พล นิกร กิมหงวน 096 : ตะลุยสะดือโลก

อาคันตุกะที่เข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' ในยามวิกาลเป็นชายชราอายุประมาณ ๖๐ ปีเศษ เขาก้าวลงจากรถเรโนลต์หน้าตึกใหญ่ ด้วยอากัปกิริยาเคร่งขรึม รูปร่างลักษณะของผู้สูงอายุผู้นี้ค่อนข้างสูงใหญ่ ถึงแม้ว่าเขาอายุในวัยชราภาพ และผมหงอกทั้งศรีษะ ลักษณะท่าทางยังเข้มแข็งอยู่

แสงไฟฟ้าที่หน้าตึกใหญ่ส่องสว่าง ทำให้แลเห็นบุรุษผู้นี้อย่างถนัดขณะที่เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรออกมาปึกหนึ่ง และส่งธนบัตรราคา ๒๐ หนึ่งฉบับให้คนขับรถเรโนลต์ ซึ่งโซเฟอร์หนุ่มผู้นั้นได้เอื้อมมือออกมารับเงินอย่างนอบน้อม

"ฉันให้เธอหมดนั่นแหละ เอาไปเถอะเจ้าหลานชาย" บุรุษผู้สูงอายุพูดเสียงกังวานและยืนรีรออยู่ข้างบันไดตึก

เขาสวมกางเกงขายาวสีกรมท่า รองเท้าหนังสีดำและขัดเสียจนเป็นเงา เขาสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว ปากคาบซิการ์มวนใหญ่ ถึงแม้ว่าสุภาพบุรุษผู้สูงอายุผู้นี้จะไว้หนวดเครา แต่ก็ไม่ทำให้ใบหน้าของเขาน่าเกลียดน่ากลัวอะไรเลย ตรงกันข้ามกลับช่วยให้เขาสง่าและภูมิฐานไม่น้อย

แน่ละ ใครเห็นเข้าก็คงจะรู้ว่าท่านผู้นี้จะต้องเป็นข้าราชการบำนาญ และเคยมีอดีตรุ่งเรืองในทางราชการมาแล้ว

สุภาพบุรุษผู้นี้ยืนรออยู่ไม่ถึงหนึ่งนาที เจ้าแห้วก็เดินออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน พอแลเห็นเป็นคนแก่เจ้าแห้วก็จุ๊ยปากขมวดคิ้วนิ่วหน้า และยกมือเกาศีรษะกล่าวขึ้นด้วยความอิดหนาระอาใจ

"เอ้า ค่ำมืดแล้วก็ยังจะเข้ามาขอทานอีกหรือลุง ออกไปเสียทีเถอะ เดี๋ยวหมาฟัดตายไม่รู้นะ"

สุภาพบุรุษชราผู้นั้น แทนที่จะโกรธ กลับหัวเราะเบาๆ ถือวิสาสะก้าวขึ้นบันไดมาบนตึกหยุดยืนเผชิญหน้ากับเจ้าแห้วในระยะใกล้ชิด

"พ่อคุณ....นี่รูปร่างลักษณะอย่างฉันกลายเป็นขอทานไปแล้วหรือนี่ ฉันคือพลเรือตรีพระยาชำนาญนาวียุทธ์ ไม่ใช่ขอทานหรอกพ่อคุณ ฉันมีเงินตั้งหลายล้าน ฉันจะขอทานเขาทำไมกัน"

คราวนี้เจ้าแห้วกลืนน้ำลายดังเอื้อกแล้วถอยหลังกรูด

"โอ...รับประทานใต้เท้ากรุณาอภัยโทษให้กระผมเถอะครับ รับประทานกระผมมีตาเสียเปล่า แต่หามีแววไม่"

สุภาพบุรุษที่อ้างต้นว่า ท่านคือพลเรือตรีพระยาชำนาญนาวียุทธ์ยกมือขวาตบบ่าเจ้าแห้วค่อนข้างแรง

"เจ้าหลายชาย ฉันคิดว่าฉันดูคนไม่ผิดหรอกนะ อย่างไรเสียเธอก็คงจะต้องเป็นคนใช้ในบ้านนี้"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานแน่เสียยิ่งกว่าแน่ รับประทานใต้เท้าท่านต้องการพบท่านเจ้าคุณ หรือคุณหญิงของกระผมครับ"

"เธอหมายถึงเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หรือคุณหญิงวาดใช่ไหมละ เปล่าหรอก..ฉันไม่ได้มาหาเจ้าของบ้านนี้หรอก แต่ฉันต้องการพบพระยาปัจจนึกฯ เพื่อนรักเพื่อนเกลอเก่าของฉัน"

"อ๋อ รับประทานที่หัวทานล้านๆ ใช่ไหมครับ"

"เออ นั่นแหละ รูปร่างค่อนข้างเตี้ย อ้วนอุ้ยอ้ายจนท้องพลุ้ย ท่านอยู่หรือเปล่าล่ะ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทาน เมื่อกลางวันนี้อยู่นี่ครับ"

"อือม์ เธอนี่ทะลึ่งพอตัวเชียวนะ ว่างๆ ไปเที่ยวเรือฉันบ้างซี ฉันจะได้จัดการฝังเธอเสียก้นทะเลอ่าวไทยช่วยไปบอกเจ้าพระยาปัจจนึกฯ หน่อยเถอะวะ ฉันเพื่อนรักเกลอเก่ามาเยี่ยม เอ้า นี่แน่ะนามบัตรของฉัน เอานามบัตรไปด้วยดีกว่า" แล้วเจ้าคุณชำนาญฯ ก็ส่งนามบัตรสีขาวแผ่นหนึ่งให้

เจ้าแห้วผายมือไปทางห้องรับแขกอันหรูหราของบ้าน 'พัชราภรณ์'

"รับประทานเชิญใต้เท้าเข้าไปนั่งพักผ่อนในห้องรับแขกก่อนเถอะครับ รับประทานถ้าคอยนานแล้วรู้สึกเหงาก็เชิญใต้เท้าเล่นเครื่องขยายเสียงแผ่นเสียงมีพร้อมครับ เพลงฝรั่งรุ่นใหม่ทั้งนั้น แต่รับประทานเข็มไม่มีนะครับ"

ครั้นแล้วเจ้าแห้วก็หมุนตัวกลับรีบเดินเข้าไปในห้องโถง เจ้าคุณชำนาญฯ ไม่ยอมเข้าไปในห้องรับแขก ท่านเดินไปนั่งบนม้ายาวที่ระเบียงหน้าตึกแล้วก็นึกในใจว่าไม่ได้พบปะกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มานานแล้ว เพิ่งสืบทราบจากเพื่อนเก่าคนหนึ่งว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ที่บ้านพระยาประสิทธิ์นิติศาสตร์ ที่นี่คือบ้าน 'พัชราภรณ์' นี้ ขณะนี้เป็นเวลา ๒๑.๐๐ น. เศษ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดอยู่ในห้องพักผ่อนชั้นบนของตัวตึก

เจ้าแห้วพาตัวเดินมาในห้อง มิหนำซ้ำเดินลอยหน้าเสียด้วย คุณหญิงวาดแลเห็นเข้าเอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย อ้ายแห้ว วิธีเข้ามาหาผู้ใหญ่เดินทะลึ่งตึงตังเข้ามาอย่างนี้น่ะหรือ อ้ายสันดาน..สอนไม่รู้จักจำ ข้านะไม่ใช่ผู้ดีแปดสาแหรกมาจากไหนหร็อก แต่ถ้าเอ็งเดินก้มตัวเข้ามาหามันก็จะน่ารักขึ้นกว่าไม่น้อย"

เจ้าแห้วหยุดยืนนิ่งคิดตาละห้อย แล้วเดินออกไปจากห้องนั้น สักครู่ก็เดินก้มตัวกลับเข้ามาในท่าเหมือนกับย่องเบา แล้วเจ้าแห้วก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าหน้าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ รายงานให้ท่านเจ้าคุณทราบ

"รับประทานมีแขกมาหาใต้เท้าครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นๆ

"แขก" ท่านอุทานเสียงหนัก "ข้าไม่เคยมีการติดต่อกับคนแขกคนใดเลย เพื่อนของข้าคนหนึ่งกลับไปอยู่อินเดียนานแล้ว"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานไม่ใช่แขกที่เป็นชาวภารต รับประทานคนไทยครับ"

"อ้าว คนไทยไง๋มึงบอกว่าแขก"

เจ้าแห้วส่งนามบัตรสีขาวให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"รับประทานนี่ครับ นามบัตรของท่านผู้นั้น รับประทานท่านเป็นเจ้าคุณเหมือนกันครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เอ๊ะ เจ้าคุณอะไรนะ คงมีธุระถึงได้มาหากลางคืน"

พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นชื่อของพระยาชำนาญนาวียุทธ์ ปรากฏบนกระดาษการ์ดสีขาว ท่านเจ้าคุณก็มีท่าทางตื่นเต้นประหลาดใจแกมหวาดกลัว ท่านจ้องตาเขม็งแล้วท่านก็หันมามองดูท่านเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เพื่อนเกลอใบหน้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซีดเผือด

"เจ้าคุณ เจ้าคุณครับ ผม...ผมถูกผีหลอกแล้ว"

"ว้าย" คุณหญิงวาดร้องลั่น เขยิบตัวเข้ามานั่งเบียดเสียดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ทันที ท่านถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงสั่นๆ "ผีอะไรกันคะหลอกเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แบนามบัตรแผ่นนั้นให้ดู

"ก็ผีเจ้าคุณชำนาญนาวียุทธ์เพื่อนเก่าของผมน่ะซีคุณหญิง ผมได้ข่าวอย่างแน่นอนว่า เจ้าคุณชำนาญฯ คนนี้ได้ถึงแก่กรรมไปนานแล้ว เป็นเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบปี คือในปีแรกที่ท่านได้เป็นเจ้าคุณ"

คุณหญิงประสิทธิ์ฯ ตัวสั่นงันงก ตามปกติท่านเป็นคนกลัวผีขนาดหนัก คุณหญิงมองดูเจ้าแห้วคนใช้แก่นแก้วของท่าน แล้วกล่าวถามว่า

"แห้ว...ท่านเจ้าของนามบัตรนี่น่ะรูปร่างหน้าตาเป็นยังไงว๊ะ"

คราวนี้เจ้าแห้วเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เข้าใจว่าสุภาพบุรุษผู้สูงอายุที่พูดคุยกับเขาที่หน้าตึกเมื่อกี้นี้เป็นปีศาจไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาเสียแล้ว เจ้าแห้วปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็ง

"รับประทาน...อ๋อย รูปร่างส่วนใหญ่แบบโบริสคาร๊าบ รับประทานไว้หนวดรุงรัง คาบซิการ์มวนเบ้อเริ่มอุ๊ย...รับประทานผมชักเสียวสันหลังเสียแล้ว"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนรักของท่าน

"มันยังไงกันแน่เจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"คือมันยังงี้ครับเจ้าคุณ ผมมีเพื่อนคนหนึ่งเป็นทหารเรือผู้ใหญ่ คือพลเรือเอกพระยาชำนาญนาวรยุทธ์เรารักใคร่สนิทสนมกันมาก เพราะเคยเป็นลูกศิษย์วัดรุ่นเดียวกันมาเรามีการพบปะกันเสมอจนกระทั่งเจ้าคุณชำนาญฯ ได้นำทหารเรือไทยจำนาวหนึ่ง ไปรับเรือลาดตระเวนลำหนึ่งซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนขนาดเล็ก มีระวางขับน้ำ ๕,๐๐๐ ตัน ที่เราสั่งต่อที่ประเทศอังกฤษ คือบริษัทวิคเก้อร์อาร์มสตอง บริษัทที่สร้างเรือรัตนโกสินทร์และสุโขทัย เรือปืนขนาดกระเป๋าของเราอย่างไรครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นิ่งฟังอย่างสนใจ

"แล้วยังไงครับ เจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งนึกทบทวนความทรงจำของท่าน

"เมื่อเจ้าคุญชำนาญ พาทหารเรือในบังคับบัญชาของเขาเดินทางไปถึงอู่ต่อเรือในประเทศอังกฤษ ก็ได้ทำพิธีรับมอบเรือลาดตระเวน "พระนคร" ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนขนาดเล็กที่สุด หลังจากนั้นเจ้าคุณชำนาญฯ กับทหารเรือก็ได้นำเรือเดินทางกลับประเทศไทย แต่เป็นที่น่าเสียใจอย่างยิ่งที่เรือรบหลวง "พระนคร" ได้ประสบมรสุมอินเดีย เรือลำนั้นได้ชนหินโสโครกอับปางลง

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"อับปางแปลว่าแตกใช่ไหมคะ"

"ครับ ถูกแล้วครับ คุณหญิง เรือลาดตระเวนใหม่เอี่ยมของเราได้จมลงสู่ก้นทะเลอย่างน่าเสียดาย เจ้าคุณชำนาญฯ ได้สั่งสละเรือใหญ่ต้อนนายทหารเรือและพลทหารประจำเรือลงเรือบตและตัวเขาก็ได้ปิดประตูขังตัวเองอยู่ในหอบังคับการยอมจมกับเรือลาดตระเวน ซึ่งเขาเป็นผู้บังคับการ พวกทหารเรือทุกคนได้รอดชีวิตกลับมาได้ มรณกรรมของพระยาชำนาญฯ ทำให้มิตรสหายรู้สึกเศร้าสลดใจไปตามกัน ผมคิดว่าเขาทำถูกแล้วที่เขายอมตายกับเรือลำนั้น เพราะเขาเป็นผู้บังคับการ เมื่อเรือจมและเขารอดตายกลับมาได้เขาก็จะได้รับการดูหมิ่นเหยียดหยาม"

คุณหญิงวาดยิ้มเล็กน้อย

"จริงซีนะ เจ้าคุณ อ้า เรามัวแต่คุยกันเสียเพลินเจ้าคุณลงไปดูผู้ที่มาขอพบเจ้าคุณหน่อยเถอะค่ะ ว่าเขาจะเป็นพระยาชำนาญฯ ใช่ไหม ถ้าใช่ก็หมายความว่าเจ้าคุณถูกผีหลอก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"จริงซีครับ มัวแต่คุยกันจนลืมนึกถึงเจ้าของนามบัตรนี้ ผมเชื่อว่าคงไม่ใช่เจ้าคุณชำนาญฯ เพื่อนเก่าของผมแน่นอน ผมจะลงไปให้เห็นเท็จจริงเดี๋ยวนี้" พูดจบท่านก็หันมาทางเจ้าแห้ว "แห้วลงไปข้างล่างด้วยกัน"

เจ้าแห้วทำท่าขนพองสยองเกล้า

"รับประทานไม่ลงไปละครับ รับประทานติ๊ดต่างว่าตาคนนั้นเป็นผี รับประทานผมก็คงจะจับไข้หัวโกร๋น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"เดี๋ยวก็แตะพลั่กเข้าให้เท่านั้นเอง"

ครั้นนั้นแล้วท่านเจ้าคุณก็ลุกขึ้น รีบเดินออกไปจากห้องพักผ่อน เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีความรู้สึกเกรงกลัวผีปีศาจเหมือนกัน แต่ก็ไม่มากจนเกินไปนัก ท่านเดินผ่านห้องโถงชั้นล่างออกไปทางหน้าตึก

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้หยุดชะงักในท่าทางตกตะลึงพรึงเพริด และอกสั่นขวัญแขวน เมื่อท่านและเห็นพระยาชำนาญฯ นั่งเคร่งขรึมอยู่บนม้ายาวที่หน้าตึกนั้นตามลำพัง"

"โอ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องสุดเสียงและถอยหลังกรูด "ต่วย แกเป็นคนหรือเป็นผีแน่"

เจ้าคุณชำนาญฯ ซึ่งมีนามว่าต่วยผลุดลุกขึ้นยืนมองดูเพื่อนรักเกลอเก่าของท่านด้วยความ ดีใจ

"อู๊ด..แกเข้าใจว่ากันตายแล้วหรือนี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืมน้ำลายเอื๊อก

"ก็ทุกๆ คนเข้าใจกันอย่างนี้"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยิ้มเศร้าๆ

"กันยังไม่ตายหรอกเพื่อน กันยังมีชีวิตอยู่พลางเดินเข้ามาหา และยื่นมือขวาให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ สัมผัส "คิดถึงแกเหลือเกินเพื่อนรัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องตาเขม็งมองดูเพื่อนรักของท่านพอรู้ว่าไม่ใช่ผีปีศาจก็จับมือเจ้าคุณชำนาญฯ บีบแน่น สองสหายต่างมองดูหน้ากันแสดงถึงมิตรภาพอันสนิทสนม ถึงแม้ว่าจะไม่ได้พบกันมานานก็ตาม ทั้งสองฝ่ายต่างทักทายปราศรัยกันด้วยเสียงเอ็ดตะโร ต่างไต่ถามทุกข์สุขกัน ในราว ๑๐ นาที เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาเพื่อนรักของท่านเข้าไปในห้องรับแขก ทั้งสองทรุดตัวนั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกัน

"ไปยังไงมายังไงกันเพื่อนรัก เราไม่ได้พบกันประมาณ ๒๐ ปีแล้วนะ กันน่ะนึกว่าแกตายเสียแล้ว"

เจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะชอบใจ

"กันก็เหมือนกัน กันเข้าใจว่าแกตายแล้วเพื่อนเก่าของเราคนหนึ่งเขาบอกว่า แกเป็นอหิวาห์ตายเมื่อปีกลายนี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"เปล่าโว้ยพอนึกถึงหน้าร้อนทีไร กันฉีดวัคซีนทุกทีว่าแต่แกเถอะเพื่อน แกไปยังไงมายังไงกันเล่าให้กันฟังซิ"

เจ้าคุณชำนาญฯ นิ่งอึ้งไปสักครู่แล้วกล่าวว่า

"ความอับอายขายหน้าที่กันทำเรือแตก ทำให้กันตัดสินใจตายกับเรือลำนั้น แต่แล้วก็เหมือนปาฏิหาริย์กันรอดตายอย่างไม่น่าเป็นไปได้ กันขังตัวเองอยู่ในหอบังคับการ พอเรือจมน้ำหอบังคับการก็พังเข้าตัวกันก็หลุดออกมาได้ ขณะนั้นเป็นเวลากลางคืน พวกทหารประจำเรือรบซึ่งเป็นลูกน้องของกันได้อาศัยเรือบต และเรือยนต์ประจำเรือรบช่วยตัวเองให้รอดพ้น ส่วนกันว่ายน้ำไปตามยถากรรม จนกระทั่งมีเรือหางปลาลำหนึ่งช่วยกันไว้"

"แล้วยังไงต่วย" ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามโดยเร็ว

"เรือหาปลาลำนั้นไม่ใช่เรือของชาวประมง แต่เป็นเรือของนักสำรวจคณะหนึ่ง ซึ่งต้องการสำรวจปลาและสัตว์น้ำต่างๆ และในเรือลำนั้นมีศาสตราจารย์คนสำคัญของโลกคนหนึ่งร่วมมาด้วย ท่านผู้นั้นคือ ศาสตราจารย์เมาเซ่อต์ มึนเล่อร์ นักปราชญ์และนักประดิษฐ์ยอดเยี่ยมชาวเยอรมัน เขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"เออ เรื่องของแกเข้าทีโว้ย แต่ที่เล่าให้กันฟังนี่น่ะ อยากจะรู้ว่าเป็นเรื่องจริงหรือเรื่องเท็จ"

"แล้วกันซีโว้ยอู๊ด แก่จนป่านนี้แล้ว จะมาโกหกหาหอกอะไรกันอีกล่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"กันจำได้ว่า เมื่อเราเป็นเด็กวัดด้วยกันแกโกหกเก่งที่สุด โกหกจนเชื่อถืออะไรไม่ได้เลย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยกฝ่ามือข้างขวาตีหัวล้าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังแป๊ะ

"คนเราเมื่อเป็นเด็กย่อมขาดความรู้ ความคิดกันรับรองว่าเดี๋ยวนี้กันไม่เคยโกหกใคร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา

"เล่าเรื่องของแกต่อไปซิต่วย แกได้ติดตามศาสตราจารย์เมาเซ่อต์ มึนเล่อร์ เดินทางไปประเทศเยอรมันนีอย่างนั้นหรือ"

"ถูกแล้ว ต่อจากนี้ไป กันจะเรียกท่านศาสตราจารย์เมาเซ่อต์ มึนเล่อร์ ว่าท่านอาจารย์ เพราะท่านเป็นผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ ให้กัน โดยเฉพาะวิชาวิทยาศาสตร์ ไม่มีคนใดอีกแล้วจะมีความรู้ความสามารถเท่าเทียบกันได้"

"ฮ้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานลั่น "ผิดไปกระมั๊งต่วย นักวิทยาศาสตร์ที่แน่ที่สุดในโลกนี้จะเป็นแกหรือใครไม่ได้ นอกจากด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงฤทธิ์ ลูกเขยหัวแก้วหัวแหวนของกันคนเดียว"

เจ้าคุณชำนาญฯ ทำตาปริบๆ

"ด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงฤทธิ์" ท่านเจ้าคุณเลือดทหารเรือทวนคำเบาๆ

"เป็นความจริงเจ้าต่วย แกอย่าสงสัยอะไรอีกเลย"

"เปล่ากันไม่ได้สงสัย กันรู้มานานแล้วว่านักวิทยาศาสตร์ไทยคนหนึ่งซึ่งมีนามว่า ด๊อกเตอร์ ดิเรก ณรงฤทธิ์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าเป็นลูกเขยของแกแต่กันนึกว่าเขามีความรู้สู้กันไม่ได้แน่ๆ "

"เอาละ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ "เป็นอันว่าแกเก่งกว่าดิเรกลูกเขยของกันก็แล้วกัน เล่าเรื่องแกต่อไป"

คราวนี้เจ้าคุณชำนาญฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"กันได้ใช้เวลา ๑๕ ปี เรียนวิชาวิทยาศาสตร์ชั้นสูงจากท่านอาจารย์ของกัน ท่านได้ถ่ายเทวิชาความรู้ต่างๆ ให้กันจนหมดสิ้น จนกระทั่งกันสามารถประดิษฐ์อะไรต่ออะไรได้ทุกอย่าง"

"อือม์ สำคัญมาก กันอยากจะคิดว่าขณะนี้กันฝันไปเราไม่น่าจะได้กลับมาเห็นหน้ากันอีกเลย เล่าเรื่องของแกต่อไปเถอะ แกเดินทางมาประเทศไทยเมื่อใด"

เจ้าคุณชำนาญฯ ถอยหายใจหนักๆ

"กันเดินทางมาถึงเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมานี้"

"โดยเครื่องบิน..." เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถาม

"เปล่า"

"ถ้ายังงั้นแกก็มาเรือเดินสมุทร"

เจ้าคุณชำนาญฯ สั่นศีรษะ

"เปล่า"

"ว๊ะ แล้วแกมายังไงล่ะ วิธีเดินทางกลับมาเมืองไทยมันก็มีอยู่สองทางเท่านั้น คือทางเครื่องบินหรือทางเรือเดินสมุทร"

เจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะเบาๆ

"แกคงแปลกใจไม่น้อย ถ้ากันจะบอกแกว่ากันเดินทางมาประเทศไทยโดยเรือดำน้ำพิเศษ เป็นเรือดำน้ำส่วนตัวของกัน"

"หา" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานลั่น

"แกว่ายังไงนะต่วย แกมาเรือดำน้ำส่วนตัวของแก"

"เออ ถูกแล้ว"

"หมายความว่าเป็นเรือดำน้ำที่แกสร้างขึ้นเอง"

"เป็นความจริงอู๊ด กันรับรองว่าเป็นเรือดำน้ำที่ทันสมัยที่สุด และมีคุณภาพที่สุด ไม่มีเรือดำน้ำแห่งกองทัพเรือของชาติใด ที่จะดีไปกว่าเรือดำน้ำของกัน กันได้สร้างเรือดำน้ำนี้ โดยใช้เวลาก่อสร้างประมาณสองปีเศษเรือของกันไม่ได้ใช้เครื่องจักรเครื่องยนต์ แต่ใช้พลังงานปรมาณู เป็นเรือดำน้ำขนาดกลาง มีรัศมีทำการได้รอบโลก สามารถดำอยู่ในน้ำได้ถึงสองร้อยยี่สิบชั่วโมง โดยไม่ต้องโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งเพราะอดีตของเจ้าคุณชำนาญฯ เมื่อครั้งเป็นลูกศิษย์วัดด้วยกันนั้นท่านเป็นนักโกหกขนาดหนัก

"อย่าว่ากันขัดคอเลยวะต่วย ที่แกเล่าให้กันฟังนี่น่ะมีฝอยบ้างหรือเปล่า"

"ปู้โธ่...เรื่องจริงโว้ย ไม่ใช่เรื่องโกหกเรือดำน้ำของกันก็คือบ้านของกันนั่นเอง กันมีลูกเรืออยู่ ๒๐ คน ล้วนแต่เป็นชาวเยอรมัน แต่พูดภาษาไทยได้ดีเท่ากับคนไทย เพราะกันได้สั่งสอนเขาให้เรียนรู้ภาษาไทย พวกลูกเรือเหล่านี้เต็มไปด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และจงรักภักดีต่อกัน แทบจะกล่าวได้ว่าทุกคนย่อมตายแทนกันได้เสมอ"

"เอ กันชักสงสัยอีกแล้วโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ

"สงสัยอะไรวะอู๊ด"

คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลางหัวเราะ

"สงสัยว่า แกจะหลุดออกมาจากอเฉลิมไทยเสียแล้ว กันจำได้ว่ากันไปดูหนังที่เฉลิมไทย เรื่องใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์เมื่อเร็วๆ นี้ เนื้อเรื่องในหนังคล้ายๆ กับเรื่องราวของแกโว้ย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้างออก

"กันช่วยอะไรไม่ได้ กันสาบานได้ว่ากันไม่เคยดูหนังเรื่องนี้ กันไม่เคยเอาเยี่ยงอย่างหนังเป็นแบบอย่างของกัน กันพอจะรู้แล้วว่าหนังเรื่องนี้คือเรื่องกัปตันเมโม ซึ่งยเวอนนักประพันธ์เอกชาวฝรั่งเศสได้แต่งขึ้นเป็นนวนิยาย ส่วนกันไม่เคยคิดที่จะเอาอย่างกัปตันเมโมเลย เพราะกันกับกัปตันเมโมไม่ค่อยจะถูกกัน หวิดจะฉะปากกันตั้งหลายครั้ง"

"เอ๊ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานเสียงลั่น "แกชักจะพูดเลอะเทอะเสียแล้วละโว้ย"

"นั่นน่ะซี อ้า หาเหล้าให้กันดื่มสักหน่อยเถอะอู๊ด กันเป็นโรคเหล้าขาดปากไม่ได้ เป็นเวลาหลายปีมาแล้วที่กันดื่มเหล้าแทนน้ำ"

"เดี๋ยวก่อน เหล้าน่ะกันให้แกกินเยอะแยะ แกเล่าเรื่องของแกให้กันฟังก่อน ขณะนี้เรือของแกจอดอยู่ที่ไหนและเรือดำน้ำของแกลำนี้ชื่ออะไร"

"เรือของกันชื่อนุสติลอร์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว

"นุสติลอร์ มันก็นอติลุสซีโว้ย"

เจ้าคุณชำนาญฯ จุ๊ย์ปากและทำตาเขียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"มันคนละชื่อ แกอย่าไปกลับมันซี นกติลุสเป็นเรือของกัปตันเมโม แต่นุสติลอร์ เป็นเรือของกัปตันแตงโมเมคือกันนี่แหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มีท่าทางกระสับกระส่ายเล็กน้อยในตอนแรกเจ้าคุณชำนาญฯ พูดกับท่านอย่างเป็นงานเป็นการแต่ตอนนี้เริ่มจะเลอะเทอะพูดนอกลู่นอกทางไม่น่าจะเชื่อถือเสียแล้ว

"เรือนุสติลอร์ของแกจอดอยู่ที่ไหน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามซ้ำอีกครั้งหนึ่ง

"จอดอยู่ในอ่าวไทย ตรงสะดือทะเลพอดี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเหยๆ

"ทะเลมีสะดือด้วยหรือว่ะต่วย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ลืมตาโพลง

"ทำไมจะไม่มีว๊ะ ทีแกยังมีสะดือนี่หว่า แล้วก็สะดือจุ่นเสียด้วย จริงไหมล่ะ ไม่เชื่อเลิกเสื้อขึ้นมาดูก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก๊าก

ต่อจากนั้น ท่านก็ซักถามละเอียดจากเพื่อนเกลอเก่าของท่าน ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เล่าให้ฟังว่าท่านพอใจในชีวิตอันสงบเงียบจากเรือ 'นุสติลอร์' ของท่าน ซึ่งได้ตระเวนไปยังน่านน้ำต่างๆ จนทั่วพิภพแล้ว 'นุสติลอร์' เป็นเรือดำน้ำที่มีระวางขับน้ำเพียง ๒๕๐ ตันเท่านั้น แต่ภายในเรือย่อมให้ความสะดวกสบาย เหมือนอย่างอยู่ในบ้าน มีเครื่องใช้ไม้สอยและเครื่องสุขภัณฑ์ต่างๆ เรือดำน้ำพิเศษอันประดิษฐ์กรรมของท่านเจ้าคุณชำนาญฯ ไม่อาศัยน้ำมันเชื้อเพลิงแม้แต่น้อย แต่ใช้พลังงานปรมาณู มีคุณภาพยอดเยี่ยมกว่าเรือดำน้ำอื่นใดในโลกนี้ และเรือลำนี้มีอาวุธประจำเรือพร้อม สามารถจะต่อสู้กับเรือประจัญบานขนาดยักษ์ได้ เครื่องมือเครื่องใช้ประจำเรือทันสมัยที่สุด

ตอนสุดท้าย เจ้าคุณชำนาญฯ ได้กล่าวกับท่านเจ้าคุณ

"ที่กันว่าเรือ 'นุสติลอร์' ของกันจอดอยู่ที่สะดือทะเลในอ่าวไทยนั้น หมายความว่า ตำบลที่เรือของกันจอดมีระดับน้ำลึกที่สุด จึงเรียกว่าสะดือทะเล กันได้ลงเรือยนต์ขนาดเล็กประจำเรือ 'นุสติลอร์' เดินทางมาขึ้นบกที่บางแสน และก็เข้ามาเที่ยวที่กรุงเทพฯ นอกจากนี้ยังจะหาซื้อเครื่องใช้ไม้สอยบางอย่างเท่าที่จำเป็น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วทำไมแกถึงรู้ว่ากันอยู่ที่นี่"

"กันพบกับพระศรายุทธฯ ที่ราชวงศ์เมื่อคืนวานนี้เอง"

"อ๋อ นั่นแหละ เจ้าป๊อกตื่นเต้นดีใจมากที่ได้พบกับกัน เขาลากตัวกันไปบ้านของเขา และกันได้นอนคุยกับเจ้าป๊อกตลอดคืน เมื่อกันถามแก เจ้าป๊อกมันก็บอกกันว่า แกยังมีชีวิตอยู่อย่าได้เชื่อข่าวลือเป็นอันขาดที่เขาลือกันว่าแกตายไปนานแล้ว เจ้าป๊อกว่ามันพบแกเสมอ"

"เออ ถูกละ อย่างน้อยก็พบกันเดือนละครั้งที่กระทรวงกลาโหมวันที่จ่ายเงินบำนาญ"

เจ้าคุณชำนาญฯ ว่า "เจ้าป๊อกมันบอกกันว่าเดี๋ยวนี้แกแก่ชราลงไปมาก และหัวล้านมากกว่าแต่ก่อน แกได้มาอาศัยอยู่กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดที่บ้าน 'พัชราภรณ์' บางกะปิ ส่วนบ้านรองเมืองของแกนั้น แกได้ให้เขาเช่า เพราะแกกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้รักไคร่กันเหมือนญาติสนิท กันถามเจ้าป๊อกถึงลูกสาวของแกทั้งสองคนก็ได้ความว่ามีผัวกันไปหมดแล้ว ยายหนูประไพกับยายหนูประภาได้กับใคร่ล่ะเล่าให้กันฟังซิ และเดี๋ยวนี้ไปอยู่กันที่ไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เจ้าป๊อกมันไม่ได้เล่าให้แกฟังหรือ"

"เปล่า ไม่ได้เล่าให้กันฟังหร็อก"

"ยายประภา ลูกสาวคนโตของกันแต่งงานได้เสียเป็นเมียด็อกเต้อร์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ยังไงล่ะ"

"โอ โชคดีมาก กันเห็นประภาเดี๋ยวนี้กันคงจำไม่ได้ ประภากับด็อกเตอร์ดิเรกอยู่ที่นี่หรือ"

"อือม์ อยู่รวมกันที่นี่แหละ"

แล้วยายหนูประไพล่ะแต่งงานกับใคร"

"ก็แต่งกับลูกเขยของกันน่ะซี"

"รู้แล้วโว้ย" เจ้าคุณชำนาญฯ เอ็ดตะโรลั่น "ลูกเขยของแกเป็นใครล่ะ"

"เป็นผู้ชาย ชื่อนิกร การุณวงศ์"

"เขาทำอะไรกิน เป็นข้าราชการ หรือเป็นพ่อค้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่ได้เป็นทั้งสองอย่าง ลูกเขยของกันคนนี้ไม่ชอบทำงาน ได้แต่กินแล้วก็นอน แต่ได้รับมรดกจากพ่อมากมายนับจำนวนล้านก็เลยมีอัฐรสใช้อย่างฟุ่มเฟือย นิกรเป็นหลานชายคุณหญิงวาดเจ้าของบ้าน 'พัชราภรณ์' หลังนี้แหละ อ้า นั่งรอประเดี๋ยวนะต่วย กันจะไปเชิญเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดให้มารู้จักกับแก แล้วก็ลูกสาวของกันทั้งสองคนลงมาพบกับแกด้วย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ว่า "อะไรก็ตาม อย่าลืมเหล้าก็แล้วกัน กันยอมรับสารภาพกับแกตามตรงว่ากันชอบดื่มเหล้ามาก กันดื่มเหล้าเหมือนดื่มน้ำประปาทีเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกๆ ลุกขึ้นยืน

"ได้ซีต่วย ประเดี๋ยวจะจัดเหล้าและกับแกล้มมาให้แก" พูดจบท่านก็พาตัวเดินออกจากห้องรับแขก และหลังจากนั้นอีกสักครู่หนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและนันทา นวลละออประภาและประไพเข้ามาในห้องรับแขก ต่อจากนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็แนะนำให้ ๔ นาง และประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทั้งสองท่านได้รู้จักกับท่านเจ้าคุณชำนาญนาวียุทธ์ แต่ท่านเจ้าคุณชำนาญฯ รู้จักกับประภาและประไพนานแล้วเมื่อครั้งอดีต

เวลาผ่านพ้นไปอย่างรวดเร็ว เจ้าคุณชำนาญฯ ได้เล่าเรื่องราวของท่านให้ทุกๆ คนฟัง ซึ่งทำให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดกับ ๔ นางตื่นเต้นแปลกใจไม่น้อย โดยเฉพาะประภากับประไพสองพี่น้องได้ช่วยกันซักถามเรื่องราวต่างๆ ของเจ้าคุณชำนาญฯ ตลอดเวลา

เจ้าแห้วได้นำวิสกี้โซดา และกับแกล้มมาเสริฟให้ท่านเจ้าคุณชำนาญฯ และถือโอกาสนั่งฟังเรื่องราวของท่านนายพลเรือผู้นั้น

จนกระทั่ง ๒๓.๐๐ น. เศษ เสียงแตรรถยนต์คันหนึ่งดังขึ้นที่หน้าบ้าน หลังจากนั้นรถเก๋งคันใหญ่คันหนึ่งก็พา ๔ สหายเข้าไปในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้าคณะพรรคสี่สหายของเราได้ไปในงานกินเลี้ยงเนื่องในงานมงคลสมรสของพ่อค้าจีนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่องกับเสี่ยหงวนทุกคนกลับมาบ้านอย่างมึนเมา แต่ก็น่าประหลาดใจที่นิกรสามารถขับพาเพื่อนเกลอของเขามาถึงบ้าน 'พัชราภรณ์' ได้โดยสวัสดิภาพ เพียงแต่ชนสามล้อหักไปสองคัน และชนต้นก้ามปูหนาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บังโคลนพังไปแถบ แถบหนึ่ง นอกจากนี้นิกรจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า เขาชนยายแก่คนหนึ่งกระเด็นลงไปในคลอง

บูอิคเก๋ง แล่นมาหยุดเทียบหน้าบันไดตึกของบ้าน 'พัชราภรณ์' สี่สหายต่างพากันลงจากรถ ซึ่งทั้งสี่คนแต่งกายแบบสากล ชุดสีเทาเข้มเหมือนๆ กันราวกับลูกแฝดแม้แต่เน็คไทก็เหมือนกันลวดลายแบบเดียวกัน

อาเสี่ยกิมหงวนเมามากกว่าเพื่อน เขามองไปที่ห้องรับแขกขวามือซึ่งมีแสงไฟสว่างจ้าราวกับกลางวัน แล้วอาเสี่ยก็ร้องเอะอะขึ้น

"เฮ้ย นั่นอะไรที่หน้าต่างวะ โผล่พ้นขอบหน้าต่างเป็นวงกลมแดงแจ๋เชียว"

นกรยกมือป้องหน้าผากมองตามสายตาเสี่ยหงวนแล้วพูดลิ้นไก่สั้นดังอ้อแอ้ชอบกล

"ใครเสือกย้ายต้นมะอึกในสวนหลังบ้านไปไว้ในห้องรับแขกวะ"

พลจุ๊ย์ปากดุนิกร แล้วกล่าวห้าม

"อย่าเอะอะไปโว้ย ไม่ใช่ลูกมะอึก หรือไม่ใช่วัตถุประหลาดใจๆ ทั้งสิ้น หัวคุณอาท่าน"

นิกรขมวดคิ้วนิ่งหน้า พูดเสียงอ้อแอ้

"หัวคนก็ต้องมีผมซีวะ"

ดร.ดิเรก เอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับอาเสี่ยกิมหงวน

"เฮ้ ยูดูให้ดี พระอาทิตย์ขึ้นกลางคืนในห้องรับแขกสองดวง ฝรั่งชักสงสัยเสียแล้ว ทำไมพระอาทิตย์ขึ้นกลางคืนได้...อึ้ก ที่นี่ประเทศไทยหรือประเทศนอร์เวย์แน่โว้ย"

ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหาย ก็พากันเดินเปะปะขึ้นบันไดไปบนตึก นิกรหยุดยืนที่กระถางตะโกดัด ทำคอขย้อนเหมือนกับจะคายแก้ว พลตรงเข้ามายกมือลูบหลังให้เพื่อนเกลอของเขา แต่แล้วนิกรก็เอ็ดตะโรลั่น

"ลูบลงซีโว้ย ไม่ใช่ลูบขึ้น"

พลอดหัวเราไม่ได้

"พยายามสะกดกั้นไว้อ้ายกร อย่าให้มันออกมาได้เชียวนะ อาหารที่กินเข้าไปล้วนแต่ดีๆ ทั้งนั้น"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินออกมาจากห้องรับแขกอย่างร้อนรน นายแพทย์หนุ่มแลเห็นเข้า ก็ร้องขึ้นดังๆ

"ฮั่นแน่ จับตัวพระอาทิตย์ได้แล้ว ฮัลโหล...นึกว่าพระอาทิตย์ขึ้นกลางคืนเสียอีก ที่แท้ศีรษะคุณพ่อนี่เอง มองดูโผล่พ้นขอบหน้าต่าง คล้ายๆ กับพระอาทิตย์ตอนกำลังขึ้นจากทะเลหัวหิน"

"อือม์ แกไม่เคยทะลึ่งกับฉันอย่างนี้เลยนี่หว่าดิเรก" นายแพทย์หนุ่มยักคิ้วให้พ่อตาของเขา

"ถูกละครับ แต่ขณะนี้ผมกำลังเมาเหล้า ก็เลยทะลึ่งนิดหน่อย พอหอมปากหอมคอ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"โบราณว่า อย่าถือคนบ้า อย่าว่าคนเมา มีอะไรกันหรือครับคุณพ่อ ในห้องรับแขกถึงได้สว่างไสวอย่างนั้น หรือว่ามีการเปิดบ่อนโปพิเศษ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอยหลังออกห่างนิกรเล็กน้อย

"เหม็นเหล้าเหลือเกินโว้ย พวกแกไปงานมงคลอย่างนี้ ไม่ควรจะดื่มเหล้ามากมาย ควรจะดื่มเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เข้าไปในห้องรับแขกเถอะ ฉันจะแนะนำให้แกทั้งสี่คนให้รู้จักกับคนสำคัญของดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มลืมตาโพลง

"ใคร..ใครกันครับคุณพ่อ"

ก่อนที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะตอบคำถามของนายแพทย์หนุ่ม อาเสี่ยกิมหงวนได้ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบรีวอลเว่อร์คู่มือของเขาออกมาถือกระชับมั่นไว้ในมือ แล้วตะโกนเสียงลั่นบ้านด้วยฤทธิ์เมา

"ฮ่ะฮ้า ตลกชาญฉลาด ใครเป็นศัตรูของด๊อกเตอร์ดิเรกเพื่อนรักของกู มันผู้นั้นต้องตาย ฮ่ะ..ฮ้า ขอบคุณซาบู....ซัน...ไลท์....อั๊วะ...อ้วก...เมาชิบหายเลย"

พลรีบคว้าข้อมือกิมหงวน และแย่งปืนพกกระบอกนั้นเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงของเขา

"อ้ายเวรนี่ชอบพกปืนติดตัวเสมอ เวลาแกเมาเหล้านั้น แกไม่มีสติสัมปชัญญะเลย บ้าดีเดือดเสมอ ขืนพกปืนติดตัวอย่างนี้ อีกหน่อยก็มีหวังย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุก" แล้วเขาก็หันมาถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ "คุณอาหมายถึงใครครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายพัชราภรณ์

"หมายถึงพลเรือตรีพระยาชำนาญนาวียุทธ์ เพื่อนรักเกลอเก่าของอาน่ะซี ท่านผู้นี้เป็นนายทหารเรือชั้นหางกะทิ"

นิกรสอดขึ้นเบาๆ

"หัวกะทิซีครับไม่ใช่หาง หางกะทิน่ะมันกากมะพร้าว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน"

"อย่าสู่รู้ไปหน่อยเลยวะอ้ายเวร เจ้าคุณชำนาญฯ คนนี้แกออกจากราชการนมนานแล้ว แกก็ควรเป็นหางกะทิไม่ใช่หัวกะทิ เพราะหัวกะทิย่อมหมายถึงผู้ที่ยังอยู่ในราชการ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"แล้วยังไงครับคุณพ่อ เจ้าคุณชำนาญฯ คนนี้นะหรือครับ ที่เป็นพี่ชายร่วมสายโลหิตของคุณพ่อ"

"ใครบอกแกล่ะ"

"เอ๊ะ" นิกรอุทานเสียงหนักๆ "ตะกี้คุณพ่อไม่ได้บอกผมหรอกหรือครับ"

"ฉันยังไม่ได้พูดสักคำ"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"พูดซีครับ ทำไมจะไม่ได้พูด คุณอาบอกผมเมื่อกี้นี้เองว่า เจ้าคุณชำนาญฯ เป็นพี่ชายร่วมสายโลหิตของคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"กูไม่ได้พูดโว้ย"

อาเสี่ยหันมามายักคิ้วให้นิกรแล้วยักไหล่พร้อมกับแบมือออกทั้งสองข้าง

"ผู้ใหญ่สมัยนี้มักจะเป็นเช่นนี้แหละอ้ายกร พูดอะไรออกมาแล้วไม่รู้จักจดจำไว้ บอกว่าไม่ได้พูด ปฏิเสธเอาดื้อๆ แล้วใครเขาจะไปนับถือโว้ย คนเราที่เป็นผู้ใหญ่ต้องมีวาจาสัตย์ มีศีลมีธรรม มีหิริโอตัปปะ ละอายต่อบาป มีพรหมวิหารสี่ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้ว่า ๔ สหายกำลังมึนเมาก็ไม่อยากจะต่อล้อต่อเถียงด้วย และไม่อยากจะพูดอะไรอีกท่านยกมือจับแขนนายพัชราภรณ์ พาเดินเข้าไปในห้องรับแขก แต่สามสหายติดตามเข้าไปด้วย เสี่ยหงวนกับนิกรเดินตบเท้าแบบทหารนิกรทำหน้าที่เป็นผู้ฝึก เดินนำหน้าเสี่ยหงวนวนเวียนไปมารอบๆ ห้องรับแขก

"แถว...หยุด" นิกรร้องออกคำสั่งเสียงลั่น "ขวา หัน วันทยาวุทธ...เรียบวุทธ...เลิกแถว"

ครั้นแล้ว ๔ สหายก็กระจายกำลังกันไปรอบๆ ห้องรับแขก และนั่งลงบนเก้าอี้นวมคนละตัว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดและสี่นางมองดู คณะพรรค ๔ สหายด้วยความไม่พอใจ เจ้าแห้วนั่งหัวเราะคิกๆ อยู่ทางมุมห้องส่วนเจ้าคุณชำนาญฯ นักวิทยาศาสตร์คนสำคัญยิ่งของโลกที่มีความเชี่ยวชาญในพลังงานปรมาณู เหนือกว่านักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในโลกนี้ได้จ้องมองดู ๔ สหายทีละคนด้วยความประหลาดใจ แต่ท่านเจ้าคุณทราบว่าสี่สหายล้วนแต่เป็นลูกหลานของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดบางคนก็เป็นลูกเขยของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งท่านไม่อาจจะทราบได้ว่าใครเป็นใคร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ข้างเกลอเก่าของท่านตามเดิม แล้วแนะนำให้ ๔ สหายให้รู้จักกับเจ้าคุณชำนาญฯ ด้วยวิธีแนะนำที่เป็นรายตัว ซึ่ง ดร.ดิเรกเป็นคนสุดท้าย ท่านเจ้าคุณชำนาญฯ ทหารเรือเสือน้ำเค็มได้ปฏิสันฐานทักทาย ๔ สหายเป็นอย่างดี

ดร.ดิเรกตื่นเต้นและสนใจอย่างยิ่งเมื่อได้ทราบว่าเพื่อนเก่าของพ่อตา เป็นนักวิทยาศาสตร์ยอดเยี่ยมแห่งประเทศเยอรมันนีและเป็นลูกศิษย์กันกุฏิของศาสตร์ตราจารย์เมาเซอร์ มึนเล่อร์ ซึ่งดร.ดิเรกทราบมานานแล้วว่าศาสตร์ตราจารย์ เมาเซอร์ มึนเล่อร์นั้น เป็นจอมนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ที่มีความสามารถเกินมนุษย์ แต่เป็นคนหวงวิชาอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตาม นายแพทย์หนุ่มเชื่อว่าศาสตร์ตราจารย์ เมาเซอร์ มึนเล่อร์ หรือจะเป็นใครก็ตาม ย่อมมีความรู้ในวิชาวิทยาสาศตรืด้อยกว่าเขาแน่นอน

เมื่อได้ฟังเรื่องราวของท่านเจ้าคุณชำนาญฯ จากปากคำของเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล, นิกร, กิมหงวน และดร.ดิเรก ก็หายเมาราวกับปลิดทิ้ง ทั้ง ๔ คน เต็มไปด้วยความสนอย่างยิ่ง และที่ตื่นเต้นสนใจที่สุดคือว่าเจ้าคุณชำนาญฯ ได้มีพฤติการณ์คล้ายๆ กับกัปตันเมโม คือ สร้างเรือดำน้ำขนาดเล็กขึ้นเองโดยใช้พลังงานปรมาณูแทนน้ำมันเชื้อเพลิงและเรือ 'นุสติลอร์' ของเจ้าคุณชำนาญฯ นั้นสามารถที่จะเดินทางไปรอบโลกได้ โดยไม่ต้องคำนึงถึงดินฟ้าอากาศ น้ำมันเชื้อเพลิงหรือเสบียงอาหาร

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดจบ ดร.ดิเรกก็กล่าวกับเจ้าคุณชำนาญฯ ทันที

"โอ ผมตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจอย่างยิ่งเชียวครับคุณอา โปรดอนุญาตให้ผมเรียกท่านว่าคุณอาเถอะนะครับ เพราะคุณอาเป็นเพื่อนกับพ่อตายอดรักของผม เป็นความจริงหรือครับท่านที่คุณอานำเรือ 'นุสติลอร์' เดินทางมาจากประเทศเยอรมันนี และมาจอดอยู่ที่สะดือทะเลในอ่าวไทย"

นิกรพูดขึ้นเบาๆ

"จอดอยู่ตรงสะดือทะเลซะด้วย ทะเลมันคงเจ็บสะดือแย่"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน "เมาแล้วก็นั่งเฉยๆ เถอะอ้ายเปรต" แล้วท่านก็หันมาทางประไพหลานสะใภ้ของท่าน "ไพเอ้ย...เอาเจ้ากรขึ้นไปอาบน้ำอาบท่าให้นอนเสียทีเถอะวะ"

"โอ้ย" นิกรร้องสุดเสียงเหมือนกับถูกยิง "ผมแก่จวนจะเข้าโลงแล้วจะครับ ไม่ใช่เด็กแดงๆ แล้วประไพจะอุ้มผมไหวหรือครับ"

นันทาจุ๊ย์ปากดุน้องชายของหล่อน นิกรแลบลิ้นหลอกพี่สาวของเขา แล้วนั่งหลับสะลึมสะลือ

ท่านเจ้าคุณชำนาญฯ ยิ้มให้นายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"อารับรองว่าเรื่องราวของอานั้น เป็นความจริงโดยไม่มีความเท็0แฝงอยู่เลยแม้แต่น้อย อาเป็นผู้มีสัจจะถือความจริงเป็นสิ่งที่ไม่ตายดังที่คำพระท่านกล่าวไว้ว่า...สัจจังเว อมะตังวาจา แปลว่าคำจริงเป็นวาจาที่ไม่ตาย"

อาเสี่ยกิมหงวนอดรนทนไม่ได้ก็พูดเสริมขึ้น

"คล้ายๆ กับพุทธภาษิตที่ว่า สูคานิกะธรรม"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องรับแขกพร้อมๆ กัน ประภากล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวนอย่างขบขัน

"แปลว่ากระไรคะอาเสี่ยดิฉันเพิ่งเคยได้ยินพุทธภาษิตบททนี้เป็นครั้งแรก"

เสี่ยหงวนยิ้มอย่างภาคภูมิ

"สูคานิกะธรรมก็แปลว่าสาคูน้ำกะทิ"

เจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะลั่นห้อง คราวนี้ท่านรู้สึกพอใจคณะพรรค ๔ สหายทันที ทุกๆ คนล้วนแต่สดชื่นรื่นเริงอารมณ์ขัน

"หลานชายทั้ง ๔" เจ้าคุณชำนาญฯ พูดยิ้มๆ "อายินดีที่จะเชิญพวกเธอไปเที่ยวเรือ 'นุสติลอร์' ของอา ซึ่งจอดอยู่ที่ปากอ่าวและอาขอบอกตามตรงว่าอารู้สึกตื่นเต้นอย่างที่สุด เท่าที่อาได้มีโอกาสรู้จักกับดิเรกเพราะขณะนี้ทั่วโลกได้ยกย่องสดุดีด๊อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ มากมาย ในฐานที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ และนายแพทย์ผู้ใหญ่ยิ่งของโลกคนหนึ่ง"

ดร.ดิเรกรีบลุกขึ้นยืน แล้วก้มศีรษะโค้งคำนับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ขอบคุณครับคุณอา ผมเองก็ขอฝากตัวเป็นหลานของคุณอาคนหนึ่ง แต่ในด้านความรู้วิชาการต่างๆ นั่นผมยังไม่ยอมแพ้คุณอาหรอกนะครับ ทั้งนี้ก็เพราะผมเชื่อมือของผมเสมอ ผมและพวกเรายินดีที่จะไปเที่ยวชมเรือ 'นุสติลอร์' ของคุณอาเพื่อเรียนรู้สิ่งต่างๆ ภายในเรือลำนั้นและจะได้เห็นความสามารถของนักวิทยาศาสตร์ที่เป็นคนไทย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเกลอเก่าของท่านว่า

"ถ้าเช่นนั้น คืนนี้แกนอนค้างอยู่ที่นี่แหละนะต่วย อย่าต้องให้เสียเวลากลับเรือแกเลย"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"นอนเสียที่นี่เถอะค่ะเจ้าคุณ ขอให้คิดว่าเราเป็นญาติเถอะนะคะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับดิฉันน่ะไม่ใช่คนอื่นพี่น้องคลานตามกันมาแท้ๆ แต่คนละพ่อคนละแม่นะคะ"

เจ้าคุณชำนาญฯ ทำหน้าชอบกล

"ผมไปอยู่ประเทศเยอรมันนีเสียนาน กลับมารู้สึกว่าภาษาไทยมันเพี้ยนๆ ไปมาก ประทานโทษเถอะครับคุณหญิงกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นพี่น้องคลานตามกันมา แต่คนละพ่อ คนละแม่ ผมฟังแล้วงงไปเลย"

นิกรรีบอธิบายให้พระยาชำนาญฯ ทราบ

"คือมันยังงี้ครับ คุณอาผู้หญิงของผม ท่านเกิดก่อน พ่อตาของผมเกิดทีหลัง ตอนเด็กๆ อยู่บ้านใกล้กันเล่นขายข้าวแกงกัน แล้วก็คลานตามกันไป ก็เลยเรียกว่าพี่น้องคลานตามกัน รวมความแล้วเราคนไทยทั้งหลายก็เท่ากับเป็นพี่น้องกันทั้งนั้นแหละครับ จะต้นตระกูลไทยกลางตระกูลไทยหรือปลายตระกูลไทยล้วนแต่คนไทยทั้งนั้น ผมเองก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง ทั้งเชื้อชาติและสัญชาติ นับว่าผมเป็นคนไทยร้อยเปอร์เซนต์ บิดาของผมก็เป็นคนไทยมารดาของผมก็เป็นคนไทย อาของผมคนนี้ก็เป็นคนไทยพ่อตาของผมคนนี้ก็เป็นคนไทยอีก"

คุณหญิงวาดเดือดดาลนิกรเต็มที่ ก็เอ็ดตะโรลั่น

"พ่อแล้วโว้ย ปุ้ดโธ่ แม่ไพ บอกให้พาอ้ายกรขึ้นไปอาบน้ำนอนเสียที เมาจนไม่เป็นผู้คนแล้ว"

เจ้าคุณชำนาญฯ โบกมือห้ามคุณหญิงวาด

"ไม่เป็นไรครับ ไม่ถือหรอกครับคุณหญิง พ่อหลานๆ ทั้ง ๔ คนนี้ล้วนแต่น่ารักทั้งนั้น คนหนุ่มๆ ที่มีอารมณ์ขันอย่างนี้ ทำให้คนอื่นพลอยสดชื่นรื่นเริงไปด้วย อ้า...เมื่อคุณหญิงกรุณาต้อนรับผมด้วยดีเช่นนี้ ผมก็จะขอนอนค้างอยู่ที่นี่ จะได้คุยกับเจ้าอู๊ดเพื่อนเกลอของผม เราไม่ได้พบกันมาเป็นเวลาตั้งยี่สิบปี"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้ง...

"ใครคะเจ้าคุณ ที่ชื่ออู๊ด"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยกมือขวาตีศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"ก็อ้ายนี่ยังไงน่ะครับ ถึงแม้ว่าพระยาปัจจนึกฯ เป็นเจ้าคุณพานทอง ผมก็เรียกชื่อเดิมของมันเสมอ เราเป็นเพื่อนกันนี่ครับ จะใหญ่ยิ่งอย่างไรก็ต้องเป็นเพื่อนผมเอง อ้ายอู๊ดมันก็เรียกผมว่าอ้ายต่วยจนติดปาก" พูดจบท่านเจ้าคุณชำนาญฯ ก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบกล่องสี่เหลี่ยมขนาดกระทัดรัดลักษณะคล้ายกับกลักไม้ขีดไฟออกวางลงบนโต๊ะ คราวนี้ทุกคนที่อยู่ในห้องรับแขกก็พอจะรู้ว่าวัตถุสิ่งนี้คือเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋ว ดร.ดิเรก จ้องตาเขม็งมองดูแล้วร้องเอ็ดตะโร

"อ๋อไร๋...ออไร๋ คุณอาเป็นคนเก่งมากเชียวครับ เครื่องรับส่งวิทยุเครื่องนี้ คุณอาเป็นคนประดิษฐ์ขึ้นเองใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยิ้มแป้น

"อย่าสงสัยอะไรเลยหลานชาย อาจะส่งวิทยุติดต่อกับคนของอาที่เรือ 'นุสติลอร์' บอกให้เขาทราบว่าคืนนี้อาจะนอนพักอยู่ที่นี่"

นายแพทย์หนุ่มสนใจอย่างยิ่ง

"ส่งแบบรหัส หรือส่งแบบวิทยุโทรศัพท์ครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ ว่า

"เครื่องมันเล็กจิ๋วแต่นี้ก็ต้องใช้ส่งแบบวิทยุโทรเลขและใช้โค๊ตของอาที่สร้างขึ้นโดยเฉพาะ"

คราวนี้นายแพทย์หนุ่มหัวเราะลั่นห้องรับแขก

"ถ้ายังงั้น คุณอายังมีความชำนาญในการสร้างเครื่องรับส่งวิทยุน้อยเกินไปครับ"

พูดจบนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทางเจ้าแห้ว "เฮ้ แกไปที่ห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของฉัน เปิดลิ้นชักโต๊ะทางขวามือ หยิบเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋วเอามาให้ฉันทีเถอะ"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"รับประทาน เครื่องขนาดจิ๋วของคุณหมอใช่ไหมครับ"

"ออไร๋ นั่นแหละ ถือดีๆ นะ อย่าให้ของข้าหล่นพลัดตกจากมือเป็นอันขาด เพราะเครื่องรับส่งวิทยุเครื่องนี้ไม่มีมนุษย์คนใดในโลกที่จะทำได้"

เจ้าแห้วรีบลุกขึ้น เดินออกไปจากห้องรับแขกอย่างร้อนรน ในราวสองนาทีเจ้าแห้วก็กลับเข้าไปในห้องนอนรับแขกตรงเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างนายแพทย์หนุ่ม แล้วยื่นมือเปล่าๆ ส่งให้ ดร.ดิเรก ซึ่งนายแพทย์หนุ่มก็เอื้อมมือรับอย่างประคับประคอง ค่อยๆ วางลงบนโต๊ะคล้ายกับว่าในมือของเขามีวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

ดร.ดิเรก ยิ้มให้เจ้าคุณชำนาญฯ แล้วกล่าวว่า

"นี่ยังไงล่ะครับคุณอา เครื่องรับส่งวิทยุขนาดพิเศษของผม"

ท่านเจ้าคุณหางกะทิของกองทัพเรือเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างใหญ่หลวง

"อะไรกันดิเรก อาไม่เห็นมีอะไรเลย เครื่องรับส่งวิทยุของเธอที่ว่าน่ะ มันอยู่ที่ไหน"

ดิเรกลืมตาโพลง

"ก็นี่ยังไงล่ะครับวางอยู่ใกล้ๆ เครื่องของคุณอาดูซีครับ ขนาดของมันเกือบเท่ากับเครื่องรับส่งของคุณอา"

เจ้าคุณชำนาญฯ ขมวดคิ้วย่น

"มันมีที่ไหนเล่า บนโต๊ะมีแต่เครื่องรับส่งวิทยุของอาเครื่องเดียวเท่านั้น"

ดร.ดิเรกหัวเราะชอบใจ เขาล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบแว่นตาพิเศษอันหนึ่งออกมา แล้วส่งให้เจ้าคุณชำนาญฯ อย่างนอบน้อม

"คุณอาครับ ผมได้เรียนคุณอาแล้วว่าในเรื่องความรู้ในวิทยาศาสตร์นั้นผมจะไม่ยอมเป็นรองใครเลยในโลกนี้ ตลอดจนโลกพระอังคาร หรือโลกต่างๆ เครื่องรับส่งวิทยุของผมนั้น นอกจากขนาดของมันโตเกือบเท่ากลักไม้ขีดไฟแล้ว ยังมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ผมตั้งชื่อมันว่า "อินวิสสิเบิ้ล ราดิโอ" หรือภาษาไทยก็จะเรียกมันว่า "วิทยุล่องหน" ถ้าคุณอาใช้แว่นอันนั้นสวมใส่มองดูก็จะแลเห็นถนัด พวกผมทุกคนในที่นี้ทีแรกก็ไม่เชื่อความสามารถของผมครับ แต่แล้วทุกคนก็ได้รู้ว่าผมสามารถทำเครื่องรับส่งวิทยุชนิดพิเศษได้"

เจ้าคุณชำนาญฯ รีบยกแว่นตาขึ้นสวมใส่ที่ตาของท่านทันที และแล้วท่านเจ้าคุณก็ตกตะลึงพรึงเพริด เมื่อมองแลเห็นเครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋วของนายแพทย์หนุ่ม วางเคียงคู่อยู่กับเครื่องรับส่งของท่าน

"โอ้ย" เจ้าคุณชำนาญฯ ร้องขึ้นเกือบเป็นเสียงตะโกน "นี้อาไม่ได้ฝันไปหรอกหรือดิเรกอางงไปหมดแล้วโอมันเหมือนกับปาฏิหาริย์ อายอมรับว่าไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดในโลกนี้ ที่สามารถประดิษฐ์รับส่งวิทยุล่องหนได้เหมือนอย่างเธอ เพียงแต่เครื่องรับส่งวิทยุขนาดจิ๋วเช่นนี้ก็ไม่มีใครทำได้แล้ว"

ไม่ต้องสงสัยว่า นายแพทย์หนุ่มจะปิติยินดีสักเพียงใดเขานั่งทรงตัวตรง และยิ้มแก้มแทบแตก เขามองดูเจ้าคุณชำนาญฯ แล้วกล่าวว่า

"ประทานโทษนะครับ ผมเป็นเด็กคราวลูกคราวหลานของคุณอาก็จริง แต่ผลงานของผมคุณอาก็คงจะยอมรับนับถือว่า ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่และใหญ่ยิ่งที่สุดในโลกนี้ใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ มองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความเลื่อมใสในคุณวุฒิของเขา

"แน่เหลือเกินหลานชาย นักวิทยาศาสตร์ขนาดไอต์สะไตน์ก็ไม่อาจจะเปรียบเทียบกับเธอได้ อายอมรับว่าท่านศาสตราจารย์เมาเซ่อต์ มึนเล่อร์ ผู้เป็นอาจารย์ของอาย่อมมีความรู้ขนาดหางอึ่งเท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับวุฒิของเธอ และตัวจริงของอาเองก็ไม่มีปัญหาอะไรอีกอายอมแพ้เธออย่างราบคาบในด้านความรู้ ในทางวิชาวิทยาศาสตร์อาเคยคิดว่าไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนใดอีกแล้วที่จะสามารถสร้างเรือดำน้ำใช้พลังงานปรมาณูได้ดีเหมือนอย่างอา แต่เดี๋ยวนี้อากำลังบอกตัวเองว่า เธอคงจะสร้างเรือดำน้ำแบบนี้ได้ไม่ยากลำบากอะไรเลย"

ดร. ดิเรกยิ้มด้วยมุมปากข้างขวาข้างเดียวแล้วกล่าวว่า

"การสร้างเรือดำน้ำหรือครับคุณอา เรื่องเล็กนิดเดียวสำหรับผม ถ้าหากว่าผมจะสร้างเรือดำน้ำแล้วผมจะต้องสร้างให้มันมีประสิทธิภาพอย่างยอดเยี่ยม คือว่า มันจะต้องแล่นบนผิวน้ำได้ ดำน้ำได้ มุดลงไปในโคลนได้เหมือนปลาช่อนหรือปลาดุก ดำดินได้ และสามารถเหาะขึ้นสู่อากาสได้เมื่อกางปีกออก แต่ยังไม่มีความจำเป็นอะไรที่ผมจะสร้างเรือดำน้ำ เว้นแต่กองทัพเรือขอร้องมา ผมก็จะสร้างให้ ผมพูดแล้วไม่คุยนะครับคุณอา ท่านมหาราชาจันทรกุมาร มหาเศรษฐีชาวภารตและเป็นเจ้านายใหญ่โตเคยรับสั่งชมเชยผมว่า ผมเป็นยอดคน เฉลียวฉลาดกว่ามนุษย์ทั้งหลาย ท่านมหาราชาทรงยืนยันว่าไม่มีใครอีกแล้วในโลกนี้ จะมีความรู้ความสามารถเกินหน้าผมได้ อ้า-ประ-ทานโทษ คุณอารู้จักไหมครับ ช้างซึ่งเป็นสัตว์สี่เท้ามีงวงมีงานั่นแหละครับ"

ท่านนายพลเรือผู้สูงอายุทำหน้าชอบกล แล้วท่านก้ฝืนหัวเราะ

"อาแก่จนป่านนี้แล้ว ทำไมอาจะไม่รู้จักช้าง"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"คุณอารู้จักดีแล้ว ผมจะเล่าให้คุณอาฟังนะครับ ช้างพระที่นั่งของท่านมหาราชาจันทรกุมารตัวหนึ่งชื่อ ทะราวะกินหนา เป็นช้างที่แสนรู้เฉลียวฉลาดมาก ผมได้ทำเครื่องยนต์แบบเฮลิคคอปเตอร์ติดหลังช้างตัวนั้น ทำให้มันเหาะได้โดยไม่ต้องเดินให้เหนื่อย จะไปไหนก็เหาะไปในอากาศท่านมหาราชทรงโปรดปรานผมมาก เท่าที่ผมประดิษฐ์เครื่องยนต์ติดช้างพระที่นั่งของพระองค์ พระองค์ก็เลยประทานทองคำเท่าลูกฟักให้ผมหนึ่งลูก และเงินอีกแสนรูบีซึ่งนับว่าเป็นพระกรุณาธิคุณล้นเกล้าฯ"

เจ้าคุณชำนาญฯ นิ่งฟังด้วยความสนใจและเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แล้วท่านก็ถอดแว่นตาออกเก็บใส่กระเป๋า ท่านเจ้าคุณหางกะทิแห่งกองทัพเรือ จัดแจงเปิดเครื่องรับส่งวิทยุโทรเลขของท่าน โดยใช้ก้านไม้ขีดไฟเคาะเครื่องกดโทรเลขส่งวิทยุโทรเลขติดต่อกับเรือ 'นุสติลอร์' ของท่านจนสำเร็จระหว่างนั้นเองคุณหญิงวาดก็พยักเพยิดกับสี่นาง แล้วพากันลุกขึ้นเดินค่อยๆ ออกไปจากห้องรับแขก

เจ้าคุณชำนาญฯ ได้ใช้เวลาประมาณสิบนาทีส่งระหัสลับติดต่อกับต้นเรือ 'นุสติลอร์' ท่านแจ้งข่าวไปว่า คืนนี้ท่านจะไม่กลับไปที่เรือ และท่านจะนอนค้างอยู่ที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ตำบลบางกะปิ แต่พรุ่งนี้ในตอนสาย ท่านจะพาคณะพรรค ๔ สหายไปเที่ยวที่เรือ 'นุสติลอร์' ขอให้ต้นเรือเตรียมการรับรองให้เต็มที่ และให้ลูกเรือช่วยกันทำความสะอาด อย่าให้แขกของท่านนึกตำหนิติเตียนได้

เมื่อเจ้าคุณชำนาญฯ ติดต่อกับพรรคพวกของท่านทางวิทยุโทรเลขเรียบร้อยแล้ว ท่านเจ้าคุณก็เก็บเครื่องรับส่งวิทยุใส่กระเป๋ากางเกงตามเดิม ทันใดนั้นเอง นายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับเจ้าคุณชำนาญฯ อย่างนอบน้อม

"ขอแว่นตาผมเถอะครับคุณอา"

เจ้าคุณชำนาญฯ ทำหน้าตื่นๆ

"แว่นอะไรของเธอล่ะ"

"อ้าว...ก็แว่นวิเศษของผมน่ะซีครับ"

"ฮ้า...อาคืนให้เธอแล้วนี่นา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ยังไม่ได้คืนครับเจ้าคุณ ผมเป็นพยานให้ดิเรก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับเจ้าคุณชำนาญฯ

"คืนให้ดิเรกมันเถอะวะต่วย แว่นตาอันเดียวอย่าไปโกงเด็กมันเลย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ลืมตาโพลง

"ไม่ได้โกงโว้ย แต่อยากได้" แล้วท่านก้หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "ขอให้อาไม่ได้หรือหลานชาย"

ดร.ดิเรกถอนหายใจหนักๆ

"ไม่ได้หรอกครับคุณอา เล็กซ์ของแว่นนี้ไม่ได้ทำจากหินหรือกระจก ผมได้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นจากวัตถุธาตุบางอย่าง กรุณาคืนให้ผมเถอะครับ ราคาของมันเหยียบล้านที่เดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแล้วพูดขึ้นดังๆ

"ลงเหยียบล้านละก็เป็นได้เตะปากกันเท่านั้นเอง"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณชำนาญฯ ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตของท่าน หยิบแว่นตาออกมาส่งให้นายแพทย์หนุ่ม

ทันใดนั้น นิกรได้แบมือขวายื่นมาที่ ดร.ดิเรกแล้วกล่าวว่า

"ขอดูหน่อยซิ ดิเรก กันอยากเห็นเครื่องรับส่งวิทยุล่องหนของแก"

นายแพทย์หนุ่มรีบเก็บแว่นตาใส่กระเป๋าทันที

"ไม่ได้หรอก ขืนให้แกดูเป็นล่องหนแน่นอน"

แล้วดิเรกก็เอื้อมมือหยิบ "อินวิสสิเบิ้ล ราดิโอ" ของเขาส่งให้เจ้าแห้วซึ่งนั่งพับเพียบอยู่ข้างๆ

"ช่วยเอาไปเก็บทีโว้ยแห้ว ระวังหน่อยนะของมันเล็กและบอบบาง อย่าให้ชำรุดเสียหายได้ ฉันคิดว่าในอนาคตอันใกล้นี้ แกคงจะได้เป็นนักวิทยาศาสตร์และนักประดิษฐ์ชื่อดังคนหนึ่งของโลกทั้งนี้ก็เพราะแกมีโอกาสรับใช้ใกล้ชิดฉันมากกว่าคนอื่นๆ "

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"รับประทานขอบคุณครับ ที่คุณหมอให้กำลังใจแก่ผม ขอให้ผมได้เป็นแต่เพียงขี้ข้าของคุณหมอดีกว่าครับ การที่จะให้ผมนักวิทยาศาสตร์หรือนักประดิษฐ์อย่างคุณหมอนั้น รับประทานผมรู้สึกว่าเป็นความหวังที่เลือนลางเต็มทน" พูดจบเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นประคองเครื่องรับส่งวิทยุพิเศษของนายแพทย์หนุ่มเดินออกไปจากห้องรับแขก ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้สนทนากับเจ้าคุณชำนาญฯ อย่างสนิทสนม ทุกคนผลัดกันชักถามเรื่องราวของท่านนายพลเรือ อย่างละเอียดถี่ถ้วนซึ่งเจ้าคุณชำนาญฯ ก็เล่าให้ฟังโดยไม่ปิดบัง ทำให้คณะพรรค ๔ สหายตื่นเต้น อยากจะเห็นเรือ 'นุสติลอร์' ของท่านนายพลเรือผู้นี้อย่างยิ่ง เจ้าคุณชำนาญฯ รับรองว่าพรุ่งนี้ตอนสาย ท่านจะพาทุกคนเดินไปชมเรือดำน้ำอันวิเศษของท่าน และท่านจะพาท่องทะเลลึก ชมสภาพความเป็นไปใต้ทะเลอ่าวไทย ซึ่งเจ้าคุณชำนาญฯ ยืนยันว่าธรรมชาติใต้ท้องทะเลหลวงของอ่าวไทยทั้งงดงามที่สุด

ท่านนายพลเรือ ได้สนทนากับคณะพรรค ๔ สหายจนกระทั่ง ๐๑.๐๐ น. ของวันใหม่ การสนทนาจึงสิ้นสุดลง ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ชวนเพื่อนเกลอของท่านขึ้นไปพักผ่อนที่ห้องนอน ซึ่งอยู่ชั้นบนของตัวตึก

ตอนสายวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ ๑๐.๐๐ น. เรือยนต์เร็วลำหนึ่งได้ปรากฎลำขึ้นในบริเวณจุดหนึ่งของอ่าวไทยห่างจากปากน้ำเจ้าพระยาประมาณ ๒๐ กิโลเมตร

เรือยนต์เร็วลำนี้แล่นเงียบกริบ ไม่มีใครได้ยินเสียงเครื่องยนต์เลย เพราะมันไม่ได้ใช้เครื่องยนต์แต่ใช้แรงขับเครื่องยนต์พลังงานปรมาณู เจ้าคุณชำนาญนาวียุทธ์ทำหน้าที่ขับเรือลำนี้ นั่งเคียงคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนรักเกลอเก่าของท่าน ส่วน ๔ สหายกับเจ้าแห้วนั่งอยู่ตอนท้ายเรือท่ามกลางแสงแดดอันร้อนแรง ทุกคนมีความตื่นเต้นไม่น้อยเท่าที่เรือลำนี้แล่นไปด้วยพลังงานปรมาณูแม้กระทั่ง ดร.ดิเรก เองก็มีความสนใจอย่างยิ่ง เรือลำนี้มีเครื่องยนต์ประจำเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' นั่งเอง ทาสีเทาอ่อน บรรทุกคนได้อย่างมาก ๑๐ คน มีความเร็วประมาณชั่วโมงละ ๖๐ ไมล์ซึ่งนับว่าเร็วมาก เรือยนต์ลำนี้เดินทางจากท่าน้ำ หน้าเมืองสมุทรปราการเมื่อสักครู่ที่แล้วมา รูปลักษณะของมันคล้ายเรือยนต์ในราชนาวี เจ้าหน้าที่จึงมิได้ระแวงสงสัยอะไรปล่อยให้เรือลำนั้นผ่านสันดอนออกไปอย่างง่ายดาย เพราะเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเรือของราชนาวีนั่นเอง

เมื่อแล่นมาถึงจุดนัดพบ ความเร็วของเรือก็ช้าลงตามลำดับ ในที่สุดเรือยนต์ลำนั้นก็ลอยลำนิ่งเฉย อาเสี่ยกิมหงวนกระซิบกระซาบกับนิกรเบาๆ

"เฮ้อ-แกดูให้ดีเถอะวะกร เจ้าคุณชำนาญฯ คนนี้หน้าตาของท่านคล้ายๆ กับเจมส์ เมสันราวกับแกะ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"นั่นน่ะซี กันก็กำลังจะบอกแกอยู่เหมือนกัน ยิ่งดูก็ยิ่งเหมือน เจมส์ เมสัน ในเรื่อง "ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์" แม้กระทั่งหนวดเครา กิริยาท่าทางก็เหมือนกัน ชักสงสัยเสียแล้วโว้ยหงวน"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"สงสัยยังไงวะ"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"สงสัยว่าท่านหลุดออกมาจากจอหนังที่ศาลาเฉลิมไทยน่ะซี บางทีท่านอาจจะเป็น เจมส์ เมสัน ก็ได้"

"เอาเข้าให้แล้ว" อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะแล้วเงยหน้าขึ้นมองดูแสงอาทิตย์อันร้อนแรง "แดดมันร้อนจัดอย่างนี้แกอย่าคิดอะไรให้มากมายเลยวะกร คนเราเวลาที่ไม่ได้เป็นบ้า เผลอแผล็บเดียวก็ไปเสียแล้ว เจ้าคุณชำนาญฯ ท่านจะเป็นใครก็ช่างเถอะ เมื่อท่านเชิญเรามาดูเรือของท่านเราก้ต้องชมเรือ 'นุสติลอร์' ลำนี้ให้เป็นขวัญตาของเรา"

พอเรือหยุดสนิท ลอยลำเท้งเต้งอยู่กลางทะเล พลก็กล่าวถามเจ้าคุณชำนาญฯ อย่างเป็นการเป็นงาน

"เรือของคุณอาอยู่ไหนล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณหางกะทิหันมายิ้มให้พล แล้วกล่าวว่า

"เรือ นุสติลอร์" ของอาน่ะหรือหลานชาย อดใจรออีกสักครู่เถอะนะ ขณะนี้เรือดำอยู่ที่ก้นทะเลในลักษณะกบดาน มันจำเป็นเหลือเกินที่เรือของเราไม่สามารถจะโผล่ขึ้นบนผิวน้ำได้เว้นแต่ว่าโผล่ขึ้นรับอากาศ ทั้งนี้ก็เพราะว่าเรือของเราก็เปรียบเสมือนเรือของศัตรู ถ้าโผล่ขึ้นมา หน่วยเรือรบที่ลาดตระเวนอ่าวพบเห็นเข้าก็จะเอาปืนยิงเรือ "นุสติ-ลอร์" ของเรา และถ้าเราถูกยิงก่อน เราก็จำเป็นจะต้องต่อสู้ป้องกันตัวของเรา ฉะนั้น อาไม่ต้องการที่จะให้คนไทยด้วยกันต้องเสียชีวิตและเลือดเนื้อ อาจึงสั่งให้ต้นเรือจมเรืออยู่ก้นทะเล แต่รับรองว่า พวกเราทุกคนมีความผาสุขสนุกสบาย ไม่ได้รับความเดือดเนื้อร้อนใจอะไรเลย อาหารการกินก็อุดมสมบูรณ์ วิทยุก็มีฟัง ภาพยนตร์ก็มีให้ดู หรือถ้าลูกเรือคนใดอยากจะล่าสัตว์ในท้องทะเลลึก ก็เอาเครื่อง ประดาน้ำมาสวมเข้า บุกลงไปเที่ยว ใต้ทะเลอย่างสบายใจ จับหอย จับปู หรือปล้ำกับปลาหมึกยักษ์เล่นแก้กลุ้ม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามว่า

"เถอะน่า อย่าใจร้อนนักเลยอู๊ด กันจะส่งวิทยุ เรียกเดี๋ยวนี้"

ครั้นแล้วเจ้าคุณชำนาญฯ ก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบเครื่องส่งวิทยุขนาดจิ๋วของท่านออกมาวางบนโต๊ะเล็กๆ ข้างตัวของท่าน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างจ้องเขม็งมองดูเจ้าคุณชำนาญฯ ด้วยความเลื่อมใสและแปลกใจ

เจ้าคุณหางกะทิแห่งราชนาวี ได้เปิดเครื่องรับส่งวิทยุของท่าน แล้วเคาะรหัสลับของท่านติดต่อกับเรือ 'นุสติลอร์' ซึ่งกบดานอยู่ที่ก้นอ่าวไทยจนสำเร็จ ท่านเจ้าคุณใช้เวลารับส่งวิทยุเพียงสองสามนาทีเท่านั้น ในที่สุดท่านก็เก็บเครื่องส่งวิทยุอันมีค่าของท่านไว้ในกระเป๋ากางเกงตามเดิม

เวลาผ่านพ้นไปเพียงเล็กน้อย คณะพรรค ๔ สหายก็ได้แลเห็นพรายน้ำปรากฏขึ้นห่างจากเรือยนต์ลำนั้นไมี่กี่มากน้อย และแล้วทุกคนก็แลเห็นส่วนหลังของเรือดำน้ำดำมะเมื่อมค่อยๆ ลอยลำขึ้นมาทีละน้อย เรือดำน้ำ 'นุสติลอร์'สูงขึ้นมาจากพื้นระดับน้ำตามลำดับ จนกระทั่งมองแลเห็นหอบังคับการผิวน้ำปืนใหญ่ประจำเรือขนาด ๓ นิ้ว แต่อำนาจการยิงของมันร้ายแรงที่สุด เพราะใช้ยิงด้วยกระสุนปรมาณูสามารถที่จะจมเรือประจัญบานขนาด ๔,๐๐๐ ตันได้อย่างงายดาย และอาจถล่มเมืองใดเมืองหนึ่งได้ด้วยกระสุนนัดแรกเท่านั้น

ฝาเรือดำน้ำถูกเปิดออก ต่อจากนั้นลูกเรือหลายคนก็พากันขึ้นมาบนดาดฟ้า ตั้งแถวเรียงรายคอยต้อนรับท่านเจ้าคุณชำนาญฯ ซึ่งเป็นผู้บังคับการเรือดำน้ำลำนี้ ลูกเรือทุกคนแต่งเครื่องแบบทหารเรือ ในจำนวนกลาสี ๑๒ คนที่ขึ้นมาเข้าแถวบนดาดฟ้า มีคนหนึ่งแต่งเครื่องแบบนายทหารเรือ และที่อินธนูทั้งสองข้างบอกเครื่องหมายยศนาวาเอก

เจ้าคุณชำนาญฯ หันมามองดูคณะพรรค ๔ สหายอย่างภาคภูมิ แล้วท่านก็กล่าวว่าว่า

"หลานชาย บัดนี้พวกเธอได้เห็นเรือดำน้ำอันวิเศษของอ่าวแล้ว นี่แหละคือเรือ 'นุสติลอร์'

ดร.ดิเรก ร้องขึ้นดังๆ

"โอ อิท อิส วันเด้อร์ฟุล"

เสี่ยหงวนยกมือเขี่ยแขนนิกรเบาๆ

"สงสัยอีกแล้วโว้ย"

นายจอมทะเล้นยิ้มให้อาเสี่ย

"สงสัยอีกแล้ว..."

"อือ สงสัยว่าเรือลำนี้ เป็นเรือลำเดียวกับที่เราได้เห็นในหนังสือ "ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์" นี่หว่า แกดูซีวะกร ส่วนเรือแหลมเปี๊ยบเหมือนปากปลาเข็ม ตัวเรือคล้ายๆ กับปลาจาระเม็ด"

นิกรขมวดคิ้วย่น ถามเบาๆ วา

"จาระเม็ดดำหรือจาระเม็ดแดง"

"เถอะน่า" อาเสี่ยดุ "จาระเม็ดดำหรือจาระเม็ดแดงมันมีรูปร่างเหมือนกันนั่นแหละ แกสังเกตดูตอนหัวเรือให้ดี มีเลื่อยตัดเหล็กขนาดยักษ์ติดอยู่ สำหรับชนเรือต่างๆ ให้ย่อยยับไปในทะเล ว้า...นี่เรากำลังเล่นหนังเรื่องกัปตันเมโมนี่หว่า หรือยังไงวะอ้ายกร"

นายจอมทะเลนทำหน้าชอบกล

"เฉยๆ เถอะวะ แกพูดมาก กันชักรำคาญเสียแล้ว"

"นั่นน่ะซี กันก็รำคาญตัวกันเองเหมือนกัน แต่กันไม่ได้มีปากไว้ถ่ายนี่หว่า กันมีปากไว้พูด ก็เลยพูดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง"

เจ้าคุณชำนาญฯ ติดเครื่องยนต์ของท่านอีก นำเรือแล่นตรงเข้าไปจอดเทียบกราบซ้ายของเรือ 'นุสติลอร์' ด้วยการขับเรือชำนิชำนาญของท่านสมกับราชทินนาม ต่อจากนั้นท่านเจ้าคุณหางกะทิแห่งราชนาวี ก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรค ๔ สหายขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ 'นุสติลอร์'

ทันใดนั้นเอง นาวาเอกยุทธ นาวียุทธ ต้นเรือ 'นุสติลอร์' ก็ร้องบอกแถวกระทำความเคารพกัปตันด้วยเสียงอันดัง

"ทำความเคารพผู้บังคับการทางขวา...แลขวา"

ทหารทั้งหมดต่างยืนตรงแลขวา จ่าตรีคนหนึ่งได้เป่านกหวีดเป็นมสัญญาณกระทำความเคารพ ทหารเรือเหล่านี้มิใช่ทหารเรือชาติ แต่เป็นทหารเรือของพระยาชำนาญฯ นาวียุทธ์ แต่งเครื่องแบบเช่นเดียวกับทหารเรือแห่งราชนาวีไทย แต่ที่ผ้าพันหมวกเขียนไว้ว่า 'นุสติลอร์'

ต้นเรือหัวเห็ด วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาหยุดยืนชิดเท้าตรงแล้วยกมือวันทยาหัตถ์ท่านเจ้าคุณชำนาญฯ ใน ท่าทางแข็งแรง

"เหตุการณ์ปกติครับผม"

เจ้าคุณชำนาญฯ พยักหน้ารับทราบ

"ดีมาก ต้นเรือ ผมถือโอกาสนี้แนะนำให้คุณรู้จักกับเพื่อนเกลอเก่าของผม ท่านผู้นี้คือ พลโท พระยาปัจจนึก พินาศ อดีตแม่ทัพไทยและเคยเป็นนายทหารชั้นหัวกะทิมาแล้วในกองทัพบก"

นาวาเอกยุทธยกมือวันทยาหัตถ์เจ้าคุณทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ รับไหว้ พระยาชำนาญฯ กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"ท่านผู้นี้คือวาเอกยุทธ นาวียุทธ ต้นเรือ 'นุสติลอร์' เคยเป็นลูกศิษย์เก่าของอั๊วะหลังจากเขาถูกปลดออกจากราชการ เขาก็เดินทางไปต่างประเทศเยอรมันนีอย่างเงียบๆ และได้ร่วมงานกับกันสร้างเรือ 'นุสติลอร์' ลำนี้ด้วยความเหนื่อยยาก คุณยุทธเป็นอัจฉริยะบุรุษที่น่านับถือคนหนึ่งและเป็นนายทหารเรือที่มีวิชาความรู้ในการเดินเรืออย่างยอดเยี่ยม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือให้ นอ. ยุทธจับ แล้วท่านก็กล่าวถามยิ้มๆ

"ผมยินดีมากที่ได้รู้จักกับคุณ แต่ว่า...ขอโทษเถอะนะคุณยุทธ เจ้าคุณชำนาญฯ บอกผมว่าคุณเป็นนายทหารเรือที่มีความรู้ความสามรถคนหนึ่ง ทำไมถึงถูกปลดราชการล่ะครับ หรือว่าคุณก็มีเรื่องเกี่ยวกับการเมือง"

ต้นเรือยิ้มอ่อนโยน

"โอ มิได้ครับใต้เท้า เรื่องการเมืองแล้วผมเกลียดที่สุดครับ ผมเป็นทหาร ผมไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเลยเท่าที่ผมถูกปลดออกจากราชการ ก็มีสาเหตุนิดหน่อยเท่านั้นเองแหละครับ พูดตามธรรมดาสามัญชนก็ต้องพูดว่าเรื่องเล็ก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"อ้อ คุณคงไม่ถูกกับผู้บังคับบัญชาของคุณ"

"มิได้ครับ ในระหว่างที่ผมรับราชการเป็นนายทหารเรือ บรรดาผู้บังคับบัญชาล้วนแต่รักใคร่ผมทั้งนั้น"

"เอ๊ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "ถ้ายังงั้นคุณมีเรื่องอะไรล่ะครับ ถึงได้ถูกปลดออกราชการ"

นอ. ยุทธทำหน้าเศร้าๆ เมื่อนึกถึงอดีตอันรุ่งเรืองของเขา

"เรื่องมันก็ไม่มีอะไรหรอกครับใต้เท้า ทางราชการกองทัพเรือได้แต่งตั้งให้ผมเป็นผู้เชี่ยวชาญการสำรวจหินโสโครกในท้องทะเลอ่าวไทย ทั้งนี้ก็เพราะผมทราบดีว่าทะเลตรงไหนมีหินโสโครกอยู่บ้าง หินโสโครกนั้นก้อนเล็กหรือใหญ่ หรือก้อนขนาดกลาง ก้อนทู่หรือก้อนแหลมอะไรเหล่านี้ ผมหลับตามองเห็นเชียวครับ เมื่อผมได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญการสำรวจหินโสโครกได้สองวัน ผมก็นำเรือรบลำหนึ่งออกทะเล เพื่อสำรวจหินโสโครกต่อไปพอพ้นปากอ่าวมาได้หน่อย เรือรบลำนั้นก็เกยหินโสโครกอับปาง เรื่องเล็กนิดเดียวเท่านี้เองครับ ทางการปลดผมออกจากราชการ และทำท่าจะส่งผมขึ้นศาลด้วยซ้ำไป ผมไม่เข้าใจเลยครับว่า ผู้บังคับบัญชาทำไมถึงลงโทษผมอย่างรุนแรงเช่นนั้น เมื่อคิดดูตามเหตุแล้ว มีผู้บังคับการคนไหนบ้างที่นำเรือเข้าชนหินโสโครก ทุกคนต้องพยายามหลีกเลี่ยงไม่ให้เรือกับหินโสโครกปะทะกันขึ้น แต่หินโสโครกมันอยู่ใต้น้ำเหลือวิสัยที่ผมจะมองเห็นได้ เมื่อเรือชนมันเข้าเรือก็แตกเป็นธรรมดาอยู่เอง แต่ว่าเรื่องนี้มันผ่านมาแล้วผมไม่อยากจะนึกถึงมันอีกครับใต้เท้า"

๔ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ต่อจากนั้นเจ้าคุณชำนาญฯ ก็ได้แนะนำให้ต้นเรือ 'นุสติลอร์' ได้รู้จักกับพล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วเป็นรายตัวต่อไป

เมื่อเจ้าคุณชำนาญฯ บอกว่า ชายหนุ่มร่างเล็กสวมแว่นสายตาสั้นคือ ดร. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้เรืองนามของโลกแห่งยุค เอช.บอมบ์ และนิวเคลียส์ น.อ. ยุทธ ก็แสดงท่าทางตื่นเต้นสนใจเหลือที่จะกล่าว ต้นเรือปราดเข้าจับมือดิเรกเขย่า และพูดละล่ำละลักว่า

"โอ คุณหมอที่รัก ผมได้ยินชื่อเสียงของคุณหมอมานมนานแล้วล่ะครับ เพิ่งได้เห็นตัวจริงวันนี้เอง นับว่าเป็นบุญตาของผมอย่างยิ่ง และเป็นเกียรติของผมอย่างที่สุดที่ผมได้รู้จักกับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ขอบคุณมาก เช่นเดียวกันครับคุณยุทธ เจ้าคุณอาท่านเล่าให้ผมฟังว่า คุณเป็นต้นเรือที่สามารถที่สุดในยุคนี้ ระหว่างที่เรานั่งเรือยนต์เดินทางมา คุณเป็นหนุ่มอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกผม ฉะนั้นหวังว่าคุณคงไม่รังเกียจที่จะเป็นเพื่อนกับพวกเรา"

ต้นเรือยิ้มแป้น

"ไม่รังเกียจเลยครับคุณหมอ" แล้วเขาก็มองดูอาเสี่ยกิมหงวนกับพล นิกร "คุณทั้งสามถ้าจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในวิชาวิทยาศาสตร์เป็นแน่"

นิกรยิ้มเอียงอาย

"มิได้ครับ สำหรับผมเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านการรับประทานอาหารทุกสิ่งที่ได้ใช้เวลาทั้งหมดค้นคว้า ในเรื่องอาหารการกิน ซึ่งขณะนี้ผมกำลังคิดที่จะให้พลโลกทั้งหลายกินหญ้าต่างข้าว เช่นเดียวกับวัวหรือควาย"

นอ. ยุทธ จุ๊ย์ปาก แสดงท่าทีสนใจ

"โอ ถ้าหากว่าคุณคิดสำเร็จ โลกเรานี้ก็จะได้รับความร่มเย็นเป็นสุขทั่วทุกหนแห่ง เพราะความโลภโมโทสันของมนุษย์ทุกคนจะยึดมั่นอยู่ในความสงบสุขไม่ต้องประกอบกิจการงานใดๆ ให้เหน็ดเหนื่อยหิวขึ้นมาก็มาก็ก้มลงกินหญ้าในบ้านของเราก็มีเหลือเฟือแล้ว"

นอ. ยุทธ มองดูหน้านายพัชราภรณ์ แล้วกล่าวถาม

"ประทานโทษ คุณเป็นอะไรครับ"

พลว่า "ผมเป็นนักธุรกิจครับ แต่เพื่อนของผมเสี่ยกิมหงวนคนนี้ เป็นมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย และเป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ที่สุด ราคาสินค้าจะขึ้นหรือลงก็แล้วแต่เพื่อนของผมคนนี้จะเป็นผู้สั่งงานให้พ่อค้าปฏิบัติตามคำสั่ง"

นอ. ยุทธเปลี่ยนสายตาไปที่อาเสี่ย แล้วยิ้มเล็กน้อย

"ผมดีใจมาก ที่ได้รู้จักกับมหาเศรษฐีของประเทศไทย แต่รู้สึกว่าคุณเป็นหนุ่มเกินไป ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคุณเป็นเศรษฐี"

อาเสี่ยกิมหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แล้วยิ้มแสยะกรอกนัยน์ตาไปมา แล้วล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มออกมาชูอวด นอ. ยุทธแล้วเขาก็ฉีกมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโยนลงทะเล เศษธนบัตรถูกลมพัดปลิวว่อน

เจ้าคุณชำนาญฯ กับ นอ. ยุทธและประจำเรือทั้ง ๒๐ คน ต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับต้นเรือด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ผมได้พิสูจน์ความเป็นเศรษฐีของผม ให้คุณเห็นประจักษ์แก่ตาแล้ว คุณเชื่อยังครับว่า ผมคือเศรษฐีแห่งไทยแลนด์"

นอ. ยุทธกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"เชื่อแล้วครับ ผมเชื่อร้อยเปอร์เซนต์ทีเดียว ผมเกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ก้เพิ่งเห็นเศรษฐีฉีกแบ๊งค์ในครั้งนี้นับว่าเป็นบุญตาของผมอย่างยิ่ง ไม่เสียแรงที่ผมเกิดมาใต้ร่มธงไตรรงค์" พูดจบเขาก็มองดูเจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย "อ้า คุณก็คงเป็นมหาเศรษฐีเหมือนกับอาเสี่ยกิมหงวน ใช่ไหมครับ"

เจ้าแห้วทำหน้าปั้นยากที่สุด แล้วยิ้มอย่างผืดเคือง

"แฮ่ะๆ ผมเป็นคนใช้ของคุณทั้งสี่คนนี่ครับ"

"บ๊ะแล้ว" ต้นเรืออุทาน "ถ้าเช่นนั้นตาอั๊วะก็เหมือนกับตาตุ่ม อั๊วะเห็นลื้อนุ่งกางเกงช๊ากสะกิ้น สวมเชิ้ตแอโร่ว์ ก็นึกว่าลื้อเป็นเสี่ยใหญ่"

เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย

"รับประทานสมัยนี้เขาวัดกันด้วยเครื่องแต่งตัวครับถึงจะยากจนเป็นขี้ข้าม้าคอก รับประทานผมก็ต้องแต่งตัวให้ภูมิฐานไว้เสมอ"

เจ้าคุณชำนาญฯ กล่าวกับเพื่อนเกลอของท่านและคณะพรรค ๔ สหาย

"ลงไปคุยกันข้างล่างเถอะ เรือของเราจะลอยลำอยู่บนผิวน้ำนานนักไม่ได้ เพราะเรือรบแห่งราชนาวีได้ผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่ลาดตระเวนอ่าวไทยตลอดเวลา"

ครั้นแล้วผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' ก็พาเจ้าคุณปัจจุบันฯ กับ ๔ สหายและเจ้าแห้วลงไปยังด้านในของเรือ 'นุสติลอร์'

ต่อจากนั้นต้นเรือก็สั่ง ให้ทหารประจำเรือหมู่หนึ่งซึ่งช่วยกันเก็บเรือยนต์เร็วลำนั้น แล้วเขาก็พาพลประจำเรือลงไปข้างล่าง

ฝาเหล็กวงกลมถูกปิดสนิทเสมือนเช่นเดิมสักครู่หนึ่งเรือ 'นุสติลอร์' ก็ค่อยๆดำลงสู่ก้นทะเลลึกและสามารถลอยลำนิ่งเฉยสูงจากก้นทะเลเพียงเล็กน้อย

เจ้าคุณปัจนนึกฯ กับ ๔ สหาย และเจ้าแห้วเต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจเหลือที่จะกล่าว ทุกคนได้แลเห็นพลประจำเรือยืนประจำเครื่องยนต์กลไกต่างๆ ห้องบังคับการนั้นเป็นห้องกว้างขว้างและมีเครื่องมืออัตโนมัติทั้งสิ้น ไม่มีใครได้ยินเสียงเครื่องยนต์ของเรือดำน้ำเลย มันเดินเงียบกริบแม้กระทั่งเพลาของมันที่กำลังหมุนใบจักรก็ไม่มีเสียง สภาพของเรือดำน้ำลำนี้มั่นคงแข็งแรงและทันสมัยที่สุด

เจ้าคุณชำนาญฯ อธิบายให้ทราบว่าเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ลำนี้สามารถจะดำน้ำอยู่ในน้ำได้ถึงสิบวันโดยไม่ต้องโผล่ขึ้นไปบนผิวน้ำเลย และการเดินทางใต้ผิวน้ำนั้นอาศัยนัยน์ตาทิพย์ หรือเครื่องเรด้าเครื่องมือวิเศษจะบอกให้รู้ว่าน้ำลึกเท่าไร มีหินโสโครกอยู่ตรงไหน และถ้าหากมีเรือลำใดแล่นอยู่บนผิวน้ำ เรือลำนั้นก็จะปรากฎในจอโทรภาพมองเห็นถนัด 'นุสติลอร์' มีอาวุธปืนใหญ่ขนาดสามนิ้วสองกระบอกบนดาดฟ้าเรือ ส่วนในเรือมีท่อตอร์ปิโด ๑๘ นิ้วรวมสี่ท่อ ซึ่งหัวตอร์ปิโดนั้นบรรจุปรมาณูใช้ยิงด้วยเครื่องมือพิเศษ จะไม่ผิดเป้าหมายเป็นอันขาดถึงแม้เป้านั้นจะอยู่ห่างในระยะตั้งสิบไมล์ก็ตาม

ท่านเจ้าคุณผู้บังคับการเรือได้พา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเที่ยวชมห้องหับต่างๆ โดยทั่ว แล้วก็พาย้อนกลับมาที่ห้องบังคับการ ชี้ชวนให้ทุกคนมองไปที่ช่องกระจกวงกลมใหญ่ ซึ่งมีอยู่ทางด้านขวา ตอนหัวเรือนั้น สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ใต้ท้องทะเลหลวงอย่างถนัดชัดเจน ดร.ดิเรก มีความสนใจกว่าเพื่อน เขายืนอยู่ใกล้ชิดเจ้าคุณชำนาญฯ ตลอดเวลา

"เป็นยังไงคุณหมอ" เจ้าคุณชำนาญฯ ถาม ดร.ดิเรก อย่างสัพยอก "เธอรู้สึกยังไงบ้างเมื่อได้ชมสภาพของเรือลำนี้แล้ว"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"ผมตื่นเต้นสนใจมากเชียวครับ ผมขอชมเชยคุณอาเท่าที่มีความสามารถเป็นยอดเยี่ยมในการสร้างเรือดำน้ำนี้ ผมกล้ายืนยันได้ว่า เรือลำนี้ดีกว่าเรือดำน้ำ "นอร์ติลุส" ในหนังสือเรื่อง "ใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์" มากมายนักแต่สภาพของมันคล้ายๆ กันนั่นแหละครับ"

พลกล่าวถามท่านผู้บังคับการว่า

"คุณอาครับ พวกเราจะขออยู่ในเรือลำนี้สักหนึ่งสัปดาห์ได้ไหมครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ มองดูนายพัชราภรณ์แล้วหัวเราะเบาๆ

"เสียใจเหลือเกินหลานชาย เราได้ตั้งกฎไว้ว่าแขกพิเศษที่จะมาชมเรือเรานั้น จะอยู่ในเรือลำนี้ได้ในระหว่างพระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตก อาจำเป็นที่จะต้องปฎิบัติตามกฎบังคับ และระเบียบประเพณีของเราให้เคร่งครัด อ้า-อาจะพาพวกเธอลงเที่ยวท้องทะเลหลวง และในราวบ่ายสามโมงหลังจากเรากินน้ำชากันแล้ว อาจจะส่งพวกเธอขึ้นบก ให้เรือยนต์เล็กพาไปส่งที่ปากน้ำ"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดโพล่งขึ้น

"คุณอานำเรือ 'นุสติลอร์' ไปส่งพวกเราจนถึงกรุงเทพฯ ไม่ได้หรือครับ ดำน้ำเข้าไปในแม่น้ำเจ้าพระยาผ่านสะพานพุทธฯ โผล่ขึ้นแถวท่าเตียนก็ได้"

เจ้าคุณชำนาญฯ สะดุ้งโหยง

"ไม่ได้หรอกเธอ มีอย่างที่ไหนเรือดำน้ำจะไปดำป้วนเปี้ยนอยู่ในแม่น้ำลำคลอง"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ก็ที่เมืองนอกทำไมเขาดำกันได้ล่ะครับ เมื่อเร็วๆ นี้หนังสือพิมพ์ลงข่าวว่า มีเรือดำน้ำลำหนึ่งที่ฐานทัพอเมริกาได้ดำเข้าไปโผล่ในคลองๆ หนึ่งทำให้ผู้คนตกใจไปตามกัน"

เจ้าคุณชำนาญฯ อดหัวเราไม่ได้

"สงสัยว่าข่าวนี้เป็นข่าวที่เธอกุขึ้นเอง"

"นั่นนะซีครับ ผมก็ว่าอย่างนั้นเหมือนกัน"

๔ สหายพากันเดินไปที่ช่องกระจกวงกลม ซึ่งกระจกนั้นมีความหนามาก เพราะเป็นกระจกพิเศษ และความจริงไม่ได้ทำด้วยแก้ว ทำขึ้นจากวัตถุทางเคมี ๔ สหายปล่อยให้เจ้าคุณทั้งสองยืนสนทนากันข้างพวงมาลัยเรือ พล นิกร กิมหงวน และดิเรกกับเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มมองดูธรรมชาติต่างๆ ในท้องทะเลหลวง ซึ่งขณะนี้เรือ 'นุสติลอร์' กำลังแล่นช้าๆ ไปใต้ทะเลลึก ในอัตราความเร็วชั่วโมงละประมาณสิบไมล์เท่านั้น

เรือผ่านโขดหินใต้น้ำ ซึ่งบางแห่งเป็นภูเขาใหญ่น้อยมองแลเห็นถนัดตา สาหร่ายทะเลและต้นไม้ใต้น้ำสวยงามมาก ฝูงปลาต่างๆ ว่ายวนเวียนไปมา นิกรจ้องตาเขม็งมองดูปลาเหล่านั้นแล้วเขาก็พูดกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"โอ้โฮ-ดูปลากลายตัวนั้นซีวะ จุดสีดำเบ้อเริ่มเลย นั่นปลาช่อนไล่กวดปลาดุก ทางขวาโน่นปลาเทโพว่ายมาเป็นฝูงๆ โน่นปลากระดี่กำลังเล่นตี่จับกับปลาตะเพียน แหม ทำไมถึงมากมายอย่างนี้"

อาเสี่ยกิมหงวนยกมือจับผมนิกรกระตุกเบาๆ

"อ้ายที่แกว่าน่ะมันปลาน้ำจืดทั้งนั้น มีที่ไหนกันวะนี่มันทะเลโว้ย ไม่ใช่ในแม่น้ำเจ้าพระยา"

นิกรหัวเราะชอบใจ แล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขาทั้งสามคน

"เฮ้ย-ลงเที่ยวก้นทะเลกันเถอะ พวกเราเหมือนอย่างในเรื่องกัปตันเมโมอย่างไรกันเล่า บางทีเราอาจจะพบสมบัติอันมหาศาลจากซากเรือที่อับปางหลายศตวรรษมาแล้วเท่านี้เราก็ร่ำรวยไปตามกัน"

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"อ๋อไร-ออไร๋ กันอยากสำรวจใต้ท้องทะเลมานานแล้ว บางทีต้นไม้ใต้ทะเลเหล่านี้อาจจะนำไปประกอบเป็นยารักษาโรคได้ดีทีเดียว"

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ร้องขึ้นสุดเสียง

"โอ๊ย...รับประทานดูนั่นซีครับ ปลาตีนสองตัวไล่กวดกันมาติดๆ เชียว"

พลมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"ปลาอื่นๆ มีถมไปไม่ดูเสือกไปดูปลาตีน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานมันแปลกนี่ครับ เป็นปลาไง๋มีตีนก็ไม่ทราบ ผมเคยเห็นที่ทะเลเมืองชลบ่อยๆ ครับ บางตัวปีนขึ้นไปอยู่บนต้นเสม็ดหรือต้นแสม หน้าตาของมันคล้ายๆ กิ้งก่า"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ปลาตีนหน้าตามันเหมือนแกนั่นแหละ"

"อ้าว" เจ้าแห้วอุทาน "ไง๋เป็นงั้นไปได้ล่ะครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินมาหา ๔ สหายกับเจ้าแห้ว ท่านยกมือทั้งสองกอดพลกับนายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"ว่ายังไงหลานชาย จะลงไปเที่ยวก้นทะเลกันหรือยังล่ะ"

นายพัชราภรณ์ยิ้มให้ท่าน

"เอาซีครับ พวกผมกำลังปรึกษากันอยู่เดี๋ยวนี้ว่าเราอยากจะลงไปเที่ยวใต้ทะเลกัน"

"ได้ซีหลานชาย" กัปตันเมโมพูดอย่างใจดี "ถ้ายังงั้นก็ไปที่ห้องเครื่องประดาน้ำเถอะ รับรองว่าพวกเธอจะตื่นเต้นประหลาดใจไม่น้อย ถ้าได้ใช้เครื่องประดาน้ำพิเศษของอา และการลงสู่ก้นทะเลก็จะลงไปได้อย่างง่ายดายด้วยเครื่องพิเศษ" พูดจบท่านก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "แกจะลงไปกับพวกเด็กๆ เขาด้วยไหมล่ะเจ้าอู๊ด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้า

"เอาซีวะต่วย เรื่องการเผชิญภัยกันชอบ ถึงแม้ว่ากันแก่แล้ว กันยังแข็งแรงเสมอ"

เจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะชอบใจ

"เอา-ถ้ายังงั้นสนุกกันสักวันเถอะนะ กันจะพาเด็กๆ เขาลงเที่ยวทะเล ให้เขาได้รู้ว่าการเที่ยวในดินแดนที่มนุษย์ธรรมดาลงไปเที่ยวไม่ได้ถ้าไม่มีเครื่องประดาน้ำ เป็นความสงบสุขอันแท้จริง เครื่องประดาน้ำของกันทุกเครื่อง มีเครื่องวิทยุติดอยู่ด้วย เราทุกคนสามารถที่จะพูดโต้ตอบกันได้ตลอดเวลา นอกจากนี้เรายังมีปืนวิเศษใช้ยิงได้ใต้น้ำและอำนาจการยิงของมันรุนแรงมาก ขนาดกระสุนบาซูก้า ไปซีโว้ยอู๊ด"

เจ้าคุณชำนาญฯ ร้องบอกต้นเรือให้หยุดเรือลอยลำแล้วท่านก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรค ๔ สหายและเจ้าแห้วออกไปจากห้องบังคับการเรือ ต่อจากนั้นเรือ 'นุสติลอร์' ก็หยุดลอยนิ่งเฉย และลอยลำสูงจากก้นทะเลประมาณ ๖ เมตร

ด้วยเครื่องมือพิเศษ ซึ่งใช้กำลังอัด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายและเจ้าแห้วรวมเจ็ดคน ซึ่งอยู่ในเครื่องชุดประดาน้ำ 'นุสติลอร์' ลงสู่ก้นทะเลลึกและบัดนี้ คณะทัศนาจรใต้ทะเลซึ่งมีผู้บังคับการเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' เป็นหัวหน้าได้พากันเดินทางมาห่างไกลจากที่เรือจอดไม่ต่ำกว่า ๑ ไมล์

ถึงแม้ว่า ดร.ดิเรกของเราเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ เขาก็อดตื่นเต้นแปลกใจไม่ได้ในการที่เครื่องประดาน้ำอันเป็นประดิษฐ์กรรมวิเศษสุด ของท่านเจ้าคุณหางกะทิแห่งราชนาวีไทยได้ให้ความสะดวกสบายแก่เขาและทุกๆ คนเป็นอย่างดี เสื้อกางเกงตลอดจนรองเท้าและหมวกเหล็กครอบศีรษะ มีน้ำหนักเบาเกินคาด การหายใจจากท่ออ๊อกซิเจนเบื้องหลังมีความรู้สึกเหมือนกับอยู่บนผิวน้ำ อากาศเย็นสบายตลอดเวลา ยิ่งกว่านี้การเดินทางใต้ทะเลก็สามารถเดินได้รวดเร็วเหมือนอย่างเดินบนถนน ดิเรกยอมรับนับถือว่าท่านเจ้าคุณผู้เฒ่านี้ เป็นนักวิทยาศาสตร์ ที่มีความสามารถยอดเยี่ยมคนหนึ่ง สมกับที่เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของท่านอาจารย์เมาเซ่อต์ มึนเลอร์ จอมนักวิทยาศาสตร์ และนักประดิษฐ์เรืองนามของประเทศเยอรมันนีและโลก

คณะพรรค 4 สหายกับเจ้าคุณทั้งสอง และเจ้าแห้วได้สนทนากันอย่างสนุกสนาน โดยอาศัยเครื่องรับส่งวิทยุขนาดเล็ก ซึ่งติดอยู่ในเครื่องประดาน้ำ ทุกคนถืออาวุธชนิดหนึ่ง ซึ่งมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับปืนกล เจ้าคุณชำนาญฯ เป็นผู้ประดิษฐ์คิดอาวุธร้ายขึ้นสำหรับใช้ในน้ำ ซึ่งปืนวิเศษนี้สามารถทำลายล้างสัตว์เล็ก และสัตว์ใหญ่ได้อย่างง่ายดาย อำนาจการยิงจะรุนแรงขนาดกระสุน บาซูก้าอันเป็นปืนปราบรถถัง

คณะทัศนาจนใต้ทะเลได้หยุดดูเบื้องหน้าภูเขาเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งสวยงามประหลาดล้ำราวกับจิตรกรฝีมือเอกของโลกได้บรรจงสร้างขึ้น หินปะการังและฟองน้ำตลอดจนสาหร่ายทะเลปรากฏอยู่ทั่วไป ภูเขาลูกนี้เป็นหลั่นชั้น บางแห่งก็มีหินยื่นเป็นตะปุ่มน่าดูมาก

เจ้าคุณชำนาญฯ เดินมายืนเคียงข้างนายแพทย์หนุ่มแล้วยกมือตบบ่า ดร.ดิเรกเบาๆ

"เป็นยังไงดิเรก เธอรู้สึกตื่นเต้นในความสวยงามของธรรมชาติใต้ทะเลเหล่านี้บ้างไหม"

นายแพทย์หนุ่มมองดูหน้าท่านผู้บังคับการ เรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' แล้วยิ้มเล็กน้อย

"ตื่นเต้นมากทีเดียวครับคุณอา ผมขอชมเชยความสามารถของคุณอาเท่าที่คุณอาประดิษฐ์เครื่องประดาน้ำแบบนี้ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ พวกเราทุกคนเดินเหินไปอย่างสบายการหายใจก็สะดวก เราพูดกันได้คล้ายกับว่าเราอยู่บนผิวน้ำไม่ได้รู้สึกว่ามีเครื่องรับส่งวิทยุอยู่ในตัวเองของเราเลย"

ท่านเจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะชอบใจ ท่านหันไปทางอาเสี่ยกิมหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"รู้สึกอย่างไรบ้างเสี่ยหงวน เธอไม่ได้พูดคุยอะไรเลย คงจะสนใจกับธรรมชาติใต้ทะเลใช่ไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่ใช่หรอกครับคุณอา ผมกำลังคิดว่าเราดำเนินเรื่องผิดพลาดมาแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"แกพูดยังไงวะอ้ายหงวน ดำเนินเรื่องผิดพลาดยังไงกัน"

อาเสี่ยเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คือมันยังงี้ครับคุณอา ที่ถูกจะต้องมีการทำพิธีฝังศพใต้ทะเลเสียก่อน ต่อจากนั้นกัปตันเมโมก็จะจับกุมตัวก็จะจับกุมตัวพวกเราที่ได้บุกรุกขึ้นมาบนเรือ "นอติลุส"

เจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะงอหาย

"นั่นมันเรื่องหนังอ้ายหลานชาย เราไม่ได้เล่นหนังกันหรอกนะ เพราะนี่เป็นเรื่องจริง"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"เรื่องจริงทำไมคล้ายกับเรื่องหนังเล่าครับ สงสัยว่าเรื่องนี้ลอกจากเรื่องหนังแน่นอน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "เอาเถอะน่า รู้แล้วก็เงียบๆ เสียก็แล้วกัน คนที่เขาไม่ได้ดูหนังเรื่องใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ยังมีอีกถมไป"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะหนึ่ง พล พัชราภรณ์ ได้กล่าวกับท่านเจ้าคุณชำนาญฯ อย่างนอบน้อม

"คุณอาครับคุณอาสัญญาว่าจะนำพวกเราไปดูซากเรืออับปางเมื่อครั้งพันกว่าปีที่แล้วมานี้ไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยิ้มให้พลแล้วกล่าวว่า

"ไปซีหลานชาย อากำลังจะนำพวกเธอไปดูเดี๋ยวนี้แหละ แต่ขอเตือนเสียก่อนว่า ถ้าหากพวกเธอได้ประสบเหตุการณ์อันน่าตื่นเต้นหวาดเสียวละก็ จะพยายามควบคุมสติไว้ให้ดี อย่าได้ตระหนกตกใจจนเกินควร เพราะอาจจะทำให้ถึงช็อกตายแน่ๆ "

เจ้าแห้วกับนิกรสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน ใบหน้าของเจ้าแห้วซีดเผือด แล้วกล่าวถามเจ้าคุณชำนาญฯ ทันที

"รับประทานใต้เท้าหมายถึง ปลาหมึกยักษ์ใช่ไหมครับ"

ผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' ยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ไม่ใช่หรอกตาแห้ว"

"รับประทาน ถ้าเช่นนั้นก็คงจะเป็นปลาฉลาม"

"แกอย่าเดาเลย" เจ้าคุณชำนาญฯ พูดเสียงหัวเราะ "เอาไว้ให้ไปถึงซากเรือแตกเสียก่อน แล้วแกก็จะได้เห็นเหตุการณ์ที่สั่นสะเทือนขวัญแกเอง"

เจ้าแห้วหน้าซีดเผือดผิดปกติ ค่อยๆ หันหน้ามาทางนิกร แล้วกระซิบกระซาบกับนายอมทะเล้นเบาๆ

"รับประทานคุณทายว่ากระไรครับ"

"หือ กันทายว่าผีทะเลโว้ย"

เจ้าแห้วกระโจนพรวดมายืนเบียดเสียดนิกรทันที

"ถ้าไม่ดีเสียแล้วโว้ยอ้ายแห้ว นิกรพูดเสียงสั่นเล็กน้อย ผู้หลักผู้ใหญ่เขาเล่าให้เราฟังว่าผีทะเลน่ะมันดุร้ายมากกว่าผีชนิดอื่นๆ ทางที่ดีแกกับข้ากลับไปอยู่ที่เรือไม่ดีหรือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ถ้าแกสองคนกลับไปที่เรือตามลำพัง รับรองว่าไม่มีโอกาสที่จะไปถึงเรือได้ เพราะอย่างไรก็ต้องหลงไม่เชื่อก็ลองดู"

๔ สหายได้ผลักดันกันซักถามเจ้าคุณชำนาญฯ ว่าที่ซากเรืออับปางนั้นมิอะไรที่น่ากลัว แต่ผู้บังคับการเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ไม่ยอมบอก เพียงแต่บอกว่าให้ไปดูด้วยตาตัวเองและรับรองว่าทุกคน ถ้าหากว่าเสียขวัญหรือกุมสติไว้ ไม่ได้แล้ว ก็อาจจะเป็นลมสิ้นสติอยู่ ณ ที่นั้น หรืออาจจะถึงกับซ็อคตายก็เป็นได้

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือไปที่ถ้ำเล็กๆ ถ้ำหนึ่งแล้วกล่าวกับพลว่า

"เราเข้าไปเดินเล่นในถ้ำนั้นเถอะวะ พล อารู้สึกสบายใจอย่างที่สุด ขณะที่เราท่องเที่ยวอยู่ใต้ทะเลนี้มันสงบเงียบเหลือเกิน ได้ยินเสียงปลาบางชนิดร้อง อาเพิ่งได้รู้ความจริงเดี๋ยวนี้เองว่าปลามันร้องได้"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณพ่อฟังดูเถอะครับ เสียงปลามันกำลังร้องเพลงช่างร้ายเหลือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกเท้าขาวดีดลูกไขว้ถูกก้นนิกรดังป้าบ แล้วท่านก็ก็หันมาพูดกับพล

"ถ้ำนี้คงทะลุออกมาด้านโน้นได้ เพราะมองแลเห็นแสงสว่างคล้ายกับพระจันทร์ครึ่งเสี้ยว เข้าไปเป็นเพื่อนอาหน่อยเถอะวะพล"

พลแกล้งปฎิเสธ

"ไม่เอาหรอกครับ ดีไม่ดีไปเจอเอาปลาหมึกยักษ์เข้าผมก็แย่เท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น ทำตาปริบๆ มองดูนายพัชราภรณ์อย่างเคืองๆ

"ยังหนุ่มแน่นอยู่แท้ๆ ไม่น่าจะขี้ขลาดเลยโว้ย แกไม่เข้าไป อาเข้าไปคนเดียวก็ได้ บางทีอาอาจจะได้พบขุมทรัพย์อันมหาศาลซ่อนอยู่ในถ้ำนี้"

นิกรว่า "เรื่องขุมทรัพย์เห็นจะไม่มีหวังหรอกครับผมเคยสำรวจถ้ำต่างๆ มามากต่อมากแล้วทุกถ้ำมีแต่อึทั้งนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับนิกร

"นี่มันถ้ำใต้น้ำโว้ย ใครจะลงมาอึ"

นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ก็พวกลูกเสือ 'นุสติลอร์' พวกของคุณอาน่ำซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือคว้าแขนอาเสี่ยกิมหงวนแล้วพาเดินเข้าไปในถ้ำเล็กๆ ซึ่งอยู่เบื้องหน้า ท่านเจ้าคุณเดินนำหน้าเสี่ยหงวน ต่างคนต่างถือปืนวิเศษกระชับมั่นเตรียมพร้อมที่จะทำการยิง ทั้งสองคนพากันหายลับเข้าไปในถ้ำนั้น

เจ้าคุณชำนาญฯ กับสามสหายและเจ้าแห้วยืนสนทนากันอยู่ที่หน้าถ้ำนั้นประมาณ ๕ นาที เสี่ยหงวนก็เดินผิวปากออกจากถ้ำนั้นในท่าทางสบายอกสบายใจ ดร.ดิเรกกล่าวถามอาเสี่ยด้วยเสียงสั้นๆ ว่า

"เฮ้ คุณพ่อเล่าโว้ย"

กิมหงวนยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้างออก

"เรียบร้อยแล้ว คุณอาพาบุกเข้าไปในหลืบซอกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นธรรมชาติอันสวยงาม แต่แล้วเจ้าปลาหมึกยักษ์ตัวหนึ่ง ก็ใช้งวงอันยาวใหญ่ของมันรัดขาคุณอาไว้"

"เฮ้ย" หลายๆ คนร้องอุทานขึ้นพร้อมๆ กัน

พลถือปืนวิเศษวิ่งเข้าไปในถ้ำนั้น เจ้าคุณชำนาญฯ และ ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วตามเข้าไปด้วยแต่แล้วทุกคนก็แลเห็นท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งยองๆ เลือกเก็บเปลือกหอยอย่างสบายใจ

ทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก ท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำร้องตะโกนเรียกเกลอเก่าของท่าน

"อู๊ดโว้ย ทำอะไรวะ นึกว่าปลาหมึกยักษ์เอาไปกินเสียแล้ว เสี่ยหงวนออกไป บอกว่าแกถูกปลาหมึกยักษ์รัดขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืน

"ใครเชื่ออ้ายหงวนก็มีหวังออกลูกเป็นลิง" ท่านพูดพลางเดินเข้ามาหาพรรคพวกของท่าน แล้วพากันเดินออกมาจากถ้ำนั้น

พอออกมานอกถ้ำ ทุกคนก็แลเห็นปลาฉลามยักษ์ซึ่งมีลำตัวยาวประมาณ ๔ เมตร รวมสองตัวกำลังโจมตีนิกรกับเสี่ยหงวนอย่างอุตลุด สองสหายร้องเอะอะเอ็ดตะโรล้มลุกคลุกคลานหลบหนีฉลามร้าย ซึ่งปราดเข้าอ้าปากงับเฉียดร่างกิมหงวนกับนิกรไปอย่างหวุดหวิด และปลาฉลามสองตัวนี้ค่อนข้างจะฉลาดมาก มันไม่ยอมห่างตัวสองสหายเลย คล้ายกับมันจะรู้ว่าถ้าขืนว่ายออกห่างนิกร กับ เสี่ยหงวนแล้วมันจะต้องถูกยิงด้วยปืนวิเศษ ฉลามร้ายทั้งสองตัวว่ายไปมาในระยะใกล้ชิดอ้าปากแยกเขี้ยวแลเห็นฟันอันแหลมคม

เมื่อนิกรแลเห็นพรรคพวกของเขาออกมานอกถ้ำนายจอมทะเล้นก็ร้องตะโกนเสียงหลง

"ช่วยด้วยโว้ย คุณอาครับ ช่วยผมด้วยผมเอาปืนยิงมันแล้ว แต่ยิงไม่ออก สงสัยว่ามันจะมีพระคล้องคออยู่ครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยกปืนวิเศษขึ้น เล็งศูนย์หมายไปยังฉลามร้ายตัวหนึ่ง แล้วท่านก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

มีเสียงดังเหมือนกับเสียงปืนอัดลม แต่ดังกว่าหลายเท่า กระสุนนัดนั้นซึ่งเป็นกระสุนขนาด ๑๑ ม.ม. ได้พุ่งตรงไปถูกส่วนหัวของปลาฉลามตัวนั้น และระเบิดออกดังสนั่น ทำให้ปลาฉลามตัวนั้นแหลกละเอียดไม่เป็นชิ้นดีและอำนาจระเบิดของมัน ทำให้ปลาฉลามอีกตัวหนึ่งหูแตกหมดเรี่ยวแรงนอนหงายท้องนิ่งเฉย

นิกรกับกิมหงวนรีบวิ่งเข้ามาหาคณะพรรคของเขา เอเสี่ยยังไม่วายตื่นเต้น เขามองดูหน้าเจ้าคุณชำนาญฯ แล้วต่อว่าท่านด้วยเสียงสั่นเครือ

"ปืนของคุณอาเฮ็งซวยเหลือเกิน ผมพยายามยกขึ้นเล็งยิง แต่ยิงไม่ออก"

"เธอกับนิกรปลดเซ๊ฟหรือเปล่าล่ะ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่ได้ปลดครับ ปู้โธ่...มิน่าเล่ามันถึงยิงไม่ออกผมนึกว่าฉลามมันมีพระสมเด็จวัดระฆังห้อยคอเสียอีก" พูดจบนายจอมทะเล้นก็ถอนหายใจเฮือก "นึกว่าเสร็จฉลามสองตัวนั่นเสียแล้ว ถ้าคุณอาออกมาช้านิดเดียวผมกับอ้ายหงวนก็เสร็จมันแน่"

เจ้าคุณชำนาญฯ ว่า "ฉันลืมบอกพวกเธอไปว่า แถวนี้ฉลามชุกชุม และเป็นปลาฉลามขนาดใหญ่เสียด้วยบางตัวยาวถึง ๖ เมตรก็เคยเห็นปลาฉลามน้ำลึกดุมาก พวกลูกเรือของอาที่ลงอาหาอาหารใต้ทะเล เคยถูกมันกัดตายคนหนึ่ง เมื่อสามสี่เดือนที่แล้วมานี้เอง และเราได้ทำพิธีฝังศพลูกเรือที่ใต้ทะเลนี้"

ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องปลาฉลาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการว่า

"สิ่งใดที่มีคุณอนันต์ก็มีโทษมหันต์ เช่นปลาฉลามนี่แหละ หูของมันมีราคาแพงและอร่อยมาก แต่เมื่อเรากินหูของมัน มันก็กินเนื้อของเราทดแทนกันรวมความแล้วในระหว่างปลาฉลามกับมนุษย์ ใครพลาดก็ตกเป็นเหยื่อของอีกฝ่ายหนึ่ง แต่สำหรับอาแล้ว ถ้าอยู่บนบกอาไม่เคยนึกกลัวปลาฉลามเลย สองต่อหนึ่งยังสู้ แต่ถ้าอยู่ใต้น้ำอย่างนี้ไม่เอา"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยกมือตบศีรษะเพื่อนเกลอของท่าน

"แกพูดเป็นคติน่าเตะมาก เจ้าอู๊ด ออกเดินทางต่อไปเถอะพวกเรา กันจะพาเด็กๆ เข้าไปชมนครใต้พิภพซึ่งสวยสดงดงามกว่าที่นี่มากมายนัก"

เสี่ยหงวนเอื้อมมือเขี่ยแขนท่านเจ้าคุณชำนาญฯ แล้วถามว่า

"คุณอาครับ นครใต้พิภพนั่นหมายความว่ามีเมืองอยู่ใต้ทะเลนี้ใช่ไหมครับ"

ท่านผู้บังคับการเรือขมวดคิ้วย่น

"เมืองตะวักตะบวยอะไรล่ำ มาสร้างไว้ใต้ทะเลที่เรียกว่านครใต้พิภพก็หมายความว่า เป็นโลกส่วนหนึ่งที่มีความสวยสดงดงามประหลาดล้ำกว่าโลกบนผิวน้ำ พวกเธอจะได้เห็นดอกไม้ใบไม้ภูเขาและสัตว์ทะเลแปลกๆ ปลาต่างๆ ซึ่งบางชนิดไม่เคยโผล่ขึ้นบนผิวน้ำเลย มันสามารถกลั่นกรองอ๊อกซิเจนใช้ได้จากเครื่องกลั่นกรองในตัวของมันเองและถ้าเราไปในเหวลึกๆ พวกเราก็จะได้พบปลาบางชนิดท่ามกลางความมืดเหมือนกับอยู่ในถ้ำ แต่ปลาเหล่านี้มีแสงสว่างในตัวของมัยเอง"

เสี่ยหงวนจุ๊ย์ปากเบาๆ

"ยิ่งฟังก็ยิ่งเหมือนกับใต้ทะเลสองหมื่นโยชน์ อ่าคุณอาครับ พาผมไปที่สะดือทะเลหน่อยครับ ถึงแม้ผมจะรู้เสียเหลือเกินว่ามันจุ่นหรือมันโบ๋"

เจ้าคุณชำนาญฯ อดหัวเราะไม่ได้

"เจ้าหลานชาย คำว่าสะดือทะเลน่ะเขาหมายถึงส่วนลึกที่สุดของทะเลตอนนั้น ที่ๆ เรายืนอยู่แถวนี้แหละคือสะดือของอ่าวไทย น้ำลึกที่สุดเข้าใจไหมล่ะ ไม่ใช่ว่าจะมีสะดือเหมือนอย่างคนเราหรอก"

"ยังงั้นหรือครับ" อาเสี่ยพูดยานคาง

ครั้นแล้ว ท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำก็เดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ๔ สหาย และเจ้าแห้วทัศนาจรนครใต้บาดาล

ความสวยสดงดงามของธรรมชาติทำให้ทุกคนตื่นเต้นสนใจไม่น้อย ใต้ทะเลอ่าวไทยเต็มไปด้วยภูเขาน้อยใหญ่เจ้าคุณชำนาญฯ อธิบายให้ฟังว่าภูเขาเหล่านี้ถ้าโผล่ขึ้นไปพ้นผิวน้ำมากๆ จนมองแลเห็นเป็นเขากลางน้ำเราก็เรียกมันว่าเกาะแต่ถ้ามันโผล่ปริ่มๆ น้ำ หรืออยู่ใต้ระดับน้ำเล็กน้อยก็เรียกกันว่าหินโสโครก ที่เรียกว่าโสโครกนั้นไม่ได้หมายความว่าหินนั้นสกปรก แต่หมายความว่าถ้าเล่นเรือเข้าไปชนมัน เรือก็จะแตก เขาเลยตั้งชื่อมันว่าหินโสโครก คือเป็นหินที่เรือทั้งหลายไม่ควรจะแล่นไปชนกับมันเข้า เพราะหินมันมีรากฐานอยู่ใต้ทะเลมั่นคงแข็งแรงกว่าเรือมาก

เจ้าคุณชำนาญฯ พาคณะพรรค ๔ สหาย ลงไปตามหน้าผาอันลาดชันแห่งหนึ่ง ทุกๆ คนค่อยๆ ลอยลงสู่เบื้องล่าง และปรากฏว่าแสงสว่างที่มองแลเห็นนั้นค่อยๆ สลัวลางลงตามลำดับ เจ้าคุณชำนาญฯ กล่าวกับ ดร.ดิเรกว่า

"เธอรู้แล้วซีนะหลานชาย ใต้ทะเลนั้นก็มีหน้าผาเหมือนกับภูเขาบนบก ขณะนี้เราอยู่ลึกจากผิวน้ำราว ๖๐ เมตร ใต้ทะเลตอนนี้ลึกมากทีเดียวและมีเนื้อที่ส่วนที่ลึกนี้ไม่ต่ำกว่าพันไร่ อาเคยมาสำรวจหลายครั้งแล้วประเดี๋ยวเถอะ พวกเราจะได้พบเห็นสิ่งที่ทำให้เราทุกคนขนพองสยองเกล้า"

"แฮ่ะ แฮ่ะ" นิกรหัวเราะขึ้นอย่างฝืนใจ "ถ้าจะไม่ดีแล้วละครับ คุณอา ผมกับเจ้าแห้วสองคนรออยู่ที่นี่ไม่ได้หรือครับคุณอา"

พลเอื้อมมือเขกฝาครอบศีรษะนิกรเสียงดังโป๊ก

"อย่าขี้ขลาดนักเลยวะ อ้ายกร กันรู้ดีว่าแกกำลังหวาดกลัวภูตผีปีศาจ แต่ว่า...ผีหลอกกลางวันมีอย่างที่ไหนวะ"

นิกรทำตาละห้อยน่าสงสาร

"ถูกละ มันเป็นเวลากลางวัน แต่นี่มันใต้ทะเลลึกมองดูคล้ายๆ กับใกล้จะพลบค่ำ แกสังเกตดูให้ดีซิพล มันเงียบสงัดวังเวงใจอย่างบอกไม่ถูก"

อาเสี่ยแกล้งกระเซ้านิกร ด้วยการทำเสียงหมาหอนเบาๆ

"บรูว์ช์...บูว์ซ์"

นายจอมทะเล้นเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เขากล่าวกับพลอย่างระล่ำระลัก

"ฟังซีโว้ยพล เสียงหมาทะเลหอนได้ยินไหมล่ะ"

พลลืมตาโพลง

"หมาที่ไหนวะอยู่ในทะเล"

นิกรชักฉิว

"แล้วอ้ายสัตว์นรกที่ไหนละ ที่มันร้องเสียงหมา"

เสี่ยหงวนยกเท้าขวาเตะนิกรดังพลั่ก แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายหอก...กระเซ้าเล่นนิดเดียวเท่านั้นด่าได้"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน

คณะทัศนาจรใต้ทะเลต่างเดินรวมกลุ่ม มุ่งตรงไปยังข้างหน้า บริเวณใต้ทะเลตอนนี้มืดขมุกขมัวและวังเวงผิดปกติ ฝูงปลาน้อยใหญ่ว่ายวนเวียนไปมาเป็นหมู่พวก ปลากระเบนตัวหนึ่งขนาดใหญ่เท่ากระด้ง ว่ายตรงรี่เข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย แต่แล้วก็ผละไปเลี้ยวเป็นวงแคบคล้ายกับเครื่องบิน มองแลเห็นส่วนท้องของมันขาวผ่องและแลเห็นหางยาวไม่ต่ำกว่า ๒ เมตร

นิกรมองดูอย่างขบขัน และพูดพลางหัวเราะพลาง

"อ้ายปลาเปรตนี่ละสำคัญนัก เนื้อของมันย่างกินอร่อยที่สุด แต่กินเข้าไปแล้วความหลังครั้งเก่าก็ปรากฏขึ้นทั่วตัว ต่อให้เราหยุดฉีดยามาตั้งสามปีด้วยความสำคัญผิดว่าอ้ายโรคพรรค์ยังงั้นมันหายขาด แต่พอล่อปลากระเบนเข้าไป พอรุ่งเช้า ซากูระก็บานสะพรั่งงามไปเลย ต้องกลับไปหาหมออีก"

กิมหงวนว่า "ปลากระเบนยังไม่ร้ายเท่าสาเกโว้ยกันยังเข็ดจนตายทีเดียว ล่อสาเกเชื่อมเข้าไปทีไรเป็นได้เรื่อง"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ บรรยากาศโดยรอบๆ ตัวสงบเงียบ ไม่ได้ยินเสียงใดๆ เลย ไกลออกไปเบื้องหน้ามืดทะมึนไปหมด เพราะแสงสว่างของดวงอาทิตย์ส่องลงมาไม่ถึง

เจ้าคุณชำนาญฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ๔ สหายและเจ้าแห้วลัดเลี้ยวมาตามชะง่อนหิน สักครู่หนึ่งทุกคนต่างก็มองแลเห็นซากเรือสำเภา ซึ่งมีอายุกว่า ๑,๐๐๐ ปีปรากฏอยู่ข้างภูเขาใต้น้ำลูกหนึ่ง มันเป็นเรือและส่วนประกอบต่างๆ บนดาดฟ้าของเรือนั้นผุพังไปหมดแล้ว คงมีแต่ตัวเรือและเสาใบด้านข้างของเรือลำนี้เป็นช่องโหว่หลายแห่ง ไม้ซึ่งประกอบตัวเรือถูกเพรียงกินกร่อนและผุพังไปนั่นเอง

ทุกคนหยุดยืนรวมกลุ่มกัน ห่างจากซากเรือสำเภาประมาณ ๒๐ เมตร ท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ได้อธิบายให้ทุกคนฟัง

"อาได้มาสำรวจซากเรือลำนี้หลายครั้ง หลายหนแล้วและได้เข้าไปสำรวจภายในเรือด้วย อาได้พบหีบเหล็กบรรจุทองแท่ง และเครื่องเพชรนิลจินดามากมาย อาได้ใช้ความรู้ความสามารถของอา และพยานหลักฐานบางอย่าง สันนิษฐานว่าเรือลำนี้เป็นเรือรบลำหนึ่ง ปืนใหญ่ประจำเรือทั้งหกกระบอกยังปรากฏอยู่ที่เรือลำนี้ ตามช่องปืนของมัน"

พลพูดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"บางทีอาจจะเป็นเรือโจรสลัดก็ได้นะครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ สั่นศีรษะ

"ไม่ใช่เรือโจรสลัดแน่นอน อาจะพาพวกเธอเข้าไปชมเรือลำนี้ แล้วทุกคนก็จะได้รู้ว่าเรือลำนี้เป็นเรือรบทำใจเป็นปกติเถอะหลานชาย สิ่งที่เราเห็นในเรือลำนี้จะทำให้เราอกสั่นขวัญแขวนไปชั่วขณะ แต่รับรองว่าไม่เป็นไรหรอก แต่ว่าเห็นแล้วอาจะอธิบายให้ฟัง"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานใต้เท้าพูดเป็นปริศนาทำให้ผมขนลุกชันไปทั่วตัวแล้ว รับประทานเรือลำนี้มีผีใช่ไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ก็แกจะบอกพวกเราตามตรงไม่ได้หรือวะต่วย"

ครั้นแล้ว ท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคณะพรรค ๔ สหายเดินตรงเข้าไปที่ซากเรือลำนั้น ทุกคนเงียบกริบไม่ได้พูดอะไรกันเลยนิกรกับเจ้าแห้วอยู่รั้งท้ายขบวน เมื่อมุดช่องไม้โหวเข้าไปในเรือเจ้าคุณชำนาญฯ ก็เดินไปทางหัวเรือด้านใน

คณะทัศนาจรใต้ทะเลหยุดยืนหน้าห้องห้องหนึ่ง ซึ่งมีประตูเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย เจ้าคุณชำนาญฯ มองดู ๔ สหายและเจ้าแห้ว แล้วท่านก็กล่าวว่า

"ห้องที่เราจะเปิดเข้าไปนี้เป็นห้องเก็บสมบัติ มีหีบเหล็กใหญ่ถึงสามหีบ แต่ว่า เราจะได้พบเห็นสิ่งที่ทำให้เราอกสั่นขวัญแขวนในห้องนี้

นิกรขบกรามกรอด กระซิบกับเจ้าแห้วเบาๆ ซึ่งเขาลืมไปว่าเสียงกระซิบของเขานั้น ทุกคนต้องได้ยินด้วยเพราะทุกคนมีเครื่องรับส่งวิทยุติดตัวด้วยกันทุกคน

"กูอยากยิงคุณอาทิ้งเสียเหลือเกินวะอ้ายแห้ว ท่านพูดกำกวมทำลายขวัญกันมาตลอดเวลา พูดคล้ายกับว่าในห้องนี้มีปิศาจร้าย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยกปืนวิเศษหันมาทางนิกร

"ได้ซีนิกร คนอย่างอาไม่ยอมให้เธอยิงอาก่อนหร็อก"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือก แล้วยิ้มแห้งๆ

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมพูดเล่นน่ะครับ"

เจ้าคุณชำนาญฯ อดหัวเราะไม่ได้ แล้วท่านก็เปิดบานประตูออกทีละน้อย จนกระทั่งประตูบานนั้นเปิดกว้างเต็มที่ ท่านเดินนำหน้าพาทุกๆ คนเข้าไปในห้องโถงใหญ่ ซึ่งมีแสงสว่างสลัวลางเต็มทน

ทุกคนหยุดชะงักและใจหายวาบ อกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ภาพที่ปรากฏในสายตาเบื้องหน้านั้น มันแทบจะทำให้หัวใจหยุดเต้นด้วยความหวาดกลัว แม้กระทั่งพลพัชราภรณ์ซึ่งมีจิตใจเข้มแข็งที่สุดก็ยังยอมรับรองว่าเขาตกใจจนถึงขีดสุด

ศพของมนุษย์ซึ่งเป็นชายฉกรรจ์ประมาณ ๑๐ คน แต่งเครื่องแบบทหารยืนอยู่กลางห้องนั้น ศพเหล่านั้นไม่เน่าไม่เปื่อย แต่ใบหน้าซูบซีดบอกให้รู้ว่าเป็นศพ ศพที่มองแลเห็นยืนโงนเงน ด้วยอำนาจกระแสน้ำที่ไหลผ่านไปยิ่งมองก็ยิ่งเห็นว่า ศพเหล่านี้กำลังจ้องมองมาทางคณะพรรค ๔ สหาย

เจ้าแห้วกับนิกรกอดกันกลมดิก เสียงนิกรสวดอิติปิโสลั่นไปหมด เจ้าคุณชำนาญฯ ชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะแล้วหันมาพูดกับคณะพรรค ๔ สหาย

"ไม่มีอะไรหลานชาย มันเป็นศพของทหารประจำเรือลำนี้นั่นเอง ที่ไม่เน่าไม่เปื่อยก็เนื่องจากว่าทะเลตอนนี้มีวัตถุบางอย่าง ซึ่งสามารถรักษาศพไว้ไม่ให้เน่าเปื่อยทหารเรือเหล่านี้ติดอยู่ในห้องเมื่อเรือจมก็ตายหมด แต่ผู้ที่อยู่บนดาดฟ้า หรือหนีออกจากห้องได้ก็ว่ายน้ำหนีเอาตัวรอด แต่ก็คงจะจมน้ำตายหมดอย่างไม่ต้องสงสัย เท่าที่ศพนี้ยืนโงนเงนไปมาก็เนื่องจากกระแสน้ำ"

เสียงถอนใจดังขึ้นพร้อมๆ กัน ดร.ดิเรก รีบไปดูศพทหารเรือโบราณในระยะใกล้ชิด ความกล้าของนายแพทย์หนุ่มทำให้ทุกคนมีขวัญและกำลังใจดีขึ้นตามลำดับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือจับแขนท่านเจ้าคุณชำนาญฯ และพาคนละข้างพากันไปดูศพทหารเรือบ้าง ในที่สุดเสี่ยหงวนกับนิกรและเจ้าแห้วก็เดินเข้าไปอย่างองอาจ ทุกคนหายกลัวแล้ว เป็นไปตามที่เจ้าคุณชำนาญฯคาดหมายไว้

ต่างคนต่างวิพากย์วิจารณ์ในเรื่องซากศพเหล่านี้ซึ่งควรจะพังสูญสิ้นไปนานแล้ว เจ้าคุณชำนาญฯยอมรับว่าท่านเองก็ยังนึกไม่ออกว่าอะไรที่ทำให้ศพเหล่านี้คงรูปอยู่ได้แม้กระทั่ง ดร. ดิเรกก็จนปัญญาไม่สามารถอธิบายได้

"โอ มันเป็นเรื่องแปลก" นายแพทย์พูดเสียงหนักๆ "ฝรั่งงงไปหมดแล้ว แต่ไอคิดว่าถ้าศพเหล่านี้หลุดออกไปนอกลำเรือ มันคงจะเน่าเปื่อยผุพังไปในไม่ช้า"

ทันใดนั้นเอง สายน้ำที่ตดผ่านมาเต็มแรง คล้ายกับลูกคลื่นก้อนหนึ่งได้ทำให้ศพทหารศพหนึ่ง ลอยละลิ่วเข้ามาปะทะเจ้าแห้ว และกอดคอเจ้าแห้วไว้ เจ้าแห้วตกใจร้องแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ ดิ้นรนผลักไสศพทหารเรือคนนั้นซวนเซออกไปแล้ว เจ้าแห้วก็วิ่งออกไปจากห้องนั้นโดยเร็ว ทำให้นิกรเสียขวัญวิ่งตามเจ้าแห้วออกไปด้วย

ทุกคนหัวเราะงอหาย ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯสั่นศรีษะช้าๆ

"อ้ายแห้วกับอ้ายกร เป็นนักนิยมกลัวผีขนาดหนักทีเดียว ถ้ามันโดนผีหลอกจริงๆคงจับไข้หัวโกร๋นแน่นอน"

อาเสี่ยกิมหงวนเผลอตัวร้องออกมาดังๆ

"คุณอาเมื่อเล็กๆ คงถูกผีหลอกมาแล้วกระมังครับถึงได้หัวโกร๋นอย่างนี้ ขอโทษนะครับ ผมถามจริงๆ ไม่ได้แกล้งล้อเลียนคุณอา"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"ไม่ใช่ถูกผีหลอกโว้ย พอออกมาจากท้องแม่มันก็ล้านเตียนโล่งไปหมดแล้ว"

"ออไรท์" ดิเรกพูดพลางหัวเราพลาง ผมเพิ่งรู้ความจริงคราวนี้เอง ทีแรกผมเข้าใจว่าเมื่อคุณพ่อเป็นเด็กทารก คุณพ่อถูกผ้าอ้อมกัดหัวเสียอีก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ผ้าอ้อมตะหวักตะบวยอะไรกันวะกัดเสียจนหัวล้านมีที่ไหนวะ"

นิกรจับหัวเจ้าแห้วค่อยๆ โผล่หน้าเข้ามาในห้องแล้วพากันเดินเข้ามาอีก เจ้าคุณชำนาญฯ ชี้มือไปที่หีบเหล็กสองสามหีบที่อยู่ทางซ้ายมือของท่านแล้วก็กล่าวว่า

"ในหีบเหล็กเหล่านั้น เต็มไปด้วยทองคำแท่งแก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดามากมาย อาจจะเป็นพระราชทรัพย์ของกษัตริย์องค์หนึ่งบนผืนแผ่นดินทองนี้ อาเข้าใจว่ากษัตริย์พระองค์นี้คงจะลงเรือรบหนีข้าศึก และเดินทางมาทางนี้ ในที่สุดเรือของพระองค์ก็ต้องเผชิญกับมรสุมร้ายอับปางลงที่นี่ ทั้งนี้เพราะเรือลำนี้ไม่ใหญ่โตอะไรนักและการเดินเรือในสมัยนั้น ก็ไม่มีเครื่องมือเครื่องใช้อะไรแม้แต่เข็มทิศ เมื่อเกิดมรสุมขึ้น เรือใบแบบโบราณซึ่งมีใบเล็กใบน้อยเกะกะอาจจะพลิกคว่ำได้ง่ายที่สุด แต่การสันนิษฐานของอานี้ อาไม่รับรองว่าจะถูกต้อง"

ทุกคนพากันตรงไปยังหีบเหล็กเหล่านั้น และช่วยกันเปิดฝาหีบออก

พอแลเห็นทองคำแท่งและเพชรนิลจินดา อัญมณีอันมีค่า ความโลภก็เกิดขึ้นแก่เจ้าแห้วทันที

"ไชโย" เจ้าแห้วร้องสุดเสียง "โชคอันมหาศาลของเราแล้ว รับประทานคราวนี้แหละครับ ผมจะได้เป็นมหาเศรษฐีเหมือนอาเสี่ย"

ท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ยกมือขวาขึ้นตบหลังเจ้าแห้วค่อนข้างแรงแล้วกล่าวว่า

"อ้ายแห้ว...อย่าตื่นเต้นดีใจให้มากนัก แกอยากได้มีปัญญาเท่าไรก็ขนเอาไป ทรัพย์สมบัติอันมหาศาลเหล่านี้ย่อมเป็นสิทธิ์แก่พวกเราทุกๆ คน แต่สำหรับฉัน..เงินทองหรือเพชรนิลจินดา ย่อมไม่มีความหมายอะไร ฉันเป็นผู้ตัดแล้วซึ่งความโกรธ..โลภ..หลง" แล้วท่านกล่าวกับสี่สหาย "ใครอยากได้อะไรขนเอาไปซิ"

เท่านี้เอง ทุกคนก็บังเกิดความโลภจนตัวสั่น ต่างก้มลงหยิบทองคำแท่งและเพชรนิลจินดาต่างๆ มาคนละกอบแล้วพิจารณาดู เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยิบมงกุฎสำหรับกษัตริย์อันหนึ่ง ซึ่งประดับเพชรเม็ดใหญ่ๆ หลายสิบเม็ดขึ้นมาจากหีบเหล็กเบื้องหน้าของท่าน เมื่อพิจารณาดูอย่างละเอียด ละออสักครู่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้ชำนาญการดูเพชรนิลจินดาก็โยนมงกุฎทิ้งไป

"อ้าว" นิกรร้องขึ้นดังๆ "เอาไปซีครับ คุณพ่อมงกุฎอันนี้อย่างน้อยก็ราคาห้าหกล้าน เพชรตะละเม็ดไม่ต่ำกว่าสามสิบกะรัต"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่นศีรษะช้าๆ

"อย่าสนใจกับทรัพย์สมบัติ เหล่านี้เลยโว้ยพวกเราของเก๊ทั้งนั้น"

"ฮ้า" เจ้าคุณชำนาญฯ อุทานเสียงหลง "แกว่ายังไงจะเจ้าอู๊ด ทรัพย์สมบัติอันมหาศาลเหล่านี้นะเป็นของเก๊"

"เออ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดพลางหัวเราะ "กันมองดูแพล็บเดียวก็รู้ว่าเป็นของเก๊ หยิบมงกุฏขึ้นมานึกว่าเพชรลูกขนาดใหญ่ แต่ที่ไหนมันคือแก้วน้ำมะเน็ดเราดีๆ นี่เอง แต่ช่างเขาจารนัยเป็นเหลี่ยมๆ คล้ายกับเพชรพลอย กันดูเพชรนิลจินดาได้โดยไม่ต้องใช้กล้อง สร้อยไข่มุกด์, สร้อยสังวาลย์บานพับประดับเพชรตลอดจนทองคำแท่งเหล่านี้ล้วนแต่ของเก๊ทั้งสิ้น"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เอ๊ะ..ถ้ายังงั้น เรือลำนี้ต้องบรรจุพวกยี่เกแน่นอน บางทียี่เกคณะนี้ อาจจะมีถิ่นฐานอยู่ทางหัวหินหรือเพชรบุรีแล้วมีคนจ้างไปเล่นที่เมืองชล จึงต้องเดินทางข้ามทะเลโดยเรือใบแล้วถูกมรสุมล่ม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้าลูกเขยอย่างขบขัน

"ไม่ใช่เรือโต้โผยี่เกหร็อกเจ้ากร เรือลำนี้เป็นเรือรบของอดีตกษัตริย์ตามคำสันนิษฐานของเจ้าต่วย แต่พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้น่าสงสารมาก พวกขุนนางผู้ใหญ่ของพระองค์คงจะคอรัปชั่น คบคิดกันแกะเอาเพชรนิลจินดาของจริงออกหมด แล้วก็เอาของเก๊มาแทนไว้ สร้อยไข่มุกด์เส้นเบ้อเริ้มที่แกถืออยู่นั่นแน่ะ ร้านแบกะดินที่สนามหลวงมีขายพวงละสองบาทเท่านั้น ทบทรวงในมือเจ้าหงวนก็ประดับด้วยแก้วน้ำมะเน็ดมองแลเห็นถนัด" อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อยหันมาพูดดับนิกร

"สงสัยเสียแล้วโว้ย นิกร"

"สงสัยตะหวักตะบวยอะไรอีกล่ะ"

อาเสี่ยพูดพลางหัวเราพลาง

"คุณอาอาจะต้มเราก็ได้ ท่านหลอกเราว่าเป็นของเก๊พวกเราจะได้หมดความสนใจไม่มีใครเอาติดตัวไปแล้วทีหลังท่านก็แอบเดินทางมาที่นี่ตามลำพัง ขนเอาทรัพย์สมบัติไปหมด"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เออ-จริงโว้ย ลูกไม้คนแก่ไม่ใช่เล่น โบราณว่าอย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน นิ้วด้วนได้แหวน ตาบอดได้แว่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดต่อ

"เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง เมื่อใครคิดว่าของเหล่านี้เป็นของดีก็เชิญขนเอาไปซี ฉันน่ะไม่รับประทานละ เพชรทั้งหมดนี่แกะขายได้อย่างมากก็ในราวหกสลึงเท่านั้น"

ดร.ดิเรกฮัมเพลงฝรั่งเบาๆ เข้าก้มลงหยิบทองคำแท่งขึ้นมาแท่งหนึ่ง พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วนายแพทย์หนุ่มก็โยนทิ้ง เจ้าแห้วกล่าวถามทันที

"รับประทานทองเก๊หรือครับคุณหมอ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย

"เปล่า ไม่เก๊หรอก แต่มันไม่ใช่ของแท้ มันคือทองเหลืองแท่งไม่ใช่ทองคำแท่ง"

ทุกคนช่วยกันสำรวจทรัพย์สินเงิน ทอง เพชร นิลจินดาต่างๆ ในที่สุดก็ปรากฏว่าเป็นของปลอมทั้งสิ้น เจ้าคุณชำนาญฯ แปลกใจไม่น้อย ท่านก็ยอมรับว่าท่านไม่มีความรู้ ความชำนาญในการดูเพชรมาแต่ก่อนเลย

ในที่สุดทุกคนก็รู้สึกเสียดายไปตามกัน เจ้าแห้วยกเท้าขวากระทืบลงไปในหีบเหล็กบรรจุเครื่องเพชรเต็มแรง

"ถุย...นึกว่าเป็นของดี กลายเป็นของเก๊ไปชิบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"ถ้าเป็นของดี พระยาชำนาญฯ ก็คงไม่ยอมปล่อยไว้ให้พวกเราเห็นหร็อก ฮ่ะ ฮ่ะ ไปเถอะโว้ยพวกเรา ไปสำรวจห้องอื่นๆ ให้ทั่วเรือดีกว่าเผื่อเราจะได้พบสิ่งแปลกตาเราบ้าง รำคาญศพเหล่านี้เหลือเกินมันพยายามลอยเข้ามาใกล้เราซะเรื่อย แต่ละศพหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัวทั้งนั้น รูปร่างก็ใหญ่โตกว่าคนสมัยนี้ ดูศพหมอนั่นซีวะ แสยะยิ้มตลอดเวลา

นิกรมองตามสายตาเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขานึกสนุกขึ้นมาก็ร้องถามศพทหารเรือผู้นั้นด้วยเสียงอันดัง

"เฮ้-ชื่ออะไรวะ น้องชาย"

มีเสียงห้าวๆ ดังขึ้น

"ตูข้ามีนามว่า ยศไกร"

นายจอมทะเล้นใจหายวาบ ขยับจะวิ่งออกไปจากห้องแต่แล้วอาเสี่ยหงวนก็คว้าแขนนิกรไว้

"กันพูดเองอย่าปอดลอยหน่อยเลยวะ"

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"ปู้โธ่ ใจหายหมดเลย รู้อยู่แล้วว่าอ้ายเราน่ะกลัวผี ยังจะเสือกล้อเล่นอีก โอย..ถ้ามันพูดได้จริงๆ กันก็ตายแน่"

ครั้นแล้ว เจ้าคุณชำนาญฯ ผู้บังคับการเรือดำน้ำก็พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับสี่สหายและเจ้าแห้วออกไปจากห้องโถงใหญ่ห้องนั้น คณะนักทัศนาจรใต้ท้องทะเลได้สำรวจห้องต่างๆ ต่อไปอีก ในที่สุดก็พากันบุกเข้าไปในห้องท้ายเรือห้องหนึ่ง อันเป็นที่อยู่อาศัยของปลาหมึกยักษ์ตัวหนึ่ง ซึ่งปลาหมึกยักษ์ตัวนี้เดินทางมาจากทะเลจีนก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง มันเกิดทะเลาะวิวาทกับเมียของมันอย่างรุนแรงเลยหนีมาอยู่เมืองไทย อาศัยซากเรือลำนี้อยู่มานานแล้วอาหารการกินอุดมสมบูรณ์เพราะมีปลาน้อยใหญ่ต่างๆ ว่ายเข้ามาในห้องนี้ให้มันจับกินตลอดวัน

"ห้องนี้คงเป็นห้องประทับของกษัตริย์" ดร.ดิเรกออกความเห็น "หรือยังไงครับคุณอา"

เจ้าคุณชำนาญฯ เห็นพ้องด้วย

"อาก็ว่าอย่างนี้แหละหลานชาย เตียงนี้ยังเป็นพระแท่นสำหรับบรรทม"

เสี่ยหงวนชี้มือไปที่หีบสี่เหล็มเล็กๆ ใบหนึ่ง

"นั่นคงเป็นเครื่องรับวิทยุโทรภาพ"

พลยกมือผลักเสี่ยหงวนเซไปหลายก้าว

"สมัยนั้นอย่าว่าแต่โทรภาพเลยโว้ย วิทยุธรรมดาก็ไม่มี เรือลำนี้มีอายุนับพันปีมาแล้ว"

ทันใดนั้นเอง เจ้าปลาหมึกยักษ์ซึ่งนอนขดตัวอยู่ในมุมมืดก็ลืมตาขึ้น เมื่อได้ยินเสียงมนุษย์พูดคุยกันใกล้ๆ มันพอแลเห็นคณะทัศนาจรใต้ทะเล เจ้าปลาหมึกยักษ์ก็ตื่นเต้นดีใจและคิดในใจว่า มันจะต้องพยายามใช้ความสามารถของมันสูบเลือดมนุษย์เหล่านี้ให้หมด

มันค่อยๆ ปล่อยหนวดเส้นหนึ่งยื่นออกมาทีละน้อย หนวดนั้นมีขนาดเท่ากับงวงช้าง เจ้าปลาหมึกยักษ์ใช้หนวดรัดข้อเท้าข้างซ้ายของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้ และปล่อยหนวดอีกเส้นหนึ่งยื่นมาคว้าคอนิกรไว้

นายจอมทะเล้นเข้าใจว่าอาเสี่ยกิมหงวน ล็อคคอเขาเพื่อสัพยอกเขาเล่น จึงพูดขึ้นอย่างรำคาญใจ

"เล่นเป็นบ้าไปได้นี่ รำคาญโว้ย"

อาเสี่ยหันมามองดูนิกร

"แกว่าใครวะ"

"ก็แกน่ะซี เสือกเอาแขนมารัดคอได้"

กิมหงวนหัวเราะเบาๆ

"เปล่า กันไม่ได้สัพยอกแกหรอก สาหร่ายทะเลขนาดใหญ่มันพันคอแกน่ะ"

นิกรยกมือขึ้นจับงวงปลาหมึกยักษ์ เขาลูบคลำและบีบและเบาๆ ทันใดนั้นเอง ดร.ดิเรกก็เห็นหนวดปลาหมึกอยู่ที่คอของนิกร นายแพทย์หนุ่มร้องเอ็ดตะโร

"เฮ้ย ปลาหมึกยักษ์"

นิกรตกใจ ยกมือปัดป้องหนวดปลาหมึกยักษ์ให้หลุดจากคอของเขา ในเวลาเดียวกันนั้นเองท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ถูกปลากหมึกยักษ์ลากเข้าไปหาตัวมัน แล้วท่านก็ส่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือเอ็ดตะโร

"ช่วยด้วย...ช่วยด้วยโว้ย ปลาหมึกจะกินข้าแล้ว"

ความโกลาหลอลหม่านเกิดขึ้นทันที เจ้าคุณชำนาญฯกับพลและอาเสี่ยวกิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าแห้ว ต่างรีบถอยหลังออกห่างจากระยะหนวดปลาหมึก นิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังถูกปลาหมึกยักษ์กอดรัดด้วยหนวดของมันทั้งสองดิ้นรนทุรนทุรายน่าสงสาร พล พัชราภรณ์ สติดีกว่าเพื่อน เขายกปืนวิเศษขึ้นประทับบ่า เล็งศูนย์หมายไปที่นัยน์ตาข้างซ้ายของปลาหมึกยักษ์แล้วกระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิงทันที

"แซ๊ก"

กระสุนสังหารซึ่งเป็นกระสุนปรมาณู ถูกนัยน์ตาข้างซ้ายของปลาหมึกยักษ์อย่างจัง และเมื่อฝังเข้าไปในร่างของมัน กระสุนนัดนั้นก็ระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ทำให้คณะนักทัศนาจรใต้ทะเล มีความรู้สึกว่าร่างกายของตนสั่นสะเทือนเล็กน้อย ด้วยอำนาจแรงระเบิด

ปลาหมึกยักษ์สิ้นใจตายทันที หนวดของมันทั้งสองเส้นที่รัดนิกรกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ คลายออก นายจอมทะเล้นกับเจ้าคุณได้รับอิสรภาพก็รีบวิ่งตื๋อเข้ามาหาพรรคพวก นิกรมองดูปลาหมึกยักษ์ด้วยความเกลียดชังขยะแขยงแล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เฮ้อ สิ้นเคราะห์ไปที นึกว่าเสร็จมันเสียแล้ว พอมันงวงรัดเต็มที่ ก็ดูคล้ายๆ กับว่างวงของมันเป็นคีมเหล็กขนาดใหญ่ ใครเป็นคนยิงปลาหมึกยักษ์ตัวนี้วะ"

นายพัชราภรณ์ชูมือซ้ายขึ้น

"กันเองว่ะ"

นิกรเปลี่ยนปืนมาถือในมือข้างซ้าย แล้วยื่นมือขวาให้พลสัมผัส

"ขอบใจมากที่ช่วยชีวิตกัน"

พลว่า "เรื่องเล็กโว้ยกร ความจริงกันไม่ตั้งใจจะช่วยชีวิตแกหรอก กันตั้งใจจะช่วยคุณอาต่างหาก"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ใจคอของแกจะปล่อยให้กันตายเพราะถูกปลาหมึกยักษ์สังหารกันยังงั้นหรือ ถามจริงๆ เถอะวะ แกสามารถที่จะทนดูภาพของกันขาดใจตายไปต่อหน้าต่อตาแกได้เชียวหรือเพื่อน ปู้โธ่...เดี๋ยวเตะโครมให้เลย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' ยกมือขวาตบฝาครอบศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ แล้วพูดยิ้มๆ

"เป็นไงอู๊ด กันนึกว่าแกไม่รอดเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหยชอบกล

"กันก็นึกว่ากันไม่รอดเหมือนกัน ความจริงแกน่าจะบอกเล่าเก้าสิบให้พวกเราได้รู้ว่าแถวนี้มีปลาหมึกยักษ์"

เจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะชอบใจ

"ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องบอกกันหรอก ธรรมดาใต้ทะเลทุกแห่งมันก็ต้องมีปลาหมึก และสัตว์น้ำเหมือนๆ กัน แต่ในอ่าวไทยเหล่านี้ไม่ใช่เป็นที่อยู่ของปลาหมึกยักษ์เพราะน้ำตื้นไม่เหมือนกับในมหาสมุทร แต่เจ้าปลาหมึกยักษ์ตัวนี้จะเดินทางมาจากทะเลจีน"

"นั่นน่ะซีครับ เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น "วันนั้นผมไปส่งเพื่อนที่ดอนเมือง พบปลาหมึกยักษ์ตัวนี้เดินงุ่มง่ามลงมาจากเครื่องบินสี่เครื่องยนต์ลำหนึ่ง"

"ฮ้า" เจ้าคุณชำนาญฯ อุทาน "ไม่มากไปหรือเสี่ยหงวน"

ทันใดนั้นเอง คณะทัศนาจรใต้ทะเลก็แลเห็นฝูงปลาใหญ่น้อยมากมาย ว่ายผ่านหน้าไปเป็นพวกๆ อย่างรวดเร็วคล้ายกับวามันหนีภัยอะไรมา

เจ้าคุณชำนาญฯ เป็นผู้ที่มีความรู้ความชำนาญในสภาพใต้ทะเลลึกเป็นอย่างดี ท่านมองดูฝูงปลาเหล่านั้นแล้วกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ ใบหน้าของท่านผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' เคร่งขรึมผิดปกติ แล้วท่านกล่าวกับคณะพรรค ๔ สหายทันที

"กลับไปที่เรือเราเถิด ท่าจะไม่ดีเสียแล้ว"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูเจ้าคุณชำนาญฯ เป็นตาเดียว

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับคุณอา" นายแพทย์หนุ่มกล่าวถาม

เจ้าคุณชำนาญฯ มีท่าทางกระสับกระส่ายผิดปกตินัยน์ตาของท่านบอกความหวาดกลัว

"อย่าเพิ่งให้อาพูดอะไรเลย ขอให้อาบอกแต่เพียงว่า ถ้าหากว่าเราไปเรือเราได้เร็วเท่าไร เราก็จะได้รับความปลอดภัยเท่านั้น หากขืนโอ้เอ้ล่าช้า พวกเราทุกคนก็จะต้องเสียชีวิตไปตามกัน"

เจ้าแห้วมองดูเจ้าคุณชำนาญฯ อย่างเคืองๆ แล้วกล่าวกับนิกรว่า

"รับประทานท่านพูดเป็นปริศนาอีกแล้ว รับประทานเมื่อตอนที่พวกเราเข้าไปในซากเรือแตก ท่านก็พูดเป็นปริศนาอย่างนี้ รับประทานผมคิดว่าท่านเจ้าคุณควรจะเป็นนักใบ้หวยเลขท้ายสลากกินแบ่งมากกว่า เป็นผู้บังคับการเรือดำน้ำ"

เจ้าคุณชำนาญฯ มองดูเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"แกไม่เชื่อฉันก็ตามใจ เชิญแกอยู่ที่นี่ก็แล้วกันสำหรับฉันยังรักชีวิตของฉันอยู่ ฉันจะรีบกลับไปที่เรือ 'นุสติลอร์' เดี๋ยวนี้ ถ้าใครไม่อยากตายก็ขอให้ตามฉันไป"

ครั้นแล้วเจ้าคุณชำนาญฯ ก็รีบเดินไปจากที่นั้นนิกรกับเจ้าแห้วติดตามไปทันที เมื่อท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำเสียขวัญ คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พลอยเสียขวัญด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนลั่น

"อ้ายต่วย...รอด้วยซีโว้ย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ไม่ยอมเหลียวหลัง ท่านเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว มือขวาถือปืนกระชับมั่น เครื่องประดาน้ำแบบวิเศษช่วยให้คุณชำนาญฯ เดิน ได้เร็วไม่ผิดอะไรกับอยู่บนบก

คณะพรรค ๔ สหายวิ่งบ้างเดินบ้าง ไล่ตามเจ้าคุณชำนาญฯ อีกสักครู่หนึ่งก็มาถึงภูเขาใต้น้ำ มองแลเห็นซากเรืออับปางปรากฏอยู่ข้างหน้า บริเวณนั้นเต็มไปช่วยโขดหินใต้น้ำ และหินปะการังมากมาย นอกจากนี้ยังมีต้นไม้ทะเลซึ่งลำต้นของมันสูงประมาณสี่เมตร ปกคลุมไปทั่ว มองดูราวกับป่าใต้ทะเล เป็นธรรมชาติอันสวยงามอย่างที่สุด

เจ้าคุณชำนาญฯ หายตัวไปแล้ว

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มกันอยู่ข้างๆ ซากเรืออับปาง ทุกคนช่วยกันมองดูผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' ฝูงปลาและสัตว์ทะเลมากมายหลายแสนว่ายผ่านหน้าไปเป็นทิวแถวอย่างรีบร้อน แม้กระทั่งฉลามใหญ่ที่ว่าฉลามเสือก็มีท่าทางตื่นตระหนกใจว่ายน้ำหนีไม่คิดชีวิต ปลากระเบนและกระตัวใหญ่ๆ หลายตัวว่ายเข้าไปในซากเรืออับปาง คล้ายกับว่ามันจะหลบซ่อนอย่างโกลาหลอลหม่านเช่นนี้ ไม่มีปลาตัวใดว่ายย้อนกลับไปทางเก่าเลย

มีเสียงครื้นครั่นสะเทือนไปทั่ว ท้องทะเลหลวง คณะพรรค ๔ สหายต่างมองดูหน้ากัน เสียงที่ได้ยินนี้คล้ายกับเสียงฟ้าคำรามร้องดังแว่วมาแต่ไกล พื้นแผ่นดินสั่นสะเทือนหลังจากนั้นก็บังเกิดคลื่นใต้น้ำผ่านมาอย่างรุนแรงจนกระทั่ง ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนโงนเงนไปตามกัน และต้องออกกำลังต่อสู้กับกระแสคลื่นใต้น้ำ

เสียงสะเทือนเลื่อนลั่นเหมือนครั้งแรก ดังขึ้นอีกคราวนี้ดังใกล้เข้ามา พื้นแผ่นดินใต้ทะเลหวั่นไหวเล็กน้อย นิกรหน้าซีดเผือดเขากล่าวถามนายแพทย์หนุ่มทันที

"อะไรกันโว้ยหมอ เจ้าพ่อสะดือทะเลแผลงฤทธิ์กระมัง"

ดร.ดิเรก พยายามใช้ความคิดอย่างหนักหน่วงเขานิ่งอึ้งไปสักครู่แล้วกล่าวว่า

"ตามความเข้าใจของกัน กันคิดว่าภูเขาไฟใต้น้ำซึ่งเป็นภูเขาเล็กๆ กำลังพ่นเถ้าถ่านลาวาออกมาจากปล่องของมัน เสียงคล้ายฟ้าร้องที่เราได้ยินก็คือเสียงระเบิดของปล่องภูเขาไฟนั่งเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"พ่อรู้สึกยังไงชอบกลโว้ยดิเรก ถ้าภูเขาไฟใต้น้ำระเบิดขึ้นจริงๆ พวกเราก็คงจะตายหมดเราไม่อาจจะทราบได้ว่าภูเขาไฟมันอยู่ตรงไหน แต่คงไม่อยู่ไกลจากเราเท่าใดนัก"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"คุณอาผู้บังคับการ ท่านหนีเรากลับเสียแล้วละครับคุณพ่อ โธ่..แล้วเราจะกลับไปเรือได้ยังไงกันอย่าว่าแต่ใต้ทะเลลึกอย่างนี้เลยครับ ในกรุงเทพฯ แท้ๆ ผมเข้าไปเที่ยวตามตรอกซอกในสำเพ็งยังหลงอยู่ในนั้นตั้งนาน กว่าจะออกถนนใหญ่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้นปากแน่น นึกเดือดดาลเกลอเก่าของท่าน แต่แล้วท่านก็กล่าวว่า

"อ้ายต่วยมันคงจะแอบซ่อนตัว อยู่แถวนี้ก็ได้เพื่อล้อพวกเราให้ปอดลอยเล่น" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกก็ร้องตะโกนสุดเสียง "เติม..เติมโว้ย อ้ายเติมอยู่ไหนวะ"

ร่างของเจ้าคุณชำนาญฯ โผล่ออกมาจากซอกหินทันทีท่านผู้บังคับการเรือใบหน้าบึ้งตึง เดินตรงเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว

ผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' ยกมือทั้งสองท้าวสะเอวจ้องตาเขม้งมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"มันจะมากไปโว๊ยอู๊ด แก่จวนจะเข้าโลงแล้วยังจะเล่นล้อชื่อพ่อกันอีก นั่นสมัยเป็นเด็กวัดเด็กนักเรียนโว๊ย รู้ไหมอ้ายอ่วม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น แล้วฝืนหัวเราะ

"ถ้ายังงั้นเลิกกันโว๊ย ต่างคนต่างล้อกันคนละที กันนึกว่าแกหนีไปเรือเสียแล้ว ที่ร้องตะโกนล้อชื่อพ่อแกก็เพราะคิดว่าถ้าแกแอบซ่อนอยู่แถวนี้ แกก็คงจะเดินออกมากันยังจำได้เสมอว่า เมื่อครั้งเราเป็นเด็ก ใครล้อชื่อพ่อแกแล้วเป็นถูกเตะทุกคนไป"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยกปืนวิเศษขึ้น ทำท่าเหมือนกับจะยิงเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เดี๋ยวยิงหัวล้านแตกเลย ทีหลังอย่าล้อชื่อพ่อนะโว้ย"

เสี่ยหงวนกับนิกรยกมือปิดปากหัวเราะคิกคัก ไปตามกันขณะนั้นฝูงปลาอันมากมายได้ว่ายผ่านมาอีก กิริยาท่าทางของมันบอกให้รู้ว่ามันกำลังหลบลี้หนีภัย กุ้งและปูตามมาเป็นแถว ปลาบางตัว เช่นปลาโลมา และปลาหมอทะเลมีรูปร่างใหญ่โตมาก ฝูงปลาเหล่านี้ว่ายจากทิศเหนือไปทางทิศใต้ เสียงปลาที่ว่ายแหวกน้ำมานั้นดังอึ้งเหมือนกับลมพัดจำนวนปลาหลายร้อยหลายพันชนิดคราคร่ำ ไปทั่วท้องทะเลหลวง เหลือที่จะคณนานับได้

"คุณอาครับ" นายแพทย์หนุ่มร้องขึ้นดังๆ "มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับ ผมคิดว่าคุณอาคงรู้ดีว่าพวกผมเพราะคุณอามีความชำนาญในเรื่องใต้ทะเล"

คราวนี้เจ้าคุณชำนาญฯ ได้กล่าวขึ้นอย่างละล่ำละลัก

"ไปถึงเรือเราเสียก่อน แล้วจะเล่าให้ฟัง เร็วรีบไปเถอะ อาบอกให้พวกเธอรู้แต่เพียงว่า มหาภัยอันใหญ่หลวงกำลังจะเกิดขึ้นแก่พวกเรา"

ทุกคนต่างเชื่อว่าเป็นความจริง ดังนั้นคณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และแห้วก็รีบเดินตามท่านผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' บ่ายโฉมหน้าตรงไปยังที่เรือจอด

ในที่สุดทุกคนก็มาถึงเรือ 'นุสติลอร์' ซึ่งจอดลอยลำนิ่งเฉยอยู่ก้นทะเล เครื่องยนต์ของมันยังทำงานอยู่ เมื่อมาถึงเรือดำน้ำ บันไดเหล็กอันหนึ่งก็หย่อนลงมาจากใต้ท้องเรือ โดยอัตโนมัติ เจ้าคุณชำนาญฯ พาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ๔ สหายและเจ้าแห้วขึ้นไปบนเรือ 'นุสติลอร์' อย่างร้อนรน

ในสิบนาทีนั้นเอง ทุกคนก็ออกมาจากห้องประดาน้ำและแต่งกายในชุดเดิม ส่วนเครื่องประดาน้ำนั้นถอดเก็บไว้เรียบร้อยแล้ว ท่านผู้บังคับการเรือพาคณะพรรค ๔ สหายและเกลอเก่าของท่านมาที่ห้องบังคับการดำน้ำ

ขณะนี้ ต้นเรือกับต้นหนกำลังเฝ้ามองดูจอโทรภาพของเครื่องเรดาร์ เสียงเครื่องไฟฟ้าครางกระหึ่มโคมไฟสีต่างๆ วูบวาบไปหมด และเข็มมาตราที่หน้าปัทม์ก็วิ่งขึ้นลง บางครั้งก็มีเสียงคล้ายกับไดนาโมขนาดใหญ่ครางจนได้ยินถนัด เครื่องกลไกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเดินเรืออันทันสมัยยิ่ง ซึ่งแม้กระทั่ง ดร. ดิเรกก็ยังดูไม่ใคร่จะรู้เรื่อง

เมื่อต้นเรือแลเห็นท่านผู้บังคับการ น.อ. ยุทธ์ ก็ตรงเข้ามาหา เขาชิดเท้าตรง พร้อมกับยกมือวันทยาหัตถ์

"ผู้การครับ เรากำลังจะเผชิญกับสิ่งมหัศจรรย์ใต้ท้องทะเลอีกแล้ว เครื่องเรดาร์ของเราจับเสียงมันได้บางครั้งมันก็ป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้ๆ กับเรือของเรา แต่ขณะนี้มันอยู่ห่างจากเรือเราในราวสามไมล์ครึ่ง"

"อะไรครับ" ๔ สหายร้องถามขึ้นพร้อมๆ กัน

เจ้าคุณชำนาญฯ หันมาทางคณะพรรค ๔ สหายด้วยใบหน้าเคร่งขรึม แล้วท่านก็อธิบายให้ทราบ

"อาไม่อยากจะบอกให้พวกเธอรู้ความจริง ขณะที่เราอยู่ใต้ทะเล ก็เพราะเกรงว่าพวกเธอจะแตกตื่นวิ่งหนีไปคนละทิศละทาง และถ้าใครกลับมาเรือไม่ถูกเมื่ออากาศอ๊อกซิเยนหมด คนนั้นก็จะต้องเสียชีวิต บัดนี้อาเชื่อว่าพวกเราปลอดภัยแล้ว อาจะเปิดเผยความจริงให้พวกเธอได้รู้ว่าฝูงปลาและสัตว์น้ำต่างๆ ที่พากันอพยพหลบหนีภัยเหมือนกับพวกเราวิ่งหนีหวอตอนสงคราม ก็เพราะว่าสัตว์ทะเลเหล่านี้กำลังถูกสัตว์ยักษ์ชนิดหนึ่งคุกคาม"

"สัตว์ยักษ์" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานเสียงหนักๆ "อะไรวะ ต่วย"

เจ้าคุณชำนาญฯ เม้มปากแน่น ยกมือกอดอกเดินวนเวียนไปมา แล้วท่านก็หยุดยืนเบื้องหน้า ๔ สหายกล่าวขึ้นอย่างเป็นการเป็นงานว่า

"กันไม่อาจจะบอกแกได้ว่ามันเป็นสัตว์ชนิดใดกันแน่เพราะกันไม่ใช่นักสัตวศาสตร์ กันรู้แต่เพียงว่าสัตว์ประหลาดตัวนี้เป็นงูชนิดหนึ่ง อ้า อย่าให้บอกแกเลยวะเดี๋ยวแกและเด็กๆจะหาว่ากันโกหกอย่างสิ้นดี เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เล่าให้เราฟังเถอะครับคุณอา เรื่องนิทานหรือเรื่องนิยายผมชอบฟังมากครับ ชอบฟังตั้งแต่เด็กๆแล้ว แต่เรื่องผีผมไม่ชอบฟัง"

ท่านผู้บังคับเรือเดินน้ำทำตาโตเท่าไข่ห่าน "แต่นี่มันเรื่องจริง ไม่ใช่นิทานหรือนิยาย"

อาเสี่ยกิมหงวนมีความตื่นเต้นและสนใจ อยากจะรู้เรื่องนี้มาก เขายกมือไหว้เจ้าคุณชำนาญฯ อย่างนอบน้อมแล้วกล่าว่า

"พวกผมรับรองว่า เราจะเชื่อถือถ้อยคำที่คุณอาเล่าให้ฟังครับ ถ้าใครว่าคุณอาโกหกผมจะเตะมันเอง คุณอาเป็นผู้ใหญ่แล้วจะมาโกหกพวกเราอะไรกัน"

คราวนี้เจ้าคุณชำนาญฯ ยิ้มออกมาได้

"เอ้อ เธอพูดอย่านี้น่าฟังหน่อย อาจะเล่าให้พวกเธอฟัง ภายใต้ท้องทะเลนั้นไม่ว่าที่ไหนหรือแห่งใด ย่อมเต็มไปด้วยความเร้นลับมหัศจรรย์ยิ่ง มนุษย์ที่อยู่บนโลกไม่เคยพบเห็นสิ่งต่างๆใต้ทะเลลึก จึงหารู้ไม่ว่าใต้ท้องทะเลนั้นเต็มไปด้วยสัตว์น้อยใหญ่ ซึ่งบางทีสัตว์ที่อยู่ใต้ทะเลไม่เคยโผล่ขึ้นไปหายใจบนผิวน้ำเลย เพราะธรรมชาติสร้างให้มีอวัยวะพิเศษ เป็นต้นว่าเหงือกหรืออวัยวะส่วนอื่นๆ แยกอ๊อกซิเยนได้จากน้ำทะเล จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องโผล่ขึ้นไปหายใจ อ้า....เมื่อสักครู่นี้ขณะที่เราเดินทางมายังเรือของเรา พวกเธอคงได้ยินเสียงเหมือนฟ้าร้อง ใช่ไหมล่ะ"

นิกรยกมือขวาชูขึ้นเหนือศรีษะแบบนักเรียนที่ถูกครูถาม

"ผมได้ยินฮะ ดิเรกเขาบอกว่า คงจะเป็นภูเขาไฟใต้น้ำ พ่นเถ้าถ่านลาวาออกมา"

เจ้าคุณชำนาญฯ โบกมือแล้วหันมาพูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"ไม่ใช่เช่นนั้นหรอกหลานชายอาเป็นทหารอาย่อมรู้ดีว่าใต้ทะเลของอ่าวไทยนั้น มีแต่ภูเขาธรรมดาไม่ปรากฏว่ามีภูเขาไฟเลย แม้แต่ภูเขาไฟที่ดับแล้ว"

เจ้าแห้วอดรนทนไม่ได้ก็พูดเสริมขึ้น

"รับประทาน แล้วเสียงที่ดังคล้ายกับฟ้าร้องนั่นน่ะ รับประทานเป็นเสียงอะไรครับใต้เท้า"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยิ้มแห้งๆ ก่อนที่ท่านจะตอบคำถามของเจ้าแห้ว เสียงลูกเรือคนหนึ่งก็ร้องตะโกนมาดังๆ

"ผู้การครับ มันติดในจอเรดาร์แล้วครับ กำลังบ่ายโฉมหน้าตรงมาทางนี้"

ท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหายทันที

"เร็ว ไปดูที่เครื่องเรดาร์พิเศษของอา แล้วนั่นจะเป็นคำตอบในตัว พวกเธอจะได้พบสัตว์ประหลาดที่อาจจะมีอยู่เพียงตัวเดียวในโลกนี้ และมันคือสัตว์ยักษ์ที่มีรูปร่างใหญ่โตที่สุด"

ครั้นแล้เจ้าคุณชำนาญฯ ก็พา ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตรงไปที่เครื่องโทรภาพของเครื่องเรดาร์ พวกลูกเรือหลายคนต่างยืนรวมกลุ่มกันอยู่เบื้องหน้าจอเล็กๆ ซึ่งมีขนาดกว้างสองฟุต และยาวเพียงสองฟุตครึ่ง

ภาพใต้ทะเลที่ปรากฏในจอ ทำให้คณะนักทัศนาจรใต้ทะเลลึกยืนตะลึงพรึงเพลิดไปตามกัน ทุกคนใจเต้นระทึกไม่อยากจะเชื่อว่ามันเป็นไปได้

ทุกคนเห็นสัตว์ประหลาดชนิดหนึ่ง กำลังแหวกว่ายอยู่ในสายน้ำใต้ทะเล และว่ายวนไปมาใกล้ๆ ซากเรืออับปราง รูปร่างของมันมีลักษณะเช่นเดียวกับงูแต่มีเท้าหน้าและเท้าหลัง เท้าของมันว่ายแหวกน้ำอย่างรวดเร็ว หน้าของมันคล้ายๆ กับม้า แต่นัยน์ตาทั้งสองข้างโปนถลนออกมานอกเบ้า บนหัวของมันมีเขาเหมือนกับนอแรด เจ้าสัตว์ประหลาดอ้าปากงับๆ และแลบลิ้นออกมา มันกำลังค้นหาเหยื่อของมัน คือสัตว์ทะเลทุกชนิด แม้กระทั่งปลาฉลามหรือปลาโลมาขนาดใหญ่ มันว่ายรอบซากเรืออับปางสองสามรอบแล้วก็ว่ายลงไปทางใต้ สักครู่หนึ่งภาพของมันที่ปรากฏในจอโทรภาพก็เลือนหายไป เห็นเพียงแต่ภาพใต้ท้องทะเลซึ่งมีเรือใบอัปปางลำหนึ่ง

เจ้าคุณชำนาญฯ สั่งให้พนักงานเรดาร์ปิดสวิทไฟแล้วท่านก็หันมามองดูคณะพรรค ๔ สหาย

"ยังไง... พวกเธอได้เห็นแก่ตาแล้วใช่ไหมล่ะ ใครจะบอกอาได้บ้างว่ามันเป็นสัตว์อะไรกันแน่" แล้วท่านก็หันมามองท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แกรู้ไหมอู๊ด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวว่า

"มันคือมังกรทะเล"

๔ สหายกับเจ้าแห้วต่างเห็นพ้องด้วย และวิพากย์วิจารณ์กันเสียงแซดไปหมด ท่านผู้บังคับการเรือดดำน้ำ 'นุสติลอร์' ยิ้มให้ทุกๆ คน

"ถูกละมันจะเป็นสัตว์น้ำอย่างอื่นไปไม่ได้ นอกจากมังกรทะเลที่หลุดมาจากทะเลจีน อย่าลืมนะว่า ใต้ทะเลวันนั้นเต็มไปด้วยความลี้ลับมหัศจรรย์ มังกรยักษ์ตัวนี้อาคิดว่า จากหัวถึงปลายหางของมันคงยาวไม่ต่ำกว่า ๕๐ เมตร และลำตัวของมันวัดเส้นผ่านศูนย์ประมาณสองเมตรอย่างน้อย ปลายหางคล้ายๆ กับพัดขนาดใหญ่ ขณะที่มันกระดิกปลายหางเบาๆ และใช้ตีนหน้าของมันตะกุยน้ำ มันก็สามารถว่ายน้ำไปได้อย่างรวดเร็ว"

พลถามขึ้นอย่างเป็นการเป็นงาน

"ถ้าหากว่ามันพบเรือเรา มันจะเล่นงานไหมครับคุณอา

ท่านผู้บังคับการนิ่งคิดอยู่สักครู่

"ปัญหาของเธออาตอบไม่ได้ มันอาจจะเล่นงานเราก็ได้ เพียงแต่ใช้ลำตัวของมันรัดเรือ 'นุสติลอร์' เรือของเราก็คงจะบุบบู้บี้เหมือนกับว่าแผ่นเหล็กกล้าของตัวเรือเป็นกระดาษแข็งมังกรยักษ์ตัวนี้มันใหญ่โตมโหฬารราวกับภูเขา อาและพวกลูกเรืออาเคยเห็นมาหลายหนแล้ว เมื่อมันว่ายน้ำใกล้จะถึงเรือเรา เราก็หยุดเดินเครื่องปล่อยให้เรือลอยลำนิ่งเฉยอยู่ก้นทะเล เจ้ายักษ์ใหญ่อาจจะเข้าใจว่าเรือเราเป็นหินโสโครกก้อนหนึ่งจึงว่ายผ่านไป มันสนใจอาหารของมันมากกว่าสิ่งอื่น แต่ถ้าหากว่าเรือของเราเคลื่อนไหว มันอาจจะโจมตีทันที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"ทำไมแกไม่ฆ่ามันเสียล่ะ ต่วย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยักไหล่และแบมือทั้งสองข้าง

"ปืนวิเศษของกันที่ใช้ยิงในน้ำ จะไม่ระคายผิวหนังของมันเลย จริงอยู่กันมีปืนใหญ่ขนาดสามนิ้วซึ่งใช้กระสุนปรมาณู แต่ก็ยิงได้บนผิวน้ำไม่สามารถยิงใต้น้ำได้ ข้อสำคัญปืนนั้นอยู่บนดาดฟ้าเรือ เมื่อเรอดำอยู่ในน้ำเช่นนี้ปืนใหญ่ทั้งสองกระบอกจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ขณะนี้กันกำลังคิดอยู่เหมือนกันที่จะสังหารมังกรยักษ์ตัวนี้ ขืนปล่อยมันโผล่ขึ้นที่หัวเมืองใด มันก็จะเหยียบเมืองนั้นราบเป็นหน้ากองและจะทำให้ผู้คนต้องเสียชีวิตไม่น้อย

ดร.ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ท์ ออไร๋ท์ ถ้าเช่นนั้นให้ผมได้มีส่วนร่วมมือกับคุณอาในการล่ามังกรยักษ์ตัวนี้เถอะครับ ผมจะทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยคุณอาเอง"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เสียใจเหลือเกินดิเรก ก่อนค่ำวันนี้อาจะต้องพาพวกเธอไปส่งแล้ว นี่ก็บ่ายสามโมงครึ่งแล้วพวกเธอจะอยู่ในเรือ 'นุสติลอร์' ได้อีกไม่ถึงชั่วโมง คืนวันนี้อาจะนำเรือ "นุสตีลอร์"ของอาออกเดินทางต่อไป เรือของเราจะมุ่งตรงไปยังยุโรป ด้วยการเดินทางอ้อมแหลมกู๊ดโฮ๊บ ทั้งนี้ก็เพราะเรือของเราไม่สามารถจะผ่านคลองสุเอชได้"

ทันใดนั้นเองเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นก็ดังขึ้นอีกเหมือนกับลูกระเบิดตกใกล้ๆ เจ้าคุณผู้บังคับการร้องตะโกนสั่งให้พนักงานเครื่องเรดาร์เปิดโทรภาพทันที ทุกคนต่างมองแลเห็นมังกรยักษ์ปรากฏตัวข้นในจอโทรภาพอีก เมื่อมังกรยักษ์อ้าปากร้องคำราม เสียงครื้นครั่นเหมือนฟ้าร้องก็ดังขึ้นและอำนาจเสียงทำให้เรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' สั่นสะเทือนเล็กน้อย

"เห็นไหม" เจ้าคุณชำนาญฯ ร้องขึ้นดังๆ "มังกรได้คำรามขึ้นด้วยความโกรธ เพราะไม่มีปลาแม้แต่ตัวเดียวที่จะให้มันกิน เสียงคำรามของมันดังมากจนกระทั่งเรือเราสั่นไปทั้งลำ ทั้งนี้ก็เนื่องจากตัวมันใหญ่โตนั่นเอง ดูซิ เพียงแต่หัวของมัน ซึ่งมีลักษณะคล้ายหัวมังกรหรือหัวจระเข้ก็ใหญ่โตมโหฬาร โตกว่าเรือลำนี้เป็นกอง"

ทุกคนจ้องเขม็งมองดูมังกรยักษ์ในจอโทรภาพแล้ววิพากย์วิจารณ์กันเบาๆ อาเสี่ยกิมหงวนพูดขึ้นดังๆ ว่า

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องสุดร้อง "รับประทานทำไมถึงคิดสั้นอย่างนี้ครับ รับประทานผมกับมังกรน่ะไม่ถูกกันมานานแล้ว ผมเกลียดมันยิ่งกว่าไส้เดือนกิ้งกือ รับประทานสงสัยเหลือเกินครับ ผมเคยดูหนังเรื่องมังกรล้างโลกที่แค๊ปปิคอลหลายเดือนมาแล้ว มังกรตัวนี้คงไม่ยอมกลับฮอลลี่วู้ด หลุดออกมานอกจอแน่นอน"

ภาพที่ปรากฏในจอโทรภาพทำให้ทุกคนตื่นเต้นไปตามกัน มังกรยักษ์กำลังว่ายรี่ตรงเข้ามาที่เรือ 'นุสติลอร์' ด้วยความเร็วสูงเจ้าคุณชำนาญฯ ร้องบอกต้นเรือของท่าน

"คุณยุทธ เข้าประจำที่ถือท้ายด้วยตนเองและเดินเดินเครื่องให้เต็มที่ นำเรือขึ้นสู่ผิวน้ำเดี๋ยวนี้ผมเข้าใจว่ามังกรยักษ์มันแลเห็นเราแล้ว และมันจะต้องคิดว่าเรือของเราเป็นสัตว์น้ำขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นศัตรูของมัน ถ้าหากว่ามันไล่ทันเรือเรา มันก็จะใช้ลำตัวของมันเกี่ยวตะวัดรัดทำให้เรือ 'นุสติลอร์' แหลกละเอียดไม่เป็นชิ้นดี"

นอ.ยุทธ ยกมือวันทยาหัตถ์รับคำสั่ง แล้ววิ่งเข้าไปประจำพวงมาลัยเรือ ส่งสัญญาณไปที่ห้องเครื่องเพื่อให้ช่างกลเดินเครื่องเต็มที่ ต่อจากนั้น 'นุสติลอร์' ก็แล่นไปเต็มฝีจักร และค่อยๆ ขึ้นมาสู่ผิวน้ำทีละน้อย

ภาพมังกรยักษ์ยังปรากฏอยู่ในจอโทรภาพ แสดงให้เห็นว่ามันว่ายน้ำติดตามเรือมา ความจริงเรือ 'นุสติลอร์' แล่นเร็วกว่าเรือดำน้ำทุกลำในโลกนี้ ขณะที่ดำน้ำอยู่ใต้น้ำมีความเร็วถึง ๓๐ น๊อต และเมื่ออยู่บนผิวน้ำจะแล่นได้เร็วถึง ๔๕ น๊อตต่อชั่วโมง

เจ้าคุณชำนาญฯ เข้าประจำกล้องเทเลสโคปซึ่งเป็นกล้องตาเรือ หรือเป็นหัวใจของเรือดำน้ำท่านเอื้อมมือกดปุ่มสวิทไฟเล็กๆ ทำให้กล้องตาเรือเลื่อนสูงขึ้นไปด้วยเครื่องอัตโนมัติ เมื่อกล้องนั้นโผล่ขึ้นมาพ้นผิวน้ำ เจ้าคุณชำนาญฯ ก็ใช้สายตาของท่านมองดูสิ่งต่างๆ บนท้องทะเล จากกล้อง เทเลสโคปนี้ มือทั้งสองข้างของท่านผู้บังคับการเรือจับอยู่ที่แกนเหล็กใหญ่ของกล้อง เจ้าคุณชำนาญฯค่อยๆ หมุนกล้องไปรอบๆ

แต่แล้วผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' ก็สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อมองแลเห็นหมู่เรือพิฆาต แห่งราชนาวีไทยรวม ๕ ลำ กำลังแล่นตามกันมาเป็นแถวหน้ากระดาน และอยู่ห่างจากเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ประมาณไมล์ครึ่งเป็นอย่างมาก

เจ้าคุณหางกะทิแห่งราชนาวีเลื่อนกล้องเทเลสโคปลงมาทันที แล้วร้องบอกต้นเรือของท่าน

"ดำในระดับนี้คุณยุทธ อย่าโผล่ขึ้นมาบนผิวน้ำเป็นอันขาด เรือพิฆาตของราชนาวีรวม ๕ ลำ กำลังแล่นอยู่ใกล้ๆ เรือของเรา"

ต้นเรือตะโกนรับคำสั่งตามแบบทหารเรือ อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับเจ้าคุณชำนาญฯ ทันที

ทำไมไม่โผล่ขึ้นไปละครับคุณอา มังกรยักษ์มันกำลังไล่กวดเรือเราอย่างนี้ เราโผล่ขึ้นไปบนผิวน้ำจะได้มีโอกาสใช้ปืนใหญ่ปรมาณูยิงมัน"

ท่านเจ้าคุณผู้บังคับการเรือดำน้ำถอนหายใจหนักๆ

"โผล่ไม่ได้หรอกกิมหงวน เพราะเรือของเราเป็นเรือที่ไม่ปรากฏสัญชาติ ถ้าเรือพิฆาตเห็นเราเข้าก็คงวิ่งเข้ามาชนเรือ 'นุสติลอร์' ของเราทันที เพราะหมู่เรือพิฆาตจะต้องคิดว่าเราเป็นข้าศึกที่ล่วงล้ำเข้ามาทำการลาดตระเวนในอ่าวไทย และถึงแม้ว่าเรารอดพ้นจากการถูกทำลาย เราก็จะถูกทหารเรือจับ ในที่สุดเราก็จะมีความผิดในฐานมีเรือดำน้ำไว้ในครอบครอง ซึ่งเป็นความผิดฐานกบฎในพระราชอาณาจักร"

นิกรว่า "เราก็มีปืนใหญ่นี่ครับคุณอาขืนจับเราเราก็ยิงต่อสู้"

เจ้าคุณชำนาญๆ หัวเราะเบาๆ

"สู้อย่างไรกันในเมื่อเรือพิฆาตเหล่านั้นเป็นเรือของราชนาวีไทย เราดำอยู่อย่างนี้แหละ จนกว่าเราจะพ้นหมู่เรือพิฆาตเหล่านั้นเราค่อยโผล่ขึ้น"

มังกรยักษ์ซึ่งเป็นสัตว์ล้านปี และยังมีชีวิตอยู่ตัวเดียวในโลกนี้ กำลังว่ายน้ำไล่กวดเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ใกล้เข้ามาทีละน้อย ต้นเรือส่งสัญญาณให้ช่างกลเร่งเครื่องจนถึงขีดสุด คราวนี้ความเร็วของเรือ และความเร็วของมังกรยักษ์ก็พอๆ กัน มังกรยักษ์อยู่ห่างจากท้ายเรือดำน้ำ

'นุสติลอร์' ประมาณสองร้อยเมตรเท่านั้น การเคลื่อนไหวของสัตว์ดึกดำบรรพ์ตัวนี้ ปรากฏอยู่ในจอโทรภาพตลอดเวลา

เวลาผ่านพ้นไปประมาณครึ่งชั่วโมง เจ้าคุณชำนาญฯ ก็ดึงกล้องตาเรือขึ้นไปบนผิวน้ำอีก ด้วยเครื่องอัตโนมัติ ท่านเจ้าคุณส่องกล้องมองดูผิวน้ำโดยรอบทุกๆ ด้าน เรือพิฆาตทั้ง ๕ ลำ ลับหายไปหมดแล้ว ซึ่งหมู่เรือพิฆาตของราชนาวีไทยเหล่านี้ได้เดินทางมาจากฐานทัพสัตหีบ ทำการฝึกแปรขบวนและทำการลาดตระเวนไปในตัว เมื่อแลเห็นท้องทะเลว่างเปล่า เจ้าคุณชำนาญฯ ก็สั่งให้ต้นเรือนำเรือขึ้นสู่ผิวน้ำทันที ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียวส่วนบนของเรือ 'นุสติลอร์' ก็ค่อยๆโผล่ขึ้นทีละน้อยจนกระทั่งแลเห็นเกือบครึ่งลำ

ท่านผู้บังคับการเรือได้เปิดฝาวงกลมออก แล้วขึ้นมาบนดาดฟ้าเป็นคนแรก ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ๔ สหายและเจ้าแห้วก็ติดตามขึ้นมา เรือ 'นุสติลอร์' ลดความเร็วลงทีละน้อย ในที่สุดก็ลอยลำนิ่งเฉยอยู่กลางท้องทะเลหลวง ต้นปืนพาพลปืนรวม ๘ คนขึ้นมาบนดาดฟ้าและแยกย้ายกันเข้าประจำปืนใหญ่ทั้งสองกระบอก กระสุนปืนใหญ่ปรมาณู ถูกลำเลียงขึ้นมาโดยเครื่องมืออัตโนมัติต้นปืนสั่งบรรจุกระสุนทันที และเตรียมยิงมังกรยักษ์ด้วยกระสุนวิถีราบ

ขณะนี้ทะเลเรียบเป็นหน้ากลอง ลมตะเภาพัดโชยเฉื่อยฉิวตลอดเวลา เจ้าคุณชำนาญฯ ยกกล้องส่องทางไกลมองไปรอบๆ ตัวของท่าน เพื่อค้นหามังกรยักษ์โดยเข้าใจว่ามันโผล่ขึ้นมาอาละวาด

ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย ในที่สุดน้ำทะเลตอนหนึ่ง ซึ่งอยู่ทางขวาของเรือ 'นุสติลอร์' และอยู่ห่างจากเรือ 'นุสติลอร์' ประมาณสองเมตรเท่านั้น นูนขึ้นผิดปกติ แล้วแตกกระจายเป็นฝอยฟอง

มังกรยักษ์โผล่ขึ้นมาแล้ว มันดำผุดดำว่ายใช้ท่อนหางของมันฟาดน้ำทะเลดังสนั่นหวั่นไหว ครั้นแล้วก็ดำหายไป สักครู่ก็โผล่ขึ้นมาอีก

ปืนใหญ่สามนิ้วทั้งสองกระบอก ได้หันลำกล้องตรงไปยังเจ้าสัตว์ยักษ์ตัวนั้น นายปืนได้สั่งให้พลประจำปืนตั้งศูนย์ เตรียมพร้อมที่จะทำการยิงตามคำสั่งของท่านผู้บังคับการเรือ

ครั้งหนึ่งมังกรยักษ์ว่ายน้ำรี่เข้ามายังเรือ 'นุสติลอร์' อย่างรวดเร็ว ทำให้ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกันแต่แล้วมันก็เลี้ยวกลับ ว่ายไปทางทิศตะวันตกแล้วก็ว่ายกลับมาอีก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือทุบหลังเกลอเก่าของเขาค่อนข้างแรง

"เฮ้ย ทำไมไม่สั่งยิงละโว้ยอ้ายต่วย จะรอให้มันทำลายเราก่อนยังงั้นหรือ"

เจ้าคุณชำนาญฯ ลดกล้องส่องทางไกลลงมาแล้วกล่าวว่า

"ยิงไม่ได้โว้ยอู๊ด กระสุนปืนใหญ่ปรมาณูของกันจะยิงได้ก็ต่อเมือง เป้าหมายนั้นอยู่ห่างจากเรืออย่างน้อยสองไมล์ ถ้ายิงในระยะใกล้กว่านี้อำนาจระเบิดจะทำให้เรือเราจมทันที"

"ว้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ คราง "แล้วแกจะมีปืนใหญ่ไว้หาตะหวักตะบวยอะไรวะ"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นที่ดาดฟ้าเรือ 'นุสติลอร์' นิกรกับเจ้าแห้วหน้าซีดเผือด เต็มไปด้วยความเกรงกลัวเจ้าสัตว์ยักษ์ตัวนี้ ซึ่งเป็นพญางูที่ใหญ่โตมโหฬาร เพราะเพียงแต่ลำตัวของมันก็ใหญ่กว่าท่อนซุง ขนาดใหญ่ที่สุดหลายเท่า เกล็ดของมันเป็นมันละเลื่อมเมื่อต้องแสงแดดศีรษะและหน้าตาของมังกรยักษ์ตัวนี้น่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง

"เอายังไงดีโว้ยอ้ายแห้ว" นิกรปรึกษากับเจ้าแห้วเบาๆ "ติ๊ต่างว่า ถ้ามังกรยักษ์มันว่ายปรี่เข้ามาอ้าปากงับเรือฟาดกับพื้นน้ำ เราจะทำอย่างไร"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานไม่ต้องทำอะไรหรอกครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นเราก็ตายแง๋แก๋"

"อือ มึงตอบไม่น่าฟังเลยโว้ยอ้ายแห้ว กูยิ่งใจไม่ดีอยู่ แทนที่จะตอบให้กำลังใจกลับพูดเสียขวัญ"

"ปู้โธ่" เจ้าแห้วคราง "รับประทานตัวผมเองก็อุจจาระขึ้นไปอยู่บนหัวสมองแล้ว รับประทานรู้ยังงี้ไม่ยักติดตามมาเที่ยวเรือ 'นุสติลอร์' พูดจบเจ้าแห้วก็สะดุ้งเฮือกชี้มือมาบอกนิกร แล้วพูดละล่ำละลัก "รับประทานโผล่ขึ้นมาอีกแล้วครับโอ๊ย...ทีนี้ สองตัวเลย ตายห่า "

กัปตันเรือ 'นุสติลอร์' และทุกๆ คนตกตะลึงพรึงเพริดไปตามๆกัน เพราะปรากฏว่า มังกรยักษ์ที่มีอยู่เดียวนั้น ได้กลายเป็นสองตัวขึ้นมาแล้ว ตัวหนึ่งอยู่ทางตะวันตก และอีกตัวอยู่ทางทิศใต้ของเรือ 'นุสติลอร์'

มังกรยักษ์ตัวที่อยู่ทางทิศใต้ ได้ชูลำตัวของมันสูงขึ้นจากพื้นทะเลไม่ต่ำกว่า ๑๐ เมตร แล้วอ้าปากร้องคำรามลั่น เสียงของมันดังกึกก้องไปทั่วท้องทะเลหลวง และดังจนแสบแก้วหู มังกรยักษ์อีกตัวหนึ่งซึ่งอยู่ทางใต้ ได้ชูคอขึ้นอ้าปากร้องคำรามเช่นเดียวกัน เจ้ามังกรยักษ์ตัวนี้เสียงดังกว่าตัวแรกไม่ต่ำกว่าสองเท่า สั่นสะเทือนขวัญผู้ที่ได้ยินเสียงของมัน

ครั้นแล้ว มังกรยักษ์ทั้งสองตัวก็ว่ายน้ำเข้าไปหากันด้วยกิริยาดุร้าย อาเสี่ยยิ้มแป้นร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เอาละโว้ย ผู้ยิ่งใหญ่กับยิ่งใหญ่ปะทะกันแล้ว ถ้าใครชนะก็จะได้กินพวกเราอย่างสบาย ถ้าใครแพ้ก็ตายสนุกกันละวะ อ้ายตัวทางซ้ายหัวเขียว อ้ายตัวทางขวาหัวแดงโว้ย ต่อแดงสองเอาหนึ่ง ใครรองบ้าง"

นิกรยื่นมือขวาให้เสี่ยหงวนจับ

"กันรองไว้สี่ตำลึง"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอี้อก

"พูดเป็นบาทเถอะวะอ้ายกร คำว่าตำลึงมันเก่าเกินไป จนกระทั่งไม่รู้ว่าตำลึงหนึ่งเป็นเงินเท่าไหร่"

นิกร "ถ้ายังไงกันรองไว้ร้อยบาท เอาแล้ว...ปะทะกันแล้วโว้ย"

ศึกชิงเหยื่อได้บังเกิดขึ้นในน่านน้ำอ่าวไทย ระหว่างอ่าวชลบุรีและบางแสน ซึ่งมองแลเห็นทิวไม้ฝั่งบางแสนลิบๆ อยู่เบื้องหน้าทางทิศตะวันออกมังกรยักษ์สองตัวได้ปะทะกันอย่างทรหด เสียงร้องคำราม เสียงท่อนหางและลำตัวของมันฟาดน้ำทะเลดังสนั่นหวั่นไหว ตลอดเวลาต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับ แต่แรงปะทะของเจ้ามังกรหัวแดงเหนือกว่ามังกรหัวเขียว ดังนั้น เมื่อเจ้าสัตว์ยักษ์ต่อสู้กันได้ประมาณสิบนาที มังกรหัวเขียวก็เป็นฝ่ายล่าถอย

อาเสี่ยกิมหงวนดีใจกระโดดตัวลอย

"อ้ายแดงบุก...เข่าลอยซิโว้ย น้องชายน๊อคเลย"

นิกรร้องตะโกนบ้าง

"อย่าถอย น้ำเงินอย่าถอย เตะขาพับมันไว้ ระวังศอกกลับโว้ย"

เจ้าคุณชำนาญฯ ยกมือขวาจับคอเสื้อนิกรแล้วก้มลงมองดูหน้านายจอมทะเล้น

"เฮ้ยไม่ใช่มวยโว้ย นี่มันมังกรยักษ์ต่อสู้กันตื่นเต้นเอามากเชียวหรือ"

นิกรพยักหน้ารับรอง

"ครับ น่าดูมาก น้ำเงินของผมกำลังถอยเอาเชิงอย่างที่เรียกว่าถอยแบบยุทธศาสตร์ ฮั่นแน่..ดูซีครับแย็ปซ้าย นั่น ตามด้วยฮุ๊ดขวา ประเดี๋ยวก็อยู่หรอกอ้ายแดง"

"ไหนวะ"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ผมพูดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง โอ๊ยอ้ายเขียวของผมแย่แล้วครับ"

มังกรยักษ์ทั้งสองตัว โรมรันประจัญบานกันอย่างดุเดือด มังกรยักษ์หัวแดงกัดคอมังกรยักษ์หัวน้ำเงินแล้วสะบัดพัดไปมา แต่แล้วมังกรยักษ์หัวน้ำเงินก็ดิ้นหลุดดำน้ำหนีไป

มังกรยักษ์หัวแดงชูคอขึ้นมาบนผิวน้ำ อ้าปากส่งเสียงคำรามลั่น ฟาดหัวฟาดหางโผงผาง สักครู่ก็ดำหายลงไปในทะเลท่ามกลางความตื่นเต้นของคณะพรรค ๔ สหายและพวกลูกเรือ 'นุสติลอร์' ตลอดจนเจ้าคุณชำนาญฯ ซึ่งยืนดูการต่อสู้ของเจ้าสัตว์ทั้งสองตลอดเวลา

เบื้องบนท้องทะเลหลวงมีแต่เรือ 'นุสติลอร์' ลอยลำอยู่สิ่งเดียวเท่านั้น ทะเลเรียบปราศจากคลื่น เจ้าคุณชำนาญฯ หันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วถอนหายใจหนักๆ

"น่าแปลกเหลือเกินโว้ยอู๊ด กันเคยพบแต่มังกรยักษ์ในอ่าวไทยเพียงตัวเดียวเท่านั้น แต่ทำไมถึงเกิดมีสองตัวก็ไม่รู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"มันคงเป็นผัวเมียกันกระมัง"

เจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะ

"แล้วทำไงมันถึงกัดกันล่ะ"

"อ้าว คนเราที่เป็นผัวเมียกัน ยังตบตีกันแจกหมากแจกแว่นกันนี่หว่า สัตว์ก็เหมือนกับมนุษย์นั่นแหละ ถึงแม้จะเป็นผัวเมียกัน เมื่อเกิดผิดใจกันขึ้นมา ก็ใช้กำลังกายต่อสู้กัน"

คราวนี้ท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำเห็นพ้องด้วย

"เห็นจะจริงโว้ยอู๊ด แกสันนิษฐานเข้าทีมาก มังกรสองตัวนี้อาจจะเป็นผัวเมียกันก็ได้"

ทันใดนั้นเอง ลูกเรือคนหนึ่งก็ร้องขึ้นดังๆ

"เรือรบหนึ่งลำ ทางขวา"

ทุกคนหันขวับไปทางขวามือ ไกลออกไปทางทิศตะวันตก เรือพิฆาตแห่งราชนาวีลำหนึ่งกำลังแล่นตรงมายังเรือ 'นุสติลอร์' อย่างเต็มฝีจักร แต่อยู่ห่างจากเรือ 'นุสติลอร์' ประมาณ ๘ กิโลเมตร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกลำกล้องขึ้นส่องดูแล้วท่านก็ร้องตะโกน ออกคำสั่งให้พวกลูกเรือรีบลงไปยังท้องเรือโดยเร็ว สหายกับเจ้าคุณชำนาญฯ และเจ้าแห้วติดตามลงไปด้วย

เจ้าคุณชำนาญฯ สั่ง 'นุสติลอร์' ดำน้ำทันที พอประจำเรือทุกคนทำงานกันอย่างคล่องแคล่วว่องไว พอเรือดำลงสู่ใต้น้ำ เจ้าคุณชำนาญฯ ก็ถอนหายใจโล่งอก ท่านหันมาพูดกับ ๔ สหายว่า

"ทางกองทัพเรืออาจจะรู้ว่า มีเรือดำน้ำมาป้วนเปี้ยนอยู่ในอ่าวไทย เพราะตามปกติเรือรบของเราไม่ใคร่จะออกมาเพ่นพ่านเช่นนี้ อาเสียใจเหลือเกินที่อาไม่กล้าจะสู้หน้ากับเรือรบของเรา เพราะอามีฐานะเปรียบเสมือนข้าศึกที่ไม่ปรากฏชาติ ขณะนี้เรือของเรากำลังแล่นบ่ายหน้าไปยังเมืองสมุทรปราการ อาจะส่งพวกเธอขึ้นที่ปากน้ำ"

เสี่ยหงวนว่า "ให้ผมติดเรือไปด้วยไม่ได้หรือครับ ผมไม่อยากกลับบ้านหรอกครับ รำคาญเมียเหลือเกิน"

เจ้าคุณชำนาญฯ หัวเราะชอบใจ

"ไม่ได้หรอกหลานชาย ผู้ที่จะอยู่ในเรือ 'นุสติลอร์' ได้ก็ต้องเป็นลูกเรือของอาโดยเฉพาะ"

ความคาดคะเนของผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' เป็นไปอย่างถูกต้อง ขุนทัพเรือที่สัตหีบได้รายงานจากพวกเรือรบลำหนึ่งเมื่อตอนเช้าวานนี้ว่า ร.ล.ตากสิน ซึ่งทำการลาดตระเวนอ่าว ได้ยินเสียงเรือดำน้ำจากเครื่องฟังเสียงเรือล้ำเข้ามาในอ่าวไทย ผู้บังคับหมวดเรือพิฆาตจึงส่งวิทยุใน ร.ล.ตากสิน ทำการค้นหาเรือดำน้ำข้าศึกให้ได้ และให้พยายามทำลายเสียด้วยปืนใหญ่หรือทุ่นระเบิดน้ำลึก

ณ บัดนี้ ร.ล.ตากสิน ได้แล่นอยู่เหนือเรือ 'นุสติลอร์' แล้วผู้บังคับการเรือสั่งประจำสถานีเรือรบเตรียมล่าเรือดำน้ำทันที และมันเป็นการบังเอิญอย่างยิ่งที่เรือ 'นุสติลอร์' ไม่สามารถจะแล่นได้เต็มเร็วฝีจักร ทั้งนี้เพราะเครื่องยนต์บางส่วนชำรุด

ร.ล. ตากสินติดตามอยู่บนผิวน้ำ และเครื่องฟังเสียงได้บอกตำแหน่งของเรือดำน้ำตลอดเวลา

ผู้บังคับการ ร.ล.ตากสิน สั่งทิ้งทุ่นระเบิดน้ำลึกทันที ทุ่นระเบิดน้ำลึกลูกหนึ่งถูกยิงจากเครื่องดีดลอยละลิ่วขึ้น ไปในอากาศ แล้วหล่นลงน้ำห่างจากท้ายเรือพิฆาตราวร้อยเมตร

"ป๋อม"

ทุ่นระเบิดลูกนี้เก่ามาก จึงแตกออกเป็นสามชิ้นโดยไม่ระเบิด ฝูงปลาไล่ตอมรอบๆ บ้างก็ฮุบโผงผาง ผู้บังคับการเรือสั่งทิ้งระเบิดน้ำลึกอีกเป็นลูกที่สอง คราวนี้ทุ่นระเบิดน้ำลึกจมหายลงไปในทะเล แล้วระเบิดสนั่นหวั่นไหว

"ตูม"

เรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' สั่นสะเทือนโครงเครงไปมาตลอดลำ ไฟฟ้าในเรือกะพริบทำท่าเหมือนกับจะเสีย

เจ้าคุณชำนาญฯ ผู้บังคับการเรือ 'นุสติลอร์' วิ่งเข้าไปประจำเครื่องถือท้ายด้วยตนเอง แล้วส่งสัญญาณไปที่ห้องเครื่อง ให้เดินเครื่องเต็มที่ เรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ดำลึกลงไปสู่ก้นทะเลตามลำดับ เจ้าคุณชำนาญฯ จ้องมองดูเข็มวัดระยะความลึกตลอดเวลา พอใกล้จะถึงก้นทะเลท่านก็ส่งสัญญาณไปที่ห้องเครื่องอีกครั้งหนึ่ง ให้หยุดเครื่อง

ในที่สุด เรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' ก็นอนกบดานนิ่งเฉยอยู่ก้นทะเลลึก

เรือพิฆาตแห่งราชนาวีไทย คงแล่นวนเวียนไปมารอบๆ อยู่เบื้องบน ผู้บังคับการเรือทราบดีว่าขณะนี้เรือดำน้ำได้กบดานนิ่งเฉย จึงออกคำสั่งให้ทิ้งทุ่นระเบิดน้ำลึกอีก

ทุ่นระเบิดน้ำลึกลูกหนึ่งที่ถูกทิ้งลงมานั้น ได้เกิดระเบิดห่างจากเรือ 'นุสติลอร์' ประมาณ ๒๐๐ เมตร

"ตูม"

เรือดำน้ำโครงเครงไปมาทั้งลำ คณะพรรค ๔ สหายกับพวกลูกเรือต่างล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน อำนาจระเบิดทำให้ไฟฟ้าทุกๆ ดวงดับพรึ่บ ภายในเรือ 'นุสติลอร์' มืดราวกับอยู่ในถ้ำ ต้นเรือร้องตะโกนสั่งให้พลประจำเรือจุดตะเกียงรั้วขึ้น แล้ววิ่งไปยังเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ห้องไฟฟ้า เพื่อจัดการแก้ไขให้เครื่องไฟฟ้าใช้การได้ตามเดิม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ๔ สหาย และเจ้าแห้วได้นั่งกอดกันกลมอยู่บนพื้นเรือ จนกระทั่งตะเกียงรั้วถูกจุดขึ้นคณะพรรค ๔ สหายจึงมองแลเห็นหน้ากัน ขณะนี้ทุกคนที่อยู่ในเรือ 'นุสติลอร์' แม้กระทั่งเจ้าคุณชำนาญเองก็รู้สึกเสียขวัญ เพราะถ้าหากว่าเรือดำน้ำลำนี้ถูกทุ่นระเบิดน้ำลึกอย่างจัง เรือก็จะทะลุ และเมื่อนั้นก็หมายความว่าทุกคนจะได้พบอวสานกาลแห่งชีวิตของตนอย่างไม่มีปัญหา

เสียงทุ่นระเบิดน้ำลึกดังขึ้นอีก

"ตูม"

เรือ 'นุสติลอร์' สั่นสะเทือน และทำท่าเหมือนกับจะแตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องตะโกนพูดกับเจ้าคุณชำนาญฯ ด้วยความรักตัวกลัวตาย

"เฮ้ย-ว่ายังไงโว้ยต่วย ทำไมดำนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้เดินเครื่องพาเรือเราหนีไปซี"

เจ้าคุณชำนาญฯ ก็สีหน้าเคร่งขรึม ท่านหันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยเสียงอันดัง

"ขืนเราหนีเราก็ตาย แต่ถ้าดำกบดานนิ่งเฉยอยู่อย่างนี้เราอาจจะรอดตายได้"

ท่านผู้บังคับการเรือดำน้ำ 'นุสติลอร์' เรียกพลประจำเรือคนหนึ่งมาถือท้ายแทนท่าน แล้วท่านก็วิ่งตรงไปยังท่อตอร์ปิโด คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วได้ลุกขึ้นเดินตามไปที่ท่อตอร์ปิโด

เจ้าคุณชำนาญฯ ได้ใช้ปฏิภาณอันเฉียบแหลมของท่านเปิดฝาท่อตอร์ปิโดออก สั่งให้ลูกเรือนำน้ำมันเครื่องซึ่งบรรจุปิ๊บเปิดฝายัดเข้าไปในท่อตอร์ปิโดนั้น น้ำมันเครื่องไหลนองไปหมด เจ้าคุณชำนาญฯ สั่งปิดท่อตอร์ปิโดแล้วปล่อยน้ำมันเครื่องหลุดออกไปจากท่อตอร์ปิโดนั้น

"คุณอาทำอะไรครับ" พลถามอย่างเป็นการเป็นงาน

ท่านผู้บังคับการเรือหันมายิ้มกับนายพัชราภรณ์

"อาจะหลอกให้เรือพิฆาตเข้าใจผิด คิดว่าเรือของเราอับปางแล้ว จึงปล่อยน้ำมันเครื่องออกไป เมื่อพวกเรือแลเห็นน้ำมันเครื่องลอยบนผิวน้ำ ก็จะเข้าใจผิดคิดว่าเรือเราอับปาง เท่านี้เราก็จะรอดตายได้"

ทุ่นระเบิดน้ำลึกถูกทิ้งลงมาอีก คราวนี้เสียงระเบิดดังขึ้นสามครั้งติดๆ กัน และดังจนแสบแก้วหู

"ตูมๆๆ "

อำนาจระเบิดทำให้เรือดำน้ำทะลุหลายแห่ง น้ำทะเลไหลเข้ามาในเรืออย่างรวดเร็ว บรรดาลูกเรือ 'นุสติลอร์' ต่างวิ่งพล่านอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน นิกรกอด ดร.ดิเรกแน่นแล้วร้องให้โฮ

"หมอ...หมอโว้ย เราไม่ควรเอาชีวิตมาทิ้งมาทิ้งที่นี่เลย อ๋อย...น้ำท่วมเข้ามาตั้งค่อนลำแล้วทำอย่างไรดีล่ะ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ต้องทำอะไรหรอก ยืนเฉยๆ เถอะประเดี๋ยวเราก็ตาย"

นิกรซัดออกมาโฮใหญ่ด้วยความรักตัวกลัวตาย

"กันยังไม่อยากตายนี่โว้ย"

นายแพทย์หนุ่มค้นหัวเราะ

"แต่ความตายไม่มีใครจะหลีกเลี่ยงได้ คนเราถึงที่ตามอยู่ที่ไหนก็ตายเหมือนกัน สุภาษิตของชาวภารตบทหนึ่งกล่าวว่า..."

นิกรตะโกนลั่น

"ไม่ฟังโว้ย จะตายอยู่แล้วยังจะอ้างสุภาษิตอีก"

เสียงทุ่นระเบิดน้ำลึกดังขึ้นอีกหนึ่งครั้ง และระเบิดใกล้ๆ กับเรือ 'นุสติลอร์' ทำให้กาบซ้ายของเรือทะลุน้ำทะเลหลั่งไหลเข้ามาเหมือนกับทำนบแตก นิกรถูกน้ำทะลุพุ่งเข้าใส่หน้าเขาอย่างจัง ทำให้เขาซวนเซไปหลายก้าวลูกเรือทุกๆ คนวิ่งพล่าน

ทันใดนั้นเอง นิกรก็ตกใจตื่นลืมตาโพลง เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นห้อง พอรู้ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นนี้เป็นความฝัน นายจอมทะเล้นก็ยิ้มออกมาได้ และพรวดพราดลุกขึ้นนั่ง มองดูคณะพรรค ๔ สหายกับสี่นางและเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซึ่งยืนหน้าสลอนอยู่หน้าห้องนอนของเขา

อาเสี่ยกิมหงวนถือปี๊บใบหนึ่งพร้อมด้วยไม้กวาดดอกหญ้า กิมหงวนได้ตีปี๊บปลุกนิกรไม่ต่ำกว่าสิบครั้ง นิกรไม่รู้สึกตัวตื่น จนกระทั่งคุณหญิงวาดใช้น้ำทั้งคนโทราดลงบนใบหน้าของนิกร จอมทะเล้นจึงตกใจตื่น

คุณหญิงวาดยกมือเท้าสะเอวมองดูหลานชายของท่านแล้วเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"นอนภาษาอะไรกันวะ อ้ายกร แกเข้านอนตั้งแต่สี่ทุ่มเมื่อคืนนี้ นี่ตั้งเที่ยงกว่าแล้วแกยังไม่ตื่น ใครมาปลุกก็ไม่ยอมตื่น อ้ายเรานึกว่าเป็นลมตายไปเสียแล้วอีก ต้องยกโขยงขึ้นมาช่วยกันปลุก"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ว้า...ผมฝันเป็นเรื่องเป็นราวยืดยาวไปเลยครับคุณอา เพราะเจ้าคุณชำนาญฯ นายทหารเรือกองหนุนได้มาเยี่ยมคุณอาเมื่อวานนี้เอง ผมก็เลยเก็บเอามาฝันเป็นเรื่องเป็นราว ว่าเจ้าคุณชำนาญฯ ท่านคิดเรือดำน้ำพิเศษแบบกัปตันเมโม และพวกผมได้เข้าไปในเรือดำน้ำลำนั้น แฮ่ะๆ กำลังถูกเรือพิฆาตโจมตีเชียวครับ เสียงทุ่นระเบิดน้ำลึกคือเสียงอ้ายหงวนตีปี๊บนั่นเอง"

ทุกคนหัวเราะกันอย่างครื้นเครง อาเสี่ยกิมหงวนยกด้ามไม้กวาดตีหัวนิกรดังโป๊ก

"ลุกขึ้นอาบน้ำอาบท่าเสียทีอ้ายเวร รู้ไหมว่าใครๆ คิดว่าแกเป็นลมตายทั้งนั้น เว้นแต่ดิเรกคนเดียว เห็นจะไม่มีมนุษย์คนใดในโลกนี้อีกแล้ว ที่จะนอนขี้เซาเหมือนอย่างแก"

นิกรทำหน้ากะเรี่ยกะราดชอบกล

"มีโว้ย"

"ใครวะ" เสี่ยหงวนถามโดยเร็ว

"ก็กุมภกรรณยังไงล่ะ มันนอนขี้เซายิ่งกว่ากันมากมายนัก เวลาจะปลุกให้ตื่น ต้องเกณฑ์ช้างมาเหยียบย่ำ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้น

"ดีแล้ว ทีหลังถ้าจะปลุกแก พ่อจะเอาช้างมาเหยียบแกอย่างกุมภกรรณ"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขาแล้วลุกขึ้นยืน

"ช้างในกรุงเทพฯ หายากครับ มีแต่นกตะกรุม"

พูดจบนายจอมทะเล้นวิ่งตื๋อออกไปจากห้องนอนของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ แย่งไม้กวาดจากมือเสี่ยหงวนไล่กวดนิกรติดๆ ไป แต่แล้วท่านก็เสียหลักสะดุดขาตัวเองหกล้มป้าบ ไม้กวาดกระเด็นหลุดจากมือ ท่ามกลางเสียงหัวเราะของใครต่อ

ใคร.

จบบริบูรณ์