทรุดตัวลงนั่งแล้วโถมตัวลงกอด ร.อ. นิกร เพื่อนรักของเขา

"อ้ายกร.... โธ่-อ้ายเพื่อนยาก เพื่อนกล้าหาญเกินไปเพื่อนจึงต้องตาย โบราณว่ากล้านักมักบิ่นเห็นช้างขี้ขี้ตามช้าง แกจึงต้องตายจากเราไป"

นิกรหัวเราะหึๆ ลืมตาขึ้นมองดูเสี่ยหงวน

"ใครบอกแกวะว่ากันตาย กันเหนื่อยใจจะขาดก็เลยนอนเอาแรงสักงีบหนึ่ง ทหารในกองร้อยของกันตายหมดแล้ว เหลือผู้หมวดคนเดียวถูกยิงคอขาดวิ่งไปทางโน้น ป่านนี้ตายหรือยังก็ไม่รู้"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ แล้วแยกเขี้ยวเงื้อมะเหงกข้างขวาเขกศีรษะนิกรเสียงสนั่นหวั่นไหว

"นี่แน่ะ นึกว่าตายเสียแล้ว"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"คนอย่างกันตายง่ายๆ มีอย่างหรือวะ โอยเหนื่อยจังโว้ย เมื่อกี้นี้กันตะลุมบอนกับข้าศึกอย่างเหี้ยมหาญ กันยิงกราดทหารข้าศึกด้วยทอมสันกระบอกนี้ถูกข้าศึกร่วมร้อย"

เสี่ยหงวนกระชากนิกรให้ลุกขึ้น แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"จะหนีไปทางไหนหรือจะสู้ตายก็เอาโว้ย อย่ามัวโอ้เอ้อยู่เลย การตีฝ่าวงล้อมออกไปเห็นจะมีหวังยากทหารข้าศึกราวกับมดปลวก"

เครื่องบินประจัญบานของข้าศึกลำหนึ่ง จิกหัวดำดิ่งลงมาแล้วกราดปืนกลมายังสามสหาย พล, นิกร, กิมหงวน รีบหมอบราบลงกับพื้น นิกรกระชากปืนพกออกมาจากซองปืน ยกปืนพกขึ้นเล็งยิงไปที่เครื่องบินไอพ่นลำนั้นขณะที่บินผ่านเขาไปในระยะสูงไม่เกิน ๕๐ เมตร

"ปัง"

นักบินข้าศึกถูกกระสุนปืนพกของนิกรที่หน้าผากพอดี เครื่องบินประจัญบานดำดิ่งลงสู่พื้นดิน และระเบิดเสียงสนั่นหวั่นไหว นิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้ากล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาด้วยความแปลกใจยิ่ง

"เฮ้ย กันยิงแม่นยังงี้เชียวหรือ"

พลหัวเราะชอบใจ

"ไม่ใช่แม่นแต่มันฟลุค ไปเถอะโว้ยพวกเราติดตามกองทหารของเราไปดีกว่า"

สามสหายต่างลุกขึ้นพากันวิ่งไปข้างหน้า ต่างมีปืนกลมือเป็นอาวุธ ณ บัดนี้ กองทหารข้าศึกกำลังบีบบังคับเข้ามา ทหารไทยแห่งกองพลที่ ๑๐๑ มีสภาพไม่ผิดอะไรกับตกนรกทั้งเป็น ถึงแม้ฝูงเครื่องบินไอพ่นประจัญบานของกองทัพอากาศอเมริกันจะช่วยรบ แต่เครื่องบินรบของข้าศึกก็คอยขัดขวาง ทั้งสองฝ่ายต่างเสียเครื่องบินและนักบินไปมาก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรกได้พยายามนำทหารตีฝ่าวงล้อมออกไป แต่ข้าศึกได้รับกำลังหนุนเพิ่มเติมอยู่เรื่อยๆ ในที่สุดท่านเจ้าคุณผู้บัญชาการกองพลที่ ๑๐๑ ก็สั่งให้ทหารทั้งกองพลยึดเทือกเขาแห่งหนึ่งไว้ และให้ตั้งมั่นรับข้าศึก

หน่วยรถถังของเราตีฝ่าวงล้อมไปได้เพียงหนึ่งในห้าเท่านั้น นอกนั้นถูกยิงพังพินาศ ทหารไทยได้ต่อสู้กับกองทหารข้าศึกซึ่งมีจำนวนมากกว่าเกือบ ๒๐ เท่า กองรถถังของข้าศึกรุกเข้ามาแค่เชิงเขา ทหารไทยใช้บาซูก้ายิงตะเพิดล่าถอยออกไปหมด ภูมิประเทศทำให้รถถังของข้าศึกปฏิบัติการรบไม่ได้ เพราะทหารไทยอยู่บนภูเขา บาซูก้าได้สังหารรถถังข้าศึกประมาณ ๑๐ คัน และแทบทุกคันเกิดเพลิงไหม้บางคันก็ระเบิดสนั่นหวั่นไหว

กองพลที่ ๑๐๑ ตัดสินใจสู้ตาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ บัญชาการรบอย่างเหน็ดเหนื่อย ท่านได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหาร ทำให้ทหารทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ทุกคนพร้อมที่จะยอมตายเพื่อประเทศชาติ ธงไชยเฉลิมพลของเรายังโบกสะบัดพริ้ว

สงครามบนเวหาสิ้นสุดลงแล้ว ฝูงเครื่องบินอเมริกันกับฝูงเครื่องบินข้าศึกที่ต่างฝ่ายต่างเหลืออยู่เพียงเล็กน้อยและไม่มีกระสุนที่จะสู้รบกัน ต่างบินกลับไปยังฐานทัพของตน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับคำสั่งจากผู้บัญชาการสูงสุดให้ต้านทานข้าศึกไว้ก่อน ฝูงเครื่องบินประจัญบานกำลังจะเดินทางมาช่วย

ทหารข้าศึกหลายกองพล ได้ตั้งล้อมบริเวณเทือกเขาเหล่านี้ไว้แล้ว เสียงปืนสิ้นสุดลงในราว ๑๒.๐๐ น. เศษ

ในที่สุด ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ได้มารวมกำลังกันในที่อับกระสุนแห่งหนึ่ง ท่านเจ้าคุณเหงื่อไหลชุ่มโชกไปทั่วตัว ใบหน้าของท่านยิ้มแย้มแจ่มใส พวกนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ยืนรวมกลุ่มอยู่ข้างหลัง ต่างนึกชมเชยความสามารถของท่านผู้บัญชาการ และกำลังใจอันเข้มแข็งของท่าน สมกับที่เป็นเสือเฒ่า เคยดำรงค์ตำแหน่งเป็นแม่ทัพมาแล้วเมื่อครั้งกรณีย์พิพาทอินโดจีน

"เราถูกล้อมอย่างหนาแน่น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ ๔ สหายอย่างเป็นงานเป็นการ "เรามีเสบียงพอกินไปได้เพียงวันนี้เท่านั้น ส่วนน้ำดื่มเราอาจจะหาได้ตามภูเขานี้ สถานะการณ์ของพวกเรากำลังขับขันยิ่ง เราจะยอมสู้ตายอย่างมีเกียรติหรือว่าจะยอมแพ้และมีชีวิตอยู่อย่างไร้เกียรติก็ว่ามา"

นิกรหันมายักคิ้วให้เสี่ยหงวน

"คำคมซะด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น เดินปรี่เข้ามาหาลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน แล้วหยุดยืนเท้าสะเอวมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"เมื่อกี้นี้แกว่าใคร"

นิกรยักคิ้วให้พ่อตาของเขา แล้วก้มตัวลงยกฝ่ามือข้างขวาตีก้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังเพี้ยะ

"นี่แน่ะ ดุนัก ดุนัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ท่านหันควับไปทางกลุ่มนายทหารชั้นผู้บังคับกองพัน แล้วตะโกนพูดกับนายทหารชั้นพันโทคนหนึ่ง

"คุณท้วม นำตัวร้อยเอกนิกรไปยิงเป้าเดี๋ยวนี้"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"ไม่แรงไปหรือครับคุณอา อ้ายกรมันทำความผิดอะไรหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับกิมหงวน

"ล้อเลียนและทำร้ายผู้บังคับบัญชา ขณะนี้เป็นเวลาสงครามและอยู่ในระหว่างการใช้กฎอัยการศึก อามีอำนาจบังคับบัญชาและลงโทษทหารในกองพลนี้อย่างเต็มที่"

"ฮั่นแน่" นิกรร้องขึ้นดังๆ "เบ่งกระทั่งลูกเขยเชียวหรือครับ ผมผิดกฎหมายหรือกฎยุทธวินัยมาตราไหน ผมเพียงแต่ปรารภกับอ้ายเสี่ยว่าคุณพ่อพูดคำคมเท่านั้น เท่านี้คุณพ่อก็จะยิงเป้าผมเชียวหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"แต่แกทำร้ายร่างกายฉัน แกตีตูดฉัน"

นิกรหัวเราะจนหน้าหงาย

"ผมล้อเล่นนิดเดียวไม่ได้หรือครับ เรา-ลูกเขยพ่อตากัน แหม-มันจะมากไปแล้ว"

พ.ท. ท้วม ผู้บังคับกองพันที่ ๕๐๐ เดินเข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรง ยกมือวันทยาหัตถ์ท่านเจ้าคุณผู้บัญชาการ

"กระผมเอาตัวร้อยเอกนิกรไปยิงเป้านะครับ"

ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด

"ไม่ต้อง หายโมโหแล้ว" พูดจบท่านก็หันมาทางนิกรแล้วพูดอย่างเป็นงานเป็นการ "ร้อยเอกนิกรขณะนี้ฉันเป็นผู้บังคับบัญชาเธอ เรื่องลูกเขยพ่อตานั้นมันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ต้องคำนึงถึง ในฐานที่ฉันเป็นผู้บัญชาการกองพลที่ ๑๐๑ ฉันขอสั่งให้เธอกับร้อยเอกกิมหงวนพยายามเล็ดรอดออกไปจากวงล้อมของข้าศึกให้ได้ เพื่อกลับไปยังฐานทัพของเราและนำกองทัพมาช่วยพวกเรา"

นิกรกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"แฮ่ะ แฮ่ะ นี่หมายความว่าคุณพ่อต้องการให้ลูกสาวของคุณพ่อเป็นหม้ายหรือยังไงครับ ข้าศึกมันล้อมไว้อย่างหนาแน่นเช่นนี้ ผมกับอ้ายเสี่ยขืนลงไปจากภูเขานี่ผมก็ม่องเท่งเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"การขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาในเวลาสงคราม ย่อมมีโทษถึงกับถูกยิงเป้า"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็นายทหารในกองพลของเรามีตั้งปี๊บ ทำไมคุณพ่อไม่ใช้เขาล่ะครับ ผู้กองพันท้วมนี่ก็ได้"

พ.ท. ท้วมสะดุ้งสุดตัวเหมือนถูกเข็มแทง

"อย่าน่าคุณนิกร ผมได้บรอนซ์สตาร์อย่างเกาหลีแล้ว คุณควรจะหาโอกาสเอาบรอนซ์สตาร์อย่างผมบ้าง ผมลูกหลายคนครับ เมื่อออกจากที่ตั้งมานี่เมียผมท้องเกือบ ๙ เดือนแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับเสี่ยหงวน แล้วพูดเสียงหนักแน่น

"ปฏิบัติหน้าที่ของเธอตามคำสั่งของฉันเดี๋ยวนี้ ร้อยเอกกิมหงวน เธอกับร้อยเอกนิกรต้องพยายามตีฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้ เท่าที่ฉันมอบหมายงานให้เธอทำนี้ ย่อมนับว่าเธอเป็นผู้ชี้โชคชะตาของทหารทั้งกองพลที่ถูกข้าศึกล้อมอยู่ หากเธอสองคนหนีออกไปได้และนำกองทัพมาช่วยเรา เธอทั้งสองก็จะกลายเป็นวีรบุรุษ"

เสี่ยหงวนชิดเท้าพรึ่บ วันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

"ครับผม กระผมจะปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญนี้อย่างดีที่สุด"

นิกรร้องไห้ทำปากแบะน่าสงสาร

"อยู่ดีๆ ก็ใช้ให้ไปตาย ฮือ-ฮือ-ข้าศึกน่ะผมไม่กลัวมันหรอก แต่ผมกลัวตายเท่านั้น...พ่อตาเฮงซวยอย่างนี้ก็มีด้วย"

"ไม่ต้องพูดมาก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น "คำสั่งต้องเป็นคำสั่ง เธอรู้ไหมว่าเธอมีความผิดที่เธอปล่อยให้ทหารของเธอทั้งกองร้อยถูกยิงตายหมด อาจจะต้องขึ้นศาลทหารก็ได้ จงทำงานแก้ตัวใหม่"

นิกรขี้มูกไหลยืด ยกมือวันทยาหัตถ์เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดพลางร้องไห้พลาง

"ถ้าผมตายช่วยเอากระดูกส่งไปให้เมียผมด้วยนะครับ แล้วก็ช่วยบอกอ้ายนพด้วยว่า พ่อของมันหลั่งเลือดทาผืนแผ่นดินไทยไม่ต่ำกว่า ๕ ลิตร บอกทุกคนด้วยว่าผมลาแล้ว ผมตายเพื่อชาติ...ตายเพื่ออิสรเสรี ตายเพื่อตัวของผม....และตาย...." แล้วนิกรก็หัวเราะ "ให้ผมเอาอ้ายพลกับหมอและก็อ้ายแห้วไปด้วยนะครับ โบราณว่าคนเดียวหัวหาย สองคนไปตาย สามคนขี่ควาย สี่คนไปสบาย ห้าคนกลับมาได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"ไม่ได้ ฉันให้เธอไปกันสองคนเท่านั้น ร้อยเอกพลฉันได้บรรจุเป็นผู้บังคับกองร้อยปืนกลหนักแล้ว ส่วนพันเอกดิเรกเป็นผู้ช่วยฉัน งานทางนี้สำคัญกว่าแล้วก็สิบโทแห้วก็เป็นทหารรับใช้ประจำตัวฉัน อย่าร่ำไรร้อยเอกนิกร"

นิกรสะอื้นจนขี้มูกไหล

"ถ้ายังงั้นคุณพ่อไปกับผมดีไหมครับ"

ท่านผู้บัญชาการทำคอย่น

"ไม่ไปโว้ย"

เสี่ยหงวนยกมือตบหลังนิกร

"ไปน่า อย่าพูดมาก เราก็หนึ่งไม่มีสอง แกกับฉันใครจะได้จารึกชื่อในอนุสาวรีย์ก่อนกัน คงรู้ในวันนี้"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ

"เอา ไปก็ไป"

สองสหายต่างกระทำความเคารพเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกครั้งหนึ่งแล้วเดินจากไปจากที่นั่น ต่างมีปืนกลมือเป็นอาวุธคนละกระบอก ปืนพกอีกหนึ่งกระบอก และลูกระเบิดมืออีกคนละสองลูก

บรรดาทหารทั้งหลาย ต่างพากันมองดูผู้บังคับกองร้อยทั้งสองคนอย่างห่วงใยและนึกชมเชยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่ท่านใช้ให้ลูกหลานของท่านไปปฏิบัติหน้าที่ราชการสงครามอย่างเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต นับว่าท่านทำงานโดยไม่เห็นแก่พรรคพวกของท่าน

สองสหายเดินบ่ายหน้าเข้าไปยังแนวของข้าศึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่องกล้องมองดูตลอดเวลา จากยอดเขาลงสู่เบื้องล่าง นิกรกับกิมหงวนต้องใช้ความระมัดระวังอย่างที่สุด เพราะอาจจะถูกข้าศึกลอบยิงอย่างเผาขนได้ทุกเมื่อ

ครั้งหนึ่ง อาเสี่ยได้จับนิกรไว้แล้วชี้มือไปข้างหน้า

"เฮ้ย ดูอะไรนั่น"

นิกรมองตามสายตากิมหงวน เขาแลเห็นวัตถุกลมๆ ชิ้นหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากพื้นดินเพียงเล็กน้อย นิกรยิ้มแป้น

"ถ้าจะเครื่องกระป๋อง ข้าศึกมันคงทิ้งเอาไว้"

อาเสี่ยล็อคคอนิกรไว้เมื่อเห็นนิกรจะวิ่งเข้าไป

"อย่า อ้ายกร ตัวเละเป็นหมูบะช่อเชียวนะโว้ยใครบอกแกว่าเครื่องกระป๋อง มันคือทุ่นระเบิดบกที่ข้าศึกฝังไว้"

นิกรอ้าปากหวอ

"ทุ่นระเบิดบก แล้วมันเอามาฝั่งไว้หาหอกอะไรกันวะ"

กิมหงวนหัวเราะ

"ฝังไว้ให้แกเหยียบน่ะซี ถูกมันเข้าแกก็ตัวเละไปเท่านั้น"

นิกรผิวปากหวือ ก้มลงหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมา แล้วขว้างไปยังทุ่นระเบิดบกอันนั้น อาเสี่ยตกใจรีบผลักนิกรล้มลงนอนราบกับพื้นดินทันที ก้อนหินก้อนนั้นบังเอิญถูกลูกระเบิดบกอย่างจัง เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว สองสหายมองดูหน้ากันและถอนหายใจเฮือกใหญ่"

"ว้า...." นิกรคราง "แย่ล่ะโว้ย แล้วเราจะไปอย่างไรกัน กลับไปที่ตั้งของเราดีกว่า"

ร.อ. กิมหงวนสั่นศีรษะ

"กลับขึ้นไปเราก็ถูกยิงเป้าฐานขัดคำสั่งยอมตายโว้ยอ้ายกร เพื่อชาติของเรา เดินต่อไป เอายังงี้ก็แล้วกัน แกเดินนำหน้าทิ้งระยะห่างจากกัน ๕๐ ก้าว ถ้าแกเหยียบทุ่นระเบิดบกกันจะได้เปลี่ยนทางเดินใหม่"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโร "ยังงี้กันไม่เอาเปรียบแกมากเกินไปหรือเพื่อน แกออกหน้าซีโว้ย"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ขอให้กันได้อยู่ดูงานฉลองกึ่งพุทธกาลเสียก่อนเถอะวะ อย่าเพิ่งให้กันตายเลย"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ถ้ายังงั้นเดินไปด้วยกัน ค่อยๆ ย่องไปก็แล้วกัน ถึงแม้เหยียบมันเข้าถ้าเหยียบเบาๆ มันก็คงไม่ระเบิด"

เสี่ยหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย ต่อจงกนั้นสองสหายก็พากันเดินอย่างสามขุมถือปืนกลมือกระชับมั่นเตรียมพร้อม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและดร. ดิเรกส่องกล้องมองดูเสี่ยหงวนกับนิกรอย่างห่วงใยและอึดอัดใจ

นิกรผิวปากเพลง "ต้นตระกูลไทย" ปลอบใจตนเอง เดินไปได้สักครู่นิกรก็หยุดชะงักทำหน้า เหยเกอย่างบอกไม่ถูก

"อ๋อย อ้ายหงวน เหยียบเข้าเต็มตีนเชียวโว้ย"

ร.อ. กิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ค่อยๆ ยกตีนออกโว้ย พยายามทำให้เบาที่สุด ประเดี๋ยวระเบิดตูมขึ้นมาเราจะไม่รอด นะโมตัสสะภควโต"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ที่เหยียบนี่น่ะไม่ใช่ทุ่นระเบิดบกหรอก" แล้วนิกรก็ยกรองเท้าข้างขวาให้เสี่ยหงวนดู "นี่ยังไงล่ะข้าศึกแอบมาปล่อยไว้เหลืองอ๋อยเชียว มีพริกติดอยู่ด้วยเม็ดหนำเลียบก็มี อ้ายพวกนี้ถ่ายไม่เลือกที่"

เสี่ยหงวนถอนหายใจโล่งอก

"โธ่-อ้ายเวร นึกว่าทุ่นระเบิดบก ที่แท้ก็เหยียบเอาขี้เข้า เช็ดกับต้นหญ้าเสียซี เหม็นโว้ย"

สองสหายพากันเดินต่อไป สักครู่หนึ่งก็เข้ามาในบริเวณที่ข้าศึกซุ่มซ่อนตัวอยู่ ทหารข้าศึกกราดปืนกลเบาลงมายังสองสหายทันที อาเสี่ยกับนิกรรีบหมอบราบลงกับพื้นดิน แล้วกลิ้งตัวเข้าหาซี่กำบัง ยกท็อมสันขึ้นยิงโต้ตอบกับข้าศึก นิกรบังเกิดความกล้าขึ้นอย่างบ้าบิ่นเมื่อเขาเงยมองไปบนภูเขาและแลเห็นธงชัยเฉลิมพลของเราสะบัดพริ้ว

"อ้ายหงวน แกยิงตรึงข้าศึกไว้ กันจะอ้อมไปทางด้านซ้าย"

กิมหงวนโบกมือห้าม

"อย่าโว้ย อยู่ที่นี่แหละ เราสองคนตายก็ตายด้วยกัน"

นิกรเม้มปากแน่น

"ถ้ายังงั้นตะลุมบอนโว้ย วิ่งเข้าไปเอาลูกระเบิดสังหารมัน" แล้วนิกรก็ตะโกนลั่น "เอ้า-เฮ้"

สองทหารเสือต่างลุกขึ้นอย่างเหี้ยมหาญ วิ่งเข้าไปยังรังปืนกลของข้าศึก ข้าศึกกราดกระสุนปืนราวกับห่าฝน นิกรกับกิมหงวนหลบลูกปืนอย่างคล่องแคล่ว ลูกปืนเฉียดไปอย่างหวุดหวิด อาเสี่ยร้องตะโกนลั่น

"ไชโย ไทยๆๆๆๆ จะใหญ่ ไชโย ฮิ้ว"

แล้วสองสหายก็หยิบลูกระเบิดมือที่เหน็บไว้ที่กระเป่าเสื้อออกมาคนละลูกดึงกระชากสลักนิรภัยออก ขว้างไปยังรังปืนกลเบาของข้าศึก

"บึม"

รังปืนกลทะลายราบด้วยอำนาจผลักดันของชิ้นระเบิด ทหารข้าศึก ๓ คนต้องเสียชีวิตอยู่ในรังปืนกลนั้น เสี่ยหงวนกับนิกรหัวเราะลั่น แหงนหน้ามองไปบนยอดเขา อาเสี่ยโบกมือให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรทำเป็นยกมือซ้ายอุดจมูกมือขวาโบกไปมา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดือดดาลอย่างยิ่ง ท่านร้องตะโกนบอกพลปืนกลหนักทันที

"เฮ้ย-ยิงร้อยเอกนิกร"

ทหารประจำปืนกลหนักไม่กล้ายิง ได้แต่ยิ้มแห้งๆ ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แลเห็นข้าศึกหลายร้อยคน ปรากฏตัวออกมาจากที่ซ่อน และปราดเข้าเล่นงานเสี่ยหงวนกับนิกร

สองสหายวิ่งเข้ากำบังชะง่อนหินแห่งหนึ่ง ยกปืนกลมือยิงกราดทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้ปืนใหญ่ทหารราบยิงข้าศึกเป็นฉากกำบังนิกรกับกิมหงวน ในเวลาเดียวกันทหารข้าศึกก็ใช้เครื่องยิงระเบิด ยิงโต้ตอบกับทหารไทยอย่างดุเดือด

เสียงปืนดังกึกก้องทั่วขุนเขา ทหารข้าศึกบีบบังคับเข้ามาทุกที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดต่อกับเสี่ยหงวนและนิกรทางวิทยุขนาดเล็กซึ่งใช้ประจำตัว

"เฮ้ย-ถอยขึ้นมาบนเขาโว้ย อ้ายกรกับอ้ายเสี่ย"

อาเสี่ยพูดวิทยุกับท่านผู้บัญชาการกองพล

"อย่าว่าแต่ถอยเลยครับ เพียงแต่ลุกขึ้นก็ถูกยิงตาย ข้าศึกมันใช้กระสุนปืนยิงมาทางผมกับ อ้ายกรไม่ต่ำกว่าล้านนัด"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น

"เออ-ถ้ายังงั้นตายเสียก็แล้วกัน"

นิกรพูดโต้ตอบกับพ่อตาของเรา

"ส่งทหารมาช่วยผมซีครับ ทหารข้าศึกล้อมผมไว้รอบแล้ว ข้าศึกตั้งล้านสองล้านใครจะไปสู้ได้ กลิ่นเหม็นเขียวซะด้วย"

เจ้าคุณปิดวิทยุทันที ท่านหันมามองดูพล กับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ท่าน

"ส่งทหารไปช่วยมันเถอะครับ" นายพัชราภรณ์กล่าวกับท่านเจ้าคุณผู้บัญชาการ

เจ้าคุณตวาดลั่น

"ไม่ช่วยโว้ย ปล่อยให้มันตายดีกว่า มันพูดวิทยุมาล้ออารู้ไหม"

เจ้าแห้วถามขึ้นเบาๆ

"รับประทานล้อว่ายังไงครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ทะลึ่ง" ไม่ต้องมาถาม เดี๋ยวพ่อสั่งยิงเป้าซะเลยอ้ายนี่" แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องตะโกนเรียกผู้บังคับกองพันคนหนึ่งให้มาพบท่าน "คุณเหี้ยมนำทหารในกองพันของคุณลงไปช่วยร้อยเอก กิมหงวนกับร้อยเอกนิกรเดี๋ยวนี้"

พ.ท. เหี้ยมชิดเท้าตรง วันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

"ครับผม อ้า-กระผมปวดท้องเหลือเกินครับขอความกรุณาให้คนอื่นไปแทน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"ทุกครั้งที่ผมใช้คุณออกรบคุณบอกว่าปวดท้องอยู่เสมอ อยากจะถูกยิงเป้าหรืออย่างไร การขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาย่อมมีโทษถึงยิงเป้ารู้ไหม ไปปฏิบัติตามคำสั่งของผมเดี๋ยวนี้"

พ.ท. เหี้ยมทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"ครับผม ถ้ายังไงผมฝากลูกเมียของผมไว้ด้วยนะครับ ข้าศึกน่ะผมไม่กลัวมันหรอกครับ ผมกลัวลูกปืนของมันเท่านั้น"

ครั้นแล้วผู้บังคับกองพันกระดูกไม่ใช่เหล็กก็ยกมือวันทยาหัตถ์แล้วพาตัวเดินออกไปจากที่นั้น สักครู่หนึ่งทหารราบกองพันที่ ๘๙๐ ก็เคลื่อนพลลงไปช่วยนิกรกับกิมหงวน

ทหารไทยได้ปะทะข้าศึกอย่างองอาจ ในตอนแรก พ.ท. เหี้ยมรู้สึกหวั่นเกรงอยู่เหมือนกัน แต่พอได้ยิงโต้ตอบกับข้าศึกสักครู่ เลือดรักชาติของเขาก็เดือดปุดๆ พ.ท. เหี้ยมนำกองทหารในบังคับบัญชาของเขาตะลุยข้าศึกอย่างทรหด

ท่ามกลางห่ากระสุนปืน ทหารไทยหลายต่อหลายคนถูกยิงล้มกลิ้ง เขาเหล่านี้ต่างควักโลหิตทาผืนแผ่นดินไทยก่อนจะสิ้นใจตาย บางคนก็ร้องเพลง "ต้นตระกูลไทย" เสียงแจ๋ว แต่ยังไม่จบเพลงก็ขาดใจตาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งทหารไปช่วย ๒ สหายอีกหนึ่งกองพัน และอีกสักครู่ก็ไป ๒ กองพัน ในที่สุดก็ส่งไปทั้งกองพลเพราะเห็นข้าศึกราวกับฝูงมดปลวก

นิกรกับกิมหงวนสามารถถอนตัวจากการรบมารวมกำลังกับทหารในกองพลที่ ๑๐๑ ได้แล้ว อย่างไรก็ตามกองพลทหารไทยในบังคับบัญชาของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ถูกข้าศึกล้อมไว้อย่างหนาแน่น ไม่มีทางที่จะฝ่าวงล้อมออกไปได้แล้ว

ฝูงเครื่องบินไอพ่นประจัญบานของข้าศึกบินตรงมายังที่ตั้งของทหารไทยอย่างรวดเร็ว และเปิดฉากโจมตีอย่างดุเดือดที่สุด เครื่องบินเหล่านี้แตกแยกออกจากขบวนดำดิ่งลงมาใช้ปืนกลอากาศและจรวดนำวิถีระดมยิงทหารไทยราวกับห่าผน

ทหารไทยรีบกระจายกำลังหลบเข้าที่กำบัง ในเวลาเดียวกันข้าศึกได้ระดมยิงปืนใหญ่ ปืนกล และลูกระเบิดจากเครื่องยิงระเบิดสังหารทหารไทยล้มตายเกลื่อนกลาด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บัญชาการรบอย่างแข็งแรง ท่านนำกองพลของท่านบุกลงมาจนถึงเชิงเขา และพยายามจะบุกเข้าป่า แต่ข้าศึกมีรถถังหลายสิบคันร่วมปฏิบัติการรบ ทหารไทยจึงต้องล่าถอยร่นกลับมารวมกำลังกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้ขยายแนวรบออกไปให้กว้างที่สุด และสั่งให้ ๔ สหาย ทำหน้าที่ผู้บังคับกองร้อยแทนผู้บังคับกองร้อยที่ถูกยิงตาย

มันไม่ผิดอะไรกับว่าทหารในกองพล ๑๐๑ ต้องตกนรกทั้งเป็น กระสุนปืนร่อยหรอลงตามลำดับ น้ำในกระติกก็หมดไป สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือความกล้าหาญและความทรหดอดทนของนักรบไทยเท่านั้น

การโจมตีของฝูงเครื่องบินไอพ่นประจัญบานของข้าศึกก็ทำให้ทหารไทยต้องเสียชีวิตไปหลายร้อยคน และกระสุนปืนใหญ่, ปืนกลของข้าศึกก็สังหารทหารไทยไปอีกหลายร้อยคน

สถานการณ์คับขันขึ้นทุกขณะ ทางกองบัญชาการได้ส่งวิทยุแจ้งมาว่า ฝูงเครื่องบินประจัญบานของเราที่มาช่วยได้ถูกเครื่องบินขับไล่ของข้าศึกจำนวนมากสะกัดกั้นกลางทาง ขอให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำการหน่วงเหนี่ยวต้านทานข้าศึกไว้ เพราะพรรคนาวิกโยธินของอเมริกัน ๓ กองพลได้เดินทางมาถึงแนวรบและรีบเดินทางมาช่วยแล้ว

ชีวิตในสนามรบย่อมไม่มีความหมายอะไร ความตายเป็นของธรรมดาของทหารหาญ ทุกคนรบอย่างดุเดือด รบและรบจนกว่าจะสิ้นลมปราณ ตามแนวรบบางแห่งมีการตะลุมบอนกันด้วยอาวุธสั้น ทหารไทยถือปืนสวมดาบประดาหน้าเข้าประจัญบานข้าศึกอย่างอาจหาญ พล, นิกร, กิมหงวน, มีความเข้มแข็งทรหดอดทนอย่างเกินคาด ทหารทั้ง ๓ กองร้อยหมอบอยู่เรียงรายใกล้ๆ กัน

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่งพลบค่ำเสียงปืนเบาบางลง แต่ข้าศึกยังคงโอบล้อมอยู่อย่างหนาแน่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เรียกประชุมนายทหารชั้นผู้บังคับกองพันทุกคน ท่านสั่งให้เตรียมทหารไว้ให้พร้อมในเวลา ๒๐.๐๐ น. ท่านจะนำทหารตีฝ่าวงล้อมออกไป ซึ่งการตีฝ่าข้าศึกครั้งนี้จะชี้โชคชะตาของกองพลที่ ๑๐๑

หลังจากประชุมผู้บังคับกองพันเสร็จแล้ว ๔ สหายก็ถูกเรียกตัวมาพบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

นิกรร้องอุทธรณ์ต่อพ่อตาของเขา

"ผมหิวข้าวเต็มทนแล้วครับคุณพ่อ จะตายอยู่แล้วครับ"

ท่านเจ้าคุณมองดูลูกเขยของท่านอย่างเคืองๆ

"อย่ามาคร่ำครวญหน่อยเลยวะอ้ายกร พ่อและทหารทุกคนก็ต้องอดข้าวเช่นเดียวกับแก อดทนหน่อยซีโว้ย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อดทนน่ะพอได้หรอกครับคุณพ่อ แต่ทนอดผมทนไม่ใคร่ได้ ท้องมันร้องจ๊อกๆ และลมสว้านจะเล่นงานผมอยู่แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบขนมปังปอนด์ก้อนหนึ่งออกมาโยนให้นิกร นายจอมทะเล้นแววตาแจ่มใส ยกขนมปังปอนด์ใส่ปากกัด แต่แล้วเขาก็ร้องสุดเสียง

"โอ๊ย ทำไมมันแข็งเป็นหัวอ้ายโจรอย่างนี้ล่ะครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่รู้ พ่อเก็บได้ก็เอาใส่กระเป๋ากางเกงมา"

นิกรเหวี่ยงขนมปังทิ้ง

"ลำบากนักผมก็ยอมอดละครับ ขืนพยายามแทะ ฟันผมคงหักแน่"

ท่านเจ้าคุณกล่าวกับ ๔ สหายอย่างเป็นงานเป็นการ

"เตรียมตัวไว้ให้พร้อมพวกเรา ๒ ทุ่มคืนวันนี้เราจะตีฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้ ม่ายเราก็ต้องถูกข้าศึกฆ่าตายหมด"

พลว่า "ผมพร้อมแล้วครับ คุณอา ใจของผมน่ะอยากจะให้คุณอาตีฝ่าวงล้อมออกไปเสียเดี๋ยวนี้ด้วยซ้ำ"

ท่านผู้บัญชาการฝืนยิ้ม

"ประเดี๋ยวก็ค่ำแล้ว อดใจรออีกสองชั่วโมงเถิดหลานชาย อาขอชมเชยที่แกทำการรบอย่าง อาจหาญ"

เสี่ยหงวนหันมาพูดกับ ดร. ดิเรกด้วยเสียงหนักแน่น

"เมื่อไรเราจะใช้ระเบิดไฮโดรเจ็นเสียทีโว้ยหมอ ถ้าไม่ใช้แกจะสร้างไว้หาตะหวักตะบวยอะไร"

ดร. ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"เราจะใช้ก็ต่อเมื่อกองทัพของเราไม่มีทางที่จะต่อสู้กับข้าศึก ขณะนี้เรายังต้านทานข้าศึกได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้ แกอย่าลืมว่าระเบิดไฮโดรเจ็นน่ะมันโหดร้ายทารุณมาก ตูมเดียวทหารข้าศึกในแนวรบจะต้องเสียชีวิตนับแสน"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ก็ช่างมันปะไรล่ะ มันจะได้แพ้เราเสียเร็วๆ กันอยากจะให้ตูมเดียวตายตั้งล้านด้วยซ้ำ"

นิกรเอื้อมมือเขี่ยตะโพกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ้ายเสี่ยมันล้อคุณพ่อครับ"

ท่านผู้บัญชาการทำตาปริบๆ มองดูกิมหงวนอย่างเดือดดาล ค่อยๆ เอื้อมมือขวาดึงปืนพก ยู. เอส. อารมี่ออกมาแต่กิมหงวนรีบตะครุบมือท่านไว้"

"คุณอาเป็นผู้ใหญ่แล้วอย่าฟังความข้างเดียวซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"ไม่ใช่ฟังความข้างเดียวโว้ย ข้าได้ยินกับหูของข้า"

กิมหงวนชักฉิว

"ก็ผมไม่ได้เจตนานี่ครับ ให้ดิ้นตายซีเอ้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"ให้แกรากเลือดลงแดงตาย ก้าวไปนี่ธรณีสูบ"

"ครับ"

"ให้แกตายไปตกนรกหมกไหม้อย่าพบพระพบเจ้า"

"ครับ"

ท่านเจ้าคุณค้อนควับ

"ยังงั้นก็แล้วไป ทีหลังจะพูดอะไรคิดเสียก่อนนะโว้ย เกี่ยวกับกบาลอาแล้วขอเสียทีเถอะ"

เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย คืนนั้นเดือนมืด แผ่นฟ้าประดับด้วยดวงดาวระยิบระยับ ทหารแห่งกองพลที่ ๑๐๑ อยู่ในสภาพเตรียมพร้อม พอได้เวลา ๒๐.๐๐ น. เสียงแตรสัญญาณเคลื่อนพลก็ดังขึ้น ผู้บังคับกองพันต่างนำทหารของตนตีฝ่าวงล้อมออกไปตามคำสั่งของเจ้าคุณผู้บัญชาการ

เสียงปืนดังขึ้นอีกแล้ว ข้าศึกรู้ตัวว่าทหารไทยตีฝ่าวงล้อมก็กราดกระสุนมาอย่างหนาแน่น ปืนใหญ่ของข้าศึกเริ่มครวญครางอีก และกองรถถังของข้าศึกต่างแปรแถวเป็นหน้ากระดานระดมยิงทหารไทยจนกระทั่งโงหัวไม่ขึ้น

ประกายไฟวูบวาบออกจากกระบอกปืนทั่วทั้งยุทธบริเวณ ทหารไทยพยายามทุกประการที่จะเจาะแนวล้อมของข้าศึกไป แต่ไม่เป็นผลสำเร็จ ข้าศึกมีจำนวนมากกว่าถึง ๑๐ เท่า บุกออกไปทางไหนก็ถูกโจมตีล่าถอยกลับมาจนแทบจะคุมกันไม่ติด ทหารไทยต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย

รายงานต่างๆ ที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับจากผู้บังคับกองพันนั้น ล้วนแต่แจ้งว่าถูกข้าศึกระดมยิงอย่างหนัก และกองพันของตนกำลังจะถูกทำลายล้างอยู่แล้ว ผู้บังคับกองพันบางคนรายงานทางวิทยุให้ทราบว่า กระสุนปืนหมด ไม่สามารถจะต้านทานข้าศึกได้ต่อไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกคำสั่งเด็ดขาดทางวิทยุสั่งให้ทำลายธงชัยเฉลิมพลด้วยวิธีฉีกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แบ่งให้ทหารเก็บรักษาไว้โดยทั่วหน้า ท่านสั่งกำชับว่าให้ยอมตายดีกว่าที่จะใช้ข้าศึกชิงธงชัยเฉลิมพลของเราเอาไปได้

ทหารไทยแห่งกองพลที่ ๑๐๑ ต้องทำการรบโดยวิธีประหยัดกระสุน เสียงปืนเบาบางลงในเวลา ๒๒.๐๐ น. เศษ หลังจากนั้นมีการรบกันอย่างประปราย

พลเรียกประชุมเพื่อนเกลอทั้ง ๓

"เพื่อนรักร่วมชีวิตของกัน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่เราทั้ง ๔ คนจะต้องทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตอีกครั้งหนึ่งด้วยการตีฝ่าวงล้อมออกไปเพื่อนำกำลังส่วนใหญ่มาช่วยกองพลของเรา"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"ตกลงโว้ย กันอยากตายเต็มทนแล้ว กันยอมตายดีกว่าที่จะตกเป็นเชลยของข้าศึก"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"นั่นน่ะซี กันก็เห็นอย่างนี้"

เสียงรถถังของข้าศึกคันหนึ่งดังขึ้น ๔ สหายมองไปข้างหน้าและปรึกษาหารือกันที่จะทำลายรถถังคันนี้

ดร. ดิเรกว่า "เรามีแต่ปืนบาซูก้า ส่วนกระสุนสำหรับยิงไม่มี ขณะนี้บาซูก้าและมอนต้าสะโตร๊กบรันของเราที่มีอยู่ไม่ผิดอะไรกับไม้ตีพริกหรือดุ้มแสม ไม่มีประโยชน์อะไรเลย"

นายพัชราภรณ์กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"แต่ระเบิดมือของเรายังมีอยู่ และปืนกลมือของเราก็ยังมีกระสุนพอที่จะทำการรบได้อีก เราจะต้องสังหารรถถังของข้าศึกคันนี้ให้จงได้"

๔ สหายต่างหมอบราบลงกับพื้นดิน และคลานไปทางต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ในเวลาเดียวกันนี้เองรถถังขนาดกลางของข้าศึกคันหนึ่งก็แล่นตรงเข้ามาอย่างแช่มช้า

นิกรกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"คอยดู ร้อยเอกนิกรจะแสดงความกล้าหาญให้พวกเราได้ชมเป็นขวัญตา กันจะสังหารรถถังคันนี้ให้จงได้"

พอรถถังแล่นผ่านไปนายจอมทะเล้นก็ผลุดลุกขึ้นยืน ก้มตัวไปยังรถถังคันนั้นอย่างอาจหาญ แล้วนิกรก็เผ่นแผล็วขึ้นไปบนรถถังข้าศึก อาเสี่ยตะโกนเรียกนิกรเสียงลั่น

"เฮ้ ลงมาอ้ายกร"

นิกรยิ้มแป้น เขาปลดลูกระเบิดมือที่ห้อยอยู่กับกระเป๋าเสื้อออกมา แล้วกระชากสลักนิรภัยออก เอื้อมมือซ้ายดึงฝาครอบรถถังเปิดขึ้น หย่อนลูกระเบิดมือลงไปในรถ กระโดดขึ้นนอนทับฝาปิดเปิด ทหารประจำรถถังตกใจพยายามเปิดฝารถถังแต่เปิดไม่ออกเพราะนิกรนอนทับไว้

เสียงระเบิดดังขึ้นอย่างสนั่นหวั่นไหว

"ตูม"

นายจอมทะเล้นหัวเราะก้าก กระโดดลงจากรถวิ่งกลับมาหาพรรคพวกของเขา พฤติการณ์อันกล้าหาญของ ร.อ. นิกร ทำให้ทหารประจำรถถังคันนั้นสิ้นชีวิตหมด และเครื่องยนต์ก็เสียหายด้วย ตลอดจนปืนประจำรถถังก็ถูกชิ้นระเบิดใช้การไม่ได้อีก

พล, กิมหงวนกับ ดร.ดิเรก ต่างลุกขึ้นปราดเข้ามาสรวมกอดนิกร

"เวอรี่กู๊ด" นายแพทย์หนุ่มพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง "ยูเก่งมากนิกร คนขี้ขลาดอย่างยูบทกล้าขึ้นมาแล้วก็กล้าอย่างบ้าบิ่น"

เสียงรถถังประมาณ ๑๐ คันดังขึ้นอีก นิกรมองไปทางซ้ายมือแล้วพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"ประเดี๋ยวกันจะแสดงให้ดูอีก คราวนี้กันจะมุดเข้าไปในรถประจัญบานกับข้าศึกเลย"

อาเสี่ยยกมือตบศีรษะนิกร

"มากไป เท่านี้ก็พอแล้ว รีบหลบไปให้พ้นเส้นทางเดินของรถถังเถอะ มันมากันมากๆ อย่างนี้มันเห็นแกเข้าแกก็ถูกยิงพรุนไปทั้งตัว"

สี่สหายต่างพากันล่าถอย ในที่สุดก็ได้พบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

"เอายังไงกันดีครับคุณอา" พลถามอย่างร้อนรนและมองดูท่านเจ้าคุณซึ่งนั่งเหยียดเท้าอยู่ในรังปืนกลแห่งหนึ่งด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง และมีเจ้าแห้วนั่งปรนนิบัติอยู่ข้างๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"อาเหนื่อยใจจะขาดแล้วโว้ย โอย-อาอยากเป็นพลทหารมากกว่าที่จะเป็นผู้บัญชาการกองพลนี้"

ทุกคนนั่งห้อมล้อมเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรมองดูพ่อตาของเขาอย่างสงสาร

"หิวข้าวไหมครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"โธ่-ถามได้ หิวจนแทบจะเป็นลมตายอยู่แล้ว"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบห่อกระดาษบางๆ ห่อหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ทานแซนวิชเสียหน่อยซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"แซนวิช....แกไปเอาขนมปังมาจากไหนวะ"

"ก็ที่คุณพ่อให้ผมน่ะซีครับ ผมเอาดาบปลายปืนหั่น เอาโคลนทาต่างเนยแล้วก็เอาก้อนหินก้อนเล็กๆ ใส่ต่างเนื้อไก่ แข็งใจทานเสียหน่อยนะครับ"

ท่านเจ้าคุณส่งคืนให้ลูกเขยของท่านโดยดี

"แกเก็บไว้กินก็แล้วกัน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ท่านเจ้าคุณได้ปรารภกับ ๔ สหายถึงเรื่องไม่มีทางที่จะตีฝ่าวงล้อมออกไปได้ แล้วท่านก็บอกว่า ข้าศึกจะต้องโหมกำลังเข้าตีในตอนรุ่งอรุณของวันใหม่อย่างแน่นอน

สี่สหายต่างล้มตัวลงนอนเรียงราย ทุกคนอ่อนระโหยโรยแรงไปตามกัน นิกรถอนต้นหญ้า ข้างๆ ตัวใส่ปากเคี้ยวกลืนอย่างเอร็ดอร่อย เขาบอกตัวเองว่าม้าและวัวควายกินหญ้าได้ เขาก็ควรกินหญ้าได้เช่นเดียวกัน

ความคาดคะเนของเจ้าคุณผู้บัญชาการกองพลเป็นไปด้วยความถูกต้อง

พอรุ่งสางแลเห็นแสงทองทางเบื้องบูรพาทิศกองทหารข้าศึกก็เริ่มเข้าโจมตีกองพลที่ ๑๐๑ ของเราอย่างดุเดือด นำโดยปืนใหญ่สนามซึ่งระดมยิงราวกับห่าฝนจนกระทั่งทหารไทยต้องสับสนอลหม่านแทบจะคุมกันไม่ติด ข้าศึกใช้ปืนใหญ่ระดมยิงเกือบครึ่งชั่วโมงก็ส่งรถถังหนักและทหารราบเข้าโจมตี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งล่าถอยขึ้นเขา แต่บนภูเขาเต็มไปด้วยทหารข้าศึกหลายหมื่นคน ข้าศึกยิงปืนกลกราดลงมาถูกทหารไทยล้มตายย่อยยับ ทุกนาทีที่ผ่านไปหมายถึงการสูญเสียชีวิต และเลือดเนื้อของทหารหาญ อย่างไรก็ตามทหารไทยยังมีชีวิตอยู่ก็ได้ทำการสู้รบกับข้าศึกอย่างสมเกียรติ

ท่ามกลางห่ากระสุนปืนของข้าศึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ๔ สหายและเจ้าแห้วได้ชุมนุมกำลังกันอยู่ในหลุมระเบิดแห่งหนึ่ง ขณะนี้รถถังยักษ์ของข้าศึกได้โจมตีทหารไทยอย่างดุเดือดที่สุด ฝ่ายเราไม่มีปืนปราบรถถัง มีแต่ปืนกลหนักปืนกลเบาเท่านั้น ปตอ. ก็มีอยู่เพียงสองสามกระบอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้ทหารใช้ ปตอ. ต่อสู้กับรถถังจนหมดกระสุน

รถถังของข้าศึกบุกทะลวงเข้ามา พล, นิกร, กิมหงวน และดร. ดิเรกกับเจ้าแห้ว สู้แบบชายชาติทหาร รัวปืนกลหนักไปยังทหารราบข้าศึกซึ่งเครื่องที่ติดตามรถถังเข้ามา ทหารข้าศึกถูกยิงล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง

ในที่สุด เสียงทหารข้าศึกก็โห่ร้องขึ้น ทหารรบฝ่ายข้าศึกมากมายราวกับฝูงมดปลวก ได้วิ่งประดาหน้ากันเข้ามา ทหารไทยต่างตัดสินใจตะลุมบอนกับข้าศึกด้วยดาบปลายปืน

กองพล ๑๐๑ สู้เป็นครั้งสุดท้าย

ข้าศึกประดาหน้าเข้ามาห้อมล้อมรังปืนกล คณะพรรค ๔ สหาย ซึ่งกระสุนปืนของคณะพรรค ๔ สหายหมดพอดีทหารข้าศึกต่างยกปืนเล็กยาวและปืนกลมือขึ้นจ้อง ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจำเป็นต้องยอมจำนน ชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ

ไม่ต้องสงสัยว่าฝ่ายข้าศึกจะดีใจสักเพียงไร เมื่อได้แลเห็นท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบพลโททหารบก นายทหารข้าศึกกระโดดลงมาในหลุมระเบิด จ้องปืนกลมือมายัง ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขามียศเป็นร้อยเอกยังหนุ่มแน่น และพลจำได้ว่าเมื่อก่อนนี้เคยขายเศษผ้าอยู่ทางสะพานหัน

"พวกคุณเป็นเชลยของผมแล้ว โปรดอย่าขัดขืนหรือต่อสู้พวกผม ถ้ารักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป"

อาเสี่ยยิ้มให้นายทหารข้าศึก

"บา-ลื้อพูดไทยได้ชัดเจนดีนี่หว่าอ้ายน้องชาย ปล่อยพวกอั๊วไปเถอะวะ จับเอาไปก็เสียข้าวสุก เปล่าๆ "

นายทหารข้าศึกหัวเราะชอบใจ

"เสียใจครับ การสงครามต่างฝ่ายต่างก็ต้องพยายามฆ่าหรือจับกุมอีกฝ่ายหนึ่ง ไปกับผมเถอะครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ติ๋งต่างว่าอั๊วไม่ยอมไปกับลื้อล่ะลื้อจะว่าอย่างไร"

นายทหารข้าศึกอมยิ้ม

"ผมไม่ว่าอะไรหรอกครับ ถ้าขัดขืนคำสั่งผมผมก็รัวปืนกลชุดเดียวเท่านั้นพวกคุณก็ตายหมด"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือก

"ถ้ายังงั้นอั๊วไปกับลื้ออย่างเด็ดขาด แต่อั๊วขอบอกไว้ก่อนว่าพวกอั๊วล้วนแต่หัวเห็ดทั้งนั้น ถึงอย่างไรพวกเราก็ต้องหลบหนีออกจากค่ายคุมขังให้จงได้"

นายทหารข้าศึกพยักหน้ารับทราบ

"ก็ดีเหมือนกันครับ พวกผมจะได้รู้ว่าคุณมีความสามารถยอดเยี่ยมเช่นเดียวกับขุนแผน ที่ค่ายเชลยศึกของเรามีการควบคุมอย่างแข็งแรง มีลวดหนามไฟฟ้ามีป้อมยามรอบๆ มีไซเล็นคอยบอกเหตุอันตรายและมีสุนัขที่ดุร้ายและเฉลียวฉลาดที่สุด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกยึดปืนพกประจำตัวของท่าน ทหารข้าศึกได้ยึดลูกระเบิดไปจาก ๔ สหายและเจ้าแห้ว ค้นดูตามกระเป๋าเสื้อกางเกง หลังจากนั้นข้าศึกก็พาเชลยทั้ง ๖ คนไปจากที่นั้น

เสียงปืนสิ้นสุดลงแล้ว ทหารไทยถูกจับเป็นเชลยเกือบ ๓,๐๐๐ คน ทั้งนี้ก็เพราะข้าศึกมีกำลังมากมายกว่าเราหลายเท่า ประกอบทั้งกระสุนปืนทางฝ่ายเราหมดไปแล้ว

กองทหารข้าศึกต่างล่าถอยออกไปจากสมรภูมิ ทิ้งศพนักรบไทยและทหารข้าศึกนอนตายอยู่เกลื่อนกลาด

เกือบสองชั่วโมงแห่งการเดินทางโดยรถยนต์บรรทุกทหารขนาดใหญ่ขบวนยาวเหยียด นักรบไทยที่เป็นเชลยของข้าศึกก็เดินทางมาถึงค่ายคุมขัง ซึ่งอยู่ในบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่งที่เชิงเขา

ในเนื้อที่ดินประมาณ ๑๐ ไร่ และมีรั้วลวดหนามกั้นเป็นบริเวณ เรือนโรงมุงหลังคาจากหลายโรงที่แลเห็นนั้นคือกองบังคับการค่ายเชลย และที่อยู่ของเชลยทั้งหลาย ทหารไทยถูกนำตัวไปในค่ายเชลยทันที

หลังจากนั้นทุกคนก็ถูกสอบสวนปากคำอย่างถี่ถ้วน ทหารไทยบางคนถูกนายทหารข้าศึกซ้อมอย่างสะบักสะบอม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกตบหน้าเพราะท่านไม่ยอมก้มศีรษะคำนับผู้บังคับการค่ายเชลยศึก

ในที่สุดท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรค ๔ สหายก็ถูกส่งไปขังรวมกันไว้ที่เรือนโรงหลังเล็กๆ หลังหนึ่งมีสภาพดีกว่ากระท่อมเล็กน้อย

"สิ้นสุดกันทีสำหรับอิสรภาพของเรา" เจ้าคุณปัจจนึกพูดเสียงหนักๆ "แต่ว่า เราทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างสมเกียรติแล้ว น้ำน้อยต้องแพ้ไฟเป็นธรรมดา"

นิกรเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง

"คนเราเมื่อยังมีลมหายใจอยู่ก็ต้องมีความหวัง อย่าเพิ่งท้อถอยคุณพ่อตาที่รักและเคารพของผม ผมจะเป็นผู้นำในการแหกคุกขังครั้งนี้เอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"ไม่มีทางที่เราจะหลบหนีไปได้เลย ขืนพยายามหลบหนีก็มีหวังถูกยิงตายเท่านั้นเอง"

นิกรลืมตาโพลงแล้วพูดเสียงหนักแน่น

"นั่นแหละคือความหวังของเรา"

พลมองดูเพื่อนเกลอของเขาด้วยความหมั่นไส้

"ลำบากนักก็อย่าออกความเห็นหรือวิพากย์วิจารณ์อะไรเลยวะ กันกำลังกลุ้มใจ เดี๋ยวก็จะเกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง"

นิกรหัวเราะก้าก

"นี่แหละคือความพินาศของเรา ในยามนี้สามัคคีเป็นของสำคัญยิ่ง เราจะแตกแยกกันโกรธเคืองกันหรือแตกแยกจากกันไม่ได้ สามัคคีนี่แหละล้ำเลิศ จักชูชาติเชิดพระศาสนา สยามรัฐจักวัฒนา ปรากฏเกียรติฟุ้งเฟื่อง กระเดื่องแดนดิน"

กิมหงวนร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ต้นตระกูลไทย ใจท่านเหี้ยมหาญ รักษาดินแดนไทย ไว้ให้ลูกหลาน "

"พอโว้ย" ดร. ดิเรกตะโกนลั่น

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกรเดินมาที่หน้าต่างซี่ลูกกรง มองดูทหารข้าศึกแล้วร้องบอก

"เฮ้-ยามโว้ย ไปบอกนายแกหน่อยเถอะวะว่าพวกเราหิวข้าวเต็มทนแล้ว"

ทหารยามมองดูนิกรแล้วยิ้มให้ พูดกับนิกรด้วยภาษาไทยอย่างชัดเจน

"รอก่อนพี่ชาย พ่อครัวเขากำลังต้มซุปพวกที่บาดเจ็บสาหัสและสิ้นชีวิตตามทางในระหว่างที่เดินทางมานี่ อย่างช้าอีกหนึ่งชั่วโมงแกจะได้กินเนื้อพวกแกเอง ที่นี่มีข้าวเฉพาะพวกเราเท่านั้น ไม่มีเผื่อแผ่ใคร"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วเดินกลับมานั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา ทุกคนประหวั่นพรั่นใจไปตามกันเมื่อคิดว่าข้าศึกจะกระทำทารุณกรรม เพราะผู้บังคับการค่ายขุมขังบอกว่า บ่ายวันนี้จะสอบสวนทหารไทยที่เป็นเชลยทุกคนถึงเรื่องกำลังรบทางฝ่ายเรา ถ้าใครให้การเท็จหรือปกปิดความจริง จะถูกเฆี่ยนด้วยแส้ลวดและถูกทารุณกรรมอื่นๆ อีกด้วย

โปรดอ่านตอนต่อไปคือ

แนวรบใหม่