พล นิกร กิมหงวน 061 : ทัศนาจรเมืองผี

เช้าวันนั้นตรงกับวันอาทิตย์ที่ ๑๕ พฤษภาคม

คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นนอนในราว ๖.๐๐ น.ตรง เตรียมตัวเดินทางไปหัวหิน ซึ่งคุณหญิงวาดพานันทา, นวลละออ, ประภา และประไพ ล่วงหน้าไปก่อนตั้งแต่วันพุธที่แล้วมา

เพราะเจ้านายนอนตื่นแต่เช้า คนใช้ชายหญิงตลอดจนยายแม่ครัวก็ต้องลุกขึ้นจัดทำอาหารเช้า คอยปรนนิบัติรับใช้ ละม่อมสาวใช้เก่าแก่ของคุณหญิงวาดได้รับมอบหมายหน้าที่ให้เป็นแม่ครัวชั่วคราว

อาหารเช้าจัดตั้งโต๊ะในเวลา ๖.๓๐ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งกายเรียบร้อย เข้ามาในห้องรับประทานอาหารเป็นคนแรก ดร.ดิเรกเป็นคนที่สอง แล้วพล นิกรก็ติดตามมา อาเสี่ยกิมหงวนเป็นคนสุดท้าย

บรรยากาศเงียบเหงาอย่างไรชอบกล สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งรับประทานอาหารกันเงียบๆ ซึ่งอาหารเช้าวันนี้มีไข่ดาวหมูแฮมคนละจาน ขนมปัง กาแฟ เนยจืด และผลไม้

นิกรซดกาแฟร้อนดังโฮก เหมือนเสือร้องไกลๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า

"เมื่อคืนอากาศมันร้อนเหลือเกิน นอนไม่ใคร่หลับว่ะ ทั้งๆ ที่เปิดพัดลมทิ้งไว้ แต่เหงื่อยังออกท่วมตัว"

เสี่ยหงวนเห็นพ้องด้วย

"จริงโว้ย อ้ายเรื่องดินฟ้าอากาศนี่มันแปลก ยิ่งมีเงินยิ่งทนความร้อนไม่ไหว ต้องไปตากอากาศ ขืนอยู่กรุงเทพฯ คงจะชักดิ้นชักงอตาย หน้าหนาวคนมีเงินก็ทนหนาวไม่ไหว ต้องสวมแจ๊คเก้ต สเวตเตอร์ ความมีเงินมันทำให้มนุษย์เราอ่อนแอ มีเงินมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดัดจริตมีพิธีรีตองมากเท่านั้น ดูแต่กันก็แล้วกัน ถ้าวันนี้ไม่ได้ไปหัวหินเห็นจะร้อนตายแน่"

ถึงกิมหงวนพยายามคุยจ้อ ดร.ดิเรกก็รู้สึกว่าอาเสี่ยไม่ได้คึกคักสนุกสนานอะไรเลย เขากล่าวถามอาเสี่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า

"แกไม่สบายใจหรืออย่างไรวะ อ้ายเสี่ย ดูแกหงอยเหงายังไงชอบกล หรือไม่อยากไปพบเมียที่หัวหิน?"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเบาๆ

"เปล่า ไม่มีอะไรหรอก กันฝันไม่ใคร่ดีก็เลยเก็บเอามาคิด"

พลหัวเราะหึๆ

"ฝันว่ายังไงวะ?"

อาเสี่ยหันมายิ้มให้พล

"ก่อนที่นาฬิกาจะปลุกตอนตี ๖ กันฝันเห็นเตี่ยกันว่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"เตี่ยแกตายไปนานแล้ว ป่านนี้ยังไม่ไปเกิดอีกหรือ"

"ก็นั่นน่ะซีครับ ผมฝันว่า แกมาร้องไห้ร้องห่มกับผม บอกผมว่าอดฝิ่นมานานแล้ว ให้ซื้อฝิ่นใส่บาตรไปให้แกบ้าง หรือเพียงแต่ขี้ยาก็ยังดี ผมบอกเตี่ยตามตรงว่ารัฐบาลเขาห้ามสูบฝิ่นเสียแล้ว ไม่รู้ว่าจะไปหาซื้อฝิ่นได้ที่ไหน ในฝันผมเห็นเตี่ยนุ่งขาวห่มขาวครับ เตี่ยแกบอกผมว่าผมกำลังมีเคราะห์ ไม่ควรเดินทางไปต่างจังหวัด ถ้าขืนไปอาจจะได้รับภัยอันตรายถึงชีวิต ผมถามแกว่าแกรู้ได้อย่างไร แกบอกว่าแกเป็นผีย่อมรู้ดี"

ดร.ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แกฝันลืมตาหรือหลับตา?"

กิมหงวนนิ่งคิด

"เข้าใจว่าหลับข้างหนึ่ง และลืมข้างหนึ่ง"

คราวนี้เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง บรรยากาศแจ่มใสขึ้นบ้างแล้ว ดร.ดิเรกว่าเสียงอหาย

"ความฝันเกิดขึ้นเพราะเราหลับไม่สนิท สมองของเรายังทำงานอยู่ มันก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อยไป แต่เป็นจิตใต้สำนึกควบคุมไม่ได้ ความฝันไม่มีแก่นสาร ไร้สาระ"

อาเสี่ยว่า "แต่กันรู้สึกสังหรณ์ใจอย่างไรชอบกล"

นิกรทำท่าขนพองสยองเกล้า แล้วร้องขึ้นดังๆ

"บรื๋อวส์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"อะไรวะ อ้ายกร?"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ผมก็ฝันไม่ดีเหมือนกัน"

"ฝันบ้าง" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงแหลม

"อ้าว!" นิกรคราง "ก็ของมันฝันกันได้นี่ครับ มนุษย์ทั้งโลกเขาฝันกันทั้งนั้น ผมก็ต้องรู้จักฝันกับเขาบ้าง ผมฝันเกี่ยวกับคุณพ่อด้วยซีครับ"

"หา ฝันว่าอย่างไร?"

"ฝันว่าคุณพ่อชวนผมไปล่าสัตว์แห่งหนึ่งในป่าสูง"

"เออ-แล้วไง" เจ้าคุณถาม

"คุณพ่อกับผมใช้รถจิ๊ปวิลลี่ล่าสัตว์ มีคนงานหรือใครไม่ทราบไปกับเราอีก ๓ คน ผมขับรถจิ๊ปบุกเข้าไปในโขลงช้างป่าโขลงหนึ่ง คุณพ่อเป็นคนยิงช้าง ช้างตัวหนึ่งวิ่งเข้ามาชนรถเรา ทำให้รถพลิกคว่ำทันที ในฝันว่าคุณพ่อตายคาที่ ส่วนผมไม่ตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเจื่อนๆ

"ไหงยังงั้นล่ะ ฝันยังงี้ใช้ไม่ได้นี่หว่า แกควรจะฝันว่าแกตายและพ่อไม่ตายจึงจะถูก"

นิกรหัวเราะเบาๆ หันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"ฝันจริงๆ ว่ะ ไม่ใช่โกหก พอรถคว่ำก็ตกใจตื่น ตอนนั้นตีสองเห็นจะได้ พยายามนอนต่อไปก็นอนไม่หลับ เลยลุกขึ้นมานั่งจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่ง หนักเข้าลุกขึ้นเดินวนเวียนไปมารอบๆ ห้อง" พูดจบนิกรก็ทำท่าขนพองสยองเกล้าอีก "บรื๋อวส์"

"อะไรของแกวะ?" พลพูดเสียงหัวเราะ

นิกรหน้าซีดเผือด

"กันไม่อยากเล่าให้ฟังหรอก เล่าให้ฟังแล้วก็จะหาว่ากันโกหก แต่กันสาบานได้ว่า กันได้เห็นลางสังหรณ์หรือลางมรณะจริงๆ ถ้ากันเป็นคนหัวโบราณกันจะไม่ยอมเดินทางไปศีรษะศิลาเป็นอันขาด"

ดร.ดิเรกอ้าปากหวอ

"ศีรษะศิลา....มันอยู่ที่ไหนวะ?"

"ก็หัวหินยังไงล่ะ อ้ายเซ่อ ใช้คำสุภาพหน่อย แกฟังไม่ออกเสียแล้วหรือ ไปศีรษะศิลาลงเดินเล่นชายหาดต้องระวังหน่อย ถ้าไปเตะก้อนศิลาที่ชายหาดเข้า ก็จะทำให้ศีรษะมารดาเท้าเป็นแผลได้"

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น

"ฝรั่งไม่เข้าใจ ศีรษะมารดาเท้าคืออะไร?"

"ก็หัวแม่ตีนน่ะซี คำว่าหัว ผู้ดีเขาเรียกว่าศีรษะ มารดาก็คือแม่ และตีนก็คือเท้านั่นเอง ศีรษะมารดาเท้าแปลตามตัวก็คือหัวแม่ตีน"

อาเสี่ยกิมหงวนจุ๊ปากดุนิกร

"แกมันชวนพูดนอกลู่นอกทางเสมอ กันสนใจในเรื่องลางสังหรณ์ของแก เล่าให้ฟังหน่อยเถอะวะ เขาว่าคนเราก่อนจะตาย มักจะมีลางร้ายหรือลางสังหรณ์ ขุนไกรพ่อขุนแผนก็มีลางสังหรณ์ แมงมุมตีอก ตุ๊กแกหัวเราะเสียงเหมือนคนแก่ แล้วจิ้งจกกับตุ๊กแกยกพวกตีกัน"

นิกรทำหน้าเบ้

"กันจะเล่าให้ฟังก็ได้ ใครจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ ขณะที่กันนอนไม่หลับลุกขึ้นเดินรอบๆ ห้อง กันได้พบเงาของตัวเองทอดอยู่บนพื้น อ้า-ให้กันรากเลือดลงแดงตายเถอะวะ กันไม่ได้พูดเท็จเลย เงาของกันมีแต่ตัวว่ะ ส่วนหัวไม่มีเหมือนคนคอขาด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งเฮือก

"อ้ายกร เป็นความจริงหรือนี่!"

"จริงครับ ผมกลัวเงาของผมเองแทบช็อก และรู้สึกประหลาดใจอย่างที่สุด ผมพยายามทำใจให้เป็นปกติ เดินไปนอนบนเตียงของผม พอมองดูฝาห้อง เงาของผมมันลุกขึ้นมานั่งได้ครับ มิหนำซ้ำยังยกแขนขึ้นบิดขี้เกียจเสียด้วย ผมเผ่นพรวดลุกขึ้นนั่ง เงาของผมมันล้มตัวลงนอน ทีนี้ผมทำยังไง....ผมเปิดไฟในห้องสว่างจ้าหมดเลย"

ท่านเจ้าคุณหน้าจ๋อย

"เอ....ไม่ได้การเสียแล้วโว้ย อ้ายกร ตามที่แกเล่าให้ฟังมันคือลางมรณะ พ่อคิดว่าแกอยู่บ้านเถอะ อย่าไปกับพวกเราเลย"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ผมไม่ถือหรอกครับคุณพ่อ เรื่องตายน่ะความจริงมันเป็นเรื่องเล็กนิดเดียว เพราะทุกคนเกิดมาแล้วก็ต้องตาย ตายดีตายร้าย ตายช้าหรือตายเร็ว มันก็ต้องตายเหมือนกัน"

ดร.ดิเรกกลัวเพื่อนๆ จะเสียขวัญก็พูดตัดบท

"เฮ้-รีบๆ กินเสียให้อิ่มเถอะพวกเรา โมงเช้าควรจะออกเดินทางได้ สายนักแดดมันร้อน คุณพ่อท่านหัวล้านถูกไอแดดเข้าจะเป็นหวัดแดด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว มองดูดร.ดิเรกอย่างเคืองๆ

"ทีหลังอย่าพยายามพูดพาดพิงถึงกบาลพ่อหน่อยเถอะวะ แกเป็นคนดีอยู่แล้วก็ควรรักษาความดีของแกให้ตลอดไป"

สี่สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามๆ กัน ต่างดื่มกาแฟและรับประทานอาหารเช้าสนทนากันไปพลาง สักครู่หนึ่งเจ้าแห้วก็เดินยิ้มกริ่มเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร แล้วรายงานให้เจ้านายทราบ

"รับประทาน ผมทำรถเรียบร้อยแล้วครับ เติมน้ำกลั่น น้ำมันเครื่อง น้ำมันเบรก เปลี่ยนหัวเทียนใหม่เอี่ยมทั้งหมด"

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"ยางของเราทั้งสี่ล้อยังใช้ได้ดีนะ"

"โอ๊ย! รับประทาน ยางเพิ่งสึกไปนิดเดียวเท่านั้นแหละครับ ทุกๆ เส้นยังใหม่มาก รถเมล์น่ะยางหัวล้านไม่มีดอกเลย เขายังเหยียบตั้ง ๖๐ ไมล์" พูดจบเจ้าแห้วก็ทำคอย่นใจหายวาบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขวาถีบเจ้าแห้วเซไปปะทะผนังตึกท่ามกลางเสียงหัวเราะชอบอกชอบใจของคณะพรรคสี่สหาย

"นี่แน่ะ จำไว้ว่าทีหลังก่อนจะพูดอะไรต้องคิดเสียก่อน"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย ยกมือไหว้ปะลกๆ

"ผมไม่มีเจตนาล่วงเกินท่านหรอกครับ ภาษาคนรถเขาก็พูดกันอย่างนี้ แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทาน กระบังลมแทบหัก"

"สนน้ำหน้ามึง" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว้ด "ไป ออกไปให้พ้น นึกจะพูดอะไรก็พูดพล่อยๆ ระยำนี่"

เจ้าแห้วเดินกระโผลกกระเผลกออกไปจากห้องรับประทานอาหาร เสี่ยหงวนกับนิกรมองดูหน้ากันแล้วหัวเราะกันคิกคัก

ในราว ๗.๐๐ น.เศษ คาดิแล็คเก๋งคันงามก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' เพื่อเดินทางไปหัวหินอันเป็นจุดหมายปลายทาง เจ้าแห้วทำหน้าที่คนขับนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนสี่สหายนั่งรวมกันอยู่ตอนหลังรถ

น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก

ทางหลวงสายเพชรเกษมจากธนบุรีมุ่งลงไปจนสุดปักษ์ใต้ ช่วยให้การคมนาคมสะดวกรวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะจากธนบุรีถึงหัวหิน ถนนอยู่ในสภาพที่ดีมาก เว้นแต่ตอนนครปฐม ซึ่งกรมทางหลวงแผ่นดินกำลังเร่งซ่อมแซม เมื่อปีก่อนๆ นี้สะพานคอนกรีตข้ามคลองเล็กคลองน้อยอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง จึงมีสะพานเบี่ยงสำหรับให้ยานพาหนะและคนสัญจรไปมา ขณะนี้สะพานคอนกรีตสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เมื่อถนนและสะพานดี บรรดานักขับรถทั้งหลายก็ห้อกันจนสุดฤทธิ์เหมือนกับจะรีบไปตาย รถแทบทุกคันทั้งรถโดยสาร รถแท็กซี่ หรือรถส่วนตัว ขับขนาดหลานๆ เครื่องบินไอพ่น อุบัติเหตุบนทางหลวงสายนี้จึงปรากฏบ่อยๆ รถคว่ำ รถชนกันแบบประสานงา ส่วนผลของมันก็คือ ตาย....บาดเจ็บสาหัส หรือทุพพลภาพตลอดชีวิต และถ้าคนขับไม่ตายก็ต้องมีธุระไปติดคุก

คาดิแล็คเก๋งของอาเสี่ยใช้ความเร็วไม่เกิน ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมงตามคำสั่งของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่ถึงกระนั้นเจ้าแห้วก็ถูกเขกกบาลบ่อยๆ เพราะขับเร็วกว่ากำหนดนี้ตามนิสัยสันดานของคนที่ชอบขับรถเร็ว สี่สหายผ่านจังหวัดนครปฐมและราชบุรีมาตามลำดับ ตอนแรกๆ ก็สนทนากันครึกครื้นร่าเริง แต่แล้วก็ไม่มีใครพูดอะไรกัน นิกรนั่งสัปหงกอ้าปากหวอ

รถเก๋งคันหนึ่งพยายามจะแซงขึ้นหน้ากดแตรขอทางลั่น เจ้าแห้วมองดูในกระจกหลังแล้วกล่าวถามกับเจ้านายของเขา

"รับประทาน ผู้หญิงครับ ผู้หญิง ๔ คน เปิดทางให้เขาดีไหมครับ?"

อาเสี่ยกิมหงวนหันไปมองทางข้างท้ายรถยนต์ทันที เขาแลเห็นหญิงสาวชาวพระนครนั่งอยู่ในรถโอเปิ้ล ๒ ประตูสีเขียวสดคันนั้น

"หลบเขาโว้ย อ้ายแห้ว หลีกทางให้เขาแซงขึ้นไป"

เจ้าแห้วแสดงสีหน้าไม่สู้จะพอใจนัก

"รับประทาน ให้ผู้หญิงขับแซงขึ้นหน้าเสียเหลี่ยมนะครับ รถ ๘ สูบให้รถ ๔ สูบแซงขึ้นหน้า รับประทานขายหน้าเขาแย่"

คราวนี้อาเสี่ยกิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงโว้ย เฆี่ยนเลยอ้ายแห้ว ถ้าแกให้ผู้หญิงแซงขึ้นหน้าแกได้ แกไปขับรถบดถนนเถอะวะ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทาน อย่าว่าแต่ผู้หญิงเลยครับ ผู้ชายผมยังไม่ยอมให้แซงขึ้นหน้า เรื่องขับรถละก็ มือชั้นผมไว้ใจเถอะครับ อย่างมากก็ตายด้วยกัน"

แล้วเจ้าแห้วก็เหยียบคันเร่งลงไป คาดิแล็คทวีความเร็วขึ้นทันที เข็มวัดระยะความเร็วชี้ตัวเลขสูงขึ้นตามลำดับ ๔๕-๕๐ และ ๕๕-๖๐ ไมล์ต่อชั่วโมง ชั่วเวลาเพียงครู่เดียวเท่านั้น โอเปิ้ลเก๋งของหญิงสาวกลุ่มนั้นก็ถูกทิ้งอยู่เบื้องหลังไกลลิบลับ

การเดินทางจากกรุงเทพฯ มาถึงราชบุรีและกำลังเข้าเขตจังหวัดเพชรบุรีแล้วเป็นระยะทาง ๑๔๐ ก.ม. รถคันนี้ไม่ได้หยุดพักเลย ยางทั้งสี่ล้อแข็งขึ้นตามลำดับเมื่อเจ้าแห้วเหยียบถึง ๖๐ ไมล์และไม่ยอมหยุดยั้ง ยางก็แข็งขึ้นและร้อนจัด ในที่สุดยางล้อหน้าข้างขวาก็เกิดระเบิดขึ้นในขณะที่คาดิแล็คเก๋งวิ่งไปตามถนนราวกับเหาะ

"ตูม!"

พวกชาวนาและคนงานของกองทางไม่กี่คนต่างได้และเห็นภาพที่ทำให้ตื่นเต้นสะเทือนขวัญอย่างยิ่ง พอยางระเบิด คาดิแล็คเก๋งก็เสียการทรงตัว เลี้ยวกลับพลิกคว่ำลงไปข้างถนนสามสี่ทอดนอนหงายล้อชี้ฟ้า พวกชาวนาและคนงานของกองทางหายจากตกตะลึง ก็พากันวิ่งเข้ามาที่รถคันนี้ เพื่อที่จะช่วยเหลือผู้ที่อยู่ในรถ ในเวลาไล่ๆ กันนี้เอง รถยนต์บรรทุกและรถโดยสารรวม ๒ คันที่แล่นมาจากเพชรบุรีก็หยุดช่วยเหลือ ผู้คนที่อยู่ในรถรีบลงจากรถไปที่คาดิแล็คเก๋งทันที

ประชาชนไม่ต่ำกว่า ๕๐ คน ต่างช่วยเหลือกันฉุดลากคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกมาทีละคน นายสิบตำรวจโทในเครื่องแบบผู้หนึ่ง รับเป็นธุระในการช่วยเหลือผู้เคราะห์ร้ายทั้ง ๖ คนนี้

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนอนหงายเหยียดยาวเรียงกันอยู่บนพื้นดิน เจ้าแห้วและท่านเจ้าคุณมีบาดแผลที่หน้าคนละหลายแห่ง บรรดาไทยมุงทั้งหลายต่างส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจวิพากษ์วิจารณ์กันแซดไปหมด กรรมกรกองทางคนหนึ่งได้บรรยายอุบัติเหตุของรถเก๋งคันนี้ให้นายสิบภูธรคนนั้นฟัง

"ขับมาเร็วมากครับหมู่ ผมสงสัยว่าพ่อของใครคนใดคนหนึ่งในรถคันนี้คงจะเจ็บหนักถึงรีบร้อนมาก พอถึงเสากิโลเมตรโน่น ผมก็ได้ยินเสียงยางระเบิด แล้วรถก็พลิกคว่ำหกคะเมนตีลังกาเอาล้อชี้ฟ้าอย่างนี้"

นายสิบตำรวจโทแห่งกองตำรวจภูธรเพชรบุรีถอนหายใจหนักๆ

"น่าหวาดเสียวเหลือเกิน" พูดพลางมองดูคณะสี่สหาย "เห็นจะตายไม่มีใครรอดแน่"

"ตายหรือครับหมู่?" ใครคนหนึ่งกล่าวถาม

"ตายซีพี่ชาย คนเราลองมันไม่หายใจมันก็ตายเท่านั้น รถพลิกคว่ำหลายทอดก็ต้องคอหักไปตามๆ กัน ทางหลวงสายนี้เอาชีวิตคนปีหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อย รถยนต์น่ะ ถ้าขับด้วยอัตราความเร็วพอประมาณ ถึงระเบิดก็พอขืนพวงมาลัยไว้ไม่ถึงกับพลิกคว่ำ ความจริงคนห้าหกคนนี้ก็ไม่ใช่เด็กหนุ่มในวัยคะนอง ไม่น่าจะขับรถเป็นพายุบุแคมอย่างนี้เลย ไม่ใช่มีธุระปะปังอะไรหรอก นอกจากจะกำลังเดินทางไปหัวหิน เอ!....ทำยังไงดีล่ะ จะเอารถที่ไหนบรรทุกศพเหล่านี้ไปส่งโรงพยาบาล"

ใครคนหนึ่งกล่าวว่า

"เราช่วยกันยกรถคันนี้ให้พลิกขึ้นตามเดิมไม่ดีหรือหมู่"

"ไม่ได้หรอกคุณ ต้องทิ้งไว้อย่างนี้จนกว่าตำรวจและอำเภอจะมาสอบสวนสถานที่เกิดเหตุ ต้องให้รถอยู่ในสภาพเช่นนี้"

เวลาผ่านไปผู้คนก็ยิ่งมากยิ่งขึ้น รถแทบทุกคันที่ผ่านไปมาต่างหยุดดูเหตุการณ์ บ้างก็สมน้ำหน้า บ้างก็เวทนาสงสาร นายสิบตำรวจโทผู้นี้ขึ้นมายืนบนทางหลวงเพื่อหารถสักคันหนึ่งรับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไปส่งโรงพยาบาลเพชรบุรีซึ่งเป็นระยะทางใกล้กว่าราชบุรี

ณ บัดนี้วิญญาณของพล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ล่องลอยออกจากร่างแล้ว ทั้ง ๖ คนตัวเบาเหมือนสำลี และมีความรู้สึกเหมือนกับครึ่งหลับครึ่งตื่น วิญญาณเหล่านี้เพิ่งจะรวมกลุ่มกันได้ ต่างหยุดยืนในทุ่งนาและจ้องมองดูคาดิแล็คเก๋งกับประชาชนที่ห้อมล้อมอยู่ เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"รถคว่ำนี่หว่า ไปดูซิมีคนตายบ้างไหม"

ต่างคนต่างรีบเดินมายังที่เกิดเหตุ ในที่สุดทุกคนก็ได้พบตัวของตัวเองนอนเรียงกันอยู่ที่ชายทุ่งติดต่อกับเขตทางหลวง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบ ร้องตะโกนสุดเสียง

"เฮ้ย!-เราตายแล้วหรือนี่ โอ๊ย-นึกออกแล้วโว้ย เมื่อกี้นี้ยางรถเราระเบิดและพลิกคว่ำตกจากถนน พวกเรา ๖ คนตายหมด นั่นศพของพวกเรานอนหงายอย่างน่าอนาถ"

เจ้าแห้วมองดูศพของเขาด้วยความเสียดายในชีวิต แล้วร้องไห้โฮ

"ฮือ-ฮือ-รับประทาน ตายแล้ว รับประทาน ตายโหงเสียด้วย"

ดร.ดิเรกทำหน้าตื่นๆ จ้องตาเขม็งมองดูศพทีละศพ แล้วหันมาพูดกับพลอย่างเป็นงานเป็นการ

"ออไร๋ เราตายจริงๆ ขณะนี้เรามีแค่วิญญาณ ร่างของเราจะเน่าเปื่อยไปในวันสองวันนี้"

นิกรร้องไห้โฮสะอึกสะอื้น น้ำตาไหลพราก เพราะความอาลัยในชีวิตของเขาที่ต้องสิ้นสุดลง

"โธ่! เรากลายเป็นผีตายโหงไปแล้ว"

เสี่ยหงวนซัดออกมาโฮใหญ่

"เราตายอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว" อาเสี่ยพูดพลางร้องไห้พลาง "ลูกเมียไม่ได้สั่งเสีย การงานของกันยังคั่งค้างอยู่อีกมาก โอย....อนิจจังวตสังขารา ไม่นึกเลยว่าเราจะเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่"

ทุกคนต่างร่ำไห้เสียดายชีวิตของตน โดยเฉพาะกิมหงวนเศร้าโศกเสียใจมากกว่าเพื่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนแรกที่หักห้ามใจได้ ท่านเดินมาหาอาเสี่ย แล้วตบหลังกิมหงวนเบาๆ

"อ้ายเสี่ย ความตายมันเป็นของธรรมดาของโลก ถึงแกจะเศร้าโศกอย่างไร แกก็ตายแล้ว ทำใจให้เข้มแข็งเถิด ชีวิตในเมืองผีคงจะผ่องใส เราคงจะได้รับความสงบสุข"

อาเสี่ยสะอื้นดังๆ

"สงบสุขอะไรล่ะครับ ผมทำบาปไว้ไม่น้อย ทุบตีพ่อแม่ ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต เป็นชู้กับเมียเขาหลายหน" แล้วกิมหงวนก็ร้องไห้โฮ "ผมคงลงกระทะทองแดงแน่ โธ่....น่าเสียดายเหลือเกิน ผมมีเงินตั้ง ๑๐๐ ล้าน เวลาตายไม่สามารถจะขนเงินมาเมืองผีได้ นวลละออกับคุณสมนึกลูกชายของผมคงถลุงกันสบาย ไม่ช้าหล่อนก็คงมีผัวใหม่ ฮือ-ฮือ-ฮือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเช็ดน้ำตา

"นั่นแหละ กระยาจกหรือเศรษฐีก็ต้องพบจุดจบเหมือนๆ กัน เราเกิดมาโดยไม่มีอะไร เวลาตายเราก็เอาอะไรไปไม่ได้ รีบหนีไปเถอะพวกเรา หนีไปเสียก่อนที่นายผีหรือผู้คุมจะมาจับเราไปเมืองนรก"

นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงร้องไห้

"ขืนจับก็สู้กันยับแหละครับ ผมจะพยายามกลับบ้าน วิญญาณของผมจะไปอยู่บ้านตามเดิม อ้ายหนุ่มคนไหนมันจะมาจีบเมียผม ผมจะหลอกมันให้จับไข้หัวโกร๋นเลย"

ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยว ยกมะเหงกข้างขวาเขกกบาลนิกรดังโป๊ก

"นี่แน่ะ จับไข้หัวโกร๋น"

นายจอมทะเล้นหัวเราะทั้งน้ำตา แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"กลับบ้านโว้ยพวกเรา ขณะนี้เราเป็นผี จะขึ้นรถ ลงเรือ ดูหนัง ดูละคร ดูฟุตบอล ดูมวย ฟรีทั้งนั้น เพราะไม่มีใครเห็นตัวเรา เลิกเศร้าโศกเสียใจกันทีโว้ย ไหนๆ เราก็ตายแล้ว เราจะใช้ชีวิตของเราให้สนุกสนานที่สุดในเมืองผี เท่าที่เราทำได้และเป็นไปได้"

ดร.ดิเรกขอดูศพของเขา

"ไอไม่อยากจะเชื่อเลยว่าไอตาย แต่เราก็ตายจริงๆ เพราะศพของเราเรียงรายอยู่นั่น ไอเสียใจมากที่ไอได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติของเราน้อยเกินไป และไอสงสารประภามาก เมียๆ ของเราคงลมจับไปตามกันถ้าทราบข่าวว่าเรารถคว่ำตายหมดไม่เหลือ แม้กระทั่งเจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วร้องไห้สะอึกสะอื้น

"รับประทาน กรรมของผมยังไม่สิ้น เมื่อเป็นคนก็เป็นขี้ข้าพวกคุณตลอดมา ครั้นตายเป็นผีก็ตายพร้อมๆ กัน รับประทานต้องเป็นขี้ข้าพวกคุณอีก"

พลพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"กันอนุญาตให้แกแยกไปจากพวกเราได้ วิญญาณของแกจะไปอยู่ที่ไหนก็ตามใจ แต่พวกเราสี่คนและคุณอาจะร่วมทุกข์ร่วมสุขกันในเมืองผี ไม่มีวันแยกกันได้"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ

"รับประทานไม่ไปละครับ ขืนไปก็อดตาย"

ทันใดนั้นเอง อาเสี่ยได้ร้องเอะอะขึ้นและชี้มือไปข้างหน้า

"โน่น! นายผีใช่ไหม มันมากันตั้งหลายคน แต่งตัวเหมือนพวกตีเปิงพรวด หรือพวกชาวบ้านเขาแห่นางแมว ช่วยกันดูซิ"

ทุกคนมองตามสายตาอาเสี่ย เจ้าคุณปัจจนึกฯ อกสั่นขวัญแขวนร้องขึ้นดังๆ

"พวกยมบาลมาจับเราแน่ๆ เปิดเถอะเว้ย พวกเรา"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ไม่หนีโว้ย ถ้ามันจับเรา เราก็ต้องสู้ตาย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ก็เราตายแล้วนี่หว่า"

"ตายแล้วก็ตายอีก จะได้ไปเกิดเข้าท้องเมียของเรา อยู่ในท้องพ่อแกล้งดิ้นให้ท้องแตกตายเลย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันล่าถอยออกมาจากกลุ่มประชาชนและรถคาดิแล็คเก๋งคันนั้น ยืนรวมกลุ่มกันจ้องมองนายผีนรกตนหนึ่ง ซึ่งพาสมุนมาประมาณ ๑๐ ตน เดินตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย นายผีรูปร่างสูงใหญ่หน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว ถือตะบองเหล็กเป็นอาวุธ ส่วนสมุนผีถือสามง่ามและหอกดาบเป็นอาวุธ

"เฮ้-เรามารับตัวพวกแก"

กิมหงวนเงยหน้าขึ้นมองดูนายผี ซึ่งมีส่วนสูงราว ๘ ฟิตร่างขนาดยักษ์ แล้วอาเสี่ยก็ถามว่า

"รับไปไหน?"

"ก็รับไปเมืองนรกน่ะซี"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่ไปละ ถ้าสวรรค์ละก็กันจะไป นรกไปหาหอกอะไรกัน ร้อนจะตายโหง"

นายผียิ้มอย่างใจดี

"แต่ก่อนร้อนจริง เดี๋ยวนี้มีแอร์คอนดิชั่นให้เย็นสบายดีแล้ว ไปเถอะเพื่อนอย่าร่ำไรเลย กันใจดีเสมอสำหรับคนที่เพิ่งตายใหม่ๆ เพราะยังไม่รู้สภาพความเป็นไปและระบอบการปกครองในเมืองผี ถ้าพวกแกไม่ได้สร้างบาปกรรมอะไรไว้ สร้างแต่บุญกุศล เราก็จะส่งตัวไปสวรรค์ แต่อย่างไรก็ตาม วิญญาณทั้งหลายต้องไปเมืองนรกก่อน เพื่อตรวจบัญชีบุญและบาป"

นิกรว่า "ถ้าพวกเราไม่ยอมไป จะมีอะไรเกิดขึ้น?"

นายผีหัวเราะเสียงกังวาน

"เราก็ใช้กำลังฉุดคร่าเอาตัวไป อย่าพยายามสู้กันเลยเพื่อน อย่างพวกแกตัวเล็กๆ เท่านี้ กันกระทืบคนละทีสองทีก็แบนติดดินแล้ว พวกแกเป็นผีเพิ่งตาย กันไม่อยากจะใช้อำนาจหรือรุนแรงหรอก อย่าขัดขืนกันเลย กันคือหัวหน้าเอฟ.บี.ไอ.แห่งเมืองนรก"

กิมหงวนหันมาปรึกษากับพรรคพวกของเขา

"อย่าคิดสู้เลยวะ ตัวมันเกือบเท่ายักษ์วัดพระแก้ว แล้วยังถือกระบองเหล็กเสียอีก ยอมเขาเถอะ ไม่ว่าเราจะเป็นมนุษย์หรือเป็นผี เราก็ต้องอ่อนน้อมยำเกรงผู้ที่เขามีอำนาจมากกว่าเรา"

นิกรโบกมือห้ามอาเสี่ยให้สงบปากเสีย แล้วกล่าวกับนายผีอย่างยิ้มแย้ม

"พี่ชาย เป็นอันว่าเรายอมปฏิบัติตามคำสั่งของแกแล้ว แต่อยากจะถามอะไรสักหน่อย ในฐานที่พวกเราเป็นน้องใหม่"

"ได้ซีเพื่อน กันยินดีจะให้คำตอบอันเป็นประโยชน์แก่พวกแกเกี่ยวกับบทบัญญัติและสภาพความเป็นไปของเมืองนรก"

นิกรว่า "ยมบาลเจ้านายของแกน่ะชื่ออะไร นิสัยใจคอเป็นยังไง เราพบท่าน เราจะได้ทำตัวให้ถูกต้อง"

นายผีอมยิ้ม

"กันบอกพระนามของท่านให้แกรู้ไม่ได้หรอก บอกได้แต่เพียงว่า พระองค์ทรงมีอำนาจสูงสุดในเมืองนรก เราปกครองแบบ แอ็บโซลุทโมนากี้ หรือ สมบูรณาญาสิทธิราช พระองค์ทรงอยู่เหนือกฎหมาย"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"ยังงั้นผู้แทนผีก็คงไม่มี"

"อ๋อ ไม่มีอย่างเด็ดขาด รัฐมนตรีผีก็ไม่มี มีแต่นายผีเท่านั้นคืออย่างกันนี่แหละ ยมบาลท่านดุมาก รับรองว่าพวกแกเห็นแล้วต้องขวัญหนีดีฝ่อไปตามกัน ไปเถอะเพื่อนอย่าร่ำไรอยู่เลย ยมบาลท่านสั่งให้กันมารับวิญญาณของพวกแก"

ครั้นแล้วพวกผีนรกก็นำคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินทางไปจากที่นั่น ทุกคนเริ่มรู้สึกเกรงกลัวนายผี และเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจเมื่อรู้ว่าจะต้องไปเผชิญหน้ากับพญายมราชผู้ยิ่งใหญ่แห่งเมืองนรก

ภาพบริเวณท้องทุ่งนาและทางหลวงค่อยๆ เลือนหายไปเหมือนกับภาพลวงตาที่เกิดขึ้น พวกผีพาคณะพรรคสี่สหายบุกป่าฝ่าดงไปตามป่าเขาลำเนาไพร ต้นไม้ในป่าเหี่ยวแห้งใบโกร๋นอากาศร้อนอบอ้าวผิดปกติ อุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ภูมิประเทศที่แลเห็นล้วนแต่แปลกประหลาด ต้นไม้ใหญ่บางต้นมีร่างโครงกระดูกมนุษย์แขวนห้อยต่องแต่งยั้วเยี้ย บางต้นก็มีศีรษะมนุษย์ห้อยระย้าต่างผลของมัน

ดร.ดิเรกกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาเบาๆ

"นี่คือเมืองนรกแน่ๆ พวกเราได้เข้าเขตเมืองนรกแล้ว"

พลพยักหน้ารับทราบ

"เรามาได้อย่างไรแปลกเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ก็เพราะเรามีแต่วิญญาณน่ะซี วิญญาณย่อมเดินทางได้รวดเร็วมาก นักวิญญาณศาสตร์ชาวอังกฤษคนหนึ่งยืนยันว่า วิญญาณสามารถล่องลอยไปได้ด้วยความเร็วถึงชั่วโมงละ ๑๐ ล้านไมล์"

ทุกคนผ่านป่าโปร่งออกมายังที่ราบแห่งหนึ่ง ซึ่งสภาพของมันก็คือทะเลทรายอันแห้งแล้งนั่นเอง เบื้องหน้ามีภูเขาใหญ่หลายลูกขวางกั้นแลทะมึน บนยอดเขาเหล่านั้นมีกลุ่มเปลวเพลิงอันร้อนแรงลุกฮืออยู่ตลอดเวลา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างกระปลกกระเปลี้ยอ่อนระโหยโรยแรงไปตามกัน ทุกคนคอแห้งผาก มีความรู้สึกหิวน้ำแทบขาดใจตาย แต่พวกผีทั้งหลายล้วนแต่คึกคักเข้มแข็งไม่มีทีท่าว่าเหน็ดเหนื่อยเลย

ในที่สุดนิกรก็ร้องถามนายผี และเริ่มต้นใช้คำพูดที่เคารพนบนอบ

"นายครับ เมื่อไรจะถึงเมืองนรกเสียทีครับ?"

นายผียิ้มให้กับนิกร

"อดทนหน่อย อ้ายน้องชาย เมื่อเราผ่านภูเขาเหล่านั้นไปแล้ว เราก็จะถึงเมืองนรก ซึ่งมีกำแพงใหญ่ห้อมล้อมทั้งสี่ด้าน"

นิกรแลบลิ้นเลียริมฝีปาก

"หิวน้ำใจจะขาดแล้วครับนาย ขอโคล่าเย็นๆ ให้พวกเราคนละขวดไม่ได้หรือครับ"

คราวนี้นายผีหัวเราะก้าก มองดูนิกรอย่างขบขัน

"เอาโคล่าเชียวหรือเพื่อน กันเสียใจที่จะบอกพวกแกว่า เมืองนรกไม่มีน้ำแม้แต่หยดเดียว มีแต่น้ำในกระทะทองแดงเท่านั้น ที่นี่ น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง หนทางก็ไม่สะดวก"

"คนนรกเขาไม่หิวน้ำแย่หรือครับ" นิกรถามเสียงอ่อยน่าสงสาร

"อ๋อ!-แน่นอนละ พวกนรกมีแต่ความหิวโหยและความทุกข์ทรมาน เพราะนรกเป็นสถานที่ลงทัณฑ์แก่มนุษย์ที่ทำบาปกรรม ความสุขในนรกย่อมหาไม่ได้ เมื่อผ่านประตูนรกเข้าไป พวกเจ้าจะได้เห็นเหล่าผีนรกที่ผอมโซน่าเวทนาอย่างยิ่ง เสียงร้องโอดครวญแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวและหิวโหยจะดังอยู่ตลอดเวลา พวกผีนรกจะถูกลงทัณฑ์ ถูกทารุณต่างๆ ตามความผิดของมัน"

อาเสี่ยกิมหงวนรู้สึกตัวว่ามีบาปกว่าเพื่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่

"นาย-นายครับ พาพวกผมไปสวรรค์ไม่ดีหรือครับ ผมยินดีสละสร้อยคอเส้นใหญ่ของผมเส้นนี้ให้นายเป็นการตอบแทน"

นายผีหัวเราะก้าก

"อ้ายมนุษย์สันดานชั่วเอ๋ย เจ้าเมืองนรกไม่มีใครคอรัปชั่นหรอกเว้ย พวกเราทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริต กันไม่ต้องการสินบนของแกหรอก"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร.ดิเรกกล่าวถามนายผีเบาๆ

"คำขวัญของเมืองนรกว่ายังไงครับพี่ชาย?"

นายผีหันมายิ้มกับนายแพทย์หนุ่ม

"ก็เมืองมนุษย์ล่ะว่ายังไง?"

ดร.ดิเรกนิ่งคิด

"น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก ศึกษาดี มีเงินใช้ ไร้โรคา พาให้สุขสมบูรณ์"

"โอ๊ะ! เมืองนรกเป็นอย่างนี้มันก๊อกลายเป็นเมืองสวรรค์น่าซี คำขวัญที่นี่อาจจะดุเดือดสักหน่อย"

"ว่ายังไงครับ?" ดร.ดิเรกถาม

นายผียิ้มเล็กน้อย

"ไฟแรง กระทะทองแดงร้อน หนามงิ้วยอกย้อน ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร"

คำขวัญเมืองนรกทำให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วประหวั่นพรั่นใจไปตามกัน ลมที่พัดมาต้องกายนั้นปวดแสบปวดร้อนอย่างไรชอบกล อีแร้งหลายตัวบินวนเวียนไปมาในระยะต่ำเหนือศีรษะคณะพรรคสี่สหาย ดร.ดิเรกชี้มือบอกให้เจ้าคุณดูแร้งแล้วกล่าวว่า

"แข็งใจเดินหน่อยนะครับ พวกอีแร้งมันกำลังเตรียมเล่นงานเรา ถ้าคุณพ่อล้มลงไปมันต้องกินคุณพ่อแน่ๆ "

ท่านเจ้าคุณทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ตายแล้วนึกว่าจะสงบสุข กลับได้รับความทุกข์ทรมานอีก เออ-เจ้าประคุณเอ๋ย ใครว่าความตายช่วยให้พ้นทุกข์ไม่จริงเลย เป็นมนุษย์ดีกว่าเป็นผีมากมายนัก"

เจ้าแห้วเดินตุปัดตุเป๋อยู่รั้งท้าย พลแลเห็นเข้าก็สงสารชะลอฝีเท้าลงมาเดินเคียงคู่เจ้าแห้ว แล้วยกมือขวากอดคอเจ้าแห้ว

"แกกับข้าหนีกันไม่พ้นนะเจ้าแห้ว อุตส่าห์ตายพร้อมๆ กันตามมารับใช้ข้าที่เมืองผี"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มแล้วกระซิบกระซาบกับพล

"รับประทาน คิดหาทางชักชวนพวกนรกปฏิวัติเถอะครับ ถ้าเรายึดอำนาจยมบาลได้ พวกเราก็คงสุขสบายไปตามกัน"

นายผีซึ่งเดินนำหน้าหยุดชะงัก หมุนตัวกลับหันมามองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"ใครวะจะคิดปฏิวัติยมบาลท่าน เพียงแต่เห็นท่านก็ลมใส่แล้ว"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"ผมพูดกระซิบ นายอยู่ตั้งไกล ทำไมถึงได้ยินล่ะครับ?"

นายผีหัวเราะ

"พึงรู้ไว้เถิดว่า นายผีทั้งหลายนั้นย่อมมีหูทิพย์และตาทิพย์เสมอ ในเรื่องกบฏยึดอำนาจยมบาลน่ะ กันรับรองว่าไม่มีใครกล้าทำหรอกเพราะยมบาลท่านมีอิทธิฤทธิ์"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วหมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว แทบจะพยุงกายไม่ไหว พวกผีพาเดินผ่านช่องเขาขาดแห่งหนึ่ง คราวนี้ทุกคนต่างแลเห็นพวกผีนรกชั้นดียืนยามอยู่ตามที่ต่างๆ ป้องกันไม่ให้ผีนรกหลบหนีไปเที่ยวขโมยของเขากิน หรือไปเที่ยวแหกอกควักไส้แลบลิ้นปลิ้นตาหลอกมนุษย์

นายผีต่างทักทายพวกนายผีด้วยกัน

"โอ้โฮ! ได้มา ๖ คนเชียวเรอะพรรคพวก"

"เออ รถคว่ำตายหมดโว้ย"

ในที่สุดก็มาถึงประตูนรก ซึ่งเป็นขนาดใหญ่กว่าประตูหลายเท่า กำแพงเมืองนรกเป็นกำแพงก่ออิฐฉาบปูนสูงประมาณ ๑๐ เมตร บนกำแพงโรยแก้วแตกเหมือนบ้านใหญ่ๆ ที่มีลูกสาวสวย เหนือบานประตูมีแผ่นป้ายตัวอักษรภาษาไทย-อังกฤษเขียนไว้ว่า

นรก นคร

HELL CITY

นายผียกมือจับห่วงเหล็กเคาะบานประตูสองสามครั้ง ผียามประตูโผล่หน้ามามองดูตามช่องลูกกรงเล็กๆ ต่อจากนั้นประตูบานเล็กๆ เปิดออก พวกผีช่วยกันต้อนสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วผ่านประตูเข้าไป วิญญาณทั้ง ๖ สูญสิ้นอิสระภาพแล้ว

สภาพของนรกนครไม่มีสิ่งใดเจริญตาเลย มีแต่ความเหี้ยมโหดทารุณ ความสมเพชเวทนา ความทุกข์ทรมาน และความอดอยากหิวโหย เหล่าผีนรกเกลื่อนกลาดไปหมด นุ่งผ้าขาดวิ่น แต่ส่วนมากเปลือยกายล่อนจ้อน นั่งและนอนอยู่ตามที่ต่างๆ ร้องโอดโอยโหยหวนไปทั่วเมือง บ้างก็ถูกพันธนาการด้วยโซ่ตรวน ถูกเฆี่ยนตีอย่างทารุณ นายผียิ้มให้น้องใหม่แล้วกล่าวว่า

"นี่เป็นนรกขุมแรก ผีนรกเหล่านี้มีบาปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น การลงทัณฑ์แสนสาหัสยังมีอีกหลายขุม"

นายผีพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินตรงไปยังปราสาทหลังหนึ่งอันเป็นที่ประทับของพระยม และเป็นที่ตั้งของกองบัญชาการเมืองนรก มีเจ้าหน้าที่หรือนายผีประจำทำงานเป็นระเบียบเรียบร้อย และมีกองกำลังเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับพวกผีนรกที่ก่อการกำเริบหรือกระด้างกระเดื่อง

ปราสาทหลังนี้มีพวกผียืนยามรักษาการณ์ตามที่ต่างๆ อย่างแข็งแรง ผีนรกเหล่านี้เป็นผีชั้นดี คือเป็นทหารของยมบาลนั่นเอง ไม่ต้องถูกลงทัณฑ์เหมือนพวกผีที่มีบาปกรรม แต่ละตนมีรูปร่างลักษณะหน้าตาต่างๆ กันตามแบบฉบับของผี บางตนตัวเป็นคนแต่ศีรษะเป็นวัว ควาย หรือสุกร บางตนเป็นผีสองหัวซึ่งดูจะน่ากลัวสักหน่อย บางตนมีแต่ตัวส่วนศีรษะไม่มี บ้างก็คอยาวตั้ง ๒ เมตรศีรษะเล็กนิดเดียว บ้างหัวโตเท่าพ้อมนัยน์ตาโปนถลน ผีเหล่านี้ถืออาวุธต่างๆ กัน นับตั้งแต่ หอก ดาบ ง้าว ทวน ซึ่งล้วนแต่เป็นอาวุธสมัยเก่าทั้งสิ้น

ตามเวลาที่กล่าวนี้ พระยมหรือยมบาลกำลังนั่งทำงานอยู่ในห้องโถงใหญ่อันเป็นกองบัญชาการของเมืองนรก โต๊ะทำงานของยมบาลเป็นโต๊ะใหญ่มาก มีสมุดทะเบียนรายชื่อมนุษย์ขนาดยักษ์วางซ้อนกันอยู่หลายสิบเล่ม ยมราชมีรูปร่างใหญ่โตกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่า แต่งองค์คล้ายยี่เก พระพักตร์เหี้ยมโหดน่ากลัว รอบๆ ห้องมีโต๊ะทำงานประมาณ ๑๐ โต๊ะ นายผีอาวุโสนั่งประจำทำงานอย่างขยันขันแข็ง เมืองนรกทำงานกันโดยไม่มีเวลาเริ่มต้นหรือเลิก ไม่มีวันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ใครทำงานเมื่อยก็ออกไปพักผ่อนหลับนอน แล้วกลับมาทำงานต่อไป ระเบียบแบบแผนกฎข้อบังคับของเมืองนรกอยู่ที่ยมบาลองค์เดียวเท่านั้น พระองค์ดุร้ายที่สุด แต่มีความยุติธรรมประจำใจ

เมื่อนายผีเข้ามาในกองบัญชาการเมืองนรก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็เต็มไปด้วยความเกรงกลัวเหมือนกับมนุษย์ทั้งหลายที่เสียชีวิตและถูกนำตัวมาเมืองนรกเพื่อพิจารณาโทษ ความทะนงหรือความคิดที่จะปฏิวัติต่อยมบาลนั้นไม่มีเหลืออยู่ในความรู้สึกอีกแล้ว ทุกคนตัวสั่นงันงกไปตามกัน ต่างยืนรวมกลุ่มอยู่กลางห้อง นายผีได้เดินเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะทำงานของพระยมและยืนนิ่งเฉยอยู่หลายนาที จนกระทั่งยมบาลรับสั่งถามด้วยเสียงห้าวๆ และถามโดยไม่เงยพระพักตร์ขึ้นมองดู

"ว่าไง?"

นายผีก้มศีรษะโค้งคำนับ

"ขอเดชะ ข้าพระองค์นำวิญญาณมนุษย์ทั้ง ๖ คนมาเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ"

พระยมเงยพระพักตร์ขึ้นทอดพระเนตรคณะพรรคสี่สหาย ทุกคนเย็นวาบไปตามกับ ด้วยญาณทิพย์ของพระองค์ ยมบาลก็ทรงทราบว่าผีทั้ง ๖ ตนนี้เป็นใครบ้าง พระองค์หันพระพักตร์ไปทางนายผีอาวุโสคนหนึ่งแล้วรับสั่งขึ้นดังๆ

"ผิดตัวอีกแล้ว นายพล, นายนิกร, นายกิมหงวน, นายดิเรก, พระยาปัจจนึกฯ และนายแห้วยังไม่ถึงกำหนดอายุ เขาเพียงแต่สลบไปเท่านั้น อ้ายเปรตนี่เสือกไปเอาวิญญาณเขามา พวกเราขืนทำงานแบบเฮงซวยอย่างนี้ก็แย่น่ะซี"

นายผีก้มศีรษะคำนับองค์ยมราชอีกครั้งหนึ่ง

"พระอาญาไม่พ้นเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์ได้รับคำสั่งจากท่านเลขาให้ไปนำวิญญาณมนุษย์ผู้ชาย ๖ คนที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์คว่ำในเขตอำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี ข้าพระองค์กับทหารผีก็พาวิญญาณมาตามคำสั่งท่านเลขา"

นายผีอาวุโส เลขานุการของยมบาลยกมือขวาทุบโต๊ะดังปัง

"กูสั่งมึงว่า ผู้ชายทั้ง ๖ คนจะตายในเวลา ๕ โมงเย็นจากอุบัติเหตุรถคว่ำ คน ๖ คนนี่เขาสิ้นสติอยู่ในรถเวลา ๕ โมงเช้า มันต่างเวลากันถึง ๖ ชั่วโมง มึงฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียดนี่หว่า มีอย่างที่ไหนคนยังไม่ถึงที่ตายเสือกพาเขามาเมืองนรก"

พระยมผุดลุกขึ้นยืน เสด็จออกมาจากโต๊ะทำงานของพระองค์เดินผ่านเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ความกลัวทำให้ทั้ง ๖ รีบทรุดตัวลงนั่งหมอบกราบถวายความเคารพ องค์ยมราชทรงพระสรวล

"ไงวะ เมืองมนุษย์สนุกสนานกันดีหรือ?"

เงียบกริบ ไม่มีใครกล้าเพ็ดทูล ยมบาลชักฉิวก็ทรงตวาดแว้ด

"เฮ้ย! ถามทำไมถึงไม่ตอบ ประเดี๋ยวพ่อส่งลงกระทะทองแดงหมดเลย"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกประนมมือแต้ พูดเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษาคน

"รับประทาน ลูกพูดกับคุณพ่อไม่ได้หรอกครับ"

พระยมทรงตะคอก

"ทำไมวะ?"

"รับประทาน ลูกไม่ใช่คนเหมือนคุณพ่อนี่ครับ"

ยมบาลทรงพระแยกเขี้ยว

"หมายความว่ากระไรวะ อ้ายหนุ่ม?"

เจ้าแห้วค่อยๆ หันมาทางนิกร

"รับประทาน พูดกับท่านแทนผมหน่อยซีครับ รับประทาน ผมจะช็อกตายอยู่แล้ว"

นิกรพยายามปลอบใจให้เข้มแข็ง ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูพระพักตร์พระยมแล้วอมยิ้ม เผลอตัวยักคิ้วให้ท่าน พอนึกได้ก็ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ แล้วฝืนใจทูลองค์มัจจุราชเหมือนกับบทพากย์โขน

"ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงฤทธิ์แห่งโลกันตร์ ข้าพระองค์ทั้งหกนั้น เพิ่งพบเห็นพระองค์ แสนสง่างามเช่นเทพบุตรสุดเปรียบได้ สมแล้วที่พระองค์ทรงเป็นใหญ่ในนรก เหล่าผีเปรตทั้งหลายล้วนแต่ยอมยอยกพระเกียรติจริงนะพระเจ้าข้า"

พระยมทรงพระสรวลลั่น บรรดานายผีอาวุโสต่างแปลกใจไปตามกัน มันเป็นเวลาหลายกัปหลายกัลป์มาแล้วที่พระองค์ไม่เคยทรงพระสรวลให้ใครได้ยินเลย

"ฮ่ะ ฮ่ะ อ้ายหนุ่ม เอ็งเป็นพ่อค้านี่หว่า แต่เอ็งทำไมถึงพากย์โขนได้ดีเช่นนี้"

นิกรมีกำลังใจดีขึ้นแล้ว พากย์โขนต่อไป

"นายนิกรถวายอัญชุลี แล้วทูลองค์จอมผีว่า ขอเดชะพระเจ้าข้า ข้าพระองค์นั้นชอบฝักใฝ่ในวิชานาฏศิลป์ หัดร้องยี่เกเป็นอาจิณ จนคล่องแคล่วทั้งราชนิเกริงหงส์ทองก็ร้องได้ ถ้าพระองค์ทรงโปรดเกล้าแล้วไซร้ ก็จะร้องให้ฟังดังพระประสงค์ ว่าพลางกระดิ่งทองก็ร้องส่งด้วยเพลงยี่เก...."

แล้วนิกรก็ยกมือขึ้นรำและร้องยี่เกเสียงแจ๋ว

"กระดิ่งทองแสนจะปลื้มใจ

ได้เฝ้าองค์ภูวนัยจอมอเวจี

เราจะร้องยี่เกเป็นกลอนสด

เริ่มเรื่องพระรถกับเมรี

ต่อจันทะโครบกับโมรา

ร้องอิเหนาบุษบาเรื่องชั้นดี

สามเรื่องสามรสร้องให้หมดคงสามปี"

พระยมตบพระหัตถ์แล้วทรงพระสรวลอีก บรรดานายผีอาวุโสต่างพากันหัวเราะอย่างครื้นเครง

"ไม่เลวโว้ย อ้ายหนุ่ม เจ้าเป็นศิลปินชั้นดีคนหนึ่ง ฮ่ะ ฮ่ะ เจ้าทำให้ข้าสนุกสนานร่าเริงมาก ความจริงพวกเจ้าทั้งหกคนยังไม่ถึงกำหนดตายหรอก นายผีมันเข้าใจผิดเลยพามา ประเดี๋ยวข้าจะให้ผีไปส่งพวกเจ้ากลับไปโลกมนุษย์เพื่อจะได้มีชีวิตอยู่ต่อไป แต่สำหรับเจ้า ข้าจะเอาตัวไว้เป็นตลกหลวงประจำกองบัญชาการนี้ ตกลงอย่างนี้นะนิกร"

"อ้าว" นิกรร้องเสียงหลง "ข้าพระองค์ยังไม่ตายนี่นะ"

ยมราชทรงพระสรวลอีก

"เถอะน่า ไม่ตายก็อยู่กับข้าได้ อย่ากลับไปโลกมนุษย์เลย ข้าจะแต่งตั้งเจ้าให้เป็นนายผีอาวุโส"

นิกรรีบทูลปฏิเสธ

"ไม่ไหวพ่ะย่ะค่ะ บรรยากาศที่นี่ไม่น่าอยู่เลย ร้อนชะมัดยาด มองไปทางไหนมีแต่ภาพที่น่าสังเวชใจ ไม่มีอะไรสดชื่นน่าดูสักนิด"

ยมราชทรงแย้มพระสรวล

"ลุกขึ้น อ้ายกร ข้าจะพาเอ็งไปห้องพิเศษของข้า แล้วเอ็งจะรู้ความจริงว่า เมืองนรกมีอะไรๆ ดีกว่าเมืองมนุษย์มาก"

นิกรยิ้มให้คณะพรรคของเขาคล้ายกับจะอวดว่า พระยมเกิดถูกเส้นทรงโปรดปรานเขา ยมราชเสด็จนำหน้าพานิกรเดินไปทางด้านขวาของห้องโถง หยุดยืนหน้าประตูห้องหนึ่ง ทรงเปิดบานประตูออกเพียงเล็กน้อย แล้วรับสั่งกับนิกรอย่างกันเอง

"ชะโงกหน้าเข้าไปดูซี"

นายจอมทะเล้นค่อยๆ โผล่หน้าเข้าไป ภาพที่ปรากฏในสายตาของเขา ทำให้นิกรสะดุ้งเฮือกและยืนตะลึงอ้าปากหวอน้ำลายไหลยืด เมื่อพระยมเอื้อมพระหัตถ์ดึงบานประตู นิกรจุ๊ปากห้าม

"เดี๋ยวพ่ะย่ะค่ะ โอ้โฮ วิเศษจังพ่ะย่ะค่ะ"

ยมบาลทรงพระสรวลลั่น ดึงตัวนิกรออกมา แล้วปิดประตูไว้ตามเดิม นิกรวิ่งเหยาะๆ กลับมาหาคณะพรรคของเขาแล้วทรุดตัวลงนั่ง

"พวกแกกลับไปเมืองมนุษย์เถอะวะ กันจะอยู่ที่นี่ ถึงร้อนหน่อยก็พอทนได้ ศพของกันช่วยเผาให้ด้วยก็แล้วกัน"

อาเสี่ยกิมหงวนถามนิกรอย่างแปลกใจ

"อะไรอยู่ในห้องวะ?"

นิกรยิ้มแป้น

"ผู้หญิงว่ะ แต่ละคนทั้งสาวทั้งสวยเปลือยกายล่อนจ้อนแลเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างถนัดตา ล้วนแต่โอ่โถงขนาด เจน รัสเซล แพ้หลุดลุ่ย มารีลิน มอนโร ก็ทาบไม่ติด บางคนกันจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเคยเป็นดาวสังคม แต่พอตายหล่อนก็มาเป็นดาวนรก"

ยมบาลเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าคณะพรรคสี่สหาย แล้วรับสั่งถามนิกร

"ว่ายังไง อ้ายหนุ่ม เอ็งจะอยู่กับข้าไหมล่ะ?"

นิกรยิ้มเอียงอาย

"อยู่พ่ะย่ะค่ะ แล้วก็ขอประทานอนุญาตอยู่ในห้องนั้น"

ยมบาลทรงพระสรวลอีก

"ตกลง แต่อย่ามาร้องอุธรณ์ขอย้ายห้องก็แล้วกัน" รับสั่งจบพระองค์ก็ทอดพระเนตรคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วทีละคน

อาเสี่ยกิมหงวนทูลว่า

"ข้าพระองค์อยากกลับไปโลกมนุษย์เต็มฟัดพ่ะย่ะค่ะ"

พระยมพยักพระพักตร์

"ไม่ต้องวิตก เจ้าต้องได้กลับไปหาลูกเมียเจ้าแน่นอน แต่ขณะนี้หมอที่โรงพยาบาลเพชรบุรี กำลังให้ความช่วยเหลือพวกเจ้าอยู่ ถึงข้าใช้ให้นายผีไปส่ง วิญญาณของเจ้าก็ยังเข้าร่างไม่ได้ พวกเจ้าจงลุกขึ้นเถอะ ข้าจะพาเที่ยวชมขุมนรกของข้าให้ทั่ว เจ้าจะได้รู้ว่าพวกผีนรกได้รับการลงทัณฑ์อย่างไรบ้าง เพื่อไปเล่าให้พวกมนุษย์ฟัง มนุษย์ทุกวันนี้ ส่วนมากชอบทำบาปมากกว่าทำบุญกุศล ไปซีข้าจะพาไป"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นยืน พญายมราชพาเดินออกไปทางหน้าปราสาท พระยมทรงถือไม้ตะบองอันหนึ่งมีปุ่มแหลมๆ เป็นหนามล้อมรอบปลายตะบองอันนั้น

เมื่อลงบันไดปราสาทห้องนั้น ยมบาลชี้พระหัตถ์ไปรอบๆ บริเวณแล้วรับสั่งว่า

"นี่เป็นขุมนรกขุม ๑ พวกผีนรกที่มีบาปเพียงเล็กน้อยจะได้รับการลงทัณฑ์ที่นี่ในสถานเบา ขุมพวกชั้นหนึ่งก็มีกำแพงกั้นเป็นเขต"

ดร.ดิเรกทูลถามเบาๆ

"รวมทั้งหมดมีกี่ชั้นพ่ะย่ะค่ะ?"

"หา มี ๑๐ ขุมด้วยกัน เขานับเป็นขุมโว้ยดิเรก ไม่ได้นับเป็นชั้น เมื่อผ่านประตูนี้เข้าไปก็เป็นนรกขุมที่ ๒"

แล้วยมราชก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินผ่านประตูเข้าไป ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นไปตามกันเมื่อแลเห็นผีนรกกำลังถูกนายผีลงทัณฑ์ด้วยประการต่างๆ

ผีนรกตนหนึ่งนอนอมยิ้มอยู่บนแคร่และถูกนายผีเอาขวานเล่มใหญ่ผ่าอก ยมบาลพาเข้าไปดูใกล้ๆ แล้วทรงอธิบายให้ทราบ

"อ้ายนี่ เมื่อเป็นมนุษย์มีนิสัยสันดานเป็นอันธพาล ชอบข่มเหงรังแกใครต่อใคร เมื่อสิ้นชีวิตก็ต้องมารับโทษเช่นนี้"

เจ้าแห้วทูลถามทันที

"แล้วโน่นล่ะครับ คุณพ่อ ผีที่กำลังถูกนายผีเอาอะไรกรอกปาก"

ยมบาลทรงพระสรวลเบาๆ

"เอ็งเรียกข้าว่าพ่อเชียวรึ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ"

"ดีแล้ว ถ้ายังงั้นพวกเอ็งทั้ง ๖ คนนี่เรียกข้าว่าพ่อก็แล้วกัน ข้าอนุญาตเป็นพิเศษ แล้วพูดกับข้าตามความสะดวกเถอะ คือพูดง่ายๆ แบบคนธรรมดาไม่ต้องใช้ราชาศัพท์ ข้าเป็นยมบาลมาหลายแสนปีแล้ว เพิ่งจะรู้สึกครึกครื้นรื่นเริงวันนี้เอง อ้า-นั่น-ผีนรกที่คนของข้ากำลังเอาเหล็กหลอมกรอกใส่ปาก เมื่อเป็นมนุษย์มันทำยาปลอมขายให้ประชาชน จึงต้องรับโทษเช่นนี้"

นิกรชี้มือไปทางซ้าย

"นั่นล่ะครับคุณพ่อ ผู้หญิงกลุ่มนั้นทำบาปอะไรครับ ริมฝีปากถึงใหญ่เกือบเท่าจานกินข้าว"

พระยมแย้มพระสรวล

"ผู้หญิงพวกนี้ด่าผัว"

นิกรหัวเราะก้าก

"ฮ่ะ ฮ่ะ เมียผมเสร็จแน่ ตายเมื่อไรก็ต้องมารับโทษอย่างนี้ คุณพ่ออย่าสงสารเชียวนะครับ"

ยมบาลพาชมนรกขุม ๒ ต่อไป มีการลงทัณฑ์ด้วยประการต่างๆ พวกผีนรกทั้งหลายล้วนแต่ได้รับความทุกข์เวทนาแสนสาหัส ทั้งหญิงชายกำลังรับกรรมที่สร้างไว้ นักล่าสัตว์ที่นิยมการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ถูกพวกนายผีไล่แทงด้วยหอกหรือฉมวกร้องครวญครางน่าสงสาร คนที่ฉ้อโกงลักขโมยเขาก็ถูกจับมัดทรมานอยู่กลางเพลิงนรกอันร้อนแรง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเศร้าใจสังเวชใจไปตามกันเมื่อได้เห็นสภาพของผีนรกเหล่านี้ ท่านเจ้าคุณกระซิบกับดร.ดิเรกเบาๆ

"แกรู้สึกยังไงบ้าง ดิเรก?"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักๆ

"รู้สึกไม่สบายใจครับ ผมทำบาปไว้มากเหมือนกัน ถ้าผมตายเพราะหมดอายุ ผมคงถูกลงโทษ"

ก่อนที่พระยมจะพาคณะพรรคสี่สหายไปชมนรกขุมที่ ๓ อาเสี่ยกิมหงวนได้ทูลถามองค์มัจจุราชด้วยเสียงสั่นเครือ

"คุณพ่อครับ ผม-อ้า-ผมอยากจะทราบว่าเตี่ยผมยังอยู่ที่นี่ หรือไปอยู่เมืองสวรรค์แล้ว?"

ยมบาลนิ่งนึกสักครู่

"อ๋อ นายกิมเบ๊ แซ่โกย ใช่ไหมล่ะ?"

"ครับ ครับ เตี่ยผมเอง"

"ยังอยู่ที่นี่โว้ย พระยาวิจิตรฯ พ่ออ้ายกร และพระยาประสิทธิ์ฯ พ่ออ้ายพลก็รวมกันอยู่ที่นี่กับนายกิมเบ๊"

คณะพรรคสี่สหายต่างตื่นเต้นไปตามกัน พลทูลถามพระยมทันที

"คุณพ่อผมท่านไม่ได้ไปอยู่สวรรค์หรอกหรือครับ?"

ยมราชแย้มพระสรวล

"พ่อของเอ็งมีบาปเหมือนปุถุชนทั้งหลาย ถึงแม้สร้างบุญกุศลไว้มาก เขาก็ต้องรับกรรมก่อน พ้นบาปแล้วจึงจะได้ไปสวรรค์ เรื่องบาปกับบุญนั้นมันคนละเรื่อง จะทำบุญเพื่อลบล้างบาปนั้นไม่ได้"

พลหน้าจ๋อย

"คุณพ่อผมจะอยู่ที่เมืองนรกอีกนานไหมครับ?"

"พ่อเอ็งเพิ่งตายเมื่อเร็วๆ นี้ เขาจะต้องรับกรรมอยู่ที่นี่อีกในราวสองปี ส่วนพระยาวิจิตรฯ พ่ออ้ายกรมีบาปมากพอๆ กับนายกิมเบ๊ ต้องอยู่นานหน่อย"

เสี่ยหงวนร้องไห้สะอึกสะอื้น

"แล้วเจ้าสัวกิมไซลุงของผมล่ะครับ?"

"เจ้าสัวกิมไซ-อ๋อ-เขาพ้นโทษแล้ว แต่ไม่ได้สร้างบุญกุศลไว้ จึงไม่ได้ไปสวรรค์ ขณะนี้เป็นผีอิสระ ไม่มีใครควบคุมบังคับบัญชา"

นิกรร้องไห้กระซิกๆ

"คุณพ่อครับ กรุณาให้ผมได้พบคุณพ่อและคุณอาของผมสักหน่อยได้ไหมครับ ผมอยากจะพูดคุยกับท่านบ้าง และอยากเห็นสภาพความเป็นอยู่ของท่าน"

ยมบาลพยักพระพักตร์

"ไปซี ข้าจะพาไปหาเขา พระยาวิจิตรฯ พระยาประสิทธิ์ฯ และนายกิมเบ๊อยู่นรกขุม ๔ เขากำลังชดใช้บาปกรรมของเขาเช่นเดียวกับพวกผีนรกทั้งหลาย"

พระยมพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วผ่านนรกขุม ๓ เข้าไปและเลยไปขุมที่ ๔ ซึ่งมากขุมการลงทัณฑ์ก็รุนแรงมากขึ้น พวกขุมที่ ๔ นี้มีต้นงิ้วขนาดมหึมาอยู่หลายต้น และมีกระทะทองแดงขนาดยักษ์อยู่หลายใบ พวกผีนรกอสุรกายทั้งหลายเต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานแสนสาหัส

หญิงชายนับร้อยคนรูปร่างผอมโซไม่มีเชฟกำลังปีนป่ายต้นงิ้ว นายผีใช้หอกด้ามยาวทิ่มแทงก้นให้ปีนขึ้นไป หนามงิ้วทิ่มตำเนื้อตัวเลือดไหลโทรม อีกาปากเหล็กบินว่อนจิกตีพวกผีนรกบนต้นงิ้ว เมื่อผีเหล่านั้นหล่นลงมาจากต้นงิ้ว พวกนายผีก็ช่วยกันจับโยนลงกระทะทองแดง ซึ่งน้ำในกระทะกำลังเดือดพล่าน

ในนรกไม่มีการเกิดและการตาย มีแต่ความทุกข์ทรมานแสนสาหัส และความหิวโหย

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยืนรวมกลุ่มอยู่เบื้องหลังยมบาล ทุกคนเศร้าใจเหลือที่จะกล่าวเมื่อได้เห็นสภาพของพวกผีนรกทั้งหลาย พระยมชี้พระหัตถ์ไปที่ต้นไม้ใหญ่ใบโกร๋นต้นหนึ่งแล้วรับสั่งว่า

"จงดูโน่น พวกผีนับร้อยถูกจับแขวนตีนห้อยหัวลงเหมือนค้างคาว ในจำพวกนั้นมีเจ้าคุณวิจิตรฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าสัวกิมเบ๊ปนอยู่ด้วย"

นิกรร้องไห้โฮ

"คุณพ่อกับคุณอาและเตี่ยทำความผิดอะไรหรือครับ?"

"ความผิดก็คือ ออกเงินให้กู้และเรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ขึ้นไป คนเหล่านี้รีดนาทาเร้นคนจนจึงต้องถูกทรมานเช่นนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม แล้วทูลถามยมบาล

"ผมให้กู้ดอกเบี้ยร้อยละ ๘ อยู่ในข่ายนี้ไหมครับ?"

พระยมสั่นพระพักตร์

"ต่ำกว่าร้อยละ ๑๐ ไม่เป็นไร"

ท่านเจ้าคุณถอนหายใจโล่งอก

"ค่อยยังชั่วหน่อย แล้วเจ้าของโรงจำนำที่เรียกค่ารักษาร้อยละ ๑๐ ล่ะครับ ถ้าตายมาเมืองนรกจะถูกลงโทษไหมครับ?"

ยมบาลทรงพระสรวล

"ความผิดข้อนี่ร้ายแรงที่สุด ต้องว่ายอยู่ในกระทะทองแดงตลอดวัน อ้า-พวกเจ้าได้เห็นสภาพของนรกขุมต่างๆ ที่ผ่านมาก็ควรจะจดจำไว้ หญิงชายที่กำลังปีนป่ายต้นงิ้ว ล้วนแต่ล่วงละเมิดในภรรยาสามีผู้อื่น คือลักลอบกระทำกัน"

อาเสี่ยหน้าจ๋อย

"แล้วพวกกะหรี่ที่มีผัวแมงดาล่ะครับ ถ้าหล่อนสมัครใจเป็นของผม เพื่อต้องการเงินจากผม อย่างนี้บาปไหมครับ?"

"อ๋อ-ถ้ายังงี้ไม่บาป เพราะเป็นอาชีพของเขา ขืนเอาเป็นบาป มนุษย์ผู้ชายทุกคนก็ต้องตกนรก" รับสั่งจบพระยมก็ตะโกนเรียกนายผีตนหนึ่งให้มาเข้าเฝ้าพระองค์ "เฮ้ย-ไปพาตัวนักโทษผี พระยาวิจิตรฯ พระยาประสิทธิ์ฯ และเจ้าสัวกิมเบ๊มาพบข้าเดี๋ยวนี้"

นายผีรับสั่งแล้วก็วิ่งไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น บอกผู้คุมให้ทราบความตามพระประสงค์ ผู้คุมหรือนายผีซึ่งมีหน้าที่ลงโทษ จัดการหย่อนเชือกที่ผูกมัดเท้าวิญญาณทั้งสามลงมายังพื้นดิน แล้วแก้เชือกผูกมัดข้อเท้าออกทั้งสามคน

เมื่อทราบว่ายมบาลรับสั่งเรียกตัว เจ้าคุณวิจิตรฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าสัวกิมเบ๊ก็เต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ ทั้งสามคนผอมโซเพราะความอดอยากและความทุกข์ทรมาน ร่างกายสกปรกพุพองเน่าเปื่อย นัยน์ตาฝ้าฟางมองเห็นได้ในระยะใกล้ ผมยาวประบ่า นุ่งผ้าพันกายท่อนล่างผืนเล็กๆ เก่าๆ และขาดวิ่นเหมือนผ้าขี้ริ้ว นายผีพาวิญญาณทั้งสามมาเข้าเฝ้าพระยม

"คุณพ่อ" พลกับนิกรต่างร้องเรียกบิดาของเขา

"เตี่ย....เตี่ย" กิมหงวนตะโกนลั่น

พลวิ่งเข้าไปสวมกอดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นิกรวิ่งเข้าไปกอดเจ้าคุณวิจิตรฯ และกิมหงวนวิ่งเข้าไปกอดเตี่ยบังเกิดเกล้าของเขา

เจ้าคุณวิจิตรฯ พยายามจ้องมองดูหน้าลูกชายคนเดียวของท่าน

"ใคร....ใครมากอดฉัน?"

นิกรร้องไห้โฮ

"ผม-นิกรยังไงล่ะครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ขมวดคิ้ว ความทุกข์ทรมานทำให้สมองของท่านเสื่อมโทรม

"นิกร....หมาหรือคน?"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คนครับ ลูกชายของคุณพ่อไงล่ะครับ โธ่ คุณพ่อของผมมองดูคล้ายๆ ขอทาน น่าสงสารเหลือเกิน จำผมได้ไหมครับ ผม....นิกร ลูกชายที่น่ารักของคุณพ่อ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ กอดนิกรแน่นแล้วร้องไห้

"ลูกเอ๋ย ในที่สุดเราก็ได้มาพบกันที่เมืองผี แกเป็นอะไรตายล่ะ?"

นิกรสะอื้น

"ผมยังไม่ตายหรอกครับ พวกเรามาทัศนาจรน่ะครับ"

"โธ่-อนิจจังทุกขังเอ๊ย ที่นี่มันไม่มีอะไรน่าเที่ยวน่าชมเลย แกมากับใครหา พวกแกที่เมืองมนุษย์สบายกันดีหรือ แม่วาดเป็นยังไงบ้าง แล้วก็เจ้าพล เจ้าหงวน พ่อดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และพวกเมียๆ ของแกสบายดีหรือ?"

นิกรน้ำตาไหลพรากด้วยความสงสารบิดาของเขา

"ผมมากับเพื่อนๆ ของผมครับ มากันครบชุด พ่อตาผมท่านก็มาด้วย แล้วก็อ้ายแห้ว"

"งั้นเรอะ" เจ้าคุณวิจิตรฯ อุทาน

ในเวลาเดียวกัน พลก็กำลังทักทายกับบิดาของเขา แต่สองพ่อลูกไม่ได้แสดงความชื่นชมยินดีเลยที่ได้พบปะกัน

"ผมสงสารคุณพ่อเหลือเกินครับ ที่ได้มาพบคุณพ่อถูกทรมานเช่นนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องไห้ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"ทำอย่างไรได้ เมื่อพ่อก่อกรรมทำบาปไว้ พ่อก็ต้องรับโทษตามบทบัญญัติของเมืองนรก จำไว้นะลูกนะ อย่าให้ใครกู้เงินโดยเรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ ขึ้นไปเป็นอันขาด"

น้ำตาของพลไหลคลอ

"มีอะไรที่คุณพ่อจะสั่งไปให้คุณแม่ หรือใครๆ บ้างไหมครับ?"

วิญญาณเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ส่ายศีรษะช้าๆ

"พ่อไม่รู้จะสั่งอะไร เพราะเราอยู่กันคนละโลก และไม่มีทางที่จะติดต่อกันแล้ว บอกแม่ก็แล้วกันว่าพ่อขอบคุณที่อุตส่าห์ใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลมาให้พ่อ ทำให้พ่อได้กินไม่อดอยาก แล้วก็ช่วยโกหกแม่เจ้าด้วยว่าพ่อสบายดี เป็นผู้คุมอยู่ที่นี่"

ขณะนี้อาเสี่ยกิมหงวนก็กำลังสนทนากับวิญญาณเจ้าสัวกิมเบ๊ผู้เป็นเตี่ยบังเกิดเกล้าของเขา

"เอ็งมังใจลำเหมืองยาฝิ่ง" เจ้าสัวพ้อลูกชายของเขา "เตี่ยตายมาหลายปีเลี้ยว เอ็งไม่เคยใส่บากส่งอะไรๆ มาให้เตี่ยกิงมั่ง กูเลยไม่ต้องมีอะไรแหลก หิวก็ต้องทงเอา เจ้าคุงประสิก อีมีของตั้งเยอะแยะ อีก็ไม่ยอมแบ่งให้เตี่ยกิง อีว่าตองเป็งมนุษย์เป็งเพื่องกัง ตายเป็งผีเลี้ยวคงละเรื่อง ตัวใครตัวมัง"

เสี่ยหงวนร้องไห้สะอึกสะอื้น

"โถ-น่าสงสารเตี่ยมาก เอาเถอะ ฉันกลับไปเมืองมนุษย์จะสั่งนวลละออใส่บาตรทุกวัน"

เจ้าสัวกิมเบ๊มองซ้ายมองขวา แล้วกระซิบกระซาบกับลูกชายของเขาด้วยเสียงที่เบาที่สุด

"อ้ายหงวน ถ้าเอ็งรักเตี่ย ก็ซื้อขี้ยาใส่บากมาให้เตี่ยบ้าง มาอยู่เมืองนรกนางเลี้ยว ไม่เคยล่ายสูบฝิ่งเลย"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เตี่ยยังอดไม่ได้หรือ?"

เจ้าสัวยิ้มแห้งๆ

"ถ้าไม่มีก็อกล่าย แฮ่ะ แฮ่ะ ถ้ามีก็อกม่ายล่าย ขาก...."

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"ขากอีกแล้ว นิสัยเก่าของเตี่ยไม่หายสักที นึกว่าตายแล้วจะเลิกขากเศลษ ก็ยังขากอยู่ตามเดิม"

"เตี่ยม่ายล่ายแก้งน่อ มังคังคอหอยโว้ย คังยิบๆ ก็ต้องขาก"

เสี่ยหงวนยกมือจับแขนเจ้าสัวกิมเบ๊พาเดินเข้าไปหาพลกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นิกรพาเจ้าคุณวิจิตรฯ เข้ามารวมกลุ่มด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดร.ดิเรก กับเจ้าแห้วยืนอยู่ข้างๆ ยมบาล ทั้งสองไม่อาจกลั้นน้ำตาได้ เพราะความสมเพชเวทนาเจ้าคุณวิจิตรฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าสัวกิมเบ๊

พระยมรับสั่งกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และดร.ดิเรก กับเจ้าแห้ว

"ไปซี ไปคุยกับพรรคพวกของเจ้าเถอะ มีอะไรก็พูดกันเสีย ประเดี๋ยวเขาจะต้องไปรับโทษ ข้าให้เวลา ๑๐ นาที และนี่เป็นครั้งแรกที่ข้าอนุญาตให้เป็นพิเศษ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาดร.ดิเรก และเจ้าแห้วเข้าไปหา เจ้าแห้วร้องไห้สะอึกสะอื้นเพราะความสงสารเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เจ้านายของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้ามายกมือไหว้เจ้าคุณวิจิตรฯ และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ในระหว่างที่เจ้าสัวกิมเบ๊กำลังเล่าถึงความทุกข์ทรมานในเมืองนรกให้ลูกชายฟัง

"สวัสดีครับ เจ้าคุณ จำผมได้ไม่ใช่หรือครับ?"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ขมวดคิ้วย่น เพราะท่านเป็นผีห่างเหินกับมนุษย์มานาน ทำให้ท่านนึกไม่ออกว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นใคร ท่านกล่าวถามลูกชายของท่านเบาๆ ว่า

"ตาแก่หัวล้านพุงพลุ้ยคนนี้น่ะ ใครกันวะ?"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก็เจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนเก่าของคุณพ่อ พ่อตาของผมยังไงล่ะครับ"

เจ้าคุณวิจิตรฯ ค่อยๆ หันหน้ามามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วลืมตาโพลง

"โอ!-เจ้าคุณหรือครับ ผมจำได้แล้ว อย่าเข้าใจว่าผมลืมเพื่อน ผมน่ะมีแต่ความทุกข์ยาก จิตใจและมันสมองมันเสื่อมไปหมด บางทีตัวของตัวเองยังนึกไม่ออกว่าใคร เฮ้อ-แย่ครับเจ้าคุณ เมื่อไรจะสิ้นเวรสิ้นกรรมเสียทีก็ไม่รู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ บีบมือเจ้าคุณวิจิตรฯ แล้วคลายมือออก ยื่นมือให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จับ

"สบายดีหรือครับ?"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่น่าจะถามผมด้วยประโยคนี้ ในนรกจะเอาความสุขสบายมาจากไหนครับ ถูกทรมานตลอดวัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"ก็ต้องอดทนหน่อย ผมเองก็มีบาปมาก ถ้าตายเมื่อไรก็จะต้องมารับโทษเช่นเดียวกัน" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินเข้าไปหาเจ้าสัวกิมเบ๊ "เป็นยังไงเจ้าสัว ลำบากมากหรือ?"

"โอ๊ย!-พูกเลี้ยวน้ำออกตาเจ้าคุงคับ ผงขอไปอยู่นรกมวงจีน ทางนี้เขาก็ไม่ยอม เขาบอกว่าตายในมวงไทยต้องตกนรกมวงไทย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างโอภาปราศรัยกับวิญญาณทั้งสามอย่างสนิทสนม เจ้าคุณวิจิตรฯ ยกมือตบศีรษะดร.ดิเรกด้วยความรักใคร่เหมือนลูกหลาน

"เราไม่ได้พบกันนานทีเดียว แต่ลุงยังจำแกได้ดี แกยังค้นคว้าทดลองตวักตะบวยอะไรของแกอยู่เสมอไม่ใช่หรือ"

"ออไร๋ คุณลุงอยากได้วิทยุทรานซิสเตอร์ขนาดจิ๋วสักเครื่องไหมล่ะครับ ผมจะส่งมาให้ทางพัสดุไปรษณีย์ บุรุษไปรษณีย์คนไหนเจ็บหนักใกล้จะตายผมจะเอาเครื่องรับวิทยุไปฝากเขาไว้"

เจ้าคุณวิจิตรฯ สั่นศีรษะ

"ช่างเถอะอ้ายหลานชาย พวกผีนรกไม่มีกะอกกะใจฟังวิทยุหรือสิ่งที่เพลิดเพลินอะไรหรอก ถ้าสงสารลุงก็ขอให้ทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลมาให้ลุงบ้าง"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง หันขวับมาทางนิกร

"เฮ้-ยูไม่เคยใส่บาตรหรือทำบุญให้คุณลุงบ้างเลยหรือ?"

นิกรลืมตาโพลง

"ใครบอกล่ะ กันซื้อเครื่องกงเต๊กหน้าวัดไตรมิตรเผาส่งมาให้คุณพ่อเสมอ เสื้อผ้า ที่นอนหมอนมุ้ง รถยนต์ เรือบิน หมดเงินเดือนหนึ่งนับพัน"

เจ้าคุณวิจิตรฯ พูดเสริมขึ้นอย่างเดือดดาล

"ของพวกนั้นล้วนแต่เครื่องอุปโภค ไม่ใช่เครื่องบริโภค กินเข้าไปได้เมื่อไหร่ล่ะ พ่อต้องเอาไปแลกอาหารกับพวกผีที่นี่ แกน่าจะรู้ว่าความจำเป็นของผีทั้งหลายคืออาหาร"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ยังงั้นผมกลับไปเมืองมนุษย์ ผมจะใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้คุณพ่อกับคุณอาและเตี่ย ใส่วันละ ๒๐ องค์ก็คงพอนะครับ"

"เออ-ขอบใจแกมากลูกรักของพ่อ การทำบุญตักบาตรนอกจากจะช่วยทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาของเราแล้ว ยังช่วยให้ผีสางบิดามารดาปู่ย่าตายายได้กินด้วย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้สนทนากับสี่สหายและเจ้าแห้วโดยทั่วหน้ากัน ในที่สุดท่านก็ทักทายกับเจ้าแห้วข้าเก่าเต่าเลี้ยงของท่านเป็นคนสุดท้าย

"ยังไงอ้ายแห้ว ข้าตายมาจากโลกมนุษย์แล้วเอ็งคงโล่งใจซีนะ เพราะคนที่ด่าเอ็งลดจำนวนไปคนหนึ่ง"

เจ้าแห้วสะอื้น

"โธ่-รับประทานไม่อย่างนั้นหรอกครับ ผมยังระลึกถึงพระเดชพระคุณของท่านอยู่เสมอ" แล้วเจ้าแห้วก็ร้องไห้โฮ

"ร้องทำไมล่ะ?"

"รับประทาน ผมสงสารท่านครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ฝืนหัวเราะ

"ขอบใจ อ้ายแห้ว ข้าทำกรรมไว้ข้าก็ต้องรับ มนุษย์เราล้วนแต่มีบาปด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าถึงขนาดทุบตีพ่อแม่ หรือฆ่าพ่อแม่ก็ต้องตกนรกขุม ๑๐ ไม่มีวันได้เกิดอีกแล้ว ใครทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ก็ไม่ได้กิน"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ หันไปมองดูยมบาลแล้วกระซิบถามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"รับประทาน ท่านเจ้าคุณมีหวังได้เป็นยมบาลไหมครับ?"

"ไม่มีหวัง ตำแหน่งยมบาลและนายผีอาวุโสเป็นตำแหน่งชั่วกัปชั่วกัลป์ ไม่มีการเปลี่ยนคนใหม่ ตั้งแต่โลกเรามีมนุษย์ ยมบาลองค์นี้ได้ทำหน้าที่เป็นยมบาลเรื่อยมา"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"คุณอาทราบไหมครับว่า ยมบาลท่านขึ้นกับใคร และใครเป็นคนแต่งตั้ง อำนาจของยมบาลได้มาจากไหน คุณอาเป็นนักกฎหมาย ผมคิดว่าคุณอาคงทราบดี"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ฝืนหัวเราะ

"เหลว เรื่องนี้อาไม่รู้เลย และพวกผีนรกก็ไม่มีใครรู้ เรารู้แต่ว่ายมบาลคือกษัตริย์เหนือกฎหมายแห่งเมืองนรก"

เจ้าสัวกิมเบ๊ว่า "มวงจีงมีพยาเลี่ยมอ๋องน่อ อีเป็งยมพะบางอย่างนี้ อีหลุมาก"

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อองค์มัจจุราชเสด็จนำหน้านายผีตนหนึ่ง ตรงเข้ามาหาวิญญาณทั้งสามและคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว

"เฮ้-หมดเวลาพบปะสนทนากันแล้ว เจ้าทั้งสามจงกลับไปรับโทษต่อไป"

เจ้าคุณวิจิตรฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าสัวกิมเบ๊ทำหน้าเศร้าไปตามกัน ต่างมองดูพระยมด้วยความเกรงกลัวในพระองค์ท่าน นายผีพาวิญญาณทั้งสามอออกไปจากที่นั้นทันที สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความเศร้าใจอย่างล้นพ้น ทั้งหกคนแลเห็นนายผีสามสี่ตนช่วยกันจับเจ้าคุณวิจิตรฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าสัวกิมเบ๊ผูกมัดข้อเท้าด้วยเชือกเส้นใหญ่ ต่อจากนั้นวิญญาณทั้งสามก็ถูกชักรอกขึ้นไปบนต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น ทนทุกข์ทรมานด้วยการเอาหัวห้อย ซึ่งต้นไม้นั้นเต็มไปด้วยผีนรกที่ต้องโทษทั้งชายหญิงในวัยต่างๆ กัน

พระยมหันมาทอดพระเนตรนักทัศนาจรเมืองผีทั้งหกคน แล้วรับสั่งว่า

"พวกเจ้าได้เห็นกับตาแล้วสินะว่า มนุษย์ที่ทำบาปนั้น เมื่อสิ้นชีวิตก็ต้องมารับโทษที่เมืองนรก ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม ผู้ที่มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ มีอำนาจวาสนา ถ้ามาถึงเมืองผีก็เป็นผีนรกธรรมดาตนหนึ่ง ข้าจะพาไปดูนรกขุมอื่นๆ อีก ดูแล้วจะได้จดจำไว้ไปเล่าให้พวกมนุษย์ฟัง"

ต่อจากนั้น ยมบาลก็เสด็จนำหน้าพานักทัศนาจรเข้าไปชมนรกขุมที่ ๕ ต่อไป

นรกขุมนี้ค่อนข้างแปลกและแหวกแนวกว่าขุมอื่น พวกผีนรกมีรูปร่างหน้าตาประหลาดมาก ร่างกายเป็นสัตว์ต่างๆ แต่หน้าเป็นคน นั่งจับเจ่าอยู่บนภูเขาเล็กๆ ลูกหนึ่ง แต่ละคนผอมโซด้วยความลำบากอดอยากหิวโหย

ผีนรกคู่หนึ่งร่างกายเป็นไก่อูตัวผู้ ใบหน้าเป็นมนุษย์ผู้ชายในวัยชรา กำลังตีกันแบบไก่ชน หน้าตามีโลหิตไหลชุ่มโชกเพราะถูกเดือยของอีกฝ่ายหนึ่ง ไก่นรกคู่นี้ต่อสู้กันอย่างดุเดือด กระโจนเข้าเตะกันด้วยแข้งอันเป็นวิธีการต่อสู้ของไก่ชนทั้งหลาย บางทีก็ก้มศีรษะเข้าซุกใต้ปีกของคู่ต่อสู้ ไก่ทั้งสองตัวนี้มีขนาดใหญ่เหมือนไก่ยักษ์ ทุกสัดทุกส่วนเป็นไก่อู เว้นแต่ศีรษะของมันเท่านั้นที่เป็นมนุษย์

ทุกคนเฝ้าดูไก่นรกอย่างแปลกใจและเศร้าใจ มันสู้กันจนเลือดโชกไปทั่วตัว ผลัดกันรุกผลัดกันรับ ดร.ดิเรกทูลถามพระยมทันที

"คุณพ่อครับ นั่นเขาทำบาปอะไร?"

ยมบาลแย้มพระสรวล

"สองคนนั่นน่ะเรอะ เมื่อเป็นมนุษย์ชอบเล่นพนันชนไก่ เลี้ยงไก่ชนไว้ตีกัน หาความสุขจากความเจ็บปวดความทุกข์ทรมานของไก่ บางทีไก่ก็ตีกันจนตาย นัยน์ตาบอด หรือเจ็บป่วยสาหัส" แล้วพระองค์ก็รับสั่งกับนายพัชราภรณ์ "เจ้าสังเกตดูให้ดีพล ไก่ที่มีขนสีแดงเข้ม คือญาติผู้ใหญ่ของเจ้านั่นเองไม่ใช่ใครอื่น"

พลสะดุ้งเฮือก เขาจ้องตาเขม็งมองดูไก่ตัวนั้น แล้วร้องขึ้นดังๆ

"ลุงเชย โอ๊ย! ลุงของผมเองครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"พี่เชย พี่เชยหรือนั่น โธ่ กลายเป็นไก่ไปแล้ว"

ไก่นรกทั้งสองตัวยังตะลุมบอนกันต่อไป และอยู่ในความควบคุมของนายผีตนหนึ่ง ซึ่งบังคับให้ไก่ตีกันตั้งแต่เช้าจนค่ำไม่ยอมให้หยุดพัก อันเป็นการลงทัณฑ์ตามกฎหมายของเมืองนรก

นิกรหัวเราะหึๆ ทูลถามพระยมว่า

"ขอยืมให้ผมเอาไปเมืองมนุษย์สักครู่ได้ไหมครับ เอาไปออกงานวัด ไก่ประหลาดตัวเป็นคนหน้าเป็นไก่ คงเก็บเงินได้แยะทีเดียว คุณพ่อกับผมแบ่งรายได้กันคนละครึ่ง แล้วผมจะส่งเงินมาให้คุณพ่อทางธนาณัติ"

ยมบาลทรงพระสรวล

"เงินไม่มีค่าและมีความหมายในโลกนี้ แล้วข้าก็ให้นักโทษของข้าไปไม่ได้"

พลมองดูลุงของเขาด้วยความสงสาร ลุงเชยถูกไก่นรกคู่ต่อสู้เตะด้วยแข้งอย่างจังถึงกับเซถลาและทำท่าจะวิ่งหนี แต่ผู้คุมหรือนายผีเงื้อตะบองเหล็กขู่ชายชราบังคับไม่ให้หนี ลุงเชยจึงมานะกัดฟันสู้ต่อไป ซึ่งไก่ทั้งสองหมดเรี่ยวหมดแรงแล้ว ซังกะตายต่อสู้กันไปเพราะเกรงกลัวผู้คุม

นายพัชราภรณ์เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาลุงของเขา จึงยกมือไหว้พระยมแล้วทูลว่า

"คุณพ่อครับ คุณพ่อกรุณาให้ผมได้พูดคุยกับลุงของผมสักครู่ได้ไหมครับ"

ยมราชพยักพระพักตร์ แล้วตะโกนรับสั่งกับนายผี

"เฮ้ย ให้มันหยุดตีกัน แล้วพาอ้ายเชยมานี่"

นายผีตรงเข้าแยกไก่นรก ต่อจากนั้นก็พาวิญญาณของลุงเชยมาเฝ้าพระยม ชายชราเศรษฐีโกรกพระ ซึ่งมีร่างกายเป็นไก่อู เดินตุปัดตุเป๋ในท่าสะลึมสะลือหมดเรี่ยวหมดแรง ตามนายผีเข้ามาหาพระยมและคณะพรรคสี่สหาย ใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผล นัยน์ตาทั้งสองข้างบวมปิด ริมฝีปากฉีกเพราะถูกเดือยคู่ต่อสู้

พระยมทอดพระเนตรลุงเชยอย่างขบขัน

"ยังไงเจ้าเชย เจ้าคงรู้แล้วซีนะว่า ไก่ชนที่เจ้าบังคับให้มันตีกันนั้น มันได้รับความทุกข์ทรมานเช่นเดียวกับที่เจ้าได้รับ"

วิญญาณชายชราหายใจถี่เร็ว

"จริงครับท่าน มันทารุณเหลื่อเกิน ท่านเรียกผ่มมาทำไมครับ หรือจะส่งผ่มไปอยู่สะหวั่น"

"ชะ ชะ บาปแกยังมีอีกมากมาย เรื่องสวรรค์น่ะ อย่างน้อยอีก ๒๐ ปีแกถึงจะได้ไป แกลืมตาขึ้นซี แล้วแกจะเห็นลูกหลานแกยืนอยู่ข้างๆ ข้าตั้งหลายคน"

ชายชราแปลกใจไม่น้อย พยายามเบิกนัยน์ตาให้กว้างๆ ทั้งๆ ที่เจ็บปวดที่สุด พอแลเห็นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ลุงเชยก็ตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว แกร้องทักทายหลานชายของแกเป็นคนแรก

"อ้ายหม่า! โอ! อ้ายหม่าพล เอ็งเป็นอะไรตายวะ หรือเป็นอหิวาต์ ฮ่ะ ฮ่ะ ในที่สุด เราก็มาพบกันในเมืองนี้"

พระยมเลี่ยงไปประทับนั่งบนแท่นหินใหญ่ เปิดโอกาสให้วิญญาณของนายเชยสนทนากับลูกหลานของแก พลตรงเข้ามากอดลุงของเขา สงสารลุงจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่ได้

"โธ่-คุณลุงครับ ตัวเป็นไก่หน้าเป็นคนอย่างนี้คงทรมานแย่"

นายเชยฝืนหัวเราะ

"ก็พอดูอ้ายหลานชาย แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร เรื่องของกรรมไม่มีใครหนีพ้น ถึงตายแล้วก็ต้องรับกรรม" พูดจบลุงเชยก็ยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "เป็นยังไงครับ สบายดีหรือเจ้าคุณ?"

"สบายดีพี่เชย" ท่านเจ้าคุณพูดเสียงเครือด้วยความสงสารชายชรา "พวกเราได้พบเจ้าคุณวิจิตรฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยอ้ายหงวนแล้ว รู้สึกว่าเขาได้รับความทุกข์ทรมานน้อยกว่าพี่เชยมาก"

นายเชยถอนหายใจเฮือกใหญ่

"อ้ายผ่มมันมีกรรมมากกว่าเขาครับเจ้าคุณ เมื่อเป็นมนุษย์ผ่มชอบตีไก่ เลี้ยงไก่ชนไว้เยอะแยะ ตั้งบ่อนเถื่อนเล่นตีไก่กันเอาอัฐที่โกรกพระ ผ่มก็เลยต้องรับกรรมตอบสนอง แย่เลยครับเจ้าคุณ พอตื่นเช้า ผ่มกับอ้ายหอกนั่นก็ต้องตีกันแบบไก่จนค่ำ ดูซีครับ หน้าตาแหกหมด เมื่อไรจะหมดสิ้นกรรมเวรเสี่ยทีก็ไม่รู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหาย และเจ้าแห้วต่างน้ำตาคลอเพราะสงสารนายเชย กิมหงวนให้คำแนะนำอันเป็นประโยชน์ว่า

"ก็ตีกันแบบมวยล้มซีครับ คุณลุง ขืนตีกันจริงๆ ก้อเจ็บแย่"

ลุงเชยฝืนหัวเราะ

"มวยล้มหรื่อ อ้ายหม่าหงวน ไม่ได้หรอก นายผี่ที่มันเป็นผู้ควบคุมนัยน์ตามันแหล่มเหมื่อนเข่ม พอตีกันเล่นๆ หรือจดๆ จ้องๆ นานเกินไป มันเอาตะบองเหล็กฟาดเลย" พูดจบลุงเชยก็สะดุ้งเฮือกแล้วร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด หันขวับมาทางนิกร "อ้ายหม่ากร เสือกถอนขนข้าทำไม?"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"คันหูครับ ขอผมแยงหูสักอันนะครับ ขนของคุณลุงสวยมาก"

ชายชรายกมือเท้าสะเอวมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเดือดดาล

"มึงจะถอนขนข้า ก็ต้องขออนุญาต หรือบอกให้รู้ตัวก่อนซีวะ ข้ากำลังพูดเพลินๆ กระตุกเอายังงี้มันตกใจไม่ใช่เหรอ"

ดร.ดิเรกมองดูลุงเชยอย่างขบขันแกมเศร้าใจ

"คุณลุงเป็นไก่ยังงี้ รู้สึกรำคาญบ้างไหมครับ?"

"โธ่!-อ้ายหมาหมอ เอ็งไม่น่าถามข้าเลย ตัวเป็นไก่หน้าเป็นคนมันลำบากไปเสี่ยทุกอย่าง จะกินจะนอนมันลำบากไปทั้งนั้น โดนเฉพาะเวลาถ่ายท้องรำคาญเต็มทนว่ะ อ้า-พวกเอ็งไปยังไงมายังไงวะ แล้วก็อ้ายหม่าแห้วทะลึ่งมากับเขาด้วย"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทาน ผมขับรถพาเจ้านายไปเที่ยวหัวหินครับคุณลุง บังเอิญยางรถระเบิดทำให้รถคว่ำ รับประทานผมกับเจ้านายสลบอยู่ในรถ วิญญาณออกจากร่าง นายผีเข้าจับพวกเรามาที่นี่ครับ ยมบาลท่านบอกว่าพวกเรายังไม่ตาย แล้วท่านก็พาชมนรกทุกขุม"

ลุงเชยนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"ข้านึกว่าพวกเอ็งตายแล้วเสียอีก ที่แท้ก็ยังไม่ตาย กลับไปเมืองมนุษย์ก็ตั้งหน้าประกอบการบุญกุศลเถิด เอ็งก็ได้เห่นแล้วว่าคนที่ทำบาปต้องได้รับโทษทัณฑ์อย่างไร ข้าเองทำบุญไว้ไม่น้อย แต่ก็ทำบาปไว้เหมื่อนกัน ก่อนจะสิ้นใจตาย ข้าคิดว่าข้าจะได้ไปสะหวั่น ที่ไหนได้ พอดับจิตนายผีก็คุมตัวข้ามาเมืองนรก ยมบาลท่านบอกว่าข้าต้องใช้บาปก่อน เสร็จแล้วถึงจะได้ไปสะหวั่น โอย-ลำบากเหลื่อเกิน เจ้าประคุณเอ้ย ตั้งแต่ตายไม่เคยมีใครใส่บาตรมาให้เลย"

พลยกมือจับแขนลุงของเขา

"เอาละครับ ผมกลับไปโลกมนุษย์ ผมจะใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลมาให้คุณลุงทุกๆ วัน"

ชายชราร้องไห้ แกพูดพลางร้องไห้พลาง

"ขอบใจเอ็งมาก ไอ้หม่าพล แม่เอ็งเป็นไงบ้างล่ะ ยังด่ามาราธอนอยู่เหมื่อนเช่นเดิมหรือ?"

"ท่านสบายดีครับ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อยมบาลเสด็จเข้ามา มีนายผี ๒ ตนติดตามมาด้วย พระยมรับสั่งกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"ข้าให้เวลาพวกเจ้าคุยกับนักโทษมาพอแล้ว เลิกคุยกันที"

นายผีพาลุงเชยไปจากที่นั่น ไก่นรกทั้งสองตัวถูกบังคับให้ตีกันต่อไป สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูลุงเชยด้วยความเศร้าสลดใจยิ่ง

ยมบาลรับสั่งกับนักทัศนาจรเมืองผีทั้ง ๖ คน

"ไปเถอะ ข้าจะพาพวกเจ้าเที่ยวชมเมืองนรกต่อไป"

ในที่สุดสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ได้ผ่านประตูนรกขุมที่ ๖ เข้ามา นรกขุมนี้มีแต่เปรตนานาชนิดทั้งหญิงชายไม่น้อยกว่า ๑,๐๐๐ ตัว เปรตเหล่านี้กำลังถูกลงทัณฑ์ด้วยประการต่างๆ ถูกนายผีเฆี่ยนด้วยหวาย เอาเหล็กเผาไฟนาบตามตัว บังคับให้นั่งบนกองเพลิงอันร้อนแรง บังคับให้นอนบนแผ่นกระดานตอกเหล็กแหลม เปรตนรกมีร่างกายผอมกะหร่องแลเห็นซี่โครง เปรตมีส่วนสูงอย่างน้อย ๓ วา รูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ ผมเผ้ารุงรังสกปรกเหม็นสาบ บนศีรษะของเปรตทุกตัวมีกงจักรหมุน อันเป็นเครื่องทรมาน กงจักรทำให้เปรตได้รับความเจ็บปวดมาก โลหิตไหลโซมกาย เปรตในนรกขุมนี้ทั้งหญิงชายเปลือยกายล่อนจ้อน แต่จะมองด้านโป๊หรือด้านศิลปไม่ไหว มองได้ในด้านทุเรศอย่างเดียว

ดร.ดิเรกรู้สึกตื่นเต้นสนใจมากกว่าคนอื่น เขาทูลถามยมบาลว่า

"คุณพ่อครับ คนเราทำผิดอะไรบ้างครับ ถึงจะต้องเป็นเปรตอยู่นรกขุม ๖ เช่นนี้?"

พระยมยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"บาปหรือความผิดที่ต้องเป็นเปรตก็คือ ประการแรก ทุบตีหรือฆ่าบิดามารดา"

อาเสี่ยกิมหงวนเย็นวาบ และพูดเสริมขึ้นทันที

"ผมเคยชกเตี่ยผมทีหนึ่ง ล่อเสียปากเป็นครุฑไปเลยครับ แต่ผมทำไปด้วยจิตไร้สำนึก คือเมาเหล้า อย่างนี้บาปไหมครับ?"

มัจจุราชทรงพระสรวล

"ทำไมจะไม่บาป เจ้ากินเหล้าด้วยความสมัครใจ ไม่ได้มีใครเขาบังคับให้กิน"

"อ้า-ยังงั้นผมก็ต้องเป็นเปรตน่ะซีครับ"

"แน่นอน ความผิดหรือบาปของเจ้ามีปรากฎอยู่ในบัญชีของข้าแล้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แล้วความผิดอะไรอีกละครับ ที่จะต้องเป็นเปรต?"

พระยมนิ่งคิด

"หลายกรณีด้วยกัน ฉ้อราษฎร์บังหลวง ใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตผิดกฎหมาย, เจ้าของโรงเรียนราษฎร์ที่เรียกเงินแป๊ะเจี๊ยะเป็นพันๆ, นักแซ้งที่หากินตามกระเป๋าคนอื่น, กระเป๋ารถเมล์ที่ไม่ทอนสตางค์ให้ผู้โดยสารโดยเจตนา, คนพิมพ์ธนบัตรปลอมหรือเหรียญกษาปณ์ปลอม, พ่อค้าแม่ค้าที่โกงตาชั่ง, คนที่จ่ายเช็คไม่มีเงินในธนาคาร, คนที่ทุบตีหรือฆ่าบิดามารดาของตน, หญิงชายที่ลักลอบได้เสียกันอย่างผิดประเพณีหรือศีลธรรม, อาชญากรชั้นเสือร้าย, นายแพทย์ที่ปฏิเสธไม่ยอมรักษาคนจน, ผู้ทำลายชาติศาสนา พระมหากษัตริย์ คนเหล่านี้ถ้าสิ้นชีวิตเมื่อไร ก็จะต้องเป็นเปรตอยู่ในนรกขุมนี้เป็นเวลาหนึ่งกัปหรือหนึ่งกัลป์จึงจะได้ไปผุดไปเกิด"

ดร.ดิเรกมีความสนใจอย่างยิ่ง

"กับหรือกัลป์เป็นเวลาสักกี่ปีครับคุณพ่อ?"

มัจจุราชทรงพระสรวลเบาๆ

"ประมาณไม่ได้ว่ากี่ล้านปี ข้าจะอธิบายให้ฟังก็ได้ หลังเมืองนรกนี้มีบึงกว้างอยู่บึงหนึ่ง กว้างหนึ่งโยชน์และลึกหนึ่งโยชน์ โยชน์หนึ่งเท่าไรเจ้ารู้ไหม?"

นายแพทย์หนุ่มอมยิ้ม

"๔๐๐ เส้น หรือ ๑๖ กิโลเมตรครับ"

"ฮื่อ-ถูกแล้ว บึงนั้นกว้าง ๔๐๐ เส้น ยาว ๔๐๐ เส้น และลึก ๔๐๐ เส้น เป็นบึงที่แห้งแล้งไม่มีน้ำ ถึงปีมีนกตัวหนึ่งคาบเม็ดมะละกอมาทิ้งในบึงหนึ่งเม็ด ถ้าเม็ดมะละกอเต็มบึงใหญ่นั้นเมื่อไรเรียกว่ากัลป์หนึ่ง"

ดร.ดิเรกทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ออไร๋ มันนานเหลือเกินครับ ไม่รู้ว่ากี่ร้อยล้านปีพวกเปรตในนรกขุมนี้คงทนทุกข์เวทนาแสนสาหัส"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เห็นฝูงเปรตนรกเหล่านี้ก็ทำให้เศร้าใจหมดความสุขไปตามกัน ท่านเจ้าคุณทูลพระยมว่า

"ดูแล้วหมดความสุขครับคุณพ่อ อ้า-กรุณาให้พวกเราได้กลับโลกมนุษย์เถอะครับ"

"อ้าว!" พระยมทรงอุทาน "ไหนๆ พวกเจ้าก็มาถึงเมืองนรกแล้ว ก็ควรชมให้ทั่ว ยังอยู่อีก ๔ ขุมเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะ

"ไม่ไหวครับ ผมไม่อยากพบเห็นพวกผีนรกเหล่านี้เลย"

มัจจุราชทรงยิ้มให้สี่สหาย

"ว่าไง พวกเจ้าอยากกลับบ้านไปหาลูกหาเมียของเจ้ายังงั้นหรือ?"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"ครับ กลับก็ดีเหมือนกัน คุณพ่อจะบอกให้พวกเรารู้หน่อยได้ไหมครับ ใครจะตายวันไหน เดือนอะไร และพ.ศ.อะไร"

ยมบาลสั่นพระพักตร์

"ข้ารู้ดีแต่ข้าบอกเจ้าไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดบทบัญญัติ เอาละ เมื่อพวกเจ้าจะกลับบ้านก็ตามใจ ข้าจะให้นายผีพาไปส่ง ขณะนี้ร่างของเจ้าทั้ง ๖ คนอยู่ที่โรงพยาบาลเพชรบุรี ใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ เมียๆ ของพวกเจ้าอยู่ที่นั่นและกำลังร้องไห้ร้องห่มกัน เพราะกลัวว่าพวกเจ้าจะตาย ข้าสามารถมองเห็นด้วยญาณวิเศษของข้า ขณะที่เมียของพวกเจ้าพักผ่อนอยู่ที่บ้านพักตากอากาศชายทะเลหัวหิน มีพรรคพวกไปบอกว่าพวกเจ้าได้รับอุบัติเหตุรถคว่ำ ตำรวจส่งตัวมาโรงพยาบาลเมืองเพชร พวกเมียๆ ของเจ้าก็ติดตามไป จงกลับไปเข้าร่างของเจ้าเถอะ"

อาเสี่ยหน้าจ๋อย

"วิญญาณของพวกเราจะเข้าสู่ร่างกายทางไหนล่ะครับคุณพ่อ?"

ยมบาลอดหัวเราะไม่ได้

"ก็เข้าทางทวารทั้ง ๕ น่ะซี หู, ตา, จมูก, ปาก แล้วก็ทวารหนักเบา"

นิกรทำคอย่น

"อ้า-บางแห่งมันอาจจะสกปรก และเหม็นนี่ครับคุณพ่อ เห็นจะเข้าทางจมูกเป็นดีกว่าทางอื่น"

ยมบาลยกพระหัตถ์ซ้ายตบหลังนิกร

"ไหนเอ็งบอกว่าเอ็งจะอยู่กับข้าไม่ใช่หรือ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ไม่ไหวครับคุณพ่อ ผมยังตัดกิเลสไม่ได้ ชอบเที่ยว ชอบดูหนัง ดูฟุตบอล ดูมวย ชอบกินอาหารดีๆ เอาไว้ให้ผมหมดอายุเสียก่อนนะครับ ผมจะมาอยู่กับคุณพ่อ"

มัจจุราชเสด็จนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วผ่านขุมนรกออกไปสู่ชั้นนอก

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง ยมบาลก็รับสั่งใช้ให้นายผีไปส่งวิญญาณนักทัศนาจรทั้ง ๖ คนยังมนุษย์โลกที่โรงพยาบาลจังหวัดเพชรบุรี พลพรรคผีกลุ่มหนึ่งติดตามไปด้วย

๑๕.๐๐ น.เศษ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้เดินทางมาถึงโรงพยาบาลของจังหวัดเพชรบุรีแล้ว

"กันส่งพวกแกแค่นี้ละนะ" นายผีกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

เสี่ยหงวนโบกมือให้

"ขอบใจมากพี่ชาย แกอยากกินอะไรบ้างล่ะ บอกกันซี กันจะทำบุญไปให้ ชอบอาหารชนิดใดว่ามา"

นายผียิ้มอายๆ

"อาหารกันไม่ชอบ กันชอบเหล้าว่ะ"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"ดีแล้ว กันจะซื้อเหล้าใส่บาตรให้แกวันละขวด"

วิญญาณทั้ง ๖ แยกกับพวกผีนรกที่หน้าโรงพยาบาล สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันขึ้นไปบนตึก ตรงไปที่ห้องปฐมพยาบาล ในที่สุดทุกคนก็แลเห็นร่างของตนเองนอนอยู่บนเตียงคนละเตียงเรียงรายกันไป นายแพทย์ ๒ คน พยาบาล ๒ คน กำลังช่วยกันแก้ไขคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว คุณหญิงวาดพร้อมด้วยนันทา, นวลละออ, ประภา และประไพนั่งร้องไห้อยู่บนม้ายาวริมห้อง

วิญญาณของพวกสี่สหายมองดูกันและยิ้มให้กัน

"ยมบาลท่านแน่โว้ย" กิมหงวนพูดยิ้มๆ "ท่านมีญาณทิพย์สามารถมองเห็นเหตุการณ์ได้ทั่วโลก ดูซีวะ เมียๆ ของพวกเรานั่งร้องไห้กะปิ๊ดกะป๊าดไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"อย่าร่ำไรอยู่เลย เข้าสู่ร่างกายเถอะ"

ดร.ดิเรกอยากจะศึกษาหาความรู้ในเรื่องวิญญาณ จึงกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการว่า

"คุณพ่อเข้าก่อนเถอะครับ ผมอยากจะดูให้รู้แน่ว่าวิญญาณของคุณพ่อจะเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร เข้าไปเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณเดินเข้ามาหยุดข้างเตียงนอนใกล้ๆ กับร่างของท่าน ต่อจากนั้นวิญญาณของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เข้าสู่ร่างทางจมูกของร่างนั้น ร่างของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวได้แล้ว นายแพทย์และนางพยาบาลสาวยิ้มออกมาได้ คุณหญิงวาดรีบบอกสี่นางทันที

"เจ้าคุณท่านฟื้นแล้ว"

"คุณพ่อ!" ประไพร้องลั่นห้อง

ท่านเจ้าคุณลืมตาขึ้น คุณหญิงวาดตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าว พาสี่นางลุกจากม้ายาวตรงเข้ามาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประภายิ้มให้ท่านและกล่าวละล่ำละลัก

"คุณพ่อรอดตายแล้วค่ะ แต่สลบไปราว ๔ ชั่วโมง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ลูกสาวคนโตของท่าน

"พ่อไปเที่ยวเมืองนรกกลับมา"

ประไพอ้าปากหวอ

"ไปคนเดียวหรือคะ?"

"ก็ไปด้วยกันทั้ง ๖ คนนี่แหละ ขณะนี้วิญญาณผัวๆ ของพวกแกและอ้ายแห้วได้อยู่ในห้องนี้แล้ว และกำลังจะเข้าสู่ร่าง" พูดจบท่านเจ้าคุณก็ลุกขึ้นนั่งในท่าทางกระปรี้กระเปร่า

นายแพทย์คนหนึ่งปราดเข้ามา

"ใต้เท้านอนพักผ่อนเสียก่อนเถอะครับ ใต้เท้าเพิ่งพื้นจากสลบยังอ่อนเพลียอยู่"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ผมแข็งแรงดีแล้วคุณหมอ ขอบคุณมากที่ช่วยเหลือผม ห้าคนนั้นน่ะไม่ต้องไปยุ่งกับมันหรอกครับ วิญญาณของมันจะกลับเข้าร่างเดี๋ยวนี้แล้ว เราไปเที่ยวเมืองผีกันมาครับ"

นายแพทย์ทำหน้าชอบกล แต่ไม่พูดอะไร ขณะนี้วิญญาณของสี่สหายกำลังเตรียมตัวจะเข้าร่างแล้ว พลยกมือตบหลังเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"เอาซี เข้าร่างของแกได้แล้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน เข้าทางไหนล่ะครับ?"

"ก็ตามใจแกซีโว้ย"

วิญญาณของเจ้าแห้วลอยเข้าสู่ปากของเขาทันทีแต่ไม่มีใครเห็น ร่างของเจ้าแห้วกระดุกกระดิกได้ แล้วอาเสี่ยกิมหงวนก็เข้าสู่ร่างของเขาบ้าง ลอยเข้าไปในรูจมูก แต่แล้วก็ลอยออกมา

"อ้าว!-ออกมาทำไมอีกล่ะ?" พลถามเสียงดุๆ

วิญญาณของอาเสี่ยทำหน้าเบ้

"อึดอัดว่ะ รูมันเล็กเกินไป"

"แล้วแกจะเข้าทางไหน?" ดร.ดิเรกถามยิ้มๆ

"เข้าทางทวารหนัก" พูดจบเสี่ยหงวนก็ลอยเข้าสู่ร่างของเขาอย่างสนุกสนาน

ในเวลาไล่ๆ กัน ดร.ดิเรกกับพลก็เข้าสู่ร่างของตนร่างของเขาเคลื่อนไหวได้และลืมตาขึ้น คงเหลือแต่ร่างของนิกรคนเดียวซึ่งนอนนิ่งเฉยไม่ไหวติง

คุณหญิงวาดและสี่นางต่างปิติยินดีไปตามกันเมื่อพล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วฟื้นขึ้นมาได้

"ไปเที่ยวเมืองผีมาหรือลูก?" คุณหญิงวาดกล่าวถามลูกชายของท่าน

"ครับ เราไปเที่ยวเมืองผีกันมา และได้ชมนรกจนทั่ว นายผีมันพาพวกเราไปครับ แต่พวกเรายังไม่ถึงที่ตาย ยมบาลท่านก็ใช้ให้ผีพามาส่งที่นี่"

คุณหญิงวาดยิ้มให้ลูกชายของท่าน

"ซื้ออะไรมาฝากแม่บ้างหรือเปล่าลูก?"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นนั่งกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ประไพกล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"นิกรไม่ได้กลับมาด้วยหรอกหรือคะพ่อ?"

"มา-แต่มันไม่ยอมเข้าสู่ร่างของมัน"

ประไพฝืนหัวเราะ

"ดีแล้วค่ะ เมื่อเขาไม่ยอมเข้าสู่ร่าง ไพก็จะให้หมอจำหน่ายว่าตาย และจ้างสัปเหร่อเอาศพไปฝังแบบศพไม่มีญาติ จะได้หมดเรื่องหมดราวกันที กรคงสมัครใจอยู่เมืองนรก"

วิญญาณของนิกรได้ยินเช่นนั้น ก็ตกใจพุ่งหลาวเข้าสู่ร่างของเขาทางรูหูทันที แล้วร่างของนิกรก็ลืมตาโพลง คุณหญิงวาดเอ็ดตะโรลั่น

"อุ๊ย! เจ้ากรฟื้นแล้ว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องปฐมพยาบาล นิกรพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง ยกแขนทั้งสองขึ้นบิดขี้เกียจพร้อมกับอ้าปากหาว

"ไปเที่ยวเมืองนรกกันมาหรือคะกร?" ประไพถามยิ้มๆ

นิกรพยักหน้า

"ฮื่อ สนุกจังเลยไพ พบคุณพ่อและคุณอาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ด้วย"

คุณหญิงวาดใจหายวาบ ถามนิกรโดยเร็ว

"หา-พบที่เมืองนรกน่ะรึ?"

"ครับ ลุงเชยและเตี่ยอ้ายหงวนก็อยู่ที่นั่น"

คุณหญิงวาดและสี่นางต่างสนใจอย่างยิ่ง รุมกันซักถามสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ซึ่งทุกคนก็เล่าให้ฟังโดยละเอียด นายแพทย์ และนางพยาบาลก็พลอยตั้งอกตั้งใจฟังด้วย

"เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ท่านมีบาปมาก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เล่าให้คุณหญิงวาดและสี่นางฟัง "เมื่อมีชีวิตอยู่ ท่านออกเงินให้เขากู้ เรียกดอกเบี้ยร้อยละ ๑๐ เจ้าคุณวิจิตรฯ และเจ้าสัวกิมเบ๊ก็เช่นเดียวกัน บาปนี้ทำให้ถูกลงโทษจับแขวนห้อยต่องแต่งอยู่บนต้นไม้มองดูเหมือนค้างคาว"

คุณหญิงวาดกับสี่นางทำตาแดงๆ ไปตามกัน

"โถ!-" คุณหญิงอุทาน "น่าสงสารเหลือเกิน ดิฉันเองเคยเตือนท่านเสมอ ว่าให้เขากู้ดอกเบี้ยร้อยละ ๒๐ น่ะ มันทารุณเกินไป หน้าเลือดขนาดแขกยามทีเดียว แต่ท่านก็ไม่เชื่อ อนิจจังทุกขังเอ๊ย แล้วพี่เชยล่ะคะ เป็นไง?"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"พี่เชยแย่หน่อยคุณหญิง ตัวเป็นไก่อูแต่หน้าเป็นคน ถูกนายผีบังคับไปตีกับไก่นรกตลอดวัน ในฐานที่พี่เชยชอบเล่นพนันตีไก่"

"โถ" คุณหญิงคราง "ตัวเป็นไก่หน้าเป็นคนหรือคะ"

"ครับ-แลเห็นพี่เชยแล้วเศร้าใจจริงๆ ยมบาลท่านใจดีมาก เกิดถูกเส้นกับอ้ายกร เลยพาพวกเราเที่ยวชมขุมนรกต่างๆ เกือบทั่ว"

คุณหญิงยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่งอะไรมาถึงดิฉันบ้างหรือเปล่าคะ?"

"สั่งครับ สั่งให้ขอบคุณคุณหญิงที่กรุณาทำบุญตักบาตรอุทิศส่วนกุศลไปให้ ทำให้ท่านไม่อดอยากเหมือนกับผีนรกทั้งหลาย"

คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ

"ใครประกอบกรรมดีก็ได้ดี ใครประกอบกรรมชั่วก็ได้ชั่ว ทั้งมีชีวิตอยู่และตายไปแล้ว" คุณหญิงพูดเสียงสะอื้น "ดิฉันกับแม่ ๔ คนนี่ อยู่ที่บ้านพักตากอากาศชายทะเลของเราเมื่อตอนกลางวัน มีคนมาจากกรุงเทพฯ เขาบอกคนเฝ้าบ้านว่าเจ้าคุณกับพวกนี้ได้รับอุบัติเหตุรถคว่ำที่เขาย้อย และตำรวจเขาส่งมาที่โรงพยาบาลนี้ เราก็รีบพากันมาที่นี่ สิ้นเคราะห์ไปทีที่ทุกคนรอดตายมาได้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"แล้วรถของผมล่ะครับ"

คุณหญิงวาดหันมาทางเสี่ยหงวน

"แม่นวลจ้างเหมาอู่ซ่อมรถที่นี่ ให้เอารถไปลากมาแล้ว ใครเป็นคนขับรถของแกนะพ่อหงวน?"

"อ้ายแห้วครับ"

คุณหญิงเปลี่ยนสายตาไปที่เจ้าแห้วทันที

"อ้ายสันดาน ไม่รู้ว่าจะรีบขับไปหาพ่อมึงที่ไหนกัน"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อย ไม่กล้าชี้แจงแสดงเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ขอบคุณนายแพทย์และโรงพยาบาลที่ให้ความช่วยเหลือเป็นอย่างดี ในชั่วโมงนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและคุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็เดินทางไปหัวหิน ส่วนรถคาดิแล็คเก๋งเป็นเรื่องของอู่ซ่อมรถจะจัดการซ่อมแซมต่อไป

คืนวันนั้นเองตอนพลบค่ำ คระพรรคสี่สหายของเราก็ได้รับข่าวร้ายที่ทำให้ทุกคนตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

รถเก๋งคันหนึ่งเกิดอุบัติเหตุพลิกคว่ำบนทางหลวง ที่เขาย้อยเขตจังหวัดเพชรบุรีในเวลา ๑๗.๐๐ น.ตรง ผู้ที่อยู่ในรถเป็นผู้ชายรวม ๖ คน ตายคาที่ไม่มีใครรอดชีวิตเลย

จบบริบูรณ์