พล นิกร กิมหงวน 030 : วันนองเลือด

เมฆหมอกแห่งการสไตร๊ค์ ได้เริ่มตั้งเค้าขึ้นแล้ว

พนักงานขับรถ นายตรวจและเด็กกระเป๋าของบริษัทรถประจำทาง ไทยนิกร จำกัด เริ่มมีท่าทีจะทิ้งงานหรือหยุดงาน มีการจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันหรือซุบซิบกัน บางทีก็ไชโยโห่ร้องขึ้นพร้อมๆ กันโดยไม่มีเหตุผล

อย่างไรก็ตาม กรรมกรเกือบครึ่งหนึ่งของบริษัทนี้ยังอยู่ในความสงบและตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติหน้าที่ของตนตามปรกติ

นายฉัตร ผู้จัดการบริษัท และนายยิ่งซึ่งเป็นนายท่าหรือหัวหน้ากรรมกรทั้งหมดได้เฝ้าสังเกตการณ์เคลื่อนไหวของพวกคนขับ นายตรวจและกระเป๋ามาหลายวันแล้ว และรายงานให้นิกร การุณวงศ์ ผู้อำนวยการบริษัททราบทุกระยะ

เมื่อนิกรได้รับโทรศัพท์จากผู้จัดการในตอนเช้าวันนั้นแจ้งว่า พวกกรรมกรอาจจะผละงานก่อนเที่ยงวันนี้ นิกรก็ชวนเพื่อนเกลอทั้งสามกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาที่บริษัทรถประจำทางในเวลา ๙.๐๐ น. เศษ

"ว่าไงพี่ฉัตร" นิกรกล่าวกับสุภาพบุรุษในวัย ๕๐ เศษ ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ของเขา และนิกรยกย่องนายฉัตรเหมือนกับญาติคนหนึ่ง "ผมคิดว่าพี่ฉัตรหย่อนความสามารถในการปกครองละกระมัง พวกคนงานถึงมีบทบาทอย่างนี้"

นายฉัตรเป็นคนเอางานเอาการและเป็นคนใจน้อย เมื่อนิกรพูดเช่นนี้เขาก็ไม่พอใจ

"ถ้าคุณเห็นว่าผมหย่อนความสามารถละก้อ ผมจะเขียนใบลา ขอลาออกจากงานเดี๋ยวนี้แหละครับ"

นิกรหัวเราะก้าก

"ปู้โธ่ หัวก็ไม่ล้านสักนิด ทำใจน้อยไปได้"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียวกับนิกรทันที

"คิดเสียก่อนพูดโว้ย ประเดี๋ยวจะเกิดเตะปากกันขึ้น"

นิกรอมยิ้ม

"ไม่เป็นไรครับ วันนี้ผมพกปืนมาด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ก็ลองดู" แล้วท่านก็ยกมือตบกระเป๋ากางเกงข้างขวาของท่าน "ข้าก็พก ๑๑ มม.มาเหมือนกัน เรื่องยิงกันน่ะมันเรื่องเล็กโว้ย"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ขอเสียทีเถอะครับ มาด้วยกันทะเลาะกันแล้วจะไปไหนรอด หันหน้าปรึกษาหารือกันดีกว่า ดูซีครับ พวกคนขับรถและเด็กกระเป๋าจับกลุ่มมองดูพวกเราซุบซิบกัน"

นายฉัตรกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างนอบน้อม

"เชิญเข้าไปในห้องทำงานของผมเถอะครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเข้าไปในห้องทำงานของผู้จัดการบริษัท ซึ่งเป็นห้องโดยเฉพาะและกว้างขวาง มีโต๊ะเก้าอี้รับแขกอยู่หนึ่งชุด ด้านซ้ายเป็นโต๊ะทำงานและผนังตึกทางโต๊ะรับแขกมีโซฟาขนาดใหญ่นั่งได้ประมาณ ๘ คนอย่างสบาย

พล, นิกร, กิมหงวนและดร.ดิเรก กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งรวมกันอยู่บนโซฟาตัวนั้น ส่วนนายฉัตรทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้เป็นหุ้นส่วนและกรรมการของบริษัท ไทยนิกร จำกัด ได้กล่าวถามผู้จัดการอย่างเป็นงานเป็นการ

"เธอน่าจะรู้ว่าใครเป็นหัวหน้ายุยงพวกกรรมกรให้แสดงปฏิกิริยาเช่นนี้ ไม่รู้จริงๆ หรือนายฉัตร"

"ครับผม ผมกับนายยิ่งได้พยายามสืบหาตัวหัวหน้ามาหลายวันแล้วก็สืบไม่ออก"

พลพูดเสริมขึ้น

"พี่ฉัตรเรียกประชุมกรรมกรหรือเปล่า"

"ประชุมแล้วครับ ประชุมเมื่อวานนี้เอง ผมชี้แจงให้ทราบว่า ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการใช้กฎอัยการศึก การสไตร๊ค์หรือทิ้งงานจะมีความผิดตามกฎหมายอย่างร้ายแรง"

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามขึ้นด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

"เรื่องนี้ต้องมีมือที่สามเข้ามาเกี่ยวข้องยุยงพวกกรรมกรแน่ๆ พี่ฉัตร ผมสงสัยจะเป็นแบบคอมมิวนิสต์"

นายฉัตรยิ้มเล็กน้อย

"ผมสงสัยอย่างอาเสี่ยว่าเหมือนกันแหละครับ พวกเจ้านายมากันพร้อมหน้า ทั้งผู้อำนวยการและกรรมการของบริษัทอย่างนี้ก็ดีแล้ว ผมจะออกไปพูดกับพวกกรรมกรให้ส่งผู้แทนฝ่ายละคนมาพบดีไหมครับ คนขับหนึ่งคน กระเป๋าคนหนึ่งและนายตรวจคนหนึ่ง"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกันพี่ฉัตร แต่ใครจะยอมเป็นตัวแทนพวกกรรมกรล่ะ เขาคงจะกลัวเราเล่นงานหาว่าเขาเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์"

"ไม่เป็นไรครับ ผมจะพูดกับเขาว่า เราจะรับรองกับเขาว่า ไม่ถือว่าตัวแทนของกรรมกรเป็นหัวหน้า เราต้องการเจรจาแบบสันติวิธี"

"ดีแล้ว" นิกรพูดยิ้มๆ "พี่ฉัตรไปตามตัวมาพบกับเราเถอะ มีอะไรก็พูดกันได้ ให้เขาจัดผู้แทนมาฝ่ายละคนแล้วพี่ฉัตรมาที่นี่ แต่ต้องค้นตัวก่อนนะพี่ฉัตร ค้นกระเป๋าเสื้อกางเกงและในหน้าอกเสื้อให้ทั่ว ประเดี๋ยวจะเอาเหล็กขูดช้าฟมาจิ้มสะดือพวกเราเข้า"

"ครับ ผมจะค้นผู้แทนคนขับและนายตรวจให้ทั่วแต่ผู้แทนเด็กกระเป๋า ผมไม่กล้าควานเข้าไปในอกเสื้อหรอกครับ เด็กมันเอะอะขึ้นผมก็จะเสียผู้ใหญ่เท่านั้น"

นิกรพูดตัดบท

"เด็กกระเป๋าผู้หญิงไม่ต้องค้น ถ้าสงสัยผมจะค้นเอง"

นายฉัตรลุกขึ้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึมไม่สู้จะสบายใจนัก เพราะถ้าสไตร๊ค์เกิดขึ้นจริงๆ เขาจะต้องรับผิดชอบในฐานะที่เขาเป็นผู้จัดการ เขาพาตัวเดินออกไปจากห้องทำงานของเขา ปล่อยให้ผู้อำนวยการและคณะกรรมการของบริษัทปรึกษาหารือกัน

ใน ๑๐ นาทีนั้นเอง นายฉัตรก็พาผู้แทนกรรมกรแผนกเดินรถรวม ๓ คนเข้ามาในห้อง คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน อีกคนหนึ่งเป็นชายวัยเบญจเพส อีกคนหนึ่งเป็นหญิงสาววัยทีนเอจ ทั้งสามคนนี้เป็นผู้แทนคนขับรถ นายตรวจ และเด็กกระเป๋า

ผู้แทนกรรมกรเข้ามายืนเผชิญหน้ากับพวกเจ้านายแล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม นายฉัตรเป็นผู้แนะนำให้คณะพรรคสี่สหายรู้จักชื่อทั้งสามคน คือนายวิง วัยวอดคนขับรถ นายคำราม ก้อนทองนายตรวจ และนางสาวยี่หุบ ลายเสือกระเป๋าหญิงร่างอ้วนใหญ่ เจ้าของอกเขาหิมาลัย ซึ่งมโหฬารกว่าเขา เป็นกระเป๋าหญิงที่บึ้บบั้บที่สุดของบริษัทนี้

นิกรมองดูหน้าผู้แทนกรรมกรทีละคน สิ้นสุดที่ใบหน้าของกระเป๋าสาว

"ก่อนจะเข้ามาหาฉันผู้จัดการเขาค้นตัวหนูหรือเปล่า"

ยี่หุบยิ้มอายๆ และพูดอ้อมแอ้มว่า

"เปล่าค่ะ เขาค้นนายตรวจกับน้าวิงสองคนเท่านั้น"

"ถ้าเช่นนั้นหนูมีอาวุธอะไรซ่อนอยู่ในตัวก็เอาออกมาวางไว้บนโต๊ะเสีย"

"หนูไม่มีฮ่ะ"

"ไม่เชื่อ อะไรตุงๆ อยู่ในอกเสื้อควักออกมาซิ สงสัยว่าจะเป็นคอล์ทตราควายหรืออย่างเลวๆ ก็ระเบิดมือสองลูก"

ใบหน้าของกระเป๋าสาวแดงระเรื่อ

"ไม่มีฮ่ะ ไม่เชื่อผู้อำนวยการลองคลำดูก็ได้ค่ะ ถ้ามีอาวุธในตัวหนูก็โทรศัพท์เรียกตำรวจมาจัดการกับหนูได้เลย การต่อสู้ที่ถูกต้องไม่ใช้กำลังหรืออาวุธค่ะ"

นิกรหัวเราะแล้วกล่าวกับผู้แทนกรรมกรทั้งสามคน

"เชิญนั่ง นั่งคุยกับพวกเราตามสบายเถอะ มีอะไรก็ขอให้พูดกัน ปรับความเข้าใจกัน ฉันคิดเสมอว่ากรรมกรทุกคนเป็นผู้ทำประโยชน์ให้บริษัท นั่งซิ"

นายวิง นายคำรามและยี่หุบ ต่างทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว ส่วนผู้จัดการเลี่ยงไปนั่งบนเก้าอี้เหล็กริมหน้าต่าง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้สัมภาษณ์ผู้แทนกรรมกรทั้งสามทีละคน ในที่สุดก็ได้ความว่ากรรมกรฝ่ายเดินรถต้องการเบี้ยเลี้ยงเพิ่มขึ้น ๕๐ เปอร์เซ็นต์ และเงินเดือน ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ทุกคนให้เหตุผลเหมือนกันว่าพวกเขาทำงานหนักมากแต่รายได้น้อยเกินไป ส่วนบริษัทมีรายได้มากขึ้นตามลำดับ บริษัทจึงควรเห็นใจกรรมกรฝ่ายเดินรถ ถ้าไม่ตกลงเพิ่มเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้ พรุ่งนี้กรรมกรฝ่ายเดินรถจะหยุดงานทันที ทั้งนี้โดยไม่มีใครเป็นหัวหน้า ต่างคนต่างมีใจตรงกันเอง

พล มองดูผู้แทนคนขับอย่างเดือดๆ

"เท่าที่เธอพูด บริษัทก็เห็นใจพวกเธอ แต่การขึ้นเงินเดือนให้ทุกคนอีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์ และขึ้นค่าเบี้ยเลี้ยงรายวัน ๕๐ เปอร์เซ็นต์นั้น สุดวิสัยที่บริษัทจะยินยอมได้ จริงอยู่ ปีใหม่นี้รายได้สูงขึ้นมากชั่วระยะเวลาครึ่งปีที่ผ่านมาแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเรามีกำไรมาก เพราะนอกจากน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันเครื่องแพงขึ้นแล้ว รถของเรามีระยะทางวิ่งสายหนึ่ง ๑๒ กิโลเมตร สายที่สอง ๑๕ กิโลเมตร และสายที่สาม ๑๓ กิโลเมตร ค่าโดยสาร ๕๐ สตางค์ตลอดสาย นอกจากนี้ วันหนึ่งๆ มีตัวแบ่งและตัวพยักหน้านับพันคน"

ผู้แทนนายตรวจหรือนายคำรามพูดเสริมขึ้นทันที

"ท่านครับ เมื่อรายได้มากกว่ารายจ่ายก็หมายความว่าบริษัทมีกำไรน่ะซี"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"น้องชาย ลื้อพูดกับอั๊วไม่ต้องพูดแบบกระแทกกระทั้นด้วยน้ำเสียงเช่นนี้ ลื้อชื่อคำราม ลื้อคำรามกับใครก็ได้แต่ไม่ใช่อั๊วโว้ย"

นายตรวจคำรามฝืนหัวเราะแล้วยกมือไหว้

"ประทานโทษเถอะครับ ผมเป็นคนเสียงกร้าวมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว แม่ผมตั้งชื่อผมว่าสุภาพ พ่อแกเห็นฮื่อ แฮ่ กับใครบ่อยๆ เลยเปลี่ยนชื่อผมใหม่ว่าคำราม กรุณาอภัยให้ผมเถอะครับ เท่าที่พวกนายตรวจให้ผมเป็นตัวแทนมาพบเจ้านายก็เพื่อหวังในความกรุณาของท่าน บริษัทน่าจะคิดดูบ้างว่าพวกผมเหล่านายตรวจต้องทำงานเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต กระโดดลงจากรถดีไม่ดีปากแตก หรือม่ายก็ถูกรถยนต์ที่แล่นตามมาทับตาย ตอนกระโดดเกาะรถเมล์ ถ้าพลาดหลุดเข้าใต้ล้อรถก็ตาย ไหนจะเผชิญหน้ากับพวกโดยสารหน้าด้านที่ไม่ยอมซื้อตั๋ว ขอดูตั๋วก็พยักหน้าหรือเอามือตบกระเป๋า บางทีก็ถลกขากางเกงให้ดูรองเท้า ครั้นเซ้าซี้หนักเข้า พวกผมก็ถูกชกหรือถูกแทง บริษัทน่าจะเห็นใจนะครับ"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร.ดิเรกจึงกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เหตุผลที่เธอว่าไม่ใช่เหตุผลที่เราจะต้องขึ้นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้ การกระโดดลงจากรถหรือวิ่งไล่เกาะรถเป็นเรื่องที่เธอจะต้องระมัดระวังตนเอง นายตรวจที่ดีต้องกระโดดรถหรือเกาะรถได้คล่องแคล่ว ส่วนที่ว่าเธอหรือพวกนายตรวจจะถูกผู้โดยสารแทงตาย เธอควรจะแนะนำให้พวกนายตรวจพกมีด พกหลาว หรือพกปืนไว้ป้องกันตัวบ้าง เกิดมาเป็นลูกผู้ชายจะยื่นพุงให้เขาแทงง่ายๆ ใช้ได้หรือ"

นายคำรามเค้นหัวเราะ

"ก็ข้อบังคับของบริษัทห้ามพกอาวุธนี่ครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ฉันจะยกเลิกข้อบังคับข้อนี้ ต่อไปใครจะพกสนับมือ มีดพก ระเบิดมือ หลาวทองเหลือง ปืนกล ปืนพก หรือปืนใหญ่ก็เชิญ แต่ถ้าถูกโปลิศจับบริษัทไม่รับรู้"

นายคำรามถอนหายใจลึกๆ

"เป็นอันว่าทางบริษัทไม่ยอมขึ้นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้พวกผมใช่ไหมครับ"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"คุณพ่อบอกเขาหน่อยซีครับ"

ท่านเจ้าคุณนั่งทรงตัวตรงแล้วพยักหน้ากับผู้แทน

"นายตรวจจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้เป็นรายบุคคล ไม่ใช่ขึ้นให้ทุกคนและขึ้นมากหรือน้อยแล้วแต่บริษัทจะเห็นสมควร พวกเธอจะมาตั้งกฎเกณฑ์ให้เราไม่ได้"

นายคำรามยิ้มแค่นๆ

"ถ้าเช่นนั้นก็มีหวังละครับ"

"มีหวังอะไรนายคำราม" พลถามเสียงกร้าว

"มีหวังถูกยึดสัมปทานน่าซีครับ ตามสัญญาในสัมปทานก็ระบุไว้แล้วว่า นับตั้งแต่ ๖.๐๐ น.ถึง ๒๔.๐๐ น. รถของบริษัทจะต้องเดินรับส่งผู้โดยสารอย่างน้อยสายละ ๕ คัน ถ้าสายไหนไม่มีรถเดินสามชั่วโมงบริษัทก็จะถูกยึดสัมปทาน ฮ่ะ ฮ่ะ ใช่ไหมล่ะครับ"

นิกรยกมือชี้หน้านายตรวจ

"ถ้าพวกแกสไตร๊ค์ พวกแกก็จะถูกตำรวจจับในฐานทำให้บริษัทเสียหายและทำให้ประชาชนที่อาศัยรถเมล์ของบริษัทเราได้รับความเดือดร้อน อย่าลืมว่าขณะนี้กฎอัยการศึกยังไม่เลิก ผลร้ายของการสไตร๊ค์จะเป็นของพวกแกไม่ใช่บริษัท เราสามารถที่จะเดินรถได้ในระหว่างสไตร๊ค์ โดยไม่ยอมให้กระทรวงคมนาคมยึดสัมปทานของเรา พวกเราจะช่วยกันขับ เป็นนายตรวจและเป็นเด็กกระเป๋า ฮิ ฮิ อย่าทนงไปหน่อยเลยเพื่อน"

นายตรวจหน้าจ๋อย และไม่พูดอะไรอีก นิกรมองดูชายกลางคนซึ่งเป็นผู้แทนของคนขับรถแล้วกล่าวขึ้นว่า

"นายวิง ฉันรู้สึกว่าเธอทำงานอยู่ในบริษัทนี้มาหลายปีแล้วไม่ใช่หรือ"

นายวิงนิ่งคิด

"นับไปนับมาราวร้อยปีเห็นจะได้ครับท่าน"

"อือ ก็นานพอดูอยู่เหมือนกัน" นิกรพูดยิ้มๆ

"เธอบอกพวกคนขับเถอะว่า ขอให้ทุกคนปฎิบัติหน้าที่ของตนต่อไป สิ้นปีเราจะพิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ ส่วนโบนัสถ้าบริษัทมีกำไร ทุกคนก็ต้องได้โบนัส ดูแต่ปีกลายนี้บริษัทยังจ่ายโบนัสให้กรรมกรถึงคนละสิบสลึงแต่ปีนี้คงได้มากกว่า"

นายวิงทำหน้าชอบกล

"ผมขอเรียนท่านตามตรงนะครับ คือไม่ต้องพูดคดไปคดมา"

"ว่าไงนายวิง"

เขายิ้มให้นิกรเสียก่อนจึงกล่าวว่า

"พวกเราต้องการให้บริษัทออกคำสั่งขึ้นเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงให้พวกเราในวันนี้ก่อน ๑๖.๐๐ น.ครับ ถ้าไม่ตกลงตามนี้เราก็จะหยุดงานและใช้อำนาจยึดบริษัท ยึดรถยนต์และทรัพย์สินทั้งหมดของบริษัท นอกจากนี้เท่าที่ผมทราบมานะครับ พวกกรรมกรอาจจะจับท่านผู้อำนวยการทุกท่านและผู้จัดการบริษัทไว้ด้วย เพื่อขู่บังคับให้ ยอมตกลงตามเงื่อนไขของเรา"

เหมือนกับได้ฟังเรื่องชวนหัวขนาดหนัก สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายฉัตรต่างหัวเราะกันอย่างครื้นเครง แล้วนายฉัตรก็กล่าวกับผู้แทนคนขับรถด้วยเสียงหัวเราะว่า

"ถ้าพวกลื้อทำอย่างนี้จริงๆ ก็มีหวังเจอปืนกล รถถัง เอ็ม.๒๔ เท่านั้น ข้อหามันยิ่งกว่าปล้นอีกโว้ย เพียงแต่หยุดงานเฉยๆ ตำรวจเขาก็ต้องจัดการกับพวกลื้อแล้ว"

พลยิ้มให้กระเป๋าสาว ซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมอยู่ตลอดเวลา

"หนูเป็นตัวแทนของเด็กกระเป๋าสาวๆ หนูไปบอกพวกหนูให้ทำงานต่อไปเถอะ อย่าวุ่นวายกับเขาเลย ปล่อยให้พวกคนขับและนายตรวจเขาวุ่นวายกันไปตามเรื่อง ความจริงบริษัทก็ให้เงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเด็กกระเป๋าเท่ากับรถเมล์บริษัทใหญ่ๆ ด้วยกันแล้ว"

ยี่หุบถอนหายใจเบาๆ

"หนูคิดว่าเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงที่ได้รับอยู่ในเวลานี้ไม่คุ้มค่าเหนื่อยและค่าสึกหรอค่ะ รถทุกเที่ยวคนแน่นเหมือนแป้งยัดทะนาน เวลาเก็บสตางค์พวกหนูต้องเบียดเสียดเข้าไปผู้โดยสารที่เป็นผู้ชายก็ถือโอกาสหาเศษหาเลยกับพวกหนู มิหนำซ้ำยังพูดยังโง้นยังงี้ต่างๆ นานา บริษัทเห็นอกพวกหนูบ้างซีคะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ก็อยากจะเห็นอกพวกหนูเหมือนกัน แต่การเรียกร้องอย่างนี้เป็นการบังคับขู่เข็ญกัน บริษัทยอมตกลงตามคำเรียกร้องไม่ได้ หนูเป็นผู้หญิงยิงเรือขืนสไตร๊ค์กับเขาถูกตำรวจจับร้องไห้ขี้มูกโป่งไม่รู้นะ และถ้าใครสไตร๊ค์บริษัทจะไม่ยอมรับเข้าทำงานอีก ผู้ที่อาศัยอยู่ในบริษัทจะถูกขับไล่ออกจากเขตของบริษัททันที ไปคิดดูให้ดีเถอะ จงอย่าเชื่อคนยุแหย่และอย่ากลัวอิทธิพลของใคร ผู้ที่เป็นหัวหน้าสไตร๊ค์มีหวังได้ไปอยู่คุกลาดยาว ฉันสงสัยเหลือเกินว่าเรื่องนี้อาจจะมีมือที่สามเข้ามาแทรก และต้องเป็นแผนคอมมิวนิสต์แน่ๆ "

พลกล่าวถามนายตรวจคำราม

"ถ้าพวกเธอหยุดงานและบริษัทไม่ยอมเจรจาด้วยพวกเธอจะได้เงินที่ไหนมาใช้สอย ปัญหาเรื่องนี้เป็นปัญหาสำคัญหรือเปล่าน้องชาย"

"ไม่สำคัญ" นายตรวจมีหางเสียงคำรามพูดอย่างไม่สมชื่อของเขา "หมามันยังไม่อดตายนี่ครับเจ้านาย"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ถูกละ แต่หมามันกินในสิ่งที่คนเรากินไม่ได้ บางอย่างประสาทส่วนจมูกของหมามันหอมแต่เราเหม็น"

นายตรวจหัวเราะเสียงปร่า

"ถ้าจำเป็นผมอาจจะกินได้ทุกอย่างเหมือนอย่างหมาแหละครับ"

นิกรหัวเราะก้าก แล้วพูดกับตัวแทนกรรมกรทั้งสามคน

"เอาละ เราเจรจากันเพียงเท่านี้ ไปบอกพรรคพวกของเธอเถอะว่าบริษัทยอมไม่ได้ ในฐานะที่ฉันเป็นผู้อำนวยการฉันขอร้องให้ทุกคนอยู่ในความสงบและทำงานตามหน้าที่ของตนต่อไป ถ้าเกิดการสไตร๊ค์ขึ้นจริงๆ ตำรวจจะเข้าควบคุมบริษัทรถเมล์นี้ทันที และถ้าพวกเธอมีการใช้กำลังขู่เข็ญ พวกเธอก็คงจะได้รับมือกับกองทหาร จงนึกถึงอาชีพของตัวให้มากงานที่บริษัทมีความเป็นปึกแผ่นมั่นคงดีแล้ว มีเงินบำเหน็จให้ทุกๆ คนที่ทำงาน ๕ ปี ถ้าลาออกก็ได้เงินบำเหน็จอีก ๕ เดือน ยิ่งมากปีก็ยิ่งได้มาก ส่วนโบนัสก็ได้ทุกปี ขืนยุ่งกันนักฉันเลิกล้มบริษัทนี้เสีย"

นายวิง นายคำราม และยี่หุบต่างยกมือไหว้ท่านผู้อำนวยการ, ผู้จัดการและคณะกรรมการของบริษัท ไทยนิกร แล้วพากันลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องทำงานของนายฉัตร เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายฉัตรทันที

"เธอต้องเตรียมรับการสไตร๊ค์ไว้ให้พร้อม เมื่อเราไม่ยอมตกลงตามเงื่อนไข พรุ่งนี้พวกกรรมกรฝ่ายเดินรถต้องสไตร๊ค์แน่"

"ครับ เริ่มสไตร๊ค์เมื่อไรผมจะโทรศัพท์บอกตำรวจและโทรศัพท์เรียนไปให้ทราบ นายท่าเขารับรองว่าเด็กๆ ของเขาซึ่งเป็นคนขับและเด็กกระเป๋าหลายคนไม่ยอมร่วมมือกับพวกสไตร๊ค์ครับ ผมหวั่นใจเหลือเกินอาจจะมีการปะทะกันนองเลือด พวกสไตร๊คจะต้องขู่บังคับให้พวกที่ไม่สไตร๊ค์ทิ้งงาน เมื่อไม่ยอมทำตามมันก็ต้องปะทะกันแน่ๆ "

พลว่า "ถ้าเช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเราจะมาสังเกตการณ์แต่เช้า พี่ฉัตรอย่าลืมนะครับว่านับตั้งแต่ย่ำรุ่งถึงสองยาม รถประจำทางของเราทั้งสามสายจะต้องออกวิ่งรับคนโดยสารสายหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๕ คัน ถ้าหยุดเดินรถเป็นเวลาหนึ่งชั่วโมง เราจะถูกยึดสัมปทานทันที"

"ผมเข้าใจดีแล้วครับคุณพล ถ้าจำเป็นผมกับนายท่าจะขับรถคนละคัน และจะขอร้องแผนกช่างฟิตให้ช่วยขับด้วย ผมพูดทาบทามไว้แล้วครับ ทางพวกช่างฟิตเขายินดีช่วยเหลือเรา แล้วฝ่ายเสมียนแผนกบัญชีอีกสองคนก็จะช่วยขับรถให้"

นิกรมองดูหน้าคณะพรรคของเขา นิ่งอึ้งไปสักครู่ก็กล่าวว่า

"หรือยอมเขาโว้ย จะได้หมดเรื่องยุ่งยาก"

ดร.ดิเรกทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"โน. ขืนยอมบริษัทก็เจ๊งเท่านั้น ขึ้นเงินเดือน ๒๕ เปอร์เซ็นต์และขึ้นเงินค่าเบี้ยเลี้ยงอีกครึ่งหนึ่งไม่ใช่เงินเล็กน้อย"

นายฉัตรว่า "เป็นความจริงครับคุณหมอ เราจะยอมไม่ได้ เรื่องนี้ผมเชื่อว่าต้องมีผู้ยุแหย่หนุนหลังพวกกรรมกร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ใช่นายฉัตร ผู้หนุนหลังมันต้องมีเงินทุนช่วยเหลือพวกกรรมกรระหว่างสไตร๊ค์ด้วย เธอต้องระวังตัวให้มากนะ คืนนี้สั่งแขกยามให้ปฎิบัติหน้าที่พิเศษ ใครที่ไม่ได้พักอาศัยอยู่ในบริษัท พอค่ำให้ไล่ออกไปจากเขตบริษัทให้หมด บอกนายท่าให้เขากระซิบสั่งคนของเขาให้ช่วยเป็นหูเป็นตาด้วย ระวังอย่าให้มีการวางเพลิงได้"

ผู้จัดการยิ้มแห้งๆ

"เรื่องวางเพลิงเห็นจะไม่กล้าหรอกครับ เพราะโทษถึงยิงเป้า ผมกลัวอย่างเดียว"

"กลัวอะไรพี่ฉัตร" นิกรถามโดยเร็ว

นายฉัตรหันมาทางผู้อำนวยการบริษัท

"กลัวคนขับรถจะแกล้งทำให้เครื่องยนต์ชำรุดเสียหายน่ะซีครับ"

นิกรทำหน้าเบ้

"นั่นน่ะซี พี่ฉัตรต้องระวังหน่อย เห็นท่าไม่ดีโทรศัพท์เรียกตำรวจเลย คืนนี้สองยามให้ช่างฟิตตรวจดูรถทุกๆ คัน แล้วจ่ายเบี้ยเลี้ยงพิเศษให้เขา พวกช่างฟิตเราต้องเอาใจไว้ จ่ายไปเถอะไม่ต้องเสียดายคนละหกสลึงหรือสองบาทแล้วแต่พี่ฉัตร"

นายฉัตรเผลอตัวหัวเราะก้าก

"ค่าทำงานนอกเวลาหรือเบี้ยเลี้ยงพิเศษของพวกช่างฟิตน่ะอย่างน้อยคนละ ๒๐ บาทนะครับ ไม่ใช่คนละหกสลึงหรือสองบาท"

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงพวกกรรมกรโห่ร้องเซ็งแซ่เหมือนกับว่าการสไตร๊ค์หรือการปฏิวัติได้เริ่มต้นแล้ว นายฉัตรเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนแล้ววิ่งออกไปจากห้องทำงานของเขา ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าเสียทันที

"เอ ถ้ามันเอาแน่โว้ย โทรศัพท์ขอความช่วยเหลือจากตำรวจดีไหม"

พลว่า "คงไม่มีอะไรร้ายแรงหรอกครับคุณอา พวกกรรมกรคงไม่โง่พอที่จะทำอะไรให้อยู่ในข่ายจลาจล เขาต้องรู้ดีว่าระหว่างใช้กฏอัยการศึกนี้ ถ้าขึ้นศาลทหารคำพิพากษาของศาลทหารจะไม่มีการอุทธรณ์ฏีกา และไม่มีทนายแก้ต่าง การโห่ร้องก็คงมีเจตนายั่วเย้าหรือทำลายขวัญพวกเราเท่านั้น"

นิกรกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"อ้ายเสี่ย ออกไปสังเกตการณ์ข้างนอกเถอะวะ บางทีเราอาจจะรู้ตัวว่าใครเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์ ถ้าอย่างไรโทรศัพท์เรียกตำรวจมาเก็บตัวไปเลย ถ้าตัวการถูกจับคนอื่นๆ ก็คงไม่กล้า"

ดร.ดิเรกกล่าวกับนิกรและกิมหงวนด้วยความห่วงใย

"กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้ ถ้าแกสองคนออกไปสังเกตการณ์อาจจะถูกฆ่าตายก็ได้"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"กันก็เป็นนักบู๊คนหนึ่ง อย่างมากก็สู้กันแค่แหลก ขอให้รู้ตัวหัวหน้าเถอะกันจะกระแทกหน้ามันเอง"

แล้วกิมหงวนกับนิกรก็ลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องทำงานของผู้จัดการบริษัท ตามเวลาที่กล่าวนี้ชายหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งได้ขึ้นไปยืนอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมในบริเวณกว้างใกล้ๆ กับปั้มน้ำมัน พวกกรรมกรฝ่ายเดินรถประมาณ ๕๐ คนยืนจับกลุ่มอยู่บนพื้นดินไชโยโห่ร้องเสียงลั่น กิมหงวนกับนิกรเดินเข้ามาหยุดรวมกลุ่มกับพวกกรรมกร สองสหายจำได้ว่าชายหนุ่มร่างใหญ่ซึ่งยืนอยู่บนโต๊ะนั้นเป็นพนักงานขับรถและทำงานอยู่ในบริษัทนี้มาหลายปีแล้ว เขามีนามว่านายคล้อย ลักษณะท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัว

คล้อยชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ ขอร้องให้เพื่อนกรรมกรสงบเงียบเสียง แล้วเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"พี่น้องทั้งหลาย บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องร่วมมือร่วมใจกันเพื่อทำการต่อสู้ทุกวิถีทาง ข้าพเจ้าจะเป็นผู้นำพวกท่านต่อต้านในครั้งนี้ ฉะนั้นโปรดตบมือให้ข้าพเจ้าหน่อย"

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นอีก คล้อยชูมือทั้งสองประสานกันเหนือศีรษะในท่าทางภาคภูมิ

กิมหงวนกล่าวกับนิกรว่า

"อ้ายคล้อยนี่เองที่เป็นหัวหน้าใหญ่ แกดูมันซีวะมันทะนงองอาจมาก ยุยงปลุกปั่นพวกกรรมกรอย่างเปิดเผย พี่ยิ่งกับพี่ฉัตรหายหัวไปไหนหมดก็ไม่รู้ คงจะกลัวอ้ายคล้อยเป็นแน่"

นิกรพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ก็นั่นน่ะซี แกแสดงหน่อยเถอะวะอ้ายหงวน กระชากมันลงมาจากโต๊ะแล้วซัดมันให้หมอบ ต่อจากนั้นกันจะขึ้นไปยืนบนโต๊ะชี้แจงให้พวกกรรมกรให้เข้าใจว่าการสไตร๊ค์คือการทำลายตัวเอง"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น เขายกมือตบหลังนิกรแล้วถามว่า

"แกเอาปืนมาหรือเปล่า"

"เอามา"

"ดีมาก มีกระสุนกี่นัด"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่มีหรอก มีแต่ปืนเปล่าๆ "

"อ้าว แล้วเอามาตวักตะบวยอะไรวะ พกปืนไม่มีลูกถือไม้ตีพริกยังจะมีประโยชน์กว่า"

"ขืนบรรจุลูกมาด้วย กันโมโหลืมตัวชักขึ้นมายิงใครตายกันก็ติดคุกน่ะซีโว้ย มีปืนไม่มีลูกก็ตั้งใจเอาไว้ขู่เมื่อถึงคราวคับขัน เอาซี อ้ายหงวนจัดการได้แล้ว"

เสียงตบมือโห่ร้องของพวกกรรมกรสงบเงียบลงอีก คล้อยวางท่าทางเหมือนนักพูดไฮปาร์ค เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงตะโกนว่า

"คนเราทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ฉะนั้นการต่อสู้ครั้งนี้ย่อมหมายความว่าเราจะสู้แบบยอมตายถวายชีวิต และชัยชนะอันเด็ดขาดจะต้องเป็นของเรา"

กิมหงวนปราดเข้ามาหยุดยืนข้างโต๊ะตัวนั้น

"แกพูดน่าฟังมากคล้อย ขอจับมือหน่อยเถอะวะ"

คล้อยมองดูอาเสี่ยแล้วสะดุ้งเฮือก รีบยกมือไหว้ทันที

"แฮ่ะ แฮ่ะ สวัสดีครับท่าน"

กิมหงวนยื่นมือให้

"ขอจับมือหน่อยอ้ายน้องชาย"

คล้อยพาซื่อยื่นมือให้อาเสี่ยจับ ทันใดนั้นเองกิมหงวนก็กระชากตัวคล้อยลงมาจากโต๊ะ แล้วชกซ้ายป่ายขวาอุตลุด หมัดตรงขวาของอาเสี่ยถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของคล้อย ทำให้พนักงานขับรถซวนเซถลาร่อนออกไปเหมือนกับนกปีกหัก และโดยไม่ยอมให้คล้อยตั้งตัวติด เสี่ยหงวนกระโจนเข้าใส่อย่างดุเดือด เตะด้วยเท้าซ้าย ติดตามด้วยหมัดขวา พวกกรรมกรแตกฮือ คล้อยไม่ยอมสู้กิมหงวนเพียงแต่ยกมือขึ้นป้องกัน หมัด, ศอก, เข่าและเท้าของอาเสี่ย จนกระทั่งนิกรแปลกใจ จึงร้องตะโกนห้ามอาเสี่ย

"พอ-พอโว้ย อ้ายหงวน มันไม่สู้อย่าไปทำมัน"

อาเสี่ยยกมือซ้ายจับหน้าอกเสื้อคล้อย หมัดขวาเตรียมพร้อมจะตะบันหน้าพนักงานขับรถ คล้อยถูกชกปากปลิ้นนัยน์ตาข้างขวาเขียวปั้ด โหนกแก้มขวาถูกศอกบวมปริ

"ทำไมแกไม่สู้ฉัน" กิมหงวนคำราม

ก่อนที่คล้อยจะตอบ นายฉัตรกับนายยิ่งซึ่งเป็นนายท่าพากันวิ่งเข้ามาอย่างกระหืดกระหอบ

"อาเสี่ยครับ อย่าทำนายคล้อย" นายท่าร้องเอ็ดตะโร "ปล่อยคล้อยซีครับ"

อาเสี่ยปล่อยมือที่จับหน้าอกเสื้อคล้อยออก แล้วมองดูผู้จัดการกับนายท่า กิมหงวนกล่าวกับผู้จัดการบริษัทด้วยเสียงหนักแน่น "เจ้าหมอนี่แหละเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์ละพี่ฉัตร ผมกับอ้ายกรออกมาจากห้องทำงานพี่ฉัตร ก็แลเห็นเจ้าคล้อยกำลังยุยงกรรมกรเหล่านั้น แล้วผมจะเอามันไว้ทำไม เลยซัดเสียช่ำมือไปเลย"

ผู้จัดการบริษัทกับนายท่ากลืนน้ำลายเอื๊อกพร้อมๆ กัน นายท่าผู้มีนามว่ายิ่งมองดูคล้อยด้วยความสงสารและเห็นใจ แล้วเขาก็กล่าวกับอาเสี่ยอย่างนอบน้อม

"อาเสี่ยเข้าใจผิดอย่างช่วยอะไรไม่ได้เลยครับ นายคล้อยเป็นคนของผมและเป็นตัวตั้งตัวตีที่ช่วยพูดเกลี้ยกล่อมคนงานไม่ให้สไตร๊ค์ คนงานที่มาฟังเขาปราศรัยก็ล้วนแต่เป็นพวกที่ไม่ยอมสไตร๊ค์ ผมเป็นคนสั่งให้นายคล้อยพูดกับกรรมกรครับ เพราะมีข่าวว่าพวกสไตร๊ค์จะข่มเหงรังแกพวกที่ยอมทำงานต่อไป โธ่-ไม่ควรชกเด็กของผมเลย หน้าตาฟกช้ำดำเขียวเหมือนยังกับถูกหมาฟัด"

เสี่ยหงวนกับนิกรหน้าซีดเผือดเหมือนกับไก่ฟัก ต่างอ้าปากหวอไปตามกัน ในที่สุดกิมหงวนก็หันมาทำตาเขียวกับนิกร

"แกเสือกยุข้าทำไม"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ไม่รู้นี่หว่า เห็นกำลังพูดไฮปาร์คก็นึกว่าเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์น่ะซี"

ผู้จัดการพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ถ้าหากว่าคล้อยเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์ จะกล้ามาพูดเปิดเผยยังงี้ได้หรือครับ ขืนพูดยุยงกรรมกรอย่างทะนงเช่นนี้ผมก็เรียกตำรวจมาตะครุบตัวไปเท่านั้น"

เสี่ยหงวนเสียใจอย่างยิ่ง เขาค่อยๆ หันหน้ามองดูคล้อยด้วยความสงสาร

"เจ็บไหม น้องชาย"

"โธ่ ไม่น่าถามผมเลยครับ ท่านชกผมเตะผมเหมือนกระสอบทราย ผมเห็นท่าจะต้องกินน้ำใบบัวบกแรมเดือนนะครับ"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยปึกหนึ่งเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท ออกมาส่งให้คล้อย

"เอ้า-กันให้ค่าทำขวัญแก กันเสียใจมากคล้อย กันเข้าใจผิดจริงๆ "

คล้อยตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว

"โอ-ท่านครับ ท่านกรุณาผมมากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"เอาเงินนี่เก็บไว้ใช้ ขอบใจแกมากคล้อย เท่าที่แกมีความจงรักภักดีต่อบริษัท แล้วเราจะพิจารณาความชอบแกเป็นพิเศษ"

คล้อยกระพุ่มมือไหว้กิมหงวนอย่างนอบน้อม

"ขอบพระคุณครับ" แล้วรับธนบัตรมาถือไว้ "ท่านยังมันมือหรืออยากจะซ้อมมืออีกก็ชกหน้าผมอีกซีครับ เชิญครับ ผมให้ท่านชกฟรีเพื่อตอบแทนพระเดชพระคุณ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"พอแล้ว อั๊วมีเงินติดกระเป๋ามาเพียงหมื่นเดียวเท่านั้น"

"ไม่เป็นไรครับ จ่ายเช็คก็ได้"

"พอโว้ย" เสี่ยหงวนตวาดแว้ด

นายคล้อยยิ้มแป้นตลอดเวลา เขาหายเจ็บปวดแล้ว เขากล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างพินอบพิเทาว่า

"ท่านคอยชมนะครับ ผมจะกล่าวคำปราศรัยอีกกรรมกรเหล่านี้พวกเราทั้งนั้นแหละครับ ถ้าพรุ่งนี้มีการ สไตร๊ค์เกิดขึ้น พวกผมก็จะร่วมมือร่วมใจกันให้เต็มที่ เพื่อไม่ให้การเดินรถต้องหยุดชะงัก"

อาเสี่ยยกมือตบบ่าคล้อยเบาๆ

"ดีมากคล้อย คณะกรรมการอาจจะพิจารณาแต่งตั้งให้แกเป็นนายตรวจใหญ่ หรือผู้ช่วยนายท่าก็ได้ ระวังนะคล้อย พวกสไตร๊ค์อาจจะมีการปะทะกับพวกแก"

คล้อยปราดไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมตัวนั้น แล้วก้าวขึ้นไปยืนบนโต๊ะร้องตะโกนเรียกพรรคพวกให้มาฟังเขาพูดไฮปาร์คอีก พวกกรรมกรหญิงชายต่างทยอยๆ กันเข้ามารุมล้อมฟังนายคล้อยต่อไป

การสไตร๊ค์ได้เริ่มต้นในตอนรุ่งอรุณของวันใหม่

พวกกรรมกรฝ่ายเดินรถเกือบทั้งหมดต่างพากันผละงานอย่างสงบเงียบ และจับกลุ่มกันอยู่ในบริษัทที่ว่างแห่งหนึ่งนอกเขตของบริษัท ผู้จัดการและนายท่าต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อให้รถประจำทางทั้งสามสายออกเดินรับผู้โดยสารตามปรกติ อย่างไรก็ตามปรากฏว่ามีรถโดยสารสายหนึ่งเดินได้เพียง ๓ คัน เท่านั้น ทั้งนี้ก็เพราะพวกกรรมกรของคล้อยได้พากันเปลี่ยนใจไปเข้ากับพวกสไตร๊ค์จนเกือบหมด

ตำรวจเจ้าของท้องที่และกองปราบปรามได้รุดมายังบริษัท ไทยนิกร จำกัด ทันที และเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ ในราว ๗.๐๐ น.สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันมาที่บริษัท พวกกรรมกรที่ยืนออกันอยู่นอกบริษัทหลายสิบคนต่างส่งเสียงโห่ร้องเกรียวกราว

"บริษัท ไทยนิกรกระดูกขัดมันโว้ย เอ้า เฮ้ ขอให้บริษัทล่มจมและพวกเราจงเจริญ ไชโย้"

นายตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่งได้ปราดเข้าไปลากตัวคนขับรถที่ร้องตะโกนเช่นนี้ออกมาจากกลุ่มแล้วพาขึ้นรถไปสถานีตำรวจทันที

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันลงจากคาดิลแล็คเก๋งที่หน้าตึกชั้นเดียวอันเป็นสำนักงานของบริษัท นายฉัตรวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหา และรายงานเหตุการณ์ให้ทราบ

"แย่ครับ พวกคนขับและเด็กกระเป๋าที่เป็นเด็กของนายท่าคงจะกลัวตาย จึงพากันผละงานไปเกือบหมด" ผู้จัดการกล่าวขึ้นอย่างหนักใจ "ขณะนี้ผมให้พวกช่างฟิตช่วยกันขับรถครับ แต่รถสายที่ ๑๐๘ ยังขาดอยู่อีกคันหนึ่งเพราะไม่มีคนขับและเด็กกระเป๋า ผมจนปัญญาแล้วไม่ทราบว่าจะไปหาคนได้ที่ไหน ปล่อยให้รถวิ่งเพียง ๓ คัน เรามีหวังถูกยึดสัมปทานแน่ๆ "

นิกรพยักหน้ารับทราบ แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"ถึงเวลาแล้วที่พวกเราต้องช่วยกันแก้ไขสถานการณ์ เตรียมตัวเอารถออกรับคนโดยสารโว้ย คุณพ่อขับคัน ๕๙ อ้ายแห้วขับคัน ๖๐ ขับตามกันไป กันกับอ้ายหงวนเป็นเด็กกระเป๋ารถ ๕๙ ดิเรกกับอ้ายพลเป็นกระเป๋าคัน ๖๐"

อาเสี่ยกิมหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก แล้วร้องขึ้นดังๆ

"แกจะให้กันเป็นเด็กกระเป๋า"

นิกรพยักหน้า

"เออ ช่วยกันหน่อยเถอะวะ ม่ายเราจะถูกยึดสัมปทาน"

เสี่ยหงวนทำท่าเหมือนกับจะร้องไห้ ก้มลงมองดูตัวเองแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงละห้อย

"เด็กกระเป๋าน่ะมันอายุไม่เกิน ๒๐ นะโว้ย อย่างกันมันรุ่นปู่"

นิกรชักฉิว

"แล้วกัน เราจำเป็นต้องทำ เข้าใจไหม"

เสี่ยหงวนหันมาทาง ดร.ดิเรก

"ว่าไงหมอ แกคิดว่าแกสามารถทำหน้าที่เป็นเด็กกระเป๋าได้ไหม"

"ออไร๋ ถ้าเราไม่ช่วยกัน เราก็ถูกยึดสัมปทาน" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทางพล "ยอมเป็นกระเป๋าสักวันเถอะวะ"

พลหัวเราะหึๆ

"เอาก็เอา ดีเหมือนกัน เราจะได้พบกับมนุษย์หลายแบบหลายชนิดบนรถเมล์ของเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ขอยกเว้นพ่อสักคนไม่ได้หรืออ้ายกร พ่อขายหน้าเขาโว้ย"

นิกรมองดูพ่อตาของเขาอย่างเคืองๆ

"ขายหน้าทำไมกันครับ อาชีพขับรถเมล์เป็นอาชีพที่สุจริตและขึ้นชื่อว่าอาชีพสุจริตแล้วก็ต้องเป็นอาชีพที่มีเกียรติทั้งนั้น"

ท่านเจ้าคุณฝืนยิ้ม

"เอ้า เอาก็เอา"

นิกรหันมาทางผู้จัดการบริษัท

"พี่ฉัตรหาเครื่องแต่งตัวให้พวกเราหน่อยซี"

นายฉัตรกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ได้ครับ ไปที่ห้องพัสดุเถอะครับ เครื่องแบบคนขับและกระเป๋าชายมีอยู่พร้อมและมีทุกขนาด"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันเดินตามนายฉัตรไปจากที่นั้น

ใน ๑๐ นาทีนั้นเองรถประจำทางหมายเลข ๕๙ ซึ่งขับโดยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และมีเสี่ยหงวนกับนิกรเป็นเด็กกระเป๋าประจำรถก็แล่นอกไปจากบริษัทรถประจำทางไทยนิกร จำกัด และรถประจำทางหมายเลข ๖๐ แล่นติดตามไปในระยะใกล้ชิด โดยมีเจ้าแห้วเป็นคนขับ พลกับ ดร.ดิเรกเป็นเด็กกระเป๋า

พนักงานขับรถทั้งสองคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแต่งเครื่องแบบสีกรมท่าสวมหมวกแก๊ป ส่วนเด็กกระเป๋ารุ่นปู่แต่งเครื่องแบบชุดสีขาว สวมหมวกไม่มีแก๊ปสีเดียวกัน สะพายกระบอกตั๋วซึ่งเป็นที่เก็บเศษสตางค์ได้ในตัว

พวกกรรมกรฝ่ายสไตร๊ค์ พอแลเห็นรถประจำทางทั้งสองคันแล่นผ่านประตูรั้วออกมา ก็โห่ร้องกันเกรียวกราว เจ้าคุณหยุดรถรอให้รถที่ถนนใหญ่ผ่านไปเสียก่อน พอถนนว่างท่านก็เหยียบครัชเข้าเกียร์นำรถออกแล่น แต่ท่านขาดความชำนาญในการขับรถขนาดใหญ่เช่นนี้ รถจึงแล่นกระตุกสะอื้นหน้าสะอื้นหลังทำให้หมวกแก๊ปของเจ้าคุณปัจจนึกฯ หลุดออกจากศีรษะ แลเห็นหัวล้านแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึก

พวกกรรมกรหัวเราะงอหายไปตามกัน แล้วใครคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้น

"ขุนช้างขับรถเมล์โว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

ท่านเจ้าคุณหันไปทำตาเขียวแล้วร้องตะโกนตอบ

"อ้ายบ้า"

เจ้าหนุ่มอีกคนหนึ่งร้องตะโกนลั่น

"ขุนช้างโมโหโว้ย ฮาป่าเลยพวกเรา เอ้า เฮ้ "

รถเมล์หมายเลข ๕๙ และ ๖๐ แล่นข้ามถนนเลี้ยวขวามือไปแล้ว ใครคนหนึ่งร้องตะโกนสุดเสียง

"เด็กกระเป๋ารุ่นปู่"

ขณะนี้เป็นเวลา ๗.๓๐ น.เศษ ทุกป้ายจอดรถมีพวกนักเรียน ข้าราชการและเสมียนพนักงานตามบริษัทห้างร้านต่างๆ ยืนรอคอยรถประจำทางของบริษัท ไทยนิกรหลายต่อหลายคน ทั้งนี้เนื่องจากรถขาดระยะเกือบครึ่งชั่วโมงแล้ว รถ ๓ คันที่แล่นไปจากกันยังไม่กลับมา

รถเมล์หมายเลข ๕๙ และ ๖๐ ต้องจอดป้าย ผู้คนเบียดเสียดยัดเยียดเหมือนปลากระป๋อง ผู้โดยสารที่เป็นผู้หญิงต้องเสียรังวัดไปบ้าง เพราะไม่มีทางจะหลีกเลี่ยง ถูกเบียดจนตัวลีบ

เสี่ยหงวนเป็นกระเป๋าหน้า นิกรเป็นกระเป๋าหลัง สองสหายต้องตอบปัญหาผู้โดยสารอย่างซ้ำๆ ซากๆ เมื่อผู้โดยสารถามว่า ทำไมรถถึงขาดระยะ และทำไมบริษัทใช้เด็กกระเป๋ารุ่นปู่เช่นนี้

นิกรพูดจ้อตลอดเวลา

"เอ้า-ตั๋วยังสตังค์หยิบ เศษ ๕๐ ดีกว่าธนบัตร แถวขวาเดินข้าหน้าหน่อยครับ แถวซ้ายช่วยเขยิบอีกนิด อย่าโหนบันไดครับ จอดป้าย "

ทั้งๆ ที่รถไม่มีที่ว่าง ก็มีผู้โดยสารเบียดเสียดกันขึ้นมาอีกในราว ๑๐ คน เมื่อผู้โดยสารขึ้นมาเรียบร้อย อาเสี่ยก็เป่านกหวีดจนแสบแก้วหู รถประจำทางหมายเลข ๕๙ ออกแล่นต่อไปในจังหวะคองก้า ทำให้ผู้โดยสารกระแทกกระทั้นเบียดเสียดกัน เจ้าคุณขับรถกระตุกตลอดเวลา

อาเสี่ยขายตั๋วอย่างคล่องแคล่ว

"กรุณาถอยหลังไปหน่อยครับ คุณครับ ถอยหลังไปอีก"

สุภาพบุรุษในวัยกลางคนคนหนึ่ง มองดูกิมหงวนอย่างเดือดดาล

"แกจะให้ถอยหลังไปถึงไหนกันวะ กระเป๋าหลังบอกให้เดินข้างหน้า แต่แกบอกให้ถอยหลัง ที่ว่างสักนิ้วเดียวก็ไม่มี ทีหลังบอกบริษัทให้ต่อกลางตัวรถยื่นออกไปข้างละสองวาดีไหม จะได้ตัดปัญหาในเรื่องพวกแกคอยบังคับผู้โดยสารให้เดินหน้าถอยหลัง โธ่ ประเดี๋ยวพ่อซัดเสียเลย"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"คุณถ้าจะทะเลาะกับเมียก่อนออกจากบ้าน"

นายคนนั้นทำตาเขียว

"เปล่า ทะเลาะกับแม่ยายโว้ย ไม่ได้ทะเลาะกับเมีย"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ใจเย็นๆ ไว้เถอะครับ คุณกำลังจะไปทำงาน ถ้าหัวเสียก็อาจจะทำงานผิดพลาดได้ เรื่องแม่ยายเราต้องใช้วิธีดื้อแพ่งครับ แกล้งกินเหล้าให้เมาทุกวัน คว้าผิดคว้าถูกนึกว่าเมียเราทีหลังก็หงอเราไปเอง"

ชายผู้นั้นยิ้มอกมาได้

"เออ-ลื้อแนะนำเข้าทีดีนี่หว่า แม่ยายอั๊วอายุ ๔๘ เท่านั้น ยังแจ๋วอยู่ว่ะ เห็นจะต้องลองดู"

เสี่ยหงวนเบียดเสียดผู้โดยสารเข้าไปขายตั๋ว แต่เด็กนักเรียนและผู้หญิงสาวเขาไม่เก็บสตางค์ กิมหงวนเอื้อมมือเขี่ยแขนชายหนุ่มคนหนึ่ง

"ซื้อตั๋วครับ"

เจ้าหมอนั่นพยักหน้าหงึกๆ ตามแบบของมนุษย์หน้าด้าน อาเสี่ยมองดูอย่างเศร้าใจ

"ขอสตางค์ค่าโดยสารครับ"

อันธพาลหลงตาตำรวจยิ้มแค่นๆ

"มีแล้ว"

"มีแล้วขอดูหน่อยครับ บัตรฟรีของบริษัทหรือบัตรประจำตัวตำรวจ"

เจ้าหนุ่มออร์เหลนกรุง ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกสปริงเล่มหนึ่งออกมาชูอวดกิมหงวน

"นี่ยังไงล่ะ อั๊วขึ้นรถเมล์มาหลายปีแล้วไม่เคยเสียเงินเลย ถ้าลื้อจะเอา ๕๐ เซ็นต์อั๊วก็จะจ่ายให้ แต่ลื้ออาจจะตายหรือทุพพลภาพ"

ผู้โดยสารหญิงชายที่ยืนโหนราวอยู่ใกล้ๆ กับจิ้งเหลนกรุงต่างหวาดหวั่นไปตามกัน ถึงแม้มีดพกเล่มนั้นยังไม่ได้ง้างออก อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มอย่างใจเย็น เขาล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบรีวอลเวอร์ ๙ มม. คู่มือของเขาออกมาจี้พุงเจ้าหมอนั่นทันที

"ส่งมา ๕๐ ก็แล้วกัน แล้วลื้อจะแทงอั๊วหรืออย่างไรไว้พูดกันทีหลัง"

จิ้งเหลนกรุงหน้าซีดเผือด เก็บมีดพกใส่กระเป๋ากางเกงแล้วล้วงกระเป๋าเสื้อฮาไวลายตุ๊กแกหยิบเหรียญ ๕๐ สตางค์อันหนึ่งออกมาส่งให้กิมหงวนโดยดี อาเสี่ยเก็บปืนใส่กระเป๋าฉีกตั๋วในกระบอกส่งให้อันธพาลเหลือเดน

"เอ้า ถือตั๋วไว้ ทีหลังขึ้นรถเมล์หัดเสียเงินเสียบ้าง ถ้ามีคนหน้าด้านใจเย็นอย่างแก รถเมล์สายต่างๆ ซึ่งบริการเพื่อสาธารณะก็ต้องล้มเลิกกิจการหมด ๕๐ สตางค์น่ะลื้อนั่งจนตูดด้านเชียวนะ มันถูกที่สุดแล้ว ลื้อควรจะเห็นใจบริษัทรถเมล์บ้าง แล้วก็นึกละอายใจบ้าง พูดแล้วยังจะมองหน้าประเดี๋ยวถีบตกรถเลย เห็นไหมล่ะ ทุกคนเขาเสียสตางค์ทั้งนั้น"

พูดจบอาเสี่ยก็คว้ามือใครคนหนึ่งไว้ แล้วหันหน้าไปมองดูเจ้าของมือซึ่งเป็นชายหนุ่มวัยฉกรรจ์

"อ้าว-คุณไหงมาควานกระเป๋ากางเกงผมล่ะ"

เจ้าหมอนั่นยิ้มแหยๆ

"ขอโทษเถอะครับ ผมคิดว่ากระเป๋าของผม แฮ่ะ แฮ่ะ คนมันแน่นครับ ผมไม่มีเจตนาล่วงละเมิดในทรัพย์สินของคุณเลย"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"เดี๋ยวผมก็แพ่นกบาลคุณด้วยกระบอกตั๋วเท่านั้นเอง รูปร่างหน้าตาของคุณก็ขนาดพอเล่นหนังเป็นตัวประกอบได้ไม่น่าจะหากินอย่างนี้ มันเป็นภัยแก่สังคมรู้ไหม พวกคุณล้วงกระทั่งเด็กนักเรียนที่มีสตางค์พอค่าขนมกลางวันเท่านั้น อ้า รถหยุดแล้ว ลงเสียเถอะคุณ แล้วพยายามเปลี่ยนอาชีพเสียใหม่ถ้าคุณรักตัวกลัวติดตะราง"

เจ้าหมอนั่นรีบเบียดเสียดผู้คนลงจากรถโดยดี เสียงนิกรร้องตะโกนลั่น

"หน้าหมดไปได้ รถหลังจี้ตูดแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บังคับรถออกแล่นต่อๆ ไป ทุกป้ายมีคนลงอย่างมาก ๒ คน แต่มีคนขึ้นตั้ง ๑๐ คน ท่านเจ้าคุณเพิ่งเคยขับรถเมล์เป็นครั้งแรก จึงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยยุ่งยากใจมาก ตลอดเวลาที่รถแล่นไปตามเส้นทางเต็มไปด้วยความวุ่นวายของผู้โดยสาร

ในเวลาเดียวกันนี้เอง รถประจำทางสีเขียวตัดขาวของบริษัท ไทยนิกร จำกัด หมายเลข ๖๐ ซึ่งขับโดยเจ้าแห้วก็ติดตามมาในระยะกระชั้นชิด พลกับ ดร.ดิเรกทำหน้าที่ขายตั๋วเบียดเสียดกับผู้โดยสารด้วยความอึดอัดใจ กลิ่นต่างๆ คลุ้งไปทั่วรถ ส่วนมากเป็นกลิ่นจั๊กแร้และกลิ่นเหม็นหืน เหม็นเปรี้ยวจากเส้นผมบนศีรษะคุณผู้หญิง แต่บางคนก็ใส่น้ำอบหอมฟุ้ง ทำให้คนหนุ่มๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลังถือโอกาสหอมศีรษะหล่อนอย่างชื่นใจตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม รถเมล์ทั้งสองคันก็สามารถแล่นมาถึงจุดหมายปลายทางจนได้ พอกลับรถเสร็จเรียบร้อยผู้โดยสารก็วิ่งเฮโลมาขึ้นรถ ซึ่งคนเหล่านี้เสียเวลารอคอยมานานแล้ว เพราะรถขาดระยะมานาน ปลายทางของรถคือต้นทางนั่นเอง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตุปัดตุเป๋ลงจากรถด้วยความอ่อนระโหยโรยแรง ในเวลาไล่ๆ กัน นิกรกับกิมหงวนก็ติดตามลงมา สองสหายผมยุ่งรุงรัง เสื้อฟอร์มชุ่มโชกด้วยหยาดเหงื่อ ทั้งสามคนเดินเข้าไปหา พลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ทางหน้ารถคัน ๖๐

"เป็นยังไงบ้างครับคุณอา" พลถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงหัวเราะ

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ไหวโว้ย อาขับรถต่อไปไม่ได้อีกแล้ว พวงมาลัยมันหนักเหลือเกิน เข้าเกียร์ก็ลำบากมันไม่สะดวกสบายเหมือนรถเก๋งเลย"

ดร.ดิเรกมองดูพ่อตาของเขาอย่างขบขัน

"แข็งใจไปอีกเที่ยวเถอะครับ ป่านนี้พี่ฉัตรหรือนายท่าคงจะหาคนขับและเด็กกระเป๋าได้แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"ถ้าจะไปก็ต้องพักสักครึ่งชั่วโมง" แล้วท่านก็พยักหน้ากับเจ้าแห้ว "แกไปก่อนเถอะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมก็ไปไม่ไหวเหมือนกันครับ น้ำมันเบรคมันแห้งต้องใช้เบรคมือมาตลอดทาง รับประทานหวุดหวิดจะชนตั้งหลายครั้ง ใครขับก็ขับเถอะครับ รับประทานผมขี้เกียจมีธุระไปติดตะราง ชนรถก็พอซ่อมใช้เขาได้ แต่ชนคนไม่มีทางซ่อม"

นิกรมองดูรถเมล์ทั้งของเขาทั้งสองคัน ซึ่งบัดนี้มีผู้โดยสารเต็มแล้ว นายจอมทะเล้นกล่าวกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกขับได้ไหมหมอ ให้อ้ายแห้วเป็นกระเป๋า"

"โน" นายแพทย์หนุ่มร้องเอ็ดตะโร "คันมันใหญ่กว่าช้างตั้งหลายเท่า กันไม่กล้าขับหรอก"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"กันก็ไม่กล้าขับเหมือนกัน"

นิกรชักฉิว

"ยังงั้นทิ้งรถคัน ๖๐ ไว้นี่แหละ พวกเราไปคัน ๕๙ และรีบออกเดี๋ยวนี้ อย่าให้ผู้โดยสารเขาเสียเวลาเลย อ้ายแห้วแกล้งทำเป็นสตาร์ทเครื่องคัน ๖๐ หน่อยเถอะวะ แล้วก็หาว่ารถเสียให้เขามาขึ้นคัน ๕๙ ยังพอมีที่ยืนเบียดกันได้ ความจริงรถเมล์กรุงเทพฯ ควรจะต่อสัก ๑๐ ชั้น และคันหนึ่งยาวอย่างน้อยสัก ๕ เส้น จะได้เพียงพอแก่ผู้โดยสาร"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาสั่นศีรษะช้าๆ แล้วเดินไปขึ้นรถหมายเลข ๖๐ เจ้าแห้วจัดแจงสตาร์ทเครื่องยนต์โดยไม่ได้เปิดกุญแจสวิชไฟเครื่อง เขาสตาร์ทอยู่สักครู่ก็ก้าวลงมาจากรถ แล้วร้องบอกผู้โดยสารประมาณ ๓๐ คน

"รถเสียครับ ท่อน้ำมันสาตร์ทไม่ติด เชิญไปขึ้นรถคันหน้าเถอะครับ"

ผู้โดยสารต่างแก่งแย่งกันลงจากรถวิ่งไปขึ้นรถคัน ๕๙ มีการเบียดเสียดเยียดกันอีกเหมือนเช่นเคย สุภาพสตรีในวัยกลางคนๆ หนึ่งยกร่มฟาดกบาลชายหนุ่มคนหนึ่งโดยไม่บอกเหตุผลให้ใครรู้ และเจ้าหนุ่มคนนั้นก็ยืนเกาะราวรถทำหน้าตาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

รถเมล์หมายเลข ๕๙ มีผู้โดยสารประมาณ ๕๐ คน เจ้าแห้วขึ้นประจำที่คนขับ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นปะปนกับผู้โดยสาร แล้วเจ้าแห้วก็เปิดกุญแจสวิชไฟติดเครื่องยนต์ทันที นิกรรำคาญและอึดอัดเต็มทนก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ ว่า

"ผู้โดยสารโปรดทราบไว้ด้วยนะครับ วันนี้คนงานของบริษัทเกิดสไตร๊ค์ ผู้ที่ขับรถคันนี้ขับรถไม่ชำนาญและไม่มีใบขับขี่ ถ้ารถชนต้นไม้หรือแล่นลงคลองหรือเกิดหงายท้องเอาล้อชี้ฟ้า พวกผมไม่รับผิดชอบนะครับ"

เท่านี้เอง ผู้โดยสารที่รักตัวกลัวตายก็พากันลงจากรถทันที ในที่สุดคงเหลือผู้โดยสารหัวเห็ดทั้งหญิงชายประมาณ ๒๐ คนเท่านั้น อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มให้สาวสวยคนหนึ่งแล้วถามว่า

"คุณไม่กลัวตายหรือครับ"

"ความตายเราหนีไม่พ้น ฉันไม่กลัวหรอกคุณ ถ้าถึงที่ตายอยู่ที่ไหนมันก็ตาย"

"โอ คุณพูดแบบปรัชญาน่าฟังมาก จริงครับความตายมันเป็นของธรรมดาโลก"

ดร.ดิเรกเป่านกหวีดเสียงลั่น เจ้าแห้วนำรถคันหมายเลข ๕๙ ออกแล่นทันที นิกรกับเสี่ยหงวนช่วยกันขายตั๋ว ซึ่งนิกรทำหน้าที่เป็นกระเป๋าหลังและกิมหงวนเป็นกระเป๋าหน้า พลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเลือกนั่งตอนกลางรถและคุยกันเสียงลั่น

นิกรพูดเสียงแจ๋วๆ ตามเคยและพูดคล้องจองกันเสียด้วย

"ได้โปรดเมตตา กรุณาจ่ายทรัพย์

อย่าแกล้งนั่งหลับ ส่งทรัพย์ห้าสิบ

บริการแสนถูก ใช่กระดูกเลือดซิบ

ตั๋วยังสตังค์หยิบ พยักหน้าอย่าเฉยคุณ"

หญิงชราคนหนึ่งเอื้อมมือตบบ่า ดร.ดิเรกเบาๆ พอนายแพทย์หนุ่มหันมามองดู คุณยายก็กล่าวถามเสียงยานคาง

"พ่อคู้ณ กระเป๋าท้ายรถคนนั้นแกสบายดีหรือจ๊ะ"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"ไม่ใคร่สบายหรอกครับคุณป้า เพิ่งมาจากโรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาเมื่อสองสามวันนี้เอง"

หญิงชราถอนหายใจเฮือกใหญ่

"โถ หน้าตาก็ดีๆ ไม่น่าเลย อนิจจัง ทุกขัง อ้า บริษัทเขาเกิดขลังอะไรขึ้นมาล่ะ ถึงงัดเอาพวกเด็กหนวดมาขายตั๋ว เด็กสาวๆ ไปไหนกันหมด"

ดร.ดิเรกว่า

"เขาเกิดสไตร๊ค์ไม่ยอมทำงานกันครับ"

"อ้อ เกิดสะไก๊"

"ครับ"

กิมหงวนเดินเข้ามาหาหญิงชรา แล้วแบมือขอสตางค์

"ขอค่าโดยสารครับ คุณป้า"

คุณป้าหน้าจ๋อย ฝืนยิ้มและมองดูกิมหงวนอย่างประจบ

"ขอให้ฉันโดยสารไปลงที่หน้าวัดพระแก้วหน่อยเถอะนะ พ่อมหาจำเริญ ฉันไม่มีอัฐติดตัวมาเลย มีอยู่สองบาทก็ให้ลานชายมันเอาไปกินขนมที่โรงเรียนแล้ว นึกว่าเอ็นดูคนแก่เถอะพ่อคุณ"

อาเสี่ยล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทหนึ่งฉบับออกมาส่งให้หญิงชรา

"เอ้า ผมให้คุณป้าไว้ซื้อหมากพลูกิน ทีหลังหัดพกเงินติดตัวบ้างซีครับ"

หญิงชรานัยน์ตาเหลือก

"พ่อให้ฉันตั้งร้อยบาท "

"ครับ เอาไปเถอะ"

คุณป้ากลืนน้ำลายเอื้อก

"ไม่ ไม่รับประทานแล้วพ่อมหาจำเริญ ถึงฉันไม่ได้ทำเองแต่มีธนบัตรปลอมไว้ในครอบครองก็ต้องมีผิดตามกฏหมาย"

กิมหงวนทำคอย่น

"แล้วกัน นี่ธนบัตรของรัฐบาลนะครับ ไม่ใช่ผมพิมพ์เอง"

หญิงชราสั่นศีรษะ

"มันจะเป็นไปได้อย่างไรพ่อหลานชาย เงินเดือนพ่อไม่เท่าไหร่จะให้ฉันตั้งร้อยบาทเชียงหรือ"

อาเสี่ยชักฉิว

"ผมไม่อยากอวดคุณป้าเลย แต่ก็จำต้องบอกให้รู้ พวกผมล้วนแต่เป็นหุ้นส่วนรถเมล์บริษัทนี้ ทุกคนเป็นเศรษฐีขนาดหนักทั้งนั้น โดยเฉพาะตัวผมคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย เอาเงินนี่ไว้ใช้เถอะครับคุณป้า เรามาทำงานก็เพราะคนงานเขาสไตร๊ค์"

หญิงชราตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว แกยกมือไหว้ประหลกๆ แล้วรับธนบัตรใบละร้อยบาทมาถือไว้

"เจ้าประคู้ณ ท่านให้ทานคนแก่ตั้งร้อยบาท ขอให้ท่านมีความสุขความเจริญเถอะค่ะ"

เสี่ยหงวนอมยิ้มเดินขายตั๋วต่อไป ผู้โดยสารทุกคนต่างจ้องมองดูกระเป๋ารถเมล์บรรดาศักดิ์เป็นตาเดียว แล้วก็ซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กัน

นิกรกำลังฉีกตั๋วให้ผู้หญิงแม่ลูกอ่อนคนหนึ่ง ลูกชายอายุ ๒ ขวบครึ่งของหล่อนร้องไห้จ้า อยากจะได้กระบอกตั๋วของนิกร

"หนูอยากได้นี่ ฮือ ฮือ หนูจะเอานี่"

"เอา เอาซีหนู"

เจ้าหนูน้อยสั่นศีรษะ

"หนูจะเอาตั๋ว"

นิกรกลืนน้ำลายเอื้อก เปิดกระบอกตั๋วหยิบตั๋วรวมสี่ม้วนส่งให้เจ้าหนูน้อยผู้น่ารักคนนั้น

"เอ้า เอาไป แล้วอย่าร้องนะ แถมกระบอกตั๋วให้ด้วยจะได้เลิกขายกันเสียที"

เจ้าหนูน้อยดีใจยิ้มทั้งน้ำตา แล้วนั่งเล่นตั๋วรถเมล์อย่างสนุกสนาน ปล่อยมันออกจากม้วนยาวเฟื้อย ทำให้ผู้โดยสารหัวเราะกันอย่างครื้นเครง

เจ้าแห้วไม่ยอมหยุดรับผู้โดยสารตามป้ายจอดรถทั้งที่รถยังมีที่ว่างรับผู้โดยสารได้อีกประมาณ ๓๐ คน ผู้ที่ยืนรอตามป้ายต่างตะโกนให้พรเจ้าแห้วอย่างเข้าไส้ มีการระบุถึงบรรพบุรุษของเจ้าแห้วที่ล่วงลับไปตั้งแต่ศตวรรษก่อน อย่างไรก็ตาม ป้ายไหนที่มีผู้หญิงสาวยืนรอคอยเจ้าแห้วเป็นต้องหยุดรถรับ

เส้นทางของรถเมล์สายนี้ เริ่มต้นที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ผ่านสี่แยกบางขุนพรหมตรงไปบางลำพู สะพานผ่านพิภพ สนามหลวง ผ่านวัดพระศรีรัตนศาสดารามไปปากคลองตลาด เลี้ยวซ้ายเข้าถนนตรีเพชรมาพาหุรัด เฉลิมกรุง เสาชิงช้า ตึกดิน เลี้ยวขวาอ้อมอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปสะพานผ่านฟ้าเรื่อยไปจนถึงวิสุทธิกษัตริย์แล่นไปบรรจบครบรอบที่บริษัท รถเมล์ไทยนิกร จำกัด ตอนใกล้สี่แยกโรงเรียนนายร้อย

เมื่อรถเมล์หมายเลข ๕๙ ผ่านหน้าโรงภาพยนต์เอ็มไพร์ อาเสี่ยกิมหงวนก็รีบเดินเข้าไปหาเจ้าแห้วแล้วก้มหน้าลงกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วสองสามคำ

แทนที่รถเมล์คันนั้นจะเลี้ยวซ้ายเข้าถนนตรีเพชรตามเส้นทางของมัน เจ้าแห้วกลับขับเลยไปและเลี้ยวขวาขึ้นสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์เพื่อข้ามไปฝั่งธนบุรี คราวนี้ผู้โดยสารประมาณ ๓๐ คนต่างร้องเอะอะกันลั่นรถ

"ว่าไงโว้ย พรรคพวก จะพาเราไปไหนกันโว้ย" ชายหนุ่มคนหนึ่งร้องตะโกนลั่น

อาเสี่ยกิมหงวนยืนหันหลังให้เจ้าแห้ว เขายิ้มให้ผู้โดยสารแล้วร้องบอกให้ทราบ

"ไม่ต้องตกใจครับ รถคันนี้กำลังจะพาพวกคุณๆ ไปทัศนาจร นครปฐม ราชบุรี เพชรบุรี และหัวหิน พวกผมบริการอาหารเครื่องดื่มฟรีตลอดทางครับ ขากลับซื้อปลาเค็มเมืองเพชรแจกเป็นของชำร่วยอีกคนละชลอม ขนมหม้อแกงและกะละแมอีก นึกว่าร่วมเที่ยวกับพวกเราสักวันเถอะครับ"

ชายกลางคนคนหนึ่งสั่นศีรษะปฎิเสธ

"ไม่ได้คุณ ผมไปไม่ได้ ผมต้องสอนนักเรียน นี่ก็โรงเรียนจวนเข้าเต็มทนแล้ว"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ชายผู้นั้น

"พักผ่อนเสียสักวันเถอะครับคุณครู ผมบริการอย่างดีที่สุด เราจะแวะกินเครื่องดื่มและอาหารกันตลอดทาง ขาดสอนวันเดียวจะเป็นอะไรไป เชื่อผมเถอะครับแล้วครูจะได้ดีมีความสุข ครูเคยไปเที่ยวหัวหินหรือเปล่า"

สุภาพบุรุษผู้นั้นสั่นศีรษะ

"ไปยังไงไหวคุณ ลูกผมตั้ง ๕ เมีย ๒ แม่ยายอีกหนึ่ง พ่อตาหนึ่ง เงินเดือนผม ๘๐๐ เท่านั้นเอง"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ถ้ายังงั้นครูจะได้เห็นแดนสวาทหาดสวรรค์ภายใน ๕ ชั่วโมงนี้ โธ่-ไปฟรีนะครับ ผมเลี้ยงดูปูเสื่อเต็มที่โอกาสอย่างนี้ครูหาไม่ได้อีกแล้ว เราจะกลับกรุงเทพฯ ราว ๓ ทุ่ม ผมให้รถไปส่งถึงหัวกะไดบ้านเลย หรือจะให้แล่นขึ้นไปบนเรือนยังได้ คนขับรถของผมคนนี้มือแน่นะ ปีหนึ่งขับรถทับคนตายในราว ๑๐ คนเท่านั้น ไปนะครับหัวหินวิเศษจริงๆ "

ครูยิ้มอายๆ

"เอา-ไปก็ไป แล้วพรุ่งนี้ผมจะโกหกอาจารย์ใหญ่ว่ายังไง"

"ปู้โธ่ ก็บอกว่าเป็นไข้ซีครับ หน้าฝนอย่างงี้ก็ไข้หวัด ไปน่า-ขากลับผมซื้อปลาเค็มให้ครูหนึ่งชลอม"

"ตกลง ตกลงครับ ขอบคุณมาก"

รถเมล์คัน ๕๙ ติดอยู่บนสะพานเกือบ ๑๐ นาที เพราะการจราจรตอน ๘.๐๐ น.คับคั่งมาก อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับผู้โดยสารทุกๆ คนด้วยเสียงอันดัง

"ไปหัวหินกับพวกผมเถอะนะครับ ใครขัดข้องไปไม่ได้กรุณายกมือขึ้น เรื่องเงินไม่ต้องวิตก ผมบริการเต็มที่ซื้อของแจกด้วยครับ"

ข้าราชการหญิงสองคนซึ่งนั่นอยู่บนม้าตัวเดียวกันต่างชูมือขวาขึ้น กิมหงวนเห็นนิกรยืนอยู่ข้างหล่อนก็พยักเพยิดให้นิกรสัมภาษณ์หล่อน

"คุณรังเกียจที่จะไปเที่ยวกับเราหรือครับ"

หญิงสาวร่างอวบอัดยิ้มให้นิกร

"ไม่รังเกียจหรอกค่ะ แต่หนูสองคนกลัวหัวหน้าแผนกเขารายงานค่ะ โน่นค่ะ เขานั่งอยู่หน้ารถโน่น"

นิกรมองตามสายตาหล่อนแล้วเดินเข้าไปหาสุภาพบุรุษในวัยกลางคนท่าทางภูมิฐานคนหนึ่ง ยังไม่ทันที่นิกรจะพูดว่าอย่างไร หัวหน้าแผนกก็พูดขึ้นก่อน

"ไม่มีปัญหาอะไรครับ ผมทิ้งร่มไปกับพวกคุณด้วย"

นิกรยิ้มแป้น

"มันต้องอย่างนั้นซีครับ คุณเป็นข้าราชการที่น่ารักเหลือเกิน อ้า คุณคงอนุญาตให้สุภาพสตรีสองคนซึ่งเป็นลูกน้องของคุณและนั่งอยู่ทางท้ายรถนั้นไปร่วมสนุกกับเราด้วยนะครับ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ครับ"

เป็นอันว่าผู้โดยสารทุกคนต่างตกลงใจยอมหนีงานหนีโรงเรียนและยอมทิ้งธุรกิจต่างๆ ไปเที่ยวกับคณะพรรคสี่สหาย เมื่อรถข้ามมาทางฝั่งธนบุรี อาเสี่ยกิมหงวนก็ร้องบอกเจ้าแห้ว

"หยุดรถที่ร้านกาแฟก่อนดว้ยอ้ายแห้ว เลี้ยงกาแฟเครื่องดื่มผู้โดยสารของเราก่อน"

คืนวันนั้นเอง

รถเมล์หมายเลข ๕๙ ได้กลับมาถึงบริษัท ไทยนิกร จำกัด ในเวลาก่อน ๒๔.๐๐ น.เล็กน้อย

เมื่อรถแล่นมาจอดหน้าโรงเก็บรถ นายฉัตรกับนายท่าก็พากันเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายด้วยความตื่นเต้นยินดีและโล่งใจไปตามกัน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันลงมาจากรถในท่าทางอ่อนเพลียไปตามกัน

"ไปยังไงมายังไงกันครับ หายไปทั้งวัน" ผู้จัดการพูดกับเจ้านายของเขา

นิกรยิ้มให้

"เราไปเที่ยวหัวหินกันมาพี่ฉัตร พาผู้โดยสารไปด้วย ๒๘ คน วันนี้มีเหตุการณ์ยังไงบ้าง"

"ไม่มีอะไรครับ พวกกรรมกรเดินรถเกือบร้อยคนกลับเข้าทำงานแล้ว อีกครึ่งหนึ่งก็กำลังแตกสามัคคีกัน ผมคิดว่าพรุ่งนี้คงเข้าทำงานกันหมด ผมกับนายยิ่งสามารถจัดเดินรถได้ตามปกติเมื่อตอน ๑๖.๐๐ น.ครับ รถคัน ๖๐ ก็มีคนขับแล้ว"

นิกรยื่นมือให้นายฉัตรจับ

"ดีมาก พี่ฉัตร" แล้วเขาก็หันมาทางนายท่า "พอจะรู้ตัวหรือยังครับพี่ยิ่งว่าใครเป็นหัวหน้า"

"ก็พอจะรู้ครับ แต่ยังไม่แน่ใจนัก ตำรวจเขาถอนกำลังไปหมดแล้วครับ เพราะเห็นว่าไม่มีอะไร แต่ว่า สองยามวันนี้อาจจะมีการปะทะกันในระหว่างพวกกรรมกรของเรากับพวกสไตร๊ค์"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูนายท่าเป็นตาเดียว เจ้าแห้วน่าถอดสีทันทีเขายกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา เข็มนาฬิกาปรากฏว่าอีก ๑๐ นาที ๒๔.๐๐ น.แล้ว เจ้าแห้วก็กล่าวกับพลด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย

"รับประทานผมปวดท้องเต็มทนครับ รับประทานอยากจะนั่งแท๊กซี่กลับไปบ้านก่อน กุญแจรถคาดิลแล็คผมใส่ไว้ในช่องสวิชไฟหน้ารถครับ"

พลยกมือขวารวบผมเจ้าแห้วไว้

"พอพี่ยิ่งบอกว่าจะมีการปะทะกันแกก็เริ่มตาแหกทันที เกิดมาเป็นลูกผู้ชายมี ๑๐ นิ้วเหมือนกัน กลัวมันด้วยหรือวะ เมื่อถึงคราวบู๊เราก็ต้องบู๊" แล้วพลก็ปล่อยมือออก

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานกลัวน่ะไม่กลัวหรอกครับ แต่ใจมันไม่สู้"

พลว่า "แกต้องดูอ้ายกร เป็นตัวอย่าง เรื่องบู๊อ้ายกรมันถึงจะแน่"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื้อก

"ใครบอกแกล่ะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนายท่าอย่างเป็นงานเป็นการ

"เธอรู้ได้อย่างไรนายยิ่ง ว่าคืนนี้สองยามอาจจะมีการปะทะกัน"

"สายลับของผมซึ่งแกล้งทำไหเข้ากับพวกสไตร๊ค์เขียนจดหมายฝากเจ้าตี๋ร้านกาแฟข้างบริษัทเรามาให้ผมครับ" นายท่าพูดกับท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม "พวกสไตร๊ค์เกือบ ๓๐ คนชุมนุมกันอยู่ที่ร้านกาแฟ พอเวลาสองยามรถคันสุดท้ายเข้าโรง คนขับรถ นายตรวจและเด็กกระเป๋าในราว ๒๐ คนก็จะกลับบ้านพร้อมๆ กัน อ้ายพวกนั้นจะดักต่อยคนของเราครับ"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นโทรศัพท์บอกตำรวจดีไหม"

นายฉัตรว่า "ผมไม่อยากรบกวนตำรวจเขาหรอกครับ แล้วเจ้าคล้อยเด็กของนายยิ่งก็สั่งพวกคนรถและนายตรวจเตรียมตะลุมบอนเต็มที่ ถ้าถูกข่มเหงรังแกเป็นสู้ยับ เด็กกระเป๋าสาวๆ ก็พร้อมที่จะช่วยคนรถและนายตรวจ บางทีอ้ายพวกนั้นคงไม่กล้าถ้าเห็นว่าพวกเราเอาจริง"

อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มแสยะ เลือดนักสู้เดือดปุดๆ ไปทั้งตัว เขามองดูหน้าพลแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"เอามันอ้ายพล พวกเราจะออกไปส่งคนของเราที่หน้าบริษัท ถ้าพวกสไตร๊ค์เปิดฉากรุกราน เราก็ฟาดกันให้แหลกไปเลย"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ตกลง" แล้วเขาก็หันมาทาง ดร.ดิเรก "สู้มันนะหมอ"

ดร.ดิเรกอมยิ้ม

"ออไร๋ ความจริงไอไม่ใช่นักสู้ แต่ถึงคราวสูแล้วกันสู้ตาย ถึงกันถูกแทงสัก ๒๐ แผลก็ไม่เป็นไรเพราะกันเป็นหมอ นั่งเย็บแผลสักสองสามชั่วโมงก็ใช้ได้"

กิมหงวนพยักหน้ากับนิกร

"บู๊นะโว้ย อ้ายกร"

นิกรฝืนยิ้ม

"เอาก็เอา แต่ว่ากันกลับไปเอาพระที่บ้านมาก่อนได้ไหม มีหลวงพ่อติดตัวค่อยอุ่นใจหน่อย"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่จำเป็น ป่านนี้หลวงพ่อท่านจำวัดแล้ว เอาท่านมาท่านก็ไม่ตื่น เจอเข้าโพละเดียวกบาลแบะ สำคัญที่ใจโว้ย"

พูดจบกิมหงวนก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งส่งให้ผู้จัดการบริษัท

"ช่วยหน่อยพี่ฉัตร วานเด็กไปซื้อเหล้ามาให้พวกเราสองสามขวดโซดาด้วย และต้องการเร็วที่สุด ถ้าพวกเราดื่มเหล้าย้อมใจแล้วอย่าว่าแต่ตีกับคนเลย ตีกับช้างยังสู้"

ฉัตรหัวเราะชอบใจ แล้วคืนเงินให้กิมหงวน

"เก็บเงินไว้เถอะครับอาเสี่ย ผมมีตราขาวอยู่สองขวด โซดาแช่เย็นเจี๊ยบ เชิญไปนั่งพักผ่อนในออฟฟิศเถอะครับ ประเดี๋ยวผมจะให้เด็กจัดเหล้าโซดาและกับแกล้มไปให้"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันเดินตรงไปยังตึกชั้นเดียว ซึ่งเป็นสำนักงานของบริษัท รถเมล์ไทยนิกร จำกัด ขณะนั้นรถประจำทาง ๒ คันได้แล่นตามกันเข้ามา แต่ยังอยู่อีกสามสี่คันยังมาไม่ถึง การเดินรถสำหรับวันนี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

๐๐.๓๐ น. คนขับรถ ๘ คน ซึ่งมีคล้อยอยู่ในจำนวนนี้ด้วย รวมทั้งนายตรวจ ๔ คน เด็กกระเป๋าหญิง ๑๒ คน ได้ยืนรวมกลุ่มอยู่ที่หน้าสำนักงานเตรียมตัวที่จะกลับบ้านและเตรียมบู๊กับพวกสไตร๊ค์ซึ่งดักรออยู่หน้าบริษัท พวกกระเป๋าสาวมีความเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวเหมือนผู้ชายทุกคนพร้อมที่จะช่วยคนขับรถและนายตรวจ ถ้าหากว่าพวกสไตร๊ค์รุกรานก่อน เท่าที่ทุกคนยังไม่กลับบ้านก็เพราะนายท่าสั่งให้รอพวกเจ้านายซึ่งจะออกไปส่งหน้าบริษัท

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของกรรมกรเดินรถสงบเงียบลงทันที เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าแห้วและนายฉัตรออกมาจากห้องผู้จัดการ อาเสี่ยกิมหงวนออกมาพ้นประตูห้องก็ล้มลงนั่งพับเพียบด้วยความเมา ดร.ดิเรกกับนิกรช่วยกันประคองอาเสี่ย แต่แล้วสองสหายก็ล้มลงบนพื้นดินด้วยฤทธิ์เมา

กิมหงวนโบกมือให้พวกกรรมกรแล้วพูดอ้อแอ้เพราะลิ้นไก่พันกันจนแทบฟังไม่รู้เรื่อง

"มา-อ้ายน้องชาย มาช่วยกันหามกันไปตีกับมัน เออ ถึงเมาก็ใจสู้ว่ะ เรื่องยิงฟันแล้วไม่เคยหนีใคร"

นายฉัตรก้มตัวลงประคองกิมหงวนลุกขึ้นยืน ดร.ดิเรกกับนิกรต่างพยายามลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น ผู้จัดการบริษัทมองดูเสี่ยกิมหงวนอย่างเศร้าใจแกมขบขัน

"ผมบอกแล้วว่า อย่ารับประทานให้มากก็ไม่เชื่อ อย่างนี้ออกไปตีกับเขาก็ถูกกระทืบแบนเท่านั้น ไปที่รถคาดิลแล็คเถอะครับ ไปนั่งพักผ่อนบนรถดีกว่า"

กิมหงวนผลักนายฉัตรเซไปหลายก้าว

"พูดยังงี้ดูถูกผม พี่ฉัตร อึ๊ก ผมเมาก็จริง แต่ผมไม่เสียสติ พี่ฉัตรยังรู้จักผมน้อยไป เมาขนาดนี้ต่อให้ ๕๐๐ คนเรียงหน้าเข้ามา พูดแล้วจะว่าผมคุย โม้ อั๊ว อ๊วก "

แล้วอาเสี่ยกิมหงวนก็เดินโซซัดโซเซลงบันไดสามขั้นหน้าสำนักงานตรงเข้ามาหาพวกกรรมกร

"ไปพวกเรา พาอั๊วไปให้มันกระทืบ เอ๊ย ไม่ใช่ พูดผิดโว้ย พาอั๊วไปกระทืบมัน"

คล้อยมองดูเสี่ยหงวนด้วยความเป็นห่วง

"ท่านอย่าเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือเลยครับ ปล่อยให้พวกผมฟัดกับมันดีกว่า"

กิมหงวนดึงกระเป๋าสาวคนหนึ่งเข้ามากอด

"น้องชาย หน้าตาลื้อเหมือนผู้หญิงจังว่ะ"

เด็กกระเป๋ายืนนิ่งเฉยยอมให้กอดโดยดี

"ก็หนูเป็นผู้หญิงนี่คะท่าน"

อาเสี่ยสะดุ้งรีบคลายมือออก

"ตายห่า นึกว่าผู้ชาย ดันกอดเสียเต็มเปา อย่าถือสาหาความน้าเลยนะหนู น้าแก่แล้ว ถึงกอดหนูก็เหมือนกับกอดลูกหลาน อ้า หนูชื่ออะไรจ๊ะ"

เด็กสาวซึ่งมีหน้าตาดีกว่ากระเป๋าหญิงด้วยกันยิ้มอายๆ

"สมถวิลค่ะ"

"อายุเท่าไหร่"

"๑๘ ค่ะ"

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"หนูสวยและน่ารักมาก น้าเอารถเก๋งไปส่งหนูที่บ้านดีไหม แล้วเราเลยไปหาอะไรกินที่ราชวงศ์กันก่อน"

"ขอบพระคุณค่ะ หนูกลับดึกนักไม่ได้หรอกค่ะเป็นห่วงลูก"

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัวหายเมาทันที

"ว่าไงนะสมถวิล หนูมีลูกแล้วหรือนี่"

"ค่ะ เพิ่งได้ ๘ เดือนเท่านั้น"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"ตัวเท่านี้แหละมีผัวแล้ว"

"โถ-ก็ของมันมีกันได้นี่คะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"แล้วผัวหนูทำงานอะไร"

"ทำงานเป็นนายตรวจรถของบริษัทนี้ค่ะ นายบุญช่วยยังไงล่ะคะ"

"อือ-ดีเหมือนกัน ผัวหาบเมียคอนช่วยกันทำมาหากิน"

นิกรเดินเข้ามาหากิมหงวนแล้วพูดขึ้นทันที

"ว่าไงโว้ย จะออกไปตีกับอ้ายพวกนั้นหรือจะชีกอพวกเด็กกระเป๋า เห็นเด็กสาวๆ ละก้อเป็นอดก้อร่อก้อติกไม่ได้ เมียก็ดุยังกะเสือ ยังชอบเจ้าชู้"

อาเสี่ยมองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"อ้ายกร แกพึงรู้ไว้เถอะว่าผู้ชายที่ไม่เจ้าชู้ คือผู้ชายที่โง่เขลาไร้สมรรถภาพ ผู้ชายที่ปราดเปรื่องล้วนแต่เจ้าชู้ทั้งนั้น ไป-ออกไปตีกับอ้ายพวกสไตร๊ค์ กู เสี่ยหงวนจะหลั่งเลือดเที่ยงคืน ถ้าอ้ายพวกนั้นเปิดฉากรุกรานเราก่อน"

ครั้นแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาพวกกรรมกรฝ่ายเดินรถทั้งหญิงชายประมาณ ๒๐ คนออกไปนอกบริษัท ขณะนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ถนนวิสุทธิ์กษัตริย์อยู่ในความสงบเงียบ แต่ร้านอาหารและร้านเครื่องดื่มซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบริษัทรถประจำทางยังไม่ปิด พวกกรรมกรฝ่ายสไตร๊ค์ยืนจับกลุ่มกันอยู่ในที่มืดเป็นกลุ่มๆ บ้างก็ชุมนุมกันอยุ่ในร้านกาแฟและร้านข้าวต้มกุ๊ย

เมื่อคณะพรรคสี่สหายพาพวกกรรมกรผ่านประตูรั้วบริษัทออกมา เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งก็เป่าปากเป็นสัญญาณเสียงสั้นยาวบอกให้พรรคพวกทราบ ฝ่ายสไตร๊ค์ต่างเฮโลกันออกมาจากร้านเครื่องดื่มและร้านข้าวต้มกุ๊ย แล้วกระจายกำลังกันเข้ามาอย่างสงบเงียบโดยไม่มีการโห่ร้อง พวกสไตร๊ค์ก็มีจำนวนประมาณ ๔๐ คน

คณะพรรคสี่สหายกับพวกกรรมกรถูกล้อมกรอบ แล้วนายวิง วัยวอด พนักงานขับรถซึ่งเป็นบุคคลสำคัญคนหนึ่งของพวกสไตร๊ค์เดินส่ายอาดๆ เข้ามาหาพวกกรรมกรฝ่ายเดินรถ อาเสี่ยกิมหงวนปราดเข้าไปเผชิญหน้าทันที

"ว่ายังไงเพื่อน" เสี่ยหงวนกล่าวทัก "แกเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์ใช่ไหม"

เจ้าวิงแสยะยิ้ม

"ผมบอกท่านแล้วว่าเราไม่มีหัวหน้า การสไตร๊ค์เกิดขึ้นจากความพร้อมใจของพวกเราเอง"

กิมหงวนเค้นหัวเราะ

"แล้วแกต้องการอะไรกับพวกเรา เท่าทีแกพรรคพวกเข้ามาห้อมล้อมเราอย่างนี้"

"ผมต้องการพูดกับพวกเพื่อนกรรมกรเหล่านี้ สำหรับท่านไม่เกี่ยว"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"เอาซี อยากพูดอะไรก็เชิญ"

เจ้าวิงเดินผ่ากลุ่มคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเข้ามาหาคล้อยพนักงานขับรถซึ่งเป็นคนของนายท่า แล้วเจ้าวิงก็เริ่มแสดงบทบาทนักเลง

"อ้ายคล้อย มึงจะเห็นขี้ดีกว่าไส้เชียวหรือวะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"พูดให้ดีๆ โว้ยอ้ายวิง ใครเป็นขี้ใครเป็นไส้วะ"

เจ้าวิงหันมาทำตาเขียว

"ผมไม่ได้พูดกับท่าน เดี๋ยวซัดตูมเข้าให้เลย"

แทนที่จะโกรธ นิกรกลับหัวเราะ

"แหม-ดุจังนะพี่วิง เสียวน่องไปหมดเลย ถ้ามีลูกขอไปเฝ้าสวนสักตัวนะ เลือดพ่อจะได้ดุเหมือนพ่อ"

เจ้าวิงขบกรามกรอด จ้องมองดูหน้านิกรราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วเปลี่ยนสายตามาที่คล้อย

"อ้ายเพื่อนเกลอ กันและพวกของเราเหล่านี้ล้วนมีเลือดกรรมกรเช่นเดียวกับแก เมื่อพวกเราผละงานแกกับพวกของแกทั้งหมดนี้ก็ควรจะผละงานด้วย ฉะนั้นกันขอเตือนทุกคนว่าพรุ่งนี้จะต้องหยุดงานทันที"

คล้อยยิ้มเล็กน้อย

"ไม่มีใครรับผิดชอบตัวกันและลูกเมียของกันโว้ยวิง การหยุดงานจะทำให้ท้องหิวและจะได้รับควมเดือดร้อนมากเพราะไม่มีงานทำ กันและพรรคพวกของกันไม่เห็นพ้องกับพวกแกหรอก เราจะทำงานของเราต่อไป และจะไม่หวาดหวั่นต่ออิทธิพลใดๆ ทั้งสิ้น"

"อ้ายคล้อย" วิงคำราม

"ทำไมอ้ายวิง"

"มึงพูดอย่างนี้ มึงกับกูก็ตัดญาติขาดมิตรกัน

คล้อยหัวเราะ

"ก็แล้วแต่มึง กูช่วยอะไรไม่ได้"

พอคล้อยพูดจบประโยค หมัดขวาของวิงก็เหวี่ยงโครมถูกปากครึ่งจมูกครึ่งของคล้อยอย่างจัง คล้อยเซถลาออกไปหลายก้าวปะทะกับนายตรวจคนหนึ่งเป็นพวกของคล้อย

"เอามันพี่คล้อย สู้แค่ตาย"

คล้อยยกหลังมือซ้ายเช็ดเลือดที่ปาก แล้วชี้หน้าเจ้าวิงรองหัวหน้าสไตร๊ค์

"อ้ายวิง ถ้ามึงเป็นผู้ชายจริงก็อย่าใช้วิธีหมาหมู่ กูจะฟาดปากกับมึงตัวต่อตัว"

วิงหัวเราะลั่น

"มา-เข้ามาอ้ายคล้อย รับรองว่าพวกกูจะไม่กลุ้มรุมมึง"

คล้อยปราดเข้าตะลุมบอนเจ้าวิงทันที เขาแสดงลวดลายและชั้นเชิงของนักสู้อวดเจ้านายและพรรคพวกของเขา คล้อยเตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว แล้วติดตามด้วยหมัดฮุคขวาถูกขาตะไกรซ้ายของเจ้าวิงค่อนข้างแรง เจ้าวิงเซถลาออกไป พวกกระเป๋าหญิงต่างกระโดดโลดเต้นตบมือโห่ร้องเกรียวกราวเอาใจช่วยคล้อย คล้อยไม่ยอมให้คู่ต่อสู้ตั้งตัวติด กระโจนเข้าใส่ด้วยเข่าลอย แต่เจ้าวิงหลบฉากได้ทัน แล้วปล่อยหมัดสวิงขวาถูกก้านคอคล้อยดังฉาด

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดยิ่ง พวกกรรมกรต่างฝ่ายต่างหนุนลูกพี่ของตน กรรมกรฝ่ายสไตร๊ค์เพิ่มจำนวนขึ้นยืนล้อมวงดูคล้อยกับวิงตะบันหน้าด้วยหมัดลุ่นๆ

ชายกลางคนรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าสี่เหลี่ยมไว้หนวดเส้นเล็กๆ ซึ่งเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์ก็ยืนอยู่ในที่มืดเฝ้าดูการต่อสู้ของมวยนอกเวทีคู่นี้ตลอดเวลา เขาคือพนักงานขับรถผู้มีนามว่านายจิตร ซึ่งอดีตของเขาเคยเป็นนักเลงอันธพาลชั้นดาวร้ายมาแล้ว แต่พอ "ผู้กว้างขวาง" ถูกปราบและถูกส่งไปอยู่คุกลาดยาว จิตรก็เลิกเป็นนักเลงมาเข้าทำงานเป็นพนักงานขับรถของบริษัทนี้เมื่อปีที่แล้วมา

อย่างไรก็ตาม สันดานชั่วของเขายังมีอยู่ จิตรจึงเป็นหัวหน้ายุยงกรรมกรให้ขอเงินเดือนและเบี้ยเลี้ยงเพิ่มขึ้นตามเงื่อนไข เมื่อบริษัทไม่ตกลง จิตรก็ช่วยให้พวกกรรมกรฝ่ายเดินรถหยุดงานหรือสไตร๊ค์

จิตรแลเห็นวิงตกเป็นรองคล้อย เขาก็เดือดดาลอย่างยิ่ง จึงร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"อ้ายวิง สู้เขาไม่ได้ก็ลงนั่งกราบตีนเขาเสียเถอะโว้ย มึงเอาแต่ถอยท่าเดียว ประเดี๋ยวก็ถึงสี่แยกบางขุนพรหมหรอก"

เจ้าวิงหันมาตอบลูกพี่

"ใจเย็นๆ น่าพี่จิตร มวยชั้นดีอย่างฉันก็ต้องถอยฉะ"

ทันใดนั้นเอง อัปเปอคัทซ้ายของคล้อยก็กระแทกถูกลิ้นปี่เจ้าวิงเต็มเหนี่ยว เจ้าวิงทำหลังโกงเพราะจุกแน่น มือทั้งสองข้างตก ฮุคขวาของคล้อยเหวี่ยงตูมออกไปถูกคางเจ้าวิงดังพล๊อก เท่านี้เองวิงก็ผงะหงายล้มนอนเหยียดยาว ขาและเท้าสั่นพั่บๆ

จิตรแหวกกลุ่มพรรคพวกเดินมาอย่างองอาจ คล้อยแลเห็นจิตรเข้าก็หน้าเสีย เขารู้ดีว่าจิตรเคยเป็นดาวร้ายเป็นจอมอันธพาลที่ได้รับสมญาว่า เจ้าพ่อเสือ เคยฆ่าคนมาแล้วและผ่านการต่อสู้มาแล้วอย่างโชกโชน ทั้งหมัดมวยมีดไม้และปืน

คล้อยรู้ตัวว่ามือของเขาไม่ถึงจิตร ก็ล่าถอยเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย ดร.ดิเรกกล่าวกับคล้อยทันที

"สู้มันซีคล้อย"

คล้อยสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวครับท่าน มือผมกับพี่จิตรมันคนละชั้นครับ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นกันเอง"

จิตรปราดเข้ามาพอดี รูปร่างเขาขนาดน้องๆ ยักษ์วัดแจ้ง สูงเท่ากับอาเสี่ยพอดี ลักษณะท่าทางของจิตคือเสือร้าย ใบหน้าเหี้ยมแสยะ ริมฝีปากหนา ผมหยิก นัยน์ตาพองแทบจะถลนออกมานอกเบ้า จมูกใหญ่ แบนและสั้น

กิมหงวนดึงแว่นตาขอบกระออกส่งให้เจ้าแห้วแล้วเดินเข้ามายืนชิดตัวหัวหน้าสไตร๊ค์ จนกระทั่งไหล่ซ้ายของอาเสี่ยแนบกับหน้าอกจิตร แล้วเสี่ยหงวนก็ยักคิ้วให้

จิตรหัวเราะอย่างขบขัน

"ท่านอย่ายุ่งกับผมเลยครับ เจ็บตัวเปล่าๆ ให้ลูกน้องของท่านฟัดกับผมดีกว่า ใครก็ได้ บอกให้เรียงหน้ามาเถอะครับ"

เสี่ยหงวนทำปากแบะยื่นกลอกนัยน์ตาไปมา เพื่อให้จิตรนึกครั่นคร้ามเขา แต่จิตรก็หากลัวไม่

"อั๊วนี่แหละจะขอทดสอบฝีมือกับลื้อ"

"โฮ่-ท่านเหม็นเหล้าออกหึ่งอย่างนี้ แล้วหุ่นของท่านก็ไม่บอกว่าเป็นนักสู้สักนิด ท่านจะสู้ผมได้อย่างไรครับ ผมเตะทีเดียวก็ขาดสองท่อน"

อาเสี่ยแยกเขี้ยว แล้วยกฝ่ามือข้างซ้ายผลักหน้าจิตรเต็มแรงทำให้หัวหน้าสไตร๊ค์เซออกไปสองสามก้าว แต่แล้วด้วยความรวดเร็วราวกับสายฟ้าแลบ จิตรก็ปราดเข้าชกกิมหงวนด้วยหมัดขวาถูกปลายคางเสี่ยหงวนเหมือนผ่ามะพร้าว

"พล๊อก"

ร่างอันสูงชลูดของกิมหงวนถอนรากถอนโคนผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า อาเสี่ยอื้อนัยน์ตาพร่าพราวหมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว แต่วิญญาณของนักสู้ทำให้เขามานะกัดฟันลุกขึ้นโก้งโค้งตูดโด่ง เขาพยายามลุกขึ้นยืนจนได้ ยืนโงนเงนสะลึมสะลือ พอจิตรขยับจะเข้าชกซ้ำ เสี่ยหงวนก็กล่าวขึ้นอย่างทรนงแบบชายชาติเสือ

"ยอมแพ้โว้ย" แล้วกิมหงวนก็ล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยในท่าเมาหมัด

พวกกรรมกรฝ่ายสไตร๊ค์หัวเราะกันอย่างขบขัน จิตรยกมือเท้าสะเอวมองดูคณะพรรคสี่สหายและกรรมการบริษัทอย่างยิ้มเยาะ

"มีใครอีกไหมล่ะที่จะขอทดสอบฝีมือกับกัน"

นิกรยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"มีโว้ย ศรีอยุธยาย่อมไม่สิ้นคนดี"

จิตรมองดูนิกรอย่างขบขัน

"ท่านหรือครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง แล้วพูดเสียงอ่อยอย่างน่าสงสาร

"เปล่า ไม่ใช่กันโว้ย แต่กันจะให้เพื่อนของกันทดสอบฝีมือกับแก" พูดจบก็ผายมือมาที่พล "นี่ คนนี้ สำหรับกันน่ะไม่มีทางสู้แกหรอก เว้นแต่ว่ากันจะใช้ปืนพกและแกใช้มือเปล่า กันก็จะลองสู้กับแก"

จิตรมองดูหน้าพลทันที

"คุณคิดจะทดสอบฝีมือกับผมใช่ไหมครับ"

พลพยักหน้าและยิ้มให้

"ถูกแล้วจิตร กันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าแกเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์ กันยินดีฟาดปากกับแกเพื่อให้พวกสไตร๊ค์รู้ว่าฝีมือของแกไม่ได้วิเศษอะไรนัก ที่เพื่อนกันถูกแกชกหมอบไปนั่นก็เพราะเขาเมาเหล้า ถ้าเขาไม่เมาแกก็คงเอาชนะเขาไม่ได้ง่ายๆ "

จิตรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เขาถอยหลังออกห่างพลสองสามก้าวแล้วร้องบอกพรรคพวกเขาให้ถอยออกไป

"มา คุณพล ผมพร้อมแล้ว ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ผมได้ชกกับคุณซึ่งเป็นกรรมการของบริษัท"

พลถลกแขนเสื้อเชิ้ททั้งสองข้าง ท่าทางของพลสง่าและองอาจ ทำให้พวกสไตร๊ค์แปลกใจไปตามกัน ดร.ดิเรกเตือนพลด้วยความห่วงใย

"ระวังตัวให้มากโว้ย มันสูงใหญ่กว่าแก"

พลกับจิตรต่างจดมวยเข้าหากัน ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ จิตรเปิดฉากเตะหมายขาพับพลเต็มเหนี่ยว แต่พลยกเข่าขึ้นรับเท้าไว้ได้อย่างคล่องแคล่ว และแล้วพลก็เตะตัดบานพับคู้ต่อสู้ด้วยเท้าขวาเต็มแรง น้ำหนักเท้าของพลทำให้จิตรเสียหลักล้มลงในทันที พวกกรรมกรของบริษัทและคณะพรรคสี่สหายต่างตบมือเป่าปากกระทืบเท้าดีอกดีใจไปตามกัน

จิตรรีบลุกขึ้นอย่างเดือดดาล เขาปราดเข้าประจัญบานพล โดยถือว่ารูปร่างของเขาสูงใหญ่กว่า จิตรชกซ้ายขวาคล่องแคล่ว หมัดซ้ายของจิตรถูกหน้าพลผงะหงายและสวิงขวาถูกก้านคอพล ทำให้นายพัชราภรณ์ซวนเซออกไป

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดแคล่วคล่องว่องไว ตะลุมบอนกันได้สักครู่ทั้งสองก็กอดรัดกัน พลแหวกศอกซ้ายงัดแขนจิตรขึ้นแล้วฟันด้วยศอกขวาเต็มเหนี่ยว

คิ้วซ้ายของหัวหน้าสไตร๊ค์ถูกศอกแตกเป็นแผลยาว โลหิตสีแดงเข้มไหลทะลักลงมาเข้าตาจิตร พลเต้นเท้าสลับไปมา เมื่อจิตรพุ่งตัวเข้ามาหาเขา พลก็ยกเท้าซ้ายถีบกระเด็นออกไป ดร.ดิเรกเห็นเลือดที่คิ้วของจิตรไหลออกมามากเกินควร ก็ปราดเข้าขวางกลางคู่ต่อสู้

"เฮ้.... หยุด หยุดก่อน"

แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ตรวจดูบาดแผลที่คิ้วซ้ายของหัวหน้าสไตร๊ค์ซึ่งเป็นแผลค่อนข้างลึกและยาวประมาณ ๒ เซนติเมตร จิตรเคยเป็นนักมวยไทยรุ่นไลท์เฮวี่เวทมาแล้ว สถิติการชกแพ้บ้างชนะบ้าง เมื่อ ดร.ดิเรกเข้ามาตรวจบาดแผลก็ทำให้เขาลืมตัวคิดว่าเขากำลังทำการต่อสู้บนเวทีผืนผ้าใบ และกรรมการห้ามมวยกำลังตรวจดูบาดแผลของคู่ต่อสู้ ดังนั้นจิตรจึงยกมือไหว้นายแพทย์หนุ่มและกล่าวว่า

"ไม่เป็นไรครับครู ผมชกได้"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบแล้วถอยห่าง ถือโอกาสทำหน้าที่เป็นกรรมการไปเลย

"ชกต่อไป"

จิตรปราดเข้าใส่พลทันทีเพราะเดือดดาลที่พลเปิดแผลที่คิ้วซ้ายของเขา พลเตะอีกสามสี่ทีจนกระทั่งขาขวาของจิตรตอนใต้ขาพับฟกช้ำขัดยอกแทบจะยกเท้าไม่ขึ้น เมื่อพลสังเกตเห็นคู่ต่อสู้อ่อนลง เขาก็ปรี่เข้าชกหนึ่งสองคือแย็ปซ้ายแล้วตามด้วยหมัดตรงขวา

จิตรซวนเซออกไปราวกับนกปีกหัก พลปราดเข้าบุกตะลุยชกซ้ายขวาอย่างรวดเร็ว เมื่อจิตรเปิดช่องว่างให้ฮุคซ้าย พลก็เหวี่ยงตูมออกไปเต็มเหวี่ยงเช่นเดียวกับแพ็ตเตอรสันปล่อยฮุคซ้ายถูกโจ แฮนสันอย่างจัง

หัวหน้าสไตร๊ค์ลงไปนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นดิน แต่หมัดของพลเบากว่าแพ็ตเตอรสัน จิตรจึงหลับไม่สนิท ยักษ์ใหญ่บิดตัวไปมาพยายามโงเงจะลุกขึ้น เจ้าแห้วปราดเข้ามายกมือขึ้นนับ

"หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก"

จิตรมานะกัดฟันลุกขึ้นมาด้วยวิญญาณของนักสู้ แต่ความเป็นนักเลงของเขาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ จิตรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกสปริงขนาดใหญ่ออกมาดีดสปริงออก นิกรเห็นเช่นนั้นล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมีดพกสปริงออกมาบ้างแล้ววิ่งเข้ามายืนขวางหน้าพล นายจอมทะเล้นปลดสปริงมีดออก เขายกมือชี้หน้าจิตร แล้วกล่าวว่า

"แกไม่ใช่ลูกผู้ชาย เพื่อนกันมีมือเปล่า แต่แกใช้อาวุธ มา....มาสู้กัน แกเป็นขุนมีด กันเป็นหลวงมีด เข้ามาอ้ายเพื่อนเกลอ ไม่แกก็กันจะต้องไปเมืองนรกกันคนหนึ่ง"

ทุกคนตื่นเต้นไปตามกัน เมื่อจิตรกับนิกรย่างเท้าเข้าหากัน ต่างถือมีดพกคู่มือกระชับมั่นและเต้นเท้าไปมาสักครู่จิตรก็ยกเท้าขวาเตะนิกรเต็มแรง นิกรจ้วงแทงทันทีคมมีดถูกหน้าแข้งจิตรอย่างจัง หัวหน้าสไตร๊ค์ล่าถอยและร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด นิกรยิ้มแป้น

"เข้ามาจิตร กันจะแทงแกทีละแผล ตั้งแต่ตีนถึงหัว ถึงแกแทงกันตาย แกก็ต้องตายตามกันไปในไม่ช้าเพราะอย่างน้อยแกจะต้องมีแผลทั่วตัวไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ แผล รับรองว่ากันจะไม่ฆ่าแก เข้ามาซีเพื่อน"

จิตรวิ่งเข้ามากระโจนเข้าจ้วงแทงนิกรเต็มเหนี่ยว นิกรเอี้ยวตัวหลบในท่ายี่เกทำให้จิตรเสียหลักวิ่งหัวซุนไปข้างหน้า นิกรยกเท้าเตะจิตรเต็มเหนี่ยวถูกชายโครงข้างซ้ายพอดี แรงเหวี่ยงของเท้าทำให้จิตรได้รับความเจ็บปวดถึงกับปล่อยมีดพกหลุดจากมือ เจ้าแห้วรีบก้มลงยึดมีดพกของจิตรไว้และพับเก็บใส่กระเป๋า นิกรเห็นเช่นนั้นก็พับมีดเก็บใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกงเช่นเดียวกัน

จิตรขบเขี้ยวเคี้ยวฟันกร้วมๆ เขาแปลกใจอย่างยิ่งที่นิกรต่อสู้กับเขาอย่างใจเย็นเหมือนกับว่าสู้กันเล่นๆ จิตรปราดเข้าตะลุมบอนนิกรอีก แตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว นิกรก้มตัวลงหลบเท้า จิตรเตะอากาศดังวืด นิกรล่าถอยออกห่าง แล้ววิ่งเข้ามากระโจนถีบด้วยเท้าขวา ถีบหน้าอกหัวหน้าสไตร๊ค์อย่างจัง จิตรซวนเซล้มลงก้นกระแทกพื้น นิรทำท่าเยาะเย้ยแบบยี่เก

"ยังไงอสูรกุมภัณฑ์เจ้าเห็นฤทธิ์เราแล้วหรือยัง"

จิตรพรวดพราดลุกขึ้นยืน หันไปทางพรรคพวกของเขาแล้วร้องตะโกนลั่น

"เอาโว้ยพวก ศึกตะลุมบอนโว้ย พวกเราบุก"

พวกกรรมกรฝ่ายสไตร๊ค์ต่างเฮโลเข้าชกต่อยคณะพรรคสี่สหาย กับพวกกรรมกรของบริษัททันที การต่อสู้เป็นไปอย่างสับสน พวกกระเป๋าหญิงมีความสามัคคีธรรมเป็นอย่างดีช่วยคนขับรถและนายตรวจตีกับพวกสไตร๊ค์ แต่แล้วเพียงครู่เดียวบรรดากระเป๋าสาวก็ร้องหวีดว้ายวิ่งหนีเข้าไปในบริษัท

เจ้าแห้วประคองปีกกิมหงวนพาล่าถอยเข้าไปในบริษัทอย่างรวดเร็วฉับพลัน พล, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกอยู่ในท่ามกลางวงล้อม แต่ทุกคนก็ต่อสู้อย่างดุเดือด ท่านเจ้าคุณเจอหมัดเด็ดเข้าทีหนึ่งถึงกับยืนตาเหล่ไปชั่วขณะ ดร.ดิเรกถูกชกจนแว่นตาแตก

ท่ามกลางการตะลุมบอนซึ่งแทบจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ผู้จัดการบริษัทกับนายท่าซึ่งยืนอยู่ที่ประตูรั้วได้พากันร้องตะโกนสุดเสียง ขอให้คณะพรรคสี่สหายและพวกกรรมกรล่าถอยเข้าไปในเขตรั้วของบริษัท

ในที่สุด พล, นิกร, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาพรรคพวกตีฝ่าวงล้อมล่าถอยผ่านประตูรั้วของบริษัทเข้ามาได้ นายฉัตรสั่งแขกยามให้ปิดประตูเหล็กทันที พวกสไตร๊ค์ก็ต่างไชโยโห่ร้องใช้ก้อนอิฐก้อนหินขว้างปาเข้ามาในบริษัท บ้างก็ร้องตะโกนด่าท้าทาย

"ออกมาซีวะ ออกมาตีกันซีโว้ย"

คณะพรรคสี่สหายกับทุกคนหลบอยู่ในโรงเก็บรถ นายฉัตรกับนายท่าขอร้องให้พวกกรรมกรให้อยู่ในความสงบ

"เฉยๆ ไว้พวกเรา ในสองสามนาทีนี้กำลังตำรวจก็จะยกมาที่นี่ ฉันโทรศัพท์แจ้งไปแล้ว" ผู้จัดการกล่าวกับพวกกรรมกรด้วยสีหน้าเคร่งขรึม

คล้อยกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล

"อย่างนี้มันใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ข่มเหงรังแกกันชัดๆ ขอปืนให้ผมสักกระบอกเถอะครับ ผู้จัดการ ผมจะออกไปยิงอ้ายจิตรเอง"

นายฉัตรยิ้มให้คนขับผู้ภักดี

"ให้ตำรวจเขาจัดการกับอ้ายพวกนั้นเถอะ จะได้หมดเรื่องหมดราวกันที เป็นอันว่าเรารู้ตัวแล้วหัวหน้าสไตร๊ค์คือนายจิตร ซึ่งมีนายวิงเป็นหัวเรี่ยวหัวแรง สองคนนี้มีหวังได้ไปอยู่ในคุกลาดยาว"

นายยิ่งนายท่าเดินเข้ามาหาสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

"เป็นยังไงบ้างครับ อาเสี่ย"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"แย่หน่อย อ้ายจิตรหมัดมันหนักเหมือนช้างถีบ ผมเจอเข้าทีเดียวลืมโลกไปเลย"

นายท่าหันมาทางพล

"แต่คุณพลเด็ดขาดเลยครับ ผมไม่อยากเชื่อเลยว่าคุณมีฝีไม้ลายมือเด็ดขาดอย่างนี้ คุณชกได้ไวขนาดโผนเชียวครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ชมผมบ้างซิพี่ยิ่ง ผมเสี่ยงชีวิตดวลมีดพกกับอ้ายจิตรตัวต่อตัว ถ้าพลาดนิดเดียวผมก็ม่องเท่งแล้ว"

นายยิ่งหัวเราะชอบใจ

"ผมกำลังจะชมอยู่ทีเดียวครับ คุณนิกรของผมแน่ที่สุด ท่าทางคล้ายๆ อิเหนาครับ รำมีดพกได้สวยเหลือเกิน" พูดจบเขาก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "อ้า ใต้เท้าได้รับบาดเจ็บมากไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"ใต้เท้าน่ะไม่เจ็บหรอก แต่หลังเท้าบวมเพราะเตะไปโดนศอกมันเข้า"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"โอ้โฮ ตลกก็ไม่ยักบอก ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับกิมหงวน

"เดี๋ยวก็ยันเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง ดีแต่กระเซ้าข้าเท่านั้น ฝีไม้ลายมือไม่เห็นมีถูกเขาชกทีเดียวง่อยกระรอกแล้ว"

ทันใดนั้นเอง เสียงแตรไซเลนท์ก็ดังครวญครางแว่วมาแต่ไกล และใกล้เข้ามาทุกที ดร.ดิเรกยิ้มออกมาได้

"ออไร๋ ตำรวจมาแล้ว"

ขณะนี้พวกสไตร๊ค์กำลังชุมนุมกำลังหนาแน่นอยู่นอกประตูรั้วไม่ต่ำกว่า ๖๐ คน จิตรปรึกษากับวิงเพื่อจะพังประตูรั้วเหล็กบุกเข้าไปในบริษัทเพื่อพยายามทำลายและทำลายทุกวิถีทางเท่าที่จะทำลายได้ ทั้งนี้ก็เพราะจิตรรู้ตัวว่าเขาหมดหวังที่จะปรองดองกับบริษัทแล้ว

ก่อนที่จะพังประตู ใครคนหนึ่งก็ร้องขึ้นดังๆ

"ฉลามบก พี่จิตร ตำรวจ"

ฟอร์คเก๋งของกองปราบปราม ๓ คัน และจิ๊ปแลนด์โรเวอร์อีก ๓ คัน แล่นตามกันมาเป็นแถวด้วยความเร็วสูงจากสี่แยกบางขุนพรหม พวกสไตร๊ค์รู้ตัวก็เมื่อตำรวจมาถึงแล้ว จิตรร้องตะโกนบอกพรรคพวกของเขา

"เปิดโว้ย ตัวใครตัวมัน"

เท่านี้เอง พวกกรรมกรฝ่ายสไตร๊ค์ก็แตกฮือวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศคนละทาง รถตำรวจทุกคันหยุดนิ่งริมถนน เจ้าพนักงานในเครื่องแบบรีบลงจากรถไล่จับพวกก่อการสไตร๊ค์ ทำให้ชาวบ้านริมถนนวิสุทธิกษัตริย์ซึ่งกำลังหลับนอนอย่างสบายตกใจตื่น

นิกรสั่งแขกยามเปิดประตูรั้วหน้าบริษัทต้อนรับตำรวจ ทุกคนพากันออกจากโรงรถเดินรวมกลุ่มผ่านบริเวณลานกว้างตรงมาที่ประตูรั้ว หลังจากนั้นนายพันตำรวจตรีคนหนึ่งก็พาพลตำรวจสองคนผ่านประตูรั้วเข้ามา คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยนายฉัตรได้ต้อนรับท่านสารวัตรใหญ่อย่างดี

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง การจับกุมพวกสไตร๊ค์ก็สิ้นสุดลง จิตรวิ่งเข้าไปในวัดตรีทศเทพ แต่แล้วก็ถูกเจ้าพนักงานจับกุมตัวได้โดยละม่อม ส่วนเจ้าวิงหลบหนีไปได้ พรรคพวกของจิตรถูกจับกุมประมาณ ๒๕ คน

เมื่อคณะพรรคสี่สหายยืนยันว่า จิตรเป็นหัวหน้าสไตร๊ค์ สารวัตรใหญ่ก็สั่งให้ตำรวจควบคุมตัวอย่างแข็งแรง ตำรวจได้เข้าคุ้มครองบริษัท ไทยนิกร จำกัด เพื่อป้องกันการก่อวินาศกรรมของพวกสไตร๊ค์ หลังจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและนายฉัตรกับนายยิ่งตลอดจนกรรมกรของบริษัททุกคนก็ถูกเชิญตัวไปสถานีตำรวจพร้อมกับผู้ต้องหา.

จบบริบูรณ์