พล นิกร กิมหงวน 071 : จอมฆาตกร

เย็นวันนั้น หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ต้อนรับสุภาพชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่งอีกครั้งหนึ่ง สมาคมนักวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยได้เชิญ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ มาแสดงปาฐกถาว่าด้วยเรื่อง "การดำรงชีวิตด้วยอาหารธรรมชาติ"

เพราะ ดร.ดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์ เป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่จึงมีผู้สนใจซึ่งเป็นชนชั้นปัญญาชน นิสิตนักศึกษามาฟังปาฐกถาในเรื่องนี้นับจำนวนพัน เก็บเงินรายได้บำรุงสภากาชาดไทยจากผู้เข้าฟังคนละ ๕ บาท สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งหนึ่งได้ทำการถ่ายทอดด้วย

ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ องค์ปาฐกถาออกมาปรากฏตัวบนเวทีในเวลา ๑๗.๐๐ น.ตรงตามกำหนด องค์ปาฐกถาได้ขอบคุณสมาคมนักวิทยาศาสตร์ที่ให้เกียรติเขาในครั้งนี้ และขอบคุณจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่เอื้อเฟื้อให้ใช้หอการประชุมเพื่อการแสดงปาฐกถาอันเป็นสาธารณประโยชน์และการกุศล ขอบคุณผู้ฟังทุกคนที่ได้สละทรัพย์มาฟังปาฐกถาของเขา

ด้วยวิธีการพูดอันแยบคายประกอบกับคำคมได้เรียกเสียงตบมือเกรียวกราวตลอดเวลา ระหว่างนั้นเองนิกรกับกิมหงวนได้พากันเดินออกมากลางเวทีแล้วก้มศีรษะคำนับคนดูอย่างสง่าผ่าเผย องค์ปาฐกถาหยุดพูดทันทีหันมามองดูเพื่อนเกลอทั้งสองอย่างเคืองๆ แล้วกระซิบว่า

"ยังโว้ย ยังไม่ได้เรียกเสือกออกมาทำไม"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"หลังโรงมันร้อนว่ะ แต่งชุดใหญ่ยังงี้ร้อนเหลือเกิน"

นายแพทย์หนุ่มจุ๊ปาก

"เข้าไปก่อน"

อาเสี่ยยักคิ้วให้ ดร.ดิเรก

"ออกมาแล้วกลับเข้าไปก็ขายหน้าเขาแย่น่ะซี ขอให้กันกับอ้ายกรยืนอยู่ข้างๆ แกนี่แหละ แกจะพูดอะไรก็พูดเถอะ รับรองว่าเราสองคนจะยืนเฉยๆ "

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าชอบกล เขาหันไปยิ้มกับคนดูซึ่งนั่งอยู่เต็มห้องประชุมอย่างล้นหลาม แล้ว ดร.ดิเรกก็สรุปความอารัมภบทอันเยิ่นเย้อแต่น่าขบขันของเขา

"ท่านทั้งหลายข้าพเจ้าขอสิ้นสุดอารัมภบทเพียงเท่านี้ เพื่อเริ่มต้นปาฐกถาในเรื่องนี้ต่อไป"

เสียงตบมือดังขึ้นทั่งห้องประชุม นายแพทย์หนุ่มก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างสง่าผ่าเผย พอสิ้นเสียงตบมือเขาก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"ความจำเป็นของมนุษย์เรานั้น มีอยู่เพียง ๔ ประการคือ อ้า...."

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"อาหาร, เครื่องนุ่งห่ม, ยารักษาโรค,และที่อยู่อาศัย"

ดร.ดิเรกทำปากจู๋ ค่อยๆ หันมาทางนายจอมทะเล้น

"เขาเชิญกันมาพูดโว้ยไม่ใช่แกพูด"

นิกรอมยิ้ม

"ก็แกมันพูดชักช้าไม่ทันอกทันใจผู้ฟังนี่หว่า มัวแต่อื้อๆ อ้าๆ เสียเวลา เอาเถอะพูดต่อไปเถอะ"

กิมหงวนว่า "นักพูดที่ดีนอกจากจะพูดให้ชัดถ้อยชัดคำแล้ว ต้องพูดรวบรัดตัดความไม่เยิ่นเย้อ แกขึ้นต้นไม่น่าฟังเลย ความจำเป็นของมนุษย์มีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นคืออาหาร บ้านไม่ต้องมีอยู่ๆ ตามถ้ำตามภูเขาก็ยังได้ เครื่องนุ่งห่มก็ไม่สู้จำเป็นนัก แต่งตัวหรูหราแต่อดข้าวกับแก้ผ้าโทงเทงแต่มีข้าวกิน เราจะเลือกเอาอย่างไหน แต่งตัวสวยเมื่อไม่มีข้าวกินมันก็ต้องตาย แก้ผ้าล่อนจ้อนมีข้าวกินรับรองอยู่ได้จนแก่เฒ่า"

ผู้ฟังนับพันหัวเราะกันอย่างครื้นเครงตลอดเวลาและตบมือให้กิมหงวน ไม่มีใครรู้ว่า ดร.ดิเรกมีวิธีการแสดงปาฐกถาแบบแหวกแนว คือให้นิกรกับกิมหงวนออกมาเป็นผู้ช่วยของเขา แต่แล้วก็แกล้งทำเป็นหัวฟัดหัวเหวี่ยง ส่วนคนฟังพออกพอใจมาก

นายแพทย์หนุ่มทำตาเขียวกับกิมหงวน

"เอาซี เชิญพูดต่อไป แล้วยังไงอีก"

อาเสี่ยหัวเราะ ก้มศีรษะคำนับคนดูแล้วกล่าวว่า

"เชื่อผมเถอะครับ ความจำเป็นของมนุษย์เราอยู่ที่อาหารอย่างเดียวเท่านั้น ยารักษาโรคก็ไม่จำเป็นคนเราถ้าได้กินอาหารดีๆ มีวิตามิน โปรตีนจำพวกเนื้อ นม ไข่ และผัก เราก็ไม่เจ็บไข้ อย่างผมยังงี้หมอไม่เคยได้เงินค่ายารักษาจากผมเลย"

ดร.ดิเรกพูดขัดขึ้นทันที

"จริงซี ฉันเป็นคนรักษาให้แกนี่ แกจะต้องจ่ายเงินให้ฉันทำไม"

คนดูตบมือหัวเราะลั่นห้องประชุม แล้วนิกรก็กล่าวขึ้นบ้าง

"อาเสี่ยกิมหงวนพูดถูกแล้วครับ ความจำเป็นในการดำรงชีวิตของมนุษย์เรามีอยู่ประการเดียวคืออาหารที่เราบริโภคเข้าไป ทั้งที่เราต้องการซื้อและได้จากธรรมชาติโดยไม่ต้องซื้อ เช่น อากาศและน้ำ ทีนี้ปัญหาสำคัญมันมีอยู่ว่าอาหารที่ซื้อเขามารับประทานนั้นไม่ว่าจะเป็นอาหารสด แห้ง หรืออาหารที่เขาปรุงสำเร็จแล้ว ราคามันแพงมากทีเดียว สำหรับท่านที่มีสะตุ้งสะตังก็ไม่รู้สึกเดือดร้อนอะไร แต่ผู้ที่ไม่ค่อยจะมีอัฐฬสหรือผู้ที่ไม่พยายามมีเงินติดกระเป๋าแย่หน่อย ผมหมายถึงคนจนหรือผู้ที่มีฐานะปานกลางครับ ประเทศไทยเรามีคนจนหรือฐานะไม่สู้ดีนัก อย่างขี้หมูขี้หมาก็ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้านคน นอกนั้นมีฐานะพอมีอันจะกินหรือเป็นเศรษฐี คนเหล่านี้นั่นแหละครับมีความเดือดร้อนในการครองชีพอย่างยิ่ง เพราะอาหารที่เราซื้อมารับประทานนั้นนับวันก็มีราคาสูงขึ้น"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เป็นความจริงครับท่านผู้มีเกียรติ เมื่อก่อนสงครามเมื่อครั้งเงินบาทของเรามีค่า ๓ บาทต่อหนึ่งดอลล่าร์อเมริกันหรือ ๑๔ บาทต่อปอนด์สเตอร์ลิง ก๋วยเตี๋ยวชามละ ๓ สตางค์หรือ ๕ สตางค์ ค่าดูหนังเฉลิมกรุง ๒๕ สตางค์เท่านั้น บุหรี่การิคกระป๋องละ ๕๐ สตางค์ กาแฟร้อน ๕ สตางค์ โอยั๊วะ ๓ สตางค์ หนังสือพิมพ์รายวันฉบับละ ๓ หรือ ๕ สตางค์ ค่าดูมวย ๒๕ สตางค์ นัดพิเศษ ๕๐ สตางค์ บ้านใหญ่ๆ จ่ายตลาดวันละบาทเดียวพอแล้ว ให้ลูกไปโรงเรียนวันละ ๑๐ สตางค์เท่านั้น ลูกกลับจากโรงเรียนหน้าตามีเลือดฝาดเพราะกินอิ่ม เดี๋ยวนี้ให้ไปวันละ ๒ บาท ลูกกลับมาจากโรงเรียนหน้าเขียวเพราะอดอาหารกลางวัน ค่ารถเอาไปกินหมด การครองชีพสมัยก่อนกับสมัยปัจจุบันนี้แตกต่างกันลิบลับ เมื่อก่อนใครมีเงินอยู่ในกระเป๋าพันบาทเป็นมหาเศรษฐีย่อยๆ ไปแล้ว เดี๋ยวนี้ถ้ามีพันบาทก็ต้องนอนเอาเท้าสองเท้าก่ายหน้าผากเพราะค่าเทอมลูกเล็กๆ สองคนที่เป็นนักเรียนอนุบาลก็กว่าพันบาทแล้ว ผมเองเป็นนักธุรกิจมีความรู้เฉพาะด้านการค้าเท่านั้น ที่ค่าครองชีพสูงลิบลิ่วเช่นนั้น ผมเข้าใจเอาเองว่าเพราะพลเมืองของเราเพิ่มจำนวนขึ้นรวดเร็วประการหนึ่ง และอีกประการหนึ่งค่าเงินบาทของเราตกต่ำมาก"

นิกรหันมาก้มศีรษะคำนับ ดร.ดิเรก

"คุณหมอกรุณาอธิบายให้ท่านผู้ฟังทราบหน่อยเถอะครับว่าทำไมอาหารการกินในประเทศเรามันถึงแพงขึ้นทุกวัน"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"เรื่องนี้อธิบายกันง่ายๆ ก็คือว่า อาหารแพงก็เพราะมีผู้ต้องการมาก และอาหารมีจำนวนน้อยนั่นเอง พลเมืองของประเทศไทยเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว หนุ่มสาวริอ่านมีลูกตั้งแต่เด็ก โดยเฉพาะพระนครหลวงมีผู้คนหลั่งไหลมาจากจังหวัดต่างๆ อยู่กันอย่างยัดเยียด อาหารในกรุงเทพฯ จึงมีราคาแพงมาก แม้กระทั่งปลาทูซึ่งเป็นอาหารของคนจนก็มีราคาตัวละบาท บางเวลาไข่เป็ดเคยขึ้นถึงฟองละ ๘๐ สตางค์ เมื่อผมเป็นเด็กยายผมซื้อปูเค็มเพียง ๕ สตางค์เท่านั้นได้หนึ่งชามอ่างใหญ่ๆ เดี๋ยวนี้ ๓ ตัวหรือ ๔ ตัวบาท ครอบครัวใหญ่ๆ อย่างบ้านผมถ้าวันไหนกินปูเค็มต้มกระทิก็ต้องซื้อปูเค็มถึง ๑๐ บาทถึงจะพอกินกัน ส่วนหมูเห็ดเป็ดไก่เนื้อวัวหรือปลาทะเล ปลาน้ำจืดอย่างดีๆ ไม่ต้องพูดถึงราคาของมันแพงจนกระทั่งคนจนกินไม่ได้"

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผมเป็นคนไทยที่มีเชื้อชาติจีนครับ ผมคือลูกจีนคนหนึ่งซึ่งเป็นคนไทยตามสัญชาติเพราะผมเกิดในประเทศไทย ผมรู้สึกว่าในอนาคตอันใกล้นี้ความอดอยากยากแค้นจะเกิดขึ้นทั่วประเทศ อันเนื่องจากอาหารแพงเกินไปนั่นเอง เราอาจจะอดอยากเหมือนดินแดนบางส่วนในประเทศจีนก็ได้ ที่เมืองกวางเจานครเล็กๆ ของประเทศจีนคอมมิวนิสต์ พวกชาวเมืองได้รับความอดอยากจากการขาดแคลนอาหาร เนื้อหมูที่นั่นขายขีดละหมื่นบาท ปลาเค็มตัวละ ๔,๐๐๐ บาท ไก่ตัวละ ๓๐,๐๐๐ บาท เป็ดตัวละ ๓๒,๐๐๐ บาท เต้าเจี้ยวนับเม็ดขายเม็ดละ ๒ บาทรวดไม่มีแถม น้ำปลาแซ่อิ้วขวดละ ๕,๐๐๐ บาท หัวไชโป๊วขีดละ ๑,๒๐๐ บาท ผักสดไม่มีขาย ชาวเมืองนั้นล้วนแต่เป็นกสิกรแต่ทำไร่ทำนาไม่ได้ผลมาหลายปีเพราะฝนแห้ง ผู้คนอดตายไปตามกัน รัฐบาลไม่ได้ให้ความช่วยเหลืออะไรเพราะพวกรัฐบาลล้วนแต่อยู่ดีกินดีอิ่มหมีพีมันก็ไม่สนใจกับประชาชนผู้ทุกข์ยาก อ้า มีครอบครัวๆ หนึ่งซึ่งเป็นเกษตรกรคือพ่อแม่และลูกชายหญิงอีก ๑๐ คน รวม ๑๒ คน หัวหน้าครอบครัวได้ตัดสินใจขายควายไปตัวหนึ่ง แล้วซื้อข้าวสารซ่อนไว้เพื่อให้เขาและลูกเมียมีชีวิตอยู่ต่อไป แล้วซื้อปลาเค็มมาตัวหนึ่ง เมื่อถึงเวลากินข้าวครอบครัวนี้ก็เอาข้าวสารมาหนึ่งกำมือต้มกับน้ำหม้อใหญ่ๆ เป็นข้าวต้มแล้วกินกัน โดยแขวนปลาเค็มไว้กลางวงกินข้าว ทุกคนพุ้ยข้าวต้มอย่างเอร็ดอร่อยพลางสูดกลิ่นก็พอแล้ว อยู่มาเย็นวันหนึ่งขณะที่รับประทานอาหารกัน ลูกชายคนโตของหลีเกียงได้มองดูปลาเค็มที่แขวนไว้ด้วยแววตาโหยละห้อย มองแล้วก็ก้มหน้ามองดูพื้นกระท่อม พลางสะท้อนใจ สักครู่เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็เงยหน้าขึ้นมองดูปลาเค็มตัวนั้นอีก แล้วมานะกัดฟันพุ้ยข้าวต้มซึ่งมีแต่น้ำหาเม็ดข้าวแทบไม่ได้ หลีเกียงนั่งอยู่ข้างลูกชายคนโตและเฝ้ามองดูกิริยาของลูกชายตลอดเวลา เขาไม่พอใจอย่างยิ่งที่ลูกชายคนโตมองดูปลาเค็มถึงสองครั้ง จึงยกมือขึ้นตบหน้าลูกชายของเขาเต็มแรงแล้วเอ็ดตะโรลั่นว่า มองทำไลบ่อยๆ มองสองทีก็เค็มตายห่า"

เสียงหัวเราะและเสียงตบมือดังขึ้นลั่นหอประชุมจุฬาลงกรณ์ ผู้ฟังต่างหัวเราะกันอย่างขบขัน อาเสี่ยกิมหงวนก้มศีรษะโค้งคำนับอย่างภาคภูมิแล้วเขาก็กล่าวต่อไป

"เท่าที่ผมเล่าให้ฟัง ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลายก็คงจะเห็นแล้วว่า ความจำเป็นที่เรียกว่าจำเป็นที่สุดเหนืออื่นใดของมนุษย์เราก็คืออาหารนั่นเอง ไม่ว่าไพร่ผู้ดีเศรษฐีกระยาจก ทุกคนต้องกินทั้งนั้นเพราะเมื่อถึงเวลากินท้องมันก็หิว ด้วยเหตุนี้แหละครับด็อกเตอร์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่จึงได้ใช้เวลาแรมปีค้นคว้าทดลองในเรื่องอาหารของมนุษย์เพื่อหวังช่วยชาวโลก ได้รับประทานอาหารธรรมชาติโดยไม่ต้องเสียเงินซื้อมันมา ขอเชิญท่านมาพบกับคุณหมอดิเรกครับท่านยืนเปรี้ยวปากอยู่นานแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มโค้งคำนับผู้ฟังอย่างนอบน้อมท่ามกลางเสียงตบมือ

"ท่านทั้งหลาย ท่านลองคิดดูว่าสัตว์ทั้งหลายนั้นไม่รู้จักใช้เงินเลย แต่มันสามารถหาอาหารมากินได้ตลอดชีวิตของมัน ผมเห็นว่าบัดนี้ถึงกาลสมัยถึงเวลาแล้วที่มนุษย์เราควรจะช่วยตัวเองแบบสัตว์ต่างๆ บ้าง เพราะมนุษย์ก็เป็นสัตว์โลกเหมือนกัน"

เสียงพึมพำดังขึ้นทั่วหอประชุมจุฬาลงกรณ์ พล พัชราภรณ์เดินนำหน้าพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วออกมากลางเวที ทุกคนถือถาดผลไม้คนละใบ ในถาดของพลมีผลไม้สดหลายชนิด ถาดของเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีแมลงต่างๆ เต็มจาน เช่น จิ้งหรีด ตั๊กแตน ตัวหนอน ตัวด้วง ส่วนถาดของเจ้าแห้วมีใบไม้อ่อนและหญ้าสด ทั้งสามคนออกมายืนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว ทางด้านขวาขององค์ปาฐกถาซึ่งนั่งอยู่หน้าโต๊ะตัวหนึ่ง โดยมีนิกรกับอาเสี่ยกิมหงวนยืนอยู่ทางซ้าย

ผู้ฟังพูดกันพึมพำ บางคนก็หัวเราะคิกคักเมื่อได้เห็นศีรษะอันล้านเลี่ยนแดงแจ๋เหมือนลูกมะอึกของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรกล่าวกับผู้ฟังว่า

"ท่านผู้มีเกียรติที่รัก อุณหภูมิของอากาศอาจจะสูงขึ้นอย่างรวดเร็วฉันพลัน เพราะพระอาทิตย์โผล่ขึ้นในหอประชุมนี้อีกหนึ่งดวง ขอให้ท่านอดทนหน่อยนะครับ ถึงแม้จะร้อนอบอ้าวผมก็ขอรับรองว่าปาฐกถาเรื่อง "การดำรงชีวิตด้วยอาหารธรรมชาติ" ของด็อกเตอร์ดิเรกสนุกแน่ๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องชีวิตจริงครับ มีทั้งลึกลับซับซ้อนตื่นเต้นผจญภัยรักโศกตลกโปกฮาพร้อม ถ้าปาฐกถาเรื่องนี้ไม่สนุกยินดีให้ท่านคืนเงินค่าผ่านประตูครับ แล้วนอกจากนี้ยังแถมค่ารถให้ท่านอีกด้วย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง วิธีปาฐกถาแบบแหวกแนวเช่นนี้ทำให้ผู้ฟังทั้งหอประชุมพออกพอใจมาก เพราะเหมือนกับได้ชมละครแบบหัสนาฏกรรมซึ่งได้ทั้งความรู้และความบันเทิง

ดร.ดิเรกแสดงปาฐกถาต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ผมกำลังชักจูงแนะนำท่านให้ปรับปรุงตัวเองใหม่ ด้วยการมีชีวิตอยู่โดยอาหารธรรมชาติซึ่งเราจะหาได้ทั่วๆ ไปโดยไม่ต้องซื้อให้เป็นการหมดเปลืองเงินทอง อาหารที่กล่าวนี้ก็คืออาหารที่สัตว์ทั้งหลายใช้เลี้ยงชีวิตของมันนั่นเอง" พูดจบเขาก็ชี้มือไปที่เจ้าแห้ว "สุภาพบุรุษผู้นี้ถือถาดบรรจุหญ้าสดและใบไม้ อาหารของสัตว์ เช่น วัว ควาย ช้าง ม้า กวางหรือฬา เป็นต้น สัตว์เหล่านี้พอเลิกกินนมแม่มันก็กินใบไม้และหญ้าตลอดชีวิตของมัน ไม่ปรากฏ ช้าง ม้า วัว ควาย กินสะเต๊ก แซนวิช กาแฟ ไส้กรอก อาหารจีนชั้นดี เช่น เป๋าฮื้อ หูฉลาม ไข่นกพิราบตุ๋น อะไรเหล่านี้มันไม่เคยปรารถนา มันไม่ต้องเสียเวลาหุงต้ม ไม่ต้องวิตกว่าอาหารของมันจะขาดแคลน เพราะพื้นดินทุกแห่งย่อมมีหญ้าและต้นไม้ซึ่งเกิดขึ้นเองและงอกงามดีด้วย ฉะนั้นพวกเราจงเลิกรับประทานอาหารของเราเสียเถอะครับ จงเริ่มต้นกินใบไม้ต้นหญ้านับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เมื่อท่านมีความเคยชินแล้วท่านก็จะมีความสงบสุขอันแท้จริง ชีวิตของท่านจะสิ้นสุดการดิ้นรนทะเยอทะยานเพราะเงินจะไม่มีอำนาจเหนือท่านและไม่มีความหมายอะไรแก่ท่านเลย"

เสียงตบมือระคนกับเสียงหัวเราะเฮฮาดังขึ้นอีก ดร.ดิเรกยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถูกละครับ ท่านกำลังขบขันผมหรือหาว่าผมไม่สบาย เท่าที่ผมแนะนำให้เลิกรับประทานอาหารที่เรากินอยู่ทุกวันนี้และให้กินใบไม้ต้นหญ้าแทน ท่านคงคิดว่าใครจะกินเข้าไปได้ ใบไม้และหญ้ามันคงเฝื่อนหรือขมเต็มทนที่ไหนจะสู้หมูหันเป็ดย่างหรือไก่ตอนได้ ข้อนี้ผมยอมรับว่าเป็นเช่นนั้น ใบไม้หรือหญ้าเป็นของธรรมชาติไม่ใช่ของปรุงแต่ง รสชาดของมันจึงไม่อร่อย แต่ผมขอเรียนว่าหญ้าและใบไม้นั้นมีคุณประโยชน์แก่ร่างกายมนุษย์มากทีเดียว นอกจากนี้หญ้าหรือใบไม้บางอย่างยังรักษาโรคในตัว บำรุงกระดูก ทำให้คนเรากระดูกแข็งแรง ขจัดอาการท้องผูกได้เด็ดขาด ข้อนี้ท่านสังเกตดูคงจะรู้ว่า ช้าง ม้า วัว ควาย เวลาที่มันถ่ายนั้นสะดวกสบายมาก เดินถ่ายยังได้ ส่วนคนเราบางทีนั่งเบ่งจนหน้าดำหน้าแดงยังไม่ยอมคลอด ต่อไปนี้ผมจะให้คุณนิกร การุณวงศ์ เพื่อนของผมแสดงการกินหญ้าและกินใบไม้ให้ท่านชม แล้วท่านจะทราบว่าเพื่อนของผมคนนี้พร้อมแล้วที่จะดำเนินชีวิตด้วยอาหารธรรมชาติเช่นเดียวกับวัวควาย"

ผู้ฟังหัวเราะกันตลอดเวลา นิกรก้มศีรษะคำนับผู้ฟังแล้วเดินเข้าไปหาเจ้าแห้ว เขาหยิบใบมะม่วงอ่อนกิ่งหนึ่งชูขึ้น

"นี่คือใบมะม่วง แต่ผมจะไม่กินเพราะท่านผู้ฟังก็เคยรับประทานใบมะม่วงอ่อน จิ้มปลาร้าหรือปลาเจ่าหลนมาแล้ว" พูดจบนิกรก็วางใบมะม่วงในถาดแล้วหยิบใบไม้ขนาดใหญ่ขึ้นมาสามสี่ใบ "ท่านคงทราบแล้วว่านี่คือใบหูกวาง คงไม่มีใครเคยกินใบไม้ชนิดนี้มาแต่ก่อน ความจริงรสชาดของมันไม่เลวเลย"

แล้วนิกรก็กินใบหูกวางทั้งสามสี่ใบนั้นอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อเขากลืนใบหูกวางใบสุดท้ายลงไปในท้องเสียงตบมือและเสียงหัวเราะก็ดังสนั่นหวั่นไหว

นิกรพูดไมโครโฟนเสียงฉาดฉาน

"ใบไม้หรือหญ้าทุกชนิดเป็นอาหารธรรมชาติ ผมคิดว่าเราเลิกกินอาหารที่เราต้องซื้อเขาได้แล้วครับต่อจากนี้ไปผมจะรับประทานใบตอง ใบกระท้อนและใบกระท่อมให้ท่านชม อันดับสุดท้ายก็คือหญ้าแพรกและหญ้าป้อง"

นายจอมทะเล้นหยิบใบไม้ในถาดเจ้าแห้วขึ้นมาเคี้ยวกินกร้วมๆ อย่างเอร็ดอร่อย เรียกเสียงหัวเราะเสียงตบมือตลอดเวลา และเมื่อเขาเริ่มต้นกินหญ้าเสียงหัวเราะก็ดังกึกก้องอยู่หลายนาที นิกรฝืนกลืนหญ้าด้วยความยากลำบากเพราะเขาไม่ใช่ม้าหรือวัวควายนั่นเอง อย่างไรก็ตามนิกรก็สามารถกินใบไม้และหญ้าจนหมดถาด และแกล้งแสดงสีหน้าเหมือนกับว่าใบไม้และหญ้ามีรสชาดอร่อยมาก

ดร.ดิเรกแสดงปาฐกถาต่อไป

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ท่านได้เห็นแล้วว่าคุณนิกรเพื่อนของผมได้รับประทานใบไม้และใบหญ้าอย่างโอชารส ท่านผู้นี้เคยกินใบไม้และหญ้าเป็นเวลาติดต่อกันถึงหนึ่งสัปดาห์ แทนที่น้ำหนักตัวจะลดกลับเพิ่มขึ้นเศษหนึ่งส่วนสี่กิโลกรัม สุขภาพดีขึ้นนอนหลับสบายและท้องไม่ผูก เมื่อเป็นเช่นนี้ท่านจะไม่ทดลองดูบ้างหรือ ถ้าท่านกินหญ้าและกินใบไม้ต่างอาหาร ท่านจะประหยัดเงินค่าใช้จ่ายได้เดือนหนึ่งไม่น้อย"

นิกรร้องตะโกนขึ้นทันที

"ทำไมเราจะซื้ออาหารการกินในเมื่อเราสามารถกินใบไม้ใบหญ้าต่างอาหารได้ พี่น้องที่เคารพรักเราจงเลิกกินเนื้อสัตว์เลิกกินกาแฟหรือน้ำอัดลม กระผมขอเชิญชวนพ่อแม่พี่น้อง คุณย่าคุณยายคุณน้าทั้งหลายบริโภคหญ้าและใบไม้ต่างข้าวและอาหารต่างๆ นับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ไชโย้"

ผู้ฟังปาฐกถาต่างเผลอตัวร้องไชโยขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วเสียงโห่ร้องเกรียวกราวก็ดังขึ้นลั่นหอประชุมเป็นที่สนุกสนานยิ่งนัก

ดร.ดิเรกผุดลุกขึ้นจากที่นั่งเดินเข้าไปยืนเบื้องหน้าพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว กิมหงวนถือโอกาสเลี่ยงเข้ามายืนเคียงคู่นิกรซึ่งอยู่หลังแถว นายแพทย์หนุ่มยิ้มให้ผู้ฟังแล้วกล่าวว่า

"ท่านที่รัก อาหารธรรมชาติที่ไม่ต้องซื้อและมีมากมายเหลือเฟือทุกหนทุกแห่ง นอกจากใบไม้และหญ้าแล้ว ยังมีสัตว์เล็กๆ จำพวกแมลงต่างๆ หลายร้อยหลายพันชนิด" พูดจบเขาชี้มือไปในถาดเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ในถาดนี้คือแมลงต่างๆ ที่ผมจับมามีตั๊กแตน ตัวด้วง ตัวหนอน จิ้งหรีด จั๊กจั่นและแมลงอื่นๆ อีกหลายอย่าง ท่านคงเห็นแล้วว่ามีอยู่เต็มจาน แมลงเหล่านี้มีทุกหนทุกแห่งและมีจำนาวนมาก สัตว์เลื้อยคลานบางชนิดยังมีชีวิตอยู่ได้อย่างสุขสบายก็เพราะกินแมลงเหล่านี้เป็นอาหาร ความต้องการของชีวิตมันคือแมลงอย่างเดียวเท่านั้น มันไม่ต้องการเสื้อผ้ายารักษาโรค ไม่ต้องการอยู่ตึกใหญ่หรือนั่งรถเก๋ง ทั้งนี้เพราะมันรู้ดีว่าชีวิตอยู่ได้เพราะอาหารของมันก็คือแมลงทั้งหลายนั่นเอง ผมใคร่จะแนะนำท่านให้ทดลองกินแมลงต่างๆ ดูบ้าง และกินดิบๆ ไม่ต้องผัดเผาหรือต้มปิ้ง ย่างให้เสียเวลา เท่านี้ท่านก็จะได้วิตามินโปรตีนและอื่นๆ จากสัตว์แมลงอย่างเหลือเฟือ ต่อจากนี้ไปผมจะให้คุณนิกร การุณวงศ์เพื่อนรักของผมแสดงการรับประทานแมลงต่างๆ และสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็ก เช่น กิ้งก่าและไส้เดือนให้ท่านชมเป็นขวัญตา คอยชมนะครับ"

นิกรชำเลืองมองดูกิ้งกือไส้เดือนต่างๆ ซึ่งอยู่ในถาดของเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างสะอิดสะเอียนแล้วเขาก็กระซิบกระซาบกับเสี่ยกิมหงวนเพื่อนรักของเขา

"แกช่วยกินแทนหน่อยเถอะ ไหว้ละวะแมลงต่างๆ พอจะกินได้ แต่กิ้งกือเหลือฝืนจริงๆ กราบตีนละวะช่วยกินแทนกันหน่อยเถอะเพื่อน"

เสี่ยหงวนทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก เขากระซิบกับนิกรเช่นเดียวกัน

"เพียงแต่ตัวด้วงกันก็อ้วกแตกแล้ว บรื้อร์ เชิญแกกินเถอะ"

ดร.ดิเรกเดินเข้ามาหานิกรกับเสี่ยหงวน แล้วดุนิกรด้วยเสียงกระซิบ "ออกไปยืนหน้าแถวซีโว้ย ลงมือกินแมลงได้ อย่าลืมว่าแกต้องกินให้หมดจานและต้องแสดงท่าทีให้เห็นว่ามันมีรสชาดดีมาก"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ กลืนน้ำลายติดๆ กันสามสี่ครั้งแล้วเดินอ้อมไปยืนหน้าแถว ทันใดนั้นเองผู้ฟังปาฐกถานับพันก็ตบมือให้เขาแสดงความชื่นชมในตัวนิกร นายจอมทะเล้นก้มศีรษะโค้งคำนับ พอเงียบเสียงตบมือสุภาพบุรุษในวัยกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งนั่งเก้าอี้อยู่แถวหน้าใกล้เวทีก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ "ร้องยี่เกให้ฟังหน่อยครับคุณนิกร"

นิกรสะดุ้งโหยง ใครต่อใครอีกหลายคนต่างพากันร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกันขอร้องให้นิกรร้องยี่เก นิกรทำหน้าเลิ่กลั่กหันมาถามพลเบาๆ

"ว่ายังไง"

พลยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา "ก็ร้องให้เขาฟังหน่อยซี"

นิกรถอนใจเฮือกใหญ่เลื่อนตัวไปยืนหน้าไมโครโฟนนิ่งเฉยอยู่สักครู่ก็ยกมือขึ้นรำป้อแล้วร้องยี่เกเสียงแจ๋วทำให้บรรยากาศในหอประชุมครึกครื้นขึ้นอีก

กระดิ่งทองแสนจะแค้นใจ

หมูเห็ดเป็ดไก่มันขึ้นราคา

ต้องปรับปรุงตัวเราเข้ากับเหตุการณ์

คือเลิกกินอาหารแล้วกินหญ้า

ใบไม้ต่างๆ มีอยู่ถมไป

จะกินสักเท่าไรไม่มีใครว่า

สัตว์แมลงมากหลายควรลองดู

เลิกกินหอยกินปูหมูแลปลา

อาหารธรรมชาติเหลือล้นคณนา

เสียงตบมือและเสียหัวเราะดังก้องกังวานหอประชุมอันกว้างใหญ่ นิกรยิ้มแป้นเขาก้มศีรษะคำนับผู้ฟังแล้วกล่าวว่า

"ผมไม่ได้ร้องยี่เกมานานแล้ว ถ้าเสียงผมไม่เพราะหรือกลอนของผมไม่ได้ความ กรุณาอภัยให้ผมด้วยนะครับ ความจริงผมเป็นแต่เพียงยี่เกสมัครเล่นเท่านั้น ต่อจากนี้ไปผมจะได้รับประทานอาหารธรรมชาติอวดท่านคือแมลงต่างๆ และกิ้งกือกับไส้เดือน ท่านที่ขวัญอ่อนเตรียมอ้วกได้แล้วครับ ผมเองยังไม่แน่ใจเหมือนกันว่ากินเข้าไปแล้วจะอ้วกหรือไม่ สำหรับหญ้าหรือใบไม้ผมกินได้ครับ แต่สัตว์แมลงหรือสัตว์เลื้อยคลานขนาดเล็กเหลือฝืนจริงๆ "

ท่ามกลางเสียงหัวเราะของผู้ฟัง นิกรหยิบตั๊กแตนในถาดที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถืออยู่ออกมากำหนึ่ง เขาบอกให้ผู้ฟังทราบว่ามันคือตั๊กแตนที่ชอบเกาะอยู่ตามต้นหญ้า แล้วนิกรก็หยิบใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ

"มันดีครับ ท่านที่รัก ตั๊กแตนทุกชนิดเรากินได้ทั้งตัวหัวหูแข้งขาของมันกินได้กรอบดีครับ เราจะหาตั๊กแตนได้ทุกแห่งที่มีหญ้ารกๆ ไล่ตะครุบพักเดียวก็พอกิน อ้า....ทีนี้ผมจะกินตัวด้วงที่เกาะอยู่ตามต้นอ้อยนะครับ ด้วงชนิดนี้มันกินน้ำอ้อยเข้าไปมากทำให้มีรสหวานมันคล้ายลูกเกาลัด ผมขบเป๊าะน้ำในตัวของมันซึ่งเข้มข้นเหมือนน้ำกระทิจะช่วยให้ตัวด้วงที่เรากำลังเคี้ยวกินมีรสชาดเอร็ดอร่อยมาก นอกจากนี้ยังเป็นยาระบายอ่อนๆ ในตัว ผมรับรองว่าถ้าท่านรับประทานด้วงชนิดนี้เพียงวันละสามตัว อาการท้องผูกจะไม่เกิดขึ้นแก่ท่านเป็นอันขาด"

ผู้ฟังซึ่งเป็นสุภาพสตรีหลายคนต่างพรวดพราดลุกขึ้นรีบออกไปจากหอประชุมทันที เพียงแต่ฟังนิกรอธิบายถึงสรรพคุณของตัวด้วงก็ทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว

ภายในห้องประชุมเงียบกริบ แต่แล้วเมื่อนิกรหยิบตัวด้วงเป็นๆ ตัวหนึ่งขึ้นมาชูอวด บรรดาสุภาพสตรีก็พากันร้องอี้หรือยี้ทำหน้าเหยเกไปตามกัน นิกรยัดตัวด้วงนั้นเข้าไปในปากของเขาขบดังเป๊าะแล้วเคี้ยวกร้วมๆ อย่างหน้าตาเฉย เสียงอื้ออึงของผู้ฟังปาฐกถาดังลั่นไปหมด บางคนทำคอขย้อนเหมือนกับจะอาเจียร

นิกรหยิบตัวด้วงในจานขึ้นมากินอีกหลายตัว กินแมลงต่างๆ สลับไปด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพล กิมหงวน และเจ้าแห้วยืนผะอืดผะอมไปตามๆ กัน ตอนแรกนิกรไม่ใคร่กล้ากินแต่พอรู้รสเข้าก็กินเอาๆ จนกระทั่งแมลงต่างๆ ที่อยู่ในจานหมดแล้ว คงเหลือแต่ไส้เดือนเป็นๆ อีกหนึ่งตัว

นายจอมทะเล้นรู้สึกตะขิดตะขวงใจอย่างยิ่งในการที่เขาจะต้องกินไส้เดือนและกิ้งกือ เขามองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยแววตาโหยละห้อยแล้วกระซิบเบาๆ

"คุณพ่อกินแทนผมทีได้ไหมครับ"

"เฮ้ย" ท่านเจ้าคุณเผลอตัวอุทานขึ้นดังๆ

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง หยิบกิ้งกือตัวนั้นซึ่งขดเป็นวงกลมอยู่ในจานขึ้นมาชูให้ผู้ฟังดู

"ท่านผู้มีเกียรติ" นิกรพูดเสียงเครือ "นี่คือกิ้งกือที่ยังมีชีวิตอยู่ ผมรับประทานกิ้งกือตัวนี้อวดท่านเพื่อให้ท่านได้รู้ว่า อาหารธรรมชาติของมนุษย์เรานั้นมีมากมายโดยไม่ต้องจ่ายเงินซื้อ ผมเคยทดลองรับประทานกิ้งกือมาหลายตัวแล้วครับ รสของกิ้งกือก็คล้ายๆ กับไส้กรอกกระป๋องแต่เหนียวกว่าเล็กน้อยและไม่มีรสเค็ม กิ้งกือมีวิตามินหลายอย่าง สำหรับสุภาพสตรีที่แต่งงานแล้วลองรับประทานกิ้งกือสักครึ่งตัวจะทำให้คุณผู้ชายตื่นเต้นดีใจและเอาอกเอาใจท่านเพราะเข้าใจผิดคิดว่าท่านแพ้ท้อง กิ้งกือเป็นสัตว์ที่มีเท้ามากมายจนไม่รู้ว่ากี่เท้าแน่ วิธีกินกิ้งกือแบบศิลปก็คือกลืนมันเข้าไปทั้งขดอย่างนี้ เมื่อกิ้งกือเข้าไปในท้องมันก็จะตกใจคลายวงของมันออกเดินป้วนเปี้ยนอยู่ในกระเพาะอาหารช่วยให้เรารู้สึกคันสบายดี แต่แล้วมันก็ตายในท้องเรา การแสดงรับประทานกิ้งกือของผมตอนนี้สำคัญมาก โปรดดูให้ดีนะครับไม่ใช่เล่นกล ผมรับประทานจริงๆ คือกลืนมันเข้าไปในท้องทั้งก้อน"

แล้วนิกรก็ใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้มือขวาจับกิ้งกือชูขึ้นเหนือศีรษะ ทันใดนั้นเองก่อนที่นิกรจะหย่อนขดกิ้งกือเข้าไปในปากเขา ความโกลาหลอลหม่านก็เกิดขึ้นทั่วห้องประชุมจุฬาลงกรณ์ หญิงสาวคนหนึ่งร้องกรี๊ดเหมือนมีใครกำลังจะบีบคอหล่อน หล่อนลุกขึ้นวิ่งออกไปจากหอประชุมทันที ยายแก่คนหนึ่งลักษณะท่าทางเป็นผู้ดีเก่าร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"โอ๊ย อย่าเพิ่งกินพ่อคุณ ให้ฉันออกไปก่อน ฉันทนดูไม่ไหวแล้วมันจะอ้วก"

เท่านี้เอง นักฟังปาฐกถาทั้งหมดก็พรวดพราดลุกขึ้นวิ่งออกไปจากหอประชุมทันทีราวกับว่าเกิดแผ่นดินไหวอย่างร้ายแรงหรือเกิดไฟไหม้ ความจริงผู้ฟังผะอืดผะอมกลัวจะอาเจียรออกมาเท่านั้น เสียงตึงตังโครมครามดังไปทั่วห้อง ผู้ฟังปาฐกถาหลายคนโดยมากเป็นผู้หญิงล้มลุกคลุกคลานไปตามกัน เพียงครู่เดียวก็มีเก้าอี้ว่างเปล่าตลอดห้อง

นิกรโยนกิ้งกือลงบนพื้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและเจ้าแห้วต่างวางถาดอาหารธรรมชาติลงบนโต๊ะปาฐกถา ดร.ดิเรกมองดูเพื่อนเกลอของเขาแล้วหัวเราะงอหาย

"ช่วยอะไรไม่ได้ เราหวังจะให้ผู้ฟังเปลี่ยนระบบชีวิตคือกินอาหารธรรมชาติ แต่เขากลับวิ่งหนีเพราะเขาขยะแขยงและเกลียดกิ้งกือ คนตั้งพันกว่าคนวิ่งหนีกิ้งกือเพียงตัวเดียวเท่านั้น น่าเศร้าใจจริงๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะลั่น

"พ่อก็เกือบจะวิ่งหนีเหมือนกัน เพียงแต่อ้ายกรอธิบายสรรพคุณของกิ้งกือพ่อก็คลื่นไส้เต็มทนแล้ว"

เสียงหัวเราะของคณะพรรคดังขึ้นอย่างครื้นเครง พลกล่าวขึ้นอย่างขบขันว่า

"ความจริงกิ้งกือมันไม่ได้สกปรกอะไรเลย มันกินดินเป็นอาหาร สัตว์ที่มันกินของสกปรกเช่นหมูหรือปลาไหล กุ้ง ทำไมเรากินมันได้ เห็นจะเป็นเพราะกิ้งกือมันมีขาเยอะแยะทำให้ดูน่าเกลียดน่าขยะแขยงนั่นเอง"

อาเสี่ยกิมหงวนยกมือตบบ่านายแพทย์หนุ่มค่อนข้างแรง

"ว่าไงหมอ ปาฐกถายังไม่จบแต่คนฟังเขากลัวไปหมดแล้ว"

ดร.ดิเรกอมยิ้ม

"เมื่อไม่มีใครฟัง การปาฐกถาของกันก็สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ อย่างไรก็ตามกันยังไม่สิ้นความพยายามหรอก ในไม่ช้านี้ชาวโลกจะต้องกินอาหารธรรมชาติตามคำแนะนำของกัน ถ้าเป็นไปได้มนุษย์จะมีความสุขทั่วหน้ากัน ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินค่าข้าวสาร ค่าถ่าน ค่ากะปิ น้ำปลาและค่ากับข้าว"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ถ้ามนุษย์กินใบไม้ กินหญ้าและแมลงต่างๆ ไม่ช้าความเจริญของโลกก็จะเสื่อมลง"

"ทำไมถึงจะเสื่อม" ดร.ดิเรกถามทันที

"ก็เพราะคนไม่ยอมทำงานน่ะซี ลองกินหญ้าแทนข้าวได้ ผู้คนก็ออกไปนอนเขลงอยู่ตามป่าดงพงไพร มนุษย์ไม่จำเป็นต้องประกอบอาชีพแล้ว หิวก็กินหญ้า กินใบไม้หรือแมลงต่างๆ กินอิ่มแล้วก็นอน ในที่สุดก็คงย้อนกลับไปสู่ยุคสมัยหิน ผ้าผ่อนไม่นุ่งเดินแก้ผ้าโทงๆ ไปตามกันเพราะไม่มีใครทอผ้าขาย"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"รับประทานนั่นน่ะซีครับ เมืองต่างๆ คงเป็นเมืองร้าง ผู้คนจะชุมนุมกันอยู่ตามป่าดง รับประทานสนุกดีเหมือนกันครับเงินทองก็ไม่ต้องใช้"

ดร.ดิเรกยิ้มให้เจ้าแห้ว

"เก็บข้าวเก็บของของเราโว้ย กลับบ้านกันเสียทีอีกสองสามวันกันจะไปแสดงปาฐกถาเรื่องนี้อีกที่สมาคมนักเรียนไทยในประเทศอังกฤษ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"หาคนทดลองกินอาหารธรรมชาติใหม่นะ กันขอลาออกจากหน้าที่นี้ เอาคุณพ่อก็แล้วกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"โอ๊ย-ข้าไม่เอาหรอก ไม่ใช่ม้านี่หว่าจะได้กินหญ้าต่างข้าว"

สี่สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน ต่อจากนั้นสักครู่ ทุกคนก็ออกไปจากหอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

สุภาพบุรุษในวัยกลางคนผู้นั้นมารถเก๋งคันใหญ่และใหม่เอี่ยม เขาแต่งสากลเรียบร้อยด้วยเสื้อผ้าราคาแพง เมื่อเขาลงจากรถเก๋งของเขาที่หน้าตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" สาวใช้คนหนึ่งก็ออกมาต้อนรับเขา ชาวจีนผู้นั้นมีมารยาทดีมากและพูดภาษาไทยได้ชัดเจนเหมือนคนไทย เขาบอกความประสงค์ของเขากับสาวใช้ว่าเขาต้องการพบสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังนั้นสาวใช้ก็เชิญเขาขึ้นไปบนตึกพาไปนั่งในห้องรับแขกอันหรูหรา แล้วรีบไปรายงานให้คณะพรรคสี่สหายทราบทันที

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่สหายเข้ามาในห้องรับแขก อาคันตุกะในวัยกลางคนซึ่งนั่งสงบเสงี่ยมอยู่บนเก้าอี้นวมก็รีบลุกขึ้นยืนและประณมมือไหว้คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

เสี่ยหงวนส่งภาษาจีนกลางกับสุภาพบุรุษผู้นั้น หลังจากที่ทุกคนได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว

"ขอโทษ คุณเป็นใครและมีธุระอะไรกับพวกเราหรือครับ"

"กรุณาพูดภาษาไทยกับผมก็ได้ครับ" เขาพูดนอบน้อมน่าฟัง "ผมมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในประเทศไทยก็ต้องพยายามเรียนรู้ภาษาไทยและพูดภาษาไทย"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"แต่ตรงกันข้ามกับคนไทยครับ คนไทยที่มีความรู้โดยมากมักชอบพูดภาษาต่างประเทศแทนภาษาของตน อย่างน้อยก็พูดฝรั่งปนไทยเพื่อแสดงให้ใครๆ รู้ว่าเขามีความรู้สูง"

สุภาพบุรุษในวัยกลางคนมองดูคณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างชื่นชม แล้วแนะนำตัวเองให้ทราบ

"ผมเป็นชาวจีนที่มาจากผืนแผ่นดินใหญ่และมาอยู่ในประเทศไทยเกือบ ๒๐ ปีแล้วครับ ชื่อจีนของผมชื่อจิวทง แซ่ม้า ส่วนชื่อไทยของผมชื่อธงชัย วงศ์อาชาครับ ผมเป็นเจ้าของเหมืองแร่แห่งหนึ่งอยู่ทางปักษ์ใต้ซึ่งขณะนี้ผมมอบให้น้องชายของผมเป็นผู้ดูแลจัดทำครับ ก่อนอื่นผมต้องขอประทานโทษเท่าที่ผมมารบกวนเวลาอันมีค่าของอาเสี่ยและท่านเหล่านี้"

พลยิ้มให้เจ้าของเหมืองแร่

"ไม่เป็นไรครับ พวกเรารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รู้จักกับคุณ"

นิกรว่า "แต่ถ้าคุณจะเสนอขายแร่ดีบุกให้เราละก้อคุณคงผิดหวังแน่ๆ "

"โอ....มิได้ครับ" จิวทงพูดเสียงหัวเราะ "ผมมาหาพวกคุณไม่เกี่ยวกับเรื่องการค้าเลย เกี่ยวกับเรื่องปาฐกถาของคุณหมอดิเรกเมื่อวันเสาร์ที่แล้วครับ ผมติดใจและสนใจมากแล้วก็ผมขอเรียนให้ทราบว่า ผมรู้จักคุณทั้งสี่คนและท่านเจ้าคุณมานานแล้ว เคยเห็นในงานสังคมต่างๆ หลายครั้ง โดยเฉพาะอาเสี่ย ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งของประเทศไทย"

กิมหงวนยิ้มแก้มแทบแตก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ขอโทษนะครับ คุณคงมีเงินพอๆ กับผมเหมือนกัน"

จิวทงอมยิ้ม "เทียบกันไม่ได้หรอกครับ ผมมีห้าหกล้านเท่านั้น"

เจ้าแห้วถือถาดเงินใบใหญ่ใส่แก้วน้ำผลส้มแช่เย็นรวม ๖ แก้วเข้ามาในห้องรับแขกอย่างสงบเสงี่ยม เจ้าคุณปัจจนึกฯ บุ้ยใบ้ให้เจ้าแห้วเสิร์ฟให้นายจิวทงเป็นคนแรก เจ้าแห้วบริการเครื่องดื่มให้ทุกคนแล้วก็ถือถาดเปล่าเดินย่องออกไป

ดร.ดิเรกกล่าวกับจิงทงอย่างกันเอง

"คุณรู้จักพวกเราแต่ข้างเดียวมานานแล้ว ผมเพิ่งรู้จักคุณวันนี้เอง คุณสงสัยอะไรหรือครับในเรื่องปาฐกถาของผม"

นายจิวทงหรือธงชัยยิ้มเล็กน้อย

"ไม่ได้สงสัยหรอกครับคุณหมอ ผมเลื่อมใสศรัทธามาก ที่คุณหมอแนะนำให้คนเรากินอาหารธรรมชาติเหมือนอย่างสัตว์ทั้งหลายซึ่งไม่ต้องเสียเงินซื้อ เพราะอาหารธรรมชาติมีอยู่ทั่วไปทุกหนทุกแห่งในโลกนี้ ผมเองเป็นนักบริโภคคนหนึ่งผมได้ทดลองกินอาหารทุกชนิดแม้กระทั่งกิ้งกือ ไส้เดือน งูผมก็กินมาแล้ว ผมกินกระทั่งช้าง"

นิกรสะดุ้งเฮือกแล้วร้องขึ้นดังๆ

"กินช้าง"

"ครับ เนื้อช้างถึงแม้จะหยาบไปหน่อยแต่มีรสชาดดีกว่าเนื้อม้าหรือเนื้อหมามาก โดยเฉพาะแป๊ะซะงวงช้างวิเศษสุดเชียวครับ กินกับเหล้าไม่มีอะไรสู้ ผมกินวิตถารมาในราว ๑๐ ปีแล้ว อึ่งอ่าง คางคก ผมกินไม่เลือก ลูกหนูตัวแดงๆ เพิ่งเกิดใหม่ผมใส่ปากกลืนทีละตัวอย่างสบาย แมวผมก็กินครับ"

นิกรทำหน้าชอบกล เขาบอกตัวเองว่าเขาได้พบคู่แข่งที่น่ากลัวเข้าแล้ว

"ประทานโทษ คุณกินอีแร้งหรือเปล่า" นิกรถาม

"อ๋อ อีเหยี่ยวหรืออีแร้งผมกินบ่อยๆ ครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"สัตว์เลื้อยคลานจำพวกตุ๊กแกล่ะครับ"

จิวทงหัวเราะเบาๆ

"ผมกินมาจนเบื่อ แกงส้มจิ้งจกกับผักบุ้ง ตุ๊กแกผัดใบกะเพรา จิ้งเหลนทอดกรอบ แกงเผ็ดกิ้งก่าใส่หน่อไม้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน แล้วกล่าวกับนายจิวทงอย่างร้อนรน

"ขอโทษนะครับคุณ ผมขออนุญาตออกไปอ้วกเดี๋ยว" พูดจบท่านก็โกยอ้าวออกไปจากห้องรับแขก

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง จิงทงรู้สึกพออกพอใจมากที่สี่สหายได้ต้อนรับเขาอย่างกันเองเช่นนี้ เขายกแก้วน้ำส้มขึ้นดื่มแล้ววางลงบนโต๊ะตามเดิม ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ จิวทงจึงกล่าวกับสี่สหาย

"เนื้อสัตว์ทุกชนิด ผลไม้และผักหญ้าทุกชนิด ผมทดลองกินมาแล้ว ผมรู้สึกว่าอาหารทุกอย่างในโลกนี้ถ้าเรากินบ่อยๆ ก็อาจจะเบื่อได้ โดยเฉพาะหญ้าหรือใบไม้ ตามที่คุณหมอแนะนำกินเข้าไปสักห้าหกวันก็เบื่อเต็มทนแล้ว คุณหมอคิดบ้างไหมครับในเรื่องนี้"

ดร.ดิเรกดึงกล้องยาเส้นออกจากปาก

"ผมแนะนำให้เขากินเพื่ออยู่ครับคุณจิงทงไม่ใช่อยู่เพื่อกิน ถูกละครับหญ้าหรือใบไม้ตลอดจนแมลงต่างๆ เป็นของธรรมชาติ รสของมันจะอร่อยเหมือนอาหารที่เราปรุงขึ้นย่อมไม่ได้ แต่ถ้าชาวโลกกินอาหารธรรมชาติทุกคนก็จะสุขสบายไม่เดือดร้อน คือมีกินตลอดชีวิต อย่างพวกผมยังงี้เคยจ่ายกับข้าววันละ ๒๐๐ บาท ถ้ากินอาหารธรรมชาติก็จะไม่ต้องเสียเงินเลย หญ้าและใบไม้ในบ้านมีเยอะแยะ กินเท่าไรก็ไม่หมด"

จิวทงหัวเราะ

"รู้สึกว่าความคิดของคุณหมอก้าวไกลเกินไปครับ ความคิดของคุณหมออาจจะสำเร็จได้ก็อีกในราว ๕๐ ปีข้างหน้า คือมนุษย์เราหมดทางทำมาหากินไม่มีเงินใช้ ก็ต้องกินอาหารธรรมชาติเหมือนอย่างวัวควาย ตราบใดที่คนเรายังมีอัฐฬสหรือพอขอหยิบขอยืมใครได้ มนุษย์ก็ต้องการกินข้าวและหมูเห็ดเป็ดไก่ ต้องการกาแฟ ไข่ดาว หมูแฮม แซนวิชอะไรเหล่านี้ ยิ่งมีเงินมากก็ยิ่งมีพิธีรีตองมากในเรื่องการกิน"

พลเห็นพ้องด้วย

"เป็นความจริงคุณจิงทง ผมได้ปรารภกับดิเรกแล้วว่าปาฐกถาของดิเรกจะเกิดผลก็เฉพาะคนที่ไม่มีอะไรจะกินเท่านั้น ส่วนผู้มีอันจะกินหรือเศรษฐีคงไม่ยอมกินอาหารธรรมชาติแน่นอน"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"กันก็ไม่ยอมโว้ย กินหญ้ามันฝืดคอเต็มทน"

ดร.ดิเรกยิ้มเจื่อนๆ

"จำไว้ว่าในอนาคตอันใกล้ โลกเราจะขาดแคลนอาหารเพราะพลเมืองจะล้นโลกนั่นเอง ทุกๆ ประเทศกำลังวิตกในเรื่องนี้ แม้ประเทศไทยเราก็ดำริที่จะให้มีการคุมกำเนิดกันบ้างแล้ว ในที่สุดประชากรทั้งหลายก็จะต้องกินหญ้ากินใบไม้ผลไม้หรือกินแมลงอย่างสัตว์"

จิวทงขัดขึ้นทันที

"ขอโทษนะครับคุณหมอ กว่ามนุษย์จะกินหญ้าต่างข้าวก็คงเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๕๐ ปีข้างหน้าไม่ใช่หรือครับ"

"ออไร๋ ผมก็จะว่าอย่างนั้น"

จิวทงยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"คุณหมอและพวกคุณลองคิดดูซิครับว่าอาหารชนิดใดนอกจากข้าวที่มีรสชาดอร่อยที่สุด และคนเรากินได้ทุกเวลาโดยไม่เบื่อ"

สี่สหายต่างมองดูหน้ากันและยิ้มให้กัน พลกล่าวกับนายจิวทงด้วยเสียงหัวเราะ

"ผมว่าอาหารทุกอย่างถ้ากินซ้ำซากก็เบื่อครับ"

"แต่อาหารที่ผมว่าไม่เบื่อแน่นอน เว้นแต่พวกคุณไม่เคยกินเท่านั้น"

นิกรลืมตาโพลง

จิวทงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ผมขอสงวนไว้เป็นความลับก่อนครับ และขอถือโอกาสนี้เชิญคุณทั้งสี่กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปรับประทานอาหารที่บ้านผม ๑๙.๐๐ น.วันนี้ ผมจะจัดอาหารพิเศษอย่างว่าต้อนรับ และขอรับรองว่าอาหารชนิดนี้เท่านั้น เป็นอาหารที่โอชารสที่สุดในโลก หากคุณรับประทานแล้วจะติดใจ ผมหวังว่าคุณทั้งสี่และท่านเจ้าคุณคงจะกรุณาให้เกียรติไปรับประทานอาหารที่บ้านผมตอนค่ำวันนี้ บ้านผมอยู่ในซอยอารีย์ถนนพหลโยธินครับ เข้าไปในซอย ๔ มีตึกสีฟ้าหลังใหญ่เพียงหลังเดียวสังเกตง่ายครับ อ้า-ผมส่งรถมารับดีกว่า"

อาเสี่ยโบกมือ

"ไม่ต้องครับพวกเราจะไปกันเอง ขอบคุณมากคุณจิวทงที่ให้เกียรติต่อเรามากมายเช่นนี้ หวังว่าคุณและพวกเราคงจะเป็นมิตรที่ดีกันต่อไป"

"แน่นอนครับ ผมอยากรู้จักอาเสี่ยและพวกคุณๆ มานานแล้ว รู้สึกว่าทุกคนไม่ถือตัว มีอารมณ์ขันครึกครื้นร่าเริงตลอดเวลา ผมเองไม่ใคร่จะมีเพื่อนฝูงหรอกครับ ได้รู้จักและเป็นเพื่อนกับพวกคุณอย่างนี้แล้วผมมีความสุขมาก"

นิกรยิ้มให้นายจิวทง

"ขอโทษ คุณมีครอบครัวแล้วไม่ใช่หรือครับ"

คำถามของนิกรทำให้จิวทงมีใบหน้าเคร่งเครียดทันที เขาขบกรามกรอดแล้วเค้นหัวเราะ

"ผมเคยมีภรรยาแล้ว ภรรยาผมเป็นนางงามซะด้วย ถึงไม่ใช่นางสาวไทยแต่ก็เป็นการประกวดที่มีเกียรติ ผมแต่งงานกับหล่อนเมื่อสองปีนี้เองแหละครับ ผมอายุ ๔๕ ขวบ หล่อนอายุ ๒๐ ขวบ วัยที่แตกต่างกันทำให้หล่อนขาดความสุขในรสรัก หล่อนอยู่กับผมได้ ๓ เดือนก็หนีตามครูเต้นรำของหล่อนไป"

นิกรมองดูเขาด้วยความสงสารและเห็นใจ

"นี่แหละครับโบราณท่านถึงว่า กัญชา นารี ฤาษี คงคา อย่าไว้ใจ ก็ไม่เห็นจะน่าเสียใจอะไรนี่ครับ ขนาดมีเหมืองแร่อย่างคุณจะหาเมียให้สวยวิเศษอย่างไรก็หาได้"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"อย่างไรก็ตามคุณจิวทง ไหนๆ เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วผมอยากจะเตือนคุณว่า ถ้าคุณจะมีเมียอีกก็ควรเลือกหาคู่ครองที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ ผู้ชายขนาดเราลงมีเมียเด็กๆ ก็เอาหล่อนไว้ไม่อยู่ ถ้าจะให้ดีหาเมียที่แกกว่าคุณดีกว่าครับ เมียที่แกกว่าเราสักสองสามปีจะซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อเราจนวันตาย"

"ผมเลิกคิดแล้วครับในเรื่องนี้ หัวใจของผมตายด้านเสียแล้ว ผมบอกอาเสี่ยตามตรงว่าผมเกลียดผู้หญิง ถ้าผมจะแต่งงานอีกผมก็จะแต่งกับผู้ชายด้วยกัน"

สี่สหายสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน

"คุณจิวทง" นิกรพูดพลางหัวเราะ "คุณจะแต่งงานกับผู้ชายได้อย่างไร"

เจ้าของเหมืองแร่ฝืนหัวเราะ

"ก็ผมไม่ถือจะเป็นอะไรไปล่ะครับ รักแท้ย่อมไม่จำกัดเพศ ผู้ชายกับผู้ชายก็รักกันได้เสียเป็นผัวเมียกันถมเถไป ข้างบ้านผมก็มีอยู่คู่หนึ่ง ผู้หญิงเป็นผัวเมียกัน ทะเลาะกัน ทุบตีกันเพราะหึงหวงบ่อยๆ "

ดร.ดิเรกอ้าปากหวอ

"อยู่กันมานานแล้วหรือครับ"

"ในราวสามปีครับ"

"แล้วมีลูกด้วยกันหรือเปล่า"

นายจิวทงนิ่งคิด

"เอ เรื่องนี้ผมไม่ทราบครับ ผมไม่รู้จักเขา แต่บ้านเราอยู่ใกล้ๆ กัน คนที่เป็นเมียแกขี้หึงจังครับ วันไหนผัวกลับบ้านผิดเวลาเป็นทะเลาะกัน ผัวเป็นนางพยาบาลอยู่คลีนิคแห่งหนึ่ง เมียอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ได้ทำอะไร"

"อือ " ดร.ดิเรกคราง "เป็นไปได้หรือนี่"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง จิวทงยกนาฬิกาขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับสี่สหายอย่างนอบน้อม

"อย่าลืมนะครับ ก่อนค่ำวันนี้กรุณาไปที่บ้านผมให้ได้ ผมจะเลี้ยงเพื่อมิตรภาพของเรา ผมทราบมานานแล้วว่าพวกคุณชอบดื่มเหล้า ผมจะเตรียมตราขาวไว้สักหนึ่งโหล ลองคบกับผมดูเถอะครับแล้วไม่ช้าพวกคุณจะรู้เองว่าคนอย่างผมควรคบด้วยหรือไม่ ผมรบกวนเวลาพวกคุณมานานแล้ว เห็นจะต้องลากลับเสียที เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ไหนล่ะครับ"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"เมื่อกี้ผมได้ยินท่านโอ้กอ้ากลั่นบ้าน คงจะขึ้นไปนอนพักผ่อนแล้ว"

"ยังงั้น คุณหมอช่วยเรียนท่านด้วยนะครับ ว่าผมขอเชิญให้ท่านไปรับประทานอาหารที่บ้านผมให้ได้" พูดจบเขาก็ยกมือไหว้สี่สหายโดยทั่วหน้ากัน "ลาละครับ ผมขอบคุณมากที่ต้อนรับผมในฉันท์มิตรเช่นนี้"

สี่สหายต่างรับไหว้เขาและลุกขึ้นเดินออกมาส่งนายจิวทงที่หน้าตึก ยืนจับกลุ่มมองดูจนกระทั่งเจ้าของเหมืองแร่นั่งรถเดอโซโต้เก๋งคันใหม่เอี่ยมออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์"

ตอนใกล้จะพลบค่ำวันเดียวกันนั้นเอง พล นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ซอยอารีย์แห่งพหลโยธิน

คาดิลแล็คเก๋งเลี้ยวเข้าซอย ๔ คลานเอื่อยๆ ไปตามถนนซอยแคบๆ กิมหงวนทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนพล นิกร และดร.ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถ ทุกคนแต่งสากลเรียบร้อยเพื่อให้เกียรติแก่นายจิวทง

สักครู่หนึ่ง เสี่ยหงวนก็มองแลเห็นคฤหาสน์สีฟ้าหลังใหญ่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า เขามั่นใจว่าเป็นบ้านของนายจิวทงแน่นอน อาเสี่ยบังคับรถหยุดนิ่งหน้าประตูบ้านนั้น ทุกคนแลเห็นป้ายทองเหลืองอันกะทัดรัดติดอยู่เหนือบานประตูช่องเล็กปรากฏข้อความว่า

ธงชัย (จิวทง) วงศ์อาชา

"บ้านเขาใหญ่โตหรูหราเหมือนกัน" เจ้าคุณพูดยิ้มๆ "กดแตรหน่อยซีอ้ายหงวน อ้อ ไม่ต้อง มีคนวิ่งมาแล้ว"

ชายหนุ่มคนหนึ่งห้อแนบมาจากตึกใหญ่และเปิดประตูรั้วทั้งสองบานออกอย่างรีบร้อน กิมหงวนชะโงกหน้าร้องตะโกนถาม

"คุณจิวยี่อยู่หรือเปล่า"

เจ้าหนุ่มแห่งดินแดนอีสานทำหน้าตื่นๆ

"บ้านนี้ไม่มีใครชื่อจิวยี่หรอกครับ"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อย

"ขอโทษทีน้องชาย ฉันพูดผิดไป คุณจิวทงน่ะไม่ใช่จิวยี่หรอก"

คนทำสวนของนายจิวทงหัวเราะหึๆ

"อยู่ครับ เชิญข้างในซีครับ"

คาดิลแล็คเก๋งแล่นเลี้ยวเข้าไปในบ้านนักธุรกิจผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งทางปักษ์ใต้ ในเวลาเดียวกันนั้นเองสุภาพบุรุษลูกจีนเจ้าของคฤหาสน์นี้ก็เดินออกมาจากห้องโถงอย่างร้อนรน เขาแต่งกายเรียบร้อยแบบสุภาพชน กางเกงขายาวสีเทา เชิ้ตแพรแขนยาวสีขาว ท่าทางของเขาภาคภูมิตามแบบคนมีเงินทั้งหลาย

อาเสี่ยกิมหงวนบังคับรถเก๋งคันงามของเขาหยุดหน้าบันไดตึกพอดี แขกและเจ้าของบ้านต่างยกมือไหว้กันและทักทายกัน สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันลงจากรถยืนจับกลุ่มสนทนากับเจ้าของบ้าน ขณะนี้เป็นเวลาพลบค่ำพอดี นายจิวทงแสดงกิริยาตื่นเต้นยินดีมาก

"เชิญครับ เชิญในห้องโถงเถอะครับ ผมดีใจจริงๆ ที่เจ้าคุณกับพวกคุณให้เกียรติมาบ้านผม"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้เจ้าของบ้าน

"บ้านของคุณกว้างขวางน่าสบายมากเชียวครับ อยู่ใกล้ทุ่งนาอย่างนี้อากาศคงดี"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณเชิญพวกเรารับประทานอาหารค่ำด้วยไม่ใช่หรือครับ"

จิวทงหันขวับมาทางนิกร

"ครับ ถูกแล้ว ผมเตรียมเหล้าและอาหารไว้มากมายทีเดียว"

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"ค่อยยังชั่วหน่อย ตั้งแต่บ่ายผมไม่ได้กินอะไร"

จิวทงหัวเราะชอบใจ

"พวกคุณมีอารมณ์ขัน ครึกครื้นรื่นเริงกันเสมอ ผมจะต้องพยายามทำตัวให้มีความสุขเหมือนพวกคุณบ้าง ไปคุยกันในห้องโถงดีกว่าครับ"

ครั้งแล้ว เจ้าของเหมืองแร่ก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นไปบนตึก ผ่านหน้าห้องรับแขกเข้าไปในห้องโถงอันหรูหรา คนใช้ของเขาสองคนแต่งกายเรียบร้อยยืนอยู่มุมห้อง จิวทงสั่งให้เปิดไฟฟ้าทุกดวงแล้วเชิญแขกของเขานั่ง แสงไฟช่อกลางเพดานและที่ผนังตึกส่องสว่างราวกับกลางวัน โต๊ะเก้าอี้เครื่องตกแต่งห้องแต่ละชิ้นสวยงามมาก ถึงแม้ห้องโถงนี้ไม่มีเครื่องปรับอากาศ แต่ก็มีลมธรรมชาติพัดโกรกผ่านห้องช่วยให้เย็นสบายตลอดเวลา

สี่สหายนั่งรวมกันบนโซฟาขนาดใหญ่ริมผนังตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนายจิวทงนั่งบนเก้าอี้นวมคนละตัว ต่างฝ่ายต่างสนทนาปราศรัยกันอย่างสนิทสนม หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวคนใช้ของจิวทง ๒ คน ก็นำวิสกี้โซดาและบุหรี่กระป๋องควันละเอียดมาเสิร์ฟให้แล้วกลับออกไป

เจ้าของบ้านทำหน้าที่ผสมวิสกี้โซดา เขากล่าวกับแขกของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า

"เพื่อมิตรภาพของเรา เราดื่มกันสักครู่นะครับ ค่อยรับประทานอาหาร"

นิกรยิ้มอย่างกระดากกระเดื่อง

"มีการเลี้ยงอาหารค่ำแน่นอนหรือครับ"

จิวทงหัวเราะชอบใจ

"แน่นอนครับ พวกคุณทั้งสี่คนและท่านเจ้าคุณจะได้รับประทานอาหารที่โอชารสที่สุด วันนี้ผมจะเลี้ยงพวกคุณเต็มที่ ผมต้องการเอาชนะคุณหมอดิเรกครับ ผมจะให้คุณหมอได้รู้ความจริงว่ามนุษย์เราจำเป็นจะต้องกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์ สำหรับใบไม้หรือหญ้าเหมาะแก่สัตว์จำพวก ช้าง ม้า วัว ควายเท่านั้น" พูดจบเขาก็ลุกขึ้นถือแก้วเหล้าไปเสิร์ฟให้คณะพรรคสี่สหายคนละแก้ว แล้วกลับมานั่งบนเก้าอี้นวมตามเดิม หยิบแก้วสีเหลืองอีกแก้วหนึ่งส่งให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ขอบคุณครับ" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ "คุณสปอร์ตและใจดีมากคุณจิวทง"

คนรับใช้ร่างสูงใหญ่คนหนึ่งแบกถาดไม้เดินเข้ามาในห้อง ชายหนุ่มผู้นั้นวางถาดลงบนโต๊ะหยิบจานกับแกล้มสองจานพร้อมด้วยช้อนซ่อมอีกหลายคู่ออกมาจากถาด

จิวทงโบกมือไล่คนใช้ให้ออกไปจากห้อง แล้วลุกขึ้นถือจานกับแกล้มจานหนึ่งกับช้อนซ่อมอีก ๔ คู่ เดินมาข้างโซฟาวางลงบนโต๊ะนั้น

นิกรมองดูจานกับแกล้มเสียก่อน จึงหันไปทางจิวทงซึ่งกลับไปนั่งที่เดิมของเขา

"ลาบใช่ไหมครับ"

เจ้าของบ้านยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"ครับ พ่อครัวของผมมีวิธีปรุงลาบแบบใหม่อร่อยกว่าลาบที่พวกคุณเคยรับประทานมา ลาบแบบนี้ไม่ใส่ข้าวคั่วครับ ปรุงคล้ายๆ ยำ ใส่น้ำพริกเผาตะไคร้ใบมะกรูด ใบสะระแหน่และอะไรอีกหลายอย่าง เนื้อของมันมีม้าม ตับ ไส้อ่อน ปอดและหัวใจ ลองดูซีครับ ทานกับเหล้าวิเศษสุดไม่มีอะไรเปรียบ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าของบ้านได้ดื่มเหล้ากันและสนทนากันถึงเรื่องกิจการค้า แล้วก็เปลี่ยนเป็นเรื่องอาหารการกิน ดร.ดิเรกพยายามอธิบายให้นายจิวทงฟังว่า สันติสุขอันแท้จริงจะเกิดขึ้นแก่โลกนี้ ถ้าหากว่าชาวโลกกินใบไม้ใบหญ้าหรือแมลงต่างๆ เป็นอาหาร

ลาบของนายจิวทงมีรสชาดเอร็ดอร่อยมาก สี่สหายชมเปาะไปตามๆ กัน คนใช้นำกับแกล้มมาเสิร์ฟให้อีก คราวนี้เป็นแหนม แต่ชิ้นของมันใหญ่มากมีผักต่างๆ และเครื่องของมันพร้อม วิสกี้ตราขาวหมดไปหนึ่งขวดแล้ว พอเริ่มขวดที่สองได้สักครู่แหนมที่ยกมาทั้งสองจานก็หมดเกลี้ยง

นายจิวทงนักธุรกิจเจ้าของเหมืองแร่ผู้นี้ไม่ใช่นักดื่มคอทองแดง เมื่อดื่มเหล้าเข้าไปเพียง ๒ แก้วเขาก็เริ่มมึนเมา ใบหน้าแดงกล่ำ เขาพูดคุยและหัวเราะเสียงเอะอะเอ็ดตะโร เขาได้โอ้อวดว่าเขาเป็นนักกินอาหารชั้นเยี่ยมของโลก เพื่อนฝูงของเขาทุกคนต่างยกย่องเขาในเรื่องนี้ ในที่สุดเขาก็กล่าวกับ ดร.ดิเรกอย่างกันเองว่า

"คุณหมอบอกผมหน่อยเถอะ อาหารจำพวกเนื้อนั้น เนื้อสัตว์ชนิดไหนอร่อยที่สุด"

นายแพทย์หนุ่มทำตาปริบๆ

"เอ อย่างนี้ตอบยากครับ รสนิยมและลิ้นของคนเรานั้นไม่เหมือนกัน อย่างผมยังงี้ชอบเนื้อหมูมากที่สุดแต่พวกแขกเขาเกลียดหมูที่สุด ไม่มีใครยอมกินหมูเลย"

จิวทงหัวเราะชอบใจ ยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มประมาณครึ่งแก้วแล้วยิ้มให้เสี่ยหงวน

"อาเสี่ยว่ายังไง เนื้อสัตว์ชนิดไหนอร่อยที่สุด"

กิมหงวนอมยิ้ม

"ผมว่าเนื้ออีเก้งละคุณ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผมชอบเนื้อไก่ ไม่ว่าจะทำอะไรอร่อยทั้งนั้น ย่างก็อร่อย แกงเผ็ด ต้มข่าหรือทำข้าวต้มก็อร่อย"

จิวทงหัวมาทางนายพัชราภรณ์

"คุณล่ะคุณพล"

พลว่า "สำหรับผมชอบกินนกครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"ผมชอบปลาต่างๆ เนื้อหนูหรือเนื้อวัวตลอดจนเป็ดไก่ กินมาแต่เล็กแต่น้อยผมเบื่อแล้ว แล้วคุณล่ะชอบกินเนื้อสัตว์ชนิดไหน"

จิวทงหัวเราะหึๆ

"ก็ที่พ่อครัวเขาทำลาบและแหนมมาให้เรารับประทานน่ะซีครับ"

"อ๋อ เนื้อหมูนั่นเอง" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ

"มิได้ครับ" จิวทงพูดเสียงอ้อแอ้พลางหัวเราะ "ผมเป็นลูกจีน พอเกิดมาก็กินแต่หมูเลยเบื่อเหมือนยารุ เป็ดไก่ก็เบื่อครับ ยิ่งเนื้อวัวเบื่อที่สุด"

ดร.ดิเรกชักสงสัยก็กล่าวถามขึ้นทันที

"แล้วลาบกับแหนมที่เรารับประทานแกล้มเหล้าทำด้วยเนื้อสัตว์ชนิดใดล่ะครับ ถ้าไม่ใช่เนื้อวัวหรือเนื้อหมู"

จิวทงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"คุณหมอว่าอร่อยไหม"

"ออไร๋ อร่อยมากเชียวคุณ"

สุภาพบุรุษลูกจีนมองดูคณะพรรคสี่สหายอย่างภาคภูมิ นิ่งอึ้งไปสักครู่จึงกล่าวว่า

"พวกคุณและท่านเจ้าคุณคงจะแปลกใจมาก ถ้าผมจะขอเรียนให้ทราบว่าลาบและแหนมที่เรารับประทานเข้าไปนั้นคือเนื้อมนุษย์เราดีๆ นี่เองแหละครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กันเหมือนกับถูกเข็มแทง ทั้ง ๕ คนหน้าซีดเผือด ใจเต้นระทึกและอ้าปากหวอไปตามกัน

"คุณจิวยี่" ดร.ดิเรกตะโกนลั่น

"ผมชื่อจิวทงครับ" เจ้าของบ้านพูดยิ้มๆ

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คุณพูดเล่นหรือพูดจริงๆ ครับ"

"เป็นความจริงครับคุณหมอ อย่าสงสัยอะไรอีกเลยครับ ผมสาบานได้ว่าลาบแกล้มเหล้าที่เรากินเข้าไปนั้นทำจากเครื่องในมนุษย์ ส่วนแหนมทำจากเนื้อมนุษย์ ซึ่งพ่อครัวของผมมีความชำนาญในการปรุงอาหารจากเนื้อมนุษย์มาก ทำได้ทั้งอาหารฝรั่ง อาหารไทยและอาหารจีน ประเดี๋ยวพวกคุณจะได้รับประทานอาหารแบบจีนที่ทำจากเนื้อมนุษย์ แกงจืดเครื่องในคน ไข่ดันผัดเห็ดสด เนื้อคนผัดน้ำมันหอย ซี่โครงคนอบแซ่อิ้ว กระเพาะคนผัดเกี่ยมไฉ่ และเนื้อคนน้ำแดง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอขย้อนผะอืดผะอมไปตามๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ตายแน่ พวกเรากลายเป็นอีแร้งไปแล้วโว้ยหรือม่ายกลายเป็นมนุษย์กินคนในเกาะนิวกินี"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เป็นไปไม่ได้หรอกครับคุณอา คุณจิวทงแกอยากมีอารมณ์ขันเหมือนพวกเรา แกล้อเราเล่นสนุกๆ น่ะครับ แกไม่ใช่ยักษ์มารหรือมนุษย์ใจเหี้ยมแบบซีอุย จะได้กินเนื้อมนุษย์"

จิวทงหัวเราะอย่างขบขัน

"ให้ผมรากเลือดลงแดงตายซีเอ้า ลาบกับแหนมที่พวกคุณกินเข้าไปทำจากเนื้อมนุษย์จริงๆ อาหารค่ำมื้อนี้พ่อครัวของผมก็ทำจากเนื้อมนุษย์ทั้งสิ้น ไม่เห็นจะน่าตื่นเต้นตกใจหรือแปลกใจอะไรนี่ครับ ผมกับคนของผมนิยมกินเนื้อมนุษย์มากกว่าเนื้อสัตว์อย่างอื่น ซึ่งมันอร่อยกว่ากัน เนื้อคนมีความเหนียวเช่นเดียวกับเนื้อหมู แต่อร่อยกว่าหลายร้อยเท่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับดิเรกทำท่าจะอาเจียร นิกรกับกิมหงวนนั่งทำตาปริบๆ พลยิ้มให้นายจิวทงแล้วกล่าวว่า

"เป็นตายอย่างไรผมก็ไม่ยอมเชื่อว่าเป็นความจริง มนุษย์กินมนุษย์มีอย่างที่ไหนครับ คุณเป็นคนมีอารมณ์ขันสนุกดีเหมือนกัน"

นายจิวทงขมวดคิ้วย่น

"คุณพลคิดว่าผมพูดเล่นหรือครับ"

"ครับ แต่เพื่อนผมกับคุณอาจะอ้วกอยู่แล้ว"

เจ้าของบ้านผลุนผลันลุกขึ้นยืนเดินออกไปจากห้องรับแขกอย่างรีบร้อน สักครู่ก็กลับเข้ามาทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้นวมตามเดิม แล้วกล่าวกับแขกของเขาทุกคนด้วยเสียงหัวเราะ

"ประเดี๋ยวพวกคุณก็จะรู้เองว่าผมพูดเล่นหรือพูดจริง ผมทานเนื้อมนุษย์มาเป็นเวลาประมาณ ๖ เดือนแล้วครับ ตอนแรกก็รู้สึกตะขิดตะขวงใจบ้าง แต่แล้วความอร่อยของมันก็ทำให้ผมและคนของผมติดอกติดใจ เราทำอาหารกินกันแทบทุกวัน"

เสี่ยหงวนมีทีท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"แล้วทำไมคุณไม่บอกผมแต่แรกว่าลาบและแหนมทำจากเนื้อคน"

"โธ่ อาเสี่ยก็ไม่เห็นจะน่ารังเกียจอะไรนี่ครับ มนุษย์ก็เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่ง เมื่อเรากินเนื้อวัวเนื้อควายและเนื้อสัตว์อื่นๆ ได้ เราก็ควรกินเนื้อคนได้เช่นเดียวกัน เชื่อผมเถอะครับเนื้อมนุษย์โอชารสที่สุดมีวิตามินโปรตีนพร้อม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มหน้ามองดูกระโถนปากแตรที่วางอยู่แทบเท้าท่านแล้วอ้วกลงกระโถนทันที อาเสี่ยทำท่าจะอ้วกบ้างแต่นิกรห้ามไว้

"อย่าโว้ย น่าเสียดาย ไหนๆ กินเข้าไปแล้วก็ปล่อยให้มันเลยตามเลย เราเข้าบ้านผิดเสียแล้วดันผ่ามาบ้านยักษ์"

แทนที่จะโกรธแคืองเจ้าของบ้านกลับหัวเราะชอบใจ

ดร.ดิเรกพยายามสะกดกลั้นความผะอืดผะอมไว้ เขาโบกมือห้ามเพื่อนๆ ของเขาให้สงบปากเสียง นายแพทย์หนุ่มมองดูหน้าจิงทงอย่างพิจารณา แล้วกล่าวถามว่า

"บอกผมหน่อยซิว่าคุณได้เนื้อมนุษย์มาจากไหน"

จิวทงยิ้มแค่นๆ

"ผมซื้อมาจากโรงพยาบาลครับ ขอซื้อจากญาติของคนตายที่เป็นคนจน ศพหนึ่งอย่างแพงก็ ๓๐๐ บาทเท่านั้น ต้มซุปไว้กินได้หลายวัน เนื้อและเครื่องในทำอาหาร บางทีก็ต้มพะโล้ไว้บ้าง ทำเค็มตากแห้งแบบเนื้อเค็มบ้าง"

ดร.ดิเรกสั่นศีรษะช้าๆ เขาไม่เชื่อว่าจิวทงซื้อศพคนตายเอามากิน เขากำลังสงสัยว่าจิวทงเป็นฆาตกรซีอุยมนุษย์กินคน หรือมิฉะนั้นจิวทงก็อาจป่วยเป็นโรคจิต

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป ชายหนุ่มชาวจีนคนหนึ่งเป็นคนใช้ของนายจิวทง ก็หิ้วหม้อเขียวหูหิ้วขนาดใหญ่ใบหนึ่งเดินเข้ามา เขาวางหม้อลงกลางห้องข้างๆ นายของเขา จิวทงโบกมือไล่คนใช้ให้ออกไปจากห้องแล้วยิ้มให้คณะพรรคสี่สหาย

"ลุกมาดูหม้อซุปของผมนี่ซีครับ"

พล นิกร กิมหงวน และดร.ดิเรกต่างลุกขึ้นเดินเข้ามายืนรวมกลุ่มข้างหม้อเขียวใบนั้น ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งดูอยู่บนเก้าอี้ นายจิวทงหยิบทัพพีคนลงไปที่ก้นหม้อคุ้ยก้อนเนื้อในหม้อให้ลอยขึ้นมา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน นายจิวทงไม่พูดเล่น เขากินเนื้อมนุษย์จริงๆ ในหม้อซุปมีมือของผู้หญิงสองมือและเนื้อแขนที่ตัดเป็นท่อนๆ

"โอ๊ย" นิกรร้องลั่น "คุณจิวทง คุณเป็นยักษ์แน่ๆ อ้วก " แล้วนิกรก็อ้วกลงบนพรมปูพื้น

เมื่อรู้แน่นอนว่าลาบและแหนมที่กินเข้าไปนั้นทำจากเนื้อมนุษย์ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็อาเจียรโอ้กอ้ากไปตามกัน ส่วนจิวทงเขานั่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ตลอดเวลา

"ท่านเจ้าคุณและพวกคุณคิดมากไปเอง คนเป็นสัตว์โลกที่สะอาดและน่ากินกว่าสัตว์ทั้งหลาย นั่งกินเหล้ากันต่อไปเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เผ่นพรวดลุกขึ้นยืน

"ผมผะอืดผะอมจนไม่สบายแล้วคุณจิวทง เห็นจะต้องลากลับบ้านเสียที"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ผมก็ขอลาเช่นเดียวกัน" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็หันมาทางเพื่อนเกลอของเขา "กลับเถอะโว้ยพวกเรา กันคลื่นเหียนวิงเวียนจะตายอยู่แล้ว"

จิวทงลุกขึ้นยืนแล้วกล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม

"อย่าเพิ่งกลับซีครับ กรุณาให้เกียรติร่วมรับประทานอาหารกับผมสักครั้ง วันนี้ผมได้พบศพสาวสวยอายุในราว ๒๐ ปีเท่านั้น ซึ่งเราได้กินลาบเครื่องในของหล่อนแล้ว ส่วนแหนมทำจากเนื้อผู้หญิงคนหนึ่งเมื่อสามวันมานี้เอง รับประทานอาหารกันก่อนเถอะครับ"

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"พวกผมไม่ใช่ยักษ์จะกินกับคุณได้อย่างไร ไม่ไหวละครับ คุณหลอกพวกผมให้มากินเนื้อมนุษย์" แล้วอาเสี่ยก็ทำหน้าเบ้แลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย "อั้วะ อ้วก ตายแน่กู ยังกะแพ้ท้อง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเดินโซซัดโซเซไปจากห้องโถง นายจิวทงยืนหน้าจ๋อย เขาตั้งใจจะเลี้ยงคณะพรรคสี่สหายให้เต็มที่แต่อาหารยังไม่ทันตั้งโต๊ะ แขกผู้มีเกียรติของเขาก็กลับไปเสียแล้ว

ดร.ดิเรกเป็นหมอจึงตัดใจลืมความผะอืดผะอมได้ก่อนเพื่อน นายแพทย์หนุ่มเห็นว่าเพื่อนเกลอทั้งสามกับพ่อตาของเขากำลังโอ้กอ้ากคลื่นเหียนวิงเวียน ก็รับอาสาขับรถและนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนพล นิกร กิมหงวน นั่งอยู่ตอนหลังรถเสียงโอ้กอ้ากดังอยู่ตลอดเวลา

อย่างไรก็ตามเมื่อรถออกมาถึงถนนพหลโยธิน ทุกคนก็มีอาการดีขึ้น คงเหลือแต่ความรู้สึกสะอิดสะ เอียนเท่านั้น

"ซวยไปตลอดปี" อาเสี่ยพูดขึ้นอย่างเดือดดาล "ของอื่นถมไปไม่กิน เสือกกินเนื้อมนุษย์ เคราะห์ดีเหลือเกินที่นายจิวทงแกบอกให้เรารู้เสียก่อน ถ้าแกไม่บอกพวกเรากินข้าวกับแก ก็คงกินเนื้อคนเข้าไปอีกเยอะแยะ สงสัยว่านายจิวทงแกมีสติวิปลาสแน่ๆ "

ดร.ดิเรกพูดขัดขึ้น

"โน กันสังเกตแววตาของนายจิวทงแล้ว แกไม่ใช่คนไข้โรคจิต ม่านตาของเขาบอกให้กันรูว่าเขายังมีสติสัมปชัญญะเหมือนคนธรรมดา แต่กันรู้สึกว่าประกายนัยน์ตาของเขาบางขณะแข็งกร้าว แบบอาชญากรใจเหี้ยม"

พลเห็นพ้องด้วย ชะโงกตัวมาพูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"นั้นน่ะซีหมอ กันกำลังจะบอกแกอยู่ทีเดียว ไม่มีปัญหาอะไรอีก นายจิวทงเป็นมนุษย์กินคนจริงๆ และกันไม่เชื่อว่าเขาซื้อศพจากโรงพยาบาลเอามากิน"

"ออไร๋ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้หรือไม่มีเหตุผลพอที่จะเชื่อได้ ญาติของผู้ตายจะยอมขายศพก็ต่อเมื่อแพทย์หรือนิสิตแพทย์ขอซื้อ เพื่อประโยชน์ในทางวิชาการแพทย์ เอาละ ติ๋งต่างว่านายจิวทงซื้อศพได้จริงๆ ศพมนุษย์คนหนึ่งไม่ใช่เล็กๆ เขาจะเอามาบ้านได้อย่างไร"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อาสงสัยเสียแล้วโว้ยพล หมอนี่อาจเป็นฆาตกรใจเหี้ยมผิดมนุษย์ก็ได้ คือฆ่าคนแล้วเอาศพไปทำอาหารกิน เหยื่อของเขาอาจจะเป็นผู้หญิงและเด็กๆ "

เสียงพึมพำดังขึ้นลั่นรถ คณะพรรคสี่สหายวิจารณ์กันในเรื่องนี้สักครู่ ก็ลงความเห็นเช่นเดียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทุกคนหายผะอืดผะอมแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวขึ้นว่า

"ถ้านายจิวทงเป็นฆาตกร เขาก็เป็นจอมฆาตกรที่น่ากลัวที่สุดในยุคนี้ เพราะเขาไม่ใช่คนอันธพาลหรือบุคคลจำพวกอาชญากร เขาเป็นนักธุรกิจที่มีฐานะดีเป็นเจ้าของเหมืองแร่ กว่าตำรวจจะรู้ความจริงในเรื่องนี้และจับเขาได้ก็กินคนนับร้อย"

นิกรว่า "ย้อนกลับไปโรงพักบางซื่อหรือเรา แจ้งให้ตำรวจทราบในฐานะที่เราเป็นพลเมืองดี ให้ตำรวจรวบนายจิวทงเสียคืนนี้"

"ก็ดีเหมือนกัน แต่ป่านนี้นายจิวทงคงทำลายหลักฐานพยานวัตถุเสียแล้วก็ได้ คือใช้ให้คนเอากระดูกและเนื้อหนังมนุษย์ไปทิ้งให้พ้นบ้าน ในที่สุดถ้าตำรวจค้นบ้านก็ไม่ได้อะไร นายจิวทงอาจจะฟ้องเราว่าแจ้งความเท็จใส่ร้ายเขาทำให้เขาเสื่อมเสียเกียรติยศชื่อเสียง"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ

"เออ แกรอบคอบดีนี่หว่า"

พลหัวเราะเบาๆ

"ไม่ดีจะเลี้ยงแกมาจนโตหรือ"

นิกรสะดุ้งเล็กน้อย

"แกก๊อเป็นพ่อกันน่ะซี"

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นรถยนต์พร้อมๆ กัน อาเสี่ยกิมหงวนออกความเห็นอย่างแยบคายว่า

"เอายังงี้ดีกว่าวะพวกเรา กลับไปบ้านก่อนแล้วตอนดึกเราพากันมาที่บ้านนายจิวทงอีก เล็ดลอดเข้าไปในบ้านเขาพยายามค้นหาหลักฐาน เป็นต้นว่าที่ฝังหัวกระโหลกและกระดูกมนุษย์ซึ่งคงอยู่ในบ้านนั้น บางทีเราอาจได้พบห้องขังซึ่งนายจิวทงจับเด็กหรือผู้หญิงที่ตกเป็นเหยื่อของเขาไปขังไว้ก็ได้ เขาชอบกินเนื้อมนุษย์มากเขาก็ต้องขังคนไว้บ้างละ อย่างน้อยก็คนหนึ่งหรือสองคน ถ้ามีหลักฐานพยานวัตถุเราก็แจ้งให้ตำรวจบุกจับนายจิงทงกับคนของเขาทันที"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"ความคิดของแกไม่เลวอ้ายหงวน เอาโว้ยเราร่วมมือด้วย กันเกลียดขี้หน้านายจิวทงเต็มทนแล้ว คนเราถ้าลงกินคนด้วยกันได้ ขืนคบกับมันพอเราเผลอหน่อยเดียวมันก็จับเราตัมซุปกินเสียเท่านั้น"

กิมหงวนชะโงกหน้ามองดูนายพัชราภรณ์

"เอายังงี้นะพล ในราวตีสองเราย้อนมาบ้านนายจิวทง เราแต่งตัวเป็นอ้ายโม่งคลุมหน้าเสีย"

พลพยักหน้า

"เอาก็เอา กันเฉลียวใจเหมือนกันว่าอาจจะมีผู้เคราะห์ร้ายจำนวนหนึ่งถูกกักขังอยู่ในบ้านนั้น เราควรจะช่วยเขาให้ได้รับอิสรภาพและรอดพ้นจากความตาย หมอนี่โหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะเขาไม่ใช่คนจำพวกอาชญากร"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ฆาตกรแบบนายจิวทงนี่แหละตำรวจไม่ได้ระแวงสงสัยในตัวเขาเลย เพราะเป็นนักธุรกิจที่มีฐานะความเป็นอยู่อย่างสูง แบบนี้เรียกว่าผู้ร้ายผู้ดี ที่อินเดียก็เคยมีตัวอย่างมาแล้ว พระอนุชาของมหาราชาองค์หนึ่งเป็นเจ้าหนุ่มที่มีชื่อเสียงในวงสังคม แต่หลังฉากของพระองค์นั้นทรงเป็นหัวหน้าโจรก๊กใหญ่ ดักปล้นขบวนพ่อค้าฆ่าคนตายมามากต่อมาก ตอนนั้นอินเดียยังตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ รัฐบาลได้ส่งทหารกูระข่าหนึ่งกองพันและทหารกูระขิงอีกหนึ่งกองพันปราบโจรก๊กนั้น เมื่อนายโจรถูกปืนกลของทหารตายในการสู้รบก็ปรากฎว่านายโจรคือเจ้าชายอาลีสุลิมาน พระอนุชาของท่านมหาราชาสิงหนาถจันทรโภช"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"เดี๋ยวโว้ยดิเรก พ่อสงสัยเสียแล้ว ทหารกูระข่าน่ะพ่อรู้จักและเคยเห็นแต่ทว่าทหารกูระขิงเป็นยังไงเพิ่งเคยได้ยิน"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"ก็ทหารพรานภูเขายังไงล่ะครับ คู่กับทหารกูระข่า ที่เรียกว่าทหารกูระขิงนั้นผมตั้งขึ้นเอง"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"ถ้ายังงั้นอีกหน่อยก็คงมีทหารกูระกระทือ กูระมะกรูด กูระหอม กูระกระเทียมเป็นแน่"

กิมหงวนว่า "แล้วก็ต้องมีกูระครกด้วย จะได้ปรุงเป็นเครื่องแกงไก่กินกับเหล้าอร่อยไปเลย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ต่อจากนั้นสี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปรึกษาหารือกันที่จะบุกบ้านนายจิวทงในตอนดึกวันนี้ ท่านเจ้าคุณขอตัวไม่ร่วมงานด้วย ท่านบอกว่าท่านแก่แล้ว การเสี่ยงภัยแบบบุกรุกเข้าไปในบ้านคนอื่นยามวิกาลไม่เหมาะสำหรับท่าน สี่สหายไม่ขัดข้อง และตกลงกันว่าจะพาเจ้าแห้วมาด้วย

ดึกสงัดคืนวันนั้น ฟ้ามืดไม่มีพระจันทร์มีแต่ดวงดาวระยิบระยับ อากาศเย็นแต่ไม่ถึงกับหนาว

เวลาประมาณ ๑.๓๐ น.

รถเก๋งคันใหญ่เปิดไฟเล็กคลานเอื่อยๆ มาตามถนนซอยบ้านนายจิวทงอย่างแช่มช้า คนขับรถคือเจ้าแห้วนั่งคู่กับนิกรซึ่งสัปหงกมาตลอดทาง ส่วนพล กิมหงวนและดร.ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถ สี่สหายกับเจ้าแห้วแต่งกายในชุดสีที่กลืนกับความมืด สวมกางเกงขายาวและเสื้อยืดคอกลม เมื่อรถใกล้จะถึงจุดหมายพลก็ชะโงกหน้าพูดกับเจ้าแห้วเบาๆ

"เฮ้ย หยุดมุมรั้วบ้านข้างหน้าและกลับรถเสียให้เรียบร้อย"

เจ้าแห้วปฏิบัติตามคำสั่ง บังคับคาดิลแล็คเก๋งมาหยุดริมรั้วบ้านนายจิวทง หลังจากนั้นก็ถอยหลังกลับรถให้เรียบร้อยจอดคาดิลแล็คเก๋งชิดซ้ายขอบถนน ตามเวลาดังกล่าวนี้พวกชาวบ้านกำลังหลับนอนกันอย่างสบาย ความเงียบสงัดปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง แสงไฟหน้าประตูรั้วบ้านของนายจิวทงส่องสลัวลาง รั้วบ้านของเขาทั้งสี่ด้านเป็นรั้วลวดตาข่ายเส้นใหญ่แบบทันสมัยสูงประมาณ ๒ เมตรเศษ

ดร.ดิเรกเอื้อมมือขวาเขกกบาลนิกรค่อนข้างแรงเสียงดังโป๊ก

"เฮ้ย ตื่นเสียทีซีโว้ย"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง เคี้ยวปากจั๊บๆ แล้วหันมามองดูเพื่อนทั้งสาม พูดเสียงงัวเงียว่า

"ถึงแล้วเรอะ"

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับคณะพรรคของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ลงรถโว้ยพวกเรา แล้วเอาผ้าสีดำที่เตรียมมาปิดปากและจมูกเราให้เรียบร้อยก่อนที่พวกเราจะบุกเข้าไปในบ้านนายจิวทง"

สี่สหายพากันลงจากรถ เจ้าแห้วตามลงมาเป็นคนสุดท้าย หลังจากเขาเลื่อนกระจกเก๋งขึ้นเรียบร้อยแล้วเจ้าแห้วก็ปิดประตูใส่กุญแจรถ ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียวสี่สหายกับเจ้าแห้วก็อยู่ในสภาพของผู้ร้ายบรรดาศักดิ์ ทุกคนใช้ผ้าสีดำขนาดผ้าพันคอลูกเสือปิดหน้านับตั้งแต่จมูกลงมา สี่สหายมีปืนพกเหน็บอยู่ใต้เข็มขัดคนละกระบอก ส่วนเจ้าแห้วมีมีดพกคู่มือห้อยอยู่ที่เข็มขัด พลทอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณนั้นแล้วกล่าวกับทุกคน

"อย่าตื่นเต้นเมื่อเราบุกเข้าไปในบ้านเขา ตามกันไป เราจะปีนรั้วทางด้านข้างซึ่งมืดและปลอดภัยกว่าด้านหน้า"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ร้องอ้ายเสือเอาวาเอาฤกษ์เสียหน่อยดีไหม ยิงปืนสักสองสามนัด"

"ไม่ต้องๆ อย่าลืมว่าตำรวจกองกำลังที่รักษาสถานีวิทยุกรมประชาสัมพันธ์อยู่ห่างจากเราประมาณ ๒๐๐ เมตรเป็นอย่างมาก ถ้าขืนร้องอ้ายเสือเอาวายิงปืนเอาฤกษ์ เราก็มีหวังเจอบาเร็ตต้าของตำรวจ"

ทุกคนเดินฝ่าความมืดตามพลเข้าไปในที่ว่างริมรั้วบ้านด้านใต้ของบ้านนายจิวทง เมื่อมองผ่านรั้วเข้าไปในบ้านก็แลเห็นตัวตึกซึ่งเปิดไฟไว้สองสามดวงตามมุมตึกและด้านหลัง ด้านหน้า

พลชูมือขวาขึ้นเป็นสัญญาณให้ทุกคนหยุดเคลื่อนที่ แล้วเขาก็กระซิบกระซาบกับนิกรเบาๆ

"เป็นไง เข้มแข็งดีหรืออ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เข้มแข็งน่ะเข้มแข็ง แต่เสียวแข้งขาว่ะ แกดูให้ดีหมาฝรั่งตัวสูงแค่สะดือเรายืนอยู่ใต้ต้นไม้ในบ้านนั้นและกำลังจ้องมองมาที่เรา ขืนปีนเข้าไปมันฟัดตายห่า"

ทุกคนต่างมองไปที่ต้นตะแบก แสงไฟข้างตึกส่องสลัวลางช่วยให้เห็นสุนัขอัลเซเชี่ยนขนาดใหญ่สีดำมะเมื่อมตัวหนึ่ง เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกสุดตัว

"โอ้โฮ รับประทานตัวใหญ่ยังกะเสือ"

ดร.ดิเรกยกมือตบหลังเจ้าแห้ว

"หมามันไม่ฉลาดกว่าคนหรอกว่ะ เรื่องนี้อ้ายกรย่อมมีความสามารถดีกว่าพวกเรา ปล่อยให้อ้ายกรจัดการกับหมาตัวนี้ก่อน"

"อย่ายอโว้ย ไม่สำเร็จแน่"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"ไม่ใช่ยอกันพูดจริงๆ และแกก็ไม่ต้องถ่อมตัว"

กิมหงวนตบบ่านิกรเบาๆ

"อย่าร่ำไรเลยวะอ้ายกร แกปีนเข้าไปก่อนเถอะ หาทางเจรจากับหมาตัวนั้นด้วยสันติวิธี"

นิกรชักฉิว

"ปู้โธ่ กันไม่ใช่หมานะโว้ยจะได้พูดภาษาหมารู้เรื่อง"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"น่า คนเก่งละก้อมักจะชอบถ่อมตัวเสมอ คบกันมานานแล้วกันไม่รู้จักสมรรถภาพของแกหรือ แกเป็นนักจิตวิทยาชั้นเยี่ยมคนหนึ่ง หมาดุๆ ไม่เคยเห่าหรือกัดแกเลย"

เจ้าแห้วสนับสนุนด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

"รับประทานเป็นความจริงครับ เรื่องนี้คุณนิกรแกแน่จริงๆ "

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"เอาวะ มนุษย์เราทุกๆ คนก็ล้วนแต่ชอบยกยอปอปั้นด้วยกันทั้งนั้น เมื่อพรรคพวกช่วยกันยออย่างนี้กันจะทนได้อย่างไร อ้า รอกันอยู่นี่นะกันจะปีนรั้วเข้าไปเจรจากับอ้ายหอกนั่น แต่ว่ามันตัวใหญ่เหลือเกิน ถ้ามันไม่ยอมฟังเสียงขย้ำคอหอยกันเข้าก็เสร็จมันแน่"

ครั้นแล้วนิกรก็พนมมือไหว้พระว่าคาถาเมตตาเพื่อให้เจ้าอัลเซเชี่ยนของนายจิวทงนึกเอ็นดูเขา แล้วนิกรก็ยืดหน้าอกบังคับใจตนเองให้เข้มแข็ง ปีนรั้วไปบนรั้วลอดตาข่ายเส้นใหญ่อย่างระมัดระวัง เจ้าอัลเซเชี่ยนยืนสงบเตรียมพร้อมที่จะปิดฉากโจมตี มันขู่คำรามในลำคอเบาๆ แต่มันไม่ชอบเห่า สุนัขตัวนี้ดุร้ายที่สุด ตอนกลางวันถูกขังไว้ในกรงตอนกลางคืนนายจิวทงได้ปล่อยมันให้ได้รับอิสรภาพทำหน้าที่เผ้าบ้านดีกว่าแขกยามเสียอีก เพราะมันวิ่งรอบบ้านหูไวตาไวและมีอำนาจในตัวของมันเอง

พอนิกรกระโดดตุ้บเข้ามาในรั้ว อ้ายดำปลอดก็ปราดเข้ามาหานิกรในลักษณะครึ่งเดินครึ่งวิ่ง นิกรลงนั่งคลานสี่ตีนแบบสุนัขแล้วร้องอี๊ดๆ ผูกมิตรกับเจ้าอัลเซเชี่ยน

อ้ายดำหยุดชะงัก ทำหูชันเอียงคอซ้ายขวามองดูนายจอมทะเล้นอย่างแปลกใจ แต่แล้วมันก็คำรามในลำคอ

"ฮื่อ แฮ่ "

นิกรร้องอี๊ดๆ คลานเข้ามานอนหงายแบบสุนัขที่ยอมจำนนคู่ต่อสู้โดยไม่มีเงื่อนไข เขาล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบห่อกระดาษห่อหนึ่งออกมาแก้ออก แล้วหยิบของในห่อคือหมูแผ่นสามสี่ชิ้นส่งให้เจ้าอัลเซเชี่ยน อ้ายดำปรอดอ้าปากงับหมูแผ่นเคี้ยวกินอย่างเอร็ดอร่อย เท่านี้เองมิตรภาพระหว่างหมากับคนก็เริ่มต้นขึ้นทันที

เจ้าอัลเซเชี่ยนกระดิกหางร้องอี๊ดๆ เลื่อนตัวเข้ามาแลบลิ้นเลียใบหน้านิกร นายจอมทะเล้นลุกขึ้นนั่งยกมือขวากอดคออ้ายดำปรอดไว้ การกระทำของนิกรทำให้ พล กิมหงวน ดร.ดิเรกและจ้าแห้วตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว

นิกรกอดจูบลูบคลำมันจนเชื่อง แล้วเขาก็มองไปที่รั้วยกมือใส่ปากเป่าเปี๊ยว โบกมือเป็นสัญญาณเรียกพรรคพวก พลปีนรั้วเข้ามาในบ้านนายจิวทงทันที ดร.ดิเรก กับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วติดตามเข้ามาด้วย เจ้าอัลเซเชี่ยนมองดูสามสหายกับเจ้าแห้วแล้วคำรามฮื่อๆ นิกรตบหัวมันและกระซิบบอกมัน

"พวกเดียวกันโว้ย เพื่อนข้าทั้งนั้น"

"หือ" เจ้าอัลเซเชี่ยนคราง

"ถูกแล้วพรรคพวกของข้า อย่าทำเขานะ พรุ่งนี้ข้าจะซื้อเนื้อวัวมาฝากสักสองโล"

อ้ายดำปรอดยิ้มพยักหน้ารับทราบแล้วกระดิกหาง

นิกรชี้มือไปทางสวนหลังบ้านแล้วไล่มันไป อ้ายดำปรอดเป็นสัตว์เดรัจฉานก็จริง แต่มันมีความกตัญญูรู้คุณมาก เพียงแต่ให้กินหมูแผ่นของนิกรสามสี่ชิ้น มันก็สำนึกในบุญคุณของเขาสิ้นสุดความดุร้ายสำหรับนิกรและยอมเชื่อฟังเขา เดินดุ่มๆ ไปทางสวนหลังบ้านแต่โดยดี

นิกรผลุดลุกขึ้นเดินเข้าไปหาคณะพรรคของเขาอย่างยิ้มแย้ม ดร.ดิเรกปราดเข้ามายื่นมือให้นิกรจับทันที

"ยูแน่มาก ยูรู้ภาษาหมาเหมือนกับยูเป็นหมาตัวหนึ่ง"

นายจอมทะเล้นสะดุ้งเล็กน้อย

"หาคำชมให้มันไพเราะกว่านี้สักหน่อยไม่ได้หรือหมอ"

พลพาอาเสี่ยกับเจ้าแห้วเข้ามาหา นายพัชราภรณ์หัวเราะหึๆ

"แกเก่งจริงๆ อ้ายกร ท่าทางของแกเหมือนหมาไม่มีผิด ร้องครางหงิงๆ ก็เหมือนกันว่ะ"

"แล้วกัน" นิกรอุทานขึ้นอย่างโมโห "อุตส่าห์ช่วยเจรจากับหมาจนปลอดภัยแล้วยังหาว่ากันเป็นหมาเสียอีก อย่ามัวร่ำไรอยู่เลยโว้ยจะเอายังไงก็เอากัน ขืนโอ้เอ้คนในบ้านตื่นขึ้นมาเห็นเข้าก็ยุ่งเท่านั้น"

สี่สหายต่างประชุมปรึกษาหารือกันด้วยเสียงกระซิบกระซาบ สักครู่พลก็พาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าแห้วบุกเข้าไปที่ตัวตึกอย่างระมัดระวัง เดินอ้อมไปทางหลังตึกท่ามกลางความสงบเงียบและหนาวเย็น ทุกคนค่อยๆ ย่องขึ้นบันไดหลังตึกหยุดยืนรวมกลุ่มกันที่ประตู เจ้าแห้วล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบสว่านดอกหนึ่งออกมา แต่ประตูนี้เป็นประตูที่ใช้กุญแจมั่นคงแข็งแรงแบบทันสมัย กลอนข้างในคงเป็นกลอนขนาดใหญ่ ถ้าใช้สว่านเจาะก็ต้องเสียเวลามาก คิดเช่นนี้แล้วเจ้าแห้วก็ยกมือเกาศีรษะแล้วกระซิบกับนิกร

"รับประทานแสดงการสะเดาะกลอนอีกทีเถอะครับ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"แกกับพวกเราช่วยกันดูต้นทางไว้ เฉลียงหลังตึกมีไฟสว่างตรงกับเรือนพักคนใช้ เราต้องคอยระมัดระวังอย่าให้คนในบ้านเห็นเราได้"

กิมหงวนว่า "ปิดไฟฟ้าเสียดีไหม สวิชไฟฟ้าอยู่นั่น"

นายจอมทะเล้นสั่นศีรษะไม่เห็นด้วย

"ไฟดวงนี้เขาเปิดไว้ตลอดคืน ถ้าเราปิดไฟคนในบ้านจะสงสัยและถ้าไฟมืดกันก็ไขกุญแจประตูนี้ไม่ได้เพราะมองไม่เห็น"

นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบลวดขนาดราวตากผ้าออกมา ลวดนี้มีรูปร่างเหมือนกับคันหมุนรถยนต์ นิกรสอดลวดเข้าไปในรูกุญแจประตูนั้น เขาบิดซ้ายบิดขวาอยู่ประมาณ ๒ นาทีเสียงกุญแจข้างในก็ดังกริ๊ก นายจอมทะเล้นยิ้มแป้นหันมายักคิ้วให้พรรคพวกของเขา

"เรียบร้อย ง่ายเหมือนดูดโอเลี้ยง"

ดร.ดิเรกทำตาปริบๆ

"ออไร๋ ยูมีความสามารถพิเศษหลายอย่าง ไอสงสัยเหลือเกินว่ายูคงเคยเป็นโจรมาแล้ว"

นิกรทำคอย่นทันที

"เปล่าโว้ย กันเรียนวิธีไขกุญแจด้วยลวดมาจากอ้ายตีนแมวคนหนึ่ง ซึ่งขณะนี้หมอนั่นยังไม่ออกจากคุก"

"เบาๆ หน่อย เสียงกระซิบของอ้ายกรเหมือนเสียงช้างกระซิบ เข้าไปในห้องโถงเถอะ แล้วช่วยกันสำรวจดูทีละห้องทั้งชั้นบนชั้นล่าง แต่เราต้องสงบเงียบที่สุด ถ้ามีคนถูกขังอยู่ในบ้านนี้เพื่อเป็นอาหารของนายจิวทงก็อาจจะมีคนยามเฝ้าห้องขังก็ได้"

นิกรเอื้อมมือจับลูกบิดหมุนแล้วค่อยๆ ดึงบานประตูออก เขาเข้าไปในห้องโถงเป็นคนแรก ภายในห้องมีไฟฟ้าที่ผนังตึกจุดไว้หนึ่งดวง แต่โป๊ะไฟเป็นสีฟ้าจึงทำให้แสงไฟมืดสลัวพอมองเห็นเลือนลาง พลพากิมหงวนและ ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วติดตามเข้ามา นิกรกระซิบบอกเจ้าแห้วแผ่วเบา

"งับประตูอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วทำหน้าชอบกล แล้วกระซิบตอบ

"รับประทานฟันผมก็หักซีครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เดี๋ยวก็โดนถีบเท่านั้นเองปิดประตูเข้าใจไหม งับประตูหรือปิดประตูมันก็เหมือนกัน ไม่ใช่ให้แกเอาปากงับบานประตูแบบหมางับน่องคน"

เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ ดึงบานประตูเข้ามาปิดไว้ตามเดิม ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าแห้วก็เดินสำรวจห้องชั้นล่างของตัวตึกทีละห้อง ห้องไหนที่เจ้าของบ้านไม่ได้เปิดไฟทิ้งไว้ คณะพรรคสี่สหายก็ใช้ไฟฟ้าขนาดจิ๋วส่องดู

ในที่สุด คณะพรรคสี่สหายก็พาเจ้าแห้วเข้มาในห้องทำงานของเจ้าของบ้าน ภายในห้องมีไฟฟ้าที่ผนังตึกหนึ่งดวง ทุกคนแลเห็นโต๊ะเขียนหนังสืออันสวยงาม ตู้เก็บเอกสาร ตู้หนังสือและเครื่องตกแต่งห้องอันมีค่าหลายชิ้น

มุมห้องทางขวาปูพรมอิหร่านผืนใหญ่ขนาดกว้าง ๘ ฟิตและยาว ๑๒ ฟิต ดร.ดิเรกพิจารณาห้องทำงานห้องนี้ก็รู้สึกสงสัยว่าใต้พรมผืนนั้นอาจจะมีทางลงไปสู่ห้องใต้ดิน เขาชี้มือบอกเพื่อนๆ ของเขาแล้วพูดเบาๆ ว่า

"ไปที่พรมนั่นเถอะ กันไม่เข้าใจที่นายจิวทงเอาพรมไปปูไว้ริมห้องอย่างนั้น เพราะทำให้ห้องเสียความสวยงามและไม่มีความจำเป็นอะไรจะต้องปูพรม พื้นห้องลงเล็คเกอร์เป็นมันวับออกอย่างนี้"

ทุกคนเดินตาม ดร.ดิเรกไปทันที มุมหนึ่งของพรมผืนนั้นมีวัตถุสิ่งหนึ่งอยู่ใต้พรมวางอยู่ ทำให้พรมสูงขึ้นมาผิดปรกติเล็กน้อย นายแพทย์หนุ่มแลเห็นมันเพราะความสังเกตอันเป็นนิสัยของเขานั่นเอง ดร.ดิเรกก้มตัวลงเลิกพรมขึ้น คราวนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าแห้วก็แลเห็นห่วงเหล็กติดอยู่กับพื้นกระดาน และปรากฏว่าพื้นห้องตอนนั้นมีรอยเป็นช่องกว้าง ๔ ฟิต ยาวประมาณ ๖ ฟิต คณะพรรคสี่สหายใจเต้นระทึกไปตามกัน พลดึงผ้าเช็ดหน้าที่ปิดหน้าลงมาไว้ที่คอ แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา

"เอาผ้าปิดหน้าออกได้แล้ว พวกเราเลิกเป็นอ้ายโม่งกันที ไม่มีปัญหาอะไรอีกเราได้พบห้องใต้ดินของนายจิวทงแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องมีเหยื่อของนายจิวทงถูกขังอยู่ข้างล่าง และคงไม่มียามเฝ้าหรอกแต่ห้องขังต้องมั่นคงแข็งแรงมาก"

ทุกคนดึงผ้าผูกหน้าออก พลสั่งเจ้าแห้วเลิกพรมขึ้นทั้งผืน แล้วเขาก็ก้มตัวลงจับห่วงเหล็กดึงช่องนั้นขึ้นพิงฝาช่องไว้กับผนังตึก ทุกคนแลเห็นบันไดลงไปสู่เบื้องล่าง พลส่องไฟฉายลงไปยังห้องใต้ดิน เขาพยักหน้ากับเพื่อนๆ แล้วพาตัวลงบันไดไปเป็นคนแรกอย่างระมัดระวัง กิมหงวนติดตามลงไปเป็นคนที่สอง ต่อจากนั้น นิกร ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วซึ่งเป็นคนสุดท้าย

ห้องใต้ดินนี้อยู่ใต้ตึกใหญ่นั่นเอง มันเป็นห้องกว้างขวางขนาดห้องนอนใหญ่ๆ พื้นและผนังทั้งสี่ด้านเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กอยู่ลึกลงไปจากระดับพื้นดินราว ๒ เมตร

เมื่อพลก้าวพ้นจากขั้นบันไดเหยียบพื้นคอนกรีต เขาก็แลเห็นกรงขังนักโทษอยู่ทางซ้ายมือของเขา มีไฟฟ้าเปิดทิ้งไว้หน้าห้องขังหนึ่งดวง นายพัชราภรณ์จ้องตาเขม็งมองเข้าไปในห้องขังนั้น แล้วเขาก็แลเห็นผู้หญิงสาวสองคนกำลังนอนหลับสนิทอยู่บนเตียงผ้าใบคนละเตียงเคียงๆ กัน พลอนาถใจอย่างยิ่ง ผู้หญิงสองคนนี้ถูกนายจิวทงจับมาขังไว้เพื่อฆ่ากินเป็นอาหาร ถ้าเขาและเพื่อนๆ ไม่มาพบหล่อน ผู้หญิงผู้น่าสงสารทั้งสองก็จะต้องถูกฆ่าอย่างทารุณโหดร้าย

กิมหงวน นิกร ดร.ดิเรก แล้วเจ้าแห้วลงมาถึงห้องใต้ดินแล้ว ทั้ง ๔ คนเดินเข้ามาหาพลและมองดูนักโทษสาวซึ่งนอนอยู่ในกรงเหล็กด้วยความตื่นเต้นระคนกับความเศร้าสลดใจ ภายในห้องใต้ดินเงียบกริบจนได้ยินเสียงเชลยสาวของนายจิวทงกรนเบาๆ

"มายก๊อด " ดร.ดิเรกคราง "ป่าเถื่อนถึงอย่างนี้เชียวหรือ โอ น่าสงสารผู้หญิงสองคนนี้มาก"

พลขบกรามกรอด

"อ้ายจิวทงต้องถูกยิงเป้าแน่ๆ โทษของมันศาลทหารคงพิพากษาประหารชีวิต อ้ายหมอนี่เหี้ยมโหดผิดมนุษย์"

นิกรว่า "รีบออกไปจากบ้านมันไปโรงพักบางซื่อเถอะพวกเรา พาตำรวจมาจับอ้ายจิวทงกับคนของมันในชั่วโมงนี้แหละ"

พลมองดูเชลยสาวทั้งสองอย่างไม่วางตา

"เดี๋ยวก่อนกร กันอยากจะปลุกหล่อนขึ้นมาถามชื่อของหล่อนเสียก่อน เราจะได้ไปบอกตำรวจถูกต้อง" พูดจบพลก็เดินเข้าไปหยุดยืนหน้ากรงขังในระยะกระชั้นชิด นิกร กิมหงวน ดร.ดิเรกกับเจ้าแห้วเดินตามเข้ามายืนข้างหน้านายพัชราภรณ์ และวิพากษ์วิจารณ์กันเบาๆ

หญิงสาวคนหนึ่งได้ยินเสียงสี่สหายพูดคุยกัน หล่อนก็ตกใจเหวี่ยงผ้าห่มออกจากร่าง รีบลุกขึ้นนั่งมองผ่านซี่ลูกกรงมาที่คณะพรรคสี่สหาย แล้วหล่อนก็ร้องวิงวอนขอชีวิตอย่างน่าสงสาร

"สว่างแล้วหรือคะ จะพาดิฉันไปฆ่ากินหรืออย่างไร โอย กรุณาไว้ชีวิตดิฉันเถอะค่ะ"

อาเสี่ยร้องไห้โฮเพราะสงสารหล่อน เขาพูดพลางร้องไห้พลาง

"อย่าเข้าใจผิดครับ พวกเรามาช่วยคุณต่างหาก"

หล่อนลืมตาโพลง

"คุณมาช่วยดิฉัน..." แล้วหล่อนก็เอื้อมมือเขย่าร่างเพื่อนนักโทษของหล่อน "จิตรา...จิตราจ๋า ลุกขึ้นเร็วเรารอดตายแล้ว พวกโจรมาช่วยเรา เขามากันตั้งหลายคน"

สี่สหายกับเจ้าแห้วซึ่งไม่ใช่โจรต่างทำคอย่นพร้อมๆ กัน หญิงสาวที่ชื่อจิตราตกใจตื่นรีบลุกขึ้นนั่งบนเตียงผ้าใบแล้วกล่าวถามเพื่อนเชลยของหล่อนด้วยเสียงงัวเงีย ตามธรรมดาของคนนอนหลับที่เพิ่งตื่นขึ้นมา

"เธอปลุกฉันทำไมจ๊ะ รสสุคนธ์"

รสสุคนธ์ชี้มือไปที่สี่สหายกับเจ้าแห้วซึ่งยืนรวมกลุ่มกันอยู่หน้าห้องขัง แล้วกล่าวขึ้นด้วยความตื่นเต้นยินดีเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

"พวกโจรเขามาช่วยเราจ้ะ"

นิกรชักฉิวก็ตวาดแว๊ด

"ไม่ใช่โจรครับ ปู้โธ่...ดูหน้าเสียก่อนซิครับ แต่ละคนหน้าตาหล่อๆ ทั้งนั้น พวกเราเป็นสุภาพบุรุษเป็นพลเมืองดีไม่ใช่พลเมืองเสีย"

หญิงสาวที่ชื่อรสสุคนธ์หน้าจ๋อยทันที หล่อนยกมือไหว้คณะพรรคสี่สหายอย่างนอบน้อม แล้วพูดเสียงอ่อยน่าสงสาร

"ประทานโทษเถอะค่ะ ดิฉันเข้าใจผิดก็เพราะเห็นพวกคุณแต่งตัวคล้ายๆ กับพวกปล้น อย่าโกรธเคืองดิฉันแลยนะคะ"

กิมหงวนอดหัวเราะไม่ได้ เขาเลื่อนตัวเข้ามายกมือเกาะซี่ลูกกรงเหล็กประตูห้องขัง ซึ่งประตูนี้ร้อยโซ่ใส่กุญแจดอกใหญ่อย่างแข็งแรง

"พวกเรามาช่วยพวกคุณให้ได้รับอิสรภาพ เราได้รู้ความจริงว่านายจิวทงเจ้าของบ้านนี้เป็นมนุษย์กินคน เราสงสัยว่าเขาคงจับคนมาขังไว้ พวกเราจึงลอบเข้ามาในบ้านของเขาพยายามค้นพบห้องใต้ดินนี้"

สองสาวต่างลุกขึ้นยืนปราดมาที่ลูกกรง

"ดิฉันกับเพื่อนกำลังจะถูกเขาฆ่าในวันสองวันนี้แหละค่ะ ดิฉันขอบพระคุณพวกคุณอย่างยิ่งที่เมตตามาช่วยเรา อ้ายมนุษย์ใจเหี้ยมเจ้าของบ้านนี้มันกินคนมานับร้อยแล้ว" จิตราพูดเสียงสั่นเครือ "เราสองคนเป็นเพื่อนกันอยู่บ้านใกล้ๆ กันค่ะ"

คณะพรรคสี่สหายนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วทำไมคุณทั้งสองจึงถูกนายจิวทงจับมาขังไว้ที่นี่"

รสสุคนธ์อธิบายให้ทราบ

"เราสองคนไปเดินเล่นที่สวนลุมพินีในตอนเย็นวันหนึ่ง เมื่อวันพุธก่อนค่ะ นายจิวทงขับรถมาหยุดใกล้ๆ เราแล้วคนของเขาสองคนได้ลงจากรถเอาปืนขู่เราให้ขึ้นรถมากับเขา ดิฉันกับจิตราจึงตกเป็นเชลยของเขา นายจิวทงเอาเรามาขังรวมกับผู้หญิงอีกสองคนค่ะ คนหนึ่งชื่อรัชนีเป็นครูอนุบาล อีกคนหนึ่งชื่อกุสุมาเป็นนักเรียนเตรียมอักษรศาสตร์ค่ะ นายจิวทงบอกกับเราตามตรงว่าเขาจับเรามาขังไว้ เพื่อต้องการกินเนื้อของเรา เขาชอบกินคนและเลือกกินแต่ผู้หญิงสาวๆ เท่านั้น เขาเกลียดผู้หญิงเพราะภรรยาสาวสวยของเขาหนีตามชู้ไป ตอนเช้าวันพฤหัสฯ เขาเอารัชนีไปฆ่าค่ะ คุณขา...เขาโหดร้ายป่าเถื่อนยิ่งกว่ายักษ์มารเป็นไหนๆ " พูดจบหล่อนก็ร้องไห้สะอึกสะอื้น "เขาเอาเนื้อเครื่องในรัชนีทำอาหารต่างๆ และส่งมาให้พวกเรากินค่ะ เมื่อไม่ยอมกินเขาก็บังคับขู่เข็ญจนกระทั่งดิฉันกับจิตรและกุสุมาต้องกินเนื้อมนุษย์ ครั้นวานนี้ตอนสายคนของเขาลงมาห้องใต้ดินเอาตัวกุสุมาไปฆ่าอีกคนหนึ่ง มันบอกว่านายของมันจะเลี้ยงอาหารเพื่อนห้าหกคน"

ดร.ดิเรกทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก

"ออไร๋ นายจิวทงเชิญพวกเรามากินข้าวกับเขาครับ ก่อนกินข้าวเราได้ดื่มเหล้ากัน พวกเรากินกับแกล้มลาบเครื่องในคุณกุสุมานั่นเอง พออ้ายจิวทงบอกเราว่าลาบนั้นทำด้วยเครื่องในมนุษย์ พวกเราก็อ้วกแตกไปตามกัน แล้วเราก็คิดกำจัดมนุษย์กินคนคนนี้"

จิตรายกมือไหว้นายแพทย์หนุ่มแล้วกล่าวว่า

"กรุณาช่วยให้ดิฉันกับเพื่อนออกไปนอกห้องขังก่อนเถอะค่ะ"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่าเพิ่งร้อนรนครับ คุณทั้งสองทนอยู่ในห้องขังอีกอย่างช้าเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ประเดี๋ยวเราจะไปโรงพักบางซื่อพาตำรวจมาจับอ้ายจิวทงกับคนของมัน ผมต้องการให้ตำรวจช่วยพวกคุณออกจากห้องขังจะได้เป็นหลักฐานมัดตัวจิวทงให้ดิ้นไม่หลุด"

จิตรายิ้มเศร้าๆ น่าสงสาร

"ถ้าเช่นนั้น กรุณารีบไปแจ้งความเร็วๆ เถอะค่ะ เราสองคนเกือบจะเป็นบ้าอยู่แล้ว นึกถึงความตายอย่างน่าทุเรศตลอดเวลาเชียวค่ะ"

พลว่า "แต่คุณสองคนไม่ตายแน่ ก่อนที่พวกเราจะไปโรงพักขอให้เราได้สัมภาษณ์อะไรคุณบ้างเพื่อเราจะได้บอกให้ตำรวจเขารู้ว่าคุณทั้งสองคนเป็นใคร บ้านช่องอยู่ที่ไหน"

รสสุคนธ์พูดกับพลอย่างนอบน้อม

"ได้ค่ะ เราสองคนไม่มีอะไรที่จะต้องปิดบังพวกคุณเลย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วสี่สหายก็ซักถามรายละเอียดจากรสสุคนธ์และจิตรา ในที่สุดพลก็กล่าวกับคระพรรคของเขา

"ไปเถอะพวกเรา รีบไปโรงพักบางซื่อโดยเร็วที่สุด กันดีใจมากที่เราได้ช่วยชีวิตคุณทั้งสองไว้ได้ ถ้าเราไม่บุกเข้ามาในบ้านนี้ คุณรสสุคนธ์และคุณจิตราก็ต้องถูกอ้ายจิวทงฆ่าแน่ๆ "

ดร.ดิเรกถอนหายใจดังๆ

"ร้ายกาจมาก เขาเป็นจอมฆาตกรที่โหดเหี้ยมที่สุดแห่งยุค กันเข้าใจแล้ว นายจิวทงเป็นโรคจิตทรามแต่ไม่เข้าขั้นคนไข้โรคจิตที่กฎหมายอภัยให้ เขาเจ็บช้ำน้ำใจที่เมียสาวของเขาหนีตามครูเต้นรำไปดังที่เขาเล่าให้เราฟัง เขาก็เลยเกลียดผู้หญิง จิตใจของเขาเหี้ยมโหดป่าเถื่อนถึงกับฆ่าผู้หญิงกิน คนของเขาก็เป็นโรคจิตทรามเช่นเดียวกัน"

เสี่ยหงวนทำท่าผะอืดผะอมเหมือนกับอาเจียร เมื่อนึกว่าเขากินลาบเครื่องในมนุษย์เข้าไปหลายคำ นอกจากนี้ยังได้กินแหนมเนื้อคนอีก อาเสี่ยกล่าวกับพรรคพวกของเขาทันที

"ไปโว้ยพวกเรา ไปพาตำรวจมาลากคออ้ายจิวทง"

นิกรยิ้มให้สองสาวแล้วกล่าวว่า

"คุณทั้งสองอดทนรอตำรวจสักครู่นะครับ โรงพักอยู่ห่างจากนี่ราวกิโลเมตรเดียวเท่านั้น"

สองสาวต่างกระพุ่มมือไหว้เขา

"ขอบคุณค่ะ" รสสุคนธ์พูดเสียงสั่น "เราจะไม่ลืมความกรุณาของพวกคุณเลย"

เจ้าแห้วพูดโพล่งขึ้นอย่างเดือดดาล

"รับประทานความโหดเหี้ยมทารุณของอ้ายจิวทงน่าจะจับมาแล่เนื้อออกเป็นชิ้นๆ "

"แล้วยังไง" ดร.ดิเรกถาม

"รับประทานเอามาต้มซุปกินน่ะซีครับ"

นายแพทย์หนุ่มกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แกกินก็แล้วกัน"

ครั้นแล้วสี่สหายกับเจ้าแห้วก็พากันเดินไปที่บันได พลขึ้นไปจากห้องใต้ดินเป็นคนแรก นิกร กิมหงวน และ ดร.ดิเรกติดตามขึ้นไป พลปิดช่องขึ้นลงให้เรียบร้อยตามเดิม สั่งให้เจ้าแห้วปูพรมปิดไว้ ต่อจากนั้นคณะพรรคสี่สหายก็พากันออกไปจากบ้านนายจิวทงมนุษย์กินคนอย่างระมัดระวังตัว

ในครึ่งชั่วโมงนั่นเอง สี่สหายกับเจ้าแห้วก็พาเจ้าหน้าที่ตำรวจ แห่งสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อทั้งในและนอกเครื่องแบบประมาณ ๒๐ คนรุดมาที่บ้านนายจิวทง ท่ามกลางความเงียบสงัดในตอนดึก ตำรวจมีอาวุธทันสมัยปืนกลมือและระเบิดน้ำตา นอกจากนี้ยังมีสุนัขตำรวจอีก ๔ ตัวร่วมปฏิบัติงานด้วย เจ้าพนักงานได้กระจายกำลังกันล้อมบ้านนายจิวทงทั้ง ๔ ด้าน หลังจากนั้น ร.ต.อ.คนหนึ่งก็กดกริ่งไฟฟ้าที่หน้าประตูบ้าน คนใช้ของนายจิวทงคนหนึ่งซึ่งนอนอยู่ในตึกตกใจตื่นเมื่อได้ยินเสียงกริ่ง เขาลุกขึ้นเปิดประตูหน้าตึกออกแล้วเดินไปเปิดประตูรั้วหน้าบ้าน เท่านี้เองเจ้าพนักงานตำรวจจำนวนหนึ่งก็บุกเข้ามาในบ้าน และสั่งคนใช้ให้ปลุกนายจิวทง

จอมฆาตกรไม่ได้คิดต่อสู้หรือพยายามหนี เขารู้ดีว่าถ้าเขาใช้ปืนพกยิงตำรวจ เขาก็คงถูกยิงตายแน่นอน ส่วนการหลบหนีก็สายเกินไปเพราะเจ้าพนักงานคงล้อมบ้านไว้แล้ว ดังนั้นมนุษย์กินคนจึงยอมมอบตัวแก่เจ้าพนักงานโดยดี

สี่สหายพาตำรวจบุกลงไปยังห้องใต้ดิน เจ้าพนักงานใช้ปืนพกยิงกุญแจห้องขังหักสะบั้น แล้วนำหญิงสาวผู้น่าสงสารทั้งสองคนขึ้นมาบนตึก ตำรวจค้นบ้านนายจิวทงเพื่อหาหลักฐานประกอบคดี การตรวจค้นผ่านไปในราวหนึ่งชั่วโมง ตำรวจก็พบหลุมฝังหัวกระโหลก และกระดูกมนุษย์มากมายก่ายกองอยู่ในบริเวณสวนหลังบ้าน จิวทงถูกคุมตัวอยู่ในห้องโถงแทนที่จะวิตกทุกข์ร้อน เขากลับนั่งหัวเราะอย่างครื้นเครงตลอดเวลา จนกระทั่งตำรวจนำเขาไปสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อ จิงทงคุยจ้อ เขาบอกกับตำรวจว่าไม่มีเนื้อสัตว์ชนิดใดที่จะโอชารสยิ่งไปกว่าเนื้อมนุษย์ ถึงแม้เขาจะถูกประหารชีวิต เขาก็ภูมิใจและพอใจแล้วที่เขาได้กินคนมา ๑๐๐ คน

อวสาน