พล นิกร กิมหงวน 086 : หมู่บ้านผีดิบ

กรมอนามัยแห่งกระทรวงสาธารณสุขและสภากาชาดไทยได้ส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ไปในส่วนภูมิภาคตามจังหวัดต่างๆ หลายต่อหลายครั้ง อันเป็นถิ่นฐานที่ทุรกันดารอยู่ในป่าดงพงทึบ ห่างไกลจากเส้นทางคมนาคมถึงแม้จะมีทางเกวียนตัดผ่านไปถึงหมู่บ้านเหล่านั้น พวกชาวบ้านป่าหรือชาวไร่ในท้องถิ่นที่ห่างไกลจากความเจริญก็มักจะเป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา มีชีวิตและความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ เมื่อใครป่วยไข้ก็รักษากันตามมีตามเกิด ใช้ยากลางบ้านจำพวกสมุนไพรต้มกินหรือทา ไม่เคยพบเห็นนายแพทย์แผนปัจจุบันหรือพยาบาล การคลอดบุตรก็อาศัยหมอตำแย คนเหล่านี้ล้วนแต่สกปรก จะกำจัดอย่างไรก็ไม่หายสิ่งสกปรกเพราะปราศจากอนามัยนั่นเอง

หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ของกระทรวงสาธารณสุขและของสภากาชาดไทย ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่พี่น้องร่วมชาติของเรามากมาย นายแพทย์พร้อมด้วยพยาบาลและบุรุษพยาบาลได้ยกโรงพยาบาลเคลื่อนที่ คือกองรถยนต์ บุกบั่นไปยังชนบทเหล่านั้น ให้การรักษาพยาบาลประชาชนที่อยู่ห่างไกลจากความเจริญ มีการตรวจโรคตามร่างกายและจ่ายยาให้ ที่ป่วยหนักหน่วยพัฒนาการก็รีบส่งตัวไปรักษาในจังหวัด มีการฉายภาพยนตร์ให้ชมถึงเรื่องเชื้อโรคและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อบรมประชาชนให้มีอนามัย สอนให้สร้างส้วมที่ถูกสุขลักษณะ แต่ไม่ถึงชักโครกแท่นคู่ตามบ้านผู้ดีมีเงินในกรุงเทพฯ

กองบัญชาการทหารสูงสุด ได้มีคำสั่งให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ซึ่งมีศาสตราจารย์ ดร. ดิเรกเป็นหัวหน้านำหน่วยพัฒนาการเดินทางไปยังภาคอีสานตามรายละเอียดในคำสั่งนั้น ทุกคนมีเวลาเตรียมตัวเพียง ๓ วัน ลูกชายของสี่สหายต่างคึกคะนองไปตามกันในการบุกป่าฝ่าดงครั้งนี้ แต่ จสอ. แห้วบ่นพึมพำว่า การล่องป่าในฤดูฝนถึงจะเดินทางโดยขบวนรถยนต์ก็ไม่สนุกนัก เพราะรถจะต้องตกหล่มและสัตว์แมลงในป่านับตั้งแต่ทาก เหลือบ แมลงวันก็ชุกชุมมาก

วันนั้นตรงกับวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๑๑

ก่อนเวลา ๘.๐๐ น. เล็กน้อย ขบวนรถพัฒนาการของกองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งรถจิ๊ปใหญ่แต่ละคันมีผ้าใบคลุมประทุนอย่างมิดชิดและมีกากบาทแดงทั้งสองข้างรวมทั้งหมด ๖ คัน รถจิ๊ปกลางอีก ๒ คันและรถยีเอ็มซีสิบล้ออีกคันหนึ่งรวมทั้งหมด ๙ คัน จอดเป็นแถวเรียงรายจากประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" จนถึงทางเลี้ยวหน้าตึกใหญ่ ซึ่งคันสุดท้ายติดตามขบวนอยู่ทางมุมตึกด้านขวาคือรถยีเอ็มซี ๑๐ ล้อ บรรทุกทหาร ๒๔ คน แต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กมีอาวุธทันสมัยคือปืนกลเบา ปืนยิงเร็ว ปืนเล็กยาวและปืน ค. มีนายทหารหนุ่มยศร้อยโทคนหนึ่งเป็นผู้บังคับหมวด ทหารหมวดนี้จะทำหน้าที่คุ้มกันอารักขาหน่วยพัฒนาการของท่านนายพลดิเรก

ตามเวลาที่กล่าวนี้คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่าง ทุกคนแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน มีอาวุธประจำตัวเหมือนๆ กันคือปืนพกซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม. นายพลดิเรกจะทำหน้าที่เป็นแพทย์ตรวจรักษาพี่น้องชาวไทยที่เป็นชาวไร่หรือชาวบ้านป่า ในดินแดนอันแสนกันดารทางภาคอีสาน นับตั้งแต่จังหวัดนครราชสีมาเป็นต้นไป นอกนั้นจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ ส่วนพยาบาลประจำขบวนพัฒนาการก็คือ นันทา นวลลออ ประภาและประไพนั่นเอง

ตามหมายกำหนดการ พล.อ. วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการจะมาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๘.๐๐ น. ตรง ซึ่งขณะนี้ทหารราบหนึ่งหมวดและพลขับประจำขบวนรถได้ตั้งแถวเตรียมพร้อมอยู่แล้ว

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย คุณหญิงวาดได้เดินนำหน้าพาสี่นางลงบันไดมาจากชั้นบน นันทา นวลลออ ประภาและประไพแต่งเครื่องแบบพยาบาลสีขาวสะอาดตา โดยเฉพาะประภามีเครื่องหมายกากบาทแดงอยู่บนแขนซ้าย แสดงว่าหล่อนสำเร็จวิชาการพยาบาลและผดุงครรภ์มาจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จึงทำให้ประภาเด่นกว่าสามนางด้วยเครื่องหมายกากบาทอันเป็นที่สะดุดตานี้ ส่วนนันทา นวลลออและประไพนั้นถึงแม้ไม่ได้เรียนวิชาพยาบาลมาแต่ก่อน แต่ก็ได้รับการฝึกหัดอบรมจากศาสตราจารย์ดิเรกและประภาอยู่เสมอ จึงสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยพยาบาลได้เป็นอย่างดี

อาเสี่ยกิมหงวนร้องขึ้นดังๆ

"ทำความเคารพพยาบาลทั้งสี่คน ทั้งหมด วันทยหัตถ์"

ปรากฎว่าเสี่ยหงวนคนเดียวเท่านั้นที่กระทำวันทยหัตถ์และวิ่งเข้าไปรายงานตัวต่อคุณหญิงวาด

"พวกกระผม ๑๐ คน พร้อมที่จะออกเดินทางแล้วครับ แหม...วันนี้เมียผมสวยเหลือเกิน รูปร่างหน้าตาคล้ายๆ ฟลอเร้นซ์ ไนติงเกล ทำไมคุณอาไม่แต่งเครื่องแบบพยาบาลล่ะครับ"

คุณหญิงวาดทำตาโต

"ใครบอกเธอล่ะจ๊ะว่าฉันจะไปด้วย แก่ขนาดนี้แล้วขืนไปรถมันก็ฟัดตาย แล้วถ้าเกิดรบกับพวกคอมมิวนิสต์อาก็คงช็อคตายแน่ๆ แล้วก็....ถ้าอาไปใครจะเฝ้าบ้าน" พูดจบคุณหญิงวาดก็สะดุ้งโหยง "อุ๊ยตาย....อกอีแป้นแตก ถ้าอกอีแป้นไม่แตกอกอาก็แตก พ่อหงวนทำไมถึงเล่นพิเรนอย่างนี้"

"คุณอาหมายความว่ากระไรครับ"

"ก็เธอนึกขลังอย่างไรขึ้นมาถึงได้เอาเครื่องหมายยศนายพลตรีมาติดบ่าทั้งสองข้าง"

ศาสตราจารย์ดิเรกใจหายวาบ เขาเดินเข้ามาหาเสี่ยหงวนทันที พอแลเห็นเครื่องหมายยศ พล.ต. บนอินธนูผ้า นายพลดิเรกก็กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ว๊อท ดิ ไอเดีย ยูรู้ไหมว่าที่ยูทำอย่างนี้น่ะติดคุกนะโว้ย"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"ขอให้กันแต่งนายพลไปพัฒนาการคราวนี้เถอะวะ อย่างน้อยกันจะได้เคียงบ่าเคียงไหล่กับอ้ายพล"

"โน" นายพลดิเรกเอ็ดตะโรลั่น "รีบขึ้นไปข้างบนเปลี่ยนเครื่องหมายยศเสียให้ถูกต้อง ถึงแม้แกเป็นพันเอกติดดาวสามดวงมีมงกุฎครอบ แต่ที่คอเสื้อทั้งสองข้างมีเครื่องหมายคฑาไขว้ก็แสดงอยู่แล้วว่าแกเป็นพันเอกพิเศษหรือนายพลจัตวาที่เลิกล้มไปแล้ว เร็ว....มีเวลาอีกห้านาทีเท่านั้นท่านรองก็จะมาถึงที่นี่"

พ.อ. กิมหงวนบ่นพึมพำแล้วพาตัวขึ้นบันไดไปชั้นบน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวชมสี่นางด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

"ครั้งนี้แหละ พวกเจ้าจะได้ร่วมงานกับเราอย่างใกล้ชิด ประภาท่าทางทะมัดทะแมงดี ยายไพเหมือนพยาบาลเวียตนาม"

ประไพค้อนขวับ

"คุณพ่อน่ะซิคะเวียตนาม แล้วก็เวียตนามเหนือเสียด้วย"

"อ้าว กูก็เป็นคอมมิวนิสต์น่ะซีโว้ย"

"ฮี้" นิกรร้องเสียงเหมือนม้า "มันจะมากไปนะครับ พูดกูมึงกับเมียผม อย่างไรก็ตามเมียผมก็เป็นคุณนายแล้ว"

ท่านเจ้าคุณหันมามองดู พ.อ. นิกรอย่างขบขัน

"เมียแกน่ะลูกฉันนะโว้ย"

"อ้าว....แล้วก็ไม่บอกให้รู้"

อีกในราวสองนาทีต่อมา พ.อ. กิมหงวนได้เดินลงบันไดมาจากชั้นบนอย่างรีบร้อน เขาติดเครื่องหมายยศพันเอกเหมือนเช่นเดิม ร.อ. สมนึกกล่าวกับเพื่อนๆ ด้วยเสียงอันดัง

"เตี่ยกันเพ้อฝันมานานแล้วที่จะเป็นนายพล แต่ก็ไม่มีทางที่จะได้เป็น"

ร.อ. นพกล่าวขึ้นบ้าง

"สู้พ่อกันไม่ได้ ตอนที่ลุงพลได้เป็นนายพลพ่ออยากเป็นนายพลบ้าง เดี๋ยวนี้หายอยากแล้ว พ่อบอกว่าอยากเป็นนายสิบหรือพลทหารมากกว่า เพราะนั่งกินก๋วยเตี๋ยวหรือเย็นตาโฟ เนื้อสะเต๊ะ เต้าหู้ทอดริมถนนไม่มีใครสนใจหรือว่ากล่าว"

นิกรยิ้มให้ลูกชายของเขา

"ก็หรือไม่จริง ก็ลองให้ลุงพลของแกหรือดิเรกแต่งนายพลนั่งกินอาหารริมถนนจะมีอะไรเกิดขึ้น ผู้คนนับพันจะห้อมล้อมมองดูด้วยความสนใจ"

นายพลดิเรกยกนาฬิกาขึ้นดูแล้วพูดตัดบท

"ลงไปข้างล่างเถอะพวกเรา ท่านรองคงจะมาถึงตามกำหนดเวลา แต่เราลาคุณอาท่านเสียก่อน"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและสี่นางต่างกระทำความเคารพและอำลาคุณหญิงวาด ซึ่งคุณหญิงก็ได้ให้ศีลให้พรในฐานะที่ท่านเป็นผู้ใหญ่

"ขอให้ทุกคนโชคดีและแคล้วคลาดอันตรายเถิด อ้า....ท่านเจ้าคุณช่วยดูแลเด็กๆ ด้วยนะคะ อย่างน้อยก็ช่วยพูดเตือนสติอย่าให้เขากล้าหาญอย่างบ้าบิ่นมุทะลุ ถ้าเกิดสู้รบกับอ้ายพวกก่อการร้ายหรือพวกคอมมิวนิสต์คอมมิวหน่อยนั่นแหละค่ะ อาฮั้นเป็นห่วงพ่อหลานชายทั้งสี่คนนี่อย่างยิ่ง"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"แน่ะ วันนี้พูดอาฮั้นเชียวหรือ"

"ค่ะ วันดีคืนดีก็ลองพูดเล่นบ้าง อาฮั้นจะได้ทันสมัยขึ้น เหมือนกับพวกคุณหญิงคุณนายในวงสังคมยังไงล่ะฮะ"

ทุกคนพากันออกจากห้องโถงลงบันไดหน้าตึกตั้งแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวทางซ้ายของแถวทหารราบ ส่วนคุณหญิงวาดเดินไปยืนรวมกลุ่มคนใช้ชายหญิง ตลอดจนแม่ครัวและคนสวนที่มาคอยส่งหน่วยพัฒนาการในบังคับบัญชาของศาสตราจารย์ดิเรก

นายสิบสารวัตรทหารบกคนหนึ่งซึ่งยืนรักษาการณ์อยู่ที่ประตูรั้วหน้าบ้าน "พัชราภรณ์" ได้ร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดมาแล้ว"

ฟอร์ดฟัลคอนเก๋งสีครีมเลี้ยวผ่านประตูรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" เข้ามาอย่างแช่มช้า ติดตามด้วยรถตรวจการบรรทุกสารวัตรทหารบก ๖ คน ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาท่านนายพลอาวุโส รถทั้งสองหยุดนิ่งหน้าโรงเก็บรถ เมื่อท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดในเครื่องแบบปรกติกากีแกมเขียวเชิ๊ตแขนยาวและผูกเน็คไท สวมหมวกแก๊ปทรงหม้อตาลก้าวลงมาจากรถ นายพลดิเรกก็ร้องตะโกนขึ้นทันที

"ทำความเคารพรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการ แลขวา"

นายพลดิเรกวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้าไปหาท่านนายพลอาวุโส หยุดยืนชิดเท้าตรงและรายงานตนตามระเบียบพร้อมทั้งจำนวนยานพาหนะ จำนวนนายทหารนายสิบพลทหารและพยาบาลประจำหน่วยพัฒนาการของกองบัญชาการทหารสูงสุด

ท่านนายพลอาวุโสวันทยหัตถ์ตอบและยื่นมือให้ศาสตราจารย์ดิเรกสัมผัส

"เข้มแข็งดีครับอาจารย์ ผมหวังว่าหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ของเราคงจะปฏิบัติหน้าที่ช่วยเหลือพี่น้องร่วมชาติของเราที่ป่วยไข้ได้ดีที่สุด แต่อดสงสัยไม่ได้ว่าผู้ช่วยแพทย์ของอาจารย์จะทำหน้าที่ของเขาได้เรียบร้อยหรือเปล่า"

"ผมรับรองครับท่านรอง เพื่อนๆ และลูกหลานของผมตลอดจนพ่อตาของผมกับจ่าสิบเอกแห้วมีความสามารถทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์ได้"

"แล้วคุณผู้หญิงทั้งสี่คนนั่นล่ะ"

นายพลดิเรกยิ้มละไม

"ไม่มีปัญหาอะไรครับ ภรรยาของผมสำเร็จพยาบาลมาจากจุฬาลงกรณ์และได้ทำหน้าที่ช่วยเหลือผมอยู่เสมอ ส่วนอีกสามคนก็เคยช่วยเหลือผมเหมือนกันและผมได้สอนวิชาพยาบาลให้จนกระทั่งมีความรู้พอตัว"

พล.อ. วิชิตพยักหน้ารับทราบ ต่อจากนั้นศาสตราจารย์ดิเรกก็พาท่านตรวจแถวหน่วยพัฒนาการของกองบัญชาการทหารสูงสุด ท่านนายพลอาวุโสได้สัมผัสมือกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส มีการทักทายกันอย่างสนิทสนม

"ใต้เท้าแก่แล้วแต่ก็ยังแข็งแรงดี ขอให้โชคดีและปลอดภัยนะครับ"

"ขอบคุณครับท่านรอง ผมจะปฏิบัติหน้าที่ของผมให้ดีที่สุด"

ท่านนายพลอาวุโสเลื่อนตัวมาหยุดยืนเบื้องหน้าสามสหาย

"ว่ายังไงคุณพล รู้สึกหนักใจอะไรบ้างไหม"

พล.ต. พลตอบท่านอย่างแข็งแรง

"ไม่มีอะไรหนักใจครับ"

"ถ้าถูกพวกก่อการร้ายโจมตีล่ะ...."

"ก็ต้องสู้กับมันจนยิบตาแหละครับ บนรถจิ๊ปใหญ่คันนั้นเราได้ติดตั้งปืนกลหนักและปืน ค. ไว้พร้อม นอกจากนี้ยังมีอาวุธอีกหลายอย่าง เช่น ปืนยิงเร็วและระเบิดมือ กระสุนปืนอีกมากมาย แต่เราได้ปิดบังอย่างมิดชิดไม่ให้ใครรู้ เมื่อเราถูกโจมตีลูกหลานของผมก็จะประจำหน้าที่บนรถจิ๊ปใหญ่คันนั้นตามที่ได้มอบหมายไว้"

ท่านรองนิ่งฟังด้วยความสนใจและเปลี่ยนสายตามาที่ พ.อ. นิกร

"อย่าให้เสียชื่อกองบัญชาการทหารสูงสุดนะผู้การ"

พ.อ. นิกรยืนนิ่งเฉย นัยน์ตาลืมโพลงเหมือนถูกสะกด ท่านรองนึกแปลกใจ ก็ยกมือขวาขึ้นโบกวนเวียนเบื้องหน้านิกรในระยะใกล้ชิด แล้วท่านก็ร้องขึ้นดังๆ

"หลับหรือคุณนิกร"

พ.อ. นิกรสะดุ้งเฮือกแล้วเคี้ยวปากจั๊บๆ เหมือนกับคนที่เพิ่งตื่นนอน

"แฮ่ะ แฮ่ะ ได้ครับ ผมจะพยายามหามาให้ท่านรอง"

พล.อ. วิชิตขมวดคิ้วย่น

"คุณหมายความถึงอะไร"

"ก็อีหนูทางอีสานยังไงล่ะครับ"

"บ้าแล้ว ผมมีแต่จะปลดออกไปเท่าที่มีอยู่ตั้ง ๕ คน ก็เดือดร้อนพอดูแล้ว ปีหน้าผมก็จะปลดเกษียณแล้ว ปีนี้รู้สึกว่าแก่ตัวลงมาก กำลังวังชาก็ลดน้อยถอยลง"

นิกรว่า "กินโสมเสียบ้างซีครับท่านรอง หรือไม่ก็เอ็นกวางตุ๋น คุณพ่อผมท่านยังแข็งแรงอยู่ก็เพราะท่านได้กินโสมและยาจีนที่มีราคาแพงๆ "

ท่านรองหันไปทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เอ....ผมเห็นจะต้องเอาอย่างใต้เท้าบ้าง ใต้เท้ากินยาอะไรครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มอายๆ

"ก็ทั้งยาทั้งอาหารนั่นแหละครับ อาหารก็คือเนื้อนมไข่ ซึ่งไข่ในที่นี้ผมหมายถึงไข่จะละเม็ด วันหนึ่งต้องกินให้ได้อย่างน้อย ๕ ฟอง ยาจีนก็คือโสมขาวชงน้ำชากินตลอดวัน นอกนั้นก็เป็นยาบำรุงกำลัง กินวันละเทียบ เทียบหนึ่งราคา ๑๕๐ บาท กินได้มื้อเดียวคือมื้อเย็น แต่ท่านรองจะกินได้หรือ เพราะยาบำรุงกำลังที่ผมกำลังพูดถึง ใส่ตุ๊กแกแห้งๆ หนึ่งตัว ม้าน้ำแห้งหนึ่งตัว ม้าน้ำก็คือสัตว์จำพวกปลิงทะเลตัวยาวราวสามนิ้ว หน้าตาเหมือนม้า"

"น่าคิดครับใต้เท้า เอาไว้ให้หน่วยพัฒนาการกลับมาเสียก่อน ผมจะมาเยี่ยมใต้เท้าเป็นการส่วนตัว เพื่อปรึกษาหารือในเรื่องนี้ จริงครับ....ใต้เท้ายังแข็งแรงมาก เนื้อหนังก็ยังไม่เหี่ยวย่นเหมือนกับผู้มีวัย ๕๐ เศษเท่านั้น"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"คุณพ่อเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มครับ คือแก่ถึงที่สุดแล้วก็กลับเป็นหนุ่ม เมื่อเช้านี้ผมได้ยินเสียงคุณพ่อแตกเนื้อหนุ่มหลายที"

ท่านรองหยุดยิ้มแล้วเลื่อนตัวมายืนเบื้องหน้า พ.อ. กิมหงวน

"อ้าว-เป็นอะไรไปล่ะผู้การ ทำแก้มพองลมโป่งไปโป่งมามองดูเหมือนกบหรือคางคก"

อาเสี่ยจามเสียงสนั่นหวั่นไหว

"ฮ้าด....ชะเอ๊ย ขออนุญาตครับผมแพ้กลิ่นโอดิโคโลญที่ท่านรองใส่ไม่ทราบว่ายี่ห้ออะไร ผมได้กลิ่นทีไรผมจามทุกที"

ท่านนายพลอาวุโสหัวเราะเบาๆ

"แต่เมียผมเขาชอบ เขาซื้อให้ใช้เป็นประจำ คนเรานี่ก็แปลกนะ บางคนก็แพ้ฝุ่นละอองหรือเกสรดอกไม้ แพ้ขนแมวทำให้จามหรือเป็นโรคหืด" แล้วท่านก็ถาม พ.อ. นิกร "คุณล่ะแพ้อะไร"

นิกรยิ้มแป้น

"ผมไม่เคยแพ้อะไรหรอกครับนอกจากแพ้เมีย ตอนนี้ลูกมันโตขึ้นผมอาจจะแพ้ลูกอีกคนหนึ่ง เพราะถ้าเกิดต่อยปากกันขึ้น อ้ายนพมันคงถลุงผมยับ"

สี่นางหัวเราะขึ้นดังๆ พล.อ. วิชิตเลื่อนตัวเข้ามายืนเบื้องหน้าสี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้ว ท่านยกมือขวาตบบ่าซ้าย ร.อ. พนัสเบาๆ

"เข้มแข็งดีนะหลานชาย"

"ครับผม"

ท่านนายพลอาวุโสเปลี่ยนสายตามาที่ ร.อ. นพและกล่าวว่า

"อย่าลืมว่าการไปปฏิบัติหน้าที่คราวนี้ทุกคนต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตเหมือนกัน ถ้าเกิดปะทะกับพวกก่อการร้าย เธอคงจะสู้กับมันแบบยอมตายถวายชีวิต"

"แน่นอนครับ กระผมและพวกเราทุกคนจะสู้กับศัตรูให้สมศักดิ์ศรี"

ร.อ. สมนึกพูดเสริมขึ้น

"ผมจะเอาไม้ไผ่เหลาเล็กๆ เหมือนไม้ที่เขาทำว่าวเสียบพวกมันแล้วตากแห้งเอามาฝากท่านรองสักยี่สิบ สามสิบไม้ครับ"

พล.อ. วิชิตทำหน้าชอบกล

"เอ-อ้ายที่เธอว่าจะเสียบไม้น่ะ คงจะเป็นเขียดหรือแย้มากกว่ากระมั้ง" แล้วท่านก็หันมาทาง ร.อ. ศาสตราจารย์ดำรงลูกชายของท่านนายพลดิเรก

"หลานชาย อย่าลืมติดต่อกับกองบัญชาการทหารสูงสุดโดยทางวิทยุตามที่เราได้ตกลงกันไว้ ถ้าเกิดปะทะกับข้าศึกเราจะรีบส่งกำลังหนุนและเครื่องบินไปช่วย แต่ฉันเชื่อว่า ทหารราบหนึ่งหมวดที่ติดตามไปก็พอที่จะต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายประมาณหนึ่งกองร้อยได้แน่ๆ เพราะทหารของเราได้รับการฝึกมาแล้วเป็นอย่างดีและการสู้รบเพื่อประเทศชาติของเรา ฝ่ายเราย่อมมีขวัญและกำลังใจดีกว่า"

ท่านรองได้ทักทายกับ จสอ. แห้วตามสมควร แล้วเดินมาหยุดยืนเบื้องหน้าสี่นาง

"ในฐานะที่พวกคุณเป็นนายทหารหญิงสังกัดกองบัญชาการทหารสูงสุด ผมขอแสดงความยินดีกับพวกคุณที่เดินทางไปพัฒนาการช่วยเหลือประชาชนตามป่าดงในครั้งนี้ ขอให้ทุกคนปลอดภัยนะครับ"

เมื่อไม่มีใครพูดกับท่านรอง ประไพจึงกล่าวขึ้น

"เดี้ยนขอบคุณค่ะ ที่ท่านรองกรุณามาส่งเรา"

ท่านรองทำหน้าเหยเก

"เดี้ยนน่ะคือตัวคุณใช่ไหม"

"ฮะ เดี๋ยวนี้ผู้หญิงสมัยใหม่หรือสุภาพสตรีชั้นสูงเขาพูดคำว่าเดี้ยนแทนคำว่าดิฉัน"

"อ้อ-ผมเพิ่งทราบ"

ท่านรองเดินเคียงคู่กับนายพลดิเรกตรวจแถวพลขับและตักเตือนให้ทุกคนปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด ต่อจากนั้นท่านก็ตรวจแถวทหารราบหนึ่งหมวดซึ่งยืนเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวอยู่ในท่ากระทำความเคารพ ผู้ที่ถือปืนเล็กยาวสวมดาบได้กระทำวันทยาวุธ ส่วนผู้ที่สะพายปืนกลเบาและปืนยิงเร็วได้ยกมือขวาขึ้นแตะไหล่ซ้ายตามระเบียบของการแสดงความเคารพ ร.ท. สามารถผู้บังคับหมวดรูปหล่อยืนวันทยหัตถ์อยู่หน้าแถว เขาแต่งเครื่องสนามเรียบร้อยอาวุธประจำตัวคือปืนพก ๑๑ มม. และระเบิดมือใช้ดินระเบิดแรงสูงแขวนอยู่ที่หน้าอกเสื้อด้านซ้ายอีกสองลูก

ท่านรองได้ทักทายกับผู้บังคับหมวดเป็นคนสุดท้าย

"เธอกับทหารในบังคับบัญชาของเธอจะต้องคุ้มกันชีวิตของคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย อย่าลืมว่าแต่ละคนมีค่าและมีความหมายแก่ประเทศชาติมาก ถ้าเราถูกศัตรูโจมตี เธอกับทหารของเธอจะต้องสู้ตาย"

"ครับผม กระผมได้สั่งทหารในบังคับบัญชาไว้เรียบร้อยแล้วครับ"

ท่านรองกับศาสตราจารย์ดิเรกต่างเดินตรวจแถวทหารราบไปจนสุดแถว แล้วท่านก็ออกคำสั่งกับนายพลดิเรก

"ออกเดินทางได้แล้วอาจารย์ ผมจะไปคุยกับคุณหญิงวาดและถือโอกาสส่งหน่วยพัฒนาการที่นี่"

นายพลดิเรกยกมือวันทยหัตถ์รับคำสั่งและร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ทั้งหมด ขึ้นรถประจำที่"

ทหารราบหนึ่งหมวดและ ร.ท. สามารถต่างขึ้นไปนั่งบนรถยีเอ็มซี ซึ่งมีผ้าใบคลุมประทุนแดดฝน ในเวลาเดียวกันสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ขึ้นไปนั่งบนรถจิ๊ปกลางคันหน้าขบวนโดยมี จสอ. แห้วเป็นพลขับ รถจิ๊ปกลางคันต่อมาเป็นรถของพยาบาลทั้งสี่คน มีนายสิบของกรมการขนส่งเป็นพลขับ ถัดไปคือจิ๊ปคันใหญ่ติดอาวุธซุ่มซ่อนไว้ในรถ มีเจ้าหน้าที่ประจำรถ ๕ คน คือพลขับและลูกชายของสี่สหาย โดยเฉพาะรถคันนี้ไม่ได้ติดเครื่องหมายกาชาดแต่มีความหมายและสำคัญที่สุด เพราะมีอาวุธร้ายพอที่จะคุ้มกันขบวนพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุดได้เป็นอย่างดี ต่อมาคือรถจิ๊ปใหญ่อีก ๕ คัน เป็นรถทำฟันเคลื่อนที่คันหนึ่ง รถเอ็กซเรย์คันหนึ่ง นอกนั้นเป็นรถบรรทุกยาและเวชภัณฑ์ต่างๆ คันที่หกเป็นรถผ่าตัด มีเครื่องมือเครื่องใช้ในทางศัลยกรรมพอที่จะผ่าตัดหัวกะโหลก ตับไตไส้พุง ขอบกระด้ง ผ้าขี้ริ้วตับปอดและม้ามได้ ซึ่งศาสตราจารย์ ดร. ดิเรกจะต้องทำงานหนักที่สุด ท้ายขบวนคือทหารราบซึ่งนั่งอยู่ในรถยีเอ็มซี ถ้าหากว่าหน่วยพัฒนาการถูกพวกก่อการร้ายโจมตีระหว่างทางหรือขณะที่ปฏิบัติหน้าที่ตามหมู่บ้าน ทหารราบหมวดนี้ก็จะต่อสู้อย่างทรหด

ท่ามกลางเสียงไชโยของพวกคนใช้ชายหญิง ขบวนรถของหน่วยพัฒนาการได้เคลื่อนออกจากที่อย่างแช่มช้า เจ้าแห้วหรือ จสอ. แห้วนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนสี่สหายนั่งอยู่ด้านใน มีหีบห่อกองอยู่หลายชิ้นนับตั้งแต่เครื่องรับส่งวิทยุที่ใช้ติดต่อในระหว่างทางไกลคือวิทยุโทรศัพท์อันเป็นประดิษฐกรรมของศาสตราจารย์ดิเรก มีเครื่องฉายภาพยนตร์ขนาด ๑๖ มม. ภาพยนตร์สุขศึกษาอีกหลายม้วน ภาพยนตร์การ์ตูนและคาวบอย ภาพยนตร์ข่าวตำรวจชายแดน และทหารสู้รบกับฝ่ายก่อการร้าย และทำการกวาดล้างได้ราบคาบจากท้องถิ่นต่างๆ

เมื่อออกมาพ้นเขตบ้าน "พัชราภรณ์" รถฉลามบกของกองปราบปรามคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่ริมรั้วด้านนอกของบ้าน "พัชราภรณ์" ได้แล่นนำขบวนทันที เปิดไฟหมุนสีแดงบนหลังคาเก๋งวาบวับ นายตำรวจผู้บังคับรถได้รับคำสั่งนำขบวนไปส่งจนถึงทางแยกไปนครราชสีมาและอีสานที่จังหวัดสระบุรี อย่างไรก็ตามรถจิ๊ปกลางที่บรรทุกสี่สหายก็มีไฟแดงอยู่บนหลังคารถและมีแตรไซเลนท์ด้วย เพราะไฟรถที่เตรียมไว้ใช้ในราชการสงครามหรือปราบจลาจล

คืนวันนั้นขบวนพัฒนาการของกองบัญชาการทหารสูงสุดได้หยุดพักแรมที่ค่ายทหารแห่งหนึ่งในจังหวัดนครราชสีมา บรรดานายทหารชั้นผู้ใหญ่ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ส่วนมากเคยเป็นลูกศิษย์ของนายพลดิเรกมาก่อน หรือมิฉะนั้นก็เคยรู้จักกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ มาแต่ก่อนแล้ว การเดินทางโดยขบวนพัฒนาการเช่นนี้ทำให้สี่นางสนุกสนานมาก

ตอนเช้าวันต่อมาขบวนพัฒนาการได้ออกจากจังหวัดนครราชสีมามุ่งตรงไปยังหนองบัวโคกและบุกเข้าไปตามทางเกวียนในป่าลึกถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่งจึงหยุดพัก บรรดาทหารราบได้ลงจากรถยีเอ็มซีคันนั้นกระจายกำลังกันออกไปทำหน้าที่คุ้มกันคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ ตอนแรกชาวบ้านเห็นทหารก็รู้สึกหวาดๆ เหมือนกัน เพราะไม่ทราบว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น แต่เมื่อ พ.อ. นิกรได้เจรจากับพวกชาวบ้านโดยทางเครื่องขยายเสียงแล้ว ก็ปรากฏว่าพวกชาวบ้านหรือพวกชาวไร่เหล่านั้นได้ย่อยๆ กันมาที่เต้นท์พยาบาล ซึ่งเป็นเต้นท์ขนาดกลางสองหลังและทหารได้ช่วยกันกางขึ้น ขนโต๊ะเก้าอี้ลงจากรถไปไว้ในเต้นท์

"พี่น้องทั้งหลาย" เสียงนิกรกังวานลั่น "หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุดได้มาเยี่ยมท่านแล้ว พร้อมด้วยนายแพทย์และพยาบาลชั้นดีที่จะมาช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้ท่านหรือให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์แก่ท่าน เราจะตรวจรักษาท่านโดยไม่มีการคิดเงิน เราจะฉีดยาและจ่ายยาให้ท่านฟรี ซึ่งคืนวันนี้เราจะฉายหนังให้ชมด้วย ข้าพเจ้าพันเอกนิกรขอเชิญพี่น้องทั้งหลายมารับการตรวจรักษาที่เราได้แล้ว รีบมาเถอะครับไม่ต้องเกรงใจและไม่ต้องเกรงกลัวพวกเรา ซึ่งพวกเรานั้นเห็นคนเป็นคน ไม่ได้เห็นคนเป็นสัตว์เหมือนข้าราชการบางคนที่วางอำนาจข่มขู่ท่าน พูดจากับท่านก็ไม่เพราะหู ใช้ภาษาพูดต่ำๆ เช่นแกฉันตามสันดานเดิมของเขาหรือตามนิสัยที่สืบมาจากบรรพบุรุษ เชิญครับ...คุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายคุณลุงคุณป้าคุณน้าคุณอาคุณพ่อคุณแม่และพี่น้องทั้งหลาย ท่านจะได้รับความสะดวกสบายทุกประการในการตรวจรักษาโรค นอกจากนี้เรายังรักษาโรคฟันให้ท่านด้วย ฟันดำทำให้ฟันขาว ฟันยาวทำให้ฟันสั้น ฟันโยกห้ามเลี้ยงแมวตัวผู้ แต่ถ้าท่านมาให้หมอถอนออกเสีย ท่านก็สามารถเลี้ยงแมวตัวผู้ได้ ฟันดีห้ามเลี้ยงแมวตัวเมีย ให้ทันตแพทย์ของเราถอนออกเสียหนึ่งซี่ ท่านก็เลี้ยงแมวตัวเมียได้ เชิญครับพ่อแม่พี่น้องพระเดชพระคุณทั้งหลาย หน่วยพัฒนาการของกองบัญชาการทหารสูงสุดมารับใช้ท่านถึงที่อยู่แล้ว ท่านควรงดเว้นกินอาหารดิบ เป็นต้นว่าหมูหรือเนื้อวัวซึ่งมีเชื้อโรคหลายชนิดอยู่ในตัวของมัน ขณะนี้อากาศกำลังร้อนจัด ถึงเป็นฤดูฝนพื้นแผ่นดินทางอีสานของเราก็ยังแห้งแล้ง จงระวังอหิวาตกโรคให้มาก ดื่มน้ำโสโครก บริโภคผักสด ใช้อุจจาระรดต้นเหตุอหิวาต์ ผักดิบผักสดงดเสียดีกว่า ดื่มน้ำประปาจึงจะพ้นภัย"

มีเสียงใครคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"น้ำประปาที่ไหนกันวะ มีแต่น้ำตามห้วย บอกให้รัฐบาลมาสร้างถังประปาให้พวกเราบ้างซี"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยกับพยาบาลทั้งสี่คนได้ให้การต้อนรับพวกชาวบ้านเป็นอย่างดี ใครอยากจะทดลองรักษาหมอปัจจุบันก็มาพบกับนายพลดิเรก ผู้ที่พึงพอใจหมอโบราณก็มาพบกับ พ.อ. นิกร การตรวจรักษาได้กระทำกันตลอดเวลาโดยไม่มีหยุดพัก ดร. ดิเรกได้ฉีดยาให้คนไข้ของเขาหลายรายและให้ยาไปกิน ถอนฟันและอุดฟันที่เป็นรูเป็นโพรง บางคนที่สงสัยว่าเป็นโรคปอดก็ฉายเอ็กซเรย์ให้ สี่นางได้ทำหน้าที่พยาบาลโดยไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยากหรือแสดงความรังเกียจในความสกปรกโสมม เป็นต้นว่าขี้ฟันเขลอะไม่เคยใช้แปรงสีฟันมาตลอดชีวิตหรือขี้ตาก้อนเท่าหัวเรือ ขี้ไคลกบบ้องหู เสื้อผ้าเหมือนผ้าขี้ริ้วของพี่น้องร่วมชาติเหล่านี้ พล กิมหงวนและสี่สหายหนุ่มได้ทำหน้าที่ผู้ช่วยแพทย์อย่างแข็งแรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับหน้าที่เป็นทันตแพทย์ ส่วนเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนฉายเอ็กซเรย์คนไข้ตามคำสั่งของนายพลดิเรก ทุกคนเหน็ดเหนื่อยวุ่นวายไปตามกัน ยาแผนปัจจุบันที่นำมาได้ถูกแจกจ่ายให้พวกชาวบ้านไปไม่น้อย นอกจากนี้นิกรยังจ่ายยาหม้อแบบยาไทยโบราณให้ไปอีกหลายราย ความสุภาพและความเป็นกันเองที่พวกชาวบ้านได้รับจากหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ทำให้ชาวไร่ประมาณ ๔๐๐ คน มีความเคารพนับถือหน่วยพัฒนาการหน่วยนี้ ผู้ที่กำลังจะร่วมงานกับฝ่ายศัตรูต่างก็เลิกล้มความคิดเหล่านี้เพราะได้รู้ความจริงว่า รัฐบาลมิได้ทอดทิ้งให้มีชีวิตอยู่อย่างเดียวดาย ได้ส่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่มาช่วยเหลือชาวบ้านที่ป่วยไข้และเจ้าหน้าที่ทุกคนก็พูดจานอบน้อมน่าฟัง ไม่ได้กระทำตนเป็นนายเหนือหัว

คืนวันนั้นมีการฉายภาพยนตร์สุขศึกษา ภาพยนตร์เคาบอยและการ์ตูน บางทีก็เป็นเรื่องปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่จังหวัดน่าน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่จังหวัดเชียงราย พ.อ. นิกรกับประไพภรรยาของเขาเป็นคนพากย์ ปรากฏว่าประไพพากย์บทผู้หญิงได้ดีมากเรียกเสียงตบมือเสียงหัวเราะได้ครื้นเครง เจ้าแห้วเป็นพนักงานฉายหนัง

ขบวนพัฒนาการได้ออกเดินทางต่อไป ลัดตัดป่าไปบ้านลาด ไปมัญจาคีรี ถนนหนทางยังขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อเพราะเพิ่งกรุยทางไว้ ในที่สุดคณะพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุดก็ได้มาถึงหมู่บ้านภูงามทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของจังหวัดขอนแก่น ซึ่งหมู่บ้านนี้อยู่ในหุบเขาอันทุรกันดารยิ่ง แทบจะกล่าวได้ว่าไม่มีการติดต่อกับโลกภายนอกเลย

ชาวบ้านภูงามมีอยู่ประมาณ ๕๐ หลังคาเรือนเท่านั้น หาเลี้ยงชีวิตโดยไม่ต้องใช้เงินหรือพึ่งพาอาศัยใคร มีการทำนาข้าวเหนียว ทอผ้าไว้ใช้เอง มีเนื้อสัตว์ป่าตากแห้งทำเค็มไว้ มีความเป็นอยู่อย่างง่ายๆ ความต้องการของชีวิตมีเพียง ๓ อย่าง คือบ้านที่อยู่อาศัย ยารักษาโรคคือสมุนไพรและอาหาร

เมื่อขบวนรถผ่านเข้าไปในหุบเขา ศาสตราจารย์ดิเรกก็ยกวิทยุสนามขึ้นพูดกับพลขับทั้งหลาย

"พลขับทุกคนฟังคำสั่งข้าพเจ้า เมื่อรถข้าพเจ้าหยุดให้รถทุกคันตั้งขบวนเป็นรูปวงกลมเหมือนกับกองเกวียน ทุกคนจะลงจากรถได้ก็เมื่อได้รับคำสั่งจากข้าพเจ้า ผู้หมวดสามารถได้ยินไหมที่ผมพูด"

"ได้ยินครับอาจารย์ อาจารย์สงสัยว่าจะมีพวกก่อการร้ายแอบซ่อนอยู่ที่หมู่บ้านในหุบเขานี้หรือครับ"

"โน ไม่ใช่อย่างนั้น แต่กำนันคนหนึ่งได้เล่าให้ฉันฟังว่าผู้คนที่หมู่บ้านนี้ไม่ชอบคนแปลกหน้า ท่านกำนันเตือนว่าผู้คนที่หมู่บ้านภูงามนี้ดูเหมือนจะเป็นคนบ้าหรือคนไข้โรคจิต ระวังตัวหน่อยนะผู้หมวด"

"ครับผม"

"ร้อยเอกพนัสฟังฉันพูด พวกเธอทั้งสี่คนประจำอาวุธเตรียมต่อสู้ ถ้าหากว่าฝ่ายเราถูกระดมยิงก่อน ถึงแม้จะเป็นคนบ้าถ้าใช้อาวุธเล่นงานเราเราก็ต้องยิงต่อสู้"

"ครับ ทราบแล้วครับ" เสียงลูกชายพลตอบมาทางวิทยุสนามซึ่งศาสตราจารย์ดิเรกได้ยินถนัด

ขบวนรถยนต์ของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่แล่นใกล้หมู่บ้านเข้าไปตามลำดับ ชายหนุ่มคนหนึ่งเปลือยกายล่อนจ้อนยืนตกปลาอยู่ริมหนองน้ำแห่งหนึ่ง เขามีอายุในวัย ๓๐ ปี หน้าตาบอกให้รู้ว่าเป็นคนบ้า ทุกคนที่อยู่ในขบวนต่างพากันมองดูเขาเป็นตาเดียว อาเสี่ยกิมหงวนนึกสนุกขึ้นมาก็ร้องตะโกนทัก

"ลืมนุ่งผ้าหรือยังไงน้องชาย"

นักตกปลาชั้นยอดหัวเราะหึๆ แล้วตะโกนตอบ

"อากาศมันร้อนโว้ย ขืนนุ่งผ้าก็ร้อนตายแน่ ที่นี่เขาไม่ถือ ใครอยากจะแก้ผ้าหรือนุ่งผ้าก็ทำได้โดยเสรี"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหัวเราะคิกคักไปตามกัน หลงจากนั้นสักครู่รถจิ๊ปกลางคันหน้าก็แล่นมาหยุดหน้าบริเวณลานดินอันกว้างขวางเบื้องหน้าหมู่บ้านนั้น รถทุกคันต่อขบวนเป็นรูปวงกลมกว้างใหญ่

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นเบาๆ ว่า

"หมู่บ้านภูงามไหงสงบเงียบอย่างนี้ เหมือนกับว่าไม่มีคนอยู่อาศัยเลยแม้แต่คนเดียว จะว่าคนที่นี่เป็นคนบ้าทั้งหมดก็ไม่น่าเป็นไปได้"

พล.ต. พลยกมือขวาตบหลังนิกรค่อนข้างแรง

"แกเข้าไปสังเกตการณ์ที่หมู่บ้านซิกร"

"ฮี่โธ่" นิกรเอ็ดตะโรลั่น "แกคิดว่ากันกล้าหาญกว่าพวกเรายังงั้นหรือ ถ้าหากว่าคนที่หมู่บ้านนี้ทุกคนวิกลจริตและแอบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเรือนของเขา มันก็คงฟัดกันตายเท่านั้น"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"แกไปดีกว่าอ้ายแห้ว"

"เอาเข้าให้นั่น" เจ้าแห้วพูดสวนคำทันที "รับประทานขอให้ผมเป็นผู้ช่วยแพทย์และพลขับเท่านั้นเถอะครับ"

หญิงชราคนหนึ่งเดินออกมาจากหมู่บ้านนั้น ร่างกายเปลือยเปล่า คุณยายอายุประมาณ ๖๐ เศษ แต่ก็ยังแข็งแรงตามธรรมดาของชาวชนบทที่ตรากตรำทำงานหนักอยู่เสมอ หล่อนแก้ผ้าเปลือยกายเหมือนเด็กทารกเดินตรงเข้ามาที่ขบวนรถพัฒนาการและหยุดยืนข้างรถจิ๊ปกลางซึ่งคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วนั่งอยู่ มองดูหญิงชราด้วยความแปลกใจ

"สวัสดีครับคุณป้า" นายพลดิเรกทักยิ้มๆ "พวกเราคือหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่มาช่วยเหลือชาวบ้านภูงามครับ"

หญิงชรายิ้มเล็กน้อย

"ช่วยยังไงพ่อหนุ่ม อาจารย์ท่านบอกว่า หกสามหกกระดกกลับผลลัพธ์มองเห็น ข้าแทงใต้ดิน ๙๙๙ ถึง ๒๐ บาท มันไม่ยักออกตามที่อาจารย์ใบ้ให้ เสือกออก ๙๖๖ แล้วใครจะมาช่วยข้าได้ ยิ่งเล่นก็ยิ่งเข้าลึกขายกระทั่งผ้านุ่ง"

นายพลดิเรกก้าวลงมาจากรถจิ๊ปกลาง

"การเล่นกินรวบเป็นการผิดกฎหมายและถึงแทงถูกเจ้ามือก็มักจะหลบหน้าไม่ยอมจ่ายเงินให้"

หญิงชรากวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ แล้วกล่าวถามนายพลดิเรกตามความรู้สึกนึกคิดของแก

"นี่จะมาเปิดการแสดงเซอร์คัสหรืออย่างไร"

ศาสตราจารย์ดิเรกสะดุ้งเฮือกแล้วหัวเราะก้าก

"เปล่าครับคุณป้า พวกเราเป็นหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองทัพไทย"

"อ้าว อย่ามาหลอกฉันหน่อยเลยน่า นึกว่าฉันเป็นคนบ้านนอกคอกนายังงั้นหรือ อย่างน้อยฉันก็สำเร็จปริญญา บีเอ. มาจากอังกฤษ นายโกหกฉันว่าเป็นหน่วยพัฒนาการก็แล้วทำไมเอาตัวยีร๊าฟมาด้วย" แล้วหญิงชราก็ชี้ไปที่อาเสี่ยกิมหงวน "นั่น....นั่น มันนั่งอยู่ในรถนั่นเห็นไหม ถ้าไม่ใช่ยีร๊าฟก็ต้องเป็นอูฐ พวกนายเป็นนักละครสัตว์แบบละครเร่ก็บอกเสียตามตรง ฉันจะได้ช่วยประชาสัมพันธ์ให้พวกพ้องของฉันมาดูฟรี โอ้โฮ นกตะกรุมที่นั่งอยู่ตอนหน้ารถคันนั้นหัวแดงแจ๋เป็นลูกมะอึกเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ หันมากระซิบบอกเจ้าแห้วเบาๆ

"อ้ายแห้ว มึงยิงยายแก่แร้งทึ้งคนนี้ทีเถอะวะกูให้ ๑,๐๐๐ บาท สงสัยว่ายายนี่บ้าแน่ๆ พูดจาเลอะเลือนเหมือนคนบ้า เอาซี"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานไม่ไหวหรอกครับ โทษฆ่าคนตายอย่างรับสารภาพก็ ๒๐ ปี นะครับ"

"ในป่าอย่างนี้เอาพยานหลักฐานที่ไหนล่ะวะ พวกเราทั้งนั้น"

จสอ. แห้วสั่นศีรษะ

"ท่านเจ้าคุณยิงเอาเองเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่ายหน้า

"กูกลัวติดคุก"

พ.อ. นิกรกระโดดผลุงลงไปจากรถจิ๊ปกลางคันนั้นและตรงเข้าไปหานายพลดิเรกกับหญิงชรา พอแลเห็นหน้านิกร หญิงชราก็แสดงท่าทีตื่นเต้นดีใจ

"โอ ทูลกระหม่อมแก้ว พระองค์เสด็จมาได้อย่างไรเพคะ หม่อมฉันและพสกนิกรทั้งหลายรอคอยฝ่าพระบาทมานานแล้ว ตั้งแต่พระองค์ถูกท้าวมหาราชจับกุมเอาตัวไป"

นิกรรู้ดีว่าการที่จะทำตัวให้เข้ากับคนบ้าได้นั้นก็ต้องแกล้งทำเป็นบ้าด้วย เขายกมือทั้งสองรำป้อและกล่าวกับหญิงชราเหมือนยี่เกตอนเจรจาคือทำเสียงอ่อนเสียงหวาน มีการบีบเสียงเป็นบางคำให้แหลมเล็กผิดปรกติ

"เจ้าเป็นใคร พระราชินีผีป่าหรือนางพญากาเผือกใช่ไหม"

"มิใช่เพคะ เกล้ากระหม่อมฉันคือมารยาสุดาวดีศรีกาญจนานางสนองพระโอษฐ์ของพระองค์ยังไงล่ะเพคะ"

นิกรร้องยี่เกทันที ด้วยลีลาอันคล่องแคล้วเหมือนยี่เกอาชีพ

จอมกษัตริย์ขัตติยา

พลัดพรากจากพาราไปหลายปี

อ้ายมหาราชจับเราเอาไปขัง

กว่าจะกลับมาเวียงวังก็หลายปี

จำจะต้องรวบรวมโยธาหาญ

ยกทัพไปรุกรานให้สวีวี่วี

ฟาดฟันมันให้ยับเหมือนกับสับหัวปลี

ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง หญิงชรายกมือไหว้นิกร ซึ่งแกเชื่อว่าเป็นมหากษัตริย์แห่งนครนี้หรือหมู่บ้านภูงาม แล้วแกก็ทูลนิกรอย่างละล่ำละลัก

"ทูลหม่อมแก้ว ข้าแต่ทูลหม่อมแก้วเจียระไน หม่อมฉันจะป่าวร้องให้เสนาข้าราชการและประชาชนทั้งหลายได้ทราบว่าพระองค์เสด็จกลับมายังพระนครของเราแล้ว" พูดจบหญิงชราก็หมุนตัวกลับ แล้ววิ่งตื๋อเข้าไปในหมู่บ้านนั้น

"สนุกแน่อ้ายกร" นายพลดิเรกพูดเสียงหัวเราะ "กันแน่ใจเหลือเกินว่าหมู่บ้านนี้คงจะเต็มไปด้วยคนไข้โรคจิตตามที่กำนันเพ็งเล่าให้กันฟัง ขอให้แกร่วมมือกับกันให้เต็มที่หน่อยเถอะวะอ้ายกร แกคนเดียวเท่านั้นที่เข้ากับคนบ้าได้"

พ.อ. นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาก็เอา หน่วยพัฒนาการของเราจะได้ชื่อว่า ได้ให้การรักษาพยาบาลชาวบ้านภูงามที่เป็นคนไข้โรคจิตได้ทั้งหมู่บ้าน แต่ทว่า แกช่วยบอกกันสักหน่อยเถอะวะ โรคบ้าหรือโรคจิตนี่น่ะมันติดต่อกันหรือเปล่า"

นายพลดิเรกเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"โน โรคจิตไม่มีการติดต่อเพราะเป็นโรคที่เกิดจากประสาทและสมอง โรคมะเร็งก็ไม่มีการติดต่อกันได้ ใครซวยก็เป็นมะเร็ง ใครคิดฟุ้งซ่านหรือกระทบกระเทือนใจมากเกินไปก็เป็นโรคประสาทหรือโรคจิต แกเดินเข้าไปในหมู่บ้านเถอะวะอ้ายกร ใช้ความสามารถของแกเรียกคนในหมู่บ้านให้ออกมาหาเรา เพื่อจะได้ตรวจรักษาพยาบาลเขาตามหน้าที่ที่เราได้รับมอบหมายมา"

นิกรทำตาปริบๆ

"จะดีหรือหมอ ถ้าคนที่นี่เป็นบ้าจริงๆ มันอาจจะฟัดกันตายก็ได้"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ถ้ายังงั้นให้อ้ายหงวนไปเป็นเพื่อนกับแก รู้สึกว่าอ้ายหงวนอาจจะทำตนให้เหมือนกับคนไข้โรคจิตได้เหมือนกัน"

"เอ้อ-ถ้ายังงั้นค่อยยังชั่วหน่อย"

ดร. ดิเรกหันไปทางรถจิ๊ปกลางคันหน้าและร้องตะโกนเรียก พ.อ. กิมหงวนให้มาพบกับเขา อาเสี่ยก้าวลงมาจากตอนหลังรถและเดินตรงเข้ามาหาสองสหาย

"ว่ายังไงอ้ายหมอ"

นายพลดิเรกยิ้มให้

"แกกับอ้ายกรเข้าไปในหมู่บ้านหน่อยเถอะวะ หาวิธีเกลี้ยกล่อมให้ผู้คนที่อยู่ในหมู่บ้านออกมาหาเรา ชี้แจงให้เขาทราบว่าพวกเราคือโรงพยาบาลเคลื่อนที่มาช่วยบำบัดทุกข์ให้แก่ผู้ที่ป่วยไข้ไม่สบาย"

เสี่ยหงวนไม่ทันคิดอะไรก็พยักหน้ารับทราบแล้วหันมาทางนิกร

"ไป-อ้ายกร แกนำหน้า สงสัยว่าที่นี่เสื้อผ้าคงจะแพงมาก เราพบคนแก้ผ้าสองคนแล้ว คนแรกที่ยืนตกปลาอยู่ริมทางเกวียน อีกคนคือยายแก่ที่เข้าใจว่าแกเป็นกษัตริย์ของเมืองนี้"

นิกรกับกิมหงวนต่างเดินตรงเข้าไปในหมู่บ้านนั้นท่ามกลางความสงบเงียบ ลักษณะของหมู่บ้านนี้ค่อนข้างแหวกแนวสักหน่อย บางบ้านไม่มีหลังคา บางบ้านไม่มีฝาเรือน ส่วนมากสร้างเป็นกระท่อมใหญ่ๆ มีสัตว์เลี้ยงหลายชนิดเป็นต้นว่า เป็ดไก่และสุกร คงจะเลี้ยงไว้กินมากกว่าขายเป็นสินค้า

อย่างไรก็ตาม มันเหมือนกับว่าหมู่บ้านภูงามเป็นหมู่บ้านร้าง เพราะผู้คนแอบซ่อนตัวเสียหมด เมื่อสองสหายบุกเข้ามากลางหมู่บ้าน ชาวบ้านหญิงชายประมาณ ๑๐๐ คน ก็เฮโลออกมาจากที่ซ่อนตรงเข้ามาห้อมล้อมสองสหาย ทุกคนมีอาวุธครบมือ หอกดาบ หลาวและไม้พลองตะบองสั้น พวกชาวบ้านต่างเข้ามารุมล้อมและชายฉกรรจ์สองคนได้ยึดปืนพกในซองปืนของกิมหงวนและนิกร พวกชาวบ้านภูงามเหล่านี้แต่ละคนบอกให้รู้ว่าเป็นคนไข้โรคจิต ซึ่งสังเกตได้จากแววตาและกิริยาท่าทาง ชายกลางคนหนวดเครารุงรังคนหนึ่งนุ่งผ้าขาวม้าเก่าๆ เพียงผืนเดียว ถือดาบเป็นอาวุธคู่มือได้กล่าวถามเสี่ยหงวนว่า

"สูเจ้าเป็นใคร"

เสี่ยหงวนทำใจดีสู้เสือ เขารู้แล้วว่าเขากับนิกรได้เข้ามาอยู่ในกลุ่มของคนบ้าหรือคนไข้โรคจิต อาเสี่ยพยายามวางท่าทางให้ผึ่งผายแล้วกล่าวกับชายผู้หนึ่งซึ่งเป็นโรคจิตอย่างร้ายแรง

"เจ้าจำข้าไม่ได้หรือ เพียงแต่ข้านำกองทัพไปรุกรานเพื่อนบ้านไม่ถึงสองปี เจ้าก็จำข้าไม่ได้แล้ว เจ้าจะคิดกบฏต่อข้าหรืออย่างไร"

นิกรกระซิบบอกเสี่ยหงวนเบาๆ

"เข้าเรื่องแล้วโว้ย ประเดี๋ยวเถอะมึงสนุกกันใหญ่ แกจะสมมุติตัวว่าแกเป็นใครก็เตรียมตัวไว้"

ชายกลางคนเจ้าของหนวดเคราอันรุงรังมองดูอาเสี่ยตลอดเวลา แววตาที่วาวโรจน์ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นอ่อนโยนลง

"ข้าแต่ท่านจอมจักรพรรดิ พระองค์คือเจงกิสข่านเช่นนั้นหรือ"

อาเสี่ยทำหน้าเหยเก หันมากระซิบถามนิกร

"ว่ายังไงดีล่ะอ้ายกร"

"ก็ตามใจแกซี" นิกรดุ

เสี่ยหงวนหันมายิ้มให้ชายผู้นั้น

"ใช่แล้ว เราคือเจงกิสข่านขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ พวกเจ้าทั้งหลายแกล้งทำเป็นจำเราไม่ได้ เพราะมีแผนคิดกบฏต่อเรากระมัง"

บรรดาพวกชาวบ้านซึ่งเป็นคนไข้โรคจิตต่างปรึกษาหารือกัน วิพากษ์วิจารณ์กันด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจ

ชายชราคนหนึ่งกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"เจงกิสข่านเจ้านายของเรารูปร่างท่านขนาดนี้ก็จริง แต่ท่านโกนหัวตลอดเวลา หน้าตาก็คล้ายๆ กับยูล บรินเนอร์ ดาราหัวเหน่ง พวกนักขายยาเร่มันเคยเอาหนังมาฉายให้เราดู"

หญิงชราคนหนึ่งพูดเสริมขึ้น

"เราจะรู้ได้อย่างไรว่าชายผู้นี้เป็นเจ้านายของเราหรือปลอมแปลงตัวมาหลอกเรา ถึงแม้พวกเราเป็นคนบ้า เราก็มีสติสัมปชัญญะเหมือนกัน"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งร้องตะโกนขึ้น

"ช่วยกันจับโกนหัวโว้ย โกนผมออกเราก็จะรู้ว่าเจ้าหนุ่มร่างสูงชะลูดคนนี้คือจอมจักรพรรดิของเราใช่หรือไม่"

เสี่ยหงวนถอยหลังกรูด

"อย่านะโว้ย"

ซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม. ที่ตกอยู่ในมือของชาวบ้านคนหนึ่งถูกยกขึ้นจี้หน้าอกทันที

"ถ้าท่านไม่ยอมให้เราโกนหัวท่าน เราจะยิงท่านทิ้งเสีย เมื่อเราโกนหัวท่านแล้วปรากฏว่าท่านเป็นเจงกิสข่าน พวกเราก็จะกราบไหว้แสดงความจงรักภักดีต่อไป แต่ถ้าปรากฏว่าท่านได้ปลอมแปลงเป็นเจงกิสข่าน เราก็จะช่วยกันสับตัวท่านออกเป็นท่อนๆ และเอาไปโยนให้เสือกิน"

โดยไม่มีทางต่อสู้ขัดขืน อาเสี่ยถูกฉุดกระชากลากตัวไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่แห่งหนึ่ง ส่วนนิกรถูกควบคุมตัวไว้อย่างแข็งแรงมีหอกหลายเล่มจี้อยู่ข้างหลังเขา พวกชาวบ้านซึ่งล้วนแต่เป็นคนไข้โรคจิตหรือเป็นคนบ้ากำลังคิดว่าเขาเป็นประชาชนพลเมือง หรือเป็นขุนนางของจอมทัพของเจงกิสข่านได้ช่วยกันทุบตีเสี่ยหงวนเมื่อเขาดิ้นรนไม่ยอมนั่งนิ่งเฉย อาเสี่ยร้องตะโกนเรียกนิกรเสียงลั่น

"ช่วยกันด้วยอ้ายกร"

พ.อ. นิกรยิ้มแค่นๆ

"ขืนช่วยแกฉันก็เน่าน่ะซี หอกมันจี้อยู่ข้างหลังกันตั้งหลายเล่ม แกอย่าไปขัดขืนมันซีโว้ย นั่งเฉยๆ มันจะทำไมแกก็ตามใจมัน เล่นกับคนบ้าลำบากนะเพื่อน คนบ้าทำอะไรไม่ผิดกฎหมาย"

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งหัวเราะใส่หน้านิกร

"จริงครับคุณ กฎหมายย่อมยกเว้นให้ไม่เอาผิดแก่ผู้ที่วิกลจริตทั้งหลาย"

นิกรทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"แกและผู้คนที่หมู่บ้านนี้เป็นบ้าจริงๆ หรือนี่"

"ก็จริงซีครับ แล้วกัน..คุณดูพวกผมซิผัดหน้าขาววอกแต่งตัวเป็นยี่เกก็มี แต่งเป็นงิ้วก็มี แก้ผ้าโทงๆ ก็มี เรานึกจะแต่งตัวอย่างไรหรือทำยังไงก็ได้"

ชายฉกรรจ์คนหนึ่งรูปร่างล่ำสันเหมือนนักมวยและตัดผมเกรียนได้บุกเข้าไปหา พ.อ. กิมหงวน มือขวาของเขาถือกรรไกรปัตตาเลี่ยน เขาขู่คำรามอาเสี่ยด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"ทางเดียวเท่านั้นที่จะพิสูจน์ว่าท่านคือเจงกิสข่าน จอมจักรพรรดิแห่งนครนี้ ถ้าท่านขัดขืนเราจะช่วยกันฆ่าท่านและต้มซุปกินเสีย"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"เอา มึงจะเอายังไงก็ตามใจมึงเถอะ"

เสี่ยหงวนถูกกร้อนผมด้วยกรรไกรปัตตาเลี่ยนเล่มนั้น นิกรมองดูอย่างขบขัน แล้วพูดพลางหัวเราะ

"ดีโว้ยอ้ายหงวน มันกร้อนผมแกออกมองดูหน้าตาแกคมคายขึ้นอีกมาก แล้วก็....รู้สึกว่าแกเป็นหนุ่มขึ้นด้วย"

เสี่ยหงวนร้องไห้โฮ

"กลับไปเมียคงจำกันไม่ได้ อ้ายหมอไม่ควรพาพวกเรามาที่หมู่บ้านนี้เลย"

ไม่ถึงห้านาทีศีรษะของอาเสี่ยก็โล้นเลี่ยนไม่มีเส้นผมเหลืออยู่แม้แต่เส้นเดียว ชายร่างใหญ่มองดูอาเสี่ยด้วยความตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เขาถอยออกห่างแล้วร้องขึ้นดังๆ

"ข้าแต่จอมจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ พระองค์เสด็จกลับมาอย่างเงียบๆ พวกเราทั้งหลายยังจงรักภักดีต่อพระองค์เสมอ"

ทุกคนต่างก้มศีรษะถวายคำนับอย่างพร้อมเพรียงกัน อาเสี่ยกิมหงวนแกล้งแสดงบทบาทเป็นเจงกิสข่าน เขากล่าวกับชายร่างใหญ่ว่า

"ข้าขอบใจพวกท่านทั้งหลายที่มีความจงรักภักดีต่อข้า ข้ากำลังวางแผนครองโลกในไม่ช้านี้ ที่กลับมาก็เพื่อจะมาเกณฑ์พลรบอีกห้าหกล้านคน ซึ่งคราวนี้ข้าจะบุกยุโรปเป็นหน้ากลอง แล้วข้าจะย้อนกลับมาโจมตีเอเซียให้พินาศ เมื่อเจ้าเชื่อแล้วว่าตูข้าคือเจงกิสข่านก็จงส่งปืนพกมาให้ข้าโดยเร็ว"

ปืนพกที่ยึดไปถูกนำมาคืนให้เสี่ยหงวนโดยดี อาเสี่ยมองดูนิกรแล้วยักคิ้วให้ แล้วเขาก็ออกคำสั่งกับเจ้าหนุ่มใหญ่ที่กร้อนผมเขา

"เจ้ากัลบกผู้มีฝีมือ ขอให้เจ้ากร้อนผมทหารคู่ใจของข้าด้วย"

นักกร้อนผมโค้งคำนับกิมหงวน

"ขอเดชะ ข้าจะปฏิบัติตามรับสั่งของพระองค์เดี๋ยวนี้"

พวกชาวบ้านวิกลจริตหลายคนเฮโลเข้าไปหานิกร พ.อ. นิกรทำใจดีสู้เสือ เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นว่า

"ฟังเราก่อนท่านขุนนางผู้ใหญ่และเสนาข้าราชการทั้งหลาย พวกท่านย่อมรู้ดีว่าเจงกิสข่านเจ้านายของเราองค์เดียวเท่านั้นที่จะโกนผมเกลี้ยงจนหัวโล้นแบบนี้ พวกท่านจะโกนหัวข้าเพื่อให้ข้ายกตัวเท่าเทียมกับท่านเจงกิสข่านเช่นนั้นหรือ จงอย่าทำอะไรที่จะให้ข้าหรือพวกท่านเท่าเทียมกับพระองค์เลย"

บรรดาพวกคนบ้าต่างหันหน้ามาปรึกษาหารือกัน แล้วใครคนหนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า

"ท่านขุนพลผู้นี้พูดถูกแล้ว องค์เจงกิสข่านของเราเท่านั้นที่จะโกนหัวเป็นสัญญลักษณ์แห่งความกล้าหาญเด็ดเดี่ยว ถ้าหากว่าผู้ใดโกนหัวเกลี้ยงเราก็จะถือว่าผู้นั้นพยายามจะสร้างบารมีให้คล้ายพระองค์"

เสี่ยหงวนร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"จงทำตามคำสั่งข้าคือโกนหัวทหารคู่ใจของข้าคนนี้"

นิกรร้องห้ามเสียงหลง

"อ๊ะ อ๊ะ อย่านะเจ้ากัลบก ตะไกรปัตตาเลี่ยนอันนี้ได้โกนหัวท่านเจงกิสข่านแล้ว ถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์จะเอามาแตะต้องหัวข้าหรือหัวผู้ใดหาได้ไม่"

ช่างกร้อนผมเจ้าของรูปร่างสูงใหญ่ หันมายิ้มให้เสี่ยหงวน

"เป็นความจริงพะยะค่ะ ตะไกรปัตตาเลี่ยนอันนี้จะใช้กร้อนผมใครไม่ได้อีกเป็นอันขาด"

เสี่ยหงวนนึกฉิวนิกรที่เฉลียวฉลาดรู้รักษาตัวรอด เขากล่าวกับกัลบกวิกลจริตว่า

"เจ้าไปเอาตะไกรปัตตาเลี่ยนมาอีกเล่มหนึ่ง ข้าต้องการให้เจ้ากร้อนผมทหารของข้า"

กัลบกก้มศีรษะถวายความคำนับอย่างงดงาม

"ขอเดชะ มีเล่มเดียวพะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ได้ฆ่าเจ้าหนุ่มนักขายยาคนหนึ่งและยึดตะไกรปัตตาเลี่ยนเล่มนี้ไว้เมื่อปีก่อนนี้ ทางหมู่บ้านของเรามีปัตตาเลี่ยนเล่มนี้เพียงเล่มเดียวพะย่ะค่ะ"

อาเสี่ยผุดลุกขึ้นยืนจากแคร่ไม้ไผ่ พวกคนบ้าล่าถอยไปตามกัน นิกรสะบัดมือพวกคนบ้าที่ยื้อยุดฉุดตัวเขาออก แล้วเดินเข้ามาหาอาเสี่ย

"เฮ้ย....หลอกลวงอ้ายพวกนี้ให้ออกไปที่ขบวนรถพัฒนาการของเราซีวะ เราจะได้เริ่มให้การตรวจรักษาผู้คนที่หมู่บ้านนี้"

เสี่ยหงวนร้องตะโกนขึ้นมาดังๆ

"ในนามแห่งจอมจักรพรรดิเจงกิสข่าน ข้าขอออกคำสั่งให้ประชาชนพลเมืองของข้าจงออกไปที่ขบวนยานยนต์ที่หน้าหมู่บ้านเดี๋ยวนี้"

เจ้าหนุ่มฉกรรจ์คนหนึ่งมองดูหน้าเสี่ยหงวนกับนิกรอย่างสนใจ แล้วเขาก็หันมาถามพรรคพวกของเขา

"เล่นเรื่องเจงกิสข่านไม่สนุกโว้ย กูว่าเล่นเรื่องขุนช้างขุนแผนดีกว่า"

เสียงเฮฮาโห่ร้องดังขึ้นทันที บรรดาคนวิกลจริตทั้งหลายต่างเห็นชอบด้วย แล้วใครคนหนึ่งก็เดินเข้ามายกมือไหว้อาเสี่ยกับนิกรอย่างนอบน้อม เขากล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"เพื่อความครึกครื้นในหมู่คณะของเรา เล่นเรื่องขุนช้างขุนแผนเถอะนะครับ ผมคิดว่าคุณเป็นพระพันวษาเป็นเหมาะที่สุด"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"พวกแกจับฉันกร้อนผมจนหมดกบาล แล้วจะให้ฉันเป็นพระพันวษามันจะเหมาะหรือพรรคพวก"

"ก็เล่นไปตามมีตามเกิดเถอะครับ" แล้วเขาก็ผายมือไปทางนิกร "คุณคนนี้เป็นขุนแผนเหมาะแน่ หน้าตาเข้าทีดีมาก อ้า....ช่วยกันหน่อยนะครับ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ก็ได้ แต่ถ้าจะเล่นเสภารำต้องออกไปเล่นที่ขบวนยานยนต์ของเราที่หน้าหมู่บ้าน พวกนั้นจะได้ดูเราเล่น"

เสียงโห่ร้องของพวกคนบ้าดังขึ้นอีก ต่อจากนั้นสองสหายก็พาชาวบ้านภูงามทั้งหญิงชราเด็กผู้ใหญ่เดินรวมกลุ่มกันออกไปจากหมู่บ้านนั้น หลายคนเปลือยกายล่อนจ้อนด้วยจิตไร้สำนึก บ้างก็แต่งกายตามที่ตนชอบ ส่วนมากมีเสื้อผ้าปิดร่างกายเฉพาะท่อนล่างเท่านั้น เท่าที่ชาวบ้านภูงามกลายเป็นคนไข้โรคจิตทั้งตำบล มีเรื่องเล่าต่อกันมาอันเป็นข่าวที่มีการยืนยันว่า เมื่อต้นปี ๒๕๑๐ พวกก่อการร้ายได้เข้ายึดหมู่บ้านนี้ พยายามเกลี้ยกล่อมชักจูงให้ชาวบ้านภูงามเป็นศัตรูต่อรัฐบาลและร่วมงานกับมัน แต่คนไทยเหล่านี้มีความจงรักภักดีในประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเขาจึงไม่ยอมทรยศต่อชาติไทย ต่างพากันเกลียดชังพวกก่อการร้ายหรือพวกคอมมิวนิสต์นั่นเอง อดีตครูประชาบาลซึ่งเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้าย ถูกชาวบ้านภูงามคนหนึ่งแทงตายด้วยมีดพก ด้วยเหตุนี้เองทำให้พวกก่อการร้ายโกรธแค้นมาก มันใช้สมุนไพรชนิดหนึ่งใส่ลงไปในอาหารแล้วบังคับให้พวกชาวบ้านกิน ผลที่เกิดขึ้นก็คือ พวกชาวบ้านภูงามทุกคนกลายเป็นคนบ้าหรือคนไข้โรคจิต ถูกทิ้งขว้างโดยไม่มีใครเหลียวแล น่าสมเพชเวทนาอย่างยิ่ง

เมื่อออกมาที่บริเวณลานกว้างหน้าหมู่บ้าน พวกชาวบ้านภูงามก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เท่าที่ได้เห็นขบวนพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุด รถยนต์ทั้ง ๙ คัน จอดเป็นรูปวงกลมคล้ายๆ กองเกวียน บรรดาพลขับและคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ได้ลงมาเดินเตร่กันข้างล่าง

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของหน่วยพัฒนาการดังขึ้นทันทีเมื่อทุกคนแลเห็น พ.อ. กิมหงวนถูกกร้อนศีรษะหัวโล้นเลี่ยน โดยเฉพาะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่าเสียงอหาย

"แกจะบวชหรือยังไงวะอ้ายหงวน"

คนบ้าคนหนึ่งชี้มือมาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เฮ้ย-ขุนช้างอยู่ บุกเลยพวกเราเอ้า-เฮ"

เสี่ยหงวนร้องห้ามพวกชาวบ้านเสียงหลง

"อย่า-อย่าโว้ย พระพันวษาห้ามแล้วทุกคนต้องเชื่อ"

นิกรเกรงว่าพ่อตาของเขาจะได้รับอันตรายจากพวกคนบ้า เขาก็ร้องขึ้นเป็นทำนองเสภาทันที ซึ่งเขาคิดกลอนสดขึ้นเอง

ครานั้นพระองค์ผู้ทรงเดช

มงกุฎเกศอยุธยาเวียงสวรรค์

พระกริ้วโกรธพิโรธดังเพลิงกัลป์

แล้วยิงฟันพระสรวลร่าน่าเกรงกลัว

เสี่ยหงวนร่ายรำส่งเดชท่าทางเก้งก้างไม่เอาไหน พวกชาวบ้านภูงามต่างไชโยโห่ร้องลั่นเพราะสนุกอย่างถึงใจ หลายคนเดินเข้ามาหานิกรและยกมือไหว้เขา

"ร้องต่อไปเถอะครับเจ้านาย นานๆ ได้ดูเสภากันที ทำให้พวกเราสนุกมาก แสดงให้เราดูสักสามสี่ชั่วโมงได้ไหมครับ"

นิกรยิ้มให้

"ได้ซีน้องชาย เรามีตัวละครสำหรับเสภารำมาเยอะแยะ อย่างขุนช้างอย่างนี้หัวล้านอกขนอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยเหมือนกับขุนช้างจริงๆ นั่นยังไงล่ะ....พระไวยยังงี้หนุ่มรูปหล่อผู้หญิงเห็นตะลึงไปเลย" แล้วนิกรก็มองไปทางสี่สหายหนุ่ม "ยกมือหน่อยโว้ยอ้ายนัส"

ร.อ. พนัสยกมือขวาขึ้นโบก ทำให้พวกชาวบ้านภูงามตบมือกันเกรียวกราวแสดงความดีอกดีใจ นิกรกล่าวต่อไปว่า

"หรือพวกแกอยากจะดูยี่เก ดูหนัง พวกเราก็มีมาพร้อม แต่มีเงื่อนไขว่าทุกคนจะต้องให้เจ้าหน้าที่ของเราตรวจร่างกายเสียก่อน หรือใครเจ็บไข้ได้ป่วย ปวดฟันปวดท้องลงท้อง ท้องเสียเป็นบิด ขี้เป็นก้อนเยี่ยวเป็นน้ำ นายแพทย์ของเราแห่งขบวนการพัฒนาการเคลื่อนที่และพยาบาลทั้งสี่คนโน่นก็จะให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นในหมู่พวกคนบ้า พวกชาวบ้านภูงามนับร้อยต่างจ้องมองดูพยาบาลสมัครเล่นทั้งสี่คน และแล้วใครคนหนึ่งก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"พยาบาลแก่อย่างนี้ไม่เอาโว้ย สาวกว่านี้ไม่มีหรือเจ้านาย"

นิกรยิ้มให้เจ้าหมอนั่น

"มีน่ะมีแต่เขาไม่มา ทั้งสี่คนนี่ถึงแก่ไปหน่อยแต่ก็เป็นหัวหน้าพยาบาลมีลูกศิษย์ลูกหาเยอะแยะ"

ด้วยวาทศิลป์ของนิกรทำให้พวกชาวบ้านภูงามยอมตรวจรักษาตัว ซึ่งคราวนี้นายพลดิเรกกับคณะของเขาต้องทำงานหนักที่สุด การซักถามคนไข้นั้นไม่ก่อให้เกิดผลอะไร เพราะคนไข้ทุกคนเป็นโรคจิตอยู่แล้ว ถามอย่างหนึ่งก็ตอบอีกอย่างหนึ่งจับต้นชนปลายไม่ถูก บางคนพอเอาเครื่องฟังหัวใจทาบลงที่หน้าอกเขาก็ดิ้นกระแด่วๆ และหัวเราะงอไปงอมา บางคนกำลังเป็นไข้ความร้อนสูง เมื่อประภาให้เขาอมปรอท เขาก็เคี้ยวปรอทกินอย่างหน้าตาเฉย

อย่างไรก็ตามคณะพัฒนาการเคลื่อนที่ได้พยายามให้การรักษาพยาบาลพวกชาวบ้านภูงามอย่างดีที่สุด ทั้งเด็กผู้ใหญ่ผู้หญิงผู้ชายและคนชรา

"ลุงป่วยเป็นอะไรบ้างหรือเปล่าครับ" นายพลดิเรกกล่าวถามชายชราในวัย ๗๐ ปี คนหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างบอบบางแต่ยังแข็งแรงดี

"ผมเป็นอยู่อย่างเดียวครับหมอ ผมจำได้ว่าตั้งแต่ผมรุ่นหนุ่มจมูกผมมันผิดปรกติไป"

"มันเป็นอย่างไรครับลุง"

ชายชราถอนหายใจหนักๆ

"ทีแรกมันมีรูเดียวครับคุณหมอ แล้วมันก็เพิ่มขึ้นอีกรูหนึ่งกลายเป็นสองรูจนทุกวันนี้"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อกและยกมือตบบ่าชายชราผู้น่าสงสาร

"จมูกสองรูไม่เป็นไรครับลุง ถ้าเพิ่มขึ้นเป็นสามรูล่ะก็คงจะทำให้ลุงลำบากยากเย็นไม่น้อย เพราะเกี่ยวกับระบบหายใจ ที่กรุงเทพฯ เคยปรากฏว่ามีคนไข้บางรายมีจมูกถึง ๕๐ รู"

ชายชราทำหน้าฉงน

"ฝักบัวรดน้ำหรือครับคุณหมอ"

นายพลดิเรกกับคณะของเขาได้ให้การรักษาพยาบาลชาวบ้านภูงามอย่างดีที่สุด บางรายก็แจกยาไปให้กิน มีคนไข้หลายรายมาตรวจรักษาฟันเนื่องจากเหงือกเป็นหนองบ้าง ฟันโยกบ้าง บางรายก็ฟันเป็นรูเพราะถูกแมงกิน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันตแพทย์จำเป็นและ จสอ. แห้วผู้ช่วยแพทย์ได้ช่วยกันถอนฟันคนไข้หลายราย บางรายก็ถอนผิดซี่ บางรายก็ถอนเกินจำนวนหนึ่งซี่ สี่นางคือนันทา นวลลออ ประภาและประไพรับอาสาทำแผลให้พวกชาวบ้าน ซึ่งเป็นแผลเรื้อรังต้องชะล้างทำความสะอาดและใส่ยาให้

อย่างไรก็ตาม นายพลดิเรกไม่สามารถจะรักษาคนไข้โรคจิตของหมู่บ้านให้หายได้ เพราะมีเวลาน้อยเกินไปและยารักษาคนไข้โรคจิตโดยเฉพาะก็ไม่ได้เตรียมมา

ขบวนพัฒนาการของกองบัญชาการทหารสูงสุดได้อำลาหมู่บ้านภูงามออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางที่กำหนดไว้ ผ่านจังหวัดต่างๆ หลายจังหวัด แวะตามหมู่บ้านที่ห่างไกลความเจริญ ให้การรักษาพยาบาลชาวบ้านเหล่านั้น ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์เป็นต้นว่า เลิกกินเนื้อสัตว์ดิบๆ เช่น เนื้อวัวดิบ ปลาดิบ ให้รู้จักความสะอาดมีอนามัยดี ให้ทำส้วมที่ถูกสุขลักษณะ ไม่ใช่ว่านึกจะปล่อยกันที่ไหนก็ปล่อยตามใจแบบไทยแท้

สี่นางแทนที่จะรู้สึกเหน็ดเหนื่อยและเบื่อหน่ายในการตรากตรำทำงาน ต่างเพลิดเพลินสนุกสนานไม่น้อยเท่าที่ได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ผู้อยู่ห่างไกลจากความเจริญ

บรรดาพลขับและทหารหนึ่งหมวดที่ทำหน้าที่คุ้มครองอารักขาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ต่างทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยแพทย์และบุรุษพยาบาลได้เป็นอย่างดี

จากแผนที่ที่ติดตัวมาปรากฏว่าจุดที่ ๒๒ ซึ่งหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่จะเดินทางไปถึงตอนบ่ายวันนี้นั้นเป็นหมู่บ้านที่ค่อนข้างจะน่ากลัวสักหน่อย เพราะปลัดอำเภอคนหนึ่งได้กล่าวกับ ดร. ดิเรกว่า

"อาจารย์เข้าใจว่าเรื่องผีปีศาจเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระใช่ไหมครับ"

"โนๆๆๆ " นายพลดิเรกพูดเสียงดัง "เมื่อก่อนนี้ผมเชื่อผีปีศาจเป็นเรื่องเหลวไหล แต่ครั้นผมแก่ตัวเข้าเคยถูกผีหลอกมาหลายต่อหลายครั้งผมก็เชื่อว่าผีมีจริง ลูกชายของผมก็เช่นเดียวกัน เราถูกผีหลอกมาหลายหนแล้ว คุณปลัดมีอะไรจะเล่าให้เราฟังยังงั้นหรือ"

"ครับ ผมอยากจะเรียนให้อาจารย์ทราบว่า หมู่บ้านหมากม่วงหมายเลข ๒๒ ในแผนที่นี้ ผู้คนในเมืองนี้ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียงต่างเชื่อมั่นกันว่าเป็นหมู่บ้านผีดิบ"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูหน้าคณะพรรคของเขาซึ่งยืนห้อมล้อมอยู่รอบๆ พ.อ. นิกรกล่าวถามปลัดอำเภอหนุ่ม

"หมายความว่าเป็นผีที่ยังไม่สุกใช่ไหมครับท่านปลัด"

ปลัดอำเภอทำหน้าชอบกล

"ผมไม่สามารถจะเรียนให้ท่านผู้การทราบอย่างถูกต้องได้หรอกครับ เพราะผมมีความรู้น้อยเกินไปในเรื่องผีปีศาจ ผมรู้แต่เพียงว่า ผีดิบเป็นผีที่ดุร้ายจำพวกหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้น

"ผีดิบก็คือ ผีที่ตายไปแล้วแต่ยังไม่ได้เผานั่นเอง ร่างนั้นไม่เน่าไม่เปื่อยอยู่ได้ด้วยแรงปีศาจ"

นิกรถามขึ้นว่า

"ถ้าเช่นนั้นผีที่เผาแล้ว แต่ยังไหม้ไม่หมดก็เรียกว่า ผีดิบๆ สุกๆ ใช่ไหมครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณมองดูนิกรอย่างโมโห

"แกถามเพราะแกไม่รู้หรือว่าแกล้งถามวะ"

"แกล้งครับ" นิกรตอบเบาๆ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนขวับ

"เดี๋ยวฉันก็จะเตะโครมเข้าให้เท่านั้น"

พล.ต. พลยกมือขวาโอบหลังนายสุวรรณปลัดอำเภอโทและกล่าวว่า

"มีรายละเอียดอะไรอีกบ้างครับ เกี่ยวกับหมู่บ้านหมากม่วงที่คุณปลัดบอกว่าพวกชาวบ้านล้วนแต่เป็นผีดิบ"

"รายละเอียดหรือครับท่าน เท่าที่ผมทราบและที่เขาโจษขานกันก็ปรากฏว่า หมู่บ้านผีดิบนี้ไม่ต้องการติดต่อหรือต้อนรับคนแปลกหน้า ฉะนั้นถ้าใครหลงเข้าไปในแดนของมันก็มักจะต้องเสียชีวิต หรือถ้ารอดกลับมาได้ก็จับไข้หัวโกร๋นเป็นบ้าเป็นหลังเสียผู้เสียคนไป ผมอยากขอร้องให้อาจารย์เว้นการเยี่ยมหมู่บ้านหมายเลข ๒๒ นี้เถอะครับ"

พ.อ. นิกรกล่าวขึ้นทันที

"ตกลงครับคุณปลัด รู้อย่างนี้แล้วเราจะไปให้โง่ทำไม เรื่องผีกับผมไม่ถูกกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ลูกชายของผมก็เหมือนกัน ความจริงผมไม่อยากจะกลัวมันหรอกครับ แต่แล้วก็อดกลัวมันไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นผีดิบผีสุก ผีกระสือ ผีกระหัง ผีตายโหง ผีตายทั้งกลม ผีเด็ก ผีผู้ใหญ่ ผีผู้หญิง ผีผู้ชาย ผมกลัวทั้งนั้น"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เหมือนใจครับ รับประทานผมก็เหมือนกับคุณตอนกลัวผีนี่แหละ"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถึงแม้ว่าผีจะมีจริงและมันหลอกหลอนเราได้ ผมก็ต้องนำหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ไปที่หมากม่วงหรือตำบลที่ ๒๒ ตามที่ปรากฏในแผนที่นี้ให้จงได้ เพื่อปฏิบัติตามคำสั่งของกองบัญชาการทหารสูงสุด คุณปลัดจะให้ผมข้ามตำบลนี้ไปสู่จุดที่ ๒๓ นั้น แล้วผมจะเขียนรายงานว่ายังไง"

ร.อ. นพกล่าวขึ้นอย่างหวาดๆ

"ก็เขียนว่าผีดุพวกเราไม่กล้าแวะน่ะซีครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"แล้วพวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน นายทหารขั้นนายพลตั้งสามคน พันเอกพิเศษ ๒ คน นายร้อยเอกอีก ๔ คนและจ่าสิบเอก ๑ คน คือคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย นอกจากนี้มีร้อยโทหญิงอีก ๔ คน ทหารราบหนึ่งหมวดพร้อมด้วยผู้บังคับหมวดซึ่งมียศเป็นร้อยโท นายสิบพลขับอีกหลายคน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"พวกเรามากันหลายคนอย่างนี้ ถึงแม้ชาวบ้านหมากม่วงเป็นผีดิบก็คงไม่น่ากลัวอะไรนัก เรามีอาวุธพอที่จะเล่นงานมัน ฉะนั้นเราควรจะไปที่บ้านหมากม่วงด้วยการเสี่ยงอันตรายเพื่อให้หน่วยพัฒนาการของเราได้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของกองบัญชาการทหารสูงสุด"

"ออไร๋ ออไร๋ ควรจะเป็นอย่างนี้ครับคุณพ่อ พวกเราเตรียมเดินทางได้แล้ว"

พล.ต. พลยกมือขวากอดคอ ร.ท. สามารถผู้บังคับหมวดทหารราบและถามว่า

"ถามจริงๆ เถอะหมวด คุณน่ะกลัวผีหรือเปล่า"

ผู้บังคับหมวดยืนตรงและตอบยิ้มๆ

"ผีเรื่องเล็กครับผม"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"รู้แล้วว่าเรื่องเล็ก แต่คุณกลัวมันหรือเปล่าล่ะ"

"กลัวครับ ผมถือเสียว่าคนเคราะห์ร้ายถึงจะถูกผีหลอก ผมจึงเรียนท่านว่าผีเป็นเรื่องเล็ก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"ผีดิบไม่ใช่เรื่องเล็กนะผู้หมวด เพราะมันมีร่างกายเหมือนอย่างเรานี้ มันเคลื่อนไหวได้ เดินได้ กินและนอนได้ ผู้หมวดเคยดูหนังเรื่องผีดิบสมัยโน่นบ้างหรือเปล่า โบริสคาลอฟแสดงนำเป็นตัวผีดิบดูแล้วกลัวผีไปหลายวัน"

ร.อ. นพกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"อย่าแวะหมู่บ้านหมากม่วงเลยครับลุงหมอ ผมชักใจไม่ดีแล้วล่ะซี"

พล.ต. พลเดินเข้าไปหาสี่นางซึ่งยืนรวมกลุ่มอยู่กับสี่สหายหนุ่ม

"ว่ายังไงนันทา นันกับเพื่อนๆ รู้สึกกลัวผีบ้างไหม ฉันหมายถึงผีดิบที่ตำบลหมากม่วง ตามที่คุณปลัดเล่าให้พวกเราฟังและขอร้องไม่ให้พวกเราไปแวะที่นั่น"

นันทายิ้มให้สามีของหล่อน

"นันและเพื่อนๆ ยอมรับว่าพวกเราทั้งสี่คนกลัวผีเหมือนกันแหละค่ะ แต่เมื่อนึกถึงหน้าที่ของเรา เกียรติและศักดิ์ศรีของนายทหารหญิงซึ่งเรามียศเป็นร้อยโท เป็นนายทหารพิเศษประจำกองบัญชาการทหารสูงสุด เราก็ได้ขจัดความกลัวออกไป"

นวลลออกล่าวขึ้นบ้าง

"เราสี่คนพร้อมแล้วค่ะที่จะปฏิบัติหน้าที่ของเราอย่างดีที่สุด"

พล.ต. พลพยักหน้ารับทราบและเปลี่ยนสายตาไปที่ประไพ

"คุณน่ะกลัวผีขนาดหนักไม่ใช่หรือ"

"ใช่ค่ะ" หล่อนตอบยานคาง "แล้วอย่าบอกใครนะคะ ฮิ ฮิ เรื่องผีแล้ว อะฮั้นกลัวจริงๆ "

พลยิ้มแห้งๆ

"ที่คุณพูดออกมานี่น่ะ ใครๆ เขาก็ได้ยินกันทั่วแล้ว เป็นอันว่าหน่วยพัฒนาการของเราจะเดินทางไปหมู่บ้านผีดิบในครึ่งชั่วโมงนี้"

ประภากล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ก็ไปซีคะ พวกเรารับประทานอาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว ถ้าคนที่หมู่บ้านหมากม่วงเป็นผีดิบ ดิฉันจะให้ดำรงใช้ไฟฟ้าเล่นงานมัน ผีดิบไม่น่ากลัวอะไรหรอกค่ะ เพราะมันมีตัวมีตนเหมือนมนุษย์เรา แต่ว่ามันเป็นผีเท่านั้น"

ศาสตราจารย์ดิเรกยื่นมือให้ปลัดอำเภอโทสัมผัสและกล่าวว่า

"ขอบคุณมากครับคุณปลัด เท่าที่ได้กรุณามาเยี่ยมหน่วยพัฒนาการของเราและได้เตือนเราด้วยความหวังดีเกี่ยวกับหมู่บ้านหมากม่วง ผมจะสั่งให้ขบวนของเราออกเดินทางจากหนองเต่าเดี๋ยวนี้"

ปลัดสุวรรณก้มศีรษะคำนับ ดร. ดิเรกด้วยความเคารพ

"ขอให้ทุกท่านโชคดีและปลอดภัยนะครับ เมื่อเดือนก่อนนี้เองนักขายยาพร้อมด้วยคนขับรถและเด็กประจำรถรวมสี่คนได้เดินทางไปโฆษณาขายยาที่หมากม่วง ปรากฏว่าทั้งสี่คนต้องเสียชีวิตด้วยอำนาจของพวกผีดิบในหมู่บ้านนั้น"

"ฮี้..." นิกรร้องเหมือนม้า "แล้วเสือกมาเล่าให้พวกเราฟังทำไม"

"อ้าว" ท่านปลัดอุทานแล้วหันมาทำตาเขียวกับนิกร "ทำไมผู้การต้องว่าผมเสือกด้วยล่ะ ผมเตือนด้วยความหวังดีนะครับไม่ใช่ว่าผมเสือก"

พ.อ. นิกรยิ้มออกมาได้ แล้วยกมือวันทยหัตถ์ปลัดอำเภอโท

"อ้ายผมมันคนกลัวผีได้ยินคุณเล่าอย่างนั้นก็ชักยัวะ ขอโทษเถอะครับ หรือถ้ายังไม่หายโกรธคุณปลัดว่าผมเสือกสักร้อยคำก็ยังได้"

ตอนสายวันนั้นเอง หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุดก็เดินทางออกจากหนองเต่า มุ่งตรงไปยังหมู่บ้านหมากม่วง ซึ่งอยู่ห่างจากหนองเต่าประมาณ ๓๐ กิโลเมตร การเดินทางต้องบุกป่าฝ่าดง บางแห่งก็เป็นทางธรรมชาติ บางแห่งก็เป็นทางเกวียน รถยนต์แต่ละคันแล่นช้ามาก บางทีรถบางคันตกหล่มลึกก็ต้องหยุดขบวนเสียเวลาช่วยกัน ใช้รถและคนฉุดรถคันนั้น ภูมิประเทศส่วนมากเป็นป่าและเขา ซึ่งในพื้นที่เหล่านี้พวกก่อการร้ายปรากฏอยู่เสมอ เคยปะทะกับตำรวจภูธรชายแดนหรือหน่วยอาสารักษาดินแดนมาแล้ว การแทรกซึมของคอมมิวนิสต์นั้นได้พยายามกระทำทั่วภาคอีสาน แต่ในระยะหลังๆ นี้ ทหารกับตำรวจได้ร่วมมือกันอย่างจริงจังกวาดล้างพวกก่อการร้ายล้มตายแตกพ่ายไป ทำให้ประชาชนที่เป็นพลเมืองดีค่อยสบายใจขึ้น

ถ้าหากว่าขบวนการพัฒนาการเคลื่อนที่ไปบนทางหลวงก็จะใช้เวลาเดินทางอย่างมากไม่เกินครึ่งชั่วโมง แต่การเดินทางในป่าสูง คิดเฉลี่ยแล้วเดินทางได้เพียง ๕ กิโลเมตร ภูมิประเทศบางแห่งทหารราบต้องลงเดินกระจายกำลังกันออกไป เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย

ในราว ๑๕.๓๐ น. เข็มทิศและแผนที่ก็ช่วยนำทางพาหน่วยพัฒนาการของกองบัญชาการทหารสูงสุดมาถึงจุดพัฒนาการที่ ๒๒ คือหมู่บ้านหมากม่วง ซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขาใหญ่ลูกหนึ่ง แต่ก็มีหมู่บ้านหนาแน่นมากไม่ต่ำกว่า ๑๒๐ หลังคาเรือน

มีทางเกวียนลัดตัดตรงเข้ายังหมู่บ้านนี้ หมู่บ้านหมากม่วงมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นครึ้มปกคลุมทั่ว ส่วนมากเป็นมะพร้าวและมะม่วง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่าหมากม่วงนั่นเอง

ทางเกวียนสิ้นสุดลงที่บริเวณลานดินเบื้องหน้าหมู่บ้าน ขณะนี้แดดอ่อนลงบ้างแล้ว ขบวนยานยนต์หยุดนิ่งตามคำสั่งของนายพลดิเรกที่พูดติดต่อกับพลขับทุกคันโดยทางวิทยุสนาม รถยนต์ทั้ง ๙ คัน ได้ตั้งแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวและจอดนิ่ง นายพลดิเรกสั่งให้ทุกคนลงจากรถและออกคำสั่งกับ ร.ท. สามารถ

"ผู้หมวดทหารราบฟังคำสั่งข้าพเจ้า ให้ทหารในบังคับบัญชาของท่านกระจายกำลังห้อมล้อมขบวนรถยนต์ของเราทั้งหมดและเตรียมพร้อมที่จะใช้อาวุธถ้าจำเป็น พลขับทุกคนฟังข้าพเจ้า ให้นำปืนยิงเร็วประจำตัวพร้อมกระสุนลงจากรถ เตรียมช่วยเหลือทหารราบ นายทหารประจำรถติดอาวุธให้ผลัดเปลี่ยนกันอยู่รถประจำปืนคนหนึ่ง นอกนั้นลงมาสังเกตการณ์ได้ แต่อย่าลืมนำปืนยิงเร็วติดตัวมา พยาบาลทั้งสี่คนอย่าเพิ่งลงจากรถจนกว่าจะได้รับคำสั่งจากข้าพเจ้า"

ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน หมู่บ้านผีดิบสงบเงียบวังเวง แม้แต่ลมพัดใบไม้ไหวก็ไม่ปรากฏ เมื่อมองเข้าไปในหมู่บ้านก็ไม่เห็นผู้คนแม้แต่คนเดียว แต่ในบริเวณลานกว้างนั้นมีของตากไว้หลายอย่าง ตากบนแคร่ไม้ไผ่หรือบนเสื่อกก หนังสัตว์ตากแห้งก็มี สมุนไพรและของป่าก็มี เป็นต้นว่าขี้ไต้ที่ทำจากน้ำมันยางและเศษไม้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้าแคร่ไม้ไผ่อันหนึ่ง ต่างคนต่างจ้องตาเขม็งมองดูซากศพแห้งๆ ของเด็กชายอายุไม่เกิน ๘ ขวบ คนหนึ่ง ศพนี้แห้งจนกลายเป็นสีดำคล้ำนอนลืมตาและอ้าปากเล็กน้อย

เจ้าแห้วกอดเอวนิกรแน่นกระซิบถามเบาๆ

"รับประทานผีใช่ไหมครับ"

พ.อ. นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก็ผีน่ะซิ คนที่ตายแล้วก็เรียกว่าผีทั้งนั้น อย่างนี้เขาเรียกผีตายซาก"

เจ้าแห้วนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"รับประทานมันหลอกเราไหมครับ"

"ไม่รู้โว้ย" นิกรตวาดแว็ด "ตอนกลางวันอย่างนี้มันอาจจะไม่หลอกเรา แต่ตอนกลางคืนไม่แน่ อยากจะรู้ดีชั่ว ต้องรอให้พระอาทิตย์ตกดินเสียก่อน"

เจ้าแห้วถอนใจหนักๆ และบ่นพึมพำเบาๆ

"รับประทานบรรยากาศที่นี่ไม่มีอะไรน่าดูเลย" พูดจบเจ้าแห้วก็สะดุ้งเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงนายพลดิเรกร้องเรียก เจ้าแห้วเงยหน้าขึ้นมองดูแล้วเดินเข้าไปหา "รับประทานคุณหมอจะใช้อะไรผมหรือครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"วานหน่อยเถอะวะอ้ายแห้ว แกเดินเข้าไปในหมู่บ้าน ไปสำรวจดูซิว่ามีผู้คนมากน้อยเท่าไรและเขาอยู่กันอย่างไร"

เจ้าแห้วเย็นวาบไปทั้งตัว ใบหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ

"รับประทานคุณหมอใช้ให้ผมเข้าไปในหมู่บ้าน...."

"ออไร๋ นี่เป็นคำสั่ง"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"รับประทานยอมติดคุกเพราะขัดคำสั่งครับ ท่านปลัดสุวรรณท่านก็บอกแล้วว่าที่นี่เป็นหมู่บ้านผีดิบ ตอนกลางวันผู้คนหายไปหมด แต่ตอนกลางคืนจึงจะเห็นพวกผีดิบในหมู่บ้านนี้ รับประทานคุณหมอก็ทราบดีแล้วว่าผมกลัวผีขนาดไหน"

นายพลดิเรกหันขวับมามาทาง พล.ต. พล

"แกจัดการหน่อยเถอะอ้ายพล อ้ายแห้วขัดคำสั่งกัน"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เป็นเรื่องที่เราควรจะเห็นใจมันโว้ย อ้ายแห้วกับอ้ายกรและอ้ายนพกลัวผีพอฟัดพอเหวี่ยงกัน สำหรับอ้ายแห้ว....ถึงแม้ว่ากันจะบังคับมัน มันก็คงไม่ยอมเข้าไปในหมู่บ้าน"

ศาสตราจารย์ดิเรกชักฉิว

"ถ้ายังงั้นแกเข้าไปเอง"

พล.ต. พลรับคำทันที

"ได้ กันจะเข้าไปสังเกตการณ์เอง กันไม่อยากจะเชื่อหรอกว่าผู้คนในหมู่บ้านนี้เป็นผีดิบ เขาอาจเป็นมนุษย์พวกหนึ่งที่ไม่ชอบอารยธรรมแผนใหม่และอยู่โดดเดี่ยวตามลำพัง เช่นพวกผีตองเหลืองหรือพวกโซ่ทั่งบั้ง"

พล.ต. พลพาตัวเดินไปยังหมู่บ้านเบื้องหน้า เสียงนันทาร้องตะโกนตามมา

"ระวังตัวหน่อยนะคะพล เอาปืนออกมาเถอะค่ะ"

พล.ต. พลดึงปืนพก ๑๑ มม. ออกมาจากซองปืนข้างขวาและเลื่อนลูกขึ้นลำ พร้อมที่จะใช้ปืนยิงได้ทุกขณะ จสอ. แห้วนึกเป็นห่วงเจ้านายของเขาก็วิ่งเหยาะๆ ตามพลไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ แกล้งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ระวังผีดิบนะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วห้ามล้อพรึดและหมุนตัวกลับ

"รับประทานผมหายกลัวผีแล้วครับ ถ้ามันเล่นงานเจ้านายของผม รับประทานผมสู้แค่ตาย"

พล.ต. พลหันมามองดูเจ้าแห้วแล้วพูดยิ้มๆ

"แกเป็นห่วงฉันหรืออ้ายแห้ว"

"ครับ ระวังตัวให้มากนะครับคุณพล ผมคิดว่าผีดิบมันคงจะร้ายกาจกว่าผีสุกหลายเท่า แต่คนอย่างผมรับประทานฮึดสู้ขึ้นมาละก็จะเป็นผีอะไรผมไม่แคร์หรอกครับ"

พล.ต. พลหยุดชะงัก

"ดีแล้ว ถ้างั้นแกเข้าไปที่หมู่บ้านเถอะ กันยืนรอแกอยู่ที่ตรงนี่แหละ"

"แล้วกัน" เจ้าแห้วอุทาน "ขืนเข้าไปคนเดียว รับประทานผมก็เสร็จมันเท่านั้นแหละครับ แต่ถ้าคุณเข้าไปด้วยเป็นอะไรก็เป็นกันผมไม่กลัว"

พล.ต. พลถือปืนพกคู่มือของเขาเดินนำหน้าพาเจ้าแห้วบุกเข้าไปในหมู่บ้าน ซึ่งเต็มไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ปกคลุมไปทั่ว ทั้งพลและเจ้าแห้วได้แลเห็นหมู่บ้านผีดิบปลูกอยู่ใกล้เคียงกัน ส่วนมากลักษณะเป็นกระท่อมและเพิงหมาแหงน ที่เป็นเรือนชั้นเดียวก็เป็นเรือนใต้ถุนสูงแบบบ้านไทยโบราณ ฝาขัดแตะ หลังคามุงแฝก หมู่บ้านที่กล่าวนี้ส่วนมากชำรุดทรุดโทรมแสดงว่าปลูกมานานแล้ว ตามใต้ถุนบ้านเหล่านั้นมีสัตว์เลี้ยงอยู่บ้าง เป็นต้นว่าหมูและไก่ ส่วนสัตว์พาหนะคือม้าและวัวควายไม่ปรากฏ

หมู่บ้านหมากม่วงหรือหมู่บ้านผีดิบนี้ไม่มีมนุษย์แม้แต่คนเดียว แม้กระทั่งเสื้อผ้าที่ตากไว้ก็ไม่มี สุนัขสองสามตัวแลเห็น พล.ต. พลกับเจ้าแห้วมันก็เห่าและหอนลั่น เสียงหมาหอนทำให้เจ้าแห้วไม่สบายใจ แต่พลไม่ได้สนใจอะไร คงใช้สายตาของเขาค้นหาชาวบ้านหมากม่วง ซึ่งเขาเชื่อว่าเขาคงจะพบเห็นบ้างอย่างน้อยก็คนหนึ่งหรือสองคน

"มีใครอยู่บ้าง" พลร้องตะโกนดังๆ "เราคือหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่มาเยี่ยมท่าน เราเป็นมิตรที่ดีของท่าน โปรดอย่าหลบซ่อนเราเลย"

เสียงของพลดังก้องกังวานไปทั่ว เด็กชายเล็กๆ อายุในวัย ๑๐ ขวบ คนหนึ่งมุดออกมาจากใต้เกวียนเล่มหนึ่ง เจ้าหนูน้อยรูปร่างผอมโซแลเห็นซี่โครงเป็นซี่ๆ เปลือยกายล่อนจ้อน ท้องป่องก้นปอด ศีรษะใหญ่โตผิดปรกติ หน้าตาเหมือนคนแก่อายุในวัย ๖๐ ปี มันหยุดยืนดูพลกับเจ้าแห้วอย่างตื่นๆ พลพาเจ้าแห้วเดินเข้าไปหา

"เฮ้-อ้ายหนู พวกผู้ใหญ่ไปไหนกันหมดวะ เอ็งไปตามผู้ใหญ่มาได้ไหม"

เจ้าหนูน้อยสั่นศีรษะและเดินดุ่มๆ ไปจากที่นั่น เจ้าแห้วกล่าวกับพลด้วยเสียงสั่นเครือ

"รับประทานผีดิบนะครับคุณพล ถึงเป็นเด็กหน้าตาและกิริยาท่าทางของมันก็บอกให้ผมรู้ว่ามันเป็นผีไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา"

พล.ต. พลพูดตัดบท

"ตามมันไปอ้ายแห้ว อย่าเพิ่งเชื่อนักว่าผู้คนที่นี่เป็นผีดิบ มันอาจจะเป็นเรื่องที่ใส่ร้ายหรือหลอกลวงกันก็ได้"

พล.ต. พลพาเจ้าแห้วติดตามเจ้าหนูน้อยคนนั้นไปโดยเร็ว เด็กชายที่มีรูปร่างผอมโซและศีรษะใหญ่ผิดมนุษย์ได้บุกเข้าไปในบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง เมื่อพลกับเจ้าแห้วติดตามไปสักครู่ ทั้งสองก็แลเห็นเจ้าหนูน้อยคนนั้นกับชายฉกรรจ์สองคนนั่งรวมกลุ่มกันอยู่ใต้ซุ้มไม้ไผ่แห่งหนึ่งและกำลังกินเนื้อสัตว์ดิบๆ คือสุนัขสีดำตัวหนึ่งซึ่งถูกฆ่าตายและถูกฉีกเนื้อออกเป็นชิ้นๆ พลกับเจ้าแห้วตะลึงจ้องมองดูชายฉกรรจ์ทั้งสองคนและเจ้าหนูน้อย ซึ่งเจ้าหนูน้อยกำลังกัดกินขาสุนัขข้างหนึ่งในลักษณะหิวโหยตะกละตะกลาม เลือดของสุนัขติดอยู่ที่ริมฝีปากแดงเถือก

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกเพราะความกลัว เขากระซิบกระซาบบอกเจ้านายของเขาว่า

"รับประทานไม่มีปัญหาอะไรอีกแล้วครับ พวกชาวบ้านหมากม่วงเป็นผีดิบแน่นอน ถึงแม้คนอีสานเขากินของดิบก็กินแค่เนื้อวัวหรือปลาดิบเท่านั้น รับประทานไม่เคยปรากฏว่ามีใครเคยกินเนื้อหมาดิบๆ "

พล.ต. พลไม่ยอมพูดอะไรเลย เขาพาเจ้าแห้วออกไปจากหมู่บ้านอย่างหวาดๆ และเมื่อออกมาพ้นเขตของหมู่บ้าน พลก็รู้สึกว่า เขาหายใจสะดวกขึ้น

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์กับสี่นางได้เดินเข้ามาหาพลและเจ้าแห้ว เพราะอยากทราบว่า พลได้พบเห็นอะไรมาบ้าง

"ว่ายังไงโว้ยพล" ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามเป็นคนแรก "มีใครอยู่ในหมู่บ้านหรือเปล่า"

"มีครับ ผมพบชายฉกรรจ์สองคนและเด็กชายอายุในวัย ๑๐ ขวบ คนหนึ่ง"

"ผีดิบใช่ไหม" นิกรถามอย่างร้อนรน

"ใช่-ใช่แน่ๆ กันกับอ้ายแห้วพบมันกำลังกินหมาดิบๆ ตัวหนึ่ง มันเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย เลือดหมาติดปากเป็นเทือก"

พ.อ. นิกรอมยิ้มแลบลิ้นเลียริมฝีปากเสียก่อนจึงกล่าวว่า

"ชักอยากกินแล้วล่ะซี ความจริงเนื้อหมาคงจะอร่อยกว่าเนื้อหมู"

"บ้า" ประไพเอ็ดตะโรและค้อนสามีของหล่อน "กินหมามีอย่างที่ไหน"

นิกรหันมามองดูหล่อน

"ก็ทีเป็ดไก่หมูวัวควายเรากินได้ แล้วหมาทำไมเรากินไม่ได้ หมากับอีเก้งก็คล้ายๆ กัน"

นายพลดิเรกโบกมือห้ามนิกรให้สงบเงียบ แล้วเขาก็ซักถามรายละเอียดจาก พล.ต. พลเพื่อนเกลอของเขา เมื่อได้รับรายงานจากพลแล้ว ศาสตราจารย์ดิเรกก็ร้องตะโกนเรียก ร.ท. สามารถให้มาพบกับเขา

นายทหารหนุ่มผู้บังคับหมวดทหารราบรีบวิ่งเข้ามาหานายพลดิเรกและหยุดยืนชิดเท้าตรงคอยฟังคำสั่ง ที่ไม่ได้กระทำวันทยหัตถ์ศาสตราจารย์ดิเรกก็เพราะเขาสะพายปืนยิงเร็วอยู่บนบ่าซ้าย

"ฟังคำสั่งผมผู้หมวด" นายพลดิเรกพูดเสียงหนักๆ "ให้คุณนำทหาร ๑๐ คน พร้อมด้วยอาวุธครบมือ ถ้าพบชาวบ้านหมากม่วงก็ให้ขู่บังคับจับเอาตัวออกมาให้หมด บางทีชาวบ้านที่นี่อาจจะเป็นพวกก่อการร้าย แกล้งทำตัวเป็นผีสางก็ได้ เข้าใจคำสั่งผมไหม"

"เข้าใจครับผม"

นายทหารหนุ่มวิ่งกลับไปยังรถบรรทุกยีเอ็มซี ซึ่งจอดอยู่ท้ายขบวน ต่อจากนั้นเขาก็พาทหารในบังคับบัญชาของเขารวม ๑๐ คน เดินตรงเข้าไปในหมู่บ้านหมากม่วง ท่ามกลางความตื่นเต้นของใครต่อใคร นวลลออกระซิบกระซาบกับประไพว่า

"ถ้าคนที่หมู่บ้านนี้เป็นผีดิบ เราจะทำอย่างไรดีล่ะคะคุณไพ"

ประไพฝืนยิ้ม

"ก็เปิดน่ะซีคะ"

"อ้าว" นวลลอออุทาน "ก็คุณนิกรเป็นหมอผียังไงล่ะคะ"

"ใช่ค่ะ แต่ว่าเป็นหมอผีชั้นเลว ซึ่งเอาแน่ไม่ได้ บางทีก็กล้าผี บางทีก็กลัวผีขนาดหนัก แต่ส่วนมากมักจะกลัวมากกว่ากล้า ผัวเฮงซวยอย่างนี้เอานิยายอะไรไม่ได้"

ร.ท. สามารถ พาทหารในบังคับบัญชาของเขาบุกเข้าไปในหมู่บ้านผีดิบเกือบ ๑๕ นาที ก็กลับออกมา รู้สึกว่าทหารทั้ง ๑๐ คน มีท่าทางตื่นเต้นหวาดกลัวผีปีศาจ ส่วน ร.ท. สามารถเป็นนายทหารหนุ่มที่มีจิตใจเข้มแข็งมาก เมื่อเขาอยู่ในหน้าที่ราชการอย่างนี้ เขาได้พยายามปฏิบัติหน้าที่ของเขาอย่างดีที่สุด

ทหารทั้ง ๑๐ คน ยืนเข้าแถวหน้ากระดานเรียงสองเบื้องหน้าคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ซึ่งพยาบาลสมัครเล่นทั้งสี่คนได้ยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วย

"ได้ความว่ายังไงผู้หมวด ไม่พบชาวบ้านแม้แต่คนเดียวหรือ"

"ครับผม" ร.ท. สามารถตอบเข้มแข็งแบบทหาร "กระผมกับทหารได้บุกเข้าไปในหมู่บ้านและค้นบ้านเรือนเกือบทุกหลัง ไม่ปรากฏว่ามีชาวบ้านแม้แต่คนเดียว เสื้อผ้าและข้าวของเครื่องใช้ก็ไม่มีครับ แต่บ้านเรือนยังสะอาดเรียบร้อยเหมือนกับว่าพวกชาวบ้านไปทำงานนอกบ้าน ตอนเย็นหรือใกล้ค่ำจึงจะกลับมา"

เจงกิสข่านหรืออาเสี่ยกิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ก็แล้วทำไมไม่มีข้าวของเครื่องใช้หรือเสื้อผ้าทิ้งไว้ที่บ้าน"

ร.ท. สามารถเปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวนและพูดนอบน้อม

"เป็นความจริงครับผู้การ เสื้อผ้าสักชิ้นก็ไม่มี เตาหุงต้มก็ไม่มี"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"ตู้เย็นหรือโทรทัศน์ก็ไม่มี...."

นายพลดิเรกยกกำปั้นทุบหลังอาเสี่ยค่อนข้างแรง

"นี่มันบ้านป่าโว้ย อยู่ไกลจากทางหลวงตั้ง ๕๐ กิโลเมตร แกจะให้มีตู้เย็นหรือโทรทัศน์เหมือนอย่างกรุงเทพฯ ยังงั้นหรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"แกจะเอายังไงดิเรก เมื่อหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านร้าง เราก็ควรจะเคลื่อนย้ายไปที่อื่นไม่ใช่หรือ ขณะนี้เพิ่งบ่ายสามโมงเท่านั้น หมู่บ้านหมากม่วงไม่ควรจะอยู่ในความสนใจของเราอีก"

"ไม่สนใจไม่ได้ครับคุณพ่อ อ้ายพลกับอ้ายแห้วแลเห็นคนในหมู่บ้านสองสามคนก็แสดงว่าหมู่บ้านนี้มีคนอาศัยอยู่ อาจจะเป็นกำลังส่วนหนึ่งของพวกก่อการร้ายก็ได้ ปลัดสุวรรณเล่าให้เราฟังว่า พวกผีดิบที่หมู่บ้านนี้ ตอนกลางวันจะหลบซ่อนตัวหมด แต่ตอนกลางคืนจึงจะปรากฏตัวให้เห็น มันอาจจะขุดอุโมงค์ใหญ่อยู่ใต้ดินก็ได้ เพราะภูมิประเทศในหมู่บ้านติดต่อกับป่าโปร่งและป่าทึบ การขุดอุโมงค์ตามแบบเวียตกงเหมาะที่จะนำมาใช้ในภูมิประเทศเช่นนี้"

คราวนี้ พล.ต. พลเห็นพ้องด้วย

"แกพูดด้วยเหตุผลน่าฟังโว้ยหมอ อาจจะเป็นได้จริงๆ คนที่หมู่บ้านนี้คือพวกก่อการร้ายแน่ๆ และแกล้งกระพือข่าวว่าเป็นมนุษย์ผีดิบ มันอาจจะขุดอุโมงค์หลบซ่อนตัวอยู่ใต้ดินก็ได้"

"ออไร๋ เราต้องพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ให้ได้ เป็นอันว่าเราจะพักแรมอยู่ที่นี่เพื่อสังเกตการณ์ในตอนกลางคืน ถ้าพวกผีดิบปรากฏตัวขึ้นในหมู่บ้าน เราก็จะจับกุมมันมาสอบสวน หรือถ้าหากว่ามันเป็นพวกคอมมิวนิสต์มันก็จะต้องรวบรวมพลเข้าโจมตีขบวนพัฒนาการเคลื่อนที่ของเรา เราจะได้กวาดล้างมันให้หมดสิ้น เพราะเรามีกำลังพอที่จะสู้รบกับมัน"

พ.อ. นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้ามันเป็นคนและมันสู้รบกับเรา กันไม่กลัวมันเลยให้ดิ้นตายเถอะวะ ถึงแม้พวกมันจะมีกำลังมากกว่าเราสักกี่เท่ากันก็ไม่หนี รบกับข้าศึกสนุกดี แต่ถ้ามันเป็นผีกันยอมยกธงขาว"

ร.อ. นพเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีพ่อ"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ นายพลดิเรกสั่งให้ ร.ท. สามารถจัดวางยามให้เข้มแข็งและให้ทหารทุกคนเตรียมพร้อม เขาสั่งให้สี่สหายหนุ่มขึ้นประจำบนรถปืนและให้ตั้งปืน ค. เล็งศูนย์ไปที่หมู่บ้านผีดิบเตรียมพร้อมที่จะทำลายหมู่บ้านนั้นด้วยระเบิดของปืน ค.

พยาบาลสมัครเล่นทั้งสี่คนได้รับคำสั่งให้แต่งเครื่องแบบ ร.ท. หญิงและสวมหมวกเหล็ก นายพลดิเรกได้จ่ายอาวุธปืนยิงเร็วให้สี่นางคนละกระบอกเตรียมปะทะกับพวกผีดิบ ถ้าหากว่ามันเป็นพวกก่อการร้าย

พอสิ้นแสงอาทิตย์ ดวงจันทร์คืนขึ้น ๑๓ ค่ำก็ส่องสว่างไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ขบวนพัฒนาการคงจอดเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว เว้นแต่รถบรรทุกซึ่งจอดล้ำหน้าออกไปราว ๑๐ เมตร ทั้งนี้เพื่อให้สะดวกในการระดมยิงศัตรูของสี่สหายหนุ่ม ขณะนี้เป็นเวลา ๑๙.๐๐ น. เศษ ทหารราบที่ทำหน้าที่เป็นยามจุดต่างๆ ได้ระมัดระวังหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ ภายในหมู่บ้านหมากม่วงหรือหมู่บ้านผีดิบยังคงสงบเงียบ

แต่แล้วก็มีแสงตะเกียงปรากฏขึ้นดวงหนึ่ง ขณะนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพร้อมด้วยสี่สหายหนุ่มต่างยืนอยู่ข้างหน้ารถบรรทุกอาวุธ ทุกคนมองเข้าไปในหมู่บ้านนั้นโดยไม่มีใครปริปากพูดอะไรเลย พอแลเห็นแสงตะเกียงวาบวับ พ.อ. นิกรก็กระซิบบอก จสอ. แห้วด้วยเสียงสั่นเครือ

"ผอกหลี...อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"ผิบดี๋ใช่ไหมครับ"

"กูก็ว่าอย่างนั้นแหละ เปิดเรอะ...."

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานเปิดไปไหนล่ะครับ เราสองคนขืนวิ่งไปจากที่นี่เราก็เท่งทึง อย่างท้วมๆ ก็คงถูกผีดิบหักคอตาย"

ไฟตะเกียงตามหมู่บ้านเหล่านั้นถูกจุดขึ้นทีละดวงสองดวง บางบ้านก็จุดไต้ขนาดใหญ่ปักไว้ตามเสาเรือน แล้วก็มีเสียงตะโกนกู่เรียกชื่อกัน

เสียงแคนดังแว่วมาตามลมในทำนองเพลงพื้นเมือง แล้วก็มีเสียงหมอลำร้องคลอกับเสียงแคนดังได้ยินถนัด

โอ...โอ้ละหนอนวลเอย พวกเฮาผีสางมันช่างลำบาก ต้องทนทุกข์ยาก เนื่องด้วยเวรกรรม อดอยากยากแค้นมันแสนระกำ โหยหวนครวญคร่ำ ร่ำแต่ทุกข์เอย....

เสียงแคน เสียงตบมือและเสียงร้องลูกกระทุ้งดังอยู่ตลอดเวลา อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"คนโว้ยไม่ใช่ผี ถ้าหากว่าพวกหมู่บ้านหมากม่วงเป็นผีดิบก็หมายความว่าอ้ายพวกนี้แกล้งปลอมแปลงตัวเป็นผีนั่นเอง ขณะนี้มันแกล้งหลอกหลอนให้เราเสียขวัญเราจะได้รีบเคลื่อนย้ายไปจากที่นี่"

พล.ต. พลเห็นพ้องด้วย

"กันก็เข้าใจอย่างนี้แหละอ้ายหงวน"

ร.อ. นพพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"ลุงทั้งสองอย่าเพิ่งคิดในด้านดีเลยครับ คนที่หมู่บ้านหมากม่วงอาจจะเป็นผีดิบ ตามที่ท่านปลัดสุวรรณเล่าให้เราฟังและเรื่องนี้ก็เป็นข่าวแพร่สะพัดไปทั่วภาคอีสาน ผมว่าอ้ายพวกนี้ต้องเป็นผีดิบแน่ๆ " แล้วเขาก็หันมาทางบิดาของเขา "หรือยังไงพ่อ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"พ่อก็คิดอย่างที่แกคิด เล่นกับผีลำบากนะโว้ย"

นายพลดิเรกเดินเข้ามาหานิกรและกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ผู้การนิกร ในฐานะที่ข้าพเจ้าเป็นหัวหน้าหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่และเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของท่าน ข้าพเจ้าขอสั่งให้ท่านพาร้อยเอกนพและจ่าสิบเอกแห้วบุกเข้าไปสังเกตการณ์ในหมู่บ้านเดี๋ยวนี้และให้จับกุมตัวหรือเชิญตัวชาวบ้านคนหนึ่งออกมาพบข้าพเจ้า"

พ.อ. นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก เขามองเข้าไปในหมู่บ้านผีดิบแล้วหันมาพูดกับนายพลดิเรกในฐานะที่เป็นเพื่อนกัน

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอขัดคำสั่งโว้ย ถึงแม้ว่าแกจะเอาตัวกันขึ้นศาลทหารกันก็ยอม"

ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดลั่น

"อย่าพูดกับกันในฐานเพื่อน กันได้ออกคำสั่งไปแล้วด้วยวาจาและแกน่าจะรู้ดีว่าผืนแผ่นดินในจังหวัดนี้มีผู้ก่อการร้ายหรือข้าศึกของเราเข้ามาปฏิบัติการอยู่ การขัดคำสั่งต่อหน้าข้าศึกโทษถึงยิงเป้าเข้าใจไหม"

นิกรชักฉิว

"ก็กันกลัวผีนี่โว้ย ให้อ้ายนพกับอ้ายแห้วไปด้วยกันสองคนไม่ได้หรือ"

ร.อ. นพกล่าวขึ้นทันที

"เลือนยศผมเป็นพันตรีผมก็ไม่เอา"

"รับประทานให้ผมเป็นนายพลผมก็ไม่สู้ เล่นกับผีไม่ไหวครับคุณหมอ โดยเฉพาะผีดิบเป็นผีที่ดุร้ายน่ากลัวมาก รับประทานผีดิบ...."

"แกเคยกินหรือ" นายพลดิเรกพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่ครับ"

"ก็แกพูดเมื่อกี้นี้เองว่ารับประทานผีดิบ" พูดจบเขาก็หันมาทางนิกรและแกล้งขู่ว่า "แกขัดคำสั่งกันใช่ไหม"

"เออ-ขัดก็ขัดวะ เล่นกับผีมันสนุกอยู่หรือ"

นายพลดิเรกหันมาทางเสี่ยหงวนและถามว่า

"กันจะสั่งให้ทหารจับอ้ายกรยิงเป้าเสียดีไหม"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"อย่าเลยวะ นึกว่าเลี้ยงลูกหมาไว้ดูเล่น"

พ.อ. นิกรทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"มึงน่ะซีลูกหมา"

การสนทนาสิ้นสุดลงชั่วขณะ คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างมองเข้าไปในหมู่บ้านหมากม่วง แสงไฟตามบ้านเรือนต่างๆ แลเห็นวามวับ เสียงแคนเสียงร้องเพลงและเสียงตบมือให้จังหวะยังดังอยู่ตลอดเวลา ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาพูดกับพ่อตาของเขา

"เอายังไงดีครับคุณพ่อ ผมขอความเห็นในฐานะที่คุณพ่อเป็นที่ปรึกษาของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ส่งลูกๆ ของพวกแกเข้าไปสังเกตการณ์ในหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ เราควรจะพิสูจน์โดยเร็วที่สุดเพื่อให้เห็นเท็จจริงว่าผู้คนในบ้านนี้เป็นผีดิบ เป็นมนุษย์ธรรมดาหรือเป็นพวกก่อการร้าย"

ศาสตราจารย์ดิเรกเลื่อนตัวเข้าไปหาลูกชายของพลและออกคำสั่ง

"เจ้านัส แกพาเพื่อนๆ แกและอ้ายแห้วบุกเข้าไปในหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ จับชาวบ้านมาให้ได้อย่างน้อยคนหนึ่งเพื่อเราจะได้สอบสวนเอาความจริง"

ร.อ. นพร้องเอ็ดตะโร

"ผมไม่ไปนะครับลุงหมอ"

นายพลดิเรกกระชากปืนพกในซองปืนออกมา จ้องไปที่ร่างของลูกชายนิกร

"ก็ลองดูอ้ายนพ ถ้าแกขัดคำสั่งฉัน ฉันยิงแกเด็ดขาด"

ร.อ. นพทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ก็ทีพ่อผมขัดคำสั่งลุงหมอเมื่อกี้นี้ทำไมลุงหมอไม่ยิงล่ะครับ"

พล.ต. พลมองดูหน้าลูกชายของเขาและพูดตัดบท

"พาเพื่อนแกและอ้ายแห้วเข้าไปในหมู่บ้านเดี๋ยวนี้ ลากคออ้ายนพไปให้ได้ ถ้ามันดิ้นรนขัดขืนแกจะยิงทิ้งเสียก็ตามใจ

"ร.อ. พนัสหันมายิ้มให้ ร.อ. นพเพื่อนเกลอของเขา

"ว่าไงอ้ายนพ จะต้องถึงกับลงมือลงตีนกันไหม"

ลูกชายของนิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"ไม่ต้องโว้ย ไปก็ไป"

เสียงเจ้าแห้วร้องไห้โฮ

"รับประทานผมไม่ไปได้ไหมครับ"

พล.ต. พลพูดโพล่งขึ้น

"ไม่ไปโดนเตะ ให้มันรู้ไปว่าแกกลัวผีมากกว่าฉัน"

เจ้าแห้วสะอื้น

"แล้วทำไมคุณไม่เข้าไปเองล่ะครับ"

พลหัวเราะหึๆ

"ก็กูกลัวผีเหมือนกันนี่หว่า เร็วทำตามคำสั่งเดี๋ยวนี้ เรากำลังปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาสัพยอกหยอกล้อกัน"

นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนต่างปลดปืนยิงเร็วลงมาจากบ่าซ้ายของตน ต่อจากนั้น ร.อ. พนัสก็เดินนำหน้าพาเพื่อนๆ กับเจ้าแห้วตรงเข้าไปยังหมู่บ้านหมากม่วง

เจ้าแห้วหมุนตัวกลับวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขาเรียนถามท่านเจ้าคุณอย่างกระหืดกระหอบว่า

"รับประทานคาถากันผีว่ายังไงครับ"

"ไม่รู้โว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดลั่น

เจ้าแห้วทำหน้าละห้อย วิ่งกลับไปหาสี่สหายหนุ่มท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของพวกทหารราบและพลขับ

พระจันทร์คืนขึ้น ๑๓ ค่ำส่องแสงสว่างจ้าช่วยให้เห็นสิ่งต่างๆ ตลอดจนขุนเขาและป่าดงพงไพร เมฆฝนที่ปรากฏอยู่ทางทิศตะวันตกเคลื่อนผ่านไปหมดแล้ว

เมื่อสี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วเข้ามาในเขตหมู่บ้าน เสียงแคนและเสียงเพลงก็สงบเงียบลงทันที ไฟตะเกียงหรือไต้ตามหมู่บ้านถูกดับทีละดวงคงเหลือแต่กองไฟกองหนึ่งที่จุดไว้บนลานหน้าบ้าน

สี่สหายหนุ่มกับเจ้าแห้วหยุดยืนรวมกลุ่มกันห่างจากกองไฟราว ๑๐ เมตร เจ้าแห้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นๆ

"รับประทานโบราณว่า ผีดุเสือดุอย่าไว้ใจนะครับ"

"ใครบอกมึงล่ะ" พนัสพูดพลางหัวเราะ "มีแต่เขาว่า เสือดุหมีดุอย่าไว้ใจ ซึ่งเขาหมายถึงสัตว์ที่มีเขี้ยวเล็บ เราควรจะหลีกเลี่ยงมัน"

ทันใดนั้นเองลูกชายของนิกรได้ตะโกนขึ้นสุดเสียง

"อ้ายนัส"

ร.อ. พนัสหันขวับมาทาง ร.อ.นพ

"อะไรวะอ้ายนพ"

"เปล่า"

"เปล่าแล้วแกแหกปากเรียกกันทำไม"

ลูกชายของนิกรยิ้มแห้งๆ

"ซ้อมเอาไว้เวลาเห็นผี" พูดจบ ร.อ. นพก็สะดุ้งเฮือกและร้องเรียกลูกชายของพลอีก "อ้ายนัส...โน่น มีใครคนหนึ่งเดินออกมาจากกระท่อมหลังนั้น ถือดาบเล่มเบ้อเริ่มตรงเข้ามาหาเรา"

เจ้าแห้วพูดด้วยความรักตัวกลัวผี

"รับประทานขอให้ผมออกไปที่ขบวนรถของเราเถอะนะครับ รับประทานอุจจาระผมแตกแล้ว"

ร.อ. สมนึกจับแขนเจ้าแห้วไว้

"มาด้วยกันก็ต้องร่วมเป็นร่วมตายกัน จะเป็นผีหรือคนก็ตามถ้ามันเล่นงานเรา เราก็ต้องใส่มันด้วยปืนยิงเร็ว อย่าลืมว่าเราอยู่ในเครื่องแบบของนักรบ ซึ่งตัวแกเองก็เป็นจ่าสิบเอก อย่างช้าอีก ๒๐๐ ปี แกก็ได้เป็นนายพลแล้ว"

ทุกคนจ้องมองดูชายร่างใหญ่คนหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างใหญ่โตผิดมนุษย์สูงประมาณ ๖ ฟิตครึ่ง นุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดียวปิดบังอวัยวะท่อนล่าง ส่วนท่อนบนเปลือยเปล่า ชายผู้นั้นจะเป็นผีหรือคนก็ตามเขาเดินเข้ามาหยุดยืนข้างกองไฟคล้ายมีเจตนาที่จะให้สี่สหายหนุ่มและเจ้าแห้วแลเห็นเรือนร่างของเขา แสงไฟกองนั้นช่วยให้ทุกคนแลเห็นชายผู้นี้อย่างถนัด หน้าอกของเขามีแต่กล้ามเนื้อ แขนทั้งสองใหญ่มากเหมือนกับว่าเขาเป็นนักเพาะกาย ใบหน้านั้นอัปลักษณ์เหมือนกับใบหน้าของปีศาจ

"เฮ้..." พนัสร้องขึ้นดังๆ และเดินเข้าไปหา "โยนดาบในมือแกทิ้งเสีย ม่ายร่างของแกจะทะลุปรุพรุนด้วยปืนยิงเร็วกระบอกนี้"

แทนที่เจ้าหมอนั่นจะทำตามคำสั่งของ ร.อ. พนัส มันกลับแสยะยิ้มและถือดาบเดินรี่เข้ามาในท่าทีดุร้าย

"ยิง...อ้ายนัส" ศาสตราจารย์ดำรงร้องลั่น

ร.อ. พนัสประทับปืนยิงเร็วเตรียมพร้อมอยู่แล้ว ก่อนที่ชายผู้นั้นจะเข้าถึงตัวเขา พนัสก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกไปชุดหนึ่งในระยะห่างเพียง ๓ เมตร เท่านั้น ซึ่งไม่มีวันที่จะผิดพลาดเป้าหมายได้

แต่ชายผู้นั้นยืนจังก้านิ่งเฉยไม่ได้แสดงความเจ็บปวดหรือสะดุ้งสะเทือนอย่างไรเลย ร.อ. นพร้องขึ้นสุดเสียง

"ปืนกลมือยิงไม่เข้า มันต้องเป็นผีดิบแน่ๆ เปิดโว้ยพวกเรา ตัวใครตัวมันโว้ย"

ถึงแม้ว่า ร.อ. พนัสจะมีขวัญและกำลังใจเข้มแข็งเพียงใด เขาก็อดเสียขวัญไม่ได้ เมื่อแลเห็นเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าแห้ววิ่งหนีออกไปจากหมู่บ้าน ลูกชายของพลก็วิ่งตามไปทันที พนัสได้ยินเสียงหัวเราะดังกังวานสั่นสะเทือนขวัญเขา

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตลอดจนพวกทหารราบและพลขับต่างรู้สึกแปลกใจไม่น้อย เมื่อแลเห็นนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนวิ่งออกมาจากหมู่บ้านและตรงเข้ามาคณะพรรคสี่สหาย

"มีอะไรเกิดขึ้นวะ" นายพลดิเรกกล่าวถามขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น "ทหารทำไมถึงวิ่งหนีข้าศึกอย่างไร้ศักดิ์ศรี"

ร.อ. ดำรงกล่าวกับบิดาของเขาด้วยเสียงสั่นเครือผิดปรกติ

"ถ้าหากมันเป็นข้าศึก ก้าวเดียวเราก็จะไม่ยอมวิ่งหนีมัน แต่นี่มันเป็นผีดิบนะครับพ่อ เราไม่มีทางจะทำอะไรมันได้เลย อ้ายนัสกล้าที่สุดยังเผ่นนี่ครับ"

พล.ต. พลกล่าวถามลูกชายของเขาทันที

"แกรู้ได้อย่างไรว่าแกได้เผชิญกับผีดิบ เสียงปืนที่ดังขึ้นนั้นใครเป็นคนยิงและยิงอะไร"

พนัสว่า " ผมยิงเองครับพ่อ เมื่อเราเข้าไปในหมู่บ้าน พวกมันก็ดับตะเกียงและไต้หมดทั้งหมู่บ้าน คงเหลือแต่กองไฟกองหนึ่งซึ่งจุดไว้ที่ลานกว้าง"

"แล้วยังไง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซัก

"พวกเราเห็นชายร่างใหญ่คนหนึ่งรูปร่างใหญ่โตสูงเกือบ ๗ ฟิต ถือดาบใหญ่ตรงเข้ามาหาเรา ผมร้องบอกให้มันทิ้งดาบและขู่ว่าถ้ามันไม่ทำตามคำสั่งผม ผมจะยิงมันทันที แต่มันไม่กลัวคำขู่ มันเดินรี่เข้ามาจะฟันผม"

พ.อ. นิกรพูดโพล่งขึ้น

"เล่าเร็วๆ โว้ยกำลังตื่นเต้น"

ร.อ. พนัสเปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"ผมก็ยิงมันซีครับอากร ปล่อยกระสุนออกไปสามสี่นัด"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"นั่นน่ะซี อาอยู่ที่นี่ได้ยินเสียงปืนกลมือดังแพร่ดๆๆ และตอนหลังดูเหมือนกระสุนด้านหนึ่งนัดเสียงดังปู้ดกลิ่นดินปืนคลุ้งไปหมด"

พ.อ. กิมหงวนกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าเพิ่งพูดเล่นโว้ยอ้ายกร กันยังมั่นใจว่ามนุษย์ในหมู่บ้านนี้เป็นมนุษย์ธรรมดาอย่างเรา ไม่ใช่ผีดิบหรือผีสุก ที่อ้ายนัสยิงมันไม่เข้าอาจจะเป็นเพราะมันสวมเกราะก็ได้ หมายความว่าเกราะนั้นมีส่วนสัดเหมือนมนุษย์ แม้แต่ใบหน้าของมันก็คงจะมีเกราะเหล็กสวมแบบหน้ากาก"

นายพลดิเรกขมวดคิ้วย่น เขาจ้องมองหน้าเสี่ยหงวนอย่างชื่นชมและยกมือขวาและตบแขนซ้ายอาเสี่ยค่อนข้างแรง

"เหตุผลของแกน่าฟังมากอ้ายหงวน เป็นเวลาหลายเดือนมาแล้วที่แกเป็นผู้ใหญ่ขึ้น หายเป็นลิงเป็นค่างและตั้งอกตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ราชการ ท่านรองได้ยืนยันว่าแกจะได้เป็นนายพลในเร็วๆ นี้"

เสี่ยหงวนหัวเราะและสั่นศีรษะปฏิเสธ

"กันเป็นคนมักน้อย เดี๋ยวนี้กันปลงตกแล้ว ถ้าจะให้กันเป็นนายพลก็ขอให้กันเป็นจอมพลดีกว่า เพราะคนเรานั้นถ้าได้เป็นพลตรีก็ใฝ่ฝันอยากจะเป็นพลโท เป็นพลโทก็อยากจะเป็นพลเอก พอเป็นพลเอกก็อยากจะเป็นจอมพล"

"พอแล้ว" ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดแว็ด

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็แลเห็นมนุษย์ผีดิบหรือชายร่างใหญ่เดินออกมาจากหมู่บ้านหมากม่วง ท่าทางที่มันเคลื่อนไหวนั้นช้ามาก คือเดินช้าและแกว่งแขนช้าๆ พล.ต. พลร้องตะโกนบอกพลขับทุกคนให้เปิดไฟหน้ารถ เมื่อโคมไฟหน้ารถถูกเปิดสว่างฉายไปข้างหน้า ทุกคนก็แลเห็นมนุษย์ผีดิบอย่างถนัดชัดเจน พ.อ. กิมหงวนทำหน้าเหยเก หันมาบอกศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"ไม่ได้ใส่เกราะเสียแล้วโว้ย มันนุ่งผ้าเตี่ยวผืนเดี่ยวเท่านั้น ลักษณะท่าทางของมันก็คือมนุษย์ผีดิบ"

พ.อ. นิกรเกิดกล้าขึ้นมาอย่างบ้าบิ่น เขาดึงปืนพก ๑๑ มม. ออกมาจากซองปืนและกล่าวกับทุกๆ คนว่า

"กันแสดงเอง ขอเป็นพระเอกเรื่องนี้หน่อยเถอะวะ กันจะบุกเข้าไปยิงมันด้วยปืนพกระบอกนี้ ถ้ายิงมันไม่เข้ากันก็เผ่น"

ร.อ. นพร้องขึ้นดังๆ

"ตายนะพ่อ"

นิกรหันไปทำตาเขียวกับลูกชายของเขา

"อ้ายห่า....ดันพูดออกมาได้ รู้หรือเปล่ากูแกล้งทำเป็นกล้าไปยังงั้นเอง"

นิกรปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เดินผ่านแสงไฟหน้ารถยนต์ตรงเข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับมนุษย์ผีดิบ ที่มีรูปร่างสูงใหญ่กว่าเขามาก เมื่อผีดิบยิ้มแสยะนิกรก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"โยนดาบทิ้งอ้ายน้องชาย แล้วก็ยกมือขึ้นม่ายยังงั้นตาย"

มนุษย์ผีดิบขู่คำรามในลำคอ แต่ไม่มีเสียงพูดแม้แต่คำเดียว กิริยาท่าทางของมันดุร้ายตามแบบฉบับผีดิบทั้งหลาย ที่เราเคยเห็นจากภาพยนตร์เรื่องผีดิบ มันเดินรี่เข้ามาหานิกรและพร้อมที่จะใช้ดาบใหญ่ในมือของมันฟันคอนิกรให้ขาดกระเด็น พ.อ. นิกรไม่ยอมถอยหลังแม้แต่ก้าวเดียว เขายกซุปเปอร์คอลท์ขึ้นจ้องหมายระดับหน้าอกมนุษย์ผีดิบ แล้วนิกรก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง ปล่อยกระสุนออกไปเป็นนัดแรก

ถึงแม้ว่าผีดิบไม่ได้รับอันตรายจากกระสุน ๑๑ มม. แต่นิกรก็สังเกตเห็นว่ามันสะดุ้งเล็กน้อย นิกรถอยหลังออกไป ความรู้สึกบอกตัวเองว่าเจ้าหมอนี่เป็นมนุษย์ไม่ใช่ผีดิบ ที่ยิงไม่เข้าก็เพราะมันสวมเสื้อเกราะและหน้ากากเหล็กปิดหน้า ซึ่งเกราะกันกระสุนปืนนี้มีคุณภาพดีเยี่ยมและทำเป็นรูปร่างของมนุษย์สวมสนิทแนบเนื้อ เมื่อมนุษย์ผีดิบเดินรี่เข้ามา พ.อ. นิกรก็ลดปากกระบอกปืนให้ต่ำลง แล้วยิงไปที่เท้าข้างขวาของมนุษย์ผีดิบ ด้วยการยิงรัวไม่ต่ำกว่า ๕ นัด

เสียงปืนพกซุปเปอร์คอลท์ดังกึกก้องแล้วก็มีเสียงมนุษย์ผีดิบร้องลั่น

"โอ๊ยยย"

มันถูกยิงหน้าแข้งข้างขวากระดูกแหลกเลือดไหลโชก มันปล่อยดาบใหญ่ในมือและทรุดตัวนั่งยกมือกุมหน้าแข้งร้องโอดโอย แล้วหันไปร้องตะโกนบอกพรรคพวกของมันที่อยู่ในบ้าน

"ข้าถูกยิงหน้าแข้งโว้ย ข้าเสียทีเขาแล้ว"

นิกรกล้าหาญขึ้นเป็นคนละคน เมื่อรู้แน่ว่ามนุษย์ผีดิบเป็นมนุษย์ธรรมดา นิกรเดินเข้าไปหาอย่างเดือดดาล เอื้อมมือลูบคลำใบหน้าของผีดิบและกระชากหน้ากากเหล็กกันกระสุนปืนออกเผยให้เห็นใบหน้าอันแท้จริงของชายหนุ่มร่างใหญ่ผู้นี้ แล้วนิกรยกด้ามปืนพกฟาดกบาลเต็มเหนี่ยวเสียงดังโพล๊ะ เลือดทะลักไหลออกมาทันที"

"อ้ายมนุษย์ขายชาติ มึงคือพวกก่อการร้ายที่ร่วมงานกับคอมมิวนิสต์นอกประเทศใช่ไหม"

"โอย....อย่าทำผมเลยครับ พ่อครูเขาจ้างผมให้ปลอมตัวเป็นผีดิบ ผมไม่ใช่พวกก่อการร้ายหรือพวกเขียวพวกแดงอะไรหรอกครับ ผมเป็นชาวไร่และเก็บของป่าขาย"

พ.อ. นิกรยกเท้าขวาเตะหลังมนุษย์ผีดิบเต็มเหนี่ยว

"ลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาพวกเราโน่น"

มนุษย์ผีดิบปฏิบัติตามคำสั่งโดยดีคือลุกขึ้นแล้วเดินนำหน้านิกรตรงเข้าไปหาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย ซึ่งขณะนี้สี่นางได้ลงจากรถคันที่สองเข้ามารวมกลุ่มด้วย นันทา นวลลออ ประภาและประไพแต่งเครื่องแบบนายทหารหญิงซึ่งเป็นเครื่องแบบฝึกสะพายปืนยิงเร็วคนละกระบอกเตรียมปะทะกับข้าศึกตลอดเวลา

ทุกคนจ้องตาเขม็งมองดูมนุษย์ผีดิบซึ่งเสียทีนิกร พ.อ. นิกรส่งหน้ากากเหล็กที่เป็นเกราะกันกระสุนปืนให้นายพลดิเรก แล้วกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายหมอนี่เป็นมนุษย์ธรรมดาเรานี่แหละ แต่สวมเสื้อเกราะแนบเนื้อและสวมหน้ากากเหล็กป้องกันกระสุน เมื่อกันยิงหน้าอกมันไม่เข้า กันก็ยิงตีนและหน้าแข้งมัน ผีดิบก็เลยร้องลั่น"

จากแสงสะท้อนของโคมไฟหน้ารถทำให้นายพลดิเรกแลเห็นหน้าผากข้างขวาของชายผู้นั้นแตกเป็นแผล โลหิตไหลรินลงมาเป็นทาง เขาหันมามองดูนิกรแล้วกล่าวว่า

"แกใจร้ายมากอ้ายกร แกทำร้ายคนที่ไม่มีทางต่อสู้"

"อ้าว" นิกรร้องลั่น "ทำร้ายคนที่มีทางต่อสู้มันก็กระทืบกันแบนเท่านั้น"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามายกมือตบหลังมนุษย์ผีดิบเบาๆ และกล่าวถามอย่างกันเองว่า

"ได้รับบาดเจ็บมากไหมน้องชาย"

"แย่ครับ" มนุษย์ผีดิบตอบเสียงอ่อย "กระดูกหน้าแข้งข้างขวาของผมแหลกละเอียด แต่ที่หัวบาดเจ็บนิดหน่อยเท่านั้นแหละครับ เจ้านายท่านเอาด้ามปืนเคาะกบาลผมยังดีกว่าท่านยิงผมทิ้ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อนตัวเข้ามาเผชิญหน้ามนุษย์ผีดิบ

"แกเป็นใคร อย่าโกหกนะ"

"ผมชื่อโฮมครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แกน่ะหรือเชอร์ล็อคโฮม"

มนุษย์ผีดิบหรือนายโฮมหันมายิ้มให้นิกร

"นั่นมันเรื่องนักสืบที่ท่านเซอร์ อาเธอร์ โคนันดอยเขาแต่งขึ้น เป็นเรื่องนักสืบ พระเอกแก่แล้วชื่อเชอร์ล็อคโฮม ถ้าคุณจะอ่านเล่นบ้างก็ไปเอาที่กระท่อมของผม แต่เป็นฉบับภาษาอังกฤษนะครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พล.ต. พลมองดูเจ้าหนุ่มผีดิบอย่างขบขัน ในเวลาเดียวกันนายพลดิเรกก็ร้องบอกพลขับให้ดับไฟหน้ารถเพราะกลัวว่าแบตเตอรี่จะไม่พอสตาร์ทเนื่องจากใช้ไฟโดยไม่ได้ติดเครื่องยนต์

พล.ต. พลถามยิ้มๆ ว่า

"รับสารภาพเสียตามตรงว่าแกและชาวบ้านหมากม่วงนี้เป็นพลพรรคผู้ก่อการร้ายใช่ไหม"

"โธ่-ผมไม่รู้เรื่องเลยครับเจ้านาย"

พลหยุดยิ้มเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดทันที

"แล้วตอนกลางวันพวกแกหายไปไหนหมด เราเข้าไปสำรวจหมู่บ้านแล้วไม่พบใครเลย บางทีพบคนเพียงสองสามคนก็แกล้งปลอมแปลงตัวเป็นผีดิบ ที่ทำเช่นนี้มีประสงค์อะไร ต้องการให้พวกเราหรือคนภายนอกเกรงกลัวพวกแกโดยเชื่อมั่นว่าพวกแกเป็นผีปีศาจยังงั้นหรือ"

เจ้าหมอนั่นมีท่าทางกระสับกระส่าย

"นายอยากรู้ก็ไปถามพ่อครูหรือหัวหน้าชาวบ้านหมากม่วงดูเถอะครับ ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น"

พล.ต. พลทำท่าเหมือนกับจะเตะมนุษย์ผีดิบ แต่แล้วเขาก็หันมามองสี่สหายหนุ่ม

"อ้ายนพมานี่ซิ"

ร.อ. นพเดินเข้ามาหาและบ่นพึมพำ

"แหม-เป็นร้อยเอกแล้วยังเรียกอ้าย"

พล.ต. พลหัวเราะหึๆ

"ก็แกเป็นหลานไม่ใช่หรือ คนอย่างฉันไม่มีวันเสียล่ะที่จะเรียกลูกหลานว่าคุณนั่นคุณนี่ให้คลื่นไส้ตัวเอง ใครเกิดมาเป็นลูกหลาน ฉันจะต้องเรียกว่าอ้ายเสมอ พ่อแกฉันยังเรียกอ้ายกรนี่หว่า แกน่ะมันทะลึ่งมากนะ รู้หรือเปล่าว่าอีกไม่กี่วันดำรงมันก็จะได้เป็นนายพันแล้ว บางทีอ้ายนัสก็อาจจะพ่วงท้ายไปด้วย แต่แกกับอ้ายตี๋ไม่มีทาง"

ร.อ.สมนึกพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่เป็นไรครับลุง ผมกระโดดข้ามขั้นจากพันตรีเป็นพันโทก็คงทันอ้ายรงกับอ้ายนัส"

พล.ต. พลกล่าวกับหลานชายของเขาคือ ร.อ. นพซึ่งยืนอยู่ข้างๆ มนุษย์ผีดิบ

"แกจัดการหน่อยซีอ้ายนพ หาวิธีทำให้อ้ายยักษ์นี่สารภาพความจริงได้ไหม แต่อย่าไปซ้อมหรือทรมานมัน เพราะวิธีการเช่นนั้นมันป่าเถื่อนไม่เหมาะที่ทหารไทยจะปฏิบัติต่อเชลยศึก อย่างไรก็ตามแกมีสิทธิ์ที่จะยิงทิ้งได้ถ้ามันไม่ปริปากพูดหรือพูดโกหกจนแกจับได้ แกกับเพื่อนๆ ลงมือซักถามเชลยได้แล้ว"

ร.อ. นพร้องเรียกเพื่อนเกลอของเขาเข้ามารวมกำลังกันและใช้ปืนพกพาตัวอ้ายผีดิบไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ลูกชายของพลตะโกนเรียกเจ้าแห้ว

"แห้วโว้ย เอาเชือกในรถมาสักขดหนึ่งเถอะวะ"

ในนาทีนั้นเอง มนุษย์ผีดิบก็ถูกบังคับให้นั่งเหยียดเท้าที่โค่นต้นไม้ ร.อ. พนัสกับ ร.อ. ดำรงช่วยกันผูกมัดเจ้าหนุ่มร่างยักษ์ติดกับต้นไม้ด้วยเชือกไนลอน

ร.อ. นพยกมือตบศีรษะมนุษย์ผีดิบและถามว่า

"แกรู้จักงูจงอางไหม"

"รู้จักดีครับ ผมเป็นชาวบ้านป่าทำไมผมจะไม่รู้จักงูจงอางหรือพญางูเห่า"

ลูกชายของนิกรหัวเราะ

"ดีแล้ว ฉันจะใช้เวทมนตร์ของฉันเรียกงูจงอางมาที่นี่สักสามสี่ตัวและจะสั่งให้มันกัดแก ถ้าหากว่าแกไม่สารภาพความจริงเกี่ยวกัยสภาพความเป็นอยู่และเบื้องหลังของพวกแก"

เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ

"เล่นกับงูอีกแล้วคุณนพ รับประทานไม่เอาละครับผมไปอยู่กับพวกเจ้านายดีกว่า" พูดจบเจ้าแห้วก็รีบเดินไปจากที่นั้น

ร.อ. นพเริ่มต้นร่ายเวทมนตร์ตามที่เขาเรียนรู้มาจากชาวอินเดียนแดงคนหนึ่ง เมื่อตอนที่เขาอยู่มหาวิทยาลัยเท็กซัส ร.อ. พนัสกับเสี่ยตี๋และศาสตราจารย์ดำรงถอยไปยืนรวมกลุ่มอยู่ห่างๆ ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพาสี่สหายตรงมาที่ต้นไม้ใหญ่ แต่สี่นางไม่ได้ตามมาด้วย

ด้วยเวทมนตร์อันศักดิ์สิทธิ์ของชาวอินเดียนแดงที่สอนให้นพ จงอางยักษ์หรือพญางูเห่าตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้น ไม่มีใครรู้ว่ามันมาจากไหน แต่เวทมนตร์ของ ร.อ. นพบังคับให้มันมาหาและบังเอิญบริเวณป่าแถบนี้คือในรัศมีของเวทมนตร์มีจงอางอยู่เพียงตัวเดียว มันเป็นงูที่ใหญ่โตขนาดงูหลาม ตัวยาวเกือบ ๓ เมตร แสงจันทร์ส่องต้องลำตัวและเกล็ดสีน้ำตาลของมันเป็นประกายเลื่อม มันค่อยๆ เลื้อยเข้ามาหาลูกชายของนิกรและชูลำตัวของมันขึ้นแผ่แม่เบี้ยเห่าฟ่อ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบกับเสี่ยหงวนด้วยเสียงสั่นเครือ

"อย่างนี้กัดปั๊บเดียวไม่มีทางรอด"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ อ้ายกรของเราเป็นมนุษย์พิเศษรอบรู้สารพัด มีปฏิภาณดีกว่าพวกเรา แต่แพ้อ้ายนพเรื่องงู"

นิกรทำท่าขนลุกขนพอง

"ฮึ่ย....น่าเกลียดน่าขยะแขยง อย่างนี้จับพันคออ้ายแห้วเป็นยังไง"

"รับประทานผมก็ชักดิ้นชักงอตายเท่านั้น"

ทุกคนต่างมองดูลูกชายนิกร ซึ่งกำลังยกมือขวาลูบศีรษะงูจงอางแล้วเขาก็ก้มลงจูบหัวมัน คล้ายกับว่ามันเป็นลูกแมวไม่ใช่พญางูเห่า

"ขอบใจมากอ้ายน้องชายที่แกมาหาข้าตามที่ข้าร่ายมนตร์เรียก ต่อไปนี้คอยฟังคำสั่งข้านะ ถ้าข้าให้กัดใคร แกจะต้องกัดเขาทันที เอาเถอะ....ถ้าแกต้องคดีในข้อหาฆ่าคน ฉันจะช่วยแกแบบเทกระเป๋าสู้ความเลย"

"ถุย" นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ และหัวเราะก้าก "ตำรวจที่ไหนวะจะจับงูส่งศาล เห็นงูเห่าหรืองูจงอางเข้าก็ขี้คร้านจะวิ่งป่าราบ"

ลูกชายของนิกรเดินเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้าเจ้าหนุ่มร่างยักษ์และหันมากวักมือเรียกงูจงอางให้เข้ามาชูคอแผ่แม่เบี้ยในท่าทางคุกคามมนุษย์ผีดิบ ต่อจากนั้นนพก็เริ่มต้นสอบถามเชลย

"นายโฮม....หมู่บ้านนี้มีชายฉกรรจ์เท่าไหร่และใครเป็นหัวหน้า"

"ผมไม่ทราบครับว่ามีคนอยู่เท่าไหร่"

ร.อ. นพจุปาก

"เริ่มเวียตนามอีกแล้ว เอาละเมื่อแกไม่รู้จำนวนชายฉกรรจ์ แกบอกฉันซิว่า หัวหน้าของหมู่บ้านนี้ชื่ออะไร อายุประมาณเท่าไร"

เจ้าหนุ่มผีดิบสั่นศีรษะปฏิเสธ

"เขาเรียกว่าพ่อครูครับ ชื่ออะไรผมไม่ทราบ"

ร.อ. นพเค้นหัวเราะ

"ถ้าฉันนับหนึ่งถึงสาม แกไม่ยอมบอกว่าหัวหน้าของแกชื่ออะไร ฉันจะสั่งให้งูจงอางกัดแก เร็ว ตอบคำถามของฉันว่าหัวหน้าของแกเป็นใคร หนึ่ง...สอง...สาม..." แล้วนพก็ออกคำสั่งกับงูจงอางตัวนั้น "กัดมันอ้ายน้องชาย"

พญางูเห่าชูคอแผ่แม่เบี้ยอยู่แล้ว เมื่อได้ฟังคำสั่งจากลูกชายของนิกร มันก็ปฏิบัติตามคำสั่งทันที คือพุ่งตัวเข้าไปฉกและกัดไหล่ซ้ายของนายโฮมหนึ่งที

"เห็นหรือยังนายโฮม แหม...ชื่อมึงเรียกยากเหลือเกิน จะเป็นไทยก็ไม่ใช่จะเป็นฝรั่งก็ไม่เชิง ชื่อคนที่ตายไปแล้วตั้งโกฏิไม่เอามาตั้ง อา...แกถูกจงอางกัดหนึ่งทีแล้วแต่ถ้าแกยอมพูดความจริงแกก็จะรอดตาย ซึ่งฉันจะให้จงอางตัวนี้ดูดพิษของมันกลับคืนออกมาจากรอยเขี้ยวแก้วบนบ่าของแก"

มนุษย์ผีดิบเค้นหัวเราะ

"ผมยอมตายดีกว่าที่ผมจะยอมทรยศต่อพรรคพวกของผม"

"แต่แกกับพรรคพวกของแกเป็นมนุษย์ขายชาติ ทรยศต่อประเทศชาติ เกิดมาเสียชาติเกิด"

"ด่าเถอะครับ ด่าผมและพวกเราเสียก่อนที่พวกเจ้านายจะถูกเราฆ่าตายโดยไม่เหลือรอดกลับไปแม้แต่คนเดียว"

ร.อ. สมนึกร้องบอก ร.อ. นพอย่างเดือดดาล

"บอกให้งูกัดมันอีกโว้ยอ้ายนพ หรือม่ายแกก็กัดมันเอง อ้ายนี่กำแหงนัก ส่งมันไปนรกได้แล้ว"

ร.อ. นพก้มลงมองดูจงอางยักษ์และออกคำสั่ง

"เอา-กัดมันเลย"

พญางูเลื้อยปราดเข้าไปหาเสี่ยตี๋ด้วยความเข้าใจผิด แล้วชูลำตัวขึ้นแผ่แม่เบี้ย ร.อ. สมนึกนัยน์ตาเหลือกกระโจนถอยหลังและเอ็ดตะโรลั่น

"กัดคนโน่นโว้ยไม่ใช่กัดกู"

ร.อ. นพพูดพลางหัวเราะพลาง

"มานี่มากัดคนนี้ มึงนี่ถ้าจะตื่นนอนเมาขี้ตา เซ่อฉิบหายเลย"

จงอางยักษ์เลื้อยกลับมาที่ต้นไม้ใหญ่ คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างจ้องตาเขม็งมองดูมันฉกกัดมนุษย์ผีดิบหลายต่อหลายที ทันใดนั้นเองเสียงปืนพกก็ดังขึ้นนัดหนึ่งทางด้านขวาของหมู่บ้าน และแล้วหลังจากนั้นเสียงปืนยิงเร็วและปืนเล็กยาวก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ไม่มีปัญหาอะไรอีก พวกมนุษย์ผีดิบชาวบ้านหมากม่วงเหล่านี้คือพวกก่อการร้ายนั่นเอง

ด้วยสัญชาตญาณและความเคยชินจากประสบการณ์ที่แล้วมาทำให้คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธทุกคนล้มตัวลงนอนราบกับพื้นดินและใช้อาวุธปืนคือปืนพกหรือปืนยิงเร็วยิงโต้ตอบ สาดกระสุนไปทางประกายไฟอันวูบวาบที่แลบออกมาจากปากกระบอกปืนของพวกเหล่าร้าย ร.ท. สามารถกับทหารในบังคับบัญชาของเขา ตลอดจนกระทั่งพลขับได้ทำการสู้รบกับพวกก่อการร้ายอย่างทะนงองอาจ ส่วนสี่นางแทนที่จะตกใจเสียขวัญ นันทา นวลลออ ประภาและประไพได้หมอบอยู่ใต้รถจิ๊ปกลางช่วยกันระดมยิงข้าศึก เสียงปืนดังกึกก้องกังวานไปไกล

ถึงแม้ว่า นายโฮมมนุษย์ผีดิบถูกงูจงอางกัดหลายที่และพิษร้ายของมันกำลังซึมซาบไปยังหัวใจของเขา มนุษย์ผีดิบก็ยังมีกำลังใจเข้มแข็งส่งเสียงหัวเราะลั่น

"ถึงผมตาย พวกคุณก็จะตกเป็นเหยื่อกระสุนของพวกเราไม่มีใครรอดไปได้แม้แต่คนเดียว"

ร.อ. นพยกปืนพก ๑๑ มม. ขึ้นจ้องศีรษะนายโฮม แล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกปล่อยกระสุนออกไปหนึ่งนัด

"ปัง"

กระสุนปืนพก ๑๑ มม. ถูกหน้าผากนายโฮมทะลุออกเบื้องหลังมันสมองแตกกระจาย ทำให้มนุษย์ผีดิบตายคาที่ โดยไม่มีเสียงร้องแม้แต่คำเดียว

แล้วลูกชายของนิกรก็ร้องบอกงูจงอางยักษ์ตัวนั้น

"อ้ายน้องชาย...ขอบใจโว้ยเพื่อน แกกลับไปที่อยู่ของแกได้แล้ว"

นายพลดิเรกร้องตะโกนสั่งให้สี่สหายหนุ่มขึ้นประจำรถอาวุธเพื่อใช้ปืนกลหนัก-เบาและปืน ค. ทำลายล้างพวกผู้ก่อการร้าย ซึ่งบัดนี้ชาวบ้านหมากม่วงหรือขบวนการคอมมิวนิสต์ได้โอบล้อมหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ไว้รอบแล้ว พวกมันซุ่มซ่อนตัวอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้ รอบๆ บริเวณลานกว้างไม่กล้าเคลื่อนที่เข้ามา เพราะแสงจันทร์จะทำให้หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่แลเห็นเป้าหมายและเมื่อมันเห็นทหารราบหนึ่งหมวด แต่งเครื่องรบครบครันหมอบเรียงรายระดมยิงพวกมัน ฝ่ายก่อการร้ายก็ไม่กล้าบุก

ทหารราบหมวดนั้นซึ่งอยู่ในบังคับบัญชาของ ร.ท. สามารถได้ทำการสู้รบอย่างกล้าหาญ ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองสี่สหายหนุ่มก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่อยู่บนรถบรรทุก ผ้าคลุมประทุนหลังคาถูกรื้อออกอย่างรวดเร็ว ร.อ. พนัสเข้าประจำปืนกลหนักโดยมีศาสตราจารย์ดำรงเป็นพลกระสุนหรือผู้ช่วย ร.อ. สมนึกเข้าประจำปืนกลเบาแบบใหม่ ซึ่งเป็นอาวุธสำหรับใช้ประจำรถจิ๊ปสนาม ส่วน ร.อ. นพยืนอยู่ข้างปากกระบอกปืน ค. แต่ขณะนี้ปืน ค. ยังใช้การไม่ได้ เพราะข้าศึกอยู่ใกล้เกินไปและทหารราบที่ทำหน้าที่คุ้มกันหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุดได้รุกคืบหน้าเข้าไปจนเกือบจะถึงตัวข้าศึกอยู่แล้ว

เสียงปืนกลหนัก-เบาประจำรถบรรทุกอาวุธแผดคำรามกึกก้อง กระสุนเหล็กสาดไปยังพวกก่อการร้ายบาดเจ็บล้มตายไปหลายคน นอกนั้นต่างเสียขวัญและเริ่มล่าถอยเข้าหมู่บ้านตามคำสั่งหัวหน้าหรือพ่อครู ซึ่งคำว่าพ่อครูนั้นหมายความถึงครูบาอาจารย์ชั้นเยี่ยมที่มีผู้คนเคารพนับถือ พ่อครูอาจจะเลื่อนฐานะเป็นผีบุญหรืออาจารย์ผู้วิเศษก็ได้

ร.ท. สามารถพาทหารในบังคับบัญชาของเขาบุกรุกไล่พวกก่อการร้ายทางด้านตะวันตกของหมู่บ้านและเมื่อเข้าระยะประจัญบาน เขาก็ออกคำสั่งให้ทหารทั้งหมวดบุกเข้าตะลุมบอนข้าศึกทันที การต่อสู้ในระยะประชิดตัวเป็นเหตุให้พวกก่อการร้ายต้องตกเป็นเหยื่อดาบปลายปืนของทหารหลายคน พวกผีดิบแตกพ่ายล่าถอยกลับเข้าหมู่บ้าน ร.ท. สามารถสั่งทหารในบังคับบัญชาของเขาให้กระจายกำลังกันออกไปโอบล้อมหมู่บ้านไว้ในระยะห่างๆ แล้วผู้บังคับหมวดหนุ่มก็ได้ติดต่อกับนายพลดิเรกทางวิทยุสนาม

"ฮัลโหล...กระผมขอพูดกับท่านอาจารย์ครับ"

"ได้ยินแล้วผู้หมวด ฉันกำลังฟังรายงานจากเธอ บอกฉันเดี๋ยวนี้ ว่าทหารในบังคับบัญชาของเธอบาดเจ็บล้มตายเท่าไรในการสู้รบกับข้าศึก"

"บาดเจ็บเล็กน้อยสองคนครับ ผมให้ผู้บังคับหมู่นำตัวมาที่ขบวนยานยนต์แล้ว เสียชีวิตไปหนึ่งคนจากการตะลุมบอนกับข้าศึกเมื่อครู่นี้ ขณะนี้พวกก่อการร้ายได้ล่าถอยเข้าหมู่บ้านและผมได้สั่งทหารให้โอบล้อมหมู่บ้านแล้ว"

"ออไร๋ ออไร๋ ให้ทหารถอยให้ห่างจากหมู่บ้านอีก เราจะใช้ปืน ค. ทำลายหมู่บ้านของมันในสองสามนาทีนี้"

"ทราบแล้วครับ กระผมจะสั่งทหารถอยห่างจากหมู่บ้านอีก ๑๐๐ เมตรและเราจะซุ่มยิงมัน"

"ดีมาก เลิกกันนะผู้หมวด"

เสียงปืนสงบเงียบลงแล้ว ภายในหมู่บ้านหมากม่วงมืดสนิทปราศจากแสงไฟหรือแสงไต้ กองไฟที่จุดไว้ในลานบ้านก็ถูกดับ ไม่มีใครรู้ว่าพวกก่อการร้ายมีแผนอย่างไรที่จะโจมตีหรือตั้งรับ นายพลดิเรกออกคำสั่งกับ พ.อ. กิมหงวน

"แกไปที่รถอาวุธ ควบคุมดูแลลูกของเราให้เตรียมยิงข้าศึก สำหรับแกใช้ปืน ค. ยิงเข้าไปในหมู่บ้านได้ ลูกระเบิดปืน ค. คงจะเผาหมู่บ้านของมันให้ราบคาบไป"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"แกจะให้กันเผาหมู่บ้านมนุษย์ผีดิบ..."

"ออไร๋"

"จะดีหรือ" เสี่ยหงวนพูดเสียงหนักๆ "โทษฐานวางเพลิงถ้ามีคนตายก็จะถูกประหารชีวิต ใช้อ้ายพลหรืออ้ายกรไปทำเถอะวะ"

นายพลดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าพูดเล่นน่าอ้ายหงวน เร็ว จัดการตามคำสั่งของกัน"

"โอ.เค." อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "กันจะจัดการเผาหมู่บ้านมนุษย์ผีดิบด้วยปืน ค. เดี๋ยวนี้" พูดจบเสี่ยหงวนก็พาตัวเดินตรงไปที่รถติดอาวุธ ซึ่งจอดเด่นอยู่ข้างหน้า

เมื่อเสี่ยหงวนปีนหลังรถขึ้นมา แสงจันทร์ได้ช่วยให้เขาแลเห็นสี่สหายหนุ่มที่กำลังประจำหน้าที่และพร้อมที่จะส่งกระสุนปืนกลหนัก-เบาไปยังข้าศึก ร.อ. สมนึกหันปากกระบอกปืนกลมาทางอาเสี่ยและร้องตวาดลั่น

"เฮ้ย-ใคร"

"กูเอง" อาเสี่ยตอบยิ้มๆ

"กูน่ะหน้าตาเป็นยังไง ไม่บอกยิงนะ"

"ก็เตี่ยมึงยังไงล่ะ แล้วก็เป็นอาเป็นลุงของพวกแก หันปืนไปทางอื่นโว้ยอ้ายตี๋ ถ้าหากว่ามันลั่นโป้งป้างออกมาฉันก็เท่งทึงเท่านั้น"

ร.อ. พนัสยิ้มให้เสี่ยหงวนแล้วถามว่า

"อามาทำไมครับ"

"ดิเรกมันใช้ให้มาระดมยิงหมู่บ้านด้วยปืน ค. ช่วยกันหน่อยซีโว้ย อาจะเป็นคนตั้งมุมยิง พวกแกสี่คนผลัดกันบรรจุลูกระเบิด"

ในนาทีนั้นเอง ปืนครกสนามหรือปืน ค. ซึ่งติดตั้งอยู่บนรถจิ๊ปกลางคันนั้นก็พร้อมที่จะทำการระดมยิงหมู่บ้านได้และ พ.อ. กิมหงวนเป็นผู้ตั้งมุมยิงด้วยตัวเอง

ร.อ. สมนึกอุ้มกระสุนปืน ค. นัดหนึ่งยืนอยู่ข้างหน้าเสี่ยหงวนในท่าทางทะมัดทะแมง

"เอาหรือยังเตี่ย"

พ.อ. กิมหงวนทอดสายตามองไปยังหมู่บ้าน และแล้วเขาก็ออกคำสั่งกับลูกชายของเขา

"ยิง"

กระสุนหรือระเบิดปืน ค. ถูกยัดเข้าไปในลำกล้องของมันทันที มันพุ่งออกจากปากกระบอกด้วยความเร็วสูง เป็นการยิงแบบกระสุนวิถีโค้ง ระเบิดลูกนั้นตกระเบิดกลางหมู่บ้านพอดี เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว บ้านหรือกระท่อมสองหลังตกเป็นเหยื่อพระเพลิงทันที แต่รู้สึกว่าพวกก่อการร้ายได้ช่วยกันดับเพลิงอย่างรวดเร็วฉับพลัน

ร.อ. นพเป็นคนบรรจุกระสุนปืน ค. คนที่สอง เขายืนอ้าปากหาวอยู่ข้างหน้าอาเสี่ยและบ่นพึมพำ

"ระเบิดแบบนี้หนักเหมือนกัน"

อาเสี่ยมองดูหน้าลูกชายนิกรและออกคำสั่ง

"ยิง"

ร.อ. นพหย่อนระเบิดลงไปในกระบอกปืน ค. อย่างแคล่วคล่องว่องไว แต่น่าประหลาดใจอย่างยิ่งที่ระเบิดลูกนั้นไม่ยอมออกจากลำกล้อง ซึ่งมันอาจจะด้านก็ได้

"แล้วกัน" อาเสี่ยอุทาน "ไหงยิงไม่ออก"

ร.อ. ดำรงเลื่อนตัวเข้ามาหาเสี่ยหงวน

"ขอให้ผมตรวจดูหน่อยเถอะครับคุณลุง คงมีอะไรขัดข้องนิดหน่อย"

อาเสี่ยร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ยๆๆ มันค่อยๆ เลื้อยออกมาจากลำกล้องแล้ว ทำยังไงดีล่ะ"

ระเบิดปืน ค.นัดนั้นโผล่ออกมาจากลำกล้องทีละน้อยและหล่นลงบนพื้นรถดังโครม อาเสี่ยกับลูกชายของเขาและพนัสกับนพยืนตะลึงไปตามกัน แต่ศาสตราจารย์ดำรงนักวิทยาศาสตร์คนสำคัญพอๆ กับบิดาของเขาคงใจเย็นเสมอ เขาเดินเข้าไปอุ้มระเบิดปืน ค. นัดนั้นขึ้นมาและถอดชนวนระเบิดออกโดยอาศัยแสงพระจันทร์ ต่อจากนั้น ร.อ. ดำรงก็เก็บมันไว้ในลังไม้ฉำฉาลังหนึ่ง ซึ่งเป็นลังบรรจุเครื่องมือเครื่องใช้ประจำรถคันนี้

การระดมยิงหมู่บ้านผีดิบได้ดำเนินต่อไป ลูกระเบิดปืน ค. ไม่ต่ำกว่า ๑๐ ลูก ตกระเบิดท่ามกลางหมู่บ้านของมนุษย์ผีดิบ ซึ่งคราวนี้บ้านเล็กเรือนน้อยและกระท่อมหลายหลังถูกไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว พวกมนุษย์ผีดิบหรือพวกก่อการร้ายได้ระดมกำลังกันต่อสู้คณะพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุดอีกครั้งหนึ่ง เมื่อเสียงปืนของฝ่ายข้าศึกดังขึ้น คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและกำลังที่มีอยู่ทั้งหมดก็สาดกระสุนเข้าใส่พวกก่อการร้ายทันควัน

รถบรรทุกอาวุธถูกสตาร์ทเครื่องโดย ร.อ. พนัส เขาขับรถจิ๊ปใหญ่คันนั้นเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอีก ๕๐ เมตร แล้วดับเครื่องเปิดโอกาสให้ พ.อ. กิมหงวนและเพื่อนเกลอของเขาทั้งสามคนใช้ปืนกลหนัก-เบาระดมยิงพวกก่อการร้ายและเลือกยิงไปทางประกายไฟที่วูบวาบออกจากปากกระบอกปืน

การสู้รบผ่านพ้นไปไม่ถึง ๓๐ นาที เสียงปืนทางฝ่ายมนุษย์ผีดิบก็สิ้นสุดลงอีกครั้งหนึ่ง ฝ่ายศัตรูล่าถอยเข้าไปในหมู่บ้านแทนที่จะล่าถอยเข้าป่าทางด้านหลังหมู่บ้าน นายพลดิเรกได้พูดวิทยุติดต่อกับหน่วยทหารราบตลอดเวลา ปรากฏว่าทหารราบหนึ่งหมวดไม่ได้ปะทะกับข้าศึกเลยในตอนนี้ แต่คงตั้งล้อมไว้

คณะหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ได้เฝ้าคุมเชิงพวกก่อการร้ายหรือมนุษย์ผีดิบจนกระทั่งรุ่งสว่างโดยไม่มีใครได้หลับนอนเลย กำลังรบของนายพลดิเรกมีมากมายพอที่จะต้านทานพวกก่อการร้าย คือชาวบ้านหมากม่วงได้ ประกอบทั้งมีอาวุธเหนือกว่า ทหารราบหนึ่งหมวดและพลขับก็มีจิตใจเข้มแข็ง

ความเสียหายทางฝ่ายข้าศึกนั้นไม่อาจจะทราบได้ แต่ทางฝ่ายคณะพัฒนาการเคลื่อนที่ปรากฏว่าทุกคนปลอดภัย ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกยิงที่หน้าอกหนึ่งนัด แต่กระสุนปืนของข้าศึกก็หาทำอันตรายท่านได้ไม่ ทั้งนี้คงจะเป็นด้วยพุทธานุภาพจากพระเครื่องลางอันศักดิ์สิทธิ์มีหลวงพ่อทวดและสมเด็จวัดระฆังเป็นต้น อย่างไรก็ตามการสู้รบในตอนแรกทหารได้เสียชีวิตไปคนหนึ่งและบาดเจ็บสองคน

ในราว ๗.๐๐ น. ทหารราบหมู่หนึ่งได้มาที่หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่เพื่อนำอาหารเช้า ซึ่งเป็นเครื่องกระป๋องและขนมปังไปเลี้ยงดูกัน ส่วนคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยกับสี่นางและพลขับก็ได้รับคำสั่งให้รีบกินอาหารเช้าโดยด่วน

หลังจากอาหารเช้าผ่านพ้นไปแล้ว คณะพรรคสี่สหายก็ปรึกษาหารือกันโดยมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นเสนาธิการ

"ไม่มีปัญหาอะไรอีก" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างเป็นงานเป็นการ "ขณะนี้หมู่บ้านผีดิบถูกระเบิดปืน ค. ไหม้ไปหมดแล้ว ถ้าหากว่าข้าศึกหลบหนีออกจากหมู่บ้านก็ต้องปะทะกับทหารของเราอย่างแน่นอน เท่าที่ข้าศึกยังคงหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่บ้านก็แสดงว่ามันขุดอุโมงค์อยู่ อันเป็นวิธีการรบแบบพวกเวียตกงนั่นเอง อุโมงค์ของมันจะต้องกว้างขวางและมีหลายช่องทางเหมือนไยแมลงมุม มีทางเข้าออกหลายแห่งซึ่งอยู่ในที่มิดชิดและบางทีอุโมงค์ใต้ดินของมันอาจจะมีความยาวนับไมล์ก็ได้ อ้ายพวกนี้มีความชำนาญในการสร้างอุโมงค์มาก แม้กระทั่งทหารอเมริกันก็ยอมรับนับถือ ในความสามารถของพวกเวียตกงหรือเวียตนามเหนือเกี่ยวกับสงครามนอกแบบคือการรบในป่า"

นายพลดิเรกยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ผมไม่ใช่นักการทหารเหมือนอย่างคุณพ่อ ผมมีความรู้เกี่ยวกับอาวุธและในด้านวิทยาศาสตร์เท่านั้น ขอให้คุณพ่อเป็นคนวางแผนเถอะครับว่าเราควรจะทำอย่างไร"

ท่านเจ้าคุณวางท่าอย่างภาคภูมิ

"ก็ไม่ยากอะไร สั่งให้พวกเราทั้งหมดนี่เคลื่อนที่เข้าไปในหมู่บ้าน นำเครื่องพ่นไฟเข้าไปด้วย ช่วยกันค้นหาช่องทางเข้าออกอุโมงค์เหล่านั้น แล้วเราก็ใช้ระเบิดหรือเครื่องพ่นไฟทำลายข้าศึกเสีย"

"วิเศษเลยครับ" พ.อ. นิกรแหกปากร้องลั่น "ความคิดของคุณพ่อเข้าทีมาก ถึงหัวล้านก็เฉลียวฉลาดสมเป็นเส"

ท่านเจ้าคุณจุปาก มองดู พ.อ. นิกรอย่างเคืองๆ

"กระเซ้าแต่เช้าเดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้น" พูดจบก็หันไปทางเจ้าแห้ว "เฮ้ย...ไปบอกนายผู้หญิงของแกให้รู้ว่า เราจะบุกเข้าค้นหมู่บ้านหมากม่วงเดี๋ยวนี้ ถ้าจะติดตามพวกเราเข้าไปด้วยก็ให้รีบมารวมกำลังกันที่นี่ หรือจะอยู่เฝ้าขบวนยานยนต์ของเราก็ตามใจ"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วรีบเดินไปที่รถจิ๊ปกลางซึ่งเป็นรถของพยาบาลสมัครเล่นทั้งสี่คน ใน ๕ นาทีนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยลูกชายของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็เคลื่อนที่ตรงไปยังหมู่บ้านมนุษย์ผีดิบ นิกรกับเสี่ยหงวนมีเครื่องพ่นไฟติดอยู่ข้างหลัง นอกนั้นมีปืนยิงเร็วและระเบิดมือ

สี่นางสมัครใจอยู่เฝ้ากระบวนยานยนต์กับพวกพลขับทั้งหลาย ตามเวลาที่กล่าวนี้ทหารราบหนึ่งหมวดในบังคับบัญชาของ ร.ท. สามารถยังคงโอบล้อมรอบหมู่บ้านหมากม่วงเหมือนเช่นเดิม

พอเข้ามาในหมู่บ้านคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ต่างก็เตรียมพร้อมที่จะใช้ปืนยิงเร็วสังหารข้าศึก เมื่อเห็นข้าศึกหรือถูกโจมตีก่อน ภายในหมู่บ้านสงบเงียบ บ้านเรือนเกือบทั้งหมดถูกไฟเผาผลาญกลายเป็นเถ้าถ่านไป ต้นไม้ใหญ่น้อยถูกไฟไหม้เกรียมไปบ้าง ไม่ปรากฏว่ามีศพของพวกก่อการร้าย กลุ่มควันไฟคลุมไปทั่วหมู่บ้าน

ทุกคนช่วยกันค้นหาทางขึ้นลงหรือปากช่องอุโมงค์ตามสุมทุมพุ่มไม้ สี่สหายหนุ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง

ขณะนั้นเองลูกดอกจากหน้าไม้ลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกดอกอาบยาพิษได้ถูกยิงมาถากซอกคอนายพลดิเรกไปนิดเดียวเท่านั้น

"เฮ้-มีคนลอบยิงเราด้วยหน้าไม้" ศาสตราจารย์ดิเรกร้องลั่น

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธต่างกระจายกำลังกันออกและสอดส่ายสายตามองหาข้าศึก ในที่สุดเจ้าแห้วก็ตาไวแลเห็นชายฉกรรจ์คนหนึ่งนุ่งกางเกงในเพียงตัวเดียว ปรากฏตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นและนั่งอยู่บนแผ่นไม้กระดานสองสามแผ่นอย่างที่เรียกว่านั่งห้าง

"รับประทานมันอยู่นั่น" เจ้าแห้วร้องบอกเจ้านายของเขาและยกปืนยิงเร็วขึ้นประทับเพื่อจะสังหารพลพรรคพวกก่อการร้าย

เจงกิสข่านหรือกิมหงวนร้องห้ามเจ้าแห้ว

"อย่ายิง-อ้ายแห้ว ให้กันจัดการกับมันดีกว่า"

เจ้าแห้วลดปืนลง

"รับประทานอาเสี่ยจะจับเป็นหรือครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"ใครบอกแกล่ะ"

อาเสี่ยย่องเข้าไปยังต้นไม้ต้นนั้นและดึงสายเครื่องพ่นไฟออกมาเพื่อจะสังหารศัตรูแบบย่างสดด้วยเครื่องพ่นไฟประจำตัวเขา

"โน โน" นายพลดิเรกร้องห้าม "อย่าทำอย่างนั้นอ้ายหงวน ผิดมนุษยธรรมโว้ย ป่าเถื่อนมากเกินไป"

พ.อ. กิมหงวนหันมายิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"ก็มันลอบกัดเรานี่หว่า แล้วก็มนุษย์ขายชาติพวกนี้ไม่ควรจะให้ความเมตตาปรานีมัน"

เมื่อเสี่ยหงวนเงยหน้าขึ้นเขาก็แลเห็นมนุษย์ผีดิบที่อยู่บนต้นไม้โยนหน้าไม้ลงมาพร้อมด้วยลูกธนูหลายลูก แล้วมันก็ชูมือยอมจำนน แต่เสี่ยหงวนไม่ยอมไว้ชีวิตมัน เขาปล่อยธารเพลิงออกไปจากท่อเพียงสามถึงห้าวินาที เท่านี้เองมนุษย์ผีดิบหรือมนุษย์ขายชาติก็ถูกย่างสดตัวดำเป็นตอตะโก ร่างของมันหล่นลงมาจากห้างลอยละลิ่วลงสู่พื้นดินเสียงดังตุ๊บ

"อ้ายหงวน" พลร้องขึ้นดังๆ "แกนี่ป่าเถื่อนจริงโว้ย มันยกมือยอมแพ้ไม่มีทางต่อสู้แล้วแกยังฆ่ามัน"

เสี่ยหงวนแสยะยิ้ม

"ฆ่าซีวะ ต่อให้พ่อมันหรือปู่มันก็ไม่ไว้ชีวิต คิดดูซีวะมันเป็นคนไทยเกิดในผืนแผ่นดินไทย พี่น้องของมันก็ล้วนเป็นคนไทย แต่มันยอมขายชาติทรยศต่อประเทศชาติ เป็นกำลังให้ฝ่ายศัตรูเพื่อยึดครองประเทศไทย มนุษย์สารเลวเช่นนี้ไม่ควรมีชีวิตให้หนักโลก" พูดจบเสี่ยหงวนก็หันไปมองดูศพของเจ้าหนุ่มผู้ก่อการร้ายซึ่งนอนตายอยู่โคนต้นไม้ใหญ่ "ถุย....ไปนรกเถอะมึง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำเบาๆ

"ทารุณมากไปหน่อย ที่ถูกควรจะเอาปืนยิงเร็วยิงมัน"

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยได้เคลื่อนที่ต่อไปเพื่อค้นหาช่องอุโมงค์ตามบริเวณหมู่บ้านของพวกมนุษย์ผีดิบ ศาสตราจารย์ดิเรกได้พูดวิทยุสนามติดต่อกับสี่นางและพลขับตลอดจนหน่วยทหารราบหนึ่งหมวด เตือนให้ระวังข้าศึกจู่โจมโดยไม่รู้ตัว ถึงแม้ฝ่ายศัตรูแพ้เปรียบในเรื่องอาวุธ แต่ก็ได้เปรียบในทางภูมิประเทศ

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เสียงปืนยิงเร็วก็ดังขึ้นหนึ่งชุดในระยะห่างจากคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธไม่เกิน ๑๐ เมตร ทุกคนรีบหมอบราบลงกับพื้นดินและกลิ้งตัวเข้าหาที่กำบังเท่าที่จะหาได้ ร.อ.นพรุกคืบหน้าเข้าไปยังเสียงปืนนั้นอย่างกล้าหาญเด็ดเดี่ยว เมื่อเขาสู้รบกับข้าศึกซึ่งไม่ใช่ผีปีศาจ ลูกชายของนิกรก็มิได้หวาดกลัวข้าศึกเลย

ร่างของใครคนหนึ่งวิ่งผ่านพุ่มไม้ไป แต่แล้วเมื่อถูกยิงกราดด้วยปืนยิงเร็ว ชายผู้นั้นก็หยุดการเคลื่อนที่รีบหมอบลง ตอนนี้เอง ร.อ. นพก็ลุกขึ้นถือปืนยิงเร็วอันเป็นอาวุธคู่มือของเขาวิ่งเข้าไปหาผู้ก่อการร้ายผู้นั้น ชายร่างเล็กผอมโซยกปืนยิงเร็วขึ้นยิง ร.อ. นพ แต่บังเอิญกระสุนขัดลำ ลูกชายนิกรจึงเข้าถึงตัวแล้วยกพานท้ายปืนยิงเร็วฟาดศีรษะเจ้าหมอนั่นเต็มแรงเกิด

"โพละ"

เจ้าหมอนั่นมองดูหน้า ร.อ. นพและยิ้มให้ ลูกชายของนิกรจึงยกพานท้ายปืนฟาดกบาลอีกครั้งหนึ่ง

"นี่แน่ะ คราวนี้อยู่ละมึง"

พลพรรคก่อการร้ายฟุบหน้าลงกับพื้นดินและดูเหมือนว่าเขาสิ้นใจตายแล้ว เพราะถูกตีศีรษะด้วยพานท้ายปืนยิงเร็วจนหัวสมองเละ

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ต่างเคลื่อนที่เข้ามาหา ร.อ. นพซึ่งกำลังยืนมองดูศพชายผู้นั้น พล.ต. พลกอดหลานชายของเขาและกล่าวชมด้วยความจริงใจ

"เก่งมากอ้ายหลานชาย แกกล้าหาญยิ่งกว่าพ่อแกมากมายนัก แกวิ่งเข้าหาข้าศึกด้วยการเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต เพราะข้าศึกมีปืนยิงเร็วแล้วแกก็ฆ่าอ้ายหนุ่มผีดิบคนนี้ได้"

ลูกชายของนิกรยิ้มอย่างภาคภูมิ

"เรื่องเล็กครับลุง แต่ถ้าให้ผมสู้กับผีแล้วผมไม่เอาไม่ว่าจะเป็นผีกระสือ ผีกระหัง หรือผีดิบก็ตาม"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานคุณนพแน่จริงๆ วิ่งซิกแซกก้มศีรษะหลบกระสุนปืนน่าดู รับประทานอย่างนี้น่าจะส่งไปรบที่เวียตนาม"

ทุกคนวิพากษ์วิจารณ์กันสักครู่ก็เคลื่อนที่ต่อไป การค้นหาปากอุโมงค์ของพวกก่อการร้ายได้กระทำกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน ตอนไหนมีสุมทุมพุ่มไม้หนาทึบก็ถูกค้นมากกว่าตอนอื่น ในที่สุดอาเสี่ยกิมหงวนก็พบช่องอุโมงค์แห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใต้กอไผ่อันหนาแน่นและพรางตาไว้เป็นอย่างดี

"นั่นยังไง" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ "หนึ่งแห่งละ ให้อ้ายกรเฝ้าอยู่ตรงนี้ แล้วเราหาปากอุโมงค์ทางอื่นต่อไป ถ้าข้าศึกโผล่ขึ้นมาก็ให้อ้ายกรเผามันด้วยเครื่องพ่นไฟ มันหนีไปทางอื่นเราก็ช่วยกันฆ่ามันเสีย"

นิกรมองดูเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ

"จะให้กันยืนเฝ้าอยู่ที่นี่คนเดียวน่ะหรือ"

"เออ" อาเสี่ยตอบเสียงหนักๆ

พ.อ. นิกรขมวดคิ้วย่น

"อยู่คนเดียวไม่เอาโว้ย กลัวผี"

นายพลดิเรกจุปากแล้วพูดเสริมขึ้น

"ผีสางบ้าบออะไรกันวะ นี่มันสองโมงเช้าไม่ใช่สองทุ่ม พระอาทิตย์แดงโร่นั่นเห็นไหม"

พ.อ. นิกรจ้องมองดูศีรษะอันล้านเลี่ยนของพ่อตาของเขา แล้วหันมายิ้มกับนายแพทย์หนุ่ม

"พระอาทิตย์แดงแจ๋โว้ยไม่ใช่แดงโร่ แล้วก็มีกลิ่นตุๆ ด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขวาเตะลูกเขยจอมทะเล้นของท่านเต็มเหนี่ยว ทำให้นิกรสูดปากลั่น แล้วหันมาพูดกับเจ้าแห้วอย่างนอบน้อม "คุณจ่าอยู่เป็นเพื่อนผมนะครับ"

เจ้าแห้วทำคอย่นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานอย่าพูดกับผมอย่างนี้เลยครับ เรียกผมว่าอ้ายแห้วตามเดิมดีกว่า"

นายพลดิเรกพูดตัดบท

"ไปโว้ยพวกเรา แยกย้ายกันไปดีกว่าและติดต่อกันทางวิทยุ อย่าตะโกนเรียกกันเป็นอันขาด อ้ายแห้วอยู่กับอ้ายกรที่นี่ ถ้าข้าศึกขึ้นมาทางช่องอุโมงค์นี้ก็สังหารมันเสีย"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ หันมาถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงเบาๆ

"รับประทานวันนี้วันพระใช่ไหมครับ"

"วันโกนโว้ย วันนี้ขึ้น ๑๔ ค่ำ พรุ่งนี้ถึงจะวันพระ"

เจ้าแห้วยิ้มออกมาได้

"รับประทานค่อยยังชั่วหน่อย ถ้าเป็นวันโกน ผมจะได้ไม่ต้องนึกถึงเรื่องบาปกรรม รับประทานผมยิงไม่ให้เหลือแม้แต่คนเดียว"

นิกรกับเจ้าแห้วถูกทิ้งไว้ ณ ที่นั้น พล.ต. พลเดินนำหน้าเพื่อนเกลอทั้งสองกับสี่สหายหนุ่มและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้นหาช่องอุโมงค์ต่อไป ต่างคนต่างกระจายกำลังกันต่อไป เพียงครู่เดียวก็มีการติดต่อกันทางวิทยุสนาม ปรากฏว่า ร.อ. ดำรงได้ค้นพบช่องอุโมงค์แห่งที่สอง อยู่ในพุ่มไม้อันหนาทึบด้านหลังหมู่บ้าน เมื่อเขารายงานทางวิทยุสนามให้นายพลดิเรกทราบ ศาสตราจารย์ดิเรกก็พาพรรคพวกของเขามาที่อุโมงค์แห่งนั้นและออกคำสั่งด้วยวาจา

"ดีแล้วดำรง แกกับพนัสเฝ้าอุโมงค์นี้ไว้ พวกเราจะช่วยกันหาอุโมงค์อื่นๆ อีกต่อไป มันควรมีอย่างน้อยอีกสองสามแห่งเพื่อสะดวกในการเคลื่อนย้ายหรืออพยพหลบหนีภัย"

จนกระทั่ง ๙.๐๐ น. เศษ คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธก็ค้นพบปากช่องอุโมงค์รวมสี่แห่งด้วยกัน แต่ละแห่งอยู่ห่างกันเกือบ ๕๐ เมตรและถูกพรางตาอย่างมิดชิด เจ้าคุณปัจจนึกฯ วางแผนทำลายข้าศึกที่อยู่ในอุโมงค์ทันที เป็นอันว่านิกรกับเจ้าแห้วคอยสังหารข้าศึกอยู่ที่ช่องแรก ร.อ. พนัสกับ ร.อ. ดำรงอยู่ช่องที่สอง ร.อ. นพและ ร.อ. สมนึกอยู่ช่องที่สาม พลกับเสี่ยหงวนอยู่ช่องที่สี่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ติดต่อกับคณะพรรคของท่านโดยทางวิทยุสนาม แล้วท่านก็ออกคำสั่งให้พลกับเสี่ยหงวนเริ่มต้นทำลายอุโมงค์ของข้าศึกได้

ระเบิดมือลูกหนึ่งถูกขว้างเข้าไปในอุโมงค์นั้นแล้วก็มีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ทันใดนั้นเองเสี่ยหงวนก็กราดปืนยิงเร็วเข้าไปในอุโมงค์นั้น เมื่อพวกก่อการร้ายถูกโจมตีโดยไม่รู้ตัวเช่นนี้มันก็เสียขวัญวิ่งพล่าน หัวหน้าของมันตะโกนสั่งพลพรรคหนีไปขึ้นทางปากอุโมงค์ที่นิกรกับเจ้าแห้วเฝ้าอยู่

พ.อ. นิกรถือหม้อเครื่องพ่นไฟเตรียมพร้อม พอแลเห็นตัวข้าศึกที่กำลังแก่งแย่งกันออกมานอกอุโมงค์ นิกรก็ฉีดเครื่องพ่นไฟเข้าใส่ทันที

"ฟู่ด "

ธารเพลิงอันร้อนแรงพุ่งลงไปในอุโมงค์เป็นสาย พวกก่อการร้ายหลายคนถูกไฟเผาก็ร้องโอดครวญและล้มลงสิ้นใจตาย บางคนตกตะลึงยืนนิ่งเฉยก็เลยตกเป็นเหยื่อพระเพลิงด้วย เจ้าแห้วยกปืนยิงเร็วขึ้นประทับกราดกระสุนเข้าใส่ข้าศึกอย่างไม่ปรานี ศพของสมาชิกผู้ก่อการร้ายล้มตายเกลื่อนกลาดและทับถมกัน ที่เหลือตายรีบหนีไปหาทางขึ้นจากอุโมงค์ทางอื่น

โดยคำสั่งของนายพลดิเรก ระเบิดควันพิษหลายลูกถูกทิ้งลงไปในอุโมงค์ทั้งสี่ช่อง ทำให้ข้าศึกแตกพ่ายระส่ำระสาย โผล่ขึ้นมาทางไหนก็ถูกกราดด้วยปืนยิงเร็วหรือถูกฉีดด้วยเครื่องพ่นไฟ ช่องอุโมงค์สองแห่งพังทลายราบด้วยอำนาจระเบิดมือ เหลืออีกสองแห่งคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธคอยยิงกราดไว้

เสียงปืนสงบเงียบลงแล้ว คณะพรรคสี่สหายกับลูกๆ ของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมารวมกำลังกัน ณ จุดจุดหนึ่งตามคำสั่งของนายพลดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณนั้นและกล่าวถามศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"แกแน่ใจหรือว่าอ้ายพวกก่อการร้ายที่อยู่ในอุโมงค์ใต้ดินจะตายหมด"

"ออไร๋ ออไร๋ ระเบิดไอพิษของผมนั้นมีอำนาจทำลายชีวิตอย่างรุนแรง ควันเคมีจะระเหยไปทั่วใต้ดินอย่างรวดเร็ว พวกก่อการร้ายสูดเข้าไปเพียงนิดเดียวระบบหัวใจของมันก็จะหยุดทำงาน ผมมั่นใจว่าพวกก่อการร้ายที่อยู่ใต้ดินคงตายหมด"

พ.อ. นิกรกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"แล้วพวกแมงกระชอนล่ะมันจะตายไหมหมอ"

นายพลดิเรกหัวเราะหึๆ

"อาจจะตายหรือไม่ตายก็ได้" พูดจบเขาก็หันมาทางลูกชายของเขา "ดำรง แกเอาระเบิดเวลาติดตัวมาด้วยหรือเปล่า"

"เอามาครับ เป็นระเบิดขนาดเล็กแต่ใช้ดินระเบิดแรงสูงแบบ "ดำรง ๑๑" ผมเอาติดกระเป๋ามาหนึ่งลูก" แล้วศาสตราจารย์ดำรงก็ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบวัตถุขนาดซองบุหรี่ชิ้นหนึ่งออกมา รูปลักษณะของมันคล้ายๆ กับเครื่องรับวิทยุทรานซิสเตอร์ "นี่ไงครับพ่อ"

"ออไร๋ จัดการขุดหลุมเล็กๆ ให้ลึกประมาณสองฟุตและเอาระเบิดเวลายัดลงไปในหลุมตั้งชนวนระเบิดภายใน ๕ นาที แกกับเพื่อนๆ ช่วยกันซี พ่อต้องการบังส่วนบนของอุโมงค์เพื่อจะได้ฝังพวกข้าศึกและอุโมงค์เหล่านี้จะได้ใช้การไม่ได้อีก"

นายพลดิเรกปล่อยให้สี่สหายหนุ่มทำหน้าที่ระเบิดรังใต้ดินของมนุษย์ผีดิบ เขาพาเพื่อนเกลอทั้งสามและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเดินสำรวจพื้นที่และค้นหาข้าศึกต่อไป ท่ามกลางความสงบเงียบ ได้ยินแต่เสียงลมพัดและเสียงนกร้อง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินห่างจากกันพอสมควร อาเสี่ยกิมหงวนเดินล้าหลังพยายามใช้สายตาของเขาให้เป็นประโยชน์ซึ่งเขาเชื่อว่าอาจจะมีข้าศึกแอบซ่อนอยู่ตามบริเวณนี้

ความคาดคะเนของเสี่ยหงวนถูกต้องแล้ว พลพรรคของพวกก่อการร้ายคนหนึ่งหลบซ่อนตัวอยู่ในสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบ เจ้าหมอนี่รอดตายและหลบหนีขึ้นมาจากอุโมงค์เหมือนกับมีปาฏิหารย์ มันมีอาวุธคู่มือคือมีดพกคล้ายกับมีดพลร่ม มันรู้ดีว่าพรรคพวกของมันได้เสียชีวิตไปหมดแล้ว เจ้าหนุ่มผู้ทรยศต่อประเทศชาติและมีรูปร่างผอมบาง เพราะขาดอาหาร ซุ่มซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้และตัดสินใจเด็ดขาดที่จะสังหาร พ.อ. กิมหงวนซึ่งเดินอยู่ล้าหลัง เมื่ออาเสี่ยเดินคล้อยไป มนุษย์ผีดิบก็ย่องออกมาจากพุ่มไม้ใบบัง และวิ่งเข้าไปตวัดรัดคอเสี่ยหงวนด้วยท่อนแขนซ้าย เสี่ยหงวนหยุดชะงักและแข็งตัวไว้ ยกศอกขวากระแทกไปข้างหลังเต็มเหนี่ยว ถูกซี่โครงเจ้าหมอนั่นดังอั๊ก พลพรรคของพวกก่อการร้ายมีความรู้สึกเหมือนกับว่าซี่โครงของมันหักไปหลายซี่ ความเจ็บปวดทำให้มันหมดเรี่ยวแรงปล่อยมีดหลุดจากมือและขมวดคิ้วนิ่วหน้า เสี่ยหงวนยืนนิ่งเฉย ความรู้สึกบอกตัวเองว่า ผู้ที่บังอาจล๊อคคอเขานั้นหมดกำลังวังชาไปแล้ว เพราะถูกศอกกลับของเขานั่นเอง

"เฮ้ย...อ้ายหนู มึงน่ะนักยูโดขั้นไหนวะ รู้ไหมว่ากูนี่น่ะหวดเข็มขัดดำมาหนึ่งโหลแล้ว" พูดจบอาเสี่ยก็แสดงวิชายูโดทุ่มเจ้าหนุ่มผู้นั้นข้ามศีรษะเขาลงไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นดิน พอศัตรูลุกขึ้นนั่ง อาเสี่ยก็ปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาถูกคางอย่างเหมาะเจาะเสียงดังพล็อค เท่านี้เองสมาชิกผู้ก่อการร้ายก็ผงะหงายล้มลงเหยียดยาว

พล นิกร นายพลดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างวิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาด้วยความเป็นห่วงกิมหงวน ขณะนี้เจ้าแห้วสะพายเครื่องพ่นไฟของอาเสี่ยไว้ข้างหลัง

นายพลดิเรกร้องห้ามเสียงหลง เมื่อแลเห็นเสี่ยหงวนยกปืนพก ๑๑ มม. ขึ้นจ้องเจ้าหนุ่มผู้นั้น

"อย่า...อย่ายิงโว้ย" พอสิ้นเสียงนายพลดิเรก เสียงกระสุน ๑๑ มม. ก็ระเบิดลั่น กระสุนนัดนั้นทะลุอกผู้ก่อการร้ายออกทางเบื้องหลัง

"ทำไมแกทารุณอย่างนี้อ้ายหงวน"

อาเสี่ยหัวเราะเสียงกังวาน

"ทารุณหรือเพื่อน พวกเราควรจะหยิบยื่นความกรุณาของเราให้อ้ายพวกมนุษย์ขายชาติอีกยังงั้นหรือ แกก็รู้ดีแล้วว่าการสู้รบกับพวกก่อการร้ายไม่ผิดอะไรกับเราสู้กับสัตว์ป่า ถ้าเราพลาดพลั้งมันก็ฆ่าเราแบบสังหารโหด"

พล.ต. พลเห็นพ้องด้วย

"จริงของมันหมอ อ้ายหงวนทำถูกแล้วที่ใช้วิธียิงทิ้งเช่นนี้ พวกก่อการร้ายเคยลากตัวครูประชาบาลออกมาจากห้องเรียนขณะที่เขากำลังสอนนักเรียน แล้วก็ยิงทิ้งต่อหน้าลูกศิษย์คือเด็กตัวเล็กๆ โดยไม่ยอมฟังคำอ้อนวอนของเด็กๆ เหล่านั้น ชาวหมู่บ้านไหนไม่ร่วมมือกับมัน มันก็ใช้วิธียิงทิ้งหรืออย่างน้อยก็เผาหมู่บ้านให้พินาศไป หลังจากได้ยึดทรัพย์สินเงินทองและเสบียงอาหารไปจนหมดสิ้น"

นิกรมองดูศพผู้ก่อการร้ายแล้วยกมือขวาตบบ่าเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"แกเก่งจริงๆ " นิกรพูดยิ้มๆ "แกยังกล้าหาญชาญชัยอยู่เหมือนกับว่าแกยังหนุ่มแน่น ทั้งสุขุมเยือกเย็นและทรนง อย่างนี้เขาเรียกว่าชาติอาชาไนย"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"ถึงอย่างนั้นเชียวหรือ"

นิกรพยักหน้า

"อือ...กันคิดว่ากันยกย่องให้แกเป็นชายชาติอาชาไนยนั้นเหมาะสมแล้ว" แล้วเขาก็หันมาทางพลและศาสตราจารย์ดิเรก "ดูหน้าอ้ายหงวนซีวะ หน้ามันเหมือนม้าไม่มีผิด จมูกก็เหมือนม้า หูยิ่งเหมือนใหญ่ โดยเฉพาะปากอ้ายหงวนไม่ผิดอะไรกับปากม้าเลย นี่แหละกันถึงว่าอ้ายหงวนคือชายชาติอาชาไนย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้ากและพูดเสริมขึ้น

"อาชาไนยแปลว่ากำเนิดดี ตระกูลดี รู้รวดเร็ว ฝึกหัดมาดีแล้ว เช่นบุรุษอาชาไนยหรือม้าอาชาไนย ฉันมองไม่เห็นเลยว่าหน้าอ้ายหงวนจะเหมือนม้า"

เสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เสียงระเบิดเวลาก็ดังขึ้นในระยะห่างจากเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วประมาณ ๑๕๐ เมตร

"ตูมมม"

ระเบิดเวลาลูกเล็กทำให้พื้นดินเหนืออุโมงค์พังทลายราบลงไปทับถมศพพวกก่อการร้ายนับจำนวนไม่ต่ำกว่า ๑๐๐ คน แต่มนุษย์ขายชาติเหล่านั้นได้ตายเสียก่อนแล้วเพราะถูกระเบิดไอพิษ ถูกยิงด้วยปืนยิงเร็วและถูกฉีดด้วยเครื่องพ่นไฟ

คณะพรรคสี่สหายต่างแลเห็นนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนพากันเดินรวมกลุ่มตรงเข้ามา

"เรียบร้อยแล้วครับพ่อ" ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับบิดาของเขา "ผมกับเพื่อนๆ ได้ช่วยกันระเบิดรังใต้ดินของมันแล้ว"

ร.อ. สมนึกชี้มือไปที่ศพของพวกก่อการร้ายแล้วถามเสี่ยหงวนเบาๆ ในท่าทางที่สนใจไม่น้อย

"ใครฆ่ามันครับเตี่ย"

อาเสี่ยวางท่าอย่างภาคภูมิ

"ใครล่ะ...ก็เตี่ยน่ะซี มันแอบอยู่ในพุ่มไม้และย่องเข้ามาล็อคคอเตี่ย เตี่ยก็เลยแสดงท่ายูโดแล้วเตะซ้ำ ล่อด้วยปืนพกไปอีกนัดหนึ่งเท่งทึงไปเลย"

ร.อ. สมนึกลืมตาโพลง หันไปมองดูเพื่อนเกลอทั้งสามแล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"เตี่ยกันยอดคนโว้ย อาจจะได้เหรียญกล้าหาญก็ได้ ช่วยตบมือให้เกียรติเตี่ยกันหน่อยเถอะวะ"

สี่สหายหนุ่มต่างตบมือขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้เจ้าแห้วพลอยผสมโรงตบมือกับเขาด้วย เสี่ยหงวนทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหยแล้วตวาดแว็ด

"พอแล้วโว้ย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน พล.ต.พลถามศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"เอายังไงต่อไปหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาขอความเห็นจากพ่อตาของเขา

"ว่ายังไงครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิดสักครู่

"กลับไปที่หน่วยยานยนต์ของเราเถอะ แล้วก็รายงานทางวิทยุให้กองบัญชาการทหารสูงสุดทราบ เท่าที่เราปะทะกับผู้ก่อการร้ายและเราได้สังหารมันเกลี้ยง"

พ.อ. นิกรซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"สังหารมันเกลี้ยงหรือครับ คุณพ่อแน่ใจหรือว่าพวกมันตายเกลี้ยง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปาก

"อย่าน่าอ้ายกร ไม่ใช่เวลาที่เราจะสัพยอกหยอกล้อกันโว้ย เดี๋ยวจะเกิดยิงกันขึ้นในหมู่พวกเรากันเอง ไปที่หน่วยยานยนต์ของเราเถอะ เราควรจะเคลื่อนย้ายต่อไปเพื่อช่วยเหลือชาวบ้านในท้องถิ่นกันดารตามแผนของกองบัญชาการทหารสูงสุด"

นายพลดิเรกหันมารับเครื่องรับส่งวิทยุสนามจากเจ้าแห้วและพูดติดต่อกับ ร.ท.สามารถ

"ฮัลโหล หัวหน้าหน่วยต้องการพูดกับผู้หมวด ได้ยินไหมสามารถ ได้ยินแล้วตอบด้วย"

"ได้ยินแล้วครับอาจารย์ ผมและทหารในบังคับบัญชาได้รวมกำลังอยู่ทางหลังหมู่บ้านครับ"

"ออไร๋ ดีมากผู้หมวด ถอนกำลังไปที่หน่วยยานยนต์เดี๋ยวนี้ เพื่อเตรียมเคลื่อนที่ต่อไป การสู้รบระหว่างเรากับพวกผีดิบสิ้นสุดลงแล้ว พวกมันถูกเราฆ่าตายหมด เลิกกันนะผู้หมวด"

ในเวลา ๑๑.๐๐ น. วันนั้นเอง หน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งมีพล.ท. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์เป็นหัวหน้าหน่วยก็ได้เดินทางออกจากหมู่บ้านหมากม่วงบุกป่าฝ่าดงต่อไป บางแห่งขบวนรถก็ต้องแล่นข้ามลำธารตื้นๆ การเดินทางทอดนี้มุ่งตรงไปยังจุดที่ ๒๓ คือบ้านหนองบัวและคงจะถึงจุดหมายนี้ประมาณ ๑๖.๐๐ น. แต่รถบรรทุกคันหนึ่งซึ่งเป็นรถเอ็กซเรย์เคลื่อนที่เกิดอุบัติเหตุเพลาหัก ขบวนเดินทางจึงต้องหยุดในบริเวณป่าโปร่งที่เชิงเขาลูกหนึ่ง ท่ามกลางความร้อนอบอ้าวของอากาศในตอนบ่าย ๑๔.๐๐ น.

"เจ้านัสและเจ้ารง..." นายพลดิเรกกล่าวกับนายทหารหนุ่มทั้งสอง "แกสองคนช่วยกันซ่อมเพลารถคันนั้นและเรียกพลขับมาช่วย อย่าปฏิเสธเป็นอันขาดว่าซ่อมไม่ได้ การซ่อมเพลารถเป็นเรื่องเล็กไม่ยากลำบากอะไร"

ศาสตราจารย์ดำรงนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ยิ้มให้บิดาของเขา

"ซ่อมน่ะซ่อมได้ครับพ่อ เพราะเรามีเครื่องมือซ่อมมาพร้อม ชิ้นส่วนอะไหล่ก็เตรียมมามากมาย แต่ว่า...ผมกับอ้ายนัสจะต้องใช้เวลาซ่อมไม่ต่ำกว่า ๓ ชั่วโมง"

"ออไร๋ ซ่อมให้ได้ก็แล้วกัน เราจะพักผ่อนกันอยู่ที่นี่แหละ"

พล.ต. พลสั่งให้ขบวนรถทั้งหมดจอดเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว เว้นระยะห่างจากกันพอสมควรและสั่งให้ ร.ท. สามารถส่งทหารไปลาดตระเวณรอบๆ จัดยามรักษาการณ์ให้เข้มแข็งป้องกันพวกก่อการร้ายจู่โจมโดยไม่รู้ตัว

ระหว่างที่พักซ่อมเพลารถบรรทุกคันนั้น สี่นางหรือพยาบาลพิเศษได้ถือโอกาสลงจากรถมาร่วมสนทนากับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์อย่างสนุกสนาน ประไพคุยจ้อว่าการปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้ตื่นเต้นดีมาก หล่อนกับเพื่อนๆ ได้ช่วยกันระดมยิงพวกมนุษย์ผีดิบจากการปะทะกันเมื่อคืนนี้

จนกระทั่ง ๑๕.๐๐ น.

ร.ท. สามารถผู้บังคับหมวดทหารราบได้เดินเข้ามาหาคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและสี่นาง ซึ่งนั่งพักผ่อนอยู่บนเนินดินใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง นายทหารหนุ่มหยุดยืนชิดเท้าตรงยกมือวันทยหัตถ์นายพลดิเรกแล้วรายงานให้เขาทราบ

"อาจารย์ครับ ผมพาทหารไปลาดตระเวนทางทิศตะวันออกห่างจากขบวนรถของเราประมาณ ๖๐๐ เมตร ผมได้พบหมู่บ้านของชาวบ้านป่ารวม ๑๐ หลังครับ เป็นหมู่บ้านเล็กๆ และสร้างแบบกระท่อม"

นายพลดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"งั้นเรอะ มีพวกชาวบ้านป่าอยู่ประมาณกี่คน"

"เท่าที่ผมเห็น ไม่เกิน ๑๕ คน ครับ นอกนั้นคงจะเข้าป่าลึกเพื่อล่าสัตว์หรือเก็บของป่าขายอันเป็นอาชีพของเขา"

ศาสตราจารย์ดิเรกนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เขาแสดงความรู้สึกต่อเธออย่างไรบ้าง สามารถ"

"ให้การต้อนรับเป็นอย่างดีครับอาจารย์ เขาบอกว่าได้เห็นทหารไทยแล้วอบอุ่นใจเหลือเกิน แต่ว่าพวกชาวบ้านป่าเหล่านี้แปลกมากครับอาจารย์"

"แปลกยังไงหลานชาย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามอย่างสนใจ

ผู้บังคับหมวดเปลี่ยนสายตามาที่ท่านเจ้าคุณและพูดนอบน้อม

"ที่กระผมว่าแปลกก็คือ แต่ละคนเหมือนคนพิการหรือทุพพลภาพขอรับ บางคนเท้าทั้งสองข้างใหญ่โตไม่ผิดกับเท้าช้าง บางคนตามเนื้อตามตัวเป็นเกล็ดคล้ายกับงูหลามหรืองูเหลือม บางคนหน้ายาวเหมือนจระเข้"

พ.อ. นิกรเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"รวยแน่แล้วกู เราได้มาพบแหล่งของมนุษย์ประหลาดแล้ว พาไปกรุงเทพฯ ออกงานภูเขาทองปีนี้ได้เงินจมไปเลย เราเพียงแต่โฆษณาว่าช้างกลับชาติมาเป็นมนุษย์ งูเหลือมกลับชาติเป็นคนและชาละวันจอมตะเข้กลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนต่างลุกขึ้นยืนและซักถามรายละเอียดจาก ร.ท.สามารถ พล.ต. พลกล่าวกับนันทาว่า

"นันกับเพื่อนๆ เดินไปที่หมู่บ้านนั้นไหมล่ะ ไปดูมนุษย์ประหลาดพวกนั้นตามที่ผู้หมวดเขาเล่าให้ฟัง"

นันทาหันมาถามคณะพรรคของหล่อน

"ไปไหมคะ"

นวลลออสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ไม่ล่ะค่ะคุณนัน ไม่ใช่เรื่องประหลาดมหัศจรรย์อะไร คนเหล่านี้มีร่างกายพิกลพิการผิดกว่ามนุษย์ธรรมดาก็เนื่องจากกรรมเก่าของเขา เห็นแล้วก็อดเวทนาไม่ได้"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ใครก็ไม่อยากพบเห็นค่ะ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"พวกคุณไม่สนใจก็อยู่ที่นี่ ผมกับเพื่อนๆ และคุณอาจะไปดูให้เห็นเท็จจริง อย่างน้อยก็คงจะได้ความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับชาตินี้ชาติหน้าหรือชาติก่อนกับชาตินี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"จริงของแกอ้ายหงวน ความรู้ที่เกิดจากประสบการณ์นั้นมีประโยชน์มาก มนุษย์ที่มีเท้าเป็นเท้าช้างก็เนื่องจากกรรมนั่นเอง"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างพากันเดินรวมกลุ่มไปจากที่นั้น โดยมี ร.ท.สามารถเป็นผู้นำทางและทหารราบอีก ๓ คน แต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็ก สองคนถือปืนเล็กยาวสวมดาบ คนหนึ่งสะพายปืนยิงเร็ว ส่วนผู้บังคับหมวดหนุ่มมีอาวุธประจำตัวคือปืนพก ๑๑ มม. บรรจุไว้ในซองปืน

ทุกคนเดินผ่านภูมิประเทศซึ่งเป็นป่าละเมาะ บางแห่งก็มีต้นไม้ขึ้นหนาทึบ บางแห่งก็เป็นป่าไผ่หนาแน่น เมื่อผ่านหนองน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่งไปประมาณ ๑๐๐ เมตร เศษ ร.ท.สามารถก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วบุกเข้าไปในหมู่ไม้เบญจพรรณแห่งหนึ่ง แต่แล้ว ร.ท. สามารถก็หยุดชะงัก ทำให้ทุกคนหยุดเคลื่อนที่เช่นเดียวกัน

นัยน์ตาของนายทหารหนุ่มลืมโพลง กิริยาท่าทางของเขาเต็มไปด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจ ผู้บังคับหมวดร้องอุทานออกมาด้วยเสียงหนักแน่น

"แดนสนธยา...."

ทุกคนต่างพากันมองดู ร.ท. สามารถเป็นครั้งแรกที่นายพลดิเรกมีอารมณ์ยัวะเกิดขึ้นอย่างผิดปรกติ เมื่อ ร.ท. สามารถหมุนตัวกลับมาทางเขา ศาสตราจารย์ดิเรกก็ยกมือชี้หน้านายทหารหนุ่มและกล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"เธอโกหกฉัน โกหกแบบหน้าตาย หลอกให้ฉันกับพรรคพวกเดินมาเกือบครึ่งกิโลเมตร เพื่อให้มาดูมนุษย์ประหลาด เป็นต้นว่าคนที่มีขาเป็นช้างและมนุษย์ที่มีหน้าเป็นจระเข้ ขณะนี้ฉันเป็นผู้บังคับบัญชาของเธอ เป็นหัวหน้าหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ของกองบัญชาการทหารสูงสุด การที่เธอโกหกฉันอย่างหน้าตาเฉยเช่นนี้เป็นการดูถูกดูหมิ่นผู้บังคับบัญชา ฉะนั้นกลับไปกรุงเทพฯ ฉันจะเอาตัวเธอขึ้นศาลทหาร"

ใบหน้าของนายทหารหนุ่มซีดเผือด ผู้บังคับหมวดยกมือวันทยหัตถ์และพูดเสียงสั่นเครือว่า

"ได้โปรดเถอะครับอาจารย์ ผมกล้าสาบานได้ว่าผมกับทหาร ๓ คนนี้ได้พบเห็นหมู่บ้าน ๑๐ หลัง อยู่ใต้กลุ่มต้นไม้ใหญ่ตรงนี้โดยมีต้นตะเคียนสามต้นเป็นที่สังเกตและภูมิประเทศแถบนี้ผมก็จำได้ดี"

"โกหก" นายพลดิเรกตวาดลั่น "เธอรู้หรือเปล่าว่าฉันเกลียดคนโกหก"

เสี่ยหงวนโบกมือห้ามศาสตราจารย์ดิเรก

"ค่อยๆ พูดเถอะวะหมอ ลักษณะท่าทางคุณสามารถไม่ใช่คนที่โกหกเก่ง เพราะหน้าตาของเขาก็ไม่ได้มีส่วนคล้ายกับอ้ายกรเลย"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"อ้อ-นี่หมายความว่าฉันน่ะเป็นคนโกหกเก่งงั้นหรือ แกลองถามพ่อตาฉันดูซิว่าฉันเคยโกหกบ้างหรือเปล่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"อย่างน้อยวันละพันครั้ง ซึ่งบางทีตัวแกเองก็ไม่รู้ว่าแกพูดความจริงหรือพูดโกหก"

นิกรหันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"แกตอบฉันซิอ้ายแห้ว ฉันเคยโกหกหรือเปล่า"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานไม่เคยครับ"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเหรียญ ๕๐ สตางค์ ส่งให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-ฉันให้รางวัลแกที่แกยืนยันว่าฉันไม่เคยโกหก"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ

"แหม-รับประทานให้เสียแยะ กลับไปกรุงเทพฯ ผมจะซื้อมอเตอร์ไซค์ขี่สักคันหนึ่ง"

พล.ต. พลมองดูหน้านายทหารหนุ่มและกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณแน่ใจหรือว่าคุณไม่ได้โกหกเรา"

"เป็นความจริงครับท่าน กระผมจะกล้าโป้ปดมดเท็จผู้บังคับบัญชาเชียวหรือครับ และท่านก็เคยเป็นอาจารย์สอนผมมาตอนที่ผมเป็นนักเรียนนายร้อยห้อง ๕ ซึ่งอาจารย์ได้กรุณาสอนวิชาปล่อยอาวุธให้พวกเรา ผมงงไปหมดแล้วครับ เท่าที่บ้านเรือนและผู้คนหายไป คงเหลือแต่ต้นไม้และก้อนหิน"

พล.ต. พลหันมาทางนายพลดิเรก

"อาจจะเป็นภาพลวงตาที่เกิดขึ้นโดยประสาทนัยน์ตาทำให้เห็นไปเช่นนั้นได้ไหมหมอ"

ร.ท. สามารถรีบพูดขึ้นทันที

"ไม่ใช่ภาพลวงตาครับ ผู้คนในหมู่บ้านนี้ได้พูดคุยกับผมและทหารทั้ง ๓ คน ที่ติดตามมาคุ้มครองผม แต่ผมเรียนให้ทราบไม่ได้ว่าทำไมหมู่บ้านและผู้คนจึงหายไป"

นิกรกล่าวขึ้นอย่างหวาดๆ

"หรือเป็นหมู่บ้านปีศาจ"

"ไม่ครับผู้การ" ร.ท. สามารถพูดกับนิกร "ผู้คนในหมู่บ้านนี้เป็นมนุษย์ครับไม่ใช่ผี แต่เขามีร่างกายพิกลพิการผิดมนุษย์"

พ.อ. นิกรพยักหน้ารับทราบ

"คุณลองบอกให้ละเอียดซิว่า มนุษย์ประหลาดที่หมู่บ้านนี้มีรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงบ้าง"

ร.ท. สามารถตอบโดยไม่ต้องคิด

"เท่าที่ผมจำได้ คนหนึ่งหน้าเป็นจระเข้ตัวเป็นคนครับ คนที่สองขาทั้งสองข้างเป็นเท้าช้าง คนที่สามมีเกล็ดตามตัวและมีสีเป็นมันละเลื่อมทั่วตัวคล้ายกับงูเหลือมหรืองูหลาม คนที่สี่หน้าเป็นเสือตัวเป็นคนครับ คนที่ห้าหน้าเป็นคนตัวเป็นเสือ"

"เละแล้ว" เสี่ยหงวนคราง

"ไม่เละครับท่าน ผมจำได้จริงๆ คนที่หกหน้าเป็นลิงตัวเป็นคนครับ คนที่เจ็ด...."

"หน้าเป็นคนตัวเป็นลิง" นิกรพูดขึ้นแบบดักคอ

ผู้บังคับหมวดยิ้มแห้งๆ

"พูดไปก็เหมือนโกหกครับ เท่าที่ผมจำได้มีคนหนึ่งหน้าเป็นคนตัวเป็นมังกร"

"เอาเข้าให้นั่น" นิกรพูดเสียงหัวเราะแล้วเลื่อนตัวเข้ามายกมือขวาแตะหน้าผากนายทหารหนุ่ม "โอ้โฮ ตัวคุณร้อนเป็นไฟ เมื่อเช้าขี้หรือเปล่า"

"เปล่าครับ"

"แล้วเมื่อวานนี้ล่ะ"

"ไม่ครับ"

พ.อ. นิกรหันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก

"อย่าไปถือสาหาความเลยวะหมอ หมวดแกเป็นไข้และเป็นไข้จับสั่นแน่ๆ พิษไข้ทำให้แกเพ้อเจ้อแลเห็นภาพลวงตาที่ปรากฏขึ้น รีบพาแกกลับไปที่ขบวนยานยนต์ของเราเถอะ จะได้ให้การรักษานายทหารผู้นี้ หรือจะให้กันรักษาแบบแผนโบราณก็ได้"

นายพลดิเรกมองดูหน้านายทหารหนุ่มทั้ง ๓ คนแล้วถามว่า

"พวกแกติดตามผู้หมวดมา แกได้พบหมู่บ้านและชาวบ้านป่าที่นี่หรือเปล่า"

พลทหารร่างสูงใหญ่ ตอบคำถามของหัวหน้าหน่วยพัฒนาการด้วยเสียงอ้อมแอ้ม

"ไม่เห็นมีอะไรนี่ครับ บ้านเรือนสักหลังหรือผู้คนสักคนก็ไม่มี ผู้หมวดคงเห็นเป็นภาพลวงตาแน่ๆ "

ศาสตราจารย์ดิเรกเดินเข้ามาหา ร.ท. สามารถแล้วยกมือขวาจับข้อมือข้างซ้ายของนายทหารหนุ่ม ตรวจดูการเต้นของชีพจร ต่อจากนั้นเขาก็มองดูหน้านายทหารหนุ่ม

"เธอเป็นมาเลเรียแน่ๆ สามารถ ประกอบทั้งเมื่อคืนนี้คุณไม่ได้นอนตลอดคืนและวันนี้ก็ไม่ได้พักผ่อน เธอจึงเห็นภาพลวงตา เห็นเป็นหมู่บ้านและชาวบ้านป่า ความจริงไม่มีอะไร คนที่ป่วยไข้ไม่สบายก็มักจะเห็นอะไรต่ออะไร ไหนแลบลิ้นดูซิ"

ผู้บังคับหมวดสะดุ้งเล็กน้อย

"จะให้ผมแลบลิ้นหลอกอาจารย์ผมทำไม่ได้หรอกครับ"

คราวนี้นายพลดิเรกหัวเราะลั่น

"ฉันอยากจะดูลิ้นเธอในฐานะที่ฉันเป็นนายแพทย์เท่านั้น ไหนลองแลบลิ้นดูซิ"

ร.ท. สามารถทำท่าลังเลใจสักครู่ก็แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว พ.อ. นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

"หดลิ้นเข้าไปได้แล้ว ปล่อยให้ตากลมนานๆ ประเดี๋ยวลิ้นแห้งคุณจะแย่ ลิ้นคุณเป็นฝ้าขาวเห็นจะต้องกวาดด้วยยามหานิลแท่งทองใช้น้ำผึ้งเป็นกระสาย แล้วก็...ผมจะช่วยถอนพิษไข้ให้คุณตามแบบหมอโบราณ ใช้เปราะกับหัวหอมตำให้ละเอียด ผสมเหล้าโรงลงไปแล้วเอาพอกศีรษะ รับรองว่าพรุ่งนี้คุณก็จะสบายดี"

ร.ท. สามารถทำหน้าเหยเกชอบกล

"เปราะกับหัวหอมน่ะ ยายผมเคยทำสุมศีรษะผม ตอนที่ผมยังเป็นเด็กทารกมันแก้หวัดเท่านั้นนี่ครับผู้การ"

นิกรหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"รีบกลับไปที่หน่วยยานยนต์ของเราเถอะ ดิเรกต้องให้การรักษาพยาบาลผู้หมวดสามารถโดยเร็วที่สุด เพราะถ้ามาเลเรียขึ้นสมองเขาอาจจะเป็นอันตราย"

ดร. ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่หันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"เรื่องเล็กครับคุณพ่อ ยาฉีดแก้มาเลเรียของผม ผมคิดขึ้นเองและมีคุณภาพดีเยี่ยม ฉีดปุ๊บหายปั๊บหรือฉีดบ่ายหายเย็น เชื้อมาเลเรียที่อยู่ในร่างกายจะถูกทำลายหมด ดีกว่าอาเทบลิน ควีนินหรือยาแก้มาเลเรียชนิดอื่นไม่ว่าจะเป็นยากินหรือยาฉีด"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พาผู้บังคับหมวดและทหารราบ ๓ คนกลับไปยังขบวนยานยนต์ ร.ท.สามารถมีอาการกะปลกกะเปลี้ยและอ่อนเพลียจนสังเกตเห็นได้ถนัด ใบหน้าของเขาซูบซีดร่วงโรย เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้ทหารสองคนช่วยประคองปีก แต่ถึงกระนั้นผู้บังคับหมวดก็เดินขาลากคล้ายกับไม่มีกำลังขา

พ.อ. กิมหงวนปราดเข้ามาหานายทหารหนุ่มและกล่าวว่า

"คุณขี่หลังผมไปดีกว่า อาการของคุณไม่ใช่น้อยนะคุณสามารถ"

ผู้บังคับหมวดฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"ไม่ได้หรอกขอรับ ผมเป็นเพียงร้อยโทเท่านั้น ผมจะขี่หลังผู้การได้อย่างไร"

เสี่ยหงวนจุปากแล้วพูดเสียงดัง

"เอาเถอะน่า ผมอนุญาติ ตัวคุณก็ไม่ใหญ่โตอะไรนักผมยินดีบริการคุณเป็นพิเศษ"

"ขอบคุณครับผู้การ ผมไม่กล้าละลาบละล้วงท่านหรอกครับ ผมเป็นนายทหารผู้น้อยเป็นเด็กคราวลูกคราวหลาน แล้วก็ผู้การสูงยังกะเปรต ถ้าผมขี่หลังผู้การและพลัดตกลงมาผมก็คงแย่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นขี่หลังฉันเป็นไงหลานชาย"

"โอ๊ย" ร.ท. สามารถร้องขึ้นดังๆ "ไม่ได้หรอกขอรับ ใต้เท้าเป็นถึงพลเอกและเป็นเจ้าคุณ"

พล.ต. พลเลื่อนตัวเข้ามายืนเบื้องหน้านายทหารหนุ่มและพยักหน้าเรียก จสอ. แห้วเข้ามาหา เขากล่าวกับ ร.ท. สามารถ

"อย่าร่ำไรผู้หมวด คุณจะต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยเร็วที่สุด ขี่หลังเจ้าแห้วไปก็แล้วกัน คุณจะได้ไม่ต้องเกรงใจ เพราะเจ้าแห้วเป็นจ่าสิบเอก เป็นนายทหารชั้นประทวน" พูดจบเขาก็หันมาทาง จสอ. แห้ว "เฮ้-ก้มหลังลงให้ผู้หมวดขี่หลังแกไป นี่เป็นคำสั่ง"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่และบ่นอุบอิบในลำคอ

"เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้ปูนั่ง แต่เอากระดูกแขวนคอ"

เป็นอันว่าเจ้าแห้วต้องยอมให้ ร.ท. สามารถขี่หลังเขา แต่เมื่อเจ้าแห้วคิดว่าเป็นการเอื้อเฟื้อช่วยเหลือนายทหารหนุ่ม ซึ่งได้ร่วมเป็นร่วมตายด้วยกัน เจ้าแห้วก็เต็มใจให้ ร.ท. สามารถนั่งอยู่บนหลังเขา

เมื่อมาถึงขบวนยานยนต์ นายพลดิเรกกับสี่นางได้ให้การรักษาพยาบาลผู้บังคับหมวดหนุ่มอย่างเต็มที่ มีการตรวจร่างกายอีกครั้งหนึ่งและเจาะเลือดค้นหาเชื้อมาเลเรีย เมื่อรู้แน่ว่า ร.ท. สามารถเป็นไข้จับสั่นหรือไข้ป่า ดร. ดิเรกก็ฉีดยาให้ ส่วนสี่นางช่วยกันเช็ดตัวให้ ร.ท. สามารถเพื่อลดความร้อนในร่างกาย

๑๑.๐๐ น. เศษ

สี่สหายหนุ่มได้ช่วยกันซ่อมเพลารถบรรทุกคันนั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว ใช้การได้ดีเหมือนเช่นเดิม นายพลดิเรกสั่งให้ทุกคนขึ้นประจำรถและให้ ร.ท. สามารถนอนพักผ่อนอยู่ในรถเอ็กซเรย์เคลื่อนที่ ขบวนพัฒนาการของกองบัญชาการทหารสูงสุดได้เดินทางต่อไป มุ่งตรงไปยังจุดที่ ๒๓ คือหมู่บ้านหนองบัวเพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวไทยที่เจ็บไข้ได้ป่วย

คณะพัฒนาการเคลื่อนที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ของตนรวมทั้งหมดเป็นเวลา ๒๐ วัน จึงจะเดินทางกลับพระนคร ข่าวแพร่สะพัดไปทั่วหมู่พวกก่อการร้ายว่า หน่วยพัฒนาการหน่วยนี้มีอาวุธและมีทหารราบรวมมาด้วยหนึ่งหมวด ดังนั้นพวกก่อการร้ายต่างก็หลบหนีเข้าป่า เมื่อขบวนพัฒนาการเคลื่อนที่เดินทางมา และไม่ปรากฏว่ามีการปะทะกันอีกเลย มีเหตุร้ายเกิดขึ้นก็แต่เพียงว่านายสิบทหารราบคนหนึ่งถูกงูเห่ากัด ขณะที่หน่วยพัฒนาการพักอยู่ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตภูกระดึง ร.อ.นพแสดงความสามารถใช้เวทมนตร์เรียกงูเห่าตัวนั้นมาดูดพิษออก ท่ามกลางความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของใครต่อใคร.

จบบริบูรณ์