พล นิกร กิมหงวน 034 : ป่าช้าผีดิบ

ฉากของเราเปิดขึ้นที่ก๊วนกัญชาแห่งหนึ่ง ในตอนหัวค่ำ มันเป็นเรือนชั้นเดียวหลังเล็กๆ แบบโบราณ ปลูกอยู่ในท่ามกลางดงนักเลงอันธพาล ในย่านสะพานเหลืองบรรดาประชาชนที่อาศัยอยู่กินในถิ่นนี้ ล้วนแต่เป็นพวกกรรมกรหาเช้ากินค่ำ และพวกนักเลงอันธพาลนักแซ้งก์, นักปล้นจี้ตีชิงวิ่งราว เจ้าพนักงานตำรวจเคยกวาดล้างมาหลายต่อหลายครั้งแล้วก็ไม่รู้จักหมดสิ้น ในถิ่นนี้ไม่มีพลเมืองดี มีแต่พลเมืองเสีย ล้วนแต่มุ่งหวังที่จะเอาทรัพย์ของผู้อื่นมาเป็นของตัว

กัญชาเป็นยาเสพย์ติด ที่มีกฎหมายห้ามไม่ให้สูบหรือมีไว้ในครอบครอง แต่อย่างไรก็ตามนักเลงสูบกัญชาทั้งหลายก็พยายามหากัญชาสูบจนได้ ที่ไหนมีกัญชาที่นั่นมีพวกนักเลงหรือพวกเคาบอยนิยมเรียกกันว่าก๊วน

แน่นอนละ เจ้าของก๊วนต้องเป็นนักเลงหัวไม้ เขาสามารถหากัญชาและฝิ่นมาได้ และเปิดบริการขึ้นที่บ้านของเขา จำหน่ายกัญชาและหมูในราคาพอสมควร

ท่านผู้อ่านบางท่านอาจจะไม่ทราบว่ากัญชาและหมูเป็นอย่างไร ข้าพเจ้าจึงขอถือโอกาสนี้เรียนให้ทราบไว้

กัญชาเป็นดอกหญ้าชนิดหนึ่ง ต้นเตี้ยๆ ขนาดต้นผักขมหรือโหระพา เขาเก็บดอกและใบอ่อนของมันมาตากแดดให้แห้ง แล้วหั่นเป็นฝอย เป็นยาเสพย์ติดอย่างร้ายแรงที่สุด ผู้ที่สูบกัญชาจะเลิกไม่ได้เป็นอันขาด คุณภาพของกัญชาทำให้อารมณ์ดี ครึกครื้นรื่นเริงหัวเราะหน้าเป็นตลอดวัน ใครจะพูดผิดหูล่วงเกินอย่างไรก็ไม่โกรธ สูบเข้าไปแล้วหูตาสว่าง เป็นยาเจริญอาหารอย่างดี ถ้าท่านใส่กัญชาลงไปในเครื่องแกงเผ็ดสักหยิบมือรับรองว่าอาหารมื้อนั้นจะทำให้ท่านและครอบครัวของท่านกินได้มากผิดปกติ ถึงกับต้องหุงข้าวใหม่ คุณภาพของกัญชาช่วยทำให้คนที่ใจคอหงุดหงิด กลายเป็นคนสดชื่นรื่นเริงขี้หัวเราะ ถ้าเมียของท่านขี้บ่นจู้จี้หรือหน้างอตลอดวัน ท่านควรจะให้หล่อนลองสูบกัญชาสักนิด แล้วหล่อนจะหัวเราะร่วนเห็นอะไรขบขันไปหมด

วิธีสูบกัญชาทำได้สองวิธี วิธีที่หนึ่งใช้บรรจุบ้องจุดสูบ บ้องกัญชาทำด้วยไม้ไผ่มีเดือยเหมือนพวยกาโผล่ออกมากลางบ้อง บรรจุกัญชาลงที่พวยนั้นแล้วจุดสูบ ในบ้องมีน้ำบรรจุอยู่ครึ่งบ้อง การสูบใช้กลืนควันเข้าไปในท้องให้หมด ไม่ได้อัดออกทางจมูกเหมือนบุหรี่ วิธีที่สองใช้บรรจุเข้าไปในมวนบุหรี่แล้วจุดสูบคือดึงเส้นบุหรี่ในมวนออกเสียครึ่งหนึ่ง เอากัญชาที่หันไว้แล้วยัดเข้าไปแทน วิธีนี้ท่านอาจจะหลอกให้เมียของท่านสูบได้

เมื่อท่านเข้าใจเรื่องกัญชาดีแล้ว ก็จะอธิบายให้ท่านทราบถึงเรื่อง "หมู" ต่อไปคำว่า "หมู" เป็นศัพท์สะแลงที่ใช้กันมานานแล้ว เป็นที่รู้จักกันในวงนักเลงและคนชั้นต่ำ "หมู" ก็คือฝิ่นนั่นเอง ใช้ฝิ่นทาลงบนใบพลูที่กินกับหมากแล้วตากให้แห้ง หั่นเป็นเส้นๆ ให้ละเอียด วิธีสูบหมูกระทำได้วิธีเดียวคือการบรรจุบ้องกัญชาจุดสูบกลืนควันเช่นเดียวกับสูบกัญชา

ที่ไหนมีกัญชาและหมูขาย พวกนักเลงเรียกที่นั่นหรือบ้านนั้นว่า "ก๊วน" ซึ่งก๊วนหนึ่งมีลูกค้าขาประจำมากพอดู ค่าธรรมเนียมสูบกัญชาบ้องละ ๕๐ สตางค์ และค่าธรรมเนียมสูบหมูบ้องละหนึ่งบาท

ท่านผู้อ่านที่ติดตามนิยายชุดสามเกลอมา คงจะทราบดีแล้วว่าเจ้าแห้วของเรา เป็นนักเลงสูบกัญชาคนหนึ่ง เขาสูบกัญชาเป็นนิจสิน เพราะติดเสียง็อมแง็ม เจ้าแห้วไม่กล้าซื้อกัญชาเถื่อนไปสูบที่บ้าน "พัชราภรณ์" เพราะควันระเหยของกัญชา มีหวังที่จะทำให้ถูกคุณหญิงวาดเล่นงานเขาด้วยไม้ตะพด เจ้าแห้วจึงปลีกเวลามาสูบที่ก๊วนพี่สุขอดีตนักเลงเก่าที่สะพานเหลือง ก๊วนกัญชาที่กล่าวแล้วมีบริการรวดเร็วทันใจ ให้ความสะดวกสบายแก่ลูกค้า แจกเสื่อแจกหมอนให้นอนสูบอย่างสบาย มีบ้องกัญชาให้เลือกหลายบ้องไม่ต้องเข้าคิวเหมือนก๊วนเล็กๆ บางก๊วนซึ่งมีบ้องกัญชาเพียงบ้องเดียว มิหนำซ้ำเจ้าของก๊วนยังหน้าเลือด ขายเงินสดงดเชื่อเบื่อทวง

มันเป็นเวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. เศษ

เจ้าแห้วแต่งกายภูมิฐานเดินเข้ามาในตรอกแคบๆ และสกปรก สองข้างทางเต็มไปด้วยขยะมูลฝอย เมื่อเจ้าแห้วเดินเข้ามาในเขตบ้านพี่สุขเขก็แลเห็นแสงไฟสว่างจ้า และได้ยินเสียงร้องเพลงเสียงสรวลเสเฮฮากันอย่างสนุกสนาน

เจ้าแห้วเดินขึ้นบันไดมาบนเรือน สมาชิกประจำก๊วนซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ประมาณ ๑๐ กว่าคน นั่งหรือนอนคุยกันเกลื่อนไปหมด ตามนอกชาน ตามระเบียงหน้าบ้าน บ้างก็จับกลุ่มเล่นยี่อิ๊ดอยู่ในห้อง คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นนักเลงอันธพาลขนาดดาวร้ายทั้งสิ้น คุกตรางไม่มีความหมายอะไร ติดตรางจนเคยชินเสียแล้ว เขาประกอบอาชีพในทางมิจฉาชีพ เช้าขึ้นก็พาตัวไปตามรถยนต์ประจำทางหรือรถราง เที่ยวควานหาเงินตามกระเป๋าคนอื่นๆ แม้กระทั่งเด็กนักเรียนก็ไม่เว้นให้ พอตกค่ำก็ออกจี้ไชลักเล็กขโมยน้อย กระทั่งลักใหญ่ขโมยใหญ่ เช่น ขโมยจักรเย็บผ้าหรือรถยนต์ บ้างก็นัดแนะกันปล้นผู้มีอันจะกิน รับจ้างตีหัวคนรับงานทุจริตทุกชนิด

เจ้าแห้วมีการสังคมกับคนเหล่านี้อย่างใกล้ชิด ขาประจำก๊วนพี่สุขรู้จักเจ้าแห้วดี แต่ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าแห้วเป็นคนใช้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วโกหกใครต่อใครว่าเขาเป็นลูกชายโทนของพระอะไรคนหนึ่ง ซึ่งเป็นทนายความมีชื่อ พวกนักเลงที่ก๊วนกัญชาจึงยกย่องเคารพยำเกรงเขา

ชายกลางคนรูปร่างอ้วนใหญ่คนหนึ่ง กำลังหั่นกัญชาอยู่หน้าระเบียงเรือน เขาเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าแห้วแล้วก็ยิ้มให้ กล่าวทักทายเจ้าแห้วเป็นอย่างดี

"อ้อ-สวัสดีครับเสี่ย ผมกำลังนึกถึงอยู่ทีเดียว"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"ฉันไม่ได้มาที่นี่เสีย ๓ วัน"

"นั่นน่ะซีครับ ผมบ่นถึงทุกวัน เสี่ยถ้าจะไปตากอากาศมากระมังครับ"

เจ้าแห้วหัวเราะ นั่งลงบนระเบียงที่ติดต่อกับนอกชาน

"เปล่า-ไม่ได้ไปไหนหรอกพี่สุข คุณพ่อท่านให้ฉันช่วยเขียนร่างฟ้องให้ท่าน เฮ้อ-ฉันเห็นจะไม่ได้มาสูบกัญชาที่นี่อีกแล้ว"

อดีตนักเลงใหญ่ทำหน้าตื่น

"ทำไมล่ะครับเสี่ย"

"คุณพ่อท่านจะส่งฉันไปเรียนวิชากฎหมายที่ประเทศฝรั่งเศส กลุ้มใจเหลือเกิน อย่างน้อยฉันต้องไปอยู่ฝรั่งเศสตั้ง ๗ ปี จนกว่าฉันจะทำปริญญาด๊อกเต้อรอังดรัวได้ คุณพ่อว่าอนาคตของฉันควรจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม"

นายสุขมองดูเจ้าแห้วอย่างชื่นชม

"โอ-ถ้ายังงั้นผมก็ต้องขาดขาประจำผู้มีเกียรติไปคนหนึ่ง แต่ว่า...ในเรื่องกัญชาเสี่ยไม่ต้องวิตกหรอกครับ ถึงเสี่ยไปอยู่เมืองนอกผมก็จะบริการให้เป็นพิเศษ ผมจะอัดกัญชาใส่กระป๋องส่งไปให้เสี่ยทางเครื่องบินทุกเที่ยวเมล์"

เจ้าแห้วพยักหน้าหงึกๆ

"เรื่องนี้เอาไว้ปรึกษากันที่หลัง ง่า-จัดกัญชาให้ฉันหน่อยซีพี่สุข อยากเต็มฟัดแล้วไม่ได้สูบ ๓ วัน เหมือนกับจะลงแดงตาย"

"ครับ-ครับ ผมจะจัดให้เดี๋ยวนี้"

เพียงครู่เดียวเจ้าแห้วก็นั่งขัดสมาธิสูบกัญชาอย่างชื่นใจ พอควันกัญชาบ้องแรกตกถึงท้องเจ้าแห้วบอกตัวเองว่า บัดนี้ แม้กระทั้งมหาจักรพรรดิ์ก็มีความสุขสู้เขาไม่ได้ โลกนี้เป็นของเขาแล้ว

บ้องที่ ๒ และบ้องที่ ๓ ผ่านไป เจ้าแห้วคุยจ้อโอภาปราศรัยกับสมาชิกก๊วนกัญชาที่นั่งอยู่รอบๆ ตัวเขา ในที่สุดเจ้าแห้วก็สบายใจเอนกายลงนอนบนเสื่อจันทบุรีผืนเก่าๆ ร้องเพลงเล่นด้วยอารมณ์ครึกครื้น

"....หญ้าไทร แม่หนูเอยหญ้าปล้อง ไม่ได้เห็นนวลน้อง เก็บหญ้าปล้องหญ้าไทร เอ่อเอย"

เสียงห้าวๆ ของใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นทันที

"ไม่ได้ความโว้ย อ้ายเสี่ยกระดูก"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก หันมาทางประตูห้องทันที พี่สุขหน้าเสีย เขารู้ดีว่าผู้ที่ร้องตะโกนขึ้นมานี้คือเจ้าลบ เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ขนาดน้องๆ ยักษ์วัดแจ้ง เป็นนักเลงอันธพาลที่สร้างชื่อเสียงของตนเองอย่างรวดเร็ว เพิ่งออกมาจากตรางเมื่อเช้านี้เอง

"ยังไงกันพี่สุข นั่นเสียงอ้ายลบไม่ใช่หรือ ความจริงฉันก็ไม่เคยมีเรื่องมีราวอะไรกับเขาเลย ตั้งแต่เขามีธุระไปติดตรางห้าหกเดือน ฉันก็ไม่ได้เห็นหน้าค่าตาเขาอีก"

พี่สุขยิ้มเจื่อนๆ

"ถ้ามันจะแก่ดีกรีเข้าไปกระมังครับ ไม่เป็นไรครับผมจะพูดกับเขาเอง" พูดจบนายสุขก็ลุกขึ้นเดินเข้าไปในห้อง

ชายฉกรรจ์กลุ่มหนึ่งในราวห้าหกคนกำลังนั่งล้อมวงเล่นไพ่ป๊อกกันอย่างสนุกสนาน และคนรูปร่างใหญ่โตล่ำสันกว่าเพื่อนคือเจ้าลบนั่นเอง พ่อของเจ้าลบเป็นเพื่อนเกลอของพี่สุข เคยเป็นนักเลงรุ่นเดียวกันมา พี่สุขหยุดยืนยกมือท้าวสะเอวมองดูเจ้าลบด้วยความไม่พอใจ

"อ้ายลบ เอ็งจะทำอะไรก็ไว้หน้ากูบ้างซีโว้ย"

เจ้าลบละสายตาจากไพ่ป๊อกในมือ เงยหน้าขึ้นมองดูนายสุข

"อะไรกันอา"

"อย่าทำไก๋หน่อยเลยวะ ตะกี้นี้เอ็งร้องตะโกนว่ายังไง เสี่ยแห้วเขาร้องเพลงเล่น มึงตะโกนออกมาว่าไม่ได้ความอ้ายเสี่ยกระดูก มึงทำยังงี้ก็เท่ากับแกล้งตัดรายได้ของข้าน่ะซีโว้ย มึงเกะกะระรานยังงี้ใครเขาจะกล้ามาอุดหนุนข้า"

เจ้าลบหัวเราะก้าก

"ปู้โธ่ ฉันว่าอ้ายพินต่างหาก อ้ายพินมันอวดเป็นอาเสี่ยแทงยี่อิ้ดทีละ ๑๐ บาท แต่ให้เลี้ยงหมูมันไม่ยอมเลี้ยงฉัน ก็เลยมันว่ากระดูกขัดมัน คนอื่นธุระไม่ใช่ หรือใครจะออกรับก็ลองดู เสี่ยแห้วหรือเสี่ยหมาที่ไหนฉันไม่แคร์ทั้งนั้น"

เจ้าแห้วนั่งอยู่หน้าห้องได้ยินถนัด เขาทนฟังต่อไปไม่ไหวรีบลุกขึ้นเดินเข้ามาในห้องทันทีแล้วเจ้าแห้วก็ยกมือชี้หน้าเจ้าลบ

"อ้ายลบ มึงนักเลงเรอะใหญ่ยิ่งนักเรอะ"

เจ้าลบเป็นคนจริงคนหนึ่ง ถูกเจ้าแห้วชี้หน้าก็เดือดดาลผลุดลุกขึ้นยืน

"พอตัวละเสี่ยแห้ว หรือจะเอาเรื่องกะผม"

เจ้าแห้วขบกรามกรอด ปราดเข้ามายืนเผชิญหน้าเจ้าลบ

"มึงท้าใคร"

เจ้าลบเค้นหัวเรา

"ท้ามึงนั่นแหละ"

เจ้าแห้วพยักหน้า

"ดีแล้ว กูไม่สู้มึง"

เจ้าลบยกมือผลักอกเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"ไม่สู้เสือกมากำแหงทำไม อย่าหน่อยเลยวะอ้ายเศรษฐีกระดูก กูไม่เคยเห็นมึงเลี้ยงกัญชาหรือหมูใครเลย"

เจ้าแห้วขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน

"ฮึ่ม จำไว้นะอ้ายลบมึงกำแหงกับกู ถือว่ามึงมีรูปร่างใหญ่กว่า มึงท้ากู มึงจะต้องได้รับบทเรียนอันมีค่ายิ่งจากกูในไม่ช้านี้"

เจ้าลบยักคิ้ว

"อย่าเขียนเสือให้วัวกลัวหน่อยเลยวะ วัวตัวนี้กระทิงโทนโว้ย คนอย่างกูไม่เคยหนีใครขอให้สู้กันซึ่งๆ หน้าเถอะ อย่าลอบกัดกันก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วโมโหจนตัวสั่น ยกเท้าขวาเตะเจ้าลบเต็มเหนี่ยว แล้วรีบวิ่งเข้าไปยืนกำบังข้างหลังพี่สุข

"ห้ามทีพี่สุข ช่วยห้ามทีเดี๋ยวมีเรื่อง"

เจ้าลบชักมีดปลายแหลมออกปราดเข้ามาหาเจ้าแห้วทันที แต่นายสุขขัดขวางไว้ เจ้าแห้วยืนอกสั่นขวัญแขวนอยู่ข้างหลัง

"อย่า-อย่าอ้ายลบ ยังไงก็เห็นแก่กูบ้างซีโว้ยแล้วกัน ตามธรรมดาข้าก็ให้เอ็งสูบกัญชาฟรีวันละ ๕ บ้องแล้ว เสี่ยแห้วเป็นลูกค้าพิเศษของข้า"

"ก็มันเตะฉันอาไม่เห็นเรอะ"

"เถอะน่ะ นิดหน่อยน่าอ้ายลบ เอ็งมันคอยแต่จะเอาเรื่องซะเรื่อยเชียว อย่าทำเป็นหมาพันธุ์ดุหน่อยเลยวะ เดี๋ยวก็จะกลับไปตรางอีกหร็อก กูไหว้ละวะอย่าให้มีเรื่องมีราวเลย" พูดจบพี่สุขก็ประคองเจ้าแห้วออกไปนอกห้อง "ขอให้สงบเสี่ยเถอะครับเสี่ย อ้ายลบน่ะมันปากเปราะเราะรานจนเป็นนิสัยเสียแล้ว พ่อมันแท้ๆ มันยังด่า"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะเบาๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองหนังจรเข้ออกมาเปิดออก ส่งธนบัตรใบละ ๑๐ บาทหนึ่งฉบับให้นายสุข

"เอา พี่สุขค่ากัญชา ฉันเห็นจะมาเที่ยวที่นี่อีกไม่ได้แน่ พี่สุขช่วยบอกอ้ายลบด้วย มีเรื่องกับฉันลำบากนา ฉันมีพวกเป็นตำรวจและทหารเยอะแยะ ระวังให้ดีเจ้าลบ จะเดือดร้อนหรือม่ายจะต้องตายเหมือนหมากลางถนน"

เจ้าลบ วิ่งพรวดพราดเข้ามาจากในห้องร้องตะโกนลั่นบ้าน

"ใคร ใครวะตายอย่างหมากลางถนนมึงอาฆาตกูเรอะ" พูดจบเจ้าลบก็ปราดเข้ามาลั่นหมัดตรงขวาเต็มเหนี่ยว ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งเจ้าแห้วพอดี

เสี่ยแห้ว ถลาร่อนไปเหมือนกับนกปีกหักล้มลงก้นกระแทกพื้นดังโครม สมาชิกกัญชาและหมูต่างลุกขึ้นพากันดูคู่พิพาททั้งสอง พี่สุขรีบเข้าห้ามเมื่อเจ้าแห้วลุกขึ้นมา

"โธ่-ขอเสียทีเถอะครับ"

เจ้าแห้วโกรธจนหน้าเขียว ล้วงปืนพกออกมาจากกระเป๋ากางเกง เจ้าลบใจหายวาบวิ่งตื๋อเข้าไปในห้อง พวกนักเลงกัญชาและหมูต่างช่วยกันยื้อยุดฉุดมือเจ้าแห้วไว้

"อย่าครับเฮีย" เจ้าหนุ่มเอวบางร่างน้อยพูดเบาๆ และไอแค็กๆ เหมือนกับเป็นวัณโรค "คบคนพาล พาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตคิดพาไปหาผล ไม่มีประโยชน์อะไรหร็อกครับที่จะเอาพิมเสนไปแลกแกลือ"

เจ้าแห้วขบกรามกรอด

"ดีแล้ว อ้ายลบชกหน้ากู ถ้ากูตอบแทนมึงไม่ได้กูไม่อยู่เป็นคน" แล้วเจ้าแห้วก็พูดกับนายสุข "พี่สุขช่วยบอกอ้ายลบด้วย ให้มันสั่งเสียลูกเมียได้แล้ว"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เจ้าแห้วก็รีบพาตัวลงไปจากบ้านพี่สุข อารมณ์ของเจ้าแห้วเดือดพล่าน ไม่เคยเจ็บใจใครเหมือนเจ้าลบที่บังอาจแจกผลไม้ที่กินกับพลูให้เขา

เจ้าแห้วกลับมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในราว ๒๐.๐๐ น. อารมณ์ของเขาเดือดพล่านเต็มไปด้วยความเจ็บช้ำน้ำใจ และความอาฆาตพยาบาท เขาเที่ยวก๊วนกัญชามานมนานแล้ว ที่นางเลิ้ง วงเวียน ๒๒ กรกฎา, วัดมหรรณพ์, บางลำภูและอื่นๆ อีกหลายแห่ง พวกนักเลงอันธพาลรู้จักเขาดี ไม่เคยมีใครแจกอะไรต่ออะไรให้เขาเลย เพิ่งได้รับแจกวันนี้

เจ้าแห้วนั่งเคร่งขรึมอยู่บนม้ายาวที่สนามหน้าตึกใหญ่ สมองของเขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง ถ้าหากว่าเขาไปที่ก๊วนพี่สุขอีกเจ้าลบก็คงจะหาเรื่องชวนวิวาทกับเขาเพราะฉะนั้นมีอยู่ทางเดียวที่จะตอบแทนเจ้าลบ คือเก็บตัวเจ้าลบเสีย

ความคิดคำนึงของเจ้าแห้วสิ้นสุดลง เมื่อเจ้าแห้วแลเห็นใครคนหนึ่ง เดินดุ่มๆ เลี้ยวมุมตึกตรงเข้ามาหาเขา นิกร การุณวงศ์นั่นเอง

"แห้ว แห้วโว้ย" นายจอมทะเล้นร้องเรียกเบาๆ

เจ้าแห้วไม่ยอมขานรับ นิ่งเฉยเหมือนหุ่น จนกระทั่งนิกรเดินเข้ามาหยุดยืนข้างหน้าเขา

"เอ๊ะ เป็นอะไรไปวะอ้ายแห้ว ทำหน้ายังกับพื้นรองเท้า"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"อย่า-อย่ากระเซ้าครับ รับประทานเดี๋ยวมีเรื่องเปล่าๆ.

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"มีเรื่องกับข้าน่ะหรือ"

เจ้าแห้วชักฉิว "รับประทานได้ทั้งนั้นแหละครับ ไม่เลือกว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม ขณะนี้ต่อให้พ่อของผมก็รับประทานกระเซ้าผมไม่ได้"

นิกรจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้วอย่างแปลกใจ แล้วทรุดตัวนั่งข้างๆ เจ้าแห้ว ยกมือขวาตบบ่าเจ้าแห้วเบาๆ

"บอกข้าอ้ายแห้ว มีอะไรเกิดขึ้นหรือวะ อ้าว-เลยร้องไห้เลย"

เจ้าแห้วทำปากแบะยื่นยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"รับประทานอย่าให้ผมพูดเลยครับ พูดแล้วเจ็บใจ" พูดพลางร้องไห้พลาง

นิกรขมวดคิ้วย่น"เถอะน่า เล่าให้ข้าฟังบ้างซีวะ ถ้ายังไงจะได้ช่วยกัน เอ็งหายหน้าไปไหนตั้งแต่พลบค่ำ หรือไปติดผู้หญิง แล้วผู้หญิงเขาไม่รักบอกข้าซี เอาคาถามหาระรวยของข้าไปเป่าพรวดเดียว วิ่งตามเอ็งมาเลย ต่อให้มีลูก ๕ คน ยังยอมทิ้งลูกทิ้งผัว"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"รับประทาน ไม่ใช่เรื่องผู้หญิงหรอกครับ ง่าผมเจ็บใจเหลือเกินที่ผมถูกนักเลงดีบริการผมด้วยหมัด รับประทานดูซิครับปากผมยังกะครุฑ"

นิกรมองหน้าเจ้าแห้วแล้วหัวเราะก้าก

"ตายละวะ ไปรับแจกหมากมาจากไหนล่ะ เล่าให้ข้าฟังซิ"

เจ้าแห้วขบกรามกรอด

"รับประทานที่ก๊วนกัญชาสะพานถ่าน-เอ๊ยสะพานเหลืองครับ รับประทานมีเรื่องกับนักเลงที่นั่น มันชกผมกร้วมเดียวรับประทานเห็นดาวเลย"

"อ้อ เลยเอ็งก็ฟาดมันเสียหมอบ"

เจ้าแห้วสะดุ้ง

"ฟาดอะไรไหวครับ รับประทานมันใหญ่เกือบๆ เท่าหลวงพ่อโตวัดอินทร์ ทั้งสูงทั้งใหญ่เชียวครับ รับประทานข้อมือมันโตกว่าข้อเท้าผมเป็นกอง ฮึ่ม-เจ็บใจเหลือเกิน รับประทานเจ้านายช่วยแนะนำผมหน่อยซีครับ รับประทานผมจะจัดการกับอ้ายลบอย่างไรดี"

นิกรหัวเราะหึๆ

"จะยากเย็นอะไรวะ หาปืนเถื่อนสักกระบอกยิงมันทิ้งเสียก็แล้วกัน"

"รับประทานปืนน่ะมีแล้วครับ เป็นปืนเถื่อนเสียด้วย แต่ว่ารับประทานกลัวติดตรางครับ ม่ายยังงั้นผมก็ยิงมันแล้ว" พูดจบเจ้าแห้วก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบรีวอลเว่อร ๙ มม. ออกมา "นี่ยังไงละครับปืนของผม รับประทานซื้อมา ๒,๐๐๐ บาท พวกนักเลงทางเทเวศร์เขาขายให้ผม แถมลูกอีกสองนัด"

นิกรรับปืนมาพิจารณาดู

"อือ สวยดีนี่หว่า ด้ามงาซะด้วย" แล้วนิกรก็เก็บใส่กระเป๋ากางเกงของเขา "ถ้าเอ็งจะเอาเรื่องกับเขาก็ยิงมันทิ้งเสียซีวะ ดักมันอย่าให้ใครเห็น อ้ายหมอนั่นก็ตายเปล่า"

เจ้าแห้วหัวเราะ เอื้อมมือเขย่าแขนนิกร

"แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานปืนของผม..."

นิกรลืมตาโพลง

"ปืนของเอ็งก็อยู่ที่เอ็งน่ะซี ทำไมจะมาอยู่กับข้า" พูดจบก็ลุกขึ้นยืน "ไปละโว้ย ไปสอยมะม่วงหลังบ้านทำน้ำปลาหวานกินดีกว่า"

เจ้าแห้วพยักหน้า

"รับประทานอย่าทำผมเลยครับ รับประทานยกให้ผมเสียคนเถอะ"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบปืนออกมา แล้วนั่งลงบนม้ายาวตามเดิม คืนปืนพกให้เจ้าแห้ว

"ใครวะที่มันชกเอ็ง"

"รับประทานชื่อลบครับ กรุณาช่วยบอกหน่อยซีครับว่าผมจะแก้แค้นมันอย่างไรดี ม่ายผมก็คงไม่กล้าไปเที่ยวสะพานเหลืองอีก"

คราวนี้นิกรพูอย่างเป็นงานเป็นการ

"ข้าแนะนำเอ็งแล้วเอ็งก็ไม่กล้าทำ เราเกิดมาเป็นลูกผู้ชาย อย่ายอมให้เขามาข่มเหงรังแกซีวะ ปืนก็มีอยู่แล้วใส่มันตูมเดียวขี้คร้านจะดิ้นพราดๆ เอ็งเซ่อยิงเขาให้มีพยานรู้เห็น ตำรวจเขาก็ตะครุบตัวเอ็งเท่านั้น แอบยิงมันซีวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"แอบยิง"

"เออ"

"รับประทานยังงั้นก็เท่ากับลอบกัดเขาน่ะซีครับ"

นายจอมทะเล้นยกมือเกาศีรษะ

"ถ้าเอ็งมัวคำนึงถึงความเป็นลูกผู้ชายศีลธรรมหรือคุณธรรมเอ็งก็ไม่มีโอกาสที่จะแก้แค้นเขา อย่างข้ายังงี้ถ้าใครขืนเล่นงานข้าก่อนข้าก็ต้องแอบยิงมันทิ้ง เมื่อเย็นนี้ข้าแกล้งขับรถยนต์ชนตายเสียหนึ่งศพแล้วชนเสียเต็มเหนี่ยวไม่ได้ร้องสักคำเดียว แป๊ดเดียวคาที่เลย"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานคนหรือครับ"

นิกรหัวเราะ

"อึ่งอ่างโว้ยไม่ใช่คน ทับคนจะได้ติดตราง"

เจ้าแห้วหัวเราะลั่น แล้วก็ยกปืนขึ้นควงเล่น เล็งศูนย์ปืนหมายต้นนกยูงข้างหน้าเขา

"รับประทาน แค่นี้ต้นนกยูงเห็นจะผิดนะครับ"

นิกรมองตามสายตาเจ้าแห้ว

"นี่มันระยะเผาขนโว้ย ยิงผิดก็หมาละวะ"

เจ้าแห้วขบกรามกรอด

"เอาละครับ รับประทานผมต้องยิงอ้ายลบทิ้งแน่ๆ ยิงมันคืนนี้แหละ รับประทานยิงหัวหรือยิงหน้าอกมันดีครับ"

นิกรว่า "ยิงอกซีวะ หัวมันเป็นเป้าที่เล็กกว่าหน้าอก ใส่เข้าไปที่หน้าอกในระยะแค่นี้ตูมเดียวเท่านั้น ไม่ต้องกลัวว่าอ้ายลบมันจะไม่ตาย"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ เขาจ้องปืนพกไปข้างหน้า สมองของเขากำลังคิดถึงเจ้าลบยักษ์ใหญ่ แล้วเจ้าแห้วก็เผลอตัวเหนี่ยวไกปืน ทันใดนั้นกระสุนปืนพก ๙ มม. ก็แผดเสียงขึ้น

"ปัง"

ทั้งเจ้าแห้วและนิกรสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน แล้วนิกรก็ยกมือเขกกระบายเจ้าแห้วดังโป๊ก

"เสือกยิงทำไมวะ อ้ายเวร ประเดี๋ยวเถอะโดนด่าหร็อก"

เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน ตัวสั่นงันงกรีบเก็บปืนใส่กระเป๋าทันที แล้วพูดเสียงสั่นเครือน่าสงสาร

"รับประทานไม่ได้เจตนาเลยครับ รับประทานนิ้วมันกระดิกไปเอง รับประทานผมกราบเท้าละครับ กรุณาช่วยรับแทนผมหน่อยเถอะครับว่าคุณทำปืนลั่น ม่ายงั้นผมถูกด่าขันจอหว่อแน่"

ทันใดนั้นเองคุณหญิงวาดและคณะพรรค ๔ สหาย ก็โผล่หน้าต่างตึกชั้นบนหน้าสลอนไปหมด ต่างร้องตะโกนถามลงมาเสียงคุณหญิงวาดแจ๋วกว่าเพื่อน

"อะไรกันวะอ้ายกร ใครยิงปืน"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก กระซิบกระซาบกับนิกร

"รับประทานช่วยรับแทนผมซีครับ"

นิกรร้องบอกคุณหญิงวาด

"รับประทานไม่ใช่ปืนหร็อกครับ ผมเก็บประทัดได้ดอกหนึ่งเลยจุดเล่น"

คุณหญิงวาดร้องตะโกนลงมา

"อ้ายบรรลัยจักร เล่นไม่รู้จักเล่นทำให้ตกอกตกใจนึกว่าขโมยเข้าปล้นแต่หัวค่ำ แกนี่ไม่มีดีเลย อับปรีย์คนอะไรอย่างนี้ก็ไม่รู้ พ่อแม่ไม่สั่งสอน"

นิกรทำคอย่น กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง คณะพรรค ๔ สหาย ต่างหลบหน้าเข้าไปในหน้าต่างหมดแล้ว นายจอมทะเล้นหันมายกมือเขกกะบานเจ้าแห้วอีกครั้งหนึ่งเสียงดังสนั่น

"นี่แนะ ข้านอนหลับไม่รู้นอนคู้ไม่เห็น ถูกด่าป่นปี้ไปหมดเลย"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ ยกมือไหว้นิกร

"รับประทานขอบคุณเหลือเกินครับ ที่รับแทนผมม่ายยังงั้นรับประทานผมคงถูกด่าเอากระบุงโกยไม่ไหว รับประทานผมไปละครับ"

นิกรทำตาปริบๆ

"ไปไหนวะ"

"รับประทานก็ไปยิงอ้ายลบน่ะซีครับ"

"ฮ้า" นายจอมทะเล้นอุทานลั่น "เอ็งจะเอาจริงๆ น่ะเรอะ"

"ครับ รับประทานถ้าผมฆ่าอ้ายลบไม่ได้ ผมจะไม่มีความสุขเลย" พูดจบเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นยืน

นิกรลุกขึ้นคว้าแขนเจ้าแห้วไว้

"ก่อนไปไปเก็บมะม่วงให้ข้าสักสองสามลูกเถอะวะ มะม่วงแรดต้นข้างบ่อน้ำหลังตึก ทำน้ำปลาหวานวิเศษดีเหลือเกิน เอ็งปีนขึ้นไปเก็บให้ข้าหน่อยเถอะ ข้าสั่งให้ละม่อมเขาทำน้ำปลาหวานให้แล้ว"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "กลางค่ำกลางคืนอย่างนี้ รับประทานดีไม่ดีตกลงมาคอหักผมก็แย่เท่านั้น"

"เออน่า อย่างมากก็ตายเท่านั้นแหละวะ" แล้วนิกรก็จูงมือเจ้าแห้วพาอ้อมไปทางหลังตึกใหญ่

หลังจากเจ้าแห้วเก็บมะม่วงให้นิกรแล้ว เขาก็พาตัวออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ขึ้นสามล้อเครื่องคันหนึ่งตรงไปยังก๊วนกัญชาสะพานเหลือง เจ้าแห้วตัดสินใจเด็ดขาด เขาจะต้องสังหารเจ้าลบให้ได้ ด้วยปืนพกคู่มือของเขา และเขาจะลอบยิงเจ้าลบที่ก๊วนกัญชาหรือม่ายก็ในตรอกนั้น

เจ้าแห้วมาถึงตรอกสะพานเหลือง ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง พอผ่านร้านกาแฟร้านหนึ่งเจ้าแห้วก็แลเห็นชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งนั่งคุยกันเอะอะเฮฮาอยู่ในร้านนี้ ซึ่งล้วนแต่เป็นนักเลงอันธพาล ใครต่อใครต่างพากันร้องเรียกเจ้าแห้วอย่างพินอบพิเทา ด้วยความเข้าใจผิดเชื่อว่าเจ้าแห้วคือคุณศักดิ์แห้ว พัชราภรณ์ ลูกชายคุณพระประสิทธิ์ฯ ทนายความชื่อดัง มีคฤหาสน์ใหญ่โตหรูหราอยู่ทางบางกะปิ คือบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง

"เสี่ยครับ แวะก่อนซีครับ"

เจ้าแห้วหยุดชะงักหันมามองดูแล้วจำใจเดินเข้ามาในร้านกาแฟ

"สวัสดีทุกๆ คน ไง-มาจับกลุ่มกันอยู่ที่นี่เอง"

เจ้าหนุ่มหน้าเสี้ยมคนหนึ่งยิ้มให้เจ้าแห้ว

"อยู่ว่างๆ ไม่รู้จะทำอะไรก็มานั่งปรึกษาหารือกัน หาเรื่องติดตรางเล่นครับ"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"ติดตรางเล่น...." แล้วคุณศักดิ์แห้วก็หัวเราะก้าก "ลื้อคิดว่าตรางเป็นของน่าอยู่หรือวะสม"

เจ้าสมหัวเราะ

"ก็ดีกว่าอยู่นอกคุกแหละครับ ผมเบื่อเต็มทนแล้ว ในเรื่องที่จะต้องทำมาหากิน อยู่ในคุกไม่เดือดร้อนใจอะไรเลยถึงเวลาก็มีข้าวกิน แล้วก็ข้าวแดงที่มีข้าวเปลือกปน ๔๐ เปอร์เซ็นต์น่ะ กินดีกว่าข้าวขาวนะครับเสี่ย มีประโยชน์แก่ร่างกายมาก มีวิตามินเอถึงแซ่ด กินกับแกงส้มผักบุ้งแน่เหลือเกินครับเสี่ย พูดแล้วอยากติดคุกใจแทบขาด"

เจ้าแห้วหัวเราะ มองดูพวกนักเลงทั้งโต๊ะ

"ขอโทษทีนะพวกเรา อั๊วจะรีบไปพบพี่สุขสักหน่อย มีธุระร้อนเสียด้วย"

เจ้ากุ๊ยผมหยิกหยักโศก ยกมือไหว้เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ

"ช่วยจ่ายค่ากาแฟให้พวกเราหน่อยเถอะครับเสี่ย ไม่มากมายอะไรหร็อกครับ อย่างมากก็ ๒๐ บาทเท้านั้น"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองหนังจรเข้ออกมาเปิดออก ดึงธนบัตรราคา ๒๐ บาท หนึ่งฉบับส่งให้เจ้าหนุ่มผู้นั้น

"เอ้า-เอาไป"

พวกนักเลงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน เจ้าแห้วพาตัวเดินออกไปจากที่นั้น เลี้ยวซ้ายมือเข้าตรอกแคบๆ ท่ามกลางความมืดและสงบเงียบ ตรงไปยังบ้านพักของพี่สุข

ทันใดนั้นเอง เจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว เมื่อได้ยินเสียงปืนพกนัดหนึ่งดังกังวานลั่น

"ปัง! "

เสียงปืนนัดนั้นดังขึ้นไม่ไกลจากเจ้าแห้วมากเท่าใดนัก เจ้าแห้วหยุดชะงักยืนนิ่งเฉยแล้วเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าของใครคนหนึ่ง วิ่งตรงมาทางเขา เจ้าแห้วรีบหลบเข้ากำบังข้างเสาไฟฟ้าต้นหนึ่ง เพราะกลัวจะถูกลูกหลงเข้า

แน่นอนละ นักเลงในถิ่นนี้จะต้องมีการปะทะกันอย่างรุนแรง เขายืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็เห็นเด็กชายรุ่นหนุ่มวิ่งตึ้กๆ มาทางเขา เจ้าแห้วจึงร้องถาม

"น้องชาย ใครยิงใครโว้ย"

เจ้าเด็กเคาบอยหันมาตอบและวิ่งเลยไป

"พี่ลบถูกลอบยิงครับ"

เจ้าแห้วใจหายวาบ เขากำลังเตรียมตัวที่จะสังหารเจ้าลบ แต่แล้วเจ้าลบก็ถูกมือปืนเล่นงานเสียก่อน เจ้าแห้วบอกตัวเองว่า เขาตกอยู่ในฐานะเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง แต่จะต้องเอากระดูกแขวนคอเสียแล้ว เมื่อตอนหัวค่ำ เขาได้ปะทะกับเจ้าลบที่ก๊วนกัญชาพี่สุข มีคนเห็นเหตุการณ์หลายคน เขาได้กล่าวคำอาฆาตมาตร้ายจะเล่นงานเจ้าลบ ศัตรูของเจ้าลบคงจะอยู่ในที่นั้นด้วยเลยถือโอกาสยิงเจ้าลบเสียเพื่อป้ายความผิดให้เขา

คิดแล้วเจ้าแห้วก็มองภาพตนเองตกอยู่ในความควบคุมของ เจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวนรีบหลบหนีไปจากที่นั้นทันที เขาวิ่งเข้าไปในตรอกแคบๆ ซึ่งเป็นทางแยกทะลุไปออกถนนสี่พระยาได้ เพียงครู่เดียวเจ้าแห้วก็ออกมานอนถนนใหญ่ และถอนหายใจโล่งอกเมื่อไม่เห็นมีใครติดตามเขามา

เจ้าแห้วร้องเรียกรถจักรยานสามล้อคันหนึ่ง

"เฮ้-สามล้อ"

นักขับสามล้อรีบหยุดรถ นำรถเข้ามาจอดข้างเจ้าแห้วทันที ก้าวลงจากอานรถกล่าวถามเจ้าแห้วอยางนอบน้อม

"ไปไหนครับ"

เจ้าแห้วพูดขึ้นอย่างใจลอย"

"ไปโรงพัก" แล้วเจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือก "เอ๊ยไม่ใช่.... ไปบางกะปิ"

"ขอ ๑๐ บาทครับ"

เจ้าแห้วเผ่นแผล็วขึ้นไปนั่งบนรถสามล้อคันนั้นโดยเร็ว ทันใดนั้นเองเจ้าพนักงานตำรวจในเครื่องแบบ ๓ คน ก็พากันวิ่งออกมาจากปากตรอก มีประชาชนสี่คนวิ่งตามออกมาด้วย

ไฟฟ้าเดินทางดวงหนึ่งฉายกราดมายังร่างเจ้าแห้ว เจ้าหนุ่มเคาบอยคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนเกลอของเจ้าลบรีบบอกนายสิบตำรวจโทผู้นั้นทันที

"นั่นแหละครับ คนยิงอ้ายลบ ใช่แน่ๆ ผมจำได้"

ตำรวจทั้ง ๓ คน ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่กองตรวจและบังเอิญอยู่ใกล้เคียงกับที่เกิดเหตุ ขณะที่เจ้าลบถูกยิงต่างพากันวิ่งไล่กวดรถจักรยานสามล้อคันนั้น และพลตำรวจคนหนึ่งได้ร้องตะโกนลั่นถนน

"สามล้อหยุด-หยุดเดี๋ยวนี้"

นักขับสามล้อรีบหันมามองดูข้างหลัง พอแลเห็นเจ้าพนักงานตำรวจ เจ้าหนุ่มผู้มาจากแดนอีสานก็ตกใจรีบเหยียบห้ามล้อทันที เจ้าแห้วอกสั่นขวัญบินกระโจนลงจากรถ วิ่งตื๋อข้ามถนนโปลิศทั้ง ๓ คน ไล่กวดกระชันชิดเข้าไป นายสิบตำรวจโทผู้นั้นดึงปืนพกออกมาจากซองปืนแล้วซองขึ้นฟ้าหนึ่งนัด

"ปัง"

เจ้าแห้วหยุดชะงักร้องสุดเสียงยกมือกุมหน้าอก เข้าใจว่าเขาถูกปืนเจ้าพนักงาน แล้วเจ้าแห้วก็ล้มลงบิดตัวไปมา ส.ต.ท. คุ้มใจหายวาบ กลัวว่าถ้ากระสุนปืนของเขาไปถูกเจ้าแห้วเข้าจริงๆ เขาก็จะเดือดร้อน เพราะผู้ต้องหาไม่ได้ต่อสู้อะไรเลย แต่เขาจำได้ว่าเขายิงปืนขึ้นฟ้าไม่ได้ยิงไปที่ร่างของเจ้าแห้ว

เจ้าพนักงานวิ่งมาหาเจ้าแห้ว ส.ต.ท. คุ้ม รีบทรุดตัวลงนั่งประคองช้อนศีรษะขึ้น แล้วพิจารณาดูรอยกระสุนปืน เมื่อไม่เห็นว่าเจ้าแห้วถูกยิงตรงไหน ส.ต.ต.คุ้มก็หัวเราะก้าก

"เฮ้ย ลื้อไม่ได้ถูกปืนนี่หว่า"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้ถูกหรือครับ ทำไมผมเสียวที่หน้าอกล่ะครับหมู่ ช่วยตรวจดูให้แน่หน่อยเถอะครับ"

ส.ต.ท. คุ้มประคองเจ้าแห้วให้ลุกขึ้น แล้วยิ้มให้ผู้ต้องหา ในเวลาเดียวกัน พวกคาบอยที่วิ่งตามเจ้าพนักงานมา กับประชาชนคนเดินถนน ต่างพากันเข้ามารุมล้อมเจ้าแห้ว และวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงจ้อกแจ้กจอแจ

"อ้ายน้องชาย อั๊วยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่ลื้อ อั๊วรับรองว่ากระสุนปืนของอั๊วไม่ถูกลื้อหร็อก แฮ่ะ แฮ่ะ ไปคุยกันที่โรงพักดีกว่า"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือด

"เอ๊ะ ผมทำผิดเรื่องอะไรครับหมู่"

ส.ต.ท.คุ้มอมยิ้ม ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบมิโดคู่ใหม่เอี่ยมออกมา สวมข้อมือเจ้าแห้วดังกริ๊กแกร๊ก เท่านี้เองอิสระภาพของเจ้าแห้วก็สิ้นสุดลง

"ลื้อย่อมรู้ดีว่าลื้อทำอะไรผิด ไปเถอะเพื่อน แกฆ่าคนตายโดยเจตนา"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปทั้งตัว ร้องเอ็ดตะโรลั่น

"ผมเปล่านะครับหมู่ ให้ผมรากเลือดลงแดงตายซีครับ ผมไม่ได้ยิงอ้ายลบเลย"

ใครต่อใครพากันหัวเราะลั่น คำพูดของเจ้าแห้วก็เท่ากับเป็นคำสารภาพอยู่แล้วว่า เขาเป็นมือสังหารเจ้าลบนักเลงใหญ่สะพานเหลือง สิ่งแวดล้อมและความบังเอิญ ทำให้เจ้าแห้วต้องตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจ

"ทำไม่รู้ว่านายลบถูกยิงล่ะ แล้วทำไมลื้อถึงวิ่งออกมาทางนี้ ถ้าหากว่าลื้อเป็นผู้บริสุทธิ์"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"โอย-ผมตายแน่ ผมไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ครับ"

ส.ต.ท. คุ้ม ค้นตามกระเป๋ากางเกงเจ้าแห้ว แล้วล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง ข้างขวาของเจ้าแห้วหยิบปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม. ออกมา

"นี่ใช่ไหมล่ะ ปืนที่ลื้อใช้สังหารนายลบ"

เจ้าแห้วร้องไห้สะอึกสะอื้น

"ผมไม่ได้ยิงจริงๆ ครับ"

ส.ต.ท. คุ้มยกปากกระบอกปืนขึ้นดม แล้วหัวเราะชอบใจ

"ยังจะเถียงอีก กลิ่นดินปืนยังมีอยู่"

เจ้าแห้วใจหายวาบ

"ผมยิงมาจากบ้านครับ ผมลองยิงต้นไม้เล่น ผมไม่ได้ยิงเจ้าลบ"

ส.ต.ท. คุ้มพูดตัดบท

"จับลื้อได้พร้อมด้วยหลักฐานอย่างนี้แล้ว รับสารภาพเสียดีกว่า เชื่ออั๊วเถอะน้องชาย อย่างมากก็ประหารชีวิตเท่านั้น คนที่เขาวิ่งตามอั๊วมาเขาระบุว่าลื้อเป็นคนยิงนายลบ เพราะมีเรื่องแจกหมากกันเมื่อตอนหัวค่ำ ใช่ไหมล่ะ"

เจ้าแห้วมองดูเจ้าหนุ่มอันธพาลหลายคน ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเจ้าพนักงาน เขาจำได้ว่าเจ้าคนหนึ่งชื่อพินเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของเจ้าลบ ซึ่งรู้จักกับเจ้าแห้วดี

"แกเข้าใจว่าฉันยิงเจ้าลบงั้นหรือ" เจ้าแห้วพูดเสียงสะอึกสะอื้น

เจ้าพินยิ้มแค่นๆ

"ลื้ออย่าปฏิเสธหน่อยเลยวะ ใครๆ ก็ได้ยินที่ลื้อกล่าวคำอาฆาตมาดร้ายอ้ายลบ หลังจากลื้อกับอ้ายลบเกิดฉะปากกัน นักเลงอย่างลื้อเล่นลอบกัดนี่หว่า พวกอั๊วทุกคนจะต้องเป็นพยานให้ตำรวจ เอาลื้อเข้าตรางให้ได้ เรื่องนิดเดียวไม่น่าจะฆ่าอ้ายลบเลย"

เจ้าแห้วมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม เจ้าพนักงานรีบพาเจ้าแห้วเดินไปจากที่นั่นทันที กลุ่มนักเลงอันธพาลซึ่งเป็นพรรคพวกของเจ้าลบตามไปด้วย เจ้าแห้วได้ทราบจากตำรวจว่า เจ้าลบถูกยิงในระยะเผาขนโป้งเดียวตายคาที่ ความคับขันเกิดขึ้นแก่เจ้าแห้วแล้ว เหตุการณ์ผูกมัดตัวเขาทุกวิถีทาง เขาเป็นผู้สุจริตแต่ก็เหมือนกับผู้ผิด คำแก้ตัวของเขาย่อมฟังไม่ขึ้นแน่นอน

เป็นอันว่าคืนวันนี้เจ้าแห้วมีโอกาสได้นอนในกรงที่สถานีตำรวจนครบาลบางรักเป็นครั้งแรก เจ้าแห้วให้การว่าเขามีเรื่องปะทะกับเจ้าลบจริง ที่กล่าวคำอาฆาตก็ไม่มีความหมายอะไร นอกจากพูดเล่นโก้ๆ ส่วนปืนเถือนกระบอกนั้น เจ้าแห้วรับว่าเป็นปืนของเขา และเขาได้ให้การตามตรงว่าเขาได้ลองซ้อมยิงต้นไม้เล่นหนึ่งนัด

อย่างไรก็ตาม เจ้าพนักงานสอบสวนได้เชื่อว่าเจ้าแห้วเป็นผู้พิฆาตนายลบนักเลงใหญ่ ด้วยความอาฆาตมาตรร้าย พรรคพวกของเจ้าลบติดตามมาโรงพัก เป็นพยานให้ตำรวจหลายคนปรักปรำว่าเจ้าแห้วเป็นคนลอบยิงเจ้าลบ

ในคืนวันนั้นเอง ข่าวได้แพร่สะพัดไปทั่วในวงการนักเลงและพวกคาบอยทั้งหลาย เจ้าลบดาวร้ายผู้มีอิทธิพลใหญ่ยิ่ง ในด้านสะพานเหลืองถูกนักเลงดีสังหารเสียแล้ว

คณะพรรค ๔ สหาย ได้ทราบข่าวเจ้าแห้วในวันรุ่งขึ้นโดยทางโทรศัพท์ ซึ่งเจ้าแห้วได้กราบไหว้อ้อนอวนนายร้อยเวร ขอโทรศัพท์แจ้งข่าวร้ายของเขาให้เจ้านายทราบ

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดตกใจมาก เพราะเจ้าแห้วเป็นคนของท่านโดยตรง

"ตาย-ตายแล้ว" คุณหญิงตบอกดังผาง "มันจะเป็นไปได้หรือคะเจ้าคุณ เจ้าแห้วจะกล้ายิงคนตาย ตามปกติมันขี้ขลาดตาขาวที่สุด"

นิกรได้เล่าเรื่องที่เจ้าแห้วปรึกษาหารือกับเขาให้ฟัง ถึงกับลองซ้อมยิงปืนหนึ่งหัด ซึ่งเขาแกล้งรับแทนเจ้าแห้วว่าเขาจุดประทัดเล่น

คุณหญิงวาดเล่นงานนิกรทันที

"อ้ออย่างนี้เอง แล้วทำไมมึงไม่ห้ามมันปล่อยให้มันไปยิงเขาทำไม โธ่-อ้ายระยำ"

"อ้าว เลยด่าผมเข้าให้"

"ด่าซีวะ แล้วนี่จะทำอย่างไรกัน โอ๊ย-กูกลุ้มใจโว้ย อ้ายแห้วหาเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจให้อีกแล้ว"

พลเห็นคุณแม่ของเขาอารมณ์เสีย ก็พูดปลอบใจท่าน

"คุณแม่อย่าเพิ่งเอะอะไปเลยครับ เจ้าแห้วอาจจะไม่ได้ยิงเจ้าหมอนั่นก็ได้ เพราะคนอย่างเจ้าแห้ว ก็ไม่ใช่คนดุร้ายใจอำมะหิตเหมือนกับพวกอันธพาลในสมัยนี้ ที่ฆ่าคนได้ง่ายๆ จากเหตุผลเล็กน้อย เป็นต้นว่ามองหน้ากันหรือเดินกระทบไหล่กันหน่อยเดียว ไปโรงพักกันดีกว่าครับ ประกันตัวเจ้าแห้วออกมาสู้ความ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าอ้ายแห้วมันฆ่าเขาจริง ก็ต้องปล่อยให้มันได้รับโทษตามความผิด คนไทยด้วยกันแท้ๆ ไม่น่าจะฆ่าแกงกันเลย คนเราถ้ามองกันด้วยความปรารถนาดี และมีอารมณ์ขันเข้าหากันแล้ว คดีประทุษกรรมก็คงจะไม่มีรกโรงศาล นี่พวกเราไม่อย่างนั้น หนักนิดเบาหน่อยแทนที่จะอภัยกัน กลับมุ่งหน้าคิดประหารกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"อย่าเพิ่งวิพากษ์วิจารณ์กันเลยครับ เรายังไม่รู้ความจริง ต้องได้พบกับเจ้าแห้วเสียก่อน"

เสี่ยหงวนพยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"แกต้องช่วยเป็นทนายให้อ้ายแห้วโว้ย"

ดร. ดิเรกทำคอย่น

"กันเป็นนักวิทยาศาสตร์ และเป็นหมอยาไม่ใช่หมอความ"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหาย พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดก็รีบแต่งตัวนั่งรถยนต์เก๋ง ๒ คันออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" ตรงมายังสถานีตำรวจนครบาลบางรัก

มันเป็นการบังเอิญแท้ๆ ดร. ดิเรก ได้รู้จักกับรองสารวัตรคนหนึ่ง นายร้อยตำรวจโทบัณเย็น สุทธิคาม พี่ชายของบัณเย็นเป็นนายแพทย์รุ่นเดียวกับดิเรก ขณะนี้เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ดร. บัญญัติรักใคร่ชอบพอกับดิเรกมากมีการติดต่อกันเสมอ ร.ต.ท.บัณเย็นจึงเคารพรักดิเรกเหมือนพี่ชายของเขา

รองสารวัตรได้ต้อนรับเพื่อนของพี่ชายเป็นอย่างดี หลังจากที่ ดร. ดิเรกได้แนะนำให้รู้จักกับท่านผู้ใหญ่และคณะพรรคของเขาแล้ว รองสารวัตรก็เชิญทุกคนเข้าไปสนทนากันในห้องนายร้อยเวร ซึ่งร.ต.ท.บัณเย็นเป็นนายร้อยเวรในขณะนี้

เขาเรียกพลตำรวจคนหนึ่ง ให้ไปสั่งน้ำอัดลมมาต้อนรับ ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ นิกรยิ้มให้รองสารวัตรแล้วพูดขึ้นเบาๆ

"ของผม ขอเปลี่ยนเป็นชาร้อนเถอะครับผู้หมวด แฮ่ แฮ่ ขนมปังทาเนยด้วยสักสองชิ้นละก้อเรี่ยมเลย"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"ต๊ายตาย นิกรทำไมแกถึงตะกละตะกรามอย่างนี้นะ เพิ่งกินข้าวมาจากบ้านหยกๆ "

นิกรทำตาละห้อย

"ผมทานมานิดเดียวเท่านั้น"

ร.ต.ท. บัณเย็นกลั้นหัวเราะแทบแย่ เขามองดูพลตำรวจซึ่งยืนชิดเท้าตรงอยู่เบื้องหน้าเขา แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"น้องชาย สั่งชาร้อนให้หนึ่งแก้ว ขนมปังทาเนย ๒ แผ่น"

นิกรมองดูหน้าพลตำรวจผู้นั้นแล้วพูดเสริมขึ้น

"ไข่ลวกอีกสองฟองนะน้องชาย"

"เฮ้ย" อาเสี่ยเผลอตัวตวาดขึ้นดังๆ "ขายหน้าคุณบัณเย็นแกบ้างซี"

รองสารวัตรอดหัวเราะไม่ได้ เขาพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ไม่เป็นไรหรอกครับพี่หงวน ผมดีใจมากที่พี่กรถือเป็นกันเองกับผมเช่นนี้"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย

"ง่า-บุหรี่ควันละเอียดมีไหมครับ"

นายตำรวจหนุ่มลืมตาโพลง เลื่อนกระป๋องบุหรี่ต่างประเทศส่งให้นายจอมทะเล้น

"นี่ยังไงล่ะครับพี่กร เชิญครับ เชิญตามสบาย ความจริงผมทราบจากพี่ดิเรกมานานแล้ว ว่าพี่พลกับพี่กรและพี่หงวน เป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของพี่ดิเรก เมื่อผมเคารพรักพี่ดิเรกอย่างไร ผมก็จะขอเคารพรักพี่ทั้ง ๓ คนเช่นเดียวกัน" แล้วเขาก็ยิ้มให้ท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม "ผมเสียใจเหลือเกินครับที่จะเรียนให้ทราบว่า เรายังสอบสวนนายแห้วไม่เสร็จ จึงไม่อาจจะให้ประกันได้"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ

"แล้วเมื่อไรถึงจะสอบสวนเสร็จล่ะคะคุณ"

ร.ต.ท. บัณเย็นยกมือไหว้คุณหญิงวาด

"กรุณาพูดกับผมอย่างลูกหลานเถอะครับคุณป้า

"หรือคะ ขอบคุณมาก"

รองสารวัตร กล่าวต่ออย่างเป็นงานเป็นการ

"สำหรับการสอบสวนเรื่องนี้ เห็นจะต้องใช้เวลาอีกห้าหกวันครับ เนื่องจากพยานมีอยู่หลายคนด้วยกัน คดีนี้เป็นคดีอุกฉกรรจ์ครับคุณป้าไม่ใช่คดีเล็กน้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"หลานชาย เธอบอกลุงได้ไหมว่า เท่าที่ตำรวจสอบสวนไปบ้างแล้ว รู้สึกว่าคดีนี้มีมูลความจริงอย่างไรหรือไม่ เจ้าแห้วมีหวังไหม"

ร.ต.ท. บัณเย็นยิ้มอ่อนโยน

"มีหวังร้อยเปอรเซ็นเชียวครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถามขึ้นทันที

"มีหวังพ้นข้อหาหรือคุณ"

"มิได้ครับ ที่ผมว่ามีหวังร้อยเปอรเซ็น ผมหมายความว่ามีหวังติดคุก" แล้วรองสารวัตรก็หัวเราะ "จากการสอบสวนและสืบสวน ปรากฏแน่ชัดว่า นายแห้วดักยิงนายลบจริง เพราะมีเรื่องชกต่อยทะเลาะวิวาทกันก่อน แล้วนายแห้วได้กล่าวคำอาฆาตมาตร้ายไว้ หลังจากนั้นไม่ถึงสองชั่วโมงนายลบก็ถูกยิงตาย เจ้าหน้าที่กองตรวจได้ไล่ตามจับนายแห้วได้ในทันทีทันใดนั้น พร้อมด้วยปืนพกของกลางหนึ่งกระบอก ซึ่งปื้นพกกระบอกนั้น สารวัตรสอบสวนและสืบสวนได้ส่งไปให้เจ้าหน้าที่กองวิทยาการพิสูจน์แล้ว ตอนบ่ายก็คงรู้เรื่อง ถ้าเจ้าหน้าที่พิสูจน์ว่าปืนกระบอกนั้นเพิ่งยิงใหม่ๆ นายแห้วก็ดิ้นไม่หลุด ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่จะดีกว่าขอร้องให้นายแห้วสารภาพผิดที่ศาล คงจะได้รับการลดหย่อนผ่อนโทษบ้าง ควรจะประหารชีวิตก็เหลือเพียง ๒๐ ปี และควรจะติด ๒๐ ปี ก็เหลือเพียง ๑๐ ปีเท่านั้น พยานหลักฐานที่ยืนยันว่า นายแห้วเป็นคนร้ายยิงนายลบน่ะมีอยู่เกือบ ๑๐ ปากเชียวนะครับ"

พลกล่าวกับนายตำรวจหนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมอยากจะพบเจ้าแห้วสักหน่อย คุณจะกรุณานำตัวมาให้เราพบได้ไหมครับ เมื่อเขาตกเป็นผู้ต้องหาในคดีร้ายแรง ในฐานที่เขาเป็นคนของเรา พวกเราก็จำเป็นจะต้องให้ความช่วยเหลือเขาเท่าที่จะช่วยได้"

ร.ต.ท. บัณเย็น ตอบนายพัชราภรณ์อย่างไม่ต้องคิด

"ได้ครับ" เขาหันไปทางพลตำรวจคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่บนม้ายาว "แสวงไปบอกสิบเวรไขห้องขังนำตัวนายแห้วมาที่นี่เดี๋ยวนี้"

พลตำรวจร่างสูงโปร่ง รีบลุกขึ้นชิดเท้าตรงรับคำสั่ง แล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องนายร้อยเวร คณะพรรค ๔ สหายต่างหันหน้ามาปรึกษาหารือกัน อีกสักครู่หนึ่งเจ้าเนี้ยวร้านกาแฟตรงกันข้ามสถานีตำรวจ ก็แบกถาดใส่น้ำอัดลม, แก้วน้ำชา, ขนมปังทาเนยและไข่ลวกเดินเข้ามาในห้อง รองสารวัตรชี้มือบอกให้วางบนโต๊ะ แล้วโบกมือให้เจ้าเนี้ยวออกไปจากห้อง

นายสิบเวรรูปร่างอ้วนเตี้ย มียศเป็นนายสิบตำรวจเอกพาเจ้าแห้วเข้ามาในห้องนายร้อยเวร พอเจ้าแห้วแลเห็นเจ้านายของเขาเจ้าแห้วก็ร้องไห้โฮ ทำให้สารวัตรอดหัวเราะไม่ได้

ผู้ต้องหาในคดีอุกฉกรรจ์ เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อย บนพื้นห้องเบื้องหน้าคุณหญิงแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้น จนกระทั่งคุณหญิงชักรำคาญ

"ลำบากนักก็อย่าร้องเลยวะ ร้องไห้ประสาตะหวักตะบวยอะไรไม่มีน้ำตา"

เจ้าแห้วสะอื้น

"รับประทานน้ำตาของผมมันไหลย้อนลงไปท่วมหัวใจเสียหมดขอรับ ฮือ-ฮือ-รับประทานอยู่ดีๆ ก็ถูกหาว่าฆ่าคนตาย"

พลจุ๊ปากดุเจ้าแห้ว

"นิ่ง-อ้ายเปรต ไม่ต้องร้อง เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด ให้พวกเราฟังเดี๋ยวนี้และเล่าตามความจริง ถ้าแกโกหก ฉันจะไม่ให้ความช่วยเหลืออะไรแกเลย ก่อนอื่นตอบฉันอย่างลูกผู้ชายก่อนว่า แก่ฆ่านายลบจริงหรือเปล่า"

เจ้าแห้วสะอื้นในอก

"รับประทานเปล่าครับ"

พลยกมือชี้หน้าทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"อย่าโกหกนะ ยิงก็รับมาตามตรง"

"ปู้โธ่-" เจ้าแห้วคราง "รับประทานเอาไปสาบานที่วัดเล่งเน่ยยี่ก็ได้ครับ"

นิกรหัวเราะก้าก

"ทำไมต้องไปที่วัดนั้นด้วยวะ"

"รับประทานวัดนั้นศักดิ์สิทธิ์ครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถามเจ้าแห้วข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่าน

"เล่ารายละเอียดให้ข้าฟังเดี๋ยวนี้ ตำรวจเขาจับเอ็งได้พร้อมด้วยปืนพก เอ็งมีการเกี่ยวข้องอย่างไรกับคดีนี้เล่ามาไม่ต้องปิดบัง จะได้วิ่งเต้นหาทนายให้เอ็ง ข้าจะจ้างเหมาเขาเลยว่าความให้ด้วย และรับส่งข้าวให้ด้วยตลอดเวลาที่เอ็งอยู่ในคุก"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานถ้ายังงั้นไม่ต้องหาทนายความดีกว่าครับ รับประทานผมว่าความให้ตัวเองก็ได้"

เสี่ยหัวเราะอย่างครื้นเครง ดังขึ้นลั่นห้องสอบสวน

"อย่ามัวพูดเล่นโว้ยอ้ายแห้ว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงดุๆ "เล่าเรื่องของเอ็งให้พวกเราฟังเสียก่อน"

เจ้าแห้วมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น

"รับประทานเรื่องมันเป็นยังงี้ครับ ผมมาสูบกัญชาที่ก๊วนนายสุข ในตรอกโรงหนังสะพานเหลืองหรือเฉลิมก๊ก"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลงยกมือชี้หน้าเจ้าแห้ว

"อ้อ-ยังงี้เองอ้ายสัตว์ มิน่าล่ะพอค่ำเรียกหาตัวไม่พบเลย มึงมันระยำอย่างนี้ ห้ามเท่าไรก็ไม่รู้จักเชื่อ แหม-ประเดี๋ยวแม่ขว้างด้วยกระปุกหมึกกระบานแบะไปเท่านั้นเอง"

รองสารวัตรรีบคว้ากระปุกหมึกบนโต๊ะ มาวางไว้ข้างหน้าเขา เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวห้ามคุณหญิงของท่าน

"อย่าเพิ่งเอะอะไปน่าคุณหญิง"

"ก็มันน่าเจ็บใจไหมล่ะคะ ไม่รู้ว่าจะสูบเอาสวรรค์วิมานอะไร ด่าว่าไปเถอะอ้ายเรื่องกัญชาน่ะ ไม่ผิดอะไรกับตักน้ำรดศีรษะไม่ตีพริก"

พลจุ๊ยปากจิ๊กจิ๊ก

"คุณแม่เงียบๆ ซีครับ นี่ไม่ใช่บ้านเราเอ็ดตะโรไปได้"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ ลอบค้อนนายพัชราภรณ์ ดร. ดิเรกบอกให้เจ้าแห้วเล่าเรื่องของเขาต่อไป

"รับประทาน ผมมาสูบกัญชาที่บ้านนายสุขครับ ผมถูกอ้ายลบกระเซ้าผม พูดรวนผมก็เลยเป็นปากเป็นเสียงกัน รับประทานอ้ายลบอวดเป็นนักเลงกำแหงมาก ผมอดใจไม่ไหวก็เตะมันทีหนึ่ง มันก็เลยเหวี่ยงผมด้วยหมัดช๊อทฮุค รับประทานมีคนห้ามจึงเลิกกันไป ความโกรธทำให้ผมผูกใจเจ็บจึงกล่าวคำอาฆาตไว้ แล้วผมก็กลับบ้าน"

"ออไร๋น์ เล่าต่อไป" ดร.ดิเรกพูดอย่างเป็นงานเป็นการ

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ

"ผมไปถึงบ้านในราว ๒ ทุ่มครับ นั่งคิดถึงอ้ายลบอยู่ที่ม้ายาว ริมสนามหน้าตึกข้างต้นหางนกยูง จนกระทั่งคุณนิกรมาเห็นผมเข้า รับประทานผมเล่าเรื่องที่ผมปะทะกับเจ้าลบให้คุณนิกรฟัง แล้วผมก็ขอความเห็นว่าผมควรจะจัดการกับอ้ายลบอย่างไรดี ผมมีปืนเถื่อนอยู่หนึ่งกระบอกจะยิงอ้ายลบก็กลัวถูกตำรวจจับ กระผมควักปืนออกมาอวดคุณนิกรครับ อารามโกรธทำให้ผมเหนี่ยวไกปืนออกไปหนึ่งนัด แล้วผมก็รีบมาที่สะพานเหลือง ตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะยิงอ้ายลบทิ้ง แต่ที่ไหนได้ รับประทานพอเดินเข้าไปในตรอกเสียงปืนพกก็ดังขึ้นหนึ่งนัด รับประทานผมตกใจหยุดชะงักเพราะกลัวจะโดนลูกหลง จนกระทั่งมีเด็กคนหนึ่งวิ่งผ่านมา ผมก็ถามเรื่องราวดู ได้ความว่ามีคนลอบยิงอ้ายลบ รับประทานผมกลัวว่าสิ่งแวดล้อมและเหตุบังเอิญ จะทำให้ผมเข้าปิ้ง ผมก็เลยวิ่งหนีออกทางถนนสี่พระยา พอขึ้นสามล้อ รับประทานตำรวจก็ตะครุบตัวผมได้ นี่แหละครับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนนี้"

เสียงพึมพัมดังขึ้นทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นดังๆ

"เรื่องมันไม่มีอะไร ฮะ ฮะ เย็นใจเถอะวะอ้ายแห้ว อย่างน้อยก็ติดตลอดชีวิตในฐานฆ่าคนตายด้วยเจตนา"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"โธ่-รับประทานใต้เท้าอย่าพูดอย่างนี้สิครับ"

คณะพรรค ๔ สหายต่างปรึกษาหารือกัน หาทางที่จะช่วยเจ้าแห้ว แต่แล้วทุกคนก็เห็นว่าไม่มีทางใดที่จะช่วยได้ เพราะเหตุผลบ่งชัดว่าเจ้าแห้วฆ่านายลบตาย ดร. ดิเรก รู้สึกสงสารเจ้าแห้วไม่น้อย เขาได้ซักถามรายละเอียดจากเจ้าแห้วอีกมากมาย ในที่สุดเขาก็เชื่อว่าเจ้าแห้วเป็นผู้บริสุทธิ์

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้รองสารวัตร

"คุณบัณเย็น พี่ว่ามันเป็นเหตุบังเอิญเสียแล้ว จริงอยู่เจ้าแห้วคิดจะสังหารนายลบ แต่มือดีได้ฆ่านายลบเสียก่อน พี่อยากจะเข้าใจว่า ขณะที่เจ้าแห้วปะทะกับนายลบ จนถึงกับกล่าวคำอาฆาตมาตรร้ายนายลบนั้น มือปืนที่สังหารนายลบคงจะอยู่ในที่นั้นด้วย เจ้าหมอนั่นจึงถือโอกาสอันดีงามฆ่านายลบเสีย เพราะอย่างไรตำรวจก็ต้องสงสัยว่าเจ้าแห้วเป็นคนฆ่า"

รองสารวัตรสั่นศีรษะช้าๆ

"รูปการมันบ่งชัดครับพี่ดิเรก คำแก้ตัวของนายแห้วอย่างนี้มีเหตุผลเหมือนกันแต่ฟังไม่ขึ้น ถ้านายแห้วจะอ้างพี่กรเป็นพยานว่านายแห้วได้ลองปืนที่บ้านหนึ่งนัด พี่กรก็อาจจะถูกจับอีกคนหนึ่ง ในข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับนายแห้ว"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือก

"เปล่า-เปล่า ผมไม่เกี่ยวเลยคุณบัณเย็น ถ้าอ้างผม ผมก็ต้องปฏิเสธแน่ อยู่ดี-ไม่ว่าดีหาเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่เอาละครับเจ้าแห้วมันอยากมีเรื่องกับเขา ก็ให้มันติดตรางเสียบ้าง อย่างมากก็ตลอดชีวิตเท่านั้นไม่มากมายอะไร"

เจ้าแห้วร้องไห้อีก ยกหลังมือเช็ดน้ำตา คลานเข้ามาเกาะขา ดร. ดิเรกแล้ววิงวอนน่าสงสาร

"เห็นจะมีคุณหมอเท่านั้นแหละครับ ที่จะช่วยผมได้ รับประทานผมบริสุทธิ์จริงๆ บริสุทธิ์เหมือนสาวในวัยรุ่น เหตุบังเอิญทำให้ผมต้องรับเคราะห์ ตกเป็นผู้ต้องหาของตำรวจในคดีอุกฉกรรจ์ คุณหมอช่วยกรุณาผมเถอะครับ ผมเองก็มองไม่เห็นใครอีกแล้ว"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่น

"ออไร๋น์ ไอต้องช่วยยูแน่ เรื่องนี้เป็นเรื่องคอขาดบาดตาย แกอาจถูกศาลพิพากษาให้ตายตกไปตามกันก็ได้ แต่ว่า...ฉันจะต้องใช้เวลาสักสองสามวัน เพื่อหาทางช่วยเหลือแกด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ของฉัน" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทาง ร.ต.ท.บัณเย็น "น้องชาย เวลานี้ศพของนายลบอยู่ที่ไหน"

"อยู่โรงพยาบาลกลางครับพี่"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ตำรวจไปชันสูตรพลิกศพแล้วหรือยัง"

"ไปแล้วครับ ผมเข้าใจว่าสารวัตรสอบสวนและสืบสวน ขณะนี้คงจะอยู่ที่โรงพยาบาลกลาง"

ดร. ดิเรกผลุดลุกขึ้นยืน

"ถ้าเช่นนั้นพี่จะไปดูศพนายลบเดี๋ยวนี้ บางทีเจ้าแห้วอาจจะหลุดพ้นข้อหาก็ได้ ถ้าหากว่าเจ้าแห้วเป็นผู้บริสุทธิ์จริง" แล้วดิเรกก็รีบเดินออกไปจากห้อง

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้นยืน

"รับประทาน ผมไปด้วยคนครับคุณหมอ" แล้วเจ้าแห้วก็วิ่งตามไป

"เฮ้ย" รองสารวัตรร้องเอ็ดตะโรจนกระทั่งเจ้าแห้วหยุดชะงัก "แกเป็นผู้ต้องหา ไปยังไงกัน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ เดินกลับมาทรุดตัวนั่งพับเพียบบนพื้นตามเดิม รองสารวัตรกล่าวกับท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓

"คดีนี้ปัญหามันอยู่ที่ข้อเท็จจริงครับ ศาลเท่านั้นที่จะเป็นผู้พิสูจน์ว่านายแห้วยิงนายลบตายหรือไม่ คุณลุงกับคุณป้าอย่าวิตกให้เกินควรเลยครับ อีกสองสามวันหลังจากสอบสวนและสืบสวนแล้ว เราจะให้ประกันตัวนายแห้วออกไปสู้ความ"

"คุณหญิงทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"ป้าสงสารมันคุณบัณเย็น เลี้ยงมันมาแต่เล็กแต่น้อย ตามปรกติเจ้าแห้วก็ไม่เคยดุร้าย ป้าเองก็ไม่อยากจะเชื่อเหมือนกันว่าอ้ายแห้วกล้ายิงคนตาย เหตุผลที่พ่อดิเรกพูดก็น่าฟังอยู่เหมือนกันนะ"

"ครับ พี่ดิเรกเป็นคนมีเหตุผลดีมานานแล้ว ผมเองก็เคารพเขาเหมือนอย่างพี่และเหมือนอย่างอาจารย์ เมื่อผมเป็นนักเรียนเตรียมอุดม ก็ได้พี่ดิเรกนี่แหละครับช่วยกวดวิชาวิทยาศาสตร์ให้ผม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดกับคุณหญิงของท่าน

"เรากลับกันเสียทีรึคุณหญิง รบกวนเวลาของคุณบัณเย็นแกนานแล้ว ตำรวจน่ะเขาไม่มีเวลาว่าง หร็อกแกจะได้ทำงานของแก"

"ค่ะ กลับก็กลับ" แล้วท่านก็หันมายิ้มกับรองสารวัตร "มีเวลาว่างละก้อไปเยี่ยมเราบ้างนะคุณบัณเย็น"

"ครับ แล้วผมจะไปเยี่ยมคุณป้า"

คุณหญิงวาดป้องปากกระซิบกระซาบ พูดกับรองสารวัตร

"ป้าจะส่งคนมาตีตั๋วที่นี่ได้ไหม คุณบัณเย็น"

นายตำรวจหนุ่มทำหน้าตื่นๆ

"ตั๋วอะไรครับคุณป้า"

"ตั๋วไพ่ ฮิ ฮิ"

ร.ต.ท. บัณเย็นกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วหัวเราะก้าก

"ไม่ได้หร็อกครับคุณป้า คุณป้าอยู่ในท้องที่ไหนก็ต้องตีตั๋วที่ท้องที่นั้น แล้วผมก็ขอกราบเรียนด้วยความหวังดี อย่าพยายามเล่นโดยไม่ตีตั๋วนะครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มอายๆ

"ป้าไม่กล้าหร็อก ขี้เกียจวิ่ง ง่า-ป้าลาละนะหลาน"

คณะพรรค ๔ สหาย ต่างลารองสารวัตรและสนทนากันอีกสักครู่ ร.ต.ท. บัณเย็นตามออกมาส่งหน้าสถานีตำรวจ ส่วนเจ้าแห้วนายสิบเวรได้นำไปเข้าห้องขังตามเดิม

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้วิ่งเต้นประกันตัวเจ้าแห้วคนใช้เก่าแก่ของท่านจนสำเร็จ โดยวางเงินสดแสนบาทเป็นประกัน หลังจากเจ้าพนักงานตำรวจเจ้าของท้องที่ได้ทำการสอบสวนเสร็จแล้ว

ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหายได้พยายามปลอบโยนไต่ถามความจริงจากเจ้าแห้วว่า ได้กระทำผิดตามข้อกล่าวหาของตำรวจจริงหรือไม่ เจ้าแห้วได้สบถสาบานว่าเขาเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่เหตุการณ์และสิ่งแวดล้อมทำให้เขาต้องกลายเป็นคนร้ายฆ่าคนตาย ความจริงเขาเป็นเพียงแต่ดำริจะฆ่าเจ้าลบเท่านั้น เมื่อเขาไปถึงตรอกบ้านนายสุข ก็บังเอิญเจ้าลบถูกมือมืดยิงตาย

ในที่สุด ทุกคนก็เชื่อว่าเจ้าแห้วไม่ได้ฆ่านายลบตามข้อหาของเจ้าพนักงาน อย่างไรก็ตาม ปืนเถื่อนในความครอบครองของเจ้าแห้ว ซึ่งเจ้าพนักงานยึดได้ในตัวเจ้าแห้ว เจ้าหน้าที่กองวิทยาการแห่งสันติบาล ได้พิสูจน์แล้วปรากฏว่าปืนกระบอกนั้นได้ยิงไปหนึ่งนัด มีควันดินปืนติดลำกล้องแสดงให้เห็นว่าเพิ่งยิงใหม่ๆ

"หาทนายให้มันเถอะค่ะ" คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างห่วงใย "ดิฉันคิดว่าปัญหาข้อเท็จจริง เป็นเรื่องที่เจ้าแห้วจะต้องแถลงในศาล เอาเถอะคะ จะเสียเงินสักเท่าใดก็ช่างมันเถอะ ถ้าเราไม่ช่วย อ้ายแห้วอาจจะถูกศาลตัดสินจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิตก็ได้"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว คลานเข้ามากราบคุณหญิงวาด

"รับประทานนึกว่าช่วยลูกหมาเอาบุญเถอะครับ กระผมไม่ได้ฆ่าเขาจริงๆ ครับ" เจ้าแห้วพูดเสียงเครือทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"มึงมันไม่ดี" ท่านเริ่มเล่นงานเจ้าแห้ว "ถ้ามึงไม่ไปสูบกัญชาที่นั่นก็คงไม่มีเรื่องมีราวกับใคร เป็นคนดีก็อย่าไปมั่วสุมสมาคมกับคนเลวๆ ซีวะ นี่แหละเขาว่าคบคนดีเป็นศรีแก่ตัว คบคนชั่วต้องกินถั่วมันมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วหัวเราะก้าก

"สุภาษิตของคุณหญิงผมฟังทะแม่งหูอย่างไรชอบกล"

คณะพรรคสี่สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเห็น ดร. ดิเรก ยกมือไข้วหลังเดินวนเวียนไปมารอบห้องโถง ท่านก็สะกิดแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพากันมองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความแปลกใจ

"แกกำลังคิดอะไรอยู่หรือดิเรก" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถามยิ้มๆ

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักๆ

"ออเร๋น์ ผมกำลังคิดช่วยเหลือเจ้าแห้วครับ"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นทันที

"เธอจะเป็นทนายแก้ต่างให้มันหรือดิเรก"

ดร. ดิเรกทำคอย่น แล้วยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ผมเป็นหมอรักษาโรค ไม่ใช่หมอความครับ"

"ก็นั่นน่ะซี แล้วเธอจะช่วยเจ้าแห้วมันได้อย่างไร"

คราวนี้นายแพทย์หนุ่มยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ไม่มีอะไรที่ผมทำไม่สำเร็จ เข้าใจ๋...ผมจะใช้ความร็ความสามารถในวิชาวิทยาศาสตร์ของผมนี่แหละครับ ช่วยให้เจ้าแห้วรอดพ้นจากข้อหาในคดีอุกฉกรรจ์"

ทุกคนพากันมองดูนายแพทย์หนุ่มเป็นตาเดียว ดิเรกเดินมานั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกับพล และนิกร แล้วเขาก็เอ่ยขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"มีอยู่ทางเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเจ้าแห้ว ให้รอดพ้นจากข้อกล่าวหาของเจ้าพนักงานได้"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"แกจะทำอย่างไรล่ะ ลองขยายให้ฟังหน่อยซี"

ดิเรกถอนหายใจเบาๆ

"ท่านมหาราชาจันทรกุมารเคยรับสั่งไว้ว่า...."

"ปู้โธ่" พลเอ็ดตะโร "อย่าเพิ่งพูดถึงมหาราชาเลยวะ กันกำลังอยากรู้วิธีที่แกจะช่วยเหลือเจ้าแห้ว"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แกกับอ้ายกร และอ้ายเสี่ยกล้าพอที่จะร่วมมือกับกันไหมล่ะ กันจะพาพวกเราไปป่าช้าวัดดอนในตอนดึกคืนวันนี้แหละ"

นิกรสะดุ้งโหยง รีบดึงเท้าทั้งสองข้างขึ้นมาวางบนโซฟาร์

"ไปทำไมวัดดอน" นายจอมทะเล้นพูดเกือบเป็นเสียงกระซิบ

ดิเรกหัวเราะ ยกมือตบศีรษะนิกรค่อนข้างแรง

"ไปขุดศพเจ้าลบเอามาบ้านเรา"

"ตายแล้ว" คุณหญิงวาดร้องลั่น "ไม่เอาแล้วพ่อดิเรก เล่นกระไรไม่เล่นเล่นกับผีมีอย่างที่ไหน นี่หมายความว่าเธอจะใช้วิชาวิทยาศาสตร์ของเธอ ชุบเจ้าคนที่ถูกยิงตายให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาใช่ไหม"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ มีวิธีนี้เท่านั้นแหละครับที่ผมจะช่วยเจ้าแห้วให้รอดพ้นคุกตรางได้ คืนนี้ผมจะพาพวกเราไปขุดศพนายลบ ที่ป่าช้าวัดดอน"

คุณหญิงวาดหน้าเสีย

"ไม่เอาๆๆ อย่าอุตริเลยพ่อดิเรก นายลบมันเป็นผีตายโหงตามธรรมดาก็ดุร้ายอยู่แล้ว ขืนเอาศพมันมาชุบที่บ้านเรา เดี๋ยวมันอาละวาดหักคอพวกเราตายเท่านั้นเอง ปล่อยให้อ้ายแห้วมันติดคุกดีกว่า อย่างมากก็ตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต"

เจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"โธ่-รับประทานทำไมคุณหญิงพูดอย่างงี้ล่ะครับ ฮือๆๆ เสียแรงที่ผมเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของคุณหญิง รับประทานยังไม่ทันไร จะปล่อยให้ผมติดตรางแล้ว ฮือๆๆ "

คุณหญิงเอ็ดตะโรลั่น

"ก็ข้ากลัวผีนี่หว่า มีอย่างรึจะเอาผีตายโหงมาไว้ที่บ้าน"

ดิเรกหันมาพูดกับคุณหญิงวาด

"ไม่มีอะรที่จะน่ากลัวหร็อกครับ ผีมันจะเก่งกว่าคนไม่ได้เป็นอันขาด คุณอาคงจำได้ว่าผมเคยชุบคนตาย ให้ฟื้นขึ้นมาด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นสูงของผม ถึงแม้ว่ามันจะอาละวาดมันก็สู้ผมไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกันดิเรก นึกว่าช่วยอ้ายแห้วมันเถอะวะ รูปคดีอย่างนี้อ้ายแห้วมีหวังย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกแน่นอน ถ้าแกไปขุดศพนายลบเอามาชุบให้ฟื้น นายลบก็คงจะบอกให้เจ้าพนักงานตำรวจทราบว่าใครเป็นคนฆ่าเขา ซึ่งเขาจะต้องรู้ดีกว่าคนอื่น"

ดิเรกยิ้มแป้น

"นี่แหละครับ จะช่วยเจ้าแห้วให้รอดพ้นจากข้อหา"

คุณหญิงวาดกับนิกรช่วยกันคัดค้าน ไม่เห็นพ้องด้วย แต่พลกับเสี่ยหงวนและเจ้าคุณทั้งสอง สนับสนุนเต็มที่ แล้วช่วยกันพูดปลอบใจคุณหญิงวาด จนกระทั่งคุณหญิงวาดยอมเออออห่อหมกด้วย อย่างไรก็ตาม นิกรปฏิเสธอย่างเด็ดขาดไม่ยอมร่วมมือในเรื่องนี้ แต่อาเสี่ยกับพลจะใช้กำลังเล่นงาน นิกรจึงจำใจต้องร่วมมือด้วย ทั้งๆ ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

คืนวันนั้นเอง

ท่ามกลางความสงบเงียบ ในตอนดึกสงัดดวงจันทร์คืนข้างแรมแก่ เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้า กวาดแสงสีนวลอ่อนสลัวลางไปทั่วบริเวณ

"คาดิลแล็ค" เก๋งคลานเอื่อยๆ เข้ามาในวัดดอนอย่างแช่มช้า แสงไฟฟ้าหน้ารถส่องสว่างไปไกล ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งอยู่ในรถคันนี้ พล พัชราภรณ์ ทำหน้าที่เป็นคนขับ เขานำรถเก๋งราคาร่วมแสนแล่นมาหยุดใต้ร่มเงาของต้นไม่ใหญ่ต้นหนึ่ง

คณะพรรค ๔ สหาย พากันก้าวลงจากรถอย่างสงบเงียบ นิกรคล้องพระเครื่องลางพวงเบ้อเริ่มป้องกันภูตผีปีศาจ เจ้าแห้วสวมเสื้อยันต์หลวงพ่อจาด บริเวณวัดดอนสงบเงียบวังเวง

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรกัน เสียงสุนัขตัวหนึ่งก็หอนขึ้น แล้วอีกหลายๆ ตัว ก็หอนรับกันเป็นทอดๆ เสียงของมันเยือกเย็นเข้าไปในปอด นิกรกอดเอวเจ้าแห้วแน่น กระซิบกระซาบกับเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย ถ้ายังไงละก็เอ็งกับข้าต้องไปด้วยกันนะโว้ย"

เจ้าแห้วยิ้มแหยๆ กลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"รับประทานขอรับรองด้วยเกียรติยศ ครับ เอะอะรับประทานผมต้องโกยก่อนคนอื่น รับประทานผมกับผีไม่ใครจะถูกโรคกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่เชื่อสาบานให้ก็ได้ครับ"

นิกรโบกมือ

"เชื่อ...ไม่ต้องสาบานหร็อก แกกับกันมันหัวอกอันเดียวกันโว้ย"

ดร. ดิเรกเดินนำหน้าพา ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้าไปในป่าช้าผีดิบซึ่งเต็มไปด้วยหลุมฝังศพเรียงราย ทั้งเก่าและใหม่เมื่อตอนเย็น นายแพทย์หนุ่มมาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อสังเกตดูให้รู้แน่ว่าศพของนายลบฝังอยู่ตรงไหน

บรรยากาศโดยรอบเยือกเย็นจับจิตจับใจ เสี่ยหงวนแบกเครื่องมือขุดศพพรุงพรังมีจอบและเสียมเป็นต้น อาเสี่ยดื่มเหล้ามาจากบ้านจนเดินตุปัดตุเป๋ หมดความเกรงกลัวผีปีศาจ

เสียงสุนัขหอนขึ้นอีก และดังอยู่ใกล้ๆ นี่เอง นัยน์ตาวาวโรจน์คู่หนึ่งปรากฏอยู่ข้างหน้า นายจอมทะเล้นเห็นเข้าก็ใจหายวาบ

"อ้ายแห้ว" นิกรร้องสุดเสียง หมุนตัวกลับขยับจะวิ่งแต่พลคว้าแขนไว้

"อะไรวะอ้ายกร แกอย่าทำให้พวกเราเสียขวัญหน่อยเลยน่า"

นิกรอกสั่นขวัญแขวน

"โน่น...อะไรก็ไม่รู้ตาวาวๆ บรื๊อ"

สุนัขดำขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง เดินออกมาจากสุมทุมพุ่มไม้ ดร. ดิเรกเปิดไฟฟ้าเดินทางฉายกราดไปที่ร่างสุนัขตัวนั้น เจ้าแห้วร้องเสียงหลง

"โอ๊ย รับประทานมันมีแต่ท่อนหัวเท่านั้นแหละครับ"

เสี่ยหงวนจุ๊ย์ปากดุเจ้าแห้ว แล้วส่งเครื่องมือขุดศพให้เจ้าแห้ว

"เอ็งถือไว้" อาเสี่ยพูดอ้อแอ้ลิ้นไก่สั้น "ข้ารู้แล้วว่าหมาตัวนี้คือหมา ข้าจะปล้ำกับมันเอง"

แล้วกิมหงวนก็วิ่งโซซัดโซเซเข้าไปหาสุนัขดำตัวนั้น ทุกคนแปลกใจจนเหลือจะกล่าว จากแสงไฟฟ้าเดินทางสองท่อนในมือของ ดร.ดิเรกทำให้คณะพรรค ๔ สหายแลเห็นสุนัขตัวนั้นอย่างถนัด มันมีครึ่งตัวเท่านั้นและมีสองเท้า แต่เดินได้มันวิ่งโขยกเขยกวนเวียนไปมา เสี่ยหงวนตามมาทันก็ยกเท้าขวาเตะเต็มเหนี่ยว แต่แล้วอาเสี่ยก็เตะอากาศดังวืด ล้มลงก้นกระแทกดินเต็มแรง

เจ้าหมาดำเผ่นแผล็วเข้าไปในพุ่มไม้ และส่งเสียงหอนอย่างเยือกเย็นจับใจ กิมหงวนรีบลุกขึ้นทันทีทันควัน ความรู้สึกบอกตัวเองว่า เจ้าหมาตัวนี้คือปีศาจร้ายจำแลงมาหลอกหลอนเขา เสี่ยหงวนหายเมาทันที หมุนตัวกลับห้อแนบกลับมาหาคณะพรรคของเขา ซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่

ดร. ดิเรกพูดปลอบใจพรรคพวกของเขา

"ถ้าเราไม่พยายามควบคุมสติไว้ให้มั่นคง เราอาจจะเป็นบ้าหรือดีฝ่อตายก็ได้ อย่าไปกลัวมันเชื่อไอเถอะ ผีมันจะเก่งกว่าคนไปไม่ได้หร็อก อย่างวิเศษก็เพียงแต่แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกเท่านั้น ถ้าหากว่าเราไม่กลัวมันมัก็อายเราไปเอง"

นิกรถอนหายใจหนักๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ แล้วเขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ไม่กลัววะ"

"นั่น มันต้องยังงี้"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือก เขยิบเข้ามายืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพยักพะเยิดให้ท่านจ้าคุณมองไปทางขวามือ

"คุณ...พะ...อ้อ...นะ....โอ้น...หะ..เอ่น...มะ...ไอ๋"

เงียบกริบ ทุกคนมองตามสายตานิกร

"อะไรวะ" พลถามอย่างเป็นงานเป็นการ "กันไม่เห็นมีอะไรสักนิด"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"กันไม่ได้เห็นอะไรหร็อก แอ๊คไปยังงั้นเอง" แล้วนายจอมทะเล้นก็พยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม "เอาซีโว้ยศพอ้ายลบฝังอยู่ตรงไหนล่ะ รีบๆ ขุดเสียจะได้เอาไปบ้าน แต่ว่าปัญหามันมีอยู่ว่า เราจะเอาศพอ้ายลบไปอย่างไร เพราะเรามาตั้ง ๖ คนเข้าไปแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ไม่ยากเย็นอะไรหร็อก เจ้าพลกับแกหาสามล้อนั่งกลับไปบ้านก็แล้วกัน"

คณะพรรค ๔ สหาย พากันเดินตามนายแพทย์หนุ่มบุกเข้าไปในใจกลางของป่าช้าผีดิบ ความมือและความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่ว ร่างตะคุ่มของใครคนหนึ่งนั่งกอดเข่าอยู่บนหลุมฝังศพแห่งหนึ่ง ทำให้คณะพรรค ๔ สหายต้องหยุดชะงัก เจ้าแห้วถอยเข้ามายืนกลางกลุ่มสวดอิติปิโสเสียงลั่น

พลแย่งไฟฟ้าเดินทางในมือ ดร. ดิเรกมาถือแล้วเปิดขึ้น ฉายกราดไปยังร่างนั้น คราวนี้คณะพรรค ๔ สหายต่างสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

ร่างนั้นอยู่ในชุดดำ แต่....ไม่มีศีรษะ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง

"เปิดโว้ย ตัวใครตัวมัน"

เท่านี้เอง คณะพรรค ๔ สหายก็โกยอ้าววิ่งออกไปจากสุสานอย่างไม่คิดชีวิต ดร.ดิเรก คนเดียวเท่านั้นที่ยืนนิ่งเฉย สักครู่หนึ่งนายแพทย์หนุ่ม ก็ก้มลงเก็บเครื่องมือขุดศพที่เจ้าแห้วทิ้งเอาไว้ และเมื่อเขาเงยหน้าขึ้นมองไปทางหลุมฝังศพ ร่างผีหัวขาดก็อันตรธานไปแล้ว ดร.ดิเรกบ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษ แล้วเดินดุ่มๆ ตรงไปยังหลุมฝังศพของเจ้าลบ

สักครู่หนึ่ง พล, นิกร, กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินตรงเข้ามา ทุกคนถือไม้คนละดุ้นเป็นอาวุธเตรียมพร้อมที่จะประจัญบานกับผี และทุกคนนึกอาย ดร.ดิเรก ที่พากันวิ่งหนีเอาตัวรอด

"หมอ" นิกรพูดขึ้นเสียงสั่นเครือ "อ้ายเวรนั่นหายไปไหนแล้วล่ะ"

ดิเรกหัวเราชอบใจ

"กันบอกแกแล้วว่าอย่าไปสนใจกับมัน ผีมันอาจจะหลอกเราได้ คือปรากฏร่างของมันให้เราเห็น แต่มันจะสัมผัสตัวเราไม่ได้เพราะมันมีแต่วิญญาณเท่านั้น วิธีต่อสู้กับผีคือไม่กลัวมัน"

เจ้าแห้วพูดขึ้นเบาๆ

"รับประทานว่าจะไม่กลัวมัน แต่ก็อดกลัวมันไม่ได้นี่ครับ"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักๆ

"ตีสองกว่าแล้วอย่ามัวร่ำไรอยู่เลย หลุมนี้แหละที่ฝังเจ้าลบ ช่วยกันขุดเถอะพวกเรา ไม่ต้องกลัวเหม็นเน่าเพราะทางโรงพยาบาลเขาฉีดยาศพเจ้าลบไว้แล้ว ระหว่าที่เจ้าหน้าที่ทำการถ่ายรูปชัณสูตรพลิกศพ อำนาจยาฉีดจะช่วยให้ศพอยู่ได้โดยไม่เน่าเปื่อยราว ๗ วัน"

มีการปรึกษาหารือกันอีกสักครู่ คณะพรรค ๔ สหายก็ช่วยกันขุดหลุมฝังศพ เจ้าแห้วต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย เพราะเป็นเรื่องของตัว ในราวชั่วโมงเศษศพของเจ้าลบนักเลงใหญ่ในย่านสะพานเหลืองก็ถูกนำขึ้นมาจากหลุมฝังศพ ศพนี้ไม่ได้ตราสังข์และไม่ได้ห่อผ้า โรงพยาบาลส่งศพมาฝังที่นี่ในฐานะของศพอนาถา ไม่มีญาติมิตรยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง

จากแสงสว่างของไฟฟ้าเดินทางในมือของพล ทุกคนต่างเห็นใบหน้าอันซีดเผือดของเจ้าลบอย่างถนัด เจ้าลบถูกยิงที่หัวใจพอดี

ดร.ดิเรกกล่าวกับคณะของเขา

"ช่วยกันประคองเจ้าหมอนี่ไปขึ้นรถเราเถอะ ขืนชักช้าพวกสัปปะเหร่อมาเห็นเข้าเราจะเดือดร้อน ง่า-อ้ายแห้วกับเจ้ากรจัดแจงกลบหลุมเสียให้เรียบร้อย แล้วรีบตามไปที่รถ"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไปพร้อมๆ กันดีกว่า หลุมนี้ไม่จำเป็นต้องกลบให้เขาหร็อก ปล่อยมันไว้อย่างนี้ก็แล้วกัน"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายก็ช่วยกันหามผีดิบออกไปจากบริเวณสุสาน ซึ่งกว่าจะมาถึงรถได้ก็เต็มไปด้วยความลำบากยากใจ หญิงชราคนหนึ่งยืนอยู่ใต้ร่มไม้ห่างจากรถ "คาดิลแล็ค" เล็กน้อย เมื่อคณะพรรค ๔ สหายหามศพเจ้าลบมาที่รถ หญิงชราก็หัวเราะหึๆ ด้วยเสียงชอบกล ไฟฟ้าเดินทางถืออยู่ในมือนิกรแล้ว นิกรรีบเปิดไฟส่องไปยังร่างของหญิงชรา แล้วเขาก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว เมือแลเห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่นของแกเข้า ผมของแกหงอกขาวโพลนทั้งศีรษะ

"มาดูอะไรยาย" นิกรถามเสียงดุๆ แต่ถึงกระนั้นเสียงของเขายังสั่นเครือ

หญิงชราเดินรี่เข้ามาหา พูดเสียงคนแก่หง่อม

"ข้าเห็นเอ็งมาเอาพรรคพวกของข้าไป ข้าก็อยากจะรู้น่ะซีว่าจะเอาอ้ายลบมันไปไหน คนที่ได้รับความสงบสุขอันแท้จริงแล้ว พวกเอ็งยังจะรบกวนเขาอีกหรือ แฮ่ะ แฮ่ะๆๆ "

ร่างนั้นหายวับไปกับตา เสียงสุนัขหอนดังไปทั่วบริเวณวัด ลมพัดกระโชกมาวูบหนึ่ง ทุกคนได้กลิ่นเหม็นสางอย่างรุนแรง ดร.ดิเรกรีบพูดให้กำลังใจทันที

"ไม่มีอะไรพวกเรา มันอยากหลอกก็ให้มันหลอก ทำใจแข็งอย่างนี้แหละดี เราไม่กลัว มันก็หายไปเอง"

คณะพรรค ๔ สหาย รีบช่วยกันนำศพเจ้าลบขึ้นไปนั่งตอนหลังรถ อาเสี่ยกับพล และ ดร.ดิเรก ตามขึ้นมานั่งด้วย ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วและนิกรนั่งตอนหน้ารถ เจ้าแห้วรับหน้าที่เป็นคนขับเก๋ง "คาดิลแล็ค" ถูกสต๊าทเครื่องแล่นออกไปจากวัดดอนโดยเร็ว ท่ามกลางความมืดและเงียบสงัด ศพของเจ้าลบถูกนำไปยังบ้าน "พัชราภรณ์" โดยด่วน

อีกครั้งหนึ่งที่คณะพรรค ๔ สหาย ได้รับความตื่นตาตื่นใจเหลือที่จะกล่าว เมื่อ ดร.ดิเรกสามารถชุบคนที่ตายแล้วให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้ ด้วยวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นสูงของเขา

เป็นเวลา ๓ วันเต็มๆ ที่ดิเรกได้ทุ่มเวลาทั้งหมด เพื่อชุบชีวิตผีดิบของเขา มีเจ้าแห้วร่วมมืออย่างใกล้ชิด นายแพทย์หนุ่มรับรองว่า วันนี้กระแสไฟฟ้าที่เขาจ่ายเข้าไปในร่างกายของผีดิบ จะทำให้มนุษย์ผีดิบเคลื่อนไหวอวัยวะได้ และพูดได้ อย่างไรก็ตามเจ้าลบจะมีชีวิตอยู่ได้เพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น

เมื่อเจ้าแห้วรายงานให้คณะพรรค ๔ สหายทราบว่าเจ้าลบฟื้นขึ้นมาแล้ว พล, นิกร, กิมหงวน กับท่านผู้ใหญ่ และเมียๆ ของเขา ก็รุดมาที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์โดยเร็ว ดังนั้นภายในห้องทดลองจึงเนืองแน่นไปด้วยคณะพรรค ๔ สหาย ส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันจ้อกแจ้กจอแจ

ดร.ดิเรกได้ใช้เจ้าแห้ว โทรศัพท์ไปที่สถานีตำรวจนครบาลบางรักแล้ว ขอให้ ร.ต.ท. บัญเย็น สุทธิคาม รองสารวัตรรีบมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" โดยเร็ว ซึ่งรองสารวัตรได้ตอบมาว่า เขาจะเดินทางมาโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้

บนเตียงผ่าตัดกลางห้อง ซึ่งเต็มไปด้วยโป๊ะไฟฟ้า และสายไฟอีรุงตุงนังเต็มไปหมด ศพของนายลบนอนเหยียดยาวนิ่งเฉย ใบหน้าของผู้ตายซีดเผือด ริมฝีปากแห้งนัยน์ตาทั้งสองข้างหลับสนิท

ขณะนี้ ดร.ดิเรกกำลังยุ่งกับการเก็บเครื่องมือเครื่องใช้ของเขา คุณหญิงวาดเดินเข้ามายกมือเขี่ยเอวนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ไหนว่าฟื้นแล้วไม่ใช่หรือดิเรก"

ดร. ดิเรกหันมายิ้มให้คุณหญิงวาด

"ครับ เพียงแต่ผมเปิดสวิทไฟฟ้าเท่านั้นนายลบก็จะเคลื่อนไหวอวัยวะได้ และลุกขึ้นพูดคุยกับพวกเราได้ เท่าที่ผมพยายามจนสุดความสามารถ ชุบนายลบให้ฟื้นขึ้นมาชั่วขณะหนึ่งก็เพราะผมสงสารเจ้าแห้วนั่นเอง ถ้าผมไม่ช่วยเจ้าแห้วก็ต้องติดคุกในฐานฆ่าคนตายโดยเจตนา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น "แกทำให้มันลุกขึ้นมาซีดิเรก อาอยากเห็น"

ดิเรกโบกมือ

"เดี๋ยวครับ อดใจรออีกประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น รอให้รองสารวัตรโรงพักมาถึงนี่เสียก่อน ผมต้องการให้เขาสอบปากคำจากนายลบ ซึ่งเขาจะได้รู้แน่ว่าใครเป็นคนฆ่านายลบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชำเลืองมองดูหน้าเจ้าแห้วเสียก่อน จึงพูดกับดิเรก

"ก็ถ้าเผื่อเจ้าแห้ว มันยิงนายลบจริงๆ ล่ะดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ

"ไม่มีปัญหาอะไรครับ ถ้าเจ้าแห้วฆ่านายลบจริงๆ นายลบก็จะระบุเจ้าแห้วเป็นผู้ฆ่าเขา และผมจะไม่ยอมให้ความช่วยเหลืออะไรเจ้าแห้วอีกเลย"

เจ้าแห้วยิ้มสดชื่น

"รับประทาน ธรรมย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรมครับ รับประทานผมไม่ได้ฆ่าเขา ถึงอย่างไรนายลบก็คงไม่ชี้ตัวผม" แล้วเจ้าแห้วก็เดินเข้ามายืนข้างเตียงผ่าตัด ยกมือไหว้ศพนายลบ "อ้ายเพื่อนยาก แกกับกันเพียงชกกันพอหอมปากหอมคอนิดหน่อยเท่านั้น แกย่อมรู้ดีว่ากันไม่ได้แอบยิงแก"

ทันใดนั้นเอง สาวใช้คนหนึ่งก็พานายร้อยตำรวจโทในเครื่องแบบคนหนึ่ง เดินเข้ามาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ อัศวินหนุ่มผู้นี้คือ ร.ต.ท. บัณเย็น สุทธิคาม รองสารวัตรสถานีตำรวจนครบาลบางรัก ผู้ที่เคารพนับถือดิเรกเหมือนกับพี่ชายของเขาคนหนึ่งนั่นเอง

บัณเย็นยกมือไหว้ท่านผู้ใหญ่และ ๔ สหายโดยทั่วหน้า ดร.ดิเรก รีบถือโอกาสแนะนำรองสารวัตรหนุ่มให้รู้จักกับเมียๆ ของพวกเขา ซึ่งต่างฝ่ายก็ปราศรัยกันเป็นอย่างดี

"พี่ดิเรก มีธุระอะไร ที่จะใช้ผมหรือครับ" ร.ต.ท. บัณเย็นถามยิ้มๆ

นายแพทย์หนุ่มก้มศีรษะเล็กน้อย ผายมือไปทางร่างอันสูงใหญ่ของเจ้าลบ ซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนเตียงผ่าตัดกลางห้อง

"ดูโน่นน้องชาย พี่ต้องการให้คุณมาสอบสวนปากคำจากนายลบ ที่ทางตำรวจเข้าใจว่าถูกนายแห้วยิงตาย"

รองสารวัตรค่อยๆ หันไปทางเตียงผ่าตัด พอแลเห็นร่างอันปราศจากวิญญาณของผีดิบเขาก็สะดุ้งสุดตัว

"พี่ โอ๊ยโย่ นายลบ ศพของนายลบฝังอยู่ที่วัดดอน"

คณะพรรค ๔ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ดร.ดิเรกยกมือขวาตบบ่านายตำรวจหนุ่มเบาๆ

"ถูกแล้วน้องชาย ศพของนายลบฝังอยู่ที่วัดดอน พี่กับพรรคพวกของพี่แอบไปขุดเอามา และพี่ได้ใช้ความรู้ความสามารถของพี่ ในวิชาวิทยาศาสตร์ชุบเขาขึ้น นายลบจะมีชีวิตขึ้นมาได้อีกในราวครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างมาก เตรียมสอบสวนปากคำนายลบเถอะคุณบัณเย็น คุณจะได้รู้ว่าเจ้าแห้วเป็นคนฆ่านายลบหรือเปล่า"

รองสารวัตรหน้าตื่น เขาจ้องตาเขม็งมองดูศพของนายลบ สักครู่ก็หันมายิ้มกับ ดร.ดิเรก เพื่อนรักเพื่อนเกลอของพี่ชายเขา

"ผมงงไปหมดแล้วพี่ดิเรก นี่ผมไม่ได้ฝันไปหร็อกหรือครับ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ

"การชุบคนตายให้ฟื้น ไม่ยากลำบากอะไรหร็อกคุณ แต่จะให้เขากลับมีชีวิตต่อไปได้อีกนั้นพี่ยังทำไม่ได้ เตรียมตัวนะน้องชาย เราจะได้รู้ความจริงกันเสียทีว่าใครเป็นคนฆ่านายลบแน่"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น เมื่อ ดร.ดิเรกเดินไปที่เตียงผ่าตัด เขาจัดแจงเปิดไฟฟ้าทันที เสียงไดนาโมครางกระหึ่มลั่นห้อง ประกายไฟฟ้าแลบแปลบปลาบน่ากลัว ทุกคนจ้องมองดูร่างของผีดิบ ซึ่งนอนนิ่งเฉยอยู่บนเตียงผ่าตัดนั้น

"อุ๊ย" คุณหญิงวาดอุทานเสียงลั่น "กระดุกกระดิกแล้ว อุ๊ยตาย...น่ากลัวจัง อุ๊ย...ทั้งหวาดทั้งเสียว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันมาทำตาเขียวกับภรรยาของท่าน

"ยืนดูเฉยๆ เถอะน่าคุณหญิง"

เจ้าลบค่อยๆ ยกแขนและขาทีละข้าง แล้วก็บิดขี้เกียจไปมา สักครู่ก็ลุกขึ้นนั่งลืมตาโพลง ๔ นางกับคุณหญิงวาด และเจ้าแห้วกับนิกร ถอยมายืนรวมกลุ่มกันที่ข้างประตูห้อง เมื่อ ดร.ดิเรกปิดเครื่องไฟฟ้า ภายในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็เงียบกริบ

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้ผีดิบของเขา

"ไง-ลบ"

เจ้าลบขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"เอ๊ะ...นี่มันที่ไหนครับนี่ แล้วก็คุณเป็นใคร-ยมพบาลแกกำลังบังคับผมให้ขึ้นต้นงิ้ว ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่ได้"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"น้องชาย ฉันคือด๊อกเตอรดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ฉันได้ช่วยชุบแกให้ฟื้นคืนชีวิต"

ผีดิบทำตาปริบๆ กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องอย่างมึนงง ร.ต.ท. บัณเย็น เดินเข้ามายืนข้าง ดร.ดิเรก เมื่อครั้งเจ้าลบยังมีชีวิตอยู่ รู้จักกับรองสารวัตรผู้นี้เป็นอย่างดี ดังนั้นเจ้าลบจึงยกมือไหว้รองสารวัตรหนุ่มอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ ผู้หมวด"

ร.ต.ท. บัณเย็น ก้มศีรษะรับความเคารพผีดิบ

"สวัสดีลบ แกนึกได้ไหมว่าแกถูกยิงตาย"

เจ้าลบเค้นหัวเราะเสียงปร่าชอบกล

"อ๋อ จำได้ซีครับผู้หมวด ผมกำลังนึกอยู่เดี๋ยวนี้...ฮึ่มนึกไม่ถึงจริงๆ ว่าเขาจะฆ่าผม"

"บอกฉันเดี๋ยวนี้ใครยิงแก"

ผีดิบยิ้มเศร้าๆ ทำท่าเหมือนปวดร้าวในอก

"อ้ายสุขครับ อ้ายสุขยิงผม เสียแรงที่ผมนับถือเหมือนพี่ไม่น่าจะลอบกัดผมเลย"

เจ้าแห้วถอนหายใจโล่งอก ปราดเข้ามายืนข้างตียงผ่าตัด

"ลบกันกำลังเดือดร้อนมาก เพราะเจ้าหน้าที่เข้าใจว่ากันฆ่าแก แกบอกผู้หมวดหน่อยซีว่า เราเพียงแต่ชกปากกันนิดหน่อยเท่านั้น"

ดร.ดิเรก ยกมือผลักหน้าเจ้าแห้ว

"ไม่ต้องร้อนตัว เท่านี้ก็รู้แล้วว่าแกเป็นผู้บริสุทธิ์"

ผีดิบยิ้มให้เจ้าแห้ว แล้วพูดกับ ร.ต.ท. บัณเย็น

"เสี่ยแห้วไม่ได้ฆ่าผมหร็อกครับ อ้ายสุขมันยิงผม ปืนกระบอกนั้นอยู่ในบ่อน้ำข้างร้านกาแฟในตรอกนั้น ใกล้กับที่เกิดเหตุ โอ๊ย...ผมเป็นอะไรไปครับนี่ หน้าผมมืดนัยน์ตาพร่าพราวโอ๊ย...ช่วยผมด้วย"

คุณหญิงวาดหันขวับมาทางนิกร

"เจ้ากร ขึ้นไปละลายยาหอมมาหนึ่งถ้วยเร็ว นายลบคงเป็นลมแน่"

ดร.ดิเรก ได้ยินเข้าก็หันมาโบกมือ

"ไม่ต้องครับคุณอา ให้ผมช่วยเขาดีกว่า"

ร่างอันสูงใหญ่ของผีดิบ หงายผลึ่งลงบนเตียงผ่าตัดนั้น นายแพทย์หนุ่มจัดแจงเปิดเครื่องไฟฟ้าอีก จ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าตัวนายลบ เวลาผ่านพ้นไปประมาณ ๑๐ นาที ผีดิบก็คงนอนนิ่งเฉย ดร.ดิเรกปิดเครื่องไฟฟ้า แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"หมดหวัง" ดิเรกอุทานเสียงหนักๆ

พลถามทันที

"นายลบไม่อาจจะเคลื่อนไหวได้อีกหรือหมอ"

"ออไร๋น์ คราวนี้เขาจะหลับโดยไม่มีวันตื่น" พูดจบ ดร.ดิเรกก็หันมาทางสารวัตร "ยังไงคุณบัณเย็น คุณเชื่อแล้วละซีว่า คนของพี่ไม่ได้เป็นคนร้ายในคดีนี้"

รองสารวัตรทำหน้าชอบกล มีความรู้สึกเหมือนกับว่าเขาตกอยู่ในความฝัน

"ครับ ครับ พี่ดิเรกนี่เหมือนกับเทวดามาเกิดครับ พี่ชายของผมว่าเก่งแล้วยังสู้พี่ดิเรกไม่ได้ ผมคิดว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ พี่ดิเรกคงจะชุบคนตายให้ฟื้นคืนชีวิตขึ้นมาได้"

คราวนี้นายแพทย์หนุ่มยิ้มแก้มแทบแตก

"ออไร๋น์ ขอเวลาให้พี่อีกสองสามปี พี่คงทำได้แน่นอน คุณรีบไปจับนายสุขไว้ก่อนเถอะ นายสุขนี่น่ะเป็นนักเลงทางสะพานเหลืองใช่ไหม"

"ครับ เป็นนักเลงที่มีอิทธิพลใหญ่ยิ่งคนหนึ่ง แต่อายุมากแล้วครับ ผมจะไปเดี๋ยวนี้"

ครั้นแล้วรองสารวัตรก็ร่ำลาคณะพรรค ๔ สหายโดยทั่วหน้า เมื่อ ร.ต.ท.บัณเย็น ออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์แล้ว เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้นอีก เจ้าแห้วดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ เขาบอกว่านายลบมีบุญคุณต่อเขามาก ที่ช่วยให้เขารอดพ้นจากคดีอุกฉกรรจ์ เขาจะอุทิศเงินส่วนตัว ๓,๐๐๐ บาท ทำการฌาปนกิจศพนายลบที่วัดดอนต่อไป คุณหญิงวาดสนับสนุนกุศลเจตนาของเจ้าแห้ว และบอกกับเจ้าแห้วว่า ท่านยินดีจะเป็นเจ้าภาพให้

ร.ต.ท. บัณเย็น สุทธิคาม ได้นำเจ้าพนักงานจำนวนหนึ่งบุกเข้าจับนายสุข หรือพี่สุขนักเลงใหญ่ได้โดยละม่อม ที่บ้านพักของนายสุขนั่นเอง รองสารวัตรได้นำตัวนายสุขไปยังที่เกิดเหตุ และให้พลตำรวจคนหนึ่ง งมปืนพกในบ่อน้ำขึ้นมาได้

จากการสอบสวนที่สถานีตำรวจ นายสุขยอมจำนนต่อหลักฐานและสารภาพโดยดีว่า เท่าที่เขาสังหารนายลบก็เพราะนายลบวางตนเป็นนักเลงใหญ่ คอยเกะกะระรานกับบรรดาผู้ที่ไปสูบกัญชาหรือสูบหมูที่ก๊วนเขาบ่อยๆ ทำให้เขาขาดรายได้ไปวันหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อย เขาจึงจำใจต้องเก็บตัวนายลบเสีย

รองสารวัตรสถานีตำรวจนครบาลบางรัก ได้เสนอปล่อยเจ้าแห้วในตอนเย็นวันนั้นเอง เจ้าแห้วถูกเรียกตัวมาโรงพักเป็นครั้งสุดท้าย ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามมาด้วย เมื่ออิสรภาพกลับคืนมา เจ้าแห้วก็ถึงกับกราบ ดร.ดิเรก ที่สถานีตำรวจ แสดงความขอบคุณนายแพทย์หนุ่มที่ได้ให้ความช่วยเหลือเขา บรรดานายและพลตำรวจต่างตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน เมื่อได้ทราบความจริงว่า ดร.ดิเรก สามารถชุบเจ้าลบให้ฟื้นขึ้นมาให้การได้ในราวห้าหกนาที

ออกจากสถานีตำรวจ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ตรงมาที่รถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง เจ้าแห้วรับหน้าที่เป็นคนขับเช่นเคย

"รับประทาน ขอให้ผมได้เลี้ยงอาหารเย็นพวกคุณเถอะนะครับ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ

นิกรลืมตาโพลง

"จริงๆ น่ะเรอะอ้ายแห้ว หรือว่าล้อเล่น"

"จริงๆ ครับ รับประทานผมจะพาไปห้อยเทียนเหลาเดี๋ยวนี้ รับประทานผมให้งบ ๑,๐๐๐ บาท สำหรับการกินเลี้ยงต้อนรับอิสรภาพของผม"

นิกรร้องไชโยลั่นรถ "คาดิลแล็ค" เก๋งคันงามแล่นไปจากหน้าสถานีตำรวจนครบาลบางรัก ตรงไปยังห้อยเทียนเหลา คณะพรรค ๔ สหายพลอยดีใจที่เจ้าแห้วรอดพ้นจากคดีนี้.

จบบริบูรณ์