พล นิกร กิมหงวน 065 : นางเปลือย

พ.ศ.๒๔๙๖

มันเป็นงานที่ใหญ่ยิ่ง และมีความหมายที่สุดสำหรับผู้ที่มีศิลป์ หรือใฝ่ใจในศิลปะทั้งหลาย งานนั้นก็คือ 'งานชุมนุมศิลปกรรม และ วรรณกรรมแห่งชาติ' ซึ่งได้จัดทำขึ้นอย่างมโหฬาร ณ บ้าน 'ไทยใจดี' ถนนพระราม ๖ พระนคร

กำหนดงานเริ่มตั้งแต่วันที่ ๑๒ สิงหาคม จนถึงวันที่ ๑๘ สิงหาคม ศกนี้ แต่งานนี้อาจไม่มีความหมายอะไรสำหรับหนุ่มๆ สาวๆ ที่ไม่มีความสนใจในศิลปะ เพราะโฆษณาของงานนี้ไม่ค่อยจะมีผู้เอาใจใส่เท่าใดนัก ไม่เหมือนงานฉลองรัฐธรรมนูญ

อย่างไรก็ตาม คณะพรรค ๔ สหายของเรามีความสนใจกับงานนี้อย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นงานที่มีการแสดงศิลปะต่างๆ ของชาติ การปั้น, การแกะสลัก, การฝีมือต่างๆ การวาดเขียนและวรรณกรรม

งานการแสดงศิลปกรรม และ วรรณกรรมแห่งชาติ เป็นงานที่รัฐบาลจัดขึ้น โดยร่วมมือกับศิลปินและจิตรกรทั้งหลาย คณะกรรมการดำเนินงานล้วนแต่เป็นผู้ที่มีคุณวุฒิใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่ เชี่ยวชาญชำนาญงานในวิชาเฉพาะ บ้างก็เป็นราชบัณฑิต บ้างก็เป็นมหาบัณฑิต บางคนก็เป็นราชครูปุโรหิต อย่างเลวๆ ก็ธรรมศาสตร์บัณฑิต การแสดงงานนี้เป็นการแสดงศิลปะโดยแท้จริง ซึ่งเราจะได้พาท่านไปชมงานสำคัญแห่งชาติในราตรีแห่งวันที่ ๑๒ สิงหาคม ซึ่งเป็นวันต้นของงาน

พิธีเปิดงานได้เริ่มต้นในเวลา ๑๘.๐๐ น. ตรง โดยขุนนางผู้เฒ่าคนหนึ่ง คือพระยามหาสุรบดีอินทรมนตรีศรีสุภโยคโชคมหาศาลมัฆวานรังสรรค์ อดีตเสนาบดีผู้ยิ่งใหญ่ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราช หลังจากนั้นประชาชนก็พากันอ้อยอิ่งผ่านประตูเข้าไปชมงาน โดยมีจำนวนเพียงเล็กน้อย ทางการได้ประกาศโฆษณาว่าผู้ที่เข้าชมงานนี้ นอกจากจะต้องเสียบัตรผ่านประตูคนละ ๑๐๐ บาทแล้ว ยังจะต้องแต่งกายแบบประเพณีไทยเดิม ซึ่งมีรายละเอียดว่า สำหรับผู้ชายต้องนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน แต่จะเป็นผ้าพื้นหรือผ้าไหมไม่ห้าม สวมถุงน่องรองเท้า คือถุงเท้ายาวและรองเท้าหุ้มส้น (ห้ามสวมท๊อปบู๊ทหรืออ้ายโอ๊บ) สวมเสื้อราชปะแตนคือเสื้อคอตั้งกระดุมห้าเม็ด ที่คอมีขอคอหรือจะเจาะรังกระดุมเล็กๆ ก็ได้ ส่วนหมวกจะสวมหรือไม่สวมก็ได้ สำหรับสุภาพสตรี คือผู้หญิงต้องนุ่งซิ่นไหม, ซิ่นยก. หรือซิ่นเชิง สวมถุงเท้ายาว รองเท้าส้นสูง ส่วนเสื้อชั้นนอกจะสวมแบบใดชนิดใดได้ทั้งนั้น

เท่าที่เก็บค่าผ่านประตู ๑๐๐ บาท ก็เพราะทางการต้องการให้ผู้ที่ใฝ่ใจในศิลปะอันแท้จริงมาชมงานนี้ โดยเฉพาะไม่ปรารถนาที่จะให้มีพวกเคาบอย พวกนักแซ้งหรือพวกเฮไหนเฮนั่นเข้าไปปะปน ส่วนการแต่งกายที่ระบุไว้เช่นนี้ก็เพราะต้องการให้งานนี้ สมกับเป็นงานศิลปหัถกรรมและวรรณกรรมแห่งชาติจริงๆ ผู้ที่เข้าไปเที่ยวงานแต่งกายแบบไทยเดิม จะได้คำนึงถึงระเบียบประเพณี, วัฒนธรรมอันดีงามของชาติเรา ซึ่งขณะนี้นับวันกำลังเสื่อมสิ้นไป

คืนนั้น ในราว ๒๐.๐๐ น. เศษ 'คาดิลแล็ค' เก๋ง คันหนึ่งคลานเอื่อยๆ อย่างสง่าผ่าเผยแล่นมาหยุดห่างจากประตูใหญ่หน้าบ้าน 'ไทยใจดี' ไม่กี่มากน้อยแล้วก็ถอยหลังเข้าไปจอดในแนวจอดรถซึ่งมีรถเก๋งแบบต่างๆ จอดอยู่เรียงรายสุดสายตา

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันก้าวลงมาจากรถด้วยท่าทางสดชื่นรื่นเริง เจ้าแห้วนุ่งผ้าม่วงสีน้ำเงิน ม้วนหางกระเบนใหญ่เบ้อเริ่ม สูงข้างต่ำข้าง สวมถุงเท้ายาวสีขาว รองเท้าเดวิดสีดำ สวมเสื้อชั้นนอกกระดุมห้าเม็ดช๊ากสะกิ้นสีไข่ไก่ผัดหน้าขาวว่อก และหวีผมเรียบเป็นมัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ นุ่งผ้าม่วงสีเลือดหมู สวมเสื้อชั้นนอกแพรฝรั่งเศสสีนวล ส่วนสี่สหายแต่งตัวเหมือนกันราวกับลูกฝาแฝด ผ้าม่วงสีตะกั่วตัด ถุงเท้าขาวรองเท้าดำ เสื้อชั้นนอกกระดุมห้าเม็ดช๊ากสะกิ้นสีขาว ต่างคนต่างมองดูหน้ากันและหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้พลและกล่าวว่า

"รูปร่างของแกสูงโปร่ง แต่งตัวอย่างนี้ท่าทางภาคภูมิเหมือนกับขุนนางรุ่นเก่า ใครจูงกระเบนให้แกวะ นุ่งผ้าได้สวยมากทีเดียว"

พลหัวเราะเบาๆ ก้มมองดูตัวเอง แล้วพูดกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณแม่ท่านจูงให้ผมครับ"

"อือม์-เข้าทีมาก"

แล้วท่านก็มองดูเสี่ยหงวน

อาเสี่ยยิ้มเอียงอาย

"เป็นไงบ้างครับ ผ้าม่วงผืนนี้มันสั้นไปหน่อยสำหรับผม"

ท่านเจ้าคุณทำปากแบะแล้วหัวเราะหึๆ

"ใครจูงกระเบนให้แก"

"ผมน่ะสิครับ ผมวานให้นวลช่วยจูงให้ เขาก็บอกว่าเขาจะทำให้แต่ผมไม่มีเวลา ครั้นจะให้คุณอาหญิงท่านช่วยจูง ท่านก็เป็นผู้ใหญ่น่าเกลียด ผมก็เลยจูงเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"แกมันสูงมากเกินไป ไม่เหมาะที่จะนุ่งผ้าม่วง แกนุ่งผ้าม่วงคล้ายกับจะไปดำนา เลยขึ้นมาแค่หัวเข่า แต่ว่า...เอาเถอะวะ พอไปได้หรอก"

นายแพทย์หนุ่มพูดขึ้นเบาๆ

"ผมนุ่งผ้าม่วงได้สวยมาก เสียอย่างเดียวผมเดินไม่ใคร่ถนัด ก้าวขาไม่ออก เพราะม้วนหางกระเบนแน่นเกินไป ความจริงเมื่อครั้งผมอยู่อินเดีย ตลอดเวลาที่ผมพักอยู่ในวังของท่านมหาราชา ผมนุ่งผ้าโจงกระเบนบ่อยๆ "

"พอแล้ว"

พลพูดขัดขึ้นแล้วหัวเราะ

"อย่ามัวยืนวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่เลย สองทุ่มกว่าแล้วเข้าไปในบริเวณงานกันเถอะ"

พูดจบก็หันมาทางนายจอมทะเล้น ซึ่งกำลังซื้อถั่วมันๆ จากแขกคนหนึ่ง

"เฮ้ย-อ้ายกร"

นิกรหันขวับมาทางเพื่อนเกลอของเขาแล้วอมยิ้ม

"เดี๋ยว-ซื้อถั่วก่อน เข้าไปข้างในของกินมันแพง ซื้อติดกระเป๋าเอาไปแบ่งกันกิน"

พลเดินเข้ามาหานายจอมทะเล้น และพยักหน้าเรียกเจ้าแห้วตามมาด้วย เขายกมือตบบ่านิกรเบาๆ

"อย่าทำไก๋หน่อยเลยวะอ้ายกร เราตกลงกันมาจากบ้านเรียบร้อยแล้วว่าแกจะเป็นคนออกค่าผ่านประตู"

นิกรหารู้ไม่ว่างานนี้เก็บค่าผ่านประตูคนละร้อยบาทจึงมองดูนายพัชราภรณ์อย่างเคืองๆ

"เป็นบ้าไปได้ ค่าผ่านประตูเพียงเท่านี้ไม่ถึงกับล่มจมหรอกวะ"

พูดจบเขาก็ส่งธนบัตรใบละห้าบาทหนึ่งฉบับให้แขกขายถั่วมันๆ และรับห่อถั่วห้าห่อใส่กระเป๋าเสื้อของเขา ส่งธนบัตรใบละยี่สิบบาทหนึ่งฉบับให้เจ้าแห้ว แล้วพูดเสียงหนักๆ

"เอ้า-เอาไปตีตั๋ว เหลือเป็นของแก"

เจ้าแห้วหัวเราะงอหาย พูดพลางหัวเราะพลาง

"รับประทาน ๒๐ บาทน่ะต้องตีตั๋วมุดขอรับ โน่นรับประทานกรุณาแหกตาดูป้ายบอกราคาที่ประตูเสียหน่อย"

นิกรมองตามสายตาเจ้าแห้ว แล้วเขาก็แลเห็นป้ายกระดาษแข็งติดไว้ที่หน้าประตูเหล็ก ปรากฏข้อความสั้นๆ ว่า

ค่าผ่านประตู ๑๐๐ บาท

นิกรยิ้มแป้น หันมาทางเจ้าแห้ว

"ข้านึกว่าเก็บสองบาท ที่แท้ก็เก็บบาทเดียว เหลือ ๑๔ บาทแกเอาไปเถอะวะ ซื้อตั๋ว ๖ คนก็ ๖ บาทเท่านั้น"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"รับประทานคุณตาบอดเสียแล้วละครับ โปรดอ่านเสียใหม่ครับ ไม่ใช่ ๑ จุด ๐๐ บาทหรอกครับ จุดไม่มีครับ คนละ ๑๐๐ บาทถ้วน"

นิกรสะดุ้งเฮือก จ้องตาเขม็งมองดูแผ่นป้ายบอกราคาค่าผ่านประตู แล้วนิกรก็ทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม เขาร้องขึ้นสุดเสียง

"ตาย...ตายแล้ว-อกอีแป้นแตกแน่ งานตะหวักตะบวยอะไรวะ ค่าผ่านประตูตั้ง ๑๐๐ บาท เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเห็น โอ๊ย-ไม่เอาละโว้ย กลับบ้านดีกว่า"

พลจุ๊ย์ปากดุนิกร

"อย่าเอ็ดไปน่าขายหน้าเขา ก็งานนี้เขาจัดขึ้นสำหรับคนที่มีสตางค์เท่านั้น เป็นงานที่มีเกียรติที่สุดสำหรับชาติไทยเรา เขาต้องการให้คนไทยที่สนใจในศิลปะและขนบธรรมเนียมประเพณีของชาติไทยเท่านั้นที่มาเที่ยวงานนี้"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่เอาละ แกอยากเข้าไปเที่ยวก็เชิญเถอะ ถ้าจะให้กันไปเที่ยวด้วยก็หมายความว่า คนอื่นต้องเป็นคนออกค่าผ่านประตูให้กัน ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่ากันรู้มากหรือเอาเปรียบเพื่อน แต่แกก็รู้นิสัยกันดีแล้วว่ากันเป็นคนอดออมถนอมใช้"

นายพัชราภรณ์โบกมือห้าม

"พอ-พอ ไม่ต้องอธิบาย เป็นอันว่าฉันออกค่าผ่านประตูให้แกและพวกเราเอง"

แล้วพลก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋าเสื้อนอก หยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออกดึงธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาทปึกหนึ่งออกมานับส่งให้เจ้าแห้วรวมหกฉบับ

"เอ้าไปซื้อตั๋วมา"

เสี่ยหงวนซึ่งเดินเข้ามาหยุดยืนข้างหลังพลกับนิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ไม่ต้องโว้ย กันซื้อมาให้แล้ว แกกับอ้ายกรลูกไม้พอๆ กัน อ้ายกรแกล้งทำเป็นซื้อถั่ว แกแกล้งเข้ามาต่อว่าเจ้ากร ส่วนคุณอาก็ทำเป็นอธิบายฟุ้งถึงเรื่องวัฒนธรรมกับอ้ายหมอ กันยืนเปรี้ยวปากอยู่คนเดียว กันก็เลยมานะกัดฟันควักกระเป๋าเอาเงินไปซื้อตั๋วมา"

พล-นิกรและเจ้าแห้วหัวเราะก้ากใหญ่ เจ้าแห้วยกมือไหว้เสี่ยหงวนแล้วพูดเบาๆ

"รับประทานเอายังงี้ดีไหมครับ อาเสี่ยเอาตั๋วมาให้ผมหนึ่งใบสำหรับของผม แล้วผมจะเอาไปคืนห้องตั๋ว รับประทานผมนั่งเฝ้ารถดีกว่า เงินร้อยบาทอย่างน้อยก็พอเป็นค่าบุหรี่ของผมร่วมเดือนแล้ว"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"ไม่จำเป็นต้องเฝ้าหรอก เพราะมีคนเขาเฝ้าให้แล้ว และรถของข้าก็มีประกัน ถ้าใครมาขโมยเอาไปบริษัทประกันก็ต้องใช้ให้ข้า ที่ข้าชวนเอ็งมาเที่ยวก็เพื่อจะให้เอ็งได้เห็นศิลปะต่างๆ ของคนไทยเรา"

ครั้นแล้วสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันเดินมาที่ประตูใหญ่ เจ้าหน้าที่เก็บบัตรผ่านประตูแต่งกายเรียบร้อยแบบไทยเดิม เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้า ถัดมานิกร ท่านเจ้าคุณบอกคนเก็บบัตรว่าบัตรผ่านประตูอยู่ข้างหลัง คนเฝ้าประตูก้มศีรษะให้ท่านและพูดนอบน้อม

"เชิญครับ"

นิกรยิ้มให้เจ้าหน้าที่เก็บบัตรผ่านประตู

"โน่นครับ อยู่ที่คนสวมแว่นตาขอบกระรูปร่างสูงๆ ท้ายแถวนั่นแหละครับ"

คนเก็บบัตรผ่านประตูมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเกรงใจ

"ประทานโทษครับ คุณแต่งตัวไม่ถูกต้อง ผมให้คุณเข้าไปชมงานไม่ได้หรอกครับ"

นิกรลืมตาโพลง

"หา-ผมนุ่งผ้าม่วงใส่เสื้อนอกกลัดกระดุมห้าเม็ด สวมถุงเท้ารองเท้าอย่างนี้ คุณว่าผมแต่งตัวไม่ถูกต้อง...ช่วยบอกผมหน่อยเถอะน่า มีอะไรขาดตกบกพร่องไปบ้าง"

เจ้าหน้าที่เก็บบัตรก้มศีรษะเล็กน้อย

"ประทานโทษครับ คุณสวมถุงสั้นผิดระเบียบ"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย ก้มลงมองดูเท้าของเขา

"ใครบอกคุณล่ะ ผมสวมถุงเท้ายาวไม่ได้สวมถุงเท้าสั้น บ๊ะแล้ว..."

คนเฝ้าประตูหัวเราะเบาๆ

"ถุงยาวทำไมสั้นจุนจู๋อย่างนี้ล่ะครับ"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"เรื่องมันเป็นยังงี้ครับ ผมเป็นคนมีขนหน้าแข้งดก ความจริงถุงที่ผมสวมอยู่นี้เป็นถุงยาว แต่ผมพับลงไปครึ่งหนึ่ง เพื่อให้ขนหน้าแข้งของผมได้มีความเป็นอยู่อย่างสุขสบาย"

พนักงานเก็บบัตรอดหัวเราะไม่ได้

"กรุณาแต่งตัวให้ถูกต้องเสียก่อนเถอะครับ งานนี้เป็นงานเกี่ยวกับศิลปะและวัฒนธรรมของชาติเรา โปรดอย่าหาว่าผมยังโง้นยังงี้เลยครับ"

นิกรก้มตัวลงดึงถุงทั้งสองข้างขึ้นมาไว้ใต้หัวเข่า ซึ่งมียางรัดอยู่เรียบร้อยแล้ว แล้วเขาก็ยักคิ้วให้คนเฝ้าประตู

"อย่างนี้ใช้ได้หรือยังคุณ"

เจ้าหน้าที่เฝ้าประตูก้มศีรษะให้นิกร

"เชิญ-เชิญครับ กรุณาผ่านประตูเข้าไปเร็วๆ หน่อยเถอะครับ ประชาชนอีกหลายสิบคนติดอยู่ข้างหลังคุณเป็นกลุ่ม"

นิกรค้อนขวับ

"ก็คุณเคร่งระเบียบจนเกินไปนี่ครับ เรื่องถุงตีนนิดเดียว ไม่น่าจะจู้จี้ทำให้เสียเวลาคนอื่นเขาเลย"

แล้วนิกรก็เดินผ่านประตูเข้าไป ดร.ดิเรก พลกับเจ้าแห้วและเสี่ยหงวนตามเข้าไปด้วย สุภาพบุรุษสุภาพสตรีอีกไม่ต่ำกว่า ๒๐ คนที่ต้องเสียเวลาติดอยู่ข้างหลังพรรค ๔ สหายก็ย่อยๆ กันเข้าไปในบริเวณงาน

บรรยากาศภายในบ้าน 'ไทยใจดี' สดชื่นตื่นตายิ่งนัก แสงไฟฟ้าในบ้านสว่างไสวราวกับกลางวัน ไฟฉายหลายดวงซึ่งอยู่บนต้นไม้ฉายพุ่งไปยังสิ่งสำคัญ เพื่อให้เห็นสะดุดตา ตัวตึกใหญ่มีโคมไฟสีต่างๆ ห้อยระย้า บริเวณสนามหน้าตึกซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าสนามฟุตบอลล์ มีร้านองค์การต่างๆ ของรัฐบาลหรือบริษัทห้างร้านเรียงรายกันไป

แต่เป็นที่น่าเสียใจยิ่งนักทีมีประชาชนมาชมงานไม่เกิน ๒๐๐ คน จึงทำให้งานกร่อยไป ด้านขวามือของสนามใหญ่มีโรงมหรสพหลายโรง ซึ่งปลูกโรงแสดงกลางแปลง โขนหลวงของกรมศิลปากร การแสดงฟ้อนรำของโรงเรียนสตรีต่างๆ และภาพยนตร์อีกสองจอซึ่งเป็นภาพยนตร์ไทย

คณะพรรคสี่สหายพากันเดินเที่ยวชมร้านรวงต่างๆ นายแพทย์หนุ่มร้องอุทานขึ้นสุดเสียง และก้มลงตะครุบหางกระเบนยกขึ้นมา

"เฮ้-รอก่อนโว้ยหางกระเบนหลุด"

สามสหายต่างหันมาทาง ดร.ดิเรก นิกรหัวเราะคิ๊ก

"ม้วนมันเข้าไปซี แล้วยกขาขวาขึ้นไขว้หางกระเบนไปข้างหลัง"

นิกรแนะนำ

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"นุ่งยังไงล่ะ"

นิกรว่า

"ม้วนหางกระเบนให้เล็กอีก เออ-นั่นแหละ เอาไขว้ลงไปใต้ก้นแล้วยกขาขวาขึ้น แล้วกัน..บอกให้ยกขาขวาขึ้นทำท่าเหมือนอย่างหมาเยี่ยวนั่นแหละ น่าน-ยังง้าน ว้า-รุ่มร่ามเหลือเกินโว้ย"

ดร.ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่ สั่นศีรษะช้าๆ บ่นพึมพำเป็นภาษาอังกฤษ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็พากันเดินต่อไป

เมื่อผ่านร้านร้านหนึ่งซึ่งมีการแสดงวรรณกรรมของชาติไทย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับ ๔ สหาย

"เข้าไปชมการแสดงวรรณศิลป์หน่อยเถอะวะพวกเรา เราจะได้ดูวรรณคดีเก่าแก่ และบทพระราชนิพนธ์ต่างๆ ซึ่งหนังสือบางเล่มพวกแกอาจจะไม่เคยพบเห็นก็ได้"

กิมหงวนกล่าวถามเบาๆ

"ร้านไหนครับ"

ท่านเจ้าคุณชี้มือบอก

"ร้านนี้แหละ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ร้านนี้ไม่น่าดูหรอกครับ ผมว่าไปดูร้านนั้นดีกว่า หรือว่าจะลองเข้าไปดูร้านนี้ก่อนก็ตามใจ แต่ว่า เราควรจะดูทุกๆ ร้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ยกเท้าเตะหน้าแข้งอาเสี่ยดังโป๊ก

"นี่แน่ะ กระเซ้าจนไม่รู้จักเวล่ำเวลา ทะลึ่งตลอดศก"

๔ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ท่านเจ้าคุณเดินนำหน้าพาทุกคนเข้าไปในบ้าน 'วรรณกรรม' ซึ่งมีการแสดงต่างๆ เกี่ยวกับการประพันธ์ทุกยุคทุกสมัย ร้านนี้ใหญ่โตกว่างขวางมาก ตกแต่งร้านแบบไทยเดิม มีเครื่องสายไทยเดิมบรรเลงอยู่หน้าร้าน โดยนักเรียนสตรีของโรงเรียนหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาสี่สหายและเจ้าแห้วเลยเข้าไปตามส่วนลึกของร้าน ภายในร้านมีประชาชนเข้ามาชมเพียงหกคนเท่านั้น คือคณะพรรค ๔ สหายนั่นเอง เจ้าหน้าที่ประจำร้านนั่งหงอยเหงาไปตามกัน ทางซ้ายมือมีตู้หนังสือวรรณคดีต่างๆ ตั้งแต่เขียนด้วยสมุดข่อยจนกระทั่งพิมพ์เป็นเล่มปกแข็งเดินทอง

ชายกลางคนคนหนึ่งแต่งกายแบบประเพณีไทย ติดโบว์กรรมการสีเหลืองรีบเข้ามาต้อนรับคณะพรรค ๔ สหาย

"สวัสดีครับ เชิญท่านชมซีครับ หนังสือในตู้เหล่านี้ล้วนแต่เป็นกวีนิพนธ์ และบทประพันธ์ของนักปราชญ์ราชบัณฑิต ตลอดจนนักประพันธ์ทุกยุคทุกสมัย ซึ่งท่านจะชมได้ที่นี่แห่งเดียวเท่านั้น"

นิกรยิ้มให้พนักงานผู้นั้น

"ผมอยากดูลายมือท่านสุนทรภู่สักหน่อยมีไหมครับ"

"อ๋อ-มีสิครับคุณ"

พูดจบเจ้าหน้าที่ประจำร้านก็เดินไปหยิบสมุดข่อยเล่มนึ่งมาวางลงบนโต๊ะยาวข้างหน้าคณะพรรค ๔ สหาย และอธิบายให้ทราบ

"นี่แหละครับ ลายมือสุนทรภู่มหากวีของเรา แต่ว่าลายมือนี้ท่านสุนทรภู่เขียนและแต่งขณะที่ท่านเมาสุรา ต้นฉบับในเล่มนี้เป็นต้นฉบับที่ใช้ไม่ได้ แต่ลูกหลานของท่านสุนทรภู่ได้เก็บไว้เป็นที่ระลึก เพื่อให้คนรุ่นหลังได้เห็นลายมืออันแท้จริงของท่าน"

นิกรพลิกดูต้นฉบับสมุดข่อย แล้วเขาก็เห็นลายมือที่ค่อนข้างหวัดโย้ไปเย้มาเขียนเป็นกลอนนิราศ ขีดฆ่าหลายแห่ง แสดงว่าท่านมหาจินตกวีเขียนขึ้นขณะที่ท่านก๊งเข้าไปหลายก๊ง

แล้วนิกรก็อ่านให้พรรคพวกของเขาฟังเบาๆ

นิราสร้าง ห่างเห เสน่หา

ทุกเช้าค่ำ เรียมต้องร่ำ แต่สุรา

นองน้ำตา กาสูริน กินให้เมา

ราชกิจ สุดคิด จะเลี่ยงได้

ต้องจากยอด ยาใจ ให้โศกเศร้า

จะโดดร่ม ก็ไม่เหมาะ เพราะว่าเรา

เป็นผู้ใหญ่ คนเขา จะนินทา

ยิ่งกินเหล้า ยิ่งเมา มีเรื่องแปลก

อยากจะแจก หมากเพื่อน เหมือนอย่างว่า

ก็กลัวเขา แจกมีดไม้ ให้เรามา

อนิจจา สินสมุทร สุดที่รัก

เจ้าหน้าที่ประจำร้านรีบแย่งสมุดข่อยมาจากนิกรทันที

"คุณ...คุณครับ คุณอ่านตรงไหนครับ ช่วยบอกผมหน่อยเถอะ ผมทำงานที่หอพระสมุดมา ๒๐ ปีแล้ว และคุ้นเคยกับกวีนิพนธ์ของสุนทรภู่เป็นอย่างดี ไม่เคยพบกลอนที่คุณอ่านเมื่อกี้นี้เลย"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"เปล่าหรอกครับคุณ ใครบอกคุณล่ะว่าผมอ่านข้อความในสมุดข่อยเล่มนั้น ผมว่ากลอนสดเล่นสนุกๆ ต่างหาก"

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นมองดูนิกรอย่างแปลกใจยิ่ง

"โอ-ประทานโทษ...คุณเป็นนักกวีหรือครับนี่ สำนวนกลอนสดของคุณไม่เลวเลยครับ คุณคิดได้คล่องแคล่วดีมาก"

นิกรยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง สูดลมหายใจเข้าปอดเต็มแรง

"เปล่า ผมไม่ได้เป็นกวีหรอกคุณ แต่ผมเป็นนักประพันธ์"

"หรือครับ คุณจะกรุณาบอกนามปากกาของคุณให้ผมทราบบ้างได้ไหมครับ"

คราวนี้นิกรยิ้มเอียงอาย

"บอกก็ได้ แต่คุณอย่าไปบอกใครนะครับ ผมน่ะไม่อยากจะแสดงตัวให้ใครรู้เลยว่า ผมเป็นประพันธ์กรที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์แห่งยุค คือในปัจจุบันนี้ นามปากกาของผมหรือคุณ ผมมีอยู่หลายนามด้วยกัน"

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย

"อะไรบ้างครับ"

นิกรเอียงหน้าเข้ามากระซิบเบาๆ

"ถ้าแต่งเรื่องรักโศก ผมใช้นามปากกาว่า 'ธรณีสูบ' "

ชายกลางคนที่ติดโบว์กรรมการกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เอาละครับ ไม่จำเป็นต้องบอกนามปากกาอื่นๆ อีกหรอกครับ ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ เจ้าของนามปากกาที่น่ากลัว"

กิมหงวนเดินเข้ามาขวางกลางแล้วดุนิกร

"ออกไปห่างๆ เถอะ แกไม่สนใจในเรื่องวรรณคดีก็ยืนอยู่เฉยๆ "

แล้วกิมหงวนก็พูดกับเจ้าหน้าที่ประจำร้าน

"หนังสือในตู้นี้น่ะขายไหมครับ"

"อ๋อ-ไม่ขายหรอกครับ หนังสือเหล่านี้ได้มาจากหอพระสมุดหรือม่ายก็ท่านผู้มีเกียรติให้ขอยืมมา โดยมากเป็นหนังสือที่หาอีกไม่ได้แล้ว"

กิมหงวนกล่าวถามต่อไป

"ผมอยากดูต้นฉบับบทกวี หรือบทประพันธ์ของพระร่วง ขุนรามคำแหงสักเรื่องหนึ่ง คุณจะมีให้ผมดูไหมครับ ผมเป็นผู้ที่สนใจในวิชาอักษรศาสตร์มาก โดยเฉพาะงานประพันธ์ของท่านจินตกวี และนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียง"

เจ้าหน้าที่ผู้นั้นยิ้มเล็กน้อย

"ต้นฉบับที่เป็นลายพระหัตถ์ของพระร่วง ขุนรามคำแหงที่คุณต้องการไม่มีหรอกครับ มีแต่รูปถ่ายจากรอยศิลาจารึก"

พูดจบเขาก็เดินไปที่ตู้หนังสือ ค้นหาอยู่สักครู่ ก็นำหนังสือเล่มหนึ่งมาส่งให้เสี่ยหงวน

"นี่แหละครับ หนังสือเล่มนี้คือพระนิพนธ์ของพระร่วงเจ้าขุนรามคำแหง"

เสี่ยหงวนวางหนังสือลงบนโต๊ะแล้วพลิกดู นิกรเข้ามายืนข้างๆ อาเสี่ยพิจารณาดูตัวอักษรที่อยู่บนแผ่นศิลาจารึก แล้วเขาก็ยิ้มแห้งๆ หันมามองดูนิกร

"กันจะอ่านให้แกฟังก็ได้อ้ายกร แต่เสียใจเหลือเกินที่กันอ่านไม่ออก"

"หมายความว่าแกจะให้กันอ่านให้แกฟังใช่ไหมล่ะ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เออ-ช่วยอ่านให้กันฟังหน่อยเถอะวะ"

นิกรยิ้มอ่อนหวาน แล้วยักคิ้วให้กิมหงวน

"พอกัน อ่านไม่ออกเหมือนกันโว้ย มองดูคล้ายๆ ตัวหนังสือขอม เขียนติดกันเป็นพืด วรรคตอนไม่มี สระและพยัญชนะอยู่ในวรรคเดียวกัน วรรณยุกต์มีแต่ไม้เอกและจัตวา พยัญชนะสองตัวเรียงกันใช้ไม้ผัดเสียตัวหนึ่ง"

เจ้าหน้าที่ประจำร้านหัวเราะหึๆ

"ประทานโทษ ผมคิดว่าพวกคุณคงไม่มีใครอ่านได้หรอกครับ"

ดร.ดิเรกชักฉิว มองดูพนักงานผู้นั้นอย่างเคืองๆ

"ไม่มีอะไรที่ด้อกเตอร์ดิเรกทำไม่ได้"

แล้วเขาก็ดึงหนังสือเล่มนั้นมาจากมือนิกร เปิดออกมองดูตัวอักษรหนังสือในสมัยสุโขทัย

"ผมจะอ่านให้คุณฟัง คุณจะได้รู้ว่าคนอย่างผม นอกจากจะเป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามแล้ว ผมยังเป็นนักอักษรศาสตร์ชั้นดีอีกคนหนึ่ง"

นายแพทย์หนุ่มจ้องมองดูตัวอักษรเหล่านั้นแล้วก็ยิ้มแหยๆ ส่งให้พ่อตาของเขา

"คุณพ่อช่วยอ่านให้ฟังหน่อยเถอะครับ ผมอ่านไม่ออก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก๊าก

"ในเรื่องอักษรศาสตร์ พ่อไม่ได้มีความรู้มากมายอะไรนัก แต่ก็พอจะอ่านให้พวกแกฟังได้เพื่อประดับความรู้ พวกแกจะได้รู้ว่า สำนวนในสมัยพระร่วงเจ้ากับสมัยปัจจุบันนี้แตกต่างกันมากมายเพียงไร"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็จ้องมองดูข้อความในศิลาจารึก ซึ่งใช้ตัวอักษรแบบสมัยขุนรามคำแหงและเป็นพระนิพนธ์ของพระองค์ท่าน

กิมหงวนเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนนิ่งเฉยทำตาปริบๆ เขาก็พูดขึ้นเบาๆ

"อ่านไม่ออก..."

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือกแล้วหัวเราะ

"ออกซีโว้ย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ออกก็อ่านซีครับ ทำเป็นอมภูมิอยู่ได้"

ท่านเจ้าคุณค้อนขวับ แล้วอ่านข้อความในนั้นให้สี่สหายฟัง

"พ่อกูชื่อศรีอินทราทิตย์ แม่กูชื่อนางเสือง พี่กูชื่อบานเมือง ตูพี่น้องท้องเดียว ๕ คน ผู้ชาย ๓ ผู้หญิง ๒ พี่เผือผู้อ้ายตายจากเผือเตียมแต่ยังเล็ก เมื่อกูขึ้นใหญ่ได้สิบเก้าเข้า ขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดมาที่เมืองตาก พ่อกูไปรบขุนสามชนหัวซ้าย ขุนสามชนขับมาหัวขวา ขุนสามชนเกลื่อนเข้าไพร่ฟ้าน้าใส พ่อกูหนีญญ่ายพ่ายจะแจ กูบ่หนี กูขี่ช้างเนกพล กูขับเข้าก่อนพ่อกู กูต่อช้างด้วยขุนสามชน ตนกูพุ่งขุนสามชน ตัวชื่อมาสเมืองแพ้ ขุนสามชนหนี พ่อกูจึงขึ้นชื่อกู..."

เสียงหงวนพูดขึ้นด้วยเสียงเอ็ดตะโร

"กูฟังบ่รู้เรื่อง กูฟังแล้วเวียนหัวแท้ พ่อกูชื่อกิมเบ๊ กูนี้เป็นลูกจีน เงินทองกูมีมาก ด้วยกูนั้นเป็นเศรษฐีใหญ่ ในไทยแลนด์"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"ใครจักใคร่ค้าช้างค้า ใครจักใคร่ค้าม้าค้า ใครจักใคร่ค้าฝิ่นค้า ใครจักใคร่เบ่งเบ่ง ใครจักใคร่แจกหมากแจก ใครจักใคร่ติดตรางติด ไพร่ฟ้าข้าไทยป่าหมากป่าพลู ไพร่ฟ้าลูกเจ้าลูกขุนเห็นสินท่านบ่ใคร่เดือด แต่อยากได้เป็นของตัว"

ดร.ดิเรกยกฝ่ามือผลักหน้านิกรเต็มแรง

"ไม่ได้ความเลย"

นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงดุๆ

"คนอย่างแกกับอ้ายหงวนเขาเรียกว่า มือไม่พายแต่เอาตีนราน้ำ"

แล้วดิเรกก็หันมาทางเจ้าหน้าที่ประจำร้าน

"ขอโทษเถอะคุณ ผมอยากจะชมบทกวีนิพนธ์ของชาวภารตะที่มีชื่อเสียงในยุคก่อน คุณมีให้ผมชมบ้างไหมครับ"

พนักงานประจำร้านทำหน้าชอบกล

"แฮ่ะ-แฮ่ะ งานนี้เป็นงานแสดงศิลปกรรมและวรรณกรรมของชาติไทยเราโดยเฉพาะ ไม่เกี่ยวกับชาติอื่นๆ หรอกครับ"

"ออไร๋น์-ออไร๋น์ ขอโทษ ผมเข้าใจผิด ความจริงชาวภารตะมีนักกวีที่ยอดเยี่ยมอยู่มากมายทีเดียว เป็นต้นว่าท่านรามจันทร์ภควดี จอมกวีในศตวรรษที่ ๑๘ ท่านผู้นี้ได้แต่งหนังสือดีๆ ไว้มาก เช่นเรื่อง..ทราวะกินหนาคงคาวดี..แปลว่าใต้ต้นโศกริมแม่น้ำคงคาวดี หรือเรื่องสิงหราชอวตาร แปลว่าสิงหอวตารนั่นเอง ท่านมหาราชาจันทรกุมารเพื่อนของผม เป็นนักอักษรศาสตร์ที่สนใจในทางวรรณกรรมมาก"

กิมหงวนยกมือปิดปาก ดร.ดิเรกทันที

"พอแล้ว มากไปหน่อยหมอ"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเดินต่อไป ชมกิจการต่างๆ ของแผนกวรรณศิลป์จนรอบร้าน แล้วก็ออกจากร้านนี้ ซึ่งทุกคนไม่ได้รับความสนุกสนานอะไรนัก จากการเที่ยวงานนี้

ในบริเวณสนามใหญ่ซึ่งมีร้านรวงต่างๆ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ร้าน ล้วนแต่เงียบเหงาซบเซา ร้านหนึ่งมีคนเข้าชมกิจการเพียงห้าหกคนเท่านั้น โดยมากเป็นคนแก่ๆ รุ่นลายคราม เช่นคุณพระหรือเจ้าคุณที่จวนจะเข้าโลงอยู่แล้ว หนุ่มๆ สาวๆ หาทำยาไม่ได้เลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะพรรค ๔ สหายเดินมาหยุดยืนหน้าร้านการแสดงรูปปั้นแห่งหนึ่ง ซึ่งร้านนี้ตบแต่งร้านอย่างสวยงามมาก สร้างร้านเป็นรูปพลับพลา ช่างปั้นหลายคนกำลังปั้นรูปอวดฝีมือ แต่ไม่ปรากฏว่ามีประชาชนเข้าไปชมแม้แต่คนเดียว

ดร.ดิเรกถอนหายใจเฮือกใหญ่

"น่าเสียใจมากที่คนไทยเราไม่สนใจกับศิลปะของชาติ งานอย่างนี้ถ้าจัดขึ้นในประเทศอินเดียแล้ว จะต้องมีประชาชนมาชมกันอย่างมืดฟ้ามัวฝนทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ศิลปวัฒนธรรม ย่อมเป็นสัญลักษณ์ของชาตินั้นๆ ถ้าเราไม่ช่วยกันรักษาศิลปะ ขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมของเราไว้แล้ว ชาติไทยเราก็จะไม่มีอะไรเป็นความหมาย"

พลว่า

"เข้าไปชมเขาปั้นกันหน่อยหรือครับ คุณอา"

นิกรพูดขัดขึ้น

"อย่าดูเลยครับ ไปดูช่างเขียนดีกว่า ภาพเขียนสีและสีน้ำมัน ดูแล้วทำให้ซาบซึ้งในศิลปะของจิตกร"

คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินต่อไป สักครู่ก็มาถึงร้านของจิตกร มีป้ายปรากฏที่หน้าร้านว่า

"ชุมนุมจิตรกร"

โดยเฉพาะการแสดงของจิตกร มีประชาชนสนใจมากกว่าเพื่อน ภายในร้านตกแต่งอย่างสวยงาม ประชาชนประมาณ ๕๐ คน กำลังชมภาพเขียนต่างๆ คณะพรรค ๔ สหายพากันเดินเข้ามาในร้านนี้

จิตรกรผู้สูงอายุคนหนึ่ง รูปร่างอ้วนใหญ่ศีรษะเถิกคอสั้น แต่งกายแบบไทยเดิมกำลังนั่งเขียนภาพสะเก๊ชสุภาพสตรีสาวคนหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ในบริเวณเชือกกั้น มีประชาชนราว ๑๐ คนห้อมล้อมอยู่ข้างหลังช่างเขียนผู้นี้ และมีเจ้าหน้าที่ประจำร้านคนหนึ่งอธิบายให้ทราบ

"เชิญซีครับ เชิญให้อาจารย์หาญ เวชกิจ จิตรกรมือเยี่ยมแห่งประเทศไทยสะเก๊ชภาพของท่าน เพื่อท่านจะได้เก็บไว้เป็นที่ระลึกในฝีมือของจิตกรชื่อดังผู้นี้ ค่าสะเก๊ชภาพ ๕๐ บาทต่อหนึ่งภาพ เก็บเงินบำรุงสมาคมจิตรกรแห่งประเทศไทย"

พอเจ้าหน้าที่ประจำร้านอธิบายให้ทราบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาคณะพรรค ๔ สหายเข้ามายืนรวมกลุ่มข้างหลังจิตรกรผู้อาวุโสทันที หาญ เวชกิจ เป็นช่างเขียนที่มีฝีมือเยี่ยมที่สุดในประเทศไทย และเป็นจิตรกรคนเดียวที่ฝรั่งยกย่องยอมรับนับถือในฝีมือของเขา คณะพรรค ๔ สหายต่างจ้องตาเขม็งมองดูจิตรกรผู้สูงอายุผู้นี้ ซึ่งกำลังสะเก๊ชภาพหญิงสาวผู้นั้นอย่างรวดเร็ว

กิมหงวนพูดขึ้นดังๆ

"เพิ่งเห็นตัวจริงครูหาญวันนี้เอง รูปร่างหน้าตาคล้ายๆ ครูเหม"

นิกรอมยิ้ม

"ให้อาจารย์หาญสะเก๊ชรูปเราคนละรูปดีไหมวะ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"เอาซี ดีเหมือนกัน จะได้เก็บเอาไว้ตั้งหน้าศพเมื่อเราตาย"

นิกรหยุดยิ้มทันที

"พยายามพูดอะไรให้เป็นมงคลหน่อยเถอะวะ"

อาจารย์หาญเขียนภาพสุภาพสตรีผู้นั้นเสร็จแล้ว เขาส่งภาพสะเก๊ชให้หล่อนและบอกให้หล่อนไปชำระเงินที่โต๊ะทางขวามือ เสี่ยหงวนกล่าวถามจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ทันที

"อาจารย์ครับ ผมไม่อยากได้รูปสะเก๊ชนี่ครับ ผมอยากให้อาจารย์เขียนภาพสีน้ำมันให้ผม จะขัดข้องไหมครับ"

จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ยิ้มให้เขา

"การเขียนภาพสีน้ำมัน จะต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่ว่า..ผมไม่ได้เตรียมเครื่องมือสำหรับเขียนภาพสีน้ำมันมาหรอกครับ ถ้าหากว่าคุณจะกรุณาให้ผมเขียนภาพของคุณด้วยสีน้ำมัน พรุ่งนี้ตอนกลางวันขอเชิญไปพบผมที่สำนักงาน ผมยินดีจะรับใช้คุณ"

อาเสี่ยจุ๊ย์ปากลั่น

"แหม-อาจารย์พูดเพราะหูน่าฟังเหลือเกิน เอาละครับ ถ้ายังงั้นอาจารย์เขียนภาพสะเก๊ชให้ผมก็แล้วกันนะครับ"

อาจารย์หาญยิ้มเล็กน้อย

"ได้ครับ เชิญคุณออกไปยืนบนแท่นสี่เหลี่ยมนั่นซีครับ"

กิมหงวนเดินเข้าไปในบริเวณเชือกกั้นอย่างภาคภูมิ จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่จัดแจงหยิบกระดาษวาดเขียนแผ่นหนึ่งออกมา ติดกับขาหยั่งสำหรับเขียนภาพ พอครูหาญหยิบดินสอถ่านกิมหงวนก็เอ็ดตะโรลั่น

"เดี๋ยว เดี๋ยวครับ ให้ผมแอ๊คท่าให้เรียบร้อยเสียก่อน กรโว้ย ที่นี้ดีไหม แกช่วยดูซิ เหมือนการี่คูเปอร์หรือยัง"

นายจอมทะเล้นเอียงคอซ้ายขวามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"เหมือนแล้ว"

อาเสี่ยยิ้มแก้มแทบแตก

"เหมือนการี่คูเปอร์น่ะหรือ"

"ไม่ใช่หรอก เหมือนรินตินติน"

กิมหงวนทำคอย่น แล้วยิ้มให้จิตรกรผู้อาวุโส

"เอาละครับครู ผมยืนท่านี้โก้ดีแล้ว"

ครูหาญถอนหายใจเบาๆ

"อ้า...ประทานโทษ อย่าทำปากแบะอย่างนี้เลยครับ เขียนลำบาก คุณทำหน้าเฉยๆ ดีกว่า"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็เมื่อยหน้าเหมือนกัน"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน ครูหาญเริ่มลงมือสะเก๊ชภาพกิมหงวนอย่างแคล่วคล่องว่องไว ไม่ถึง ๕ นาทีเขาก็เขียนเสร็จเรียบร้อย เป็นภาพเต็มตัวและเหมือนเสี่ยหงวนทุกสัดส่วน

พล, นิกร, ดร.ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว ต่างตื่นเต้นในความสามารถของครูหาญเหลือที่จะกล่าว นายแพทย์หนุ่มถึงกับอุทานออกมาดังๆ

"มายก๊อด...ผมเกือบจะคิดว่ามันเป็นความฝันมากกว่าความจริง โอท่านอาจารย์เก่งอะไรอย่างนี้ ช่างเขียนฝีมือเยี่ยมในประเทศอินเดีย ยังต้องใช้เวลาเกือบ ๒๐ นาทีในการสะเก๊ชรูปคนรูปหนึ่ง"

อาจารย์หาญยิ้มเล็กน้อย และพูดถ่อมตัวตามวิสัยของผู้ที่รู้แจ้งเห็นจริง

"ผมก็ไม่ได้เก่งกาจอะไรหรอกครับคุณ อาศัยความชำนาญเท่านั้นเองที่ผมเขียนได้รวดเร็วอย่างนี้ แต่เมื่อพูดถึงฝีไม้ลายมือแล้ว ผมสู้ช่างอื่นๆ ไม่ได้หรอกครับ"

ต่อจากนั้นนิกรก็ขอให้อาจารย์หาญสะเก๊ชรูปให้เขา และภายในเวลา ๕ นาทีต่อมา จิตรกรฝีมือเยี่ยมก็ได้เขียนภาพของนายจอมทะเล้นเสร็จเรียบร้อย อาเสี่ยกิมหงวนสนใจในความสามารถของอาจารย์หาญเป็นอย่างยิ่ง

"อาจารย์ครับ"

กิมหงวนพูดกับจิตรกรอาวุโสอย่างเป็นกันเอง

"ผมเลื่อมใสในฝีมือของอาจารย์จนพูดไม่ถูกแล้ว สำนักงานของอาจารย์อยู่ที่ไหนครับ"

จิตรกรฝีมือเยี่ยมยิ้มอย่างอ่อนโยน

"สำนักงานของผม 'เวชการศิลป์' อยู่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ ตอนใกล้จะถึงสี่แยกโรงเรียนนายร้อย ผมจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าคุณจะกรุณาไปเยี่ยมที่สำนักงานของผม"

กิมหงวนมองดูหาญด้วยความเลื่อมใสยิ่ง

"อ๋อ-ผมไปแน่นอนครับอาจารย์ ผมขอรับสารภาพว่าผมไม่เคยนิยมเลื่อมใสในช่างเขียนคนใดเท่ากับอาจารย์เลย พรุ่งนี้บ่ายๆ ในราว ๑๕.๐๐ น. ผมจะไปที่สำนักงานของอาจารย์ เพื่อให้อาจารย์เขียนภาพตัวของผมด้วยสีน้ำมัน อาจารย์มีเวลาว่างไม่ใช่หรือครับ"

จิตรกรอาวุโสตอบอาเสี่ยอย่างนอบน้อม

"ว่างน่ะว่างครับ แต่ว่าผมอยากจะให้คุณไปตอนสายดีกว่า เพราะ ๑๗.๐๐ น. ผมจะต้องมาประจำที่งานนี้"

"ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ ๑๑.๐๐ น. พวกเราจะไปหาอาจารย์ที่สำนักงาน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แล้วก็พวกเราไม่รังเกียจหรอกครับ ถ้าหากอาจารย์จะเลี้ยงอาหารกลางวันแก่พวกเรา"

จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"ครับ-ก็ได้เหมือนกันครับ เลี้ยงกันตามมีตามเกิด"

นิกรถามว่า

"ตามปกติ ตอนกลางวันอาจารย์รับประทานอะไรครับ"

อาจารย์หาญตอบโดยไม่ต้องคิด

"ผมรับประทานข้าวต้มเป็นประจำ ข้าวต้มกับน่ะครับ มีซีเซ็กไฉ่, หัวไชโป๊ แล้วก็ไข่เจียวบ้าง"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"ตกลงครับ พรุ่งนี้พวกเราจะไปรับประทานข้าวต้มกลางวันกับอาจารย์"

พูดจบนิกรก็ยกมือไหว้จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่

"ผมขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สักคนเถอะนะครับ ผมเองรักวิชาวาดเขียนมาแต่เล็กแต่น้อย จำได้ว่าเมื่ออยู่โรงเรียน ผมสอบวิชาวาดเขียนได้คะแนนยอดเยี่ยมทุกปี ลายไทย, ลายกนก, ลายเครือเถา ภาพเหมือน ภาพสะเก๊ช ผมก็เขียนได้ดีเหมือนกันแหละครับ อาจารย์จะกรุณาสอนให้ผมได้ไหมครับ"

อาจารย์หาญยิ้มให้เขา

"ยินดีครับ ทุกวันนี้ผมเปิดการสอนวิชาวาดเขียนที่สำนักงานของผมด้วย คุณจะเรียนอย่างไหน พรุ่งนี้เชิญไปตกลงกับผมได้ ภาพเหมือน, สีน้ำมัน, สีน้ำ, ลายเส้น, ลายสกีน สุดแล้วแต่คุณจะสมัครใจ"

นิกรว่า

"ผมชอบเขียนภาพโป๊ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือดีดหูนายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง

"พอแล้ว อย่าพูดพล่ามให้มากนักเลย"

ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล และดร.ดิเรก ก็ผลัดกันให้อาจารย์หาญสะเก๊ชภาพของตนคนละภาพ ซึ่งภาพหนึ่งใช้เวลาสะเก๊ชไม่ถึง ๕ นาที คณะพรรค ๔ สหายต่างตื่นเต้นในความสามารถของจิตรกรผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง

อีกสักครู่หนึ่ง เสี่ยหงวนก็จัดแจงชำระเงินค่าภาพทั้งหมด และบอกกับอาจารย์หาญว่าพรุ่งนี้ ๑๑.๐๐ น. เขากับเพื่อนๆ จะไปเยี่ยมอาจารย์หาญที่สำนักงาน ฝากตัวเป็นลูกศิษย์ และโดยเฉพาะเสี่ยหงวนจะให้หาญเขียนภาพของเขาด้วยสีน้ำมัน

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาคณะพรรค ๔ สหาย ออกเดินเที่ยวชมงานต่อไป งานแสดงศิลปกรรมและวรรณกรรมเป็นไปอย่างเงียบเหงา เนื่องจากบริเวณกว้างขวางมากและมีผู้มาเที่ยวชมงานเพียงเล็กน้อย บรรดาคณะกรรมการจัดงานหน้าเศร้าไปตามกัน

ตอนกลางวันวันรุ่งขึ้น ในราว ๑๑.๐๐ น. เศษ สี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ได้พากันมาปรากฏตัวขึ้นที่สำนักงาน 'เวชการศิลป์' เมื่อทุกคนเข้ามาในสำนักงานอันใหญ่โตกว้างขวาง คนของจิตรกรผู้มีอาวุโสก็ได้ให้การต้อนรับอย่างนอบน้อม และไต่ถามความประสงค์

นิกรว่า

"พวกผมจะมาสมัครเป็นลูกศิษย์ของครูหาญ แล้วก็จะให้ครูเขียนภาพให้เราด้วย ครูอยู่ไม่ใช่หรือครับ"

ชายหนุ่มร่างผอมสูง ตอบนายจอมทะเล้นอย่างนอบน้อม

"อยู่ครับ เชิญขึ้นไปข้างบนเถอะครับ"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วถูกนำตัวขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก มันเป็นห้องโถงใหญ่กว้างมาก มีโต๊ะเก้าอี้อย่างดีทันสมัยหนึ่งชุด ตามผนังห้องประดับประดาด้วยภาพสีน้ำและสีน้ำมัน ทางซ้ายมือเป็นห้องทำงานของอาจารย์หาญ ผนังห้องด้านนอกเป็นกระจกฝ้าประตูบังตา และมีป้ายแผ่นเล็กๆ ปรากฏที่บังตา 'ห้ามเข้า'

คนของจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ ได้กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหายอย่างนอบน้อม

"กรุณานั่งคอยสักประเดี๋ยวนะครับ ผมจะเข้าไปเรียนให้ท่านอาจารย์ทราบเดี๋ยวนี้ อ้า-ประทานโทษ โปรดให้นามบัตรผมด้วยครับ"

นิกรล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อเชิ้ต หยิบกระดาษการ์ดเล็กๆ แผ่นหนึ่งออกมาส่งให้ชายหนุ่มผู้นั้น

"นี่ครับ"

ชายผู้นั้นก้มศีรษะเล็กน้อย แล้วถือนามบัตรเดินไปที่ประตูห้องทำงานของ หาญ เวชกิจ เขายกมือเคาะบังตาประตูเบาๆ เมื่อได้ยินเสียงอนุญาต เขาก็ผลักบังตาประตูเดินเข้าไปในห้อง

สักครู่หนึ่ง จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ก็เดินนำหน้าพาชายผู้นั้นออกมาจากห้องทำงานของเขา หาญสวมเสื้อคลุมสีขาวคล้ายกับเสื้อหมอ ท่าทางของเขาสง่าผ่าเผย เหมือนกับจิตรกรฝีมือเอกของโลก หาญรีบยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ และสี่สหาย เขากล่าวปฏิสันถารโอภาปราศรัยกับคณะพรรค ๔ สหายเป็นอย่างดี แล้วนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

หาญมองดูเสี่ยหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"คุณจะให้ผมเขียนภาพของคุณด้วยสีน้ำมันใช่ไหมครับ"

"ครับ-ถูกแล้ว นอกจากนี้ผมกับเพื่อนของผม ยังต้องการมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์ของอาจารย์ด้วย"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"เมื่อคืนนี้ พวกเราไม่ได้แนะนำตัวให้อาจารย์รู้จัก ผมก็เลยถือโอกาสนี้แนะนำเสียด้วย ผมชื่อนิกร การุณวงศ์ครับ เป็นคหบดีผู้มั่งคั่งคนหนึ่ง อัฐฬศเงินทองมีใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย สามคนนี่เป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของผม คนนี้..สวมแว่นตาสายตาสั้น คือด้อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามแห่งประเทศไทย "

จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ลืมตาโพลง มองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความตื่นเต้น

"คุณหมอ...คุณหมอดิเรกหรือครับนี่ ผมยินดีมากที่ได้รู้จักกับคุณหมอ ผมได้ยินชื่อเสียงของคุณหมอมานานแล้ว ในด้านการแพทย์ใครๆ ก็รู้ว่าคุณหมอเป็นนายแพทย์ ที่เชี่ยวชาญที่สุด ยากที่จะหาใครเปรียบเหมือน ส่วนในด้านวิทยาศาสตร์ทั่วโลกยอมรับนับถือคุณหมอ เป็นนักประดิษฐ์และนักวิทยาศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง"

ดร.ดิเรกก้มศีรษะเล็กน้อยและยิ้มเอียงอาย

"ออไร๋น์ เป็นความจริงเช่นนี้ท่านอาจารย์ ท่านมหาราชาจันทรกุมารเคยรับสั่งว่า ไม่มีนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์คนใดอีกแล้วในโลกนี้ ที่จะยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่งไปกว่าผม ผมอาจจะทำให้ท่านอาจารย์มีรูปร่างเล็กเพียงคืบเดียวเท่านั้นก็ได้ ทำให้อาจารย์ล่องหนหายตัวก็ได้ หรือจะทำให้ท่านอาจารย์มีพลังเข้มแข็ง ขนาดเหี้ยโบราณหรือตัวไดโนเสาร์ก็พอจะทำได้"

อาจารย์หาญรีบพูดตัดบท

"เอาละครับ ผมเชื่อแล้ว"

นิกรแนะนำต่อไป

"เพื่อนผมคนนั้นชื่อพล พัชราภรณ์ เป็นทั้งเพื่อนและทั้งญาติของผม ความจริงผมก็ไม่อยากจะนับเขาเป็นญาติหรอกครับ แต่จนใจเหลือเกินที่บิดาของผมเป็นพี่ชายของมารดาเขา ก็เลยต้องนับถือเป็นเครือญาติตามธรรมเนียม"

จิตรกรอาวุโสยกมือไหว้พล และพูดเสียหัวเราะด้วยอารมณ์ดี

"ยินดีมากครับที่ได้รู้จักกับคุณ"

นิกรแนะนำต่อไป

"เจ้าหมอนั่น...สวมแว่นตาขอบกระสูงโย่งโก๊ะเหมือนเปรตไม่ใช่ใครอื่น เขาคือมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่แห่งประเทศไทย คือเป็นเศรษฐีหมายเลข ๑ ของประเทศไทย อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ยังไงล่ะครับ"

อาจารย์หาญสะดุ้งเล็กน้อย จ้องตาเขม็งมองดูเสี่ยหงวน เขาเคยได้ยินกิตติศัพท์มานานแล้วว่า มหาเศรษฐีที่ร่ำรวยพอๆ กับนายโอวบุ้นนั้นคือนายกิมหงวน หรืออาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้

"เสี่ยหงวน"

จิตรกรอาวุโสอุทานขึ้นเบาๆ

"อาเสี่ยจริงๆ หรือครับนี่ ผมตื่นเต้นจนบอกไม่ถูกแล้ว ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเสี่ยหงวนมหาเศรษฐีที่เขาเล่าลือกัน จะหนุ่มแน่นและรูปหล่ออย่างนี้"

กิมหงวนทำตาหวานยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แล้วก็ปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตออก แกะขอสร้อยคอทองคำหนัก ๑๕ บาท ซึ่งมีพระเลี่ยมอยู่องค์หนึ่งออกมาจากคอ ส่งให้อาจารย์หาญ

"ในฐานที่ผมพอใจในฝีมือของอาจารย์ ผมขอมอบสร้อยคอทองคำเส้นนี้ให้อาจารย์ไว้เป็นที่ระลึก"

อาจารย์หาญอ้าปากหวอ

"ให้ผม..."

"ครับ-เอาไว้เถอะครับ"

ไม่ต้องสงสัยว่าจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่จะตื่นเต้นยินดีสักเพียงใด สร้อยคอขนาดโซ่ผูกลิงเส้นนี้ คิดเป็นเงินก็คงไม่ต่ำกว่า ๔,๐๐๐ บาท หาญยกมือไหว้เสี่ยหงวนแล้วเอื้อมมือรับสร้อยคอทองคำเส้นนั้นมาถือไว้ ยกขึ้นพิจารณาดูแล้วยิ้มแห้งๆ

"ประทานโทษ อาเสี่ยอย่าหาว่าผมดูถูกดูหมิ่นเลยนะครับ อาเสี่ยชุบที่ไหนครับถึงได้ดูคล้ายกับทองจริงๆ ฝีมือชุบเขาแน่มากทีเดียว"

กิมหงวนแยกเขี้ยวพร้อมกับทำคอย่น

"แล้วกันอาจารย์ มหาเศรษฐีอย่างผมน่ะหรือครับจะใช้ของเก๊"

จิตรกรฝีมือเอกขมวดคิ้วย่น และยกมือไหว้กิมหงวนทันที

"อย่าโกรธเคืองผมเลยครับ ผมเข้าใจเอาเอง เพราะสร้อยเส้นนี้มันใหญ่พอๆ กับโซ่ผูกเรือสำปั้น ทองจริงๆ หรือครับ ถ้าเช่นนั้นผมก็มีตาเสียเปล่า แต่หามีแววไม่ ผมขอบคุณมากที่อาเสี่ยกรุณามอบสร้อยคอทองคำเส้นนี้ให้ผมไว้เป็นที่ระลึก ขอบคุณมากนะครับ"

อาเสี่ยว่า

"ผมมีสร้อยคอทองคำอยู่ในราว ๒๐ กว่าเส้น ทองจริงๆ ไม่ใช่ทองเก๊ เส้นนี้นับว่าเป็นเส้นเล็กที่สุด เส้นโตที่สุดของผมหนักถึง ๕๐ บาท"

อาจารย์หาญยิ้มแห้งๆ

"แม่โวย เส้นนั้นอาเสี่ยถ้าจะไม่ใคร่ได้ใส่"

"ครับ-ถูกแล้ว งานสำคัญจริงๆ ผมจึงจะนำออกมาใส่สักครั้งหนึ่ง แต่ว่าวันไหนสวมสร้อยคอเส้นนั้น ผมต้องเดินก้มคอไปหลายวัน หนักพอๆ กับตรวนทีเดียวครับ"

๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วนิกรก็แนะนำอาจารย์หาญต่อไป

"อาจารย์ครับ สุภาพบุรุษแก่ผู้นี้ คือพ่อตาของผมและของด้อกเตอร์ดิเรก ท่านคือพระยาปัจจนึกพินาศ"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"นามเดิมชื่อ...อู๊ด ศิริสวัสดิ์ นิสัยปากร้ายใจดี แต่ใจน้อยโกรธง่ายหายเร็ว ใครพูดถูกใจเป็นเท่าไรเท่ากัน"

อาจารย์หาญซ่อนยิ้มไว้ในหน้า แล้วยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ผมรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับ ที่ได้รู้จักกับใต้เท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับไหว้และยิ้มเล็กน้อย

"เช่นเดียวกันคุณหาญ ผมและเด็กๆ นิยมนับถือในฝีมือของคุณอย่างยิ่ง คุณเป็นจิตรกรที่ยอดเยี่ยมที่สุดแห่งประเทศไทย"

นิกรแนะนำต่อไป

"อาจารย์ครับ อ้ายเปรตที่นั่งจ๋องอยู่ข้างเสานั่นคือ เจ้าแห้วคนใช้สนิทของพวกเรา ผมขอถือโอกาสนี้แนะนำอาจารย์ให้รู้จักไว้ด้วย"

เจ้าแห้วยิ้มกริ่ม รีบยกมือไหว้ หาญ เวชกิจทันที

"รับประทานสวัสดีครับท่านอาจารย์ ผมเป็นนักวาดเขียนสมัครเล่น มีความชำนาญในการเขียนรูปสัตว์มากทีเดียวครับ"

หาญหัวเราะเบาๆ

"สัตว์อะไรบ้างล่ะที่เธอเขียนได้เหมือน"

เจ้าแห้วนิ่งนึก แล้วตอบอย่างภาคภูมิ

"รับประทานไส้เดือนครับ ผมเขียนประเดี๋ยวเดียว ท่านอาจารย์จะเอาสักกี่ตัวก็ได้"

อาจารย์หาญหัวเราะชอบใจ แล้วก็เปลี่ยนสายตามาที่กิมหงวน

"อาเสี่ยที่รัก ผมกำลังทำงานค้างอยู่ ขอเวลาให้ผมอีกยี่สิบนาทีได้ไหมครับ โปรดนั่งคุยกันไปพลางๆ ก่อน ประเดี๋ยวเด็กของผมจะจัดเครื่องดื่มและบุหรี่มาให้"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"อาจารย์กำลังทำอะไรอยู่ครับ ไม่เป็นไรครับ เพียง ๒๐ นาทีผมรอได้"

หาญว่า

"ผมกำลังเขียนรูปสีน้ำมันจากนางแบบของผมครับ"

นิกรกล่าวถามขึ้นทันที

"เขียนจากนางแบบ...รูปโป๊หรือครับท่านอาจารย์"

อาจารย์หาญแสดงสีหน้าไม่ใคร่พอใจ เมื่อนิกรถามเช่นนี้

"ศิลปะกับกามารมณ์นั้นต่างกัน ราวกับฟ้าดินทีเดียวคุณ ที่คุณว่าโป๊น่ะหมายความว่ารูปที่เปลือยกายใช่ไหมล่ะครับ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็โดยมากเขาเข้าใจกันอย่างนี้นี่ครับ"

"นั่นเพราะคนเหล่านั้น ไม่ใช่ศิลปินหรือจิตรกร และไม่รู้จักศิลปะอันแท้จริง ขณะนี้ผมกำลังเขียนรูปนางแบบของผม ซึ่งเปลือยกายตัวล่อนจ้อนในชุดแรกเกิด เป็นภาพสีน้ำมันที่ผมได้ใช้ความประณีตที่สุด คนที่มีจิตอกุศลเมื่อดูภาพเช่นนี้ ก็เพ่งเล็งแต่ในด้านกามารมณ์ คือความโป๊ของรูป ซึ่งเขาได้เห็นสัดส่วนต่างๆ แต่ผู้ที่มีจิตใจสูงรู้จักคำว่าศิลป์ จะต้องมองดูภาพของช่างเขียนในด้านศิลปะ คือช่างเขียนสามารถเขียนภาพให้มีชีวิตจิตใจเหมือนกับรูปนั้นเป็นรูปถ่าย"

เสียงพึมพำดังขึ้นจากคณะพรรค ๔ สหายทันที พลกล่าวถามอาจารย์หาญอย่างเป็นงานเป็นการ

"ประทานโทษ ท่านอาจารย์คงจะจ้างนางแบบไว้ประจำสำนักงานหลายคนนะครับ"

จิตรกรผู้มีอาวุโสยิ้มเล็กน้อย

"มิได้ครับ ผมเพิ่งตกลงจ้างสุภาพสตรีผู้นี้เป็นนางของผมเมื่อต้นสัปดาห์นี้เอง และเพิ่งทดลองเขียนรูปของเธอเป็นรูปแรก"

ดร.ดิเรกยกมือไหว้อาจารย์หาญแล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"อาจารย์อนุญาติให้ผมเข้าไปชมการเขียนภาพจากนางแบบของอาจารย์หน่อยได้ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"นั่นน่ะซี ผมอยากเห็นวิธีเขียนภาพสีน้ำมันของคุณมากทีเดียว"

นิกรว่า

"พวกเราขอรับรองด้วยเกียรติยศ เราจะดูนางแบบและการเขียนของอาจารย์ด้วยจิตใจและวิญญาณของศิลปินจริงๆ คือดูเพื่อศึกษาหาความรู้ และดูเพื่อศิลปะ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อนุญาตให้พวกเราเข้าไปชมเถอะครับ เราขอรับรองว่า เราจะไม่ทำความรบกวนท่านอาจารย์หรือนางแบบของท่านอาจารย์เลย"

จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่นิ่งคิดอยู่สักครู่ แล้วเขาก็ลุกขึ้นยืนพลางกล่าวกับคณะพรรค ๔ สหาย

"สำหรับผม เมื่อพวกคุณรับรองอย่างนี้ก็ไม่รังเกียจที่จะให้คุณชมงานของผม แต่ว่า..ผมจะต้องไปถามนางแบบของผมเสียก่อน ถ้าหากว่าเธอไม่ขัดข้อง ผมก็อนุญาตให้พวกคุณเข้าไปชมภาพเขียนสีน้ำมันของผมได้"

ครั้นแล้วท่านอาจารย์หาญก็พาตัวเดินเข้าไปในห้องทำงานของเขา คณะพรรค ๔ สหายมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน นิกรกระซิบกระซาบเบาๆ

"หวานละวะ วันนี้ได้ดูจ้ำบ๊ะฟรี"

ดร.ดิเรกยกมือขวาขึ้นเขกศีรษะนิกรเต็มแรง

"นี่แน่ะ-จิตใจของแกมันสกปรก คิดแต่ในด้านอกุศล แกต้องสำรวมกิริยามารยาทให้ดี มิฉะนั้นแกอาจจะต้องถูกอาจารย์หาญไล่ตะเพิดออกจากห้อง"

อีกสักครู่หนึ่ง จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ก็เดินออกมาจากห้องทำงานของเขาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม เขาหยุดยืนเบื้องหน้าคณะพรรค ๔ สหายแล้วกล่าวขึ้น

"ผมได้รับรองกับคุณดารกาแล้วว่าพวกคุณทั้งหมดนี่เป็นผู้รักศิลปะ และใฝ่ใจในงานของจิตรกร คุณดารกาอนุญาตให้พวกคุณเข้าไปชมการเขียนของผมได้ เชิญสิครับ"

คณะพรรค ๔ สหายต่างเผ่นพรวดลุกขึ้นยืนทันที ต่อจากนั้นจิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ก็พา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของเขา ทุกคนพยายามสำรวมกิริยามารยาทให้สุภาพเรียบร้อย

พอเข้ามาในห้อง ทุกคนก็ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน โดยเฉพาะเสี่ยหงวนถึงกับอ้าปากหวอ ก้าวขาเดินต่อไปไม่ได้ คณะพรรค ๔ สหายต่างจ้องตาเขม็งไปทางผนังตึกทางขวามือ หญิงสาวร่างอวบอัดคนหนึ่งนั่งพับเพียบเปลือยกายล่อนจ้อน อยู่บนเตียงไม้และหันข้างให้คณะพรรค ๔ สหาย หล่อนคือนางแบบของครูหาญ ซึ่งขณะนี้จอมจิตรกรมือเยี่ยมของประเทศไทย กำลังเขียนภาพของหญิงสาวผู้นี้ด้วยสีน้ำมัน และภาพของแม่สาวงามหน้าอกใหญ่จวนจะเสร็จเรียบร้อย

นิกรกลืนน้ำลายดังเอื๊อก กล่าวถามจิตรกรอาวุโสด้วยเสียงสั่นเครือ

"ครูครับ นั่นรูปปั้นหรือรูปคนจริงๆ ครับ"

หาญยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"ไม่ใช่รูปปั้นหรือรูปหุ่นหรอกครับ สุภาพสตรีผู้นี้แหละคือนางแบบของผม"

นิกรยกมือเกาศีรษะ

"ฮื้อ-ผมไม่อยากเชื่อเลยครับว่าคนจริงๆ ขอให้ผมพิสูจน์ใกล้ๆ หน่อยเถอะครับ"

แล้วนิกรก็พาตัวเดินเข้าไปยังร่างของหญิงสาวผู้นั้น

หล่อนรีบยกมือกุมหน้าอก

"วุ้ย"

นิกรสะดุ้งสุดตัว ทำคอย่นแล้วหมุนตัวกลับ เดินยิ้มแห้งๆ กลับมาหาคณะพรรคของเขา อาจารย์หาญได้กล่าวกับ ๔ สหายเบาๆ

"ศิลปะจะยืนยงอยู่ได้ก็ด้วยศิลปิน และศิลปินทั้งหลายย่อมเป็นผู้สร้างศิลปะ อ้า-ขอให้พวกคุณลองคิดดูเถอะครับ ถ้าโลกเรานี้ปราศจากศิลปินแล้ว โลกของเราจะสวยสดงดงามได้อย่างไร"

ดร.ดิเรกอดที่จะขัดคอไม่ได้

"ออไร๋น์ ถูกละครับครู ศิลปินเป็นผู้ที่ทำความสวยสดงดงามให้แก่โลกมนุษย์ แต่ถ้าพูดไปแล้ว ศิลปินก็อยู่ได้ด้วยพวกผมคือนักวิทยาศาสตร์ เดี๋ยวนี้โลกเราก้าวหน้าอย่างรีบรุด ก็เพราะพวกนักวิทยาศาสตร์ช่วยกันสร้างโลก ครูมีสีเขียนภาพ, มีเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ในการเขียนก็เพราะนักวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นมาให้ครูใช้"

อาจารย์หาญยิ้มแห้งๆ

"ก็เข้าทำนองน้ำพึ่งเรือเสื่อพึ่งป่าแหละครับ นักวิทยาศาสตร์เป็นผู้สร้างของใช้ แต่ศิลปินเป็นผู้สร้างความสวยสดงดงาม"

พลรีบพูดกลบเกลื่อนเพราะเกรงว่า ครูหาญกับนายแพทย์หนุ่มจะปะทะคารมกันอย่างรุนแรง นายพัชราภรณ์รู้นิสัยของ ดร.ดิเรกเป็นอย่างดี นายแพทย์หนุ่มจะต้องเถียงจนขาดใจตายไปเลย ถ้าหากว่าใครพูดว่าวิทยาศาสตร์มีความสำคัญด้อยกว่านักอะไรต่ออะไร

"ครูหาญแสดงการเขียนภาพ ให้พวกเราได้ชมเป็นขวัญตาหน่อยเถอะครับ"

จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่ลอบค้อน ดร.ดิเรก แล้วเขาก็หยิบพู่กันและจานสีขึ้นมาถือไว้ข้างละมือ อาจารย์หาญทอดสายตามองไปยังนางแบบของเขา และเริ่มเขียนภาพที่ค้างไว้ต่อไปอย่างวิจิตรบรรจง ส่วนคณะพรรค ๔ สหายต่างพากันจ้องมองดูนางแบบของครูหาญตลอดเวลา ทุกคนสามารถแลเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของนางแบบอย่างถนัด อาเสี่ยกระซิบกระซาบกับนิกรเบาๆ

"เฮ้ย-กันทนดูต่อไปไม่ไหวแล้วโว้ย"

"ทำไมล่ะ"

เสี่ยหงวนทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล

"มันสปัสซั่มไปหมดทั้งตัวแล้ว กันออกไปนั่งเล่นข้างนอกดีกว่า"

นิกรฉุดแขนกิมหงวนไว้

"ทำใจให้สูงกว่านี้ แกต้องพยายามดูในด้านศิลปะ เดี๋ยวนี้เราเข้ามาอยู่ในอาศรมของจอมศิลปินแล้ว ดูแล้วปลงไปด้วยซีวะ นามะรูปังทุกขัง อนิจจังอนัตตา อนิจจาวตสังขารา..."

อาเสี่ยถอนหายใจเบาๆ ไม่พยายามมองดูนางแบบของครูหาญ แต่แล้วเขาก็อดมองดูไม่ได้ เรือนร่างของหล่อนอวบอัดขาวผ่อง หญิงสาวผู้นี้สวยสคราญตายิ่งนัก เชฟของหล่อนเหมาะสมที่จะเป็นนางแบบอย่างยิ่ง

ภายในห้องเงียบกริบ ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ตั้งอกตั้งใจเขียนภาพของหญิงสาวผู้นี้ต่อจากที่เขียนค้างไว้ เวลาผ่านพ้นไปในราว ๑๐ นาที จอมจิตรกรก็วางพู่กันและจานใส่สีน้ำมัน ภาพที่เขาเขียนเฉพาะส่วนของใบหน้าเสร็จเรียบร้อย นอกนั้นยังจะต้องตกแต่งอีกเล็กน้อย อาจารย์หาญเขียนได้เหมือนตัวจริงของนางแบบมาก ทุกสัดส่วนไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลย

ดร.ดิเรก จ้องมองดูภาพสีน้ำมันด้วยความพิศวงงงงวยในความสามารถของจอมจิตรกรผู้นี้ แล้วเขาก็กล่าวถามออกมาด้วยน้ำใสใจจริง

"เวอรี่กู๊ด ครูหาญ ผมไม่อยากจะเชื่อว่าช่างเขียนคนไทยเรา เขียนภาพได้เก่งราวกับจิตรกรชั้นเยี่ยมของโลก เก่งมากเชียวครับ"

คราวนี้ครูหาญยิ้มแป้น

"คุณหมอยอผมมากไปแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"ไม่ได้ยอครับ ผมพูดด้วยความจริงใจ"

จิตรกรอาวุโสทำท่ากระดากอายเล็กน้อย แล้วหันไปทางนางแบบของเขา ซึ่งกำลังถูกกิมหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วจ้องมองอย่างจริงๆ จังๆ

"คุณดาครับ"

"ขา"

หล่อนขานเบาๆ นั่งอยู่ในท่าเดิม

"เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ"

หญิงสาวถอนหายใจโล่งอก รีบก้าวลงจากเตียงไม้ เดินเข้าไปหลังฉากญี่ปุ่นจัดแจงสวมเสื้อ กางเกงใน, เป๊ตตีโค๊ตและเสื้อกระโปรงของหล่อน คณะพรรค ๔ สหายต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามจอมจิตรกรเบาๆ

"นางแบบของคุณชื่ออะไร"

อาจารย์หาญตอบอย่างนอบน้อม

"ชื่อดารกาครับใต้เท้า เธอเป็นคนดีน่ารักมากทีเดียว เพิ่งเข้ามาทำงานเป็นนางแบบของผมเมื่อเร็วๆ นี้เอง และก็ขณะนี้คุณดารกากำลังฝึกหัดเขียนภาพจากผมด้วย ผมตั้งใจว่าจะพยายามอบรมสั่งสอนเธอให้เป็นช่างเขียนอาชีพภายในสองปีนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้าช้าๆ

"นางแบบของคนมีคนเดียวเท่านี้ละหรือ"

"ครับ มีคนเดียว"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"นายแบบครูต้องการบ้างไหมครับ ถ้าต้องการผมกับอ้ายกรขอสมัครเป็นนายแบบของครูโดยไม่คิดค่าจ้างค่าออนอะไรเลย"

ครูหาญหัวเราะหึๆ

"นายแบบเห็นจะไม่ไหวละครับ รูปศิลป์ทั้งหลายเขาเขียนจากภาพผู้หญิงทั้งนั้น ไม่มีช่างเขียนคนใดวาดภาพผู้ชายเปลือยกายเลย"

นิกรหัวเราะก้าก

"เพราะส่วนสัดของผู้ชายเรา ไม่มีอะไรน่าดูเหมือนผู้หญิงใช่ไหมครับอาจารย์"

"ครับ เป็นความจริง ภาพเปลือยของผู้ชายมองดูก็ไม่ผิดอะไรกับเปรตที่กำลังร้องขอส่วนบุญ"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นอาจารย์หาญก็พาแขกผู้มีเกียรติของเขาออกไปจากห้องทำงาน และนั่งสนทนากันที่เก้าอี้ชุดรับแขก คนของหาญนำเครื่องดื่ม คือน้ำอัดลมชนิดหนึ่งมาเสิฟให้ แล้วรายงานให้อาจารย์หาญทราบ

"อาจารย์ครับ คุณพระพิทักษ์ฯ ท่านจะพูดโทรศัพท์กับอาจารย์ครับ"

จิตรกรมือหนึ่งพยักหน้ารับทราบ เขาลุกขึ้นยืนและพูดกับคณะพรรค ๔ สหายอย่างนอบน้อม

"ประทานโทษนะครับ ผมจะลงไปข้างล่างสักประเดี๋ยว ขอเวลาให้ผมสัก ๕ นาทีเท่านั้น"

พลยิ้มให้หาญ

"ครับ เชิญตามสบายเถอะครับ"

หาญรีบเดินตามคนของเขาลงบันไดไปข้างล่าง พอร่างของจอมจิตรกรพ้นบันได เสี่ยหงวนก็ผุดลุกขึ้นยืน

"กันจะแอบเข้าไปคุยกับคุณดารกาสักหน่อย กันชอบหล่อนเสียแล้วละแฮะ ส่วนเว้าส่วนโค้งของหล่อนถูกใจกันมาก"

นิกรรีบลุกขึ้นยืน

"ถ้ายังงั้นแกข้ามศพกันไปก่อนเถอะวะ กันน่ะพอแลเห็นหล่อนเพียงวินาทีแรกกันก็รักหล่อนเสียแล้ว"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้

"ความรักของแกมันช่างเกิดได้รวดเร็วเหลือเกิน"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ก็เขาเรียกว่าความรักแบบเฮงซวยยังไงล่ะ"

พูดจบนายจอมทะเล้นก็เดินนำหน้า พาเสี่ยหงวนบุกเข้าไปในห้องทำงานของจอมจิตรกรอีกครั้งหนึ่ง

สองสหายได้เผชิญหน้ากับนางแบบ ขณะที่หล่อนแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย เดินออกมาจากหลังฉากญี่ปุ่นพอดี ดารกาหยุดชะงักทำหน้าตื่นๆ เสี่ยงหงวนกับนิกรต่างรีบยกมือไหว้หล่อนอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ คุณดารกา"

อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

"โปรดอย่าหาว่าเรายังโง้นยังงี้เลยนะครับ เราสองคนพอใจในรูปร่างอันสวยงามของคุณมาก ถ้าหากว่าคุณอยากจะลองหาชื่อเสียงในทางภาพยนตร์ดูบ้างละก้อ ผมก็ใคร่จะเชิญคุณให้แสดงภาพยนตร์ให้บริษัทของผม"

ดารกายิ้มอายๆ

"บริษัทอะไรคะ"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น หันมาทางนายการุณวงศ์

"บริษัทอะไรวะ"

นายจอมทะเล้นทำคอย่น

"จะไปรู้เรอะ ก่อนจะเข้ามาในห้องไม่ได้นัดกันให้เรียบร้อยเสียก่อนนี่นา"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก หันมาทางนางแบบของครูหาญ

"ผมขอแนะนำตัวเองให้คุณรู้จัก คุณดารกา ผมคือนายกิมหงวน ไทยแท้ หรือที่ใครๆ เขาเรียกว่าเสี่ยหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย ง่า-นี่คุณนิกร การุณวงศ์เพื่อนของผมเอง"

ดารกาแม่สาวน้อยกระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนและนิกรด้วยกิริยาน่ารักน่าเอ็นดูยิ่ง

"ยินดีและเป็นเกียรติแก่ดิฉันอย่างยิ่งเชียวค่ะ"

กิมหงวนแสดงกิริยาท่าทางกรุ่มกริ่ม

"เช่นเดียวกันครับ ผมกับเพื่อนของผมกำลังวิ่งเต้น เพื่อสร้างบริษัทภาพยนตร์ของเราขึ้น และจะเป็นบริษัทภาพยนตร์ที่ใหญ่โตที่สุดในประเทศไทย อ้า-ผมเห็นคุณแก้ผ้าล่อนจ้อนอย่างนี้แล้วแล้วผมสงสารคุณเหลือเกิน ไม่อยากให้คุณมีอาชีพเป็นนางแบบเลย ครูหาญน่ะ ไม่ช้านัยน์ตาของแกก็คงจะเป็นกุ้งยิง และอาจจะถึงกับตาบอด หรืออย่างน้อยๆ ตาเหล่ก็ได้ เพราะแกได้เห็นร่างอันเปลือยเปล่าของคุณอยู่เสมอ คุณไปเล่นหนังกับผมเถอะครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"เราจะให้คุณแสดงเป็นนางเอกในภาพยนตร์เรื่องแรกของเรา ส่วนผลประโยชน์ของคุณนั้นเราจะจ่ายให้คุณอย่างงดงามเป็นที่พอใจคุณทีเดียว"

ดารกายิ้มอ่อนหวาน

"ดิฉันไม่มีความสามารถในการแสดงภาพยนตร์กับเขาหรอกค่ะ ดิฉันเป็นคนที่ไม่มีวิชาความรู้อะไร ที่ดิฉันตกลงใจมาเป็นนางแบบให้ครูหาญ ก็เพราะดิฉันต้องการเรียนวิชาวาดเขียนจากครู"

อาเสี่ยว่า

"วิชาวาดเขียนไม่ใช่ว่าเรียนได้ง่ายๆ นะครับ ผมเองศึกษามาหลายปีแล้ว เขียนได้แต่เพียงไส้เดือนเท่านั้นเอง หรืออย่างดีก็นกสักตัวหนึ่งที่บินมาแต่ไกล ผมขอเชิญคุณไปเล่นหนังกับผมดีกว่า เราสองคนจะพยายามสนับสนุนช่วยเหลือคุณ ให้คุณเป็นนางเอกหนังที่มีชื่อเสียงรุ่งโรจน์ให้ได้ในอนาคตอันใกล้นี้"

หล่อนถอนหายใจเบาๆ

"ดิฉันยังไม่อาจจะให้คำตอบแก่คุณในเวลานี้ได้หรอกค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันขอขอบพระคุณอย่างยิ่งที่กรุณาดิฉัน"

นิกรว่า

"เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ ผมสองคุณจะไปติดต่อกับคุณที่บ้าน เราจะต้องปิดบังเรื่องนี้ไว้เป็นความลับ อย่าให้ครูหาญรู้เป็นอันขาด บ้านคุณอยู่ที่ไหนครับคุณดารกา"

"ดิฉันอยู่ซอยกลางบางกะปิค่ะ"

"อ้อ ที่นั่นผมเคยไปเที่ยวบ่อยๆ บ้านคุณเลขที่เท่าใด อยู่ใกล้เคียงกับอะไรครับ"

นิกรพูดยิ้มๆ

"๓๖๗๐ ค่ะ บ้านดิฉันเป็นเรือนปั้นหยาสองชั้นทาสีเขียวค่ะ ดิฉันมั่นใจว่ามีอยู่หลังเดียวเท่านั้นที่ทาสีเขียว และแบบบ้านค่อนข้างเก่าและล้าสมัย"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"คุณจะรังเกียจไหมครับ ถ้าหากว่าเราสองคนจะไปหาคุณที่บ้าน"

ดารกาตอบเขาทันที

"อะไรได้คะ คุณน่ะซีจะเป็นฝ่ายรังเกียจ เพราะบ้านของดิฉันเป็นบ้านเล็กๆ ไม่สมควรที่คุณจะไป"

นิกรยิ้มกริ่ม

"ถึงแม้คุณอยู่ศาลาวัด หรือในโรงยาฝิ่น ผมก็ยินดีที่จะไปหาคุณ อ้า-ตามปกติคุณเลิกจากที่นี่กี่โมงครับ"

ดารกาว่า

"๑๗.๐๐ น. ค่ะ แต่กว่าดิฉันจะกลับไปถึงบ้านก็พอดีพลบค่ำ"

เสี่ยหงวนนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เราสองคนจะไปหาคุณตอนหัวค่ำได้ไหมครับ"

"ดิฉันคิดว่าคุณไปวันอาทิตย์ดีกว่าค่ะ เพราะวันอาทิตย์ดิฉันไม่ได้มาทำงาน เป็นวันว่างของดิฉัน แต่ว่าถ้าคุณจะไปหาดิฉันในตอนหัวค่ำก็ได้เหมือนกัน"

นิกรทำตาหวานกับหล่อน

"คุณพ่อคุณแม่ของคุณ ท่านจะเล่นงานผมน่ะซีครับ ถ้าหากว่าเราจะไปหาคุณในเวลากลางค่ำกลางคืน"

ดารกาหัวเราะเบาๆ

"คุณพ่อคุณแม่ของดิฉันไม่มีหรอกค่ะ"

"โถ"

อาเสี่ยคราง

"แล้วคุณอยู่กับใครล่ะครับ น่าสงสารเหลือเกิน"

"ดิฉันอาศัยอยู่กับน้าของดิฉันค่ะ คุณน้าท่านใจดีมาก ท่านให้อิสระเสรีแก่ดิฉันอย่างเต็มที่"

นิกรยิ้มให้หล่อน

"เอาละครับ เราอย่าเพิ่งพูดอะไรกันให้มากกว่านี้เลย แล้วเราจะไปเยี่ยมคุณที่บ้านบางกะปิ"

พูดจบนายจอมทะเล้นก็หันมาทางเสี่ยหงวน

"ไปข้างนอกเถอะโว้ย ประเดี๋ยวครูหาญขึ้นมาข้างบน รู้ว่าเราถือวิสาสะเข้ามาในห้องทำงานของเขา จะเกิดผิดใจกันเปล่าๆ ครูหาญแกเป็นคนดีน่านับถือมาก"

สองสหายต่างยิ้มให้ดารกา ต่อจากนั้นนิกรก็พาเสี่ยหงวนเดินออกไปจากห้องทำงานส่วนตัวของจิตรกรมือเยี่ยมแห่งประเทศไทย ต่างตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน เจ้าแห้วกล่าวถามทันที

"รับประทานอาเสี่ยเข้าไปในห้องทำไมครับ"

กิมหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"เข้าไปสัมภาษณ์คุณดารกา นางแบบของครูหาญ หล่อนเป็นคนดีมากทีเดียว สุภาพอ่อนหวานน่ารักมาก"

การสนทนาสิ้นสุดลงเท่านี้ เมื่อครูหาญพาตัวเดินขึ้นบันไดมา เขายิ้มให้คณะพรรค ๔ สหายแล้วกล่าวคำขอโทษขึ้นเปรยๆ

"ประทานโทษนะครับ ที่ผมมัวแต่สั่งงานอยู่ข้างล่าง"

พลว่า

"ไม่เป็นไรครับครู"

อาจารย์หาญยิ้มอ่อนโยน หันมามองดูเสี่ยหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"ผมว่างแล้วครับคุณ คุณจะให้ผมเขียนภาพสีน้ำมันก็เชิญซีครับ หรือจะนั่งคุยกันก่อนสักครู่ก็ตามใจ"

อาเสี่ยยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา

"พรุ่งนี้ดีกว่าครับครู พรุ่งนี้ผมจะมาที่นี่แต่เช้า"

"ครับ สุดแล้วแต่คุณจะสะดวกเถอะครับ"

ดร.ดิเรกกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"เราลากลับกันเสียทีหรือ รบกวนเวลาครูมานานแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ครูหาญแกจะได้ทำงานของแก เวลาของจิตรกรย่อมเป็นเงินเป็นทองเสมอ"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"รอให้เที่ยงก่อนไม่ดีหรือครับ ครูหาญสัญญากับพวกเราไว้แล้วว่า แกจะเลี้ยงอาหารกลางวันพวกเรา"

พลมองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"แกนี่มันแก่กินเหลือเกิน พับผ่าเถอะวะ"

นิกรหัวเราะ

"ไม่ใช่แก่กิน เขาเรียกว่าชอบกินหรือกินเก่ง ไปก็ไปโว้ย ช่วยเตือนกันด้วยนา ออกจากนี่ไปพาหุรัดก่อน เมียเขาสั่งให้กันซื้อกางเกงในไปฝากเขาครึ่งโหล"

"โอ"

นายแพทย์หนุ่มอุทานขึ้นดังๆ

"ประภาก็สั่งไอให้ซื้อผ้าโกเต๊กซ์ไปฝากหล่อนเหมือนกัน"

คณะพรรค ๔ สหายต่างร่ำลาจิตรกรอาวุโส และกล่าวขอบคุณในอัธยาศัยไมตรีจิตที่ครูหาญได้ให้การรับรองเป็นอย่างดีเช่นนี้ ต่อจากนั้นก็พากันลุกขึ้นเดินลงบันไดไป อาจารย์หาญตามลงมาส่งข้างล่าง

วันต่อมา อาเสี่ยกิมหงวนได้มาหาอาจารย์หาญ ในตอน ๙.๐๐ น. เศษ เขาได้ให้จิตรกรผู้ยิ่งใหญ่เขียนรูปของเขาด้วยสีน้ำมัน หาญใช้เวลาประมาณชั่วโมงเศษเขียนรูปมหาเศรษฐีหนุ่ม

กิมหงวนทราบจากหาญว่าวันนี้ดารกาไม่มาทำงาน ใช้ให้เด็กเอาจดหมายมาให้แต่เช้า บอกว่าไม่สบายป่วยเป็นไข้ ขอลาหยุดงานหนึ่งวัน

หลังจากครูหาญได้เขียนรูปของอาเสี่ยเสร็จเรียบร้อยแล้ว กิมหงวนก็ถือโอกาสสนทนากับจิตรกรอาวุโสถึงเรื่องของดารกา นางแบบของครูหาญ ซึ่งครูหาญก็กล่าวชมเชยหล่อนด้วยความจริงใจว่า ดารกาเป็นคนดีมาก สุภาพอ่อนหวานน่ารัก สงบเสงี่ยมเจียมตัว หล่อนบอกกับครูหาญว่าหล่อนต้องทำงานหาเลี้ยงแม่และน้องๆ ของหล่อน

เย็นวันนั้นเอง

ก่อนเวลาพลบค่ำเล็กน้อย 'คาดิลแล็ค' เก๋งคันใหญ่ ก็พา ๔ สหายและเจ้าแห้วมาที่ซอยกลางแห่งตำบลบางกะปิ ซึ่งในซอยนี้คณะพรรค ๔ สหายของเราเคยมาเที่ยวเตร่พักผ่อนหย่อนใจที่สำนักนางโลมชั้นสูงแห่งหนึ่ง แต่เดี๋ยวนี้เลิกกิจการค้าไปแล้ว

จุดหมายของคณะพรรค ๔ สหาย คือบ้านเลขที่ ๓๖๗๐ ซึ่งเป็นเรือนสองชั้นทาสีเขียวตามที่ดารกาบอกไว้ เมื่อเข้ามาเกือบสุดซอย ทุกคนก็แลเห็นบ้านที่กล่าวนี้ ปลูกเป็นเรือนปั้นหยาค่อนข้างเก่ามาก

"เฮ้ย หลังนั้นใช่แล้วโว้ย"

อาเสี่ยพูดขึ้นดังๆ

"หยุดหน้าบ้านนั้น อ้ายแห้ว"

'คาดิลแล็ค' เก๋ง แล่นมาหยุดหน้าบ้านหมายเลขที่ ๓๖๗๐ ตามคำสั่ง อาณาเขตรอบบ้านมีรั้วสังกะสีกั้น นิกรมองดูป้ายเลขที่บ้านที่หน้าประตู แล้วเขาก็พูดกับเสี่ยหงวน

"ใช่แน่ แต่ว่า...เพื่อความปลอดภัยของกัน แกเข้าไปคนเดียวก็แล้วกัน น้าของดารกาเป็นน้าชายหรือน้าสาวเราไม่ได้ถาม หล่อนบอกเราเพียงแต่ว่าหล่อนอาศัยอยู่กับน้าของหล่อน ถ้าหากว่าเป็นน้าสาว ก็คงไม่มีอะไร แต่ถ้าเป็นน้าชายและบังเอิญมีหนวดโง้งหวงหลานสาว ขืนบุ่มบ่ามเข้าไปก็มีหวังถูกแจกตะพด"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"อย่าพูดทำลายขวัญหน่อยเลยวะ ดารกาบอกเราว่า หล่อนมีสิทธิอิสรภาพในการครองตนเต็มที่"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ถูกหละ หล่อนมีสิทธิอิสรภาพ แต่ว่าการที่เราบุกเข้าไปในบ้านเขา โดยที่เจ้าของบ้านเขาไม่ได้เชื้อเชิญ เราอาจจะถูกกล่าวหาว่าบุกรุกก็ได้ ทางที่ดีให้อ้ายแห้วเข้าไปก่อนก็แล้วกัน ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราจะได้ปลอดภัย"

"อ้าว"

เจ้าแห้วร้องเอ็ดตะโรลั่น

"ไง๋ยังงั้นล่ะครับ รับประทานเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง รับประทานจะต้องเอากระดูกแขวนคอ ดีไม่ดีรับประทานกระบาลแบะ"

๔ สหายหัวเราขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วพลก็กล่าวกับกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่ามัวร่ำไรอยู่เลยวะ ลงไปกดกริ่งเรียกคนในบ้านให้มาเปิดประตูรับแกเถอะ ถ้าแกเข้าไปในบ้านเขาอย่างสุภาพเรียบร้อย ไม่มีเจ้าของบ้านคนใดเขาจะรังเกียจหรอก"

กิมหงวนยิ้มแห้งๆ

"จริงซีนะ อย่างมากก็ถูกถีบออกมาเท่านั้น"

ครั้นแล้วอาเสี่ยก็เปิดประตูก้าวลงจากรถอย่างสง่าผ่าเผย และเดินตรงมาที่ประตูใหญ่ เขาเอื้อมมือกดกริ่งไฟฟ้า ยืนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ ประตูบานเล็กก็ถูกถอดกลอนเปิดออก

ชายกลางคนซึ่งเกือบจะเข้าเขตวัยชราภาพ อายุประมาณ ๕๐ ปี รูปร่างสูงใหญ่ ไว้หนวดโง้ง ท่าทางราวกับนักเลงโต นุ่งโสร่งไหมสวมเสื้อยืดคอกลม มีสร้อยทองคำเส้นเกือบเท่าหัวแม่เท้าคล้องคอ ท่าทางบอกว่าเป็นคนเอาเรื่อง เป็นผู้เปิดประตูนี้ เขายกมือเท้าสะเอวจ้องตาเขม็งมองดูอาเสี่ยด้วยสายตาที่ไม่เป็นมิตร

"มาหาใคร"

กิมหงวนเย็นวาบไปหมดทั้งตัว รีบยกมือไหว้ชายผู้นี้อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ คุณน้า"

"ใครเป็นน้าคุณ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ะ แฮ่ะ"

แล้วกิมหงวนก็ถอยหลังกรูด หมุนตัวกลับเดินมาที่รถ 'คาดิลแล็ค' เก๋ง ชายผู้นั้นก้าวออกมานอกประตู จ้องมองดูคณะพรรค ๔ สหายอย่างแปลกใจ

ดร.ดิเรกดุอาเสี่ยเบาๆ

"ทำไมไม่บอกเขาล่ะว่าแกมาหาคุณดารกา แล้วกัน"

กิมหงวนสั่นศีรษะ เปิดประตูก้าวขึ้นมานั่งตอนหลังรถ

"ไม่ไหวโว้ย นัยน์ตายังกะไข่ห่าน หน้าตาเหมือนเดชผีดิบ แกไปเจรจาหน่อยเถอะวะอ้ายกร กันเข้าใจว่าต้องเป็นน้าชายของดารกาแน่ๆ "

นิกรเกิดความกล้าขึ้นมาทันที เขาพรวดพราดเปิดประตูก้าวลงจากรถ แล้วเดินตรงไปยังประตูบ้านหลังนั้น นายจอมทะเล้นยกมือไหว้ชายผู้นั้นอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับ คุณน้า"

ชายหนวดโง้งคำรามเบาๆ

"ใครเป็นน้าคุณ"

"อ้าว ก็ผมนับถือคุณเป็นน้าเป็นอะไรไปล่ะครับ"

ชายหนวดโง้งหัวเราะเสียงกร้าว กล่าวถามด้วยเสียงห้วนๆ ไม่น่าฟังเลย

"มาทำไม..มาหาใคร...มีธุระอะไร"

นายจอมทะเล้นหัวเราชอบใจ ยกมือตีพุงกะทิชายหนวดโง้งดังเพี๊ยะ

"อย่าดุให้มากนักเลยน่าคุณน้า ผมมาในฐานมิตรไม่ใช่ศัตรู"

ชายหนวดโง้งยิ้มออกมาได้

"บ้านนี้ไม่ต้องการต้อนรับคนแปลกหน้า ผมไม่เคยรู้จักมักจี่กับคุณเลย"

นิกรอมยิ้ม

"ถูกละครับ คุณน้าไม่เคยรู้จักกับผม แต่ว่าหลานสาวของคุณน้าเป็นเพื่อนกับผมนี่ครับ ผมผ่านมาทางนี้ คิดถึงเธอก็ถือโอกาสมาเยี่ยมเยียน"

ชายหนวดโง้งยิ้มแค่นๆ

"หลานสาวของผมมีอยู่หลายคน คนไหนล่ะที่เป็นเพื่อนกับคุณ"

"ดารกาครับคุณน้า แหม-หนวดคุณน้าสวยเหลือเกิน หนวดแบบนี้แบบเดียวกับหนวดของพระเจ้าไกเซอร์นะครับ สง่างามมากทีเดียว"

ชายหนวดโง้งยิ้มแป้น เขายกมือขวาขึ้นบิดหนวด และวางท่าทางให้ผึ่งผาย ภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่นิกรชมว่าหนวดของเขาสวยงาม เหมือนหนวดของอดีตพระเจ้าแผ่นดินแห่งประเทศเยอรมันนี

"ผมใช้เวลาปลูกหนวดของผม ๒๐ กว่าปีแล้วคุณ พอรุ่นหนุ่มก็เริ่มไว้หนวดทีเดียว คุณรู้จักคุ้นเคยกับดารกาหรือครับ"

นิกรพยักหน้าและยิ้มอ่อนโยน

"ครับ-คุ้นเคยกันมาก"

เขาแกล้งพูด

"คุณดารกาเป็นเพื่อนที่ดีของผม คุณน้าคงไม่รังเกียจที่จะให้ผมกับเพื่อนของผมอีกคน คนที่มาพูดกับคุณน้าเมื่อกี้นี้แหละครับ ให้เข้าไปพบคุณดารกา"

ชายหนวดโง้งมองดูนายจอมทะเล้นอย่างพิจารณา จากกางเกงสีกากีที่นิกรนุ่งอยู่ ทำให้ชายหนวดโง้งสงสัยว่านิกรเป็นเจ้าพนักงานตำรวจ

"คุณเป็นตำรวจใช่ไหมครับ ดูเหมือนผมเคยเห็นหน้าคุณ ถ้าหากว่าผมเข้าใจไม่ผิด ผมจำได้ว่าคุณเป็นนายร้อยตำรวจเอก"

นิกรหัวเราะงอหาย

"คุณน้าเข้าใจผิดเสียแล้วละครับ ผมเป็นนักธุรกิจไม่ได้เป็นตำรวจ ประทานโทษ...ในบ้านคุณน้าท่าจะติดไพ่กระมังครับ ไม่ต้องกลัวผมหรอก ผมสาบานได้ว่าผมและพวกเราที่นั่งอยู่ในรถ ไม่มีใครเป็นตำรวจเลย โดยเฉพาะสำหรับตัวผมด้วยแล้ว เลือดตำรวจแม้เพียงเปอร์เซ็นต์เดียวก็ไม่มี ปู่ผมเป็นข้าราชการพลเรือนมีบรรดาศักดิ์เป็นเจ้าพระยา พ่อผมเป็นข้าราชการพลเรือนมีบรรดาศักดิ์เป็นพระยา ญาติพี่น้องของผมไม่มีใครเป็นตำรวจหรอกครับ แม้แต่ยายและแม่ของผมก็ไม่เคยเป็นตำรวจ"

ชายหนวดโง้งหัวเราะหึๆ

"ผู้หญิงเป็นตำรวจได้เรอะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ก็ตำรวจหญิงไงล่ะครับ เชิญเถอะครับคุณน้า เชิญเข้าไปคุยกับผมในบ้าน อย่าเกรงอกเกรงใจเลยครับ"

พูดจบนิกรก็ยกมือคว้าแขนชายหนวดโง้งพาเดินเข้าไปในบ้าน ชายหนวดโง้งเอ็ดตะโรลั่น

"เดี๋ยว-เดี๋ยวครับคุณ บ้านนี้น่ะมันบ้านของผมหรือบ้านของคุณแน่"

นายจอมทะเล้นทำตาปริบๆ

"ก็บ้านคุณน้าน่ะซีครับ"

"บ้านผมทำไมคุณถึงเชิญผมเข้าบ้านผมละ ผมต้องเป็นฝ่ายเชิญคุณถึงจะถูก"

นิกรหัวเราะ

"ก็คุณน้าไม่เห็นเชิญผมสักที ผมก็เลยรวบรัดตัดความเชิญคุณน้าเข้าบ้าน"

พูดจบนายจอมทะเล้นก็หันไปกวักมือเรียกเสี่ยหงวน

"เฮ้ย-มาโว้ย คุณน้าอนุญาตให้พวกเราเข้าไปพบคุณดารกาได้แล้ว"

อาเสี่ยรีบผลุนผลันลงมาจากรถ 'คาดิลแล็ค' เก๋ง และตรงเข้ามาหานิกร เสี่ยหงวนยกมือไหว้ชายหนวดโง้งอย่างนอบน้อม

"ขอฝากตัวเป็นหลานชายสักคนหนึ่งนะครับคุณน้า"

ชายหนวดโง้งนิ่งอึ้งไปสักครู่ แล้วบ่นพึมพำเบาๆ

"ไอ้เรื่องไว้ใจทางวางใจคนน่ะ ผมฉิบหายมาหลายครั้งแล้ว คบคนแปลกหน้าทีไรได้เรื่องทุกที แต่ว่า...เอาละครับ ผมจะลองเชื่อคุณทั้งสองว่าคุณมาหาเราในฐานมิตร เชิญสิครับ"

ครั้นแล้วชายหนวดโง้งก็พาสองสหายเข้าไปในบ้านของเขา คำพูดของชายผู้นี้ทำให้สองสหายแปลกใจไม่น้อย เขาพูดคล้ายกับว่าบ้านนี้เป็นซ่องทุจริต หรือประกอบการงานอะไรที่ผิดกฎหมาย

ชายหนวดโง้งพาสองสหายขึ้นไปบนเรือนปั้นหยาสองชั้น นิกรกับเสี่ยหงวนได้แลเห็นหญิงสาวไม่ต่ำกว่า ๘ คน กำลังส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวอยู่ในห้องกลาง แต่ละนางแต่งกายหรูหราแบบนกราตรีทั้งหลาย ขณะนี้เป็นเวลาพลบค่ำพอดี แสงไฟฟ้าบนเรือนเปิดสว่างไสว และไฟนีออนหลายดวงสว่างจ้า ชายหนวดโง้งร้องตะโกนไปทางกลุ่มหญิงสาวเหล่านั้น

"หนูเอ๊ย ดารกาอยู่ไหน ช่วยไปตามทีเถอะ มีแขกมาหา"

แล้วเขาก็หันมาทางสองสหาย

"เชิญในห้องรับแขกเถอะครับ"

กิมหงวนกับนิกรถูกนำเข้าไปในห้องรับแขก ทั้งสองทรุดตัวนั่งบนโซฟาตัวเดียวกัน ส่วนชายหนวดโง้งนั่งลงบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"ผมขอโทษนะครับ ที่ตอนแรกผมแสดงกิริยาไม่เหมาะไม่ควรกับคุณทั้งสอง โปรดเห็นใจผมเถอะครับ ผมไม่กล้าที่จะรับรองแขกแปลกหน้า เพราะกลัวว่าจะเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบ หรือมิฉะนั้นก็เป็นสายลับของตำรวจ คุณทั้งสองก็ทราบดีแล้วว่า ทางตำรวจเขากำลังกวาดล้างพวกผม"

นิกรหัวเราะเบาๆ เขากับเสี่ยหงวนรู้แล้วว่าบ้านหลังนี้เป็นสำนักนางโลมเถื่อน แน่นอนทีเดียวดารกาแม่สาวงามนางแบบของครูหาญจิตรกรฝีมือเยี่ยม ก็คือนางโลมคนหนึ่ง ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ เพราะหล่อนสุภาพอ่อนหวาน มีกิริยามารยาทเรียบร้อย ไม่มีท่าทางบอกให้รู้ว่าเป็นกะหรี่เลย

ก่อนที่สองสหายจะพูดว่ากระไร หญิงสาวคนหนึ่งก็วิ่งปราดเข้ามาให้ห้องด้วยกิริยาสดชื่นรื่นเริง หล่อนคือดารกานั่นเอง ดารกาสวมเสื้อกระโปรงชุดสีชมพูแก่ ทาปากสีแดงสด เขียนคิ้วและทาแก้ม กิริยาท่าทางของหล่อนปราดเปรียวคล่องแคล่วผิดปกติ เหมือนกับว่าเป็นดารกาอีกคนหนึ่ง

หล่อนยกมือไหว้สองสหาย

"สวัสดีค่ะ อาเสี่ย คุณนิกร"

พูดพลางหัวเราะเสียงใส ปราดเข้ามานั่งระหว่างกลางสองสหายในบทบาทของกะหรี่

"ดิฉันดีใจจริงๆ ที่อาเสี่ยกับคุณนิกรมาเยี่ยม ดิฉันนึกว่าพูดเล่นๆ เสียอีก"

ชายหนวดโง้งลุกขึ้นยืนและกล่าวกับสองสหาย

"เชิญครับ-เชิญตามสบาย ผมจะไปทำธุระของผม"

แล้วเขาก็เดินไปจากห้องรับแขก

นิกรกับกิมหงวนจ้องตาเขม็งมองดูดารกาอย่างเศร้าใจ

"ดารกา...."

อาเสี่ยคราง

"คะ แปลกใจเอามากเชียวหรือคะ ที่อาเสี่ยได้มาเห็นสภาพอันแท้จริงของดิฉันเช่นนี้"

"จ๊ะ-แปลกใจมากที่เดียว นึกไม่ถึงว่าเธอจะมีอาชีพเช่นนี้ ดารการในบทบาทของนางแบบ สุภาพอ่อนหวาน ท่าทางสงบเสงี่ยม กิริยามารยาทอ่อนช้อยน่ารักมาก ฉันงงไปหมดแล้วดารกา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอมีอาชีพเช่นนี้"

ดารกาหัวเราะเสียงใส แล้วหล่อนก็พูดแบบปรัชญา

"โลกเรานี้เหมือนละครโรงใหญ่ค่ะอาเสี่ย ดิฉันเป็นตัวละครของโลกคนหนึ่ง ดิฉันก็ต้องแสดงบทบาทให้เหมาะสม ขณะนี้ดิฉันอยู่ในบทบาทของผู้หญิงโสเภณี ดิฉันก็ต้องก๋ากั่นเอะอะเอ็ดตะโร ไม่แคร์ไม่หวาดหวั่นอะไรทั้งนั้น ดิฉันต้องแสดงบทบาทนี้เพื่อปากท้องของดิฉัน เพื่อช่วยตัวเองไม่ให้อดตาย เพราะไม่มีใครที่จะยื่นมือเข้ามาอุปการะเลี้ยงดูดิฉัน เกิดมาเป็นคนก็ต้องดิ้นรนต่อสู้ ช่วยตัวเองทุกวิถีทาง ดิฉันยินดีเรียนให้อาเสี่ยกับคุณนิกรทราบ ว่าดิฉันเป็นโสเภณีด้วยความสมัครใจ"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ เต็มไปด้วยความสงสารและเห็นใจหล่อน

"แล้วทำไมเธอถึงไปเป็นนางแบบของครูหาญล่ะ"

ดารกาหัวเราะเบาๆ

"ดิฉันต้องการหารายได้เพิ่มเติมน่ะซีคะ คนเราทุกคนก็ต้องหาเงินให้พอใช้ ดิฉันทำทุกอย่างที่จะได้ได้เงินมาโดยไม่ได้ลักขโมยหรือคดโกงใคร และดิฉันรู้จักทำตัวของดิฉันให้เหมาะสม ขณะที่ดิฉันอยู่ในสภาพของนางแบบ ดิฉันก็ต้องทำตัวให้สุภาพเรียบร้อย เมื่ออยู่อย่างนี้ดิฉันก็ต้องทำตัวให้เหมือนกับเพื่อนร่วมอาชีพของดิฉัน คือเอะอะเจี๊ยวจ๊าวก๋ากั่นไม่กลัวใคร"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะช้าๆ ยกมือตบบ่าดารกาเบาๆ

"ฉันเข้าใจว่านิสัยอันแท้จริงของเธอเป็นคนอ่อนหวาน น่ารักมากทีเดียวน้องสาว..ฉันสงสารและเห็นใจเธอมาก"

พูดจบอาเสี่ยก็ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมายัดใส่มือหล่อน

"เอาเงินนี่ไว้ดารกา ฉันกับนิกรจะไม่ยอมมาพบกับเธออีกแล้ว เพราะสงสารเธอนั่นเอง"

ดารกากระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

"เป็นพระคุณอย่างยิ่งเชียวค่ะ ดิฉันจะไม่ลืมความกรุณาของอาเสี่ยเลย"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ล้วงกระเป๋าหยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง แล้วตัดใจส่งให้ดารกา ๒๐ บาท

"น้องสาวเอาเงินนี่ไว้ใช้ ไปซื้อผ้าตัดกระโปรง หรือจะตัดรองเท้าใหม่ก็ตามใจ อย่าทำตัวให้ซอมซ่อนัก"

ดารกากระพุ่มมือไหว้นิกรอย่างนอบน้อม

"ขอบคุณค่ะ"

อาเสี่ยฉุดแขนนิกรให้ลุกขึ้นจากโซฟา แล้วเขาก็พูดกับหล่อนอย่างเศร้าใจ

"ลาก่อนดารกา ลาชั่วนิรันดร เธอกับฉันไม่มีหวังที่จะได้พบกันอีกแล้ว ฉันรับรองว่าฉันจะไม่แพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาดว่านางแบบของครูหาญ มีหลังฉากอย่างนี้"

นิกรยิ้มให้หล่อน

"สวัสดีน้องสาว ขอให้พระเป็นเจ้าคุ้มครองเธอ และประทานโชคดีให้เธอเถิด"

ครั้นแล้วสองสหายก็พากันออกไปจากห้องรับแขกอย่างรีบร้อน ทั้งเสี่ยหงวนและนิกรต่างเศร้าสลดใจเหลือที่จะกล่าว.

จบบริบูรณ์