พล นิกร กิมหงวน 165 : หมอนวดหนุ่ม

อาหารค่ำมื้อนั้น คณะพรรค ๔ สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาด อยู่กันพร้อมหน้า แต่สมาชิกของบ้าน "พัชราภรณ์" ขาดจำนวนไป ๔ คน คือ พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรง

เนื่องจากโต๊ะอาหารของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนได้จัดไว้โต๊ะหนึ่งโดยเฉพาะ คุณหญิงวาดจึงให้ทุกคนเริ่มรับประทานอาหารค่ำตามเวลา โดยไม่ต้องรอคอยลูกชายของสี่สหาย

จนกระทั่งอาหารค่ำผ่านพ้นไป พนัส นพ สมนึกและดำรงก็ยังไม่มารับประทานอาหาร คุณหญิงวาดจึงใช้ให้เจ้าแห้วไปตามตัวมา เจ้าแห้วหายไปราว ๕ นาทีก็กลับมาที่ห้องรับประทานอาหาร

"ว่ายังไงอ้ายแห้ว" คุณหญิงวาดถาม "หลานๆ ของข้ากำลังทำอะไรกันอยู่วะถึงกับลืมเวลากินข้าว"

"รับประทานพวกคุณๆ ทั้งสี่คนกำลังเปิดสัมมนาเกี่ยวกับธุรกิจการค้าครับ รับประทานเข้าใจว่าคงจะเข้าหุ้นค้าขายอะไรสักอย่างหนึ่งครับ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก

"อ้ายลิงสี่ตัวนั่นน่ะเรอะจะค้าขาย เพียงแต่ทดลองทำโรงแรมเล็กๆ ก็ขาดทุนไปตั้งสองสามแสนแล้ว แต่ละคนล้วนแต่เหยียบอุจจาระไม่ฝ่อ"

คุณหญิงวาดค้อนอาเสี่ยทันที

"เด็กมันไม่เคยทำมาหากินนี่นะ จะให้มันเก่งเหมือนอย่างพวกเธออย่างไร การค้ามันก็ต้องค่อยเป็นค่อยไป"

เสี่ยหงวนส่ายหน้า

"ไม่มีทางที่มันจะเป็นพ่อค้า หรือนักธุรกิจกับเขาหรอกครับ โดยเฉพาะอ้ายตี๋ของผมมันถนัดแต่จะแบมือขอเงินเท่านั้น"

พลพูดเสริมขึ้น

"อย่าพึ่งไปดูถูกมันเลยวะอ้ายหงวน ลูกๆ ของเราทุกคนล้วนแต่เป็นบัณฑิต ถ้ามันรวมตัวกันประกอบกิจการค้าจากวิชาความรู้ของมัน ให้เป็นล่ำเป็นสันมันก็อาจจะเจริญรุ่งเรืองได้เหมือนกัน"

นิกรกล่าวขึ้นทั้งๆ ที่มีกล้วยหอมอยู่เต็มปาก ซึ่งของหวานสำหรับอาหารค่ำมื้อนี้มีผลไม้หลายอย่าง

"อาจจะเป็นได้ มันอาจจะตั้งห้างขายตุ้งชางเปาะเปี๊ยะก็ได้" แล้วเขาก็หัวเราะ "อ้ายนพของกันน่ะไม่เอาไหนเลยชอบกินแล้วก็นอน ขี้เกียจก็ปานนั้นหลังยาวตั้งห้าหกวา นิสัยเลวๆ ของพ่อมีอยู่เท่าใดอ้ายนพถ่ายทอดเอาไปหมด ธรรมดาลูกที่ดีเมื่อรู้ว่าพ่อของตัวเป็นคนเลวก็น่าจะเอานิสัยแม่ไว้บ้าง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร นายพลดิเรกมองหน้านิกรอย่างขบขันแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ออไร๋ แกพูดถูกแล้วอ้ายกร เจ้านพถ่ายนิสัยเลวๆ ไปจากแกไม่น้อย นิสัยที่ดีมีอยู่บ้างก็ได้ไปจากคุณไพ"

ประไพยิ้มแก้มแทบแตก

"จริงค่ะหมอ ดั๊นพยายามอบรมสั่งสอนลูกของดั๊นอยู่เสมอ"

"อุ๊ย" นิกรร้องลั่น "นี่เมียฉันริอ่านพูดดั๊นกับเขาเหมือนกันหรือนี่"

ประไพทำตาเขียวกับสามี

"ก็พูดให้มันทันสมัยจะเป็นอะไรไป ตัวน่ะคร่ำครึล้าสมัยแล้วยังจะมาว่าเค้า"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรงก็พากันเดินเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร และถกเถียงกันในเรื่องกิจการค้าอย่างหน้าดำหน้าแดง สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองพากันมองดูด้วยความสนใจจนกระทั่งนายทหารหนุ่มทั้งสี่คนเดินไปนั่งร่วมโต๊ะกันและสะอาดสาวใช้รีบตักข้าวใส่จานให้

ร.ท. นพยกกำปั้นทุบโต๊ะดังโครม แล้วพูดใส่หน้าพนัสอย่างเดือดดาล

"เราไม่ใช่พ่อค้ากระจอกงอกง่อย พ่อเราล้วนแต่เป็นเศรษฐี ลงทุนนิดหน่อยจะทำหาหอกอะไรวะ"

พนัสเค้นหัวเราะ

"เราขาดความชำนาญในการค้า ลงทุนมากๆ มันจะฉิบหายโว้ย"

คราวนี้นพตะโกนลั่นห้อง

"ก็ช่างปะไร เงินของพ่อเราไม่ใช่เงินของเรา"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"ใช่ อ้ายนพพูดถูก ถ้าเงินของเราที่เราหามาได้โดยน้ำพักน้ำแรงเราก็ไม่ยอมเสี่ยง กันขอสนับสนุนอ้ายนพที่จะให้ออกทุนกันคนละสองแสน พ่อเราคงไม่ขัดข้องถ้าเราออกปากขอเงินท่านคนละสองแสนเพื่อลงทุนในงานธุรกิจของเรา"

ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวขึ้นบ้าง

"อย่าทะเลาะกัน หรือโต้เถียงกันอย่างรุนแรงเลยวะ ค่อยๆ ปรึกษาหารือกันดีกว่า คราวนี้แหละเราจะได้ตั้งเนื้อตั้งตัวรู้จักประกอบอาชีพกันเสียที"

ประภามองดูลูกชายของหล่อนอย่างชื่นชม

"บอกแม่ซิดำรง พวกเจ้ากำลังคิดค้าขายอะไรกัน"

ศาสตราจารย์ดำรงหันไปทางโต๊ะคณะพรรค ๔ สหายและสี่นางแล้วยิ้มให้

"เราจะเปิดสถานนวดตัวอบตัวและอาบน้ำครับ"

"หา" สี่นางกับ คุณหญิงวาดร้องขึ้นพร้อมๆ กันราวกับนัดกันไว้ แล้วนันทาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง "ว่ายังไงนะ ดำรงพูดใหม่ซิ พวกเธอจะทำอะไร"

ดำรงยิ้มอย่างภาคภูมิ

"เปิดร้านบริการ นวดตัว อบตัว และอาบน้ำแบบใหม่ครับป้านัน"

สี่นางกับคุณหญิงวาดหันมามองดูหน้ากัน คุณหญิงวาดทำหน้าเหยเกอย่างไรชอบกล ท่านกล่าวถามพนัสหลานย่าของท่านว่า

"นึกยังไงขึ้นมาพ่อนัสเจ้ากับเพื่อนๆ ถึงคิดจะเปิดร้านนวดตัวอาบน้ำขึ้น"

พนัสว่า "มันมีรายได้ดีนี่ครับคุณย่า ขณะนี้ผู้คนในเมืองหลวงแม้กระทั่งเด็กนักเรียนหนุ่มๆ ก็ล้วนแต่เป็นโรคเมื่อยขบปวดเมื่อยเคล็ดยอกไปตามกัน ต่างพากันนวดตัวอาบน้ำเนืองแน่น ร้านนวดเปิดใหม่แทบทุกวันก็ยังไม่พอกับความต้องการของผู้ที่ไปรับการนวดหรืออบตัวอาบน้ำแบบแรกเกิด"

"โอย อนิจจังทุกขังเอ๊ย....ย่าไม่เห็นด้วยเลย แต่ว่าย่าเป็นคนแก่หงำเหงอะล้าสมัย ทรรศนะของย่ากับพวกเจ้ามันไม่เหมือนกันหรอก" พูดจบท่านก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เจ้าคุณรู้สึกยังไงบ้างคะที่พ่อหลานๆ ของเราเขาจะเปิดร้านนวดตัวขึ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ก็ดีซีครับ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งโหยง

"เป็นยังงั้นไป เจ้าคุณอยากจะไปนวดฟรีใช่ไหมล่ะ"

"ครับ ผมแก่แล้ว ถ้าได้นวดอาทิตย์ละครั้งเส้นสายมันก็หายตึงช่วยให้สบายเนื้อสบายตัวขึ้น"

"อี๊...ดิฉันชักเกลียดเจ้าคุณเสียแล้วซี เจ้าคุณคงแอบไปนวดตัวและอาบน้ำบ่อยๆ "

"ไม่ได้แอบหรอกครับคุณหญิง ผมไปอย่างเปิดเผยการนวดตัวอบตัวอาบน้ำไม่ได้ผิดกฎหมายอะไรนี่ครับ พวกคนแก่ไปนวดตัวกันเยอะแยะ"

"แล้วเจ้าคุณไม่อายเด็กสาวๆ ที่นวดให้เจ้าคุณหรือคะ"

"ทำไมผมจะต้องไปอายเขาล่ะครับ ผมนอนให้เขานวดด้วยเครื่องไฟฟ้า ผมไม่ได้ไปทำผิดคิดร้ายอะไร หมอนวดสาวแกนวดให้ผม อบตัวให้ผมแล้วก็อาบน้ำให้ผมซึ่งแกทำไปตามหน้าที่ของแกด้วยการปลงตก รูปทำ นามทำ เกี่ยวกับสังขารของมนุษย์ คนนวดก็ปลงตก หมอนวดก็ปลงตก เรื่องมันก็ไม่มีอะไร แต่อ้ายหงวนปลงไม่ตกปล้ำหมอนวดเสียร้องลั่นห้อง"

อาเสี่ยสะดุ้งโหยงมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเคืองๆ

"คุณอาพูดอย่างนี้เดี๋ยวนวลก็จะคิดว่าเป็นความจริงเล่นงานผมแย่ไปเท่านั้น หมอนวดล้วงกระเป๋ากางเกงผมที่แขวนไว้ ผมจับได้ผมก็บิดข้อมือแย่งกระเป๋าเงินผม หล่อนก็ร้องเสียงหลง ผมจะไปปลุกปล้ำแกทำไมครับ เด็กคราวลูกคราวหลาน ผมแก่แล้ว นัยน์ตาเป็นน้ำข้าวหนังตกกระแล้ว"

พลลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน ซึ่งกำลังเริ่มต้นรับประทานอาหาร เขาบอกให้เจ้าแห้วยกเก้าอี้มาให้เขาตัวหนึ่งแล้วพลก็ทรุดตัวนั่งข้างหลังเสี่ยตี๋กับนพ

"อ้ายตี๋" พลร้องเรียกลูกชายเสี่ยหงวน

สมนึกหันมาค้อนพล

"เรียกผมว่าอ้ายเชียวนะลุง"

พลหัวเราะหึๆ

"เดี๋ยวก็ซัดด้วยหลังมือเท่านั้น ฉันเป็นลุงแกฉันเรียกแกว่าอ้ายจะแปลกอะไร ฉันไม่ใช่คนบ้าที่เรียกลูกหลานของตัวเองว่าคุณนั่นคุณนี่ ลงเป็นลูกเป็นหลานฉันฉันเรียกอ้ายทั้งนั้น"

สมนึกทำตาเขียว

"ก็เรียกไปซีครับผมจะไปว่าอะไร พูดมากเดี๋ยวผมขอเงินเสียเลย"

คราวนี้พลหัวเราะออกมาดังๆ

"พอแล้ว เมื่อวานฉันให้แกไปสองพันแล้ว แกบุกเข้าไปในห้องนอนฉันและถามป้าแกว่ามีธนบัตร เก่าๆ ที่ไม่ใช้บ้างไหม ฉันก็เลยจ่ายให้แกไปสองพัน"

"อ้ายตี๋" เสี่ยหงวนซึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะใหญ่ตะโกนลั่น "แกนี่ยังงี้เอง เที่ยวไถเงินพี่ป้าน้าอารอบบ้าน เมื่อวันก่อนก็ไถเงินอาหมอไปพันบาท แล้วไถคุณไพไปอีกพันบาท ที่คุณย่าแอบยัดเยียดให้แทบทุกวันหรือคุณปู่แอบให้แกไม่ต้องพูดถึง แกนี่เกิดมาล้างผลาญแท้ๆ "

"ฮื้อ....เตี่ยก็....พูดมากไม่เข้าเรื่อง คุณปู่คุณย่าลุงป้าอาและน้าผม แต่ละคนมีเงินล้านทั้งนั้น ท่านไม่ใช่คนยากจนนะเตี่ย แล้วก็ผมเป็นลูกหลานของท่านคนอื่นที่ไหน"

"พอแล้วๆ พูดมากเดี๋ยวฉันจะลุกไปเตะแกเจ็บตัวเปล่าๆ "

"เตะผมเอาศอกรับ ฟันด้วยสันมือแบบคาราเต้ถูกก้านคอเตี่ยทีเดียวร้องโอดกาเหว่าไปทั้งวัน"

"แน่ะ มึงจะสู้เตี่ยหรือ"

สมนึกอมยิ้ม แล้วพูดแบบจีนใหม่หัดพูดไทย

"สู้ทำไล ลูกสู้เตี่ยมีอย่างที่หนาย ลูกรียำสู้เตี่ย ลูกดีต้องยอมให้เตี่ยทุบตีเลียะพะ"

"โอ้โฮ" เสี่ยหงวนคราง "ทะลึ่งบัดซบเลยอ้ายนึก พอกับอ้ายนพพับผ่าซีวะ"

พลยกฝ่ามือทุบหลังเสี่ยตี๋ดังป้าบ

"มากไปอ้ายตี๋ พ่อไม่ใช่เพื่อนเล่น แกล้อเสียจนอ้ายหงวนยัวะแกตั้งหลายครั้ง ลุงกำลังสนใจในเรื่องธุรกิจการค้าของพวกแก จะเปิดสถานนวดตัวอาบน้ำจริงๆ หรือ"

"จริงซีครับลุง เราปรึกษากันจะเข้าหุ้นกันคนละแสนหรือสองแสนส่วนสถานที่ก็ใช้อาคารพาณิชย์ของคุณย่าที่ประตูน้ำปทุมวัน ตึกสามชั้นสร้างใหม่ของคุณย่ายังว่างอีกสี่ห้องไม่มีใครเช่าเพราะคุณย่าเรียกแป๊ะเจี๊ยะหนักมือไปหน่อย"

คุณหญิงวาดพูดโพล่งขึ้น

"ย่าลงทุนไปหลายล้านนะพ่อนึก เรียกแป๊ะเจี๊ยะห้องละสองแสนค่าเช่าอีกเดือนละ ๒๐๐ บาท สัญญาเช่า ๑๕ ปีน่ะไม่แพงหรอกหลาน"

พนัสยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ขอให้เราสักห้องนะครับคุณย่า จะได้เปิดสถานนวดตัวอาบน้ำในไม่ช้านี้และเราจะยึดเป็นอาชีพ"

"ก็เอาซีลูก จะเอาห้องไหนก็เลือกเอา ย่าไปว่าอะไรล่ะ แต่ย่าไม่เห็นด้วยสำหรับอาชีพอย่างนี้ พวกเจ้าควรจะขายรถจักรยานยนต์ หรือขายวิทยุ ขายโทรทัศน์เครื่องขยายเสียง ตลอดจนเท็ปบันทึกมากกว่า หรือม่ายก็สั่งรถยนต์จากยุโรปมาขาย ถ้าทำอย่างนี้จะเอาทุนสักกี่ล้านย่าก็ยินดีจะให้"

นวลลออว่า "สถานนวดตัวอาบน้ำมีรายได้ไม่มากมายอะไรหรอกแล้วก็ไม่ใช่งานหลัก มีความเจริญชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้นในที่สุดก็เสื่อมโทรมไป น้าก็มีความเห็นเหมือนคุณย่าพ่อนัส"

"แต่เราสี่คนตกลงกันแล้วนี่ครับว่าเราจะเปิดสถานนวดอบอาบ และเราสี่คนจะเป็นหมอนวดรับนวดอบและอาบน้ำให้บรรดาสุภาพสตรีทั้งหลาย"

สี่สหายกับสี่นางและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองนั่งนิ่งเฉยไปแล้ว นิกรก็ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้--พูดเล่นหรือพูดจริงโว้ยอ้ายนัส"

"พูดจริงๆ ครับอา บริการของเราจะแหวกแนวและล้ำยุคที่สุด เพราะเป็นสถานที่แห่งแรกในเมืองไทยที่หมอนวดหนุ่มๆ รับนวดสุภาพสตรีทุกวัย นวดและอบตัวอาบน้ำให้เสร็จเหมือนอย่างที่หมอนวดสาวบริการแขกผู้ชาย"

นิกรหัวเราะ

"เอ--เข้าทีโว้ย ถ้ายังงั้นอาสนับสนุนเต็มที่ เข้าหุ้นด้วยก็เอาวะร้านของพวกแกเปิดบริการเมื่อไร คงจะมีสุภาพสตรีที่ขี้เมื่อยไปอุดหนุนเนืองแน่น แต่ว่า พวกแกนวดเป็นหรือ"

เสี่ยตี๋พูดแทนนพ

"จะไปยากอะไรครับอากร ใช้เครื่องนวดไฟฟ้าใส่นิ้วมือบีบขยำไปให้ทั่วร่าง เขาชอบให้นวดตรงไหนเราก็นวดให้เขาตรงนั้น ผมเชื่อว่าสุภาพสตรีผู้สูงอายุในวัย ๔๐ ถึง ๕๐ ปีคงจะไปรับบริการจากเราอย่างคับคั่ง เราสี่คนจะเป็นหมอนวดประจำร้านครับ"

เสี่ยหงวนผลุนผลันลุกขึ้นเดินมาที่โต๊ะลูกชายสี่สหายแล้วบุ้ยใบ้บอกเจ้าแห้วให้ยกเก้าอี้มาให้เขาตัวหนึ่ง

"ธุรกิจของพวกแกเข้าทีโว้ย อย่างนี้รวยแน่ ค่าบริการชั่วโมงละ ๑๐๐ บาท ตีเสียว่าทำงานวันละ ๑๒ ชั่วโมงคนหนึ่งจะมีรายได้ ๑,๒๐๐ บาท ได้ค่าทิปจากพวกคุณหญิงคุณนายทั้งหลายอีกคิดเฉลี่ยแล้วคนหนึ่งได้วันละ ๕๐๐ บาท รวมเป็น ๑,๗๐๐ บาท แกสี่คนก็หาเงินได้วันละ ๖,๘๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายค่าน้ำค่าไฟค่าซักรีด ค่าสบู่น้ำหอม ค่าตวักตะบวย วันหนึ่งอย่างมากก็ ๕๐๐ บาทเท่านั้น ตึกก็ของคุณอาไม่ต้องเช่าเขาวันหนึ่ง แกสี่คนหาเงินได้เป็นกำไรสุทธิประมาณ ๖,๐๐๐ บาท ก็เรียกว่าดีแล้ว ต่อไปจะได้ไม่ต้องมาแบมือขอเงินพ่อแม่หรือคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณป้าคุณน้าทั้งหลาย"

คุณหญิงวาดมองดูพวกคุณแม่ของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

"ว่ายังไง พวกเธอเห็นด้วยไหม"

ประไพสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวค่ะคุณอา แต่ก็ไม่อยากจะขัดใจค่ะ"

"นั่นน่ะซี อาก็ว่าอย่างนั้น เพียงแต่ได้ฟังแผนการที่จะตั้งร้านนวดตัวก็รู้สึกจั๊กจี้ใจยังไงชอบกล เราออกไปคุยกันที่ฟ้องโถงเถอะจะได้ดูข่าวใน ทีวี. ด้วย อาน่ะอยากจะเห็นในหลวงกับสมเด็จเท่านั้น ได้ดูคืนละนิดหน่อยก็ชื่นใจ"

ครั้นแล้ว คุณหญิงวาดก็พาสี่นางลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหาร เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกร และนายพลดิเรกต่างลุกขึ้นยกเก้าอี้ไปนั่งห้อมล้อมโต๊ะลูกชายของสี่สหาย ทุกคนต่างเห็นพ้องด้วยเท่าที่ พนัส นพ สมนึก และดำรงจะเปิดร้านนวดตัวแบบแหวกแนวคือใช้หมอนวดผู้ชาย

นิกรกล่าวกับลูกชายของเขา

"พ่อสนับสนุนแกและเพื่อนๆ ของแกโว้ย จะต้องการทุนสักเท่าไรว่ามาเจ้านพ"

"คนละสองแสนครับคุณพ่อ"

"หนอยแน่ ตามธรรมดาแกเรียกพ่อ พอจะเอาเงินเรียกคุณพ่อ"

"ครับ เสด็จพ่อคงไม่ขัดข้อง"

"อ้าว เดี๋ยวก็เหากินกบาลฉันเท่านั้นเอง เรียกแค่คุณพ่อก็โก้พอดูแล้วแกจะต้องการเงินทุนเท่าไรนะ"

"สองแสนครับ"

"ไหงมากมายนักล่ะ สักพันเดียวเป็นยังไง"

นพ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"พันเดียวซื้อเตียงนอนได้อย่างมากสองเตียงเท่านั้น"

"ก็ค่อยๆ ทำค่อยๆ ไปซีวะ ใจคอจะลงทุนคนละสองแสนเชียวรึ สี่คนก็ตั้งล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุปากหันมาทำตาเขียวกับนิกร

"สี่คนแปดแสนโว้ยไม่ใช่ล้าน"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อ้อ--ผมคิดเกินไปสองแสนครับไม่ได้แกล้งจริงๆ "

เสี่ยตี๋มองดูหน้าบิดาของเขาแล้ว กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ทีแรกเราปรึกษากันอ้ายนัสกับดำรง เสนอให้ลงทุนคนละห้าหมื่น แต่ผมกับอ้ายนพเห็นว่าเราควรจะทุ่มเทการลงทุนเพื่อแข่งขันกับสถานนวดตัวอาบน้ำที่มีอยู่ดาษดื่น ร้านของเราจะต้องหรูหราที่สุด มีเครื่องใช้ที่สวยงามทันสมัยจำเป็นจะต้องใช้งบประมาณหกแสนหรือมากกว่านั้น ผมรับรองครับว่าพวกผมสี่คนจะทำหน้าที่หมอนวดอย่างดีที่สุด คุณสุภาพสตรีจะต้องแห่กันมาอุดหนุนเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"แต่เขาอาจจะกระดากอายไม่กล้ามารับบริการจากพวกแกก็ได้ เพราะกลัวคนจะเข้าใจผิดคิดมากมายไปนั่นเอง"

พนัสว่า "ก็เรามีบริการอย่างเปิดเผยนี่ครับ เราจะจัดห้องนวดรวมกันมีเตียงนอนสี่เตียง จัดห้องให้สวยงามที่สุดเครื่องปรับอากาศจะกระจายกลิ่นหอมของดอกไม้ตลอดเวลา เพื่อให้แขกได้รับความสบายใจ การนวดก็นวดแบบตรงไปตรงมาตามหลักนวดไฟฟ้า"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"อาร่วมงานด้วยคนโว้ยอ้ายนัส พวกแกจะให้อาเป็นหมอนวดหรือเป็นแค็ชเชียร์เป็นอะไรได้ทั้งนั้น ขอแต่ให้ได้มีโอกาสอยู่ในร้านนวดของแก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"อาด้วยโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ ความคิดของพวกแกวิเศษจริงๆ " แล้วเขาก็หันมาทางพล "ว่ายังไงพล แกเอาด้วยไหม"

พลหัวเราะเสียงปร่า

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นกันร่วมงานกับลูกๆ ของเราด้วย อ้า--คุณพ่อล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มอายๆ

"คิดดูก่อน"

นพหัวเราะก้าก

"ไม่ต้องคิดหรอกครับคุณตา ร่วมงานกับเราเถอะครับจะได้ช่วยกัน ถ้ากลางวันไม่ว่างไปช่วยเราตอนหัวค่ำก็ได้ เราจะเปิดบริการตั้งแต่เช้าจนถึงสองยาม จะโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์อย่างรุนแรง เอายังงี้ดีไหมครับ ตอนหัวค่ำตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงสองยามคุณตากับพ่อ ลุงพล ลุงกิมหงวน กับลุงหมอไปช่วยพวกเราทำหน้าที่เป็นหมอนวด"

"ว้า" เสี่ยตี๋ร้องขึ้นดังๆ "หมอนวดแก่อ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยอย่างคุณปู่ ใครเขาจะให้นวด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักฉิว

"ก็ผู้หญิงแก่ๆ สิวะ หน็อยแน่ดูถูก ถ้าปู่เป็นหมอนวดมีคนอยากให้นวดถมเถไปแม้กระทั่งสาวๆ ก็ไม่รังเกียจ"

"ฮั่นแน่" เสี่ยตี๋ร้องขึ้นดังๆ แล้วหัวเราะ

"มีการปรึกษาหารือกันในระหว่างสี่สหายกับลูกๆ ของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วยืนสำรวมกิริยาอยู่ข้างหน้าต่างนิ่งฟังด้วยความสนใจ เมื่อพนัสหันมามองดูเขาเจ้าแห้วก็ยิ้มให้

"รับประทานเรื่องนี้ผมมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยไหมครับคุณนัส"

"อ๋อ มีแน่ ถ้าขาดแกไปเสียคนหนึ่งพวกเราก็คงจะขลุกขลักไม่น้อย พวกพ่อเราทำอะไรยังต้องพึ่งแกนี่นะ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้นค่อยๆ ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง

"รับประทานผมรับหน้าที่เป็นแค็ชเชียร์ก็ได้ครับ"

นพพูดขัดขึ้น

"แค็ชเชียร์มันต่ำไปสำหรับแก"

"รับประทานถ้าจะให้ผมเป็นผู้จัดการผมต้องขอตัวนะครับ"

"ถุย" นิกรร้องขึ้นดังๆ "หน้าที่ของแกก็คือภารโรงและรับใช้จิปาถะ วิ่งซื้อบุหรี่บ้างซื้อกาแฟและน้ำอัดลมบ้าง"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อยแล้วหัวเราะ

"แม่โวย ตำแหน่งเบ้อเริ่มเลยครับ รับประทานตกลงครับ สำหรับเจ้านายจะให้ผมรับใช้อย่างไรผมทำได้ทั้งนั้น"

พลมองดูเจ้าแห้วด้วยความพอใจ

"พูดยังงี้ค่อยน่าฟังหน่อย ถ้าร้านนวดตัวอาบน้ำเปิดเมื่อไรตอนเย็นแกจะต้องไปช่วยลูกหลานของฉัน และอยู่ทำงานจนปิดร้าน" แล้วพลก็หันมายิ้มให้ลูกชายของเขา "เรื่องเงินทุนสองแสนพ่อให้แกแน่เจ้านัส"

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับลูกชายของเขาบ้าง

"พ่อก็ไม่ขัดข้องเมื่อแกจะให้เงินในทางที่เป็นประโยชน์"

สมนึกพยักหน้าให้เตี่ยของเขา

"เตี่ยล่ะจะว่ายังไง"

"ว่ายังไง กูก๊อต้องจ่ายให้มึงน่ะซี"

"วู้" สมนึกเอ็ดตะโร "ใช้ภาษาพูดสมัยขุนรามคำแหงเสียเรื่อยเชียว พูดกับผมให้น่าฟังกว่านี้หน่อยไม่ได้หรือครับเตี่ย"

กิมหงวนทำตาปริบๆ

"ได้ครับคุณสมนึก กระผมพร้อมแล้วครับที่จะเขียนเช็คจ่ายเงินให้คุณสองแสนบาทตามที่คุณต้องการขอรับ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับประทานอาหาร นพกล่าวกับบิดาของเขาบ้าง

"ผมคิดว่าพ่อคงไม่ขัดข้องนะครับ"

"อ๋อ ไม่ขัดข้องหรอกลูกแต่พ่อเสียดายเงินจังว่ะบอกตามตรง เอาสักแสนเดียวไม่ได้หรืออ้ายนพ"

"โธ่--พ่อ อย่ากระดูกนักเลยครับ ผมรู้นะครับว่าพ่อมีเงินอยู่ในธนาคาร "สี่สหาย" เกือบ ๓๐ ล้าน"

"ก็แล้วแกเสือกสอดรู้สอดเห็นทำไม แอบไปเปิดดูสมุดเงินฝากที่ธนาคารมาแล้วใช่ไหมล่ะ เลวมาก มิน่าล่ะถึงไถเอาไถเอา ทั้งไถรีไถดะ"

เป็นอันว่าเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน จะเปิดร้านนวดตัวอาบน้ำอย่างแน่นอนในไม่ช้านี้ ซึ่งคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้ความสนับสนุนเต็มที่

ทุกสิ่งสำเร็จได้ด้วยเงิน

เมื่อมีเงินก็สามารถที่จะทำอะไรได้อย่างรวดเร็วทันใจเหมือนเนรมิต อาคารสามชั้นสร้างใหม่ของคุณหญิงวาดที่ตำบลประตูน้ำประทุมวันซึ่งเป็นอาคารพาณิชย์อยู่ในย่านการค้า มีว่างอีก ๔ ห้อง อาคารที่กล่าวนี้กว้างและลึกมากเหมาะสำหรับเป็นภัตราคารเป็นสำนักงานหรือบริษัทห้างร้านแต่ที่ยังว่างอยู่ก็เพราะเงินค่าแป๊ะเจี๊ยะแพงไปหน่อย

พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรง นายทหารพิเศษของกองทัพไทย ซึ่งประจำอยู่ในคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ได้ร่วมมือกันใช้อาคารคูหาหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องสุดท้ายเปิดร้านนวดตัวอาบน้ำขึ้น ด้วยการทุ่มเทเงินจ้างบริษัทรับเหมาแห่งหนึ่ง ซึ่งรับเหมาก่อสร้างและตกแต่งสถานที่อาคารบ้านเรือนให้มาติดตั้งไฟฟ้าน้ำประปาให้ทั่วตามผังของ ร.ท. นพ การุณวงศ์ สถาปัตยกรรมบัณฑิตปริญญาโทจากสหรัฐอเมริกา

ชั่วเวลาเพียงสัปดาห์เดียวอาคารสามชั้นคูหานั้น ก็กลายเป็นสถานนวดตัว อบตัวและอาบน้ำที่หรูหราทันสมัยที่สุด ชั้นล่างตอนหน้าเป็นที่ทำงานของแค็ชเชียร์ และเจ้าหน้าที่ต้อนรับแขก ด้านหลังเป็นที่พักของหมอนวดหนุ่มสำหรับนั่งโชว์ตัวให้แขกเลือกตามความพอใจ หน้าร้านกั้นกระจกหนามีม่านกำมะหยี่ผืนใหญ่อยู่ข้างใน ประตูหน้าร้านเป็นประตูกระจกฝ้าปิดเปิดด้วยระบบไฮโดรลิคไม่ต้องออกแรง เพียงแต่ผลักเบาๆ บานประตูก็จะเผยออก ภายในร้านวิจิตรงดงามมากด้วยการตกแต่งที่มีศิลปะแบบตะวันตก มีเครื่องปรับอากาศและมีห้องสำหรับให้แขกที่มานวดนั่งพักผ่อนเมื่อจำเป็นต้องรอคอยหมอนวด

ชั้นสองจัดเป็นห้องโถงเพียงห้องเดียว มีเตียงไม้สักขนาด ๓ ฟุตรวม ๔ เตียงตั้งเรียงกันเว้นระยะห่างพอสมควรและมีโต๊ะสี่เหลี่ยมประจำเตียงทุกเตียง มีเครื่องอบตัว ๔ เครื่อง รูปลักษณะคล้ายกับถังกลมแต่แบะออกได้ ใช้อบด้วยไอน้ำ อบจากคอถึงปลายเท้า ผู้อบตัวจะนั่งอยู่ในถังอย่างสบายตลอดเวลาที่ได้รับการอบ ด้านหลังห้องนวดคือห้องโถงมีห้องน้ำรวม ๔ ห้องอยู่ติดๆ กัน แต่ห้องน้ำนี้ไม่มีประตูเพียงแต่มีม่านแพรแทนประตู ผนังตึกด้านข้างบันไดขึ้นลงมีตู้สำหรับใส่ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ เช่นผ้าเช็ดตัว น้ำหอม แป้งกระป๋องสำหรับโรยตัวนอกจากนี้ยังมีขมิ้นและดินสอพองน้ำอบไทยด้วย สำหรับสุภาพสตรีผู้สูงอายุที่มีรสนิยมแบบไทยๆ ห้องสำหรับบริการลูกค้าสวยงามสะดุดตาจริงๆ แม้กระทั่งไฟช่อกลางเพดานหรือโป๊ะไฟตามผนังตึกตลอดจนกระทั่งม่านหรือบังตาประดับห้อง นอกจากนี้ยังมีเครื่องปรับอากาศอีกด้วยเย็นสบาย เหมือนอยู่ในโลกภาพยนตร์ชั้นหนึ่ง มีโซฟาและโต๊ะเก้าอี้ชุดรับแขกหนึ่งชุด

ชั้นสามเป็นห้องรโหฐานของพวกหมอนวด มีเตียงนอนเสื้อผ้าข้าวของเครื่องใช้ครบครัน ใครจะพักผ่อนหลับนอนอยู่ที่ร้านนี้ไม่ต้องกลับไปนอนบ้านก็ได้ มีห้องน้ำสะอาดและโอ่โถงกว้างขวาง มีโทรทัศน์และวิทยุไว้แก้เหงาและมีตู้เย็นขนาด ๔.๖ คิวอีกตู้หนึ่ง

ระหว่างที่ตกแต่งร้าน และจัดร้าน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้มาตรวจดูการตกแต่งสถานที่ทุกเวลาเย็นบางทีก็มาในตอนเที่ยงและได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะความเห็นของเสี่ยหงวน

"ด้านหลังห้องชั้นล่างติดต่อกับครัวไฟอย่าเอาของไปไว้ให้รกรุงรังเป็นอันขาด เมื่อเริ่มเปิดบริการแขกผู้หญิงบรรดาสุภาพสตรีที่ขี้อายคงจะพอใจที่จะเข้าออกทางประตูด้านหลังมากกว่าเพราะอยู่ใกล้ซอย และห้องนี้อยู่ริมสุดรถยนต์แล่นเข้าซอยได้ประตูหลังห้องจะต้องเปิดไว้ตลอดเวลา แต่ต้องมียามนั่งเฝ้าป้องกันไม่ให้คนที่ไม่มีธุระเกี่ยวข้องบุกเข้ามา ซึ่งหมายถึงพวกลักเล็กขโมยน้อยอ้ายตีนแมวตีนหมาอะไรเหล่านี้ด้วย"

พลกล่าวกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนว่า

"ที่ดินหลังอาคารเป็นที่ของเราห่างไปจากหลังตึกแถวนี้จนถึงเสาหลักเขตโฉนด ให้คนถางหญ้าปราบที่ให้เรียบร้อยเพื่อสะดวกแก่แขกที่มาอุดหนุนพวกเรา คนยามประตูหลังควรจะเป็นนักมวยตัวใหญ่ๆ หน่อยเพื่อจะได้ตามออกไปส่งแขกในตอนกลางคืน จนถึงรถของเขาหรือถนนใหญ่ ป้องกันไม่ให้เขาถูกคนร้ายจี้ไชเพราะหลังตึกมันค่อนข้างมืดและเปลี่ยว คนร้ายอาจจะแย่งกระเป๋าถือ แล้ววิ่งไปในซอยในหมู่บ้านทางหลังตึก เราต้องช่วยให้แขกของเราได้รับความสะดวกสบายและปลอดภัย"

นพชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ

"ขออนุญาตครับลุง"

พลยิ้มให้ลูกชายของนิกร

"มีอะไรว่ามา รู้จักขออนุญาตก่อนพูดตามแบบทหารก็นับว่าใช้ได้"

นพอมยิ้ม

"ผมเป็นคนเรียบร้อยนี่ครับ พูดคุยกับผู้ใหญ่ก็ต้องมีสัมมาคารวะทะลึ่งตึงตังแบบอ้ายนัสหรืออ้ายรงใช้ไม่ได้"

พลยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้านพค่อนข้างแรง

"นี่แน่ะ ฉันน่ะหวุดหวิดจะเตะแกหลายครั้งแล้วนะจะบอกให้แกทะลึ่งกว่าพ่อแกเมื่อตอนเป็นหนุ่มขนาดนี้ตั้งเยอะแยะ แกจะพูดอะไรกับลุงก็พูดมา"

"คือยังงี้ครับลุง ผมตั้งใจจะเปิดบริการแคะหูและล้างตาให้แขกของเราเป็นพิเศษด้วยโดยไม่คิดค่าป่วยการเรียกว่าแถมให้เมื่อนวดตัวให้เสร็จแล้ว ผมคิดว่าบริการแบบนี้คงจะทำให้แขกของเราพอใจมากเพราะตามธรรมดาร้านดัดผมเสริมสวยของผู้หญิงไม่มีการแคะหูหรือล้างตาเหมือนร้านตัดผมผู้ชาย ผู้หญิงน้อยคนนักที่จะรู้จักแคะหูปล่อยให้ขี้หูเต็มไปหมดจนแทบจะไม่ได้ยินเสียงอะไร ถ้าเราเปิดบริการแคะหูล้างตาให้ก็คงจะติดใจช่วยโฆษณากันต่อๆ ไปหรือยังไงครับลุง"

พลหัวเราะหึๆ

"อย่าเลยวะนพ พวกแกไปดึงเอาแก้วหูเขาออกมาเพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นขี้หูก็อาจจะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายเป็นหมื่นเป็นแสนในฐานที่ทำให้เขาหูหนวก ช่างตัดผมผู้ชายที่ขาดความชำนาญในการแคะหู เคยทำให้คนหูหนวกมาหลายต่อหลายคนแล้ว"

นพหันมามองดูเพื่อนเกลอของเขา

"ถ้าเช่นนั้นบริการแคะหูแคะขี้ตายกเลิกโว้ย เอาแต่เพียงนวดอบอาบพอแล้ว"

เสี่ยตี๋เห็นพ้องด้วย

"ตกลง ขณะนี้เราพร้อมแล้วที่จะเปิดร้านดำเนินกิจการของเราได้ แต่พวกเราจะต้องใช้เวลาสักสามสี่วันหัดนวดให้ชำนาญเสียก่อนถึงแม้ว่าเราใช้เครื่องไฟฟ้าก็ต้องมีศิลปะในการนวดรู้จักนวดให้แขกหายเมื่อยและต้องเรียนรู้ว่าเส้นจั๊กจี้อยู่ตรงไหน"

ศาสตราจารย์ดำรงหัวเราะชอบใจ

"ถูกละ ขืนนวดส่งเดชทำให้แขกจั๊กจี้หมอนวดอาจจะถูกยันหงายท้องไปก็ได้ ปัญหาปลีกย่อยของเราเห็นจะไม่มีอีกแล้ว นอกจากชื่อร้านของเรา"

นพกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"คุณตาช่วยตั้งชื่อให้เราหน่อยซีครับ เราควรจะให้ชื่อสถานบริการของเราว่าอะไรดี ช่วยตั้งให้เพราะหน่อยนะครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"พ่อตั้งให้ก็ได้นพ ร้าน "เบาตัว" เป็นยังไง"

ร.ท. นพทำหน้าชอบกล

"ลำบากนักให้คุณตาตั้งให้ดีกว่าครับ"

"ถ้ายังงั้นก็ตามใจมึง" นิกรพูดอย่างโมโห

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

"ควรใช้ชื่อสั้นๆ แต่ให้มีความหมาย ใครแลเห็นชื่อหรือได้ยินชื่อแล้วจำง่าย แล้วก็ต้องใช้ชื่อไทย"

พนัสว่า "จริงครับคุณปู่ คุณปู่ช่วยตั้งให้เถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิดสักครู่

"ชื่อ "สบาย" ดีไหม"

พนัส นพ สมนึก และดำรงต่างเห็นพ้องด้วย

"ดีครับคุณปู่" เสี่ยตี๋พูดด้วยความจริงใจ "ชื่อนี้เหมาะมากครับ เป็นความหมายที่ดีที่สุดและไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยคำว่าสบายใครๆ ก็เข้าใจ คุณปู่ตั้งชื่อได้ถูกใจผมจริงๆ ครับ"

เสี่ยตี๋พูดขึ้นบ้าง

"แต่ชื่อนี้ไม่ก่อให้เกิดศรัทธา น่าจะใช้ชื่อเก๋ๆ ให้ทันสมัยเป็นต้นว่าอีสตันบูล แองการา ไบรุตหรือม่ายก็ โตเกียว นางาซากี หรือใช้ชื่อเป็นภาษาจีนก็ได้ เช่น อาหลี อาดำ อาแดง อาเขียว ชื่อเป็นไทยรู้สึกจะหาลูกค้ายากหน่อย"

เสี่ยตี๋พยักหน้าช้าๆ

"แต่ชื่อ "สบาย" เข้าทีนะครับ ถ้าเตี่ยกลัวว่าจะไม่มีใครมาอุดหนุนก็เพิ่มคำว่านิวอีกคำหนึ่งเป็น "นิวสบาย""

เสี่ยหงวนยกหลังมืองอๆ ให้ลูกชายของเขา

"มะเหงกนี่แน่ะ ทำไมจะต้องใช้คำว่านิวนำหน้าด้วย เมื่อพวกแกชอบคำว่า "สบาย" ก็ตามใจ ความจริงก็เหมาะดีเหมือนกัน เราเป็นคนไทยก็ควรตั้งชื่อบริษัทห้างร้านของเราเป็นไทย ถ้าพอใจชื่อนี้ก็จ้างเขาเขียนป้ายติดหน้าร้านได้แล้วและส่งแจ้งความไปลงหนังสือพิมพ์ได้เลย เริ่มกิจการใหม่ก็ต้องทุ่มโฆษณาหน่อย"

นายพลดิเรกออกความเห็นขึ้นบ้าง

"อย่างไรก็ตาม ค่าบริการชั่วโมงละร้อยบาทแพงไปหน่อย ลดลงเพียงแปดสิบบาทไม่ได้หรือ"

นพตอบแทนเพื่อนๆ

"ลดไม่ได้ลุงหมอ สถานที่ของเราสะอาดเรียบร้อยมีเครื่องใช้สวยงามทันสมัย ดีกว่าร้านนวดตัวทุกแห่งในกรุงเทพฯ แล้วก็นวดให้ผู้หญิงลำบากนะครับไม่เหมือนผู้ชาย พวกเราต้องระมัดระวังตัวให้บริการเธออย่างดีที่สุดสุภาพนอบน้อมที่สุด"

"ออไร๋ ออไร๋ จริงของแก นวดผู้ชายง่ายกว่าผู้หญิงมาก ลุงพึ่งคิดได้ถ้ายังงั้นค่าบริการชั่วโมงละร้อยบาทก็สมควรแล้ว อ้า....จะเปิดร้านกันเมื่อไรล่ะ และจะต้องทำพิธีเปิดไหม"

ศาสตราจารย์ดำรงยิ้มให้บิดาของเขา

"ราวกลางเดือนกันยานี่แหละครับ แต่เราจะไม่ทำพิธีเปิด พอถึงวันที่เราลงประกาศแจ้งความในหนังสือพิมพ์เราก็เริ่มงานกันในวันนั้น มีสุภาพสตรีเตรียมมารับบริการจากเราหลายคนแล้วครับ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว ทำพิธีเปิดก็จะต้องเสียเงินอีกไม่น้อย เอาไว้ร้านเจ๊งเลิกล้มกิจการทำพิธีปิดร้านดีกว่า ให้มันแหวกแนวกว่าคนอื่นเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรอย่างขบขัน

"ทำพิธีปิดร้านทำยังไงวะ" ท่านถามยิ้มๆ

"อ้าว--ก็เหมือนกับพิธีเปิดห้างร้านแหละครับ นิมนต์พระมาสวดมนตร์ฉันเช้าเสร็จแล้วพระเถระผู้ใหญ่ทำพิธีถอนน้ำมนตร์ที่ประพรมไว้ ต่อจากนั้นท่านผู้เป็นประธานดึงริบบิ้นคลุมป้ายหน้าร้าน แตรวงบรรเลงเพลงแห่ศพ คนงานขึ้นไปปลดป้ายลงมาเสร็จแล้วปิดประตูหน้าร้านใส่กุญแจ"

นพมองดูหน้านิกรอย่างเคืองๆ

"พ่อพูดเหมือนกับพ่อคิดว่า บริการนวดตัวของพวกเราจะไปไม่รอด"

นิกรหัวเราะ

"พ่อก็ว่าอย่างนั้นแหละ"

"เหตุผลล่ะครับพ่อ"

"อ๋อ--เหตุผลมีแยะ ข้อหนึ่ง พวกแกคงจะหาลูกค้าได้ด้วยความลำบากยากเย็น ผู้หญิงที่ไหนวะ เขาจะยอมให้หมอหนุ่มๆ นวดให้เขา"

"อ้าว ผู้หญิงก็มีหัวใจรู้จักเมื่อยขบเหมือนกันนี่ครับ แล้วเหตุผลอื่นๆ "

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"พวกแกไม่อดทนพอที่จะทำงานอย่างนี้ เพราะไม่มีเวลาเที่ยวเตร่หาความสุข กินนอนก็ไม่เป็นเวลา ข้อสำคัญแกเป็นนายทหารพิเศษในคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย พวกแกอาจจะถูกส่งตัวไปไหนเมื่อไรก็ได้ ในที่สุดแกก็ต้องทำพิธีปิดร้านอย่างที่พ่อว่า"

เสี่ยตี๋พูดโพล่งขึ้น

"ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะลาออกจากนายทหารละครับ จะได้ทำงานในด้านธุรกิจด้านเดียว"

พ.อ. กิมหงวนยกมือชี้หน้าของเขา

"ถ้าแกลาออกจากนายทหารเมื่อไร แกกับเตี่ยก็ขาดพ่อขาดลูกกัน รู้หรือเปล่าว่าสถานการณ์รอบบ้านเราเป็นอย่างไร คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ได้ทำคุณประโยชน์ให้แก่กองทัพและประเทศชาติมามากแล้ว พวกเราจะต้องปฏิบัติหน้าที่สำคัญของเราต่อไป งานส่วนตัวหรือธุรกิจการค้าไม่สำคัญเท่ากับงานของชาติ"

นายพลดิเรกพอใจมากที่เสี่ยหงวนพูดเช่นนี้ เขาตบมือขึ้นทันทีทำให้ทุกคนตบมือให้เกียรติ พ.อ. กิมหงวนเสียงลั่นห้องของอาคารพาณิชย์ชั้นสองคูหานั้น

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรอีก เจ้าแห้วก็เดินนำหน้าพาหญิงสาววัยเบญจเพสเจ้าของร่างสูงโปร่งใบหน้าสวยเก๋ท่าทางสม้าททันสมัยคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดมา หล่อนสวมกางเกงสะแล็คสีแดงเข้มขาแคบฟิตเปรี๊ยะแนบสนิทเนื้อ ปลายขากางเกงมีสายรัดรอบฝ่าเท้าของหล่อน หล่อนสวมรองเท้าสานไขว้ไปมาสีขาว สวมเสื้อเชิ้ทฮาไวสีเหลืองอ่อน ตกแต่งใบหน้าด้วยเครื่องสำอางจนดูคล้ายกับใบหน้าของหุ่นกระบอก มือขวาถือกระเป๋าเงินขนาดกลางเป็นกระเป๋าหนังสีน้ำตาล กลิ่นน้ำหอมที่ตัวหล่อนหอมฟุ้ง

คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูหล่อนอย่างตื่นๆ เจ้าแห้วพาเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเจ้านายของเขาแล้วกล่าวกับลูกชายของเสี่ยหงวน

"รับประทานสุภาพสตรีผู้นี้ต้องการพบคุณครับ"

ร.ท. สมนึกใจเต้นแรงผิดปกติ เขาเลื่อนตัวเข้าไปหาสาวสวยเจ้าของไฝเม็ดงามเหนือริมฝีปากบนขวา และกล่าวกับหล่อนอย่างนอบน้อม

"คุณต้องการพบผมหรือครับ"

"ค่ะ-คุณคือร้อยโทสมนึกใช่ไหมคะ"

"ครับ ผมเอง ดูเหมือนว่าเราไม่เคยรู้จักกันนี่ครับ"

หล่อนโปรยยิ้มแบบสาวเจ้าเสน่ห์

"ใช่ค่ะ แต่เดี๊ยนรู้จักคุณดี"

เสี่ยตี๋หันมาพยักหน้าเรียกนพให้เข้ามาหาเขาแล้วกระซิบถาม

"เดี๊ยนน่ะแปลว่าอะไรวะ หรือเธอชื่อเดี๊ยน"

ลูกชายของนิกรกระซิบตอบ

"คนชื่อเดี๊ยนมีที่ไหน เดี๊ยนก็คือดั๊นหรือดิฉันนั่นเอง"

"อ๋อ" แล้วเสี่ยตี๋ก็เปลี่ยนสายตามาที่หล่อน "คุณมีธุระอะไรเกี่ยวกับผมเลื๊อบ"

หล่อนขมวดคิ้วย่น

"กรุณาพูดให้เดี๊ยนเข้าใจหน่อยเถอะค่ะ คุณว่าอะไรเลื๊อบนะคะ"

เสี่ยตี๋หัวเราะเบาๆ

"ผมถามคุณว่า คุณมีธุระอะไรเกี่ยวกับผมหรือครับ แต่ผมพูดเร็วไปหน่อย คำว่าหรือครับก็กลายเป็นเลื๊อบไปเหมือนกับคุณพูดดิฉันเป็นเดี๊ยน"

ทุกคนกลั้นหัวเราะแทบแย่ สาวสวยทำท่าอายเหนียมเล็กน้อย

"เดี๊ยนอยู่ในซอยหลังตึกแถวนี่แหละค่ะ"

"แล้วยังไงครับ"

"เดี๊ยนทราบว่าคุณกับเพื่อนๆ มาเปิดร้านหมอนวดผู้ชายรับนวดผู้หญิง เดี๊ยนก็มาหาคุณเพื่อต้องการให้คุณสมนึกนวดให้เดี๊ยน"

สมนึกยืนนิ่งเฉย นพจึงพูดแทนเขา

"ยังครับคุณ เรายังไม่ได้เริ่มดำเนินกิจการของเรานี่ครับ"

"แหม....เดี๊ยนอยากนวดนี่คะ อยากให้คุณสมนึกนวดค่ะ"

เสี่ยตี๋ยิ้มให้หล่อน

"กรุณากลับไปก่อนนะครับ เรายังจัดสถานที่ไม่เรียบร้อย"

"ก็นวดให้เดี๊ยนเป็นพิเศษไม่ได้หรือคะ"

"เครื่องนวดไม่มีครับ"

"ไม่มีใช้มือนวดก็ได้ค่ะ เดี๊ยนไม่รังเกียจ อุตส่าห์มาหาคุณแล้วอย่าให้เดี๊ยนผิดหวังเลยนะคะ"

เสี่ยหงวนเดินเข้ามาหาหล่อนและยกมือขวาตบหลังสาวน้อยเบาๆ

"หลานสาว หนูกลับไปบ้านเสียก่อนเถอะนะ อีกสองสามวันเปิดร้านแล้วค่อยมาใหม่ แล้วก็ถ่ายหยูกถ่ายยาเสียบ้าง รู้สึกว่าหนูคงท้องผูกแน่นอน ฉันคือกิมหงวนพ่อของสมนึก"

หล่อนลืมตาโพลงแล้วยกมือไหว้เสี่ยหงวนด้วยความดีใจ

"อุ๊ยตาย คุณเตี่ยหรือคะ หนูอยากเป็นลูกสะใภ้ของคุณเตี่ยจังค่ะ"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แต่ถ้าฉันเป็นกรรมกรขี่สามล้อเครื่องหรือเป็นคนงานกวาดถนนหนูก็คงจะไม่ยอมเรียกฉันว่าเตี่ยแน่นอน"

"ใช่ค่ะ หนูทราบมานานแล้วว่าคุณเตี่ยเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย แล้วก็คุณสมนึกเป็นลูกชายโทนคนเดียวของเตี่ย คุณสมนึกยังไม่มีแฟน กรุณาให้หนูได้เป็นแฟนของคุณนึกเถอะนะคะ หนูเคยเห็นคุณสมนึกกับเพื่อนๆ บ่อยๆ และตั้งแต่มาควบคุมช่างตกแต่งร้านที่นี่หนูมาแอบดูทุกวัน นะคะ ให้หนูเป็นแฟนคุณสมนึกเถอะนะคะ"

เสี่ยหงวนหันมามองดูหน้าลูกชายของเขา

"ว่ายังไงอ้ายตี๋"

เสี่ยตี๋สะดุ้งเล็กน้อย

"แหม--เรียกอ้ายต่อหน้าผู้หญิงสาวผมก็แย่ซีเตี่ย อย่างน้อยผมก็เป็นนายทหารสัญญาบัตรมียศเป็นร้อยโท"

อาเสี่ยหัวเราะ

"แต่แกก็เป็นลูกชายของฉัน ซึ่งฉันสร้างแกขึ้นมาตามหลักมนุษย์วิทยา ถ้าไม่มีฉันแกก็ไม่มีโอกาสได้เห็นโลกนี้และไม่มีโอกาสได้ถลุงเงินฉัน" แล้วสมนึกก็หันมาทางสาวสวยซึ่งเก่งกล้าก๋ากั่นและเปิดเผย "คุณจะมารับบริการนวดจากผมหรือมาขอเป็นแฟนผมครับ"

หล่อนเขยิบตัวเข้ามาเกือบชิดตัวสมนึก

"ทั้งสองอย่างแหละค่ะ"

"ผมเสียใจครับ ผมยังไม่พร้อมที่จะนวดให้คุณได้"

หล่อนยกเท้าทั้งสองซอยถี่เร็ว

"แหม--ไม่อยากแล้วละ ก็เดี๊ยนตั้งใจมาให้คุณนวด เดี๊ยนเมื่อยจะตายอยู่แล้ว"

เสี่ยตี๋อดหัวเราะไม่ได้

"รออีกสองสามวันเถอะครับ"

"แล้วเดี๊ยนมีหวังได้เป็นแฟนของคุณไหมล่ะคะ"

สมนึกสั่นศีรษะ

"ไม่มีทางครับเพราะผมมีแฟนเสียแล้ว"

"เป็นความจริงหรือคะนี่" หล่อนพูดเสียงดังผิดปกติ

"ครับ แฟนผมอยู่ใกล้ๆ บ้านผมเอง"

สาวสวยร้องไห้โฮโดยไม่ต้องอายใคร

"ถ้าเช่นนั้น เดี๊ยนก็ผิดหวังเพราะความเข้าใจผิด คิดว่าคุณยังไม่มีแฟน เดี๊ยนหลงรักคุณตั้งแต่เห็นคุณกับเพื่อนๆ แต่งเครื่องแบบนายทหารออก ทีวี. ช่อง ๗ ในรายการสงครามอนาคตมีอาวุธจรวดจำลองแบบต่างๆ ออกแสดงด้วย คุณขา...ไม่เห็นใจเดี๊ยนบ้างเลยหรือคะ"

ร.ท. นพเดินเข้ามาหาหล่อน

"คุณครับ คุณดารกา...."

หล่อนสะอื้น

"เดี๊ยนชื่อกะระบุหนิงค่ะ"

"แม่โว้ย" นพอุทานออกมาดังๆ "เพราะมากครับ ผมยังจำโคลงในนิราศนรินทร์บทหนึ่งได้... เจ้าพวงกะระบุหนิงพริ้ง เพราสรรพ พี่จะแขวนไว้กับกิ่งฟ้า คุณเป็นแควนผมเอาไหมล่ะครับ ผมคือร้อยโทนพ การุณวงศ์ รูปหล่อใจดี"

หล่อนยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับน้ำตาแล้วสั่นศีรษะ

"ม่ายละคะ เดี๊ยนทราบดีว่าคุณน่ะขี้เหนียวอย่างร้ายกาจกระดูกขัดมันรู้มากเอาเปรียบเพื่อน ใครๆ เขาก็รู้กันทั้งนั้นว่าคุณน่ะกระดูกเหมือนพ่อของคุณ"

นิกรทำคอย่นแล้วพูดเสริมขึ้น

"แล้วทำไมจะต้องมาว่าฉันด้วยล่ะคุณหนู ฉันนี่แหละคือพ่อของนพ"

นพยิ้มให้สาวสวย

"เป็นอันว่าคุณไม่ชอบผม"

"ค่ะ"

"แล้วเพื่อนผมสองคนนี่ล่ะครับ ร้อยโทพนัสกับศาสตราจารย์ร้อยโทดำรง นักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมขนาดทำทองเหลืองให้เป็นทองคำได้ คิดยาลบหมึกแก้เลขล็อตเตอรี่ได้แนบเนียน"

กะระบุหนิงส่ายหน้า

"ไม่อยู่ในความสนใจของเดี๊ยนค่ะ ผู้ชายรูปหล่ออย่างคุณพนัสน่ะอย่างไรก็ต้องเจ้าชู้ แล้วก็คุณดำรงคงใช้เวลาสนใจกับการค้นคว้าทดลองมากกว่าอย่างอื่น เดี๊ยนสนใจคุณสมนึกคนเดียวเท่านั้น"

นพพยักหน้ารับทราบ

"จริงครับ ผมเป็นผู้หญิงผมก็สนใจเพราะอ้ายตี๋เป็นทายาทของมหาเศรษฐีผู้ยิ่งใหญ่ อีกอย่างช้าสองสามปีลุงกิมหงวนก็เท่งทึงแล้ว"

"อ้าว" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร "ทำไมแกแช่งฉัน ฉันยังไม่แก่นะโว้ย ฉันยังแข็งแรงเตะปี๊บเปล่าไกลตั้ง ๑๐ เมตร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"พาแม่หนูคนนี้ลงไปได้แล้วเจ้าแห้ว"

เจ้าแห้วมองดูสาวสวยอย่างขบขัน

"ไปเถอะครับ พวกเจ้านายของผมกำลังมีงานยุ่งเกี่ยวกับการตกแต่งสถานที่ ถ้าคุณอยากจะนวดก็รอให้เปิดร้านเสียก่อน ช่วยประชาสัมพันธ์ให้เราด้วยนะครับว่าบริการนวดอบและอาบของเราล้ำยุคยอดเยี่ยมไม่ยืดยาดโยกโย้หรือยักยี่ยักยัน"

"พอแล้ว" พลตวาด

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ แล้วพาสาวน้อยเจ้าของนามกะระบุหนิงเดินลงบันไดไปสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองดูหน้ากันและหัวเราะคิกคักไปตามกัน

ต่อไปนี้คือประกาศแจ้งความในหน้าหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับซึ่งมีข้อความเช่นเดียวกันเรียงพิมพ์ด้วยตัวพิมพ์ขนาดใหญ่สะดุดตาและตอนล่างของโฆษณามีภาพถ่ายอาคารพาณิชย์อันเป็นที่ตั้งของสถานนวดตัวทันสมัยของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

"สบาย"

สถานนวดอบอาบน้ำ

หมอนวดหนุ่มรูปหล่อ พนัส นพ สมนึก และดำรง บริการเฉพาะสุภาพสตรี สถานที่โอ่โถงหรูหราทันสมัยที่สุด บริการยอดเยี่ยมตามใจผู้นวด เปิดบริการในวันที่ ๙ กันยายน ศกนี้เป็นต้นไป ตั้งแต่ ๘.๐๐ ถึง ๒๔.๐๐ น. มีทางเข้าทางประตูหลังร้านไม่ประเจิดประเจ้อ

ฟังเพลงไพเราะ อากาศเย็นสบาย ห้องนวดสวยงามตระการตาเชิญที่

"สบาย"

ประตูน้ำปทุมวันถนนราชปรารภ

ในที่สุด วันเสาร์ที่ ๙ กันยายน ก็ผ่านมาถึง

"สบาย" เปิดร้านในเวลา ๗.๐๐ น. สาวใช้สองคนที่จ้างไว้ได้ช่วยกันทำความสะอาดห้องชั้นล่างและชั้นสองอีกครั้งหนึ่ง ตามโต๊ะข้างเตียงนอนสำหรับนวดมีดอกไม้สดประดับแจกันอย่างสวยงาม เครื่องปรับอากาศเริ่มทำงานครางกระหึ่มเบาๆ เสียงเพลงจากแผ่นเสียงบรรเลงแผ่วเบาทั้งชั้นบนและชั้นล่าง

หมอนวดหนุ่มทั้งสี่คนพร้อมด้วยประไพเมียรักของนิกรมาถึงร้าน "สบาย" ในเวลา ๗.๓๐ น. เนื่องจากทางร้านยังหาคนที่ไว้วางใจเป็นแค็ชเชียร์ไม่ได้ นพจึงขอร้องให้ประไพมารดาของเขาทำหน้าที่เป็นแค็ชเชียร์ชั่วคราว ประไพเห็นแก่ลูกหลานของหล่อนจึงยินดีรับเป็นแค็ชเชียร์ให้ซึ่งวันนี้ประไพได้แต่งตัวหรูหราเป็นพิเศษสวมสะแล็คสีฟ้าอ่อนฟิตเปรียะ สวมเสื้อคอเชิ้ทแขนสามส่วนสีเหลืองทำผมแต่งหน้าเรียบร้อย ทำให้หล่อนสาวขึ้นและสวยขึ้นแม้กระทั่ง ร.ท. นพ ก็ยังออกปากชมเปาะว่าคุณแม่ยังสาว

พอได้เวลา ๘.๐๐ น. ทุกคนก็เข้าประจำหน้าที่ของตน หมอนวดหนุ่มทั้งสี่คนนั่งเสนอตัวอยู่บนโซฟาทางหลังร้าน พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรง แต่งกายเหมือนกันราวกับลูกแฝด สวมกางเกงขายาวสีน้ำตาล เสื้อยืดแขนสั้นคอปกสีฟ้าอ่อนซึ่งเป็นเสื้อยืดอเมริกันราคาแพงแบบทันสมัย ประไพนั่งอยู่ที่โต๊ะหน้าร้านทำหน้าที่เป็นแค็ชเชียร์และคอยต้อนรับแขก สาวใช้สองคนสวมเสื้อกันเปื้อนสีขาวนั่งอยู่ทางหนึ่ง คอยปรนนิบัติรับใช้ ทางหลังร้านมีชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่คนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างประตูหลังตึกซึ่งเปิดทิ้งไว้สำหรับให้สุภาพสตรีมารับบริการนวดแต่ไม่อยากให้ใครเห็นหน้าเข้าออกทางนี้ ชั้นสองคือสถานนวดอบอาบมีเจ้าแห้วอยู่คนเดียวทำหน้าที่เปิดเสียงเพื่อช่วยให้บรรยากาศภายในร้านเต็มไปด้วยความสุข เคร่องปรับอากาศได้ส่งกลิ่นหอมชื่นของพันธุ์บุปผชาติตลอดเวลา ด้วยประดิษฐกรรมของศาสตราจารย์ดำรงนักวิทยาศาสตร์ผู้มีความรู้ความสามารถไม่ยิ่งหย่อนกว่านายพลดิเรกผู้เป็นบิดาของเขา

จนกระทั่ง ๘.๓๐ น. ก็ยังไม่มีแขกมาอุดหนุนแม้แต่คนเดียว มีแต่สุภาพสตรีโทรศัพท์มาไต่ถามราคาค่าบริการ หรือรายละเอียดซึ่งประไพก็ตอบให้ทราบ เครื่องโทรศัพท์เครื่องนั้นวางอยู่บนโต๊ะทำงานเบื้องหน้าประไพนั่นเอง

หมอนวดหนุ่มทั้งสี่คนนั่งสนทนากันเงียบๆ เกือบเป็นเสียงกระซิบกระซาบ นานๆ ใครคนหนึ่งก็ยกนาฬิกาขึ้นมองดูเวลาแล้วสะท้อนถอนใจ

"ถ้ามันแย่โว้ยเรา" นพพูดเบาๆ "ลงทุนไปตั้งเกือบหกแสนรวมทั้งค่าโฆษณาไม่เห็นมีลิงที่ไหนมานวดสักตัว อาจจะเป็นไปตามที่พ่อกันพูดก็ได้คือ เราจะต้องทำพิธีปิดร้านในไม่ช้านี้"

พนัสหัวเราะเบาๆ

"อย่าพึ่งท้อถอยซีวะ วันแรกๆ อาจจะมีแขกน้อยเนื่องจากสุภาพสตรีที่เมื่อยขบยังกระดากอาย ไม่กล้ามาให้เรานวดกลัวจะถูกติฉินนินทาไปในทางไม่ดีไม่งาม เพราะเมืองไทยยังถือกันในเรื่องผู้หญิงถูกผู้ชายแตะต้องเนื้อตัว คนไข้ผู้หญิงบางคนยังยอมเจ็บตายไม่ยอมให้หมอตรวจ"

การสนทนายุติลงเพียงชั่วขณะแล้วเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนก็สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงประไพหาวนอนขึ้นดังๆ

"เฮิ้ว"

ต่างมองไปทางโต๊ะแค็ชเชียร์หน้าร้าน เสี่ยตี๋ร้องถามประไพด้วยเสียงหัวเราะ

"ง่วงหรือครับน้าไพ"

ประไพหันมายิ้มให้ลูกหลานของหล่อน

"น้าอยากนอนเสียแล้วซี อากาศมันเย็นสบายหอมกลิ่นกุหลาบและได้ฟังเพลงเพราะๆ อย่างนี้ชวนให้ง่วงนอนมากแขกก็ไม่มี สงสัยว่ามันจะเจ๊งนะพ่อนึก"

เสี่ยตี๋กลืนน้ำลายเอื๊อก

"อย่าให้พรแบบนี้ซีครับน้าไพ แล้วกัน ยังไม่ทันไรแช่งให้เจ๊งเสียแล้วไหมล่ะ"

"ไม่ได้แช่ง แต่น้ามั่นใจว่ามีหวังเจ๊งร้อยเปอร์เซนต์"

ทันใดนั้นเอง ประตูกระจกฝ้าหน้าร้านก็ถูกผลักออก สุภาพสตรีผู้หนึ่งเดินเข้ามาในร้านในทางทางกระดากกระเดื่อง ประไพกับหมอนวดหนุ่มทั้งสี่คนต่างจ้องตาเขม็งมองดูหล่อนด้วยความสนใจ หล่อนมีอายุในวัน ๕๐ ขวบ รูปร่างอ้วนใหญ่ขนาดรถถังเอ็ม. ๔๑ แต่งกายทันสมัยนุ่งสะแล็คสีน้ำตาลไหม้ เสื้อคอเชิ้ทตาหมากรุกสีชมพูสลับสีฟ้า ถือกระเป๋าเงินใบใหญ่ ถึงแม้วัยของหล่อนดึกแล้วแต่หล่อนก็ไม่ยอมแก่ เซ็ทผมแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางเขียนคิ้วทาปาก

ลูกชายของนิกรกระซิบกระซาบกับเสี่ยตี๋เบาๆ

"มาจากโกดังเก็บศพวัดไหนโว้ย กำลังขึ้นอึ่ดทึ่ดเชียวดูซีวะเนื้อที่แก้มแทบจะปริหลุดออกมา"

เสี่ยตี๋จุปากแล้วกระซิบตอบ

"คนโว้ยไม่ใช่ผี"

ประไพยิ้มให้แขกคนแรกของ "สบาย" และกล่าวทักอย่างนอบน้อม

"สวัสดีค่ะคุณนาย"

"อุ๊ย อย่าเรียกอะฮั้นว่าคุณนายเลยค่ะ อะฮั้นเป็นแม่ม่าย สามีของอะฮั้นที่ตายไปก็เป็นแต่เพียงชิปปิ้งเท่านั้น"

"ขอบคุณค่ะ "สบาย" รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวค่ะที่ได้ต้อนรับคุณและคุณได้กรุณาให้เกียรติมาอุปการะเรา"

หล่อนหัวเราะเสียงใส ทำท่าดีดดิ้นเหมือนไส้เดือนถูกขี้เถ้า

"อะฮั้นนั่งเล่นไพ่หลังขดหลังแข็งทุกวัน พบประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าที่นี่มีหมอนวดผู้ชายรับนวดผู้หญิงโดยเฉพาะ อะฮั้นก็มารับบริการซึ่งจะขอทดลองดู ถ้านวดได้ดีก็จะมาอุดหนุนอีกค่ะ ฮิ ฮิ หมอนวดหนุ่มทั้งสี่คนอยู่ที่ไหนคะ"

ประไพหันไปทางด้านหลังของหล่อนและลุกขึ้นยืน

"โน่นค่ะ นั่งอยู่บนโซฟา คนแรกชื่อสมนึก คนที่สองชื่อนพ ต่อไปชื่อพนัสและดำรงค่ะ คุณพอใจจะให้ใครบริการคุณก็เชิญเลือกเอาเถอะนะคะ" พูดจบประไพก็พาสาวน้อยคือมีความสาวเหลืออีกเพียงเล็กน้อย เดินเข้าไปหาหมอนวดทั้งสี่คน

พนัส นพ สมนึก และ ดำรงยิ้มอายๆ สุภาพสตรีในวัยดึกเจ้าของนามรัชนีพรรณแม่ม่ายทรงเครื่อง มองดูหมอนวดหนุ่มทีละคนแล้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่แต่หล่อนไม่พูดอะไร จนกระทั่งประไพกล่าวถาม

"คุณจะกรุณาให้ใครรับใช้คุณล่ะคะ"

"แหม-อะฮั้นชอบทั้งสี่คนแหล่ะค่ะ แต่ละคนล้วนแต่รูปหล่อถูกใจอะฮั้นทั้งนั้น"

ประไพเกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ

"ถ้าเช่นนั้นก็นึกนิ้วซีคะ คุณนายยืนหันหลังให้ยื่นมือขวาหดนิ้วหัวแม่มือเสียข้างหนึ่งแล้วนึกในใจว่า นิ้วอะไรเป็นนิ้วที่คุณนายตั้งใจไว้ ใครจับนิ้วไหนได้ก็ให้คนนั้นบริการคุณนายอย่างนี้ยุติธรรมดีไหมคะ"

รัชนีพรรณหัวเราะเสียงห้าวราวกับผู้ชาย

"ยุติธรรมค่ะ แต่อะฮั้นอยากให้นวดทั้งสี่คนค่ะ สำหรับค่าบริการอะฮั้นไม่ขัดข้อง ให้แกช่วยกันนวดอะฮั้นคิดค่าบริการเท่าใดอะฮั้นก็จะจ่ายให้"

"ได้ค่ะคุณนาย"

"แหม-อย่าเรียกอะฮั้นว่าคุณนายเลยค่ะ อะฮั้นชื่อรัชนีพรรณ คุณจะเรียกอะฮั้นว่าตุ๊ก็ได้ เรียกคุณนายอะฮั้นจั๊กจี้ใจจริงๆ อะฮั้นกลัวว่าอะฮั้นจะเป็นคุณนายหงอนค่ะ ฝนตกลื่นๆ อย่างนี้มีหวังเป็นคุณนายหงอนง่ายที่สุด"

ประไพซ่อนยิ้มไว้ในหน้า แล้วกล่าวกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน

"คุณตุ๊แขกผู้มีเกียรติของเรา ต้องการให้พวกเธอทั้ง ๔ คนนวดและอบอาบน้ำให้พาขึ้นไปข้างบนซีจ๊ะ"

เสี่ยตี๋อ้าปากหวอกล่าวถามรัชนีพรรณทันที

"อาบน้ำด้วยหรือครับคุณป้า"

"ค่ะ"

"ไม่ไหวละครับ อ่างน้ำของเราเล็กนิดเดียว คุณป้าลงไปในอ่างอ่างคงแตกแน่ๆ เอาแต่เพียงนวดตัวเถอะนะครับ อบตัวก็ไม่ได้เพราะห้องอบหรือถังสำหรับอบ ขนาดเล็กกว่าตัวคุณป้ามากครับ"

รัชนีพรรณยิ้มแห้งๆ

"ถ้ายังงั้นก็นวดตัวอย่างเดียว อะฮั้นน่ะมันคนมีกรรมนะคุณ ทีแรกก็ไม่ได้อ้วนพีขนาดนี้หรอกค่ะ น้ำหนักตัวเพียง ๗๐ โลเท่านั้น ตอนหลังเพื่อนเขาเอายาลดความอ้วนมาให้ทาน กินเข้าไปหมดขวดเขาจดหมายมาบอกว่าเขาหยิบยาผิด ยาที่ให้มาเป็นยาเจริญอาหารเพิ่มน้ำหนัก อะฮั้นก็เลยใหญ่โตมโหฬารกว่าเก่าชั่วเวลาเพียงสองสามเดือนที่ผ่านมา อึดอัดจริงๆ ค่ะคุณขาจะนั่งจะลุกดูมันลำบากยากเย็นไปทั้งนั้น รถยนต์ของอะฮั้นแหนบหักบ่อยๆ เฮ้อ-กรรมเวรอ้วนได้อ้วนดี"

เสี่ยตี๋หัวเราะเบาๆ

"แต่ก็ดีครับ คนอ้วนแก่ช้า ถ้าคุณป้าผอมคุณป้ามีอายุวัยนี้เนื้อหนังก็คงจะเหี่ยวย่นแล้ว นี่ยังตึงเต่งทั้งตัว"

"อุ๊ย หมั่นไส้ ช่างยอนัก พาอะฮั้นขี้นไปนวดซีคะ พวกคุณสี่คนช่วยกันนวดอะฮั้นคงสบายหายเมื่อย อะฮั้นอยู่บ้านเคยใช้เด็กมันนวดและเหยียบให้ค่ะแต่ไม่หายเมื่อย"

พนัส นพ สมนึก และดำรงต่างลุกขึ้นยืนแล้วพาแขกคนแรกของ "สบาย" เดินขึ้นบันไดไปชั้นบน สี่สหายหนุ่มหัวเราะคิกคักไปตามกัน เมื่อขึ้นมาที่ห้องนวดอันเป็นห้องโถงที่ตกแต่งสวยงามสะดุดตามีบรรยากาศน่าสบายมีเสียงเพลงดังแผ่วเบา รัชนีพรรณแม่ม่ายทรงเครื่องผู้เปล่าเปลี่ยวก็กล่าวออกมาดังๆ

"โอ้โฮ ห้องนวดอบของคุณช่างวิเศษจริงๆ ถึงแม้เป็นที่รโหฐานแต่ก็เปิดเผยมีเตียงเรียงกันถึงสี่เตียงโดยไม่ได้กั้นห้องไว้โดยเฉพาะเตียงนอนที่เตียงก็ใหม่เอี่ยมและสะอาด เครื่องตกแต่งห้องแต่ละชิ้นก็ล้วนแต่สวยงาม โดยเฉพาะม่านกำมะหยี่สวยมากเชียวค่ะ อากาศเย็นสบายท่ามกลางเสียงเพลงและกลิ่นหอมของดอกไม้ อะฮั้นจะช่วยโฆษณาให้ค่ะว่า "สบาย" เหมาะสำหรับสุภาพสตรีที่ต้องการมานวดอบอาบน้ำจริงๆ อ้อ-มีเจ้าหน้าที่เปิดแผ่นเสียงอยู่ทางโน้น"

พนัสร้องบอกเจ้าแห้ว ซึ่งนั่งอมยิ้มอยู่บนเก้าอี้ข้างโต๊ะเครื่องเล่นแผ่นเสียง

"เปลี่ยนเพลงใหม่โว้ยอ้ายแห้ว เปิดเพลงไทยสากล"

เจ้าแห้วรีบปิดสวิทซ์และเลือกแผ่นเสียงแผ่นหนึ่งวางลงบนเครื่อง หลังจากนั้นเสียงเพลง "ถมไม่เต็ม" ก็ดังกังวานแผ่วเบาด้วยระบบเสียงแบบ "ดิเรก" ซึ่งดังนุ่มนวลน่าฟังมากได้ยินเสียงเครื่องดนตรีทุกชิ้นอย่างชัดเจน

เสี่ยตี๋กล่าวกับแม่ม่ายทรงเครื่องอย่างนอบน้อม

"ขอเวลาให้พวกผมผลัด เปลี่ยนเครื่องแต่งตัวสักสองสามนาทีนะครับ คุณป้าแก้ผ้าออกได้แล้วครับ"

รัชนีพรรณสะดุ้งเฮือกเหมือนถูกเข็มแทง

"หา คุณว่ายังไงนะคะ"

สมนึกยิ้มแห้งๆ

"ผมหมายความว่า คุณป้าถอดสะแล็คออกได้แล้วครับ เหลือแต่เพียงเสื้อยกทรงและกางเกงใน เพื่อสะดวกในการนวด คุณป้านุ่งกางเกงในมาหรือเปล่าล่ะครับ"

"อ๋อ นุ่งค่ะ สิ้นเคราะห์ไปที คุณบอกให้อะฮั้นแก้ผ้า นึกว่าจะให้อะฮั้นเปลือยกายล่อนจ้อนเหมือนเปรต หรือเด็กแรกเกิด ถ้ายังงั้นอะฮั้นไม่นวดแน่ เรื่องอะไรจะมาโชว์เช็ปอวดพวกคุณ อ้า-ตามร้านนวดที่หมอนวดสาวเขานวดให้แขกผู้ชายน่ะ พวกแกที่ไปรับการนวดต้องเปลือยกายใช่ไหมคะ"

นพตอบแทนเสี่ยตี๋

"สุดแล้วแต่ความสมัครใจครับ บางคนก็นอนแก้ผ้าล่อนจ้อนให้หมอนวดสาวนวดให้ บางคนก็นุ่งกางเกงในหรือนุ่งผ้าขนหนูผืนเล็กๆ "

รัชนีพรรณทำหน้าชอบกล

"แล้วตอนอาบน้ำล่ะคะ"

"อาบน้ำก็ต้องแก้ผ้าซีครับคุณป้า" นพพูดยิ้มๆ "อย่างนั้นไม่เรียกว่าอนาจารหรอกครับ เพราะอยู่ในห้องกับหมอนวดสองต่อสอง คนเราอาบน้ำก็ต้องเปลือยกายเหมือนๆ กันหรือคุณป้านุ่งผ้าอาบน้ำ"

"แก้ค่ะ อะฮั้นแก้ทุกที"

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็เหมือนกัน นุ่งผ้าขาวม้าอาบน้ำมันเหมาะสำหรับการอาบน้ำในแม่น้ำลำคลอง คนที่มีห้องน้ำอยู่บ้านไม่มีใครนุ่งผ้าอาบน้ำหรอกครับ ฝรั่ง แขก พม่า ไทย ญวน ลาว เหมือนกันทั้งนั้น"

สี่สหาย หนุ่ม ขอตัวเลี่ยงไปยังห้องสำหรับผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวของหมอนวดซึ่งเป็นห้องเล็กๆ สักครู่หนึ่ง พนัส นพ สมนึกและศาสตราจารย์ดำรงก็เดินออกมาจากห้องนั้น ลูกชายของคณะพรรคสี่สหายสวมกางเกงยืดแนบเนื้อคนละตัว แบบกางเกงอาบน้ำท่อนบนเปลือยเปล่า ทุกคนหยุดชะงักเมื่อแลเห็นร่างอันอ้วนใหญ่ของแม่ม่ายทรงเครื่อง นั่งไขว่ห้างสูบบุหรี่พ่นควันปุ๋ยอยู่บนเตียงนอนเตียงแรกริมซ้ายสุด เป็นเตียงไม้สักสวยงามต่อพิเศษ กว้าง ๓ ฟุต ยาว ๗ ฟุต และสูง ๓ ฟุต

รัชนีพรรณสาวใหญ่วัย ๕๐ ขวบ สวมกางเกงลิงสีดำเพียงตัวเดียว ท่อนบนสวมหิ้วทรงสีฟ้าอ่อน หน้าอกของหล่อนดุเดือดมากขนาดหมอนข้างตัดสอง ถึงแม้รัชนีแก่แล้ว ผิวพรรณของหล่อนก็ยังเปล่งปลั่งขาวผ่องแบบคนแก่ที่สวยตลอดกาล ทั้งนี้เพราะหล่อนไม่เคยตรากตรำทำงานหนัก มีชีวิตอย่างสุขสบายมาแต่เล็กแต่น้อย รู้จักรักษาตัวบำรุงตัวให้สวยงามอยู่เสมอเสียอย่างเดียวหล่อนอ้วนจนเกินไป อ้วนจนเผละผละ

"อุ๊ย" นพอุทานเบาๆ "คุณป้าตุ๊ เชปไม่เลวโว้ย คงในราว ๔๕-๔๘ และ ๔๕ โป๊ดีว่ะ"

เสี่ยตี๋หัวเราะหึๆ

"เหมือนกับตายแล้ว ๗ วัน กำลังขึ้นเต็มที่"

เมื่อสาวน้อยในวัยชราหันมาทางเขา หมอนวดหนุ่มทั้งสี่คนก็พากันเดินเข้ามาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและเข้ายืนประจำที่ข้างเตียง พนัสกับดำรงอยู่ข้างหนึ่ง นพกับสมนึกอยู่อีกข้างหนึ่ง ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าแห้วก็หิ้วตะกร้าพลาสติคมาวางบนโต๊ะข้างเตียง ในตะกร้ามีเครื่องนวดไฟฟ้าชนิดสวมติดนิ้วมือรวม ๔ ชุด

เจ้าแห้วกระซิบกระซาบถามพนัส

"รับประทานขอให้ผมยืนดูหมูตกน้ำตายด้วยคนได้ไหมครับ"

ลูกชายของพลทำตาเขียวแต่ไม่พูดว่ากระไร นอกจากโบกมือไล่เจ้าแห้วไปให้พ้น ต่อจากนั้น พนัส นพ สมนึก และดำรงก็ยกเครื่องนวดออกมาจากตระกร้าคนละชุด คลี่สายไฟออกนำไปเสียบปลั๊กที่ผนังตึกให้เรียบร้อย เสร็จแล้วต่างก็สวมเครื่องนวดติดนิ้วมือทั้งสองข้างแล้วลองเปิดสวิทซ์เดินเครื่องดู

เสียงเครื่องนวดที่ใหม่เอี่ยมดังเบาๆ พอได้ยิน นพยิ้มให้รัชนีพรรณแล้วถามว่า

"ประทานโทษ คุณป้าเคยนวดด้วยเครื่องไฟฟ้าแบบนี้ไหมครับ"

"ไม่ค่ะ อะฮั้นเคยแต่วานเด็กมันนวดให้ด้วยมือ"

นพหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นสนุกแน่ คุณป้าลงนอนเถอะครับลงนอนตามสบาย เสื้อยกทรงของคุณป้าถอดออกเสียเถอะครับจะได้นวดได้ทั่วตัว ถอดเถอะครับพวกผมไม่รังเกียจ"

"เอ-แค่นี้อะฮั้นก็โป๊พอดูแล้วนะคะคุณ นวดยังงี้ก็แล้วกันอย่าให้อะฮั้นต้องเป็นจ้ำบ๊ะเลย ตั้งแต่สาวจนแก่ไม่เคยถอดเสื้อให้ใครเห็นหรอกค่ะ"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"เอาละครับ คุณป้านอนนิ่งๆ ผมจะให้นพนวดให้เป็นคนแรก นวดพร้อมกันทั้งสี่คนไม่ได้หรอกครับ เราจะผลัดกันนวดให้คุณป้าคนละ ๕ นาทีสลับกันไป โอ้โฮ ขาของคุณป้าแต่ละข้างคล้ายกับขาหมูแฮมนะครับ"

"อ้าว แล้วทำไมจะต้องมาวิจารณ์แข้งขาของอะฮั้นชักหมั่นไส้พวกคุณเสียแล้วซี อ้า-เรียกอะฮั้นว่าพี่ไม่ได้หรือคะ เรียกป้าฟังแล้วรู้สึกว่าอะฮั้นเป็นคนแก่หงำเหงอะคนหนึ่ง"

พนัส นพ สมนึก และดำรงมองดูหน้ากันและยิ้มให้กันต่อจากนั้น ลูกชายของนิกรก็เริ่มต้นนวดที่ท้องของแม่ม่ายทรงเครื่องก่อน ท้องของหล่อนใหญ่โตมโหฬารผิดปกติเต็มไปด้วยไขมัน เมื่อเครื่องไฟฟ้าสัมผัสหน้าท้องของหล่อน รัชนีพรรณก็ดิ้นกระแด่วๆ และหัวเราะงอหาย

"ว้าย จั๊กกระจี้ ฮ่ะ ฮ่ะ เอิ๊ก"

นพยกมือขึ้นจากท้องของหล่อนทันที

"ว้า-คุณป้าเส้นตื้นจังแล้วผมจะนวดยังไงล่ะครับ เอาๆ เอาเข้า หัวเราะใหญ่เดี๋ยวก็ขาดใจตายหรอก"

รัชนีพรรณพูดพลางหัวเราะงอไปงอมา

"มันจั๊กจี้ค่ะคุณ เครื่องนวดทำไมมันสั่นอย่างนี้ ฮ่ะ ฮ่ะ อุ๊ย....เหนื่อย ใช้มือเปล่าๆ นวดแบบหมอนวดรุ่นเก่าไม่ได้หรือคะ"

นพสั่นศีรษะ

"ไม่ไหวละครับ ตัวคุณป้ายังกะพังแป้น"

"แหม-คนผี มาว่าเค้าเป็นช้าง"

นพหัวเราะเบาๆ

"ก็ไม่เห็นเสียหายอะไรนี่ครับคุณป้า ช้างเป็นสัตว์ประเสริฐคู่บ้านคู่เมืองเคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นคุณพระเป็นเจ้าคุณและเจ้าพระยามามากต่อมาก"

เสี่ยตี๋พูดเสริมขึ้น

"แกถอยไปนพกันจะนวดให้คุณป้าเอง มือแกอาจจะหนักไปแล้วก็เมื่อกี้แกนวดถูกสีข้างของคุณป้าเข้า เส้นหัวเราะของคนเรามันอยู่ตรงนั้น กันเคยไปให้หมอนวดสาวเขานวดกัน พอเขานวดถูกบั้นเอวกันหัวเราะเสียแทบแย่ ถึงกับพลัดตกจากเตียง" แล้วเขาก็มองดูสาวน้อยในวัยดึก "เอาละครับผมจะนวดให้ อ้า-นึกถึงคุณพระคุณเจ้าไว้ให้ดีนะครับ"

รัชนีพรรณสะดุ้งโหยง

"ไหงยังงั้นล่ะคะ คุณจะนวดหรือจะฆ่าอะฮั้นแน่"

สมนึกหัวเราะ

"ผมพูดเล่นน่ะครับคุณพี่"

แม่ม่ายทรงเครื่องยิ้มหวานทำท่าทางเหมือนกับว่าหล่อนเสน่หาเสี่ยตี๋

"เออ เรียกอะฮั้นว่าคุณพี่อย่างนี้ทำให้คุณน่ารักขึ้นอีกเป็นกอง ความจริงคุณเป็นเด็กหนุ่มที่รูปหล่อพอใช้เชียวค่ะ เสียอย่างเดียวสูงมากไปหน่อย"

"ครับ ๖ ฟิตกับนิดหน่อย สำหรับผู้ชายไทยเราก็เรียกว่าสูงมาก พ่อผมก็สูงขนาดผมนี่แหละครับ ผมเกิดปีน้ำท่วมใหญ่ก็เลยสูงอย่างนี้ ผมจะนวดให้คุณพี่นะครับด้วยบริการพิเศษคือนวดอย่างตั้งอกตั้งใจ"

"ค่ะ ค่ะ ขอบคุณมาก คุณชื่ออะไรคะ"

"สมนึกครับคุณพี่"

หล่อนยกมือชี้หน้านพ

"แล้วคนนี้ล่ะคะ"

"คนนี้ชื่อนิกรครับ"

นพทำคอย่น

"นั่นพ่อกันโว้ย" แล้วเขาก็กล่าวกับแม่ม่ายทรงเครื่องอย่างนอบน้อม "ผมชื่อนพครับ สองคนนี่ชื่อพนัสและดำรงแล้วคุณหนูล่ะครับชื่ออะไร"

หล่อนหัวเราะคิ้ก

"ตายแล้ว มาเรียกเค้าว่าหนู ตัวน่ะเป็นเด็กคราวลูกคราวหลานเค้า เดี๋ยวตีเผียะเลย"

นพหันมากระซิบกับเสี่ยตี๋

"จับแช่น้ำปลาเสียดีไหม"

ถึงแม้นพพูดกระซิบรัชนีพรรณก็ได้ยินแว่วๆ

"ว่ายังไงนะคะคุณนพ คุณจะจับใครแช่น้ำปลา"

นพหัวเราะหน้าเป็นตามเคย

"จับแมงดาครับ ตอนนี้กลางคืนฝนตกชุกแมงดาชุมครับ คุณพี่ทานแมงดาเป็นไหมครับ"

หล่อนค้อนปะหลับปะเหลือก

"อะฮั้นได้ยินว่าคุณจะจับอะฮั้นแช่น้ำปลา ถ้าพูดยังงี้ละก้อออกจะดูถูกกันมากเกินไปนะจะบอกให้"

นพตกใจรีบยกมือไหว้ประหลกๆ

"เปล่าครับผมไม่ได้พูดยังงั้น คุณพี่ตัวใหญ่ยังกะรถบดถนนผมจะจับแช่น้ำปลาไหวหรือครับ อย่างน้อยก็ต้องใช้เครื่องกว้านสำหรับยกรถตกถนน แล้วก็จะเอาโหลหรือภาชนะอะไรใส่น้ำปลาสำหรับดองคุณพี่ ผมกราบขอประทานโทษครับ คุณพี่ยิ้มหน่อยซีครับ เวลาคุณพี่ยิ้มมีเสน่ห์จริงๆ ยิ้มหวานกว่าคุณอาภัสราหรือคุณจีรนันทน์เป็นไหนๆ "

"อื๋อ ปากหวานนัก ก้มหน้าลงมานี่ขอจูบทีเถอะค่ะ"

นพสะดุ้งเฮือก

"อย่าเลยครับคุณพี่"

"รังเกียจหรือคะ"

"ไม่ใช่หรอกครับ ผมกลัวคุณพี่กินผม"

"อ้าว นี่เห็นอะฮั้นเป็นนางผีเสื้อสมุทรไปแล้วหรืออย่างไร อะฮั้นไม่ใช่ยักษ์มารนะจะบอกให้ อะฮั้นเป็นมนุษย์เหมือนอย่างคุณแต่รูปร่างมันอ้วนใหญ่ไปหน่อย โอย พูดมากๆ เหนื่อย"

พนัสพูดตัดบท

"คุณพี่นอนเฉยๆ เถอะครับ สมนึกเขาจะได้นวดให้คุณพี่ เราอยากจะนวดให้คุณพี่พร้อมกันทั้งสี่คนก็ทำไม่ได้"

สาวน้อยในวัยดึกทำหูตากระชดกระช้อยกับลูกชายของพลถึงแม้รัชนีพรรณแก่แล้วหล่อนก็มีหัวใจเหมือนกัน หล่อนรู้สึกพึงพอใจหมอนวดหนุ่มทั้งสี่คนไม่น้อย แต่ก็ทำกระฟัดกระเฟียดไปยังงั้นเอง

เสี่ยตี๋ลงมือนวดให้หล่อนทันที เขาเปิดสวิทซ์ไฟเครื่องนวดที่ติดอยู่กับนิ้วมือของเขาทั้งสองข้างแล้วนวดขาข้างซ้ายของแม่ม่ายทรงเครื่องก่อน พอถูกนวดเส้นของหล่อนก็กระตุกทำให้เท้าซ้ายยกขึ้นเองวัดถูกคางเสี่ยตี๋ดังพล็อก

"โอ๊ย" สมนึกร้องลั่น "ไหงเตะผมล่ะครับคุณพี่"

รัชนีพรรณใจหายวาบ

"โอ ขอโทษเถอะค่ะคุณ อะฮั้นไม่ได้เจตนาเลยค่ะ เส้นมันกระตุกเท้าของอะฮั้นยกขึ้นไปเอง ทำไมคุณไม่หลบล่ะคะ"

"หลบทันเมื่อไรล่ะครับ มายังกะจรวดนำวิถี โอ้โฮ....เห็นอ้วนๆ ยังงี้เตะไวยังกะแบ็คฟุตบอล"

แม่ม่ายวัยดึกหัวเราะลั่น

"อย่าโกรธอย่าเคืองเลยค่ะ นวดให้อะฮั้นต่อไปเถอะคุณสมนึก รู้สึกว่าท่าทางของคุณทะมัดทะแมงดี"

เสี่ยตี๋ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"แย่....ถ้าคุณพี่เส้นกระตุกอย่างนี้บ่อยๆ กว่าผมจะนวดเสร็จผมคงถูกคุณพี่เตะอีกหลายที"

ทันใดนั้นเอง สาวใช้คนหนึ่งก็พาสาวสวยซึ่งเป็นสาวใหญ่ในวัย ๓๐ ปีคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดมา พนัส นพ และศาสตราจารย์ดำรงต่างพากันไปต้อนรับหล่อน

"สวัสดีครับ คุณจินตนา" นพกล่าวทักอย่างนอบน้อม

สาวใหญ่ทำหน้าตื่นๆ

"ดิฉันไม่ได้ชื่อจินตนานี่คะ ดิฉันชื่อเทพีพิไลค่ะ"

ลูกชายของนิกรยิ้มแห้งๆ

"ครับ ตามธรรมดาผมมักจะเรียกส่งเดชเสมอจนกว่าผมจะได้รู้จักชื่อจริง อ้า-พวกเราขอขอบคุณและรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งเชียวครับที่ได้มีโอกาสรับใช้คุณ"

หล่อนยิ้มอายๆ

"ดิฉันนั่งรถยนต์มาจากเชียงใหม่ปวดเมื่อยไปหมดทั้งตัวค่ะ มาถึงคืนนี้เอง น้องชายของดิฉันเขาแนะนำให้มานวดตัวที่นี่ และเขาบอกว่าหมอนวดที่ร้านนี้แต่ละคนเป็นบัณฑิตเป็นสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติ การนวดคงเป็นไปตามแบบฉบับโดยไม่มีอะไรเคลือบแฝงหรือมีเบื้องหลังที่ลามกเลวทราม"

พนัสยิ้มให้หล่อน

"ขอรับรองโดยเอาเกียรติของเราเป็นประกันครับ พวกเราประกอบอาชีพอย่างสุจริตจริงๆ คุณก็เห็นแล้วว่าห้องนวดของเราไม่ได้เป็นห้องเฉพาะ โน่นครับ เพื่อนผมกำลังบริการสุภาพสตรีผู้สูงอายุคนนั้น ซึ่งเธอกำลังได้รับความสุขสบายจากการนวดด้วยเครื่องนวดไฟฟ้าของเราและวิธีนวดอันทันสมัย"

"ค่ะ ดิฉันตกลงนวด แต่ว่าไม่อบตัวหรืออาบน้ำนะคะ"

ศาสตราจารย์ดำรงพูดเสริมขึ้น

"ถ้าไม่อบตัวก็ควรจะอาบน้ำเถอะครับ บริการของเรามีทั้งน้ำเย็นและน้ำอุ่น เราจะอาบน้ำขัดสีขี้ไคลให้คุณ ฟอกสบู่ถูตัวให้ เช็ดตัวและโรยแป้งให้เหมือนอย่างที่หมอนวดปรนนิบัติแขก"

"อุ๊ย ไม่ได้หรอกค่ะ ดิฉันเป็นผู้หญิงจะให้ดิฉันเปลือยกายล่อนจ้อนอย่างไร"

นพว่า "ไม่เป็นไรครับพวกผมไมถือ"

"แต่ดิฉันอายนี่คะ อ้า-ดิฉันจะให้ใครนวดดิฉันดีล่ะ"

พนัสว่า "สุดแล้วแต่คุณจะกรุณาเถอะครับ พวกเราทั้งสามคนมีฝีมือในการนวดพอๆ กันแหละครับ เพราะเรียนมาด้วยกันจากนายทหารเสนารักษ์คนหนึ่ง ซึ่งเชี่ยวชาญในการนวดตัวด้วยเครื่องไฟฟ้า แต่เครื่องนวดคนละแบบ เครื่องนวดของเราเพียงแต่ทำให้ร่างกายหายปวดเมื่อยเท่านั้น ไม่ได้ปล่อยไฟฟ้าเข้าตัวรักษาโรคบางชนิดเช่นอัมพาตหรือกระดูกเคลื่อนซ้น"

หล่อนมองดูพนัสด้วยความพอใจในหุ่นอันหล่อเหลาของเขา

"ดิฉันต้องการให้คุณนวดให้ดิฉันค่ะ"

นพพูดโพล่งขึ้นทันที

"นึกอะไรไม่ผิดคุณคงจะเลือกพนัสเพื่อนของผม" แล้วเขาก็หันมาพยักหน้าให้ลูกชายของพล "พาแขกของแกไปนอนซี"

"อุ๊ยตาย" เทพีพิไลเอ็ดตะโรจ้องมองดูนพอย่างเดือดดาล "ทำไมคุณพูดอย่างนี้ล่ะคะ"

"อ้าว ผมพูดความจริงนะครับ หรือคุณจะยืนให้เพื่อนผมนวดก็ตามใจแหวกแนวดีเหมือนกัน การนวดต้องนอนบนเตียงครับ แล้วก็หมอนวดยืนนวดอยู่ข้างเตียงที่ไหนๆ ก็เป็นอย่างนี้"

หล่อนยิ้มออกมาได้

"แต่คุณพูดกำกวมอย่างไรชอบกล"

"ประทานโทษเถอะครับ ตั้งแต่ผมกลับมาเมืองไทยผมพูดไทยไม่ใคร่จะถนัดชอบพูดแต่ฝรั่งเท่านั้น ภาษาไทยผมแย่หน่อยครับไม่เอาไหนเลย พูดมากๆ ก็ลิ้นแข็ง ภาษาอังกฤษผมแน่"

"แต่ปู่ย่าตายายของคุณเป็นคนไทยไม่ใช่หรือคะ คุณเป็นคนไทยและเราอยู่ในผืนแผ่นดินของเรา เราก็ต้องใช้ภาษาของเรายกย่องเทิดทูนภาษาของชาติ ถ้าเราพูดภาษาอังกฤษกันแทนภาษาไทยก็เท่ากับว่าเราเป็นขี้ข้าฝรั่งเขาน่ะซีค่ะ"

นพทำหน้าเบ้หันมามองดูพนัสและศาสตราจารย์ดำรง

"เจ็บเข้าไส้เลย"

เทพีพิไลหัวเราะ

"ดิฉันไม่ได้ด่าคุณหรอกนะคะดิฉันพูดโดยทั่ว ไป ดิฉันเห็นคนไทยด้วยกันพูดอังกฤษหรือพูดอังกฤษปนไทยดิฉันเศร้าใจจริงๆ เขาดูหมิ่นภาษาของชาติตัวเองจึงไม่อยากพูดภาษาไทย"

พนัสว่า "เป็นความจริงครับ ภาษาไทยเราน่ะเหมาะที่สุดสำหรับคนที่เกิดมาเป็นคนไทย มีหลักเกณฑ์และมีความไพเราะซาบซึ้ง เสียงที่เปล่งออกมาเราก็เขียนเป็นตัวอักษรได้ทั้งนั้น"

ดำรงพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"ใช่ เช่นคำว่ากล้วย เบื๊อก ท่อกแท่ก มั่กกั้ก หรือไข่ไก่ ฝรั่งเขียนไม่ได้แต่ไทยเราเขียนได้ ฝรั่งออกเสียงมาอย่างไรเราเขียนได้ทั้งนั้น แต่เสียงของเรามากมายที่พูดออกมาฝรั่งเขียนไม่ได้หรือพูดไม่ชัด ฝรั่งอ่านเขียนหนังสือไทยและพูดไทยได้คล่องแคล่วแต่พูดประโยคที่ว่าใครขายไข่ไก่ไม่ได้ หัดจนตายก็พูดไม่ได้"

พนัสหัวเราะเบาๆ หันมายกมือไหว้แขกของเขาอย่างนอบน้อม

"เชิญครับ เชิญไปนอนคุยกับผมที่เตียงโน่น"

สาวใหญ่กลืนน้ำลายเอื๊อก

"คุณพูดแบบเดียวกันหมด หมายความว่าคุณจะนอนนวดให้ดิฉันหรือคะ"

ลูกชายของพลทำหน้าเหยเกชอบกล

"ปละ-เปล่าครับ คือว่าคุณนอนคนเดียว สำหรับผมหมอนวดยืนนวดให้คุณครับ"

หล่อนเดินตามพนัสตรงไปยังเตียงสำหรับนวดซึ่งยังว่างอยู่อีก ๓ เตียง ขณะนี้เสี่ยตี๋กำลังตั้งอกตั้งใจนวดให้แม่ม่ายวัยดึก หล่อนนอนหงายอลึ่งฉึ่งอยู่บนเตียงนอนรับบริการจากสมนึกอย่างสบายใจ และแล้วหล่อนก็ร้องออกมาดังๆ

"สบายจังค่ะคุณสมนึก การนวดทำให้หายเมื่อยมีความสุขสบายเช่นนี้เอง มิน่าล่ะร้านนวดจึงตั้งขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด อะฮั้นเห็นจะต้องมานวดที่นี่ทุกวันเว้นวัน อื้อฮือ....สบายบอกไม่ถูก เนื้อมันเต้นช่วยให้ประสาททำงานแขนขาค่อยเหยียดออกหน่อย"

เสี่ยตี๋ยิ้มแป้น

"จะให้นวดตรงไหนบอกนะครับคุณพี่"

"นวดทั้งตัวแหละค่ะสบายดี ฮิ ฮิ อย่าถูกบั้นเอวซีคะ จั๊กจี้ แฮ่ะ แฮ่ะ โดนไม่ได้ค่ะ"

"ถ้ายังงั้นนวดหน้านะครับ เลือดลมจะได้เดินสะดวกและจะทำให้ใบหน้าของคุณพี่เปล่งปลั่งขึ้น"

"ฮ่ะ ดีเหมือนกัน"

สมนึกเริ่มต้นนวดหน้าให้แม่ม่ายวัยดึกอย่างตั้งอกตั้งใจแต่แล้วเมื่อเขาแลเห็นสาวสวยเจ้าของนามเทพีพิไลอยู่ในชุดกางเกงขาสั้นสีฟ้าอ่อนสวมยกทรงบางๆ นอนอยู่บนเตียงที่สามห่างจากเขาไปสองเตียง สมนึกก็จ้องตาเขม็งมองดูเรือนร่างอันโศภิตของหล่อนพลางกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง เพราะเขามัวแต่เพลินมองดูเทพีพิไล เครื่องนวดไฟฟ้าในนิ้วมือของเขาจึงขยำหน้าของผีเสื้อสมุทรจนหน้าหงายจมูกรั้น ทำให้หล่อนส่งเสียงเอะอะเอ็ดตะโร

"โอ๊ะๆ ตายแล้ว นวดภาษาบ้าบออะไรกัน"

เสี่ยตี๋สะดุ้งโหยง รีบยกมือขึ้นจากใบหน้าของรัชนีพรรณ

"ขอโทษครับคุณพี่ เจ็บไหมครับ"

หล่อนค้อนปะหลับปะเหลือก

"ยังจะถามอีก เอาเครื่องนวดไถจมูกอะฮั้นแทบจะหลุดออกมา ไม่รู้ว่ามัวแต่มองดูอะไร"

"มองดูแขกของเราครับ แฮ่ะ แฮ่ะ" แล้วเขาก็ร้องเรียกลูกชายของพล "นัส นัสโว้ย แลกกันเถอะ แกมานวดคุณพี่บ้างกันจะไปนวดแขกคนใหม่ของเรา"

พนัสโบกมือ

"กันนวดไม่ไหว คุณพี่รัชนีพรรณของเราตัวใหญ่เหลือเกิน แล้วก็คุณเทพีพิไลต้องการให้กันนวดให้เธอโว้ย"

ขณะนี้สาวใช้ประจำร้าน "สบาย" คนหนึ่งได้พาหญิงชราวัย ๖๐ เศษ เจ้าของร่างบอบบางคนหนึ่งเดินขึ้นบันไดมาลักษณะท่าทางของหล่อนเป็นผู้ดีชั้นสูง แต่งกายทันสมัยในชุดผ้าไหมไทยสีเทาอ่อน ถึงแม้หล่อนมีอายุในวัยใกล้จะเท่งทึง หล่อนก็ยังเซ็ทผมแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางวิทยาศาสตร์ เขียนคิ้วดำทาปากแดงแจ๊ด มือขวาหิ้วกระเป๋าเงินสีเทาเข้ากับเสื้อกระโปรง อย่างไรก็ตามหล่อนเหมือนกับคนอมโรค

สาวใช้พาหล่อนตรงเข้ามาหานพกับศาสตราจารย์ดำรงลูกชายของนิกรกล่าวทักทายหล่อนทันที

"ประทานโทษครับคุณป้า ที่นี่เป็นสถานนวดตัวอบตัวและอาบน้ำไม่ใช่บริษัทรับประกันชีวิตหรอกครับ บริษัทประกันชีวิตอยู่ทางถนนเพชรบุรีตัดใหม่ครับ"

คุณป้าซึ่งไม่ยอมแก่โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"ใครบอกเธอล่ะจ๊ะว่าฉันมาขอประกันชีวิต ฉันมานวดจ๊ะ"

นพสะดุ้งโหยง

"อ๋อ-หรือครับ ผมขอโทษครับคุณป้าผมเข้าใจผิดจริงๆ เราขอต้อนรับคุณป้าด้วยความภาคภูมิครับเท่าที่คุณป้ากรุณาให้เกียรติมารับบริการจากเรา"

"ย่ะ ฉันเป็นโรคปวดเมื่อยตามธรรมดาของคนแก่อยากจะลองให้พวกเธอนวดดูสักครั้ง ถ้าค่อยยังชั่วก็จะนวดบ่อยๆ เธอจะจัดให้ใครนวดฉันก็ได้แต่ว่าบอกเสียก่อนนะ ฉันจะไม่ยอมแก้ผ้านวดเหมือนอย่างผัวของฉันไปให้หมอนวดสาวนวดให้เป็นอันขาด อย่างนั้นมันอุจาดสิ้นดี มองดูไม่ผิดอะไรกับเปรต"

ลูกชายของนิกรก้มศีรษะเล็กน้อย

"เราจะบริการคุณป้าอย่างดีที่สุดเชียวครับ เราจะให้หัวหน้าหมอนวดของร้านเรานวดให้คุณป้า" พูดจบนพก็กวักมือร้องเรียกเจ้าแห้ว ซึ่งยืนอมยิ้มอยู่ข้างโต๊ะเครื่องขยายเสียง "แห้วโว้ย มานี่"

เจ้าแห้วรีบเดินเข้ามาหา

"รับประทานคุณต้องการอะไรหรือครับ"

นพยิ้มให้

"แกพาสุภาพสตรีผู้นี้ไปที่เตียงสองแล้วจัดการนวดให้อย่างพิเศษ นวดทั้งยังงี้แหละนะไม่ต้องแก้ผ้า"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก นึกเคืองที่นพมอบแขกวัยชราใกล้จะเข้าโลงให้เขานวดแต่ก็ไม่กล้าปฏิเสธ เจ้าแห้วยิ้มให้สุภาพสตรีผู้นั้น

"ขอประทานโทษเถอะครับ คุณนายทำประกันชีวิตไว้เรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือครับ"

หล่อนสะดุ้งเฮือก

"ทำไมถึงถามฉันอย่างนี้จ๊ะพ่อคุณ การนวดน่ะมีอันตรายถึงแก่ชีวิตด้วยหรือ"

"ก็ว่าไม่ได้ครับ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ "ถ้าหากว่าสายไฟรั่วหรือช็อท กระแสไฟ ๒๒๐ เข้าตัวคุณนายก็อาจจะทำให้คุณนายเท่งทึงได้ บางทีนวดไปถูกเส้นหัวเราะเข้าคุณนายอาจจะหัวเราะจนขาดใจตายไปก็ได้เหมือนกัน"

สุภาพสตรีผู้สูงอายุหน้าซีดเผือด

"ถ้ายังงั้นฉันไม่เอาแล้วพ่อมหาจำเริญ จริงซีนะ ไฟที่เครื่องนวดมันรั่วได้ แล้วก็ฉันเป็นคนเส้นตื้นเวลาหัวเราะมักจะหัวเราะงอไปงอมา ฉันกลับดีกว่า เลิกล้มความคิดที่จะนวดแล้ว ลาละจ้ะ ลาก่อนทุกๆ คน ฉันยังมีภาระที่จะต้องอุปการะเลี้ยงดูลูกหลานฉันอีกหลายคน ถ้าฉันมีอันเป็นเท่งทึงไปคนที่อยู่ข้างหลังจะลำบาก"

ก่อนที่ใครจะพูดว่ากระไร สุภาพสตรีในวัยสูงอายุผู้นั้นก็พาตัวเดินลงบันไดไปสาวใช้ประจำร้าน "สบาย" ตามไปด้วย สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างมองดูหน้าและยิ้มให้กัน

"ไปเสียได้ดีแล้ว" ลูกชายของนิกรพูดพลางหัวเราะพลาง คุณนายคนนี้ท่าทางแกอมโรคเหมือนกับคนเป็นวัณโรคถึงแม้แกจะผัดหน้าทาปากเขียนคิ้วและเซ็ทผมให้สวยก็ตาม เราขืนนวดให้เกิดตายขึ้นมาพวกเราก็จะเดือดร้อน ที่กันเรียกอ้ายแห้วมานวดก็เพื่อจะให้อ้ายแห้วรับเคราะห์แทนเราถ้าหากว่ายายแก่คนนี้เกิดเท่งทึงขึ้น"

"อ้อ" เจ้าแห้วร้องขึ้นดังๆ "รับประทานดีนี่ครับ ยังงี้ผมก็แย่ รับประทานให้ผมนวดแขกสาวๆ บ้างซีครับ รับประทานผมไม่รังเกียจเลย"

ศาสตราจารย์ดำรงยิ้มให้เจ้าแห้ว

"เอาแขกจริงๆ ไหมล่ะ พ่อฉันมีเพื่อนชาวภารตะเยอะแยะฉันจะบอกให้พ่อหาสุภาพสตรีแขกมาให้แกนวด"

เจ้าแห้วทำหน้าเบ้

"รับประทานไม่ไหวละครับ แต่ละคนตัวใหญ่ยังกะคุณป้าคนนั้นที่คุณนึกกำลังนวดอยู่ ผมอยากนวดคนไทยครับรับประทานตัวค่อยเล็กหน่อย"

แผ่นเสียงที่เจ้าแห้วเปิดทิ้งไว้จบเพลงพอดี นพบอกให้เจ้าแห้วไปเปลี่ยนเพลงใหม่เพื่อให้แขกทั้งสองได้ฟังเพลงระหว่างที่ได้รับการนวด แล้วนพกับศาสตราจารย์ดำรงก็เดินไปนั่งสนทนากันบนโซฟาตัวใหญ่ใหม่เอี่ยม

จนกระทั่งนาฬิกาเรือนใหญ่ซึ่งเป็นนาฬิกาไฟฟ้าแขวนไว้ที่ผนังตึกบอกเวลา ๙.๓๐ น.

รัชนีพรรณนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงนั้น หล่อนกรนเสียงสนั่นหวั่นไหวราวกับหวูดโรงสี ส่วนเทพีพิไลนอนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ปล่อยให้ลูกชายของพลนวดเนื้อตัวของหล่อนอย่างสบายใจ เครื่องนวดไฟฟ้าสัมผัสร่างกายตอนไหนเนื้อของหล่อนก็สั่นกระเพื่อมช่วยให้เลือดลมเดินสะดวก

เสี่ยตี๋ดับสวิทช์ไฟเครื่องนวด จ้องมองดูหน้าแม่ม่ายวัยดึกอย่างเศร้าใจแกมขบขันจนกระทั่งพนัสพูดกับเขา

"เฮ้-ทำไมไม่นวดต่อไปล่ะอ้ายตี๋"

สมนึกเงยหน้าขึ้นมองดูเพื่อน

"หลับแล้วว่ะ กันจะปลุกเธอให้ลุกขึ้นดีไหม"

"อย่าปลุก" พนัสห้าม "ปล่อยให้นอนต่อไปเถอะ เธอนอนหลับนานเท่าไรเราก็คิดค่าบริการชั่วโมงละร้อยบาทรวด โอ้โฮ กรนดังจังแฮะ"

เสี่ยตี๋ก้มลงยกมือบีบจมูกรัชนีพรรณ สาวใหญ่วัยดึกยกมือปัดมือสมนึกออกและหยุดกรนไปชั่วขณะ แต่แล้วก็กรนต่อไป สมนึกเก็บเครื่องนวดไว้ในตะกร้าปลาสติคแล้วเดินไปหานพกับดำรงที่โซฟาตัวนั้น ก่อนที่เขาจะทรุดตัวลงนั่น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พากันเดินขึ้นบันไดมา ทุกคนแต่งสากลเรียบร้อย นพ สมนึกและดำรงต่างยิ้มให้สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"มาดูกิจการของเราหรือครับ" นพถาม

พลตอบแทนเพื่อนๆ ของเขา

"ใช่ แล้วก็มารับพวกแกกลับบ้านด้วย"

ดำรงกับนพผุดลุกขึ้นยืนทันที

"ลุงว่ายังไงนะครับ" สมนึกถาม "ลุงจะมารับพวกเรากลับบ้าน"

"เออ เรามีเวลาเตรียมตัวไม่กี่ชั่วโมง ๑๓ นาฬิกาตรง เครื่องบินพิเศษของกองทัพอากาศจะออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองพาพวกเราคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธ และวิทยาศาสตร์ทั้ง ๑๐ คนเดินทางไปอุดร"

เสี่ยตี๋เอ็ดตะโรลั่น

"โอ๊ะ-ไม่ไปละครับ กิจการของผมพึ่งเริ่มวันนี้เอง ลุงกับอากรอาหมอและเตี่ยกับคุณปู่อยากไปเที่ยวก็ไปเถอะครับ"

นายพลดิเรกมองดูหน้าสมนึกแล้วยิ้มให้

"ไม่ได้ไปเที่ยวโว้ย ไปราชการด่วนและเป็นราชการลับเกี่ยวกับความปลอดภัยของประเทศชาติ"

"ว้า" สมนึกคราง "เปิดร้านได้เดี๋ยวเดียวต้องทิ้งร้านไปเสียแล้ว"

เสี่ยหงวนพยักหน้าให้ลูกชายของเขา

"ไม่มีอะไรสำคัญกว่างานของชาติโว้ย เราเป็นทหารเตี่ยกับพวกเราและคุณปู่แกนั่งอยู่ที่โรงแรม ทหารนำสารของ บก. สูงสุด เขาเอาคำสั่งด่วน และลับเฉพาะไปให้ดิเรกเซ็นทราบ เราทุกคนต้องไปประจำอยู่ที่อุดรชั่วระยะเวลาหนึ่งซึ่งไม่มีกำหนดว่าจะได้กลับมาเมื่อไร"

ร.ท. นพพูดเสริมขึ้น

"แล้วร้านของเราล่ะครับ"

อาเสี่ยยิ้มให้ลูกชายของนิกร

"ก็ต้องหยุดกิจการชั่วคราว หรือม่ายก็ควรเซ้งให้คนอื่นเขาไป คนที่กำลังวิ่งเต้นจะเปิดร้านนวดอบอาบมีอยู่ถมเถไป"

นิกรยกมือตบบ่าลูกชายโทนของเขา

"พ่อบอกแล้วว่าพวกแกทำไปไม่ได้ตลอด เว้นแต่จะดำเนินการค้าแบบบริษัทแล้วพวกแกเป็นผู้อำนวยการเป็นกรรมการบริหารงาน ถ้าอย่างนั้นทำได้เพราะมีผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ประจำทำงานในตำแหน่งต่างๆ " พูดจบนิกรก็สะดุ้งโหยง "โอ๊ะ....นั่นใครเอาผีตายที่กำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดมานอนบนเตียงนั่น"

ดำรงรีบโบกมือห้ามนิกรไม่ให้พูดแล้วกระซิบบอก

"ไม่ใช่ผีครับน้ากร คนน่ะครับ"

นิกรขมวดคิ้วย่นหันหน้ามาพูดกับพล

"แกช่วยดูหน่อยเถอะวะ นั่นคนหรือผีตายทั้งกลมที่กำลังขึ้นเต็มที่"

"คนโว้ย" พลพูดยิ้มๆ

"คนทำไมถึงขึ้นอึ้ดทึ่ดอย่างนั้น"

พลว่า "ก็คนอ้วนขนาดนี้มีถมไป อย่าพูดดังไปเธอกำลังนอนหลับสนิทกรนเสียงดังสนั่นหวั่นไหว"

เสี่ยหงวนแลเห็นลูกชายของพละกำลังนวดให้สาวสวยเขาก็กล่าวขึ้นเบาๆ

"ผู้หญิงคนนั้นที่อ้ายนัสกำลังนวดให้ไม่เลวว่ะ อือ-หมอนวดผู้ชายนี่มันได้แตะอั๋งมีกำไรอย่างนี้เอง กันเห็นจะต้องเป็นหมอนวดบ้าง"

สี่สหายพากันเดินบุกเข้าไปยังเตียงนอนทั้งสี่เตียงนั้นที่ตั้งอยู่เรียงราย พนัสยิ้มให้ พล นิกร กิมหงวน และศาสตราจารย์ดิเรก เขานวดให้แขกของเขาพลาง แล้วพูดพลาง

"ผมได้ยินแว่วๆ ว่า พวกเราจะต้องเดินทางไปต่างจังหวัดหรือครับ"

พลตอบแทนเพื่อนๆ

"ใช่ แกและเพื่อนๆ ปิดร้านได้แล้ว รีบกลับไปบ้านเตรียมตัวโดยเร็ว เครื่องบินจะพาพวกเราออกจากดอนเมืองบ่ายโมงตรงมุ่งตรงไปอุดร"

"โอ้โฮ แล้วงานของเราทางนี้ว่ายังไงครับพ่อ"

"ว่ายังไงล่ะ ก็ต้องปิดร้านก่อนซีโว้ย"

เสียงพูดคุยกันทำให้เทพีพิไลซึ่งกำลังนอนครึ่งหลับครึ่งตื่นลืมตาโพลง พอแลเห็นคณะพรรคสี่สหายหล่อนก็พรวดพราดลุกขึ้นนั่งแล้วเล่นงานพนัสทันที

"นี่หมายความว่ากระไรกันคะคุณ ร้านนวดตัวสำหรับสุภาพสตรี ทำไมคุณปล่อยให้ลิงตัวผู้ขึ้นมาเพ่นพ่านตั้งหลายตัว ยังงี้แขกก๊อกอายแย่น่ะซี"

เสี่ยหงวนก้มศีรษะและยิ้มให้หล่อน

"ไม่ใช่ลิงหรอกครับ พวกเราเป็นหุ้นส่วนหรือเป็นเจ้าของร้านนี้ เป็นพ่อของหมอนวดหนุ่มทั้งสี่คนนี่ เรามีมารยาทดีพอที่จะไม่จ้องดูคุณ หรือแอบวิพากษ์วิจารณ์ส่วนสัดของคุณหรอกครับ ผมคืออาเสี่ยกิมหงวนซึ่งคุณก็คงจะเคยได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของผมมาแล้ว"

เทพีพิไลหน้าตื่น จ้องมองดูหน้าเสี่ยหงวนแทบไม่กระพริบตาแล้วหล่อนก็ร้องออกมาดังๆ

"อาเสี่ยกิมหงวน.... คุณคืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย"

"ครับ ใช่แหงๆ อย่าสงสัยอะไรเลยครับ"

ใบหน้าของหล่อนที่เคร่งเครียดเปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใสทันที

"โอ-ดิฉันโชคดีจังค่ะที่ดิฉันได้มีโอกาสรู้จักกับอาเสี่ย อุ๊ย ดีใจและตื่นเต้นจังค่ะ"

"เหมือนกันครับ ผมเห็นหน้าคุณก็รู้สึกทั้งตื่นทั้งเต้นทีเดียว อ้า-แก้เครื่องนวดส่งมาให้อาโว้ยนัส อาจะนวดให้เธอเอง"

"แหม ถ้าอาเสี่ยนวดให้ดิฉัน ดิฉันคงจะหายเมื่อยสบายเนื้อสบายตัวไปหลายวันเชียวค่ะ ใครๆ เขาพูดกันว่าอาเสี่ยกิมหงวนน่ะแก่แล้ว ที่ไหนได้ยังหนุ่มฟ้อรูปหล่อเสียด้วยซีคะ"

นิกรแลเห็นกิมหงวนยกมือทั้งสองจับไม้ปลายเท้าเตียงยึดไว้แน่นทั้งสองมือจึงกล่าวถามด้วยความแปลกใจ

"แกทำอะไรวะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"ตัวมันกำลังจะลอยสูงขึ้นจากพื้นว่ะ คุณคนนี้แกบอกว่ากันยังหนุ่มฟ้อแล้วก็รูปหล่อซะด้วย ชื่นใจจังว่ะ" แล้วเขาก็เอื้อมมือรับเครื่องนวดไฟฟ้ามาจากลูกชายของพล

เสี่ยหงวนสวมเครื่องนวดใส่นิ้วมือทั้งสองข้างแล้วเปิดสวิทช์ไฟ เขาเลื่อนตัวเข้ามายืนชิดเตียงนอนพลางมองดูสาวสวยเจ้าของนามเทพีพิไล

"ถ้าจะให้ผมนวดให้คุณอย่างสบายละก็ แก้ผ้าออกเถอะครับ"

"อุ๊ย" หล่อนอุทานเสียงแหลม "มีอย่างหรือคะจะให้ดิฉันเปลือยกายล่อนจ้อน"

"ก็เพื่อสุขภาพและอนามัยของคุณ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"การนวดไม่ว่าที่ไหนเขาแก้ผ้าทั้งนั้นแหละครับ โบราณว่าอายอุปัชฌาย์ก็อดบวช อายหมอนวดก็ไม่หายเมื่อย"

"โอ๊ย ดิฉันนุ่งกางเกงในสวมยกทรงเพียงเท่านี้ก็ขายหน้าเต็มทนแล้ว จะให้ดิฉันแก้ผ้าเหมือนเด็กแรกเกิดดิฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"ผมกับเพื่อนๆ ไปนวดอบอาบ เราก็แก้ผ้าล่อนจ้อนเหมือนกัน"

"ก็อาเสี่ยเป็นผู้ชายนี่คะ"

"แต่หมอนวดที่บริการให้เราเป็นผู้หญิงนะครับ แล้วก็ผู้หญิงสาวเสียด้วยพวกผมไม่เห็นอาย"

เทพีพิไลพูดตัดบท

"ไม่ละค่ะ เป็นตายอย่างไรดิฉันก็ไม่ยอมแต่งชุดวันเกิด" พูดจบหล่อนก็เอนตัวลงนอน

เสี่ยหงวนเริ่มต้นนวดให้หล่อนทันที เมื่อเครื่องนวดไฟฟ้าสัมผัสคอหล่อน เทพีพิไลก็หัวเราะคิกคักด้วยความจั๊กจี้ พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรก พากันเดินไปที่เตียงรัชนีพรรณแม่ม่ายวัยดึก เสียงกรนของหล่อนแสดงว่าหล่อนกำลังนอนหลับสนิท ร่างอันอ้วนใหญ่นอนหงายอลึ่งฉึ่งอยู่บนเตียง นุ่งกางเกงลิงเพียงตัวเดียวและสวมเสื้อหิ้วทรงชิ้นเล็กๆ

"โอโฮ ตัวเกือบเท่าหมีในสระเขาดินว่ะ" นิกรพูดเสียงหัวเราะ "ยังงี้ถ้าตกน้ำรับรองว่าไม่จมเพราะมีไขมันมาก" พูดจบนิกรก็ก้มตัวลงใช้นิ้วชี้มือขวาดีดท้องหล่อนดังปุๆ

"เฮ้ย" พลดุ "ทะลึ่งไปเล่นกับเขาอย่างนั้นมีอย่างที่ไหนเขาไม่ใช่เพื่อนเล่นของแกนะ"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"เหมือนแตงโมโว้ย สะดือจุ่นเสียด้วยซี แหม-หลับสนิทยังกะตาย นี่ถ้ากันพบเธอตามชายทะเล กันคงคิดว่าหล่อนเป็นผีเสื้อสมุทรโผล่ขึ้นจากน้ำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พานพกับดำรงเดินเข้ามาหา

"เฮ้ย ว่ายังไงกันโว้ย เวลาผ่านพ้นไปทุกทียังจะโอ้เอ้อยู่อีกหรือ กว่าจะกลับไปเตรียมข้าวของอาบน้ำแต่งเครื่องแบบก็พอดีเที่ยงกัน เราจะต้องไปให้ถึงดอนเมืองก่อนเที่ยงและไปกินข้าวที่สโมสรนายทหารอากาศ"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋" แล้วเขาก็หันไปมองดูเสี่ยหงวนซึ่งกำลังนวดให้เทพีพิไล "เลิกโว้ยอ้ายหงวน ทุกคนกลับบ้านเดี๋ยวนี้ ทิ้งร้านไว้ให้คุณไพและลูกจ้างเขาจัดการปิดร้าน อย่าร่ำไรอ้ายหงวน"

อาเสี่ยทำหน้างอ

"แหม-กำลังนวดสนุกๆ ชอให้กันนวดให้แขกของกันอีกสักสามสี่ชั่วโมงไม่ได้เรอะ"

"พอแล้ว" ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดแว็ด

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"พอก็พอซีวะ แขกของกันนอนหลับพอดี น่าเสียดายกิจาการร้านนวดอบอาบของลูกเราเหลือเกิน นี่ถ้าปล่อยให้มันทำกันคงมีสุภาพสตรีมาอุดหนุนอย่างคับคั่ง เพราะเป็นร้านนวดร้านแรกที่รับนวดสุภาพสตรีโดยหมอนวดผู้ชาย ต้องปิดร้านไว้ก่อนเอาไว้กลับมาจากอุดรค่อยคิดใหม่ ถ้าอย่างไรกันจะเป็นหมอนวดประจำร้านนี้ด้วย"

นายพลดิเรกกล่าวกับทุกๆ คน

"ไป-รีบกลับบ้านเถอะพวกเรา"

เสี่ยตี๋มองดูสุภาพสตรีทั้งสองคนซึ่งกำลังนอนหลับสนิท

"แล้วแขกของเราล่ะครับ"

"ก็ปล่อยให้เขานอนตามสบาย อาจะขอร้องให้คุณไพอยู่ที่ร้านจนกว่าแขกจะตื่นขึ้นและกลับไปบ้าน ไปเถอะโว้ยพวกเรา คำสั่งลับที่อาได้รับจากท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นเรื่องร้ายแรงมาก อาจะต้องไปเตรียมอาวุธและวัตถุระเบิดบางอย่างด้วย"

พนัสว่า "ขอเวลาให้พวกผมแต่งตัวสักสองสามนาทีนะครับ ไปทั้งกางเกงอาบน้ำอย่างนี้ไปไม่ได้แน่"

"ออไร๋ เร็วๆ หน่อยอย่าร่ำไร"

พนัส นพ สมนึก และศาสตราจารย์ดำรง ต่างพากันเข้าไปในห้อง ผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว อีกสักครู่หนึ่งลูกชายของสี่สหายก็ออกมาจากห้องนั้น ทุกคนแต่งกายแบบสุภาพชน สี่สหายต่างพาเจ้าหนุ่มรูปหล่อทังสี่คนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วลงบันไดไปชั้นล่างอย่างรีบร้อน

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง "สบาย" ก็ปิดร้านมีป้ายกระดาษแข็งเขียนปิดไว้ว่า

"หยุดปรับปรุงกิจการใหม่"

จบตอน