พล นิกร กิมหงวน 169 : นครใต้พิภพ

ในท้องทะเล ในป่าดงพงไพรและหัวเมืองต่างๆ เกือบทั่วพระราชอาณาจักร คณะพรรค ๔ สหายของเราได้ท่องเที่ยวมามากต่อมากแล้ว

การท่องเที่ยวย่อมให้ความรู้ ความเพลิดเพลิน ได้พบเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีของพี่น้องชาวไทยใน ดินแดนต่างๆ นอกจากนี้ยังได้ชมธรรมชาติทิวทัศน์อันสวยสดงดงามราวกับเนรมิต

แต่สิ่งที่พบเห็นบ่อยๆ ก็มักจะเบื่อหน่าย ประเทศไทยเกือบจะไม่มีอะไรที่ใหม่และแปลกตาสำหรับคณะพรรค ๔ สหาย

ดังนั้น ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์เรืองนามจึงใช้เวลาว่างร่วมเดือนวางแผนการที่จะพาตัวเองกับพรรคพวกของเขาลงไปเที่ยวใต้พิภพเพื่อสำรวจสภาพของใต้พื้นโลก

นายแพทย์หนุ่มผู้นี้ไม่เคยทำอะไรไม่สำเร็จ

เขาสละเวลาหนึ่งเดือนเขียนแบบแปลนพาหนะวิเศษของเขาขึ้น รูปลักษณะของมันคล้ายกับจรวดสามารถแล่นไปได้ด้วยกำลังดันของแก๊ส ส่วนหัวของมันมีสว่านยักษ์สำหรับไชชอนพื้นพิภพ ให้พาหนะวิเศษแล่นไปใต้พื้นโลก

ตอนเย็นวันนั้นเอง ดร. ดิเรก ได้เชิญพล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาพบกับเขาในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ซึ่งเจ้าแห้วได้ถือโอกาสติดตามมาด้วย คณะพรรค ๔ สหายแปลกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นแบบแปลนพาหนะวิเศษติดอยู่กับกระดานดำข้างผนังตึก

ดร. ณรงค์ฤทธิ์ ได้อธิบายแบบแปลนนี้ให้ฟังแต่โดยย่อ

" จากพาหนะวิเศษของกันนี้ กันจะพาพวกเราลงไปเที่ยวใต้พื้นพิภพ สำรวจสิ่งต่างๆ ซึ่งยังไม่มีมนุษย์คนใดทำการสำรวจได้ เราอาจจะได้พบบ่อน้ำมัน, ถิ่นกำเนิดของถ่านหิน และแร่ธาตุต่างๆ มากมาย นอกจากนี้ บางทีเราอาจจะได้พบนครใต้พิภพก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ก็เข้าทีดีเหมือนกัน เราเที่ยวบนพื้นโลกหรือผิวโลกมามากแล้ว ควรจะลงไปเที่ยวใต้พื้นโลกดูบ้าง"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม แต่แล้วเมื่อได้ยินเสียงกรนของนิกร เขาก็หันมายกฝ่ามือผลักหน้านายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง

"เฮ้-สนใจกับเรื่องของกันบ้างซีโว้ย นั่งหลับอยู่ได้ แกไม่อยากไปเที่ยวใต้พื้นโลกหรือ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ใต้พื้นโลกมันจะมีอะไรวะ นอกจากไส้เดือน"

ดร. ดิเรกชักฉิว

"ไส้เดือนอยู่ลึกลงไปเพียงคืบหรือศอกเดียวเท่านั้น แต่พาหนะวิเศษของกันจะลงไปได้ลึกถึง ๒๐ ไมล์หรือกว่านั้น"

กิมหงวนมองดูแบบแปลนจรวดที่กระดานดำแล้วกล่าวขึ้น

"แบบแปลนของแก ทีแรกกันนึกว่าแกสร้างไม้ตีพริกอัตโนมัติเสียอีก แกมั่นใจหรือว่าถ้าสร้างจรวดตามแปลนนี้มันจะมุดน้ำดำดินได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เออ-จริงโว้ย ถ้าสร้างเสร็จมันดำดินไม่ได้ก็เสียเงินเปล่า"

นายแพทย์หนุ่มทำตาเขียวกับพ่อตาของเขา ยกกำปั้นขวาทุบลงบนฝ่ามือซ้ายค่อนข้างแรง พูดขึ้นอย่าง ดุเดือด

"คุณพ่อลองบอกผมซิ มีอะไรบ้างที่ผมทำไม่สำเร็จ"

พลยิ้มให้ดิเรก

"อย่าทำเป็นคนเจ้าโมโหโทโสไปหน่อยเลยวะ คุณอาท่านติเพื่อก่อไม่ใช่ว่าท่านดูหมิ่นฝีมือแก"

คราวนี้ ดร. ดิเรกมีสีหน้าแจ่มใสขึ้น

"กันสร้างแปลนตามหลักวิชา ไม่ได้เขียนแปลนอย่างส่งเดช กันรับรองว่าจรวดยานของกันนี้จะแล่นไปใต้พื้นโลกได้อย่างสบายและปลอดภัย" แล้วดิเรกก็มองดูหน้าเสี่ยหงวน นิ่งอึ้งไปสักครู่เขาก็กล่าวขึ้น "เพื่อนรัก กันมีเงินไม่พอที่จะสร้างจรวดนี้ ถ้าแกเป็นนายทุนยอมออกเงินให้กันสัก ๕๐ ล้านเพื่อสร้างจรวดยานนี้ขึ้น พวกเราก็มีหวังที่จะได้ไปเที่ยวใต้บาดาลกัน และผลพลอยได้จากการสำรวจใต้พื้นพิภพแกจะได้หลายร้อยล้าน เพียงแต่พบบ่อน้ำมันเข้าสักแห่งหนึ่ง เงินทองก็จะไหลมาเทมาเข้าสู่กระเป๋าแก"

อาเสี่ยโบกมือและพูดเสียงหัวเราะ

"ไม่เอาแล้ว เรื่องนายทุนเลิกกันที เงินตั้ง ๕๐ ล้านบาทกันจะเอาที่ไหนมาจ่ายให้แก"

นายแพทย์หนุ่มซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"เมื่อแกช่วยไม่ได้ก็ไม่เป็นไร กันจะได้รู้ว่า อาเสี่ยกิมหงวนเพื่อนของกันมีเงินไม่พอที่จะออกทุนสร้างจรวด กันจะติดต่อกับมหาเศรษฐีอื่นๆ ให้เขาช่วยเหลือกัน"

กิมหงวนทำตาโตเท่าไข่ห่าน

"เฮ้ยๆ กันพูดเล่นโว้ย มหาเศรษฐีในเมืองไทยไม่มีใครที่จะมีเงินมากกว่ากันหรอก เงินเพียง ๕๐ ล้าน ไม่ได้ทำให้ขนหน้าแข้งกันร่วงแม้แต่เส้นเดียว ตกลงดิเรก-กันออกทุนให้แกเอง"

ดร. ดิเรกยื่นมือให้อาเสี่ยจับ

"มันต้องยังงี้ แกหว่านพืชลงไปแกก็ต้องได้ผล เราจะทำสัญญากันเป็นหลักฐาน ทรัพยากรต่างๆ ที่เรา ค้นพบใต้พื้นโลกนับตั้งแต่ไส้เดือน ตัวแมลงแกลบ แร่ธาตุต่างๆ จะเป็นกรรมสิทธิ์ของแกแต่ผู้เดียว"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ถ้ายังงี้มันก็ไม่ยุติธรรมน่ะซีวะ ที่ถูกผู้ร่วมทางไปกับแกก็ควรจะได้รับส่วนแบ่งจากทรัพยากรเหล่านั้นตามสมควร เพราะการเดินทางไปใต้พื้นพิภพอาจจะได้รับอันตรายถึงแก่ชีวิตก็ได้"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"แต่กันเป็นผู้ออกเงินลงทุนสร้างจรวดยานวิเศษนี้นี่หว่า แกเป็นแต่เพียงผู้โดยสารไม่ต้องควักกระเป๋าเลย เท่ากับแกได้ไปเที่ยวฟรีแล้วจะเอาส่วนแบ่งตะหวักตะบวยอะไรกัน"

นายจอมทะเล้นพรวดพราดลุกขึ้นยืน

"พูดแบบยิวยังงี้ชกหน้ากันดีกว่า"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"อ๋อ ยังได้อ้ายกร" แล้วกิมหงวนก็ลุกขึ้นกระชากแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋าเสื้อเชิ้ต "มา-อ้ายกรให้มันรู้ดีรู้ชั่วกันเสียทีเถอะวะว่า ในระหว่างกันกับแกใครมันจะแน่กว่าใคร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เกรงว่าเรื่องจะถึงกับคอขาดบาดตายก็ปราดเข้าขวางกลางคู่พิพาททั้งสอง

"เฮ้ยๆๆ เรื่องมันนิดหน่อยเท่านี้ไม่น่าจะกัดกันเลย จรวดยานก็ยังไม่ทันจะลงมือได้สร้างสักนิด ยังงี้มันจะไปไหนรอด จะคิดทำอะไรมันต้องมีสามัคคีธรรมต่อกันซีโว้ย มัวแต่เบ่งเข้าหากันจะทำอะไรสำเร็จ"

กิมหงวนหัวเราะ

"ผมน่ะท่าดีแต่ทีเหลวครับ ถ้าอ้ายกรมันเอาจริงผมก็ไม่เอา" แล้วกิมหงวนก็ดึงแว่นตาขอบกระออกมาสวมตามเดิม ยักคิ้วให้นิกร "นั่งโว้ย นั่งปรึกษาหารือกัน"

สองสหายต่างทรุดตัวลงนั่งตามเดิม นิกรกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"การเดินทางไปสำรวจใต้พิภพมันเป็นการเสี่ยงภัยและเสี่ยงชีวิตอย่างไม่ต้องสงสัย กันและอ้ายพลกับ คุณพ่อตลอดจนอ้ายแห้วก็ควรจะมีส่วนแบ่งจากทรัพยากรที่ได้มาบ้าง"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง พูดขึ้นด้วยเสียงค่อนข้างดัง

"รับประทานนี่จะเอาผมไปด้วยหรือครับ ไชโย"

พลทำตาเขียวกับคนใช้แก่นแก้วของเขา

"อ้ายเปรตนี่ละก้อพอรู้ว่าจะพาไปไหนด้วยเป็นดีใจเนื้อเต้นทีเดียว"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย ถูมือทั้งสองข้างไปมา

"รับประทานผมเป็นคนใช้ผู้ซื่อสัตย์ของพวกคุณนี่ครับ รับประทานจะไปไหนกัน ผมก็ต้องขอติดตามไปปรนนิบัติรับใช้ด้วย โอ๊ย-รับประทานดีใจเหลือเกินครับ ผมอยากไปเที่ยวเมืองบาดาลมานานแล้ว อย่างน้อยคงจะได้เห็นพญานาคในคราวนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"พญานาคพ่อมึงน่ะซี"

เจ้าแห้วพยักหน้า

"ก็ดีน่ะซีครับ รับประทานถ้าพ่อผมเป็นพญานาค รับประทานป่านนี้รับประทานผมได้เป็นรัชทายาทเมืองบาดาลไปนานแล้ว"

ท่านเจ้าคุณโบกมือ

"พอๆ ชักทะลึ่งมากไปแล้ว มึงน่ะลามเหมือนขี้กราก โบราณท่านพูดไว้ไม่ผิด เล่นกับหมาหมาเลียปาก เล่นกับสากสากต่อยหัว-"

"ล้าน" อาเสี่ยพูดต่อเหมือนกระซิบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ยกหัวรองเท้าข้างขวาเตะหน้าแข้งเสี่ยหงวนดังโป๊ก

"นี่แน่หัวล้าน"

"ฮื่อ ฮื่อ" นิกรคราง "เลิกล้อเรื่องหัวล้านเสียทีเถอะวะอ้ายหงวน รู้อยู่แล้วว่ากระบานท่านไม่มีผมพูดอยู่ได้หัวล้านๆๆๆ ไม่เข้าเรื่องเลย ล้อผู้หลักผู้ใหญ่บาปกรรมเปล่าๆ "

ท่านเจ้าคุณหันมายกมือชี้หน้านายจอมทะเล้น

"มึงนั่นแหละระวังตัวให้ดี"

นิกรหัวเราะยกมือไหว้พ่อตาของเขาในทำนองตบหัวแล้วลูบหลัง ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องที่จะสร้างพาหนะวิเศษเดินทางลงไปสำรวจใต้พื้นพิภพ กิมหงวนยินดีออกเงินทุน ๕๐ ล้านบาทให้ ดร. ดิเรก และขอให้พล พัชราภรณ์ เป็นผู้เสนอในเรื่องส่วนแบ่งทรัพยากรธรรมชาติว่าควรจะแบ่งสันปันส่วนกันอย่างไร

คราวนี้พลได้กล่าวกับพรรคพวกของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันขอเสนอดังนี้เพื่อความยุติธรรม บรรดาทรัพยากรที่เราได้มาหรือเราจะได้ในโอกาสต่อไป อ้ายเสี่ยเป็นผู้ออกทุนย่อมได้ส่วนแบ่งมากกว่าเพื่อนคือ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ เหลืออีก ๒๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของกันกับคุณอาและอ้ายกรกับเจ้าแห้ว"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เออ ถ้ายังงี้ละก้อตกลง ถ้าให้กันไปโดยไม่ได้รับส่วนแบ่งอะไรกันไม่ไปเด็ดขาด เสียเวลาเปล่าๆ ดีไม่ดีจะเอาชีวิตไปทิ้ง ลูกเมียร้องไห้กันกระจองอแง"

ทุกคนไม่มีใครคัดค้าน เป็นอันว่าเห็นชอบตามที่พลเสนอมา ดร. ดิเรกบอกว่าเขาจะเริ่มงานสร้างพาหนะวิเศษในเร็ววันนี้ สถานที่จะสร้างจรวดก็คืออาณาเขตตอนหลังบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง

"อย่างไรก็ตาม ขอให้พวกเราทุกคนช่วยกันปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "เราไม่ต้องการที่จะให้ใครรู้ว่าเราจะทำงานสำคัญครั้งนี้ เพราะถ้าบุคคลภายนอกล่วงรู้เข้าเขาจะหาว่าพวกเราไม่สบาย อยู่ดีๆ หาเรื่องไปเที่ยวใต้ดิน แทนที่จะไปโลกพระจันทร์หรือโลกพระอังคาร แล้วก็น้อยคนนักที่เขาจะเชื่อความสามารถของกัน เราจะเปิดเผยเรื่องนี้ก็ต่อเมื่อจรวดยานของเราได้สร้างเสร็จเรียบร้อยพร้อมที่จะออกเดินทางได้แล้ว เมื่อนั้นแหละเราจะเชิญท่านผู้แทนหนังสือพิมพ์มาชมจรวดยานของเราก่อนที่พวกเราจะลงไปใต้พื้นพิภพ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามนายแพทย์หนุ่มด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"แกคิดบ้างไหมว่า เราอาจจะได้พบที่อยู่ของมนุษย์ภายใต้พื้นโลกนี้"

ดร. ดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ออไร๋น์-ป๋า ผมเคยมั่นใจอย่างนี้ เมื่อบนผิวโลกมีเมืองมนุษย์อยู่ใต้พื้นโลกก็อาจจะมีมนุษย์อาศัยอยู่เช่นเดียวกัน ผมเคยได้รับวิทยุประหลาดแห่งหนึ่งจากเครื่องมือจับกระแสคลื่นวิทยุของผมบอกให้รู้ว่า เสียงสัญญาณแบบวิทยุโทรเลขถูกส่งมาจากใต้พื้นพิภพนี้เอง แต่ว่าลึกมาก ลึกไม่ต่ำกว่า ๑๐ ไมล์ ซึ่งไม่เคยปรากฏว่ามีมนุษย์คนใดลงไปถึงใจกลางส่วนลึกของโลกเราอาจจะกลวงไม่ใช่ตันเหมือนผลส้ม ภายใต้พื้นพิภพอาจจะมีอาณาจักรน้อยใหญ่ มีท้องฟ้าสีเขียวคราม มีภูเขา มีป่าไม้ห้วยละหารธารน้ำไหล"

เจ้าแห้วจุ๊ย์ปาก

"รับประทานคุณหมออธิบายอย่างนี้ทำให้ผมตื่นเต้นอยากจะไปเมืองบาดาลเสียเร็วๆ รับประทานถ้ามีผืนแผ่นดินและมีเมืองก็คงจะรับประทานน่าอยู่กว่าบนผิวโลกนะครับ"

ดร. ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋น์ นครใต้พิภพบางทีอาจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยศิลปะวิทยาการดีกว่าเมืองบนผิวโลกเสียอีก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือจิตใจของประชาชนพลเมือง ที่นั่นคงไม่มีการจี้, ปล้นสะดม, การกินและการโกงอย่างสะบั้นหั่นแหลก, การเบ่งและระบบการซ้อม, ยิงทิ้งหรือใช้อำนาจเป็นธรรมเหมือนมนุษย์บนผิวโลก"

กิมหงวนชักเลื่อมใสในคำพูดของนายแพทย์ "คนนครใต้พิภพมีจิตใจใสสะอาดเพียบพร้อมด้วยเมตตากรุณาแล้ว บางทีกันอาจจะอพยพครอบครัวลงไปอยู่เมืองบาดาล นานๆ ก็ขึ้นมาเที่ยวสักครั้ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"เออ-ดี อาจะตามไปด้วย บนผิวโลกของเรานี้น่ะเดี๋ยวนี้มันไม่น่าจะอยู่เสียเลย ชีวิตของประชาชนไม่สู้จะปลอดภัยเสียแล้ว มีหวังถูกฆ่าตายตลอด ๒๔ ชั่วโมง กรุงเทพฯ เต็มไปด้วยพวกโจรและอาชญากร พลเมืองของเราเป็นโจรเป็นนักเลงอันธพาลไปประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว"

พล พัชราภรณ์พูดขึ้นเบาๆ

"จริงครับ ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นว่ากรุงเทพฯ มันควรจะเป็นเมืองนรกมากกว่าเมืองสวรรค์ อ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์แล้วไม่สบายใจเลย มีการปล้นและจี้กันไม่เว้นตละวัน ชาวชนบทหลั่งไหลเข้ามากรุงเทพฯ วันหนึ่งๆ หลายพันคน จนกระทั่งผู้คนแออัดยัดเยียดข้าวของแพงทำให้คนจนเดือดร้อนไปตามกัน สวัสดิภาพของประชาชนคนเดินถนนเกือบจะไม่มีเหลืออยู่อีกเลย"

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"พูดไปมันก็ยาก มนุษย์ทุกคนไม่มีใครที่จะยอมอดตาย และความจำเป็นย่อมไม่เห็นแก่ธรรมะ คนเราเมื่อมันอดอยากก็ต้องประพฤติทุจริต อาชญากรเหล่านี้ล้วนแต่เป็นผู้ที่ขาดการศึกษา มีสิ่งแวดล้อมที่เลวมาตั้งแต่เด็กๆ มีความสำคัญผิดคิดว่าความเลวเป็นความดี ถ้าหากว่ารัฐบาลรีบเร่งบำรุงการศึกษาให้มากกว่าเรื่องอื่น มีโรงเรียนให้ลูกคนจนเรียน มีมหาวิทยาลัยสำหรับคนจน ไม่ใช่มหาวิทยาลัยที่เรียนเฉพาะลูกเศรษฐี ในอนาคตอันใกล้ดี อาชญากรหรือผู้ที่เป็นภัยต่อสังคมก็จะลดจำนวนลงไป คนที่มีวิชาความรู้ย่อมมีโอกาสได้ทำงานดีๆ และจิตใจก็สูงพอที่จะไม่ยอมประพฤติชั่ว อินเดียเขาเพิ่งได้รับเอกราชเมื่อเร็วๆ นี้ แต่การศึกษาของเขากำลังเจริญก้าวหน้าข้ามหน้าเราไป อินเดียไม่มีนักจี้เพราะกฎหมายลงโทษรุนแรงมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามเบาๆ

"ถ้าจะถึงกับประหารชีวิตกระมัง"

"ถูกแล้วครับ แต่เขาใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง เป็นต้นว่านายแอบดุลอะหะหมัด ใช้มีดโกนจี้นายรามซิงก์โปลิศจับได้ โปลิศก็ใช้มีดโกนของนายแอบดุลเชือดคอนายแอบดุลทันที ง่า-ท่านมหาราชาจันทรกุมารได้มีลาย พระหัตถ์มาถึงผมทรงเล่าให้ฟังว่า นักแซ้งเมืองไทยคนหนึ่งหนีตำรวจไปอยู่อินเดีย ปลอมแปลงตัวเป็นแขกใส่ หนวดปลอมเคราปลอม ยืนอยู่ตามท้ายรถรางในเมืองอาลาฮาบัด ตำรวจอินเดียจับได้ขณะที่กำลังล้วงกระเป๋าเจ้าทรัพย์ จับมาถึงโรงพักตำรวจให้เจ้านักแซ้งคนนั้นกินธนบัตรและเศษสตางค์ต่างข้าวอยู่ได้ ๓ วันเจ้าหมอนั่นก็ตาย"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ลำบากนักคุยเรื่องจรวดของเราเถอะวะ เรื่องอินเดียของแกน่ะ ฉันเหม็นเบื่อเต็มทนแล้ว ฉันรู้สึกว่าแก ยกย่องบูชาชาวอินเดียมาก"

"ออไร๋น์ อินเดียคือครูของโลก ศิลปะและวัฒนธรรมต่างๆ ของทุกชาติทุกภาษา ย่อมเอามาจากอินเดีย ทั้งนั้น แกอย่าลืมว่าสมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราก็เป็นชาวอินเดีย อยู่ในประเทศอินเดีย พระองค์คือพระบรมศาสดาที่ชาวโลกนับพันล้านสักการะบูชาอยู่เสมอ โอ-อินเดียเป็นประเทศที่สวยงามที่สุด มีมหาคงคาแห่งความศักดิ์สิทธิ์ มีปูชนียสถานโบราณวัตถุที่สร้างด้วยทองคำ"

"เฮ้ย" กิมหงวนตวาดลั่น "นี่เราจะคิดสร้างจรวดไปใต้บาดาลหรือไปประเทศอินเดียกันแน่วะ"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ก็ไปใต้บาดาลน่ะซี"

อาเสี่ยทำปากแบะยื่น

"ถ้ายังงั้นงดเรื่องอินเดียไว้ก่อน มาปรึกษากันในเรื่องจรวดยานดีกว่า แกจะเอาเงิน ๕๐ ล้านเมื่อไร กันจะได้เตรียมเงินไว้ให้แก"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"ถ้าได้เร็วก็ยิ่งดี แต่ทางธนาคารเขาจะหมุนเงินมาให้แกทันหรือ เพราะเงิน ๕๐ ล้านไม่ใช่เงินเล็กน้อย"

เสี่ยหงวนพูดโดยเร็ว

"ไม่จำเป็นจะต้องไปถอนเงินที่ธนาคารหรอก เงินสดของกันใส่ปี๊บไว้ในห้องนอนมีอยู่ ๑๐๐ ล้านเห็นจะได้ เป็นธนบัตรใบละร้อยบาทล้วนๆ ใส่ปี๊บละล้านบาทตีตราครั่งเรียบร้อย พรุ่งนี้กันจะจ่ายให้แก ๕๐ ปี๊บ แกจะใช้จ่ายอย่างไรก็ตามใจแก แต่สั่งไว้เสียก่อนว่าอย่าให้อ้ายกรยุ่งเกี่ยวหรือเข้าใกล้เงินของกันเป็นอันขาด"

นิกรชักฉิว

"หนอยแน่ แกคิดว่าคนอย่างกันน่ะเห็นเงินตาลุกยังงั้นหรือ เงินของกันก็มีอยู่ตั้งเยอะแยะ มรดกของคุณพ่อและของคุณป้าของกันน้อยอยู่หรือ พูดแล้วจะว่าคุย กันใส่ถังไว้ในห้องนอนตั้งหลายถัง เมื่อคืนวานฝนตกงอกไปในราวห้าหกล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"เงินน่ะเรอะงอก"

นิกรหัวเราะ

"เม็ดมะขามครับ ปู้โธ่-ผมพูดเล่นต่างหาก มรดกของคุณพ่อผมกับของท่านป้ารวมกันแล้วยังไม่ถึงล้าน ใครจะไปรวยสู้อ้ายหงวนมันได้ มีเงินฝากธนาคารตั้งห้าหกร้อยล้านจนเป็นที่เลื่องลือกันทั่วประเทศ"

กิมหงวนยิ้มแป้น ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"แล้วความมั่งมีของกันก็ไม่มีใครสาปแช่ง เพราะกันร่ำรวยจากการค้าขาย ไม่ได้รวยจากการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริต เหมือนกับคนบางคนที่เดินเตะฝุ่นเมื่อเร็วๆ นี้ มีหนี้สินรุงรัง แต่เดี๋ยวนี้มีเงินนับล้าน รวยยังงั้น มีแต่คนเขาแช่งเขาด่า ไม่ช้าก็ฉิบหายเพราะรวยจากการกินและการโกง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"เรื่องของคนอื่นช่างเขาเถอะวะ สมัยนี้มันเป็นสมัยที่ใกล้กึ่งพุทธกาล ใครไม่รู้จักกินและโกงก็โง่บัดซบ หวังพึ่งแต่เงินเดือนอย่างเดียว ต่อให้มีตำแหน่งใหญ่โตยังไงเงินเดือนมันก็ไม่พอใช้"

ต่อจากนั้น ดร. ดิเรกก็อธิบายถึงรายละเอียดของแปลนจรวดยานวิเศษของเขาให้คณะพรรคทราบ จรวดนี้จะสร้างด้วยเหล็กกล้ามั่นคงแข็งแรงที่สุด สว่านยักษ์ที่หัวจรวดสามารถจะแหวกพื้นดินหรือหินที่อยู่ใต้ดินไปได้อย่างสบาย ภายในจรวดเต็มไปด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทันสมัย เป็นต้นว่าเครื่องราดาห์ เครื่องทำความเย็น ห้องบรรจุอากาศสำหรับใช้หายใจในจรวด ที่หอบังคับการเต็มไปด้วยเข็มมาตราต่างๆ การบังคับจรวดใช้ไฟฟ้าบังคับ มีห้องนอน ห้องนั่งเล่นอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะห้องน้ำและห้องส้วม จรวดนี้มีรัศมีเดินทางได้ถึง ๔,๐๐๐ ไมล์ และมีเครื่องมือบอกให้รู้ว่าจรวดอยู่ที่ไหน ลึกจากผิวโลกเท่าใด จรวดวิเศษนี้นอกจากจะมุดน้ำดำดินได้แล้วยังบินได้อีก มีความเร็วขณะที่บินอยู่ในอากาศถึงชั่วโมงละ ๑,๐๐๐ ไมล์

ก่อนจะปิดการประชุม ดร. ดิเรกกล่าวว่าเขาจะเดินทางไปอังกฤษและอเมริกาโดยเร็วที่สุด เพื่อสั่งซื้อแผ่นเหล็กกล้าสำหรับสร้างลำตัวจรวด ตลอดจนข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เขาเชื่อว่าเขาคงจะได้รับความช่วยเหลือจาก รัฐบาลอังกฤษและอเมริกา ในฐานะที่เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญของโลกคนหนึ่ง ซึ่งนานาชาติตลอดจนนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในโลกนี้ยอมรับนับถือในความรู้ความสามารถของนายแพทย์หนุ่มผู้นี้

"กันจะใช้จ่ายเงินของแกอย่างประหยัดที่สุด" ดร. ดิเรกกล่าวกับเสี่ยหงวนผู้เป็นนายทุนของเขา "กันกะไว้ว่างบประมาณในการสร้างจรวดนี้ในราว ๔๐ ล้านบาทเท่านั้น แต่ที่ขอไว้ ๕๐ ล้านก็เผื่อขาดเผื่อเหลือ"

กิมหงวนพยักหน้า

"เออ ตามใจแกเถอะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้าไม่พอจริงๆ กันยินดีออกทุนให้ล้านบาท"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"แกมีเรอะ เงินตั้งล้าน"

นายจอมทะเล้นพูดพลางหัวเราะพลาง

"กันจะขอที่คุณพ่อให้แก"

ท่านเจ้าคุณเอื้อมมือเขกศีรษะลูกเขยของท่านดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก"

การประชุมสิ้นสุดลงแต่เพียงนี้ คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ดร. ดิเรกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เสี่ยหงวนตกลงออกเงินทุนให้เขาสร้างพาหนะวิเศษ ถ้าหากว่าเขาทำสำเร็จ ชื่อเสียงของเขาก็จะเลื่องลือไปทั่วโลก และเขาคงจะได้รับประโยชน์มากมายจากการสำรวจใต้พื้นพิภพนี้

ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยเงิน

ท่ามกลางความประหลาดใจของบุคคลภายนอกซึ่งเป็นมิตรสหายของ ดร. ดิเรก นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้เรืองนามของเราได้เดินทางไปยังอังกฤษและอเมริกาโดยทางเครื่องบินเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่แล้วมานี้

ดิเรกได้ใช้จ่ายเงินประมาณ ๓๐ ล้าน สั่งซื้อเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ สำหรับจรวดยานของเขา ทางรัฐบาลอังกฤษและอเมริกาได้ให้ความเอื้อเฟื้อเป็นอย่างดี ในฐานที่เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของโลก ดังนั้นเขาจึงสามารถซื้อของได้ในราคาทุน ประหยัดเงินได้เกือบ ๑๐ ล้าน

หนังสือพิมพ์ในประเทศอังกฤษและอเมริกาได้ลงข่าวเกี่ยวกับ ดร. ดิเรกอย่างเกรียวกราว นักวิทยาศาสตร์ชาติไทยซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์เอกของโลกคนหนึ่งจะสร้างจรวดยานสำรวจภายใต้พื้นพิภพ บรรดาหนังสือพิมพ์เหล่านั้นต่างส่งผู้แทนมาสัมภาษณ์และถ่ายรูปไปลงพิมพ์

สมาคมนักวิทยาศาสตร์แห่งสหรัฐอเมริกาเชิญ ดร. ดิเรกแสดงปาฐกถาในเรื่องจรวดยานวิเศษของเขาซึ่งทำให้บรรดาผู้ฟังตื่นเต้นสนใจมาก นายแพทย์หนุ่มได้ถือโอกาสไปพบปะกับศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญในทางธรณีวิทยาหลายคน ทุกคนบอกกับ ดร. ดิเรกว่า ส่วนลึกของพื้นพิภพที่ไม่มีใครสำรวจได้ อาจจะเป็นโพรงตามความ เข้าใจของดิเรก และความกว้างใหญ่ไพศาลของมัน อาจจะมีเมืองมีพืชสัตว์และมนุษย์เช่นเดียวกับผิวโลกที่เราอยู่นี้ จากคำชี้แจงของนักธรณีวิทยาทำให้ ดร. ดิเรกยิ่งมั่นใจขึ้นอีกว่าใต้พื้นโลกนี้จะต้องมีนครใต้พิภพ

เขาใช้เวลาเดินทางไปอังกฤษและอเมริกาเพียงสองสัปดาห์เท่านั้น แล้วเขาก็เหิรฟ้ากลับมาเมืองไทยโดย สวัสดิภาพ

ในความร่วมมือของท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย โรงงานสร้างจรวดวิเศษของ ดร. ดิเรก ได้ถูกสร้างขึ้นภายในอาณาเขตของบ้าน "พัชราภรณ์" นั่นเอง กรรมกรทุกคนทุกแผนกล้วนแต่เป็นผู้เชี่ยวชาญในงานที่ ดร.ดิเรกต้องการให้ทำ ซึ่งทุกคนได้รับค่าจ้างงานแพงลิบ

เนื้อที่ว่างเกือบสองไร่หลังบ้าน "พัชราภรณ์" กลายสภาพเหมือนกับโรงเก็บเครื่องบินขนาดใหญ่ บรรดาเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ได้เดินทางจากอังกฤษอเมริกามาถึงกรุงเทพฯ โดยการขนส่งทางเรือซึ่งมีประกัน และของเหล่านี้ถูกส่งทยอยมาเรื่อยๆ

แล้วจรวดยานวิเศษก็ลงมือสร้างตามแบบแปลนของนายแพทย์หนุ่ม ซึ่งใช้เวลาสร้างตลอด ๒๔ ชั่วโมง ในความควบคุมของ ดร. ดิเรก

เขาขอร้องให้กรรมกรและนายช่างที่มาร่วมงานกับเขาให้ปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ทุกคนเห็นใจดิเรก จึงให้คำมั่นสัญญากับเขาว่าจะไม่ยอมแพร่งพรายการสร้างจรวดยานนี้ให้ล่วงรู้ถึงหูบุคคลภายนอกเลย

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ พอย่างเข้าฤดูฝน ลำตัวของจรวดก็เสร็จเรียบร้อย ยังอยู่แต่การติดตั้งเครื่องยนต์และการก่อสร้างด้านในของจรวด ตลอดจนติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ

คณะพรรค ๔ สหายตื่นเต้นไปตามกัน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และเมียๆ ของ ๔ สหายไปป้วนเปี้ยนอยู่ที่โรงจรวดตลอดวัน ดูการสร้างจรวดวิเศษด้วยความเลื่อมใสในความสามารถของ ดร. ดิเรก

นายแพทย์หนุ่มต้องกรากกรำทำงานมากที่สุด แทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนเลย สุขภาพของเขาทรุดโทรมลงไปมาก แต่จิตใจผ่องแผ้วเพราะมั่นใจว่า จรวดยานของเขาใกล้จะสำเร็จเรียบร้อยแล้ว

ในที่สุด ดิเรกก็ประสบความสำเร็จผลอย่างงดงาม

จรวดยานสร้างเสร็จ ในวันที่ ๒๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๙๕ ดร. ดิเรกได้ประชุมนายช่างและกรรมกรทั้งหมดกล่าวคำสวัสดีอย่างยืดยาวที่ได้ช่วยเหลือเขาสร้างยานวิเศษนี้

"ถ้าหากว่าข้าพเจ้าได้รับความสำเร็จผล ก็หมายความว่าท่านทุกคนเป็นผู้สร้างความสำเร็จให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอบคุณอย่างยิ่งที่พวกท่านได้ร่วมงานกับข้าพเจ้ามาด้วยดี ก่อนที่เราจะจากกันนี้ ข้าพเจ้าขออวยพรให้ทุกท่านมีความสุขความเจริญโดยทั่วหน้า"

เย็นวันนั้นเอง

คณะพรรค ๔ สหายทั้งหมดได้เข้ามาอยู่ในโรงจรวดโดยพร้อมหน้ากัน จรวดวิเศษแลตระหง่านอยู่เบื้องหน้า สว่านยักษ์ที่หัวของมันใหญ่โตน่ากลัวมาก สามารถเจาะพื้นดินหรือหิน เบิกทางให้จรวดแล่นไปได้อย่างสบายและรวดเร็ว จรวดนี้ยาวประมาณ ๑๒ เมตร และส่วนกว้างที่สุดตอนหอบังคับการประมาณ ๔ เมตร รูปลักษณะของมันคล้ายกับบุหรี่ฝรั่งหรือตอปิโดร์ มีความมั่นคงแข็งแรงที่สุด พ่นสีบรอนเงินสวยงามมาก ส่วนภายในจรวดก็ไม่ผิดอะไรกับเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ ให้ความสะดวกสบายแก่ผู้โดยสารทุกประการ

คุณหญิงวาดยกมือขวาวางบนบ่านายแพทย์หนุ่ม จ้องตาเขม็งมองดูจรวดวิเศษด้วยความชื่นชม

"อาไม่นึกเลยว่าเธอจะเก่งอย่างนี้ เออแน่ะ ไม่เสียทีไปเรียนเมืองนอกเมืองนามา"

ดิเรกอมยิ้มแก้มตุ่ย

"คุณอาไปเที่ยวใต้บาดาลกับเราไหมล่ะครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"อาอยากจะไปเหมือนกัน แต่อากลัวพบพญานาค ประเดี๋ยวพ่อพ่นพิษทีเดียว จรวดนี้ก็จะละลายไปเลย แล้วก็อากลัวว่าที่เมืองบาดาลจะไม่มีหมากพลูขาย เธอก็รู้ดีว่าถ้าอาไม่ได้กินหมากเป็นลงแดงตายแน่นอน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นึกหมั่นไส้คุณหญิงของท่านก็พูดเสริมขึ้น

"กินเสียจนปากเป็นกระโถนท้องพระโรง ไม่รู้ว่าจะกินมันเข้าไปทำไม"

คุณหญิงหัวเราะ

"เอ ความจริงตั้งแต่ดิฉันกินหมากมาตั้งแต่สาวจนแก่ ดิฉันไม่เคยนั่งรับประทานหมากบนศีรษะใครเลย นะคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก มองดูหน้าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วกล่าวว่า

"เจอศอกกลับเข้าให้แล้วละซี"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลอบค้อนภรรยาของท่าน

"คุณหญิงเขาเป็นคนคมครับ คมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

"อ๋อ" คุณหญิงวาดพูดยานคาง "ถึงคมก็ไม่เคยบาดเจ้าคุณหรอกค่ะ"

แม่เสือทั้ง ๔ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ประภาเดินเข้ามาหาผัวรักของหล่อนแล้วกล่าวถามขึ้น

"เมื่อไรดิเรกจะเปิดโอกาสให้ผู้แทนหนังสือพิมพ์เข้าชมจรวดของเราล่ะคะ เดี๋ยวนี้ประชาชนเขารู้กันทั่วประเทศแล้วว่า ดิเรกกำลังสร้างจรวดวิเศษสำหรับเดินทางสำรวจใต้พื้นพิภพ"

นายแพทย์หนุ่มยกมือจับคางภรรยายอดรักของเขา

"ดาลิง ไอกับพวกเราจะออกเดินทางไปใต้พื้นพิภพในวันเสาร์นี่แหละ"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"วันเสาร์ก็มะรืนนี้น่ะซีคะ"

"ออไร๋น์ ถูกแล้วครับ พรุ่งนี้ผมจะมีจดหมายไปหาหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ เชิญให้เขามาชมจรวดของเราในวันเสาร์เวลา ๙.๐๐ น. และ ๑๐.๐๐ น. ตรง พวกเราก็จะได้เริ่มดำเนินสำรวจใต้พื้นโลกเพื่อประโยชน์อันยิ่งใหญ่ในทางธรณีวิทยาและในทางภูมิศาสตร์ บางทีเราอาจจะไปโผล่ขึ้นในประเทศหนึ่งประเทศใดก็ได้"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"อีตอนโผล่นี่แหละค่ะคุณหมอสำคัญนัก"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ทำไมครับ"

ประไพพูดพลางหัวเราะพลาง

"ดิฉันกลัวว่าจะไปโผล่ตรงกับส้วมบ้านใครเข้าน่ะซีคะ โผล่ขึ้นมาหัวจรวดก็คงเหลืองอ๋อยไปเท่านั้นเอง"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล หันมาถามกิมหงวนเบาๆ

"ส้วม...ว๊อท อิท"

กิมหงวนแยกเขี้ยว

"กงซีล้งโว้ย"

"โนๆๆ ไอหมายถึงภาษาอังกฤษ"

"ดับบลิว. ซี"

"โอ-ไอโน" แล้วดิเรกก็หันมายิ้มกับประไพ "เรื่องนี้ไม่ต้องวิตกครับ เครื่องมือของเราจะบอกเราเองว่าที่ๆ เราจะโผล่ขึ้นมานั้นเป็นที่ที่สมควรจะโผล่หรือเปล่า ถ้าคุณอยากรู้เชิญขึ้นไปบนจรวดซีครับ ผมจะอธิบายให้ฟัง"

ประไพค้อนควับ

"มีอย่างหรือชวนขึ้นไปบนจรวดตัวต่อตัว เดี๋ยวก็จะมาแตะอั๋งดิฉันฟรีหรอก ลูกไม้ตื้นๆ พรรค์นี้อย่าเลย"

ดร. ดิเรกหัวเราะเสียงปร่าชอบกล ต่อจากนั้นเขาก็ชวนคณะพรรค ๔ สหายทั้งหมดขึ้นไปชมจรวดยานของเขา ทุกคนตื่นเต้นอย่างที่สุด ภายในจรวดยานอันกว้างขวางนี้เต็มไปด้วยเครื่องยนต์กลไกต่างๆ แต่ก็เป็นระเบียบเรียบร้อยใช้บังคับด้วยไฟฟ้า นายแพทย์หนุ่มพาดูทุกๆ ห้องเว้นแต่ห้องเครื่องยนต์

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือตบหลังดิเรกเบาๆ

"แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่น่ายกย่องนับถือมาก อ้ายหลานชาย คนไทยที่ไปเรียนเมืองนอกโดยมากกลับมาเมืองไทยก็มารับราชการ นักประดิษฐ์เมืองเราจึงหาได้ยาก อาขอแสดงความยินดีในความสำเร็จของแกในครั้งนี้"

ดิเรกอมยิ้ม

"แต่ถ้าอ้ายเสี่ยไม่ออกทุนให้ ผมก็ไม่สามารถจะสร้างจรวดนี้ได้ คนไทยเราที่หัวดีๆ ยังมีอีกมากนะครับ แต่เขาไม่มีทุนที่จะคิดจะทำอะไร ฝรั่งเขารัฐบาลช่วยเหลือจึงประดิษฐ์อะไรต่ออะไรได้เสมอ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เห็นพ้องด้วย

"จริงของแก หลานชาย ถ้าหากว่ารัฐบาลให้ความสนับสนุนในด้านการเงินแก่คนที่มีวิชาความรู้ ในไม่ช้า คนไทยก็อาจจะสร้างเครื่องยนต์กลไกใช้ได้ดี อาคิดว่าในเมืองไทยก็เห็นจะมีแต่แกคนเดียวเท่านั้นที่ทำอะไรต่ออะไรได้"

คราวนี้ ดร. ดิเรกยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"ออไร๋น์ ไม่มีอะไรที่ผมทำไม่ได้ ท่านมหาราชาจันทรกุมารยังเคยรับสั่งว่า ผมอาจจะทำให้โลกหยุดหมุนก็ได้ถ้าผมจะทำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"ถ้าโลกหยุดหมุน คนก็ตายซีวะ"

"โน-สมมติว่า ผมทำให้โลกหยุดหมุนจริงๆ ผมก็ต้องทำให้โลกแกว่งไปมาแทนการหมุน"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นทันที นายแพทย์หนุ่มพาคณะพรรคของเขาลงมาจากจรวดยานวิเศษ คุณหญิงวาดปลดกล้องถ่ายรูปออกมาแล้วยกขึ้นจะถ่ายภาพของจรวดยานไว้

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะก้าก

"ทำอะไรน่ะ คุณหญิง"

"อ๋อ ถ่ายรูปค่ะ"

"ปู้โธ่ ฟิล์มมันมีเมื่อไหร่เล่า"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวเข้าใส่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทันที

"แหม-เจ้าคุณนี่ชอบหักหน้าคนเสียจริงๆ เชียว รู้อยู่แล้วว่าฟิล์มไม่มีก็ยังดันพูดออกมาทำไมไม่รู้ อ้ายเราจะเก๊กเล่นให้โก้ๆ หน่อยเดียวเท่านั้น" พูดจบคุณหญิงวาดก็ขว้างกล้องถ่ายรูปราคาหลายพันลงบนพื้นแหลกละเอียด

นิกรหัวเราะชอบใจ มองดูหน้าอาเขยของเขา

"คุณอาหญิงท่านโมโหร้าย คุณอาไม่ควรพูดให้ท่านโมโหนี่ครับ กล้องถ่ายรูปดีๆ พังไปแล้ว ดูเหมือนคุณอาเพิ่งซื้อมาได้ไม่ถึงเดือน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแห้งๆ

"ใครบอกแกล่ะว่ากล้องอันนี้ของอา"

"อ้าว แล้วกล้องใครล่ะครับ"

"ของอ้ายหงวนมัน"

"ตายห่า กล้องของผมหรือนี่"

คุณหญิงวาดยักคิ้ว

"ฮื่อ อาถือติดมือเอาลงมาเล่นโก้ๆ ยังงั้นเอง"

เสี่ยหงวนยักไหล่ พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง"

"ดีเหมือนกัน หลงจ๊งผมเก๋าเจ๊งคนเดียว" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย-เก็บเอาไปให้ช่างเขาซ่อมโว้ย"

เจ้าแห้วหัวเราะคิ๊ก

"รับประทานอย่าซ่อมเลยครับ รับประทานส่งไปให้พิพิธภัณฑ์ดีกว่า อย่างนี้รับประทานซ่อม ๕ ปีก็ไม่เสร็จ อะไรๆ หลุดพังหมดแล้ว"

กิมหงวนถอนหายใจเบาๆ มองดูกล้องถ่ายรูปของเขาด้วยความเสียดาย ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็พากันออกมาจากโรงเก็บจรวด

ในที่สุด ก็ถึงวันสำคัญที่ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจะออกเดินทางลงไปสำรวจภายใต้พื้นพิภพ

ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามแผนการของ ดร. ดิเรก จรวดยานอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมที่จะออกเดินทางได้ นับตั้งแต่รุ่งอรุณของวันใหม่ พอฟ้าสาง บ้าน "พัชราภรณ์" ก็มีการเคลื่อนไหวกันอย่างคึกคัก นายแพทย์หนุ่มง่วนอยู่กับจรวดยานของเขา ควบคุมคนใช้ขนเสบียงอาหาร, ยารักษาโรคและข้าวของเครื่องใช้สัมภาระต่างๆ อีกมากมาย

ก่อนเวลา ๙.๐๐ น. ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็แต่งกายในชุดที่ ดร. ดิเรกประดิษฐ์ขึ้น ทุกคนสวมกางเกงยืดแนบเนื้อและสวมเสื้อยืดแขนยาว ที่ข้อมือทั้งสองข้างมีหนังรัด สวมหมวกหนังและมีแผงคอคล้ายๆ พระเอกในเรื่องเมืองกลางหาว หรือไปโลกพระจันทร์อะไรเหล่านี้ ทุกคนมีอาวุธวิเศษประจำตัว รูปร่าง คล้ายๆ ไม้ตีพริกในครัว แต่อานุภาพของมันใหญ่หลวงนัก นั่นคือปืนไฟฟ้าที่สามารถจะเผาเหล็กให้ไหม้เป็นจุณไปในพริบตาเดียว มนุษย์หรือสัตว์ถูกแสงไฟฟ้าเพียงนิดเดียวจะต้องจบชีวิตทันที

ในราว ๙.๓๐ น. บ้าน "พัชราภรณ์" ก็อุ่นหนาฝาคั่งเต็มไปด้วยแขกผู้มีเกียรติ และผู้แทนหนังสือพิมพ์ไทยจีน ฝรั่งและช่างภาพ

ผู้ที่ได้มาเห็นจรวดยานหรือพาหนะวิเศษต่างตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน คนไทยมีความสามารถถึงเพียงนี้เชียวหรือนี่ ช่างภาพหนังสือพิมพ์ต่างถ่ายภาพจรวดยานไว้มากต่อมาก และบรรดาผู้แทนหนังสือพิมพ์ต่างเข้ามารุมล้อมคณะพรรค ๔ สหาย เพื่อขอคำสัมภาษณ์ไปลงพิมพ์ในหน้าหนังสือพิมพ์ของเขา

นายคะกุ่ยผู้แทนหนังสือพิมพ์ไทย จีน แขก ฝรั่งบุกเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย พอกิมหงวนแลเห็นเข้า อาเสี่ยก็ร้องเอะอะทักทายเพื่อนของเขา

"เฮ้-สวัสดีโว้ย คะกุ่ย"

"เฮ้ย สาหวัดดี แหม-อั๊วมาช้าปายหน่อย นึกว่าลื้อมุกลิงไปเลี้ยว แฮ่ะ แฮ่ะ ขอให้อั๊วสำรากลื้อหน่อย"

กิมหงวนทำคอย่น

"สำรากหรือสัมภาษณ์"

"ฮิ ฮิ อินเตอรวิวโว้ย อั๊วพู่กไม่ใคร่ถูก อาหงวนลื้อลำดิงไปเลี้ยวเมื่อไรลื้อจิกับมา"

อาเสี่ยนิ่งนึก

"อย่างเร็วก็หนึ่งสัปดาห์เราถึงจะกลับ"

นายคะกุ่ยจดคำตอบของกิมหงวนลงในสมุดโน้ตของเขาเป็นภาษาจีน แต่แล้วเขาก็ยกมือเกาศีรษะแกร็กๆ ส่งสมุดโน้ตให้ชาวอินเดียคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา "พี่ชายช่วยจดเป็นภาษาไทยให้อั๊วทีเถอะวะ เขียนภาษาจีนชักช้าเต็มทง"

ผู้แทนหนังสือพิมพ์ "ทะหราวะกินหนา" อันเป็นหนังสือพิมพ์แขกฉบับเดียวในประเทศไทย ยกฝ่ามือผลักหน้าผู้แทนหนังสือพิมพ์จีนทันที

"อีนี้มึงยุ่งไม่เข้าเรื่องน่ะ"

นายคะกุ่ยจ้องมองดูหน้านายรูบานปานเด แล้วสะดุ้งโหยงหัวเราะก้าก

"เฮ้ย มาเหมือนกันเรอะอ้ายบัง"

"โอ-ทะมะไร๋ไม่มา อีนี้จรวดจะดำดินแขกต้องมาดู"

แล้วแขกกับเจ๊ก ก็แช็คแฮนด์กันในฐานที่เป็นเพื่อนหนังสือพิมพ์ด้วยกัน ดร. ดิเรกร้องตะโกนบอกพวกผู้แทนหนังสือพิมพ์และช่างภาพให้ทราบว่า พวกเขามีเวลาที่จะให้สัมภาษณ์อีก ๕ นาทีเท่านั้น ใครจะพูดคุยอะไรก็รีบพูดเสีย เพราะจรวดยานวิเศษจะเริ่มดำดินในเวลา ๑๐.๐๐ น. ตรง

บรรดาผู้แทนหนังสือพิมพ์ต่างรุมล้อมสัมภาษณ์กันแซ่ดไปหมด ดร.ดิเรกได้ชี้แจงให้ฟังว่า เท่าที่เขาประดิษฐ์จรวดยานนี้ขึ้นก็เพราะได้รับเงินทุน ๕๐ ล้านบาทจากกิมหงวน จรวดยานนี้จะสำรวจพื้นแผ่นดินภายใต้พิภพอันกว้างซึ่งยังไม่เคยปรากฏว่ามีมนุษย์คนใดสำรวจได้ ถ้าหากว่าเขาทำงานสำเร็จก็จะเป็นประโยชน์ในทางภูมิศาสตร์และธรณีวิทยามากมาย

นายคะกุ่ยผู้แทนหนังสือพิมพ์จีนจดคำสัมภาษณ์ไม่ใคร่ทัน ก็ส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"พูดช้าๆ โว้ยคุงหมอ ว้า-อั๊วจกไม่ทันเลี้ยว"

ดร. ดิเรกมองดูนายคะกุ่ยด้วยความสงสาร

"ผมไม่ได้บอกให้คุณเขียนตามคำบอกนะครับ คุณจดไม่ทันมันเป็นเรื่องที่ผมช่วยอะไรไม่ได้"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดก็พาเจ้าสัวกิมไซกับแม่งามทั้ง ๔ เดินเข้ามา นักสำรวจบาดาลรีบขอตัวกับพวกหนังสือพิมพ์เข้าไปหาเมียๆ ของเขาทันที เมียของใครคนนั้นก็โผเข้ากอดร่ำลากัน ช่างภาพหนังสือพิมพ์ต่างถือโอกาสถ่ายภาพสำคัญตอนนี้ไว้

พล พัชราภรณ์ก้มลงจูบริมฝีปากนันทาเบาๆ

"ลาก่อนยอดรัก อีก ๗ วันเราจะพบกันอีก"

นันทายิ้มหวานชื่น

"โชคดีและปลอดภัยนะคะ"

นิกรดูดปากประไพด้วยการจูบแบบฝรั่ง จนกระทั่งประไพอ่อนปวกเปียกอยู่ในวงแขนของนายจอมทะเล้น

"ไพจ๋า พี่ลาก่อนนะ"

ประไพพูดเสียงอ้อแอ้

"จูบต่อไปเถอะค่ะ กำลังสปัสซั่ม อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย ไม่ต้องลาก็ได้ แหม-วันนี้กรของไพมีทีเด็ดซะด้วย"

นิกรก้มลงจูบหล่อนอีก จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ย่องเข้ามายกมือจับหูนายจอมทะเล้นดึงเต็มแรง

"พอทีโว้ย"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"ว้า-ผมจะจูบลาเมียผม"

ประไพพูดเสริมขึ้นทันที

"คุณพ่อนี่ชอบก๊ล หมูเขาจะหามเอาคานเข้ามาสอด ผัวเมียเขาจะกอดเข้ามาขัดขวางเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก ยกมือไหว้ลูกสาวกับลูกเขยของท่าน

"เชิญ-เชิญครับคุณพ่อคุณแม่ เชิญตามสบาย"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง อาเสี่ยกิมหงวนกับนวลลออกำลังกอดกันแน่น ต่างฝ่ายต่างจูบลากันด้วยความอาลัยตามปกตินวลลออไม่ใคร่จะรักผัวเท่าใดนัก แต่พอผัวรักของหล่อนจะจากไปเมืองบาดาล หล่อนก็เต็มไปด้วย ความรักความห่วงใยเขา เพราะการเดินทางด้วยจรวดนี้ไม่แน่ใจนักว่าจะปลอดภัย

กิมหงวนพูดลานวลลออด้วยเสียงสั่นเครือ

"อยู่หลังทำตัวให้เหมือนจามรีรักษาขนของมันนะจ๊ะนวล อย่าทำเป็นสาวสังคมเที่ยวโน่นเที่ยวนี่ ผู้ชายมันจะลวนลามข่มเหงเอา"

"อุ๊ยบ้า พูดอะไรก็ไม่รู้"

"นั่นน่ะซี เฮียมีปากก็พูดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง"

ขณะนี้ ดร. ดิเรกผู้บังคับการจรวดวิเศษกำลังจูบลาเมียของเขาด้วยการจูบแบบฝรั่ง คือดูดปากกันจ๊วบๆ คุณหญิงวาดเดินเข้ามาพิจารณาอย่างใกล้ชิด แล้วท่านก็ยิ้มแหยๆ หันมาพูดกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"มันจูบกันเข้าไปยังไง้ ไม่ยักเหม็นขี้ฟัน ถ้าเจ้าคุณมาจูบดิฉันแบบนี้ละก้อหัวเด็ดตีนขาดฉันก็ไม่ยอม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำคอย่น

"ให้ฉันอีกแสนบาทก็จูบไม่ลง เหม็นน้ำหมากตายห่า"

ดร. ดิเรกคลายมือที่กอดประภาออก

"กู๊ดบาย ดาลิ่ง"

"กู๊ดบาย" ประภาตอบเขา "ขอคุณพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงคุ้มครองดิเรกและพวกเราทุกๆ คนให้แคล้วคลาดจากภยันตรายเดินทางกลับมาโดยสวัสดิภาพ"

"ออไร๋น์ แท็งคิวเวอรี่มัช"

ครั้นแล้ว ดร. ดิเรกก็ร้องบอกคณะพรรคของเขาให้ขึ้นจรวดยานได้ เพราะเหลือเวลาอีกเพียง ๒ นาทีเท่านั้นก็จะถึง ๑๐.๐๐ น. กิมหงวนเดินเข้ามายกมือไหว้เจ้าสัวกิมไซ ผู้เป็นลุงของเขา

"ลาก่อนนะอาแป๊ะ"

ท่านเจ้าสัวทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้ เต็มไปด้วยความห่วงใยหลานชายของเขา

"โชกลี อาหงวน เยียะไปถึงเมืองบาลางเลี้ยวอย่าลืมจับพญานาคตัวเล็กๆ มาฝากอาแป๊ะสักตัวนะ ขาก---"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"ขากอีกแล้ว ปู้โธ่ๆ สอนไม่รู้จักจำ ต่อหน้าผู้แทนหนังสือพิมพ์และแขกเหรื่อมากมายอย่างนี้ ดันขากออกมาได้"

เจ้าสัวค้อนควับ

"มังคังคอหอยโว้ย ม่ายรู้จะทำยังไง ขาก---"

กิมหงวนรีบเดินไปที่จรวดยานทันที เมื่อคณะพรรค ๔ สหายขึ้นมาบนจรวดครบถ้วนแล้ว ดร. ดิเรกก็เข้านั่งประจำที่ผู้บังคับการจรวดภายในหอบังคับการ บันไดจรวดค่อยๆ หดหายเข้ามาในจรวดด้วยเครื่องอัตโนมัติ บรรดาผู้ที่มาส่งและผู้แทนหนังสือพิมพ์ต่างจ้องตาเขม็งมองดูด้วยความตื่นเต้น

เข็มนาฬิกาไฟฟ้าในจรวดบอกเวลา ๑๐.๐๐ น. ตรง ดร. ดิเรกสตาร์ทเครื่องยนต์ทันที เสียงเครื่องไอพ่นดังกระหึ่มลั่นบ้าน "พัชราภรณ์" และดังขึ้นทุกขณะ จรวดยานค่อยๆ กระดกหัวของมันลงมายังพื้นดินทีละน้อย

และแล้ว---เหมือนกับปาฏิหาริย์ เมื่อเครื่องยนต์ถูกเร่งเครื่องเต็มที่ จรวดยานก็มุดดินลงไปท่ามกลางความตื่นใจของผู้ที่ยืนดูอยู่ ช่างภาพหนังสือพิมพ์แขกตกตะลึงพรึงเพริดอ้าปากหวอเลยถ่ายรูปไม่ทัน เสียงจรวดยานดังคล้ายๆ เลื่อยยักษ์กำลังเลื่อยซุงต้นใหญ่ๆ เมื่อลำตัวของจรวดมุดหายลงไปในดิน ความดันของแก๊สก็ทำให้โคลนใต้ดินปลิวว่อนขึ้นมาทั่วโรงเก็บ บรรดาผู้ที่มาส่งต่างเลอะเทอะเปรอะเปื้อนโคลนไปตามกัน

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรวมกลุ่มกันอยู่ในหอบังคับการ ทุกคนมองดู ดร. ดิเรกซึ่งทำงานแคล่วคล่องว่องไวยิ่งกว่าลิง ดึงสวิชอันโน้นอันนี้ยุ่งไปหมด เข็มวัดระดับบอกให้รู้ว่า จรวดยานลงมาอยู่ใต้พื้นโลกประมาณหนึ่งไมล์ สว่านยักษ์หัวจรวดทำหน้าที่ไชชอนพื้นดินและหิน บุกเบิกทางให้จรวดแล่นไปด้วยความเร็วประมาณ ๑๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ภายในจรวดเริ่มใช้อ๊อกซิเย่นและเครื่องทำความเย็นแล้ว ดร. ดิเรกได้ปรับอุณหภูมิให้เหมือนกับผิวโลก แต่มีความสบายเหมือนกับอยู่ในโรงหนังโอเดียน

ตลอดเวลาครึ่งชั่วโมงไม่มีใครพูดอะไรเลย ภายในจรวดสว่างไสวด้วยแสงไฟฟ้า แต่ภายนอกจรวดมืดสนิทมองไม่เห็นอะไร ได้ยินแต่เสียงเครื่องไอพ่นทำงานตลอดเวลา

จนกระทั่ง ๑๐.๓๐ น. ดร. ดิเรกก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มือของเขาจับอยู่ที่คันบังคับคล้ายรูปพระจันทร์ครึ่งซีก เขาหันมายิ้มให้คณะพรรคของเขาแล้วพูดขึ้นดังๆ

"เว้ล-เวล-เหว่ล บัดนี้เราได้รับความสำเร็จผลสมความมุ่งหมายของเราแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ มีนักวิทยาศาสตร์คนใดบ้างที่จะสามารถเหมือนอย่างไอ"

๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดชมด้วยน้ำใสใจจริง "พ่อนึกไม่ถึงเลยว่าแกจะมีความสามารถอย่างยอดเยี่ยมเช่นนี้ ขณะนี้เราอยู่ลึกจากผิวโลกมากไหม"

ดิเรกอมยิ้ม

"เพียงไมล์เดียวครับ แต่ว่ายังไม่เคยมีมนุษย์คนใดลงมาถึงนี่ได้ พื้นดินตอนนี้แข็งเหมือนหิน ขณะนี้เรากำลังผ่านบ่อถ่านหินเหลือที่จะคณานับ ผมเข้าใจว่าเมื่อในราวล้านปีที่แล้วมานี้พื้นแผ่นดินของประเทศไทยเราเกิด แผ่นดินไหวต้นไม้ใหญ่น้อยลงจมดินหมด ในที่สุดมันก็กลายเป็นถ่านหิน"

นิกรว่า "หยุดจรวดออกไปเดินเล่นข้างนอกได้ไหมวะหมอ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะก้าก

"ออกไปได้อย่างไรกัน มันมีแต่พื้นแผ่นดินห้อมล้อมจรวดเราทุกด้าน ถ้าสมมติว่าเครื่องยนต์ของจรวดเสีย เราก็ตายหมด"

ทุกคนสะดุ้งเฮือก

"ฮ้า" พลอุทานลั่น "ทำไมถึงตายล่ะหมอ"

ดร. ดิเรกอมยิ้ม

"ก็เพราะเราไม่มีอากาศจะหายใจน่ะซี แต่กันรับรองว่า เครื่องยนต์ของกันไม่มีวันชำรุดเสียหายเป็นอันขาดเว้นแต่ว่าเราเจตนาทำให้มันชำรุด"

นิกรหันมาทางเจ้าแห้ว

"เฮ้ย เที่ยงแล้วโว้ย เตรียมจัดอาหารกลางวันมาได้แล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะ ชี้มือให้นายจอมทะเล้นมองดูนาฬิกาเรือนใหญ่ตอนหัวจรวด

"รับประทานเพิ่ง ๔ โมงครึ่งเท่านั้นแหละครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ถ้ายังงั้นไปเอากาแฟมาให้ข้ากินสักถ้วยเถอะวะ ชักใจไม่ดีเสียแล้ว กลัวว่าเครื่องยนต์มันจะเกิดชำรุดขึ้น" แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่ ดร. ดิเรก "ถ้ายังไงละก้อแกต้องรีบนำจรวดโผล่ขึ้นไปบนพื้นโลกก่อนนะโว้ย ถึงแม้มันจะโผล่ที่ส้วมใครก็ยังดีกว่าที่เราจะต้องถูกฝังทั้งเป็นโดยไม่มีใครได้เห็นศพเรา"

ดิเรกหัวเราะหึๆ เรียกพล พัชราภรณ์มานั่งคู่กับเขา สอนให้พลดูเข็มมาตราต่างๆ และหัดให้ถือท้ายด้วยพวงมาลัยอีกอันหนึ่งซึ่งอยู่ข้างๆ ดิเรกนั่นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินวนเวียนไปมารอบหอบังคับการ อาเสี่ยกิมหงวนนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อย่างเพลิดเพลิน ส่วนนิกรนั่งสัปหงกหงึกๆ

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

จรวดยานลึกลงไปใต้พื้นโลกถึง ๑๐ ไมล์ เนื่องจากพื้นที่เป็นหินของรากภูเขาและเป็นแก่นของโลก การเดินทางของจรวดยานจึงล่าช้ามาก สามารถแล่นได้เร็วเพียงชั่วโมงละ ๕ ไมล์เท่านั้น

หลังจากอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้ว คณะพรรค ๔ สหายก็นั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่ในหอบังคับการ

ทันใดนั้นเอง จรวดยานก็แล่นเร็วผิดปกติ เข็มวัดระยะความเร็วพุ่งขึ้นจาก ๕ ไมล์เป็น ๑๐-๒๐-๓๐ จนกระทั่ง ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ดร. ดิเรกดีดมือแป๊ะ

"เฮ้-เราได้รู้ความจริงแล้ว ลึกลงมา ๑๐ ไมล์จากผิวโลกพื้นดินเป็นหินโดยมาก แต่เมื่อลึกลงมาถึง ๑๕ ไมล์พื้นดินอ่อนแล้ว"

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"ระวังให้ดีโว้ยหมอ ประเดี๋ยวเกิดไปทะลุขึ้นที่อเมริกาละก้อยุ่งกันใหญ่ทีเดียว"

ดิเรกอมยิ้ม

"กันกำลังหวังว่า เราอาจจะได้พบนครใต้พิภพภายในสองสามชั่วโมงนี้"

ทุกคนจ้องมองดูหน้า ดร. ดิเรกเป็นตาเดียว

"แกเดาเอายังงั้นหรือ" พลถามเบาๆ

"โน-ไม่ใช่เดา เครื่องมือของกันมันบอกให้กันรู้ว่าพื้นแผ่นดินที่เรากำลังผ่านมานี้คล้ายคลึงกับผิวโลกของเรามาก" แล้ว ดร. ดิเรกก็ร้องลั่น "เฮ้-เราผ่านทะเลแล้วโว้ย"

จรวดยานแล่นผ่านปราดไปในน้ำอย่างรวดเร็วไม่ต่ำกว่าชั่วโมงละ ๘ ไมล์ และสภาพของจรวดยานตอนนี้ไม่แตกต่างกว่าเรือดำน้ำเลย แต่ว่าแล่นเร็วกว่าเรือดำน้ำมาก คณะพรรค ๔ สหายต่างตื่นเต้นไปตามกัน เมื่อมองผ่านช่องกระจกทุกคนก็แลเห็นหินปะการังและสาหร่ายใต้น้ำมากมาย ฝูงปลาต่างๆ ว่ายผ่านไปมามองเห็นถนัด

กิมหงวนทำหน้าตื่นๆ

"หมอ จรวดเราทะลึ่งมาโผล่ที่ปากอ่าวกระมังโว้ย"

"โน" ดร. ดิเรกร้องลั่น "ทะเลนี้อยู่ใต้ผิวโลกเกือบ ๒๔ ไมล์ ไม่ใช่ทะเลบนโลก ฮ่ะ ฮ่ะ เมื่อมีน้ำก็ต้องมีแผ่นดิน มีพืช มีสัตว์ มีทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกับโลกเรา ไชโย-ไชโยหน่อยพวกเรา ไชโยเพื่อความสำเร็จของพวกเรา"

ครั้นแล้วเสียงไชโยก็ดังขึ้นลั่นจรวด ดร. ดิเรกบังคับจรวดยานให้ขึ้นมาสู่ระดับผิวน้ำ สักครู่หนึ่งจรวดยานก็โผล่ขึ้นมากลางทะเลแห่งหนึ่งภายใต้พื้นพิภพ

"โน่น-ผืนแผ่นดินอันกว้างใหญ่สุดสายตาปรากฏอยู่เบื้องหน้า ห่างจากจรวดยานในราว ๕ ไมล์เท่านั้น มองเห็นป่าไม้และขุนเขาแลสลับซับซ้อน" ดร. ดิเรกปิติยินดีเหลือที่จะกล่าว แต่ ๓ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรู้สึกตัวเหมือนกับตกอยู่ในความฝัน มันจะเป็นไปได้อย่างไรกันที่ใต้พื้นโลกของเรามีทะเลมีภูเขาและป่าไม้ มีท้องฟ้าสีเขียวคราม แต่-ในยุคปรมาณูนี้ สิ่งที่เป็นไปไม่ได้มันอาจจะเป็นไปได้เสมอ

พลกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างงงๆ

"นี่เราอยู่ใต้พื้นโลกแน่หรือดิเรก"

"ออไร๋น์ อย่าสงสัยอะไรเลย ยูดูเครื่องวัดระยะนี้ เราอยู่ใต้ผิวโลกหรือพื้นโลก ๑๐ ไมล์ครึ่ง กันได้อธิบายให้แกฟังแล้วว่า ส่วนลึกของโลกต้องเป็นโพรงเหมือนลูกน้ำเต้าแห้งๆ โลกเราไม่ใช่เล็กๆ เหมือนกระปุกตั้งไฉ่ เมื่อผิวโลกมีบ้านเมืองมีคนและสัตว์ ใต้ผิวโลกก็ควรจะมีสิ่งเหล่านี้เช่นเดียวกัน"

พลถอนหายใจหนักๆ

"แต่หมายความว่า มนุษย์ใต้โลกนี้ไม่เคยมีการติดต่อกับพวกที่อยู่บนผิวโลกเลย ยังงั้นใช่ไหมดิเรก"

"ออไร๋น์ แต่รูปร่างก็ต้องเหมือนกับมนุษย์บนผิวโลกและผู้ที่อยู่ในโซนร้อนก็คงมีผิวดำและผิวเหลือง ผู้ที่อยู่ในโซนหนาวก็มีผิวขาว เพื่อนรัก ถ้าหากว่าใต้พื้นโลกของเรามีมนุษย์จริงๆ ในอนาคตอันใกล้นี้กันจะทำให้ชาวผิวโลกกับชาวบาดาลมีการติดต่อกันได้โดยจรวดยานของกันนี้ ชาวโลกจะต้องตื่นเต้นในความสามารถของกันที่พยายามค้นหามนุษย์ใต้โลกจนพบ"

จรวดยานแล่นเข้าหาฝั่งและทวีความเร็วขึ้นตามลำดับ เพียงครู่เดียวพาหนะวิเศษของ ดร. ดิเรกก็แล่นมาเกยชายหาดแห่งหนึ่ง ภูมิประเทศเต็มไปด้วยขุนเขา ต้นมะพร้าวหลายหมื่นต้นขึ้นเขียวชอุ่มไปทั่วบริเวณ

กิมหงวนมีกิริยาคึกคะนองผิดปกติ

"ไปโว้ยพวกเรา ขึ้นเที่ยวสำรวจหามนุษย์ใต้บาดาลกันเถอะ กันอยากจะรู้ความจริงว่าที่นี่จะมีมนุษย์ไหม"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น

"ต้องมีแน่นอน ถ้ามีพืชเขียวชอุ่มอย่างนี้ก็หมายความว่าจะต้องมีสัตว์และมนุษย์โดยไม่ต้องสงสัย แต่ว่าเราไม่อาจจะรู้ได้ว่ามนุษย์ใต้บาดาลจะมีความโหดร้ายทารุณหรือใจดี เราต้องเตรียมการต่อสู้ให้พร้อม ถ้ายังไงก็ฟาดกันให้เต็มที่"

เครื่องยนต์ของจรวดวิเศษหยุดทำงานแล้ว นายแพทย์หนุ่มตรวจดูเครื่องวัด อากาศภายนอกอุณหภูมิค่อนข้างร้อนจัดพอๆ กับบรรยากาศในอาฟริกา การเตรียมตัวลงจากจรวดยานใช้เวลาในราว ๑๐ นาทีเท่านั้น ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายก็พากันลงมาจากจรวดเดินย่ำทรายขึ้นไปบนพื้นแผ่นดิน

ลึกเข้าไปจากฝั่งทะเลในราว ๕๐๐ เมตร ภูมิประเทศก็เป็นป่าทึบ อุดมสมบูรณ์ไปด้วยผลไม้ป่าและต้นไม้ใหญ่น้อยสูงตระหง่านกระทั่งไม้เลื้อย ทุกคนแลเห็นนกต่างๆ สีกระโดดโลดเต้นอยู่ตามต้นไม้ นกทุกๆ ตัวไม่เหมือนกับนกบนผิวโลก สีสันของมันสวยสดงดงามมาก และเสียงที่ร้องก็ไพเราะกว่า

คณะพรรค ๔ สหาย เดินบุกเข้ามาในระหว่างเชิงเขาแห่งหนึ่ง มีอะไรหลายอย่างที่บอกให้คณะพรรค ๔ สหายรู้ดีว่าที่นี่เป็นเมืองบาดาลแน่นอน อาเสี่ยกิมหงวนชี้มือไปที่ภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งข้างหน้าเขา

"เฮ้-ดูซีวะพวกเรา ภูเขาลูกนี้ชอบกลโว้ย อยู่กลางบึงใหญ่ เป็นมันละเลื่อมคล้ายกับนิล เฮ้ยๆๆๆ ทำไมกระดุกกระดิกได้"

ทุกคนหยุดชะงัก ทันใดนั้นเองเจ้าสัตว์ยักษ์ที่กิมหงวนเข้าใจว่าภูเขาก็ลุกขึ้นยืนเด่นเป็นสง่าส่งเสียงคำรามน่ากลัว รูปลักษณะของมันคล้ายกับไดโนเสาร์หรือเหี้ยโบราณ ใบหน้าเหมือนกิ้งก่าหรือแย้ ยืน ๒ ขาสูงตระหง่าน พอๆ กับต้นตาล ตัวของมันใหญ่โตมโหฬารมาก สามารถจะกินช้างได้อย่างสบาย นัยน์ตาของมันประหลาดขนาดผลส้มแดงก่ำเหมือนทับทิมและกลอกไปมา ขณะที่มันอ้าปากร้องมองแลเห็นเขี้ยวและฟันของมันอย่างถนัด

พล พัชราภรณ์ยกปืนไฟฟ้าขึ้นถือเตรียมพร้อม เมื่อเจ้าสัตว์ยักษ์เดินสองตีนก้าวขึ้นมาจากน้ำและวิ่งตรงเข้ามาด้วยความหิวกระหาย พลก็เปิดสวิชปืนไฟฟ้าทันที แสงสีนวลจนเขียวพุ่งปราดออกไปยังสัตว์นั้น แต่-เปล่า เกล็ดของมันและหนังของมันหนามากจนกระทั่งปืนไฟฟ้าไม่สามารถจะสังหารมันได้ เพียงแต่ทำให้มันรู้สึกเจ็บปวดร้องคำรามลั่นป่า แสดงกิริยาดุร้ายเข้าหาคณะพรรค ๔ สหาย

"อุ๊ย เปิดเถอะเว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น

การล่าถอยอย่างไม่มีระเบียบเริ่มต้นทันที ต่างคนต่างวิ่งหนีกระจัดกระจายไปคนละทิศทาง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รูปร่างอ้วนเตี้ย น้ำหนักตัวของท่านถึง ๗๘ กิโลกรัม และพุงกะทิก็ยื่นออกมาเผละผละจึงวิ่งอุ้ยอ้ายล่าช้า มิหนำซ้ำยังสะดุดเถาวัลย์ล้มป้าบ พอลุกขึ้นเหลียวมาดูข้างหลัง ท่านเจ้าคุณก็อกสั่นขวัญแขวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เจ้าสัตว์ยักษ์วิ่งเข้ามาเกือบถึงตัวท่านแล้วไม่ผิดอะไรกับภูเขาเคลื่อนที่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กัดฟันเร่งสตีมเต็มที่ แต่ท่านวิ่งซอยเท้าไป ๑๐ ก้าว เจ้าสัตว์ยักษ์ก้าวเท้าเพียงก้าวเดียวเท่านั้น

ใกล้เข้ามาและใกล้เข้ามาทุกที มันอ้าปากแลเห็นเขี้ยวและฟันเหมือนค้างคาวไม่มีผิด เสียงขู่คำรามของมันสะเทือนกึกก้องไปทั่วป่า

"ฮึ่ม-ฮู่ม-ฮื่อ-แฮ่-ฮึ่ม"

ท่านเจ้าคุณหน้าซีดเผือด วิ่งขึ้นไปบนเนินเขาและบุกเข้าไปซ่อนตัวอยู่ในถ้ำเล็กๆ ถ้ำหนึ่ง เจ้าสัตว์ยักษ์ใช้เท้าหน้าคุ้ยเขี่ยปากถ้ำเอียงคอร้องคำรามไปมา หางของมันเหมือนกับหางจระเข้มีความยาวไม่ต่ำกว่า ๑๐ เมตร เพียงแต่มันฟาดหางไปมาต้นไม้ใหญ่น้อยก็หักสะบั้น

"ฮึ่ม-แฮ่-ฮ้งๆ-ฮู่ม" เจ้าสัตว์ยักษ์ร้องคำรามพลางใช้ขาหน้าทั้งสองทำลายปากถ้ำด้วยความหวังที่จะกินท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ๔ สหายกับเจ้าแห้วได้มารวมกำลังกันอยู่ทางเบื้องหลังของสัตว์ยักษ์ตัวนี้ ทุกคนเต็มไปด้วยความห่วงใยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเมื่อพญากิ้งก่ายักษ์หันหน้ามาเคี้ยวปากจั๊บๆ เจ้าแห้วก็ร้องไห้โฮทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"อ๋อย รับประทานเจ้าคุณเสร็จมันแล้วกระมังครับ"

ดิเรกโบกมือ

"ยัง-ยัง มันเคี้ยวปากมันเล่นน่ะ คุณพ่อซ่อนอยู่ในถ้ำพ้นภัยแล้ว ตัวมันใหญ่กว่าปากถ้ำมาก ถึงอย่างไรมันก็กินท่านไม่ได้ ถ้ามันพังถ้ำก็หมายความว่ามันพังภูเขาซึ่งเป็นไปไม่ได้"

อาเสี่ยยกมือตบบ่าเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย เอ็งย่องไปกระตุกหางมันหน่อยเถอะวะ มันจะได้เหลียวมาไล่เอ็ง คุณอาจะได้ปลอดภัย"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"รับประทานไม่สำเร็จแน่ครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ตัวมันยังกะภูเขา"

๔ สหายต่างปรึกษาหารือกันหาทางช่วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพลก็ออกความเห็นว่าควรจะปีนขึ้นไปบน ภูเขาใช้ลูกระเบิดมือหรือปืนกลมือช่วยกันสังหารสัตว์ยักษ์ตัวนี้ นายพัชราภรณ์เชื่อว่าความใหญ่โตของมันคงทำให้มันปีนป่ายภูเขาไม่ได้

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ครั้นแล้วก็พากันปีนภูเขาอ้อมไปทางสัตว์ยักษ์ตัวนั้น สักครู่หนึ่ง ๔ สหายกับเจ้าแห้วก็ขึ้นมาอยู่เบื้องบนของพญากิ้งก่ายักษ์ ทุกคนใช้ปืนกลมือระดมยิงมัน

เสียงท็อมสันดังสนั่นหวั่นไหวลั่นป่า เจ้าสัตว์ยักษ์มีกิริยาเหมือนกับถูกมดกัด กระสุนปืนกลมือถูกตัวมันเกือบร้อยนัด แต่หนังของมันก็คือแผ่นเหล็กกล้านั่นเอง เจ้าสัตว์ยักษ์รู้ว่าถูกศัตรูทำร้ายก็อ้าปากร้องคำรามแสดงกิริยาโกรธแค้น

เสี่ยหงวนยิงปืนกลกรอกเข้าไปในปากมันหนึ่งชุด คราวนี้ได้ผลสมความมุ่งหมาย พญากิ้งก่ายักษ์ร้องกังวานลั่นป่าด้วยความเจ็บปวด เลือดในปากไหลทะลักออกมาส่งกลิ่นเหม็นคาวคลุ้งไปหมด มันผละจากถ้ำทันที ดร. ดิเรกขว้างระเบิดมือลงไปที่โคนหางมันหนึ่งนัด เสียงระเบิดมือดังสะเทือนเลือนลั่น กิ้งก่ายักษ์หางขาดออกจากตัว ทุกคนแลเห็นหางมหึมาของมันดิ้นกระแด่วๆ ส่วนเจ้ายักษ์ใหญ่ร้องคำรามลั่นวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงเข้าป่าไป โลหิตสีแดงเข้มที่หางของมันไหลเป็นทาง

ชัยชนะเป็นของคณะพรรค ๔ สหายแล้ว ทุกคนยิ้มย่องผ่องใสไปตามกัน พล พัชราภรณ์ ชวนเพื่อนบุกลงไปยังถ้ำที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ หลบซ่อนตัวอยู่

"คุณอา-คุณอาครับ" พลร้องตะโกนเรียก

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"น่ากลัวจะช็อคตายแล้วก็ไม่รู้"

๔ สหายกับเจ้าแห้วบุกเข้าไปในถ้ำ ต่างแลเห็นท่านเจ้าคุณนอนหงายเหยียดยาวสิ้นสติสมประดีด้วยความตกใจถึงขีดสุด ดร. ดิเรกรีบทรุดตัวนั่งประคองช้อนศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นวางบนตักเขา ช่วยปฐมพยาบาลตามวิธีการแพทย์

กิมหงวนกระซิบกระซาบกับนิกรเบาๆ

"เฮ้ย-ดูซีวะ หัวแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกไม่มีผิด เหม็นตุๆ เหมือนกับปลาใส่เกลือไม่ได้ตากแดด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าเตะเฉียดปลายคางอาเสี่ยไปอย่างหวุดหวิด

"อ้ายเปรตนี่" ท่านเอ็ดตะโรลั่นแล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ยกมือชี้หน้ากิมหงวน "ทะลึ่งมากนะมึง"

อาเสี่ยกลั้นหัวเราะแทบแย่ หันมาพูดกับนิกร

"อย่างนี้เขาเรียกว่าสลบเอาเรื่อง"

พลกล่าวถามท่านเจ้าคุณเบาๆ

"เป็นยังไงบ้างครับ คุณอา"

"ปละ-เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แต่ตกใจจนบอกไม่ถูก นึกว่าอ้ายกิ้งก่ายักษ์แดกอาเสียแล้ว มันไล่ตะครุบอาอย่างหวุดหวิดทีเดียว ถ้าหากว่าไม่ได้อาศัยถ้ำนี้เป็นที่ซ่อนตัว มันคงกินอาแน่ๆ แปลกใจจริงๆ คนอื่นมันไม่ยักไล่ จำเพาะเจาะจงจะกินอาคนเดียวเท่านั้น"

นิกรเสริมขึ้น

"มันคงเห็นคุณพ่อมีอะไรๆ แปลกกว่าพวกเราน่ะซีครับ"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง"

คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าแห้วพาท่านเจ้าคุณออกมาจากถ้ำ ทันใดนั้นเองทุกคนก็ได้ยินเสียงโห่ร้องของพวกมนุษย์ดังแว่วมาตามลม ดร. ดิเรกลืมตาโพลง โผเข้ากอดพลแน่น

"อ้ายเพื่อนเกลอ เราได้พบมนุษย์เมืองบาดาลแล้ว"

พลจุ๊ย์ปาก

"อย่าเพิ่งดีใจให้มากนัก เรายังไม่รู้ว่าเขาจะต้อนรับเราในฐานมิตรหรือศัตรู ดีไม่ดีเขาอาจจะฆ่าเราก็ได้เพราะเราเป็นคนต่างถิ่น คนละชาติคนละเผ่ากับเขา รูปร่างหน้าตาของมนุษย์เมืองบาดาลอาจจะแปลกกว่าพวกเราก็ได้"

ดิเรกหน้าจ๋อยเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ถ้ายังงั้นเราทุกคนเตรียมพร้อมได้แล้ว"

คณะพรรค ๔ สหายต่างเตรียมปืนไฟฟ้าที่จะสังหารพวกชาวโลกบาดาล ถ้าหากว่ามนุษย์ใต้พิภพแสดงท่าทีเป็นปรปักษ์และจะเข้ามาทำร้าย

เสียงโห่ร้องดังใกล้เข้ามาทุกที ในที่สุดคณะพรรค ๔ สหายก็ได้แลเห็นชาวบาดาลประมาณ ๑๐๐ คนมีทั้งหญิงและชาย ยกขบวนตรงมายังภูเขาลูกนี้ ทุกคนตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว มนุษย์ใต้พิภพนุ่งน้อยห่มน้อยเนื่องจากอุณหภูมิของอากาศร้อนจัด รูปร่างหน้าตาก็เหมือนกับชาวผิวเหลืองทั้งหลายนั่นเอง ความสูงใหญ่ในรูปร่างขนาดเดียวกับคนไทยหรือชาวเอเซียทั้งหลาย

ทุกคนมามือเปล่าปราศจากอาวุธ และมีแคร่คานหามมา ๕ แคร่ คล้ายกับเตรียมมารับ ๔ สหายกับท่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ

ด้วยวิถีญาณ-ด้วยวิชาวิปัสสนาอย่างสูงของนางพญาผู้ครองนครบาดาล พระแม่เจ้าปทุมาวดีสามารถทรงทราบว่ามีมนุษย์เบื้องบนพื้นพิภพ ๖ คนเดินทางลงมายังเมืองบาดาลนี้ พระแม่เจ้าจึงสั่งให้กองทหารของ พระองค์และนางข้าหลวงเดินทางมารับอาคันตุกะแห่งผิวโลกเข้าไปยังนครบาดาล ในฐานะเป็นแขกผู้มีเกียรติยิ่งของพระนาง

ดร. ดิเรกแลเห็นขบวนเกียรติยศมาถึงเชิงเขาก็ดีดมือแป๊ะ

"เว้ล-เวล-เหว่ล เราทุกคนปลอดภัยแล้ว ชาวโลกบาดาลมาต้อนรับเราในฐานมิตรแน่นอน"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายก็พากันลงมาจากภูเขา เมื่อเข้ามาถึงขบวนเกียรติยศ ชายกลางคนคนหนึ่งเป็นนายทหารผู้ควบคุมขบวนนี้ได้เดินปราดเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหายทันที

"ข้าแต่ท่านผู้มาจากโลกเบื้องบน โดยพระเสาวณีแห่งพระแม่เจ้า ตูข้ากับกองทหารและนางข้าหลวงเหล่านี้ได้มาต้อนรับท่านด้วยไมตรีจิตอย่างสูง"

นิกรทำตัวอ่อนเหมือนยี่เก แล้วเจรจาเสียงเล็กเสียงน้อยตามแบบยี่เกทั้งหลาย

"ข้าพเจ้าขอขอบใจในไมตรีจิตวิทยาคมอุดมสันติสุขของพวกท่าน พระนางของท่านมีนามว่าอย่างไรไม่ทราบ"

อาเสี่ยยกมือผลักหน้านายจอมทะเล้นด้วยความหมั่นไส้

"ลำบากนักก็พูดกับเขาด้วยเสียงธรรมดาเถอะวะ"

นิกรหัวเราะ ยื่นมือให้นายทหารรักษาพระองค์ของพระนางจับ

"พี่ชาย พวกเราขอขอบคุณในไมตรีจิตและพระมหากรุณาของพระนางเจ้าอย่างยิ่ง ท่านจะบอกเราได้ไหมมหาเทวีของท่านนั้นคือใคร"

"เจ้าแม่ปทุมาวดี ศรีบาดาล รัตนพิมานสถานสมมติเทพ เอกอรรคเทวีนารีรัตน์ชัชวาลย์บาดาลนครบวรเดชพิสุทธิพิเศษลักขณา--"

นิกรโบกมือ

"เอาแต่เพียงพระนามย่อๆ ดีกว่าพี่ชาย"

นายทหารรักษาพระองค์อมยิ้ม

"พระนามย่อคือเจ้าแม่ปทุมาวดี"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"สวยไหมพี่ชาย"

ราชองครักษ์ตอบด้วยความภาคภูมิใจ

"ท่านเอย ความงามแห่งนารีใดในโลกนี้คนใดเล่าที่จะเทียบเคียงกับเจ้าแม่อยู่หัวของเราได้ ถึงแม้ว่านางสาวไทยของท่านรวมกันทุก พ.ศ. ก็ไม่อาจจะทัดเทียมได้ พระแม่เจ้าคือยอดกัลยาที่สวยที่สุดในโลกนี้"

กิมหงวนพยักหน้าหงึกๆ

"อายุเท่าไร"

"๑๘ พรรษา"

"แหม-กำลังขบเผาะซะด้วย มีผัวหรือยังพี่ชาย"

ราชองครักษ์ทำตาเขียวเข้าใส่ทันที

"เจ้าผู้มีวาจาสามหาว ฮะ หา มนุษย์บนผิวโลกเป็นอย่างนี้แหละ ชอบดูหมิ่นในสิ่งที่คนอื่นเขาสักการะเคารพบูชา พระแม่เจ้าเคยรับสั่งให้พวกเราฟังเสมอ มนุษย์บนผิวโลกล้วนแต่มีจิตใจต่ำช้าโดยมากปากคอเราะราน ชอบข่มเหงเบียดเบียนซึ่งกันและกันและหื่นกระหายในตัณหา"

อาเสี่ยยกมือตบบ่าชายกลางคน

"ขอโทษทีพี่ชาย เราไม่มีเจตนาดูหมิ่นพระแม่เจ้าของท่านหรอก ที่ถามว่ามีพระสวามีหรือยังก็เพราะอยากจะรู้ ชาวโลกเบื้องบนเขาไม่ถือกันหรอกเรื่องพรรค์นี้ พี่ชาย ท่านชื่ออะไร"

ชายกลางคนมีสีหน้าเคร่งขรึม

"ไมยราพ"

กิมหงวนทำคอย่น

"เอ๊ะ ก็ไหนหนุมานฆ่าตายไปนานแล้วไม่ใช่หรือ"

ราชองครักษ์ของพระนางยกมือเกาศีรษะอย่างหัวเสีย

"คนละคนโว้ย นั่นมันไมยราพในเรื่องรามเกียรติ์ อั๊วไมยราพเป็นมนุษย์ไม่ใช่ยักษ์"

ดร. ดิเรกเดินเข้ามาหาไมยราพ เขากล่าวแนะนำให้รู้จักกับคณะพรรคของเขาโดยทั่วหน้า แล้วก็ขอบอกขอบใจไมยราพที่มาต้อนรับ ราชองครักษ์ของพระนางรู้สึกพอใจ ดร. ดิเรกกับพลมาก เพราะเห็นว่าสุภาพเรียบร้อยเหมือนกับชาวบาดาลทั้งหลาย

"ท่านไมยราพ" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "โปรดพาพวกเราไปเฝ้าพระนางเถิด"

นายทหารองครักษ์พยักหน้า

"เชิญสิ" ท่านอาคันตุกะที่มาจากเบื้องบน แต่เราได้รับพระรับสั่งจากพระแม่เจ้าให้ปลดอาวุธพวกท่านเสียก่อน ที่นี่...บาดาลนครไม่มีการรบราฆ่าฟัน ไม่มีการเตรียมพร้อม ไม่มีการเบ่งถือสีถือพวก เราทุกคนรักใคร่สามัคคีต่อกันเหมือนพี่น้อง บาดาลนครมีแต่กลิ่นหอมชื่นของดอกไม้และกลิ่นไอของความสุข"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่ข้าพเจ้ากำลังได้กลิ่นของความทุกข์ ไม่รู้ว่าใครปล่อยออกมา อื้อฮือโว้ยไม่ยักเด็ดปีกทิ้งเสียด้วย เหม็นฉิบหายเลย"

พวกนางข้าหลวงหน้าแดงอายม้วนต้วนไปตามกัน คณะพรรค ๔ สหายต่างยอมให้ทหารของพระนางปลดอาวุธซึ่งมีปืนไฟฟ้า, ปืนกลมือและลูกระเบิดมือกับปืนพก ต่อจากนั้นไมยราพก็เชิญ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปขึ้นคานหาม

เจ้าแห้วเดินเข้ามากล่าวถามนายทหารราชองครักษ์

"พี่ชาย คานหามทำไมมีมา ๕ อันเท่านั้นล่ะ"

ไมยราพหัวเราะ

"สำหรับแกเป็นขี้ข้าท่านเหล่านี้ ไม่สมควรที่จะนั่งคานหาม"

เจ้าแห้วพยักหน้ารับทราบ

"จริงซีนะ ได้-เดินย่ำต๊อกไปก็ได้ ผมไม่รังเกียจหรอกครับ แต่ว่าพี่ชายรับรองได้ไหมว่าพวกเราจะไม่พบกิ้งก่ายักษ์อีก หวาดเสียวเหลือเกิน"

"เรารับรองว่า พวกท่านจะไม่ได้รับภัยอันตรายใดๆ เลย สัตว์ยักษ์แห่งเมืองบาดาลมันคือมิตรที่ดีของพวกเรา ที่นี่ไม่มีนักนิยมไพร ไม่มีใครฆ่าสัตว์ตัดชีวิต มนุษย์และสัตว์อยู่ร่วมผืนแผ่นดินเดียวกันด้วยความสุขภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ท่านขึ้นไปเที่ยวเมืองฉันบ้างซี เดี๋ยวนี้ยิงกันเป็นว่าเล่น กรุงเทพฯ คล้ายกับเท๊กซัสในสมัยก่อน ออกจากบ้านดีไม่ดีตายห่า ถ้าไม่ถูกจี้ก็ถูกรถยนต์ทับตาย หรือม่ายก็ถูกตีกระบาลโดยไม่มีเหตุผล"

ไมยราพอมยิ้ม

"ข้าพเจ้าทราบมานานแล้ว ชาวผิวโลกเจริญด้วยนาครธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนความเจริญทางด้านจิตใจไม่มีเลย เราชาวบาดาลเจริญกว่าพวกท่านด้วยประการทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นศิลปะวิทยาการหรือด้านวัฒนธรรมหรือศีลธรรม ท่านจะต้องตะลึงพรึงเพริด เมื่อท่านได้เห็นบ้านเมืองของเราซึ่งงามราวกับวิมานสวรรค์"

คณะพรรค ๔ สหายมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะชอบใจ

"จริงของเขา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "ความเหลวแหลกของมนุษย์บนผิวโลกนับวันก็หนักขึ้นทุกที สงครามทำให้ศีลธรรมและวัฒนธรรมเสื่อมทรามมาก ทุกวันนี้กรุงเทพฯ มันกลายเป็นเมืองโจรไปแล้ว"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ท่านผู้มีอำนาจวาสนาเท่านั้นที่เห็นว่ากรุงเทพฯ เป็นสวรรค์ของเขา นอกจากนี้ก็คนบ้านนอกที่โง่เขลาเบาปัญญาหลั่งไหลกันเข้ามาในเมืองหลวง เพื่อหวังเสี่ยงโชคและหวังร่ำรวย"

ต่อจากนั้น คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ขึ้นนั่งคานหามอย่างสง่าผ่าเผย กองทหารเกียรติยศและนางข้าหลวงต่างพาอาคันตุกะผู้เดินทางมาจากผิวโลก มุ่งตรงไปยังมหานครบาดาลทันที

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง คณะพรรค ๔ สหายก็ถูกพามาถึงดินแดนอันสวยสดงดงามราวกับเนรมิต นครบาดาลแลตระหง่านเงื้อมอยู่ในระหว่างหุบเขา ปราสาทราชฐานสร้างด้วยแก้วสีฟ้าอ่อนงามตา อาคารบ้านเรือนแน่นขนัด พล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก, เจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีความรู้สึกเหมือนกับตกอยู่ในดินแดนแห่งเทพนิยาย สิ่งปลูกสร้างล้วนแต่วิจิตรพิสดารแสดงถึงวิชาสถาปัตยกรรมและวิศวกรรมอันยอดเยี่ยม ถนนหนทางสะอาดเรียบร้อยกว้างขวาง

ชาวบาดาลผู้เจริญแล้วด้วยศิลปะวิทยาการต่างๆ ได้ยึดมั่นในความสงบสุขมีความสามัคคีธรรมต่อกันอย่างน่าสรรเสริญ หญิงชายชาวเมืองนุ่งน้อยห่มน้อยเดินสับสนไปมา ทุกคนมองดูอาคันตุกะผู้มาจากแคว้นแดนไกลด้วยสายตาที่แสดงความเป็นมิตร

ขบวนกองเกียรติยศของพระแม่เจ้า ได้พาคณะพรรค ๔ สหายมุ่งตรงเข้าไปในพระราชวังของนางพญาผู้เลอโฉม

"โอ-ดิส อิท อะ แฟรี แลนด์" นายแพทย์หนุ่มครางเบาๆ จ้องตาเขม็งมองดูความสวยสดงดงามของปราสาทพระราชวัง ด้วยความตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว

ในที่สุดขบวนเกียรติยศก็พาคณะพรรค ๔ สหายมาถึงพระตำหนักแก้วซึ่งสงบเงียบวังเวง ด้านขวาของตำหนักเป็นสวนดอกไม้กว้างใหญ่มองแลเห็นพันธุ์ไม้ดอกต่างๆ สีลานตาไปหมด ลดพัดโชยชื่นได้กลิ่นหอมของดอกไม้รวยริน

ไม่มีทหารรักษาการ ไม่มีการคุ้มครองพระนางเจ้า เพราะชาวบาดาลมั่นอยู่ในความจงรักภักดี การกบฏ, ปฏิวัติหรือรัฐประหารไม่เคยปรากฏ พระนางเจ้าปทุมาวดีเป็นนางพญาผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารบ้านเมือง พระรับสั่งของพระนางย่อมเท่ากับประกาศิตซึ่งทุกคนจะต้องปฏิบัติตามโดยไม่มีข้อแม้

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันลงจากเสลี่ยงคานหาม ต่อจากนั้นไมยราพนายทหารผู้ซื่อสัตย์ของพระนางก็นำอาคันตุกะทั้ง ๖ คนเดินตรงมาที่ประตูเหล็กบานใหญ่ บานประตูทั้งสองบานปิดสนิท แต่แล้วเมื่อเดินเข้ามาใกล้พระทวารก็เปิดออกเองด้วยเครื่องอัตโนมัติ

เสียงดนตรีเสียงขับร้องอันเจื้อยแจ้ววิเวกวังเวงไปทั่ววังหลวง บรรยากาศชุ่มชื่นเป็นสุขใจยิ่งนัก ถนนในวังปูลาดด้วยหินอ่อน บางแห่งก็โรยด้วยทับทิมหรือนิล คณะพรรค ๔ สหายมัวแต่ตื่นเต้นในความสวยสดงดงาม ไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย จนกระทั่งไมยราพพาเข้ามาในพระตำหนัก

เบื้องนั้น พระมหาเทวีปทุมาวดีประทับอยู่บนพระแท่นงาช้าง ซึ่งแกะสลักเป็นลวดลายอันวิจิตรพิสดาร นางพญาทรงฉลองพระองค์ด้วยแพรบางๆ สีชมพูอ่อน พระพักตร์งามแฉล้มแช่มช้อยยากที่จะหาหญิงใดเปรียบเหมือน สมแล้วที่พระนางดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าแม่อยู่หัวแห่งนครบาดาลนี้

ท่ามกลางบรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และมหาดเล็ก นางข้าหลวงซึ่งหมอบเฝ้าอยู่เรียงรายราวกับดาวล้อมเดือน ไมยราพพาคณะพรรค ๔ สหายเดินเข้ามาเฝ้าเบื้องพระพักตร์ของพระนาง

ทุกคนต่างก้มศีรษะถวายบังคมเจ้าแม่อยู่หัวแล้วก็ยืนนิ่งเฉยสำรวมกิริยามารยาทให้เรียบร้อย

ภายในพระที่นั่งเงียบกริบ แม้แต่เข็มตกก็คงได้ยินถนัด มหาเทวีทอดพระเนตรอันแจ่มใสพิจารณาดูคณะพรรค ๔ สหายทีละคน นิกรถอนหายใจเบาๆ กระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน

"เฮ้ย-แกดูให้ดีซิทรงพระยกทรงหรือเปล่า กันรู้สึกว่าทรงพระแหลมเปี๊ยบผิดธรรมดามาก"

"ปู้โธ่โว้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "พูดบ้าๆ อะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวก็ถูกตัดหัวหรอก" แล้วกิมหงวนก็หันมาทางพระแม่เจ้า "หม่อมแม่ครับ อ้ายกรมันสงสัยว่า หม่อมแม่ใส่ยกทรงสังกะสีแบบสาวสังคมในกรุงเทพฯ"

มหาเทวีแย้มพระสรวลเล็กน้อย

"ท่านเอย จงเก็บเอานิสัยเคาบอยและความกุ๊ยของท่านไว้ใช้ยังเมืองของท่านเถิด นครบาดาลของข้าเป็นนครแห่งวัฒนธรรม ชาวบาดาลเป็นผู้มีจิตใจสูงกว่าพวกท่านมาก เรายินดีที่จะบอกท่านว่า พวกเราไม่เคยหลอกลวงตบตาใคร เรามีความงามตามธรรมชาติ เราไม่เคยใช้เม้กอั้ปหรือยกทรงดังที่ท่านเข้าใจหรอก"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก หันมากระซิบกับ ดร. ดิเรก

"แหม-ทรงพระด่าเจ็บจัง"

"ก็ทะลึ่งไม่เข้าเรื่องนี่นา" นายแพทย์หนุ่มดุเบาๆ

นายจอมทะเล้นยกมือปิดปากหัวเราะหึๆ คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนอยู่ข้างหลังนิกรก็แทบจะกลั้นหัวเราะไม่ได้

"หัวเราะอะไรวะ" ท่านกระซิบถาม

นิกรหันมาตอบด้วยเสียงแผ่วเบา

"คุณพ่อดูพระขนจั๊กกระแร้ซีครับ แลบออกมายาวเฟื้อยเลย ที่นี่ถ้าจะนิยมแฟชั่นไว้ขนจั๊กกระแร้"

มหาเทวีกระทืบพระบาทตวาดแหว

"เจ้าหนุ่มผู้ปากร้ายเหมือนกับใจสามานย์ของเจ้า ถ้าหากว่าเจ้าขืนพูดก้าวร้าวดูหมิ่นข้าอีกหนเดียว ศีรษะของเจ้าจะต้องหลุดจากบ่า"

นิกรตัวสั่นงันงก

"ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า....ข่าว-วอหร่าผุด-ธะเจ้า"

"ไม่ต้องร้อง" พระนางตะโกนลั่นพระตำหนัก "พวกเจ้ามีจิตใจต่ำช้าอย่างนี้ ทำให้ข้าหมดศรัทธาที่จะต้อนรับพวกเจ้าแล้วรู้ไหม" แล้วพระนางก็ตบพระหัตถ์ขึ้น ๓ ครั้ง

สัตว์ประหลาดชนิดหนึ่งตัวยาวเหมือนงู แต่มีตีน ๔ ตีนเลื้อยออกมาจากห้องหนึ่ง คณะพรรค ๔ สหายอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน มันคือพญางูหรือมังกรหรือพญานาค ตัวของมันขนาดเสาใหญ่ๆ และยาวไม่ต่ำกว่า ๑๕ เมตร นัยน์ตาวาวโรจน์น่ากลัว อ้าปากขู่คำรามลั่นพระตำหนัก

มหาเทวีทรงพระสรวลเบาๆ

"เจ้าผู้เจรจาสามหาว ถ้าหากว่าเจ้าดูหมิ่นเราอีก ท่านจะต้องเป็นอาหารของสัตว์เลี้ยงแห่งตูข้า"

นิกรหน้าซีดตัวสั่น ล้วงกระเป๋าหยิบไม้หนีบผ้าอันหนึ่งออกมา แล้วก็หนีบปากของเขาไว้ นางพญาทรงพระสรวลงอหาย ที่กริ้วก็กลายเป็นโปรดปรานในความทะลึ่งของนิกร พระนางรับสั่งให้พญานาคเลื้อยกลับเข้าไปในห้องตามเดิม

"สหายเอ๋ย บัดนี้ตูข้าและชาวนครบาดาลทั้งหลาย ขอต้อนรับเจ้าไว้เป็นแขกเมืองผู้มีเกียรติของเรา ท่านย่อมมีสิทธิที่จะท่องเที่ยวไปทั่วพระราชวังของข้า ตลอดจนบ้านเมืองของข้า" แล้วพระองค์ก็พยักพระพักตร์กับนายพัชราภรณ์ "เจ้าผู้สง่างามเหมือนกับเทพบุตร โปรดเข้ามานั่งคุยกับข้าที่นี่เถิด เจ้าคือมัจจุราชแห่งข้า และเจ้าคือดวงใจแห่งข้าด้วย ไมยราพจงพาอาคันตุกะของข้าไปพักผ่อนยังห้องที่จัดไว้ และจัดนางข้าหลวงผลัดเปลี่ยนเวียนเวรกันปรนนิบัติเขา อาหารการกินอย่าให้ขาดได้ ถ้าแขกของข้าไม่ได้รับความสะดวกแล้วเจ้าจะต้องรับผิดชอบ"

เสี่ยหงวนกระแอมลั่น มองดูอ้ายเสือรูปหล่อซึ่งเดินเข้าไปหาพระนาง

"โว้ย...ถ้ายังไงอย่าลืมเพื่อนนะโว้ย แกละก้อมันโชคดีอย่างนี้เสมอ รู้ยังงี้ไม่ยักชวนลงมาเมืองบาดาล"

ไมยราพพา ๓ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินออกไปจากตำหนัก ส่วนพลหมอบเฝ้าอยู่เบื้องหน้าพระนาง บรรดาขุนนางนายทหารและนางข้าหลวง ต่างถวายบังคมลุกขึ้นออกไปจากพระตำหนัก

เจ้าแม่ปทุมาวดีมีพระพักตร์สดชื่นผิดปกติ พระองค์ทรงเสน่หานายพัชราภรณ์ของเรา นับตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็นหน้าเขา แต่แล้วเมื่อนึกถึงคำสาปแช่งของราชบิดาอดีตกษัตริย์ผู้ล่วงลับไปแล้ว มหาเทวีก็สะท้อนถอนพระทัย

ภายในพระตำหนักคงมีแต่พระนางกับพลสองต่อสองเท่านั้น

"เจ้าหนุ่มเอ๋ย" พระนางรับสั่งเสียงเครือ "ก่อนอื่นข้าบอกให้เจ้าทราบเสียก่อนว่า ประเพณีของเราชาวบาดาลนั้น ทุกคนเทิดบูชาความรักว่าเป็นของสูง ความรักไม่ใช่ของที่น่าอับอายอะไร พวกผู้หญิงเมืองบาดาลย่อมมีอิสระเสรีในเรื่องความรัก และเป็นประเพณีที่สืบเนื่องกันมาหลายศตวรรษแล้ว ผู้หญิงจะต้องแสดงความรักกับ ผู้ชายก่อน ผู้หญิงชาวบาดาลจะรักใครก็ได้ แต่หล่อนจะมีความรักได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้นในชีวิตของหล่อน เมื่อได้สารภาพรักกับใครแล้วก็จะต้องซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อผู้ชายผู้นั้นไปจนวันตาย จะดีหรือชั่วก็สุดแล้วแต่กรรมเวรที่สร้างสรรค์ไว้"

พลถอนหายใจเบาๆ เขาก็หลงรักพระนางเช่นเดียวกัน เขาไม่เคยเห็นหญิงคนใดที่จะสวยสะอาดบาดใจเหมือนเช่นนี้ อ้ายเสือรูปหล่อเอื้อมมือจับพระหัตถ์ขวาของพระนางมากุมไว้

"ข้าแต่พระแม่เจ้า เป็นพระมหากรุณาอย่างยิ่งล้นเชียวพะย่ะค่ะที่มหาเทวีทรงให้เกียรติแก่ข้าพระองค์มากมายใหญ่หลวงเช่นนี้"

นางพญาทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย

"เจ้าชื่ออะไรเจ้าหนุ่ม"

"พล พัชราภรณ์พ่ะย่ะค่ะ"

"เจ้ามีเมียแล้วไม่ใช่หรือ"

"พ่ะย่ะค่ะ แต่มีอีกยังได้พ่ะย่ะค่ะ"

"พลเอ๋ย ข้ารักเจ้าเสียแล้วพ่อยอดรักของข้า ความรักอันแท้จริงย่อมไม่มีอะไรขีดคั่นขัดขวาง เจ้าเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างโสภาเป็นที่พิสมัยแห่งข้า อย่าตำหนิข้าเลยพลเอ๋ย ผู้หญิงแห่งบาดาลนครจะต้องเป็นผู้กล่าวคำว่ารักกับชายก่อน อันเป็นประเพณีนิยมของเรา ข้ารักเจ้ายิ่งกว่าชีวิต แต่....ข้าจะทำอย่างไรดี พระบิดาแห่งข้าคือท้าวนาคาได้ทรงสาปแช่งข้าไว้ ข้าจะต้องครองความเป็นโสดไปจนตาย หากพรหมจรรย์ของข้าต้องสูญเสียไปเมื่อใด เมื่อนั้นกาลวิโยคและภัยพิบัติจะเกิดขึ้นแก่ตัวข้าและนครบาดาลทันที"

พลเลื่อนตัวขึ้นมานั่งเคียงคู่กับเจ้าแม่ปทุมาวดีทันที ยกมือขวาประคองกอดเธอเบาๆ

"พระแม่เจ้า เรารักกันก็ควรเป็นของกันและกัน ข้าพระองค์กำลังจะตายเพราะหลงรักพระแม่เจ้าอยู่แล้ว"

ทรงยิ้มเอียงอายและปัดมือเขา

"พลขา อย่าเพิ่งให้ปทุมาวดีมีราคีเลยนะคะ ขอให้เรารักกันด้วยจิตใจเท่านั้น ปทุมาไม่กล้าฝ่าฝืนโองการของเสด็จพ่อ"

พลยิ้มเศร้าๆ

"ดวงใจของพี่ คำสาปแช่งเพียงแต่ทำให้เราสังวรบ้างเท่านั้น คงไม่สัมฤทธิ์ผลดังคำสาปหรอกยอดรัก"

พระแม่เจ้าผู้ตกเป็นทาสแห่งความรักเสด็จลุกขึ้นจากพระแท่นอย่างเงื่องหงอย พลลุกขึ้นบ้าง พอเขาดึง พระองค์เข้ามากอด มหาเทวีก็ดิ้นรนปัดป้อง

"อย่าค่ะ พลขา พี่ไม่ควรลงมาเมืองบาดาลเลย ปทุมาเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าอำนาจของความรักมันใหญ่ยิ่งเพียงใด ปทุมาจะลองทำพิธีอ้อนวอนดวงวิญญาณของเสด็จพ่อเพื่อให้ถอนคำสาป แล้วถ้าดวงวิญญาณของเสด็จพ่ออนุญาต เราก็จะเป็นของกันและกัน ปทุมาจะให้พลเป็นกษัตริย์ครอบครองนครบาดาลนี้ต่อไป"

ทันใดนั้นเอง ไมยราพก็ผลุนผลันเข้ามาในท้องพระโรง ทรุดตัวลงนั่งหมอบกราบถวายบังคมพระนางเจ้า

"เข้ามาทำไม ไมยราพ"

"ขอเดชะพระแม่เจ้า บัดนี้อาคันตุกะของพระองค์ได้บุกรุกเข้าไปในห้องเก็บพระราชสมบัติของพระแม่เจ้าแล้วพ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ห้ามไม่ฟัง"

เทวีทรงพระสรวล

"ช่างเขาเถอะไมยราพ เจ้าย่อมรู้ดีแล้วว่าพวกมนุษย์เบื้องบนผิวโลกล้วนแต่เต็มไปด้วยความโลภโมโหโทสัน ปล่อยเขาตามสบายเถอะ เมื่อเขาต้องการเพชรนิลจินดา หรือทองคำแท่งของข้าก็ให้เขาขนเอาไป สิ่งเหล่านี้ไม่มีความหมายอะไรสำหรับข้าแล้ว ข้าปรารถนาแต่ชู้รักของข้าคนนี้คนเดียวเท่านั้น"

รับสั่งจบพระแม่เจ้าก็พานายพัชราภรณ์เข้าไปในห้องทางซ้ายมือ

คืนวันนั้น เดือนหงายกระจ่างดวง

คณะพรรค ๔ สหาย นั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในห้องๆ หนึ่ง อาหารค่ำผ่านพ้นไปอย่างเอร็ดอร่อยด้วยฝีมือสูทกรรมชั้นเยี่ยมแห่งนครบาดาล บนโต๊ะเบื้องหน้าของ ๔ สหายมีเพชรนิลจินดาที่เจียระไนแล้วกองอยู่มากมาย คิดเป็นเงินหลายล้านบาท น้ำเพชรเป็นประกายรุ่งโรจน์

ขณะนี้ทุกคนกำลังสนับสนุนพลให้ โอ.เค. ซิกาแร็ตกับพระแม่เจ้า เพราะถ้าหากว่าเจ้าแม่ปทุมาวดีได้เสียเป็นเมียพลแล้ว บรรดาทรัพย์สมบัติอันมหาศาลหลายพันล้านก็จะตกเป็นของคณะพรรค ๔ สหาย

อย่างไรก็ตาม นายพัชราภรณ์นั่งเคร่งขรึมตลอดเวลา จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบเพชรเม็ดหนึ่งขึ้นมา

"ดูนี่พล เพชรเม็ดนี้ไม่ต่ำกว่า ๒๐ กาหรัด อาคิดว่าต้องเป็นโคตรเพชรแน่ๆ ราคาของเพชรเม็ดนี้ไม่ต่ำกว่า ๒ แสน พระนางมีเพชรขนาดนี้เป็นตุ่มๆ ถ้าแกได้พระนางเป็นเมีย พวกเราก็จะขนเพชรนิลจินดาเหล่านี้เอากลับไปบ้านเมืองของเราอย่างสบาย"

พลถอนหายใจหนักๆ

"เห็นจะไม่มีหวังครับคุณอา ปทุมาวดีเชื่อถือในสิ่งที่เหลวไหล หล่อนกลัวคำสาปแช่งของพระราชบิดา ไม่ยอมให้ผมทำอะไรเลย ทั้งๆ ที่หล่อนรักผมใจจะขาด"

ดร. ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"พระบิดาแช่งไว้อย่างไร"

"แช่งไว้ว่า ถ้าปทุมาวดีเสียสาววันใด ขอให้หล่อนได้รับภัยพิบัติในนาทีนั้น และขอให้ความพินาศฉิบหายจงเกิดขึ้นแก่บาดาลนคร"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะก้าก

"อิมพอสสิเบิล เป็นไปไม่ได้ คำสาปแช่งจะศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรกัน"

นิกรยิ้มให้นายพัชราภรณ์

"อย่าโง่ไปหน่อยเลยวะพล หมูจะเข้าปากถ้าแกไม่กินหมูแกก็ต้องกินขี้หมู ไป-ไปหาพระนางเดี๋ยวนี้ เกิดมาเป็นลูกผู้ชายอย่าให้ผู้หญิงยิ้มเยาะได้ พวกเรามีคู่รักคนละคนแล้ว ล้วนแต่นางข้าหลวงของพระนางทั้งนั้น ของคุณพ่ออ้วนจ้ำม่ำพอๆ กัน ผู้หญิงเมืองนี้ชอบกลโว้ย ขอความรักผู้ชายก่อน สงสัยว่าพลเมืองที่นครบาดาลคงจะมี ผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"อีกหน่อยเมืองเราก็คงจะเหมือนกับเมืองบาดาลนี่แหละ สาวๆ สมัยนี้ไม่ใคร่สงวนท่าทีแล้ว บางคนให้ท่าจนน่าเกลียด ไม่ช้าเมืองเราผู้หญิงจะต้องสู่ขอผู้ชายแน่นอน"

ดร. ดิเรกยกมือตบบ่าพลค่อนข้างแรง

"ไปหาพระนางซี มาขลุกอยู่กับพวกเราทำไมเล่า แกเป็นคนมีโชคดีที่สุดรู้ไหม"

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นคืนนี้กันจะนอนในห้องบรรทมของพระนาง กันไม่กลับละนะ เป็นตายอย่างไรปทุมาวดีก็จะต้องได้เสียเป็นเมียกัน"

นิกรพยักหน้า

"ยังงั้น ผิดท่าปล้ำเลย ที่นี่ไม่มีตำรวจหรอกไม่ต้องกลัว และพระนางก็ทรงพระอยากได้แกเป็นผัวอยู่แล้ว ยังไงก็ต้อง โอ.เค. กับแก ทำใจให้กล้าๆ ซีวะ เป็นเจ้าชู้มันต้องหน้าด้าน ปากว่ามือถึงทีเล่นทีจริงแบบหมาหยอกห่าน"

พลอดหัวเราะไม่ได้ แต่แล้วเขาก็ถอนใจเฮือกใหญ่

"สงสารโว้ย รู้สึกว่าหล่อนรักกันมากทีเดียว พวกแกกำลังยุให้กันทำลายหล่อน"

กิมหงวนโบกมือ

"ไม่ใช่ทำลาย ได้แล้วเลี้ยงนี่หว่า เอาไปเมืองเราซีวะ พวกเราคิดกันไว้แล้วจะพาไปคนละคน แล้วไปหาเช่าบ้านให้อยู่รวมกัน เมียเราจ้างก็ไม่รู้ สมัยนี้ใครๆ เขาก็มีเมียน้อยกันทั้งนั้น ผู้ชายมีเมียน้อยไม่ผิดวัฒนธรรมหรอก"

พลนิ่งคิดอยู่สักครู่

"เอาวะ ผิดนักส่งเข้าประกวดนางสาวไทยปีนี้เลย ย้อมแมวขายอย่าให้ใครรู้ว่าหล่อนเป็นเมียของกัน ถ้า ปทุมาวดีเข้าประกวดต้องได้เป็นนางสาวไทยเด็ดขาด"

คณะพรรคหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานสำคัญคุณนันทาคนเดียวเท่านั้นแหละครับ รับประทานถ้าคุณนันทราบว่าคุณพาพระนางไปเช่าบ้านอยู่ที่ไหนเป็นเกิดมิคสัญญีแน่ๆ "

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"อะไรของมึงวะมิคสัญญี"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานยังไงก็ไม่ทราบครับ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไปอีก นางข้าหลวง ๕ คนก็พากันเข้ามาในห้องพัก ๔ นางงามแฉล้มแช่มช้อย อีกนางหนึ่งมีอายุเข้าเขตกลางคนแล้ว อ้วนเหมือนไหกระเทียมต่อขา แต่ผิวขาวผ่องหน้าอกอวบอัดยั่วยวนตา แม่งามทั้ง ๕ คนปราดเข้ามาหาคู่รักของหล่อนไม่มีความกระดากกระเดื่องอะไร เพราะชาวนครบาดาลมีประเพณีให้หญิงเลือกชายและฝากรักผู้ชายก่อน

แม่ตุ่มสามโคกปราดเข้าไปนั่งตักเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"คุณป๋าขา คุณป๋าต้องพาหนูขึ้นไปอยู่เมืองคุณป๋าจริงๆ นะคะ หนูเที่ยวคุยไว้ทั่ววังแล้วว่าคุณป๋าตกลงรับรักหนู หนูทำกับข้าวเก่งนะคะ การบ้านการเรือนแจ๋วไปเลย"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล ท่านกล่าวกับนิกรเบาๆ

"ขืนเอาไปน่ากลัวประไพมันตบตายห่า ผ่าวะ แม่นกกระเต็นตัวนี้พูดเป็นต่อยหอยเลย"

กิมหงวนกอดรัดฟัดแม่สาวงามซึ่งเป็นคู่รักของเขา แล้วโบกมือไล่นายพัชราภรณ์

"เฮ้ย-ไปซีโว้ย มายืนหาหอกอะไรเล่า เขากำลังจะโรม๊านซ์กัน"

พลหัวเราะหึๆ พาตัวเดินออกไปจากห้องพักทันที ตลอดทางที่เขาเดินมาที่ตำหนักของพระนาง นายพัชราภรณ์รู้สึกเศร้าใจอย่างไรชอบกล เขาสงสารพระแม่เจ้าปทุมาวดีมากที่ทรงเสน่หาเขาอย่างมากมาย เขาเองก็รักหล่อน แต่เขารู้ดีว่าการมีเมียสองย่อมทำให้ยุ่งยากลำบากใจ

ในที่สุดพลก็ตัดสินใจว่า เขาจะต้องพาปทุมาวดีกลับขึ้นไปกรุงเทพฯ หาเช่าบ้านให้หล่อนอยู่ตามลำพังในฐานะที่หล่อนเป็นเมียที่สองของเขาไม่ใช่เมียน้อยหรือนางบำเรอ แล้วเขาจะหาโอกาสพูดกับนันทา เพื่อไม่ให้หล่อนมีอะไรกับปทุมาวดี แม่สาวงามแห่งนครบาดาลนี้

ที่พระตำหนักของนางพญาสงบเงียบ

แสงชวาลาส่องสลัวรางไปทั่วทุกแห่งหน ไม่มีทหารยามหรือมหาดเล็กปรากฏอยู่เลย กลิ่นกำยานและเครื่องร่ำประทินหอมอบอวลไปทั่วตำหนัก เมื่อพลเดินเข้าไปในห้องบรรทม เขาก็แลเห็นพระแม่เจ้าแห่งนครบาดาลนั่งกรรแสงอยู่บนพระแท่น

"ปทุมา " เขาร้องเรียกเธอเบาๆ

มหาเทวีค่อยๆ เงยพระพักตร์ขึ้นมองดูเขา

"พลขา จงออกไปจากห้องนอนของปทุมาเถิด พระวิญญาณของเสด็จพ่อกริ้วมาก ปทุมาได้ทำพิธีบวงสรวงอัญเชิญวิญญาณของพระองค์ท่านแล้ว เสด็จพ่อไม่ทรงอนุญาตให้เรารักกัน เพราะผิดจารีตประเพณี ปทุมาเป็นราชินีผู้ครองราชสมบัติ ปกครองไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน ปทุมาจะต้องครองตัวเป็นโสดตลอดไป โปรดอย่ายุ่งเกี่ยวกับ ปทุมาเลยค่ะ"

นายพัชราภรณ์ยิ้มให้หล่อน แล้วเดินเข้ามานั่งบนเตียง

"ปทุมายอดรัก พี่ได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เราจะต้องเป็นของกันและกันอย่างไม่ต้องสงสัย พี่จะพาปทุมาไปอยู่เมืองพี่ ไปเป็นยอดรักยอดชีวิตของพี่ ปทุมาจ๋า พี่เหงาเหลือเกิน อนุญาตให้พี่นอนด้วยคนนะจ๊ะ"

ความรักทำให้พระแม่เจ้าลืมนึกถึงพระเกียรติยศ ลืมพระองค์ และลืมหมดทุกสิ่งทุกอย่าง เมื่อพลเอื้อมมือขวาประคองกอด พระวรกายของพระนางก็สั่นเหมือนลูกนก พายุสวาทอันรุนแรงพัดกระพือขึ้นในพระทัยเธอ

"โธ่-พล พี่จะฆ่าปทุมาหรือ อย่าสิคะ ขอให้พลนึกถึงคำสาปแช่งของเสด็จพ่อบ้าง "

นายพัชราภรณ์ยกมือเชยคางหล่อนขึ้น สายตาทั้งสองคู่ประสานกันแน่น ต่างฝ่ายต่างแสดงความรู้สึกแห่งหัวใจด้วยสายตา"

"ปทุมา"

"ขา"

พลค่อยๆ ก้มลงจูบพระโอษฐ์อันจิ้มลิ้มของเธออย่างดูดดื่ม จูบของเขามีอำนาจรุนแรงมาก พระนางเจ้า ปทุมาอ่อนระทวยอยู่ในวงแขนของชู้รัก มีความรู้สึกเคลิบเคลิ้มงงงวยเหมือนกับถูกมนต์สะกด พระหัตถ์ทั้งสองของเธอค่อยๆ ยกขึ้นโอบรอบคอนายพัชราภรณ์ ทรงสะท้อนถอนพระทัยรวยริน

"อื๊อ พลขา พอแล้วค่ะ...."

พลหลั่งจูบลงไปทั่วพระพักตร์อันผุดผ่อง ปทุมาวดีโอนอ่อนผ่อนตามใจเขา ปล่อยให้เขาพาเธอไปสู่แดนสุขาวดี

ณ บัดนี้ ดวงจันทร์ในคืนวันเพ็ญยังคงลอยเด่นอยู่กลางหาว ท้องฟ้าแจ่มใสสุกสะกาว ภายในห้องพระบรรทมนั้น ไม่มีใครรู้ว่า เจ้าหนุ่มผู้มาจากแคว้นแดนไกล กำลังร่วมรักกับมหาเทวีด้วยความสุขสดชื่นอย่างล้นเหลือ ทั้งสองต่างเป็นของกันและกันแล้ว

คำสาปแช่งของท้าวนาคา อดีตแห่งกษัตริย์ผู้ครองนครบาดาลย่อมศักดิ์สิทธิ์และได้ผลในทันตาเห็น ท้องฟ้าที่แจ่มใสเริ่มมีเมฆฝนดำทะมึน เคลื่อนผ่านมาทางทิศตะวันตกอย่างรวดเร็ว เพียงครู่เดียวแสงสว่างของพระจันทร์ก็สิ้นสุด ลมพายุเริ่มพัดผ่านมาบ้างแล้ว และทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ

ท้องทะเลปั่นป่วนด้วยคลื่นลม คลื่นลูกใหญ่วิ่งเข้ากระทบโขดหินชายหาดแตกกระจายเป็นฝอยฟอง พระพิรุณหลั่งลงมาจากฟากฟ้าราวกับฟ้าทะลุ ทั้งฝนทั้งพายุคุกคามอย่างน่ากลัว บ้านเรือนเคหสถานของชาวบาดาลถูกมหาวาตะพังทลายราบ บรรดาชาวเมืองต่างแตกตื่นอุ้มลูกจูงหลานอพยพหลบหนีภัยกันโกลาหล

กาลวิโยคเกิดขึ้นแก่นครบาดาลแล้ว

อสุนีบาตฟาดเปรี้ยง เสียงครื้นครั่นถูกยอดปราสาทหักสะบั้น และแล้วพื้นแผ่นดินก็เริ่มไหว

ชาวเมืองสับสนอลหม่าน เสียงผู้หญิงและเด็กร้องระงม บ้านเมืองพังทลายราบเป็นแห่งๆ เบื้องนั้นมหาเทวีแห่งนครบาดาลตกประหม่าเสียขวัญเสียพระทัยแล้ว

"พลขา เราจะต้องตายด้วยอิทธิฤทธิ์แห่งคำสาปของเสด็จพ่อ เราต้องตายแน่นอน โอ๊ย-แผ่นดินไหวแล้ว หนีเถอะค่ะ หนีออกไปนอกพระตำหนักโดยเร็วที่สุด"

พลกอดสาวรักของเขาไว้แนบอก

"อย่าตื่นเต้นขลาดกลัวให้มากนัก ปทุมา ถ้าตายเราก็ตายด้วยกัน ไป-ไปทางนี้"

นายพัชราภรณ์พาเจ้าหญิงปทุมาวดีออกมานอกห้องบรรทมโดยเร็ว ทันใดนั้นเอง เบื้องบนของปราสาทก็พังทลายลงมา ความตกใจทำให้มหาเทวีสลัดมือพลออกแล้ววิ่งหนีไปทางหนึ่ง เครื่องบนของปราสาทอีกหลายชิ้นซึ่งมีน้ำหนักมากหลายตันได้พังลงมาอีก พลตกตะลึงร้องอุทานขึ้นสุดเสียง เมื่อแลเห็นเสาหินอ่อนต้นหนึ่งฟาดลงมายังร่างของเจ้าแม่ปทุมาวดี และนั่นคืออวสานกาลแห่งชีวิตของพระนางเจ้า

เขาไม่มีเวลาพอที่จะสนใจกับความสิ้นสุดแห่งชีวิตของพระนางได้ สัญชาตญาณของเขาทำให้เขาวิ่งซมซานออกไปจากตำหนัก พลนึกถึงเพื่อนเกลอของเขาทันที นายพัชราภรณ์วิ่งตรงมาที่ตำหนักอีกหลังหนึ่งซึ่งเป็นที่พักของเพื่อน นางข้าหลวงหลายคนวิ่งสวนทางออกมา

พลวิ่งเข้าไปในตำหนัก ร้องตะโกนเรียกพรรคพวกของเขา ในที่สุดพลก็แลเห็น ๓ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯและเจ้าแห้วกำลังป้วนเปี้ยนอยู่ในห้องเก็บสมบัติอันมหาศาลของเจ้าแม่ปทุมาวดี

"เฮ้ย หนีโว้ยพวกเรา" พลร้องตะโกนลั่น วิ่งปราดเข้ามาในห้อง

กิมหงวนยิ้มให้พลและพูดละล่ำละลัก

"เดี๋ยวก่อน ช่วยกันลำเลียงเพชรเหล่านี้เอาติดตัวไปก่อนเท่าที่เราจะเอาไปได้"

พลลืมตาโพลง

"อ้ายหงวน แกร่ำรวยถึงเพียงนี้แล้วแกยังจะโลภโมโทสันอีกหรือ"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับรอง

"ฮื่อ คนเรายิ่งรวยมันก็ยิ่งโลภ เร็วโว้ย เอาเพชรนี่ใส่กระเป๋าไปบ้างซี"

ทันใดนั้นเอง ส่วนหนึ่งของตำหนักก็พังทลายลงมาเนื่องจากอำนาจแผ่นดินไหวนั่นเอง คราวนี้คณะพรรค ๔ สหายพากันวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ต่างกู่ตะโกนเรียกกันและพากันลงมาจากตำหนัก

ท่ามกลางสายฝนและลมพายุ ท่ามกลางแผ่นดินไหวทำลายบ้านเรือนอาคารบ้านช่อง คณะพรรค ๔ สหายได้แลเห็นตึกหลังใหญ่จมหายลงไปในดินคล้ายถูกธรณีสูบ ดร. ดิเรกวิ่งนำหน้าพาพรรคพวกของเขาออกจากนครบาดาลตัดตรงไปยังชายทะเล

ธรรมชาติเหี้ยมโหดทารุณอย่างที่สุด ประชาชนนับจำนวนพันถูกซากอาคารพังทับต้องเสียชีวิตอย่างน่าอนาถ ไม่มีใครที่จะให้ความช่วยเหลือใครได้ ใครยังมีชีวิตอยู่ก็วิ่งหนีซมซานไป

"เร็วโว้ย" ดร. ดิเรกร้องลั่น "เราต้องรีบไปที่จรวดของเราก่อนที่น้ำทะเลจะท่วมจรวด ถ้าไปไม่ทันเราก็ต้องตาย"

คณะพรรค ๔ สหายวิ่งบุกป่าฝ่าดงไปตามทางเท่าที่พอจะจำได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนโหวกๆ ให้คอยท่านบ้าง เพราะท่านหมดแรงวิ่งไม่ใคร่ไหวจะเป็นลมอยู่แล้ว นิกรชลอฝีเท้าลดความเร็วลง พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งมาทันนายจอมทะเล้นก็คว้าแขนพ่อตาของเขาพาวิ่งไปข้างหน้า จนกระทั่งท่านเจ้าคุณล้มลุกคลุกคลาน

ในที่สุด เหมือนกับคุณพระศรีรัตนตรัยช่วยคุ้มครอง คณะสำรวจใต้พิภพก็วิ่งมาถึงชายหาด มองแลเห็นจรวดยานดำตะคุ่มอยู่ข้างหน้า ทุกคนเร่งฝีเท้าขึ้นอีก ความเหน็ดเหนื่อยเกือบจะหายไป

ต่างถอนหายใจโล่งอกเมื่อมาถึงจรวดยาน แต่คลื่นที่หนุนเนื่องกันเข้ามาทำให้การขึ้นจรวดยานเป็นไปด้วยความยากลำบาก อย่างไรก็ตาม ดร. ดิเรกก็สามารถพาพรรคพวกของเขาขึ้นไปบนจรวดยานได้

ไฟฟ้าในจรวดเปิดสว่างจ้า ทุกคนยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่หอบังคับการ ทอดสายตามองดูความพินาศของนครใต้พิภพ ขุนเขาใหญ่น้อยทลายราบเสียงสนั่นหวั่นไหว การไหวตัวของแผ่นดินทำให้จรวดยานโคลงเคลงไปมา

"ดิเรก" ท่านเจ้าคุณพูดกับนายแพทย์หนุ่ม "อย่าอยู่นี่เลยโว้ย เราไม่ปลอดภัยเสียแล้ว"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"เน็บเวอรไมน์ ป๋า อยู่ในจรวดนี้แล้วปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ถึงแม้จรวดของเราจะจมลงไปในดินเราก็สามารถจะเดินทางไปไหนๆ ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้

"เออ จริงโว้ย พ่อลืมนึกไปว่าจรวดของเรามุดน้ำดำดินได้"

พล พัชราภรณ์เอื้อมมือจับแขน ดร. ดิเรกบีบเบาๆ

"อยู่นี่แหละดิเรก อย่าเพิ่งไปเลย กันอยากดูให้ถึงที่สุด บ้านเมืองของชาวบาดาลจะมีเหลืออยู่อีกไหม"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"ลงเขาใหญ่พังครืนๆ อย่างนี้แล้ว บ้านเมืองมันจะเหลืออยู่ได้อย่างไร"

ใบหน้าของพลเคร่งเครียดหม่นหมอง เต็มไปด้วยความเศร้าสลดใจในความพินาศของนครใต้พิภพนี้ ซึ่งอย่างน้อยเมียรักของเขาที่เพิ่งได้เสียกันก็ต้องสูญเสียชีวิตไปจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้น

เวลาพ้นไปตามลำดับ หนึ่ง-สองและสามชั่วโมงล่วงไปแล้ว พายุและฝนสิ้นสุดลงหลังจากแผ่นดินไหวถล่มทลายนครบาดาลราบเป็นหน้ากลอง สภาพของนครบาดาลราวกับถูกระเบิดปรมาณูเตียนราบไปหมด มีแต่ภูเขาใหญ่แลตระหง่านอยู่สองสามลูกเท่านั้น น้ำทะเลขึ้นท้นล้นฝั่ง คลื่นตละลูกใหญ่โตน่ากลัวมาก

จนกระทั่ง ๑.๐๐ น. ของวันใหม่ ท้องฟ้าก็แจ่มใสแลเห็นดวงจันทร์เป็นนวล เมฆฝนเคลื่อนผ่านไปหมดแล้ว

ดร. ดิเรก กล่าวกับคณะพรรคพวกของเขา

"กันจะนำจรวดยานดำดินไปโผล่ที่เมืองนครบาดาลเพื่อสำรวจดูความเสียหาย เราจะได้รู้ว่ายังจะมีอะไรเหลืออยู่อีกบ้าง"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย ต่างแยกย้ายกันไปนั่งประจำที่ สักครู่หนึ่งเสียงเครื่องยนต์ของยานวิเศษก็ดังคำรามขึ้น สว่านยักษ์ตอนหัวจรวดเริ่มหมุนช้าๆ เตรียมไชชอนพื้นแผ่นดินบุกเบิกทางให้จรวดยานแล่นไปตามความมุ่งหมาย ของผู้บังคับการคือ ดร. ดิเรก นั่นเอง

ครั้นแล้ว ส่วนหัวของจรวดยานก็ถูกบังคับให้ต่ำลงมา พอสว่านยักษ์เริ่มไชพื้นแผ่นดิน จรวดยานก็ดำลงไปใต้พื้นโลกอย่างรวดเร็วฉับพลัน ดร. ดิเรกบอกกับเพื่อนๆ ว่าพื้นแผ่นดินตอนนี้หยุดไหวแล้ว เขาทราบจากเครื่องวัดของเขานั่นเอง จรวดยานแล่นมาประมาณ ๑๐ นาที ดร. ดิเรกก็บังคับให้มันโผล่ขึ้นกลางนครบาดาล

แต่แล้วคณะพรรค ๔ สหายก็รู้สึกอนาถใจตามกัน มหานครที่รุ่งเรืองด้วยนครธรรมและวัฒนธรรม พังทลายราบ ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย นอกจากซากปรักหักพังที่โผล่พ้นขึ้นมาจากพื้นดินเพียงเล็กน้อย น้ำทะเลกำลังไหลบ่าท่วมไปทั่ว เหมือนกับจะล้างบาดาลนครให้ราบเรียบสมดังคำสาปแช่งของท่านท้าวนาคา อดีตกษัตริย์ผู้มีวิทยาอาคมขลัง มีวาจาอันศักดิ์สิทธิ์

"เป็นแปลก" นายแพทย์หนุ่มคราง "มันเป็นแปลกที่สุด แกเข้าใจว่ายังไงพล ความพินาศของนครนี้เกิดขึ้นจากคำสาปแช่งของอดีตกษัตริย์เช่นนั้นหรือ"

นายพัชราภรณ์พยักหน้าช้าๆ

"ก็น่าจะเป็นอย่างนี้ ปทุมาอิดเอื้อนไม่ยอมเป็นของกันโดยอ้างโองการคำสาปแช่งของท้าวนาคาให้กันฟัง แต่แล้วในที่สุดหล่อนก็ต้องสูญเสียทุกอย่างในตัวหล่อนให้กัน ซึ่งหลังจากนั้นไม่กี่นาทีก็เกิดพายุคุกคามน่ากลัว เกิดฝนตกแผ่นดินไหวอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"เรื่องคำสาปแช่งนี้ มันอาจจะเป็นได้เหมือนกัน อย่านึกว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ เป็นต้นว่าซากศพมัมมี่ของกษัตริย์ไอยคุปต์ ใครลักเอาไปผู้นั้นก็พินาศฉิบหายทันตาเห็น เฮ้อ-น่าสงสารชาวเมืองนี้เหลือเกิน ความตายนี่เป็นของประหลาด มันเกิดขึ้นโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย"

กิมหงวนฝืนหัวเราะ

"แต่ก็เคราะห์ดีที่พวกเรารอดมาได้" แล้วอาเสี่ยก็ยกมือตบกระเป๋ากางเกงของเขา "ผมได้เพชรขนาดโคตรเพชรมาเต็มกระเป๋าเชียวครับ ขายได้หลายล้านทีเดียว เพชรที่เมืองเราเม็ดใหญ่ๆ และน้ำงามๆ อย่างนี้หาไม่ได้"

ท่านเจ้าคุณว่า "พวกเราทุกคนเว้นแต่อ้ายพลก็ได้มาด้วยกันทั้งนั้น เราจะต้องแบ่งสันปันส่วนกันตามสัญญา ๕๐ เปอร์เซ็นต์เป็นของอ้ายหงวน ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของดิเรก นอกนั้นเป็นของเรา ๔ คนนี่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์"

"ว้า" นิกรคราง "ยังงี้เป็นผลพลอยได้อย่างที่เรียกว่า มือใครยาวสาวได้สาวเอา ไม่น่าจะต้องแบ่งปันกันเลยนี่ ผมโกยเอามาเต็มกระเป๋าหมด ล้วนแต่เพชรทั้งนั้น มรกตหรือทับทิมไม่ได้แตะต้องเลย"

พลหัวเราะเบาๆ จ้องมองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขา

"ความจริงเพชรเหล่านี้เป็นของปทุมาเมียของกันโว้ย"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"ไม่รู้ละ ของมันมีค่านี่หว่า ใครเห็นใครก็อยากได้ พับผ่าเถอะวะ ถ้าหากว่าไม่เกิดแผ่นดินไหวภัยพิบัติละก้อ กันจะโกยเอาเพชรไปบ้านให้พอแรงทีเดียว"

ทุกคนอดหัวเราะไม่ได้ ต่อจากนั้น ดร. ดิเรกก็ชวนคณะพรรคของเขาให้ยืนไว้อาลัยแก่ชาวเมืองบาดาลหนึ่งนาที

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ จรวดยานก็เดินทางอำลานครบาดาล และได้สำรวจภายใต้พื้นพิภพต่อไป เพราะอาจจะพบเมืองใดอีกก็ได้ พาหนะวิเศษแล่นไปตามใต้พื้นโลก ด้วยความเร็วไม่เกินชั่วโมงละ ๑๕ ไมล์

จรวดยานเดินทางกลับบ้านโดยไม่เร่งร้อนอะไรนัก จากเช้าสายบ่ายและเย็น คณะพรรค ๔ สหายเงียบเหงาจนผิดปกติ ไม่ใคร่จะได้พูดคุยอะไรกัน ทุกคนต่างคิดถึงอาลัยอาวรณ์คู่รักของตน ที่ต้องสูญเสียชีวิตจากแผ่นดินไหวที่บาดาลนคร ทุกคนยังจำกลิ่นเนื้อนวลนางได้

นิกรนอนหลับอยู่บนที่นั่งของเขา ซึ่งดัดแปลงเป็นเก้าอี้นอนได้อย่างสบาย นายจอมทะเล้นกรนแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ดังสนั่นหวั่นไหว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถาม ดร. ดิเรกเบาๆ

"เฮ้ย เสียงกรอดๆ น่ะเสียงสว่านยักษ์ไชดินใช่ไหม"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่หรอกครับ เสียงอ้ายกรมันกัดฟันน่ะ"

"อ้อ" แล้วเจ้าคุณก็หันมาทางนิกร "เออ-อนิจจัง ทุกขัง นอนได้นอนดี ตั้งแต่เช้าจนกระทั่ง ๕ โมงเย็น อ้ายนี่ชาติก่อนถ้าจะเป็นหนอนแน่"

นิกรลืมตาขึ้นมองดูพ่อตาของเขา แล้วยิ้ม

"ไม่หลับหรอกครับ ผมกำลังฝันหวานถึงยอดชู้คู่ชื่นของผม จากมาตั้งครึ่งค่อนวันแล้วกลิ่นจั๊กกระแร้ของหล่อนยังหอมกรุ่นจับอกจับใจผมไม่รู้หาย ของคุณพ่อเป็นยังไงบ้างครับ"

เจ้าคุณยิ้มอายๆ พูดเสียงอ่อย

"อ้ายบ้า"

นิกรหัวเราะก้าก

"คุณพ่อเข้าพระเข้านางไม่เลวนา หนูยังงั้นหนูยังงี้"

"เฮ้ย" เจ้าคุณเอ็ดตะโร "ทะลึ่งจริงอ้ายนี่"

นายจอมทะเล้นลุกขึ้นนั่ง มองดูเสี่ยหงวนกับพลซึ่งนั่งหงอยเหงาอยู่ข้างๆ เขา

"เฮ้ย ทำไมถึงซึมกระทือกันไปหมดโว้ย เรื่องของความตายมันเป็นของธรรมดาโลก ถึงอย่างไรหล่อนก็ตายจากเราไปแล้ว ประเดี๋ยวเราก็กลับไปชื่นใจกับเมียเรา"

ดร. ดิเรก ก้มหน้าก้มตาหาตำแหน่งของจรวดและตำแหน่งของพื้นที่ข้างบน สักครู่ก็ร้องตะโกนบอกพรรคพวกของเขา

"เตรียมตัวโว้ยพวกเรา จรวดยานของเราเกือบถึงบ้านแล้ว ขณะนี้เรากำลังผ่านบางกะปิ"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย

"ถ้ายังงั้น โผล่ขึ้นที่บ้านเจ๊หนอมก่อนเป็นยังไง ดึกๆ ค่อยกลับบ้าน"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะ

"โน-อาณาเขตบ้านเจ๊หนอมเล็กนิดเดียว โผล่ขึ้นไปดีไม่ดีบ้านช่องเขาพังก็ต้องเดือดร้อนเสียเงินให้เขา อยากจะเที่ยว คืนนี้ไปเที่ยวกันก็ได้"

นิกรหน้าจ๋อย

"เมียเขาจะไม่ยอมให้ไปน่ะซี"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"เถอะน่า เราเอาเพชรให้เมียเราคนละเม็ดสองเม็ดเท่านั้น ขี้คร้านจะตื่นเต้นยินดีอนุญาตให้เราไปหัวหกก้นขวิดได้ เรื่องเพชรแล้วผู้หญิงทุกคนไม่รังเกียจหรอก เห็นเข้าขี้คร้านจะเนื้อเต้น"

ท่านเจ้าคุณกล่าวถามดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกมั่นใจหรือว่าจรวดของเราจะโผล่ขึ้นมายังโรงเก็บของมันพอดี"

"อ๋อ มั่นใจซีครับ ผมรับรองว่าจะไม่มีผิดพลาดเลย"

เพียงครู่เดียวจรวดยานก็แล่นมุดดินมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" นายแพทย์หนุ่มบังคับจรวดให้แล่นขึ้นมาจากส่วนลึกของพื้นโลกตามลำดับด้วยเครื่องมือของเขาทำให้ ดร. ดิเรก สามารถบังคับจรวดให้โผล่ขึ้นมาที่โรงเก็บของมันหลังบ้าน "พัชราภรณ์" พอดี

เสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่มลั่นบ้าน บรรดาคนใช้ชายหญิงต่างร้องตะโกนบอกกันให้รู้ว่านักสำรวจใต้พิภพกลับมาแล้ว

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและแม่เสือทั้ง ๔ นั่งสนทนากันอยู่ในเรือนต้นไม้รอคอยเวลาอาหารค่ำ พอได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของจรวด ทุกคนก็ตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว

"โว้ย กลับมาแล้วโว้ย" คุณหญิงวาดร้องลั่น

ต่างพากันวิ่งออกไปจากเรือนต้นไม้อ้อมไปทางหลังตึก เสียงเครื่องยนต์สงบเงียบไปแล้ว คณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันลงมาจากจรวดวิเศษในเครื่องแต่งกายแบบสุภาพบุรุษ

เมื่อเมียๆ ของเขาเข้ามาในโรงจรวด ๔ สหายก็วิ่งปราดเข้ามาหาเมียของเขา ประไพร้องไชโยเสียงแหลม วิ่งเข้าไปกระโจนกอดผัวรักของหล่อนด้วยความดีใจที่เขากลับมาได้อย่างปลอดภัย

ต่างคนต่างจูบเมียของตน และเมื่อ ดร. ดิเรกเรียนให้คุณหญิงวาดทราบว่า คณะของเขาได้ไปพบนครใต้พิภพ แม่เสือทั้ง ๔ ก็ฉุดกระชากลากตัว ดร. ดิเรกไปทางหน้าตึกทันที เพื่อให้เล่ารายละเอียดให้ฟัง

จบตอน