พล นิกร กิมหงวน 186 : เขมรแหย่เสือ

บทนำ

เป็นที่รู้กันดีแล้ว จากประวัติศาสตร์ของเรา เขมรชอบซ้ำเติมรุกรานไทยเมื่อมีศึกมาประชิดติดพระนครศรีอยุธยา หรือเมื่อไทยเพลี่ยงพล้ำแก่ข้าศึก เขมรก็ส่งกองทัพมาปล้นสะดมหัวเมืองชายแดนที่อยู่ใกล้กับอาณาจักรเขมร แต่ถ้าไทยแข็งแกร่งขึ้นมาเขมรก็ยอมอ่อนน้อมขอเป็นขี้ข้าไทย

พฤติการณ์ของกษัตริย์เขมรทำให้สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเจ็บช้ำพระทัยอย่างยิ่งพระองค์จึงเสด็จกรีธาทัพไปตีเขมรจนแตกพ่ายยับเยินพระยาละแวกกษัตริย์เขมรถูกจับเป็นและถูกประหารชีวิตด้วย พระราชพิธีปฐมกรรมคือตัดหัวรองเลือดใส่ถาดล้างพระบาทของพระองค์

อย่างไรก็ตามประชาชนชาวเขมรและชาวไทยนั้นเปรียบเหมือนพี่น้องกันบ้างก็ติดต่อค้าขายกันตามพรมแดนหรือมีความสัมพันธ์ต่อกันในฉันญาตินับเป็นเวลาช้านานมาแล้วจนกระทั่งปัจจุบันนี้

แต่ผู้นำของเขมรคือนโรดมสีหนุ มีนิสัยเป็นพาลสันดานหยาบ นโรดมสีหนุได้พยายามทำลายสายสัมพันธ์อันดีงามระหว่างไทยกับเขมรตลอดมา จนกระทั่งตัดไมตรีกับไทยด้วยการถอนทูต ถอนกันง่ายๆ คล้ายกับว่าเป็นทูตหลอกๆ หรือ ทูตเล่นๆ ไม่ใช่ทูตจริงๆ เมื่อเขมรถอนทูตเราก็ต้องถอนทูตของเรากลับเป็นธรรมดาอยู่เอง ดังนั้นเขมรกับไทยจึงสิ้นสุดความสัมพันธ์ต่อกันเพราะสีหนุ เส้นพรมแดนทุกแห่งถูกปิดสีหนุเปิดประตูบ้านรับคอมมิวนิสต์และประกาศตนเป็นคอมมิวนิสต์ กำลังพาประเทศชาติของเขาไปสู่ภัยพิบัติซึ่งประชาชนชาวเขมรจะมีสภาพเป็นทาสในอนาคตอันใกล้นี้

คนไทยที่มีเชื้อชาติไทยสัญชาติเขมรและชาวเขมรในเกาะกงหรือจังหวัดใกล้เคียงกับจังหวัดตราดและจันทบุรีถูกรัฐบาล เขมรขี่ข่มเหงรังแกรีดนาทาเร้นด้วยประการต่างๆ จึงอพยพเข้าพึ่งพระบรมโพธิสมภารของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อนโรดมสีหนุทราบข่าวนี้ก็สั่งให้กองทัพเรือจับชาวประมงไทยในน่านน้ำไทย ยึอเรือและนำตัวไปกักขังไว้ปฎิบัติต่อคนไทยที่ถูกคุมขังอย่างโหดเหี้ยมทารุณราวกับสัตว์ป่า ชาวประมงหลายคนต้องเสียชีวิตเพราะถูกทารุณ เพราะอดอาหารหรือเจ็บป่วยไม่ได้รับการรักษาพยาบาลนโรดมสีหนุมีเจตนายั่วยุเรามานานแล้ว ถ้าไทยอดกลั้นไม่ได้ใช้กำลังทหารบดขยี้เขมร สีหนุก็จะได้แหกปากร้องตะโกนบอกให้โลกรู้ว่าไทยเป็นผู้รุกรานซึ่งเมื่อนั้นคอมมิวนิสต์ก็จะถือโอกาสเข้าช่วยเขมร รัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ใช้ความอด กลั้นเป็นอย่างยิ่งเพื่อเห็นแก่สันติภาพ ถ้าหากว่าไทยใช้กำลังจัดการกับเขมรแล้ว เพียง ๓ วันเท่านั้นเขมรก็ต้องราบเป็นหน้ากลองด้วยแสนยานุภาพของเรา ซึ่งกองทัพของเขมรทั้ง ๓ ทัพนั้นเป็นกองทัพเล็กๆ อาจจะเปรียบเทียบกองทัพไทยได้

เพราะเขมรอพยพเข้าไทยประกอบทั้งสีหนุได้ข่าวว่าไทยจะเรียกร้องดินแดน คือเกาะกงคืน ซึ่งฝรั่งเศสเจ้านายเขมรยึดไปจากเรา สีหนุก็วางแผนยั่วยุไทยอีกด้วยเหตุผลโง่ๆ ของสีหนุ คือต้องการให้กองทัพไทยบุกเข้าไปในดินแดนเขมรหรือต้องการหยั่งกำลังรบไไทยแบบเอาไม้แหย่เสือที่กำลังนอนหลับ นอกจากนี้ยังต้องการให้ชาวเขมรได้เห็นว่าเขมรมีกองทัพอันเกรียงไกรสามารถที่จะบุกรุกไทยได้ทุกขณะ ชาวเขมรที่หลบเข้าไปอยู่อยู่ในแดนไทยนั้นอาจจะประสบชะตากรรม ถ้ากองทัพเขมรบุบเข้าไปยึดเมืองตราดและจันทบุรีได้

ดังนั้น สีหนุจึงสั่งบุกไทยด้วยกำลังส่วนย่อยเพื่อลองเชิงหรือชิมลางหรือด้วยเหตุ อีกหลายอย่างของสีหนุ

๒๐ มิถุนายน ๒๕๐๔

เวลา ๑๓.๓๐ น. ทางเขมรหนึ่งหมู่ประมาณ ๑๐ คน ได้ปะทะกับตำรวจภูธณชายแดนของเราที่ตำบลเขาวงอำเภอคลองใหญ่จังหวัดตราด กำลังของเขมรเคลื่อนเข้ามาในหลักเขตที่ ๗๑ ตำรวจภูธรชายแดนของเราได้ทำการต่อสู้อย่างสมเกียรติสมศักดิ์ศรี ทหารเขมรวิ่งหางจุกตูดล่าถอยกลับไป ทิ้งศพทหารไว้ ๒ ศพ และพลเรือนซึ่งเป็นหน่วย "ชีวพล" ของเขมรอีกหนึ่งศพชื่อนายเฉลียว ฝ่ายเรา ส.ต.ต. กิติศักดิ์ รื่นอารมณ์ ถูกยิงเหนือหน้าอกด้านซ้ายบาดเจ็บสาหัส

เวลา ๑๖.๓๐ น. ทหารเขมรหนึ่งกองร้อยเคลื่อนเข้ามาทางเขาวง ซึ่งดูเหมือนมีเจตนาที่จะแย่งศพทหารเขมร ตำรวจภูธรของเรามีจำนวนน้อยกว่าหลายเท่าก็สู้แบบยอมตายถวายชีวิต เขมรใช้ปืนครกปืนกลหนักเบาระดมยิงลงมาจากบนเขา ตำรวจภูธรชายแดนอยู่ในที่ราบเชิงเขา จึงจำเป็นต้องล่าถอยเข้ามาบ้างเพื่อ หาที่อับกระสุนและที่มั่น กำลังตำรวจภูธรที่อำเภอคลองใหญ่ถูกส่งไปช่วยตำรวจชายแดนโดยด่วนและที่น่าปลื้มใจที่สุดก็คือ ประชาชนคนไทยที่มีอาวุธได้ร่วมมือกันต่อต้านทหารเขมรด้วยทหารเขมรไม่กล้าเคลื่อนที่เข้ามาอีก แต่ในตอนพลบค่ำวันนั้นเรือประมงของเขมร ๒ ลำได้บรรทุกทหารมาเสริมกำลัง

๒๑ มิถุนายน ๒๕๐๘

เวลา ๖.๐๐ น. เศษ ทหารเขมรหนึ่งกองร้อยบุกเข้ามาที่หลักเขตแดน ๗๑ และปะทะกับตำรวจไทยอย่างดุเดือดเกือบหนึ่งชั่วโมงเขมรก็ล่าถอยออกไป

เวลา ๙.๐๐ น. มีการปะทะกันอีกระหว่างหน่วยลาดตระเวนเขมรกับตำรวจไทย เขมรล่าถอยออกไปตามเคย

๒๒ มิถุนายน ๒๕๐๘

เวลา ๑๖.๐๐ น. มีการปะทะกันเล็กน้อย เขมรส่งหน่วยลาดตระเวนเข้ามาสืบดูว่ากำลังของตำรวจไทยมีมากน้อยเพียงใดและเคลื่อนย้ายไปหรือยัง แต่แล้วก็มีข่าวจาก สายลับ ของเราแจ้งว่า กำลังส่วนใหญ่ของเขมรถอยกลับไปแล้วเพราะทราบว่านาวิกโยธิน หน่วยแรกของเราได้เดินทางมาถึงคลองใหญ่แล้ว

นาวิกโยธิน หน่วนคอหนังเข้าประจำแนวแทนตำรวจภูธรและพร้อมขยี้ทหารขเมรถ้าเคลื่อนเข้ามาในเขตเราฯฯ พณฯ นายกรัฐมนตรี สั่งให้ทหารปราบเขมรให้ราบคาบ แต่ไม่ให้ล่วงล้ำเข้าไปในแดนเขมรเพราะเราได้ยื่นเรื่องราวไปทางสหประชาชาติแล้วว่าเท่าที่กองทหารเขมรรุกรานเราก่อน

กองทัพเรือเตรียมพร้อมที่จะเปิดฉากรบทางทะเลกับนาวีเขมร ร.ล. สัตหีบและ ร.ล. สุครีพไปลอยลำอยู่ที่หน้าเมืองตราดแล้ว ทำหน้าที่คุ้มกันเรือประมงไทยและลาดตระเวนน่านน้ำของเรา กองทัพอากาศพร้อมที่จะส่งเครื่องบินไปถล่มเขมรได้ทุกขณะ และกองทัพบกของเราก็พร้อมแล้วอยู่ในที่ตั้ง ทหารไทยทุกคนต่างกระหายที่จะรบกับเขมร และหวังที่จะทำพิธีปฐมกรรมนโรดมสีหนุอีกครั้งหนึ่ง

ขอเชิญ ท่านหาความสำราญจากนิยายชุดสามเกลอในตอน "เขมรแหย่เสือ" ได้ต่อไป

เริ่มเรื่องของเราในตอนสายวันจันทร์ที่ ๒๑ มีถุนายน

อีกครั้งหนึ่งที่นายพลดิเรกกับ คณะของเขาได้มาพบกับ พล.อ วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการที่กองบัญชาการทหารสูงสุดกระทรวงกลาโหมด้านริมคลองหลอดในเวลา ๙.๓๐ น. ตามคำสั่งด่วนที่ทหารนำสารได้นำไปมอบให้นายพลดิเรกที่บ้าน "พัชราภรณ์" ตอนรุ่งอรุณวันนี้

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวเชิ้ทแขนยาวแต่ไม่ได้ผูกเน็คไท

ภายในห้องทำงานอันกว้างขวางหรูหราของท่าน

นายพรอาวุโส นายพลดิเรกกับคณะของเขากำลังนั่งห้อมล้อมท่านรองฯ ซึ่งแต่งเครื่องแบบนายพลเอกกากีแกมเขียวคอแบะผูกเน็คไท

"ผมจะเว้นการไต่ถาม ทุกข์สุขของท่านเจ้าคุณและคุณๆ เหล่านี้เพราะเราได้พบกันบ่อยๆ แล้วที่ผมเชิญมาพบก็เพราะมีเรื่องราชการสำคัญและด่วนมาก"

พ.อ. กิมหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ตกลงครับท่านรอง พวกผมพร้อมแล้วที่จะเดินทางไปปฎิบัติหน้าที่ที่เมืองตราดเกี่ยวกับเขมรบุกรุกเราเมื่อตอนสายบ่ายและเย็นวานนี่"

พล.อ. วิชิตจ้องมองดูเสี่ยหงวนด้วยความแปลกใจ

"ไหนคุณ รู้ล่ะว่าผมจะส่งอาจารย์ดิเรกกับคณะไปที่นั่น"

"โธ่-ของมันแหงๆ นี่ครับท่านรอง เมื่อคืน ที.วี. เขาออกข่าวเขมรบุกและปะทะกับตำรวจภูธรชายแดนที่อำเภอคลองใหญ่พวกเราก็นึกเดาได้ว่า อย่างไรเสียเราก็จะถูกส่งตัวไปที่นั่นเพื่อทำหน้าที่สำคัญตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายให้ไป"

ท่านนายพบอาวุโสยิ้มเล็กน้อย

"ครับ คุณคาดการได้ถูกต้องคุณกิมหงวน กองบัญชาการทหารสูงสุดต้องการให้อาจารย์ดิเรกกับคณะนำทหารหน่วยกล้าตายที่เราคัดเลือกไว้ ๑๐ คนเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่เป็นกองโจรรบกวน ข้าศึกและก่อวินาศกรรมทำลายเส้นทางคมนาคม เช่น สะพานข้ามคลองข้ามเหว นอกจากนี้ให้ตรวจดูกำลังรบของข้าศึกตลอดจนฐานยิงจรวดถ้าหากมีว่าอยู่ในป่า"

"เว้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "โดดร่มอีกแล้ว "

รองผู้บัญชาการฯ หันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างชมชื่น

"ผมมั่นใจว่าใต้เท้ายัง สามารถกระโดดร่มได้ดีครับ"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"โดดน่ะโดดได้ครับท่านรอง แต่ผมกลัวว่าร่มมันไม่กางหรือว่าร่มมันเก่าขาดทะลุกลางอากาศ คุณคิดดูเถอะคุณวิชิต ถ้าผมไปเท่งทึงในแดนเขมรศพผมก็คงไม่มีโอกาสที่จะนำกลับมาได้

พล.อ. วิชิตซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"แต่ผมเชื่อว่าการตายเพื่อประเทศชาติ การเสียสละเลือด เนื้อและชีวิตเพื่อประเทศชาติใต้เท้า คงเต็มใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าจ๋อย

"เต็มใจน่ะเต็มใจครับแต่ยังไม่อยากตาย อ้า-อย่างไรก็ตาม ผมเป็นทหารผมก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามคำสั่งผู้บังคับบัญชาเสมอ ผมตายเพราะสู้รบกับเขมรผมไม่เสียดายชีวิต แต่ถ้าตายเพราะกระโดดร่มร่มไม่กางหรือร่มไว้บนเครื่องบิน ผมก็เสียดายชีวิตของผมมาก"

ท่านรองหัวเราะเสียงกังวาน ท่านเชิญให้ทุกคนดื่มกาแฟและสูปบุหรี่ที่ทหารรับใช้ประจำห้องจัดมาให้ นายพลดิเรกหัวหน้าคณะเรียนถาม พล.อ. วิชิตทันที

"ท่านรองจะให้เราออกเดินทางเมื่อไรครับ"

ต่อกับกองทัพอากาศให้เขาจัดเครื่องบิน ลำเลียงไว้เรียบร้อยแล้ว"

"ออไร๋ แล้วทหารที่จะไปกับเราล่ะครับ"

"ผมให้ นายทหารคนสนิทของผมไปตาม ตัวมาแล้ว ทั้ง ๑๐ คนมาที่กองบัญชาการทหารสูงสุดตั้งแต่ ๙ น. ตามคำสั่งของผมทุกคนเป็นนายสิบครับอย่างน้อยก็สิบโทมาจาก กองพันทหารรบต่างๆ แห่งละคนสองคนซึ่งผู้บังคับบัญชารับรองว่าเป็นคนโสด กล้าหาญบึกบึนและแข็งแรงใจเด็ดและมีวินัยดี ประเดี๋ยวนายทหารคนสนิทก็จะพามาที่นี่และเขาจะแนะนำให้อาจารย์กับคณะรู้จักเป็นรายตัว ซึ่งหน่วยกล้าตายทั้ง ๑๐ คนยี้จะอยู่ในบังคับบัญชาของ อาจารย์กับคณะ หลังจากแนะนำให้รู้จักกันแล้ว อ้า-ทุกคนโปรดฟังผม คุณนิกรหลับเสียแล้ว"

พ.อ. นิกรสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง

"ไม่ทันหลับหรอกครับท่านรองเพียงแต่เคลิ้มๆ ไปเท่านั้น เมื่อคืนผมนอนดึกไปหน่อย"

"นอนกี่ทุ่มล่ะครับคุณ"

"ราวสองทุ่มเห็นจะได้ครับ"

ท่านรองกลืนน้ำลายเอื้อก

"แล้วตื่นกี่โมง"

"ตื่นเช้าเกินไปครับ ดิเรกไปปลุกผมในห้องนอนตอนโมงครึ่งบอกว่า ท่านรองมีคำสั่งด่วนเรียกพวกเรามาพบที่นี่ตอน ๙.๓๐ น. วันนี้ พูดจบนิกรก็ยกมือปิดปากหาว

ท่านนายพลอาวุโสหัวเราะหึๆ ท่านมองดูคณะพรรคสี่สหายซึ่งนั่งรวมกันบนโซฟาร์ตัวเดียว แล้วก็มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้นวมทางซ้ายของท่าน ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พล.อ. วิชิตก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"นักบินจะพาพวกคุณและท่าน เจ้าคุณกับทหารหน่วยหน้าตายทั้ง ๑๐ คนไปกระโดดร่มในเขตเขมรหลังเขาวงซึ่งทหารเขมรได้ชุมนุมอยู่ในเขตนั้น ถึงมีข่าวว่าเขมรแกล้งปล่อยออกมาลวงให้เราหลงกล อาจารย์ดิเรกกับคณะจะต้องใช้ความสามารถ ซุ่ม ซ่อน ตัวอยู่ในป่าค้นหาค่ายทหารแล้วทำลายจุดยุทธศาสตร์ตัดเส้นทางคมนาคมให้ได้ เพราะถ้าเขมรบุกเราจริงๆ การส่งกำลังของเขมรก็จะต้องเป็นไปด้วยความลำบาก ผมหวังว่าคุณพลคงจะเป็นกำลัง สำคัญยิ่งในงาน ที่เสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตนี้"

พ.อ. พลยิ้มให้รองผู้บัญชาการฯ

"ผมและพวกเราจะพยายามปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุดครับ ทั้งๆ ที่เราไม่ชำนาญในการรบนอกแบบหรือการรบแบบกองโจร"

"ผมเชื่อความสามารถของพวกคุณครับ เคยทำงานมาหลายครั้งแล้วได้ผลเสมอ การเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ครั้งนี้ให้ทุกคนแต่งเครื่องฝึกสวมหมวกเหล็กโดยไม่ต้องมีเครื่อง สนามและไม่ต้องมีเครื่องหมายใดๆ ทั้งสิ้น หลักฐานต่างๆ ที่แสดงว่าเป็นทหารไทยก็อย่าให้มีติดตัวไปเป็นอันขาด ผมเตรียมเงินเหรียญเขมรไว้จ่ายให้แล้ว แล้วก็บอกให้ทราบด้วยว่านายสิบที่จะเดินทางไปทำงาน กับพวกคุณนั้นทุกคนพูดภาษาเขมรได้ดีทีเดียว ถ้าความคับขันเกิดขึ้นถอดเครื่องแบบออกซ่อนเสียทุกคนก็จะกลายเป็นราษฎรเขมรไป พวกคุณมีใครพูดเขมรได้บ้างไหมครับ"

พ.อ. นิกรกล่าวขึ้นทันที

"เจียกเขนยบายสายสำแดง สีหนุเจาะเหนียงขะแบโบย"

ท่านรองลืมตาโพลง

"ไม่เลวนี่ครับผู้การนิกร คุณพูดภาษาเขมรได้ดีทีเดียว แปลว่ากระไรครับผมฟังออกแต่คำสีหนุเท่านั้น"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมได้แต่พูดครับแปลไม่ออก พูดแล้วพูดอีกครั้งก็ไม่เหมือนกัน"

"แล้วกัน" แล้วท่านรองก็หันมาทางเสี่ยหงวน "คุณพูดได้บ้างไหม"

อาเสี่ยยิ้มอายๆ

"คล่องคลับ ผมพูดได้ดีเท่าๆ กับภาษาไทยเรา"

"หา ภาษาเขมรน่ะหรือครับ"

"โอ๊ย ไม่ใช่ครับ ภาษาจีนครับ ไม่ใช่เขมรนึกว่าท่านถามผมว่าพูดภาษาจีนได้ไหมผมก็เลยเรียนว่าผมพูดคล่อง เตี่ยผมเป็นจีนนี่ครับ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไปนายทหารคน สนิทของท่านนายพล อาวุโสซึ่งมียศเป็น พันโทร่างสูงใหญ่ก็เดินนำหน้าพานายสิบกลุ่มหนึ่งแต่งเครื่องแบบเรียบร้อยเดินรวมกลุ่มเข้ามา บรรดานายสิบทั้ง ๑๐ คนต่างหยุดยืนชิดเท้าตรงกระทำความเคารพ พล.อ. วิชิตแล้วสั่งให้นายสิบกลุ่มนี้เข้าแถวเรียงเดี่ยว

ต่อจากนั้นนายสิบที่ยืนอยู่ในแถว ก็รายงานตัวทีละคนบอกยศ ชื่อ นามสกุลและหน่วยสังกัดให้ทราบท่านรองกล่าวกับนายพลดิเรกเบาๆ

"เชิญครับ เชิญอาจารยิ์เรกกับคณะไปทักทายหน่วยกล้าตายในบังคับบัญชาทั้ง ๑๐ คนนี่ซึ่งตอนดึกคืนวันนี้จะเดินทางไปร่วมปฏิบัติหน้าที่สำคัญด้วยกันแล้ว"

ศาสตราจารย์ พล.ท. ดิเรกกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นเดินเข้ามาหานายสิบทหารราบทั้ง ๑๐ คนนี้ ท่านนายพลอาวุโสนั่งมองดูอย่างชื่นชมท่านรู้สึกว่าพวกนายสิบทุกคน ต่างพออกพอใจที่ได้มาอยู่ในบังคับบัญชาของนายพลดิเรกกับคณะ

ในที่สุดนายพลดิเรกก็กล่าวกับทุกคนว่า

"ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ รู้สึกยินดีอย่างยิ่งที่เราได้พวกท่านมาร่วมงานสำคัญกับเราในครั้งนี้ ขอให้เราทุกคนพึงรู้เถิดว่าเขมรมีเจตนาอย่างยิ่งที่จะยั่วยุเราในครั้งนี้แต่เราจะยอมให้ทหารเขมรล่วงละเมิดอธิปไตรของเราไม่ได้ เมื่อเขมรใช้กำลังทหารรุกรานเรา เราก็ต้องตอบแทนเขมรให้สาสม"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"พูดง่ายๆ ก็คือว่าเรา ต้องเตะ สั่งสอนเสียบ้างทีหลังอย่าทำ....ทีหลังอย่าทำ"

พวกนาย สิบยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกันแต่ไม่มีใครกล้าหัวเราะ ท่านนายพลอาวุโสลุกขึ้นจากเก้าอี้นวมพาตัวเดินเข้ามาหา ทุกคนต่างยืนตรง ท่านกล่าวกับนายทหารคนสนิทของท่านว่า

"พาอาจารย์ดิเรกกับคณะและนายสิบทั้งหมดนี่ไปที่ห้องพักพิเศษเถอะ เพื่อจะได้ปรึกษาหารือกันแล้วคุณมาหาผม ผมจะให้คุณไปเบิกเงินเขมรให้อาจารย์ดิเรกและทุกๆ คนเพื่อให้มีจ่ายเพียงพอระหว่างที่ปฏิบัติการอยู่ในแดนเขมร"

นิกรพูดขึ้นดังๆ

"เจี๊ยกคะเนอเจอเขมือบ"

นายทหารคนสนิทหันมามองดู พ.อ. นิกรอย่างดื่นๆ

"อะไรครับผู้การ"

นิกรหัวเราะ

"เปล่า ผมพูดส่งเดชไปยังงั้นเอง"

นายทหาร คนสนิทพาคณะพรรคสี่สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนายสิบทั้ง ๑๐ คนออกไปจากห้องทำงานของรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ทุกคนคึกคักเข้มแข็งอยากจะเดินทางไปเร็วๆ เพื่อปฏิบัติหน้าที่สำคัญนี้

๒๒ มิถุนายน

เวลา ๐๑.๑๐ น. เครื่องบินลำเลียงแห่งฝูงบินลำเลียงของกองทัพอากาศซึ่งเดินทาง จากสนามบินดอนเมืองได้พา คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและหน่วยกล้าตาย ๑๐ คนมาถึงจังหวัดตรากแล้ว

นักบินนำเครื่องบิออก ปากอ่าวสมุทรปราการตัดข้าม ผืนแผ่นดินระยองออกทะเล มุ่งตรงมาจังหวัดตราดเข้าทางเกาะช้างจน ถึงอำเภอคลองใหญ่ข้ามเขาวงเข้าสู่แดนเขมร ซึ่งภูมิประเทศเบื้องล่างเต็มไปด้วยไร่นาป่าเขาคล้ายคลึงกับภูมิประเทศของประเทศไทย

พระจันทร์แรม ๘ ค่ำพึ่งโผล่พ้นขอบฟ้าด้านตะวันออก แต่แสงของพระจันทร์เลือนลางเต็มทนเมื่อเครื่องบินข้ามเขาวงนักบินก็พูดกระจายเสียงแจ้งให้นายพลดิเรกทราบและให้ทุกคนเตรียมตัวกระโดดร่ม

นายสิบหน่วยกล้าตายทั้ง ๑๐ คนไม่เคยมีใครเคยกระโดดร่มมาแต่ก่อนเลย แต่ก็ได้รับการฝึกโดดร่มที่หน่วยรบพิเศษป่าหวายจังหวัด ลพบุรีเมื่อวานนี้เป็นเวลาเพียง ๓ ชั่วโมงฝึกกระโดดจากหอกระโดดร่มและได้รับคำแนะนำแบบโตแล้วเรียนลัด ซึ่งนายทหารแห่งกองพันพลร่มคนหนึ่งเป็นผู้ฝึกสอน อย่างไรก็ตามนายสิบทั้ง ๑๐ คนนี้ต่างก็เฉลียวฉลาดมีพื้นความรู้ดีผู้ฝึกจึงรับรองต่อท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสูงสุดพอจะกระโดดร่มลงมาจากเครื่องบินได้ด้วยปฏิภาณและความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของเขา

ณ บัดนี้ ทุกคนยืนเ)นแถวเรียงเดี่ยวอยู่กลางห้องสารเตรียมพร้อมที่จะกระโดดร่ม ขอร่มอันหนึ่งถูกเกี่ยวกับสายลวสะลิงเหนือศีรษะ นายทหารร่มคนหนึ่งซึ่งมาช่วยเหลือในการกระโดดร่มได้พูดให้ กำลังใจว่า เมื่อกระโดดลงไปแล้วร่มชูชีพทุกร่มจะต้องกางแน่นอน แล้วก็ให้คำแนะนำบางอย่างในการนำร่มลงสู่พื้นดิน

อย่างไรก็ตามนายสิบหน่วยกล้าตายไม่มีใครเสียขวัญแม้แต่น้อย ทุกคนอยากจะรบกับเขมรเท่านั้น เมื่อนักบินให้สัญญาณกระโดดร่ม พ.อ. พล พัชราภรณ์ก็กระโดดผ่านประตูเครื่องบินออกไปเป็นคนแรกติดตามด้วย พล.ท. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส.อ. แห้ว โหระพากลต่อจากนั้นนายสิบหน่วยกล้าตาย ก็กระโดดลงไปจากเครื่องบินทีละคน ในที่สุดก็เหลือ พ.อ. กิมหงวนและ พ.อ. นิกรเพียงสองคน

"โดดซิครับผู้การ" นายทหารหนุ่มแห่งกองพันพลร่มร้องเตือนสองสหาย

เสี่ยหงวนแข้งขาสั่นพั่บๆ

"กางแน่นะคุณ"

"ครับ มีหวังกางถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ครับ"

อาเสี่ยทำคอย่น

"หวัง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่ได้หรือผู้หมวด" พูดจบกิหงวนก็ตัดสินใจกระโดดออกไปจากประตูห้องโดยสาร

นิกรรำป้อกระโจนตามเสี่ยหงวนไปตามแบบฉบับของเขา ร่มชูชีพทั้ง ๑๖ ร่มกางหมด แต่ร่มอยู่ห่างกันมาก เบื้องล่างเป็นที่ราบแต่ไม่ใช่ท้องนาแวดล้อมด้วยป่าโปร่งมองแลเห็นต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเขียวครึ้มไปทั่ว

การกระโดดร่มในระยะ ๑,๐๐๐ ฟุต เป็นระยะที่ค่อนข้างต่ำ พอร่มกางทุกคนก็โล่งใจและรู้สึกตัวว่าอยู่ใกล้กับพื้นดินเต็มทน เครื่องบินลำเลียงเลี้ยวขวาเป็นวงกว้างออกสู่ทะเลลึกเดินทางกลับฐานทัพอากาศ นักบินไม่อาจจะทราบได้ว่าหน่วยกล้าตายรวม ๑๖ คนจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร รู้แต่ว่าทุกคนกระโดดร่มลงในที่ราบแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ในหมายเลข ๔๖ ในแผนที่ที่ทางฝ่ายเราทำไว้สำหรับรบกับเขมรใช้กองทัพเปิด ฉากรุกราน

ก่อนที่หน่วยกล้าตายคนใดคนหนึ่งจะถึงพื้นดินพลุไฟดวง หนึ่งที่ใช้ยิงจากปืนพกก็แตกระเบิด กลางอากาศเหนือทุ่งหญ้านั้นซึ่งมีขนาดพอๆ กับสนามหลวงและแล้วพลุไฟดวงที่ ๒ และดวงที่ ๓ ก็ถูกยิงขึ้นมา

แสงสว่างของพลุไฟนี้เองช่วยให้ทหาร เขมรซึ่งเป็นหน่วยสื่อสารมีกำลังเพียงหนวดเดียวแลเห็นหน่วยกล้าตายของเราอย่างถนัด เสียงปืนกลมือและปืนเล็กยาวทั้งพื้นดินดังขึ้นก้องกังวานไปไกลในยาวดึก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกยิงร่มทะลุไปหลายรู ทำให้ท่านลงมาสู่พื้นดินเร็วกว่าปรกติ แต่แล้วก็ติดค้างแขวนโตงเตงอยู่บนกอไผ่ป่ากอหนึ่ง ท่านเจ้าคุณร้องตะโกนลั่น

"เฮ้ย ละเมิดสัญญาสากลโว้ย พลร่มต้องลงถึงพื้นดินเสียก่อนจึงจะได้"

หน่วยกล้าตายไม่มีโอกาสต่อสู่เพราะต้อง บังคับสายร่มของตนเองแต่ทุกคนก็แคล้วคลาดจากกระสุนปืนของข้าศึก นายสิบทั้ง ๑๐ คนกับ พ.อ. พล. สอ. แห้ว และพล.ท. ดิเรกลงสู่พื้นดินโดยสวัสดิภาพแล้ว แต่เสี่ยหงวนกับนิกรหายไปเพราะไปลงในป่านอกบริเวณที่ราบ

ทุกคนรีบปลดร่มออกจากตัวและเข้าหาที่กำลังเตรียมยิงข้าศึก การต่อสู่บนพื้นดินระหว่างทหารสื่อสารเขมรและหน่วยกล้าตายของเราเริ่มต้นแล้ว เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ประกายไฟวูบวาบออกจากปากกระบอกปืนแลเห็นถนัด

ในเวลาเดียวกันนี้เอง กิมหงวนกับนิกรบุกเข้าไปยังเรือนโรงหลังหนึ่งซึ่งเป็นสถานีสื่อสาร ท่ามกล่างการสู่รบอย่างดุเดือดสองสหายพากันวิ่งก้มตัวเข้ามา แต่แล้วทหารยมของเขมรก็กราดด้วยปืนกลมือเมื่อแลเห็นเงาดำตะคุ่มๆ วิ่งผ่านพุ่มไม้ไป

อาเสี่ยกับนิกรล้มตัวลงนอนราบกับพื้นดิน เสี่ยหงวนกล่าวกับนิกรทันที

"อ้ายกร แกยิงคุ้มกันไว้ กันจะเอาระเบิดมือให้มันรับประทาน ที่นี่ต้องเป็นหน่วยสื่อสารแน่ๆ "

"โอ. เค." นิกรร้องบอก "วันนี้กันสนุกจังโว้ยทั้งตื่นเต้นตลก ขบขันรักโศกตลกโปกฮาลึกลับ ซับซ่อนว่าแต่ว่าเขมรมันใช้กระสุนซ้อมยิงหรือกระสุนจริงๆ วะ"

เสี่ยหงวนนัยน์ตาเหลือก

"กระสุนจริงโว้ย ไม่ได้ซ้อมรบนะอ้ายกร เรากำลังรบกันจริงๆ "

"อ้าว ไหงยังงั้นล่ะ เอา-เอาจริงก็เอา ถ้าเจอสีหนุอยู่ในกระท่อมแกต้องพยายามจับเป็นให้ได้นะ"

อาเสี่ยปลดระเบิดมือ ที่อกเสื้อออกมาหนึ่งลูกเขาวิ่งตรงไปยังกระท่อมใหญ่หรือโรงหลังนั้นอย่างกล้าหาญ ทหารยามขเมรร้องตะโกนเรียกกันแล้วระดมยิงเสี่ยหงวนทันที แต่นิกรก็ปล่อยกระสุนปืนกลมือสังหารทหารเขมรได้ ๓ ศพ ถูกยิงล้มคว่ำเท่งทึงไปตามกัน

เสี่ยหงวน วิ่งมาที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งห่างจากเรือนโรงหลังนั้นราว ๒๐ เมตร เขายกระเบิดมือขึ้นใช้ปากกัดสลักนิรภัยออก แล้วขว้างไปที่เรือนโรงหลังนั้นเต็มเหนี่ยว ระเบิดมือผ่านหน้าต่างกระท่อมเข้าไปขณะที่นายสิบทหารเขมรคนหนึ่งกำลังติดต่อทางวิทยุ เพื่อแจ้งข่าวให้กองพันทหารราบ ที่เขาวงทราบว่าไทยส่งพลร่มลงปฏิบัติการทางด้านนี้ แต่การติดต่อไม่เป็นผลเพราะเครื่องรับส่งวิทยุเกิดขัดข้อง

ระเบิดมือของเสี่ยหงวนระเบิดขึ้นเสียงสนั่น

"ตูม"

กระท่อมหลังนั้นพังพินาศถูกไฟไหม้ทันที ทหารเขมรสามสี่คนต้องเสียชีวิตจากชิ้นระเบิด ในเวลาเดียวกันนี้เองหน่วยกล้าตายของเราซึ่งมี พ.อ. พลและนายพลดิเรก บัญชาการรบก็ยิงทหารเขมรล้มตายเกลื่อนกลาด ทหารเขมรล่าถอยไปทางไหนก็เผชิญหน้ากับหน่วยกล้าตายที่แอบซ่อนตัวอยู่ในที่มั่น แล้วทหารเขมรก็ตกเป็นเหยื่อกระสุนปืนทางฝ่ายเราที่เหลือตายต่างเสียขวัญเพราะไม่อาจจะทราบได้ว่าพลร่มของไทยมีจำนวนมากน้อยเท่าใด แล้วก็เกรงว่าพวกมันกำลังปะทะกับนาวิกโยธิน ของเราซึ่งทหารเขมรเกรงกลัวที่สุดเพราะทหารเขมรรู้ดีว่านาวิกโยธินของเรานั้น แต่ละคนองอาจ กล้าหาญมีอาวุธที่ทันสมัยได้ รับการฝึกอย่างชำนาญและทรหดอดทน

เสียงปืนสงบลงแล้ว ทหารเขมรหลบหนีไปได้ไม่กี่คน หน่วยสื่อสารไม่ต่ำกว่า ๑๕ คนกลายเป็นศพไปแล้วนอนตายเกลื่อนกลาดเพราะถูกหน่วยกล้าตายของเราดักยิงตามสบาย เนื่องจากหน่วย กล้าตายของเราได้ซักซ้อมกันมาแล้วบนเครื่องบินระหว่างที่เดินทางมาจากดอนเมือง การติดต่อประสานงานและการสู้รบจึงเป็นไปตามแผน คือฝ่ายเราไม่ยอมเคลื่อนที่และยึดที่มั่นแห่งละคน

แสงเพลิงที่เรือนโรงหลังนั้นสว่างจ้า นายพลดิเรก พ.อ. พล เรียกหน่วยกล้าตายทั้งหมดมารวมกันแล้วพากันเดินรวมกลุ่มตรงมายังเรือนโรงหลังนี้ที่กำลังตกเป็นเหยื่อพระเพลิง ทุกคนมองเห็นกิมหงวนกับนิกรอย่างถนัด แต่สองสหายไม่เห็นคงแลเห็นแต่เพียงตะคุ่มๆ เท่านั้น

อาเสี่ยร้องตะโกนถามเสียงลั่น

"เฮ้-นั่นทหารไทยหรือเขมรโว้ย ไม่บอกยิงนะตอบรหัสลับ"

พลร้องตะโกนตอบ

"กิมเบ๊"

เสี่ยหงวนทำคอย่นหันมามองดูนิกร

"รหัสลบ ของเราว่ากิม เบ๊ชื่อเตี่ย ของกัน จริงๆ เรอะ"

"อือ"

"ใครเป็นคนคิดวะ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"กันเอง"

"ทะลึ่งมาก โตเป็นควายแล้วยังจะเล่นล้อชื่อพ่อพวกเรามาแล้วโว้ย หนึ่งสองสามสี่ห้าหกเจ็ดแปดเก้าสิบ สิบเฮ็ดสิบสองสิบสาม เอ๊ะ หายไปหนึ่งคนเราสองคนรวมเป็นสิบห้าแต่พวกเรามี ๑๖ คนนี่โว้ย"

หน่วยกล้าตายเข้ามาถึงแสงสะท้อนของแสงเพลิงแล้ว นิกรใจหายวาบเมื่อไม่เห็นพ่อตาของเขา

"คุณพ่อหายโว้ย ถูกยิงเท่งทึงไปแล้วกระมัง"

อาเสี่ยทำหน้าเหมือนจะร้องไห้

"คงไม่ตายหรอก คนหัวล้านตายยาก"

สองสหายปราดเข้าไปหาคณะพรรคของเขาและหน่วยกล้าตาย เมื่อทราบว่าเสี่ยหงวนใช้ระเบิดมือทำลายที่ตั้งหน่วยสื่อสารของข้าศึกได้ แต่แล้วเมื่อพลถามถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ สองสหายต่างก็ปฏิเสธว่าไม่เห็น นับจากกระโดดลงมาจากเครื่องบิน

นายสิบคนหนึ่งกล่าวกับนายพลดิเรกว่า

"ผมได้ยินเสียงท่านตอนที่พวกเรากำลังลอยลงมาใกล้จะถึงพื้นดิน และถูกยิงกราดครับ เข้าใจว่าท่านคงลงมาทางป่าไผ่เหนือของเราโน่น ท่านร้องตะโกนว่าทหารเขมร ละเมิดสัญญา นานชาติยิงพลร่ม ก่อนที่เท้าถึงดิน"

พ.อ. พลหัวเราะหึๆ

"เวลา รบกันสัญญามันก็เศษกระดาษนั่นแหละหมู่ พวกเราอย่าอยู่ช้าเลย เสียงปืนที่เรายิงกับเขมรดึดๆ อย่างนี้ดังไปไกลมาก และพวกมันอาจจะแจ้งข้าวไปแล้ว อีกสักครู่กำลังส่วนใหญ่ของมันจะยกมาที่นี่เพื่อกวาดล้างพวกเรา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ยังงั้นก็ดีแล้ว ขอเวลาให้กันสักสองนาทีเถอะวะ กันจะทำอะไรทิ้งไว้ให้เขมรมันกวาดล้าง"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นดังๆ

"โน-ไม่ใช่เวลาที่แกจะพูดเล่นอ้ายนิกร เรากำลัง ทำงาน สำคัญตาม ที่ผู้บังคับบัญชามอบหมายมาแล้วก็ที่นี่เป็นดินแดนของเขมรอย่าลืม เรามีหวังถูกยิงตายได้ทุกขณะ พวกเราไปติดตามคุณพ่อเถอะแล้วก็เคลื่อนกำลังกันต่อไป ส่วนร่มชูชีพไม่จำเป็นต้องซ่อนหรือฝั่งเพราะอย่างไรเขมรมันก็รู้แล้วว่าหน่วยพลร่มของไทยกระโดดร่มลงแถวนี้ ไป-พวกเรา นี่คือชัยชนะครั้งแรกที่เราโดดลงมาเหยียบแผ่นดินเขมร"

เจ้าแห้วหรือ ส.อ. แห้วร้องไห้โฮทำให้ทุกคนหันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว เสี่ยหงวนยกมือขวาตบหมวกเหล็กเจ้าแห้วเบาๆ

"แกหัวเราะดีใจในชัยชนะของพวกเรายังงั้นหรือ"

เจ้าแห้วสะอื้น

"โธ่-รับประทาน ผมร้องไห้นะครับไม่ได้หัวเราะ ฮือ-ฮือ ผมสงสัยว่าท่านเจ้าคุณเท่งทึงเสียแล้วก่อนจะโดดลงมาจากเครื่องบินรับประทานพูดเป็นลางชอบกลครับ"

พลหัวเราะเบาๆ

"ท่านพูดว่ายังไง"

เจ้าแห้วยกหลังมือขวาขึ้นเช็ดน้ำตา

"รับประทานพอเอาขอร่มเกี่ยวราวในเครื่องบินท่านก็บอกผมว่า...ตายเพื่อประเทศชาติดีกว่านอนตายบนที่นอนเพราะเจ็บตายหรือแก่ตาย แล้วท่านก็ถามผมว่า มึงรู้ไหมวะอ้ายแห้ว ยมบาลรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ครั้นแล้วหน่วยกล้าตายในบังคับบัญชาของนายพลดิเรกรวมกลุ่มผ่านทุ่งหญ้าหรือที่ราบไปทางทิศเหนือ ซึ่งสิ้นสุดของที่ราบนั้นเต็มไปด้วยป่าไผ่อันมากมาย

ศาสตราจารย์ดิเกใช้นก หวีดเป่าสั้นยาวเป็นสัญญาณเรียก หากันซึ่งทุกคนมีนกหวีด ประจำตัวคนละอัน แต่ไม่มีเสียงนกหวีดเป่ารับ เสี่ยหงวนโห่เสียงทาร์ซานขึ้นทันที

"โห่ โอโฮ้....โอ๋โห่"

เสียงช้างป่าสองสามตัวที่อยู่ทางหลังเขาวงร้องแปร๋แปร้นขึ้นทันที ศาสตราจารย์ดิเรกรีบกล่าวห้ามเสี่ยหงวน

"เฮ้-อย่าโห่ พอแล้ว ประเดี๋ยวช้างมันบุกมาเล่นงานเรา เราจะเดือดร้อนสงวนลูกปืนไว้ยิงกับข้าศึกเถอะ"

ทุกคนมาถึงบริเวณป่าไผ่ท่ามกลางความสงบเงียบ ขณะนี้เมฆฝนเคลื่อนมาแล้วแผ่ไปทั่วทุกทิศทุกทาง การค้นหาตัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นไปอย่างเดาสุ่มในที่สุดนิกรก็แหกปากร้องตะโกนขึ้น

"ท่านขุน ท่านขุนครับ ขุนช้างครับ"

คราวนี้ได้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ มีเสียงร้องตะโกนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังมาจากกอไผ่ทางขวา

"อ้ายระยำ ทะลึ่งมากนะอ้ายกร"

นิกรหัวเราะก้าก

"ไหนล่ะ ถ้ากันไม่ร้องอย่างนี้คุณพ่อก็คงไม่ขานรับ ถึงแม้ว่าท่านได้บาดเจ็บแต่เมื่อกันเรียกท่านว่าขุนช้างท่านก็ยั๊วะลืมความเจ็บปวด ไปทางโน้นโว้ยพวกเรา"

พวกนายสิบหน่วยกล้าตายต่างใช้ไฟฉายสองท่อนส่อง ค้นตามชุ่มไผ่ และยอด ไผ่ตลอดจนตามต้นไม้ใหญ่หลายต้นในที่สุด ทุกคนก็แลเห็นท่านเจ้าคุณห้อยต่องแต่งอยู่ที่กอไผ่กอหนึ่ง ร่มชูชีพติดอยู่ตอนบนของกอไผ่และพ้นกันแน่น ร่างอันอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกเหล็กมีสายรัดคางสะพายปืนเร็วและย่าม แขวนโตงเตงไปมาเพราะดิ้นกระแด่วๆ ตลอดเวลา

ทุกคนวิ่งเข้ามาที่ซุ้มไผ่นั้น ท่านเจ้าคุณอยู่สูงจากพื้นดินเพียง ๒ เมตรแต่ก็ลงไม่ได้

"โอ้ย" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "ผีผูกคอตายเปิดโว้ยพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเสียงหลง

"ไม่ใช่ผีโว้ย อาเอง"

สี่สหายหัวเราะลั่น พวกนายสิบหน่วยกล้าตายแทบจะกลั้นหัวเราะไม่ไหว ต่อจากนั้นการช่วยเหลือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เริ่มต้น พ.อ. พลขึ้นไปนั่งบนคอ พ.อ.กิมหงวน ใช้ดาบปลายปืนพลร่มตัดสายเชือกออกจากตัวเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทีละเส้น แต่แล้วน้ำหนักตัวของท่านเจ้าคุณ ก็ทำให้ร่มขาด ร่างของท่านจึงหล่น ลงมายังพื้นดินเสียงดังพลั่ก นิกรกับศาสตราจารย์ดิเรกปราดเข้ามาประคองพ่อตาของเขาให้ลุกขึ้นทันที

"ทุ่งหญ้าออกกว้างทำไมคุณพ่อไม่ลง" นายพลดิเรกพูดยิ้นๆ ไหนงมาลงบนกอไผ่ล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณ ขมวดคิ้วนิ่วหน้าเพราะขัดยอกตะโพกข้างซ้ายแต่ก็ไม่มากมายนัก

"ก็ข้าศึก มันช่วยกันยิงพ่อด้วยปืนกลมือยังกะห่าฝน ถูกร่มทะลุปรุพุนไปหมด ร่มมันเลยเลยลงมาบนยอดไผ่"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เคราะห์ดีนะครับที่ไม่เป็นไรนี่ถ้าหากว่ามีใครมาตัดไม้ไผ่กอนี้ทิ้งโคนแหลมๆ ไว้ตำก้นคุณอา ทีเดียวก็เท่งทึงแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยงแล้วท่านก็หันมาทางนายดิเรก

"ผลการรบเป็นอย่างไร พวกเราทุกคนปลอดภัยใช่ไหม"

"ออไร๋ ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บแม้แต่คนเดียวครับ อ้ายหงวนกับอ้ายกรบุกเข้าไปที่สถานีสื่อสาร ของมันแล้ว อ้ายหงวนเอาระเบิดมือขว้างเข้าไปทำให้เกิดไฟไหม้พังทลาย เข้าใจว่าข้าศึกหนีรอดไปได้เพียงสองสามคนครับนอกนั้น ถูกพวกเรายิงตายหมด"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแป้นกล่าวกับหน่วยกล้าตายทุกคน

"ดีมาก พวกเรารบอย่างดุเดือดอย่างนี้แน่จริงๆ แต่รีบเคลื่อนกำลังเถอะ ขืนร่ำไรกำลังส่วนใหญ่ของเขมรยกมานี่ เราจะถูกล้อม และถูกยิงตายหมดทุกคนอย่าลืมว่าเราจะไม่ยอมให้ข้าศึกจับเป็นเป็นอันขาด ถ้าจนมุมเราต้องกินยาพิษที่ดิเรกมอบให้ไว้"

สิบเอกร่างใหญ่คนหนึ่ง พูดเสริมขึ้น

"ไม่ต้องกินยาพิษหรอกครับท่าน กระผมกับเพื่อนๆ สูตายครับ สู้จนกระทั่งมีดพกหรือดาบปลายปืนของเรา เขมรมันจะได้รู้เสียบ้างว่าพวกเราคือเสือร้ายที่มันไม่ควรจะมาแหย่ หรือยั่วเย้าแบบลอบกัดเราเช่นนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายสิบร่างใหญ่

"มันต้องอย่างงี้หลานชาย เรา ๑๖ คนนี่ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกันแล้ว ถ้าคับขันเราต้องสู้ตาย เราถอยได้ข้าศึกมีกำลังมากกว่า แต่เราต้องกัดฟันกับมันจนสิ้นลมปราณ ไม่ใช่ถอนหนีเพราะกลัวมัน"

นิกรชูมือขวาขึ้น

"จริงครับเฮียพูดถูก"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว

"ใครเป็นเฮียแกว่ะ ฉันเป็นพ่อแกนะไม่ใช่เฮียแน่ะ ชักกำเริบเรียกพ่อตาเป็นเฮีย"

นิกรหัวเราะ

"กำลังคึกอยากรบเขมร เลยเผลอไปครับคุณพ่อผมกับอ้ายหงวนรบดุเดือดที่สุด ตอนที่เราบุกไปที่สถานีสื่อสารเราถูกยิงกราดด้วยปืนกลมือ แต่เราหลบหลีกก้มหัวหลบซ้ายหลบขวากระสุนปืนเฉียดไปหมด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืมน้ำลายเอื๊ยก

"พอแล้วไม่ต้องเล่า กลับไปกรุงเทพฯ ดิเรกคงจะรายงานความดีความชอบให้แกขอยศนายพลให้แก

นิกรหันขวับมาทาง พล.ท. ดิเรก

อย่านะหมออย่าขอให้กันเป็นพลตรีเป็นอันขาด"

"อ้าว" นายพลดิเรกอุทาน "ก็ไหนว่าแกอยากเป็นไงล่ะ"

พ.อ. นิกรทำหน้าเบ้

"ไม่เอาละโว้ย เมื่อเร็วๆ นี้เพื่อนเราคนหนึ่งได้เป็นพลตรี ค่าหมวกนายพลใบหนึ่งตั้งสี่ห้าร้อยบาทใบไม้ทองหรือหรือช่อชัยพฤกษ์ที่แก๊ปหมวกสองแถวมันแพงมาก แล้วก็อย่างน้อยต้องมีหมวก ๓ ใบ ทั้งหมวกขาวและหมวกกากี เครื่องหมายยศก็แพง เครื่องแบบชุดสีขาวก็ต้องตัดเตรียมไว้หลายชุด งานอะไรก็ถูกเชิญสู้เป็นพันเอกพิเศษอย่างนี้ไม่ได้สบายดีถ้าจะขอยศให้กันก็อั้นไว้ก่อน รอไว้ขอให้กันเป็นจอมพลเลย"

พวกนายสิบหน่วยกล้าตายหัวเราะ คิกคักไปตามกัน ต่อจากนั้นก็เคลื่อนที่กันต่อไปในแนวของเขมรเพื่อตรวจดูกำลังรบของข้าศึก ฐานยิงจรวดและสนามบินกลางป่า นอกจากนี้ก็จะก่อวินาศกรรมทุกสิ่งทุกอย่างเท่าที่จะทำได้

ฝนตกพรำตั้งแต่ ๒๐.๐๐ น. จนกระทั่งรุ่งอรุณของวันใหม่

หน่วยกล้าตายพักแรมอยู่ในถ้ำที่ภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งท่ามกลางป่าดงพงไพร และห่างไกลจากเส้นทางคมนาคมห่างจากวงคีรีหรือเขาวงประมาณ ๖ กิโลเมตร

นายพลดิเรกปลุกทุกคนให้ลุกขึ้นในเวลา ๐๖.๐๐ น. ถ้าอยู่ในเมืองหรือชายทะเลก็สว่างแล้ว แต่ในป่ายังมืดขมุกขมัว ส.อ. ย้อย สีไพล กับ ส.ท. สมศักดิ์ พันเลิศ ได้รับคำสั่งจากนายพลดิเรกให้ออกไปลาดตระเวนตรวจจุดข้าศึกและค้นหาลำธารและหนองน้ำเพื่อจะได้อาบกินกัน

การร่วมเป็นร่วมตายทำให้นายสิบทั้ง ๑๐ คนและคณะพรรคสี่สหายกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีความรักใคร่กันอย่างที่สุด ทุกคนรู้สึกดีว่างานสำคัญที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาให้มาปฏิบัติหน้าที่ ในดินแดนของศัตรูคือในแนวหลังของเขมรนั้น จะต้องมีใครเสียชีวิตตายจากกันไปซึ่งเป็นของธรรมดาของการสู้รบ

นายสิบทั้งสองคน กลับมายังถ้ำที่พักในเวลา ๖.๒๐. น.

"ว่ายังไงน้องชาย" ศาสตราจารย์ดิเรกถาม ส.อ.ย้อย และ ส.ท. สมศักดิ์ ซึ่งยืนตรงอยู่เบื้องหน้าเขาขณะที่เขายืนหน้าถ้ำ กับ พล และ เสี่ยหงวนรอคอยฟังข่าวจากสองนายสิบที่ใช้ไปลาดตระเวน

ส.อ. ย้อยรายงานฉาดฉาน

"ไม่มีทหารข้าศึกอยู่ในบริเวณนี้ครับ แต่ไกลจากที่พักของเราราว ๕๐๐ เมตร มีหมู่บ้านของชาวบ้านป่าราว ๑๐ หลังคาเรือน ถ้าท่านอนุญาตผมจะถอดเครื่องแบบออกปลอมแปลงตัวเป็นชาวเขมรไปขอซื้ออาหารมาให้พวกเรารับประทานกันครับ"

พ.อ. พลพูดเสริมขึ้น

"ต้องคิดให้ดีก่อนย้อย ถ้าชาวบ้านป่าเป็นพวกรัฐบาลสีหนุแหะสงสัยว่าลื้อเป็นคนไทย มันจะช่วยกันเล่นงานลื้อทันที"

"แต่ผมพูดเขมรได้ดีเหมือนกับชาวเขมร นี่ครับผู้การ"

"ใช่ แต่ลื้อจะให้เหตุผลอย่างไรล่ะ ที่ลื้อบุกป่าฝ่าดงมาทางนี้แล้ว ก็ขอซื้ออาหารตั้งเยอะแยะ สำหรับคนเกือบ ๒๐ คน"

พ.อ. กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"เอายังงี้เถอะ อั๊วกับผู้การนิกรไปกับลื้อสองคนก็แล้วกัน แต่เราจะกอดเครื่องแบบออกซ่อนไว้ในถ้ำนี้ แต่งกายเป็นราษฎรเขมรชั้นต่ำหรือพวกเราไร่ซึ่งเรามีอยู่แล้ว เอาปืนพกและระเบิดมือติดตัวไป ก่อนที่เราจะออกปากขอซื้ออาหารมากินกัน เราจะหยั่งท่าทีฟังเสียงของชาวบ้านป่าเขาดูก่อน

นายพลดิเรกหันมามองหัน เสี่ยหงวน

"เสี่ยงมากไปหน่อยไอ้หงวน"

อาเสี่ยยิ้มด้วยมุมปากข้างขวา

"เรากำลังทำงานให้แก่ประเทศชาติ และกองทัพของเรา เรื่องตายเป็นเรื่องเล็ก ให้กันไปเถอะนะ กันไปกับอ้ายกรและนายสิบสองคนนี่ ถ้าหากว่าแกได้ยินเสียงปืนดังขึ้นก็รีบพาพวกเราไปช่วยเรา"

"โอ.เค.เตรียมตัวไปได้"

แล้วเขาก็หันมายิ้มให้นายสิบทั้งสอง "เธอสองคนต้องเสี่ยงชีวิตนะหมู่"

ส.ท. สมศักดิ์ชิดเท้าตรงแล้วกล่าวกับนายพลดิเรกทันที

"เราก็เสี่ยงอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้วนี่ครับ ผมเป็นชายโสดครับลูกเมียไม่มี มีแต่แม่ยายคนเดียวไม่มีอะไรที่ผมจะต้องห่วงใย่หรอกครับ"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื้อก

"ไม่มีเมียไหงมีแม่ยาย"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ภรรยาผมเท่งทึงไปเมื่อปีกลายนี้ครับ ผมก็เลยรับเลี้ยงดูให้ความอุปการะแม่ยายผม"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"แม่ยายลื้อแก่หรือยัง"

"ยังสาวครับ แล้วก็สวยด้วย อายุ ๕๓ ปีเท่านั้น ส่วนสัด ๓๖-๒๓-๓๔ แจ๋วไปเลยครับ ตอนหัวค่ำวานนี้ก่อนที่ผมจะเดินทางไปขึ้นเครื่องบิน ที่ดอนเมืองกอดห้นกอดหลังผมร้องไห้สะอึกสะอื้น น่าสงสารกลัวว่าผมจะเพลี่ยงพล้ำถูกยิงตาย แหละหล่อนจะต้องเป็นหม้าย

"ว้า" ดร. ดิเรกคราง "ถ้างั้นละก้อเมียโว้ย ไม่ใช่แม่ยาย"

"นั่นนะซิครับ แต่หล่อนเป็นแม่ยายของภรรยาผมที่ตายไป"

ทุกคนพากันเดินเข้ามาในถ้ำตื้นๆ แต่มีบริเวณกว้างขวาง หน่วยกล้าตายต่างนั่งพักผ่อนสนทนากันอยู่ในถ้ำ นิกร เพิ่งตื่นนอนนั่งเมาขี้ตาอยู่บนแท่นหินข้างเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว อาเสี่ยพยักหน้ากับนิกรแล้วกล่าวขึ้นทันที

"ไปโว้ยอ้ายกร ไปซื้ออาหารที่หมู่บ้านของพวกชาวบ้านป่ามากินกัน"

นิกรยิ้มแป้นลุกขึ้นยืนอย่างสอชื่น

"เออ-ยังงี้ค่อยมีชีวิตชีวาหน่อย กันกำลังปรารภกับพวกเราอยู่ทีเดียวว่า วันนี้จะเอาอะไรกินกัน เราไม่ได้มีเสบียงติดตัวมาเลย" แล้วเขาก็หันมาถามนายสิบทั้งสองคน "เธอออกไปลาดตะเวนเจอหมู่บ้านเรอะ"

"ครับผม" ส.อ. ย้อยตอบ

"ร้านกาแฟหรือร้านขายของเบ็ดเตล็ดมีบ้างไหม"

ส.อ. ย้อยยิ้ม

"นี่มันในป่านะครับผู้การ ไม่มีหรอกครับ หมู่บ้านที่ผมกับสิบโทสมศักดิ์ พบก็เป็นหมู่บ้านเล็กๆ แต่ก็พอจะหาซื้ออาหารสดแห้งจากพวกเขาได้บ้าง"

"ว้า-แล้วอั๊วจะทำอย่างไร อั๊วไม่มีแปรงสีฟันและยาสีฟัน ลืมเอามาวะ

เสี่ยหงวนจุ๊ปาก

"อย่าให้มันมากเรื่องหน่อยเลยวะ วันสองวันไม่ได้สีฟัน อย่างมากก็มีขี้ฟันหนาห้าหกหุนเท่านั้น เปลี่ยนเครื่องแต่วตัวเถอะ ถอดเครื่องแบบแล้วปลอมตัวเป็นชาวเขมร"

นายพลดิเรกยอมือจับแขน ส.อ. ย้อยแล้วพูดยิ้มๆ

"ถอดเครื่องแบบออกได้แล้ว เอาแต่เอาแต่ปืนพกและระเบิดมือไป ถ้าคับขันต้องสู้ตายนะ"

"รับรองครับ" ผมสู้แค่ตายเท่านั้นท่านกับพวกเราไปล้างหน้าหรืออาบน้ำที่ลำธารเถอะครับ ตรงไปข้างหน้าห่างจากที่พักของเราไม่ถึงร้อยเมรต มีลำธารเล็กๆ อยู่สายหนึ่ง"

"ออไร๋ ไม่ต้องเป็นห่วงพวกเราหรอกครับหมู่"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง เสี่ยหงวนกับนิกรพร้อมด้วย ส.อ. ย้อย สีไพล และ ส.ท. สมศักดิ์ พันเลิศก็พากันออกจากถ้ำที่พักมุ่งตรงไปยังหมู่บ้าน ของชาวป่าทั้ง ๔ คนแต่งกายแบบชาวพื้นเมืองชาวเขมรซึ่งคล้ายกับพวกชาวไร่ชาวนา หรือคนจน ส.อ.ย้อยเดินนำหน้า ต่างคนต่างสอดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความระมักระวังตัวกลัวจะถูกทหารเขมรบุกเข้าโจมตี เมื่อมาถึงแอ่งน้ำแห่งหนึ่งหน่วยกล้าตาย ก็แวะล้างหน้าบ้วนปากแล้วพากันเดินต่อไป

บริเวณป่าตอนนี้บางแห่งก็เป็นป่าโปร่งคล้ายกับละเมาะ มีต้นไม้เล็กๆ และต้นเถาวัลย์ปกคลุมไปทั่วเมื่อได้ยินเสียงมีดหรอขวานตัดไม้ดังแว่วมาแต่ไกล ทั้ง ๔ คนหยุดชะงัก ขณะนี้บริเวณป่าอันกว้างใหญ่ไพศาลสว่างขึ้นตามลำดับ

"พวกชาวบ้านป่าเขาออกมาตัดฟืนน่ะครับ" ส.ท. สมศักดิ์รายงานให้สองสหายทราบ "เราเข้าไปหาเขาเถอะครับผมจะลองเจรจา กับเขาทาบทาม ขอซื้ออาหารไปให้พวกเรา"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เสียงคนตัดฟืนแน่นะ"

"ครับ"

ไม่ใช่ผีป่านะหมู่ คนน่ะอั๊วไม่กลัวหรอก แต่ผีอั๊วยอมรับว่าอั๊วกลัวผีอย่างบอกไม่ถูก"

ส.ท. สมศักดิ์อดหัวเราะไม่ได้

"นี่มันสว่างแล้วครับผู้การ ผีที่ไหนมันจะมาหลอกเราล่ะครับ"

"ว่าได้รึ ผีชั้นดีหรือผีที่ดุร้ายมันหลอกคนได้ทุกเวลาไม่เลือกว่ากลางคืนกลางวัน"

เสี่ยหงวนมองดู พ.อ. นิกร อย่างขบขัน

"แกเป็นทหารนายพันเอกกลัวผีมีอย่างหรือวะ"

"อ้าว-นายพลบางคน เล่าเรื่องผีให้ฟังยังกระโจนขึ้นไปบนนั่งบนตักเมียนี่หว่าดูท่านรองฯ เป็นยังไง วันนั้นท่านเชิญเราไปกินข้าวที่บ้าน พอกันเล่าเรื่องผีตายท้องกลมให้ฟัง ท่านแผ่นขึ้นไปนั่งบนตักคุณหญิงของท่าน ท่าทางบอกให้รู้ว่าท่านกลัวผีพอๆ กับกัน"

ทั้ง ๔ คนพากันเดินตรงไปยังเสียงตัดไม้ดังโป๊กๆ ได้ยินถนัดทุกที งูเห่าดงชูคอขึ้นแผ่เบี้ยห่างจากเท้าเสี่ยหงวนเพียง ๒ ฟุดเท่านั้น แทนที่กิมหงวนจะตกใจร้องเอะอะหรือเผ่นหนี เขากลับยกเท้าขวาเตะถูกใต้คางงูเง่าตัวนั้นเต็มแรงเกิดทำให้เห่าดงผงะหงายเห็นท้องขาวและรีบคลานหนีไป

"เล่นไม่รู้จักเล่น" อาเสี่ยพูดเสียงกร้าว "กำลังเคร่งเคลียดเสือกโผล่หน้ามาจะฉกตวัก"

นายสิบทั้งสองคนต่างตื่นเต้นแปลกใจไปตามกันเท่าที่ พ.อ. กิมหงวนใจเด็ดเช่นนี้ ราวกับว่างูเห่าเป็นงูเขียวหรือสัตย์เลื้อยคลานจำพวกตะขาบหรือแมลงป่อง ส.อ. ย้อย กับ ส.ท. สมศักดิ์พาสองผู้บังคับการบุกเข้ามาจนถึงป่าไผ่แห่งหนึ่ง และแล้วทุกคนก็แลเห็นชาวเขมรในวัยกลางคนนุ่งกางเกงเก่าๆ ตัวหนึ่งไม่ได้สวมเสื้อกำลังใช้ขวานตัดไม้ไผ่เพื่อเอาไปจักสาน ทำลำแพนกันแดดกันฝน ที่กระท่อมของเขา

ชายกลางคนมัวแต่สนใจกับการตัดไม้ หารู้ไม่ว่าหน่วยกล้าตายของไทยทั้ง ๔ คนได้เข้ามาหยุดยืนจนใกล้จะถึงตัวเขา

"พี่ชาย" ส.อ. ย้อยเรียกเป็นภาษาเขมร ชาวบ้านป่าวัย ๔๐ ปีหันขวับมามองดูสองสหายกับนายสิบทั้งสองคนทันทีเขาลืมตาโพลง ปล่อยขวานหลุดจากมือ แล้วกล่าวขึ้นเป็นภาษาไทยเสียงแปร่งๆ

"ทหารไทย พวกคุณเป็นทหารไทยนี่ครับ"

เสี่ยหงวนกล่าวถาม ส.ท. สมศักดิ์ทันที

"ช่วยแปลหน่อยซิเราว่ายังไง"

นิกรตวาดแว็ด

"ไม่ต้องโว้ยเขาพูดภาษาไทย"

ชายผู้นั้นเดินเข้ามาหาในท่าทางร้อนรน และแล้วเขาก็ยกมือไหว้เสี่ยหงวน แน่ใจว่าอาเสี่ยเป็นทหานไทยและเป็นผู้มีอาวุโส

"สวัสดีครับถึงแม้พวกคุณแต่งตัวเป็นชาวเขมรแต่ผมก็รู้ว่าพวกคุณเป็นทหารไทยที่กะโดดร่มลงมาเมื่อตอนดึกเมื่อคืนนี้ ผมเป็นมิตรคนไทยและทหารไทยครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มให้

"สะลาม บาบู"

"เฮัย" นิกรเอ็ดตะโร "เขมรนะโว้ยไม่ใช่แขกพูดกับเขาอย่างที่เราพูดกับคนไทยนั่นแหละ"

ชาวบ้านป่าพูดเสริมขึ้นทันที

"พวกคุณรีบหลบไปเถอะครับอย่าเข้าไปในหมู่บ้านของผมเป็นเป็นอันขาดเมื่อกี้นี้เอง ขณะที่ผมออกมาตัดไม้ มีทหารเขมร ๖ คนเข้ามาที่หมู่บ้านครับ นายทหารเป็นร้อยเอก มันถามผมว่าเห็นทหารไทยมาป้วนเปี้ยนแถวนี้บ้างไหมผมบอกว่าไม่เห็นมันก็ขู่ผมว่า ถ้าจับได้ว่าผมโกหกมันจะยิงทิ้ง แล้วมันก็พากันเข้าไปในหมู่บ้านครับ อย่างไรก็คงบังคับพวกเราให้หาข้าวปลาให้มันกิน"

อาเสี่ยยิ้มแป้น

"ทหารเขมร ๖ คน"

"ครับ มีปืนกลเบาหนึ่งกระบอกครับ"

"มีระเบิดมือและวิทยุสนาม หรือเปล่าน้องชาย" กิมหงวนถาม

ชายผู้นั้นนิ่งคิด

ไม่มีครับ ผมเชื่อว่าขณะนี้ทหารเขมรไม่ต่ำกว่าหนึ่งกองร้อยคงจะแยกย้ายกันค้นหาพวกคุณครับ รีบหนีไปเถอะครับ"

เสี่ยหงวนยื่นมือให้จับ

"ขอบใจมากน้องชายที่มีเจตนาดีต่อพวกเรา ถูกละเราเป็นทหารไทยที่กระโดดร่มลงมาเมื่อคืนนี้ น้องชายเป็นใครล่ะบอกเราซิ"

"ผมชื่อดวดครับ"

"ดวดเฉยๆ หรือศรีดวด หรือทอดดวด"

"ดวดเฉยๆ ครับ"

"นิกรว่า "จะซักหาหอกอะไรวะจะเอายังไงก็ว่ามา แต่ไม่ใช้ล่าถอยกลับไปหาพวกเรา บุกมันเถอะอ้ายหงวนมันหกคนเราสี่คนเราสู้ได้แหงๆ "

"สู้ซิวะใครบอกหนี ทหารไทยหนีข้าศึกมีที่ไหนวะ เดี๋ยว....ให้กันเจรจากับนายดวดก่อน" พูดจบเสี่ยหงวนก็ส่งธนบัตรใบละร้อยเหรียณปึกหนึ่ง ให้ชาวบ้านป่า "เอ้า-ฉันให้เงินนายดวดไว้ดูเล่นต่างหน้าฉันพันเหรียน"

นายดวดดีใจจนเนื้อเต้น

"คุณให้เงินผมตั้งพัน"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

ใช่ นายดวดไม่ต้องส่งชิ้นส่วน หรือตอบปัญหาใดๆ ก็ได้เงินจากฉันเป็นการตอบแทนที่นายดวดหวังดีต่อพวกเราพาเราไปเล่นดวด...เอ๊ย...พาเราไปที่หมู่บ้านเถอะนายดวด เราสี่คนจะจักการกับทหารเขมรเอง"

"โอ๊ยมัน ๖ คนนะครับ แล้วก็มีปืนกลเบาด้วยอ้า-ผมเคยเป็นทหารมาแล้วครับ ผมรู้ดีว่าปืนกลเบามันมีอำนาจการยิงร้ายแรงเพียงใด"

นิกรว่า "แต่เรามีระเบิดมือและปืนพกนะน้องชาย ไปเถอะน่า เราจะเปิดฉากบู๊ให้แกดูแกจะได้รู้ว่าหน่วยจู่โจมของทหารไทยนั้น ทำการรบแคล่วคล่องว่องไวและดุเดือดเพียงใด"

นายดวดยิ้มออกมาได้

"ถ้าพวกคุณมั่นใจอย่างนี้ก็เอาซิครับ ผมจะพาไปที่หมู่บ้านเดี๋ยวนี้ พวกเราชาวบ้านป่าเป็นเขมรอิสระครับ เราเกลียดรัฐบาลเจ้าสีหนุมานานแล้ว กดขี่บีบคั้นชาวเขมรอย่างทารุณ พวกทหารที่มาในป่าก็แย่งชิงข้าวของพวกเราและขอยืมเมียพวกเราไปเป็นเมียมันชั่วคราวลูกเขาเมียใครไม่ฟังเสียง ใครช่วยเหลือหรือกีดกันก็ถูกยิงทิ้ง เมียผมเคยอยู่ร่วมชีวิตกันด้วยความผาสุก พอทหารเขมรฝึกรบในป่า เมื่อห้าหกเดือนก่อนเตรียมบุกไทย ทหารเขมรก็ทารุณเมียผมจนตาย" พูดจบเขาก็ขบกรามกรอด "เราขาดผู้ที่เข้มแข็งครับประชาชนชาวเขมรจะลุกฮือขึ้นทันที ถ้าเรามีผู้นำที่สามรถ"

นายดวดพาสองสหายกับนายสิบทั้งสองคนบุกไปยังหมู่บ้านของเขาและอ้อมเข้าทางหลังบ้าน ซึ่งเป็นป่าทึบยากที่จะมองเห็นตัวกัน

ในที่สุดหน่วยกล้าตายของไทยทั้ง ๔ คนก็แอบเข้ามาซ่อนตัวอยู่หลังกระท่อมหลังหนึ่ง ต่างยืนก้มตัวเมียงมองเข้าไปในหมู่บ้าน จนกระทั่งชายชราในวัย ๖๐ ปีเศษ เจ้าของกระท่อมหลังนี้ถือถังน้ำไม้เดินออกมาทางประตูหลังกระท่อมเพื่อจะไปตักน้ำในลำธาร

"อา อาป๊อก" นายดวดร้องเรียกพอได้ยิน ชายชราหยุดชะงัก นายดวดกับหน่วยกล้าตายต่างปรากฏตัวให้เห็น นิกรกล่าวถามนายดวดเบาๆ

"ชื่อป๊อกเรอะ"

"ครับ"

"ป๊อก ๒๑ หรือป๊อก ๑๕"

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ"

ลุงป๊อกชายชราเจ้าของร่างเล็กแต่แข็งแกร่ง เข้ามาหยุดยืนมองดูหน่วยกล้าตายอย่างตื่นๆ นายดวดกระซิบกระซาบถามเป็นภาษาเขมร

"อ้ายพวกทหารมันอยู่ที่ไหน"

"อยู่ที่บ้านนายเหลี่ยม นี่ทหารไทยปลอมตัวมาใช่ไหม"

"ถูกแล้วอา มันข่มเหงรังแกพวกเราหรือเปล่า"

ชายชราสั่นศีรษะ

"ไม่ได้ทำอะไรใครหรอกนอกจากบังคับให้พวกเราหุงข้าวให้มันกิน พวกผู้หญิงหลบหนีกันไปหมดแล้วข้าบอกให้ไปซ่อนตัวอยู่บนเขาลูกโน้น"

"แล้วทหารมันว่ายังไง"

"นายทหารมันขู่ว่าในชั่วโมงนี้ ถ้าไม่พาผู้หญิงในหมู่บ้านนี้มาให้มันจะยิงนายเหลี่ยมเสีย ในฐานที่นายเหลี่ยมเป็นผู้ใหญ่ในหมู่บ้านเรา"

"ดีแล้วอา อากลบไปเสียเถอะ ฉันจะให้ทหารไทยทั้งสี่คนเข้าไปซ่อนในกระท่อม และฉันจะไปหลอกผู้บังคับกองว่าฉันพาผู้หญิงชาวบ้านป่ามาให้มันคนหนึ่งแล้วให้มันมาที่นี่ พวกทหารไทยจะได้จัดการกับผู้บังคับกอง เมื่อไม่มีผู้บังคับกอง เราก็ช่วยกันเก็บทหาร ๕ คนนั่นเสีย"

ส.อ. ย้อยพูดเสริมขึ้นเป็นภาษาเขมร

"เป็นความคิกที่ดีมาก นายดวดรีบไปเถอะพวกเราจะเข้าไปซ่อนตัวอยู่ ในกระท่อมหลังนี้แหละ" พูดจบเขาก็หันมาอธิบายให้นิกร กับเสี่ยหงวนทราบ เท่าที่นายดวดกับชายชราได้ปรึกษาหารือกัน

นายดวดกับลุงป๊อก พากันเดินอ้อมไปทางหน้าหมู่บ้านของพวกชาวบ้านป่า เสี่ยหงวน กับนิกรและนายสิบทั้งสอง รีบบุกเข้าไปในกระท่อมหลังนั้นทันทีต่างคนต่างเตรียมพร้อมที่จะจักการกับทหารเขมร

ใน ๕ นาทีนั้นเอง นายทหารเขมรซึ่งมียศเป็นร้อยเอกแต่งเครื่องฝึก สวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนคนหนึ่งได้เดินตามนายดวดตรงมาที่กระท่อมหลังนี้อย่างร้อนรนด้วยความหวังที่จะได้ชื่นชมผู้หญิงชาวบ้านป่าโยไม่ต้องคำนึงว่ารูปร่างหน้าตา หรือมีวัยคราวไหน

ประตูหน้ากระท่อมเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย ร.อ. ขจร กระเดือดเด่น ผู้บังคับกองร้อยหนุ่มวัย ๓๕ ปียกมือจับแขน นายดวดดึงตัวไว้ แล้วยิ้มแสยะตามแบบของนโรดมสีหนุ

"สวยแน่นะ อ้ายดวด"

"โอ้โฮ หยดย้อยเลยครับ แต่ผมบอกนายแล้วว่าอายุมากไปหน่อย"

"ไม่เป็นไรข้าไม่รังเกียจ กระดังงาถ้าลนไฟก็ยิ่งหอม อายุเท่าไหร่วะ"

นายดวดแกล้งทำเป็นนิ่งคิด แล้วพูดยิ้มๆ

ราว ๖๔ ครับ"

ร.อ. ขจรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"๖๔....ยังนั้นกูกลับไปที่บ้านอ้ายเหลี่ยมดีกว่า ๖๔ น่ะขนาดยายกูนะโว้ย"

"๔๖ น่ะครับไม่ใช่ ๖๔"

"อ๋อ ถ้ายังงั้นใช้ได้ มึงจะไปไหนก็ไปส่งกูแค่นี้แหละ แต่ถ้าไม่มีผู้หญิงอยู่ในกระท่อมนี้กูจะยิงมึงทิ้งเสีย"

ร.อ. ขจร นายทหารเขมรหนุ่มพาตัวเดินก้าวขึ้นไปบนระเบียงหน้ากระท่อมแล้วยกเท้าขวาถีบประตูออกบุกเข้าไปในกระท่อมอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง เพราะหวังที่จะชื่นชมผู้หญิงชาวบ้านป่า แต่แล้วเขาก็หยุดชะงักกลางห้อง เมื่อแลเห็นนิกรกับเสี่ยหงวน และนายสิบหน่วยกล้าตาย ทั้งสองคนยืนอยู่คนละมุมห้อง

ถึงแม้ทุกคนแต่งกายแบบชาวพื้นเมือง ร.อ. ขจรก็รู้ทันทีว่าทั้งสี่คนเป็นทหารไทย ที่กระโดดร่มลงมาเมื่อคืนนี้ นายทหารเขมรยกมือตะครุบด้ามปืนพก ๑๑ มม. ในซองปืน พลางถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว แต่ก่อนที่เขาจะกระชากมัน ออกมายิงหน่วยกล้าตายคนใดคนหนึ่ง พ.อ. กิมหงวนก็ปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาเต็มแรงเหนี่ยว ถูกใบหน้าซีกซ้ายของนายทหารหนุ่มเต็มรักเสียงดังฉาด

ร.อ. ขจร เซถลาไปทาง ส.ท. สมศักดิ์ เพราะแรงเหวี่ยงของเท้า สมศักดิ์ถือโอกาศกระตุกปืนพกของนายทหารหนุ่มออกมาจากซองปืนอย่างแค่ลว คล่องว่องไว แล้วผลัก ร.ท. ขจร เข้าไปหาเสี่ยหงวน

มวยนอกเวทีภายในกระท่อมแคบๆ เป็นไปอย่างดุเดือด ร.อ. ขจร รัวหมัดซ้ายขวาเข้าใส่อาเสี่ยอย่างรวดเร็ว กิมหงวนไม่ยอมล่าถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาแยกเขี้ยวยิงฟันชกหมัดเหวี่ยงแห แล้วกระโดดตีเข่าลอยทำให้ แล้วกระโดดตีเข่าลอยทำให้ ร.อ. ขจร ล้มลงมือยันพื้นกระท่อมสะบัดหน้าเร่าๆ

นิกรหัวเราะชอบใจ เขาพูดพลางหัวเราะพลาง

"สู้เขาลูกพ่อ ลูกขึ้นโว้ย ไม่ต้องกลัวว่าพวกเราจะใช้วิธีกลุ้มรุมแกหรอก ลุกขึ้นซีผู้กอง"

นายทหาร เขมร มานะกัดฟันลุกขึ้นปรี่เข้าเตะอาเสี่ยด้วยเท้าขวา กิมหงวนชกสวนด้วยหมัดขวา ถูกหน้า ร.อ. ขจร ระหว่างปากครึ่งจมูกครึ่ง แล้วปราดเข้าประชิดตัวชกซ้ายขวาอย่างแค่ลวคล่องว่องไว ฮุคขวาของอาเสี่ยลั่นตูมถูกคาง ร.อ. ขจรอย่างเหมาะเจาะผู้บังคับกองล้มฮวบลงกลางห้องบิดตัวไปมา เสี่ยหงวนก้มลงมองดูคู่ต่อสู้ของเขา

"ไง-สู้อีกไหมน้องชาย"

ร.อ. ขจร รวบรวมกำลังลุกขึ้นนั่งเหยียดเท้าด้วยความลำบากยากเย็นแล้วยกมือขวาขึ้นโบก

"ยอมแพ้ครับ" เขาพูดภาษาไทยชัดเจนแต่เสียงอ้อแอ้ "คุณสูงกว่าผมตั้งคืบ มือและเท้าก็ยาวกว่าผมใครจะสู้ไหว"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น ประคองนายทหารเขมรให้ลุกขึ้นยืน

"เชิงมวยของลื้อไม่ได้ความเลยโว้ย อั๊วชกส่งเดชไม่มีสไตล์ลื้อยังแพ้อั๊ว" พูดจบเขาก็หันมาทาง ส.อ. ย้อย "ช่วยหน่อยซีย้อย ไปที่บ้านนายเหลี่ยมล้อทหารเขมรมาที่นี่อีกสักคน บอกมันว่าผู้กองเรียก"

"ครับ-ได้ครับ ผู้การมัดอ้ายหมกนี่ไว้เถอะครับ" แล้วเขาก็รีบผลุนผลันออกไปจากกระท่อมด้วยความดีใจ

ร.อ. ขจร หน้าตาปูดโปนฟกซ้ำดำเขียว เขาถูกปลดอาวุธและตกเป็นเชลยของทหารไทยแล้ว นิกรถือปืนพกยืนเตรียมพร้อมยิงทหารหนุ่ม ผู้นี้ตลอดเวลา เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ นึกชมตัวเองที่ชั้นเชิงมวยของเขายังดีอยู่

"ลื้อเป็นใครวะผู้กอง" กิมหงวน

"ไม่บอก" ร.อ. ขจรตวาด

นิกรยกกระบอกปืน จี้รูหูข้างขวาของนายทหารเขมรแล้วพูดเสริมขึ้น

"ถ้าไม่บอกอั๊วยิงหูขวาทะลุออกหูซ้าย เร็ว-บอกมาตามตรง แกซื่ออะไร"

"ปอกก็ได้" นายทหารเขมรขบกรามพูด "กันคือร้อยเอกขจร กระเดือกเด่น"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"ชื่อเพราะดี แต่นามสกุลออกจะแหวกแนวสักหน่อย" แล้วนิกรก็ยักคิ้วให้เชลยของเขา "อั๊วจะเอาตัวลื้อร่วมงานกับเราด้วยผู้กอง ลื้อจะต้องให้ความรู้แก่เราเกี่ยวกับกำลังรบของเขมร บอกความจริงทุกอย่างเท่าที่เราต้องการรู้ ถ้าโกหกหรืออำพรางลื้อก็เน่า ถ้าช่วยเราทำงานจนสำเร็จ เราจะให้อิสรภาพลื้อ ให้ลื้อได้ไปเห็นหน้าลูกเมียของลื้อในเมื่อเราทำงาน เรียบร้อยแล้ว"

ร.อ. ขจร หน้าจ๋อย

"เอา-เอายังไงก็เอาเถอะครับ ผมตกอยู่ในอำนาจของพวกคุณแล้ว"

เสี่ยหงวนเลื่อนตัวเข้ามาหา ส.ท. สมศักดิ์

"น้องชาย หาเชือกสักเส้นเอามามัดมือผู้กองแล้วลื้อพา ออกไปควบคุมตัวไว้ที่กระท่อม เร็วหน่อย...ประเดี๋ยวหมู่ย้อยก็จะพาทหารเขมรมาที่นี่อีกคนหนึ่ง"

โดยคำสั่งของ พ.อ. กมหงวน ส.ท. สมศักดิ์ได้ค้นหาเชือกขดเล็กๆ ขดหนึ่ง ในกระท่อมนี้ แล้วเอามาผูกมัดข้อมือทั้งสองของนายทหารเขมรอย่างแน่นหนาต่อจากนั้นเขาก็ลากตัว ร.อ. ขจร ออกไปทางหลังกระท่อม

นิกรเหน็บปืนพกไว้ใต้เข็มขัด ตามเดิมเอาชายเสื้อปิดไว้ เขาเดินไปที่หน้าต่างหน้ากระท่อม ค่อยๆ โผล่หน้ามองดู

"มาแล้วโว้ยอ้ายหงวน หมู่ย้อยพานายสิบทหารเขมรมาแล้ว ฮ่ะ ฮ่ะ เราได้ปืนกลเบาใช้ละโว้ย มันสะพายเอามาด้วย"

"ดีแล้ว แกจัดการกับมันหน่อยซิ อย่ายิงนะเอามีดเชือดคอมันดีกว่า"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่ไหวโว้ยเสียวไส้"

"ถ้ายังงั้นตามใจแก" กิมหงวนกล่าวอย่างโมโหเดือด

สองสหายหลบอยู่ข้างประตูหน้ากระท่อมคนละด้าน จนกระทั่ง ส.อ. ย้อย ซึ่งอยู่ในบทบาทของราษฎรชาวเขมร พานายสิบร่างสูงใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามา เขาแต่งเครื่องแบบฝึก สวมหมวกแก๊ปทรงอ่อนมีเครื่องหมายยศ คือ บั้งผ้าปะติดกับแขนเสื้อข้างซ้ายเป็นสิบโทบ่าขวาของเขา สะพายปืนยองเร็วที่ทำจากประเทศคอมมิวนิสต์ นายสิบผู้นี้ไม่ใช่แซ่หลีเหมือนกับ ร.อ. ขจรผู้บังคับกองของเขา แต่เมื่อ ส.อ. ย้อยไปตามที่บ้านนายเหลี่ยม บอกว่าผู้บังคับกองต้องการพบตัวเขาก็รีบมาที่นี่

พอเข้ามาในกระท่อม ส.ท. เลื่อน เขมรหนุ่มวัย ๓๐ ปี ก็ถูก ส.อ. ย้อยของเราเอาปืนพกจี้หลังทันทีและแล้วนายสิบเขมร ก็ได้เผชิญหน้ากับนิกรและกิมหงวน

"เจาะเหนียง" เขาอุทานออกมาเป็นภาษาของเขาด้วยเสียงหนักๆ

นิกรเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา

"พวกเราทหารไทยไม่โหดเหี้ยมทารุณถึงกับเจาะเหนียงแกหรอกเพื่อน" แล้วนิกรก็ปลดปืนยิงเร็วลงมาจากบ่าของส.ท. เลื่อนมายึดไว้ "พูดไทยได้ไหมล่ะน้องชาย"

ทหารเขมรสั่นศีรษะแล้วตอบนิกรด้วยภาษาไทย

"พูดได้หน่อย ผมเคยไปเรียนหนังสือที่เมืองจันท์ พอจบชั้นมัธยมสามหรือเดี๋ยวนี้คือ ป.๗ ผมก็กลับมาอยู่เขมร"

นิกรถอยหลังออกไปปลดเซฟปืนยิงเร็ว ยกขึ้นจ้องทำท่าเหมือนจะสังหารนายสิบเขมร ส.ท. เลื่อนชูมือขึ้นเหนือศีรษะ ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย

"อย่าฆ่าผมเลยนะครับ ผมเป็นทหารชั้นนายสิบเท่านั้น เจ้านายเขาสั่งให้มารบผมก็มาตามคำสั่ง"

พ.อ. นิกรแกล้งทำหน้าให้ดุๆ แต่ความจริงก็ไม่ดุอะไร

"ถ้าไม่อยากตาย บอกมาเดี๋ยวนี้ทหารเขมรกำลังติมตามล่าพวกเราที่โดดร่มมาเมื่อคืนนี้ใช้ไหม"

"ใช่ครับ"

"มีจำนวนทหารที่ถูกส่งมาค้นหาเราเท่าไร"

"หนึ่งกองร้อยครับ" ส.ท. เลื่อนตอบโดยเร็ว

"ขณะนี้อยู่ที่ไหนบ้าง" นิกรซักต่อไป

"อยู่ในบริเวณป่าแถบนี้แหละครับ แยกย้ายกันออกไปเป็นหมู่ๆ ผู้กองสั่งให้ทุกคนมารวมกำลังกันที่นี่ในเวลา ๘ โมงเช้า"

พ.อ. นิกรพยักหน้ารับทราบ

"พวกแกเป็นทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่เขาวังใช่ไหม"

"ใช่ครับ"

"ถ้าเช่นนั้นตอบมาเดี๋ยวนี้ ทหารเขมรที่ตั้งยันกับนาวิกโยธินของเราขณะนี้มีจำนวนเท่าไร"

ส.ท. เลื้อนอ้ำอึ้ง เขาบอกตังเองว่าทหารเขมรในแนวรบที่นั้นก็ล้วนแต่เป็นพี่น้องร่วมชาติของเขา

"อ้า-ผมไม่ทราบครับ กองร้อยของเราทำหน้าที่เป็นแนวหนุนเท่านั้น"

นิกรเค้นหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นมึงตาย" พูดจบนิกรก็ยกปืนยิงเร็วขึ้นประทับ

"โอ๊ยๆ กลัวแล้วครับ อย่าฆ่าผมเลยครับแม่ผมแก่แล้ว ทหารไทยใจดีมีศีลธรรมไม่ใช่หรือครับทหารเขมรที่เขาวงมีกำลังหนึ่งกองพันครับ"

เสี่ยหงวนโบกมือ ห้ามนิกรแล้วเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้า ส.ท. เลื่อน เขาชูธนบัตรเขมรใบละร้อยเหรียญปึกหนึ่งให้ ส.ท. เลื่อนดู

"อ้ายน้องชาย ถ้าแกพูดความจริงนอกจากแกจะรอดตายแล้วแกยังจะได้เงิน ๑,๐๐๐ เหรียญนี่ไว้ใช้"

นายสิบเขมรลืมตาโพลง

"โอ้โฮเฮะ พันเหรียญเชียวหรือครับ ถ้ายังงั้นผมยอมขายชาติครับ ผมไม่ได้เงินเดือนมาสามเดือนแล้ว อยากรู้อะไรถามมาเถอะครับ"

พ.อ. กิมหงวนยิ้มให้ศัตรู ของเขาแล้วส่งเสริมให้

"แกตอบหน่อยซิ ทหารเขมรทีเขาวงจะถอนกลับที่ตั้งหรือไม่"

"ไม่ครับ มีแต่จะส่งกำลังมาเพิ่มเติมเพื่อรบกับไทยให้กองทัพไทยบุกเข้ามาในประเทศเรา คอมมิวนิสต์จะได้ช่วย เราโดยถือเป็นสาเหตุที่ไทย รังแกรุกรานเขมร วันนี้ตอนบ่ายทหารเขมรอีกสองกองพันจะเดินทางมาเสริมกำลังที่เขาวงครับ ผู้บัญชาการกองพลจะมาด้วย"

เสี่ยหงวนหันมาทางนิกร

"ม่เลวโว้ยอ้ายกร เราได้ประโยชน์จากเชลยของเราไม่น้อย เอาตัวหมอนี่ไปกับเราเถอะนะ"

นิกรไม่เห็นด้วย

"อย่าเลยวะลำบากในการควบคุม ปล่อยให้พวกชาวบ้านป่า เขาจัดการดีกว่า เอาผู้กองไปคนเดียวก็พอแล้ว เราจะต้องทำลายทหารเขมร และจุดยุทธศาสตร์ให้ได้ ในวันนี้เพื่อตัดกำลังฝ่ายศตรู"

"ถ้ายังงั้นก็ให้หมู่ย้อยเอาตัวไปส่งที่บ้าน นายเหลี่ยม แล้วก็ให้พวกบ้านป่าจัดการกับทหารเขมรที่มีอยู่เพียง ๕ คน ตามระเบียบ"

ทันใด นั้นเองเสียงโห่ร้องก็ดังขึ้นในหมู่บ้านนี้ ส.อ. ย้อยรายงานให้สองสหายมราบทันที

"ได้เรื่องแล้วครับผู้การ พวกชาวบ้านป่ารุมสกรัมทหารเขมร ๔ คน ที่บ้านนายเหลี่ยมแล้วละครับสียงกู้ตะโกน ที่เราได้ยินบอกให้ผมรู้ว่า เขากำลังช่วยกันสังหารทหารเขมรนั้นครับ"

ส.อ. เลื่อนตัวสั่นงันงก เขาทรุดตัวลงนั่งพับเพียบแล้วกราบลงแทบเท้าของ พ.อ. กิมหงวน

"กรุณาช่วยชีวิตผมเถอะครับ อย่าให้ไพวกชาวบ้านป่าฆ่าผมเลย นึกว่าเลี้ยงผมไว้ดูเล่นสักคนเถอะครับ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"หน้าตาแกไม่น่าดูเลยนี่หว่า แต่ว่าเอาเถอะฉันจะช่วยชีวิตแก แต่แกจะต้องไปกับเราด้วย" พูดจบเสี่ยหงวนก็เดินออกไปทางหลังกระท่อม ร้องตะโกนเรียก ส.ท. สมศักดิ์ให้พา ร.อ. ขจรเข้ามา

พวกชาวบ้านป่า ซึ่งมีดวดและนายเหลี่ยมเป็นกำลังสำคัญได้ช่วยกัน สังหารทหารเขมร ๔ คนได้เรียบร้อยแล้วด้วยดาบและไม้พลองคนละตุ้บสองตุ้บแล้วยืดอาวุธไว้ ขณะนี้ชาวบ้านป่าซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ไม่ต่ำกว่า ๑๐ คนกำลังเฮโลตรงมาที่กระท่อมหลังนี้ นิกรสั่งให้นายสิบทั้งสองคน คุมตัวเชลยไว้แล้วพาเสี่ยหงวนออกไปพบกับชาวบ้านป่า

นายดวดปราดเข้ามาหาสองสหาย

"พวกเราฆ่าทหารเขมรได้สี่คนครับ อีกสองคนยังอยู่ในกระท่อม ส่งตัวออกมาให้เราจักการเถอะครับ"

เสี่ยหงวนโบกมือห้าม

"ขอให้เราเถอะพี่น้องที่รัก เราจะได้ประโยชน์จากผู้บังคับกอง และนายสิบที่เราจับได้อย่างมากมายทีเดียว เราจะบังคับให้มันเป็นผู้นำทางเราไปดักยิงกองทหารสองกองพันที่จะส่งมาตอนบ่ายนี้ ซึ่งมีผู้บัญชาการร่วมทางมาด้วย และเราจะก่อวินาศกรรมเท่าที่เราจะทำได้"

นายดวดหันไปทางพรรคพวกของเขาแล้วอธบายเป็นภาษาเขมรให้ทราบพวกชาวบ้านป่าต่างเห็นพ้องด้วย แล้วนายดวดก็กล่าวกับสองสหาย

"ตกลงครับ พวกคุณรีบถอยไปเถอะครับ เราจะช่วยกันนำศพทหารเขมรไปฝั่งไว้นหหมู่บ้านในที่ลับตาและกลบเกลื่อน ร่องรอยไม่ให้พวกมัน ที่ตามมารู้ว่าทหารที่ถูกเราฆ่าตายมาที่นี่"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แต่เราต้องการอาหารเช้า สำหรับคนประมาณ ๒๐ คน แกช่วยเราหน่อยซิน้องชาย จะเอาเงินสักเท่าไรจะจ่ายให้"

"ได้ครับ พวกเราจะจัดให้โดยเร็วที่สุด ให้ฟรีครับสำหรับทหารไทย พวกผมเขมรอิสระ คือ ศัตรูของรัฐบาลนโรดมสีหนุ ขอเวลาให้เราสัก ๑๐ นาทีนะครับ" แล้วเขาก็หันไปทางพรรคพวกของเขาร้องตะโกนบอกเป็นภาษาเขมร "รีบหาข้าวปลาให้พวกทหารไทยไปกินโว้ย"

ชาวบ้านป่าต่างโห่ร้องเกรียวกราวแล้วพากันกลับไปยังบ้านของเขา เพื่อรวบรวมอาหารเท่าที่มีอยู่มามอบให้สองสหาย

ด้วยอำนาจของปืน ร.อ. ขจร กับ ส.ท. เลื่อนจึงต้องนำหน่วยกล้าตายของไทยรวม ๑๖ คนเดินทางมาที่ทางหลวงสายหนึ่งในตอนสายวันนั้น ซึ่งเป็นเส้นทางที่กองทหารเขมร ๒ กองพันจะเคลื่อนมาใน ตอนบ่ายไปสมทบกับกองพันทหารราบที่ ๖๗ ที่เขาวง

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้วางแผนสังหารข้าศึก ส่วนนายพลดิเรกเตรียมระเบิดสะพานข้ามเหวลึกด้วยรัเบิดที่เตรียมมา

การเตรียมงานได้สำเร็จเรียบร้อยก่อนเที่ยง คณะพรรคสี่สหายกับนายสิบกล้าตายทั้ง ๑๐ คน ตั้งมั่นเรียงรายอยู่บนเนินเขา ริมทางหลวงเว้นระยะห่างกันคนละ ๑๕ เมตรเป็นแนวยาว ทุกคนแอบซ่อนตัวอยู่ในหมู่ก้อนหินอันเป็นที่อับกระสุนและมองเห็นเป้าหมายเบื้องล่างอย่างถนัด ปืนกลเบา ๘ มม. ที่ยืดมาได้จากนายสิบเขมรตั้งจังก้าเตรียมยิง แต่มีกระสุนเพียงซองเดียวอย่างไรก็ตาม หน่วยกล้าตายทุกคนมีปืนกลมือและระเบิดมือที่จะสังหารข้าศึกอยู่แล้ว และบนถนนเบื้องล่างที่มั่น นายพลดิเรกก็ฝังระเบิดไว้

เวลาผ่านไปตามลำดับ ร.อ. ขจร กับ ส.ท. เลื่อน ถูกมัดติดกับต้นไม้คนละต้นไม่มีทางที่จะหลบหนีไปได้ มิหนำช้ำต้นไม้นั้นยังมีมดแดงชุกชุม ทหารเขมรทั้งสองคนไม่กล้ากระดุกกระดิกกลัวมดแดงจะรุมกินโต๊ะและบุกเข้าไปกัดตามจุดที่เป็นอันตราย

จนกระทั่งนาฬิกาข้อมือของเจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกเวลา ๑๓.๒๐ น. เสียงเครื่องยนต์ของรถยนต์บรรทุกทหารก็ดังแว่วมาแต่ไกล ท่านเจ้าคุณร้องตะโกนออกคำสั่งให้เตรียมยิงข้าศึกทันที

ทหารเขมรเคลื่อนขบวนมาแล้ว นำหน้าด้วยรถถังคันหนึ่งที่สร้างในฝรั่งเศสติดตามด้วย รถจิ๊ปปักธงสีน้ำเงิน นายพลดิเรกส่องกล้องมองดูก็แลเห็นนายพลร่างใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่ในรถจิ๊ปคันนั้น รถบรรทุก ๑๐ ล้อรวม ๑๕ คันบรรทุกทหารราบเบียดเสียดเยียดยัดกันติดตามมาในระยะใกล้ชิด ขบวนทหารเขมรเดินทางโดยไม่เร่งร้อน ความเร็วของรถบรรทุกประมาณ ๒๕ ไมล์ต่อชั่วโมง

เมื่อรถถังและรถจิ๊ปผู้บัญชาการแล่นข้ามสะพานข้ามเหว ซึ่งมีความยาวราว ๓๐ เมตร นายพลดิเรกก็กดสวิทช์ทันที

เสียงระเบิดแรงสูงที่พลนำไปผูกติดไว้กับเสาได้สะพานหลายลูกได้ระเบิดขึ้นพร้อมๆ กันสนั่นหวั่นไหว สะพานเหล็กพังทลาย รถถังและรถจิ๊ปปลอยละลิวลงสู่ก้นเหว นายพลเขมรกับทหารประจำรถถังและรถจิ๊ปเท่งทึงหมดไม่มีใคร รอดขบวนบรรทุกทหารทั้ง ๑๕ คัน หยุดกึกทันที

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนสั่งยิง

ปืนกลมือทุกกระบอกยิงกราดลงไปยังกลุ่มทหารที่อยู่ในรถและกำลังลงจากรถ เมื่อถูกจู่โจมโดยไม่รู้ตัวทหารเขมรก็ล้มตายเหมือนใบไม้ร่วง นายทหารข้าศึกสั่งทหารต่อสู้ แต่แล้วระเบิดมือของหน่วยกล้าตายก็ถูกเหวี่ยงลงมา รถยนต์บรรทุกหลายคันพังพินาศ บางคันก็เกิดไฟไหม้ลุกลาม ทหารเขมรแทบจะคุมกันไม่ติดล่าถอยเข้าป่าริมทางและยิงต่อสู้อย่างดุเดือด

ระหว่างนั้นเอง นายพลดิเรกก็กดระเบิดที่ฝังไว้บนถนนรวม ๕ แห่งในระยะห่างกันแต่ระเบิดขึ้นพร้อมกัน คราวนี้ทหารเขมรแตกพ่ายหนีเข้าป่า เสียงผู้บังคุบกองพันตะโกนลั่น

"เจาะเหนียง เปิดโว้ยพวกเรา"

หน่วยกล้าตายอยู่บนเนินเขาในที่สูง จึงกราดปืนยิงถูกทหารเขมรล้มตายอีกหลายสิบคน กองพันทหารราบทั้งสองกองพันถูกบดขยี้ด้วยมือทหารไทยเพียง ๑๖ คนเท่านั้น กระสุนดินดำในรถเมื่อถูกไฟไหม้ก็ระเบิดกึกก้อง

ศาสตราจารย์ดิเรก สั่งหน่วยกล้าตาย ล่าถอยข้ามขุนเขาลูกนั้นเพื่อหลบหนีเข้าเขตแดนไทย การล่าถอยเป็นไปอย่างรวดเร็วฉับพลันเพราะว่าถูกข้าศึกโอบอ้อม ร.อ. ขจร กับส.ท. เลื่อนที่ถูกมัดอยู่กับต้นไม้ต่างตะโกนลั่น

"เอาผมไปด้วยซิครับ ทิ้งไว้อย่างนี้เดี๋ยวเสือมันกินผม กลับมารับผมด้วย"

เสียงเสี่ยหงวนตะโกนตอบ

"ช่วยตัวเองโว้ย"

หน่วยกล้าตายกลับเข้าสู่อาณาจักรไทย ในเขตท้องที่อำเภอคลองใหญ่ในเวลา ๑๗.๓๐ น. และหวุดหวิดจะถูกพรรคนาวิกโยธินของเรายิง เคราะห์ดีที่มีการติดต่อกันทางวิทยุสนามได้สำเร็จ นายพลดิเรกจึงพาคณะของเขากับนายสิบผู้กล้าหาญทั้ง ๑๐ คนเข้าสู่แผ่นดินไทยได้โดยสวัสดิภาพ

ทหารเขมรที่เขาวงหนึ่งกองพันล่าถอยไปแล้วหลังจากได้ทราบข่าวว่ากองพันทหารราบที่ส่งมาเสริมกำลังถูกโจมตียับเยินในป่าสูง

แดนดินเดือด

คำสั่ง ๗๓/๒๕๐๗

เนื่องจากนายพลอังก้ามาไลเตบูบา รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมแห่งสาธารณรัฐฟิลิปส์ ซึ่งเดินทางมาประเทศไทยโดยไม่เป็นทางการ จะได้มาเยี่ยมคำนับดิเรกที่บ้านเราในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ศกนี้ เวลา ๑๐.๑๐ น. ข้าพเจ้าจึงออกคำสั่งให้ทราบทั่วกันดังต่อไปนี้

๑. ให้นายม้วน หัวหน้าคนสวนควบคุมคนสวนทั้งหมดเร่งตัดหญ้า ถางหญ้าตกแต่งสนามทางหน้าตึกใหญ่ จนถึงรั้วบ้านให้สะอาด เรียบร้อย งามตาเก็บกวาดขี้หมาและขี้แมว หรือของคนซึ่งคนเลวๆ บางคนอาจจะแอบถ่ายไว้ตามพุ่มไม้ หรือข้างโรงรถให้เรียบร้อยแล้วแล้วเสร็จภายในตอนเย็นวันเสาร์ที่ ๒๑ นี้ ๒. ในเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน นับตั้งแต่ ๘.๐๐ น. เป็นต้นไป ให้คนใช้ทุกคนทำความสะอาดห้องรับแขกและห้องโถงเป็นพิเศษ ทั้งนี้ให้อยู่ในบังคับบัญชาของนันทาแม่บ้านของข้าพเจ้า

๓. ในวันอาทิตย์ที่ ๒๒ เดือนนี้ ห้ามไม่ให้ทุกคนออกไปนอกบ้านอย่างเด็ดขาด จนกว่านายพลอังก้าจะกลับไป ให้คนใช้ชายหญิงตลอดจนคนสวนและคนดูแลทำความสะอาดรถยนต์แต่งกายให้สะอาดเรียบร้อย เพื่อต้อนรับท่านนายพลผู้นี้

๔. ให้นายแห้ว เป็นหัวหน้าคนใช้ประจำห้องรับแขกตลอดเวลาที่นายพลอังก้ามาที่นี่ โดยมีสะอาดและ ประคองเป็นผู้ช่วย สำหรับนายแห้วให้แต่งเครื่องแบบคนรับใช้ของโรงแรมสี่สหาย สะอาดกับประคองกระโปรงสีกรมท่าเสื้อคอปกสีขาว สวมเสื้อกันเปื้อน

ทั้งนี้ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของข้าพเจ้าอย่างเคร่งครัด ผู้ใดขัดขืน หรือฝ่าฝืนจะได้รับโทษอย่างหนักคือตบหน้า, ตัดเงินเดือน หรือไม่ออกจากงาน

ประกาศมา ณ วันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๐๗

คุณหญิงวาด ประสิทธิ์นิติศาสตร์

แน่ล่ะ คำสั่งของคุณหญิงวาดย่อมเปรียบได้กับคำสั่งของจอมเผด็จการ ดังนั้นในตอนเย็นวันเสาร์ที่ ๒๑ พฤศจิกายน บ้าน "พัชราภรณ์" ก็สวยงามผิดตามีชีวิตชีวาขึ้น และมีชีวิตชีวาโดยไม่ต้องใช้น้ำมันแต่งผม

สนามใหญ่หน้าตึกตลอดจนบริเวณหน้าบ้านหญ้าเรียบเป็นระเบียบ พันธุ์ไม้ดอกริมสนามและริมถนนคอนกรีต แลสะพรั่งงามตา ไม่มีใบไม้แห้งหรือต้นหญ้าอยู่ที่โคนต้น ขี้หมาและขี้แมวถูกเก็บเกลี้ยง บนตึกใหญ่มีการตกแต่งและทำความสะอาดขัดถูพื้นห้องตลอดวันเสาร์ ผ้าม่านตามประตูหน้าต่างเปลี่ยนใหม่หมด พรมปูพื้นห้องรับแขกก็ซื้อมาเปลี่ยนใหม่ราคาหลายพัน คุณหญิงวาดกับสี่นางได้ร่วมมือกันจัดห้องรับแขกใหม่ ทำให้สวยงามขึ้นกว่าเก่าและแปลกตาขึ้นมาก ในที่สุด วันอาทิตย์ที่ ๒๒ พฤศจิกายน ก็ผ่านมาถึง

ก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น. ประมาณ ๕ นาที คณะพรรคสี่สหายและสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด และเจ้าแห้วได้พากันออกมาจากห้องโถงและลงบันไดหน้าตึกยืนรวมกลุ่มกันบนถนนคอนกรีตรอคอยต้อน รับท่าน นายพล ฟิบิลปินล์ ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับศาสตราจารย์ดิเรกมาก่อนแล้ว ทั้งนี้เพราะนายพลดิเรกของเราเป็นที่ปรึกษาของซีโต้ ในฐานนะที่เป็นผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธ และวิทยาศาสตร์ ซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกเคยบินไปนครมะนิลามาหลายครั้งแล้ว เกี่ยวกับงานของซีโต้

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งสากลเรียบร้อยสี่นางและคุณหญิงวาดอยู่ในชุดผ้าไหมสีต่างๆ กัน ส่วนเจ้าแห้วแต่งเครื่องแบบบ๋อยของโรงแรม "สี่สหาย"

ขณะที่นายพลดิเรกกำลังเล่าให้ฟังว่า ท่านนายพลผู้นี้มีบทบาทสำคัญในการสู้รบกับญี่ปุ่นเมื่อสงครามโลกที่แล้วมา เซฟโรเล็ทเก๋งคันใหม่เอี่ยมของสถานทูตฟิลิปปินส์คันหนึ่งก็เลี้ยวผ่านประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์"

นายพลอังก้ามาแล้ว เขาแต่งสากลชุดสีน้ำตาลไหม้นั่งอยู่ตอนหลังรถตามลำพัง นายพลอังก้ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคณะพรรคสี่สหายของเรา พูดและอ่านเขียนภาษาไทยได้ดี เพราะใช้เวลาเล่าเรียนภาษาไทยมาหลายปีจากนายทหารเรือไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีคดีการเมืองหลบหนีไปอยู่ฟิลิปปินส์ แต่ปัจจุบันนี้กลับมาเมืองไทยแล้ว นายพลอังก้าสนใจในภาษาไทยก็เพราะเขา เลื่อมใสศรัทธาในศิลปต่างๆ ของไทยเรานั่นเองโดยเฉพาะนาฎศิลป นอกจากนี้เขายังรู้ดีว่าคนไทยเป็นมิตรที่ดีของชาวฟิลิปปินส์โนทั้งหลาย

เชฟโรเล็ทเก๋งสีฟ้าหม่นแล่นผ่านหน้าโรงรถและเลี้ยวขวามือตามถนนคอนกรีต ตรงมาหยุดหน้าตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วปราดเข้าไปเปิดประตูตอนหลังรถให้ท่านนายพลทันที

พล ท. อังก้าพาตัวลงมาจากเข้ามาสัมผัสมือกับเขาและทักทายกันด้วยภาษาไทย

"สวัสดีครับท่านศาสตราจารย์" นายพลอังก้าพูดเสียงแปร่งเล็กน้อย "ผมดีใจและมีความสุขมากที่ได้เห็นการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้"

ศาสตราจารย์ดิเรกบีบมือนายพลฟิลิปปินส์แน่น

"พวกเราตื่นเต้นยินดีมากเมื่อผมได้รับจดหมายของท่านบอกว่าท่านจะมาเยื่ยมผมในตอนสายวันนี้สบายดีหรือครับ"

ท่านนายพลก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณครับสบายดี"

ดร. ดิเรกยิ้มละไม

"ผมขอถือโอกาสนี้แนะนำท่านให้รู้จักกับญาติมิตรของผมด้วยครับ ท่านผู้นี้เป็นอาของผมและเป็นเจ้าของคฤหาสน์นี้ นามของท่านคุณหญิงวาดประสิทธิ์นิติศาสตร์"

คุณหญิงวาดยื่นมือให้ นายพลฟิลิปปิบส์ จับแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษ

"เฮา ดู ยู ดู"

"ขอบคุณครับ คุณหญิงวาดพูดไทยกับผมก็ได้ครับ"

"หรือคะ ก๊อดีซิคะดั๊นพูดไทยได้คล่องค่ะ ยินดีมากที่ได้รู้จักกับท่าน"

"เช่นเดียวกันครับ"

นายพลดิเรกแนะนำนายพลอังก้าต่อไป

"ท่านผู้นี้เป็นพ่อตาของผมครับ พลเอก พระยาปัจจนึกพินาศ"

นายพลอังก้าปราดเข้าไปยื่นมือให้ท่านเจ้าคุณจับ

"ยินดีครับ ผมรู้สึกว่าท่านเจ้าคุณคงจะมีอารมณ์ขันตลอดเวลา ถึงได้เอาหัวล้านกระดาษมาสวนหังเล่นถ้าจะซื้อมาจากงานภูเขาทองกระมังครับ เมื่อคืนนี้ผมก็ไปเที่ยวสนุกเหมือนกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"เปล่าๆๆ ไม่ใช่หัว

ล้านกระดาษหรอกครับ"

"อ้อ ถ้ายังงั้นก็คงทำด้วยผ้าแล้วทาสี"

"ปู๊โธ่" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร "หัวผมล้านจริงๆ ไม่ใช่เอาหัวล้านมาสวมครับ แล้วกัน"

นายพลอังก้านัยน์ตาเหลือก จ้องมองดูศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างแปลกใจ

"โอ-ผมต้องขอโทษครับ ผมนึกว่าเจ้าคุณเอาหัวล้านจำลองมาใส่เล่นสนุกๆ ที่ฟิลิปปินส์คนหังล้านมันแผล็บ และแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกอย่างนี้ไม่มีครับ"

ดร. ดิเรกรู้สึกว่าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่พอใจนายพลอังก้า ก็รีบแนะนำให้นายพลฟิลิปปินส์รู้จักกับเพื่อนเกลอของเขาและสี่นาง ต่างฝ่ายต่างทักทายโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี

ในที่สุด พลพัชราภรณ์ก็เชิญนายพลอังก้าขึ้นไปบนตึก ทุกคนเดินติดตามไปด้วย พ.อ. พลพาแขกผู้มีเกียรติเข้ามาในห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็แยกย้ายกันนั่งบนเก้าอี้นวมรอบห้องรับแขก ส่วนนายพลอังก้ากับนายพลดิเรกนั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกัน

สะอาด กับประคองสาวใช้ของคุณหญิงวาดนำเครื่องดื่มและบุหรี่มาเสิฟทันที โดยเฉพาะเจ้าแห้วเสิฟเครื่องดื่มให้นายพลอังก้า แล้วถอยออกไปยืนระวังตรงอยู่ข้างประตูติดต่อกับห้องโถงใหญ่

การสนานำเป็นไปในฉันมิตร ทุกคนต่างนึกชมท่านนายพล รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของฟิลิปฟินส์ที่เขาสามารถพูดภาษาไทยได้ดีถึงแม้เสียงจะแปร่งไปบ้าง นอกจากนี้ยังเป็นคนสดชื่นร่าเริงปราศจากการถือตัว ให้ความเป็นกันเองกับสี่สหายและสี่นางถึงกับบอกคุณหญิงวาดว่า ถ้าคุณหญิงเดินทางไปนครมะนิลาเมื่อไร เขาจะให้การต้อนรับอย่างดีที่สุดและจะพาเที่ยวให้ทั่วมะลิรา ตลอดจนเมืองต่างๆ ของเกาะลูซอน

"ขอให้คุณหญิงสละเวลาไปเที่ยวสักครั้งเถอะครับไปเมื่อไรจดหมาย หรือโทรเลขให้ผมทราบก่อน ผมจะได้ไปคอยรับที่สนามบิน"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ

"ขอบคุณค่ะท่านนายพล แล้วดั๊นจะหาโอกาสไปเที่ยวค่ะ แต่ว่าดั๊นกลัวเรือบินนี่คะ ขึ้นเรือบินทีไรปัสสาวะราดทุกทีไรปัสสาวะราดทุกที"

นายพลอังก้าทำหน้าชอบกล

"การโดยสารเรื่องบินสมัยนี้ปลอดภัย เสมอแหละครับ เรื่องเครื่องบินตกมันมีเปอร์เซ็นต์น้อยมาก"

นันทายิ้มให้ท่านนายพลและถามว่า

"ฟิลิปปินส์มีเกาะเล็กเกาะน้อยมากไม่ใช่หรือคะนอกเหนือจากเกาะลูซอน, มินโดโร, ซามาร์, ปาเน, ซึ่งเป็นเกาะใหญ่"

"ถูกแล้วครับ เกาะใหญ่ๆ นอกจากที่คุณว่าก็มีเกาะเนกรอส, เกาะเลเต้, เชบู, โบโฮล แล้วก็เกาะมินดาเนา ที่เคยเป็นสนามรบมาแล้วอย่างโชกโชน นอกจากนั้นเป็นเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่ในทะเลจืนตอนใต้หรือทางทะเลฟิลิปปินส์ ทะเลลูอีกไม่ต่ำกว่า ๗,๐๐๐ เกาะ"

ประไพกล่าวถามขึ้นบ้าง

"เกาะเล็กๆ เหล่านั้นมีคนอาศัยอยู่หรือเปล่าคะ"

"บางเกาะก็มีครับ แต่ถ้าเป็นเกาะหัวล้านมีแต่เขาหิน ไม่มีต้นไม้ก็ไม่มีอยู่อาศัย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปากและลอบค้อนนายพลอังก้า ประไพซักนายพลอังก้าต่อไป

"ชาวฟิลิปีนโนประกอบอาชีพอะไรบ้างคะท่านนายพล"

"ก็คล้ายๆ กับคนไทยแหละครับ ชาวฟิลิปปินโนมีอาชีพในทางกสิกรรมครับ ทำนา, ทำไร่ มีมะพร้าว, อ้อย, ข้าวโพด, ยาสูบ, ปอ, และยางพารา นอกจากนี้ทำสวนผลไม้ต่างๆ เลี้ยงสัตย์, ทำป่าไม้ แล้วก็ขุดแร่ มีแร่ทองแดง, ปิโตรเลียม, ถ่าน,หิน, ตะกั่ว, กำมะถัน, ทองคำ, เงิน, สังกระสี, และเหล็กครับ การหัตกรรมก็มีบ้างเหมือนกัน แต่ไม่มากนัก"

นวลลออถามว่า "ท่านนายพลมาทัศนาจรเมืองไทยหรือคะ"

"ครับ ผมมาเที่ยวและพักผ่อนนอกจากนี้ก็มีธุระสำคัญที่จะมาปรึกษาหารือกับศาสตราจารย์ดิเรกอีกด้วน

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้นายพลฟิลิปปินส์

"ว่ามาเลยครับท่านนายพล ขอบคุณมาที่ให้เกียรติผม"

นายพลอังก้ายกมือขวาโอบกอดศาสตราจารย์ดิเรกแสดงความรักใคร่สนิทสนม

"ท่านศาสตราจารย์ที่รัก คณะรัฐมนตรีของเราลงมติให้ผมเดินทางมาหาท่านเพื่อตกลงจ้างท่านให้ทำการสำรวจหมู่เกาะเล็กๆ ของเราแห่งหนึ่งค้นหาตำแหน่งแร่ยูเรเนียม เพื่อใช้สร้างอาวุธนิวเคลียร์ ผมขอเสนอค่าป่วยการให้ท่านเป็นเงินไทยสองล้านบาท ใช้เวลาสำรวจเพียงเดือนเดียวเท่านั้น"

"ออไร๋ บอกรายละเอียดสั้นๆ ให้ผมฟังซิ"

"รายละเอียดก็ไม่มีอะไรครับ ถ้าท่านตกลงพรุ่งนี้ไปพบผมที่สถานทูตเพื่อเซ็นสัญญากัน เราจะจัดเครื่องบิน ทหารมารับท่าน กับคณะของท่านเดินทางไปมะนิลา ต่อจากนั้นก็จะเตรียมเรือไปติดเครื่องยนต์ ไว้ให้ท่านพร้อมด้วยลูกเรือ ตลอดจนเสบียงอาหาร ยารักษาโรคและเครื่องบำรุงความสุข เพื่อให้ท่านมีใช้ในการเดินทางไปสำรวจเกาะเล็กๆ ของเรา ซึ่งผมยังจะไม่เปิดเผยว่าเป็นเกาะอะไร บอกให้ทราบแต่เพียงว่าอยู่ไม่ไกลจากเกาะลูซอนเท่าใดนัก ว่ายังไงครับ"

นายพลดิเรกยิ้มอย่างภาคภูมิ

"ทำไม ท่านไม่จ้างนักธรณีวิทยาชาวอเมริกันสำรวจล่ะครับ"

นายพลอังก้าสั่นศีรษะ

"เรื่องนี้เราเคยติดต่อกับนักสำรวจชาวอเมริกันแล้ว เขาเรียกค่าป่วยการถึงสองแสนดอลล่า รู้สึกว่าแพงเกินไปครับ แล้วก็เราไม่ใคร่เชื่อความสามารถของนักธรณีวิทยาชาวอเมริกัน เราเชื่อความสามารถของท่านมากกว่า เพราะเท่าที่เราทราบ ท่านมีเครื่องมือพิเศษในการค้นหายูเรเนียมดีกว่าของชาวอเมริกันและท่านเคยพบยูเรเนียมดีกว่าของชาวอเมริกันและท่านเคยค้นพบยูเรเนียมในตอนเหนือของประเทศไทยมาแล้ว เงินสองล้านบาทที่เราจะจ่ายให้ท่านเป็นค่าตรวจยูเรเนียม ไม่ใช่เงินเล็กน้อยนะครับ หนึ่งเดือนต่อสองล้านบาทผมคิดว่าท่านคงพอใจ"

"ออไร๋ ผมต้องคิดดูก่อนครับท่านนายพล แล้วก็ต้องปรึกษากับคณะของผมให้รอบคอบเสียก่อน ถ้าเราตกลงรับทำงานสำรวจให้ท่านเราก็จะต้องทิ้งภารกิจของเราทางนี้ ซึ่งเราจะขาดผลประโยชน์ไปไม่ใช่น้อย"

นิกรมองดูหน้านายพลอังก้าแล้วพูดเสริมขึ้น

"สองล้านบาทถูกไปหน่อยครับ"

ท่านนายพลยิ้มเล็กน้อย

"คุณคิดว่าเท่าไรจึงจะสมควรล่ะครับคุณนิกร"

นิกรนิ่งคิด

"เพิ่มให้เราอีกสัก ๒๐ บาท ก็แล้วกันครับ"

นายพลอังก้าทำคอย่นทันที แล้วหัวเราะก้าก

"คุณนิกร มีอารมณ์ขันดีเหมือนกันขอให้ช่วยสนับสนุนศาสตราจารย์ดิเรกหน่อยเถอะครับ นึกว่าพวกคุณไปเที่ยวเกาะเล็กเกาะน้อยเป็นการทัศนาจรหรือพักผ่อนการงาน คุณจะได้พบเห็นความเป็นอยู้ของพวกชาวเกาะตลอดจนขนบธรรมเนียมประเพณีของเขา การท่องเที่ยวน่ะเป็นกำไรของชีวิตนะครับ"

กิมหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แล้วพูดเสริมขึ้น

"ชาวเกาะทะเลใต้ เขาเต้นระบำส่ายตะโพกแบบพวกฮาไวใช่ไหมครับท่านนายพล"

"ใช้ครับ พวกชาวเกาะล้วนแต่ใจดีมีอัธยาศัยให้การต้อนรับคนแปลกหน้าในฐานะมิตรเสมอ"

สี่สหายต่างมองดูหน้ากัน แล้วพลก็พยักเพยิกกับ ดร. ดิเรก

"เข้าทีดีเหมือนกันหมอ หมู่นี้พวกเราคร่ำเคร่งกับการงานมากเกินไป ควรจะหาเวลาพักผ่อนบ้าง"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ไอต้องคิดให้รอบคอบก่อน"

นายพลอังก้ายกมือจับแขนศาสตราจารย์ดิเรกบีบเบาๆ

"พรุ่งนี้ให้คำตอบผมได้ไหมครับ"

"ออไร๋ ขอเวลาให้ผมคิดบ้าง เงินน่ะใครๆ ก็อยากได้ แต่ถ้าผมรับทำงานให้ท่านแล้วผมก็ต้องพยายามค้นหาแหล่งแร่เรยูเนียมให้พบ มิฉะนั้นผมก็เสียชื่อ ผมจะต้องค้นดูหลักฐานต่างๆ เสียก่อนว่าตามหมู่เกาะฟิลิปปินส์นั้นมีแหล่งกำเนิดแร่ยูเรเนียม"

"มีแน่นอนครับศาสตราจารย์นักธรณีวิทยาของเราได้ทำการสำรวจแล้ว เรารู้แน่ว่ามีแร่ยูเรเนียมที่หมู่เกาะนั้น แต่เราไม่มีเครื่องมือที่ดีเหมือนของท่านขอได้โปรดกรุณาตกลงรับทำงานให้เราเถอะครับ พอเซ็นสัญญากันเราจะจ่ายเงินล่วงหน้าให้ท่าน ครึ่งหนึ่งทันที"

กิมหงวนชำเลืองมองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเสริมขึ้น

"ครึ่งหนึ่งก็ล้านบาท"

"ครับ ล้านบาท"

อาเสี่ยยิ้มให้

"จ่ายเป็นเงินไทยหนึ่งล้านนะครับ"

นายพลอังก้าหัวเราะเบาๆ

"เงินไทยตั้งล้านผมจะไปเอาที่ไหน ผมจะจ่ายเป็นดอลล่าอเมริกันครับ จ่ายให้ ๕๐,๐๐๐ ดอลล่า"

"เท่ากับล้านบาท" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักแน่น

นิกรมองดูหน้าเสี่ยหงวน

"ไม่น่าจะสงสัยอะไรเลยนี่หว่า ๕๐,๐๐๐ ดอลล่าหนึ่งล้านก็ถูกแล้ว หรือหนึ่งล้านบาทเทียบเท่า ๕๐,๐๐๐ ดอลล่าอเมริกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งหน้างอเหมือนม้าหมารุกถ้าไม่เกรงใจนายพลอังก้า ท่านก็คงลุกขึ้นไล่เตะ นิกรกับเสี่ยหงวนแล้ว ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์ว่า

"พรุ่งนี้ ๑๐.๐๐ นาฬิกา ผมกับคณะพรรคของผมจะไปพบกับท่านที่สถานทูตฟิลิปปินส์นะครับ เพื่อให้คำตอบแก่ท่านในเรื่องนี้"

"ดีแล้วครับ ขอบคุณมาก หากท่านตกลงเราก็จะได้ทำสัญญากันเลย แล้วผมก็จะจ่ายเงินล่วงหน้าให้เรียบร้อยเย็นนี้ ๑๖.๐๐ น. ผมจะให้คนที่สถานทูตนำร่างสัญญามาให้ท่านศาสตราจารย์ดู"

"ออไร๋ ถ้าได้อย่างนี้ก็ดีมาก"

เจ้าแห้วกับสาวใช้อีก ๒ คน นำน้ำชาเข้ามาเสิฟให้ทุกๆ คน นอกจากน้ำชาแล้วยังมีแซนวิชและผลไม้ด้วยคณะพรรคสี่สหาย กับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดได้ให้การต้อนรับนายพลอังก้าอย่างดีที่สุด ท่านนายพลสนทนาอยู่ในราวชั่วโมงเศษก็ลากลับทุกคนพากันออกไปส่งที่ห้นาตึกและยืนมองดูจนกระทั่งเชฟโรเล็ทเก๋งคันนั้นพานายพลอังก้าออกไปพ้นจากบ้าน "พัชราภรณ์"

คุณหญิงวาด และประภาต่างสนับสนุนศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเต็มที่ เพื่อให้รับทำงานสำรวจให้แกรัฐบาลสาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพราะเงินค่าจ้างสองล้านบาทไม่ใช่เงินน้อย

ในที่สุด นายพลดิเรกกับคณะพรรคของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้ไปพบกับนายพลอังก้าที่สถานทูตฟิลิปปินส์ในตอนสายวันรุ่งขึ้น กราเซ็นสัญญาได้ผ่านพ้นไปโดยเรียบร้อย นายพลอังก้าจ่ายเงินสด ๕๐.๐๐๐ ดอลล่าอเมริกันให้ ดร. ดิเรก ตามเงื่อนไขในสัญญา

ศุกร์ ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๐๗

ศาสตราจารย์ดิเรกพร้อมด้วยคณะพรรคของเราและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เดนทางออกจากท่าอากาศยานดอนเมืองโดยเครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศฟิลิปปินส์ มุ่งตรงไปยังมะนิลาอย่างเงียบเชียบ และทางมะนิลาต่างปิดบังเรื่องนี้เป็นความลับ

ที่มะนิลา ท่านนายพลอังก้าและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ให้การต้อนรับคณะพรรคสี่สหายของเราเป็นอย่างดี ทุกคนพักอยู่ในค่ายทหารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ชายทะเลริมอ่าวมะนิลา และมีป้อมปราการเก่าแก่ สวยงามมาก ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะได้มีโอกาสพบประกับนายทหารชั้นผู้ใหญ่ทั้งบก, เรือ, อากาศของฟิลิปปินส์หลายคน ทางค่ายทหารได้จัดงานรื่นเริงเป็นการภายในต้อนรับนายพลดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ของโลก

จันทร์ ๓๐ พฤศจิกายน

ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะของเขารวม ๖ คนได้ออกเดินทางโดยเรือใบ ติดเครื่องยนต์ลำหนึ่งจากอ่าวมะนิลาสู่ทะเลลึกมุ่งตรงไปยังเกาะลูบังทางทิศใต้ ของนครมะนิลาในทะเลจีนตอนใต้ เพื่อค้นหาตำแหน่งยูเรเนียมตามหมู่เกาะมากาต้าซึ่งเป็นเกาะเล็กๆ ห้าหกเกาะอยู่ใกล้เกาะลูบัง

เรือยอร์ชลำนี้มีชื่อว่า "อิบา" อันเป็นซื้อเมืองเมืองหนึ่งตอนเหนือของนครมะนิลา "อิบา" เป็นเรือไม่มีระวางขับน้ำ ๑๘๐ ตัน เดินทางได้ด้วยใบหรือเครื่องยนต์ประจำเรือ เป็นเรือยอร์นที่ทันสมัยของท่านนายพลเรือคนหนึ่ง ซึ่งนายพลอังก้าได้ติดต่อขอยืมให้ศาสตราจารย์ดิเรกใช้สำรวจเกาะมากาต้าในครั้งนี้ ลูกเรือเป็นทหารเรือทั้งจ่าและพลทหารรวม ๒๕ คน กัปตันเป็นเรือโทแห่งรัฐนาวีฟิลิปปินส์ซึ่งขอยืมตัวมาใช้ไม่มีต้นหนหรือต้นเรือ อำนาจเด็ดขาดอยู่ที่กัปตันคนเดียวคือเรือโทมาฮู หนุ่มใหญ่ในวัย ๓๐ ปี สุภาพเรียบร้อยและเข้มแข็งในหน้าที่

"อิบา" มีห้องเย็นขนาดใหญ่บรรจุอาหารสดคาวอย่างเหลือเฟือเท่าที่นายพลอังก้าจัดให้ นอกจากนี้ก็มีเครื่องกระป๋อง เหล้าเบียร์บุหรี่พร้อม มีน้ำจืดให้อาบกินอย่างเพียงพอ มีเครื่องบำรุงความสุขหลายอย่างเช่นวิทยุ เครื่องเล่นแผ่นเสียงและกีฬาในร่ม มีห้องนอนขนาดกว้าง ๔ เมตร สำหรับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้ะเจ้าแห้วอยู่บนดาดฟ้าใกล้กับตะพานเรือความเร็วของเรือลำนี้ถ้าใช้ใบแล่นได้ไม่เกิน ๑๐ นอตถ้าใช้เครื่องยนตร์แล่นได้ ๑๘ นอต แบบของเรือค่อนข้างเพรียวเพื่อโต้คลื่น ลำเรือทาสีขาวโพลนสมกับเป็นเรือสำสำราญ "อิบา" มีวิทยุติดต่อเพื่อติดต่อกับกองเรือยุทธการที่มะนิลา

ระยะทางจากมะนิลามาหมู่เกาะมากาต้าประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร ดังนั้นในตอนเย็นวันเดียวกันนั้นเอง "อิบา" ก็เดินทางมาถึงหมู่เกาะมากาต้า

มันเป็นเวลา ๑๖.๐๐ น.เศษ

ทะเลเรียบมีระลอกคลื่นเพียงเล็กน้อย ลมพัดโชยเฉื่อยเย็นสบาย เมื่อเรือเล่นเข้ามาใกล้เกาะแห่งหนึ่ง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันออกมาจากห้องเดินไปทางหัวเรือยืน จับกลุ่มมองดูทิวทัศน์อันสวยงามของเกาะนี้และเกาะที่อยู่ใกล้เคียง

เสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นไปบนสะพานเรือ แล้วร้องถามกัปตันโดยใช้ภาษาอังกฤษ

"ฮัลโหล กัปตัน เกาะนั้นชื่อเกาะอะไร"

ร.ท. มาฮูมองลงมาข้างล่างแล้วยิ้มให้

"มากาต้าครับท่านพันเอก เกาะอีกห้าเกาะก็เรียกมากาต้าเหมือนกัน" แล้วเขาก็กล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรก "จะอนุญาตให้ผมหยุดเรือที่หน้าเกาะตรงหน้าเราไหมครับ"

นายดิเรกแหงนหน้ามองดูกัปตันหนุ่มแล้วยิ้มให้ "โอ.เค. หยุดที่เกะนี้แหละครับ พวกเรากำลังตื่นเต้นมากที่แลเห็นชาวเกาะวิ่งพล่านรีบลงเรือเล็กพายมาต้อนรับเราด้วยไมตรีจิตเช่นนี้"

เสี่ยหงวนโบกมือให้กัปตันแล้วร้องถาม

"กัปตันครับ พวกชาวเกะที่นี่กินคนหรือเปล่า" กัปตันยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ถ้าเขาหิวและไม่มีอะไรจะกินเขาก็กินคนเหมือนกันแหละครับ เขาจะอาหารได้ทุกอย่างเช่นเดียวกับคนไทย"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ถูกแล้วกัปตัน พวกเรากินได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งก้อนหิน, ยางแอสฟัลท์, น้ำมันเชื่อเพลิง, ท่อน้ำประปา, จอบเสียม, เหล็ก และปูนซีเมนต์"

"อิบา" ลดความเร็วลงแล้ว สักครู่กัปตันก็ร้องตะโกนสั่งกะลาสีให้เตรียมทิ้งสมอ ในเวลาเดียวกับที่ขบวนเรือเเคนูของชาวเกาะใกล้เข้ามา

สมอเหล็กถูกทิ้งลงน้ำด้วยเครื่องกว้าน "อิบา" หยุดการเคลื่อนไหวลอยลำเท้งเต้งอยู่ห่างจากฝั่งเกาะราว ๒๐๐ เมตร ธงชาติฟิลิปปินส์ที่ท้ายเรือถูกลมพัดสะบัดพริ้ว และไตรรงค์ผืนเล็กซึ่งอยู่บนยอดเสากระโดงหน้าก็กำลังโบกสะบัดอย่างสง่างาม รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ให้เกียรติกับนายพลดิเรก ของเราสั่งให้ ร.ท. มาฮูกัปตันเรือ "อิบา" ชักธงไตรรงค์ขึ้นสู่ยอดเสาพร้อมกับธงชาติประจำเรือลำนี้ คือตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนถึงพระอาทิตย์ตก

เมื่อเรือจอดทอดสมอเรียบร้อย กัปตันหนุ่มก็ลงมาจากตะพานเรือตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่ทางหัวเรือ และกำลังมองดูกองเรือแคนูของชาวเกาะที่กระจายกำลังอันโอบล้อมเรือ "อิบา" บรรดาชาวเกาะมากาต้าต่างร้องเพลงและโห่ร้องเกรียวกราว

หัวหน้าเกาะเป็นชายชราอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รูปร่างอ้วนเตี้ยเช่นเดียวกันแต่ศีรษะไม่ล้าน เขาสวมโสร่งเพียงตัวเดียว ท่อนบนเปลือยเปล่า บรรดาผู้ชายชาวเกาะก็เช่นเดียวกัน ส่วนผู้หญิงที่เป็นสาวก็นุ่งโสร่งกระโจมอก มีมาลัยดอกไม้สดคล้องคอ และสวมศีรษะ สวมข้อมือตามแบบฉบับของชาวทะเลใต้ แต่ผู้หญิงที่มีสามีหรือคนแก่แต่งชุดท็อปเลสเปลือยหน้าอกล่อนจ้อนแบบเย้ยฟ้าท้าดิน ซึ่งดินและฟ้าก็คงไม่สนเท่าใดนัก

"พวกเราขอต้อนรับคนไทย" หัวหน้าเกาะตะโกนลั่นเป็นภาษาไทยอย่างชัดเจน "เราดีใจมากที่เราได้เห็นธงไทยมาปรากฎที่นี่ เราถือว่าพวกท่านเป็นผู้กล้าหาญ เป็นวีรบุรุษที่ไม่เคยเป็นโรคบุรุษ"

เสียงไชโยจากพวกชาวเกาะหญิงชายตามเรือแคนูดังขึ้นทันที นิกรกล่าวกับ ดร. ดิเรกเบาๆ

"แกเรียก กะลาสีเรือ มาเป็นล่ามสักคนเถอะวะเราจะได้รู้ว่าชาวเกาะเขาพูดว่ากระไร"

"ไม่ต้อง" ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดแว็ด "เขาพูดไทย ออกชัดแจ๋วอย่างนั้นยังจะต้องหาลามอีกหรือนายพลอังก้าบอกเราว่าชาวเกาะมากาต้าเหล่านี้ส่วนมากพูดภาษไทยและภาษามลายูได้ดี"

พลพัชราภรณ์เลื่อนตัวเข้ามายืนข้างกัปตัน แล้วถามว่า

"พวกเราควรจะปฏิบัติต่อชาวเกาะนี้อย่างไรบ้างครับกัปตัน"

ร.ท. มาฮูตอบโดยไม่ต้องคิด

นำของขวัญสักชันหนึ่งไปให้หัวหน้าเกาะที่ร้องทักทายพวกท่านเมื่อกี้นี้ครับ แต่ต้องกระโดดลงไปจากเรือแสดงให้เขาเห็นว่าเรากล้าหาญสมกับที่เขายกย่องให้เกียรติเรา ถ้าลงบันไดข้างเรือนำของขวัญไปให้เขาหัวหน้าเกาะจะรับของขวัญอย่างเสียไม่ได้ และจะประนามพวกท่านว่าขี้ขลาดตาขาว ไม่กล้ากระโดดลงไปในทะเล"

อาเสี่ยหันมาทาง ดร. ดิเรก

"กันจะกระโดดลงไปจากเรือเอาของขวัญไปมอบให้หัวหน้าเกาะเขาเอง"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"อ๋อไร๋ เอากล้องส่องทางไกลที่คล้องคอแกนั่นแหละให้เขา หัวหน้าเกาะคงพอใจและสนใจมาก"

กิมหงวนก้มลงมองตัวเอง เขาสวมกางเกงขายาวสีขาว เสื้อเชิ้ทตรวจการแขนสั้นสีขาวและสวมหมวกแก็ปแบบหมวกนายทหารเรือ อาเสี่ยถอดหมวกแก็ปเหวี่ยงไปบนโต๊ะตัวหนึ่ง และแล้วเขาก็ถอยหลังออกมาจากหัวเรือห้าหกก้าว แล้วกระโจนลงทะเลในท่าฟรีสไตล์

พวกชาวเกาะตบมือโห่ร้องลั่น อาเสี่ยโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำก็ว่ายตรงไปยังเรือ ของหัวหน้าเกาะซึ่งนั่งเต๊ะท่าอยู่กลางลำ มีลูกน้องสองคนพายหัวท้าย เสี่ยหงวนชูกล้องส่องทางไกลให้ดู

"อาตูปูนา เอาของขวัญมาให้โว้ย"

หัวหน้าเกาะโบกมือและยิ้มให้

"เข้ามาท่านผู้กล้าหาญ ลำบากนักก็พูดภาษาไทยกับเราเถอะ พวกเราทุกคนพูดภาษาไทยได้ดี เร็ว...เข้ามา ฮ่ะ ฮ่ะ ฉลามโผลขึ้นมาข้างหลังท่านแล้ว มันผิดกลิ่นนั่นเอง เราอยากจะลงไปช่วยท่านก็คิดว่าท่านคงจะช่วยตัวเองได้ เพราะท่านเป็นผู้กล้าหาญ"

อาเสี่ยหันไปมองดูข้างหลัง พอแลเห็นส่วนกระโดงของฉลามตัวหนึ่งว่ายรี่เข้ามาหาเขา เสี่ยหงวนก็ตกใจแทบช็อค มือตีอ่อนหมดเรี่ยวแรง อาเสี่ยมองขึ้นไปบนเรือแลเห็นนายพลดิเรกกำลังถ่ายหนังด้วยกล้องถ่ายภาพยนตร์ ๑๖ มม.

"หันหน้าไปทางพระอาทิตย์โว้ยอ้ายหงวน" ดร. ดิเรกร้องตะโกนบอก "กันจะถ่ายปลาฉลามกินแกเพื่อเก็บไว้ฉายดูเล่นกัน"

เสี่ยหงวนไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือ เพราะรู้สึกอับอายขายหน้าพวกชาวเกาะ เมื่อฉลามร้ายว่ายเข้ามาเกือบจะถึงตัวเขาอาเสี่ย ก็ยกมือทั้งสอง ฟาดลงไปบนพื้นน้ำและตะโกนสุดเสียง

"ชู้ว์....ไป"

ฉลามอีกตัวหนึ่งโผล่ขึ้นมาจากใต้น้ำ เจ้าตัวแรกแลเห็นเข้าก็ปลาดเข้าตะลุมบอนทันที ต่างต่อสู้กันเพื่อแย่งเหยื่อคืออาเสี่ยกิมหงวน เป็นการต่อสู้อย่างดุเดือดที่สุดทำให้เสี่ยหงวนรอดตายได้ อาเสี่ยรีบว่ายน้ำตรงเข้าไปยังเรือของหัวหน้าเกาะ แล้วปีนขึ้นมาบนเรือของหัวหน้าเกาะ แล้วปีนขึ้นมาบนเรือ แคนูลำนั้นอย่างรวดเร็ว

พวกชาวเกาะ ทั้งหญิงและชายต่างโห่ร้องกันเกรียวกราว ใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นเป็นภาษาชาวเกาะ

"ท่านผู้กล้าหาญคนนี้มีเวทมนตร์เรียกปลาฉลามมาช่วยท่าน"

หัวหน้าเกาะมองดูอาเสี่ยด้วยความเลื่อมใสศรัทธา

"ท่านเป็นพ่อมดใช่ไหม"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"เปล่าๆ ข้าไม่ใช่พ่อมดหรอกหัวหน้า แต่ข้ามีเครื่องรางของขลังคุ้มกันตัวข้า" พูดจบกิมหงวนก็ดึงสร้อยคอทองคำเส้นโตเกือบเท่าหัวแม่มือออกมาอวดหัวหน้าเกาะ สร้อยคอเส้นนี้มีพระเครื่องรางอยู่หลายองค์ เขี้ยวหมูป่าอันหนึ่ง และตะกรุดทองคำดอกใหญ่อีกหนึ่งดอก "นี่ยังไงล่ะหัวหน้า เราคนไทยต่างก็มีของดีคุ้มกันตัวทั้งนั้น แล้วเสี่ยหงวนก็เก็บสายสร้อยไว้ในเสื้อตามเดิม เขาปลดสายกล้องส่องทางไกลที่คล้องคอออกมาและมอบกล้องส่องทางไกลซึ่งเป็นกล้องเยอรมันให้หัวหน้าเกาะ "นี่คือของขวัญที่พวกมอบให้ท่านไว้เป็นที่ระลึกและเพื่อนแสดงถึงมิตรภาพของพวกเราที่มีต่อชาวเกาะนี้"

หัวหน้าเกาะขมวดคิ้วเข้าหากันรับกล้องส่องทางไกลมาพิจารณาดูด้วยความสนใจยิ่ง

"แว่นตาแบบใหม่หรือสหาย"

เสี่ยหงวนทำคอย่น

"ไม่ใช่แว่นตาหรอกหัวหน้า มันคือกล้องส่องทางไกลเพื่อช่วยให้เรามองเห็น สิ่งที่อยู่ใกล้เข้ามาลองยกกล้องขึ้นส่องมองดูซิท่าน"

หัวหน้าเกาะยิ้มออกมาได้ เขายกกล้องขึ้นส่องมองไปทางเกาะของเขาทันทีแต่แล้วเขาก็ลดกล้องลง

"ข้ามองดูแล้วยิ่งเห็นไกลออกไปอีกแทนที่จะใกล้เข้ามาอย่างที่ท่านอธิบาย"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"ก็ท่านมองดูตูดกล้องก็เป็นไกลน่ะซิ เอาทางเล็กไว้ที่นัยน์ตาของท่านไม่ใช่ทางใหญ่ ยกขึ้นส่องดูใหม่แล้วหมุนแกนระหว่างกล้องเพื่อให้ได้ระยะชัดเจน"

หัวหน้าเกาะทำตามคำแนะนำของ เสี่ยหงวนคราวนี้เขายิ้มแป้นเมื่อเขาแลเห็นภาพต่างๆ บนฝั่งเกาะด้านนี้ถนัดชัดเจนเหมือนอยู่ใกล้ๆ เขา

"โอ้โฮวิเศษจังท่านผู้กล้าหาญ" หัวหน้าเกาะร้องออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจ

"เห็นคนบนเกาะชัดไหมหัวหน้า"

แจ๋วไปเลย อีหนูวัยรุ่นนั่งยิ้มอยู่ในส้วมก็มองเห็น ฮ่ะ ฮ่ะ ข้าชอบใจมากที่ท่านมอบของขวัญที่ถูกใจให้ข้า ข้าจะเอาไว้ขายพวกฝรั่งที่มาเที่ยวเกาะนี้"

"แล้วกัน" เสี่ยหงวนอุทาน "พาข้าไปส่งทีเถอะข้าจะเชิญท่านขึ้นไปเยี่ยมเรือของข้า"

"ยินดีมากสหาย คือพรุ่งนี้ข้าจะจัดงานเลี้ยงต้อนรับพวกท่านอย่างมโหฬารทีเดียว เราจะมีระบำแบบชาวเกาะ ท่านจะดูแบบไหนล่ะ ชุดบีกีนี, ชุดท็อปเลส หรือชุดวันเกิด"

เสี่ยหงวนยิ้มอายๆ

"เอาชุดหลังที่ท่านว่าดีกว่า"

"ตกลงสหายรัก" แล้วหัวหน้าเกาะก็กล่าวกับลูกน้องของเขาซึ่งเป็นฝีพายและมือหอกประจำตัว "ไปโว้ย พาข้าไปส่งที่เรือใหญ่"

แคนูลำนั้นพายตรงมายังเรือ "อิบา" พล, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างโบกมือให้หัวหน้าชาวเกาะ ต่างฝ่ายต่างโบกมือให้กัน ตามเวลาที่กล่าวนี้พวกลูกเรือ "อิบา" ก็กำลังโอภาปราศรัยกับพวกชาวเกาะด้วยภาษาฟิลิปปินส์ หรือภาษาของชาวเกาะนี้บางคนก็โยนบุหรี่ขนมลงไปให้ มันเป็นประเพณีของชาวเกาะมากาต้า ที่จะต้องนำเรือออกมาต้อนรับเรือใหญ่ที่มาจอดหน้าเกาะนี้ พวกชาวเกาะมากาต้ามีอัธยาศัยใจคอโอบอ้อมอารีดีมาก แต่ก็เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีของเขาอย่างเคร่งครัด

ในที่สุดเสี่ยหงวนก็พาหัวหน้าเกาะ ขึ้นมาบนเรือ "อิบา" เมื่อได้แนะนำหัวหน้าเกาะให้รู้จักกับ ร.ท. มาฮูผู้เป็นกัปตันเรือแล้วเขาก็พาตัวหัวหน้าเกาะ เข้าไปหาคณะพรรคของเขาแล้วแนะนำให้รู้จักกับ พรรคพวกของเขาโดยทั่วหน้ากัน

ดร. ดิเรก สัมผัสมือกับหัวหน้าเกาะ แล้วกล่าวว่า

"ข้ามาทำงานให้รัฐบาลฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นเจ้าของเกาะเหล่านี้ ท่านและชาวเกาะจะขัดข้องไหม ถ้าพวกเราจะขึ้นไปสำรวจเกาะในวันพรุ่งนี้ ซึ่งรับรองว่าเราจะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้พวกท่านเลย"

หัวหน้าเกาะพยักหน้าและยิ้มให้ "ข้าไม่ขัดข้องเลยสหาย แต่ว่า...ท่านผู้มีศีรษะล้านนี้จะต้องหาหมวกใส่หรือใส่ผมปลอมปิดหัวล้านเสียก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น ท่ามกลางเสียงหัวเราะของสี่สหาย

"ไหงยังงั้นล่ะ" ท่านเจ้าคุณถามอย่างเคืองๆ หัวหน้าเกาะมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเกรงใจ

"ข้าแต่ท่านผู้ไร้ผม เทพเจ้าของเราศีรษะล้านแบบเดียวกับท่าน ถ้าท่านไม่สวมหมวกหรือใส่ผมปลอมปิดหัวล้านของท่าน พระองค์จะทรงพระพิโรธบันดาลให้พวกเราได้ประสบภัยพิบัติต่างๆ นา นาครั้งหนึ่งเมื่อปีกลายนี้ฝรั่งชาติดัทช์คนหนึ่งหัวล้าน เหมือลูกมะอึกได้ขึ้นไปเที่ยวเกาะเรา และไม่เชื่อฟังคำของข้าที่ขอร้องให้ใส่หมวกหรือใส่วิคปลอม พอเขากลับไปได้วันเดียวใต้ฝุ่นก็ถล่มเกาะมากาต้าทำให้บ้านเรือนบนเกาะถูกพายุและน้ำท่วมพังพินาศชาวเกาะบริวารของข้าเกือบ ๒๐ คนจมน้ำตาย ข้าหวังว่าท่านคงจะทำความจมน้ำตาย ข้าหวังว่าท่านคงจะทำตามคำขอร้องของข้า"

นิกรถามพ่อตาของเขาเบาๆ

"คุณพ่อเอาผมปลอมมาด้วยหรือเปล่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้นปากแน่น

"ทะลึ่ง"

"อ้าว ถามดีๆ หาว่าทะลึ่ง ถ้าคุณพ่อขึ้นไปบนเกาะหัวหัวล้านโจ๊งเหม่งอย่างนี้ ถูกพวกชาวเกาะจับบูชายัญไม่รู้นะครับเดี๋ยวจะว่าผมไม่บอก เราเหยียบย่างเข้าไปในถิ่นของใครเราก็จะต้องปฏิบัติ ตามระเบียบประเพณีของเขา"

เจ้าคุณค้อนประหลับประเหลือก แล้วพูดเสียงกระชากๆ

"ฉันใส่หมวกทหารเรือก็ได้"

พล พัชราภรณ์ยื่นมือ ให้หัวหน้าเกาะสัมผัสแล้วพูดยิ้มๆ

"ขอบคุณมากท่านหัวหน้า เท่าที่ท่านและพวกชาวเกาะแสดงตนเป็นมิตรต่อพวกเรา ท่านเรียกภาษาไทยมาจากไหนโปรดบอกข้าซิ"

"เรียกจากไหน ข้าก็เรียกจากกรุงเทพฯ น่ะซิข้าเคยไปอยู่เมืองไทยตั้ง ๑๐ ปี ตอนแรกก็หาบสะเต๊ะขาย ต่อมาตั้งร้านขายอาหารแขกแบบอาหารอิสลามพอข้าทราบข่าวที่เขาลือกันว่าญี่ปุ่นจะบุกเมืองไทย ข้าก็รีบเดินทางกลับมาอยู่เกาะมากาต้า แล้วเมื่อพี่ชายของข้า ข้าได้สั่งสอนชาวเกาะให้พูดภาษาไทยสำหรับใช้พูดเมื่อมีความจำเป็นเช่นพวกฝรั่งขึ้นมาบนเกาะและข่มขู่คุกคาม ตอนนั้นพวกเรายังเป็นเมืองขึ้นของอเมริกา แต่เดี๋ยวนี้เราได้รับเอกราชแล้ว เราเป็นชาวเกาะเผ่าหนึ่ง แต่เราถือถือว่าเป็นชาวฟิลิปปินโนเช่นเดียวกัน"

พลยิ้มให้หัวหน้าเกาะ

"ข้าปลื้มใจมากที่พวกท่านพูดภาษาไทยได้ ขอโทษเถอะหัวหน้า ท่านยังไม่ได้กรุณาบอกเราเลยว่าท่านชื่ออะไร"

"ข้าชื่ออามัน"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"อามันเฉยๆ หรืออามันแผล็บ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวเข้าใส่อาเสี่ย

"ปู้โธ่ ประเดี๋ยวพ่อถีบตกทะเลเลย แน่ะ ชักทะลึ่งหนักขึ้นโว้ย แกเลิกกระเซ้าฉันไปพักหนึ่งแล้วหมู่นี้ทะลึ่งอย่างเก่าอีก"

อาเสี่ยหัวเราะ

"นิสัยของผมมันก็เหมือนฤดูกาลแหละครับหมุนเวียนเปลี่ยนไปมา เรื่องทะลึงผมเป็นมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"พ่อไม่สั่งสอนใช่ไหมล่ะ"

"สอนครับแต่ผมไม่จำ แล้วเตี่ยผมก็มักจะใช้เวลาให้หมดไปกับการสูบฝิ่น ไม่ใคร่จะได้อบรมสั่งสอนผมหรอกครับ"

นายอามันชายชราหัวหน้าเกาะ กระซิบกระซาบถามนายพลดิเรกเบาๆ

"คนไทยที่หัวล้าน ไม่ชอบให้ใครพูดถึงหัวของเขาใช่ไหม"

"ออไร๋" ศาสตราจารย์ดิเรก ตอบเสียงกระซิบเช่นเดียวกัน "แล้วพวกท่านล่ะ"

หัวหน้าเกาะสั่นศีรษะ

"ชาวเกาะหัวล้านไม่มี ถ้าปรากฏว่าใครหัวล้านคือหัวเถิกเข้าไปเป็นง่ามถ่อจนเกินควร เราก็จะจัดการทำพิธีบูชายัญเขาเสีย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"บูชายัญน่ะทำอย่างไรหัวหน้า"

อามันหันหน้ามาทางนายจอมทะเล้น

"ก็ช่วยกันกระทึบคนละทีสองที แล้วแทงด้วยหอกน่ะซิ"

นิกรคอย่น

"นั่นน่ะเรอะบูชายัญ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง หัวหน้าเกาะสนทนากับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่สักครู่ก็ลากลับก่อนจะลงไปจากดาดฟ้าเรือ "อิบา" เขาได้กล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"พรุ่งนี้เก้าโมง ข้าจะคอยต้อนรับพวกท่านที่ชายหาด และจะพาท่านสำรวจภูเขาบนเกาะตามความประสงค์ ข้าขอรับรองว่าพวกท่านจะไม่ได้รับภัยอันตรายใดๆ เลย เพราะชาวเกาะมากาต้าย่อมเป็นมิตรกับคนแปลกหน้าเสมอ"

อามันลงเรือแคนูลำใหญ่จากไปแล้ว พวกชาวเกาะพายเรือติดตามไปเป็นแถว แต่แคนู ๓ ลำ ซึ่งจอดซุ่มอยู่ทางกราบซ้ายของเรือ "อิบา" อย่างสงบเงียบยังไม่ยอมกลับไปเกาะ แคนูทั้ง ๓ ลำนี้ มีสาวสวยชาวเกาะลำละ ๒ คนแต่ละนางเอวบางร่างน้อยวัยทีนเอจนุ่งโสร่งลายดอกไม้กระโจมอก มีมาลัยดอกไม้สีขาวคล้องคอคล้องศีรษะและข้อมือทั้งสองข้าง ดอกไม้นี้เป็นดอกไม้ป่าที่เกิดขึ้นเอง มีอยู่มากมายบนเกาะมากาต้า

สาวน้อยคนหนึ่งค่อยๆ ลุกขึ้นยืนบนเรือแคนูแล้วปีนป่ายขึ้นเรือมาบนเรือ "อิบา" อย่างคล่องแคล่วใบหน้าและรูปร่างของหล่อนคล้ายกับแอสเธอร์ วีลเลียม ตอนสาวๆ และหล่อนว่ายน้ำเก่งพอๆ กับแอสเธอร์ วิลเลียนที่เดียว

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยังคงยืมรวมกลุ่มกันอยู่ที่ดาดฟ้าตอนหัวเรือ ดร. ดิเรกแลเห็นเจ้าแห้วยกกล้องส่องทางไกล มองไปบนเกาะบนมากาต้าเบื้องหน้าอย่างสนใจ เขาก็แกล้งยกมือขวาตบหลังเจ้าแห้วก่อนค่อนข้างแรงเสียงดังป้าบ

"ดูอะไรวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วลดกล้องลงแล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานดูวิวบนเกาะครับ รับประทานเกาะนี้สวยจริงๆ ครับคุณหมอ มีชีวิตชีวามากทีเดียวภูเขาใหญ่ยอดกรวยแหลม แลดูอยู่นั่นน่ะรับประทานภูเขาไฟใช่ไหมครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำหน้าเบ้

"ใครวะรับประทานภูเขาไฟ" แล้วเขาก็หัวเราะ "ออไร๋ ที่แกเห็นคือภูเขาไฟถูกแล้ว" เจ้าแห้วแลเห็นสาวสวยชาวเกาะเดินยิ้มกริ่มตรงเข้ามาเขาก็สะดุ้งเฮือก

"อุ๊ย ตาเถน..."

ทุกคนหันไปมองดูหล่อนไปตามกัน สาวน้อยโปรยยิ้มน่ารัก

"สวัสดีค่ะ สวัสดีทุกๆ คน พวกหนูอีก ๕ คนจะขึ้นมาบนเรือลำนี้ท่านจะขัดข้องไหมคะ"

พลยิ้มให้สาวน้อย

"ไม่ขัดข้องเลยหนู พวกเรายินดีต้อนรับหนูกับเพื่อนๆ ด้วยไมตรีจิต"

หล่อนยกมือนับจำนวนคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว แล้วหล่อนก็กล่าวกับพลว่า

"พวกท่านมี ๖ คนเท่ากับพวกหนูพอดี อย่ารังเกียจเลยนะคะ ที่เราจะขอต้อนรับพวกท่านด้วยการนวดตัว และอาบน้ำให้ เราเอาเครื่องนวดไฟฟ้ามาด้วยค่ะ แล้วก็เราจะบริการพวกท่านตลอดคืน วันนี้หนูกับเพื่อนๆ จะกลับไปเกาะก่อนรุ่งสว่างค่ะ"

"อ้า" เสี่ยหงวนร้องลั่น "หนูล้อพวกเราเล่นกะมั่ง"

สาวน้อยหัวเราะ

"ไม่ค่ะ หนูพูดจริงๆ ครั้งหนึ่งเรือรบไทยเคยมาที่นี่เพื่อซ้อมรบร่วมกับกองทัพเรือของซีโต้ หนูกับเพื่อนได้บริการพวกทหารเรือไทยด้วยการนวดตัว และอาบน้ำตามแบบของพวกเรา เรารู้สึกว่าคนไทยใจดีและอ่อนหวานนุ่มนวลต่อพวกเรามาเชียวค่ะ ไม่กระโชกโฮกฮากเหมือนพวกฝรั่งเราก็ชอบใจ และตั้งใจว่าถ้ามีคนไทยมาที่นี่อีกเราก็บริการแก่เขาอีก"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื้อก

"เวอรี่กู๊ด ฮ่ะ ฮ่ะ พวกเรากำลังเปลี่ยวใจ อาร้าอาหร่ามอยู่ทีเดียว หนูไปตามเพื่อนๆ ของหนูขึ้นมาบนเรือนี้เถอะ เราจะได้คุยกันและพวกเราจะเลี้ยงอาหารค่ำพวกหนูด้วย"

หล่อนยิ้มน่ารัก

"ขอบคุณค่ะ พูดจบหล่อนก็วิ่งเหยาะๆ อ้อมห้อมนอนของคณะพรรคสี่สหาย ไปทางกราบซ้ายของเรือ "อิบา" หลังจากนั้นสักครู่ ก็พาสาวชาวเกาะเพื่อนของหล่อนรวม ๕ คน มาพบกับคณะสี่สหาย นิกรดีใจถึงกับตีปีก

"กันไม่กลับเมืองไทยละโว้ย ตายอยู่ที่เกาะมากาต้าดีกว่า สาวชาวเกาะนี้สวยกว่านางสาวไทยเป็นไหนๆ "

ตอนสายวันต่อมา

เรือยนตร์ประจำเรือ "อิบา" ซึ่งขับโดยทหารเรือร่างใหญ่คนหนึ่งได้พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาขึ้นเกาะมากาต้า ในเวลา ๙.๐๐ น. ตรงตามที่นายพลดิเรกนัดไว้กับหัวหน้าเกาะ

ขณะนี้อามันกับมือหอกของเขา ๒ คน ได้ยืนอยู่บนชายหาดคอยต้อนรับอยู่แล้ว เมื่อเรือยนตร์แล่นเข้ามาเกยหาด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ทักทายกับหัวหน้าเกาะเป็นอย่างดีแล้วก็พากันขึ้นมาบนเกาะ เจ้าแห้วหอบหิ้วสัมภาระหลายชิ้น ซึ่งล้วนแต่เป็นเครื่องมือสำรวจตำแหน่งแร่ยูเรเนียมของนายพลดิเรก

ศาสตราจารย์ดิเรกหันไปยิ้มให้ทหารเรือที่ขับเรือมาส่ง

"ขอบคุณมาก ท่านนำเรือกลับไปเรือ "อิบา" ได้แล้วและ ๑๕.๐๐ น. มารับเรา"

"ครับผม สวัสดีครับท่านนายพล"

เรือยนตร์ประจำเรือใหญ่ค่อยๆ แล่นถอนหลังออกไปจากหาด ในเวลาเดียวกันนี้เองชาวเกาะทั้งชายหญิงเด็กผู้ใหญ่นับจำนวนร้อย ได้พากันมาหาศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะ ทุกคนล้วนแต่มีไมตรีจิตต่อคนไทยคณะนี้ เว้นแต่ชายกลางคนผิวคล้ำหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวคนหนึ่งซึ่งแสดงท่าทีเป็นศัตรูจนออกนอกหน้า เขาคือบูปา พ่อมดผู้เรืองเวทและหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทรบูปามีอายุ ๔๐ เศษนุ่งโสร่งสั้นๆ เขียนหน้าตาด้วยยางไม้สีขาวเพื่อให้ดูน่ากลัว ศีรษะของเขาสวมเขาวัวสองอัน ที่คอมีหัวกระโหลกลิงอันหนึ่งห้อยอยู่ มือขวาของบูปาถือไม้เท้าขนาดใหญ่รูปลักษณะหงิกหงอเหมือนงู มือซ้ายแส้ที่ทำจากทางมะพร้าว

ขณะที่ อามันหัวหน้าชาวเกาะกำลังสนทนากับศาสตราจารย์ดิเรกเกี่ยวกับการสำรวจ บูปาก็ปราดเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเกาะ

"ท่านไม่เชื่อข้าหรืออย่างไร" บูปากล่าวกับอามันด้วยภาษาไทยแทนที่จะพูดภาษาชาวเกาะ แล้วเขาก็ยกแส้ชี้หน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชายชราชาวไทยผู้นี้หัวล้านเลี่ยนเหมือนลูกมะอึก เขาจะทำให้พวกเราพินาศฉิบหาย เทพเจ้าจะต้องกริ้วโกรธพวกเราแน่นอนที่ท่านไม่ขัดขวางคันค้านปล่อยให้เขาขึ้นมาบนเกาะนี้"

อามันมองดูพ่อมดอย่างเคืองๆ

"ข้าเป็นหัวหน้าเกาะ ก่อนที่ข้าจะทำอะไรลงไปข้าจะต้องคิดให้รอบคอบเสมอ ชายชราผู้นี้ได้สวมหมวกทหารเรือปิดบังศีรษะของเขาแล้ว

พ่อมดทำหน้าแสยะ

"แต่กลิ่น เหม็นเขียวศีรษะของเขากระจายออกมานอกหมวก"

นิกรยิ้มให้พ่อมดแล้วพูดเสริมขึ้น

"นั่นน่ะซิ อั๊วก็ได้กลิ่นเหมือนกัน"

ท่านเจ้าคุณย่อง เข้ามาข้างหลังนายจอมทะเล้นแล้สยกมือขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นนิกรดังพลั่ก

"นี่แน่ะ ทะลึ่งนัก"

พวกชาวเกาะต่างหัวเราะ ชอบอกชอบใจไปตามกัน พ่อมดจ้องมองดูหน้าอามันหัวหน้าเกาะด้วยแววตามึงทึงแล้วกล่าวว่า

"ข้าไม่เข้าใจ ที่ท่านฝ่าฝืนขนบธรรมเนียมประเพณีของเรา พวกเราใครหัวเถิกจนถึงขั้นล้านจะถูกจับบูชายัญเทพเจ้าของเราทันที คนต่างถิ่นหัวล้านเราก็ไม่ยอมให้ขึ้นมาบนเกาะนี้ และที่เรายึดถือประเพณีของเราอย่างเคร่งครัดอย่างที่สุดก็คือ ผู้หญิงชาวเกาะมากาต้าจะได้เสียกับคนต่างถิ่นไม่ได้เป็นขันขาด ข้าก็บอกท่านแล้วว่าผู้หญิงของเรา ๖ คนแอบไปนอนค้างที่เรือใหญ่เพลิดเพลินกับพวกคนไทย ๖ คนนี้ พากันกลับมาเกาะตอนใกล้รุ่งสาง เช่นนี้แล้วท่านยังจะต้อนรับพวกคนไทยเหล่านี้อีกหรือ เขาคือกาลกิณี เขาจะทำให้เทพเจ้าพิโรธ พระองค์จะบันดาลให้ภูเขาไฟที่ดับแล้วพ่นพิษออกมา หรือมิฉะนั้นก็จะเกิดสลาตันอย่างรุนแรง"

อามันยกมือชี้หน้าพ่อมด

"หยุด ท่านเป็นพ่อมด เป็นแต่เพียงที่ปรึกษาของข้า บทบัญญัติของเขาก็มีอยู่แล้ว หัวหน้าเผ่าย่อมมีอำนาจสูงสุดจะเชื่อพ่อมดหรือไม่เชื่อก็ได้"

กิมหงวนเอื้อมมือสะกิดแขนหัวหน้าเกาะ

"เอาอ้ายพ่อมดไปบูชายัญเถอะหัวหน้า ขืนปล่อยไว้มันจะคิดกบฏต่อท่านจับท่านฆ่าเสียแล้วก็ตั้งตนเป็นหัวหน้าแทน หน้าตายังงี้คบไม่ได้ เป็นคนแต่มีเขาขึ้นบนกบาลมีอย่างที่ไหน"

พ่อมดเอ็ดตะโรลั่น

"กูเอาเขาวัวมาใส่โว้ย"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ

"อย่าเถียงนะ" แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับพวกชาวเกาะ "ช่วยกันเอาตัวพ่อมดไปฆ่าเดี๋ยวนี้"

บรรดาชายฉกรรจ์ชาวเกาะไม่ต่ำกว่า ๒๐ คนต่างเฮโลเข้ามาห้อมล้อมพ่อมด แต่อามันรีบร้องห้าม

"อย่า อย่าทำเขา แต่ว่าต่อนี้ไปข้าขอยุบเลิกตำแหน่งพ่อมด เป็นอันว่าบูปาสิ้นสุดจากตำแหน่งพ่อมดแล้วนับแต่นี้เป็นต้นไป"

พวกชาวเกาะ ต่างไชโยโห่ร้องกระโดดโลดเต้นดีอกดีใจไปตามกัน พ่อมดเค้นหัวเราะลั่น เขาแหงนหน้าขึ้นมองดูฟ้าแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"ฟ้าให้ข้ามาเกิดเป็นพ่อมด แล้วทำไมฟ้าถึงให้เขาปลดข้าออกจากตำแหน่ง ข้าเป็นพ่อมด ข้ามีเงินเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท มีผลพลอยได้จากการฆ่าหมูและอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อหัวหน้าปลดข้าออกข้าจะเอาอะไรกิน โอ-ข้าหมดอำนาจ ข้าสิ้นวาสนาแล้ว"

พล พัชราภรณ์ เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าบูปาแล้วยิ้มให้

"แกจะไปไหนก็ไปเถอะ ขืนอยู่ชักช้าจะโดนเตะเจ็บตัวเปล่าๆ พวกชาวเกาะมากาต้าและหัวหน้าเกาะล้วนแต่เป็นคนฉลาด เขารู้ดีว่าพ่อมดหรือแม่มดนั้นเป็นคนลวงโลกอวดอ้างว่าเป็นผู้วิเศษมีเวทมนตร์คาถา อย่ามาขัดขวางความสุขของพวกเราเลย เราคนไทยกับชาวเกาะมากาต้าย่อมรักใคร่สนิทสนมกันเหมือนญาติและสาวๆ ชาวเกาะก็ล้วนแต่มีใจกว้างขวางสำหรับพวกเรา"

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นอีก แล้วก็มีเสียง "บู"เยาะเย้ยพ่อมด บูปาโกรธจนหน้าเขียว เขายกไม้เท้าชี้หน้าพวกชาวเกาะ ที่ห้อมล้อมคณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"เทพเจ้าหัวล้าน จะลงโทษพวกเจ้ามหาภัยอันใหญ่หลวงจะต้องเกิดขึ้นแก่เกาะนี้อย่างไม่ต้องสงสัย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกสนุกขึ้นมาก็ถอดหมวกนายทหารเรือออกโยนทิ้งแล้วร้องขึ้นดังๆ

"เทพเจ้าหัวล้านองค์ใหม่อยู่นี่โว้ยพ่อมด เป็นเทพเจ้าที่เคลื่อนไหวได้พูดได้และสนุกสนานกับกับพวกอีหนูชาวเกาะได้"

ท่ามกลางเสียงหัวเราะเสียงเฮฮา บูปาพ่อมดเจ้าเล่ห์ได้พาตัวเดินไปจากที่นั้นลัดตรงไปยังหมู่บ้านที่เชิงเขาเพื่อไปเฝ้าเทพเจ้าผู้ศักดิ์สิทธ์ คือเทวรูปศีรษะล้านเลี่ยนแกะสลัก ด้วยต้นไม้ใหญ่ทั้งต้นอยู่กลางลานหมู่บ้าน

หัวหน้าเกาะยื่นมือขวาให้นายพลดิเรกสัมผัส

"สหายรัก ข้าและพวกชาวเกาะไม่ได้เลื่อมใสศัทธาในเรื่องความศักดิ์สิทธิ์หรืออิทธิฤทธิ์ของเทวรูปหรอก แต่เราเคารพกราบไหว้ตามประเพณีที่มีมาเท่านั้น ข้าพเจ้าแล้วที่จะนำท่านไปสำรวจที่ภูเขาใหญ่กลางเกาะโน่น"

ดร. ดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณท่านมาอามัน พวกเราจะไม่ลืมไมตรีจิตของชาวเกาะ และบุญคุณของท่านที่มีต่อเราในครั้งนี้เลย"

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นเอง

ชาวเกาะมากาต้าประมาณ ๘๐๐ คน ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ คนแก่คนเฒ่าได้ร่วมมือกันจัด งานเลี้ยงและรื่นเริงอย่างโหฬารเพื่อต้อนรับชาวไทยทั้ง ๖ คนด้วยอัธยาศัยไมตรีจิต คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้กลับไปที่เรือ "อิบา" ในเวลา ๑๕.๐๐ น. และกลับมาที่เกาะมากาต้าตอนใกล้จะพลบค่ำ

พอสิ้นแสงตะวัน เสียงกลองก็ดังกระหึ่มไปทั่วเกาะ งานเลี้ยงต้อนรับตามประเพณีของชาวเกาะได้เริ่มต้นในเวลา ๑๘.๐๐ น. ในบริเวณกว้างหน้าหมู่บ้านซึ่งมีองค์เทวรูปของเทพเจ้าสูงประมาณ ๑๐ ฟิตยืนเด่นเห็นตะหง่าน และเทวรูปแกะสลักจากต้นไม้ใหญ่องค์นี้ พระเศียรล้านเลี่ยนแบบเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่ามกลางแสงเพลิงจากกองไฟหลายกอง สาวน้อยได้ผลักเปลี่ยนกันออกมาร่ายรำเป็นหมู่ แต่ละนางส่ายตะโพกได้แคล่งคล่องพร้อมเพรียงกัน เข้าจังหวะกับเสียงกลองและเสียงร้อง เพลงของนักร้องหนุ่มหลายคน

การรับประทานอาหาร ได้นั่งรับประทาน กันบนเสื่อกกซึ่งปูลาดอยู่บนพื้นดิน มีชาวเกาะร่วมรับประทานกับคณะพรรคสี่สหายของเรารวม ๕ คนคืออามันหัวหน้าชาวเกาะกับภรรยาของเขา ซึ่งมีรูปร่างอ้วนใหญ่เหมือนไหกระเทียมต่อขา อีก ๓ คน เป็นชายหนุ่มในวัยฉกรรจ์ร่างใหญ่ มือหอกของหัวหน้าเกาะนั้นเอง บรรดาพวกชาวเกาะที่ไม่ได้ร่วมรับประทานอาหารต่างนั่งห้อมล้อมบริเวณลานกว้างทั้ง ๔ ด้าน ดูการเริงระบำของสาวสวย

อาหารที่จัดมาเลี้ยงคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมีมากมายเหลือเฟือ ทั้งหมูเห็ดเป็ดไก่ สับปะรด, กล้วย, อ้อย, มะพร้าว ส่วนเหล้าก็เป็นเหล้าที่ชาวเกาะต้มขึ้นเองมีดีกรีสูงมาก นายพลดิเรกกับคณะแต่งกายแบบเดียวกัน สวมกางเกงขายาวเสื้อฮาไว สวมหมวกแก๊ปแบบหมวกนายเรือ คือหมวกทรงหม้อตาลสีขาวนั้นเอง ทุกคนมีดอกไม้สีขาวคล้องคอ

เสี่ยหงวนของเราเมาเต็มที่เพราะดื่มเข้าไปมากเจ้าคุณปัจจนึกฯ สดชื่นรื่นเริงผิดปรกติ ถึงกับตบมือเข้าจังหวะกับเสียงกอง และจ้องมองดูพวกระบำชาวเกาะตาเป็นมัน พลเพียงแต่สะลืมสะลือ นิกรตั้งอกตั้งใจกินแต่อาหารไม่ยอม ดื่มเหล้าแม้แต่จิบเดียวจึงไม่เมาดร. ดิเรกมีท่าทางหงอยเหงาผิดสังเกต ส่วนเจ้าแห้วเอะอะเฮฮาเต็มที่ด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์

ครั้งหนึ่ง อามันหัวหน้าชาวเกาะได้รินเหล้าส่งมาให้นายพลดิเรกอีกหนึ่งแก้ว แต่ศาสตราจารย์ดิเรกสั่นศีรษะปฏิเสธ แล้วยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"พอแล้วหัวหน้า ข้าดื่มไม่เก่งเหมือนเสี่ยหงวนหรอก เท่าที่ดื่มเข้าไปก็รู้สึกหูอื้อนัยน์ตาพร่าพราวแล้ว"

อามันยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ข้ารู้สึกว่าท่านไม่ร่าเริงแจ่มใสเลย ไม่สบายใจหรือท่าน"

"ถูกละอามัน ข้ากลุ้มใจที่ข้าทำงานสำรวจในวันนี้ไม่เป็นผล แต่ท่านอย่าเป็นห่วงข้าเลย นิสัยของข้าเป็นเช่นนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าทำอะไรไม่สำเร็จก็ไม่สบายใจ"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้เพราะลิ้นไก่พันกัน

"กลุ้มหาอหิวาต์อะไรหมอ แร่ยูเรเนียมไม่ใช่แร่ดีบุกโว้ยจะได้ค้นพบง่ายๆ วันนี้หาไม่พบพรุ่งนี้มะรืนนี้มะเรื่องนี้ หรือมะโล้นนี้ก็คงหาพบ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบสัปปะรดเล็กๆ ผลหนึ่งซึ่งปอกเปลือกแล้วมีก้านติดยกขึ้นฟาดกบาลเสี่ยหงวนเต็มเหนี่ยวเสียงดังโพละ สับปะรดทั้งผลแตกกระจายออกเป็นหลายชิ้น

"นี่แน่ะมะโล้น"

"ผมไม่ได้เจตนาล้อคุณอาหรอกครับ ผมอธิบายให้หมอมันฟัง"

เจ้าคุณแยกเขี้ยว

"อธิบายตวักตะบวยอะไร คำว่ามะโล้นมีที่ไหนกัน เขามีแต่มะเรื่องเท่านั้น"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้ามะโล้น ก็ต้องมีมะเหน่งมะลื่นแล้วก็มะอึก"

ท่านเจ้าคุณโกรธจนหน้าเขียวหยิบ จานปลาทอดยกขึ้นโปะกบาลนิกรทันที ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของพวกชาวเกาะ แต่แล้วทันใดนั้นเอง เสียงกลองและเสียงร้องเพลงก็สงบเงียบราวกับปลิดทิ้ง สาวน้อยนักระบำกลุ่มนั้นต่างก็หยุดส่ายฮาไวควงตะโพก ใครต่อใครพากันมอง ไปทางองค์เทวรูปเทพเจ้า แห่งเกาะมากาต้า

บูปาพ่อมดจอมเวทมนตร์กำลังเดินเข้ามาที่วงกินเลี้ยง พวกชาวเกาะต่างล่าถอยไปตามกัน บูปาถือดาบใหญ่กระชับมั่น ใบหน้าของเขาโหดเหี้ยมน่ากลัวมือมือหอกของหัวหน้าเกาะทั้งสาม คนต่างคว้าหอกลุกขึ้นยืน เตรียมคุ้มกันอามันและคอยฟังคำสั่งจากอามัน

ภรรยาของอามันอกสั่นขวัญแขวน หล่อนกล่าวกับอามันอย่างละล่ำลำลัก

"รังวังตัวนะพี่ข้า บูปาถือดาบประจำตระกูลของเขา"

หัวหน้าเกาะหัวเราะอย่างใจเย็น

"แต่มันไม่มีโอกาสที่จะฆ่าพี่ได้หรอก เพราะมือหอกของพี่พร้อมแล้ว"

บูปาพ่อมด ผู้เรืองอำนาจและสูญเสียอำนาจไปแล้วหยุดยืนเบื้องหน้าอามันและจ้องมองดูหัวหน้าเกาะด้วยแววตาประสงค์ร้ายท่ามกลางความสงบเงียบ บรรดาชาวเกาะทั้งหลายต่างประหวั่นพรั่งใจไปตามกัน

เสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูพ่อมดแล้วยกเท้าขวาถีบขาซ้ายของบูปาเบาๆ

"เฮ้ย ไปยืนที่อื่นโว้ย" อาเสี่ยพูดเสียงอ้อแอ้แบบคนเมา "เขาจะกินข้าวยัดเหล้ากัน เรื่องของคนหมาไม่เกี่ยว"

บูปาเวื้อดาบใหญ่ขึ้นเหนือแขน

"ประเดี๋ยวพ่อฟันขาดสองท่อน ถูกละ เรื่องของคนหมาไม่เกี่ยวแกเป็นหมาก็นั่งเฉยๆ ซิ" พูดจบเขาก็ลดดาบลงแล้วมองดูหน้าหัวหน้าเกาะ "อามัน ตามบทบัญญัติของเรานั้น พ่อมดประจำเกาะมีสิทธิ์ที่จะท้าหัวหน้าเกาะต่อสู้ได้ถ้าไม่ลงรอยกัน หรือมีความเห็นขัดแย้งกัน ข้าต้องการต่อสู้กับท่านตัวต่อตัวหน้าชาวเกาะเหล่านี้"

อามันยิ้มอย่างใจเย็น

"แต่ในบทบัญญัติก็ระบุไว้ว่า หัวหน้าเกาะอาจจะขอให้ใครคนหนึ่งต่อสู้แทนก็ได้ ข้าแก่แล้วบูปา ท่านยังหนุ่มแน่นกว่าข้ามาก นอกจากนี้ท่านยังมีเวทมนตร์คาถา ข้าไม่สู้ท่านหรอก แต่ข้าจะให้ใครคนหนึ่งในที่นี้ต่อสู้กับท่านแทนข้า"

นิกรกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น เขาชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วกล่าวกับอามันด้วยเสียงอันดัง

"ข้าเองขอให้ข้าสู้กับมันเถิดท่านทอดมัน"

อามันทำคอย่น

"โปรดเรียกชื่อของข้าเสียให้ถูก ข้าชื่ออามันไม่ใช่ทอดมัน ข้าขอบคุณท่านมากที่ท่านเจ็บร้อนแทนข้าตกลงใจเสี่ยงชีวิตสู้กับพ่อมดประจำเกาะ แต่ท่านตัวเล็กนิดเดียว และเท่าที่ข้าสังเกตดูท่านกินอาการเข้าไปมากมายจนล้นกระเพราะแล้ว เมียข้ากระชิบบอกว่าท่านกินไก่ย่างถึง ๖ ตัว"

นิกรหันมาค้อนภรรยาเจ้าของเกาะ

"เจ๊ละก้อช่างสังเกตดีนักเชียว" แล้วนิกรก็ลุกขึ้นยืน เขาร้องประกาศขึ้นด้วยเสียงอันดัง ท่านทั้งหลาย ข้าจะแสดงฝีมือและฝีตีนของข้าต่อสู้กับอ้ายหน้าปลาจวดคนนี้ด้วยเพลงดาบ ใครมีดาบที่คมกริบโปรดเอามาให้ข้าขอยืมหน่อย รับรองว่าประเดี๋ยวสนุกแน่"

เจ้าหนุ่มชาวเกาะคนหนึ่งวิ่งเข้ามายื่นดาบใหญ่ให้นายจอมทะเล้น

"ท่านผู้กล้าหาญ จงใช้ดาบของข้าสู้กับบูปาเถิดถึงแม้ว่าดาบเล่มนี้ข้าซื้อมาจากตลาดนัดสนามหลวง แต่มันก็คมกริบและทำด้วยเหล็กกล้า"

นิกนยิ้มให้เจ้าของดาบ

"น้องชายเคยไปเที่ยวกรุงเทพฯ หรือ"

เคยครับผมเคยไปค้าขายที่นั่น"

"ขายอะไร" นิกรซัก

"เฮโรอีนครับ" เจ้าหนุ่มชาวเกาะตอบหน้าตาเฉย "กองปราบสามยอดไล่ตะครุบตัวผมผมก็หนีไปเมืองญวนแล้วลงเรือมามะนิลา โดยสารเรือใบเขากลับมาที่เกาะนี้อีกทีหนึ่ง"

พล พัชราภรณ์ เกรงว่านิกรจะเพลี่ยงพล้ำเสียชีวิตก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหา

"ส่งดาบมาให้กันเถอะอ้ายกร ให้กันสู้กับมันดีกว่า ในเรื่องเพลงดาบฉันรู้ดีว่าแกไม่มีฝีไม้ลายมือกับเขาเลย"

นิกรลืมตาโพลง

"หน็อย ดูถูก กันนี่แหละโว้ยหลานของเหลนพระราชมนูทหารเสือพระนเรศวร แกไปนั่งดูเถอะประเดี๋ยวกันฆ่า อ้ายลูกมดตัวนี้แล้วกันจะให้โอกาสแกฟันกับกันเพื่อจะได้รู้ว่าใครจะแน่กว่าใคร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนขึ้น

"อ้ายกร มีอะไรที่จะสั่งไปถึงประไพบ้างก็ว่ามาแล้วบอกด้วยว่าศพแกจะให้พวกเราเผาบนเกาะนี้ หรือให้นำไปกรุงเทพฯ"

นิกรซักฉิว

"อย่าวุ่นวายกับผมเลยครับ เรื่องของคนมีผมคนไม่มีผมไม่ต้องยุ่ง"

ศาสตราจารย์ดิเรกโบกมือให้นายจอมทะเล้น

"สู้เขาอ้ายกร แกก็นักดาบมือหนึ่งได้รับรางวัลเหรียนทองมาจากโตเกียวเมื่อเร็วๆ นี้"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ใครบอกแกล่ะ"

บูปาพ่อมดเสริมขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้ย จะคุยกันหรือจะฟันดาบกันโว้ย ข้าอยากจะฆ่าคนแกเต็มทนแล้ว"

นิกรหันมามองดูคู่ต่อสู้ของเขาแล้วถอยออกห่างยืนตั้งหลักเตรียมพร้อมมือขวาถือดาบกระชับมั่น"

"เข้ามาอ้ายลูกมด"

บูปาขบกรามกรอด

"พ่อมดโว้ยไม่ใช่ลูกมด"

"แต่ฉันคิดว่าแกเป็นลูกมดเล็กๆ ที่ไม่มีความหมายอะไรสำหรับฉัน ฉันก็เรียกแกว่าลูกมด หรือจะให้เรียกว่ามดลูกก็ได้" พูดจบนิกรก็ทำหน้าตื่น "อ้าว-เป็นอะไรไปล่ะ ตัวลั่นเหมือนเจ้าเข้า"

บูปาเค้นหัวเราะ

"โกรธมึงน่ะซิ ดูถูกกันนี่หว่า" ครั้นแล้วพ่อมดแห่งเกาะมากาต้าก็โผนเข้าทะลวงฟันนิกรอย่างรวดเร็วฉับพลัน

นิกรใจเย็นรบแบบยี่เก มือซ้ายรำป้ายมือขวายกดาบขึ้นปิดป้องและฟันตอบ พวกชาวเกาะทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่โห่ร้องเกรียวกราวเอาใจช่วยนิกร อย่างไรก็ตาม พล, กิมหงวน, กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรู้สึกเป็นห่วงนิกรไม่น้อย ส่วนเจ้าแห้วผละจากวงรับประทานอาหารวิ่งเข้าไปในกลุ่มนักพนัน ซึ่งบรรดาเซียนพนันทั้งหลานถึงแม้จะเกลียดชังบูปาต่างก็เล่นฝ่ายบูป่าทั้งนั้น บูปาเป็นต่อถึงสองเอาหนึ่ง เจ้าแห้วถือโอกาสรองไว้หลายรายเป็นเงินเกือบ ๑,๐๐๐ บาท"

นิกรล่าถอยตลอดเวลาจนกระทั่งกิมหงวนชักโมโห

"มึงจะถอยไปถึงไหนวะอ้ายกร สู้มันซิโว้ย พ่อมดหน้ามันไม่เหมือนพ่อมึงแม้แต่น้อย"

นายจอมทะเล้นไม่ยอมฟังคำหนุนของอาเสี่ยเขาถอยไปเรื่อยๆ ตามแบบฉบับของเขา แล้วก็นึกด่าตังเองที่ไม่ควรสู้ รบกับบูปาซึ่งมีร่างสูงใหญ่กว่าเขามีชั้นเชิงในเพลงดาบแคล่วคลอ่งว่องไว หากเขาเพลี่ยงพล้ำเพียงนิดเดียว ศีรษะของเขาก็หลุดจากบ่ากลายเป็นผีตายโหงประจำเกาะนี้ไป

ครั้งหนึ่งนิกรถอยไปจนสุดลานกว้างด้านเหนือเขายืนชิดต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งแล้วแกล้งเปิดช่องว่างให้พาอมดฟันเขา บูปาเงื้อดาบจ้วงฟันหมายก้านคอคู้ต่อสู้เต็มแรงเกิด นิกรย่อตัวลงต่ำหลบคมดาบได้อย่างหวุดหวิดทำให้พวกผู้หญิงชาวเกาะร้องหวีดว้ายไปตามกัน

ดาบใหญ่ของพ่อมดแหวก อากาศ วึดถูกลำต้นไม้ต้นนั้นดังฉึก แรงเหวี่ยงทำให้คมดาบฝังเข้าไปในต้นไม้เกือบหนึ่งนิ้วและติดแน่น ตอนนี้เองบูปาก็ออกแรงดึงดาบของเขาออกมาจากต้นไม้ นิกรหันมาชูดาบอวดเพื่อนๆ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"ถึงทีกันละโว้ย" พูดจบเขาก็ยกดาบฟันคอบูปาอย่างรวดเร็วฉับพลัน

"ฉัวะ"

ศีรษะของพ่อมดขาดกระเด็น หวือหลุดจากบ่าร่างอันสูงใหญ่ยืนโงนเงนโลหิตพุ่งฉูดออกมาทางช่องคอเป็นไฟพะเนียง นิกรแลเห็นเข้าก็เสียขวัญร้องอุทานออกมาคำหนึ่งแล้วทิ้งดาบวิ่งหนีมาเอาดื้อๆ

ท่ามกลางเสียงตบมือเสียงโห่ร้อง พ่อมดแห่งเกาะมากาต้าได้ล้มลงสิ้นใจตายในท่านอนหงาย ร่างนั้นอยู่ห่างจากศีรษะราว ๒ เมตร

ทันใดนั้นเอง มหาภัยอันใหญ่หลวงซึ่งไม่มีใครคาดหมายก็เกิดขึ้น

ภูเขาไฟกลางเกาะเกิดการระเบิดขึ้นทันที เสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วเกาะ ยังความตระหนกตกใจให้แก่พวกชาวเกาะทั้งหลาย ทุกคนพากันมองไปทางภูเขาไฟลูกนั้น ซึ่งปากปล่องมันสว่างจ้าด้วยแสงเพลิง อันเกิดจากลาวากลุ่มควันสีดำ พลุ่งออกมาจากปล่อง

อามันหัวหน้าเกาะตกใจแทบสิ้นสติ

"เทพเจ้าพิโรธแล้ว" เขากล่าวกับคณะสี่สหายด้วยเสียงสั่นเครือ "พระองค์อาจจะกริ้วโกรธที่คุณนิกรสังหารพ่อมดซึ่งเป็นตัวแทนของพระองค์ก็ได้ ภูเขาไฟลูกนี้สงบเงียบมา ๒๐๐ กว่าปีแล้ว"

ดร. ดิเรกกล่าวปลอบใจหัวหน้าเกาะ

"มันเป็นเรื่องของธรรมชาติมันไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ของภูตผีปีศาจหรือเทพเจ้าอะไรหรอก"

หัวหน้าเกาะตัวสั่นงันงก มองดูนิกรซึ่งวิ่งเข้ามารวมกลุ่ม ก่อนที่อามันจะพูดว่ากระไรภรรยาของเขาก็ชิงพูดขึ้นเสียก่อน

ท่านผู้กล้าหาญ ภัยพิบัติเกิดขึ้นแก่พวกเราแล้ว ช่วยแนะนำข้าหน่อยซิเราจะทำอย่างไรดี"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่รู้จะแนะนำเจ๊อย่างไร แต่ว่าเรายังมีเวลาพอนี่นะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"พาบริวารของท่านลงเรือเล็กหนีไปเกาะอื่นเถอะอามัน" ภูเขาไฟคงจะพ่นเถ้าถ่านลาวาไหลลงมาท่วมเกาะภายในชั่วโมงนี้"

อามันยิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"ข้ากับเมียข้าไม่อาจจะทิ้งเกาะนี้ไปได้ ถึงแม้ว่าเราหลบหนีไปอาศัย อยู่เกาะใกล้เคียง เราก็หนีความตายไม่พ้น"

นิกรเลื่อนตัวเข้าไปหาเสี่ยหงวน ซึ่งนอนตะแคงอยู่บนเสื่อกกด้วยฤทธิ์เมา

"เฮ้ย ภูเขาเขาไฟระเบิด ลุกขึ้น"

กิมหงวนลุกขึ้นนั่งในท่าสะลึมสะลือ

"ไม่มีวันระเบิด" เขาพูดเสียงอ้อแอ้นัยน์ตาปรือ "แกไปตามเทพเจ้าที่ยืนอยู่นั่นมากินเหล้ากับกันเถอะวะ แล้วพระองค์จะทำให้ภูเขาไฟสิ้นฤทธิ์ไปเอง"

เสียงระเบิดภายในภูเขาไฟดังขึ้นอีก คราวนี้ระเบิดติดต่อกันสามสี่ครั้ง แสงสว่างซึ่งเป็นสีแดงเพลิงสูงขึ้นไปกว่าเดิมหลายเท่า พื้นแผ่นดินบนเกาะมากาต้าเริ่มสั่นไหวแล้ว

"เฮ้-แผ่นดินไหว" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องขึ้นดังๆ

ทันใดนั้นเอง ชาวเกาะก็ส่งเสียงร้องขึ้นด้วยความหวาดกลัว องค์เทวรูปเทพเจ้าอันสูงตระหง่านค่อยๆ ล้มคว่ำหน้าลงมาอันเนื่องจากแผ่นดินไหว และแล้วต่อมาจากนั้นเรือนของชาวเกาะก็พังพินาศ

อามันร้องตะโกนบอกคนของเขา "ทุกคนสวดมนต์ทุกคนจงช่วยกันวิงวินเทพเจ้าให้หยุดยั้งความดุเดือดของภูเขาไฟไว้" แล้วเขาก็หันมาทางคณะพรรคสี่สหาย "ช่วยกันสวดมนต์เถอะท่าน"

บรรดาชาวเกาะ ทั้งหลายต่างคุกเข่าประนมมือหันหน้าไปทางภูเขาไปกลางเกาะ เสียงสวดมนต์ดังขึ้นแล้ว แต่พอเริ่มสวดได้สักครู่ภูเขาไฟก็แผลงฤทธิ์เกิดการระเบิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้เสียงระเบิดดังจนแสบแก้วหู

"ตูม"

ลาวาคือหินภูเขาไฟ ที่ละลายเหมือนเหล็กหลอมได้ไหลออกมาจากปล่องของมันแล้ว และไหนลงสู่เบื้องล่างหลายทางอย่างรวดเร็ว ธารลาวาไหลลงสู่เชิงเขาต้นไม้ใหญ่น้อยในป่าเกิดไฟไหม้ ด้วยอำนาจความร้อนของลาวา เกาะมากาต้ากลายเป็นทะเลเพลิงไปแล้วพวกชาวเกาะต่างลุกขึ้นวิ่งเอาตัวรอด

หัวหน้าเกาะร้องตะโกนสุดเสียง

"เปิดโว้ย ตัวใครตัวมันโว้ย"

การหนีภัยเป็นไปอย่างสับสนอลหม่าน แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครเอาเรือเล็กพายออกทะเล สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนมองดูลาวาซึ่งกำลังขยายอาณาเขตกว้างขวางและไหลใกล้เข้ามา เสี่ยหงวนหายเมาแล้วเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ยิ่งแลเห็นพวกชาวเกาะวิ่งหนีร้องกู้ตะโกนเรียกหากันก็ยิ่งเสียขวัญ

แต่นิกรยิ้มแป้น

"แหมโว้ย เป็นภาพที่ประทับใจน่าดูมาก ในอดีตเมืองบาบิลอนเคยพินาศเพราะภูเขาไฟมาแล้ว ดูซิวะอ้ายหงวน ลาวาที่ไหลมาทางเรามันยืดและเหนียวข้นคล้ายกะละแมกวนน่ากินจังว่ะ

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื้อก เขากล่าวกับคณะพรรคของเขาด้วยเสียงอันดัง

"กลับไปเรือเราเถอะโว้ย ขืนอยู่เท่งทึงแน่"

ศาสตราจารย์ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ไปได้พวกเรา วิ่งตรงไปที่ชายหาดป่านนี้กัปตันคงส่งเรือเล็กมารับเราแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งนำหน้า สี่สหายติดตามท่านรวมกลุ่มกันไป เจ้าแห้วอยู่รั้งท้าย เสียงระเบิดเสียงครวญครางคำรามของภูเขาไฟสั่นสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง หมู่บ้านของชาวเกาะไม่น้อยกว่า ๒๐๐ หลังคาเรือนพินาศสิ้นเพราะแผ่นดินไหวและแยกออกจากกัน

ที่ชายหาดมีหญิงชายชาวเกาะประมาณ ๑๐ คนยืนรวมกลุ่มกันอยู่ เพราะไม่รู้ว่าจะหนีไปทางไหน ในเวลาเดียวกันนี้เอง เรือยนตร์ประจำเรือ "อิบา" กำลังแล่นตรงมาที่ชายหาดซึ่ง ร.ท. มาฮูผู้เป็นกัปตันเรือ "อิบา" ได้ทำหน้าที่ขับเรือยนตร์เอง มีลูกเรือมาคนหนึ่ง

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับพวกชาวเกาะเหล่านี้

"ชีวิตของพวกท่านกำลังอยู่ในระหว่างอันตรายไปกับพวกเราเถอะ ข้าจะขอร้องกัปตันให้ช่วยลำเลียงพวกท่านที่เรือของเรา เกาะมากาต้าอาจจะถล่มจมหายลงไปในน้ำภายในคืนวันนี้ก็ได้"

สาวสวยคนหนึ่งยิ้มให้พลและยกมือไหว้เขา

"ข้าขอบคุณท่านมาก ขอให้ท่านพาพรรคพวกของท่านรีบไปลงเรือใหญ่เถิดจะได้ปลอดภัย พวกข้าเป็นชาวเกาะมากาต้า เมื่อกาลอวสานของเกาะนี้มาถึงเราก็จะตายอยู่บนนี้"

เรือยนตร์ประจำเรือ "อิบา" แล่นเข้ามาเกยหาดแล้ว เสียงกัปตันร้องตะโกนลั่น

"นายพลดิเรกครับ ขอเชิญท่านกับคณะของท่านรีบกลับไปเรือโดยเร็ว เราจะต้องรีบหนีไปให้พ้นจากเกาะนี้"

พวกชาวเกาะกลุ่มนั้นพากันวิ่งหนีภัยไปทางทิศใต้ของเกาะ เมื่อเห็นธารลาวาไหลใกล้เข้ามา เสี่ยหงวนร้องไห้โฮ

"เมียจ๋าโธ๋-เมียกันไม่รู้ว่าไปทางไหน ป่านนี้เท่งทึงเสียแล้วก็ไม่รู้ น่าเสียดายเหลือเกินอายุ ๑๘ เท่านั้น"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรีบลุยน้ำไปลงเรือยนตร์ ต่อจากนั้น ร.ท. มาฮูก็นำเรือแล่นถอยหลังออกไปจากชายหาดแล้วกลับลำแล่นตรงไปยังเรือ "อิบา" กิมหงวนกับเจ้าแห้วนั่งร้องไห้สะอึกสะอื้นมาในเรือ ต่างก็อาลัยรักเมียชาวเกาะของตน

ไม่มีใครช่วยเหลือชาวเกาะได้ เขาเหล่านั้นต้องเผชิญกับความโหดเหี้ยมของธรรมชาติ และขณะนี้ต่างก็หลบหนีกระจัดกระจายกันไปทั่วเกาะ

"อิบา" หะเบตสมอในเวลา ๒๐.๔๕ น.

กัปตันนำเรือเดินทางกลับนครมะนิลาตามคำสั่งของนายพลดิเรกซึ่งเขาได้วิทยุติดตามกับกองเรือยุทธการของรัฐนาวีฟิลิปปินส์แล้ว แจ้งให้ทราบว่าเกาะมากาต้าเกิดภูเขาไฟระเบิด เขากับคณะของเขากำลังอยู่ในงานรื่นเริงที่พวกชาวเกาะเลี้ยงต้อนรับและหลบหนีภัยมาลงเรือ "อิบา" ได้อย่างปลอดภัย การสำรวจแร่ยูเรเนียมต้องเลิกล้มขออนุญาตเดินทางกลับ พอได้รับอนุญาตเขาสั่งกัปตันให้ออกเรือทันที

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนอยู่ทางกราบขวาของเรือ "อิบา" มองดูภูเขาไฟบนเกาะซึ่ง กำลังระเบิดและพ่นลาวาไหลท่วมเกาะจนกระทั่งแลเห็นเกาะมากาต้ากลายเป็นทะเลเพลิงแดงฉานไปทั่ว แสงเพลิงจับท้องน่าสะพรึงกลัว

จบบริบูรณ์