พล นิกร กิมหงวน 082 : ที.โอ.แก๊ส (เล่ม ๒)

พลพยักหน้ารับทราบ

"ถ้าเช่นนั้นเธออยู่กับพวกเราที่นี่ บ้านนี้มีทั้งตำรวจและสารวัตรทหารบกคุ้มครองพวกเราตลอดเวลา เราจะหาเสื้อกระโปรงสวยๆ ให้เธอ ให้ความสุขสบายแก่เธออย่างดีที่สุด"

หล่อนประนมมือไหว้พลทันที

"ขอบคุณค่ะ"

"ไปคุยกันข้างบนเถอะคุณวีณา หวังว่าเธอคงจะเปิดเผยความจริงให้พวกเราทราบโดยละเอียด"

หล่อนยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ค่ะ ดิฉันยอมทรยศต่อพรรคพวกของดิฉันแล้ว" พูดจบหล่อนก็มองดูนายจอมทะเล้น "คุณคะ อย่าโกรธเคืองดิฉันเลยนะคะ เท่าที่ดิฉันชกหน้าคุณ โถ-เจ็บไหมคะ"

นิกรตวาดแว๊ด

"ยังจะมาถามอีก เดี๋ยวฉันทวงผ้าเช็ดตัวคืนนะ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องใต้ดิน ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็นำล่องหนสาวขึ้นไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ หุ่นบิลลี่ติดตามขึ้นไปด้วย

รุ่งอรุณวันนั้นเอง

พอฟ้าสาง ตำรวจกองปราบ ๓๐ คนและสารวัตรทหารบก ๑๕ คน พร้อมด้วยสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กระจายกำลังเข้าโอบล้อมบ้านหลังหนึ่งในซอยศาลาแดง ซึ่งบ้านที่กล่าวนี้เป็นบ้านนักธุรกิจชาวยุโรปคนหนึ่งอาศัยอยู่ในราคาค่าเช่าเดือนละ ๗,๐๐๐ บาท มีเครื่องเฟอร์นิเจอร์พร้อม ความจริงมันคือหน่วยใต้ดินแห่งหนึ่งของพวกคอมมิวนิสต์นั่นเอง มีสมาชิกหรือพลพรรคเกือบ ๒๐ คน พร้อมด้วยอาวุธทันสมัย มีเครื่องรับส่งวิทยุรับส่งได้ทั่วโลก ซึ่งคอมมิวนิสต์หน่วยนี้มีการติดต่อประสานงานกับหน่วยอื่นๆ ในกรุงเทพฯ และดำเนินงานใต้ดินอย่างระมัดระวังตัว หัวหน้าหน่วยเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง

หลังจากวีณาล่องหนสาวได้สารภาพความจริงต่อคณะพรรคสี่สหายแล้ว ดร.ดิเรกพาหล่อนอกจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ขึ้นไปบนห้องนอนของเขา ปลุกประภาให้ลุกขึ้นแนะนำให้รู้จักกับวีณา และเล่าเรื่องให้ฟัง ทำให้ประภาตื่นเต้นประหลาดใจไม่น้อยและนึกชมความเก่งกล้าสามารถของสาวลูกครึ่งชาติผู้นี้ ประภาจัดเสื้อกระโปรงของหล่อนให้ล่องหนสาวหนึ่งชุดพร้อมด้วยยกทรง กางเกงใน เบ็ตตี้โค๊ตและรองเท้าส้นสูง ทำให้วีณาซาบซึ้งใจในความเอื้ออารีของประภาอย่างยิ่ง เมื่อล่องหนสาวได้อาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าเรียบร้อย สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาสาวสวยออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" มุ่งไปยังบ้านอธิบดีกรมตำรวจ เพื่อเรียนเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ท่านอธิบดีทราบและขอให้ท่านกันตัววีณาไว้เป็นพยาน

โดยคำสั่งของท่านอธิบดีกรมตำรวจและของผู้บัญชาการทหารสูงสุด กำลังตำรวจกองปราบปรามหน่วยกล้าตายและสารวัตรทหารบกเหล่านี้จึงเดินทางมาล้อมบ้านหลังนี้ เพื่อจับกุมปราบปรามพวกคอมมิวนิสต์ รถจี๊ปและรถตรวจการณ์หลายคันจอดเป็นแถวเรียงรายอยู่ปากซอย และที่หน้าบ้านหลังนี้มีคาดิลแล็คเก๋งจอดอยู่ตามลำพัง วีณาสาวนั่งอยู่ตอนหลังรถคันนี้มีตำรวจในเครื่องแบบสองคนพร้อมด้วยปืนกลมือทำหน้าที่คุ้มครองและควบคุมตัวหล่อน ซึ่งวีณาเป็นผู้นำคณะพรรคสี่สหายกับตำรวจและสารวัตรทหารบกมาที่นี่

ขณะนี้เป็นเวลา ๕.๓๐ น.

อากาศในตอนเช้าตรู่ค่อนข้างเยือกเย็น ตำรวจและสารวัตรทหารตั้งล้อมอยู่ในรั้วบ้านชั้นในโดยตัดลวดหนามออกด้านหนึ่ง พ.ต.ท.เทพ บุญนำ กับ ร.ท.มงคล อุดมฤกษ์ ผู้บังคับบัญชาตำรวจและสารวัตรทหารบกได้ร่วมงานกันเป็นอย่างดี ตำรวจสุนัข ๕ คน กับ สุนัขอัลเซเชียน ๕ ตัว ซุ่มอยู่ในบริเวณสวนดอกไม้หลังบ้าน สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หมอบอยู่ในที่กำบังอันมิดชิด มีปืนกลมือและระเบิดมือเป็นอาวุธ โดยเฉพาะ ดร.ดิเรกใช้ลูกระเบิดพิเศษ อันเป็นประดิษฐ์กรรมของเขาแขวนอยู่ที่หน้าอกเสื้อรวมสองลูกพอดี

เมื่อเข็มนาฬิกาที่ข้อมือ พ.ต.ท.เทพ ผู้กำกับกระดูกเหล็กบอกเวลา ๕.๓๐ น. ตรงตามแผน ท่านผู้กำกับก็ยกไมโครโฟนซึ่งติดอยู่กับลำโพงใหญ่และใช้แบ็ตเตอรี่แห้งพูดขึ้นทันทีและกล่าวเป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

"มิสเตอร์ออลก้ากับพรรคพวกโปรดฟัง ขณะนี้กำลังตำรวจและสารวัตรทหารบกได้โอบล้อมบ้านนี้ไว้แล้วทุกด้าน เราขอจับกุมท่านในฐานที่ท่านเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ ดำเนินงานใต้ดินด้วยแผนการทำลายล้างประเทศชาติของเรา ฉะนั้น ขอให้ท่านและคนของท่านจงยอมจำนนโดยดี เปิดประตูหน้าตึกลงมาจากตึกเดี๋ยวนี้ ถ้าต่อสู้เราจะใช้วิธีจับตาย"

มีเสียงหลายคนวิ่งอยู่บนตึก ประตูหน้าต่างตึกชั้นล่างปิดหมด แต่หน้าตึกชั้นบนซึ่งเป็นหน้าต่างบานเกล็ดเปิด ทั่วตึกและไฟฟ้ายังเปิดสว่างอยู่

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ร.ท.มงคลร้องบอกผู้กำกับให้ทราบว่า พลพรรคคอมมิวนิสต์หลายคนได้เข้าประจำตามช่องหน้าต่างชั้นบนแล้ว และมีปืนกลมือเป็นอาวุธ

พ.ต.ท.เทพออกคำสั่งทางเครื่องขยายเสียงทันที

"ตำรวจและสารวัตรทหารเตรียมยิง"

ทันใดนั้นเอง เสียงปืนกลมือทางฝ่ายคอมมิวนิสต์กระบอกหนึ่งก็แผดคำรามขึ้นที่หน้าต่างชั้นบน แล้วปืนกลมือซึ่งอยู่รอบๆ ตึกก็ยิงกราดมาทางเจ้าพนักงาน ผู้กำกับสั่งตำรวจและสารวัตรทหารยิงโต้ตอบ เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้ชาวบ้านแตกตื่นตกใจไปตามกัน

ร.ท.มงคลถือปืนพก ๑๑ มม.พาสารวัตรทหารในบังคับบัญชาของเขาบุกเข้าตึก ตำรวจและสารวัตรทหารรุกคืบหน้าเข้าไปอย่างกล้าหาญท่ามกลางห่ากระสุนเหล็ก พวกคอมมิวนิสต์ใช้ระเบิดมือขว้างลงมาหลายลูก เสียงระเบิดดังสะเทือนเลื่อนลั่นไปไกล ตำรวจกองปราบสองคนต้องเสียชีวิตจากชิ้นระเบิด สารวัตรทหารบกคนหนึ่งบาดเจ็บสาหัส ตำรวจและสารวัตรทหารบกไม่อาจจะเคลื่อนที่ต่อไปได้

ในเวลาเดียวกันนี่เอง คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ใช้ปืนกลกราดพวกเหล่าร้ายอย่างดุเดือด และค่อยๆ รุกคืบหน้าเข้าไปทีละน้อยอย่างระมัดระวังตัว ทั้ง ๕ คนกระโจนลงไปในบ่ออย่างตื้นๆ ซึ่งไม่มีน้ำมีแต่ต้นหญ้าคาขึ้นปกคลุม

คอมมิวนิสต์เหวี่ยงระเบิดมือลูกหนึ่งลงมาจากหน้าต่างห้องหน้ามุขชั้นบน ด้วยเจตนาจะสังหารคณะพรรคสี่สหาย ลูกระเบิดมือซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายกระบอกข้าวหลามสั้นๆ และมีก้านยาวประมาณหนึ่งฟุตตกลงมาในบ่อนั้นพอดีเบื้องหน้าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่ไม่ทันระเบิด เพราะผู้ใช้ระเบิดใจร้อนมากเกินไป พอดึงสลักนิรภัยออกก็ขว้างลงมา

อย่างไรก็ตาม วัตถุสิ่งนี้เปรียบเหมือนกับพญามัจจุราช สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเย็นวาบไปหมดทั้งตัว อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน โดยเฉพาะเสี่ยหงวนเส้นผมบนศีรษะตั้งชัน อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก แล้วหันมาถาม ดร.ดิเรกด้วยเสียงสั่นเครือแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"ระ-ระ-ระเบิด-มะ-มะ-มือใช่ไหม"

นายแพทย์หนุ่มฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"ชะ-ชะ-ใช่"

นิกรพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ทั้งๆ ที่รู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังจะหยุดทำงาน เมื่อความรู้สึกบอกตัวเองว่าถ้าลูกระเบิดลูกนี้เกิดระเบิดขึ้น ทุกคนก็จะตายกันหมดไม่มีเหลือ นายจอมทะเล้นก็ยื่นมือขวาออกไปคว้าลูกระเบิดมือขึ้นมาพิจารณาดู ยกขึ้นแนบหูข้างขวาของเขาเหมือนฟังเสียงเครื่องนาฬิกา แล้วก็ลดมือลงหันมาพูดกับคณะพรรคของเขา

"เสียงชนวนข้างในมันดังฟู่ๆ ว่ะ จวนระเบิดเต็มทนแล้ว"

กิมหงวนนัยน์ตาเหลือกตกใจแทบช็อค ร้องตะโกนสุดเสียง

"ขว้างมันไปอ้ายกร ประเดี๋ยวไส้ทะลัก"

นิกรสั่นศีรษะแล้วส่งให้พล

"กันไม่ใคร่มีแรง แกขว้างมันไปไกลพวกเราหน่อยซี"

อารามตกใจทำให้พลรีบลุกขึ้นนั่งชันเข่าซ้าย ในท่าขว้างระเบิด แล้วขว้างลูกระเบิดลูกนั้นไปที่ตึกใหญ่เต็มแรง ลูกระเบิดมือลอยละลิ่วไปตกที่ระเบียงหน้าตึกชั้นล่างห่างจากบานประตูเล็กน้อย พอกระทบพื้นกระดานมันก็ระเบิดขึ้นเสียงสนั่นหวั่นไหว

"ตูม"

แรงระเบิดและอำนาจผลักดันของชิ้นระเบิดทำให้ประตูใหญ่หน้าตึกและผนังตึกใกล้เคียงกับบานประตูพังทลายทันที นายออลก้าหัวหน้าคอมมิวนิสต์พาสมุนร่วมใจหลายคนหนีออกทางหลังตึก แต่แล้วก็ถูกตำรวจกองปราบยิงกราดสกัดกั้น

อย่างไรก็ตาม พลพรรคใต้ดินของคอมมิวนิสต์ประมาณ ๑๐ คน ได้ฝ่ากระสุนปืนตำรวจลงไปจากหลังตึกแล้ว พวกแดงวิ่งก้มตัวพุ่งตัวลงนอนราบตามที่กำบังยิงต่อสู้เจ้าพนักงานอย่างจนตรอก ตำรวจและสารวัตรทหารบกช่วยกันยิงตรึงไว้ ไม่ยอมให้พลพรรคคนหนึ่งคนใดหนีออกไปจากเขตบ้านนี้ได้ สารวัตรทหารบกยิงคอมมิวนิสต์ล้มคว่ำไปหลายคน

สุนัขอัลเซเชียนของตำรวจสุนัขเริ่มปฏิบัติหน้าที่ของมันแล้ว เมื่อตำรวจผู้ควบคุมหรือพี่เลี้ยงของมันปลดเชือกหนังออก อัลเซเชียนทั้ง ๕ ตัว ก็เห่าขรมและวิ่งเข้าประจัญบานพวกคอมมิวนิสต์ทันที เจ้าหนุ่มตาน้ำข้าวคนหนึ่งกำลังนั่งยิงตำรวจด้วยปืนกลมือ อัลเซเชียนสองตัวกระโจนเข้าใส่อย่างกล้าหาญ ช่วยกันกัดฟันขย้ำเจ้าหนุ่มตาน้ำข้าวถึงกับผงะหงายปล่อยปืนหลุดจากมือ ตำรวจสองคนวิ่งเข้าไปจับกุมตัวไว้ได้

ออลก้า นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ตัดสินสู้ตาย เขามีอายุ ๕๐ เศษ แต่ยังแข็งแรงมาก ออลก้ากับสมุนคนสนิทซึ่งเป็นคนผิวขาวเช่นเดียวกับเขา ยึดคันดินแห่งหนึ่งในสวนหลังบ้านอันเป็นที่มั่นสุดท้ายของเขา ขณะนี้ตำรวจและสารวัตรทหารได้บุกขึ้นไปบนตึกแล้วเพื่อทำการกวาดล้างพวกคอมมิวนิสต์ต่อไป เจ้าหน้าที่จับสมาชิกคอมมิวนิสต์ได้ ๘ คน พลพรรคใต้ดินถูกยิงตายไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน บาดเจ็บสาหัสอีกหลายคน

เสียงแตรไซเล็นท์ดังครวญครางลั่นถนนซอยหน้าบ้าน ตำรวจท้องที่ได้ยกมาช่วยกองปราบแล้ว รถจี๊ป ๒ คันและรถตรวจการณ์ ๒ คัน แล่นมาหยุดหน้ารังคอมมิวนิสต์ เจ้าพนักงานตำรวจต่างพากันลงจากรถบุกเข้ามาในบ้านใหญ่หลังนี้อย่างรวดเร็วฉับพลัน

พาตำรวจค้นห้องใต้ดินของฝ่ายศัตรู เจ้าพนักงานยึดเครื่องรับส่งวิทยุอย่างดีที่สุดหนึ่งเครื่อง อาวุธปืนและวัตถุระเบิดมากมาย พ.ต.ท.เทพพาตำรวจเข้าค้นห้องนอนของนายออลก้ายึดเอกสารสำคัญมากมายพร้อมเครื่องอัดสำเนาโรเนียว

เสียงปืนสงบเงียบลงแล้ว นายออลก้านักวิทยาศาสตร์มือหนึ่งถูกระเบิดมือของตำรวจตายคาที่ ส่วนคนสนิทของเขาถูกกระสุนปืนกลมือของสารวัตรทหารบกหลายนัด หน้าอกทะลุปรุพรุนไปหมด นอนกอดปืนตายอยู่ข้างๆ นายออลก้า การปราบปรามหน่วยใต้ดินคอมมิวนิสต์สิ้นสุดลงในเวลา ๖.๑๐ น. ตำรวจกองปราบเสียชีวิต ๒ คน บาดเจ็บ ๓ คน สารวัตรทหารบกถูกยิงตายหนึ่งคน บาดเจ็บ ๒ คน จากการปะทะกับเหล่าร้าย

ตำรวจยังคงล้อมบ้านนี้ไว้ไม่ยอมให้ผู้ใดล่วงล้ำเข้ามาในบ้าน นายทหารบกชั้นนายพลและนายพลตำรวจหลายท่านได้รุดมายังที่เกิดเหตุ

ขณะนี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และวีณาล่องหนสาวพร้อมด้วย พ.ต.ท.เทพกับตำรวจสองคนได้ชุมนุมกำลังอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายออลก้า ล่องหนสาวได้ทำประโยชน์ให้แก่เจ้าพนักงานอย่างมากมาย ดร.ดิเรกดีใจมากที่ได้พบเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ทันสมัย

"ข้าวของทุกชิ้นในห้องทดลองนี้ ล้วนแต่มีค่าและมีประโยชน์ยิ่ง" ดร.ดิเรกกล่าวกับผู้กำกับกระดูกเหล็กอย่างยิ้มแย้มแจ่มใส

"ศาสตราจารย์ออลก้าคนนี้ผมได้ยินชื่อเสียงเขามานานแล้ว เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลกคนหนึ่ง ผู้กำกับจัดตำรวจเฝ้าห้องทดลองไว้ก่อนนะครับ ผมจะไปพบกับท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด เรียนให้ท่านทราบรายละเอียดในการทลายรังคอมมิวนิสต์ และผมจะขออนุมัติท่านยึดเครื่องทดลองเครื่องใช้ทั้งหมดนี้เอาไปไว้ที่บ้านผม"

พ.ต.ท.เทพยิ้มให้เขา

"ท่านอาจารย์จะพาพรรคพวกไปพบท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดเดี๋ยวนี้หรือครับ"

"ออไร๋ เมื่อกี้ผมโทรศัพท์ไปบอกนายทหารคนสนิทของท่านแล้ว ผมจะพาวีณาไปด้วย ผู้กำกับอย่าลืมกำชับตำรวจยาม อย่าให้ใครเข้ามาในห้องทดลองนี้เป็นอันขาดแม้กระทั่งตำรวจหรือสารวัตรทหาร"

"ครับ-ผมจะให้นายตำรวจเฝ้าห้องนี้เอง"

นิกรถือนาฬิกาปลุกแบบประหลาดใหม่เอี่ยมเรือนหนึ่งเดินเข้ามาหา ดร.ดิเรกแล้วส่งให้

"นาฬิกาปลุกเรือนนี้แหวกแนวดีว่ะ มีเข็มที่หน้าปัทม์ตั้ง ๕ เข็ม กันจะยึดเอาไปใช้ส่วนตัว แกช่วยแนะนำหน่อยซีนาฬิกาแบบนี้เขาดูเวลากันยังไง ดูเข็มอันไหนแน่"

ดร.ดิเรกยกขึ้นมองดูแล้วใจหายวาบ ใบหน้าซีดเผือดทันที เขาร้องเอะอะเอ็ดตะโรลั่นห้องทดลองวิทยาศาสตร์

"โน-ไม่ใช่นาฬิกาโว้ยอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นอ้าปากหวอ

"หา ไม่ใช่นาฬิกาแล้วอะไรล่ะ"

"ระเบิดเวลา" ดร.ดิเรกพูดเสียงสั่น "โชคดีเหลือเกินที่บังเอิญพบมันเข้า มันอยู่ที่ไหนวะ"

นิกรชักใจไม่ดี

"โน่น-ซ่อนอยู่ข้างตู้เหล็กใบนั้น ระเบิดเวลาจริงๆ หรือหมอ"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ออไร๋ กันเห็นแว่บเดียวก็รู้ว่ามันเป็นระเบิดเวลาแบบใหม่ หน้าปัทม์นี่บอกให้รู้ว่า อีก ๕ นาที ลูกระเบิดนี้จะระเบิดขึ้น ถ้าแกไม่เห็นมัน พวกเราที่อยู่ในห้องนี้หรืออยู่บนตึกหลังนี้อาจจะตายหมดไม่มีใครรอดชีวิตแม้แต่คนเดียว"

ผู้กำกับกระดูกเหล็กสะดุ้งเฮือก ตำรวจสองคนหน้าซีดเหมือนกระดาษ พ.ต.ท.เทพเอื้อมมือเขี่ยแขน ดร.ดิเรกแล้วพูดขึ้นทันที

"เสียงมันดังติ๊กๆ เหมือนนาฬิกานี่ครับอาจารย์ ทำให้มันหยุดเดินเสียซีครับ ประเดี๋ยวมันตูมตามขึ้นมาเราก็เน่าไปตามกัน"

ดร.ดิเรกมองดูหน้าปัทม์แล้วหัวเราะ

"ใจเย็นๆ ผู้กำกับ อีก ๔ นาทีครึ่งกว่ามันจะระเบิด"

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"ก็ช่วยทำให้เครื่องมันหยุดเดินเสียเดี๋ยวนี้ไม่ได้หรือวะ"

"ทำให้ชนวนเวลาทำงานหยุดทำงานไม่ยากอะไร แกก็ทำได้ หมุนหมุดสีเขียวลงไปจนถึงที่สุด ชนวนเวลาหรือเครื่องของมันก็จะหยุดทำงาน แต่ถ้าคลายหมุดสีแดงออกมามันระเบิดตูมทันที เอ้า-แกลองทำดูซีหมุนหมุดสีเขียวลงไป อย่าไปแตะต้องหมุดอันอื่น"

อาเสี่ยถอยหลังกรูด

"ไม่เอาโว้ย กันไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ เล่นกับของพรรค์นี้ได้หรือ อย่าแกล้งทำเป็นใจเย็นหน่อยเลยวะหมอ บังคับเครื่องให้หยุดเสียทีเถอะ เสียงติ๊กๆ ฟังแล้วเสียวสะดือเต็มทน"

พลเห็นพ้องด้วย

"ก็นั่นน่ะซี กันก็ชักปอดเหมือนกัน"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ เขายกระเบิดเวลาขึ้นแล้วหมุนหมุดสีเขียวลงไปเพียงไม่กี่รอบ กลไกของระเบิดเวลาก็หยุดทำงานเงียบเสียงไป ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอกไปตามกัน นายแพทย์หนุ่มหันมาพูดกับ พ.ต.ท.เทพ

"ผมไปละครับผู้กำกับ"

"ครับ-ครับ-เชิญครับ แฮ่ะ-แฮ่ะ เอาอ้ายลูกระเบิดเวลานี่ไปเสียด้วยนะครับ ท่านอาจารย์ทำให้เครื่องมันหยุดแล้วผมก็ไม่ไว้ใจ ประเดี๋ยวท่านอาจารย์ไปแล้วเครื่องมันเกิดเดินขึ้นมา ผมกับพวกตำรวจและสารวัตรก็วิ่งกันซี่โครงบานเท่านั้นเอง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพาสาวสวยลูกครึ่งออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ขณะนี้บริเวณบ้านหรือรังของคอมมิวนิสต์เต็มไปด้วยตำรวจและสารวัตรทหาร ดร.ดิเรกกับคณะของเขาได้สนทนากับท่านนายพลหลายคน ซึ่งล้วนแต่รู้จักคุ้นเคยกันทั้งนั้น สักครู่นายแพทย์หนุ่มก็ขอตัวกับท่านนายพลเหล่านี้

"ผมต้องขอโทษนะครับ ผมกับพรรคพวกจะรีบไปพบท่านบัญชาการทหารสูงสุด เพื่อเรียนเรื่องนี้ให้ท่านทราบ ท่านอยากทราบรายละเอียดก็ถามผู้กำกับหรือผู้หมวดสารวัตรทหารเถอะครับ"

ที่ถนนซอยหน้ารังคอมมิวนิสต์ มีประชาชนหลายร้อยคนยืนจับกลุ่มสังเกตการณ์อยู่ข้างรถคาดิลแล็คเก๋งของสี่สหาย บรรดาไทยมุงเหล่านี้มีสมาชิกพลพรรคคอมมิวนิสต์คนหนึ่งปะปนอยู่ด้วย เขาเป็นอันธพาลมีชื่อเสียงคนหนึ่ง อายุในวัยกลางคน เดชได้ตีวงล้อมของตำรวจจึงหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิดและเพราะเขาเป็นคนไทยตำรวจจึงไม่สงสัยอะไร เมื่อเขาเข้ามาปะปนอยู่ในกลุ่มไทยมุงเหล่านี้ เดชรู้ดีว่าคอมมิวนิสต์ถูกทำลายก็เพราะวีณาทรยศหักหลัง ดังนั้นเจ้าเดชจึงเตรียมสังหารหล่อนด้วยการยิงทิ้งในระยะเผาขนและเขาเองยอมตาย

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาคณะพรรคสี่สหายกับล่องหนสาวผ่านประตูรั้วบ้านออกมา บรรดาไทยมุงทั้งหลายก็ส่งเสียงจ้อกแจ้กจอแจวิพากษ์วิจารณ์กันแซ่ดไปหมด ท่านเจ้าคุณกับ พล นิกร กิมหงวน และ ดร.ดิเรกสะพายปืนกลมือคนละกระบอก ส่วนลูกระเบิดเวลาที่ยึดมาจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของนายออลก้านั้นอยู่ในมือของนายแพทย์หนุ่ม

ทุกคนเดินตรงมาที่รถคาดิลแล็คเก๋ง พวกไทยมุงเฮโลกันเข้าห้อมล้อมรถ เข้าใจผิดคอดว่าคณะพรรคสี่สหายเป็นนายตำรวจนอกเครื่องแบบและหลายต่อหลายคนเดาเอาว่า วีณาเป็นจารสตรีที่ถูกจับกุมตัวได้หลังจากการต่อสู้กัน เจ้าเดชค่อยๆ เบียดกลุ่มไทยมุงเข้ามาและคอยระวังไม่ให้วีณาแลเห็นมัน ทั้งนี้เพราะสาวลูกครึ่งรู้จักคุ้นเคยกับเดชเป็นอย่างดี เนื่องจากร่วมงานกันมานานแล้วในฐานะสมาชิกหน่วยใต้ดินของคอมมิวนิสต์

หญิงชราคนหนึ่งกล่าวถามอาเสี่ยกิมหงวนอย่างนอบน้อม

"ผู้กำกับขา นังคนนี้เป็นแนว ๕ ใช่ไหม"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล แต่ก็นึกภูมิใจที่ถูกเรียกว่าผู้กำกับเพราะตำแหน่งนี้ย่อมหมายถึงนายตำรวจชั้นนายพันตำรวจตรีขึ้นไป

"ไม่ใช่หรอกครับคุณป้า เธอเป็นสายลับของพวกเราน่ะ"

หญิงชราถอนหายใจโล่งอก

"สิ้นเคราะห์ไปที นึกว่าเป็นพวกคอมมิวนิสต์ อีชั้นก็จะขอตบสักทีหนึ่ง พวกนี้มันคิดทำลายพระพุทธศาสนา ทำลายประเทศชาติและในหลวงของเรา ฮื่อยิงกันหูดับตับไหม้ อีชั้นยังงี้สั่นไปหมดเลยค่ะ หลานชายมันวิ่งไปบอกว่า ตำรวจเขายิงกับอ้ายพวกแดง"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ ดร.ดิเรกเปิดประตูตอนหลังรถออกแล้วกล่าวกับล่องหนสาว

"ขึ้นรถสิจ๊ะวีณา เราจะรีบไปพบกับท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด"

นิกรร้องตะโกนขอร้องให้บรรดาไทยมุงทั้งหลายถอยห่างจากรถ วีณาแสดงสีหน้าอึดอัดใจและรำคาญใจเมื่อถูกฝูงชนห้อมล้อมเช่นนี้ หล่อนก้าวขึ้นไปนั่งตอนหลังรถคาดิลแล็คเก๋ง ทันใดนั้นเองเจ้าเดชซึ่งยืนอยู่ข้างประตูรถด้านตรงข้ามกับหล่อน ก็กระชากซุปเปอร์คอลท์ ๑๑ มม.ออกมาจากกระเป๋ากางเกงโดยไม่มีใครสังเกตเห็น และแล้วเจ้าเดชก็ยื่นมือขวาที่ถือปืนผ่านหน้าต่างเก๋งตอนหลังเข้ามาในรถ

เพียงแว่บเดียวที่วีณาแลเห็นพญามัจจุราชและปืนพกกระบอกนั้น หล่อนก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวและหวีดร้องสุดเสียง เดชรัวกระสุนเข้าใส่วีณาทันที เสียงกระสุนปืนพกระเบิดขึ้นมาติดๆ ลั่นรวม ๓ นัด

"ปัง! ปัง! ปัง! "

บรรดาไทยมุงต่างเผ่นหนีเอาตัวรอดไปคนละทิศทาง เสียงปืนทำให้ตำรวจในเครื่องแบบรวม ๓ คน ซึ่งเป็นตำรวจเจ้าของท้องที่วิ่งมายังที่เกิดเหตุ แต่เจ้าเดชผละไปจากรถคาดิลแล็คเก๋งแล้ว เขาถือปืนพกคู่มือวิ่งปะปนกับพวกประชาชนหญิงชายไปตามถนนในซอยนั้น

กระสุนสังหารทั้งสามนัดทะลุอกวีณาออกทางเบื้องหลัง ทำให้หล่อนฟุบอยู่กับที่นั่งสิ้นใจตายทันที โลหิตสีแดงสดไหลทะลัก สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ตกตะลึงไปชั่วขณะ พล พัชราภรณ์ได้สติก่อนเพื่อน ความรู้สึกบอกตัวเองว่าวีณาถูกใครคนหนึ่งยิงหล่อนระยะเผาขน พอมองไปรอบๆ บริเวณนั้น เขาแลเห็นเดชกำลังวิ่งไปข้างหน้าเต็มฝีเท้า และเลี้ยวซ้ายเข้าไปในซอยเล็กๆ ซอยหนึ่ง เพราะเดชถือปืนพกจึงรู้ว่าฆาตกรโหดคือเจ้าเดชอย่างไม่ต้องสงสัย และเจ้าเดชจะต้องเป็นพรรคพวกคอมมิวนิสต์แน่นอน

"โน่น-มันวิ่งหนีไปโน่น" พลร้องตะโกนสุดเสียง ปลดปืนกลมือออกจากบ่าวิ่งไล่ตามมือปืนผยองไปทันที

ดร.ดิเรกงันงกตกประหม่า เขากล่าวกับพ่อตาของเขาอย่างร้อนรน

"คุณพ่อพาอ้ายกรกับอ้ายหงวนตามไปซิครับ ผมจะดูวีณาเอง"

เสี่ยหงวนคว้าปืนนายจอมทะเล้นโกยอ้าวติดตามพลไปเต็มฝีเท้า สองสหายวิ่งพลางปลดปืนกลมือลงจากบ่า ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ งกๆ เงิ่นๆ อยู่สักครู่ก็ย่อตัวลงต่ำแล้วกระโดดตัวลอยวิ่งตามกิมหงวน นิกรไปโดยเร็วที่สุด ตำรวจในเครื่องแบบหลายคนตามไปด้วย ส่วน ดร.ดิเรกขึ้นไปบนรถวางระเบิดมือลงเหนือพนักข้างกระจกหลัง ประคองล่องหนสาวซึ่งนอนฟุบอยู่ขึ้นมา แต่แล้วเขาก็รู้ว่าสาวลูกครึ่งสิ้นใจเสียแล้ว

ในซอยเล็กๆ ที่เดชวิ่งหนีเข้าไปนั้น มีบ้านอยู่สามสี่หลังและมีบริเวณที่ว่างรกร้างประมาณ ๒ ไร่ อันเป็นที่ดินของคหบดีคนหนึ่ง เดชวิ่งเข้าไปในละเมาะเล็กๆ ซึ่งมีต้นไม้ยืนต้น คือต้นมะขามเทศ พุทรา จามจุรี และต้นมะพร้าวสองสามต้น ตามพื้นดินปกคลุมด้วยต้นหญ้าคาสูงท่วมหัว ขณะที่สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ๓ คน วิ่งตามกันมาเป็นงูกินหาง เดชได้หลบซ่อนตัวอยู่ในคูแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นหญ้าและต้นไม้ล้มลุกปกคลุมไปทั่ว

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยืนรวมกลุ่มกันหน้าเรือนชั้นเดียวหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ส่วนตำรวจแยกย้ายกันค้นหาตัวมือปืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ หอบแฮ่กๆ ซี่โครงบาน ส่วนนิกรแลบลิ้นออกปากหายใจถี่เร็วเหมือนกับหมาหอบแดด อาเสี่ยหน้าซีดนัยน์ตาเหล่เพราะความเหนื่อย

"มันไปทางไหนหว่า" กิมหงวนพูดเสียงสั่นๆ "ซอยนี้ต่อกับซอยอื่นๆ ได้หรือเปล่าก็ไม่รู้"

นิกรตาไวแลเห็นหญิงกลางคนคนหนึ่งยืนอยู่หน้าต่างห้องบนเรือนหลังนั้น ลักษณะท่าทางของหล่อนเป็นคนยากจน นิกรส่งภาษาใบ้ถามหล่อนทันทีพลางยกมือประกอบคำถามว่า มีคนคนหนึ่งถือปืนพกวิ่งมาทางที่หล่อนหรือเปล่า บังเอิญอย่างยิ่งที่ผู้หญิงคนนั้นเป็นใบ้มาแต่กำเนิด เมื่อนิกรส่งภาษาใบ้ถามหล่อนก็ดีใจ เข้าใจว่านายจอมทะเล้นเป็นใบ้เช่นเดียวกับหล่อน จึงพูดภาษาใบ้กับนิกรอย่างคล่องแคล่ว

"แอ๊-แบ๊ะแอ๊ะ-โอ๊ะ-แอ๊-แอ๊ะ-"

นิกรพยักหน้ารับทุกคน คราวนี้เขาพูดภาษาใบ้บ้าง

"แอะ แอแบ๊ แบ๊ะแอ๊ะ"

หล่อนขมวดคิ้วย่น ชี้มือไปทางบริเวณที่ว่างข้างเรือนหล่อน

"แบ๊ะโอ๊น อิ๊บอ๋าย โง่จริง"

นิกรทำคอย่น หันขวับมาทางเพื่อนทั้งสองและเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เตรียมปืนโว้ย ได้เรื่องแล้วพวกเรา คุณสุชีลาแกบอกกันว่า มือปืนหนีเข้าไปในที่รกร้างเรือนหลังนี้"

พลทำตาปริบๆ "ทำไมแกรู้ล่ะว่าหล่อนชื่อสุชีลา"

นิกรหัวเราะ "กันเดาเอาน่ะ"

กิมหงวนกวักมือเรียกตำรวจ ๓ คน ให้มารวมกำลังกัน ครั้นแล้วสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันบุกเข้าไปในบริเวณที่รกร้างกระจายกำลังกันออกไปช่วยกันค้นหาตัวมือสังหาร ในเวลาเดียวกันนี้เองตำรวจและสารวัตรทหารบก ๑๐ คนก็ติดตามมาโดยเร็วมี ดร.ดิเรกถือปืนกลมือรวมกลุ่มมาด้วย

ดร.ดิเรกชวนตำรวจและสารวัตรทหารบกบุกเข้าไปในที่ว่างข้างเรือนเล็กหลังนั้น ที่ดินประมาณสองไร่ถูกเจ้าพนักงานและคณะพรรคสี่สหายของเราโอบล้อมไว้แล้วทั้งสี่ด้าน บรรดาไทยมุงทั้งหลายติดตามตำรวจและสารวัตรทหารบกมาอีก คราวแรกมีชายฉกรรจ์ชาวบ้านแถวนั้นเพียงสามสี่คน ซึ่งล้วนแต่เป็นไทยมุงกล้าตายชอบดูเหตุร้ายที่เกิดขึ้น แม้ตัวเองจะถูกลูกหลงก็ขอให้ได้ดู ต่อมาสมาชิกไทยมุงทั้งหญิงทั้งชายเด็กผู้ใหญ่เพิ่มจำนวนขึ้นตามลำดับ

นายร้อยตำรวจตรีคนหนึ่งร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ถอยออกไป โปรดออกไปจากซอยนี้เร็ว คนร้ายแอบอยู่ในบริเวณนี้อาจจะเกิดยิงต่อสู้กันขึ้น"

นิกรร้องตะโกนขึ้นบ้าง

"ระวังนะครับ ผู้ร้ายมีระเบิดมือ"

เท่านี้เอง บรรดาไทยมุงทั้งหลายก็เผ่นแนบตัวใครตัวมัน ล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน เพียงครู่เดียวเท่านั้นนักสังเกตการณ์ทั้งหลายก็หายไปหมด เจ้าพนักงานช่วยกันตรวจค้นพื้นที่ทุกตารางนิ้ว วงล้อมทั้งสี่ด้านค่อยๆ แคบเข้าทุกที

ดร.ดิเรกเดินเข้ามาหาเพื่อนเกลอทั้งสาม พลกล่าวถามทันที

"วีณาเป็นยังไงบ้าง"

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจลึกๆ

"หล่อนตายแล้ว กระสุนถูกหน้าอกทั้งสามนัดและนัดหนึ่งถูกหัวใจพอดี ขณะนี้กันให้ตำรวจเฝ้าศพไว้พร้อมด้วยระเบิดเวลาที่เรายึดมาได้"

"ทารุณมาก อ้ายหมอนี่ไม่น่าจะจับเป็นเลย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนกลมือเตรียมพร้อมในท่าเตรียมยิง อาเสี่ยกิมหงวนมองเข้าไปในพุ่มไม้แห่งหนึ่ง แล้วเขาก็แกล้งร้องขึ้นดังๆ ทั้งที่เขาไม่เห็นอะไรเลย

"เฮ้ย-ซ่อนอยู่นั่นโว้ย เอาเลยพวกเรายิงเลย"

เจ้าเดชซ่อนอยู่ในท้องร่อง ได้ยินอาเสี่ยร้องเช่นนี้ก็ตกใจเสียขวัญรีบพรวดพราดออกมาจากท้องร่องตื้นๆ เขายกปืนพก ๑๑ มม.ขึ้นจะยิงนายสิบตำรวจคนหนึ่งแต่พลรัวปืนกลมือใส่เจ้าเดชทันที เสียงปืนกลมือดังกังวาลลั่น กระสุนหลายนัดทะลุร่างเจ้าเดชปรุพรุนไปหลายแห่ง เจ้าเดชปล่อยปืนพกหลุดจากมือสะดุ้งเฮือกสุดตัวแยกเขี้ยวยิงฟันล้มกลิ้งสิ้นใจตาย

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าพนักงานตำรวจและสารวัตรทหาร ต่างพากันเข้ามาห้อมล้อมมองดูศพของเจ้าเดชและพูดกันพึมพำเสียงแซ่ดไปหมด ดร.ดิเรกยกมือซ้ายตบหลังพลค่อนข้างแรง

"เวอรี่กู๊ด กรรมย่อมสนองกรรม ไอคิดว่าเจ้าหมอนี่คงเป็นพรรคพวกคอมมิวนิสต์ที่สู้รบกับตำรวจและพวกเรา แต่มันตีฝ่าวงล้อมหรือเล็ดลอดออกมาจากรังของมันได้ มันฆ่าวีณาก็เพราะมันรู้ว่าวีณาพาตำรวจและสารวัตรทหารมาทลายรังของมัน"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"นาฬิกาข้อมือของมันยังแจ่มอยู่เลย กันเอาไว้ถ้าจะดี"

นายตำรวจหนุ่มมองดูนิกรอย่างขบขัน แล้วกล่าวว่า

"อย่าเลยครับ น่าเกลียด"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ตำรวจคนหนึ่งบอกให้ทุกคนทราบว่าผู้กำกับเทพกำลังเดินมาที่นี่ ทุกคนต่างหันไปมองดู พ.ต.ท.เทพ บุญนำกับตำรวจสามสี่คนซึ่งกำลังเดินตามถนนซอย ดร.ดิเรกชวนเพื่อนเกลอทั้งสามกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปหาท่านผู้กำกับทันที เพื่อเล่ารายละเอียดที่เกิดขึ้นให้ทราบ

ในครึ่งชั่วโมงนั้นเอง สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รีบเดินทางไปพบฯ พณฯ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด พ.ต.ท.เทพกับนายตำรวจเจ้าของท้องที่หลายคนต้องทำงานอย่างหนักเกี่ยวกับคดีนี้ ศพของวีณาล่องหนสาวและศพนายเดชมือปืนพร้อมด้วยศพเหล่าร้ายถูกส่งไปโรงพยาบาลตำรวจ เช่นเดียวกันสำหรับผู้ต้องหาคือหน่วยใต้ดินของคอมมิวนิสต์ ท่านผู้บังคับการตำรวจนครบาลได้สั่งให้นำตัวไปคุมขังไว้ที่สันติบาล และมีการควบคุมอย่างแข็งแรง

แผนการของฝ่ายแดงที่ส่งล่องหนไปก่อวินาศกรรมด้วยการวางเพลิงเผาห้องทดลองวิทยาศาสตร์และบ้าน "พัชราภรณ์" ไว้ล้มเหลวลงโดยสิ้นเชิง เพราะวีณาสาวสวยได้แปรพักตร์ยอมเป็นพรรคพวกของ ดร.ดิเรก อันเป็นเหตุให้หน่วยกล้าตายและสารวัตรทหารบกทำลายราบคาบ

และศาสตราจารย์ออลก้านักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลกต้องเสียชีวิตในการปะทะกับเจ้าพนักงานตำรวจ ยึดได้เอกสารสำคัญ เครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองวิทยาศาสตร์อันมีค่าหลายล้าน นอกจากนี้ยังยึดได้เครื่องรับส่งวิทยุด้วย อย่างไรก็ตามวีณาผู้ทรยศก็จบชีวิตไปแล้วด้วยน้ำมือของพลพรรคคอมมิวนิสต์ แต่เจ้าเดชก็ถูกยิงตายเช่นเดียวกัน

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับต่างเสนอข่าวสำคัญนี้ รัฐบาลได้ออกแถลงการณ์เตือนพี่น้องชาวไทยเร่งระวังภัยที่จะเกิดจากพวกแดงและให้ประชาชนเอาใจใส่สอดส่องดูการเคลื่อนไหวของคนต่างชาติที่มีพฤติการณืที่น่าสงสัยว่าเป็นพวกใต้ดินคอมมิวนิสต์

ดร.ดิเรกได้ทำงานเพื่อประเทศชาติที่รักของเขาต่อไปด้วยการผลิตยาสำเร็จรูป "แอนตี้ ที.โอ." บังกาโลหลังใหญ่อันเป็นเรือนพักร้อนได้กลายเป็นโรงงานผลิตยาชั่วคราว โดยได้รับความร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุขส่งเครื่องผลิตยาสำเร็จรูปให้สองเครื่อง ถึงเป็นเครื่องขนาดเล็กแต่ก็ทันสมัยสามารถผลิตยาได้วันละแสนเม็ดต่อเครื่อง ยาวิเศษนี้เมื่อกินเข้าไปเพียงเม็ดเดียวจะป้องกัน "ที.โอ.แก๊ส" หรือแก๊สมหาประลัยได้ถึงหนึ่งเดือน ต้นทุนผลิตเม็ดละ ๒ สตางค์เท่านั้น ใช้สมุนไพรในบ้านเราเป็นส่วนมาก ยา "แอนตี้ ที.โอ." ถูกส่งไปให้สาธารณสุขจังหวัดหรืออนามัยจังหวัดเกือบทั่วประเทศแล้ว ดร.ดิเรกเชื่อว่าในไม่ช้านี้เมื่อเครื่องจักรผลิตสำเร็จรูปที่ส่งมาจากสหรัฐอเมริกาเดินทางมาถึง เขาก็สามารถผลิตยาป้องกันแก๊สพิษจากศัตรูได้วันละสองล้านเม็ด ซึ่งในอนาคตอันใกล้นี้ประชาชนคนไทยทุกคนจะได้รับแจกยา "แอนตี้ ที.โอ." มีกินอย่างเหลือเฟือแล้วเขาก็จะผลิตยาวิเศษอีกส่งไปยังประเทศต่างๆ ที่อยู่ในค่ายเสรีประชาธิปไตย ในที่สุด "ที.โอ.แก๊ส" ที่สามารถจะทำลายสิ่งที่มีชีวิตในโลกนี้ก็จะไม่มีค่าและไม่มีความหมายอะไรเลย

ตอนสายวันหนึ่ง

ขณะที่ ดร.ดิเรกกับเพื่อนเกลอทั้งสามพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังควบคุมการผลิตยา "แอนตี้ ที.โอ." อยู่ที่เรือนบังกาโลหลังตึกใหญ่ เจ้าแห้วก็พานายทหารหนุ่มซึ่งมียศเป็นร้อยโทหัวหน้าเดินข่าวประจำกองบัญชาการทหารสูงสุดเดินขึ้นบันได

"อยู่กันพร้อมหรือนายแห้ว" นายทหารเดินข่าวถาม

"ครับ รับประทานตั้งแต่กระทรวงสาธารณสุขส่งเภสัชกรสาวมาทำยา พวกเจ้านายของผมป้วนเปี้ยนอยู่ที่เรือนหลังนี้ตลอดวันแหละครับ เชิญนั่งซีครับหมวด ผมจะเข้าไปเรียนให้คุณหมอทราบ"

ที่หน้ามุขบังกาโลหลังนั้น มีโต๊ะเก้าอี้รับแขกหวายบุนวมอยู่หนึ่งชุดพร้อมด้วยโซฟาหนึ่งตัว นายทหารเดินข่าวกล่าวคำขอบใจเจ้าแห้วแล้วเดินไปนั่งที่โซฟา เขาได้ยินเสียงเครื่องผลิตยาเม็ดดังกระหึ่มอยู่ในห้องตลอดเวลาแต่ไม่ได้สนใจอะไร นายทหารหนุ่มนั่งรอคอยอยู่ไม่ถึงนาที ดร.ดิเรกจอมนักวิทยาศาสตร์ก็เดินออกมาจากห้องกลางอย่างร้อนรน เขาสวมเสื้อยาวสีขาวแบบเสื้อหมอ มือทั้งสองข้างสวมถุงมือยางซึ่งเปรอะเปื้อนยาเพราะเขาต้องผสมยานี้ด้วยตนเองตามสูตรที่เขาคิดค้นขึ้นและไม่มีใครที่จะตรวจรู้ว่ายา "แอนตี้ ที.โอ." นั้นมีอะไรบ้าง เนื่องจากส่วนผสมชนิดหนึ่งจะบังคับให้แยกธาตุผสมอื่นๆ ไม่ออก อันเป็นความรู้ที่ยอดมนุษย์ของเขา

นายทหารหนุ่มแลเห็น ดร.ดิเรก เขาก็รีบลุกขึ้นยืนก้มศีรษะคำนับ ซึ่งเป็นวิธีแสดงความเคารพของนายทหารสัญญาบัตร

"สวัสดีครับ อาจารย์"

นายแพทย์หนุ่มรับไหว้อย่างยิ้มแย้ม เดินเข้ามายื่นมือขวาให้จับ

"ไง-สบายดีหรือคุณกระโชค"

หัวหน้าเดินข่าวด่วนสะดุ้งสุดตัวเหมือนถูกเข็มแทง

"ผมชื่อสมโชคนะครับอาจารย์ ไม่ใช่กระโชค"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โอ-ขอโทษที ลูกศิษย์ผมมีมากมายก่ายกอง จำชื่อไม่ใคร่ได้ บางคนเขาเคารพนับถือผมเขาก็เรียกผมว่าอาจารย์ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นลูกศิษย์ผมเลย แต่คุณผมจำได้ดีว่าผมเคยสอนคุณตอนที่คุณเป็นนักเรียนนายร้อย จปร.และผมสอนวิทยาศาสตร์อาทิตย์ละชั่วโมงเป็นพิเศษ นั่งซีมีหนังสือราชการมาถึงผมยังงั้นหรือ"

"ครับ มีหนังสือลับ-เฉพาะ และด่วนมาจากท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดถึงอาจารย์ครับ ผมขับจี๊ปจากกระทรวงกลาโหมมานี่ ๑๐ นาทีเท่านั้น" พูดจบเขาก็ล้วงกระเป๋าเสื้อหยิบซองจดหมายซองหนึ่ง เป็นซองยาว ประทับตราเครื่องหมายกองทัพไทยทั้งสามทัพออกมาส่งให้ ดร.ดิเรกอย่างนอบน้อม

นายแพทย์หนุ่มกล่าวคำขอบคุณเบาๆ ดึงกระดาษชิ้นเล็กๆ ในซองออกมาคลี่ออก แล้วดึงปากกาในกระเป๋าออกมาเซ็นรับหนังสือราชการ ลงวันที่ เดือน ปี เวลารับเรียบร้อยตามแบบฟอร์มในใบรับ เสร็จแล้วก็ส่งใบรับให้ ร.ท.สมโชค หัวหน้าเดินข่าวด่วนกองบัญชาการทหารสูงสุด

"ไม่มีการตอบรับนะคุณ"

"ครับ ไม่ต้องตอบ อ้า-ผมอยู่ช้าไม่ได้ครับท่านอาจารย์ จะต้องรีบกลับไปกองบัญชาการเพราะมีราชการด่วนที่จะต้องทำอีก"

"งั้นเรอะ เชิญเถอะคุณ"

ร.ท.สมโชค ชิดเท้าตรง ก้มศีรษะกระทำความเคารพ ดร.ดิเรกอีกครั้งหนึ่งแล้วพาตัวเดินลงบันไดไปอย่างร้อนรน นายแพทย์หนุ่มทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง มองดูตัวอักษรพิมพ์ดีดหน้าซองซึ่งระบุยศ และนามของเขาว่า

พ.อ.ศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

เขายืนอย่างพากพูมเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเขามียศทหาร เป็นพันเอกเพราะเขาได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ และกองทัพบก เรือ อากาศ ของเรามามากต่อมาก ส่วน พล นิกร กิมหงวนผู้ช่วยของเขาก็มียศเป็นพันโทเท่ากันทั้งสามคน และเจ้าแห้วเป็นสิบเอก ทุกคนไม่ต้องประจำการแต่ได้รับพระราชทานเงินเดือนตามยศทหาร และมีสิทธิแต่งเครื่องแบบทุกเมื่อทุกโอกาส ส่วนท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของเขานั้นเป็นพลโทนอกราชการรับพระราชทานบำนาญตลอดชีวิต

เมื่อ ดร.ดิเรกอ่านหนังสือด่วน ลับเฉพาะของฯ พณฯ ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดจบลง เจ้าแห้วก็ถือถาดไม้ขนาดเล็กบรรจุน้ำอัดลมรวม ๒ ขวด เดินออกมาจากห้องกลาง

"อ้าว-รับประทานนายทหารเดินข่าวไปแล้วหรือครับ"

นายแพทย์หนุ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดผิดปรกติ

"ไปแล้ว ทำไมแกงุ่มง่ามนักล่ะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานหาที่เปิดไม่ได้ครับ กว่าจะหาพบเสียเวลาเกือบ ๑๐ นาที"

"แล้วมันอยู่ที่ไหนล่ะ"

"รับประทานอยู่ในกระเป๋ากางกงผมเองครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

ดร.ดิเรกค้อนปะหลับปะเหลือก

"เอาไปให้เภสัชกรคนละขวด แล้วบอกเจ้าพล เจ้ากร อ้ายหงวนและคุณพ่อออกมาหาข้าเดี๋ยวนี้ บอกให้รู้ว่ามีราชการด่วน เกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติเรา"

เจ้าแห้วรับคำสั่ง หมุนตัวกลับถือถาดน้ำอัดลมย้อนกลับเข้าไปในห้องผลิตยาเม็ด "แอนตี้ ที.โอ." ดร.ดิเรกพับหนังสือราชการใส่ไว้ในซองตามเดิม เขาต้องใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงในเรื่องนี้ เขานั่งนิ่งเฉยนึกถึงมหาภัยอันใหญ่หลวงที่จะเกิดขึ้นแก่ประเทศชาติที่รักของเรา จนกระทั่งท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา พล นิกร กิมหงวนออกมาจากห้องผลิตยาแก้แก๊สพิษมหาประลัยนั้น ซึ่งบัดนี้ยา "แอนตี้ ที.โอ." หมดความหมายเสียแล้ว ตามหนังสือด่วนของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดที่มีมาถึงเขา

พล นิกร กิมหงวนต่างยิ้มให้นายแพทย์หนุ่มและทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่งข้าง ดร.ดิเรก

"ว่าไง ด็อก" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "มีคำสั่งหรือหนังสือด่วนมาจากกองบัญชาการใช่ไหม"

"ออไร๋ เรื่องด่วนและสำคัญยิ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติของเรา" ดร.ดิเรกพูดอย่างเป็นงานเป็นการแล้วยกซองหนังสือราชการให้ทุกคนดู "ท่านผู้บัญชาการได้รับวิทยุจากค่ายทหาร จังหวัดเชียงใหม่แจ้งมาว่า เมื่อตอนรุ่งเช้าวันนี้ มีเครื่องบินไอพ่นขนาดใหญ่แบบทิ้งระเบิดทางไกลไม่ปรากฎสัญชาติลำหนึ่ง ได้บินร่อนลงในระยะต่ำเหนือพื้นที่อำเภอสันกำแพง นักบินได้ทิ้งวัตถุก้อนกลมๆ ขนาดเล็กลงมายังหมู่บ้านแห่งหนึ่ง หลังจากนั้นกสิกรชาวสันกำแพงประมาณ ๒๐๐ คนรวมทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ตลอดจนคนชราและวัวควายสัตว์เลี้ยงก็ตายหมดไม่มีเหลือ ศพเหล่านั้นมีแต่โครงกระดูกหุ้มห่ออยู่ในเสื้อผ้า เนื้อหนังหายไปหมด ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจภูธร นายทหารเสนาธิการและนายทหารผู้ใหญ่อีกหลายคนได้เดินทางไปสันกำแพงโดยด่วน จากการพิสูจน์ศพ พอจะพิสูจน์ได้ว่าศพมนุษย์และสัตว์เหล่านั้นตายเพราะถูกแก๊สพิษแบบใหม่ของศัตรู ซึ่งไอพิษนี้มีอานุภาพร้ายแรงยิ่งกว่า ที.โอ.แก๊สมาก ท่านผู้บัญชาการสั่งให้พวกเราเดินทางไปเชียงใหม่ในวันนี้ และเร็วที่สุดที่จะไปได้ ท่านได้ติดต่อกับกองทัพอากาศให้จัดเครื่องบินพิเศษไว้ให้เราเรียบร้อยแล้ว ท่านขอให้กันไปพิสูจน์ศพและสอบสวนสถานที่เกิดเหตุมีชาวบ้านรอดตายสองคน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสามเกลอฟังเรื่องราวที่ ดร.ดิเรกเล่าให้ฟังด้วยความตื่นเต้นสนใจ แล้วก็หลับตามองเห็นภาพพี่น้องชาวไทยกสิกร สันกำแพงนอนตายเกลื่อนกลาด

"แผนการของพวกแดงแน่ๆ " พลกล่าวเสียงกร้าว "คอมมิวนิสต์ใช้ชีวิตคนไทยเป็นเครื่องทดลองแก๊สพิษแบบใหม่ของมัน ไม่มีปัญหาอะไรอีก มันต้องการข่มขู่ขวัญคนไทยทั้งชาติให้เกรงกลัวพวกมันนั่นเอง จึงส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดทางไกล นำไอพิษแบบใหม่มาทิ้งที่หมู่บ้านกสิกรในอำเภอสันกำแพง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างโมโห

"โหดร้ายป่าเถื่อนทารุณที่สุด มันเป็นการลอบกัดหรือฆ่าราษฎรไทยที่ไม่มีทางต่อสู้ป้องกันตัวเลย"

ดร.ดิเรกยิ้มแค่นๆ

"ผมเคยบอกคุณพ่อแล้ว สงครามในอนาคตจะเป็นสงครามที่ไม่ประกาศใคร ใช้ระเบิดปรมาณูหรืออาวุธวิเศษทำลายอีกฝ่ายหนึ่งได้ก่อนก็เป็นผู้ชนะ" พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แต่แล้วก็นึกได้ว่าเขาไม่ได้ผูกมาจึงหันมาถามนิกร "กี่โมงแล้วอ้ายกร"

นายจอมทะเล้นยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูหน้าปัทม์แล้วยิ้มแห้งๆ

"๔ โมงเย็นว่ะ"

ดร.ดิเรกทำปากจู๋

"อย่าพูดเป็นเล่นโว้ย เรากำลังมีงานสำคัญ ๔ โมงเย็นกะลิงที่ไหนกัน เพิ่งกินข้าวเช้าได้ชั่วโมงเดียวเท่านั้น"

นิกรหัวเราะ

"ถามคนอื่นเถอะ นาฬิกาข้อมือของกันมีแต่เข็ม ส่วนเครื่องของมีนไม่มี"

อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้

"เครื่องไม่มีแล้วแกจะผูกหาตวักตะบวยอะไรวะ"

นิกรว่า "ไม่ได้ตั้งใจผูกหรอก กันลืมนาฬิกาไว้บนตึก เมื่อกี้อ้ายแห้วมันออกไปซื้อกรอบเค็มมากิน มันให้กันหนึ่งถุงนาฬิกาเรือนนี้อยู่ในถุงกรอบเค็ม เห็นมันสวยดีก็เลยเอามาผูกมือเล่นโก้ๆ "

ดร.ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ แล้วเอื้อมมือขวาจับข้อมือซ้ายของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกขึ้นมองดูเวลาจากนาฬิกาข้อมือเรือนทองของท่าน

"สามโมงครึ่งพอดี รีบกลับไปตึกเตรียมตัวไปเชียงใหม่เถอะพวกเรา กันร้อนใจมาก จะต้องพิสูจน์ศพชาวสันกำแพงให้รู้ความจริงว่า แก๊สชนิดใดที่มีอำนาจทำลายเนื้อหนังของมนุษย์และสัตว์ให้สูญหายไปจากร่าง แล้วกันก็จะรีบคิดหาทางแก้ไขหรือป้องกัน ก่อนที่พวกแดงจะเอาแก๊สแบบใหม่ของมันมาทิ้งกรุงเทพฯ รีบไปกันเถอะพวกเรา"

พลว่า "ไปเชียงใหม่ก็ดีเหมือนกัน นอนค้างที่นั่นสักหนึ่งคืนเป็นการพักผ่อนในตัว"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างลุกขึ้นยืนพากันเดินไปทางบันไดหน้าเรือนบังกาโลหลังนั้น ดร.ดิเรกมองเข้าไปในห้องผลิตยาแล้วกล่าวกับพ่อตาของเขา

"คุณพ่อพาอ้ายสามคนเดินไปก่อนเถอะครับ ผมจะพูดอะไรกับอ้ายแห้วมันสักหน่อย"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ เดินนำหน้าพา พล นิกร กิมหงวนลงบันไดไป ดร.ดิเรกมองเข้าไปในห้องผลิตยา แล้วตะโกนเรียกเจ้าแห้วออกมาหาเขา เจ้าแห้วรีบออกมาจาห้องนั้นทันที

"รับประทานคุณหมอต้องการอะไรหรือครับ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ฉันต้องการตัวแกให้ขับรถพาพวกเราและคุณพ่อไปส่งสนามบินดอนเมือง"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"รับประทานคุณหมอกับเจ้านายจะไปไหนกันครับ"

"ซอรี่ มันเป็นความลับทางราชการบอกไม่ได้ แกไปเอารถออกจากโรงเดี๋ยวนี้ คาดิลแล็คหรือโอลสโมบิลก็ได้"

เจ้าแห้วทำตาปริบๆ มองดู ดร.ดิเรกอย่างน้อยใจ

"รับประทานผมเป็นบุคคลคนหนึ่งในคณะของคุณหมอ ความลับต่างๆ รับประทานผมก็ทราบหมดทุกสิ่งทุกอย่าง คุณหมอไม่น่าจะปิดบังผมเลย"

ดร.ดิเรกนิ่งคิดแล้วหัวเราะ

"ออไร๋ ออไร๋ ไอลืมไป" แล้วเขายกมือจับแขนเจ้าแห้วพาเจ้าแห้วเดินลงบันไดไป "เราสี่คนกับคุณพ่อจะไปเชียงใหม่"

"รับประทานไปซื้อฝิ่นหรือครับ"

นายแพทย์หนุ่มทำคอย่น

"ใครบอกมึงล่ะ ไม่ใช่ไปซื้อฝิ่น ฉันจะเล่าให้แกฟัง เมื่อตอนเช้าวันนี้เครื่องบินทิ้งระเบิดของคอมมิวนิสต์ได้มาทิ้งแก๊สพิษที่หมู่บ้านชาวไร่ ในอำเภอสันกำแพงทำให้กสิกรทั้งหมู่บ้านตลอดจนวัวควายตายหมด ท่านผู้บัญชาการสั่งให้กันไปสืบสวน"

เจ้าแห้วนิ่งฟังอย่างสนใจ

"โอ้โฮ ป่าเถื่อนทารุณมากเชียวครับ ให้ผมไปด้วยคนซีครับ ผมอยากไปเที่ยวเชียงใหม่"

"โน-แกต้องอยู่ช่วยเหลือเภสัชกร เราไปวันเดียวเท่านั้น อย่างช้าก็กลับพรุ่งนี้ ขณะนี้ทางกองทัพอากาศเขาเตรียมเครื่องบินพิเศษไว้ให้เราแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายของเรากับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มาถึงกองทัพอากาศในเวลา ๑๑.๓๐ น.โดยรถโอลสโมบิลเก๋งซึ่งเจ้าแห้วเป็นคนขับ ที่นั่นนายทหารอากาศกลุ่มหนึ่งได้รอคอยต้อนรับอยู่แล้ว พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ แต่งเครื่องแบบนายทหารสัญญาบัตรมีกระเป๋าผ้าใบมีซิปรูด โดยเฉพาะนายแพทย์หนุ่มมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ติดตามมาด้วยอีกหนึ่งกระเป๋า

เครื่องบินสองเครื่องยนต์ของกองทัพอากาศพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เหินฟ้าจากสนามบินดอนเมืองมุ่งหน้าสู่นครเชียงใหม่ทันที

เย็นวันเดียวกันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายของเราก็ได้มาปรากฎตัวขึ้นที่หมู่บ้านชาวไร่แห่งหนึ่ง ในอำเภอสันกำแพงของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงจากเครื่องบินสนาม พ.ท.ชัยชนะ ทวีพงศ์ นายทหารเสนาธิการได้มาคอยรับอยู่ที่สนามบินแล้ว หลังจาก พ.ท.ชัยชนะแนะนำตัวให้ ดร.ดิเรกรู้จัก นายแพทย์หนุ่มก็แนะนำนายทหารเสนาธิการให้รู้จักคณะพรรคของเขาโดยทั่งหน้ากัน ต่อจากนั้น พ.ท.ชัยชนะก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นรถเก๋งตรากงจักรคันใหญ่ออกจากสนามบินเดินทางมาสันกำแพงโดยด่วน

ขณะนี้ หมู่บ้านของพวกชาวไร่ผู้เคราะห์ร้าย มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารบกเรียงรายห้อมล้อมประมาณ ๑๐๐ คน เมื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงจากรถ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บังคับกองพันทหารราบ นายทหารเสนาธิการอีกสามสี่คน และผู้กำกับการตำรวจภูธรก็พากันเข้ามาต้อนรับนายแพทย์หนุ่มกับคณะของเขา พ.ท.ชัยชนะเป็นผู้แนะนำสี่สหายกับท่านเจ้าคุณให้รู้จักกับท่านเหล่านี้ ต่างฝ่ายต่างโอภาปราศรัยกันเป็นอย่างดี

ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดกล่าวกับ ดร.ดิเรกด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"การกระทำอย่างป่าเถื่อนของพวกแดงทำให้ราษฎรในจังหวัดของผมต้องเสียชีวิตไปเกือบ ๒๐๐ คนเชียวครับ ชาวเชียงใหม่เศร้าสลดใจไปตามกัน ดูสิครับอาจารย์ คนที่อยู่ในเมืองต่างหลั่งไหลมาที่นี่ตังแต่โมงเช้า บางคนอยู่ถึงลำพูนได้ข่าวร้ายก็รีบขึ้นรถยนต์มาที่นี่ ผู้คนเนืองแน่นไปหมด แต่ผมกับผู้กองพันได้ให้ตำรวจและทหารล้อมหมู่บ้านนี้ไว้ไม่ยอมให้ใครเข้าไปตามบัญชาของท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุด ซึ่งท่านสั่งมาทางวิทยุ พวกเรารอคอยท่านอาจารย์กับคณะอย่างกระวนกระวายใจเชียวครับ"

ผู้บังคับกองพันพูดเสริมขึ้น

"ความจริงท่านอาจารย์กับคณะน่าจะให้นักบินขับเครื่องบินผ่านมาทางนี้ แล้วกระโดดร่มลงมาเสียเลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลานั่งรถมาจากสนามบิน"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"เรื่องร่มของพวกผมไม่ใคร่ชอบโดดหรอกครับ เราไม่ใคร่แน่ใจว่าร่มมันจะกางนั่นเอง แล้วพ่อตาของผมรูปร่างท่านเกือบเท่าช้างน้ำอยู่แล้ว ถ้าโดดร่มลงมา ถึงร่มกางแต่ร่มก็อาจจะขาดได้"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"เปล่า-คุณ ไม่ได้ถูกพายุหรือมีการขัดข้องอะไรหรอก พันโทกิมหงวนเขาเสือกเอาเหล้าให้นักบินกิน เรืออากาศเอกคนนั้นแกคอเหล้าเสียด้วยล่อเข้าไปตั้งครึ่งขวด พอเมาเหล้าแกก็ชักยุ่ง แทนที่จะพาเรามาเชียงใหม่กลับผ่าไปประจวบ พวกเราแลเห็นทะเลก็เอะอะกันขึ้น อย่างไรก็ตามก็พาเรามาถึงเชียงใหม่จนได้ พอเครื่องบินลงสนามและหยุดเรียบร้อยแกก็ลงนอนอยู่บนพื้นห้องนักบิน เมาจนหมดสติ"

สนทนากันอีกสักครู่ ดร.ดิเรกก็พาคณะพรรคของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผ่าวงล้อมของตำรวจและทหารเข้าไปในหมู่บ้านเพื่อชัณสูตรศพชาวไร่และสัตว์พาหนะที่ต้องเสียชีวิตจากแก๊สมหาประลัยของศัตรู ผู้ว่าราชการจังหวัดชวนผู้บังคับกองทัพและทุกๆ คนตามไปสังเกตการณ์ด้วย บนทางหลวงและนอกหมู่บ้านเต็มไปด้วยประชาชนหญิงชายนับจำนวนพัน รถยนต์แบบต่างๆ จอดริมถนนเป็นแถวยาวเหยียด การกระทำอันเหี้ยมโหดทารุณของคอมมิวนิสต์ ที่ฆ่าคนนับร้อยคนด้วยแก๊สพิษเช่นนี้ได้สั่นสะเทือนขวัญชาวเชียงใหม่อย่างยิ่ง เพราะนครเชียงใหม่เป็นเมืองที่ร่มเย็นเป็นสุข ไม่เคยมีเหตุร้ายแรงน่าสยดสยองเหมือนเช่นนี้มาแต่ก่อนเลย โดยเฉพาะชาวสันกำแพงมีการเคลื่อนไหวผิดปรกติ ทำท่าเหมือนกับจะทิ้งถิ่นอพยพหลบภัยไปอยู่ที่อื่นด้วยความรักตัวกลัวตายนั่นเอง

ดร.ดิเรกหิ้วกระเป๋าเครื่องมือวิทยาศาสตร์เดินนำหน้าพาพรรคพวกของเขาเข้ามาในหมู่บ้าน แล้วทุกคนหยุดชะงักเบื้องหน้าหมู่บ้าน ภาพอันสะเทือนใจและเศร้าใจปรากฏขึ้นในสายตาแล้ว ศพของพวกชาวไร่ทั้งหญิงชายเด็กผู้ใหญ่ ตลอดจนวัวควายนอนตายอยู่ในที่ต่างๆ กัน ตามลานหน้าบานใต้ถุนเรือน ข้างกองฟืน หรือใต้ต้นไม้ คนไทยเหล่านี้กำลังประกอบกิจการงานในตอนเช้าตรู่ของวันใหม่ ทุกคนต้องเสียชีวิตอย่างน่าอนาถใจ ศพของมนุษย์และสัตว์ปราศจากเนื้อหนังมีแต่กระดูก สำหรับมนุษย์เสื้อผ้าที่สวมใส่ยังอยู่เรียบร้อย

ดร.ดิเรกเปิดกระเป๋าซิบรูดหยิบเครื่องมือชิ้นหนึ่งออกมาตรวจสอบแก๊สหรือกัมมันตรังสีในบริเวณหมู่บ้านของพวกชาวไร่ จากประดิษฐ์

กรรมชิ้นนี้บอกให้รู้ว่า แก๊สร้ายได้ระเหยไปหมดแล้วและไม่มีกัมมันตรังสีในบริเวณนี้ เขาเก็บเครื่องมืออันมีค่ายิ่งไว้ในกระเป๋าซิบรูดตามเดิม แล้วพาเพื่อนเกลอทั้งสามกับท่านเจ้าคุณเข้าไปหยุดยืนดูศพผู้หญิงชาวไร่คนหนึ่งในระยะใกล้ชิด ทุกคนเคร่งขรึมเงียบเหงาไปตามกัน จนกระทั่งผู้ว่าราชการจังหวัดพาผู้บังคับกองพัน นายทหารเสนาธิการและผู้กำกับการตำรวจพร้อมด้วย พ.ท.ชัยชนะเดินเข้ามารวมกลุ่ม

นายแพทย์หนุ่มถอนหายใจลึกๆ เขาหันมาดูข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของจังหวัดนี้แล้วกล่าวว่า

"ชาวไร่สองคนที่รอดชีวิตอยู่ที่ไหนครับ"

"อยู่ที่อำเภอครับ" ผู้ว่าราชการจังหวัดตอบนอบน้อม "นายอำเภอนำตัวไปสอบสวนเมื่อบ่ายสองโมงนี่เอง"

"เขารอดตายได้อย่างไรครับท่าน"

"รอดตายเพราะเขาเข้าไปหาหน่อไม้ในป่า ขณะที่เครื่องบินมาโจมตีและกลับมาพอถึงบ้านเขาก็เอะอะโวยวายเหมือนคนบ้า เมื่อแลเห็นพวกชาวไร่ตายหมด"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นชาวไร่สองคนที่รอดตายก็ไม่ใช่เพราะร่างกายของเขามีการต้านทานแก๊สพิษเป็นพิเศษ ผมไม่สนใจกับเขาแล้ว อา-ท่านผู้ว่าราชการครับ แก๊สพิษของศัตรูมีอำนาจทำให้เลือดเนื้อและผิวหนังตลอดจนอวัยวะต่างๆ ละลายไปหมดเหมือนน้ำกรดที่หยดลงไปบนผ้าและทำให้ผ้าตอนนั้นละลายหายไป"

"มันทำจากอะไรครับอาจารย์ และท่านอาจารย์จะคิดหาทางป้องกันได้ไหมครับ"

ดร.ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ผมยอมรับว่าขณะนี้มืดแปดด้านเพราะไม่มีเครื่องมือตรวจสอบ อย่างไรก็ตามผมจะส่งศพชาวบ้านศพใดศพหนึ่งไปกรุงเทพฯ ซึ่งผมจะเอาไปตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วนด้วยหลักวิชาวิทยาศาสตร์ของผมแล้วผมก็จะทราบว่า แก๊สพิษของข้าศึกที่มีอำนาจร้ายแรงเช่นนี้ทำด้วยอะไร ต่อจากนั้นผมก็จะหาทางแก้ไขหรือป้องกัน ขณะนี้ผมรู้แต่เพียงว่าแก๊สนี้ไม่ทำลายเสื้อผ้าแต่แทรกซึมผ่านเสื้อผ้าได้ทุกชนิดแม้แต่เสื้อหนัง เมื่อมันกระทบผิวหนังคนหรือสัตว์ เนื้อหนังจะหลุดออกกระดูกไหม้ละลายไปทันที ผู้ตายจะไม่ได้รับความทุกข์ทรมานอะไรแต่ว่ามันเป็นการฆาตกรรมที่โหดเหี้ยมทารุณที่สุด ผมเชื่อว่านักวิทยาศาสตร์ของพวกคอมมิวนิสต์เพิ่งคิดแก๊สพิษแบบนี้ได้"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แกคิดบ้างซิวะหมอ เอาไว้ฆ่ามันบ้าง แต่คิดให้ตรงกันข้ามกับมันคือคิดแก๊สพิษที่จะเผาไหม้แต่เพียงโครงกระดูกในร่างกายให้หายไป ส่วนเนื้อหนังยังอยู่ เมื่อพวกคอมมิวนิสต์มีแต่เนื้อหนังไม่มีโครงกระดูกรูปร่างของมันก็คงเหมือนกับเนื้อวัวก้อนหนึ่งอ่อนเปียกไปหมดทั้งตัว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นท่านผู้ว่าราชการจังหวัดก็พา ดร.ดิเรกกับคณะสำรวจหมู่บ้านชาวไร่จนทั่วและขึ้นไปบนเรือนหลายหลังพบศพโครงกระดูกแทบทุกบ้าน สุนัข, แมว, ไก่และนกก็เหลือแต่โครงกระดูก

ก่อนพลบค่ำนั่นเอง บรรดาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และคณะพรรคสี่สหายก็เดินทางกลับเข้าเมืองโดยรถยนต์ ไม่มีใครคาดหมายว่า ดร.ดิเรกกับคณะถูกหน่วยใต้ดินของคอมมิวนิสต์กลุ่มหนึ่งนั่งรถสะกดรอยติดตามมา

การที่ชาวไร่สันกำแพงถูกฆ่าด้วยแก๊สนี้เป็นแผนการของพวกแดงที่จะจับกุม ดร.ดิเรกกับคณะนั่นเอง ทั้งนี้ก็เพราะหัวหน้าใหญ่ของคอมมิวนิสต์รู้ดีว่าทางการจะต้องส่ง ดร.ดิเรกกับคณะมาชันสูตรศพชาวไร่เพื่อประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์

ณ บัดนั้น พวกคอมมิวนิสต์ในเชียงใหม่ต่างพร้อมที่จะจับเป็น ดร.ดิเรกกับคณะของเขา

ทางราชการทหารได้จัดให้คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พักอยู่ที่โรงแรมทหารบก ถนนท่าแพซึ่งอยู่ในย่านการค้าและย่านชุมนุมชน โรงแรมทหารบกเพิ่งสร้างเสร็จเมื่อเร็วๆ นี้เป็นอาคารสามชั้นทันสมัยและเป็นโรงแรมแห่งเดียวที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในนครพิงค์ ชั้นล่างเป็นสำนักงาน ห้องรับประทานอาหารและฟลอร์ลีลาศ ชั้นสองและชั้นสามเป็นห้องพัก ซึ่งทุกห้องมีเครื่องปรับอากาศ มีเฟอรนิเจอร์อันงดงามแบบโรงแรมหัวหินหรือเอราวัณ มีห้องน้ำอยู่ในห้องนอน มีบริการอันดีเยี่ยมแบบโรงแรมชั้นดีในยุโรปหรืออเมริกา

พล.ท.ประสงค์ สุทธิลักษณ์ ท่านผู้บัญชาการกองพลได้เลี้ยงอาหารค่ำแก่ ดร.ดิเรกกับคณะที่โรงแรมนี้ในเวลา ๑๙.๐๐ น.เศษ โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้กำกับการตำรวจภูธรและนายทหารชั้นผู้ใหญ่อีกหลายคนร่วมโต๊ะรับประทานอาหารด้วยและเป็นการเลี้ยงอาหารแบบชาวตะวันตกหรือที่เรียกกันว่ากับข้าวฝรั่งนั่นเอง

เมื่อการรับประทานอาหารค่ำสิ้นสุดลงแล้ว ท่านผู้บัญชาการกองพลและท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้นลากลับ ก่อนจะจากกันท่านนายพลได้กล่าวกับ ดร.ดิเรกว่า

"เชิญท่านอาจารย์กับทุกท่านขึ้นไปพักผ่อนหลับนอนเถอะครับ ผมไม่อยากให้ท่านอาจารย์กับเพื่อนๆ ออกไปนอกโรงแรมนี้เลย ถ้าอยู่แต่ในโรงแรมนี้ผมรับรองว่าจะไม่มีภัยอันตรายใดๆ เพราะมีสารวัตรทหารบกและตำรวจหลายคนทำหน้าที่คุ้มครองท่านอาจารย์กับพรรคพวกอยู่แล้ว"

ดร.ดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อย

"ขอบคุณมากครับ ขอบคุณทุกๆ ท่าน อย่าลืมส่งรถมารับพวกเราตอนสายวันพรุ่งนี้นะครับ เราจะออกจากโรงแรม ๙.๐๐ น. ไปหาซื้อของแถวนี้แล้วก็เลยไปสนามบิน"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปส่งท่านผู้บัญชาการกองพลและท่านผู้มีเกียรติที่หน้าโรงแรม ต่อจากนั้นก็กลับขึ้นไปยังห้องพักคือห้องเดอลุกซ์หมายเลข ๑-๒ และ ๓ พลกับนิกรพักอยู่ห้องหมายเลข ๑ ดร.ดิเรกกับกิมหงวนพักอยู่ห้องหมายเลข ๒ ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ พักอยู่ห้อง ๓ ตามลำพัง

หน้าห้องพักมีโต๊ะเก้าอี้อย่างดีหนึ่งชุดสำหรับให้ผู้มาพักโรงแรมนี้ใช้รับแขก หรือนั่งพักผ่อนสนทนากัน สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรแล้วกล่าวว่า

"ฉันสงสัยว่าแกกินข้าวไม่อิ่ม"

นายจอมทะเล้นยิ้มให้พ่อตาของเขา

"จริงครับ อาหารฝรั่งผมไม่ชอบ โดยเฉพาะซุป ผมเกลียดที่สุด กลิ่นมันคล้ายๆ แมงสาบคั่ว ยิ่งของหวานด้วยแล้วหวานแสบไส้เหลือเกิน ผมชอบอาหารจีนหรือกับข้าวแบบไทยๆ เรามากกว่า อีกสักครู่ผมเห็นจะต้องไปหาอะไรกินที่ตลาด ได้ก๊วยเตี๋ยวผัดสักสองจาน เกี๊ยวเป็นตุ๋นสักโถ บะหมี่แห้งอีกสักสามชามก็ค่อยยังชั่วหน่อย อยู่โรงแรมหรูหราอย่างนี้ผมไม่ชอบเลย"

"ทำไมล่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"ระเบียบแบบแผนมากเกินไปครับ ฝาห้องก็ก่ออิฐโบกปูนไม่มีรูสำหรับถ้ำมอง กะหรี่ก็หาไม่ได้แม้แต่คนเดียว เงียบเหงาเหมือนป่าช้าน่ารำคาญ ตามธรรมดาโรงแรมมันก็ต้องมีเสียงลากเกี๊ยะ ขากเสลด เสียงวี้ดว้าย ตึงตังโครมครามเอะอะเอ็ดตะโรจะได้ช่วยให้บรรยากาศครึกครื้นมีชีวิตชีวาขึ้น ผมชอบโรงแรมห้องแถวไม้ราคาถูกๆ ครับ ห้องน้ำมีรูตั้งพัน ที่นอนมีเลือดตัวโตเกือบเท่าหัวแม่มือ"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อชายชราอายุ ๖๐ เศษคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดมา ชายผู้นี้ชื่อลุงแก้ว มีอาชีพเป็นหมอนวดประจำโรงแรมทหารบก ถึงแม้ลุงแก้วเจ้าของร่างบอบบางผมหงอกประปราย แต่งกายด้วยเสื้อราคาถูก แต่กางเกงขาสั้นสีกากีและเสื้อยืดคอปกสีขาวของแกนั้นก็สะอาดเรียบร้อย อดีตของลุงแก้วเคยเป็นอาชญากรที่ผ่านคุกตารางมาแล้ว พอแก่ตัวก็เลิกเป็นนักเลงเลิกประพฤติทุจริตผิดกฏหมาย ประกอบอาชีพเป็นหมอนวด ทางโรงแรมเห็นว่าเป็นชายชราและสุภาพเรียบร้อย จึงไม่ได้กีดกันหวงห้าม เพียงแต่สั่งกำชับไม่ให้ทำความเดือดร้อนรำคาญให้แก่แขกผู้มาพัก เป็นต้นว่าวิงวอนให้เขาจ้างแกนวด หรือด้วยกรณีอื่นๆ อย่างไรก็ตามผู้จัดการโรงแรมได้สั่งลุงแก้วว่าหลังจาก ๒๒.๐๐ น.ห้ามไม่ให้ขึ้นมาบนโรงแรมนี้

ชายชราชาวพื้นเมืองเดินเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว แต่แววตาของลุงแก้วคมซึ้งอย่างไรชอบกล ลุงแก้วทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้นเบื้องหน้าโซฟาตัวใหญ่ แล้วแกก็ประนมมือไหว้สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อมที่สุด

"สวัสดีขอรับเจ้านาย" ลุงแก้วพูดภาษาไทยกลางอย่างชัดเจน

อาเสี่ยพยักหน้าหงึกๆ "ว่าไงลุง"

ชายชราประนมมือไหว้ระหว่าอก

"ผมมารับใช้สนองพระเดชพระคุณเจ้านายครับ ผมชื่อแก้วเป็นหมอนวดชั้นดีประจำโรงแรมนี้ เจ้านายปวดเมื่อยหรือเส้นเอ็นไขว้เขวขมวดเป็นปม ท้องเป็นดาล หรือหลังแข็งหลังโกง ผมนวดให้ท่านมื้อเดียวหายเป็นปลิดทิ้งเลยครับ"

เสี่ยหงวนมองดูด้วยความสงสาร

"ลุงนวดมื้อละเท่าไรล่ะ"

"๒๐ บาทเท่านั้นแหละขอรับ ถ้านวดไม่ถูกใจเจ้านายไม่ต้องจ่ายเงินให้ผม พวกนายทหารฝรั่งและเจ้านายที่มาจากกรุงเทพฯ ใช้ผมนวดให้ท่านเสมอ กรุณาให้ผมได้รับใช้เจ้านายสักครั้งเถอะครับ"

กิมหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อฟอร์มนายทหารหยิบธนบัตรใบละร้อยออกมาปึกหนึ่ง แล้วส่งให้ลุงแก้วหนึ่งฉบับ

"เอ้า-ไม่ต้องนวดหรอกลุง ฉันให้เงินลุงฟรีๆ ร้อยบาท"

ชายชรากระพุ่มมือไหว้ พ.ต.กิมหงวน แล้วรับธนบัตรมาถือไว้

"ขอบพระคุณขอรับ เจ้านายใจดีเหลือเกิน ขอให้ท่านมีความสุขความเจริญเป็นหนุ่มรูปหล่ออยู่อย่างนี้ อย่ารู้จักแก่เฒ่าเลยครับ ขอให้ลาภเงินทองไหลมาเทมา ความเจ็บอย่ารู้ได้ความไข้อย่ารู้มีนะครับ"

อาเสี่ยยิ้มแก้มแทบแตก ส่งธนบัตรปึกนั้นให้ลุงแก้ว

"เอ้า-เอาไปให้หมดเถอะลุง ให้พรอะไรฉันก็ไม่ชื่นใจเหมือนกับว่า ขอให้ฉันเป็นหนุ่มรูปหล่ออยู่อย่างนี้"

ลุงแก้วตัวสั่นงันงกด้วยความดีใจ แกยกมือไหว้ พ.ต.กิมหงวนแล้วรับธนบัตรปึกนั้น ซึ่งเป็นเงินไม่ต่ำกว่า ๒,๐๐๐ บาทใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง แล้วก็รู้ว่านายทหารผู้นี้คือ อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย ส่วนชายหนุ่มร่างเล็กที่แต่งเครื่องแบบพันเอกสวมแว่นตาสายตาสั้นจะต้องเป็น ดร.ดิเรกแน่ๆ ลุงแก้วได้รับสินจ้างจากหัวหน้าใต้ดินคอมมิวนิสต์ประจำเชียงใหม่ เป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาทให้มาล่อลวง ดร.ดิเรกกับคณะไปจากโรงแรมนี้ ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์ได้วางแผนจับเป็นไว้แล้ว

"เจ้าประคุณเอ๋ย ผมไม่เคยพบใครที่จะใจดีเหมือนอย่างท่านเลยครับ อ้า-กรุณาให้ผมได้นวดท่านเพื่อตอบแทนพระคุณของท่านบ้างซีครับ"

กิมหงวนโบกมือ

"อย่าเลยลุง ถ้าผู้ชายนวดให้ฉันเส้นเอ็นของฉันมันจะกระตุกง่ายๆ ไม่ดีลุงปากแตกเปล่าๆ แต่ถ้าผู้หญิงนวดให้ฉันเส้นเอ็นของฉันสงบเงียบไม่อาละวาดเลย"

พลหัวเราะชอบใจ แล้วก้มหน้าถามลุงแก้วเบาๆ

"หมอนวดสาวๆ มีไหมลุง ลุงไปหามาให้พวกเราหน่อยซี หาสาวๆ มา ๔ คน กลางคนสักคนหนึ่ง เรื่องค่าป่วยการจะเอาเท่าไรก็เอา บรรยากาศที่โรงแรมนี้มันน่านวดเสียด้วย"

ลุงแก้วยิ้มให้พล อำนาจเงินของพวกเหล่าร้ายทำให้ชายชรากลับสู่ทางสายเก่าของแกอีก ซึ่งแกคิดว่าถ้าแกหลอกลวงพา ดร.ดิเรกกับพรรคพวกไปติดกับพวกใต้ดินได้ แกก็จะได้เงินตั้งครึ่งแสนแล้วแกก็จะหนีไปลำปางโดยทางรถยนต์

"ผู้หญิงที่จะนวดให้เจ้านายน่ะมีถมไปขอรับ แต่โรงแรมนี้เขามีระเบียบข้อบังคับกวดขันมาก ไม่ยอมให้ผู้หญิงอย่างว่าขึ้นมาบนนี้ครับ"

นิกรกล่าวกับพลทันที

"ถ้าอย่างนั้นกันจะลงไปขออนุญาตผู้จัดการเขาเป็นพิเศษดีไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"อย่า-อ้ายกร ขายหน้าเขาตาย เราเป็นแขกของท่านผู้บัญชาการกองพลและผู้ว่าราชการจังหวัด ซึ่งทางทหารเขาจัดให้เราพักที่นี่"

นิกรจุ๊ปาก

"ก็ผมอยากนวดนี่ครับ มันเกิดฟิตขึ้นมาแล้ว"

ลุงแก้วได้โอกาสก็พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ถ้าอย่างงั้นพวกเจ้านายไปกับผมซีครับ ผมจะพาไปที่บ้านหมอนวดสาว รับรองว่าตัวอ่อนๆ หน้าแฉล้มทั้งนั้นแหละครับ เป็นผู้หญิงชั้นสูงที่เชียงใหม่ อยู่บ้านเหมือนกับพวกชาวบ้านธรรมดาครับ ค่าบริการ ๒๐๐ บาท เจ้านายมาถึงที่นี่แล้วก็ควรจะฝากไมตรีกับสาวเชียงใหม่บ้าง อย่างขี้ริ้วเจ้านายเห็นก็ตะลึงแหละครับ ผิวขาวนุ่มนวลเหมือนแตงร่มใบ ทั้งสวยทั้งน่ารักโสภิตโสภาแบบอรชรร้อนรักเชียวครับ"

สี่สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน

"ไปหรือหมอ" พลถาม ดร.ดิเรก

"โอ.เค.ไอก็ชักเมื่อยเหมือนกัน ถ้าได้นวดเสียหน่อยคงจะหายเมื่อย และถ้าบริการถูกใจกัน กันอาจจะพาไปกรุงเทพฯ ก็ได้ ในสายตากัน กันรู้สึกว่าผู้หญิงเชียงใหม่สวยที่สุดน่ารักที่สุด ไปโว้ยพวกเราลองตระเวนเชียงใหม่ในยามราตรีกันดูบ้าง คืนนี้เดือนหงายเสียด้วย"

นิกรยักคิ้วให้พ่อตาของเขา

"ไปด้วยกันครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำท่ากระดากอาย ยกนิ้วชี้มือขวาใส่ปากกัดแล้วแกว่งแขนซ้ายไปมา

"แกลองถามคุณลุงคนนี้ดูซิว่า หมอนวดขนาดกลางคนอายุสัก ๔๐ กว่า มีไหม"

ลุงแก้วตอบท่านเจ้าคุณทันที

"ก็เจ้าของบ้านน่ะซีครับ หล่อนชื่อบัวงามครับ อายุในราว ๕๐ แต่ผมรับรองว่ายังสวยพริ้งสาวๆ ทำไมไม่ได้ รูปร่างอวบอ้วนขาวผ่อง เนื้อหนังไม่มีรอยเหี่ยวย่น ท่านเห็นท่านต้องชอบแน่ๆ พวกหนุ่มอายุ ๒๐ กว่ายังเป็นแฟนบัวงามนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ "ถ้าอย่างงั้นตกลง บ้านหรือสำนักของบัวงามอยู่ไกลจากที่นี่ไหม"

ลุงแก้วนิ่งคิด

"ในราวสามกิโลเมตรครับ พวกเจ้านายไปก็ควรแต่งกายแบบพลเรือนดีกว่าครับ แล้วก็ผมจะไปหารถเช่ามาสักคันอย่างช้า ๑๐ นาทีผมจะเอามารับ"

เสี่ยหงวนมีทีท่าสดชื่นรื่นเริงผิดปรกติ

"ดีแล้วลุง ไปหารถมาเถอะพวกฉันจะรีบไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ แต่งเครื่องแบบยังงี้ไปเที่ยวอย่างว่าไม่ดี ลุงไม่ต้องว่าราคารถนะ เขาจะเอาเท่าไร ฉันคิดให้เขาเอง บางทีเราจะบรรทุกหมอนวดสาวๆ ไปอาบแสงจันทร์ที่ห้วยแก้ว ซื้อเหล้าและกับแกล้มไปกินกันพวกเราคงจะมีความสุขไม่น้อย"

"ครับ ครับ ผมจะไปหารถยนต์เดี๋ยวนี้และจะเลือกรถเก๋งขนาดใหญ่ ลาละครับเจ้านายเตรียมตัวได้แล้ว" พูดจบลุงแก้วก็ยกมือไหว้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วลุกขึ้นพาตัวเดินลงบันไดไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหายทันที

"คืนนี้ปล่อยแก่เสียทีเถอะวะ เข้าห้องโว้ยพวกเรา ถอดฟอร์มอาบน้ำแต่งตัวพลเรือนไปเที่ยวกัน"

ทุกคนลุกขึ้นยืน นิกรกล่าวกับพ่อตาของเขาด้วยเสียงหัวเราะ

"เดี๋ยวครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม "ทำไมวะ"

"ผมจะเรียกบ๋อยให้เขาเอาปี๊บเปล่ามาให้สักใบ เพื่อทดสอบคุณพ่อก่อนจะไปหาหมอนวดสาวว่า คุณพ่อยังสามารถเตะปี๊บดังไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"เอายังงี้ดีกว่า เตะแกแทนปี๊บก็แล้วกัน"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง แล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินไปที่ห้องพัก ซึ่งเป็นห้องพิเศษทั้ง ๓ ห้อง ค่าเช่าห้องวันละ ๒๕๐ บาท

ภายใน ๑๕ นาทีนั้นเอง ลุงแก้วผู้ตกเป็นทาสน้ำเงินของพวกเหล่าร้าย ก็กลับมาที่โรงแรมทหารบกพร้อมด้วยรถเก๋งคันหนึ่ง เมื่อชายชราขึ้นมาบนชั้นสองของโรงแรม ลุงแก้วก็แลเห็นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนจับกลุ่มสนทนากันอยู่ที่เฉลียงหลังตึก ทุกคนแต่งกายแบบสุภาพชน ใส่น้ำหอมหอมฟุ้ง

"มาแล้วๆๆ " เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น "ไปโว้ยพวกเรา"

ลุงแก้วตรงเข้ามาหา หยุดยืนสำรวมกิริยาให้เรียบร้อย

"ผมนำรถมารับเจ้านายแล้วครับ เชิญเถอะครับ"

นิกรยิ้มให้ชายชรา

"ขอบใจลุงมาก ลุงพาพวกเราไปส่งที่บ้านนั้นก็แล้วกัน ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของพวกเราเอง"

ชายชราซ่อนยิ้มไว้ในหน้า พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีท่าทางสดชื่นรื่นเริงไปตามกัน หามีใครเฉลียวใจไม่ว่าลุงแก้วกำลังพาไปติดกับพวกคอมมิวนิสต์

เสมียนโรงแรมและพนักงานรับใช้หลายคนที่อยู่ในห้องโถงชั้นล่างแลเห็นคณะพรรคสี่สหายก็รีบลุกขึ้นยืนให้เกียรติผู้มาพักตามระเบียบของโรงแรม ตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่งและสารวัตรทหารบกคนหนึ่งซึ่งถูกส่งคุ้มครอง ดร.ดิเรกกับคณะก็ลุกขึ้นยืนกระทำความเคารพอย่างแข็งแรง สารวัตรทหารบกปราดเข้ามากล่าวถาม ดร.ดิเรกทันที

"ผู้การจะไปไหนครับ" เขาเรียกตามยศของนายแพทย์หนุ่ม

ดร.ดิเรกยิ้มให้เขา

"ไปนั่งรถเที่ยวชมเมือง"

พลทหารหนุ่มมีท่าทางอึดอัดใจอย่างยิ่ง

"กรุณากลับขึ้นไปนอนดีกว่าครับ"

"แล้วกัน" ดร.ดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเคืองๆ "กันและพวกเราไม่ใช่นักโทษนะโว้ย หรือเจ้านายแกสั่งไว้"

"ครับ ผู้กองพันสั่งผมว่า ถ้าผู้การกับพรรคพวกจะออกไปนอกโรงแรมก็ให้ขอร้องอย่าให้ไป"

ดร.ดิเรกโบกมือ

นิกรเดินเข้ามากระซิบกระซาบบอกสารวัตรทหารบกให้รู้ว่าเขากับพรรคพวกจะไปหาความสุขสำราญอย่างว่า แต่ถึงกระนั้นพลทหารสารวัตรร่างสูงใหญ่ก็ไม่สบายใจอยู่นั่นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินตามลุงแก้วผ่านห้องโถงลงบันไดตึกไป ทหารสารวัตรติดตามไปด้วย เขาจดเบอร์รถแท๊กซี่คันนั้นไว้แล้วกลับเข้ามาในห้องอย่างร้อนรน ตรงมาหาพลตำรวจยามซึ่งยืนอยู่ข้างเคาน์เต้อร์

"ดื้อชิบหายเลย ห้ามไม่ให้ไปก็ไม่เชื่อ" เขาพูดกับพลตำรวจผู้นั้น "อ้ายเราเป็นเด็ก ห้ามท่านไม่ฟังก็หมดปัญญา"

"ท่านกระซิบกระซาบอะไรกับคุณล่ะ" พลตำรวจถาม

"ท่านว่าจะไปอย่างว่า แต่ถ้าบังเอิญไปมีเรื่องกับใครหรือถูกใครทำร้าย คุณกับผมก็มีหวัง"

พลตำรวจขมวดคิ้วย่น "มีหวังได้เป็นนายสิบหรือครับ"

สารวัตรทหารบกทำคอย่น แล้วตวาดแว๊ด

"มีหวังติดตาราง"

พลตำรวจยิ้มแห้งๆ

"ถ้ายังงั้น ผมจะโทรศัพท์รายงานไปให้ผู้กองทราบ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราจะได้รอดตัว คือรอดตาราง"

"ดีเหมือนกัน ผมก็จะรายงานให้เจ้านายของผมทราบ เรื่องตารางน่ะไม่รู้ว่าเป็นยังไง ผมไม่ชอบติดเลยคุณ ถึงแม้จะเป็นตารางทหารก็ตาม"

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เชฟโรเล็ทสีดำรุ่นเก่าคันหนึ่งก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และลุงแก้วบ่ายโฉมหน้าออกไปนอกเมือง พล นิกร กิมหงวนและ ดร.ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับลุงแก้วนั่งอยู่ตอนหน้ารถ เชียงใหม่ยามราตรีก็ไม่แตกต่างกว่าพระนครหลวงเท่าใดนัก แสงไฟสว่างไสว อาคารร้านค้ายังไม่ปิด ประชาชนหนาแน่นเดินเที่ยวกันโดยเฉพาะถนนท่าแพ ซึ่งเป็นถนนสายสำคัญที่สุดของจังหวัดนี้

แต่พอรถผ่านประตูช้างเผือกออกไปนอกเวียง ความมืดและความเปลี่ยวก็เกิดขึ้น บ้านเรือนคลายความแออัดลง

"ถึงหรือยังล่ะลุง" เสี่ยหงวนชะโงกหน้ามาถามลุงแก้ว

ชายชราหันมายิ้มให้อาเสี่ย

"ใจเย็นๆ เถอะครับ อีกในราวสองกิโลเท่านั้น"

ท่ามกลางแสงเดือนแจ่มกระจ่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูดอยสุเทพอันสูงตระหง่านอยู่เบื้องหน้าของท่าน และเห็นไฟฟ้าประดับอยู่ยอดเจดีย์ ซึ่งเป็นที่บรรจุพระบรมธาตุบนยอดดอยพราวไปทั่ว ท่านเจ้าคุณหันมาถามชายชราว่า

"ถนนสายนี้ไปไหนลุงแก้ว"

ชายชรากำลังนึกถึงเหตุการณ์อันร้ายแรงที่จะเกิดขึ้น จึงสะดุ้งเล็กน้อยและตอบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ผมอยู่เชียงใหม่มานานแล้ว ถนนสายนี้มันก็อยู่ที่นี่แหละครับไม่เคยไปไหนเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"ไม่ใช่อย่างงั้นโว้ย ฉันอยากจะรู้ว่าถนนสายนี้น่ะผ่านตำบลหรืออำเภออะไร เราเคยมาเที่ยวเชียงใหม่ก็จริงแต่นี่มันเป็นเวลากลางคืนจดจำอะไรไม่ใคร่ได้"

ลุงแก้วฝืนหัวเราะ

"ถนนสายนี้ไปดอยสุเทพยังไงล่ะครับ ไปห้วยแก้วและขึ้นไปยอดดอยอีกสักครู่ก็ถึงสนามบิน"

"อ้อ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "นึกได้แล้วเมื่อตอนเย็นก็ผ่านถนนสายนี้"

เมื่อถึงที่เปลี่ยวแห่งหนึ่ง แสงไฟหน้ารถที่ส่องไปข้างหน้าก็พุ่งไปจับรถยนต์สองคันซึ่งจอดอยู่ริมถนน และหันหน้ามาทางเชฟโรเล็ทเก๋งคันนี้ รถคันหน้าเป็นรถเก๋งขนาดใหญ่ อีกคันหนึ่งเป็นรถบรรทุกสินค้า มีผ้าใบคลุมโครงเหล็กหลังคาของมัน ภายในรถทั้งสองคันนั้นเต็มไปด้วยพลพรรคหน่วยใต้ดินของคอมมิวนิสต์ไม่ต่ำกว่า ๑๕ คน ส่วนมากเป็นนักเลงอันธพาลในเมืองนี้ เขายอมร่วมงานกับคอมมิวนิสต์ ยอมทรยศต่อประเทศชาติก็เพราะเขาตกเป็นทาสน้ำเงินของพวกคอมมิวนิสต์นั่นเอง

คนขับรถเชฟโรเล็ทเก๋ง ซึ่งเป็นพลพรรคใต้ดินคนหนึ่งได้กดแตรสัญญาณเสียงสั้นยาวติดกันสามสี่ครั้ง แล้วเขาก็ถอดเท้าจากคันน้ำมันเหยียบห้ามล้อเบาๆ คะเนให้รถหยุดระหว่างรถทั้งสองคันนั้น

"หยุดรถทำไมน้องชาย" กิมหงวนถามเรื่อยๆ ไปยังงั้นเอง

ชายหนุ่มหน้าเสี้ยมแก้มตอบ ไว้หนวดเส้นเล็กหันมายิ้มให้คณะพรรคสี่สหาย

"สงสัยว่ายางล้อหลังแฟบครับ อาจถูกตะปูก็ได้"

ทันใดนั้นเอง พวกเหล่าร้ายก็ลงมาจากรถเก๋ง และรถบรรทุกคันนั้นอย่างรวดเร็ว ถือปืนกลมือและปืนพกเป็นอาวุธ วิ่งฝ่าความมืดข้างถนน ตรงเข้ามาห้อมล้อมเชฟโรเล็ทเก๋ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พล กิมหงวน และ ดร.ดิเรกตกตะลึงไปชั่วขณะ นึกไม่ถึงว่าจะต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันคับขันเช่นนี้ ส่วนนิกรกำลังหลับสบาย ปืนกลมือหลายกระบอกถูกจ้องเข้ามาในรถอย่างคุกคาม แล้วประตูรถเชฟโรเล็ทเก๋งก็ถูกเปิดออก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพวกใต้ดินด้วยเสียงสั่นเครือ

"พวกเราเป็นนายทหาร การมาดักจี้กันอย่างนี้เป็นการดูหมิ่นทหารรู้ไหม"

ชายร่างใหญ่ซึ่งเป็นรองหัวหน้าหน่วยใต้ดินกล่าวขึ้นว่า

"เราไม่ใช่โจรหรอกครับเจ้าคุณ เราเป็นสมาชิกหน่วยใต้ดินของคอมมิวนิสต์ประจำจังหวัดเชียงใหม่ ทุกคนโปรดลงมาเดี๋ยวนี้ ถ้าขัดขืนผมยิงทิ้งเด็ดขาด"

ลุงแก้วกับคนขับรถและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันลงจากรถทันที ดร.ดิเรก กับพล และอาเสี่ยกิมหงวนจำเป็นต้องปฎิบัติตามคำสั่งของรองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ ย่อยๆ กันลงมาจากตอนหลังรถ เหลือนิกรคนเดียวนั่งหลับตาพิงพนักกรนคร่อกๆ

รองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ชะโงกตัวเข้าไปในรถ แล้วยกปากกระบอกปืนกลจี้ลงที่ท้องนายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง

"คุณนิกร คุณพันตรีนิกร ผู้กองพันครับ"

นิกรค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลกแล้วจุ๊ปาก พูดเสียงงัวเงีย

"อย่าเล่นกับผมอย่างงี้หน่อยเลยน่า มันจั๊กกะจี้ไม่ใช่หรือ คุณกับผมไม่เคยรู้จักทำไมมาถือวิสาสะสัพยอกผมอย่างนี้"

อาเสี่ยกิมหงวนร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"อ้ายกร เราถูกพวกคอมมิวนิสต์จับแล้ว"

นิกรสะดุ้งเฮือกหายง่วงเหงาหาวนอนทันที รองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"ลงมาเถอะครับ คุณนิกร"

นิกรอมยิ้มแบบใจดีสู้เสือ แล้วยกมือขวาปัดกระบอกปืนกลมือให้พ้นร่างของเขา

"ทำไมคุณรู้จักชื่อผมล่ะ"

"อ๋อ-รู้จักซีครับ ผมรู้จักทุกคน ลงมาเถอะครับอย่าร่ำไร นิ้วของผมมันกระดิกไกปืนง่ายเหลือเกิน คุณก็รู้ดีแล้วว่าปืนกลมือน่ะ ถ้าถูกใครเข้าก็ทะลุปรุพรุนไปทั่งตัว"

นิกรอ้าปากหาวดังๆ แล้วก้าวลงออกจากรถ ขณะนี้พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกควบคุมตัวอย่างแข็งขัน พวกใต้ดินได้ค้นตัวทุกๆ คน แต่ก็ไม่ปรากฏว่ายึดข้าวของเงินทองเอาไป ที่ค้นก็เพื่อค้นปืนพกเท่านั้น

"คุณจะจัดการกับพวกเราอย่างไรต่อไป" ดร.ดิเรกถามรองหัวหน้าคอมมิวนิสต์อย่างเคืองๆ

เจ้าหมอนั่น ก้มศีรษะให้นายแพทย์หนุ่ม

"ไปทีรังของเราซีครับ ผมขอเรียนว่าไม่มีอะไรที่คุณหมอกับพรรคพวกจะต้องวิตกเป็นทุกข์เลย อย่าเพิ่งคุยกันเลยนะครับ ขอเชิญทุกคนข้ามถนนไปขึ้นรถบรรทุกเดี๋ยวนี้" แล้วเขาก็กล่าวสนับสนุนพรรคพวกของเจาด้วยเสียงดัง "เฮ้ย เอาตัวคุณหมอกับพรรคพวกไปขึ้นรถ ถ้าใครต่อสู้ขัดขืนหรือวิ่งละก้อยิงทิ้งได้"

พรรคพวกใต้ดินพาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ข้ามฟากถนนตรงไปที่รถบรรทุกขนาดใหญ่คันนั้น ส่วนรองหัวหน้าหน่วยใต้ดินอยู่ข้างลุงแก้วและคนขับรถ เขายื่นมือให้ชายชราจับและกล่าวว่า "เรียบร้อยดีมากลุง"

"หน้าที่ของผมเสร็จแล้วนะครับ"

รองหัวหน้าคอมมิวนิสต์พยักหน้าช้าๆ

"เสร็จแล้ว" แล้วเขาก็ล้วงกระเป๋าเสื้อตรวจการณ์หยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมาส่งให้ลุงแก้ว "ลุงกับนานคำปันไปหาพ่อเลี้ยงอินทร์เดี๋ยวนี้ เอาจดหมายของนายให้เขา พ่อเลี้ยงอินทร์จะจ่ายเงินห้าหมื่นบาทให้ลุงทันที และจ่ายให้นายคำปันอีกหมื่นบาทตามที่ตกลงกันไว้ อย่าลืมว่าเมื่อได้เงินแล้ว ลุงจะต้องรีบหลบหนีออกจากเชียงใหม่"

"ครับ แน่นอนละครับ ผมต้องหนีแน่ๆ ขืนอยู่ผมก็ถูกจับ เพราะที่โรงแรมมีหลายคนรู้เห็นว่าผมเป็นผู้เอารถไปรับคุณหมอดิเรกกับคณะมาจากโรงแรม"

"ดีแล้ว รีบไปเถอะลุง" พูดจบเขาก็หันมาทางคนขับรถ "สำหรับแกไม่ต้องหนี ถ้าถูกจับก็แก้ตัวไปตามแกให้มารับคุณหมอดิเรกกับคณะที่โรงแรมทหารบก และแกไม่รู้ว่าคนเหล่านี้เป็นใคร ส่วนลุงแก้วแกก็ไม่รู้จักเหมือนกัน แกรับคุณหมอกับพรรคพวกไปส่งซ่องผู้หญิงที่ไหนก็ได้"

"ครับ ผมก็คิดไว้แล้วว่าจะแก้ตัวตามนี้"

รองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ยิ้มให้ชายชรากับคนขับรถแท๊กซี่แล้วพูดตัดบทว่า

"ลาละนะลุง ขอให้โชคดี"

เขาถือปืนกลมือวิ่งเหยาะๆ ข้ามฟากถนนตรงไปที่รถบรรทุกขนาดใหญ่ เมื่อสมุนของเขารายงานให้ทราบว่า ดร.ดิเรกกับคณะถูกควบคุมตัวอยู่บนรถบรรทุกคันนั้นเรียบร้อยแล้ว เขาก็พอใจมาก เขาเดินไปที่รถเก๋งซึ่งจอดอยู่ข้างหน้า แล้วเปิดประตูก้าวขึ้นไปนั่งตอนหลังรถคันนั้น

พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ สูญเสียอิสรภาพแล้ว พวกคอมมิวนิสต์กำลังนำตัวไปรังใหญ่ของมันซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเกือบ ๒๐ กิโลเมตร ที่นั่นเป็นไร่ยาสูบและไร่พืช แต่ชาวไร่เหล่านั้นมีหลังฉากเป็นพลพรรคใต้ดินของคอมมิวนิสต์ทั้งสิ้น มีสนามบินลับสำหรับเครื่องบินสองเครื่องยนต์ขึ้นลงได้สบาย มีหอวิทยาศาสตร์พร้อมด้วยเครื่องมือเครื่องใช้ในการทดลองวิทยาศาสตร์อันทันสมัยราคาหลายล้าน นอกจากนี้ยังมีอาวุธร้ายและวัตถุระเบิดอีกมากมาย หัวหน้าคอมมิวนิสต์แห่งนี้เป็นคนผิวขาวและเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก เขาได้ติดต่อกับกองบัญชาการใหญ่นอกประเทศโดยทางวิทยุตลอดเวลา พลพรรคใต้ดินประจำจังหวัดเชียงใหม่มีประมาณ ๕๐ คน ทุกคนได้รับเงินเดือนแพงมาก มีเงินรางวัลพิเศษบ่อยๆ รองหัวหน้าเคยเป็นข้าราชการชั้นตรีในจังหวัดนี้แต่ถูกไล่ออกในฐานผิดวินัยอย่างร้ายแรงและมีจิตใจโน้มเอียงไปทางพวกคอมมิวนิสต์ นามของเขาคือ ชาติ เดชาเป็นชายหนุ่มในวัย ๓๕ ปี ชาวเชียงใหม่รู้กันว่าชาติทำงานกับพ่อเลี้ยงอินทร์ คหบดีผู้มั่งคั่งของนครพิงค์ แต่ความจริงเขาเป็นตัวจักรสำคัญของพวกคอมมิวนิสต์ ส่วนพ่อเลี้ยงอินทร์ก็เป็นบุคคลชั้นหัวหน้าคนหนึ่งของพวกแดงเช่นเดียวกัน ได้เงินค่าตอบแทนจากพวกคอมมิวนิสต์ปีหนึ่งๆ ไม่ใช่น้อย

ตลอดเวลาที่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกควบคุมตัวอยู่ในรถบรรทุกขนาดใหญ่คันนั้น มันเหมือนกับว่าถูกขังอยู่ในคุกมืดเพราะรถคันนี้มีผ้าใบปกคลุมหมด จึงไม่อาจจะทราบว่ารถแล่นผ่านที่ใดบ้าง คงรู้แต่ว่าบางขณะรถแล่นไปบนทางอันขรุขระเพราะรถกระดอนขึ้นลงและโคลงเคลงผิดปกติ

ในที่สุด รถเก๋งและรถบรรทุกใหญ่คันนั้นก็มาถึงจุดหมายปลายทาง คือ ไร่ยาสูบและไร่พืชของพ่อเลี้ยงอินทร์ ซึ่งความจริงมันคือรังใหญ่ของคอมมิวนิสต์แห่งจังหวัดเชียงใหม่นั่นเอง

สี่สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกบังคับให้ลงจากรถบรรทุกคันนั้น ต่างคนต่างก็ทอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ แสงจันทร์ส่องสว่างไปทั่วทุกหนทุกแห่ง ไร่นี้อยู่ใกล้กับเชิงเขาลูกหนึ่ง ซึ่งเทือกของมันติดกับเขาลูกอื่น มีเรือนพักร้อนปลูกอยู่บนไหล่เขาหลายหลังและหลังหนึ่งเป็นบังกาโลขนาดใหญ่ มีแสงไฟจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าส่องสว่างจ้า

พลกล่าวถามรองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ด้วยเสียงห้วนๆ

"บอกผมหน่อยเถอะที่นี่ที่ไหน"

ชาติยิ้มให้พล

"ดินแดนส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่ครับ"

พลพยักหน้ารับทราบ

"คุณเอาพวกเรามากักไว้ที่นี่เพื่ออะไร ถ้าจะเอามาฆ่าก็อย่าให้เสียเวลาเลยคุณ ยิงพวกเราทิ้งเสียเดี๋ยวนี้เถอะ"

ชาติหัวเราะเบาๆ

"ผมจะบอกให้ก็ได้ เพราะว่าพวกคุณได้มาถึงรังของเราแล้ว ไม่มีโอกาสที่จะหลบหนีไปได้ ตามคำสั่งจากกองบัญชาการสูงสุดของเรา ให้พวกเราจับคุณหมอกับคณะและให้นำตัวมาขังไว้ที่นี่จนกว่าจะมีเครื่องบินพิเศษมารับไป ที่นี่มีสนามบินลับครับ เครื่องบินของเราลงทีนี่ในตอนกลางคืนหรือตอนใกล้รุ่งสว่างบ่อยๆ ทำใจให้สบายเถอะครับคุณพล พวกคุณจะได้ไปเที่ยวทัศนาจรประเทศที่เจริญรุ่งเรืองที่สุดในเร็ววันนี้ พวกคุณอาจจะได้เป็นนายพลก็ได้ ส่วนคุณหมอดิเรกเท่าที่ผมทราบจะได้เป็นหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายตลอดชีวิต"

ดร.ดิเรกเอ็ดตะโรลั่น

"โน-คนอย่างผมและพวกผมยอมตายดีกว่าที่จะทรยศต่อประเทศชาติของผม อย่างหวังเลยว่าคอมมิวนิสต์จะได้รับประโยชน์จากด็อกเตอร์ดิเรก"

เสี่ยหงวนขบกรามกรอด จ้องมองดูหน้ารองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ด้วยแววตาถมึงทึง

"คุณน่ะเป็นคนไทยใช่ไหม"

"ใช่ครับ" ชาติตอบยิ้มๆ

"คุณชื่ออะไร" อาเสี่ยตะคอกแล้วไอแค็กๆ เพราะแสบคอ

"ผมชื่อชาติครับ"

กิมหงวนยิ้มแค่นๆ

"ชื่อพยางค์เดียวสั้นไป ควรต่อท้ายอีกสักคำ"

"ต่อว่าอย่างไรล่ะครับ"

"ต่อหมาอีกพยางค์หนึ่ง ผมคิดว่าคุณควรชื่อชาติหมามากกว่า เพราะคุณได้ทรยศต่อประเทศชาติของคุณเอง"

ชาติยกหลังมือขวาตบหน้าเสี่ยหงวนดังฉาด

"ผมขอตอบแทนความก้าวร้าวของคุณอย่างนี้" ชาติพูดเสียงคำราม "ถ้าไม่เกรงว่าผมจะขัดคำสั่งหัวหน้า ผมจะยิงคุณทิ้งเสียเดี๋ยวนี้"

อาเสี่ยโกรธจนตัวสั่น

"กล้าดีมึงตบกูอีกซีวะ ตบ อ้ายชาติหมา ถ้ามึงไม่ตบมึงไม่ใช่ลูกผู้ชาย"

ชาติยกปืนกลมือที่ถืออยู่ในมือซ้ายขึ้นสะพายบ่า แล้วยกมือขวาตบหน้ากิมหงวนอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้รุนแรงกว่าคราวแรก

"นี่ยังไงล่ะ คุณท้าให้ผมตบผมก็ตบแล้ว"

เสี่ยหงวนทำตาปริบๆ แล้วพูดเสียงอ่อนน่าสงสาร

"พอโว้ย เจ็บแล้ว แกแน่มากอ้ายน้องชาย แต่อย่าลืมว่าวันหนึ่งแกจะต้องได้รับกรรมตามสนองในทำนองทุกขโต ทุกขถานัง"

รองหัวหน้าคอมมิวนิสต์หัวเราะก้าก เหมือนกับว่าเขาได้ฟังเรื่องตลกขบขัน

"คุณกิมหงวนที่รัก อย่าเอาคำพระมากล่าวอ้างกับผมเลยคุณ เดี๋ยวนี้ผมเป็นคนไม่มีศาสนาแล้ว คนโกนหัวนุ่งผ้าเหลืองน่ะไม่มีความหมายสำหรับผมหรอก"

เมื่อถูกดูหมิ่นพระศาสนาเช่นนี้ นิกรก็โกรธจนหน้าเขียว เขาจ้องมองดูหน้านายชาติราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วหันมาพูดกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"แกช่วยจับตัวกันไว้หน่อยเถอะวะ"

"ทำไมล่ะ"

"มันสั่นเป็นเจ้าเข้าแล้วเห็นไหมล่ะ"

"สั่นเพราะโมโหหรือ"

"เปล่า สั่นเพราะกลัวมันยิงกัน" แล้วนิกรก็ยกมือชี้หน้ามนุษย์ขายชาติ "คุณชาติ คุณเป็นคนไทย ปู่ย่าตายายของคุณก็เป็นคนไทย แต่อำนาจเงินทำให้คุณทรยศต่อประเทศชาติ ในที่สุดคุณก็ดูหมิ่นประณามพระพุทธศาสนา คุณรู้ไหมว่าที่คนไทยเกลียดชังลัทธิอุบาทว์ของคุณก็เพราะลัทธินี้จะทำลายประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ของเรา"

ชาติปลดปืนกลมือลงจากบ่า

"พอแล้วคุณนิกร หยุดด่าผมเดี๋ยวนี้"

"ไม่หยุด" นิกรตวาดแว๊ด "ผมมีปากผมจะด่า คุณจะทำไมผม"

รองหัวหน้าคอมมิวนิสต์ยกปืนกลมือขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง

"ก็ลองดู ถ้าคุณด่าผมอีกคำเดียวผมจะยิงกรอกปากคุณ เดี๋ยวนี้"

นิกรขบกรามกรอด

"แล้วมันเรื่องอะไรที่ผมจะต้องไปด่าคุณ ผมด่าลมด่าแล้งเล่นก็ได้" พูดจบนิกรก็แหงนหน้ามองดูท้องฟ้า "อ้ายคนทรยศตัวเป็นไทยใจเป็นหมา คนเราลองไม่รักชาติแล้วมันก็ไม่ใช่คน ถุย-วันหนึ่งมึงและพวกมึงจะต้องพินาศ"

"เฮ้ย" ชาติตวาดลั่น "คุณอยากตายหรือ"

นิกรสะดุ้งโหยง "ทำไม ผมไม่ได้ด่าคุณนี่นะ ผมด่าอ้ายคนที่ทรยศต่อชาติของมัน"

ชาติแสดงท่าทางเกรี้ยวกราดผิดปรกติ

"อย่างไรก็ตาม ถ้าคุณกล่าวคำผรุสวาทออกมาคำเดียว ผมไม่ยิงคุณก็ไม่ใช่ลูกคน"

เสี่ยหงวนเกรงว่านิกรจะถูกยิงทิ้งก็กล่าวห้ามทันที

"สงบปากสงบคอเสียบ้างเถอะวะอ้ายกร รู้อยู่แล้วว่าคนมันระยำ แล้วเสือกไปด่าเขาเอาสวรรค์วิมานอะไรวะ เขาทรยศต่อประเทศชาติก็เพราะพ่อแม่ของเขาไม่สั่งไม่สอน"

"อ้าว" ชาติอุทานเสียงลั่น "อย่าพูดแบบตีวัวกระทบคราดอย่างนี้นะ คุณกิมหงวน ที่นี่อยู่ในป่าและเป็นรังของผม ผมยิงตายง่ายๆ นะจะบอกให้"

กิมหงวนหันมายิ้มกับรองหัวหน้าคอมมิวนิสต์

"ขอโทษทีครับ ผมพูดให้อ้ายกรมันฟังไม่มีเจตนาล่วงเกินคุณเลย"

ชาติถอยหลังออกมาสักสามก้าว แล้วกล่าวกับสมุนของเขา

"เอาตัวไปที่ห้องขังเชลย"

ดร.ดิเรกเดินเข้ามาหานายชาติแล้วยกมือไหว้

"อ้า-คุณชาติชายครับ"

"ว่าไงครับคุณหมอ โปรดเรียกชื่อผมให้ถูกด้วย ผมชื่อชาติเฉยๆ ไม่ใช่ชาติชาย"

"ออไร๋ ผมจะจำไว้ ผมอยากจะขอร้องคุณสักหน่อยในฐานะที่เราเป็นคนไทยด้วยกัน หวังว่าคุณคงไม่ขัดข้อง"

"คุณหมอต้องการอะไร" เขาถามห้วนๆ

"ผมลืมของสำคัญบางอย่างไว้ที่ค่ายทหาร ขอให้ผมกลับไปเอาหน่อยได้ไหมคุณ ให้คนของคุณสามสี่คนคุมตัวไปก็ได้"

ชาติหัวเราะ

"คำขอร้องของคุณหมอเห็นจะไม่สำเร็จหรอกครับ ถ้าคุณหมอกลับไปถึงค่ายทหาร ตำรวจและทหารก็คงจะแห่กันมาที่นี่"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"จะเอาพวกเราไปขังที่ไหนก็ไปเถอะครับ ง่วงนอนเต็มทนแล้ว"

ชาติกับสมาชิกคอมมิวนิสต์ต่างคุมตัวสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผ่านบริเวณไร่ยาสูบและไร่พืชอันเวิ้งกว้างขวาง ตอนหนึ่งของไร่เป็นถนนดินราบเรียบผิดปรกติ กว้างประมาณ ๘ เมตรและยาวไปไกลขนานกับภูเขา คณะพรรคสี่สหายต่างรู้ดีว่ามันคือสนามบินลับของพวกแดง ลึกจากสนามบินมีบ้านพักคนงานปลูกเป็นโรงเรือนคล้ายโรงนาสามสี่หลัง มีถุงน้ำจืดอยู่บนหอสูง และมีโรงครัวใหญ่

ในที่สุด พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถูกคุมขังอยู่ที่ตึกชั้นเดียวหลังเล็กๆ หลังหนึ่ง ซึ่งปลูกอยู่บนเนินเขา ตึกหลังนี้สร้างไว้ขังเชลยโดยเฉพาะ ประตูและหน้าต่างเป็นลูกกรงเหล็ก มียามเฝ้าหน้าประตูห้องขังหนึ่งคนพร้อมด้วยปืนกลมือ

เวลาที่ไร้อิสรภาพผ่านพ้นไปด้วยความกระสับกระส่ายเร่าร้อนใจของสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ การหลบหนีไม่มีโอกาสที่จะทำได้เลย เพราะคนยามที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หน้าห้องขังได้รับคำสั่งให้สนใจการเคลื่อนไหวของเชลยทั้ง ๕ คนนี้ตลอดเวลา คนยามเป็นชาวพื้นเมืองในวัยรุ่น รูปร่างล่ำสันทะมัดทะแมง แต่ใบหน้าอยู่ในจำพวกอาชญากรรมทั้งหลาย ถ้าเอามาเล่นหนังก็เล่นได้แต่ตัวโกงหรือผู้ร้าย เจ้าหมอนี่ไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย นานๆ ก็ล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ไม้ขีดไฟออกมาจุดสูบมวนหนึ่ง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งกระซิบกระซาบปรึกษาหารือกันตลอดเวลา เพื่อหาทางหลบหนีไปจากห้องคุมขังนี้ ตามปกตินิกรของเราเป็นคนง่วงเหงาหาวนอน แต่เมื่อหมดอิสรภาพเขาก็ไม่รู้สึกง่วงนอนเลย

พลกระซิบถามนิกรว่า

"แกลองสัมภาษณ์กับยามมันหน่อยเถอะวะ ถ้ามันคุยกับเรา เราก็พอจะชี้แจงให้มันฟังว่า การที่มันเข้ามาร่วมงานกับพวกคอมมิวนิสต์นี้จะทำให้ประเทศชาติของเราพินาศย่อยยับได้ คนพวกนี้ไม่มีการศึกษา เขายอมเป็นสมาชิกพวกแดงก็เพราะต้องการเงินเท่านั้น"

นิกรมองดูคนยามซึ่งกำลังนั่งอัดควันบุหรี่อย่างเคร่งขรึม แล้วเขาก็ร้องเรียก

"ยาม ยามโว้ย"

เจ้าหมอนั่นยิ้มแค่นๆ

"ผมไม่ได้ชื่อยามหรอกคุณ"

นายจอมทะเล้นอดหัวเราะไม่ได้

"ถูกละ แกจะชื่ออะไรก็ตาม แต่ว่าแกกำลังทำหน้าที่เป็นยาม" พูดพลางนิกรก็คลานมาที่ประตูลูกกรง "น้องชายคุยกับกันหน่อยได้ไหม"

จบเล่ม ๒ โปรดอ่านต่อเล่ม ๓