พล นิกร กิมหงวน 018 : จอมบู๊

เย็นวันนั้น ดร. ดิเรก ได้ต้อนรับสุภาพบุรุษในวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่มีฐานะร่ำรวยมาก และเป็นเพื่อนเกลอของอาเสี่ยกิมหงวน ชายหนุ่มลูกจีนเจ้าของร่างอ้วนใหญ่ผิวเนื้อขาวผู้นี้ ชื่อนายเฮงไล้ โฮ้วตระกูล

ถึงแม้ว่าเขาได้เปลี่ยนชื่อเป็นไทยว่า นายบรรเลง มาเกือบ ๑๐ ปีแล้ว เพื่อนฝูงก็ยังคงเรียกเขาว่านายเฮง หรืออ้ายเฮงอยู่นั่นเอง ส่วนในวงการค้าเรียกเขาว่าเสี่ยเฮง ซึ่งเสี่ยเฮงคนนี้เป็นคนไข้ของ ดร. ดิเรกมานานแล้ว เชื่อมั่นว่า ดร. ดิเรกเป็นหมอเทวดา สามารถรักษาโรคทุกชนิดให้หายได้ในเร็ววัน และไม่มีหมอคนใดที่จะมีความรู้ ความสามารถเกินหน้า ดร. ดิเรกไปได้

เสี่ยเฮงมาหานายแพทย์หนุ่มเพื่อนำเงินมาชำระบิลค่ายา และค่ารักษา แต่ ดร. ดิเรกเรียกค่ารักษาแพงเกินไปจึงเกิดการโต้เถียงกันขึ้น ตามปรกติเสี่ยเฮงเป็นคนเสียงดังอยู่แล้ว เมื่อโต้เถียงกับดิเรกก็เหมือนกับว่าเขาทะเลาะกับนายแพทย์หนุ่ม และกำลังจะฆ่ากันตาย ทำให้เจ้าแห้วถึงกับลากดาบออกมายืนคุมเชิงที่หน้าห้องรับแขก และคิดในใจว่า หากมีการแจกหมากแจกแว่นหรือแจกมือกันขึ้น เขาก็จะใช้ดาบคู่มือของเขาสังหารเสี่ยเฮงเสีย

ขณะที่หมอกับคนไข้กำลังโต้เถียงกัน สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเข้ามาในห้องรับแขกอย่างร้อนรน การโต้เถียงหยุดชะงักลงทันที เสี่ยเฮงยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณและทักทายกับพล,นิกร, กิมหงวนอย่างสนิทสนม เพราะตามปรกติก็มีการสังคมพบปะกันอยู่เสมอ

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เสี่ยหงวนยิ้มให้เสี่ยเฮงแล้วกล่าวว่า

"อะไรกันอ้ายเฮง เสียงล้งเล้งให้ลั่นบ้าน ทะเลาะกับหมอเรื่องจำนวนเงินในบิลล่ะซิ"

นายเฮงไล้ยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้ทะเลาะน่า เราข้องใจก็ไต่ถามกันดู"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ขนาดไต่ถาม ผมนึกว่าเสี่ยกับหมอฆ่ากันตายเสียอีก"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่มีอะไรหรอกครับ คุณนิกรก็รู้แล้วว่าผมมันคนเสียงดัง ขนาดกระซิบของผมอยู่ห่างตั้งร้อยเมตรยังได้ยิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นในฐานะที่ท่านเป็นผู้ใหญ่

"อาคิดว่า เธอกับดิเรกคงตกลงกันไม่ได้ในเรื่องบิลที่ดิเรก มันส่งให้เธอใช่ไหมล่ะ"

เสี่ยเฮงไล้ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วหยิบบิลบนโต๊ะชูให้ดู

"เมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมเป็นลมสิ้นสติไป เมียผมโทรศัพท์มาเรียกคุณหมอไปรักษาผม แล้วหลังจากนั้นไปเยี่ยมผมอีกสองครั้ง คุณหมอเรียกเงินผมราวกับว่า จะไม่ให้ผมเป็นคนไข้ของคุณหมออีก"

พลมองดูนายแพท์หนุ่มอย่างขบขัน แล้วหันไปทางเสี่ยเฮงไล้

" ๕๐ บาทกระมังครับเสี่ยเฮง ดิเรกมันกะป้ำกะเป๋อเขียนผิดไป"

เสี่ยเฮงขมวดคิ้วย่น ลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมถือบิลฉบับนั้นเดินเข้ามาส่งให้นายพัชราภรณ์ แล้วกล่าวว่า

"คุณอ่านดูคุณพล ๕๐,๐๐๐ บาทครับ ไม่ใช่ ๕๐ บาทมีวงเล็บด้วยอักษรไว้ด้วยว่าห้าหมื่นบาทถ้วน ผมได้รับบิลทางไปรษณีย์เย็นวานนี้ ผมกินไม่ได้นอนไม่หลับ มิหนำซ้ำยังเกิดทะเลาะกับคุณนายที่บ้านเสียอีก แม่หงส์เขาว่าคุณหมอเรียก ๕๐,๐๐๐ บาทน่ะสมควรแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะก้าก

"คุณนายมีความเข้าใจในเรื่องประกอบโรคศิลปดีกว่าเสี่ยมาก ฮ่ะ ฮ่ะ ผมเรียกเพียง ๕๐,๐๐๐ บาทก็เพราะเห็นว่าเสี่ยเป็นเพื่อนกับอ้ายหงวน เท่ากับเป็นเพื่อนของผมด้วย ถ้าเป็นคนอื่นผมต้องเรียกค่าป่วยการอย่างน้อยแสนบาทเข้าใจไหมครับ"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดังๆ

"เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวโว้ยหมอ ค่ารักษาตะหวักตะบวยอะไรกันวะถึงได้แพงอย่างนี้ ยาฉีดบำรุงหัวใจอย่างมากเข็มละ ๕๐ บาท เอ้าค่าเยี่ยมไข้อีกครั้งละร้อยบาท เอายังงี้ก็แล้วกัน กันจะตัดสินให้ คิดอ้ายเฮงเพียง ๕๐๐ บาท"

เสี่ยเฮงไล้เสริมขึ้นทันที

"ถ้า ๕๐๐ ผมจะไม่ปริปากต่อว่าคุณหมอแม้แต่คำเดียว เพราะคุณหมอเป็นชั้นยอดต้องคิดค่ารักษาแพงกว่าหมอธรรมดา ซึ่งเป็นหมอหัวในชั้นเลว"

นิกรพยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"แกมันชักจะกระดูกมากไปเสียแล้ว คุณเฮงไล้เป็นเพื่อนเรา เพียงแต่เป็นลมและแกไปช่วยเขา ความจริงไม่น่าจะคิดอะไร"

เสี่ยเฮงไล้ว่า "ก็ไม่ถูกครับคุณนิกร คุณหมอก็ต้องคิดบ้างตามสมควร แต่ไม่ใช่ ๕๐,๐๐๐ บาท"

นายแพทย์หนุ่มผุดลุกขึ้นยืน แล้วยกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมารอบห้องรับแขก ด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ทุกคนต่างมองดูเขาเป็นตาเดียว สักครู่หนึ่ง ดร.ดิเรกก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นว่า

"ก่อนที่จะประนามกันว่ากระดูก หรือหน้าเลือดขอให้ฟังก่อนโว้ย กันจะอธิบายความจริงในเรื่องนี้ให้ทราบ ฮ่ะ ฮ้า หมออย่างกันไม่เคยขูดเลือดขูดเนื้อคนไข้เลย โดยเฉพาะคนไข้ที่ยากจนกันรักษา ให้ฟรีทั้งนั้น บางรายแถมเงินค่ากับข้าวให้ด้วย ถ้าติดผงขาวก็แถมเงินให้สูบผงขาว ดึกดื่นเที่ยงคืนใครมาเรียกไปรักษา ไม่เคยถามเจ้าของไข้ว่ามีเงินหรือเปล่า ไม่เคยปฏิเสธว่ากันไม่สบายหรือแนะนำให้ส่งคนไข้ไปโรงพยาบาล เมื่อเห็นเจ้าของไข้แต่งตัวซอมซ่อหรือไม่มีรถเก๋งคันใหญ่ๆ มารับ เพื่อนบ้านแถวนี้ล้วนแต่สดุดียกย่องกัน ใครเห็นก็ยกมือไหว้ท่วมหัว กันไม่เคยดูดายเมื่อเห็นเพื่อนมนุษย์เจ็บไข้ได้ป่วย"

เสี่ยหงวนขัดขึ้นทันที

"พูดนอกประเด็นโว้ย เราอยากจะรู้แต่เพียงว่าทำไมแกไถอ้ายเฮงตั้ง ๕๐,๐๐๐ บาท"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋ ไอกำลังจะอธิบายให้ฟังเดี๋ยวนี้" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ยกมือชี้หน้าเสี่ยเฮงไล้ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง "เสี่ยเฮง คุณรู้ตัวหรือเปล่าว่า เมื่อวันที่เมียคุณโทรศัพท์มาตามผมไปที่บ้านนั้น คุณได้สิ้นใจตายไปแล้ว"

เสี่ยเฮงไล้หน้าตื่น

"ผมตาย..."

"ถูกแล้ว คุณไม่ได้เป็นลม" ดร. ดิเรกตะโกนสุดเสียง เขาโกรธจนหน้าเขียว คุณตายไปแล้วตายด้วยหัวใจวาย แม่ยายของคุณ, เมียของคุณและลูกของคุณร้องไห้กระจองอแงลั่นบ้าน หมอชั้นสวะคนหนึ่งนั่งเซ่ออยู่ข้างเตียงนอนของคุณ หมอคนนั้นอยู่ข้างบ้านคุณ และเป็นผู้บอกคุณกิมหงส์ว่าคุณสิ้นใจแล้วใช่ไหมล่ะ แต่เมียคุณยังหวังว่าคุณจะฟื้นขึ้นมาได้ จึงโทรศัพท์มาตามผมไปช่วย"

ภายในห้องรับแขกเงียบกริบ ดร. ดิเรกเดินมานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบถุงยาเส้นออกมาบรรจุกล้องจุดสูบพ่นควันโขมง อารมณ์ของนายแพทย์หนุ่มดีขึ้นเล็กน้อย

"เมื่อ ดร. ดิเรกสบตากับเสี่ยเฮงไล้ หนุ่มลูกจีนก็ยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าวว่า

"ผมตายไปแล้วจริงๆ หรือครับ"

"เป็นความจริง คุณตายไปแล้วแน่นอน ผมได้โทรศัพท์มาที่บ้านเรียกเมียผม ให้นำเครื่องนวดไฟฟ้าอันเป็นประดิษฐกรรมของผม ไปให้ผมที่บ้านคุณโดยด่วน ผมได้ใช้เวลาเกือบ ๓ ชั่วโมงนวดหัวใจคุณ และฉีดยาให้ คุณจึงฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ ฉะนั้นการที่ผมเรียกค่าป่วยการในการช่วยชีวิตมหาเศรษฐีคนหนึ่ง เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท คุณคิดว่ามันแพงหรือครับ ถ้าแพงผมยินดีรักษาให้ฟรี บาทเดียวผมก็ไม่ต้องการ"

นายเฮงไล้มองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างชื่นชม เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสมุดเช็คออกมา และดึงปากกาที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตของเขาออกมา เสี่ยเฮงไล้วางสมุดลงบนขอบเก้าอี้นวม แล้วเขียนข้อความลงไปในเช็คฉบับหนึ่ง เสร็จแล้วอ่านทบทวนดูเสียก่อน จึงฉีกออกจากเล่มแล้วลุกขึ้นเดินเข้ามาที่โซฟา ส่งเช็คฉบับนั้นให้ ดร. ดิเรก อย่างนอบน้อม แล้วกลับไปนั่งที่เก้าอี้นวมตามเดิม

ดร. ดิเรก ยิ้มออกมาได้ เขามองดูรายการและจำนวนเงินในเช็คฉบับนั้น แล้วเขาก็กล่าวกับคนไข้ของเขา

"ผมเรียกค่าป่วยการเพียง ๕๐,๐๐๐ เท่านั้นทำไมคุณจ่ายผมตั้งล้านบาท"

นายเฮงไล้ยกมือไหว้ ดร. ดิเรกอย่างเลื่อมใสศรัทธา

"เอาไปเถอะครับคุณหมอ ชีวิตผมมีค่ามากกว่าเงินล้านบาทนัก ทีแรกผมนึกว่าเมียผมล้อเล่น แม่หงส์เขาว่าผมน่ะตายไปแล้ว ถ้าไม่ได้คุณหมอก็คงไม่มีหวังที่จะได้เห็นโลกอีก โอ้โฮ คุณหมอเก่งอะไรอย่างนี้ ตายไปแล้วยังช่วยให้ฟื้นได้ ผมถามจริงๆ เถอะครับ ถ้าคุณหมอช่วยด้วยวิธีนวดหัวใจไม่เป็นผล คุณหมอยังมีทางอื่นอีกไหมครับ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแก้มแทบแตก

"หนทางสุดท้ายก็เห็นจะมีอยู่วิธีเดียวคือ ใช้สูบรถจักรยานสูบลมเข้าท้องคุณ"

เสี่ยเองไล้สะดุ้งเฮือก

"สูบเข้าทางไหนครับ"

"ก็ทางที่มีช่องพอจะสูบเข้าไปได้น่ะซีครับ วิธีนี้ผมเคยช่วยคนไข้มารายหนึ่งและได้ผลด้วย อ้า-เมื่อผมอยู่อินเดีย วันหนึ่งผมขี่จักรยานเที่ยวเล่น ผมพบผู้ชายอายุในราว ๓๐ ปีคนหนึ่งเป็นลมอยู่หน้าบ้านของเขา"

"คนไทยหรือคนจีนครับ" นายเองไล้ถามอย่างหน้าตาย

"คนแขกครับ" ดร. ดิเรกพูดเสียงลั่น "ที่ผมเล่านี่น่ะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในเมืองพาราณสี แห่งประเทศอินเดีย"

"อ้อ แล้วไงครับ"

"ผมก็ลงจากรถบอกให้พวกญาติๆ ของเขาช่วยกันอุ้มชายผู้นั้นเข้าไปในบ้าน ซึ่งเป็นกระท่อมดินเหนียวผสมขี้วัว ตามสภาพของคนจน หลังจากผมได้ตรวจดูชีพจรของคนไข้ ก็ปรากฏว่าคนไข้สิ้นใจเสียแล้ว ภรรยาของเขาร้องไห้คร่ำครวญวิงวอนให้ผมช่วยเหลือ ผมสั่งให้ลูกชายของเขาออกไปเอาสูบจักรยานมาให้ผม และใช้วิธีสูบลมเข้าท้องพี่บังเครายาวคนนั้น สักครู่หัวใจของคนไข้ก็ทำงานต่อไป แต่สูบของผมชำรุดเสียหายใช้การอีกไม่ได้"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นลั่นห้องรับแขก อาเสี่ยเฮงไล้ว่าเสียงอหาย เขาสนทนากับนายแพทย์หนุ่มและคณะพรรคสี่สหายอีกสักครู่ก็ลากลับ

"เกือบจะค่ำแล้ว ผมเห็นจะต้องลาคุณหมอกลับเสียที อย่าโกรธเคืองผมเลยนะครับเท่าที่ผมโต้เถียงคุณหมอในเรื่องบิล ๕๐,๐๐๐ บาท ผมลาละครับ ถ้าผมมีอันตายไปอีกภรรยาของผมก็คงจะโทรศัพท์มาตามคุณหมอไปช่วยผม แต่วิธีรักษาด้วยสูบจักรยานโปรดอย่าใช้กับผมเลยนะครับ ผมมันเป็นโรคขี้จั๊กกระจี้อยู่ด้วย" พูดจบเขาก็ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร "ลาละครับ ลาละโว้ยอ้ายหงวน คุณนายนวลอยู่หรือเปล่า"

อาเสี่ยยิ้มกริ่ม

"ไม่อยู่หรอก เขาไปเที่ยวพาหุรัดกันแล้ว ดูเหมือนว่าจะเลยไปดูหนังรอบเย็นด้วย ตามประสาคนมีเงิน"

"งั้นเรอะ บอกคุณนวลด้วยนะว่ากันคิดถึง อ้อพากันไปกราบคุณอาหน่อยซี"

เสี่ยหงวนโบกมือห้าม

"อย่าเลยวะ ท่านกำลังทะเลาะกัน กำลังหัวเสียทั้งคู่ วันหลังตอนเย็นมีเวลาว่าง แกมานั่งกินเหล้ากับพวกเราบ้างซีนะ"

ทุกคนต่างออกมาส่งเสี่ยเฮงไล้ที่หน้าตึก และยืนมองดูจนกระทั่งนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ นั่งรถเบ็นซ์คันงามออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วยืนอยู่ข้างเสาตึก ดร. ดิเรกแลเห็นเจ้าแห้วถือดาบก็แปลกใจ จึงกล่าวถาม

"แกจะไปฟันใครวะเจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานฟันเสี่ยเฮงไล้น่ะซีครับ รับประทานตอนที่ส่งเสียงเอะอะกับคุณหมอ รับประทานผมนึกว่าแกคงเล่นงานคุณหมอแน่ รับประทานผมก็เลยเอาดาบมา ถ้าแกเล่นงานคุณหมอรับประทานผมฟันเป็นหมูบะช่อไปเลย"

ดร. ดิเรกมองดูเจ้าแห้วด้วยความพอใจ นิกรเลื่อนตัวเข้ามายกมือขวาตบบ่านายแพทย์หนุ่ม

"กันอิจฉาแกจังว่ะ ให้ดิ้นตายเถอะวะ ไม่มีอาชีพอะไรในโลกนี้จะหาเงินคล่องเหมือนอย่างหมอ เงินแสนบาทน่ะ ถ้าเป็นคนชนชั้นกรรมกรหาตั้งแต่เกิดมาจนตายยังหาไม่ได้"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย ดิเรกมันมีรายได้เดือนๆ ไม่ใช่น้อย เฉพาะที่ "ดิเรกคลีนิค" ก็ร่วมล้านแล้ว รักษาส่วนตัวอย่างขี้หมูขี้หมาเดือนละสองสามแสน วันนี้ได้ตั้งล้านต้องเลี้ยงโว้ย"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"กันกำลังจะเอ่ยปากชวนพวกเราอยู่ทีเดียว ไปซีรีบแต่งตัวออกไปจากบ้านเดี๋ยวนี้ ก่อนที่เมียๆ ของพวกเราจะกลับมา คืนนี้กันเลี้ยงเต็มที่ เลี้ยงดูปูเสื้อพร้อม ให้งบประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท"

นิกรร้องตะโกนลั่น

"ไชยโย ขอให้ด๊อกเตอร์ดิเรกจงเจริญ"

เสี่ยหงวนยกเท้าเหวี่ยงลูกแปเตะก้น นายจอมทะเล้นดังพลั่ก

"นี่แน่ะ พอมีรายการกินละก้อคึกคักเข้มแข็งทีเดียว นี่แหละเขาว่า การกินการอยู่ไม่มีใครสู้พ่อ การพายการถ่อพ่อไม่สู้ใคร"

นิกรหัวเราะ

"ก็มันเหนื่อยนี่หว่า"

พลมองดูหน้าเจ้าแห้วแล้วพยักหน้าเรียก แทนที่เจ้าแห้วจะมาหากลับถอยหลังกรูด ทำให้พลเดือดดาลขึ้นมาทันที

"มานี่อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ค่อยๆ เดินเข้ามาหา

"รับประทานคุณจะเตะผม"

พลยิ้มเล็กน้อย

"ใครบอกมึงล่ะ"

เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก

"รับประทานจะใช้อะไรผมหรือครับ"

พลมองซ้ายมองขวาเสียก่อน จึงกล่าวถามเจ้าแห้วเบาๆ

"หมู่นี้ตอนกลางคืนแกหนีไปเที่ยวกับพวกหนุ่มๆ ข้างบ้านแทบทุกคืน แกพอรู้บ้างไหมวะว่าที่ไหนมีตัวอ่อนๆ อย่างว่าบ้าง บ้านเจ๊หนอมเบื่อเต็มทนแล้ว เก่าๆ มันเป็นสนิม สู้ใหม่ๆ หน้าตาจุ๋มจิ๋มไม่ได้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"มันจะอย่างว่าแหละว้าอ้ายพล ใหม่สำหรับเรา แต่เก่าสำหรับคนอื่น เราไม่รู้นึกว่ารถนิวแฮนด์เพิ่งออกจากอู่ แต่ที่แท้ไม่ได้ความ แหนบก็หัก แตรก็บีบไม่ดัง แบ๊ตตารี่บวมไฟรั่วต้องเข็นถึงจะติด เบรคก็ไม่ดี ลูกสูบหลวมควันออกท่อไอเสียราวกับปล่องเรือไฟ สปริงเบาะก็ไม่มีกำลัง เวลาเข้าเกียร์ก็ดังโคร่ก"

พลหัวเราะหึๆ

"เปล่าฉันไม่ได้พูดเรื่องรถยนต์เลย"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ถูกแล้ว แต่เปรียบเทียบให้ฟัง ตัวอ่อนๆ ที่แกถามถึงมันก็รถเก่าๆ ที่ควรเลหลังเซียงกงแล้ว"

"เถอะน่า ดูสีสรรให้มันเป็นรถใหม่ก็พอใช้ได้" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "พวกข้าอาจจะมีความรู้น้อยกว่าแกในเรื่องนี้ เข้าทำนองกบอยู่ในบ่อเล็กๆ เข้าใจว่าลูกน้องของเจ๊หนอมสวยกว่าที่อื่น"

เจ้าแห้วพูดขัดขึ้นทันที

"รับประทานหมายความว่า เจ้านายจะให้ผมเป็นไก๊ด์นำเที่ยวในคืนวันนี้ใช่ไหมล่ะครับ"

"เออ แต่ว่าต้องพาไปในสถานที่สำหรับคนชั้นสูง"

"ขนาด ๑๐๐ ดอลล่าร์"

พลขมวดคิ้วย่น

"มันเท่าไรล่ะอ้ายเวร"

"รับประทานก็ ๒,๐๐๐ บาทน่ะซีครับ"

"แล้วทำไมแกไม่บอกว่า ๒,๐๐๐ บาท"

"รับประทานพูดเป็นดอลล่าร์ ค่อยโก้หน่อยครับ สมัยนี้เขาพูดอะไรก็ต้องมี ภาษาอังกฤษปนไทยทั้งนั้น ม่ายยังงั้นรับประทานถือว่า เป็นคนมีความรู้น้อยถ้าพูดไทยล้วนๆ "

ดร. ดิเรก หัวเราะก้าก

"ฉันคิดว่า คนที่พูดภาษาไทยปนฝรั่งอย่างฉันนี่แหละเป็นคนที่ดูถูกภาษาไทยเราอย่างร้ายกาจ ความจริงภาษาไทยมีคำพูดสละสลวยกว่าภาษาอื่นๆ เพราะเป็นภาษาของชาติเรา แต่ฉันมันดัดจริตจนเป็นสันดานที่แก้ไม่หายเสียแล้ว ฉันเป็นนักเรียนนอกก็ต้องพูดอย่างนี้ เวลาเดินก็ต้องทำคอกระดุ๊บๆ เอาหัวไปก่อน จะพูดจะจาก็ต้องแอ็คท่านิดหน่อย ทำเสียงขึ้นนาสิก แต่ไม่มีใครเขาถือฉันหรอก เพราะใครๆ เขาก็รู้ว่าฉันไม่ใคร่สมประกอบเหมือนคนอื่นเขา ฉันน่ะใจจริงอยากจะพูดภาษาไทยล้วนๆ แต่ไปอยู่เมืองนอกลิ้นมันแข็ง ภาษาไทยบางคำพูดลำบาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"อามีส่วนร่วมไปเที่ยวในคืนนี้ด้วยไหมโว้ย อ้ายหงวน"

อาเสี่ยหันมามองดุเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไปซีครับ คุณอายังเตะปี๊บดังและยังเล่นฮูล่าฮูฟได้ พวกเราไปไหนขาดคุณอาก็รู้สึกว่าหมดรสหมดสนุก" พูดจบกิมหงวนก็หันมาพูดกับเจ้าแห้ว "เฮ้ย-ตกลงแกเป็นผู้พาเราเที่ยวนะ แต่แกต้องพาไปที่ดีๆ "

เจ้าแห้วยิ้มอย่างภาคภูมิ

"รับประทาน ชนิดไฮด์คลาสเลยครับ ทางซอยจุฬาลงกรณ์ซอยหนึ่ง รับประทานเพิ่งทำพิธีเปิดซ่องเมื่อเร็วๆ นี้เอง แต่ละคนขนาดมาจากกระยาหงันเชียวครับ ค่าบริการ ๑๐๐ ดอลล่าร์อเมริกัน คิดเป็นเงินไทย ๒,๐๐๐ บาท"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แกเคยไปเที่ยวมาหรือ"

"รับประทานเคยไปนั่งดื่มเบียร์เท่านั้นแหละครับ เบียร์ขวดละ ๓ ดอลล่าร์แล้วรับประทานขนาดเบียร์ไทย ถ้าเป็นเบียร์นอก ๕ ดอลล่าร์ น้ำอัดลมขวดละ ๑ ดอลล่าร์"

พลยกมือขวาเขกกระบาลเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"พูดเป็นเงินไทยเถอะวะอ้ายแห้ว เมืองไทยยังเป็นเอกราชโว้ย และยังใช้เงินบาทไม่ใช่ดอลล่าร์"

"รับประทานเดี๋ยวนี้เขาพูดกันอย่างนี้ แฮ่ะ แฮ่ะ บ้านนั้นบริการดีเยี่ยม เฉพาะคนชั้นสูงจริงๆ ครับ รับประทานสามใบเถาที่นั่นเพิ่งมาจากเมืองเหนือครับ หยดย้อยไปเลยครับ คนโตอายุ ๒๐ ขวบ คนกลาง ๑๙ ขวบ คนเล็ก ๑๘ ขวบ รับประทานสวยขนาดนางสาวไทยอายม้วนต้วนไปเลย ผิวยังงี้ยังกะผ้าลินินลายสอง ขาวจั๊วะเชียวครับเชฟยังงี้อุ๊ย....รับประทานพวกเจ้านายเห็นเข้าแล้ว ๒,๐๐๐ บาทยังถูกไป ผมได้ข่าวว่าผู้ยิ่งใหญ่กำลังจะรับพี่สาวคนโตไปเลี้ยงเป็นเมียลับๆ ครับ"

ทุกคนต่างนิ่งฟังเจ้าแห้วด้วยความสนใจ

"ที่นั่นมีตัวอ่อนๆ หลายคนหรือ" พลถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"ครับ รับประทานมีในราว ๑๐ คนครับ"

"โอ.เค." นายแพทย์หนุ่มร้องขึ้นดังๆ "อาบน้ำแต่งตัวโว้ยพวกเรา ไปกินข้าวกันเสียก่อน ไปกินที่ภัตตาคารอ้ายหงวนก็แล้วกัน จะได้อุดหนุนมัน"

อาเสี่ยหัวเราะ แล้วโบกมือห้าม

"อย่าเลยวะ ไปกินที่นั่นกันเอาเงินแกไม่ลงหรอก ไปกินที่ห้อยเทียนเหลาดีกว่า หรือจะไปฟัดไก่ย่างที่ชายทะเลก็ดีเหมือนกัน"

ครั้นแล้วคณะพรรคพวกสี่สหาย ก็พากันเข้าไปในห้องโถง ส่วนเจ้าแห้วลงบันไดตึกตรงไปที่โรงรถ เพื่อเตรียมรถคาดิลแล็คเก๋งไว้พาเจ้านายเที่ยวในคืนวันนั้น.

บ้านสองชั้นทาสีเขียวหลังใหญ่หลังนั้น เป็นสำนักนางโลมชั้นสูง แต่ไม่ได้มีการจดทะเบียนโดยถูกต้องตามกฎหมาย มันเป็นบ้านเช่าปลูกอยู่ในที่ดินประมาณหนึ่งไร่ อันเป็นที่ดินของจุฬาลงกรณ์

บ้านหลังนั้น ด้านหน้าและด้านข้างมีรั้วสังกะสีกั้นเขต ด้านหลังเป็นรั้วลวดหนาม ปลูกอยู่โดดเดี่ยวห่างไกลจากบ้านอื่นๆ หลังบ้านและข้างบ้านมีต้นจามจุรีขึ้นเขียวครึ้ม ตอนกลางคืนแลดูเปลี่ยวน่ากลัว แต่สถานที่แห่งนี้แหละเป็นที่พักผ่อนหย่อนใจของคนชั้นสูง นับตั้งแต่คนชั้นฯ พณฯ ท่านลงมาจนถึงหัวหน้ากอง นักธุรกิจคนสำคัญ และคหบดีอีกมากหน้าหลายตา ซึ่งในตอนกลางคืนจะมีรถเก๋งคันใหญ่ๆ จอดซุ่มอยู่ในที่มืดหน้าบ้านหรือข้างรั้วบ้านนี้หลายคัน

ผู้หญิงสวยมารยาทดีบริการทันสมัย ทำให้สำนักของหม่อมเอิบ ซึ่งเปิดใหม่ได้ไม่ถึงสองเดือน มีลูกค้าขาประจำ ซึ่งเรียกว่าขาหญ่ายมาอุดหนุนมากมาย เจ้าของสำนักคือหม่อมเอิบ ได้ส่งหนังสือเวียนไปตามกระทรวงทะบวงกรมต่างๆ หลายฉบับ และตามบริษัทห้างร้านอีกมาก

มันเป็นเวลาประมาณ ๒๐.๐๐ น. เศษ

คาคิลแล็คเก๋งเลี้ยวเข้ามาในซอยนี้ อย่างสง่าผ่าเผย แสงไฟหน้ารถส่องสว่างไปไกล เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับ นั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนสี่สหายนั่งสุมกันอยู่ท้ายรถ

"รับประทานบ้านสีเขียวไฟนีออน รั้วสังกะสีนั่นแหละครับ" เจ้าแห้วกล่าวกับเจ้านายของเขา

เสี่ยหงวนมองตามสายตาเจ้าแห้ว

"ใครเป็นเอเย่นต์วะ"

"หม่อมเอิบครับ เมื่อก่อนนี้รับประทานอยู่ซอยกลางครับ เพิ่งย้ายมาเปิดสำนักงานใหม่ที่นี่ เมื่อเร็วๆ นี้เอง"

"หม่อบเอิบ" เสี่ยหงวนครางแล้วหัวเราะก้าก "นึกว่าใครที่ไหน แฟนเก่าอ้ายกรมัน รูปร่างอ้วนเตี้ยขาวจั๊วะ อายุในราว ๔๐ กว่าๆ ใช่ไหมล่ะ"

"ครับใช่แล้ว เคยเป็นพระชายาหม่อมเจ้าพระองค์หนึ่งนะครับ แต่ท่านชายทรงพระม่องเท่งไปนานแล้ว"

"เออ นั่นแหละ เมื่อก่อนอยู่ซอยต้นสน ถูกตำรวจกวาดล้างทลายซ่อง เลยไปเปิดสำนักที่ซอยกลาง ได้ข่าวว่าเมื่อเร็วๆ นี้ถูกตำรวจกวนอีก บรรดาเอเย่นต์ทั้งหลายถูกรวบไปตามกัน"

"รับประทานคราวนี้เห็นจะไม่เป็นไร เพราะจัดสถานที่เป็นบาร์ขายเหล้าและอาหาร พรรคพวกผมอยู่แถวนี้ยืนยันว่า หม่อมเอิบได้เส้นใหญ่คุ้มครองด้วยครับ ขนาดเห็นดาวบนบ่าแล้ว ตำรวจทำหน้าเบ้ไปตามกัน"

คาดิลแล็คเก๋ง แล่นมาหยุดอยู่ริมรั้วบ้านหรือซ่องนั้น พลเอื้อมมือเขย่าแขนนิกร

"เฮ้ย-ตื่นเสียทีซี ถึงที่หมายแล้ว"

นิกรค่อยๆ ลืมตามองดูโลกแล้วร้องยี่เกเสียงแจ๋ว

ดวงเอ๋ยดวงสมร

ตัวพี่นี้ชื่อนิกรจะมานอนกับนุช

พี่จะขึ้นสวรรค์ชั้นโสฬศ

เนื้อตัวพี่หมดจดไม่เคยมีจุดๆ

ถ้าเคราะห์หามยามร้าย น้องถ่ายให้พี่ครบชุด...

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนตวาดลั่น "ดันแหกปากร้องออกมาได้ หมูหมาเห่าเกรียวกราวไปหมดได้ยินไหม"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างพากันลงจากรถคาดิลแล็คเก๋ง แล้วบุกเข้าไปในเขตซ่องหรือสำนักนางโลมของหม่อมเอิบ ซึ่งภายในบริเวณบ้านมีโต๊ะอาหารหลายโต๊ะ ตั้งอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ สำหรับผู้ที่ต้องการความสงบเงียบ และแสงไฟอันสลัวลางบนเรือน ในห้องโถงมีบาร์ แสงไฟสว่างจ้าสำหรับผู้ที่ชอบเอะอะครึกครื้น ส่วนชั้นบนเป็นห้องนอนหลายห้อง มีบันไดพิเศษทางหลังเรือน

ชายชราคนหนึ่ง ท่าทางภาคภูมิคล้ายกับเจ้าคุณ หรือคุณพระกำลังนั่งหยอกอีหนูอยู่ที่โต๊ะในมุมมืด อีกโต๊ะหนึ่งชายหนุ่ม ๓ คนและเด็กๆ ของหม่อมเอิบ ๓ คนนั่งสนทนากันเงียบๆ อยู่ข้างซุ้มราตรีข้างเรือน

"รับประทานจะขึ้นไปบนเรือน หรือจะนั่งพักผ่อนข้างล่างล่ะครับ" เจ้าแห้วกล่าวถามเจ้านายของเขา

พลว่า "ข้างล่างเถอะวะ ข้างบนรู้สึกว่าหนวกหูมาก พวกเราชอบเงียบๆ "

"รับประทาน ถ้ายังงั้นผมจะขึ้นไปติดต่อกับหม่อมเอิบ ขอให้เขาส่งตัวอ่อนๆ สัก ๕ ตัวลงมาให้นะครับ รับประทานสำหรับผมไม่ต้อง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือแล้วยิ้มอายๆ

"ข้าก็ไม่ต้องเหมือนกัน ถ้าข้าจะกลับเป็นหนุ่มขึ้นมา ก็หมายความว่า ข้าต้องดื่มเหล้าให้เมาเสียก่อน"

เสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าแห้วเป็นงานเป็นการ

"แกไปบอกหม่อมเอิบลงมาหาเราดีกว่า แล้วข้าเจรจากับหม่อมเอิบเอง"

"รับประทานหม่อมเอิบแกหยิ่งออกจะตายไปครับ รับประทานคงไม่ยอมลงมาหาอาเสี่ยแน่ แกนั่งอยู่ที่เคาน์เต้อร์ตลอดเวลา"

เสี่ยหงวนยกมือเกาศีรษะ

"แกไปบอกชื่อพวกเราเถอะ หรือบอกชื่อเสี่ยหงวนคนเดียวก็ได้ ขี้คร้านจะวิ่งแจ้นมาหา เศรษฐีอย่างพวกข้าไม่มีใครเขารังเกียจหรอกโว้ย"

เจ้าแห้วเดินยิ้มกริ่มขึ้นบันไดไป สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันไปนั่งที่โต๊ะว่างโต๊ะหนึ่งใต้ต้นนกยูงริมคู พนักงานรับใช้รีบเข้ามาต้อนรับ กิมหงวนสั่งตราขาวหนึ่งขวดโซดา ๔ ขวด แล้วหันมาพูดกับนายจอมทะเล้น

"แกจะเอากับแกล้มอะไรสั่งซี วันนี้หมอมันเลี้ยงเต็มที่"

นิกรหยิบเมนูขึ้นมองดู บนโต๊ะมีไฟฟ้าดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งพออ่านรายการอาหาร และเครื่องดื่มในเมนูออก แล้วนิกรก็กล่าวกับพนักงานรับใช้

"มันทอดสองจาน ปลาจาละเม็ดน้ำแดง แล้วก็ต้มยำหัวปลา อ้า อ้ายนี่เข้าทีเหมือนกัน เออ-จดลงไป แล้วก็ตีนเป็ดผัดเห็ดสด เอาเท่านี้ก่อนประเดี๋ยวอั๊วสั่งใหม่"

พนักงานรับใช้รับคำสั่ง เขาจดลงไปในสมุดโน้ตเล่มเล็กๆ แล้วเดินไปที่เรือนใหญ่อย่างร้อนรน พล, เสี่ยหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"แกสั่งมาตั้งเยอะแยะใครจะกินไปไหววะ" ท่านเจ้าคุณถามเสียงดุๆ "พวกเราเพิ่งกินกันจนอิ่มแปร้มาจากชายทะเลเดี๋ยวนี้เอง"

นิกรว่า "เอาเถอะครับ ไม่มีใครกินผมกินเอง เครื่องย่อยอาหารของผมมันย่อยเร็ว ที่กินมาจากชายทะเลมันย่อยหมดแล้ว"

พลจุ๊ย์ปากและสั่นหน้า

"อย่างแกนี่เขาเรียกว่ากินล้างกินผลาญ หรือกินตายอดตายอยาก"

นิกรชักฉิว

"เถอะน่า ฉันไม่ได้ไปนั่งกินบนกระบาลแกก็แล้วกัน และแกก็ไม่ได้เป็นคนออกเงินด้วย หมอมันให้งบประมาณตั้ง ๕๐,๐๐๐ บาท เพิ่งใช้ไป ๕๐๐ กว่าเท่านั้น"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ

"ออไร๋ ล่อให้เต็มที่อ้ายกร ไอเลี้ยงไม่อั้น เลี้ยงดูปูเสื่อเสร็จประเดี๋ยวเรารับผู้หญิง ไปคนละคน คืนนี้เราจะไปนอนที่บางปู สำหรับผู้หญิงอย่างมากก็คนละ ๖,๐๐๐ บาท ๕ คน ๓๐,๐๐๐ เท่านั้น เงินยังเหลืออีกเป็นค่าเช่าบังกาโล ค่าน้ำมันรถ"

เสี่ยหงวนยกมือตบกระเป๋ากางเกงของเขา

"กันมีมาอีกหมื่นบาท มือชั้นเราแล้วเรื่องเที่ยวไม่ต้องเสียดายเงิน"

ทันใดนั้นเอง เอเย่นต์หรือเจ้าสำนักก็ปรากฏตัวขึ้น หล่อนเป็นหญิงวัย ๔๐ เศษ แต่ยังสาวและสวยพริ้ง ถึงแม้รูปร่างอ้วนเตี้ย แต่ก็มีส่วนเว้าส่วนโค้งเจริญตา เป็นที่น่าพิสมัยแต่งผมแต่งหน้างามแฉล้ม สวมเสื้อกระโปรงสีทองมองดูจ้ำม่ำสวยสง่ากว่าแม่เล้าทั้งหลาย หล่อนคือหม่อมเอิบอดีตสาวสังคมชื่อดัง เมื่อสมัย ๒๐ กว่าปีที่แล้วมา เคยผ่านชีวิตมาแล้วทุกด้านทุกมุม เฉลียวฉลาดและกลิ้งเหมือนลูกบิลเลียด หาเงินคล่องและเป็นนักจิตวิทยาชั้นดี รู้จักเจ้าใหญ่นายโตและบุคคลสำคัญๆ มากหน้าหลายตา ถูกจับก็มีคนประกันและช่วยเหลือ

หล่อนวิ่งเหยาะๆ ลงบันไดตรงเข้ามายังโต๊ะสี่สหาย กลิ่นน้ำหอมฝรั่งเศษอย่างดีที่หล่อนประพรมตัวไว้กระจายมาก่อน

หม่อมเอิบประนมมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม แล้วก็ไหว้สี่สหายทีละคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ดิฉันนึกอยู่ทุกวันคืนเชียวค่ะว่า อย่างไรเสียใต้เท้าก็คงจะกรุณาพาอาเสี่ยและคุณๆ มาอุดหนุนเรา" หม่อมเอิบเริ่มใช้วิชาจิตวิทยาทันที "ดิฉันต้องกราบประทานโทษค่ะ ที่ไม่ได้ส่งจดหมายเวียนไปให้ใต้เท้า และคุณๆ ใต้เท้าสบายดีหรือเจ้าคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำท่ากรุ้มกริ่ม

"ก็ไม่เจ็บไม่ไข้อะไรหรอกหม่อมเอิบ สบายดีเหมือนเช่นเคย"

"นั่นน่ะซีเจ้าคะ ใต้เท้ามั่งมีศรีสุขก็ต้องสุขสบายเป็นธรรมดาอยู่เอง ดิฉันไม่ได้พบใต้เท้าปีกว่าแล้ว เห็นจะได้นะเจ้าคะ"

"จ้ะ ถูกแล้ว ฉันจำได้ว่าฉันไปเที่ยวบ้านหม่อมเอิบที่ซอยต้นสน ตอนหลังไปเที่ยวอีก บ้านนั้นกลายเป็นบ้านฝรั่งหน่วยแม็คไปแล้ว"

หม่อมเอิบหัวเราะ ในแบบกระชดกระช้อยไม่ยอมแก่ คือสาวเสมอและสู้เสมอ

"ตอนนั้นดิฉันโดนจับค่ะ ขึ้นศาลถูกปรับไปตามๆ กัน ดิฉันไปเปิดที่ซอยกลางอยู่พักหนึ่งก็โดนจับอีก เฮ้อ-แย่เจ้าค่ะ ตำรวจท่านกวนเหลือเกิน หากินอย่างนี้ความจริงก็ไม่ได้ลักขโมยใคร ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เป็นบริการที่สร้างความสุขให้คุณๆ ผู้ชาย ไม่เห็นน่าจะผิดกฎหมายที่ตรงไหน ดิฉันตื่นเต้นดีใจจังค่ะที่ใต้เท้ากับอาเสี่ยและคุณๆ กรุณาให้เกียรติมาที่นี่"

นิกรฉุดแขนหม่อมเอิบ ดึงมานั่งตักเขาแล้วกอดไว้

"เอิบจ๋า กรเคยสัญญากับเอิบไว้จำได้ไหม ถ้าซากุระหยุดบานเมื่อไร กรจะกลับมาหาเอิบอีก ดวงใจของกรยังสวยยังน่ารักไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย"

หม่อมเอิบผุดลุกขึ้นยืน และเลี่ยงไปนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง

"ดิฉันจะไม่หลงลมปากคุณกรอีกแล้ว ถ้าลูกของเราคนนั้นดิฉันปล่อยให้เกิดมา ป่านนี้คงได้ขวบแล้ว สิ้นสุดกันทีสำรับคุณกับดิฉัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"โถ-จะหักบัวไม่ไว้ใย จะหักอาลัยไม่ไว้เยื่อเชียวหรือจะเอิบจ๋า คืนนี้กรตั้งใจมารับเอิบไปบางปูนะจ๊ะ"

"ไม่ค่ะ" หล่อนปฏิเสธเสียงหัวเราะ "ดิฉันเลิกเด็ดขาด ดิฉันจะเปิดโอกาสให้ลูกน้องของดิฉันเท่านั้น แต่ดิฉันยินดีต้อนรับท่านเจ้าคุณและพวกคุณ ในฐานะที่เป็นแขกพิเศษของพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คงจะเกิดฟิตขึ้นมาอย่างกระทันหัน เลยพูดโพล่งออกมา ทั้งๆ ที่ท่านไม่คิดว่าท่านจะพูด

"ติ๋งต่างว่าฉันเกิดพอใจหม่อมเอิบล่ะจ๊ะ"

"อุ๊ย-อย่าเลยเจ้าค่ะ เด็กดิฉันดีกว่าค่ะ"

กิมหงวนร้องเพลงรำวงขึ้นเบาๆ

"ตาแก่อยากมีเมียสาว ถือไม้เท้ายักแย่ยักยัน..."

"เฮ้ย" เจ้าคุณตวาดแว๊ด "ทะลึ่งจริงเชียวอ้ายนี่ ความสุขส่วนตัวของข้า ข้าจะทำอย่างไรก็ได้ แกจะทำอะไรก็ตามใจแกซี ต่างคนต่างหาความสุขใส่ตัว ฉันยังเตะปี๊บไหวนะโว้ย"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"ไหวน่ะไหวครับ แต่เตะไกลคืบเดียวเท่านั้น แล้วคุณอาก็นั่งกุมหน้าแข้ง"

"ก็ปี๊บใบนั้นมันใส่น้ำไว้ตั้งครึ่งปี๊บนี่หว่า พวกแกเสือกหลอกให้ฉันเตะทำไม่ล่ะ"

พนักงานรับใช้ นำวิสกี้ตราขาวพร้อมด้วยโซดาและแก้วเปล่ามาเสิฟให้ หม่อมเอิบสั่งเด็กของหล่อนทันที

"เธอจ๊ะ บอกบ๋อยทุกคน สำหรับโต๊ะนี้บริการพิเศษนะ ถ้าใครรับใช้บกพร่องหรือไม่ถูกใจท่าน ฉันจะไล่ออกจากงานทันที อ้า-ท่านสั่งอาหารหรือกับแกล้มอีกหรือเปล่า"

"สั่งครับ"

"ดีแล้ว รีบไปเอามาให้ท่าน บอกพ่อครัวว่าโต๊ะอื่นไม่สำคัญ ให้โต๊ะนี้ด่วนที่สุดและก่อนอื่น" หม่อมเอิบพูดเบาๆ กลัวว่าผู้ที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้เคียงจะได้ยินเข้า ซึ่งบ๋อยกับหล่อนรู้กันดี

พนักงานรับใช้ แกล้งทำเป็นวิ่งไปบนเรือนอย่างรีบร้อน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างโอภาปราศรัย ไต่ถามทุกข์สุขและกิจการของหม่อมเอิบอย่างเป็นกันเอง

"กิจการเป็นอย่างไรบ้างครับหม่อม" พลถามยิ้มๆ "วิธีขายเหล้าและอาหารบังหน้าอย่างนี้ เห็นจะปลอดภัยจากตำรวจแน่"

หม่อมเอิบถอนหายใจยาว

"ค่ะ เรื่องปลอดภัยน่ะดิฉันคิดว่าคงจะปลอดภัย แต่ดิฉันกำลังมีเรื่องเดือดร้อนใจที่สุด ซึ่งไม่เกี่ยวกับตำรวจหรอกค่ะ"

"เรื่องอะไรครับ" พลถามอย่างสนใจ

"ก็เรื่องถูกไถน่ะซีคะ ดิฉันถูกยอดดาวไถคนหนึ่งซึ่งเป็นนักเลงชื่อดัง อยู่แถวปทุมวันและสามย่านมารีดดิฉันเป็นค่าคุ้มครอง หรือพูดง่ายๆ ก็คือมาขู่เอาเงินจากดิฉันคืนละ ๑๐๐ บาททุกคืน มันไถมา ๑๐ กว่าวันแล้วค่ะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"แล้วเอิบให้มันไปทำไม ให้มันมาเอาที่กรซี กรจะได้เหยียบกรามมันเสีย"

หม่อมเอิบฝืนหัวเราะ

"คุณนิกรน่ะพูดอะไรเป็นเล่นเสมอ อ้ายยอดดาวไถที่ไถดิฉันคืนละร้อยบาทมันชื่ออ้ายเล็กค่ะ นักเลงแถวนี้เกรงกลัวมัน เรียกมันว่าพี่เล็กทั้งนั้น รูปร่างสูงใหญ่หน้ากร้อผมหยิกอายุในราว ๓๐ ปี เคยติดคุกติดตะรางมาแล้ว ที่แรกดิฉันปฏิเสธไม่ยอมให้มันไถ มันขู่ดิฉันว่าถ้าไม่จ่ายเงินให้มัน มันจะไปแจ้งตำรวจกองปราบว่าดิฉันตั้งร้านเหล้าและอาหารบังหน้า ที่แท้ก็เป็นซ่องนางโลม เพราะอาเสี่ยใหญ่คนหนึ่งซึ่งมันรู้จักดี เคยมาหลับนอนกับเด็กของดิฉัน นอกจากนี้มันยังขู่ว่า ดิฉันขายอาหารไม่ออกใบเสร็จรับเงิน ลงบัญชีเท็จไม่ตรงตามขายได้จริง ถ้าเกิดเป็นเรื่องขึ้นดิฉันก็คงเดือดร้อนมาก มันไถเงินแล้วยังพยายามขอคุมบ้านดิฉันอีก พอสองทุ่มก็มาป้วนเปี้ยนอยู่ที่นี่ มันชอบเด็กของดิฉันคนหนึ่งค่ะ ชื่อคำหอมเป็นเด็กสาวชาวเหนือทั้งสวยทั้งน่ารักมากเชียวค่ะ สวยกว่าสามใบเถาของดิฉันไปไหนๆ อ้ายเล็กแสดงท่าทางหึงหวง เมื่อแลเห็นแขกของดิฉันเรียกคำหอมมานั่งโต๊ะหรือพาขึ้นห้อง บางทีก็จะต่อยหรือจะแทงเขา ดิฉันคิดว่าถ้าอ้ายเล็กมาอาละวาดอย่างนี้สักครึ่งเดือน แขกผู้ดีก็คงไม่มีใครกล้ามาเที่ยว เพราะท่านผู้ดีทั้งหลายย่อมไม่ต้องการที่จะเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ ที่ที่จะให้ความสุขแก่ท่านมีถมเถไป ดิฉันกลุ้มใจเหลือเกินค่ะ เมื่อพูดถึงเรื่องอ้ายเล็ก"

นิกรขบกรามกรอด ยกกำปั้นทุบโต๊ะปัง

"กรปราบมันเองเอิบ กรถือว่าเอิบก็ไม่ใช่คนอื่น เป็นแฟนของกรแท้ๆ เนื้อตัวของเอิบมีไฝหรือขี้แมลงวันตรงไหนบ้าง รวมกี่เม็ดกรรู้ดี เราต่างเห็นอกเห็นใจกันมาแล้ว ถึงแม้ไม่ได้พบกันเกือบปี สวาทก็ยังไม่วายนะจ๊ะเอิบ คืนนี้อ้ายเล็กมันจะมาที่นี่ไหมบอกกรซิ"

หม่อมเอิบยิ้มเศร้าๆ

"คุณนิกรขา คุณจะเอาไม้สั้นไปตีอุจจาระให้มันเหม็น จะได้ประโยชน์อะไรคะ คุณกับอ้ายเล็กมันต่างกันราวฟ้ากับดิน คุณเป็นลูกเจ้าคุณบุญหนักศักดิ์ใหญ่ เกียรติยศฐานะวิชาความรู้ดีกว่าอ้ายเล็กทุกประการ"

นิกรเค้นหัวเราะ

"แต่กรจะปล่อยให้มันไถเธอเรื่อยไป วันละ ๑๐๐ บาทยังงั้นเรอะ ถ้าเช่นนั้นกรไถเสียเองไม่ดีกว่าเรอะ วันละ ๑๐๐ เดือนละ ๓,๐๐๐ น้อยอยู่เมื่อไรกรจะฟาดกับมันเอง" พูดจบเขาก็หันมาทางเพื่อนเกลอของเขา "วันนี้กันต้องแสดงลวดลายสักหน่อย ถ้ายังไงช่วยไปประกันที่โรงพักปทุมวันแล้วกัน ต่อยหน้ามันสักทีทีหลังมันก็เข็ดขยาด มันจะได้รู้ว่าคนอย่างหม่อมเอิบก็มีพรรคพวกเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนส่งแก้ววิสกี้ให้นิกรหนึ่งแก้ว

"ดีเหมือนกัน กันอยากจะดูฝีมือของแก ดื่มเสียหน่อยซี"

นิกรยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว แล้วจ้องมองดูหน้าหม่อมเอิบ

"บอกกรหน่อยเถอะน่า อ้ายเล็กอยู่ไหน"

หม่อมเอิบอมยิ้ม

"มันยังไม่มาค่ะ"

นิกรลุกขึ้นร้องตะโกนลั่น

"อ้ายเล็ก อ้ายนักเลงชั้นสวะ กูนี่ซีวะแน่กว่ามึง"

เจ้าคุณกล่าวห้ามด้วยเสียหัวเราะ

"หม่อมเอิบแกบอกแล้วว่าอ้ายเล็กยังไม่มา อย่าเพิ่งเอะอะซีโว้ยขายหน้าเขา"

นิกรทำตาเขียวมองดูพ่อตาของเขา

"ก็เพราะผมรู้ว่ามันยังไม่มาน่ะซีครับ ผมถึงเอะอะ" แล้วนิกรก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กตามเดิม เขายิ้มให้หม่อมเอิบแล้วกล่าวว่า " ไม่ต้องวิตกเอิบจ๋า เอายังงี้ก็แล้วกัน ถ้ากรปราบอ้ายเล็กได้เอิบต้องไปนอนค้างกับกรที่บางปูนะ"

"ค่ะ ตกลง คุณปราบได้เอิบก็สบายใจประหยัดเงินได้เดือนหนึ่งตั้ง ๓,๐๐๐ บาท"

นิกรจัดแจงผสมวิสกี้โซดาอีก และผสมค่อนข้างหนา เสร็จแล้วยกขึ้นดื่มจนหมดแก้ว ในเวลาเดียวกันนั้นเอง พนักงานรับใช้สองคนก็ถือถาดใส่กับแกล้ม และอาหารที่นิกรสั่งเดินตามกันมา ทั้งสองช่วยกันจัดวางจานอาหารลงบนโต๊ะ เสี่ยหงสนสั่งบุหรี่การิคหนึ่งกระป๋อง พลกระซิบกระซาบกับหม่อมเอิบทันที

"หม่อมครับ ขอผมดูตัวคำหอมหน่อยได้ไหมครับ ถ้าอย่างไรผมจะขอรับตัวไปเลย"

"ดิฉันคิดว่า ดึกๆ บาร์ปิดแล้วคุณพลย้อนมารับดีกว่าค่ะ ให้อ้ายเล็กมันกลับไปเสียก่อน ถ้าหากว่าดิฉันเรียกคำหอมลงมานั่งคุยกับคุณ และอ้ายเล็กเห็นเข้ามันจะต้องหาเรื่องวิวาทกับคุณทันที"

พลว่า "ก็ดีซีครับหม่อม ผมจะได้ยืดเส้นยืดสายแก้เมื่อยเสียบ้าง นายเล็กก็เป็นมนุษย์เดินดินเช่นเดียวกับผม"

"ถูกละค่ะ แต่เขาเป็นนักเลงอันธพาล มีสันดานผู้ร้าย"

"ไม่สำคัญหรอกครับ เป็นนักเลงหรือเป็นอะไรโดนหมัดหรือเท้าผมเข้า ก็หมอบกระแตไปเหมือนกัน"

หม่อมเอิบขมวดคิ้วเข้าหากัน

"อ้ายเล็กไม่ได้มาที่นี่ตามลำพังนะคะ มีพรรคพวกติดตามมาด้วยอย่างน้อยไม่ต่ำกว่า ๕ คน แต่ละคนล้วนแต่กุ๊ยขนาดหนัก พูดจาหยาบคายไม่มีสมบัติผู้ดี กิริยาวาจาสามหาว แต่งตัวก็บอกให้รู้ว่าเป็นกุ๊ย ถ้าคุณพลมีเรื่องกับอ้ายเล็ก พรรคพวกของมันก็จะต้องกลุ้มรุมเล่นงานคุณ"

กิมหงวนยกกำปั้นทุบโต๊ะดังโครม แล้วตะโกนสุดเสียง

"ถ้ายังงั้นสี่แหลก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชูมือขวาขึ้น

"ห้าแหลกโว้ย อาเอาด้วย"

"รับประทานหกแหลกครับ" เจ้าแห้วซึ่งกำลังเดินเข้ามาที่โต๊ะเจ้านายของเขาร้องขึ้นดังๆ "รับประทานโต๊ะนั้นหรือครับ ผมแสดงเอง"

"เฮ้ยๆๆ " นิกรร้องห้าม "มานี่อ้ายแห้ว โต๊ะนั้นเขาไม่รู้เรื่องอะไร เราพูดถึงดาวไถที่มาไถเงินหม่อมเอิบเมียข้า"

"วุ้ย" หม่อมเอิบอุทาน "เราไม่ได้เกี่ยวข้องกันเกือบปี แล้วยังทึกทักว่าดิฉันเป็นเมียคุณอีก"

นิกรยกมือชี้หน้าหม่อมเอิบ

"เสียงกระซิบสั่งของเอิบกรยังจำได้นา กรขา..เอิบจะรักกรของเอิบไปจนวันตาย ถึงกรจะมีลูกมีเมียแล้ว เอิบก็รักคุณ"

หม่อมเอิบอายม้วนต้วน

"ดิฉันเกลียดคุณนิกรจัง กินที่ลับแล้วมาไขที่แจ้งเดี๋ยวดิฉันก็จะไขบางหรอก คุณน่ะเวลารัก...."

"โอ๊ยๆๆๆ " นิกรร้องเสียงหลงแล้วยกมือไหว้หล่อน "แฮ่ะ แฮ่ะ ขอทีเอิบจ๋า อ้ายสามคนมันรู้เข้ามันล้อฉันแย่เลย"

พลถามเจ้าแห้วซึ่งนั่งลงข้างๆ เขา

"หายไปไหนมาวะ"

"รับประทานขึ้นไปรีเสิฟผู้หญิงไว้ให้เจ้านายน่ะซีครับ รับประทานของคุณชื่อคำหอม รับประทานหน้าตาเหมือนตุ๊กตาครับ แฉล้มแช่มช้อยโสภิตอย่างร้ายกาจ สวยเป็นบ้าเลยครับ รับประทานคุณเห็นต้องหลงแน่"

พลยิ้มสดชื่น

"แกขึ้นไปตามคำหอมมาหาข้าหน่อยเถอะวะ บอกว่าหม่อมเอิบอยู่ที่โต๊ะนี้ด้วย ไป-แล้วรีบลงมานะ ประเดี๋ยวอ้ายกรจะตีกับนักเลงประจำท้องถิ่น หรือยอดดาวไถหม่อมเอิบ"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปาก

"รับประทานก็สนุกดีซีครับ เรื่องตีกันรับประทานผมชอบดู" พูดจบเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นพาตัวเดินไปที่เรือนสองชั้นหลังใหญ่หลังนั้น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายและหม่อมเอิบได้ร่วมดื่มเหล้ารับประทานกับแกล้ม และสนทนากันอย่างสนิทสนม

หม่อมเอิบทำตาหวานกับนิกรบ่อยๆ ความจริงหล่อนรักนายจอมทะเล้นของเรามาก เพราะนิกรช่างพูด ช่างออเซาะมีบทบาทรักนุ่มนวลอ่อนหวานถูกใจหล่อน หล่อนเคยหลงรักนิกรจนหน้าดำคร่ำเครียดมาพักหนึ่ง แล้วก็หักใจได้เมื่อนิกรเหินห่างไป.

ใน ๕ นาทีนั้นเอง เจ้าแห้วก็พาสาวน้อยในวัย ๒๐ ปี เจ้าของร่างสูงโปร่งและยิ้มสวยพริ้งคนหนึ่ง ลงบันไดหน้าเรือนตรงเข้ามาที่โต๊ะสี่สหาย หล่อนคือคำหอมสาวชาวเหนือผู้มีเสน่ห์ทั้งเรือนร่างนั่นเอง กิริยามารยาทสุภาพเรียบร้อย ไม่มีวี่แววหรือร่องรอยแห่งความเป็นกะหรี่แฝงอยู่เลย หล่อนสวมกระโปรงฮาไวสีชมพู เสื้อแพรสีนวลคอกว้างแบบเก๋ ปล่อยผมสยายยาวประบ่า เส้นผมดำขลับ

ใบหน้าของหล่อนงามแฉล้มยากที่จะหาใครเปรียบเหมือน ใช้เครื่องสำอางค์แต่เพียงทาลิปสติคเท่านั้น ผิวเนื้อของหล่อนขาวผ่องเป็นนวล สี่สหายต่างมองดูคำหอมอย่างตะลึงลาน

คำหอมมีท่าทางกระดากกระเดื่อง หล่อนยังไม่เจนจัดต่อชีวิตเช่นนี้ และเท่าที่หล่อนตกเข้ามาในแหล่งนรก ก็ไม่ได้เป็นความสมัครใจของหล่อน ความยากจนและความจำเป็นที่ปราศจากที่อยู่อาศัย ทำให้หล่อนต้องช่วยตัวเอง ถึงแม้จะเป็นทางชั่วหรือต่ำหล่อนก็ต้องเดินไปก่อน เพราะชีวิตไม่มีการหยุดนิ่งเฉย ต้องหมุนเวียนเปลี่ยนแปรไป สุดแล้วแต่พรหมลิขิต

หม่อมเอิบพยักหน้าเรียกลูกน้อง ซึ่งกำลังเป็นตัวเงินตัวทองมองหล่อนให้หล่อนเข้ามาหา หล่อนแนะนำให้คำหอมรู้จักกับคณะพรรคสี่สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ที่ละคน แล้วให้คำหอมนั่งใกล้ๆ กับพลซึ่งเสี่ยหงวนแสดงกิริยาฮึดฮัดไม่พอใจ พอสบตากับพล อาเสี่ยก็กล่าวว่า

"แกกับกันใจเดียวกันเสียแล้วพล ยกให้กันเถอะวะ"

พลอมยิ้ม

"ข้ามศพกันไปก่อนซี"

เสี่ยหงวนยกมือชี้หน้าพล

"ดีละมึง กูจะฟ้องคุณนัน"

หม่อมเอิบหัวเราะคิก

"มาด้วยกันอย่าทะเลาะกันสิคะ สำหรับอาเสี่ยดิฉันจะหาให้ค่ะ รับรองว่าสวยและน่ารักพอๆ กับคำหอม แกเป็นลูกจีนด้วยค่ะอาเสี่ยคงชอบ"

กิมหงวนลืมตาโพลง

"ลูกจีนหรือครับ ตกลงเลยหม่อม สวยไม่สวยไม่สำคัญ ชื่ออะไรครับ"

"ชื่อกิมเน้ยค่ะ"

"แหม-ชื่อคล้ายผมเสียด้วย กิมหงวนกิมเน้ยเข้าทีแน่คืนนี้บางปูต้องเป็นสวรรค์ของผมแน่นอน"

หม่อมเอิบมองไปที่ประตูรั้วบ้าน เมื่อได้ยินเสียงคนพูดกันเอะอะเอ็ดตะโร ทันใดนั้นเองใบหน้าของหม่อมเอิบก็ซีดเผือด หล่อนจ้องตาเขม็งมองดูชายฉกรรจ์ ๕ คน ซึ่งพากันเดินเข้ามาในเขตบ้านซ่องของหล่อน แต่ละคนลักษณะท่าทางและการแต่งกาย บอกว่าเป็นนักเลงเต็มตัว หม่อมเอิบรีบบอกกับสี่สหายทันที

"อ้ายเล็กกับพรรคพวกของมันมาแล้วค่ะ อ้ายคนเดินหน้ารูปร่างสูงใหญ่กว่าเพื่อนนั่นแหละค่ะคืออ้ายเล็ก คุณนิกรไปเหยียบกรามมันซีคะ เหยียบให้แหลกไปเลย"

นิกรยิ้มเจื่อนๆ

"เดี๋ยว รอให้กรโมโหเสียก่อน โมโหกำลังมาไรๆ แล้ว คนอย่างกรถ้าไม่โมโหใจมันก็ไม่เคยคิดสู้ใครเสียด้วย"

เสี่ยหงวนกำลังตึงหน้าด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ จึงอยากกระแทกหน้ากับยอดดาวไถ เขากล่าวกับหม่อมเอิบด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ผมจัดการกับอ้ายเล็กเองหม่อม แต่ถ้าปราบอ้ายเล็กได้แล้วหม่อมอย่าลืมบอกกิมเน้ยให้ไปบางปูกับผมนะครับ"

"ค่ะ ดิฉันให้อาเสี่ยแน่ ดิฉันก็จะไปกับคุณนิกรเหมือนกัน"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ของไอกับของคุณพ่อด้วยนะหม่อม อย่าลืมเสียล่ะ ถ้าลืมฝรั่งแย่เลย"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สาวน้อยคำหอมใจเต้นระทึกเมื่อแลเห็นนักเลงใหญ่พาพรรคพวก เดินตรงเข้ามา หล่อนกล่าวกับพลเบาๆ ว่า

"หนูกลัวมันจังค่ะคุณคะ"

"ไม่ต้องกลัว" พลปลอบ "มันก็เป็นมนุษย์เดินดินมีสิบนิ้วเหมือนกัน"

เจ้าแห้วร้องตะโกนขึ้นทันที

"หกแหลก"

เจ้าเล็กหยุดชะงัก มองมาที่โต๊ะคณะพรรคสี่สหายแล้วพูดขึ้นดังๆ

"เสียงหมาที่ไหนมันร้องหกแหลกวะ"

เจ้าแห้วไม่ได้สูบกัญชามาตลอดวัน เลือดนักสู้จึงสิงอยู่ในจิตใจเจ้าแห้ว เขาผุดลุกขึ้นยืนและยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง ทำให้สี่สหายนึกพอใจเจ้าแห้วไปตามกัน ที่เจ้าแห้วทะนงองอาจสมศักดิ์ศรีเช่นนี้ เจ้าแห้วกล่าวกับเจ้าเล็กนักเลงใหญ่ด้วยคำคม

"อ้ายลูกเนรคุณ จำเสียงพ่อไม่ได้หรือวะ หน็อยแน่ะหาว่าเป็นเสียงหมูเสียงหมาไปแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"โอ้โฮ แน่ฉิบหายเลยอ้ายแห้ว ยังงี้ซีวะอ้ายน้องชาย"

เจ้าเล็กพาสมุนเดินรี่เข้ามา พอเห็นคำหอมนั่งอยู่ระหว่างพลกับเสี่ยหงวน ความหึงหวงและความอันธพาลก็เกิดขึ้นทันที เจ้าเล็กเข้าใจว่าหม่อมเอิบคงพาคณะสี่สหายมาหักโค่นมัน โดยสำคัญผิดคิดว่าสี่สหายเป็นพวกนักเลง แห่งใดแห่งหนึ่ง และเจ้าแห้วคงจะเป็นหัวหน้าใหญ่ถึงได้แสดงความกำแหงเช่นนี้

เจ้าแห้วปราดออกมาจากโต๊ะเดินส่ายอาดๆ เข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้าเล็กในระยะห่างพอสมควร เจ้าเล็กเห็นเจ้าแห้วมีรูปร่างเล็กกว่ามันประมาณ ๒๐ กิโลกรัม ก็ยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้าเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"มึงแน่เรอะ"

เจ้าแห้วเซออกไปสองสามก้าว แต่แล้วก็ปราดเข้าไปยืนชิดตัวนักเลงใหญ่ เงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าเล็ก ซึ่งสูงกว่าเจ้าแห้วไม่น้อยกว่าหนึ่งฟุต

"ถ้าไม่อยากตายก็พาพรรคพวกกลับไป"

เจ้าเล็กหัวเราะก้าก ปล่อยหมัดอัปเปอร์คัทซ้ายชกท้องเจ้าแห้วดังอุ้บ เจ้าแห้วไม่ทันรู้ตัวก็จุกแอ้ดๆ จนตัวงอ เจ้าเล็กชกขวาอีกทีหนึ่งถูกปลายคางเจ้าแห้วอย่างถนัดใจ นายศักดิ์แห้วผู้ทระนงลอยละลิ่วด้วยแรงหมัด แล้วล้มลงก้นกระแทกพื้นจมกอพุทธรักษา

เหมือนกับเจ้าเล็กได้รับความขบขันที่สุด ในชีวิตของมันยอดดาวไถหัวเราะสียงลั่น ลูกน้องของมันทั้งสี่คน ต่างก็หัวเราะชอบใจไปตามกัน มันเดินเข้ามาหยุดอยู่เบื้องหน้าหม่อมเอิบ แล้วคุกคามเจ้าสำนัก

"หมายความว่ากระไรหม่อม หม่อมพาอ้ายพวกนักเลงขี้ตีนโต๊ะนี้มาปราบผมยังงั้นเรอะ ฮะ ฮะ ต่อให้หมดนั่นผมคนเดียวเท่านั้น"

ดร. ดิเรกเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน ปราดเข้าชกหน้านักเลงใหญ่ด้วยหมัดตรงขวาเต็มเหนี่ยว ซึ่งไม่มีใครคิดว่านายแพทย์หนุ่มจะกล้าหาญชาญชัยเช่นนี้ เจ้าเล็กไม่ทันรู้ตัวถูกชกระหว่างปากครึ่งจมูกครึ่งก็เซถลาไปไกล พอเจ้าเล็กตั้งตัวได้ นายแพทย์หนุ่มก็วิ่งจู๊ดกลับมานั่งเก้าอี้ตามเดิมแล้วพูดกับนิกร

"ช่วยกันหน่อยอ้ายกร กันสู้มันไม่ไหว"

นิกรสั่นศีรษะ

"กันก็ไม่ไหวเหมือนกัน ตัวมันทั้งสูงทั้งใหญ่ อ้ายแห้วเจอเข้าสองหมัดเท่านั้น ยังลงไปนั่งฝันหวานอยู่นั่น"

เสี่ยหงวนผุดลุกขึ้นยืน ในเวลาเดียวกับที่เจ้าเล็กเดินเข้ามา และโดยไม่มีการพูดพล่ามทำเพลง เท้าขวาของอาเสี่ยก็เหวี่ยงโครมออกไปถูกโคนแขนข้างขวาเจ้าเล็กเต็มเหนี่ยว ถึงจอมนักเลงจะปิดไว้ได้ แต่แรงเหวี่ยงของเท้าก็ทำให้มันเซออกไปหลายก้าว

พล, นิกร, ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับหม่อมเอิบและสาวน้อยคำหอมต่างลุกขึ้นยืน และถอยไปรวมกลุ่มกันห่างจากโต๊ะเล็กน้อย ในเวลาเดียวกันนี้เองกิมหงวนก็ถอดแว่นตาขอบกระออกหันมาโยนให้นิกรเก็บไว้ให้เขา

เจ้าเล็กถือโอกาสกระโจนเตะอาเสี่ยทันที กิมหงวนก้มศีรษะหลบเท้าอย่างหวุดหวิด เขาได้พบคู่ต่อสู้ที่มีส่วนเท่าเขาแต่ร่างกายใหญ่โตกว่าเขามาก อาเสี่ยถอยไปตั้งหลักมั่น ยกแขนทั้งสองขึ้นการ์ดจดขาขวาออก คราวนี้เจ้าเล็กชักวุ่นวายใจเข้าใจว่ากิมหงวนหมัดซ้ายหนัก ที่แท้อาเสี่ยหลอกให้ ทั้งสองเต้นเท้าเข้าหากัน แล้วอาเสี่ยก็ยกเท้าขวาถีบหน้าเจ้าเล็กอย่างจังจนหน้าหงาย

ดร. ดิเรกหัวเราะลั่น

"เวอรี่กู๊ด ฮ่ะ ฮ่ะ "

เจ้าเล็กปราดเข้าชกซ้ายขวาด้วยความเจ็บและความอาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่พอใจเมื่อเห็นอาเสี่ยเอาแต่ถอยตะพึดตะพือ

"อย่าถอยอ้ายหงวน สู้ตายซีโว้ย"

อาเสี่ยแกล้งร้องบอกเจ้าคุณ

"สู้ไม่ไหวครับ ชั้นเชิงและแรงปะทะสู้มันไม่ได้"

เจ้าเล็กหลงกลกิมหงวนแล้ว บุกทะลวงรุกไล่อย่างดุเดือด อาเสี่ยถอยไปรอบๆ พอเจ้าเล็กกระโจนเข้าตีเข่าลอย กิมหงวนก็เบี่ยงตัวหลบและชกสวนด้วยหมัดขวาเต็มแรง หมัดของเสี่ยหงวนถูกขาตะไกรซ้ายของดาวไถดังพล๊อก เจ้าเล็กผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ทันใดนั้นเองนิกรก็วิ่งเข้าไปหาเจ้าเล็ก ใช้ความรวดเร็วเหยียบหน้าดาวไถทันที แล้ววิ่งกลับไปหาพรรคพวกของเขา พยักหน้ากับหม่อมเอิบ

"เห็นหรือยังเอิบจ๋า กรเหยียบกรามอ้ายเล็กให้ดูแล้ว"

เจ้าเล็กพรวดพราดลุกขึ้น เขาเลิกสนใจกับกิมหงวน เขามองดูนายจอมทะเล้นราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วกระชากมีดพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา ดึงมันออกจากปลอก

"มึงเหยียบหน้ากู กูต้องฆ่ามึงแน่นอน"

หม่อมเอิบเปิดกระเป๋าเงินออก หยิบมีดพกเล่มหนึ่งออกมาส่งให้ชู้รักของหล่อนทันที

"สู้มันคุณนิกร หมัดต่อหมัดและมีดต่อมีด"

นิกรตัวสั่นงันงก เขาดึงมีดออกจากปลอกหนังแล้วโบกมือห้ามเจ้าเล็ก ซึ่งกำลังเดินรี่เข้ามาหาเขา

"เดี๋ยวโว้ย มีดของแกยาวกว่ามีดของกันนี่หว่า"

เจ้าเล็กแสยะยิ้ม

"ถ้ายังงั้นเอาของแกมาให้กันก็ได้ หนึ่ง-สอง-สาม โยนมา กันก็จะโยนไปให้แก หนึ่ง-สอง-สาม"

ต่างคนต่างโยนมีดให้กัน และต่างก็รับมีดไว้ได้ สาวคำหอมกล่าวให้กำลังใจนิกรทันที

"สู้มันพี่ขา หนูจะเอาใจช่วยพี่"

นิกรลืมตาโพลง เขาหัวเราะลั่นแล้วกล่าวกับเจ้าเล็กว่า

"กูยอมตายอ้ายเล็ก ลงได้กำลังใจอย่างนี้อย่าว่าแต่ดวลกันด้วยมีดพกเลยวะ ฟันกันด้วยง้าวยังได้"

ต่างคนต่างเดินย่างสามขุมเข้าหากัน นิกรร้องตะโกนออกมาคำหนึ่ง ด้วยเสียงที่ไม่เป็นภาษามนุษย์ และแปลไม่ออกทำให้เจ้าเล็กตกใจถอยกรูด นิกรเลยถือโอกาสกระโดดเข้าแทง

ดาวไถเอี้ยวตัวหลบอย่างหวุดหวิด นิกรเปลี่ยนท่าเป็นยี่เกตอนรบกัน เจ้าเล็กหัวเราะหึๆ

"เฮ้ย เอากันจริงๆ นะโว้ยไม่ใช่เล่นยี่เก"

นายจอมทะเล้นพยักหน้า

"ก็มึงเขามาซี"

เจ้าเล็กกระโจนเข้าใส่ด้วยทะนงตนว่ามีรูปร่างได้เปรียบนิกร ยอดดาวไถจ้วงแทงเต็มเหนี่ยว นิกรหลบคมมีดอย่างคล่องแคล่วและไม่น่าจะเป็นไปได้ เขาก้มศีรษะและเอี้ยวตัวหลบ คมมีดเฉียดร่างเขาเพียงเล็กน้อย ยิ่งแทงผิดเจ้าเล็กก็ยิ่งโมโห เมื่อนิกรได้โอกาสเขาก็เสือกมีดหมายไปที่สะดือคู่ต่อสู้ทันที แต่แล้วคมมีดของนิกรก็ถูกหัวเข็มขัดโลหะของเจ้าเล็กพอดี ช่วยให้เจ้าเล็กรอดตายได้เหมือนกับมีปาฏิหาริย์

นิกรเสียขวัญกระโจนถอยหลังออกมา แล้วหันมาบอกคณะพรรคของเขา

"มันเหนียวว่ะแทงไม่เข้า ถอดกางเกงในโยนมาให้กรหน่อยเอิบจ๋า กรจะเช็ดมีดแล้วแทงมัน"

หม่อมเอิบหน้าซีดเผือด กลัวว่าชู้รักของหล่อนจะถูกแทงตาย

"ดิฉันไม่ได้นุ่งกางเกงในหรอก คนอ้วนอย่างดิฉันไม่ได้นุ่งกางเกงในหรอกค่ะ"

"ว้า" นิกรร้องคราง "เวลาขึ้นสามล้อมิต้องเอาไม้หนีบผ้าชายกระโปรงไว้เรอะ" เขาพูดพลางดวลมีดกับเจ้าเล็กต่อไป.

การต่อสู้เป็นไปอย่างเนือยๆ ไม่สู้จะน่าดูนัก เพราะมีการจดๆ จ้องๆ กัน แต่แล้วครั้งหนึ่งเมื่อนิกรโผนเข้าแทงเจ้าเล็กก็คว้าข้อมือนิกรไว้ได้ยอดดาวไถแทงนิกรทันที แต่นิกรก็คว้าข้อมือไว้ได้เช่นเดียวกัน เจ้าเล็กสวมรองเท้าสานซึ่งรองเท้าหลุดไปแล้วทั้งสองข้าง ส่วนนิกรสวมรองเท้าคัทชูผูกเชือก ขณะที่ต่างฝ่ายต่างแยงมีดกัน นายจอมทะเล้นก็ยกเท้าขวาขึ้นกระทืบซ่นรองเท้า ลงไปบนหลังเท้าข้างซ้ายของเจ้าเล็กเต็มแรง

เมื่อหนังสดถูกหนังแห้งเหยียบเช่นนั้น เจ้าเล็กก็ร้องโอ้กปล่อยมีดหลุดจากมือ และปล่อยมือซ้ายที่จับข้อมือขวาของนิกรออกทันที นิกรจ้วงแทงเต็มเหนี่ยว แต่เจ้าเล็กสปริงตัวกระโดดหนีออกไปได้อย่างหวุดหวิด นิกรหอบแฮ่กๆ เหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย เขายกมือขวาโบกให้เจ้าเล็กแล้วกล่าวว่า

"ยอมแพ้ว่ะ เหนื่อยจนตับแลบออกมานอกซี่โครงแล้ว"

เจ้าเล็กหัวเราะชอบใจ

"ส่งมีดให้อ้ายรูปหล่อเพื่อนของแกซี หรืออ้ายโย่งโก๊ะนั่นก็ได้"

นิกรเดินตุปัดตุเป๋เข้ามาหาพลแล้วส่งมีดพกให้ เขาพูดพลางหอบพลาง

"สู้มันพล ไม่ไหวว่ะ เรี่ยวแรงมันยังกะควายไม่เห็นมันเหนื่อยเลย ทรหดอดทนเป็นบ้า"

พล พัชราภรณ์ ถือมีดกระชับมั่นไว้ในมือขวา แล้วเดินเข้าไปหายอดดาวไถ

"กันไม่อยากฆ่าแกหรอกเล็ก การฆ่าคนตายมันเป็นคดีอุกฉกรรจ์ โยนมีดทิ้งแล้วมาชกกับกันดีกว่า กันนี่แหละเว้ยนักเลงใหญ่บางกะปิ หม่อมเอิบจ้างกันมาปราบแก ไม่มีโอกาสที่จะมาไถเงินหม่อมเอิบอีกแล้ว พวกเราจะคุ้มครองสถานที่นี้ ทิ้งมีดเสียเพื่อน เราชกกันดีกว่า ถ้ากันสู้แกไม่ได้กันก็จะไม่มาเหยียบบ้านนี้อีก และถ้าแกแพ้กันก็คงไม่กล้ากลับมาที่นี่เช่นเดียวกัน เห็นไหม พวกผู้หญิงโผล่หน้าต่างสลอน พวกบ๋อยก็ยืนจับกลุ่มคอยดูเราปะทะกัน มาฟาดกันตัวต่อตัวแบบลูกผู้ชายเถอะเพื่อน เดี๋ยวก็รู้ว่าใครแน่กว่าใคร"

เจ้าเล็กโยนมีดไปให้พรรคพวกของเขา พลโยนมีดมาทางเพื่อนเกลอของเขาเช่นเดียวกัน พวกผู้หญิงลูกน้องหมอบเอิบ พวกบ๋อยและแขกที่มาเที่ยวหาความสุขสำราญ ต่างยืนดูอยู่ห่างๆ ด้วยความตื่นเต้น เจ้าแห้วหายมึนงงแล้ว ลุกขึ้นจากกอพุทธรักษา เดินโซซัดโซเซเข้าไปหากลุ่มเจ้านายของเขา แล้วป้องปากร้องกะโกนบอกพล

"รับประทานอย่าลืมหมัดสะกรูฮีนะครับ"

เจ้าเล็กปราดเข้าเตะพลด้วยเท้าขวาทันที แต่เป็นการเตะแบบลองเชิง คือไม่รุนแรงอะไรนัก พลยกแขนซ้ายขึ้นกันไว้ได้ เขาจดมวยอย่างรัดกุม พลบอกตัวเองว่ารูปร่างของเขาเสียเปรียบคู่ต่อสู้ และแรงปะทะก็คงสู้เล็กไม่ได้ ถ้าเขาใช้วิธีแลกหมัดหรือบุกตะลุยเขาก็ต้องปราชัยอย่างไม่มีปัญหา ดังนั้นเขาจะต้องถอยฉะและหาทางตัดกำลังคู่ต่อสู้

ยอดดาวไถปรี่เข้าชกพลอีก รัวหมัดซ้ายขวาอย่างคล่องแคล่ว พลป้องปิดไว้ได้และถอยห่างไม่ยอมให้คู่ต่อสู้กอดรัดฟัดเขา เมื่อมีโอกาสพลก็เตะบานพับซ้ายของเจ้าเล็กด้วยเท้าขวาทันที

เจ้าเล็กเสียหลัก ล้มลงก้นกระแทกพื้นดินดังพลั่ก นิกรกับเสี่ยหงวนตบมือโห่ร้องกระโดดตัวลอย หม่อมเอิบยืนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือโอกาสเข้ามายืนข้างหลังหม่อมเอิบแล้วกอดหล่อนไว้ พอนิกรหันมาเห็นเข้าท่านก็รีบคลายมือออก แล้วยิ้มแห้งๆ

ยอดดาวไถลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว คราวนี้เขาบุกตะลุยอย่างบ้าเลือด รัวหมัดทั้งสองเข้าใส่พลโดยเร็ว พลชกสกัดตามลำตัวและหน้าท้อง อัปเปอร์คัทของพลทำให้เล็กอ่อนแรงลงแลเห็นถนัด และแล้วเจ้าเล็กก็เสียท่าถูกฮุกขวาของพลเข้าที่ปลายคางอย่างจัง

จอมอันธพาลผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า คำหอมเผลอตัวตบมือแล้วหัวเราะชอบใจ เป็นกิริยาที่น่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง เจ้าเล็กพยายามรวบรวมกำลังลุกขึ้นมา ทั้งๆ ที่ยังมึนงงอยู่ มานะกัดฟันวิ่งเข้าเตะพลด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว แต่พลระวังตัวอยู่แล้ว เขาสืบเท้าเข้าไปพร้อมกับยกแขนซ้ายขึ้นกัน และชกสวนด้วยหมัดตรงขวา ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของเจ้าเล็กพอดี เจ้าเล็กล้มลงไปอย่างไม่เป็นท่า ศักดิ์ศรีและความเป็นนักเลงอันแท้จริงหมดไปแล้ว พอลุกขึ้นเจ้าเล็กก็ร้องบอกพรรคพวกทันที

"เอามันพวกเรา"

กิมหงวนร้องตะโกนสุดเสียง

"สี่เกลอ จอมบู๊ตะลุมบอนเลย"

พรรคพวกของเจ้าเล็กทั้งสี่คน วิ่งเข้ามาประจัญบานคณะพรรคสี่สหาย มวยหมู่ระหว่า ๕ ต่อ ๖ เริ่มต้นอย่างเผ็ดร้อน แต่ฝ่าย ๖ คนมีคนแก่อยู่คนหนึ่งคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง การต่อสู้เป็นไปอย่างชุลมุนวุ่นวายแทบไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ท่านเจ้าคุณถูกอ้ายหนุ่มหน้าเสี้ยมคนหนึ่ง ชกท่านเซถลาไปติดโต๊ะอาหาร เจ้าหมอนั่นติดตามเข้าไปหวังจะซ้ำ เจ้าคุณคว้าจานปลาจะละเม็ดน้ำแดงขึ้นโปะลงกลางกระบาลมันทันที

"นี่แน่ะ แดกปลาจะละเม็ดเสียบ้าง"

ดร. ดิเรกถือขวดโซดาข้างละใบ เขายกขวดโซดาฟาดกระบาลสมุนของเจ้าเล็กคนหนึ่งดังโพละ เจ้าหมอนั่นยืนเซ่อยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เจ้าแห้วกระโดดถีบถูกหน้าอกอย่างจัง ก็ล้มฮวบลงทันที นายแพทย์หนุ่มจดๆ จ้องๆ อยู่กลางกลุ่ม พอได้โอกาสก็ประเคนขวดโซดาลงไปบนศีรษะลูกน้องของเจ้าเล็กอีกคนหนึ่ง เสี่ยหงวนช่วยชกซ้ำด้วยหมัดขวาส่งมันลงไปนอนอยู่ข้างโต๊ะ ในเวลาเดียวกันนี้เอง นิกรกับเจ้าแห้วก็เก็บลูกน้องเจ้าเล็กได้อีกคนหนึ่ง คงเหลือจอมดาวไถฟัดกับอ้ายเสือรูปหล่อ ฟัดกันตัวต่อตัว

ฮุคซ้ายของพลลั่นปังออกไปถูกหน้าเจ้าเล็กอย่างจัง ทำให้เจ้าเล็กเซไปติดต้นนกยูงใหญ่ พอตั้งตัวได้พลก็กระโจนเข้าใส่ด้วยเข่าลอยถูกลิ้นปี่ดังอั้ก ยอดดาวไถสิ้นฤทธิ์ลงไปนอนหงายเหยียดยาว แน่นิ่งไม่กระดุกกระดิก สมุนของเขาทั้งสี่คน ก็ไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาต่อสู้เช่นเดียวกัน ดร. ดิเรกถือขวดโซดาเดินสำรวจ เมื่อเห็นใครโงเงทำท่าจะลุกขึ้น นายแพทย์หนุ่มก็ฟาดกระบาลด้วยขวดโซดาเพียงเบาะๆ เจ้าหมอนั่นก็นอนอมยิ้มไม่ยอมลุกขึ้นมาอีก

หม่อมเอิบร้องตะโกนเรียกพนักงานรับใช้ทั้งหมด ๖ คนให้มาหาหล่อน สั่งให้ช่วยกันหามเจ้าเล็กกับพรรคพวกไปที่ศาลาท่าน้ำริมคูและให้ช่วยกันแก้ไข ต่อจากนั้นหล่อนก็เที่ยวขอโทษขอโพยแขกที่มาเที่ยว โดยชี้แจงให้ฟังว่าเจ้าเล็กกับพรรคพวกเป็นนักเลงอันธพาล ส่วนคณะพรรคสี่สหายเป็นผู้ดีมีเกียรติ การที่เจ้าเล็กและสมุนถูกปราบราบคาบเช่นนี้ เจ้าเล็กก็คงจะไม่กล้ามาก่อกวนความสงบสุข หรือมารีดไถเงินจากหล่อนอีก บรรดาแขกที่มาเที่ยวต่างชื่นชมยินดีไปตามกัน และเห็นว่าอันธพาลนั้นเป็นคนรกโลก มีแต่สร้างความเดือดร้อนรำคาญให้แก่สังคม อย่างไรก็ตาม เจ้าคุณเฒ่าในวัย ๘๒ ขวบคนหนึ่งซึ่งแอบมาให้เด็กๆ ของหม่อมเอิบนวดให้ ท่านได้กล่าวเตือนหม่อมเอิบว่า

"อย่าหวังนักว่าเธอจะปลอดภัย" ท่านพูดเสียงสั่นเครือตามแบบตาแก่ทั้งหลาย "สัญชาติอสรพิษย่อมมีความอาฆาตพยาบาท มันอาจจะหายหน้าไปชั่วระยะหนึ่ง แล้วก็จะมารุกรานเธออีก ให้ดิ้นตาย ยังงี้ สมัยฉันเป็นเสนาบดีละก้อจับเฆี่ยนหลังหมดเลย โอย...ขอยาหอมแก้ลมให้ฉันอีกสักแก้วเถอะ วันนี้อีหนูมันนวดยังไงทำไห้ฉันเป็นลมตั้งหลายพัก"

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง หลังจากเจ้าเล็กกับพรรคพวกรู้สึกตัวฟื้นขึ้นมา เจ้าเล็กก็รีบพาพรรคพวกออกไปจากสำนักของหม่อมเอิบทันที ไม่ต้องสงสัยว่าเจ้าเล็กจะมีความอับอายขายหน้าสักเพียงใด เขาได้เสียเชิงชาย เสียเหลี่ยมนักเลงไปแล้ว เขากับสมุนของเขาปราชัยอย่างยับเยิน นอกจากนี้ฝ่ายศัตรูคนหนึ่งยังได้ช่วยพยาบาลเขากับพรรคพวก

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเลี้ยงเหล้าสนุกสนานกันเต็มที่ หม่อมเอิบเรียกลูกน้องของหล่อนมาร่วมวงสนทนาด้วย และจัดให้เป็นคู่ๆ พลคู่กับคำหอม นิกรกับหม่อมเอิบ ดร. ดิเรกคู่กับนวลอนงค์ สามใบเถาผู้พี่ เสี่ยหงวนคู่กับกิมเน้ยสาวน้อยลูกจีนสวยหยดย้อยเหมือนโบตั๋นเมื่อแรกแย้ม ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีความละอายใจไม่กล้าแสดงความเป็นหนุ่มในวัยชรากับเด็กสาว จึงสมัครใจดื่มเหล้าไปเรื่อยๆ หม่อมเอิบสงสารและเห็นใจท่าน ก็ไปเจรจากับยายแม่ครัวของหล่อน ซึ่งมีอายุในวัย ๕๐ ปี รูปร่างอ้วนใหญ่พอๆ กับหม่อมเอิบ ถึงแม้ผิวดำก็ขำคมดูยังอ่อนกว่าอายุมาก หน้าตาก็อยู่ในเกณฑ์พอใช้ได้ หม่อมเอิบให้แม่ครัวของหล่อนทำผมทาปากเขียนคิ้ว และแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอันทันสมัย แล้วก็พามารู้จักกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอเห็นหน้ากันต่างฝ่ายต่างก็พึงพอใจกันทันที

กิมหงวนไล่เจ้าแห้วให้ขึ้นแท็กซี่กลับบ้าน และให้เงินเจ้าแห้วไป ๓๐๐ บาท หลังจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาคู่ของตนเดินทางไปสถานตากอากาศบางปูโดยรถคาดิลแล็คเก๋ง ซึ่งนั่งเบียดเสียดหยอกเย้ากันไปในรถตลอดทาง

คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เหมือนกับผู้ชายทุกคนที่พอใจในความสุภาพอ่อนหวานของผู้หญิง พล พัชราภรณ์ยอมรับว่าคำหอมคู่ชื่นเพียงคืนเดียวของเขานั้นทั้งสวยทั้งน่ารัก มีจรรยามารยาทถูกใจเขาทุกประการ ดร. ดิเรกทั้งรักและหลงหญิงสาวผู้มีนามว่านวลอนงค์ ถึงกับบอกว่าเขาไม่เคยเห็นนางโลมที่ไหน จะอ่อนหวานและละมุนละม่อมเหมือนกับนวลอนงค์ของเขา เสี่ยหงวนหลงเสน่ห์กิมเน้ยอย่างยิ่ง ถึงกับจะเลี้ยงดูหล่อนเป็นเมียลับๆ สัญญาว่าจะซื้อบ้านเล็กๆ ให้อยู่ จะให้เงินใช้เดือนละ ๓,๐๐๐ บาท ซื้อรถเก๋งให้อีกหนึ่งคัน แต่ยังไม่ตกลงกัน ส่วนนิกรรักเก่าของเขายังหวานชื่นเหมือนน้ำผึ้ง หม่อมเอิบยังไม่แก่ เนื้อหนังยังตึงเต่งมีส่วนเว้าส่วนโค้งจำเริญตา สำหรับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านก็ได้รับความสดชื่นจากแม่ตุ๊ หรือน้าตุ๊ไม่น้อย เด็กๆ ของหม่อมเอิบเรียกแม่ครัวว่าน้าตุ๊ ชื่อจริงของหล่อนก็ชื่อตุ๊ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกว่าท่านเป็นหนุ่มกระชุ่มกระชวยขึ้นอีก และยอมรับว่าท่านติดอกติดใจน้าตุ๊มาก

แล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แอบมาเที่ยวสำนักหม่อมเอิบบ่อยๆ ดร. ดิเรกหลงรักนวลอนงค์มากถึงกับไม่เป็นอันกินอันนอน เขาอยากเห็นหน้าหล่อน อยากอยู่ใกล้ชิดหล่อนตลอดวัน ดังนั้นนายแพทย์หนุ่มจึงออกอุบายกับพ่อตาของเขา

"ถามจริงๆ เถอะครับ คุณพ่อติดใจแม่ตุ๊มากไม่ใช่หรือ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ

"อือ นุ่มนิ่มน่ารักจังว่ะ พูดอะไรก็เข้าใจกันง่ายไม่มีจริตมารยา พอพูดถึงก็ชักคิดถึงตุ๊เสียแล้ว คืนนี้ไปไหมล่ะ"

ดร. ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"เมียพวกเรากำลังสงสัย ขืนไปติดๆ กันเราอาจถูกสะกดรอยติดตามไปก็ได้ และถ้าเมียๆ ของพวกผมติดตามไปถึงนั่น เป็นต้องเกิดเรื่องใหญ่โตแน่นอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจยาว

"ถ้ายังงั้นพ่อไปคนเดียว พวกแกอยู่บ้านก็แล้วกัน"

นายแพทย์หนุ่มค้อนปะหลับปะเหลือก

"คุณพ่อคงไม่เอาเปรียบพวกผม เอายังงี้ดีกว่าครับ คุณพ่อแกล้งโกหกคุณอาทั้งสองและพวกเมียๆ ของเราว่า คุณพ่อเป็นโรคเส้นประสาทอย่างอ่อน ซึ่งคุณพ่อได้ให้ผมตรวจแล้ว"

"เออ แล้วยังไง"

"คุณพ่อจะชวนพวกเราไปตากอากาศสัก ๑๐ วัน" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ "คุณพ่อโกหกไว้อย่างนี้ คุณอาทั้งสองกับเมียๆ ของพวกเราก็ต้องเชื่อว่า เป็นความจริง แล้วเราก็ไปขลุกอยู่ที่บ้านหม่อมเอิบ ที่นั่นแฟนของเราต่างก็มีห้องส่วนตัวอยู่แล้ว เท่านี้เราก็สบายแฮไปตามกัน หรือเราจะพาแฟนของเราไปเช่าบังกะโล พักร้อนอยู่ที่บางแสนยังได้"

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"อือ...เข้าทีโว้ย อุบายของแกแยบคายมาก ถ้าเช่นนั้นเราอดเปรี้ยวไว้กินหวาน อย่าไปบ้านหม่อมเอิบเลยนะ พ่อจะบอกเจ้าคุณกับคุณหญิงตอนกินข้าวว่าพ่อไม่สบาย จะไปพักผ่อนตากอากาศสัก ๑๐ วัน และจะชวนพวกแกไป ส่วนอ้ายแห้วก็จะเอามันไปขับรถ ฮ่ะ ฮ่ะ ดีว่ะ ได้อยู่กับแม่ตุ๊สัก ๑๐ วัน พ่อคงมีความสุขไม่น้อย"

ด้วยแผนการของ ดร. ดิเรก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจึงออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนเช้าวันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยกระเป๋าเสื้อผ้าคนละใบ ซึ่งท่านผู้ใหญ่และสี่นางไม่ได้ระแวงสงสัยอะไร เข้าใจว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ป่วยเป็นโรคประสาทจริงๆ ประภากับประไพ ถึงกับขอร้องให้ท่านเจ้าคุณไปพักอยู่ที่หัวหินสักหนึ่งเดือน เพราะที่นั่นบ้านพักชายทะเลก็มีอยู่แล้ว มีน้ำฝนซึ่งเก็บไว้ใต้ดินใช้อย่างเหลือเฟือตลอดฤดู ไฟฟ้าก็มีใช้แล้ว

หัวหินของเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายก็คือสำนักของหม่อมเอิบในซอยจุฬาลงกรณ์นั่นเอง เมื่อมาถึงบ้านหม่อมเอิบ ทุกคนก็ได้รับการต้อนรับจากแฟนของตนเป็นอย่างดี

"กำลังจะไปไหนกันคะนี่?" หม่อมเอิบถามขึ้นเปรยๆ คือไม่เจาะจงว่าถามใคร

นิกรยิ้มให้แฟนสูงอายุของเขา

"โกหกเมียว่าไปตากอากาศหัวหิน ที่แท้เราจะมาพักอยู่ที่นี่ ๑๐ วัน เอิบไม่ต้องกลัวว่าเราจะมาทำความเดือดร้อนรำคาญให้เธอนะ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"เราจะจ่ายค่าอาหารให้วันละ ๕๐๐ บาท ค่าเหล้าต่างหาก ส่วนค่าบริการก็คิดเอาตามระเบียบ เรื่องเงินเท่าไหร่เท่ากัน ผมเอาสมุดเช็คมาด้วย ถ้าจะให้ดีแล้วระหว่างนี้ ผมอยากจะขอร้องให้หม่อมหยุดให้บริการลูกค้าจะได้ไหมครับ ผลประโยชน์ที่ควรจะได้คืนหนึ่งเท่าใดผมจ่ายให้เอง พวกเด็กๆ ของหม่อมผมให้ฟรีคืนละ ๖๐๐ บาทต่อหนึ่งคน"

"โอ้โฮ" หม่อมเอิบอุทาน "อาเสี่ยขา ทำไมอาเสี่ยใจดีอย่างนี้ล่ะคะ เด็กๆ ของดิฉันรู้เข้าคงดีใจเต้นแร้งเต้นกาไปตามกัน เอายังงี้ก็แล้วกันนะคะ ดิฉันปิดบ้านและบริการเฉพาะ เปิดบริการแบบฮาเร็มเลยค่ะ"

พลว่า "อย่าเลยครับหม่อม มันจะมากเรื่องไป พวกเราต้องการพักผ่อนอยู่กันอย่างเงียบๆ เราจะพักอยู่ตามห้องของแฟนเรา แล้วก็หม่อมกรุณาหาแฟนให้เจ้าแห้วสักคนด้วยนะครับ ขืนให้มันอยู่คนเดียวตั้ง ๑๐ วัน มันก็คงเหงาแย่เหมือนกัน"

หม่อมเอิบหัวเราะชอบใจ

"ได้ค่ะ ดิฉันจะจัดการให้เรียบร้อย ทุกสิ่งที่พวกคุณต้องการละก้อบัญชาเถิดนะคะ ดิฉันจะจัดสนองตามความประสงค์เสมอ"

พลหันมาทางเจ้าแห้ว

"เอารถไปฝากอู่สี่พระยาโว้ย เอาไว้ที่นี่ไม่ได้ใครเห็นเข้าจำเบอร์รถได้ ดันไปบอกที่บ้านเราก็เดือดร้อนเท่านั้น ไปฝากอู่ซ่อมดีกว่า บอกเจ้าก๊องว่าข้าสั่งให้เก็บไว้หลังอู่ ถอดเบอร์ออกเสียด้วย ใครถามอย่าบอกว่ารถอ้ายหงวน เพราะรถคาดิลแล็คของอ้ายหงวนกำลังเดินทางไปหัวหินเข้าใจไหมล่ะ"

"รับประทานเข้าใจครับ เรื่องโกหกรับประทานผมคล่อง".

เป็นอันว่า คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สมความปรารถนาแล้ว

คืนวันนั้นเอง ประตูรั้วหน้าสำนักหม่อมเอิบปิดลงกลอนแน่นหนา ไฟนีออนและไฟตามสุมทุมพุ่มไม้รอบบ้านดับหมด บนเรือนใหญ่เงียบเชียบ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วคงสุขสำราญอยู่ในห้องแฟนของตน เด็กๆ ของหม่อมเอิบนั่งจับกลุ่มเล่นไพ่ผ่องกันอยู่ในห้องกลางชั้นล่าง บางคนก็ดูหมอไพ่ป๊อกกันทางหลังเรือน ที่ชอบความสงบก็ฟังวิทยุเงียบๆ

ในราว ๒๑.๐๐ น. เศษ เสียงกริ่งได้ดังกังวานขึ้น หม่อมเอิบนั่งสนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ในห้องกลางชั้นล่าง พอได้ยินเสียงกริ่งหล่อนก็หันไปพูดกับพนักงานรับใช้ประจำบาร์คนหนึ่ง

"นายสิน ออกไปเปิดประตูหน้าบ้านซิ บอกเขาว่าเราหยุดปรับปรุงกิจการ ๑๐ วัน พูดกับเขาให้สุภาพนอบน้อมนะ"

"ครับ" ชายหนุ่มรับคำสั่งแล้ววิ่งเหยาะๆ ออกไปจากห้องกลาง

หม่อมเอิบมองดูนาฬิกาที่ฝาห้อง แล้วกล่าวกับท่านเจ้าคุณว่า

"ใต้เท้าจะไปนอนเอนหลังพักผ่อนก็เชิญซีคะ ป่านนี้ตุ๊คงจัดที่หลับที่นอนไว้ให้ท่านเรียบร้อยแล้ว ดิฉันเสียใจจริงๆ ที่ห้องตุ๊คับแคบไปหน่อยค่ะ และเป็นห้องสำหรับคนใช้พัก ไม่สมเกียรติของท่าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอายๆ

"ไม่เป็นไรหม่อมเอิบ ที่ไหนมีคนรักถึงกระท่อมน้อยอันผุพังก็ให้ความสุขสบายแก่เราได้เป็นอย่างดี"

หม่อมเอิบหัวเราะ

"ท่านพูดอะไรเป็นปรัชญาเสมอ อ้อ..ดิฉันลืมเรียนให้ใต้เท้าทราบ เงินที่ใต้เท้าให้ดิฉันไปซื้อเตียงนอน ที่นอน, หมอนมุ้ง ๔,๐๐๐ บาท เหลืออีก ๔๐๐ บาทเจ้าค่ะ แหม...ดิฉันเฉยเสียยังงั้นแหละ"

ท่านเจ้าคุณโบกมือห้าม เมื่อเห็นหม่อมเอิบขยับจะเปิดกระเป๋าเงินที่วางอยู่บนตัก

"ไม่ต้องๆ หม่อมเอิบ เอาไว้ใช้เถอะ เงินนิดหน่อยจะต้องคืนทำไมกัน"

หม่อมเอิบยิ้มแก้มแทบแตก ความจริงหล่อนได้กำไรตั้งพันกว่าแล้ว หล่อนกระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณเจ้าค่ะ"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นิกรได้บุกเข้ามาในห้องกลางทางหลังเรือน ด้วยสีหน้าบอกบุญไม่รับ เขาหยุดยืนเท้าสะเอวมองดูหม่อมเอิบและพ่อตาของเขาอย่างเคืองๆ

"ปู่โธ่...กรนอนหง่าวอยู่ตั้งชั่วโมงแล้วนะเอิบ เปรี้ยวปากจะตาย ไม่รู้จะพูดกับลิงที่ไหน ขึ้นไปข้างบนเสียทีซี หรือรอส่งตัวคุณพ่อให้ยายตุ๊ ไม่ต้องหรอกคุณพ่อท่านรู้จักห้องนอนยายตุ๊ดีแล้ว"

ก่อนที่หม่อมเอิบหรือเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะพูดว่ากระไร ยอดดาวไถผู้มีนามว่านายเล็กก็เดินเข้ามาในห้องกลาง ในท่าทางนักเลงเต็มตัว กลิ่นเหล้าที่ปากของเขาฟุ้งไปหมด จอมนักเลงสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า เชิ้ตฮาวายลวดลายทันสมัย เป็นรูปต้นมะพร้าวชายหาด มีพระจันทร์กำลังขึ้น ลักษณะท่าทางของนายเล็กกักขฬะต่ำช้า เขามองดูนิกรแล้วยักคิ้วให้

"ไง พี่ชาย พวกแกได้คุมซ่องนี้สมใจแล้วซีนะ"

นิกรทำปากเบี้ยวกรอกนัยน์ตาไปมา

"ถ้าไม่แน่จริง หม่อมก็คงไม่ให้พวกเราคุมซ่องนี้ กันนี่แหละเว้ยอ้ายกรมือปืนประจำตัวเอเย่นต์"

หม่อมเอิบพูดโพล่งขึ้นทันที

"แกมีธุระอะไรเกี่ยวกับฉันอีก บ้านนี้ไม่ต้องการต้อนรับแกหรือพรรคพวกของแก เชิญออกไปได้" พูดจบหล่อนก็หันไปทางเด็กรับใช้ของหล่อน "ขึ้นไปตามคุณพลและอาเสี่ยกับคุณหมอลงมา บอกให้รู้ด้วยว่านายเล็กบุกรุกเข้ามาในบ้านเรา"

เจ้าเล็กหัวเราะก้าก

"หมายความว่าหม่อมจะเรียกอ้ายพวกนั้น มากระทืบผมหรือครับ"

"ถ้าแกไม่ออกไปก็จะใช้วิธีนั้น ที่นี่บ้านของฉัน"

"ถูกแล้วเป็นบ้านของหม่อม แต่มันเป็นบาร์และร้านขายอาหาร เป็นซ่องกาหรี่ด้วย จะชั้นสูงหรือชั้นพิเศษก็กาหรี่เหมือนกัน ผมมีสิทธิ์ที่จะเข้ามาเที่ยวได้"

หม่อมเอิบยิ้มแค่นๆ

"แต่ฉันหยุดขายเหล้าขายอาหาร และบริการอย่างที่แกว่าก็ไม่มี"

"ออกไป" นิกรตวาดแว๊ด "ขืนร่ำไรพ่อเหยียบกรามโยกนะจะบอกให้ เฮ้ย..บ๋อยมายืนรวมกลุ่มกันข้างหลังอั๊วโว้ย ตัวต่อตัวอั๊วสู้มันไม่ไหว"

คนรับใช้หรือบ๋อยรวม ๔ คน ต่างเข้ามายืนข้างหลังนิกร เจ้าเล็กเอื้อมมือกุมด้ามมีดพกที่เอว ทำท่าเหมือนจะวิ่งเข้าแทงนิกร นายจอมทะเล้นถอยหลังกรูดวิ่งเข้าไปข้างเคาน์เตอร์ หยิบไม้ท่อนสี่เหลี่ยมยาวประมาณหนึ่งวา ขึ้นมาถือกระชับมั่น

"มา...อ้ายใหญ่"

เจ้าเล็กขบกรามกรอด

"ใหญ่น่ะชื่อพ่อกูโว้ย กูชื่อเล็ก"

นิกรหัวเราะ

"อ้ายหน้าโง่ ทำไม่รู้ไม่ชี้เสียก็สิ้นเรื่อง แล้วข้าจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรว่าพ่อแกชื่อใหญ่ อ้าวๆ อย่าเข้ามานะ พ่อตีหัวเหลวไปเลย ไม่เชื่อก็ลองดูมีดพกของแกน่ะ อย่างมากก็ยาวคืบเดียวเท่านั้น ไม้ท่อนนี้ยาวตั้งสองเมตร เหวี่ยงตูมเข้าไปแกปิดได้ก็แขนหัก"

ทันใดนั้นเอง พลกับเสี่ยหงวนและ ดร. ดิเรกกับเจ้าแห้ว ก็พากันเดินเข้ามาในห้องโถง หรือห้องกลางอย่างร้อนรน เจ้าแห้วแลเห็นเจ้าเล็กก็ร้องขึ้นดังๆ

"รับประทานเอาเลยครับ เลี้ยงโต๊ะเลย"

พลโบกมือห้ามเจ้าแห้ว

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานผมชอบครับ มันง่ายดีและรวดเร็ว คนละตุ้บสองตั้บก็หมดเรื่อง"

เสี่ยหงวนเดินเข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับเจ้าเล็กในระยะใกล้ชิด

"น้องชาย โปรดออกไปเสียจากบ้านนี้โดยเร็วที่สุด"

ยอดดาวไถยิ้มแสยะ

"ถ้ากันไม่ออกไปจะมีอะไรเกิดขึ้น"

"อ๋อ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คงจะเป็นเท้าน้อยๆ ของกันสัมผัสปากอันเทอะทะของแกนั่นเอง" เสี่ยหงวนพูดแบบนักเลงเต็มตัว

ดร. ดิเรก ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบรีวอลเว่อร์ ๙ ม.ม. ออกมาจ้องดาวไถแล้วพูดเสริมขึ้น

"เก๊ทเอ๊าท์"

"ถุย" เจ้าเล็กร้องลั่น "เป็นคนไทยเสือกพูดฝรั่ง"

นายแพทย์หนุ่มโมโหจนหน้าเขียว

"เก๊ทเอ๊าท์" เขาตะโกนสุดเสียง

เจ้าเล็กฝืนหัวเราะ

"ดีแล้ว จำไว้นะ กันมาตัวคนเดียว กันไม่มีอาวุธ พวกแกตั้งหลายคนกำลังจะจะล้อมกรอบกัน แล้วก็มีปืนด้วย แต่ว่าคนอย่างอ้ายเล็กก็ชายชาติเสือคนหนึ่ง เมื่อพวกแกจะคุมซ่องหม่อมเอิบได้ตลอดรอดฝั่งก็ให้มันรู้ไป ลาก่อนเพื่อน ลาก่อนจนกว่าจะพบกันอีก กันจะกลับมาที่นี่แน่นอน จำคำพูดอันมีสัจจะของกันไว้ว่ากันจะกลับมาที่นี่ เหมือนแม็คอาเธ่อร์สัญญาว่าเขาจะกลับมาฟิลิปปินส์"

คณะพรรคสี่สหายต่างหัวเราะงอหาย เจ้าเล็กพาตัวเดินออกไปจากห้องกลางอย่างเดือดดาล ดร. ดิเรกยกปืนพกขึ้นจะยิงแต่เจ้าแห้วคว้าข้อมือไว้

"รับประทานอย่ายิงคนข้างหลังซีครับ"

"ปู่โธ่" นายแพทย์หนุ่มคราง "ฆ่าคนตายน่ะโทษประหารชีวิตนะโว้ย ข้าทำเป็นเล็งปืนเล่นโก้ๆ ยังงั้นเอง ปืนกระบอกนี้มีลูกเมื่อไรเล่า"

นิกรกวักมือเรียกหม่อมเอิบ

"หนู ไปคุยกันข้างบนเถอะ"

หม่อมเอิบค้อนขวับ

"อายุ ๔๒ แล้วยังเรียกหนูอีก" แล้วหล่อนก็ลุกขึ้นยืนหันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม "เชิญใต้เท้าไปที่ห้องตุ๊เถอะค่ะ จะรับประทานเครื่องดื่มหรืออาหารว่างก็บอกตุ๊ให้ไปสั่งพ่อครัวนะเจ้าคะ"

"จ้ะ ขอบใจมากหม่อม"

คณะพรรคสี่สหายต่างออกไปทางหลังเรือน นิกรประคองผีเสื้อสมุทรสุดที่รักของเขาออกไปด้วย หม่อมเอิบอ้วนเผละผละ แต่ใบหน้างามแฉล้มประกอบทั้งผิวสวย มีส่วนเว้าส่วนโค้งยั่วยวนตา นิกรจึงติดอกติดใจมาก

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ขณะที่ฝนกำลังตกพรำๆ สำนักนางโลมของหม่อมเอิบถูกบ็อมบ์ด้วยก้อนหินและก้อนอิฐ มันไม่ผิดอะไรกับกองเรือรบอเมริการะดมยิงหมู่เกาะญี่ปุ่น ก่อนยกพลขึ้นบก หลังคาบ้านซึ่งเป็นหลังคากระเบื้องแตกกระจาย ก้อนอิฐก้อนหินหล่นลงไปถูกฝ้าเพดาน เสียงดังโครมคราม ทำให้พวกผู้หญิงตระหนกตกใจไปตามกัน ขณะนั้นเป็นเวลา ๒๐.๓๐ น.

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้มาชุมนุมกันที่ห้องกลางชั้นล่าง หม่อมเอิบลงมาเป็นคนสุดท้าย

"อ้ายเล็กบุกเราแน่" พลกล่าวกับเจ้าสำนักนางโลม "มันคงยกพวกมาล้อมบ้านเรา เอาอิฐขว้างยั่วให้พวกเราออกไปตีกับมัน ขืนออกไปมันก็กลุ้มรุม เล่นงานเราแน่นอน"

ดร. ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนพกของเขาออกมาส่งให้พล

"เอ้า-เอาปืนกันออกไปยิงกับมัน"

พลหัวเราะ

"ลูกไม่มีแล้วจะไปยิงหมาที่ไหนล่ะ"

หม่อมเอิบถอนหายใจหนักๆ

"อ้ายเล็กร้ายกาจมาก พวกของมันคงหลายคนนะคะ"

เจ้าคุณว่า "คะเนตามจำนวนก้อนอิฐฉันกะว่าไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน และมันคงล้อมบ้านเราไว้แล้ว เราจะเอายังไงกะมันดี"

"ดิฉันคิดว่า เราส่งคนเล็ดลอดออกไปจากบ้าน ไปแจ้งความที่โรงพักปทุมวัน ให้ตำรวจเขามาจัดการกับอ้ายพวกวายร้ายเหล่านี้ ดีไหมคะใต้เท้า"

เสี่ยหงวนพูดขัดขึ้นทันที

"ถ้าทำอย่างนี้ก็เสียเหลี่ยมนักเลง วิสัยนักเลงน่ะเขาไม่ให้ตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง หรอกครับหม่อม"

"แล้วจะทำอย่างไรล่ะคะ"

"กิมหงวนหันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"เอายังงี้ดีไหม ใช้อ้ายแห้วให้ตีฝ่าวงล้อมออกไป แล้วไปตามคนงานโรงเลื่อยของกันมาสักร้อยคน บุกอ้ายพวกนี้ให้แหลกไปเลย"

พลสั่นศีรษะไม่เห็นพ้องด้วย

"โรงเลื่อยโรงสีของแกอยู่ถึงดาวคะนอง กว่าอ้ายแห้วจะไปตามคนงานของแกมาที่นี่ อ้ายเล็กกับพรรคของมัน ก็คงบุกเข้ามาฆ่าพวกเราตายหมด กันเชื่อเหลือเกินว่าการขว้างปาก้อนอิฐนี้เป็นการยั่วโทสะพวกเรา ให้ยกออกไป แต่ถ้าพวกเรานิ่งเฉยเสีย อ้ายเล็กกับพรรคพวกของมันก็จะหักด่านเข้ามา"

กิมหงวนหันขวับมาทางนิกร

"ได้การแล้ว บริษัทรถประจำทางของแกอยู่แถวถนนรองเมืองแค่นี้เอง คนงานของแกมีตั้ง ๓๐๐ กว่าคน ใช้ให้อ้ายแห้วไปตาม อย่างช้าครึ่งชั่วโมงก็คงจะยกกำลังมาถึงนี่"

นิกรลืมตาโพลง

"จริงซีโว้ย กันก็เพิ่งนึกออกเดี๋ยวนี้ คนขับรถและนายตรวจรถของกันล้วนแต่นักเลงทั้งนั้น เพราะกันสั่งผู้จัดการเขาไว้ว่า ถ้าไม่ใช่นักเลงเราจะไม่ยอมรับไว้ทำงาน สมัยนี้การเดินรถประจำทางต้องต่อสู้กัน ต้องบู๊กับรถเมล์ที่แล่นทับสายกัน และต้องบู๊กับผู้โดยสารที่สันดานเสียชอบนั่งรถฟรี ขอเงินค่าโดยสารก็ท้าชกท้าต่อย เด็กกระเป๋าของกันยังงี้พกหลาวทุกคน กันให้คติพจน์แก่พนักงาน, นายตรวจ และเด็กกระเป๋าว่า จงคารวะนอบน้อมต่อผู้โดยสารที่เสียเงินค่าโดยสารเท่านั้น" พูดจบนิกรก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ไปบริษัทรถเมล์ของข้าเดี๋ยวนี้ ไปบอกผู้จัดการ หรือนายท่าให้ส่งกำลังมาที่นี่ ๕๐ คน พร้อมด้วยอาวุธครบมือ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานขืนออกไปพ้นรั้วบ้าน ผมก็ถูกอ้ายเล็กกับพรรคพวกกระทืบตายเท่านั้นเอง นั่น-มันบ็อมบ์เราอีกแล้วครับ รับประทานคราวนี้บ็อมบ์แซลโวซะด้วย เหมือนกับจะยกพลขึ้นบก"

พลกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปเดี๋ยวนี้อ้ายแห้ว ใช้ความสามารถของแกฝ่าวงล้อมออกไปให้ได้ มุดรั้วลวดหนามออกไปทางหลังบ้านซีวะ แล้วลัดออกถนนพญาไทขึ้นแท็กซี่บึ่งไปรองเมือง"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

"รับประทานคิดดูเสียให้ดีนะครับ ขณะนี้ยังอยู่ในระหว่างการใช้กฎอัยการศึก ขืนยกพวกมาตั้ง ๕๐ คน และมีการต่อสู้กัน รับประทานก็จะโดนข้อหาจลาจลเท่านั้น"

อาเสี่ยพุดเสริมขึ้นอย่างไม่พอใจ

"แกไม่มีหน้าที่จะชี้แจงแสดงความคิดใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อเขาใช้แกๆ ก็ปฏิบัติตามคำสั่งก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วรับคำสั่งอย่างแข็งแรง

"รับประทานผมจะไปขอกำลัง มาช่วยพวกเราเดี๋ยวนี้" พูดจบเจ้าแห้วก็พาตัวเดินออกไปทางหน้าเรือนอย่างร้อนรน

เสียงก้อนอิฐ และก้อนหินตกลงบนหลังคาบ้านดังตูมตามไม่ขาดระยะ ขณะนี้ฝนยังตกพรำๆ อยู่ ฟ้าแลบแปลบปลาบตลอดเวลา แต่อย่างไรฝนก็คงไม่ตกหนัก เจ้าแห้วเดินอ้อมไปทางหลังบ้าน และมุ่งตรงไปที่รั้วลวดหนามกั้นเขต

เมื่อเจ้าแห้วมุดรั้วลวดหนามออกไป ไฟฉายดวงหนึ่งก็ฉายกราดมาที่ร่างของเจ้าแห้วทันที เจ้าแห้วรีบหมอบราบลงกับพื้นดิน และนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก มีเสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งร้องถามมา

"นั่นใคร"

เจ้าแห้วนั่งคิดสักครู่ก็แกล้งร้องเป็นเสียงกบ

"โอ๊บๆๆๆๆๆ "

ชายฉกรรจ์สองคนซึ่งเป็นลูกน้องของเจ้าเล็ก เดินบุกกอหญ้าเข้ามา แล้วคนหนึ่งก็กล่าวกับอีกคนหนึ่ง

"กบตัวนี้ใหญ่เท่าคน ขอกูตีให้ช่ำมือสักทีเถอะวะ"

เจ้าแห้วใจหายวาบ รีบลุกขึ้นวิ่งอ้าวไปจากที่นั่นทันที สมุนของเจ้าเล็กคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"จับโว้ยพวกเรา ช่วยกันจับ อย่าให้มันฝ่าวงล้อมไปได้"

เจ้าแห้วเปลี่ยนทิศทางวิ่งบุกเข้าไปในละเมาะเล็กๆ แต่แล้วชายฉกรรจ์สามคนก็ไล่ตามเขามาในระยะกระชั้นชิด เจ้าแห้วหยุดชะงักหมุนตัวกลับและสู้แบบชายชาติเสือ เท้าขวาของเจ้าแห้วเหวี่ยงโครมถูกสมุนของเจ้าเล็กคนหนึ่งซวนเซออกไป อีกคนหนึ่งเจอหมัดเหวี่ยงแหของเจ้าแห้ว ถึงกับล้มลงก้นกระแทก แต่คนที่สามเป็นนักมวยอาชีพ เจ้าแห้วจึงถูกเตะล้มกลิ้งเหมือนลูกขนุน เจ้าแห้วบังเอิญคว้าไม้ได้ดุ้นหนึ่งก็รีบลุกขึ้น สมุนของเจ้าเล็กกระโจนเข้าใส่เจ้าแห้วอีก เจ้าแห้วตีแบบเสือลากหางถูกชายโครงข้างซ้ายของนักมวยผู้นั้นดังสนั่น แล้วฟาดซ้ำอีกทีหนึ่งถูกกลางกะบาลพอดี

นักมวยยืนเซ่อ นัยน์ตาเหล่ไปเหล่มา ปล่อยให้เจ้าแห้ววิ่งหนีต่อไป.

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

เหล่านักเลงปทุมวันและสามย่าน ยังโอบล้อมสำนักของหม่อมเอบไว้อย่างหนาแน่น การขว้างปาบ้านสิ้นสุดลงแล้ว เจ้าเล็กเรียกสมุนชั้นดีสองสามคนมาปรึกษากับเขาที่หน้าประตูบ้าน

"เราขว้างบ้านยั่วมันมาครึ่งชั่วโมงกว่าแล้วว่ะ ถ้าอ้ายพวกนั้นเป็นนักเลงจริง ก็คงจะออกมาปะทะกับพวกเรา แต่นี่มันสงบเงียบแสดงว่ามันไม่ยอมสู้รบตบมือกับเรา บุกเข้าไปในบ้านมันดีกว่า เอาไฟเผาบ้านมันเลยจะได้สมแค้นกู"

สมุนร่างใหญ่ของเจ้าเล็กหัวเราะหึๆ

"คิดเสียให้ดีพี่เล็ก โทษวางเพลิงในระหว่างที่ใช้กฎอัยการศึกยิงเป้านะพี่เล็ก"

เจ้าเล็กสะดุ้งเล็กน้อย

"เออ จริงโว้ยลืมคิดไป ถ้าเช่นนั้นก็บุกเข้าไปท้ามันในบ้านดีกว่า หม่อมเอิบจะได้เห็นฤทธิ์พวกเราไม่กล้าจ้างอ้ายพวกนั้นเป็นนักเลงคุมซ่อง มึงปีนรั้วเข้าไปถอดกลอนรับพวกเราเดี๋ยวนี้ อ้ายอยู่"

เจ้าอยู่จิ้งเหลนรุ่นหนุ่มรับคำสั่งลูกพี่ แล้วปีนประตูรั้วอย่างคล่องแคล่วพลางร้องเพลงร็อคเสียงลั่น เขากระทำคล้ายกับว่าบ้านเมืองไม่มีขื่อมีแป หรือมิฉะนั้นเขาเป็นบุคคลที่อยู่เหนือกฎหมาย เจ้าอยู่เผ่นแผลวลงไปยืนบนพื้นดิน แล้วถอดกลอนประตูรั้วออก ทันใดนั้นเองเจ้าเล็กก็พาพรรคพวกบุกเข้ามาในเขตบ้านของหม่อมเอิบ บรรดาอันธพาลทั้งหลายต่างส่งเสียงเอะอะเฮฮา ร้องตะโกนด่าท้าทายด้วยถ้อยคำก้าวร้าวหยาบคาย อย่างที่ฟังไม่ได้

"เฮ้ย นักเลงคุมซ่องอยู่ที่ไหนลงมาตีกันโว้ย มุดหัวอยู่ที่ไหนวะ เก่งจริงลงมาซิ"

นิกรโผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างชั้นบน แล้วตะโกนลงมา

"อ้ายเล็ก รอกูสักประเดี๋ยวโว้ย มึงแน่จริงอย่าเพิ่งหนีไปไหนนะ นั่งรอแถวนั้นแหละ เดี๋ยวจะให้เด็กชงโอเลี้ยงไปแจกคนละถ้วย รับรองว่าในชั่วโมงนี้เป็นได้ตีกันอุตลุด"

เจ้าเล็กหันมามองดูพรรคพวกของเขา

"อือ มันสปอร์ทดีเหมือนกันว่ะ ก่อนตีกันมีแจกโอเลี้ยงด้วย ดีเหมือนกันแก้คอแห้ง"

สมุนของเขาคนหนึ่งไม่เห็นพ้องด้วย

"ดีอะไรล่ะพี่เล็ก เผื่อเป็นลูกไม้ของมันๆ เอาสลอดใส่โอเลี้ยงมาแจกพวกเรา มิแย่ไปตามกันหรือ ฉันเคยโดนสลอดมาแล้ว นัยน์ตาโบ๋เลย พอๆ กับอหิวาต์แหละพี่"

ทันใดนั้นเองเสียงแตรรถยนต์คันหนึ่ง ก็ดังกังวานขึ้นที่หน้าบ้านหม่อมเอิบ แสงไฟห้ารถสว่างจ้าผิดปกติแสดงว่าเป็นรถขนาดใหญ่ และการกดแตรก็กดสั้นยาวติดๆ กันหลายครั้ง นิกรดีใจเหลือที่จะกล่าว เมื่อแลเห็นรถประจำทางคันหนึ่งกำลังแล่นตรงมาทางหน้าบ้าน หรือสำนักของหม่อมเอิบด้วยความเร็วสูง และชายฉกรรจ์ที่อยู่ในรถ กำลังส่งเสียงไชโยโห่ร้อง ราวกับส่งท้ายปีเก่ารับปีใหม่

รถเมล์สีฟ้าตัดเหลืองคันหนึ่ง แล่นมาหยุดหน้าประตูรั้วบ้านหม่อมเอิบพอดี บรรดาคนขับรถ, นายตรวจ และเด็กกระเป๋าซึ่งแต่งกายไปรเวท ต่างพากันลงมาจากรถอย่างร้อนรน เจ้าแห้วร้องกะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

" ๕๐ แหลกโว้ยพวกเรา เอามัน ไชยโย"

เสียงไชโยดังสนั่นหวั่นไหว เจ้าเล็กยอดดาวไถร้องสั่งพลพรรคของเขา ปะทะพวกรถเมล์ทันที

"พวกเราสู้ตาย ใครตายกูจะซื้อโลงไม้สักใส่ให้สมเกียรติ ตะลุมบอนโว้ย"

พวกรถเมล์กับพวกกุ๊ย เข้าตะลุมบอนกันอย่างดุเดือดท่ามกลางความมืดในยามราตรี เจ้าแห้วควงดิ้ว หรือไม้คมแฝกวิ่งนำหน้า พาพลพรรครถเมล์ของนิกรเข้าประจัญบาน ทั้งสองฝ่ายใช้อาวุธสั้นต่อสู้กัน นับตั้งแต่สนับมือ, มีดพก, ดิ้ว, มีดคู่และเหล็กขูดช๊าฟ การประจัญบานเป็นไปอย่างสับสนแทบจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร อย่างไรก็ตามพวกรถเมล์มีจำนวนมากกว่า ประกอบทั้งคนขับและนายตรวจล้วนแต่เคยเป็นดาวร้ายมาแล้ว เรื่องยิงฟันไม่เคยหนีใคร ดังนั้นชั่วเวลาเพียงครู่เดียว พลพรรคฝ่ายดาวไถก็แตกพ่ายหัวร้างข้างแตกไปตามกัน

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันลงมาทางหน้าเรือนอย่างรีบร้อน นิกรตะโกนบอกคนของเขาด้วยเสียงอันดัง

"บุกแหลกโว้ย เจ้านายยืนให้กำลังใจอยู่นี่แล้ว"

พวกรถเมล์ได้ยินเสียงนิกร ก็คึกคักเข้มแข็งขึ้นอีก ต่างไล่ทุบถองเตะถีบชกต่อย ลงศอก ตีเข่า และกระทืบพวกนักเลงวิ่งอ้าว ไปคนละทิศละทาง บางคนถูกตีกระบาลแบะ บางคนถูกชกปากปลิ้นหรือฟันหัก บางคนก็ถึงกับล้มลุกคลุกคลาน พลพรรคดาวไถคุมกันไม่ติดแล้วตัวใครตัวมัน ต่างพากันวิ่งหนีออกไปจากสำนักหม่อมเอิบ พวกรถเมล์ไล่เตะกันอย่างสนุกสนาน

อย่างไรก็ตาม เจ้าเล็กได้ต่อสู้อย่างสมศักดิ์ศรีของนักเลงใหญ่ยอดดาวไถ ตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของพวกคนขับรถประมาณห้าหกคน แต่เจ้าเล็กสู้อย่างถวายชีวิต ใช้หมัดและเท้าของเขาป้องกันตัว ทำให้พวกคนขับรถเข้าไม่ติดเหมือนกัน กิมหงวนแลเห็นเจ้าเล็กถูกล้อมกรอบเช่นนั้น ก็ร้องห้ามเสียงเอ็ดตะโร

"เฮ้ย-ตัวต่อตัวซีโว้ยพวกเรา"

คนรถร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งเป็นนักเลงเก่า ปราดเข้าปะทะกับยอดดาวไถตัวต่อตัว ร้องบอกให้เพื่อนๆ ถอยออกไป คราวนี้เจ้าเล็กสู้อย่างทรหด ต่างฝ่ายต่างปั้นหมัดยัดหน้ากันอย่างเหมาะๆ คนละหลายที ในที่สุดเจ้าเล็กเสียท่า ถูกเตะด้วยเท้าขวาโดนก้านคอเต็มเหนี่ยว ยอดดาวไถเซแซ่ดๆ เข้าไปหาคณะพรรคสี่สหาย แล้วล้มลงด้วยแรงเหวี่ยงของเท้า

นิกรถือโอกาสยกเท้าขวาเหยีบกรามหรือเหยียบหน้าเจ้าเล็กอีกครั้งหนึ่ง แล้ววิ่งจู๊ดขึ้นไปยืนบนบันไดบ้าน เจ้าเล็กผุดลุกขึ้นอย่างเดือดดาล ยกมือชี้หน้านายจอมทะเล้น

"มึงเหยียบหน้ากู"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ได้เหยียบหน้าโว้ย กันเหยียบกรามแกน่ะไม่มีความหมายอะไรหรอก ทำไปให้สมกับที่เป็นนักเลงใหญ่เท่านั้นเอง เดี๋ยวนี้เอะอะเขาก็พูดกันว่าจะเหยียบกรามอีกฝ่ายหนึ่งกันก็ลองดู เอาซีเพื่อน เจ้าดวงคนรถของกันยืนอยู่ข้างหลังแกนั่น"

ยอดดาวไถหมุนตัวกลับ ดวงปราดเข้าเตะทันที คราวนี้เจ้าเล็กชกสวนด้วยหมัดขวา ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของดวงอย่างจัง อดีตนักเลงผงะหงายล้มลงก้นกระแทกพื้น แต่แล้วดวงก็ผลุนผลันลุกขึ้นด้วยวิญญาณของนักสู้ เขากับเล็กปราดเข้าตะลุมบอนกันอีกด้วยกลยุทธแบบมวยไทย ฝีมือของดวงเหนือกว่าเล็กน้อย ดวงพยายามเตะขาพับของเจ้าเล็กทั้งสองข้าง จนกระทั่งดาวไถแทบจะยืนไม่อยู่ ในที่สุดเท้าขวาของดวงก็เหวี่ยงโครมถูกใบหน้าซีกซ้ายของเจ้าเล็กอย่างจัง จอมนักเลงล้มลงอย่างไม่เป็นท่า นอนเหยียดยาวสิ้นสติสมประดี ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของพวกกรรมกรขับรถ, นายตรวจ และเด็กกระเป๋า

เป็นอันว่าเจ้าเล็กกับพรรคพวก ถูกกวาดล้างหมดสิ้นไปแล้ว สมุนของเจ้าเล็กราว ๓๐ กว่าคนหายไปหมด ต่างคนต่างหลบหนีเอาตัวรอด เสี่ยหงวนกับ ดร. ดิเรกช่วยกันหามยอดดาวไถขึ้นไปบนเรือน เพื่อช่วยกันแก้ไข นิกรมองดูคนงานในบริษัทรถเมล์ของเขาอย่างชื่นชมแล้วกล่าวว่า

"ขอบใจมากที่ทุกคนได้รีบมาช่วยเหลือฉัน ฉันจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ทุกคน เพื่อตอบแทนคุณงามความดีในครั้งนี้ ส่วนผู้ที่ไม่ได้มาช่วยฉันๆ จะหาเรื่องตัดเงินเดือนหรือไล่ออก" พูดจบนิกรก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ต หยิบธนบัตรใบละ ๑๐ บาทออกมาฉบับหนึ่ง ส่งให้ชายหนุ่มร่างล่ำสันคนหนึ่ง "นายตรวจ เอาเงินนี่ไปซื้อข้าวต้มซื้อกาแฟเลี้ยงกันนะ เสร็จแล้วกลับไปบริษัท"

นายตรวจรถเมล์ทำหน้าเหยเกชอบกล

"พวกผม ๔๘ คน ท่านให้ไปเลี้ยงข้าวต้มกาแฟกัน ๑๐ บาท มันจะพอหรือครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็จะกินอะไรกันให้มากนักล่ะวะ โอเลี้ยงหนึ่งแก้วหลอด ๔ หลอด กินกันได้ ๔ คนแล้ว"

"อ้ายกร" พลพูดเสียงหัวเราะ "แกจะกระดูกไปถึงไหนวะ"

นิกรล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่งแล้วนับธนบัตรใบละร้อยรวม ๕ ฉบับส่งให้นายตรวจรถเมล์ของเขา

"เอ้า ทีนี้เห็นจะพอซินะ"

นายตรวจยกมือไหว้แล้วรับเงินมาจากนิกร เขาหันไปทางพวกคนรถและเด็กกระเป๋า

"ไปโว้ยพวกเรา เจ้านายให้ค่าข้าวต้มกาแฟ ๕๐๐ บาท"

กรรมกรรถเมล์ของนิกร ต่างส่งเสียงเอะอะเฮฮาลั่น แล้วพากันออกไปจากบ้านของหม่อมเอิบ พล, นิกร กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วย้อนกลับขึ้นไปบนเรือนใหญ่ พอเข้ามาในห้องกลางทุกคนก็แลเห็น ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวน กำลังช่วยปฐมพยาบาลยอดดาวไถ หม่อมเอิบกับลูกน้องของหม่อมยืนอยู่ในห้องนี้ด้วย

"เป็นไงหมอ" นิกรถามเสียงหนักๆ "ตายไหม"

"โน เขาฟื้นแล้ว" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ประคองยอดดาวไถให้ลุกขึ้นนั่งบนโซฟา แล้วหันไปทางเด็กรับใช้ของหม่อมเอิบคนหนึ่ง "เฮ้ ขอบรั่นดีสักเป็กเถอะ"

เล็กยกมือลูบคลำคางและขาตะไกรของเขา เขารู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง พอสบตากับ ดร. ดิเรกเขาก็ถามว่า

"เราเป็นศัตรูต่อกัน แล้วทำไมคุณช่วยเหลือผมอย่างดีเช่นนี้"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ถูกละ เราเป็นศัตรูต่อกัน แต่กันเป็นหมอกันมีหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่เจ็บป่วยทุกคน แกปลอดภัยแล้วน้องชาย"

ยอดดาวไถยิ้มแค่นๆ มองดูหน้าสี่สหายทีละคน แล้วกล่าวว่า

"พวกคุณหน้าตาไม่บอกว่าเป็นนักเลงเลยครับ ให้ดิ้นตายซีเอ้า แต่ละคนท่าทางบอกว่าเป็นอาเสี่ยกระเป๋าหนักทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ยอดดาวไถ

"ก็ใครบอกแกว่าเราเป็นนักเลงล่ะ กันคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของประเทศไทย"

เจ้าเล็กหน้าตื่น

"เสี่ยหงวน...เสี่ยหงวนนักฉีกแบ็งค์หรือครับนี่ โอ้โฮผมเคยได้ยินชื่อเสียงมานานแล้ว เพิ่งได้เห็นตัวจริงวันนี้เอง"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวา หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมออกมาปึกหนึ่ง แล้วฉีกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย โปรยรดหัวเจ้าแห้วอย่างหน้าตาเฉย

"เพื่อให้แกแน่ใจว่ากันคืออาเสี่ยกิมหงวน กันก็เลยฉีกแบ็งค์ให้แกดูสองสามพัน"

ยอดดาวไถนัยน์ตาเหลือก

"ผมไม่สู้ละครับอาเสี่ย รู้ยังงี้ผมสมัครเป็นลูกน้องของอาเสี่ยดีกว่า ปู่โธ่-ถ้ารู้แต่แรกว่าอาเสี่ยเป็นใคร ก็คงไม่ต้องมีเรื่องกัน"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เราเป็นมิตรกันดีกว่านายเล็ก พวกเราไม่ใช่นักเลงอันธพาลหรอก กันคือพล พัชราภรณ์ นี่เพื่อนกัน นิกร การุณวงศ์ นั่นหมอดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ท่านผู้นี้ญาติผู้ใหญ่ของเราพระยาปัจจนึกพินาศ นั่นคนใช้ของเราชื่ออ้ายแห้ว กันขอร้องแกขออย่ามารบกวนก่อความเดือดร้อนให้หม่อมเอิบอีกเลย"

"ได้ครับ เมื่อคุณขอร้องผมเช่นนี้ผมก็จะเลิกไถหม่อมเอิบ และจะไม่มารบกวนทำความเดือดร้อนรำคาญให้แก่หม่อมเอิบอีก แต่ว่า...เพื่อนของคุณคนนั้นเหยียบหน้าผมถึงสองครั้ง ดูหมิ่นผมมากเกินไปผมอภัยให้ไม่ได้"

นิกรยิ้มให้ยอดดาวไถ

"แล้วแกจะเอายังไงกับกัน"

"คุณต้องนอนลงให้ผมเหยียบกรามคุณสองที จะได้เลิกแล้วต่อกัน"

นิกรทำคอย่น

"ไม่ได้หรอกเล็ก กรามกันโยกแล้วทั้งสองข้าง ถูกแกเหยียบเบาๆ ก็อาจจะหลุด หน้าตาของกันจะกลายเป็นตาแก่ไป ลืมมันเสียเถอะเพื่อน"

"ลืมไม่ได้หรอกครับ คุณทำกับผมเจ็บแสบมาก ในชีวิตของผมไม่เคยมีใครมาบังอาจเหยียบหน้าผมเลย คุณเป็นคนแรกที่ดูหมิ่นเชิงชายผม ผมบอกให้คุณรู้ตัวไว้เสียก่อนว่า ผมจะต้องแก้แค้นคุณให้สาสม แต่ว่า...ผมจะไม่ใช้กำลังปะทะกับคุณ ผมมีวิธีอื่นที่แยบคายกว่านี้ ลาละครับ ลาก่อนทุกๆ คน วันหนึ่งผมจะกลับมาที่นี่อีก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เหมือนกับที่แม็คอาเธ่อร์ กล่าวว่าเขาจะกลับมาฟิลิปปินส์ในไม่ช้า"

"ครับ ถูกแล้ว ผมก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน สำหรับอาเสี่ยและเพื่อนของอาเสี่ย ผมไม่ถือโทษโกรธเคืองหรอกครับ แต่คุณนิกรผมโกรธมาก"

กิมหงวนหันมาทางนายจอมทะเล้น

"อ้ายกร"

"หือ"

"ลงนอนให้เขาเหยียบกรามแกสองทีเถอะวะ จะได้หมดเรื่องอาฆาตพยาบาทกัน"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวโว้ย ทารุณมากไปหน่อย"

"ก็แล้วทำไมแกเหยียบเขาได้ล่ะ"

"นั่นซี คนเราเวลาทำกับใครเขามักจะไม่คิดหรอก แต่พอตัวจะถูกเขาทำบ้างก็คิดมาก เช่นกันเป็นต้น อาฆาตก็อาฆาตเถอะวะ"

ยอดดาวไถหัวเราะ

"ดีแล้วครับ ผมฝากไว้ก่อน" แล้วเขาก็ยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว "ฉันนึกออกแล้วว่าฉันเห็นแกไปที่ก๊วนกัญชาสะพานเหลืองบ่อยๆ ถ้าพบกันที่นั่นอีกระวังหน่อยนะ"

เจ้าแห้วเลิกคิ้ว

"เอาซีเพื่อน จะมาไม้ไหนเหลี่ยมไหนได้ทั้งนั้น"

เจ้าเล็กยิ้มแสยะ หันไปมองดูหม่อมเอิบอย่างอาฆาต แล้วก็เดินออกไปจากห้องโถง ทุกคนมองดูยอดดาวไถจนลับตา

บ้าน "พัชราภรณ์" เงียบเหงาเมื่อขาดคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่มีเสียงไชโยโห่ร้องในตอนเย็น ไม่มีเสียงตบมือกระทืบเท้า หรือเสียงเป่าปาก ไม่มีเสียงคุณหญิงวาดด่าใครต่อใครที่ยั่วยวนกวนใจท่าน

เย็นวันนั้น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดพร้อมด้วยนันทากับนวลลออ, ประภา ได้นั่งสนทนากันเงียบๆ อยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก ขณะที่นวลลออกำลังเสนอความคิดเห็นของหล่อนต่อคุณหญิงวาด ในเรื่องที่หล่อนจะรับเซ้งร้านดัดผมตัดเสื้อจากเพื่อนเก่าของหล่อนคนหนึ่ง ประไพก็เดินร้องไห้กระซิกๆ ลงบันไดมาจากชั้นบน

การสนทนาสิ้นสุดลงทันที ทุกคนพากันมองดูเมียรักของนิกรอย่างแปลกใจ จนกระทั่งประไพตรงเข้ามานั่งบนโซฟาตัวเดียวกับสามนาง

คุณหญิงวาดยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ว่ายังไงยายไพ หัวเราะร่วนเป็นไข่เค็มเชียว ดีอกดีใจอะไรหรือ"

ประไพสะอื้น

"ไพหัวเราะเมื่อไหร่ล่ะคะ ไพร้องไห้ต่างหาก"

"อ้าว ร้องไห้เรอะ ร้องไห้ทำไมไม่มีน้ำตา..."

"น้ำตามันตกในค่ะ" หล่อนพูดเสียงสะอื้น "คุณอาขา ไพเป็นห่วงกรเหลือเกิน ไพม่อยหลับไปหน่อยเดียวเมื่อกี้นี้ ไพฝันไม่ดีค่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"ฝันว่ายังไงหลานสาว"

ประไพดึงผ้าเช็ดหน้ามาจากมือประภา แล้วคลี่ออกยกขึ้นสั่งขี้มูกดังพรืด เสร็จแล้วส่งคืนให้พี่สาวของหล่อนหน้าตาเฉย

"ไพฝันว่าไพไปเที่ยวป่ากับกรค่ะคุณอา"

ท่านเจ้าคุณยิ้ม

"แล้วยังไง"

"ในฝันว่าเราสองคนไปเจอช้างป่าตัวหนึ่งค่ะ ตัวมันสูงใหญ่งายาวเฟื้อยเชียวค่ะ พอมันเห็นเรามันก็ไล่เรา กรกับไพวิ่งหนี แต่กรสะดุดรากไม้หกล้มช้างมันไล่ทัน ช้างก็เลยกระทืบกรตับแบนแป๊ดแป๋ไปเลยค่ะ ไพตกใจตื่นอกสั่นขวัญแขวนนึกถึงกรกับคุณพล, คุณหมอ อาเสี่ยและคุณพ่อทันที ไปอยู่หัวหินอาจจะมีอันตรายใดๆ ก็ได้"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ฝันกลางวันหรือตอนเย็นอย่างนี้ เขาว่ามักจะเป็นความจริง หรือช้างป่ามันหลุดเข้าไปในบ้านพักชายทะเลของเรา กระทืบเจ้ากรตายแล้วก็ไม่รู้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วลอบค้อนภรรยาของท่าน

"คุณหญิงก็พูดเพ้อเจ้อเอาส่ำไม่ได้ ป่าหัวหินมันมีช้างป่าที่ไหนกัน ถ้าจะมีช้างก็ต้องป่าประจวบฯ "

"ก็เผื่อมันเดินมาจากประจวบล่ะคะ ช้างมันฉลาดออกจะตายไป มันขึ้นรถไฟหรือรถประจำทางมาหัวหินก็ได้ ระยะห่างจากประจวบฯ มาหัวหินไม่ถึง ๑๐๐ กิโล"

ประไพร้องไห้โฮ หันมากอดพี่สาวของหล่อน

"พี่ภาขา ไพสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล นิกรน่ะซนเหมือนลิงที่เขาดิน อาจจะว่ายน้ำออกไปห่างจากฝั่งแล้วจมน้ำตายก็ได้ หรือม่ายก็เช่าม้าเขาขี่ ตกม้าคอหักตาย"

ประภาหัวเราะ

"เป็นบ้าไปแล้วน้องไพ ไม่น่าจะเอาความฝันมาเป็นอารมณ์เลย ถ้าคุณนิกรเป็นอะไรไปพวกเราก็คงโทรเลขด่วนมาบอกเราแล้ว"

ประไพสะอึกสะอื้น จนนันทาพี่ผัวของหล่อนชักรำคาญ จึงเอ็ดตะโรน้องสะใภ้

"นิ่งเสียเถอะน่าน้องไพ"

"ไม่นิ่งค่ะ"

"ไม่นิ่งก็ไปร้องที่อื่น หนวกหู อะไร...ดูห่างผัวไม่ได้เลย ผัวจากไปเพียงสามวันเท่านั้นชักยุ่งแล้ว"

ประไพหัวเราะทั้งน้ำตา

"ก็เวลานอนไม่มีใครเกาหลังให้นี่คะพี่นัน" หล่อนพูดด้วยเสียงปกติ "พรุ่งนี้เช้าเราไปตามกันเถอะค่ะ เอารถดอดจ์หรือแพ็คการ์ดบึ่งไปหัวหินแต่เช้า ไพขับไปเองอย่างช้าสี่ชั่วโมงก็ถึง"

นันทาหัวเราะหึๆ

"เอา-ไปก็ไป เลิกร้องไห้เสียทีนะ"

ประไพยิ้มแป้น

"ค่ะ เลิกแล้ว คุณอาทั้งสองไปกับเราด้วยนะคะ"

คุณหญิงวาดโบกมือ

"ไม่รับประทานแล้วแม่คุณ เชิญพวกหล่อนไปกันเองเถอะ นั่งรถนานๆ เวียนหัว แล้วก็หัวหินไม่เห็นมีอะไร แต่ก่อนอย่างไรเดี๋ยวนี้ก็อย่างนั้น นอกจากจะไปอวดความมั่งมีกัน เดินซื้อของแพงๆ ตามตลาด เบ่งกันไปเบ่งกันมา"

ประไพชะโงกหน้ามองดูเมียรักของเสี่ยหงวน

"ไปนะคะคุณนวล ประเดี๋ยวไปหาซื้อเสื้ออาบน้ำที่ใต้ฟ้าคนละชุด จ่ายของที่นั่นให้พร้อมเลย สบู่, ยาสีฟันแปรงสีฟัน, ฟิล์มถ่ายรูป ไพ่ป๊อกสักสำรับ ไพอยากจะรู้ด้วยว่าอาการป่วยจากโรคประสาทของคุณพ่อเป็นอย่างไรบ้าง"

นวลลออพยักหน้าและยิ้มให้เพื่อนของหล่อน

"ไปก็ไปค่ะ แต่ผัวๆ ของเราเขาคงรำคาญเมื่อแลเห็นพวกเราไปทำลายความสุขของเขา"

"หน็อย เราเป็นเมียรำคาญได้หรือคะ ขืนรำคาญเราก็ไปเช่าโรงแรมหัวหินอยู่ หาแฟนหนุ่มๆ ควงคนละคนให้เปรมไปเลย".

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ เมื่อคนทำสวนของบ้าน "พัชราภรณ์" คลานเข้ามาในห้องโถง ลุงม้วนประนมมือไหว้เจ้านายของเขา แล้วกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม

"แล้วแต่จะโปรดเถิดครับ มีสุภาพบุรุษคนหนึ่งต้องการพบคุณผู้หญิงทั้งสี่คนครับ"

สี่นางทำหน้าตื่นๆ ไปตามกัน

"แกถามชื่อเขาหรือเปล่าตาม้วน" นันทากล่าวถามทันที

"ผมเรียนถามเขาแล้วขอรับ เขาบอกว่าเขาชื่อเล็ก โพระดกครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะเบาๆ

"นามสกุลเหมือนนกว่ะ แกไปเชิญเขาเข้ามาซี"

"ครับผม" ลุงม้วนรับคำสั่งแล้วลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้องโถง

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"ขึ้นไปข้างบนเถอะคุณหญิง ไปนวดให้ฉันสักหน่อยเถอะ ขาข้างขวามันเป็นอะไรก็ไม่รู้ปวดเมื่อยเหลือเกิน แก่ตัวลงอ้ายความปวดเมื่อยมันก็ทวีขึ้น"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับคำ

"ไปซีคะ ดิฉันจะบีบให้"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"นวดดีกว่าอย่าบีบเลย แฮ่ะ แฮ่ะ บีบหรือขยำเส้นมันแพลง อาจเกิดอันตรายได้"

ท่านทั้งสองต่างลุกขึ้น พากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก สี่นางต่างมองไปทางประตูหน้าตึก สักครู่เจ้าเล็กยอดดาวไถก็เดินเข้ามาในห้องโถง ในท่าทางอันสงบเสงี่ยม แต่การแต่งกายก็บอกว่าเป็นนักเลงอันธพาลอยู่นั่นเอง เจ้าเล็กสวมกางเกงขายาวสีดำ เสื้อยืดแขนสั้นคอกลมลายแดงสลับขาว แขนทั้งสองข้างสักมังกรพันแขน ท่าทางของดาวไถทำให้สี่นางชักใจไม่ดีไปตามกัน

"คุณต้องการพบพวกเราหรือคะ" ประไพถามและยกมือตบท้องของหล่อน เพื่อให้แน่ใจว่าหลาวทองเหลืองคู่มือของหล่อน นั้นยังเหน็บไว้ใต้ขอบกระโปรง

เจ้าเล็กกระพุ่มมือไหว้สี่นาง เหมือนกับนักมวยไหว้ครูตอนขึ้นเวที

"สวัสดีขอรับ ผมตั้งใจมาหาคุณนายทั้งสี่คนแหละครับ"

นันทาชี้มือไปที่เก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"เชิญนั่งสิคะ"

เจ้าเล็กกล่าวคำขอบคุณเบาๆ แลเห็นแหวนเพชรในนิ้วนางมือซ้ายของนวลลออ ราคาแสนกว่าก็นึกชื่นชมในบุญวาสนาของหล่อน ในชีวิตของยอดดาวไถผู้นี้ เขาก็เพิ่งได้เข้ามาในคฤหาสน์ที่ใหญ่โตหรูหราอย่างนี้เป็นครั้งแรก เขาจำได้ว่าอาคารที่ใหญ่กว่านี้ และเขาเคยเหยียบย่างเข้าไปก็คือลหุโทษและบางขวาง จอมนักเลงเดินไปนั่งบนเก้าอี้นวม และพยายามสำรวมกิริยามารยาทให้เรียบร้อย ด้วยความหวังที่จะไถเงินจากสี่นางสักหมื่นบาท

"ผมคือนายเล็ก โพระดกครับ" เจ้าเล็กแนะนำตัวเอง

ประไพขมวดคิ้วย่น

"เล็ก พรรดึก..."

เจ้าเล็กอ้าปากหวอ

"โพระดกครับ ไม่ใช่พรรดึก โพระดกหมายถึงนกชนิดหนึ่ง ส่วนพรรดึกหมายถึงท้องผูกขนาดเป็นก้อนลูกกระสุน"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"ขอโทษทีคุณเล็ก ฉันได้ยินไม่ถนัด คุณมีธุระอะไรเกี่ยวกับพวกเราว่ามาเถอะ"

เจ้าเล็กยกมือไหว้สี่นางอีกครั้งหนึ่ง

"ผมนำข่าวไม่ดีเกี่ยวกับสามีของคุณนาย มาเรียนให้ทราบครับ"

"ตายแล้ว" ประไพอุทานลั่น "โธ่ กรตายแล้วกระมังพี่นันขา"

ดาวไถหัวเราะก้าก

"ยังไม่ตายหรอกครับ กำลังมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายด้วยการทรยศต่อคุณนาย ผมตั้งใจจะมากราบเท้าคุณนายหลายวันแล้ว แต่มัวเสียเวลาสืบรายละเอียดเกี่ยวกับคุณพล, คุณนิกร, อาเสี่ยกิมหงวน และคุณหมอดิเรก กว่าจะรู้ว่าบ้านอยู่ไหน คุณนายชื่ออะไรก็หมดเงินไปร้อยกว่าบาท"

นันทาว่า "คุณจะมาไม้ไหนคุณเล็ก สามีของพวกเราขณะนี้ไปพักผ่อนอยู่หัวหิน"

เจ้าเล็กแหกปากหัวเราะลั่น

"นั่นคือแผนการของคุณผู้ชายหรอกครับ ความจริงคุณๆ เหล่านั้นไม่ได้ไปหัวหิน ไปขลุกอยู่ที่ซ่องกะหรี่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสำนักนางโลมชั้นสูง แต่ว่าไม่ใช่ซ่องเจ๊หนอมเท่าที่พวกคุณๆ เคยไปหรอกนะครับ คุณพลกำลังหลงรักนังคำหอมสาวเชียงใหม่อย่างงมงาย อาเสี่ยก็หลงรักนังกิมเน้ยสาวลูกจีน อย่างที่เรียกว่าโงหัวไม่ขึ้น คุณนิกรกกนังแม่เล้ารูปร่างอ้วนใหญ่เหมือนหมูตกน้ำตาย ๒๔ ชั่วโมง คุณหมอดิเรกติดบ่วงเสนห์นังนวลอนงค์ซึ่งสวยขนาดพระนางคลีโอพัตรา ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้คู่กับยายตุ๊แม่ครัวที่นั่น และเจ้าแห้วก็ได้คู่กับเด็กสาวขนาดขบเผาะอีกคนหนึ่ง ทุกคนสนุกสบายกันเต็มที่เชียวครับ เอารถคาดิลแล็คเก๋งไปฝากไว้ที่อู่ซ่อมรถที่สี่พระยา ผมสาบานได้ว่าที่ผมเล่าให้คุณนายฟังนี้ ผมไม่ได้นำความเท็จ หรือใส่ฟืนใส่ไฟคุณทั้งสี่เลย"

สี่นางหันมามองดูหน้ากัน จากคำพูดของยอดดาวไถมีเหตุผลเพียงพอที่จะเชื่อถือได้ ความหึงอย่างร้ายแรงบังเกิดขึ้นในจิตใจของสี่นางทันที ต่างคนต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดนัยน์ตาวาวโรจน์ โดยเฉพาะนวลลออริมฝีปากสั่นระริก ประไพหน้าเขียวเหมือนลงคราม

"ฆ่ามัน" ประไพร้องสุดเสียง "คนอย่างนิกรเต็มไปด้วยความตลบตะแลงเล่ห์กลมารยามากนัก ก่อนจะออกจากบ้านจูบไพเสียหลายฟอด ทำเป็นว่าอาลัยรักอย่างล้นเหลือ ที่แท้แอบไปหาความสุขกับผู้หญิงพันนั้น" แล้วหล่อนก็หันมาถามเจ้าเล็ก "คนของนิกรผัวฉันน่ะชื่ออะไรนะ"

จอมดาวไถซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"ผมขอสงวนคำตอบไว้ก่อนครับ เพราะแฟนของคุณนิกรเป็นแม่เล้า หรือเอเย่นต์ ถ้าเอ่ยชื่อคุณพอจะนึกออก"

"เอ๊ะ ฉันไม่เคยเป็นกะหรี่นี่นะ ฉันจะไปรู้ได้อย่างไร" ประไพพูดอย่างหัวเสีย "ช่วยบอกฉันหน่อยซีคุณเล็ก"

ยอดดาวไถถูมือไปมา

"บอกน่ะบอกแน่ครับ นอกจากนี้ผมยังยินดีที่จะพาคุณนายทั้งสี่คนไปที่บ้านนั้นด้วย แต่คุณนายต้องกรุณาให้ผลประโยชน์ผมบ้าง"

นันทาเค้นหัวเราะ

"อ๋อ ฉันเข้าใจคุณดีแล้ว เท่าที่คุณนำเรื่องไม่ดีของสามีมาเล่าให้พวกเราฟัง ก็เพื่อหวังจะได้เงินจากพวกเราใช่ไหมล่ะ"

เจ้าเล็กยิ้มอายๆ

"แหม คุณนายเข้าใจถูกต้องดีทีเดียวครับ"

นันทาว่า "คุณจะคิดค่าป่วยการสักเท่าใดล่ะ"

"ผมขอหมื่นบาทครับ"

นวลลออแหวขึ้นทันที

"อะไรกันหมื่นบาท แพงเกินไป"

เจ้าเล็กยิ้มแป้น

"แพงหรือครับคุณนาย คุณนายโปรดคิดดูนะครับวันหนึ่งๆ คุณทั้งสี่ต้องจ่ายเงินให้เจ้าสำนักไม่ต่ำกว่าสามหมื่นนะครับ ผมจะคิดให้ฟังก็ได้ ซ่องนั้นต้องปิดชั่วคราวเพราะคุณทั้งสี่เหมาผูกขาด วันหนึ่งต้องจ่ายค่าอาหารให้เอเย่นต์อย่างน้อยก็ ๔๐๐ บาท ค่าเหล้าฝรั่ง ๑,๐๐๐ บาท ตีเสีย ๒ ขวด ค่าเครื่องดื่มอีก นอกจากนี้ต้องจ่ายค่าเช่าห้องประมาณวันละ ๑๐๐ บาทต่อห้อง จ่ายให้ผู้หญิงคนละ ๑,๐๐๐ บาท ส่วนผู้หญิงที่อยู่เฉยๆ ก็ต้องจ่ายให้อย่างขี้หมูขี้หมาคนละ ๖๐๐ บาทต่อวัน ที่นั่นค่าบริการตั้ง ๒๐๐ บาทนะครับ สำหรับพวกเศรษฐีเท่านั้น ถ้าคุณนายยอมจ่ายเงินให้ผมหมื่นบาท ผมก็จะพาคุณนายทั้งสี่คนไปซ่องนั้น เพื่อรับคุณๆ กลับมาบ้าน พวกคุณๆ ก็จะได้ไม่ต้องเสียเงิน ประหยัดเงินอีกหลายหมื่น ยายเอเย่นต์น่ะแกหวังสูบเต็มที่แหละครับไม่รวยคราวนี้จะไปรวยเมื่อไร"

นวลลออตัวสั่นเหมือนลูกนก นันทาจับแขนนวลลออแล้วกล่าวถามเบาๆ

"เป็นอะไรไปคะ"

"เปล่าค่ะ หึงมากเกินไปนวลตัวสั่นอย่างนี้ทุกที" แล้วหล่อนก็กล่าวกับยอดดาวไถ "ตกลงคุณเล็ก ฉันจะจ่ายเงินหมื่นบาทให้คุณเดี๋ยวนี้ แต่จะจ่ายเป็นเช็คเพราะถ้าคุณต้มเราเรื่องนี้ไม่มีมูลความจริง เราจะได้ให้ตำรวจจัดการกับคุณในฐานล่อลวง"

เจ้าเล็กยกมือไหว้ปลกๆ

"ให้ผมตายไปอย่าพบพระพบเจ้า เกิดชาติหน้าฉันใดเป็นขี้ข้าคุณทุกๆ ชาติซีครับ ถ้าผมล่อลวงคุณละก้อเอาตำรวจลากคอผมไปเลย ผมชื่อเล็ก โพระดก บ้านอยู่หลังตลาดสามย่าน ถามแถวนั้นดูใครๆ ก็รู้จักผมครับ ผมเป็นนักเลงโตในถิ่นนั้น คนแก่มีแต่เหงือกยังเรียกผมว่าพี่เล็กหรือเฮียเล็ก คุณนายคบผมไว้ใช้เถอะครับ ไม่ชอบใจใครผมจัดการให้ ฟันกระบาลสักสองแผลพอท้วมๆ หรือเอามีดโกนกรีดหน้า ชกหน้าด้วยสนับมือผมทำได้ทั้งนั้น วิ่งหนีเข้าตู้ยามผมยังตามเข้าไปเหยียบกรามต่อหน้าตำรวจ"

นันทาว่า "ฉันไม่เคยมีเรื่องวิวาทบาดหมางกับใครหรอกค่ะ นอกจากกับสามีของฉันเท่านั้น"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ถ้าจำเป็นต้องใช้กำลัง พวกเราก็มีกำลังอยู่แล้ว"

"พวกนักเลงที่ไหนครับ"

"เปล่า พวกตำรวจน่ะ ทั้งตำรวจโรงพัก และกองปราบฉันเรียกได้ทั้งนั้น เพราะเขามีหน้าที่คุ้มครองป้องกันฉัน ในฐานที่ฉันเป็นพลเมืองคนหนึ่ง"

นวลลออลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับเจ้าเล็กว่า

"ฉันจะขึ้นไปเอาเช็คมาให้คุณ แล้วก็คุณต้องพาพวกเราไปเดี๋ยวนี้นะ เราจะมอบเช็คให้เมื่อรถยนต์ไปถึงบ้านนั้น"

"ครับ สุดแล้วแต่คุณนายจะกรุณาผมเถอะครับ"

นวลลออพาตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนอย่างรีบร้อน ในเวลาเดียวกันนั้นเองประไพก็เป็นลมคอพับคออ่อน เพราะความหึงจนถึงขีดสุด

๑๗.๐๐ น. เศษ

ดอดจ์เก๋งของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พาสี่นางและยอดดาวไถมาถึงถนนซอยจุฬาลงกรณ์ อันเป็นที่ตั้งของสำนักหม่อมเอิบแล้ว ประไพทำหน้าที่เป็นคนขับ ประภากับนันทาและนวลลออนั่งรวมกันอยู่ตอนหน้ารถ ปล่อยให้นายเล็กนั่งอยู่ตอนหลังรถตามลำพัง สี่นางแต่งกายเรียบๆ อย่างอยู่กับบ้าน ทุกคนเตรียมพร้อมที่จะปะทะกับสามีของหล่อน ในขั้นตะลุมบอนเพื่อผลแตกหัก

"หยุดหน้าบ้านรั้วสังกะสีนั่นแหละครับ" ยอดดาวไถร้องบอกธิดาคนเล็กของเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ประไพใจเต้นระทึกผิดปกติ หล่อนบังคับรถหยุดนิ่งริมรั้วห่างจากประตูบ้านเพียงเล็กน้อย ทุกคนพากันลงมาจากรถอย่างสงบเงียบ เจ้าเล็กปราดเข้ามาหานวลลออทันที

"เสร็จหน้าที่ของผมแล้วครับคุณนาย กรุณาจ่ายเงินให้ผมได้แล้ว"

นวลลออเม้มปากแน่น

"คุณตามเข้าไปด้วยซี"

"ไม่ได้หรอกครับ อาเสี่ยหรือคุณๆ ต้องจ้างคนฆ่าผมแน่ๆ "

"เอ-ก็ถ้าเผื่อผัวๆ ของเราไม่ได้อยู่ในบ้านนี้ล่ะ"

เจ้าเล็กถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาเดินมาที่รั้วสังกะสีแล้วก้มมองดูตามรูเล็กๆ อันเกิดจากความผุของสังกะสี แล้วกล่าวกับนวลลออ

"คุณนายมาดูนี่ซีครับ"

นวลลออเดินเข้ามาก้มลงมองดูที่รูสังกะสี พอแลเห็นเสี่ยหงวนกำลังนั่งประคองสาวกิมเน้ยอยู่บนเก้าอี้ชิงช้า หล่อนก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว หล่อนยืดตัวขึ้นเปิดกระเป๋าเงินหยิบเช็คฉบับหนึ่งส่งให้เจ้าเล็กโดยดี

"เอ้า-ฉันให้รางวัลคุณหมื่นบาทตามสัญญา"

เจ้าเล็กดีใจเหลือที่จะกล่าว รีบยกมือไหว้นวลลออ แล้วรับเช็คมาคลี่อ่านข้อความในนั้น

"ขอบพระคุณนะครับ ผมจะไม่ลืมพระคุณของคุณนายเลย ผมกราบลาละครับ อย่าบอกอาเสี่ยนะครับว่าคุณนายทราบเรื่องนี้มาจากผม"

นวลลออไม่สนใจกับดาวไถอีกแล้ว หล่อนเดินเข้าไปหาเพื่อนเกลอของหล่อน แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"สี่แหลก บุกเลยพวกเรา"

"เดี๋ยวค่ะ" ประไพพูดเสียงเครือ "ไพหายใจไม่ออก"

"เป็นอะไรไปล่ะ" นันทาถามเสียงดุๆ

"มันหึงมากเกินไปค่ะ โอ๊ย-หัวใจของไพจะหยุดเต้นแล้ว วันนี้ไพต้องเหยียบกรามผัวให้ได้ อ้ายเราหรือซื่อสัตย์ต่อเขาตลอดเวลา แต่เขากลับทรยศต่อเราตลอดกาล"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็เดินควงคู่กับสาวน้อยในวัยทีนเอจคนหนึ่ง ออกมาจากประตูรั้วในท่าทางที่มีความสุขอย่างล้นเหลือ เจ้าแห้วสวมกางเกงขายาวสีเทา เสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว ผูกเน็กไทเงื่อนกะลาสี ส่วนสาวน้อยอยู่ในเสื้อกระโปรงชุดสีฟ้าเย็นตา เจ้าแห้วตั้งใจจะพาแฟนของเขาไปนั่งรถแท็กซี่ตากลมเล่น หามะพร้าวอ่อนแช่น้ำแข็งกินที่สวนลุมพินี

พอแลเห็นสี่นางยืนรวมกลุ่มอยู่ริมรั้ว เจ้าแห้วก็หยุดชะงัก

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง

นันทากวักมือเรียก

"มานี่ๆ อย่าหนีและอย่าส่งเสียงนะมึง มานี่"

ใบหน้าของเจ้าแห้วซีดเผือดจนกระทั้งเขียวคล้ำ แล้วเจ้าแห้วก็ล้มลงนอนหงายเหยียดยาวสิ้นสติด้วยความตกใจ สายใจกะหรี่สาวยืนตะลึงอยู่สักครู่ ก็หันกลับวิ่งตื๋อเข้าไปในบ้าน ตะโกนเรียกกิมหงวนเสี่ยงลั่น

"อาเสี่ย อาเสี่ยคะ ข้าศึกบุกเข้าแล้ว ตายแน่"

กิมหงวนเผ่นพรวดลุกขึ้นจากเก้าอี้ชิงช้า

"อ้ายเล็กยกพวกมาอีกหรือ เอามันพวกเรา"

"ไม่ใช่อ้ายเล็กค่ะ คราวนี้กองทัพใหญ่ยกมาสี่ทัพน่ากลัวมาก"

"ยังงั้นกองทัพใครล่ะ"

"กองทัพคุณนายที่บ้านเสี่ยค่ะ พอพี่แห้วเห็นเท่านั้นลมใส่เลย"

กิมหงวนค่อยๆ ยกมือจับหน้าอกของเขา เมื่อรู้สึกว่าหัวใจยังทำงานอยู่ก็วิ่งตื๋อขึ้นไปบนเรือน ร้องบอกเพื่อนเกลอด้วยเสียงอันดัง ทำให้คนของหม่อมเอิบแตกตื่นวุ่นวายไปตามกัน เพราะไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น

อาเสี่ยบุกออกไปทางหลังเรือน ขึ้นบันไดชันบนตรงมายังห้องนอนของคำหอม และยกมือทุบประตูห้อง

"เฮ้ย-อ้ายพล อ้ายพลโว้ย ฉิบหายแล้วเมียมาตาม"

แล้วกิมหงวนก็วิ่งไปที่ห้องส่วนตัวของแม่เล้า พอดีนิกรเปิดประตูออกมา นายจอมทะเล้นนุ่งผ้าขาวม้าเก่าๆ ผืนเดียว เสื้อชั้นในก็ไม่ได้ใส่ ลมพัดขนจั๊กกะแร้พะเยิบพะยาบ

"อะไรวะอ้ายหงวน เอะอะไปได้"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เอะอะอะไรเล่า เมียเรามาตาม"

นิกรอ้าปากหวอ

"ตายแน่กู" แล้วนิกรก็เป็นลมล้มพับอยู่ข้างประตูนั้น หม่อมเอิบร้องเอะอะรีบลงจากเตียงนอน วิ่งมาประคองแฟนของหล่อน

กิมหงวนวิ่งตื๋อไปที่ห้องนวลอนงค์สามใบเถาผู้พี่ เขายกกำปั้นทุบประตูห้องติดๆ กันหลายครั้ง

"หมอ หมอโว้ย"

ประตูห้องถูกเปิดผลัวะออกทันที นายแพทย์หนุ่มนุ่งกางเกงชั้นในสีขาว และสวมเสื้อกล้ามเพียงตัวเดียวเท่านั้น

"ไฟไหม้หรืออย่างไร"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ยิ่งกว่าไฟไหม้ ยิ่งกว่าระเบิดปรมาณู เมียเรามาตามโว้ย อ้ายสัตว์เล็กคงไปบอกเมียเรามาแน่นอน"

ดร. ดิเรกตกใจแทบช็อค

"มายก๊อด...แกลงไปบอกประภาทีได้ไหมว่ากันเป็นอหิวาต์ตายไปแล้วเมื่อเช้านี้ ศพกันอยู่ที่วัดหัวลำโพง"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"แกลงไปบอกเองดีกว่า โอย-ไปทางไหนดีเล่า วันนี้ถ้าเราไม่ตายก็คงคางเหลือง มีหวังถูกเมียเหยียบกรามแน่"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ฮึดสู้รึ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"สู้เราก็แพ้ ถูกเหยียบกรามขายหน้าเขาเปล่าๆ กันหนีไปซ่อนในห้องแกสักคนเถอะวะ"

"ไม่ได้" นายแพทย์หนุ่มตวาดแว๊ด "นวลอนงค์นุ่งกางเกงยืดตัวเดียวเท่านั้น เสื้อผ้าก็ยังไม่ได้ใส่ หล่อนกำลังนอนหลับ"

"เถอะน่า กันไม่ถือหรอก"

"ไม่ถือก็ไม่ได้"

อาเสี่ยโกยอ้าว วิ่งเข้าไปในห้องนอนของกิมเน้ย ในเวลาเดียวกันนี้เอง นันทา, นวลลออ, ประภา และประไพก็พากันบุกขึ้นมายังห้องชั้นบนของเรือนใหญ่ ไม่มีใครแม้แต่คนเดียวที่กล้าขัดขวาง หม่อมเอิบลงไปนอนโก้งโค้งอยู่ใต้เตียง พวกผู้หญิงที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องหลบอยู่ในห้องของตน

เด็กหนุ่มคนหนึ่งตามสี่นางขึ้นมา นันทาแลเห็นเข้าก็กวักมือเรียก แล้วเปิดกระเป๋าหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทส่งให้รวม ๒ ฉบับ

"ฉันให้รางวัลเธอ" หล่อนพูดเสียงกระซิบ "ช่วยบอกฉันหน่อยเถอะว่า คุณพล, คุณนิกร, อาเสี่ยกิมหงวน และคุณหมอดิเรกพักอยู่ห้องไหน"

เด็กหนุ่มได้เงิน ๒๐๐ บาท ก็คิดขบฏต่อสี่สหายทันที

"นั่นครับ ห้องคุณนิกรกับหม่อมเอิบ"

ประไพกระชากหลาวทองเหลืองออกมาถือเตรียมพร้อม แล้วกระซิบถามเด็กหนุ่ม

"หม่อมเอิบน่ะเอเย่นต์ใช่ไหม"

"ใช่ครับ"

ประไพเดินเข้าไปหยุดยืนหน้าห้องนั้น ยังไม่ทันเคาะประตูเรียกบานประตูก็เปิดออก นิกรชูมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ ยอมจำนนโดยไม่มีเงื่อนไข นันทาขอร้องให้เด็กหนุ่มพาหล่อนไปที่ห้องของพลต่อไป

ใน ๕ นาทีนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายก็ยอมจำนนออกมาจากห้อง ยอมมอบตัวเป็นเชลย มีการซ้อมกันบ้างพอหอมปากหอมคอ พวกแฟนของสี่สหายไม่มีใครกล้าโผล่ออกมาจากห้องแม้แต่คนเดียว

"กลับบ้านเดี๋ยวนี้" นันทาออกคำสั่งอย่างเด็ดขาด

นิกรก้มลงมองดูตัวเองแล้วหัวเราะ

"ขออนุญาตแต่งตัวสักสองนาทีได้ไหมพี่นัน นุ่งผ้าขาวม้าไปอย่างนี้น่าเกลียด ดีไม่ดีถูกลมโกรกก็จะกลายเป็นตะพั้นไป ฝนมันตกอากาศมันเย็นอยู่ด้วย"

ประไพตวาดแว๊ด

"ไปอย่านี้แหละ เสื้อผ้าไม่ต้องเอาทั้งนั้น ไปเหยียบกรามกันที่บ้าน ตีกันที่นี่ขายหน้าเขา วันนี้แหละแม่เอาให้ตายห่าเลย โกหกว่าไปหัวหินที่แท้มาขลุกอยู่ซ่องนี้"

เหมือนกับนักโทษหรือผู้ต้องหา สี่สหายถูกคุมตัวลงไปข้างล่าง พวกผู้หญิงแอบมองดูตามประตูหน้าสลอน ทุกคนต่างเป็นห่วงสี่สหายไปตามกัน.

จบบริบูรณ์