พล นิกร กิมหงวน 196 : ไปพระบาท

ตอนสายวันอาทิตย์

ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังตรวจดูตั๋วจำนำปึกใหญ่อยู่ในห้องนอนของข้าพเจ้า เสียงฝีเท้าของเด็กเล็กๆ คนหนึ่งก็ดังขึ้น และแล้วเด็กชายอายุ ๓ ขวบเศษหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูคนหนึ่งได้วิ่งนำหน้าพาเด็กชายอายุอ่อนกว่าไม่กี่มากน้อยอีกคนหนึ่งเข้ามาในห้องนอนของข้าพเจ้า

"ลัคกี้" ข้าพเจ้ากล่าวทักเจ้าหนูน้อยที่นำหน้า ซึ่งเจ้าหนูน้อยคนนี้คือลูกชายของชูชัย พระขรรค์ชัย และเป็นบุตรบุญธรรมของข้าพเจ้า "พาลูกเป็ดลงไปข้างล่างโว้ย ขึ้นมาทำไมประเดี๋ยวตกกะไดแข้งขาหัก"

เจ้าเป็ดหลานชายข้าพเจ้ากระซิบกระซาบบอก

"เจ้าหนี้มา"

ข้าพเจ้าสะดุ้งเฮือก หันมาถามลัคกี้

"มากี่คน"

"มาแยะเชียวลุง มีคนอ้วนๆ หัวล้านมาด้วยคนหนึ่ง เอารถมาจอดหน้าบ้านเรา"

ข้าพเจ้าผิวปากเพลง "แอนนา" เบาๆ นึกในใจว่า วันอาทิตย์เป็นวันที่เขาพักผ่อนการงานกัน แต่เจ้าหนี้ของข้าพเจ้าช่างไม่รู้จักพักผ่อนกับเขาบ้างเลย ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นยืน แล้วพูดกับลัคกี้หลานชายสุดสวาทขาดใจของข้าพเจ้า

"พาเจ้าเป็ดลงไปข้างล่าง แล้วบอกแม่ให้บอกเจ้าหนี้ว่าลุงตายไปหลายวันแล้ว"

ลัคกี้หัวเราะก้าก

"ลุงโกหก ลุงยังไม่ตาย ลุงไม่มีตังใช้เขาใช่ไหมล่ะ"

ข้าพเจ้าชักฉิว รีบย่องไปที่หน้าต่างแอบมองดู แต่แล้วเมื่อข้าพเจ้าได้แลเห็นสุภาพบุรุษหนุ่ม ๕ คนและชายชราอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยอีกคนหนึ่ง ข้าพเจ้าก็ถอนหายใจโล่งอกและเต็มไปด้วยความตื่นเต้นดีใจ นึกว่าจะเป็นเจ้าหนี้กลับกลายเป็นคณะพรรค ๔ สหายเพื่อนรักของข้าพเจ้าผู้มี

ศักดิ์เปรียบเสมือนน้องชายของข้าพเจ้านั่นเอง

ข้าพเจ้าก้มลงมองตัวเอง ซึ่งนุ่งผ้าขาวม้าเก่าๆ ผืนเดียว ข้าพเจ้ารีบเดินไปที่ราวตากผ้าริมห้อง รีบสวมเสื้อและกางเกงแพรเก่าๆ ตัวหนึ่ง หลังจากนั้น ข้าพเจ้าก็อุ้มหลานชายหัวแก้วหัวแหวนทั้งสองคนใส่สะเอวคนละข้าง แล้วพาออกไปจากห้อง

พอลงมาข้างล่าง ข้าพเจ้าก็วางหลานชายลงบนพื้นแล้วพยักหน้าเรียกเด็กคนใช้ของข้าพเจ้าคนหนึ่งเข้ามากระซิบกระซาบ

"เฮ้ยเอาจักรยานขี่ไปร้าน 'มิตรอารี' บอกเถ้าแก่ว่าข้าเอาเหล้าหนึ่งขวด โซดาแช่เย็น ๓ ขวด"

เด็กหนุ่มผู้มาจากแคว้นแดนอีสานยิ้มเล็กน้อย

"กินเหล้ากันแต่เช้าเชียวหรือครับ"

"เถอะน่า ไม่ใช่เรื่องของเอ็งหรอก บอกให้ไปเอาก็รีบไป ปัญหามากนักอ้ายเวร"

เจ้าเพ็งว่า "เถ้าแก่เขาบอกว่าเขาปิดเครดิตสำหรับคุณแล้วครับ เก่ายังไม่ใช้...."

"ปั้ทโธ่ " ข้าพเจ้าเอ็ดตะโร "ไปบอกเถ้าแก่เถอะว่ารวมบัญชีไว้ เย็นนี้จะชำระให้หมด ไป-เร็ว"

แล้วข้าพเจ้าก็รีบเดินออกไปที่ห้องรับแขก ณ ที่นั้นข้าพเจ้าได้พบกับพล, นิกร, กิมหงวน, ดร. ดิเรก และเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันอยู่ในห้องอย่างครื้นเครง ทุกคนเป็นกันเองกับข้าพเจ้า สำหรับ ๔ สหายเราคบกันมาเกือบ ๒๐ ปีแล้ว เขาเคารพนับถือข้าพเจ้ามาก ส่วนเจ้าคุณ

ปัจจนึกฯ ท่านก็เมตตาปรานีข้าพเจ้าเหมือนกับลูกหลาน

"พี่ ป." เสี่ยหงวนร้องลั่น "เอาเหล้ามาเลี้ยงน้องๆ เถอะ"

ข้าพเจ้ารับไหว้ ๔ สหาย แล้วกระพุ่มมือไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับคุณอา" แล้วข้าพเจ้าก็ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้หวายเก่าๆ ตัวหนึ่ง "คุณอาสบายดีหรือครับ"

เจ้าคุณรับไหว้ข้าพเจ้าแล้วยิ้มให้ข้าพเจ้า

"สบายดีหลานชาย อาคิดถึงเธอมาก เราจะไปเที่ยวพระพุทธบาทกัน ผ่านมาทางนี้เจ้าหงวนกับเจ้ากรชวนให้มาแวะรับเธอไปเที่ยวกับเราด้วย"

พล พัชราภรณ์กล่าวกับข้าพเจ้า

"ไปนะพี่ ป. นานแล้วเราไม่ได้ร่วมสนุกกัน วันนี้ไม่มีธุระอะไรไม่ใช่หรือ"

ข้าพเจ้านิ่งคิด แล้วพูดเสียงอ่อย

"ก็ไม่มีธุระอะไรหร็อกครับ ตั้งใจว่าบ่ายวันนี้จะไปหาซื้อหญ้าให้ม้ากินหน่อย เพื่อนเขาบอกผมว่า แก้วจุรีเข้าวินแง๋แซะเลย"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"เลิกเสียทีน่า พี่ ป. เหล้ายาปลาปิ้งม้ามิ่งอรชร เชื่อผมเถอะกีฬาม้าแข่งเดี๋ยวนี้น่ะมันสกปรกสิ้นดี แต่งตัวไปเที่ยวพระบาทกับเราเถอะ เตรียมเสื้อผ้าไปด้วย ไปนอนค้างที่นั่น"

"เอ-ถ้าถึงกับไปนอนค้างละก้อเห็นจะไปไม่ได้ละครับ ผมเป็นห่วงงานของผม"

"หรรษาน่ะเรอะ" เจ้าคุณถามข้าพเจ้า

"ครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"อั๊วว่าขืนทำไปลื้อก็แย่ กระดาษมันแพงขึ้นทุกวัน แล้วลื้อก็ขายเพียง ๕๐ สตางค์เท่านั้น แจ้งความก็ไม่มี ได้ข่าวว่าเดือนก่อนไปเอาเงินอ้ายเสี่ยมาสองหมื่นใช่ไหม"

ข้าพเจ้ายิ้มอายๆ

"ครับ ตั้งแต่ทำมาไม่เคยมีกำไรเลย อาจจะต้องเลิกในเร็ววันนี้ก็ได้ แล้วค่อยคิดทำใหม่เมื่อราคากระดาษและเครื่องอุปกรณ์การพิมพ์มันถูกกว่านี้"

นิกรกล่าวถามข้าพเจ้า

"ลูกสาวของแม่ยายพี่ ป. ไม่อยู่หรือนี่"

"ครับ เขาไปตลาดนัดครับ ประเดี๋ยวก็คงกลับ"

ดร. ดิเรกยิ้มกับข้าพเจ้า

"พี่ ป. หายดีแล้วหรือครับ"

ข้าพเจ้าสะดุ้งเล็กน้อย

"หายแล้วครับหมอ แต่ยังไม่กล้ากินของแสลง แฮ่ะ แฮ่ะ หมู่นี้ผมเป็นคนดีครับ เหล้ายาก็ลดลงมาก"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น

"ไปแต่งตัวเถอะพี่ ป. บอกเด็กหาเหล้ามาให้ผมกินนิดหน่อยซีนะ เมื่อคืนเมามากถอนเสียหน่อย กับแกล้มไม่ต้อง ขอโซดาเท่านั้น"

ข้าพเจ้าลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไปจากห้องรับแขก รีบขึ้นบันไดไปชั้นบน เพื่อแต่งตัวไปเที่ยวพระพุทธบาทกับคณะพรรค ๔ สหาย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง 'บูอิค' เก๋งซึ่งขับโดย ดร. ดิเรก ก็พาพวกเราออกจากซอยอารีแล่นไปตามถนนพหลโยธินด้วยความเร็วสูง รถของเราแซงขึ้นหน้ารถโดยสารขนาดใหญ่หลายต่อหลายคัน พุทธศาสนิกชนเหล่านี้ล้วนแต่บ่ายหน้าไปยังพระพุทธบาทจังหวัดสระบุรี เพื่อสักการะ

บูชารอยพระพุทธบาทของพระบรมศาสดา

ทางหลวงสายพหลโยธินเป็นถนนลาดยาง มีสภาพเรียบร้อยดีมาก เราผ่านดอนเมือง, รังสิตและเรื่อยไปจนกระทั่งถึงทางแยกเข้าบางปะอิน และทางแยกเข้าจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตามระยะทางมีป้อมตำรวจห่างจากกันประมาณ ๕ กิโลเมตรต่อป้อม นับว่าทางราชการตำรวจได้ให้

ความอารักขาประชาชนเป็นอย่างดี

'บูอิค' เก๋งของเราผ่านทางแยกไปนครนายกและปราจีนบุรี ดร. ดิเรกสามารถขับรถทำความเร็วถึง ๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมงทั้งๆ ที่นัยน์ตาของเขาไม่สู้จะดีนัก พวกเราคุยกันเสียงเอะอะเอ็ดตะโรตลอดทาง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลนั่งข้างหน้ารวมกับ ดร. ดิเรก ข้าพเจ้ากับเสี่ยหงวนและ

นิกรนั่งข้างหลัง เสี่ยหงวนดื่มเหล้าที่เอามาจากบ้านข้าพเจ้าจนเกือบหมดขวด

เรามาถึงสระบุรีประมาณ ๑๑.๓๐ น. พอรถข้ามทางรถไฟสายตะวันออกเฉียงเหนือ นิกรก็ชะโงกหน้าพูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"หยุดก่อนโว้ยหมอ หยุดพักกินข้าวกลางวันกันให้เรียบร้อยเสียก่อนเถอะ ที่พระบาทอาจจะไม่มีอะไรกินก็ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูลูกเขยของท่านอย่างเศร้าใจ

"ไม่กินโว้ย ไปกินพระพุทธบาท"

นิกรหัวเราะ

"พระพุทธบาทกินเข้าไปได้หรือครับ"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"ไปกินที่พระพุทธบาท"

"อ้าว-ก็พูดให้มันถูกไวยากรณ์ซีครับ อื้อฮือ-ไก่ตอนร้านนั้นน่ากินจัง หรือยังไงพี่ ป. เราสองคนลงไปกินกันดีไหมแล้วขึ้นรถเมล์ตามไป"

ข้าพเจ้าสั่นศีรษะ

"ยังไม่หิวหร็อกครับ ตามธรรมดาผมไม่เคยกินข้าวกลางวัน กินเช้าเย็นวันละสองมื้อเท่านั้น"

'บูอิค' เก๋งออกไปพ้นเขตเทศบาลเมืองสระบุรีก็เร่งความเร็วขึ้นอีก ริมถนนมีป้ายของกรมทางปักไว้ขอให้ขับรถช้าๆ และมีคำขวัญที่ล้วนแต่น่ากลัว แต่ไม่ปรากฏว่านักขับรถยนต์คันใดขับรถช้ากว่า ๔๐ ไมล์ต่อชั่วโมงเลย ข้าพเจ้าคิดว่า คำขอร้องไม่ให้ขับรถเร็วนั้นจะเกิดผลไม่ได้

เว้นแต่มีตำรวจจักรยานยนต์คอยดักจับ ตำรวจตามป้อมได้แต่มองดูแล้วยิ้มแห้งๆ

เราได้เห็นขุนเขาหลายลูกแลสลับซับซ้อน เขาพระพุทธบาทปรากฏอยู่เบื้องหน้าของเราและใกล้เข้ามาทุกที

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ พอถึงหลักกิโลเมตรที่ ๑๓๕ รถของเราก็มาถึงทางแยกเข้าพระพุทธบาทสระบุรี แต่ถ้าเราเลยไปอีกไม่กี่มากน้อย เราก็จะถึงทางแยกเข้าพระพุทธบาทอีกแห่งหนึ่ง

ดร. ดิเรกกล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เข้าทางซ้ายนั่นหรือครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"เออ-เข้าทางนี้แหละ เราจะได้แวะชมบ่อพรานล้างเนื้อและถ้ำประทุน หรือเราจะขึ้นไปนมัสการพระบนภูเขาหลังบ่อพรานล้างเนื้อก็ได้"

ดร. ดิเรกบังคับ 'บูอิค' เก๋งเลี้ยวซ้ายมือเข้าถนนซอยเล็ก คราวนี้พวกเราเริ่มไส้ขย้อนไปตามกันเพราะถนนขรุขระเป็นคลื่นและเป็นบ่อ กรมทางยังทำไม่เรียบร้อย

ลึกจากทางหลวงเข้าไปประมาณ ๒ กิโลเมตร เราก็มาถึงบ่อพรานล้างเนื้อ ซึ่งที่นี่มีศาลเจ้าใหญ่โตตั้งอยู่ด้วย ชาวพระนครและชาวชนบทหลายร้อยคนกำลังไหว้พระ และมุงดูของศักดิ์สิทธิ์คือบ่อพรานล้างเนื้อ กับรอยหอกและรอยเท้าสุนัขของนายพราน

รถของเราแล่นมาหยุดในหมู่รถโดยสารหลายคันที่จอดอยู่เป็นแถวคอยรับผู้โดยสารไปพระพุทธบาท ในราคาค่าโดยสารคนละ ๕๐ สตางค์ คณะพรรค ๔ สหายกับข้าพเจ้าพากันลงมาจากรถ แสงแดดในตอนเที่ยงร้อนแรงกล้า พล พัชราภรณ์พาพวกเราไปที่ร้านเครื่องดื่มแห่งหนึ่งซึ่ง

เป็นร้านแผงลอย เราดื่มน้ำอัดลมคนละขวด แต่นิกรคนเดียว ๓ ขวด หลังจากนั้นก็เลี่ยงไปกินข้าวแกงที่ร้านแผงลอยแห่งหนึ่ง

ดร. ดิเรกกับพลสนใจกับบ่อพรานล้างเนื้อมาก พวกเราได้เข้ามาห้อมล้อมบ่อนั้นซึ่งเป็นบ่อเล็กๆ เขาก่อขอบบ่อด้วยซีเมนต์ล้อมรอบ กลางบ่อมีพานวางอยู่หนึ่งพาน ในพานและข้างๆ พานมีเหรียญสลึง, สองสลึง, และเศษสตางค์หลายร้อยบาท ใครมาที่บ่อนี้ก็โยนเศษสตางค์ลงไปใน

บ่ออันเป็นการทำบุญ น้ำในบ่อมีเพียงเล็กน้อยและใสแจ๋ว

กิมหงวนถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"นี่หรือครับบ่อพรานล้างเนื้อ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"นี่แหละ แกเชื่อไหมว่าน้ำในบ่อนี้เหม็นคาวเหมือนกับกลิ่นเนื้อกวาง"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"ไง๋ยังงั้นน่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ หันมาทางข้าพเจ้า

"หลานชาย เธออธิบายให้อ้ายหงวนมันฟังหน่อยซี"

อาเสี่ยยกมือจับแขนข้าพเจ้า

"แสดงภูมิหน่อยพี่ ป. เรามาทัศนาจรด้วยกันและมาทำบุญด้วยกัน เล่าให้ผมฟังหน่อยเถอะครับ บ่อพรานล้างเนื้อนี่น่ะมีความเป็นมาอย่างไร อย่าอมภูมินักเลยครับ"

ข้าพเจ้ายิ้มแห้งๆ

"ไม่ใช่อมภูมิ อย่างผมเรียกว่าคมในฝัก แต่พอชักออกมาขี้สนิมร่วงพรู เรื่องเกี่ยวกับพระพุทธบาทนี้ผมรู้อย่างงูๆ ปลาๆ ครับ"

พลส่งซองบุหรี่ให้ข้าพเจ้า

"เล่าให้ฟังหน่อยเถอะครับพี่ ป."

ข้าพเจ้าจุดบุหรี่สูบมวนหนึ่ง และวางท่าให้สมกับเป็นผู้มีความรู้ คือยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งและทำปากเบี้ยวนิดหน่อย

"ผมจะเล่าให้ฟัง อ้า-บ่อพรานล้างเนื้อนี้มีพรานคนหนึ่งเอาเนื้อมาล้าง"

"แล้วยังไง" พลถามอย่างสนใจ

"เท่านั้นแหละครับ ผมไม่รู้อะไรมากไปกว่านี้"

เสียงนิกรพูดขึ้นข้างหลังข้าพเจ้า เขาเพิ่งมาจากร้านข้าวแกง

"ลำบากนักก็อย่าอธิบายให้พวกเราฟังเลย ใครอยากรู้ถามกันซีโว้ย เรื่องประวัติศาสตร์หรือเกี่ยวกับโบราณคดีละก้อถามกันเถอะ ถ้าตอบไม่ได้ให้เตะฟรีเลย"

ดร. ดิเรกหันมาทางนายจอมทะเล้นแล้วกล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไออยากรู้ความเป็นมาของบ่อน้ำบ่อนี้"

นิกรอมยิ้ม ยกมือขวาตบพุงของเขา

"อยู่ในพุงของกัน กันจะเล่าให้แกฟัง ในรัชสมัยของพระที่นั่งทรงธรรม แห่งพระนครศรีอยุธยา....อ้า-เพื่อให้เรื่องนี้น่าฟังช่วยกันร้องเพลงต้นตระกูลไทยเสียหน่อยเป็นยังไง"

พลยกฝ่ามือผลักหน้านายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง

"เอาแต่เนื้อเถอะโว้ยอย่าเอาฝอยเลย"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ในแผ่นดินของพระเจ้าอยู่หัวองค์นั้น กรมการเมืองสระบุรีได้มีใบบอกแจ้งเข้าไปในกรุงว่า พรานป่าคนหนึ่งชื่อนายบุญหรือพรานบุญได้มาล่าสัตว์ในป่าแถบนี้และได้พบรอยพระพุทธบาทบนไหล่เขา มีรูปลักษณะเช่นเดียวกับพระพุทธบาทของพระพุทธองค์ทุกประการ พระเจ้าอยู่หัว

พระที่นั่งทรงธรรมได้รีบเสด็จมาทอดพระเนตร เมื่อแน่พระทัยว่าเป็นรอยของพระพุทธบาทพระองค์ก็โสมนัสพระทัยยิ่งนัก ทรงนมัสการพระพุทธบาทนี้และโปรดเกล้าให้ช่างหลวงสร้างมณฑปรอบไว้ ทรงปูนบำเหน็จรางวัลให้พรานบุญมากมาย หลังจากนั้นพรานบุญก็มีความหมายใน

ทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี บ่อๆ นี้เป็นบ่อที่พรานบุญแกเอาเนื้อกวางหรือเนื้ออีเก้งที่ยิงได้มาล้างทุกวัน ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ทำให้น้ำในบ่อมีกลิ่นเหม็นคาวตลอดเวลา ถ้าไม่เชื่อปีนบ่อลงไปวักน้ำขึ้นมาดมได้ รับรองว่าเหม็นคาวจริงๆ แล้วตรงโน้นที่คนเขากำลังมุงดูอยู่ มีรอย

หอกของพรานบุญปักไว้ในหิน ข้างๆ มีรอยหัวเข่าและรอยเท้าสุนัขของพรานบุญ"

ดร. ดิเรกถามขึ้นทันที

"สุนัขน่ะหมาใช่ไหม"

นิกรสะดุ้งแล้วหัวเราะ

"ถูกแล้ว"

เสี่ยหงวนปีนขึ้นไปบนขอบบ่อ เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย ทำอะไรน่ะ"

อาเสี่ยหันมายิ้ม

"ผมจะลงไปพิสูจน์น้ำในบ่อนี้ครับ อยากจะรู้ความจริงว่า มันจะเหม็นกลิ่นคาวเลือดอย่างที่อ้ายกรบรรยายหรือไม่" พูดจบกิมหงวนก็เผ่นแผล็วลงไปในบ่อ ใครต่อใครพากันหัวเราะคิกคักไปตามกัน

อาเสี่ยก้มลงวักน้ำขึ้นมาดมแล้วทำหน้าปูเลี่ยนๆ

"เป็นยังไงครับ เสี่ย" ข้าพเจ้าถาม

กิมหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เหม็นเขียวชอบกลแฮะพี่ ป."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ก้มลงหยิบก้อนหินก้อนหนึ่งขว้างถูกหน้าอกกิมหงวนดังปึ้ก แล้วท่านก็เอ็ดตะโรลั่น

"นี่แน่ะเหม็นเขียว มีอย่างหรือวะน้ำเหม็นเขียว ประเดี๋ยวพ่อ "

อาเสี่ยหัวเราะชอบใจ

"ขอโทษครับ ผมพูดผิดไป เหม็นคาวน่ะครับคุณอา เหม็นเหมือนกลิ่นเนื้อวัวสดๆ ไม่เชื่อลงมาดูซีครับ พี่ ป. ช่วยรับผมหน่อย"

ข้าพเจ้ากับพลช่วยกันดึงกิมหงวนขึ้นมาบนบ่อด้วยความลำบากยากเย็น ประชาชนหญิงชายหลายสิบคนต่างพากันกระโดดลงไปในบ่อพรานล้างเนื้อเพื่อพิสูจน์น้ำในบ่อนั้น กิมหงวนหน้าตื่น รีบกระซิบกระซาบกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"ไปเถอะครับคุณอา ขืนชักช้าผมจะเจ็บตัว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ทำไมล่ะ"

"อ้ายกรมันต้มผมน่ะซีครับ น้ำในบ่อไม่ได้เหม็นคาวสักนิด แต่เพื่อรักษาเหลี่ยมของผม ผมเลยแกล้งบอกว่าเหม็นคาว ไปเถอะครับ ผู้ที่อยู่ในบ่ออย่างน้อยคงจะเจริญพรผมแน่นอน โถ-คุณยายนั่นแก่หง่อมแล้ว ยังอุตส่าห์กระโดดลงไปในบ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น

"ไป-เร็ว ไปทางโน้น"

คณะพรรค ๔ สหายกับข้าพเจ้าต่างรีบเดินไปจากบ่อพรานล้างเนื้อ นิกรหัวเราะชอบอกชอบใจ พวกเราได้เข้ามาดูรอยหอกของพรานบุญซึ่งมีขนาดโตกว่ากระป๋องบุหรี่เล็กน้อย

"นี่หรือครับรอยหอกของพรานบุญ" ดร. ดิเรกถามพ่อตาของเขา

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"นี่แหละ รอยหัวเข่าอยู่นั่น และโน่นรอยสุนัข"

นายแพทย์หนุ่มจ้องมองดูด้วยความประหลาดใจและสนใจ "โอ้โฮ หอกอะไรทำไมถึงใหญ่นักล่ะครับคุณพ่อ มันควรจะเป็นรอยเสาเรือนขนาดเล็กมากกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"แกอย่าลืมว่าคนโบราณตัวโตกว่าคนสมัยนี้ แกก็คงจะทราบดีแล้ว หัวกะโหลกคนโบราณบรรจุน้ำได้ตั้งปี๊บ คนเดี๋ยวนี้นับว่าตัวแคระลง"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ตัวเตี้ยลงแต่พุงยื่นออกไปทุกที"

ท่านเจ้าคุณหันมาทำตาเขียว นิกรทำคอย่น แล้ววิ่งตื๋อไปจากที่นั้น พวกเรายืนชมรอยหอกรอยหัวเข่าและรอยเท้าสุนัขของพรานบุญอยู่สักครู่ ก็พากันเดินเข้าไปใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง แล้วก็ถ่ายรูปกันเล่นเพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งการเดินทางมานมัสการพระพุทธบาท

ในเวลาเดียวกันนี้เอง นิกรได้นั่งตีพิณพาทย์ไม้นวมอยู่ข้างศาลาหลังนั้น เขาตีเพลง "สีนวล" กระท่อนกระแท่น เจ้าของระนาดคงจะไปหาอาหารกลางวันรับประทาน ผู้เฒ่าผู้แก่และพุทธบริษัททั้งหลายที่เดินผ่านไปมาต่างหยิบเงินของตนใส่ลงในพานเบื้องหน้านิกร เป็นธนบัตรบ้าง

เศษสตางค์บ้าง นิกรขยับระนาดอย่างสนุกสนานเปลี่ยนเพลง "สีนวล" เป็นเพลงแขก เหมือนยี่เกตอนออกแขก คราวนี้พวกคุณน้าคุณป้า, คุณยายและแฟนยี่เกทั้งหลายก็เฮโลกันเข้ามาห้อมล้อมนิกร

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบอกชอบใจ

"ดู-อ้ายกรของเรามันเก่งมาก มีวิธีหาเงินใช้อย่างง่ายดาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือกอดคอข้าพเจ้ากับสามสหาย ตรงเข้าไปยืนรวมกลุ่มมองดูนายจอมทะเล้นตี ระนาด นิกรได้เงินราว ๕๐ บาทแล้ว หญิงชราคนหนึ่งก้มตัวลงโบกมือห้ามนิกรให้หยุดตีระนาดแล้วกล่าวว่า

"พ่อคุณ พ่อมหาจำเริญ ร้องให้ยายฟังหน่อยเถอะ ตีอย่างเดียวมันไม่อร่อย แล้วยายจะให้อีก ๕ บาท โถ-พ่อคงเป็นยี่เกตกยากแน่นอน"

นิกรพูดเสียงอ่อนเสียงหวานเหมือนยี่เกตอนเจรจา

"ถูกแล้วคะร๊าบ ตัวของเกล๊ากระผมเองเคยเล้นยี่เกมาหลายปีแล้ว พวกเราเกิดพลัดพรากกันไป ผมจึงต้องระเหระหนมาที่นี่" แล้วนิกรก็ร้องยี่เกตอนออกแขกเสียงลั่น

"เห่-เฮ-เฮ-เฮ้ เฮ้-ละอาเฮ-เฮ--ขึ้นกกตกทุกข์ย๊าก แสนลำบากออกจากเวียงไฉ่ มันเผือกเลื๊อกเผาไฟ กินผลไม้ได้เป็นแรง เปรี้ยวๆ หวานๆ กินแล้วสำราญแข็งแรง สีเขียวสีแดงอะไรๆ สิบซะตัง"

แล้วนิกรก็ตีระนาดเสียงสนั่นหวั่นไหว แฟนยี่เกสนุกสนานไปตามกัน เศษสตางค์และธนบัตรย่อยถูกหย่อนมาในพานอีก พอนิกรตีเพลงจบเขาก็เจรจาต่อไป

"สะลามน่ะ อีนี้แขกสะลามคะร๊าบ ผมมาไหว้พระพุทธบาทน่ะนายจ๋า ผมเอายี่เกมาแสดงด้วยเล่นเรื่องจันทะโคร๊บน่ะนาย"

เจ้าของระนาดทุ้มบุกพรวดพราดเข้ามาแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"คุณ แล้วกัน ทำไมเอาระนาดของผมมาตีเล่น"

นิกรยิ้มแห้งๆ รีบหยิบเศษสตางค์และธนบัตรในพานใส่กระเป๋ากางเกงของเขาแล้วลุกขึ้นยืน

"ขอยืมเล่นหน่อยเดียว ไม่เสียหายอะไรหร็อกน้องชาย เราคนไทยด้วยกันเอื้อเฟื้อกันนิดหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบพาข้าพเจ้ากับพล, กิมหงวน และ ดร. ดิเรกเดินออกไปจากที่นั้นด้วยความอับอายขายหน้าคนอื่นเขา นิกรหัวเราะหึๆ เดินตามมา

"ไปโว้ย" เจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น "ดูซี ใครๆ เขากำลังมองพวกเราเป็นตาเดียว ไปไหนกับอ้ายกรขายหน้าเขาเหลือเกิน ไปขึ้นรถเถอะ เลยไปถ้ำประทุน"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ผมตีระนาดและร้องยี่เกแพล็บเดียว หวดเสียร้อยบาทอย่างน้อย เงินน่ะมันมีทุกหนทุกแห่ง ใครฉลาดก็หาเงินได้ ใครโง่ก็หาไม่ได้หรือหาได้ด้วยความยากลำบาก หรือยังไง พี่ ป. อย่าเอาไปเขียนลง 'หรรษา' ล่ะ"

พวกเราเดินไปที่รถ 'บูอิค' เก๋ง ดร. ดิเรกส่งกุญแจรถให้ข้าพเจ้า เขาบ่นว่าปวดศีรษะให้ข้าพเจ้าขับรถแทนเขา ต่อจากนั้น 'บูอิค' เก๋งก็เคลื่อนออกจากที่ตรงไปตามถนนอันขรุขระ เพียงครู่เดียวก็มาถึงถ้ำประทุน ได้ยินเสียงเครื่องกระจายเสียงดังลั่น แทบจะพูดกันไม่รู้เรื่อง

เราลงจากรถเข้าไปไหว้พระ ในถ้ำประทุนนั้นมีพระพุทธรูปแบบจีนหลายองค์ เจ้าหน้าที่ขายทองและใบเซียมซีล้วนแต่เป็นจีนทั้งสิ้น พวกเราได้ซื้อธูปเทียนทองนมัสการพระ หลังจากปิดทองเรียบร้อยแล้ว นิกรกับเสี่ยหงวนก็สั่นติ้วเสี่ยงใบเซียมซี อาเสี่ยสั่นติ้วหลุดออกมาทั้งกระบอก

เขย่าอีกกี่ครั้งก็เป็นเช่นนั้น

"ว้า-ไม่เอาโว้ย หลวงพ่อท่านคงไม่ยอมบอกโชคชะตาของกัน แกได้เบอร์อะไรวะกร"

นิกรอมยิ้ม

"เบอร์ ๑๕" แล้วเขาก็ลุกขึ้นเดินไปซื้อใบเซียมซี

พวกเรายืนรวมกลุ่มกันอยู่ที่บริเวณหน้าถ้ำ นายจอมทะเล้นถือใบเซียมซีเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหา แล้วส่งใบเซียมซีให้เสี่ยหงวน

"แกช่วยอ่านให้ฟังหน่อยเถอะวะ กันไม่กล้าอ่านกลัวจะเอ๊กไซ้"

เสี่ยหงวนคลี่ใบเซียมซีออกแล้วอ่านข้อความในนั้นดังๆ

"ที่ ๑๕ ท่านว่าชะตาจู๋ เหมือนกับหมูถูกฆ่าน่าสงสาร จะมีโรคโชคร้ายแทบวายปราน เสียพี่น้องวงศ์วารในคราวนี้ ถามถึงลาภสิ้นดีไม่มีแน่ ถามถึงแม่ตายไปนานผ่านเมืองผี จงระวังพ่อตาไว้ให้ดี ได้ใบนี้ไม่ได้ความตามตำรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ กระตุกใบเซียมซีมาจากมือเสี่ยหงวน

"ไหน-ขอดูซิ"

อาเสี่ยโกยอ้าวออกไปจากถ้ำประทุนทันที ข้าพเจ้ากับสามสหายต่างหัวเราะงอหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูตัวอักษรในใบเซียมซีแล้วส่งคืนให้นิกร หันไปยกมือชี้หน้ากิมหงวน

ต่อจากนี้พวกเราก็พากันออกไปจากบริเวณถ้ำประทุน และตรงไปขึ้นรถเดินทางไปพระพุทธบาท และเพียงครู่เดียวเราก็มาถึง เราต้องเสียค่าผ่านทาง ๑๐ บาทสำหรับรถยนต์นั่งคันหนึ่ง ข้าพเจ้าขับ 'บูอิค' เก๋งเข้าไปจอดยังที่จอดรถ มีรถสองแถวจอดอยู่เรียงรายหลายสิบคัน

พวกเรามาถึงบริเวณพระพุทธบาทแล้ว ชาวพระนครหลายร้อยคนเดินปะปนกับชาวชนบทเที่ยวชมร้านรวงต่างๆ มีสภาพเช่นเดียวกับงานวัดทั้งหลาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพวกเรามุ่งตรงไปยังพระพุทธบาทภายใต้มณฑปอันสวยงามและมีทางขึ้นถึงสามทาง แต่อยู่บันไดเดียวกัน

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาคณะพรรค ๔ สหายกับข้าพเจ้าขึ้นไปตามขั้นบันไดอันลาดชัน บริเวณหน้ามณฑปมีพุทธบริษัทหนาแน่นเบียดเสียดเยียดยัดกันเพื่อเข้าไปนมัสการและปิดทองรอยพระพุทธบาท เจ้าหนุ่มนักแซ้งนุ่งกางเกงทรงจิ้งเหลนสวมเสื้อฮาไวซึ่งมา

จากกรุงเทพฯ หลายต่อหลายคนเดินเตร่ไปมาเพื่อทำงานหาเงินตามกระเป๋าของบรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ใครๆ เขามาสร้างบุญกุศล แต่นักแซ้งทั้งหลายนี้มาสร้างบาป และมีความหวังอย่างยิ่งที่จะได้เป็นเปรตอสุรกายในปรภพ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบกระเป๋ากางเกงของท่านแล้วหันมาพูดกับข้าพเจ้า

"ลืมซื้อทองเสียแล้วโว้ยอ้ายหลานชาย"

ข้าพเจ้ายิ้มให้ท่าน

"ผมซื้อเตรียมมาจากถ้ำประทุนแล้วครับ ซื้อมา ๑๐ บาทพอแบ่งกันทั่วแต่ธูปเทียนไม่มีครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"ไม่เป็นไร เราเพียงแต่ได้ปิดทองพระพุทธบาทของพระบรมศาสดาก็เป็นบุญกุศลของพวกเราแล้ว" พูดจบท่านก็หันมาทาง ๔ สหาย "เข้าไปในมณฑปเถอะโว้ย ถอดรองเท้าออกเสียก่อน ยืนอยู่ตรงนี้ร้อนเหลือเกิน"

กิมหงวนแหงนหน้าขึ้นมองดูพระอาทิตย์

"อื้อฮือ ขึ้นสองดวงทำไมจะไม่ร้อนล่ะ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น แล้วมองดูอาเสี่ยอย่างเดือดดาล

"ขอเสียทีเถอะวะหงวน อากำลังจะทำบุญกุศล อย่าให้เกิดเตะปากกันหน้าพระพุทธบาทเลย บาปกรรมเปล่าๆ จะสัพยอกหยอกล้อก็ให้มันรู้จักกาละเทศะบ้าง คนอย่างแกเขาเรียกว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอน"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"สอนครับ แต่ผมมันเป็นลูกผ่าเหล่า สอนเท่าไรก็ไม่รู้จักจดจำ"

ข้าพเจ้าจัดแจงแจกจ่ายทองคำเปลวให้คณะพรรค ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ โดยทั่วหน้า หลังจากนั้นพวกเราก็ถอดรองเท้าออกวางไว้ข้างประตูมณฑปซึ่งเป็นทางเข้าและมีทางออกอีกทางหนึ่ง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพวกเราผ่านประตูเข้าไปในมณฑปนั้น กลิ่นธูปและควันเทียนหอมตระหลบอบอวล ข้าพเจ้ารู้สึกสดชื่นเป็นสุขใจอย่างน่าประหลาด เมื่อได้อยู่ใกล้ชิดกับรอยพระพุทธบาทของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายซี่งมาจากดินแดนต่างๆ ทั่ว

ราชอาณาจักรไทยต่างกำลังจุดธูปเทียนนมัสการ กล่าวคำอธิษฐานในใจ ขอให้ตนมีความสุขความเจริญ และขอให้พระคุ้มครองป้องกันภัยให้แก่ตน บ้างก็เบียดเสียดเยียดยัดกันปิดทองที่พระพุทธบาท

เจ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างประตูทางออก คอยสอดส่ายตามองหาผู้ที่ถือโอกาสล้วงมือไปตามกระเป๋าใครต่อใคร หรือตัดสร้อยคอจากคอคนอื่น ซึ่งไม่ใช่คอของตน

มณฑปอันกว้างใหญ่แคบไปเสียแล้ว ข้าพเจ้ากับ ๔ สหายและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยืนรอคอยอยู่เกือบ ๒๐ นาที พวกเราจึงได้ปิดทองรอยพระพุทธบาทนั้น

แล้วเราก็พากันออกไปทางประตูด้านหลัง เดินอ้อมระเบียงมณฑปย้อนมาทางด้านหน้า

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนร้องลั่น "รองเท้าของเราล่องหนไปหมดแล้วโว้ย"

พวกเราต่างหยุดชะงักยังที่ที่เราถอดรองเท้าไว้ คงเหลือแต่รองเท้าของนิกรคู่เดียว ซึ่งเก่าคร่ำคร่าและขาดปะไม่มีราคาค่างวดอะไร ดร. ดิเรกทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"โอย-แย่ละโว้ย ฝรั่งไม่เคยเดินตีนเปล่าแล้วจะทำอย่างไรกันนี่"

นิกรหัวเราะชอบใจ เขานั่งลงบนขอบมณฑปหยิบรองเท้าของเขามาสวมแล้วกล่าวว่า

"กันรู้ดีว่า สถานที่เช่นนี้เต็มไปด้วยฝูงเปรตและสัตว์นรกทั้งหลายที่คอยถือโอกาส อ้ายพวกนี้ไม่รู้จักบาปกรรม เพื่อนของกันคนหนึ่งมาพระบาทเมื่ออาทิตย์ก่อน วางกล้องถ่ายรูปราคาห้าพันไว้ข้างๆ เผลอแพล็บเดียวหมาคาบเอาไปกินเสียแล้ว กันเอารองเท้าตั้งแต่ครั้งสุโขทัยเป็น

ราชธานีสวมมาพระบาท ก็เพราะกลัวเดินเท้าเปล่ากลับบ้าน ความจริงรองเท้าคู่นี้ของคนทำสวนที่บ้านเรา ไม่ใช่ของกันหร็อก กันขอซื้อตาชมมา ๕ บาทซึ่งตาชมก็ขายให้โดยดี"

อาเสี่ยหัวเราะหึๆ

"มิน่าล่ะมันใหญ่กว่าเท้าแกเป็นกอง อ้าขายให้กันเถอะวะอ้ายกร"

ดร. ดิเรกทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"โน" แล้วหันมายิ้มกับนายจอมทะเล้น "สงสารกันเถอะเพื่อน ไอเป็นฝรั่ง ไอเป็นนักเรียนนอก เท้าของกันเคยสวมรองเท้ามาแต่เล็กแต่น้อย เท้าของกันบางและละเอียดอ่อนกว่าหน้าของกันอีก ขายให้กันเถอะวะกร กันให้ ๒๐ บาท"

นายจอมทะเล้นหัวเราะอย่างขบขัน

"๒๐ ชะ ใครจะไปขายให้แกวะ ถ้าขายให้แกกันก็ต้องเดินตีนเปล่าก้อนอิฐก้อนหินตำแย่ ดีไม่ดีเป็นช้ำรั่ว"

ข้าพเจ้าหัวเราะก้าก

"รองช้ำครับคุณนิกร ไม่ใช่ช้ำรั่ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินมานั่งข้างนิกรแล้วยกมือตบบ่าลูกเขยของท่าน

"กรโว้ย แกกับพ่อก็ไม่ใช่คนอื่น สละรองเท้าของแกให้พ่อใส่ไปกรุงเทพฯ เถอะวะ"

"เสียใจครับ พ่อตาไม่ใช่พ่อตัว แล้วก็ถึงคุณพ่อเป็นพ่อในไส้ของผม ผมก็ไม่ยอมสละให้เหมือนกัน ขอไม่ให้แต่ซื้ออาจจะขาย"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"กันให้ร้อยบาทโว้ยกร ขายให้กันน่า กันเดินตีนเปล่าไม่ได้จริงๆ กันจำได้ว่าพอออกมาจากท้องแม่กันก็สวมรองเท้าออกมา ๑๐๐ บาท สมควรแล้วน่า"

นายจอมทะเล้นหันมาทางนายแพทย์หนุ่ม

"ว่าไงหมอ อาเสี่ยกิมหงวนเขาให้ร้อยบาทแล้ว ร้อยบาทหนึ่ง....ร้อยบาทสอง....ร้อยบาทสาม"

พลพูดขึ้นทันที

"นี่แกตั้งใจมาทำบุญ หรือมาขายเลหลังรองเท้าคู่นี้วะ"

นิกรยักคิ้วแผล็บ

"ทั้งสองอย่าง คนเราสิบเบี้ยใกล้มือนี่หว่า สมัยนี้ด้านได้อายอด"

ดร. ดิเรกขบกรามกรอด นึกแช่งชักหักกระดูกมนุษย์เดรัจฉานที่ขโมยรองเท้าเอาไป ในที่สุดนายแพทย์ก็ตัดสินใจประมูลราคารองเท้าของนิกร

"๑๕๐ บาทโว้ย"

นิกรยิ้มอย่างชื่นใจ

"๑๕๐ บาท หมอดิเรกท่านให้ ๑๕๐ บาทแล้ว" พูดพลางชูรองเท้าขึ้นเหนือศีรษะ ชาวชนบทไม่ต่ำกว่า ๒๐ คนเข้ามาห้อมล้อมมองดูการขายเลหลังรองเท้าสมัยก่อนพระนครศรีอยุธยา

เสี่ยหงวนตะโกนขึ้นดังๆ

"๒๐๐ บาทโว้ย กันให้ ๒๐๐ บาท"

นายแพทย์หนุ่มหันมาค้อนกิมหงวน

"๓๐๐ บาทเอ้า"

กิมหงวนโกรธขึ้นมาแล้ว เลือดแห่งความเป็นเศรษฐีเดือดปุดๆ ไปทั่วตัว เขาพูดขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"พันบาท อั๊วให้พันบาท"

นิกรลืมตาโพลงแล้วพูดเร็วปรื๋อ

"พันบาท พันบาทหนึ่ง....พันบาทสอง....พันบาทสาม" แล้วนิกรก็เคาะรองเท้าลงบนพื้นดังโป๊ก

การเลหลังรองเท้าที่ไร้ค่าสิ้นสุดลงแล้ว กิมหงวนล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมปึกเบ้อเริ่มออกมานับได้พันบาทแล้วส่งให้นายจอมทะเล้น นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"จะกินที่นี่หรือจะเอาไปกินบ้าน"

อาเสี่ยทำคอย่น

"ใส่โว้ย ไม่ใช่กิน"

"อ๋อ" นิกรพูดยานคาง ส่งรองเท้าเก่าชราคู่นั้นให้เสี่ยหงวน "ความจริงพันบาทไม่แพงนาจะบอกให้ รองเท้าคู่นี้พระร่วงเจ้าขุนรามคำแหงเคยทรงออกรบกับข้าศึกมาแล้ว"

ดร. ดิเรกหันมาพูดกับข้าพเจ้าเสียงอ่อยน่าสงสาร

"ทำยังไงดีพี่ ป. เราจะเอารองเท้าที่ไหนใส่กลับบ้านล่ะครับ"

ชายฉกรรจ์ชาวชนบทในราว ๑๐ คนต่างเฮโลเข้ามายืนใกล้ ๔ สหายและข้าพเจ้า เขาต่างเสนอขายรองเท้าของเขาในราคาถูกมาก บางคนก็ขอเพียงคู่ละ ๒๐ บาทเท่านั้น คนเหล่านี้เดินเท้าเปล่าได้แนบเนียนดีกว่าสวมรองเท้าเป็นไหนๆ

"ซื้อผมเถอะครับคุณ ของผมหนังลูกวัวตายในท้องแม่ เพิ่งใช้มา ๑๕ ปีเท่านั้นแหละครับ ของผมคู่นี้แน่กว่าครับ ใส่แล้วสมองใสสบายหัว ความคิดคล่องแคล่ว รับรองว่าถอดทิ้งไว้ ๕ ปีไม่มีใครขโมย ของผม คู่นี้ซีครับนาย หนังกลับนะครับ ของนายอำเภอท่านให้ผมไว้ดูต่าง

หน้าท่าน ผมขอ ๓๐ บาทเท่านั้น ของผมคู่นี้ดีกว่าครับ สีช้ำเลือดช้ำหนองไม่ต้องใส่ยาขัด ใส่แล้วทำให้เกิดสง่าราศรีมีบุคลิกภาพดีขึ้นอีก"

กิมหงวนเม้มปากแน่น มองดูชาวชนบทเหล่านี้อย่างเดือดดาล

"เมื่อกี้ก็ไม่เสนอขายเสียด้วย ปล่อยให้เราประมูลแข่งกับดิเรกโดนเข้าไปตั้งพันบาท"

ินิกรหัวเราะชอบใจ

"พันบาทขนหน้าแข้งของแกไม่ร่วงหร็อกน่า อย่าบ่นไปหน่อยเลย นี่-คู่นี้ยังใหม่เอี่ยม กันซื้อได้ ๒๐ บาทเท่านั้น"

ข้าพเจ้ากับพล, นิกร, ดร. ดิเรก, และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างเลือกซื้อรองเท้าได้คนละคู่ในราคาใกล้เคียงกัน ในที่สุดเราก็มีรองเท้าใส่คนละคู่ แต่รองเท้าเหล่านี้เป็นรองเท้าที่เก่าคร่ำคร่า ไม่มีความสวยงามเหลืออยู่เลย เชือกผูกก็ไม่มี

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ท่านคงจะอับอายขายหน้าเขามาก ท่านพาพวกเราเดินไปตามระเบียงด้านข้างมณฑป แล้วลงบันไดหลังตรงมาที่ราวระฆัง มีระฆังขนาดต่างๆ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ใบแขวนไว้เป็นระนาว บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายกำลังตีระฆังเหล่านี้ด้วยศรัทธาว่า การตีระฆังนี้ได้บุญกุศล

ยมบาลได้ยินเสียงระฆังจะได้เล็งทิพย์เนตร และจดไว้ว่าใครบ้างที่มาทำบุญวันนี้ ตายไปจะได้มีการพิจารณาลดหย่อนผ่อนโทษให้

"ลงไปข้างล่างเถอะวะพวกเรา ไปไหว้เจ้าพ่อพระกาฬและบริจาคเงินบำรุงวัดบ้าง" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ

นิกรว่า "เดี๋ยวครับ ตีระฆังกันก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมามองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"แกอยากตีก็ลงไปตีคนเดียว แดดร้อนออกอย่างนี้ไม่เอาหร็อก"

นิกรอมยิ้ม

"ถ้ายังงั้นรอเดี๋ยวนะครับ ขอให้ผมตีระฆังเอาบุญซะหน่อย" แล้วนิกรก็หันมายิ้มกับข้าพเจ้า "เอาเพลง 'มาร์ชกองทัพบก' หรือ 'มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์' ล่ะ พี่ ป."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะอย่างขบขัน ยกมือผลักศีรษะลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"อ้ายเวร" ท่านพูดพลางหัวเราะ "แกจะตีให้มันเป็นเพลงได้อย่างไรวะ"

นิกรลืมตาโพลง

"อ้าวพนันกับผมพันบาทเป็นไง ผมจะตีระฆังเหล่านั้นให้เป็นเพลง 'ต้นตระกูลไทย' เดี๋ยวนี้แหละ ถ้าหากว่ามันเป็นเพลงอย่างว่า คุณพ่อต้องจ่ายทรัพย์ให้ผมพันบาท ถ้าไม่เป็นเพลงหรือมีเสียงผิดเพี้ยนผมจะจ่ายเงินให้คุณพ่อพันบาท"

"ฮ้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน "ให้มันแน่สักรายเถอะวะ มา-อ้ายกร เอาเงินพันบาทออกมาฝากนายปิ๋วไว้ มันจะเป็นไปได้อย่างไรวะ ตีระฆังให้เป็นเพลง 'ต้นตระกูลไทย'"

"ตกลงครับคุณพ่อ ใครไม่พนันจริงไม่ใช่คน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ

"ไง๋พูดยังงี้ล่ะ"

"ก็พูดออกมาแล้วนี่ครับ" พูดจบนายจอมทะเล้นก็หันมาทางเสี่ยหงวน "ขอยืมตังสักพันเถอะวะอ้ายเสี่ย"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"ขอยืมตะหวักตะบวยอะไรกัน ตะกี้นี้แกขายรองเท้าให้กันไปพันบาทหยกๆ อย่าทำเป็นคนรู้มากหน่อยเลยวะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เอาเก็บไว้ในกระเป๋ากางเกงในแล้ว แกลำบากน่า-ขอยืมให้พี่ ป. ยึดไว้ประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น คิดดอกเบี้ยให้แกร้อยละสิบ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ไม่ให้โว้ย"

นิกรหันมาทำตาหวานกับข้าพเจ้า

"ยังงั้นพี่ ป. ให้ผมยืมสักพันเถอะครับ"

ข้าพเจ้าสะดุ้งเหมือนถูกเข็มแทง

"พันบาท พอหรือครับ"

"พอครับ"

ข้าพเจ้าฝืนหัวเราะอย่างแร้นแค้น

"ไม่มี ผมมีตังมา ๒๐ บาทเท่านั้น"

"ว้า-ทีหลังหัดพกเงินเสียบ้างซีครับ พี่ ป."

"มันไม่มีจะพกครับคุณนิกร"

นิกรสั่นศีรษะช้าๆ

"ไม่น่าจะเป็นคนมีชื่อเสียงเลย"

"ครับ ชื่อเสียงโด่งดังแต่สตางค์ไม่มี"

นิกรหันมาทางพ่อตาของเขา

"ถ้ายังงั้นผมขอยืมคุณพ่อก่อนสักพันบาท"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น

"มีอย่างที่ไหนวะ แกพนันกับฉันแต่มาขอยืมเงินฉัน อย่างนี้เขาเรียกว่าอัฐยายซื้อขนมยายโว้ย"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ไม่ใช่หร็อกครับ เขาเรียกว่าอัฐพ่อตาซื้อขนมพ่อตาต่างหาก เอ้าโว้ยกรเอาเงินนี่ไป แกน่ะแก่ยืมเงินนัก อ้ายเราไม่ให้หรือก็สงสาร แต่ให้ไปทีไรไม่เคยใช้คืน"

นิกรเดินเข้ามารับเงินจากเสี่ยหงวน ซึ่งเป็นธนบัตรใบละร้อยบาทล้วนๆ แล้วนิกรก็ยกมือดีดจมูกอาเสี่ยดังแป๊ะ

"อย่าทำเป็นคนขี้เหนียวหน่อยเลยวะ ใครๆ เขารู้กันทั่วโลกว่า อาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งไทยแลนด์น่ะน้ำใจกว้างขวางราวกับมหาสมุทรปาซิฟิค ดิเรกมันยังรับรองว่าท่านมหาราชาที่อินเดียยังมีน้ำใจ สปอร์ทสู้แกไม่ได้"

เสี่ยหงวนยิ้มแก้มแทบแตก ข้าพเจ้าได้โอกาสเหมาะก็แกล้งพูดกับนิกร

"จริงครับคุณนิกร อาเสี่ยกิมหงวนของผมเป็นผู้ที่มีใจเมตตากรุณาโอบอ้อมอารีต่อเพื่อนมนุษย์อย่างที่สุด กับเพื่อนฝูงด้วยแล้วเท่าไรเท่ากัน"

กิมหงวนหน้าแดงระเรื่อ ยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง ยกมือไขว้หลังเดินวนเวียนไปมา

"พี่ ป. สองหมื่นบาทที่ขอยืมผมไปทำทุน 'หรรษา' น่ะ ผมยกให้ แฮ่ะ แฮ่ะ อ้ายผมน่ะมันบ้ายอเสียด้วยซี"

ข้าพเจ้าดีใจเหลือที่จะกล่าว รีบยกมือไหว้เสี่ยหงวนปะหลกๆ

"เจ้าประคู้น ขอให้อาเสี่ยที่รักของผมจงมั่งมีศรีสุขตลอดทั้งชาตินี้และชาติหน้าเถิด จะหาใครใจดีอย่างอาเสี่ยของผมต่อให้พลิกแผ่นดินหาก็คงหาไม่ได้"

กิมหงวนสูดลมเข้าปอดเต็มแรง นิกรส่งเงินพันบาทให้ข้าพเจ้ายึดไว้แล้วหันไปทางพ่อตาของเขา

"ว่าไงครับ เอาเงินให้พี่ ป. ไว้ซีครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ เดินเข้ามาหาข้าพเจ้าแล้วส่งเงินให้ข้าพเจ้าพันบาท

"เธอเก็บไว้หลานชาย ถ้าใครแพ้เธอก็จ่ายให้ผู้ชนะ" แล้วท่านก็พยักหน้ากับนิกร "ไป-ไปตีระฆังเดี๋ยวนี้ และต้องตีให้เป็นเพลง 'ต้นตระกูลไทย' ถ้าผิดเพี้ยนหรือฟังไม่เหมือน พันบาทต้องเป็นของฉัน ทุกคนช่วยเป็นพยานหน่อย"

นิกรเดินตรงไปยังหมู่ระฆังที่แขวนไว้เป็นแถว เขาก้มลงหยิบไม้ตีระฆังขึ้นมา หันมายักคิ้วให้เพื่อนเกลอของเขา แล้วยกไม้ขึ้นไล่เสียงระฆังดู ระฆังเหล่านี้เสียงของมันหาเรียงกันไม่ อย่างไรก็ตามเมื่อนิกรลองเคาะไล่เสียงดูสักครู่ เขาก็บอกตัวเองว่า เขาคงตีเพลง 'ต้นตระกูลไทย'

ได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก

ครั้นแล้วนิกรก็เริ่มบรรเลง 'ต้นตระกูลไทย' ทันที เสียงระฆังดังก้องกังวานไปทั่วบริเวณพระพุทธบาท ข้าพเจ้ากับ ดร. ดิเรก, พล, เสี่ยหงวน, และแม้กระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างตื่นเต้นเหลือที่จะกล่าว นิกรสามารถตีระฆังในทำนองเพลง 'ต้นตระกูลไทย' ได้เพราะมาก

บรรดาพุทธบริษัททั้งหลายต่างเฮโลเข้ามาห้อมล้อมนายจอมทะเล้นของเรา ชายชราคนหนึ่งถอดหมวกออกจากศีรษะแล้ววางลงบนพื้น แกร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"พวกเราโว้ย ขอทานคนนี้มาจากบางกอกมีฝีมือตีระฆังน่าเลื่อมใสมาก พวกเราช่วยกันบริจาคเงินทำทานกันคนละนิดหน่อยเถอะโว้ย ข้ายอมอุทิศหมวกของข้าให้เขาเพื่อจะได้เป็นที่ใส่เงิน"

หญิงชายชาวชนบททั้งหลายต่างโยนเศษสตางค์และธนบัตรย่อยลงไปในหมวกใบนั้น นิกรแลเห็นเงินก็ตาลุก ตีระฆังอย่างเหน็ดเหนื่อย เพราะเขาต้องวิ่งไปมา เพื่อตีให้ถูกเสียงระฆัง

เพลง 'ต้นตระกูลไทย' ครางกระหึ่ม พระสงฆ์องค์เจ้าแตกตื่นมาดูการบรรเลงเพลงด้วยระฆัง ซึ่งเป็นครั้งแรกในประวัติการณ์ของพระพุทธศาสนา ทุกคนต่างสรรเสริญเยินยอนิกรไปตามกัน

นิกรตีได้ห้าหกจบก็ทิ้งไม้ตีระฆังเดินตุปัดตุเป๋มาที่หมวกใส่เงินใบนั้น เขาก้มลงหยิบขึ้นมาถือ รวบเศษสตางค์กับธนบัตรรวมทั้งหมดไม่ต่ำกว่าร้อยบาทใส่กระเป๋า แล้วตรงเข้ามาหาคณะพรรคของเขา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ ท่านกล่าวชมลูกเขยของท่านด้วยน้ำใสใจจริง

"เก่งมากกร แกไม่ใช่คนเสียแล้ว"

"อ้าว" นิกรอุทาน

"แกเป็นเทวดา"

"ออไร๋" นายแพทย์หนุ่มพูดเสริมขึ้น "เก่งผิดมนุษย์ อย่างนี้ที่อินเดียไม่มี ฮ่ะ ฮ่ะ กันเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้ว่าระฆังเป็นเครื่องดนตรีชนิดหนึ่ง ขออีกเพลงเถอะวะอ้ายกร เอา 'มาร์ชกองทัพบก' ก็ได้"

"โอ๊ย" นิกรร้องเสียงหลง "เพียงแต่เพลง 'ต้นตระกูลไทย' ก็วิ่งกลับไปกลับมาจนลิ้นห้อยตับแลบออกมานอกซี่โครงแล้ว ขืนตีเพลง 'มาร์ชกองทัพบก' ก็เห็นจะตายแน่" พูดจบนิกรก็หันมาทางข้าพเจ้า "มา-พี่ ป. จ่ายทรัพย์ให้ผมเถอะ"

ข้าพเจ้าส่งเงินสองพันบาทให้นายจอมทะเล้นโดยดี นิกรนับส่งให้กิมหงวนครึ่งหนึ่ง

"เอ้า เอาของแกคืนไป"

อาเสี่ยรับธนบัตรมานับแล้วยกมือเขกกบาลนิกรดังโป๊ก

"๙ ใบเท่านั้น"

นิกรยิ้มแห้งๆ ส่งธนบัตรใบละร้อยบาทให้กิมหงวนอีกหนึ่งฉบับ ทันใดนั้นเอง กระทาชายนายหนึ่งแต่งกายแบบชาวชนบท มีอายุในวัยกลางคนได้พาตัวเดินเข้ามาหานิกร เขายกมือไหว้นายจอมทะเล้นอย่างนอบน้อม แล้วพูดยิ้มๆ

"คุณครับ เพื่อนผมเขาวานให้มาขอเพลงครับ"

นิกรทำตาปริบๆ

"เพื่อนแกใครพี่ชาย"

"ทิดสุขครับ ทิดสุขขอเพลง 'พม่างมหอย' ให้น้องติ๊ดหวังว่าคงไม่ลืมความหวานชื่นในถ้ำประทุน เขาสั่งให้ผมมาบอกคุณอย่างนี้ครับ"

ข้าพเจ้ากับคณะพรรค ๔ สหายต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นิกรยกมือตบบ่ากระทาชายผู้นั้น

"ไปบอกเขาเถอะพี่ชาย ขอผิดที่เสียแล้ว อั๊วตีได้เพลงเดียวเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะงอหาย ต่อจากนั้นท่านก็พาพวกเราลงบันไดไปทางด้านหลังพระพุทธบาท หลังจากพวกเราได้ไหว้เจ้าพ่อพระกาฬและนมัสการพระ บริจาคเงินบำรุงพระพุทธบาทโดยทั่วหน้ากันแล้ว เราก็ออกไปทางลานพระบาท เพื่อหาอาหารกลางวันรับประทานกัน อาหารที่

พระบาทมีแต่ข้าวแกงเป็นพื้น ราคาไม่แพง แต่น้ำอัดลมแพงขึ้นอีก ๕๐ เปอร์เซ็นต์ซึ่งก็น่าเห็นใจเพราะนำไปจากกรุงเทพฯ อันเป็นระยะทางถึง ๑๓๗ กิโลเมตร

บริเวณรอบพระพุทธบาทมีร้านแผงลอยหลังคามุงแฝกปลูกเรียงราย จำหน่ายเสื้อผ้าของเล่นของใช้ บางทีก็มีของป่าขาย พืชผลที่มาจากไร่ต่างๆ เครื่องสมุนไพร เสียงเครื่องกระจายเสียงแสบแก้วหูอย่างน่ารำคาญ อากาศในตอนกลางวันร้อนอบอ้าว

บ่ายวันนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ชวนสี่สหายกับข้าพเจ้าปีนขึ้นไปบนภูเขาลูกหนึ่ง เราถ่ายรูปกันหมดฟิล์มไปหลายม้วน เมื่อเราขึ้นมาสูงจากพื้นดินราว ๑๐๐ เมตร เราก็สามารถมองเห็นมณฑปพระพุทธบาทอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาของเรามาก รอบๆ ตัวเราเป็นภูเขาและป่าไม้แลลิบ

สุดสายตา

การปีนเขาถึงแม้จะเหน็ดเหนื่อย พวกเราก็ได้รับความสนุกสนานไม่น้อย และครั้งหนึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ เกือบจะตกเขาตาย เดชะบุญที่พลกับเสี่ยหงวนคว้าไว้ทัน

"ว้า-ภูเขาอะไรวะ มีแต่ก้อนหิน หาต้นไม้ยากเต็มทน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นเปรยๆ

อาเสี่ยว่า "รูปทำนามทำนี่ครับคุณอา ทำอย่างไรได้ ที่มันเลี่ยนเตียนโล่งไปหมดทั้งแถบนี้ อาจจะเป็นเพราะรากของภูเขาชำรุดก็เป็นได้"

ท่านเจ้าคุณเค้นหัวเราะ

"เดี๋ยวก็ยันเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นแหละ พูดอะไรจะต้องวกมาถึงกบาลข้าเสมอ"

อาเสี่ยหันมาพยักหน้ากับข้าพเจ้า

"นี่แหละเขาว่าตุ๊กแกกินปูนร้อนท้อง"

พวกเราพากันเดินสำรวจภูเขาต่อไป สักครู่เราก็หยุดนั่งพักเบื้องหน้าแท่นหินธรรมชาติแห่งหนึ่ง ข้างหลังของเรามีก้อนหินขึ้นตะปุ่มตะป่ำเต็มไปหมด ทิวทัศน์เบื้องล่างสวยงามมาก

ข้าพเจ้าชอบธรรมชาติต่างๆ ที่ปรากฏในสายตาข้าพเจ้า ดังนั้นแทนที่จะนั่งพัก ข้าพเจ้ากลับเดินวนเวียนไปมารอบบริเวณนั้น ที่ที่เราพักอยู่เป็นลานกว้างมีต้นไม้ใหญ่สองสามต้นบังแสงอาทิตย์ช่วยให้เราได้รับความร่มเย็น เราเพิ่งรู้ว่าร่มเงาของต้นไม้มีประโยชน์เมื่อยามแดดร้อน

ในที่สุดข้าพเจ้าก็นั่งลงพิงก้อนหินใหญ่ก้อนหนึ่ง พอทรุดตัวนั่งเรียบร้อย ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่ามีลมพัดโชยออกมาจากช่องเล็กๆ เบื้องหลังก้อนหินนั้น กระแสลมแรงมากและพัดอยู่ตลอดเวลา ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเย็นสบายเหมือนกับนั่งอยู่ในศาลาเฉลิมไทย

ข้าพเจ้าเป็นนักสอดรู้สอดเห็นคนหนึ่ง ข้าพเจ้าสงสัยว่า ลมที่พัดออกมาจากหลังก้อนหินนั้นมันเกิดขึ้นได้อย่างไร ข้าพเจ้าเริ่มพิจารณาก้อนหินนี้ทันที ความรู้สึกบอกตัวเองว่า ด้านหลังก้อนหินคงจะเป็นถ้ำอย่างไม่ต้องสงสัย และก้อนหินก้อนนี้คงจะปิดช่องทางเข้าถ้ำไว้ มันอาจจะไม่ใช่

ทางเข้าออกก็ได้

ข้าพเจ้ารีบลุกขึ้นยืน แล้วร้องเรียกเสี่ยหงวน

"เสี่ยครับ มานี่แน่ะ"

อาเสี่ยจูงมือพลเดินเข้ามาหาข้าพเจ้า

"ยงโย่ยงหยกทำอะไร พี่ ป." พลถามยิ้มๆ

ข้าพเจ้าชี้มือไปที่ก้อนหิน

"ผมสงสัยว่าเบื้องหลังก้อนหินก้อนนี้จะต้องเป็นถ้ำเล็กๆ มายืนตรงนี้ซีครับคุณพล คุณจะรู้สึกว่ามีลมพัดออกมาเย็นเฉื่อยตลอดเวลา"

พลเดินเข้ามายืนข้างข้าพเจ้า ดร. ดิเรกช่วยสำรวจอย่างถี่ถ้วน สักครู่หนึ่งนายแพทย์หนุ่มกับพลก็ลงความเห็นว่าก้อนหินนี้ได้ปิดบังหน้าถ้ำนี้อย่างแน่นอน แต่ปากถ้ำคงจะเล็กมาก

นายพัชราภรณ์ตะโกนเรียกเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับนิกรให้มาช่วยกันพิสูจน์อีกคน ท่านเจ้าคุณพาลูกเขยจอมทะเล้นของท่านเข้ามายังกลุ่มของเรา ข้าพเจ้าเรียนให้เจ้าคุณทราบ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พิจารณาดูอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็ลงความเห็นเช่นเดียวกับข้าพเจ้า

"เอาโว้ย ช่วยกันโว้ยพวกเรา พยายามดึงหินปิดปากถ้ำก้อนนี้ออกให้ได้" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ

เรารวมร่วมสามัคคีกันทันที ช่วยกันออกแรงเพียงครู่เดียว ก้อนหินก็ถูกผลักล้มลงมาข้างหน้า เราต่างแลเห็นปากถ้ำมีขนาดพอคลานเข้าไปได้

พวกเราต่างวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่สักครู่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"เราช่วยกันสำรวจถ้ำนี้เถอะโว้ย ปะเหมาะเคราะห์ดีเราอาจจะได้พบสมบัติอันมหาศาลของอดีตกษัตริย์ซ่อนอยู่ในถ้ำนี้ก็ได้ ก้อนหินก้อนนี้เขาปิดปากถ้ำไว้เฉยๆ เพื่อลวงตาคน แกมุดเข้าไปดูซิหงวน"

กิมหงวนพยักหน้า ถลกแขนเสื้อเชิ้ตขึ้นทรุดตัวลงนั่งยองๆ มุดเข้าไปในถ้ำนั้นซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวอาเสี่ยเพียงเล็กน้อย อาเสี่ยร้องตะโกนออกมา

"ข้างในกว้างเชียวโว้ย แต่ถ้ำมันตัน"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้ายืนนิ่งเฉย สักครู่อาเสี่ยก็คลานออกมาอย่างรีบร้อนในท่าทางที่ประหวั่นพรั่นใจ

แล้วเสี่ยหงวนก็ลุกขึ้นยืน ใบหน้าซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือ อ้ายเสี่ย" พลถามอย่างร้อนรน

กิมหงวนยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง ฝืนหัวเราะปลอบใจตนเอง

"กันได้เห็นโครงกระดูกมนุษย์สองคน และปิศาจผู้หญิงแก่คนหนึ่งให้ดิ้นตายเถอะวะ ไม่เชื่อมุดเข้าไปดูซี"

พวกเราต่างมองดูหน้ากัน นิกรอดหัวเราะไม่ได้

"ใครขืนเชื่ออ้ายเสี่ยก็ออกลูกเป็นลิงเท่านั้นเอง"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ปู้โธ่-ให้พระพุทธบาทถีบกันเถอะวะ กันเห็นจริงๆ ไม่ใช่ตาฝาด ปิศาจยายแร้งทึ้งมองดูกันด้วยแววตาวาวโรจน์ แล้วหัวเราะเสียงแหลมเล็กสั่นสะเทือนเข้าไปในหัวใจ"

พล พัชราภรณ์ยิ้มให้ข้าพเจ้า

"เข้าไปกับผมเถอะ พี่ ป. มุดเข้าไปในถ้ำทุกคน ผมจะเป็นผู้นำเอง ถ้ามันเป็นผีปิศาจ เราก็ช่วยกันซ้อมมันเสีย"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ตกลงโว้ย กันจะมุดเข้าไปเป็นคนสุดท้าย ทำหน้าที่เป็นกองระวังหลัง เรื่องผีน่ะกันไม่กลัว แต่ก็ไม่กล้านัก"

พลยกมือเท้าสะเอวมองดูนิกรด้วยความหมั่นไส้ ต่อจากนั้น นายพัชราภรณ์ก็ทรุดตัวลงนั่งแล้วมุดเข้าไปเป็นคนแรก

ดร. ดิเรกกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เอาซีครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ปากถ้ำมันเล็กนิดเดียวน่ากลัวจะมุดเข้าไปไม่ได้ ถึงอย่างไรก็คงติดพุง" พูดจบท่านก็ทรุดตัวลงนั่ง ยองๆ

นิกรกระซิบกระซาบกับเสี่ยหงวน

"แกดูซีวะหงวน คล้ายๆ อึ่งอ่างตายทั้งกลม"

ท่านเจ้าคุณเงยหน้าขึ้นทำตาเขียวกับลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"จะกระซิบกันก็อย่าให้เขาได้ยินซีโว้ย ประเดี๋ยวพ่อด่าลำดับต้นตระกูลเสียเลย" พูดจบท่านก็มุดเข้าไปในถ้ำ

พุงกะทิของท่านใหญ่เกินไปจึงติดปากถ้ำนั้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดิ้นขลุกขลักปากก็ร้องขอความช่วยเหลือ

"โว้ย ช่วยด้วยโว้ย ติดแล้ว"

นิกรหัวเราะก้าก ข้าพเจ้าร้องบอกท่านทันที

"ถอยหลังออกมาครับ"

เสียงเจ้าคุณพูดอย่างอึดอัด

"ถอยไม่ได้โว้ย เดินหน้าก็ไม่ได้ ช่วยดึงอาออกไปหน่อยซี"

นิกรหัวเราะงอหาย

"อย่าไปยุ่งกับท่านเลยวะพวกเรา ปล่อยให้ท่านเป็นปู่โสมเฝ้าถ้ำนี้ก็แล้วกัน อย่างช้าอีกสองวันก็ตายคาปากถ้ำ ไหนจะแดดร้อน ไหนจะอดข้าวและหิวน้ำ คราวนี้หวานละวะ ทรัพย์สมบัติของท่านครึ่งหนึ่งต้องเป็นของประไพเมียรักของกัน ไชโย สวัสดีครับคุณพ่อ ชาติหน้าพบกัน

ใหม่นะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดิ้นทุรนทุรายแล้วร้องไห้โฮ นายพัชราภรณ์ซึ่งอยู่ในถ้ำพยายามฉุดท่านเข้าไป แต่ส่วนพุงของท่านใหญ่กว่าปากถ้ำเกือบหนึ่งฟุต ท่านเจ้าคุณร้องไห้ฮือ

"อ๋อย ช่วยด้วยโว้ย ตายแล้ว "

ข้าพเจ้ากล่าวกับเสี่ยหงวน

"ช่วยกันดึงท่านออกมาเถอะครับอาเสี่ย"

กิมหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่สำเร็จ พี่ ป. พุงของท่านติดแง่หินนั่นเห็นไหมครับ ช่วยกันดันท่านเข้าไปในถ้ำดีกว่า"

เจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น

"จะเอายังไงกันก็เอาซีโว้ย อึดอัดจะตายอยู่แล้ว"

ข้าพเจ้ากับนิกร, ดร. ดิเรกและเสี่ยหงวนต่างทรุดตัวลงนั่งข้างๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อาเสี่ยยกมือขวาตีก้นท่านเจ้าคุณดังป้าบ

"นี่แน่ะ ขอตีซะหน่อยเถอะ รู้ว่าถ้ำมันเล็กกว่าพุงยังอุตส่าห์มุดเข้าไปอีก"

ท่านเจ้าคุณดิ้นกระแด่วๆ น่าสงสาร ยกลูกหลังดีดถูกปากอาเสี่ยพอดี เสี่ยหงวนร้องสุดเสียงยกมือขึ้นคลำปากของเขา ต่อจากนั้นข้าพเจ้ากับ ดร. ดิเรกและนิกรก็ช่วยกันผลักร่างอันอ้วนเตี้ยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ หลุดเข้าไปในถ้ำโดยมีพลช่วยฉุดข้างในอีกคนหนึ่ง

ข้าพเจ้าถอนหายใจหนักๆ ก้มลงมองดูตัวเองอย่างเศร้าใจ รูปร่างของข้าพเจ้าไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เท่าใดนัก ข้าพเจ้ามองดูสามสหายแล้วกล่าวว่า

"แฮ่ะ แฮ่ะ ให้ผมนั่งเฝ้ายามที่หน้าถ้ำนี่ไม่ดีหรือครับ"

"อ้าว" นิกรอุทาน "เข้าไปด้วยกันซีครับ"

ข้าพเจ้าฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง

"น่ากลัวจะติดพุงครับ"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"มุดเข้าไปเถอะพี่ ผมกับพวกเราจะช่วยดันก้นให้"

ข้าพเจ้ายืนลังเลอยู่สักครู่ ก็ตัดสินใจมุดเข้าไปในถ้ำด้วยความลำบากยากเย็น พอมุดเข้าไปได้ครึ่งตัวก็ติด ข้าพเจ้ามานะกัดฟันดิ้นกระแด่วๆ เสี่ยหงวนกับนิกรและนายแพทย์หนุ่มช่วยกันดันก้นข้าพเจ้า ส่วนในถ้ำพลได้ช่วยดึงมือข้าพเจ้า แต่ร่างอันอ้วนใหญ่ของข้าพเจ้าหาหลุด

เข้ามาในถ้ำไม่

มือของใครคนหนึ่งเอื้อมมาจี้สีข้างข้าพเจ้า คราวนี้ข้าพเจ้าร้องสุดเสียงเพราะข้าพเจ้าขี้จั๊กกระจี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ข้าพเจ้าหลุดเข้าไปในถ้ำเนื่องจากกลัวถูกจี้นั่นเอง

หลังจากนั้นนิกรกับเสี่ยหงวนและ ดร. ดิเรกมุดเข้ามาในถ้ำ ภายในถ้ำนี้มีแสงสว่างสลัวลางจากปล่องบนยอดเขาซึ่งเป็นปล่องเล็กๆ ได้รับแสงสะท้อนจากดวงอาทิตย์

พวกเรายืนรวมกลุ่มอยู่กลางถ้ำ มีลมโชยพัดมาถูกเราเยือกเย็นผิดปกติ ดร. ดิเรกหันมาถามอาเสี่ยอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไหนวะที่แกว่ามีโครงกระดูกและปิศาจยายแก่"

เสี่ยหงวนชี้มือไปทางขวามือ

"โน่น ผนังถ้ำตรงนั้นมีช่องเล็กๆ เข้าไป ตามกันมาซี"

พวกเราต่างเดินตามอาเสี่ยกิมหงวนไปทันที พอเลี้ยวเข้าไปในช่องทางอันคดเคี้ยว เราก็สะดุ้งเฮือกหยุดชะงัก ข้าพเจ้ายอมรับสารภาพว่า ข้าพเจ้าพบภาพที่ทำให้ข้าพเจ้าอกสั่นขวัญแขวน เบื้องหน้าของข้าพเจ้าที่ผนังถ้ำมีร่างของโครงกระดูกมนุษย์ ๒ คน ตั้งอยู่บนแท่นหินคนหนึ่ง

และนอนอยู่ข้างๆ อีกคนหนึ่ง ทางขวาของโครงกระดูกมีมนุษย์ผู้หญิงซึ่งมีอายุชราภาพมากแล้ว ในลักษณะครึ่งคนครึ่งผีดิบ นั่งตาวาวอยู่บนก้อนหิน และกำลังจ้องตาเขม็งมองดูพวกเรา

"ผะ-อี๋-โน่น" นิกรร้องลั่นตัวสั่นงันงก

ดร. ดิเรกเดินไปยืนข้างหน้ากลุ่มพวกเรา แล้วพูดขึ้นดังๆ

"ไม่ใช่ผี ยายแก่นั่นเป็นมนุษย์เช่นเดียวกับเรา กันจะเจรจากับคุณยายเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือจับแขนนายแพทย์หนุ่ม

"ดิเรก ยายคนนี้ต้องเป็นแม่มดแน่ อย่าเพิ่งบุ่มบ่ามเข้าไป คิดให้รอบคอบเสียก่อน"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ ปัดมือพ่อตาของเขาแล้วเดินตรงเข้าไปหาหญิงชราคนนั้น รูปร่างของแกราวกับมนุษย์ตายซาก ร่างอันบอบบางผอมแห้งแลเห็นซี่โครง ใบหน้าเหมือนกับดวงหน้าของปิศาจ ขอบตาลึก นัยน์ตาโปนถลน แก้มตอบริมฝีปากซีดเซียว ผิวกายของแกดำคล้ำ

เมื่อแกแสยะยิ้มมองเห็นฟันสีดำซี่เบ้อเริ่มสองซี่ทำให้น่าเกลียดน่ากลัวมาก หญิงชราสวมเสื้อผ้าขาดวิ่นปล่อยผมสยายยาว กลิ่นตัวเหม็นสาบเหม็นสางแทบจะทนไม่ได้

"อ้า-ยายจ๋า" นายแพทย์หนุ่มกล่าวทัก

หญิงชราลืมตาโพลง พูดเสียงแหบแห้งแกมหัวเราะ

"ใครเป็นยายมึงหา อ้ายชิบหาย"

นายแพทย์หนุ่มทำคอย่น หันมาทางนิกร

"กรโว้ย ช่วยเจรจากับยายแร้งทึ้งนี่หน่อยเถอะวะ"

นิกรสะดุ้งเฮือก

"ไม่เอาโว้ย แกเป็นผีดิบ ไม่ใช่คนอย่างเรา"

หญิงชรามองดูนายจอมทะเล้นอย่างเดือดดาล

"หน็อย กูยังไม่ทันตายหาว่ากูเป็นผีดิบเสียแล้วไหมล่ะ มึงน่ะซีผีดิบ"

นิกรยิ้มออกมาได้ เดินเข้าไปหยุดยืนเคียงข้างนายแพทย์หนุ่ม จ้องตาเขม็งมองดูหน้าหญิงชรา พวกเราตามเข้ามาด้วย ภายในถ้ำมีกลิ่นเหม็นสางชอบกล นิกรพยักหน้าให้หญิงชราแล้วกล่าวถามด้วยสำเนียงของยี่เกตอนเจรจา

"โปรดอย่าหาว่าหลานล่วงเกินคุณยายเลยคะร๊าบ หลานอยากจะทราบว่า คุณยายที่รักของเกล้ากระผมนั้นมีนามกรว่ากระไร"

คราวนี้ใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวของหญิงชราก็เปลี่ยนเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส แกมองดูนิกรอย่างชื่นชม

"พ่อคุณ พ่อเป็นยี่เกหรือนี่"

นิกรรำป้อแล้วร้องยี่เกทันที

"กระดิ่งทองแสนจะดีใจ ได้มาพบคุณยายในคูหา หลานกับยายจากกันนับพันปี มองคุณยายให้ดีคล้ายสุชีลา เสียอย่างเดียวเหี่ยวแห้งเหมือนอีแร้งในนภา ตะเหร่งตูเร็งเต็งเตรง ตะเร้งตูเร็งเต็งเตร็ง "

หญิงชราหัวเราะชอบอกชอบใจ แกลุกขึ้นเดินรี่เข้ามาหานิกร กางมือทั้งสองออก

"มา-มาให้ยายรับขวัญหน่อยพ่อมหาจำเริญ"

พวกเราต่างถอยหลังกรูด นิกรสั่นศีรษะ

"อย่าเข้ามาใกล้ฉันเลยยาย เหม็นสาบจะตายอยู่แล้ว"

แทนที่จะโกรธหญิงชรากลับหัวเราะ

"ตัวของยายเองยายยังทนได้ เจ้าก็ต้องทนได้ซีเว้ย แฮ่ะๆๆๆ ข้ารู้ ข้ามองเห็น ข้าเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ข้าย่อมเห็นในที่มืด ฮ่ะๆๆๆๆ ข้าย่อมมีหูทิพย์ตาทิพย์ สูเจ้าชื่อนิกรใช่ไหมล่ะ นายคนนั้นชื่อพล คนนั้นชื่อดิเรก คนนั้นชื่อปิ๋ว และ คนนั้นเป็นพระยาพาน

ทองชื่อเจ้าคุณปัจจนึกพินาศ"

พวกเราต่างมองดูหน้ากันด้วยความตื่นเต้น หญิงชราหัวเราะงอหายแล้วกล่าวกับพวกเราต่อไป

"สูเจ้าเอย ข้าถูกกักขังอยู่ในถ้ำนี้มา ๑๐ กว่าปีแล้ว ทั้งนี้เพราะพระแม่เจ้าอัษฎากริ้วโกรธมาก หาว่าขัดขวางประเพณีที่มีมาแต่โบราณกาล"

พวกเรายิ่งตื่นเต้นขึ้นอีก

"เจ้าแม่อัษฎา " ข้าพเจ้าคราง "เธอเป็นใครครับ คุณยาย"

ยายเฒ่าหัวเราะเสียงแหลมเล็ก

"เธอคือมหาเทวีแห่งนครถ้ำนี้"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน และมองดูหน้ากันอย่างขบขัน พลพูดพลางหัวเราะพลาง

"เจอมหาเทวีเข้าอีกแล้วโว้ย" แล้วเขาก็หันมาทางยายเฒ่าแม่มด "คุณยายครับ ในถ้ำนี้มีเมืองด้วยหรือครับ"

"ถูกแล้วสูเจ้า ภายใต้ขุนเขานี้คืออาณาจักรน้อยๆ ของเจ้าแม่อัษฎา มหาเทวีผู้เลอโฉมยากที่จะหาใครเปรียบเหมือน เพียงแต่สูเจ้าได้เห็นพระพักตร์ของเธอเท่านั้นก็จะต้องลุ่มหลงรักเป็นบ้าตาย"

ดร. ดิเรกคงจะสนใจมากที่สุด เขาเขยิบเข้ามายืนข้างยายเฒ่า

"คุณยายกรุณาเล่ารายละเอียดให้พวกหลานๆ ฟังหน่อยเถอะครับ"

"ได้ซี ตูข้ายินดีจะเล่าให้ฟัง ข้าคือที่ปรึกษาของพระนางอัษฎา ครั้งหนึ่งข้าได้ทูลคัดค้านพิธีบูชายัญเจ้าพ่อตะขาบยักษ์"

"ตะขาบยักษ์" เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ

"ถูกแล้ว มันคือตะขาบที่มีรูปร่างใหญ่โตมโหฬารมาก ลำตัวกว้างถึง ๕ ฟิต และยาว ๑๐๐ ฟิตเศษ สิงสถิตอยู่ในถ้ำถ้ำหนึ่งหลายศตวรรษมาแล้ว ชาวนครถ้ำต่างเชื่อว่าเป็นเทพเจ้าแห่งขุนเขา พระนางอัษฎาและบริวารของเธอมีความเคารพรักพญาตะขาบยักษ์ตัวนี้มาก มีการจับคนที่

ทำผิดสังเวยเจ้าพ่อตะขาบยักษ์เสมอ แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ"

เสี่ยหงวนเอื้อมมือเขี่ยแขนยายเฒ่า

"ลำบากนักก็ไม่ต้องหัวเราะหร็อกยาย เล่าเฉยๆ เถอะ"

ยายแม่มดทำตาเขียว

"ธรรมดาแม่มดก็ต้องหัวเราะซีโว้ย อ้า-ตูข้าเห็นว่าตะขาบมันเป็นสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง เจ้าแม่อัษฎากับชาวนครถ้ำมีความโง่เขลาเชื่อถือกันไปเอง ข้าได้คัดค้านขอให้มหาเทวีเลิกการบูชายัญตะขาบยักษ์ แต่พระนางกลับกริ้วโกรธข้า จับข้ากับขุนนางผู้ใหญ่อีกสองสามคนมาขังไว้

ในห้องนี้ เจ้าสองคนทนหิวโหยไม่ได้ก็ตายไป ตัวข้าอดน้ำอดอาหารมา ๑๐ ปีแล้ว แต่กรรมของข้ายังไม่สิ้น ข้าจึงยังไม่ตาย ข้าขอบใจพวกสูเจ้าอย่างยิ่งที่พยายามเข้ามาช่วยชีวิตข้าในถ้ำนี้"

นิกรหัวเราะหึๆ

"เปล่า-ยาย ไม่ตั้งใจเข้ามาช่วยยายหร็อก เราเข้ามาเห็นยายอย่างบังเอิญ ยายช่วยบอกข้าหน่อยซิ ทางที่จะเข้าไปในเมืองของเจ้าแม่อัษฎาน่ะไปทางไหน เราอยากจะสำรวจให้ทั่วนครถ้ำ เพื่อนของฉันคนนี้เขาเป็นนักเขียน เขาจะได้เอาเรื่องไปเขียนลงหนังสือพิมพ์ 'หรรษา' ของ

เขา"

หญิงชราโบกมือห้าม

"พวกสูเจ้าเข้ามาทางไหนก็รีบพาข้าออกไปทางนั้นเถิด อย่าเอาชีวิตมาทิ้งที่นี่เลย"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ไม่เป็นไรยาย เรื่องความตายฉันไม่กลัวหร็อก คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น พระนาง อัษฎาดุร้ายมากเชียวหรือ"

ยายแม่มดสั่นศีรษะ

"ไม่ดุหร็อก แต่พระองค์เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีมาก คนต่างถิ่นที่เข้าไปในนครถ้ำพระองค์จะต้องถือว่าเป็นศัตรู และมหาเทวีจะต้องจับบูชายัญตะขาบยักษ์คือให้ตะขาบกิน"

นายจอมทะเล้นหัวเราะชอบใจ

"ไม่เป็นไรยาย ก่อนที่ตะขาบจะกินฉันฉันก็จะจับตะขาบปิ้งกินเสียก่อน เนื้อตะขาบน่ะเนื้อกุ้งทำไมไม่ได้นะยาย ซี้ด-พูดแล้วน้ำลายไหล ฉันคิดว่าเนื้อสัตว์ต่างๆ น่ะเนื้อตะขาบกับเนื้อกิ้งกือพอๆ กันทีเดียว ส่วนไส้เดือนเหม็นคาวมากไปหน่อย"

ยายแม่มดเฒ่าพร่ำชี้แจงแสดงเหตุผลให้พวกเราทราบว่า การเข้าไปในเมืองถ้ำนั้นเหมือนกับพาตัวไปสู่ความตาย แต่พวกเราอยากจะเห็นความเร้นลับมหัศจรรย์ของเมืองนี้และอยากจะเห็นพระพักตร์ของเจ้าอัษฎาด้วย เราจึงพูดชี้แจงกับยายแม่มดว่า เราไม่กลัวอันตรายใดๆ ทั้ง

สิ้น ในที่สุดยายเฒ่าแม่มดก็บอกทางให้เรา

"ตามใจพวกเจ้าเถิด ที่ผนังถ้ำตอนนั้นมีประตูหินบานใหญ่ สูเจ้าจงช่วยกันผลักมันออกแล้วสูเจ้าจะได้พบทางเข้าไปยังนครถ้ำตามความปรารถนา"

พวกเราพากันเดินมาที่ผนังถ้ำ ยายแม่มดติดตามมาด้วย เราต่างแลเห็นรอยหินแยกออกจากกันเป็นแนวเล็กๆ ข้าพเจ้าลองเอื้อมมือผลักดูมันก็ไม่ขยับเขยื้อน แสดงว่าประตูหินบานใหญ่นี้มีน้ำหนักมาก ยายเฒ่าแม่มดยืนยันว่าประตูนี้ไม่ได้ใส่กลอนหรือกุญแจ แต่จะต้องใช้กำลัง

คนอย่างน้อย ๕ คนจึงจะเปิดออก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นว่า

"ช่วยกันโว้ยพวกเรา ไหนๆ เรามีโอกาสที่จะได้เห็นความประหลาดมหัศจรรย์ใจแล้ว เราต้องช่วยกันเปิดประตูผนังถ้ำนี้ออกให้ได้"

ครั้นแล้ว ๔ สหายกับเจ้าคุณและข้าพเจ้าก็ช่วยกันออกกำลังผลักประตูหิน เมื่อได้ใช้บ่ากระแทกพร้อมๆ กันบานประตูก็เผยอออกเพียงเล็กน้อย ทำให้พวกเราตื่นเต้นยินดีไปตามกัน

อย่างไรก็ตาม เราออกกำลังไม่พร้อมเพรียงกัน ประตูหินจึงไม่ยอมเขยื้อนออก อาเสี่ยกิมหงวนใช้ไหล่กระแทกประตูอย่างทะมัดทะแมง แล้วอาเสี่ยก็เดือดดาลเมื่อแลเห็นนิกรยืนอมยิ้มนิ่งเฉย

"ปั้ดโธ่โว้ย ปล่อยให้เราออกกำลังคนเดียว ยืนสะลึมสะลืออยู่ได้"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เหนื่อยโว้ยพักก่อน"

กิมหงวนยกมือเกาศีรษะ

"ไม่ต้องพัก เอาโว้ย หนึ่งสองสามดันพร้อมๆ กัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"อย่าเพิ่ง เอายังงี้ดีกว่า ให้อ้ายหงวนร้องเพลงไหหลำให้จังหวะเหมือนอย่างพวกไหหลำเขาลากซุง แล้วพวกเราคอยร้องคอยรับตามเพลง ทำอย่างนี้เราก็จะออกแรงกระแทกบานประตูได้พร้อมกัน"

ยายแม่มดหัวเราะคิก

"แฮ่ะ แฮ่ะ เข้าทีมาก"

กิมหงวนยิ้มแป้น เขาได้ซักซ้อมกับสามสหายและท่านเจ้าคุณกับข้าพเจ้าจนเรียบร้อยแล้ว พวกเราก็เข้ายืนประจำที่ ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วเสี่ยหงวนร้องเพลงลากซุงเสียงลั่น พวกเราร้องรับตามเพลงแล้วกระแทกประตูหินพร้อมๆ กัน บานประตูเผยอออกทีละน้อย อาเสี่ย

ร้องเพลงไหหลำได้ดีมาก และพวกเราก็ร้องรับได้พร้อมกัน ราวกับว่ามีการซักซ้อมกันไว้เรียบร้อยแล้ว

"โล้โล" เสี่ยหงวนร้องยานคางเสียงแหลม

พวกเราร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

"อาละหย่าไฮ" แล้วกระแทกบานประตูพร้อมๆ กัน

"โล้โกว " เสี่ยหงวนร้องต่อไป

"เอ้า-อาละหย่าไฮ"

ประตูหินเปิดกว้างออกทุกที พวกเราสามัคคีกันดีมาก ในที่สุดบานประตูก็เปิดกว้างพอคนเดินผ่านเข้าออกได้ ยายแม่มดหัวเราะเสียงแหลมเล็ก

"แฮ่ะๆๆๆๆ สูเจ้าผู้เก่งกล้า สูเจ้าจงพากันเข้าไปอย่าห่วงใยตูข้าเลย"

พวกเราสิ้นสุดความสนใจกับยายแม่มด พลเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้าผ่านประตูหินออกไป ทางเดินเป็นทางธรรมชาติ บางแห่งก็มืดตื๋อ พวกเราค่อยๆ เดินและเกาะหลังกันเหมือนกับงูกินหาง

เราไม่อาจจะทราบได้ว่ารอบๆ ตัวเรามีอะไรบ้าง พลกับนิกรช่วยกันจุดไม้ขีดทีละก้านทำให้เกิดแสงสว่าง เราเดินกันอย่างระมัดระวังตัว ในที่สุดเราก็ออกมายังที่สว่างภายในถ้ำนั้น เบื้องบนมีปล่องที่ยอดเขาแลเห็นถนัด

ข้าพเจ้าแลเห็นประตูหินบานหนึ่งเปิดแง้มไว้ จึงชี้มือบอกคณะพรรค ๔ สหาย

"โน่น-เห็นประตูนั่นไหมครับ"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองตามสายตาของข้าพเจ้า พวกเราต่างเดินรวมกลุ่มกันตรงไปที่ประตูนั้น มีห่วงเหล็กขนาดใหญ่คล้องติดอยู่กับประตู พลเอื้อมมือคว้าห่วงเหล็กและลองกระชากบานประตูหินบานนั้น มันเปิดออกอย่างง่ายดาย พวกเราสะดุ้งเฮือกไปตามกันเมื่อแล

เห็นท้องพระโรงแห่งนครถ้ำปรากฏอยู่เบื้องหน้า

พลกล่าวขึ้นเบาๆ

"เหมาะทีเดียว เราได้มีโอกาสเฝ้ามหาเทวีแล้ว เข้าไปเถอะพวกเรา กันจะเปิดการเจรจาด้วยสันติวิธีกับเจ้าแม่เอง"

ครั้นแล้ว พลก็เดินนำหน้าพาพวกเราบุกเข้าไปในท้องพระโรงอย่างอาจหาญ นิกรเดินรั้งท้ายขบวน พวกเราได้แลเห็นหญิงสาวเจ้าของร่างสคราญตาใบหน้างามแฉล้มแช่มช้อยคนหนึ่ง สวมเสื้อผ้าบางๆ นั่งอยู่บนแท่นงาช้าง บริวารของหล่อนหมอบและยืนอยู่เรียงราย หญิงสาวผู้นี้

แหละคือเจ้าแม่อัษฎานางพญานครถ้ำ

ทหารของหล่อนคนหนึ่งเงื้อหอกขึ้นจะเล่นงานเรา แต่แล้วนางพญาก็รับสั่งขึ้นด้วยเสียงอันดัง เสียงของหล่อนหวานฉ่ำราวกับระฆังเงิน

"อย่า"

พวกเราพากันเดินตรงเข้ามา และหยุดยืนกลางท้องพระโรงห่างจากมหาเทวีเพียงเล็กน้อย ๔ สหายกับข้าพเจ้าต่างตื่นตะลึงในความงามของหล่อน ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นหญิงสาวคนใดที่จะสวยและน่ารักยิ่งกว่าเจ้าแม่อัษฎาคนนี้เลย ริมฝีปากจิ้มลิ้ม แก้มทั้งสองเป็นพวง นัยน์ตากลมโต

ใสแจ๋ว ข้าพเจ้าเชื่อว่า มหาเทวีแห่งนครถ้ำทรงโฉมประโลมตายิ่งกว่านางสาวไทยของเราเป็นไหนๆ ข้าพเจ้าจ้องมองดูอย่างตะลึงลาน คณะพรรค ๔ สหายก็เช่นเดียวกัน

นิกรร้องเพลงชมโฉมขึ้นทันที

"งาม-กระทัดรัดกำดัดงาม งามใดบ่มีเสมอ งามกว่าสาวที่เราเจอเราเห็น นับว่าเป็นบุญตา "

นางพญาตวาดแว้ด

"บ้า อยากตายรึ"

นิกรหยุดร้องเพลงทันที เขายิ้มแห้งๆ

"หนู อามาในฐานมิตร อาไม่ใช่ศัตรูของหนูหร็อก"

นางพญาค้อนควับ ตบพระหัตถ์ขึ้นสองครั้ง ทหารร่างใหญ่สองคนสวมเสื้อเกราะและมีดาบใหญ่แบบดาบอัศวินเป็นอาวุธรีบเดินเข้ามาเฝ้าทันที พระนางอัษฎารับสั่งขึ้นด้วยเสียงอันดัง พร้อมกับยกพระหัตถ์อันขาวผ่องชี้หน้านายจอมทะเล้น

"เอาอ้ายหนุ่มปากมากผู้ล่วงเกินข้าไปตัดหัวเดี๋ยวนี้"

"อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ" เสี่ยหงวนร้องลั่น "อย่าให้ดุเดือดนักเลยครับคุณ ถึงอย่างไรเราก็ปลายตระกูลไทยด้วยกัน เพื่อนผมคนนี้ปากเสียมานานแล้วครับอย่าถือเขาเลยคุณ"

พลพูดเสริมขึ้นทันที

"แล้วแต่จะโปรดเถอะครับ พวกเราต้องขอโทษที่ล่วงล้ำเข้ามาในถิ่นที่อยู่ของพวกคุณ เราไม่มีเจตนาที่จะบุกรุกหรือลบลู่ดูหมิ่นคุณหรอกครับ หวังอย่างยิ่งว่าคุณคงจะกรุณาต้อนรับเราด้วยอัธยาศัยไม่ตรีจิต"

พระพักตร์ของมหาเทวีบึ้งตึง ในเวลาเดียวกันนี้เองทหารของเจ้าแม่อัษฎานับจำนวนร้อย ก็ทยอยกันเข้ามาในท้องพระโรงและห้อมล้อมเราไว้อย่างหนาแน่น พวกเราทำหน้าเลิ่กลั่กไปตามกัน

อัษฎาทรงยิ้มให้พลแล้วรับสั่งว่า

"ข้าเสียใจที่ไม่อาจจะให้การรับรองพวกท่านได้ เราชาวนครถ้ำไม่ปรารถนาที่จะคบหาสมาคมหรือเป็นมิตรกับคนต่างถิ่น และบัดนี้....เราถือว่าพวกท่านทั้ง ๖ คนนี้เป็นศัตรูของเรา"

พลยิ้มเล็กน้อย

"คุณเข้าใจเช่นนี้ไม่ถูก ถึงแม้คุณเป็นประมุขแห่งนครถ้ำคุณก็อย่าลืมว่านครถ้ำนี้ เป็นราชอาณาจักรส่วนหนึ่งของประเทศไทย คุณกับพวกเราต่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน"

ทหารร่างใหญ่คนหนึ่งทูลขึ้นดังๆ

"ขอเดชะ จะโปรดว่าประการใดพ่ะย่ะค่ะ ข้าพระองค์พร้อมแล้วที่จะนำตัวอ้ายหมอนี่ไปประหารชีวิต"

นิกรยกเท้าถีบทหารของพระนางอัษฎาค่อนข้างแรง

"ยืนเฉยๆ เถอะวะ พระแม่เจ้าลืมแล้วเสือกทูลขึ้นมาได้"

มหาเทวีแห่งนครถ้ำตบพระหัตถ์ขึ้นอีกแล้วรับสั่งด้วยเสียงกังวาน

"ทหาร เอาตัวชายแปลกหน้าทั้ง ๖ คนนี่ไปขังไว้ก่อน เราจะทำพิธีบูชายัญสังเวยเจ้าพ่อตะขาบของเราในคืนวันนี้"

ข้าพเจ้าพูดขึ้นทันที

"คุณอัษฎา พวกเรามีความผิดร้ายแรงถึงกับจะต้องฆ่ากันเชียวหรือครับ"

มหาเทวีทำตาเขียวกับข้าพเจ้า

"ฉันไม่ต้องการฟังคำชี้แจงอะไรจากคุณ" แล้วเธอก็รับสั่งกับพวกทหารด้วยเสียงเด็ดขาด "เอาตัวไปเดี๋ยวนี้ เอาไปขังไว้และให้ความสะดวกสบายเขาตามสมควร"

พวกเราถูกทหารฉุดกระชากลากตัวออกไปจากท้องพระโรง เสี่ยหงวนแสดงกิริยาฮึดฮัด แต่แล้วก็ถูกซ้อมสะบักสะบอม ฐานะของพวกเราคับขันเสียแล้ว ไม่ควรอุตริเข้ามาในถ้ำนี้เลย

คณะพรรค ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้าถูกกักขังอยู่ในห้องห้องหนึ่ง ซึ่งเป็นห้องแคบๆ บานประตูห้องขังใหญ่โตแน่นหนาแข็งแรงมาก ห้องขังนี้มีหน้าต่างหรือช่องลมขนาดกว้าง ๑ ฟุตและยาวไม่เกิน ๓ ฟุต มีซี่ลูกกรงเหล็กขนาดใหญ่กั้น เราไม่มีทางที่จะหลบหนีไป

ได้แน่นอน

เย็นวันนั้น คนของเจ้าแม่อัษฎาได้นำอาหารมาให้เรา มีเนื้อย่าง, ไก่ย่าง, น้ำผึ้งและนมสด พวกเราไม่มีใครสนใจกับอาหารมื้อเย็น เพราะทุกคนอยู่ในระหว่างความวิตกเป็นทุกข์ เว้นแต่นิกรคนเดียวเท่านั้นที่กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย

"ใจเย็นน่าพวกเรา" นิกรพูดอย่างคึกคนองพลางแทะขาไก่ "อ้ายเรื่องความตายน่ะ แม้แต่สมเด็จพระบรมศาสดาของเราก็ยังหนีไม่พ้น คนเราเมื่อถึงที่ตายแล้วมันก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น ถ้าไม่ถึงที่ทำยังไงมันก็ไม่ตาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าเศร้าผิดปกติ

"แกอย่าทำคึกไปหน่อยเลย ค่ำวันนี้เราจะตกเป็นเหยื่อตะขาบยักษ์"

นิกรหัวเราะ

"ก็ช่างมันปะไรครับ ถ้าชาติก่อนเราเคยกินตะขาบตัวนี้ ชาตินี้มันก็ต้องกินเรา เข้าทำนองกรรมสนองกรรม อย่างคุณพ่อยังงี้ " แล้วนิกรก็ยกมือไหว้ "ขอโทษนะครับ ผมว่าเมื่อชาติก่อนคุณพ่อคงเล่นพนันไก่และเลี้ยงไก่ชนเป็นแน่ ชาตินี้เวรจึงตามมาทำให้คุณพ่อโจ๊งเหม่งอย่างนี้"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ หันมาทางข้าพเจ้า

"ว่ายังไง นาย ป."

ข้าพเจ้าหัวเราะปลอบใจตัวเอง

"แล้วแต่บุญกรรมเถอะครับ แต่ผมคิดว่าเจ้าแม่อาจจะกรุณาผมเป็นพิเศษก็ได้ เพราะสายตาของมหาเทวีที่มองดูผมผมรู้สึกว่ามีความเมตตาแฝงอยู่"

กิมหงวนพูดโพล่งขึ้นอย่างหัวเสีย

"หนีไปได้ต้องโทรเลขบอกกองปราบที่กรุงเทพฯ ให้มาทะลายเมืองถ้ำนี้เสีย มีอย่างที่ไหนวะเป็นผู้หญิงยิงเรือตั้งตัวเป็นเจ้าผู้ครองนครเล็กๆ แล้วไม่ยอมขึ้นกับรัฐบาลเสียด้วย"

ดร. ดิเรกมีท่าทางกระสับกระส่ายตลอดเวลา นายแพทย์หนุ่มได้ต่อว่าข้าพเจ้าต่อหน้า ๔ สหาย

"เป็นเพราะพี่ ป. ทีเดียว พวกเราถึงตกเข้ามาในเมืองถ้ำ น่ากลัวพวกเราคงต้องตายในคราวนี้"

ทันใดนั้นเองพวกเราก็ได้ยินเสียงแหบแห้งของใครคนหนึ่งดังขึ้นที่ช่องหน้าต่างห้องขังของเรา

"สูเจ้า สูเจ้าทั้งหลายเอ๋ย"

เราต่างหันควับไปทางช่องหน้าต่างนั้น แล้วเราก็แลเห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่นน่าเกลียดน่ากลัวของยายแม่มดเฒ่าปรากฏอยู่ที่หน้าต่าง แกกำลังแสยะยิ้มให้พวกเรา หน้าตาของยายเฒ่าแร้งทึ้งเหมือนกับใบหน้าของปิศาจ

นิกรกล่าวทักยายเฒ่าทันที

"ว่าไงยาย ถ้าเหงาก็เข้ามาอยู่ในคุกกับพวกเราซี"

ยายแม่มดหัวเราะหึๆ

"สูเจ้า ตูข้ามีข่าวดี มานี่....จงลุกขึ้นและมาฟังข่าวดีจากตูข้าผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร"

พวกเราทุกคนเผ่นพรวดลุกขึ้น รีบวิ่งมาที่หน้าต่าง นิกรถือขาไก่ย่างมาด้วย เรายืนรวมกลุ่มห่างจากหน้าต่างเพียงเล็กน้อย

"ข่าวดีอะไรจ๊ะยาย" พลถามอย่างร้อนรน

ยายเฒ่ามองซ้ายมองขวา

"แฮ่ะๆๆๆๆ ข้ารู้ ข้ามองเห็น"

"ว้า...." นิกรเอ็ดตะโร "รู้แล้วละน่าว่ายายมีหูตาทิพย์ ยายเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร บอกเร็วๆ ซียาย ข่าวดีน่ะข่าวอะไร"

หญิงชราเจ้าของร่างคางคกตายซากยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"สูเจ้าทั้งหลาย คืนนี้สูเจ้าจะต้องถูกบูชายัญ แฮ่ะ แฮ่ะ"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก ร้องเอ็ดตะโรลั่น

"นี่หรือข่าวดี เก๊ทเอ้าท์"

ยายแม่มดยกมือชี้หน้านายแพทย์หนุ่ม

"สูเจ้าอย่าโง่นักเลย ไม่มีอะไรที่จะได้รับความสงบสุขอันแท้จริงเท่ากับความตาย คนเราที่ยังมีชีวิตอยู่ เขาจะต้องดิ้นรนต่อสู้กับทางชีวิตและชะตากรรมของเขา สูเจ้าเอย....ราวสองทุ่มคืนวันนี้ เจ้าแม่อัษฎาจะนำพวกสูเจ้าไปบูชายัญบนยอดเขาเพื่อสังเวยเจ้าพ่อตะขาบยักษ์ ถ้าสูเจ้าไม่

อยากตายก็บอกข้าตูข้าจะช่วยเหลือ"

พวกเราตื่นเต้นดีใจไปตามกัน ทุกคนรีบยกมือไหว้ยายเฒ่าแม่มดและขอร้องให้แกช่วยเหลือเรา ยายเฒ่าหัวเราะอย่างขบขัน ยกมือชี้หน้าพวกเราทีละคน แกพูดพลางหัวเราะพลาง

"สูเจ้าทุกคนเกลียดชังในรูปร่างอันเหี่ยวย่นของข้า ฮี ฮี เจ้าเอย สังขารทั้งหลายย่อมไม่เที่ยงแท้ วันนี้สูเจ้าจะตื่นตะลึงเมื่อแลเห็นแม่นางสุชีลาหรือนวลสวาท แต่อีก ๖๐ ปีข้างหน้า จะไม่มีใครมองแม่นางทั้งสองเลย แฮ่ะ แฮ่ะ ทุกคนย่อมเหมือนข้า แฮ่ะ แฮ่ะ เช้าๆ เดิน ๔ เท้า กลางวัน

เดิน ๒ เท้า พอเย็นเดิน ๓ เท้า สูเจ้าลองทายดูซิว่าอะไร"

"ฮั่นแน่" เสี่ยหงวนร้องลั่น "ยายเมื่อเป็นสาวท่าจะชอบเล่นทายกัน ฉันจะไปตรัสรู้ได้อย่างไรล่ะ"

ยายแม่มดมองดูข้าพเจ้าด้วยนัยน์ตาคมวาว

"สูเจ้าผู้หน้าผากเถิกและท้องพลุ้ย สูเจ้าลองทายซิ ที่ตูข้าถามพวกสูเจ้าเมื่อกี้นี้น่ะหมายความว่ากระไร"

ข้าพเจ้ายิ้มแห้งๆ

"เช้าๆ เดิน ๔ เท้าก็คือเด็กในวัยทารกน่ะซีครับ กลางวันเดิน ๒ เท้าหมายถึงเป็นผู้ใหญ่แล้ว พอเย็นเดิน ๓ เท้า ก็คือสังขารอันชราภาพต้องใช้ไม้เท้าช่วย"

ยายเฒ่าหัวเราะชอบใจ

"แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ แฮ่ะ สูเจ้าผู้ปัญญาแหลม สูเจ้าทายถูกแล้ว ตูข้านั้นถึงแม้จะมีสังขารน่าเกลียดน่ากลัวน่าขยะแขยง ไม่สวยสะคราญตาเหมือนเมื่อ ๖๐ ปีที่แล้วมานี้ แต่น้ำใจและจิตใจของตูข้าใสสะอาดนัก ยิ่งกว่าหยาดน้ำค้างกลางหาว ตูข้าย่อมมีใจเปี่ยมล้นด้วยความเมตตากรุณาต่อ

เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย"

นิกรพูดขัดขึ้นอย่างรำคาญ

"เอาแต่เนื้อล้วนๆ เถอะยาย อย่าให้มีฝอยมากนักเลย ยายจะช่วยพวกผมได้อย่างไรล่ะ"

ยายเฒ่าทำปากหมุบหมิบ แกส่งตลับขนาดกลางหนึ่งตลับยื่นเข้ามาในซี่ลูกกรง พลรีบรับตลับนั้นไว้

"ในนี้มีอะไรจ๊ะยาย"

หญิงชรามองซ้ายมองขวาเพราะกลัวว่าจะมีใครมาพบเห็นแก แล้วแกก็กล่าวกับพวกเรา

"ตลับนี้บรรจุยาวิเศษของตูข้าซึ่งประกอบจากขี้ผึ้งและสมุนไพร จงรีบทาใบหน้าของพวกเจ้าทุกๆ คนเถอะ เมื่อทหารของพระนางอัษฎานำตัวเจ้าไปบูชายัญเซ่นสังเวยบวงสรวงเจ้าพ่อตะขาบยักษ์ เจ้าก็จะรอดพ้นความตายเหมือนเช่นตูข้าที่เคยถูกจับสังเวยเจ้าพ่อตะขาบยักษ์มาแล้ว

ยานี้มีกลิ่นเหม็นสำหรับตะขาบและสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลาย เมื่อตะขาบยักษ์คลานเข้ามาจะกินสูเจ้า มันก็จะได้กลิ่นนี้และล่าถอยไป หลังจากนั้นตูข้าจะหาทางช่วยเหลือพวกสูเจ้าเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้หญิงชรา

"ขอบใจมากนะป้า พวกเราจะไม่ลืมบุญคุณของป้าเลย"

หญิงชราหัวเราะอีก แล้วแกก็มองไปทางขวามือ

"สูเจ้า....พวกทหารมาแล้ว ตูข้าต้องหลบไปก่อน"

ครั้นแล้วยายแม่มดผู้มีใจเมตตากรุณา ก็รีบวิ่งกระโผลกกระเผลกไปจากที่นั้น พล พัชราภรณ์เปิดตลับเก่าๆ ออก พวกเราต่างแลเห็นขี้ผึ้งสีขาวคล้ายกับวาสลินบรรจุอยู่ในตลับนั้นจนเต็ม พลยกขึ้นดมและส่งให้พวกเราดม กลิ่นของมันเหม็นหืนบอกไม่ถูก คล้ายๆ กับหนังหมูตากแห้ง

"เร็วโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้น "รีบแบ่งกันทาหน้าให้ทั่วเดี๋ยวนี้"

พวกเรารีบปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที พอทาหน้าเสร็จเราก็ได้ยินเสียงไขกุญแจประตูห้องขังและเสียงโซ่ถูกดึงออกจากประตู บานประตูบานใหญ่เปิดออกช้าๆ นายทหารชั้นอัศวินแต่งกายสวมเสื้อเกราะรุ่มร่ามคนหนึ่งพาทหารในบังคับบัญชาของเขาไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน

บุกเข้ามาในห้องขังของเรา

อาเสี่ยจุ๊ย์ปากลั่น จ้องตาเขม็งมองดูนายทหารหนุ่ม

"ไม่เลวโว้ยอัศวินโต๊ะแบน"

อัศวินหนุ่มของเจ้าแม่อัษฎาทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"อย่ากระเซ้านะโว้ย ตูข้าคือหัวหน้านายทหารอัศวินแห่งนครถ้ำ"

กิมหงวนพยักรับทราบ

"อย่าเบ่งหน่อยเลยน่า อ้ายน้องชาย กันจำได้ว่าเคยเห็นแกห้อยโหนอยู่ตามรถราง และรถประจำทางแถวสามแยก มีวิธีหาเงินจากกระเป๋าเสื้อกางเกงของใครต่อใคร เดี๋ยวนี้มาอยู่เมืองถ้ำได้เป็นใหญ่เป็นโตลื้อก็ทำเบ่งกับอั๊ว อั๊วรู้กำพืดของลื้อดีหร็อกวะ"

เจ้าหมอนั่นขยับดาบทำท่าเหมือนกับจะฟันคอเสี่ยหงวน แต่แล้วก็ไม่กล้า เขาจ้องมองดูหน้าอาเสี่ยด้วยแววตาถมึงทึง

"โปรดอย่ารื้อฟื้นชีวประวัติของกัน อดีตนั้นกันลืมแล้ว เดี๋ยวนี้กันคืออัศวินคู่พระทัยของเจ้าแม่อัษฎา" พูดจบเจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก็แลเห็นตลับยาของยายแม่มดตกอยู่บนพื้น เขารีบก้มลงหยิบขึ้นมาดูทันที แล้วเขาก็พูดขึ้นเปรยๆ "นี่ยาทาหัวริดสีดวงของใคร"

๔ สหายกับข้าพเจ้าและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน นิกรเอ็ดตะโรลั่น

"ว่ายังไงนะอัศวินโต๊ะแบน ยาในตลับนั่นน่ะหรือยาริดสีดวง"

อัศวินหนุ่มหันมามองดูนายจอมทะเล้น

"ก็ฉลากมันติดอยู่ที่ฝาตลับนี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับนิกรเบาๆ

"ตลับเดิมเขาใส่ยาริดสีดวงทวารถูกแล้วอย่าไปสนใจหน่อยเลยวะ"

อัศวินคู่พระทัยของเจ้าแม่อัษฎากล่าวกับทหารในบังคับบัญชาของเขาด้วยเสียงหนักแน่นเด็ดขาด

"เฮ้ย....เอาตัวนักโทษทั้ง ๖ คนไปที่ลานพิธีเดี๋ยวนี้เร็ว....อย่าร่ำไร เดี๋ยวจะถูกกริ้ว"

คณะพรรค ๔ สหาย กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้าถูกนำตัวออกไปจากห้องคุมขังทันที

พอสิ้นแสงตะวัน พระจันทร์คืนขึ้น ๑๔ ค่ำก็ทอแสงสว่างนวลไปทั่วบริเวณขุนเขาและป่าไม้

พวกเราถูกนำตัวมายังบริเวณลานกว้างบนยอดเขา ที่นี่คงเป็นเทวสถานแน่นอน ทหารของนางพญานครถ้ำได้จับพวกเรามัดติดกับเสาหลักใกล้กับหน้าผาทิศตะวันตก ท่ามกลางแสงเดือนนั้น ข้าพเจ้าสามารถแลเห็นทหารและประชากรชาวเมืองถ้ำไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ คน ปรากฏอยู่ในที่

ต่างๆ รอบบริเวณนั้น

กองไฟ ๓ กองจุดไว้ในบริเวณลานกว้าง ชาวนครถ้ำและทหารทั้งหลายอยู่ในความเงียบ ข้าพเจ้ารู้สึกใจเต้นระทึกผิดปกติ ข้าพเจ้ามองเห็นความตายปรากฏอยู่เบื้องหน้า แต่ยังไม่เชื่อนักว่าพวกเราจะต้องตกเป็นเหยื่อของตะขาบยักษ์ เพราะถ้าตะขาบกินคนได้ รูปร่างของมันก็จะต้อง

ใหญ่โตมโหฬาร ซึ่งสัตว์ยักษ์นั้นเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์หลายล้านปีมาแล้วในยุคสมัยหิน และปัจจุบันนี้ไม่มีปรากฏอยู่ในโลกอีกแล้ว

ในที่สุด เสียงแตรสัญญาณก็ดังขึ้นวังเวงไปทั่วขุนเขา

นางพญานครถ้ำเสด็จมาแล้ว แวดล้อมด้วยเหล่าอัศวินและผู้ติดตาม พวกเราแลเห็นเจ้าแม่อัษฎาเสด็จไปประทับยืนบนก้อนหิน และแล้วทุกสิ่งทุกอย่างก็อยู่ในความเงียบสงัด

มหาเทวีร้องประกาศขึ้นด้วยเสียงหวานฉ่ำ

"ข้าแต่เจ้าพ่อผู้ศักดิ์สิทธิ์ พวกเราชาวนครถ้ำทั้งหลายขอบวงสรวงพระองค์ด้วยชีวิตคนต่างถิ่นทั้ง ๖ คนนี้ ขอเชิญเจ้าพ่อเสด็จออกจากถ้ำเพื่อรับสังเวยของพวกเราเถิด"

สิ้นคำประกาศของมหาเทวี ทหารนครถ้ำก็ชูหอกขึ้นและร้องขึ้นเป็นเสียงเดียวกัน

"มหาเทวีอัษฎาจงเจริญ"

เสี่ยหงวนหันมาพูดกับข้าพเจ้าเบาๆ

"พี่ ป. เรื่องนี้ถ้าเราไม่ตายละก้อ ผมคิดว่าต่อไปคงสนุกมาก"

ข้าพเจ้าหาทราบไม่ว่าอาเสี่ยพูดว่ากระไร เพราะมัวแต่จ้องมองดูเจ้าแม่อัษฎาผู้เลอโฉม นางพญาทรงฉลองพระองค์แพรบางปล่อยพระเกษาสยายยาว พระพักตร์ต้องแสงพระจันทร์นวลผ่อง อัษฎาเลอโฉมประโลมใจอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าไม่เคยพบหญิงสาวคนใดที่จะงามแฉล้มแช่มช้อย

เช่นนี้เลย

"พี่ ป." เสี่ยหงวนตะโกนลั่น

ข้าพเจ้าสะดุ้งตื่นจากภวังค์ และหันมายิ้มกับเสี่ยหงวน

"ว่าไงครับ อาเสี่ย"

"บ๊ะแล้ว มัวแต่มองอยู่ได้"

ทันใดนั้นเอง นิกรก็ตะโกนขึ้นด้วยความตระหนกตกใจ

"โอ๊ย....ออกมาจากถ้ำแล้วโว้ย อ๋อย ตายแน่"

พวกเราต่างมองตามสายตานิกรทันที ข้าพเจ้าแทบช็อค หัวใจแทบจะหยุดเต้น คณะพรรค ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็คงจะมีความรู้สึกเช่นเดียวกับข้าพเจ้านั่นแหละ

ที่ถ้ำใหญ่เบื้องหน้าเรา พวกเราต่างแลเห็นตะขาบยักษ์กำลังเลื้อยออกมาจากถ้ำอย่างแช่มช้า จากแสงสะท้อนของแสงเพลิง ข้าพเจ้าสามารถแลเห็นรูปร่างลักษณะของตะขาบยักษ์อย่างถนัด ทุกสัดทุกส่วนเหมือนกับตะขาบธรรมดานั่นเอง แต่ตัวของมันใหญ่โตมาก ลำตัวกว้างประมาณ ๖

ฟิต แต่จะยาวสักแค่ไหนประมาณไม่ถูก เพราะมันเพิ่งโผล่พ้นออกมาจากถ้ำ

นัยน์ตาของมันแดงกล่ำเป็นสีทับทิม หนวดของมันยาวไม่ต่ำกว่า ๑๕ ฟิตกระดุกกระดิกไปมา

ทหารของเจ้าแม่อัษฎาต่างพากันโห่ร้องลั่นไปหมด พญาตะขาบผู้ยิ่งใหญ่ชูคอของมันขึ้นเหมือนกับอสรพิษแผ่แม่เบี้ย น่าเกลียดน่ากลัวเป็นที่สุดแล้ว ตะขาบยักษ์ค่อยๆ เลื้อยอย่างแช่มช้า จนกระทั่งส่วนหางของมันออกมาพ้นถ้ำ ปลายหางเหมือนกับคีมเหล็กขนาดใหญ่

แล้วมันขู่คำรามเสียงลั่น

"ฟู่"

นิกรตกใจจนถึงขีดสุดเป็นลมสิ้นสติอยู่กับเสาหลักนั่นเอง พวกเราเริ่มดิ้นในท่าทางกระสับกระส่ายเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวตาย พญาตะขาบคลานเข้ามาใกล้พวกเราทุกขณะ เจ้าแม่อัษฎาแย้มพระสรวลอย่างพอพระทัย

อีกครั้งหนึ่งที่ข้าพเจ้าเย็นวาบไปหมดทั้งตัว เมื่อตะขาบยักษ์ชูส่วนหัวของมันขึ้น และขยับเขี้ยวทั้งสองข้าง ทำท่าเหมือนกับจะขบเคี้ยวพวกเราคนใดคนหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเสียงหลง

แต่แล้วด้วยอำนาจยาวิเศษของยายแม่มดเฒ่า เจ้าตะขาบยักษ์ค่อยๆ หดหัวลงทำจมูกฟุดฟิดแล้วจามเสียงลั่น

"ฮ้าด-ชะเอ๊ย"

มันค่อยๆ เลื้อยกลับไปทางหน้าถ้ำของมัน แล้วแสดงกิริยาโกรธแค้น ใช้เขี้ยวของมันคาบก้อนหินขนาดใหญ่ชูขึ้น สลัดก้อนหินก้อนนั้นหล่นลงไปจากหน้าผา

อัษฎาแปลกพระทัยอย่างยิ่ง พระองค์รับสั่งกับอัศวินร่างสูงใหญ่คนหนึ่งด้วยเสียงอันดัง

"สุเทพ เจ้าไปตรวจดูตามร่างกายของนักโทษทั้ง ๖ คนนั่นซิ มันคงเอายาอะไรทาไว้เป็นแน่ เจ้าพ่อของเราแสดงท่าทีว่าเหม็นกลิ่นอะไรสักอย่างหนึ่ง" อัศวินหนุ่มก้มศีรษะถวายคำนับแล้วเดินรี่เข้ามาหาพวกเรา ท่าทางของเขาหยิ่งยะโสและกวนแข้งมาก เขาหยุดยืนเบื้องหน้าพวกเรา

ยกมือเท้าสะเอวมองดูพวกเราแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงห้วนๆ

"เฮ้ย พวกแกเอายาอะไรทาตามเนื้อตัวบอกมาเดี๋ยวนี้"

เสี่ยหงวนโต้ตอบอย่างอาจหาญ

"ยาตะหวักตะบวยที่ไหนกันวะ ชั้นนี้แล้วไม่ต้องทายาหร็อก อ้ายตะขาบยักษ์มันกลัวลูกนัยน์ตากันรู้ไหม"

อัศวินหนุ่มทำจมูกฟุดฟิด

"ข้าได้กลิ่นเหม็นตุๆ จากพวกเจ้า"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"กลิ่นหัวล้านใช่ไหมล่ะ"

นิกรหัวเราะก้ากทั้งๆ ที่เขากำลังสิ้นสติ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากขมุบขมิบด่ากิมหงวน อัศวินของมหาเทวีปราดเข้ามายกมือรวบผมพล แล้วกระชากให้เงยหน้าขึ้น คราวนี้เขาแลเห็นใบหน้าของพลเป็นมันย่อง

"อ้อ ยังงี้เอง พวกเจ้ามียาวิเศษทาหน้า เจ้าพ่อของเราไม่กินพวกเจ้าก็เพราะเหม็นยานี้"

อัศวินหนุ่มร้องตะโกนเรียกทหารของเขาสองคนให้เข้ามาหา แล้วเขาก็สั่งทหารของเขาให้เอาผ้าเช็ดหน้าพวกเราทุกๆ คนจนกระทั่งยาที่ทาไว้หลุดออกหมด นิกรยิ้มให้ทหารเลวคนหนึ่งที่กำลังเช็ดหน้าเขา

"แหม....มือลื้อเบาดีจังโว้ยอ้ายน้องชาย เอาไปชุบน้ำแข็งหยดโอดิโคโลนหน่อยเถอะวะ จะได้เย็นชื่นใจหูตาสว่าง"

ทหารเลวผู้นั้นยกผ้าขึ้นโปะศีรษะนิกรแล้วรีบเดินไป อัศวินหนุ่มได้กลับไปทูลให้มหาเทวีทรงทราบว่า เขาได้เช็ดยาเหม็นที่พวกเชลยใช้ทาตามใบหน้าออกแล้ว เจ้าแม่อัษฎาทอดพระเนตรมองดูตะขาบยักษ์ ซึ่งขดตัวของมันอยู่บนแท่นหินใหญ่ห่างจากหน้าถ้ำไม่กี่มากน้อย มันส่าย

หางของมันไปมาในจังหวะแซมบ้า นัยน์ตาสีทับทิมวาวโรจน์น่ากลัว

มหาเทวีแห่งนครถ้ำรับสั่งขึ้นดังๆ

"เจ้าพ่อเอย ข้าขอเชิญพระองค์รับสังเวยจากข้าเถิด"

ทันใดนั้นเอง ร่างอันดำตะคุ่มของใครคนหนึ่งก็วิ่งปราดเข้ามาทางหลังพวกเราอย่างรวดเร็ว ขณะที่ชาวนครถ้ำและพวกทหารกับเจ้าแม่อัษฎากำลังจ้องมองดูพญาตะขาบยักษ์ ซึ่งกำลังชูส่วนคอของมันสูงจากพื้นดินตั้ง ๓ วาเป็นอย่างน้อย และกำลังส่ายส่วนหัวของมันไปมา

ยายแม่มดเฒ่านั่นเอง

แกใช้ของมีคมอย่างหนึ่งตัดเชือกที่มัดข้อมือพลออก แล้วส่งขวานด้ามยาวประมาณเมตรครึ่งให้นายพัชราภรณ์

"สูเจ้าใช้ขวานของท้าวกาลสูรย์เล่มนี้สู้กับตะขาบยักษ์เถิด"

แล้วยายแม่มดก็วิ่งไปแอบทางซอกหินห่างจากด้านหลังเราไม่กี่มากน้อย ข้าพเจ้าแลเห็นพลกระชับด้ามขวานแน่น ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองตะขาบยักษ์ก็ค่อยๆ เลื้อยเข้ามาหาพวกเราท่ามกลางเสียงโห่ร้องของพวกทหารและประชากรชาวเมืองถ้ำ

ก่อนที่ตะขาบยักษ์จะกัดกินพวกเรา อ้ายเสือรูปหล่อก็เดินออกไปจากเสาหลัก มือขวาถือขวานกระชับมั่น เสียงโห่ร้องและเสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบทันที มหาเทวีแปลกพระทัยอย่างยิ่ง เมื่อเห็นพลหลุดจากพันธนาการและมีขวานเป็นอาวุธคู่มือ

อัศวินของเจ้าแม่อัษฎาหลายคนหยิบลูกธนูขึ้นพาดสายแล้วเหนี่ยวน้าวคันธนูเต็มแรง เล็งศูนย์ไปยังหน้าอกนายพัชราภรณ์ เจ้าแม่อัษฎารับสั่งขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อย่า....อย่ายิงเขา ปล่อยให้เขาต่อสู้กับเจ้าพ่อของเรา ถ้าเขาได้ชัยชนะ ข้าจะปล่อยเขาเป็นอิสระทั้ง ๖ คน ถ้าเขาปราชัยเจ้าพ่อของเรา เขาก็ต้องตกเป็นเหยื่อเจ้าพ่อ"

เสียงพึมดังขึ้นทั่วบริเวณลานกว้าง พญาตะขาบยักษ์ส่งเสียงคำรามเหมือนงูเห่าแต่ดังกว่าหลายเท่า มันคลานเข้ามาชูคอขึ้นอ้าเขี้ยวอันใหญ่โตน่ากลัวแล้วก้มลงมากัดพล แต่นายพัชราภรณ์หลบได้อย่างหวุดหวิด ข้าพเจ้าเพิ่งได้เห็นความกล้าหาญชาญชัยของพลในครั้งนี้

เขาถอยหลังออกห่างเจ้าสัตว์ยักษ์และถือขวานเตรียมพร้อม ตะขาบยักษ์ขู่คำรามก้มหัวลงงับพลอีก คราวนี้อ้ายเสือรูปหล่อของเราก็เหวี่ยงขวานฟันเต็มเหนี่ยว และถูกคอตะขาบยักษ์อย่างถนัดใจเสียงดังฉัวะ

ตะขาบยักษ์ม้วนตัวดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวด พลไม่ยอมปล่อยให้นาทีทองผ่านไป เขาปราดเข้าฟันซ้ำอีก ๓ ทีซ้อน ส่วนหัวของพญาตะขาบขาดกระเด็นด้วยคมขวานของท้าวกาลสูรย์อดีตผู้ครองนครถ้ำ

เจ้าแม่อัษฎากับทหารและประชากรของพระองค์ต่างตกตะลึงไปตามกัน ไม่มีใครคาดหมายว่าพลจะได้ชัยชนะพญาตะขาบอย่างง่ายดายเช่นนี้ พลรีบวิ่งมาทางข้างหลังพวกเราและใช้ขวานตัดเชือกที่ผูกข้อมือพวกเราออกทีละคน

พวกทหารของเจ้าแม่อัษฎาต่างเฮโลกันเข้ามาจะเล่นงานเราด้วยหอกและธนู แต่เมื่อเจ้าแม่อัษฎาตวาดแว้ดทุกคนก็หยุดนิ่งและล่าถอยออกมา

"อย่าได้ทำอะไรเชลยของข้าเป็นอันขาด เมื่อข้าได้ลั่นวาจาออกไปแล้วข้าก็ต้องรักษาสัจของข้า"

พลพาพวกเราเดินไปเฝ้ามหาเทวีแห่งนครถ้ำ

"คุณอัษฎา" พลพูดยิ้มๆ "บัดนี้ผมได้สังหารพญาตะขาบได้แล้ว ผมเสียใจอย่างยิ่งที่ผมจำเป็นต้องฆ่าตะขาบยักษ์ตัวนั้น เพื่อชีวิตของผมและพวกเรา"

อัษฎามีพระพักตร์บึ้งตึง

"ท่านเก่งมาก ข้าขอชมเชยความสามารถของท่าน"

นิกรปราดเข้ามาพูดกับมหาเทวี

"ปล่อยพวกเราไปเถอะครับ เราทุกคนอยากจะไปให้พ้นจากอาณาเขตของคุณโดยเร็วที่สุด"

เจ้าแม่แห่งนครถ้ำแย้มพระสรวลเล็กน้อย หันมารับสั่งเรียกอัศวินคู่พระทัยให้เข้ามาเฝ้า แล้วพระองค์ก็รับสั่งกับเขา

"สุเทพ เจ้าจงพาทหารของเราหนึ่งหมวดควบคุมเชลยทั้ง ๖ คนนี้ ลงไปที่เชิงเขาและปล่อยเขาออกนอกเขตแดนของเรา อย่าทำอันตรายเขาเป็นอันขาด"

สุเทพก้มศีรษะถวายคำนับ

"ขอเดชะ ข้าแต่มหาเทวี เชลยของเราทั้ง ๖ คนนี้หาควรที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ เขาได้สังหารเจ้าพ่อของเราเสียแล้ว ขอได้โปรดสังหารเขาเสียเถิดพ่ะย่ะค่ะเพื่อแก้แค้นแทนเจ้าพ่อของเรา"

เสี่ยหงวนปราดเข้ามายกเท้าขวาเหวี่ยงลูกแปถูกก้นสุเทพดังพั่บ

"นี่แน่ะ สู่รู้ดีนัก รู้ดีกว่าเจ้าแม่แกก็ครองเมืองนี้เสียเองซี" แล้วกิมหงวนก็ยิ้มให้มหาเทวี "จริงไหมครับคุณแม่"

อัษฎาแย้มพระสรวล แต่รีบทำพระพักตร์บึ้งตึงโดยเร็ว มหาเทวีรับสั่งกับอัศวินคู่พระทัยของพระองค์ต่อไป

"ปฏิบัติตามคำสั่งข้าสุเทพ จัดหาทหารนำตัวเชลยลงไปจากยอดเขาเดี๋ยวนี้แหละ"

นิกรทูลมหาเทวีทันที

"คุณแม่ครับ ก่อนที่เราจะจากกันมีการเลี้ยงส่งเสียนิดหน่อยไม่ดีหรือครับ"

มหาเทวีค้อนควับ

"มีแต่ลูกธนูและหอก จะกินไหมล่ะ"

สุเทพพาตัวเดินไปจากที่นั้น สักครู่เขาก็พาทหารในราว ๓๐ คนเดินเข้ามา ทหารทุกคนมีหอกและธนูเป็นอาวุธ พวกเราไม่มีใครยอมร่ำลาเจ้าแม่อัษฎา เราพากันเดินรวมกลุ่มตามสุเทพกับทหารของเขาลงไปจากยอดเขา ประชาชนและทหารเมืองนครถ้ำจ้องมองดูเราไปตามกัน

ข้าพเจ้ารู้สึกว่า พล พัชราภรณ์เป็นจุดสนใจมากที่สุด

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง สุเทพกับทหารของเขาก็พาพวกเราลงมาถึงเชิงเขาลูกนั้น เราบุกป่าฝ่าดงไปสักครู่สุเทพก็ชูมือเป็นสัญญาณให้หยุดเดิน แล้วเขาก็กล่าวกับพวกเราว่า

"นี่คือพรมแดนแห่งนครถ้ำ เราส่งท่านแค่นี้แหละ"

นิกรยิ้มให้อัศวินหนุ่ม

"ขอบใจมากอ้ายน้องชาย ช่วยบอกกันหน่อยเถอะวะว่าทางไปพระพุทธบาทนั้นไปทางไหน"

สุเทพสั่นศีรษะ

"เสียใจ ธู่ระไม่ใช่" แล้วเขาก็กล่าวกับทหารของเขา "ไปโว้ยพวกเรา"

อัศวินหนุ่มพาทหารของเขากลับไปแล้ว พวกเราต่างโล่งใจไปตามกัน ข้าพเจ้าดีใจเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่ เราทุกคนรอดตายมาได้อย่างหวุดหวิด พวกเราต่างสัพยอกหยอกล้อพูดคุยกันและวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงลั่น ในที่สุดนิกรก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"กันบอกแล้วว่า คนเราถ้ายังไม่ถึงที่ตายถึงอย่างไรเราก็ไม่ตายเชื่อกันเถอะวะ ชะตาของพวกเรายังไม่ถึงฆาตง่ายๆ หร็อก หรือยังไงพี่ ป."

ข้าพเจ้าอดหัวเราะไม่ได้

"จริงครับ คุณนิกร แต่ว่า ที่นี่เป็นที่ไหนเราไม่อาจจะทราบได้ เราจะหยุดพักนอน หรือเราจะเดินทางกันต่อไปครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "เดินต่อไป ขืนหยุดพักนอนแถวนี้เสืออาจจะคาบพวกเราคนใดคนหนึ่งเอาไปกินก็ได้"

ทันใดนั้นเองพวกเราทุกคนก็ใจหายวาบ เมื่อได้ยินเสียงพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งร้องคำรามลั่นป่าในระยะไม่สู้ไกลนัก เราพากันออกเดินทางไปจากที่นั้นทันที

พวกเรามีจุดหมายที่จะไปยังพระพุทธบาท เพราะรถยนต์ของเราอยู่ที่นั่น แต่ไม่มีใครทราบว่า ทางไปพระพุทธบาทนั้นไปทางไหน ทั้งนี้ก็เพราะเรากำลังเดินวกเวียนอยู่ในบริเวณป่าทึบ ท่ามกลางราตรีกาลที่มีแต่แสงจันทร์สว่างนวล เราบุกป่าฝ่าดงไปจนกระทั่ง ๒๓.๐๐ น. เศษ พวก

เราก็หยุดยืนรวมกลุ่มกันที่ข้างหน้าต้นตะเคียนใหญ่ต้นหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือเท้าสะเอว มองดู ๔ สหายกับข้าพเจ้า แล้วท่านก็กล่าวถามอย่างเป็นการเป็นงาน

"เฮ้ย....นี่เรากำลังจะพากันไปไหนวะ"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ก็ไม่รู้นี่ครับ ผมเดินตามพวกเรามาเรื่อยๆ อย่างนั้นเอง"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่น หันมาทางนิกร

"ว่ายังไงโว้ย"

นายจอมทะเล้นหัวเราะหึๆ

"ผมน่ะไม่ว่าอะไรหรอกครับ เดินมันเรื่อยเปื่อยไปก็แล้วกัน เป็นการทัศนาจรไปในตัว ชมเสือสางหมีเม่น ผิดนักก็ชมโขลงช้างป่าแก้กลุ้ม อย่างมากก็ถูกมันกระทืบตายเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ จุ๊ย์ปาก

"แกอย่าพูดเล่นไปหน่อยเลยวะอ้ายกร อย่าลืมว่าพวกเราไม่ได้มีอาวุธติดตัวมาเลย ถ้าพบเสือและช้างเข้าเราก็แย่"

ข้าพเจ้าเสนอความเห็นว่า

"เราหาที่ที่ปลอดภัยหยุดพักกันเสียก่อนไม่ดีหรือครับคุณอา พอรุ่งสว่างเราขึ้นไปบนเขาลูกใดลูกหนึ่ง เราก็คงจะแลเห็นยอดมณฑปของพระพุทธบาท ถึงแม้ไม่เห็นก็พอจะสังเกตทิศทางได้บ้าง บางทีอาจจะพบพวกพรานป่าหรือชาวบ้านป่า เราบุกป่าฝ่าดงไปอย่างส่งเดชโดยไม่มีจุด

หมายอย่างนี้ไม่สู้จะปลอดภัยนักหรอกครับ"

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"เออ....จริงของเธอ อาน่ะยอมรับสารภาพตามตรงว่าอากลัวเสือมาก เขาว่าเสือที่พระบาทตัวโตตั้งแปดศอก"

นิกรสะดุ้ง พูดสอดขึ้นทันที

"กี่ตัวครับคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"สามตัวรวมกันโว้ย"

นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"แหม....ตลกก็ไม่บอก จะได้เอามือจี้เอวผมให้มันขำ"

"อ้าว....เดี๋ยวก็เตะพลั่กเข้าให้เท่านั้นเอง"

พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขาดคำ พวกเราก็อกสั่นขวัญแขวนและสะดุ้งเฮือก เมื่อได้ยินเสียงพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งส่งเสียงร้องคำรามลั่นป่าและเสียงของมันดังห่างจากพวกเราไม่กี่มากน้อย

"ฮึ่มๆ "

ก่อนที่ใครจะพูดอะไร เจ้าลายพาดกลอนตัวหนึ่งก็เผ่นแผล็วออกมาจากพุ่มไม้ จากแสงสว่างของพระจันทร์คืนขึ้น ๑๔ ค่ำ พวกเราต่างแลเห็นพยัคฆ์ร้ายอย่างถนัด มันเป็นเสือโคร่งขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า ๘ ศอก โตกว่าที่อยู่ในกรงเขาดินมาก พวกเรายืนตัวสั่นงันงกไปตามกัน เจ้า

ลายพาดกลอนเดินงุ่มง่ามตรงเข้ามาด้วยความหิวกระหายแล้วคำรามลั่น

"ฮึ่ม"

ดร. ดิเรกตกใจมากเกินไป ถึงกับแข้งขาอ่อนเปียกทรุดตัวลงนั่งเหยียดเท้าในท่าสะลึมสะลือ ส่วนเสี่ยหงวนขาสั่นพั่บๆ ได้ยินถนัด นัยน์ตาเหลือกลานเส้นผมบนศีรษะตั้งชัน พลกับนิกรยืนตะลึงพรึงเพริด ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจเต้นแรงผิดปรกติ จนข้าพเจ้าได้ยินเสียงหัวใจของ

ท่านเต้นบึ้กๆ อย่างถนัด ส่วนข้าพเจ้านั้นขอรับสารภาพอย่างลูกผู้ชายว่า ข้าพเจ้าแทบจะเป็นลมสิ้นสติเพราะความกลัวเสือตัวนี้ ข้าพเจ้าแปลกใจอย่างที่สุด ทำไมข้าพเจ้าถึงกลัวมัน ข้าพเจ้าเคยยืนดูมันที่กรงสวนสัตว์เขาดิน ไม่ได้นึกประหวั่นพรั่นใจเลย

พยัคฆ์ร้ายส่งเสียงร้องคำรามขึ้น

"ฮึ่ม"

คราวนี้นิกรมีความกล้าหาญขึ้นอย่างน่าประหลาด เขากล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"ไม่ต้องกลัวมันโว้ยพวกเรา กันจะบอกคาถากันเสือให้ ว่าพร้อมๆ กัน"

เสี่ยหงวนกล่าวถามขึ้นทันที

"ว่ายังไงล่ะ บอกเร็วๆ ซี"

นิกรว่า "นโมตัสสะ เสือพบเสือปะ ถึงแม้เสือตะกละ ไม่กล้ากินเรา"

ทันใดนั้นเอง ทุกคนก็ว่าคาถานิกรเสียงลั่นป่า ว่าวนเวียนไปมาหลายสิบเที่ยว และพร้อมเพรียงกันดี ราวกับฝึกซ้อมมาแล้ว ข้าพเจ้าจำได้ว่าเสียงของข้าพเจ้าดังกว่าเพื่อน

"นโมตัสสะ เสือพบเสือปะ ถึงแม้เสือตะกละ ไม่กล้ากินเรา"

มันไม่ผิดอะไรกับเสียงพระสวดมนต์เย็น พวกเราทั้ง ๖ คนว่าคาถาหลายสิบเที่ยว เจ้าลายพาดกลอนยืนนิ่งเฉย แยกเขี้ยวคำรามเบาๆ สักครู่หนึ่ง ก็เดินเข้ามาหาพวกเราและเดินวนเวียนไปมารอบๆ คราวนี้พวกเราก็ยิ่งว่าคาถาเสียงดังขึ้นกว่าเก่าหลายเท่า ข้าพเจ้าตะโกนจนแสบ

คอหอย นัยน์ตาของข้าพเจ้าจ้องมองพยัคฆ์ร้ายตัวนั้นอย่างไม่วางตา

เจ้าลายพาดกลอนคงจะเกรงกลัวคาถาของนิกรอันเป็นมนต์ขลัง มันเดินบ่นพึมพำไปจากที่นั้นด้วยความเสียดายที่ไม่ได้กินเนื้อพวกเรา ในเวลาเดียวกันนั้นเอง อีเก้งตัวหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นข้างหน้า เจ้าลายพาดกลอนส่งเสียงคำรามราวกับฟ้าร้อง แล้ววิ่งไล่กวดอีเก้งตัวนั้นไปทันที

คณะพรรค ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้าต่างมองดูหน้ากันและถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กันอย่างโล่งอก เสี่ยหงวนยกมือตบบ่านิกรค่อนข้างแรง

"เก่งมาก อ้ายกร พวกเรารอดตายเพราะแกแท้ๆ แกไปได้คาถาบทนี้มาจากอาจารย์ที่ไหนวะ"

นิกรฝืนยิ้มเล็กน้อย

"กันคิดขึ้นเอง แฮ่ะๆ ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร ก็เลยคิดคาถาขึ้น เสือมันคงจะรำคาญเสียงพวกเรานั่นเอง โดยเฉพาะเสียงของพี่ ป. ดังลั่น" แล้วเขาก็หันมาทางข้าพเจ้า "เป็นยังไงบ้างครับ พี่ ป."

ข้าพเจ้ากลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่เป็นยังไงหรอกคุณ ผมรู้สึกเหมือนกับว่า ผมตายแล้วเกิดใหม่ อ้ายเปรตนั่นมันจ้องดูผมขณะที่มันเดินวนเวียนรอบๆ พวกเรา ใจคอหายหมดเลย ผมน่ะนึกในใจว่า ถ้ามันไม่เล่นงานเจ้าคุณอา มันก็ต้องเล่นงานผม เพราะผมกับคุณอามีเนื้อหนังมากกว่าเพื่อน"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ แล้วพูดเสริมขึ้น

"ผมรับรองพี่ ป. คนหัวล้านเสือไม่กิน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"ทำไมถึงไม่กิน"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"มันจะกินเข้าไปอย่างไรล่ะครับ เหม็นเขียวแย่ ที่ผมพูดนี่พูดจริงๆ นะครับ ไม่ใช่ล้อคุณอา ผมเคยเรียนสัตววิทยามาแล้ว ผู้เชี่ยวชาญทางสัตวศาสตร์ยืนยันว่าเสือจะไม่ยอมกินคนหัวล้านเป็นอันขาด เพราะมันทนกลิ่นเหม็นเขียวไม่ไหว"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบโบกมือห้าม

"พอแล้ว....อย่าอธิบายต่อไปเลย เดี๋ยวจะโดนเตะเจ็บตัวเปล่าๆ "

พวกเราต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นเราก็พากันเดินตรงไปยังขุนเขาลูกหนึ่ง ซึ่งมองแลเห็นอยู่เบื้องหน้า พลเก็บกิ่งไม้แห้งๆ กิ่งหนึ่ง หักกิ่งเล็กๆ ออกแล้วถือเป็นอาวุธ มีขนาดเท่าไม้พลองพอดี พวกเราต่างพยายามหาไม้เป็นอาวุธเพื่อต่อสู้กับสัตว์ร้าย ขณะที่เราเดินเข้ามา

เกือบจะถึงเชิงเขา ดร. ดิเรกก็ร้องตะโกนขึ้นสุดเสียง

"ช้าง....ช้างโว้ย"

พวกเราหยุดชะงัก และตระหนกตกใจไปตามกัน ข้าพเจ้ากล่าวถามนายแพทย์หนุ่มโดยเร็ว

"ที่ไหนคุณหมอ"

ดร. ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก ยกเท้าขวาขึ้นมองดูพื้นรองเท้าของเขาแล้วก็ชี้มือไปที่กองอะไรกองหนึ่ง

"นั่นยังไงล่ะ ผมเหยียบเสียเต็มตีนเลย ยังใหม่และสดๆ "

พวกเราถอนหายใจเฮือกใหญ่พร้อมๆ กัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นพึมพำ

"ร้องเสียตกอกตกใจ อ้ายเราคิดว่าเห็นช้างจริงๆ ที่แท้ก็ขี้ช้าง"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะชอบใจ พวกเราพากันออกเดินทางต่อไปอีก เมื่อเรามาถึงเชิงเขาเราก็แลเห็นแสงสว่างของเทียนเล่มหนึ่งปรากฏวาววับอยู่ข้างหน้า ทุกคนหยุดชะงักอีกครั้งหนึ่ง

"เฮ้ย" อาเสี่ยอุทานเบาๆ "ผีป่าเล่นงานเรากระมัง"

พลกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่าทำปอดลอยไปหน่อยเลยวะ คงจะเป็นแสงไฟของพวกชาวบ้านป่าก็ได้ เข้าไปเถอะพวกเรา ถ้าหากว่าเราพบหมู่บ้านของพวกชาวป่า เราก็จะได้ขออาศัยนอนสักคืนหนึ่ง เขาคงไม่รังเกียจเราหร็อก"

ข้าพเจ้าเห็นพ้องด้วย

"จริงซีนะคุณพล ผมน่ะเมื่อยขาเต็มทนแล้ว ลูกสะบ้าหลุดหายไปหนึ่งลูกไม่รู้ว่าตกที่ไหน"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ผมก็เมื่อยจนแทบจะเดินไม่ไหวแล้ว กลับไปกรุงเทพฯ เห็นจะต้องกินยาแก้กระบังลมเคลื่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้ จ้องมองดูหน้านายจอมทะเล้นลูกเขยของท่าน

"แกมีกระบังลมด้วยหรือวะ"

พวกเราต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน แล้วพากันเดินมุ่งตรงไปยังแสงเทียนหรือแสงตะเกียง ซึ่งปรากฏอยู่สูงจากระดับพื้นดินเพียงเล็กน้อย พอเข้ามาในระยะใกล้ เราก็สามารถมองเห็นกลดพระธุดงค์กลดหนึ่งปักอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ห่างจากเชิงเขาไม่กี่มากน้อย

"พระธุดงค์" พลพูดขึ้นดังๆ "ท่านคงจะจาริกมาจากเมืองไกลเพื่อมานมัสการพระพุทธบาท"

ข้าพเจ้าดีใจอย่างยิ่งที่จะได้พบพระธุดงค์องค์นี้ ข้าพเจ้าได้กล่าวกับคณะพรรค ๔ สหายว่า

"ไปนมัสการท่านเถอะครับ พระธุดงค์ที่กล้ามาปักกลดอยู่ในดงพงไพรเช่นนี้ท่านย่อมมีคาถาอาคม และของดีป้องกันตัว"

นิกรพูดขึ้นดังๆ

"ไปโว้ยพวกเรา ไปขอเครื่องรางท่านเอ้า....เฮ้"

เพราะอะไรไม่ทราบ เมื่อพวกเราเห็นนิกรวิ่งตื๋อตรงไปยังกลดพระธุดงค์องค์นั้น เราก็พากันวิ่งตามนายจอมทะเล้นไปทันที ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุดเถาวัลย์เส้นหนึ่งเสียหลักหัวคะมำไปข้างหน้าหกล้มป้าบมือเท้าเหยียดยาว เสี่ยหงวนวิ่งตามหลังท่านมาเหยียบเบรคไม่ทัน ก็ย่ำขึ้น

ไปบนหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียงเจ้าคุณตะโกนด่าเอ็ดตะโรลั่นป่า ข้าพเจ้าพยายามห้ามล้อเต็มเหนี่ยวก้มลงประคองท่านเจ้าคุณให้ลุกขึ้น

"เป็นยังไงบ้างครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ปากแตกโว้ย แหม....อ้ายจังไรหงวนย่ำขึ้นมาบนคอต่อ"

ข้าพเจ้ากลั้นหัวเราะแทบแย่

"แกไม่ได้แกล้งหร็อกครับคุณอา แกกำลังวิ่งตามคุณอามาโดยเร็ว พอคุณอาล้มแกก็หยุดไม่ทัน"

ท่านเจ้าคุณพาข้าพเจ้าตรงไปยังกลดพระธุดงค์นั้น ๔ สหายกำลังนั่งพับเพียบเรียงรายอยู่หน้ากลด ข้าพเจ้ากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรค ๔ สหาย

จากแสงเทียนไขอันสลัวลางที่ปักอยู่ในกลด เราได้แลเห็นพระภิกษุชราภาพองค์หนึ่ง กำลังนั่งขัดสมาธิหลับตาประณมมือ และนิ่งเฉยเหมือนกับรูปหุ่น พระภิกษุองค์นี้มีอายุแก่กว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เล็กน้อย นุ่งห่มจีวรเก่าคร่ำคร่า ใบหน้าของท่านเหี่ยวย่นแต่สง่างาม พวกเราไม่กล้าส่ง

เสียงเอะอะได้แต่นั่งเฝ้าท่านและนานๆ ก็มองดูหน้ากัน

ในที่สุดนิกรก็อดรนทนอยู่ไม่ได้ เขาคลานเข้าไปกราบลงบนตักพระคุณเจ้าแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

"หลวงพ่อครับ แฮ่ะ แฮ่ะ ผมมากราบนมัสการครับ"

หลวงพ่อค่อยๆ ลืมตาขึ้น ใบหน้าของท่านเคร่งขรึม พวกเรารีบก้มลงกราบท่านทันที เสี่ยหงวนคลานเข้ามาข้างหน้า

"พวกเราหลงป่าครับหลวงพ่อ ผ่านมาทางนี้แลเห็นหลวงพ่อเข้าก็แวะเข้ามากราบนมัสการ"

หลวงพ่อยิ้มเล็กน้อย

"เจ้าไปยังไงมายังไงกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประณมมือไหว้ระหว่างอกแล้วพูดขึ้นทันที

"เราขึ้นไปเที่ยวบนภูเขาครับหลวงพ่อ พวกเราหลงเข้าไปในถ้ำแห่งหนึ่ง และได้พบเมืองเล็กๆ อยู่ในถ้ำนั้น"

พระภิกษุชรายิ้มเล็กน้อย

"เมืองของพระนางอัษฎา...."

"ครับ ถูกแล้ว พระนางจับพวกเราบูชายัญครับ เราได้เผชิญกับตะขาบยักษ์ตัวหนึ่ง แต่แล้วหลานชายของผมคนนั้นก็ฆ่าตะขาบยักษ์ตาย พระนางจึงปล่อยเราเป็นอิสระ ให้ทหารคุมพวกเราลงมาปล่อยตัวที่เชิงเขาในป่านี้ พวกเราจะกลับไปพระพุทธบาทครับ แต่ไม่ทราบว่าจะไปทาง

ไหน"

พระภิกษุชรานิ่งฟังอย่างสนใจ

"เคราะห์ดีแท้ๆ ที่รอดตายมาได้ เรียกว่ายังไม่ถึงที่ตาย คุณเดินทางถูกแล้ว เลยไปทางทิศเหนือนี่แหละ บุกป่าฝ่าดงไปอีกชั่วโมงเศษ แล้วข้ามเขาลูกหนึ่งก็ถึงพระพุทธบาท"

พวกเราดีอกดีใจไปตามกัน เรามีหวังที่จะได้กลับบ้านแล้ว นิกรกราบลงบนตักท่านอีกแล้วพูดยิ้มๆ

"ขอของดีให้ผมบ้างซีครับหลวงพ่อ"

พระภิกษุชราหัวเราะ

"ของดี....เจ้าจะเอาอะไรจากหลวงพ่อล่ะ หลวงพ่อไม่ได้เก่งกาจอะไรหร็อก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"พวกกระผมทราบดีครับ ว่าหลวงพ่อเป็นพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิคนหนึ่ง ม่ายหลวงพ่อก็คงไม่กล้าเดินทางมาตามลำพังองค์เดียวเช่นนี้"

"เปล่า....พ่อไม่มีอะไร พ่อมีแต่ศรัทธาคือจิตใจเลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พ่อจึงได้เดินทางมาเป็นระยะทางหลายร้อยกิโลเมตร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามเบาๆ

"ประทานโทษเถอะครับ หลวงพี่ชื่ออะไรครับ"

"อาตมภาพชื่อภิกษุโกย จำพรรษาอยู่ที่วัดวัดหนึ่งในจังหวัดชุมพร"

ดร. ดิเรกพูดขึ้นบ้าง

"หลวงพ่อมาเครื่องบินหรือมารถไฟครับ"

หลวงพ่อโกยหัวเราะ

"หลวงพ่อเป็นพระธุดงค์ การเดินทางก็ต้องอาศัยเท้าทั้งสองของหลวงพ่อ"

"โอ้โฮ" นายแพทย์หนุ่มร้องลั่น "หลวงพ่อเดินมาจากชุมพรเชียวหรือครับ"

"ถูกแล้ว หลวงพ่อเคยเดินไกลกว่านี้มากมายนัก พม่าก็เคยไป และทางเหนือก็ไปถึงเชียงใหม่ การแสวงบุญด้วยการธุดงค์และได้มีโอกาสโปรดสัตว์ หลวงพ่อปฏิบัติมา ๓๐ กว่าปีแล้ว อ้า....ระวังให้ดีทุกๆ คน เข้ามาในกลดเถอะ ขณะนี้มีเสือใหญ่มาป้วนเปี้ยนอยู่แถวนี้"

พวกเราสะดุ้งเฮือกและรีบพุ่งตัวเข้ามาในกลด แต่เรามีจำนวนถึง ๖ คน กลดของหลวงพ่อจึงคับแคบ พวกเราดิ้นขลุกขลักอยู่ในกลดสักครู่พลกับข้าพเจ้าก็ช่วยกันเลิกผ้าคลุมกลดขึ้น แล้วเราก็กอดหลวงพ่อแน่น

"ช่วยด้วยครับหลวงพ่อ" นิกรพูดเสียงสั่นเครือ "เสือมันอยู่ที่ไหนครับ"

หลวงพ่อยิ้มเล็กน้อย

"มันยังอยู่ห่างจากเราราว ๑๐ เส้น"

เสี่ยหงวนมองดูหลวงพ่อโกยอย่างแปลกใจ

"ทำไมหลวงพ่อทราบล่ะครับ"

"หลวงพ่อมองเห็นมันด้วยวิปัสนาของหลวงพ่อ หลวงพ่อย่อมมองเห็นทั้งในที่มืดและที่สว่าง เห็นทุกสิ่งทุกอย่างเพียงแต่หลวงพ่อใช้วิถีญาณของหลวงพ่อมองดู ไม่ต้องกลัวมันลูกเอ๋ย ถ้ามันรุกรานเรา หลวงพ่อจะปราบมันเอง"

เสี่ยหงวนกล่าวถามอย่างร้อนรน

"หลวงพ่อมีปืนหรือครับ"

หลวงพ่อโกยหัวเราะ

"พระพกปืนได้หรือ"

"อ้อ....จริงซีครับผมลืมไป" พูดจบอาเสี่ยก็หันมาทางข้าพเจ้า "พี่ ป. ช่วยไปซื้อโอเลี้ยงมาถวายหลวงพ่อสักแก้วเถอะครับ"

ข้าพเจ้ากลืนน้ำลายเอื๊อก

"โอเลี้ยงที่ไหนล่ะเสี่ย มีแต่โฮ้วเลี้ยง"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"โฮ้วเลี้ยง " แล้วกิมหงวนก็หัวเราะ "ผมลืมไปครับ นึกว่าที่นี่มันในเมืองไม่ใช่ป่า"

ทันใดนั้นเองเสียงพยัคฆ์ร้ายตัวหนึ่งก็ร้องคำรามลั่น พวกเรากอดกันแน่น หลวงพ่อโกยนั่งอยู่กลางวง เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอ็ดตะโรลั่น

"เฮ้ย อย่าเบียดหลวงพ่อท่านจะรำคาญ อ้าว....อ้ายกรล้วงกระเป๋าเอาซองธนบัตรของข้าไปเสียแล้ว"

นิกรยิ้มแห้งๆ ส่งซองธนบัตรหนังจระเข้คืนให้พ่อตาของเขาแต่โดยดี พวกเราอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน ต่างทอดสายตามองไปรอบๆ บริเวณนั้น อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อโกยไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวพยัคฆ์ร้ายเลย ท่านเปิดกล่องบุหรี่แบบบุหรี่ไทยขึ้นมาจุดสูบมวนหนึ่ง

เวลาผ่านพ้นไปอีกสักครู่เสี่ยหงวนก็เอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับข้าพเจ้า

"พี่ ป. มองไปข้างหน้าระหว่างพุ่มไม้นั่น ช่วยดูหน่อยซิครับว่า นัยน์ตาคู่นั้นมันนัยน์ตากระต่ายป่าใช่ไหม"

ข้าพเจ้าเย็นวาบไปหมดทั้งตัว มองตามสายตากิมหงวนแล้วข้าพเจ้าก็ใจหายวาบ ข้าพเจ้าได้แลเห็นนัยน์ตากลมโตเขียวปั้ดคู่หนึ่งปรากฏอยู่ข้างหน้า ห่างจากเราประมาณ ๓๐ เมตรเป็นอย่างมาก

"เสือ เสือครับอาเสี่ย" ข้าพเจ้ากระซิบตอบ

กิมหงวนกอดข้าพเจ้าแน่น

"นั่นน่ะซี ผมก็ว่าอย่างนั้น หลวงพ่อ.... อ๋อย....มันมาแล้วครับ โน่นครับ"

พวกเราตกอยู่ในระหว่างความคับขันแล้ว ป่านี้เป็นป่าโปร่ง ถ้าวิ่งหนีเสือก็คงไล่ตะปบเอาพวกเราคนใดคนหนึ่งไปกินเป็นอาหาร พยัคฆ์ร้ายส่งเสียงคำรามลั่นป่า ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเสียงของมันทำให้พื้นแผ่นดินสั่นสะเทือน

"ฮึ่ม"

"อุ๊ย" นิกรร้องสุดเสียง "ช่วยด้วยครับหลวงพ่อ"

หลวงพ่อโกยยิ้มให้พวกเรา

"ลูกเอ๋ย ไม่ต้องตกใจ อยู่กับหลวงพ่อนี้ ถึงอย่างไรมันก็เข้ามาคาบพวกเจ้าไม่ได้ หลวงพ่อจะขับไล่มันไปเดี๋ยวนี้แหละ ถ้าหากว่าพวกเจ้าได้แลเห็นสิ่งประหลาดมหัศจรรย์ใจก็ขอให้นั่งดูเฉยๆ อย่าทักหรือพูดวิจารณ์เป็นอันขาด"

พวกเราเงียบกริบ หลวงพ่อโกยล้วงมือลงไปในย่าม หยิบวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมา จากแสงเทียนไข เราต่างแลเห็นวัตถุสิ่งนั้นเป็นรูปลักษณะของควายตัวเล็กๆ แต่สานด้วยตอก เขาทั้งสองข้างของมันยาวผิดปกติ

หลวงพ่อโกยผู้สำเร็จวิปัสนาและไสยศาสตร์อย่างสูงหลับตาสาธยายมนต์ของท่าน แล้วก็ขว้างควายสานตัวนั้นออกไปนอกกลด

ทันใดนั้นเอง ด้วยอิทธิปาฏิหาริย์ของพระพุทธคุณ พวกเราต่างแลเห็นควายสานของหลวงพ่อ กลายเป็นควายเปลี่ยวตัวใหญ่เขาโง้งน่ากลัวท่าทางคึกคะนองผิดปกติ

ควายธนูของหลวงพ่อผลุดลุกขึ้น แหงนหน้าเบิ่ง ท่าทางลำพองและกำแหงไม่น้อย มันสะบัดหน้าไปมาแล้ววิ่งสะบัดย่างตรงเข้าไปยังพยัคฆ์ร้าย ซึ่งขณะนี้เจ้าลายพาดกลอนขนาด ๘ ศอกอยู่ห่างจากเราเพียง ๒๐ เมตรเท่านั้น

เสือร้องคำรามปราดเข้าตะปบควายธนูแลเห็นถนัด ท่าทางของพยัคฆ์ร้ายดุเดือดมาก แต่แล้วควายธนูของหลวงพ่อก็ขวิดปังเข้าให้ ทำให้เจ้าลายพาดกลอนกระเด็นหวือไปไกล

พวกเราหายกลัวเสือแล้ว ทุกคนตื่นเต้นในบุญฤทธิ์ของหลวงพ่อโกยไปตามกัน เจ้าลายพาดกลอนร้องเสียงลั่นป่า ผลุดลุกขึ้นวิ่งเข้าปะทะควายธนูอีก คราวนี้เสือตะปบสีข้างควายธนูได้อย่างเหมาะเจาะ มันกัดขย้ำควายธนูเต็มแรง แต่แล้วควายธนูก็สะบัดเสือกระเด็นไป

กิมหงวนกับนิกรผลุดลุกขึ้นยืนทันที กลดของหลวงพ่อถูกศีรษะอาเสี่ยดันล้ม นิกรรีบคว้าด้ามกลดไว้แล้วรีบหุบกลดเสีย สองสหายทรุดตัวลงนั่งมองการต่อสู้อันน่าตื่นเต้นระหว่างเสือลายพาดกลอนและควายธนู

"เยิ่นเข้าไป หนักเข้าไปโว้ยพรรคพวก" นิกรตะโกนเชียร์เสียงลั่น "ยังงั้น บ๊ะแล้ว อย่าถอยซีเว้ย ว้า ถอยทำไม แย็บไว้ระวังหมัดขวา....โอ๊ย....อย่าถอย ปู้โธ่....มึงถอยยังงี้เดี๋ยวก็แพ้แต้มเขาหร็อก"

ควายธนูล่าถอยมาทางกลดของหลวงพ่อ แต่เป็นถอยแบบยุทธศาสตร์ ครั้งหนึ่งเจ้าลายพาดกลอนปราดเข้าตะปบเต็มแรง ควายธนูขวิดปังถูกท้องพยัคฆ์ร้ายทะลุ อ้ายลายพาดกลอนกระเด็นเข้าไปในพุ่มไม้ พอลุกขึ้นมันก็วิ่งหนีปุเลงๆ ไปอย่างไม่คิดชีวิต

ภาพที่ปรากฏในสายตาของพวกเรา เป็นภาพที่น่าตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจ ยิ่งควายธนูวิ่งเข้ามาหมอบหน้ากลด มีกลุ่มควันสีดำพวยพลุ่งออกจากร่างของมัน และแล้วควายกายสิทธิ์ของหลวงพ่อก็กลายสภาพเป็นตอกสานตามเดิม

คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้ามองดูหลวงพ่อโกยด้วยความเคารพ และเลื่อมใสในวิชาความรู้ของท่าน เราต่างก้มลงกราบท่านพร้อมๆ กัน

"แน่เหลือเกินครับหลวงพ่อ" เสี่ยหงวนชมเปาะ "หลวงพ่อของผมเก่งยังงี้นี่เล่าถึงกล้าธุดงค์มาตามลำพัง"

หลวงพ่อโกยยิ้มเล็กน้อย ท่านเอื้อมมือหยิบควายธนู ท่านเก็บไว้ในย่ามตามเดิม ต่อจากนั้นท่านก็โอภาปราศรัยกับพวกเราเป็นอย่างดี กิมหงวนถวายเงินท่าน ๒,๐๐๐ บาท แต่หลวงพ่อปฏิเสธ ชี้แจงให้ฟังว่า ท่านไม่ต้องการใช้หรือแตะต้องเงิน และเงินนั้นไม่มีความหมายอะไรแก่ท่าน

"หลวงพ่อมีความสุขในรสของพระธรรม หลวงพ่อตัดขาดแล้วซึ่งความโกรธ, โลภ, หลงและรูปรสกลิ่นเสียง"

ข้าพเจ้ากราบลงที่ตักหลวงพ่อ

"หลวงพ่อครับ ก่อนที่พวกเราจะกราบลาหลวงพ่อไป พวกเราอยากจะได้เครื่องรางของขลังจากหลวงพ่อบ้างเพื่อเอาไว้ป้องกันตัว"

หลวงพ่อโกยพยักหน้ารับทราบ ท่านล้วงมือลงไปในย่ามของท่านหยิบกล่องสังกะสีเล็กๆ และเก่าคร่ำคร่าออกมาเปิดออก ท่านส่งพระเครื่องรางให้พวกเราคนละองค์

"ลูกเอ๋ย หลวงพ่อขอมอบพระกริ่งปวเรศวร์อันเป็นพระเครื่องรางยอดเยี่ยมที่สุดให้เจ้าคนละองค์ เก็บรักษาไว้ให้ดีนะลูกนะ ถ้าหากว่าพวกเจ้าประพฤติตนอยู่ในศีลในธรรม กระทำตามโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว พระเครื่องรางที่หลวงพ่อมอบให้เจ้าคุ้มครองป้องกันภัยเจ้า

และจะบันดาลให้เจ้ารุ่งเรืองมีความสุขตลอดไป"

พวกเราต่างก้มลงกราบท่านอีกครั้งหนึ่ง แล้วนิกรก็เขยิบเข้าไปนั่งใกล้หลวงพ่อ

"หลวงพ่อฮะ "

"ว่ายังไงลูก"

"ขอควายธนูให้ผมได้ไหมครับ แฮ่ะ แฮ่ะ"

หลวงพ่อนิ่งอึ้งไปสักครู่

"หลวงพ่อมีไว้ป้องกันตัว ให้เจ้าแล้วหลวงพ่อจะมีอะไรไว้ต่อสู้กับสัตว์ป่าล่ะลูก"

คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้าได้สนทนากับหลวงพ่อโกยอีกสักครู่ เราก็กราบนมัสการลาท่าน หลวงพ่อได้กรุณาให้ศีลให้พรพวกเรา ทำให้เราซาบซึ้งใจในพระคุณและความกรุณาของท่านเป็นอย่างยิ่ง

หลังจากพวกเรามานะพยายามข้ามเข้าเล็กๆ ลูกหนึ่ง เราก็เดินทางมาถึงถนนใหญ่ ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียว เราก็มาถึงบ่อพรานล้างเนื้อซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ พวกเรารอดตายด้วยคุณพระคุณเจ้าคุ้มรักษาเรา

บริเวณบ่อพรานล้างเนื้อมีแสงตะเกียงเจ้าพายุส่องสว่าง ถึงแม้เป็นเวลาดึกมากแล้วก็ยังมีพุทธบริษัทนับจำนวนร้อยนั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่ตามร้านแผงลอย และที่บริเวณศาลเจ้า คนเหล่านี้มาจากท้องถิ่นต่างๆ และไม่มีที่พัก

พวกเราทุกคนสดชื่นรื่นเริงไปตามกัน มีความรู้สึกเหมือนกับตายแล้วเกิดใหม่

"ไชโย" นิกรร้องลั่น "พวกเรารอดตายแล้วโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ ถือโอกาสปล้นผู้คนที่บ่อพรานล้างเนื้อเป็นยังไงวะ"

"อ้าวๆ " พลอุทาน "อยู่นอกคุกดีๆ แล้ว อย่าพยายามย้ายไปอยู่ในคุกเลยวะ"

นิกรหัวเราะ ก้มลงมองดูตัวเองแล้วกล่าวว่า

"สภาพของพวกเราคล้ายกับพวกปล้น เสื้อแสงขาดวิ่นไปตามกัน หน้าตาเนื้อตัวสกปรกมอมแมมไปหมด"

เสี่ยหงวนว่า "ก็เราบุกป่าฝ่าดงมานี่หว่า เสื้อผ้ามันก็ต้องขาดวิ่นเปรอะเปื้อนอย่างนี้"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เข้าไปพักผ่อนกันที่บ่อพรานล้างเนื้อสักชั่วโมงเถอะ แล้วค่อยหาจ้างรถยนต์เดินทางไปพระพุทธบาท หาอะไรกินรองท้องกันเสียก่อน"

นายจอมทะเล้นลืมตาโพลง

"แหม คุณพ่อพูดยังงี้ทำให้ผมรักคุณพ่อขึ้นอีกเป็นกอง พับผ่า ผมน่ะหิวจนไส้แขวนแล้ว"

พวกเราพากันบุกเข้าไปในบริเวณบ่อพรานล้างเนื้อ บรรดาพุทธศาสนิกชนทั้งหลายต่างพากันมองดูเราไปตามกัน คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้านั่งพักผ่อนที่ร้านแผงลอยแห่งหนึ่ง นิกรกล่าวกับแม่ค้าชาวพื้นเมืองทันที

"พี่สาว มีอาหารอะไรขายบ้าง"

หญิงกลางคนยิ้มให้นิกร และมองดูพวกเราอย่างพินอบพิเทา

"มีขนมจีนแกงเนื้อแกงปลาดุกแกงไก่ค่ะ"

"อือ ดีมาก" นิกรขบกรามพูด "ตักมา ๒๐ จาน"

"เฮ้" นายแพทย์หนุ่มเอ็ดตะโร "มากัน ๖ คนเท่านั้น"

นิกรหันมาทำตาเขียว

"เถอะน่า กันกินคนเดียว ๑๕ จาน หิวจนลมสว้านออกหูแล้วเร็วหน่อยแม่ค้า อ้า....บอกอีหนูนั่นเปิดน้ำอัดลมมาก่อนเถอะ เอามาโหลหนึ่ง บุหรี่เกล็ดทอง ๒ ซอง เร็วๆ เข้า"

แม่ค้ากับลูกของแกอีกสองคนต่างวุ่นวายในการบริการคณะพรรค ๔ สหาย น้ำอัดลมถูกเปิดออกและนำมาเสิฟให้พร้อมด้วยบุหรี่ ต่อจากนั้นข้าวราดแกงก็ถูกนำมาเสิฟ

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ พวกเราก้มหน้าก้มตากินข้าวแกง จนกระทั่งแม่ค้าและลูกของหล่อนจ้องมองดูเราอย่างแปลกใจ นิกรทำสถิติได้จาน ๑.๒ นาที และสามารถกินได้ ๘ จาน ส่วนพวกเราคนละ ๒ จานเท่านั้น ฝีมือแกงของยายแม่ค้าคนนี้เข้าทีมาก แต่ข้าวหุงสวยเกินไปหน่อย

ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าของพวกเราค่อยๆ หายไปตามลำดับ เราพักอยู่ที่บ่อพรานล้างเนื้อราวหนึ่งชั่วโมง แล้วเราก็พากันออกเดินทางโดยรถโดยสารคันหนึ่ง ซึ่งตกลงจ้างเหมาเป็นเงิน ๕๐ บาท จากบ่อพรานล้างเนื้อไปพระพุทธบาทอันเป็นระยะทางในราว ๒ กิโลเมตรเป็นอย่าง

มาก

เรามาถึงพระพุทธบาทในราว ๓.๐๐ น. ของวันใหม่

'บูอิค' เก๋งของนายแพทย์หนุ่มยังจอดอยู่ที่เดิม พวกเราลงจากรถโดยสารก็รีบมาที่รถของเราก่อน

"นอนโว้ย" นิกรร้องขึ้นดังๆ "ใครจะไปไหนหรือทำอะไรกันก็เชิญ กันนอนละ ง่วงจะตายโหงแล้ว กันจะขึ้นไปนอนบนรถ"

พลหันมาพูดกับข้าพเจ้า

"ปล่อยอ้ายกรมันตามเรื่องเถอะพี่ ป. เราไปเที่ยวกันเถอะครับ ผู้คนยังอุ่นหนาฝาคั่ง แสงไฟสว่างไปทั่วบริเวณงาน"

ข้าพเจ้าถอนหายใจเบาๆ

"นี่เรายังจะไม่กลับกรุงเทพฯ กันอีกหรือครับ"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"กลับยังไงกันล่ะครับ พวกเราจะต้องกินเจกันเสียก่อน อย่างน้อยก็ต้องอยู่กินเจกันสองวัน"

"โอ๊ย" ข้าพเจ้าครวญ "ถ้ายังงั้นผมขึ้นรถเมล์กลับก่อนละครับ นี่มันวันจันทร์แล้ว ถ้าผมไม่ไปงานต้องยุ่งแน่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าข้าพเจ้า

"เชื่ออาเถอะวะปิ๋ว ลื้อทำ 'หรรษา' ขาดทุนตั้งหลายหมื่นแล้ว จะทำไปหาตะหวักตะบวยอะไรอีก อยู่กินเจเสียหนึ่งวัน พรุ่งนี้เช้าวันอังคารค่อยกลับกรุงเทพฯ ต้นฉบับทางสำนักงานมีพร้อมแล้วไม่ใช่หรือ"

ข้าพเจ้าหน้าจ๋อย

"มีครับ"

"ก็ให้น้องชายลื้อเขาบริหารงานแทนซีวะ วันเดียวไม่เป็นไรน่า"

ข้าพเจ้ายิ้มออกมาได้

"เอา....ตกลงครับ ถ้ายังงั้นไปเดินเที่ยวเล่นกันครับ อย่านอนกันเลยเที่ยวมันจนสว่าง"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ไปหาซื้อเสื้อกางเกงสำเร็จรูปกันคนละชุดดีกว่า ชุดที่แต่งอยู่นี่เหม็นสาบเต็มทนแล้ว ขาดวิ่นขายหน้าเขา ไปเถอะพวกเรา"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ไปเถอะกันจะนอนเฝ้ารถเอง"

เสี่ยหงวนยิ้มให้นายจอมทะเล้น

"กันจะพาพวกเราไปเลี้ยงข้าวต้มทางลานพระพุทธบาท หากาฟงกาแฟกินกันให้สบาย"

นิกรลืมตาโพลง

"ฮ้า ถ้ายังงั้นกันไปด้วย หายง่วงแล้วโว้ย"

พวกเราต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นเราก็พากันไปจากรถของเรา และเข้าไปในบริเวณงานพระพุทธบาท ประชาชนนับจำนวนพันยังเดินเที่ยวเตร่เหมือนกับตอนหัวค่ำ บ้างก็นั่งหรือนอนพักผ่อนตามที่ต่างๆ ทุกคนเต็มไปด้วยศรัทธาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เสี่ยหงวนพาพวกเราไปเลี้ยงข้าวต้มปลาที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เราได้พบชาวพระนครหลวงมากหน้าหลายตา ซึ่งบางคนก็รู้จักกับพวกเราและได้ทักทายกัน หลังจากรับประทานข้าวต้มและดื่มน้ำอัดลมกันคนละขวดแล้ว เราก็ออกจากร้านอาหารเดินเที่ยวชมร้านค้าต่างๆ

ในที่สุดเราก็พากันมาหยุดยืนหน้าร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปแห่งหนึ่ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพวกเราเบาๆ

"เอาโว้ย ซื้อเสื้อผ้าเปลี่ยนกันคนละชุด อ้ายชุดที่เราแต่งอยู่นี่มันสกปรกและขาดวิ่น คล้ายๆ กับเสื้อผ้าของขอทานเต็มทนแล้ว"

นิกรกล่าวถามขึ้น

"คุณพ่อออกเงินให้ผมหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สะดุ้งโหยง

"มีอย่างหรือวะ ฉันไม่ได้นุ่งกับแกนี่หว่า ใครซื้อก็ออกสตางค์เองซี"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ถ้ายังงั้นผมไม่ซื้อละครับ ผมแต่งชุดนี้ก็ได้ สำหรับผมเครื่องแต่งกายไม่มีความหมายอะไร ผมถือสุภาษิตข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๋งโหน่ง คนเราจะดีหรือชั่วไม่ได้อยู่ที่การแต่งกายหร็อกครับคุณพ่อ"

กิมหงวนจุ๊ย์ปากแล้วพูดเสริมขึ้น

"เรื่องเล็กโว้ย แหกปากเอ็ดตะโรขึ้นมาได้ เอาเถอะ เลือกเอาไปหนึ่งชุดกันออกเงินให้แกเอง"

นิกรยิ้มหวานจ๋อย

"ถ้างั้นตกลง อ้า....คนเราน่ะการแต่งกายสำคัญที่สุด ถึงแม้จะมีวิชาความรู้หรือมีตระกูลสูงสักเพียงไหน ถ้าแต่งกายซอมซ่อก็ไม่มีใครเคารพนับถือ หรือสนใจในตัวเรา"

พลยกมือเขกศีรษะนิกรดังโป๊ก

"นี่แน่ะ พูดกลับไปกลับมาดีนัก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"อย่างอ้ายกรเขาเรียกว่า มะกอกสามตะกร้าปาไม่ถูก"

นิกรค้อนควับ

"ก็มันลื่นนี่ครับจะปาถูกได้อย่างไร"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"เดี๋ยวก็เจอฝรั่งรำเท้าเท่านั้นแหละ"

พวกเราต่างเลือกเสื้อกางเกงคนละชุด แล้วเข้าไปทางหลังร้าน ใครต่อใครพากันมามุงดูที่ร้านแน่นไปหมด ใน ๑๐ นาทีต่อมาเราก็เลือกได้คนละชุด และผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าในร้านนั่นเอง คล้ายกับละครชาตรี เสี่ยหงวนสวมกางเกงทรงจิ้งเหลนคับติ้ว ขายาวลงไปใต้หัวเข่าเพียงเล็ก

น้อย ส่วนเสื้อเชิ้ตเป็นเสื้อฮาไวตาหมากรุกน้ำเงินสลับขาว พลเลือกได้สีเทาอ่อนทั้งชุด แต่กางเกงหลวมไปหน่อย ดร. ดิเรกได้ชุดสีขาวเหมาะเจาะ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียเวลาเลือกนานมาก ได้แต่เสื้อเชิ้ต ส่วนกางเกงตัวที่ใหญ่ที่สุดในร้านก็ยังคับไปเล็กน้อย

"ออไร๋ คุณพ่อ" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ "กระดุมเม็ดบนไม่ต้องใส่หร็อกครับ คาดเข็มขัดทับไว้ดีแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจหนักๆ ท่านมองดูเจ้าของร้านซึ่งเป็นชายกลางคนแล้วกล่าวว่า

"โตกว่านี้ไม่มีอีกหรือน้องชาย"

ชายผู้นั้นยิ้มแห้งๆ

"ขนาดนี้เรียกว่าขนาดคิงคองแล้วนะครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"เอาวะ เอาตัวนี้ก็เอา"

ข้าพเจ้าเลือกเสื้อกางเกงชุดสีกากีได้ชุดหนึ่ง ขากางเกงแคบเกือบจะเป็นทรงจิ้งเหลน นิกรสวมกางเกงขายาวสีชมพูอ่อน สวมเสื้อเชิ้ตสีเขียวหัวเป็ด ทำให้พวกเราอดหัวเราะไม่ได้

เสี่ยหงวนเป็นผู้ชำระเงินค่าเสื้อผ้าของพวกเรา ต่อจากนั้น เราอุทิศเสื้อกางเกงชุดเดิมของเราให้เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าสำเร็จรูป แล้วพากันเดินเที่ยวต่อไป

ตอนสายวันรุ่งขึ้น

เวลาประมาณ ๘.๐๐ น. เศษ พวกเรากำลังพากันไปในเขตโรงเจโรงหนึ่ง เพื่อจะหาห้องสักห้องหนึ่งหลับนอนพักผ่อน และเราตกลงกันไว้เรียบร้อยว่าตลอดวันนี้พวกเราจะไม่ยอมกินเนื้อสัตว์เป็นอันขาด เราจะกินอาหารของโรงเจ

โรงเจที่กล่าวนี้ปลูกเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ มีหลังคาติดต่อกัน ส่วนหนึ่งเป็นศาลเจ้า อีกส่วนหนึ่งเป็นโรงครัวประกอบอาหาร และมีอาหารให้กินฟรีตลอด ๒๔ ชั่วโมง แต่อาหารเหล่านี้ไม่ได้ทำจากเนื้อสัตว์ แม้กระทั่งน้ำมันที่ใช้ทอดหรือผัด, เจียวก็ใช้น้ำมันถั่ว พ่อครัวไม่ต่ำกว่า ๒๐

คนทำงานกันอย่างเหน็ดเหนื่อย ทุกคนไม่ได้รับค่าจ้าง เขาสมัครใจมาเป็นพ่อครัวเพื่อหวังบุญกุศล

ส่วนหนึ่งของโรงเจมีห้องพักเลวๆ ซึ่งปลูกแบบห้องแถวชั้นเดียว ใครๆ ก็มีสิทธิ์มาพักได้ และทางด้านหลังปลูกเป็นห้องแถวไม้สองชั้น พุทธบริษัทจากหัวเมืองไกลได้หลั่งไหลมาพักแรมที่นี่ ทุกคนต่างมีจิตศรัทธาบริจาคเงินบำรุงโรงเจนี้ตามสมควร

พวกเราบุกเข้ามาในโรงครัว และมีบริเวณลานกว้างอันเป็นที่กินอาหาร แต่ไม่มีโต๊ะเก้าอี้ นักนิยมกินเจนั่งยองๆ กับพื้นซีเมนต์กินข้าวกันอย่างเอร็ดอร่อย ใครอยากกินก็ไปยกถาดอาหารมานั่งล้อมวงกันเข้า ส่วนข้าวตักเอาเอง ใครจะกินข้าวสวยหรือข้าวต้มก็ตามแต่อัธยาศัย นัก

กินเจจอมปลอมมีปะปนอยู่ไม่น้อย คนเหล่านี้ไม่มีเงินค่าอาหารก็เข้ามารับประทานอาหารในโรงเจนี้ และเป็นการกินที่ไม่จำกัดโควต้า ใครจะกินมากน้อยเท่าใดก็ได้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูพ่อครัวจีนสามสี่คนซึ่งยืนทำกับข้าวอยู่หน้าเตาดินขนาดยักษ์

"อือ เขาทำกันแข็งแรงดีมาก อย่างนี้แหละได้บุญ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ลงมือกินเจกันเถอะพวกเรา กินเสร็จแล้วจะได้หาห้องหลับนอนกันเสียที ตื่นขึ้นมาค่อยกินเจใหม่"

เราช่วยกันยกถาดไม้ใส่อาหารมาวางลงบนพื้นดิน ๓ ถาด แล้วก็ตักข้าวต้มใส่ชามแบ่งกัน ต่อจากนั้นเราก็นั่งยองๆ ล้อมวงกินเจกันอย่างครื้นเครง อาหารที่เรากินมีถั่วลิสงทอด, ผักกาดดองผัดเต้าหู้ขาวทอด และแกงจืดผักกาดขาว เสี่ยหงวนกินตะเกียบได้ดีที่สุด

นิกรทำคอขย้อนเหมือนกับจะอ้วก

"ว้า....ไม่อร่อยโว้ย อิ่มดีกว่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"อย่างนี้เขาอยู่เพื่อกิน ไม่ใช่กินเพื่ออยู่ อาหารที่ปราศจากเนื้อสัตว์มันจะมีรสชาติอย่างไรกัน"

นิกรวางชามข้าวสวยลงบนพื้นซีเมนต์

"อร่อยไหมพี่ ป." เขาถามข้าพเจ้า

ข้าพเจ้าพยักหน้า

"ดีเหมือนกันครับ เราเบียดเบียนสัตว์โลกมามากต่อมากแล้ว เรายังมีชีวิตของเราด้วยเนื้อสัตว์ต่างๆ ขณะนี้เรากินอาหารที่ไม่มีเนื้อสัตว์ จิตใจของเราคงมีความสุข"

นิกรถอนหายใจเฮือกใหญ่

"ไม่ไหวครับ ผมกินเจไม่ได้แน่ ประเดี๋ยวออกไปหาข้าวกินข้างนอกดีกว่า สัตว์โลกน่ะมันเกิดมาเป็นอาหารของเรา"

พวกเราพยายามกินเจกันต่อๆ ไป แต่ไม่มีใครกินได้มาก เพราะอาหารเจไม่ได้ความเลย ทนกินกันคนละคำสองคำก็อิ่ม เราช่วยกันยกสำรับกับข้าวไปคืนให้เจ้าหน้าที่เขา หลังจากนั้นก็พากันไปไหว้พระ เสี่ย หงวนได้บริจาคเงินบำรุงโรงเจภายใต้ร่มเงาของพระพุทธศาสนา ๒,๐๐๐

บาท พวกเราบริจาคคนละ ๑๐๐ บาท

พวกเราหน้าตาร่วงโรยไปตามกัน เพราะอดนอนตลอดคืน ดร. ดิเรกอ้าปากหาวบ่อยๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพวกเรามาทางห้องแถวที่พักคนเดินทางเหล่านั้น แต่ทุกๆ ห้องมีคนยัดเยียดแน่นขนัดเหมือนปลากระป๋อง ลูกเด็กเล็กแดงร้องไห้กระจองอแง

เราเลยออกไปทางด้านหลัง สำรวจดูห้องแถวสองชั้นก็ปรากฏว่าทุกห้องมีคนพักอยู่เต็มแล้ว

นิกรอ้าปากหาวขึ้นดังๆ ราวกับเสียงหวูดสัญญาณภัยทางอากาศ

"เฮิ้ว ง่วงนอนโว้ย นัยน์ตาจะติดกันเสียให้ได้"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"อดทนหน่อยเถอะวะ อะไร้....อดนอนเพียงคืนเดียวเท่านั้น"

"ก็มันง่วงนี่หว่า" นิกรเถียง

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"แล้วจะทำอย่างไร ไม่มีห้องว่างสำหรับเราเลย แกมีปัญญาดี ลองหาวิธีที่จะช่วยให้เราได้ห้องพักหน่อยได้ไหมล่ะ"

นายจอมทะเล้นนิ่งคิดสักครู่

"ได้ซี พวกเราทุกคนยืนรวมกลุ่มกันที่นี่นะ ถ้าหากว่ากันส่งเสียงเอะอะทำให้คนตกใจออกจากห้องพักก็ช่วยกันยึดห้องทันที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือคว้าแขนนิกรไว้

"เฮ้ย....เขากำลังถือศีลกินเจกัน อย่าก่อกวนความไม่สงบสุขให้เขาเลย บาปกรรมเปล่าๆ "

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ก็เรากำลังต้องการห้องนอนเพื่อถือศีลกินเจเหมือนกันนี่ครับ" พูดจบนิกรก็พาตัวเดินไปจากที่นั้น

พวกเรายืนรวมกลุ่มกันที่บริเวณทางเดินหน้าห้องแถวชั้นเดียว นิกรยกกำปั้นทุบประตูห้องพักห้องหนึ่งซึ่งเป็นประตูสังกะสี แล้วเขาก็ร้องตะโกนลั่น

"ไฟไหม้! ไฟไหม้โว้ย! "

นิกรวิ่งไปอีกห้องหนึ่ง ทุบประตูห้องแล้วร้องเอ็ดตะโร

"ไฟไหม้ ไฟไหม้! "

ความโกลาหลอลหม่านก็เกิดขึ้นทั่วโรงเจ บรรดาผู้ที่พักอยู่ในห้องต่างตะลีตะลานออกจากห้องพักของตน หิ้วกระเป๋าเสื้อผ้าอุ้มลูกจูงหลานวิ่งเตลิดเปิดเปิงไปอย่างไม่คิดชีวิต

"โว้ย ไฟไหม้ ไฟไหม้โว้ย"

ใครต่อใครร้องบอกต่อๆ กัน หลังจากนั้นเพียงครู่เดียว นักกินเจทั้งหลายก็ออกไปทางหน้าโรงเจจนหมดสิ้น พ่อครัวคนหนึ่งถือมีดปังตอวิ่งกะเร่อกะร่ามาทางพวกเราแล้วหยุดชะงักกล่าวถามพวกเราอย่างร้อนรน

"ไฟไหม้ที่ไหน"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ยังไงก็ไม่รู้ ไหม้ที่เตาหุงข้าวของลื้อกระมัง"

พ่อครัวรีบวิ่งไปทางศาลเจ้า ในเวลาเดียวกันนิกรก็ยึดห้องนอนได้ห้องหนึ่งแล้วกวักมือเรียกพวกเรา เท่านี้เองเราก็ได้ห้องพักด้วยสติปัญญาอันเฉียบแหลมของนายจอมทะเล้น

ห้องที่เรายึดได้เป็นห้องแคบๆ กว้าง ๑.๕๐ เมตรและยาวเพียง ๔ เมตรเท่านั้น ฝาห้องเป็นสังกะสี มีรูเล็กๆ เจาะไว้มากมายสำหรับพวกเปรตแอบดูผู้หญิงนักกินเจห้องข้างเคียง

เราล้มตัวลงเอนพักผ่อนด้วยความง่วงและอ่อนเพลีย หลังจากนั้นเสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังขึ้น นักกินเจทั้งหลายพากันสาปแช่งลำดับบรรพบุรุษของมนุษย์วิตถารที่ตะโกนว่าไฟไหม้ ซึ่งมนุษย์คนนั้นก็คือนายจอมทะเล้นของเรานั่นเอง

ผู้หญิงกลางคนคนหนึ่งรูปร่างอ้วนเตี้ยคนหนึ่ง ท่าทางปากคอจัดจ้านไม่ใช่เล่น พาผู้หญิงในวัยเดียวกันอีกสองคนบุกเข้ามาในห้องของเรา ทุกคนถือกระเป๋าใส่เสื้อผ้าอย่างเลวๆ นักกินเจ ๓ คนนี้เดินทางมาจากเมืองไกลเพื่อแสวงบุญและนมัสการรอยพระพุทธบาท

แม่ตุ่มสามโคกยกมือเท้าสะเอวมองดูพวกเราด้วยสายตาที่แสดงความไม่พอใจ

"พ่อคุณ โปรดย้ายไปอยู่ห้องอื่นเถอะ ห้องนี้เป็นห้องของฉัน"

นิกรกับเสี่ยหงวนลุกขึ้นนั่ง อาเสี่ยเจรจาโต้ตอบกับนักกินเจทันที

"พี่สาว ทำไมถึงมาไล่ฉันล่ะ ห้องที่นี่ถ้ามันว่าง ใครๆ ก็อาศัยอยู่ได้"

แม่อึ่งอ่างหัวเราะ

"คุณขา พวกเรา ๓ คนพักอยู่ห้องนี้มา ๑๐ กว่าวันแล้ว ไม่เชื่อไปถามคนดูแลห้องก็ได้ ไปเสียดีๆ เถอะคุณ อย่าให้ถึงกับต้องใช้กำลังเลย"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"มันจะมากไปพี่สาว ห้องของพี่สาวทำไมพี่สาวไม่อยู่ล่ะจ๊ะ ฉันเห็นห้องว่างฉันกับพวกเราก็เข้าอยู่อาศัย"

หล่อนว่า "พวกเราน่ะจะต้องอยู่เฝ้าห้องอย่างน้อยหนึ่งคน แต่เมื่อกี้นี้มีสัตว์หลุดมาจากนรกตัวหนึ่ง มันแหกปากร้องตะโกนว่าไฟไหม้ พวกเราคิดว่าเป็นความจริงก็ตกใจรีบขนกระเป๋าเสื้อผ้าออกจากห้อง เรื่องมันเป็นอย่างนี้แหละค่ะ"

เสี่ยหงวนชำเลืองมองดูนิกรแล้วหัวเราะชอบใจ

"เสียใจพี่สาว พวกเราช่วยอะไรไม่ได้ ฉันได้บริจาคเงินบำรุงโรงเจนี้ตั้งพันบาทแล้ว เมื่อเรามาพบห้องว่างเปล่าเราก็มีสิทธิ์ที่จะอยู่อาศัยได้"

แม่อึ่งอ่างโกรธจนตัวสั่น

"อ้าว-ถ้ายังงั้นเป็นมีเรื่องแน่ บอกพวกคุณให้รู้เสียก่อนว่าดิฉันชื่อถนอมศรี เป็นภรรยาหลวงของเสือโพล้งแห่งสิงห์บุรี สองคนนี่เป็นเมียน้อยของพี่โพล้ง พูดกันดีๆ คุณยังจะดื้อดึงก็ต้องใช้กำลังกันเท่านั้น"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ถ้ายังงั้นฉันยินดีที่จะบอกให้เธอทราบว่าฉันนี่แหละคือเสือใบจอมโจรเชิ้ตดำ นี่เสือดำเพื่อนเกลอของฉัน นั่นเสือพลจอมโจร นั่นเสือดิเรก นั่นเสือเหน่งแห่งดงพญาเย็น คนนี้เสือปิ๋วจอมโจรใจเด็ด"

ถนอมศรีจ้องตาเขม็งมองดูพวกเราทีละคน หล่อนอาจจะเข้าใจว่าพวกเราเป็นเสือร้ายจริงๆ ก็ได้

"พี่ใบ" หล่อนพูดกับนิกรด้วยเสียงปกติ "ขอให้เห็นแก่พวกเราซึ่งเป็นผู้หญิง พี่กับเพื่อนๆ ไปหาที่พักที่อื่นเถอะ ฉันบนหลวงพ่อไว้ว่าพวกเราจะกินเจหนึ่งเดือน ขอให้ท่านคุ้มครองผัวของเราให้รอดพ้นจากเงื้อมมือตำรวจ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"เอายังงี้ดีกว่า ถนอมศรี แหม-ชื่อเพราะซะด้วย ไหนๆ พวกเธอกับพวกฉันก็เจตนาที่จะกินเจด้วยกัน เธอกับพรรคพวกของเธอพักรวมกับพวกเราในห้องนี้ก็แล้วกัน"

ถนอมศรีค้อนควับ

"พวกพี่เป็นผู้ชายทั้งนั้น เราจะพักรวมกันได้อย่างไร"

"เถอะน่า" อาเสี่ยพูดเสียงดุๆ "พวกเราไม่ถือหร็อก"

"อ้อ" แม่อึ่งอ่างพูดยานคาง "ดีนี่ แล้วใครจะรับรองความบริสุทธิ์ของพวกเรา"

"ปู้โธ่" นิกรเอ็ดตะโร "ฉันขอสาบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ว่า ฉันจะไม่ยอมถูกเนื้อต้องตัวพี่สาวเป็นอันขาด แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานไม่ลง ปากหนายังกะชามอ่าง"

หล่อนขบกรามกรอด หันมาทางพรรคพวกของหล่อน

"ข้าตั้งใจมาทำบุญ แต่กลัวว่ามาทำบาปเสียแล้ว ว่าไงพวกเรา"

แม่สาวใหญ่คนหนึ่งพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"พักรวมกับเขาก็แล้วกันพี่ศรี เป็นอะไรก็เป็นกัน ขืนมาทำสะเงาะสะแงะล่วงละเมิดเรา เราก็จ้วงเสียด้วยมีดพกเท่านั้นเอง"

เมียหลวงของเสือโพล้งเห็นพ้องด้วย

"เอาโว้ย พักรวมกับเขานี่แหละ นอนเบียดกันหน่อยช่างมัน"

สามนางต่างทรุดตัวลงนั่ง วางกระเป๋าเสื้อผ้าลงข้างๆ นิกรกับกิมหงวนเอนตัวลงนอน ต่อจากนั้นเพียงครู่เดียวพวกเราก็นอนหลับเป็นตาย

เราตื่นนอนในราว ๑๔.๐๐ น. เศษ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตื่นขึ้นเป็นคนแรก สามสาวอายุเกือบจะเป็นยายคนหายไปแล้วพร้อมด้วยกระเป๋าเสื้อผ้า

"อ้าว" ข้าพเจ้าอุทาน "แม่สาวสามคนนั่นหายไปแล้ว"

พลหัวเราะหึๆ

"คงรำคาญพวกเรา อ้า-ไปอาบน้ำกันเสียทีหรือ ทางหลังโรงเจมีห้องน้ำหลายสิบห้อง และมีน้ำขายหาบละสองบาท คุณพ่อท่านมาเมื่ออาทิตย์ก่อนท่านเล่าให้ฟัง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ข้าพเจ้า

"ไง หลับเสียหลายชั่วโมง"

"ครับ หายง่วงแล้วครับแต่ยังเพลียอยู่"

พลเอื้อมมือเขย่าร่างนิกร ซึ่งกำลังนอนหลับสนิทกรนเสียงสูงต่ำดังสนั่นหวั่นไหว

"กร กรโว้ย"

นายพัชราภรณ์เรียกอยู่สักครู่นิกรก็ไม่รู้สึกตัว เขาจึงชวนพวกเราไปอาบน้ำ

"ไปเถอะ ปล่อยมันตามเรื่อง ทิ้งมันไว้ที่นี่แล้วกัน ไปอาบน้ำหาข้าวกินกันดีกว่า"

นิกรลืมตาโพลง พรวดพราดลุกขึ้นนั่งแล้วยิ้มหวานจ๋อย

"ฮั่นแน่ มาด้วยกันก็ต้องไปด้วยกันซีโว้ย ถึงจะเรียกว่าเลือดสุพรรณ หน็อย-จะทิ้งเราไว้"

พวกเราอดหัวเราะไม่ได้ เราต่างลุกขึ้นจัดเสื้อกางเกงให้เรียบร้อย แต่หน้าตาของพวกเรายู่ยี่ไปตามกัน ทุกคนผมเผ้ายุ่งเหยิง พวกเราพากันออกจากห้องพัก เดินผ่านหลังศาลเจ้าใหญ่ตรงไปยังบริเวณที่อาบน้ำ

ถึงแม้พวกเราจะเหน็ดเหนื่อยอ่อนเพลีย เราก็รู้สึกสดชื่นเป็นสุขใจมากที่เราได้มานมัสการพระพุทธบาท ได้ปิดทองไหว้พระ ได้บริจาคเงินทำบุญและได้กินเจ พวกเราตั้งใจว่าเราจะอยู่เที่ยวพระบาทอีกวันหนึ่ง และพรุ่งนี้เช้าเราจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ

พวกเราเดินชมบริเวณงานพระพุทธบาทอยู่จนกระทั่ง ๑๗.๐๐ น. ของวันจันทร์ แล้วเราก็พากันกลับโรงเจ รับประทานอาหารเจอีกมื้อหนึ่ง ซึ่งกับข้าวก็เช่นเดียวกับมื้อที่แล้วมา พวกเราพยายามคิดว่าอาหารเจนั้นเอร็ดอร่อย แต่ถึงอย่างไรมันก็ไม่อร่อยอยู่นั่นเอง เพราะปราศจากเนื้อ

สัตว์

หลังจากรับประทานอาหารเย็นแล้ว ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาพวกเราออกจากโรงเจเดินเที่ยวชมร้านรวงต่างๆ ในบริเวณงาน พอใกล้จะพลบค่ำ ในราว ๑๘.๐๐ น. เศษ เราก็บุกบั่นเข้าไปยังที่ที่สาวกของพระบรมศาสดาพักผ่อนอยู่มากมายหลายร้อยองค์

เบื้องหน้าของเรา มีกลดพระธุดงค์ปักอยู่เป็นทิวแถวสุดสายตา พระภิกษุสงฆ์เหล่านี้ได้จาริกมาจากเมืองต่างๆ ทั้งทิศเหนือ ทิศใต้ ตะวันออกและตะวันตก พระคุณเจ้าเหล่านี้ได้ยอมกรากกรำเดินทางมาจากถิ่นฐานอันแสนไกล เพื่อนมัสการรอยพระพุทธบาทของพระบรมศาสดา ทาง

การได้จัดให้พระธุดงค์ทั้งหมดพักอาศัยอยู่ในบริเวณนี้อันเป็นที่ร่มเย็น และมีพุทธมามกะชนทั้งหลายทั้งชายหญิงหนุ่มสาวผู้เฒ่าผู้แก่ผลัดเปลี่ยนหน้ากันมานมัสการไต่ถามทุกข์สุขพระคุณเจ้า บ้างก็นำดอกไม้ธูปเทียนและข้าวของอันควรแก่สงฆ์มาถวายด้วยจิตใจเลื่อมใสในพระ

บวรพุทธศาสนา

ขณะที่เรากำลังยืนจับกลุ่มอยู่ตรงช่องทางเข้าออก เจ้าหนุ่มชาวพื้นเมืองคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเราและกล่าวขึ้นด้วยเสียงห้วนๆ ว่า

"ซื้อน้ำไหมครับ"

พวกเราพากันมองดูชายหนุ่มร่างล่ำสันผู้นี้ เสี่ยหงวนได้กล่าวถามขึ้นอย่างฉงน

"น้ำอะไรพี่ชาย"

"น้ำถวายพระอาบครับ เชิญทำบุญซีครับ ซื้อน้ำให้พระท่านสรง"

เสี่ยหงวนเม้มปากแน่น

"น้องชาย แกนับถือศาสนาพุทธหรือเปล่า"

"อ้าว" เจ้าหมอนั่นอุทาน "ไงถามผมยังงี้ล่ะครับ ผมนับถือพุทธซีครับ เช่นเดียวกับพวกคุณเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะ

"แล้วทำไมแกไม่ทำบุญเสียเองล่ะ แกจะต้องมาขอให้กันซื้อน้ำถวายพระทำไม แกตักถวายท่านเองซีวะจะได้บุญแรงๆ "

เจ้าหมอนั่นยิ้มเอียงอาย แกว่งแขนทั้งสองข้างไปมา

"โธ่....คุณก็....มันเป็นอาชีพของผมนี่ครับ ผมหากินในทางขายน้ำถวายพระธุดงค์มาหลายปีแล้ว เมื่อถึงเทศกาลไหว้พระที่นี่ ช่วยซื้อหน่อยซีครับ"

"หาบละเท่าไร" พลถามขึ้นทันที

ชายผู้นั้นหันมายิ้มให้นายพัชราภรณ์

"สองบาทครับนาย"

"แพง" นิกรพูดเสียงยานคาง "ลดอีกได้ไหม หาบละสิบสตางค์เป็นยังไง"

ชายผู้นั้นหัวเราะก้าก

"เศษสตางค์สมัยนี้เขาไม่พูดกันแล้วละครับเจ้านาย เขาพูดกันเป็นบาทครับ คนขอทานให้เศษสตางค์ยังไม่อยากจะเอา"

ดร. ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ออไร๋-ออไร๋ ยูพูดถูกแล้ว อ้า-พระองค์หนึ่งท่านสรงน้ำใช้น้ำกี่ปี๊บ อธิบายให้กันฟังหน่อยซี"

เจ้าหมอนั่นยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ตามธรรมดาก็สองปี๊บแหละครับ"

นายแพทย์หนุ่มเงยหน้าขึ้นมองดูพระธุดงค์ทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในราว ๒๐๐ องค์ แล้วเขาก็กล่าวกับชายผู้นั้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"โอ. เค. ยูมีพรรคพวกที่ขายน้ำอีกหรือเปล่า"

เจ้าหนุ่มผู้นั้นรีบตอบทันที

"มีครับ มีอีกหลายคน นายจะต้องการน้ำให้พระอาบหรือน้ำร้อนให้พระท่านฉันสั่งที่ผมนี่แหละครับ"

"ออไร๋" แล้ว ดร. ดิเรกก็หันมาทางพวกเรา เขากล่าวกับข้าพเจ้าว่า "วันนี้ผมจะทำบุญเสียที พี่ ป. ผมจะซื้อน้ำถวายพระธุดงค์เหล่านี้ให้ท่านสรงชำระร่างกายของท่าน"

ข้าพเจ้ายิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ผมขออนุโมทนาด้วยครับคุณหมอ"

เจ้าหนุ่มนักฉวยโอกาสถูมือทั้งสองข้างไปมา เขากล่าวถามนายแพทย์หนุ่มโดยเร็ว

"เจ้านายจะต้องการสักกี่หาบครับ"

นายแพทย์หนุ่มยิ้มเล็กน้อย เขากวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณที่พระคุณเจ้าทั้งหลายปักกลดพักอาศัยอยู่

"แกไปบอกพรรคพวกของแกตักน้ำมาเถอะ ถวายพระองค์ละสองปี๊บ ถวายทุกๆ องค์หมดนี่แหละ"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"องค์ละ ๔ ปี๊บโว้ยน้องชาย ของเพื่อนฉันองค์ละ ๒ ปี๊บ ของฉันอีกองค์ละ ๒ ปี๊บ พระท่านจะอาบหรือจะเททิ้งเล่นก็ตามใจท่าน"

กระทาชายนักขายน้ำปีติยินดีเหลือที่จะกล่าว เขามั่นใจว่าพวกเราคงเป็นเศรษฐีใหญ่มาจากพระนครหลวง เขาขายน้ำตลอดงานไหว้พระพุทธบาทก็คงขายไม่ได้เท่าครั้งนี้

"ได้ครับ ประเดี๋ยวผมจะไปบอกพ่อตาแม่ยายพี่เมียน้องเมียและพี่ๆ น้องๆ ของผมให้ตักน้ำมาถวายพระธุดงค์ที่นี่องค์ละ ๔ ปี๊บ อ้า-แล้วน้ำร้อนถวายพระต้องการด้วยไหมครับ ถ้าต้องการผมจะได้สั่งให้เขาเตรียมต้มน้ำร้อนเป็นงานใหญ่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นทันที

"น้ำร้อนน่ะขายยังไง ใส่ชาด้วยหรือเปล่า"

ชายผู้นั้นยิ้มอ่อนโยน และตอบอย่างพินอบพิเทา

"น้ำต้มเฉยๆ กาละ ๒ บาทขอรับ"

"โอ้โฮ" ข้าพเจ้าอุทาน "น้ำแถวนี้หายากมากเชียวหรือน้องชาย"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะ

"น้ำน่ะหาไม่ยากหร็อกครับเจ้านาย แต่คนซื้อหายาก"

นิกรกล่าวถามขึ้นบ้าง

"ซื้อครึ่งกาขายไหม กันจะถวายพระองค์ละครึ่งกา"

ดร. ดิเรกหัวเราะก้าก

"เฮ้-ลำบากนักก็อย่าทำบุญเลยวะ"

นิกรขมวดคิ้วนิ่วหน้า มองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างเคืองๆ

"อย่าพูดยังงี้เลยน่าหมอ เดี๋ยวจะเกิดเตะปากกันขึ้นเปล่าๆ การทำบุญเขาไม่ได้บังคับโว้ย อยู่ที่ศรัทธาของเราต่างหาก กันจะถวาย ๑๐ องค์ต่อครึ่งกาก็ยังได้"

ข้าพเจ้าหัวเราะคิก

"แล้วพระท่านจะฉันเข้าไปอย่างไรครับ ถ้าถวาย ๑๐ องค์ต่อครึ่งกา"

"อ้าว พี่ ป. ก็ พระท่านก็ยกพวยกาขึ้นจิบองค์ละนิดน่ะซีครับ" พูดจบนิกรก็หันมายิ้มกับ ดร. ดิเรก "กันตรวจดูจำนวนพระธุดงค์และจำนวนสตางค์ในกระเป๋าของกันแล้ว พระธุดงค์ทั้งหมดนี้มีประมาณ ๑๕๐ องค์ กันมีเงินอยู่เพียง ๑๕๐ บาท ถวายท่านองค์ละครึ่งกาหมดเงินพอดี"

คนขายน้ำพูดเสริมขึ้น

"เอายังงี้ก็แล้วกัน ผมลดราคาให้ คิดเพียงกาละหนึ่งบาทเท่านั้น ไหนๆ พวกเจ้านายก็อุดหนุนผมมากแล้ว"

นิกรยิ้มแป้น

"เออ-ดีมาก นึกว่าร่วมมือกันทำบุญเถอะวะ"

กระทาชายผู้นั้นรีบไปจากที่นั้นทันที พวกเราต่างพากันเดินเข้าไปในหมู่พระคุณเจ้าทั้งหลาย บางองค์ก็นั่งพักผ่อนเงียบๆ บ้างก็นั่งสนทนากัน ที่เคร่งหน่อยก็นั่งบริกรรมอยู่ในกลด

เสี่ยหงวนร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"หลวงพ่อ หลวงพ่อของเราโว้ย"

ทุกคนต่างมองตามสายตาอาเสี่ย แล้วพวกเราก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นยินดี เมื่อแลเห็นหลวงพ่อโกยพระภิกษุชราที่พบกับเราในป่านั่งพักผ่อนอยู่ที่หน้ากลดของท่านอย่างสงบเงียบด้วยการสำรวมกายใจให้เคร่งอยู่เสมอ

"ไปโว้ย ไปกราบนมัสการท่าน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับพวกเรา "หลวงพ่อท่านมีคุณต่อเรามาก รู้สึกว่าท่านเป็นพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิองค์หนึ่ง"

ข้าพเจ้าเห็นพ้องด้วย

"ดีทีเดียวครับคุณอา ผมเลื่อมใสท่านมาก ผมจะกราบนมัสการหลวงพ่อขอให้ท่านช่วยตรวจดูโชคชะตาให้ผม รู้สึกว่าหมู่นี้กิจการงานของผมไม่ดีเลยครับ"

"เออ-ดี ให้ท่านช่วยตรวจดวงชะตาให้เธอก็ดีเหมือนกัน เชื่ออาเถอะวะอ้ายหลานแก้ว 'หรรษา' ของเธอน่ะ เมื่อมันไม่มีกำรี้กำไรจะทำไปหาหอกอะไรกัน นั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้านยังจะดีกว่า"

ข้าพเจ้าหัวเราะ

"ถ้าไม่ทำงานผมจะเอาอะไรรับประทานล่ะครับ"

กิมหงวนยกมือตบบ่าข้าพเจ้า

"ทำใจให้สบายเถอะน่า ผมจะช่วยพี่ ป. เอง หาเซ้งตึกแถวสักสองคูหาซื้อแทนพิมพ์ให้พี่ ป. พิมพ์ธนบัตรและสลากกินแบ่งแข่งกับรัฐบาลไม่กี่วันเห็นหน้าเห็นหลัง"

ข้าพเจ้ากลืนน้ำลายเอื๊อก

"ช่างเถอะครับเสี่ย คนอย่างผมยอมอดตายดีกว่าที่จะยอมทำงานทุจริต"

พวกเราพากันเดินเข้าไปหาหลวงพ่อโกยพระภิกษุชราผู้สูงอายุและมีบุคลิกลักษณะน่าเคารพนับถือมาก ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ และข้าพเจ้าต่างทรุดตัวลงนั่งเบื้องหน้าพระคุณเจ้า แล้วเราก็ประณมมือกราบนมัสการท่านด้วยความเคารพสูงสุด

หลวงพ่อมองดูพวกเราและยิ้มให้พวกเราในท่าทีสำรวม สายตาของท่านนั้นเปี่ยมล้นด้วยความปรานี

"หลวงพ่อยังจำพวกเจ้าได้ดี ยินดีมากที่เจ้ามาถึงพระพุทธบาทด้วยความปลอดภัย ทั้งนี้ก็ด้วยคุณพระรัตนตรัยคุ้มครองป้องกันพวกเจ้านั่นเอง"

อาเสี่ยก้มลงกราบหลวงพ่ออีกครั้งหนึ่ง

"หลวงพ่อครับ ผมจ้างคนให้เขาหาบน้ำมาให้หลวงพ่อแล้ว ประเดี๋ยวสรงน้ำเสร็จไปกับผมเถอะครับ"

หลวงพ่ออมยิ้ม

"เจ้าจะพาหลวงพ่อไปไหน"

อาเสี่ยประณมมือไหว้ระหว่างอก

"พาหลวงพ่อไปฉันข้าวครับ นี่มันก็เย็นค่ำแล้ว"

หลวงพ่อสะดุ้งเฮือก

"หลวงพ่อจะฉันได้อย่างไรกัน ตามปกติหลวงพ่อฉันเอ้กาเพียงวันละครั้งเท่านั้น"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ

"ไอ๊ยา ผมลืมไปครับหลวงพ่อ" แล้วเขาก็หันมาทางพวกเรา "ว้า-ดันพูดออกมาได้ นรกจะกินกบาล"

ข้าพเจ้าคลานเข้าไปใกล้หลวงพ่อแล้วก้มลงกราบท่านอีกครั้งหนึ่ง

"หลวงพ่อครับ"

"ว่ายังไงลูก"

ข้าพเจ้ามองดูท่านด้วยความเกรงใจยิ่ง

"กระผมอยากจะขอความกรุณาให้หลวงพ่อช่วยตรวจดูดวงชะตาของผมหน่อยเถอะครับ ผมรู้สึกตัวว่าผมกำลังมีพระเคราะห์"

หลวงพ่อพูดอย่างถ่อมตัว

"หลวงพ่อมีความรู้ในทางวิชาโหราศาสตร์น้อยเต็มทน อย่างที่เรียกว่างูๆ ปลาๆ นั่นแหละลูก"

อาเสี่ยพูดขึ้นเปรยๆ

"ปราชญ์มักถ่อมตน คนจนมักอวดมั่งมี"

พวกเราทั้งหมดต่างหันมามองดูกิมหงวนเป็นตาเดียว

"อะไรของแกวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดยิ้มๆ

อาเสี่ยว่า "เปล่าครับ ผมพูดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง"

หลวงพ่อโกยเอื้อมมือหยิบย่ามของท่านขึ้นมาวางบนตัก ล้วงมือลงไปในย่ามหยิบสมุดโน้ตเล็กๆ กับดินสอออกมา แล้วท่านก็มองดูข้าพเจ้าด้วยความเมตตาจิต

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ หลวงพ่อหลับตานิ่งเฉยทำปากขมุบขมิบ แล้วท่านก็ไต่ถามวันเดือนปีเกิดเวลาตกฟากของข้าพเจ้า ท่านเขียนลงบนสมุดโน้ตของท่านแล้วคำนวณตัวเลขตามหลักวิชาโหราศาสตร์ชั้นสูง พวกเราทุกคนนั่งนิ่งเฉย ข้าพเจ้ารู้สึกใจเต้นระทึกผิดปกติ

ในที่สุดหลวงพ่อก็เงยหน้าขึ้นมองดูข้าพเจ้าแล้วกล่าวว่า

"ลูกเอ๋ย ชะตาของเจ้าอยู่ในเกณฑ์ทีเดียว"

ข้าพเจ้าขมวดคิ้วย่น

"ดีหรือครับหลวงพ่อ การงานของผมกำลังยุ่งยากมากนี่ครับ"

หลวงพ่อยิ้มเล็กน้อย

"นั่นเกิดจากสิ่งแวดล้อมและสถานการณ์โดยทั่วๆ ไป การงานส่วนใหญ่ที่เจ้ากำลังคิดจะเลิกล้มใช่ไหมลูก"

"ถูกแล้วครับหลวงพ่อ หลวงพ่อคิดว่าผมจะเลิกทำดีไหมครับ"

หลวงพ่อโกยนิ่งอึ้งไปสักครู่

"พ่อว่าดีทีเดียว ขอให้เจ้าหันไปทำงานเก่าของเจ้าก่อน จนกว่าความยุ่งยากและอุปสรรคทั้งหลายจะผ่านพ้นไป"

ข้าพเจ้าก้มลงกราบนมัสการท่านอีกครั้งหนึ่งแล้วหันมาทางคณะพรรค ๔ สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ว่าไงปิ๋ว" ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ข้าพเจ้า "ลื้อจะเลิกล้ม 'หรรษา' หรือจะดื้อดึงทำต่อไป"

ข้าพเจ้ายิ้มแห้งๆ

"เลิกครับคุณอา ผมเลิกอย่างเด็ดขาด ผมจะพิมพ์ฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๑๗ กุมภาพันธ์เป็นฉบับสุดท้าย ต่อจากนั้นผมจะเริ่มงานพิมพ์หนังสือเล่มประเภทราคา ๑.๐๐ บาทของผมต่อไป และจะออกจำหน่ายวันละเล่มนับแต่วันที่ ๑ มีนาคม จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์บันดาลสาส์น ที่ถนนผ่าน

ฟ้า"

พล พัชราภรณ์กล่าวกับข้าพเจ้าด้วยความหวังดี

"พี่ ป. ระวังอย่าปล่อยให้แฟนของพี่ ป. เหินห่างไปได้เชียวนะครับ"

ข้าพเจ้าถอนหายใจหนักๆ

"ผมจะประกาศให้แฟนและหลานๆ ของผมได้ทราบทั่วกันครับ และผมจะไปประจำที่สำนักพิมพ์ "บันดาลสาส์น" ตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนหน้า เพื่อคอยต้อนรับแฟนและหลานๆ ของผมในเวลา ๑๕.๓๐ น. ถึง ๑๗.๐๐ น. ทุกวันเว้นวันเสาร์อาทิตย์"

ดร. ดิเรกยิ้มให้ข้าพเจ้าแล้วกล่าวขึ้นเบาๆ

"พี่ ป. เป็นกันเองกับแฟนและหลานๆ จึงมีผู้ติดตามบทประพันธ์ของพี่ ป. ตลอดมา แต่พี่ ป. ต้องทำใจให้เที่ยงธรรม อย่าพยายามรักหลานสาวให้มากกว่าหลานชายนะครับ"

ข้าพเจ้ายิ้มแหยๆ

"ผมรักเท่าๆ กันครับคุณหมอ แฮ่ะ แฮ่ะ"

นิกรหัวเราะคิก

"ให้พี่ ป. ตายโหง"

"บ๊ะแล้ว " ข้าพเจ้าชักฉิว "คนอย่างผมไม่ชอบสบถสาบานหร็อกคุณนิกร ให้ดิ้นตายซีเอ้า"

พวกเราหัวเราะกันขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นหลวงพ่อก็กรุณาตรวจดูดวงชะตาให้ข้าพเจ้า

"การงานของเจ้ายังจะรุ่งเรืองต่อไปถ้าหากว่าเจ้ามีความอุตสาหะมานะพยายามไม่ท้อถอย ลูกเอ๋ย ผู้ที่ประกอบอาชีพในทางสุจริตธรรมนั้นไม่ต้องกลัวยากจนหร็อกลูก ผีสางเทวดาย่อมคุ้มรักษาเสมอ หลวงพ่อขอให้เจ้าทุกคนยึดมั่นอยู่ในศีลในธรรม อย่าแสวงหาความสุขจากความเดือด

ร้อนและความทุกข์ยากของคนอื่น จงแผ่เมตตาให้เพื่อนมนุษย์และสัตว์ทั้งหลาย ทำจิตใจของเจ้าให้บริสุทธิ์ ทำได้อย่างนี้ลูกของหลวงพ่อก็จะมีความสุขสืบไป การพยากรณ์โชคชะตานั้นไม่จำเป็นหร็อกลูก บุคคลเมื่อทำดีประกอบกรรมในสิ่งที่ชอบที่ควร ผลแห่งกรรมนั้นก็จะตอบสนอง

แต่ในสิ่งที่ดีงาม"

นิกรกระพุ่มมือขึ้นเหนือศีรษะ

"สาธุ กระผมขอน้อมรับโอวาทของหลวงพ่อใส่ใจไว้อย่างไม่มีวันลืม อ้า-ผมขอติดตามไปธุดงค์กับหลวงพ่อสักคนได้ไหมครับ"

หลวงพ่อโกยหันมามองดูนายจอมทะเล้นแล้วยิ้มให้

"เจ้าจะไปกับหลวงพ่อก็ได้ แต่เจ้าจะต้องบรรพชาเสียก่อน"

นิกรทำตาปริบๆ

"ผมเป็นฆราวาสอย่างนี้ไม่ได้หรือครับ"

หลวงพ่อสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หร็อกลูก พ่อคิดว่าเจ้ายังไม่มีความอดทนพอที่จะจาริกไปกับหลวงพ่อได้ เจ้าอย่านึกว่าเจ้าจะได้รับความสุขสบาย"

"นั่นน่ะซีครับ อะไรก็ไม่ร้ายเท่ากับเสือหร็อกครับ กระทรวงสาธารณสุขเขาว่ายุงร้ายกว่าเสือ แต่ผมคิดว่ายุงอยู่ในมุ้งสิบตัวยังดีกว่าเสือหลุดเข้าไปในมุ้งเพียงตัวเดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบศีรษะนิกร

"เฮ้ย-อย่าพูดเล่นกับท่านโว้ย ท่านเป็นพระสงฆ์องค์เจ้า"

พวกเราต่างสนทนาปราศรัยกับหลวงพ่อโกยด้วยความเคารพและเลื่อมใสในตัวท่าน หลวงพ่อถือโอกาสอบรมสั่งสอนพวกเราโดยให้ยึดมั่นในศีลธรรมและคุณธรรม

อีกสักครู่หนึ่งเสี่ยหงวนก็ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย-ดูโน่น"

เราต่างหันไปทางซ้ายมือตามสายตาของอาเสี่ย แล้วพวกเราก็แลเห็นหญิงชายชาวพื้นเมืองไม่ต่ำกว่า ๒๐ คนหาบน้ำเดินตามกันมาเป็นทิวแถว ต่างนำน้ำไปวางหน้ากลดพระภิกษุสงฆ์เหล่านั้น พวกเรารีบลุกขึ้นเดินเข้าไปยังพวกหาบน้ำเพื่อควบคุมให้เขาจ่ายน้ำให้พระธุดงค์โดยทั่ว

หน้ากัน เราทุกคนรู้สึกอิ่มอกอิ่มใจมากเท่าที่เราได้ร่วมกันสร้างบุญกุศล

กระทาชายนักขายน้ำพาตัวเดินเข้ามาหาพวกเราด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสผิดปรกติ เขายกมือไหว้เสี่ยหงวนแล้วพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ผมและวงศาคณาญาติของผมทั้งทางฝ่ายบิดาและมารดาของผมได้หาบน้ำมาถวายพระแล้วครับ อ้า-เมียผมเขาอยากให้เจ้านายกรุณาจ่ายเงินล่วงหน้าให้เรา แฮะ แฮ่ะ"

กิมหงวนชักฉิว

"ยังไงกันวะ ตักมาถวายพระให้ครบทุกองค์เสียก่อนซี"

"แฮะ แฮ่ะ ปี๊บไม่พอครับ"

อาเสี่ยเม้มปากแน่น

"แล้วแกจะคิดยังไงล่ะ"

กระทาชายหน้าโลหิตนิ่งตรึกตรองอยู่สักครู่

"คิดเหมาก็แล้วกันครับ พวกผมจะตักน้ำมาถวายพระให้ครบทุกองค์ คิด ๒ ปี๊บต่อหนึ่งองค์รวด"

ดร. ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ดีแล้ว แกจัดการตักน้ำมาถวายพระองค์ละ ๔ ปี๊บ ฉันกับเพื่อนของฉันจะออกเงินกันคนละครึ่ง และจะคิดเท่าไรว่ามา"

เจ้าหมอนั่นตอบทันที

"คิดเพียง ๖๐๐ บาทเท่านั้นแหละครับ"

นายแพทย์หนุ่มหันมายื่นมือให้กิมหงวนจับ

"แกกับกันจ่ายคนละครึ่ง นึกว่าเราทำบุญร่วมกัน"

กิมหงวนยิ้มแป้น

"ตกลง จ่ายเงินให้เขาไปเสียเดี๋ยวนี้ก็แล้วกัน แกสังเกตดูเจ้าหมอนี่เถอะ โลหิตที่หน้าไหลออกซิบๆ แล้ว"

อาเสี่ยกับนายแพทย์หนุ่มต่างล้วงกระเป๋าหยิบเงินออกมาชำระค่าน้ำให้คนละ ๓๐๐ บาท ชายผู้นั้นยกมือไหว้ปะหลกๆ แล้วรับเงินมาถือไว้ นิกรเดินเข้ามาหาพูดกับกระทาชายนักฉวยโอกาสทันที

"ว่ายังไงโว้ยน้องชาย น้ำร้อนถวายพระได้หรือยัง ให้ท่านฉันวันนี้นะโว้ยไม่ใช่พรุ่งนี้หรือมะรืนนี้"

เจ้าหมอนั่นหัวเราะอย่างใจเย็น

"ถวายองค์ละกานะครับ"

"เออ"

"ใส่ชาจีนหรือน้ำต้มเปล่าๆ ครับ"

นิกรนิ่งคิด

"มีชาดีๆ หรือเปล่า"

"มีครับ มีหลายยี่ห้อ อันบู๋จู๋จี๋, ตราหงส์หยก แล้วก็ยี่ห้อบ้วนทิ้ง"

นิกรหัวเราะ

"ลำบากนักเอาน้ำต้มเปล่าๆ ดีกว่า"

"ครับ ครับ ประเดี๋ยวผมจะจัดมาถวายพระทุกๆ องค์ แต่....กรุณาจ่ายทรัพย์ให้ผมเสียก่อนเถอะครับ ผมคิดเพียง ๑๕๐ บาทเท่านั้น"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก แก้เข็มขัดคาดเอวแล้วแกะกระดุมกางเกงออกล้วงมือลงไปในกระเป๋ากางเกง หยิบห่อผ้าแดงเก่าๆ ขึ้นมาแก้ออก ในห่อผ้ามีธนบัตรใบละร้อยบาทและธนบัตรย่อยอยู่มากมาย นายจอมทะเล้นนับเงินส่งให้คนขายน้ำ ๑๕๐ บาท แล้วเก็บเงินไว้ในกระเป๋า

กางเกงอย่างหน้าตาเฉย

คณะพรรค ๔ สหายกับข้าพเจ้าต่างวุ่นวายบริการพระภิกษุสงฆ์เหล่านี้จนกระทั่งความมืดขมุกขมัวปกคลุมไปทั่ว พระคุณเจ้าทั้งหลายได้สรงน้ำอย่างสบายใจ และเป็นครั้งแรกที่ท่านได้สรงน้ำอย่างฟุ่มเฟือย บรรดาพระภิกษุเหล่านี้ต่างพากันมองดูพวกเราอย่างชื่นชม

พวกเรากลับมานั่งรวมกลุ่มกันอยู่ที่หน้ากลดของหลวงพ่อโกย ขณะที่เรากำลังสนทนากันอยู่อย่างเงียบๆ ก็บังเกิดลมพายุพัดผ่านมาอย่างรุนแรง ต้นโพธิ์ใหญ่ไหวกราวไปหมด ผงคลีมืดคลุ้ม ใบไม้แห้งปลิวว่อน

ทันใดนั้นเองก็เกิดอิทธิปาฏิหาริย์ที่ทำให้พวกเราและพระภิกษุทั้งหลายตื่นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าว สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ปรากฏพระฉายาลอยเด่นอยู่ในอากาศให้พวกเราและพระธุดงค์ทั้งหลายได้แลเห็นทั่วหน้ากัน

พระบรมศาสดาลอยเด่นเห็นเลือนลางไม่สู้ถนัดนัก บรรดาพระธุดงค์ทั้งหลายและพวกเราต่างก้มลงกราบนมัสการโดยทั่วหน้ากัน แล้วพระภิกษุทั้งหลายต่างก็ประณมมือสวดระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

"นะโม ตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธสะ"

เสียงนะโมครางกระหึ่มไปทั่วบริเวณนั้น ข้าพเจ้ารู้สึกขนพองสยองเกล้าเมื่อได้เห็นอภินิหารของพระองค์ ข้าพเจ้ารู้สึกโสมนัสใจเป็นล้นพ้น ไม่เสียแรงที่ข้าพเจ้าได้บุกบั่นมานมัสการรอยพระบาทของพระองค์

หลวงพ่อโกยกล่าวกับพวกเราเบาๆ

"ลูกเอ๋ย บุญตาของพวกเราแล้ว พระองค์ได้แสดงปาฏิหาริย์ให้พวกเราเห็นก็เพราะทรงเห็นใจพวกเราที่พากันมากราบไหว้รอยพระบาทของพระองค์"

นิกรจุ๊ย์ปากเบาๆ

"ผมตื่นเต้นเหลือเกินครับหลวงพ่อ เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมได้เห็นบุญฤทธิ์ของพระองค์ในครั้งนี้"

หลวงพ่อโกยยิ้มเศร้าๆ

"หลวงพ่อเองก็เพิ่งได้เห็นประจักษ์แก่ตาในครั้งนี้ลูกเอ๋ย เป็นบุญของเราที่ได้เห็นพระองค์ คงจะมีความสุขความเจริญอย่างไม่ต้องสงสัย ถึงแม้ว่าพระองค์เสด็จสู่ปรินิพพานไปเกือบ ๒,๕๐๐ ปีแล้ว พระธรรมของพระองค์ก็ยังอยู่ไม่มีวันสิ้นสูญได้"

ค่ำแล้ว ความมืดกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่ง พวกเราสนทนากับหลวงพ่อโกยอีกสักครู่ก็กราบนมัสการท่าน หลวงพ่อได้ให้ศีลให้พรพวกเรามากมาย

คืนนั้น เรานอนที่โรงเจหนึ่งคืน พอรุ่งอรุณของวันใหม่พวกเราก็เดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยรถ 'บูอิค' เก๋งของนายแพทย์หนุ่ม เรามาถึงพระนครในเวลา ๙.๐๐ น. เศษ ซึ่งระหว่างทางเราแลเห็นซากรถยนต์ทั้งรถโดยสารและรถเก๋งกลิ้งอยู่ในคูข้างทางหลายคัน.

จบตอน