พล นิกร กิมหงวน 069 : อิทธิฤทธิ์หัวกะโหลก

เมื่อถึงเวลาเย็นหลัง ๐๖.๐๐ น. ล่วงแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เปิดการประชุมโต๊ะแบนที่เรือนต้นไม้หน้าตึก มีการดื่มสุราดื่มเบียร์กินกับแกล้มกันตามอัธยาศัย เป็นการพักผ่อนจากภารกิจประจำวัน ซึ่งแต่ละคนก็ออกไปทำงานนอกบ้านและส่วนมากเป็นงานที่มีผลประโยชน์ร่วมกันแม้กระทั่ง "ดิเรกคลีนิค" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร, กิมหงวนก็มีหุ้นอยู่ด้วย ดังนั้นการร่วมวงดื่มเหล้ากันแทบทุกเวลาเย็นก็เพื่อปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับกิจการค้านั่นเอง

ขณะที่เสี่ยหงวนกำลังคุยจ้อว่ากิจการของ "ธนาคารสี่สหาย" และ "โรงแรมสี่สหาย" เจริญก้าวหน้าอย่างรีบรุดก็เพราะเขาเป็นตัวจักรสำคัญในการบริหารงาน ทุกคนก็แลเห็นแท็กซี่ออสตินแวนสีเทาคันหนึ่งแล่นมาหยุดหน้าเรือนต้นไม้ ชายกลางคนหน้ากระดูกไว้หนวดแบบนายอำเภอแดนทรู๊ปนั่งคู่กับคนขับรถชะโงกหน้ามองเข้ามาในเรือนต้นไม้ แล้วรีบเปิดประตูก้าวลงมาจากรถคันนั้น

เขาแต่งกายแบบสุภาพบุรุษชาวตะวันตกชุดสีดำเชิ้ทอกแข็งผูกโบว์หูกระต่าย เสื้อของเขาเป็นเสื้อยาวหางจิ้งเหลน เขาสวมหมวกท๊อปแฮ็ทซึ่งเครื่องแต่งกายแบบนี้ถ้าคนไทยแต่ง ก็หมายความว่าเป็นนักแสดงกลหรือมายากรผู้เชี่ยวชาญในมายาการ

"เอ๊ะ ใครหว่า" นิกรพูดขึ้นเปรยๆ "หน้าตาทะลุ่มๆ ชอบกล"

เสี่ยหงวนจ้องมองดูชายผู้นั้นด้วยความสนใจ เขากำลังบงการให้คนขับรถเปิดประตูหลังรถออก แล้วเขากับคนขับรถ ก็ช่วยกันหิ้วหีบไม้ขนาดใหญ่ใบหนึ่งลงมาจากรถเดินมาที่เรือนต้นไม้ ที่ข้างหีบเขียนไว้ว่า

นายเปรื่อง ปัสตัน

เจ้าแห่งวิทยากล

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"สงสัยว่าเข้าบ้านผิดโว้ย แถวนี้คงมีใครจัดงานวันเกิดหรือวันตาย หรือไม่ก็แซยิด นายคนนี้คงนำคณะของเขามาแสดงบ้านงานและเข้าใจผิดคิดว่าบ้านเราเป็นบ้านงาน"

ศาสตราจารย์ ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"อ๋อไร๋ เต๊นท์สองเต๊นท์ที่เรากางไว้ต้อนรับนายทหารอเมริกันที่มาชมห้องทดลองวิทยาศาสตร์และการแสดงทางวิทยาศาสตร์ของกันเมื่อบ่ายวานนี้เรายังไม่ได้รื้อออก กรมพลาธิการเขาโทรศัพท์มาบอกว่าพรุ่งนี้ถึงจะส่งทหารมาเก็บเต๊นท์และเก้าอี้ นักเล่นกลคนนี้เข้าใจผิดแน่ๆ "

ชายเจ้ามายาหรือนายเปรื่อง ปัสตันนักแสดงกลผู้ยิ่งใหญ่กับนักขับแท็กซี่ลูกครึ่งคือจีนแบบเสี่ยหงวนหิ้วลังหรือหีบเครื่องแสดงกลบุกเข้ามาในเรือนต้นไม้แล้ววางลงบนพื้น เปรื่องส่งธนบัตรราคา ๑๐ บาท หนึ่งฉบับให้คนขับรถแล้วพูดยิ้มๆ

"ขอบคุณนะน้องชายที่ช่วยผมยกของ"

"อ้า-ประทานโทษครับ" คนขับรถพูดอ้อมแอ้ม "ธนบัตรฉบับนี้มีครึ่งใบเท่านั้นแหละครับ" มายากรขมวดคิ้วเข้าหากัน ดึงธนบัตรใบละ ๑๐ บาท มาจากมือคนรถ แล้วพับมันเป็นชิ้นเล็กๆ เสร็จแล้วก็ส่งให้คนขับรถ

"เอ้า-ทีนี้ละเต็มใบ"

คนขับรถรีบคลี่ธนบัตรออกดู นัยน์ตาของเขาเหลือกลาน เมื่อเขาแลเห็นธนบัตรฉบับนั้นมีเต็มใบไม่มีรอยขาดปะ

"เอ-เมื่อกี้นี้มีครึ่งใบเท่านั้นนี่ครับ"

นายเปรื่องยิ้มอย่างภาคภูมิ

"คุณไปได้แล้ว จำไว้ด้วยว่าผมคือนายเปรื่อง ปัสตันจ้าวแห่งวิทยากล ผมชอบทำอะไรให้เหลือครึ่งเสมอ เมียผมที่บ้านบางทีมีครึ่งตัวเท่านั้นคือมีแต่ท่อนล่างท่อนบนไม่มี"

คนขับรถหนุ่มลูกจีนเดินหัวเราะหึๆ ออกไปจากเรือนต้นไม้ มายากรผู้ยิ่งใหญ่แต่ไม่มีคนนิยมดูการแสดงของเขาเดินตรงมาที่โต๊ะเหล็กซึ่งสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังจ้องมองดูเขาด้วยความประหลาดใจแกมขบขัน เปรื่องกระพุ่มมือไหว้คณะพรรคสี่สหายและท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"สวัสดีขอรับ เจ้านายจำผมได้ไหมครับ"

ทุกคนรับไหว้เขาแล้วพลก็กล่าวกับเขาว่า

"จำไม่ได้จริงๆ คุณเป็นใคร"

"โอ้โฮ อย่าเรียกผมว่าคุณเลยครับประเดี๋ยวเหาขึ้นหัวผม ผม....อ้ายเปรื่องคนเฝ้าสวนบางกรวยเมื่อครั้งท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยังมีชีวิตอยู่ยังไงล่ะครับ"

คราวนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนึกออกทันที

"อ้ายเปรื่อง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานเสียงลั่น แล้วหัวเราะอย่างขบขัน "นึกว่าฝรั่งที่ไหนมาหาดิเรกเสียอีก ที่แท้ก็แกนี่เอง ชะ ชะ หรูหราขึ้นนี่หว่า บุคลิกก็ดีขึ้น แกเป็นนักเล่นกลหรือนี่ นั่งซีโว้ย"

เปรื่องประนมมือไหว้ท่านเจ้าคุณและสี่สหายอีกครั้ง แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง

"กระผมลาออกจากงานไปจากสวนบางกรวย กระผมก็ไปเป็นลูกน้องอาจารย์เสงี่ยมนักแสดงกลรุ่นอาวุโสครับ"

"เออ แล้วยังไง" นิกรถามด้วยความสงสัย

"ผมเป็นลูกศิษย์และลูกมือของท่านครับ ออกแสดงกลกับท่านคอยหยิบเครื่องไม้เครื่องมือให้ท่านแล้วฝึกแสดงไปด้วย อาจารย์เสงี่ยมพาคณะเดินทางไปแสดงกลทั่วประเทศทั้งภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคตะวันออกและภาคอีสาน ในราว ๒ ปีผมก็แสดงกลได้ดีเท่ากับอาจารย์ของผม"

"แกก็เลยแยกคณะ" เสี่ยหงวนพูดต่อ

"เปล่าครับ ผมซื่อสัตย์กตัญญูต่ออาจารย์ของผมเสมอ ผมมีโอกาสแสดงกลคู่กับอาจารย์เสงี่ยมบ่อยๆ จนชื่อเสียงของผมแพร่หลายไปทั่วถิ่นปักษ์ใต้ ต่อมาผมได้ภรรยาครับ อาจารย์ก็เลยให้ผมแยกไปหากินกับภรรยาของผม"

"แกได้ใครเป็นเมียวะ" พลถามยิ้มๆ

"ก็เมียของอาจารย์ผมแหละครับ" เปรื่องพูดอย่างหน้าตาย "เราเล่นกลด้วยกันนี่ครับ ความสนิทสนมระหว่างผมกับสมศรีก็ทวีขึ้น จนกระทั่งเขาเข้ามาขออาศัยนอนในมุ้งผมในคืนวันหนึ่งที่อาจารย์แกเมาเหล้า และพวกเราพักอยู่ที่โรงหนังบ้านดอนของเสี่ยวิรัชครับ สมศรีบอกผมว่าเหม็นเหล้านอนไม่หลับ ผมเห็นใจก็เลยให้นอนด้วย บังเอิญผมกับสมศรีนอนตื่นสายคือตื่นทีหลังอาจารย์ครับ อาจารย์เลยบอกผมว่าผมได้แสดงความกตัญญูอย่างน่าชม ให้ผมกับสมศรีแยกไปหากินตามลำพัง กระผมกับสมศรีก็พากันมากรุงเทพฯ รวบรวมสมัครพรรคพวกตั้งเป็นคณะแสดงกลขึ้นคณะหนึ่ง แล้วก็ขึ้นเหนือล่องใต้เรื่อยไป บางทีก็ไปอีสานข้ามโขงไปเมืองลาว เขมรก็เคยไปครับตอนที่ยังดีกับเราอยู่ อ้า-ผมยังไม่ได้เรียนถามทุกข์สุขของพวกเจ้านายเลย เจ้านายสบายกันดีหรือครับ"

ดร. ดิเรกยิ้มให้มายากร

"คนมีเงินอย่างพวกเราก็ไม่เห็นมีอะไรที่จะทำให้ไม่สบาย ใครเจ็บป่วยฉันเป็นหมอฉันก็รักษาให้"

"จริงครับ แล้วคุณหญิงกับคุณผู้หญิงล่ะครับ"

"สบายดี" พลตอบแทนดิเรก "แกไปยังไงมายังไงวะเปรื่อง แกเอาหีบข้าวของที่แสดงกลมาทำไม แกจะมาอยู่กับฉันหรือ หรือว่าจะมาพักอยู่ชั่วคราว"

มายากรผู้ยิ่งใหญ่ยิ้มเศร้าๆ

"ผมมันหนีกฎแห่งกรรมไม่พ้นครับเจ้านาย"

"หน็อยแน่" พลอุทาน "พูดแบบปรัชญาเสียด้วย กฎแห่งกรรมอะไรวะ"

"ก็ผมเป็นชู้กับเมียอาจารย์ผมน่ะซีครับ ผมแย่งเมียของท่านเอามาครองได้เพียงปีกว่า สมศรีก็มีชู้หนีผมไปอยู่กับชู้ ขณะที่เราไปแสดงกลที่เมืองชลเมื่อเร็วๆ นี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ดี สมน้ำหน้าแก เมียแกหนีตามใครไปล่ะ"

เปรื่องหน้าจ๋อย

"เด็กนักเรียนวิทยาลัยบางแสนครับ เจ้านั่นอายุ ๑๘ ปี เท่านั้น สมศรีน่ะอายุ ๔๓ แล้วนะครับ มันเป็นเรื่องชีวิตที่น่าเศร้าที่สุด ถ้าผมว่างผมจะไปหาคุณ "อิงอร" เล่าเรื่องของผมให้เขาฟัง ขอให้คุณ "อิงอร" เขียนเป็นนิยายรักรันทดใจแบบ "ดัชนีนาง" นั่นแหละครับ แต่เรื่องนี้ผมอยากจะให้ชื่อว่า "ศีรษะนาง" ขอให้คุณ "อิงอร" แต่งตามพล๊อตของผม ให้พระเอกตัดคอนางเอกใส่ขวดโหลดองไว้ดูต่างหน้า"

พลโบกมือห้าม

"พอแล้วอ้ายเปรื่อง เล่าเรื่องของแกดีกว่า แกขนเครื่องมือแสดงกลของแกมาทำไม"

เปรื่องหันไปมองดูหีบใส่เครื่องมือเครื่องใช้ในการแสดงกลของเขา แล้วตอบพลอย่างนอบน้อม

"เอามาขายฝากเจ้านายไว้สักสามเดือนครับ ผมอยากจะได้เงินใช้เพียง ๑,๐๐๐ บาท เท่านั้น"

พลหัวเราะก้าก

"ฉันไม่เคยมีอาชีพรับจำนองหรือขายฝาก"

เปรื่องยิ้มแห้งๆ

"โธ่-กรุณาช่วยผมสักครั้งเถอะครับคุณพล อย่างน้อยผมก็เคยเป็นคนใช้เก่าแก่ของคุณมา ถึงไม่ได้อยู่รับใช้ที่นี่ ผมอยู่ที่สวน พวกเจ้านายไปพักผ่อนผมก็ได้รับใช้อย่างใกล้ชิดวยความซื่อสัตย์สุจริต เครื่องมือแสดงกลของผมในหีบนั่นมีค่าที่สุดสำหรับผมนะครับ แต่มันไม่มีประโยชน์สำหรับคนอื่น อ้า-ผมมีแฟนแม่ม่ายคนหนึ่งอยู่ที่ภูเก็ตครับ ผมจะไปหาหล่อนเพื่อขอเงินมาทำทุนเปิดการแสดงกลต่อไป แล้วผมจะพาคณะไปหากินทางปักษ์ใต้ ผมไม่มีค่ารถค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ผมก็ต้องมาหาพวกเจ้านายเพื่อให้ช่วยผม ภายในสามเดือนผมจะมาถ่ายเอาไปครับ ผมขายฝากไว้และจะคิดผลประโยชน์ให้คุณสุดแล้วแต่จะเรียกร้อง"

พลสั่นศีรษะ

"แกลองพูดกับอ้ายหงวนหรืออ้ายกรดูซี สำหรับฉันไม่รับของแกไว้หรอก แต่ฉันยินดีจะช่วยแกสักร้อยบาท ในฐานที่แกเคยเป็นคนเก่าแก่ของคุณพ่อและคุณแม่"

เปรื่องค่อยๆ หันหน้ามาทางนายจอมทะเล้น

"ผมหวังว่าคุณนิกรคงกรุณาช่วยผม เอาเครื่องแสดงกลของผมไว้เถอะนะครับ"

นิกรว่า "ฉันช่วยแกก็ได้เปรื่อง เงินพันบาทไม่มากมายอะไร แต่คิดดูแล้วอย่าช่วยดีกว่า"

"แหม-ผมฟังคุณพูดแล้ว ผมต้องแปลอีกครั้ง ฟังลำบากหน่อยครับ" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้เสี่ยหงวน "คุณพลกับคุณนิกรไม่เมตตาผมอาเสี่ยคงจะช่วยผมนะครับ"

"เอาไปจำนำซีวะเปรื่อง" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ

"ผมเอาไปแล้วครับ โรงจำนำเขาให้ร้อยบาทเท่านั้น แล้วเขาก็ไม่รับเอาหัวกะโหลกผีไว้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักสนใจจึงพูดเสริมขึ้น

"ในหีบนั่นมีหัวกะโหลกผีด้วยเรอะ"

"มีครับผม เป็นหัวกะโหลกที่ศักดิ์สิทธิ์มีอิทธิฤทธิ์ด้วยนะครับ เพียงแต่หัวกะโหลกนี้ก็มีค่าอย่างมหาศาลแล้ว"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"มันมีอิทธิฤทธิ์ยังไงวะ เจ้าเปรื่อง"

"วันดีคืนดีมันพูดกับเราได้ครับ แล้วก็มันสามารถให้พรเราตามที่เราขอมัน แต่ว่า....คนหนึ่งขอพรได้เพียงสองครั้งเท่านั้นนะครับ ขออะไรได้ทั้งนั้นเว้นแต่เงินทอง หรือของใหญ่โตเช่นบ้านเรือนหรือรถยนตร์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"มันจะเป็นไปได้อย่างไรวะ แกมันก็อ้ายเปรื่องจอมกะล่อนคนก่อนนั่นแหละ ที่เราจำไม่ได้ในตอนแรก ก็เพราะแกอุตริไว้หนวดแล้วก็แต่งตัวเป็นฝรั่งสวมหมวกท๊อปแฮ็ท หัวกะโหลกตวักตะบวยอะไรจะมีอิทธิฤทธิ์และให้พรได้ตามที่ขอ"

จอมมายากรมองดูท่านเจ้าคุณอย่างเคืองๆ

"ถ้ากระผมฝอย เป็นไปไม่ได้ตามที่กระผมกราบเรียน กระผมลงนอนให้เจ้าคุณกระทืบดีๆ เลยครับ" เปรื่องพูดหน้าตาขึงขัง "หัวกะโหลกผีสำหรับแสดงกลหัวนี้ กระผมได้มาจากป่าช้าวัดหนึ่งทางจังหวัดขอนแก่นครับ เป็นหัวกะโหลกของเสืออินจอมโจรชื่อดังในจังหวัดขอนแก่น และถูกตำรวจยิงตายหลายปีมาแล้ว"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นทันที

"แกรู้ได้อย่างไร"

เปรื่องหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ผมทราบเพราะผีสางเสืออินมาเข้าฝันผมครับ เมื่อผมขุดเอามาผมได้ทำความสะอาดหัวกะโหลกของเขา แล้วก็เซ่นสังเวยทุกเช้าเย็น ขอให้เขาช่วยให้การแสดงกลของผมมีคนนิยม" จอมมายาพูดอย่างคล่องแคล่วแบบคนช่างพูด "ผมได้มาไม่กี่วันเขาก็มาเข้าฝันผม บอกว่าเขาชื่อเสืออินเป็นอาชญากรชั้นเสือร้ายเมื่อ พ.ศ.๒๔๙๔ และถูกตำรวจภูธรยิงตายเมื่อปลายปี พ.ศ.๒๔๙๖ ขณะที่เขาพาลูกน้องบุกปล้นกองตำรวจภูธรอำเภอเมืองขอนแก่น"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ลงปล้นโรงพักเสืออินมันจะลอยนวลอยู่ได้ยังไงวะ"

"ก็นั่นน่ะซีครับอาเสี่ย เสืออินบอกผมในฝันว่าเขาเป็นผีไม่มีญาติ เป็นผีตายโหงที่อดอยาก เขาขอบคุณผมที่เซ่นสังเวยเขา แล้วเขาก็บอกว่าเขายินดีตอบแทนบุญคุณผม หรือทุกคนที่จัดเครื่องเซ่นให้เขากิน เขาจะให้พรตามความปรารถนา จะขออะไรจากเขาก็ได้ เว้นแต่เงินทองหรือข้าวของที่ใหญ่โต"

นิกร การุณวงศ์ขัดขึ้นแบบทะลุกลางป้อง

"เดี๋ยว-เปรี้ยง ที่แกกำลังเล่าให้พวกเราฟังนี่น่ะมีความจริงบ้างหรือเปล่าวะ"

เปรื่องจุ๊ปาก

"แม่โวย ขัดคอกันแบบนี้ถ้าหากว่าคุณไม่ใช่เจ้านายของผมล่ะก้อ เรื่องมันถึงฆ่ากันเชียวนะครับ ต่อให้นักเลงชั้นไหนเขาก็ไม่ขัดคอกันอย่างนี้ ผมสาบานให้ก็ได้ครับว่าผมไม่ได้โกหก เรื่องที่ผมเล่านี้เป็นความจริง"

พ.อ. นิกรพยักหน้ารับทราบ

"งั้นเล่าต่อไป ผีเสืออินมาเข้าฝันแกให้แกขอพรเขาแล้วยังไง"

เปรื่องยิ้มออกมาได้

"เขามีเงื่อนไขว่า ขอเขาได้เพียงสองครั้งครับ จะขออะไรก็ตามใจ นอกจากเงินทองและของที่มีขนาดใหญ่โต ผมได้เล่าฝันให้สมศรีเมียของผมฟังแล้วก็ขอพรจากหัวกะโหลกเสืออินตามคำแนะนำของเขา"

"แกขออะไรวะ" พลถามเสียงหัวเราะ

เปรื่องตอบโดยไม่ต้องคิด

"ผมขอให้มีประชาชนมาดูผมแสดงกลให้แน่นทุกคืนครับ เพราะระหว่างนั้นการแสดงของผมที่ขอนแก่นมีคนดูหร็อมแหร็มเต็มทน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแล้วดุนายเปรื่อง

"แกเป็นคนไทย พูดภาษาไทยให้มันถูกหน่อยซีวะ คนดูน้อย เขาเรียกว่าโหรงเหรงไม่ใช่หร็อมแหร็ม"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง โดยเฉพาะเสี่ยหงวนว่าเสียงอหาย เขามองดูหน้านักแสดงกลแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"หร็อมแหร็มเขาหมายถึงเส้นผมบนศีรษะที่ไม่ใคร่มี แกพูดหร็อมแหร็มอีกแกจะโดนคุณอาเตะ"

เปรื่องใจหายวาบ หันมายกมือไหว้ท่านเจ้าคุณทันที

"แฮ่ะ แฮ่ะ กระผมไม่มีเจตนาเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนยิ้ม

"เล่าเรื่องอิทธิฤทธิ์หัวกะโหลกต่อไปเถอะ แกขอพรให้คนดูแน่นแล้วเป็นยังไง"

"โอ้โฮ การแสดงคืนวันนั้นผู้คนหลั่งไหลมาดูผมเล่นกลนับเป็นพันๆ เชียวครับ แย่งกันตีตั๋วเบียดเสียดเยียดยัดแล้วก็ชกต่อยกันถึงกับแทงกันตาย เก็บเงินค่าผ่านประตูได้ ๒,๕๐๐ บาท ครับ คืนต่อๆ มาคนยิ่งมากขึ้นอีก ยืนกันจนล้นหลามหน้าเวที แล้วปีนขึ้นมาบนเวที ข้าวของแตกหักบรรลัยหมด เสื้อผ้าเงินทองของผมของเมียผมก็ถูกนักเลงดีฉกเอาไป การแสดงกลไม่อาจจะแสดงได้ เพราะเครื่องใช้ในการแสดงพังทะลายหรือถูกขโมยไป"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะชอบใจไปตามกัน นิกรมองดูหน้าเปรื่องอย่างขบขัน แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"แกโกหกยอดจริงๆ ว่ะ แกเล่าเป็นตุเป็นตะคล้ายกับเรื่องจริง"

นักแสดงกลนัยน์ตาเหลือก

"แล้วกัน" เขาร้องเสียงลั่น "เรื่องจริงนะครับไม่ใช่โกหก"

ศาสตราจารย์ดิเรกจุ๊ปากดุ พ.อ. นิกร

"กันกำลังสนใจเรื่องอิทธิฤทธิ์กะโหลกผีโว้ย ยูไม่ชอบฟังก็นั่งกินเหล้าหรือกับแกล้มไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับมายากรอย่างเป็นงานเป็นการ

"เป็นอันว่ามีคนดูแกแสดงกลจนมากมายเกินความต้องการเพราะผีเสืออินเจ้าของหัวกะโหลกให้พรแก"

"ครับผม เก็บเงินค่าผ่านประตูได้มากเป็นประวัติการณ์ แต่แล้วข้าวของแตกหักเสียหายหมด เงินก็ถูกขโมยผมต้องขอพรหัวกะโหลกผีอีกครั้งซึ่งเป็นครั้งสุดท้าย"

"ขอว่ายังไง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"ขอว่า ขอให้มีคนดูพอเต็มๆ โรง ไม่ถึงกับยืนหรือตั้งเก้าอี้เสริม ผลของพรผีเป็นจริงเช่นนั้นครับ พอคืนต่อมาผู้คนไปดูผมแสดงกลพอดีกับเก้าอี้ที่นั่ง เก็บค่าผ่านประตูได้คืนละ ๑,๒๐๐ บาท แต่ว่าผมโง่เหลือเกินครับ ผมไม่ได้ขอพรว่าถ้าผมย้ายคณะไปแสดงที่จังหวัดอื่นก็ขอให้คนแน่นเช่นเดียวกัน ผมแสดงที่ขอนแก่นอยู่ครึ่งเดือน ย้ายไปเมืองอื่น แย่เลยขอรับมีคนดูไม่มากนัก ถ้าฝนตกก็ต้องงดแสดงเสียเวลาไปคืนหนึ่ง"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"ทำไมแกไม่ให้เมียแกขอพรหัวกะโหลกผีบ้าง"

"ขอครับคุณหมอ เมียผมแทนที่จะขอให้มีคนดูแน่นๆ กลับไปขอในสิ่งที่ไม่ควรจะขอด้วยความคิดโง่ๆ ของเขา มีอย่างหรือครับ ขอให้กลิ่นจั๊กกระแร้หมดไป ความจริงเรื่องขี้เต่ามันไม่สำคัญเลย มีเงินเราก็ซื้อยาดับกลิ่นได้"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นอีก

"แล้วเมียแกมีกลิ่นรักแร้อีกหรือเปล่า"

เปรื่องสั่นศีรษะ

"ไม่มีครับ หายอย่างเด็ดขาด ตามธรรมดาถ้าเหงื่อเขาออกละก้อจั๊กกระแร้สมศรีส่งกลิ่นไกลตั้ง ๑๐ เมตร เชียวครับ ผมอยู่ใกล้ๆ เวียนหัวแทบเป็นลม แต่พอขอพรผีแล้วหายไปได้อย่างน่าประหลาด"

"แล้วเขาขออะไรอีก" กิมหงวนถามด้วยความสนใจ

"เขาขอให้จมูกเขาโด่งครับ ทีแรกจมูกเขาแฟบไม่มีดั้ง พอขอพรผีนอนหลับไปรุ่งขึ้นจมูกก็โด่งเป็นสันเรียวเล็ก ทำให้สมศรีสวยขึ้นมาก นี่แหละครับเป็นเหตุให้นายศักดา นักเรียนเทคนิคบางแสนมาติดพันสมศรี ขณะที่ผมไปแสดงกลที่ชลบุรี แล้วสมศรีก็หนีผมไปอยู่กับเด็กหนุ่มคราวลูกคนนี้ อ้า-อาเสี่ยช่วยกรุณารับขายฝากเครื่องมือแสดงกลของผมไว้หน่อยเถอะนะครับ ผมต้องการเงินพันบาทเท่านั้น"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"แกไปหยิบหัวกะโหลกผีมาให้ฉันดูหน่อยซี ถ้ามันสามารถให้พรฉันได้จริง ฉันจะให้เงินแกใช้สัก ๒,๐๐๐ บาท"

เปรื่องดีใจอย่างยิ่ง เขาลุกขึ้นเดินไปที่ลังไม้ที่วางอยู่ระหว่างทางเข้าออกเรือนต้นไม้นี้ มายากรผู้ยิ่งใหญ่ล้วงกระเป๋าหยิบพวงกุญแจออกมาไขกุญแจแล้วเปิดฝาหีบขึ้น หยิบกล่องสี่เหลี่ยมสีดำกล่องหนึ่งออกมา หิ้วกล่องเดินมาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาวางกล่องสี่เหลี่ยมลงบนโต๊ะ แล้วทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตัวเก่า เปรื่องเปิดกล่องหยิบกะโหลกศีรษะมนุษย์กะโหลกหนึ่งออกมาวางลงบนโต๊ะ หัวกะโหลกศีรษะนี้ได้รับการตกแต่งจนเป็นเงางาม

"นี่น่ะเรอะ หัวกะโหลกวิเศษของแก" พลถามเสียงหัวเราะ

"ครับ วันดีคืนดีมันพูดโต้ตอบกับเราได้ โดยมากมักเป็นวันพระครับ" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้เสี่ยหงวน "อาเสี่ยลองขอพรซีครับ ขออะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่เงินหรือของใหญ่ๆ ของที่ขอต้องบรรจุกล่องใบนี้ได้"

อาเสี่ยนิ่งคิด

"แปลว่าถ้ากันขออะไร ของนั้นจะปรากฎอยู่ในกล่องใช่ไหม"

"ใช่ครับ ถ้าอาเสี่ยไม่อยากได้ของ อาเสี่ยจะขออย่างอื่นก็ได้ เป็นต้นว่าขอให้ผู้หญิงเห็นแล้วรัก หรือขอให้อาเสี่ยวิ่งได้เร็วกว่าแชมเปี้ยนโอลิมปิค ขอให้อาเสี่ยมีเสียงเพราะอย่างสุเทพหรือชรินทร์ ขอยังไงได้ทั้งนั้นแหละครับ"

"ฮ้า-ได้แน่นะ"

"แน่ซีครับอาเสี่ย ถ้าขอแล้วไม่เป็นไปตามที่ปรารถนา อาเสี่ยไล่เตะผมออกไปจากบ้านนี้เลย แต่ว่าก่อนขอต้องเอาอะไรเซ่นเขาสักหน่อยนะครับ กับแกล้มในจานตักใส่ถ้วยเล็กๆ หรือเหล้าสักเป๊กก็ได้"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"ผีกินหรือแกกิน"

"ผีครับ" เปรื่องพูดเสียงหนักแน่น

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"ยังนึกไม่ออกโว้ยว่าจะขออะไรดี" พูดจบเขาก็ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณอาลองดูซีครับ ขอพรหัวกะโหลกผีให้คุณอามีผมขึ้นเต็มศีรษะ"

เจ้าคุณทำตาเขียว

"มันจะเป็นไปได้อย่างไรวะ"

เปรื่องพูดเสริมขึ้นทันที

"เป็นไปได้ครับใต้เท้า ไม่เชื่อลองขอดูซีครับ"

คราวนี้ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ

"หัวกะโหลกของแกจะศักดิ์สิทธิ์อย่างนี้เชียวหรือ แกอย่ามาพูดเลยเจ้าเปรื่อง ฉันไม่เชื่อน้ำมนต์แกหรอก"

"เอายังงี้ดีไหมครับ ถ้าใต้เท้าขอพรหัวกะโหลกผีของกระผม ให้ใต้เท้ามีเส้นผมขึ้นเต็มศีรษะและใต้เท้ามีผมงอกขึ้นมาจริงๆ ใต้เท้าต้องให้รางวัลกระผม ๒,๐๐๐ บาท แล้วกระผมจะฝากหัวกะโหลกผีกับเครื่องมือแสดงกลไว้เฉยๆ โดยไม่ต้องขายฝาก แต่ถ้าใต้เท้าขอพรแล้วไม่เป็นผล กระผมยอมยกเครื่องเล่นกลให้ฟรี"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"ตกลงอ้ายเปรื่อง ตกลงตามเงื่อนไขของแก ถ้าฉันหายหัวล้านเพราะอิทธิฤทธิ์ของหัวกะโหลก ฉันให้รางวัลแก ๒,๐๐๐ บาท แน่นอนและฉันจะรับฝากหัวกะโหลกกับข้าวของของแกไว้"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที นิกรว่าแรงปีศาจหรืออิทธิฤทธิ์ของหัวกะโหลกอาจจะดลบันดาลให้เป็นไปได้ กิมหงวนว่ารากผมของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตายไปหมดแล้ว เส้นผมจะงอกขึ้นมาได้อย่างไรกัน พลกับศาสตราจารย์ดิเรกอยากจะเห็นเท็จจริงก็พูดสนับสนุนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เปรื่องกล่าวกับท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"เอาเลยครับใต้เท้า โปรดหาอะไรเซ่นหัวกะโหลกสักนิดเถอะครับ"

เจ้าคุณหยิบช้อนตักหมี่กรอบในจานเปลใส่ถ้วยเปล่าใบเล็กๆ แล้วยกถ้วยมาตั้งใกล้ๆ กับหัวกะโหลกผี

"ขอพรยังไงช่วยแนะนำหน่อยซีโว้ย"

เปรื่องยื่นหมวกท๊อปแฮ็ทให้ท่าน

"กรุณาสวมหมวกเสียด้วยครับ"

"สวมทำไมวะ" ท่านเจ้าคุณซัก

"เวลาเส้นผมของท่านงอก ใครเห็นไม่ได้หรอกครับต้องให้มันงอกในหมวก หลังจากใต้เท้าขอพรแล้วสักสองนาทีถอดหมวกออก ศีรษะของใต้เท้าจะมีผมขึ้นเต็มเชียวครับ"

"งั้นเรอะ ถ้าถอดออกมากบาลฉันยังแดงแจ๋ล้านเลี่ยนตามเดิม แกโดนเตะนะจะบอกให้"

"ตกลงครับผม"

ท่านเจ้าคุณยกหมวกท๊อปแฮ็ทขึ้นสวมศีรษะ สี่สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นิกรเอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับ พ. อ. กิมหงวน

"แกช่วยดูซิอ้ายเสี่ย คุณพ่อสวมท๊อปแฮ็ทหน้าตาเหมือนใครวะ"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"เหมือนเจงกิสข่านวะ"

เจ้าคุณแยกเขี้ยว พูดเสริมขึ้นทันที

"แกน่ะซีเหมือนเจงกิสข่าน" แล้วท่านก็กล่าวถามเปรื่อง "ทำยังไงอีกว่ามาโว้ยเปรื่อง"

"ใต้เท้าพูดกับหัวกะโหลกซีครับ พูดเบาๆ ว่าใต้เท้าจัดของมาเซ่นสังเวยและขอพรให้ใต้เท้าหายศีรษะล้าน มีเส้นผมปกคลุมเหมือนเจ้านายทั้ง ๔ คนนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าเปรื่องโดยเร็ว ท่านพูดพึมพำกับกะโหลกศีรษะผี แล้วขยับจะถอดหมวกออก เปรื่องร้องเอ็ดตะโรลั่น

"ยัง-ยังครับ อย่าเพิ่งถอด ศีรษะใต้เท้ายังล้านอยู่ครับ"

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"แหม-พูดเสียชัดเชียวนะ เดี๋ยวถีบโครมเข้าให้เท่านั้นเอง"

เจ้าเปรื่องกลั้นหัวเราะแทบแย่ หลังจากนั้นสักครู่เขาก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"เอาล่ะครับ ใต้เท้าถอดหมวกออกได้แล้ว กระผมรับรองว่าใต้เท้าหายศีรษะล้านแล้วครับ"

"จริงน่ะเรอะ" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ

"รับประทานถอดหมวกออกซีครับ ใต้เท้ากับพวกเจ้านายทั้งสี่คนจะต้องตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นเต้นอย่างที่สุด ท่านเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะในชีวิตของท่าน ท่านไม่เคยได้ยินได้ฟังมาว่าคนหัวล้านได้รับพรจากผีปีศาจกลายเป็นคนผมดกเหมือนกับคนอื่นๆ เขา ท่านเจ้าคุณมองดูหน้าศาสตราจารย์ดิเรกแล้วกล่าวว่า

"ถ้าหากว่ามันเป็นไปได้ พ่อคงดีใจอย่างบอกไม่ถูกทีเดียว แกคิดว่ามันจะเป็นไปได้ไหมดิเรก"

นายพลดิเรกทำหน้าเหยเกชอบกล

"อาจจะเป็นได้ครับคุณพ่อ แต่เป็นการแสดงกลของเจ้าเปรื่อง"

เปรื่องเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่ใช่เล่นกลนะครับคุณหมอ มันเป็นความจริงครับ ด้วยอิทธิฤทธิ์ของปีศาจเสืออินเจ้าของหัวกะโหลกนี้นั่นเอง"

พล พัชราภรณ์กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยิ้มแย้ม

"ถอดหมวกออกซีครับคุณอา ผมอยากดูให้เห็นเท็จจริงเหมือนกัน"

ท่านเจ้าคุณยกมือขวาขึ้นจับขอบหมวกท๊อปแฮ็ทสีดำและลังเลใจอยู่นาน ท่านก็ค่อยๆ ถอดหมวกออกจากศีรษะของท่าน

สี่สหายตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ต่างจ้องตาเขม็งมองดูศีรษะอันล้านเลี่ยนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งบัดนี้มีผมขึ้นปกคลุมไปทั่ว และเส้นผมที่เกิดขึ้นนี้ละเอียดอ่อนมากสีขาวและดำสลับกันแบบผู้ชราทั้งหลาย ทำให้ใบหน้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน หนุ่มขึ้นกว่าเก่าและสง่าผ่าเผยขึ้น ท่านเจ้าคุณนั่งนิ่งเฉย ความรู้สึกบอกตัวเองว่าศีรษะของท่านมีผมเกิดขึ้นแล้ว

"โอ" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องสุดเสียง "อิท อิส วันเดอร์ฟูล มันไม่น่าจะเป็นไปได้ คุณพ่อ....คุณพ่อครับ ฮ่ะ ฮ่ะ คุณพ่อหายหัวเหน่งแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล มีความรู้สึกเหมือนกับว่าท่านตกอยู่ในความฝันที่เกิดขึ้นในเวลานอนหลับ เสี่ยหงวนกล่าวกับท่านเจ้าคุณด้วยความตื่นเต้น

"เป็นโชคอันประเสริฐของคุณอาแล้วครับ หัวกะโหลกผีให้พรคุณอาตามที่ขอแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"คุณพ่อหล่อขึ้นกว่าเก่าแยะเชียวครับ ถึงแม้ผมหงอกเกือบทั่วศีรษะแต่ก็ยังสง่างามดีกว่าหัวล้านโจ๊งเหม่ง"

ท่านเจ้าคุณค่อยๆ ยกมือขวาขึ้นลูบคลำศีรษะของท่าน เมื่อมือของท่านสัมผัสเส้นผมท่านก็สะดุ้งสุดตัว ไม่ต้องสงสัยว่าท่านจะปิติยินดีสักเพียงใด เป็นเวลานานมาแล้วที่ท่านพยายามหายาปลูกผมมาทาศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่าน แม้กระทั่งยาผีบอกจำพวกน้ำมันขี้ไก่ ยาปลูกผมต่างประเทศไม่ว่าจะเป็นของเยอรมันหรือของอังกฤษอเมริกา สิ้นเงินมานับจำนวนหมื่นแล้วไม่เคยได้ผลเลย แต่อิทธิฤทธิ์ของกะโหลกผีเสืออินขุนโจรอีสานนี้ช่วยให้ท่านมีผมขึ้นปกคลุมทั่วศีรษะ

"อ้ายเปรื่อง..." เจ้าคุณครางเบาๆ ใบหน้าของท่านสดชื่นรื่นเริงผิดปกติ "แกไม่ได้เล่นกลนะ แกใช้วิทยากลของแกบังตาพวกเรา เอาผมปลอมมาติดหัวฉันหลอกให้ฉันดีใจเพียงชั่วขณะกระมัง"

เปรื่องหัวเราะชอบใจ

"ใต้เท้าลองดึงผมดูซิครับ ถ้าผมบนศีรษะใต้เท้าเกิดขึ้นจากวิทยากล มันก็ต้องหลุดติดมือใต้เท้าออกมา"

ท่านเจ้าคุณยกมือขวาขึ้นรวบผมกลางศีรษะขยุ้มหนึ่งกระตุกเต็มแรง แล้วท่านก็ร้องออกมาดังๆ เมื่อเส้นผมเหล่านั้นทึ้งหนังศีรษะของท่านเอง

"โอ๊ย"

คณะพรรคสี่สหายมองดูหน้ากันด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจอย่างที่สุด อาเสี่ยกิมหงวนยักไหล่และแบมือออกทั้งสองข้าง

"หมดโอกาสแล้ว ต่อนี้ไปเราล้อคุณอาว่าหัวล้านท่านจะไม่โกรธเราอีกแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น

"เชิญ-เชิญล้อตามสบายโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ ฉันมีผมเต็มกบาลอย่างนี้แล้ว ใครจะล้อยังไงก็ได้ เอาซี..ลูกมะอึก นกตะกรุม ขุนช้าง ล้านเลี่ยน เตียน โล่ง เป็นมันแผล็บ ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกขวานฟาด ราชครึงเครา เชิญตามสบาย"

เสี่ยหงวนหน้าจ๋อย

"ล้อเพื่อประโยชน์อะไรล่ะครับ คุณอาผมดกออกอย่างนี้ล้อจนเมื่อยปากคุณอาก็ไม่โกรธผม หัวกะโหลกผีของเจ้าเปรื่องแน่จริงๆ ผมรับซื้อไว้เอง"

"ไม่ได้ๆๆๆ " ท่านเจ้าคุณขัดขึ้นทันที "อาสัญญาแล้วว่า ถ้าอามีผมเกิดขึ้นอาจะให้เงินอ้ายเปรื่อง ๒,๐๐๐ บาท แล้วอาจะรับฝากเครื่องแสดงกลในหีบนั้นไว้ พร้อมด้วยหัวกะโหลกผีอันนี้ อายังขอพรผีได้อีกครั้งหนึ่ง" แล้วท่านก็หันมาทางเปรื่อง "ใช่ไหมวะเปรื่อง"

"ครับผม ขอได้อีกครั้งเดียวครับ แต่ก่อนจะขอใต้เท้าต้องคิดให้รอบคอบเสียก่อน"

"ถูกล่ะ ฉันจะต้องใช้เวลาคิดให้ดีว่าฉันควรจะขออะไร ฮ่ะ ฮ่ะ เป็นอันว่าพระยาปัจจนึกฯ หายหัวล้านแล้ว ไปทางไหนไม่ต้องอับอายขายหน้าเขา คนหัวล้านเป็นคนที่มีปมด้อยคอยนึกน้อยเนื้อต่ำใจและหวาดระแวงว่าใครๆ เขาจะนินทาหรือหัวเราะเยาะ ทีนี้อาสบายแล้ว หัวกะโหลกนี้อาจะเก็บรักษาไว้เอง พวกแกใครจะขอพรอะไรบ้างก็ตามใจ หาเครื่องเซ่นสังเวยมาให้หัวกะโหลกนี้แล้วขอเอาเถอะ ฉันไม่หวงห้ามหรอก แต่ที่ฉันต้องการเก็บรักษาไว้ก็เพื่อจะกราบไหว้ดวงวิญญาณของเสืออินที่เขาช่วยให้ฉันหายหัวล้าน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สี่สหายต่างศรัทธาเลื่อมใสในอิทธิฤทธิ์ของหัวกะโหลกผี เจ้าเปรื่องล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบกระจกบานเล็กๆ บานหนึ่งออกมาส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างพินอบพิเทา

"ใต้เท้าลองมองดูกระจกสักนิดสิครับ"

ท่านเจ้าคุณรีบยกกระจกขึ้นส่องดูใบหน้าของท่านทันที พอแลเห็นศีรษะของท่านมีผมขึ้นเต็ม ท่านก็ยิ้มแก้มแทบแตก แววตาของท่านเป็นประกายแจ่มใสผิดปกติ ถึงแม้ว่าจะมีใครเอาเงินมาให้ท่านสัก ๑๐ ล้าน ท่านก็คงไม่ดีใจเหมือนกับที่ท่านหายศีรษะล้านในครั้งนี้

"โอย-บุญของอาโว้ยพล หัวล้านมาครึ่งศตวรรษแล้วเพิ่งจะมีผมกับเขาในวันนี้ ต่อไปอาแต่งเครื่องแบบพลเอกคงจะสง่างามไม่น้อย เพื่อนฝูงที่มันเคยล้อเลียนอาคงจะแปลกใจไปตามกัน"

นิกรกล่าวกับเสี่ยหงวนทันที

"เราควรจะขอพรอะไรดีโว้ย อ้ายหงวน"

กิมหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ต้องคิดให้รอบคอบ อย่างน้อยก็ควรใช้เวลาคิดสักสองสามวันเพราะเราขอได้คนละสองหนเท่านั้น แต่กันคงไม่ขอให้กันมั่งมีศรีสุข เพราะขณะนี้กันก็เป็นมหาเศรษฐีอยู่แล้ว"

"เออ-จริงของแก เราต้องคิดให้รอบคอบ ให้คุณพ่อเก็บรักษาหัวกะโหลกผีไว้ดีแล้ว เป็นหัวกะโหลกอย่างนี้กันไม่กลัวโว้ย แต่ถ้าเป็นรูปร่างปีศาจทำคอยืดคอยาวกันก็เผ่นไม่รู้ทางไป"

ศาสตราจารย์ดิเรกเอื้อมมือหยิบหัวกะโหลกผีขึ้นมาพิจารณาดูสักครู่เขาก็วางไว้ตามเดิมแล้วกล่าวกับเปรื่องว่า

"เจ้าของกะโหลกนี้ตายมาในราว ๑๐ ปี กันแปลกใจจริงๆ ที่มันมีอิทธิฤทธิ์ให้พรใครต่อใครได้"

"นั่นน่ะซีครับคุณหมอ ตอนแรกผมก็มีไว้สำหรับประกอบการแสดงกลเท่านั้น พอเสืออินมาเข้าฝันผมก็ทราบว่ากะโหลกศีรษะของเขาให้พรแก่ผู้ขอได้คนละสองครั้ง"

"ออไร๋ คล้ายกับนิยายของฝรั่งว่ะ แต่นั่นมันเป็นมือลิงแห้งๆ ใครได้ไปไว้ในครอบครองจะขออะไรก็ได้ แต่ขอได้เพียงสามครั้ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบซองธนบัตรหนังจรเข้ออกมาเปิดออก ดึงธนบัตรใบละร้อยบาทสองปึกออกมาจากซอง เอื้อมมือข้ามโต๊ะส่งเงินให้จอมมายากรผู้ยิ่งใหญ่

"เอ้า-เจ้าเปรื่อง ฉันให้รางวัลแก ๒,๐๐๐ บาท ตามที่พูดไว้ หัวกะโหลกผีและของเล่นกลในหีบนั้นฉันจะช่วยเก็บรักษาไว้ให้แกอย่างดีที่สุด แกจะมารับไปเมื่อไรก็ได้"

เปรื่องดีใจอย่างยิ่งเมื่อแลเห็นธนบัตรใบแดงๆ เขากระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียก่อนแล้วกล่าวว่า

"ขอบพระเดชพระคุณครับ" พูดจบก็รับเงิน ๒,๐๐๐ บาท มาใส่กระเป๋าในบนเสื้อหางจิ้งเหลนตัวนั้น "เป็นอันว่ากระผมมีค่าเดินทางไปหาแฟนของผมที่ภูเก็ตแล้ว ถ้าภายในสามเดือนนี้กระผมไม่กลับมาก็หมายความว่ากระผมมีทางทำมาหากินอยู่ที่ภูเก็ตครับ เครื่องมือเครื่องใช้ในการแสดงกลใต้เท้าจะยกให้เป็นสมบัติของคุณนิกรก็ได้"

นิกรพูดขึ้นทันที

"ฉันจะเอามาทำตวักตะบวยอะไรวะ ฉันเป็นนักธุรกิจไม่ใช่นักแสดงกล"

เปรื่องหันมามองดู พ.อ. นิกรแล้วยิ้มให้

"แต่ถ้าคุณแสดงกลผมเชื่อว่าไม่มีนักแสดงกล หรือมายากรคนไหนในโลกนี้ที่จะสู้คุณได้หรอกครับ อ้า-เย็นมากแล้ว ผมเห็นจะต้องกราบลาเสียที แต่ว่าผมจะขึ้นไปกราบเท้าคุณหญิงท่านและคุณผู้หญิงทั้งสี่บนตึกใหญ่เสียก่อน อย่างน้อยก็ให้คุณหญิงท่านด่าผมบ้างผมจะได้มีความสุขความเจริญ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"อย่าขึ้นไปเลย คุณอากับพวกเมียๆ ของเราไม่อยู่หรอก ไปงานแต่งงานที่สโมสรนายตำรวจ ออกจากบ้านก่อนหน้าแกมาถึงเพียงครู่เดียวเท่านั้น"

เปรื่องจุ๊ปาก

"น่าเสียดายจริงครับ ที่ผมไม่ได้กราบเท้าคุณหญิงท่าน"

นิกรว่า "แกกราบเท้าฉันแทนก็ได้นี่นะ ฉันเป็นหลานของท่านก็คงได้ผลเท่ากัน"

จอมนักเล่นกลยิ้มเจื่อนๆ

"ถ้ายังงั้นวันหลังผมมากราบเท้าท่านดีกว่าครับ แฮ่ะ แฮ่ะ อ้ายแห้วเกลอเก่าของผมอยู่หรือเปล่าครับ"

"ไม่อยู่หรอก อ้ายแห้วขับรถพาคุณอากับพวกเมียๆ ของเราไป"

เปรื่องหันมาทางนายพลดิเรก

"ผมทราบข่าวคุณหมอกับเจ้านายและท่านเจ้าคุณในหน้าหนังสือพิมพ์บ่อยๆ ครับ ดีใจจังครับที่คุณหมอของผมเป็นนายพลและเจ้านายของผมเป็นพันเอก อ้า-เจ้าแห้วเป็นสิบเอกใช่ไหมครับ"

"ออไร๋ แต่ถูกลดยศลงมาเหลือเพียงสิบโท เพราะทำเอกสารสำคัญในทางราชการหาย ฉันจะขอให้มันเป็นสิบเอกในไม่ช้านี้"

"แห้วเป็นคนมีโชควาสนาครับ ได้อยู่รับใช้เจ้านายอย่างใกล้ชิด ผมเห็นจะต้องกราบลาเจ้านายกลับเสียทีล่ะครับมารบกวนเวลาพักผ่อนของเจ้านายนานแล้ว" พูดจบเปรื่องก็กระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายด้วยความเคารพรักอย่างจริงใจ "กราบลาละครับ ขอให้เจ้านายทุกท่านมีความสุขความเจริญเถอะครับ แล้วก็ถ้าใครจะขอพรหัวกะโหลกผีก็โปรดคิดให้รอบคอบเสียก่อนนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่งแก้วเหล้าให้เปรื่อง

"เอ้า ฉันให้แกดื่มเพื่อตอบแทนความดีของแกที่ช่วยให้ฉันมีผมดกหายหัวล้านกบาลเหน่ง"

เปรื่องยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอีกครั้งหนึ่ง

"ขอบพระคุณครับใต้เท้า กระผมไม่เคยดื่มหรอกครับ"

"งั้นเรอะ ถ้าเช่นนั้นแกก็เป็นคนดีคนหนึ่งที่ไม่กินเหล้า"

"ครับผม กระผมสูบแต่ฝิ่นอย่างเดียวเท่านั้นแหละครับ"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไปเถอะ แกไปได้แล้ว แต่งตัวรุงรังอย่างนี้แกไม่กลัวหมาฟัดหรือวะอ้ายเปรื่อง"

เปรื่องหัวเราะเบาๆ

"มันเคยขอรับ มายากรชั้นดีอย่างกระผมก็ต้องแต่งอย่างนี้ ใครเห็นก็รู้ว่าเป็นนักแสดงกล" พูดจบเขาก้มตัวลงยกมือลูบกะโหลกผีเบาๆ "อ้ายเพื่อนยาก ลาก่อนนะเพื่อนนะ อยู่กับท่านไปก่อนเถอะ รับรองว่าท่านคงจะให้แกกินอยู่อย่างอิ่มหนำสำราญ"

จอมมายากรที่ไม่มีใครดูเพราะดวงไม่ดีพาตัวเดินออกไปจากเรือนต้นไม้ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของสี่สหาย พอร่างของเปรื่องลับตากิมหงวนก็แกล้งกระเซ้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"วะ เหม็นกลิ่นอะไรตุๆ โว้ย"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียว

"อย่าน่าอ้ายหงวน กินเหล้าและคุยกันดีกว่า อย่าให้มีรายการเตะปากกันเลยวะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"คุณอามีผมดกแล้วยังจะโกรธอีกหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเล็กน้อยแล้วยิ้มแป้น

"จริงโว้ย อาลืมไป ฮ่ะ ฮ่ะ พวกแกจะขอพรอะไรจากหัวกะโหลกเสืออินบ้างก็เอาซี"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"ยังครับ เราต้องปรึกษากันให้รอบคอบก่อน ต้องขอในสิ่งที่ควรขอทั้งสองข้อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน คิดเสียให้ดีเสียก่อนแล้วค่อยขอ ใครมีหวีขอยืมหวีผมหน่อยเถอะวะ"

นิกรล้วงกระเป๋าเสื้อฮาไวหยิบหวีเล็กๆ อันหนึ่งออกมาส่งให้พ่อตาของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"คุณพ่อหล่อขึ้นจริงๆ นะครับ หน้าตาเปลี่ยนแปลงไปมาก ตอนหัวล้านมองดูไม่ได้ความเลย"

ท่านเจ้าคุณยกกระจกบานเล็กของเปรื่องขึ้นส่องหน้าของท่าน แล้วหวีผมให้เรียบร้อย ท่านรู้สึกตื่นเต้นดีใจอย่างล้นเหลือและมหัศจรรย์ใจในอิทธิฤทธิ์ของกะโหลกผีอย่างยิ่ง เมื่อหวีผมเสร็จเรียบร้อยท่านก็คืนหวีให้นิกร แล้วกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างสบายใจ

"อามีผมดกอย่างนี้เห็นจะพอหาแฟนสาวๆ ได้สักคนไม่ใช่หรือ"

"อ๋อ ไม่ต้องผมดกหรอกครับ หัวล้านเหน่งอย่างเก่าคุณอาก็หาได้ถมเถไป อายุ ๑๔ หรือ ๑๕ ได้ทั้งนั้น สาวๆ เดี๋ยวนี้โดยมากชอบมีแฟนคนแก่ครับ ยิ่งแต่งงานได้สองสามวันแล้วตายยิ่งดีจะได้ครอบครองมรดก ดูแต่คุณพระบ้านตรงข้ามเราซีครับ อายุของท่าน ๗๒ ขวบแล้ว มีเมีย ๑๖ ขวบ เท่านั้น"

การดื่มเหล้าและสนทนากันได้ดำเนินต่อไป โดยมากเรื่องที่พูดคุยกันก็มักจะเกี่ยวกับหัวกะโหลกผีอันนี้ ตราขาวพร่องไปหนึ่งขวด เบียร์ ๓ ขวด หมี่กรอบและเป็ดย่างอีกตัวหนึ่งหมดไปแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกตึงๆ หน้าไปตามกัน แต่ไม่ถึงกับมึนเมา

จนกระทั่งเสียงแตรรถยนตร์คันหนึ่งดังขึ้นที่ประตูรั้วนอกถนนใหญ่ ทุกคนจำเสียงแตรรถโอลสโมบิลเก๋งได้ดี

"คุณอากับพวกเมียๆ ของเรากลับมาแล้ว" ศาสตราจารย์ดิเรกพูดยิ้มๆ "ประเดี๋ยวแวะเข้ามาในเรือนต้นไม้แลเห็นคุณพ่อเข้าคงไม่มีใครจำได้"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"พวกแกเล่าเรื่องหัวกะโหลกของเจ้าเปรื่องให้เมียๆ ของแกและคุณหญิงฟังซี ทุกคนควรจะถือโอกาสขอพรจากหัวกะโหลกผีคนละสองข้อ"

"ออไร๋ ออไร๋ ควรจะเป็นอย่างนั้นครับ"

โอลสโมบิลเก๋งซึ่งขับโดยเจ้าแห้วแล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" แล้ว เสี่ยหงวนพรวดพราดลุกขึ้นเดินออกไปจากเรือนต้นไม้อย่างร้อนรน พอดีเจ้าแห้วขับรถคลานเอื้อยๆ ผ่านมาและคุณหญิงวาดนั่งคู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถ อาเสี่ยร้องตะโกนเรียกทันที

"แวะที่เรือนต้นไม้ก่อนครับคุณอา ทุกคนเชิญแวะหน่อยครับ มีเรื่องที่น่าสนใจมาก ข่าวดีครับ"

เจ้าแห้วบังคับรถเก๋งคันงามหยุดนิ่งกลางถนนหน้าเรือนต้นไม้ คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างยิ้มให้กิมหงวน

"ข่าวอะไรวะพ่อหงวน"

อาเสี่ยเดินเข้ามาหยุดข้างรถ ในเวลาเดียวกับที่เจ้าแห้วก้าวลงมา

"พวกเราได้หัวกะโหลกผีมาหนึ่งหัวครับ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือก

"อุ๊ย นั่นน่ะเรอะข่าวดีของแก"

"ครับ กะโหลกผีหัวนี้มีอิทธิฤทธิ์มาก เราจะขอพรอย่างไรก็ให้เราสมความปรารถนา เข้าไปดูหน่อยซีครับ"

นันทาเมียรักของพลซึ่งนั่งรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ตอนหลังรถกล่าวกับกิมหงวนทันที

"ได้มาจากไหนคะอาเสี่ย"

"เจ้าเปรื่องมันเอามาให้ครับ พวกคุณคงนึกออก เจ้าเปรื่องเคยเป็นคนเฝ้าสวนของคุณอาที่บางกรวย แต่ลาออกไปหลายปีแล้ว"

คุณหญิงวาดส่งเสียงเอ็ดตะโรตามนิสัยของท่าน

"อ้ายเปรื่อง....อ้ายมะกอกสามตะกร้านั่นน่ะหรือ"

เจ้าแห้วเปิดประตูตอนหน้าและหลังออก คุณหญิงวาดในชุดไหมไทยสีชมพูก้าวลงมาจากรถ ต่อจากนั้นสี่นางก็ลงมาจากตอนหลังรถ นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพสวมเสื้อกระโปรงชุดสีเขียวเหมือนกันทั้งสี่คน แบบเสื้อเป็นแบบเวลาเย็นสวยเก๋มาก กิมหงวนพาสี่นางกับคุณหญิงวาดเข้าไปในเรือนต้นไม้ซึ่งเจ้าแห้วติดตามไปด้วย

พอแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดกับสี่นางก็หยุดชะงัก เพราะจำไม่ได้เข้าใจว่าเป็นแขกของคณะพรรคสี่สหาย

"มีแขกนี่นาพ่อหงวน" คุณหญิงวาดกระซิบ

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ไม่ใช่แขกหรอกครับ เจ้าคุณอาปัจจนึกฯ น่ะครับ"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"แกเมาเหล้าแล้วพ่อหงวน เจ้าคุณท่านหัวล้านแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึก อยู่ห่างกันตั้งกิโลก็มองเห็น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นทันทีแล้วเดินเข้ามาหาคุณหญิงวาดกับสี่นาง

"ฮัลโหล จำผมไม่ได้หรือคุณหญิง ผมได้พรจากหัวกะโหลกผีทำให้เส้นผมกลางศีรษะของผมเกิดขึ้นมาจนเต็ม อย่าแปลกใจเลยครับ"

คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างยืนตะลึงไปตามกัน

"คุณพ่อ...." ประไพร้องลั่น "คุณพ่อหายเหม็นเขียวแล้วหรือคะนี่"

"เออ มีผมเต็มกบาลอย่างนี้แล้วจะเหม็นเขียวได้อย่างไรวะ"

คุณหญิงวาดร้องออกมาดังๆ

"เจ้าคุณ โอ๊ย....นี่ดิฉันฝันไปหรืออย่างไร คนหัวล้านทำไมมีผมเกิดขึ้นได้ เจ้าคุณใส่วิกหรือเปล่า"

ท่านเจ้าคุณอดหัวเราะไม่ได้

"คุณหญิงดูให้ดี ผมจริงๆ นะครับไม่ใช่ใส่วิกปลอม หัวกะโหลกผีที่ตั้งอยู่บนโต๊ะนั่นให้พรผม"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจในหมู่สี่นางดังขึ้นทันที ทุกคนตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนแปลงไปจนจำไม่ได้ างเข้ามาห้อมล้อมเจ้าคุณปัจจนึกฯ พิจารณาดูเส้นผมบนศีรษะจนแน่ใจว่าเป็นเส้นผมที่เกิดขึ้นจริงๆ

ประภากล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดี

"ไม่น่าจะเป็นไปได้เลยค่ะคุณพ่อ ทำไมหัวกะโหลกผีถึงมีอิทธิฤทธิ์อย่างนี้ละคะ นี่ถ้าภาพบคุณพ่อที่อื่นถึงอย่างไรก็จำคุณพ่อไม่ได้แน่นอน คุณพ่อแปลกไปเป็นคนละคนเชียวค่ะ"

นวลลออพูดเสริมขึ้น

"เป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์มากเชียวนะคะ คุณอาโชคดีจังค่ะที่หายศีรษะล้านแล้ว"

ทุกคนพากันเดินตรงไปที่โต๊ะรับประทานอาหารซึ่งพล, นิกรและดร. ดิเรกกำลังนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ที่โต๊ะนั้น คุณหญิงวาดกับสี่นางพากันมองดูหัวกะโหลกผีอย่างหวั่นๆ เจ้าแห้วรีบยกเก้าอี้เหล็กมากางให้เจ้านายผู้หญิงของเขา แต่คุณหญิงวาดกับสี่นางไม่ยอมนั่งคงยืนจับกลุ่มฟังเจ้าคุณปัจจนึกฯ เล่าเรื่องเสืออินเจ้าของหัวกะโหลกนี้ให้ฟังโดยละเอียด

แน่ละ สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างก็มีศรัทธาเลื่อมใส ในอิทธิฤทธิ์ของหัวกะโหลกเสืออินนี้ เพราะปีศาจเสืออินได้ให้พรท่านเจ้าคุณช่วยให้ท่านหายศีรษะล้าน มีเส้นผมเกิดขึ้นจนเต็มศีรษะอย่างนี้เป็นการแสดงให้เห็นอยู่แล้วว่า หัวกะโหลกนี้ขลังจริงๆ

ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวว่า

"คุณหญิงกับทุกคนไปคิดดูสักสองสามวันเถอะครับ ว่าควรจะขออะไรจากหัวกะโหลกนี้ แล้วก็จัดเครื่องเซ่นสังเวยมาขอพรไป จะขอเพียงข้อเดียวหรือขอทีเดียวทั้งสองข้อก็ได้ แต่อย่าลืมว่าขอได้เพียงสองครั้งเท่านั้น"

คุณหญิงวาดแสดงท่าทางตื่นเต้นตลอดเวลา

"ค่ะ ค่ะ ดิฉันจะต้องคิดให้รอบคอบที่สุด ไหนๆ ขอพรได้เพียงสองข้อก็ต้องคิดหน้าคิดหลัง เป็นโชคของพวกเราแล้วที่ได้หัวกะโหลกนี้มา ดิฉันตื่นเต้นจริงๆ ที่เจ้าคุณหายหัวเหน่ง มีผมดกอย่างนี้หน้าตาค่อยดูได้หน่อย ตอนหัวล้านมองเหมือนตัวม่าเหมี่ยวค่ะ หน้าทะลุ่มๆ ชอบกล เวลาเจ้าคุณยืนอยู่กลางแดดละก้อเป็นมันวูบวาบทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น

"ผมสบายใจและมีความสุขแล้วคุณหญิง เรื่องหัวล้านทำให้ผมมีปมด้อยตลอดเวลา อ้า-เรามาตกลงกันให้เรียบร้อยดีไหมครับ มะรืนนี้วันเสาร์เราทำพิธีตั้งเครื่องเซ่นสังเวยในตอนกลางวันแล้วขอพรหัวกะโหลกผีพร้อมๆ กันดีไหมครับ"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"ดีซิคะ พวกเราจะได้มีเวลาคิดให้รอบคอบว่าเราควรจะขอพรอะไร"

"ถ้ายังงั้นตกลงตามนี้ครับ มะรืนนี้ ๑๑ น. เราต้องเตรียมเครื่องเซ่นสังเวยไว้ให้เขามากๆ "

คุณหญิงวาดกับสี่นางสนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหายอีกสักครู่ก็พากันออกไปจากเรือนต้นไม้ แต่เจ้าแห้วไม่ได้ติดตามไป เขาตรงเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"รับประทานให้ผมขอพรหัวกะโหลกผีด้วยคนได้ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ได้ ฉันไม่หวงห้ามอะไรหรอก แกจะขออะไรก็คิดไว้ แต่ห้ามขอเงินทองหรือของใหญ่ๆ ที่โตกว่ากล่องใส่หัวกะโหลกนี่ อ้า-แกไปเรียกใครมาสักคนมาซีวะอ้ายแห้ว ช่วยกันยกหีบใบนั้นไปเก็บไว้ที่ห้องเก็บของที่โรงครัว เก็บไว้ให้ดี"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วพาตัวเดินออกไปจากเรือนต้นไม้ด้วยความดีใจ ที่จะได้พรจากกะโหลกผี

ปัญหาที่ว่าควรจะขอพรอะไรบ้าง ทำให้สี่นางและคุณหญิงวาดต้องยุ่งยากลำบากใจไม่น้อย ทุกคนได้ใช้ความคิดอย่างมากมายในเรื่องนี้ ทั้งนี้ก็เพราะพรที่จะขอจากหัวกะโหลกผีนั้นขอได้เพียงสองข้อเท่านั้นเอง

จนกระทั่งวันเสาร์ผ่านมาถึง

พอได้เวลา ๑๑.๐๐ น. คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็นำเครื่องเซ่นสังเวยมาตั้งบนโต๊ะในห้องโถงชั้นล่าง เครื่องเซ่นเหล่านี้ต่างคนต่างจัดหามาเป็นอาหารคาวหวานหรือผลไม้ โดยเฉพาะของเสี่ยหงวนมีตราขาวขวดหนึ่ง

บนโต๊ะมีหมูเห็ดเป็ดไก่วางอยู่เรียงราย หัวกะโหลกผีเสืออินวางอยู่บนกล่องสีดำกลางโต๊ะ ทุกคนนั่งเรียงรายอยู่กลางห้อง คุณหญิงวาดเป็นคนจุดธูปเทียนสักการะดวงวิญญาณของเสืออินและเชิญให้มารับเครื่องเซ่นสังเวย เมื่อปักธูปเทียนไว้บนโต๊ะเสร็จแล้วคุณหญิงก็ถอยกลับมานั่งรวมกลุ่มกับสี่นาง

ภายในห้องโถงสงบเงียบ ทุกคนมีศรัทธาเชื่อมั่นในอิทธิฤทธิ์ของหัวกะโหลกผีที่จะประสาทพรให้สมความปรารถนา ซึ่งขณะนี้ทุกคนคิดไว้แล้วว่าจะขอพรอะไรบ้างแต่ไม่บอกให้ใครรู้

กลิ่นธูปควันเทียนและกลิ่นดอกไม้กระจายไปทั่วห้อง นิกรมองดูเครื่องเซ่นสังเวย ด้วยความกระหาย มีหัวหมูต้มหนึ่งหัวอยู่ในถาดใหญ่พร้อมด้วยตีนหมู ๔ ข้าง และหางหมูหนึ่งหาง นอกจากนี้ก็มีปลาช่อนแป๊ะซะหนึ่งตัว ยำใหญ่หนึ่งจาน ไก่ตอนนึ่งแล้วหนึ่งตัว เป็ดพะโล้หนึ่งตัว เป็ดย่างหนึ่งตัว ไข่ต้มอีกหนึ่งชามพลาสติกไม่น้อยกว่า ๒๐ ฟอง ส่วนของหวานก็มีขนมต้มแดง ขนมต้มขาว มะพร้าวอ่อน กล้วยไข่และกล้วยหอม

นิกรอดรนทนไม่ได้อยากกินเป็ดพะโล้เต็มทนก็กล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"ผีกินเร็วกว่าคน นาทีเดียวก็อิ่มแล้ว"

คุณหญิงวาดยกมือขวาคว้าหูซ้ายของนิกรดึงไว้

"เดี๋ยว แกไม่ต้องวุ่นวาย ปล่อยไว้ยังงั้นก่อน ขอพรเสียให้เสร็จเรียบร้อยแล้วเราค่อยกินเหลือผี รับรองว่าได้กินแน่" พูดจบท่านก็ปล่อยมือที่ดึงหูนิกรออกแล้วหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เจ้าคุณไม่สบายหรือเป็นอะไรไปคะ รู้สึกว่าตั้งแต่เย็นวานนี้แล้วเจ้าคุณหงอยเหงาผิดปกติ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนยิ้ม

"ไม่มีอะไรหรอกครับผมสบายดี แต่ผมเสียดายที่ผมขอพรผีได้อีกครั้งเดียวเท่านั้น ใครจะขอพรก็เอาซีครับ"

คุณหญิงว่า "เจ้าคุณขอเป็นคนแรกเถอะค่ะ แล้วก็ดิฉันกับพวกเด็กๆ แต่ว่าใครจะขอพรอย่างไรต้องพูดดังๆ ให้ได้ยินทั่วกันตามที่เราได้ตกลงกันไว้ ทั้งนี้เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ขอพรซ้ำกัน เอาซีคะเจ้าคุณ ลงมือขอพรได้แล้วค่ะจะได้ไม่เสียเวลา"

เจ้าคุณยกมือขึ้นประณมไว้ระหว่างอก ท่านมองไปที่หัวกะโหลกผีบนโต๊ะแล้วกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"ผีสางเจ้าของหัวกะโหลกนี้จงให้พรข้าเถิด ขอให้ข้าจงมีศีรษะล้านเลี่ยนเหมือนเช่นเดิม"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าทำไมท่านเจ้าคุณจึงขอพรเช่นนี้ ทันใดนั้นเองเส้นผมบนศีรษะของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปลิวว่อนกระจายไปทั่วห้อง แล้วถูกลมพัดปลิวออกไปจากห้องโถงหายไปหมด ศีรษะของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราศจากเส้นผมแล้ว นอกจากมีอยู่ที่ท้ายทอยและที่จอนหูทั้งสองข้างเพียงหร็อมแหร็ม

"คุณอา...." เสี่ยหงวนร้องตะโกนสุดเสียง "ทำไมขอพรอย่างนี้ล่ะครับ แย่แล้ว เส้นผมบนศีรษะคุณอาปลิวหายไปหมดแล้วครับ ศีรษะของคุณอาแดงแจ๋เป็นลูกมะอึกเหมือนเช่นเดิม"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเศร้าๆ

"อาปลงตกแล้วอ้ายหงวน อาหัวล้านตามเดิมดีกว่า" ท่านพูดเสียงเครือน่าสงสาร "วานนี้อาไปตรวจงานที่สำนักงานผลประโยชน์ของอา ทุกคนไม่มีใครจำอาได้ แขกยามไม่ยอมให้อาขึ้นไปนั่งทำงานในห้องชั้นบน พวกเสมียนพนักงานช่วยกันฉุดกระชากลากตัวอาออกไปจากสำนักงาน เมื่ออาบอกเขาว่าอาเป็นใครเขาก็หาว่าอาบ้า ทุกคนต่างบอกว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้านายของเขานั้นหัวล้านแดงแจ๋"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง นิกรมองดูพ่อตาของเขาอย่างขบขัน

"คุณพ่อโมโหที่ใครๆ จำคุณพ่อไม่ได้หรือครับ"

"ใช่" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงหนักๆ "พ่อออกจากสำนักงานผลประโยชน์ของพ่อขับรถไปหาเจ้าหงวนที่ธนาคาร พวกธนาคารไม่มีใครจำพ่อได้สักคนเดียว ต่างขัดขวางไม่ยอมให้พ่อขึ้นไปชั้นบน บอกว่าพ่อเป็นใครไม่เชื่อหาว่าพ่อเป็นบ้า แล้วเรียกตำรวจที่ธนาคารให้มาไล่พ่อออกไป แกคิดดูสิวะนิกร มีผมดกแทนที่จะให้คุณกับให้โทษ พ่อขับรถไปหาดิเรกที่ "ดิเรกคลีนิค" ราชดำเนิน ถูกจราจรเรียกหาว่าขับรถแซงซ้าย เขาขอดูใบขับขี่แล้วบอกว่ารูปถ่ายในใบขับขี่หัวล้าน พ่อเอาใบขับขี่ของพระยาปัจจนึกฯ มาใช้เขาเลยจับไปโรงพักเสียเวลาเกือบชั่วโมง พ่อต้องโทรศัพท์เรียกผู้บังคับการไปพบที่โรงพัก ตอนแรกผู้บังคับการจำพ่อไม่ได้เสียอีกจะให้ตำรวจเอาเข้ากรง แต่ตอนหลังเขาจำได้ เขาแปลกใจที่พ่อหายหัวล้าน พ่อเลยบอกเขาว่าได้ยาปลูกผมวิเศษ เขาก็เลยปล่อยตัวพ่อ พ่อออกจากโรงพักก็ไปแวะหาเพื่อนๆ ที่ตลาดพระวัดศิริอำมาตย์ ไม่มีใครจำพ่อได้เลยแม้แต่คนเดียว บอกเขาว่าพ่อคือพระยาปัจจนึกฯ เขาก็หาว่าพ่อไม่สบายอวดอ้างตัวเป็นเพื่อนของเขา พวกนักเลงพระที่เคยเคารพนบนอบพ่อก็ไม่มีใครทักพ่อ มันน่าเจ็บใจไหมล่ะ ในที่สุดพ่อก็ต้องกลับมานอนแกร่วอยู่ที่บ้าน เลยคิดตัดสินใจหัวล้านตามเดิมดีกว่า บัดนี้ก็สมใจพ่อแล้ว หัวของพ่อมันเป็นเทรดม๊าคหรือเครื่องหมายการค้า เป็นสัญลักษณ์ที่บอกให้ใครๆ รู้ว่าพ่อคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อนี้ไปห้ามล้อเรื่องที่เกี่ยวกับหัวล้านนะโว้ย"

สี่สหายกับสี่นางต่างหัวเราะขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน คุณหญิงวาดว่าเสียงอหาย ท่านมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างขบขันแล้วกล่าวว่า

"ก็ดีเหมือนกันค่ะเจ้าคุณคะ ความจริงเจ้าคุณศีรษะล้านก็ล้านอย่างสง่าแบบคุณพระหรือเจ้าคุณทั้งหลาย ใครเห็นถึงไม่รู้จักก็ต้องเดาเอาว่าเป็นเจ้าคุณพานทอง อย่าเสียใจเลยค่ะ ชาตินี้เจ้าคุณไม่มีหวังที่จะมีผมดกเหมือนคนอื่นเขาแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเจื่อนๆ

"คุณหญิงจะขอพรอะไรก็เอาซีครับ ขอทีเดียวสองข้อหรืออย่างไร"

"ขอสองข้อเลยค่ะ ไหนๆ ขอแล้วก็ขอให้หมด" พูดจบคุณหญิงวาดก็ยกมือขึ้นประณมแล้วพูดกับหัวกะโหลกผีดังๆ "เจ้าประคู้น ข้อแรกขอให้ฉันเล่นไพ่ชนะทุกๆ คนที่เล่นกับฉัน ไม่ว่าจะเป็นไพ่ตองหรือซิมเซ็กเจ้าประคู้น ข้อสองขอให้ฉันเบื่อหน่ายเลิกกินหมากเสียที กินจนหินปูนจับปากหนาตั้งห้าหกกิโลแล้ว"

ทุกคนหัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้น คุณหญิงวาดหันมาทางสี่นางแล้วกล่าวว่า

"พวกเธอใครจะขอพรอะไรก็ขอซีจ๊ะ"

มีการปรึกษากันในระหว่างสี่นาง แล้วนันทาก็ถูกขอร้องให้ขอพรก่อน นันทาก้มลงกราบแสดงความเคารพดวงวิญญาณเจ้าของหัวกะโหลกที่อยู่บนโต๊ะแล้วหล่อนก็ขอพร

"ท่านเจ้าของหัวกะโหลกนี้ท่านจะเป็นใครก็ตาม ดิฉันขอเคารพท่านด้วยความศรัทธาเลื่อมใสในอิทธิฤทธิ์ของท่าน พรสองประการที่ดิฉันจะขอท่านก็คือข้อแรก ดิฉันขอให้คุณอาที่เคารพรักของดิฉันได้มีอายุยืนยาวต่อไปเพื่อเป็นมิ่งขวัญเป็นร่มโพธิ์ร่มไทรของเราต่อไป ข้อสองดิฉันขอให้ผัวรักของดิฉันเลิกเจ้าชู้ มีความรักใคร่ซื่อสัตย์ต่อดิฉันแต่ผู้เดียว"

แล้วนันทาก็ก้มลงกราบอีกครั้งหนึ่ง ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของใครต่อใคร คุณหญิงวาดยิ้มแป้นชื่นใจหลานสาวและลูกสะใภ้ของท่านขอพรให้ท่านมีอายุยืนนาน

"ขอบใจมากแม่นันที่ขอพรให้อา ทำไมไม่ขออะไรให้ตัวเองบ้างล่ะ"

นันทาหัวเราะเบาๆ

"สำหรับตัวของนันก็มีทุกสิ่งทุกอย่างแล้วนี่คะ นันไม่อยากได้อะไรอีกแล้วล่ะค่ะ" พูดจบหล่อนก็หันมาทางเมียรักของเสี่ยหงวน "เชิญซีคะคุณนวล ขอเสียให้เสร็จๆ ไปเพราะยังอยู่อีกหลายคน"

นวลลออมีท่าทางกระดากอายเล็กน้อย หล่อนประณมมือไหว้หัวกะโหลกผีแล้วกล่าวขอพรเบาๆ พอได้ยินกันทั่วห้อง

"เจ้าประคู้น ดิฉันขอให้สามีของดิฉันเกลียดเหล้าเลิกดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาดนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปค่ะ แล้วก็อีกข้อหนึ่ง อ้า-ดิฉัน-อ้า ดิฉันขอให้ดิฉันมีความสวยสดงดงามอยู่อย่างนี้ อย่าได้ร่วงโรยไปกว่านี้เลย"

อาเสี่ยค้อนปะหลับปะเหลือก

"เล่นขอพรอย่างนี้เฮียก๊อแย่น่ะซี ชักเหม็นเหล้าเสียแล้ว พอนึกถึงเหล้ามันจะอ๊วก"

พลว่า "อ๊วกเพราะอยากกินหรือเพราะเกลียด"

"เกลียดโว้ย เหม็นจริงๆ ให้ดิ้นตาย ต่อไปนี้กันคงเลิกเหล้าแล้ว แต่กันเป็นนักธุรกิจเข้าสังคมที่ไหนเขากินเหล้ากันทั้งนั้น เมื่อกันเลิกกินเหล้างานในด้านธุรกิจก็คงจะขลุกขลักไม่สะดวกเหมือนเมื่อก่อน ช่างเถอะ....เมียเขาอยากให้กันเลิกไม่ใช่ว่ากันอยากเลิก"

คุณหญิงวาดพยักเพยิดกับเมียรักของศาสตราจารย์ดิเรก

"ถึงตาเธอแล้วแม่ภา จะขอพรอะไรก็ว่ามา"

ประภายิ้มเจื่อนๆ กระพุ่มมือไหว้และกราบลงบนพื้นนึกอธิษฐานในใจขอให้พรผีจงมีประสิทธิภาพตามคำขอ หล่อนหันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ บิดาบังเกิดเกล้าของหล่อนด้วยความสงสาร แล้วหล่อนก็กล่าวกับหัวกะโหลกผีว่า

"ข้าแต่ท่านผู้มีอิทธิฤทธิ์ ข้าสงสารบิดาของข้ามากที่หุนหันพลันแล่นขอพรท่านให้ศีรษะล้านเลี่ยนตามเดิม ขอให้ท่านดลบันดาลให้บิดาแห่งข้ามีผมดกเต็มศีรษะเถิด คุณพ่อจะได้พ้นสภาพจากคนหัวล้าน"

ทันใดนั้นเองทุกคนนอกจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว กลางกระหม่อมอันล้านเลี่ยนของท่านเจ้าคุณ มีเส้นผมงอกขึ้นมาอย่างรวดเร็วสีดำบ้างสีขาวบ้างแต่ส่วนมากเป็นสีขาว คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ ทุกคนจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"มายก๊อด" ศาสตราจารย์นายพลดิเรกร้องลั่น "คุณพ่อ ฮ่ะ ฮ่ะ คุณพ่อมีผมเต็มกบาล เอ๊ย เต็มศีรษะอีกแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปทั่วตัว ท่านยกมือขวาลูบศีรษะของท่าน พอมือสัมผัสผมท่านก็หน้าเสียหันมามองดูธิดาคนโตของท่านอย่างเคืองๆ

"ประภา หมายความว่ากระไรกันโว้ย พ่อขอพรให้หัวล้านตามเดิม ทำไมแกมาขอพรให้พ่อมีผมอีก"

ประภายิ้มแห้งๆ

"ภาสงสารคุณพ่อนี่คะ คุณพ่อหายหัวล้านไปไหนจะได้ไม่อายเขา"

ท่านเจ้าคุณโกรธจนปากเขียว

"แกจะบ้าหรือวะประภา พ่อก็บอกเหตุผลให้ฟังแล้ว ว่าการที่พ่อมีผมดกย่อมเกิดผลร้ายแก่พ่อเพราะใครๆ จำพ่อไม่ได้ เร็ว-ขอพรหัวกะโหลกให้พ่อหัวล้านตามเดิมเดี๋ยวนี้"

ประภาทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ยังงั้นภาก็ไม่ได้ขออะไรให้ตัวเองน่ะซีคะ"

"ไม่รู้ล่ะ แกอยากมาวุ่นวายในเรื่องกบาลของพ่อทำไมล่ะ พ่อไม่ยอมนะจะบอกให้ พ่อต้องการให้พ่อหัวล้านตามเดิม"

ประภาหน้าจ๋อยและบ่นพึมพำ หล่อนพยายามชี้แจงแสดงเหตุผลให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟังว่าคนหัวล้านมีปมด้อยไปทางไหนก็เหมือนตัวจำอวด อย่างไรก็ตามท่านเจ้าคุณยืนกรานว่าท่านเป็นพระยาพานทองเป็นนายพลเอก ใครๆ ก็รู้กันทั่วว่าท่านศีรษะล้าน หากมีผมดกก็ไม่มีใครจำได้อันเป็นเรื่องยุ่งยากเดือดร้อน จึงขอให้ประภาขอพรกะโหลกผีให้เส้นผมบนศีรษะของท่านร่วงไปให้หมด ประภาจำต้องขอพรผีตามความประสงค์

ภรรยาคู่ชีวิตของนายพลดิเรกหันมาประณมมือไหว้หัวกะโหลกผีแล้วขอพร

"เจ้าประคู้น พรอีกข้อที่ดิฉันขอก็คือขอให้คุณพ่อหัวล้านตามเดิมเถอะค่ะ"

ทันใดนั้นเอง มีลมพัดเข้ามาในห้องโถงอย่างรุนแรง เส้นผมสีขาวและสีดำบนศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลิวว่อน ลมพาพัดออกไปทางหลังตึกท่ามกลางความตื่นเต้นประหลาดใจของผู้ที่พบเห็น ท่านเจ้าคุณศีรษะล้านเลี่ยนแดงแจ๋เหมือนเช่นเดิม แต่ท่านก็ไม่ได้เสียอกเสียใจอะไรเพราะความเคยชินของท่านนั่นเอง

"โถ" คุณหญิงวาดอุทานพลางจ้องมองดู "ศีรษะท่านเจ้าคุณกลายเป็นลูกมะอึกสุกๆ ไปแล้ว"

เจ้าคุณตวาดแว๊ด

"ช่างผมเถอะ เรื่องของผม"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง ประภาบ่นกระปอดกระแปดที่หล่อนขอพรให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ จนหมดไปสองข้อโดยที่ตัวเองไม่ได้รับพรอะไรเลย คุณหญิงวาดหันไปมองดูเชี่ยนหมากเงินของท่าน พอแลเห็นหมากพลูในเชี่ยนท่านก็ทำท่าผะอืดผะอมเหมือนกับจะอาเจียน จึงกวักมือเรียกเจ้าแห้วเข้ามาหา

"อ้ายแห้ว ข้าเกลียดหมากจนบอกไม่ถูก เอาออกไปให้พ้นห้องนี้ ต่อไปข้าเลิกกินหมากได้เด็ดขาดแล้วเพราะข้าได้พรจากหัวกะโหลกผี"

เจ้าแห้วรีบปฏิบัติตามคำสั่งคุณหญิงวาดด้วยความเกรงกลัว ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกรกระซิบถามพ่อตาของเขา

"เครื่องเซ่นสังเวยบนโต๊ะกินได้หรือยังครับ"

"ยังโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด "แกนี่ตะกละจริงพับผ่า"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้ตะกละหรอกครับแต่มันอยากกิน"

ประไพนั่งพับเพียบประณมมืออธิษฐานแล้วกราบลงบนพื้น หล่อนเงยหน้าขึ้นมองดูหัวกะโหลกผีแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงแจ๋วๆ ว่า

"ขอวิญญาณของท่านเจ้าของหัวกะโหลกจงกรุณาให้พรแก่ดิฉันเถิดเจ้าค่ะ ข้อหนึ่ง ขอให้ดิฉันมีอำนาจเหนือสามีหรือผัวของดิฉันตลอดไป"

หัวกะโหลกผีอ้าปากปะหงับๆ แล้วพูดขึ้นดังๆ

"ตกลง"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกและถอยหลังกรูด ประไพยิ้มแห้งๆ แล้วกล่าวต่อไป

"ข้อสอง สามีของดิฉันอยู่ข้างจะเจ้าชู้ถือว่ามีรูปร่างหน้าตาคล้ายแพ๊ต บูนดาราหนังฮอลลี่วู๊ด ขอได้โปรดบันดาลให้นิกรมีหน้าตาอัปลักษณ์ มีหนวดเครารุงรังเป็นที่เกลียดชังแก่ผู้หญิงทั้งหลายนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปเถิดเจ้าค่ะ"

เสียงกะโหลกผีหัวเราะกังวาน

"ฮ่ะ ฮ่ะ ตูข้าจำต้องให้พรแก่ภรรยาของสูเจ้าตามคำขอ"

ทันใดนั้นเองนิกรก็รู้สึกหน้ามืดวิงเวียนศีรษะเหมือนกับจะเป็นลม เขารีบยกฝ่ามือทั้งสองขึ้นปิดหน้าของเขา เมื่อรู้สึกว่าค่อยยังชั่วก็ปล่อยมือออก คราวนี้ทุกคนก็ตกใจไปตามกันเมื่อแลเห็นใบหน้าของนิกรเปลี่ยนแปลงไปเป็นคนละคน มีหนวดเคราขึ้นรกรุงรังทั่วใบหน้า นัยน์ตาทั้งสองข้างเหล่จนแทบจะไม่เห็นตาดำ ปากเบี้ยวเหมือนคนเป็นอัมพาต

"ว้าย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "รับประทาน แย่แล้วครับคุณนิกร"

นิกรหัวเราะอย่างใจเย็น

"ทำไมข้าถึงจะแย่วะ รูปสมบัติของผู้ชายไม่สำคัญ ขณะนี้ฉันรู้ตัวแล้วว่าฉันมีหนวดเครารุงรังและใบหน้าของฉันคงจะเปลี่ยนแปลงไป แต่ฉันไม่แคร์ รูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ถ้ามีเงินล้านอย่างฉันพวกอีหนูไม่มีใครรังเกียจ เชื่อข้าเถอะอ้ายแห้ว" พูดจบนิกรก็หันมามองดูหน้าพ่อตาของเขา "เป็นยังไงครับ ลูกสาวคุณพ่อทำผมเจ็บไหม หน้าตาผมคงไม่ผิดอะไรกับถูกหมาฟัดใช่ไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะก้าก

"เหมือนนักโทษที่ติดคุกนานๆ แล้วออกมาจากคุกว่ะ นัยน์ตาก็เหล่หนวดเครารุ่มร่ามน่าเกลียดเต็มทน"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ไม่เป็นไรครับ ผมปล่อยมันตามเรื่อง" แล้วเขาก็ยกมือชี้หน้าเมียของเขา "ระวังตัวให้ดีนะ ตายทั้งกลมนะจะบอกให้"

"จ้างก็ไม่กลัว" ประไพพูดยิ้มๆ

"ไม่กลัวก็อย่ากลัว"

พ.อ. พล พัชราภรณ์จุ๊ปากห้ามนิกรให้สงบเงียบเพราะถึงเวลาที่เขาจะขอพรบ้างแล้ว อ้ายเสือรูปหล่อยกมือไหว้หัวกะโหลกผีแล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"พรของข้าที่จะขอท่านก็คือ ข้อหนึ่ง ขอให้ท่านดลจิตใจรัฐบาลไงดินเดียมให้มีการตกลงปรองดองกับบรรดาชาวพุทธทั้งหลายในเวียดนามใต้ด้วยสันติวิธีเถิด ข้อสอง ข้าขอให้ท่านช่วยให้กิจการค้าของข้า ที่ข้าได้ประกอบอาชีพด้วยความสุจริตธรรมจงมีแต่ความเจริญรุ่งเรืองยิ่งๆ "

"ว้า" เสี่ยหงวนคราง "ที่แกขอไม่ได้ความเลยทั้งสองข้อ ทำไมไม่ขอให้ตัวเองโดยเฉพาะ เป็นต้นว่าขอให้ผู้หญิงเห็นหน้าแกก็รักแก"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"มันขัดกับที่นันเขาขอไว้นี่หว่า นันเขาขอว่าให้กันเลิกเจ้าชู้และรักเขาคนเดียวซึ่งพรนั้นก็คงเป็นผลแล้ว แกดูแต่คุณแม่ซี ท่านกินหมาก ๕ นาทีต่อคำนี่ท่านหยุดกินได้แล้วถึงกับให้อ้ายแห้วเอาเชี่ยนหมากไปซ่อนให้ลับตาเพราะท่านมีความรู้สึกเกลียดหมาก"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ทีนี้ถึงตากันขอพรล่ะโว้ย" แล้วอาเสี่ยก็นั่งคุกเข่าประณมมืออย่างเก้งก้างพึมพำเป็นภาษาจีนสักครู่ก็กล่าวขอพรดังๆ "ข้าแต่ท่านเจ้าของหัวกะโหลกผีนี้ ถึงท่านเท่งทึงไปนานแล้วท่านก็ยังมีอิทธิฤทธิ์ให้พรใครต่อใครได้ ข้าขอพรท่านเพียงข้อเดียว อีกข้อเก็บไว้ขอวันหลัง พรที่ข้าต้องการข้อแรกก็คือ ขอให้ท่านลบล้างพรที่ภรรยาของข้าขอท่านที่ให้ข้าเกลียดเหล้าและเลิกกินเหล้า โปรดให้ข้าชอบเหล้าและดื่มเหล้าต่อไปเถิด"

นวลลออยกมือชี้หน้าเสี่ยหงวนทันที

"เล่นขอพรหักล้างอย่างนี้ระวังให้ดีนะ"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจแล้วหันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก

"เอาซีหมอ แกจะขอพรอะไรก็เอา อ้ายกรมันจะได้ขอบ้าง"

นายพลดิเรกยกมือไหว้หัวกะโหลกผีทั้งๆ ที่จิตใจของเขาไม่สู้จะเลื่อมใสเท่าใดนัก

"ข้าพเจ้าพลตรีศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ขอพรท่านเพียงสองประการเช่นเดียวกันคือ หนึ่ง ขอให้ข้าพเจ้าเป็นนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศไทยตลอดไป และสอง....ขอให้ประเทศชาติที่รักของข้าจงปลอดภัยจากการรุกรานของคอมมิวนิสต์ สาธุ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"สาธุทำไมวะดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแห้งๆ

"ผมก็ไม่รู้เหมือนกันครับว่าผมร้องสาธุทำไม ผมเคยเห็นคนแก่ฟังเทศน์ที่วัดแล้วร้องสาธุ ผมก็จำเอามาอีกทีหนึ่ง" แล้วเขาก็ยกมือตบศีรษะนิกรเบาๆ "เอาซี ยูขอพรได้แล้ว"

"เดี๋ยวโว้ย ยังไม่รู้ว่าจะขอยังไงดี ต้องปรึกษากับอ้ายหงวนเป็นความลับ" พูดจบเขาก็ฉุดแขนกิมหงวนลุกขึ้นพาเดินออกไปทางหน้าตึก

สองสหายเลี่ยงไปยืนให้พ้นบานประตูอาเสี่ยแลเห็นหน้าตาของนิกรมีอันเป็นไปเช่นนี้ ก็อดหัวเราะไม่ได้

"ว่าไงแกขอพรอะไรบ้าง"

นิกรยิ้มเล็กน้อย นึกรำคาญตัวเองที่นัยน์ตาเหล่ต้องมองตะแคงคือเอียงข้าง จึงจะมองเห็นหน้ากิมหงวนเพื่อนเกลอของเขา

"แกขอพรไว้เพียงข้อเดียวเท่านั้นใช่ไหม" นิกรถาม

"ใช่"

"ดีแล้ว กันก็จะขอข้อเดียวเหมือนกัน" แล้วนิกรก็ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวนว่า "กันจะขอให้เราสองคนมีตาทิพย์ว่ะ คือให้นัยน์ตาของเรามองทะลุเสื้อผ้าแลเห็นเนื้อหนังมังสาของทุกๆ คนเหมือนกับว่าผู้คนที่เราเห็นเป็นชีเปลือย เราสองคนจะได้ไปยืนดูคนเล่นตามหน้าโรงหนังหรือตลาดนัดสนามหลวงเป็นสนุกแน่"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่นแล้วหัวเราะ

"กุ้งยิงมันจะเล่นงานเราน่ะซี"

"ไม่เป็นไรน่า เราจะได้เห็นผู้คนในกรุงเทพฯ นุ่งลมห่มฟ้าแต่กันจะขอพรในใจไม่ให้ใครรู้"

"เดี๋ยวๆๆ คิดดูก่อน ถ้าพรนี้เป็นผลแกก็เห็นเมียกันเปลือยกายล่อนจ้อนน่ะซีวะ"

"ก็ยังงั้นน่ะซี แกก็เห็นเมียกันเปลือยกายล่อนจ้อนเหมือนกัน เรามองดูใครเราก็เห็นเขาแก้ผ้า"

"แล้วเราจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง" กิมหงวนถาม

"ก็เป็นอาหารตาประเภทปลุกใจเสือป่ายังไงเล่า เหมือนกับว่าเรามีแว่นวิเศษ คนขับรถราง ตำรวจจราจร คนเดินถนน ลูกเสือนักเรียน เราจะเห็นเขาเดินแก้ผ้าโทงๆ ทั้งๆ ที่เขาสวมเสื้อผ้า"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ดีเหมือนกัน แต่อย่าบอกใครนะเรารู้กันแต่เพียงสองคนเท่านั้น"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ

"กินข้าวกลางวันแล้วเราสองคนขับรถไปเที่ยวกันดีกว่า ดูชาวบางกอกนุ่งลมห่มฟ้า ไปยืนเตร่ตามโรงหนังแถววังบูรพาเป็นดีแน่"

เสี่ยหงวนมองดูหน้านิกรอย่างขบขัน

"หน้าตาของแกมันอัปลักษณ์ดูไม่ได้เลย ขอพรหัวกะโหลกให้หน้าแกกลับเข้าสู่สภาพเดิมเถอะวะ ยังงี้ออกไปนอกบ้านอาจจะถูกหมาไล่ฟัดก็ได้"

นิกรนิ่งคิด

"ขอแล้วก็หมดสองข้อไม่มีโอกาสจะขออะไรได้อีก"

"เถอะน่า ถ้าจำเป็นหรือแกอยากได้อะไรกันจะขอให้เพราะกันยังมีสิทธิ์จะขอได้อีกข้อหนึ่ง"

"เออ ยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย"

สองสหายพากันกลับเข้าไปในห้องโถงและทรุดตัวนั่งบนพรมปูพื้น นิกรพยักหน้ากับเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"แกจะขออะไรก็เอาซี"

"รับประทานคุณขอก่อนเถอะครับ"

"ไม่เป็นไรฉันอนุญาติให้แกขอก่อนฉัน"

"หรือครับ รับประทานยังงั้นก็ดีเหมือนกัน" พูดจบเจ้าแห้วก็ยกมือขึ้นประณมไว้ระหว่างอกนึกอธิษฐานในใจด้วยจิตเลื่อมใสในอิทธิฤทธิ์ของหัวกะโหลกผี เสร็จแล้วก็กราบลงบนพื้นแล้วเงยหน้าขึ้นขอพรเบาๆ "เจ้าประคู้น รับประทานพรสองประการที่ลูกต้องการก็คือ ข้อแรกขอให้ลูกเลิกสูบกัญชาอย่างเด็ดขาด เพียงแต่เห็นบ้องกัญชาก็ให้มีอันเป็นคลื่นเหียนวิงเวียน ข้อสอง รับประทานขอให้เจ้านายทุกท่านเมตตารักใคร่ลูกตลอดไปเถิดเจ้าประคู้นลูกจะได้มีรับประทานมีใช้"

เมื่อเจ้าแห้วขอพรเสร็จ นิกรซึ่งเป็นคนสุดท้ายก็ขอพรบ้าง เขายกมือทั้งสองไหว้หัวกะโหลกผีที่วางอยู่บนกล่องสีดำบนโต๊ะเครื่องสังเวย แล้วนิกรก็กล่าวขึ้นดังๆ

"ขอได้โปรดให้พรแก่ข้าเถิด ข้อแรกขอให้ใบหน้าอันอัปลักษณ์ของข้าจงกลับคืนอย่างเดิม"

ประไพสะดุ้งเล็กน้อย ทันใดนั้นเองนิกรก็รู้สึกเหมือนกับหน้ามืดวิงเวียนศีรษะ เขายกฝ่ามือทั้งสองขึ้นปิดหน้าแล้วฟุบหน้าลง พออาการที่เกิดขึ้นนี้หายไปเขาก็ปล่อยมือที่ปิดหน้าออกแล้วเงยหน้าขึ้น

อิทธิฤทธิ์ของปีศาจหัวกะโหลกทำให้ใบหน้าของนิกรสวยเก๋เหมือนนิกรคนเก่า ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของใครต่อใครที่รู้สึกตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจยิ่ง นิกรยักคิ้วให้ประไพเมียรักของเขา

"หนามยอกก็ต้องเอาหนามบ่ง ไพขอพรให้หัวกะโหลกให้ใบหน้าของกร น่าเกลียดน่ากลัวเหมือนอาชญากรชั้นเสือร้าย กรก็ขอพรลบล้าง"

ประไพค้อนควับ

"ดีละย่ะ เหลืออยู่อีกข้อจะขออะไรก็เชิญ"

นายจอมทะเล้นหันมายกมือไหว้หัวกะโหลกวิเศษอีกแล้วพูดรำพึงในใจ

"ข้าแต่ท่านผู้มีอิทธิฤทธิ์ พรข้อสองที่ข้าขอท่านก็คือขอให้ข้ากับเสี่ยหงวนเพื่อนรักของข้าจงมีตาทิพย์มองทะลุเสื้อผ้าของใครต่อใคร แลเห็นเนื้อหนังของเขาเถิด"

หัวกะโหลกผีหัวเราะขึ้นดังๆ

"ฮ่ะ ฮ่ะ สูเจ้าขอพรแหวกแนวดีว่ะ เอา-เมื่อออกปากขอแล้วตูข้าก็ต้องให้เป็นไปตามที่ขอ"

นิกรยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ขอบคุณครับเจ้าพ่อ"

"หา เรียกตูข้าว่าเจ้าพ่อเชียวเรอะ" หัวกะโหลกอ้าปากพูดปะหงับๆ มองแลเห็นถนัดทำให้ทุกคนตื่นเต้นแปลกใจไปตามกัน "ตูข้าเป็นผีตายโหง ผีไม่มีญาติ ไม่ใช่เจ้าพ่อหรือเจ้าป่าที่ไหนหรอก ใครให้ตูข้ากินตูข้าก็ให้พรเขา แต่ก็ให้ได้เพียงสองข้อเท่านั้น"

การขอพรเสร็จสิ้นลงแล้ว นิกรเลื่อนตัวมานั่งเบียดเสียดกิมหงวน คุณหญิงวาดพาสี่นางลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะเครื่องสังเวย กิมหงวนกับนิกรต่างสะดุ้งโหยงพร้อมๆ กัน เมื่อแลเห็นคุณหญิงและสี่นางนุ่งลมห่มฟ้าในชุดแรกเกิด ทั้งนี้ก็ด้วยอำนาจพรของปีศาจนั่นเอง

นิกรเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ แล้วป้องปากกระซิบกระซาบกับกิมหงวน

"ได้การแล้วอ้ายเสี่ย ฮ่ะ ฮ่ะ เห็นไหมล่ะ แต่ละคนมีเชฟคนละแบบ ฮ่ะ ฮ่ะ"

กิมหงวนไม่กล้ามองดูสี่นางจึงหันไปมองดูพลกับศาสตราจารย์ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ทุกคนนั่งเปลือยกายล่อนจ้อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ คล้ายกับอึ่งอ่างนั่งพับเพียบแลเห็นสะดือจุ่นและพุงพลุ้ย เสี่ยหงวนเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ เมื่อนิกรหันมาเห็นเข้า นายจอมทะเล้นหัวเราะบ้าง สองสหายต่างหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล ลงลูกคอเอิ๊กอ๊าก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แสดงท่าทีแปลกใจเล็กน้อย

"แกสองคนจะบ้าหรืออย่างไร มีอะไรขบขันหรือ"

นิกรหัวเราะก้าก แล้วเผลอพูดออกมาดังๆ

"คุณพ่อขึ้นไปนุ่งผ้านุ่งผ่อนทีเถอะครับ นั่งแก้ผ้าล่อนจ้อนอย่างนี้ทุเรศตาเต็มทน"

ท่านเจ้าคุณอ้าปากหวอค่อยๆ หันหน้ามาทางนายแพทย์หนุ่ม

"อ้ายสองคนนี่ไปเสียแล้วกระมังดิเรก อ้ายกรมันหาว่าพ่อแก้ผ้า"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูหน้านิกรกับเสี่ยหงวนอย่างแปลกใจ

"เฮ้"

สองสหายหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม พอแลเห็นดร. ดิเรกนุ่งลมห่มฟ้าทั้งนิกรและเสี่ยหงวนก็หัวเราะงอไปงอมา

"แกก็แก้ผ้าโทงๆ เหมือนกัน" เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะลั่น

เสียงหัวเราะของสองสหายทำให้สี่นางและคุณหญิงวาดหันมามองดูเป็นตาเดียว คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"หัวเราะตวักตะบวยอะไรกันวะ"

สองสหายแลเห็นคุณหญิงวาดเปลือยกาย ต่างก็ลงนอนชักดิ้นชักงอหัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้น สี่นางเข้ามายืนดูนิกรกับกิมหงวนใกล้ๆ อาเสี่ยทนดูไม่ไหวก็รีบลุกขึ้นวิ่งหัวเราะออกไปทางหลังตึก นิกรหัวเราะจนหมดเรี่ยวแรงแทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว เขาแข็งใจลุกขึ้นวิ่งเหยาะๆ ตามอาเสี่ยออกไป คุณหญิงวาดชักสงสัยจึงกล่าวกับสี่นางว่า

"พ่อหงวนกับอ้ายกรเป็นยังไงไปถึงหัวเราะงอหายอย่างนี้ ไม่เห็นมีอะไรขันสักนิดนี่หว่า หรือหัวกะโหลกเสืออินเล่นงานเข้าให้แล้ว"

นันทาเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะ บางทีอาจจะเสียสติไปแล้วก็ได้"

นิกรกับกิมหงวนยืนแอบอยู่ข้างหน้าต่างห้องโถงมองดูสี่นางแล้วหัวเราะกันเสียงลั่นบ้าน เมื่อคุณหญิงวาดเดินออกไปดูสองสหายก็วิ่งหนีลงจากตึก ไปยืนหัวเราะอยู่ข้างโรงครัว

คุณหญิงวาดย้อนกลับเข้ามาในห้องโถงและตรงมาที่โต๊ะเครื่องเซ่นสังเวย ท่านมองดูหัวกะโหลกผีแล้วถามว่า

"ช่วยบอกดิฉันหน่อยเถอะค่ะ หลานชายของดิฉันทั้งสองคนเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร อยู่ดีๆ ก็หัวเราะกันจนแทบจะขาดใจตาย"

หัวกะโหลกอ้าปากพูดปะหงับๆ ทำให้สี่นางล่าถอยจากโต๊ะนั้นทันที

"ตูข้าจะบอกให้ หลานชายของสูเจ้าไม่ได้เป็นบ้าหรือเสียสติอะไรหรอก แต่คนที่ชื่อนิกรได้ขอพรตูข้า"

"ขอว่าอย่างไรคะ" คุณหญิงถาม

"ขอให้เขากับกิมหงวนเพื่อนของเขามีนัยน์ตาทิพย์มองทะลุเสื้อผ้า แลเห็นมนุษย์ทั้งหลายแก้ผ้าล่อนจ้อน ที่เขาหัวเราะก็เพราะเห็นพวกสูเจ้าเปลือยกายนั่นเอง"

"วุ้ย" สี่นางร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

นวลลออยกมือขวาตบอกผาง

"ตายแล้ว คุณนิกรคงเห็นดิฉันอยู่ในชุดวันเกิดอย่างเต็มตา แล้วนี่ดิฉันจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนกัน"

ประไพว่า "อาเสี่ยก็ต้องเห็นดิฉันและพวกเราด้วย"

"พวกเรา " คุณหญิงวาดคราง "หมายความถึงอาด้วยยังงั้นหรือแม่ไพ"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"ก็ยังงั้นน่ะซีคะ เมื่ออาเสี่ยกับนิกรมีนัยน์ตาทิพย์ก็ต้องเห็นพวกเราทุกคนแก้ผ้าล่อนจ้อน"

"โอ๊ย" คุณหญิงวาดร้องสุดเสียง "ในที่สุดฉันกลายเป็นระบำจ้ำบ๊ะไปแล้วโดยไม่รู้สึกตัว เจ้าหงวนกับเจ้ากรแลเห็นตับไตไส้พุงของฉันหมด ทำไมมันถึงขอพรวิตถารอย่างนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลพร้อมด้วยศาสตราจารย์ดิเรกกับเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นเดินเข้ามารวมกลุ่มกับสี่นางและคุณหญิงวาด

"พวกเราเสียท่าอ้ายสองคนนั่นเสียแล้วคุณหญิง" เจ้าคุณพูดยิ้มๆ

"มิน่าล่ะมันมองดูผมแล้วหัวเราะงอไปงอมา อ้ายผมก็ไม่รู้ว่ามันขบขันตรงไหน"

นันทาว่า "น่าขายหน้าจังเลย แล้วก็น่าตบให้ดิ้นทั้งสองคน จะขอพรก็ขอแหวกแนวอย่างที่ไม่มีมนุษย์คนใดเขาขอ"

ประภากล่าวขึ้นอย่างกระดากว่า

"แล้วจะทำอย่างไรล่ะคะ คุณนิกรกับอาเสี่ยมีนัยน์ตาทิพย์ตลอดไป เรานุ่งผ้ากี่ชั้นเขาก็มองเห็นเราแก้ผ้า น่าอายเหลือเกิน"

คุณหญิงวาดหันไปมองดูหัวกะโหลกผี แล้วท่านก็ยกมือไหว้

"ช่วยแก้ไขให้เราหน่อยได้ไหมคะ เราอยู่บ้านเดียวกันเขาก็มองเห็นเราแก้ผ้าโทงๆ ทั้งนั้น"

หัวกะโหลกผีหัวเราะหึๆ

"ตูข้าช่วยอะไรไม่ได้ พรใดที่ตูข้าให้ไปแล้วย่อมเกิดผลตลอดไปโดยไม่มีใครจะลบล้าง การแก้ไขจะทำได้ทางเดียว กิมหงวนขอพรจากตูข้าไปข้อเดียวยังเหลืออีกข้อหนึ่ง ให้กิมหงวนมาขอพรข้าให้ตาทิพย์หมดคุณภาพ เจ้าสองคนนั่นก็จะหยุดหัวเราะไปเองเมื่อมองไม่ทะลุเสื้อผ้า"

คุณหญิงวาดยกมือไหว้หัวกะโหลกผีอีกครั้งหนึ่ง

"ขอบคุณค่ะ ดิฉันจะบังคับให้กิมหงวนมาขอพรลบล้างพรของท่านเดี๋ยวนี้" พูดจบท่านก็หันมาทางลูกชายของท่าน "เจ้าพล แกไปตามตัวเจ้าหงวนกับอ้ายกรมาที่นี่เดี๋ยวนี้ ถ้ามันไม่มาเอาไม้แพ่นกบาลมัน"

พลยกมือกอดคอนายแพทย์หนุ่มพาเดินออกไปทางหลังตึก ขณะนี้นิกรกับเสี่ยหงวนป้วนเปี้ยนอยู่ที่เรือนคนใช้ เพื่อชมพวกสาวใช้นุ่งลมห่มฟ้าด้วยนัยน์ตาวิเศษของเขา แลเห็นแล้วก็หัวเราะงอไปงอมา พวกคนใช้ชายหญิงต่างแปลกใจไปตามกัน และแทบทุกคนเข้าใจว่าเสี่ยหงวนกับนิกรไม่สบาย อยู่ดีๆ ก็หัวเราะเอิ๊กอ๊ากเหมือนคนสูบกัญชา

เมื่อพลกับศาสตราจารย์ดิเรกเดินมาทางหน้าเรือนคนใช้ เสี่ยหงวนกับนิกรซึ่งยืนอยู่หน้าระเบียงเรือนพักคนใช้ต่างก็พากันชี้มือมาที่สองสหาย แล้วหัวเราะเสียงลั่นบ้าน

"อ้ายพล" เสี่ยหงวนพูดพลางหัวเราะพลาง "แกกับอ้ายหมอหัดนุ่งผ้าเสียบ้างซีโว้ย ดูได้หรือนั่น มองทั้งตัวหาเชฟไม่ได้เลย"

พลวิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดมาบนเรือนพักคนใช้แล้วยกมือจับแขนกิมหงวนกับนายจอมทะเล้นคนละข้าง เมื่อนิกรดิ้นรนเขาก็ยกเข่าขวากระแทกท้องนิกรดังพลั่ก

"ไป-ไปหาคุณแม่เดี๋ยวนี้ ขอพรอัปรีย์สีกบาลอะไรวะ ให้มีตาทิพย์มองเห็นคนแก้ผ้า อย่างนี้แกก็เห็นหมด ไม่ว่าจะเป็นสาวสังคม ดาราหนังหรือคุณหญิงคุณนาย คุณแม่โกรธมากรู้ไหม"

สองสหายหน้าจ๋อยไปตามกัน แต่พอเห็นศาสตราจารย์ดิเรกขึ้นบันไดมา กิมหงวนกับนิกรก็แหกปากหัวเราะอีก ดร. ดิเรกหยุดชะงักรีบถอยกรูดลงบันไดไป เพราะรู้สึกอับอายตับไตไส้พุงของเขา พล พัชราภรณ์ควบคุมตัวเพื่อนเกลอทั้งสองลงมาจากเรือนพักคนใช้และพาตรงไปที่ตึกใหญ่

เมื่อเข้ามาในห้องโถง อาเสี่ยกับนิกรก็เย็นวาบไปทั้งตัว สองสหายแลเห็นคุณหญิงวาดยืนเปลือยกายล่อนจ้อนถือตะพดอันเบ้อเริ่มในท่าเอาเป็นเอาตาย แต่ความจริงท่านไม่ได้แก้ผ้า สี่นางนั่งรวมกลุ่มกันอยู่บนโซฟา เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่บนเก้าอี้นวมอีกตัวหนึ่ง สองสหายชำเลืองมองดูสี่นางถึงแม้จะแลเห็นเปลือยกายก็ไม่กล้าหัวเราะ

"อ้ายหงวน" คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น "ขอพรหัวกะโหลกผีเดี๋ยวนี้ ขอให้ลบล้างพรที่ทำให้แกกับอ้ายกรแลเห็นใครต่อใครแก้ผ้าล่อนจ้อน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"แหม-น่าเสียดายครับ เอายังงี้ได้ไหมครับ ผมกับอ้ายกรขอสาบานว่าเราจะไม่ใช้สายตาของเรามองดูพวกเราเอง เราจะเก็บไว้ดูคนอื่นที่อยู่นอกบ้าน"

"ไม่ได้" คุณหญิงตวาดแว๊ด "เร็ว-ถ้าร่ำไรกบาลแบะ แกกับอ้ายกรเลวมาก แกจะทำให้ผู้คนทั้งกรุงเทพฯ กลายเป็นจ้ำบ๊ะโดยไม่รู้สึกตัว"

กิมหงวนหันมายิ้มกับนายจอมทะเล้น แล้วเดินมาที่โต๊ะเครื่องเซ่นสังเวย เขายกมือไหว้หัวกะโหลกผีแล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"ผมขอพรอีกข้อหนึ่งครับ ขอให้ผมกับอ้ายกรหายนัยน์ตาทิพย์ มีนัยน์ตาเหมือนมนุษย์ธรรมดาเหมือนเช่นเดิม"

หัวกะโหลกผีหัวเราะก้าก

"ตกลง สูเจ้าทั้งสองมีนัยน์ตาตามเดิมแล้ว"

อาเสี่ยหันมามองดูคุณหญิงวาด แล้วเขาก็หัวเราะเบาๆ

"คราวนี้เห็นคุณอานุ่งผ้าเรียบร้อยแล้วครับ"

คุณหญิงวาดโยนตะพดทิ้งเสียงดังโครม แล้วยกมือขวาตบหน้าเสี่ยหงวนดังฉาด แต่พอหันไปจะตบหน้าหลานชายแท้ๆ ของท่าน นายจอมทะเล้นก็โกยอ้าวออกไปทางหลังตึกท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อใคร.

อวสาน