พล นิกร กิมหงวน 138 : ขุนเขามฤตยู (เล่ม๑)

เนื่องจากสถานการณ์รอบๆ ประเทศไทยไม่เป็นที่ไว้วางใจนัก สภาป้องกันราชอาณาจักรจึงได้เรียกสมาชิกประชุมลับ ณ หอประชุมกองทัพบกในตอนดึกของคืนวันหนึ่งซึ่งดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ของเราได้เข้าประชุมด้วยในฐานะกรรมการคนหนึ่ง และเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญสร้างอาวุธและเครื่องใช้ในการสงครามอันมีค่ายิ่งให้แก่กองทัพไทยทั้งสามทัพมาหลายสิ่งแล้ว

คณะกรรมการสภาป้องกันราชอาณาจักรต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันให้กองทัพบก, เรือและอากาศรีบเร่งสะสมกำลังพลและอาวุธเพื่อต่อต้านราชศัตรูผู้รุกราน นอกจากนี้สภายังขอร้องให้ ดร.ดิเรกสร้างอาวุธปรมาณูเตรียมไว้รับศึกเป็นต้นว่า จรวดนำวิถีติดหัวปรมาณู, กระสุนปืนใหญ่และกระสุนปตอ.ปรมาณู นายแพทย์หนุ่มได้ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า เขาพร้อมแล้วที่จะเสียสละกำลังกาย ความคิดตลอดจนเลือดเนื้อและชีวิตเพื่อประเทศชาติที่รักของเรา เขายินดีที่จะสร้างอาวุธปรมาณูให้กองทัพทั้งสามทัพ แต่สารประกอบสำคัญในการสร้างอาวุธปรมาณูคือแร่ยูเรเนียมนั้นมีราคาแพงมาก ขณะนี้ประเทศที่มีแร่ยูเรเนียมก็ไม่ยอมขายให้ใครแล้ว ถึงแม้จะให้ราคาสูงสักเท่าใดก็ตาม ดร.ดิเรกเสนอว่าบริเวณขุนเขาต่างๆ ในระหว่างจังหวัดเชียงใหม่-แม่ฮ่องสอน ตามสันเขาสะเมิง, เทือกเขาในเขตหนองกลาง, สันป่ายางกระทั่งห้วยโป้ง ภูมิประเทศแถบนั้นมีภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อนติดต่อกันไปจากนครเชียงใหม่จนกระทั่งแม่ฮ่องสอน ดร.ดิเรกมีหลักฐานแน่นอนว่าที่นั่นมีแร่ยูเรเนียมอยู่ไม่น้อย เขาเสนอสภาป้องกันราชอาณาจักรขออนุมัติเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อใช้จ่ายในการเดินทางไปขุดแร่ยูเรเนียม ถ้าได้เงินเมื่อใดเขากับเพื่อนร่วมใจก็จะออกเดินทางมุ่งตรงไปยังแหล่งกำเนิดแร่ยูเรเนียมทันที

ประธานสภาป้องกันราชอาณาจักรได้เสนอบันทึกการประชุมลับต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมตามระเบียบ หลังจากนั้นคณะรัฐมนตรีก็ลงมติให้จ่ายเงิน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แก่ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์เป็นราชการลับ นอกจากนี้ฯ พณฯนายกรัฐมนตรียังได้ออกหนังสือสำคัญให้นายแพทย์หนุ่มหนึ่งฉบับ ให้สิทธิพิเศษแก่ดร.ดิเรกกับคณะในการค้นหาแร่ยูเรเนียมในเขตทหารหรือในที่ดินของทางราชการ ให้ข้าราชการทุกคนที่ได้พบหนังสือสำคัญนี้ให้ความสะดวกและช่วยเหลือดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์กับคณะทุกสิ่งทุกประการ ตลอดจนการเงินก็อนุมัติให้คลังจังหวัดจ่ายให้ถ้าดร.ดิเรกต้องการใช้จ่าย

ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ได้ปรึกษาหารือกับพล, นิกร, กิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเป็นความลับเฉพาะ ทุกคนยินดีร่วมงานสำคัญกับนายแพทย์หนุ่มในการเดินทางไปค้นหาแร่ยูเรเนียมตามขุนเขาใหญ่น้อยระหว่างจังหวัดเชียงใหม่และแม่ฮ่องสอน ดังนั้นก่อนจะเตรียมงานดร.ดิเรกจึงพาเพื่อนเกลอทั้งสามพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไปที่โบสถ์วัดพระศรีรัตนศาสดารามในตอนสายวันนั้นซึ่งตรงกับวันอาทิตย์ นายแพทย์หนุ่มขอร้องให้ทุกคนให้สัตย์สาบานต่อองค์พระแก้วมรกตว่าจะปิดบังเรื่องนี้ไว้ให้เป็นความลับที่สุด แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวคำสาบานเป็นคนแรก

"ข้าพเจ้าขอสาบานว่า ข้าพเจ้าจะปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ถ้าข้าพเจ้าเปิดเผยให้ผู้หนึ่งผู้ใดรู้ขอให้ข้าพเจ้าได้รับภัยอันตรายถึงแก่ชีวิตในสามวันเจ็ดวัน"

ดร.ดิเรกยิ้มออกมาได้

"ออไร๋ ใช้ได้ครับคุณพ่อ อ้า-อ้ายพลสาบานได้"

พลนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่หน้าระเบียงพระอุโบสถใกล้ๆ กับเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว พลประนมมือขึ้นแล้วกล่าวคำสาบานเบาๆ

"ข้าพเจ้าจะรักษาความลับในเรื่องนี้ให้ยิ่งกว่าชีวิตของข้าพเจ้า ถ้าข้าพเจ้าเปิดเผยให้ผู้ใดทราบขอให้พระแก้วมรกตและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจงล้างผลาญสังหารชีวิตข้าพเจ้าทันที" แล้วพลก็ก้มลงกราบ

นายแพทย์หนุ่มยิ้มแป้น เขาพยักหน้ากับเสี่ยหงวนเป็นความหมาย อาเสี่ยประนมมือไหว้พระกล่าวคำสาบานเสียงแจ๋วๆ

"ถ้าข้าพเจ้าเปิดเผยความลับ การออกป่าคราวนี้ขอให้ข้าพเจ้าถูกงูเห่าหรืองูจงอางกัดตาย ต้องตกเป็นเหยื่อของเสือหรือสัตว์ป่า"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"เวอรี่กู๊ด ยูสาบานหนักแน่นดีมาก ทีนี้อ้ายกรล่ะ"

นิกรยกมือไหว้พระแก้วมรกต เขานิ่งคิดอยู่สักครู่ก็กล่าวคำสาบานออกมาอย่างฉาดฉาน

"หลวงพ่อครับ ผมขอปฏิญาณว่าผมจะไม่เปิดเผยความลับสำคัญในเรื่องนี้ให้ใครรู้ ถ้าผมเปิดเผยเมื่อไรไปป่าคราวนี้ขอให้งูเขียวหรืองูก้นขบกัดผมตาย"

ดร.ดิเรกสะดุ้งโหยง

"เอาดุๆ สักตัวซีโว้ย"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ก็อ้ายหงวนมันเอาไปหมดแล้ว"

"โน-สาบานใหม่ ยังงี้ใช้ไม่ได้ งูเขียวและงูก้นขบกัดคนไม่ตาย"

นิกรหัวเราะหึๆ ยกมือขึ้นประนมแล้วกล่าวคำสาบานอีก

"หลวงพ่อครับ ผมขอสาบานต่อหน้าหลวงพ่อว่า ผมจะไม่ปริปากเปิดเผยความลับในเรื่องนี้ให้ใครรู้เป็นอันขาด ถ้าผมละเมิดคำสาบานนี้ไปป่าคราวนี้ขอให้เสือกินผมหรือขอให้ช้างป่ากระทืบผมตาย ขอให้หมีกัดคอหอยผม ขอให้หมูป่าขวิดผมให้ไส้ทะลักตายคาที่ ตายไปแล้วตกนรกหมกไหม้ร้อยกัปแสนกัลป์ไม่มีวันผุดเกิด ไม่ได้พบพระพบเจ้า ถ้าจะเกิดชาติหน้าก็ให้เกิดในอบายภูมิ"

ดร.ดิเรกห้ามด้วยเสียงหัวเราะ

"พอแล้ว พอแล้ว ดีมากอ้ายกร ยูสาบานหวาดเสียวน่ากลัวกว่าคนอื่น ทีนี้ถึงตาอ้ายแห้วละ"

เจ้าแห้วมองผ่านประตูโบสถ์เข้าไปแล้วยกมือทั้งสองขึ้นประนมด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา

"เจ้าประคู้น ลูกขอสาบานต่อหลวงพ่ออันเป็นที่สักการะเคารพสูงสุดของลูกว่า ลูกจะปกปิดเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ ถ้าลูกเปิดเผยให้ใครรู้เมื่อไรขอให้ลูกมีอันตรายเป็นลากเลือดลงแดงตายไปทันที ให้ประสพอันตรายจากสัตว์ร้ายในป่าถึงแก่ชีวิต ให้มีภัยพิบัติต่างๆ ในทันตาเห็นเถิดเจ้าประคู้น" แล้วเจ้าแห้วก็ก้มลงกราบพระแก้วมรกต

หลังจากนั้นดร.ดิเรกกับพรรคพวกก็เริ่มเตรียมงานออกป่าโดยมีกำหนดไม่ต่ำกว่าหนึ่งเดือน นายแพทย์หนุ่มโกหกประภาว่าเขาจะเดินทางไปหาสมุนไพรตามยอดดอยต่างๆ ที่เชียงใหม่เพื่อนำมาผลิตเป็นยารักษาโรค ซึ่งเขากับเพื่อนๆ จะตั้งโรงงานทำยาสำเร็จรูปขึ้นในปีหน้า ที่ชวนพล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปด้วยก็เพื่อจะได้ให้รู้เห็นว่าสมุนไพรในบ้านเรานั้นมีมากมายก่ายกองสามารถที่จะผลิตยารักษาโรคต่างๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งยาต่างประเทศ และสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างก็ยินดีเข้าหุ้นตั้งโรงงานผลิตยารักษาโรคตามโครงการของดร.ดิเรก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดกับสี่นางต่างเชื่อสนิทว่าเป็นความจริง ไม่มีใครสงสัยอะไรเลย เพียงแต่แปลกใจที่ดร.ดิเรกเตรียมเครื่องมือธรณีวิทยาไปหลายอย่างในการค้นหาตำแหน่งของยูเรเนียม

ดร.ดิเรกซื้อจิ๊ปใหญ่ใหม่เอี่ยมคันหนึ่ง มีผ้าใบคลุมหลังคาเรียบร้อย เขากับเพื่อนใช้เวลาวิ่งเต้นซื้อข้าวของเครื่องใช้ในการเดินป่าอยู่หลายวัน นับตั้งแต่เสบียงกรัง, บุหรี่, ยารักษาโรค ส่วนอาวุธปืนมีปืนเล็กยาวและปืนพกอยู่แล้ว ทางราชการทหารได้ให้ขอยืมปืนกลมือ ๖ กระบอก ให้กระสุนมากมายเหลือเฟือ และให้ลูกระเบิดมือมาด้วย ก่อนจะออกเดินทางกรมตำรวจได้แจ้งไปยังหน่วยตำรวจภูธรทุกแห่งตามเส้นทางถนนพหลโยธินให้งดเว้นการตรวจค้นรถจิ๊ปใหญ่หมายเลข ก.ท. น.๙๘๙๙ และสั่งผู้กำกับการตำรวจที่เชียงใหม่ให้คอยช่วยเหลือดร.ดิเรกกับคณะ ซึ่งกำลังจะไปปฏิบัติราชการลับให้แก่กองทัพไทยในเขตจังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ทางทหารก็ได้ส่งวิทยุแจ้งไปยังค่ายทหารที่เชียงใหม่เช่นเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยก็มีหนังสือแจ้งไปให้คณะกรรมการจังหวัดทราบแล้ว

ดร.ดิเรกกับพล, นิกร, กิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ออกเดินทางจากกรุงเทพฯ ในตอนเช้าวันศุกร์ที่ ๒๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ เวลา ๗.๐๐ น. โดยเจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับรถจิ๊ปใหญ่คันนั้น ภายในรถเต็มไปด้วยข้าวของสัมภาระในการเดินป่าและเครื่องมือธรณีวิทยาอันเป็นประดิษฐกรรมของนายแพทย์หนุ่ม ทุกคนแต่งกายคล้ายทหาร สวมกางเกงขายาวสีกากีแกมเขียว สวมท๊อบบู๊ทสั้นสีน้ำตาลอันเป็นรองเท้าสำหรับเดินป่า สวมเสื้อแบบตรวจการสีกากี สวมหมวกผ้ามีแก๊ป

การเดินทางตามเส้นทางถนนพหลโยธินเป็นแต่เพียงเริ่มเรื่องของนิยายชุดสามเกลอตอนนี้จึงไม่มีอะไรที่จะเสนอท่าน จิ๊ปใหญ่ผ่านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา, สระบุรี, ลพบุรี, ชัยนาท, กำแพงเพชร, ตากตัดตรงไปเถิน ผ่านลี้ถึงกิ่งแม่โฮ่งเข้าสู่นครลำพูน ในที่สุดก็ถึงนครเชียงใหม่โดยสวัสดิภาพ โดยใช้เวลาเดินทางเพียงสองวัน ซึ่งไม่รีบร้อนจนเกินไปนัก

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพักอยู่ในค่าย "ดารารัศมี" เป็นเวลา ๒ วัน นายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่านได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ดร.ดิเรกกับคณะของเขาไม่มีเวลาเที่ยวชมนครพิงค์เพราะต้องเตรียมตัวเตรียมข้าวของเครื่องใช้ออกป่าเพื่องานค้นคว้าหาแร่ยูเรเนียมอันมีค่าและมีความหมายยิ่ง นอกจากนี้ยังต้องวิ่งเต้นหานายพรานชำนาญป่ากับลูกหาบด้วย ในที่สุดก็ตกลงว่าจ้างชายกลางคนชาวพื้นเมืองคนหนึ่งเป็นพรานผู้นำทาง นายพรานผู้นี้ชื่อรอด รูปร่างล่ำสันแบบมะขามข้อเดียว อายุประมาณ ๔๐ ปี มีอาชีพเป็นพรานมา ๒๐ กว่าปีแล้ว บรรพบุรุษของเขาล้วนแต่เป็นพรานไพรทั้งสิ้น ดร.ดิเรกตกลงจ้างพรานรอดโดยให้ค่าจ้างวันละ ๖๐ บาท แล้วขอร้องให้พรานรอดหาลูกหาบที่ชำนาญป่าให้อีก ๔ คน ในอัตราค่าจ้างวันละ ๓๐ บาท พรานรอดก็จัดหามาให้ตามความประสงค์ ลูกหาบทั้ง ๔ คน ล้วนแต่ล่ำสันแข็งแรงมีชีวิตอยู่ในป่าดงมาแต่เล็กแต่น้อย แต่คนหนึ่งหูหนวก คนหนึ่งติดอ่าง อีกคนหนึ่งเป็นใบ้และอีกคนหนึ่งตาเหล่ อย่างไรก็ตามเมื่อพรานรอดรับรองว่าลูกหาบที่เขาหามานี้ถึงแม้จะพิกลพิการหรือไม่สมประกอบ แต่ก็มีความชำนาญในเรื่องบุกป่าฝ่าดง นอกจากนี้ยังพูดภาษาชาวป่าชาวเขาได้หลายภาษาเช่น ภาษาแม้ว, ภาษายางหรือกะเหรี่ยง, ภาษาเย้าและภาษาฮ่อ ทุกคนรู้จักการล่าสัตว์และหาอาหารในป่า ทรหดอดทนและซื่อสัตย์ ดร.ดิเรกได้จ่ายเงินล่วงหน้าให้พรานรอดและลูกหาบไปตามสมควรก่อนจะออกเดินทางเพื่อให้คนเหล่านี้มีเงินให้ครอบครัวของเขาไว้ใช้สอยระหว่างที่เขาออกป่า การจ่ายเงินล่วงหน้าทำให้พรานรอดและพวกลูกหาบดีอกดีใจไปตามกัน และทุกคนรู้สึกรักใคร่คณะพรรคสี่สหายซึ่งมีทีท่าว่าใจดีมีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์

ดร.ดิเรกได้บันทึกไว้ในสมุดไดอารี่ของเขาว่า เขากับเพื่อนร่วมตายของเขาพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว นายพรานและลูกหาบได้ออกเดินทางจากค่าย "ดารารัศมี" ในตอน ๙.๐๐ น. ของวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๐๒ ซึ่งตรงกับวันอังคาร เดินทางโดยรถบรรทุกขนาดใหญ่ของทหารมุ่งตรงไปยังแม่ริม และหลังจากนั้นนายแพทย์หนุ่มกับคณะก็ลำเลียงข้าวของสัมภาระลงจากรถบุกเข้าป่าทางทิศตะวันตก ซึ่งภูมิประเทศเต็มไปด้วยขุนเขาแลสลับซับซ้อนเรียงรายกันไปสุดสายตา

หนึ่งสัปดาห์ผ่านพ้นไปแล้ว

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้รอนแรมอยู่ในป่าทึบและดงดิบ ข้ามขุนเขาน้อยใหญ่มาหลายลูกซึ่งเทือกเขาของมันติดต่อกันตลอดมา ดร.ดิเรกสามารถขุดค้นแร่ยูเรเนียมได้หนึ่งกระป๋องนมแล้ว การเดินป่าและขึ้นเขาทำให้ทุกคนเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลียไปตามกัน แต่พรานรอดกับลูกหาบทั้ง ๔ คน มีความเข้มแข็งผิดมนุษย์ ดร.ดิเรกถึงกับสัญญาว่าจะขึ้นค่าแรงให้นายพรานและลูกหาบอีกคนละเท่า ทั้งนี้ก็เพราะสงสารและเห็นใจนั่นเอง ลูกหาบและนายพรานมีความจงรักภักดีต่อคณะพรรคสี่สหายอย่างยิ่ง เมื่อถึงเวลาเย็นตั้งค่ายพักแรมทุกคนก็ปรนนิบัติรับใช้อย่างใกล้ชิด

ตอนเที่ยงวันนั้น สี่สหายได้หยุดพักแรมในบริเวณป่าสักบนที่ราบสูงแห่งหนึ่งและก่อนที่ลูกหาบจะทำอะไรดร.ดิเรกได้นำเครื่องมือตรวจแร่ยูเรเนียมของเขาออกมาทำการตรวจค้นพื้นที่บริเวณนั้น พล, นิกร, กิมหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้ามายืนห้อมล้อมมองดูนายแพทย์หนุ่ม สักครู่พลก็กล่าวถามดร.ดิเรกเบาๆ

"มีไหมหมอ"

ดร.ดิเรกถอนหายใจลึกๆ

"ในรัศมี ๑๐ กิโลเมตรนี้เครื่องตรวจของกันบอกว่ามียูเรเนียมอยู่เพียงก้อนเดีวและก้อนขนาดขี้ตาเท่านั้น เป็นอันว่าเราจะเดินทางต่อไปหลังจากเรากินข้าวแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ ว่า

"เครื่องตรวจของแกจะบอกได้ไหมว่าพื้นที่แถวนี้มีทองคำบ้างหรือเปล่า"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะ

"โน-เครื่องตรวจแบบนี้ใช้ตรวจเฉพาะยูเรเนียมเท่านั้นแหละครับ"

เสี่ยหงวนร้องตะโกนบอกนายพรานด้วยเสียงอันดัง

"หุงข้าวกลางวันกินกัน ไม่ต้องกางเต้นท์ บ่ายโมงเราจะออกเดินทางกันต่อไป"

ดร.ดิเรกสั่งให้เจ้าแห้วนำกระเป๋าเครื่องมือตรวจแร่ยูเรเนียมไปเก็บ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันมองดูทิวทัศน์เบื้องล่าง ซึ่งมองแลเห็นหมู่บ้านหมู่หนึ่งอยู่ใกล้ๆ ลำธาร ทุกหนทุกแห่งมีแต่ภูเขาและป่าไม้ มันเงียบสงัดและวังเวงอย่างยิ่ง อากาศบนดอยเย็นสบาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยินเสียงนิกรสูดปากเบาๆ ก็หันมามองดู แล้วท่านก็ขมวดคิ้วย่น นิกรยกมือทั้งสองกดท้องทำหน้าเหยเก

"เป็นอะไรวะ"

"ปวดท้องครับคุณพ่อ แหม-ยังกับใครบิดไส้"

"ปวดท้องเฉยๆ หรือยังไง" เสี่ยหงวนถามยิ้มๆ

"ไม่ได้ปวดเฉยๆ ข้าศึกกำลังระดมพลจะเปิดฉากโจมตีกันอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว"

พลเงื้อมือขึ้นทำท่าจะเขกกบาลนิกร แล้วชี้มือไปทางขวามือซึ่งเป็นป่าทึบ

"เร็ว-เข้าไปในป่าโน่นจัดการเสียให้เรียบร้อย วันนี้สามครั้งแล้วนะ รุ่มร่ามเหลือเกิน"

นิกรยืนบีบขาแน่นแล้วสูดปากเบาๆ

"อูย-แย่โว้ย ไปไม่ไหวแล้ว แกช่วยอุ้มกันไปหน่อยได้ไหมล่ะ"

ดร.ดิเรกยกมือผลักนิกรเซถลาไปไกลแล้วหัวเราะลั่น นายจอมทะเล้นโกยอ้าวห้อแน่บเข้าไปในป่าข้างทาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสามสหายตรงเข้ามาหานายพรานและลูกหาบ ซึ่งกำลังเตรียมหุงหาอาหารกลางวันอย่างรีบร้อน นายสีลูกหาบหูหนวกกำลังติดไฟ นายคำลูกหาบเป็นใบ้กำลังเปิดเครื่องกระป๋อง นายอินซึ่งติดอ่างกำลังเอาข้าวสารใส่หม้ออลูมิเนียมใบใหญ่ นายพรหมลูกหาบตาเหล่นั่งหั่นเนื้ออีเก้งซึ่งเหลือมาจากเมื่อเช้าหนึ่งขา

เสี่ยหงวนแกล้งสัพยอกลูกหาบหูหนวก

"เร็วๆ หน่อยซีนายสี พวกเราหิวข้าวเต็มทนแล้ว"

เจ้าหนุ่มหูหนวกยิ้มให้เสี่ยหงวน

"ไก่ป่าตอนเที่ยงๆ ยังงี้หายากครับอาเสี่ย ต้องตอนเช้าหรือตอนใกล้ค่ำ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก พยักหน้าหงึกๆ แล้วหันไปมองดูนายอินซึ่งติดอ่างขนาดหนัก

"ข้าวสารของเรายังมีพอหุงกินไปได้อีกสักกี่วันนายอิน"

นายอินยิ้มแห้งๆ เขาไม่อยากพูดอะไรกับพวกนายจ้างเลย เพราะรู้สึกอับอายที่เขาเป็นอ่าง แต่เมื่อกิมหงวนถามเขาก็ต้องตอบ

"พะ...พะ...พะ...พะ...พอ...หะ...หะ...หุง...ไป...ปะ..ไปได้...อีก...สะ...สะ...สะ...สัก...สามวันครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องมองดูลูกหาบตาเหล่แล้วกล่าวว่า

"เฮ้ย แกหั่นเนื้อทำไมนัยน์ตาแกมองไปข้างหน้าล่ะโว้ยตาพรหม"

ชายหนุ่มชาวพื้นเมืองที่ชื่อพรหมยิ้มอายๆ

"ผมมองไปข้างหน้าก็จริงครับแต่ผมมองเห็นเนื้อเก้งที่ผมกำลังหั่น"

"อือ นัยน์ตาแกเหล่มาแต่กำเนิดหรือพรหม"

"เปล่าครับ เหล่เมื่อสองปีมานี่เองแหละครับ ผมไปล่าสัตว์ทางดอยอินทนนท์กับพวกฝรั่งหน่วยแม๊คครับ กลับมาก็เป็นไข้ป่า พอหายไข้นัยน์ตาก็เหล่ครับ พ่อผมแกบอกว่าแรงเจ้าป่าครับ นายทหารหน่วยแม๊คไปยิงเอาเจ้าลายพาดกลอนตัวหนึ่งซึ่งเป็นพาหนะของเจ้าป่า ผมเป็นพรานผู้นำทางเลยถูกเจ้าป่าเล่นงาน"

ดร.ดิเรกก้มลงมองดูนายคำลูกหาบของเขาซึ่งเป็นใบ้แล้วแกล้งถามด้วยอารมณ์ขัน

"ทำอะไรน้องชาย"

นายคำยิ้มเจื่อนๆ ชี้มือไปที่เนื้อกระป๋องซึ่งเขากำลังเปิด แล้วอธิบายให้ดร.ดิเรกทราบ

"แอะแอ๊ แบ๊ะแอ๊ แบ๊ะๆๆ แอ๊ะๆๆ แอ"

นายแพทย์หนุ่มโบกมือห้าม

"พอแล้วๆ ถามนิดเดียวอธิบายเสียยืดยาว แกเป็นใบ้มาแต่กำเนิดหรือนายคำ"

"ครับ"

ดร.ดิเรกสะดุ้งโหยง

"เฮ้....ทียังงี้ทำไมถึงพูดได้"

พวกลูกหาบต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน พรานรอดอธิบายให้ดร.ดิเรกทราบด้วยเสียงหัวเราะ

"คำมันเป็นใบ้มาแต่กำเนิดครับคุณหมอ แต่ใครพูดอะไรมันฟังรู้เรื่อง มันพูดได้คำว่าครับคำเดียวเท่านั้น"

สามสหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสนทนาสัพยอกหยอกล้อนายพรานกับพวกลูกหาบอย่างสนิทสนม เสี่ยหงวนสั่งให้เจ้าแห้วนำเหล้ามาให้เขาดื่มครึ่งแก้ว

ขณะนี้นิกรได้ปลดเปลื้องความทุกข์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เขาเดินฮัมเพลงออกมาจากหลังจอมปลวกใหญ่อย่างสบายใจ พอแลเห็นกล้วยป่าเครือหนึ่งสุกคาเครือนิกรก็หยุดชะงัก แล้วบุกเข้าไปตามดงหญ้าคาตรงไปยังต้นกล้วยต้นนั้น

ทันใดนั้นเองพญางูหรืองูจงอางตัวหนึ่งซึ่งเฝ้าระวังไข่ของมันอยู่ใกล้ๆ กอกล้วยก็เลื้อยปราดเข้ามาหานิกรด้วยสัญชาติญาณอันดุร้ายของมัน มันชูลำตัวของมันขึ้นสูงเท่าศีรษะนิกรพอดี แล้วแผ่แม่เบี้ยขู่คำรามฟ่อ

นิกรอกสั่นขวัญแขวนยืนตะลึงพรึงเพริด พอได้สติก็ชักปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมา แต่แล้วงูจงอางใหญ่ซึ่งลำตัวของมันยาวไม่ต่ำกว่า ๓ เมตร ก็ฉกนิกรทันที นายจอมทะเล้นตกใจยกท่อนแขนซ้ายขึ้นกันไว้ งูกัดติดท่อนแขนของเขาและพยายามจะรัดตัวเขา นิกรตกใจก็สลัดแขนเต็มแรง แล้ววิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ปากก็ร้องขอความช่วยเหลือเสียงลั่น

"โอ๊ย ช่วยด้วย งูจงอางกัด ช่วยด้วยโว้ย"

พรานรอดกับลูกหาบตระหนกตกใจไปตามกัน แต่พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วไม่มีใครสนใจเลย เข้าใจว่านิกรแกล้งแหกปากร้องเล่นสนุกๆ นายจอมทะเล้นวิ่งปุเลงๆ ออกมาจากป่า

"ช่วยด้วย ช่วยด้วย" เขาร้องสุดเสียง

จงอางยักษ์ติดตามออกมา มันเลื้อยมาตามพื้นดินไล่กวดนิกรอย่างกระชั้นชิด พรานรอดคว้าปืนแก๊ปคู่มือของเขาเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน ปืนของเขาบรรจุกระสุนและดินปืนไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อพญางูชูลำตัวขึ้นแผ่แม่เบี้ยจะฉกศีรษะนิกรทางด้านหลัง พรานรอดก็ยกปืนขึ้นประทับบ่าอย่างรวดเร็วและเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง"

ถึงแม้เป็นปืนล้าสมัย แต่ฝีมือยิงปืนของพรานรอดนั้นแม่นยำราวกับจับวาง และเป็นมือปืนที่ไม่เคยยิงเป้าหมายในระยะใกล้ๆ เช่นนี้ผิดพลาดเลย พญางูถูกกระสุนที่ศีรษะของมันพอดี ลำตัวที่กำลังชูขึ้นฟุบลงและดิ้นรนบิดตัวไปมา นายพรหมถือดาบจะวิ่งเข้าไปฟันซ้ำ แต่พรานรอดจับแขนไว้ จงอางยักษ์ดิ้นรนอยู่เพียงครู่เดียวก็สงบเงียบ

นิกรยกมือขวากุมแขนซ้ายของเขาพลางร้องครวญครางน่าสงสาร

"โอย ช่วยกันด้วยหมอ งูมันกัดแขนกันตรงนี้"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ

"อย่าโกหกพกลมหน่อยเลยวะ งูมันทันกัดแกเมื่อไรเล่า พอมันจะฉกแกพรานรอดก็ยิงมันตาย"

นิกรร้องไห้โฮ

"โธ่....มันกัดกันจริงๆ ให้ตายห่าฟ้าผ่ารากเลือดซีเอ้า มันกัดกันแล้วกันวิ่งหนีออกมา นี่ยังไงล่ะรอยเขี้ยว เลือดไหลเลย โอย....ปวดเหลือเกิน"

ดร.ดิเรกกับพล, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างจ้องมองดูท่อนแขนซ้ายของนิกร พอแลเห็นเขี้ยวงู ทุกคนก็ตกใจไปตามกัน นายแพทย์หนุ่มหันมาทางลูกหาบหูหนวก แล้วกล่าวขึ้นโดยเร็ว

"ขอเชือกให้ฉันสักเส้นเถอะนายสี ฉันจะรัดแขน" นายสีหยิบดุ้นฟืนดุ้นหนึ่งซึ่งกำลังติดไฟแดงๆ ลุกขึ้นเดินเข้ามายื่นให้ดร.ดิเรกอย่างนอบน้อม

"คุณหมอจะเอาไฟจี้แผลเหรอครับ"

ดร.ดิเรกแยกเขี้ยว แล้วกระซิบข้างหูนายสี

"เชือกโว้ย ไม่ใช่ไฟ เอาไฟมาทำหอกอะไรวะ"

นายสียิ้มแห้งๆ

"อ๋อ เชือกหรือครับ" แล้วเขาก็วิ่งไปที่หีบสัมภาระหีบหนึ่ง ค้นหาเชือกได้เส้นหนึ่งยาวประมาณหนึ่งเมตรวิ่งกลับมาหานายแพทย์หนุ่ม

ดร.ดิเรกจัดแจงเอาเชือกมัดแขนซ้ายของนิกรตอนโคนแขนจนแน่นเลือดเดินไม่ได้ แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว

"ไปเอากระเป๋าเครื่องยามาเร็ว"

เจ้าแห้ววิ่งตื๋อไปที่หีบห่อข้าวของ แล้วคว้ากระเป๋ายาและเครื่องเวชภัณฑ์ของนายแพทย์หนุ่มวิ่งกลับมาอย่างรวดเร็วราวกับเล่นวิ่งเปี้ยว ทุกคนทรุดตัวลงนั่งห้อมล้อมนิกร นายจอมทะเล้นร้องครางเบาๆ ตลอดเวลา

"โอย....ตายแน่กู ไม่ควรบุกเข้าไปขี้ในป่านั่นเลย อูย....ปวดจังหมอจ๋า"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ เขาคงใจเย็นเหมือนกับนายแพทย์ทั้งหลาย

"เรียกหมอจ๋าเดี๋ยวพ่อปล่อยให้ตายเสียหรอก"

"โถ....หมออย่าทำใจเป็นหมาเลยนะจ๊ะ นึกว่าช่วยลูกนกลูกกาไว้เอาบุญเถอะ"

นายพรานและลูกหาบต่างเต็มไปด้วยความห่วงใยนิกร นายพรานปรารภว่างูจงอางที่ถูกเขายิงตายคงเป็นงูตัวเมีย อีกสักครู่เจ้าตัวผู้จะต้องติดตาม เขาสั่งให้ลูกหาบช่วยกันระวังไว้

ดร.ดิเรกหยิบกล่องกระดาษแข็งกล่องหนึ่งออกมาเปิดออก ภายในกล่องมียาฉีดที่จำเป็นหลายชนิด นับตั้งแต่อิมาติน, อาเทบริน, ยาฉีดแก้บาดทะยัก, ยาห้ามเลือด, ยาบำรุงหัวใจและอื่นๆ อีกหลายอย่างที่จำเป็นต้องใช้ในป่าดงพงไพร เขาค้นหาเซรุ่มแก้พิษงูอยู่ตั้งนานก็ไม่พบ มีแต่แก้พิษสุนัขบ้า นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าแห้วอย่างเดือดดาล

"อ้ายแห้ว แกนี่ไว้ใจไม่ได้เลย ทำไมไม่เอาเซรุ่มแก้พิษงูใส่กระเป๋ามาตามรายการที่ฉันสั่งให้แกจัด"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานเซรุ่มแก้พิษงูหมดครับ ผมเลยเอาเซรุ่มแก้พิษสุนัขบ้ามาแทน"

ดร.ดิเรกโกรธจนตัวสั่น

"หมดทำไมถึงไม่บอก อ้ายระยำ ในป่าอย่างนี้มันมีหมาบ้าที่ไหนกันวะ ปู้โธ่ แล้วนี่ถ้าพวกเราถูกงูกัดจะทำอย่างไร แกนี่เลวมาก"

เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานผมผิดไปแล้วครับ เซรุ่มมันหมด ว่าจะเรียนให้คุณหมอทราบก็ลืมไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรด้วยความเป็นห่วง นิกรสบตากับพ่อตาของเขาก็ร้องไห้โฮ

"ฮือ....ฮือ ผมตายแน่คุณพ่อครับ ไม่มีเซรุ่มผมก็ต้องตาย โอย...พระอรหัง ธรรมโมสังโฆ"

ท่านเจ้าคุณหน้าจ๋อย

"ทำใจดีๆ ไว้ ให้ดิเรกวิทยุติดต่อกับค่ายทหาร ให้เขาส่งเฮลิคอปเตอร์มารับแกไปในเมือง"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ภูมิประเทศอย่างนี้เฮลิคอปเตอร์หาพวกเราไม่พบหรอกครับ บนยอดดอยมีแต่หมอกปกคลุมไปทั่ว แล้วก็ที่เชียงใหม่ไม่มีเฮลิคอปเตอร์ ถ้าวิทยุไปทางค่าย "ดารารัศมี" ก็ต้องติดต่อไปทางกองบินน้อยที่โคกกระเทียม กว่าเฮลิคอปเตอร์จะมาถึงนี่ก็อีกสองวัน พอดีอ้ายกรเน่าแล้ว"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"โอ๊ย....กันกลัวตายโว้ยหมอ เอานิโอฉีดแทนเซรุ่มไม่ได้หรือ"

"ไม่ได้" ดร.ดิเรกตวาดแว๊ด "นิโอมันแก้โรคผู้หญิง"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ทุกคนมองดูนิกรด้วยความเป็นห่วง นิกรล้มตัวลงนอนแล้วบิดตัวไปมามีอาการเช่นเดียวกับคนที่ถูกงูกัด นายแพทย์หนุ่มโบกมือห้ามแล้วหัวเราะหึๆ

"ยังโว้ย ยังไม่ถึงกับบิดตัว กันเอาเชือกมัดโคนแขนแกไว้แล้ว พิษงูไปไม่ถึงหัวใจแกหรอก ที่บิดตัวน่ะหมายความว่าพิษงูทำให้หัวใจฉีดโลหิตไม่ได้"

"งั้นเรอะ แล้วแกจะช่วยกันยังไงล่ะ โอ๊ย....ปวดจังโว้ย ถ้ากันตายเอาหัวกะโหลกกันไปฝากเมียกันด้วยนะ โอย เคราะห์ร้ายเหลือเกินกู คงจะเอาชีวิตมาทิ้งในป่านี้เป็นแน่ อ้ายแห้ว....ขอข้าวกินสักจานเถอะวะ ข้าวสุกหรือยัง"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ

"รับประทานเพิ่งตั้งหม้อเมื่อกี้นี้เองครับ ทนหิวอีกสักครู่นะครับ"

ดร.ดิเรกมองดูรอยเขี้ยวงูจงอางที่แขนนิกรอย่างพิจารณา สักครู่เขาก็หันมาทางพรานรอดและพวกลูกหาบซึ่งนั่งรวมกันอยู่ข้างๆ

"พรานรอด มีทางที่จะช่วยชีวิตเพื่อนของฉันได้ไหม แกเป็นพราน แกมียาแก้พิษงูบ้างหรือเปล่า"

พรานรอดหน้าจ๋อยเต็มไปด้วยความห่วงใยนายจอมทะเล้น

"ผมเคยมีหินดูดพิษงูครับ แต่ไม่ทราบว่าหายไปไหนเสียแล้ว สมุนไพรที่แก้พิษงูก็มีว่านฤษีตาไฟ แต่บนเขาว่านชนิดนี้ไม่มีครับ มักจะมีตามบึงหรือหนองน้ำ อากาศเย็นอย่างนี้มันไม่ขึ้น"

พลกล่าวกับนายพรานอย่างเป็นงานเป็นการ

"ถ้าฉะนั้นเราจะคิดอ่านแก้ไขอย่างไร ถึงเอาเชือกรัดแขนไว้ถ้าปล่อยไว้นานพิษงูก็จะแล่นไปได้"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ วิธีนี้จะช่วยอ้ายกรได้ในราวสองชั่วโมงเป็นอย่างมาก หรือปล่อยให้มันตาย ทีจริงมันก็ไม่สู้จะมีประโยชน์อะไรแก่กันนัก"

"อ้าว" นิกรเอ็ดตะโรลั่นแล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง "ไง๋พูดยังงี้ล่ะโว้ยหมอ เพื่อนทั้งคนแกจะปล่อยให้เพื่อนตายเชียวหรือ"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ พรานรอดกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างพินอบพิเทาว่า

"ถ้าพวกคุณมีความศรัทธาในเรื่องไสยศาสตร์อยู่บ้าง คุณนิกรก็อาจจะรอดตายได้ครับ แต่ถ้าพวกเจ้านายเห็นว่าไสยศาสตร์เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระผมก็จนใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"แกหมายความว่ากระไรพรานรอด แกจะใช้คาถาอาคมช่วยลูกเขยฉันยังงั้นหรือ"

"เปล่าขอรับ แต่ผมหมายถึงพ่อมดหมอผีของพวกยางซึ่งตั้งหมู่บ้านอยู่ที่เชิงเขาลูกนี้ ผมกล้ารับรองได้ว่าหมอผีของเขาเป็นผู้ที่มีมนตร์ขลังสามารถช่วยคุณนิกรได้จริงๆ พาคุณนิกรไปที่หมู่บ้านพวกยางเถอะครับ ให้หมอผีเขาช่วยต้องหายแน่ๆ พวกยางหรือพวกกะเหรี่ยงเหล่านี้อยู่ในป่ามักจะถูกงูเห่าหรืองูจงอางกัดเสมอ แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครตายด้วยพิษงูเพราะหมอผีของเขาเก่งมาก เป็นผู้ที่มีอิทธิฤทธิ์จริงๆ ครับ คนตายไปแล้วบางคนยังทำให้ฟื้นได้"

นายพรหมลูกหาบนัยน์ตาเหล่พูดเสริมขึ้น

"ที่พี่รอดเล่าให้เจ้าคุณและพวกเจ้านายฟังเป็นความจริงขอรับ พวกชาวป่าชาวเขาทุกเผ่าไม่มีหมออย่างในเมือง เขาใช้หมอผีรักษาไข้และโรคทุกชนิด พรรคพวกของผมเคยถูกงูกัดกำลังจะสิ้นใจตายอยู่แล้ว แต่หมอผีของพวกเย้าช่วยชีวิตไว้ได้"

ดร.ดิเรกมองดูหน้าพลแล้วพูดเบาๆ

"อิมพอสสิเบิล"

"แต่ก็น่าจะลองดูโว้ยหมอ ถ้าหมอผีช่วยไม่สำเร็จเราก็หาเหล็กเผาไฟแดงๆ จี้แขนอ้ายกร" พูดจบพลก็หันมาทางพรานรอด "เตรียมตัวออกเดินทางไปหมู่บ้านพวกยางเดี๋ยวนี้ ข้าวที่กำลังหุงเททิ้งไป ชีวิตของเพื่อนฉันสำคัญกว่าอย่างอื่น เราจะเอานิกรใส่เปลช่วยกันหามไป"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เออ....ดีโว้ยไม่ต้องเดิน" แล้วเขาก็สะดุ้งเฮือก "โอ๊ยปวดจังว่ะปวดจี๊ดๆ ยิ่งกว่าปวดท้องขี้ตั้งหลายเท่า"

ใน ๕ นาทีนั้นเอง คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมก็ออกเดินทางมุ่งสู่เชิงดอยนั้น ซึ่งจุดหมายก็คือหมู่บ้านของพวกยางขาว พรานรอดสะพายปืนแก๊ปถือดาบคู่มือนำหน้า พลกับกิมหงวนช่วยกันหามนิกร โดยใช้เปลสนามแบบพับได้ซึ่งนำมาจากกรุงเทพฯ พวกลูกหาบเดินตามหลัง พรานรอดพาลัดตัดทางลงสู่เชิงดอยดังนั้นบางแห่งจึงเป็นทางลาดชัน

ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็มาถึงหมู่บ้านพวกยาง ซึ่งมีบ้านเล็กเรือนน้อยประมาณ ๓๐ หลังคาเรือน ปลูกอยู่ใกล้ลำธารใหญ่สายหนึ่ง ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วช่วยกันหามนิกรบ้าง บนไหล่เขาหน้าหมู่บ้านมีพืชต่างๆ ของพวกยางปลูกไว้มากมาย บรรดาพวกยางหรือกะเหรี่ยงหญิงชายต่างแตกตื่นพากันเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย พวกผู้ชายสวมกางเกงสีดำขากว้าง สวมเสื้อกั๊กสีแดงคล้ายเสื้อยันต์ พวกผู้หญิงใช้เสื้อผ้าสีขาวบางคนสวมเสื้อสั้นๆ ส่วนมากใช้สีดำและสีแดง พรานรอดรีบเข้าไปเจรจากับชายชราคนหนึ่งซึ่งเป็นหัวหน้าพวกยางในถิ่นนี้ เขาพูดภาษายางได้ดีพอใช้เท่าๆ กับภาษาแม้วและฮ่อ ซึ่งพรานรอดมีความชำนาญมากเพราะอาชีพของเขาอยู่ในป่าดงพงไพรต้องคบหาสมาคมกับพวกชาวป่าชาวเขา

หัวหน้ายางบอกให้พรานรอดนำนิกรเข้าไปในกระท่อมใหญ่หลังหนึ่งและไล่ตะเพิดพวกยางที่เข้ามาห้อมล้อมให้แยกย้ายกันไป

"ไม่มีอะไรโว้ย เรื่องเล็กว่ะ พวกนักล่าสัตว์ถูกงูจงอางกัดเท่านั้น เขาไม่ใช่สัตว์ประหลาดที่พวกเราจะมาห้อมล้อมดูเขา ชาวยางต้องมีวัฒนธรรมไว้ อย่าให้เขาดูถูกเราได้"

บรรดาพวกยางทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่กระจายกันไปหมด บ้างก็ไปทำไร่บนไหล่เขา บ้างก็กลับไปทำงานที่บ้าน นายพรานสั่งให้พวกลูกหาบพักผ่อนอยู่ใต้ร่มไม้หน้ากระท่อม ขณะที่ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วหามนิกรตามหัวหน้ายางเข้าไปในกระท่อมใหญ่หลังนั้น พรานรอดได้กระซิบกระซาบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"ใต้เท้าครับ ระหว่างที่พักอยู่ที่นี่ใต้เท้าอย่าถอดหมวกออกนะครับ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าตื่นๆ

"ทำไมวะพรานรอด การเข้าไปในบ้านเขาเราก็ควรถอดหมวกออกให้เกียรติแก่สถานที่และเจ้าของบ้าน"

นายพรานยิ้มแห้งๆ

"แต่ชาวยางทั้งหลายถือว่าคนหัวล้านเป็นตัวกาลกินีนำโชคร้ายมาสู่พวกเขาครับ ถ้าใต้เท้าถอดหมวกออกให้เขาเห็นศีรษะ พวกนี้อาจจะไม่ยอมช่วยคุณนิกรและอาจจับใต้เท้าฆ่าเสียก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปทั้งตัว

"ถึงอย่างนั้นเชียวรึ อ้ายพวกนี้มันโง่จริงๆ คนหัวล้านมันเกิดจากรากผมชำรุดต่างหาก" แล้วท่านก็หันมาทำตาเขียวกับกิมหงวนซึ่งยืนหัวเราะหึๆ อยู่ข้างพล "หัวเราะอะไรวะอ้ายเปรต"

อาเสี่ยเอียงคออมยิ้ม

"ระวังนะครับ คุณอาจะถูกพวกยางจับบูชายัญ เข้าไปเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพลกับกิมหงวนและพรานรอดเข้าไปในกระท่อมหลังนั้น ขณะนี้นิกรกำลังนอนอยู่บนเปลสนามซึ่งตั้งอยู่บนแคร่เตี้ยๆ ชายชราหัวหน้าเผ่ายางกำลังมองดูอาการของนิกรในท่าทางวิตก ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วยืนอยู่ข้างๆ

พรานรอดตรงเข้ามาสนทนากับหัวหน้าเผ่าด้วยภาษายาง สักครู่ก็หันมาบอกดร.ดิเรก, พล, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ประเดี๋ยวหมอผีจะมาที่นี่ครับ หัวหน้าให้คนไปตามแล้ว เขารับรองว่าคุณนิกรจะไม่เป็นอันตรายอะไร งูกัดเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับหมอผีครับ"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วกล่าวกับพลเบาๆ

"ถ้าหมอผีช่วยอ้ายกรได้กันจะฝากตัวเป็นลูกศิษย์ขอเรียนวิชากับเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นใครๆ ถอดหมวกออก ท่านก็จะถอดบ้าง แต่พอเอื้อมมือจับแก๊ปหมวกพรานรอดก็ร้องบอกท่านทันที

"อย่านะครับใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณเย็นวาบไปหมดทั้งตัว ท่านหันไปมองดูนิกรซึ่งนอนสูบบุหรี่นิ่งเฉยอยู่บนเปลสนาม

"เป็นไงบ้างโว้ยอ้ายกร"

นิกรยักคิ้วให้พ่อตาของเขา

"ค่อยยังชั่วปวดแล้วครับ แต่รู้สึกว่าแขนข้างซ้ายชาไปหมดไม่มีความรู้สึก นั่งซีครับคุณพ่อ"

ทันใดนั้นเองชายชราชาวยางหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวคนหนึ่งก็พาตัวเดินเข้ามาในกระท่อม รูปร่างของเขาสูงใหญ่ ผมหยิกนัยน์ตาโปนถลน ริมฝีปากแบะหนาฟันเขยิ่น มีห่วงเหล็กคล้องคอสามสี่ห่วง เขาสวมกางเกงดำและเสื้อกั๊กสีแดง มือขวาของเขาถือแส้ซึ่งทำด้วยหางวัวตากแห้งสีดำ

หัวหน้ายางส่งภาษากับหมอผีทันที มีการเจรจากันด้วยเสียงเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนจะฟาดปากกันแต่ก็ไม่มีอะไร หมอผีเพียงแต่ไต่ถามเรื่องราวจากหัวหน้าของเขาเท่านั้น แล้วหมอผีก็เดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างนิกรจ้องตาเขม็งมองดูนายจอมทะเล้นทำให้นิกรสะบัดร้อนสะบัดหนาว

เขาหันมาส่งภาษากับพรานรอด และเริ่มต้นสวดมนต์ภาวนายกแส้หางวัวโบกไปมาเบื้องหน้านิกรด้วยใบหน้าเคร่งขรึม พรานรอดบอกให้ทุกคนหลบไปให้พ้นประตูกระท่อมตามคำสั่งของหมอผี และบอกว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นขออย่าให้ตระหนกตกใจ หมอผีรับรองว่าทุกคนจะไม่มีภัยอันตรายเลย

พล, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน ทุกคนรู้สึกว่าหมอผีมีท่าทางน่ากลัวมาก เขาคล้ายกับภูติผีปีศาจ เขาร่ายมนต์อยู่สักครู่ก็ลุกขึ้นยืนถือแส้หางวัวเดินวนเวียนไปมารอบๆ กระท่อม บางครั้งก็หยุดยืนอยู่นิ่งเฉยยกมือขึ้นวนเวียนไปมาทำท่าเหมือนกับจะสะกดจิต บางขณะก็แหงนหน้าขึ้นมองดูหลังคากระท่อมแล้วสูดลมหายใจเข้าปอด และแล้วก็ลงคลานสี่ตีนสูดดมกลิ่นตามพื้นห้องในท่าแปลกๆ

พลกระซิบกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"รู้สึกยังไงวะอ้ายเสี่ย"

กิมหงวนฝืนยิ้ม

"อยากถีบเต็มทนแล้ว ขอถีบสักเปรี้ยงเป็นไงวะ"

"อ๊ะ อย่านะโว้ย"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"กันไม่เข้าใจเลยว่าอ้ายเปรตนั่นมันจะรักษาอ้ายกรโดยวิธีใด เมื่อไรจะเริ่มรักษาเสียทีก็ไม่รู้ ดูซีวะ คลานไปมาหลายรอบแล้ว"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

"โอ๊ย งู"

ทุกคนหันขวับไปทางประตูกระท่อม จงอางยักษ์ตัวหนึ่งค่อยๆ เลื้อยผ่านประตูเข้ามาท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริดของสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและพรานรอด แต่หมอผีกับหัวหน้ายางยิ้มละไม หมอผีเดินเข้าไปหาพญางูและก้มตัวลงเอาด้ามแส้เขี่ยลงที่พื้นกระท่อม จงอางยักษ์ค่อยๆ เลื้อยตามมาเหมือนกับว่ามันตกอยู่ในอำนาจของหมอผี นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งด้วยความอกสั่นขวัญแขวนทำท่าจะเผ่นลงจากเตียง หัวหน้ายางร้องบอกนายพรานเป็นภาษาของเขา พรานรอดจึงกล่าวกับนิกรว่า

"ไม่ต้องตกใจครับ งูจงอางตัวนี้อยู่ในอำนาจของหมอผีแล้ว ทุกคนอยู่เฉยๆ นะครับ และอย่าใช้ปืนพกยิงงูเป็นอันขาด"

เจ้าแห้วหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แข้งขาสั่นพั่บๆ เพราะความกลัว จงอางหรือพญางูตัวนี้ยาวประมาณ ๓ เมตรเศษ ลำตัวของมันวัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๓ นิ้วฟุต เมื่อมันเลื้อยมาถึงแคร่ไม้ไผ่ หมอผีก็ยืดตัวและชูแส้หางวัวขึ้น จงอางยักษ์ชูลำตัวของมันขึ้นทันทีแล้วแผ่แม่เบี้ยคำรามฟ่อๆ แลบลิ้นออกมาอย่างรวดเร็ว มันส่ายคอและลำตัวของมันไปมา และค่อยๆ โน้มหัวของมันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อ๋อย อิติปิโสภควา " ท่านเจ้าคุณสวดคาถาพึมพำ

หมอผีร้องตวาดขึ้นด้วยเสียงอันดัง เขายกมือซ้ายจับแขนซ้ายของนิกรแล้วจ้องมองดูหน้างูจงอางตัวนั้น เขากล่าวคำพูดเหมือนร่ายเวทย์เสียงหนักแน่น

แล้วความประหลาดมหัศจรรย์ใจก็เกิดขึ้น พล, กิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและพรานรอดยืนตะลึงไปตามกัน ต่างจ้องตาเขม็งมองดูจงอางยักษ์ซึ่งค่อยๆ ลดลำตัวของมันลงพาดเปลสนาม แล้วอ้าปากงับลงตรงรอยเขี้ยวงูที่แขนซ้ายของนิกร หมอผีร้องตวาดเอะอะเอ็ดตะโร ท่าทางของหมอผีคึกคักเข้มแข็งและดุดันมาก เขาแก้เชือกที่มัดโคนแขนนิกรออก ปากก็ร้องบังคับงูจงอาง

นิกรตัวสั่นเหมือนลูกนก เขามองดูจงอางยักษ์แล้วหลับตาปี๋

"อ๋อย งูมันดูดแผลกันโว้ยหมอ มันดูดแรงเหลือเกิน"

โลหิตจากแผลนิกรไหลออกมาจากข้างปากจงอางตัวนั้น พญางูดูดพิษออกจากร่างของนิกร ในราวสองนาทีก็ยืดตัวขึ้นแผ่แม่เบี้ยส่ายหัวไปมา หมอผียิ้มแย้มแจ่มใสยกมือลูบศีรษะจงอางยักษ์และก้มตัวลงลูบจมูกงูอันเป็นภาพที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวอย่างยิ่ง หมอผีคือมนุษย์ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์ มีมนต์วิเศษเรียกงูจงอางตัวนี้มาดูดพิษจากร่างของนิกร อันเป็นวิธีรักษาคนไข้ที่ถูกงูกัดที่ดร.ดิเรกฉงนสนเท่ห์ใจเหลือที่จะกล่าว จนกระทั่งเขาถามตัวเองว่าขณะนี้เขาฝันไปหรืออย่างไร

พญางูลดตัวลงแล้ว หมอผีโบกมือเป็นความหมายให้มันออกไปจากกระท่อม จงอางยักษ์เลื้อยออกไปโดยดี พอร่างของมันพ้นประตูกระท่อม คณะพรรคสี่สหายก็ถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน

นิกรหายเจ็บปวดราวปลิดทิ้ง รีบลงมาจากเปลสนามแล้วยกมือไหว้หมอผีปะหลกๆ

"ขอบคุณมากครับคุณลุงที่ช่วยชีวิตผมไว้"

พรานรอดช่วยทำหน้าที่เป็นล่ามเจรจากับหมอผี ชายชราเจ้าของใบหน้าน่าเกลียดน่ากลัวยิ้มให้นิกรและยกมือขวาตบบ่าเขา

"ท่านผู้เจริญ ป่าแถบนี้มีงูเห่าและจงอางชุกชุมมาก ต่อไปขอให้ท่านระวังตัวหน่อย แต่หมอผีของพวกชาวป่าชาวเขาย่อมช่วยคนถูกงูกัดด้วยวิธีนี้ได้เสมอ"

เมื่อพรานรอดแปลให้นิกรฟัง นิกรก็ยกมือไหว้หมอผีอีกครั้งหนึ่งแล้วหันมาถามพรานรอด

"ฉันควรจะตอบแทนเงินเขาสักจำนวนหนึ่งดีไหมพรานรอด"

พรานรอดว่า "ไม่ต้องครับคุณนิกร หมอผีทุกคนไม่ยอมแตะต้องเงินทอง ซึ่งเงินไม่มีค่าและไม่มีความหมายสำหรับหมอผี ถ้าจะให้เขาก็ควรให้ผ้าห่มนอนสักผืนหนึ่งเขาคงจะดีใจมาก และจะเป็นของต้องใจเขาที่สุด"

นิกรเปลี่ยนสายตาไปที่เจ้าแห้ว

"เฮ้ย....ออกไปเอาผ้าห่มนอนใหม่มาให้ข้าผืนหนึ่ง"

"แหม....รับประทานผ้าขนสัตว์ซื้อมาผืนหนึ่งตั้งเกือบ ๔๐๐ บาท รับประทานเอาผ้าขาวม้าให้แกไม่ได้หรือครับ"

นิกรเม้มปากแน่น

"แกตีราคาชีวิตของฉันเท่ากับผ้าขาวม้าผืนเดียวเท่านั้นละหรือ ความจริงผ้าห่มนอนขนสัตว์ก็ยังถูกไป เร็ว....ไปเอามา"

เจ้าแห้วเดินอมยิ้มออกไปจากกระท่อมของหัวหน้าเผ่า ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็สนทนาปราศรัยกับหัวหน้ายางและหมอผีเป็นอย่างดี โดยพรานรอดทำหน้าที่เป็นล่าม สักครู่เจ้าแห้วก็นำผ้าห่มนอนสีน้ำตาลอ่อนใหม่เอี่ยมผืนหนึ่งมาให้นิกรตามคำสั่ง นิกรมอบผ้าห่มผืนนั้นให้หมอผีและกล่าวว่า

"คุณลุงที่รัก ผมขอมอบผ้าห่มนอนผืนนี้ไว้ให้คุณลุงห่มแก้หนาวนะครับ แต่ว่าคุณลุงควรอาบน้ำเสียบ้างกลิ่นตัวแรงเหลือเกิน ขนจั๊กแร้น่ะถอนทิ้งเสียบ้างซีครับยาวตั้งเกือบฟุตแล้ว"

พรานรอดไม่ยอมแปลคำพูดของนิกร หมอผีดีใจอย่างยิ่งที่ได้รับผ้าห่มเป็นของขวัญ เขาสั่งให้พรานรอดขอบอกขอบใจนิกรมากมาย ระหว่างที่สนทนากัน ชาวยางรุ่นหนุ่มคนหนึ่งได้วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในกระท่อมและร้องเอะอะเอ็ดตะโรรายงานให้หัวหน้าเผ่าทราบ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วฟังภาษากะเหรี่ยงไม่ออกก็พอจะรู้ว่ามีเรื่องร้ายเกิดขึ้น หัวหน้าเผ่ากับลูกบ้านของเขาเอะอะเอ็ดตะโรเหมือนกับทะเลาะกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอื้อมมือเขี่ยแขนพรานรอดแล้วถามว่า

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือพรานรอด"

พรานรอดยิ้มให้ท่านเจ้าคุณแล้วกล่าวว่า

"เสือลายพาดกลอนครับ เสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ได้เข้ามาในหมู่บ้านและคาบเอาเด็กผู้หญิงอายุ ๔ ขวบ ลูกชาวบ้านไป"

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นเรารีบติดตามไปช่วยเด็กเถอะ หรือมิฉะนั้นก็พยายามฆ่าเสือตัวนั้นให้ได้เพื่อความปลอดภัยของชาวบ้านที่นี่"

พรานรอดหันมาพูดกับหัวหน้าเผ่าบอกให้รู้ว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรคสี่สหายยินดีที่จะช่วยล่าเสือตัวนี้ ชายชราหัวหน้ายางดีใจมาก เขาได้สนับสนุนและสั่งให้นายพรานกล่าวคำขอบคุณ แล้วเขาก็เล่าเรื่องความร้ายกาจของเสือลายพาดกลอนตัวนี้ให้พรานรอดฟัง ซึ่งตลอดเวลาหมอผีก็พูดคุยกับพรานรอดในเรื่องอ้ายลายพาดกลอนตัวนี้ด้วย

นายพรานหันมาทางสี่สหาย

"เสือลายพาดกลอนตัวนี้เป็นเสือใหญ่ขนาด ๘ ศอกครับ ลอบเข้ามาในหมู่บ้านตอนกลางวันเอาคนไปกินรวม ๑๓ คนแล้ว สัตว์เลี้ยงมันไม่กินมันกินแต่คนเท่านั้น หมอผีว่ามันเป็นเสือสมิงปีศาจ ในตัวมันมีอิทธิฤทธิ์มาก ซึ่งอาคมของหมอผีสู้มันไม่ได้ ไปเถอะครับ ผมจะพาพวกเราติดตามแกะรอยมันไปเดี๋ยวนี้"

หมอผีเอื้อมมือจับแขนเจ้าแห้วไว้แล้วโบกมือเป็นความหมายห้ามเขา เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"ว่าไงคุณลุง"

หมอผีมองดูพรานรอดแล้วกล่าวกับนายพรานเพื่อให้ช่วยพูดกับเจ้าแห้ว พรานรอดจึงกล่าวกับเจ้าแห้วตามคำพูดของหมอผี

"แกมีลางสังหรณ์ที่ใบหน้าของแก ควรพักอยู่ที่นี่อย่าติดตามเจ้านายไปเลยจะเป็นอันตราย"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"บอกลุงผีแกเถอะพรานรอดว่าฉันขอบใจที่หวังดีต่อฉัน แต่ฉันไม่เคยทิ้งเจ้านายฉันหรอก แล้วก็พวกเรามีปืนทันสมัยทั้งนั้น"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับพรานรอดต่างพากันออกไปจากกระท่อมอย่างร้อนรน หัวหน้าเผ่ากับหมอผีติดตามมาด้วย คณะพรรคสี่สหายตรงมาหาพวกลูกหาบของเขา ต่างคนต่างหยิบปืนเล็กยาวที่วางรวมกันอยู่บนลังใบหนึ่งขึ้นมาคนละกระบอก เจ้าแห้วคนเดียวไม่ยอมใช้ปืนเล็กยาว เขาหยิบปืนกลมือแบบทอมสันออกมาจากหีบปืนกระบอกหนึ่งพร้อมด้วยกระสุนอีกสองตับ

"เฮ้ย" พลเอ็ดตะโร "ปืนกลน่ะสำหรับยิงคนโว้ย ไม่ใช่ล่าสัตว์ เอาเก็บไว้ใช้ในยามคับขัน ล่าเสือน่ะเพียงปืนเล็กยาวก็พอแล้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ วางปืนกลมือลงในหีบตามเดิมแล้วคว้าปืนเล็กยาวขึ้นมา พรานรอดสั่งให้พวกลูกหาบพักผ่อนอยู่ที่หน้ากระท่อมหัวหน้าเผ่าและให้รีบทำอาหารให้เสร็จ เขาร้องเรียกหนุ่มยางคนหนึ่งมาหาแล้วไต่ถามทิศทางที่เสือลายพาดกลอนคาบเด็กผู้หญิงไป เจ้าหนุ่มคนนั้นชี้มือไปทางป่าโปร่งทางซ้ายมือของเขาซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับป่าทึบและภูเขาลูกหนึ่ง พรานรอดพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามพยัคฆ์ร้ายทันที

ด้วยความชำนาญป่าและการติดตามรอยเท้าสัตว์ พรานรอดจึงสามารถค้นพบรอยเท้าอ้ายลายพาดกลอนตัวนั้น บางแห่งไม่ปรากฏรอยเท้า นายพรานก็สังเกตได้จากต้นไม้เล็กๆ หรือกอหญ้าที่ถูกเสือย่ำเหยียบเป็นรอยลู่ไป ทุกคนหมายมั่นปั้นมือที่จะสังหารอ้ายลายพาดกลอนตัวนี้

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง การแกะรอยเสือก็มาถึงเชิงเขาใหญ่ลูกหนึ่ง เมื่อพรานรอดสังเกตรอยตีนของมันแล้วเขาก็กล่าวกับสี่สหายว่า

"เตรียมพร้อมนะครับ เรามาถึงที่อยู่ของมันแล้ว อ้ายลายพาดกลอนอยู่ในถ้ำนั้นแน่นอน และมันอาจจะอยู่รวมกับเมียและลูกของมันก็ได้"

ทุกคนขยายแถวเป็นหน้ากระดานเรียงเดี่ยว เคลื่อนที่ขึ้นไปตามเนินเขาอย่างระมัดระวัง ปืนเล็กยาวทุกกระบอกเตรียมพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้อง พรานรอดกล้าหาญและเยือกเย็นผิดมนุษย์ เขาถือปืนแก๊ปเดินนำหน้าตรงไปยังถ้ำนั้น ซึ่งเขามั่นใจว่าเป็นที่อยู่ของเสือ ถึงแม้บริเวณหน้าถ้ำเป็นหินมองไม่เห็นรอยตีนของมันก็ตาม

พรานรอดยืนจังก้าอยู่หน้าถ้ำ สักครู่ก็ค่อยๆ ล่าถอยกลับมาหาคณะพรรคสี่สหาย

"มันอยู่ในถ้ำนี้แน่นอนครับ" พรานรอดพูดเสียงหนักๆ ผมจะหากิ่งไม้ไปกองหน้าถ้ำและจุดไฟขึ้นใช้ควันไฟรมมัน แล้วมันก็จะออกมาให้เรายิงมันเอง ในเมื่อมันทนควันไฟไม่ได้ ลมกำลังพัดจากเราไปทางถ้ำของมันเหมาะทีเดียว ระหว่างที่ผมทำงานอยู่หน้าถ้ำช่วยระวังผมบ้างนะครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ไปเถอะ เราจะช่วยคุ้มกันแก อย่างมากก็ถูกเสือคาบไปกินเท่านั้น"

พรานรอดพิงปืนแก๊ปของเขาไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง เขาเดินหากิ่งไม้แห้งๆ ตามใต้ต้นไม้เพียงครู่เดียวก็ได้กิ่งไม้แห้งพอแก่ความต้องการ นายพรานหอบกิ่งไม้เดินตรงไปยังหน้าถ้ำเสือ เขาทรุดตัวลงนั่งวางกิ่งไม้สุมกันห่างจากหน้าถ้ำประมาณสองเมตร ระหว่างนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างถือปืนในท่าเตรียมยิงและเฝ้ามองดูปากถ้ำตลอดเวลา

หลังจากพรานรอดได้เก็บใบไม้แห้งๆ จำพวกตองตึงมาสุมใส่กองฟืนแล้วเขาก็จุดไฟขึ้น แล้ววิ่งเหยาะๆ กลับมาหาสี่สหายคว้าปืนแก๊ปของเขาขึ้นมาถือเตรียมพร้อม ใบไม้แห้งติดไฟลุกโชนแล้วก็มอดไปชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย แต่ก็ช่วยให้กิ่งไม้ไหม้ไฟและมีควันมากขึ้นตามลำดับ กลุ่มควันถูกลมพัดเข้าไปในถ้ำนั้น ทุกคนยืนนิ่งเฉย แต่แล้วเมื่อเสียงเสือร้ายร้องคำรามขึ้นนิกรกับเจ้าแห้วก็อกสั่นขวัญแขวน

"ฮึ้ม"

เจ้าแห้วหันมามองดูนิกรซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา แล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"รับประทานขึ้นไปอยู่บนต้นตะแบกนี่ไม่ดีหรือครับ"

นิกรดุเจ้าแห้ว

"อย่าเพิ่งพูดอะไรน่ากูยิ่งใจไม่ดีอยู่"

ทันใดนั้นเองเสือลายพาดกลอนซึ่งเป็นเสือตัวเมียก็วิ่งออกมาจากถ้ำนั้นอย่างรวดเร็ว พรานรอดเหนี่ยวไกปืนแก๊ปขณะที่กำลังกระโจนข้ามก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง กระสุนจึงเฉียดศีรษะมันไปอย่างหวุดหวิด นางลายพาดกลอนส่งเสียงคำรามลั่น เจ้าแห้วกับนิกรตกใจทิ้งปืนวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงไปคนละทาง พล, เสี่ยหงวนและดร.ดิเรกยิงไปคนละนัดแต่ไม่ถูก เสือไล่กวดเจ้าแห้วติดๆ ไปและกระโดดตะปบเจ้าแห้วคาบคอเจ้าแห้วลากเข้าป่าริมทางท่ามกลางความตระหนกตกใจของเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, กิมหงวน, ดร,ดิเรกและพรานรอด

"โอ๊ย-รับประทานช่วยด้วย ช่วยด้วยครับ" เสียงเจ้าแห้วร้องโอดครวญน่าสงสาร

พรานรอดวิ่งเข้าไปหยิบปืนเล็กยาวของนิกรและร้องบอกกิมหงวนและดร.ดิเรก

"ผมจะไปช่วยนายแห้ว พวกเจ้านายอยู่นี่นะครับ เจ้าตัวผู้ยังอยู่ในถ้ำอีกสักครู่คงออกมา พยายามฆ่ามันให้ได้" พูดจบพรานรอดก็ถือปืนเล็กยาววิ่งติดตามนางลายพาดกลอนไปอย่างกล้าหาญ

พลกับนายแพทย์หนุ่มและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานยกปืนขึ้นประทับในท่าเตรียมยิงและจ้องตาเขม็งมองไปที่ปากถ้ำ ทั้งสามคนไม่มีใครปริปากพูดอะไรกันเลย ต่างคนต่างมีใบหน้าเคร่งเครียดและมุ่งหมายที่จะสังหารเสือลาดพาดกลอนให้ได้

สักครู่หนึ่งอ้ายลายพาดกลอนที่เป็นศัตรูสำคัญของพวกยางก็วิ่งเหยาะๆ ออกมาจากถ้ำเพราะทนควันไฟไม่ได้ นัยน์ตาของมันถูกควันไฟทำให้ฝ้าฟาง พอโผล่ออกมาพ้นถ้ำปืนเล็กยาวทั้งสามกระบอกก็แผดเสียงคำรามลั่นจนเกือบจะเป็นเสียงเดียวกัน

"ปัง"

ไม่แน่ว่าเป็นกระสุนของใครที่ถูกศีรษะอ้ายลายพาดกลอนอย่างจัง และอีกนัดหนึ่งถูกใต้ขาหน้าข้างซ้าย อ้ายลาดพาดกลอนกระโจนขึ้นไปบนอากาศแล้วหล่นลงมายังพื้นดินกลิ้งตัวไปมาเพียงเล็กน้อยก็ขาดใจตาย ในเวลาเดียวกันนี้เองลูกของมันซึ่งมีอายุได้เดือนกว่าๆ ราวสองตัวก็วิ่งออกมาจากถ้ำนั้น เสี่ยหงวนยกปืนขึ้นจะยิง แต่ดร.ดิเรกร้องห้ามเสียงหลง

"เฮ้-เวทอะมินิท"

อาเสี่ยลดปืนลง ดร.ดิเรกยิ้มให้กิมหงวนแล้วกล่าวว่า

"มันยังเป็นเด็กทารกอย่าไปทำมันเลย ปล่อยมันไปตามเรื่องมันเถอะ"

พลกล่าวกับทุกคนอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปตามอ้ายแห้วกับอ้ายกรเถอะวะ อ้ายแห้วมีหวังรอดตายน้อยเหลือเกิน ส่วนอ้ายกรก็คงวิ่งหนีเตลิดเปิดเปิงกลับไปหมู่บ้านยางก็ได้ ช่วยกันเอาปืนอ้ายแห้วและปืนของพรานรอดไปด้วย"

พลเดินนำหน้าพาดร.ดิเรก, อาเสี่ยกิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามเจ้าแห้วและนิกรทันที เสี่ยหงวนกู่ตะโกนเรียกนิกรลั่นป่า

"วู้-กรโว้ย อยู่ที่ไหนโว้ย-วู้-พวกเราอยู่นี่"

บริเวณป่าเงียบกริบ แต่แล้วก็มีเสียงปืนเล็กยาวดังขึ้นสองนัดในเวลาไล่ๆ กันในระยะไกลประมาณ ๕๐๐ เมตร

"เฮ้" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "พรานรอดคงยิงอ้ายลายพาดกลอนที่คาบอ้ายแห้วไปแน่ๆ รีบไปเถอะพวกเรา"

ทุกคนออกวิ่งไปโดยเร็ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งก้นกระเพื่อมอยู่รั้งท้ายมิหนำซ้ำยังสะดุดเส้นเถาวัลย์หกล้มป้าบ ท่านรีบลุกขึ้นวิ่งกวดสามสหายซึ่งวิ่งไปข้างหน้า แต่ความอ้วนและความชราภาพทำให้ท่านวิ่งอุ้ยอ้าย เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงยกมือซ้ายตีก้นตัวเองเพื่อให้วิ่งเร็วขึ้นอีก

ในที่สุดทั้ง ๔ คนก็แลเห็นพรานรอดกำลังนั่งประคองเจ้าแห้วอยู่ในบริเวณป่าโปร่งแห่งหนึ่ง และไกลออกไปจากพรานรอดกับเจ้าแห้วประมาณ ๓๐ เมตร เสือลายพาดกลอน ๒ ตัวนอนตายอยู่ใกล้ๆ กัน

"พรานรอด พรานรอด" พลตะโกนร้องสุดเสียง

กิมหงวนทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"เจ้าแห้วคงตายแล้ว ได้กลิ่นเหม็นตุๆ โธ่น่าสงสารเหลือเกิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"กลิ่นตุๆ น่ะกลิ่นกบาลข้าโว้ย ไม่ใช่กลิ่นอ้ายแห้วมีอย่างหรือวะพอตายก็เหม็น"

ทุกคนรีบเดินเข้าไปหานายพรานและเจ้าแห้ว

"อ้ายแห้วเป็นยังไงบ้างพรานรอด" พลร้องถาม

นายพรานเงยหน้าขึ้นมองดูสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รอดตายอย่างไม่น่าเป็นไปได้เชียวครับ มีบาดแผลเขี้ยวเสือที่ท้ายทอยเท่านั้นตอนที่เสือมันคาบมา ผมติดตามเสือมาถึงที่นี่ เสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งโผล่ออกมาจากพุ่มไม้ข้างหน้าโน่น อ้ายตัวที่คาบนายแห้วมารีบปล่อยนายแห้วแล้วต่อสู้กัน ตัวนั้นมันจะแย่งเหยื่อครับ ผมเลยยิงมันทั้งสองตัว เพราะเสือตัวนั้นช่วยให้นายแห้วรอดตายได้ ม่ายงั้นลากเข้าป่าทึบผมตามไม่ทันนายแห้วก็ตกเป็นเหยื่อมันแล้ว"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างทรุดตัวนั่งห้อมล้อมพรานรอดกับเจ้าแห้ว และมองดูเจ้าแห้วด้วยความดีใจที่เจ้าแห้วปลอดภัย ดร.ดิเรกจับบ่าเจ้าแห้วพิจารณาดูบาดแผลที่ท้ายทอยซึ่งไม่ฉกรรจ์นัก

"อดทนหน่อยแห้ว กลับไปที่พักกันจะทำบาดแผลและใส่ยาให้"

เจ้าแห้วนั่งเซ่อเหมือนถูกมนต์สะกด เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวสัพยอก

"เป็นยังไงอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วเลิกคิ้วและยิ้มเล็กน้อย อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"พูดซีโว้ย กันถามแกว่าเป็นยังไงบ้าง"

เจ้าแห้วได้แต่ยิ้ม ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพลว่า

"อ้ายแห้วมันเสียขวัญ มันอาจจะไม่เชื่อว่ามันรอดตาย หมอผีแกเก่งโว้ยพล ก่อนที่พวกเราจะมาจากหมู่บ้านแกได้ห้ามปรามเจ้าแห้วว่ากำลังมีเคราะห์ ไม่ควรตามพวกเรามาจะเกิดอันตราย"

พลยิ้มเล็กน้อย

"นั่นน่ะซีครับ ผมกำลังนึกถึงเรื่องนี้อยู่ทีเดียว" แล้วเขาก็หันมามองดูเจ้าแห้วด้วยความสงสาร "ทำใจดีๆ โว้ยอ้ายแห้ว แกรอดตายแล้ว"

เจ้าแห้วทำหน้าฉงน

"รับประทานนี่มันสวรรค์หรือนรกครับ ทำไมวิญญาณของผมถึงได้มาอยู่ที่นี่ได้"

ทุกคนต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ดร.ดิเรกยกมือตบศีรษะเจ้าแห้วเบาๆ แล้วพูดพลาง

"ยูยังไม่ตายโว้ย พรานรอดได้ช่วยชีวิตแกไว้ได้ โน่น-เสือที่มันคาบแกมาถูกยิงตายกลิ้งอยู่โน่น"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ ยกแขนขวาขึ้นกัดแรงๆ พอรู้สึกเจ็บก็รู้ว่ายังมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องสงสัยว่าเจ้าแห้วจะปิติยินดีสักเพียงใด ใบหน้าของเจ้าแห้วสดชื่นขึ้น เขาร้องเอะอะลั่นป่า

"โอ-รับประทานผมยังไม่ตายนี่ครับ โอย-ดีใจเหลือเกิน รับประทานเสือลายพาดกลอนไง๋กลายเป็นสองตัวไปได้ล่ะครับ"

พรานรอดอดหัวเราะไม่ได้

"อีกตัวหนึ่งมันจะแย่งกินแกน่ะซี เลยเกิดต่อสู้กันขึ้น แล้วฉันก็ยิงตายทั้งสองตัว"

เจ้าแห้วโผเข้ากอดและจูบพรานรอดด้วยความดีใจ

"ขอบคุณมากพรานรอดที่ช่วยชีวิตฉัน ฉันจะไม่ลืมบุญคุณของพรานรอดเลย โอ้โฮ-นึกว่าตายโหงเสียแล้ว"

พรานรอดหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมได้ยินเสียงปืนทางถ้ำเสือ เข้าใจว่าเจ้าคุณกับคุณๆ คงยิงเสือได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"ถูกแล้วตัวขนาด ๔ ศอกนั่นแหละ มันวิ่งออกมาจากถ้ำ เราช่วยกันสังหารมันเสีย แต่ลูกเล็กๆ ของมัน ๒ ตัว เราไม่ได้ฆ่ามันหรอก ช่วยประคองอ้ายแห้วกลับที่พักของเราเถอะพรานรอด"

"คุณนิกรล่ะครับ" นายพรานถาม

ท่านเจ้าคุณสั่นศีรษะ

"ไม่รู้ว่ามันเตลิดเปิดเปิงไปไหน มันคงหนีกลับไปหมู่บ้านยาง ไม่ต้องเป็นห่วงมันหรอก คนอย่างอ้ายกรเอาตัวรอดได้เสมอ"

พรานรอดประคองเจ้าแห้วลุกขึ้นยืน เสื้อตรวจการของเจ้าแห้วชุ่มโชกด้วยเลือด เจ้าแห้วแสดงท่าทีอ่อนละโหยโรยแรงไม่น้อย แต่ก็ดีใจที่เขารอดตายเหมือนกับมีปาฏิหาริย์

ท่ามกลางความสงบเงียบของไพรกว้าง ทุกคนต่างหยุดชะงักเมื่อได้ยินเสียงประหลาดดังขึ้นอย่างโหยหวน

"โห่....โอโฮ้ โหโห่"

เจ้าแห้วหน้าตื่น

"ทาร์ซาน รับประทานเสียงทาร์ซานนี่ครับ"

ทุกคนแหงนหน้ามองดูตามต้นไม้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"นั่นไงล่ะทาร์ซาน"

กิมหงวนยกปืนขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง ทาร์ซานนิกรร้องเอะอะเอ็ดตะโร

"เฮ้ย-อย่าเล่นนะโว้ย"

ดร.ดิเรกหัวเราะงอหาย

"ลงมาอ้ายกร นึกว่าหายไปไหนที่แท้ก็อยู่บนต้นไม้นี่เอง ลงมาเถอะผู้กล้าหาญ ทาร์ซานอะไรวะกลัวเสือ"

นิกรพยายามปีนป่ายลงมาจากต้นไม้ต้นนั้นด้วยความลำบากยากเย็น แต่จำได้ว่าเขาสามารถขึ้นต้นไม้ต้นนี้อย่างแคล่วคล่องว่องไวที่สุด พอกระโดดลงมาถึงพื้นดินก็เดินเข้ามาหาพรรคพวก

"อ้ายแห้ว แกไม่ตายหรอกหรือ" นายจอมทะเล้นกล่าวถามด้วยความแปลกใจ "ฉันเห็นเสือลายพาดกลอนมันคาบแกวิ่งไปนี่หว่า"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานไม่ตายหรอกครับ พรานรอดแกช่วยผมไว้ได้ แต่ผมก็ถูกเสือกัดที่ท้ายทอยมีบาดแผลไม่น้อย"

นิกรรับปืนเล็กยาวของเขาที่พลส่งมาให้ แล้วพิจารณาดูบาดแผลที่ท้ายทอยเจ้าแห้ว พอแลเห็นก็หลับตาปี๋

"อื้อฮือ ยังงี้ร้อยทั้งร้อยไม่มีรอด"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"ว้า-รับประทานอย่าแช่งซีครับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง คณะพรรคสี่สหายต่างพากันกลับหมู่บ้านยางโดยด่วน ทุกคนวิจารณ์กันถึงเรื่องเสือลายพาดกลอนตลอดเวลา พรานรอดบ่นพึมพำว่าเขาไม่เคยยิงผิดเลย ถ้ากระสุนปืนแก๊ปนัดนั้นถูกเสือตอนที่กระโดดข้ามก้อนหิน เจ้าแห้วก็คงจะไม่ได้รับอันตรายจากนางลายพาดกลอนตัวนั้น

เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้าน พวกยางหลายสิบคนก็วิ่งมาต้อนรับคณะพรรคสี่สหาย พรานรอดเล่าเรื่องอวสานของเสือลายพาดกลอน และเล่าถึงอุบัติเหตุของเจ้าแห้วที่ถูกเสือขบกัดให้ฟัง ชาวยางทั้งหลายทราบว่าเสือถูกฆ่าตายไปถึงสามตัวก็ตื่นเต้นดีใจโห่ร้องกันลั่น แล้วยกย่องคณะพรรคสี่สหายเป็นผู้กล้าหาญ หัวหน้าเผ่ากับหมอผีได้แสดงความยินดีและขอบคุณทุกๆ คนที่ได้ร่วมมือกันล่าศัตรูสำคัญของพวกเขา หลังจากนั้นหัวหน้าเผ่าก็สั่งให้พวกลูกบ้านจำนวนหนึ่งประมาณ ๒๐ คน เดินทางไปรับศพเด็กผู้หญิง ซึ่งเข้าใจว่ายังคงอยู่ในถ้ำนั้น นอกจากนี้ยังสั่งให้ลูกบ้านนำศพเสือลายพาดกลอนกลับมาด้วย

ขณะที่ดร.ดิเรกพาเจ้าแห้วไปทำแผล หัวหน้าเผ่ายางได้สนทนากับพล, นิกร, กิมหงวนและดร.ดิเรกด้วยอัธยาศัยไมตรีจิตโดยมีพรานรอดเป็นล่าม

พรานรอดยิ้มให้คณะพรรคสี่สหายแล้วกล่าวว่า

"หัวหน้าเผ่าเขาวิงวอนขอร้องให้พวกเราพักอยู่ที่นี่หนึ่งคืนครับ พวกเขาจะจัดงานเลี้ยงอาหารพวกเราตอนค่ำวันนี้เพื่อตอบแทนบุญคุณของพวกเราที่ฆ่าเสือลายพาดกลอนตายได้"

นิกรยิ้มแป้น

"บอกตาลุงแกเถอะพรานรอด เรื่องกินข้าวเราไม่ขัดข้อง แล้วถามเขาดูด้วยว่านอกจากกินเลี้ยงแล้วจะมีงานรื่นเริงอะไรอีกบ้างไหม"

พรานรอดหันไปสนทนากับหัวหน้าเผ่ายางขาว ต่างฝ่ายต่างโต้ตอบกันเกือบ ๕ นาที นายพรานจึงกล่าวกับคณะพรรคสี่สหาย

"หัวหน้าเผ่าเขาบอกว่า เขาถือว่าพวกเราเป็นแขกผู้มีเกียรติของเขา ระหว่างกินเลี้ยงเขาจะจัดดนตรีพื้นเมืองมาบรรเลงให้ครับ แล้วก็ถ้าพวกเราไม่รังเกียจคืนนี้เขาจะคัดเลือกผู้หญิงสาวชาวยางที่สวยๆ มาบำเรอเราคนละคน"

อาเสี่ยกิมหงวนลืมตาโพลง

"บอกเขาพรานรอด ไม่มีการรังเกียจเลย แต่ขอให้แน่นะ"

"เดี๋ยวครับ อย่าเพิ่งรับคำง่ายๆ ผู้หญิงยางน่ะผิวขาวและสวยขนาดพอไปวัดไปวาได้ แต่หล่อนไม่ชอบอาบน้ำนะครับ บางคนเกิดมาไม่เคยอาบน้ำเลย แปรงสีฟันก็ไม่เคยใช้ บนศีรษะเต็มไปด้วยไข่เหา"

เสี่ยหงวนทำคอย่น ดร.ดิเรกพูดขึ้นทันที

"ไม่ไหวพรานรอด บอกเขาเถอะว่าพวกเราไม่ต้องการผู้หญิง เท่าที่มองเห็นก็รู้สึกว่าแต่ละคนหน้าตาเหมือนผู้ชาย บางคนมีหนวดเฟิ้มขนหน้าแข้งรุงรังรับประทานไม่ลงแน่"

พรานรอดหัวเราะชอบใจแล้วหันไปเจรจากับหัวหน้าเผ่า ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันไปพักผ่อนที่ใต้ร่มไม้ พวกลูกหาบทั้งสี่คนต่างจัดอาหารกลางวันมาให้ ระหว่างที่นั่งล้อมวงรับประทานอาหารกันพวกยางหลายคนได้นำอาหารและผลไม้ป่ามาให้อย่างเหลือเฟือ

ข้ามขุนเขาจากลูกหนึ่งไปลูกหนึ่ง บางขณะก็บุกดงทึบและทุ่งหญ้าไปตลอดวัน ดร.ดิเรกค้นหาแร่ยูเรเนียมนั้นได้ประมาณครึ่งกิโลกรัมแล้ว และเก็บรักษาไว้เป็นอย่างดี เขาได้วิทยุติดต่อไปทางค่าย "ดารารัศมี" วันละสองครั้งคือเช้าเย็นเพื่อแจ้งให้ทราบว่าการค้นหาแร่ยูเรเนียมนั้นได้ผล และเขากับคณะของเขาสุขสบายดี

บ่ายวันหนึ่ง

คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมได้หยุดพักรับประทานอาหารกลางวันอยู่ในบริเวณป่าโปร่งใกล้กับลำห้วยแห่งหนึ่ง หลังจากรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดร.ดิเรกก็ชวนเพื่อนๆ ออกสำรวจแร่ยูเรเนียมตามบริเวณนั้น ซึ่งคราวนี้นายแพทย์หนุ่มขุดพบแร่อันมีค่าประมาณหนึ่งกิโลกรัมทำให้เขาตื่นเต้นดีใจมาก พอกลับมาถึงที่พักยังไม่ทันจะนั่งพักผ่อน ทุกคนก็ได้ยินช้างป่าร้องอื้ออึงขึ้นดังแว่วมาตามลม

นิกรกับเจ้าแห้วหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามพรานรอดทันที

"ช้างป่ามันกำลังบ่ายโฉมหน้ามาทางนี้ใช่ไหมพรานรอด"

นายพรานเงี่ยหูฟัง

"ครับ อาจจะผ่านมาทางนี้ เสียงร้องของมันพร้อมๆ กันทั้งโขลงแสดงว่ามีภัยอันตรายเกิดขึ้น พวกชาวป่าเผ่าใดเผ่าหนึ่งอาจจะออกล่าช้างก็ได้ สินค้างาช้างยังมีราคาอยู่เสมอแหละครับ"

ดร.ดิเรกว่า "ก็กฎหมายเขามีห้ามไม่ให้ฆ่าช้างไม่ใช่หรือ"

พรานรอดหัวเราะ

"ในป่าสูงอย่างนี้ไม่มีตำรวจหรือพนักงานฝ่ายปกครองหรอกครับ พวกชาวป่าชาวเขาตั้งหลายเผ่าล้วนแต่ปกครองตัวเองทั้งนั้น ถึงแม้รัฐบาลห้ามสูบฝิ่นต้นฝิ่นตามไหล่เขาก็ยังมีอยู่ทั่วไป การซื้อขายก็ยังมีอยู่ อ้า....พวกเราระวังหน่อยนะครับ ถ้าโขลงช้างป่าผ่านมาทางนี้เราขึ้นไปบนดอยก็ปลอดภัย"

เสียงช้างร้องใกล้เข้ามาตามลำดับและมีเสียงต้นไม้กิ่งไม้หักโผงผาง โขลงช้างป่าผ่านที่พักของคณะพรรคสี่สหายไปในระยะห่าง แต่ก็พอเห็นตัวมันบ้าง ช้างป่าโขลงนี้ถูกพวกยางเผ่าหนึ่งกำลังติดตามล่าสังหารมันด้วยลูกธนูอาบยาพิษ ซึ่งยิงจากหน้าไม้ บางทีก็ใช้หอกพุ่งในระยะใกล้

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนจับกลุ่มมองดูโขลงช้างป่าซึ่งกำลังวิ่งผ่านไปในระยะห่างราว ๒๐๐ เมตร ลูกช้างบางตัวยังเล็กมากวิ่งตามแม่ของมันน่าสงสาร

นิกรเห็นช้างพลายงายาวตัวหนึ่งเดินก้าวสวบๆ ออกจากสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบเขาก็ร้องเสียงหลง

"เฮ้ย....ช้าง"

ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าช้างอยู่ที่ไหนเจ้าแห้วก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต เจ้าพลายงายาวเดินรี่เข้ามาหาคณะพรรคสี่สหาย พวกลูกหาบต่างลุกขึ้นเผ่นหนีไปคนละทางสองทาง พล, นิกร, กิมหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพรานรอดยกปืนขึ้นประทับบ่าเพื่อจะสังหารช้างตัวนี้ แต่แล้วดร.ดิเรกก็ร้องห้ามเสียงหลง

"อย่ายิง อย่ายิงโว้ย ช้างมันได้รับบาดเจ็บ"

ทุกคนลดปืนลงต่างจ้องตาเขม็งมองดูช้างหนุ่ม สีข้างข้างขวาของมันมีหอกเล่มหนึ่งปักอยู่และใบหอกปักเข้าไปจนมิดด้ามทำให้มันได้รับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง เจ้าพลายงายาวไม่ได้แสดงท่าทีดุร้ายเลย มันเข้ามาอย่างเชื่องช้าและหยุดยืนชูงวงขึ้นคล้ายกับจะร้องขอความช่วยเหลือ น้ำตาของมันไหลพรากแสดงความเจ็บปวด ช้างตัวนี้แตกมาจากโขลงของมันถูกหอกได้รับบาดเจ็บนั่นเอง วิ่งติดตามโขลงไม่ทันก็ลัดเลาะหลบภัยมาจนถึงที่นี่

ด้วยจิตใจอันเปี่ยมล้นด้วยความเมตตากรุณาต่อมนุษย์และสัตว์ ดร.ดิเรกไม่ได้นึกว่ามันเป็นช้างป่า เขาส่งปืนเล็กยาวให้พลแล้วค่อยๆ เดินเข้าไปหามัน อาเสี่ยชักใจไม่ดีก็ร้องห้าม

"เฮ้ย กลับมาดิเรก ประเดี๋ยวมันจับกระทืบตายนะโว้ย"

นายแพทย์หนุ่มหันมายิ้มกับเสี่ยหงวน

"ไม่เคยปรากฏว่าผู้ที่มีความเมตตาจะถูกสัตว์หรือมนุษย์ทำร้าย กันจำเป็นจะต้องช่วยเหลือมัน"

ดร.ดิเรกทั้งกลัวทั้งสงสารมัน เขาพยายามเดินเข้ามาจนใกล้เจ้าพลายงายาวตัวนั้น แล้วยกมือชี้ลงบนดิน

"นั่งลงแมมโบ้ ข้าขอตั้งชื่อเอ็งว่าแมมโบ้ นั่งลงซีข้าจะฉุดหอกโมกขศักดิ์ให้และสั่งยาให้เอ็ง"

ทุกคนตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกันเมื่อแลเห็นเจ้าพลายงายาวซึ่งดร.ดิเรกให้ชื่อมันว่าแมมโบ้ค่อยๆ ทรุดตัวลงนั่งคู้เข่าอย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีความดุร้ายอะไรเหลืออยู่ในตัวของมันเลย ขณะนี้เจ้าแห้วกลับมารวมกลุ่มกับคณะพรรคสี่สหายแล้ว ดร.ดิเรกร้องตะโกนบอกเจ้าแห้วให้นำกระเป๋ายาและเครื่องเวชภัณฑ์มาให้เขา เจ้าแห้วกลัวช้างกระทืบก็วานพรานรอดอีกต่อหนึ่ง พรานรอดรีบถือกระเป๋าหมอมาให้ดร.ดิเรกทันที

นายแพทย์หนุ่มยกเท้าขวายันร่างแมมโบ้ไว้ มือทั้งสองจับด้ามหอกและค่อยๆ ดึงหอกมาทีละน้อย แมมโบ้ร้องโอ้กแสดงความเจ็บปวดรวดร้าวเหลือที่จะทนทาน โลหิตสีแดงเข้มไหลรินออกมานอกบาดแผล นายแพทย์หนุ่มพยายามดึงหอกออกมาโดยให้มันเจ็บแต่น้อย และแล้วเขาก็กระชากหอกออกมาได้

ดร.ดิเรกจุ๊ปากลั่น

"มายก๊อด ถ้ายูไม่มาหาไออีกสองวันยูก็ต้องตายแน่นอน ยูคงไปจีบแฟนและถูกพ่อผู้หญิงเอาหอกพุ่งเอาใช่ไหมล่ะ อดทนหน่อยแมมโบ้ ไอจะทำแผลและใส่ยาให้"

ทุกคนพากันมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างชื่นชม เขาเปิดกระเป๋าหมอของเขาออกและเรียกพรานรอดเข้ามาช่วยเขา แมมโบ้หมอบนิ่งเฉยน้ำตาไหลพราก มันกำลังสำนึกในบุญคุณของดร.ดิเรกถึงแม้ว่ามันเป็นสัตว์เดรัจฉานก็ตาม

ในราว ๑๐ นาที นายแพทย์หนุ่มก็ทำความสะอาดบาดแผลและใส่ยาให้เรียบร้อย ใช้สำลีชุบยาเหลืองปิดแผลเอาผ้าก๊อชปิดทับและปิดพลาสเตอร์อีกทีหนึ่ง เสร็จแล้วเขาก็เดินมาข้างหน้าแมมโบ้ยกมือตบตะพองมันเบาๆ

"แมมโบ้ เอ็งปลอดภัย ทีหลังระวังหน่อย รู้จักหลบหลีกเสียบ้างโว้ย เขาเอาหอกพุ่งมาเอ็งก็ก้มหัวหลบหรือเอี้ยวตัวหลบฉาก หอกน่ะมันช้ากว่าลูกปืนเป็นไหนๆ ไม่น่าจะเสียทีเขาเลย"

แมมโบ้วางงวงของมันลงบนบ่านายแพทย์หนุ่มแสดงความสำนึกในบุญคุณของเขา พรานรอดกล่าวขึ้นดังๆ ว่า

"คุณหมอแน่เหลือเกินครับ ไม่มีมนุษย์คนไหนหรอกครับที่จะกล้าช่วยช้างป่า และผมเป็นพรานมานานแล้วก็เพิ่งเห็นช้างป่ายอมเชื่องกับคนในครั้งนี้แสดงว่าช้างมันมีความกตัญญูเหมือนกัน"

"ออไร๋ สัตว์ทั้งหลายมีความกตัญญูดีกว่าคนบางคนเสียอีก คนเราเราขุนมันมาให้เงินทองมันใช้ ให้มันมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย พอเราด่ามันคำเดียวมันเตะปากเราแล้ว ส่วนหมาที่เราเลี้ยงมันไว้ตีมันแทบตายมันก็นอนนิ่งให้ตีไม่ยอมสู้เราเลย ช้างมันก็เหมือนกับหมาเป็นสัตว์ที่กตัญญูน่ารักมาก มันดุร้ายก็เพราะคนคอยล่ามัน มันก็ต้องกระทืบคนบ้างละ แต่อย่างไอมันไม่ทำแน่" พูดจบดร.ดิเรกก็หันไปร้องเรียกพรรคพวกของเขา "มาซี มาดูแมมโบ้ใกล้ๆ กันรับรองว่ามันเป็นมิตรที่ดีของเรา คนและสัตว์อาจจะเป็นมิตรกันได้ ถ้าคนไม่ข่มเหงรังแกมัน"

ทุกคนแปลกใจไปตามกัน พลเดินนำหน้าพานิกร, กิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้ามาหา พวกลูกหาบติดตามมาห่างๆ ดร.ดิเรกเหยียบเข่าแมมโบ้ปีนขึ้นไปนั่งบนคอมัน แมมโบ้นั่งนิ่งเฉย เมื่อคณะพรรคสี่สหายเข้ามายืนรวมกลุ่มข้างหน้ามัน มันก็ยื่นงวงให้โดยดี หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวทุกคนก็สามารถเกาะกอดลูบคลำแมมโบ้อย่างสนิทสนม

ดร.ดิเรกปีนลงมาจากคอช้าง

"เราได้มิตรใหม่ของเราแล้ว เราจะพาแมมโบ้ไปด้วย จนกว่าเราจะขึ้นสู่ดอยสูงเราก็จะแยกทางกับมัน" แล้วเขาก็ยกมือตบตะพองช้าง "ฮัลโลแมมโบ้ เฮา โอลด์อาร์ ยู"

"ทเวนตี้ไฟว์" มีเสียงแหลมเล็กดังขึ้นเบาๆ

นายแพทย์หนุ่มยกมือผลักหน้านิกรค่อนข้างแรง

"กันถามช้าง ไม่ได้ถามแก"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ช้างมันพูดได้เมื่อไรล่ะอ้ายเปรต" แล้วนิกรก็พูดกับช้าง "ไง ตัวโตเท่าช้างแล้วยังแก้ผ้าโทงๆ ไม่รู้จักนุ่งผ้านุ่งผ่อน หน๊อย-ว่าแล้วยังมองหน้าอีกปล้ำกะข้าตัวต่อตัวไหมล่ะ"

แมมโบ้ชูงวงขึ้นแล้วส่งเสียงร้องลั่น

"ฮู่ม"

นิกรหมุนตัวกลับโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต ใครต่อใครพากันหัวเราะงอหาย ดร.ดิเรกยิ้มให้ช้างของเขาแล้วกล่าวว่า

"แมมโบ้ ถ้าเอ็งสมัครจะอยู่กับเราก็ป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้แหละ หรือถ้าคิดถึงแฟนจะกลับไปก็ตามใจ เข้าใจ๋"

เย็นวันนั้นเอง ในราว ๑๖.๐๐ น. นายแพทย์หนุ่มได้ชวนเสี่ยหงวนกับนิกรไปหาไก่ป่าตามป่าไผ่ สามสหายมีปืนลูกซองไปคนละกระบอกใช้กระสุนสำหรับยิงนก ซึ่งเป็นกระสุนปรายขนาดเล็ก เสียงไก่ป่าขันเจื้อยแจ้วและร้องกะต๊ากอยู่ตามป่าไผ่หลายแห่ง

สามสหายนั่งสงบเงียบอยู่ข้างหนองน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง เงี่ยหูฟังเสียงไก่ป่าเพื่อให้แน่ใจว่ามันอยู่ทางไหน ทันใดนั้นเองเสี่ยหงวนก็แลเห็นช้างตัวหนึ่งบุกออกมาจากดงทึบทางขวามือ อาเสี่ยหัวเราะหึๆ หันมาบอกนายแพทย์หนุ่ม

"แมมโบ้มันรักแกมาก แกไล่ตะเพิดไปแล้วยังอุตส่าห์ตามมาอีก มันน่ารักเหลือเกิน"

ดร.ดิเรกจ้องมองดูช้างพลายงายาวตัวนั้น ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม ส่วนนิกรก็เหมือนกัน

"เปิดโว้ยพวกเรา" ดร.ดิเรกร้องลั่น "แมมโบ้เมื่อไรเล่า ตัวใหญ่และงายาวกว่าแมมโบ้เป็นกอง"

สามสหายต่างลุกขึ้นยืน ช้างโทนตัวนั้นส่งเสียงแปร๋แปร้นและวิ่งเข้ามาหาด้วยความดุร้าย ดร.ดิเรกยกปืนลูกซองขึ้นประทับยิงไปหนึ่งนัดแต่ไม่ก่อให้เกิดผลอะไร ทั้งสามคนโกยอ้าวอย่างไม่คิดชีวิต ช้างโทนไล่กวดมาติดๆ เสียงช้างร้องสั่นสะเทือนขวัญสามสหายอย่างยิ่ง

ช้างโทนก็คือช้างเกเรหรือช้างอันธพาลนั่นเอง เมื่ออยู่กับโขลงช้างมันชอบข่มเหงรังแกช้างด้วยกัน มีเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทงกับพวกช้างเสมอ บางทีก็รีดไถเพื่อนช้าง บางทีก็ฉุดคร่าอนาจารช้างพังทั้งหลายไม่เลือกว่าลูกเขาเมียใคร พวกช้างทั้งโขลงจึงพร้อมใจกันใช้กำลังขับไล่ออกจากโขลง เจ้าพลายอันธพาลตัวนี้จึงอยู่ตามลำพังเรียกว่าช้างโทน แต่มันก็สามารถครองตัวอยู่ได้เพราะความเก่งกาจของมัน

ดร.ดิเรกวิ่งนำหน้าพานิกรกับเสี่ยหงวนลัดตัดตรงไปยังที่พักซึ่งอยู่ไกลออกไปเกือบหนึ่งกิโลเมตร เมื่อช้างโทนไล่เข้ามาเกือบถึงตัวเสี่ยหงวนก็เร่งฝีเท้าเต็มที่ ผ่านขึ้นหน้านิกรและนายแพทย์หนุ่มไปได้ นิกรอยู่รั้งท้าย ช้างยื่นงวงเข้ามาหวุดหวิดจะถึงคอเขา นายจอมทะเล้นอกสั่นขวัญแขวนพยายามเร่งฝีเท้าเต็มที่สามารถทำเวลาได้ ๑๐๐ เมตร เพียง ๑๐.๒ วินาทีเท่านั้น

ชะตาของสามสหายยังไม่ถึงฆาตจึงบังเอิญได้พบกับแมมโบ้ยืนขวางทางอยู่ข้างลำธาร ดร.ดิเรกกับนิกรและเสี่ยหงวนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น ต่างร้องตะโกนเรียกแมมโบ้เสียงหลง

"แมมโบ้ ช่วยด้วยโว้ยแมมโบ้"

แมมโบ้ยืนจังก้ามันรู้ดีว่าดร.ดิเรกกับเพื่อนๆ กำลังถูกช้างอันธพาลไล่สังหารโหดคือใช้งวงรัดคอแล้วกระทืบให้ตายทีละคน แมมโบ้มีรูปร่างเสียเปรียบกว่าช้างโทนก็จริง แต่มันก็พร้อมที่จะช่วยชีวิตผู้ที่มีบุญคุณต่อมัน ดังนั้นแมมโบ้ก็ส่งเสียงร้องแปร้แปร๋นวิ่งเข้าปะทะกับช้างอันธพาลทันที

เจ้าพลายทั้งสองพุ่งเข้าชนกันงาต่องาประสานกันดังกร๊อบ ต่างฝ่ายต่างใช้กำลังดันกันเป็นภาพที่ตื่นเต้นน่าดูอย่างยิ่ง สามสหายช่วยกันระดมยิงช้างโทนด้วยปืนลูกซอง แต่กระสุนปืนไม่อาจทำอันตรายมันได้เพราะเป็นลูกปรายขนาดเล็กสำหรับใช้ยิงนก

การต่อสู้ระหว่างช้างต่อช้างเป็นไปอย่างทรหดและดุเดือด และแรงปะทะของช้างโทนเหนือกว่า แมมโบ้ถูกดันถอยหลังกรูดและพยายามสะบัดหัวลงล่างแต่ไม่สำเร็จ

กิมหงวนยกมือขวาตบบ่านิกรเบาๆ

"แกช่วยเป็นกรรมการหน่อยซีวะ มันเกาะกอดกันนานเกินควรแล้วแยกมันออกเสียที"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"เข้าไปซีมันจะได้กระทืบแบนติดดิน"

แมมโบ้ถอยและถอยเรื่อยไป จนกระทั่งส่วนหลังของมันปะทะกับต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง คราวนี้แมมโบ้สะบัดหัวได้ล่างใช้งาแทงและงัดช้างโทนเสียหลักจนขาหน้าทั้งสองข้างลอยขึ้นจากพื้นดิน สามสหายร้องตะโกนหนุนเสียงลั่น

"เอาเลย แมมโบ้ เข่าซีวะ" นิกรร้องตะโกนสุดเสียง "เข่าขวาอัดเข้าไป ยังงั้น ศอก....ศอกสั้น....บุกเข้าไป ฮุคขวา.."

"ปู้โธ่" ดร.ดิเรกดุ "ยืนดูเฉยๆ เถอะวะ ช้างตวักตะบวยอะไรวะมีศอกมีเข่า"

สามสหายเฝ้ามองดูการต่อสู้ระหว่างช้างต่อช้างด้วยความตื่นเต้น ถึงแม้แมมโบ้มีรูปร่างเล็กกว่าและกำลังบอบช้ำเพราะถูกหอก แต่เพราะความกตัญญูกตเวทีของมันทำให้มันต่อสู้อย่างทรหด แมมโบ้สามารถงัดช้างโทนเสียหลักกระเด็นออกไป

อ้ายโทนร้องแปร๋แปร้นในท่าทีดุเดือด วิ่งเข้าประจัญบานแมมโบ้ ใช้งาแทงแมมโบ้อย่างจังเป็นแผลลึกเหวอะหวะ แมมโบ้ล่าถอยโลหิตใต้คอของมันไหลทะลัก มันยืนปักหลักมั่น เมื่ออ้ายโทนวิ่งรี่เข้ามาแมมโบ้ก็ก้มหัวลงปราดเข้าแทงช้างโทนบ้าง เจ้าพลายทั้งสองประสานงากันอีก คราวนี้อ้ายโทนตกเป็นฝ่ายรับเพราะถูกแมมโบ้ได้ล่างแบกไว้

ในเวลาเดียวกันนี้เอง พลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามายังที่รณรงค์ของช้างทั้งสอง เสียงปืนลูกซองที่ดังติดๆ กันและเสียงช้างร้องทำให้พลเป็นห่วงเพื่อนเกลอทั้งสามจึงชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วติดตามมาอย่างรีบร้อน

เสี่ยหงวนกระโดดโลดเต้นร้องเรียกพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียงลั่น การต่อสู้ระหว่างแมมโบ้กับช้างโทนผลัดกันรุกผลัดกันรับ อ้ายโทนถูกแมมโบ้แทงเลือดโชกไปเหมือนกัน เสียงงาต่องาที่กระทบกันและงัดกันนั้นดังมาก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและเจ้าแห้วเข้ามารวมกลุ่มกับสามสหาย ดร.ดิเรกรีบเล่าเรื่องให้ฟังทันที

"เราสามคนมาซุ่มยิงไก่ป่า ช้างโทนตัวนั้นมันเห็นเราเข้าก็ไล่เรา พอดีพบแมมโบ้มันก็ช่วยเราปะทะกับช้างโทนทันที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูแมมโบ้อย่างชื่นชม

"โอ....มันดีเหลือเกินโว้ยดิเรก มันกตัญญูต่อแกมากน่ารักจริงๆ " แล้วเจ้าคุณก็ตะโกนหนุนแมมโบ้เสียงลั่น "เอามันแมมโบ้ อย่าถอยโว้ย บุกแหลกเลยสู้แบบชายชาติช้าง"

พลยกปืนเล็กยาวคู่มือของเขาขึ้นประทับบ่าแล้วกล่าวกับนิกรว่า

"ฆ่าช้างโทนเสียเถอะ อ้ายแมมโบ้มันเล็กกว่ามากคงสู้ไม่ได้หรอก แล้วมันก็กำลังเจ็บด้วย"

ดร.ดิเรกปัดกระบอกปืนพลทันที

"โนๆๆๆ ไม่ยุติธรรมเลยเพื่อน มันสู้กันตัวต่อตัวดีแล้ว กันมั่นใจว่าแมมโบ้ของกันต้องชนะ"

สี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างกระโดดโลดเต้นร้องหนุนแมมโบ้เสียงเอะอะเอ็ดตะโรลั่นป่า การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือดทรหดที่สุด ช้างพลายทั้งสองตัวอ่อนกำลังลงมากแล้ว แมมโบ้ตกเป็นฝ่ายรับอีกถูกดันล่าถอยตลอดเวลา แต่ไม่ยอมให้อ้ายโทนงัดส่วนหัวของมันได้

ดร.ดิเรกวิ่งเข้าไปข้างหลังแมมโบ้แล้วยกมือตีส่วนท้ายของแมมโบ้เต็มแรง

"สู้เขาลูกพ่อ ถ้าสู้ไม่ได้ก็ยอมตาย"

เหมือนกับแมมโบ้รู้ฟัง มันมานะกัดฟันรวบรวมกำลังยันช้างโทนถอยกลับไปและก้มหัวลงแบกงัดช้างโทนขึ้นจนตัวลอย สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วโห่ร้องเกรียวกราว แมมโบ้ถูกแทงอีกทีหนึ่งเป็นแผลลึกและสาหัส แต่แล้วแมมโบ้ก็สามารถชนคู่ต่อสู้ของมันเสียหลักล้มลงไปนอนตะแคง

โดยไม่รอช้า แมมโบ้วิ่งเข้าใส่ช้างโทนแล้วพุ่งตัวลงใช้งาทั้งสองแทงถูกส่วนท้องของช้างโทนดังสวบ เท่านี้เองอ้ายโทนก็ดิ้นพลาดและร้องโอ้ก ร่างของแมมโบ้ทับอยู่บนร่างของอ้ายโทน งวงของแมมโบ้ตวัดรัดคอคู่ต่อสู้แน่นจนกระทั่งช้างโทนสิ้นใจตาย

เสียงโห่ร้องของสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วดังลั่นป่า ทุกคนตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งที่แมมโบ้สู้อย่างไว้ลายชายชาติช้าง ดร.ดิเรกพาพรรคพวกเดินเข้าไปหา แมมโบ้ลุกขึ้นนั่งเหยียดเท้าในท่าทางสะลืมสะลือ มันเหนื่อยหอบแทบจะขาดใจตาย โลหิตที่ใต้คอไหลทะลัก เหงื่อไหลชุ่มโชกไปทั่วตัว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย ช่วยประคองมันลุกขึ้นหน่อยเถอะวะ มันหมดแรงลุกไม่ไหวแล้ว"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"รับประทานตัวมันหนักตั้งสองสามตัน รับประทานประคองไหวหรือครับ"

ดร.ดิเรกมองดูช้างของเขาด้วยความสงสาร แมมโบ้นั่งห้อยเท้าทับศพคู่ต่อสู้ของมันอย่างสะบักสบอม

"เฮ้...ลุกขึ้นอ้ายเพื่อนยาก แข็งใจลุกขึ้นกลับไปที่พักเถอะไอจะทำแผลให้ เห็นจะต้องใช้เข็มเย็บกระสอบเย็บแผลให้ยูเสียแล้ว บาดแผลเหวอะหวะน่ากลัวมาก เป็นยังไงเจ็บมากไหม"

แมมโบ้พยักหน้าช้าๆ และรวบรวมกำลังลุกขึ้นยืน มันมองดูศพช้างโทนอย่างเคียดแค้น แล้วยกเท้าขวาข้างหน้ากระทืบลงกลางตัวช้างโทนเต็มแรงเพื่อให้หายเจ็บใจ นิกรคว้างวงแมมโบ้ชูขึ้นเหนือศีรษะร้องประกาศขึ้นดังๆ ว่า

"น้ำเงินชนะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พาแมมโบ้กลับที่พัก

คืนวันนั้นเองพรานรอดกับพล พัชราภรณ์ต่างเตรียมตัวจะไปนั่งห้างยิงสัตว์ อาเสี่ยกิมหงวนกับนิกรรู้เข้าก็ขอติดตามไปด้วย แล้วเจ้าแห้วก็ขอตามไปอีกคนหนึ่งคงทิ้งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับดร.ดิเรกและลูกหาบสี่คนกับเจ้าแมมโบ้อยู่เฝ้าที่พัก

พรานรอดพาสามสหายกับเจ้าแห้วมาถึงหนองน้ำแห่งหนึ่งในเวลา ๒๐.๐๐ น.เศษ คืนนั้นท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวระยิบระยับ อากาศเชิงเขาค่อนข้างหนาวเย็น หนองน้ำแห่งนี้กว้างยาวประมาณไร่ครึ่ง ฝูงสัตว์ป่าจะพากันมากินน้ำหรือกินดินที่ริมน้ำทุกๆ คืน พรานรอดกับลูกหาบได้มาขัดห้างไว้สองแห่งซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกันตั้งแต่ตอนเย็น

พรานรอดได้กล่าวกับสามสหายและเจ้าแห้วที่ริมหนองน้ำนั้น ท่ามกลางความมืดและความสงบเงียบ

"คุณนิกรกับอาเสี่ยและนายแห้วอยู่บนห้างนี้นะครับ ผมกับคุณพลจะไปอยู่ห้างตรงกันข้าม อย่าลืมว่าเราจะต้องใช้ความอดทนในการดักยิงสัตว์ อย่าพูดคุยกัน อย่าสูบบุหรี่ และอย่าลงจากห้างเป็นอันขาดจนกว่าผมจะร้องตะโกนเรียกให้ลงจากห้าง ไฟฉายจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อเราแน่ใจว่าเรายิงถูกสัตว์แล้ว มีอะไรสงสัยอีกบ้างไหมครับ"

นิกรชูมือขวาขึ้นแล้วกล่าวถาม

"สมมุติว่าเกิดท้องเสียอย่างปัจจุบันทันด่วนลงมาจากห้างไม่ได้หรือพรานรอด"

นายพรานหัวเราะหึๆ

"ถ้ามีอันเป็นอย่างนั้นก็จัดการบนห้างแหละครับ คุณไม่เชื่อผมปีนลงมาอาจจะถูกเสือคาบเอาไปกินก็ได้"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ยิงสัตว์ต้องพยายามยิงให้ตายเพื่อไม่ให้มันได้รับความทรมาน และอย่ายิงสัตว์ด้วยความคะนองมือ เป็นต้นว่าลิง, ค่าง, ชะมด เราจะเลือกยิงแต่สัตว์ที่เป็นอาหารของเราเท่านั้น หมูป่าสักตัวและอีเก้งอีกตัวก็เหลือเฟือแล้ว"

นิกรมองดูหน้าพลทั้งๆ ที่ไม่เห็นหน้าพล

"ติ๋งต่างว่าหมีมันมากินน้ำกันจะกระโดดลงมาจากห้างปล้ำกับหมีเล่นแก้กลุ้มได้ไหม"

"ถ้าแกอยากตายแกก็ทำได้ หมีน่ะมันตบแกเบาๆ หนังหัวของแกก็จะหลุดติดมือมัน"

พรานรอดพูดตัดบท

"อย่าเพิ่งคุยกันเลยครับ คุณกับอาเสี่ยและนายแห้วขึ้นไปบนห้างเถอะครับ"

เสี่ยหงวนยืดหน้าอกขึ้นวางท่าให้ผึ่งผายแล้วกล่าวว่า

"คืนนี้กันจะยิงกระทิงสัก ๔ ตัว หมูป่า ๕ ตัว แรด ๑๐ ตัว กวาง ๑๕ ตัว แล้วก็อีเก้งอีกสองโหล"

แล้วกิมหงวนก็ปีนป่ายขึ้นต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น ซึ่งนายพรานได้ทำพะองพาดไว้ช่วยให้ความสะดวกในการขึ้นและลงจากห้าง นิกรกับเจ้าแห้วได้ติดตามขึ้นไป เมื่อสามคนขึ้นไปนั่งบนห้างไม้ไผ่เรียบร้อยแล้ว พรานรอดก็พาพลเดินอ้อมหนองน้ำไปทางด้านตรงกันข้ามกระต่ายป่าหลายตัวเผ่นหนีด้วยความตกใจ

เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย จนกระทั่งดวงจันทร์แรม ๓ ค่ำ โผล่พ้นยอดดอยสาดแสงนวลอร่ามไปทั่วบริเวณป่าดงพงไพร นิกรนั่งพิงต้นไม้หลับไปแล้ว เจ้าแห้วนั่งตาปรือ เสี่ยหงวนสอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณหนองน้ำ เขาได้ยินเสียงหมูป่าร้องแต่มองไม่เห็นตัวมัน

ลมพัดมาวูบหนึ่ง กิมหงวนรู้สึกขนพองสยองเกล้าเมื่อได้กลิ่นเหมือนกับกลิ่นซากศพ เขารู้ดีว่าในป่าสูงเช่นนี้ผีป่าดุร้ายและสามารถหลอกหลอนด้วยวิธีการต่างๆ

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัวเมื่อแลเห็นร่างอันตะคุ่มๆ ของใครคนหนึ่งแอบแฝงตัวอยู่ที่โค่นต้นไม้ใหญ่และกำลังแหงนหน้าขึ้นมองดูเขา ความรู้สึกบอกตัวเองว่าภาพที่เขาเห็นต้องเป็นผีป่าแน่ๆ กิมหงวนเอื้อมมือสะกิดเจ้าแห้วแล้วจุ๊ปาก เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกหันมากระซิบถาม

"รับประทานอะไรครับ กวางหรืออีเก้ง"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก กระซิบตอบด้วยเสียงสั่นเครือ

"ผีว่ะ"

เจ้าแห้วแทบช๊อค เขากับผีไม่ถูกกันมานานแล้ว แม้แต่ชื่อของมันเจ้าแห้วก็ไม่อยากได้ยินหรือเอ่ยถึง

"ไหนครับ"

กิมหงวนพยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง ชี้มือไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้น

"เอ็งดูให้ดีอ้ายแห้ว มีใครคนหนึ่งแอบอยู่ใต้ต้นไม้และกำลังโผล่มองดูเรา หัวมันโตผิดปกติโว้ย ข้าว่าผีละ"

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงก

"รับประทาน ผะ ผม ไม่ ไม่กล้าดูหรอกครับ ว้า รับประทานไม่ควรบอกผมเลย รู้แล้วเฉยๆ เสียก็ไม่ได้"

กิมหงวนค่อยๆ ชำเลืองมองดูร่างนั้นแล้วสะดุ้งสุดตัว

"อ้ายแห้ว ตายละวะ คอมันค่อยๆ ยืดขึ้นโว้ย คอมันยาวเกือบวาแล้ว อีกสักครู่คงยืดมาถึงเรา"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ "นะโม ตัสสะ ภควโต ไปที่ชอบๆ เถอะเจ้าประคู้นลูกกลัวแล้ว โธ่-ไม่ควรเสือกตามเขามาเลย"

อาเสี่ยใจเต้นระทึก เขาหันหน้ามาทางนิกรแล้วยกมือเขย่าร่างนายจอมทะเล้นพลางร้องเรียก

"อ้ายกร กรโว้ย ผีหลอก"

นิกรเคี้ยวปากจั๊บๆ โบกมือแล้วพูดพึมพำ

"เอาเก็บไว้ก่อนน่ะยังไม่หิว"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก ยกมือขวาเขกกบาลนิกรดังสนั่นทำให้นิกรตกใจตื่นและสูดปากลั่น

"อ้ายกร"

"หือ อะไรหล่นลงหัววะเจ็บจัง"

อาเสี่ยกระซิบกระซาบบอกเพื่อนเกลอของเขา

"โน่น-มองไปที่ต้นไม้ใหญ่โน่น ผีมันกำลังหลอกพวกเรา"

"ฮ้า" นิกรร้องขึ้นดังๆ แล้วมองไปที่ต้นไม้ต้นนั้น

ท่ามกลางแสงจันทร์อันสุกสกาว นิกรกับกิมหงวนต่างแลเห็นดวงหน้าอันน่าเกลียดน่ากลัวของผีป่าปรากฏอยู่ข้างต้นตะเคียนต้นนั้น ตัวของมันยืนแอบต้นไม้มองไม่เห็นถนัด แต่คอของมันยืดยาวเหมือนคอห่านและส่ายไปมา กิมหงวนค่อยๆ ยกมือจับคางเจ้าแห้วให้เงยหน้าขึ้น เจ้าแห้วหลับตาปี๋ อาเสี่ยพยายามแหกตาเจ้าแห้วออก พอแลเห็นใบหน้าของปีศาจ เจ้าแห้วก็ร้องออกมาไม่เป็นภาษามนุษย์

นิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งหยิบไฟฉายสองท่อนขึ้นเปิดสวิทซ์ฉายไปที่ใบหน้าของปีศาจนั้น แสงไฟจับต้องใบหน้าของมันอย่างถนัด เป็นใบหน้าของผู้หญิงแก่คนหนึ่ง ผมหยิกนัยน์ตาพองฟันเขยิ่น ศีรษะของมันนั้นโตกว่าศีรษะของคนธรรมดาไม่น้อยกว่า ๓ เท่า ปีศาจหญิงชรายืดคอสูงขึ้นอีกและยื่นเข้ามาทางห้างของสองสหายกับเจ้าแห้ว กิมหงวนยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่า เล็งศูนย์ปืนหมายศีรษะปีศาจและเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง"

ผีป่าหายวับไปกับตา กิมหงวนหายกลัวแล้ว เมื่อความกลัวเกิดขึ้นจนถึงขีดสุดก็กลายเป็นความบ้าบิ่นมุทะลุดุดัน อาเสี่ยหันมามองดูนิกรแล้วกล่าวว่า

"ไม่ต้องกลัวอ้ายกร ผีมันจะเก่งกว่าคนให้มันรู้ไปซีวะ เรายิ่งกลัวมันมันยิ่งหลอกเรา" แล้วกิมหงวนก็ตะโกนลั่นป่า "เก่งจริงมาหลอกกูอีกซีโว้ย ถุย-ไม่แน่จริงนี่หว่า มาซีโว้ย"

ความบ้าบิ่นของเสี่ยหงวนทำให้นิกรกับเจ้าแห้วมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น นิกรถอนหายใจโล่งอก

"อื้อฮือโว้ย ดุอะไรยังงี้ โอย-ใจหายหมดเลย"

เสียงพรานรอดร้องตะโกนมาแต่ไกล

"ยิงอะไรครับ"

นิกรกลัวเสียเหลี่ยมก็ร้องตะโกนออกไป

"ยิงงูหลาม ตัวโตเกือบเท่าซุง มันเลื้อยขึ้นมาบนต้นไม้"

แล้วความเงียบก็เกิดขึ้น กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบวิสกี้ตราขาวขวดเล็กออกมาเปิดจุกออกชูอวดนิกร

"ต้องดื่มอ้ายนี่คนละหน่อย กินเหล้าเข้าไปแล้วต่อให้พ่อผีกันก็ไม่กลัว" พูดจบเขาก็ยกขวดวิสกี้ขึ้นดื่มอั้กๆ แล้วส่งขวดให้กับนิกร "เอ้า-เอาเสียหน่อย"

นายจอมทะเล้นกับเจ้าแห้วแบ่งกันดื่มจนหมดขวด เมื่อเหล้าตกถึงท้องจิตใจก็คึกคักเข้มแข็งผิดปกติ สักครู่หนึ่งนิกรก็ร้องลิเกเสียงลั่น

"มาล่าสัตว์กลับมาเจอผี แต่ว่าตัวเรานี้หากลัวไม่ ผีเอ๋ยเจ้ายังอ่อนหัด ไปเรียนให้เจนจัดแล้วมาหลอกใหม่ ทั้งผีปอบผีป่าไม่น่ากลัว อะไร้ เตร๊งเตรง เต็งเตร๊ง เต๊งตูเร้งเต็งเตร๊ง"

เสี่ยหงวนร้องเพลงร๊อคแข่งกับนิกร เจ้าแห้วช่วยตบมือให้จังหวะ แอลกอฮอร์ทำให้สองสหายกับเจ้าแห้วครึกครื้นรื่นเริงกันเต็มที่ จนกระทั่งมีเสียงตะโกนขึ้นที่ใต้ต้นไม้

"เฮ้ย ลงมาเถอะโว้ย ลำบากนักก็กลับที่พักดีกว่า" กิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วต่างมองลงมาข้างล่าง พอแลเห็นพลกับพรานรอดก็โบกมือให้

"ว่าไงพรรคพวก ยิงอะไรได้บ้าง"

"ยิงกะผีอะไรเล่า" พลเอ็ดตะโร "แกสามคนแหกปากส่งเสียงเอะอะอย่างนี้สัตว์ป่าที่ไหนมันจะมาให้เรายิง"

อาเสี่ยชวนนิกรกับเจ้าแห้วลงมาจากห้างปีนป่ายลงมาตามพะองหวุดหวิดจะพลัดตกลงมาจากต้นไม้ เมื่อลงมาถึงพื้นดินพรานรอดก็บ่นพึมพำ

"ไม่ไหวละครับ อาเสี่ยกับคุณนิกรและนายแห้วไม่ได้อยู่เงียบๆ เลย"

เสี่ยหงวนหัวเราะเบาๆ

"อยู่เงียบๆ ยังไงล่ะพรานรอด รู้หรือเปล่าว่าพวกเราถูกผีป่าหลอกแทบช๊อคตาย ผีมันแอบอยู่ใต้ต้นไม้นั้นทำคอยืดคอยาวเล่นเอาพวกเราขนลุกขนพองไปตามกัน ฉันเอาปืนยิงมันไปหนึ่งนัดมันเลยหายไป ความกลัวทำให้ฉันต้องงัดเหล้าออกมาดื่ม พอตึงๆ หน้าก็ลืมตัวร้องรำทำเพลงกัน"

พลว่า "ไปๆๆ กลับที่พัก ฉันกับพรานรอดจะพาแกสามคนไปส่ง แล้วเราสองคนจะกลับมาซุ่มยิงสัตว์ที่นี่ ผีสางที่ไหนกันวะพวกแกตาฝาดน่ะซี"

เจ้าแห้วพูดขึ้นเบาๆ

"รับประทานผีจริงๆ ครับไม่ใช่ตาฝาด"

"แกสามคนมันบริษัทตาแหกเห็นอะไรแม้แต่เพียงเงาไม้ก็เข้าใจว่าเป็นผี-กลับที่พัก ฉันไม่อยากคบแกสามคนเลยวะ"

พรานรอดเดินนำหน้าสามสหายกับเจ้าแห้วกลับที่พักท่ามกลางแสงจันทร์อันสว่างนวล

สองสัปดาห์ในป่าสูง คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมได้เข้าสู่เขตแดนระหว่างนครเชียงใหม่กับแม่ฮ่องสอนแล้ว

เย็นวันนั้นพอตะวันรอนอ่อนแสง คณะพรรคสี่สหายก็หยุดพักแรมที่เชิงขุนเขาใหญ่แห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นเขาใหญ่ที่สุดและมีความสูงมากกว่าดอยอื่นๆ ในเทือกเขาที่มองแลเห็นสลับซับซ้อนสุดสายตาเหล่านี้ ยอดดอยปกคลุมด้วยหมอกบางๆ และมีปริมณฑลกว้างขวางขนาดดอยสุเทพติดต่อกับเขาอื่นๆ อีกหลายลูก

แมมโบ้ติดตามมาด้วยความซื่อสัตย์จงรักภักดี ทำหน้าที่คุ้มกันพิทักษ์รักษาสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังเป็นพาหนะให้คณะพรรคสี่สหายผลัดเปลี่ยนกันนั่งมาบนหลังและคอของมันด้วย มันเป็นช้างป่าที่น่ารักที่สุด

การหยุดพักแรมในเย็นวันนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างรู้สึกเงียบเหงาวังเวงใจยังไงชอบกล อากาศเย็นชื้นผิดปกติ บริเวณป่าและขุนเขามีแต่ความเงียบ นานๆ จึงได้ยินเสียงนกร้อง พวกลูกหาบและนายพรานจับกลุ่มกระซิบกระซาบกัน บางทีก็มองขึ้นไปบนยอดดอยในท่าทางประหวั่นพรั่นใจ จนกระทั่งพลสังเกตเห็นและรู้ว่าพวกลูกหาบและนายพรานกำลังมีความหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

ตามเวลาที่กล่าวนี้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันเงียบๆ อยู่หน้ากระโจมที่พัก ดร.ดิเรกกำลังอธิบายว่าเขายังได้แร่ยูเรเนียมยังไม่เพียงพอ พรุ่งนี้จะขึ้นสู่ดอยใหญ่ลูกนี้เพื่อสำรวจแหล่งยูเรเนียมต่อไป และเขามั่นใจว่าการขุดแร่ยูเรเนียมคงจะสิ้นสุดลงที่เขาลูกนี้

เมื่อการสนทนาหยุดลงชั่วขณะ พลก็กล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"เฮ้ย มีอะไรไม่ใคร่ดีเกิดขึ้นแน่ๆ กันเฝ้าสังเกตดูพรานรอดกับพวกลูกหาบมานานแล้ว เขาทำกับข้าวกันแต่เขากระซิบกระซาบกันตลอดเวลา เมื่อเขามองขึ้นไปบนยอดดอยรู้สึกว่าท่าทางของเขาหวาดกลัวมาก เหมือนกับว่าบนดอยนี้มันมีมหาภัยอันตรายที่พวกเขาหวาดกลัว"

ดร.ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นเราควรเรียกพรานรอดมาไต่ถามดูให้รู้แน่ เขาเป็นพรานป่าเขาย่อมรู้อะไรดีกว่าเรา"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"หรือเขาลูกนี้เป็นดินแดนแห่งความตาย"

อาเสี่ยหัวเราะเบาๆ

"อย่าเดาหน่อยเลยวะอ้ายกร เรียกเขามาถามดูดีกว่า" พูดจบกิมหงวนก็ร้องตะโกนเรียกเจ้าแห้วซึ่งกำลังนั่งฝันหวานอยู่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง "แห้ว แห้วโว้ย บอกพรานรอดให้มาหาข้าหน่อยซิ"

เจ้าแห้วลุกขึ้นเดินเข้าไปยังกลุ่มลูกหาบ หลังจากนั้นพรานรอดก็รีบลุกเดินเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นายพรานทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยและยิ้มให้ทุกๆ คน ดร.ดิเรกพยักพเยิดให้พลสัมภาษณ์พรานรอด พลจึงกล่าวถามเบาๆ ว่า

"พรานรอด ถ้าหากว่ามีอะไรที่ทำให้แกและพวกลูกหาบมีความหวาดกลัวละก้อบอกให้พวกเรารู้บ้างนะ"

พรานรอดรีบพูดกลบเกลื่อนทันที

"ปละ-เปล่าครับ ไม่มีอะไรหรอกครับ"

"แกกำลังปดพวกเราและปดตัวเอง ฉันเฝ้าสังเกตพรานรอดและลูกหาบอยู่นานแล้ว ทุกคนกระซิบกระซาบกันและพากันมองขึ้นไปบนยอดดอยนี้บ่อยๆ ทุกคนมีท่าทีหวาดกลัวจนเห็นได้ชัดๆ "

นายพรานหน้าจ๋อย

"อ้า-เป็นความจริงขอรับคุณพล แต่ผมไม่อยากบอกคุณเลย เพราะพวกเจ้านายล้วนแต่เป็นคนทันสมัย ไม่เชื่อถือในเรื่องภูตผีปีศาจเวทมนต์คาถา"

ดร.ดิเรกพูดขัดขึ้นทันที

"ทำไมเราจะไม่เชื่อ อ้ายกรถูกงูจงอางกัดและรอดตายมาได้ก็ไม่เพราะเวทมนต์คาถาหรอกหรือ มีอะไรก็เล่าให้ฉันฟังเถอะนายพรานรอด"

พรานรอดมองขึ้นไปบนดอยในท่าทีประหวั่นพรั่นใจ แล้วกล่าวกับคณะพรรคสี่สหายอย่างอ้อมแอ้มว่า

"ผมอยากจะเรียนถามเจ้านายว่า ในวันพรุ่งนี้หรือในวันต่อไปเจ้านายจะขึ้นไปบนดอยหลวงนี้ไหมครับ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้นายพรานรอด

"อ้อ ดอยใหญ่ลูกนี้ชื่อดอยหลวงหรือพรานรอด เราต้องขึ้นไปแน่นอนเพราะเราต้องการที่จะได้แร่บางอย่างที่เราต้องการบนดอยนี้"

พรานรอดหน้าซีดเผือด

"คุณหมอ...คุณหมอครับ" เขาพูดเสียงสั่นเครือผิดปกติ "กรุณาอย่าขึ้นไปเลยครับเพื่อความปลอดภัยของชีวิตเจ้านายทุกๆ ท่าน สำหรับพวกผม...อ้า ผมขอเรียนด้วยความจริงใจนะครับ ถึงคุณหมอจะกรุณาแถมค่าแรงให้อีกคนละหมื่นบาทหรือมากกว่านั้นเราก็ไม่ยอมเหยียบย่างขึ้นไปบนดอยหลวงเป็นอันขาด"

"เพราะอะไรพรานรอด" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามขึ้นทันที "บอกให้ละเอียดซิว่าบนดอยมีภัยอันตรายอะไรบ้าง"

พรานรอดทำท่าขนลุกขนพองสยองเกล้า

"ผมหมายถึงปีศาจของสาวสวยคนหนึ่งครับ โอ๊ย ได้โปรดเถอะครับเจ้าคุณ แม้แต่ชื่อของหล่อนผมก็ไม่อยากเอ่ยถึง"

นิกรทำหน้าเลิ่กลั่ก

"เล่าต่อไปเถอะพรานรอด ปีศาจหญิงสาวคนนี้หล่อนมีอิทธิฤทธิ์มากนักหรือ"

พรานรอดพยักหน้าและยิ้มแห้งๆ

"ครับ มีอิทธิฤทธิ์ที่สุด พรานป่าหลายต่อหลายที่ขึ้นไปบนดอยหลวง และได้เห็นนางปีศาจหรือนางไม้คนนี้จะถูกหล่อนหลอกจนตาย หรือมิฉะนั้นก็ล้มเจ็บจับไข้หัวโกร๋นกลับไปตายที่บ้าน"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ถึงกับจับไข้หัวโกร๋นเชียวรึพรานรอด แล้วคนที่หัวโกร๋นอยู่แล้วอย่างคุณอาของฉันล่ะจะเป็นอะไรไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขวาถีบอาเสี่ยเต็มแรง

"นี่แน่ทะลึ่งไม่รู้จังหวะ"

เสี่ยหงวนยกมือคลำซี่โครงข้างขวาของเขาแล้วสูดปากลั่น ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วพลก็กล่าวกับพรานรอดว่า

"แกเคยเผชิญกับปีศาจหญิงสาวสวยคนนี้บ้างหรือเปล่า"

"ไม่เคยครับ แต่ญาติของผมสองคนต้องเสียชีวิตเพราะขึ้นไปบนดอยหลวงและได้พบเห็นนางปีศาจ พรานป่าอีกหลายคนไม่มีใครรอดถ้าหากว่าใครได้เห็นหน้ามัน พวกพรานและชาวป่าทั้งหลายกลัวนางปีศาจนี้อย่างที่สุดเชียวครับ มันมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าผีป่าทั้งหลายมีคนโจษกันว่าปีศาจนี้คือพระธิดาของพระเจ้าเชียงใหม่เมื่อครั้งกระโน้น"

พลว่า "ฉันไม่คิดว่าเรื่องที่แกเล่าให้ฟังนี้เป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระหรอกพรานรอด ในป่าดงพงไพรเช่นนี้ย่อมเต็มไปด้วยความเร้นลับมหัศจรรย์ อ้า....บนเขาลูกนี้นอกจากภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากนางปีศาจแล้วยังมีอะไรอีกไหมพรานรอด"

"โอ....มีสิครับ เมื่อเราขึ้นไปบนเขาภัยอันตรายและความตายด้วยประการต่างๆ จะเกิดขึ้นแก่เราได้ทุกขณะ ทั้งนี้ก็ด้วยอิทธิฤทธิ์ของนางปีศาจนี่แหละครับ นางปีศาจเปรียบเหมือนพระแม่เจ้าของพวกแม้วบนดอยนี้ครับ มันจะหลอกหลอนสังหารผลาญชีวิตคนต่างถิ่นทุกคนที่ขึ้นไปบนดอยหลวง"

ดร.ดิเรกสนใจอย่างยิ่ง

"พรานรอด บนเขาลูกนี้มีพวกแม้วอาศัยอยู่ยังงั้นหรือ"

"ครับ อยู่กันหลายพวกหลายเผ่าแต่อยู่สูงมาก แม้วพวกนี้ไม่ใคร่จะมีการติดต่อกับคนเมืองหรอกครับ นานๆ จึงจะเข้าไปในเมืองสักครั้ง พ่อผมเคยเล่าให้ฟังว่าบนดอยหลวงมีแม้วไม่ต่ำกว่าพันคนและพวกแม้วนับถือนางปีศาจตนนี้แหละครับนางปีศาจจึงช่วยคุ้มครองพวกเขา อ้า....ผมขอเตือนเจ้านายทุกคนด้วยความหวังดีนะครับกรุณาอย่าขึ้นไปบนดอยหลวงเลยครับ"

นิกรสมาชิกของสมาคมกลัวผีแห่งประเทศไทยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีพรานรอด ฉันคิดว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะขึ้นไปเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต"

"โน" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "งานของประเทศชาติที่รักของเราสำคัญกว่า เรื่องผีปีศาจเป็นเรื่องเล็ก ดอยหลวงเป็นเขาใหญ่และสูงมาก คงจะมียูเรเนียมมากมาย เป็นตายอย่างไรไอก็ต้องขึ้นสู่ดอยหลวงในวันพรุ่งนี้ ไอเชื่อว่ามีผีแต่ไอไม่กลัวผีว่ะ โดยเฉพาะผีผู้หญิงสาวสวยด้วยผิดนักปล้ำเอาเป็นเมียเสียเลย"

พรานรอดตาเหลือก

"โอ๊ย...คุณหมอ โปรดอย่าพูดดูหมิ่นนางปีศาจอย่างนี้เลยครับ พรานป่าคนหนึ่งเคยพูดอย่างคุณหมออย่างนี้ แต่แล้วก็ถูกปีศาจหรือนางไม้หักคอตาย คอเขียวปั้ดหมุนได้รอบๆ เลยครับ"

ดร.ดิเรกหัวเราะก้าก อดรนทนไม่ได้เขาก็พูดโพล่งออกมาด้วยความจริงใจของเขา

"แกกับพวกแกมันโง่เขลาเบาปัญญาเชื่อถือในสิ่งที่เหลวไหลไร้สาระ ผีสางนางไม้มันมีที่ไหนกัน นางปีศาจคนนี้น่ะถ้าเก่งจริงก็มาแสดงตัวให้ฉันเห็นหน่อยเถอะ ฉันจะปล้ำจูบให้ร้องลั่นป่าไปเลย ไม่มีอะไรที่แกจะต้องวิตกเป็นทุกข์ ฉันคิดว่าเรื่องนี้พวกแม้วบนดอยนั่นแหละมันกุเรื่องนี้ขึ้นเพราะไม่อยากให้คนต่างถิ่นล่วงล้ำขึ้นไปบนดอยหรือถิ่นที่อยู่ของเขา พรานป่าที่ประสบอันตรายต้องเสียชีวิตไปตามกันน่ะเพราะไข้ป่าอย่างแรง ฝรั่งเรียกว่ามาเลเรีย แต่ฉันมียามาพร้อมแล้ว ภัยอื่นๆ ก็อาจจะเกิดจากสัตว์ป่าหรือพวกแม้วลอบฆ่าตาย แกจะต้องกลัวอะไรพรานรอด พวกฉันมีปืนกลมือและลูกระเบิดมือล้วนแต่เป็นอาวุธร้ายทั้งนั้น พรุ่งนี้เช้าเราจะขึ้นไปบนดอยหลวงแน่นอนและเราจะขึ้นไปให้ถึงยอดดอย ฉันจะได้มีโอกาสพบเห็นขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวแม้ว ส่วนนางปีศาจที่แกว่าถ้ามาหลอกเราเมื่อไรฉันจะเอาเป็นเมียให้ได้"

นายพรานอกสั่นขวัญแขวนเมื่อได้ฟังดร.ดิเรกพูดอย่างทระนงเช่นนี้ ทันใดนั้นเองอาเสี่ยกิมหงวนก็มีอากัปกิริยาเปลี่ยนแปลงไปอย่างน่าประหลาด ร่างของเขาสั่นพั่บๆ ใบหน้าแดงกล่ำนัยน์ตาวาวโรจน์ผิดปกติ มือทั้งสองกำแน่นและขบกรามกรอด สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างจ้องมองดูเสี่ยหงวนด้วยความฉงนสนเท่ห์ใจ พรานรอดถอยหลังกรูดใบหน้าซีดเผือดเหมือนกับจะเป็นลม

กิมหงวนสั่นอยู่สักครู่ก็หงายหลังผลึ่งชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปาก

"อ้าว" นิกรอุทานขึ้นดังๆ "ไปล่อยาเบื่อที่ไหนมาล่ะ"

พรานรอดตัวสั่นงันงก

"เจ้านายครับ อาเสี่ย อาเสี่ยแย่แล้ว คงถูกผีเข้าแน่นอน" แล้วนายพรานก็รีบประนมมือขึ้นระหว่างอกมองไปบนยอดดอยทำปากหมุบหมิบ

ดร.ดิเรกนั่งนิ่งเฉยจนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดุเขา

"ช่วยอ้ายหงวนซีโว้ยดิเรก นั่งนิ่งเฉยอยู่ทำไมเล่า"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจหนักๆ

"ผมยังวินิจฉัยไม่ถูกครับว่าอ้ายเสี่ยเป็นลมหรืออย่างไร"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"เป็นลมแน่ๆ หมอ อย่างนี้เขาเรียกว่าสันนิบาตลูกหมา"

อาเสี่ยชักดิ้นชักงอทำปากเบี้ยวปากบูดน่าสงสาร เขากลิ้งตัวไปมาตามพื้นดินด้วยอาการทุรนทุราย เจ้าแห้วกับพวกลูกหาบทั้งสี่คนต่างวิ่งเข้ามาดูกิมหงวนด้วยความตื่นเต้น สักครู่อาเสี่ยก็ลุกขึ้นนั่งพับเพียบเรียบร้อยกวาดสายตาอันแข็งกร้าวจ้องมองดูใครต่อใครและสิ้นสุดลงที่ใบหน้าของดร.ดิเรก

เขายกมือชี้หน้านายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวขึ้นเป็นเสียงผู้หญิง

"อ้ายหนุ่มต่างถิ่น เจ้าพูดดูหมิ่นก้าวร้าวข้า ข้าคือเจ้าหญิงศิริคำผู้สิงสถิตอยู่ที่ดอยหลวงนี้ อย่าล่วงล้ำขึ้นไปบนดอยเป็นอันขาด ถ้าไม่เชื่อข้าพวกเจ้าทุกคนจะต้องเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่"

ดร.ดิเรกอ้าปากหวอ นิกรตัวสั่นเหมือนลูกนก นายพรานกับลูกหาบต่างก้มลงกราบเสี่ยหงวนซึ่งถูกวิญญาณของนางปีศาจหรือเจ้าหญิงศิริคำเข้าสิง อาเสี่ยมีสีหน้าบึ้งตึงผิดปกติ แต่พอแลเห็นพรานรอดกับลูกหาบกราบไหว้ปะหลกๆ กิมหงวนก็กล่าวขึ้นเป็นภาษาไทยเหนืออย่างคล่องแคล่ว

"ยินดีหมู่สูตังหลายเคารพนับถือกู กูจะละชีวิตฮื้อกำนี้เตื้อ จะไปโต้ยหมู่นี้ขึ้นดอยเน้อ บ่อั้นจะตาย ปิ๊กไปเหีย"

พรานรอดประนมมือแต้

"ข้าเจ้ากลัวแล้ว ข้าเจ้าจะเจื้อฟังเจ้าแม่ ขอฮื้อเจ้าแม่กุ้มคองข้าเจ้ากับหมู่เต๊อะ"

กิมหงวนยิ้มเล็กน้อยพยักหน้าช้าๆ และหันมาจ้องมองดูนิกร นายจอมทะเล้นเย็นวาบไปหมดทั้งตัวรีบยกมือไหว้อาเสี่ยทันที

"ป่า ข้อยบ่ฮู้บ่หัน ข้อยไม่ได้ว่าอะไร้คุณแหม่" นิกรพูดส่งเดชด้วยเสียงสั่นเครือ

อาเสี่ยขบกรามกรอด

"พวกเจ้าระวังตัวให้ดี ถ้าขืนขึ้นไปบนดอยหลวงกูจะเอาชีวิตให้หมด" พูดจบกิมหงวนก็หงายหลังล้มลงไปชักดิ้นชักงออีก สักครู่ก็นอนสงบเงียบ

นายพรานกับลูกหาบรีบลุกขึ้นพากันเดินไปจากคณะพรรคสี่สหาย ทุกคนเต็มไปด้วยความเกรงกลัวปีศาจสาวสวยแห่งดอยหลวงซึ่งบัดนี้ต่างรู้แล้วว่าปีศาจนั้นคือเจ้าหญิงศิริคำ พล, นิกร, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูกิมหงวนเป็นตาเดียว อาเสี่ยนอนทำตาปริบๆ อยู่สักครู่ก็ค่อยๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างมึนงง

"เอ๊ะ กันเป็นอะไรไปโว้ย"

นิกรฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"แกถูกผีเข้าน่ะซี ผีผู้หญิงสาวสวยบนดอยที่พรานรอดเล่าให้เราฟังมาเข้าแก"

"ฮ้า จริงๆ น่ะเรอะ"

"เออ ผีเพิ่งออกไปเดี๋ยวนี้เอง หล่อนเป็นผีเจ้าโว้ยไม่ใช่ผีธรรมดา หล่อนบอกว่าหล่อนชื่อเจ้าหญิงศิริคำ"

เสี่ยหงวนทำท่าขนลุกขนพองสยองเกล้า

"ทำไมถึงมาเข้ากันได้ กันไม่ได้พูดดูหมิ่นก้าวร้าวเธอเลย ที่จริงควรจะเข้าดิเรก อ้า-ว่าไงหมอ"

นายแพทย์หนุ่มต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้

"อย่างไรก็ตามกันจะขึ้นดอยหลวงให้ได้ พรุ่งนี้กินข้าวแล้วจะออกเดินทางขึ้นสู่ดอยทันที"

พลว่า "พรานรอดกับลูกหาบจะยอมไปกับเราหรือหมอ รู้สึกว่าทุกคนเกรงกลัวปีศาจเจ้าหญิงศิริคำมาก"

ดร.ดิเรกนิ่งคิด

"กันจะให้ค่าแรงเขาเป็นพิเศษเฉพาะขึ้นดอยนี้ คือจะให้พรานรอดอีก ๒,๐๐๐ บาท และลูกหาบอีกคนละ ๑,๐๐๐ บาท"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ แหงนหน้ามองดูยอดดอยหลวงซึ่งมีหมอกสีขาวปกคลุมไปทั่ว แล้วท่านก็กล่าวขึ้นว่า

"ดูมันครึ้มๆ วังเวงใจยังไงชอบกล บนดอยนี้เต็มไปด้วยป่าไม้ มีต้นไม้ขนาดใหญ่อยู่ไม่น้อย บางแห่งก็เป็นที่ราบสูงมีบริเวณใหญ่โตกว้างขวางมากในป่าดงพงไพรเช่นนี้ไสยศาสตร์หรือภูติผีปีศาจไม่ใช่เรื่องเหลวไหลเลย" แล้วท่านก็พูดกับดร.ดิเรก "แกระมัดระวังคำพูดหน่อยนะ พรุ่งนี้ก่อนขึ้นดอยเราควรจะจุดธูปเทียนสักการะบูชาเจ้าป่าเจ้าเขาและเจ้าแม่ศิริคำเสียก่อน บอกให้เขารู้ว่าเรามาหาแร่ยูเรเนียมเพื่อเอาไปทำอาวุธไว้ป้องกันประเทศที่รักของเรา"

"ออไร๋ ผมจะไม่พูดก้าวร้าวล่วงเกินปีศาจเจ้าหญิงศิริคำอีกแล้วครับ เข้าสิงอ้ายเสี่ยเมื่อกี้นี้น่ากลัวเหลือเกิน"

การสนทนาสิ้นสุดลงทันทีเมื่อทุกคนได้ยินเสียงแมมโบ้ร้องแปร๋แปร๋น แมมโบ้ยืนหันรีหันขวางอยู่ข้างหลังกระโจมที่พัก ท่าทางของมันดุร้ายเหมือนกับว่ามันเผชิญกับศัตรู ทันใดนั้นเองเสือลายพาดกลอนตัวหนึ่งก็กระโจนออกมาจากพุ่มไม้อันหนาทึบห่างจากด้านหลังกระโจมที่พักราว ๒๐ เมตร มันเป็นเสือขนาดใหญ่ราว ๗ ศอก คณะพรรคสี่สหายต่างตกใจคว้าปืนเล็กยาวคู่มือผุดลุกขึ้นยืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนบอกลูกหาบกับพรานรอดให้ระวังตัว

เจ้าลายพาดกลอนร้องคำรามกึกก้องป่า เสียงร้องของมันทำให้เจ้าแห้วกับนิกรเข่าอ่อนปล่อยปืนเล็กยาวหลุดมือโดยไม่รู้ตัว มันวิ่งเข้าใส่แมมโบ้ด้วยความดุร้ายแล้วกระโจนเกาะตะพองแมมโบ้ทันที เล็บของมันฝังลงไปในเนื้อของเจ้าแมมโบ้จนลึก แมมโบ้หมุนตัวไปรอบๆ และร้องโอ้ก ไม่มีใครกล้ายิงเพราะเกรงจะถูกแมมโบ้เข้า แมมโบ้พาเจ้าลายพาดกลอนวิ่งเข้าไปยังต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ใช้ศีรษะของมันอัดกระแทกร่างเสือเข้ากับต้นไม้ต้นนั้นเต็มแรงทำให้เจ้าลายพาดกลอนได้รับความเจ็บปวดร่วงผล็อยลงสู่พื้นดิน แมมโบ้ไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปแม้แต่นาทีเดียว มันวิ่งเข้าไปใช้งวงตวัดร่างอ้ายลายพาดกลอนไว้ได้ แล้วฟาดลงกับพื้นดินยกเท้าหน้าทั้งสองข้างกระทืบสามสี่ทีติดๆ กัน เท่านี้เองกระดูกของอ้ายลายพาดกลอนก็แหลกเหลว มีเลือดไหลทะลักออกมาทางจมูกและปาก อ้ายลายพาดกลอนม่องเท่งไปแล้ว

แมมโบ้ได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย มันชูงวงขึ้นแล้วร้องลั่นป่าประกาศชัยชนะของมัน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันเข้าไปหาแมมโบ้ด้วยความชื่นชมยินดี ทุกคนมองดูอ้ายลายพาดกลอนตัวใหญ่ซึ่งนอนสงบเงียบอยู่บนพื้นดิน เสี่ยหงวนย่องเข้าไปข้างหลังเสือ ทรุดตัวลงนั่งแล้วจับหางเจ้าลายพาดกลอนยกขึ้น

"ตัวผู้เสียด้วย" แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืน

ดร.ดิเรกกอดงวงแมมโบ้แสดงความรักใคร่เอ็นดูมัน

"เก่งมากแมมโบ้ เอ็งมีวิธีการสู้เสืออย่างน่าดู นี่ถ้าเอ็งไม่ขัดขวางไว้อ้ายลายพาดกลอนมันก็คงจะคาบเอาพวกเราคนใดคนหนึ่งไปกินแล้ว ขอบใจมากอ้ายน้องชาย แต่ทว่า น่าเสียใจเหลือเกินที่พรุ่งนี้เราจะต้องจากกัน ข้ากับเพื่อนๆ จะขึ้นสู่ดอยนี้และเอ็งก็ต้องกลับไปติดตามโขลงของเอ็ง อย่างไรก็ตาม ข้าจะนึกถึงเอ็งเสมอแมมโบ้"

คืนนั้น ทุกคนนอนหลับสบายตลอดคืน กองไฟที่จุดไว้รอบๆ ที่พักห้าหกกองลุกโพลงช่วยป้องกันสัตว์ร้ายไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาในบริเวณที่พัก ตอนใกล้สว่างอากาศหนาวเยือกเย็นจับใจ ปรอทลงถึง ๑๙ องศาเซนติเกรด หมอกปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง หลังคาเต้นท์ทั้งสามหลังเปียกโชกด้วยละอองน้ำค้างและหมอก

มันเป็นเวลา ๖.๐๐ น.เศษ แต่เพิ่งแลเห็นแสงเงินแสงทองปรากฏเหนือเขาลูกเล็กๆ ลูกหนึ่งทางทิศตะวันออกเท่านั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลนอนอยู่ในเต้นท์หลังหนึ่ง นิกรกับเจ้าแห้วหลังหนึ่ง ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนอีกหลังหนึ่ง ส่วนพรานรอดกับลูกหาบนอนรวมกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อาศัยความอบอุ่นจากกองไฟที่จุดไว้ตลอดคืน

ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนกำลังหลับสนิท ทั้งสองห่มผ้าห่มนอนผืนใหญ่ เมื่อประตูเต้นท์ถูกแหวกออกและใครคนหนึ่งถลันเข้ามา นายแพทย์หนุ่มซึ่งเป็นคนนอนไวก็ตกใจตื่นลืมตาขึ้น จากแสงตะเกียงรั้วที่จุดแขวนไว้ช่วยให้ดร.ดิเรกแลเห็นหน้าพรานรอดอย่างถนัด

"คุณหมอ คุณหมอครับ" นายพรานร้องเรียกเขาอย่างละล่ำละลัก

ดร.ดิเรกคว้าปืนพกใต้หมอนยางเป่าลมพรวดพราดลุกขึ้นนั่งทันที

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือพรานรอด"

พรานรอดยืนนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ลูกหาบทั้งสี่คนหนีไปหมดแล้วครับ"

นายแพทย์หนุ่มสะดุ้งเล็กน้อย

"ลูกหาบหนี " เขาคราง "มายก๊อด เขาหนีไปเมื่อไร และเอาข้าวของอะไรไปบ้างหรือเปล่า"

"ผมไม่ทราบหรอกครับว่าเขาหนีไปเมื่อไร แต่เข้าใจว่าคงหนีไปตอนใกล้สว่างนี่แหละครับ ขณะที่ผมกำลังหลับสนิท ผมได้สำรวจข้าวของต่างๆ แล้วครับ ยังอยู่ครบถ้วน ลูกหาบเอาแต่เสื้อผ้าและดาบของเขาไปเท่านั้นแหละครับ เข้าใจว่าเขาคงพากันไปแม่งาว เพราะถ้าย้อนกลับไปเชียงใหม่ก็ต้องเสียเวลาบุกป่าข้ามเขาร่วมครึ่งเดือน"

"แล้วเขาจะกลับเชียงใหม่ได้อย่างไร"

"ก็คงไม่ยากหรอกครับคุณหมอ ถึงแม่งาวรับจ้างทำงานเป็นกุลีกรมทางอาศัยรถกรมทางมาออบหลวง มาจอมทองมาลำพูนเชียงใหม่ได้สบาย สะดวกกว่าบุกป่าฝ่าดงครับ เมื่อคืนนี้เขาปรึกษากันและชวนผมหนีครับ แต่ผมไม่เห็นด้วยการทิ้งงานไปอย่างนี้เสียชื่อมาก ผมขอร้องให้เขาร่วมงานกับคุณหมอต่อไปเขาก็เชื่อ แต่พอผมตื่นขึ้นมาเมื่อกี้นี้ลูกหาบทั้งสี่คนก็หายไปหมดแล้ว"

ดร.ดิเรกเอื้อมมือเขย่าร่างอาเสี่ยซึ่งนอนอยู่บนเตียงผ้าใบใกล้ๆ กับเขา

"หงวน หงวนโว้ย ลูกหาบหนีไปหมดแล้ว"

อาเสี่ยลืมตาขึ้น แล้วลุกขึ้นนั่งมองดูหน้าพรานรอด

"ทำไมถึงปล่อยให้เขาหนีไปเสียล่ะพรานรอด"

"เขาหนีไปขณะที่ผมกำลังหลับสนิทครับอาเสี่ย"

"แย่ละโว้ย" เสี่ยหงวนพึมพำ "แล้วเราจะทำอย่างไร ข้าวของตั้งมากมายก่ายกอง กันเองก็ไม่เคยมีอาชีพเป็นลูกหาบเสียด้วยเห็นจะหาบหามไม่ไหวแน่ ยิ่งอ้ายกรด้วยแล้วกรีดกรายเหมือนพระเอกยี่เก"

ดร.ดิเรกโยนปืนพกลงหมอนยกแขนทั้งสองขึ้นบิดขี้เกียจ แล้วลุกขึ้นยกมือขวาตบบ่าพรานรอดอย่างพอใจ

"พรานรอดฉันขอบใจแกมากที่แกยังมีความจงรักภักดีต่อฉันไม่ยอมทิ้งฉันไปกับพวกลูกหาบ แต่ว่าฉันไม่โกรธเคืองลูกน้องของแกหรอก คนเหล่านั้นเขามีความรักตัวกลัวตายจึงหลบหนีไป ช่างเขาเถอะปล่อยเขาตามเรื่อง สำหรับแกแกพร้อมแล้วไม่ใช่หรือที่จะขึ้นไปบนดอยหลวงกับพวกเรา"

พรานรอดมีท่าทางประหวั่นพรั่นใจไม่น้อย

"ครับ เมื่อเจ้านายจะขึ้นดอยผมก็ต้องติดตามไปตามหน้าที่ของผม ก่อนจะออกจากป่าผมก็เรียนคุณหมอแล้วว่าขอให้ไว้วางใจผม ผมเป็นคนโง่ก็จริง แต่ผมมีความซื่อสัตย์จะพยายามรับใช้คุณหมอและเจ้านายทุกคนอย่างดีที่สุด แต่ว่า คุณหมอครับ"

"ว่ายังไงพรานรอด"

นายพรานถอนหายใจหนักๆ

"ถ้าบังเอิญผมต้องเสียชีวิตบนดอยนี้ คุณหมอจะกรุณาให้ความช่วยเหลือลูกเมียผมได้ไหมครับ อย่างน้อยก็ให้เงินเมียผมสักก้อนหนึ่ง"

กิมหงวนพูดสอดขึ้น

"เอาก้อนใหญ่ก้อนเล็กล่ะ"

"อย่างน้อยก็สัก ๒,๐๐๐ แหละครับ"

เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืน

"ตกลงพรานรอด หากแกตายฉันจะให้เงินเมียแกสักหมื่นบาท ลูกของแกสองคนฉันจะส่งให้เรียนหนังสือจนกว่าจะสำเร็จเตรียมที่เชียงใหม่"

นายพรานยกมือไหว้และยิ้มออกมาได้

"ขอบคุณครับ เมื่ออาเสี่ยลั่นวาจาอย่างนี้ผมก็พร้อมแล้วที่จะนำเจ้านายขึ้นไปบนดอย ผมจะจุดธูปเทียนกราบไหว้เจ้าป่าเจ้าเขาและเจ้าหญิงศิริคำเสียก่อนขอขมาลาโทษท่าน"

"ออไร๋ ออไร๋" ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย "ฉันกำลังจะบอกพรานรอดอยู่ทีเดียวในเรื่องนี้ เอาละ แกไปเตรียมหุงหาอาหารเช้าได้แล้ว แกต้องทำงานหนักหน่อยนะ ข้าวของของเราเราจะเอาไปแต่สิ่งที่จำเป็นจริงๆ ของที่มีน้ำหนักจำพวกเต้นท์หรือเตียงผ้าใบอะไรเหล่านี้เราจะทิ้งไว้ที่นี่ ไม่ต้องวิตกพรานรอด เราจะเดินทางกลับบ้านอย่างสะดวกสบายที่สุด ฉันจะติดต่อกับค่ายทหารทางวิทยุให้เขาส่งเฮลิคอปเตอร์มารับเรากลับเชียงใหม่ แต่เราอาจจะอยู่บนดอยนี้อีกในราวห้าหกวัน ฉันจะแถมเงินเป็นพิเศษให้แก ขอให้ร่วมมือกับฉันเถอะนะ"

"ขอบคุณครับคุณหมอ"

ดร.ดิเรกยื่นมือให้นายพรานจับ

"ช่วยดูหาหญ้าและอาหารให้แมมโบ้กินด้วยนะ เมื่อคืนมันนอนหลับสบายดีหรือ"

"สบายดีครับ มันนอนกับผมตลอดคืน กรนหนวกหูเหลือเกินครับแล้วก็ละเมอบ่อยๆ ร้องเอะอะโวยวายบางทีก็บ่นพึมพำ"

กิมหงวนนัยน์ตาเหลือก

"ช้างน่ะเรอะ"

"ครับ" แล้วพรานรอดก็หมุนตัวกลับเดินออกไปจากเต้นท์ของสองสหาย

อาหารเช้ามื้อนั้นมีแต่เครื่องกระป๋องและเนื้อกวางย่าง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวิจารณ์กันถึงเรื่องลูกหาบทั้งสี่คนที่หลบหนีไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิตกว่าจะเป็นเหยื่อสัตว์ร้ายในป่าเพราะลูกหาบทั้งสี่คนล้วนแต่ไม่สมประกอบอยู่แล้ว ตาเหล่, หูหนวก, เป็นใบ้และติดอ่าง มีอาวุธติดตัวไปเพียงดาบคนละเล่ม

หลังจากทุกคนได้รับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว ดร.ดิเรกก็เรียกเจ้าแห้วเข้ามาพบกับเขา

"อ้ายแห้ว กันจะมอบหน้าที่อันสำคัญยิ่งให้แกนับแต่นี้เป็นต้นไป"

เจ้าแห้วยิ้มแป้นยืดหน้าอกขึ้นวางท่าให้ภาคภูมิ

"รับประทานเป็นมือปืนประจำตัวคุณหมอหรือครับ"

"โน....สำคัญและยิ่งใหญ่กว่านี้อีก"

เจ้าแห้วชักสงสัย

"รับประทานคุณหมอจะให้ผมทำอะไรล่ะครับ"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ทำหน้าที่ลูกหาบแทนลูกหาบที่หลบหนีไป"

เจ้าแห้วเข่าอ่อนทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"รับประทานไหวหรือครับ ข้าวของตั้งเป็นกองจะให้ผมหาบหามคนเดียว ปู้โธ่....รับประทานคุณหมอเห็นผมเป็นลาหรือล่อไปแล้วไหมล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"อย่างไรก็ตามแกจะต้องช่วยแบกหามสัมภาระขึ้นไปบนดอย แต่เราจะเอาแต่ของที่จำเป็นเท่านั้น พวกเราก็จะช่วยลำเลียงไปเช่นเดียวกัน สำคัญที่สุดก็คือปืน ยาและเครื่องเวชภัณฑ์ ผ้าห่มนอนและเสื้อผ้า นอกนั้นก็พิจารณาดูว่าควรจะเอาอะไรไปอีก ไปช่วยพรานรอดเก็บของได้แล้ว เราจะออกเดินทางในชั่วโมงนี้"

เจ้าแห้วหันไปมองดูเจ้าพลายงายาวด้วยความรักอาลัยมัน

"แล้วแมมโบ้ล่ะครับ เอามันขึ้นไปบนดอยด้วยไม่ได้หรือครับ"

ดร.ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋ เอาไปก็ได้ แต่เมื่อถึงตอนลาดชันแกก็ต้องให้แมมโบ้มันขี่คอแก"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานผมก็แบนแป๊ดแป๋ต้องเอาเสียมแซะเท่านั้น"

ดร.ดิเรกมองดูช้างของเขาซึ่งยืนจ๋องอยู่ใต้ต้นไม้เหมือนกับว่ามันรู้ว่ามันจะต้องแยกทางกับคณะพรรคสี่สหายในวันนี้

"กันคิดถึงแมมโบ้มาก แต่ก็ต้องทิ้งมันไว้ที่นี่ บนดอยไม่ได้มีที่ราบตลอดไป บางแห่งก็ต้องลาดชันและช้างไม่ชอบอยู่บนเขา ไปเก็บของเถอะอ้ายแห้ววันนี้เราจะต้องทำงานค้นหาแร่ยูเรเนียมบนเขานี้ให้เต็มที่ ถ้าได้อีกสักสองสามกิโลก็กลับบ้านได้ วิทยุเรียกเฮลิคอปเตอร์มารับพวกเรา แล้วแกกับพรานรอดเดินทางกลับด้วยเท้า"

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "รับประทานไม่สนุกแน่ครับ คุณหมอกับเจ้านายกลับเรือบิน ผมกับพรานรอดย่ำต๊อกเสือมันก็คาบเอาไปรับประทานเสียเท่านั้น" พูดจบเจ้าแห้วก็วิ่งเหยาะๆ ไปที่เต้นท์ช่วยพรานรอดรื้อกระโจมที่พักและเก็บข้าวของตามคำสั่งของนายแพทย์หนุ่ม

๘.๓๐ น.ตรง

คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมต่างพร้อมที่จะเดินทางขึ้นสู่ดอยหลวง สี่สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังยืนห้อมล้อมแมมโบ้เพื่อล่ำลามัน ทุกคนแต่งกายรัดกุมคล้ายเครื่องแบบทหาร สะพายปืนกลมือแบบทอมสันคนละกระบอก มีระเบิดมือเสียบอยู่ที่หน้าอกเสื้อคนละสามสี่ลูก โดยเฉพาะนิกรประดับลูกระเบิดมือประมาณ ๑๐ ลูก คล้ายกับจะออกแนวหน้า ทุกคนคาดเข็มขัดกระสุนปืนพกมีปืนพกแบบรีวอลเวอร์ ๙ มม. คนละ ๒ กระบอก นอกจากนี้ยังถือปืนเล็กยาวอีกคนละกระบอก ส่วนปืนลูกซอง ๔ กระบอกไม่สามารถจะนำไปได้จึงทิ้งไว้ในพุ่มไม้แห่งหนึ่งพร้อมด้วยกระสุนอีกหลายนัด บรรดาข้าวของสัมภาระและกระโจมทั้งสามหลังกลายเป็นเหยื่อพระเพลิงไปแล้วอย่างน่าเสียดาย

เจ้าแห้วรุ่มร่ามและรุงรังคล้ายกับมนุษย์อวกาศ หลังของเขาสะพายเครื่องรับส่งวิทยุและเครื่องมือค้นหาแร่ยูเรเนียม นอกจากนี้ยังสะพายย่ามใหญ่ซึ่งในย่ามบรรจุเครื่องใช้ในการเดินป่าอีกหลายอย่างรวมทั้งแร่ยูเรเนียมซึ่งขุดได้

ระหว่างที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังอำลาแมมโบ้ พรานรอดได้เดินเข้ามาส่งห่อผ้าขนาดใหญ่ห่อหนึ่งให้เจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"แกช่วยเอาห่อผ้าห่มของเจ้านายไปหน่อยเถอะวะนายแห้ว"

เจ้าแห้วมองดูนายพรานอย่างเดือดดาล

"ปู้โธ่โว้ย อ้ายเราจะตายห่าอยู่แล้วยังเอามาฝากอีก ฉันแบกน้ำหนักตั้งร้อยกิโลแล้วเห็นไหมล่ะ หนักจนแทบจะก้าวขาไม่ออกแล้ว"

พรานรอดหัวเราะเบาๆ

"แกดูโน่นซินายแห้ว ฉันจะต้องหอบหิ้วของตั้งหลายชิ้น ช่วยเอาผ้าห่มนอนไปหน่อยเถอะน่า แกน่ะแข็งแรงยังกะซุปเปอร์แมนอย่าแกล้งพูดถ่อมตัวหน่อยเลย"

ถูกลูกยอเข้าเจ้าแห้วก็ยิ้มแก้มแทบแตก เขาเอื้อมมือรับห่อผ้าห่มนอนแล้วกล่าวกับพรานรอดด้วยเสียงหนักๆ

"เบาเหลือเกิน ไปเอามาอีกสองห่อ"

พรานรอดกลั้นหัวเราะแทบแย่

"พอแล้ว ฉันเอาไปเอง"

ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดู แล้วยกมือขวาตบงวงแมมโบ้ด้วยความรัก

"กู๊ดบายแมมโบ้ หวังว่าเราคงจะได้พบกันอีก"

แมมโบ้น้ำตาไหลพราก มันม้วนงวงชูขึ้นเหมือนกับว่ามันกระทำความเคารพสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านเจ้าคุณยิ้มให้มันและกล่าวว่า

"เจ้าเป็นช้างที่น่ารักที่สุดแมมโบ้ จงกลับไปอยู่โขลงของเจ้าเถิด อยู่ตามลำพังอย่างนี้อาจจะถูกเสือกินเจ้าในวันหนึ่ง ลาก่อนแมมโบ้"

แมมโบ้ค่อยๆ หมุนตัวกลับ มันเดินดุ่มๆ ไปจากที่นั้นทันที สักครู่ก็หยุดยืนหันมามองดูคณะพรรคสี่สหายด้วยความอาลัย แล้วมันก็เดินต่อไป นิกรกับกิมหงวนร้องไห้กระซิกๆ ยกมือเช็ดน้ำตาแสดงความอาลัยรักแมมโบ้

"โถ-มันรู้ภาษาคนทุกอย่าง" อาเสี่ยพูดเสียงสะอื้น "อ้ายเราจะอุ้มมันใส่เอวบุกขึ้นไปบนดอยหรือตัวมันก็หนักเหลือเกิน จะให้ขี่หลังหรือขี่คอก็ไม่ไหว ถ้ามันเป็นลิงก็พอจะเอามันไปได้"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ออกเดินทางโว้ยพวกเรา ช่วยกันระวังข้าวของให้ดี อย่าให้ตกหายได้ เพราะของทุกชิ้นล้วนแต่จำเป็นต้องใช้ทั้งนั้น"

ครั้นแล้วคณะค้นหาแร่ยูเรเนียมก็ออกเดินทางขึ้นสู่ดอยหลวงหรือขุนเขามฤตยู ซึ่งพรานป่าและชาวป่าเกรงกลัวกันนักหนา ทุกคนหอบข้าวของพะรุงพะรัง เจ้าแห้วกับพรานรอดอยู่รั้งท้ายขบวน เป็นครั้งแรกของชีวิตนายพรานที่เขาได้ย่างเหยียบขึ้นมาบนดอยมรณะนี้ พรานรอดเต็มไปด้วยความประหวั่นพรั่นใจตลอดเวลา เขาไม่เคยเกรงกลัวสัตว์ป่าหรือมนุษย์ แต่เขาหวาดกลัวผีปีศาจของหญิงสาวเทวีแห่งขุนเขานี้เป็นที่สุด พวกพรานและชาวป่าทั้งหลายย่อมมีศรัทธาในเรื่องภูติผีปีศาจโชคลางต่างๆ และไสยศาสตร์อย่างฝังจิตฝังใจ

แสงอาทิตย์ในตอนสายได้ละลายหมอกตามไหล่เขาให้จางหายไปแล้ว แต่ยอดดอยปกคลุมด้วยหมอกอันหนาทึบตลอดเวลา อาณาเขตอันกว้างใหญ่ของดอยหลวงทำให้ทุกคนแทบจะไม่รู้สึกตัวว่าได้ขึ้นมาสูงจากพื้นดินตามลำดับ ภูมิประเทศเป็นป่ามืดครึ้ม บางแห่งก็เป็นที่ราบสูงมีธารน้ำไหลลงสู่เบื้องล่าง ฝูงลิงและค่างไต่ยั้วเยี้ยอยู่ตามต้นไม้ ดอกไม้ป่าบานสะพรั่งอยู่ริมทาง บริเวณดอยหลวงสงบเงียบวังเวงไปทั่ว ได้ยินแต่เสียงนกร้องและนานๆ ฝูงจั๊กจั่นนับหมื่นตัวก็กล่อมไพรขึ้นพร้อมๆ กันสักครู่แล้วก็เงียบหายไป

บนเขาก็เหมือนพื้นดินในป่า แตกต่างกันก็แต่เพียงว่าบางแห่งมีเถื่อนถ้ำ มีชะง่อนผา มีเหว ป่าไม้บนภูเขากว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตา ต้นสักแต่ละต้นขนาดใหญ่มาก

ทุกคนหยุดชะงักทันทีเมื่อได้ยินเสียงประหลาดชนิดหนึ่งดังขึ้นก้องกังวานไพร มันเป็นเสียงคนหัวเราะอย่างขบขัน

แต่เสียงหัวเราะนั้นดังกว่าเสียงหัวเราะของมนุษย์ธรรมดาหลายสิบเท่า

เจ้าแห้วรีบวิ่งเหยาะๆ เข้ามารวมกลุ่มกับสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรกับเจ้าแห้วทำหน้าเลิ่กลั่กไปตามกัน พรานรอดทำปากหมุบหมิบถ้าไม่ว่าคาถาก็คงบนบานสารกล่าวเจ้าป่าเจ้าเขาผีสางนางไม้

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ และแกล้งปลอบใจตัวเอง

"ใครมันขันอะไรวะ หัวเราะอย่างงี้เดี๋ยวก็ขาดใจตายหรอก เอาอีกแล้วหัวเราะอีกแล้ว"

"หา ฮะๆๆๆๆ หา ฮะๆๆๆๆ "

เจ้าแห้วขนลุกซู่หน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม

"รับประทานเสียงนกใช่ไหมครับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นกหัวเราะได้มีอย่างที่ไหนวะ"

พลมองดูพรานรอดแล้วร้องเรียกนายพรานให้เข้ามาหา เขากล่าวถามนายพรานด้วยเสียงหนักๆ ว่า

"เสียงอะไรพรานรอด"

พรานรอดมีท่าทางประหวั่นพรั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ นัยน์ตาบอกความหวาดกลัวในเสียงประหลาดซึ่งกำลังหัวเราะกังวานไปทั่วป่า กิริยาท่าทางของนายพรานบอกให้พลรู้ดีว่าพรานรอดกำลังเสียขวัญ

"ทำไมแกไม่พูดพรานรอด แกเป็นพรานแกต้องเคยได้ยินและรู้ดีว่าเสียงที่คล้ายเสียงคนหัวเราะนี้เป็นเสียงอะไร"

พรานรอดกลืนน้ำลายติดๆ กันสองสามครั้ง

"สัญญาณมรณะครับเจ้านาย ผมบอกคุณไม่ได้ว่าเสียงนี้เป็นเสียงสัตว์ป่าหรืออะไรแน่เพราะไม่เคยเห็นตัวมัน ผมรู้แต่เพียงว่าผู้ที่ขึ้นมาบนดอยหลวงและได้ยินเสียงนี้เข้าจะต้องได้รับภัยอันตรายถึงแก่ชีวิต"

พลเค้นหัวเราะ

"เป็นไปไม่ได้ รู้สึกว่าแกเข้าใจว่าเสียงนี้เป็นเสียงภูติผีปีศาจหรือเกิดขึ้นจากอำนาจของปีศาจสาวสวยที่พวกแกเกรงกลัว ความจริงมันอาจจะเป็นเสียงสัตว์ป่าชนิดหนึ่งจำพวกลิงหรือค่างก็ได้ เราได้เดินทางมาใกล้เทือกเขาถนนธงชัยแล้ว บริเวณป่าแถบนี้เป็นป่าสูงย่อมเต็มไปด้วยสัตว์แปลกๆ บางจำพวกที่เราไม่เคยพบเห็นมัน" แล้วพลก็มองดูคณะพรรคของเขาซึ่งทุกคนหอบหิ้วสัมภาระพะรุงพะรัง "วางของลงที่นี่โว้ยพวกเราพยายามค้นหาเสียงประหลาดนี้ให้ได้ มันต้องเป็นสัตว์ชนิดหนึ่ง ถ้าพบมันเราก็ยิงมันทิ้งเสีย"

ทุกคนต่างวางข้าวของสัมภาระกองรวมกันไว้ นิกรเดินเข้ามากระซิบกระซาบกับพลเบาๆ ว่า

"ทางที่ดีเราควรจะลงไปจากดอยนี้ ภูเขาอื่นๆ ยังมีอีกหลายลูกพอจะค้นหาแร่ยูเรเนียมได้ถมไป" พูดจบนิกรก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัวเมื่อได้ยินเสียงประหลาดหัวเราะขึ้นอีก "ฟังซีวะพล เสียงของมันทำให้ขนลุกซู่สะบัดร้อนสะบัดหนาวอย่างบอกไม่ถูก"

พลมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ

"อย่าปอดแหกไปหน่อยเลยวะอ้ายกร ปืนกลมือก็มี ลูกระเบิดก็มี ผีสางแม่นางโกงมันสู้ปืนไม่ได้หรอก เจอทอมสันเข้ามันก็วิ่งไม่รู้ทางไป"

ดร.ดิเรกพูดโพล่งขึ้นทันที

"พวกแม้วบนดอยนี้อาจจะหลอกลวงเราก็ได้โดยใช้เครื่องขยายเสียงเพื่อให้เราหวาดกลัวเข้าใจว่าเป็นเสียงหัวเราะของผีปีศาจเราจะได้เลิกล้มความคิดที่จะขึ้นไปบนดอย"

พรานรอดยิ้มแห้งๆ

"เป็นไปไม่ได้หรอกครับคุณหมอ พวกแม้วเป็นชาวป่าชาวเขาไม่มีความรู้เพียงนั้นหรอกครับ เขาชำนาญแต่การทำไร่ปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์เท่านั้นแหละครับ"

"ออไร๋ พาเราไปพรานรอด เราจะต้องพิสูจน์ความจริงให้ได้ในเรื่องเสียงประหลาดนี้"

พรานรอดเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย แต่แล้วเขาก็ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งเมื่อคิดว่าถ้าเขาล้มหายตายจากไปเสี่ยหงวนจะให้ความช่วยเหลือบุตรภรรยาของเขาตามที่ได้รับปากไว้ นายพรานเดินนำหน้าพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงไปยังที่มาของเสียงประหลาดนั้น ทุกคนบุกเข้าไปในป่าทึบบริเวณที่ราบสูงแห่งหนึ่งซึ่งอากาศเยือกเย็นผิดปกติมีแต่ความสงบเงียบวังเวงใจ

เสียงหัวเราะก้องกังวานไพรเงียบไปแล้ว เสี่ยหงวนมองไปรอบๆ แล้วแหกปากหัวเราะลั่น

"หา หาๆๆๆ เอิ๊ก ฮะๆๆๆๆ "

นิกรกับเจ้าแห้วเย็นวาบไปตามกัน นิกรปราดเข้ามายกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นกิมหงวนเต็มแรง

"นี่แน่ะหัวเราะดีนัก อ้ายเรายิ่งปอดลอยอยู่เสือกหัวเราะออกมาได้"

ทันใดนั้นเองเสียงประหลาดก็ดังขึ้นอีก ดังขึ้นทางขวามือของคณะพรรคสี่สหาย พลถือปืนเล็กยาวคู่มือวิ่งเหยาะๆ ตรงไปยังเสียงนั้นทันที ทุกคนวิ่งตามไปด้วย นิกรปลดลูกระเบิดมือออกมาจากหน้าอกเสื้อหนึ่งลูก เขาคิดว่าจะเป็นผีหรือคนก็ตาม ถ้าหากว่าเผชิญหน้ากับเขาและทำให้เขาตกใจเขาก็จะเล่นงานมันด้วยระเบิดมือลูกนี้

ทุกคนหยุดชะงักข้างแอ่งน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง ต่างคนต่างจ้องตาเขม็งมองดูภาพที่ทำให้สั่นสะเทือนขวัญ ซากศพโครงกระดูกมนุษย์รวม ๕ คน นอนตายอยู่เรียงรายในท่าต่างๆ กัน เสื้อผ้าที่ห่อหุ้มร่างกายเปื่อยขาดไปบ้าง ใกล้ๆ ศพเหล่านั้นมีข้าวของสัมภาระในการเดินป่าวางอยู่มากมาย รวมทั้งปืนเล็กยาวและปืนแก๊ปโบราณ

เจ้าแห้วตัวสั่นงันงกกระซิบกับนิกรเบาๆ

"รับประทานคุณกับผมหนีเอาตัวรอดเถอะหรือครับ รับประทานบรรยากาศที่นี่ไม่มีอะไรน่าดูสักนิด"

นิกรพูดเสียงสั่นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"หนี....ปะ....ปะ....ไปสองคน เราก็ไป....มะ....ไม่รอดเหมือนกัน"

พลพานายแพทย์หนุ่มเดินตรงเข้าไปที่ร่างโครงกระดูกเหล่านั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและพรานรอดติดตามเข้ามาอย่างประหวั่นพรั่นใจ นิกรกับเจ้าแห้วยืนลังเลสักครู่ก็เข้ามารวมกลุ่มแต่ก็เตรียมพร้อมที่จะวิ่งหนีทุกขณะ

ดร.ดิเรกทรุดตัวลงนั่งยองๆ พิจารณาดูร่างโครงกระดูกและเสื้อผ้าของศพเหล่านั้น เขาเอื้อมมือแตะต้องศพโดยไม่รังเกียจ สักครู่นายแพทย์หนุ่มก็ลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวว่า

"ศพแรกเป็นชาวต่างประเทศ สี่ศพนั่นเป็นพรานและลูกหาบคนพื้นเมือง ศพเหล่านี้ตายมาแล้วในราว ๔๐ วัน ตามตัวไม่มีบาดแผล มดและแมลงต่างๆ ได้เอาเนื้อไปกินหมดแล้ว"

พรานรอดมองดูหน้าดร.ดิเรกแล้วกล่าวขึ้นอย่างหวาดหวั่นว่า

"คุณหมอสันนิษฐานถูกแล้วครับ เมื่อประมาณสองเดือนที่แล้วมา มีทหารหน่วยแม็คคนหนึ่งได้เดินทางมาเชียงใหม่จ้างหาพรานป่าและคนนำทางมาล่าสัตว์ทางแถบนี้ พรานผู้นำทางชื่อคำเหมยครับ อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผมและเป็นญาติฝ่ายภรรยาผม ผมเรียกเขาว่าหนานคำเพราะเขาอ่อนกว่าผม ๓ ปี หนานคำจ้างลูกหาบให้นายทหารหน่วยแม็คคนนั้นได้ ๑๒ คน รวมทั้งตัวเขาเป็น ๑๓ คน ออกเดินทางข้ามดอยสุเทพเรื่อยมา ในที่สุดลูกหาบ ๙ คน ได้หลบหนีกลับเชียงใหม่ คนที่หนีกลับไปเล่าให้ผมฟังว่า นายทหารหน่วยแม็คต้องการขึ้นไปสำรวจพวกแม้วบนดอยหลวง เขากลัวอิทธิฤทธิ์ของนางปีศาจหญิงสาวครับจึงหนีกลับ ที่ไม่ยอมหนีกลับก็คือหนานคำกับลูกหาบ ๓ คน ที่นอนตายเรียงรายอยู่นี่ โธ่....หนานคำเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เอง ลูกคนเล็กของเขาอายุได้ ๖ เดือนเท่านั้น ผมคิดว่าศพขวาสุดนั่นแหละครับคือศพหนานคำเพราะเสื้อผ้าดีกว่าพวกลูกหาบ"

นิกรมองดูนายทหารหน่วยแม็คอย่างเศร้าใจ

"น่าสงสารมาก คงไม่มีใครรู้ว่าเขามาตายที่นี่" พูดจบนิกรก็ก้มลงถอดนาฬิกาข้อมือออกจากศพและดึงปากกามาจากกระเป๋าเสื้อศพ "ยูตายแล้วให้ไอเถอะนะ แล้วไอจะทำบุญตรวจน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้"

ดร.ดิเรกมองดูคณะพรรคของเขาแล้วกล่าวขึ้นด้วยความแปลกใจว่า

"ศพทั้ง ๕ ศพไม่มีบาดแผล ถ้าถูกยิงเสื้อผ้าก็ต้องทะลุเป็นรู และกระสุนอาจถูกโครงกระดูกบ้าง จะว่าถูกฟันถูกแทงหรือถูกตีตายก็เป็นไปไม่ได้ ทั้ง ๕ ศพนอนรวมกันเหมือนนอนหลับ ท่าที่ตายเป็นท่าธรรมดา กันเคยชันสูตรศพมามากมาย กันมั่นใจว่าศพเหล่านี้ไม่ได้ตายด้วยอาวุธ"

พรานรอดตัวสั่นเหมือนลูกนก

"ถูกแล้วครับคุณหมอ ไม่ได้ตายด้วยอาวุธหรอกครับ พรานป่าที่มาถึงนี่ถ้ากลับไปถึงบ้านก็เจ็บร่อแร่ไป ไปถึงบ้านอยู่ได้วันสองวันเขาก็ตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"มาเลเรียกระมังดิเรก อาจจะได้รับเชื้อมาเลเรียอย่างร้ายแรง"

"โน....ป๋า ถึงได้รับเชื้อมาเลเรียร้ายแรงเพียงใดก็ไม่ตายเรียบร้อยอย่างนี้ เมื่อมาเลเรียขึ้นสมองคนไข้จะคลุ้มคลั่งด้วยจิตไร้สำนึกกระเซาะกระเซิงไป คงแยกกันไปตายคนละทาง ลักษณะของศพบอกว่าตายในขณะที่นอนหลับคือตายโดยไม่รู้สึกตัว"

พลว่า "ตรวจศพให้แน่อีกทีดิเรก บางทีอาจจะเห็นรอยบาดแผลหรือกระสุนปืนก็ได้ พลิกศพดูซีหมอ"

ดร.ดิเรกทรุดตัวลงนั่ง เขาพลิกศพทีละศพค้นหาบาดแผลตามโครงกระดูกอย่างละเอียดลออก็ไม่ปรากฏ เขาดึงกะโหลกศีรษะจากศพศพหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดูแล้วลุกขึ้นยืน

"แกดูซีพล แม้แต่หัวกะโหลกก็ไม่มีรอยบาดแผลหรือรอยกระสุนปืน" พูดจบเขาก็ยื่นหัวกะโหลกให้เจ้าแห้ว

เจ้าแห้วไม่ทันสังเกตว่าอะไรก็รับมากอดไว้ แต่แล้วพอก้มลงมองดูเห็นเป็นกะโหลกผีเจ้าแห้วก็โยนทิ้งและร้องเอะอะเอ็ดตะโรแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ปู้โธ่คุณหมอ" เจ้าแห้วพูดอย่างโมโห "รับประทานเล่นยังงี้ได้หรือครับ รู้อยู่แล้วว่ารับประทานผมกลัวผี"

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"เคราะห์ดีเหลือเกิน ถ้าแกส่งมาให้ฉันละก้อฉันคงช๊อคแน่"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่น

"กลัวอะไรวะ คนตายร่างกายก็เปื่อยเน่ากลายเป็นโครงกระดูกอย่างนี้เหมือนกันทั้งนั้น แกน่ะโตเป็นควายแล้วไม่น่ากลัวผีเลย"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"กลัวน่ะไม่กลัวหรอกแต่มันหวาด" เขาพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพรานรอดต่างวิจารณ์กันถึงศพผู้เคราะห์ร้ายทั้งห้าคนนี้ นิกรค้นกระเป๋าศพนายทหารหน่วยแม็คได้ซองธนบัตรซองหนึ่งมีเงินอยู่เกือบ ๒,๐๐๐ บาท แต่ธนบัตรเหล่านี้ถูกฝนชะถลอกและลอกไปเกือบหมด

ขณะที่นิกรกำลังพิจารณาซองธนบัตรพลก็แกล้งสัพยอกว่า

"ระวังนะอ้ายกร คืนนี้เจ้าของจะตามมาทวงแก"

นิกรตกใจโยนทิ้งทันที มิหนำซ้ำยังล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบนาฬิกาข้อมือกับปากกาออกมาทิ้งลงข้างๆ ศพด้วย

"พูดเป็นบ้าไปได้"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"เอาเถอะ อยากได้อะไรเก็บเอาไปเถอะ"

"ไม่เอาโว้ย" นิกรตวาดแว๊ด "พูดเสียจนใจเสียใครจะกล้าเอา ประเดี๋ยวกลางคืนเจ้าของมันมาทวง" แล้วนิกรก็หันมายิ้มให้กับเจ้าแห้ว "เอาซีอ้ายแห้ว ปากกากับนาฬิกาชั้นดี"

เจ้าแห้วทำท่าขนพองสยองเกล้า

"ไม่รับประทานละครับ" แล้วเจ้าแห้วก็พูดเสียงห้าวๆ "เอาของกูคืนมา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวนสี่สหายไปสำรวจข้าวของสัมภาระที่วางกองอยู่เป็นระเบียบเรียบร้อย ในกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ใบหนึ่งมีธนบัตรรัฐบาลไทยประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาทและยังอยู่ในสภาพเรียบร้อย ดร.ดิเรกหยิบธนบัตรนั้นขึ้นมาพิจารณาดูแล้วเรียกพรานรอดเข้ามาหาเขาส่งธนบัตรทั้งหมดให้นายพราน

"นี่เป็นลาภลอยฉันมอบให้แกพรานรอด ขอให้แกทำใจให้เข้มแข็งเถิด เราจะอยู่บนดอยนี้เพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น เรื่องผีสางอย่าไปกลัวมันเลย เรามาด้วยกันถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราก็ตายด้วยกัน ฉันขอบใจแกมากพรานรอดเท่าที่แกมีความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ของแกไม่ยอมหนีฉันเหมือนพวกลูกหาบเหล่านั้น ไม่มีอะไรน่า"

ทันใดนั้นเองเสียงประหลาดหรือเสียงหัวเราะก็ดังขึ้นอีก

"ฮ้าๆๆๆๆๆ หาๆๆๆๆๆ "

พลร้องขึ้นดังๆ

"ตามล่ามันพวกเรา เสียงมันดังมาจากยอดไม้ทางโน้น เราต้องยิงมันให้ได้ พรานรอดจะได้มีขวัญและกำลังใจดีขึ้นและเราก็จะได้รู้แน่ว่ามันเป็นสัตว์อะไร"

ทุกคนถือปืนเล็กยาวติดตามไปทันที นิกรกับเจ้าแห้วและพรานรอดอยู่รั้งท้าย ทั้งสามคนยังปอดลอยอยู่นั่นเองแต่นายพรานหวาดหวั่นกว่าเพื่อน พลบอกตัวเองว่าเสียงประหลาดนี้ต้องเป็นเสียงสัตว์ ถ้าไม่ใช่นกก็ต้องเป็นลิงหรือค่างพันธุ์ใดพันธุ์หนึ่งซึ่งเขาจะต้องล่ามันให้ได้ ทุกคนจะได้หมดความหวาดหวั่นในเรื่องผีสางหรืออิทธิฤทธิ์ของปีศาจสาวสวย

ต่างคนต่างช่วยกันสอดส่ายสายตามองหารอบๆ บริเวณป่าอันหนาทึบเต็มไปด้วยต้นไม้สูงตระหง่านต้นเถาวัลย์ขึ้นระเกะระกะไปทั่ว

ในที่สุดพลก็เห็นลิงตัวหนึ่งนั่งอยู่บนกิ่งไม้สูงจากพื้นดินราว ๖ เมตร ลิงตัวนี้มีขนาดใหญ่เท่าลิงกัง ใบหน้าของมันแปลกกว่าลิงที่พลเคยเห็นมา พลมั่นใจว่าลิงตัวนี้เองที่ส่งเสียงหัวเราะลั่นป่าแต่มันจะเป็นลิงตัวผู้หรือตัวเมียเขาไม่อาจจะทราบได้

ความเข้าใจของพลถูกต้องแล้ว ลิงประหลาดตัวนั้นอ้าปากกว้างแล้วแหงนหน้าขึ้นส่งเสียงหัวเราะกึกก้องป่าทำให้ทุกคนสะดุ้งโหยงไปตามกัน ความจริงมันไม่ได้หัวเราะ มันเปล่งเสียงออกมาตามธรรมชาติของมันเท่านั้น แต่บังเอิญเสียงของลิงพันธุ์นี้ซึ่งมีอยู่ในป่าสูงไม่กี่ตัวเหมือนกับเสียงคนหัวเราะมาก

ทุกคนแหงนหน้ามองลิงตัวนั้นซึ่งกำลังแหกปากหัวเราะอย่างสนุกสนาน ตอนแรกพลตั้งใจจะยิงเจ้าของเสียงประหลาดนี้แต่แล้วก็เลิกล้มความคิดที่จะสร้างบาปกรรมเพราะการสังหารลิงนั่นย่อมไม่ก่อให้เกิดประโยขน์อะไรเลย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ ดร.ดิเรกกับอาเสี่ยถอนหายใจเฮือกใหญ่ นิกรกับเจ้าแห้วและพรานรอดซึ่งหวาดหวั่นว่าเสียงหัวเราะนี้เกิดจากอิทธิฤทธิ์ของนางไพรหายกลัวราวปลิดทิ้ง พรานรอดยิ้มแค่นๆ แล้วกล่าวกับนิกรว่า

"พวกผมโง่กันมานานแล้ว ที่แท้ก็อ้ายลิงระยำนี่เองอย่าเอามันไว้เลยนะครับ ผมจะเอามาย่างกินเย็นนี้"

ดร.ดิเรกร้องเสียงหลงเมื่อพรานรอดยกปืนแก๊ปคู่มือขึ้นประทับ

"เฮ้-อย่ายิงพรานรอด อย่ายิงนะ"

พรานรอดลดปืนลงและมองดูนายแพทย์หนุ่มซึ่งวิ่งเข้ามาหาเขา

"ผมอยากฆ่ามันจังครับ อ้ายลิงบ้านี่ทำให้พวกผมเข้าใจผิดมาช้านานแล้ว มันเป็นลิงพันธุ์ไหนก็ไม่ทราบ ผมเพิ่งเห็นตัวมันคราวนี้แหละครับ"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"บาปกรรมเปล่าๆ ถ้าแกจะฆ่ามัน ไว้ชีวิตมันเถอะ เป็นอันว่าเราได้รู้ความจริงแล้วว่าลิงพันธุ์นี้ร้องเสียงเหมือนคนหัวเราะและทำให้พวกพรานเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเสียงภูติผีปีศาจ ที่แท้จริงมันก็ลิงเราดีๆ นั่นเอง คงเป็นลิงที่อยู่ในป่าหลังเขาถนนธงชัยทางเขตพม่าและหลุดเข้ามาไม่กี่ตัว"

"นั่นน่ะซีครับ ผมไม่เคยเห็นลิงชนิดนี้เลย หน้าตาคล้ายๆ แขก"

ดร.ดิเรกยกมือซ้ายตบบ่านายพราน

"เคลื่อนที่ต่อไปเถอะพวกเรา เราจะเดินทางต่อไปจนถึงเที่ยงแล้วหยุดพักกินอาหารกลางวันกัน"

นายพรานยิ้มแห้งๆ

"ยังครับคุณหมอ ยังมีอะไรที่ผมนึกหวาดๆ อยู่อีกมาก แต่ทว่า คุณหมอไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผมจะทำงานรับใช้เจ้านายอย่างเต็มที่"

เสียงปืนเล็กยาวระเบิดขึ้นนัดหนึ่งจากมือนิกร ลิงตัวนั้นล่วงผล็อยลงมาจากกิ่งไม้ในท่าต่างๆ กัน ดร.ดิเรกวิ่งปราดเข้าไปหานิกรอย่างเดือดดาล

"อ้ายกร โธ่-อ้ายเปรต แกฆ่าลิงเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"เออ เอามันไว้ทำพ่ออะไรวะ มันทำให้กันขวัญหนีดีฝ่อจนบอกไม่ถูกธรรมดาลิงมันก็ต้องร้องเจี๊ยกๆ คร่อกๆ อ้ายนี่เสือกแหกปากหัวเราะเหมือนคน แล้วในป่าอย่างนี้ใครได้ยินเข้าก็ต้องกลัวแหละวะ ตายเสียก็ดี"

ทุกคนเดินเข้ามาดูศพลิงตัวนั้น มันเป็นลิงตัวผู้และหางของมันค่อนข้างยาว เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำ

"อ้ายกรมันใจร้ายยิงแม้กระทั่งลิงค่าง คอยดูเถอะชาติหน้าแกจะต้องเกิดเป็นลิงตัวนี้และลิงมันจะเกิดเป็นแกบ้างเป็นการชดใช้กรรม"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"คุณพ่อไม่รู้อะไร ชาติก่อนผมเป็นลิงนะครับ ลิงตัวนี้เขาเป็นนักล่าสัตว์มันยิงผมตาย ชาตินี้ผมก็เลยกลับชาติมาเป็นคนได้ฆ่ามันชดใช้กรรมเก่า เป็นอันว่าหายกันหรือเลิกแล้วต่อกัน"

พรานรอดก้มลงหิ้วศพลิงตัวนั้นขึ้น

"ผมจะเอาไปถลกหนังเอาเกลือพริกไทยทาย่างให้พวกเจ้านายรับประทานเย็นวันนี้นะครับ"

ดร.ดิเรกทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก

"แกกินคนเดียวเถอะพรานรอด พวกฉันเห็นจะไม่มีใครกินหรอก"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"กันกินโว้ย แกไม่รู้จักอะไรเนื้อลิงอร่อยกว่าเนื้ออีเก้งเป็นไหนๆ จะย่างหรือจะยำอร่อยทั้งนั้น โดยเฉพาะกึ๋นของมันด้วยแล้วมันพิลึก"

พรานรอดอ้าปากหวอ

"ลิงมีกึ๋นด้วยหรือครับคุณนิกร"

"อ้าว-ก็อ้ายที่กรุบๆ เป็นเม็ดๆ น่ะไม่ใช่กึ๋นหรอกหรือ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกับพรานรอดก็พากันไปจากที่นั้น พรานรอดหิ้วศพลิงไปด้วย ทุกคนโจษจันกันถึงเรื่องศพ ๕ ศพที่ตายอย่างลึกลับ พรานรอดเชื่อว่านายทหารหน่วยแม็คกับเพื่อนพรานของเขาและลูกหาบต้องเสียชีวิตด้วยอิทธิฤทธิ์ของปีศาจสาวสวยหรือนางไพร ซึ่งพวกพรานหวาดกลัวที่สุด

คืนวันนั้นคณะค้นหาแร่ยูเรเนียมได้หยุดพักแรมที่ริมลำธารแห่งหนึ่งบนดอยหลวงนั่นเอง การค้นหาแร่ยูเรเนียมในตอนบ่ายปรากฏว่าไร้ผล เครื่องมือวิเศษของนายแพทย์หนุ่มบอกว่ามียูเรเนียมอยู่ลึกลงไปตั้ง ๑๐๐ ฟิตหรือมากกว่านั้น อย่างไรก็ตามนายแพทย์หนุ่มหวังว่าบนดอยนี้คงมีแร่ยูเรเนียมที่อยู่ในดินตื้นๆ อยู่มากมายและเขาคงจะได้แร่อันมีค่าจนพอแก่ความต้องการ

พอตะวันลับฟ้าอากาศที่เยือกเย็นอยู่แล้วก็ทวีความหนาวเย็นยิ่งขึ้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่มีเต้นท์และไม่มีเตียงผ้าใบแล้ว ทุกคนนอนรวมกันอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งโดยมีเจ้าแห้วนอนอยู่ปลายเท้า ต่างคนต่างคลุมโปงป้องกันความหนาว พรานรอดนอนอยู่ใต้ต้นไม้อีกต้นหนึ่งตามลำพังห่างจากกันราว ๑๐ เมตร นายพรานได้ก่อไฟห้อมล้อมสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้รวม ๔ กอง หากิ่งไม้ขนาดใหญ่มาสุมใส่กะให้มีไฟจนกระทั่งรุ่งสว่าง กองไฟที่จุดไว้นอกจากจะช่วยป้องกันสัตว์ร้ายแล้วยังช่วยให้ความอบอุ่นเป็นอย่างดี

ดึกสงัดคืนวันนั้นเอง เสียงเสือตัวหนึ่งร้องคำรามทำให้นิกรซึ่งนอนขี้เซาที่สุดตกใจตื่นแต่คนอื่นๆ หลับสนิท ความจริงเสือตัวนั้นอยู่ไกลตั้งหนึ่งกิโลเมตร นิกรเขยิบเข้ามาเบียดเสียดเสี่ยหงวนแล้วเข้าไปนอนร่วมโปงเดียวกับอาเสี่ย เอาผ้าห่มของเขาทับบนผ้าห่มของอาเสี่ยอีกทีหนึ่ง

"อ้ายกรรึ" อาเสี่ยถามอย่างงัวเงีย

"อือ นอนคลุมโปงรวมกันดีกว่าวะ เมื่อกี้กันได้ยินเสียงเสือมันร้องว่ะ"

กิมหงวนสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง

"ร้องที่ไหน"

"ยังไงก็ไม่รู้ แถวๆ นี้แหละ"

เสี่ยหงวนเปิดโปงออกมองดูกองไฟซึ่งกำลังลุกโพลง ทันใดนั้นเองอาเสี่ยก็อกสั่นขวัญแขวนร้องอุทานออกมาคำหนึ่งแล้วรีบคลุมโปงทันที เขากอดนิกรแน่นทำให้นิกรปอดลอยไปด้วย

"แกเป็นอะไรวะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยกระซิบกระซาบบอก

"ผะ-อี๋ว่ะ-ผีผู้หญิงสาวสวย"

"อุ๋ย" นิกรครางกอดอาเสี่ยแน่น "อยู่ใกล้ๆ เราหรือ"

"อือ ยืนอยู่ข้างก้อนหินริมลำธารเห็นถนัด ไม่เชื่อแกเปิดออกไปมองดูซี"

นิกรตัวสั่นเหมือนเป็นไข้มาเลเรีย สองสหายกอดกันแน่น สักครู่นายจอมทะเล้นก็พยายามบังคับใจตนเองให้เข้มแข็งค่อยๆ เปิดโปงออกทีละน้อยและมองไปที่ลำธาร

จากแสงสว่างของกองไฟที่จุดไว้ทำให้นิกรได้เห็นภาพที่ทำให้เขาขนพองสยองเกล้าขนลุกซู่และเส้นผมบนศีรษะตั้งชัน หัวใจของเขาแทบจะหยุดเต้นเพราะความตกใจจนเกินควร นายจอมทะเล้นรีบคลุมโปงโดยเร็วยกมือขวาเขย่าหน้าอกข้างซ้ายของเขาแล้วยิ้มออกมาได้เมื่อรู้สึกว่าหัวใจยังทำงานอยู่เว้นแต่เต้นแรงผิดปกติ

ท่ามกลางความมืดในผ้าห่มขนสัตว์ กิมหงวนได้กล่าวถามนิกรด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

"เห็นอะไรไหม"

"เห็นว่ะ" นิกรตอบด้วยเสียงกระซิบเช่นเดียวกัน "ผีเจ้าหญิงศิริคำที่เข้าสิงแกแน่ๆ บรื๊อว์ คาถากันผีว่ายังไงแกรู้ไหม"

"ไม่รู้หรอก อยู่เฉยๆ อย่าพูดอะไรพยายามหลับเสีย"

นิกรกอดกิมหงวนแน่น

"ไปที่ชอบๆ เถอะเจ้าประคู้นลูกกลัวแล้ว"

"บอกว่าอย่าพูด" เสี่ยหงวนดุ

ต่างคนต่างสงบเงียบ อาเสี่ยดิ้นรนไม่ยอมให้นิกรกอดแล้วพลิกตัวนอนหงาย พอนิกรกระแซะเข้ามาก็ยกศอกกระทุ้งเต็มแรง สองสหายนอนหงายคลุมโปงนิ่งเฉยใครนึกคาถาอะไรได้ก็นึกว่าในใจ การคลุมโปงรวมกันทำให้กิมหงวนอึดอัดใจมาก แต่เขาก็เห็นใจนิกรซึ่งกลัวผีขนาดหนักและตัวเขาเองขณะนี้ก็มีความหวาดกลัวผีปีศาจไม่น้อย

เวลาผ่านพ้นไปในราว ๑๐ นาที กิมหงวนก็กระซิบกับนิกร

"อ้ายกร"

"อือ"

"หลับหรือยัง"

"โธ่-จะหลับได้อย่างไรเล่าใจมันเต้นเหมือนกับตีกลอง"

อาเสี่ยว่า "ค่อยๆ เปิดโปงออกไปดูซิ อ้ายที่เราเห็นยังยืนอยู่ริมลำธารหรือเปล่า"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่กล้าดูว่ะ"

กิมหงวนเม้มปากแน่น ค่อยๆ พลิกตัวมาทางขวาเลิกผ้าห่มตอนศีรษะออกทีละน้อย พอสายตามองไปที่ลำธารแล้วก็คลุมโปงตามเดิม

"หายไปแล้วโว้ย" เขากระซิบบอกเพื่อนเกลอของเขา

นายจอมทะเล้นถอนหายใจโล่งอก

"ค่อยยังชั่วหน่อย แต่อย่าเพิ่งมั่นใจนักอาจจะกลับมาอีกก็ได้ กันสวดอิติปิโสตั้ง ๒๐ จบแน่ะ"

อาเสี่ยฝืนหัวเราะ

"กันไม่รู้จะสวดอะไรเลยสวดสัพพี ๓ จบ บนดอยนี่มันวังเวงยังไงชอบกลโว้ยรู้สึกว่ามีแต่สิ่งที่ทำให้เราหวาดหวั่นไม่สบายใจ"

นิกรว่า "นอนเถอะวะ นอนคลุมโปงด้วยกันยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย"

อาเสี่ยจุ๊ปากแล้วกระซิบบอกนิกร

"เฮ้ย-กันรู้สึกเหมือนกับว่ามีคนมานั่งปลายตีนเราว่ะ"

นิกรใจหายวาบร่างของเขาสั่นเหมือนลูกนก

"อย่าพูดซีรู้แล้วก็เฉยๆ เสีย"

สองสหายนอนนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่น สักครู่กิมหงวนกับนิกรก็แทบช๊อคเมื่อรู้สึกว่าผ้าห่มตอนปลายเท้าถูกเปิดขึ้น นิกรอกสั่นขวัญแขวน ความรู้สึกบอกตัวเองว่ามีมืออันเย็นเฉียบมือหนึ่งเอื้อมมาจับข้อเท้าข้างซ้ายของเขาเขย่าเบาๆ

"คุณนิกร คุณนิกรครับ รับประทานขอบุหรี่สูบสักมวนเถอะครับ"

ความกลัวผีสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ แต่ความโกรธแค้นได้บังเกิดขึ้นถึงขีดสุด นิกรเหวี่ยงผ้าห่มออกแล้วพรวดพราดลุกขึ้นจ้องมองดูเจ้าแห้วด้วยแววตาอันวาวโรจน์

"อ้ายแห้ว อ้ายสัตว์นรก มีอย่างที่ไหนวะเสือกปลุกกูขอบุหรี่สูบ โธ่อ้ายเราแลเห็นผีเมื่อตะกี้นี้เองกลัวผีจนแทบจะดีฝ่อตายอยู่แล้วเสือกยื่นมือเข้ามาจับข้อตีนแล้วปลุกขอบุหรี่มึงจะบ้าหรือดีวะ"

เจ้าแห้วยิ้มอย่างแห้งแล้ง ยกมือไหว้นิกรแล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"รับประทานผมก็เห็นอย่างที่คุณเห็นเหมือนกันแหละครับ รับประทานผมมองดูปีศาจหญิงสาวที่ยืนอยู่ข้างลำธารนานแล้ว กลัวจนแทบช๊อคตายรับประทานก็ลุกขึ้นปลุกคุณ รับประทานจะบอกตามตรงให้ลุกขึ้นมาดูผีก็กลัวว่าคุณจะกลัวเลยโกหกว่าขอบุหรี่สูบ"

นิกรอ้าปากหวอมองไปทางลำธารทันที เสี่ยหงวนรีบลุกขึ้นนั่งแล้วกล่าวถามเจ้าแห้ว

"เอ็งเห็นจริงๆ หรือ"

"รับประทานให้รากเลือดออกมาเป็นปี๊บๆ ซีครับ ผีนางไพรหรือนางปีศาจสาวสวยคนนั้นแน่ๆ รับประทานแสงไฟที่กองฟืนสว่างออกอย่างนี้รับประทานไม่ใช่ตาฝาดหรอกครับ"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ข้ากับอ้ายกรก็แลเห็นเช่นเดียวกัน อ้า-เรา ๓ คนนอนคลุมโปงรวมกันเถอะวะ หรือไม่ก็ห่มผ้าคนละผืนแล้วนอนเบียดกัน"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ เจ้าแห้วคลานไปหยิบผ้าห่มมานอนรวมกับสองสหาย กิมหงวนนอนข้างซ้ายนิกรนอนกลางเจ้าแห้วนอนข้างขวาเบียดเสียดกันเหมือนลูกหมาหน้าหนาว ต่างคนต่างคลุมโปงว่าคาถาพึมพำ

พอรุ่งอรุณของวันใหม่เสียงเอะอะเอ็ดตะโรของพล พัชราภรณ์ก็ทำให้ทุกคนตระหนกตกใจตื่นและรีบคว้าปืนคู่มือเตรียมพร้อมที่จะเผชิญกับเหตุร้ายที่จะเกิดขึ้น พลยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่อันเป็นที่นอนของพรานรอด ดร.ดิเรก, นิกร, เสี่ยหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วรีบลุกขึ้นวิ่งเข้าไปหาพลซึ่งกำลังตะโกนเรียกใครต่อใครด้วยเสียงสั่นเครือ

ขณะนี้ฟ้าเพิ่งสางพอสังเกตเห็นอะไรได้เลือนลาง เมื่อทุกคนวิ่งเข้ามาหาพลและยังไม่ทันจะได้ถามว่ามีอะไรเกิดขึ้น พลก็เปิดไฟฟ้าเดินทางฉายไปที่ร่างของพรานรอดซึ่งนอนเหยียดยาวอยู่บนพื้นดิน

ทุกคนนอกจากพลต่างร้องอุทานออกมาด้วยความตระหนกตกใจ และถอยออกห่างนายพรานออกไปสองสามก้าวอย่างรวดเร็ว พรานรอดตายเสียแล้ว และเป็นการตายที่น่าประหลาดตื่นเต้นที่สุด

ร่างของนายพรานแทบจะไม่มีส่วนที่เป็นเนื้อหนังติดอยู่เลย ใบหน้าของเขาจำไม่ได้ เนื้อส่วนใบหน้าหายไปหมดแลเห็นกะโหลกศีรษะและเส้นผมของเขา อวัยวะต่างๆ คอ แขน ขา หน้าอก มีแต่เนื้อเหลือติดโครงกระดูกเล็กน้อย แต่เสื้อผ้าของเขาไม่ขาดหรือชำรุด ผ้าห่มนอนเก่าๆ อยู่ห่างจากศพราวสองเมตร พรานรอดนอนตายในท่านอนหงาย ศพของนายพรานรอดสั่นสะเทือนขวัญทุกๆ คน

นิกรกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ไป....คะ....ค้น....หะ....หายาดม....อะ....เอามาให้ข้าที"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะปฏิเสธ

"รับประทานไม่กล้าไปครับ มันยังมืดอยู่"

ต่างคนต่างจ้องมองดูศพของพรานรอดด้วยความตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว พอได้สติเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวถามพล

"มันยังไงกันแน่พล"

พลปิดไฟฉายขนาดสามท่อนแล้วหันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งพอมองเห็นเลือนลาง

"ผมตื่นขึ้นมาเมื่อสักครู่นี้เองแหละครับคุณอา นึกอยากจะกินไก่ป่าสักตัวหนึ่งก็ลุกขึ้นเดินมาหาพรานรอดเพื่อจะปลุกเขาชวนไปดักยิงไก่ป่าตอนเช้ามืดเช่นนี้ แต่พอผมเอาไฟฉายฉายมาที่ร่างของเขาผมก็ตกใจแทบสิ้นสติ พรานรอดกลายเป็นโครงกระดูกไปแล้ว" พลเล่าให้ฟังด้วยความรู้สึกตื่นเต้นอย่างล้นพ้น

"อิท อิส วันเดอร์ฟูล" ดร.ดิเรกคราง "การตายของพรานรอดน่าประหลาดเหลือเกิน เนื้อของเขาที่หลุดหายไปหมดแสดงว่าถูกสัตว์กัดกิน แต่ไม่ใช่สัตว์ใหญ่จำพวกเสือหรือหมาป่า ส่งไฟฉายให้กันซิพล"

พลส่งไฟฉายให้ นายแพทย์หนุ่มทรุดตัวลงนั่งข้างศพนายพรานผู้น่าสงสารใช้ไฟฉายส่องดูศพอย่างพิจารณา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล, นิกร, เสี่ยหงวนและเจ้าแห้วยืนนิ่งเฉย ทุกคนเต็มไปด้วยความเศร้าสลดใจไม่น้อยในการที่พรานรอดต้องเสียชีวิตอย่างน่าอนาถเช่นนี้

ดร.ดิเรกได้ชันสูตรศพตามหลักวิชาแพทย์อย่างละเอียดถี่ถ้วน สักครู่เขาก็ปิดไฟฉายและลุกขึ้นยืน

"ว่าไงดิเรก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม "แกพอจะรู้ไหมว่าพรานรอดตายเพราะอะไร"

นายแพทย์หนุ่มดับไฟฉายแล้วส่งคืนให้พล

"ผมสันนิษฐานว่าพรานรอดถูกสัตว์แมลงมีพิษชนิดหนึ่งรุมกัดกินเขาครับคุณพ่อ แต่ผมไม่ยืนยันว่าแมลงนั้นจะเป็นต่อหลุมหรือแมลงชนิดใด เนื้อที่เหลือติดกระดูกเป็นรอยถูกกัดแทะจากเขี้ยวสัตว์จำพวกแมลง ผมเชื่อเหลือเกินว่าศพนายทหารหน่วยแม็คและพวกลูกหาบที่เราเห็นเมื่อตอนกลางวันคงจะต้องเสียชีวิตเพราะถูกสัตว์จำพวกแมลงชนิดนี้กัดกิน"

นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"มดกระมังโว้ยหมอ เหมือนอย่างมดกินคนในหนังน่ะ มันมาทีมืดฟ้ามัวดิน กินไม่เลือกทั้งสัตว์และมนุษย์"

"โน....มดกินคนดูเหมือนจะมีแต่ในป่าอาฟริกาเท่านั้น"

พลว่า "แกต้องพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าพรานรอดตายเพราะอะไร กันยอมรับว่ากันตื่นเต้นประหลาดใจมากหมอ แล้วกันก็สงสารพรานรอดเป็นที่สุด ถ้าหากว่าพรานรอดถูกแมลงชนิดหนึ่งรุมกันกินเขาขณะที่นอนหลับ ก่อนที่เขาจะสิ้นใจตายเขาก็ควรจะร้องขอความช่วยเหลือจากพวกเราซี"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ก็เผื่อมันใช้ปืนขู่หรือเอามีดจ่อคอหอยล่ะพรานรอดแกจะร้องขอความช่วยเหลือพวกเราได้อย่างไร"

พลหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"แมลงโว้ยไม่ใช่คน"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่นในท่าตรึกตรอง เขาเอื้อมมือดึงไฟฉายมาจากพลอีกแล้วเปิดขึ้นส่องลงบนพื้นดินรอบๆ ศพพรานรอด

"กันจะพยายามพิสูจน์ให้ได้ว่าพรานรอดตายเพราะอะไร" นายแพทย์หนุ่มพูดพึมพำและเดินเรื่อยๆ ไปทางขวา "มาทางนี้โว้ยพวกเรา พอจะได้เค้าเงื่อนบ้างแล้ว"

ทุกคนรีบวิ่งไปหาดร.ดิเรกทันที

"พบอะไรหรือหมอ" เสี่ยหงวนถามโดยเร็ว

"ดูนี่ พื้นดินบริเวณนี้เป็นดินอ่อนและเปียกชื้นเพราะถูกน้ำค้างตลอดคืนสังเกตดูให้ดี มีรอยเป็นทางคล้ายกับก้ามปูหรือคล้ายกับปูมันเดินมาเป็นแถว"

"ปูยักษ์" เจ้าแห้วตะโกนสุดเสียง

ทันใดนั้นเองทุกคนก็เผ่นหนีกระจัดกระจายกันไปคนละทาง เจ้าแห้วกับนิกรโกยอ้าวไปทางหนึ่ง หลังจากนั้นสักครู่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็กลับมารวมกำลังกันที่เดิมห่างจากศพของพรานรอดราว ๒๐ เมตร สี่สหายกับท่านเจ้าคุณมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว

"ปูยักษ์อยู่ที่ไหน" พลถามเสียงหนักๆ

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานไม่เห็นหรอกครับ"

นายพัชราภรณ์ทำคอย่นแล้วแยกเขี้ยว

"ไม่เห็นแล้วเสือกแหกปากร้องออกมาทำไม"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานคุณหมอว่าพื้นดินตอนนั้นมีรอยเป็นทางคล้ายกับปูเดินมา รับประทานผมก็ลงความเห็นว่าเป็นปูยักษ์ แต่ว่ารับประทานเสียงผมดังไปหน่อยครับ"

พลยกเท้าขวาเตะเจ้าแห้วเต็มเหนี่ยว เจ้าแห้วเซแซ่ดๆ ออกไปหลายก้าวแต่ไม่ถึงกับหกล้ม

"ทีหลังจำไว้ กำลังคับขันอย่าแหกปากร้องตะโกนอะไรออกมา"

ดร.ดิเรกพยายามค้นหาหลักฐานต่อไป เขาส่องไฟฉายลงบนพื้นดินแล้วเดินตามรอยที่เขาเห็น ทุกคนติดตามไปด้วย ในที่สุดดร.ดิเรกก็ฉายไฟไปที่ร่างกลมๆ สีดำมะเมื่อมซึ่งมีขนาดเกือบเท่ากะลามะพร้าว มีขาหลายขายื่นออกมาขาของมันแต่ละข้างเหมือนขาตั๊กแตนใหญ่เกือบเท่านิ้วก้อยและยาวประมาณ ๖ นิ้วฟุต ทุกคนหยุดชะงักจ้องมองดูแมลงยักษ์ตัวนั้นจากแสงไฟฉายในมือนายแพทย์หนุ่ม แล้วดร.ดิเรกก็อุทานออกมาด้วยเสียงหนักๆ

"แมงมุมยักษ์ ในที่สุดเราก็ได้รู้ความจริงว่าพรานรอดของเราถูกฝูงแมงมุมยักษ์กลุ้มรุมกันกินเขาในเวลานอนหลับและแมงมุมยักษ์ฝูงนี้แหละ ทำให้ดอยหลวงกลายเป็นขุนเขามฤตยู"

ทุกคนตื่นเต้นไปตามกันและมองดูแมงมุมยักษ์ตัวนั้นไม่วางตา

"ไม่มีปัญหาอะไรอีก" พลพูดอย่างเป็นงานเป็นการ "นายทหารหน่วยแม็คและพรานป่าที่เราเห็นศพของเขาเหลือแต่โครงกระดูกก็คงถูกแมงมุมยักษ์ฆ่าตาย นอกจากนี้พรานป่าที่เดินทางมาดอยหลวงและเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่ก็คงจะตกเป็นเหยื่อแมงมุมยักษ์ ไม่ใช่อิทธิฤทธิ์ผีสางนางไพรอะไรหรอก"

นิกรกล่าวถามดร.ดิเรกด้วยเสียงสั่นเครือ

"มันตายหรือยังหมอ ตัวมันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"กันไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันตายหรือยัง อย่าเข้าไปนะ แมงมุมชนิดนี้มีพิษมาก กัดคนตายแบบแม่ม่ายดำ กันเคยอ่านพบในตำราแมลงวิทยาและได้เห็นรูปของมันลักษณะและขนาดอย่างนี้แหละ"

พลหันมาทางเจ้าแห้ว

"อ้ายแห้ว หาก้อนหินหรือก้อนดินโยนไปให้ถูกตัวแมงมุมยักษ์หน่อยเถอะวะ ถ้ามันยังไม่ตายมันก็คงเคลื่อนไหวได้ข้าจะยิงมันทิ้งเสีย"

ขณะนี้ท้องฟ้าสางขึ้นมากแล้ว เจ้าแห้วก้มลงหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขึ้นมาแล้วยืนจดๆ จ้องๆ เหมือนเล่นหยอดหลุมกะดูให้เหมาะเจาะก็โยนก้อนหินก้อนนั้นไปถูกแมงมุมยักษ์พอดี

แมงมุมตัวนี้เกิดต่อสู้กับพวกแมงมุมด้วยกัน ตอนแย่งกันกินเนื้อพรานรอด มันได้รับบาดเจ็บมากไปไม่ไหวก็แอบซ่อนตัวอยู่ในกอหญ้าตรงนี้ เมื่อเจ้าแห้วโยนก้อนหินมาบนหลังของมัน มันก็ได้รับความเจ็บปวดจึงคลานไปข้างหน้า ทันใดนั้นเองพลก็ยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับบ่าแล้วเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง"

แมงมุมยักษ์ตายคาที่ด้วยการยิงในระยะห่างไม่ถึง ๓ เมตร กระสุนปืนทะลุกลางตัวมันพอดีทำให้เนื้อหนังของมันเละเทะ ดร.ดิเรกส่องไฟฉายไปที่ร่างของแมงมุมยักษ์ตลอดเวลา ทุกคนเข้ามายืนห้อมล้อมดูศพแมงมุมยักษ์ในระยะใกล้ชิด เสี่ยหงวนยกเท้าเขี่ยมันเบาๆ พอแลเห็นเขี้ยวของมันเขาก็สะดุ้งเล็กน้อย

"โอ้โฮ เขี้ยวมันใหญ่อย่างนี้นี่หว่ามันถึงกินคนได้อย่างสบาย"

ดร.ดิเรกหันมายิ้มให้เสี่ยหงวน

"ออไร๋ แมงมุมยักษ์ชนิดนี้กินคนและสัตว์ทุกชนิดเป็นอาหาร อยู่กันเป็นฝูงๆ ในป่าทึบ ฝูงหนึ่งนับพันตัว ใช้วิธีกลุ้มรุมกัดกินสัตว์หรือมนุษย์ ร้องเสียงคล้ายกบ แต่เบากว่าเสียงกบ ป่าตอนไหนมีแมงมุมยักษ์จำพวกนี้สัตว์ป่าจำพวกสัตว์สี่เท้าจะหลบหนีไปหมด แต่พวกแมงมุมยักษ์ก็สามารถล่านกและงูใหญ่ๆ กินได้ อย่างไรก็ตามการแพร่พันธุ์ของมันไม่ดีนัก ถ้าฝนตกชุกมันมักจะตายอย่างง่ายๆ เว้นแต่ว่ามันจะซ่อนตัวอยู่ตามถ้ำบนภูเขา แมงมุมฝูงนี้คงอาศัยอยู่ในถ้ำแน่ๆ "

ทุกคนนิ่งฟังดร.ดิเรกอธิบายอย่างสนใจ

"ก็แล้วทำไมพวกแม้วบนดอยนี้จึงไม่ตกเป็นเหยื่อแมงมุมยักษ์ล่ะโว้ย" นิกรถามอย่างสงสัย

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"แม้วอยู่สูงเกินไปอากาศบนยอดดอยหนาวมาก แมงมุมยักษ์จึงไม่ขึ้นไปรุกรานชาวแม้ว ขณะนี้พวกเราอยู่สูงจากพื้นดินประมาณพันฟิตเท่านั้น"

นิกรว่า "ถ้ายังงั้นรีบขึ้นไปสูงๆ เถอะโว้ย ถูกแมงมุมยักษ์กินนี่มันทารุณเหลือเกิน อพยพกันเถอะพวกเรา พยายามไปให้พ้นจากที่นี่โดยเร็วที่สุดเพื่อความปลอดภัยของพวกเรา"

"โน" ดร.ดิเรกคัดค้าน "เราจะต้องกินอาหารเช้ากันให้เรียบร้อย และช่วยกันฝังศพพรานรอดเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ของเราเสียก่อน พรานรอดเป็นคนดีมาก ถ้าเขาทิ้งพวกเราหนีไปกับพวกลูกหาบเขาก็ไม่ตาย และพวกเรานั่นแหละไม่ใครก็ใครคนหนึ่งที่จะถูกแมงมุมยักษ์กินเมื่อคืนนี้"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นทันที

"เมื่อคืนตอนดึกผีหลอกกันว่ะ"

พลหัวเราะหึๆ

"โกหกอีกแล้ว หัดพูดความจริงเสียบ้างซีวะ"

กิมหงวนชักฉิว

"ให้ดิ้นตายซีเอ้า อ้ายกรกับอ้ายแห้วก็แลเห็นเหมือนกัน เราสามคนกลัวแทบแย่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น

"จริงๆ น่ะเรอะ"

"ครับ มีผู้หญิงสาวสวยครับคุณอา ผมแลเห็นหล่อนยืนอยู่ข้างลำธารครับ แสงไฟจากกองฟืนของเราช่วยให้เห็นหล่อนอย่างถนัด อ้ายแห้วกับอ้ายกรก็แลเห็นเช่นเดียวกับผม"

"โน" ดร.ดิเรกเอ็ดตะโรขึ้นด้วยเจตนาจะปลอบขวัญทุกคน "ไอคิดว่ายูสามคนตาฝาดมากกว่า บางทีนึกกลัวหนักๆ เข้าอุปาทานก็ทำให้เห็นไปเอง ผีสางที่ไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบกระซาบกับนายแพทย์หนุ่ม

"แต่เมื่อคืนนี้พ่อก็รู้สึกหวาดๆ อย่างไรชอบกล ได้กลิ่นเหมือนกับศพคนตายปลิวมาต้องจมูกหลายครั้ง ให้ดิ้นตายเถอะวะ"

ดร.ดิเรกเม้มปากแน่นมองดูพ่อตาของเขาอย่างเคืองๆ

"ผมพยายามพูดให้อ้ายสามคนหายกลัวผี คุณพ่อกลับพูดทำลายขวัญมัน แก่แล้วยังไม่มีความคิด"

"อ้าว แล้วทำไมต้องว่าข้าด้วย"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะ

"ก็เราเหลือกัน ๖ คนเท่านั้นนี่ครับ อ้ายกร อ้ายเสี่ยและอ้ายแห้วกลัวผีหนักๆ เข้าอาจจะช๊อคตายก็ได้"

ท่านเจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก ต่อจากนั้นทุกคนก็เดินกลับไปยังที่พักจัดแจงล้างหน้าแปรงฟัน ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว แต่ไม่มีใครกล้าอาบน้ำเพราะน้ำในลำธารมีความเย็นเกือบเท่าน้ำแข็งแล้ว ขณะนี้สว่างแล้ว เสียงนกการ้องก้องไพร ถึงแม้ยังมองไม่เห็นดวงอาทิตย์แต่ก็พอมองเห็นสิ่งต่างๆ ได้

อาหารเช้ามื้อนั้นมีไส้กรอกกระป๋องกับขนมปังกรอบ ไม่มีกาแฟหรือน้ำชา หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ช่วยกันฝังศพพรานรอดไว้ที่บริเวณก้อนหินใกล้ๆ ลำธารนั้น และเพื่อให้เป็นไปอย่างสมเกียรติ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยวถือปืนเล็กยาวในท่าเฉียงอาวุธ ส่วนเจ้าแห้วเป่าใบไม้ต่างแตรเดี่ยวในเพลงนอนทำให้เยือกเย็นวังเวงระคนเศร้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งยิงสลุตคนละ ๓ นัด เสียงปืนเล็กยาวดังกึกก้องไปทั่วป่าและขุนเขา

เสี่ยหงวนเก็บดอกไม้ป่าสีต่างๆ มาหอบหนึ่ง นำมาวางบนหลุมศพของพรานรอด

"เพื่อนเอ๋ย แกเป็นเพื่อนที่ดีของเรา" อาเสี่ยพึมพำเบาๆ "แกเป็นพรานป่าที่ฆ่าสัตว์ตัดชีวิตมามาก กันอยากจะอวยพรให้วิญญาณของแกไปสู่ที่สุคติมันก็คงไม่มีโอกาสได้ไป ป่านนี้ยมบาลคงเอาวิญญาณแกไปแล้ว อย่าห่วงใยลูกเมียของแกเลยเพื่อน พวกเราจะให้ความช่วยเหลือครอบครัวของแกอย่างเต็มที่"

คณะพรรคสี่สหายเตรียมตัวออกเดินทางต่อไป เมื่อพรานรอดต้องเสียชีวิต ข้าวของสัมภาระอีกหลายชิ้นก็ต้องถูกทิ้งไว้ที่นี่เพราะไม่สามารถจะนำไปได้

ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวว่า

"ไปโว้ยพวกเรา สองโมงครึ่งแล้ว เราจะพยายามขึ้นไปให้สูงกว่านี้อีกอย่างน้อย ๕๐๐ ฟิตแล้วหยุดพักค้นหาแร่ยูเรเนียมกัน ขาดพรานรอดไปเสียคนหนึ่งรู้สึกเงียบเหงาชอบกล ความจริงอ้ายแห้วควรจะตายมากกว่า"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"อ้าว-รับประทานไง๋พูดยังงั้นล่ะครับ รับประทานผมเป็นข้าเก่าเต่าเลี้ยงของพวกเจ้านายแท้ๆ รับประทานพรานรอดจะดีกว่าผมได้อย่างไร"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกเดินทางขึ้นเขาต่อไปโดยไม่รีบร้อน ภูมิประเทศเป็นป่าโปร่ง บางแห่งก็ผ่านเหวและเถื่อนถ้ำ ความใหญ่โตของขุนเขาทำให้ทุกคนเกือบจะไม่รู้สึกว่าอยู่บนเขา

มาจากที่พักได้ไกลไม่เกิน ๒๐๐ เมตร บริเวณป่าเขาอันเงียบสงัดก็มีเสียงคล้ายกับเสียงกบหลายร้อยตัวดังขึ้นแว่วมาแต่ไกล คณะพรรคสี่สหายต่างหยุดชะงักและมองดูหน้ากัน นายแพทย์หนุ่มกล่าวขึ้นอย่างละล่ำละลัก

"มายก๊อด แมงมุมยักษ์เล่นงานเราแล้ว เสียงแมงมุมยักษ์แน่ๆ "

ทุกคนต่างเสียขวัญไปตามกัน เจ้าแห้วทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"รับประทานจะทำอย่างไรดีล่ะครับ"

"มีทางเดียวคือหนีมัน"

พลมองดูหน้านายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวขึ้นว่า

"กันแปลกใจเหลือเกิน เมื่อคืนนี้ทำไมแมงมุมยักษ์ถึงไม่กินพวกเรา มันกินแต่พรานรอดคนเดียวเท่านั้น"

ดร.ดิเรกนิ่งคิดสักครู่

"คงจะเป็นเพราะพวกเรานอนอยู่ในระหว่างกองไฟล้อมพวกเรา ธรรมดาสัตว์ทุกชนิดย่อมกลัวไฟมันเลยกินแต่พรานรอดคนเดียว"

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโร "อย่ามัววิจารณ์กันอยู่เลยโว้ยเสียงมันใกล้เข้ามาทุกทีแล้ว ประเดี๋ยวก็กลายเป็นผีเฝ้าดอยหลวงไปตามกันหรอก จะหนีไปทางไหนหรือจะเอายังไงก็เอากัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"หากิ่งไม้มาสุมไฟห้อมล้อมพวกเราดีไหม"

นายแพทย์หนุ่มสั่นศีรษะไม่เห็นด้วย

"เราไม่มีเวลาพอที่จะเที่ยวหากิ่งไม้แห้งๆ ครับ หนีเถอะครับ ไปทางนี้ ถ้าจนมุมก็ต้องใช้ระเบิดมือสู้มัน ส่วนปืนไม่มีประโยชน์เพราะตัวมันไม่ใหญ่เกินไปนักถึงแม้ว่ามันจะเป็นแมงมุมยักษ์ก็ตาม"

แมงมุมยักษ์สามสี่ตัวซึ่งเป็นกองระวังหน้าหรือหน่วยลาดตะเวณปรากฏตัวขึ้นแล้ว มันคลานมาจากสุมทุมพุ่มไม้และตรงเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายอย่างรวดเร็ว ด้วยสัญชาติญาณอันดุร้าย ประกอบกับความหิวโหยของมัน ทุกคนต่างทิ้งข้าวของสัมภาระล่าถอยออกไปรวมกันในที่แจ้ง ต่างคนต่างหาไม้ได้คนละดุ้น เมื่อแมงมุมยักษ์สามสี่ตัวคลานเข้ามา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ช่วยกันสังหารมันด้วยไม้คนละตุ้บสองตั้บ

โดยไม่รอช้านักค้นหาแร่ยูเรเนียมวิ่งไปเก็บข้าวของสัมภาระทำการล่าถอยอย่างรวดเร็วฉับพลัน เสียงร้องของฝูงแมงมุมยักษ์หยุดไปชั่วขณะแล้วดังขึ้นอีก มันคลานได้เร็วกว่าคนวิ่งเหยาะๆ ดังนั้นคณะพรรคสี่สหายหนีไปได้เพียงครู่เดียวมันก็ติดตามมาทัน เจ้าแห้วหันมาเห็นแมงมุมยักษ์เกลื่อนกลาดไปทั่วพื้นและกำลังวิ่งแข่งกันมาก็ร้องเอะอะแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"รับประทานเร่งสตรีมหน่อยครับ มันไล่มาแล้ว รับประทานมืดไปหมดเลยครับ"

ดร.ดิเรกร้องบอกพรรคพวกของเขา

"สู้มันโว้ย เอาลูกระเบิดเหวี่ยงมัน"

ทุกคนหยุดชะงักบนเนินดินซึ่งมีความลาดชันเล็กน้อย ต่างปลดลูกระเบิดมือออกมาจากอกเสื้อ เมื่อฝูงแมงมุมยักษ์เคลื่อนที่ใกล้เข้ามาพลก็กระชากสลักนิรภัยลูกระเบิดมือออก แล้วขว้างลูกระเบิดไปทันที กิมหงวนกับนิกร, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขว้างลูกระเบิดไปบ้าง เสียงลูกระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่น แต่อำนาจของชิ้นระเบิดทำให้แมงมุมยักษ์ตายไปไม่กี่ตัวเพราะชิ้นระเบิดแผ่กระจายขึ้นข้างบนและแมงมุมยักษ์มีส่วนสูงประมาณนิ้วเดียวเท่านั้น

ฝูงแมงมุมยักษ์นับพันประดาหน้ากันเข้ามาอีกด้วยความหิวกระหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เปิดโว้ยพวกเราอย่าสู้มันเลย"

เสี่ยหงวนใช้ปืนกลมือทอมสันยิงกราดเข้าไปสองสามชุดแต่ก็ไม่เป็นผล ทุกคนขว้างระเบิดมือไปอีกคนละลูกแล้วล่าถอยอย่างสับสนไม่เป็นขบวน ข้าวของสัมภาระตกเรี่ยราดไม่มีใครยอมเก็บ ต่างคนต่างหลบหนีภัยจากแมงมุมยักษ์

ขณะนี้เมฆฝนอันหนาทึบกลุ่มหนึ่งได้เคลื่อนมาปะทะดอยหลวงและปิดบังดวงอาทิตย์จนหมดสิ้น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ววิ่งมาถึงลำธารแห่งหนึ่งซึ่งมีความกว้างประมาณ ๘ เมตร พลร้องสั่งให้พรรคพวกลุยข้ามลำธารไปในเวลาเดียวกับที่กองทัพแมงมุมยักษ์ประดาหน้ากันเข้ามาจวนจะถึงตัวแล้ว ทุกคนต่างลงลุยน้ำลึกแค่หัวเข่าวิ่งล้มลุกคลุกคลานผ่านกระแสน้ำอันไหลเชี่ยวกราดข้ามลำธารไป กองทัพแมงมุมหยุดยั้งริมลำธารนั้น ส่งเสียงร้องระงมไปหมด

"อ๊อบๆๆๆๆๆ อ๊อบๆๆๆๆๆ "

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มมองดูแมงมุมยักษ์ด้วยความประหวั่นพรั่นใจ ทั้งน่าเกลียดน่ากลัวและน่าขยะแขยง แมงมุมบางกลุ่มต่อสู้กันอย่างดุเดือดหลายตัววิ่งพล่านไปมา

"แมงมุมมันคงกลัวน้ำ" พลพูดยิ้มๆ

"ออไร๋ ถ้ามันว่ายน้ำข้ามมากระแสน้ำอันไหลเชี่ยวก็คงพัดพามันไปกระแทกกับก้อนหินจมน้ำตายหมด หรือไม่มันก็จมน้ำตายไปเอง แต่อย่าคิดว่าเราจะปลอดภัย ดูโน่น"

แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ชี้มือไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งซึ่งอยู่ริมลำธารมีกิ่งก้านสาขาย้อยระย้าลงมาเกือบถึงกลางลำธารนั้น

"เห็นไหม แมงมุมยักษ์หลายตัวขึ้นไปอยู่บนต้นไม้นั้นแล้ว มันอาจจะชักใยของมันลงมาเพื่อให้ลมพัดตัวมันมาเกาะต้นไม้ทางฝั่งเรา เท่านี้พวกแมงมุมยักษ์ก็จะอาศัยใยเป็นสะพานข้ามมากินเรา"

นิกรนัยน์ตาเหลือก

"ว้า-ถ้ายังงั้นเราจะยืนอยู่หาหอกอะไรเล่า เปิดเถอะโว้ยพวกเราพยายามหนีไปให้ไกลที่สุด"

ความคาดคะเนของนายแพทย์หนุ่มเป็นไปอย่างถูกต้อง แมงมุมยักษ์ตัวหนึ่งทิ้งตัวลงมาจากกิ่งไม้โดยอาศัยเกาะเส้นใยขนาดใหญ่ของมันลงมาห้อยต่องแต่งอยู่กลางลำธารสูงจากพื้นน้ำประมาณ ๓ ฟุต ลมพัดตัวมันแกว่งไกวมาทีละน้อย เสี่ยหงวนยกปืนเล็กยาวขึ้นประทับเล็งศูนย์ปืนไปยังร่างของแมงมุมยักษ์ตัวนั้นแล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"ปัง"

แมงมุมยักษ์ลอยละลิ่วลงสู่ท้องธารทันที กระแสน้ำพัดพามันไปอย่างรวดเร็ว แต่แล้วแมงมุมยักษ์อีกหลายตัวก็ทิ้งตัวลงมาเป็นแถวจากต้นไม้ริมฝั่งตรงข้ามโดยอาศัยใยของมันนั่นเอง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ล่าถอยทันที นิกรวิ่งนำหน้าเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย ทั้ง ๖ คนวิ่งมาถึงบริเวณที่ราบสูงแห่งหนึ่ง ขณะที่มีลมพายุพัดมาอย่างรุนแรง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหน็ดเหนื่อยจนแทบจะขาดใจตาย แต่ก็มานะกัดฟันวิ่งก้นกระเพื่อมๆ น่าสงสาร ในที่สุดท่านก็ร้องอุทธรณ์

"โว้ย-หยุดพักก่อนโว้ย อาหมดแรงแล้ว"

ทุกคนหยุดวิ่งและรวมกำลังกันใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ท่านเจ้าคุณวิ่งโซซัดโซเซเข้ามาหยุดยืนหอบแฮ่กๆ

"เป็นยังไงครับ" พลถามยิ้มๆ

"โอย" เจ้าคุณคราง "ตับแลบออกมานอกซี่โครงแล้ว จากลำธารวิ่งมานี่ไม่ต่ำกว่า ๕๐๐ เมตร หยุดสักครู่เถอะวะ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีกทุกคนก็สะดุ้งเฮือก เสียงแมงมุมยักษ์ดังขึ้นแซ่ดไปหมด เสียงของมันทำให้คณะพรรคสี่สหายเสียขวัญไปตามกัน มันเหมือนกับกองทัพภูติผีปีศาจที่สามารถติดตามมาได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้

"อ๊อบๆๆๆๆ อ๊อบๆๆๆๆ "

"มันมาแล้ว" นิกรร้องสุดเสียงและชี้มือไปข้างหน้า

ฝูงแมงมุมยักษ์จำนวนหนึ่งซึ่งข้ามน้ำมาได้กำลังเคลื่อนที่ตรงเข้ามาหานักค้นหาแร่ยูเรเนียมอย่างรวดเร็ว ดร.ดิเรกร้องบอกพรรคพวกของเขา

"ขึ้นไปบนชะง่อนผาทางซ้ายมือโน่น เร็ว....เปิดโว้ยพวกเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงนั่งเหยียดเท้าแสดงความเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย ท่านมองดูฝูงแมงมุมยักษ์ซึ่งกำลังบุกเข้ามาแล้วกล่าวว่า

"พวกแกหนีไปเถอะ ฉันจะยอมเป็นเหยื่อของมันเพื่อเปิดโอกาสให้แกหลบหนีไป กว่ามันจะกินเนื้อฉันหมดพวกแกก็คงหนีไปไกลแล้ว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"วีรกรรมของชายชราผู้น่าสงสาร เรื่องนี้เป็นเรื่องเสียสละแฝงด้วยคติธรรมอย่างสูง ให้ชื่อเรื่องว่าอะไรดีวะหมอ"

นายแพทย์หนุ่มนิ่งคิด

"น้ำใจพ่อตา หรือชายชราใจเพชร"

พลมองดูฝูงแมงมุมยักษ์แล้วสั่งให้เจ้าแห้วเอาลูกระเบิดมือขว้างไปหนึ่งลูก เขาก้มลงประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้ลุกขึ้น

"แข็งใจหน่อยครับคุณอา ถ้าคุณอาไปไม่ไหวขี่คอผมไป"

ท่านเจ้าคุณยิ้มออกมาได้

"แหม....แกพูดยังงี้ชื่นใจจริงโว้ยอ้ายหลานชาย หายเหนื่อยเลย ไปอาจะมานะกัดฟันหนีไปกับพวกแก"

เสียงระเบิดมือที่เจ้าแห้วขว้างไปดังสนั่นหวั่นไหว แมงมุมยักษ์หยุดการเคลื่อนไหวชั่วขณะ มันอาจจะตกใจเสียงระเบิดก็ได้ แต่พอสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วล่าถอยฝูงแมงมุมยักษ์ก็ติดตามไปอีก

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง เลียงผาตัวหนึ่งวิ่งกระเซอะกระเซิงออกมาจากซอกหิน พลยกปืนเล็กยาวประทับบ่าเหนี่ยวไกยิงทันที

"ปัง"

มันล้มลงดิ้นพราดๆ และสงบเงียบ พลพาพรรคพวกผ่านศพเลียงผาไป ฝูงแมงมุมยักษ์ติดตามมาแลเห็นเลียงผาก็ปราดเข้ามากลุ้มรุมกัดกินเนื้อเลียงผาจนกระทั่งมองไม่เห็นตัวเลียงผา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนมองดูอยู่บนเนินดินสูงด้วยความหวาดหวั่นและขยะแขยง แมงมุมยักษ์ไต่ยั้วเยี้ยบนศพของเลียงผาตัวนั้นมองดูดำมะเมื่อมไปหมดและสั่นไหวไปมา

ดร.ดิเรกหายใจลึกๆ

"หนีต่อไปพวกเรา ถ้ามันกินเลียงผาหมดแล้วมันจะติดตามเล่นงานเราอีกเคราะห์ดีเหลือเกินที่อ้ายพลสังหารเลียงผาตัวนั้นได้ทำให้ฝูงแมงมุมยักษ์เลิกสนใจกับเรา ไปเถอะโว้ย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันหลบหนีภัยจากแมงมุมยักษ์ต่อไปอย่างรีบร้อน เสียงร้องของแมงมุมยักษ์นับพันตัวดังขึ้นอีก ฝูงแมงมุมซึ่งติดตามมาเป็นกลุ่มหลังและมีจำนวนมากมายปรากฏไปทั่วบริเวณที่ราบสูง แต่แล้วทันใดนั้นเองฝนก็เริ่มเทลงมาอย่างหนัก

ธรรมชาติได้ช่วยชีวิตนักค้นหาแร่ยูเรเนียมให้รอดพ้นจากความตายอย่างหวุดหวิด กองทัพแมงมุมยักษ์ถูกฝนก็แตกพ่ายพากันหลบหนีเข้าซ่อนตามเถื่อนถ้ำและซอกเขาเปิดโอกาสให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วหลบหนีไปได้

พอตะวันรอนอ่อนแสง พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หยุดพักแรมกันที่บริเวณห้วยใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งมีธรรมชาติสวยงาม อากาศเยือกเย็นจับใจคณะค้นหาแร่ยูเรเนียมได้ขึ้นมาเกือบถึงยอดดอยหลวงแล้ว ภูมิประเทศส่วนมากยังเป็นป่าทึบแต่บางแห่งก็เป็นที่ราบ เมื่อมองขึ้นไปบนยอดดอยทุกคนก็แลเห็นหมู่บ้านหรือเมืองเล็กๆ ของพวกชาวแม้วและมีไร่พืชต่างๆ ขึ้นเขียวชอุ่ม ดร.ดิเรกตั้งใจว่าพรุ่งนี้เขาจะพาพรรคพวกของเขาขึ้นไปเยี่ยมหมู่บ้านของชาวแม้วเผ่านี้ ซึ่งเป็นหมู่บ้านแรกที่เขาพบเห็นบนดอยหลวงมีบ้านเล็กเรือนน้อยประมาณร้อยหลังคาเรือน มีลำธารเล็กๆ สองสามสายไหลผ่านหมู่บ้านลงมาสู่เชิงเขาและลำห้วยนี้

มันเป็นเวลาประมาณ ๑๘.๐๐ น. ดวงอาทิตย์ลับยอดดอยไปเมื่อสักครู่บริเวณยอดดอยมีหมอกสีขาวบางๆ ปกคลุมอยู่ตลอดวัน

"อาหารของเราหมดพอดี" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "เหล้าขวดนี้เป็นขวดสุดท้ายไส้กรอกอีกคนละสองกระป๋อง ขนมปังกรอบหนึ่งหีบ พรุ่งนี้เช้าเราจะขึ้นไปกินที่หมู่บ้านแม้วขอซื้ออาหารสดจากพวกแม้ว"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"พรานรอดตายเสียแล้วเราก็คงลำบากในการติดต่อเจรจากับพวกแม้วเพราะพูดกันไม่รู้เรื่อง"

นิกรว่า "ไม่แปลกอะไรอ้ายเสี่ย ใช้ภาษาใบ้ซีวะ ภาษาใบ้ใช้ได้ทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ กันรับอาสาเป็นล่ามเอง จำไม่ได้หรือเมื่อเราไปเที่ยวอินโดนีเซีย พวกชวาส่วนมากพูดได้แต่ภาษาของเขา น้อยคนที่จะพูดอังกฤษได้ แต่กันก็สามารถใช้ภาษาใบ้เจรจารู้เรื่องกันดี"

การดื่มเหล้าและรับประทานอาหารเป็นไปอย่างเงียบๆ ครั้งหนึ่งเจ้าแห้วทำหน้าเลิ่กลั่กผิดปกติแล้วมองเข้าไปในป่าทึบ

"อะไรวะอ้ายแห้ว" นิกรถาม

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานหูผมคงแว่วไปแน่ๆ แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานเมื่อกี้นี้ผมได้ยินเสียงผู้หญิงคนหนึ่งร้องตะโกนเรียกใครดังมาจากในป่านี้แหละครับ"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีกทุกคนก็แว่วเสียงดังออกมาจากป่าทึบซึ่งส่วนมากมีแต่ต้นสนและไม้ยืนต้นขนาดใหญ่

"ยู้ฮู ยู้ฮู ยู้ฮู "

เจ้าแห้วโผเข้ามากอดนิกรทันที

"อ๋อย....รับประทานเจ้าหญิงศิริคำเล่นงานเราแน่ครับ"

นิกรขนลุกซู่รีบยกมือปิดปากเจ้าแห้วทันที

"อย่าพูดอ้ายแห้ว อย่าเอ่ยชื่อท่าน"

เสียงนั้นดังขึ้นอีก แว่วกังวานหวานฉ่ำมาตามสายลม

ยู้ฮู ยู้ฮู ยู้ฮู "

ดร.ดิเรกผุดลุกขึ้นยืน

"ไม่ใช่ผีสางอะไรต้องเป็นผู้หญิงสาวชาวแม้วแน่ๆ ไอจะต้องค้นหาตัวหล่อนให้ได้"

นิกรโผเข้ากอดขาดิเรกไว้แล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"อย่า....ดิเรก นี่มันก็พลบแล้ว ผู้หญิงแม้วตะบักตะบวยอะไรวะร้องยู้ฮูๆ ร้องอย่างนี้มันต้องเป็นผู้หญิงทันสมัย เชื่อกันเถอะ นั่งลงกินข้าวกันต่อไปและทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ม่ายก็ใช้เจ้าแห้วบุกเข้าไปดูคนเดียว"

เจ้าแห้วสะดุ้งสุดตัว

"โอ๊ย รับประทานไม่สำเร็จหรอกครับ"

พลหัวเราะหึๆ แล้วฉุดแขนเสี่ยหงวนลุกขึ้นยืน

"คนโง่หรือคนขี้ขลาดเท่านั้นที่เอะอะก็ทึกทักว่าเป็นผี กันว่าเสียงคนแน่ๆ เราต้องพิสูจน์ให้ได้เช่นเดียวกับอ้ายลิงบ้าตัวนั้นที่หัวเราะเป็นเสียงคนและถูกอ้ายกรยิงตาย ไป-แกกับกันและดิเรกบุกเข้าไปในป่าด้วยกัน ขณะนี้ก็ยังไม่ค่ำหรอกพอมองเห็นอะไรต่ออะไรบ้าง"

สามสหายต่างพากันเดินไปจากที่นั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้านิกรกับเจ้าแห้วแล้วหัวเราะหึๆ

"ทำไมแกสองคนไม่ตามไปล่ะ"

นิกรทำท่าขนพองสยองเกล้า

"ไม่เอาละครับ" แล้วเขาก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ก่อกองไฟเถอะโว้ย อีกสักครู่ก็มืดแล้ว ติดไฟไว้เสียก่อนสักสี่ห้ากองล้อมรอบที่พักของเรา ว้า-ไม่มีอะไรน่าสนุกสักนิดไม่รู้ว่าเสือกตามเขามาทำไม นอนอยู่บ้านที่กรุงเทพฯ ดีกว่า พอสิ้นแสงตะวันทีไรใจคอไม่อยู่กับเนื้อกับตัวทุกที"

เสียงประหลาดอันเยือกเย็นหวานฉ่ำดังแว่วมาอีกแล้ว เจ้าแห้วกับนิกรอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน

"ยู้ฮู....ยู้ฮู....ยู้ฮู...."

พล, กิมหงวนและดร.ดิเรกบุกเข้าไปในดงทึบอย่างร้อนรน ความมืดขมุกขมัวปกคลุมไปทั่วแต่ยังพอมองเห็นสิ่งต่างๆ เลือนลาง สามสหายต่างสอดส่ายตามองหาเจ้าของเสียงประหลาด ทั้งสามคนไม่มีปืนเล็กยาว แต่มีปืนพกคาดอยู่ที่เอวในซองของมันคนละสองกระบอก

เสี่ยหงวนแลเห็นร่างของใครคนหนึ่งเคลื่อนไหวอยู่ข้างหน้าระหว่างพุ่มไม้ใบบังก็กระซิบกระซาบบอกเพื่อนร่วมชีวิตทั้งสอง

"โน่น คนแน่ๆ ไม่ใช่ผีและคงเป็นผู้หญิงชาวเขานี้"

พลวิ่งจดปลายเท้าติดตามไปและกวักมือให้เสี่ยหงวนกับดิเรกตามเขาไป ทั้งสามคนพยายามสงบเงียบ และแล้วสามสหายก็แลเห็นหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏตัวอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง หล่อนแต่งกายด้วยชุดสีดำยืนอยู่ห่างจากสามสหายประมาณ ๒๕ เมตร ความมืดขมุกขมัวทำให้พล, กิมหงวนและดร.ดิเรกไม่อาจจะมองเห็นได้ว่าหล่อนมีรูปร่างหน้าตาอย่างไร รู้แต่ว่าที่ผมของหล่อนเสียบแซมช่อดอกไม้สีขาวซึ่งอาจจะเป็นช่อเอื้องดอยก็ได้

"ฮัลโหลน้องสาว" นายแพทย์หนุ่มร้องขึ้นดังๆ "พวกเราคือมิตรที่ดีของเธอ"

หล่อนโบกมือให้และร้องตะโกนตอบ

"ยู้ฮู....ยู้ฮู....ยู้ฮู...."

นายแพทย์หนุ่มพาพลกับเสี่ยหงวนเดินเข้าไปหา นางไพรหลบเข้าไปข้างหลังต้นไม้ต้นนั้น พลวิ่งปราดตรงไปที่ต้นไม้ทันที ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนติดตามไปโดยเร็ว แต่หญิงสาวหรือนางไพรหายไปแล้ว

ดร.ดิเรกทำหน้าตื่นๆ

"หล่อนควรอยู่ตรงนี้"

พลยกมือเกาศีรษะ

"ไม่น่าจะหายไปได้เลย หล่อนคล้ายกับล่องหนว่ะ ถ้าหล่อนวิ่งหนีเราไปเราก็คงเห็นพุ่มไม้ไหวๆ บ้าง ช่วยกันหาเถอะวะ กันแน่ใจว่าหล่อนเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผี และหล่อนคงสวยไม่น้อย เพราะเพียงแต่เสียงของหล่อนก็ไพเราะจับใจมาก"

ต่างคนต่างกวาดสายตาไปรอบๆ บริเวณนั้นตลอดจนบนต้นไม้ พลพาเพื่อนเกลอทั้งสองค้นหาหล่อนตามสุมทุมพุ่มไม้แล้วตะโกนเรียกเป็นภาษาไทยเหนือ

"อีนาย ออกมาเต๊อะ ไปแม่บเอีอะหยัง หมู่อ้ายลุกเมืองกอกมาบ่ใช่คนฮ้าย"

สิ้นเสียงของพลบริเวณป่าซึ่งมืดขมุกขมัวลงทุกขณะก็เงียบกริบ แล้วก็มีเสียงแจ๋วๆ ของนางไพรดังขึ้นด้วยเสียงเจื้อยแจ้วหวานฉ่ำจับใจระคนกับเสียงหัวเราะ

"ข้าเจ้าก็อยู่ตามนี้ ใคร่หันข้าเจ้าก็เซาะเอาเต๊อะ"

สามสหายสะดุ้งเฮือกไปตามกัน ต่างคนต่างช่วยกันค้นหาและไม่อาจจะทราบได้ว่าเสียงนั้นมาจากไหน คงรู้แต่เพียงว่าอยู่ใกล้ๆ ตัวนั่นเอง เสี่ยหงวนชักปอดลอยขึ้นมาทันที

"เฮ้ย-ถ้าจะไม่เข้าทีเสียแล้วละโว้ย มันมืดแล้วล่าถอยออกไปเสียก่อนดีกว่า"

ดร.ดิเรกตะโกนขึ้นบ้าง

"น้องสาว เธอแอบอยู่ที่ไหน"

เงียบกริบ เสียงของนายแพทย์หนุ่มกระทบหน้าผาแห่งหนึ่งดังสะท้อนกลับมา พลถอนหายใจหนักๆ เขากล่าวกับดร.ดิเรกเบาๆ ว่า

"ผู้หญิงคนนี้ชำนาญภูมิประเทศมากกว่าเรานั่นเองและคงจะมีที่ซ่อนอันมิดชิด แต่ก็น่าประหลาดใจที่หล่อนเข้ามาอยู่ในป่าตามลำพังในเวลาเช่นนี้ กลับเถอะพวกเรามันมืดเสียแล้วถึงอย่างไรก็มองไม่เห็นตัวหล่อน"

กิมหงวนขนลุกซู่เดินนำหน้าพาพลกับนายแพทย์หนุ่มบุกออกไปจากป่าทึบ ทันใดนั้นเองสามสหายก็ได้ยินเสียงเจื้อยแจ้วของหล่อนอีก

"ยู้ฮู....ยู้ฮู....ยู้ฮู...."

ทั้งสามคนหยุดชะงักและหมุนตัวกลับ แต่ความมืดกำลังปกคลุมไปทั่วทุกแห่งหน มันมืดลงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ก็เพราะขุนเขาใหญ่กำบังแสงอาทิตย์ไว้ พลกล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสองอย่างยิ้มแย้ม

"เสียงของหล่อนเพราะนุ่มนวลน่าฟังมาก กันนึกวาดภาพเอาเองว่าหล่อนคงเป็นหญิงสาวที่สวยหยาดเยิ้มคนหนึ่งเปรียบเหมือนพลับพลึงไพรในป่านี้ กันอยากเห็นหล่อนเหลือเกิน หล่อนอาจจะเป็นลูกสาวพวกพรานหรือชาวบ้านป่าซึ่งปลูกบ้านอยู่ในป่านี้ก็ได้"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"กันอดคิดไม่ได้ว่าหล่อนคือปีศาจนางไพรที่พวกพรานเกรงกลัวนักหนา ถ้าเป็นคนทำไมถึงหลบซ่อนเราได้เร็วนักเหมือนกับหล่อนหายตัวได้ ยายกันเคยเล่าให้ฟังว่าเวลาชิงพลบเช่นนี้ผีดุมาก และผีป่าน่ะมันดุไม่ใช่เล่นนะโว้ย"

"อิมพอสสิเบิล" ดร.ดิเรกพูดเสียงหัวเราะ "ผีพูดได้มีที่ไหนกัน ผีตายไปแล้วมีแต่วิญญาณจะพูดได้อย่างไร หล่อนตอบอ้ายพลเสียงแจ๋วๆ ฟังถนัด หล่อนเป็นไทยเหนือไม่ใช่แม้ว หล่อนพูดภาษาไทยเหนือได้ชัดเจนน่าฟัง เสียงของหล่อนเพราะจริงๆ พรุ่งนี้เราต้องช่วยกันค้นหาตัวหล่อนหรือบ้านพักของหล่อนให้ได้"

สามสหายพากันเดินตรงไปยังกองไฟสามสี่กองเบื้องหน้าโน่นอันเป็นที่พักแรมในคืนวันนี้ เมื่อมาถึงที่พักเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวถามทันที

"เห็นตัวไหมโว้ยพล"

พล, กิมหงวนและดร.ดิเรกต่างเข้ามานั่งรวมกันข้างๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรและเจ้าแห้ว

"หวุดหวิดที่จะจับตัวหล่อนได้เชียวครับคุณอา" พลพูดยิ้มๆ "แต่หล่อนปราดเปรียวว่องไวมากครับ เราเห็นหล่อนใกล้ๆ พอเดินเข้าไปหล่อนก็รีบแอบต้นไม้และหายไปพยายามช่วยกันหาก็ไม่พบ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"จะพบยังไงเล่า หล่อนเป็นผีโว้ยไม่ใช่มนุษย์"

ดร.ดิเรกมองดูนิกรกับเจ้าแห้อย่างขบขัน

"แกสองคนปอดแหกมาก คนแท้ๆ ผีสางที่ไหนกัน อ้ายพลร้องตะโกนพูดกับหล่อน หล่อนยังพูดโต้ตอบกับอ้ายพลนี่หว่า ถ้าเป็นผีก็คงไม่พูด และคงจะหลอกหลอนทำคอยืดคอยาวแลบลิ้นปลิ้นตา"

เจ้าแห้วเขยิบเข้ามานั่งเบียดเสียดกับนิกร

"รับประทานผมคิดว่าเราย้ายไปนอนที่อื่นไม่ดีหรือครับ รับประทานขืนนอนที่นี่ผมกับคุณนิกรคงนอนไม่หลับแน่"

พลว่า "ถ้ายังงั้นแกกับอ้ายกรเข้าไปนอนในป่านั่นก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วอ้าปากหวอ

"รับประทานผมก็ช๊อคตายเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ ท่านได้ซักไซร้รายละเอียดในเรื่องนางไพรด้วยความสนใจยิ่ง แล้วท่านก็ลงความเห็นว่าผู้หญิงสาวผู้นี้ต้องอาศัยอยู่ในป่านี้แน่นอน

ตอนเช้าวันต่อมา

ทุกคนตื่นนอนในเวลา ๖.๓๐ น. หลังจากล้างหน้าแปรงฟันกันเสร็จเรียบร้อย พลก็ชวนดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนบุกเข้าป่าทึบเพื่อค้นหานางไพรหรือบ้านที่อยู่ของหล่อน นอกจากนี้ก็จะถือโอกาสล่าสัตว์ไปในตัว

"ไปด้วยกันไหมล่ะอ้ายกร" พลถามเพื่อนเกลอของเขา

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แกไปกันเถอะ กันกับเจ้าแห้วจะหาปลาในห้วยนี้เพื่อเป็นอาหารเช้าของพวกเรา อ้ายแห้วกำลังผูกเบ็ดตกปลาอยู่นั่นเห็นไหมล่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือให้สามสหาย

"ไปเถอะพล อาจะลองหาปลาเล่นบ้าง ปลาในห้วยนี้ชุมเหมือนกัน เอาไม้ไผ่เสียมปลายให้แหลมใช้แทงต่างฉมวกก็คงจะได้กิน"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ดีเหมือนกันครับ ผมสามคนจะพยายามหาอีเก้งหรือกวางมากินกันสักตัวหนึ่ง จะไปหาซื้ออาหารกินที่หมู่บ้านแม้วถ้าเขาเกิดไม่ขายให้เราหรือเจรจากันไม่รู้เรื่องเราก็หิวแย่ อย่างไรก็ต้องได้สัตว์ป่ามาสักตัวหนึ่งกินกันตอนเช้าและย่างเอาไว้บ้าง"

เจ้าคุณพยักหน้าหงึกๆ

"ถ้าพบไก่ป่าเอามาฝากอาบ้างนะโว้ยอ้ายหงวน"

"ครับ ถ้าไข่ไก่ไม่มีผมจะเอาไข่กี้มาฝากนะครับ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเล็กน้อยแล้วตวาดแว๊ด

"มึงกินก็แล้วกัน"

พลเดินนำหน้าพาดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนตรงไปยังป่าทึบซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับที่พักนั่นเอง สามสหายมีปืนเล็กยาวคนละกระบอกและปืนพกประจำตัวอีกคนละกระบอก ส่วนปืนกลมือและลูกระเบิดมือทิ้งไว้ที่พัก

ขณะนี้เป็นเวลา ๗.๐๐ น.เศษ แสงแดดอ่อนๆ กราดไปทั่วบริเวณขุนเขาลำเนาไพร สามสหายเริ่มวิจารณ์กันถึงเรื่องนางไพรเจ้าของเสียงระฆังเงินอีก พลว่าเขานอนคิดถึงหล่อนจนดึกดื่นเที่ยงคืนและถึงกับฝันถึงหล่อน

สามสหายสงบเงียบเมื่อเดินลึกเข้าไปในป่าทึบ ต่างคนต่างช่วยกันใช้สายตาให้เป็นประโยชน์ค้นหาสัตว์ป่าที่จะนำมากินเป็นอาหารและค้นหานางไพรไปด้วย บริเวณป่ามีแต่เสียงนกร้อง ต้นไม้ใหญ่บางต้นมีลิงไต่ยั้วเยี้ย กิมหงวนกล่าวกับพลเบาๆ ว่า

"ถ้าเราหาสัตว์ป่าไม่ได้เราก็พอจะได้ลิงสักตัวหนึ่งเป็นอาหารเช้าของพวกเรา แถวนี้ลิงชุมนี่หว่า"

พลว่า "แกกินก็แล้วกัน สำหรับกันอย่างน้อยที่สุดก็คงจะยิงนกตัวใหญ่ๆ ขนาดนกกระสาได้สักตัวหนึ่ง"

ทั้งสามคนเดินลึกเข้าไปตามลำดับ สักครู่หนึ่งก็มาถึงลำห้วยหรือแอ่งน้ำอันกว้างใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติคือพื้นแผ่นดินบนภูเขาตอนนี้เป็นแอ่งลึกลงไปมีเนื้อที่ประมาณไร่ครึ่ง มีลำธารเล็กๆ สายหนึ่งไหลคดเคี้ยวจากยอดดอยลงมาสู่ลำห้วยนี้ ทำให้น้ำในลำห้วยเปี่ยมล้นออกมานอกขอบของมันกลายเป็นลำธารสายเล็กๆ อีกหลายแห่ง ซึ่งเป็นธรรมชาติอันสวยงามน่าดูมาก รอบๆ บริเวณห้วยเป็นป่าโปร่ง โดยมากมีต้นสนขึ้นชะลูดปะปนกับต้นไม้อื่นๆ บ้าง พื้นที่มีความลาดชันเป็นบางตอนแต่ส่วนมากเป็นที่ราบ

กวางดาวขนาดเล็กตัวหนึ่งยืนและเล็มใบไม้อยู่ห่างจากลำห้วยเพียงเล็กน้อย สามสหายหยุดชะงักและรีบทรุดตัวลงกำบังพุ่มไม้ทันที พลกระซิบกระซาบกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"เราอยู่เหนือลมมันไม่ได้กลิ่นเราก็จริงแต่หูตามันไวค่อยๆ เดินก้มตัวตามกันไป"

เงียบกริบ สามสหายเดินก้มตัวถือปืนเล็กยาวย่องเข้าไปหากวางดาวตัวนั้นจนเข้าใกล้มันในระยะเพียง ๓๐ เมตร ดร.ดิเรกทำบุ้ยใบ้บอกพลกับเสี่ยหงวนว่าขอให้เขายิงเอง พลกับอาเสี่ยพยักหน้าอนุญาติและเตรียมปืนคอยยิงซ้ำ นายแพทย์หนุ่มยกปืนขึ้นประทับบ่า มองดูกวางตัวนั้นจากกล้องประจำปืนซึ่งช่วยให้การยิงแม่นยำราวกับจับวาง แล้วดร.ดิเรกก็ปล่อยกระสุนนัดแรกออกจากลำกล้อง

"ปัง"

กวางหนุ่มตัวนั้นล้มฮวบลงทันทีโดยไม่มีการดิ้นรนทุรนทุราย พลยกมือซ้ายตบบ่าดิเรกแล้วกล่าวว่า

"ไม่เลวโว้ยหมอ แกยิงแม่นพอใช้และการยิงแบบนี้ไม่เป็นการทรมานสัตว์ เรามีอาหารเช้ากินอย่างเหลือเฟือแล้ว"

ทั้งสามคนวิ่งเหยาะๆ ไปที่ศพเจ้ากวางดาวตัวนั้น มันถูกยิงแสกหน้าพอดู อาเสี่ยกิมหงวนมองดูศพกวางแล้วกล่าวว่า

"ไปที่ชอบๆ เถอะเพื่อนเอ๋ย ชาติก่อนดิเรกมันเป็นกวางและแกเป็นนักล่าสัตว์แกยิงมันตาย ชาตินี้มันกลับชาติเกิดมาเป็นคนและแกเป็นกวางบ้าง กรรมย่อมสนองกรรมนะเพื่อนนะ" พูดจบอาเสี่ยก็เงยหน้ามองดูเพื่อนเกลอ "ไม่ได้เอามีดพกติดตัวมาเสียด้วย ทำอย่างไรดีล่ะ"

พลว่า "ก็ต้องแบกกันไปซีวะ เราสามคนคนใดคนหนึ่งจะต้องแบกกวางตัวนี้ไปที่พักของเรา" แล้วพลก็ยื่นมือขวาให้ดร.ดิเรกกับเสี่ยหงวนโดยซ่อนนิ้วหัวแม่มือกับนิ้วก้อยไว้ "นึกนิ้วโว้ย ใครจับได้นิ้วที่กันนึกไว้จะต้องแบกกวางไป ขอรับรองด้วยเกียรติของลูกผู้ชายว่ากันไม่โกง"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ลำบากนักก็ไม่ต้องจับนิ้วหรอก กันแบกไปก็แล้วกัน" แล้วอาเสี่ยก็เค้นหัวเราะเสียงแห้งแบบแม่มด "ฮิๆๆๆ ข้ารู้ ข้าเห็น มึงสองคนอย่างไรก็ไม่ต้องแบกกวางใช่ไหมล่ะ"

พลกับนายแพทย์หนุ่มต่างหัวเราะลั่น กิมหงวนก้มลงแบกกวางตัวนั้นขึ้นพาดบ่าของเขาแล้วบ่นพึมพำ

"โอ้โฮ หนักเหมือนกัน กว่าจะถึงที่พักคงหลังงอไปหลายวัน กลับเถอะโว้ย ถ้าจะมาค้นหานางไพร เอากวางไปย่างกินกันเสียก่อนแล้วค่อยมาใหม่"

สามสหายต่างเดินบุกป่าออกมาเพื่อกลับที่พัก เสี่ยหงวนเดินล้าหลังบ่นพึมพำตลอดเวลา พ้นจากห้วยมาประมาณ ๕๐ เมตร สามสหายก็ได้ยินเสียงแจ๋วๆ ของนางไพรร้องตะโกนขึ้นด้วยภาษาไทยกลางอย่างชัดเจน และเสียงนั้นแสดงความโกรธแค้น

"คนใจร้าย คนใจบาปหยาบช้าฆ่าสัตว์ตัดชีวิต นี่หรือชาวนครหลวงที่ยกย่องว่าเป็นผู้เจริญ คนใจร้าย"

สามสหายหยุดชะงัก กิมหงวนทิ้งกวางตัวนั้นลงบนพื้นดินดังตุ๊บ พล, ดิเรกและอาเสี่ยต่างสอดส่ายสายตามองหานางไพรซึ่งแน่ใจว่าหล่อนอยู่ใกล้ๆ แต่ก็ไม่มีใครมองเห็นตัวหล่อนได้

ในที่สุดพลก็ร้องตะโกนขึ้น

"น้องสาว โปรดออกมาพบเราเถิด เราจำเป็นต้องฆ่ากวางตัวนี้เพราะเราไม่มีอาหารจะกิน"

เสียงนางไพรตะโกนตอบเขา

"เราเกลียดคนใจบาป เราไม่ต้องการพบเห็นพวกท่าน เราคือนางปีศาจหรือนางไพรที่คุ้มครองสัตว์ป่าขุนเขานี้"

อาเสี่ยเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"เฮ้ย-เปิดเถอะรึพวกเรา"

ดร.ดิเรกโบกมือ

"ยูอย่าโง่ไปหน่อยเลยวะ หล่อนแกล้งหลอกเราต่างหากว่าหล่อนเป็นปีศาจร้าย ความจริงหล่อนเป็นผู้หญิงสาวที่มีจิตใจเปี่ยมล้นด้วยความเมตตากรุณาสัตว์ ทิ้งกวางไว้ที่นี่ก่อนช่วยกันค้นหาเถอะ หล่อนอาจจะซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ก็ได้"

สามสหายต่างเดินค้นหานางไพรด้วยความตื่นเต้นที่จะได้เห็นหน้าหล่อน ตามสุมทุมพุ่มไม้ถูกค้นจนทั่ว สักครู่หนึ่งเสียงนางไพรก็ดังขึ้นอีก

"อย่าหาเลยเสียเวลา เราเป็นผีไพรเราหายตัวได้"

"ไอ๊ย่า" เสี่ยหงวนคราง

พลยกมือตบหลังกิมหงวน

"อย่าปอดลอยเหมือนอย่างอ้ายกรหรืออ้ายแห้วหน่อยเลยวะ ช่วยกันหาเถอะคงซ่อนอยู่แถวนี้แหละ"

สามสหายเดินวนเวียนไปมา ดร.ดิเรกแกล้งร้องขึ้นดังๆ ทั้งๆ ที่เขาไม่เห็นหล่อน

"โน่นโว้ย แอบอยู่ในพุ่มไม้โน่น เห็นตัวแล้ว"

นางไพรเข้าใจว่าดร.ดิเรกเห็นหล่อน หล่อนก็วิ่งหนีออกจากพุ่มไม้นั้นทันที คราวนี้สามสหายต่างแลเห็นหลังหล่อนไวๆ ต่างคนต่างไล่ตามหล่อนและกระชั้นชิดนางไพรเข้าไปทุกที แต่พอถึงต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งนางไพรก็หายไปอีกเหมือนกับมีปาฏิหาริย์ พลกับเสี่ยหงวนและนายแพทย์หนุ่มวิ่งมาหยุดยืนที่โคนต้นไม้ต้นนั้นและแหงนหน้ามองขึ้นไปบนต้นไม้แต่ก็ไม่เห็นหล่อน

"กันเห็นหน้าหล่อนแล้วหมอ" พลพูดยิ้มๆ "ตอนที่หล่อนหมุนตัวเกาะต้นไม้ต้นนี้ หล่อนสวยและน่ารักมากทีเดียว มีช่อกล้วยไม้สีขาวเสียบแซมผมและปล่อยผมสยายยาว หล่อนสวมกางเกงดำและเสื้อสีดำคอหลวมๆ มีแถบขาวที่ขอบเสื้อ ที่คอมีห่วงโลหะหรือเงินสวมเป็นเครื่องประดับสองสามอัน"

ดร.ดิเรกขมวดคิ้วย่น

"ถ้าเช่นนั้นหล่อนต้องเป็นชาวแม้วแน่ๆ กันไม่ทันเห็นหน้าหล่อนหรอก เห็นแต่ด้านหลังก็รู้สึกว่าเชปหล่อนสวยมากทีเดียว ร่างสูงโปร่ง เอวเล็ก ตะโพกใหญ่และค่อนข้างแบน กิริยาที่หล่อนวิ่งหนีเราน่ารักมาก ว่องไวและปราดเปรียวเหมือนนางกระต่ายดอย" แล้วเขาก็หันมาทางเสี่ยหงวน "แกเชื่อหรือยังว่าหล่อนเป็นคนไม่ใช่ผี"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"เชื่อแล้วโว้ย"

"ทำไมถึงเชื่อ"

"เชื่อเพราะหล่อนวิ่งปะทะกิ่งไม้ใบไม้เอนลู่ไป ถ้าหล่อนเป็นผีร่างของหล่อนก็คงไม่สัมผัสอะไร ผิวเนื้อของหล่อนขาวผ่องเหมือนพลับพลึง เท้าของหล่อนดูเหมือนจะขาวกว่าหน้าของกันอีก จริงว่ะ"

สามสหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วพลก็กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสอง

"กลับที่พักกันเถอะพวกเราอยู่นานนักอ้ายกรมันคงหิวแย่ กันคิดว่าถ้าเราจะค้นพบตัวหล่อนหรือบ้านที่อยู่ของหล่อนก็คงเสียเวลาหลายชั่วโมง บริเวณป่าทึบตอนนี้คงกว้างขวางไม่น้อย"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ เราไม่มีเวลาเหลือเฟือพอที่จะค้นหาหล่อนด้วย เราจะต้องรีบขึ้นไปยังหมู่บ้านชาวแม้วตอนสายวันนี้เพื่อขอซื้อเสบียงอาหารจากเขา เป็นต้นว่าข้าวสาร ไข่ไก่และอาหารสดแม้กระทั่งเกลือ ซึ่งอาหารของเราหมดเกลี้ยงแล้วและกันอยากจะจ้างพวกแม้วสักสองสามคนในการขุดค้นหาแร่ยูเรเนียมบนดอยนี้ สำหรับนางไพรถ้าเราได้ยูเรเนียมเพียงพอแล้ว เราจะสละเวลาหนึ่งวันลงมาค้นหาหล่อนโดยจ้างพวกแม้วนำทางเรา อย่างไรหล่อนก็อยู่ในบริเวณป่าทึบแถบนี้แหละ"

สามสหายต่างพากันกลับที่พักแต่ก็ยังคงสอดส่ายตามองหานางไพรตลอดเวลา เมื่อมาถึงศพกวางกิมหงวนก็ยกกวางดาวตัวนั้นขึ้นแบกบ่าเดินตามพลกับดร.ดิเรกออกไปจากบริเวณป่าทึบ

คณะค้นหาแร่ยูเรเนียมได้ออกเดินทางบ่ายโฉมหน้าไปยังหมู่บ้านของชาวแม้วบนยอดดอยหลวงหลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว พล พัชราภรณ์ยังติดใจและสนใจกับนางไพรผู้เลอโฉมเจ้าของเสียงอันหวานฉ่ำ เขาพยายามอธิบายให้นิกรกับเจ้าแห้วฟังว่าหล่อนเป็นมนุษย์ไม่ใช่ผีปีศาจแต่นิกรกับเจ้าแห้วก็ยังปักใจเชื่อว่าหล่อนเป็นผีสางอยู่นั่นเอง

จากที่พักเมื่อคืนนี้มาถึงหมู่บ้านแม้วใช้เวลาเดินทางประมาณครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ในที่สุดคณะพรรคสี่สหายก็มาถึงยอดดอยอันเวิ้งว้างกว้างขวาง มีต้นไม้ใหญ่น้อยระเกะระกะไปทั่ว แต่บางแห่งก็เป็นลานกว้าง หมู่บ้านของพวกแม้วปลูกอยู่ติดๆ กัน บ้านเหล่านี้สร้างอย่างหยาบๆ ส่วนมากทำด้วยไม้ไผ่ปลูกติดกับดิน แต่บางหลังก็ใช้ไม้กระดานทำฝา หลังคาบ้านหรือกระท่อมมุงด้วยใบคา ใบหวายหรือใบไผ่

เมื่อเข้ามาในเขตหมู่บ้านชาวแม้วหญิงชายก็แตกตื่นออกมาดูอาคันตุกะแปลกหน้าของเขาและมีการซุบซิบวิจารณ์กัน พวกผู้ชายชาวบ้านแม้วไว้ผมม้าโกนผมครึ่งศีรษะมองดูคล้ายๆ นกหัวขวานหรือพวกอินเดียนแดงเผ่าหนึ่ง สวมกางเกงแบบกางเกงจีนสีดำสวมเสื้อสั้นๆ คล้ายเสื้อกั๊ก มีผ้าคาดเอวปักลวดลายต่างๆ บางคนมีห่วงเงินคล้องคออันเป็นเครื่องประดับที่นิยมกันในหมู่แม้วทั้งหญิงชาย ผู้หญิงแม้วสวมกางเกงยาวสีดำสวมเสื้อดำผ่ากลางแบบเสื้อคอญี่ปุ่น มีผ้าคาดเอวหลายผืนปล่อยชายผ้าปิดเอวลงมาถึงเข่า สวมกำไลมือทำด้วยเงินคนละหลายๆ อัน ผู้หญิงหลายคนไม่สนใจกับปทุมทิพย์ที่ลอดออกมานอกเสื้อเพราะหล่อนมีสามีและมีบุตรแล้ว สายตาของชาวแม้วที่มองดูคณะพรรคสี่สหายของเรานั้นไม่ได้แสดงความเป็นศัตรู เพียงแต่เขารู้สึกแปลกใจที่มนุษย์ผู้เจริญแล้วบุกบั่นขึ้นมาบนดอยนี้และนานๆ จึงจะปรากฏสักครั้ง

เสียงสุนัขเห่าขรมเมื่อคณะพรรคสี่สหายหยุดยืนอยู่ท่ามกลางหมู่บ้านของพวกแม้ว ชาวแม้วทุกครอบครัวต่างเลี้ยงสุนัขไว้บ้านละตัวสองตัว บริเวณบ้านมีเล้าไก่, คอกสุกรและโรงม้า พวกเด็กๆ ต่างโบกมือให้คณะพรรคสี่สหาย และชาวแม้วส่วนมากก็ยิ้มให้ แสดงอัธยาศัยไมตรีจิต

ชายกลางคนชาวแม้วคนหนึ่งถูกเพื่อนๆ ผลักดันออกมาจากกลุ่ม เขายิ้มแห้งๆ แล้วเดินเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ดร.ดิเรกกล่าวกับนิกรทันที

"เป็นล่ามหน่อยซีโว้ยอ้ายกร นายคนนั้นเขาเดินเข้ามาหาเราแล้ว"

นิกรฝืนหัวเราะ

"กันพูดภาษาแม้วได้เมื่อไรล่ะ"

"ก็ใช้ภาษาใบ้ซีวะ" ดร.ดิเรกดุ "ก่อนอื่นบอกเขาว่าเราเป็นนักสำรวจและเรามาดีไม่ใช่มาร้าย เราจะขอซื้อข้าวสารและอาหารเขา ในเรื่องที่พักถ้าเขารังเกียจเราก็จะไปพักนอกหมู่บ้านของเขา รับรองกับเขาด้วยว่าพวกเราจะไม่ก่อความเดือดร้อนรำคาญให้พวกเขาเลย"

นายจอมทะเล้นถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ที่แกพูดนี่น่ะตีภาษาใบ้ยากเหลือเกินว่ะ แต่เอาเถอะกันจะลองดู" แล้วนิกรก็หันมามองดูแม้วร่างใหญ่ซึ่งเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเขา

นิกรรู้ขนบธรรมเนียมพวกแม้วอยู่บ้างตามที่พรานรอดเล่าให้เขาฟัง ดังนั้นเขาจึงกำมือทั้งสองข้างพร้อมก้มศีรษะโค้งคำนับชายผู้นั้น ผู้ได้รับการเคารพจากนิกรตกใจถอยหลังกรูดด้วยนึกไม่ถึงว่านิกรจะให้เกียรติเขามากมายเช่นนี้ เขารีบกำมือทั้งสองข้างและก้มศีรษะคำนับนายจอมทะเล้นเช่นเดียวกัน

นิกรหันมายักคิ้วกับเพื่อนๆ อย่างภาคภูมิ

"เห็นไหมล่ะ อย่างน้อยกันก็รู้ว่าพวกแม้วเขาทำความเคารพกันอย่างไร แต่ถ้าพวกมูเซอเวลาพบกันต้องแลบลิ้นให้กันและเขกกบาลกันคนละที นับถือกันนิดหน่อยเขกเบาหน่อย ถ้านับถือมากก็เอาให้กบาลโปไปเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"มากไปอ้ายกร เจรจากับเขาเถอะอย่าร่ำไร"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"คุณพ่อและพวกเราคงจะแปลกใจมากถ้าผมจะพูดภาษาแม้วกับเขา คอยฟังนะครับ" แล้วนิกรก็หันไปทางแม้วร่างใหญ่ซึ่งยืนยิ้มอายเหนียมอยู่ตลอดเวลานิกรยื่นมือให้จับแล้วพูดโดยเร็ว "หวันไชต่าล่าสือตุงกูหมุลือแป แลข่าแซมะย่งยิมปักสียี่โก๊ะล่าตุงหว่า"

อาเสี่ยเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกรเบาๆ

"ภาษาแม้วเรอะ"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่หรอก"

"แล้วภาษาอะไรล่ะ"

"กันก็ไม่รูเหมือนกันว่าภาษาอะไร"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"รับประทานคล้ายๆ ภาษาธิเบตปนกับภาษาอบิสซีเนียครับ รับประทานฟังเล่นครึ้มๆ ดีเหมือนกัน"

นิกรยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ข้าพูดไปแล้วพูดอีกก็ไม่เหมือนเก่า" แล้วเขาก็หันมาทางชาวแม้วซึ่งกำลังยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ "ไลหว่าม๊กตั๊กไตหย่าโหยวหงตือบะ จ่อฮ่อ"

แม้วกลางคนโบกมือแล้วกล่าวกับนิกรด้วยภาษาไทยอย่างชัดเจน

"พูดไทยกับผมก็ได้ครับ"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น ค่อยๆ เปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน

"ช่วยแปลหน่อยเถอะวะอ้ายหงวน เขาพูดว่ายังไง"

อาเสี่ยตะโกนราวกับช้างร้อง

"ไม่ต้องแปลโว้ย ภาษาไทยคนไทยฟังต้องแปลด้วยเรอะ"

นิกรหน้าตื่นหันขวับมาทางนายแม้วผู้ใจดี

"พี่ชาย พี่ชายพูดไทยได้หรือนี่"

"ทำไมจะพูดไม่ได้ครับ ผมและพวกเราก็เป็นคนไทยเผ่าหนึ่ง ถึงแม้เราอยู่บนดอยห่างไกลจากบ้านเมืองและความเจริญ ส่วนมากเราก็พูดภาษาไทยอ่านและเขียนหนังสือไทยได้ พวกนายไปยังไงมายังไงกันล่ะครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างยิ้มแย้มแจ่มใสไปตามกัน เมื่อมีคนรู้ภาษาไทยการเจรจาก็คงจะสะดวกสบายทุกประการ ดร.ดิเรกเดินเข้ามายื่นมือให้ชายผู้นั้นจับ

"สวัสดีพี่ชาย ก่อนอื่นบอกชื่อของแกให้พวกเรารู้หน่อยซีจะได้เรียกถูก"

"ผมชื่อเต๋าครับ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เต๋าเฉยๆ หรือลูกเต๋า"

นายเต๋าหัวเราะหึๆ

"เต๋าเฉยๆ ครับ หรือจะเรียกผมว่าเลาเต๋าก็ได้ ผู้ชายแม้วทุกคนมีคำนำหน้าว่าเลาครับแปลว่านาย"

"อ้อ" พลอุทาน "แล้วผู้หญิงล่ะนายเต๋ามีคำนำหน้าว่าอย่างไร"

"ผู้หญิงก็ต้องเรียกว่าอีนั่นอีนี่ครับ"

อาเสี่ยลืมตาโพลง

"ว้า....ทำไมเรียกกันอย่างนั้นล่ะพี่ชาย"

เต๋ายิ้มให้อาเสี่ย

"คำว่าอีไม่ใช้คำหยาบคายสำหรับพวกเรานี่ครับ อีแปลว่านางหรือนางสาว อ้า....พวกคุณมีความประสงค์อะไรหรือครับที่บุกบั่นขึ้นมาบนดอยหลวงนี้ หรือมาซื้อฝิ่นเอาไปขาย"

"โนๆๆๆ " ดร.ดิเรกร้องลั่น "ชาวแม้วคงไม่รู้ว่าเดี๋ยวนี้รัฐบาลเขาห้ามสูบฝิ่นแล้ว กล้องตะเกียงถูกเผาหมด ฝิ่นที่นี่ซื้อเอาไปก็ไม่รู้ว่าจะเอาไปขายลิงที่ไหน พวกเราเป็นนักสำรวจ เราเดินทางมาจากกรุงเทพฯ เพื่อมาค้นหาแร่ยูเรเนียม"

นายเต๋านิ่งฟังด้วยความสนใจ

"ยูเรเนียมหรือครับ บนดอยนี้มีมากที่สุด"

ดร.ดิเรกมองดูนายเต๋าอย่างแปลกใจ

"แกรู้จักแร่ยูเรเนียมเหมือนกันหรือพี่ชาย"

นายเต๋าอมยิ้ม

"เด็กอมมือที่นี่มันก็รู้จักครับ ที่บ้านผมมีกองอยู่หลังบ้านกองพะเนินเทินทึก ถ้าคุณต้องการไม่ต้องไปเที่ยวค้นหาหรอกครับ ผมจะขายให้ถูกๆ "

นายแพทย์หนุ่มยืนตะลึงอ้าปากหวอ

"แร่ยูเรเนียมน่ะเรอะที่แกมีกองพะเนินเทินทึก"

"ก็ยูเรเนียมน่ะซีครับ"

ดร.ดิเรกรีบล้วงมือไปในกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบแร่ยูเรเนียมก้อนเล็กๆ ก้อนหนึ่งออกมาส่งให้นายเต๋า

"อย่างนี้ใช่ไหมนายเต๋า" เขาถามอย่างร้อนรน

"อย่างนี้แหละครับแต่ก้อนโตกว่านี่"

"มายก๊อด " ดร.ดิเรกครางออกมาด้วยความตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว "แกจะขายให้ฉันในราคายังไง"

นายเต๋านิ่งคิดสักครู่

โปรดติดตามอ่านเล่ม ๒