พล นิกร กิมหงวน 038 : เทวรูปพระกาฬ

ตอนสายวันนั้น

คณะพรรค ๔ สหายของเราพร้อมด้วยท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้ปรากฏตัวขึ้นที่บ้านใหญ่แห่งหนึ่งทางถนนสีลม ที่นี่คือ "บริษัท ยิ้มให้กัน จำกัด" เป็นบริษัททำการเลหลังที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง

ตามประกาศหนังสือพิมพ์วันนี้ "บริษัท ยิ้มให้กัน จำกัด" จะทำการเลหลังข้าวของเครื่องใช้มากมาย เฟอร์นิเจอร์ต่างๆ เครื่องสุขภัณฑ์ เครื่องลายคราม, รูปปั้น วัตถุโบราณต่างๆ ตลอดจนวิทยุ, รถยนต์, และเครื่องเวชภัณฑ์บางอย่าง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พอใจซื้อของเลหลังมานานแล้ว เพราะได้ของดีราคาถูกไว้ใช้ ดังนั้นท่านจึงชวน ๔ สหายมาที่นี่ เพื่อดูการขายทอดตลาดหรือการเลหลัง

ที่หน้าตึกใหญ่ประชาชนแน่นขนัด ล้วนแต่พวกเจ้าคุณ คุณพระ และ ธนบดีผู้มั่งคั่ง ตละคนกระเป๋าหนัก การเลหลังจะเริ่มต้นใน ๕ นาทีนี้ คือเวลา ๑๐.๐๐ น. ตรง ขณะนี้ผู้มาดูการเลหลังกำลังเดินชมข้าวของต่างๆ เตรียมไว้สู้ราคากันถ้าหากว่าตัวชอบ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งสากลหรูหราพา ๔ สหายกับเจ้าแห้วตรงเข้ามาหยุดยืนหน้าโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวโต๊ะหนึ่ง บนโต๊ะเต็มไปด้วยพระพุทธรูปและเทวรูปไม่ต่ำกว่า ๒๐ องค์ ล้วนแต่เป็นของเก่าแก่ บางองค์มีอายุร่วม ๒,๐๐๐ ปีก็มี

ความสนใจของท่านเจ้าคุณอยู่ที่พระพุทธรูปและเทวรูปเหล่านี้ ท่านยกมือลูบคลำพระพุทธรูปองค์หนึ่งแล้วจุ๊ปาก

"งามมากทีเดียว"

แล้วท่านก็หันมาทางเสี่ยหงวน

"แกรู้ไหมว่าพระองค์นี้เป็นพระพุทธรูปแบบไหน"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ ผมไม่มีความรู้ในเรื่องพระเลย"

"ความจริงแกน่าจะศึกษาหาความรู้ไว้บ้างในฐานที่แกก็เป็นพุทธศาสนิกชนคนหนึ่ง อาจะบอกให้แกรู้ พระพุทธรูปองค์นี้สร้างในสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี เขาเรียกว่าแบบสุโขทัย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"นายช่างหล่อพระองค์นี้ชื่อนายขำ ลูกนายเกิดอำแดงเหมือน อยู่บ้านท้ายตลาดเมืองสุโขทัย พระร่วงขุนรามคำแหง เป็นผู้รับสั่งให้นายขำหล่อพระองค์นี้ในงานลอยกระทง เดือน ๑๒ การหล่อพระองค์นี้ใช้เวลา ๑๙ วัน ๖ ชั่วโมง กับ ๑๓ นาที"

ทุกคนหันมามองดูนิกรเป็นตาเดียว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"แหม-แกนี่รู้ซึ้งเหลือเกินนะอ้ายกร"

"อ๋อ-ผมเป็นนักศึกษาทางโบราณคดีและวรรณคดีนี่ครับ"

นิกรพูดหน้าตาเฉย

"ผมรู้ยิ่งไปกว่านี้อีก ในวันสุดท้ายที่หล่อหลวงพ่อองค์นี้ นายขำได้พูดกับเมียของเขาว่า...พระองค์นี้ข้าหล่อได้ดีที่สุด ไม่ใช่หล่อแบบเฮงซวย อย่างไรเสียพ่อเมืองคงจะประทานบำเหน็จรางวัลให้ข้าอย่างงดงามทีเดียว..อำแดงแก้วก็กล่าวว่า ถ้าอย่างไรพี่พาข้าไปซื้อแหวนเพชรที่หัวเม็ดให้ข้าสักวงนะพี่นะ ข้าอยากจะขึ้นรถไฟไปเที่ยวบางกอกนานแล้ว"

ดร. ดิเรกหมั่นไส้เต็มทน ก็ยกมือขวาขึ้นผลักหน้านายจอมทะเล้นเต็มแรง

"นี่แน่ะ รู้มากเกินไปเสียแล้ว"

พล พัชราภรณ์ สนใจกับเทวรูปสำริดองค์หนึ่ง เป็นเทวรูปยืนแบบอินเดีย สูงประมาณหนึ่งศอก ยืนอยู่บนฐาน ผีมือปั้นสวยงามที่สุด พลเอื้อมมือเกาะแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"เทวรูปองค์นี้เทวรูปอะไรครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณมองตามสายตาพลและนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เอ-ดูไม่ออกโว้ย แต่พอจะรู้ว่าเป็นเทวรูปที่เป็นพระเป็นเจ้าของพวกพราหมณ์ พวกพระอินทร์, พระพรหม, พระยม, ท้าวจตุโลกบาลอะไรเหล่านี้แหละ แกชอบเรอะ"

"ครับ ฝีมือเขาแน่เหลือเกิน ส่วนสัดงดงามมาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"เทวรูปองค์นี้ฝีมือช่างชาวอินเดียแน่นอน เข้าทีดีเหมือนกันถ้าราคาไม่แพงนักแกเลหลังเอาไปซี เอาไปตั้งไว้ในห้องสมุดก็หรูไม่ใช่เล่น แต่อาน่ะชอบพระพุทธรูปมากกว่า อยากจะได้พระบัวเข็มองค์ใหญ่องค์นั้น"

กิมหงวนกล่าวถามขึ้น

"ไหนครับพระบัวเข็ม"

ท่านเจ้าคุณชี้มือบอก

"นั่น องค์นั้น"

เสี่ยหงวนพิจารณาดูแล้วกล่าวถาม

"ทำไมเรียกว่าพระบัวเข็มล่ะครับ"

เจ้าคุณว่า

"เขาทำจากเกสรดอกบัวและดอกเข็มที่คนนำไปวางบูชาพระในโบสถ์ พระแบบนี้มีอยู่ทางเหนือแถบเชียงรายและเชียงตุง เป็นพระบูชาที่ถือกันว่าใครมีไว้ในครอบครองแล้ว จะอยู่เย็นเป็นสุข อามีอยู่ที่บ้านในห้องพระตั้งสามสี่องค์แกไม่เห็นเรอะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ผมไม่รู้จักหรอกครับ เข้าไปไหว้พระที่ไรก็เห็นแต่พระพุทธรูปแน่นไปหมดจนไม่มีที่จะตั้งแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาค้อนนิกร แล้วกล่าวกับเสี่ยหงวน

"ถ้าอ้ายกรไม่แอบขโมยเอาไปขาย ป่านนี้อามีพระมากกว่านั้นตั้งหลายเท่า ในโลกนี้จะหาใครเลวกว่าอ้ายกรเห็นจะหาไม่ได้อีกแล้ว พูดแล้วเจ็บใจ พระเครื่องดีๆ ต้องเก็บเข้าตู้ลั่นกุญแจหมด เมื่อสองสามวันขโมยสมเด็จวัดระฆังเอาไป ๒ องค์"

นิกรยิ้มอย่างกวนโทโส

"ผมไม่ได้ขโมยเอาไปขายหรอกครับ ผมเอาไปให้เขาเช่า"

ท่านเจ้าคุณทำตาเขียว

"ถูกละซี ให้เช่าคือขายให้เขาไปนั่นเอง ยังจะพูดดีอีกเดี๋ยวเตะเปรี้ยงเข้าให้เลย แกกับฉันน่ะเป็นลูกเขยพ่อตากันชาตินี้ชาติเดียวเท่านั้น"

นิกรเอียงหน้ากระซิบกระซาบกับกิมหงวน

"ชาติหน้ากันก็ไม่เอา พ่อตาหัวล้านขายหน้าเขา"

อาเสี่ยฟ้องเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"อ้ายกรมันว่าคุณอาครับ มันกระซิบบอกผมว่า มีพ่อตาหัวล้านขายหน้าเขา ชาติหน้ามันไม่ยอมเป็นลูกเขยคุณอาอีก"

นิกรยกกำปั้นทุบหลังกิมหงวนดังราวกับกลองเพล

"นี่แน่ะ แก่ฟ้องนัก ทำเป็นเด็กนักเรียนไปได้"

ทันใดนั้นเอง พนักงานเลหลังของบริษัทซึ่งเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงชะลูดแบบเดียวกับกิมหงวน ท่าทางคล่องแคล่ว แต่งตัวสมาร์ทได้ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าบันไดข้างโต๊ะเล็กๆ ตัวหนึ่ง เริ่มต้นประกาศการขายเลหลังทันที

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ก่อนอื่นบริษัทขอขอบคุณท่านอย่างยิ่ง ที่ท่านได้พากันมาชมการเลหลังอย่างคับคั่งเช่นนี้ "บริษัท ยิ้มให้กัน จำกัด" จะได้เริ่มทำการเลหลังนับแต่บัดนี้เป็นต้นไป และอันดับแรกของเราก็คือ เครื่องรับวิทยุขนาด ๘ หลอดเครื่องนั้น ยี่ห้อชั้นดีเสียงดังชัดเจนแจ่มใสเล่นแผ่นเสียงได้ บรรจุแผ่นเสียงครั้งละ ๑๐ แผ่น เปลี่ยนจานโดยเครื่องอัตโนมัติ ซึ่งพนักงานของเราจะเปิดให้ท่านรับฟังเดี๋ยวนี้"

แล้วเสียงวิทยุภาคเช้า ก็ดังกังวานขึ้นด้วยการบรรเลงเครื่องสายไทย ประชาชนที่สนใจต่างเข้ามากลุ้มรุมเครื่องรับวิทยุเครื่องนั้น พนักงานของบริษัทรับวิทยุให้ฟังสักครู่ก็เปิดจานเสียงให้ฟังเพลงลาวกระทบไม้

ในราว ๕ นาที เขาก็ปิดเครื่อง ชายหนุ่มร่างสูงชะลูดร้องประกาศทันที

"เจ้าของตั้งราคาไว้อย่างต่ำ ๒,๐๐๐ บาท ท่านจะให้เท่าไร"

สุภาพบุรุษในวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ คณะพรรค ๔ สหายเสนอราคาขึ้นทันที

"๒,๕๐๐ บาท"

กิมหงวนยกมือเขี่ยแขนสุภาพบุรุษท่าทางภูมิฐานผู้นั้น

"คุณ คุณครับ เท้าของคุณกำลังย่ำอยู่บนเท้าผม"

เจ้าของร่างอันสมบูรณ์ หันมามองดูอาเสี่ยด้วยสายตาเย่อหยิ่งจองหอง

"ขอโทษไม่ทันเห็น คุณไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรก็ควรจะถอยออกไปยืนห่างๆ "

อาเสี่ยชักฉิว

"เอ๊ะ คุณพูดอย่างนี้หมายความว่าผมไม่มีเงินซื้ออ้ายวิทยุสัปปะรังเคเครื่องนี้ยังงั้นหรือคุณ"

สุภาพบุรุษผู้นั้นหัวเราะหึๆ เขาชื่อนายวิชัย เป็นธนบดีผู้มั่งคั่งคนหนึ่งในย่านบางกะปิ

"วิทยุสัปปะรังเค...ฮะ ฮะ ผมคิดว่าหน้าอย่างคุณ ตายแล้วเกิดใหม่ก็ไม่มีหวังได้เป็นเจ้าของวิทยุเครื่องนี้"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"อ้าว ยังงั้นคุณก็รู้จักผมน้อยเกินไป มา-มาสู้ราคากัน ผมจะซื้อไปให้หมาที่บ้านผมฟังเล่นแก้กลุ้ม หรือม่ายก็ซื้อกระทืบทิ้งให้คุณดูเล่นเป็นขวัญตา คุณให้ราคาเท่าไร"

"๒,๕๐๐ บาท"

กิมหงวนโกรธจนหน้าซีดปากสั่น ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"๕,๐๐๐ โว้ย"

พนักงานขายของสะดุ้งโหยง มองดูหน้ากิมหงวนอย่างประหลาดใจ

"คุณมีเงินพอซื้อหรือครับ"

อาเสี่ยยกมือทั้งสองข้างกุมขมับ ปวดกะบาลเหลือที่จะกล่าวแล้ว มันเป็นการดูหมิ่นกันอย่างชัดๆ ทั้งนี้ก็เพราะกิมหงวนนุ่งกางเกงขาสั้นสวมเสื้อยืดแบบสปอร์ทไม่ได้แต่งตัวโก้เก๋อะไร อาเสี่ยโกรธจนหน้าเขียว

"โธ่-อ้ายงั่ง แกรู้ไหมว่าฉันคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย ฮึ่ม-แฮ่-ยั่วโมโหกูแต่เช้า เฮ้ย-อ้ายคุณ อย่าว่าแต่ของเหล่านี้เลย ตัวของแกฉันก็อาจจะประมูลเอาไปได้ แกลองเสนอราคาซี ฉันจะประมูลแกเอาไปเป็นพนักงานเช็ดก้นให้ฉัน"

เมื่อกิมหงวนประกาศตัวออกมา ใครต่อใครก็หันมามองดูเขาเป็นตาเดียว ต่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เขารู้แต่เพียงว่ามหาเศรษฐีของประเทศไทยคืออาเสี่ยกิมหงวน แต่การแต่งกายของกิมหงวนไม่หรูหราอะไร

นายวิชัยคิดว่าอาเสี่ยแอบอ้างว่าเป็นอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐี เขาก็หัวเราะชอบใจร้องบอกพนักงานเลหลัง

"ผมให้หมื่นบาท ผมจะเอาเครื่องรับวิทยุเครื่องนี้ให้ได้"

พนักงานเลหลังลอยหน้าลอยตาร้องบอกกิมหงวน

"หมื่นบาท ท่านผู้นี้ให้หมื่นบาทแล้ว ข้าพเจ้าคิดว่าคงไม่มีใครกล้าสู้ราคาอีก หรือยังไงครับท่าน ถ้าคุณเป็นอาเสี่ยกิมหงวนจริงๆ แล้ว ผมคิดว่าคุณคงไม่ยอมแพ้ใครแน่ๆ "

อาเสี่ยหน้าแดงหูแดงนัยน์ตาแดง เขาเพิ่งรู้ความจริงเดี๋ยวนี้ มนุษย์เรามักจะวัดกันด้วยเครื่องแต่งกาย ใครแต่งกายซอมซ่อถึงจะมีเงินก็ไม่มีใครนินมเลื่อมใส คู่แข่งขันของอาเสี่ยคือนายวิชัย แต่งสากลช๊ากสกินสีเทาทั้งชุด สวมรองเท้าหนังจระเข้ผูกเน็คไทอเมริกาแบบทันสมัย สวมหมวกสานหางนกยูงที่คนจนไม่อาจจะมีได้

กิมหงานพยายามหักห้ามโทสะ แล้วพยักหน้ากับพนักงานเลหลัง

"สองหมื่น อ้ายน้องชาย อั๊วให้สองหมื่น"

พูดจบก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาชูอวดใครต่อใคร

"ดูนี่โว้ย เมื่อไม่มีใครเชื่อว่าอั๊วคืออาเสี่ยกิมหงวน อั๊วจะฉีกแบ๊งก์ให้ชมเป็นขวัญตา"

พูดจบกิมหงวนก็ฉีกธนบัตรใบละร้อยบาทปึกนั้นออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย แล้วโปรยลงบนกะบาลเจ้าแห้ว

ประชาชนนักเลหลังตื่นเต้นไปตามกัน คราวนี้ทุกคนเชื่อแล้วว่า สุภาพบุรุษเจ้าของร่างสูงชะลูด สวมแว่นตาขอบกระ สวมสร้อยคอทองคำเส้นขนาดหัวแม่เท้า ผู้นี้คืออาเสี่ยกิมหงวน หรือนายกิมหงวนมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของประเทศไทย

เสียงพึมพำดังขึ้นทันที ทุกคนมองดูเขาอย่างซูฮก นายวิชัยหน้าจ๋อย เขาไม่กล้าสู้เสี่ยหงวนแล้ว เพราะรู้ดีว่าอาเสี่ยรวยกว่าเขามากมายหลายเท่า สามารถจะซื้อสนามหลวงหรือที่ดินทั้งกรุงเทพฯ นี้ได้

พนักงานเลหลังมองดูเสี่ยหงวนอย่างเกรงกลัว

"ประทานโทษเถอะครับเสี่ย ตัวผมมีตาแต่หามีแววไม่ ง่า-สองหมื่นบาท-สองหมื่นบาท อาเสี่ยกิมหงวนท่านให้ราคาแล้วสองหมื่นบาท วิทยุเครื่องนี้ซื้อจากห้างใหม่เอี่ยมราคา ๖,๐๐๐ บาท บัดนี้อาเสี่ยท่านให้ราคาเลหลัง ๒๐,๐๐๐ บาท"

กิมหงวนพยักหน้ากับนายวิชัย

"ไงคุณ ทำไมถึงยืนนิ่งเป็นไม้ตีพริกไปล่ะ สู้ผมซีน่าผมอยากพบคนจริงอย่างคุณมานานแล้ว นึกว่าเราถลุงเงินกันเล่นแก้กลุ้ม คุณสู้สักล้านบาทเป็นยังไง ผมจะได้ขึ้นสักสองล้าน"

พนักงานเลหลังร้องขึ้นทันที

"สองล้าน สองล้านบาท อาเสี่ยท่านให้สองล้าน"

"ยังโว้ย"

กิมหงวนตะโกนลั่น

"โธ่-แกนี่ถือโอกาสเสียจริงเชียว ฉันให้สองหมื่นเท่านั้น ใครขึ้นอีกฉันจะสู้"

แล้วเขาก็หันมายิ้มกับนายวิชัย

"ยังไงครับ ไม่สู้เรอะ"

นายวิชัยยิ้มแห้งๆ

"สู้เอาสวรรค์วิมานอะไรครับ ราคาใหม่ๆ ยัง ๖,๐๐๐ บาทเท่านั้น อาเสี่ยอยากสู้ก็เชิญสู้ไปคนเดียวซี"

กิมหงวนยิ้มอย่างภาคภูมิ

"หมายความว่าคุณยอมแพ้ผม"

"ครับ"

"ไหนทีแรกคุณว่าคนอย่างผม ตายแล้วเกิดใหม่อีกก็ไม่มีหวังได้เป็นเจ้าของ เครื่องรับวิทยุเครื่องนี้ยังไงล่ะ"

นายวิชัยยิ้มแห้งๆ

"ประทานโทษเถอะครับ ผมไม่ทราบจริงๆ ว่าคุณคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย ถ้ารู้ผมจะไปกล้าประมูล แข่งกับอาเสี่ยได้อย่างไรล่ะครับ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก พนักงานเลหลังร้องตะโกนโหวกๆ

"ท่านผู้มีเกี่ยรติทั้งหลาย เครื่องรับวิทยุเครื่องนี้ อาเสี่ยกิมหงวนท่านให้ราคาสองหมื่นบาทแล้ว...สองหมื่นบาท...สองหมื่นบาท...สองหมื่นบาท...สองหมื่นบาทหนึ่ง"

นิกรร้องตะโกนขึ้นลอยๆ

"หมื่นห้าพันเอ้า"

พนักงานเลหลังสะดุ้งโหยง มองดูหน้านายจอมทะเล้นทันที แล้วเขาก็หัวเราะ

"การประมูลต้องเพิ่มราคาครับ ไม่ใช่ลดราคาลงมา"

นิกรเอียงคออมยิ้ม

"ขอโทษทีผมไม่รู้ระเบียบ ผมเต็มใจให้หมื่นห้าพันบาท ผมก็แหกปากร้องขึ้น"

กิมหงวนหันมากระซิบกับ ดร. ดิเรกเบาๆ

"ทำไงดีวะหมอ กันไม่อยากซื้อเครื่องรับวิทยุเครื่องนี้เลย"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้าช้าๆ

"ไม่เป็นไร ไม่เอาก็ไม่เอา เฉยๆ ก็แล้วกัน"

พนักงานเลหลังร้องตะโกนลั่น

"สองหมื่นบาท...สองหมื่นบาทหนึ่ง...สองหมื่นบาทสอง...สองหมื่นบาทสาม" แล้วเขาก็ยกฆ้อนไม้ทุบโต๊ะดังโป๊ก เป็นสัญญาณสิ้นสุดการประมูลเครื่องรับวิทยุเครื่องนี้

พนักงานเลหลังก้มศีรษะโค้งคำนับอาเสี่ยอย่างงดงาม แล้วพูดนอบน้อม

"เชิญครับอาเสี่ย เชิญไปชำระเงินที่โต๊ะแคชเชียร์โน่น"

ดร. ดิเรกกล่าวกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"บอกให้เขาเปิดให้ฟังซิ"

กิมหงวนกล่าวกับพนักงานเลหลัง

"คุณช่วยเปิดวิทยุหรือจานเสียงให้ฟังอีกหน่อยเถอะ"

"ได้-ได้ครับ"

แล้วพนักงานเลหลังก็หันไปทางเพื่อนของเขา

"คุณบุญช่วยครับ ช่วยเปิดรับวิทยุให้อาเสี่ยฟังหน่อย"

นายบุญช่วยจัดแจงเปิดสวิชไฟ ในเวลาเดียวกัน ดร.ดิเรกก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง ซึ่งในกระเป๋าของเขา มีเครื่องบังคับไฟฟ้าขนาดจิ๋วอยู่เครื่องหนึ่ง สามารถทำให้เครื่องวิทยุหยุดทำงานได้ ดร. ดิเรกใช้ความชำนาญบังคับเครื่องโดยไม่ต้องมองดูเครื่องมือวิเศษของเขาเลย

นายบุญช่วยเหงื่อแตก วิทยุไม่มีเสียงดัง เขาพยายามแก้ไขตรวจโน่นตรวจนี่ ดร. ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ กระซิบบอกกิมหงวน

"กันทำให้วิทยุเครื่องนี้เสียเสียแล้ว"

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ เขาพยักหน้ากับพนักงานเลหลังแล้วกล่าวว่า

"ว่ายังไงคุณ นี่คุณหลอกเอาวิทยุที่เสียแล้วมาขายเลหลังยังงั้นหรือ บริษัทของคุณทำไมถึงเฮงซวยอย่างนี้"

พนักงานเลหลังยกมือเกาศีรษะ

"เอ-ก่อนเลหลังผมก็ให้เขาเปิดให้ฟังมันยังดังดีนี่ครับ"

กิมหงวนได้ทีขี่แพะไล่

"คุณจะต้มคนอย่างผมน่ะไม่สำเร็จหรอกคุณ การเลหลังวิทยุเครื่องนี้ต้องนับว่าเป็นโมฆะ ถ้าแก้ให้ดีเหมือนเดิมไม่ได้ ผมไม่ยอมจ่ายเงินให้เด็ดขาด เป็นอะไรก็เป็นกัน คุณจะหาว่าผมตุกติกไม่ได้"

พนักงานเลหลังเดินเข้ามาหานายบุญช่วย

"เป็นยังไงไปครับ อะไรมันเสีย"

นายบุญช่วยยักไหล่พร้อมกับแบมือทั้งสองข้าง

"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่ามันชำรุดตรงไหน อะไรๆ มันก็ไม่เสียนี่ครับ หลอดก็ไม่ขาดไฟติดทุกหลอด"

พนักงานเลหลังหันทาทางอาเสี่ย

"ให้เวลาเขาแก้ไขสักครู่นะครับ ถ้าหากว่าแก้ไม่ได้อาเสี่ยก็ไม่ต้องซื้อ"

กิมหงวนอมยิ้ม

"แน่นอนละคุณ ของเสียแล้วใครจะซื้อ เงินของผมเก๊คุณเอาไหมล่ะ"

"เปล่าๆๆ ผมไม่ได้ว่าอะไรอาเสี่ยเลย"

"อ้าว แล้วทำไมคุณไม่ว่าผมล่ะ"

พนักงานเลหลังอดหัวเราะไม่ได้ เดินกลับไปที่โต๊ะประกาศเลหลังต่อไป คือถ้วยชามชุดโต๊ะอาหาร ตู้ประจำห้องอาหาร คณะพรรค ๔ สหาย ไม่มีความสนใจจึงเลี้ยงไปชมของอื่นๆ "

พลกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"แกทำให้วิทยุเครื่องนั้นเสียหรือหมอ"

"ออไร๋น์"

แล้วดิเรกก็ล้วงกระเป๋าหยิบประดิษฐกรรมชิ้นหนึ่งออกมา ขนาดของมันเท่านาฬิกาตั้งโต๊ะอย่างเล็กๆ รูปลักษณะคล้ายเครื่องวัดกำลังแบ๊ตตารี่ มีปุ่มบังคับสามสี่ปุ่ม

"กันรับรองว่า ถ้ากันยังอยู่ใกล้เครื่องวิทยุเครื่องนี้ในรัศมี ๒๐ เมตร วิทยุเครื่องนี้จะใช้การไม่ได้เลย เว้นแต่ว่ากันจะออกไปพ้นรัศมีที่กล่าวนี้"

พลมองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างเลื่อมใส

"อือ แกนี่ไม่เลวโว้ย แกเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมที่สุด"

คณะพรรค ๔ สหายเข้ามายืนห้อมล้อมโต๊ะพระพุทธรูปและเทวรูปอีก นิกรอ้าปากหาวดังๆ พร้อมกับยกแขนบิดขี้เกียจ

"เวิ้ว..ง่วงนอนโว้ย กลับบ้านกันเสียทีเถอะวะ หรือม่ายบึ่งรถไปดูลิงดูหมีที่เขาดินยังจะครึกครื้นกว่านี้"

พลว่า "อดใจอีกสักครู่เถอะวะ ให้เขาเลหลังเทวรูปเหล่านี้ก่อน กันอยากได้เทวรูปองค์นี้"

"ปู้โธ่" นิกรคราง "ถ้ายังงั้นจะต้องรอทำไมวะ ยกเอาไปเฉยๆ ก็แล้วกัน กำลังชุลมุนกันอย่างนี้ไม่มีใครสนใจหรอก กันแสดงเอง"

"เฮ้ยๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโร

"ตรางนะโว้ยอ้ายกร อยู่นอกคุกสบายดีแล้ว อย่าหาเรื่องย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกเลย"

นิกรเดินเข้าไปหาพนักงานเลหลัง

"คุณ คุณครับ คุณช่วยเลหลังพระพุทธรูปและเทวรูปเหล่านั้นทีเถอะน่า เสี่ยหงวนเขาจะให้ราคาอย่างสูงทีเดียว"

พนักงานเลหลังลืมตาโพลง หันไปมองดูคณะ ๔ สหาย แล้วเขาก็เดินไปทางโต๊ะพระพุทธรูป นิกรตามมาด้วย

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย"

พนักงานเลหลังร้องตะโกนขึ้น

"เราจะเริ่มเลหลังพระพุทธรูป และเทวรูปต่างๆ บนโต๊ะนี้ในอันดับต่อไป"

ประชาชนผู้สนใจราว ๓๐ คนต่างเฮโลเข้ามาห้อมล้อม นิกรเป็นเจ้ากี้เจ้าการอุ้มเทวรูปสำริดส่งให้พนักงานเลหลัง

"เอ้า-คุณ เอาองค์นี้ก่อน"

พนักงานเลหลังจุ๊ปาก

"ว้า-คุณชักจะยุ่งมากเกินไปเสียแล้วละแฮะ ปล่อยให้ผมเป็นตัวของผมเองบ้างซีคุณ ผมกำลังเลหลังรถยนต์ คุณขอร้องให้ผมเลหลังพระพุทธรูปก่อน ผมก็อนุโลมตามใจคุณ แล้วคุณยังจะมาบังคับผมอีก"

นิกรอมยิ้ม

"น่า-นิดหน่อยน่า บ่นกะปอดกะแปดไปได้"

พนักงานเลหลังมองดูเทวรูปสำริดที่เขากำลังอุ้มอยู่ แล้วร้องประกาศขึ้น

"ท่านทั้งหลาย เทวรูปองค์นี้คือเทวรูปพระกาฬ เป็นของเก่าแก่มีอายุหลายพันปีแล้ว เป็นเทวรูปสำริดฝีมือเยี่ยม ท่านผู้ใดอยากได้ไว้เป็นกรรมสิทธิ์โปรดเสนอราคามา"

"พันบาท"

กิมหงวนร้องตะโกนขึ้น

พลชักฉิวกล่าวถามอาเสี่ยทันที

"แกจะเอารึ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"เปล่า กันประมูลให้แกยังไงล่ะ"

นายพัชราภรณ์จุ๊ปากจึ๊กจั๊ก

"แล้วเสือกให้ราคาเขาตั้งพันบาท มีอย่างหรือวะ ดูซิมีใครเขาสู้ราคาบ้าง"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"เถอะน่า เงินพันบาทขนหน้าแข้งไม่ร่วงหรอกวะ"

พนักงานเลหลังตะโกนลั่น เสียงของเขาแจ่มใสไม่ตกเลย

"อาเสี่ยกิมหงวนให้พันบาทแล้ว ท่านจะให้เท่าไรว่ามาครับ พันบาท...พันบาท...พันบาทหนึ่ง...เร็วครับ ใครจะสู้ราคาบ้าง พันบาทหนึ่ง...พันบาทสอง...พันบาทสาม"

แล้วพนักงานเลหลังก็วางเทวรูปลงบนโต๊ะนั้น เคาะฆ้อนไม้ดังโป๊กเป็นสัญลักษณ์แห่งการประมูลได้ พล พัชราภรณ์ ล้วงซองธนบัตรออกมาจากกระเป๋ากางเกง ส่งธนบัตรใบละร้อยให้เจ้าแห้วปึกหนึ่ง

"เอ้า-เอาเงินไปชำระที่โต๊ะนั้นทีเถอะวะ"

เจ้าแห้วนับธนบัตรดังๆ

"หนึ่ง, สอง, สาม, สี่, ห้า, หก, เจ็ด, แปด, เก้า..."

ดร. ดิเรกกล่าวถามอย่างแปลกใจ

"ทำไมใบที่ ๑๐ แกถึงไม่นับล่ะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทาน ก็เห็นอยู่แล้วจะต้องนับทำไมครับ เผื่อมันซ้อนกันรับประทานเกินมาหนึ่งใบ จะได้เป็นกำไรของผม"

พูดจบเจ้าแห้วก็เดินไปทางโต๊ะพนักงานรับเงินสด

คนเลหลังร้องตะโกนบอกให้ทราบ

"เทวรูปพระกาฬหนึ่งองค์ พันบาทครับ"

อีกสักครู่ เจ้าแห้วก็ถือใบเสร็จรับเงินเดินกลับมาหาเจ้านายของเขา ส่งให้นายพัชราภรณ์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ ๔ สหาย

"พวกแกอยากกลับบ้าน หรือจะไปไหนกันต่อก็เอาซี ทิ้งอาไว้ที่นี่แหละ อาจะรอประมูลอะไรต่ออะไรอีกหลายอย่าง กว่าจะกลับเห็นจะบ่าย"

๔ สหายปรึกษาหารือกัน แล้วก็ตกลงกลับบ้าน พลยกมือตบบ่าเจ้าแห้ว

"เฮ้ย อุ้มเทวรูปเอาไป ระวังให้ดีนะ ขืนทำหลุดหรือชำรุดเสียหายเป็นโดนเตะแน่"

กิมหงวนเดินเข้าไปหาพนักงานเลหลัง

"คุณ-ผมจะกลับละนะ เรื่องวิทยุเป็นอันว่าโมฆะ"

"โธ่-อาเสี่ย รอให้ช่างแก้เสียก่อนซีครับ ผมคิดว่าอีกสักครู่ก็คงจะใช้การได้"

อาเสี่ยโบกมือ

"เสียใจ ผมไม่มีเวลาพอที่จะรอการแก้ไขวิทยุเฮงซวยของคุณ ของมันเสียแล้วเอามาเลหลังมีอย่างที่ไหน"

เสี่ยหงวนเดินกลับไปหาคณะพรรคของเขา ๔ สหายพากันเดินไปจากหน้าตึกของบริษัทเลหลัง เจ้าแห้วอุ้มเทวรูปพระกาฬตามมาด้วยความระมัดระวัง กลัวจะหกล้มหรือพลัดตกจากมือ

สุภาพบุรุษผู้สูงอายุคนหนึ่ง แต่งกายภาคภูมิด้วยเครื่องแบบสากลชุดขาว ลักษณะท่าทางเป็นผู้ดีมีสกุลสูง อายุ ๖๐ เศษได้พาตัวเดินเข้ามาที่รถ "คาดิลแล็ค" เก๋งด้วยใบหน้าเคร่งขรึมแกมเศร้าสลด

ก่อนที่ ๔ สหายและเจ้าแห้วจะขึ้นไปนั่งบนรถ สุภาพบุรุษผู้นั้นก็กล่าวขึ้นเปรยๆ

"ประทานโทษเถอะคุณ ใครเป็นผู้ประมูลเทวรูปองค์นี้ได้ครับ"

ทุกคนหันมามองดูชายชราผู้นี้เป็นตาเดียว

"ผมเองครับ"

พลตอบนอบน้อม

ชายชราถอนหายใจเบาๆ จ้องตาเขม็งมองดูนายพัชราภรณ์อย่างห่วงใย

"ผมไม่อยากให้คุณเอาเทวรูปพระกาฬองค์นี้ไปบ้านคุณเลย ผมคือพระยาพิจารณ์วรกิจ บรรดาทรัพย์สมบัติที่กำลังทำการเลหลังนี้ของผมเองแหละคุณ ผมไม่อยากจะให้คุณได้รับภัยพิบัติจากอิทธิฤทธิ์ของเทวรูปพระกาฬองค์นี้"

เจ้าแห้วชักใจไม่ดี อุ้มเทวรูปไว้ด้วยมือขวา เอื้อมมือซ้ายเปิดประตูตอนหลังรถออก โยนเทวรูปลงไปบนเบาะรถทันที

๔ สหายพากันมองดูหน้าท่านเจ้าคุณเจ้าของเทวรูปอย่างแปลกใจ

"ใต้เท้ากรุณาอธิบายให้ผมเข้าใจแจ่มแจ้งดีกว่านี้สักหน่อยเถอะครับ" พลพูดยิ้มๆ "ผมเองครับเป็นผู้ประมูลเทวรูปองค์นี้ได้"

เจ้าคุณเฒ่ามองดูนายพัชราภรณ์อย่างห่วงใย

"ได้ซีคุณ ผมยินดีจะเล่าให้คุณพังแต่ย่อๆ เทวรูปองค์นี้น่ะแต่เดิมเป็นของพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ คนร้ายขโมยเอาออกมาจากพิพิธภัณฑ์หลายสิบปีแล้ว นำไปขายให้เจ้าพระยาอะไรคนหนึ่ง ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีในสมัยนั้น แต่แล้วชั่วเวลาไม่เท่าไร เจ้าพระยาคนนั้นก็ได้รับภัยพิบัติล่มจมอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้ เทวรูปพระกาฬตกไปเป็นของใครต่อใครอีก ผู้ที่มีเทวรูปองค์นี้ไว้ในครอบครอง ต้องได้รับภัยอันตรายเห็นทันตา ผมเองซื้อไว้จากคุณพระเศวตรฯ "

นิกรสะดุ้งโหยง

"พระเศวตรฯ ช้างน่ะหรือครับใต้เท้า"

เจ้าคุณพิจารณ์ฯ ทำหน้าชอบกล

"คนครับไม่ใช่ช้าง พระเศวตรวินิจฉัยไม่ใช่ พระเศวตรคชดิลกครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมนึกว่าช้างเสียอีก"

ท่านเจ้าคุณอธิบายให้ฟังต่อไป

"พระเศวตรฯ เคยเป็นนักธุรกิจที่มีการค้ากว้างขวางใหญ่โต แต่หลังจากได้เทวรูปพระกาฬองค์นี้มาไว้ในความครอบครองเพียง ๓ เดือนก็พินาศล่มจม ถึงกับเป็นบุคคลล้มละลาย มีเมียเมียก็มีชู้ เลี้ยงหมูไว้หลายสิบตัวหมูก็ตายหมด ก่อนจะถูกฟ้องล้มละลาย คุณพระได้ขายเทวรูปองค์นี้ให้ผมเป็นเงินเพียง ๒๐๐ บาทเท่านั้น ไม่ช้าคุณพระก็ถูกศาลพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย ผมเองไม่ยอมเชื่อถือว่าคุณพระได้รับเคราะห์กรรมเพราะอิทธิฤทธิ์ของเทวรูปบันดาลให้เป็นไป เทวรูปพระกาฬอยู่กับผมได้ ๖ เดือนเศษ ห้างใหญ่ของผมก็ถูกไฟไหม้ สาเหตุเกิดจากไฟฟ้าช๊อต ทำให้ผมสิ้นเนื้อประดาตัว เพราะผมไม่ได้รับประกันไฟเอาไว้ ฐานะของผมตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ในที่สุดผมก็ต้องขายบ้านและที่ดิน ตลอดจนทรัพย์สมบัติข้าวของต่างๆ เพื่อเอาเงินมาใช้หนี้เขา และผมจะไปอยู่บ้านสวนใช้ชีวิตสงบเงียบอยู่ที่นั่น ผมมานี่ก็เพื่อจะมาคอยรับเงินเลหลัง เห็นพวกคุณประมูลเทวรูปมาได้ก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ จึงมาบอกให้ทราบ"

นิกรชักใจไม่ดี มองดูหน้าพลแล้วหล่าวขึ้น

"เฮ้-อย่าเอาไปบ้านเราเลยวะพล ท่าจะไม่ดีเสียแล้วประเดี๋ยวพวกเราจะเกิดพินาศล่มจมกันขึ้น"

ดร. ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ

"อิมพอสิเบิล... เป็นไปไม่ได้ เทวรูปองค์นี้เขาสร้างด้วยสำริด คือเหล็กผสมกับโลหะบางอย่าง อิทธิปาฏิหาริย์ เป็นเรื่องของอุปทานเท่านั้น"

เจ้าคุณพิจารณ์ฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"ผมเตือนคุณก็ด้วยเจตนาดี เมื่อไม่เชื่อก็สุดแล้วแต่เถอะครับ หนุ่มๆ อย่างพวกคุณเป็นคนหัวสมัย อาจจะเห็นว่าเป็นเรื่องเหลวไหลก็ได้"

พูดจบเจ้าคุณพิจารณ์ฯ ก็พาตัวเดินไปจากที่นั้น ๔ สหายมองตามท่านเจ้าคุณอย่างแปลกใจ

"มันจะเป็นไปได้หรือ" พลปรารภขึ้นเบาๆ "แต่ว่าเท่าที่เจ้าคุณท่านเล่าให้ฟัง ท่านคงไม่โกหกเราหรอก น่าประหลาดเหมือนกัน"

อาเสี่ยพูดตัดบท

"อย่าไปสนใจเลยวะ คนเราเมื่อถึงคราวมันจะล่มจม ถึงไม่มีเทวรูปองค์นี้มันก็ล่มจมได้ ชีวิตมนุษย์แล้วแต่เฮงซวย กันไม่เชื่อถือในเรื่องเช่นนี้หรอก"

ดร. ดิเรกพยักหน้าช้าๆ

"ออไร๋น์ ไม่เคยมีนักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกที่เชื่อว่าอิทธิปาฏิหาริย์เป็นเรื่องที่เป็นไปได้ คนโง่เขลาเบาปัญญาเท่านั้นที่ยังหลงเชื่ออย่างงมงาย อีตาเจ้าคุณคนนี้แกแก่แล้ว ตามธรรมดาคนแก่มักจะเชื่อถือเลื่อมใสในเรื่องเช่นนี้"

พลนิ่งอึ้งไปสักครู่ก็กล่าวขึ้น

"ไป-กลับบ้านโว้ยพวกเรา ให้มันรู้ไปทีเถอะวะว่าเทวรูปองค์นี้ มีฤทธิ์เดชสามารถทำให้พวกเราล่มจมได้"

กิมหงวนหัวเราะออกมาดังๆ

"อย่างกันถึงอย่างไรมันก็ล่มจมไปไม่ได้ กันนั่งกินนอนกินตลอดชีวิต โดยไม่ต้องทำการทำงานอะไรเลยเงินก็ไม่หมด"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหาย ก็พากันขึ้นไปนั่งบนรถ ดร. ดิเรกนั่งคู่กับเจ้าแห้วตอนหน้ารถ ต่อจากนั้น "คาดิลแล็ค" เก๋งคันงามก็เคลื่อนออกจากที่ช้าๆ แล่นออกจาก "บริษัท ยิ้มให้กัน จำกัด"

พล พัชราภรณ์ นำเทวรูปองค์นั้นประดิษฐานไว้ในห้องสมุดของบ้าน ตั้งบนโต๊ะเล็กๆ โต๊ะหนึ่งอยู่มุมห้องพอดี เมียๆ ของ ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ไม่มีใครสนใจกับเทวรูปองค์นี้ เพียงแต่คุณหญิงวาดบ่นกะปอดกะแปดที่ลูกชายของท่านซื้อมาตั้ง ๑,๐๐๐ บาท เป็นการหมดเปลืองเงินโดยไม่มีความจำเป็นอะไรสักนิด

ดึกสงัดคืนนั้นเอง

ในราว ๒.๐๐ น. เศษ คุณหญิงวาดลุกขึ้นจากเตียงนอน เข้าไปทำธุระในห้องน้ำแล้วกลับออกมา ท่านเดินมานั่งบนโซฟาริมหน้าต่าง อ้าปากหาวขึ้นดังๆ เอื้อมมือหยิบหมากและพลูจีบใส่ปาก ตามธรรมดาคุณหญิงวาดมักจะตื่นนอนตอนนี้เสมอ หลังจากกินหมากแก้เปรี้ยวปากสักคำสองคำแล้ว ท่านก็ขึ้นเตียงนอนต่อไป

แสงไฟสีเขียวนวลในห้องนอนส่องสลัวลาง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กำลังนอนหลับสนิท กรนเสียงสนั่นหวั่นไหว คุณหญิงวาดกำลังเคี้ยวหมากเพลินๆ ท่านก็ได้ยินเสียงประตูห้องถูกเคาะเบาๆ แต่ก็ไม่แน่ใจนักนึกว่าจะเป็นเสียงคนเคาะประตู เพราะเคาะเบามาก

"ใครวะ" คุณหญิงวาดถามเสียงหนักๆ

เงียบ ไม่มีเสียงขานรับ คุณหญิงผลุดลุกขึ้นยืน เดินมาที่ประตูห้องนอนของท่าน แล้วถอดกลอนเปิดประตูออก พาตัวเดินออกมาจากห้องนอน

ทันใดนั้นเองคุณหญิงก็ร้องหวีดสุดเสียง วิ่งจู๊ดกลับเข้ามาในห้องอย่างอกสั่นขวัญแขวน ตรงเข้ามาที่เตียงนอน ทรุดตัวลงนั่งเอื้อมมือเขย่าร่างเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เต็มแรง

"เจ้าคุณ เจ้าคุณคะ อื๊ยย์ อิติปิโสภควา..."

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หยุดกรน ตกใจตื่นลืมตาโพลง

"อะไรกันหา แม่วาด"

ใบหน้าของคุณหญิงซีดเผือด ท่านพูดละล่ำละลักแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"เจ้าคุณขา อะไรก็ไม่รู้ยืนอยู่หน้าห้องเรา บรื๊อว์ส...น่ากลัวเหลือเกิน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พรวดพราดลุกขึ้นนั่ง

"หา ผีหรือขโมย"

"ไม่ใช่ขโมยหรอกค่ะ จะว่าผีก็ไม่ใช่ รูปร่างคล้ายกับตุ๊กตาปั้นตัวใหญ่กว่าคนธรรมดาสัก ๒ เท่า นัยน์ตาแดงกล่ำเหมือนกับสีทับทิมไม่มีผิด ออกไปดูซีคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ขนลุกซู่

"เหลวละแม่วาด ตาฝาดไปละกระมัง ไม่มีอะไรหรอกน่า แล้วก็อยู่ๆ เธอเปิดประตูออกไปข้างนอกทำไมล่ะ"

คุณหญิงวาดว่า "ดิฉันลุกไปเยี่ยวค่ะ แล้วก็นั่งกินหมาก ได้ยินเสียงคนเคาะประตูก็ลุกไปเปิดประตูดู พอเห็นเข้าเท่านั้นดิฉันก็เผ่นเข้ามาในห้อง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เอื้อมมือขวาเข้าไปใต้หมอนหยิบยู.เอส.อาร์มี่ ๑๑ มม. ออกมาเลื่อนลูกขึ้นลำ แล้วท่านก็ลุกขึ้นจากเตียงนอน

"ฉันว่าคุณหญิงตาฝาดมากกว่า"

"โธ่-ไม่ฝาดหรอกค่ะ ให้ดิฉันชักแหง่กๆ นัยน์ตาตั้งซีเอ้า ถ้าเจ้าคุณออกไปดูไม่มีอะไรดิฉันยอมให้เตะ ๓ ที"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กระพริบตาถี่เร็ว แล้วก็เดินย่างสามขุมตรงไปที่ประตูห้องนอนของท่าน ค่อยๆ โผล่หน้าออกไปดู

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือกหัวใจของท่านแทบจะหยุดทำงาน ใบหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ รู้สึกขนพองสยองเกล้าจนบอกไม่ถูก ท่านแลเห็นเทวรูปพระกาฬที่พลซื้อเลหลังมากำลังเดินกุกๆ ลงบันไดไปในลักษณะของการเคลื่อนไหวที่งุ่มง่ามล่าช้า เทวรูปได้แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็นประจักษ์แก่ตา รูปร่างของเทวรูปใหญ่กว่าคนธรรมดาสักสองเท่า แต่ส่วนสัดต่างๆ เหมือนกับองค์เทวรูปที่ตั้งอยู่บนโต๊ะในห้องสมุดไม่มีผิด

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เผ่นพรวดเข้ามาในห้อง ปิดประตูใส่กลอนทันที คุณหญิงวาดนั่งตัวสั่นงันงก ท่านเจ้าคุณวิ่งตื๋อเข้ามาทรุดตัวลงนั่งบนเตียง ยกมือกอดคุณหญิงของท่านแน่น

"เห็นไหมคะ"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก ยิ้มอย่างยากเย็น

"หะ-หะ-เห็น-ละ-ละ-แล้ว"

"เห็นอะไรคะ"

"เทวรูปพระกาฬจ้าแม่วาด" ท่านพูดเสียงสั่นเครือ "เทวรูปที่เจ้าพลซื้อเลหลังมานั่นเอง ท่านสำแดงอิทธิฤทธิ์ให้เราเห็น แผลงฤทธิ์ทำให้ตัวใหญ่กว่าคนธรรมดา บรื๊อวส์....นอนเถอะคุณหญิง อย่าพูดอะไรถึงท่านอีกเป็นอันขาด"

คุณหญิงวาดประนมมือขึ้นเหนือศีรษะ พูดอะไรพึมพำ

"เจ้าประคุณเอ๋ย ลูกช้างกลัวแล้ว พรุ่งนี้ลูกช้างจะจัดเครื่องสังเวยหมูเห็ดเป็ดไก่ถวายเจ้าพ่อ อย่ามาให้ลูกเห็นเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจหนักๆ

"บ้านนี้น่ากลัวจะต้องเซ็งเสียทีนะคุณหญิง ไปหาซื้อที่ทางบางกะปิสักห้าหกไร่ปลูกอยู่ใหม่ดีกว่า ขืนอยู่ที่นี่ไม่ไหวแน่ ดูมันมีแต่เรื่องยุงยากเอะอะโกลาหลไม่รู้จักจบจักสิ้น ไม่เรื่องอะไรก็เรื่องอะไรต้องมีเสมอ"

คุณหญิงวาดพยักหน้าพูดเสียงอ่อย

"นั่นน่ะซีคะ เซ้งก็เซ้งเถอะค่ะ"

ทันใดนั้นเอง มีเสียงวัตถุหนักๆ ในห้องชั้นล่างล้มดังโครม คุณหญิงวาดเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เผ่นพรวดขึ้นมานั่งบนตักเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และกอดท่านเจ้าคุณแน่น เจ้าคุณค่อยๆ ผลักคุณหญิงลงจากตักของท่าน

"คุณหญิงไปดูหน่อยซิว่าอะไรมันล้ม เอ้า-เอาปืนไป ฉันคิดว่าถึงคราวคับขันอย่างนี้ คุณหญิงกล้ากว่าฉันมาก"

คุณหญิงวาดทำตาบ้องแบ๊วน่าสงสาร

"ใครบอกเจ้าคุณล่ะคะว่าดิฉันกล้า เจ้าคุณเป็นผู้ชายลงไปดูซีคะ บางทีขโมยอาจจะขึ้นบ้านเราก็ได้ อ้ายโกมารจันทร์น่ะไว้ใจมันไม่ใคร่ได้ มันหลับยามเก่งกว่าพี่ชายมันเสียอีก พอทุ่มกว่าๆ มันก็หลับแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักใจไม่ดี ท่านลุกขึ้นจากเตียงนอน เดินมาที่ประตูห้องแล้วหันมาทางคุณหญิงของท่าน

"แม่วาด"

"คะ"

"ลงไปด้วยกันซี"

คุณหญิงทำท่าขนพองสยองเกล้า

"โอ้ย ไม่เอาละค่ะ ปลุกเด็กๆ มันลุกขึ้นซีคะ ให้เขาลงไปดูว่ามันขโมยหรืออะไรแน่"

เสียงโครมดังขึ้นอีก แล้วก็มีเสียงคล้ายคนวิ่งเล่นดังขึ้นจากข้างล่าง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยายามหักห้ามความกลัว ปลอบใจตัวเองให้เข็มแข็งถอดกลอนเปิดประตูออกเดินมาทางห้องนอนลูกชายกับลูกสะใภ้ของท่าน

ท่านยกมือตบประตูเรียกนายพัชราภรณ์ สักครู่เดียวพลกับนันทาก็เปิดประตูออกมา ในมือของพลถือปืนพกคู่มือหนึ่งกระบอก "มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับคุณพ่อ"

จ้าคุณประสิทธิ์ฯ เหลียวซ้ายมองขวาทำหน้าเลิ่กลั่ก

"เทวรูปของแกเล่นงานพ่อกับแม่แล้ว เมื่อสักครู่นี่เอง แม่แกเห็นเทวรูปองค์นั้นยืนอยู่หน้าเฉลียงนี้ แล้วพ่อก็ตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงแม่ของแกร้องเอะอะ พ่อออกมาดูก็เห็นอย่างถนัดตา บรื๊อวส์..น่ากลัวจังโว้ย รูปร่างของท่านใหญ่โตกว่าคนธรรมดามากมายนัก ง่าแกได้ยินเสียงอะไรข้างล่างดังโครมครามหรือเปล่า"

นันทาชักใจไม่ดียกมือเกาะแขนพลแน่น นายพัชราภรณ์ขมวดคิ้วย่นแสดงท่าทีแปลกใจไม่น้อย

"คุณพ่อกับคุณแม่ ไม่ได้ตาฝาดไปหรอกหรือครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จุ๊ปาก

"แล้วกัน เห็นจริงไม่ใช่ตาฝาด ให้ตายเถอะวะ"

พลนึกถึงคำพูดของท่านเจ้าคุณพิจารณ์ฯ เจ้าของเทวรูปองค์นี้ แล้วเขาก็ชักจะเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหาริย์ขององค์เทวรูป

"ผมหลับสนิทเชียวครับคุณพ่อ ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย"

นันทาพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"คุณอาเห็นยังไงคะ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ก็เห็นเป็นองค์เทวรูปน่ะซี กำลังเดินหันหลังให้อาลงบันไดไป รูปร่างของท่านโตกว่าคนธรรมดาสักสองเท่า"

นันทาหน้าซีดเผือด เขย่าแขนนายพัชราภรณ์ทันที

"พลขา ท่าจะไม่ดีเสียแล้วละค่ะ พรุ่งนี้ให้ใครเขาไปเสียเถอะ เทวรูปเป็นของศักดิ์สิทธิ์ของผู้ที่เขาเคารพนับถือ เรานำท่านมาไว้ในห้องสมุดตั้งไว้เหมือนตุ๊กตาตัวหนึ่ง ท่านอาจจะไม่พอใจเลยแสดงอิทธิฤทธิ์ให้เห็น"

พลว่า "อย่าเพิ่งตื่นไปเลยนัน พี่จะลงไปพิสูจน์ความจริงเดี๋ยวนี้"

นันทาสั่นศีรษะ

"ไม่เอาค่ะพล อย่าลงไปเลย ดีไม่ดี..."

นายพัชราภรณ์หัวเราะ

"ไม่มีอะไรที่น่าวิตกหรอกน่ะนัน ง่า-พี่จะปลุกพรรคพวกลงไปด้วยก็แล้วกัน" พูดจบพลก็เดินมาที่ห้องนอนของเพื่อนเกลอของเขา ซึ่งอยู่ติดๆ กัน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เปิดไฟฟ้าที่เฉลียงตึกทุกๆ ดวงสว่างจ้า คุณหญิงวาดค่อยๆ ย่องออกมาจากห้องแล้ววิ่งจู๊ดเข้ามาหาศรีสะใภ้ของท่าน พลเที่ยวทุบประตูห้องเรียกพรรคพวกของเขา ตลอดจนเจ้าคุณปัจจนึกฯ สักครู่เดียวประตูห้องเหล่านั้นก็ถูกเปิดออก คณะพรรค ๔ สหายต่างย่อยๆ กันออกมาจากห้องของตน เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนลูกซองเดินงัวเงียออกมา นิกรออกมาจากห้องเป็นคนสุดท้าย มือถือดาบซามูไรแบบญี่ปุ่น

ต่างไต่ถามเรื่องราวกันแซ่ดไปหมด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด ได้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้คณะพรรค ๔ สหายฟัง นิกรค่อยๆ เขยิบเข้ามายืนกลางวง ความหวาดกลัวอิทธิฤทธิ์ของเทวรูปบังเกิดแก่นิกรทันที

"กันเตือนแกแล้วไม่เชื่อ" นายจอมทะเล้นดุพล "เจ้าคุณอะไรคนนั้น ซึ่งเป็นเจ้าของเดิมท่านก็อุตส่าห์เตือนแกด้วยความหวังดี แต่แกกลับเห็นเป็นของเหลวไหล"

ดร. ดิเรกพูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"อย่าถกเถียงกันเลย ลงไปดูให้เห็นเท็จจริงดีกว่า"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินผ่านเฉลียงหลังตึกลงบันไดไปข้างล่าง นันทา, ประภา, ประไพ, นวลลออ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดยังคงยืนรวมกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องนี้

ที่ห้องโถงชั้นล่างมืดและสงบเงียบ ดร. ดิเรก เปิดไฟฟ้าเดินทางฉายกราด พลเดินเข้าไปที่ผนังห้องเปิดสวิชไฟ ทำให้ห้องโถงสว่างจ้าราวกับกลางวัน ดร. ดิเรกหันมาพยักหน้ากับเพื่อนเกลอของเขา

"ไป-เข้าไปในห้องสมุด"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ง่า-กันปวดท้องจังโว้ย ขึ้นไปส้วมเดี๋ยวได้ไหมจะราดอยู่แล้ว"

เสี่ยหงวนยกมือรวบผมนิกรไว้

"อย่าปอดแหกนักเลยวะอ้ายกร จงทำจิตใจของแกให้เข้มแข็งบ้าง"

นิกรฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"อ้ายกลัวน่ะไม่กลัวหรอก แต่มันหวาดๆ อย่างไรชอบกล สมมุติว่าพวกเราเข้าไปในห้องสมุดพบเทวรูปยืนจังก้าอยู่ในห้อง เราจะทำอย่างไรดี"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"เป็นไปไม่ได้ เทวรูปเป็นรูปปั้นที่ไม่มีชีวิตจิตใจ และไม่มีกลไกอะไรบังคับจะได้เคลื่อนไหวได้ ไป-กันนำหน้าเอง บางทีอาจจะมีคนร้ายหลบซ่อนอยู่ในห้องสมุดก็ได้"

ครั้นแล้วนายแพทย์หนุ่ม ก็เดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเข้าไปในห้องสมุดของบ้าน "พัชราภรณ์"

๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดชะงักสะดุ้งเฮือกไปตามกัน จากแสงไฟฟ้าเดินทางในมือ ดร. ดิเรก ทุกคนแลเห็นเทวรูปพระกาฬล้มกลิ้งอยู่กลางห้อง และน่าตื่นเต้นอัศจรรย์ใจที่สุด เทวรูปองค์นี้มีขนาดสูงใหญ่กว่าเดิมเกือบ ๒ เท่าซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แม้กระทั้ง ดร.ดิเรกเองก็แปลกใจเหลือที่จะกล่าว

ราวกับนัดกันไว้ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างถอยหลังกรูดล่าทัพออกมาจากห้องสมุดทันที ดร. ดิเรกซึ่งเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยอดเยี่ยมไม่เคยเชื่อถือเลื่อมใสในอิทธิปาฏิหาริย์ ได้แสดงความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง แต่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย

นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"กะ-กัน-ขะ-ขึ้นไปข้างบนก่อนละโว้ย"

พูดจบนายจอมทะเล้น ก็โกยอ้าววิ่งขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก

อาเสี่ยกิมหงวนถอนหายใจหนักๆ ยกมือจับแขนนายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"แกกลัวรึหมอ"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"โน"

"แล้วทำไมแกถอยออกมาล่ะ"

ดิเรกว่า "ถอยแบบยุทธศาสตร์โว้ย คนอื่นเขาถอย กันก็ต้องถอยบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามดิเรกเบาๆ

"แกเข้าใจว่าอย่างไรดิเรก เทวรูปองค์นั้นทำไมถึงโตกว่าเก่าตั้งสองเท่า อิทธิปาฏิหาริย์ของเทวรูปใช่ไหม"

นายแพทย์หนุ่มเม้มปากแน่น นิ่งอึ้งไปสักครู่เขาก็พูดขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ผมคิดว่าเกี่ยวกับอุณหภูมิของอากาศครับ คือพูดตามหลักวิทยาศาสตร์ อากาศคืนนี้ร้อนอ้าวมาก เทวรูปซึ่งทำด้วยเหล็กผสมกับโลหะเลยยืดตัวออก"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"หนอยแน่ เทวรูปตะหวักตะบวยอะไรกันวะยืดได้หดได้ ยังงั้นถ้าอากาศหนาวเทวรูปก็คงหดจู๋เหลือองค์นิดเดียวเท่านั้นน่ะซี"

"ออไร๋น์ ควรจะเป็นเช่นนั้น เข้าไปในห้องอีกทีเถอะวะพวกเรา"

พูดจบ ดร.ดิเรกก็เดินนำหน้าพาพลกับกิมหงวน และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้าไปในห้องสมุด

อีกครั้งหนึ่งที่คณะพรรค ๔ สหายอกสั่นขวัญบิน ดร.ดิเรกฉายไฟฟ้าไปที่องค์เทวรูป ทุกคนต่างแลเห็นเทวรูปพระกาฬกลิ้งขลุกขลักไปทางซ้ายของห้อง

"อ๋อย เปิดโว้ย" อาเสี่ยร้องสุดเสียง วิ่งจู๊ดออกไปจากห้อง

คราวนี้ใครต่อใครก็พากันโกยอ้าวออกจากห้อง วิ่งตามอาเสี่ยออกไป แก่งแย่งกันขึ้นบันไดไปชั้นบน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด กับ ๔ นางและนิกรยืนจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ พอแลเห็นคณะพรรค ๔ สหายวิ่งขึ้นบันไดมา ต่างคนก็ตกใจโกยอ้าวเข้าห้องส่งเสียงร้องวี๊ดว้ายกระตู้วู้ลั่นไปหมด

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล ดร. ดิเรก และเสี่ยหงวนใจเต้นระทึกไปตามกัน ต่างหยุดยืนหน้าห้องนอนของนายพัชราภรณ์มองดูหน้ากันอย่างตื่นเต้น

"ไม่ได้การเสียแล้วโว้ย" เสี่ยหงวนพูดเสียงเครือ "เทวรูปองค์นี้เล่นงานพวกเราเข้าให้แล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"พรุ่งนี้ต้องจัดการเอาไปให้พ้นบ้านเรา ม่ายยังงั้นเราจะต้องประสบภัยอันตรายอย่างแน่นอน หรือแกเข้าใจว่ายังไงดิเรก ที่เทวรูปนี้กลิ้งได้"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"มันเป็นแปลกครับ แปลกมากที่เดียว ฝรั่งงงไปหมดแล้ว สิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้มันกลับเป็นไปได้ ขอเวลาให้ผมคิดสักคืนเถอะครับ พรุ่งนี้ผมจะพิสูจน์ความจริงให้รู้แน่ว่า ทำไมเทวรูปพระกาฬถึงเคลื่อนไหวได้"

พลยกมือตบบ่ากิมหงวนเบาๆ

"เฮ้ย แกลงไปอุ้มเทวรูปขึ้นวางบนโต๊ะตามเดิมทีเถอะวะ"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ไม่สำเร็จแน่ กันน่ะขี้ขึ้นไปอยู่บนหัวขมองแล้วรู้ไหม ตกใจแทบจะช้อคตาย ดูซี-ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัวแล้ว"

มีการปรึกษาหารือกันอีกสักครู่ ทุกคนก็แยกย้ายกันไปนอน

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ ข่าวก็แพร่สะพัดไปทั่วบ้านพัชราภรณ์ ทุกคนต่างโจษจันกันถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ของเทวรูปพระกาฬ และพากันหนาวๆ ร้อนๆ ประหวั่นพรั่นใจไปตามกัน

คณะพรรค ๔ สหายเข้าไปในห้องสมุดตอน ๗.๐๐ น. เศษ เทวรูปองค์นั้นคงนอนกลิ้งอยู่บนพื้นและมีขนาดเท่าเดิม พล พัชราภรณ์ อัญเชิญเทวรูปขึ้นตั้งบนโต๊ะ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหาย ก็ออกมานั่งปรึกษาหารือกันที่ห้องโถง

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เทวรูปองค์นี้เอาไว้ไม่ได้แน่ น่ากลัวจะมีปีศาจสิงอยู่ ควรเอาไปถวายวัดดีกว่า"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกันค่ะ เชิญท่านไปไว้วัดให้รู้แล้วรู้รอดไป"

พูดจบท่านก็หันมาทางคนใช้แก่นแก้วของท่าน ซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพรมปูพื้น

"อ้ายแห้วเอ็งช่วยจัดการหน่อยเถอะวะ เชิญเทวรูปเอาขึ้นรถยนต์ไปวัดเดี๋ยวนี้ วัดอะไรก็ได้ตามใจแกเถอะ"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล

คุณหญิงขมวดคิ้วย่นแล้วดุเจ้าแห้ว

"กลัวอะไรวะ กลางวันแสกๆ อย่างนี้ท่านคงไม่แสดงอิทธิฤทธิ์อะไรหรอก ไป-จัดการเสียเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วจุ๊ปากจึ๊กจั๊กทำหน้างอเหมือนม้าหมากรุก ลุกขึ้นเดินก้มตัวเข้าไปในห้องสมุด แต่แล้วสักครู่เจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบออกมา ด้วยสีหน้าตื่นเต้นหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว ทำให้คุณหญิงวาดและ ๔ นางอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน

"อะไรวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงดุๆ

เจ้าแห้วหน้าขาวซีดเหมือนแผ่นกระดาษ ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบแล้วพูดเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"รับประทานผมยกไม่ขึ้นขอรับ หนักยิ่งกว่ากระสอบข้าว บรื๊อวส์..รับประทานขนหัวลุกเลย"

คณะพรรค ๔ สหายต่างมองดูหน้ากัน นายแพทย์หนุ่มผลุดลุกขึ้นยืน และพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายแห้วอาจจะโกหกเราก็ได้ เข้าไปดูให้เห็นเท็จจริงหน่อย มันจะเป็นไปได้อย่างไร เทวรูปองค์เล็กนิดเดียวเท่านั้น"

ดร. ดิเรกเดินเข้าไปในห้อง คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้นย่อยๆ กันเข้าไป นายแพทย์หนุ่มหันมามองดูหน้าเจ้าแห้ว ออกคำสั่งให้เจ้าแห้วอุ้มองค์เทวรูป เจ้าแห้วยิ้มแหย แข็งใจยกเทวรูป แต่องค์เทวรูปไม่ยอมขยับเขยื้อนจากที่เลย เจ้าแห้วออกกำลังจนสุดแรง หน้าตาแดงกล่ำ

"อึ๊บ...เอี๊ยก..ฮื้ย"

นายแพทย์หนุ่มผลักเจ้าแห้วเซไปทางหนึ่ง

"หลีกไปให้พ้น อย่ามาทำลูกไม้หน่อยเลยวะ ถ้าฉันยกได้ฉันจะเตะแก"

เจ้าแห้วชักฉิว

"รับประทานถ้ายกไม่ขึ้นล่ะครับ"

คุณหญิงวาดเอื้อมมือกระชากผมเจ้าแห้ว แล้วตบซ้ายขวาหลายที

"นี่แน่ๆ ย้อนเก่งนัก เดี๋ยวแม่เอาเลือดหัวออกเสียเลย"

ดร. ดิเรกปราดเข้ามาอุ้มองค์เทวรูป แต่แล้วเขาก็ยกไม่ขึ้นทั้งๆ ที่ออกแรงเต็มที่ ราวกับว่าเทวรูปองค์นี้มีน้ำหนักตั้งหลายตัน คณะพรรค ๔ สหายมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว นายแพทย์หนุ่มปล่อยมืออก มองดูเทวรูปอย่างพิจารณา

คุณหญิงวาดประนมมือแต้ พูดพึมพำเบาๆ

"เจ้าประคุณเอ๋ย ลูกช้างกลัวแล้ว อย่าแสดงฤทธิ์เดชอะไรเลย ลูกช้างขออัญเชิญเจ้าพ่อไปอยู่ที่อื่นเถิด"

ดร. ดิเรกถอนหายใจหนักๆ ค่อยๆ หันหน้ามาทางเพื่อนเกลอของเขา

"ศักดิ์สิทธิ์มากที่เดียว ไอเพิ่งเคยเห็นอิทธิปาฏิหาริย์ของเทวรูปในครั้งนี้ กันอธิบายไม่ได้ว่าทำไมกันจึงยกไม่ขึ้น"

พลเข้ามาที่องค์เทวรูป ก้มตัวลงโอบอุ้มแต่ก็ไม่เป็นผล เทวรูปพระกาฬไม่ยอมขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ยังความฉงนสนเท่ห์ใจให้เกิดขึ้นแก้คณะพรรค ๔ สหายโดยทั่วหน้า

นายพัชราภรณ์ แสดงสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นเต้นประหลาด เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้อง ดร. ดิเรกร้องตะโกนลั่นห้อง

"โว้ย-ประหลาดโว้ย นักวิทยาศาสตร์งงไปหมดแล้ว"

นิกรถลกแขนเสื้อขึ้น เดินเข้ามาหาเทวรูป แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"มา-กันยกเอง"

นายจอมทะเล้นก้มองอุ้มเทวรูป รวบรวมกำลังยกขึ้น

"เอ้า-ฮึยเลฮึย...อื๊บ ฮุยเลฮุย...อึ๊บ"

แล้วนิกรก็ยกมือเขกกะบาลเทวรูปดังโป๊ก

"นี่แน่ะ ฤทธิ์เดชมากนัก"

ทุกคนตกใจไปตามกัน เมื่อนิกรแสดงการดูถูกดูหมิ่นเทวรูปถึงเพียงนี้ คุณหญิงวาดยกมือขวาตบอก มองดูหลานชายของท่านอย่างห่วงใย

"ตายแล้วนิกร ทำไมแกบ้าอย่างนี้ เมื่อแกไม่นับถือก็อย่าดูถูกดูหมิ่นซี"

นิกรหัวเราะ เขาเป็นคนไม่ใคร่เต็มเต็ง คุ้มดีคุ้มร้ายดังที่เราท่านทราบกันดีแล้ว บางทีก็ขี้ขลาดอย่างร้าย บางทีก็กล้าอย่างบ้าบิ่น

"ศักดิ์สิทธิ์จริงก็หักคอผมซีครับ" พูดจบนิกรก็ยกฝ่ามือข้างขวา ผลักหน้าองค์เทวรูปอย่างแรง "เฮ้ย-ยังไงวะอ้ายน้องชาย"

นันทาชักฉิว ก็เงื้อกำปั้นทุบหลังน้องชายจอมทะเล้นของหล่อนดังตุ้บ

"แกจะบ้าหรือกร"

นิกรสูดปากเบาๆ

"แหม-เล่นทุบหลังยังงี้อีกแล้ว พี่นันอย่าขี้ขลาดไปหน่อยเลยน่า เทวรูปเฮงซวยองค์นี้ไม่มีฤทธิ์เดชอะไรหรอก"

คุณหญิงวาดทำท่าเหมือนจะเป็นลม

"โธ่-อ้ายกรเอ๊ย ทำไมมันบ้าระยำอย่างนี้ก็ไม่รู้"

นิกรหัวเราะชอบใจ แต่แล้วเขาก็สะดุ้งเฮือก มีอากัปกิริยาผิดปกติ ยกมือทั้งสองข้างขึ้นไข้วคว้าอากาศ คล้ายกับจะปัดมือใครคนหนึ่งที่กำลังบีบคอเขา นัยน์ตาของนิกรเหลือกถลน

"ว้าย" ประไพร้องลั่น "เทวรูปท่านบีบคอคุณนิกรแล้ว"

๔ นางถอยกรูดออกไปจากห้อง นิกรดิ้นทุรนทุรายอยู่สักครู่ ก็ล้มลงนอนเหยียดยาวกลางห้อง สิ้นสติสมประดี

คุณหญิงวาดตัวสั่นงันงก

"เร็ว-พ่อดิเรก ช่วยนิกรหน่อยซี"

แล้วท่านก็ทรุดตัวลงนั่งยองๆ ยกมือไหว้องค์เทวรูป

"เจ้าพ่อกรุณาเถิดเจ้าค่ะ หลานของลูกช้างมันบ้าๆ บอๆ อย่าถือเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับกิมหงวนเบาๆ

"แกช่วยอุ้มอ้ายกรออกไปแก้ไขข้างนอกเถอะ"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม

"น่ากลัวคอหักเสียแล้วครับคุณอา ผมคิดว่าเตรียมทำศพอ้ายกรได้แล้ว"

คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ

"โธ่-ก็มันไม่ควรหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองนี่นา ดูหมิ่นท่านถึงอย่างนั้น ท่านก็ต้องลงโทษเป็นธรรมดา เจ้าพ่อขา ถึงอย่างไรก็อย่าให้ถึงตายเลย"

อาเสี่ยเดินเข้ามาก้มลงอุ้มนิกรขึ้น พาเดินออกไปจากห้องสมุด ทุกคนตามออกไป กิมหงวนวางนิกรบนโซฟา นันทา ประภา ประไพ และนวลลออต่างเข้ามารวมกลุ่มกับ ๓ สหายและท่านผู้ใหญ่ ทุกคนมองดูนิกรอย่างห่วงใย

ดร. ดิเรกทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ยกมือขวาจับข้อเท้าข้างซ้ายของนิกรตรวจดูชีพจร คุณหญิงวาดเห็นเช่นนี้ก็แปลกใจ จึงกระซิบถามสามีของท่าน

"เจ้าคุณคะ ชีพจรน่ะเขาตรวจที่ข้อมือไม่ใช่หรือ? "

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กระซิบตอบ

"หมอหัวในเขาตรวจข้อมือ แต่หมอหัวนอกเขาตรวจข้อเท้า เพราะเขาเรียนสูงกว่าหมอหัวใน"

คุณหญิงวาดพยักหน้ารับทราบ แล้วหันมาถามนายแพทย์หนุ่ม

"เป็นยังไงบ้าง พ่อดิเรก ตายแล้วหรือยัง"

ดิเรกถอนหายใจเบาๆ

"ยังครับ ยังไม่ตาย แต่ชีพจรอ่อนเต็มทน"

ประไพร้องไห้โฮ ยกฝ่ามือทั้งสองปิดหน้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตบบ่าธิดาคนเล็กของท่านแล้วจุ๊ปากดุ

"เฮ้ย ร้องทำไมอีหนู มันยังไม่ตาย"

ประไพสะอื้นดังๆ

"ก็นั่นน่ะซีคะหนูถึงได้ร้อง โฮ-โฮ-โฮ เจ้าพ่อขาเอาให้ตายเถอะค่ะ ผัวเฮงซวยอย่างนี้หนูเบื่อเต็มทนแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับนายแพทย์หนุ่ม

"ทำไมแกไม่ช่วยแก้ไขล่ะดิเรก หยูกยาก็ไม่เห็นให้กินหรือให้ดม"

ดร. ดิเรกยิ้มอย่างใจเย็น

"ไม่ต้องวิตกหรอกครับ ปล่อยให้มันนอนนิ่งๆ อยู่อย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้ามันไม่ฟื้นมันก็ตาย"

พูดจบ ดร. ดิเรกก็ยกฝ่ามือวางลงกลางกะบาลนิกร

คุณหญิงวาดอดรนทนไม่ได้ก็กล่าวถาม

"ทำอะไรน่ะพ่อดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ฟังหัวใจครับ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยง

"ตรวจหัวใจทำไมถึงเอามือวางกลางกระหม่อมล่ะ ไม่ได้ตรวจที่หน้าอกข้างซ้ายหรอกหรือ? "

ดร. ดิเรกจุ๊ปาก

"ฟังหัวใจที่หน้าอกน่ะ สำหรับนักเรียนแพทย์หรือหมอหัวในหรอกครับ มือชั้นผมต้องตรวจแบบนี้ ง่า-หัวใจอ้ายกรกำลังจะหยุดทำงานอยู่แล้ว"

นวลลออพูดเสริมขึ้นทันที

"ช่วยหน่อยซีคะหมอ อย่างน้อยก็ควรฉีดยาบำรุงหัวใจให้"

ประภาเดินเข้ามาทรุดตัวนั่งบนโซฟา ยกมือจับข้อมือนิกรพลางมองดูเข็มวินาทีจากนาฬิกาข้อมือเรือนทองของหล่อน สักครู่ประภาก็ปล่อยมือออกทำตาเขียว

"บ้าอะไรก็ไม่รู้" ประภาเอ็ดตะโร "ชีพจรคุณนิกรยังเต้นเป็นปกติดีอยู่ ดันบอกได้ว่าหัวใจจะหยุดทำงาน"

ดิเรกยิ้มแหยๆ

"ยูตรวจชีพจรไม่เป็น"

"ทำไมจะไม่เป็น ม่ายงั้นเขาจะเป็นนางพยาบาลได้หรือ ชีพจรคุณนิกรเต้นนาทีละ ๑๕ ตุบ ไม่มีอะไรผิดปกติเลย"

ดร. ดิเรกชักฉิว

"ก็แล้วทำไมอ้ายกรมันนอนหงายแหง๋แก๋อย่างนี้ล่ะจ๊ะ"

ประภาอมยิ้ม ลุกขึ้นยืนมองดูหน้าเพื่อนๆ ของหล่อน

"ดิฉันไม่เข้าใจเลยค่ะ ที่นิกรสิ้นสติไป"

นันทาว่า "ลองเอาน้ำราดดูสักขันเป็นยังไงคะ"

คุณหญิงวาดรีบกล่าวห้ามทันที

"อย่า-แม่นัน ขืนเอาน้ำราดละก้อถึงตายเชียวนะจะบอกให้ ประเดี๋ยวก็จะกลายเป็นตะพ้านหรือสันนิบาตหัวลม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กลืนน้ำลายเอื้อก

"เอาเข้าให้นั่น"

คณะพรรค ๔ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ทันใดนั้นเองนิกรก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ ตัวเนื้อสั่นเร่าๆ เหมือนปลาช่อนถูกเจ๊กทุบหัว หน้าตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นถมึงทึงน่ากลัว ๔ นางร้องหวีดว้ายไปตามกัน คุณหญิงวาดอกสั่นขวัญแขวน

"อุ๊ยตาย เจ้าพ่อเข้าทรงนิกรแล้ว"

พลพยักหน้ากับ ดร. ดิเรกกับเสี่ยหงวน

"ทำความเคารพเจ้าพ่อเสียหน่อยเถอะโว้ยพวกเรา"

สามสหายต่างยิ้มให้กัน แล้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบยกมือไหว้นิกร คุณหญิงวาดกับ ๔ นางและเจ้าแห้วกระทำตาม โดยเฉพาะคุณหญิงถึงกับกราบ ๓ ครั้ง มั่นใจว่าเจ้าพ่อพระกาฬเข้าทรงนิกร

อย่างไรก็ตามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยังรักศักดิ์ศรีของเจ้าคุณอยู่ จึงไม่ยอมกระทำความเคารพ แต่ไม่ได้แสดงกิริยาดูหมิ่นอะไร เจ้าคุณปัจจนึกฯ จูงมือเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เดินไปนั่งคู่กันบนโซฟาอีกตัวหนึ่ง

ร่างของนิกรสั่นเทิ้มจนผิดปกติ หูตาขวางน่ากลัว เข่าทั้งสองสั้นพั่บๆ จนกระทั่วอาเสี่ยอดรนทนไม่ได้ก็พูดขึ้น

"เดี๋ยวก็เมื่อยตายห่าหรอก ลำบากก็นั่งเฉยๆ เถอะครับเจ้าพ่อ"

"ฮึ่ม-อ้ายพวกนี้ดูถูกดูหมิ่นกูมาก อ้ายกรนะมึง มึงเขกกะบาลกูและผลักหน้ากู กูจะมาเอาชีวิตมึง"

คุณหญิงวาดงันงกตกประหม่า

"เจ้าพ่อขา ยกโทษให้หลานชายของลูกช้างสักครั้งเถอะค่ะ เขาบ้าๆ บอๆ ไม่เต็มบาทมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว"

เจ้าพ่อคำรามลั่น

"ไม่ได้ ตั้งแต่กูเป็นเจ้าพ่อมาไม่เคยมีใครดูหมิ่นกูอย่างนี้ ฮึ่ม-อ้ายหนุ่มลูกคางใส เมื่อไม่เคารพนับถือก็อย่าดูถูกดูหมิ่นกันซีวะ กูต้องเอาอ้ายกรไปเมืองผีให้ได้ โอ๊ย-น้ำ ขอน้ำกินหน่อย คอแห้ง"

กิมหงวนพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เอาน้ำให้เจ้าพ่อกินสักแก้วซี สวดเสียคอแห้ง"

เจ้าแห้วรีบคลานมาที่โต๊ะ หยิบแก้วน้ำเย็นคลานเข้าไปส่งให้นิกรอย่างนอบน้อม นายจอมทะเล้นดื่มอั้กๆ จนหมดแก้ว แล้วคืนแก้วเปล่าให้เจ้าแห้ว

"เออ-ขอบใจเอ็งมาก"

เจ้าแห้วยิ้มหวานจ๋อย กราบลงบนตักนิกร

"รับประทานเจ้าพ่อกรุณาบอกเลขท้ายล๊อตเตอรี่งวดวันพฤหัสฯ นี้ให้ลูกหมาหน่อยได้ไหมครับ"

นิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"เอ็งอยากถูกหางเลขเรอะ ไปหาซื้อเอาเถอะ ซื้อตั้งแต่ ๐๐๐ จนกระทั่ง ๙๙๙ อย่างไรเอ็งก็ต้องถูก ถ้าไม่ถูกเตะข้าเลย ลงซื้อเรียงเบอร์กันตั้งพันฉบับไม่ถูกก็อย่าเล่นเลยวะ"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานลำบากนักก็อย่าซื้อดีกว่าครับ"

เจ้าพ่อหัวเราะเสียงกร้าวน่ากลัว กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องแล้วพูดเปรยๆ "กูจะมาเอาชีวิตอ้ายกรไปเมืองผี มันอยากดูหมิ่นกู"

คุณหญิงวาดคลานเข้ามาเฝ้าเจ้าพ่อในระยะใกล้ชิด

"เจ้าพ่อขา เจ้าพ่อทรงพระนามว่ากระไร และเสด็จมาจากไหนคะ กรุณาบอกให้ลูกช้างทราบหน่อยเถอะค่ะ"

นิกรจับหัวเข่าทั้งสองข้างของเขาไว้ไม่ให้สั่น แล้วดุตัวเอง

"พอโว้ย สั่นมากไปแล้วอ้ายเวร อะแฮ่ม... ข้าคือเจ้าพ่อพระกาฬอันเรืองฤทธิ์ ข้าสิงสถิตอยู่ในรูปปั้นของข้ามาหลายพันปีแล้ว ตั้งแต่สมัยนกและต้นไม้พูดได้ ข้าย่อมมีมหิทธานุภาพเหนือมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย เพราะชีวิตของมนุษย์และสัตว์โลกย่อมอยู่ในกำมือของข้า"

คุณหญิงวาดยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ลูกช้างขออภัยโทษแทนหลานชายสักครั้งเถอะค่ะ คนมันโง่เขลาเบาปัญญา เจ้าพ่ออย่าถือโทษโกรธเคืองเลย"

เจ้าพ่อสั่นพระพักตร์

"ไม่ได้ๆๆ ใครขอไม่ได้ทั้งนั้น อ้ายกรมันดูหมิ่นข้าเกินไป ข้าต้องเอาชีวิตมันให้ได้"

กิมหงวนประนมมือไว้ระหว่างอกแล้วพูดเสริมขึ้น

"ลูกช้างขอแลกเปลี่ยนชีวิตอ้ายกร ด้วยเครื่องเซ่นสังเวยได้ไหมครับ"

เจ้าพ่อลืมตาโพลง

"หา? เครื่องสังเวยรึ เดี๋ยว กูคิดดูก่อน"

พลหัวเราะก้าก

"ไม่ต้องคิดหรอกครับเจ้าพ่อ จะเอาหรือไม่เอาก็ว่ามา"

คราวนี้เจ้าพ่อยิ้มเอียงอาย

"บอกมาก่อน เครื่องสังเวยมีอะไรบ้าง"

คุณหญิงวาดรีบพูดขึ้นทันที

"มีไก่ตอนสองตัวค่ะ"

"เออ-พอฟัง แล้วอะไรอีก"

"แม่โขงเจ้าค่ะ"

เจ้าพ่อโบกพระหัตถ์

"ไม่เอาๆๆ มือชั้นเจ้าพ่อพระกาฬไม่เคยกินแม่โขง อย่างเลวๆ ต้องตราขาว"

"ค่ะ ค่ะ ได้ค่ะ ไก่ตอนสองตัว ตราขาวหนึ่งขวด และเจ้าพ่อจะเสวยอะไรอีกล่ะคะ ลูกช้างจะได้จัดมาถวายตามพระประสงค์"

เจ้าพ่อนิ่งตรึกตรองอยู่สักครู่

"เอาเป็ดย่าง ๒ ตัว มะพร้าว.."

"เจ้าค่ะ มะพร้าวอ่อนน้ำหวานๆ "

เจ้าพ่อตวาดแว้ด

"ไม่เอา มะพร้าวอ่อนมีคนเขาถวายทุกวัน เบื่อแล้วเอามะพร้าวแช่น้ำแข็ง"

คุณหญิงวาดรีบรับคำ

"ค่ะ ค่ะ ตอนกลางวันวันนี้ ๑๑.๐๐ น. ลูกช้างจะตั้งเครื่องสังเวยให้ครบถ้วน ขนมนมเนย ดอกไม้ธูปเทียนจะจัดมาถวายเจ้าพ่อให้พร้อม"

เจ้าพ่อยิ้มกริ่ม

"ถ้าอย่างนี้ละก้อตกลง ข้าจะยกโทษให้อ้ายกรสักครั้งหนึ่ง แต่ถ้าตอนกลางวันข้าไม่ได้กินเครื่องสังเวยตามที่ตกลงกันนี้ ข้าจะต้องเอาอ้ายกรไปเมืองผีให้ได้" พูดจบนิกรก็หันมาจ้องตาเขม็งมองดูเสี่ยหงวน แล้วพูดเสียงลั่นห้อง

"อ้าว-ท่านตามผมมาทำไม"

กิมหงวนมีอันเป็นไปอีกคนหนึ่ง นั่งขัดสมาธิขาแข้งสั่นพั่บๆ เหมือนอย่างนิกร ปากคอบูดเบี้ยวน่ากลัว

"อุ๊ยตาย" ประไพอุทาน เขยิบเข้ามากอดคุณหญิงวาด "มาอีกองค์หนึ่งแล้ว"

ดร. ดิเรกผลุดลุกขึ้นยืน

"ดูไม่ไหวโว้ย น่ากลัวเหลือเกิน ขนลุกซู่ไปหมดแล้ว" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็พาตัวเดินออกไปทางหลังตึก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"ไปคุยกันที่ห้องรับแขกดีกว่าเจ้าคุณ ขืนนั่งอยู่นี่ผมอาจจะเป็นโรคเส้นประสาทก็ได้"

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็เหมือนกัน สบัดร้อนสบัดหนาวเต็มทน ลงเจ้าพ่อมาเยี่ยมบ้านเราถึง ๒ องค์ ผมก็เห็นจะต้องเซ้งบ้านนี้โดยเร็วที่สุด"

ท่านทั้งสองต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปทางหน้าตึก คุณหญิงวาดกับเมียๆ ของ ๔ สหายเลื่อมใสมาก ต่างประนมมือตัวสั่นงันงกไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนลุกขึ้นเดินมานั่งบนโซฟาตัวเดียวกับนิกร

"ท่านนัดกับผมจะไปเฝ้าพระอิศวร ทำไมถึงไถลมาที่นี่ล่ะ ผมเที่ยวตามหาเสียแทบแย่"

นิกรยิ้มให้อาเสี่ย

"ผมถูกอ้ายหนุ่มในบ้านนี้มันดูถูกผม ผมเลยมาเข้าทรงมัน ตั้งใจจะเอาชีวิตมันไปเมืองผี"

"อ้าว-ยังงั้นเรอะ เอาไปเลยท่าน ลงดูหมิ่นเราแล้วให้มันเป็นคนอยู่ทำไม ชะช้า อ้ายหนุ่มเอ๋ย ไม่รู้จักพระกาฬเสียแล้ว"

นิกรโบกมือ

"ผมเปลี่ยนความคิดเสียแล้วครับ พวกญาติโยมของเจ้านิกรกราบไหว้อ้อนวอนลุกะโทษผม และจะตั้งเครื่องสังเวยบวงสรวงผมตอนเพลวันนี้ เป็นการแลกเปลี่ยนกับชีวิตของอ้ายกร ผมก็เลยตกลง ง่า-เชิญท่านรับเครื่องสังเวยด้วยนะครับ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ครับ ตกลง เรื่องกินผมไม่ได้รังเกียจ"

คุณหญิงวาดจ้องมองดูหน้ากิมหงวนตลอดเวลา พอได้จังหวะก็พูดขึ้น

"เจ้าพ่อขา เจ้าพ่อเป็นใครมาจากไหน"

อาเสี่ยขยับขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ

"ตูข้าคือ เจ้าพ่อเขาตก เป็นเพื่อนกับเจ้าพ่อพระกาฬองค์นี้"

คุณหญิงวาดก้มลงกราบ

"เจ้าประคู้น ลูกช้างขอถวายตัวด้วยค่ะ ลูกช้างได้ยินชื่อเสียงของเจ้าพ่อมานานแล้ว เจ้าพ่อเขาตก ใครๆ ก็นับถือ"

กิมหงวนกระแอม พอสบสายตากับพล อาเสี่ยก็เอ็ดตะโรขึ้น

"เฮ้ย-มึงยิ้มอย่างนี้ มึงยิ้มเยาะกูยังงั้นหรือวะ"

นันทาใจหายวาบ รีบบอกนายพัชราภรณ์ทันที

"กราบท่านเสียซีคะพล"

พลกลั้นหัวเราะแทบแย่ เขาผลุดลุกขึ้นยืนเดินออกไปทางหลังตึก คุณหญิงวาดรีบกล่าวกับเจ้าพ่อเขาตก อย่างนอบน้อมเกรงกลัว

"เจ้าพ่ออย่าถือโทษโกรธเคืองเลยค่ะ หนุ่มสาวสมัยนี้เขาไม่ใคร่จะเลื่อมใสเชื่อถือ เจ้าพ่ออภัยเถอะนะคะ ตอน ๑๑.๐๐ น. วันนี้ลูกช้างขอเชิญเจ้าพ่อด้วย"

อาเสี่ยพยักหน้าหงึก แล้วกล่าวกับนิกร

"ไปกันเถอะหรือเรา สายมากแล้วรีบไปเฝ้าพระอิศวรท่าน ได้ข่าวว่าท่านจะสั่งย้ายผม ให้ไปเป็นเจ้าพ่ออยู่ทางเมืองเหนือ ต้องไปทูลถามท่านให้รู้แน่ จะได้มีเวลาเตรียมตัว"

"เออ-จริงซี ผมก็ได้ข่าวมาเหมือนกัน ไปก็ไปครับ"

ครั้นแล้ว สองสหายก็ชักแหง่กๆ เอนตัวเข้ามาพิงกัน สักครู่ก็หลับตานิ่งเฉย คุณหญิงถอนหายใจ โล่งอก กระซิบบอกประไพเบาๆ

"ออกแล้ว"

ประไพขมวดคิ้วย่น

"อะไรออกคะ"

"เจ้าพ่อน่ะซี นั่น-พ่อหงวนกับอ้ายกรฟื้นแล้ว"

เจ้าแห้วบ่นพึมพำ

"ว้า-รับประทานไม่ยักให้หางเลขล๊อตเตอรี่"

นิกรกับอาเสี่ยค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลก และหันมามองดูหน้ากัน นายจอมทะเล้นแสดงสีหน้าตื่นๆ

"เอ๊ะ กันเป็นอะไรไปโว้ยหงวน"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"เจ้าพ่อพระกาฬท่านเข้าทรงแกน่ะซี ท่านเพิ่งออกไปเดี๋ยวนี้เอง"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ฮ้า? เจ้าเข้าผมหรือครับนี่"

คุณหญิงวาดพยักหน้า

"ถูกแล้ว แกจำได้ไหมว่าแกได้แสดงกิริยาไม่สมควร ดูหมิ่นองค์เทวรูปพระกาฬในห้องสมุด เจ้าพ่อพระกาฬท่านเลยเข้าทรงแก ท่านจะเอาชีวิตแกไปเมืองผี"

นิกรอ้าปากหวอ

"อุ๊ยตาย แล้วท่านว่ายังไงอีกครับ"

"อาก็ต้องวิงวอนขอโทษท่านน่ะซี อาจะตั้งเครื่องเซ่นสังเวยท่านตอนเพลวันนี้แหละ เพื่อแลกเปลี่ยนกับชีวิตของแกตามที่อาได้ต่อรองกับเจ้าพ่อ แกมันพูดอะไรทำอะไรไม่คิดเสียก่อน ไม่ควรไปดูหมิ่นท่านเลย"

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ คุณหญิงหันมาทางเสี่ยหงวนแล้วท่านก็พูดยิ้มๆ

"เจ้าพ่อเขาตก เพื่อนของเจ้าพ่อพระกาฬมาเขาทรงเธอรู้ไหม"

อาเสี่ยสะดุ้งเฮือก

"เจ้าพ่อน่ะหรือครับเข้าทรงผม ทำไมผมไม่รู้เรื่องอะไรล่ะครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะ

"ก็จะรู้ได้อย่างไรล่ะ เธอนั่งอยู่ดีๆ เจ้าพ่อเขาตกท่านเข้าสิงเธอ ตัวเนื้อสั่นพั่บๆ ไปหมด แต่ท่านไม่ได้มาทำร้ายใครหรอก ท่านมาตามเจ้าพ่อพระกาฬไปเฝ้าพระอิศวร"

อาเสี่ยมองดูหน้านิกรอย่างแปลกใจ

"ชอบกลฮิ กันจำได้ว่ากันนั่งดูเจ้าพ่อพระกาฬเข้าทรงแก แล้วกันก็วิงเวียนศีรษะไม่รู้เรื่องอะไรอีกเลย"

นิกรค่อยๆ เอนตัวลงนอนบนโซฟา

"ผมต้องนอนเอาแรงสักงีบหนึ่งครับ" นายจอมทะเล้นกล่าวกับคุณหญิงวาด "ตอนเพลเจ้าพ่อพระกาฬต้องมาเข้าทรงผมแน่นอน และอย่างไรเสียเจ้าพ่อเขาตกก็ต้องมาเข้าอ้ายหงวน เพื่อเสวยเครื่องเส้นสังเวย"

คุณหญิงวาดยิ้มให้หลานชายของท่าน

"เออ นอนเสียเถอะ อารู้สึกว่าแกอ่อนเพลียมาก หน้าตาร่วงโรยผิดปกติ" แล้วท่านก็หันมาทางเมียๆ ของ ๔ สหาย "ไป-แม่สาวๆ ๔ คนนี่น่ะไปช่วยอาทำเครื่องสังเวยเถอะ ดอกไม้ธูปเทียนต้องหาให้พร้อม ขนมข้าวต้มขาดไม่ได้ ช่วยกันคนละไม้คนละมือ มีเวลาอีกสามสี่ชั่วโมงเท่านั้น"

คุณหญิงวาดพา ๔ นางออกไปทางหลังตึก ภายในห้องโถงคงเหลือแต่นิกรกับกิมหงวนและเจ้าแห้ว อาเสี่ยกับนิกรมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"เป็นยังไงบ้างวะอ้ายกร"

นิกรหัวเราะ

"ไม่เป็นไงหรอก แต่เมื่อยหัวเข่าแทบแย่ แล้วก็เมื่อยหน้าด้วย แกล่ะ"

"อือ เมื่อยหัวเข่าโว้ย ทำไมจะต้องสั่นหัวเข่าด้วยวะอ้ายกร"

"อ้าว ธรรมเนียมเจ้าเข้าก็ต้องเป็นอย่างนี้ซีวะ"

เจ้าแห้วอดรนทนไม่ได้ก็พูดเสริมขึ้น

"รับประทานเจ้าพ่อเข้าทรงจริงๆ หรือคุณกับอาเสี่ยแกล้งทำเป็นเจ้าเข้า เพื่อหลอกรับประทานเครื่องสังเวยครับ"

นิกรหันมาทำตาเขียวกับเจ้าแห้วทันที

"เปล่า มึงไม่เกี่ยว เรื่องนี้ข้ากับอ้ายหงวนสองคนเท่านั้น"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"โธ่-รับประทานให้ผมมีเอี่ยวบ้างซีครับ อย่างน้อยก็ รับประทานให้ผมเป็นลูกศิษย์เจ้าพ่อบ้าง"

กิมหงวนพูดกับนิกร

"ให้มันเล่นด้วยคนเถอะวะ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้าหงึกๆ แล้วกล่าวกับเจ้าแห้ว

"ได้ แต่ว่าเอ็งจะพูดความจริงให้ใครรู้ไม่ได้เชียวนา เรื่องนี้ข้าต้องการต้มคุณอาหญิงของข้า เพื่อข้าจะได้กินหมูเห็ดเป็ดไก่อย่างฟรีๆ "

เจ้าแห้วรีบรับคำ

"รับประทานผมรับรองครับ ถ้าผมพูดมากปากพล่อย รับประทานให้กระทืบผมเลย" พูดพลางเจ้าแห้วก็ถูมือไปมา "รับประทานเที่ยงวันนี้หวานแล้ว"

สองสหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ของเทวรูป แกเป็นคนทำขึ้นด้วยอุบายของแกใช่ไหม"

นิกรพยักหน้ารับรอง

"ถูกแล้ว ก็อ้ายแห้วนี่แหละร่วมคิดกับกัน"

กิมหงวนทำหน้าฉงน

"เอ-แกทำยังไงวะเทวรูปองค์นั้นถึงใหญ่กว่าเก่าตั้งสองเท่า แล้วก็กลิ้งไปได้คล้ายกับมีปาฏิหาริย์"

นิกรว่า "มันจะยากเย็นอะไรล่ะ เทวรูปแบบนี้มีอยู่องค์หนึ่งในห้องโบราณวัตถุของคุณอา แต่ท่านและใครๆ ไม่ได้สนใจ กันแอบยกเอาเทวรูปที่เจ้าพลซื้อมาไปซ่อนเสีย แล้วเอาเทวรูปพระกาฬของคุณอาซึ่งโตกว่าสองเท่ามาไว้ในห้องสมุด ให้นอนราบลงบนพื้น เอาลวดเส้นเล็กๆ ผูกปล่อยปลายลวดออกไปนอกหน้าต่าง เสียงตึงตังโครมครามที่ดังขึ้นในตอนดึกเกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าแห้ว"

"เดี๋ยวๆๆ " กิมหงวนขัดขึ้น "ก็คุณอาทั้งสองท่านแลเห็นเทวรูปเดินงุ่มง่ามอยู่ที่เฉลียงชั้นบนนี่หว่า"

เจ้าแห้วหัวเราะก้าก

"รับประทานผมเองครับ ผมแต่งตัวปลอมแปลงเป็นเทวรูปหลอกให้ท่านเข้าใจผิด คิดว่าเทวรูปแสดงปาฏิหาริย์ แหม-เรื่องนี้ถ้ารับประทานคุณหญิงท่านจับได้ละก้อ รับประทานผมถูกคลึงเป็นแน่เชียว"

กิมหงวนชักสงสัย

"เอาอะไรคลึง"

"รับประทาน เท้าน่ะซีครับ"

อาเสี่ยหัวเราะ หันมาทางนิกร

"แล้วยังไงวะ เล่าให้กันฟังซิ"

นายจอมทะเล้นบรรยายต่อไป

"ทุกคนเข้าใจว่าเทวรูปสำแดงเดช กันก็เลยแกล้งทำเป็นกลัว เมื่อพวกเราเข้าไปในห้องสมุด เจ้าแห้วซึ่งแอบอยู่นอกตึกก็ดึงลวดที่ผูกองค์เทวรูป ทำให้เทวรูปเคลื่อนไหวได้ คราวนี้ทุกคนก็เผ่นออกมาจากห้อง หลังจากนั้นเจ้าแห้วก็เอาเทวรูปองค์ใหญ่ไปเก็บ และเอาเทวรูปองค์เล็กมาตั้งบนโต๊ะแทน"

เสี่ยหงวนนึกขบขันไม่น้อย เขายกมือตบศีรษะนายจอมทะเล้นเบาๆ

"อือ แกมันมะกอกสามตะกร้าเราดีๆ นี่เอง แล้วทำไมเจ้าพลกับดิเรกถึงยกเทวรูปไม่ขึ้นจากโต๊ะล่ะ"

นิกรอมยิ้ม

"มันจะขึ้นได้อย่างไรวะ กันเอาน๊อตใส่แท่นเทวรูปติดกับโต๊ะ แล้วเอาตะปูตอกขาโต๊ะทั้งสี่ตรึงกับพื้นห้องเสียแน่น ใครๆ ก็เลยนึกว่าเทวรูปแสดงปาฏิหาริย์"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"เอ๊อ-อ้ายจอมกะล่อน ในที่สุดกันก็ได้รู้ความจริงว่าแกกับอ้ายแห้ว สมรู้ร่วมคิดกันหลอกให้ใครต่อใครอกสั่นขวัญแขวน"

นิกรพยักหน้า

"แต่ว่าตอนที่กันแกล้งทำเป็นเจ้าเข้าทรงกันน่ะ อ้ายแห้วไม่รู้เรื่องหรอก ความคิดปัจจุบันทันด่วนเกิดขึ้นแก่กันเอง"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานอ้ายผมก็นึกว่าเจ้าพ่อพระกาฬเข้าทรงจริงๆ เล่นเอาใจหายหมด รับประทานนึกว่าคุณถูกหักคอเสียแล้ว"

การสนทนาหยุดชะงักเมื่อเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาในห้องโถง สองเจ้าคุณมองดูเสี่ยหงวนกับนิกรอย่างเป็นนัยชอบกล

"ไงวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "เจ้าพ่อออกจากตัวแกแล้วรู้สึกเป็นยังไงบ้าง"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เพลียเหลือเกินครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "แกมันไม่ควรไปแสดงกิริยาดูถูกดูหมิ่นท่านนี่นา นี่ถ้าคุณอาหญิงของแกเขาไม่ขอโทษขอโพยแกไว้ ท่านก็คงหักคอแกตายห่าแล้ว"

สองเจ้าคุณพากันเดินออกไปทางหลังตึก กิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

อาเสี่ยว่า "ปรึกษากันเสียให้เรียบร้อยเสียก่อนโว้ย ตอนกลางวันเราจะเอายังไงดี เราถึงจะได้กินเครื่องสังเวยเหล่านั้นโดยไม่มีใครสงสัย"

นิกรนิ่งคิดสักครู่แล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"จะยากเย็นอะไรวะ พอคุณอาหญิงนำเครื่องสังเวยเข้าไปตั้งในห้องสมุด กันก็จะทำเป็นชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปาก สมมุติว่าเจ้าพ่อพระกาฬมาเข้าทรงกัน แล้วแกก็ต้องชักพราดๆ บ้าง"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมต้องชักไหมครับ"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล

"ข้าคิดว่าสำหรับเอ็งลำบากนักก็อย่าชักดีกว่า เดี๋ยวคุณอาหญิงท่านจับได้ เอ็งเป็นผู้ปรนนิบัติเจ้าพ่อก็แล้วกัน"

"ครับ ตกลงครับ"

นิกรฉุดแขนอาเสี่ยลุกขึ้นยืน

"ขึ้นไปปรึกษาหารือกันข้างบนดีกว่า ที่นี่ไม่สู้จะปลอดภัยนัก เดี๋ยวใครได้ยินเข้าพิธีแตก คุณอาหญิงกับเมียๆ ของเราน่ะต่างโง่เขลาเชื่อถือว่าเทวรูปแสดงปาฏิหาริย์ได้จริงๆ ไปโว้ย ไปซักซ้อมกันให้ดีเพราะเราจะต้อง แสดงปาฏิหาริย์ให้ใครๆ เห็นด้วยระหว่างที่เจ้าพ่อเข้าทรงเรา เป็นต้นว่าอมธูปแดงๆ "

กิมหงวนสะดุ้งโหยง

"อมเข้าไปได้เรอะ ปากคอพองฉิบหายหมด"

"เถอะน่าเป็นเรื่องของกันเอง กันแสดงดีกว่านายซอรกาหรือนายไลล์นิ้ววิเศษไปไหนๆ ขอให้เชื่อมือกันเถอะ"

สองสหายต่างพากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก เจ้าแล้วลุกขึ้นติดตามขึ้นไปด้วยในฐานะที่เป็นผู้สมรู้ร่วมคิด

ก่อนเวลา ๑๑.๐๐ น. เล็กน้อย เครื่องสังเวยเจ้าพ่อล้วนแต่อาหารดีๆ หมูเห็ดเป็ดไก่ก็ถูกนำมาตั้งเรียงรายอยู่บนโต๊ะสี่เหลี่ยมยาวในห้องโถง ประไพ, นันทา, ประภา, นวลลออ ยืนอยู่ข้างโต๊ะ ช่วยกันจัดดอกไม้อย่างขมีขมัน คุณหญิงวาดบงการให้สาวใช้ของท่านเข้าทำความสะอาด จัดที่ทางในห้องสมุดให้เรียบร้อบ เตรียมเซ่นสังเวยเจ้าพ่อผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสอง

แล้วคุณหญิงวาดก็เดินเข้ามาหา ๔ นาง

"แม่นันเอ๊ย ดูให้เรียบร้อยนะลูกนะ เหลือเวลาอีก ๒๐ นาทีก็จะเพลแล้ว อาจะขึ้นไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียก่อน ประเดี๋ยวจะลงมาสังเวยเจ้าพ่อ"

"ค่ะ ไม่มีอะไรที่จะต้องทำอีกแล้วนี่คะ นอกจากจัดดอกไม้สองแจกันนี้เท่านั้น หนูช่วยกันคนละไม้คนละมือเดี๋ยวก็เสร็จ"

คุณหญิงวาดพาตัวเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งสนทนากันอยู่ในห้องนอนของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เมื่อคุณหญิงวาดเดินเข้ามา สองเจ้าคุณก็ยิ้มให้คุณหญิง

"ไง เหนื่อยมากซินะคุณหญิง ถึงกับเข้าครัวทำกับข้าวเอง"

คุณหญิงอมยิ้ม

"ไม่เหนื่อยหรอกค่ะ แม่สาวๆ ๔ คนเขาช่วยดิฉัน ดิฉันเป็นแต่เพียงแม่งานเท่านั้น"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถอนหายใจหนักๆ

"มานี่แน่ะคุณหญิง"

คุณหญิงค้อนขวับ

"อุ๊ย อะไรก็ไม่รู้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านนั่งอยู่ทั้งคน จะมาโรมานซ์ดิฉันมีอย่างหรือคะ นึกฟิตอะไรขึ้นมาล่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าชอบกล

"โธ่-คุณหญิงเอ๊ย แก่จนเนื้อเหี่ยวแล้ว ฉันรับประทานไม่ลงหรอก"

"อ๋อ ไม่แน่หรอกค่ะ อยู่ในความมืดแก่หรือสาวก็มีค่าเท่ากัน มีความหมายไม่แตกต่างกันเลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จุ๊ปาก

"หมู่นี้แก่หนังสืออ่านเล่นไปหน่อย ดูคารมคมคายไม่ใช่เล่น มานี่แน่ะ ฉันจะพูดอะไรกับเธอหน่อย ไม่ใช่เรียกมาจีบหรอก เหม็นน้ำหมาก"

คุณหญิงวาดเดินเข้ามาทรุดตัวลงนั่งระหว่างกลาง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ว่ายังไงคะคุณพี่"

"อย่าน่าคุณหญิง ฉันกำลังอิ่มๆ เดี๋ยวจะอ้วกออกมาพูดกันเป็นงานเป็นการเถอะ คุณหญิงน่ะไม่น่าจะโง่เขลาเบาปัญญาอย่างงมงายเช่นนี้เลย"

คราวนี้คุณหญิงชักฉิว

"เจ้าคุณหมายความว่ากระไรคะนี่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะอย่างเยาะเย้ย

"ก็หมายความว่าเธอถูกอ้ายกรกับอ้ายหงวน มันสมคบกันต้มเธอ แล้วบางทีอาจจะอ้ายแห้วร่วมมืออีกคนหนึ่งก็ได้ มีอย่างที่ไหนเชื่อถือในสิ่งที่เหลวไหลไร้สาระ องค์เทวรูปก็คือรูปปั้นที่ช่างปั้นขึ้น จะมีฤทธิ์เดชได้อย่างไร เจ้าพ่อเจ้าแม่ที่ไหนกัน ความจริงเธอน่ะไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญาเลย ทำไมถึงเชื่อถือในเรื่องเช่นนี้ก็ไม่รู้"

คุณหญิงวาดหัวเราะอย่างขบขัน

"เจ้าคุณขา เจ้าคุณคิดหรือคะว่าคนอย่างดิฉันน่ะจะโง่เง่าไม่เท่าทันคน อ้ายกรกับพ่อหงวนมันเด็กวานซืนนี้ มันจะมาต้มดิฉันได้อย่างไรอยากรู้นัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ที่คุณหญิงเชื่อว่า เจ้าพ่อเข้าทรงอ้ายกรกับอ้ายหงวนนั่นแหละครับ หมายความว่าคุณหญิงถูกอ้ายสองคนนั่นตุ๋นเสียเปื่อยแล้ว"

คุณหญิงวาดยิ้มแป้น

"อนิจจังทุกขังเอ๊ย ดิฉันจะบอกให้ ดิฉันแกล้งทำเป็นไม่รู้เท่าทันมันต่างหาก"

สองเจ้าคุณลืมตาโพลง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือจับแขนภรรยายอดรักของท่าน

"คุณหญิง! แล้วคุณหญิงยอมลงทุนตั้งเครื่องสังเวยทำไม"

คุณหญิงวาดหัวเราะหึๆ

"ดิฉันขอสงวนนโยบายอันลึกซึ้งของดิฉันไว้เป็นความลับก่อน อีกสักครู่ ๑๑.๐๐ น. เจ้าคุณลงไปดูเถอะค่ะ ดิฉันทราบดีทีเดียว อย่างไรเสียพ่อหงวนกับอ้ายกรก็ต้องทำเป็นเจ้าเข้า เพื่อถือโอกาสกินเครื่องสังเวย แล้วคอยดูก็แล้วกันว่า เจ้าพ่อเก๊ทั้งสองตัวนั่นจะเป็นอย่างไร"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทำหน้าตื่น

"ขยายให้ฟังหน่อยเถอะน่าแม่วาด"

คุณหญิงวาดสั่นศีรษะ

"เสียใจบอกไม่ได้ ดิฉันกับแม่สาวๆ ๔ คนนั่นได้วางแผนการเล่นงานอ้ายมะกอกสามตะกร้าสองคนนั้นไว้พร้อมแล้ว"

"น่า-บอกหน่อยไม่ได้หรือไหว้ละ"

คุณหญิงลุกขึ้นยื่น

"อย่าว่าแต่ไหว้เลยค่ะ ต่อให้เจ้าคุณลงทุนกราบดิฉันก็บอกไม่ได้ ขืนบอกพิธีแตกแน่ ขอโทษนะคะดิฉันจะรีบอาบน้ำแต่งตัว"

พูดจบท่านก็เดินมาที่เตียงนอน หยิบผ้าเช็ดตัวขึ้นพาดบ่าเดินเข้าไปในห้องน้ำ

เสียงนาฬิกาปารีสเรือนใหญ่ตีกังวาน ๑๑ ครั้ง

คุณหญิงวาดแต่งตัวเรียบร้อย ห่มผ้าสไบเฉียงถือธูปเทียนเดินลงบันไดมาจากชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตามลงมาด้วย

คณะพรรค ๔ สหายอยู่กันพร้อมหน้าในห้องโถง คุณหญิงวาดปั้นสีหน้าอย่างเอางานเอาการ

"เอ้า-ถึงเวลาแล้วแม่เล็กๆ ช่วยกันยกเครื่องสังเวยเข้าไปในห้องสมุดซีจ๊ะ แหม-อ้ายแห้ว เสือกขึ้นไปนั่งบนเก้าอี้นวมเชียวรึมึง มันจะมากไปแล้ว"

๔ นางกับคุณหญิงวาดและเจ้าแห้ว ต่างช่วยกันลำเลียงเครื่องสังเวยคนละไม้คนละมือเดินเข้าไปในห้องสมุด นิกรนัยน์ตาวาวโรจน์เมื่อแลเห็นไก่ตอนและเป็ดย่างตัวเบ้อเริ่ม ขนมนมเนยอีกมากมาย

เพียงครู่เดียว เครื่องเส้นสังเวยต่างๆ ก็ถูกยกเข้าไปหมดเกลี้ยง คุณหญิงวาดโผล่หน้าออกมาจากประตู กล่าวกับ ๔ สหาย

"เข้ามาเฝ้าเจ้าพ่อหน่อยซิ อาจะจุดเทียนอัญเชิญท่านเดี๋ยวนี้"

ดร. ดิเรกกลั้นหัวเราะแทบแย่ ยกมือตบบ่าพลค่อนข้างแรง

"เฮ้ย-ไปเฝ้าเจ้าพ่อเสียหน่อยเถอะวะ เผื่อท่านจะให้ศีลให้พรเราบ้าง หรือบางทีเจ้าพ่ออาจจะแสดงอภินิหารของท่านให้เราดูเป็นขวัญตา"

นายพัชราภรณ์มองดูกิมหงวนกับนิกร ซึ่งนั่งอยู่บนโซฟาตัวเดียวกัน

"ไง-แกสองคนไม่เฝ้าเจ้าพ่อหรือ"

นิกรแกล้งทำเป็นสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละโว้ย ดีไม่ดี เดี๋ยวท่านหักคอกัน"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"แกเป็นต้นเหตุที่ทำให้กริ้ว ไม่เฝ้าท่านได้รึ เร็วอย่าร่ำไรเพลแล้ว เกินเที่ยงเจ้าพ่อท่านเสวยอะไรไม่ได้"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ

"เอา-เฝ้าก็เฝ้า ไปโว้ยหงวน เฮ้ยลุกขึ้นน่า นั่งซึมกระทืออยู่ได้"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายทุกคน ก็พากันเข้าไปในห้องสมุด แม่เสือทั้ง ๔ นั่งพับเพียบเรียงรายอยู่แล้ว บนพรมใหม่เอี่ยมผืนใหม่มีผ้าขาวปูลาด บรรดาอาหารคาวหวานต่างๆ พร้อมด้วยเหล้าวางอยู่พร้อม คณะพรรค ๔ สหายต่างทรุดตัวลงนั่งคอยเฝ้าเจ้าพ่อ

ภายในห้องสมุดเงียบกริบ คุณหญิงวาดเริ่มต้นจุดธูปเทียน กลิ่นธูปและควันเทียนหอมตระหลบ

ทุกคนได้ยินเสียงคุณหญิงวาดพูดพึมพำ

"ข้าแต่องค์เจ้าพ่อพระกาฬ และเจ้าพ่อเขาตกผู้เรืองฤทธิ์ บัดนี้ข้าพระองค์ได้จัดเครื่องสังเวยมาถวายพร้อมแล้ว ขอพระองค์จงเสด็จมาเสวยเครื่องสังเวยเถิด"

ประไพกระซิบกระซาบบอกเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าพ่อเสด็จค่ะ คุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"ไหนวะอีหนู"

ประไพอมยิ้ม

"ที่ไก่ตอนนั่นยังไงล่ะคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"พ่อเห็นแต่แมลงวันหัวเขียวสองตัว"

"นั่นแหละค่ะ เจ้าพ่อท่านแปลงเป็นแมลงวันไงล่ะคะ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกฝ่ามือผลักหน้าธิดาคนเล็กของท่าน

"เหลวไหลไม่เข้าเรื่อง"

ทันใดนั้นเอง นิกรซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่ดีๆ ก็หงายหลังตึง มีอาการสปัสซั่มชักดิ้นชักงอ น้ำลายฟูมปาก

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานเสียงลั่น "เจ้าพ่อเสด็จมาเข้าทรงเจ้ากรอีกแล้ว เร็ว-พวกเรากราบท่านเสีย"

คุณหญิงวาดกับ ๔ นางต่างก้มลงกราบเจ้าพ่อพระกาฬ นิกรลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ หัวเข่าทั้งสองสั่นพั่บๆ นัยน์ตากรอกไปมา

"อะแฮ่ม ตูข้ามาแล้ว ยังไงลูกช้างทั้งหลาย"

คุณหญิงวาดยกมือไหว้ปะหลกๆ

"เชิญเจ้าพ่อเสวยเครื่องสังเวยเถอะค่ะ"

"งั้นเรอะ ขอบใจพวกเจ้ามาก ความจริงข้ากินของทิพย์มาจากบนสวรรค์อิ่มแล้ว แต่เมื่อมีแก่ใจสังเวยข้า ข้าก็จะรับสังเวยตามปรารถนา แต่ว่าข้าต้องรอเจ้าพ่อเขาตกก่อน"

กิมหงวนเอื้อมมือเขี่ยแขนนิกร

"กันเอาละนะ"

นิกรทำคอย่น ขบกรามพูดเสียงกระซิบ

"ก็เอาซี ร่ำไรหาหอกอะไรล่ะ"

อาเสี่ยค้อนขวับ

"ไม่รู้นี่หว่า"

แล้วเขาก็หงายหลังตึง ศีรษะฟาดพื้นดังโป๊ก ถึงกับร้องโอยสุดเสียง

กิมหงวนชักดิ้นชักงอ ทำปากเบี้ยวปากบูด สักครู่ก็ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิขาสั่นพั่บๆ กลอกนัยน์ตาไปมารอบๆ ห้อง

"สวัสดีท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ข้าพเจ้าเจ้าพ่อเขาตกมาพบกับท่านแล้ว"

ดร. ดิเรกหัวเราะงอหาย พูดขึ้นดังๆ

"เจ้าพ่อองค์นี้ ถ้าจะแก่พูดไมโครโฟนตามงานวัดสักหน่อย หรือม่ายก็คงเคยสมัครผู้แทนมาแล้ว"

อาเสี่ยยกมือชี้หน้านายแพทย์หนุ่ม

"เดี๋ยวหักคอตายห่า ไม่รู้จักอะไรอ้ายนี่"

นายแพทย์หนุ่มยกมือไหว้

"กลัวแล้วครับเจ้าพ่อ"

นิกรพยักหน้ากับเสี่ยหงวน

"เจ้าภาพเขาเชิญมากินแล้ว เอาเขาหน่อย อย่าขัดศรัทธาเขาเลย เขาจะว่าได้"

สองเจ้าพ่อต่างลุกขึ้นเดินมานั่งบนพรม เบื้องหน้าเครื่องสังเวย เจ้าแห้วคลานตามเข้ามาหยิบพัดขนนกอันใหญ่ขึ้นพัดกระพือให้เจ้าพ่อ นิกรกล่าวขึ้นอย่างองอาจ

"ท่านทั้งหลาย บัดนี้ได้วาระศุภฤกษ์ดิถีกาลมงคลสมัย...."

เจ้าพ่อเขาตกเอื้อมมือเขี่ยแขนเจ้าพ่อพระกาฬ

"ลำบากนักก็ไม่ต้องมีอรัมภบทหรอกท่าน กินเถอะครับ พวกเจ้าภาพเขาคงจะชื่นใจมาก เมื่อเห็นเรากินเครื่องสังเวยของเขา"

เจ้าพ่อพระกาฬยิ้มแห้งๆ

"เอา-กินก็กิน"

สองเจ้าพ่อผู้เป็นนายผี ต่างมองดูเครื่องสังเวยต่างๆ ซึ่งมี ไก่ตอน, เป็ดย่าง, กุ้งพล่า, ปลาแป๊ะซะ, ไข่ต้ม, หัวหมู พร้อมหางหมูและตีนหมู สมมุติเอาว่าเป็นหมู่หนึ่งตัวตามธรรมเนียม ส่วนของหวานมี ทองหยิบ, ทองหยอด, ฝอยทอง, พุทราเชื่อม, มะพร้าวอ่อน, ขนมต้มแดงต้มขาว ซึ่งของเหล่านี้คุณหญิงวาดใช้ให้แม่ครัวของท่านเอารถยนต์ไปซื้อมาจากตลาด

เจ้าพ่อเขาตกไม่สู้จะสนใจในเรื่องอาหารเท่าใดนัก เอื้อมมือหยิบขวดวิสกี้ตราขาวขึ้นมาเปิดออก รินใส่แก้วสองแก้วๆ ละประมาณ ๓ เป๊ก แล้วหันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ลูกช้าง ช่วยเปิดโซดาหน่อยเถอะวะ"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามรับสั่งของเจ้าพ่อทันที เปิดโซดาส่งให้เสี่ยหงวน

"รับประทาน ที่เมืองผีมีเหล้าเหมือนกันหรือครับเจ้าพ่อ"

อาเสี่ยพยักหน้า พลางรินโซดาลงไปในแก้ว

"มีซีวะ เหล้าเมืองผีถูกกว่าเมืองมนุษย์มาก มีเหลือเฟือทีเดียว ยมพบาลอนุญาตให้พวกผีต้มเหล้ากินกันได้ และไม่จำกัดเวลาดื่มเหล้าด้วย ใครอยากกินเวลาไหน ก็กินโดยเสรี"

เจ้าพ่อทั้งสองยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นชนกัน พยักหน้าให้กันและยกขึ้นดื่มอั้กๆ แต่แล้วนิกรกับเสี่ย หงวนก็ทำหน้ากระเรี่ยกระราดผิดปกติ นิกรฝืนยิ้มอย่างแหยๆ

"ท่าน-กลิ่นเหล้าทำไมมันทะแม่งๆ อย่างนี้ล่ะ เค็มปะแล่มๆ ชอบกล"

เสี่ยหงวนหยิบขวดวิสกี้ขึ้นมาเปิดจุกออกยกขึ้นดม แล้วเขาก็สะดุ้งเฮือกสุดตัว

"ท่าน-ท่านครับ ไม่ใช่เหล้าเสียแล้วละ สีของมันเท่านั้นที่เหมือนเหล้า"

เจ้าพ่อพระกาฬอ้าปากหวอ

"ไม่ใช่เหล้าแล้วอะไรล่ะครับ"

"เยี่ยวน่ะซีคุณ กลิ่นมันบอกว่าเยี่ยวเราดีๆ นี่เอง"

แล้วเจ้าพ่อหงวนก็ทำคอขย้อนเหมือนกับจะอาเจียน

"อ๊วก...อ๊วก"

เจ้าพ่อพระกาฬหัวเราะเสียงปร่า

"บางทีเหล้ามันเก่าเกินไปน่ะคุณ เราอย่ากินเหล้าเลย กินกับข้าวดีกว่า"

คุณหญิงวาดกับ ๔ นางกลั้นหัวเราะแทบแย่ นิกรหยิบมีดตัดเนื้อไก่ตอนออกเป็นชิ้นๆ ใช้ส้อมจิ้มใส่ปาก กิมหงวนกินปลาแป๊ะซะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ นึกสนุกขึ้นมาก็คุยกับเจ้าพ่อทั้งสอง

"เมืองผีเป็นยังไงบ้างครับเจ้าพ่อ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"เมืองผีรึเจ้าคุณ เมือผีสุขสบายกว่าเมืองมนุษย์มากทีเดียว ที่นั่นมีความเสมอภาคเท่ากันหมด ผีทุกคนไม่ได้นุ่งผ้า เปลือยกายล่อนจ้อน ตัดปัญหาสำคัญยิ่งทำให้ไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ เมืองผีไม่มีการคอรัปชั่น ผีทุกคนมีสวัสดิภาพอย่างดี การจี้, การเบ่ง, การปล้น และการโกงอย่างหน้าด้านๆ ไม่มีเลย"

เจ้าพ่อเขาตกพูดเสริมขึ้น

"แต่ที่เมืองผี มีหัวล้านหาทำยาไม่ได้เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"เดี๋ยวก็เตะปากเจ้าพ่อให้เท่านั้นเอง"

นิกรทำตาเขียว ยกมือชี้หน้าพ่อตาของเขา

"เหม่-ดูหมิ่นเจ้าพ่อรึหา เดี๋ยวหักคอเสียนี่"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ

"มาซีมาหัก"

เจ้าพ่อเขาตกจุ๊ปากดุเจ้าพ่อพระกาฬ

"อย่าถือสาเลยน่าคนแก่ กินเถอะคุณ กินกินเสียให้เสร็จ เราจะได้กลับไปศาลเราเสียที เรื่องของเรายังมีอีกมาก วันนี้พวกผีปีศาจของผมไปเที่ยวเบ่งอาละวาดขึ้นรถเมล์ไม่จ่ายทรัพย์อีก เขาฟ้องผมมาตั้งหลายเรื่อง"

เจ้าพ่อพระกาฬพยักหน้าหงึกๆ

"ช่างมันเถอะน่าคุณ อ้ายพวกผีปีศาจเหล่านี้มันก็เขี้ยวเล็บของเราทั้งนั้น ใครเขาฟ้องร้องมาทำไม่รู้ไม่ชี้เสียดีกว่า คุณไปลงโทษเฆี่ยนตีมัน มันเจ็บใจมันอาจจะรวมหัวกันเล่นงานคุณก็ได้"

"เออ-จริงซีนะ ยังงั้นก็ต้องปล่อยกันตามเรื่อง"

การสนทนาสิ้นสุดลงชั่วขณะ เจ้าพ่อทั้งสองล่อเครื่องสังเวยกันอย่างเอร็ดอร่อย ชั่วเวลาไม่ถึง ๒๐ นาทีกับข้าวต่างๆ ก็พร่องไปเกือบหมด คุณหญิงวาดนั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา ท่านแกล้งพูดกับนันทาดังๆ

"เจ้าพ่อท่านเสวยได้มากน่าดูเหลือเกิน"

นันทาหัวเราคิ๊ก ยกมือชี้หน้าน้องชายของหล่อน

"ประเดี๋ยวเถอะแก ถ้าไม่ตายก็คางเหลืองหรอก"

นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"ชะ ชะ ชะ ชะ แม่คนนี้ทำไมถึงพูดกับข้าอย่างนี้"

นันทาพูดพลางหัวเราะพลาง

"แกอย่าบ้าหน่อยเลยวะกร แกกับเสี่ยหงวนน่ะตกหลุมพรางของคุณอาแล้วรู้ไหม? "

เจ้าพ่อทั้งสองมองดูหน้ากันแล้วทำตาปริบๆ ครั้นแล้วนิกรกับเสี่ยหงวนก็หงายหลังผลึ่งชักดิ้นชักงอ แสดงว่าเจ้าพ่อที่เข้าทรงออกจากร่างแล้ว สองสหายชักพราดๆ อยู่สักครู่ก็นอนลืมตานิ่งเฉย

เจ้าแห้วประคองให้ลุกขึ้นนั่งทีละคน

"รับประทานเป็นยังไงบ้างครับ"

นิกรแกล้งทำหน้าฉงน

"เอ๊ะ-ข้าเป็นอะไรไปวะอ้ายแห้ว"

เสียงหัวเราะของคณะพรรค ๔ สหายดังขึ้นทันที คุณหญิงวาดว่าเสียงอหาย

"อ้ายจอมกะล่อน" ท่านพูดพลางหัวเราะพลาง "แกกับเจ้าหงวนอย่ามาตบตาคนอย่างฉันหน่อยเลยวะ อ้ายเด็กวานซืนนี้ ฉันยินดีจะบอกให้แกรู้ว่า แกสองคนกินสลอดเข้าไปตั้งมากมาย อาหารทุกจานฉันเอาสลอดโรยไว้ทั้งนั้น อีกสักครู่แกจะต้องตาโบ๋ไปตามกัน"

สองสหายสะดุ้งเฮือก

"ตายละวะเรา" เสี่ยหงวนพูดเสียงเครือน่าสงสาร "แย่ละโว้ยอ้ายกร ทำไงดีล่ะ"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ปล่อยมันตามเรื่องเถอะวะ เมื่อมันจะไหลออกมาก็ให้มันไหลออกมา เรากินกันไปเรื่อยๆ ก็แล้วกัน ไหนๆ พิธีเราแตกแล้ว"

นิกรกินเครื่องสังเวยต่อไป กิมหงวนก็เลยคว้าขาไก่ตอนขึ้นมากัดเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย ดร. ดิเรกมองดูอย่างเศร้าใจ

"เฮ้อ-ในโลกนี้เห็นจะไม่มีใครอีกแล้วที่จะปลิ้นปล้อนเหมือนอย่างอ้ายกร อ้ายหงวนก็พลอยไปด้วย"

เสี่ยหงวนยิ้มอายๆ

"กันสงสารอ้ายกรที่มันไม่มีเพื่อน เลยสนุกกับมัน"

สลอดเริ่มสำแดงฤทธิ์แล้ว นิกรเหงื่อไหลโทรมใบหน้า ปวดมวนในท้องใจแทบขาด ท้องลั่นโคร่กคร่าก กิมหงวนก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกัน ในที่สุดอาเสี่ยก็ทำหน้าแหย กระซิบบอกนิกร

"แย่ละโว้ยกู"

นิกรฝืนยิ้ม

"ปล่อยมันตามเรื่องเถอะวะ อย่างมากก็เลอะเทอะเปรอะเปื้อนกางเกงเท่านั้น"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วนิ่วหน้า แล้วสะดุ้งสุดตัวร้องขึ้นดังๆ

"เอิ๊บ! "

นิกรตักกุ้งพล่าใส่ปาก ทำเป็นทองไม่รู้ร้อน

"ลองกุ้งพล่าสักคำซีครับ เจ้าพ่อเขาตก"

กิมหงวนตะวาดลั่น

"เลิกเป็นเจ้าพ่อเสียทีเถอะโว้ย ข้าศึกกำลังจะพังตำบลหลังบ้านออกมาแล้ว อุ๊ย-ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัวเลย นะอุด โมอุ พุทธอุด ทาอุด ยะอุด อ๋อย..คาถาไม่ขลังเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่นห้อง

"ลุกขึ้นอ้ายเวร" ท่านดุกิมหงวนด้วยเสียงหัวเราะ "รีบวิ่งไปในห้องส้วมซี"

เสี่ยหงวนร้องไห้ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"ฮือ...ฮือ ไปไม่ไหวครับ มันจะออกมาอยู่แล้ว"

เสียงหัวเราะของใครต่อใครดังขึ้นพร้อมกัน เจ้าแห้วเขยิบเข้ามานั่งข้างกิมหงวน

"รับประทานเคราะห์ดีเหลือเกินที่ผมไม่ได้รับประทานอะไรเข้าไป รับประทานรีบไปห้องส้วมเถอะครับ ผมประคองเอง"

แล้วเจ้าแห้วก็ประคองกิมหงวนลุกขึ้น อาเสี่ยยืนตัวแข็งทื่อ บีบขาทั้งสองข้างให้เข้าชิดกัน ใบหน้าของอาเสี่ยซีดจนเขียว เหงื่อไหลชุ่มโชกไปทั่วตัว สะบัดร้อนสะบัดหนาวจนบอกไม่ถูก

"อ้ายแห้ว"

"ครับ"

"เอ็งอุ้มข้าไปทีเถอะวะ ข้าขยับขาไม่ได้ ขืนแยกขาออกจากกัน เอ็งเป็นต้องมีหวังซักกางเกงปาล์มบิชสีขาวตัวนี้ให้ข้า อู๊ย...อุ๊ยๆ... ออกมานิดหนึ่งแล้ว"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานอุ้มไม่ไหวหรอกครับ ตัวผมโตกว่าลูกหมานิดเดียวเท่านั้น แข็งใจเดินไปซีครับ"

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก สะอื้นเบาๆ

"เดินไม่ไหว ขืนเดินเป็นโกร๊กเลย"

"ถ้ายังงั้นกระโดดโหยงๆ ไปได้ไหมครับ"

อาเสี่ยทำตาละห้อยพูดเสียงยานคาง

"โธ่-กูไม่ใช่กบนี่หว่า"

คุณหญิงวาดลุกจากเก้าอี้นวม เดินเข้ามาหยุดเผชิญหน้ากิมหงวน

"เป็นไงคะ เจ้าพ่อเขาตก"

เสี่ยหงวนรีบยกมือไหว้ปะหลกๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ไม่ใช่เจ้าพ่อหรอกครับ ผม-อ้ายหงวนของคุณอา"

คุณหญิงหัวเราะคิ๊ก

"เต็มฟัดเชียวหรือ? "

"คร๊าบ ข้าศึกกำลังจะทะลวงที่มั่นของผมแล้วครับ พลรบของข้าศึกมากมายเหลือเกิน"

คุณหญิงยกมือจับแขนอาเสี่ย

"มา-อาจะพาแกไปห้องส้วม"

"โอ๊ย อย่าครับ อย่าดึงผมนะครับ"

คุณหญิงวาดกระชากแขนกิมหงวนเต็มแรง อาเสี่ยเซถลาหัวคะมำไปข้างหน้า ทันใดนั้นเอง เสียงคล้ายๆ กับเรือติดท้ายก็ดังขึ้น

"กร๊อก...แพร่ดๆๆๆ โกร๊ก...ป้าด..แพแพร๊ด"

กิมหงวนร้องไห้โฮ ข้าศึกพร้อมใจกันโจมตีแบบสายฟ้าแลบ หลั่งไหลเลอะเทอะไปทั่วขาทั้งสองข้าง คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะกันจนท้องคัดท้องแข็ง นวลลออเอ็ดตะโรผัวรักของหล่อน

"ยังจะยืนเฉยอยู่ทำไมคะเฮีย ฮึ๊-ไปซี แมลงวันตอมอู้ไปหมดแล้ว แหม-กลิ่นแรงเสียด้วย"

เสี่ยหงวนสะอื้นดังๆ หันมาทำตาเขียวกับคุณหญิงวาด

"บอกแล้วว่าอย่าฉุดแขนผมก็ไม่เชื่อ ฮือ-ฮือ เลอะไปหมดเลย อุ๊ย-ออกมาอีกแล้ว"

พูดจบกิมหงวนก็เดินร้องไห้ออกไปทางหลังตึก

ดร. ดิเรกหัวเราะจนน้ำตาไหล แม่เสือทั้ง ๔ ถึงกับล้มกลิ้งลงบนพื้น ส่งเสียหัวเราะลั่นบ้าน

อย่างไรก็ตาม นิกรของเราหรือเจ้าพ่อพระกาฬ คงนั่งกินของหวานอย่างเอร็ดอร่อย จนกระทั่งพลกล่าวขึ้น

"เฮ้ย-กร อย่าทำหน้าตาตายเลยวะ กันเชื่อว่ามันทะลักออกมาเต็มกางเกงแกแล้ว ลุกขึ้นไปห้องน้ำเสียเถอะ"

นายจอมทะเล้นยิ้มอ่อนหวาน

"เปล่า ให้ดิ้นตายเถอะวะ ที่แรกมันทำท่าจะเล่นงานกันเหมือนกัน แต่พอกันว่าคาถามหาอุด ๓ ครั้ง หายไปราวกับปลิดทิ้ง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้น

"ไหน ลองลุกขึ้นดูซิ"

นิกรหัวเราะ

"ได้ครับ มือชั้นผมแล้วปล่อยให้ขี้แตกก็ไม่ใช่อ้ายกรเท่านั้น"

พูดจบนิกรก็ลุกขึ้นยืนหมุนตัวไปรอบๆ แบบนางงามโชว์เชฟ ทุกคนมองดูก้นของนิกรแต่ไม่เห็นมีอะไรผิดปกติ คุณหญิงวาดทำหน้าตื่นๆ หันมาถาม ดร. ดิเรก

"พ่อดิเรก ธาตุอ้ายกรทำไมมันแข็งอย่างนี้ล่ะ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"อดใจรออีกสักครู่เถอะครับ ลงเล่นสลอดเข้าไปละก้อ ไม่ว่าองค์ไหนองค์นั้น อ้ายหงวนมันคงจะกินไปมากกว่าอ้ายกรเป็นแน่"

พูดขาดคำนิกรก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว ใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเปลี่ยนเป็นซีดเผือด ขาทั้งสองค่อยๆ เขยิบเข้ามาชิดกัน พยายามหนีบประตูหลังบ้านไว้ให้แน่น ความรู้สึกบอกตัวเองว่า ข้าศึกที่ทำท่าล่าถอยไปแล้ว กลับบุกทะลวงเข้ามาอีก และพร้อมที่จะหลั่งไหลออกมาเป็นรูปปลายหอก

"เอ๊ะ"

นิกรอุทานเบาๆ ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

พลหัวเราะลั่น

"ไป-อ้ายเวร"

นายจอมทะเล้นกลืนน้ำลายเอื๊อก ค่อยๆ ยกมือขวาปิดก้นของเขา แล้วกระโดดโหยงๆ เหมือนกบ พยายามปลอบใจตนเองด้วยการร้องเพลงเบาๆ

ชาติคางคก

ฝนตกก็ออกหากิน

ตามพื้นดิน

กระโดดโหยงๆ โอ๊ย-ตายห่า

ข้าศึกพรวดพราดออกมาด้วยการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบ เสียงเครื่องยนต์ของหน่วยยานยนต์ สะบัดแพร่ดๆ ดังลั่น แนวหน้าของข้าศึกยึดโคนขาทั้งสองข้างของนิกรได้แล้ว เคลื่อนลงมาจนถึงขาพับ นิกรยืนนิ่งเฉยแทบจะไม่กระดุกกระดิก คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้น

"อ้ายกร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลางหัวเราะพลาง

"ยังจะยืนเฉยอยู่ทำไมเล่า แมลงวันตอมออกวุ่น รีบขึ้นไปห้องน้ำซี ว้า-หยดลงมาที่พรมแล้วโว้ย"

๔ นางกับคุณหญิงวาดว่าเสียงอหาย นิกรเดินตุปัดตุเป๋ พาตัวเดินออกไปจากห้องสมุด เดินพลางข้าศึกก็ประดังหลั่งไหลออกมาอีก ไม่ผิดอะไรกับกองทัพญี่ปุ่นที่หลั่งเข้าประเทศไทยเมื่อตอนสงคราม.

จบบริบูรณ์