พล นิกร กิมหงวน 134 : เฮฮาป่าดู๋ดี๋

ถึงแม้ตอนสายวันนั้นอากาศจะมืดครึ้มและมีฝนตกพรำ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง ก็มีประชาชนอุ่นหนาฝาคั่งเหมือนเช่นเคย บ้างก็มาส่งผู้ที่จะไปเมืองนอกบ้างก็มาคอยต้อนรับวงศาคณาญาติหรือมิตรสหายของเขาที่กำลังเดินทางมาโดยเครื่องบินของบริษัท ต่างๆ

เครื่องบินสี่เครื่องยนต์ของบริษัท "ดับบลิว. ซี โอเว่อร์แลนด์ แอน ซี. จำกัด" จอดเตรียมพร้อมอยู่ที่ขอบสนาม หน้าท่าอากาศยานดอนเมืองเรียบร้อยแล้ว เครื่องบินเครื่องนี้ กำลังจะนำผู้โดยสารและไปรษณียภัณฑ์เดินทางไปยุโรป โดยผ่านประเทศพม่าและอินเดีย

เสียงโฆษกได้ประกาศกระจายเสียงดังไปทั่วบริเวณราชธานี

"ท่านทั้งหลาย เครื่องบินของบริษัท "ดับบลิว ซี. โอเว่อร์แลนด์ แอนด์ ซี จำกัด จะออกเดินทางใน เวลา ๑๐.๑๐ น. ท่านผู้โดยสารโปรดไปขึ้นเครื่องบิน ได้"

เหลือเวลาอีก ๑๐ นาทีเท่านั้น

คณะพรรค ๔ สหายกับเมียๆ ของเขา พร้อม ด้วยเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว กำลังยืนจับกลุ่มห้อมล้อมเสี่ยหงวนอยู่ ทางด้านหน้าเฉลียงของราชธานี อันเป็นเขตท่าอากาศยานดอนเมือง เสี่ยหงวนของเราแต่งสากลชุดสีเทาเข้ม สวมหมวกสักหลาดใหม่เอี่ยมราคาเกือบพันบาท คาบกล้องยาเส้นอย่างหรูหรา ท่าทางผึ่งผายสมกับคนที่กำลังจะไปเมืองนอก ที่คอคล้องพวงมาลัยดอกไม้สดประมาณ ๑๐ พวง

อาเสี่ยของเรากำลังจะเดินทางไปพม่า ด้วยวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาวิชาเลี้ยงกบและแทงกบ กับศาสตราจารย์ หม่องทินเด่ นอกจากนี้เสี่ยหงวนจะได้ไปตกลงเซ็นสัญญาเป็นเอเย่นต์น้ำมันหม่อง ของหม่องทินโผล่ด้วย เพราะขณะนี้ปรากฏว่าน้ำมันหม่องยี่ห้อ "แพะขวิดเสือ" ของหม่องทินโผล่ที่ส่งมาจำหน่ายในประเทศไทยเรานั้น ได้จำหน่ายขายดีมาก เนื่องจากมีสรรพคุณแก้โรคได้สารพัด เป็นต้นว่า ทาแก้ปวดศีรษะ, แก้หวัดคัดจมูก, เป็นครีมเรียกเนื้อหน้าอกที่ได้รับคำชมเชยจาก มารีลิน มอนโร และ เจน รัสเซล มาแล้วนอกจากนี้ยังเป็นขี้ผึ้งป้ายตา รักษาตาแดงตาต้อ ทาแก้ปวดเมื่อยเคล็ดยอก ผสมน้ำร้อนกินแก้ปวดท้อง ลงท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ท้องเดินกินให้หยุด ท้องผูกกินแล้ว ท้องเดิน ใส่ผสมต่างครีมแต่งผมก็ได้ ทำลายตัวเหาและขี้รังแคได้เด็ดขาด ใช้ขัดรองเท้าหรือโลหะต่างๆ ก็ได้ ประชาชนคนไทยกำลังนิยมยาหม่อง ซึ่งเป็นครีมข้นทำด้วยวาสลินตรา "แพะขวิดเสือ" มากมายอาเสี่ยกิมหงวนเป็นนักธุรกิจที่เล็งผลเลิศ เขาเชื่อว่าถ้า ได้เซ็นสัญญาเป็นเอเย่นต์ในประเทศไทย แต่ผู้เดียวแล้ว เขาคงจะมีกำไรจากการค้ายาหม่องยี่ห้อที่กล่าวนี้ปีหนึ่งหลายล้านบาท เสี่ยหงวนได้ติดต่อกับหม่องทินโผล่โดย ทางจดหมาย จนกระทั่งตกลงกัน และหม่องทินโผล่ ได้เชิญให้กิมหงวนไปเซ็นสัญญากับเขา ที่แรงกูนหรือ ย่างกุ้ง หม่องทินโผล่รับรองว่า หากการเซ็นสัญญา ตกลงกันเรียบร้อย เขาจะให้น้องชายของเขาคือศาสตราจารย์หม่องทินเด่ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเทศพม่าอบรมสั่งสอน และแนะนำให้อาเสี่ยเรียนวิชาเลี้ยงกบและแทงกบจากเขา

เสียงจ้อกแจ้กจอแจของคณะพรรค ๔ สหายดังขึ้นหลังจากโฆษกได้ประกาศให้ทราบ คุณหญิงวาดเอื้อมมือเขี่ยแขนอาเสี่ยแล้วกล่าวว่า

"รีบไปขึ้นเรือบินเถอะพ่อหงวน อย่าลืมที่อาสั่งนะหลานชาย ขอให้ได้เม็ดโป้งๆ หน่อย อย่างน้อยก็ต้อง ๑๐ การัต" คุณหญิงหมายถึงทับทิมที่ท่านให้กิมหงวนซื้อมาฝากท่านเพื่อทำแหวน

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ไม่ลืมหรอกครับ ผมต้องพยายามซื้อมาให้คุณอาหญิงจนได้ ผมขอฝากนวลลออยอดสุดที่รักของผม ด้วยนะครับ ใจผมจะขาดอยู่รอนๆ แล้ว ในยามที่ผมจะต้องจากนวลลออของผม"

"โอ๊ย คลื่นไส้" นวลลออพูดยิ้มๆ "ราวกับว่า เฮียน่ะรักเมียเสียเต็มประดา ระวังนะ อย่าไปเอาอะไร ติดตัวมาจากแรงกูนก็แล้วกัน ความวัวยังไม่ทันจะหายอย่าให้ความควายมันแทรกได้ ไปถึงโน่นให้หมอเขา ฉีดยาทุกวันนะคะ อย่าปล่อยให้ขาดระยะได้ นี โอที่ ย่างกุ้งคงมีถมเทไป"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก ท่ามกลางเสียงหัวเราะ ของคณะพรรค ๔ สหาย

"เรื่องพรรค์นี้เขาต้องพูดกันในมุ้ง ปั้ทโธ่....ดัน มาพูดเปิดเผยได้ ขายหน้าเขาแย่ซีนวลจ๋า"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เสี่ยหงวนกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"คุณอาอยากได้อะไรบ้างบอกผม"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"ถ้าแกมีแก่ใจ อาอยากได้นกคีรีบูนสักคู่หนึ่ง เขาว่านกคีรีบูนที่พม่าได้พันธุ์แท้ๆ มาจากเยอรมัน"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"เอาซีครับ คู่หนึ่งอย่างมากก็ในราวห้าพันบาทเท่านั้น ขนหน้าแข้งผมคงร่วงไปเพียงเส้นเดียว แต่ถ้านก คีรีบูนหาไม่ได้ ผมจะซื้อนกตะกรุมมาฝากคุณอานะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแล้วเค้นหัวเราะ

"ประเดี๋ยวก็ไม่ได้ไปพม่าเท่านั้นเอง เอ อ้าย เวรนี่มันยังไงวะ เลิกกระเซ้าไปได้พักหนึ่งแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่ามัวร่ำไรอยู่เลยวะ เหลือเวลาอีก ๕ นาทีเท่านั้น รีบไปขึ้นเครื่องบินเถอะ"

อาเสี่ยอมยิ้ม เปลี่ยนสายตามาที่เพื่อนเกลอทั้ง สามและเมียๆ ของ ๔ สหาย

"ให้พรหน่อยซีพวกเรา เมื่อคืนนี้กันฝันไม่ดีเสียด้วย"

ประไพสะดุ้งโหยง

"อุ๊ยตาย ฝันว่าอย่างไรคะอาเสี่ย"

"ฝันว่าจิ้งจกกินช้างครับคุณไพ"

นวลลออค้อนสามีของหล่อน

"ระวังให้ดีเถอะ จะไปตกเรือบินตาย"

ประภายกมือตีแขนนวลลออดังเพี๊ยะ

"อุ๊ย พูดอะไรก็ไม่รู้เป็นลางปาก บ้าจริงเชียว คุณนวลนี่"

นันทาเห็นพ้องด้วย หล่อนต่อว่าเพื่อนเกลอของหล่อน

"อาเสี่ยแกกำลังจะจากพวกเราไป อย่าพูดอย่างนี้ซีคะ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ถ้าคุณนวลอยากจะให้อาเสี่ยตกเครื่องบินตาย ก็แช่งเสียตามตรงว่าขอให้ไปตายที่เมืองพม่าหรือม่ายก็ ไปตายตามป่าดงพงเขา"

คุณหญิงวาดยกร่มแพรสีฟ้าฟาดกบาลนิกรเต็มรัก

"นี่แน่ะ อ้ายปากชักโครก พูดยังงี้ใช้ได้เรอะ แหม-อ้ายเปรตนี่ทำไมถึงเป็นยังงี้นะ" แล้วท่านก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน "ขอให้แกเดินทางไปโดยสวัสดีมี ชัยเถิดพ่อหงวน สำเร็จกิจแล้วจงกลับมาบ้านเมืองของ เราอย่างปลอดภัย เอ้า-เอาร่มคันนี้ไป ถ้าเครื่องบินมันเกิดทึดสะเด็นขึ้นละก้อ กางร่มออกแล้วกระโดดลง มานะ อย่าพยายามติดอยู่ในเครื่องบินเป็นอันขาด"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"คุณอาเก็บไว้เถอะครับ ขืนเอาร่มพรรค์นี้โดด ลงมาจากเครื่องบิน คอของผมก็คงย่นลงไปรวมกับตาตุ่มเท่านั้นเอง" แล้วอาเสี่ยก็ยกมือตบศีรษะพลเบาๆ

"ลาก่อนนะลูกนะ"

คุณหญิงวาดร้องสุดเสียง

"ว้าย พูดยังงี้ได้เรอะ ฉันไม่เคยเป็นอะไรกับแกสักหน่อย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ดร. ดิเรกกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างยิ้มแย้ม

"ไปเถอะหงวน นักบินเขาขึ้นประจำเครื่องบินแล้ว"

นิกรเอื้อมมือฉุดแขนกิมหงวนไว้

"เดี๋ยว ให้พรแกหน่อย ร้องเป็นกลอนยี่เกเลย" พูดจบนิกรก็ร้องยี่เกเสียงแจ๋ว ไม่สนใจว่าใครต่อใคร หลายคนกำลังพากันมองดูเขาอย่างขบขัน

"กระดิ่งทองแสนจะอาลัย เพื่อนรักเราไซร้จะ จากจร จงไปดีมาดีศรีสวัสดิ์ หมูหมาอย่าได้กัดเพื่อน ม้วยมรณ์ ไปพม่าเพื่อนข้าระวังให้ดี เขาลือว่ากาหรี่ หน้าสลอน อย่าเห็นแก่ความสุขหยูกยาแพง ประเดี๋ยว จมูกจะแหว่งดูล่อนจ้อน ไปเถิดเพื่อนยาเพื่อนอย่าได้ อาวรณ์ "

ประภาหัวเราะคิ๊ก

"ต๊ายตาย คนยืนมองออกตั้งเยอะแยะ คุณนิกร ร้องออกมาได้"

นายจอมทะเล้นกวาดสายตามองไปรอบๆ แล้ว ยิ้มให้ใครต่อใครที่เขาไม่เคยรู้จัก และไม่เคยเห็นหน้ามาแต่ก่อน หญิงสาวคนหนึ่งพูดกับเพื่อนของหล่อนเบาๆ

"โถ-หน้าตาก็ดีๆ นี่คะจุไร ไม่น่าเลย แกคงจะหนีมาจากโรงพยาบาลโรคจิตเป็นแน่"

เสียงกระซิบของหล่อนนิกรได้ยินถนัด นายจอมทะเล้นรำป้อเข้าไปหา แล้วร้องยี่เกเกี้ยวหล่อน

"พี่รักน้องเหมือนปวดท้องทุ่ง ความรักมันทำยุ่ง ให้พี่มุ่งหมาย พี่รักน้องจนท้องพี่ปวด อยากจะวาน น้องนวดจนกว่าพี่จะหาย พี่รักน้องแท้ๆ โอ้เจ้าแพรสะพ๊าย"

แม่สาวสังคมทั้งสามนางต่างร้องวี้ดว้ายกระตู้วู้ วิ่งเข้าไปในราชธานี คุณหญิงวาดยกมือชี้หน้าหลานชายจอมทะเล้นของท่าน

"เอาใหญ่แล้วเจ้ากร หน้าด้านเหมือนกับสะพานช้างโรงสีมีเยี่ยงมีอย่างที่ไหน ร้องยี่เกในที่ประชุมชนเช่นนี้ หรือแกจะบ้า"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็สงสัยตัวผมเองเหมือนกัน"

อาเสี่ยกิมหงวนได้ยกมือไหว้ท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม ต่อจากนั้น เขาก็เดินผ่านห้องทำงานของท่าอากาศยาน ตรงไปขึ้นเครื่องบิน คณะพรรค ๔ สหายไม่ได้ตามไปส่งเพราะทางการไม่อนุญาตให้ออกไปทางด้านหน้าของ ท่าอากาศยานได้ คงยืนจับกลุ่มอยู่ที่เฉลียงมองดูอาเสี่ยกิมหงวน

ทุกคนแลเห็นเสี่ยหงวนโบกมือให้ก่อนที่จะขึ้นบันได ไปบนเครื่องบิน เจ้าแห้วยืนร้องไห้กระซิกๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยินเสียงสะอื้นของเจ้าแห้ว ท่านก็หันมามองดูด้วยความแปลกใจ

"อ้าว-เฮ้ย ร้องไห้ทำไมวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยกหลังมือขวาเช็ดน้ำตา

"อย่าให้ผมพูดเลยครับ รับประทานเดี๋ยวจะเป็น การแช่งด่าอาเสี่ยเจ้านายที่รักของผม"

คณะพรรค ๔สหายต่างมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียวคุณหญิงวาดอดที่จะสนใจไม่ได้

"ไหน-ลองเล่าให้ข้าฟังซิเจ้าแห้ว เจ้าได้พบลางร้ายอะไรหรือ หรือว่าเมื่อคืนนี้เจ้าฝันไม่ดี"

เจ้าแห้วสะอื้นเบาๆ

"รับประทานกระผมพบลางร้ายครับ รับประทาน เมื่อคืนนี้แมลงมุมในห้องกระผม รับประทานตีอกดัง บึ้กๆ ตลอดคืน ตอนดึกรับประทานนกแสก "

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ใครวะรับประทานนกแสก"

เจ้าแห้วหัวเราะทั้งน้ำตา

"ไม่ใช่รับประทานนกแสกหรอกครับ รับประทาน นกแสกมันบินลงมาเกาะหน้าต่างห้องผม ตอนใกล้รุ่งสว่าง แมวดำมันร้องหน้าห้องครับ มันร้องเสียง... หงวน...หงวน...หงวน...รับประทานผมแกล้งร้องตวาดมัน แมวดำมันกลับถามผม กี่โมง กี่โมง รับประทานผมโมโหขึ้นก็บอกมันว่าย่ำรุ่ง รับประทาน แมวมันไม่เชื่อครับ มันโก่งคอร้อง....กว่า...กว่า...กว่า...กว่า"

พลยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าแห้วเต็มแรง จนกระทั่ง เจ้าแห้วเซถลาไปหลายก้าว คณะพรรค ๔ สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน

อีกสักครู่หนึ่ง ทุกคนก็ได้ยินเสียงเครื่องยนต์ ของเครื่องบินเครื่องนั้นดังขึ้น เครื่องยนต์ถูกสต๊าร์ททีละเครื่อง หลังจากนั้นเครื่องบินก็เคลื่อนออกจากที่ อย่างแช่มช้า เลี้ยวกลับไปตามขอบสนามลัดออกทางวิ่งของมัน

เครื่องบินของบริษัท "ดับบลิว.ซี โอเว่อรแลนด์ แอนด์ ซี จำกัด" วิ่งไปตามรันเวย์อย่างรวดเร็วสักครู่ก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าคณะพรรค ๔ สหายยืนมองดูจนลับตาแล้วพากันออกจากท่าอากาศยานดอนเมืองเพื่อกลับ กรุงเทพฯ

ข่าวร้ายที่ได้ทราบจากหนังสือพิมพ์รายวัน ทำให้คณะพรรค ๔ สหายตกใจและวิตกเป็นทุกข์ไปตามกัน

หลังจากเสี่ยหงวนเดินทางไปได้เพียงสองวัน หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับก็ลงข่าวพาดหัวว่าเครื่องบิน ของบริษัท "ดับบลิว. ซี โอเว่อรแลนด์ แอนด์ ซี จำกัด" ซึ่งเดินทางไปยุโรปได้อับปางเสียแล้วในระหว่าง ป่าพรมแดนไทยพม่าแห่งจังหวัดตาก

หนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่ง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ชั้นนำได้เสนอข่าวนี้อย่างละเอียด ราวกับว่าผู้เขียนข่าวได้โดยสารไปกับเครื่องบินนั้นด้วย

ทางดอนเมืองได้รับวิทยุ จากเครื่องบินเครื่องนั้น ในเวลา ๑๓.๐๐ น. ในวันเดียว กับที่เครื่องบินออกจากดอนเมือง พนักงานวิทยุได้แจ้งข่าวมาว่า เครื่องบินถูกพายุฝนและเครื่องยนต์ชำรุดไปสองเครื่อง ข่าวสุดท้ายที่ได้รับทางวิทยุแจ้งว่า เครื่องบินกำลังร่อนลงในบริเวณหุบเขาแห่งหนึ่ง ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดตาก

กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินฝึก แบบ เอ.ที. ๖ รวม ๙ เครื่อง เดินทางไปค้นหาทันที แต่จนกระทั่งวานนี้ การค้นหาทรากเครื่องบินยังไม่พบ นักบินรายงานว่า ภูมิประเทศเหล่านั้นเต็มไปด้วยป่าไม้และภูเขา นักบินไม่สามารถจะ นำเครื่องบินลงสำรวจในระยะต่ำได้

ทางการสันนิษฐานว่า ผู้โดยสารและพนักงานประจำเครื่องบินคงจะสูญเสียชีวิตหมด ขณะนี้ทางกองทัพอากาศยังส่งเครื่องบินไปค้นหาอยู่ตลอดเวลา เฮลิคอปเตอร์รวม ๓ เครื่อง ถูกส่งไปจังหวัดตากแล้ว พร้อมด้วยเสบียงอาหาร, ยา และ เครื่องเวชภัณฑ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการเดินป่าอีกหลายชนิด

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ คณะพรรค ๔ สหายและมิตรสหายของอาเสี่ยกิมหงวน ต่างพากันวิตกเป็น ทุกข์ไปตามกัน หนังสือพิมพ์ได้เสนอรายนามผู้โดยสาร รวม ๑๓ คนที่เดินทางไปกับเครื่องบินเครื่องนั้น โดย เฉพาะกิมหงวน ไทยแท้ เป็นมหาเศรษฐีผู้เรืองนามและเป็นนักธุระกิจผู้ใหญ่ยิ่งแห่งประเทศไทย จึงมีผู้สนใจกับ อาเสี่ยมาก

นวลลออร้องไห้มาหลายวันแล้ว ไม่ยอมกินไม่ ยอมนอน หล่อนแต่งกายชุดสีดำ ไว้ทุกข์ให้ผัวรักของหล่อน นวลลออมั่นใจว่าอาเสี่ยคงเสียชีวิตลงแน่นอน หล่อนพิลาปรำพรรณน่าสงสาร ตีอกชกหัวตัวเองคร่ำครวญถึงผัวรัก

บ่ายวันนั้น

นวลลออนอนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนเตียงนอน ภายในห้องของหล่อน คณะพรรค ๔ สหายและเมียๆ ของเขาพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓ และเจ้าแห้วยืนออกันอยู่เต็มห้อง ทุกคนมองดูนวลลออด้วยความสงสาร

คุณหญิงวาดยกศอกสะกิดหลานสะใภ้ของท่านแล้วพูดเบาๆ

"ไพโว๊ย ช่วยปลอบนวลหน่อยเถอะลูก โถ-สงสารใจจะขาดแล้ว ตั้งห้าหกวันข้าวแม้แต่เม็ดเดียวไม่ได้ตกถึงท้อง กินแต่ก๊วยเตี๋ยวบ้าง เย็นตาโฟและ เกี๊ยวบ้าง"

ประไพทำตาแดงๆ เดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเตียงนอน ยกมือขวาตบหลังเพื่อนรักของหล่อนเบาๆ

"คุณนวลขา ไพรู้ดีว่าคุณนวลร้องไห้เพราะกลัว ว่าอาเสี่ยจะไม่ตายจริง นิ่งเสียเถอะนะคะ ไพคิดว่าต้อง ตายแน่ๆ ถ้าไม่ตายก็คงมีข่าวแล้ว"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "ทำไมแก พูดยังงั้นวะไพ เฮ้-ลูกคนนี้นี่ มันชักจะเหลวไหลใหญ่แล้ว"

คุณหญิงวาดเดินมาที่เตียงนอน เอื้อมมือรวบผม ประไพแล้วดึงหลานสะใภ้ของท่านขึ้นท่านนั่งลงบนเตียงนอนนั้นยกมือตบศีรษะนวลลออเบาๆ

"หักห้ามใจเสียบ้างหลานเอ๋ย หลวงพ่อวัดคอกหมูท่านก็ตรวจดูดวงชะตาของพ่อหงวนแล้ว ท่านรับรองกับอาว่าไม่ตาย เพียงแต่บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น"

นวลลออสะอื้นดัง

"คุณอาขา ถ้าเฮียตายหนูต้องตายตามเฮียแน่ๆ ผัวอย่างนี้หาอีกไม่ได้แล้วคุณอาขา ด่าก็ได้ ซ้อมก็ได้ เอารองเท้าซ่นสงฟาดหัวยังหัวเราะ เวลาหนูหึงขึ้นมาจะตบจะตีนั่งนิ่งเฉยทำตาปริบๆ จะหาใครรักเมียเหมือนเฮียหาไม่ได้อีกแล้ว กระโปรงของหนูยังเคยรีดให้เวลา หนูไม่สบายอยู่เคียงข้างตลอดเวลา ฮือ ฮือๆๆๆ "

นิกรพูดเสริมขึ้น

"จริง จะหาใครรักเมียเหมือนเจ้าหงวนเพื่อน ของผมหาไม่ได้แน่ ผมเคยเห็นเจ้าหงวนถอนขนจั๊กกะแร้ให้คุณบ่อยๆ เมียผมยังเคยว่าผมบ่อยๆ ว่าผมควรจะรักเมียเหมือนเจ้าเสี่ยมันรักคุณ"

นวลลออพร่ำรำพรรณถึงผัวรักของหล่อนมากมาย บรรยากาศในห้องนอนของนวลลออเงียบเหงา ดร. ดิเรกคาบกล้องยาเส้นเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้องด้วยความอาลัยรักเพื่อนเกลอของเขา แล้วดิเรกก็พูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"พลโว้ย เราจะปล่อยให้เพื่อนของเราตายอยู่ในป่าดงพงไพรยังงั้นหรือ ไปตามกันเถอะวะ ออกเดินทางพรุ่งนี้แหละ ขึ้นรถด่วนไปลงสวรรคโลกแล้วก็เดิน ทางไปเมืองตาก ต่อจากนั้นก็บุกป่าฝ่าดงไปค้นหาเจ้าหงวนกัน ถึงแม้เจ้าหงวนเอาชีวิตไปทิ้งในป่าเราก็ต้อง เอากระดูกมันกลับมาบำเพ็ญกุศล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วยทันที

"นั่นน่ะซีดิเรก พ่อกำลังนึกอยู่ทีเดียว เราจะต้องติดตามค้นหาอ้ายหงวนจนสุดความสามารถ ป่าเมือง ตากพวกเราก็เคยท่องเที่ยวกันมาแล้ว ขณะนี้ก็เป็นฤดูแล้ง การเดินป่าไม่สู้จะลำบากยากเย็นอะไรนัก"

ดร. ดิเรกเม้มปากแน่น เดินเข้ามาหานิกร

"ว่ายังไงกร แกจะไปตามอ้ายเสี่ยไหม"

นิกรอมยิ้ม

"ถ้ากันไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางแล้ว จะขึ้นเขาลงห้วยไปนรกหรือสวรรค์กันไปทั้งนั้น เว้นแต่ ไปประเทศรัสเซีย"

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"ถ้ายังงั้น พวกเราจะออกเดินทางพรุ่งนี้เย็นโดย ขบวนรถด่วนสายเหนือ" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แกจะไปกับเราด้วยไหมล่ะ"

เจ้าแห้วน้ำตาคลอหน่วย

"รับประทานไปซีครับ รับประทานอาเสี่ยเคยให้ เงินผมใช้วันละ ๒๐ บาท รับประทาน ๖ วันแล้วผม ขาดรายได้ รับประทานตามพบจะได้เบิกย้อนหลัง"

นวลลออมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น หล่อนผลุดลุก ขึ้นนั่งข้างคุณหญิงวาด แล้วพูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"ดิฉันขอบคุณ เหลือเกินค่ะที่คุณหมอจะไปตาม เฮียของดิฉัน พรุ่งนี้ดิฉันจะรีบทำเสบียงกรังไว้ให้ ถ้าไปพบเฮียในป่าละก้อดูด้วยนะคะว่ามีผู้หญิงอยู่ด้วยหรือ เปล่า ถ้ามีละก้อช่วยยิงเฮียทิ้งเสียเลย อย่าพามากรุงเพทฯ เป็นอันขาด เพราะหนังสือพิมพ์ลงข่าวว่าใน จำนวนผู้โดยสารเครื่องบินเที่ยวนั้นมีผู้หญิงสาว ๓ คน แอร์โฮสเตสอีกคนหนึ่ง"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน คุณหญิงยกมือตบศีรษะนวลลออค่อนข้างแรง

"ขี้หึงเหลือเกินยายคนนี้"

นวลลออหัวเราะทั้งน้ำตา

"ไม่ได้ขี้หึงหรอกค่ะ แต่หนูหวงผัวของหนู โถ-ผัวมีสตางค์มากมายอย่างล้นเหลือ อย่างนี้จะหาได้ง่ายๆ หรือคะ คุณอาขา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินเข้ามายืนข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เป็นอันไปแน่หรือเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เพื่อนเกลอของท่าน

"ครับไปแน่ เจ้าคุณไปกันกับเราไหมล่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะ

"เห็นจะไปไม่ไหวละครับ หมู่นี้กษัยมันเล่นงานผมงอมแงมทีเดียว อากาศเย็นๆ อย่างนี้เยี่ยววันละ ๕๐๐ หนอย่างน้อย"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ช้ำรั่วแน่"

"เฮ้ย" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตวาดลั่น "พูดเป็นบ้าไปได้ ปากพล่อยๆ อย่างนี้เข้าป่าเข้าดงระวังนะโว้ย เจ้ากร ดีไม่ดีแกจะไม่ได้กลับบ้าน ผีไพรเจ้าป่าน่ะไม่ใช่เล่น"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"เมื่อไปกันแน่นอนก็ดีแล้ว แม่นัน แม่ไพกับแม่ภารีบแต่งตัวไปจ่ายของกับ อาเถอะ ซื้อเครื่องกระป๋องเสบียงกรังมาให้พร้อม มีเวลาเตรียมตัวน้อยเหลือเกิน เฮ้อ-กลุ่มใจจริงๆ พ่อหงวนเคราะห์ร้ายมาก ไม่ควรอุตริไปพม่าเลย อยากจะไปหัดแทงกบถึงกับอุตส่าห์ขึ้นเรือบินไป อ้ายเราหรือ อุตส่าห์มอบร่มให้แต่ไม่ยอมรับ ถ้าเอาร่มของอาไปก็คงจะโดดปาราชุตลงมาได้"

คณะพรรค ๔ สหาย ต่างหัวเราะหึๆ ไปตามกันแล้วก็ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องนี้

โดยขบวน รถด่วนสายเหนือในตอนพลบค่ำวันรุ่งขึ้น สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่าง พากันเดินทางมุ่งตรงไปจังหวัดสวรรคโลกเพื่อติดตาม ค้นหากิมหงวน

ในที่สุด คณะติดตามค้นหาอาเสี่ยกิมหงวนซึ่งมี พล พัชราภรณ์, นิกร การุณวงศ์, ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยพรานผู้นำทางหนึ่งคนซึ่งเป็นพรานชั้นดี และลูกหาบแบกหามสัมภาระอีก ๒๐ คน ก็ได้มาปรากฏตัวขึ้น ในบริเวณป่าใหญ่ไพศาลทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของ จังหวัดตาก

การติดตามค้นหาตัวท่านมหาเศรษฐีหนุ่มเป็น ความหวังที่เลือนลางเต็มทน เพราะป่าทึบและดงดิบมี อาณาเขตเหลือที่จะคณานับ ติดต่อกับพรมแดนพม่า แวดล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่แลเป็นพืดสุดสายตา

หลังจากได้พักผ่อนอยู่ที่สวรรคโลกได้สองวัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็สามารถหานายพรานและลูกหาบได้ด้วยความช่วยเหลือของข้าราชการในเมืองนั้นคนหนึ่ง พรานผู้นำทางชื่อหมึก รูปร่างสูงใหญ่ผิวเนื้อดำสนิท อายุ ประมาณ ๕๐ ปี แต่ยังแข็งแรงมาก เขามีเชื้อสายเป็นคนป่าเผ่าหนึ่งในอัฟริกา นามเดิมของเขาชื่ออัมปา ประวัติของพรานหมึกไม่มีอะไรมากนัก เขาเล่าให้สามสหายของเราฟังว่า เมื่อเขามีอายุได้ ๓๐ เศษ เขาได้เดินทางผ่านที่โล่งดงทึบ ทั้งดงดิบดงสุก หรือดงดิบๆ สุกๆ เรื่อยเปื่อยมาจนถึงสุเอซ หลังจากนั้นก็ดั้นด้นมาจนถึงอินเดีย ผ่านอินเดีย ผ่านพม่ามายังประเทศไทย อันเป็นจุดหมายปลายทางของเขา

พรานหมึกบอกว่า เขาได้อาศัยอยู่ที่เมืองตากนับแต่บัดนั้นมา จึงพูดภาษาไทยได้ชัดเจนและรู้ขนบธรรม-เนียมประเพณีของคนไทยได้ดีมาก เขามีอาชีพในทาง จับสัตว์ป่าและหาของป่าขาย พวกพรานคนไทยที่มีฝีมือยอดเยี่ยมเมื่อเปรียบเทียบกับพรานหมึกแล้วย่อมห่าง ไกลจากเขามากมาย เพราะพรานหมึกเป็นชาวอัฟริกา พอลืมตามองดูโลก ก็แลเห็นแต่ป่าดงพงไพรยากที่จะหา ใครเปรียบเหมือน ที่ไหนมีน้ำเขาได้กลิ่น ที่ไหนมีสัตว์ ร้ายเขารู้ ที่ไหนมีอันตรายเขาทราบโดยสัญชาติญาณ ของเขา เขารู้จนกระทั่งว่าเมื่อไรฝนจะตก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกลงจ้างพรานหมึกทันที หลังจากนายพรานได้ประชาสัมพันธ์ความรู้ความสามารถ ของตนเอง แล้วพรานหมึกก็ได้รับหน้าที่ควบคุมพวกลูกหาบ พาคณะพรรคสี่สหายเดินทางเข้าป่าดงพงไพร ซึ่งพรานหมึกสัญญาว่า เขาสามารถจะค้นหาซากเครื่อง บินสี่เครื่องยนต์เครื่องนั้นให้จงได้

๕ วันผ่านพ้นไปแล้ว ยิ่งลึกเข้าไปความยากลำบากในการเดินทางก็มีมากขึ้น ภูมิประเทศบางแห่งแทบ จะไม่มีทางเดินเพราะมีต้นไม้และเถาวัลย์ขึ้นปกคลุมไปหมด บางทีพรานหมึกก็พาขึ้นเขาและข้ามเขา ทุกคน เริ่มเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียไปตามกัน แต่ความรักและห่วงใยเสี่ยหงวนทำให้เกิดความมานะพยายามอย่างแรงกล้า

บ่ายวันนั้นเอง พรานหมึกกับคณะค้นหาอาเสี่ยกิมหงวนพร้อมด้วย พวกลูกหาบก็พากันบุกบั่นขึ้นมาถึง ยอดเขาลูกหนึ่งซึ่งมีความสูงประมาณ ๑๐๐ เมตร แต่ที่บริเวณกว้างขวางมาก และเทือกของมันติดต่อกับขุนเขาอีกหลายลูก

"โอ๊ย..." นิกรอุทานออกมาดังๆ "ไม่ไหวโว๊ย อ้ายแห้ว เอาสูบรถจักรยานติดมาบ้างหรือเปล่าวะ"

เจ้าแห้วมองดูนายจอมทะเล้นอย่างแปลกใจ

"รับประทานทำไมครับ"

นายจอมทะเล้นหายใจเฮือกใหญ่

"ช่วยสูบน่องให้ทีเถอะวะ เดินเสียน่องแฟบไปแล้ว เหนื่อยเสียสายตัวขาดไปตั้ง ๒๐ กว่าเส้น มีอะไร เอามากินแก้เหนื่อยหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"รับประทาน เพิ่งรับประทานเมื่อตอนก่อนจะขึ้นเขานี่เอง รับประทานหิวอีกแล้ว"

นิกรเดิน ตุปัดตุเป๋ บ่นพึมพำ ตรงเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรก และนายพัชราภรณ์ซึ่งยืนรวม กลุ่มอยู่ข้างหลังพรานหมึก

ต่างคนต่างทอดสายตามองไปยังเบื้องล่าง ภูมิประเทศเต็มไปด้วยป่าไม้เขียวชะอุ่มไปหมด บางแห่งก็ เป็นทุ่งหญ้าเวิ้งว้างกว้างขวาง ไกลออกไปข้างหน้า ขุน เขาใหญ่สูงตระหง่านเงื้อมเทียมเมฆ

ดร. ดิเรก ปรารภขึ้นเบาๆ

"สวยมาก ธรรมชาติป่าดงพงไพรเช่นนี้ทำให้กัน อดคิดถึงอดีตของกันไม่ได้ ฮ่ะ ฮ่ะ ครั้งหนึ่ง ไอเคยไปล่าสิงห์โตกับท่านมหาราชาที่เชิงขุนเขาหิมาลัย ท่านมหาราชาได้ทรงยิงสิงห์โตตัวหนึ่งด้วยกระสุนปืนพิเศษ ของท่าน"

ทุกคนอมยิ้มไปตามกัน

"ถูกไหม" พลถาม

"ไม่ถูก เฉียดไปอย่างหวุดหวิดทีเดียว พระองค์ได้ติดตามล่าห์สิงห์โตต่อไปอีกหลายวัน ในที่สุดเราก็ กลับมายังที่เก่า พระองค์กับกันพักอยู่ใต้ร่มไม้แห่งหนึ่ง เราต่างได้ยินเสียงแกรกๆ ดังขึ้นใกล้ๆ เรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"สิงห์โตมา"

"โน ไม่ใช่สิงห์โตหรอกครับ แต่ว่า มันเป็นลูกปืนของท่านมหาราชานั่นเอง กระสุนปืนนัดนั้นยังคงค้นคว้าหาสิงห์โตตัวนั้นอย่างขมักเขม้น พระองค์เลย หยิบลูกปืนใส่กระเป๋า"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นพร้อมๆ กัน พรานหมึกพูดพลางหัวเราะพลาง

"ผมสงสัยว่าเรื่องที่คุณหมอเล่าให้พวกเราฟังนี้คง ไม่ใช่เรื่องจริง"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"เรื่องจริงโว้ยแต่มีความเท็จแฝงอยู่บ้าง"

นิกรถามเสียงหัวเราะ

"แฝงกี่เปอร์เซ็นต์"

' ไม่ต่ำกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์" ดร. ดิเรกพูดหน้าตาเฉย

นิกรยกศอกถองกลางกบาล ดร.ดิเรก ดังโป๊ก

"นี่แน่ะ โกหกสำคัญนัก"

ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ พรานหมึกบอกให้พวก ลูกหาบวางข้าวของสัมภาระ และแจ้งให้ทราบว่าจะหยุดพักอยู่บนยอดเขานี้ครึ่งชั่วโมง พล พัชราภรณ์ยกกล้อง ส่องทางไกลมองดู ภูมิประเทศเบื้องล่างด้วยความสนใจ ยิ่ง

พรานหมึกแหงนหน้าขึ้นมองไปบนอากาศ ทำจมูกฟุดฟิด แล้วพูดขึ้นดังๆ

"เจ้านายครับ ผมได้กลิ่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันขวับมา ทางนายพรานอัฟริกัน

"กลิ่นอะไรวะ ตาหมึก"

"กลิ่นเครื่องบินครับ ผมมั่นใจว่าเครื่องบินสี่เครื่องยนต์เครื่องนั้นคงจะอับปางอยู่แถวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก ทำตาปริบ

"เครื่องบินมีกลิ่นด้วยหรือวะ ตาหมึก มันจะมากไปละกระมัง"

พรานหมึกขมวดคิ้วย่น

"แล้วกัน ใต้เท้า ผมเป็นพรานป่าที่มีประสาทหู ตา และจมูกดีกว่าคนอื่นนาครับ เครื่องบินทำด้วยเหล็ก มันก็มีกลิ่นเหล็ก ล้อของมันทำด้วยยางก็มีกลิ่นยาง นอกจากนี้ผมยังได้กลิ่นน้ำมันเชื้อเพลิงในเครื่องบินด้วย ระคนกับกลิ่นซากศพของนักบินและผู้โดยสารอื้อฮือ คราวนี้ได้กลิ่นฉุนกึกเลยครับ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"กลิ่นฉุนกึกน่ะฉันปล่อยออกมาเอง พี่หมึก"

นายพรานทำคอย่น หันมาค้อนนิกร

"ว้า-แล้วไม่เด็ดปีกทิ้งเสียด้วย"

พล พัชราภรณ์ ร้องตะโกนขึ้นทันที

"เฮ้-เห็นซากเครื่องบินแล้วโว๊ยพวกเรา"

ทุกคนหันมามองดูพลเป็นตาเดียว เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบแย่งกล้องส่องทางไกลมาจากพล และถามพล ว่าอยู่ทางไหน เมื่อพลยกมือชี้บอกให้ ท่านเจ้าคุณก็ยกกล้องขึ้นส่องมองดู

ไกลออกไปสุดสายตาทางทิศตะวันตก ภายในหุบเขาอันกว้างขวางแห่งหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ สามารถมองเห็นท่อนหางของเครื่องบินโผล่ขึ้นมาจากพุ่มไม้ใบบัง ซึ่งปรากฏในกล้องอย่างถนัด แสงแดดส่องต้อง แผ่นหางของเครื่องบินเป็นประกายละเลื่อม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว

ขณะที่ท่านกำลังมองภาพเครื่องบินจากกล้องส่องทางไกล นิกรก็เอื้อมมือเข้ามากระตุกกล้องไปจากมือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยกกล้องขึ้นส่องมองดูบ้าง

ท่านเจ้าคุณยกมือเท้าสะเอว มองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างเดือดดาล

"อือ-อ้ายเวรนี่ช่างไม่มีมารยาทเสียเลยนะ พับผ่า คนกำลังดูอยู่เพลินๆ เสือกกะตุกเอาไปเสียแล้ว"

นิกรหันมาถามนายแพทย์หนุ่ม

"เฮ้-กล้องของแกเสียหรือยังไงวะ ภูเขานั่นเห็น ด้วยตาเปล่าอยู่ใกล้ๆ พอส่องกล้องมองดูไกลลิบไปเลย เล็กลงไปกว่าเก่าด้วย"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะงอหาย

"แกดูทางตูดกล้องก็มองเห็นอย่างนั้น"

นายจอมทะเล้นสะดุ้ง รีบกลับกล้องแล้วมองดูใหม่ คราวนี้นิกรก็สามารถมองเห็นซากเครื่องบินอย่างถนัด

"แม่โว้ย ชัดแจ๋วเลยโว้ย มดแดงสองตัวกำลัง กัดกันอยู่ที่แพนหางก็แลเห็นถนัด โอ้ไฮ-มันแผล็บไป เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ยกเท้าเหวี่ยงลูกแป ถูกก้นลูกเขยของท่านดังพลั่ก

"นี่แน่ะ มันแผล็บ"

นิกรสูดปากเบาๆ ทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล แล้วส่งกล้องส่องทางไกลให้นายแพทย์หนุ่มผู้เป็นเจ้าของ พวกลูกหาบต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหาพรานหมึก และนึกสรรเสริญ ความสามารถของนายพรานชาวอัฟริกันผู้นี้ ท่านยกมือตบบ่าพรานหมึกเบาๆ

"แกเก่งมาก นายหมึก ฉันเชื่อว่าไม่มีพรานป่า คนใดที่จะมีจมูกทิพย์เหมือนอย่างแกเช่นนี้ วิเศษแท้"

พรานหมึกยืดตัวขึ้นในท่าเบ่ง

"ผมเรียนใต้เท้าแต่แรกแล้วนี่ครับว่า จมูกของ ผมสามารถได้กลิ่นในระยะไกลตั้ง ๑๐ ไมล์เป็นอย่างน้อยหูของผมได้ยินเสียงต่างๆ ได้ ๑๐ ไมล์ เหมือนกัน แม้แต่มดง่ามหรือจักจั่นคุยกันผมก็ได้ยินถนัด ส่วนสายตาของผมก็ได้เรียนให้ใต้เท้าได้ทราบแล้วว่า แม้แต่ในที่มืดผมก็มองเห็น"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้าหงึกๆ

"ในที่สุดเราก็ได้พบซากเครื่องบินแล้ว รีบพา พวกเราลงจากเขาตรงไปยังซากเครื่องบินเถอะ ถ้าได้พบศพพวกนักบินหรือผู้โดยสารเครื่องบิน เราก็พอจะสันนิษฐานได้ว่า เจ้าหงวนหลานชายของฉันต้องประสบอันตรายถึงแก่ชีวิตหรือไม่ ถึงแม้ศพจะเน่าเปื่อยไปแล้ว เราก็พอจะสังเกตได้" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หันมาทางเจ้าแห้ว ซึ่งยืนร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างหลัง ท่าน "เฮ้-ร้องไห้ทำไมวะ"

เจ้าแห้วสะอื้นดังๆ

"รับประทาน ผมกลัวว่าอาเสี่ยที่รักของผมจะ ตายอยู่ในเครื่องบินครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"คนเราเมื่อถึงคราวตายอยู่ในมุ้งยังตายได้ ถ้าไม่ถึงที่ตายทำอย่างไรมันก็ไม่ตาย สุนทรภู่มหา จินตกวีของเราท่านกล่าวไว้ว่า...อ้า-กล่าวว่ายังไงจำไม่ได้เสีย แล้วละโว้ย"

เจ้าแห้วหัวเราะทั้งน้ำตา

"ไม่ถึงที่ตายก็ไม่วายชีวาวาตม์ "

"เออ นั่นแหละ ใครพิฆาตเข่นฆ่าไม่อาสัญ"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ถึงที่ตายก็คงวายชีวาวัน ใครไม่ทันทำอะไรตาย แง๋เอ๋ย"

พลพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เตรียมตัวลงเขาโว้ยพวกเรา ถ้าเราไม่พบศพอ้ายเสี่ยในทรากเครื่องบิน ก็หมายความว่า อ้ายเสี่ย รอดตายและหลงอยู่ในป่านี้ อย่างไรก็คงจะป้วนเปี้ยน อยู่ในระหว่างหุบเขาใกล้ๆกับทรากเครื่องบินนั่นแหละ"

พรานหมึกสั่งลูกหาบเตรียมตัวลงจากเขา พวกลูกหาบไม่มีใครปริปากบ่นเลย เพราะเต็มใจร่วมมือค้นหาเสี่ยหงวน ซึ่งท่านเจ้าคุณปัจจนึกๆ ได้สัญญา ว่าถ้าค้นพบศพอาเสี่ย ท่านจะให้รางวัลแก่พรานหมึก ๒,๐๐๐ บาท และพวกลูกหาบคนละ ๑,๐๐๐ บาท แต่ถ้าพบกิมหงวนยังมีชีวิตอยู่ ท่านจะให้รางวัลนายพราน ๑๐,๐๐๐ บาท และพวกลูกหาบคนละ ๓,๐๐๐ บาท ลูกหาบเหล่านี้เป็นชาวบ้านป่าที่ยากจน ต่างก็นึกหวังเงินรางวัลที่จะช่วยให้ฐานะของเขาดีขึ้น

คณะค้นหามหาเศรษฐีหนุ่มพากันลงจากเขาลูก นั้นบ่ายโฉมหน้าตรงไปยังทรากเครื่องบิน

ในที่สุด นายพรานชาวอัฟริกันก็พาคณะพรรคสามสหายเข้ามาในหุบเขาและตรงไปยังทรากเครื่องบินยักษ์ ทุกคนแลเห็นเครื่องบินแหลกละเอียดแทบไม่มีชิ้นดี แต่ลำตัวของเครื่องบินยังดีอยู่บ้าง ส่วนปีกปะทะ กับต้นยางใหญ่หักยับเยิน ใบพัดหงิกงอ เครื่องยนต์สองเครื่องหลุดกองอยู่บนพื้นดิน

สภาพของเครื่องบินที่หักพังเช่นนี้ ทำให้คณะค้นคว้าหากิมหงวนหน้าสลดไปตามๆ กัน ทุกคนรู้ดีว่า ร่างกายของอาเสี่ยนั้นไม่ได้ทำด้วยเหล็กกล้า ความหวังที่อาเสี่ยจะรอดชีวิตได้นั้นเลือนลางเต็มทน

เมื่อมาถึงเครื่องบิน พลก็รีบพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกร, ดร. ดิเรก กับเจ้าแห้ว บุกเข้าไปยังลำตัวเครื่องบินนั้น ประตูของมันเปิดกว้าง แสดงว่านักบินได้เปิด ประตูก่อนที่เครื่องบินจะตกถึงพื้นดิน ศพของผู้โดยสาร ๓ คนนอนตายอยู่ห่างจากเครื่องบินเล็กน้อย ศพหนึ่งเป็นผู้หญิงแต่งกายแบบ แอร์โฮสเตส อีกศพหนึ่งมี หนวดเครารุ่มร่ามเหมือนแขกพาหุรัด การแต่งกายก็บอกว่าเป็นชาวภารต อีกศพหนึ่งคงเป็นชาวยุโรปหรืออเมริกันทั้ง ๓ ศพขึ้นจนโทรมแล้ว ส่งกลิ่นเหม็นเน่า คลุ้งไปหมด

นิกรมองดูศพชาวภารต แล้วพูดกับพลด้วยเสียงหัวเราะ

"อื้อฮือโว้ย ยังกะปลาเจ่า นัยน์ตาหลุดห้อยน่า เกลียดจัง"

พลพาพรรคพวกของเขาเข้าไปในเครื่องบินคราว นี้ทุกคนก็ได้พบศพผู้โดยสาร นั่งและนอนตายอยู่บนพื้นเครื่องบินในลักษณะต่างๆ กัน บางศพเหลือแต่กระดูกเพราะถูกสัตว์ป่าแทะกิน ดร. ดิเรกมีสถิติจำนวน ผู้โดยสารและเจ้าหน้าที่ประจำเครื่องบินอยู่ในกระเป๋าของเขา นายแพทย์หนุ่มล้วงกระเป๋าหยิบสมุดพกเล็กๆ ขึ้นมา แล้วเขาก็เริ่มชันสูตรศพผู้โดยสารทีละคน

การพิสูจน์ศพเหล่านี้ ถึงแม้จะจำหน้าตาไม่ได้ ก็ไม่ยากเย็นอะไร เพราะทุกคนจำรูปร่างของเสี่ย หงวน และเครื่องแต่งกายตลอดจนนาฬิกาข้อมือ สร้อยคอและแหวนของอาเสี่ยได้ ส่วนเจ้าแห้วจำได้จนกระทั่งว่า เสี่ยหงวนนุ่งกางเกงยืดแบบกางเกงอาบน้ำสีกรมท่าแทนกางเกงชั้นใน เพราะเขาเป็นคนจัดเสื้อผ้าให้อาเสี่ยตอนสายวันนั้น

ทุกคนทนกลิ่นเหม็นเน่าของทรากศพ ช่วยกันค้นหาศพกิมหงวน แต่ก็ไม่พบ ดร. ดิเรกพาเข้าไปในห้องนักบิน พนักงานวิทยุนอนตายอยู่กลางห้อง กัปตันและนักบินผู้ช่วยกับพนักงานรับใช้ตายอยู่ในห้องนี้

ดร. ดิเรกร้องขึ้นดังๆ

"ไม่มีปัญหาอะไร อ้ายเสี่ยของเรารอดตายแน่ ผู้โดยสารเครื่องบินลำนี้มี ๑๓ คนเท่านั้น หายไปคนหนึ่ง คืออ้ายหงวน ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายเพื่อนเกลอของเรารอดตายแน่นอน กันรับรองว่าอ้ายเสี่ยไม่ตาย ศพเหล่านี้ไม่ใช่ศพเพื่อนของเรา"

ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน พลยกมือตบหลัง นายแพทย์หนุ่มค่อนข้างแรง

"กันก็มั่นใจอย่างแกหมอ ถ้าอ้ายหงวนตายมัน ก็ต้องตายอยู่ในเครื่องบินนี้ อ้ายหงวนคงจะได้รับบาดเจ็บบ้าง และบัดนี้คงจะพักอาศัยอยู่ในระหว่างหุบเขานี่แหละ รีบแยกย้ายกันค้นหาเถิด ไปโว้ย ออกไปข้างนอก ในเครื่องบินนี่มันเหม็นเหลือเกิน"

ทุกคนพากันออกไปจากทรากเครื่องบินยักษ์ เว้นแต่นิกรคนเดียวที่ถือโอกาสยึดทรัพย์จากผู้ตายซึ่งศพ เหล่านี้มีเงินปอนด์ติดตัวอยู่คนละเล็กน้อย นิกรยึดได้ นาฬิกาข้อมือปากกาหมึกซึมและของอันมีค่าอีกมากมายแต่แล้วพอนึกได้ว่า ปีศาจของคนตายจะติดตามไปรังควานขอของคืน นายจอมทะเล้นก็รีบโยนทิ้งแล้ววิ่งจู๊ดออกไปจากเครื่องบิน

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่ลูกหาบ พรานหมึกบอกว่า เสี่ยหงวนยังมีชีวิตอยู่แน่นอน ขอให้พวก ลูกหาบแยกย้ายกันทำการค้นหารอบๆ หุบเขานี้ ซึ่งนายพรานให้ความเห็นว่า กิมหงวนยังคงเจ็บป่วยอยู่ อย่างไรเสียงก็คงจะพักผ่อนอยู่ในบริเวณนี้

ต่อจากนั้นพวกลูกหาบก็พากันไปพักใต้ร่มเงา ของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งจัดแจงวางข้าวของสัมภาระแล้วก็ออกค้นหาเสี่ยงหวนอย่างตั้งอกตั้งใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลแยกไปทางหนึ่ง ดร. ดิเรกกับนิกรและเจ้าแห้ว ไปอีกทางหนึ่ง เสียงกู่ตระโกนเรียกเสี่ยหงวนดังกึกก้องหุบเขา

"หงวน หงวนโว้ย" ดร. ดิเรกตะโกนสุดเสียง "อยู่ไหนโว้ย"

เงียบ ไม่มีเสียงขานรับ มีแต่เสียงสะท้อนของ นายแพทย์หนุ่มดังกังวานหุบเขา

"รับประทานอาเสี่ยครับ" เจ้าแห้วตะโกนขึ้นด้วยเสียงร้องไห้ "อยู่ไหนครับ วู้-พวกเรามาตามแล้ว"

นิกรพูดกับนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"อ้ายหงวนมันอาจจะแกล้งไม่ขานรับเราก็ได้ เอายังงี้ดีกว่า กันจะเรียกชื่อเตี่ยของมัน" แล้วนิกรก็ตะโกน สุดเสียงจนแสบคอหอย "กิมเบ๊ โว้ย"

คราวนี้มีเสียงใครคนหนึ่ง ดังแว่วตามลมมาในระยะไกล

"หยูฮู...หยูฮู"

นายแพทย์หนุ่มกับนิกรและเจ้าแห้ว ต่างปิติยินดีอย่างยิ่ง สองสหายช่วยกันร้องตะโกนระบุ ชื่อเจ้าสัวกิมเบ๊อีก แต่ไม่ปรากฏว่ามีเสียงขานรับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพลกับพรานหมึกตรงเข้ามารวมกลุ่ม ต่างคนต่าง กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ และปรึกษาหารือกันเงียบๆ

พรานหมึกทำจมูกฟุดฟิดอีก สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างมองดูนายพรานอัฟริกัน ด้วยความประหลาดใจ พรานหมึกรีบทรุดตัวลงนั่งและ หมอบลงเอาหูแนบกับพื้นดิน ทำจมูกบานเหมือนจมูกม้า สักครู่ก็ลุกขึ้นแสดงสีหน้าตื่นเต้นตกใจ ค่อยๆ แหงนหน้ามองไปบนอากาศ

"เจ้าคุณครับ" นายพรานอุทานเสียงลั่น "แย่แล้วครับ พวกเราตายแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือ ตาหมึก"

นายพรานงันงกตกประหม่า เขาปักหอกคู่มือของ เขาลงไปในดินแล้วพูดระล่ำระลัก

"จมูกของผมได้กลิ่นคนป่าครับ อ้า-ผมหมายถึงพวกทมิฬดงที่ชอบกินเนื้อมนุษย์และล่าหัวมนุษย์"

พลหัวเราะหึๆ

"พี่หมึกถ้าจะไม่สบายแน่นอน นี่มันป่าเมืองไทย ไม่ใช่อัฟริกา"

"แล้วกัน" พรานหมึกดุ "คุณคิดว่าพวกคนป่า ในอัฟริกาไม่มีปัญญาเดินทางมาป่านี้หรือครับ มันจะยากอะไร ลงเรือที่คลองสุเอซมาอินเดียแล้วมาพม่า บุกป่าฝ่าดงตรงมาที่นี่ เชื่อผมเถอะครับ ผมได้กลิ่นมนุษย์ทมิฬเหล่านี้แล้ว และใกล้เข้ามาทุกที หูของผมได้ยินเสียงฝีเท้าคนหลายร้อยคนเหยียบย่ำพื้นดินระคนกับเสียงกลอง ดูซีครับ นกต่างๆ บินว่อนมาจากทิศตะวันตก แสดงว่านกเหล่านี้ตื่นตระหนกตกใจพวกคนป่า เปิดเถิดครับ ขืนชักช้าเป็นตายแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ หันมาถามนายแพทย์หนุ่ม

"เราควรจะเชื่อตาหมึกหรืออย่างไร"

"ออไร๋น์ เชื่อเถอะครับ พี่หมึกเขาแน่มาก เมื่อตอนที่เราจะพบซากเครื่องบิน พี่หมึกเขาได้กลิ่นเครื่องบินก่อน แล้วเจ้าพลก็มองเห็นซากเครื่องบินในกล้อง ส่องทางไกล"

พรานหมึกเสริมขึ้นทันที

"ถ้าเชื่อผมก็รีบหนีเถอะครับ ถ้าไม่เชื่อผมก็ต้อง กราบลาก่อน ผมยังไม่อยากตายหรอกครับ พวกมนุษย์ทมิฬเหล่านี้โหดร้ายป่าเถื่อนที่สุด"

นิกรชักใจไม่ดี

"ไปโว้ยพวกเรา"

ทันใดนั้นเองทุกคนก็ใจหายวาบ เมื่อได้ยินเสียง โห่ร้องดังแว่วมาตามลม ระคนกับเสียงกลองในจังหวะ กัวราช่า คณะพรรค ๔ สหายพากันวิ่งไปทางลูกหาบ ร้องบอกให้ลูกหาบล่าถอยทันที

เพียงครู่เดียว พรานหมึกก็พาสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับพวกลูกหาบล่าถอย ทุกคนวิ่งไปโดยเร็ว เสียงโห่และเสียงกลองดังใกล้เข้ามาทุกขณะ พอพ้นหุบเขาออกมาได้สักครู่ พวกคนป่าก็ปรากฏตัวขึ้น มันแยกย้ายกระจายกำลังเป็นหลายพวก ตละคนหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ผิวกายดำคล้ำ เขียนหน้าด้วยยางไม้ บางคนมีศีรษะกระโหลกลิงคล้องคอ ถือธนูและโล่ห์หรือหอกเป็นอาวุธ

พลร้องขึ้นดังๆ

"ถอยไปยึดเชิงเขาทางขวาโน่นโว้ย สู้ตายพวกเรา"

พล, นิกร, ดร. ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างใช้ปืนเล็กยาวของตนยิงไปทางพวกคนป่าโดย ไม่ต้องเล็งเสียงกระสุนปืนดังสนั่นหวั่นไหวระคนกับเสียง โห่ร้องราวกับพื้นแผ่นดินจะถล่มทลาย

กระสุนปืนทุกนัดที่ออกจากปากกระบอกของมัน เด็ดชีพมนุษย์ทมิฬอย่างน้อยหนึ่งศพ แต่ความตายพวกคนป่าไม่รู้จักและไม่สนใจ มันวิ่งเข้ามาเป็นกลุ่มเป็น ก้อนมุ่งหวังจะสังหารคณะพรรค ๔ สหาย

อย่างไรก็ตาม คณะค้นหาอาเสี่ยกิมหงวนได้ล่า ถอยมายึดที่มั่นที่เชิงเขาจนได้ ฝูงมนุษย์ทมิฬกระหายเลือดหยุดรวมกำลังกันและโห่ร้องเกรียวกราว ในที่สุด ก็ยกพลเข้าโจมตีอย่างดุเดือด

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว และพรานหมึก ต่างช่วยกันระดมยิงพวกคนป่าอย่างทรหด แต่คนป่าไม่ยอมล่าถอย ลูกธนูและหอกถูกยิงและพุ่งมายังที่มั่นของสามสหาย ลูกหาบคนหนึ่งถูกลูกธนูเสียบ หน้าอกทะลุหลังตายคาที่

ก่อนที่ทุกคนจะตกเป็นเหยื่อของพวกทมิฬดง เหตุการณ์ที่เหมือนกับปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น

เสียงโห่อันค่อนข้างดังและสั่นเครือ ได้กังวาน และวังเวงไปทั่วป่า

"โห่-ฮี้โห่ฮี้โห่-โห่-ฮิ้ว"

เสียงประหลาดดังใกล้เข้ามาทุกที พวกคนป่า ต่างหยุดชงักส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจ หัวหน้าคนป่ายกมือที่ถือหอกชี้ไปทางซ้ายของมัน ทมิฬดงทั้งหลายและคณะพรรค ๔ สหาย ต่างแลเห็นร่างกายของกระทาชายนายหนึ่งห้อยโหนโยนตัวมาตามสายเถาวัลย์อย่างรวดเร็ว

"ทาร์ซาน" พรานหมึกร้องลั่น

"อ้ายหงวน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียง "อ้ายเสี่ยมาช่วยเราแล้ว อ้ายเสี่ยเป็นทาร์ซาน ไชโย"

พวกมนุษย์ทมิฬแตกตื่นเสียขวัญไปตามกัน ทาร์ซานกิมหงวนโยนตัวจากสายเถาวัลย์เส้นหนึ่ง ขึ้นไปยืนบนคบไม้เบื้องบนศีรษะพวกทมิฬดง อาเสี่ยของเรานุ่ง กางเกงอาบน้ำแนบเนื้อสีกรมท่า ท่อนบนเปลือยเปล่าแลเห็นขนรักแร้พะเยิบพะยาบเมื่อถูกลมพัด เขาสวมแว่นตาขอบกระมีซองมีดพกห้อยท่อก แท่กอยู่ที่เอวข้างซ้าย มือขวาของอาเสี่ยถือมีดพกกระชับมั่น

ทาร์ซานหายใจถี่เร็วแสดงความเหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย ใบหน้าของอาเสี่ยถมึงทึงน่ากลัว พวกคนป่าพากันแหงนหน้ามองดูเขา อาเสี่ยกระทืบเท้าแล้วร้องเสียงลั่น

"ไม่รู้จักทาร์ซานรึ อยากตายหรือวะ แฮ่ะฮื่อ"

ฝูงมนุษย์ทมิฬต่างวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับนายพรานและพวกลูกหาบต่างปิติยินดี มีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ ทุกคนลุกขึ้นจากที่กำบัง วิ่งเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ที่กิมหงวนยืนอยู่บนคบล่าง และอาเสี่ยกำลังจ้องตาเขม็งมองดูเพื่อนเกลอของเขาอย่างตื่นๆ

"เฮ้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานขึ้นด้วยความดีใจ "ลงมาซีโว้ยทาร์ซาน ฮะ ฮะ นึกอะไรไม่ผิด ถ้าแกรอดตายได้ แกก็ต้องอยู่ในสภาพของทาร์ซานอย่างนี้"

เสี่ยหงวนยืนนิ่งเฉย นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ผิดปรกติ ใบหน้าถมึงทึง นิกรหัวเราะงอหาย

"แอ๊คมากไปแล้วอ้ายเสี่ย ลงมาเถอะ อยากจะกินเหล้าเราก็มีตราขาวให้แกกิน"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น ยืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ อาเสี่ยก็ยกมือข้างขวาตบหน้าอกตนเองเบาๆ แล้วพยักหน้า ช้าๆ

"ทาร์ซาน"

พลหัวเราะก้าก

"รู้แล้ว ลงมาเถอะ แกเก่งมากทีเดียว พวกคนป่าตั้งมากมายก่ายกองไม่กล้าสู้แก เพียงแต่ได้ยินเสียงโห่ของแกเท่านั้นมันก็หยุดชงัก และพอแกตวาดมัน มันก็วิ่งหนีเตลิดเปิดโปงไปคนละทิศละทาง"

เจ้าแห้วมองดูกิมหงวนอย่างชื่นชมแล้วเขาก็พูดขึ้น

"รับประทานอาเสี่ยของผมแน่มาก ฮ่ะ ฮ่ะ แต่งตัวยังงี้มองดูคล้ายๆ ทาร์ซานเมโทรฯ ครับรับประทาน จอนนีไวสมุลเล่อรน่ะครับ รับประทานอาเสี่ยมีเจนหรือเปล่าครับ"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วเข้าหากัน แล้วยิ้มเล็กน้อย

"เจน โกโฮม"

คณะพรรค ๔ สหายเข้าใจว่า กิมหงวนแกล้งทำ เป็นทาร์ซานเล่นสนุกๆ ต่างก็พากันหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ดร. ดิเรกพูดพลางหัวเราะพลาง

"อ้ายเสี่ยมีจิตใจเข้มแข็งมาก เป็นบางคนทนอยู่ในป่าดงตามลำพังเช่นนี้ก็อาจจะเป็นบ้าแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุเสี่ยหงวน

"ลงมาซีโว้ย พวกเราจะได้รีบเดินทางต่อไป ดีไม่ดีคนป่ามันย้อนกลับมาเล่นงานเราอีกก็จะเดือดร้อน ไปตามกัน"

เสี่ยหงวนพูดช้าๆ

"ทาร์ซาน น๊อทโก ทาร์ซานไม่กลัวใคร"

คราวนี้ ดร. ดิเรกชักสงสัย เขาจ้องตาเขม็งมองดูหน้าเสี่ยหงวน แล้วดิเรกก็กระซิบกระซาบบอกนายพัชราภรณ์

"เอ-สงสัยเสียแล้วละโว้ยพล"

"หือ สงสัยอ้ายหงวนน่ะหรือ"

"ออไร๋น์ แววตามันบอกว่าเป็นคนวิกลจริต แต่ แพทย์เรียกว่าไข้โรคจิต แกดูซี มันมองดูพวกเราอย่างตื่นๆ เหมือนกับว่ามันไม่เคยเห็น

"ฮ้า เป็นไปได้หรือ"

อาจจะเป็นไปได้ ขณะที่เครื่องบินตก ประสาทส่วนสมองของเจ้าหงวน อาจจะได้รับความกระทบกระ เทือนมากเกินไป บางทีมันคงถูกเครื่องบินเหวี่ยงกระเด็นออกไปนอกประตูห้องโดยสาร ทำให้บาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนสมองกระทบกระเทือนมากเลยไร้สติสัมปชัญญะ แกดูซีที่หัวเข่าและที่แขนมีบาดแผลถลอกปอกเปิกหลายแห่ง แต่แผลนั้นแห้งแล้ว"

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ พานิกรกับเจ้าแห้วเดินเข้ามาหานายแพทย์หนุ่ม

"ดิเรก เจ้าหงวนทำไมมันถึงไม่ยอมทักทายพวก เราล่ะ ตามธรรมดามันจะต้องดีอกดีใจที่พวกเราได้เดินทางติดตามค้นหามันจนพบ พ่อแปลกใจมาก เจ้ากรมันว่าอ้ายหงวนเป็นบ้าไปแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ผมก็เข้าใจอย่างนี้แหละครับ"

"อ๋อย รับประทานอาเสี่ยของผมเป็นบ้าหรือครับ โธ่-อนิจจังอนิจจา ไปเสียแล้ว"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ ดึงปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม.ในซองปืนข้างขวาออกมา ยกขึ้นจ้องไปยังหน้าอกเสี่ยหงวน

"เฮ้ยไม่ลงมากันยิงแกนะโว้ย"

ทาร์ซานสั่นศีรษะ

"ทาร์ซาน น๊อทโก ยูโก" แล้วอาเสี่ยก็ตะโกนลั่น "โก"

ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่ เก็บปืนพกใส่ไว้ในซองปืนตามเดิม แล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเพื่อนเกลอทั้งสอง

"ไม่มีปัญหาอะไร อ้ายหงวนเป็นโรคจิตแน่ๆ ประสาทส่วนสมองชำรุดเสียแล้ว"

ทันใดนั้นเอง เสี่ยหงวนก็โห่ขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"โห่ ฮี้โห่ฮี้โห่ โอ้โฮ ฮิ้ว"

แล้วกิมหงวนก็พาตัวลอยละลิ่วไปตามสายเถาวัลย์ อาเสี่ยตีลังกาอย่างคล่องแคล่วปล่อยมือจากสายเถาวัลย์เส้นหนึ่งไปเกาะอีกเส้นหนึ่ง คณะพรรค ๔ สหายมองดูอย่างตื่นตะลึง เพียงครู่เดียวกิมหงวนก็หายลับไปในสายตา เสียงโห่ของเขาไกลออกไปทุกที จนกระทั่งไม่ได้ยินเสียง ฝูงสัตว์ป่าตื่นตระหนกตกใจในเสียงโห่ของทาร์ซานไปตามกัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นด้วยความห่วงใยเสี่ยหงวน

"ไม่ได้การเสียแล้วละโว้ยพวกเรา อ้ายหงวน เป็นบ้าแน่ๆ หน้าตามันบึ้งตึงผิดมนุษย์ รีบติดตามไป จับตัวมันเถอะ ดิเรกแกจะต้องรักษาพยาบาลมัน หรือถ้าแกหมดความสามารถ ก็จะได้จับมันไปรักษาที่ กรุงเทพฯ "

ดิเรกชักฉิวที่ท่านเจ้าคุณพูดกับเขาเช่นนี้

"แล้วกัน คุณพ่อ พูดยังงี้เดี๋ยวก็เกิดแจกหมาก กันขึ้นเท่านั้นเอง มีอย่างหรือครับ ด๊อกเตอรดิเรกหมดความสามารถ ปั้ทโธ่ ฝรั่งโมโหแล้ว การรักษาคนไข้ที่เป็นโรคจิตน่ะง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากหยูกยาของผมก็มีอยู่พร้อม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เมื่อแกจะช่วยมันได้ก็ดีแล้ว รีบติดตามไปเถอะ พวกเรา ดีไม่ดีเสือมันคาบอ้ายเสี่ยไปกินเสียก็ตายเปล่าเท่านั้น" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หันมาพูดกับนาย พรานผู้นำทาง "นายหมึก พาพวกเราติดตามเจ้าหงวนเดี๋ยวนี้ ฉันสงสัยว่าหลานชายของฉันคงเป็นบ้าแน่ๆ "

พรานหมึกหัวเราะ

"อย่าสงสัยเลยครับ แน่เสียยิ่งกว่าแน่ ลงนัยน์ตาขวางอย่างนั้นละก้อ ร้อยทั้งร้อยแหละครับ ผมเห็นมา มากต่อมาก"

พลพูดเสริมขึ้น

"อย่าร่ำไรเลยพี่หมึก รีบติดตามกันเถอะ ถึงอย่างไรก็ต้องพยายามจับตัวอ้ายเสี่ยให้ได้ก่อนค่ำวันนี้"

พรานหมึกจัดแจงพาลูกหาบในบังคับบัญชาของเขากลับไปยังใต้ต้นไม้ใหญ่ทางขวามือ เพื่อรวบรวม สัมภาระออกเดินทางต่อไป ข้าวของต่างๆ ตกเรี่ยราด แตกหักเสียหายจากการสู้รบและหลบหนีพวกมนุษย์ทมิฬ กว่าจะเก็บของได้ครบก็เสียเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็เคลื่อนขบวนบุกป่าฝ่าดงต่อไป เพื่อติดตามตัวทาร์ซานหงวนซึ่งวิกลจริตไปแล้ว

จนกระทั่งเกือบจะพลบค่ำ ก็ไม่มีร่องรอยหรือ วี่แววของทาร์ซานเลย ทุกคนช่วยกันกู่ตะโกนเรียกกิมหงวนจนเสียงแหบเสียงแห้ง โดยเฉพาะเจ้าแห้ว ร้องไห้คร่ำครวญถึงกิมหงวนตลอดเวลา

"ว่ายังไงเว้ยพรานหมึก" เจ้าคุณกล่าวกับนายพรานชาวอัฟริกันผู้นำทาง "แกมีความชำนาญในการเดินป่าเป็นอย่างดี ทำไมถึงแกะรอยอ้ายหงวนไม่ได้"

นายพรานสั่นศีรษะอย่างท้อแท้

"อาเสี่ยไม่ได้เดินตามพื้นดินนี่ครับใต้เท้า แกเล่นห้อยโหนโยนตัวไปตามเส้นเถาวัลย์ ผมจะตรัสรู้ได้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะไปแกะรอยที่ไหน อ้า-นี่มันก็พลบค่ำแล้วครับใต้เท้า เราหยุดพักกันเสียทีเถอะครับ เอาไว้ พรุ่งนี้ค่อยติดตามหากันต่อไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาถามนิกร ลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"เอายังไงดีเจ้ากร จะตามเจ้าหงวนต่อไปหรือจะหยุดพัก"

นิกรอมยิ้ม

"หยุดพักครับ ผมหิวข้าวจนขนลุกเกรียวไปหมดทั้งตัวแล้ว"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"หิวข้าวยังไงวะถึงกันขนลุก"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"มันหิวข้าวปนกับปวดท้องทุ่งครับ ตั้งแต่เข้าป่า ผมท้องผูกเหลือเกินคุณพ่อ แข็งเป๊กเหมือนลูกกระสุน เมื่อเช้าทั้งอ้อนวอนทั้งขู่บังคับ ออกมาเพียงสองก้อนเท่านั้นเอง"

"เฮ้ย" เจ้าคุณดุเสียงหัวเราะ "เอาอะไรมาพูดก็ไม่รู้อ้ายเวร"

"แล้วกัน เรื่องนี้แหละครับเป็นเรื่องสำคัญยิ่งของมนุษย์ ไม่ใช่เรื่องหยาบคายหรือน่าเกลียดอะไรเลย อย่างคุณพ่ออ้วนๆ อย่างนี้ ถ้าไม่ได้ส้วมสักอาทิตย์ ผมรับรองว่าชักดิ้นชักงอตายแน่"

"พอ-พอแล้ว ไม่ต้องอธิบาย"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย ยืนหนีบขาแน่น ใบหน้าค่อยๆ ซีดเซียวตามลำดับ นายจอมทะเล้นมองซ้ายมองขวาแล้ววิ่งอ้าวเข้าไปในพุ่มไม้อันหนาทึบแห่งหนึ่ง เพื่อปลดเปลื้องความทุกข์อันแสนหนัก

คณะติดตามเสี่ยหงวนตกลงพักแรมอยู่ที่บริเวณป่า ตอนนี้ ซึ่งเป็นที่รื่นรมย์ร่มเย็น มีลำธารเล็กอยู่สายหนึ่งน้ำในลำธารใสสะอาด อยู่ห่างจากเชิงเขาใหญ่ไม่กี่มากน้อย พรานหมึกสั่งให้พวกลูกหาบ ๓ คน หุงข้าว อีกสองคนให้ช่วยกันกางกระโจม นอกนั้นถูกใช้ไปหาปลาในลำธาร หาหน่อไม้และไก่ป่าที่จะนำมากินเป็นอาหารสดมื้อเย็นนี้ บ้างก็ไปเก็บฟืนเพื่อใช้สุมไฟตลอด คือป้องกันสัตว์ร้ายรบกวนและให้แสงสว่าง

อาหารมื้อเย็นนั้นเอร็จอร่อยมาก มีแกงไก่ป่า ซึ่งแกงแบบแกงป่าและแกงขลุกขลิกแห้งๆ นอกนั้นก็มี ปลาทอด, กุ้งสดผัดหน่อไม้, ไก่ย่างและเครื่องกระป๋องอีกหลายอย่าง พอรับประทานเหล้าและอาหารกันเสร็จ เรียบร้อยก็เป็นเวลา ๑๙.๐๐ น. เศษ

กองฟืนที่จุดไว้หลายกองส่องแสงสว่างจ้ากระโจมสองหลังกางอยู่ในระหว่างวงล้อมของพวกลูกหาบหน้า กระโจมมีตะเกียงรั้วจุดตามไว้ กระโจมหลังหนึ่งเป็นที่พักของพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกหลังหนึ่ง ดร. ดิเรก กับนิกร

พวกลูกหาบเริ่มรับประทานอาหารในเวลา ๑๙. ๓๐ น. โดยมีเจ้าแห้วและพรานหมึกร่วมวงด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ่ายแม่โขงให้ ๓ ขวด ส่วนโซดาใช้น้ำลำธารจืดสนิทและเย็นเจี๊ยบ ใช้แทนโซดาได้ดี พวกลูกหาบมีการดื่มไว้อาลัยให้นายโต้ง ลูกหาบที่ต้องเสียชีวิตจากการปะทะกับพวกมนุษย์ทมิฬ เมื่อตอนบ่ายวันนี้

๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันอยู่ที่หน้าเต๊นท์ เก้าอี้ที่นั่งทำด้วยไม้ไผ่ฝีมือหยาบๆ ซึ่งลูก หาบคนหนึ่งช่วยทำให้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ปรารภถึงเสี่ยหงวนด้วยความวิตกเป็นทุกข์ ท่านเกรงว่าเสี่ยหงวนอาจจะได้รับภัย อันตรายจากสัตว์ร้ายถึงแก่ชีวิต พลว่าพรุ่งนี้จะต้อง พยายามติดตามจับตัวกิมหงวนให้จงได้ และอย่างไรก็ คงจะพบที่อยู่ของอาเสี่ย

ในราว ๒๒.๐๐ น. ความเงียบสงัดก็ปกคลุมไปทั่วป่าดงพงไพร พระจันทร์ขึ้น ๑๒ ค่ำทอแสงสลัวลาง อากาศเปลี่ยนจากร้อนเป็นเย็น ๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปอยู่ในเต๊นท์แล้ว เสียงนิกรกรนสนั่นหวั่นไหวจนกระทั่งเต๊นท์พะเยิบพะยาบตลาดเวลา ดร. ดิเรกนอนไม่หลับบ่นพึมพัม

ยิ่งดึกก็ยิ่งสงบเงียบอย่างน่าประหลาด พวกลูกหาบนอกกลิ้งอยู่ตามพื้นดิน ใช้ผ้าขาวม้าปูต่างเสื่อ และเอาห่อเสื้อผ้าหนุนศีรษะ คนเหล่านี้กินง่ายนอนง่าย มีความเป็นอยู่อย่างง่ายที่สุด

เจ้าแห้วนอนบนเตียงผ้าใบ ซึ่งเป็นเตียงแบบเตียงสนามพับได้ เขานอนไม่หลับ เพราะจิตใจเต็มไป ด้วยความห่วงใยเสี่ยหงวน เจ้าแห้วเกรงว่าถ้ากิมหงวนเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เขาก็จะขาดรายได้ไปเดือนหนึ่งไมใช่น้อย

ท่ามกลางความเงียบสงัด พรานหมึกซึ่งนั่งพิงต้นไม้อยู่ข้างๆ เจ้าแห้วก็ร้องเพลงขึ้นเบาๆ

"หาดจี-หาดจี-หาดจี ฮัจจีบาบา หาดจี-หาดจี-หาดจี-ฮัจจีบาบา ฮัจจีบาบา-ฮัจจีบาบา"

ดร. ดิเรกแหวกประตูเต๊นท์ โงศีรษะขึ้นมองดู นายพรานอัฟริกัน แล้วเขาก็เอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้-คนละเรื่องแล้วพี่หมึก ที่ร้องน่ะมันเรื่อง 'ฮัจจิบาบา' ที่กำลังฉายอยู่ที่ศาลาเฉลิมไทย นี่มันเรื่อง ทาร์ซานจ๊ะพี่หมึกจ๋า"

นายพรานหัวเราะหึๆ จัดแจงเปิดกล่องบุหรี่หยิบ ขึ้นมาจุดสูบมวนหนึ่ง ต่อจากนั้นทุกสิ่งทุกอย่างก็สงบเงียบ ได้ยินแต่เสียงไฟในกองปะทุ และเสียงนิกรกรน ตลอดเวลา

ในราว ๔.๐๐ น. เศษ ทุกคนก็ตกใจตื่นไปตามกัน เมื่อได้ยินเสียงช้างป่าโขลงหนึ่ง ร้องแปร๋แปร้น ขึ้นใกล้ๆ ที่พัก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายต่างถือปืนเล็กยาววิ่งออกมาจากเต๊นท์

พรานหมึกร้องบอกสามสหาย

"ช้างครับ ช้างป่าโขลงใหญ่กำลังผ่านมาทางนี้ ระวังให้ดีนะครับ ถ้ามันบ่ายโฉมหน้าตรงเข้ามายังที่พักของเรา เราต้องหนีขึ้นเขา"

พวกลูกหาบต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจไปตามกัน โขลงช้างป่าปรากฏตัวขึ้นแล้ว มีจำนวนไม่ต่ำกว่าร้อยตัว ทั้งเด็กผู้ใหญ่ช้างหนุ่มช้างสาวและช้างแก่ ช้างเหล่านี้บ่ายโฉมหน้าลงไปทางทิศใต้ ส่งเสียงร้องอื้ออึง ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตาม ช้างป่าเหล่านี้เพียงแต่ผ่านที่พัก ของคณะพรรค ๔ สหายไปในระยะใกล้ชิดเท่านั้น มันหาทำอันตรายไม่ หลังจากขบวนช้างผ่านไปได้สักครู่ ทุกคนก็แลเห็นเสือลายพาดกลอน, หมีควาย, เสือดาว, กวางและอีเก้ง ตลอดจนสัตว์ป่าอีกหลายชนิด วิ่งเตลิด เปิดเปิงมาจากทางเหนือ คล้ายกับหลบหนีภัยอันตราย อะไรสักอย่างหนึ่ง

ขณะนี้เป็นเวลาที่สัตว์ป่ายังหลับนอนอยู่ แต่ลิง และค่างกำลังยกขบวนผ่านมามากมาย บ้างก็ห้อยโหน โยนตัวมาตามต้นไม้ บ้างก็วิ่งมาตามผืนแผ่นดิน จากแสงสว่างของกองไฟที่จุดไว้ทำให้มองแลเห็นสัตว์ต่างๆ อย่างถนัด นกต่างๆ แตกตื่นบินว่อน กระต่ายป่าอุ้มลูกจูงหลานหลบหนีภัยมาเป็นพวกๆ

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วนิ่วหน้า เขาพูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"น่าประหลาด น่าประหลาดมาก สัตว์ป่าเหล่านี้ หนีภัยอันตรายมาอย่างแน่นอน โน่น-ฝูงแรดวิ่งกันมา เป็นแถว มีกระทิงติดตามมาหลายตัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามพรานหมึกทันที

"หมึกโว้ย มีอะไรเกิดขึ้นหรือ หรือว่าพวกทมิฬดงยกทัพมาเล่นงานเราอีก ถ้ายังไงเราจะได้รีบอพยพ"

นิกรอ้าปากหาวขึ้นดังๆ

"เฮิ้ว อ้ายพวกคนป่านี่มันช่างไม่รู้จักเวล่ำเวลาเสียบ้างเลย เวลานี้เป็นเวลาที่ผู้คนและสัตว์เดรัจฉาน ทั้งหลายกำลังหลับนอนด้วยความสุข"

ยอดพรานยกมือขวาชูขึ้น

"เงียบครับ ทุกคนอยู่เงียบๆ อย่าเพิ่งพูดอะไร ผมจะทำการพิสูจน์เพื่อให้รู้แน่ว่า สัตว์ป่าเหล่านี้หลบหนีอะไรมา แต่ไม่ใช่พวกทมิฬแน่ๆ เพราะถ้าเป็นพวกคนป่าแล้ว ลิงและนกต่างๆ ก็คงจะไม่ยกขบวนล่าถอยลงมาเช่นนี้ เพราะนกและลิงอาศัยอยู่ตามต้นไม้"

ทุกคนสงบเสียง นายพรานทรุดตัวลงนั่ง แล้วเอนตัวลงแนบหูซ้ายลงกับพื้นแผ่นดินสักครู่ พรานหมึกก็พรวดพราดลุกขึ้น แสดงกิริยาท่าทางตื่นตระหนกตกใจ เขากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"อพยพเดี๋ยวนี้แหละครับ เรากำลังเผชิญกับมหาภัยธรรมชาติที่โหดร้ายทารุณที่สุด ขณะนี้มัจจุราชกำลัง ใกล้เข้ามาจะถึงตัวเราแล้ว"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"แกหมายความว่ากระไร"

นายพรานพูดเสียงหนักๆ

"กองทัพมดครับ"

สามสหายหัวเราะครืน พลพูดพลางหัวเราะพลาง

"มดมันจะเก่งไปกว่าคนได้อย่างไร เอาไฟเผา เดี๋ยวเดียวก็ตายหมด พี่หมึกนี่ไม่ได้ความเสียแล้ว เป็นพรานป่าแต่กลัวมดมีอย่างที่ไหน"

พรานหมึกลืมตาโพลง

"แล้วกัน คุณไม่รู้อะไรยังจะมาว่าผมอีก มดที่ผมพูดถึงนี่น่ะเป็นมดยักษ์นะครับ ตัวยาวประมาณหนึ่งฟุตเป็นอย่างน้อย"

นิกรหัวเราะ

"ถ้ายาวหนึ่งฟุตละก้อกระต่ายแน่ๆ พี่หมึก หรือ ม่ายก็กระจงอะไรเทือกนี้"

นายพรานชักฉิว

"คุณไม่เชื่อผมก็ช่วยอะไรไม่ได้ ผมกับพวกลูก หาบไม่อยู่รับใช้คุณละครับ เอาเงินมากองสูงแค่ภูเขาผมก็ไม่เอา ชีวิตของผมย่อมมีค่ามากมายนัก ถึงผมจะยากจนผมก็ไม่อยากตาย" แล้วนายพรานก็หันไปร้อง ตะโกนบอกพรรคพวกของเขา "เตรียมตัวโว้ยกองทัพมดใกล้เข้ามาแล้ว"

พลเอื้อมมือคว้าแขนเสื้อของนายพรานไว้

"เดี๋ยวก่อน พี่หมึก ปู้โธ่-หัวก็ไม่ล้านสักนิดทำ เป็นใจน้อยไปได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก หันมาทำตาเขียวกับพล

"เดี๋ยวก็เตะเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง"

พลใจหายวาบ รีบยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ประทานโทษครับ" เขาพูดเสียงหัวเราะ "ผม ไม่ได้เจตนาเลยครับ เผลอไปจริงๆ ครับ" แล้วพลก็เปลี่ยนสายตามาที่พรานหมึก "พี่หมึกเล่าให้ฉัน และพวกเราฟังหน่อยเถอะ กองทัพมดที่พี่หมึกว่าน่ะ มันมี มากน้อยเพียงใด"

นายพรานยิ้มออกมาได้

"จำนวนของมันหรือครับ อย่างน้อยก็พันล้าน"

"เอ้อเฮ้อ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "มากมาย ถึงเพียงนี้เชียวหรือ"

"ครับ มดเหล่านี้อาศัยอยู่ในหุบเขาในถ้ำ เมื่ออดอยากหนักเข้า ก็คลื่นขบวนออกมาจากรังของมัน แล้วเดินขบวนบ่ายโฉมหน้าไปยังทิศใดทิศหนึ่งไม่เชื่อผม ก็คอยดูเถอะครับความกว้างของขบวนกองทัพมดไม่ตำ กว่า ๑๐ ไมล์ และยาวไม่ต่ำกว่า ๔๐ ไมล์ มดยักษ์ ชนิดนี้ตัวใหญ่ประมาณหนึ่งฟุต ถึงไม่มีพิษ เขี้ยวของมันก็แข็งคมมาก มันจะกินตั้งแต่ใบไม้และสัตว์ทุกชนิด ผ่านไปทางไหนที่นั่นก็ราบเรียบไม่มีอะไรเหลือ ความใหญ่โตของมันทำให้มันว่ายน้ำได้เก่ง มันเป็นมด ที่เฉลียวฉลาดมากเชียวครับ มีแม่ทัพนายกองควบคุม ให้พวกมดอยู่ในความเป็นระเบียบเรียบร้อย ผมและพวกชาวป่าเคยผจญกับมันมาแล้วใครหนีไม่ทันก็ต้องตายอย่างทุเรศ เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น มดจะกัดกินเนื้อเราเหลือแต่กระดูก เมื่อมันเคลื่อนเข้ามาถึงตัวเราแล้ว เราจะไม่มีโอกาสหลบหนีมันเลย รีบอพยพหนีไปเถอะครับ ล่องลงไปทางใต้เป็นปลอดภัยที่สุด เพราะพวกสัตว์ป่ามันรู้ดีว่า หนีไปทางไหนจึงจะพ้นกองทัพมด"

คราวนี้ ๓ สหาย กับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสนใจและนึกหวาดกลัวฝูงมดยักษ์เหล่านั้นทันที

"มายก๊อด" ดร. ดิเรกคราง "พวกเราทุกคนรีบหนีเถอะ ไอเคยดูหนังที่โอเดียนเมื่อเร็วๆ นี้ เป็นเรื่องโรม๊านซ์ของชาวไร่สองคนผัวเมีย ที่ไปตั้งถิ่นฐานอยู่ในป่าอเมริกาใต้ ผัวเมียคู่นี้ได้เผชิญกับกองทัพมดอันมหา ศาลแทบจะเอาชีวิตไม่รอดทีเดียว ผัวรักเมีย เห็นใจเมีย ก็เพราะเมียของเขาได้ยืนหยัดเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขา ทำการต่อสู้ต้านทานกับกองทัพมด"

นิกรดีดมือเป๊ะ

"ถ้ายังงั้นกองทัพมดที่กำลังยกขบวนบ่ายโฉมหน้ามาทางเรา ก็คงเป็นมดในหนังนั่นเอง อย่างไรเสียก็คง จะหลุดออกมาจากจอโอเดียน"

พรานหมึกหัวเราะ

"มดในหนังที่คุณหมอว่า ตัวโตนิ้วเดียวเท่านั้น นี่มันโตขนาดหนึ่งฟุตนะครับ คุณนิกร"

นิกรทำตาปริบๆ

"หนึ่งฟุตน่ะ ตัวเดียวหรือหลายร้อยตัวต่อกน"

"ตัวเดียวครับ" พรานหมึกพูดอย่างเดือดดาล "ว่ายังไงครับ จะหนีหรือว่าจะอยู่ที่นี่ ถ้าอยู่ผมกับพวกลูกหาบก็จะรีบหนีเอาตัวรอดก่อน"

นิกรยิ้ม

"ใจเย็นๆ น่าพี่พราน มดใหญ่ๆ อย่างนี้จับทอด กรอบกินดีนัก"

พรานหมึกว่า "ไม่มีโอกาสหรอกครับ มันบุกมาถึง คุณก็ตาย"

พลกล่าวกับพรานหมึกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้ายังงั้นเตรียมอพยพได้ พวกเราไม่ชำนาญในเรื่องป่าดง พี่หมึกพูดยังไง เราก็ต้องเชื่อถือ"

พรานหมึกยิ้มออกมาได้ รีบเดินกลับไปทางพวกลูกหาบ ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ได้ยินเสียงโห่ของทาร์ซานกิมหงวนดังแว่วมาตามลม

"โห่-ฮี้โห่-ฮี้โห่-โอ้โฮ--ฮิ้ว"

"อ้ายเสี่ย" สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานขึ้นพร้อมๆ กัน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายพัชราภรณ์ทันที

"อ้ายหงวนมาหาเราแล้ว ใครขี้ขลาดกลัวมดก็ หลบหนีไป อาจะอยู่ที่นี่แหละ เป็นตายอย่างไรก็ต้อง พยายามจับตัวเจ้าหงวนเอาไปกรุงเทพฯ ให้ได้"

พลว่า "ผมก็ไม่หนีครับคุณอา ผมเป็นห่วงอ้ายเสี่ยมากกว่าที่ผมกลัวอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากมด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"กันก็เช่นเดียวกัน"

เจ้าคุณร้องตะโกนเรียกพรานหมึกให้มาหาท่าน

"ตาหมึก ถ้าแกและพวกลูกหาบกลัวตายก็หลบหนีไปเถอะ พวกเรา ๕ คนจะอยู่ที่นี่"

นายพรานอัฟริกา จ้องมองดูสามสหายกับท่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเห็นใจ สักครู่หนึ่งเขาก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"เมื่อใต้เท้ากับคุณทั้งสาม ยอมเสี่ยง ภัยเสี่ยงชีวิตอยู่ที่นี่ ผมกับพวกลูกหาบก็ไม่อาจจะทิ้งเจ้านายไปได้ เพราะเราได้ตกลงกันไว้แล้วว่า ถ้าหากว่าผมนำใต้เท้า กับคณะติดตามพบตัวอาเสี่ยกิมหงวนแล้ว ใต้เท้าจะ จ่ายเงินให้ผม ๑๐,๐๐๐ บาท และพวกลูกหาบคนละ ๓,๐๐๐ บาท ขณะนี้ผมกับพวกลูกหาบย่อมมีหวังที่จะได้รับเงินรางวัลจากใต้เท้าแล้ว เป็นอันว่าผมกับพวกลูกหาบพร้อมที่จะต่อสู้ต้านทานกองทัพมดที่กำลังเคลื่อนเข้ามา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ยังงั้นซิวะหมึก เรามาด้วยกัน เราก็ต้องร่วมเป็นร่วมตายกัน พอมีมหาภัยเกิดขึ้น พวกแกจะทิ้งพวก เราไว้ก็ดูกระไรอยู่ มดมันไม่เก่งกว่ามนุษย์ไปได้หรอกน่ะ เรายึดที่มั่นอยู่ที่นี่แหละ จนกว่าจะรุ่งเช้า ฉันต้องการพบกิมหงวนหลานชายของฉัน และเราจะต้อง ร่วมมือกันจับกิมหงวนให้ได้ เพราะขณะนี้เจ้าหงวนได้มีสติวิปลาศไปแล้ว ขืนปล่อยไว้ให้อยู่ในป่านี้ ก็รังแต่จะเป็นเหยื่อสัตว์ป่าเท่านั้น"

พรานหมึกยิ้มให้กับสามสหายแล้วกล่าวว่า

"เอาละครับ ผมกับพวกลูกหาบจะเตรียมการ ต่อสู้กับกองทัพมดยักษ์อย่างเต็มที่"

นิกรกล่าวถามขึ้นทันที

"พี่หมึกรู้ไหมว่า ขณะนี้กองทัพมดอยู่ห่างไกล จากเราสักเท่าไร"

นายพรานอัฟริการีบทรุดตัวลงนั่ง แล้วก้มหน้าลงแนบกับพื้นแผ่นดิน เงี่ยหูฟังเสียงมด สักครู่เขาก็ลุกขึ้นยืน แสดงสีหน้าเต็มไปด้วยความวิตกเป็นทุกข์

"กองทัพมดซึ่งมีไพร่พลไม่ต่ำกว่าพันล้าน อยู่ห่างจากเราในราวแปดไมล์ครับ ผมได้ยินเสียงฝีเท้าของมันอย่างถนัด ได้ยินแม้กระทั่งเสียงที่มันพูดคุยกัน ปรึกษาหารือกัน พวกมดยักษ์เหล่านี้ได้กินสัตว์ป่ามามากต่อมากแล้ว แต่มันยังไม่อิ่ม และยังไม่พอกับความ ต้องการของมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"มดมันก็เหมือนกับคนเรานั่นแหละ ตาหมึก คนเราน่ะกินสักเท่าไรก็ไมรู้จักอิ่ม ยิ่งรวยก็ยิ่งโลภ บางคน มีเงินใช้ไปจนชั่วลูกหลานเหลนโหลน ก็ยังโลภโมโทสัน กอบโกยเงินเข้าไว้อีกทุกวิถีทาง แกลองคิดคำนวณดูซิ นายหมึก อีกกี่ชั่วโมงกองทัพมดจะยกมาถึงที่พักของเรา"

นายพรานหมึกนิ่งคิดอยู่สักครู่

"มดยักษ์ชนิดนี้เดินได้เร็วมากครับใต้เท้า ผมคิดว่าในราวโมงเช้า กองทัพอันมหาศาลของฝูงมดยักษ์คง จะเคลื่อนมาถึงที่พักของเรา"

ดร. ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

"ถ้าเช่นนั้นพวกเราร่วมมือกันเตรียมต่อสู้กับกอง ทัพมดเถอะ และวิธีการที่เราจะต้านทานกับมดยักษ์ หลายพันล้านนี้ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียว คือเผามันด้วยไฟ พี่หมึกอย่าชักช้าอยู่เลย จุดคบเพลิงเข้าแล้วพาพวกลูกหาบเตรียมหาเศษไม้แห้งมาวางสุมที่พักของเราโดยรอบๆ นี้ ถ้าหากว่ากองทัพมดผ่านมาทางเรา เราก็จะ จุดไฟขึ้นเพื่อให้กองไฟเป็นกำแพงห้อมล้อมพวกเราไว้ มดมันเห็นไฟเข้า มันก็คงเปลี่ยนทิศทางไปทางอื่น"

พรานหมึกรับคำสั่ง ดร. ดิเรก ต่อจากนั้น นาย พรานกับพวกลูกหาบก็จุดคบเพลิงขึ้น แล้วพากันแยก ย้ายไปเที่ยวหากิ่งไม้แห้งๆ นำมาทำฟืนสำหรับจุดเผามด ขณะนี้เป็นเวลาใกล้จะรุ่งสว่างแล้ว บริเวณป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลเงียบกริบ ไม่มีแม้แต่เสียงจักจั่นเรไร

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ พวกลูกหาบก็สามารถหาเศษไม้แห้งมาได้มากมายก่ายกองวางซ้อนกันเป็นภูเขา สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างช่วยกันเตรียมฟืนเหล่านั้นไว้ห้อมล้อมที่พัก เตรียมพร้อมที่จะ ทำการต่อสู้กับกองทัพมดยักษ์ ซึ่งบัดนี้ได้เคลื่อนไพร่พลของมันข้ามขุนเขาลูกหนึ่ง บ่ายโฉมหน้าใกล้เข้ามาทุก ขณะ

ตอนเช้าวันนั้น

ไม่มีเสียงนกร้องแม้แต่ตัวเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างสงบเงียบและวังเวงยิ่ง ต้นไม้ใหญ่น้อยยืนต้นนิ่งเฉย เพราะไม่มีลมพัด

อย่างไรก็ตาม สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว มีความสนใจกับอาเสี่ยกิมหงวนมากกว่า กองทัพมดยักษ์ที่กำลังเคลื่อนใกล้เข้ามา ทุกคนคอยเงี่ยหูฟังเสียงโห่ของทาร์ซาน แต่ก็ไม่ปรากฏ นิกรได้ พยายามโห่เรียกกิมหงวนจนแสบคอหอย ก็ไม่มีเสียงขานรับ ดร. ดิเรกได้ยิงปืนขึ้นฟ้าสองสามนัด เพื่อให้เสี่ยหงวนมาหา ก็ไม่เกิดผล

จนกระทั่ง ๗.๓๐ น. ป่าเงียบสงัดอย่างไม่เคยมีมาแต่ก่อนเลย ทั้งนี้ก็เพราะสัตว์ป่าทุกชนิดได้อพยพ หลบหนีภัยไปจนหมดสิ้น แม้กระทั่งพวกสัตว์เลื้อย คลานก็มีความเกรงกลัวกองทัพมด สัญชาติญาณของสัตว์ป่าทั้งหลายนั้น ย่อมสามารถรู้ภัยอันตรายที่จะเกิด ขึ้นแก่ตนเสมอ แม้ว่าภัยนั้นจะเกิดขึ้นจากธรรมชาติก็ตาม

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รับประทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว ขณะที่นั่งปรึกษาหารือกันถึงเรื่องทาร์ซานกิมหงวนอยู่หน้ากระโจม เสียงลูกหาบคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"มดโว้ย มดยักษ์"

แล้วพวก ลูกหาบ ก็ลุกขึ้นวิ่งเข้าไป ห้อมล้อมชายหนุ่มคนหนึ่งซึ่งกำลังชี้มือบอกให้พรานหมึกและเพื่อน ลูกหาบด้วยกันมองดูมดยักษ์สามสี่ตัวที่บุกเข้ามาในบริเวณที่พัก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามสหายรีบลุกขึ้นเดินเข้าไปที่โคนต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น พรานหมึกก้มลงหยิบไม้ดุ้นหนึ่ง ตีมดตัวหนึ่งชักดิ้นชักงอ แล้วเขาก็หยิบมดตัวนั้นขึ้นมาชูอวดสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"นี่แหละครับมดยักษ์ มดสามสี่ตัวที่เข้ามาป้วน เปี้ยนในที่พักของเราคงเป็นกองระวังหน้าของกองทัพมดแน่นอน มดเป็นสัตว์ที่เฉลียวฉลาดที่สุด มีวิธีการเดินทัพเช่นเดียวกับมนุษย์ มีนายหมวดนายหมู่และนายกองควบคุมบังคับบัญชาเพื่อความปลอดภัยของมัน มันจึงส่งหน่วยลาดตระเวณล่วงหน้ามาก่อน"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่าง ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน มดยักษ์ที่ดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในมือของพรานหมึกตัวยาวราว ๑๐ นิ้วฟุต ศีรษะของมันกลมโตเกือบเท่าผลมะขามป้อม มีหนวดยาวสองเส้น สีของมันเป็นสีทองแดงก้นป่องและเอวคอดแบบมดทั้งหลาย เขี้ยวของมันขนาดเขี้ยวตัวแมงกวาง

"อ๋อย...." เจ้าแห้วคราง "รับประทานเปิดเถอะครับ ตัวมันขนาดนี้ยกมาตั้งพันล้านเราจะสู้มันได้อย่างไร รับประทานกินเราแพลบเดียวเท่านั้นก็คงเหลือแต่กระดูก"

นิกรเห็นพ้องด้วย เขายกมือตบหลังพลแล้วพูด ขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เปิดเถอะโว้ยพล กองฟืนที่มีอยู่เพียงเท่านั้นคง สังหารมันได้เพียงล้านสองล้านตัวอย่างมาก ที่เหลืออีก หลายล้านมันต้องพยายามกัดกินเราจนได้ พวกเรามีล้านเดียวขืนสู้กับมันเราก็ยับเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ มองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างเดือดดาล ท่านค่อยๆ ดึงปืนพกในซองปืนออกมา นิกรย่างสามขุมเข้าไปยืนข้างหลังนายแพทย์หนุ่ม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"หลีก ดิเรก ขอให้พ่อยิงอ้ายกรอย่างเผาขนหน่อยเถอะ"

ดร. ดิเรกอมยิ้มแล้วโบกมือห้าม

"เวท เอ มินิต ขอทีเถอะครับป๋า วันนี้วันอุโบสถ วันศีลวันทาน นึกว่าไว้ชีวิตลูกหมาเอาบุญ คุณพ่อก็แก่แล้ว อย่าก่อกรรมทำเวรเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้ ท่านเก็บปืนพกใส่ไว้ในซองปืนตามเดิม แล้วหันมาพูดกับพรานหมึกผิวดำ

"ตาหมึก แกก้มลงฟังพื้นดินดูซิ มดยักษ์มันเคลื่อนพลใกล้เข้ามาจะถึงเราหรือยัง"

พรานหมึกปฏิบัติตามคำสั่งทันที เขาทรุดตัวลงนั่ง แล้วแนบหน้าลงกับพื้นแผ่นดิน ตะแคงหูฟังอยู่สักครู่ก็ พรวดพราดลุกขึ้นท่าทางของนายพรานเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ

"อยู่ห่างจากเราราว ๕๐๐เมตร เท่านั้นแหละครับ ใต้เท้าผมได้ยินหัวหน้ามดมันคุยกันอย่างถนัดเชียวครับ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"มันคุยกันว่าอย่างไร"

"ไหนครับ มันคุยกันว่ามันได้กลิ่นมนุษย์ครับ แล้วมันก็ร้องเพลงเชียร์กันอย่างสนุกสนาน หูของผม สามารถได้ยินแม้กระทั่งเสียงมดสนทนากัน ในระยะทาง ไกล ผมไม่ได้ปดใต้เท้าหรอกครับ"

ทันใดนั้นเอง ลูกหาบคนหนึ่งก็ร้องเอะอะขึ้น

"โว้ย-มดมาโน่นแล้ว"

ทุกคนต่างมองตามสายตาของชายหนุ่มร่างใหญ่ คนนั้น ที่ภูเขาลูกหนึ่งไกลออกไปจากที่พักไม่กี่มากน้อย กองทัพมดอันมหาศาลกำลังเคลื่อนขบวนข้ามเขามาเป็นทิวแถว และลงมายังเชิงเขามองดูเกลื่อนกลาด ทำให้ภูเขาลูกนั้นปราศจากต้นไม้กลายเป็นสีทองแดง และสั่นกระเพื่อมเล็กน้อย น่าเกลียดน่ากลัวและน่าขยะแขยง อย่างยิ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีท่าเหมือนกับจะเป็นลม ท่านกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้งแล้วหันมาถาม ดร. ดิเรก

"มหาภัยธรรมชาติเช่นนี้ แกเคยพบเห็นมาบ้างไหม"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าช้าๆ

"เคยได้ยินได้ฟังจากวงการที่มีการยืนยันครับอ้า.."

นิกรชิงพูดขึ้น

"ท่านมหาราช-"

ดร. ดิเรกยิ้มเอียงอาย

"แหม-ช่างเดาดีนัก" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียง อ่อยทำท่ากระชดกระช้อยเหมือนกระเทย

นิกรหัวเราะ

"ก็ถูกไหมล่ะ"

"ถูกแล้ว ท่านมหาราชาจันทรกุมารรามซิงก์เคยรับสั่งให้กันฟังว่า ครั้งหนึ่งที่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งของ อินเดียถูกฝูงมดยักษ์รุกราน มดหลายล้านตัวบุกเข้าล้อม เมืองนั้นอย่างหนาแน่น และบังคับให้เจ้าเมืองยอมจำนนแต่โดยดี แต่เจ้าเมืองมีใจเหี้ยมหาญส่งทหารขึ้นรักษาที่มั่นเชิงเทิน กองทัพมดได้เข้าโจมตีอย่างดุเดือด ใช้บันไดพาดปล้นปีนกำแพง"

พลยกมืออุดปากนายแพทย์ทันที

"พอแล้ว อย่าเล่าเลย ลงมดเอาบันไดพาดกำแพงเมืองเรื่องนี้ต้องโกหกอย่างสบั้นหั่นแหลกเตรียม ตัวโว้ยพวกเรา เอาน้ำมันก๊าสราดกองฟืนที่ห้อมล้อมที่ พักของเราได้แล้ว"

พรานหมึกพูดขึ้นทันที

"เอาโว้ยพวกเรา เตรียมคบเพลิงไว้ด้วย เราต้องช่วยกันฆ่ามด ม่ายมดมันจะกินเรา"

พวกลูกหาบต่างแยกย้ายกันเตรียมการทันทีหน่วยลาดตระเวนของกองทัพมดยักษ์หลายตัวล่วงล้ำเข้ามาอีก พวกลูกหาบช่วยกันทุบตาย นิกรแลเห็นนางมดสาวตัวหนึ่งเดินผ่านหน้าเขาไปอย่างรวดเร็วก็ปราดเข้าไป ยกเท้ากระทืบเต็มแรงเสียงดังแป๊ด แล้วนิกรก็ก้มลงหยิบมดตัวนั้นขึ้นมาพิจารณาดู

เจ้าแห้วถามยิ้มๆ

"รับประทานตัวผู้หรือตัวเมียครับ"

นิกรยกก้นมดขึ้นมองดูแล้วหันมายิ้มกับเจ้าแห้ว

"ตัวเมียโว้ย กำลังรุ่นกระเตาะทีเดียว ทาปากเขียนคิ้วซะด้วย ดูซีวะ ดิ้นกระแด่วๆ จะตายอยู่แล้ว" พูดจบนิกรก็เด็ดมดออกเป็นสองท่อนแล้วหยิบท่อนหัว ใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ "อือ-ไม่เลวโว้ยอ้ายแห้ว มันยังกับกะทิ แต่กลิ่นฉุนไปหน่อย บา-เข้าที"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"โอ๊ย-รับประทานเข้าไปอย่างไรกันครับ ว้า รับประทานกระทั่งมด"

นิกรพูดพลางเคี้ยวมดพลาง

"สัตว์ทุกชนิดกินได้ทั้งนั้น ลองดูซี อ้ายแห้ว กรอบๆ มันๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร. ดิเรก และพลต่างมองดูนิกรกินมดอย่างเศร้าใจ นายจอมทะเล้นพูดกับเพื่อนเกลอของเขา

"ก่อนที่มดมันจะกินกัน กันต้องกินมันเสียก่อน"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่ไม่พูด ว่ากระไร ขณะนี้พวกลูกหาบกำลังเตรียมการต่อสู้กับ กองทัพอันมหาศาลของมดยักษ์อย่างรีบร้อน น้ำมันก๊าสหลายลิตรถูกราดลงตามกองฟืนที่เรียงรายรอบล้อม

ท่ามกลางความเงียบสงัด เสียงเหมือนกับลมพายุก็ดังขึ้น กองทัพมดหลั่งไหลบ่ายโฉมหน้าตรงมายังที่พัก ของสามสหาย ตัวของมันเบียดเสียดกัน และเท้าของมันที่ย่ำไปตามใบไม้แห้ง ทำให้เกิดเป็นเสียงดังเหมือน เสียงลมพายุที่พัดมาแต่ไกล กองทัพมดที่กำลังกระหายหิวได้กินใบไม้ราบเรียบ สัตว์เล็กๆ จำพวกแมลงกลายเป็นอาหารของฝูงมดยักษ์ มันยกขบวนเข้ามาใกล้ ที่พักของสามสหายทุกที

ในที่สุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องตะโกนให้พวกลูกหาบช่วยกันจุดไฟขึ้น คบเพลิงถูกจุดขึ้นก่อน ต่อจากนั้น พรานหมึก กับพวกลูกหาบ ก็นำคบเพลิงเหล่านั้นจี้ที่กองฟืน กิ่งไม้ใบไม้แห้งติดไฟขึ้นทันที

กองทัพมดบุกตรงเข้ามาโดยไม่ยอมเปลี่ยนทิศทางเพราะไม่มีคำสั่งจากแม่ทัพ นายทหารมดส่งทหารมด ไปติดต่อขอคำสั่งก็ไม่มีคำสั่ง ดังนั้นมดยักษ์ซึ่งเป็นกอง หน้าจึงลุยเข้าไปในกองไฟนับจำนวน ร้อย-พัน-หมื่น-แสน-และล้าน

เสียงฉี่ดังลั่นไปหมด มดยักษ์ตายยับเหลือที่จะประมาณได้ ทรากศพของมันทับถมกันจนทำให้กองไฟบางแห่งดับลง พวกมดก็บุกทะลวงข้ามกองไฟเข้ามา เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก ท่านบัญชาการรบด้วยตนเอง สั่งให้สามสหายและเจ้าแห้วกับนายพรานและพวกลูกหาบ ช่วยกันสังหารมดด้วยคบเพลิง แต่มดเหล่านี้ยิ่งตายก็ยิ่งหนุนเนื่องกันเข้ามา

"พรานหมึก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดกับนายพรานอย่างระล่ำระลัก "มดนี่มันไม่กลัวไฟหรือย่างไรทำไม มันถึงบุกข้ากองไฟเข้ามาอย่างนี้"

พรานหมึกหน้าซีดเผือด

"เปิดเถอะครับใต้เท้า ขืนอยู่เป็นตายแน่ ผมได้ยินนายทหารชั้นนายกองของพวกมดยักษ์มันพูดกันว่า มันจะต้องกินพวกเราให้ได้ ถึงแม้จะต้องเสียไพร่พลสัก เท่าใดก็ตาม แล้วแม่ทัพของมันบอกว่า มันจะกินใต้เท้าขอรับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ถ้ายังงั้นหนีเถอะโว้ย เปิดโว้ยพวกเรา หนีลงไปทางใต้ ข้าวของสัมภาระของเราทิ้งไว้ที่นี่แหละ"

สามสหายช่วยกันทำลายเผาผลาญมดยักษ์ด้วยคบเพลิงแต่จำนวนมดยักษ์ที่บุกเข้ามาในบริเวณที่พักเพิ่มขึ้นตามลำดับ มดกลุ่มหนึ่งประมาณร้อยตัวปราดเข้า กัดลูกหาบ ๓ คนในเวลาเดียวกัน ลูกหาบทั้งสามคนล้มลงท่ามกลางฝูงมด เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นความคับขัน เกิดขึ้นเช่นนี้ท่านก็ร้องตะโกนสั่งให้ล่าถอย

แล้วสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว กับพรานหมึกและลูกหาบอีก ๑๖ คนก็พา กัน กระโจน ข้ามกองไฟวิ่งหนีกองทัพมดยักษ์ ส่วนลูกหาบสามคนนั้นตกเป็นเหยื่อฝูงมดกระหายเลือดแล้ว มดยักษ์กรูกัน เข้ากัดแทะเนื้อ ชั่วเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้นลูกหาบทั้ง สามคนก็สิ้นชีวิตลง และหลังจากนั้นก็กลายสภาพเป็น โครงกระดูกนอนตายอยู่เคียงกัน

กองทัพมดติดตามสามสหายของเราทันที

พรานหมึกวิ่งนำหน้าพาพวกลูกหาบและพวกนายจ้างของเขาลุยข้ามลำธารตรงไปทางใต้ กองทัพมดติด ตามมาในระยะกระชั้นชิด ทุกคนหนีอย่างไม่คิดชีวิต แต่แล้วก็เผชิญกับกองทัพมดอีกสายหนึ่งแลสะพรึ่บไปทั่วป่า

นายพรานอัฟริกาแหงนหน้าขึ้นมองดูท้องฟ้าสูด ลมหายใจเข้าออกเต็มแรง พอได้กลิ่นน้ำเขาก็บอกกับ คณะพรรค ๔ สหาย

"ไปทางนี้ครับ อีกสักครู่เราจะถึงบึงใหญ่แห่งหนึ่ง เราจะรอดตายได้ทางเดียวเท่านั้นคือหนีลงสู่บึงนั้น ถึงแม้มดจะว่ายน้ำได้แต่มันก็ไม่อยากว่ายน้ำ เว้นแต่มีความจำเป็นจริงๆ

ครั้นแล้ว พรานหมึกก็พาสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ววิ่งไปทางขวามือ ท่านเจ้าคุณสดุดสายเถาวัลย์เส้นหนึ่งหกล้มป้าบ ริมฝีปากของท่านกระแทกกับพื้นดินอย่างถนัดใจ

"โอ๊ย"

มดยักษ์สามสี่ตัวปราดเข้ากัดท่านเจ้าคุณทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวด ยกมือสลัดปัดมด มดยักษ์อีกหลายตัวเข้ามาเล่นงานท่าน

"ช่วยด้วยโว้ย มดกัดอาแล้ว พลโว้ย ช่วยด้วย ว้าย-กัดเจ็บเสียด้วยอ้ายเวร อุ๊ย-ตายแน่กู"

พล พัชราภรณ์ ได้ยินเสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเรียกก็ห้ามล้อพรืดหยุดชงัก แล้วเขาก็หมุนตัวกลับวิ่งเข้ามาหาท่านเจ้าคุณ มือขวาของพลถือคบเพลิง นาย พัชราภรณ์ใช้คบเพลิงสังหารฝูงมดยักษ์เหล่านี้ มดยักษ์ ตัวหนึ่งเกาะอยู่ข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ และกำลังกัดกินเนื้อท่าน ท่านเจ้าคุณดิ้นรนร้องบอกพล

"ข้างหลังอาโว้ยพล เอาไฟจี้มันที"

พลอ้อมมาข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอแลเห็น มดยักษ์ตัวนั้นเกาะอยู่ที่บ่าท่าน นายพัชราภรณ์ก็ลืมนึก ว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะได้รับความเจ็บปวดจากความร้อนของคบเพลิง พลรีบจี้คบเพลิงลงบนบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"โอ้ย-ตายแล้ว โอ้ย" ท่านเจ้าคุณร้องเสียงหลง

โดยไม่รอช้า นายพัชราภรณ์รีบประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นแล้วพาท่านวิ่งติดตามพรรคพวกต่อไป ฝูงมดยักษ์คราคร่ำไปทั่วป่า แม่ทัพของมันสั่งกระจายกำลังออก และสั่งสังหารสิ่งที่มีชีวิตทั้งคนและสัตว์

ด้วยความสามารถของพรานหมึก เขาพาคณะพรรค ๔ สหายกับพวกลูกหาบวิ่งบุกป่าฝ่าดงมาจนถึงบึงใหญ่แห่งหนึ่ง กลางบึงเป็นเกาะเล็กๆ จากฝั่งถึงเกาะ กลางน้ำเป็นระยะทางราว ๕๐ เมตร

พรานหมึกกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างร้อนรน

"โดดน้ำครับ ว่ายไปขึ้นที่เกาะกลางน้ำโน่น กองทัพมดกำลังติดตามเรามาจวนจะถึงแล้ว"

ไม่มีใครคัดค้าน ทุกคนปฏิบัติตามคำแนะนำของนายพรานผิวหมึกทันที นิกรกระโดดท่าทิ้งมะพร้าว เจ้าคุณปัจจนึกฯ พุ่งหลาวอย่างสง่าผ่าเผย แต่แล้วพุงกะทิของท่านก็สัมผัสกับน้ำอย่างถนัดทำให้เจ้าคุณจุกแอ้ดๆ แทบจะจมน้ำตาย ทุกคนต่างว่ายน้ำพาตัวตรงไปยังเกาะกลางน้ำ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แก่แล้ว ว่ายน้ำได้ประเดี๋ยว เดียวก็เหนื่อยแทบขาดใจตาย ท่านแข็งใจว่ายเข้าไปกอดคอนิกรลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

น้ำหนักตัวของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประมาณ ๘๐ กิโลกรัม พอท่านกอดคอนิกร นายจอมทะเล้นก็พาพ่อตาของเขาจมดิ่งลงไปก้นบึงใหญ่นั้นความรักตัวกลัว ตายทำให้นิกรดิ้นรนเต็มแรง ลั่นหมัดขวาชกถูกเบ้าตา ซ้ายของเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างถนัดถนี่ ท่านเจ้าคุณผละจากลูกเขยของท่านแล้วร้องสุดเสียง

แล้วนิกรก็รีบว่ายน้ำหนีท่านตรงไปยังเกาะกลางน้ำ ทุกคนขึ้นมาบนเกาะได้แล้ว ท่านเจ้าคุณยังว่ายต๋อมแต๋มกระเดือกๆ น่าสงสาร พลรีบกระโดดลงน้ำว่ายเข้าไปช่วยท่าน สักครู่เขาก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาที่เกาะ พรานหมึกกับพวกลูกหาบ ช่วยกันฉุดนายพัชราภรณ์กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นมา

ทุกคนมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขัน แต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะ นัยน์ตาข้างซ้ายของท่านเจ้าคุณปรากฏเป็นรูปวงกลมเขียวปั้ดขนาดขนมครกรอบเบ้าตา อันเกิดจากหมัดเด็ดของนิกร

ดร. ดิเรก หัวเราะหึๆ

"คุณพ่อ-ใครแจกแว่นให้ละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"หมาน้ำ" ท่านพูดเสียงหัวเราะ "ขณะที่พ่อกำลังว่ายน้ำมาที่เกาะนี้ พ่อหมดแรงเลยกอดคอหมาน้ำตัวหนึ่ง มันก็เลยแจกแว่นให้พ่อ แต่ว่า....ไม่เป็นไรขอกันกินมากกว่านี้"

นิกรยิ้มแห้งๆ รีบกระพุ่มมือไหว้พ่อตาของเขา

"อย่าโกรธอย่าเคืองผมเลยครับคุณพ่อ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมไม่ทราบหรอกครับ ว่าคุณพ่อหรือใครที่กอดคอผม ปู้โธ่-ผมเองว่ายน้ำแข็งเมื่อไรล่ะครับ ว่ายได้ขนาดลูกหมาตกน้ำเท่านั้น พอถูกกอดคอผมก็จมดิ่งลงไป ผมก็ต้องดิ้นรนและหลับหูหลับตาชกไปทีหนึ่ง แต่จะถูก ใครตรงไหนหรือไม่ ผมไม่ทราบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนประหลับประเหลือก แล้วบ่นพึมพัม เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย ยืนหัวเราะตัวโก่งไปโก่งมา ท่านเจ้าคุณย่องเข้าไปทางหลังเจ้าแห้ว ยก เท้าขวาถีบหลังเจ้าแห้วเต็มเหนี่ยว เจ้าแห้วไม่ทันรู้ตัวก็ถลาร่อนไปในน้ำเสียงดังตูม

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นไปหมด ทุกคนปลอดภัยแล้ว กองทัพมดยักษ์จำนวนหนึ่งซึ่งติดตามมา จนถึงบึงใหญ่ ได้ล่าถอยกลับไป อย่างไรก็ตาม ฝูงมดยักษ์ยังยึดครองบริเวณป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ไว้โดย เด็ดขาด ตามต้นไม้ใหญ่น้อยเต็มไปด้วยฝูงมดมากมาย ความหิวโหยของมันทำให้มดเหล่านี้กินไม่เลือก แม้กระทั่งใบไม้หรือตัวทากตัวหนอนตามต้นไม้ เสียง กระหึ่มของมดดังกังวานอยู่เกือบ ๓ ชั่วโมง หลังจากนั้น กองทัพมดยักษ์อันมหาศาลก็เคลื่อนพล บ่ายโฉมหน้าล่องลงไปทางทิศใต้

อีกสามวันต่อมา

บริเวณป่าดงพงไพร ได้มีชีวิตชีวาขึ้นเหมือนเช่นเดิม สัตว์ป่าที่อพยพหลบหนีภัย ต่างพากันกลับมายังถิ่นที่อยู่ของมันตามเดิมแล้ว เสียงนกร้องระงมไปทั่วป่า ระคนกับเสียงลิงค่างบ่างชะนีและสัตว์ต่างๆ

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินทางติดตามค้นหา อาเสี่ยกิมหงวนต่อไป ๓ วันที่ผ่านมานี้ไม่มีใครได้เห็น ทาร์ซานหรือได้ยินเสียงโห่ของเขาเลยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถึงกับปรารภว่าท่านสงสัยว่า กิมหงวนคงถูกมดยักษ์กัด ตายเสียแล้ว เพราะอาเสี่ยกำลังมีสติวิปลาศ คงจะไม่หลบหนีมดด้วยทะนงตนว่าเป็นทาร์ซาน อย่างไรก็ตาม ดร. ดิเรกยังมั่นใจว่าเสี่ยหงวนยังมีชีวิตอยู่ สัญชาติญาณของคนเรานั้นจะเป็นคนดีหรือคนบ้าก็ตามย่อมรู้จักหลบหนีภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ตน

ขบวนค้นหาทาร์ซานได้บุกขึ้นไปทางทิศเหนือ ค่ำลงก็หยุดพักนอนในที่ที่ปลอดภัย สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ตกลงกันเมื่อเช้านี้เองว่า ถ้าหากว่าวันนี้ไม่มีหวังได้พบอาเสี่ยแล้วก็จะเปลี่ยนทิศทางเดินใหม่

บ่ายวันนั้นเอง

ขณะที่สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินตามพวกลูกหาบและนายพรานมุ่งตรงไปยังขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ทุกคนก็หยุดชงักเมื่อได้ยินเสียงโห่ของ ทาร์ซานดังขึ้น

"โห่-ฮี้ โห่-ฮี้ โห่-ฮี้ โห่-โอ้โฮ-ฮิ้ว-สนุกจริง โว้ย อั๊วอยู่นี่เป็นเจ้าป่าโว้ย"

สามสหายกับทุกๆ คนต่างดีอกดีใจไปตามกัน พลกล่าวกับพรานหมึกทันที

"พี่หมึก พาพวกเราไปตามเสียงเจ้าหงวน พี่หมึกพอจะรู้ไม่ใช่หรือว่าเสียงนี้ดังมาจากไหน"

พรานหมึกยิ้มเล็กน้อย

"ทราบครับ รีบไปเถอะครับ ขืนชักช้าอาเสี่ย อาจจะห้อยโหนโยนตัวหลบหนีไปทางอื่นก็ได้ ขณะนี้ อาเสี่ยอยู่ห่างจากเราประมาณ ๔๐๐ เมตรครับ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ทุกคนก็สดุ้งเฮือกเมื่อได้ ยินเสียงพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งร้องคำรามลั่นป่า

"ฮึ้ม-โฮก-ฮึ้ม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"เร็วโว้ยหมึก อ้ายหงวนอาจจะปะทะกับเสือก็ได้ รีบไปช่วยมันเถอะ ทาร์ซานในหนังกับทาร์ซานใน ป่าจริงๆ มันไม่เหมือนกัน"

พรานหมึกรีบพาคณะพรรค ๔ สหายตรงไปยัง เสียงโห่ร้องของเสี่ยหงวนทันที ทุกคนเดินลัดตัดป่า อย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวคณะค้นหาเสี่ยหงวนก็ได้มาถึงถิ่นที่อยู่ของทาร์ซานกิมหงวน ต่างหยุดชะงักทอดสาย ตามองไปข้างหน้า บริเวณป่าตอนนั้นเป็นที่ร่มเย็นและ สวยงามตามธรรมชาติ

ทุกคนต่างแลเห็นบ้านหลังหนึ่งปลูกอยู่บนยอดไม้สภาพของบ้านหลังนี้ก็คือกระท่อมนั่นเอง สร้างขึ้นอย่างหยาบๆ พอคุ้มแดดกันฝนได้ ใบไม้ที่มุงหลังคายังไม่แห้งสนิทมีบันไดเชือกหย่อนจากกระท่อมลงมาถึงพื้นดิน

แต่แล้วก่อนที่ใครจะพูดอะไร ทุกคนก็ได้แลเห็นอาเสี่ยกิมหงวน ทาร์ซานไม่กลัวใครกำลังพันตูกับเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งอย่างทรหด

ทาร์ซานกิมหงวนล่าถอยออกมาจากพุ่มไม้อันหนาทึบ อ้ายลายพาดกลอนรุกประชิดติดพันไม่ยอมให้เสี่ยหงวนตั้งตัวติด เสี่ยหงวนสู้เสืออย่างใจเย็น เขาหัวเราะเสียงลั่นป่า คล้ายกับว่าการต่อสู้กับเสือลายพาด กลอนขนาดแปดศอกเช่นนี้เป็นการออกกำลังกายของเขา

เมื่อเสือโฮกเข้ามา กิมหงวนก็หลบฉาก และจ้วงแทงด้วยมีดพกเต็มเหนี่ยว แล้วทาร์ซานก็หัวเราะงอหายแกล้งวิ่งหนีให้เสือไล่ตาม เจ้าลายพาดกลอนถูกแทง ได้รับบาดเจ็บ ความดุร้ายของมันก็ยิ่งทวีขึ้นมันวิ่งติดตามทาร์ซานโดยเร็ว กิมหงวนรีบหมุนตัวกลับยืนจงก้า ถือมีดพกกระชับมั่นแล้วพยักหน้ากับพยัคฆ์ร้าย

"มา-เข้ามา อ้ายน้องชาย"

เจ้าลายพาดกลอนร้องคำรามจนพื้นแผ่นดินสะเทือนแล้วกระโดดเข้าตะปบกิมหงวน อาเสี่ยเอี้ยวตัวหลบเล็กน้อย เตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยวถูกตะโพกเจ้า ลายพาดกลอนอย่างถนัดใจ แล้วอาเสี่ยก็หัวเราะชอบอกชอบใจ

"เจออวัยวะเบื้องต่ำของข้าเข้าแล้วละซีอ้ายหนูน้อย ฮ่ะ-ฮ่ะ ถ้าไม่แน่ละก้อ ข้าไม่มาอยู่ป่าละวะ"

พยัคฆ์ร้ายปราดเข้าตะครุบเสี่ยหงวนอีก อาเสี่ยยืนตั้งท่าเหมือนจดมวย เจ้าลายพาดกลอนหมอบตัวของมันลงไปแล้วค่อยๆ คลานเข้ามาหาเสี่ยหงวน พอยึดตัวขึ้นเสี่ยหงวนก็ยกเท้าขวาเตะขาพับของเจ้าลายพาดกลอนทันที พยัคฆ์ร้ายล้มลงอีก แต่แล้วก็รีบลุกขึ้นมา

กิมหงวนโผนเข้าจ้วงแทงติดๆ กันสามสี่ครั้ง เขาไม่ได้สนใจว่าแขนและบ่าของเขามีรอยเล็บเสือข่วนตะกุยหลายแห่ง เขาต่อสู้กับเจ้าลายพาดกลอนอย่างเยือกเย็น คณะพรรคสี่สหายยืนตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน

ครั้งหนึ่งอาเสี่ยแกล้งทำเป็นล่าถอย พอเจ้าลายพาดกลอนกระโจนเข้ามา อาเสี่ยก็จ้วงแทงด้วยมีดจนมิดด้ามแล้วกระชากมีดออก เจ้าลายพาดกลอนร้องโอดครวญ ผละจากการต่อสู้วิ่งเตลิดเปิดเปิงหนีเข้าไปในพุ่มไม้อันหนาทึบทันที

เสี่ยหงวนยืดอกขึ้นในท่าเบ่ง หมุนตัวไปรอบๆ เก็บมีดพกใส่ไว้ในซองของมันตามเดิม แล้วเขายกกำปั้นทั้งสองทุบหน้าอกตนเองเสียงดังสนั่นได้ยินถนัด อาเสี่ยโห่ขึ้นเป็นสัญญาณชัยชนะของเขา

"โห่-ฮี้ โห่ ฮี้ โห่ๆโอ้โฮ-ฮิ้ว"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประหลาดใจไปตามกัน ที่ทาร์ซานกิมหงวนสามารถเอาชัยชนะเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ได้ง่ายดายเช่นนี้ ท่านเจ้าคุณรีบกล่าวกับพล, นิกรและดร. ดิเรกทันที

"เร็วโว้ย เข้าไปหามันเถอะ ถึงอย่างไรเราก็อย่าให้อ้ายเสี่ยหลบหนีเราไปได้อีก"

พลหัวเราะเบาๆ

"ไม่ต้องร้อนรนหรอกครับคุณอา เราได้มาถึงที่ อยู่ของเจ้าหงวนแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะเตลิดเปิดเปิงไปไหนต่อไหน แต่มันก็ต้องกลับมานอนที่กระท่อมบนยอดไม้ของมัน" พูดจบก็หันมาทางนายพรานผิวหมึก"พี่หมึก-บอกให้พวกลูกหาบพักผ่อนที่นี่แหละ การเดินทางของเราจะสิ้นสุดลงเพียงแค่นี้ ต่อจากนี้ไปงานสำคัญของเราก็คือพยายามจับทาร์ซาน มาให้ดิเรกเขาจัดการรักษาพยาบาล เพื่อให้ประสาทส่วนสมองทำงานได้ ดีเหมือนเช่นเดิม"

พรานหมึกหันมามองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยิ้มแห้งๆ

"ใต้เท้าครับ เป็นอันว่าผมกับพวกลูกหาบเหล่านี้ได้พาใต้เท้ากับ เจ้านายทั้งสามคน บุกป่าฝ่าดงจนกระทั่งพบอาเสี่ยกิมหงวนแล้ว ใต้เท้าคงไม่ลืมสัญญานะครับ"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"เออน่ะ แกอย่างกไปหน่อยเลยวะ"

นายพรานผิวหมึกหัวเราะเบาๆ

"ไม่ใช่งกหรอกครับใต้เท้า แต่มันอยากได้เงินครับ ผมกับพวกลูกหาบล้วนแต่เป็นคนจนหาเช้ากินค่ำ บางทีหาเช้ากินเอาพรุ่งนี้ก็มี"

ครั้นแล้ว นายพรานชาวอัฟริกันก็เดินไปหาพวกลูกหาบ ออกคำสั่งให้พวกลูกหาบจัดวางข้าวของให้เป็น ระเบียบเรียบร้อย และเตรียมสร้างกระโจมที่พักให้พวก นายจ้าง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาพล, นิกร กับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้วตรงเข้าไปหาทาร์ซาน กิมหงวน ซึ่งใน เวลาเดียวกันนี้เอง เสี่ยหงวนกำลังจ้องตาเขม็งมองดู คณะพรรคของเขาด้วยความแปลกใจการที่อาเสี่ยประสบอุบัติเหตุเครื่องบินตกกลางป่า ทำให้ประสาทส่วนสมองของเขาใช้การไม่ได้ แรงเหวี่ยงของเครื่องบิน ขณะปะทะกับพื้นดินทำให้ศีรษะของเสี่ยหงวนได้กระทบ กับของแข็งอย่างแรง กิมหงวนสิ้นสติสลบไปเกือบสามชั่วโมง เมื่อฟื้นขึ้นมา เขาก็มั่นใจว่าเขาเป็นทาร์ซาน หรือมนุษย์วานรผู้เป็นเจ้าป่านี้ อาเสี่ยได้บุกป่าฝ่าดง ออกไปจากหุบเขาที่เครื่องบินตก แล้วก็เปลื้องเสื้อผ้าออกทิ้งหมด คงเหลือแต่กางเกงอาบน้ำสีกรมท่า ซึ่งใช้แทนกางเกงในนุ่งมาจากกรุงเทพฯ ในวันนั้น แล้วก็มีมีดพกคู่มืออีกเล่มหนึ่ง หลังจากนั้นเสี่ยหงวนก็มาสร้างบ้านพักขึ้นที่นี่เขามีความเป็นอยู่เหมือนกับคนไข้โรคจิตทั้งหลาย บางขณะก็จดจำอะไรได้บ้าง แต่โดยมากความจำของกิมหงวนใช้ไม่ได้เลย เขาไม่ทราบแม้กระทั่งว่า ตัวของเขาเป็นใครมาจากไหน อย่างไรก็ตาม ด้วยจิตตานุภาพอันเข้มแข็งที่เสี่ยหงวนมั่นใจว่า เขาเป็นทาร์ซานหรือเจ้าป่า ทำให้กิมหงวนของเรามีความกล้าหาญอย่างผิดมนุษย์ เขาไม่เกรงกลัวสัตว์ร้ายในป่านี้เลย และการรุกรานของกองทัพมดยักษ์ เมื่อสามวันที่แล้วมานี้ ก็หาทำให้เสี่ยหงวนได้รับอันตรายไม่ เพราะบริเวณป่าอันเป็นที่พักของทาร์ซานกิมหงวนอยู่นอกเส้นทาง ของกองทัพมดยักษ์เหล่านั้น

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว หยุดยืนรวมกลุ่มเผชิญหน้าทาร์ซาน ในระยะห่างประมาณห้าเมตร ท่านเจ้าคุณหันมาทางเจ้าแห้ว แล้วท่านก็กล่าวว่า

"เอ็งลองเข้าไปสัมภาษณ์เจ้าหงวนหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง แล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานไม่เอาละครับ อาเสี่ยนัยน์ตาขวาง ออกอย่างนั้น รับประทานขืนเดินเข้าไปใกล้ รับประทานผมคงถูกอาเสี่ยฟัดตาย"

ดร. ดิเรกยกมือขวาตบศีรษะเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"แกมันขี้ขลาดไม่เข้าเรื่อง กันจะเจรจากับอ้ายหงวนเอง กันรู้ดีว่าคนไข้ที่เป็นโรคจิตนั้นควรจะพูดกับเขาอย่างไร ขณะนี้เจ้าหงวนมันคิดว่าตัวเป็นทาร์ซาน เราก็ต้องเออออห่อหมก เข้าใจว่ามันเป็นทาร์ซานด้วย มันถึงจะคุยกันได้"

นายแพทย์หนุ่มเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหาเสี่ยหงวน แต่แล้วก็หยุดชงัก เมื่อแลเห็นอาเสี่ยทำตาเขียว กระชาก มีดพกออกมาถือเตรียมพร้อม

"ยู-โก"

ดร. ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ทาร์ซาน กันคือเพื่อนของแก พวกเราเหล่านี้ อยากจะมีชีวิตเป็นทาร์ซานเช่นเดียวกับแก พวกเราไม่ใช่ศัตรูของแกหรอก" แล้วดิเรกก็ยื่นมือขวาให้เสี่ยหงวน

คราวนี้อาเสี่ยยิ้มออกมาได้ แววตาที่แข็งกร้าว ค่อยๆ เปลี่ยนลงทันที แล้วกิมหงวนก็สัมผัสมือกับนายแพทย์หนุ่ม

"ขอโทษ-คุณเป็นใครครับ"

ดร. ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ผมชื่อดิเรก เป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ ผู้มีชื่อเสียงโด่งดังของโลกคนหนึ่ง"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"คุณชื่อดิเรก...ขอโทษ แล้วพ่อคุณชื่ออะไร"

นายแพทย์หนุ่มทำคอย่น แต่แล้วก็หัวเราะ

"พ่อผมตายไปนานแล้ว พ่อผมคือพระยานพรัตน์ ราชไมตรี"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น มองมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวถามนายแพทย์หนุ่ม

"ตาแก่หัวล้านพุงพลุ้ยนั่นน่ะใคร"

ดิเรกกลั้นหัวเราะแทบแย่

"พ่อตาของผมเอง"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วนิ่วหน้า มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อีก แล้วกล่าวถามนายแพทย์หนุ่ม

"พ่อตาของคุณเมื่อเป็นเด็กอ่อนๆ ถ้าจะถูกผ้าอ้อมกัดหัว ฮ่ะๆ ทาร์ซานแปลกใจมาก ผมอยู่ป่ามานานแล้ว ไม่เคยเห็นคนหัวล้านอย่างนี้เลย พวกคนป่าที่นี่ล้วนแต่มีผมดก ตาแก่คนนี้ชื่ออะไร บอกผมได้ไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด เดินเข้ามาหยุดยืนท้าวสะเอวมองดูหน้าเสี่ยหงวน

"เฮ้ย-มึงแกล้งทำเป็นบ้าหรือว่าบ้าจริงๆ วะ"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"แกล้งทำ...นี่คุณอาคิดว่าผมแกล้งทำเป็นบ้า ยังงั้นหรือ ผมเป็นบ้าจริงๆ ครับ ถ้าหากว่าผมผิดพลั้ง ล่วงเกินไปบ้างก็โปรดให้อภัยด้วย โบราณท่านกล่าวว่า อย่าถือคนบ้าอย่าว่าคนเมา ผมน่ะอยู่ในป่านี้ในฐานะเป็นเจ้าป่า สิงห์สาราสัตว์ทั้งหลายย่อมอยู่ในอำนาจของผม ถึงแม้ว่าแดดจะร้อนอย่างไรก็ขอให้ประเทศไทยเจริญเถิด คุณเชื่อไหมว่า ก้านแดง ก้านดำ ฝังสงฝังเสา หางสงหางเสือ น้ำร้อนน้ำชา ตะเข้บกจิ้งจกป่า พวกคุณเป็นนักนิยมไพร คุณรู้หรือเปล่าว่าความเป็นมาแห่งสัตว์ป่าทั้งหลายนั้นเป็นอย่างไร ผมจะอธิบายให้ คุณฟัง ปลาไหลกลายเป็นพังพอน แล้วก็วานรกลายเป็นลิง เรื่องมันเป็นยังงี้แหละครับบางที...หมายังกลายเป็นสุนัขไปได้ก็มี เรื่องมันเกี่ยวกับก้านแดงก้านดำครับ"

ดร. ดิเรกทำปากแบะ แล้วถอนหายใจหนักๆ แสดงความห่วงใยเพื่อนรักของเขา ที่มีอาการป่วยมาก มายเช่นนี้ ดิเรกหันมามองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ว กล่าวกับท่านเบาๆ

"น่ากลัวว่า เส้นประสาทในสมองคงจะหลุดออกจากกันครับ ตามหลักกายวิภาคศาสตร์ เท่าที่ผมเล่า เรียนมาปรากฏว่า คนเรามีเส้นประสาทในสมองอยู่สองเส้น"

ทาร์ซานหัวเราะก้าก

"เฮ้ย-หมอ ทำไมมันน้อยนักโว้ย"

ดิเรกตวาดแว๊ด

"หลายเส้นมันก็ยุ่งตายห่าน่ะซี เพียงสองเส้นคน เราก็ปวดกบาลวันละหลายครั้งแล้ว อย่างที่กันเดินทางมาติดตามหาแกนี่แหละ" แล้วดิเรกก็ยิ้มกับพ่อตาของเขา "ผมจะอธิบายให้คุณพ่อตาฟัง เส้นประสาทในสมองของ คนเราสองเส้นนั้น เส้นหนึ่งเป็นเส้นเล็ก อีกเส้นหนึ่งเป็นเส้นใหญ่ แต่ยาวเท่าๆ กันเส้นประสาทเส้นเล็ก ต้องทำงานมากกว่าเส้นประสาทเส้นใหญ่ ดังนั้นจึงเปราะและชำรุดเสียหายง่าย ขณะนี้เส้นประสาทเส้น เล็กของอ้ายหงวนคงจะขาดออกจากกันแล้วครับ ถ้าเราเอาอ้ายเสี่ยกลับไปกรุงเทพฯ ได้ ผมจะต้องทำการ ผ่าตัดครั้งใหญ่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ผ่าหัวสมองใช่ไหม? "

"ออไร๋-ต้องผ่าหัวสมองครับ ผมจะได้จัดการ เปลี่ยนเส้นประสาทให้ใหม่ เปลี่ยนง่ายดายหรอกครับ ไม่ยากเย็นอะไร แถวสำเพ็งมีขายถมเถไป"

พลกับนิกรและเจ้าแห้วพากันเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายแพทย์หนุ่ม นิกรมองดูหน้า ดร. ดิเรกอย่างขบขัน

"หมอ...กันคิดว่าในที่สุดแกก็คงจะอยู่กับเจ้าหงวนที่นี่เป็นแน่ เส้นประสาทอะไรกันวะมีขายตามสำเพ็ง"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ยูไม่ใช่หมอ อย่ารู้ดีหน่อยเลยน่า ไอเป็นนายแพทย์ปริญญาสำเร็จมาจากประเทศอังกฤษ หมอหัวนอก โว๊ย ไม่ใช่หมอหัวใน ยูรู้ไหมว่าหัวนอกกับหัวในน่ะมันต่างกันยังไง"

นิกกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"หัวในก็เต่าน่ะซีวะ"

"แล้วหัวนอก..." นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงลั่น

"หัวนอกก็ตะพาบน้ำ เพราะมันหดหัวไม่ได้เหมือนเต่า"

พลดึงนิกรออกมาห่างๆ แล้วกระซิบกระซาบกับ นายจอมทะเล้นเบาๆ

"อย่าไปขัดคอมันหน่อยเลย ดิเรกเป็นหมอที่ฉลาดที่สุด เพราะเจ้าหงวนมันเป็นบ้า ดิเรกก็ต้องแกล้งทำเป็นบ้าไปด้วย เพื่อให้เข้ากันได้ แกสังเกตดูซิขณะ นี้อ้ายเสี่ยสนใจและพอใจดิเรกมากทีเดียว ดิเรกเป็นจิตแพทย์ที่เชี่ยวชาญมาก กันเคยเห็นความสามารถของมันมามากต่อมากแล้ว ถึงแม้ไม่ใช่แพทย์ผู้เชี่ยวชาญในโรคจิต แต่ดิเรกมันก็รักษาคนไข้โรคจิตให้หายมาแล้วหลายคน เช่นคุณนายสืบข้างบ้านเราเป็นต้น ปล่อยมันตามเรื่องเถอะ"

ทาร์ซานกิมหงวนเดินเข้ามา ยกมือทั้งสองจับแขนดิเรกเขย่าด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"คุณกะเผลก "

ดิเรกหยุดยิ้มทันที

"ผมชื่อดิเรกครับ ไม่ได้ชื่อกะเผลกอย่างที่คุณเรียก แล้วก็คงไม่มีมนุษย์คนใดในโลกที่จะชื่ออย่างนี้"

"อ๋อ" กิมหงวนพูดยานคาง "ยังงั้นหรือครับ ขอโทษที ผมฟังไม่ถนัด คุณว่า คุณอยากจะมีชีวิตเป็นทาร์ซานเหมือนอย่างผมใช่ไหมครับ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ครับ-ถูกแล้ว พวกผมรู้ดีว่าในป่านี้คุณเป็นผู้ ยิ่งใหญ่ สัตว์เดรัจฉานทั้งหลายล้วนแต่เกรงกลัวคุณ แม้กระทั่งช้างป่า ยังยอมมาปรนนิบัติรับใช้คุณ ใช่ไหมล่ะครับ"

อาเสี่ยยิ้มแก้มแทบแตก

"ถูกแล้วครับ ผม-ทาร์ซานเป็นเจ้าป่า มิตรของ ผมคือช้างกับลิง"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"หงวนโว้ย โห่เรียกช้างมาให้ดูสักตัวเถอะวะ"

อาเสี่ยหันกลับมาทางนิกร

"เอาตัวเล็กหรือตัวใหญ่ ตัวผู้หรือตัวเมียบอกมา"

นิกรทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล

"ตัวผู้หรือตัวเมียได้ทั้งนั้น แต่ตัวใหญ่ๆ อย่าเรียกมาเลย ขี้เกียจวิ่ง เอาตัวเล็กๆ ดีกว่า กันอยากดูความสามารถของแก ว่าแกจะเรียกช้างมาได้จริงๆ ไหม ตัวเล็กๆ ขนาดลูกช้างก็พอใจกันแล้ว"

ทาร์ซานนิ่งคิดอยู่สักครู่

"ถ้าเช่นนั้นเอาตัวเล็กที่สุด ขนาดที่ตั้งอยู่ตามศาลพระภูมิ"

นิกรสดุ้งโหยง

"มีรึวะ ช้างตัวเท่านั้น"

"มี" อาเสี่ยพูดเสียงหนักแน่น

"ในป่านี้น่ะหรือ"

ทาร์ซานสั่นศีรษะ

"เปล่า-ไม่ใช่ในป่านี้หรอก ที่ศาลพระภูมิที่บ้านเรายังไงล่ะ"

นิกรยิ้มแป้น หันมายักคิ้วกับพล

"เฮ้ย-อ้ายหงวนมันรู้สึกตัวบ้างแล้วโว้ย ลงพูดถึงเรื่องที่บ้านก็หมายความว่ามันจำเราได้" แล้วนิกรก็กล่าวกับทาร์ซานต่อไป "แกปลอดภัยแล้วหงวน แกพยายามนึกดูให้ดี แกได้เดินทางมาจากกรุงเทพฯ โดยเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ นึกออกไหม? "

อาเสี่ยนิ่งนึก ทำตาปริบๆ

"พอจะนึกได้ กันเดินทางไปพม่าเพื่อจะไปเซ็นสัญญาเป็นเอเย่นต์น้ำมันหม่องตรา "แพะขวิดเสือ" นอก จากนี้กันจะได้ไปศึกษาวิชาการเลี้ยงกบ และแทงกบจากหม่องทินเด่ เครื่องบินที่กันโดยสารมาเป็นเครื่องบิน แปดเครื่องยนต์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"สี่โว้ย อ้ายหงวน ไม่ใช่แปดหรอกอ้ายหลานชาย"

เมื่อถูกขัดคอ อารมณ์ของทาร์ซานก็เปลี่ยนแปลงไปทันที

"อย่ารู้ดีกว่ากันหน่อยเลยน่าอ้ายน้องชาย นี่แหละเขาเรียกว่าหัวล้านนอกครูละ ที่ผมว่าแปดเครื่องยนต์ น่ะหมายความว่ารวมกันสองลำไม่ใช่ลำเดียว ว้า-เล่น ขัดคอยังงี้ชักโมโหแล้ว เป็นบ้าตามเดิมดีกว่า" พูดจบ อาเสี่ยก็ป้องปากโห่เสียงลั่นป่า

"โห่ ฮี้โห่ ฮี้โห่ โอ้โฮ ฮิ้ว"

แล้วกิมหงวนก็วิ่งไปจากที่นั้นทันที เขากระโจน โหนสายเถาวัลย์เส้นหนึ่งพาตัวลอยละลิ่วแล้วตีลังกากลับหลัง คว้าเถาวัลย์อีกเส้นหนึ่ง แคล่วคล่องว่องไวเช่นเดียวกับทาร์ซาน ยอนนี่ไวสมูลเล่อร์ ของเมโทรฯ ชั่วพริบตาเดียวร่างของกิมหงวนก็หายไป

ดร. ดิเรกทำนัยน์ตาเขียวกับพ่อตาของเขา

"ปัทโธ่" นายแพทย์หนุ่มเอ็ดตะโรลั่น และขบกรามกรอด "คุณพ่อไม่รู้จักจิตวิทยา พูดขัดคอคนบ้า มีอย่างหรืออ้ายหงวนมันกำลังจะมีสติสัมปชัญญะอยู่แล้ว ประสาทส่วนสมองที่ขาดออกกำลังปะติดปะต่อกัน พอคุณพ่อขัดคอมันก็ขาดผึง แล้วอ้ายเสี่ยก็หมดความทรงจำ เกิดอารมณ์คลุ้มคลั่งขึ้น หลบหนีพวกเราไป ด้วยความรำคาญ คุณพ่อไม่ควรพูดมากเลย คุยกับคนบ้าต้องอนุโลมตามใจเขาซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าจ๋อย พูดเสียงอ่อยอย่างน่าสงสาร

"พ่อไม่รู้นี่หว่า"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แก่แล้วยังไม่มีความคิดอีก"

เจ้าคุณหันมามองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน แล้วทำปากหมุบหมิบ อวยชัยให้พรนิกร ดร. ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสองของเขา

"ไปโว้ย รีบไปตามอ้ายหงวนเถอะ มันคงจะป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้แหละ เอาปืนเล็กยาวของเราติดตัว ไปด้วยเพื่อป้องกันสัตว์ร้าย" แล้วดิเรกก็หันมาตะโกนบอกนายพรานผิวหมึก "มานี่-พี่หมึก รีบไปตามเจ้าหงวนเดี๋ยวนี้แหละ พวกลูกหาบให้เขาพักผ่อนกันอยู่ที่นี่ก็แล้วกัน"

นายพรานชาวอัฟริกันคว้าหอกคู่มือ ลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย แล้วเดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าแห้วออกติดตามทาร์ซานกิมหงวนทันที

ภูมิประเทศตอนนี้เป็นป่าโปร่งแลเห็นขุนเขาใหญ่น้อยสลับซับซ้อน เป็นแนวยาวเหยียดสุดขอบฟ้า พรานหมึกพาสามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินผ่านเชิงเขาแห่งหนึ่ง สักครู่ก็มาถึงบึงเล็กๆ แห่ง หนึ่ง มีความกว้างประมาณ ๔๐ เมตรเป็นอย่างมาก

ทุกคนยืนจับกลุ่มสอดส่ายตามองหาทาร์ซาน แล้วพลก็มองเห็นเสี่ยหงวนยืนอยู่บนชะง่อนผา ที่ยื่นออกมาเหนือบึงใหญ่นั้น และสูงจากพื้นน้ำประมาณ ๖ เมตร

นายพัชราภรณ์ชี้มือบอกพวกของเขาทันที

"โน่น-อ้ายหงวนยืนอยู่บนนั้น"

ทุกคนมองตามสายตาพล ดร. ดิเรกยกมือขวาโบกให้เสี่ยหงวน แล้วร้องเรียกด้วยเสียงอันดัง

"ทาร์ซาน-มานี่เถอะครับ พวกผมอยากจะเรียนวิชาสู้เสือกับคุณ มาสอนให้พวกเราหน่อยเถอะครับ"

อาเสี่ยตะโกนลั่น

"สู้เสือ-สู้เสือหรือครับ หวานเลยคุณ ใช้มือกระตุกหางเบาๆ ทีเดียวเท่านั้น เสือมันก็หมดฤทธิ์ยอมให้เราขี่หลังมันโดยดี" พูดจบทาร์ซานก็พุ่งตัวลอยละลิ่วลงสู่พื้นน้ำ

ทันใดนั้นเอง จรเข้ตัวหนึ่งซึ่งนอนผึ่งแดดอยู่บนตลิ่งก็ยืดตัวของมันขึ้นมองดูทาร์ซานด้วยความหิว กระหาย จรเข้ตัวนั้นยาวประมาณ ๔ เมตร เป็นจรเข้ที่มีขนาดใหญ่มาก มันกระโจนลงน้ำทันที ซึ่งในเวลาไล่ๆ กัน จรเข้ขนาดย่อมอีกไม่ต่ำกว่า ๒๐ ตัวก็วิ่งแข่งกันลง น้ำด้วยความหิวกระหายหวังจะกินเสี่ยหงวนเป็นอาหาร

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับพรานหมึกต่างตะหนกตกใจไปตามกัน กลัวว่าทาร์ซาน จะตกเป็นเหยื่อจรเข้ยักษ์

"ทาร์ซาน" ดร. ดิเรกร้องตะโกนสุดเสียง "ว่าย มาทางนี้โว้ย จรเข้อยู่ข้างหลังแกเห็นไหม"

ทาร์ซานกิมหงวนหันไปมองดูจรเข้ยักษ์ซึ่งว่ายรี่ เข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว แทนที่จะตระหนกตกใจ อาเสี่ยกลับหัวเราะลั่น เขาดึงมีดพกที่เหน็บเอาไว้ในซอง ของมันออกมาถือกระชับมั่น แล้วร้องประกาศกึกก้อง

"ทาร์ซานไม่กลัว เสือหรือจรเข้ไม่มีความหมาย สำหรับทาร์ซาน ทาร์ซานไม่กลัวใคร เข้ามาอ้ายน้องชาย ตัวใหญ่ๆ อย่างนี้ละก้อพ่อแทงให้จ๋ำหนับเลย"

ไม่มีใครคาดหมายว่าเสี่ยหงวนจะกล้าอย่างบ้าบิ่นเช่นนี้ จรเข้ยักษ์ปราดเข้าเล่นงานทาร์ซานทันที พออ้าปากจะงับ เสี่ยหงวนก็จ้วงแทงด้วยมีดพกเต็มเหนี่ยว ขณะนี้ฝูงจรเข้หลายสิบตัวได้ว่ายเข้ามารุมล้อมเพื่อจะช่วยกันกินกิมหงวน

พล พัชราภรณ์เต็มไปด้วยความห่วงใยอาเสี่ยเขา ปลดปืนเล็กยาวออกจากบ่าแล้วเลื่อนลูกขึ้นลำ

"ยิงโว้ย พวกเรา ช่วยกันยิง"

นิกร กล่าวถามพลด้วยเสียงหนักๆ

"ยิงอ้ายเสี่ยน่ะเรอะ"

พลลืมตาโพลง

"ยิงตะเข้โว้ย ไม่ใช่ยิงอ้ายหงวน เร็ว-ช่วยกัน ระดมยิงกราดไว้ ม่ายยังงั้นอ้ายเสี่ยเสร็จแน่ ตะเข้คราคร่ำเต็มไปหมด"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยก ปืนเล็กยาวขึ้นยิงไปทางฝูงจรเข้เหล่านั้น เสียงปืนดังกึกก้องสนั่นหวั่นไหว จรเข้ขนาดใหญ่สองตัวถูกปืนอย่างจังจมหายไปในน้ำ ในเวลาเดียวกันนี้เอง จรเข้ยักษ์ตัวนั้นกำลังปะทะกับทาร์ซานอย่างดุเดือด

เสี่ยหงวนกอดคอจรเข้แน่น จรเข้หมุนตัวไปมา ทำให้น้ำเป็นฝอยฟอง สักครู่จรเข้ยักษ์ก็สลัดอาเสี่ยกระเด็นไปจากตัวของมัน และก่อนที่ทาร์ซานจะตั้งตัวได้ มันก็ปราดเข้าไปอ้าปากงับกลางตัวทาร์ซานพอดี

"ว้าย" นิกรร้องสุดเสียง "อ้ายเสี่ยเสร็จแน่ ช่วยกันโว้ยพวกเรา"

จรเข้ยักษ์ว่ายทวนน้ำขึ้นไปทางเหนือ ชูคอขึ้น แลเห็นทาร์ซานดิ้นกระแด่วๆ อยู่ในปากจรเข้ แต่ขวัญ และกำลังใจของกิมหงวนยังดีอยู่ ความวิกลจริตของเขาทำให้อาเสี่ยไม่รู้จักเจ็บปวดจากเขี้ยวและเล็บของจรเข้เลย เสี่ยหงวนโบกมือให้คณะพรรคของเขา แล้วร้องตะโกนลั่น

"สวัสดีครับ ลาก่อนทุกๆ คน ผมจะไปอยู่กับชาละวันครับ ตะเข้ตัวนี้แหละครับคือพระยาชาละวัน ไชโย-ขอให้ประเทศไทยจงเจริญ"

จรเข้ยักษ์ว่ายวนเวียนไปมากลางน้ำ สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ดร. ดิเรกได้สติก่อนเพื่อน เขายกปืนขึ้นจะยิงจรเข้ตัวนั้น แต่แล้วพรานหมึกก็รีบปัดปืนในมือนายแพทย์หนุ่ม

"อย่าครับ-คุณหมอ ถ้าคุณหมอยิงก็อาจจะ ถูกอาเสี่ยเข้า จรเข้มันจมไม่ลงหรอกครับ เพราะอาเสี่ยแกเอามีดแทงใต้คางมันไว้เห็นไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาพูดกับนายพรานอย่าง ระล่ำละลัก

"ทำยังไงดีนายหมึก แกพอมีทางช่วยเหลือเจ้าหงวนไหม ฉันจะให้แกห้าพัน ถ้าแกช่วยชีวิตหลานชายฉันไว้ได้"

พรานหมึกหัวเราะเบาๆ

"ส่งปืนให้ผมเถอะครับใต้เท้า ผมจะยิงจรเข้ยักษ์ ตัวนี้เอง ส่วนเงินรางวัลนั้นไม่ต้องพูดถึง ผมยินดีจะช่วยชีวิตอาเสี่ยกิมหงวนไว้เพื่อมนุษย์ธรรมของผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบส่งปืนเล็กยาวของท่านให้นายพรานผิวดำทันที

"เร็ว-ตาหมึก อ้ายหงวนถูกจรเข้งับแย่แล้ว ฟุบหน้าลงไปในน้ำแล้วเห็นไหม เร็วเข้า จรเข้กำลังว่ายผ่านมาทางหน้าเรา"

นายพรานชาวอัฟริกันยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่า และเล็งศูนย์หมายไปทางศีรษะจรเข้ยักษ์ตัวนั้นเขาบอกตัวเองว่า ถ้าหากว่าเขายิงพลาดจากศีรษะจรเข้ กระสุนปืนก็อาจจะถูกกิมหงวนได้ แต่อย่างไรก็ตามพรานหมึก ยังทะนงในฝีมือแม่นปืนของเขาอยู่ เนื่องจากมีอาชีพเป็นพรานมานานแล้ว เมื่อจรเข้ยักษ์คาบเสี่ยหงวน ผ่านมาพรานหมึกก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปืนทันที

"ปัง"

กระสุนนัดนั้นถูกศีรษะจรเข้ยักษ์แม่นยำราวกับจับวาง ความเจ็บปวดทำให้พระยากุมภีล์รีบอ้าปากปล่อยเสี่ยหงวนออก แล้วดิ้นรนโผงผาง ฟาดหัวฟาด หางน้ำกระจายเป็นฝอยฟอง จรเข้ยักษ์ส่งเสียงคำรามลั่น พล พัชราภรณ์กับ ดร. ดิเรกช่วยกันยิงซ้ำอีกคนละนัด นิกรก้มลงหยิบก้อนหินเล็กๆ ขนาดนิ้วหัวแม่มือขึ้นมา แล้วเงื้อสุดแขนขว้างไปยังร่างของจรเข้ยักษ์ตัวนั้น

นายแพทย์หนุ่มยกมือผลักนิกรเซถลาไปไกล

"เอาก้อนหินก้อนนิดเดียวขว้างมันจะได้ประโยชน์อะไรวะ ปืนที่บ่าทำไมไม่ปลดออกมายิงมัน"

นิกรยิ้มแห้งๆ แล้วสั่นศีรษะ

"กันไม่กล้ายิงหรอก เมื่อวานนี้ยิงหมีที่ข้างภูเขา โป้งเดียว พานท้ายปืนตบเอาหน้าบวมเลยเข็ด"

ทุกคนต่างจ้องมองไปที่บึงใหญ่ จรเข้ยักษ์สิ้นฤทธิ์แล้ว มันกระเสือกกระสนพาตัวเข้ามาเกยตลิ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ แย่งปืนเล็กยาวมาจากพรานหมึก แล้วยก ปืนขึ้นประทับบ่า กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกทันที

"ปัง"

ความแรงของกระสุนปืนที่ผ่านลำกล้องออกไป ทำให้พานท้ายปืนตบหน้าท่านเจ้าคุณอย่างถนัด

"โอย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องออกมาดังๆ

สามสหายและเจ้าแห้วกับพรานหมึก ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ขณะนี้ทาร์ซานกิมหงวนได้ว่ายน้ำพาตัวมาริมฝั่ง แล้วปีนป่ายขึ้นมา ยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ริมบึง เขายืดหน้าอกขึ้นอย่างสง่าผ่าเผย ยกมือทั้งสองข้างป้องปากโห่ร้องเสียงลั่น

"โห่-ฮี้โห่-ฮี้โห่-โอ้โฮ-ฮิ้ว"

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินเข้ามาหาทาร์ซาน ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ที่เอวของเสี่ยหงวนมีบาดแผลอันเกิดจากเขี้ยวและฟันของจรเข้ยักษ์ตัวนั้น แต่อาเสี่ยไม่ได้สนใจเลย ฤทธิ์บ้านั่นเองทำให้เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอะไรเลย

นิกรพยักหน้ากับกิมหงวนแล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ไง-ทาร์ซาน แกสู้จรเข้ได้เก่งมาก กันอยากจะขอเรียนวิชาสู้จรเข้จากแก"

ทาร์ซานหัวเราะชอบใจ ยกมือขวาตบหน้าอก ตนเองหนักๆ แล้วพูดเสียงหนักๆ

"ทาร์ซานไม่กลัวใคร"

นิกรหัวเราะ

"รู้แล้ว พวกเราทุกคนยอมยกให้แกเป็นเจ้าป่า แกพยายามใช้สมองของแกสักนิดเถอะเจ้าเสี่ย เราทั้ง สามคนนี้เป็นเพื่อนของแก" แล้วนิกรก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาตบพุงกะทิของท่านเบาๆ แล้ว กล่าวกับอาเสี่ย "ท่านผู้นี้ก็ไม่ใช่อื่น อาของแกนั่นเอง"

กิมหงวนจ้องตาเขม็งมองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วขมวดคิ้วย่น ดูเหมือนเขากำลังทบทวนความทรงจำของเขา แต่อาเสี่ยก็นึกได้เพียงเลือนลางเต็มทน ในที่สุดเขาก็มองดูนิกรกับ ดร. ดิเรกและเจ้าแห้ว พอสบตากับเจ้าแห้ว เจ้าแห้วก็ยกมือไหว้และยิ้มแห้งๆ

"รับประทานจำผมไม่ได้หรือครับ ผม-นายศักดิ์แห้ว ขี้ข้าคนสนิทของอาเสี่ยอย่างไรล่ะครับ ท่านผู้นี้คือคุณหมอดิเรก แล้วนั่นคุณพลกับคุณนิกร โปรดนึกดูให้ดีเถอะครับ รับประทานพวกเราอุตส่าห์บุกป่าฝ่าดง มาก็เพื่อจะรับอาเสี่ย กลับไปกรุงเทพฯ รับประทานป่านี้ไม่มีอะไรน่าดูหรอกครับ สู้กรุงเทพฯ ไม่ได้"

เสี่ยหงวนกระพริบตาถี่เร็ว เขายกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมาแล้วก็เข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านิกรในระยะห่างเพียงเล็กน้อย อาเสี่ยกล่าวถามนิกรเบาๆ

"เฮ้ย-แกช่วยบอกกันหน่อยเถอะวะว่า กันนี่น่ะ เป็นใคร"

นิกรหัวเราะหึๆ

"แกชื่อกิมเบ๊ยังไงล่ะ"

อาเสี่ยทำคอย่น ยกมะเหงกเขกลงกลางกบาลนายจอมทะเล้นเสียงดังโป๊ก

"นี่แน่ะ เล่นล้อชื่อพ่อ เจ้าสัวกิมเบ๊น่ะเตี่ยกันโว้ย"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามายกมือตบบ่ากิมหงวนค่อนข้างแรง

"อ้ายหลานชาย เพียงแต่แกนึกชื่อเตี่ยของแกออก ก็ใช้ได้แล้ว เตรียมตัวกลับกรุงเทพฯ เถอะอย่าพยายามหลบหนีพวกเราเป็นอันขาด"

กิมหงวนยกมือท้าวสะเอว จ้องตาเขม็งดูท่านเจ้า คุณปัจจนึกฯ ด้วยความไม่พอใจ

"ขอโทษ-คุณเป็นใครไม่ทราบ ผมไม่เคยมีเพื่อนฝูงที่มีอายุแก่กว่าผมอย่างมากมายเช่นนี้ โดยเฉพาะไม่เคยปรากฏว่าเพื่อนของผมคนใดหัวล้านแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกเช่นนี้เลย อย่าพยายามตีสนิทเป็นเพื่อนผมหน่อยเลยน่า ขอโทษเถอะครับ หัวล้านก็อยู่ตามประสาหัวล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"โธ่-เดี๋ยวพ่อยิงทิ้งเสียเลย"

ดร. ดิเรกซี๊ดปากและพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"อย่า-คุณพ่อ อ้ายหงวนกำลังป่วยเป็นโรคจิตครับ คนไข้ที่เป็นโรคชนิดนี้ผมได้บอกคุณพ่อแล้วว่า ประสาทส่วนสมองของเขาชำรุดหมด โดยเฉพาะเกี่ยวกับความทรงจำ คนไข้จะจำอะไรไม่ได้เลย ที่เขาพูด กับเราก็พูดเรื่อยเปื่อยไปอย่างนั้นเอง เขาไม่ได้นึกว่าคำพูดของเขามีความหมายอย่างไรหรอกครับ"

พล พัชราภรณ์เดินเข้ามาหยุดยืนข้างๆ อาเสี่ย

"อ้ายหงวน แกบ้ามาหลายวันแล้ว เลิกเสียทีเถอะวะ หรือยังไง"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ปล่อยให้กันบ้าอีกสองสามวันเถอะวะ กันรับรอง ว่ามะรืนนี้กันหายเด็ดขาด"

นิกรร้องขึ้นดังๆ

"ไชโย-พูดกันรู้เรื่องแล้วโว้ย"

กิมหงวนหันมายิ้มกับนิกร

"ขอโทษ-คุณชื่อนิกร การุณวงศ์ใช่ไหมครับ"

นิกรยักคิ้วให้เสี่ยหงวน

"ครับ-ถูกแล้ว คุณอย่าสงสัยอะไรเลยครับ คุณกิมเบ๊ ผมนี่แหละครับคือนิกร การุณวงศ์ ลูกเขยและ ทายาทของพระยาปัจจนึกพินาศ"

"ใครบอกแกละว่าแกเป็นทายาทของฉัน ลูกเขย โว้ย ไม่ใช่ลูกตัว อย่าสะเออะหน่อยเลย ฉันตายทรัพย์ สมบัติของฉันแม้แต่สตางค์แดงเดียวฉันก็ไม่ให้แก"

นิกรยิ้มแสยะ

"อ๋อ-ผมไม่แคร์ครับ ถ้าคุณพ่อไม่ให้ทรัพย์สมบัติผม แทนที่ผมจะทำศพคุณพ่ออย่างหรูหรา ผมก็จะโทรศัพท์เรียกเจ๊กป๋องแป๋ง มารับเอาศพคุณพ่อไปฝังที่วัดดอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นพรานหมึกแหงนหน้าขึ้น ไปมองบนอากาศ เหลียวซ้ายแลขวาสูดลมเข้าปอดเต็ม แรงและทำจมูกบานพะเยิบพะยาบเหมือนกับจมูกม้า ท่านกล่าวถามนายพรานชาวอัฟริกาทันที

"เฮ้-หมึก แกกำลังได้กลิ่นอะไรหรือ มีอะไรเกิดขึ้นหรือเปล่า หรือว่ากองทัพมดมันยกกลับ"

พรานหมึกมีสีหน้าเคร่งขรึมผิดปกติ เขากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"ถ้าจะไม่ดีเสียแล้วละครับใต้เท้า ผมได้กลิ่นเหมือนกับกลิ่นคนป่าครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"คล้ายๆ กับกลิ่นตังไฉ่ใช่ไหม"

นายพรานสะดุ้งเล็กน้อย

"ไม่ใช่หรอกครับ อ้ายที่คุณว่ามันกลิ่นแก๊สเสีย หรือที่เรียกว่าลมเบื้องต่ำ" แล้วนายพรานก็หันมาทาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ผมได้กลิ่นจริงๆ ครับใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณชักใจไม่ดี

"แกลองก้มฟังดูที่พื้นดินอีกทีซิตาหมึก ถ้ายังไงเราจะได้รีบหลบหนีไปเสียก่อน"

พรานหมึกรีบทรุดตัวลงนั่ง แล้วแนบหน้าด้านซ้ายของเขาลงกับพื้นดินสักครู่หนึ่งเขาก็ลุกขึ้นยืน กล่าว กับสามสหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างละล่ำระลัก

"เปิดเถอะครับใต้เท้า หูของผมได้ยินเสียงฝีเท้า พวกมนุษย์ทมิฬจำนวนพัน ซึ่งกำลังบ่ายโฉมหน้ามาทางนี้"

"ว้า" นิกรร้องขึ้นดังๆ นี่หมายความว่าพวกเราจะต้องเผชิญหน้ากับอ้ายคนป่าอีกยังงั้นหรือ แล้วก็ มันมีจำนวนนับพันเชียวหรือพี่หมึก"

นายพรานลืมตาโพลง

"เชื่อผมเถอะครับคุณนิกร หูของผมเหมือนกับหูทิพย์ พอแนบลงกับพื้นผมก็ได้ยินเสียงต่างๆ ที่อยู่ห่างไกลจากผมในระยะสิบไมล์ ผมรับรองว่าอีกสักครู่ หรือภายในสิบนาทีนี้เราจะต้องเผจญกับพวกมนุษย์ทมิฬอีก ถ้าเราโอ้เอ้ไม่รีบหนีมันไป พวกเราก็คงจะถูกฆ่าตายหมด หรือมิฉะนั้นมันก็อาจจะจับเราไปบูชายันต์ แล้วเอาเครื่องในกินอย่างเนื้อวัว"

นิกรอมยิ้มแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อือ-เครื่องในคนถ้ามันคงอร่อยดีเหมือนกัน"

พล พัชราภรณ์ ยกมือจับแขนทาร์ซานซึ่งยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างๆ เขา และบุหรี่นั้นเป็นบุหรี่กระป๋องของพลนั่นเอง

"ทาร์ซานโว้ย เรากำลังจะถูกพวกคนป่ารุกราน แกมีวิธีอะไรบ้างไหมที่จะต่อสู้กับพวกมนุษย์ทมิฬเหล่านี้"

เสี่ยหงวนอัดควันบุหรี่เข้าปอดเต็มแรง รู้สึกว่าทาร์ซานสบายอกสบายใจมากที่ได้สูบบุหรี่ ๕๕๕ เป็นครั้งแรกหลังจากเขาได้รับอุบัติเหตุจากเครื่องบินตกในป่า

"กันเป็นทาร์ซาน" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "แกย่อม รู้ดีว่าทาร์ซานนั้นย่อมเป็นเจ้าป่า สัตว์ต่างๆ ในป่านี้ ตลอดจนพวกคนป่าคนดง เพียงได้ยินเสียงโห่ของกัน เท่านั้นก็วิ่งหางชี้ไปตามกัน ไม่ต้องกลัวกันอยู่ที่นี่ทั้งคน กันจะไม่ยอมให้พวกเราได้รับอันตรายจากคนป่าเป็นอันขาด คุณอาครับ...มาคุยกับผมเถอะครับ สติสัมปชัญญะผมกลับมาแล้ว ผมจำคุณอาและเพื่อนๆ ตลอด จนอ้ายแห้วได้เป็นอย่างดี ผมนึกออกแล้วว่าผมคือ อาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีแห่งไทยแลนด์ คุณอาชื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช่ไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ เดินเข้ามาหาอาเสี่ยด้วย ความดีใจที่กิมหงวนกลับเข้าสู่สภาพเดิม

"ถูกแล้วอ้ายหลานชายอาคือพระยาปัจจนึกพินาศอาของแกนั่นเอง"

อาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"นั่นน่ะซีครับ สติสัมปชัญญะของผมกลับคืนมา ก็เพราะผมได้เห็นศีรษะของคุณอานั่นเอง ทีแรกผมตกใจ นึกว่าพระอาทิตย์ขึ้นในป่าเสียอีก มองไปมองมา ผมก็ค่อยได้คิดแล้วผมก็รู้ตัวว่าผมมาเป็นทาร์ซานอยู่ ในป่านี้ก็เพราะเครื่องบินโดยสารตก"

พรานหมึกพูดเสริมขึ้นดังๆ

"ว่าอย่างไรครับใต้เท้า อย่ามัวร่ำไรอยู่เลยครับ ผมแว่วเสียงกลองพวกคนป่าแล้ว คราวก่อนพวกเรายิงมันตายหลายคน แต่คราวนี้ผมชื่อว่ามันจะต้องห้อมล้อมเราและมันจะต้องสังหารเราจนได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มกับทาร์ซาน

"ไปโว้ยหงวน พวกลูกหาบของเราพักผ่อนกันอยู่ใกล้ๆ บ้านของแกนั่นแหละ รีบไปสมทบกำลังกันเถอะ หากว่าพวกเราหนีมันไม่ทัน เราก็ต้องสู้มันจนยิบตา"

อาเสี่ยมีใบหน้าเหี้ยมเกรียมขึ้นทันที เขากล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงแข็งกร้าว

"คุณอาพาพวกเราล่วงหน้าไปก่อนเถอะครับ ผมจะไปตามช้างป่าและพวกลิงทโมน ซึ่งเป็นมิตรของผม ขณะนี้โขลงช้างป่าคงจะพากันไปเล่นน้ำที่บึงใหญ่ทางทิศตะวันออกนี้ ส่วนพวกลิงก็คงจะขึ้นไปหาลูกไม้กินบนเขา ไม่ต้องกลัวครับ ช้างในป่านี้ล้วนแต่เป็นเพื่อนเกลอของผมทั้งนั้น หัวหน้าโขลงชอบพอกับผมมาก นิสัยใจคอคล้ายๆ กับผมแหละครับ เป็นคนหนุ่มที่พูดจาโผงผาง แต่ว่ามีอารมณ์ขันครึกครื้นดี คุยกับผมถูกคอกันดีมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"ช้างน่ะเรอะ"

"ก็ช้างน่ะซีครับ"

"เอ๊ะ-แล้วทำไมแกคุยกับมันรู้เรื่องล่ะ"

"แล้วกัน" เสี่ยหงวนพูดเสียงดุๆ "ผมอยู่ป่า ไม่รู้ภาษาช้างมันก็แย่ซีครับ อ้ายหัวหน้าโขลงช้างป่ามัน ติดจะขี้คุยอยู่สักหน่อย ชอบเล่าอะไรต่ออะไรให้ผมฟังเสมอ แต่นิสัยดีพอจะคบกันได้ครับ ผมจะไปตามช้างกับลิงเดี๋ยวนี้ ถ้าหากว่าพวกคนป่ายกเข้าบุก ผมจะนำกองทัพช้างและกองทัพลิงทโมนโจมตีมันทันที"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพรานหมึกกับเจ้าแล้ว ต่างพากันรีบเดินทางกลับไปยังที่ที่พวกลูกหาบ ชุมนุมกำลังกันอยู่ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับบ้านพักของทาร์ซานนั่นเอง ส่วนทาร์ซานกิมหงวนเขาโห่เสียงลั่นป่ากระโดดเกาะเส้นเถาวัลย์ พาตัวลอยละลิ่วไปในอากาศเพื่อไปตามโขลงช้างป่าและพวกลิงทโมน ซึ่งล้วนแต่เป็นมิตรของเขา เมื่อคณะพรรค ๔ สหายมาถึงบริเวณบ้านพักของทาร์ซาน ทุกคนก็เห็นพวกลูกหาบนั่งจับกลุ่มสนทนากัน ภายใต้ร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง

พรานหมึกบอกให้พวกลูกหาบทราบทั่วกันว่า กองทัพมนุษย์ทมิฬซึ่งมีจำนวนมากมาย กำลังบ่ายโฉมหน้า ใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ให้พวกลูกหาบเตรียมอพยพเป็นการด่วน บรรดาพวกลูกหาบต่างตระหนกตกใจไปตามกัน ทุกคนไม่อาจจะทราบได้ว่าใครจะต้องเสียชีวิตถ้า หากว่าเกิดปะทะกับพวกคนป่าขึ้น

การเก็บข้าวของสัมภาระได้กระทำกันอย่างรวดเร็วที่สุด พอเก็บของเสร็จเรียบร้อย ทุกคนก็ได้ยินเสียงกลองดังแว่วมาตามลมในระยะไกล ระคนกับเสียงโห่ร้องของพวกคนป่า

กองทัพมนุษย์ทมิฬเหล่านี้ เคลื่อนที่เข้ามาโดยเร็วที่สุด เสียงโห่ของพวกคนป่าที่ดังอยู่แว่วๆ นั้นชัดขึ้น และใกล้เข้ามาทุกที

คณะพรรค ๔ สหายต่างล่าถอยออกจากบริเวณที่พักของทาร์ซานทันที แต่แล้วเพียงครู่เดียวพวกคนป่า ก็ติดตามมาทัน มันแยกกันออกมาสามพวก คนป่าหรือมนุษย์ทมิฬ คณะนี้หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวเป็นที่สุด ถือหอกและโล่ห์เป็นอาวุธ บ้างก็ถือธนู มันโห่ร้องก้องกังวานลั่นป่า วิ่งประดาหน้ากันเข้ามายังคณะพรรค ๔ สหาย เสียงโห่และเสียงกลองทำให้พวกลูกหาบทั้ง ๑๖ คนเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจ ด้วยความรักตัวกลัวตาย ทุกคนแบกหามสัมภาระซึ่งมีน้ำหนักไม่ใช่น้อย พวกคนป่าได้ระดมยิงมายังคณะพรรค ๔ สหาย ลูกธนูอาบยาพิษถูกลูกหาบผงะหงายไม่ต่ำกว่าสามสี่คน

พลตะโกนบอกพวก ให้พรรคพวกของเขายิงต่อสู้พวกคนป่า เสียงปืนเล็กยาวดังสนั่นหวั่นไหวระคนกับเสียงโห่ร้องและเสียงกลองของพวกมนุษย์ทมิฬเหล่านั้น กระสุนทุกๆ นัดไม่ผิดที่หมายเลย เพราะพวกคนป่าวิ่งมาเป็นกลุ่มเป็นก้อน

พรานหมึกพาพรรค ๔ สหายกับพวกลูกหาบวิ่งลุยข้ามลำธารสายหนึ่ง ต่างล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน ลูกหาบอีกสองคนถูกยิงด้วยลูกธนูล้มลงตายคาที่ และอีกคนหนึ่งถูกพุ่งด้วยหอกใบข้าวปักแน่นติดข้างหลังทะลุออกทางหน้าอกล้มลงสิ้นชีวิต

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับ พรานหมึกต่างช่วยกันระดมยิงพวกคนป่าโดยวิธีสู้พลางถอยพลาง พวกคนป่าประมาณ ๒๐๐ คน ปรากฏตัวขึ้นทางซ้ายมือของคณะพรรค ๔ สหาย พรานหมึกต้อง เปลี่ยนทิศทางพาพวกลูกหาบกับคณะพรรค ๔ สหายวิ่งบุกเข้าไปในบริเวณป่าไผ่แห่งหนึ่ง เพื่อลัดตัดขึ้นภูเขา

แต่แล้วพวกคนป่าอีกกลุ่มหนึ่งก็โห่ร้องเสียงกึกก้อง ตรูกันออกมาจากป่าไผ่นั้น ณ บัดนี้คณะพรรค ๔ สหายถูกล้อมแล้ว ไม่มีทางที่จะหลบหนีไปได้ เมื่อพวกคนป่าประดาหน้ากันเข้ามา นายพัชราภรณ์ก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"สู้ตายโว้ยพวกเรา ประจัญบาน"

การตะลุมบอนระหว่างคนป่ากับคนบ้านเป็นไป อย่างทรหดและดุเดือดยิ่ง สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วใช้พานท้ายปืนเล็กยาวเป็นอาวุธต่อสู้กับ พวกคนป่า แต่เพียงครู่เดียวเท่านั้นเอง คณะพรรค ๔ สหายกับนายพรานและพวกลูกหาบที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ถูกจับเป็น

หัวหน้ามนุษย์ทมิฬซึ่งเป็นชายร่างสูงใหญ่ ร้องตะโกนบอกไพร่พลของเขา

"อาจิ้ตา บุมบาระก้า-ช่วยกัน เอาเถาวัลย์มัดมืออ้ายพวกนี้ไว้โว้ย"

ฝูงมนุษย์ทมิฬต่างกระโดดโลดเต้นโห่ร้องอย่างครื้นเครงโดยทั่วหน้า สามสหายกับนายพรานและเจ้าแห้วกับพวกลูกหาบทุกๆ คน ต่างถูกมัดมือไขว้หลัง เป็นเชลยของมนุษย์ทมิฬเหล่านี้แล้ว เจ้าหัวหน้าคนป่าเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าคณะพรรค ๔ สหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามเจ้าหมอนั่นทันที

"นี่มันเรื่องราวอะไรกันวะ อยู่ดีๆ พวกแกก็มาจับกุมพวกเรา"

หัวหน้าคนป่ายิ้มแสยะ

"มันเป็นธรรมเนียมของพวกเราที่เราจะต้องทำลายล้างคนต่างถิ่น ไม่ว่าจะเป็นใครที่ล่วงล้ำเข้ามาในถิ่นนี้ เราจะต้องสังหารมันเสีย หรือม่ายก็จับเอาตัวไปบูชายันต์" แล้วหัวหน้าคนป่าก็ร้องตะโกนบอกบริวารของมัน "พาตัวไปโว้ย รักจะกินคนทั้งทีเราก็กินคนอ้วนๆ อย่างอีตาลุงคนนี้ บอกก่อนนะโว้ยไส้อ่อนกับม้าม ต้องเป็นของข้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว นิกรยิ้มให้หัวหน้าคนป่าแล้วพูดเสริมขึ้น

"แกฉลาดมากพี่ชาย ที่แกเลือกกินคนอ้วนๆ อย่างพ่อตาของกัน รับรองว่าอร่อยกว่าเครื่องในวัวมากทีเดียว"

หัวหน้าคนป่าทำตาเขียวกับนิกร

"มึงกูก็กิน"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งโหยง

"แหม-พูดจาไม่มีวัฒนธรรมเสียเลย"

หัวหน้าคนป่าขมวดคิ้วย่น

"อ้าว-ก็ข้าเป็นคนป่า เอ็งจะมาเอาวัฒนธรรมอะไรกับพวกข้า พวกเอ็งน่ะเป็นมนุษย์ที่เจริญแล้ว แต่ บางคนหยาบคายร้ายกาจไม่มีวัฒนธรรมประจำใจแม้แต่น้อย พวกข้าน่ะอยากจะอยู่ดีกินดีเหมือนอย่างพวก เจ้าเหมือนกัน แต่ในป่านี่มันอัตคัตโว้ย ไก่ตอนก็ไม่มี เป็ดย่างหรือหูฉลามก็ไม่เคยปรากฏ เราก็ต้องกินเนื้อมนุษย์" แล้วหัวหน้าคนป่าก็ร้องตะโกนลั่น "ดาโกต้า ไปโว้ย"

เสียงโห่ร้องและกลองดังกระหึ่มขึ้น ราวกับพื้น แผ่นดินจะถล่มทลาย พวกคนป่ากระโดดโลดเต้นดีอก ดีใจไปตามกัน บังคับให้เชลยของมันเดินตามไปโดยเร็ว ใครเดินช้าก็ถูกตีด้วยด้ามหอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ อกสั่นขวัญแขวนนึกสงสารตัวเองที่จะต้องตกเป็นอาหารอันโอชาของพวกคนป่า ความหวังที่จะได้รับความช่วยเหลือจากทาร์ซานกิมหงวนนั้นเลือนลางเต็มทน เจ้าคุณปัจจนึกฯ คิดว่ากิมหงวนหลอกท่านมากกว่าเขาจะไปพาพวกโขลงช้างป่า และลิงทโมนมาช่วย อาเสี่ยคงถือโอกาสหลบหนีไปเสียแล้ว

ฝูงมนุษย์ทมิฬพาคณะพรรค ๔ สหายกับพวกลูกหาบ และนายพรานบุกป่าฝ่าดงมาตามลำดับ ในราว ครึ่งชั่วโมงก็มาถึงถิ่นที่อยู่ของมัน มองแลเห็นกระท่อมเล็กๆ ปลูกอยู่เรียงรายหลายร้อยกระท่อมซึ่งสร้างขึ้น ด้วยฝีมือหยาบๆ

เบื้องหน้ากระท่อมเป็นลานดินกว้างใหญ่ มีเทวรูปแกะสลักด้วยไม้ยืนตระหง่าน หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวและมีกะทะเหล็กขนาดยักษ์ใบหนึ่ง ตั้งเตรียมพร้อม สำหรับต้มพวกเชลยที่มันจับมาได้ พวกคนป่าจะสังหารเชลยของมันเสียก่อนด้วยการบูชายันต์เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ การบูชายันต์ก็คือจับเชลยให้นอนหงายบนแคร่ แล้วให้เพชฌฆาตสังหารด้วยขวานหน้าใหญ่ ฟันคอขาดกระเด็น หลังจากนั้นพวกคนป่าก็จะนำศพเชลยของมัน ไปใส่กะทะต้ม ต้มแบบเดียวกับเครื่องในวัว มีใส่ตะไคร้ใบมะกรูดและเกลือป่นเพียงสามอย่างเท่านั้น

เสียงโห่ร้องและเสียงกลองดังกังวานอยู่ตลอดเวลา พวกมนุษย์ทมิฬต่างกระจายกำลังกันห้อมล้อม บริเวณลานกว้างเบื้องหน้ากระท่อมที่อยู่ของมันนั่นเอง เชลยทั้งหมดกำลังเผชิญกับพญามัจจุราช ทุกคนพากันมองดูท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความประหวั่นพรั่นใจ

ท่านเจ้าคุณถูกพวกคนป่ากลุ่มหนึ่งลากตัวออกไปกลางวง แล้วมันก็ช่วยกันจับท่านนอนหงายบนแคร่ไม้ไผ่เล็กๆ

เพชฌฆาตร่างใหญ่ถือขวานหน้าใหญ่เหมือนพระจันทร์ครึ่งซีก กระโดดโลดเต้นไปมาอย่างคึก คนอง หัวหน้าทมิฬเดินเข้ามาร้องบอกสมุนของมันคนหนึ่ง

"กัวลาช่า แจ็มโบ อัมโบปา-รวบผมมันกระชากให้หน้าหงายขึ้นโวย เพชฌฆาตลงมือตัดคอได้อ้วนๆ อย่างนี้แหละวิเศษนัก ตับม้ามต้องเป็นของข้า ผู้เป็นประมุข"

ลูกน้องของมันตะโกนร้องบอกหัวหน้า

"ค็องโก กอลิลา-อ้ายคนนี้ไม่มีผมแม้แต่เส้นเดียว จะให้ข้าจับรวบผมมันอย่างไร ข้าทำไม่ได้โว้ย"

หัวหน้าทมิฬจ้องมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วมัน ก็หัวเราะชอบใจ

"ถ้ายังงั้นปล่อยให้เพชฌฆาตมันเลือกฟันตามความพอใจ ลงมือโว้ย อย่ามัวร่ำไร" แล้วมันก็หันมา ร้องตะโกนบอกพวกของมันกลุ่มหนึ่ง ซึ่งกำลังช่วยกันสุมไฟใต้กะทะใหญ่ "เร่งไฟหน่อยโว้ยพวกเรา"

เสียงเพลงหมู่ดังขึ้นแล้ว เป็นเพลงจังหวะรัมบ้า เข้ากับเสียงกลอง พวกคนป่าตื่นเต้นยินดีไปตามกัน ที่มันจะได้กินเนื้อมนุษย์ เพราะนานๆ จึงจะมีมนุษย์หลุดเข้ามาในดินแดนของมันสักคนหนึ่ง

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล พัชราภรณ์ได้พยายามดิ้นรนจะเข้าไปช่วยท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้งๆ ที่ไม่มีทางที่จะช่วยเหลือได้ พวกคนป่าสองสามคนยกหอกจี้หลังของพลไว้ นิกรกลัวว่าพลจะถูกแทงตายก็รีบร้องห้าม

"อย่าโว้ยพล ปล่อยตามเรื่องเถอะ กันได้กลิ่น ช้างและกลิ่นลิงทะโมนแล้ว อีกสักครู่ช้างและลิงทะโมนจะมาช่วยเรา"

ดร. ดิเรกพูดโพล่งขึ้นทันที

"จมูกของแกวิเศษอย่างนี้เชียวหรือ"

นิกรหันมายิ้มกับ ดร. ดิเรก แล้วหัวเราะเสียงแหบ แห้งแบบเสียงแม่มดทั้งหลาย

"แฮ่ะ-แฮ่ ข้ารู้ ข้ามองเห็น ข้าย่อมหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ข้าผู้ชนะความเจ็บและความตาย ฮิ-ฮิ พวกเราต้องไม่ตาย พวกเราต้องมีชีวิตอยู่ต่อไป ช้างป่าโขลงใหญ่กำลังมาแล้ว ลิงทะโมนฝูงใหญ่ก็กำลังติด ตามมา ฮ่ะ-แฮ้ ฮิ-ฮิ-ฮิ"

"เฮ้ย" เจ้าทมิฬซึ่งยืนอยู่ข้างหลังนายจอมทะเล้นเอ็ดตะโรลั่น พร้อมกับยกด้ามหอกขึ้นฟาดกบาลนายจอมทะเล้นเสียงดังโป๊ก "อยู่เฉยๆ ไม่ต้องพูดมาก"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับเจ้าทมิฬที่ควบคุมตัวเขา

"เออ ฝากไว้ก่อน ประเดี๋ยวเถอะมึง แบนแป๊ดแป๋เป็นกล้วยปิ้งเลย ไม่เชื่อก็คอยดู"

เจ้าหมอนั่นขมวดคิ้วย่น

"อุมปา ทำไมข้าจะต้องแบนแป๊ดแป๋เหมือนกล้วยปิ้ง"

นิกรหัวเราะ

"ถูกช้างกระทืบล่ะซี"

ขณะนี้การประหารเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เริ่มพิธี แล้วเพชฌฆาตร่างใหญ่ควงขวานและเต้นคองก้าเข้าจังหวะกลอง นานๆ ก็เงยหน้ามองดูพระพักตร์เทวรูป มันเต้นไปมารอบๆ แคร่ไม้ไผ่ บางทีก็กระโดดตัวลอยร่ายรำท่าแปลกๆ จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เฮ้ย ลวดลายมากไปแล้วโว้ย" เจ้าคุณพูดพลางหัวเราะพลาง "เอ็งจะฆ่าข้า ก็เร่งตัดคอข้าเสียเถอะวะ ข้าแก่แล้ว ข้าไม่กลัวตายหรอก"

หัวหน้าทมิฬโบกมือให้เพชฌฆาตหยุดรำ แล้วเดินเข้ามายกหลังมือขวาตบหน้าเพชฌฆาตดังฉาด

"อุตาน่า แจ็มโบ-เมื่อไหร่มึงจะฟันคออ้ายอ้วน นี่เสียทีวะ"

เพชฌฆาตชักฉิว

"แล้วกันนาย ข้าไม่ใช่เพชฌฆาตเฮงซวยนะ จะบอกให้ ตามประเพณีของเราเพชฌฆาตจะต้องร่ายรำ ถวายเทพเจ้าก่อนใช่ไหมล่ะ ปู้โธ่-แก่กินมากไปแล้วละนาย"

เจ้าหัวหน้าแลบลิ้นเลียริมฝีปาก

"ก็มันกำลังอยากนี่หว่า รำต่อไปโว้ยไม่ต้องพูดมาก"

เพชฌฆาตหัวเราะหึๆ ร้องตะโกนบอกพวกดนตรี

"เฮ้-กุลวดี ศรีพิศาล แห่งทุ่งมหาเมฆขอเพลง 'พม่ารำขวาน' ให้พี่ตุ๊กับน้องต้อย บรรเลงได้โว้ย"

เพลง 'พม่ารำขวาน' ดังขึ้นอย่างกระพร่องกระแพร่ง เจ้าเพชฌฆาตรำขวานอย่างน่าดู หน่วยก้าน ท่าทางเหมือนกันกับพม่าคนหนึ่ง หัวหน้าทมิฬชอบอกชอบใจตบมือลั่น

"วิเศษโว้ย วิเศษมากไอ้น้องชาย อย่าเพิ่งตัดคอนักโทษโว้ย รำให้ดูให้ชื่นใจสักครึ่งชั่วโมงเถอะวะ"

เจ้าเพชฌฆาตรำป้อ เอียงคอไปมาและยิ้มแสยะ พวกคนป่าต่างร้องเพลง 'พม่าแทงกบ' ขึ้นพร้อมๆ กัน นิกรเผลอตัวตบมือให้จังหวะอย่างสนุกสนาน

ทันใดนั้นเอง เสียงประหลาดของทาร์ซาน ก็ดังขึ้นก้องกังวานมาแต่ไกล

"โห่-ฮี้ โห่...ฮี้โห่-โอ้ โฮ-ฮิ้ว"

คณะพรรค ๔ สหาย กับนายพรานและพวกลูก หาบต่างดีอกดีใจไปตามกันเสียงกลองหยุดชงักลงทันที ครั้นแล้วเสียงช้างป่าก็แปร๋แปร้นขึ้นรอบๆ บริเวณที่พักของพวกคนป่า

อาเสี่ยกิมหงวนในบทบาทของทาร์ซานวิ่งนำหน้า พาช้างป่าประมาณ ๕๐ ตัวบุกเข้ามาอย่างรวดเร็ว ฝูงลิงทะโมนต่างติดตามมาด้วยหลายสิบตัว หัวหน้ามนุษย์ทมิฬตกตะลึงพรึงเพริด มันร้องขึ้นดังๆ

"เปิดโว้ย ตัวใครตัวมัน"

เพชฌฆาตทิ้งขวานวิ่งเตลิดเปิดเปิงอย่างไม่คิดชีวิต หัวหน้าทมิฬติดตามไปโดยเร็ว พวกคนป่าต่างแยกย้ายกระจัดกระจายไปสุดแล้วแต่จะหลบหนี กองทัพช้างบุกเข้าทลายบ้านของมนุษย์ทมิฬอย่างสนุกสนาน ช้างบางตัวที่มีนิสัยติดตลกสักหน่อย เอางวงคว้าคนป่าชูขึ้น แล้วโยนขึ้นไปในอากาศ อยากจะดูให้รู้แน่ว่าจะออกหัวหรือออกก้อย คนป่าหลายต่อหลายคนถูกช้างกระทืบตาย กองทัพช้างและลิงทะโมนวิ่งผ่านคณะพรรค ๔ สหายและพวกลูกหาบไปโดยมิได้ทำอันตราย ฝูงลิงทะโมนร่วมรบกับช้างป่าสังหารพวกมนุษย์ทมิฬตายยับ

อาเสี่ยร้องตะโกนบอกช้างป่าในบังคับบัญชาของ เขา

"อึดตะน่า คองโก คองก้า คองก้า ฆ่าให้เรียบ โว้ยพวกเรา"

โขลงช้างป่ากับลิงทะโมนต่างติดตามสังหารมนุษย์ทมิฬเหล่านั้น ตามคำสั่งของเสี่ยหงวน คณะพรรคสี่สหายกับพรานหมึกและพวกลูกหาบ ต่างแปลกใจไปตามกันที่ช้างป่าและลิงทะโมนยอมเป็นบริวารของอาเสี่ย

กิมหงวนมีสติสัมปชัญญะเช่นเดิมแล้ว ประสาทส่วนสมองของเขาที่ชำรุดไปหลายวันเพิ่งจะกลับคืนหลังจากอาเสี่ยได้เห็นเพื่อนเกลอของเขาเป็นครั้งแรก เสี่ยหงวนวิ่งตรงเข้ามาประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้น ซึ่งในเวลาเดียวกัน สามสหายกับนายพรานและลูกหาบก็ เข้ามาห้อมล้อมกิมหงวนด้วยความชื่นชมยินดี ทุกคนมีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดีใจกอดอาเสี่ยแน่น

"อ้ายหลานชาย แกวิเศษมาก สมกับที่แกเป็นทาร์ซาน"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"ช้างและลิงในป่านี้คือมิตรที่ดีของผมครับคุณอา ผมพยายามนำกองทัพช้างและลิงทะโมนรีบมาช่วย โดยเร็วที่สุด เป็นอันว่าพวกเราทุกคนปลอดภัยแล้ว" พูดจบกิมหงวนก็หันมายักคิ้วให้เพื่อนเกลอของเขา "ยังไงพรรคพวก รอดตายอย่างหวุดหวิดเชียวนะ"

นายแพทย์หนุ่มทำตาปริบๆ มองดูเสี่ยหงวนด้วย ความประหลาดใจยิ่ง

"เสี่ยโว้ย"

"หือ"

"แกหายบ้าแล้วหรือ"

กิมหงวนพยักหน้าและตอบยิ้มๆ

"หายแล้ว กันมีความรู้สึกเหมือนเช่นเคยแล้ว"

นิกรเดินเข้ามายื่นมือให้กิมหงวนจับ

"อ้ายเพื่อนเกลอ แกทำยังไงวะช้างป่าและลิง ทะโมนถึงได้ยอมเป็นพรรคพวกของแก"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ไม่ยากเย็นอะไรหรอก กันได้เมตตาปรานีต่อ ช้างและลิงก่อน มันก็เลยรักใคร่และยอมทำตามคำสั่งของกัน กันได้ช่วยลิงทะโมนหัวหน้าฝูงให้รอดพ้นจาก ความตายได้เมื่อมันตกลงไปอยู่ในก้นเหวลึกแห่งหนึ่ง ส่วนช้างป่ากันได้ช่วยนายโขลงขณะ ที่มันกำลังตกเป็น เหยื่องูหลามยักษ์"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"มีอย่างที่ไหนวะ งูกินช้าง"

"แล้วกัน" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "นี่แกนึกว่ากันเอาเรื่องโกหกมาเล่าให้แกฟังยังงั้นหรือ มีจริงๆ โว้ยงูหลามยักษ์ที่มันกินหัวหน้าโขลงช้างป่าตัวนั้น วัดเส้นผ่าศูนย์กลางไม่ต่ำกว่า ๖ ฟุต"

"แม่โว้ย" พลอุทาน "แล้วตัวของมันยาวแค่ไหน"

ทาร์ซานยิ้มแห้งๆ

"ยาวศอกกว่าๆ "

นิกรหัวเราะก้าก

"วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๖ ฟุต แต่ยาวศอกกว่าๆ ฮ่ะ ฮ่ะ-ฮ่ะ น่ากลัวจะไม่ใช่งูเสียแล้วละโว้ย ลักษณะ มันคล้ายกับเขียงหั่นหมูมากกว่า"

"จริงว่ะ" อาเสี่ยพูดอย่างเป็นงานเป็นการ "พูดเหมือนกับโกหก แต่กันได้เห็นกับตาจริงๆ วันนั้นกันไปอาบน้ำที่ห้วยแห่งหนึ่ง กันแลเห็นงูหลามยักษ์กำลัง ปล้ำกับหัวหน้าโขลงช้างป่าอย่างดุเดือด แต่แล้วช้างก็เสียท่าถูกงูกิน และกินทางหัวเข้าไปจนหมดตัว ในที่สุดติดปลายหางกลืนไม่เข้า งูต้องขยอกช้างออกมา กันก็ถือโอกาสช่วยช้างไว้ เอาก้อนหินใหญ่ขว้างไปถูกลูกนัยน์ตางูพอดี งูหลามยักษ์ได้รับความเจ็บปวดก็ร้องคำรามก้องป่าแล้ววิ่งหนีไป"

"รับประทานวิ่งหนีหรือเลื้อยหนีครับ" เจ้าแห้วถาม

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"เลื้อยโว้ยพูดผิดไป เจ้างูหลามยักษ์เลื้อยอืดอาด เข้าไปในป่าทึบ กันได้ช่วยผายปอดหัวหน้าโขลงช้างป่าตัวนั้น ในที่สุดมันก็ฟื้นคืนสติ มันขอร้องให้กันช่วยประคองมันไปส่งพรรคพวก กันก็ปฏิบัติตามคำขอร้อง เจ้าหัวหน้าช้างได้แนะนำให้พรรคพวกและลูกเมียของ มันรู้จักกับกันแล้วปวารณาตัวว่า พวกมันยินดีจะเป็นมิตรกับกันและจะให้ความช่วยเหลือกันทุกสิ่งทุกประการ ถ้าต้องการความช่วยเหลือจากมันก็ให้โห่เรียก นี่แหละ กันถึงได้สามารถนำโขลงช้างป่าและฝูงลิงทะโมนมาช่วยพวกเราได้ ขณะนี้พวกคนป่าคงถูกฆ่าตายเกือบหมดแล้ว เชื่อมือกันเถอะวะ ถ้ากันไม่เก่งจริง กันอยู่ในป่านี้ไม่ได้แน่"

๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างดีอกใจไปตามกันเมื่อกิมหงวนมีสติสัมปชัญญะเหมือนเช่นเดิม เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจหนักๆ

"สิ้นเคราะห์ไปที นึกว่าตายไปแล้ว อ้ายพวกเปรตเหล่านี้ทำไมถึงดุร้ายป่าเถื่อนอย่างนี้ก็ไม่รู้"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ก็มันคนป่านี่ครับคุณอา คนในเมืองหลวงแท้ๆ ยังโหดร้ายทารุณฆ่าฟันกันตายแทบไม่เว้นตละวัน มีข่าวปรากฏในหน้าหนังสือพิมพ์เสมอ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้กิมหงวน

"เจ้าเสี่ย เดี๋ยวนี้ความทรงจำและสติสัมปชัญญะ ของแกก็กลับคืนมาแล้ว แกลองเล่าเรื่องราวของแกให้อาฟังบ้างซิ"

อาเสี่ยหน้าจ๋อย ยักไหล่แล้วแบมือออกทั้งสองข้าง

"ผมจำอะไรไม่ได้เลยครับคุณอา ให้ชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากเหมือนหมาถูกยาเบื่อซีครับ ผมจำได้แต่เพียงว่า เครื่องบินที่ผมโดยสารมาถูกพายุฝน และตกลงมาในป่านี้ พอเครื่องบินกระแทกพื้นดินผมก็สิ้นสติ ผมรู้สึกว่าผมเป็นใคร ก็ต่อเมื่อผมได้เห็นคุณอากับเพื่อนๆ ของผม แต่นั่นก็เลือนลางเต็มทนอ้า-สติสัมปชัญญะของผมกลับคืนมา ก็หลังจากพวกเราช่วยให้รอดพ้นภัยจากจระเข้ อ้า-ผมเคลิ้มๆ ไปเหมือน กับตกอยู่ในความฝันตลอดเวลาแหละครับ บางทีก็รู้ตัวเหมือนกัน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นายพัชราภรณ์กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณอาครับ รีบค้นหาข้าวของสัมภาระของเรา เถอะครับอย่าเพิ่งคุยกันเลย ระหว่างที่เราต่อสู้กับพวกคนป่า ข้าวของของเราถูกทิ้งไว้เกลื่อนกลาดทางชายป่าโน้น ของเหล่านั้นล้วนแต่มีประโยชน์แก่เราอย่างยิ่ง รีบไปเก็บของเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย เครื่องนอนตลอดจนกระสุนปืนและยารักษาโรคของเราก็ทิ้งมันหมด ล้วนแต่ของมีค่าและจำเป็นสำหรับเราทั้งนั้น"

สามสหายต่างแสดงความยินดีกับเสี่ยหงวน พล แนะนำนายพรานกับพวกลูกหาบให้รู้จักกับอาเสี่ย พราน หมึกกับลูกหาบต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน ต่อจากนั้น พรานหมึกก็พาคณะพรรค ๔ สหายและพวกลูกหาบเดิน ทางย้อนกลับไปยังที่ที่ต่อสู้กับพวกมนุษย์ทมิฬ เสียงช้างป่ายังคงร้องแปร๋แปร้นอยู่ตลอดเวลา ช้างและลิงกำลัง ไล่ติดตามสังหารพวกมนุษย์ทมิฬเหล่านี้

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ทุกคนก็มาถึงป่าโปร่ง อันเป็นบริเวณที่ปะทะกับพวกคนป่าหีบข้าวของสัมภาระ ตกอยู่เรี่ยราด พวกลูกหาบต่างช่วยกันเก็บข้าวของเหล่านี้

กิมหงวนกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"พากันกลับไปยังซากเครื่องบินหน่อยเถอะวะพวกเรา กันต้องการค้นหาเสื้อผ้าและกระเป๋าเดินทาง ของกัน มีแหวนเพชรอยู่วงหนึ่งราคาเรือนแสนกว่า แล้วก็ของอันมีค่าอีกมาก เข้าใจว่าคงอยู่ในซากเครื่องบินแน่นอน หรือม่ายก็คงทิ้งอยู่แถวนั้น"

ดร. ดิเรกพูดโพล่งขึ้นทันที

"จริงโว้ยพวกเรา เรามีหวังที่จะได้กลับบ้านอย่าง สดวกสบายแล้ว ถ้าหากว่าวิทยุที่เครื่องบินนั้นยังใช้การได้ดี กันจะส่งข่าวไปทางดอนเมืองให้ส่งเฮลิคอปเตอร์ มารับพวกเรา ส่วนพรานหมึกและพวกลูกหาบเราจ่ายเงินรางวัลพิเศษและเงินค่าแรงให้เขา เขาคงบุกป่าฝ่าดงออกไปจากป่านี้เอง"

ทุกคนเห็นพ้องกับแนวความคิดเห็นของนายแพทย์หนุ่ม พรานหมึกกับพวกลูกหาบก็รู้สึกพอใจ คนเหล่านี้มีความชำนาญในการบุกป่าฝ่าดงมาแต่เล็กแต่น้อย ทุกคนกำลังอยากได้เงินค่าจ้างและรางวัลพิเศษที่คณะพรรค ๔ สหายสัญญาจะจ่ายให้ ถ้าหากว่าติดตามค้นพบทาร์ซานกิมหงวนซึ่งบัดนี้ก็ได้พบตัวแล้ว

เหตุการณ์ปกติแล้ว

พรานหมึกเดินนำหน้าพาคณะพรรค ๔ สหายกับ ลูกหาบลัดตัดตรงไปยังหุบเขาที่เครื่องบินตก เสี่ยหงวน คุยจ้อตลอดทาง เขาถามถึงท่านผู้ใหญ่และเมียของเขา นิกรเล่าให้ฟังว่า หลังจากทราบข่าวว่าเครื่องบินตก นวลลออร่ำแต่ร้องไห้ไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะกลัวว่ากิมหงวนจะตายไม่จริง

ในที่สุด ด้วยความสามารถของนายพรานหมึก นายพรานชาวอัฟริกัน ทุกคนก็พากันมาถึงหุบเขาใหญ่ ซึ่งเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ของบริษัท "ดับบลิว. ซี. โอเว่อรแลนด์ แอนด์ ซี จำกัด" ได้พาผู้โดยสาร ๑๓ คน มาตกที่นี่ และปรากฏว่ากิมหงวนของเราคนเดียวเท่านั้นที่รอดตาย

พอเข้ามาในบริเวณหุบเขา ทุกคนก็หยุดชงักและแปลกใจไปตามกัน สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ได้ปรากฏขึ้นใน สายตาของคณะพรรค ๔ สหายตลอดจนพวกลูกหาบ และนายพราน

เครื่องบินสี่เครื่องยนต์ที่หักพังอยู่กับพื้นดินโคนต้นไม้ใหญ่ ได้ขึ้นไปปรากฏอยู่บนชง่อนผาแห่งหนึ่ง ใกล้ๆ กันแลเห็นถนัด ชง่อนผานั้นสูงจากพื้นดินราว ๑๐ เมตร เศษของเครื่องบินเช่นเครื่องยนต์และอื่นๆ ตกอยู่เกลื่อนกลาด

"มายก๊อด..." นายแพทย์หนุ่มคราง มองดูหน้าพรรคพวกของเขาอย่างตื่นๆ "อะไรกันนี่โว้ย ทำไม ซากเครื่องบินถึงได้ปาฏิหารย์ขึ้นไปอยู่บนชะง่อนผานั้นได้ เราไม่ได้ฝันไปหรอกหรือนี่"

นิกรพูดขึ้นเบาๆ

"หรือพวกคนป่ามันมาช่วยกันยกขึ้นไปไว้บนนั้น"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"เป็นไปไม่ได้ ต่อให้พวกคนป่าร้อยคนก็ลำเลียงเอาขึ้นไปไว้บนชง่อนผานั้นไม่ได้"

นิกรกล่าวขึ้นด้วยเสียงยานคาง และแหลมเล็กแบบยี่เก

"อย่างนี้ดีร้าย คงเป็นด้วยอิทธิฤทธิ์ของผีไพรเจ้าป่าเป็นแน่ อย่ากระนั้นเลย"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น "ไม่ใช่เวลาที่จะตลกคะนองโว้ย พ่อรู้สึกว่าสถานะการณ์ของพวกเราไม่สู้จะปลอดภัยเสียแล้ว ล่าถอยออกไปจากหุบเขา นี่ดีกว่า"

พลว่า "เราต้องพยายามพิสูจน์ให้รู้แน่ก่อนครับคุณอา ว่าทำไมซากเครื่องบินถึงได้ปาฏิหารย์ขึ้นไปอยู่บนหน้าผานั้นได้ ผมงงไปหมดแล้วครับคุณอาคล้ายๆ เราถูกผีหลอกกลางวัน ทำไมซากเครื่องบินถึงได้ขึ้นไปอยู่บนชง่อนผานั้นได้ ซึ่งมันไม่น่าเป็นไปได้เลย เข้าไปดูใกล้ๆ เถอะครับ"

พวกลูกหาบเงียบกริบ หน้าตาซีดเผือดไปตามกัน เขาเข้าใจว่าคงเป็นอิทธิฤทธิ์ของผีไพรเจ้าป่า พรานหมึกมีสีหน้าเคร่งขรึม ประกายนัยน์ตาแสดงความหวาดกลัว พลเดินนำหน้าพาคณะพรรคของเขากับพวกลูกหาบบุก เข้าไปจนกระทั่งถึงที่ที่เครื่องบินตกแต่เดิม บริเวณนั้นมีซากศพผู้โดยสารหลายคนและข้าวของอื่นๆ ตลอดจน ส่วนประกอบของเครื่องบินเกลื่อนกลาด

ขณะที่คณะพรรค ๔ สหายกำลังวิพากย์วิจารณ์กันด้วยความประหลาดใจพรานหมึกก็ร้องอุทานขึ้นสุดเสียง

"โอ๊ย ตายแล้ว เปิดเถอะครับพวกเรา"

ทุกคนหันมามองดูนายพรานชาวอัฟริกันเป็นตา เดียว

"อะไรวะ ตาหมึก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องถาม

นายพรานมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลมสิ้นสติ เขายกมือขึ้นลงบนพื้นดินห่างจากเขาไม่กี่มากน้อย แล้วก็ พูดขึ้นด้วยเสียงระล่ำระลักแทบจะไม่เป็นภาษามนุษย์

"ดูรอยตีนนี่ซีครับ"

ทุกคนวิ่งเข้ามาห้อมล้อมพรานหมึกทันที ต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน เมื่อได้เห็นรอยเท้ายักษ์ปรากฎอยู่บนพื้นดินอย่างถนัด รอยเท้านี้ยาวไม่ต่ำกว่า ๒ เมตร กว้างประมาณครึ่งเมตร รอยเท้านี้ย้ำสับสันไปมา

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องลั่น "รับประทานเปิดเถอะครับ ยักษ์แน่ๆ รับประทานรอยเท้าของมันโตกว่าพระบาทหลวงพ่อโตวัดอินทร์เป็นกอง ขืนอยู่ช้าเป็นเสร็จมันแน่ กระดูกกระเดี้ยวไม่มีเหลือหลอ"

พวกลูกหาบและคณะพรรค ๔ สหาย ต่างส่งเสียง จ้อกแจ้กจอแจจนฟังไม่ได้ศัพท์ พลเดินเข้ามายกมือขวา จับแขนพรานหมึกแล้วกล่าวถาม

"พี่หมึกเข้าใจว่าอย่างไร เราบุกเข้ามาในถิ่นของยักษ์ใช่ไหม ฉันงงไปหมดแล้ว อ้ายเจ้าของเท้าที่เราเห็นนี่แหละ มันคงจับเอาซากเครื่องบินไปวางบนชง่อนผาบนหัวเรานั่น"

พรานหมึกปากคอซีด มีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม ในชีวิตพรานป่าของเขา พรานหมึกยอมรับว่าเขาไม่ เคยตระหนกตกใจเหมือนกับครั้งนี้เลย

"ถูกแล้วครับคุณพล เจ้าของรอยเท้านี่แหละ ครับที่มันยกซากเครื่องบินขึ้นไปไว้บนหน้าผานั่น แต่ ว่าไม่ใช่ยักษ์มารหรอกครับ มันคือรอยเท้าของลิงยักษ์ ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตราวกับขุนเขา เพียงแต่รอยเท้าของมันก็ขนาดนี้แล้ว ตัวของมันคงสูงไม่ต่ำกว่า ๗-๘ วา ขนาดต้นยางต้นนั้นเป็นอย่างย่อม นี่เป็นแต่เพียงความ คาดคะเนของผมนะครับ บางทีมันอาจจะสูงตั้ง ๑๐ วา ก็ได้"

นิกรลืมตาโพลง

"คิงคอง ถ้ายังงั้นอ้ายตัวนี้คงหลุดออกมาจากจอเฉลิมกรุงเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วมานี้ เปิดเถอะโว้ยพวกเรา"

ดร. ดิเรก โบกมือห้ามนิกรให้สงบปากเสียง เขารีบถ่ายภาพรอยตีนของลิงยักษ์ไว้ แล้วกล่าวถามพรานหมึกอย่างเป็นงานเป็นการ

"พี่หมึกเคยเห็นลิงยักษ์ขนาดนี้บ้างไหม"

นายพรานเหลียวหน้าเหลียวหลังล่อกแล่ก กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"ไม่เคยครับคุณ ผมเคยเห็นในป่าอาฟริกันเป็น กอริลลาขนาดยักษ์ แต่สูงเพียง ๗ ฟิตเป็นอย่างมาก ลิงตัวนี้คงเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังเหลืออยู่ในป่านี้อีก เพียงตัวหรือสองตัวเท่านั้นอย่ามัวพูดคุยกันเลยครับ ผมคิดว่าถ้าพวกเรารีบออกไปจากหุบเขานี้ได้ก็จะเป็นการดีที่สุด ลิงยักษ์มันคงอยู่ในบริเวณหุบเขานี้แหละครับ ถ้ามันเห็นเราเข้าเราคงตายแน่ปืนของเราจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย"

นิกรก้มลงเก็บอะไรอย่างหนึ่งขึ้นมาถือ แล้วเขาก็เอ็ดตะไรลั่น

"โอ้โฮ ขนลิงยักษ์โว้ย ดูซีพวกเรา ยาวไม่ต่ำกว่าหนึ่งฟุต สากหนายิ่งกว่าขนช้าง"

ขณะที่ทุกคนเข้ามาห้อมล้อมมองดูขนลิงยักษ์ เสียงขู่คำรามของพญาวานรก็ดังขึ้น ดังก้องหุบเขายิ่งเสียกว่าฟ้าคำรามร้อง

"ฮึ่ม ฮึ้ม"

ร่างอันสูงตระหง่านราวกับต้นตาล และใหญ่โตเหมือนภูเขา กำลังเคลื่อนที่ออกมาจากป่าทางขวามือ พญาลิงหรือคิงคองมีผิวกายดำสนิทราวกับนิล หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวมาก กิริยาท่าทางของมันดุร้าย มันยกกำปั้นทุบหน้าอกเสียงดังกึกก้อง แล้วเดินตรงเข้ามายัง คณะพรรค ๔ สหาย

ความตกใจทำให้นายจอมทะเล้นร้องขึ้นสุดเสียง

"ว้าย-ตายแล้ว เปิดโว้ยพวกเรา"

ทุกคนวิ่งหนีแยกย้ายกันไปคนละทิศทาง พวกลูกหาบต่างทิ้งข้าวของสัมภาระหลบหนีเอาตัวรอด เสี่ยหงวนกับนิกรแข่งกันไปอย่างคู่คี่กัน ดร. ดิเรกทำสถิติวิ่งเร็วได้ดีกว่าแชมเปี้ยนโลก คือทำเวลา ๑๐๐ เมตรเพียง ๙ วินาทีเท่านั้น เจ้าแห้วพยายามเร่งฝีเท้าเต็มที่ถึงกับยกมือตีก้นตัวเอง จนกระทั่งสามารถวิ่งขึ้นหน้า พลและนายพรานผิวหมึกไปได้ เหมือนกับม้าแข่งที่มีฝีตีนคนละชั้น

พวกลูกหาบบุกเข้าไปในสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบ ทุกคนวิ่งอย่างไม่ยอมเหลียวหลัง ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ด้วยไม่มีใครคิดว่าจะมีลิงยักษ์ขนาด คิงคองอาศัยอยู่ในป่าดงพงไพรเช่นนี้

(โปรดติดตาม ตอน 2)

"ป่ามหาสนุก"