พล นิกร กิมหงวน 118 : สามเกลอเจอสามก๊ก

ซอยข้างโรงภาพยนตร์เท็กซัสนั้น ติดต่อกับซอยเล็กๆ อีกหลายซอย ทะลุออกถนนเยาวราช ถนนหน้าโรงภาพยนตร์เฉลิมบุรี หรือออกไปทางถนนเจริญกรุงหน้าโรงภาพยนตร์บรอดเวย์ก็ได้

ภายในซอยเหล่านี้ ส่วนมากเป็นร้านจำหน่ายสุราอาหารและเครื่องดื่ม เป็นที่ชุมนุมของอาหารหาบเร่ นับตั้งแต่ข้าวแกงกะหรี่, ข้าวขาหมู, ก๊วยเตี๋ยวผัด, ก๊วยเตี๋ยวเนื้อวัว, ทอดมันกุ้ง, ทอดมันปลา, โจ๊กต่างๆ ขนมจีบซาละเปาสาระพัด พ่อค้าหาบเร่ได้คิดผลประโยชน์ให้ร้านเครื่องดื่มตามที่ตกลงกัน

นับตั้งแต่ ๑๐.๐๐ น. กระทั่ง ๒๔.๐๐ น. มีชาวจีนส่วนมากหลั่งไหลมาที่นี่เพื่อหาอาหารรับประทาน เมื่อก่อนนี้มีสำนักนางโลมอยู่สองสามห้อง มีนักเลงอันธพาลมากหน้าหลายตา ทั้งคนไทยและคนจีน ต่อมาทางการให้เลิกการค้าที่ใช้ตัวเป็นสินค้า พวกออร์หรี่ทั้งหลายก็ซาโยนาระถิ่นนี้แตกฉานซ่านเซ็นไปตามเรื่อง ส่วนแมงดากรุงและนักเลงอันธพาลต่างก็มีธุระแยกไปติดตะรางหรือไปติดคุกลาดยาวเสียหมด มีเหลืออยู่บ้างก็ต้องหลบๆ ซ่อนๆ ตัวกลัวจะไปจ๊ะเอ๋กับโปลิศ ดังนั้นการตีกระบาลกันเล่นแก้เหงา ชกหน้ากันด้วยสนับมือปล่อยเหล็กขูดชาร์ฟหรือมีดพกเสียบท้องใครต่อใคร จึงไม่ปรากฏเป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์อีก นักนิยมกินอาหารแปลกๆ ก็พลอยสบายใจไม่ต้องเหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่ก และไม่จำเป็นต้องห่วงศีรษะหรือร่างกายของตนเหมือนสมัยนักเลงครองเมือง

เราจะได้เริ่มเรื่องนิยายชุดสามเกลอตอนนี้ในตอนบ่ายวันหนึ่ง

พวกพ่อค้าจีนซึ่งตั้งร้านอยู่ในถิ่นนั้น ประมาณ ๒๐ คน ได้ยืนจับกลุ่มอยู่ในร้านขายอาหารของเถ้าแก่ตง สุภาพบุรุษชาวไหหลำผู้สูงอายุคนนี้มักมีสีหน้าไม่สู้จะสบายใจนัก เพราะได้ทราบข่าวว่า จอมอันธพาลผู้ยิ่งใหญ่ในถิ่นนี้ ซึ่งย้ายบ้านจากนอกคุกเข้าไปอยู่ในคุกเป็นเวลา ๑๐ ปี ได้พ้นออกมาจากคุกบางขวางเมื่อตอนสายวันนี้เอง

ข่าวที่มีการยืนยันนี้ ทำให้เถ้าแก่ตงปิดร้านขายอาหารและเครื่องดื่มทันที คงเปิดประตูตารางเหล็กไว้เป็นช่องพอคนเข้าออกได้ เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง ซึ่งเป็นเพื่อนพ่อค้าด้วยกันทราบว่า นายตงหรือเถ้าแก่ตงกำลังจะพาบุตรภรรยาหลบหนีออกต่างจังหวัดก็มาเยี่ยมและยืนออกันอยู่หน้าร้าน วิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด จนกระทั่งนายตงหิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าเดินลงบันไดมาจากชั้นบน ภรรยาของเขารูปร่างคล้ายไหกระเทียมต่อขาตามลงมาด้วย พร้อมด้วยบุตรชายอายุ ๑๔ ขวบอีกคนหนึ่ง ทุกคนมีกระเป๋าเสื้อผ้าและห่อข้าวของพะรุงพะรัง

เถ้าแก่ตงซึ่งมีอายุในวัย ๕๐ ปี มีสีหน้าซีดเซียวผิดปกติ เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย เขาตั้งใจจะพาบุตรภรรยาหนีไปอยู่กับพี่ชายของเขาที่นครราชสีมา ซึ่งเขามอบให้ญาติห่างๆ ของเขาคนหนึ่งควบคุมดูแลร้านอาหารของเขาต่อไป

ขวัญและกำลังใจของนายตงดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อแลเห็นเพื่อนห้องข้างเคียงพากันมาเยี่ยมเขา เถ้าแก่ตงฝืนยิ้มให้เพื่อนบ้าน แล้วกล่าวกับทุกๆ คน โดยใช้ภาษาไทยเป็นภาษากลาง เพราะเพื่อนบ้านของเขาเป็นกวางตุ้งก็มี แต้จิ๋วและแคะก็มี ทุกคนก็เลยนิยมพูดภาษาไทยกัน

"โอ้-ก็อบจายทุกคนที่มาเยี่ยมอั๊ว อั๊วต้องล้าก่อน ขืนอยู่เป็นตายแน่"

นายก๊องชาวกวางตุ้งเจ้าของร้านขนมจีบซาเปามองดูเพื่อนของเขาด้วยความอาลัย

"กัวทำไลเละ โปลิศมี ลื้อไม่ต้องกลัวเซ"

เพื่อไม่ให้ท่านผู้อ่านได้รับความลำบากในการอ่านสำเนียง จึงเขียนให้ท่านอ่านเป็นคำพูดภาษาไทยธรรมดา

นายตงกล่าวกับเพื่อนพ่อค้าทุกคนว่า

"อั๊วเป็นพยานให้ตำรวจ อั๊วเห็นนายสิงห์ยิงนายผ่องล้มลงในร้านอั๊ว ศาลก็ตัดสินจำคุกนายสิงห์สิบปี เขาอาฆาตอั๊วว่ะ ถ้าเขาพ้นโทษออกมาจากคุกเมื่อไรเขาจะฆ่าอั๊วและลูกเมียอั๊วให้หมด"

ใครคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

"อั๊วว่าลื้อไม่ควรพาลูกเมียหนีไปบ้านนอกให้ลำบากเปล่า เสียเวลาทำมาหากินด้วย ไปขอความช่วยเหลือจากตำรวจดีกว่า"

"โธ่-ลื้อเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้สองสามปี ลื้อยังไม่รู้จักนายสิงห์ เขาเป็นนักเลงใหญ่ยิ่งและน่ากลัวจริงๆ นึกจะฆ่าใครก็ควักปืนออกมายิงเอาดื้อๆ เมื่อก่อนที่เขาจะติดคุก เขาฆ่าคนวันละศพทุกวัน วันไหนไม่ได้ฆ่าคนเขานอนไม่หลับ บางทีบุกขึ้นไปบนโรงพัก ท้านายตำรวจยิงกับเขาตัวต่อตัว"

ชาวจีนในวัยชราคนหนึ่งสนับสนุนคำพูดของเถ้าแก่ตง

"จริงโว้ย นายสิงห์เขาแน่จริงๆ นักเลงแถวนี้ลูกน้องเขาทั้งนั้น แต่ขณะนี้อยู่ในคุกลาดยาวหมด"

แต่พวกพ่อค้าจีนในกลุ่มนั้นต่างพากันคัดค้านไม่เห็นพ้องด้วย ในการที่เถ้าแก่ตงจะหอบลูกเมียทิ้งร้านค้าหลบหนีไปอยู่ต่างจังหวัด แต่นายตงยืนกรานว่าเขาต้องไปแน่ๆ เพราะเขายังไม่อยากตาย

ขณะที่โอภาปราศรัยกัน ชายหนุ่มร่างใหญ่ในวัย ๓๐ ปีคนหนึ่งก็บุกเข้ามาในร้านเถ้าแก่ตง ลักษณะท่าทางของเขาเป็นนักเลงเต็มตัว ใบหน้าเหี้ยม ไว้หนวดเส้นเล็กๆ สวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดคอปกแขนสั้นสีฟ้าอ่อน พวกพ่อค้าจีนต่างยิ้มให้เขาอย่างประจบประแจง บางคนก็กล่าวทักเขา และเรียกเขาว่าเฮียไหว

ไสว อันธพาลในถิ่นนี้ ปราดเข้ามาหาเถ้าแก่ตงแล้วกล่าวถามอย่างร้อนรน

"เด็กมันบอกอั๊วว่า อาโกจะพาลูกเมียหนีพี่สิงห์ไปอยู่ต่างจังหวัดหรือ? "

นายตงพยักหน้า

"ถูกแล้ว อั๊วกำลังจะไปเดี๋ยวนี้"

ไสวหัวเราะเสียงกร้าว

"ไม่ต้องไปอาโก อั๊วกับพรรคพวกคุ้มครองอาโกเอง และอั๊วไม่เอาอะไรจากลื้อเลย อั๊วรู้ข่าวแล้วว่าพี่สิงห์ออกมาจากคุกเมื่อเช้านี้ คืนนี้เขาจะมาที่นี่ และตั้งตัวเป็นใหญ่คอยรีดไถพวกลื้อ แต่อั๊วจะยอมให้พี่สิงห์กลับมามีอำนาจที่นี่เหมือนแต่ก่อนไม่ได้เป็นอันขาด พี่สิงห์ไม่มีเขี้ยวเล็บแล้ว อายุ ๔๐ กว่าแล้ว โดนตีนอั๊วเข้าตูมเดียวเขาก็หมอบ ลูกน้องสักคนเดียวก็ไม่มี ขืนมาอาละวาดที่นี่อั๊วจะเก็บพี่สิงห์เสีย ตอนที่เขาไปติดคุกอั๊วเพิ่งรุ่นหนุ่ม อายุ ๒๐ เท่านั้น อั๊วยังจำได้ว่าพี่สิงห์เคยตบหน้าอั๊ว อั๊วอยากให้พี่สิงห์มาที่นี่เหลือเกิน"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที พวกพ่อค้าจีนต่างสนับสนุนเฮียไหว ขอให้เถ้าแก่ตงเลิกล้มความคิดที่จะไปต่างจังหวัด นายตงมองดูไสวอย่างชื่นชมแล้วถามว่า

"ลื้อกล้าสู้นายสิงห์หรืออาไหว อั๊วพูดอย่างนี้ไม่ได้ดูถูกลื้อนา แต่อั๊วเห็นว่าลื้อกับเขามันนักเลงคนละรุ่น"

ไสวยิ้มดุๆ

"จริง-แต่เดี๋ยวนี้อั๊วใหญ่ยิ่งพอตัวแล้วอาโก เถอะน่า ลื้อเชื่อมืออั๊วเถอะ พี่สิงห์มาถิ่นนี้เป็นเจอดีแน่"

เถ้าแก่ตงยิ้มออกมาได้

"ยังงั้นอั๊วไม่ไปโว้ย อั๊วลืมคิดไปว่านายสิงห์ไม่มีลูกน้องเลย คนเดียวถึงเก่งยังไงก็สู้ลื้อไม่ได้ ฮ่ะ ฮ่ะ อั๊วอยู่ขายของดีกว่า" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ต หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่ง ดึงออกมา ๓ ฉบับส่งให้ไสว "เอ้า-อั๊วให้ลื้อเป็นค่าคุ้มครองอั๊ว ลื้อต้องช่วยอั๊วจริงๆ นา"

ไสวยิ้มแก้มแทบแตก

"รับรองน่าอาโก อย่างพี่สิงห์ไม่ต้องใช้อาวุธหรอก หมัดลุ่นๆ ของอั๊วนี่แหละ ซัดเสียสองสามฉาดสิงห์ก็จะกลายเป็นหมาวิ่งหางจุกตูดไปเท่านั้นเอง ทำใจให้สบายเถอะอาโก"

พรรคพวกของนายตงต่างก็พากันสนับสนุน และเชื่อว่าวายร้ายหน้าเหี้ยมคนนี้คงสามารถคุ้มครองเถ้าแก่ตงได้ หลายคนได้ขอความคุ้มครองจากไสวเช่นเดียวกัน ซึ่งไสวก็รับรองว่าเขาจะไม่ยอมให้สิงห์มามีอิทธิพลในถิ่นนี้เหมือนครั้งก่อนอีก

นายตงหันไปร้องบอกลูกเมียของเขา ซึ่งกำลังยืนปรับทุกข์กับพวกผู้หญิงอีกหลายคน

เป็นอันว่านายตงกับครอบครัวของเขาจะอยู่เผชิญหน้าจอมอันธพาลต่อไป พวกเพื่อนบ้านของเขาต่างรู้สึกยินดีไปตามกัน ใครคนหนึ่งได้ให้กำลังใจนายตงอย่างน่าฟังว่า

"ลื้อเป็นพลเมืองดี ทำไมลื้อจะต้องกลัวพลเมืองเสียวะอาตง ตำรวจมีถมไปกลัวมันทำไม นายสิงห์มันจะเก่งกว่าโปลิศได้เรอะ"

เถ้าแก่ตงยิ้มแป้น

"จริงโว้ย อั๊วหายกลัวแล้ว"

เพื่อนห้องข้างเคียงและไสวต่างแยกย้ายกันออกไปจากร้านอาหารร้านนั้น นายตงสั่งลูกจ้างเปิดร้านทำการค้าต่อไป

เย็นวันเดียวกันนั้นเอง...

เวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. เศษ ขณะที่นายตงกำลังนั่งทำบัญชีอยู่ที่เคาเต้อร์ด้านหลังร้านของเขา เสียงกริ่งโทรศัพท์บนโต๊ะก็ดังกังวานขึ้น เถ้าแก่ตงเอื้อมมือหยิบหูโทรศัพท์ยกขึ้นมาจากเครื่องของมัน

"ที่ไหน" เขาร้องถามเป็นภาษาไหหลำ

"พูดไทยซีโว้ย กูพูดไหหลำไม่เป็น"

นายตงทำคอย่นหลับตาปี๋

"คุณพูดให้น่าฟังกว่านี้หน่อยซีครับ"

"ปู้โธ่-กูไม่เอาตีนยัดเข้ามาในโทรศัพท์ทะลุออกมาที่หน้ามึงก็ดีแล้ว นั่นอ้ายตงพูดใช่ไหมวะ"

เถ้าแก่ตงผงะหน้าออกห่างจากโทรศัพท์ เพราะกลัวเท้าของผู้พูดอีกฝ่ายหนึ่งลอดหรือโผล่ออกมาถูกหน้าเขาอย่างว่า แต่แล้วเขาก็บอกตัวเองว่ามันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ นอกจากพูดขู่กันเล่นเท่านั้น

"ใช่-ผม...ตงพูดอยู่นี่ คุณเป็นใครครับ"

ผู้พูดโทรศัพท์มาถึงเขาหัวเราะเสียงกร้าว

"กูน่ะเรอะ อ้ายสิงห์เตี่ยมึงไงล่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ ตกใจไหมเพื่อน กูออกจากคุกแล้วโว้ย พอออกจากบางขวางก็ไปหาเพื่อน ได้ปืนพกมากระบอกหนึ่ง ลูกระเบิดมืออีกสองลูก"

นายตงหน้าถอดสีทันที อกสั่นขวัญแขวนมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเขากำลังพูดกับพญามัจจุราช

"อาสิงห์..."

เถ้าแก่ตงชักฉิว ก็เลยเอ็ดตะโรลั่น

"ลื้อพูดยังงี้ได้เรอะ อั๊วแก่กว่าลื้อ อั๊วเป็นลูกลื้อได้ยังไง"

อีกฝ่ายหนึ่งหัวเราะอย่างใจเย็น

"อั๊วไม่ถือนี่หว่า ไง-สบายดีหรือเพื่อน คืนนี้สองทุ่มอั๊วจะมาพบกับลื้อที่นี่ เราไม่ได้พบกันสิบปีแล้ว"

นายตงกลืนน้ำลายเอื๊อก มีท่าทีเหมือนกับจะเป็นลม

"ลื้ออย่ามาไม่ได้เรอะอาสิงห์"

"หา-ไม่มาอั๊วก็เสียสัจจะน่ะซี อั๊วจะมาฆ่าคนที่นี่สักห้าคน คนแรกคืออ้ายไหว ซึ่งมันคุยโม้ว่ามันจะเก็บอั๊ว คนที่สองคือลื้อ คนที่สามเมียลื้อ คนที่สี่และคนที่ห้าคือลูกชายของลื้อ"

นายตงเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ถึงแม้ไสวให้คำมั่นสัญญาว่าจะคุ้มครองให้ความปลอดภัยเขา แต่พอได้พูดกับจอมดาวร้ายทางโทรศัพท์ เขาก็รู้สึกว่าฝีมือของไสวนั้นยังห่างไกลกับสิงห์มาก ไสวเป็นแต่เพียงกระทิงเปลี่ยวเท่านั้น ส่วนสิงห์นั้น คือสิงห์ร้ายที่เต็มไปด้วยเขี้ยวเล็บอันแหลมคม ถึงแม้ไสวมีออร์เหลนหนุ่มๆ เป็นสมัครพรรคพวกอยู่หลายคนก็คงจะทำอะไรสิงห์ไม่ได้

"เฮียสิงห์ เฮียสิงห์โว้ย" นายตงพูดเสียงสั่นเครือผิดปกติ

เสียงสิงห์หัวเราะก๊าก ซึ่งนายตงได้ยินถนัด

"เรียกอั๊วว่าเฮียเชียวเรอะตง ลื้อแก่กว่าอั๊วนะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่เป็นไร อั๊วไม่ถือ อั๊วเรียกลื้อว่าเตี่ยยังได้ อั๊วยังไม่อยากตายน่าเฮียสิงห์ ลูกอั๊วและเมียอั๊วก็ยังไม่อยากตายเหมือนกัน อั๊วจะเตรียมเงินไว้แลกเปลี่ยนกับชีวิตของอั๊วกับลูกเมียอั๊วดีไหม"

จอมอันธพาลนิ่งอึ้งไปสักครู่จึงพูดมา

"ก็ลื้อให้เงินอ้ายไหวไป ๓๐๐ บาท เป็นค่าคุ้มครองชีวิตลื้อแล้วไม่ใช่หรือ"

"ไอ๊ย่า ลื้อรู้ได้ยังไงเฮียสิงห์"

"อ๋อ-ปากมีหู ประตูมีช่องโว้ยอาตง เพื่อนห้องข้างเคียงของลื้อน่ะ หลายคนที่ยังรักและหวังดีต่ออั๊วอยู่ อ้ายไหวน่ะเรอะ ลื้อคอยดูก็แล้วกัน อั๊วจะยิงมันให้เหมือนกับยิงหมากลางถนนทีเดียว คืนนี้สองทุ่มอั๊วกับเพื่อนร่วมตายของอั๊วจะมาที่นี่"

"เดี๋ยวก่อนเฮียสิงห์" เถ้าแก่ตงพูดละล่ำละลัก "ลื้อเอาเงินไปใช้ดีกว่าน่า ลื้อจะต้องการเงินเท่าไรบอกมา อั๊วจะเตรียมไว้ให้"

"อั๊วอยากได้ชีวิตลื้อมากกว่าเงินโว้ย อั๊วติดคุกคราวนี้ก็เพราะลื้อเป็นพยานสำคัญให้อัยการ สิบปีในคุกไม่ใช่เวลาเล็กน้อย แต่ว่า...เมื่อลื้อจะซื้อชีวิตของลื้อและลูกเมียด้วยเงินก็ได้เหมือนกัน คืนนี้อั๊วมาตกลงกับลื้อดีกว่า เลิกกันนะอาตง"

ก่อนที่เถ้าแก่ตงจะพูดอะไรอีก เขาก็รู้สึกว่าสิงห์วางหูโทรศัพท์เสียแล้ว เถ้าแก่ตงทำหน้าละห้อยเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ค่อยๆ วางหูโทรศัพท์ลงบนเครื่องของมันตามเดิม เสียงของสิงห์ไม่ผิดอะไรกับสิงห์คำราม มันเหมือนกับว่าชีวิตของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย เถ้าแก่ตงนั่งนิ่งเฉยหายใจไม่ทั่วท้อง เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

เขาสะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อใครคนหนึ่งยกมือทุบเคาเต้อร์ค่อนข้างแรง นางหยกภรรยาของเขานั่นเอง เถ้าแก่ตงมองดูไหกระเทียมต่อขาคู่ชีวิตของเขาซึ่งได้หอบหิ้วกันมาจากเกาะไหหลำอย่างไม่พอใจ

"ทำไมลื้อต้องทุบโต๊ะด้วยวะ"

นางหยกหัวเราะ

"ลื้อนั่งใจลอยคิดอะไลวะ อาโก"

"คิดถึงความตายน่ะซี เมื่อกี้อาสิงห์อีโทรศัพท์มาถึงอั๊วบอกว่าสองทุ่มจะมาที่นี่ มาฆ่าอั๊ว ฆ่าลื้อแล้วก็ลูกเรา"

นางหยกนิ่งฟังอย่างสนใจ

"ลื้อกลัวอาสิงห์มากเกินไปแล้ว อย่างนี้ก็ไม่ต้องทำมาหากินละ อั๊วเองทีแรกก็กลัวเหมือนกัน แต่เดี๋ยวนี้คิดตกแล้ว คนเราทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย แล้วก็ลื้อกลัวทำไมวะอาโก อาไหวอีก็รับรองจะช่วยเหลือคุ้มครองลื้อแล้ว อีเอาเงินไปแล้วตั้งสามร้อย"

เถ้าแก่ตงฝืนยิ้ม

"อาหยกเอ๊ย มืออาไหวมันขนาดตีนสิงห์เท่านั้น ลื้อก็เคยเห็นฝีมืออาสิงห์แล้ว คนเดียวสู้คนตั้งยี่สิบคน อีชกเก่ง, เตะเก่ง, แทงเก่ง, ยิงเก่งโว้ย วิ่งหนีขึ้นไปบนโรงพัก อาสิงห์ยังไล่ตามขึ้นไปยิงต่อหน้าสารวัตรและตำรวจบนโรงพัก อั๊วจะต้องยอมเสียเงินสักสามหมื่นซื้อชีวิตของเรา"

นางหยกค้อนสามีของหล่อน

"ลื้อมันไม่ใช่นักสู้เลย อาสิงห์มันก็เป็นคนมีสิบนิ้วเหมือนกัน"

"ใช่ แต่นิ้วมันโตกว่าอั๊วว่ะ อั๊วไม่ชอบบู๊โว้ย อั๊วชอบเจี๊ยะ"

"นั่นน่ะซี อั๊วอยู่กับลื้อมานานแล้วอั๊วรู้นิสัยลื้อดี ลื้อมันพวกเจี๊ยะอ่าย บู๊ถ่ายยา"

นายตงทำหน้าฉงน

"ลื้อหมายความว่ากระไรวะ"

"ก็หมายความว่าใครชวนลื้อกินอะไรลื้อเอาทั้งนั้น แต่ชวนไปตีกันลื้อบอกว่าลื้อถ่ายยาไม่มีแรง อั๊วถึงว่าลื้อน่ะเจี๊ยะอ่าย บู๊ถ่ายยา" พูดจบนางหยกก็พาร่างอันอ้วนใหญ่เดินเผละผละไปทางหน้าบ้าน.

วันนั้นเอง...

พอสิ้นแสงตะวัน เถ้าแก่ตงสะบัดร้อนสะบัดหนาวครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนกับจะเป็นไข้ เขาเตรียมเงินสด ๓๐,๐๐๐ บาทใส่ไว้ในลิ้นชักเคาเต้อร์เรียบร้อยแล้ว แต่เขายังไม่แน่ใจว่า สิงห์จะตกลงให้เขาซื้อชีวิตเขากับลูกเมียของเขาด้วยเงินจำนวนนี้หรือไม่

ขณะนี้เป็นเวลา ๑๙.๓๐ น. ร้านขายอาหารของนายตงมีลูกค้าขาประจำนั่งดื่มเหล้ารับประทานอาหารอยู่ตามโต๊ะต่างๆ อย่างอุ่นหนาฝาคั่ง นายตงจำหน่ายอาหารจีนและฝรั่ง ร้านของเขาเป็นตึกแถวสองคูหากว้างและลึกมาก ภายในร้านสว่างไสวด้วยแสงไฟ เป็นร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มที่มีชื่อเสียงในถิ่นนี้

เถ้าแก่ตงมองไปทางหน้าร้านตลอดเวลา พอแลเห็นไสวเดินเข้ามาในร้านของเขา นายตงก็ยิ้มออกมาได้ เขาอบอุ่นใจขึ้นบ้างแล้ว เขาคิดว่าถ้าสิงห์มาที่นี่และเกิดปะทะกับไสว ถึงแม้ข้าวของในร้านจะแตกหักเสียหาย เขาก็พอรอดตัวไม่ต้องจ่ายเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทให้สิงห์

ไสวมาคนเดียว เขาสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เชิ้ตฮาวายเอวปล่อยลายสลับสียวนตา เขาพยายามวางท่าทางให้สมกับเป็นนักเลงใหญ่ เดินส่ายเหมือนว่าวจุฬา เก๊กหน้าให้ดุๆ กลอกนัยน์ตาไปมา มองไปตามโต๊ะอาหารต่างๆ แล้วก็เดินรี่เข้ามาหาเถ้าแก่ตง

ด้วยความว่องไวตามอุปนิสัย นายตงรีบใส่กุญแจลิ้นชักโต๊ะใส่เงินสดทันที ดึงพวงกุญแจออกมาเก็บใส่กระเป๋ากางเกง แล้วนั่งหน้าตายทำเป็นไม่เห็นไสว จนกระทั่งไสวเดินเข้ามาในเคาเต้อร์อย่างถือวิสาสะ

"ทุ่มครึ่งกว่าแล้ว อั๊วรีบมาคอยรับหน้าพี่สิงห์" พูดพลางดึงลิ้นชักโต๊ะแต่ดึงไม่ออก เพราะนายตงใส่กุญแจไว้

เถ้าแก่ตงยิ้มให้เจ้าถิ่นคนใหม่

"ลูกน้องลื้อไม่มีมาด้วยหรืออาไหว"

ไสวว่า "อั๊วเอามาเพียงสิบคนเท่านั้น วางกำลังเรียงรายไว้ตามซอยต่างๆ ทั่วแล้ว" พูดจบเขาก็ถลกชายเสื้อชี้มือลงไปที่ปืนพกซึ่งเหน็บไว้ใต้เข็มขัด "นี่ไงล่ะ อาโก"

"ไอ๊ยา" เถ้าแก่ตงอุทานเบาๆ "มีลูกหรือเปล่า"

ไสวทำคอย่น

"แล้วกัน มีปืนไม่มีลูกถือไม้ตีพริกยังจะมีประโยชน์กว่า"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ลื้อใส่ไว้กี่ลูก"

"สองลูก" ไสวตอบอย่างภาคภูมิ

"ว้า-น้อยไปอาไหว อย่างน้อยต้อง ๕๐ ลูกซี"

"นั่นมันปืนกลไม่ใช่ปืนพก สองลูกนี่เหลือเฟือแล้วอาโก อย่างไอ้สิงห์อั๊วยิงนัดเดียวเท่านั้นก็คว่ำข้าวเม่า อ้า-ขอตังให้อั๊วอีกสักร้อยเถอะอาโก ลูกน้องอั๊วบางคนยังไม่ได้กินข้าว ต้องแจกเบี้ยเลี้ยงมันคนละสิบบาทเป็นสินน้ำใจ รับรองไอ้สิงห์มาอาละวาดเป็นม่องเท่งน่า"

เถ้าแก่ตงทำหน้าเมื่อย ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบพวงกุญแจออกมาไขลิ้นชักดึงออกพอมือสอดเข้าไปได้ แล้วหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับออกมาส่งให้ดาวร้ายดวงใหม่

"ลื้อเบิกเงินบ่อยๆ ไม่ดีน่าอาไหว"

"น่า-ร้อยเดียวเท่านั้นบ่นไปได้ เดี๋ยวอั๊วมานะ เอาเบี้ยเลี้ยงไปแจกลูกน้องก่อน"

"มาเร็วๆ หน่อยอาไหว เกือบสองทุ่มแล้วอั๊วใจไม่ดี" เถ้าแก่ตงกำชับ

ไสวพยักหน้ารับคำ เก็บธนบัตรสีแดงไว้ในกระเป๋า แล้วเดินตัวปลิวออกไปจากร้านขายอาหารของนายตง

เข็มนาฬิกาในร้านเคลื่อนผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่ง ๒๐.๐๐ น. ไสวยังไม่กลับมาที่ร้าน นายตงเริ่มมีท่าทางกระสับกระส่ายเร่าร้อนใจอีก เขาแลเห็นชายฉกรรจ์ชาวไทยสามคนเดินผ่านหน้าร้านเขาไปมาหลายเที่ยวแล้ว บางทีก็หยุดยืนมองเข้ามาในร้าน แต่ละคนลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นนักเลงอันธพาลขนาดหนัก นายตงอดสงสัยไม่ได้ว่าคนสามคนนี้เป็นสมุนของนายสิงห์ส่งมาลาดตระเวนดูลาดเลา เขารู้สึกเดือดดาลไสวอย่างยิ่งที่หายหน้าไป เถ้าแก่ตงใช้ให้ลูกจ้างไปตามตั้งหลายแห่งก็ไม่พบ

ทันใดนั้นเอง ชาวจีนในวัยเดียวกับนายตงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของร้านข้าวต้มกุ๊ยชั้นดีและเป็นเพื่อนบ้านของนายตงก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในร้านด้วยท่าทางตื่นตระหนกตกใจ

"อาตง อาตงโว้ย"

เถ้าแก่ตงเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ว่าไง อาลอย" เขาถามเสียงสั่นๆ

นายลอยชาวแต้จิ๋วซึ่งเป็นคนไทยเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์มองดูเพื่อนบ้านของเขาอย่างห่วงใยแล้วพูดละล่ำละลัก

"เฮียสิงห์ว่ะ...เฮียสิงห์มาแล้ว"

เถ้าแก่ตงนัยน์ตาเหลือก ใบหน้าซีดเผือดเหมือนกับจะเป็นลม

"เฮียสิงห์..."

"เออ...อั๊วเดินออกไปจะไปกินรังนก อั๊วเห็นเฮียสิงห์กับพรรคพวกสามสี่คน กำลังยืนซื้อบุหรี่อยู่ที่ร้านปากตรอกแปซิฟิค อั๊วเลยรีบวิ่งกลับมาบอกลื้อว่าลื้อโชคดีแล้วโว้ยอาตง"

นายตงกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โชคดี อั๊วกำลังถูกฆ่าตายลื้อว่าอั๊วมีโชคดี"

"ก็ถูกแล้วนี่หว่า คนตายแล้วเป็นผู้ที่มีความสุขที่สุด ไม่มีเรื่องเดือดร้อนอะไรอีกเลย ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อยทำมาหากินอย่างพวกเรา"

เถ้าแกตงค้อนปะหลักปะเหลือก

"ยังงั้นลื้อโชคดีก็แล้วกัน อั๊วยังไม่อยากโชคดีแบบนี้หรอก"

นายลอยยิ้มให้เพื่อนบ้านของเขา

"อั๊วคิดว่าประเดี๋ยวเฮียสิงห์ต้องมาที่นี่แน่ๆ "

นายตงอกสั่นขวัญแขวน เอื้อมมือจับมือเพื่อนของเขา

"ลื้อช่วยแนะนำอั๊วหน่อย อั๊วจะทำอย่างไรดีวะอั๊วถึงจะไม่ถูกเฮียสิงห์ฆ่าอั๊ว อั๊วโทรศัพท์บอกกองปราบดีไหม"

ลอยว่า "ถ้าทำอย่างนี้ลื้อมีหวังตายโหงแน่ ตำรวจมาที่นี่เฮียสิงห์เขานั่งกินข้าวกินเหล้าเฉยๆ ตำรวจก็ไม่รู้ว่าจะจับเขาในข้อหาอะไรกัน เฮียสิงห์จะย้อนมาฆ่าลื้อวันหลัง"

เถ้าแก่ตงสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง

"จริงโว้ย ยังงั้นอั๊วจะแก้ไขอย่างไรล่ะถึงจะรอดตาย อ้ายไหวมันใช้ไม่ได้แล้ว หลอกเอาเงินอั๊วไปตั้งสี่ร้อย บอกว่าจะมาคุ้มครองอั๊ว พอถึงเวลาหลบหน้าไปเลย ลื้อช่วยอั๊วคิดหน่อยซีอาลอย ลื้อเป็นเหลนขงจื๊อลื้อฉลาดกว่าอั๊วนี่หว่า"

คราวนี้เถ้าแก่ลอยยืดหน้าอกในท่าเบ่งทันที

"ไม่ยากเลยอาตง เฮียสิงห์มาลื้อก็ใจดีสู้เสือซีโว้ย ยกมือไหว้ทักทายเขาสวัสดีครับเฮีย ทำเป็นตื่นเต้นดีใจสั่งเหล้าสั่งอาหารให้เขากับพรรคพวกกินฟรี แล้วเอาเงินยัดเยียดให้เขาสักสองสามหมื่น เท่านี้เฮียสิงห์ก็ญาติดีกับลื้อ อ้ายไหวน่ะมันนักเลงชั้นสวะ ขอบุหรี่อั๊ว อั๊วยังไม่ให้ อั๊วไม่กลัวว่ะ แต่เฮียสิงห์อั๊วเคยเห็นฝีมือมาแล้ว ครั้งหนึ่งเขาเคยยิงกับนักเลงในร้านอั๊ว เฮียสิงห์ยิงโป้งเดียวเข้าปากหมอนั่นพอดี"

"แล้วตายไหม"

นายลอยนิ่งคิด

"ไม่ตายว่ะ หมอช่วยไว้ได้ ลูกปืนอยู่ในกระเพาะ หมอให้กินยาถ่ายเลยถ่ายออกมา ลื้อเชื่ออั๊วเถอะอาตง ถ้าลื้อยังไม่อยากตายก็ทำตามคำแนะนำของอั๊ว"

เถ้าแก่ตงเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว ขอบใจลื้อมากที่ช่วยแนะนำให้ ลื้ออยู่เป็นเพื่อนอั๊วได้ไหม"

นายลอยทำหน้าเบ้

"อั๊วไม่ใครอยากอยู่ใกล้ๆ เฮียสิงห์โว้ย เมื่อกี้อั๊วเห็นเขาแว่บเดียวแข้งขาอั๊วอ่อนปวกเปียกไปหมด อั๊วไปละอาตง ถ้าลื้อถูกยิงตายให้ลูกจ้างลื้อไปบอกอั๊วด้วยนะ"

ครั้นแล้วเถ้าแก่ลอยเจ้าของร้านข้าวต้มกุ๊ยก็รีบกลับไปยังร้านของเขา นายตงเต็มไปด้วยความว้าวุ่นใจ เขานั่งนิ่งเฉยเหมือนถูกสะกดจิต จนกระทั่งเขาแลเห็นชายฉกรรจ์ ๓ คนเดินเข้ามาในร้าน ซึ่งชายฉกรรจ์กลุ่มนี้เดินผ่านไปมาหน้าร้านเขาหลายเที่ยวแล้ว

นายตงใจเต้นระทึกเมื่อคนทั้ง ๓ ตรงเข้ามาหาเขา และหยุดยืนที่เคาเต้อร์ เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งยืนจ้องมองดูเถ้าแก่ตงด้วยแววตาถมึงทึง แล้วตะคอกเสียงลั่น ทำให้เสียงจ้อกแจ้กจอแจในร้านเงียบกริบลงทันที

"เฮ้ย-แถวนี้ใครเป็นนักเลงวะเถ้าแก่"

เถ้าแก่ตงกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมไม่รู้ครับ"

อีกคนหนึ่งทุบเคาเต้อร์ดังโครมแล้วสะบัดมือเร่าๆ

"ไม่รู้ยังไง ลื้ออยู่ที่นี่ลื้อต้องรู้ซีวะ ใครเป็นนักเลงใหญ่ในถิ่นนี้ ไม่บอกเดี๋ยวพ่อยิงไส้แตก พวกอั๊วนี่แหละจะมาเป็นเจ้าถิ่นที่นี่ แต่ต้องปราบนักเลงประจำถิ่นเสียก่อน เร็ว-บอกมาตามตรง ใครเป็นนักเลง"

"โธ่-คุณครับ ผมไม่รู้จริงๆ นักเลงหลายคนถูกตำรวจจับไปขังคุกลาดยาวหมดแล้วนี่ครับ"

อีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"แต่อั๊วรู้ว่ายังมีนักเลงหลงอยู่อีก แล้วก็กำลังตั้งตัวเป็นใหญ่" พูดจบเขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ร้าน "มองอะไรพี่ชาย ใครเป็นนักเลงที่นี่ขอดูหน้าหน่อยเถอะน่ะ"

เงียบกริบ ไม่มีใครเดือดร้อนหรือออกรับ เพราะผู้ที่นั่งกินเหล้ากินอาหารล้วนแต่เป็นพลเมืองดี ส่วนมากเป็นพ่อค้าจีนที่ถือสุภาษิตเก่าแก่ว่า เป็นความกินขี้หมาดีกว่า

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่กล่าวกับเถ้าแก่ตงด้วยเสียงปกติ

"อีกสักครู่พวกเราจะมาใหม่ ถ้าลื้อพบนักเลงที่นี่ลื้อบอกให้เขารอพบอั๊วด้วยนะ รับรองว่าลื้อจะไม่เดือดร้อนอะไร อย่างมากตู้เหล้าที่ฝาห้องและโต๊ะเก้าอี้พังราบไปเท่านั้น"

ชายฉกรรจ์ทั้งสามพากันเดินออกไปจากร้านนายตงในลักษณะท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัว ผู้ที่นั่งอยู่ตามโต๊ะอาหารต่างดื่มเหล้ารับประทานอาหารและสนทนากันต่อไป

นางหยกปราดเข้ามาหาสามีของหล่อนทันที หล่อนกระซิบกระซาบถามเถ้าแก่ตงเบาๆ

"นักเลงพวกไหนวะอาโก จะว่าเป็นลูกน้องของเฮียสิงห์ก็ไม่ได้เอ่ยชื่อถึงเฮียสิงห์เลย"

"นั่นน่ะซี อาหยก อั๊วรู้สึกว่ามันชักจะมีหลายก๊กหลายพวกเสียแล้ว สามคนนี่อาจจะเป็นนักเลงถิ่นอื่นก็ได้ แย่โว้ย อ้ายไหวหายหน้าไปเลย ประเดี๋ยวเฮียสิงห์พรวดพราดเข้ามาอั๊วก็แย่เท่านั้น ลื้อขึ้นไปอยู่บนเล่าเต๊งดีกว่า ยังไงๆ อั๊วรับหน้าเฮียสิงห์เอง"

นางหยกแสดงสีหน้าอิดหนาระอาใจเต็มทน

"ว้า-อั๊วเบื่อจริงอาโก เซ้งร้านไปอยู่ที่อื่นเถอะวะ หาห้องแคบๆ คูหาเดียวก็พอแล้ว"

นายตงฝืนหัวเราะ

"ห้องมันแคบเกินไปลื้อก็มีลูกอีก อั๊วไม่อยากมีลูกเล็กๆ โว้ย เลี้ยงกว่าจะโตลำบากเหลือเกิน"

นางหยกค้อนปะหลับปะเหลือก พาตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เถ้าแก่ตงถอนใจเฮือกใหญ่ เขานั่งนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็ลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกมานอกเคาเต้อร์เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ การค้าอาหารและเครื่องดื่มของเขานับว่ามีรายได้ดีมาก เพราะเขาจำหน่ายอาหารในราคาถูก แต่เป็นอาหารแบบเดียวกับภัตตาคารใหญ่ พวกนักธุรกิจชาวจีนมักจะพากันมาพักผ่อนหย่อนใจพบปะสังคมกันและปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับกิจการค้าของเขา

เถ้าแก่ตงพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งและคิดว่า ถ้าจอมอันธพาลสิงห์เข้ามาในร้านของเขา เขาก็จะต้องใช้วิธีใจดีสู้เสือตามที่นายลอยแนะนำเขา

ขณะนี้เอง คณะพรรคสี่สหายของเราพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็ปรากฏตัวขึ้น

อาเสี่ยกิมหงวนเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอทั้งสามกับท่านเจ้าคุณเข้ามาในร้านนี้ เสี่ยหงวนสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เชิ้ตแขนยาวสีฟ้าพับแขน สวมแว่นตาขอบกระตามเคย ใบหน้าของเสี่ยเคร่งเครียดถมึงทึงนัยน์ตาแข็งกร้าวผิดปกติ เขาเพิ่งทะเลาะกับนวลลออมาจากบ้านและตบตีกันอุตลุด ที่ว่าอุตลุดก็คือกิมหงวนถูกตบตีข้างเดียว อาเสี่ยจึงชวนเพื่อนๆ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วออกจากบ้าน ตั้งใจมารับประทานอาหารที่ภัตตาคารใหญ่แห่งหนึ่งทางแถวสามแยก แต่บังเอิญเจ้าภาพในงานแต่งงานรายหนึ่งได้เหมาภัตตาคารทั้งหมดในคืนวันนี้เพื่อเลี้ยงมิตรสหายของเจ้าบ่าวและเจ้าสาว ทางภัตตาคารจึงปิดประกาศให้ทราบ ดังนั้นเสี่ยหงวนก็พาคณะของเขาตะลุยตรอกแปซิฟิคเพื่อหาอาหารค่ำรับประทานกัน ในที่สุดอาเสี่ยก็พาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาในร้านเถ้าแก่ตง เพราะเห็นว่าเป็นร้านที่โอ่โถงและกว้างขวาง มีผู้คนคึกคัก

มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว

อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ ของเราเป็นลูกจีน ส่วนจอมอันธพาลสิงห์ยอดดาวร้ายที่เพิ่งออกจากคุกเมื่อเช้าวันนี้เป็นคนไทย ไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติกันแม้แต่น้อย แต่เสี่ยหงวนกับสิงห์มีรูปร่างหน้าตาและส่วนสัดต่างๆ เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ราวกับว่าเป็นพี่น้องฝาแฝด ถ้าจะต่างกันก็เพียงแต่กิมหงวนมีผิวพรรณดีกว่าและขาวกว่า

ดังนั้น นับตั้งแต่คณะพรรคสี่สหายบุกเข้ามาในซอยนี้ พวกร้านขายอาหารและเครื่องดื่มก็พากันมองดูกิมหงวนเป็นตาเดียว ใครต่อใครพากันเข้าใจผิดคิดว่าเสี่ยหงวนคือสิงห์ อดีตดาวร้ายในถิ่นนี้ และมีข่าวลือกันทั่วไปว่า สิงห์จะพาพรรคพวกมาอาละวาดในคืนวันนี้เพื่อสังหารเถ้าแก่ตง พยานสำคัญของตำรวจ และเพื่อประกาศตนเป็นเจ้าถิ่นต่อไป

เถ้าแก่ตงเย็นวาบไปหมดทั้งตัวเมื่อแลเห็นอาเสี่ยกิมหงวนกับพรรคพวก มันไม่ผิดอะไรกับว่าเขากำลังเผชิญกับพญามัจจุราชที่จะมาคร่าชีวิตเขา นายตงยืนตัวสั่นเหมือนลูกนก เขาเชื่อสนิทว่ากิมหงวนคือสิงห์จอมอันธพาล

กิมหงวนกำลังมีอารมณ์ร้ายหัวเสียมาจากบ้าน จึงมีสีหน้าดุดันเคร่งเครียดผิดปกติ เขากล่าวกับคณะพรรคพวกของเขาด้วยเสียงอันดัง ซึ่งเถ้าแก่ตงได้ยินถนัด

"นั่งนี่โว้ยพวกเรา"

นิกรยกมือตบหลังกิมหงวนเบาๆ

"ใจเย็นๆ น่าเฮีย ถึงกับจะคิดฆ่าคุณนวล มันก็จะมากไปหน่อย แกจะทำได้หรือวะ"

เสี่ยหงวนยกเท้าขวาถีบเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่งล้มลงดังโครม

"ทำไมกูจะทำไม่ได้" เขาตะโกนลั่น "ล็อกคอเอาปืนยิงกรอกปากโป้งเดียวก็เสร็จกูเท่านั้น"

เถ้าแก่ตงได้ยินเช่นนี้ก็แทบช็อค เข้าใจว่ากิมหงวนหมายถึงเขา นายตงแลเห็นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กห้อมล้อมโต๊ะอาหารตัวนั้น เขาค่อยๆ ยกมือขวาคลำหน้าอกด้านซ้ายของเขา พอรู้สึกว่าหัวใจยังเต้นอยู่เขาก็ยิ้มออกมาได้ เถ้าแก่ตงแข็งใจเดินเข้าไปหา โดยถือสุภาษิตว่า ใจดีสู้เสือ

เขาหยุดยืนระหว่างนิกรกับเสี่ยหงวน เมื่ออาเสี่ยเงยหน้าขึ้นมองดูเขา เถ้าแก่ตงก็รีบประนมมือไหว้อย่างนอบน้อมเกรงกลัว

"สวัสดีครับ เฮียสิงห์ แฮ่ะ แฮ่ะ อยู่ในคุก ๑๐ ปีตัวขาวขึ้นอีกเป็นกอง สบายดีหรือครับ"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล เขารู้ทันทีว่า เถ้าแก่ตงทักคนผิด แต่พอเขาปฏิเสธ นิกรก็ยกมือสะกิดขากิมหงวนแล้วขยิบตาไม่ให้พูด เถ้าแก่ตงยกเก้าอี้ว่างที่โต๊ะว่างใกล้ๆ กันตัวหนึ่งมาตั้งข้างเสี่ยหงวนแล้วทรุดตัวลงนั่ง เขายกมือไหว้เสี่ยหงวนอีก

"เฮียสิงห์ครับ เรื่องที่แล้วมามันผ่านมาตั้ง ๑๐ ปีแล้ว อย่าอาฆาตพยาบาทผมเลยครับ เท่าที่ผมเป็นพยานให้ตำรวจ ทำให้เฮียต้องติดคุกตั้ง ๑๐ ปี ผมก็ไม่ได้ปรักปรำเฮียสิงห์ ตำรวจเขาบังคับให้ผมเป็นพยานผมก็ต้องเป็น และต้องให้การตามตรง อ้า...เฮียครับผมเตรียมเงินสามหมื่นบาทไว้ให้เฮียแล้วเพื่อซื้อชีวิตผมและลูกเมียผม สงสารผมเถอะครับ นึกว่าปล่อยลูกนกลูกกาเอาบุญ"

เสี่ยหงวนหันไปมองดูนิกรอย่างขบขัน เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้อารมณ์อันขุ่นมัวของกิมหงวนแจ่มใสขึ้นทันที

นิกรแกล้งกล่าวกับกิมหงวนด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"อย่ายอมนะเฮียสิงห์ เงินสามหมื่นแลกเปลี่ยนกับชีวิตมันน้อยเกินไป พวกเรามือปืนอุตส่าห์ติดตามเฮียมาแล้ว คืนนี้ถ้าผมไม่ได้ฆ่าคนผมไม่ยอมเด็ดขาด"

เจ้าแห้วนึกสนุกขึ้นมาก็พูดโพล่งขึ้น

"รับประทานลงมือหรือยังล่ะครับเฮียสิงห์ ผมอยากยิงคนใจจะขาดอยู่แล้ว วันนี้ตั้งแต่เช้าเพิ่งฆ่าคนได้สามศพเท่านั้น"

นายตงยกมือไว้คณะพรรคสี่สหายปะหลกๆ

"อย่าฆ่าผมเลยครับ วันนี้วันพระนะครับ ที่ตลาดไม่มีหมูและเนื้อขาย เขาว่า ทำบาปวันพระบาปมากไม่ใช่หรือครับ"

นิกรขบกรามกรอด ทำตาเขียวกับเถ้าแก่ตง

"พวกอั๊วชอบฆ่าคนวันพระว่ะ ไปเอาเหล้ากับแกล้มดีๆ มากินโว้ย กินฟรีนะจะบอกให้ เงินไม่มีจ่ายโว้ย มีแต่ลูกปืนและลูกระเบิดมือ"

"ครับ-ครับ ผมจะไปสั่งให้เขาจัดเหล้าและอาหารมาให้เดี๋ยวนี้แหละครับ สำหรับพวกเฮียผมเลี้ยงเต็มที่เลยครับ กินให้หมดร้านยังได้"

นายจอมทะเล้นชำเลืองมองดูพ่อตาของเขาเสียก่อน จึงกล่าวว่า

"ของในร้านลื้อมีอยู่หร็อมแหร็ม พวกอั๊วกินเสียหมดมันก็เตียนโล่งน่าเกลียด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ปาก

"เดี๋ยวก็เกิดเตะปากกันขึ้นเท่านั้นเอง"

เถ้าแก่ตงเข้าใจผิดคิดว่าท่านเจ้าคุณจะเตะเขา ก็รีบเดินไปจากที่นั้นโดยเร็ว ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรคสี่สหาย ดร. ดิเรกฯ กล่าวกับพลอย่างขบขัน

"เถ้าแก่เจ้าของร้านเข้าใจผิดคิดว่าอ้ายเสี่ยชื่อสิงห์ ฮ่ะ ฮ่ะ ไอคิดว่า อ้ายหงวนกับอ้ายหมอนั่นคงเหมือนกันมากทีเดียว"

พลว่า "ก็ดีเหมือนกันที่พวกเราได้กินเหล้ากินอาหารฟรี และอ้ายหงวนยังได้เงินใช้อีกสามหมื่นบาทหวานๆ "

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นอย่างพินอบพิเทา

"พี่สิงห์เคยเป็นนักเลงใหญ่ในถิ่นนี้เมื่อก่อนนี้ครับ ผมมาเที่ยวแถวนี้บ่อยๆ รับประทานผมเคยเห็นเขาครับ รับประทานหน้าตาคล้ายอาเสี่ยมาก ตอนหลังถูกข้อหาพยายามฆ่าคนตาย เลยมีธุระไปติดตะราง ๑๐ ปี คงเพิ่งออกจากคุกวันนี้ตามที่เถ้าแก่เขาพูดนั่นแหละครับ"

"อือ" อาเสี่ยคราง "คนละพ่อคนละแม่และไม่ได้เกี่ยวดองเป็นญาติกัน ทำไมถึงเหมือนกันได้วะ"

ดร. ดิเรกฯ ตอบแทนเจ้าแห้ว

"ไม่แปลกอะไร คนเราที่ไม่ใช่พี่น้องหรือสายโลหิตเดียวกันอาจจะเหมือนกันเหมือนลูกฝาแฝดก็ได้"

นิกรยกมือตบบ่ากิมหงวนค่อนข้างแรง

"แบ่งเงินกันคนละครึ่งโว้ย"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"กันเอาของเขาไม่ลงหรอก เขาค้าขายเหน็ดเหนื่อยแทบตาย เราจะมาไถเงินเขายังงั้นรึ เพียงกินฟรีก็ดีถมไปแล้ว"

"ว้า" นิกรอุทานเสียงแหลม "เงินตั้งสามหมื่นไม่ใช่เงินเล็กน้อย เราไม่ได้รีดไถเขานี่นา เขาสมัครใจจ่ายให้เราต่างหาก อย่างนี้ไม่บาป ไม่เชื่อลองโทรศัพท์ไปถามพระท่านดูก็ได้"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"แต่ว่าเขาให้กันเพราะเข้าใจผิดคิดว่ากันเป็นนายสิงห์"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"มันเป็นความผิดของเขาเอง ไม่ใช่ความผิดของเรานี่หว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้นมาทันที

"แกมันพูดเอาแต่ได้ ถ้าอ้ายหงวนรับเงินของเขา อ้ายหงวนอาจจะต้องตกเป็นจำเลยถูกฟ้องศาลทหารในฐานขู่กรรโชกก็ได้"

นิกรนิ่งคิด แล้วหันมาทางเสี่ยหงวน

"แต่อย่างไรก็ตาม แกต้องทำตัวเป็นนายสิงห์นักเลงใหญ่ตลอดเวลาที่พวกเราอยู่ที่นี่"

กิมหงวนพยักหน้า

"ถ้ายังงี้กันพอจะทำได้ แต่ถ้าถึงหลอกเอาเงินเขากันไม่เอาโว้ย เงินกันมีตั้งหลายสิบล้าน ใช้ไปจนตายก็ไม่หมด วานซืนนี้ฝนตกเก็บไม่ทัน งอกออกไปตั้งสองล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เงินงั้นเรอะ"

"เม็ดมะขามครับ" เฮียสิงห์ตัวปลอมพูดหน้าตาย

พลกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วกล่าวว่า

"แถวนี้บรรยากาศแปลกๆ เข้าทีดีเหมือนกัน อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ดีมาก ดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่กันเข้ามาในซอยนี้" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาเคยเข้ามาบ้างไหมครับ"

"ไม่เคยเหมือนกัน เคยแต่แวะซื้อผลไม้ที่ปากตรอก"

กิมหงวนว่า "แถวนี้เป็นถิ่นของคนจีนครับ มีซอยเล็กๆ ติดต่อถึงกันหลายซอย ตอนกลางวันซอยข้างโรงหนังเท็กซัสมีอาหารแปลกๆ และราคาถูก ผมเคยมากินบ่อยๆ กะหรี่ก็มีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ก็ไหนว่าทางการสั่งให้เลิกโสเภณีอย่างเด็ดขาด ทำไมถึงยังมีอยู่อีก"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วพูดขึ้นดังๆ

"ข้าวแกงกะหรี่ครับ"

"อ๋อ" ท่านเจ้าคุณพูดยานคาง "เข้าใจไปคนละเรื่อง"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อเถ้าแก่ตงยกถาดไม้ใส่วิสกี้โซดาและแก้วเปล่าเดินเข้ามา ลูกจ้างของเขาคนหนึ่งถือถาดใส่จานกับแกล้มสองจานตามมาด้วย นายตงบริการเต็มที่ และลงทุนเสิฟเองเพราะความรักตัวกลัวตาย อยากจะเอาอกเอาใจเสี่ยหงวน ซึ่งเข้าใจผิดคิดว่าเป็นจอมอันธพาลสิงห์นั่นเอง

เถ้าแก่ตงกับลูกจ้างของเขาวางถาดลงบนโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ๆ กัน แล้วหยิบของในถาดมาวางบนโต๊ะคณะพรรคสี่สหาย

"แฮ่ะ แฮ่ะ เต็มที่เลยครับเฮียสิงห์" นายตงพูดอย่างประจบ "ผมเอาตราขาวมาเลี้ยงเป็นพิเศษ อาหารหลายอย่างพ่อครัวกำลังทำครับ เอาปูไข่และไก่ตอนมาให้เฮียกับเพื่อนๆ แกล้มเหล้าก่อน"

กิมหงวนเก๊กหน้าให้ดุๆ

"ขอบใจมากเถ้าแก่ อั๊วกับเพื่อนๆ ปรึกษากันแล้วว่าอั๊วจะไม่ฆ่าลื้อ เพราะลื้อได้ต้อนรับเราเป็นอย่างดีเช่นนี้ และถึงกับเตรียมเงินสดตั้งสามหมื่นไว้ให้อั๊ว"

นายตงดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ ใบหน้าของเขาสดชื่นแจ่มใสขึ้นทันที

"เฮียไม่ฆ่าผม"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"เออ"

เถ้าแก่ตงถอนหายใจโล่งอก ก้มลงกระซิบกระซาบกับกิมหงวนเบาๆ

"เฮียสิงห์เอาเงินสามหมื่นหรือยังล่ะครับ ผมจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้"

กิมหงวนยกมือขึ้นโบก

"อั๊วไม่ต้องการเงินของลื้อแม้แต่บาทเดียว เท่าที่ลื้อแสดงน้ำใจกว้างขวางต้อนรับอั๊วกับเพื่อนๆ อย่างดีเช่นนี้ ทำให้อั๊วเห็นใจและขอบใจลื้อมาก เป็นอันว่าอั๊วอโหสิให้ลื้อ"

เถ้าแก่ตงลืมตาโพลง

"เฮียสิงห์..."

"หือ"

"เฮียติดคุกตั้งสิบปี ออกมาจากคุกแทนที่จะดุร้ายกลับใจดีอย่างไม่น่าเชื่อ ทำไมเฮียใจดีอย่างนี้" เถ้าแก่ตงพูดละล่ำละลัก

"คุกตะรางสอนให้อั๊วเป็นคนดีขึ้น อั๊วเลิกเป็นนักเลงแล้ว แต่ถ้าใครข่มเหงอั๊วหรือรุกรานอั๊วละก้ออั๊วเอาตายเลย"

นายตงยกมือไหว้กิมหงวนอีก

"เอาเงินไปใช้เล่นสักสามหมื่นน่ะเฮีย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อย่าพูดแต่ปากซีโว้ย จะให้ก็ไปหยิบเอามา"

เสี่ยหงวนคว้าข้อมือนายตงไว้

"ไม่ต้อง มือปืนของอั๊วมันชอบเงิน แต่อั๊วไม่ต้องการเงินของลื้อ อั๊วติดคุกสิบปี อั๊วเป็นเศรษฐีใหญ่อยู่ในคุก"

เถ้าแก่ตงขมวดคิ้วย่น

"เฮียสิงห์ทำอะไรครับ ถึงร่ำรวย ผมเห็นแต่งตัวโก้ผูกนาฬิกาเรือนทอง ใส่สายสร้อยเส้นโตเกือบเท่าหัวแม่ตีน ผมแปลกใจเหมือนกัน เฮียสิงห์ท่าทางสง่าผ่าเผยกว่าแต่ก่อน ไปติดคุกเหมือนกับไปเมืองนอกมา เฮียหากินอย่างไรครับถึงมีเงิน"

อาเสี่ยยิ้มให้นายตง

"อั๊วตั้งโรงยาฝิ่น โรงรับจำนำในคุก ออกเงินให้นักโทษกู้ ดอกเบี้ยร้อยละสามสิบ ความจริงอั๊วไม่อยากออกจากคุกเลย แต่พัศดีเขาไม่ยอมให้อั๊วอยู่ เขาบอกว่า ศาลออกหมายสั่งปล่อยอั๊วแล้ว อยู่ต่อไปไม่ได้ ถ้าอยากติดคุกอีก ให้อั๊วฆ่าคนตายสักคนจะได้ติดนานๆ อั๊วก็พาพรรคพวกมาที่นี่ ตั้งใจจะมาฆ่าลื้อ แต่เห็นลื้อดีต่ออั๊วก็เลยฆ่าไม่ลง"

นายตงยกมือไหว้อีก

"ขอบคุณครับเฮียสิงห์ แฮ่ะ แฮ่ะ เชิญกินเหล้าตามสบายครับ ผมจะไปยกอาหารมาให้ สั่งพ่อครัวเขาทำอาหารจีนอย่างดีตั้งหลายอย่าง ปลาจารเม็ดน้ำแดง, หูฉลามตุ๋นเนื้อปู, ไข่ดันไก่ผัดเห็ดสด, หัวปลาเฉาฮื้อต้มยำ แล้วก็นกพิราบทอดกรอบ"

นิกรว่า "ขออีแร้งชุบแป้งทอดสักตัวไม่ได้หรือ"

เถ้าแก่ตงหัวเราะชอบใจ เขากับลูกจ้างของเขาต่างถือถาดเปล่าเดินไปทางหลังร้าน ต่อจากนั้นอาหารจีนก็ถูกทยอยมาตามลำดับ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างดื่มเหล้าและรับประทานอาหารกันอย่างสนุกสนานเบิกบานใจ เถ้าแก่ตงหายขึ้นไปบนเล่าเต๊งเกือบครึ่งชั่วโมง เล่าให้เมียของเขาฟังว่า จอมอันธพาลใจดีต่อเขาอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ คือไม่ยอมรับเงิน ๓๐,๐๐๐ บาท อันเป็นค่าไถ่ชีวิตของเขา เขาจึงเลี้ยงดูสิงห์กับพรรคพวกอย่างเต็มที่

เขากลับลงมาจากชั้นบนอย่างสบายอกสบายใจ สั่งให้ลูกจ้างให้คอยเอาอกเอาใจใส่ปรนนิบัติรับใช้คณะพรรคสี่สหายเป็นพิเศษ พวกลูกจ้างของเขาเพิ่งแลเห็นหน้าสิงห์วันนี้ ต่างรู้สึกว่าจอมอันธพาลสิงห์ซึ่งความจริงคือกิมหงวนไม่มีอะไรที่น่ากลัว หรือบอกให้รู้ว่าเป็นดาวร้ายขนาดหนักอย่างที่เล่าลือกันเลย

ตราขาวหมดไปสองขวดแล้ว แต่อาหารบนโต๊ะยังอยู่อีกมากเพราะนิกรสั่งมาอีกหลายจาน ทุกคนอิ่มแล้วและรู้สึกตึงๆ หน้าไปตามกัน เว้นแต่นิกรคนเดียวซึ่งกำลังใช้ตะเกียบคีบอาหารใส่ปาก บางทีก็เอาช้อนตัก นายจอมทะเล้นดื่มเหล้าเพียงแก้วเดียวเท่านั้น

พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรกฯ, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งมองดูนิกรกินกับอย่างเศร้าใจ เมื่อไข่ดันไก่ผัดเห็ดสดถูกตักด้วยช้อนยกขึ้นใส่ปากเป็นคำสุดท้าย นิกรก็วางช้อนแล้วทำท่าพะอืดพะอมเหมือนกับจะอาเจียน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"กินให้หมดซีอ้ายกร กับข้าวเหลืออีกตั้งเยอะแยะ"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ไม่ไหวครับ ล้นขึ้นมาถึงคอหอยแล้ว ถ้าจะกินอีกก็ต้องไปวิ่งสักสิบกิโล หรือม่ายก็ต้องเอาด้ามไม้กวาดกระทุ้งคอเสียก่อน"

ทันใดนั้นเอง เจ้าไหวหรือไสวดาวร้ายดวงใหม่ ซึ่งกำลังพยายามสถาปนาตัวเองเป็นเจ้าถิ่นก็ปรากฏตัวขึ้น เขาเดินนำหน้าพาสมุนสองคนซึ่งเป็นชายหนุ่มในวัยเบญจเพศแต่งกายสกปรกหน้าตาบอกว่าเป็นอาชญากรเข้ามาในร้านเถ้าแก่ตง

ไสวไม่ทันสังเกตเห็นเสี่ยหงวน เขาพาสมุนร่วมใจตรงเข้าไปหานายตงที่เคาเต้อร์อย่างร้อนรน

"อาโก...อาโกโว้ย อั๊วมาช้าไปหน่อย"

นายตงมองดูไสวอย่างเกลียดชัง เขาหมดความเลื่อมใสแล้ว

"สองทุ่มครึ่งแล้ว ลื้อไปมุดหัวอยู่ที่ไหนวะ"

ไสวชักฉิว

"เปล่า ไม่ได้หลบไปไหน อยู่แถวนี้แหละอาโก แต่อั๊วเจอตำรวจนอกฟอร์ม อั๊วก็ต้องหลบหน้าเขาไม่กล้ามาที่นี่ ลื้อก็รู้ดีแล้ว ตำรวจกำลังต้องการตัวอั๊วเพื่อส่งไปคุกลาดยาว คนอย่างอั๊วรับรองว่าไม่หนีใคร อย่างมากก็สู้แค่แหลก อั๊วมาป้องกันลื้อทันน่าอาโก ไม่ต้องตกใจ"

"ตกใจทำไมวะ" นายตงพูดอย่างทรนง "เฮียสิงห์ไม่ทำอั๊วแล้ว นั่นยังไงล่ะ นั่งกินเหล้าอยู่ที่โต๊ะนั้นกับพรรคพวกของเขาเห็นไหมล่ะ"

ไสวกับสมุนทั้งสองหันขวับมองไปทางโต๊ะคณะพรรคสี่สหายทันที วายร้ายหน้าเหี้ยมใจเต้นระทึกผิดปกติ เขาเองก็เข้าใจผิดคิดว่าอาเสี่ยกิมหงวนคือสิงห์จอมอันธพาลผู้ยิ่งใหญ่

"พี่สิงห์" ไสวครางเบาๆ

เถ้าแก่ตงหัวเราะ

"เอาซีอาไหว แสดงฝีมือของลื้อให้อั๊วดูหน่อยเถอะวะ อั๊วอยากเห็นลื้อขี่หลังสิงห์โตตัวนี้ แต่ระวังหน่อย สิงห์โตตัวนี้มันจะแดกลื้อ"

เจ้าไหวมองดูเถ้าแก่ตงอย่างเดือดดาล

"เอ้า-ลื้อพูดอย่างนี้ก็หมายความว่า ลื้อยอมอ่อนน้อมพี่สิงห์แล้วใช่ไหมล่ะ ดีแล้ว ลื้อจะได้ชมลวดลายอั๊วเป็นขวัญตา อั๊วจะโค่นพี่สิงห์ด้วยหมัดลุ่นๆ ของอั๊วนี่แหละ ไม่ต้องใช้ปืนให้เสียลูกปืน บอกไว้เสียก่อน ถ้าอั๊วปราบพี่สิงห์ได้ ลื้อจะต้องจ่ายเงินค่าคุ้มครองให้อั๊วเดือนละ ๕๐๐ บาทเป็นอย่างน้อย"

เถ้าแก่ตงหัวเราะอย่างขบขัน

"ลื้อยังหนุ่มโว้ยอาไหว อย่าเพิ่งตายเลย หรืออยากตายก็ลองดู ข้าวของอั๊วแตกหักฉิบหายช่างมันอั๊วไม่เอาใช้หรอก อั๊วอยากดูสิงห์โตแดกลูกแกะว่ะ"

เจ้าไหวถูกนายตงพูดดูหมิ่นเชิงชายเช่นนี้ก็โกรธจนหน้าเขียว เขาพยักหน้ากับสมุนคนสนิททั้งสองแล้วกล่าวว่า

"มึงสองคนยืนสังเกตการณ์อยู่ที่นี่ ไม่ต้องช่วยกู กูจะฟาดกับพี่สิงห์ตัวต่อตัว ถ้ากูถูกรุมมึงสองคนค่อยช่วยกู เข้าใจไหมล่ะ วันนี้กูจะสู้เพื่อความเป็นเจ้าถิ่น ถ้ากูแพ้กูอยู่ที่นี่ไม่ได้"

เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมหนุนเจ้าไหวทันที

"เอาเลยพี่ไหว พี่ก็หนึ่งในตองอูเหมือนกันนี่นะ สิงห์โตตัวนั้นเกือบจะแก่แล้ว พี่เป็นสิงห์หนุ่มที่กำลังแข็งแกร่งมีเขี้ยวเล็บแหลมคม พี่ต้องพยายามโค่นพี่สิงห์ให้ได้"

ขวัญและกำลังใจของไสวดีขึ้น เขาเดินรี่เข้าไปยังโต๊ะคณะพรรคสี่สหายทันที หยุดยืนเท้าสะเอวมองดูเสี่ยหงวนในระยะใกล้ชิด นิกรกำลังฟัง ดร. ดิเรกฯ เล่าถึงเรื่องจรวดขีปนาวุธ จึงโบกมือไล่โดยไม่ทันมองหน้าเจ้าไหว

"ไป-ไปๆๆ แข้งขายังสมประกอบอย่างนี้มาขอทานเขากินมีอย่างที่ไหน"

เจ้าไหวโกรธจนตัวสั่น ถึงกับร้องตะโกนลั่น

"ไม่ได้มาขอทานโว้ย"

คราวนี้สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างเงยหน้าขึ้นมองดูไสวทันที อาเสี่ยยิ้มให้แล้วกล่าวถามอย่างกันเอง

"ว่าไงน้องชาย"

ไสวเค้นหัวเราะ

"พี่สิงห์จำผมได้ไหม"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ แล้วก็รู้ว่าเจ้าหนุ่มหน้าเหี้ยมคนนี้เข้าใจผิดคิดว่าเขาคือสิงห์จอมอาชญากร อาเสี่ยนึกสนุกขึ้นมาก็สวมรอยทำเป็นว่าเขาคือสิงห์จริงๆ

"แกเป็นใครน้องชาย กันจำแกไม่ได้จริงๆ "

"ผม-อ้ายไหวยังไงล่ะครับ ตอนที่พี่สิงห์ติดคุกผมอายุยี่สิบปีเท่านั้น พี่สิงห์คงไม่ลืมว่า พี่สิงห์เคยตบหน้าผมเมื่อแต่ก่อน"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"ตบหน้าแกในคุกหรืออย่างไร"

ไสวสะดุ้งเฮือก

"ตบในตรอกข้างโรงหนังเท็กซัสครับ หลังจากนั้นไม่กี่วันพี่สิงห์ก็ยิงที่ผ่องและถูกตำรวจจับได้บนโรงแรมเจ็ดชั้น"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"แล้วแกจะเอายังไงกับกันเท่าที่แกมาต่อว่าวันนี้"

เจ้าไหวยักไหล่

"ผมอยากกระแทกหน้าพี่สิงห์ หรืออย่างน้อยก็เตะปากพี่สิงห์ทีหนึ่ง"

เสี่ยหงวนจุ๊ปากในท่าทีฉุนเฉียว

"โอ้โฮ อ้ายน้องชาย แกพูดยังงี้ไม่ผิดอะไรกับว่าแกเยี่ยวรดหัวใจกันว่ะ มันปวดร้าวอย่างบอกไม่ถูก ก่อนจะพูดแกคิดหรือเปล่าว่ากันไม่ใช่คนขาด้วน และตีนของกันทั้งสองข้างก็ไม่ได้ยัดไว้ในกระเป๋ากางเกง แกเตะกัน กันก็เตะแกเท่านั้นเอง"

ไสวถอยออกห่างจากโต๊ะห้าหกก้าวแล้วพยักหน้า

"มา-พี่สิงห์ ตะบันหน้ากับผมหน่อยเถอะน่า ผมอยากขี่หลังสิงห์โตตัวนี้เหลือเกิน"

พลยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เอามันเฮียสิงห์ ให้เขาทดสอบฝีมือหน่อยเถอะว่าเขาจะขี่หลังแกได้ไหม ถ้าขี่ไม่ได้แกก็ขย้ำหัวเขาเสียเลย"

เสี่ยหงวนถอดแว่นตาขอบกระออกทันทีแล้วส่งให้เจ้าแห้ว เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้เหล็กเดินรี่เข้าไปหาดาวร้ายดวงใหม่แห่งเท็กซัส ไสวยกเท้าขวาเตะอาเสี่ยเต็มแรง แต่กิมหงวนยกแขนขึ้นปิดแล้วปราดเข้าชกแย็บซ้ายติดตามด้วยหมัดตรงขวา ถูกหน้าไสวอย่างจัง เจ้าไหวเซแซ่ดๆ ออกไปหลายก้าว ทำให้อาเสี่ยหัวเราะลั่น

"อ้ายน้องชาย ชั้นเชิงของแกยังอ่อนนัก"

ไสวปราดเข้าตะลุมบอนด้วยหมัดซ้ายขวาอย่างดุเดือด อาเสี่ยสูงกว่าเจ้าไหวราวหนึ่งคืบและแขนยาวกว่ามาก จึงยกฝ่ามือข้างซ้ายค้ำคอคู่ต่อสู้ไว้ เจ้าไหวพยายามปล่อยหมัดชุดตั้งหลายชุด แต่หมัดของเขาห่างจากหน้าเสี่ยหงวนตั้งคืบ ไสวจึงชกลมวืดวาด ครั้นแล้วฮุคขวาของอาเสี่ยก็ลั่นตูมออกไปถูกขากรรไกรด้านซ้ายเจ้าไหวค่อนข้างแรง เจ้าไหวเซถลาร่อนเหมือนนกปีกหัก เถ้าแก่ตงดีใจกระโดดโลดเต้นร้องตะโกนหนุนเสี่ยหงวนเสียงลั่น

"เอามันเฮียสิงห์ ฮ่ะ ฮ่ะ เฮียยังชกเก่งเหมือนเมื่อก่อนโว้ย"

บรรดาผู้ที่นั่งดื่มเหล้าและรับประทานอาหารต่างตกใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทุกคนลุกขึ้นยืนถอยไปยืนรวมกลุ่มกัน และหลายคนถือโอกาสหลบออกไปจากร้านโดยไม่ต้องจ่ายเงินค่าเหล้าและอาหาร

มวยนอกเวทีเป็นไปอย่างดุเดือด ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ โต๊ะเก้าอี้ล้มระเนระนาด ที่หน้าร้านของนายตงมีคนมุงดูกันแน่น ใครต่อใครโจษกันทั่วตรอกว่า จอมอันธพาลสิงห์กำลังปะทะกับไสวผู้ที่กำลังพยายามทำตัวเป็นเจ้าถิ่นคนใหม่ ผู้ที่เคยรู้จักสิงห์มาแต่ก่อน ต่างก็เข้าใจผิดคิดว่าเสี่ยหงวนคือนายสิงห์ยอดดาวร้าย

หมัดขวาของไสวถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของอาเสี่ยได้ทีหนึ่ง แต่ไม่รุนแรงอะไรนัก เพียงแต่กิมหงวนผงะหน้าไปเท่านั้น พอถูกเจ็บกิมหงวนก็บ้าเลือดขึ้นมา เขากระโจนเข้ารุกประชิดติดพันคู่ต่อสู้จนกระทั่งเจ้าไหวถอยกรูดและตั้งตัวไม่ติด อาเสี่ยชกซ้ายอย่างคล่องแคล่ว หลบหมัดและออกหมัดได้รวดเร็วเหมือนโผน กิ่งเพชร ถลุงเซกิ จนกระทั่งเจ้าไหวปิดพายุหมัดของเสี่ยหงวนไม่ทัน

อัปเปอร์คัตซ้ายของกิมหงวนถูกลิ้นปี่ไสวอย่างจังเสียงดังอั้ก เจ้าไหวทำหลังโกงเหมือนยายแก่อายุ ๘๐ อาเสี่ยยกฝ่ามือข้างขวาจับท้ายทอยคู่ต่อสู้ กดหน้าให้ต่ำลงมาพร้อมกับยกเข่าซ้ายกระแทกหน้าไสวอย่างจัง เท่านี้เองวายร้ายหน้าเหี้ยมแห่งถิ่นเท็กซัสก็ลงไปนอนบิดตัวอยู่บนพื้น

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นวิ่งเข้ามาทำหน้าที่เป็นกรรมการ ยกมือผลักกิมหงวนเซออกไปแล้วเริ่มลงมือนับเสียงแจ๋ว

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่"

ไสวมานะกัดฟันลุกขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์เมื่อนิกรนับถึง ๘ นิกรจับมือทั้งสองของไสวเขย่าแล้วร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ชกต่อไป"

ไสวปรี่เข้ามายกเท้าขวาเตะกิมหงวนเต็มแรงเกิด แต่อาเสี่ยระวังตัวอยู่แล้ว จึงยกแขนซ้ายขึ้นรับพร้อมกับสืบเท้าเข้าไปปล่อยฮุคขวาอันรุนแรงออกไปอีกทีหนึ่ง ถูกปลายคางเจ้าไหวเสียงดังพล็อก

วายร้ายหน้าเหี้ยมเซไปปะทะโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่งล้มลงด้วยกัน แต่พอลุกขึ้นมาได้เจ้าไหวก็หมดความเป็นลูกผู้ชาย เขาเลิกเสื้อฮาไวขึ้นกระชากปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ มม. ที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา พอยกปืนขึ้นจะยิงกิมหงวนในระยะเผาขนอาเสี่ยก็วิ่งก้มศีรษะเข้ามาหาไสวอย่างรวดเร็วเหมือนลูกตอปิโดร์

"อั้ก"

ศีรษะของเสี่ยหงวนกระแทกถูกท้องไสวรุนแรงไม่ผิดอะไรกับว่ากระทุ้งด้วยสากตำข้าว ทำให้ไสวจุกแน่นจนหายใจไม่ออก ปล่อยปืนพกจากมือร่วงลงบนพื้นห้อง กิมหงวนค่อยๆ ยกมือซ้ายเชยคางคู่ต่อสู้ของเขาขึ้นแล้วชกเสยด้วยหมัดขวาเต็มรัก

เจ้าไสวล้มลงนั่งเหยียดเท้าในท่าสะลึมสะลือ อาเสี่ยก้มลงหยิบปืนพกขึ้นมาปลดลูกโม่ออก เทกระสุนปืนรวม ๖ นัดใส่มือของเขา ยัดมันลงไปในกระเป๋ากางเกง ปิดลูกโม่ให้เรียบร้อยตามเดิม แล้วตีกบาลเจ้าไสวด้วยปืนพกค่อนข้างแรงครั้งหนึ่ง

"โป๊ก"

ไสวนัยน์ตาเหล่ไปเหล่มา กิมหงวนก้มตัวลงยัดปืนพกใส่ไว้ในมือขวาของคู่ต่อสู้ ถอยหลังออกไปยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ จนกระทั่งไสวหายจุกแน่นก็ถือปืนพกคู่มือของเขาลุกขึ้นยืน จ้องตาเขม็งมองดูเสี่ยหงวนราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

อาเสี่ยยักคิ้วให้

"ยิงซีอ้ายน้องชาย แกถือปืนพกไว้ในมือทำไมวะ ยิงกันซีเพื่อน กันจะแอ่นอกให้แกยิง"

ไสวฝืนหัวเราะ

"ยิงกะผีอะไรเล่า พี่สิงห์แกะเอาลูกปืนออกหมดแล้ว"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ก็เพราะเช่นนั้นน่ะซี กันถึงท้าให้แกยิงกัน ว่าไงเพื่อน แกหมดหวังที่จะขี่สิงห์โตตัวนี้แล้วไม่ใช่หรือ"

เจ้าไหวเต็มไปด้วยความอับอายขายหน้าเหลือที่จะกล่าว เขาเก็บปืนพกไว้ในกางเกงข้างขวาแล้วพูดอย่างไว้เหลี่ยมว่า

"ลาก่อนพี่สิงห์ จนกว่าเราจะพบกันอีก"

"ถุย" อาเสี่ยร้องลั่น "ฝีมือของแกน่ะมันขนาดฝีตีนของกันเท่านั้น วันนี้กันไว้ชีวิตแกแต่ถ้าแกกำแหงกับกันอีกละก้อเป็นได้ไปคุยกับยมบาลแน่ๆ คนอย่างอ้ายสิงห์ผ่านการต่อสู้มามากแล้วโว้ย ร้อยต่อหนึ่งกูยังบุกแหลกนี่หว่า"

เจ้าไหวเดินกลับไปหาสมุนคนสนิททั้งสองคน แล้วกระซิบถามว่า

"วันนี้กูถ่ายยาไม่ใคร่มีแรงเลยแพ้เขา มึงสองคนใครก็ได้ปะทะกับพี่สิงห์ให้กูดูหน่อยเถอะวะ"

เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมยิ้มแห้งๆ

"เห็นจะไม่รับประทานละพี่ พี่ไหวฝีมือดีกว่าฉันกับอ้ายยงตั้งเป็นกอง ยังถูกพี่สิงห์ต้อนเสียหมอบชั่วเวลาสองสามนาทีเท่านั้น แล้วฉันจะไปสู้เขาได้ยังไง"

เจ้าไหวถอนหายใจลึกๆ

"ถ้าเช่นนั้นเราอยู่เท็กซัสไม่ได้แล้ว ขายหน้าเขาโว้ย ไปหากินแถวหัวลำโพงกันเถอะ หรืออย่างไรอ้ายยง"

เจ้ายงว่า "ค่อยๆ คิดให้ดีน่าพี่ไหว พี่ก็เป็นเสือร้ายเหมือนกัน เราออกไปจากร้านอ้ายตงก่อนดีกว่า อีกสักชั่วโมงค่อยมาใหม่ ลูกปืนของพี่ยังมีอีกไหมล่ะ"

"มี มีอีกตั้งกล่อง"

"ดีแล้ว กลับไปบ้านเอาลูกปืนใส่ให้เต็มลูกโม่แล้วย้อนกลับมาที่นี่ บุกเข้าไปยิงพี่สิงห์อย่างเผาขนเลย โป้งเดียวเท่านั้นก็เสร็จพี่"

ไสวยิ้มออกมาได้

"เออ-เข้าทีดีเหมือนกัน ไปโว้ย ไปบ้านกันก่อน กันจะต้องสังหารพี่สิงห์ให้ได้ เพื่อเราจะได้ไถพวกพ่อค้าแถวนี้ต่อไป ถ้าปราบพี่สิงห์ไม่ได้ พี่สิงห์ก็จะเป็นเจ้าถิ่นที่นี่ตามเดิม"

ครั้นแล้วไสวก็พาสมุนคนสนิททั้งสองคนออกไปจากร้านเถ้าแก่ตง เหตุการณ์สงบลงแล้ว กิมหงวนกลับมานั่งร่วมโต๊ะกับคณะพรรคพวกของเขาตามเดิม ผู้ที่มุงดูการปะทะกันที่หน้าร้านก็แยกย้ายกันไป ผู้ที่อยู่ในร้านต่างนั่งโต๊ะดื่มเหล้ารับประทานอาหารกันต่อไป เถ้าแก่ตงรีบเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"เฮียสิงห์เด็ดขาดเลยครับ ลวดลายยังดีมาก อ้ายไหวนี่แหละครับ มันกำลังจะตั้งตัวเป็นหัวหน้านักเลงที่นี่ เฮียเหนื่อยไหมครับ"

กิมหงวนเหนื่อยแทบขาดใจตาย แต่ต้องสงวนท่าทีไว้

"เปล่า ไม่เหนื่อยเลยเถ้าแก่ อีกร้อยคนยังสู้ได้ เรียงหน้าเข้ามาเถอะ เรื่องชกกันหรือยิงฟันอั๊วไม่เคยหนีใคร ต่อให้อ้ายไหวมันลากปืนใหญ่หน้ากระทรวงกลาโหมมายิงอั๊ว อั๊วก็ไม่กลัว"

เถ้าแก่ตงยิ้มแป้น

"นอกจากพวกอ้ายไหว ยังมีนักเลงแปลกหน้ามาเดินวนเวียนหน้าร้านผมอีกพวกหนึ่งครับ ถ้ายังไงเฮียสิงห์ต้องช่วยผมนา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ไว้ใจเถอะน่า ใครมารีดมาไถลื้อ หรือมาอาละวาดที่นี่ อั๊วจะเอาลูกระเบิดมือเหวี่ยงมันเอง เรื่องยิงฟันอั๊วแน่น่าเถ้าแก่ ล่อกันจนเหงือกแห้งยังไหว อ้า-ขอไก่ตอนอีกสักจานซีนะ เบียร์เย็นๆ สักขวด เหล้าอั๊วไม่ใคร่ชอบ"

เก้าแก่ตงยิ้มแป้น

"ได้ครับๆ ผมจะไปเอามาให้เดี๋ยวนี้" พูดจบเขาก็เดินไปจากที่นั้น

คณะพรรคสี่สหายต่างมองดูหน้ากันแล้วยิ้มให้กัน พล พัชราภรณ์ กล่าวชมเชยอาเสี่ยกิมหงวน

"ลวดลายแกยังดีอยู่นี่หว่า"

อาเสี่ยหัวเราะ

"มีแต่ลวดโว้ย ลายหมดไปนานแล้ว ที่กันชนะก็เพราะอ้ายหมอนั่นมันชกมวยเปะปะแบบมวยวัด"

พลว่า "แต่ตอนที่แกเอาหัวพุ่งชนมันเพื่อแย่งปืนพกจากมัน กันตื่นเต้นมากทีเดียว นึกว่าแกถูกยิงเสียแล้ว"

ดร. ดิเรกฯ เห็นพ้องด้วย

"ออไร้ อ้ายหงวนของแกแน่มาก สมกับที่เป็นเฮียสิงห์นักเลงใหญ่ อ้ายไหวแพ้อย่างยับเยินทีเดียว ถ้าเป็นการชกมวยบนเวทีก็ต้องเรียกว่าแพ้ เค.โอ."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นเป็นงานเป็นการ

"พวกเราไม่ควรจะโอ้เอ้อยู่ที่นี่ให้นานนัก อ้ายไหวจะไปพาพรรคพวกมาล้อมกรอบเล่นงานเราก็ได้ หรือมิฉะนั้นถ้าตำรวจรู้ว่ามีการปะทะกันขึ้นที่นี่ก็จะมาสอบสวน และจับไอ้หงวนไปโรงพัก"

อาเสี่ยลืมตาโพลง กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ผมอยากจะรู้นักว่าตำรวจคนไหนจะกล้ามาจับอ้ายสิงห์"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"อ้อ-นี่แกกลายเป็นนายสิงห์นักเลงใหญ่ไปแล้วหรือนี่"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก พูดเสริมขึ้นทันที

"รับประทานเหมือนพี่สิงห์จริงๆ ครับ ผมคิดว่าถ้าอาเสี่ยดอดไปที่บ้านพี่สิงห์ เมียพี่สิงห์ก็คงนึกว่าอาเสี่ยเป็นพี่สิงห์ผัวของหล่อน จะทำอะไรก็คงไม่ว่า"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วเข้าหากัน

"เอ-ชักใจไม่ดีเสียแล้วโว้ยอ้ายแห้ว ถ้าเผื่ออ้ายสิงห์มันแอบไปหานวลลออที่บ้านเราล่ะ เมียกันเข้าใจว่าเป็นกันก็คงเสร็จมันเท่านั้น"

ดร. ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"โน-คนเราถึงแม้จะเหมือนกัน แต่กลิ่นมันผิดกันว่ะ ในที่มืดมนุษย์เราจะจำกลิ่นผัวหรือกลิ่นเมียของตัวได้ดี"

กิมหงวนยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"เออ-แกพูดยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย อย่างคุณอาถ้าท่านมีเมีย เมียของท่านคงจำกลิ่นท่านได้แม่นยำเชียวนะหมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"เดี๋ยวก็เจอขวดเหล้ากบาลแบะเท่านั้นเอง"

ทันใดนั้น ชายฉกรรจ์ ๓ คน ซึ่งเดินผ่านไปมาหน้าร้านเถ้าแก่ตงในตอนหัวค่ำ ได้พากันเข้ามาในร้าน และตรงมานั่งที่โต๊ะว่างใกล้ๆ กับโต๊ะของคณะพรรคสี่สหาย เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ร้องตะโกนเรียกคนรับใช้เสียงลั่น

"เฮ้ย-บ๋อยโว้ย"

ลูกน้องของเถ้าแก่ตงคนหนึ่งรีบเข้ามาหาในท่าทางเกรงกลัว เพราะชายหนุ่มกลุ่มนี้แต่ละคนลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นนักเลงเต็มตัว

"ต้องการอะไรบ้างครับ"

ชายหนุ่มหนวดงามยิ้มให้บ๋อย

"เอาเฮโรอินมาสามหลอดก่อน"

หนุ่มไหหลำสะดุ้งเฮือก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ที่นี่ไม่มีขายหรอกครับ"

ชายร่างใหญ่ตวาดแว้ด

"ไม่มีก็ไปหาซื้อมาซี หลอดละเท่าไหร่ไม่ต้องพูดเรื่องราคา แล้วคิดบิลกับอั๊ว เร็ว-ไปหามา ไม่ยังงั้นพวกอั๊วอาจจะพังร้านลื้อก็ได้ อั๊วนี่แหละโว้ย นายโพนักเลงใหญ่บ้านทวาย"

ลูกจ้างของเถ้าแก่ตงยกมือไหว้ประหลกๆ

"ขอโทษครับ ผมไม่สามารถจะหาเฮโรอินมาให้ได้ แล้วก็ถึงหามาได้ พวกเฮียนั่งสูบในร้านผม โปลิศผ่านมาเห็นเข้า พวกผมก็พลอยถูกจับไปด้วย"

ผู้ที่อ้างตัวเป็นจอมอันธพาลบ้านทวายหัวเราะลั่น

"อั๊วล้อลื้อเล่นน่ะน้องชาย นักเลงสูบเฮโรอินจะไปสู้กับหมาที่ไหนวะ ถูกเขาบีบเบาๆ ก็ง่อยกระรอกแล้ว ไปเอาเบียร์มาให้อั๊วสองขวด เนื้อสันสลัดผัก แล้วก็หมี่กรอบอย่างละจาน พวกอั๊วไม่เคยมาเที่ยวแถวนี้เลย ในตรอกนี้เขาว่ามีนักเลงไม่ใช่หรือ"

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ"

"ลื้อไม่ต้องปิดอั๊ว ใครเป็นนักเลงคุมร้านนี้บอกมาดีๆ พวกอั๊วชอบกระทืบนักเลงต่างถิ่นว่ะ ไป-ไปเอาเบียร์มากินก่อน"

คณะพรรคสี่สหายกับอันธพาลทั้ง ๓ ต่างนั่งจ้องมองดูหน้ากันตลอดเวลา จนกระทั่งลูกจ้างของเถ้าแก่ตงยกเบียร์มาเสิฟให้พวกนักเลงบ้านทวาย อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับพลเบาๆ

"น่ากลัวจะมีเรื่องว่ะ รู้สึกว่าอ้ายโต๊ะนั้นมันมองดูเราคล้ายกับต้องการเอาเรื่องกับเรา เชือดลูกกระเดือกมันทิ้งเสียรึ"

"แกทำได้หรือ" พลถาม

เสี่ยสงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอก พูดเล่นโก้ๆ อย่างนั้นเอง"

ชายฉกรรจ์ทั้งสามคนมองดูหน้าคณะพรรคสี่สหาย แล้วกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันตลอดเวลา จนกระทั่งคนรับใช้ยกจานหมี่กรอบและเนื้อสันสลัดผักมาให้ อาเสี่ยกิมหงวนถูกมองหน้าบ่อยๆ ก็เริ่มฮึดฮัดไม่พอใจ แต่พลคอยห้ามไว้ไม่อยากให้มีเรื่อง

"มองยังงี้หมายความว่าต้องการลองดีกับเรานี่หว่า" เสี่ยหงวนพูดเสียงกร้าว

พลว่า "ช่างเขาเถอะน่า หน้าแกอาจจะเหมือนหน้าลูกเขาก็ได้"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือก

"แล้วกัน พวกเดียวกันแท้ๆ ไงพูดยังงี้ล่ะโว้ย" พูดจบก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "อ้ายกร แกแสดงเคี้ยวแก้วอวดอ้ายพวกโต๊ะนั้นหน่อยเถอะวะ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เคี้ยวแก้วเหล้าอย่างเคี้ยวขนมน่ะเรอะ"

"เออ"

นิกรหัวเราะ

"ปากคอของฉันก็แดงเถือกเท่านั้นเอง เอายังงี้ดีกว่า กันจะไปสัมภาษณ์เขาสักหน่อยว่า ที่เขามองพวกเราบ่อยๆ น่ะเขาจะเอาเรื่องหรือเอาเลือด ผิดนักก็ตีกันแหละวะ กันชักคึกคักแล้ว"

พลกล่าวห้ามนิกรทันที

"อย่าหาเรื่องน่าอ้ายกร การมองหน้ากันห้ามกันไม่ได้ เขาไม่ได้ว่าอะไรเราเลย ถ้าไม่อยากให้ใครเขามองหน้าก็อย่าออกจากบ้าน"

ดร. ดิเรกฯ เห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ฝรั่งมองหน้ากันเขาไม่ถือ"

นิกรหันมาตวาดนายแพทย์หนุ่ม

"แต่คนไทยถือโว้ย เราถือว่าเป็นการดูหมิ่นท้าทายกัน"

ดร. ดิเรกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ถ้างั้นตามใจแก อยู่ดีๆ ไม่ว่าดี อยากให้เขากระทืบแกก็ตามใจ อยากจะเอาเรื่องกับเขาก็เอาซี แล้วฉันจะหามแกกลับไปทำแผลที่บ้าน"

นิกรลุกขึ้นอย่างองอาจ เดินเข้าไปที่โต๊ะชายหนุ่มทั้งสาม แล้วถือวิสาสะนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง เขายิ้มให้เฮียโพแล้วกล่าวว่า

"ช่วยอธิบายหน่อยเถอะเพื่อน เท่าที่พวกแกนั่งจ้องมองดูพวกเราน่ะ มีความประสงค์อะไรหรือ แกมองเราอย่างมิตรหรือศัตรู"

โพยิ้มแค่นๆ

"ได้ทั้งนั้น"

"อ้าว...ถ้ายังงั้นดวลปืนกันตัวต่อตัวดีไหม"

"อ๋อ ตกลงเพื่อน ที่ไหนล่ะ ยิงกันที่นี่จะไปถูกคนอื่นเข้า ทำให้เขาเดือดร้อนเปล่าๆ คนจริงอย่างแกกันอยากเจอมานานแล้ว ไปวัดดอนเมืองเป็นยังไง ยิงกันที่นั่น"

นิกรนิ่งคิด

"ไกลไปหน่อย ไปยิงกันหน้ากองปราบสามยอดดีกว่า ใครชนะจะได้เข้าห้องขังไปเลย" พูดจบนิกรก็ยกแก้วเบียร์ของโพขึ้นดื่มอั้กๆ จนหมดแก้ว แล้ววางแก้วลงบนโต๊ะตามเดิม

"อ้าว" เฮียโพอุทานอย่างโมโหแกมขบขัน "นี่มันเบียร์ของกันโว้ย"

นิกรทำตาเขียวเข้าใส่

"รู้แล้ว นักเลงตวักตะบวยอะไรวะ หวงกระทั่งเบียร์แก้วเดียว เราเป็นนักเลงก็ทำใจให้กว้างขวางหน่อยซีเพื่อน" พูดจบนิกรก็หยิบช้อนตักหมี่กรอบใส่ปากเคี้ยวกินอย่างหน้าตาเฉย แล้วพูดกับโพ "ลื้อเป็นใครน้องชาย"

"กันชื่อโพ นักเลงแถวบางรักบ้านทวายรู้จักกันดี แล้วแกล่ะเป็นใคร"

นิกรทำหน้าเครียด

"กันคือเสือก้อน มือปืนผู้มีสมญาว่า อ้ายเสือปืนคด"

"ไหงยังงั้นล่ะ" โพถามยิ้มๆ

"เพราะกันใช้ปืนที่ปากกระบอกคดเกือบเป็นครึ่งวงกลมยิงคู่อริของกัน"

สมุนของโพคนหนึ่งหัวเราะลั่น พูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วมันจะถูกหรือพี่ชาย"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ถ้าถูกเขาตายอั๊วก็ติดคุกน่ะซี อั๊วเป็นมือปืนมานานแล้ว ไม่เคยติดคุกเลย โมโหขึ้นมาควักปืนยิงเปรี้ยง แต่ปากกระบอกปืนมันคดไม่ปรากฏว่าอั๊วยิงถูกใคร"

เจ้าโพกระซิบกระซาบถามนิกร

"คนสูงชะรูดสวมแว่นตาขอบกระน่ะ ลูกพี่ของแกใช่ไหม พี่ชาย"

นิกรพยักหน้ารับสมอ้างว่าเป็นลูกพี่ของเขา

"ถูกแล้ว เขาคือพี่สิงห์ จอมอันธพาลในถิ่นนี้ แต่ลาไปติดคุกเสียสิบปี เพิ่งออกมาจากคุกบางขวางเมื่อเช้านี้เอง"

โพซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"เพื่อความปลอดภัย แกพาเขากับเพื่อนๆ ไปเสียจากที่นี่ดีกว่า"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง

"แกหมายความว่ากระไร"

โพหัวเราะเบาๆ เปลี่ยนบทบาทเป็นสุภาพบุรุษทันที

"หมายความว่า ถ้าอ้ายสิงห์ตัวจริงมาพบเข้า อาเสี่ยกิมหงวนกับคุณพล, คุณหมอดิเรก, ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และตัวของคุณอาจจะถูกอ้ายสิงห์กับพรรคพวกฆ่าตายก็ได้ ผมได้ข่าวว่าอ้ายสิงห์มีระเบิดมือและปืนพก ๑๑ มม. อ้า-ขอโทษนะครับ ถ้าผมแสดงกิริยาวาจาล่วงเกินคุณไปบ้าง"

นิกรนั่งตะลึง มองดูหน้าโพอย่างแปลกใจ

"คุณเป็นใครกันแน่ แต่คุณคงไม่ใช่นายโพนักเลงใหญ่บ้านทวาย"

โพหัวเราะเบาๆ

"ผมคือนายร้อยตำรวจโทสมประสงค์ แห่งกองปราบปรามสามยอดครับ สองคนนี่เป็นนายสิบที่กองลูกน้องผมเอง ที่คุณท้ายิงกับผมหน้ากองปราบเมื่อกี้นี้ตกลงครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมล้อเล่นน่ะหมวด บอกแล้วว่าปากกระบอกปืนของผมมันคด ผมจะยิงผู้หมวดถูกได้อย่างไร อ้า-ทำไมผู้หมวดรู้จักพวกเราล่ะครับ"

ร.ต.ท. สมประสงค์ยิ้มให้เขา

"นายตำรวจทุกคนได้รับคำสั่งให้คอยคุ้มครองคณะของคุณครับ ในฐานที่คุณหมอเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ สร้างอาวุธให้กองทัพของเรา และพวกคุณได้ร่วมงานกับท่าน นายตำรวจจึงต้องจำหน้าพวกคุณได้ ถึงแม้อาเสี่ยจะมีรูปร่างหน้าตาคล้ายอ้ายสิงห์ บุคลิกก็แตกต่างกัน เพราะอ้ายสิงห์เป็นกุ๊ย และอาเสี่ยเป็นสุภาพบุรุษ กิริยาวาจาจะเหมือนกันไม่ได้ ผมได้รับคำสั่งจากผู้กำกับให้มาจับพวกอันธพาลแถวนี้ เราก็ปลอมตัวแบบอันธพาล มาท้าทายนักเลงประจำถิ่น แต่อ้ายพวกนี้มันนกรู้ครับ ถ้ามีคนแปลกหน้ามาท้าทายมัน มันก็ต้องเฉลียวใจว่าเป็นตำรวจ เรากำลังพยายามกวาดล้างพวกอันธพาลให้หมดสิ้นครับ"

นิกรนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วผู้หมวดมาคอยจับอ้ายสิงห์หรือเปล่า"

"เปล่าครับ เพียงแต่มาสังเกตการณ์เท่านั้น ถ้าอ้ายสิงห์มาที่นี่ และเปิดฉากอาละวาดหรือรีดไถใครผมก็จะจับมัน ถ้ามันไม่ได้ทำผิดกฎหมาย เราก็จับมันไม่ได้"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ

"หมวดทราบหรือเปล่าครับว่า อ้ายสิงห์ได้อาฆาตพยาบาทเจ้าของร้านนี้ว่า ถ้าพ้นโทษเมื่อไรมันจะมาฆ่าล้างแค้นเถ้าแก่ตง ในฐานที่เป็นพยานให้ตำรวจ ทำให้มันต้องติดคุกถึงสิบปี"

ีร.ต.ท. สมประสงค์หัวเราะเบาๆ

"ผมเชื่อว่าอ้ายสิงห์ไม่กล้า นอกจากจะมาขู่เอาเงินเท่านั้น"

ทันใดนั้นเอง เจ้าไหวหรือไสวก็บุกพรวดพราดเข้ามาในร้านในท่าทีอันร้อนรน มันตรงเข้ามาหยุดยืนห่างจากโต๊ะของคณะพรรคสี่สหายเพียงสองเมตร และแล้วไสวก็ล้วงกระเป๋ากางเกงกระชากปืนพกรีวอลเว่อร์ ๙ มม. ออกมาเพื่อจะสังหารโหดเสี่ยหงวน โดยวิธีรัวกระสุนเข้าใส่

ก่อนที่เสี่ยหงวนจะไปทัศนาจรเมืองผี ร.ต.ท. สมประสงค์ได้เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน และกระโดดเข้าตวัดรัดคอเจ้าไหวไว้ ซึ่งเป็นการกระทำอย่างรวดเร็วฉับพลันยิ่ง มือซ้ายล็อคไสว มือขวาจับข้อมือวายร้ายหน้าเหี้ยมบิด แล้วใช้เข่ากระแทกแขนขวาของไสว ทำให้ไสวได้รับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง ปล่อยปืนพกคู่มือร่วงลงบนพื้นทันที

ตำรวจนอกเครื่องแบบทั้งสองคนรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปช่วยผู้บังคับหมวดของเขาจับมือปืนท่ามกลางความตื่นเต้นของคณะพรรคสี่สหายและทุกคนที่แลเห็นเหตุการณ์ตอนนี้

มิโด้ใหม่เอี่ยมคู่หนึ่งของนายสิบตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่งลั่นฉับเข้าให้ที่ข้อมือเจ้าไสวทั้งสองข้าง ดาวร้ายดวงใหม่ซึ่งเพิ่งจะมีแสงก็หมดอิสรภาพ ร.ต.ท. สมประสงค์ก้มลงยึดปืนพกของผู้ต้องหาไว้

อีกครั้งหนึ่งที่หน้าร้านของเถ้าแก่ตงมีประชาชนหญิงชายยืนมุงกันแน่นไปหมด ต่างพูดกันแซ่ดว่าไสวถูกตำรวจนอกเครื่องแบบจับ ขณะที่ไสวกำลังจะยิงเฮียสิงห์ ขณะนี้เถ้าแก่ตงขึ้นไปพัดให้เมียของเขา หล่อนใช้ให้ลูกชายคนเล็กลงมาตาม บอกว่าหล่อนร้อนนอนไม่หลับ ขอร้องให้นายตงขึ้นไปช่วยพัดและบีบนวดเส้นสายให้หล่อนบ้าง เถ้าแก่ตงมัวแต่ตั้งอกตั้งใจโบกปัดพัดวีให้เมียของเขา จึงไม่รู้ว่าตำรวจกองปราบปรามนอกเครื่องแบบจับกุมตัวไสว ขณะพยายามจะยิงอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย

เจ้าไหวมองดูเสี่ยหงวนด้วยความอาฆาตมาดร้าย

"พี่สิงห์ไม่ใช่ลูกผู้ชาย" มันพูดเสียงกร้าว "พี่สิงห์เล่นยืมมือตำรวจมาเล่นงานผม ม่ายผมก็ฆ่าพี่สิงห์ได้แล้ว"

ร.ต.ท. สมประสงค์หัวเราะอย่างขบขัน เขายกมือตบบ่าผู้ต้องหาแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ลื้อเข้าใจผิดอย่างน่าสงสาร สุภาพบุรุษผู้นี้ไม่ใช่อ้ายสิงห์จอมอันธพาลหรอกโว้ยพี่ชาย ท่านคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย หรือพันโทกิมหงวน ไทยแท้ นายทหารพิเศษของกองทัพบก แกมองดูซองบุหรี่ทองคำฝังเพชรที่วางอยู่บนโต๊ะนั่นซี น้ำหน้าอย่างนายสิงห์จะเอามาจากไหน ถึงหน้าตาคล้ายกัน แต่หุ่นก็ผิดกัน อาเสี่ยสวมเสื้อเชิ้ตตัวหนึ่งราคาตั้ง ๒๐๐ กางเกงเสิทราคาแพง ผูกนาฬิกาเรือนทองสวมแหวนเพชรเม็ดเบ้อเริ่ม ใส่สร้อยคอโตเกือบเท่าโซ่ผูกลิงเห็นไหมล่ะ" พูดจบเขาก็เดินเข้ามาหาเสี่ยกิมหงวน "อาเสี่ยครับ ประเดี๋ยวอาเสี่ยกับทุกท่านที่นั่งร่วมโต๊ะกันนี้ โปรดไปพบผมที่กองปราบสามยอดนะครับ ผมคือนายร้อยตำรวจโทสมประสงค์ครับ"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"ครับ-ครับ อีกสักครู่เราจะตามไป คุณเป็นนายตำรวจก็ไม่ยักบอก ผมนึกว่าเป็นนักเลงหรือนักแซ้งเสียอีก"

ผู้บังคับหมวดกองปราบปรามหันไปร้องเรียกลูกจ้างในร้าน

"เฮ้-เอาบิลมาเก็บเงิน"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้น

"เชิญเถอะครับผู้หมวด ผมจัดการให้เอง ผมจะไม่ลืมเลยว่าผู้หมวดได้ช่วยชีวิตผมไว้ ม่ายผมก็ม่องเท่งไปแล้ว อ้า-เอาตัวอ้ายเวรนี่ไปเถอะครับ ร้ายกาจมาก มีอย่างที่ไหน จะยิงผมก็ไม่เปิดโอกาสให้ผมต่อสู้ อย่างนี้ไม่ใช่ลูกผู้ชาย"

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จ้อกแจ้กจอแจ ตำรวจกองปราบปรามนอกเครื่องแบบทั้ง ๓ คนต่างควบคุมตัวเจ้าไสวออกไปจากร้านอาหารของเถ้าแก่ตง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วคงร่วมดื่มเหล้าและสนทนากันต่อไป

เถ้าแก่ตงกระหืดกระหอบลงมาจากชั้นบนอย่างรีบร้อน เมื่อลูกจ้างคนหนึ่งขึ้นไปรายงานให้เขาทราบว่า พี่สิงห์หรือเฮียสิงห์นั้นความจริงคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย แล้วเล่าเรื่องไสวบุกเข้ามาจะยิงเสี่ยหงวน แต่ตำรวจนอกเครื่องแบบช่วยป้องกันอาเสี่ยไว้ได้และจับไสวไปกองปราบแล้ว

นายตงเดินเข้ามาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหาย แล้วหยุดยืนจ้องมองดูกิมหงวนด้วยความประหลาดใจยิ่ง ถึงแม้เขาไม่รู้จักอาเสี่ยมาแต่ก่อน เขาก็รู้ดีว่ามหาเศรษฐีที่กล้าฉีกธนบัตรทิ้งเล่นทีละหมื่นสองหมื่นอย่างหน้าเฉยในเมืองไทยเรานั้นมีอยู่เพียงคนเดียว คืออาเสี่ยกิมหงวนนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่คนนี้

"อาเสี่ย..." เถ้าแก่ตงคราง "ผมเพิ่งรู้ความจริงจากลูกจ้างของผมเดี๋ยวนี้เองว่าอาเสี่ยไม่ใช่เฮียสิงห์"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"เถอะน่า อั๊วเป็นใครก็ได้ไม่สำคัญ"

เถ้าแก่ตงขมวดคิ้วย่น

"สำคัญซีครับเสี่ย เมื่อเสี่ยไม่ใช่เฮียสิงห์เสี่ยก็ต้องจ่ายเงินค่าเหล้าค่าอาหารให้ผม กรุณาเถอะครับผมคิดเพียง ๕๐๐ บาทเท่านั้น ตราขาวเข้าไปตั้งสองขวดแล้ว กับข้าวที่สั่งมาก็ล้วนแต่ของดีๆ "

นิกรพูดขัดขึ้น

"เถ้าแก่เต็มใจเลี้ยงพวกเราไม่ใช่หรือ"

"โธ่-ผมเข้าใจผิดนี่ครับ ผมนึกว่าอาเสี่ยเป็นเฮียสิงห์จริงๆ ไม่น่าจะเหมือนกันถึงอย่างนี้เลย"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นายตง

"เอาเถอะ อั๊วจะจ่ายเงินให้ เงิน ๕๐๐ บาท เรื่องเล็กว่ะ อย่างมากขนหน้าแข้งอั๊วร่วงไปเพียงเส้นเดียว ไปเอาของหวานมากินเถอะ ไอสครีม ๖ ถ้วย แล้วก็องุ่นแช่น้ำแข็งสักกระป๋อง หรือกล้วยหอมเนยแข็ง เร็วๆ หน่อยนะ ประเดี๋ยวพวกอั๊วจะต้องไปพบกับตำรวจเขาที่กองปราบสามยอด"

"ครับ ผมจะให้เด็กจัดมาให้โดยเร็ว ขอบคุณนะครับ ผมตื่นเต้นดีใจมากที่ผมได้เห็นมหาเศรษฐีของประเทศไทย"

"เปล่า อั๊วไม่ได้ร่ำรวยอะไรนักหรอก มีเงินสดอยู่ในแบ๊งค์ราว ๗๐ ล้านเท่านั้น หลักทรัพย์ของอั๊วอีกประมาณ ๒๐๐ ล้าน พอมีพอกินไปวันๆ "

"ถุย" นิกรร้องลั่น "อย่างนี้เขาเรียกว่าถ่อมตัวแบบอวดโม้โว้ย"

เถ้าแก่ตงเดินยิ้มกริ่มไปทางหลังร้าน เขาดีใจอย่างยิ่งที่กิมหงวนตกลงจะจ่ายค่าอาหารและค่าเหล้าให้เขาโดยดี แสดงว่าสุภาพบุรุษย่อมไม่คดโกงใคร

ที่นอกถนนใหญ่คือถนนเยาวราช

ชายฉกรรจ์ในวัยกลางคนรูปร่างสูงชะลูดใบหน้าคล้ายเสี่ยหงวนคนหนึ่งกำลังเดินข้ามถนนตรงมาที่ตรอกข้างห้างแปซิฟิค ชายผู้นี้คือสิงห์จอมอันธพาลนั่นเอง

สิงห์บุกมาในถิ่นเดิมของเขาตามลำพังโดยไม่มีสมุนติดตาม ดาวร้ายแต่งตัวแบบสุภาพชน สวมกางเกงสีกากีราคาถูกๆ เชิ้ตฮาไวตาหมากรุกปล่อยเอวทับขอบกางเกง แต่เขาไม่ได้สวมแว่นตาขอบกระเหมือนอาเสี่ยกิมหงวน ท่าทางของเขาเหมือนสุภาพบุรุษคนหนึ่ง แต่เขาคือเพชฌฆาตหรือปีศาจร้ายผู้มีจิตใจเหี้ยมโหดผิดมนุษย์ สิงห์โปรดปรานการต่อสู้มากไม่ว่าจะหมัดลุ่นๆ มีดไม้หรือปืน เขาเคยฆ่าคนมาหลายศพแล้ว เป็นฆาตกรโหดที่เฉลียดฉลาด ฆ่าคนโดยไม่ทิ้งหลักฐานไว้ให้ตำรวจ เขาเชี่ยวชาญในการรีดและไถอย่างยิ่ง

สิงห์หยุดยืนที่ร้านขายบุหรี่แผงลอยปากซอยนั้นแล้วมองดูชาวจีนในวัยกลางคนซึ่งกำลังนับธนบัตรอยู่ มีธนบัตรชนิดต่างๆ อยู่ในมือเจ้าของร้านขายบุหรี่ประมาณ ๑,๐๐๐ บาท

ยอดดาวร้ายถือวิสาสะเอื้อมมือกระชากเงินจากมือชาวจีนผู้นั้นมายัดใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตฮาไวของเขา

"ขออั๊วไว้ใช้เถอะวะ"

เจ้าของร้านขายบุหรี่เงยหน้าขึ้นมองดูจอมอันธพาลแล้วทำท่าจะตะโกนเรียกโปลิศตามระเบียบ แต่พอเห็นหน้าสิงห์อย่างถนัดเขาก็สะดุ้งสุดตัว

"ไอ๊ย่า เฮียสิงห์หรือ"

"เออ-อั๊วเอง สิบปีที่เราไม่เคยพบกัน ลื้อเป็นยังไงบ้าง อาเฮ็ง"

นายเฮ็งสั่นศีรษะ

"ไม่เป็นไร อั๊วสบายดี ไม่มีใครมาไถเงินและขอบุหรี่อั๊วฟรีๆ "

"อ้าว พูดอย่างงี้ประเดี๋ยวก็เกิดยิงกันขึ้นเท่านั้นเอง หยิบควันละเอียดส่งมาซองซิ อั๊วไถเงินไถบุหรี่ลื้อแต่อั๊วก็ให้ความคุ้มครองลื้อนี่หว่า ใครมาข่มเหงรังแกลื้ออั๊วก็จัดการให้ ซึ่งลื้อก็เคยเห็นฝีไม้ลายมืออั๊วมาแล้ว"

นายเฮ็งส่งบุหรี่นอกซองหนึ่งให้จอมอันธพาลแล้วกล่าวว่า

"อั๊วคิดว่าลื้อรีบไปจากที่นี่เถอะเฮียสิงห์ วันหลังค่อยมาใหม่"

สิงห์ลืมตาโพลง

"หมายความว่ามีคนคอยเล่นงานข้ายังงั้นเรอะอ้ายเฮ็ง บอกข้าหน่อยเถอะ อ้ายมนุษย์หน้าไหนวะที่มันจะกล้าลบเหลี่ยมลูบคมข้า"

นายเฮ็งฝืนหัวเราะ

"หน้าตาก็เป็นโปลิศเราดีๆ นี่เอง แต่ไม่ได้แต่งเครื่องแบบ"

นักเลงใหญ่สะดุ้งเฮือกหน้าถอดสีทันที

"ตำรวจ"

"เออ กองปราบเสียด้วยเฮียสิงห์ ไม่ใช่ตำรวจธรรมดา เมื่อกี้มาลากคอนักเลงที่นี่ไปคนหนึ่งแล้ว"

"จับใครไปวะ" สิงห์ถามโดยเร็ว

"อ้ายไหวไงล่ะ เฮียรู้จักไหม"

"อ๋อ-ทำไมจะไม่รู้จัก อ้ายไหวน้องอ้ายแหวงลูกตาหวิงก๊วนกัญชา เมื่อตอนอั๊วแจกการ์ดเพื่อนฝูงขออำลาไปติดคุก ๑๐ ปี อ้ายไหวเพิ่งรุ่นหนุ่มอายุ ๒๐ เท่านั้น ดีแล้วที่มันถูกจับ อ้ายไหวมันกำลังวางแผนจะเล่นงานอั๊วโว้ยอาเฮ็ง"

นายเฮ็งว่า "เฮียเชื่ออั๊วเถอะ เฮียกลับไปเสียก่อนดีกว่า ตำรวจนอกเครื่องแบบคงมีอยู่ในตรอกนี้หลายคน"

จอมอันธพาลนิ่งคิด

"อั๊วตั้งใจมาไถเงินเถ้าแก่ตงว่ะ ไถสักสามสี่หมื่นบาท แล้วอั๊วจะหลบหนีไปต่างจังหวัด กรุงเทพฯ น่ะอยู่ไม่ได้ เพราะอั๊วรู้ดีว่าตำรวจล่าตัวพวกนักเลงอันธพาลทุกวัน อ้า-อั๊วฝากของไว้หน่อยเถอะวะเฮ็ง อั๊วจะเข้าไปพบเถ้าแก่ตงเดี๋ยวเดียวเท่านั้น พอได้เงินก็จะรีบออกมา" พูดจบสิงห์ก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวัตถุก้อนกลมมีสีดำก้อนหนึ่งออกมาส่งให้นายเฮ็งอย่างหน้าตาเฉย "เร็ว เก็บไว้ เดี๋ยวใครเห็นเข้า"

นายเฮ็งนัยน์ตาเหลือก เขาร้องขึ้นสุดเสียง

"ลูกระเบิด...อ๋อย..." แล้วเขาก็เป็นลมคอพับหมดสติอยู่บนเก้าอี้ตัวนั้น

จอมอันธพาลยิ้มแค่นๆ เก็บระเบิดมือใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิมแล้วเดินเข้าไปในตรอก สิงห์แวะเยี่ยมชาวจีนพรรคพวกของเขาสองสามคน ซึ่งตั้งร้านขายอาหารและเครื่องดื่มอยู่ในซอยนี้ อันเป็นเหตุให้เขาได้รู้ความจริงว่า มีใครคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างหน้าตาคล้ายเขาอวดอ้างตัวว่าเป็นเขา ทำให้เถ้าแก่ตงและใครๆ หลงเชื่อว่าเจ้าหมอนั่นคือสิงห์ พรรคพวกของสิงห์ที่เล่าให้ฟัง หมายถึงอาเสี่ยกิมหงวนนั่นเอง ไม่ต้องสงสัยว่าสิงห์จะเดือดดาลสักเพียงใด

ในที่สุด สิงห์ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าร้านขายอาหารของเถ้าแก่ตง ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้นายตงกำลังนำบิลเงินสดมามอบให้เสี่ยหงวน และนิกรขอให้เถ้าแก่ตงคิดรายละเอียดให้เขาฟัง

ดร. ดิเรกแลเห็นสิงห์ยืนเท้าเอวอยู่หน้าร้านเขาก็จ้องมองด้วยความตื่นเต้นแล้วบอกเสี่ยหงวนทันที

"อ้ายหงวน แกดูเจ้าหมอนั่นที่ยืนอยู่หน้าร้านซีวะ รูปร่างเหมือนแกราวกับลูกฝาแฝด คงเป็นเฮียสิงห์"

เถ้าแก่ตงเย็นวาบไปหมดทั้งตัว หันขวับไปทางหน้าร้านแล้วนายตงก็ตกใจแทบช็อค ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ ความรู้สึกรักตัวกลัวตายบังเกิดขึ้นแก่เขาอย่างล้นพ้น ในที่สุดเขาก็ขอร้องเสี่ยหงวนให้ช่วยเหลือเขา

"อาเสี่ยครับ ช่วยชีวิตผมด้วย คนนี้แหละครับคือเฮียสิงห์ เขาต้องเล่นงานผมแน่ๆ ช่วยผมด้วยครับ"

เสี่ยหงวนภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เถ้าแก่ตงเชื่อฝีไม้ลายมือของเขาถึงกับมอบชีวิตให้เขาคุ้มครอง

"ตกลงเถ้าแก่ อั๊วจะไม่ยอมให้อ้ายสิงห์ทำอะไรลื้อเป็นอันขาด เอ้า-เอาเงินค่าเหล้าค่าอาหารไปเสียก่อน"

นายตงสั่นศีรษะ

"ไม่ต้องครับ ผมให้กินฟรี อ๋อย...มันเดินเข้ามาแล้วครับ นัยน์ตามันดุเหลือเกิน"

จอมอันธพาลเดินรี่เข้ามาหยุดเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหายแล้วมองดูหน้าอาเสี่ยกิมหงวนด้วยความประสงค์ร้าย

"แกเป็นใครวะ"

อาเสี่ยยักคิ้วให้

"กันชื่อสิงห์หรือเฮียสิงห์ ใครๆ ก็รู้จักกันทั้งนั้น แล้วแกล่ะเป็นใคร ถ้ามาสมัครเป็นมือปืนของกันละก้อเสียใจนะ กันมีอยู่ ๕ คนนี่เพียงพอแล้ว"

สิงห์เค้นหัวเราะ ยกมือชี้หน้ากิมหงวน

"แกนักเลงชั้นสวะ แกมาเที่ยวอวดอ้างให้ผู้คนเข้าใจผิดว่าแกเป็นกัน เพราะแกมีรูปร่างคล้ายๆ กัน กันนี่แหละโว้ย คืออ้ายสิงห์เจ้าถิ่นนี้"

เสี่ยหงวนถอดแว่นตาขอบกระออกโยนไปให้เจ้าแห้วเก็บรักษาไว้เหมือนเช่นเคยแล้วกล่าวกับสิงห์ว่า

"กันไม่ได้อวดอ้างเพื่ออาศัยบุญบารมีของแกหรอกอ้ายเพื่อนเกลอ ชื่อสิงห์ไม่ได้มีลิขสิทธิ์โว้ย แกชื่อสิงห์กันก็ชื่อสิงห์เหมือนกัน"

"อ้ายโกหก แกไม่ได้ชื่อสิงห์" สิงห์ร้องคำรามลั่นแล้วกระชากตัวกิมหงวนลุกขึ้นจากเก้าอี้ ปล่อยหมัดขวากระแทกหน้าอาเสี่ยเต็มแรงทำให้กิมหงวนเซแซ่ดๆ ออกไปไกลถึงกับล้มลงก้นจ้ำเบ้า สิงห์หัวเราะเสียงกังวานลั่นร้านท่ามกลางความตกตะลึงของใครต่อใคร "มา ลุกขึ้นมาอ้ายสิงห์ตัวปลอม กูเจ้าถิ่นกลับมาถิ่นของกูแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นอย่างเดือดดาล

"สู้มันอ้ายหงวน สู้แค่ตายพอแล้ว"

อาเสี่ยพรวดพราดลุกขึ้น แล้วกระโจนเข้าตีเข่าลอยสิงห์ แต่สิงห์เอี้ยวตัวหลบแบบหลบฉาก สวิงขวาถูกก้านคอกิมหงวนเต็มเหนี่ยวทำให้อาเสี่ยถลาร่อนออกไปอีก และยังไม่ทันที่กิมหงวนจะตั้งตัวติด จอมอันธพาลก็ปราดเข้าตะลุมบอน รัวหมัดซ้ายขวาเข้าใส่เสี่ยหงวนโดยไม่นับครั้ง

ฮุคขวาอันหนักหน่วงแม่นยำส่งอาเสี่ยลงไปนอนโก้งโค้งตูดโด่งอยู่ข้างโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่ง

พลเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"อ้ายหงวน ลุกขึ้นสู้เขา"

อาเสี่ยเปลี่ยนท่าโก้งโค้งเป็นนอนคว่ำ แล้วสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวโว้ย หมัดหนักยิ่งกว่าเขียวหวานเป็นไหนๆ กันยอมแพ้ว่ะ"

พลขยับเท้าจะเตะซ้ำแต่แล้วก็ไม่กล้าทำ

"ลูกผู้ชายทำไมถึงใจเสาะอย่างนี้วะ"

เจ้าสิงห์พูดโพล่งขึ้นทันที

"แกก็ได้พี่ชาย กันเปิดโอกาสให้พวกแกเรียงหน้าเข้ามาทีละคน"

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นยืน ปราดเข้ามายืนขวางหน้าพล เขาเกิดกล้าขึ้นมาอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

"กันเองพล ขอให้กันขี่หัวสิงห์ตัวนี้เล่นหน่อยเถอะวะ"

จอมอันธพาลหัวเราะก้าก

"เข้ามาอ้ายเพื่อนเกลอ แล้วแกจะรู้เองว่าสิงห์ตัวนี้ไม่เคยยอมให้มนุษย์หน้าไหนขี่หลังมัน"

นายจอมทะเล้นจดมวยเต้นก๋าเข้าใส่ ท่าทางของนิกรคล้ายๆ ตั๊กแตนตำข้าว นิกรปราดเข้าชกหนึ่งสองแล้วถอยออกมา สิงห์ถูกแย็บที่หน้าด้วยหมัดซ้ายก็เดือดดาลไล่ชกนิกรอย่างอุตลุด นิกรล่าถอยไปรอบๆ ร้านอาหารของเถ้าแก่ตง พอได้โอกาสก็ยกเท้าขวาเตะใต้ขาพับข้างซ้ายของสิงห์เต็มเหนี่ยว ยังผลให้สิงห์เสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นดังโครม

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วพูดยานคาง

"เป็นยังไงเฮียสิงห์ ลุกขึ้นไหวไหมล่ะ ถ้าไม่ไหวก็ยกมือไหว้กันยอมแพ้เสียดีๆ กันจะบอกความจริงให้แกรู้ กันนี่แหละเพื่อนคือโผน กิ่งเพชร แชมป์เปี้ยนโลกที่เพิ่งชนะเซกิมาเมื่อเร็วๆ นี้เอง"

"อ้ายโกหก" สิงห์ตวาดลั่น "โผนเขารูปหล่อและหนุ่มกว่าแก่โว้ย หน้าตาแกเหมือนกับลิงถีบไม่มีผิด"

สิงห์ผุดลุกขึ้นยืน นิกรย่ามใจกระโจนเข้าใส่สิงห์ ชกด้วยหมัดตรงขวาถูกปลายคางของนายจอมทะเล้นดังสนั่น นิกรเซถลาล้มลงนอนทับร่างของอาเสี่ยกิมหงวนพอดี เจ้าแห้วกล่าวกับ ดร. ดิเรกเบาๆ

"รับประทานคุณหมอพอช่วยนับหน่อยซีครับ"

"โน" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "นับ ๕๐๐ มันก็ไม่ลุก มันเมาทั้งเหล้า เมาทั้งหมัด แกไปช่วยลากตัวอ้ายสองคนนั่นมาทางนี้หน่อยซี"

จอมอันธพาลปราบเสี่ยหงวนกับนิกรได้อย่างง่ายดาย สิงห์พยักพเยิดให้พลแล้วกล่าวขึ้นอย่างดูหมิ่น

"ถ้าแกคิดว่า แกมีช่องทางที่จะเอาชนะกันได้บ้าง ก็ลองดูซี เข้ามาซีเพื่อน เพื่อนแกสองคนนั่นบ้อท่าเลยโว้ย โดนเข้าเบาะๆ ไม่ทันนกกระจอกกินน้ำก็ลงนอนเสียแล้ว"

พลยิ้มให้สิงห์

"ฝีมือแกแน่เหมือนกัน แต่ขอให้กันทดสอบสักหน่อยเถอะ ความจริงกันไม่อยากปะทะกับแกหรอก แต่ว่าแกชกเพื่อนของกัน ก็เท่ากับว่าแกชกกันด้วย เพราะกันต้องเจ็บร้อนแทนเพื่อนกันเสมอ"

พลปราดเข้าปะทะจอมอันธพาลทันที ถึงแม้พลมีรูปร่างเตี้ยกว่า แต่ชั้นเชิงมวยของพลก็อยู่ในเกณฑ์ดี แย็ปซ้ายของอ้ายเสือรูปหล่อถูกหน้าสิงห์อย่างจัง ทำให้สิงห์ล่าถอยออกไป

สิงห์เตะกราดด้วยเท้าซ้ายและขวา บางทีก็ถีบยันไว้ พยายามต่อสู้อย่างระมัดระวังตัว ครั้งหนึ่งเมื่อเข้าคลุกกัน พลก็เหวี่ยงศอกสั้นกระแทกหน้าสิงห์ดังฉาด และแล้วสิงห์ก็ถูกหมัดตรงขวาของพลซวนเซออกไปชนเก้าอี้ตัวหนึ่งล้มลงดังโครม

เจ้าแห้วลุกขึ้นกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ

"รับประทานเอาให้อยู่หมัดครับ เจ้านายชกยังงี้รับประทานชื่นใจเหลือเกิน กระทืบซ้ำซีครับ"

กิมหงวนกับนิกรโงนเงนลุกขึ้นยืนอย่างตุปัดตุเป๋ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจผิดคิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นเจ้าสิงห์ สองสหายจึงชกกันเองและล่อกันอุตลุด ขณะนี้สิงห์ลุกขึ้นมาได้แล้ว เขากับพลหยุดปะทะกันชั่วขณะ ต่างมองดูอาเสี่ยกับนิกรปะทะกันอย่างซังกะตาย คือไม่ดุเดือดและไม่ตื่นเต้น ถึงแม้มีความรู้ในวิชามวยทั้งมวยไทยและสากล สองสหายก็ไม่มีแรง เนื่องจากไม่เคยออกกำลังเลย จึงชกกันเปะปะแบบมวยวัดหลับหูหลับตาเหวี่ยงหมัดเปะปะ จนกระทั่ง ดร. ดิเรกอดรนทนดูอยู่ไม่ได้ ก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปห้ามคู่ต่อสู้ให้แยกกัน

"เฮ้-ยูชกกับใครวะอ้ายหงวน" นายแพทย์หนุ่มถามพลางหัวเราะพลาง

อาเสี่ยทำตาปริบๆ ในท่าสะลึมสะลือ

"ก็ชกกับอ้ายสิงห์น่ะซี"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"แหกตาดูซิว่า คู่ชกของแกเป็นใครแน่"

กิมหงวนขมวดคิ้วจ้องมองดูนิกร ซึ่งยืนหลับตาเป่าปากอย่างเหน็ดเหนื่อย แล้วอาเสี่ยก็สะดุ้งเฮือก

"แล้วกัน ดันชกกันเองได้ กร...กรโว้ย"

นิกรยิ้มทั้งๆ ที่หลับตา

"หือ เราชกกันเองหรือ"

"อือ ขอโทษทีว่ะ กันนึกว่าแกเป็นอ้ายสิงห์" พูดจบอาเสี่ยก็คว้าแขนนิกรพาเดินตุปัดตุเป๋ไปนั่งที่โต๊ะรับประทานอาหาร

จอมอันธพาลแหกปากหัวเราะลั่น เขามองดูสองสหายอย่างขบขันแล้วหันมาพยักหน้ากับนายพัชราภรณ์

"มา-เพื่อน แกกับกันฟัดกันต่อไปเถอะ"

ทั้งสองยกแขนขึ้นกราด และย่างเท้าเข้าหากันโดยไม่มีการพูดพล่ามทำเพลง สิงห์กับพลฟาดปากกันอย่างดุเดือด ผลัดกันรุกผลัดกันรับตลอดเวลา คณะพรรคสี่สหายกับเถ้าแก่ตงต่างเอาใจช่วยพล เมื่อสิงห์ถูกหมัดของพลกระเด็นไป นายตงถึงกับลุกขึ้นกระโดดโลดเต้น

ที่หน้าร้านขายอาหารของเถ้าแก่ตง มีประชาชนหลายสิบคนยืนจับกลุ่มมองดูอยู่ สิงห์สู้แบบชายชาติเสือ ศอกขวาของเขาเปิดแผลขึ้นที่คิ้วซ้ายของพล แต่เป็นบาดแผลเพียงเล็กน้อย โหนกแก้มขวาของพลบวมปริแทบแตก เพราะถูกหมัด อย่างไรก็ตามปากของสิงห์ก็ถูกหมัดของพลแตกปลิ้นเลือดไหลทะลักทั้งปากและจมูก

เวลาผ่านพ้นไป ทั้งสองก็อ่อนแรงลงด้วยกัน พลพยายามออมกำลังไว้เข้าชกสะกัดตามลำตัวและท้อง ทำให้เสือร้ายกะปลกกะเปลี้ยลงไปอีก ในที่สุดสิงห์ก็ล่าถอยไปรอบๆ และพลเป็นฝ่ายรุกประชิดติดพัน ไม่ยอมให้คู่ต่อสู้ตั้งตัวติด

พลต้อนสิงห์เข้าติดผนังตึกจนไม่มีทางล่าถอยไปได้อีก อ้ายเสือรูปหล่อรัวหมัดเข้าใส่สิงห์ติดๆ กันหลายหมัด จอมอันธพาลลงไปกองอยู่บนพื้นคอนกรีต โดยไม่มีใครทันเห็นว่าสิงห์ถูกหมัดอะไร พลถอยออกห่างคู่ต่อสู้ เดินโซเซมาที่เสาต้นหนึ่ง ยกมือเกาะเสาในท่าทางเหน็ดเหนื่อยแทบขาดใจตาย

ด้วยความทรหดอดทนผิดมนุษย์ สิงห์มานะกัดฟันรวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่ง แล้วคลานไปที่โต๊ะตัวหนึ่ง เกาะโต๊ะพยุงกายลุกขึ้นยืน เขาจ้องตาเขม็งมองดูพลราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ

"กันแพ้แก..." เขาพูดพลางหายใจถี่เร็ว "แกเป็นคนแรกที่ทำให้กันสิ้นลายนักเลง กันตั้งใจจะกลับมาเป็นเจ้าถิ่นที่นี่ แต่กันจะอยู่อย่างไร เพราะไม่มีใครเชื่อถือในฝีมือของกันแล้ว ฉะนั้นกันจะต้องไปหากินถิ่นอื่น แต่ว่า ก่อนที่กันจะจากไปกันจะต้องฆ่าแกเสีย"

จอมอันธพาลเลิกชายเสื้อเชิ้ตฮาไวขึ้น กระชากปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา พลวิ่งเข้าประชิดตัวสิงห์ และกอดปล้ำแย่งปืนสิงห์ ทั้งสองต่อสู้กันอีก ผู้ที่อยู่ในร้านอาหารแลเห็นปืนก็รีบออกไปจากร้าน เพราะกลัวว่าจะพลอยฟ้าพลอยฝนถูกลูกหลงเข้า พวกที่ยืนจับกลุ่มอยู่หน้าร้านก็แตกฮือ

พลใช้เวลาเกือบ ๒ นาทีกอดปล้ำแย่งปืนพกคู่มือของสิงห์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เกรงว่าพลจะเสียท่าถูกยิงตาย ท่านก็ออกคำสั่งกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย-ไปช่วยพลมันหน่อยเถอะวะ อ้ายพลมันเหนื่อยเต็มทนแล้ว พลาดพลั้งจะถูกยิงตายเปล่า"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น คว้าขวดตราขาวเปล่าๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเดินเข้าไปหาพลซึ่งกำลังล็อคคอและบิดข้อมือข้างขวาของสิงห์ เจ้าแห้วย่องเข้ามายืนข้างหลังสิงห์ ยกขวดวิสกี้เคาะกบาลสิงห์เบาะๆ สามทีติดๆ กัน แล้วเงื้อขึ้นสุดแขนฟาดลงกลางศีรษะสิงห์เต็มแรงเกิด

"โพละ"

จอมอันธพาลปล่อยปืนพกหลุดจากมือทันที นัยน์ตาของสิงห์เหล่ไปมา แข้งขาอ่อนเปียก เจ้าแห้วก้มลงหยิบปืนพกขึ้นมาถือไว้

"รับประทานปล่อยมันเถอะครับ หมดฤทธิ์แล้ว"

พลปล่อยท่อนแขนซ้ายที่ล็อคสิงห์ออก สิงห์ล้มฮวบลงไปนอนหงายเหยียดยาวบนพื้นสิ้นสติสมประดี พลยื่นมือขวาให้เจ้าแห้วจับ

"ขอบใจแกมากแห้ว ที่แกมาช่วยกัน"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานอ้ายสิงห์มันแน่เหมือนกันนะครับ ผมตีเต็มเหนี่ยวรับประทานหัวไม่ยักแตก รับประทานขวดเหล้าก็ไม่แตก"

ทันใดนั้นเอง ร.ต.ท. สมประสงค์ นายตำรวจกองปราบก็พานายสิบตำรวจสองคนเข้ามาในร้านอาหารของเถ้าแก่ตงอย่างรีบร้อน ทั้งสามแต่งกายพลเรือนในชุดเดิม

นายตำรวจหนุ่มพาลูกน้องของเขาปราดเข้ามาหาพลทันที

"เกิดปะทะกับเจ้าหมอนี่หรือครับคุณ"

พลยิ้มให้

"ครับ ผมเกือบถูกยิงตาย" พูดจบก็ดึงปืนพก ๑๑ มม. มาจากมือเจ้าแห้วแล้วส่งให้ ร.ต.ท. สมประสงค์ "อ้ายสิงห์มาอาละวาดกับเสี่ยสงวนก่อน ในที่สุดก็ปะทะกับผม นี่แหละครับปืนพกของมันที่ผมแย่งไว้ได้"

นายตำรวจหนุ่มดึงแม็คกาซินออก เขาแลเห็นกระสุนบรรจุอยู่เต็มที่ และนัดหนึ่งขึ้นลำไว้แล้ว ร.ต.ท. สมประสงค์ค่อยๆ ปลดกระสุนออก เก็บปืนและแม็คกาซินไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วกล่าวกับตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่ง

"ค้นตามกระเป๋าเสื้อกางเกงเจ้าสิงห์ซิ"

ส.ต.ท. จ้อยรับคำสั่งและทรุดตัวลงนั่งข้างๆ จอมอันธพาลซึ่งยังสลบไสลอยู่ ในเวลาเดียวกันนี้เองคณะพรรคสี่สหายกับเถ้าแก่ตงก็พากันเข้ามาหาเจ้าพนักงาน

จากการตรวจค้น ส.ต.ท. จ้อยพบลูกระเบิดมือหนึ่งลูกในกระเป๋ากางเกงข้างขวาของสิงห์ เขาส่งให้ ร.ต.ท. สมประสงค์ทันที

"อ้ายหมอนี่ร้ายกาจมาก" ผู้บังคับหมวดกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย "ออกมาจากคุกวันเดียวเริ่มอาละวาดแล้ว มันคงมีแผนการมาขู่เอาเงินจากเถ้าแก่เป็นแน่"

เถ้าแก่ตงกล่าวขึ้นทันที

"มันโทรศัพท์มาถึงผมเมื่อตอนเย็น บอกผมว่ามันจะมาฆ่าผมตอนสองทุ่มครับ และนี่เองทำให้ผมเข้าใจผิดคิดว่าอาเสี่ยกิมหงวนคือนายสิงห์ เพราะหน้าตาเหมือนกันมาก"

ร.ต.ท. สมประสงค์ยิ้มให้เสี่ยหงวน

"น่าแปลกนะครับ อาเสี่ยไม่น่าจะเหมือนกับมันเลย"

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็แปลกใจเหมือนกัน"

เจ้าสิงห์ฟื้นขึ้นแล้ว พอโงศีรษะขึ้นมาเจ้าแห้วก็ย่องเข้าไปก้มตัวลงเงื้อขวดวิสกี้ขึ้นสุดแขน ดร. ดิเรกร้องสุดเสียง

"เฮ้ย-อย่า-อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วเงื้อขวดค้าง

"รับประทานขอแถมอีกสักโป้งไม่ได้หรือครับ"

"โน" ดร. ดิเรกเอ็ดตะโร "แกไม่มีสิทธิ์อะไรที่จะทำร้ายร่างกายเขา เมื่อเขาผิดก็ให้กฎหมายลงโทษเขา" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็เดินเข้าไปหาสิงห์ แล้วประคองสิงห์ลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น

ร.ต.ท. สมประสงค์ล้วงกุญแจมือออกมาจากกระเป๋ากางเกง จัดแจงสวมข้อมือจอมอันธพาลทันที แล้วเขาก็กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า

"มีคนโทรศัพท์ไปที่กองปราบ และบังเอิญผมเป็นคนรับสาย เขาบอกว่ามีการปะทะกันที่ร้านขายอาหารตงหน่ำในตรอกนี้ ผมก็เลยชวนตำรวจขับรถจิ๊ปตรงมาระงับเหตุ และตั้งใจจะมาเตือนพวกคุณให้รีบไปที่กองปราบด้วยในคดีเจ้าไหว อ้ายพวกอันธพาลนี่ปราบไม่ใครหมดเลยครับ" พูดจบเขาก็หันมาทางสิงห์ "เฮ้-แกได้ปืน ๑๑ มม. และระเบิดมือมาจากไหนวะ"

จอมอันธพาลแสยะยิ้ม

"ธุระอะไรผมจะบอกผู้หมวด อยากรู้สืบเอาเองซี"

ร.ต.ท. สมประสงค์หัวเราะอย่างใจเย็น

"ดีแล้ว ถ้าเช่นนั้นอั๊วจะตั้งข้อหาลื้อให้สวยทีเดียว ขู่กรรโชก, ทำร้ายร่างกาย, พยายามฆ่าคน, มีอาวุธปืนและระเบิดมือไว้ในครอบครอง อย่างน้อยก็ต้องติดคุกอีก ๑๐ ปี"

"เรื่องเล็กครับ ผู้หมวด เดี๋ยวนี้ในคุกสบายกว่าข้างนอก ตื่นเช้ากินกาแฟ ไข่ดาวหมูแฮม สะเต๊ก, กลางวันขนมจีบซาละเปา, บ่ายน้ำชาแซนด์วิช, ค่ำอาหารฝรั่งชุดและอาหารไทยสลับกัน, ตอนดึก ซัปเป้อร์ข้าวต้มกุ้งเป็นอย่างเลว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก๊าก

"ถ้ายังงี้ละก้อ บ้านเมืองคงเงียบเหงา เพราะผู้คนสมัครใจเข้าไปอยู่ในคุกหมด ชะ ชะ ไข่ดาวหมูแฮมเชียวรึ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้น ร.ต.ท. สมประสงค์ก็เชิญคณะพรรคสี่สหายกับเถ้าแก่ตงไปกองปราบปรามสามยอด นายตำรวจหนุ่มกับนายสิบตำรวจทั้งสองคนพาผู้ต้องหาล่วงหน้าไปก่อน.