พล นิกร กิมหงวน 171 : นักสู้กระทิง

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ออกจากบางปูพลบค่ำพอดี "คาดิลแล็ค" เก๋งคันใหญ่แล่นมาตามถนนสายสมุทรปราการ-กรุงเทพฯ ด้วยความเร็วประมาณ ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมง นิกรทำหน้าที่เป็นคนขับ นั่งคู่กับอาเสี่ยกิมหงวนและมีเจ้าแห้วนั่งคู่อยู่ด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร.ดิเรกและพล พัชราภรณ์นั่งอยู่ตอนหลังรถ ทุกคนนอกจากเจ้าแห้ว ค่อนข้างมึนเมา หน้าตาแดงกล่ำไปตามกัน "คาดิลแล็ค" เก๋งถึงสะพานพระโขนงในเวลา ๒๐.๐๐ น. เศษ แสงไฟฟ้าหน้ารถส่องสว่างไปไกล สักครู่หนึ่งก็เข้าเขตบางกะปิ บ้านเรือนหนาแน่นขึ้นตามลำดับ และล้วนแต่เป็นคฤหาสน์ใหญ่โตของท่านผู้ลากมากดีทั้งนั้น รถยนต์คันหนึ่งแล่นสวนทางมา เปิดไฟสว่างจ้าจนแสบตา นิกรเอื้อมมือปิดสวิทไฟจ้าเป็นไฟหรี่ แต่คนขับรถคันนั้นไร้มารยาท เช่นเดียวกับนักขับรถอีกหลายพันคนที่ไม่ยอมหรี่ไฟให้ใคร แสงไฟจึงเข้าตานิกรจนรู้สึกนัยน์ตาพร่าแทบจะมองอะไรไม่เห็น "ว้า-มันขับรถภาษาอะไรกันโว้ย" นิกรบ่นพึมพำ "เราหรี่ไฟให้แล้วยังไม่ยอมหรี่ให้อีก" อาเสี่ยชักฉิว พูดเสริมขึ้นทันที "อย่าหรี่ให้มัน อ้ายกร ชนเป็นชนซีวะ รถเรามีประกันไม่กลัว คณะกรรมการบริษัทก็ล้วนแต่เป็นผู้ยิ่งใหญ่ ถึงอย่างไรเราก็ต้องเป็นฝ่ายถูกเสมอ" นิกรเอื้อมมือเปิดไฟจ้า แสงไฟของรถทั้งสองคันต่างพุ่งเข้าหากัน จนกระทั่งรถเก๋งคันนั้นแล่นผ่านไปในระยะใกล้ชิดด้วยความเร็วสูงอย่างน่ากลัวอันตราย นายจอมทะเล้นหน้ามืดไปชั่วขณะเพราะแสงไฟเข้าตา เขาถอนคันน้ำมันบังคับรถให้แล่นช้าลงอีก ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วก็ร้องขึ้นด้วยความตกใจ "โอ้ย---รับประทานคนเมาครับ" นิกรแลเห็นเลือนลางเต็มทน เขาเหยียบห้ามล้อเต็มแรง หักพวงมาลัยบิดไปทางขวา แต่แล้ว "คาดิลแล็ค" เก๋ง ก็ชนคนเดินถนนคนหนึ่ง "โครม! " ร่างของกระทาชายผู้นั้น กระเด็นไปหมอบฟุบอยู่ริมถนน นิกรตกใจถอนคันน้ำมันเบรครถทันที เสียงยางรถทั้ง ๔ ล้อครูดกับถนนได้ยินถนัด "คาดิลแล็ค" เก๋งหยุดนิ่งแล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเปิดประตูก้าวลงจากรถอย่างรีบร้อน วิ่งไปที่ร่างของชายผู้นั้น ดร. ดิเรกทรุดตัวลงนั่งประคองช้อนศีรษะบุรุษผู้เคราะห์ร้ายขึ้นมาวางบนตัก "ไอ๊ย่า " เสี่ยหงวนอุทาน "ฝรั่งด้วยโว้ย แต่คงเป็นฝรั่งที่ยากจน ถึงได้แต่งตัวซ่อมซ่ออย่างนี้" พลกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ "เป็นยังไงบ้างหมอ แกช่วยดูซิ แล้วเราควรจะจัดการกับเขาอย่างไรต่อไปดี" นายแพทย์หนุ่มตรวจดูบาดแผลตามตัวสักครู่ก็กล่าวขึ้น "เห็นจะไม่เป็นอันตรายหร็อก เพราะรถของเราเพียงแต่ชนกระเด็นไปเท่านั้น แต่ถ้าทับกลางตัวก็ไม่มีปัญหาอะไร" เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ พูดเปรยขึ้นว่า "ทำยังไงดีหว่า เอาส่งโรงพยาบาลดีไหม" นิกรคัดค้านทันที "อย่าเลยวะ ส่งไปโรงพยาบาลก็มากเรื่องเปล่าๆ ช่วยกันหามนายฝรั่งคนนี้ไปขึ้นรถดีกว่า แล้วก็พาไปรักษาพยาบาลที่บ้านเรา" พลเห็นพ้องด้วย กล่าวกับเสี่ยหงวน "ดีทีเดียว อ้ายกรมันไม่มีใบอนุญาตขับขี่รถยนต์ ยังงี้ถ้าตำรวจยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้อง อ้ายกรเป็นต้องมีหวังติดตรางร้อยเปอร์เซนต์" แล้วพลก็หันมาทางนายแพทย์หนุ่ม "หรือปล่อยให้มันติดตรางเสียบ้าง มันอยากขับรถชนคน" นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก "กันไม่ได้แกล้งนี่หว่า อ้ายรถเก๋งที่ผ่านเราไปมันไม่ยอมหรี่ไฟให้ นัยน์ตากันเลยพร่า มองไม่เห็นคนเดินถนน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท "ช่วยกันหามเจ้าฝรั่งตาน้ำข้าวคนนี้ไปขึ้นรถเราเถอะวะ เอาไปรักษาที่บ้านเราก็แล้วกัน ผิดนักก็ยอมจ่ายค่าทำขวัญให้เขาตามแต่จะเรียกร้อง ไปโว้ย ขืนชักช้าเดี๋ยวตำรวจผ่านมาพบเข้าไม่รู้นาโว้ย" ๔ สหายช่วยกันประคองนายฝรั่งผู้นั้นพาเดินคอพับคออ่อนไปขึ้นรถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง ต่อจากนั้นนายจอมทะเล้นก็สต๊าทเครื่องเข้าเกียร์ นำรถเก๋งคันงามออกแล่นต่อไป เพียงครู่เดียวเท่านั้นก็มาถึงบ้าน "พัชราภรณ์" เมื่อช่วยกันหิ้วปีกเจ้าฝรั่งตาน้ำข้าวคนนั้นลงจากรถ ก็พาขึ้นไปบนตึกใหญ่ตรงไปยังห้องทดลองวิทยาศาสตร์ ของ ดร. ดิเรก ซึ่งเป็นห้องรักษาพยาบาลและตรวจโรคด้วย ตามเวลาที่กล่าวนี้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด กับ ๔ นาง กำลังเล่นไพ่ผ่องกันอยู่ข้างบน จึงไม่มีใครสนใจที่คณะพรรค ๔ สหายกลับมาจากเที่ยวบางปู ฝรั่งตาน้ำข้าวเจ้าของร่างสูงใหญ่ นอนเหยียดอยู่บนเตียงผ่าตัดกลางห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เขาเป็นชายหนุ่มค่อนมาทางวัยกลางคน ผมหยิกหยักโศกเล็กน้อยตามธรรมชาติ ใบหน้าของเขามีแผลเป็นคล้ายกับรอยถูกฟันสามสี่แห่ง เขาไว้หนวดเส้นเล็กๆ ขลิบไว้เป็นระเบียบเรียบร้อย การแต่งกายของเขาไม่หรูหราอะไร บาดแผลที่เกิดจากการถูกรถยนต์ชน มีแต่เพียงถลอกปอกเปิกเพราะครูดกับถนน แต่ที่เขาสลบไปก็เนื่องจากศีรษะฟาดกับพื้นถนนค่อนข้างแรง ประกอบทั้งเขามึนเมาเหล้า ดร. ดิเรก จัดแจงชำระล้างบาดแผลใส่ยาให้ หลังจากนั้นก็ทำปฐมพยาบาลช่วยคนเจ็บให้ฟื้นคืนสติ นิกรกล่าวถามนายแพทย์หนุ่มเบาๆ "คนอังกฤษใช่ไหมหมอ" ดิเรกสั่นศีรษะ "โน-หน้าตาเจ้าหมอคนนี้ไม่ใช่คนอังกฤษแน่นอน ชาวอังกฤษต้องสม๊าท ผึ่งผาย แต่งตัวโก้ นายคนนี้ผิวค่อนข้างคล้ำ อาจจะเป็นชาวอิตาเลียนหรือสเปญก็ได้" พลวางมือขวาลงบนบ่านายแพทย์หนุ่ม "คงไม่ถึงกับแข้งขาหักไม่ใช่หรือหมอ" "อ๋อ-ไม่เป็นไรหร็อก บาดแผลถลอกปอกเปิกนี้อาทิตย์เดียวก็หาย" แล้วดิเรกก็มองดูหน้าคนเจ็บ " เอ-บ้านช่องของแกอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ ลักษณะท่าทางบอกว่าเป็นฝรั่งกุ๊ยๆ แถวบางรัก" เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ "พวกเรายังโง่เขลาเห็นฝรั่งเป็นเทวดาไปหมด ความจริงฝรั่งที่เข้ามาหากินในเมืองเรา โดยมากล้วนแต่ย่ำแย่ทั้งนั้น แต่พวกเราก็ยังยกย่องให้เกียรติ คิดว่าเป็นเทวดา" เสี่ยหงวนพูดกับนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ "กันคิดว่า แกควรจะจ่ายเงินให้เจ้าหมอนี่สักจำนวนหนึ่ง เป็นค่ายาและค่าทำขวัญ เรื่องมันจะได้เงียบไป" นายจอมทะเล้นพยักหน้า "ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เอาเถอะ กันจะยอมเสียค่าทำขวัญให้เขาสัก ๑๐ บาท" ทุกคนสะดุ้งเฮือก และต่างก็หัวเราะงอหาย "รับประทาน ๑๐ บาทไม่มากไปหรือครับ" เจ้าแห้วพูดพลางหัวเราะพลาง พลว่า "ถ้าแกให้เขา ๑๐ บาท เขาก็คงเอาตำรวจมาลากคอแกไปเท่านั้นเอง อย่ากระดูกขัดมันให้มันมากนักเลยวะอ้ายกร คนเราเมื่อถึงคราวเสียก็ควรจะเสีย" นิกรยิ้มแห้งๆ "ถ้ายังนั้นให้เขาเท่าไรล่ะ" เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น "อย่างน้อยก็ต้อง ๑,๐๐๐ บาท" นายการุณวงศ์หัวเราะเสียงกร่อย "๑,๐๐๐ บาทน่ะมันควรจะเป็นค่าทำศพ ไม่ใช่ค่าทำขวัญ ว้า-กันไม่ควรแย่งอ้ายแห้วขับรถเลย ทำให้เสียเงินเสียทองโดยใช่เหตุ" ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ดร. ดิเรก ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดหน้าคนไข้ และให้ดมแอมมอเนีย เล็กน้อย สักครู่หนึ่งนายฝรั่งตาน้ำข้าวก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองดูโลกอย่างมึนงงคณะพรรค ๔ สหายถอนหายใจโล่งอกไปตามกัน ต่างคนต่างมองดูคนเจ็บ "ที่นี่ที่ไหน? " เขาพูดภาษาไทยเสียงแปร่งเล็กน้อย แต่นับว่าพูดดีกว่าฝรั่งทั้งหลาย "ฉันอยู่ที่ไหน? " พลช่วยประคองคนเจ็บให้ลุกขึ้นนั่ง "บ้านฉันเอง" เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง และนึกทบทวนความทรงจำ "โอ-ฉันถูกรถยนต์ชน ฉันนึกออกแล้ว " นิกรว่า "ถูกแล้ว ฉันเป็นคนขับรถชนท่านเองแต่ฉันไม่ได้แกล้งและไม่ได้ประมาท รถยนต์ที่สวนมาเปิดไฟเข้าหน้าฉัน ทำให้ฉันหน้ามืดมองไม่เห็นอะไร ท่านจะเรียกร้องค่าทำขวัญสักเท่าไรก็แล้วแต่ท่านเถอะ ฉันยอมรับผิดและยินดีจ่ายเงินให้" ชายหนุ่มชาวยุโรปมองดูนายจอมทะเล้นด้วยความพอใจแล้วยื่นมือให้จับ "ท่านไม่ต้องวิตก แม้แต่บาทเดียวท่านก็ไม่ต้องเสียให้ฉัน ฉันเป็นนักสู้ ฉันเป็นนักกีฬา และมีน้ำใจ เป็นลูกผู้ชาย เมื่อท่านบอกว่าท่านไม่มีเจตนาขับรถชนฉันก็ขอให้แล้วกันไป เป็นคราวเคราะห์ของฉันเอง" เจ้าแห้วเดินมาส่งแก้วบรั่นดีให้คนเจ็บ "เอ้า นายห้าง ล่อบรั่นดีเสียหน่อยซี" "โอ-ขอบใจท่านมาก อย่าเรียกฉันว่านายห้างเลยน้องชาย ฉันเป็นกรรมกร ไม่ใช่นายทุน" พูดจบเขาก็ยกแก้วบรั่นดีขึ้นดื่มรวดเดียวหมดแก้ว ดร. ดิเรก ยิ้มให้คนไข้ของเขา "ฉันไม่เชื่อว่าท่านปลอดภัยแล้ว ขอโทษ ท่านเป็นใครไม่ทราบ" นายตาน้ำข้าวหัวเราะ "ชื่อของฉันรึ ซินญอโซลาโน หรือดอนเวียร่า แต่ท่านเรียกฉันว่า โซลาโน ดีกว่า" ดิเรกลืมตาโพลง "ถ้าเช่นนั้นท่านก็มาจากสเปญ " เจ้าหนุ่มร่างใหญ่หนวดจิ๋มก้มศีรษะเล็กน้อย "ถูกแล้ว ฉันเป็นชาวสเปญ ฉันมาอยู่เมืองไทย ๔ ปีกว่าแล้ว" เจ้าแห้วอมยิ้ม "นายห้างถ้าจะเอาแมลงวันมาขาย" โซลาโนหัวเราะก๊าก "เปล่า-ฉันไม่เคยเป็นพ่อค้า ฉันเป็นนักเผชิญภัยนักเผชิญโชค และพวกท่านคงจะแปลกใจเล็กน้อย ถ้าฉันจะบอกท่านว่า ซินญอโซลาโนคือฉัน เป็นนักสู้วัวกระทิงที่เก่งฉกาจที่สุดในโลกนี้" ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่นไปตามกันท่านเจ้าคุณจ้องตาเขม็งมองดูซินญอโซลาอย่างแปลกใจ "ท่านเป็นนักสู้วัวกระทิง " โซลาโนยิ้มอย่างภาคภูมิ "ถูกแล้วคุณลุง" เขาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างสนิทสนม "ด้วยเกียรติยศแห่งความเป็นลูกผู้ชายของฉัน ฉันไม่ได้กล่าวเท็จเลย ฉัน-ซินญอโซลาโนเป็นนักสู้วัวกระทิงที่เก่งกาจที่สุดในสเปญ ฉันกล้าพูดได้เต็มปากว่าไม่มีนักสู้วัวคนใดที่จะมีความสามารถอาจหาญเกินหน้าฉันไปได้" ๔ สหายต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้หนุ่มสเปญและยกมือขวาตบบ่าโซลาโน "พวกเรายินดีมากที่ได้รู้จักกับท่าน ง่า-โซลาโน ฉันคิดว่า บาดแผลที่ใบหน้าของท่านนั้นเกิดขึ้นจากเขาอันแหลมคมของวัวกระทิงใช่ไหม" โซลาโนหัวเราะชอบใจ "ถูกละ คุณลุง แต่แผลใหญ่ที่แก้มขวาเกิดจากการกระทำของเมียฉันเอง หล่อนจามฉันด้วยมีดปังตอขนาดใหญ่เนื่องจากฉันเมาสุราอาละวาด" ๔ สหายกับเจ้าแห้วหัวเราะครืน ทุกคนตื่นเต้นมากที่ได้เห็นหน้าแชมเปี้ยนปราบกระทิงแห่งสเปญ เสี่ยหงวนยิ้มให้โซลาโนและยื่นซองบุหรี่ให้ "ท่านพูดไทยได้เก่งมากทีเดียว ซินญอ" โซลาโนว่า "ฉันสนใจกับประเทศไทยและภาษาไทยมาตั้งแต่ฉันเริ่มเป็นนักสู้วัวกระทิงแล้ว หมายความว่าเมื่อ ๑๒ ปีที่แล้วมานี้ ฉันมีเพื่อนคนไทยคนหนึ่งที่ไปเรียนวิชาดนตรีจากสเปญ เขาสอนให้ฉันพูดและอ่านเขียนภาษาไทยโดยมีเงื่อนไขว่าฉันจะต้องสอนวิชาสู้วัวกระทิงให้เขา ฉันอยู่ร่วมกับเขาที่แมดริดถึง ๓ ปี ฉันก็พูดภาษาไทยได้ และอ่านเขียนได้นิดๆ หน่อยๆ " พลพูดเสริมขึ้น "แล้วเพื่อนคนไทยของท่านล่ะ " "อ๋อ เขาก็เป็นนักสู้วัวกระทิงสมความปรารถนาของเขาน่ะซีท่าน" นิกรยิ้มเล็กน้อย "มีชื่อเสียงโด่งดังเหมือนท่านรึเปล่า" โซลาโนพยักหน้า "ถูกแล้ว พอลงสนามครั้งแรก เขาก็ทำให้หนังสือพิมพ์ในกรุงแมดริดทุกฉบับลงภาพถ่ายของเขา และข่าวรายละเอียดแห่งการต่อสู้อย่างกล้าหาญของเขาอย่างยืดยาวเขาได้รับความสำเร็จผลอย่างงดงาม คือถูกวัวขวิดไส้ทะลักตายคาที่" คณะพรรค ๔ สหายทำคอย่นพร้อมๆ กัน ดร. ดิเรกหัวเราะลั่น "เขาตายทำไมท่านถึงว่าเขาได้รับความสำเร็จผลอย่างงดงาม" โซลาโนยิ้มแค่นๆ "สหายเอ๋ย ท่านเป็นพุทธศาสนิกชนท่านย่อมรู้ดีแล้วว่า สุขอื่นนอกจากความสงบเป็นไม่มี ความตายคือความสงบสุขอันแท้จริง ชีวิตจะหยุดนิ่งไม่ยินดียินร้าย ไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้กับชตากรรมต่างๆ ที่มันจะเกิดขึ้นแก่เรา เพราะฉะนั้นฉันจึงว่า เพื่อนคนไทยของฉันคนนั้นได้รับความสำเร็จผลอย่างงดงามทีเดียว" เสี่ยหงวนว่า "ท่านพูดภาษาไทยได้เก่งกว่าคนไทยเสียแล้วละ โซลาโนรูปร่างของท่านล่ำสันดีมาก หน้าตาก็คมคายเหมือนพระเอกหนังเช่นดอนอเมจิ หรือเออรอนฟลิน แต่ว่า ขอโทษเถอะนะ ฉันคิดว่าเดี๋ยวนี้ท่านคงมีฐานะไม่สู้จะดีนัก" โซลาโนหน้าสลดทันที "ถูกแล้ว เพื่อนรัก ฉันลำบากมากที่เดียว ฉันมาเมืองไทยแบบนักเผชิญโชคไม่มีจุดหมายอะไร ความคาดคะเนของฉันผิดหมด ฉันเคยดูภาพยนต์เกี่ยวกับการชกมวยไทยของคนไทย ดูการตีกระบี่กระบอง ฉันเข้าใจว่าเมืองไทยคงจะมีสนามสู้วัวกระทิงเหมือนสเปญแต่แล้วก็เห็นมีแต่สนามกีฬาอันว่างเปล่า นานๆ จึงมีการแข่งขันสักครั้งหนึ่ง นอกจากนี้ก็มีสนามมวยราชดำเนินอีกแห่งหนึ่งซึ่งนักมวยมีชื่อไม่กี่คนชกกันอย่างจำเจ ไทยเป็นชาติที่กล้าหาญน่าเสียดายเหลือเกินที่ไม่มีสนามชนวัว" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เกรงจะเสียเกียรติชาติไทยก็พูดกลบเกลื่อน "ความจริงพวกเราเคยดำริที่จะมีสนามสู้วัวกระทิงอย่างสเปญหรือแม็คสิโกเหมือนกัน แต่เราเกรงว่าจะบาปกรรมในการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต รัฐบาลเขาก็ไม่ได้สนับสนุนในเรื่องนี้ โซลาโนพยักหน้าช้าๆ พลกล่าวสัมภาษณ์แชมเปี้ยนสเปญต่อไป "ขอโทษเถอะซินญอ ท่านเป็นนักสู้กระทิงฝีมือเยี่ยม เมื่อท่านอยู่สเปญท่านคงจะมีรายได้มากมาย แล้วทำไมท่านถึงเลิกอาชีพของท่านเสียล่ะ ที่ถูกท่านควรจะดำเนินชีวิตอันรุ่งเรืองของท่านอยู่ในสเปญไม่ใช่หรือ" เจ้าหนุ่มสเปญยิ้มเศร้าๆ "เพื่อนรัก มีใครบ้างที่จะหนีความสุขมาหาความทุกข์ ฉันยินดีจะเล่าให้ท่านฟัง ที่สเปญฉันมีความเป็นอยู่อย่างสุขสบายเหมือนกับเศรษฐีคนหนึ่ง ผู้หญิงยังงี้ติดกรอไปเลย หลายต่อหลายคนอ้อนวอนให้ฉันเป็นผัวหล่อน แต่พรหมลิขิตเป็นเรื่องที่หนีไม่พ้น สหายเอ๋ย เพราะฉันเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังฉันจึงมีแฟนชายหญิงมากมายหลายแสนไปทางไหนประชาชนก็ห้อมล้อมขอลายเซ็นฉัน พวกผู้หญิงก็กลุ้มรุมกันกอดจูบฉัน สินค้าชนิดใดที่ฉันเขียนจดหมายไปชมเชยก็ขายดีราวกับเทน้ำ ทั้งสเปญยกย่องบูชาฉัน ที่บ้านฉันมีแขกไปหาวันละหลายร้อยคน ถึงกับต้องเข้าคิวกันฉันสู้วัวครั้งหนึ่งได้เงินร่วมแสน ฉันใช้เงินราวกับฉันพิมพ์ธนบัตรได้เอง แต่แล้ว รัฐบาลก็เพ่งเล็งฉันในด้านร้ายหาว่าฉันส้องสุมผู้คนเพื่อจะปฏิวัติ ฉันถูกตำรวจจับไปใส่คุกเกือบเดือนในข้อหากบฏ แต่ผู้คุมได้ช่วยเหลือฉันให้ฉันหลบหนีออกจากคุกได้ แล้วก็บรรดาแฟนของฉันได้ช่วยพาฉันไปลงเรือหนีไปอังกฤษ ในที่สุดฉันก็วิ่งเต้นช่วยตัวเองจนสำเร็จ ได้หนังสือเดินทางประจำตัว ฉันจึงขึ้นเครื่องบินมากรุงเทพฯ ด้วยความหวังที่จะดำเนินอาชีพสู้วัวกระทิงที่นี่ ฮะ ฮะ ๔ ปีที่ผ่านมานี้ฉันต้องซัดเซพเนจรอยู่ในกรุงเทพฯ เหมือนพวกฝรั่งกุ๊ย ไม่มีใครเห็นความสำคัญใน ตัวฉันเลย ฉันต้องทำงานกรรมกรหาเลี้ยงชีวิต โดยเฉพาะฉันมีความรู้ความชำนาญในเรื่องเครื่องยนต์ จึงได้ช่วยตัวเองให้รอดตายได้ นี่แหละเรื่องของฉันซินญอโซลาโนผู้ยิ่งใหญ่แห่งสเปญ" ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนิ่งฟังเรื่องราวของเจ้าหนุ่มสเปญผู้นี้ด้วยความสนใจยิ่ง ทุกคนพากันสงสารและเห็นใจเขามาก เสี่ยหงวนถึงกับนั่งลงบนเตียงยกมือกอดคอโซลาโน "ซินญอ เดี๋ยวนี้ท่านอยู่ที่ไหนและทำงานอะไร พวกเรายินดีจะให้ความช่วยเหลือท่าน ในฐานที่ท่านเป็นคนกล้าหาญและเป็นผู้มีชื่อเสียง" โซลาโนยกมือไหว้เสี่ยหงวนตามแบบคนไทย "ขอบใจมากเพื่อนรัก ขณะนี้ฉันเป็นกรรมกรว่างงาน มาเดือนกว่าแล้ว ฉันเช่าโรงแรมเลวๆ แห่งหนึ่งอยู่ทางสีลม ถ้าพวกท่านจะเมตตาช่วยเหลือฉันแล้วก็ขอให้ช่วยหางานให้ฉันทำเถอะ" อาเสี่ยพยักหน้า "ตกลง ซินญอ คนอย่างท่านเปรียบเหมือนเพชรที่จมอยู่ในโคลนตม เราสามารถจะให้ความช่วยเหลือท่านได้" พูดจบกิมหงวนก็หันมาทางคณะพรรคของเขา "เราช่วยโซลาโนเถอะวะ คนที่รุ่งเรืองมาแล้วต้องมา ตกระกำลำบากน่าสงสารมาก" นายพัชราภรณ์เห็นพ้องด้วย "ถูกแล้ว ท่าทางแกซื่อๆ บอกว่าเป็นคนเอางานเอาการ" นิกรกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา "เอายังงี้ดีไหม โซลาโนเขามีความรู้ในเรื่องเครื่องยนต์ เราให้เขาเป็นช่างฟิตประจำบ้านเราก็แล้วกัน รถยนต์ของเราทั้งหมดมีตั้ง ๗ คัน เดือนหนึ่งๆ เสียค่าซ่อมไม่ใช่น้อย ถ้าเราให้โซลาโนเป็นช่างฟิตประจำ ให้เงินเดือนเขาสัก ๑,๕๐๐ บาทกินอยู่กับเรา นอกจากเราจะประหยัดเงินค่าซ่อมรถได้แล้ว เรายังจะได้ช่วยเหลือเขาในยามที่เขาตกยากด้วย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย "เออ เข้าทีโว้ยกร ดีเหมือนกัน ให้เขาเป็นช่างฟิตของเรา" "ออไร๋น์ ออไร๋น์" ดร. ดิเรกพูดยิ้มๆ แล้วพยักหน้ากับหนุ่มสเปญ "โซลาโน พวกเราพร้อมแล้วที่จะให้ความช่วยเหลือท่าน ท่านจะตกลงไหมถ้าเราจะให้ท่านมาเป็นช่างฟิตที่นี่มีหน้าที่ฟิตรถยนต์ของเรา ซึ่งมีอยู่หกเจ็ดคันแล้วก็เราจะให้จ่ายเงินเดือนให้ท่านเดือนละ ๑,๕๐๐ บาท กินอยู่กับเราเสร็จมีอาหารให้ท่านกินวันละ ๓ เวลา" เจ้าหนุ่มผู้มาจากกรุงแมดริดมองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความซาบซึ้งใจยิ่ง โซลาโนยกมือไหว้คณะพรรค ๔ สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสผิดปกติ มันไม่ผิดอะไรกับว่าเขาได้พบโชคลาภอันมหาศาล เขากำลังลำบากยากแค้นแทบเลือดตากระเด็นเพราะไม่มีงานทำและไม่มีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง "ฉันไม่สามารถจะกล่าวคำขอบใจพวกท่านอย่างไรจึงจะสมกับที่ท่านกรุณาฉันในครั้งนี้ โอ-พระเจ้าทรงโปรดฉันแล้ว คนไทยเป็นชาติที่มีความเมตตาปราณีต่อเพื่อนมนุษย์ยากที่จะหาชาติใดเปรียบเหมือน ฉันยินดีที่จะมารับใช้ท่าน ฉันขอบใจท่านมาก" คณะพรรค ๔ สหายยิ้มแป้นไปตามกันนิกรกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ "ท่านจะมาทำงานกับเราได้เมื่อไรล่ะซินญอ" โซลาโนตอบทันที "พรุ่งนี้ ฉันจะมาอยู่กับท่านตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป" นิกรพยักหน้าช้าๆ "ดีแล้ว ที่โรงรถมีห้องพักอันกว้างขวางสำหรับให้ท่านพักผ่อนอย่างสบาย งานที่จะให้ท่านทำก็ไม่ใช่ว่ามีมากมายนัก มาอยู่กับเราเถอะโซลาโน บางทีฉันอาจจะขอร้องท่านให้ท่านหัดให้ฉันต่อสู้กับวัวกระทิงก็ได้" เสี่ยหงวนหัวเราะก้าก "อย่าถึงกับวัวกระทิงเลยวะ เพียงแต่วัวของแขกส่งนมแกก็สู้มันให้ได้ก่อนเถอะ" โซลาโนว่า "การสู้วัวกระทิงไม่ยากเย็นอะไรหรอกท่าน ถ้าเรารู้วิธีเข้าถึงจิตใจของมัน และถ้าเรามีกำลังใจเข้มแข็ง" นิกรยิ้มแห้งๆ "ฉันพูดเล่นน่ะซินญอ อย่าว่าแต่วัวกระทิงเลย ปล้ำกับเมียฉันยังถูกหล่อนล๊อคคอแทบตาย" คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน เจ้าหนุ่มสเปญรู้สึกว่า ๔ สหายของเราเป็นชายหนุ่มที่ครึกครื้นรื่นเริงมีอารมณ์ขันตลอดเวลา เขาคงสุขสบายไม่น้อยถ้าเขาได้มาอยู่ในร่มไม้ชายคาของบ้าน "พัชราภรณ์" นี้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับโซลาโนต่อไป "ฉันจะแนะนำพวกเราให้ท่านรู้จักโซลาโน ฉันคือพระยาปัจจนึกพินาศ เป็นญาติผู้ใหญ่ของเจ้า ๔ คนนี่ คนนี้ชื่อ พล พัชราภรณ์ เป็นลูกชายเจ้าคุณประสิทธิฯ และคุณหญิงวาดเจ้าของบ้านนี้ คนนี้ชื่อกิมเบ้ เอ้ย กิมหงวน ไทยแท้" "นั่นแน่" อาเสี่ยอุทานขึ้นดังๆ "ตลกตรานกตะกรุมมาแล้ว" ท่านเจ้าคุณแยกเขี้ยวเหวี่ยงลูกแปถูกก้นกิมหงวนดังพั่บ "นี่แน่ะ นกตะกรุม" ซินญอโซลาโนขมวดคิ้วย่น แสดงท่าทีแปลกใจกล่าวถามท่านเจ้าคุณเบาๆ "คุณลุงที่รัก คำว่านกตะกรุมเป็นคำหยาบคายคนไทยเขาถือยังงั้นหรือ" ๔ สหายยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้ากระเรี่ยกระราดชอบกล "เปล่า-เขาไม่ถือหรอก นกตะกรุมเป็นนกใหญ่ชนิดหนึ่งที่หัวมันล้านเหมือนหัวฉัน" เจ้าหนุ่มสเปญกลั้นหัวเราะแทบแย่ "อ้อ คนไทยที่หัวล้านไม่ชอบให้ใครพูดถึงนกตะกรุม" "เออ" เจ้าคุณตวาดแว๊ด "แกก็เหมือนกัน ถ้ารักจะอยู่ที่นี่แล้วอย่าพูดพาดพิงถึงกะบานฉันเป็นอันขาดแล้วฉันจะรักใคร่เอ็นดูแกให้เหมือนกับลูกหลานของฉัน" โซลาโนยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ขอบใจคุณลุงมาก ฉันขอรับรองว่าฉันจะไม่เอ่ยถึงเรื่องหัวล้านเลย เพราะพ่อของฉันก็หัวล้านอย่างคุณลุงเหมือนกัน" คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้แนะนำนายโซลาโนให้รู้จักกับคณะพรรค ๔ สหายต่อไป "เจ้าหมอนี่เป็นหลานชายฉันเองชื่อ กิมหงวน หรือ อาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย" โซลาโนมองดูเสี่ยหงวนอย่างตื่นๆ "ท่านเป็นมหาเศรษฐีแห่งไทยแลนด์ โอ-ไม่น่าเชื่อเลย มหาเศรษฐีแห่งประเทศต่างๆ ล้วนแต่คนแก่ๆ ทั้งนั้น" เสี่ยหงวนอมยิ้ม "แต่มหาเศรษฐีแห่งประเทศไทยล้วนแต่คนในวัยหนุ่มทั้งนั้น บางคนเดินย่ำต๊อกเตะฝุ่นเมื่อสามปีมานี้เองเดี๋ยวนี้มีเงินฝากธนาคารนับล้าน สำหรับฉันๆ ร่ำรวยจากกิจการค้าของฉัน ไม่ได้เป็นมหาเศรษฐีด้วยการกอบโกยหรอก" "ท่านมีเงินประมาณล้านบาทได้ไหม ขอโทษที่ฉันถามเช่นนี้" กิมหงวนหัวเราะราวกับได้ฟังนิยายชวนหัวอันน่าขบขัน "ล้านบาท ฮะฮ้า ฉันมีอยู่ร้อยห้าสิบล้านบาทซินญอ" พูดจบอาเสี่ยก็ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมออกมาปึกหนึ่งชูอวดโซลาโน แล้วเขาก็ฉีกมันออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยโปรยเศษธนบัตรลงบนศีรษะเจ้าแห้วท่ามกลางความตกตลึงพรึงเพริดของเจ้าหนุ่มสเปญแล้วกิมหงวนก็ยักคิ้วให้โซลาโน "ยังไง ซินญอ มหาเศรษฐีที่สเปญ หรือประเทศหนึ่งประเทศใดในโลกนี้มีใครที่กล้าฉีกแบ๊งก์เล่นทีละพันสองพันบาทอย่างฉัน" นักสู้กระทิงนัยน์ตาเหลือกอ้าปากหวอ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว เขาสบถสาบานออกมาพึมพำเป็นภาษาสเปญแล้วเขาก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "ซินญอหงวน โอ-ฉันยอมรับว่า ในชีวิตของฉันนี้ฉันไม่เคยเห็นใครที่จะกล้าทำอย่างท่านเลย มาย ก๊อดฉันเชื่อแล้วว่าท่านเป็นมหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของโลก" อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ "ฉันฉีกเงินเล่นแก้กลุ้มเสมอ โซลาโน เมื่อวานนี้โมโหเมียฉันนั่งเผาแบงก์หมดไปตั้งสี่ห้าแสน" โซลาโนตื่นเต้นยินดีไม่น้อยที่จังหวะของชีวิต ทำให้เขาได้เข้ามาทำงานเป็นลูกน้องของคณะพรรค ๔ สหาย เขามั่นใจว่าชีวิตของเขาคงจะสุขสบายขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเสือสเปญ "ฉันจะพาท่านขึ้นไปข้างบน เพื่อไปพบกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดเจ้าของบ้านนี้ ท่านพอจะเดินขึ้นไหวไม่ใช่หรือ" โซลาโนก้าวลงจากเตียงผ่าตัด แล้วเดินไปมารอบๆ ห้องด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส "ไม่ได้รับบาดเจ็บมากมายอะไรเลยคุณลุง เพียงแต่แข้งขาถลอกปอกเปิกไปเล็กน้อย และรู้สึกขัดยอกที่ตะโพกบ้าง ไปสิคุณลุง ฉันอยากรู้จักท่านเจ้าของบ้านมาก" เจ้าแห้วหัวเราะหึๆ มองดู ซินญอโซลาโนด้วยความพอใจ "น้องชาย แกน่ะพูดไทยได้ชัดเจนดีมาก แต่ว่าแกยังพูดไม่ถูกต้อง" หนุ่มสเปญพยักหน้า "ถูกแล้วพี่ชาย ถ้าผิดพลั้งอย่างไรแล้ว อย่าถือเลย แล้วก็ช่วยแนะนำฉันบ้าง"

ดร. ดิเรกยิ้มให้เจ้าแห้ว "เออ ดีแล้ว ไหนๆ โซลาโนเขาก็จะมาอยู่กับเราแกช่วยแนะนำเขาให้เข้าอกเข้าใจหน่อย ความจริงเท่าที่เขาพูดภาษาไทยได้เท่านี้ก็นับว่าดีมากแล้ว ดีกว่าฝรั่งที่พูดไทย เพราะพูดได้ชัดเจนมากและรู้จักใช้ถ้อยคำได้ถูกต้อง" เจ้าแห้วยกมือตบบ่าซินญอโซลาโน "อ้ายน้องชาย ต่อไปนี้แกต้องพูดให้ถูกต้อง สำหรับท่านเจ้าคุณแกจะต้องเรียกท่านว่าท่านหรือใต้เท้า" โซลาโนทำตาปริบๆ "เรียกคุณลุงไม่ได้หรือ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที "ได้ซีโซลาโน เรียกฉันว่าคุณลุงดีแล้ว" เจ้าแห้วพยักหน้ากับหนุ่มสเปญ "เรียกท่านว่าคุณลุงก็ได้ แต่แกจะต้องใช้คำแทนตัวของแกว่าผมไม่ใช่ฉัน คำว่าฉันคนไทยเขาใช้สำหรับผู้ที่เป็นผู้ใหญ่กว่าพูดกับเด็ก อย่างฉันพูดกับแกเป็นต้น" โซลาโนพยักหน้ารับทราบ "ผม ผมแทนฉัน ขอบใจมาก ขอโทษ ท่านคงเป็นลูกชายเจ้าของบ้านนี้กระมัง" เจ้าแห้วยิ้มเอียงอาย "แฮ่ะ แฮ่ะ ทำไมถึงเข้าใจผิดเอามากมายอย่างนี้ละ ท่านเจ้าของบ้านนี้เป็นเจ้าคุณ ถ้าฉันเป็นลูกท่านฉันก็คงจะมีสง่าราศีดีกว่านี้ นี่-ลูกชายท่านเจ้าของบ้าน คุณพล พัชราภรณ์" พลยื่นมือให้โซลาโนจับ เขามองดูโซลาโนอย่างปรานี "ไม่มีอะไรโซลาโน นึกว่าแกกับกันเป็นเพื่อนกัน กันจะรักแกให้เหมือนกับว่าแกเป็นน้องชายของกันคนหนึ่ง" "ขอบใจ ขอบใจมาก" เจ้าแห้วจุ๊ย์ปาก "ขอบใจน่ะเขาไม่พูดกันหรอกน้องชาย เขาพูดว่าขอบคุณ คนไทยที่เป็นผู้ดีหรือมีการศึกษาดีเขาพูดว่าขอบคุณทั้งนั้น" โซลาโนถอนหายใจเบาๆ เจ้าแห้วอธิบายให้ฟังต่อไป สอนหนุ่มแห่งสเปญให้รู้จักใช้คำพูดให้ถูกต้อง ให้พูดคำสรรพนามแทนตัวว่าผม และใช้คำรับว่าครับ ใช้สรรพนามแทนตัวพล, นิกร ว่าคุณ ให้เรียกดิเรกว่าคุณหมอ อธิบายให้ฟังว่า ดร. ดิเรกเป็นนายแพทย์ และให้เรียกกิมหงวนว่าอาเสี่ย ซินญอโซลาโนเป็นคนฉลาดเจ้าแห้วอธิบายให้ฟังเพียงครั้งเดียวก็เข้าใจและจำได้ เมื่อเขาลองพูดกับ ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทุกคนก็นึกชมเชยในความเฉลียวฉลาดของเขา ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาโซลาโนออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เพื่อนำขึ้นไปพบกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด ๔ สหายกับเจ้าแห้วติดตามออกไปด้วย ประมุขของบ้าน "พัชราภรณ์" ทั้ง ๒ ท่าน และแม่เสือทั้ง ๔ ได้ทราบเรื่องราวของซินญอโซลาโนต่างก็พากันสงสาร ยินดีให้เสือสเปญที่พลัดบ้านเมืองมาเข้าทำงานเป็นช่างฟิต โดยเฉพาะคุณหญิงวาดได้แสดงท่าทางว่าท่านเมตตาสงสารนายฝรั่งตาน้ำข้าวมาก "เลี้ยงไว้เถอะค่ะเจ้าคุณ" คุณหญิงกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "ท่าทางซื่อๆ สงบเสงี่ยมเจียมตัวน่าสงสารมาก โถ-เคยรุ่งเรืองมาแล้วไม่น่าจะตกต่ำถึงเพียงนี้เลย ในเมืองไทยญาติพี่น้องสักคนเดียวก็ไม่มี" ช่างฟิตชาวสเปญมาอยู่บ้าน "พัชราภรณ์" ได้ไม่กี่วันก็เป็นที่รักของใครต่อใครในบ้านนี้ โซลาโนเป็นคนสนุกสนานร่าเริง ขี้เล่น ชอบร้องเพลง เสี่ยหงวนซื้อกีต้าให้ตัวหนึ่ง โซลาโนดีดกีต้าสเปญได้เพราะมาก ตอนดึกเขามักจะครวญเพลงในจังหวะสโลว์เสมอ โซลาโนสงบเสงี่ยมเจียมตัวเป็นอย่างดี เขากินอาหารไทยที่แม่ครัวจัดมาให้เขาได้ทุกอย่าง แม้กระทั่งแกงเผ็ดผักน้ำพริก ส่วนปลาร้าโซลาโนบอกว่าเขาจะพยายามฝืนใจกินให้ได้ในวันหนึ่ง เสือสเปญอาศัยอยู่ในห้องข้างหลังโรงงานนั่นเองเขามีกระเป๋าเสื้อผ้ามาหนึ่งกระเป๋า เขาได้นำเสื้อกางเกงสำหรับแต่งสู้วัวกระทิง และผ้าต่วนล่อวัวกับกระบี่พิฆาตวัวออกมาอวดคณะพรรค ๔ สหาย เมื่อมีเวลาว่างโซลาโนมักจะเล่าเรื่องชีวิตการต่อสู้ของเขาให้ใครต่อใครฟัง ซึ่งนับว่าสนุกสนานและตื่นเต้นมาก เขาเคยถูกวัวกระทิงขวิดสลบคาสนามเมื่อครั้งที่เขายังไม่มีชื่อเสียง แต่หลังจากเขาเป็นเสือสเปญแล้วไม่ปรากฎว่ามีวัวป่าตัวไหนทำร้ายเขาได้เลย โซลาโนแสดงท่าสู้วัวให้ดู เป็นท่าที่สวยงามและว่องไวมาก เขาว่านักสู้วัวที่ประชาชนยกย่องให้เกียรติจะต้องต่อสู้วัวอย่างกล้าหาญ หลบเขาวัวอย่างหวุดหวิด ยิ่งถูกวัวชนเสื้อกางเกงขาดประชาชนยิ่งนิยมมาก ที่สเปญผู้ชายที่เป็นนักสู้วัวกระทิงเป็นผู้ชายที่มีเกียรติที่สุดหาเมียได้ง่ายที่สุด ผู้หญิงมาเกี้ยวถึงบ้าน บางทีก็ถูกสาวๆ สเปญปลุกปล้ำข่มขืนใจ เพราะผู้หญิงสเปญบูชาคนกล้าหาญ ผู้ชายรูปหล่อที่กรีดกรายสำรวยเหมือนผู้หญิงจะไม่มีผู้หญิงคนใดสนใจเลย ตลอดเวลา ๒ สัปดาห์ที่ซินญอโซลาโนเข้ามาอยู่ในร่มไม้ชายคาของบ้าน "พัชราภรณ์" นิกรกับเจ้าแห้วได้แอบไปสนทนากับโซลาโนบ่อยๆ นายการุณวงศ์ รักและสงสารเสือสเปญมาก ซื้อบุหรี่และข้าวของเครื่องใช้ตลอดจนเสื้อผ้าให้มากมาย นิกรได้ให้โซลาโนสอนวิธีการต่อสู้วัวกระทิงให้เขา ซึ่งเสือสเปญก็เต็มใจฝึกหัดให้เริ่มต้นด้วยการบริหารร่างกาย โดยเฉพาะเอวและไหล่ก่อนอื่น เขาว่าการหลบวัวต้องอาศัยความว่องไวคือเอี้ยวตัวหลบ ไหล่ทั้งสองข้างจะต้องมีกำลังแข็งแรงเพราะจะต้องใช้กำลังแขนตลอดเวลาของการต่อสู้ ขั้นต่อมาโซลาโนสอนนิกรให้รู้จักใช้ผ้าต่วนล่อวัวกระทิง เริ่มตั้งแต่การคลี่ผ้าสบัดผ้าให้เป็นศิลป์ต้องใจคนดู วิญญาณของนักสู้วัวเกิดขึ้นในความรู้สึกของนิกรแล้วเขาป้วนเปี้ยนขลุกขลุ่ยอยู่กับซินญอโซลาโนเกือบตลอดวัน ในที่สุดโซลาโนก็เริ่มสอนการต่อสู้วัวจากท่าง่ายๆ ก่อน เสือสเปญสร้างรถเข็นสามล้อขนาดเล็กขึ้น ใช้หัววัวเครื่องประดับบ้านซึ่งมีเขายาวติดหน้ารถ และให้เจ้าแห้วเป็นคนเข็นรถพุ่งเข้าหานิกร นายจอมทะเล้นสามารถหลบหลีกได้อย่างคล่องแคล่ว "ใช้ได้แล้วครับคุณ" โซลาโนกล่าวชมเขาในตอนเช้าวันหนึ่งหลังจากการฝึกซ้อม และนั่งพักสนทนากัน "ต่อไปผมจะสอนท่ายากๆ ให้คุณ" นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เปิดซองบุหรี่ส่งให้โซลาโนแล้วหันมาทางเจ้าแห้ว "ท่าทางของกันเป็นยังไงบ้างวะอ้ายแห้ว" เจ้าแห้วหัวเราะ "รับประทานพอไปวัดไปวาได้ครับ เสียอย่างเดียวรับประทานแอ็คมากไปหน่อย" "อ้าวเดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เลย" เจ้าแห้วยิ้มแหยๆ เมื่อเห็นนิกรทำท่าทางขึงขังแสดงว่าโกรธจริงๆ จึงเดินเลี่ยงออกไปจากโรงเก็บรถอันกว้างใหญ่ แต่แล้วสักครู่เดียวเจ้าแห้วก็วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในโรงรถ "ซินญอ ซินญอโว้ย" เจ้าแห้วส่งเสียงเอ็ดตะโร "เร็ว-ออกมานี่เร็วโว้ย" "อะไรวะ" นิกรร้องตะโกนถาม เจ้าแห้วพูดเร็วปรื๋อ "รับประทานวัวแขกส่งนมหลุดเข้ามาในบ้านเราครับท่าทางดุร้ายเหมือนกับเป็นบ้า รับประทานออกมาดูซีครับ" นิกรยกมือจับแขนโซลาโนพาเดินออกไปนอกโรงรถแล้วเขากับหนุ่มสเปญก็แลเห็นวัวหนุ่มวัยคะนองตัวหนึ่ง ยืนหายใจฟืดฟาดอยู่กลางสนาม กิริยาท่าทางของมันดุร้ายผิดปรกติ ที่ปากมีน้ำลายเป็นฟองฟอด ประชาชนนับร้อยยืนจับกลุ่มอออยู่ที่หน้าประตูบ้าน "พัชราภรณ์" ใครคนหนึ่งป้องปากร้องตะโกนมา "ระวังนะครับ วัวเป็นบ้า ขวิดคนตายสองคนแล้ว" ทันใดนั้นเองบาบูเจ้าของวัวก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์" เขาเป็นชายกลางคนรูปร่างสูงใหญ่แต่งกายแบบอินเดียนิยมนุ่งผ้าขาวโจงกระเบน เสื้อไม่ได้สวมแลเห็นผิวเนื้อสีดำแดง มีขนหน้าอกขึ้นดกดำและขนจักกระแร้ยาวเฟื้อย โพกศีรษะด้วยผ้าขาว มือขวาถือไม้กระบองอันเบ้อเริ่ม "เฮ้ย! บาบู" นิกรตะโกนลั่น "ทำไมถึงปล่อยให้วัวมาเพ่นพ่านในบ้านฉันล่ะ" บาบูขมวดคิ้วนิ่วหน้า ร้องตะโกนตอบนิกร "อีนี้โปร่ยทำมะไร๋น่ะ ไม่ได้โปร่ยคะร๊าบนายจ๋าอีนี้ผูกเชือกไว้แล้ว ดิ้นหลุดมาน่ะ" นิกรหัวเราะหึๆ "จับเอาไปซีโว้ย ประเดี๋ยวเหยียบต้นไม้บรรลัย" เจ้าบังถอนหายใจเฮือกใหญ่ "นายช่วยจับให้จั๋นได้ไหมคร๊าบ อีนี้วัวเป็นบ้าครับขวิดคนตายสองคนแล้วนายจ๋า" นายจอมทะเล้นทำคอย่น เขาหันไปทางตัวตึกแลเห็นพลกับ ดร. ดิเรก และเสี่ยหงวน กำลังยืนอยู่ที่บันไดและมองดูวัวตัวนี้อย่างสนใจ นิกรร้องบอกพรรคพวกของเขา "เฮ๊! ระวังนะโว้ย วัวมันเป็นบ้า" อาเสี่ยตะโกนตอบมา "วัวบ้าไม่กลัวโว้ย กลัวแต่คนบ้า" นิกรทำปากหมุบหมิบ ทันใดนั้นเองเจ้าวัวหนุ่มซึ่งกำลังบ้าคลั่งก็วิ่งโขยกตรงมาทางโรงรถ เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือกร้องสุดเสียงแล้วโกยอ้าวเข้าไปในโรงรถ เจ้าวัวหนุ่มเปลี่ยนทิศทาง เลี้ยวขวาตรงไปทางตึกใหญ่ นิกรถอนหายใจโล่งอก แล้วหัวเราะงอหายเมื่อแลเห็นเพื่อนเกลอทั้งสามวิ่งจู๊ดขึ้นไปบนตึก บาบูเจ้าของวัววิ่งลัดสนามไปดักข้างหน้า แต่พอวัวหันมาทำตาเขียวบาบูก็ห้ามล้อพรืด เผ่นแผลวเข้าไปในเรือนต้นไม้ วัวบ้าตัวนั้นวิ่งไปทางหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ความจริงเจ้าวัวตัวนี้ไม่ได้ดุร้ายอะไร แต่มนุษย์อุตริทำให้มันดุและคลุ้มคลั่ง วัวตัวนี้เจ้าของผูกไว้กับต้นไม้ ขณะที่มันก้มหน้าก้มตากินหญ้า เจ้าหนุ่มเคาบอยนุ่งกางเกงทรงจิ้งเหลนคนหนึ่ง ได้ย่องเข้าไปข้างหลังมัน แล้วยกหางมันขึ้น เอาใบมะอึกแปะลงที่ก้นวัว ปล่อยหางลงตามเดิมเท่านั้นเอง เจ้าวัวหนุ่มเขาสั้นประมาณหนึ่งคืบก็เริ่มอาละวาด วัวเป็นสัตว์ที่โง่เขลา เนื้อของมันบริเวณก้นเป็นเนื้ออ่อน เมื่อถูกหนามใบมะอึกตำก้นและบริเวณใกล้เคียงมันก็เจ็บปวด แทนที่มันจะยกหางขึ้นเพื่อให้ใบมะอึกหลุด มันกลับกดหางของมันให้แนบแน่นลงไปอีก จึงทวีความเจ็บปวดขึ้นอย่างรุนแรง ทำให้มันโมโหดิ้นรนจนเชือกที่ล่ามคอมันหลุด แล้วก็เปิดฉากอาละวาดไล่ขวิดผู้คนไม่เลือกหน้า กรรมกรสามล้อคนหนึ่ง และชาวจีนคนหนึ่งถูกขวิดตายคาที่ ซึ่งบาบูเจ้าของวัวจะต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้ วัวหนุ่มวิ่งปุเลงๆ ไปทางหลังตึก พอแลเห็นคนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" มันก็รี่เข้าใส่ ใครต่อใครต่างวิ่งหนีเอาตัวรอดและร้องบอกกล่าวกัน ความโกลาหล อลหม่าน เกิดขึ้นทันที เจ้าวัวบ้าวิ่งย้อนมาทางหน้าตึกอีก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และ ๔ นางโผล่หน้าสลอนที่หน้ามุขชั้นบน คุณหญิงร้องตะโกนด่าบาบูเสียงขรม "เฮ้ย-อ้ายบัง อ้ายระยำ ปล่อยวัวเข้ามาในบ้านข้าทำไมโว้ย" บาบูยกมือเกาศีรษะ เงยหน้าขึ้นมองดูคุณหญิงวาดแล้วตะโกนตอบอย่างหัวเสีย "ไม่ได้โปร่ยน่ะนาย อีนี้ดิ้นหลุดมาเองนายจ๋า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนลูกซองกะเร่อกะร่าออกมาที่หน้ามุขชั้นบนนั้น แต่ประไพห้ามไม่ให้ยิง เกรงว่ากระสุนจะไปถูกผัวของหล่อนหรือใครเข้า เจ้าวัวหนุ่มยิ่งเพิ่มความดุร้ายเข้าอีก มันกระโจนเข้าขวิดต้นมะม่วงใหญ่เต็มแรง แล้ววิ่งวนเวียนไปมารอบสนามใหญ่หน้าตึก นิกรยกมือเกาะแขนซินญอโซลาโนจ้องตาเขม็งมองดูวัวตัวนั้น "ซินญอ วัวกระทิงที่แกสู้กับมันน่ะ ดุร้ายอย่างนี้ใช่ไหม? " เสือสเปญหัวเราะอย่างขบขัน "นี่ยังไม่เท่าหนึ่งในร้อยหรอกคุณ วัวอย่างนี้ไม่มีความหมายอะไรสำหรับนักสู้วัวกระทิง เพราะมันเป็นวัวเลี้ยง ส่วนวัวกระทิงเป็นวัวป่า มีกำลังแข็งแรงมาก และว่องไวปราดเปรียวกว่าวัวบ้าน" นิกรยิ้มเล็กน้อย "เอ-ถ้ายังงั้น ฉันก็พอจะสู้วัวตัวนี้ได้น่ะซี" โซลาโนพยักหน้า "ครับ หากคุณมีกำลังใจเข้มแข็ง วัวตัวนี้จะทำอะไรคุณไม่ได้เลย คุณก็เรียนท่าหลบหลีกได้คล่องแคล่วแล้ว" ก่อนที่นายการุณวงศ์จะพูดว่ากระไร เจ้าแห้วก็ถือผ้าสีแดงผืนหนึ่งเดินออกมาจากโรงรถ มันเป็นผ้าล่อวัวกระทิงของซินญอโซลาโนนั่นเอง ทำด้วยต่วนอย่างดีเป็นมันระยับ ขนาดกว้าง ๔ ฟิต และยาว ๔ ฟิต เจ้าแห้ววิ่งเข้ามาส่งผ้าล่อวัวกระทิงให้นิกร "รับประทานแสดง ให้ผมดูเป็นขวัญตาหน่อยเถอะครับ" นิกรยิ้มแหยๆ "แกจะให้ฉันสู้วัวตัวนี้หรือ อ้ายแห้ว" "ครับ รับประทานผมเชื่อว่า คุณต้องสู้มันได้แน่ๆ " เสือสเปญพูดเสริมขึ้น "เอาซีครับ ผมอยากดูความสามารถของคุณเหมือนกัน ถ้าคุณปราบวัวตัวนี้ได้ คุณก็มีหวังที่จะสู้วัวกระทิงได้" นิกรเกิดคึกคักเข้มแข็งขึ้นมาทันที "ฉันจะสู้กับมันอย่างไรซินญอ ในเมื่อฉันไม่มีอาวุธ" หนุ่มสเปญหัวเราะ "ไม่จำเป็นต้องใช้อาวุธหรอกครับ วัวบ้านอย่างนี้คุณปล่อยให้มันขวิดเฉียดๆ คุณไปอย่างมาก ๑๐ ครั้งเท่านั้นมันก็หมดแรง" นายจอมทะเล้นปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ลองขยับผ้าดู แล้วพูดกับโซลาโนด้วยเสียงหนักแน่น "โอ.เค. ซินญอ ฉันจะลองสู้กับมันให้เต็มความสามารถของฉัน เท่าที่ฉันได้ศึกษามาจากแก เอาละวะอย่างมากก็ไส้ทะลักตายเท่านั้น" นิกรถือผ้าต่วนสีแดงเดินออกไปจากโรงรถ เสียงคุณหญิงวาดร้องลั่น "ตายแล้วเจ้ากร อย่า-อย่าเข้าไปหามันน่ะโว้ย อยู่ดีๆ ไม่ดี อยากหาเรื่องตายเรอะ" นิกรมองขึ้นไปบนหน้ามุข แล้วเขาก็โค้งคำนับตามแบบสเปญ "ท่านทั้งหลาย ข้าพเจ้าซินญอนิกร ลูกศิษย์ก้นกุฏิ ของซินญอโซลาโน จะแสดงการสู้วัวให้ท่านชมเป็นขวัญตา" ประไพตะโกนลั่นบ้าน "บ้าหรือดีคะกร นึกบ้าอะไรขึ้นมาน่ะ เดี๋ยวก็ตายหรอก" นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ "ซินญอริต้า ไม่ต้องวิตก ว่าผัวของเธอจะปราชัยวัวตัวนี้" เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ "รับประทานเป่าเพลงอะไรล่ะครับ" นิกรจุ๊ย์ปาก "เป่าเหมือนเรื่อง 'ไอแวนโฮ' ยังไงเล่า" "อ๋อ รับประทานตอนที่พระเอกประลองฝีมือทวนใช่ไหมครับ" "เออ นั่นแหละ" เจ้าแห้วยกมือขวาขึ้นป้องปาก ใช้ปากเป่าแตรเสียงลั่น "แตร ติ้ดแตติ้ดแต ตะระแร้ ทะแร้ ทะแร้ ทะแร ทะแร " นิกรถือผ้าต่วนสีแดงเดินรี่เข้าไปหาวัวตัวนั้น ที่หน้าประตูใหญ่นอกถนนประชาชนนับร้อยยืนมองดูการต่อสู้ ด้วยความตื่นเต้น และที่ตัวตึกคณะพรรค ๔ สหาย กับคนใช้ชายหญิงกำลังมองตาเขม็งเตรียมชมการต่อสู้ระหว่างวัวบ้ากับคนที่ จวนๆ จะบ้า บาบูเจ้าของวัวนั่งร้องไห้อยู่ข้างเรือนต้นไม้ กลุ้มใจเพราะไม่สามารถจะจับวัวของเขาได้ เจ้าวัวตัวนั้นหายใจถี่เร็วได้ยินถนัด มันวิ่งเข้าประจัญบานซินญอนิกรทันที นิกรคลี่ผ้าออกล่อวัวหนุ่ม เจ้าวัวตัวนั้นวิ่งเข้าใกล้ห้ามล้อพรืดหยุดชงัก หายใจฟูดฟาดจ้องดูหน้านิกรแล้วแสยะยิ้ม กระโจนเข้าใส่ทันที คุณหญิงวาดกับ ๔ นางร้องหวีดว้ายไปตามกันกลัวว่านิกรจะถูกขวิดไส้ทลักแต่ลูกศิษย์ของเสือสเปญเอี้ยวตัวหลบเพียงเล็กน้อย เขาวัวเฉียดเอวนิกรไปเพียงก้านไม้ขีดไฟเท่านั้น ซินญอโซลาโนนัยน์ตาเหลือก นึกไม่ถึงว่านายจอมทะเล้นจะหลบฉากได้ดีเช่นนี้ "มายก๊อด " เสือสเปญคราง "เด็ดขาดเลยครับคุณนิกร ระวังให้ดีครับ มาอีกแล้ว" เหมือนกับลูกธนูลั่นผึงออกจากคันของมัน เจ้าวัวบ้าพุ่งเข้าใส่นิกรโดยเร็วซินญอหน้าทะเล้นยืนตัวตรงยืดหน้าอกในท่าเบ่ง มือทั้งสองขยับผ้า พอวัวเข้ามาจวนถึงตัวเขานิกรก็หมุนตัวหลบ วัวขวิดอีกนิกรก็หมุนตัวไปมาอย่างคล่องแคล่วน่าดู พอเจ้าวัวหนุ่มวิ่งเลยไปนิกรก็ยืนโงนเงนแล้วก้มลงก้นกระแทกพื้น เจ้าแห้วอ้าปากหวอ "โอ๊ย รับประทานเป็นอะไรไปครับ" ซินญอนิกรยิ้มแห้งๆ "เวียนหัวโว้ย หมุน ๑๐ กว่ารอบเท่านั้นตาลายไปเลย" ซินญอโซลาโนร้องลั่น ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ท่านผู้ใหญ่กับเมียๆ ของ ๔ สหายก็พากันลงจากชั้นบนออกมายืนรวมกลุ่มกับ พล, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ที่หน้าตึก โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว นึกไม่ถึงว่านิกรเพื่อนเกลอของเขาจะมีลวดลายในการต่อสู้วัวได้ดีเช่นนี้ นิกรสบัดหน้าเร่าๆ เมื่อได้ยินเสียงครูร้องเตือนเขา นายจอมทะเล้นถือผ้าล่อวัวลุกขึ้นยืน เจ้าวัวหนุ่มปราดเข้าขวิดนิกรอีก ซินญอนิกรหลบแพล๊บมิหนำซ้ำยกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นวัวดังพั่บ วัวบ้าเลี้ยวกลับทันที มันหายใจถี่เร็วหอบแฮ่กๆ น่าสงสาร แต่ความดุร้ายของมันยังไม่คลายลงเลย มันปรี่เข้าเล่นงานนิกรอีก โจนเข้าขวิดเต็มเหนี่ยว นายจอมทะเล้นเอี้ยวตัวและหมุนตัวหลบ ยกมือเขกกะบาลเจ้าวัวหนุ่มดังโป๊ก คราวนี้เหมือนกับยั่วให้มันเดือดดาลขึ้นอีก มันหมุนตัวกลับขวิดนิกรด้วยการขวิดซ้ายขวิดขวา นิกรรู้ตัวว่าเขาว่องไวกว่าวัวก็โยนผ้าทิ้ง แล้วยกมือทั้งสองขึ้นประสานกันเหนือศีรษะส่ายเอวไปมาในท่าเต้นฮาไว เจ้าวัวหนุ่มขวิดเท่าไรก็ไม่ถูกเพียงแต่เฉียดไปมาเท่านั้น โซลาโนอ้าปากหวอ "มายก๊อด ท่านี้ไม่ได้สอนเลยครับ" คนดูที่ยืนจับกลุ่มกันอยู่ทางประตูบ้าน "พัชราภรณ์" หัวเราะกันครื้นเครงต่างตื่นเต้นและขบขันอย่างยิ่ง ทุกคนต่างยกย่องชมเชยในความสามารถของนิกร แล้วต่างก็เอาใจช่วยขอให้นิกรได้รับชัยชนะ เจ้าวัวบ้าไม่มีความหมายอะไรสำหรับนิกรแล้ว เรี่ยวแรงของมันลดน้อยถอยลงตามลำดับ มันปราดเข้าขวิดอีก ซินญอหลบเพียงเล็กน้อยเพื่อโชว์ลวดลาย แล้วกระโดดเข้าจับขาของมันทั้งสองข้างท่ามกลางเสียงโห่ร้องของใครต่อใคร วัวหนุ่มพยายามสลัดนิกรออก พานิกรวิ่งปุเลงไปกลางสนาม แต่แล้วมันก็หมดแรงล้มครืน นิกรรีบลุกขึ้นยืนอย่างสง่า ยกเท้าขวาวางลงบนร่างวัวหนุ่มตัวนั้น ยกมือซ้ายเท้าสะเอวชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ วัวตัวนั้นขาดใจตายแล้ว มันตายเพราะมันได้รับความเหน็ดเหนื่อยจนเกินไปเนื่องจากอาละวาดมา ๓ ชั่วโมง กว่าแล้ว บาบูเจ้าของวัวรีบวิ่งเข้ามาหา ในเวลาเดียวกันนั้นเองเจ้าหน้าที่ตำรวจในเครื่องแบบคนหนึ่งก็วิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาจับแขนบาบูไว้ในฐานที่เป็นเจ้าของวัวปล่อยให้วัวอาละวาดขวิดคนตายถึง ๒ คน นิกรเดินไปทางหน้าตึก ตรงเข้าไปหาพรรคพวกของเขา ซินญอโซลาโนกับเจ้าแห้วตามมาด้วย เสี่ย หงวนปราดเข้ามายื่นมือให้นายจอมทะเล้นจับ "เด็ดขาดเลยโว้ยอ้ายกร นี่แกคงจะแอบเรียนวิธีการต่อสู้วัวกับโซลาโนมาหลายวันแล้วซีนะ" นิกรยิ้มแป้น "อือ ตั้งแต่โซลาโนมาอยู่กับเราเขาได้ช่วยสอนกันทุกวัน เป็นไงวะ ลวดลายของกันพอไปได้ไหม" พลหัวเราะหึๆ และพูดเสริมขึ้น "ไม่เลวโว้ย กันเกือบจะคิดว่าฝันไป คนอย่างแกไม่น่าจะสู้วัวได้เลยตามปกติแกก็เป็นคนขี้ขลาดอย่างหมาไม่กิน" ดร. ดิเรกเข้ามาขอจับมือกับนิกร "เว้ล-เวล-เหว่ล ยูเก่งมาก ถ้าหากว่ายูได้รับการฝึกอีกเล็กน้อยยูคงจะสู้วัวกระทิงได้แน่นอน" คณะพรรค ๔ สหาย ต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจชมเชยความสามารถของนิกร แม้กระทั่งประไพเองก็อดที่จะชมผัวรักของหล่อนไม่ได้ "ไพนึกไม่ถึงจริงๆ นะคะว่ากรจะเก่งอย่างนี้ มองไกลๆ คล้ายกับ "คิด ฟรอม สเปญ" ท่าทางองอาจผึ่งผาย อุ๊ย-ขณะที่สู้วัวน่ารักเหลือเกิน กรขา ชวนโซลาโนขึ้นเรือบินไปสเปญเถอะค่ะ ไพอยากให้กรไปสู้กระทิงที่กรุงแมดริด" นิกรยิ้มแก้มแทบแตก "อยากให้ผัวมีชื่อเสียงยังงั้นหรือจ๊ะ" ประไพยิ้มน่ารัก "เปล่าค่ะ อยากให้วัวมันขวิดให้ตายเสียรู้แล้วรู้รอด ไพจะได้หาผัวใหม่" คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะครืน คุณหญิงวาดยกมือตบศีรษะประไพค่อนข้างแรง "พูดอะไรก็ไม่รู้ อ้ายกรตายจริงๆ แกก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งไปเท่านั้นเอง" กิมหงวนสนใจในความสามารถอาจหาญของนิกรมาก อาเสี่ยยกมือตบบ่าซินญอโซลาโนเบาๆ แล้วพูดยิ้มๆ "หัดให้ฉันบ้างซีโซลาโน ฉันชักสนใจเสียแล้ว รู้สึกว่าการสู้วัวมันตื่นเต้นน่าดูมาก และนักสู้วัวนั้นย่อมเป็นลูกผู้ชายอันแท้จริง" เสือสเปญยิ้มเล็กน้อย "ผมยินดีหัดให้อาเสี่ยครับ แต่ว่า อาเสี่ยจะไปสู้กับวัวที่ไหน" กิมหงวนพูดขึ้นทันที "จะยากอะไรเล่า ฉันเป็นมหาเศรษฐี ถ้าหากว่าฉันสู้วัวกระทิงได้จริงๆ ฉันก็จะจ้างคนเข้าป่าดักวัวกระทิงเอามา แล้วเช่าสนามกีฬาเปิดแสดงการสู้วัวกระทิงขึ้น เท่านี้ก็จะได้เงินหลายแสน เพราะประชาชนคนไทยไม่มีใครเคยได้ดูการต่อสู้วัวกระทิงเลย นอกจากจะเห็นแต่ในหนัง" นิกรเห็นพ้องด้วย "เออ จริงโว้ยอ้ายเสี่ย ถ้าเราเปิดการต่อสู้วัวกระทิงและมีการแสดงขี่ม้าพยศชิงรางวัลถ้วยเงิน ถ้วยทองขันน้ำพานรอง เราคงจะเก็บเงินค่าผ่านประตูนัดหนึ่งได้ไม่ต่ำกว่าเจ็ดแปดแสนดีกว่าการแข่งขันมวยนัดมโหฬารอีก เพราะใครๆ ก็คงอยากดูการต่อสู้วัวกระทิงยิ่งกว่าการแข่งขันชกมวยเป็นแน่ เพราะตื่นเต้นหวาดเสียวกว่ากัน" กิมหงวนพยักหน้า ยื่นมือให้ซินญอโซลาโนจับ "ตกลงนะซินญอ ฉันจะตั้งใจฝึกหัดการต่อสู้วัวกระทิงจากแก" "ได้ครับ เขาตอบอย่างภูมิใจ ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าผมได้มีโอกาสได้รับใช้อาเสี่ยแล้ว ผมเต็มใจรับใช้เสมอ เอาซีครับ ดีเหมือนกัน ถ้าหากว่าอาเสี่ยเปิดสนามต่อสู้วัวขึ้น ผมก็คงจะได้แสดงฝีมือของผมให้คนไทยได้ชมเป็นขวัญตา ผมพร้อมแล้วที่จะหัดการต่อสู้และการขี่ม้าพยศให้" ทุกคนมองดูโซลาโนอย่างแปลกใจ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามทันที "แกขี่ม้าพยศได้ด้วยหรือ โซลาโน" เสือสเปญหัวเราะ "บิดาของผมมีอาชีพจับม้าป่าตามเทือกเขาเซียร่า ในประเทศสเปญครับ เมื่อรุ่นหนุ่มผมช่วยบิดาผมจับม้าป่าอยู่พักหนึ่ง ท่านสอนให้ผมขี่ม้าตั้งแต่ม้าเชื่องๆ จนกระทั่งม้าที่เพิ่งจับเอามาจากป่า" พลว่า "ไม่นึกเลยแฮะว่าแกจะเก่งกาจอย่างนี้ แกนี่เป็นนักกีฬาที่น่ายกย่องบูชามาก" โซลาโนยิ้มให้พล "นั่นแหละครับ ถึงผมจะเก่งกาจอย่างไรเมื่อโชคชตาของผมตกอับ ความสามารถของผมในการขี่ม้าและสู้วัวกระทิงก็ช่วยอะไรผมไม่ได้ ทุกวันนี้ถ้าผมไม่ได้รับความเมตตากรุณาจากพวกคุณแล้วผมอาจจะอดตายก็ได้นะครับ" ทุกคนมองดูโซลาโนด้วยความสงสาร คุณหญิงประสิทธิ์ฯ กล่าวขึ้นเบาๆ "คนเรามันแล้วแต่โชควาสนา ความดำริของพ่อหงวนที่จะสร้างสนามต่อสู้วัวกระทิงก็เข้าทีดีเหมือนกัน โซลาโนจะได้มีเงินใช้ฟุ่มเฟือยเหมือนเมื่อเขาอยู่สเปญ อาเสี่ยหัวเราะ "ผมเอาแน่ คุณอา ลงทุนไม่กี่แสนหรอกครับ แต่ว่าผมจะต้องมีความสามารถในการต่อสู้วัวกระทิงเสียก่อนถ้าหากว่าผมชนะวัวกระทิงอย่างง่ายดาย ต่อไปผมจะหัดสู้กับสิงห์โตและช้าง" เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ "รับประทานเอาแต่เพียงกระทิงเถอะครับ" ทุกคนหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็พากันไปดูศพเจ้าวัวหนุ่มที่นอนตาย อยู่กลางสนาม บริเวณที่ว่างหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ถูกสร้างเป็นเวทีสู้วัวกระทิงขนาดเล็กและเป็นวงกลม วัดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๕๐ ฟิต ไม่มีอะไรที่คนมีเงินขั้นมหาเศรษฐีอย่างเสี่ยหงวนจะทำไม่สำเร็จ พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร. ดิเรก ต่างฝึกหัดการต่อสู้กระทิงอย่างขมักเขม้น ซินญอโซลาโนพยายามอบรมสั่งสอน ๔ สหาย และถ่ายความรู้ให้ด้วยความเต็มใจยิ่ง หนุ่มสเปญสอนด้วยหลักวิชา เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ถึงกำลังกายกำลังใจและไหวพริบชั้นเชิงของวัวกระทิง แล้วก็เรียนกายวิภาควิทยาของวัวกระทิง โซลาโนสอนให้รู้ว่ากระทิงนั้นมีจุดอ่อนที่สำคัญตรงไหนบ้าง แล้วซินญอ ผู้มาจากสเปญก็สอนกายบริหารให้ ๔ สหาย เมื่อเห็นว่าทุกคนมีกำลังร่างกายสมบูรณ์ขึ้น โซลาโนก็เริ่มฝึกการหลบหลีกและการต่อสู้วัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเกิดฟิตจัดขึ้นมาก็เลยขอฝึกหัดด้วย อาเสี่ยกิมหงวน ส่งคนของเขาไปดงพญาเย็น จับวัวกระทิงและม้าป่าส่งมาให้เขา ชั่วเวลาไม่กี่วันก็ได้กระทิง ๓ ตัว และม้าป่าขนาดใหญ่อีก ๕ ตัว คนของเสี่ยหงวนจัดแจงส่งมากรุงเทพฯ โดยทางรถไฟวัวกระทิงและม้าป่าถูกนำมาขังไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" สร้างคอกใหญ่มั่นคงแข็งแรงให้อยู่ มีคนเลี้ยงคอยให้หญ้าให้อาหาร ทั้งวัวและม้าไม่มีทีท่าว่าจะเชื่องกับมนุษย์เลย วัวกระทิงตละตัวรูปร่างล่ำสัน คอสั้นเป็นหนอก เขายาวประมาณคืบเศษ ขนเกรียนเป็นมัน กิริยาท่าทางดุร้ายตามธรรมดาของสัตว์ป่า เสี่ยหงวนติดต่อเช่าสนามกีฬา หรือ กรีฑาสถานแห่งชาติได้สำเร็จเรียบร้อยแล้ว เขาสั่งให้บริษัทรับเหมาก่อสร้างของเขาสร้างสังเวียนต่อสู้วัวกระทิงโดยด่วน คือสร้างเป็นคอก วงกลมใหญ่ล้อมสนามฟุตบอลทั้งหมด หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับต่างลงข่าวเกรียวกราวมหาเศรษฐีหนุ่มเปิดสนามต่อสู้วัวกระทิง และขี่ม้าพยศ ซินญอโซลาโนหรือดอนเวียร่า นักสู้วัวกระทิงฝีมือเยี่ยมแห่งประเทศสเปญจะแสดงการต่อสู้วัวกระทิงอย่างตื่นเต้นหวาดเสียว นอกจากนี้อาเสี่ยกิมหงวนเศรษฐีใหญ่กับเพื่อนๆ จะร่วมแสดงการต่อสู้วัวกระทิงและขี่ม้าพยศด้วย

คณะพรรค ๔ สหาย ได้ร่วมมือกันจัดงานนี้ ลงทุนโฆษณาประมาณ ๓๐,๐๐๐ บาท พิมพ์ใบปลิวแจกจ่ายทั่วทุกมุมเมือง ลงแจ้งความในหน้าหนังสือพิมพ์ ฉายกระจกตามโรงภาพยนตร์ทุกแห่ง ปิดป้ายโฆษณาในย่านชุมนุมชนทั่วพระนครและธนบุรี ซึ่งใบปลิวนี้นิกรเป็นผู้เขียนดังข้อความที่เราคัดมาให้ท่านดังต่อไปนี้ ประวัติการกีฬาแห่งประเทศไทย เล่นกับความตาย "สู้วัวกระทิง" และ "ขี่ม้าพยศ" ไชโย! พ่อแม่พระเดชพระคุณ คุณป้า, คุณย่า, คุณยาย, พี่น้องทั้งหลายโปรดคอยชม ฝรั่งใจกล้า คนไทยใจเด็ด เป็นการแสดงครั้งแรกในประเทศไทย ซินญอโซลาโน นักสู้วัวกระทิงฝีมือเยี่ยมแห่งประเทศสเปญจะแสดงการต่อสู้วัวกระทิงให้ท่านชมเป็นขวัญตา สู้ด้วยชั้นเชิงและลวดลาย ท่านดูแล้วต้องดูอีก พล, นิกร, กิมหงวน, ดิเรก ศิษย์เอกของ ซินญอโซลาโน ร่วมแสดงด้วย ท่านจะได้เห็นว่าคนไทยเราสามารถสู้วัวกระทิงได้เหมือนกันแสดงกันอย่างยอมตายถ้าวัวขวิดถูกเป็นตายแน่ ไชโย! ไชโย! ไชโย! เชิญท่านแข่งขันม้าพยศชิงรางวัลเงินสด ใครอยู่บนหลังม้าได้ถึง ๓๐ วินาทีจะได้รับรางวัล ๑,๐๐๐ บาท ตื่นเต้น, หวาดเสียว, น่ากลัว จำไว้ให้มั่น อาทิตย์ ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๑ ณ กรีฑาสถาน เริ่มแสดง ๑๗.๐๐ น. ฝนตกฟ้าร้องไม่มีงด ท่านซื้อบัตรที่นั่งชั้นพิเศษถ้าฝนตกมีร่มกระดาษรับจากประตูใหญ่ไปถึงที่นั่ง อัตราค่าดู ๑๕๐ บาท ๑๐๐ บาท ๕๐ บาท และ ๒๕ บาท จองบัตรล่วงหน้าได้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" บางกะปิ ห้างศิวิลัยซ์พานิช, ดิเรกคลีนิค ไชโย! ใครอยากดูกีฬาเสี่ยงชีวิตเชิญไปชม ใครไม่อยากดูก็แล้วไป การแสดงที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวเช่นนี้ ใครไม่ดูก็บ้าเต็มทน อย่าลืมๆๆๆ จำไว้ให้มั่น อาทิตย์ที่ ๒๘ เดือนนี้เชิญไปชมการสู้วัวกระทิงและการขี่ม้าพยศครั้งแรก ในประเทศไทย ที่เวทีจำลองหลังบ้าน "พัชราภรณ์" คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างขมักเขม้นฝึกหัดการต่อสู้วัวกระทิงและขี่ม้าพยศอย่างตั้งอกตั้งใจ ซินญอโซลาโน ได้แสดงการฝึกซ้อมสู้กับวัวกระทิงจริงๆ ให้ผู้แทนหนังสือพิมพ์ชม เมื่อบ่ายวันอาทิตย์ที่ ๒๑ ส่วน ๔ สหายและเจ้าแห้วกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพียงแต่แสดงท่าทางให้ดูเท่านั้น หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับได้ช่วยโฆษณาให้ เขียนข่าวชมเชยเสือสเปญกับคณะพรรค ๔ สหาย พร้อมทั้งลงรูปถ่ายการฝึกซ้อม โซลาโนกำลังหลบหลีกกระทิงในระยะใกล้ชิด หนังสือพิมพ์ได้สดุดีความเก่งกล้าสามารถของโซลาโนอย่างยืดยาว แน่นอนละ ใครๆ ก็อยากชมกีฬามฤตยูนี้ ทั่วทุกมุมเมืองโจษขานกันเซ็งแซ่ บัตรล่วงหน้าชั้นพิเศษจำหน่ายเกลี้ยงโดยไม่ต้องบังคับหรือขอร้องให้ซื้อ ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้ อาเสี่ยกิมหงวนของเราเหน็ดเหนื่อยที่สุดในการวิ่งเต้น ในตอนแรกกระทรวงมหาดไทยจะไม่อนุญาตให้แสดง เพราะเกรงว่าผู้แสดงจะได้รับอันตราย แต่แล้วหลังจากผู้แทนของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นนายตำรวจชั้นนายพลตำรวจจัตวา ได้มาดูการฝึกซ้อมของโซลาโนแสดงการต่อสู้กับวัวกระทิงจริงๆ ทางกระทรวงมหาดไทยก็อนุมัติให้แสดงได้ วันนั้น ๒๘ มิถุนายน ๒๕๐๑ กรีฑาสถาน หรือ สนามกีฬา "ศุภชลาศัย" ได้ต้อนรับประชาชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง เป็นประวัติการณ์ของสนามกีฬานี้ หลังจาก ๘.๐๐ น. ล่วงแล้ว กลุ่มประชาชนก็หลั่งไหลไปยังกรีฑาสถานอย่างมืดฟ้ามัวฝน ทั้งจีน, ไทย, แขก, ฝรั่ง บัตรที่นั่งชั้นต่างๆ เริ่มจำหน่ายในเวลา ๙.๐๐ น. ตรง อาเสี่ยกิมหงวนส่งคนของเขามาขายตั๋ว และจ้างนักมวยของเวทีราชดำเนินมาเฝ้าประตู ทั้งนี้เพื่อป้องกันบัตรเบ่งและบัตรพยัก คือพยักหน้าและไม่พูดว่ากระไรเดินเข้าไปเฉยๆ ยังไม่ทันถึงเที่ยงวัน บัตรที่นั่งทุกชั้นก็หมด พวกยุวชนเคาบอยผู้เล็งผลเลิศ ได้เบียดเสียดซื้อบัตรมาจำหน่ายขึ้นราคาเอาตามความพอใจ ภายในสนามกีฬาอันกว้างขวางเป็นที่คับแคบไปเสียแล้ว ประชาชนนับหมื่นยอมนั่งหลังขดหลังแข็งทนทุกข์ทรมานหลายชั่วโมง บ้างก็นำปิ่นโตใส่อาหารมากินกลางวัน บ้างก็มีกระเช้าผลไม้ห่อก๊วยเตี๋ยวผัดข้าวผัดและกระติกน้ำแข็ง คณะนักสู้วัวกระทิงและขี่ม้าพยศมาถึงสนามกีฬาในเวลา ๑๕.๐๐ น. เศษ มีญาติมิตรติดตามมาด้วย ขบวนรถเก๋ง ๔ คัน ผ่านประตูใหญ่ของสนามกีฬาเข้าไปข้างในเลี้ยวขวาตรงไปยังที่พัก ๔ สหายพร้อมด้วยโซลาโนเสือสเปญ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งอยู่ในรถ "คาดิลแล็ค" เก๋งคันหน้า ซึ่ง พล พัชราภรณ์ ทำหน้าที่เป็นคนขับ คันที่สอง รถบูอิค เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด นันทา และประไพ มีเจ้าแห้วเป็นคนขับ คันที่สาม แน็ชลอยลม นวลลออกับประภานั่งคู่กันตอนหน้ารถ และนวลลออเป็นคนขับ คันสุดท้ายเป็นรถ สเตชั่นเวกอน คนใช้ชายหญิงของบ้าน "พัชราภรณ์" นั่งกันเต็มรถ พร้อมด้วยเครื่องแต่งกายของนักสู้วัว นักขี่ม้าพยศและเครื่องอุปกรณ์ต่างๆ เช่นกระติกน้ำแข็ง, น้ำอัดลม, ผ้าเช็ดตัว, เครื่องเวชภัณฑ์ ด้านนอกของสนามกีฬาเงียบกริบ แต่ด้านในเต็มไปด้วยเสียงจ้อกแจ้กจอแจของประชาชน หลังจากขบวนนักสู้วัวผ่านเข้าไปในบริเวณสนามกีฬาแล้ว ประตูหน้าสนามกีฬาก็ปิด ประชาชนอีกหลายพันหมดหวังที่จะได้ชมกีฬาเย้ยมัจจุราช เพราะบัตรที่นั่งไม่มีจำหน่าย ที่ห้องพักของนักกีฬา คณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของเขาได้พากันเดินเข้ามาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส โซลาโนจัดแจงปิดประตูห้อง ไม่ยอมให้ใครเข้ามาปะปนอีก เว้นแต่เจ้าหน้าที่ของสนามกีฬาคนหนึ่งซึ่งมีหน้าที่ติดต่อให้ความสะดวก "เป็นประวัติการอันน่าตื่นเต้นเชียวครับ" เจ้าหน้าที่สนามกีฬาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม "ตั้งแต่สนามกีฬาสร้างมาก็วันนี้แหละครับที่ได้ต้อนรับคนดูมากมายที่สุด" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น "เป็นธรรมดาคุณ กีฬาแบบนี้มันตื่นเต้นหวาดเสียวมาก และพึ่งมีในเมืองเราเป็นครั้งแรก" กิมหงวนพูดเสริมขึ้นทันที "ผมจะหักคอวัวกระทิงให้คุณดูเป็นขวัญตา ถ้าหากว่าผมหักคอมันไม่ได้ ผมก็จะยอมให้มันหักคอผม" เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กัน พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา แล้วกล่าวกับพรรคพวกของเขา "เรามีเวลาอีกตั้ง ๒ ชั่วโมง น่าเห็นใจคนดูมากที่เขาต้องทรมานนั่งรอคอยกว่าจะถึงเวลาแสดง เราควรแสดงก่อนเวลาดีไหม? ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย "ออไร๋น์ น่าจะเป็นเช่นนั้น" คณะพรรค ๔ สหายได้ปรึกษาหารือกัน ในที่สุดซินญอโซลาโนก็ให้ความเห็นว่า ควรแสดง ๑๖.๐๐ น ตรง ทุกคนต่างไม่มีใครขัดข้อง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับเจ้าหน้าที่สนามกีฬา "คุณชอบครับ คุณช่วยไปที่หน่วยโฆษณาให้ประกาศตามนี้ เราจะเริ่มแสดง ๑๖.๐๐ น. ตรง แล้วก็ช่วยพาผู้สมัครขี่ม้าพยศมาที่นี่ด้วยนะครับ เราจะได้ให้เขายืมเครื่องเคาบอยแต่ง เตรียมเอามาตั้ง ๑๕ ชุดเห็นจะพอ" ชายกลางคนที่ชื่อชอบยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ "ครับ ผมจะไปที่หน่วยโฆษณาเดี๋ยวนี้" พูดจบนายชอบก็เดินไปที่ประตูห้อง ถอดกลอนเปิดประตูออกพาตัวเดินออกไป โซลาโนกับ ๔ สหาย และเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว เริ่มลงมือแต่งตัวโดยไม่สู้รีบร้อนอะไรนัก อาเสี่ยกิมหงวนของเราครึกครื้นรื่นเริงผิดปกติ ส่วนนิกรกับเจ้าแห้วหน้าจ๋อย นึกหวาดเสียวเกรงว่าไส้หรือกระเพาะอาหารของตนจะทะลักออกมานอกท้อง ถ้าหากว่าเพลี่ยงพล้ำเสียท่าวัวกระทิง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และ ๔ นางนั่งเคร่งขรึม มองดูคณะพรรค ๔ สหาย และโซลาโนอย่างห่วงใย ในที่สุดก็ถึงเวลาตามกำหนด ประชาชนนับหมื่นตบมือโห่ร้องเกรียวกราว เมื่อโฆษกประกาศทางกระจายเสียงให้ทราบ "ท่านทั้งหลาย บัดนี้ได้เวลาแสดงของเราแล้ว จึงขอเรียนให้ท่านทราบว่า การแสดงในอันดับแรกคือการขี่ม้าพยศ ของบรรดานักขี่ม้าที่สมัครเข้าแข่งขันรวม ๕ คน ถ้าหากว่าผู้ใดสามารถนั่งอยู่บนหลังม้าได้ครึ่งนาที หรือ ๓๐ วินาที จะได้รับรางวัลเป็นเงิน ๕ พันบาท ผู้ขี่ม้าพยศคนแรกคือ นายชุ่ย วงศ์ทีเด็ด อดีตสิบโททหารม้ารักษาพระองค์ ซึ่งจะแสดงลวดลายการขี่ม้าพยศเสนอท่าน ณ บัดนี้" เสียงแตรฟันฟาเป่าลั่นในเพลงทหารม้า พอจบเพลงประตูคอกม้าก็ถูกเปิดออก นายชุ่ยควบขับม้าออกมาจากคอกของมัน เจ้าม้าหนุ่มหกหน้าหกหลังวิ่งวนเวียนอยู่ในเวทีใหญ่ ในราว ๑๐ วินาทีอดีตนายสิบทหารม้าก็ลอยละลิ่วลงมานอนแอ้งแม้งอยู่กลางสนาม ประชาชนคนดูส่งเสียงโห่ร้องตบมือกระทืบเท้ากันอย่างครื้นเครง คนที่สอง ยิ่งร้ายกว่าคนแรก พอม้าวิ่งออกมาจากคอกเขาก็หล่นจากหลังม้าอย่างไม่เป็นท่า ทำให้คนดูหัวเราะท้องคัดท้องแข็ง คนที่สาม, คนที่สี่ และคนที่ห้า ร่วงลงมาจากหลังม้าในท่าต่างๆ กัน ก่อนขี่ม้าโฆษกได้ประกาศชื่อให้ทราบปรากฎว่าไม่มีใครสามารถบังคับม้าได้ตามเวลาที่กำหนดไว้โดยเฉพาะคนที่สามถูกม้าเตะตะโพกคราก ถึงกับต้องใส่เปลหามไป โฆษกได้ประกาศโฆษณาอีก "ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย เป็นอันว่าผู้แข่งขันขี่ม้าพยศทั้ง ๕ คนไม่มีใครสามารถขี่ได้ อันดับต่อจากนี้ไป คณะของเราจะแสดงการขี่ม้าพยศให้ท่านชมบ้าง นายนิกร การุณวงศ์ จะโชว์ฝีมือของเขา ณ บัดนี้" เสียงตบมือดังไปทั่วสนาม นิกรทรุดตัวลงนั่งยองๆ ประณมมือนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คุณบิดามารดาครูบาอาจารย์ให้ช่วยคุ้มครองเขา แล้วลุกขึ้นยืนข้างคอกม้าปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง นายจอมทะเล้นและพรรคพวกของเขาแต่งกายแบบเคาบอยในภาพยนตร์ "เฮ้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น "เอาซีโว้ย ได้เวลาแล้ว" เจ้าแห้วซึ่งทำหน้าที่เปิดประตูคอกพูดปลอบใจนิกร "รับประทานไม่เป็นไรหร็อกครับ อย่างมากก็คอหักตายเท่านั้น" นิกรทำปากหมุบหมิบด่าเจ้าแห้ว แล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่ ปีนขึ้นไปบนคอก ก้าวลงนั่งบนหลังม้าป่าซึ่งถูกขังอยู่ในคอกอันมีเนื้อที่จำกัด เสียงหัวเราะของคณะพรรค ๔ สหายดังลั่น "อ้ายกร" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น "แกขี่ม้ายังไงวะหันหน้าให้ก้นม้า ขี่เสียให้ถูกซีโว้ย" นิกรหน้าซีดเหมือนกระดาษ "เถอะน่า เปิดคอกเถอะ ข้าขี่ของข้าได้ก็แล้วกัน" เจ้าแห้วเปิดคอกทันที ม้าตัวนั้นพานิกรวิ่งออกจากคอก คนดูหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาไหล เมื่อเห็นนิกรขี่ม้าแบบพิศดาร คือหันหลังให้หัวม้า และแทนที่จะจับบังเหียน นิกรกลับจับหางม้าไว้แน่น เจ้าม้าตัวนั้นยกหน้ายกหลังเพียงสองสามที นายจอมทะเล้นก็พุ่งหลาวลงมาจากหลังม้า นอนอมยิ้มอยู่กลางสนาม ประชาชนคนดูหัวเราะชอบใจไปตามกัน เจ้าหน้าที่ประจำสนามหลายคน ซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้าได้ช่วยกันต้อนม้าพยศกลับเข้าคอกของมันจนได้ พล พัชราภรณ์ เป็นผู้แสดงเป็นคนที่สอง เขาขี่ม้าพยศได้ถึง ๑๖ วินาที แล้วก็หล่นลงมาจากหลังของมัน คนดูตบมือให้เกียรตินายพัชราภรณ์ทั่วทั้งสนาม อาเสี่ยกิมหงวนแสดงเป็นคนที่ ๓ พอม้าวิ่งออกจากคอก ม้าก็สลัดเสี่ยหงวนกระเด็นจากหลังของมัน ลงไปวัดความกว้างยาวของพื้นสนามและเกือบจะถูกม้าเหยียบตาย ดร. ดิเรกเป็นคนที่ ๔ เพราะเขาเป็นนายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่นักขี่ม้าโลดโผน นายแพทย์หนุ่มจึงขี่ม้าพยศได้เพียง ๒ วินาทีเท่านั้น พอออกจากคอกดิเรกก็หล่นจากหลังม้าอย่างไม่เป็นท่า แว่นตาสายตาสั้นหลุดกระเด็นไปทางหนึ่ง คนที่ ๕ คือเจ้าแห้ว เจ้าแห้วแต่งเคาบอยมองคล้ายๆ ยีน ออทรี ดาราเคาบอย เจ้าแห้วควบขับม้าออกจากคอกหลังจากโฆษกได้ประกาศนามของเขา แต่แล้วเจ้าแห้วก็ลอยละลิ่วจากหลังม้าลงมานั่งพับเพียบบนพื้นหญ้า มิหนำซ้ำยังถูกม้าเตะด้วยขาหลังเฉียดปลายคางไปนิดเดียว เจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นคนที่ ๖ เมื่อโฆษกประกาศชื่อของท่าน คนดูก็พูดกันพึมพัมหลังจากนั้นนิกรก็เปิดคอกม้าออก ท่านเจ้าคุณควบขับม้าวิ่งปุเลงออกมา ม้าหกหน้าหกหลังทำให้หมวกเคาบอยปีกใหญ่หลุดจากศีรษะ คนดูได้แลเห็นศีรษะอันล้านเลี่ยนของท่านก็โห่ร้องกันเกรียวกราว และแล้วก็หัวเราะกันอย่างไม่ต้องอั้นเมื่อเจ้าคุณผงะหงายหล่นจากหลังม้า ท่านขี่ม้าพยศได้เพียง ๔ วินาทีเท่านั้น พอลุกได้ก็เดินกระโผลกกระเผลกขาลากไปข้างหนึ่ง ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ โฆษกได้ประกาศให้ทราบ "ท่านทั้งหลาย ท่านเห็นแล้วมิใช่หรือว่า ม้าพยศอย่างนี้ไม่มีใครขี่บังคับได้ แต่เสือสเปญ หรือ ซินญอโซลาโน นักสู้วัวกระทิงฝีมือเยี่ยมของโลก จะแสดงการขี่ม้าให้ท่านชมเป็นขวัญตา ท่านจะได้เห็นตัวจริงของแชมเปี้ยนสู้วัวกระทิง ณ บัดนี้" เสียงตบมือดังสนั่นหวั่นไหว ประตูคอกม้าเปิดออกแล้ว ม้าสีดำสูงใหญ่พาซินญอโซลาโนออกมาจากคอกทันที ด้วยสัญชาติญาณของม้าป่ามันจึงพยศหกหน้าหกหลัง โซลาโนถือสายบังเหียนกระชับมั่น เจ้าม้าหนุ่มพาเสือสเปญวิ่งวนเวียนไปมา โซลาโนหวุดหวิดจะร่วงหล่นจากหลังของมันตั้งหลายครั้งแต่ก็พยายามประคองตัวไว้ได้ ประชาชนตบมือโห่ร้องตลอดเวลา เสือสเปญเก่งสมชื่อ หนึ่งนาทีและสองนาทีผ่านพ้นไปแล้ว ม้าตัวนั้นอ่อนแรงลงทุกที ในที่สุดมันก็ยืนนิ่งเฉย ซินญอโซลาโนกระโจนลงมาจากหลังม้า ถอดหมวกออกก้มศีรษะโค้งคำนับคนดูตามแบบสเปญ เรียกร้องเสียงตบมือได้นานที่สุด การแสดงขี่ม้าพยศสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คณะพรรค ๔ สหายพากันออกไปจากสนาม เพื่อเปลี่ยนเครื่องแต่งตัวเตรียมสู้วัวกระทิง ต่อจากนั้นเป็นการแสดงจำอวดสลับโดยนายล้อต๊อกกับคณะ ๑๖.๓๐ น. ภายในวงกลมของสนามว่างเปล่า โฆษกได้ประกาศให้ทราบ "ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ต่อจากนี้ไปเป็นการแสดงต่อสู้กับวัวกระทิง ซึ่งเป็นวัวป่าที่จับมาจากดงพญาเย็น ดุร้ายที่สุด ซินญอโซลาโนกับลูกศิษย์ของเขา คือนายพล พัชราภรณ์, นายนิกร การุณวงศ์, นายกิมหงวน ไทยแท้, นายดิเรก ณรงค์ฤทธิ์, พระยาปัจจนึกพินาศ และ นายแห้ว โหระพากุล นักสู้วัวกระทิงทั้ง ๗ คนนี้จะต้องเสี่ยงภัย เสี่ยงชีวิตสู้กับวัวกระทิง ๓ ตัว ใครพลาดพลั้งจะถูกวัวขวิดตายต่อหน้าท่าน แต่ถ้าวัวเสียท่าก็จะถูกฆ่าตายเช่นเดียวกัน ท่านทั้งหลาย เสือสเปญซินญอโซลาโนกับลูกศิษย์ของเขาเดินแถวเรียงเดี่ยวออกมาแล้ว กรุณาตบมือให้เกียรติเขาหน่อย" เหมือนกับสนามกีฬาจะถล่มทลายเสียงตบมือกระทืบเท้าดังก้องกังวานไปไกล ประชาชนคนดูใจเต้นระทึก มองดูนักสู้วัวกระทิงอย่างชื่นชม ทั้ง ๗ คนแต่งกายหรูหราตามแบบนักสู้วัวกระทิงของสเปญ มือถือผ้าต่วนสำหรับล่อวัวสีต่างๆ คนละผืน ที่เอวข้างซ้ายคาดกระบี่ โดยเฉพาะซินญอโซลาโน สง่าผ่าเผยมาก ขบวนนักสู้วัวหยุดยืนเป็นแถวเรียงเดี่ยว หันหน้ามาทางอัฒจันทร์ใหญ่ แล้วก้มศีรษะโค้งคนดู ทำให้เสียงโห่ร้องเสียงตบมือดังขึ้นอีกต่อจากนั้นก็แยกย้ายกระจายกันไปเตรียมตัวต่อสู้กับวัวกระทิง บรรยากาศของสนามกีฬาไม่ผิดอะไรกับสนามสู้วัวในกรุงแมดริดเลย พวกผู้หญิงอกสั่นขวัญแขวน ช่างภาพหนังสือพิมพ์วิ่งพล่านอยู่นอกรั้ว เตรียมถ่ายภาพอันน่าตื่นเต้นหวาดเสียว นิกรกับเสี่ยหงวนยืนคู่กันกลางสนาม สองสหายมีใบหน้าเคร่งเครียดผิดปกติ อาเสี่ยหันมาถามนิกร เบาๆ "อ้ายกร แกสั่งเสียเมียแกแล้วหรือ? " นิกรพยักหน้า "เรียบร้อยแล้ว" "สั่งว่ายังไง" เสี่ยหงวนถามต่อไป "สั่งว่า ศพของกันให้เผาพร้อมกับศพแก" กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก พูดปลอบใจตัวเอง "แต่เราต้องชนะ" นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น "ชนะกะผีอะไรเล่า กันปอดลอยจนแทบจะเป็นลมอยู่แล้วไม่ควรอุตริเลย อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องให้เมียเป็นหม้าย" อาเสี่ยหน้าแหย "อ้าว-อย่าร้องไห้ซีโว้ย" ทันใดนั้นเอง เสียงแตรฟันฟาและเสียงกลองก็ดังขึ้น ประตูคอกวัวทั้ง ๓ คอกเปิดออกแล้ว กระทิงเปลี่ยว ๓ ตัววิ่งปราดออกมาทันที ประชาชนคนดูส่งเสียงอื้ออึงทั่วสนามทุกคนยอมรับว่าตื่นเต้นที่สุด กระทิงตัวหนึ่งยืนหันรีหันขวางหายใจฟูดฟาด แล้วก็วิ่งปราดเข้ามาหานิกร นายจอมทะเล้นเย็นวาบไปหมดทั้งตัว มือที่ถือผ้าต่วนสีเขียวสั่นระรัวแข้งขาอ่อนเปียกไปหมด วัวตัวนี้เป็นวัวที่จับมาจากป่าไม่ใช่วัวแขกส่งนม รูปร่างของมันล่ำสันทะมัดทะแมง กิริยาท่าทางเต็มไปด้วยความดุร้าย นิกรจ้องตาเขม็งมองดูมัน กระทิงหนุ่มโถมเข้าขวิดนิกรเต็มเหนี่ยว คนดูร้องเอะอะด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียว นิกรเอี้ยวตัวหลบเขากระทิงได้อย่างหวุดหวิด เจ้าวัวตัวนั้นวิ่งผ่านไปและหมุนตัวกลับเดินย่างสามขุมยิ้มแสยะเข้ามาหานิกรอีก หยุดยืนห่างจากนิกรประมาณวาเดียวเท่านั้น นิกรบุ้ยใบ้บอกวัวโดยหันหน้าไปทางเสี่ยหงวน "โน้น อ้ายโย่งโก๊ะนั่นยังไงล่ะ เขาเก่งกว่าข้า" เจ้าวัวหนุ่มไม่ฟังเสียงปราดเข้าขวิดนิกรอีก นายจอมทะเล้นหลบฉากได้คลี่ผ้าออกหลอกล่อวัว ในเวลาเดียวกันนั้นเองเจ้ากระทิงสีดำมะเมื่อมตัวหนึ่ง กำลังเปิดฉากโจมตีเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างดุเดือด นักสู้วัวผู้ชราภาพวิ่งหนีอย่างไม่คิดชีวิต ภาพกระทิงเปลี่ยวไล่ขวิดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ทำให้คนดูโห่ร้องกันเกรียวกราว ท่านเจ้าคุณหนีมาถึงริมรั้วก็เข้าหลบในที่กำบังที่สร้างไว้ นิกรถูกวัวตัวนั้นไล่ขวิดโกยอ้าวเผ่นแผล็วขึ้นไปนั่งบนรั้ว ในเวลาไล่ๆ กัน ดร. ดิเรกกับอาเสี่ยกิม หงวนก็ถูกวัวอีกตัวหนึ่งไล่ขวิด สองสหายกำลังทำสถิติในการวิ่งเร็วนายแพทย์หนุ่มสามารถวิ่งได้เร็วกว่าเสี่ย หงวนเล็กน้อย เพราะความรักตัวกลัวตายนั่นเอง คนดูตบมือกระทืบเท้าเป่าปากโห่ร้องกันสนั่นหวั่นไหวตลอดเวลา แล้วเสี่ยหงวนกับนายแพทย์หนุ่มก็หลบเข้าไปซ่อนตัวในที่กำบังอันมิดชิด "เป็นยังไงโว้ย" ดร. ดิเรกถามพลางหอบแฮ่กๆ เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ "ไม่ไหวโว้ย นึกว่าถูกวัวขวิดตายเสียแล้ว ก่อนที่กันจะสู้กับมันกันคิดว่าเราคงพอจะสู้มันได้ แต่ครั้นมันหลุดออกมาจากคอกกันก็เสียขวัญนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วทันที" ดร. ดิเรกฝืนหัวเราะ โบกมือให้นิกรกับพ่อตาของเขาซึ่งแอบอยู่ในที่กำบังห่างจากเขาราว ๑๐ เมตร "ฮัลโหล ป๋า ออกไปสู้กับมันอีกซีครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื้อก "ไม่เอาละโว้ย ขืนออกไปอีกก็ไส้ทะลักเท่านั้นเอง" ขณะนี้เจ้าแห้วยืนเด่นอยู่กลางสนาม ส่วนพลกับซินญอโซลาโนยืนอยู่คู่กันทางริมสนาม คนดูเข้าใจว่าเจ้าแห้วเตรียมพร้อมที่จะปะทะกับกระทิงหนุ่มทั้งสามตัวนั้น แต่ความจริงไม่มีใครรู้ว่าเจ้าแห้วกำลังจะเป็นลม ที่ยืนนิ่งเฉยก็เพราะแข้งขาอ่อนเปียกขยับเขยื้อนไม่ไหวหัวใจของเจ้าแห้วจวนจะหยุดเต้นอยู่แล้ว ใบหน้าซีดเผือดเหมือนกระดาษ เจ้าวัวตัวหนึ่งปรี่เข้าใส่เจ้าแห้ว มันควบปุเลงๆ ตรงเข้ามาเจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน ปล่อยผ้าล่อวัวหลุดจากมือโดยไม่รู้ตัว เจ้าแห้วร้องอุทานสุดเสียงล้มลงนอนเหยียดยาวยิงฟันแหงก่อนที่วัวตัวนั้นจะเข้ามาถึงเขา กระทิงเปลี่ยวเปลี่ยนทิศทางพุ่งเข้าใส่พล พัชราภรณ์ ในเวลาเดียวกันนั้นเองกระทิงอีกตัวหนึ่งก็ตรงเข้าปะทะซินญอโซลาโนอย่างดุเดือด บรรดาเจ้าหน้าที่ประจำสนามช่วยกันตะเพิดกระทิงอีกตัวหนึ่งให้กลับเข้าคอก เพื่อเปิดโอกาสให้โซลาโนต่อสู้กับมันคนละตัว มันเป็นการตื่นเต้นหวาดเสียวที่สุด เมื่อกระทิงปราดเข้าขวิดพลก็เอี้ยวตัวหลบอย่างคล่องแคล่ว ยื่นผ้าล่อหลอกให้มันขวิดอีก ถึงแม้ลวดลายของเขาจะไม่เท่าเทียมกับเสือสเปญ แต่นายพัชราภรณ์ก็ทำให้คนดูใจหายใจคว่ำยกย่องบูชาความกล้าหาญของเขา กีฬามฤตยูทำให้ประชาชนนับหมื่นหายใจไม่ทั่วท้อง ในเวลาเดียวกับที่พลต่อสู้กับเจ้าวัวหนุ่มตัวนั้น ซินญอโซลาโนก็แสดงชั้นเชิงของนักสู้วัวชั้นครูให้ประชาชนชมเป็นขวัญตา เจ้ากระทิงโทนตัวดำมะเมื่อมปราดเข้าขวิดโซลาโนอย่างดุเดือดเขาหมุนตัวหลบไปทางซ้าย และบางทีก็หลบมาทางขวา ร่างของเขาเหมือนกับนักลีลาศ กระทิงเปลี่ยวขวิดเฉียดไปเฉียดมา และครั้งหนึ่งเขาอันคมกริบของมันเฉี่ยวเสื้อของโซลาโนขาดแคว่ก คนดูตบมือโห่ร้องกันเกรียวกราว ไม่มีใครสนใจกับพลเลย สายตาทั้งหมดจ้องมองมายังร่างของเสือ สเปญ ที่กำลังแสดงศิลปะและชั้นเชิงของการต่อสู้อันยอดเยี่ยมของเขาเสียงผู้หญิงร้องหวีดว้ายตลอดเวลา โซลาโนเห็นกระทิงตัวนั้นอ่อนกำลังเขาก็แทงด้วยดาบถูกซอกคอมันและปล่อยให้ดาบติดแน่นอยู่ เจ้ากระทิงถูกเจ็บก็เดือดดาลตลุมบอนโซลาโนแทบจะไม่ให้เสือสเปญตั้งตัวแต่ซินญอ แห่งสเปญหลบหลีกเขาอันคมกริบของมันได้ ในที่สุดโซลาโนก็กระโจนเข้าล๊อคคอ มันพาเสือสเปญวิ่งไปได้ไม่กี่ก้าวก็หมดแรงล้มลง โซลาโนผลุดลุกขึ้นยืนโบกมือให้ประชาชนคนดู คราวนี้สนามกีฬาแทบจะถล่มทลายด้วยเสียงตบมือโห่ร้อง ขณะนั้น พลกับเจ้ากระทิงสีน้ำตาลกำลังปะทะกันอย่างไม่ลดละ นายพัชราภรณ์เกือบจะหมดเรี่ยวแรงแล้วเขาพยายามที่จะสังหารวัวด้วยดาบแต่ยังไม่มีโอกาสเหมาะ เสียงโฆษกประกาศลั่น "ท่านเห็นหรือยังว่าซินญอโซลาโนมีความสามารถอาจหาญในการสู้วัวกระทิงเพียงใด บัดนี้ พล พัชราภรณ์ ศิษย์เอกของโซลาโนกำลังแสดงให้ท่านชมเป็นขวัญตา คนไทยเรามีความสามารถสู้วัวได้แล้ว ใครจะถูกใครฆ่าตายท่านคงจะรู้ภายในสองสามนาทีนี้" คนดูโห่ร้องเกรียวกราวเอาใจช่วยนายพัชราภรณ์ อาเสี่ยกิมหงวน, นิกร, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจเต้นระทึกไปตามกัน ส่วนท่านผู้ใหญ่และ ๔ นางซึ่งนั่งดูอยู่ชั้นพิเศษมีกิริยาท่าทางกระสับกระส่ายตลอดเวลา กระทิงหนุ่มปราดเข้าขวิดพลอีก และขวิดผ้าล่อวัวสีแดงเข้มหลุดกระเด็นไปจากมือนายพัชราภรณ์ มันเลี้ยวกลับปราดเข้าใส่พลอย่างดุเดือด พลจ้วงแทงด้วยดาบเต็มเหนี่ยวแต่แล้วเขาก็เสียหลักล้มลงก้นกระแทกพื้น โซลาโนไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปแม้แต่เพียงวินาทีเดียว เขาวิ่งเข้าไปช่วยพลทันที ทั้งๆ ที่เขามีมือเปล่าปราศจากดาบ กระทิงเปลี่ยวปราดเข้าขวิดเสือสเปญด้วยสัญชาติญาณขณะที่โซลาโนก้มตัวลงประคองพล ให้ลุก ประชาชนทั้งสนามร้องเอ็ดตะโร เมื่อร่างของเสือสเปญลอยละลิ่วไปไกล เขาถูกวัวขวิดที่สีข้างอย่างจังเพราะมัวแต่มุ่งหน้าช่วยชีวิตพลจนลืมนึกว่ากระทิงตัวนี้กำลังบ้าเลือดและยืนคุมเชิงอยู่ข้างหลังเขา เจ้าหน้าที่ประจำสนาม ๔ คนควบม้าตรงเข้ามาต้อนวัวไว้ พยายามไล่มันกลับไปเข้าคอกจนได้ เสียงจ้อกแจ้กจอแจของคนดูดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ พล พัชราภรณ์ วิ่งโขยกเขยกเข้าไปหาอาจารย์ของเขา ซึ่งนอนร้องครวญครางอยู่บนสนาม แล้วพลก็ทรุดตัวนั่งประคองช้อนศีรษะเสือสเปญขึ้น เขารู้ดีว่าซินญอโซลาโนเสียทีวัวเพราะมัวมุ่งหน้าช่วยเหลือเขา พลพยาบาลแบกเปลเข้ามาแล้ว เจ้าหน้าที่ประจำสนามได้ช่วยกันหามโซลาโนขึ้นนอนบนเปล แล้วพลพยาบาลก็นำเสือสเปญออกไปจากสนาม เสียงโฆษกได้ประกาศให้ประชาชนทราบ "ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย การแสดงได้สิ้นสุดลงเพียงนี้แล้ว เราเสียใจที่จะเรียนให้ทราบว่า ซินญอโซลาโนถูกวัวขวิดบาดเจ็บสาหัสขณะที่เขามัวแต่ช่วยประคอง พล พัชราภรณ์" ภายในห้องปฐมพยาบาล ซินญอโซลาโนนอนหายใจแขม็บอยู่บนเตียงริมห้อง ดร. ดิเรก กับนายแพทย์ประจำสนามอีกคนหนึ่ง กำลังช่วยเหลือหนุ่มสเปญอย่างสุดความสามารถ คณะพรรค ๔ สหายพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่และเมียๆ ของเขายืนสงบเงียบอยู่ในห้องนี้ ทุกคนจ้องมองดูเสือสเปญอย่างห่วงใย น้ำตาของพลคลอหน่วย เขาซาบซึ้งในบุญคุณของโซลาโนยิ่งนัก ถ้าหากว่าเสือสเปญไม่ช่วยป้องกันเขาไว้เขาคงจะถูกวัวขวิดตายแล้ว นายพัชราภรณ์จับมือโซลาโนบีบเบาๆ "โซลาโน เป็นอย่างไรบ้างเพื่อนรัก" เสือสเปญขบกรามกรอด "คุณพลที่รัก ชีวิตของผมไม่รอดเสียแล้ว" เขาพูดแผ่วเบาเสียงขาดเป็นห้วงๆ "หมองูก็ต้องตายเพราะงู แต่ว่า ผมก็ภูมิใจแล้วที่ผมได้ช่วยป้องกันชีวิตคุณไว้ได้ ซึ่งผมได้กตเวทีต่อคุณแล้ว ลาก่อน...ลาทุกๆ คน เจ้าคุณครับ คุณหญิง บุญคุณของท่านผมจะไม่ลืมเลย ผมลาละครับ กรุณาช่วยฝังศพผมด้วย" เสือสเปญสะดุ้งเฮือก ยกมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศแล้วเขาก็สงบเงียบหลับตาพริ้ม นิกรมองดูนายแพทย์หนุ่มและยิ้มเล็กน้อย "นอนหลับเสียได้ค่อยยังชั่วหน่อย" ดิเรกตวาดลั่น "ตายโว้ย ไม่ใช่หลับ โซลาโนตายแล้ว" คุณหญิงวาดร้องไห้โฮ ๔ นางทำตาแดงๆ ไปตามกัน พลไม่อาจจะกลั้นน้ำตาได้ เสือสเปญครูของเขาได้จบชีวิตแล้ว ที่ตายของซินญอโซลาโนอยู่เมืองไทย เขาเป็นสุภาพบุรุษที่กล้าหาญและสุภาพเจียมตัวน่ารักมาก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือจับแขนพลแล้วพูดเสียงเครือ "น่าสงสารโซลาโนเหลือเกิน แกพากันกลับไปบ้านทิ้งอ้ายแห้วให้อยู่กับอาที่นี่ อาจัดการในเรื่องศพของโซลาโนเอง" พลสั่นศีรษะ "ผมไม่กลับละครับ ผมจะอยู่เป็นเพื่อนศพโซลาโน ผมจะจัดการศพของเขาให้หรูหราสมเกียรติทีเดียว" คณะพรรค ๔ สหายต่างเศร้าสลดใจไปตามกัน ในเวลาเดียวกันนี้เองบนถนนด้านนอกห้องพัก ประชาชนหลายพันคนกำลังยืนจับกลุ่มรอฟังข่าวของเสือสเปญอย่างห่วงใย เมื่อได้ทราบจากคณะพรรค ๔ สหายว่า โซลาโนสิ้นใจตายเสียแล้ว ประชาชนคนดูก็อดที่จะเศร้าใจไม่ได้กีฬาชนิดนี้เป็นการเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต ไม่มีนักสู้กระทิงคนใดที่จะชนะวัวได้ตลอดไป และไม่มีวัวกระทิงตัวใดที่จะรอดพ้นจากการถูกฆ่าตาย มันเป็นการต่อสู้อันมีเกียรติ เพราะบรรดานักสู้วัวกระทิงทั้งหลายนั้นจะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตของเขาทุกครั้งที่ลงสนาม โซลาโนปิดฉากชีวิตของเขาแล้ว แต่ประชาชนที่ได้ชมการแข่งขันในวันนั้นคงจะจำชื่อของเขาได้ และบทบาทการสู้วัวของเขาจะเป็นภาพประทับใจไปอีกนาน

จบตอน