พล นิกร กิมหงวน 161 : รดน้ำดำหัว

ความเดิมในเรื่อง "สงกรานต์เชียงใหม่" ๒๕๐๘

คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในเวลา ๓.๐๐ น. ของวันอาทิตย์ที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๐๘ นี้โดยรถคาดิลแล็คเก๋งมุ่งตรงนครเชียงใหม่เพื่อทัศนาจรและร่วมสนุกสงกรานต์กับชาวนครพิงค์

การเดินทางโดยรถยนต์ได้แวะเติมน้ำมันพักรถและรับประทานอาหารเป็นระยะๆ ไป จากพระนครผ่านสระบุรี ลพบุรี ไปสิงห์บุรี ชัยนาท แวะเขื่อนเจ้าพระยาแล้วเลยไปนครสวรรค์ กำแพงเพชร จังหวัดตาก แวะเขื่อนภูมิพลชมเขื่อนยักษ์ซึ่งปิดกั้นน้ำระหว่างภูเขาสองลูก ต่อจากนั้นก็เดินทางไปอำเภอเถิน

ที่ตลาดอำเภอเถิน สี่สหายของเราได้พบกับสาวสวยสองพี่น้องในร้านอาหารแห่งหนึ่ง หล่อนคือเพื่อนและแพง พิศณุกร สองใบเถาธิดาของหลวงวิเศษดุลยการ ราชาที่ดินคนหนึ่งในกรุงเทพฯ ทั้งเพื่อนและแพงต่างสำเร็จการศึกษามาจากสหรัฐอเมริกาแต่ไม่ได้ประกอบกิจการงานอะไร หล่อนเดินทางมาเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่เมืองมารดรของหล่อน และมากันตามลำพังโดยรถโฟคสวาเก็น

เมื่อเสี่ยหงวนแสดงบทบาทชีกอกับหล่อน สองสาวก็แสดงกิริยาดูหมิ่นเหยียดหยามคณะพรรคสี่สหายแล้วพากันออกจากร้านอาหารเดินทางต่อไป ระยะทางจากอำเภอเถินไปอำเภอลี้ในเขตจังหวัดลำปางกับลำพูนนั้นต้องขึ้นเขาลงเขาหลายลูกติดต่อกันประมาณ ๕๐ กิโลเมตร ทางตามไหล่เขาวกเวียนไปมาผ่านเหวและหน้าผา รถของเพื่อนกับแพงได้รับอุบัติเหตุเบรคไม่อยู่หล่นลงไปในเหวและค้างอยู่บนชะง่อนหิน ลึกลงไปจากถนนประมาณ ๕ เมตร เมื่อคณะพรรคสี่สหายนั่งรถผ่านมาสองพี่น้องก็ร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วจึงให้ความช่วยเหลือหล่อน ใช้เชือกหย่อนลงไปดึงตัวเพื่อนและแพงขึ้นมา แล้วพาสองพี่น้องร่วมทางไปเชียงใหม่โดยรถคาดิลแล็คเก๋ง

เมื่อใกล้จะถึงอำเภอป่าซางคณะพรรคสี่สหายของเราก็ถูกพวกโจรดักปล้นใช้ต้นไม้ขวางถนนจึงเกิดยิงต่อสู้กันขึ้น พวกโจรล่าถอยเข้าป่าไป คณะพรรคสี่สหายกับสองสาวมาถึงเชียงใหม่ในเวลา ๒๐.๐๐ น. พาเพื่อนกับแพงมาส่งที่บ้านนายพงศ์คำหรือพ่อเลี้ยงพงศ์ผู้เป็นน้าชายของสองใบเถา พ่อเลี้ยงพงศ์กับสีแก้วสองสามีภรรยาต่างแสดงความขอบพระคุณคณะพรรคสี่สหายเท่าที่ได้ให้ความช่วยเหลือหลานสาวของเขา แล้วเชิญให้พักอยู่ที่บ้าน "พงศ์แก้ว" เมื่อทราบว่าสี่สหายยังไม่มีที่พัก

เชิญท่านหาความสำราญในนิยายชุดสามเกลอตอน "รดน้ำดำหัว" ต่อไปซึ่งเป็นตอนจบบริบูรณ์ของเรื่อง "สงกรานต์เชียงใหม่" ๒๕๐๘

ถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าในการเดินทางเพราะนั่งแกร่วมาในรถยนต์ตลอดวันวานนี้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ตื่นนอนแต่เช้าตรู่ของวันสุกดิบแห่งวันสงกรานต์คือ ๑๒ เมษายน

ด้วยไมตรีจิตและน้ำใจอันกว้างขวางของพ่อเลี้ยงพงศ์และสีแก้วสองสามีภรรยา สี่สหายกับท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วได้รับความสุขสะดวกสบายอย่างที่สุด บังกาโลหลังใหญ่ซึ่งเป็นเรือนรับรองมีห้องนอนอันหรูหราถึง ๓ ห้อง ห้องรับแขกกว้างขวางสวยงามพร้อมทั้งห้องรับประทานอาหาร ถึงแม้ห้องน้ำอยู่รวมกันด้านหลังเรือนก็สะอาดเรียบร้อย พื้นปูกระเบื้องเคลือบสีขาวมีเครื่องสุขภัณฑ์อย่างดี

ในราว ๗.๓๐ น. สองสามีภรรยาได้พากันมาเยี่ยมคณะพรรคสี่สหายและพาเพื่อนกับแพงมาด้วย เมื่อได้โอภาปราศรัยกันพอสมควรแล้วพ่อเลี้ยงพงศ์ก็เชิญทุกคนไปรับประทานอาหารเช้าที่ตึกใหญ่

"ขอให้ถือว่าเราเป็นญาติกันเถอะนะครับ" พ่อเลี้ยงพงศ์ได้กล่าวกับคณะพรรคสี่สหายเช่นนี้ "ผมเสียใจที่ผมมีธุระที่จะต้องทำมากมายตลอดวันนี้จึงขอให้เพื่อนและแพงต้อนรับพวกคุณแทนผมในการเที่ยวชมตลาดเชียงใหม่ หรือจะไปเที่ยวดอยสุเทพก็ตามใจ รับประทานอาหารแล้วผมจะรีบไปที่อู่รถสั่งให้ช่างฟิตเขานำรถปั้นจั่นไปฉุดรถของหลานสาวขึ้นจากเหวระหว่างทางลี้กับเถิน แล้วผมก็จะไปสั่งงานบางอย่างที่ห้างของผม เสร็จแล้วจะรีบไปจอมทองเกี่ยวกับการแข่งขันชกมวยในตอนเย็นวันพรุ่งนี้ เพื่อโหมโฆษณาทางโน้น สำหรับนักมวยที่จะขึ้นชกกับอาเสี่ย ผมออกจากบ้านผมจะไปแวะหาเขาก่อน"

สีแก้วกล่าวถามสามีหล่อนทันที

"คุณหมายถึงนายคำหมื่นใช่ไหมค่ะ"

"จ้ะ ถูกแล้ว คำหมื่นเป็นนักมวยขึ้นคานมาสามสี่ปีแล้ว หาคู่ชกไม่ได้-เขากำลังต้องการเงินใช้ ถึงรางวัลค่าชกถูกหน่อยเกี่ยวกับการกุศล คำหมื่นมันก็คงยินดีขึ้นชกกับอาเสี่ยเป็นแน่"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ท่าทางคึกคะนองผิดปรกติ

"ช่วยบอกคำหมื่นด้วยนะครับพ่อเลี้ยง ผมจะสอนชั้นเชิงและลูกไม้แปลกๆ ให้เขา ให้เขาชกผมอย่างสุดฝีมือโดยไม่ต้องเกรงใจ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"บอกเขาเถอะครับ ถ้าอ้ายหงวนถูกเขาชกหรือเตะตายคาเวทีพวกเราจะไม่เอาเรื่องเอาราวกับเขาเพราะเป็นการต่อสู้กันบนเวทีตามกติกาการชกมวย เมื่อก่อนโมงเช้าเด็กของพ่อเลี้ยงเอากาแฟและไข่ลวกมาให้พวกเรา ผมได้คุยกับเขาเรื่องคู่ต่อสู้ของอ้ายหงวน เขาเล่าให้ผมฟังแล้วว่าชื่อคำหมื่น เป็นนักมวยน้ำหนักมิลเดิลเวทไม่ใช่เวลเต้อรเวท"

นายพงศ์คำหัวเราะเบาๆ

"เด็กของผมมันเล่าอะไรให้ฟังอีก"

"เล่าครับ เล่าว่านายคำหมื่นเส้นมือขวาขาดกลาง ขึ้นชกมวย ๙ ครั้ง ชนะในครึ่งยกแรกทุกครั้ง คู่ต่อสู้ ๕ คน ตายคาเวที อีก ๔ คน ไปตายโรงพยาบาล"

พ่อเลี้ยงพงศ์ยิ้มแห้งๆ เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"เอ-ถ้ายังงี้ละก้อผมถอนตัวดีกว่าพ่อเลี้ยง ผมอาจจะเป็นเหยื่อคนที่ ๑๐ ของนายคำหมื่นก็ได้"

"ไม่ครับ" พงศ์คำพูดเสียงหนักๆ "อาเสี่ยเฉลียวฉลาดกว่าคำหมื่นมาก อ้ายหมอนั่นเป็นเด็กของผมมาแต่ก่อน ผมรู้จักมันดี ไม่มีอะไรหรอกครับนอกจากหมัดหนักเป็นบ้า การต่อยมวยไม่รัดกุมและไม่มีชั้นเชิง คู่ต่อสู้พ่ายแพ้ก็เพราะเป็นมวยบ้านนอกมวยชั้นสวะ มวยดีๆ อย่างอาเสี่ยคำหมื่นทำไมไม่ได้หรอกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้กิมหงวน

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะ อาเชื่อว่าแกต้องเอาชนะนายคำหมื่นได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก"

กิมหงวนชักหนาวๆ ร้อนๆ เขาหันไปมองดูสองพี่น้อง แล้วกล่าวว่า

"คุณสองคนจะไปเชียร์ผมที่สนามมวยวัดมะขวิด ตอนเย็นพรุ่งนี้ไหมครับ"

เพื่อนยิ้มอ่อนหวาน

"ไปซีคะ ดิฉันกับแพงพูดกันก่อนจะลงจากตึกมานี่เมื่อครู่นี้เอง เราเชียร์อาเสี่ยขาดใจไปเลยค่ะ และอย่างไรอาเสี่ยก็ต้องชนะ"

เสี่ยหงวนรู้สึกหัวใจพองคับซี่โครง

"ถ้ายังงั้นผมต่อให้พ่อของนายคำหมื่นอีกคนขึ้นไปชกกับผมสองต่อหนึ่ง"

นายพงศ์คำหัวเราะลั่น

"พ่อคำหมื่นอายุร่วม ๗๐ ปีแล้วครับอาเสี่ย"

"นั่นน่ะซีครับ ถ้าเขาจะช่วยลูกชายของเขาขึ้นไปชกกับผมบนเวทีวัดมะขวิดพรุ่งนี้ผมก็ไม่รังเกียจ ชกกับคนแก่สบายดีครับไม่ต้องระวังตัว แย็ปซ้ายตามด้วยหมัดตรงขวาอีกทีก็นอนโก้งโค้งตูดโด่งไปแล้ว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง อาหารเช้ามื้อนี้เป็นอาหารแบบยุโรป มีขนมปังเนยสด ไข่ดาวหมูแฮม กาแฟและผลไม้คือกล้วยหอมกับส้มเขียวหวาน คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างซาบซึ้งใจอย่างยิ่งเท่าที่พ่อเลี้ยงพงศ์คำกับสีแก้วได้ให้การต้อนรับอย่างดีที่สุดเช่นนี้ เสี่ยหงวนเลิกชีกอกับสองสาวแล้ว เขาทำตัวเหมือนกับว่าเขาเป็นญาติกับเพื่อนและแพง

ตอนสายวันนั้นเอง เพื่อนกับแพงก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกเที่ยวชมนครเชียงใหม่โดยรถยนต์

สองใบเถาขับเบ็นซ์ ๑๙๐ สีเลือดหมูนำหน้าคาดิลแล็คเก๋ง พอพ้นประตูบ้านไปไม่กี่มากน้อยก็ถูกสาดน้ำ แต่กระจกรถช่วยป้องกันน้ำไว้ได้ การสาดน้ำสงกรานต์ตามประเพณีเป็นไปทั่วทุกหนทุกแห่งทั่วนครเชียงใหม่ ไม่มีใครถือโทษโกรธเคืองกันเมื่อถูกสาดหรือถูกราดน้ำ ถนนสายสำคัญกลางเมืองเชียงใหม่คือถนนท่าแพมีการสาดน้ำฉีดน้ำหรือราดน้ำพรมน้ำกันอย่างสนุกสนาน อย่างไรก็ตาม การสาดน้ำเป็นไปในขอบเขตหรือในระเบียบประเพณีอันดีงาม ไม่มีการใช้สีหรือโคลนหรือหมามุ้ยผสมลงในน้ำแล้วสาดกัน ในร้านค้าหรือเคหสถานบ้านเรือนก็งดเว้นการสาดน้ำ แต่ประชาชนคนเดินถนนหรือยวดยานพาหนะทุกคันแม้กระทั่งรถประจำทางต่างก็เปียกโชกโชนไปตามกัน ชาวกรุงเทพฯ ทั้งหญิงชายแต่งกายเฉิดฉันเปียกน้ำชุ่มโชก คุณผู้หญิงที่ไม่ได้สวมเสื้อชั้นในหรือยกทรงสีดำต่างรีบกลับบ้านเปลี่ยนเสื้อใหม่ออกไปให้เขาสาดน้ำหรือเล่นสาดน้ำกับเขาอีก ตลอดถนนท่าแพมีเครื่องฉีดน้ำขาย มีน้ำเย็นแช่น้ำแข็งบรรจุถุงพลาสติกขายด้วยไว้สาดกันในราคาถุงละ ๕๐ สตางค์ เครื่องฉีดน้ำราคา ๓ บาท หรือ ๕ บาท ขายตามร้านแผงลอยสองฝากฝั่งถนน ไปทางไหนหนีการสาดน้ำไม่พ้น

เบ็นซ์เก๋งนำคาดิลแล็คแล่นข้ามสะพานนวรัตน์เลี้ยวซ้ายมือเลียบฝั่งซ้ายของแม่ปิงโดยใช้ความเร็วประมาณ ๒๕ ไมล์ต่อชั่วโมง น้ำในแม่น้ำปิงแห้งขอดมีร่องน้ำตอนกลางเพียงบางแห่ง เต็มไปด้วยทรายทองต้องแสงแดดระยิบระยับ ซึ่งตอนเย็นวันที่ ๑๔ หลังจากแห่พระพุทธสิหิงค์และนางสงกรานต์แล้ว ชาวเมืองและพุทธศาสนิกชนทั้งหลายก็จะลงสู่แม่ปิงขนทรายนำไปไว้ยังพระอารามต่างๆ สุดแล้วแต่ศรัทธาของตนและจะมีการสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานตลอดเวลา

รถเก๋งทั้งสองคันเลี้ยวซ้ายข้ามสะพานใหม่มาทางวัดเจดีย์กิ่ว แล้วเลี้ยวซ้ายมาทางตลาดวโรรสท่ามกลางความสับสนของประชาชนและยวดยาน เชียงใหม่ยามนี้กลายเป็นเมืองที่คับแคบเกินไปเสียแล้ว รถยนต์ป้ายเครื่องหมาย ก.ท. และจังหวัดอื่นๆ แล่นสวนกันไปมารวมทั้งรถทัศนาจรหลายหมู่หลายคณะ บ้างก็เดินทางมาจากประจวบคีรีขันธ์ กาญจนบุรี เพชรบุรี ราชบุรี เชียงใหม่กลายเป็นที่รวมของนักทัศนาจรทั่วประเทศ ข้อที่น่าสังเกตและน่าชมก็คือ เชียงใหม่ไม่มีจิ๊กโก๋หรืออันธพาล ผู้ที่มาเที่ยวงานสงกรานต์เชียงใหม่ล้วนแต่ได้รับความสะดวกและปลอดภัยทุกประการ

เบ็นซ์เก๋งสีเลือดหมูแล่นมาหยุดชิดขอบถนน เจ้าแห้วขับคาดิลแล็คเก๋งเข้าไปหยุดจ่อท้าย เมื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันลงจากรถ ประชาชนกลุ่มหนึ่งก็เฮโลกันเข้ามาหาและระดมสาดน้ำกันอย่างตะลุมบอน

น้ำถังหนึ่งสาดโครมปะทะใบหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างจังถึงกับแว่นตาหลุดกระเด็น ท่านเจ้าคุณสำลักน้ำนัยน์ตาเหลือกรีบก้มลงหยิบแว่นตาแล้วหนีขึ้นไปนั่งตอนหน้ารถ นักสาดน้ำยังคงสาดน้ำคณะพรรคสี่สหายและเพื่อนแพงจนกระทั่งทุกคนเปียกน้ำชุ่มโชกไปตามกัน

ใครคนหนึ่งซึ่งเป็นชาวกรุงเทพฯ จำได้ว่าอาเสี่ยกิมหงวนเป็นใคร เขาจึงแหกปากร้องขึ้นดังๆ

"โว้ย คนสูงโย่งโก๊ะคนนั้นคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีโว้ย เอาเลยพวกเรา ไชโย"

เสี่ยหงวนทำท่าจะวิ่งหนี แต่เขาถูกล้อมกรอบไม่มีทางหนีไปได้จึงต้องยอมถูกสาดน้ำ แล้วอาเสี่ยก็ประนมมือไหว้

"ขอบคุณครับ พอแล้วครับผมแย่แล้ว"

ในเวลาเดียวกันเพื่อนกับแพงสองสาวก็ล่าถอยนักฉีดน้ำเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย พวกหนุ่มๆ ชาวกรุงเทพฯ เฮโลกันเข้ามาสาดและฉีดน้ำหล่อนทำให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วเปียกปอนไปตามกัน แม้กระทั่งท่านเจ้าคุณนั่งอยู่บนรถก็ถูกสาดน้ำอีก

อย่างไรก็ตามเพื่อนกับแพงได้แสดงท่าทีสนุกสนานกับพวกนักฉีดน้ำตามประเพณีชาวเชียงใหม่ สองพี่น้องต่างยิ้มระรื่นตลอดเวลา ทุกคนยอมให้เขาฉีดน้ำจนกระทั่งนักฉีดน้ำเหล่านั้นให้ศีลให้พร แล้วพากันล่าถอยเข้าไปในตลาด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปิดประตูก้าวลงจากรถเดินเข้ามารวมกลุ่มกับสี่สหายและสองสาว แพงแลเห็นท่านเปียกน้ำก็รู้สึกสงสาร

"โถ-คุณตาเปียกน้ำโชกไปหมด"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไรสนุกดีเหมือนกัน พวกเราหาซื้อเครื่องฉีดน้ำคนละอันดีไหมไว้สู้กับเขา ให้เขาฉีดข้างเดียวอย่างนี้แย่หน่อย"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"ผมกำลังคิดอยู่ทีเดียว" แล้วเขาก็หันมาทางสองสาว "พาพวกเราไปที่กองดับเพลิงเถอะครับ"

แพงทำหน้าตื่นๆ

"ไปหาใครหรือคะ"

"ผมจะไปเช่ารถดับเพลิงเขาสักสองคัน รถบรรทุกน้ำอีกสองคันสำหรับฉีดน้ำผู้คนในเมืองนี้ ฉีดกันให้ถึงใจพระเดชพระคุณเลยครับ"

เพื่อนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อย่าถึงกับใช้สูบดับเพลิงเลยค่ะ ดิฉันคิดว่าวันนี้เราไปเที่ยวกันดีกว่า ควรจะยกรายการเที่ยววันพรุ่งนี้มาไว้วันนี้ เพราะพรุ่งนี้อาเสี่ยจะต้องเตรียมตัวขึ้นชก วันพรุ่งนี้เราจะไปเที่ยวน้ำตกแม่กลางที่จอมทองแห่งเดียว หรือยังไงคะคุณพล"

พลยิ้มให้หล่อน

"ดีเหมือนกันครับ ไปเที่ยวนอกเมืองก็ดี เดินเที่ยวหาซื้อของในเมืองก็คงถูกสาดน้ำตลอดวันข้าวของเปียกหมด"

"ถูกแล้วค่ะ จะซื้อของก็ต้องหาซื้อตอนหัวค่ำ เพราะหลังจาก ๑๘.๐๐ น. เขาก็เลิกสาดน้ำกัน ดิฉันกับน้องจะพาพวกคุณไปเที่ยวดอยสุเทพก่อน ชมห้วยแก้วแล้วขึ้นไปไหว้พระที่วัดพระธาตุ เลยขึ้นไปเที่ยวดอยบวกห้าชมพระตำหนักภูพิงคนิเวศน์ กลับมาทานอาหารกลางวันที่บ้านแล้วไปเที่ยววนอุทยานแม่สา ชมน้ำตกแม่สา"

"ตกลงครับ ไปไหนก็ไป พวกผมตั้งใจกันว่าวันนี้จะเที่ยวกันแต่ในเมือง แต่ถูกสาดน้ำอย่างนี้ชักกลัวเสียแล้ว"

"ถ้ายังงั้นไปดอยสุเทพค่ะ"

เบ็นซ์เก๋งและคาดิลแล็คออกจากตลาดวโรรสบ่ายหน้าตรงไปยังดอยสุเทพ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองราว ๑๒ กิโลเมตรเท่านั้น เพื่อนกับแพงรู้จักถนนหนทางในนครเชียงใหม่เป็นอย่างดี แต่คณะพรรคสี่สหายของเรายังไม่สู้ชำนาญทางนัก รู้แต่ว่าเมืองเชียงใหม่มีคูเมืองล้อมรอบ มีซากประตูเมืองปรากฏอยู่บางแห่ง

ในที่สุดรถเก๋งทั้งสองคันก็เดินทางมาถึงดอยสุเทพในตอนสายวันนั้น ที่เชิงดอยมีร้านค้าจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มหลายร้าน รถประจำทางจอดอยู่หลายคันรวมทั้งรถส่วนตัวและรถทัศนาจร การสาดน้ำยังมีอยู่ทั่วทุกหนแห่งแต่ไม่ดุเดือดเหมือนในเวียง เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรต้องทำงานอย่างหนักในการควบคุมการเดินรถเพื่อความปลอดภัย ทางตำรวจกำลังเปิดทางให้รถขึ้นสู่ดอยสุเทพและดอยบวกห้า ซึ่งทางสำนักพระราชวังได้เปิดให้ประชาชนขึ้นชมพระตำหนักภูพิงคนิเวศน์ในระหว่างสงกรานต์นี้

รถยนต์หลายสิบคันต่างแล่นขึ้นสู่ยอดดอยติดตามกันไปเป็นแถว รถจะขึ้นลงได้ตามเวลาที่เจ้าหน้าที่กำหนดให้เท่านั้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากรถชนกัน ถนนขึ้นสู่ยอดดอยสุเทพ ซึ่งไปสิ้นสุดแค่วัดพระธาตุนั้นเป็นถนนอ้อมรอบเขาซึ่งบางตอนก็วกเวียนไปมา ผู้ริเริ่มสร้างถนนนี้คือพระครูบาศรีวิชัยอดีตพระเถระผู้ใหญ่ที่บรรดาชาวเหนือเคารพบูชา ประชาชนชาวเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงในสมัยนั่นได้ช่วยกันสละแรงทำงานโยธาสร้างถนนจากเชิงดอยขึ้นมาสู่วัดพระธาตุยอดดอย ด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระบวรพุทธศาสนา ขณะนี้กรมทางหลวงได้รับบูรณะซ่อมแซมให้สภาพของถนนสายนี้ซึ่งมีความยาว ๑๑ กิโลเมตรเป็นถนนลาดยาง

เบ็นซ์เก๋งและคาดิลแล็คมาถึงวัดพระธาตุดอยสุเทพก็หยุดรถในแนวจอดรถห่างจากบันไดขึ้นสู่วัดพระธาตุไม่กี่มากน้อย มีร้านขายดอกไม้ธูปเทียน ขายเครื่องดื่ม ขายอาหารและกล้วยไม้พื้นเมืองอยู่หลายร้าน อากาศบนยอดดอยเย็นสบาย อุณหภูมิ ๒๐ องศาเซ็นติเกรด

สองสาวกับคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเดินเข้ามาหากันปล่อยให้เจ้าแห้วอยู่ที่รถคาดิลแล็คตามลำพัง

"อากาศสดชื่นและค่อนข้างหนาวสบายดีกว่าอยู่ข้างล่างมากนะคะ" เพื่อนพูดกับดร.ดิเรกและกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ

"ออไร๋ ขณะนี้เราอยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึงพันเมตร สามารถมองเห็นทิวทรรศน์ของเมืองเชียงใหม่ได้ถนัดเพราะอากาศแจ่มใสดีมาก"

แพงว่า "เราควรจะขึ้นไปไหว้พระธาตุก่อนแล้วค่อยขึ้นไปพระตำหนักภูพิงคนิเวศน์ใช่ไหมคะ"

พลตอบแทนคณะพรรคของเขา

"ครับ ต้องไหว้พระขอพรพระเสียก่อน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อย่างน้อยผมก็ต้องขอเลขท้ายหลวงพ่อครูบาศรีวิชัยงวดอังคารที่ ๒๐ หลวงพ่อท่านเคยให้ผมครับ เขย่าติ้วออกมาเป็นเบอร์อะไรเป็นถูกแหงๆ "

เสี่ยหงวนหันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยิ้มให้

"คุณอาขึ้นบันไดพญานาคไหวไหมครับ"

"ค่อยๆ เดินขึ้นไปและหยุดพักบ้างตามชั้นพักก็พอไปไหว แกไม่ต้องห่วงอาหรอก แล้วเราก็ควรจะรีบขึ้นไปไหว้พระ กลับมานั่งรถขึ้นดอยบวกห้า ต่อจากนั้นก็ย้อนกลับลงไปดูน้ำตกห้วยแก้ว อย่าลืมว่า ๑๓.๐๐ น. ตำรวจเขาจะปิดถนนให้รถข้างขึ้นมาบนยอดดอยเท่านั้น ถ้าเราลงไปไม่ทันตามกำหนดก็จะต้องเสียเวลาอยู่จนเย็น"

เพื่อนเห็นพ้องด้วย

"จริงค่ะคุณตา เราจะต้องกลับลงไปให้ถึงเชิงดอยก่อนเที่ยง เพราะเราจะต้องไปรับประทานอาหารกันที่บ้านด้วย วันนี้คุณน้าผู้หญิงจะทำข้าวมันแกงไก่และส้มตำเลี้ยงเราค่ะ ขึ้นไปบนวัดกันเถอะค่ะ"

พลร้องตะโกนบอกเจ้าแห้วให้เฝ้ารถ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเดินไปซื้อดอกไม้ธูปเทียนมาหอบหนึ่ง ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับสองสาวและท่านเจ้าคุณก็พากันขึ้นบันไดพญานาคอันสูงชันแต่มีที่พักเป็นแห่งๆ ไปสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพ ชาวกรุงเทพฯ และชาวเชียงใหม่ขึ้นและลงบันไดติดตามกันเป็นแถว

ทุกคนต่างเข้าไปในโบสถ์จุดธูปเทียนเคารพบูชาพระธาตุและพระพุทธรูปประจำพระอุโบสถ หนุ่มสาวชาวพระนครหลายคนกำลังเสี่ยงเซียมซี บ้างก็อธิษฐานด้วยการวัดไม้ศักดิ์สิทธิ์ให้สั้นหรือยาวตามที่อธิษฐานไว้ ภายในวัดสงบเงียบแลเห็นสถูปเจดีย์สีทองสุกปลั่งสวยงามอันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมธาตุ ชาวพุทธทั้งหลายต่างสักการะเคารพด้วยจิตใจเลื่อมใสกลิ่นธูปและควันเทียนหอมตลบไปทั่ว

ก่อนจะออกมาจากโบสถ์ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพี่น้องสองสาวต่างบริจาคเงินบำรุงวัดคนละร้อยสองร้อยบาท โดยเฉพาะเสี่ยหงวนยัดธนบัตรใบละร้อยเข้าไปตู้กระจกถึง ๒ ปึก ทำให้หลวงพี่ที่นั่งเฝ้าอยู่มองดูหน้าเสี่ยหงวนอย่างตะลึงลาน

การไหว้พระและทำบุญช่วยให้จิตใจชื่นบานขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาทุกคนออกมานอกโบสถ์และสวมรองเท้าที่ถอดวางไว้ มีรองเท้าหญิงชายวางอยู่เกือบ ๕๐ คู่ โดยไม่มีใครเฝ้า

เมื่อนิกรสวมรองเท้าหนังแกะสีน้ำตาลใหม่เอี่ยมคู่หนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้นทันที

"เฮ้ย ของแกสีขาวไม่ใช่สีน้ำตาล"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แต่คู่นี้มันใหม่กว่าและแพงกว่าของผมนี่ครับ"

"ก็ของเขามีเจ้าของ"

"ว้า" นิกรครางแล้วถอดรองเท้าหนังแกะสีน้ำตาลออกจัดแจงสวมรองเท้าหนังสีขาวของเขาตามเดิม พลางบ่นพึมพำ "ความจริงเรื่องรองเท้าไม่จำเป็นต้องซื้อ พอเก่าหน่อยเราไปฟังเทศน์ตามวัดต่างๆ แล้วรีบออกมาจากโบสถ์ก่อนพระเทศน์จบเลือกใส่ตามสบาย พวกคุณหลวงคุณพระใส่รองเท้าสวยๆ ราคาแพงทั้งนั้น"

สองพี่น้องหัวเราะคิกคักไปตามกัน ต่างก็รู้ดีว่านิกรพูดเล่นสนุกๆ ทุกคนพากันเดินเที่ยวรอบบริเวณวัด หยุดยืนมองดูนครเชียงใหม่อันไกลลิบ แลเห็นท่าอากาศยานและสนามบิน เจดีย์สถาน โบราณวัตถุต่างๆ ทั่วเมือง อากาศหนาวเย็นสบาย กุหลาบของวัดต้นใหญ่ออกดอกสวยสด

มีการถ่ายรูปหมู่กันที่ระฆังยักษ์ใบหนึ่ง ซึ่งแขวนไล่เรี่ยอยู่กับพื้นดิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับอาสาเป็นช่างภาพ แต่เพราะถ่ายรูปหมู่รวมกันหลายคนจึงต้องเสียเวลาบ้าง

"พวกแกสี่คนยืนเบียดกันหน่อยโว้ย เพื่อนกับแพงยืนข้างหน้าดีแล้ว ว้า ตรงนี้แบ็คกราวด์ไม่ใคร่สวย"

เสี่ยหงวนทรุดตัวลงนั่งยองๆ แล้วเงยหน้าพูดกับเพื่อนอย่างสนิทสนม

"เอายังงี้เถอะครับ เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งมิตรภาพของเรา คุณนั่งขี่คอผมถ่ายรูปดีกว่า"

"อุ๊ยตาย" เพื่อนอุทานแล้วหัวเราะคิ้ก "ไม่ได้หรอกค่ะ มีอย่างที่ไหนดิฉันเป็นผู้หญิงแล้วก็เป็นเด็กจะให้ขี่คออาเสี่ย"

กิมหงวนพูดตัดบท

"น่า-ผมไม่ถือหรอก เอาซีครับขึ้นนั่งคร่อมบ่าผมเลย อย่าให้เสียเวลา เสร็จแล้วเราจะได้ไปไหว้หลวงพ่อครูบาศรีวิชัย แล้วรีบลงจากวัดขึ้นรถไปดอยบวกห้าชมพระตำหนักภูพิงคนิเวศน์"

นิกรดึงตัวเพื่อนออกมาแล้วก้าวขึ้นไปนั่งบนคอกิมหงวน อาเสี่ยเข้าใจผิดคิดว่านิกรเป็นเพื่อน เขาก็ยิ้มแป้นยกมือทั้งสองจับขานิกรไว้ ซึ่งไม่ได้ระแวงสงสัยอะไรเพราะเพื่อนก็สวมกางเกงเช่นเดียวกับนายจอมทะเล้น เพื่อนกับแพงกลั้นหัวเราะแทบแย่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตั้งระยะ ๒๐ ฟิต หน้ากล้อง ๘ เพราะอยู่ใต้ร่มไม้ ใช้ความเร็ว ๑ ใน ๑๐๐ วินาที เมื่อเล็งดูภาพเหมาะเจาะดีแล้วท่านก็กดชัดเต้อรดังกริ๊ก

"ดีมาก" เจ้าคุณพูดยิ้มๆ แล้วหมุนฟิล์ม

นิกรยกมือขวาตบศีรษะเสี่ยหงวนเบาๆ ทำให้อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก

"อ้าว คุณเพื่อน ไหงเล่นหัวผมล่ะครับ"

นิกรยกมือเขกกบาลกิมหงวนดังโป๊กท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง คราวนี้กิมหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูทันที พอแลเห็นนิกรนั่งอยู่บนคอเขา อาเสี่ยก็โมโหเดือดจับเท้าทั้งสองข้างของนิกรผลักขึ้นเต็มแรงทำให้นิกรหงายหลังผลึ่งอย่างไม่เป็นท่า แล้วอาเสี่ยก็ผลุนผลันลุกขึ้นยืนทำท่าจะเตะซ้ำแต่ศาสตราจารย์ดิเรกปราดเข้าขวางไว้ทัน

"โน"

สองสาวต่างหัวเราะงอหายไปตามกัน อาเสี่ยมองดูนิกรซึ่งกำลังพยุงกายลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็นอย่างเดือดดาล

"เล่นสวมรอยอย่างนี้ใช้ได้หรือวะ อ้ายเรานึกว่าคุณเพื่อนปล่อยให้นั่งขี่คอถ่ายรูปอย่างสบาย นึกสงสัยเหมือนกันที่ตูดแหลมยังกะเข็ม ทะลึ่งไม่เข้าเรื่อง"

นิกรลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มแห้งๆ

"แหมโว้ย แขนแทบหัก"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสองพี่น้องพากันเดินอ้อมบริเวณวัดไปจนรอบ ในที่สุดเมื่อถึงรูปปั้นของพระครูบาศรีวิชัยอดีตพระเถระผู้ยิ่งใหญ่ ทุกคนก็ได้สักการะเคารพพระองค์ด้วยศรัทธาเลื่อมใส และนิกรได้ถือโอกาสขอเลขท้ายจากหลวงพ่อด้วยการเสี่ยงทายจากการเขย่าติ้วในกระบอก

เมื่อชมวัดพระธาตุทั่วแล้วต่างก็พากันออกจากวัดลงบันไดพญานาคอันลิบลิ่วทอดสู่เบื้องล่างคือถนนที่ตัดผ่านมาบนเขา อากาศเย็นสบายเหมือนฤดูหนาวแต่สดชื่นกว่าเพราะไม่มีฝุ่นละออง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้มแข็งอย่างน่าประหลาด ทั้งนี้เพราะก่อนจะออกจากบ้านพักท่านได้ดื่มยาบำรุงกำลังหนึ่งหลอด แต่เป็นยาที่ศาสตราจารย์ดิเรกปรุงขึ้นไม่ใช่ยาที่มีขายตามท้องตลาด ท่านเจ้าคุณคุยจ้อว่าการขึ้นลงบันไดอันสูงชันไม่ได้ทำให้ท่านเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเท่าใดเลย

อาเสี่ยกิมหงวนของเราเศร้าซึมไปจนกระทั่งเพื่อนนึกสงสัยก็กล่าวถามเขา

"ทำไมอาเสี่ยขรึมไปล่ะคะหรือไม่สนุกเพราะเคยมาเที่ยวที่นี่บ่อยๆ "

เสี่ยหงวนถอนหายใจเบาๆ

"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกครับ แต่ผมกำลังมีความในใจ"

"ความในใจอะไรคะ"

"ผมกำลังนึกรักคุณน่ะซีครับ"

"อุ๊ยตาย อย่าคิดยังงี้เลยค่ะ เรารักกันเหมือนอย่างญาติดีกว่านะคะ"

"นั่นน่ะซีครับผมก็ว่าอย่างนั้น คุณกับแพงอย่าสนใจกับผมเลยครับ นิสัยผมเห็นผู้หญิงสวยๆ อย่างคุณและคุณแพงก็อดนึกรักไม่ได้ ผมมันบ้าผู้หญิงครับจนป่านนี้ก็ยังชีกออยู่นั่นเอง เอาล่ะครับผมหักใจได้แล้ว ผมจะรักคุณกับคุณแพงเหมือนอย่างญาติของผม ขึ้นไปเที่ยวดอยบวกห้ากันเถอะครับ"

พล พัชราภรณ์ มองดูกิมหงวนอย่างแปลกใจ

"อ้ายหงวน แกกินเหล้าหรือเปล่า"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"แฮ่ะ แฮ่ะ กินเข้าไปหน่อยเดียว มีตราขาวขวดเล็กติดกระเป๋ามาขวดหนึ่ง"

"อ้อ มิน่าล่ะแกชักพูดพล่าม อย่าพูดอะไรให้มันเกินขอบเขตโว้ย ต้องยกย่องให้เกียรติคุณเพื่อนและคุณแพงเพื่อนที่ดีของเรา"

"ก็ใครไปว่าอะไรล่ะ"

รถยนต์จากเชิงดอยต่างหลั่งไหลขึ้นมาบนยอดดอยเป็นทิวแถวซึ่งตอนนี้เป็นเวลาที่ตำรวจจราจรให้รถขึ้นมาบนเขาเท่านั้น ส่วนรถที่จะลงไปสู่เชิงดอยนั้นยังลงไปไม่ได้ เบ็นซ์เก๋งสีเลือดหมูขับโดยเพื่อน พิศณุกร แล่นนำหน้าคาดิลแล็คเก๋งขึ้นสู่ดอยบวกห้าติดตามขบวนรถยนต์เหล่านั้นไป

ทางขึ้นสู่ดอยบวกห้าวกวนเวียนคล้ายกับทางจากเถินมาลี้ แต่ส่วนมากเป็นทางลาดชันและต่ำเทลงไป ดอยบวกห้าสูงจากระดับน้ำทะเล ๑,๒๐๐ เมตร สูงกว่าวัดพระธาตุ ๒๐๐ เมตร อากาศหนาวเย็นลงอีกเล็กน้อย เมื่อขึ้นมาถึงดอยบวกห้าก็แลเห็นรถยนต์แบบต่างๆ จอดอยู่เรียงราย พระราชวังภูพิงคนิเวศน์ซึ่งสร้างแบบศิลปไทยมองเห็นเด่นเป็นสง่า พร้อมด้วยเรือนพักพวกมหาดเล็กนางข้าหลวง เจ้าหน้าที่สำนักพระราชวังที่ติดตามเสด็จล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์ในการแปรพระราชฐาน บริเวณพระตำหนักเต็มไปด้วยกุหลาบและพันธุ์ไม้ดอกอันสวยงามมากมาย มีต้นไม้หลายชนิดใส่กระถางวางขายในราคาพอสมควร ชาวกรุงเทพฯ พากันเดินเตร่เที่ยวชมบริเวณที่ประทับแรมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและเข้าไปชมพระตำหนักในระยะใกล้ชิดเพื่อได้เห็นเป็นบุญตา มองไปรอบๆ แลเห็นขุนเขาแลสลับซับซ้อนทางด้านหลังดอยบวกห้า ส่วนด้านหน้าก็คือเมืองเชียงใหม่

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสองสาวได้มีการถ่ายรูปหมู่กันอีกและผลัดกันทำหน้าที่เป็นช่างภาพ นายพลดิเรกบ่นพึมพำที่เขาไม่ได้นำขากล้องมาด้วย มิฉะนั้นกล้องก็จะถ่ายภาพได้เองด้วยเครื่องอัตโนมัติ

เที่ยวชมพระตำหนักภูพิงคนิเวศน์ไม่ถึงครึ่งชั่วโมง เพื่อนก็ชวนสี่สหายกลับ

"เรารีบลงจากดอยเถอะค่ะ ดิฉันกับน้องจะพาพวกคุณไปเที่ยววนอุทยานแม่สา ไปชมน้ำตกที่นั่น"

พลเห็นพ้องด้วย

"ดีทีเดียวครับ พวกผมไม่เคยไปเที่ยวเลย มาเชียงใหม่ตั้งหลายครั้ง เคยแต่ผ่านทางแยกเข้าแม่สาเมื่อเราเดินทางไปฝาง แต่เราจะลงไปแวะห้วยแก้วสักหน่อยไม่ดีหรือครับ"

"ค่ะ ดีเหมือนกัน ไปแวะหาเครื่องดื่มรับประทานกันที่นั่น ไปซีคะ ตำรวจเขาปิดทางขึ้นมาบนเขาแล้ว รถกำลังลงสู่เชิงดอยค่ะ"

กิมหงวนสบตากับเพื่อนเขาก็กล่าวถามหล่อนว่า

"ผมถามจริงๆ เถอะครับ คุณอย่าว่ายังโง้นยังงี้เลย"

"ทำไมคะ"

"ชาติก่อนคุณทำบุญด้วยอะไรครับ ทำไมคุณกับน้องสาวของคุณจึงสวยอย่างนี้"

"หรือคะ ดิฉันก็กำลังจะถามอาเสี่ยเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"ถามอะไรครับ"

"อาเสี่ยทำบุญไว้อย่างไรคะชาตินี้ถึงได้รูปหล่อราวกับเทพบุตร ดิฉันไม่เคยเห็นผู้ชายคนใดที่จะสวยสง่าและองอาจเหมือนอาเสี่ยเลย จริงๆ ค่ะไม่ได้แกล้งยอ"

กิมหงวนลืมตาโพลง ค่อยๆ ยกมือขวาจับแขนนิกรไว้

"เฮ้ยๆ ช่วยยึดตัวกันไว้หน่อยอ้ายกร มันกำลังลอยว่ะ"

"ดี ลอยตกเขาตายเสียรู้แล้วรู้รอด" นิกรพูดเสียงหัวเราะ

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สองสาวสองใบเถาต่างมีความสุขสนุกสนานที่ได้ร่วมเที่ยวกับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทั้งเพื่อนและแพงช่างพูดช่างคุยให้ความสนิทสนมกับสี่สหายและเคารพนับถือท่านเจ้าคุณเหมือนกับตาของหล่อน

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยเจ้าแห้วและสองใบเถาก็พากันลงมาจากยอดดอยสู่ธารน้ำตกห้วยแก้วซึ่งอยู่สูงจากเชิงดอยประมาณ ๑๐๐ เมตรเท่านั้น อากาศร้อนระงมตรงกันข้ามกับบนดอย นักทัศนาจรหลายร้อยคนและชาวเชียงใหม่อีกไม่น้อยได้มาชุมนุมกันที่ห้วยแก้ว เนื่องจากฤดูนี้เป็นฤดูแล้งน้ำตกจึงไหลน้อยมาก พวกเด็กๆ ลงไปเล่นน้ำในแอ่งน้ำซึ่งน้ำขุ่นเป็นโคลนตม บนศาลาพักร้อนเหนือห้วยแก้วเป็นสถานที่จำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารพื้นเมือง มีเวทีเล็กๆ สำหรับแสดงดนตรีในตอนกลางคืน แพงอธิบายให้ฟังว่าห้วยแก้วตอนกลางคืนในระยะตรุษสงกรานต์นี้มีคนมาเที่ยวมากจนกระทั่ง ๒๔.๐๐ น.

"แม่สากับห้วยแก้วที่ไหนจะสวยกว่ากันครับ" ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวถามแพงอย่างยิ้มแย้มซึ่งดูเหมือนเขาชอบพูดคุยกับแพงมากกว่าเพื่อน

"ห้วยแก้วหรือคะ ดิฉันคิดว่าสู้แม่สาไม่ได้หรอกค่ะ เพราะที่นั่นทางน้ำตกหลายทางไหลมารวมกัน น้ำตกก็แรงกว่าที่นี่ แต่มันไกลกว่าห้วยแก้วค่ะไม่ใคร่จะมีใครไป"

เพื่อนพูดเสริมขึ้น

"ความจริงก็ไม่ไกลนักหรอกค่ะคุณหมอ จากในเมืองไปดูเหมือน ๑๖ กิโลเมตร ทางแยกไปวนอุทยานแม่สาอีก ๗ กิโลเมตร แต่ว่าน้ำตกที่สวยที่สุดและใหญ่ที่สุดก็คือน้ำตกแม่กลางที่จอมทองค่ะ"

พลยิ้มให้หล่อน

"ครับ ผมเคยเห็นในหนังและรูปถ่ายแล้วแต่ไม่เคยไปเที่ยว พรุ่งนี้เราคงได้ไปแน่ ระยะทางไกลมากไหมครับคุณเพื่อน"

"ก็ไกลพอดูค่ะ จากเชียงใหม่ไปจอมทอง ๕๖ กิโลเมตร เข้าทางแยกไปแม่กลางอีก ๑๒ กิโลเมตร เราจะผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตองและอำเภอจอมทองค่ะ ซึ่งวัดมะขวิดที่จะมีงานสงกรานต์มีชกมวยในวันพรุ่งนี้อยู่ในเขตท้องที่อำเภอจอมทอง"

เสี่ยหงวนว่า "ที่นั่นมีผู้หญิงที่สวยๆ อย่างคุณและคุณแพงบ้างไหมครับ"

หล่อนหันมาค้อนอาเสี่ย

"แหม-อาเสี่ยพยายามเกี้ยวดิฉันเสียเรื่อยเชียว อย่าพยายามทำให้เด็กใจว่อกแว่กหน่อยเลยค่ะ น้ำฝนแต่ละหยดยังทำให้ก้อนหินใหญ่ๆ เป็นหลุมเป็นบ่อได้ ประเดี๋ยวดิฉันเกิดใจอ่อนขึ้นมาก็ยุ่งกันเท่านั้นเอง คุณนวลลออนั่นแหละค่ะจะยุ่ง"

นิกรกล่าวกับเพื่อนด้วยเสียงหัวเราะ

"คำพูดของอ้ายหงวนไม่มีความหมายอะไรหรอกครับ มันอยู่ใกล้ผู้หญิงมันเกี้ยวทั้งนั้น ยายแก่อายุตั้ง ๗๐ อ้ายหงวนยังจีบ"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้สองพี่น้องแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"อย่าถือผมเลยนะครับ ผมล้อคุณเล่นสนุกๆ ว่าแต่ผมอยากกลับบ้านเสียแล้วละซี"

"ทำไมล่ะคะ"

"คุณพูดเรื่องการแข่งขันชกมวยที่วัดมะขวิดเย็นพรุ่งนี้ ผมชักไม่สบายใจเสียแล้ว ผมควรจะกลับไปซ้อมมวยที่บ้านดีกว่า ไปแวะตลาดซื้อกระสอบทราย ซื้อกางเกง นวมชกกระสอบและนวมซ้อม อย่างน้อยผมได้ซ้อมวันนี้ทั้งวัน และพรุ่งนี้เช้าอีกนิดหน่อยก็ยังดี"

เพื่อนมองดูอาเสี่ยอย่างเห็นใจ

"ถ้ายังงั้นเราไปเที่ยวแม่สากันเสียก่อนซีคะ นี่พึ่งสี่โมงครึ่งเท่านั้น ออกจากแม่สากลับมาในเมืองแวะที่ห้างคุณน้า เครื่องอุปกรณ์ในการชกมวยที่ห้างมีอยู่พร้อมค่ะ ดิฉันจะให้คนที่ห้างขนไปที่บ้านเราตามความประสงค์ของอาเสี่ย"

"ยังงั้นหรือครับ ถ้ายังงั้นเรารีบไปเที่ยวแม่สากันเดี๋ยวนี้ รู้สึกว่าพวกเราจะต้องเที่ยวแข่งกับเวลาเสียแล้ว พรุ่งนี้เราจะไม่ไปไหนไปแม่กลางแห่งเดียว มะรืนนี้ผมกับเพื่อนๆ จะรดน้ำดำหัวคุณอา ตอนเย็นเราจะช่วยกันขนทรายออกจากวัดเอาไปทิ้งแม่น้ำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"นั่นแหละนรก เขามีแต่ขนทรายเข้าวัด"

เสี่ยหงวนหันมาทางท่านเจ้าคุณ

"ยังไงกันแน่ครับ เขาขนทรายในวัดไปทิ้งหรือขนทรายในแม่น้ำเอามาไว้ในวัด ผมไม่รู้ธรรมเนียมของเขา"

ท่านเจ้าคุณทำตาโต

"ขนเข้าวัดโว้ย"

"อ้อ ยังงั้นจะต้องเสียเวลาไปขนทำไมครับ ผมจะสั่งซื้อทรายสักหมื่นสองหมื่นแล้วให้เขาขนไปไว้ที่วัดใดวัดหนึ่งตามความประสงค์ของเรา"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยสองสาวต่างออกจากห้วยแก้วเดินทางย้อนกลับเข้ามาในเมืองมุ่งตรงไปยังวนอุทยานแม่สาทางเหนือของเชียงใหม่อันเป็นเส้นทางเดียวกันกับเชียงใหม่-ฝาง

นครเชียงใหม่ในระหว่างสองสามวันนี้เต็มไปด้วยยานพาหนะมากมาย ชาวกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ ได้หลั่งไหลมาเที่ยวงานสงกรานต์หลายหมื่นคน ทำให้ธุรกิจการค้าต่างๆ ดีขึ้นอย่างผิดคาดโดยเฉพาะอาหารและเครื่องดื่มตลอดจนสินค้าพื้นเมือง การสาดน้ำยังดำเนินอยู่ทั่วไปจนกระทั่งวันที่ ๑๕ เมษายน เชียงใหม่กลายเป็นเมืองเปียกไปแล้ว ถนนหนทางทุกสายเปียกน้ำโชกเหมือนฝนตก สินค้าน้ำเปล่าๆ บรรจุถุงพลาสติกจำหน่ายขายดีไปตามกัน

ในราว ๑๑.๐๐ น.เศษ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสาวสวยสองใบเถาก็มาถึงน้ำตกแม่สาอันเป็นเขตป่าสงวนคือวนอุทยานของกรมป่าไม้ มีบริเวณกว้างขวางรื่นรมย์ร่มเย็น รถยนต์หลายสิบคันจอดอยู่เรียงรายนับตั้งแต่ที่จอดรถพระที่นั่งซึ่งทำเป็นเพิงชั่วคราวเรื่อยไปในบริเวณลานกว้าง มีร้านแผงลอยจำหน่ายเครื่องดื่มและอาหารหลายร้าน นักทัศนาจรต่างพากันปีนป่ายเขาใกล้ๆ กับบริเวณน้ำตก เมื่อลงจากรถแล้วจะต้องเดินขึ้นไปตามทางแคบๆ แล้วลงสู่ธารน้ำตกซึ่งมีอยู่หลายทาง น้ำตกกระแทกหินผาสาดกระเซ็นเสียงดังซาดซ่าตลอดเวลาสวยงามกว่าน้ำตกห้วยแก้วมาก ธรรมชาติเหล่านี้ทำให้ศาสตราจารย์ดิเรกสนใจมากกว่าใครๆ เขาถ่ายภาพคณะพรรคของเขาและสองพี่น้องไว้อีกหลายภาพ โดยให้น้ำตกเป็นแบ็คกราวด์ ธารน้ำตกไหลลงมารวมกันน้ำไหลเชี่ยว เสี่ยหงวนนึกสนุกขึ้นมาก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบขวดเหล้าขนาดเล็กออกมาเปิดจุกยกขึ้นดื่มอั้กๆ แล้วปิดจุกเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม เขากระโดดขึ้นไปยืนบนก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่งเบื้องบนธารน้ำตกแล้วยกมือทั้งสองป้องปากโห่ลั่น

"โห่....โฮโฮ้....โหโห่"

"ถุย" ใครคนหนึ่งร้องขึ้นดังๆ

อาเสี่ยหันไปมองดูคณะพรรคของเขา

"ใครถุยวะ"

นิกรชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"กันเอง"

"ถุยทำไมวะ"

"หมั่นไส้แกน่ะซี"

แทนที่จะโกรธเสี่ยหงวนกลับหัวเราะ แล้วกระโดดลงมาจากหินก้อนนั้น ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังเดินนำหน้าพาสองพี่น้องลุยข้ามลำธาร ซึ่งกระแสน้ำไหลเชี่ยวกราก ตะไคร่น้ำที่จับก้อนหินทำให้ท่านเจ้าคุณเสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้นอย่างไม่เป็นท่า ร่างอันอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยถูกน้ำพัดพากลิ้งไปในท่าต่างๆ

"โว้ย ช่วยด้วยโว้ย" ท่านเจ้าคุณร้องลั่น

พลวิ่งไปดักหน้ากระโดดข้ามก้อนหินหลายก้อน และหวุดหวิดจะหล่นลงไปในน้ำ เขาช่วยดึงตัวท่านเจ้าคุณขึ้นมาจากน้ำได้ด้วยความยากลำบาก

"เป็นยังไงบ้างครับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไรโว้ย แต่กินน้ำเสียหลายอึก แหม-มันลื่นจังพับผ่า" แล้วท่านก็ร้องบอกสองพี่น้อง "อย่าตามมานะ พาแพงกลับขึ้นไป แถวนี้มันลื่น"

เสี่ยหงวนกับนิกรยืนหัวเราะงอไปงอมา ส่วนเจ้าแห้วหัวเราะหึๆ ไม่กล้าออกเสียง เจ้าแห้วกระซิบบอกสองสหายว่า

"รับประทานเจ้าคุณท่านไม่ยักจมน้ำนะครับ รับประทานลอยตุ๊บป่องๆ แล้วก็พลิกตัวไปมาเหมือนหมูตกน้ำตาย"

นิกรหัวเราะก้าก

"น้ำมันตื้นโว้ย ถ้าน้ำลึกกว่านี้คุณพ่ออาจจะจมน้ำตายแล้วก็ได้ เมื่อตอนที่เราลงจากรถได้ยินเขาพูดกันไหมล่ะ เมื่อสองสามวันมีเด็กนักเรียนหนุ่มคนหนึ่งจมน้ำตายที่น้ำตกแม่กลาง ที่นั่นน้ำมันลึกและเชี่ยวมาก"

เสี่ยหงวนหันมายิ้มกับนิกร

"อ้ายหมอมันกำลังเก็บภาพงามๆ แถวนี้ปล่อยมันเถอะ ลงเล่นน้ำกันไหมล่ะอ้ายกร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"กางเกงอาบน้ำมีเมื่อไหร่ล่ะ ผ้าขาวม้าก็ไม่มี"

"ก็แก้ผ้าซีวะ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"อย่าเลย ประเดี๋ยวพวกนักทัศนาจรเขาจะคิดว่าเราสองคนเป็นเปรตออกมาจากป่า รูปร่างหน้าตาแกมันก็คล้ายเปรตอยู่แล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"เอาเสื้อยืดนุ่งต่างกางเกงอาบน้ำก็ได้นี่หว่า เข้าไปผลัดในพุ่มไม้ น้ำใสไหลเย็นน่าอาบเหลือเกิน"

นิกรสั่นศีรษะ

"อย่าเลยวะ หาอย่างอื่นเล่นให้มันน่าดูกว่านี้ดีกว่า"

"ถ้ายังงั้นก็ปล้ำสองพี่น้องนั่นดีไหม หลอกไปเที่ยวทางโน้นค่อยเปลี่ยวหน่อย แล้วตะลุมบอนแบบอ้ายตาลยอดด้วน"

"งั้นเรอะ เดี๋ยว....กันไปถามคุณเพื่อนคุณแพงดูก่อนนะว่าถ้าเราปลุกปล้ำเขา เขาจะว่ายังไง แกเห็นหรือเปล่าล่ะแถวนี้มีตำรวจเดินให้ยั้วเยี้ยสะพายปืนยิงเร็วเสียด้วย พอตะโกนเรียกตำรวจเราก็เสร็จเท่านั้น เล่นอย่างอื่นเถอะวะ"

"เล่นยังไงล่ะ" อาเสี่ยถาม

"เล่นขี่คอกันดีไหม แกให้กันขี่หลังแกกลับไปรถ กันเมื่อยเต็มทนแล้ว"

พลเดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสองสาวและศาสตราจารย์ดิเรกตรงเข้ามาหานิกรกับกิมหงวน แพงยิ้มให้อาเสี่ยแล้วกล่าวว่า

"นั่งพักผ่อนกันตามใต้ร่มไม้แถวนี้สักครู่ดีไหมคะ"

อาเสี่ยหัวเราะเสียงปร่า

"อย่าเลยครับ ผมอยากกลับไปบ้านเต็มทนแล้ว คิดถึงเรื่องชกมวยเย็นวันพรุ่งนี้ผมไม่สบายใจเลย ไม่ควรรับปากกับคุณน้าของคุณเลย ป่านนี้พ่อเลี้ยงคงจะให้ทางวัดโฆษณาอย่างครึกโครมแล้ว"

"ค่ะ คุณน้าคงไปถึงจอมทองราวสี่โมงเช้า อาเสี่ยอยากจะซ้อมมวยหรือคะ"

"ครับ อยากได้เครื่องมือฝึกซ้อมด้วย"

เพื่อนว่า "ถ้ายังงั้นกลับก็กลับค่ะ เพราะรายการของเราอย่างไรก็ต้องกลับไปรับประทานอาหารกลางวันที่บ้าน นอกจากข้าวมันส้มตำแกงไก่แล้ว น้าแก้วยังสั่งไก่ตอนที่ร้านข้างศาลากลางไว้อีกสองตัว"

"แหม" นิกรคราง "ก๊อเรี่ยมน่ะซีครับโอ้โฮ" แล้วนิกรก็ร้องลั่น "ขอให้คุณนายสีแก้วและพ่อเลี้ยงพงศ์จงเจริญ ไชโย้"

สองสาวต่างหัวเราะคิ้ก พลยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนิกรดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ตะกละนัก"

เพื่อนกล่าวกับทุกคนอย่างยิ้มแย้ม

"ถ้าเช่นนั้นเรากลับกันเถอะค่ะ ดิฉันจะพาไปที่ห้าง "พิสุทธิภัณฑ์พานิช" ของคุณน้าเพื่อให้อาเสี่ยเลือกนวมและเครื่องอุปกรณ์ในการฝึกซ้อม ที่นั่นมีพร้อมทุกอย่างค่ะแม้กระทั่งผ้าพันมือ คุณน้าเคยเป็นหัวหน้าคณะนักมวยที่เชียงใหม่มาแล้ว แต่ตอนหลังมีกิจการค้ามากขึ้นก็ไม่มีเวลา จึงต้องมอบเด็กนักมวยในคณะให้เพื่อนของท่านไปเลี้ยง"

"นวมซ้อมขนาด ๑๖ ออนซ์ มีไหมครับ" อาเสี่ยซัก

"มีซีคะ"

"แล้วกระจับล่ะครับ"

เพื่อนทำหน้าฉงน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลากแขนอาเสี่ยพาเดินไปจากที่นั่นทันที แล้วกระซิบดุ

"เสือกไปถามผู้หญิงอย่างนั้นได้เรอะ"

"อ้าว ก็ไม่เห็นหยาบคายอะไรนี่ครับ ใครๆ เขาก็เรียกกันว่ากระจับทั้งนั้น ผมก็ต้องถามดูให้รู้ ถ้าไม่มีกระจับขายและหากระจับใส่ไม่ได้เป็นตายอย่างไรผมก็ไม่ยอมขึ้นชก ดีไม่ดีแตกดังโพละผมก็เท่งทึงเท่านั้น มวยไทยมันไม่เหมือนมวยสากลถูกถีบและถูกเตะอันตรายมาก"

เบ็นซ์เก๋งสีแดงสดแล่นนำหน้าพาคาดิลแล็คเก๋งสีฟ้าออกจากธารน้ำตกแม่สา ผ่านพลับพลาที่ประทับของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเดินทางกลับเข้าในเมืองท่ามกลางอากาศร้อนอบอ้าวและแสงอาทิตย์อันร้อนแรงกล้ากลางเดือนเมษายน อุณหภูมิของเชียงใหม่ถ้าไม่ใช่บนยอดดอยแล้วก็เหมือนกับกรุงเทพฯ นั่นเอง เว้นแต่หน้าหนาวอุณหภูมิลดต่ำกว่ากรุงเทพฯ มากเพราะอยู่ใกล้เขา

เย็นวันนั้นเอง เสี่ยหงวนได้ฝึกซ้อมชกมวยอยู่ที่สวนหลังบ้าน "พงศ์แก้ว" ทางห้าง "พิสุทธิภัณฑ์พานิช" ได้ส่งเครื่องมือเครื่องใช้ในการฝึกซ้อมมาให้อย่างครบครันและไม่ยอมรับเงินค่าสิ่งของที่เสี่ยหงวนจ่ายให้

เสี่ยหงวนอดีตนักมวยฝีมือเยี่ยมแบบมวยไทยแต่เป็นนักมวยสมัครเล่นไม่ใช่มวยอาชีพได้ขอร้องให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าที่เป็นเทรนเน่อร์ให้เขา และวิงวอนขอร้องพลให้ช่วยซ้อมนวมให้

"กราบละวะพล ช่วยซ้อมนวมให้กันสัก ๓๐ ยกเถอะวะ พอให้เส้นสายกันมันยืดบ้าง"

"หา กี่ยกนะอ้ายหงวน"

"๔๐ ยกก็แล้วกัน หรือสัก ๕๐ ยกก็ได้"

พลหัวเราะลั่น

"ฉันว่ายกเดียวทั้งแกและฉันก็หอบซี่โครงบานแล้ว ๓๐ ยกน่ะแช็มเปี้ยนโลกก็ไม่มีแรงพอที่จะซ้อมได้"

"โธ่-กันก็พูดโก้ๆ ไปยังงั้นเองแหละวะ ช่วยซ้อมให้กันสักครึ่งยกก็พอ ตกลงนะ พรุ่งนี้เย็นน่ากลัวว่ากันโดนน็อคโว้ย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อย่าเสียขวัญอ้ายหงวน แกมีหวังร้อยเปอรเซ็นต์"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"หวังชนะนะเรอะ"

"ไม่ใช่ หวังถูกน็อค กันกับอ้ายแห้วพร้อมแล้วที่จะช่วยกันหามแกลงจากเวทีวัดมะขวิด เรื่องนักมวยถูกน็อคมันเป็นของธรรมดาแกอย่าคิดอะไร เมื่อตอนกินข้าวกันตอนกลางวัน คุณนายสีแก้วก็เล่าให้ฟังว่าคำหมื่นไปชกมวยที่ลำปางต้นเดือนเมษานี้ เตะคู่ต่อสู้ตายคาเวทีในครึ่งยกแรก"

นายพลดิเรกมองดูนิกรอย่างเคืองๆ

"อย่าพูดทำลายขวัญอ้ายหงวนแบบนี้หน่อยเลยวะอ้ายกร เราเป็นเพื่อนมัน เราไม่เชียร์มันจะไปเชียร์หมาที่ไหน"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้นแต่แล้วก็หยุดยิ้มทันทีทันควัน

"เปรียบเทียบให้มันน่าดูกว่านี้หน่อยเถอะวะหมอ"

การฝึกซ้อมมวยเริ่มต้นในเวลา ๑๖.๐๐ น.เศษ เพื่อนกับแพงขอตัวพากันไปเยี่ยมเพื่อนสนิทของหล่อนสองสามราย แต่รับปากว่าคืนนี้จะไปเที่ยวตลาดกับคณะพรรคสี่สหาย

อาเสี่ยพันมือทั้งสองข้างเสร็จเรียบร้อยก็เริ่มต้นกระโดดเชือกรวม ๒ ยก แล้วยืนหอบซี่โครงบานหน้าตาซีดเซียวเหมือนกับจะเป็นลม เมื่อได้พักสักครู่ใหญ่ๆ เขาก็ชกลมอีก ๒ ยก มีการหยุดพักเหนื่อยอีกเกือบครึ่งชั่วโมงจึงสวมนวมชกกระสอบอีก ๒ ยก อาเสี่ยรู้สึกว่าน้ำหนักหมัดของเขาเกือบจะไม่มีเหลืออยู่เลย การเตะก็เก้งก้างไม่หนักแน่นรวดเร็วฉับพลันเหมือนเมื่อก่อน อย่างไรก็ตามเสี่ยหงวนก็มานะกัดฟันซ้อมนวมกับพล ๒ ยก

ปรากฏว่าเสี่ยหงวนถูกพลถลุงเสียล้มลุกคลุกคลาน ทั้งๆ ที่พลก็เว้นว่างการชกมวยหรือซ้อมมวยมานาน แต่พลออกกำลังอยู่เสมอ อย่างน้อยก็เล่นเท็นนิสที่โรงแรม "สี่สหาย" บางทีก็เล่นแบ็ดมินตันกับพวกพนักงานโรงแรมกำลังจึงดีกว่ากิมหงวน

พอซ้อมเสร็จเจ้าแห้วช่วยถอดนวมให้ กิมหงวนก็นั่งคอตกละห้อยละเหี่ยอยู่บนม้าหินอ่อน นายพลดิเรกกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างหนักใจ

"มีทางไหมครับคุณพ่อ"

"มี แต่ทางแพ้ไม่ใช่ทางชนะ"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"คุณอาเป็นกรรมการห้ามมวยต้องช่วยผมนะครับ ถ้าเข้าคลุกกันกอดปล้ำกันต้องรีบแยก ขืนร่ำไรคำหมื่นมันฟัดผมตาย ตัดสินตรงไปตรงมาใช้ไม่ได้นะครับ ต้องตัดสินแบบโกงไปโกงมา"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"อาจะทำลายเกียรติของตัวเองไม่ได้หรอก เมื่อเขาให้เกียรติเชิญเป็นกรรมการห้ามมวยอาก็ต้องทำหน้าที่ของอาด้วยความเที่ยงธรรมที่สุด"

"ฮี้ ถ้ายังงั้นจะเป็นอาเป็นหลานกันทำไมครับ" พูดจบอาเสี่ยก็ยิ้มให้นายพลดิเรก "แกกับอ้ายพลก็มีทางช่วยกันได้ อ้ายพลเป็นกรรมการให้คะแนนช่วยกันอย่างสบายในเรื่องคะแนนยกต่อยก"

พลว่า "กันช่วยแกไม่ได้ด้วยวิธีที่ไร้ความยุติธรรมอย่างนี้"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"กันก็ช่วยแกไม่ได้เหมือนกัน แกจะให้กันสั่งห้ามการแข่งขันเมื่อคำหมื่นมีบาดแผลเพียงเล็กน้อยอย่างนั้นหรือ"

เสี่ยหงวนค้อนปะหลับปะเหลือก แล้วกล่าวขึ้นอย่างเดือดดาล

"เออ ไม่มีใครช่วยก็แล้วไปวะ กันช่วยตัวกันเองก็ได้ คำหมื่นก็เป็นมนุษย์เดินดินกินข้าวเหมือนกัน มีสิบนิ้วเหมือนกันกลัวอะไรวะ"

เจ้าแห้วว่า "รับประทานถูกละครับมี ๑๐ นิ้วเหมือนกัน แต่นิ้วมันโตกว่าอาเสี่ยนี่ครับ"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"โตกว่ากูก็ไม่กลัว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน ทิฐิมานะเกิดขึ้นกับอาเสี่ยแล้ว เขาลุกขึ้นชกลมเจาะอากาศและซ้อมฟันศอกวืดวาด แต่แล้วเพียงครู่เดียวก็ลงนั่งหอบแฮ่กๆ แลบลิ้นออกมานอกปาก

๑๓ เมษายน ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์และวันอังคาร

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยสองสาวสองใบเถาได้ออกจากบ้าน "พงศ์แก้ว" ในเวลา ๘.๐๐ น.เศษ หลังจากรับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ต่างตกลงกับพ่อเลี้ยงพงศ์ว่าจะไปถึงวัดมะขวิดราว ๑๕.๐๐ น.เศษ อาเสี่ยกิมหงวนให้คำมั่นสัญญาว่าเป็นตายอย่างไรเขาก็จะต้องขึ้นชกกับคำหมื่นเป็นคู่เอกของรายการอย่างไม่มีปัญหา

เมื่อมาเชียงใหม่ก็ต้องหาความรู้ความเพลิดเพลิน สองพี่น้องพาสี่สหายกับท่านเจ้าคุณไปเที่ยวอำเภอสันกำแพงในตอนสายวันนั้น ชมหมู่บ้านร้านตลาดอันสงบเงียบแต่ป่าซางของลำพูนเจริญกว่าสันกำแพงของเชียงใหม่ ที่สันกำแพงเต็มไปด้วยรถยนต์ของชาวเมืองหลวงจอดอยู่เรียงราย สินค้าพื้นเมืองถูกกว้านซื้อหมด ผ้าซิ่นไหมและซิ่นยกเกลี้ยงตลาดเหลือแต่ซิ่นยกราคาแพงพิเศษซึ่งยกดิ้นทองลวดลายสวยงาม ฝีมือปราณีต เสี่ยหงวนซื้อซิ่นยกให้เพื่อนกับแพงคนละ ๒ ผืน ในราคาผืนละ ๖๕๐ บาท ซื้อเสื้อแบบม่อฮ่อมให้เจ้าแห้วหนึ่งตัว ๒๐ บาท

จากสันกำแพงย้อนกลับมาในเมืองนั่งรถวนเวียนเที่ยวชมนครเชียงใหม่โดยรอบดูเขาเล่นน้ำสาดกัน เมื่อลงจากรถแวะรับประทานเครื่องดื่มก็ถูกสาดน้ำเปียกปอนไปตามกัน เพื่อนกับแพงมีเพื่อนฝูงและคนรู้จักมากหน้าหลายตา พบปะพรรคพวกของหล่อนสองพี่น้องก็เจรจาด้วยภาษาไทยเหนืออย่างคล่องแคล่วน่าฟัง

ก่อนเที่ยงวันนั้นเองสองพี่น้องก็พาคณะพรรคสี่สหายไปเยี่ยมลุงของหล่อนที่อำเภอสารภี ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองเชียงใหม่เท่าใดนัก นายคำปันผู้เป็นพี่ชายของพ่อเลี้ยงพงศ์และเป็นพี่ชายของนางวิเศษดุลยการแม่บังเกิดเกล้าของสองพี่น้องมีอายุเกือบ ๖๐ ปีแล้ว เขาครองตัวเป็นพ่อหม้ายมาเกือบ ๒๐ ปี มีถิ่นฐานบ้านช่องอยู่ในอำเภอสารภีนี้ มีสวนลำไยและลิ้นจี่ที่ดีเยี่ยมประมาณ ๕ ไร่ ทำเงินให้เขาปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า ๖๐,๐๐๐ บาท ลูกชายคนเดียวของนายคำปันเป็นนายตำรวจประจำสถานีตำรวจภูธรชายแดนที่อำเภอฝาง แต่ก็มาเยี่ยมบ้านแทบทุกเดือน คำปันอยู่กับลูกจ้างเก่าแก่ของเขาเพียงสองสามคน มีชีวิตอย่างสงบสุข มีฐานะมีอันจะกินคนหนึ่งและเป็นนักพยากรณ์หรือโหรสมัครเล่นที่มีชื่อเสียงคนหนึ่ง พวกข้าราชการและพ่อค้าคหบดีที่เชียงใหม่หลายคนเคยมาให้คำปันตรวจดูโชคชะตาเสมอ คำพยากรณ์ของเขาแม่นยำมาก

เพื่อนกับแพงพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาสารภีก็เพื่อหวังจะให้ทุกคนได้รู้จักกับญาติผู้ใหญ่ของหล่อนและอยากจะให้ลุงช่วยตรวจดูดวงให้เสี่ยหงวนด้วย เพื่อนได้ให้คนใช้ที่บ้านนำจดหมายของหล่อนขึ้นรถประจำทางจากเชียงใหม่มาสารภีตั้งแต่เช้าแล้ว แจ้งข่าวให้ลุงทราบล่วงหน้าและขอร้องให้ลุงช่วยจัดอาหารกลางวันแบบพื้นเมืองไว้ต้อนรับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

แน่ละ แขกผู้มีเกียรติอย่างนี้นายคำปันก็ต้องให้การต้อนรับขับสู้อย่างเต็มที่ เพราะจดหมายของเพื่อนได้แจ้งรายละเอียดมาให้ทราบแล้วว่ามีใครบ้าง ล้วนแต่เป็นคนสำคัญและเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่

เมื่อมาถึงบ้านลำไยของนายคำปัน ทุกคนก็ได้รับการต้อนรับจากเจ้าของสวนอย่างดีที่สุด นายคำปันลงมารับที่รถ ต่อจากนั้นเพื่อน พิศณุกรก็แนะนำลุงของหล่อนให้รู้จักกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรคสี่สหายตลอดจนเจ้าแห้วโดยทั่วหน้ากัน

ชายชราเจ้าของร่างสูงโปร่งแต่ยังกระปรี้กระเปร่าแข็งแรงได้เชิญทุกคนขึ้นไปบนบ้านพักของเขาแบบโบราณ เป็นเรือนฝากระดานสองหลังแฝดติดกันใหญ่โตกว้างขวางมาก อย่างไรก็ตามนายคำปันมีชีวิตและความเป็นอยู่แบบชาวชนบท บ้านของเขาจึงไม่มีเก้าอี้ชุดรับแขกอันหรูหรา ไม่มีตู้เย็น โทรทัศน์ เขาเชิญให้ท่านเจ้าคุณและคณะพรรคสี่สหายนั่งบนเสื่อผืนใหญ่ซึ่งปูติดต่อกัน ๓ ผืน เต็มระเบียงหน้าห้อง ต่อจากนั้นคนของนายคำปันก็นำน้ำอัดลมแช่เย็นซึ่งซื้อเตรียมไว้พร้อมด้วยบุหรี่มาต้อนรับ

ต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยกันด้วยดี เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ไต่ถามถึงงานอาชีพของนายคำปันแล้วก็ชมว่าชีวิตที่สงบเงียบอย่างนายคำปันนี้ย่อมได้รับความสุขอันแท้จริง ไม่วุ่นวายเหมือนชาวนครหลวง ยิ่งรวยก็ยิ่งยุ่ง ไม่มีเงินก็ยุ่ง หาเงินได้น้อยก็ยุ่ง ชีวิตในเมืองหลวงล้วนแต่เรื่องยุ่งยากทั้งนั้น

ในที่สุดเพื่อนกับแพงก็รบเร้าลุงของหล่อนให้ช่วยตรวจดูดวงชะตาให้เสี่ยหงวนซึ่งเขาจะขึ้นชกมวยกับคำหมื่นในวันนี้ที่วัดมะขวิด อำเภอจอมทอง นายคำปันลุกเดินเข้าไปในห้องนอนของเขา สักครู่ก็ถือกระดานชนวนพร้อมด้วยตำราหมอดูซึ่งทำด้วยกระดาษข่อยเล่มเบ้อเริ่มออกมา ชายชราทรุดตัวลงนั่งตามเดิมแต่นั่งขัดสมาธิเต๊ะท่าเป็นหมอดูชั้นดี

นิกรคันปากยิบๆ เมื่ออดรนทนไม่ได้เขาก็กล่าวถามคำปันเบาๆ

"ขอโทษเถอะครับ ผมอยากจะเรียนถามอะไรคุณสักหน่อยจะรังเกียจไหมครับ"

ชายชรามองดู พ.อ.นิกรอย่างเคารพนบนอบ

"ได้ครับผู้การ ผู้การจะถามอะไรเชิญขอรับ"

"ขอบคุณครับคุณกำปั้น"

นายคำปันทำหน้าชอบกล

"คำปันนะครับไม่ใช่กำปั้น"

นิกรสะดุ้งโหยง แล้วรีบยกมือไหว้ชายชราผู้เป็นลุงของสองสาว

"ขอโทษครับ แฮ่ะ แฮ่ะ เรื่องที่ผมข้องใจก็คือว่าผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาเคยเห็นคุณนั่งอยู่โคนต้นมะขามสนามหลวงทางด้านศาลหรือกระทรวงยุติธรรมใช่ไหมครับ ผมจำหนวดของคุณได้"

นายคำปันอ้าปากหวอ

"ปละ-เปล่าครับผู้การ ผมเรียนให้ทราบแล้วว่าผมเป็นหมอดูสมัครเล่น เรียนด้วยตนเองจากตำราของบรรพบุรุษ ตาของเพื่อนและแพงคือบิดาของผมท่านเคยเป็นโหรประจำคุ้มเจ้าหลวงเมื่อสมัยก่อนครับ ท่านตายไปทิ้งตำราไว้ผมก็ใช้เวลาว่างศึกษาหาความรู้ไปวันละเล็กละน้อยจนกระทั่งสามารถตรวจดูดวงชะตาและพยากรณ์ได้"

พลดุนิกรเบาๆ

"แกไปจำเอาใครก็ไม่รู้ คนที่ไว้หนวดหน้าตามักจะคล้ายๆ กัน"

เพื่อนกล่าวกับลุงของหล่อน

"ลุงช่วยตรวจดวงของอาเสี่ยให้ละเอียดหน่อยนะคะ"

"ได้ ลุงจะตรวจให้เป็นพิเศษในฐานะที่ท่านผู้การกิมหงวนและพรรคพวกได้ช่วยชีวิตเจ้าสองคนไว้และเป็นแขกพิเศษของพ่อเลี้ยงพงศ์" พูดจบชายชราก็หันมายกมือไหว้อาเสี่ยอย่างนอบน้อม "ประทานโทษ ผู้การเกิดปีอะไรครับ"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"ปีอะไรก็ได้ครับ ผมไม่ขัดข้อง"

"อ้าว แล้วผมจะดูได้อย่างไรล่ะครับ คนเราวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากมันไม่เหมือนกัน โชคชะตาจะดีเด่นหรือตกต่ำก็ด้วยวันเดือนปีเกิดนี่แหละครับ"

เสี่ยหงวนเอื้อมมือตบบ่านิกรเบาๆ

"กันเกิดปีอะไรวะ"

นิกรหันมาทำตาเขียว

"จะไปรู้เรอะ ฉันไม่ใช่เตี่ยแกนี่หว่า"

อาเสี่ยนิ่งคิดสักครู่จึงบอกนายคำปัน

"ผมเกิดปีมะโรงครับ"

ชายชราเขียนลงไปบนกระดานชนวนแล้วพึมพำเบาๆ

"สี"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"สีของงูหรือครับ มันจะเป็นสีอะไรเตี่ยผมแกก็ไม่เคยบอกไว้เสียด้วย"

เพื่อนกับแพงหัวเราะคิ้ก แล้วแพงก็กล่าวกับเสี่ยหงวนด้วยเสียงหัวเราะ

"สีเป็นภาษาไทยเหนือแปลว่าปีมะโรงค่ะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แล้วปีมะเส็งงูเล็กล่ะครับว่ายังไง ผมปีมะเส็งครับ"

"มะเส็งว่าไส้ค่ะ" แพงพูดยิ้มๆ "ดิฉันจะลำดับให้ฟัง ใจ้ชวด, เป้าฉลู, ยีขาล, เม่าเถาะ, สีมะโรง, ไส้มะเส็ง, สะง้ามะเมีย, เม็ดมะแม, สันวอก, เล้าระกา, เส็ดจอ, ไก๊กุนค่ะ"

นายคำปันโบกมือให้หลานสาวคนเล็กของเขาหยุดพูด แล้วกล่าวกับอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการ

"ท่านเกิดปีมะโรงวันอะไรครับ"

"วันพุธครับ"

ชายชราจดลงบนกระดานชนวนแล้วทวนคำเบาๆ

"วันปุ๊ด"

อาเสี่ยหัวเราะ

"พุธนะครับไม่ใช่ปุ๊ด"

คำปันอดหัวเราะไม่ได้

"สำเนียงของชาวเหนือเรียกวันพุธว่าวันปุ๊ดครับ อย่างวันอาทิตย์ก็เรียกสั้นๆ ว่าวันติ๊ดเท่านั้น อ้า-ผู้การเกิดเดือนอะไรครับ ผมหมายถึงทางจันทรคติ"

"เดือน ๑๑ ครับ"

"เอาละครับ ผู้การมีอายุครบ ๔๙ ปีเศษ ผู้การเกิดวันที่เท่าไหร่เวลาอะไรครับ"

"๒๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๙ เวลา ๒ โมงเช้าครับ"

นายคำปันเขียนลงบนกระดานชนวนของเขา แล้วก็เขียนหางเลขต่อกันลงไปอีกหลายแถว ต่อจากนั้นก็เขียนดวงกิมหงวนลงบนมุมขวาของกระดาน

"ผมผูกดวงเรียบร้อยแล้ว ผู้การมีอายุได้ ๔๙ ปี ๕ เดือน กับ ๒๓ วันทั้งวันนี้ ผมคิดว่าผู้การคงไม่อยากทราบว่าเมื่อไรจะร่ำรวยหรือมีโชคเพราะผู้การร่ำรวยอย่างมหาศาลแล้ว คงอยากจะทราบแต่เพียงว่าเย็นนี้ผู้การขึ้นเวทีจะแพ้หรือชนะเท่านั้นใช่ไหมล่ะครับ"

"ครับ ถูกแล้ว กรุณาช่วยดูให้ผมให้ละเอียดหน่อยเถอะครับ ผลการชกจะเป็นยังไง ใครจะโดนชกหรือแตกตรงไหน ผมจะแพ้หรือชนะแบบไหน"

"เอ-ถ้าดูกันละเอียดอย่างนี้ผมต้องไปนั่งดูวัดมะขวิดซีครับ มวยชกกันแล้วผมจะได้เล่าให้ฟังให้ถูกต้อง วิธีพยากรณ์ก็ได้แต่สรุปผลเท่านั้น"

"ครับ ครับ แล้วแต่อาจารย์เถอะครับ"

นายคำปันถูกเรียกว่าอาจารย์ก็ยิ้มแก้มแทบแตก เขาก้มมองดูหางเลขและดวงของเสี่ยหงวนในกระดานสักครู่หนึ่งก็ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูหน้าอาเสี่ย

"แย่หน่อยครับผู้การ"

เสี่ยหงวนหน้าจ๋อยทันที

"หมายความว่าผมจะแพ้นายคำหมื่นในเย็นวันนี้หรือครับ"

"ผมไม่อยากเรียนให้ผู้การทราบเลย อ้า-ชะตาของผู้การขาดแล้วนี่ครับ ขืนขึ้นชกก็ต้องตายบนเวทีอย่างไม่มีปัญหา คำหมื่นคนนี้มันร้ายนัก ชกกับใครคู่ต่อสู้ต้องตายคาเวทีหรือไปตายที่โรงพยาบาล แต่ว่า....เรื่องหมอดูมันคู่กับหมอเดานะครับ บางทีก็ทายถูกบางทีก็ทายผิดอย่างขาวเป็นดำเหมือนกัน ผู้การอาจจะได้ชัยชนะอย่างงดงามก็ได้"

กิมหงวนทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยค่อยๆ หันหน้ามาทางสองพี่น้อง

"เอ-เรารีบไปพบพ่อเลี้ยงพงศ์ที่จอมทองดีไหมครับ ผมจะบอกกับเขาว่าผมไม่พร้อมที่จะขึ้นชก ขอให้พ่อเลี้ยงหานักมวยคนอื่นชกกับคำหมื่นแทนผม"

"อย่าทำเช่นนี้เลยค่ะอาเสี่ย" เพื่อนพูดเสียงหนักแน่น "อาเสี่ยไม่ใช่คนขี้ขลาดตาขาว แล้วก็ความตายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เมื่อถึงคราวตาย อาเสี่ยต้องสู้คำหมื่นซีคะ สู้เพื่อให้สมกับที่อาเสี่ยเป็นชายชาติทหาร"

แพงว่า "สู้ตายค่ะ ถ้าชะตาถึงฆาตและอาเสี่ยจะต้องตายเย็นวันนี้ถึงไม่ขึ้นชกมวยก็มีอันเป็นเท่งทึงเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนนิ่งคิดแล้วพยักหน้าช้าๆ

"จริงครับ ถ้ายังงั้นผมสู้ แต่ว่าผมไม่ควรให้คุณลุงของคุณดูดวงชะตาให้ผมเลย ดูแล้วชักเสียขวัญ ถ้าผมถูกเตะตายบนเวทีคุณต้องเป็นธุระจัดการในเรื่องศพผมด้วยนะครับ"

เพื่อนหัวเราะแล้วตอบแทนน้องสาว

"ตกลงค่ะ ดิฉันเชื่อว่าอาเสี่ยไม่ตาย อาเสี่ยต้องชนะเพื่อชมงานสงกรานต์ในเย็นพรุ่งนี้"

อาเสี่ยยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งและทำปากแบะยื่นกรอกนัยน์ตาไปมา เขาหันมามองดูหน้าพลแล้วกล่าวว่า

"ราศีของกันยังดีอยู่มิใช่หรือ"

"ใช่ แต่แกยิ้มเหมือนร้องไห้นี่หว่า"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเฮือกแล้วค้อนพล

"พูดภาษาส้นมือ ไม่ได้ช่วยให้กำลังใจเลย รับรองเย็นนี้กันไม่แพ้ กันจะต้องน็อคคำหมื่นให้ได้"

นิกรกล่าวถามเพื่อนเบาๆ

"ในเมืองมีร้านหีบศพขายหรือเปล่าครับ เพื่อความไม่ประมาทผมอยากจะซื้อโลงเอาใส่รถบรรทุกไปด้วย"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"ซื้อโลงไว้ใส่กันน่ะเรอะอ้ายกร"

"ไม่ใช่" นิกรพูดยานคาง "ซื้อไปใส่คำหมื่น โธ่-อย่างแกแพ้คำหมื่นมีอย่างที่ไหนวะ กันเชื่อเหลือเกินว่าแกต้องชนะอย่างเด็ดขาดและคำหมื่นคงจะถูกแกเตะหรือชกตายคาเวที"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"เออ พูดยังงี้ค่อยชื่นใจหน่อย" แล้วเขาก็หันมาทางโหรสมัครเล่น "ผมขอบคุณมากครับเท่าที่คุณช่วยตรวจดูดวงชะตาให้ผม ถึงแม้ว่าตามดวงนี้ปรากฏว่าชะตาของผมขาด ผมก็ต้องขึ้นชกกับคำหมื่นเย็นวันนี้"

"ครับ ผมขอสนับสนุนผู้การเต็มที่ ผมเรียนผู้การแล้วว่าหมอดูคู่กับหมอเดา ผมอาจจะพยากรณ์ผิดพลาดก็ได้ อ้า-เราอย่าเพิ่งคุยกันเลยนะครับ นี่ก็เกือบเที่ยงแล้ว รับประทานอาหารกลางวันกันเสียที"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซีครับ ผมกำลังจะเตือนคุณอยู่ทีเดียวว่าอีก ๑๐ นาทีเที่ยงแล้ว"

นายคำปันขอตัวลุกขึ้นเดินผ่านนอกชานไปทางครัวไฟของเขา สักครู่หนึ่งเจ้าของบ้านกับลูกจ้างในวัยหนุ่มของเขาสองคนก็ช่วยกันยกสำรับกับข้าวออกมาพร้อมด้วยข้าวเหนียวนึ่ง อาหารพื้นเมืองที่จัดไว้ล้วนแต่น่ากิน มีไก่ย่างหั่นเป็นชิ้นๆ ไม่น้อยกว่า ๓ ตัว ตับเนื้อเค็มทอด, ซี่โครงหมูทอด, น้ำพริกแดง, งบปลา, พะแนงไก่, แกงโฮ่ะ, แคบหมู แล้วก็ลาบเนื้อ

การรับประทานอาหารกลางวันเป็นไปอย่างกันเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างซาบซึ้งใจในไมตรีจิตของนายคำปันผู้เป็นลุงของสองพี่น้องอย่างยิ่ง ชาวเชียงใหม่ล้วนแต่มีน้ำใจกว้างขวางโอบอ้อมอารี

เพราะมีเวลาน้อยเกินไป หลังจากรับประทานอาหารกลางวันเสร็จเรียบร้อยแล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับเพื่อนแพงก็ลานายคำปันเดินทางไปจอมทองเพื่อชมน้ำตกแม่กลางและไปพบกับพ่อเลี้ยงพงศ์ที่วัดมะขวิดก่อนเวลา ๑๕.๐๐ น. ทั้งนี้เพราะมวยวัดจะเริ่มลงมือชกเวลา ๑๕.๓๐ น. เป็นคู่แรก นายพลดิเรกกับพลและเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะต้องทำหน้าที่เป็นกรรมการประจำสนามมวยด้วย

จากเชียงใหม่ เพื่อนกับแพงเป็นผู้นำทางอีกตามเคย เพื่อนขับรถเบ็นซ์ของพ่อเลี้ยงพงศ์นำหน้าคาดิลแล็คเก๋งไปตามทางหลวงสายเชียงใหม่-ฮอด ผ่านอำเภอหางดง อำเภอสันป่าตองและจอมทองเป็นระยะทางเกือบ ๖๐ กิโลเมตร และทางแยกจากตลาดจอมทองไปแม่กลางอีก ๑๒ กิโลเมตร หมู่บ้านร้านตลาดตามอำเภอต่างๆ ที่ผ่านมามีสภาพคล้ายๆ กัน มีตลาดร้านค้าพอสมควร การเล่นสาดน้ำยังเป็นไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ถึงแม้รถเก๋งทั้งสองคันปิดกระจกรถก็ยังถูกสาดน้ำเปียกโชก พวกเด็กๆ และหนุ่มสาวดักอยู่ตามหมู่บ้านใช้ถังน้ำสาดน้ำกันอย่างสนุกสนาน แต่เมื่อเข้าสู่ทางแยกมาแม่กลางการสาดน้ำหรือฉีดน้ำก็ไม่ปรากฏ

ขุนเขาดอยอินทนนแลเห็นสูงตระหง่านเงื้อม ประกอบด้วยบริวารของมันคือภูเขาเล็กๆ อีกหลายลูก เมื่อรถแล่นใกล้เข้ามาภูเขาเล็กก็บังดอยอินทนนไว้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสองสาวมาถึงน้ำตกแม่กลางในเวลา ๑๔.๐๐ น. ซึ่งการเดินทางไม่ได้รีบร้อนจนเกินไปนัก

เบ็นซ์เก๋งและคาดิลแล็คจอดรวมกับรถยนต์อีกหลายคันซึ่งล้วนแต่เป็นรถของนักทัศนาจร เมื่อทุกคนลงมาจากรถแล้ว ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวว่า

"เราชมน้ำตกสัก ๑๕ นาทีก็พอแล้ว อย่าให้พ่อเลี้ยงพงศ์รอคอยพวกเราอย่างกระวนกระวายใจเลย" แล้วท่านก็หันมาทางสองสาว "หนูรู้จักวัดมะขวิดแน่นะหลานสาว"

เพื่อนหัวเราะเบาๆ

"รู้จักซีคะ จอมทองกับเชียงใหม่ หนูกับน้องกว้างขวางค่ะ ที่ตลาดมีพรรคพวกเพื่อนฝูงและญาติทางฝ่ายน้าแก้วอยู่หลายคน น้าแก้วเป็นคนที่นี่ค่ะ แต่เดิมทีตอนเป็นเด็กน้าแก้วอยู่แม่สะเรียง เราเที่ยวชมน้ำตกแม่กลาง ๑๕ นาทีดีแล้วค่ะคุณตา"

ทุกคนรวมทั้งเจ้าแห้วพากันเดินรวมกลุ่มขึ้นบนเนินเขา ทางซ้ายมือมีร้านค้าและแผงลอยจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่มหลายร้าน รวมทั้งผ้าซิ่นผ้าไหมของพื้นเมืองและกล้วยไม้ไทย ช้างกระ, ช้างแดง, ช้างดำ, ช้างยิ้มสารพัด แต่ไม่มีน้ำแข็งขาย น้ำอัดลมใช้แช่น้ำในลำห้วยข้างล่างซึ่งเจ้าของร้านมีเครื่องสูบน้ำแบบไทยประดิษฐ์ชักน้ำในห้วยขึ้นมาเป็นกรรมวิธีอันน่าเลื่อมใส

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับสองสาวพากันเดินตรงไปที่ศาลาพักร้อนหลังหนึ่งแล้วขึ้นไปบนศาลานั้น ซึ่งสามารถมองเห็นธารน้ำตกอย่างถนัดชัดเจน หนุ่มสาวและเด็กๆ อาบน้ำอยู่ในลำธารที่น้ำตกลงมารวมกัน ทางน้ำที่ตกลงมาจากเขาหรือไหลออกมาจากใต้ภูเขานั้นมีไม่ต่ำกว่า ๑๐ แห่ง แต่ละแห่งน้ำไหลแรง เป็นธรรมชาติที่สวยงามกว่าห้วยแก้วหรือแม่สามากมายนัก น้ำกระทบโขดหินเป็นหลั่นชั้นซัดดังซาดซ่า กระแสน้ำอันไหลเชี่ยวรวมตัวกันเป็นลำธารไหลลงไปสู่ที่ต่ำ น้ำที่ตกลงมาไม่มีวันหมดสิ้น มันซึมมาจากยอดขุนเขาอินทนนนั่นเอง

เสี่ยหงวนหงอยเหงาและเคร่งขรึมผิดปกติ เพื่อนกับแพงเดินเข้ามาหยุดยืนขนาบข้างอาเสี่ยแล้วแพงก็ถามว่า

"น้ำตกแม่กลางสวยไหมคะ"

อาเสี่ยฝืนยิ้ม

"สวยครับแต่ผมกำลังซวย อ้า-ถ้าผมถูกชกตายคาเวที คุณสองคนจะเสียใจไหมครับ"

เพื่อนตอบแทนน้องสาวของหล่อน

"ไม่ค่ะ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งโหยง

"อ้าว-ไหงยังงั้นล่ะครับ"

"เพราะเรามั่นใจว่าอาเสี่ยต้องชนะค่ะ"

กิมหงวนยิ้มออกมาได้

"คุณพูดยังงี้ค่อยชื่นใจหน่อย อ้ายกรกับอ้ายพลมันไม่พูดอย่างคุณเลย โดยเฉพาะอ้ายกรดูเหมือนมันอยากให้ผมถูกคำหมื่นกระทืบตายคาเวที อา-ลงอาบน้ำกันไหมครับ"

เพื่อนยิ้มอ่อนโยน

"ไม่ได้เตรียมเสื้ออาบน้ำมานี่คะ"

"เอาผ้าขาวม้าซีครับ ที่ร้านข้างล่างโน่นเขามีขาย ผมจะไปซื้อมาให้คุณกับคุณแพงคนละผืนแล้วลงอาบน้ำกัน"

แพงหัวเราะคิ้ก

"มีอย่างหรือคะจะให้ผู้หญิงนุ่งผ้าขาวม้า"

"อ้าว เมียผมยังนุ่งนี่ครับ ร้อนหนักๆ เข้าใส่ยกทรงนุ่งผ้าขาวม้าเดินพล่านรอบห้อง เฮ้อ-ผมอยากตายเสียแล้วซี ไม่ควรไปรับปากกับคุณน้าของคุณเลย จริงอยู่ผมเป็นนักมวยแต่ก็ไม่ได้ฝึกซ้อม"

พล, นิกร, ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันเดินเข้ามาหามีการถ่ายรูปหมู่บนศาลาหลังนั้นอีก คราวนี้เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นช่างภาพ ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกได้ตั้งระยะและหน้ากล้องให้เสร็จ ส่วนความเร็วของกล้องคงใช้ ๑ ใน ๑๐๐ วินาที

ความร้อนระงมของอากาศตอนบ่ายทำให้หมดสนุก นิกรบ่นพึมพำตลอดเวลา ทุกคนลงมาจากศาลาหลังนั้นเดินมาทางร้านขายอาหารและเครื่องดื่มแวะเข้าไปในร้านอาหารร้านหนึ่งสั่งน้ำอัดลมมาดื่มคนละขวด ส่วนนิกรสั่งข้าวราดแกงหนึ่งจานเป็นพิเศษ

"กางเกงชกมวยและผ้าพันมือเอามาพร้อมแล้วเรอะ" อาเสี่ยถามเจ้าแห้วซึ่งนั่งอยู่ติดๆ กับเขา

"รับประทานเรียบร้อยครับ ผมเอาใส่กระเป๋ามาพร้อมกางเกงขาสั้นสีแดงแถบขาว, ผ้าพันมือ ๒ ม้วน, แองเกิ้ลหนึ่งข้าง, ผ้าขนหนูขนาดเล็กผืนหนึ่ง ขนาดกลางผืนหนึ่ง"

"ดีมาก" แล้วอาเสี่ยก็เอียงหน้าเข้าไปกระซิบถาม "กระจับล่ะ"

เจ้าแห้วหน้าเหรอแล้วกระซิบตอบเพราะกลัวสองสาวจะได้ยินเข้า

"รับประทานกระจับที่บ้านไม่มีนี่ครับ"

"ตายห่า....แล้วทำยังไง"

"รับประทานทางสนามเขาต้องมีให้ซีครับ"

"ใช่ แต่กระจับของสนามเย็บด้วยผ้ายัดนุ่น รูปสามเหลี่ยมใหญ่โตเทอะทะน่าเกลียด ฉันอยากได้กระจับอาลูมินั่ม"

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"รับประทานถ้ายังงั้นออกไปจากแม่กลางแวะตลาดซีครับ ซื้อที่ตักถ่านสักอันแล้วตัดด้ามมันทิ้งเสีย เท่านี้ก็ใช้แทนกระจับได้เหมือนกัน รับประทานหรือม่ายก็ซื้อขันใบเล็กๆ สักใบยังได้"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "รู้ยังงี้ตอนที่เรามาจากสารภีผ่านเชียงใหม่แวะเอากระจับที่ห้างพ่อเลี้ยงพงศ์ติดมือมาสักอันก็ดีหรอก"

นิกรได้ยินแว่วๆ ก็พูดเสริมขึ้น

"กระจับเรอะ....อร่อยดีโว้ย ต้มกินเปล่าๆ ก็มันดีหรือใส่น้ำเชื่อมน้ำแข็งกินก็อร่อย"

กิมหงวนหันมามองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"ได้ซี มวยเลิกแล้วกันจะมอบกระจับของกันให้แกเอาไปต้มกิน"

นิกรทำคอย่น

"กระจับยังงั้นไม่เอาโว้ย นึกว่ากระจับพืชใต้น้ำ"

เบ็นซ์เก๋งสีเลือดหมูกับคาดิลแล็คเก๋งออกจากน้ำตกแม่กลางพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และสองสาวมาถึงสนามมวยชั่วคราวที่วัดมะขวิดหรือวัดบ่ากวิ๊ดในเวลา ๑๔.๓๐ น.เศษ ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้นายพงศ์คำและพรรคพวกของเขากำลังรอคอยด้วยความเร่าร้อนใจ

เพราะมีการโฆษณาที่ตลาดอำเภอจอมทองอย่างครึกโครมว่า อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่จะขึ้นชกกับคำหมื่นแช็มเปี้ยนเชียงใหม่เป็นคู่เอกในรายการนี้เพื่อการกุศลและในการโฆษณานั้นปรากฏว่า ศาสตราจารย์พล.ท.ดิเรกและพ.อ.พล พัชราภรณ์เป็นกรรมการประจำสนาม พระยาปัจจนึกพินาศเป็นกรรมการห้าม แฟนมวยชาวจอมทองจึงหลั่งไหลมาชมกันแน่นขนัด ที่นั่งทุกชั้นเต็มหมดในเวลา ๑๔.๓๐ น. ผู้ที่เข้ามาทีหลังชั้น ๕ บาทและ ๑๐ บาท ต้องยืนดู ริงไซ้ด์เก็บค่าดูเพียง ๒๐ บาทเท่านั้น แต่โดยมากมักจะดูฟรี

บังเอิญกลุ่มเมฆอันหนาทึบเคลื่อนมาทางทิศตะวันตกปิดบังดวงอาทิตย์ไว้ แฟนมวยจึงไม่ต้องรับความทุกข์ทรมานจากแสงแดด สนามมวยชั่วคราวนี้เป็นสนามเล็กๆ ใช้เสื่อลำแพนกั้นรั้ว ที่นั่งเป็นอัฒจันทร์ชั่วคราวไม่มั่นคงแข็งแรงเท่าใดนัก ชั้น ๑๐ บาทเป็นม้ายาวไม่มีพนักเหมือนที่นั่งดูละครลิง ชั้นริงไซ้ด์นั่งเก้าอี้เหล็ก เวทีไม่ใช่เวทีมาตรฐานเล็กกว่าเวทีราชดำเนินหรือลุมพินี อย่างไรก็ตามพื้นเวทีก็มีเบาะฟางขนาดแข็งปูรองรับ

มวยไทยคู่แรกเริ่มต้นในเวลา ๑๕.๑๐ น. ซึ่งเลยเวลาไปบ้างตามธรรมเนียมของสนามมวยทั้งหลายที่จะต้องให้คนดูโห่ร้องเตือนเสียก่อน พ่อเลี้ยงพงศ์ทำหน้าที่เป็นกรรมการให้คะแนนนั่งตรงกันข้ามกับพล พัชราภรณ์ กรรมการรักษาเวลาคือครูพลศึกษาคนหนึ่งที่อำเภอจอมทองนี้และมีศักดิ์เป็นหลานของพ่อเลี้ยงพงศ์ นายแพทย์ประจำสนามคือ ดร.ดิเรก

มวยไทยคู่แรกชกกันอย่างดุเดือดที่สุด ราวกับอาฆาตพยาบาทกันมาแต่ชาติก่อน ต่างฝ่ายต่างตะลุมบอนกันแบบมวยวัด ต่อยเตะขึ้นเข่าลงศอกกอดรัดฟัดกันกลม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กรรมการห้ามมวยต้องทำงานอย่างหนักที่สุด คนดูบางคนตะโกนร้องลูกมะอึกหรือนกตะกรุม บางคนก็ระบุชื่อขุนช้างเป็นที่สนุกสนานครื้นเครงยิ่ง เสียงปี่พาทย์แบบเครื่องนางหงส์ที่ประโคมงานศพในกรุงเทพฯ ดังเท่งทึงๆ ตลอดเวลาที่นักมวยทั้งสองประจัญบานกัน ฝ่ายแดงคือสีทา ณ เมืองฮอด ฝ่ายน้ำเงินคือผัน จอมทอง ชกกันได้เพียงครึ่งยกฝ่ายแดงก็ถูกศอกหน้าแหกเป็นแผลเว่อ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้คู่ต่อสู้ยุติการแข่งขันทันที แฟนมวยที่เอาใจช่วยผัน จอมทอง ต่างโห่ร้องเกรียวกราวเมื่อนายพลดิเรกเดินขึ้นไปบนเวทีเพื่อตรวจดูบาดแผลที่ใบหน้าของสีทา

"ผมชกได้ครับ คุณหมอ" สีทาพูดเสียงกร้าวแสดงถึงความเป็นนักสู้ของเขา

"ไม่ได้หรอกน้องชาย หน้าแหกตั้งคืบชกยังไงไหวเลือดไหลโกรก ยังกะน้ำประปาตอนไหลกระปริบกระปรอย" แล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็ยิ้มให้พ่อตาของเขา "แดงบาดเจ็บมากชกไม่ได้ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จับมือขวาของน้ำเงินชูขึ้นประกาศชัยชนะ ชาวจอมทองต่างกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน พวกเมืองฮอดที่อุตส่าห์เหมารถมาดูมวยเงียบกริบ นักพนันที่ถือหางฝ่ายแดงบ่นพึมพำที่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเงิน พี่เลี้ยงสองคนรีบประคองนักมวยฝ่ายแดงลงเวทีไปห้องปฐมพยาบาลเพื่อให้นายพลดิเรกทำแผลเย็บแผลให้ ใบหน้าของนักมวยฝ่ายแดงแดงเถือก คนดูริงไซ้ด์คนหนึ่งนึกสงสัยขึ้นมาถึงกับลุกขึ้นเดินไปถามกรรมการว่านักมวยฝ่ายน้ำเงินใช้ศอกหรือขวานจามหน้านักมวยฝ่ายแดงแน่

มวยไทยคู่ที่ ๒ ขึ้นสู่เวทีแล้วหลังจากโฆษกประจำสนามได้ประกาศชื่อให้ทราบฝ่ายแดงคือเดชา ชาละวันนักมวยฝีมือดีแห่งสันกำแพง ฝ่ายน้ำเงินคือชาติ พิงคภูมิแห่งอำเภอเมืองเชียงใหม่ลูกศิษย์ของคำหมื่นแช็มเปี้ยนขึ้นคาน ซึ่งจะขึ้นชกกับอาเสี่ยกิมหงวนเป็นคู่ ๔ ของรายการคือเป็นคู่สุดท้าย อาจจะชกกันในห้าหกนาทีนี้ก็ได้ ถ้าหากว่ามวยคู่ที่ ๒ และคู่ที่ ๓ น็อคกันเร็ว ขณะนี้เสี่ยหงวนกับคำหมื่นต่างพักอยู่ในห้องพักนักมวยของตนและกำลังเตรียมตัวขึ้นชก ห้องพักนักมวยสร้างขึ้นชั่วคราวอยู่ด้านหลังอัฒจันทร์คนดู นักมวยฝ่ายแดงอยู่ทางหนึ่งและน้ำเงินอยู่ทางหนึ่งไม่ปะปนกัน

เสี่ยหงวนของเราสวมกางเกงชกมวยสีแดงแถบขาวซึ่งเป็นกางเกงกีฬามีจำหน่ายที่ห้าง "พิสุทธิภัณฑ์พานิช" แห่งเดียวเพราะเป็นกางเกงต่างประเทศยี่ห้อชั้นดี อาเสี่ยสวมแองเกิลหุ้มข้อเท้าข้างขวาเรียบร้อย ขณะนี้นิกรกำลังพันมือให้ ซึ่งนิกรได้ทำหน้าที่พี่เลี้ยงอย่างดีที่สุด ส่วนเจ้าแห้วออกไปฟังเสียงคนดูในกลุ่มนักพนัน

พอพันมือเสร็จเรียบร้อยเจ้าแห้วก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องพัก นักมวยและพี่เลี้ยงนักมวยฝ่ายแดงคู่ที่ ๓ ต่างพากันมองดูอาเสี่ยกิมหงวนตลอดเวลา

"ว่าไงวะอ้ายแห้ว" เสี่ยหงวนถามเสียงหนักๆ "นักพนันเขาวิจารณ์กันอย่างไรบ้าง"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานเด็ดขาดเลยครับ เขาต่อคำหมื่นสิบเอาหนึ่ง"

อาเสี่ยทำคอย่นแล้วหันมาทางนิกร

"เอ-หรือกันแพ้แน่อ้ายกร"

นิกรสั่นศีรษะ ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมาส่งให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-เอาเงินนี่ไปเล่นกับเขา ใครต่อคำหมื่นแกรองไว้ทันที แล้วแกไม่ต้องขึ้นให้น้ำหรอก นักมวยชั้นเยี่ยมอย่างอ้ายหงวนใช้พี่เลี้ยงคนเดียวก็พอแล้ว น้ำก็ไม่ต้องให้ หมดยกก็ให้เหล้าดื่มแทนน้ำ"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"ก๊อเรี่ยมน่ะซี ข้าวหรือน้ำน่ะไม่สำคัญสำหรับกันหรอก ชีวิตกันอยู่ได้เพราะเหล้าต่างหาก อ้า-วันนี้กันสู้แค่ตายเท่านั้น"

เสียงคนดูโห่ร้องตะโกนหนุนนักมวยคู่ที่ ๒ ตลอดเวลา ยกที่หนึ่งผ่านพ้นไปอย่างเผ็ดร้อน มวยงานวัดมักจะชกกันดุเดือดถึงใจพระเดชพระคุณเพราะเวทีงานวัดคือบันไดขั้นแรกที่จะช่วยให้นักมวยหน้าใหม่หรือนักมวยที่ไม่ใคร่มีชื่อเสียงมีโอกาสรุ่งโรจน์ต่อไป ถ้าชกดีและพวกกรรมการอาจจะให้ความสนับสนุนเขา

ปลายยกที่ ๒ นั้นเอง นักมวยฝ่ายแดงก็ถูกเข่าของน้ำเงินลงไปนอนจุกแอ้ดๆ ให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นับหนึ่งถึงสิบแล้วท่านก็ชูมือน้ำเงินขึ้นประกาศชัยชนะอันเด็ดขาด

เมื่อกรรมการเข้ามาเรียกนักมวยฝ่ายแดงคู่ที่ ๓ ออกไปขึ้นเวทีเสี่ยหงวนก็ชักใจไม่ดี

"ว้า-แดงล่องจุ๊นไปสองคู่แล้วโว้ย ถ้าคู่นี้แดงง่อยกระแรกอีก คู่เอกกันก็คงถูกหามลงมาจากเวที"

นิกรหัวเราะเบาๆ ช่วยนวดน้ำมันจิ้งเหลนให้เสี่ยหงวนเพื่อให้กล้ามเนื้อตื่นตัวและให้แคล่วคล่องว่องไว

"เฉยๆ เถอะวะ กันดูทางในแล้ว วันนี้แกชนะแหงๆ พ่อเลี้ยงพงศ์ก็เชื่อว่าแกชนะเพราะคำหมื่นกำลังมีเรื่องหึงหวงเมียสาวของเขาถึงกับตบตีกันเมื่อคืนนี้ เนื่องจากเมียของเขาเกิดสนใจกับนักร้องเสียงทองคนหนึ่งที่มาจากกรุงเทพฯ และขอแบ่งเช่าห้องพักที่บ้านคำหมื่น"

อาเสี่ยว่า "ก็ไม่เห็นจะน่าหึงหวงอะไรนี่หว่า เพียงแต่เห็นอ้ายระยำนั่นจูบเมียหน่อยเดียวเท่านั้นยัวะแล้ว ทุบข้าวของแตกบรรลัยหมด"

"แต่เมียคำหมื่นสวยมาก ได้มาจากเมืองน่านเมื่อสองปีนี่เองตอนที่เขาไปชกมวยที่นั่น"

กิมหงวนพยักหน้ารับทราบ

"อ้ายนักร้องสารเลวคนนั้นชื่ออะไรนะ"

"ชื่อศักดิ์ระบือ"

"แหม-ชื่อคล้ายๆ ไม้ตีพริก ไหงชอบยุ่งกับเมียเขา หาเรื่องตายโหงแท้ๆ พับผ่า เกิดมาเป็นลูกผู้ชายชอบเมียเขาหรือเป็นชู้กับเมียเขานี่มันเลวสิ้นดี ผู้หญิงสาวหรือแม่ม่ายถมไป หาไม่ได้จริงๆ กะเทยก็ยังได้"

นิกรหัวเราะหึๆ

"นายศักดิ์ระบือเป็นนักร้องที่พอร้องเพลงไปวัดไปวาได้เท่านั้น อยู่ประจำวงดนตรีวงหนึ่ง แต่รูปมันหล่อว่ะและสันดานชอบเมียเขาเสียด้วยซี มาพักอยู่ที่บ้านคำหมื่นเพียงสองวันเท่านั้นมีอะไรๆ กับเมียคำหมื่นแล้ว"

"นั่นน่ะซี มิน่าล่ะตอนเรามาถึงสนามมวยพ่อเลี้ยงเรียกตัวคำหมื่นมารู้จักกับกันและพวกเรารู้สึกว่าหน้าตาของเขาหม่นหมองไม่สบายใจเลย"

ใน ๕ นาทีนั้นเสียงปี่พาทย์นางหงส์ ซึ่งมีปี่มอญและตะโพนขนาดใหญ่ก็บรรเลงลั่นสนาม ท่ามกลางเสียงเฮฮาของแฟนมวย มวยไทยคู่ที่ ๓ ซึ่งเป็นนักมวยรุ่นไฟล์เวทชกกันแล้ว และแบบเดียวกับสองคู่ที่ผ่านไป แดงกับน้ำเงินปราดเข้าประจัญบานกันอย่างดุเดือดจนกระทั่งปี่เป่าเพลงเชิด ล่อกันเลือดกบปากทั้งคู่ ทั้งสองมีกำลังและชั้นเชิงพอฟัดพอเหวี่ยงกัน ผลัดกันรุกผลัดกันรับจนหมดยก

ยกที่ ๒ การต่อสู้เนือยลงไป ต่างฝ่ายต่างจดจ้องคุมเชิงกัน มีการถีบและเตะกันบ้างตามอัธยาศัย แต่แล้วน้ำเงินก็ถูกฮุคขวาของแดงลงไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยกลางเวที

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้บอกให้นักมวยฝ่ายแดงถอยไปเข้ามุมและยกมือนับ น้ำเงินลุกขึ้นเมื่อนับ ๔ ท่านเจ้าคุณนับต่อไปจนถึง ๘ จึงให้ชกกันต่อไป คราวนี้น้ำเงินตกเป็นฝ่ายล่าถอยและระมัดระวังตัวยิ่งขึ้น แดงเตะตัดขาพับน้ำเงินได้ทีหนึ่ง ทำให้น้ำเงินล้มลงก้นกระแทกพื้นแต่แล้วก็รีบลุกขึ้นมาได้ ทั้งสองแลกหมัดกันเตะถีบกันจนระฆังตีหมดยก

ยกที่ ๓ แดงบุกเข้าตะลุมบอนตามคำสั่งของพี่เลี้ยง น้ำเงินถอยกรูดเกาะกอดไว้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกคู่ต่อสู้ออก แดงบุกตะลุยชกน้ำเงินได้อย่างจังๆ จนหน้าหงายถึง ๒ ที นักพนันต่อแดงสองต่อหนึ่ง เจ้าแห้วถือโอกาสควักเงินส่วนตัวรองไว้ ๓๐๐ บาท

ด้วยวิญญาณของนกสู้ น้ำเงินมานะกัดฟันยืนปักหลักแลกหมัดกับแดงกลางเวที แต่แล้วก็ถูกหมัดแดงเซถลาไปติดเชือก แดงกระโจนเข้าใส่ด้วยเข่าลอยหวังจะน็อคน้ำเงินด้วยเข่าของเขา แต่น้ำเงินรีบหมุนตัวกลับและใช้ศอกขวาแบบศอกกลับกระแทกถูกปลายคางแดงเสียงดังพล็อก

แดงล้มลงนอนหงายเหยียดยาวแทบเท้าของน้ำเงิน ท่านเจ้าคุณแยกน้ำเงินออกแล้วนับหนึ่งถึงสิบ เป็นอันว่าน้ำเงินได้รับชัยชนะทั้งๆ ที่มวยตกเป็นรองคู่ต่อสู้ทำให้เซียนมวยกระเป๋าฉีกไปตามกัน เจ้าแห้วได้เงินใช้ ๖๐๐ บาทหวานๆ เจ้าหน้าที่ประจำสนามและพี่เลี้ยงฝ่ายแดงต่างนำเปลขึ้นไปหามนักมวยฝ่ายแดงลงมาจากเวที นักมวยฝ่ายน้ำเงินดีอกดีใจกระโดดโลดเต้นตีลังกากลับหลัง บังเอิญพลาดศีรษะฟาดกับพื้นเวทีดังโครม พี่เลี้ยงต้องช่วยประคองลงไปจากเวทีอย่างทุลักทุเล

โฆษกประจำสนามได้ประกาศทางเครื่องกระจายเสียงต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ถึงแม้ว่ามวยทั้งสามคู่ต่อยกันอย่างรวดเร็วทำให้การชกมวยสิ้นสุดลงแต่ยังวัน ท่านผู้ชมก็คงได้รับความพอใจแล้วนะครับที่มวยทุกคู่ชกกันอย่างดุเดือดน่าชมยิ่ง ต่อไปนี้ถึงรายการของคู่เอกแล้วซึ่งเป็นการชกแบบมวยไทย ระหว่าง อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ฝ่ายแดงน้ำหนัก ๖๕ กิโลกรัม คำหมื่น พิงคภูมิฝ่ายน้ำเงินน้ำหนักตัว ๗๒ กิโลกรัมครับ นายสนามคือพ่อเลี้ยงพงศ์สั่งให้เรียนท่านทั้งหลายด้วยว่าอาเสี่ยกิมหงวนได้ให้เกียรติขึ้นชกกับคำหมื่นในรายการนี้ก็เพื่อเห็นแก่การกุศล ทั้งนี้เพราะเงินค่าผ่านประตูซึ่งหักจากรางวัลนักมวยแล้วจะใช้ในการบำรุงวัดนี้ เป็นต้นว่าซ่อมแซมกุฏิพระที่ชำรุดทรุดโทรม และซื้ออาหารถวายพระภิกษุสามเณรที่ยากจน อาเสี่ยกิมหงวนจะไม่ขอรับเงินรางวัลในการชกมวยแม้แต่บาทเดียว นอกจากนี้ยังบริจาคเงินส่วนตัว ๒๐,๐๐๐ บาทบำรุงวัด ขอเชิญพี่น้องทั้งหลายตบมือให้เกียรติอาเสี่ยกิมหงวนของเราหน่อยครับ"

เสียงตบมือโห่ร้องดังขึ้นรอบสนามมวยวัดมะขวิด แฟนมวยต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจเมื่อนิกรเดินนำหน้าพากิมหงวนเข้ามาในสนาม นิกรถือตะกร้าลวดใบเดียว ในตะกร้ามีวิสกี้ตราขาวหนึ่งขวด ผ้าเช็ดตัว ๒ ผืน ยางใส่ปากกันฟันหักและพัดใบตาลอีกเล่มหนึ่ง ไม่มีกระติกน้ำแข็งหรือของใช้อื่นๆ เพราะตามที่ตกลงกันไว้เสี่ยหงวนจะไม่ยอมดื่มน้ำในระหว่างพักหมดยก เขาขอดื่มเหล้ายกละ ๒ เป๊กเท่านั้น เพื่อให้เลือดในกายฉีดพล่าน

แฟนมวยรอบสนามต่างตบมือให้เกียรติเสี่ยหงวน นักมวยบรรดาศักดิ์เจ้าของร่างสูงชะลูดซึ่งสวมกางเกงชกมวยสีแดง มีผ้าขนหนูผืนเล็กๆ คลุมไหล่ ไม่มีเสื้อคลุมเพราะตัดเย็บไม่ทันและทางสนามก็ไม่มีให้ อาเสี่ยหยุดชะงักที่เก้าอี้แถวหน้าริงก์ไซ้ด์แล้วยิ้มให้กับเพื่อนกับแพงสองพี่น้อง

"ขอให้โชคดีนะคะ" เพื่อนให้พรเขา

"ขอบคุณครับ สิ่งใดที่ผมล่วงเกินคุณ ด้วยกายกรรม, วจีกรรมและมโนกรรม โปรดอโหสิให้ผมด้วยนะครับ อย่าถือเป็นเวรกรรมติดต่อกันไปในชาติหน้าเลย"

แพงหัวเราะคิ้ก

"อย่าพูดยังงี้ซีคะ อาเสี่ยต้องชนะแน่นอน รีบขึ้นไปบนเวทีเอาฤกษ์ก่อนเถอะค่ะ" แล้วหล่อนก็หันมายิ้มให้นิกร "ให้น้ำดีๆ หน่อยนะคะ"

กิมหงวนกับนิกรต่างพากันขึ้นไปบนเวที ทางมุมแดงพ่อเลี้ยงพงศ์คำมองดูอาเสี่ยด้วยความห่วงใย แต่ขณะนี้เขาเป็นกรรมการให้คะแนนจึงไม่กล้าลุกจากที่นั่งเข้ามาหาเสี่ยหงวน เขาเพียงแต่นึกเอาใจช่วยเท่านั้น เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหา อาเสี่ยก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับครู"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"ใครเป็นครูแกวะ"

"อ้าว นักมวยเขาเรียกกรรมการว่าครูทั้งนั้น ผมเรียกคุณอาคนอื่นเขาก็จะสงสัย ฮี้....โง่จริงพับผ่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตรวจดูมือของอาเสี่ยทั้งสองข้างเพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เอาสนับมือยัดซ่อนไว้แล้ว ท่านก็กระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน

"ยกแรกอย่าพึ่งบุกดูชั้นเชิงมันก่อน"

"อ้าว" อาเสี่ยเอ็ดตะโร "คุณอาเป็นกรรมการห้ามมวยมาสอนผมได้เรอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นรีบผละไปจากกิมหงวนทันที ในเวลาเดียวกันคำหมื่นนักมวยผู้ยิ่งใหญ่ก็ปรากฏขึ้น พี่เลี้ยงสองคนพาเขาขึ้นมาบนเวทีด้วยสีหน้าเคร่งเครียดบึ้งตึง คำหมื่นเป็นหนุ่มใหญ่วัยกลางคนรูปร่างเหมือนยักษ์ปักหลั่น ทั้งสูงทั้งใหญ่กว่ากิมหงวนของเรา ใบหน้ามู่ฮู่หูเล็กและลีบ กล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดๆ คอเป็นหนอกแสดงความเข้มแข็งทรหดอดทน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ตรวจมือนักมวยฝ่ายน้ำเงินตามระเบียบ คำหมื่นนุ่งกางเกงสีกรมท่า ปักเครื่องหมายตัว เค. ที่ขากางเกงข้างขวา

พี่เลี้ยงทั้งสองฝ่ายต่างสวมนวมให้นักมวยของตน เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่รอบสนามตลอดเวลา นักพนันได้เห็นท่าทางของอาเสี่ยก็เริ่มลังเลแล้ว ที่ต่อไว้สิบเอาหนึ่งเหลือเพียงสามหนึ่งเท่านั้น มวยคู่นี้เล่นพนันกันมาก

เสียงระฆังสัญญาณไหว้ครูดังขึ้นแล้ว ปี่พาทย์และตะโพนมอญดังเท่งทึงน่าหวาดเสียว มวยเชียงใหม่ใช้เครื่องบรรเลงแบบนี้ ไม่นิยมใช้บรรเลงด้วยปี่ชวาและกลองแขก เพลงไหว้ครูก็เท่งทึงเหมือนกับจะแช่งให้นักมวยคนใดคนหนึ่งตายคาเวที

คำหมื่นไหว้ครูตามแบบฉบับของเขา ส่วนอาเสี่ยนั่งคุกเข่านิ่งเฉยแล้วหันไปถามนิกรซึ่งเกาะอยู่ขอบเวที

"เฮ้ย ไหว้ครูยังไงวะ"

"ว้า ก็ตามใจแกซีโว้ย แกจะไหว้ท่าพรหมสี่หน้าหรืออย่างไรก็แล้วแต่แก"

เสี่ยหงวนไหว้แบบลับหอกโมกขศักดิ์ดังที่เขาจำมาจากนักมวยราชดำเนินนานมาแล้ว ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นการข่มขวัญคู่ต่อสู้ ลับหอกเสร็จก็ลุกขึ้นมาร่ายรำทำท่าเหมือนพุ่งหอกโมกขศักดิ์ไปที่คำหมื่น คนดูตบมือเกรียวกราวเมื่อคำหมื่นทำท่าจับหอกหักกับเข่าของเขา

กรรมการห้ามมวยคือท่านเจ้าคุณเรียกนักมวยทั้งสองมาจับมือกันกลางเวทีแล้วให้โอวาทตามควร

"ต้องชกกันตามกติกานะ อย่าจับฟาดแบบญูโด ห้ามกัดกันหรือถ่มน้ำลายรดหน้ากัน ใครล้มลงไปห้ามกระทืบหรือเตะซ้ำ ขอให้สู้กันแบบนักกีฬา"

แล้วกรรมการก็ชี้มือให้นักมวยทั้งสองกลับไปเข้ามุม คำหมื่นยืนพิงเชือกมองดูเสี่ยหงวนด้วยแววตาถมึงทึง เขากำลังหึงเมียสาวของเขาซึ่งเคยเป็นเทพีเมืองแพร่ ความหึงทำให้เขาแลเห็นใบหน้าของกิมหงวนเป็นใบหน้าของนายศักดิ์ระบือนักร้องรูปหล่อซึ่งเดินทางมาเที่ยวสงกรานต์เชียงใหม่จากกรุงเทพฯ พี่เลี้ยงของคำหมื่นร้องบอกนักมวยของเขา

"ใจเย็นๆ โว้ยคำหมื่น ลืมเรื่องส่วนตัวเสียชั่วขณะ ถ้าแกชกด้วยอารมณ์โกรธแกจะแพ้เขา อย่าลืมว่าเสี่ยหงวนเคยโค่นนักมวยชั้นดีมาแล้ว"

เสียงระฆังเริ่มยกแรกดังทันที

"แก๊ง"

โดยไม่มีการพูดพล่ามทำเพลง คำหมื่นปราดเข้าตะลุมบอนกิมหงวนของเราทันที เขาชกอย่างบ้าดีเดือด เตะซ้ายขวาอุตลุดตามติดด้วยหมัดซ้ายขวา อาเสี่ยล่าถอยไม่เป็นขบวน นึกไม่ถึงคำหมื่นจะโจมตีเขาแบบนี้ แต่เสี่ยหงวนไม่ใช่มวยวัด ถึงแม้ว่าจะว่างเว้นการฝึกซ้อมและเรื้อเวทียังรู้จักปิดป้องหลบหลีกพายุหมัดและเท้า อย่างไรก็ตามเท้าขวาของคำหมื่นก็ส่งเสี่ยหงวนลงไปนั่งเหยียดแข้งเหยียดขาทางมุมระฆังในท่าสะลึมสะลือ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แกล้งถ่วงเวลาประคองคำหมื่นไปเข้ามุมแล้วเดินย่องมาหาเสี่ยหงวน จัดเสื้อกางเกงให้เรียบร้อยเสียก่อนจึงยกมือขึ้นนับอย่างลากก้าม อาเสี่ยลุกขึ้นมาได้เมื่อท่านเจ้าคุณนับ ๕ เจ้าคุณปัจจนึกฯ คงนับต่อไปจนถึง ๘ ตามกติกาที่ตกลงกัน พอนับ ๘ ท่านก็จับมือเสี่ยหงวนเขย่าแล้วกระซิบบอก

"ชกท้อง ท้องมันเปิดตลอดเวลา"

เสี่ยหงวนไม่ได้ยินก็ถามดังๆ

"ชกตรงไหนนะครับ"

เคราะห์ดีที่เสียงจ้อกแจ้กจอแจของคนดูกลบเสียงเสี่ยหงวนไว้ เมื่อเจ้าคุณบอกให้ต่อสู้กันต่อไป น้ำเงินก็เปิดฉากบุกตะลุยอีกหวังจะน็อคกิมหงวนให้เสร็จๆ ไป แล้วรีบกลับเชียงใหม่เพื่อหาโอกาสจับเมียของเขาเล่นสงกรานต์สาดน้ำกับนักร้องหนุ่มรูปหล่อในห้องนอนสองต่อสอง คำหมื่นเตะและชกแคล่วคล่องว่องไว อาเสี่ยต้านแรงปะทะไม่ได้ก็ต้องล่าถอยไปรอบๆ เวที นานๆ ก็ใช้หมัดแย็ปรบกวนหรือยกเท้าซ้ายถีบยันไว้

ครั้งหนึ่งนักมวยทั้งสองกอดปล้ำกัน เสี่ยหงวนมองลงมาที่ขอบเวที นิกรรีบชกท้องตัวเองเป็นความหมายให้อาเสี่ยชกท้อง พอกรรมการแยกจากกันและให้ชกกันอีก คำหมื่นก็บุกทะลวงรุกไล่อาเสี่ย ศอกซ้ายของคำหมื่นทำให้คิ้วขวาของกิมหงวนปูดโปแทบจะแตก แต่เสี่ยหงวนก็ฮุคซ้ายได้เหมาะเจาะทีหนึ่งทำให้นักมวยฝ่ายน้ำเงินถลาออกไป

เซียนมวยตาแหลมรู้สึกว่าเชิงมวยของเสี่ยหงวนเหนือกว่าคำหมื่น เพราะคำหมื่นใช้กลยุทธต่อยและเตะโฉ่งฉ่างและมีหมัดหนักเท่านั้น อาเสี่ยของเราต่อยดีขึ้น หมัดหนึ่งสองได้ผลเกินคาดถูกหน้าคำหมื่นผงะหงายออกไปจนปากปลิ้น ครั้งหนึ่งคำหมื่นบุกเข้ามาอีกรัวหมัดซ้ายขวาหวังเผด็จศึก ต่อยพลางก็นึกเครียดแค้นเมียรักและอ้ายหนุ่มชาวกรุงนักร้องรูปหล่อ ซึ่งแอบมาตีท้ายครัวเขาและดูเหมือนจะขโมยของในครัวกินเข้าไปแล้วด้วยซ้ำ

เพราะเขาต่อยด้วยอารมณ์หึงและบ้าดีเดือด ส่วนท้องของเขาจึงเปิดช่องว่าง เมื่อกิมหงวนถูกต้อนไปถึงมุมน้ำเงิน อั๊ปเป้อรคัทของอาเสี่ยก็ลั่นตูมออกไปถูกลิ้นปี่ของคำหมื่นพอดี คำหมื่นทำหลังโกงขมวดคิ้วนิ่วหน้า ตอนนี้เองฮุคซ้ายของกิมหงวนก็ลั่นปัง ซ้ำด้วยอั๊ปเป้อรคัทขวาอีกทีหนึ่ง คำหมื่นหมดเรี่ยวแรงแล้ว หูของเขาอื้อนัยน์ตาพร่าพราว ยังไม่ทันจะตั้งตัวอาเสี่ยก็จับโน้มคอตีเข่าพลั่กเข้าให้ เสือสังเวียนซึ่งจำใจชกเพราะจิตใจไม่สบายร่วงผล็อยลงไปนอนเหยียดยาวบนเวที ซึ่งเหลือเวลาอีกครึ่งนาทีก็จะหมดยก

คำหมื่นนอนร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่ยอมลุกขึ้นมาสู้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้ามานับหนึ่งจนถึงสิบ แล้วท่านก็คว้ามืออาเสี่ยชูขึ้นเหนือศีรษะท่ามกลางเสียงตบมือของแฟนมวย ซึ่งทุกคนฉงนสนเท่ห์ใจเหลือที่จะกล่าวเท่าที่คำหมื่นปราชัยอย่างง่ายดายเช่นนี้ ไม่มีใครรู้ความจริงว่าเขาอาจจะลุกขึ้นมาสู้กับเสี่ยหงวนอีกก็ได้ แต่เขาเห็นว่าจิตใจของเขากำลังขุ่นมัวเช่นนี้ ถ้าเขาขืนลุกขึ้นมาสู้กับอาเสี่ยต่อไป เขาอาจจะบอบช้ำยับเยินถึงกับเสียชีวิตบนเวทีก็ได้

ชัยชนะอันเด็ดขาดเป็นของกิมหงวนแล้ว พี่เลี้ยงของคำหมื่นรีบขึ้นมาประคองเสือสังเวียนลงไป คำหมื่นเดินร้องไห้กลับไปห้องพัก คนดูเข้าใจว่าเขาเสียใจที่เขาประมาทคู่ต่อสู้จึงเพลี่ยงพล้ำถูกน็อคเอ๊าท์เช่นนี้

การชกมวยวัดมะขวิดในงานสงกรานต์สิ้นสุดลงแล้ว คำหมื่นผลุนผลันกลับเชียงใหม่โดยสละเงินรางวัล ๓๕๐ บาทที่เขาได้รับบำรุงวัด อาเสี่ยกิมหงวนรู้ดีว่าเขาชนะคำหมื่นเพราะคำหมื่นไม่มีกำลังใจที่จะชกกับเขา ที่ขึ้นชกก็เพราะเกรงใจพ่อเลี้ยงพงศ์นั่นเอง

พ่อเลี้ยงพงศ์กับเพื่อนแพงพร้อมด้วยคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกลับมาถึงเชียงใหม่ในเวลาพลบค่ำพอดี

พุธที่ ๑๔ เมษายน

การสาดน้ำดุเดือดยิ่งขึ้น ทุกหนทุกแห่งทั่วนครเชียงใหม่เริ่มสาดน้ำกันตั้งแต่เช้า แม้กระทั่งข้าราชการที่นั่งรถไปทำงานก็เปียกโชกโชนไปตามกัน

วันนั้นเป็นวันที่ชาวเชียงใหม่มีการแห่พระพุทธสิหิงค์และนางสงกรานต์ในตอนบ่าย ประชาชนหลั่งไหลไปชมขบวนแห่อย่างแน่นขนัด มีขบวนฟ้อนเล็บ, วงดนตรีของไทยเหนือ กลองยาวซึ่งมีความยาวตั้งห้าหกเมตรและขบวนต่างๆ อีกมากมาย หนุ่มสาวชาวนครพิงค์ที่เข้าร่วมขบวนนี้แต่งกายสวยสดงดงาม ทุกคนถูกสาดน้ำเปียกโชก คณะพรรคสี่สหายของเราและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบียดเสียดเยียดยัดกับเขาดูขบวนแห่อันยาวเหยียด

หลังจากขบวนแห่ได้สิ้นสุดลงแล้ว เพื่อนกับแพงก็ชวนสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับมาบ้านอาบน้ำเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวรับประทานอาหารว่าง พอแดดอ่อนใกล้จะถึง ๑๗.๐๐ น. ทุกคนก็เดินทางมุ่งตรงไปยังสะพานนวรัตน์เพื่อขนทรายเข้าวัดตามประเพณี แต่ไม่ได้นำรถยนต์มาด้วย ขึ้นรถจักรยานสามล้อตามกันมาเป็นแถวพร้อมด้วยขันเงินหลายขนาดสำหรับตักทรายในแม่น้ำปิงนำไปไว้ยังวัดต่างๆ

ชาวเมืองและนักทัศนาจรนับจำนวนหลายหมื่นคนต่างหลั่งไหลมาที่สะพานนวรัตน์ลงสู่แม่น้ำปิง ถนนท่าแพอันเปรียบเหมือนถนนเยาวราชของกรุงเทพฯ เต็มไปด้วยคลื่นมหาชนที่สาดน้ำกันทั่วถนน ตำรวจจราจรได้ปิดกั้นถนนนี้เพื่อให้ประชาชนได้สนุกสนานกันเต็มที่

การเบียดเสียดกันและถูกสาดน้ำจนชุ่มโชกทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องขอตัวกลับบ้านก่อน แต่ท่านเจ้าคุณก็ถือทรายติดมือมาหนึ่งขันนำไปไว้ในวัดอุปคุต

ในแม่น้ำปิงเต็มไปด้วยหญิงชายเกลื่อนกลาดไปทั่ว บนสะพานนวรัตน์มีคนมุงดูนักขนทรายเบื้องล่างจนหาที่ว่างไม่ได้ ทุกคนล้วนแต่ถูกราดน้ำถูกฉีดน้ำ แม่น้ำปิงแห้งงวดมีแต่หาดทรายขาวสะอาด ทางเดินขึ้นลงถูกน้ำจนกลายเป็นโคลนทำให้ผู้คนลื่นล้มไปตามกัน แต่ก็สนุกสนานครื้นเครงดี

ก่อนเวลา ๑๘.๐๐ น.เล็กน้อย สี่สหายกับเพื่อนแพงได้พักผ่อนอยู่ในร้านเครื่องดื่มแห่งหนึ่งฝั่งตรงข้ามกับธนาคารออมสิน คลื่นมนุษย์ยังไหลไปมาบนถนนท่าแพ บ้างก็โห่ร้องมีเครื่องดนตรีบรรเลงเท่าที่จะหาได้ สาดน้ำกันให้พรกัน ตำรวจและสารวัตรทหารบกกระจายกำลังกันไปทั่ว แต่ไม่ปรากฏว่ามีการแจกหมัด แจกมีด แจกไม้ แจกปืนหรือแจกระเบิดขวดกันเลย

เจ้าแห้วได้รับคำสั่งจากพลให้รวบรวมขันเงินนั่งสามล้อกลับไปบ้านพักก่อน สี่สหายกับสองสาวเปียกน้ำจนหนาวสั่นไปตามกัน

"เราจะต้องกลับกรุงเทพฯ พรุ่งนี้แหละครับ" พลกล่าวกับสองพี่น้อง

"อ้าว" เพื่อนอุทาน "ยังไงกันคะ อยู่ๆ ก็จะรีบกลับ"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"วันศุกร์ที่ ๑๖ เราอาจจะต้องเดินทางไปชายแดนด้านอีสานครับ เกี่ยวกับราชการสำคัญบางอย่าง นอกจากนี้พวกเรายังมีธุรกิจทางกรุงเทพฯ อีกมากมาย"

"หรือคะ แหม-ไม่อยากให้พวกคุณกลับเลยค่ะ สำหรับดิฉันกับแพงจะกลับวันที่ ๒๐ ค่ะ ส่วนรถของเราคุณน้าซ่อมแซมเสร็จจะส่งไปทางรถไฟ ไม่ยอมให้เราขับรถยนต์กลับกรุงเทพฯ อย่างเด็ดขาด ท่านจะติดต่อบุ๊คตั๋วเครื่องบินให้ค่ะ รอกลับพร้อมๆ กันไม่ได้หรือคะ"

"ไม่ได้หรอกครับ" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "พวกเราไม่ได้มีเวลาฟุ่มเฟือย มาเที่ยวนี่ก็มาทั้งๆ ที่มีงานยุ่ง"

นิกรสบตากับแพง เขาก็กล่าวกับหล่อนอย่างเป็นงานเป็นการ

"พรุ่งนี้เขาจะมีการรดน้ำดำหัวใช่ไหมครับ"

"ค่ะ ชาวเชียงใหม่เขาจะรดน้ำดำหัวบิดามารดาหรือญาติผู้ใหญ่ของเขา ตอนบ่ายจะมีขบวนแห่รดน้ำดำหัวผู้ว่าราชการจังหวัดค่ะ"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"เราคงไม่ได้อยู่ดูพิธีนี้เพราะพรุ่งนี้เราจะออกเดินทาง ๔ นาฬิกา แต่ว่าถ้าพวกเราจะรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ในคืนวันนี้เราจะทำได้ไหมครับ"

แพงทำหน้าฉงน

"รดน้ำดำหัวคุณตาใช่ไหมค่ะ"

"ออไร๋ ออไร๋ ท่านเป็นพ่อตาผมและเป็นพ่อตาอ้ายกร เป็นอาของพลและอ้ายหงวน เราอยากจะรดน้ำดำหัวท่านเพื่อขอพรจากท่าน"

"ก็ทำได้นี่คะ" เพื่อนตอบแทนน้องสาว

นายพลดิเรกหันมาทางเพื่อน

"เราจะต้องมีของอะไรบ้างล่ะครับ"

"ถ้าทำตามประเพณีอันแท้จริงก็ยุ่งยากหน่อยค่ะ เป็นต้นว่าต้องมีใบส้มป่อยใส่ลงไปในน้ำอบ เดี๋ยวนี้ทำตามความสะดวกค่ะ ซื้อของขวัญใส่ถาดเข้าสักถาดหนึ่ง แล้วก็มีน้ำหอมใส่ขันเงินเพื่อให้ผู้ใหญ่ประพรมให้เรา เราเอาของไปมอบให้ผู้ใหญ่แล้วรับพรจากท่านเท่านั้น"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"สิ้นเคราะห์ไปที รดน้ำดำหัวผมนึกว่าจับผู้ใหญ่กดน้ำเสียอีก"

เพื่อนกับแพงหัวเราะลั่น พลมองดูนายจอมทะเล้นอย่างขบขัน

"ยังงั้นก๊อตายซีโว้ย คำว่า "รดน้ำดำหัว" เป็นภาษาของไทยเหนือแปลว่าผู้น้อยไปกราบไหว้ผู้ใหญ่ขอพรท่านและขอให้ท่านประพรมน้ำอบน้ำหอมให้เราเพื่อเป็นศิริมงคล" พูดจบเขาก็หันมาทางสองพี่น้อง "พาพวกเราไปหาซื้อของขวัญเถอะครับ คืนนี้ผมกับเพื่อนๆ จะรดน้ำดำหัวคุณอา พรของท่านคงจะช่วยให้เรามีความสุขและมีโชคดี"

"ค่ะ ไปซีคะ" เพื่อนพูดยิ้มๆ "ดิฉันจะพาไปซื้อของที่ร้านเพื่อนของดิฉันหน้าตลาดวโรรส เขาจะได้ลดราคาให้คุณเป็นพิเศษ"

ค่ำวันนั้นเอง

หลังจากเวลาอาหารค่ำผ่านพ้นไปแล้ว พิธีรดน้ำดำหัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งได้ทำขึ้นอย่างไม่เป็นทางการก็เริ่มต้นที่เรือนรับรองคือบังกาโลหลังใหญ่หลังบ้าน "พงศ์แก้ว" พ่อเลี้ยงพงศ์คำพร้อมด้วยสีแก้วและเพื่อนกับแพงได้ร่วมพิธีนี้ด้วยเพราะถือว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้มีอาวุโส

ภายในห้องรับแขกห้องนั้นแสงไฟฟ้าส่องสว่างจ้าราวกับกลางวัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายลำลองเต๊ะท่าอยู่บนเก้าอี้นวมตัวหนึ่งและกำลังสนทนากับสองสามีภรรยาและสองสาวซึ่งนั่งรวมกันอยู่บนโซฟาตัวใหญ่

เมื่อเสียงโห่ร้องดังขึ้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ทำหน้าเหยเกชอบกล ท่านจำได้ว่าเสียงต้นโห่คือนิกร

"โห่....ฮี้โห่....ฮี้โห่ โอ้โฮเฮะ....ฮิ้ว"

แล้วเสียงฆ้องใบหนึ่งซึ่งเสี่ยหงวนนำมาจากห้องโถงที่ตึกใหญ่ก็ดังขึ้น

"มุย"

ขบวนรดน้ำดำหัวซึ่งประกอบด้วย พล, นิกร, กิมหงวนและศาสตราจารย์ดิเรกต่างพากันเข้ามาในห้อง พล พัชราภรณ์ถือถาดเงินใบใหญ่ที่ซื้อมาจากร้านจำหน่ายเครื่องเงินแห่งหนึ่งในราคา ๑,๕๐๐ บาท ในถาดมีขันน้ำพานรอง ซึ่งเป็นขันเงินใส่น้ำผสมน้ำหอมอย่างดีโรยกลีบกุหลาบและดอกไม้อื่นๆ อีกหลายชนิด นอกจากนี้มีโสร่งไหมอย่างดีพร้อมด้วยเสื้อฮาไว เสื้อเชิ้ทและของขวัญอันมีค่าบรรจุกล่องผูกริบบิ้นเรียบร้อยอีกหลายอย่าง เพื่อนกับแพงต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขาแล้วร้องโห่ขึ้นอีก

"โห่....ฮี้โห่...."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว็ด

"พอแล้ว"

สี่สหายต่างพากันเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้นเบื้องหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ นายพลดิเรกยกโต๊ะเล็กๆ มาวางเบื้องหน้าพ่อตาของเขา พลวางถาดลงบนโต๊ะนั้นแล้วประนมมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ในฐานะที่คุณอาเป็นญาติผู้ใหญ่ที่เคารพรักของเรา พวกเราต้องการพรจากคุณอาตามพิธีรดน้ำดำหัวครับ"

พ่อเลี้ยงพงศ์กับสีแก้วและสองพี่น้องเพื่อนแพงต่างเลื่อนตัวจากเก้าอี้ลงนั่งบนพื้น และคลานเข้ามารวมกลุ่มกับคณะพรรคสี่สหาย พ่อเลี้ยงพงศ์กล่าวกับท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"ผมกับภรรยาและหลานสาวของผมก็ถือว่าใต้เท้าเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราครับ เราจะขอร่วมพิธีรดน้ำดำหัวด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแก้มแทบแตก

"ขอบคุณมากพ่อเลี้ยงพงศ์ ขอบคุณคุณสีแก้วและทุกๆ คนที่ให้เกียรติ อ้า-ผมจะต้องทำอะไรบ้างล่ะพ่อเลี้ยงช่วยแนะนำหน่อยซี"

"ก็ไม่มีอะไรหรอกครับใต้เท้า นอกจากให้ศีลให้พรพวกเราทีละคนแล้วก็เอามือวักน้ำหอมในขันประพรมศีรษะและตามตัวพวกเรา ของในถาดพร้อมทั้งถาดใต้เท้าโปรดรับเป็นของขวัญ ผมกับสีแก้วและหลานทั้งสองก็มีของขวัญคนละชิ้นรวมอยู่ในถาดนั้นแล้ว"

"ขอบคุณเหลือเกินพ่อเลี้ยง เรามาพักอยู่ที่นี่เราก็รบกวนพ่อเลี้ยงกับคุณสีแก้วมากมายพอแล้ว เชิญซีครับ เชิญคุณก่อน"

พ่อเลี้ยงพงศ์คำคลานเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วก้มลงกราบท่านเป็นการให้เกียรติอย่างสูง ท่านเจ้าคุณเอื้อมมือขวาจุ้มลงไปในขัน แล้วท่านก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวเปลี่ยนสีหน้าเป็นบึ้งตึงจ้องมองดูหน้านิกร

"เสือกเอาลูกมะอึกสุกๆ ใส่มาในขันทำไม"

นิกรอ้าปากหวอ

"ไม่ใช่ผมนะครับอ้ายหงวนเป็นคนใส่ มันให้คนใช้ไปเก็บมะอึกมาเมื่อกี้นี้เอง"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ตามประเพณีเขาใช้ใบส้มป่อยครับ แต่ใบส้มป่อยหาไม่ได้ผมเลยใช้ลูกมะอึกและใบมะอึกแทน"

ท่านเจ้าคุณเค้นหัวเราะ

"ทะลึ่งมาก นี่ถ้าฉันไม่เกรงใจพ่อเลี้ยงพงศ์ ฉันลุกขึ้นเตะปากแกแล้ว"

"น่า" อาเสี่ยพูดยานคาง "วันนี้วันสงกรานต์ไม่น่าจะยัวะเลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามดับโมโหหยิบพวงมะอึกพวงนั้นออกมาจากขันเงินเหวี่ยงออกไปนอกหน้าต่าง แล้วท่านก็วักน้ำหอมประพรมศีรษะและร่างของพ่อเลี้ยงพงศ์คำ

"ขอให้คุณและครอบครัวมีความสุขความเจริญตลอดไป จะค้าของสิ่งใดแม้กระทั่งฝิ่นก็ขอให้ซื้อง่ายขายคล่องนะครับ"

พ่อเลี้ยงพงศ์คำก้มลงกราบรับพรท่านเจ้าคุณ ต่อจากนั้นสีแก้วก็คลานเข้ามารับการดน้ำจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนที่สอง แล้วก็พล, นิกร, กิมหงวน, ศาสตราจารย์ดิเรก, เพื่อนกับแพง

พิธีรดน้ำดำหัวซึ่งกระทำกันอย่างง่ายๆ ได้สิ้นสุดลงชั่วเวลาอันรวดเร็ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่เห็นหน้าเจ้าแห้ว ท่านก็กล่าวถามพล

"อ้ายแห้วไปไหนล่ะ"

"เอารถไปอัดฉีดล้าง เปลี่ยนน้ำมันเครื่องและเติมน้ำมันครับ พรุ่งนี้เราจะออกเดินทางสี่นาฬิกาตรง"

สีแก้วพูดเสริมขึ้น

"แต่พวกคุณจะต้องรับประทานอาหารเช้า ในเวลา ๓.๓๐ น. ที่ดิฉันจะจัดให้อย่าปฏิเสธไม่ได้เชียวนะคะ"

นิกรยิ้มแป้น

"ตกลงครับ ผมกับเพื่อนๆ จะไม่ลืมความกรุณาของพ่อเลี้ยงและคุณนายเลย อย่าลืมนะครับถ้าจะไปกรุงเทพฯ เมื่อไรต้องโทรเลขให้พวกเราทราบล่วงหน้าเพื่อเราจะได้ให้การต้อนรับอย่างเต็มที่"

พ่อเลี้ยงว่า "ยังมีที่เที่ยวที่เชียงใหม่และลำพูนอีกหลายแห่ง ผมก็ตั้งใจไว้แล้วว่าผมจะพาไปเที่ยว ไม่ควรจะรีบกลับเลย โอกาสหลังมาเที่ยวเชียงใหม่อีกนะครับ"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างร่วมสนทนากับพ่อเลี้ยงพงศ์และสีแก้วกับสองสาวอีกประมาณชั่วโมงเศษ พ่อเลี้ยงพงศ์จึงพาสีแก้วกับหลานสาวทั้งสองของเขากลับไปที่ตึกใหญ่เพื่อให้คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พักผ่อนหลับนอนเตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลา ๔.๐๐ น.พรุ่งนี้

จบตอน