พล นิกร กิมหงวน 028 : ขโมยศพ

ทั้งๆ ที่ใครๆ ประณามว่า การสังคมกับผู้หญิงอย่างว่า เป็นพฤติการณ์ที่น่าอับอายไม่เหมาะไม่ควร ผู้ชายเราก็แอบไปหาแม่เทพธิดาราตรีกันบ่อยๆ นับตั้งแต่ท่านผู้ใหญ่ยิ่งในวงราชการ ตลอดจนอัศวินอัศเพลสทั้งหลายก็อดที่จะไปหาความสุขไม่ได้ นักธุรกิจชั้นสูง พ่อค้าคหบดี ทนายความ นายแพทย์ นักประพันธ์ หรือข้าราชการพนักงานบริษัท ห้างร้าน ตลอดจนกรรมกรหาเช้ากินค่ำล้วนแต่เคยสังคมกับแม่เทพธิดาราตรีมาแล้ว

ที่มีเงินกระเป๋าหนักก็เที่ยวแบบชั้นสูง แถวถนนหลังสวน, บางกะปิซอยกลางและซอยอื่นๆ หรือม่ายก็ตามร้านตัดเสื้อบางแห่ง ที่กระเป๋าเบาหน่อยก็เพียงเที่ยวแถวนางเลิ้ง, หลังอาคารราชดำเนิน, ตามโรงแรมต่างๆ แพร่สรรพศาสตร์ ที่กระเป๋าค่อนข้างแฟบ เรียกว่าเบี้ยน้อยหอยน้อยก็เลือกเที่ยวสถานที่ย่อมเยาหน่อย เช่น สะพานถ่าน, หน้าโรงหวย หรือหัวลำโพง

สุภาพบุรุษคนใดที่บอกว่า เขาไม่เคยเที่ยวซุกซนอย่างว่านี้ หมายความว่าเขาโกหกตัวเองและโกหกท่าน มิฉะนั้น เขาก็อาจจะมีความเป็นลูกผู้ชายไม่สมบูรณ์ พอใจกับชีวิตประจำวันอันซ้ำๆ ซากๆ น่าเบื่อหน่าย

มันเป็นความอยุติธรรมอย่างร้ายกาจ ที่สังคมประณามพวกนกราตรีทั้งหลายว่า เป็นผู้หญิงคนชั่ว เป็นคนสารเลว เปล่า... หล่อนไม่เคยสร้างความสุข ความมั่งมีของหล่อนจากความพินาศล่มจม หรือความเดือดร้อนของคนอื่นเลย หล่อนประกอบอาชีพด้วยสัมมาอาชีพเป็นการค้าที่ปราศจากเล่ห์เหลี่ยมคดโกงใคร แต่จะให้ถึงกับให้ออกใบเสร็จรับเงินปิดอากรแสตมป์ ให้ลูกค้าที่ไปอุดหนุนนั้นย่อมเป็นของเหลือวิสัย โสเภณีหาใช่คนชั่วหรือคนเลวไม่ มนุษย์เราทุกคนจำเป็นต้องดิ้นรนช่วยตัวเอง แม่นกราตรีเหล่านั้นไม่มีวิชาความรู้ ไม่มีใครยื่นมือเข้าช่วยเหลือโอบอุ้มหล่อน หล่อนก็ต้องตัดสินใจเปิดการค้าขึ้น เพื่อต้องการรายได้มาเลี้ยงชีวิต จริงอยู่การค้าของหล่อนปราศจากเสรีต้องวิ่งหนีตำรวจ และผจญกับบรรดานักเบ่งทั้งหลายบ่อยๆ แต่หล่อนก็มีรายได้อย่างงดงาม โดยไม่ต้องลงทุนเลย เพียงแต่ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ชั่วประเดี๋ยวประด๋าวก็ได้เงินตอบแทน

คณะพรรค ๔ สหายของเราท่านก็ทราบดีแล้วว่า ทุกคนล้วนแต่มีฐานะเป็นเศรษฐี ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาเสี่ยกิมหงวนนั้น ใครๆ ก็ทราบว่าเป็นมหาเศรษฐีหมายเลขหนึ่งแห่งประเทศไทย ๔ สหายเป็นคนหนุ่มที่ยังปรารถนาในรูป, รส, กลิ่นเสียง ดังนั้น ในยามว่างพักผ่อนการงานพล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก จึงพากันท่องเที่ยวไปตามสำนักแม่งามต่างๆ ป้าหยิบ, หม่อมแข, เจ๊เมียด, น้าอยู่ และเจ๊หนอม ได้ข่าวว่าที่ไหนมีตัวอ่อนๆ และใหม่เอี่ยม บรรดาสาธุชนที่มีสตางค์ทั้งหลายก็พากันไปอุดหนุนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง โดยเฉพาะวันต้นเดือน แทบทุกวิมานคึกคักและครื้นเครงผิดปกติ

คืนวันนั้น ตอนหัวค่ำ "คาดิลแล็ค" เก๋งคันงามแล่นมาจอดหน้าสำนักเจ๊หนอม มันเป็นวันที่ค่อนมาทางปลายเดือนมากแล้ว ประกอบทั้งฝนกำลังตกพรำ พวกลูกค้าจึงไม่มีใครมาเที่ยวหาความสุขความสำราญ แต่ ๔ สหายของเราไม่จำเป็นจะต้องต้นเดือนหรือปลายเดือน นึกจะเที่ยวเมื่อไรก็ชวนกันแต่งตัวนั่งรถเก๋งออกจากบ้าน หาความสุขตามประสาคนที่มีสตุ้งสตางค์เหลือใช้

สำนักใหม่ของเจ๊หนอมอยู่ในซอยๆ หนึ่งใกล้กับกรมอุตุนิยมวิทยาของทหารเรือ เจ๊หนอมเพิ่งย้ายมาจากซอยกลางเมื่อเร็วๆ นี้ ทำพิธีเปิดป้ายอย่างมโหฬารที่นี่ เป็นตึกสองชั้นกลางเก่ากลางใหม่ แต่ใหญ่โตกว้างขวางมาก ถนอมหรือเจ๊หนอม เช่าตึกหลังนี้ในราคาค่าเช่าเดือนละ ๓,๐๐๐ บาท มีบริเวณบ้านประมาณไร่ครึ่ง เป็นวิมานเมืองฟ้าที่หรูหรา มีบริการรวดเร็วทันใจ ให้ความสะดวกแก่ลูกค้า มีตู้เย็นขนาดใหญ่ มีเครื่องรับวิทยุกระจายเสียงพร้อมด้วยเครื่องเล่นแผ่นเสียง มีโทรศัพท์ให้ลูกค้าพูดโกหกเมียทางบ้านว่าติดธุระที่โน่นที่นี่ หรือมิฉะนั้น ถ้าเมียจะมาตามอาละวาด คนใช้ที่บ้านก็โทรศัพท์มาบอกให้รู้ตัว เคลื่อนย้ายกำลังไปเสียก่อน

๔ สหายเพิ่งกลับมาจากภัตตาคารแห่งหนึ่ง เนื่องในงานกินเลี้ยงของสมาคม "จีนไทยพี่น้องกัน" พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก แต่งสากลนั่งรวมกันอยู่ตอนหน้ารถ ทั้ง ๔ คนอยู่ข้างจะมึนเมาและอาเสี่ยกิมหงวนของเราเมาจนแทบจะครองสติไม่ได้

อาเสี่ยนัยน์ตาปรือนั่งคอง่อกแง่กอยู่ในรถ เขามองเข้าไปในบ้านเจ๊หนอมซึ่งสว่างไสวด้วยแสงไฟฟ้าและนีออนแล้วเขาก้หันมาถามนิกรด้วยเสียงอ้อแอ้

"นี่มันที่ไหนกันวะ"

นิกรหลับตาพูดเสียงอ้อแอ้เช่นเดียวกัน

"แกช่วยแหกตากันหน่อยซี กันจะได้ดูให้รู้แน่ว่าที่นี่มันที่ไหน อือฮื้อ-หนักหนังตาจนลืมไม่ขึ้น" แล้วนิกรก็ทอคอขย้อนเหมือนกับจะคายแก้ว "อั๊วะ...อ๊อก.."

ดร. ดิเรกจุ๊ปาก

"เฮ้-เว๊ท เอ มินิต เสียดายโว้ย อย่าให้มันออกมาเลย"

นายจอมทะเล้นลืมตาขึ้นมองดูโลกแล้วยิ้มแห้งๆ

"ไม่ต้องกลัว...คนอย่างอั๊วยอมตายดีกว่ายอมอ้วกอกมาแฮ่ะ แฮ่ะ วันนี้ซำบายดีเหลือเกิน โลกนี้เป็นของอั๊วโว้ย แต่ว่า พวกเรากำลังพากันมาหาโรคนี่เว้ยหรือยังไงพรรคเพียก นี่มันบ้านเจ๊หนอมนี่หว่า"

พลว่า "แกกลัวจะเป็นโรคก็นั่งเฝ้ารถอยู่นี่ก็แล้วกัน เราสามคนจะขึ้นไปคุยกับเด็กๆ ของเจ๊หนอมสักประเดี๋ยว"

นิกรพยักหน้า

"โอ.เค. เนโร เชิญ-เชิญตามสบาย กันจะเฝ้ารถให้ เดี๋ยวนี้ผู้หญิงไม่มีความหมายอะไรสำหรับคนอย่างคุณนิกรหรอก อั๊วะ...ว้า..มันผะอืดผะอมชอบกลโว้ย"

พลยกฝ่ามือผลักหน้านายจอมทะเล้นค่อนข้างแรง แล้วพาเพื่อนเกลอทั้งสองลงจากรถเก๋งคันงาม ซึ่งมีราคาเป็นเรือนแสน สามสหายพากันเดินเปะปะเข้าไปในเขตบ้านเจ๊หนอมเอเย่นต์รุ่นลายคราม ดำเนินอาชีพที่ไม่ต้องลงทุนมาตั้งแต่ครั้งสมัยสวนสนุก, แม๊คซิม, โรสฮอล เมื่อครั้งกระโน้น

นิกรนั่งหลับอยู่ในรถ เอนหลังพิงข้างรถในสภาพครึ่งนั่งครึ่งนอนไขว้ห้างอย่างสบายใจ ปล่อยให้เพื่อนเกลอทั้งสามเปิดการสวิงอย่างสุดเหวี่ยงตามอัธยาศัย

แต่แล้วนิกรก็ได้ยินเสียงแจ๋วๆ ของผู้หญิงคนหนึ่งร้องลิเกดังขึ้นที่ริมรั้วบ้าน กระดิ่งทองลืมตาโพลง รีบลุกขึ้นนั่งทรงตัวตรง ตั้งอกตั้งใจฟังเสียงร้อง

เย็นย่ำค่ำแล้ว

กระดิ่งทองของน้องแก้วหายไปไหน

ไม่มาชื่นชิดเชยอกเอ๋ยน่าน้อยใจ...

นิกรยิ้มแป้น เปิดประตูพรวดพราดลงจากรถ สะดุดเท้าตัวเองเสียหลักหกล้มป้าบ

"ว้าย ตาเถร"

นิกรค่อยๆ ลุกขึ้นยืน

"ไม่ใช่ตาเถรหรอกจ้ะ ฉันเอง แฮ่ะ แฮ่ะ วันนี้แก่ดีกรีไปหน่อย" แล้วนิกรก็รำป้อเดินเข้ามาหาแม่เทพธิดาราตรีเจ้าของร่างอวบอัดขาวผ่องตนหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิของเจ๊หนอม

นายจอมทะเล้นร้องลิเกเสียงแจ๋ว

แม่ฝรั่งข้างรั้ว

จะปล่อยให้สุกคาขั้วพี่อาลัยเหลือ

ให้พี่สอยเถิดเนื้อนิ่ม

จะได้ไปจิ้มพริกกะเกลือ...

เตร็งเต็งเต่งเตร๊ง เต็งเต่งเตร๊งเต็งเตร๊ง

แม่ยอดกะหรี่ศรีสยาม

เพราะความรักจึงติดตามมาหาเธอ

พี่นี้รักแจ่มจันทร์

ถึงกับพี่นอนฝันเฝ้าละเมอ

เห็นหน้าน้องสร่างทุกข์เหมือนกับถูกหวยเบอร์...

ตูเหร่งเต็งเตรง ตู๊เร็งเต็งเตร๊ง

แล้วกระดิ่งทองก็โผเข้ากอดหล่อน

"แจ่มจันทร์จ๋า พระราชบิดาให้พี่มารับน้องกลับไปบ้านเมืองของเรา"

แม่สาวเวียงเหนือหัวเราะคิ๊ก เอียงแก้มให้นิกรจูบโดยดี

"ไม่กลับละค่ะ หนูอยากอยู่กับน้าหนอมสบายดีแล้ว"

นิกรผิวปากหวือ ยกมือจับคางหล่อน

"หนูไปหัดร้องยี่เกมาจากไหนจ๊ะจันทร์"

แจ่มจันทร์ยิ้มอ่อนหวาน

"จำจากวิทยุค่ะ"

"อ้อ ร้องได้เพราะมากที่เดียว"

พูดพลางประคองหล่อนพาเดินตรงไปยังตัวตึกใหญ่

"เห็นหนูแล้วเสียดายความสวยของหนูเหลือเกินให้ดิ้นตาย ถ้าหากว่าหนูยังเป็นสาวละก้อส่งเข้าประกวดนางสาวไทยเป็นได้สวมมงกุฎเพชรเด็ดขาด เฮ้อ-ปาก, แก้มคิ้วคาง กระจุ๋มกระจิ๋มไม่น่าจะมาขายกะหรี่ปั๊บเลย หนูไปเป็นเมียน้อยพี่เอาไหม"

แจ่มจันทร์สั่นศรีษะ

"หนูไม่ต้องการเป็นเมียน้อยใครและเป็นเมียหลวงใครหรอกค่ะ ถ้าหนูจะมีผัวก็ต้องมีผัวเดียวเมียเดียว"

เขาพาหล่อนขึ้นมาบนเรือน แจ่มจันทร์เป็นดาราดวงเด่นของสำนักเจ๊หนอม ค่าตัวหล่อน ๑๐๐ บาทเท่าๆ กับคนอื่น แต่แจ่มจันทร์มีรายได้มากกว่าใครเพราะมีแฟนมาก

ภายในห้องรับแขกอันหรูหราของสำนักเจ๊หนอม พล, กิมหงวน กับ ดร. ดิเรก กำลังดื่มสุราโลมนารีกันด้วยความสุข เจ๊หนอมมีเหล้าและเบียร์ขายในราคาแพงลิบ พร้อมทั้งกับแกล้มบางอย่าง เช่นมันทอด, ถั่วทอดและแหนม, ข้าวเกรียบกุ้ง อาเสี่ยสั่งตราขาวมาเลี้ยงเพื่อนหนึ่งขวด แหนมอีกสองจาน นิกรพาแจ่มจันทร์เดินเข้ามาในห้อง พลแลเห็นเข้าก็หัวเราะลั่น

"ไหนแกว่าจะเฝ้ารถยังไงล่ะ"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"ก็ตั้งใจว่าอย่างนั้น แต่แจ่มจันทร์มีแก่ใจลงไปเรียกกันที่รถ กันก็เลยต้องขึ้นมารับบริการจากหล่อน" พูดจบนิกรก็ประคองแจ่มจันทร์ ไปนั่งบนโซฟา แล้วร้องยี่เกอีก

งามเอ๋ยงามพร้อม

แม่ดาราซ่องเจ๊หนอมพี่ขอหอมสักที

พระจันทร์งามหรือจะเทียบเปรียบจันทร์พี่..

เฮ้ย" อาเสี่ยเอ็ดตะโรลั่น "ที่นี่วิมานฉิมพลีโว้ย ไม่ใช่วิกยี่เก ไม่รู้จะร้องหาอะไร"

นิกรหัวเราะ เขามองดูเพื่อนเกลอทั้งสาม พลนั่งประคองกอดแม่สาวงามคนหนึ่งอยู่บนโซฟาข้างหน้าต่าง เสี่ยหงวนกำลังออเซาะกับแม่สาวน้อยร้อยชั่งเจ้าของนามวารุณี ส่วนนายแพทย์หนุ่มมีแม่สาวครึ่งชาตินัยน์ตาสีฟ้าผมทองนั่งอยู่บนตักเขา หล่อนชื่อมากาเร็ต อายุไม่เกิน ๑๗ ปี แต่รูปร่างสูงใหญ่เหมือนแหม่มซึ่งถูกอกถูกใจดิเรกมาก

วันนี้นายแพทย์หนุ่มเมามากที่สุด นั่งอมยิ้มนัยน์ตาปรือ มากาเร็ตกล่าวกับ ดร. ดิเรกเบาๆ

"พี่ไปนอนพักผ่อนที่ห้องหนูสักงีบไม่ดีหรือคะ"

ดร. ดิเรกยิ้มแห้งๆ

"เดี๋ยวก่อน ให้พี่กินเหล้าอีกสักห้าหกขวดค่อยไปนอน ง่า-หนูรู้จักหรือเปล่าว่าพี่เป็นใคร"

มากาเร็ตยิ้มอย่างยียวน

"รู้จักซีคะ ทำไมหนูจะไม่รู้จัก พี่เคยมารับบริการจากหนูตั้งหลายหนแล้ว พี่คือคุณหมอดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นายแพทย์และนักวิทยาศาสตร์ผู้เรืองนามของประเทศไทย"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ ถ้าหนูป่วยไข้ไม่สบายไปหาพี่ได้ พี่อยู่ประจำร้าน "ดิเรกคลีนิค" อาคารราชดำเนิน สำหรับหนูฉีดยาผ่าตัดรักษาฟรี"

แม่สาวงามกระพุ่มมือไหว้เขา

"ขอบคุณค่ะ ถ้ายังงั้นพรุ่งนี้หนูจะไปหานะคะ"

ทันใดนั้นเอง ผู้หญิงกลางคนรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำคนหนึ่ง อายุประมาณ ๔๐ ปี แต่งกายหรูหราได้พาตัวเดินเข้ามาในห้องรับแขกอย่างรีบร้อน หล่อนคือเจ๊หนอมหรือนางถนอมเจ้าของและผู้อำนวยการสำนักนี้นั่นเอง

ถนอมรีบยกมือไหว้ ๔ สหายอย่างเคารพนบนอบเพราะถือว่า คณะพรรค ๔ สหายเป็นลูกค้าพิเศษของหล่อน และอุดหนุนหล่อนมาหลายปีแล้ว ตั้งแต่ครั้งเจ๊หนอมเช่าบ้านเล็กๆ อยู่ทางสี่พระยาในตรอกสองพระ ก่อนมหาสงครามอาเชียบูรพา

"สวัสดีค่ะ"

หล่อนพูดยิ้มๆ

"ประทานโทษนะคะ ดิฉันเพิ่งกลับมาจากเล่นไพ่เดี๋ยวนี้เอง"

พลยิ้มให้หล่อน

"ไปเล่นที่ไหนเจ๊"

"บ้านติดๆ กันนี่แหละค่ะ พอเข้ามาทางประตูหลังบ้าน เด็กๆ ก็บอกว่าพวกคุณมา ท่านเจ้าคุณไม่ได้มาด้วยหรอกหรือคะ"

หล่อนถามถึงเจ้าคุณปัจจนึกฯ

นิกรว่า "เปล่าจ้ะเจ๊ คุณพ่อบอกว่าเมื่อเดือนก่อนมาหาเจ๊หนอม ถูกเจ๊หนอมทำพิษเข้าให้ต้องให้ดิเรกฉีดเพนิซิลินให้ถึง ๒๐ ล้านยูนิต"

เจ๊หนอมลืมตาโพลง ยกมือขวาทาบอก

"ต๊ายตาย ดิฉันไม่เคยเป็นอะไรนี่คะ"

นิกรหัวเราะ

"คุณพ่อท่านก็ไม่เคยไปยุ่งกับใครนี่นา นอกจากเจ๊หนอมตนเดียวเท่านั้น"

พลพูดตัดบท

"เป็นของธรรมดาน่าอ้ายกร ไม่น่าจะตัดพ้อต่อว่าเจ๊หนอมเลย เป็นทหารออกศึกมันก็ต้องถูกอาวุธข้าศึกเจ็บป่วยบ้างละ"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงโว้ย"

ถนอมเดินมานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง โอภาปราศรัยกับ ๔ สหายอย่างนอบน้อมหล่อนและเด็กๆ ของหล่อนพอใจต้อนรับ ๔ สหายของเรามากกว่าใครๆ เพราะทุกครั้งที่ ๔ สหายมาเที่ยวที่นี่ หล่อนจะต้องได้เงินค่าบริการและค่าเหล้าค่ากับแกล้มไม่ต่ำกว่าพันบาท

"เมื่อยขบก็ให้แม่วารุณีแกบีบนวดให้ซีคะเสี่ย"

ถนอมกล่าวกับเสี่ยหงวน

อาเสี่ยหัวเราะ

"จ้ะ เมื่อยเหลือเกิน หมู่นี้เส้นสายมันตึงเครียดไปหมด แต่ว่าประเดี๋ยวค่อยนวดก็ได้"

ถนอมเปลี่ยนสายตามาที่นายแพทย์หนุ่ม

"โถ คุณหมอของดิฉันคงจะเมามาก นั่งตาปรือเชียว"

ดร. ดิเรกลืมตาโพลง

"โน-ไม่เมาหรอกจ้ะ ฉันอยู่ประเทศอินเดียฉันกินวิสกี้ตราขาวครั้งละ ๒ โหลฉันยังไม่เมา ท่านมหาราชาจันทรกุมารถึงกับออกปากว่า ฉันกินเหล้าเก่งที่สุดในโลก เป็นยังไงเจ๊ หมู่นี้การค้าได้ผลดีหรือ"

ถนอมหัวเราะ

"จะดีอะไรคะคุณหมอ ย่างเข้าหน้าฝนแล้ว พวกขาประจำหายหน้าไปหมด พวกนักเบ่งทวีขึ้น มาถึงก็อวดอ้างอิทธิพล พูดแล้วดิฉันหมดศรัทธาที่จะหากินอย่างนี้ ช่างไม่เห็นใจกันบ้างเลย ตัวฟรีก็ไม่ว่า ยังจะพาเพื่อนฝูงมาฟรีอีก"

พลว่า "การค้าอย่างนี้ก็ต้องอดทนหน่อย เรื่องเบ่งสมัยนี้เป็นของธรรมดามึงเบ่งกูเบ่ง เบ่งเข้าหากัน แล้วก็อ้ายการเบ่งนี่แหละ ทำให้คนที่ไม่มีอิทธิพลอะไร คือคนธรรมดาอย่างเราๆ ไม่ยอมให้ความร่วมมืออะไรกับพวกนักเบ่งผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นเลย แม้แต่หน้าเราก็ไม่อยากจะมองเพราะกลัวจะมีเรื่อง นี่แหละสามัคคีธรรมของชาติไทยเราจึงไม่ดีเหมือนชาติอื่น ใครถูกกดขี่ข่มเหงรังแกคนนั้นก็เจ็บช้ำน้ำใจผูกใจเจ็บ อ้ายคนที่ข่มเหงเขาได้ ก็ใช้อิทธิพลข่มขู่เขาเรื่อยๆ ไป ฉันว่าเป็นเรื่องที่รัฐบาลควรจะรีบเร่งแก้ไข อย่ายอมให้มีการเบ่งเกิดขึ้นได้"

ถนอมเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีคะ คนไทยด้วยกันไม่น่าจะใช้อิทธิพลข่มเหงรังแกกันเลย ผู้ที่มีอำนาจถ้าใช้พระคุณควบกับพระเดชใครๆ ก็ยกย่องเคารพนับถือ เดี๋ยวนี้น่ะ คนที่เขาเป็นผู้ดีจริงๆ ไม่ใคร่จะกล้าย่างกรายออกจากบ้านหรอกค่ะ จะมาเที่ยวหาความเพลิดเพลินบ้างก็กลัวมีเรื่อง เมื่อคืนวันพุธที่แล้ว มีท่านผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่งมาเที่ยวที่นี่ เกิดหมั่นไส้พวกอาเสี่ยกลุ่มหนึ่งเลยควักปืนออกมายิงขึ้นฟ้าสองสามนัด เล่นเอาอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน"

เสียงรถยนต์คันหนึ่งแล่นมาจอดหน้าบ้านเจ๊หนอม และเสียงแตรไฟฟ้าก็กดติดๆ กันหลายครั้ง เสี่ยหงวนทำหน้าตื่นๆ

"เฮ้ย แตรรถบูอิคนี่หว่า หรือเมียมาตามเรา..."

นิกรหัวเราะ

"อย่าปอดลอยไปหน่อยเลยวะ รถบูอิคมีตั้งหลายร้อยคันแตรมันก็เหมือนกันทั้งนั้น เมียจะมาทำไมวะ คนอย่างนายนิกรไม่เคยกลัวเมียเลย"

พลลุกขึ้นเดินไปที่หน้าต่างห้องรับแขก แล้วสะดุ้งเฮือก หันขวับมาทางนิกรพลางพูดละล่ำละลัก

"เฮ้ย เมียเรามาจริงๆ แหละโว้ย อ้ายแห้วกำลังเดินนำหน้าพาเข้ามาในบ้านนี้"

นิกรใจหายวาบ พรวดพราดลุกขึ้นยืนพูดกับเจ๊หนอมทันที

"เจ๊หนอม อย่าบอกเชียวนะว่าฉันมาที่นี่"

พูดจบ นายจอมทะเล้นซึ่งคุยอยู่หยกๆ ว่าไม่กลัวเมียก็รีบมุดเข้าไปใต้โซฟา

พลหัวเราะก้าก

"ออกมา อ้ายกร อ้ายแห้วกับคุณอามากันเพียงสองคนเท่านั้น ออกมาเถอะ"

นิกรถอนหายใจโล่งอก ๓ สหายกับเจ๊หนอมและแม่สาวน้อยทั้ง ๔ คน หัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน นิกรคลานออกมาจากใต้โซฟา และลุกขึ้นยืนทำหน้ากระเรี่ยกระราด เจ๊หนอมหัวเราะคิ๊ก

"ไหนคุยว่าไม่กลัวเมียยังไงล่ะคะคุณนิกร"

นิกรยิ้มกระเรี่ยกระราด

"อ้ายกลัวน่ะไม่หรอก ไม่อยากหาเรื่องเดือดร้อนรำคาญใจ โธ่-เจ๊คิดดูซี ผู้หญิงตัวนิดเดียวตบเบาๆ ก็เยี่ยวราดใครจะไปกลัว"

"นั่นน่ะซีคะ แต่ว่าดิฉันไม่เคยเห็นใครตบเมียของเขาเลย เมียมาตามที่นี่ทีไรยอมให้ดึงหูกลับบ้านทุกคน บางคนถูกเมียตีหัวด้วยรองเท้าซ่นสูงก็ยังมี ที่นี่มีอะไรแปลกๆ เสมอแหละค่ะ"

เจ๊หนอมรีบพาร่างอันอ้วนเตี้ยออกไปจากห้องรับแขก ในเวลาเดียวกันเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็พากันเดินขึ้นบันไดมาบนตึกอย่างรีบร้อน สีหน้าของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เคร่งขรึมผิดปกติ

ท่านเจ้าคุณยกมือรับไหว้เจ๊หนอมแล้วพูดโดยเร็ว

"อ้าย ๔ คนอยู่ไหนล่ะ"

ถนอมยิ้มอ่อนหวาน

"อยู่ในห้องรับแขกค่ะ เชิญซีคะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสีหน้าที่เคร่งเครียดเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส ท่านตรงเข้ามายกมือจับคางเจ๊หนอมเบาๆ แต่แล้วเจ้าแห้วก็กระแอมขึ้นทันที ท่านเจ้าคุณหันขวับมาทางเจ้าแห้ว ยกเท้าเตะพลั่กเข้าให้

"นี่แน่ะ กระแอมทำไมวะ"

เจ้าแห้วทำหน้าเมื่อย

"รับประทานมันคันคอหอยนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณจูงมือเจ๊หนอมเดินเข้าไปในห้องรับแขก อันกว้างขวางโอ่โถง เจ้าแห้วตามเข้ามาด้วย ๔ สหายพากันมองดูท่านเป็นตาเดียว ลูกศิษย์เจ๊หนอมต่างกระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"สวัสดีค่ะ คุณป๋า"

มากาเร็ตแม่ชู้คู่ชื่นของนายแพทย์หนุ่มกล่าวทัก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแป้น แล้วท่านก็มองดูเสี่ยหงวน อาเสี่ยถามขึ้นทันที

"ทำไมคุณอาทราบล่ะครับ ว่าพวกเรามาเที่ยวที่นี่"

เจ้าคุณว่า "ฉันไปตามแกที่ภัตตาคารเหลาะยิ้น พบพรรคพวกของแกเขาบอกว่าแกพากันมาเที่ยวบางกะปิ ก็เลยเดาเอาว่าแกต้องมาบ้านแม่หนอม รีบไปบ้านพาหุรัดเถอะเจ้าหงวน เจ้าสัวกิมเบ๊ไม่สบายมาก"

อาเสี่ยทำคอย่นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เตี่ยผมแกตายไปนานแล้วนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณลืมตาโพลง

"ขอโทษที่โว้ยอาพูดผิดไป อาหมายถึงเจ้าสัวกิมไซลุงของแก ทางบ้านแกที่พาหุรัดเขาโทรศัพท์บอกไปที่บ้าน "พัชราภรณ์" ว่า เจ้าสัวกิมไซอาการหนักมากให้แกรีบไปที่บ้านพาหุรัดเดี๋ยวนี้"

เสี่ยหงวนทำหน้าเบื่อหน่าย

"ว้า-ผมไม่ใช่หมอนี่ครับ แล้วก็อาแป๊ะแกป่วยเป็นโรคคนแก่สามวันดีสี่วันไข้ปล่อยแกตามเรื่องเถอะครับ พรุ่งนี้ก็คงจะค่อยยังชั่ว ป่วยกระเสาะกระแสะมาตั้งเดือนแล้วจะตายก็ไม่ตายเสียที"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"อือ แกพูดยังไงวะ เจ้าสัวกิมไซน่ะไม่ใช่ลุงของแกหรอกหรือ พูดเป็นบ้าไปได้ ไปโว้ย-รีบไปเดี๋ยวนี้แหละ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงและพวกเมียๆ ของแกเขาไปที่บ้านพาหุรัดแล้ว คุณหญิงท่านขอร้องให้อาเที่ยวตามตัวพวกแก"

เสี่ยหงวนหันมาพยักหน้ากับนายแพทย์หนุ่ม

"แกไปคนเดียวก็แล้วกัน แกเป็นหมอแกจะได้ช่วยรักษาพยาบาลได้เต็มมือ ไปหน่อยเถอะวะพ่อคุณ"

นายแพทย์หนุ่มหน้าตาแดงกล่ำด้วยฤทธิ์แอลกอฮอล์ เขานิ่งคิดอยู่สักครู่ก็หันมาทางเจ้าแห้วแล้วยิ้มให้เจ้าแห้ว

"แกช่วยไปรักษาอาแป๊ะแทนกันหน่อยเถอะแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"ฮ้า รับประทานผมไม่ใช่หมอนี่ครับ"

"เถอะน่า แกก็อยู่ใกล้ชิดฉันมานานแล้ว การรักษาคนไข้มันจะยากอะไรวะ ไปถึงก็วางท่าให้ผึ่งผายหน่อย เอาหูฟังตรวจดูหัวใจแล้วก็ตรวจชีพจร แล้วก็เขียนใบสั่งยาให้อาแป๊ะไว้เท่านี้ก็เสร็จเรื่อง"

"ครับ รับประทานเสร็จแน่ๆ อาแป๊ะเสร็จแน่นอน ถ้าขืนให้ผมไปรักษาแทนคุณหมอ"

พลกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่ามัวพูดเล่นอยู่เลยหมอ อาแป๊ะเป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา รีบไปบ้านพาหุรัดกันเดี๋ยวนี้แหละ อ้ายเสี่ยมันไม่สนใจกับอาแป๊ะก็ให้มันอยู่ที่นี่"

กิมหงวนหัวเราะ แล้วลุกขึ้นยืน

"ไป-ไปโว้ย ไปก็ไป กันน่ะคิดว่าอาแป๊ะคงไม่รอดแน่ รู้สึกว่าปีนี้แกจะออดแอดเต็มทน ฟันฟางก็หักหมดปากถึงกับต้องตะบันน้ำกินแล้ว ข้าวต้มยังเคี้ยวไม่ออกต้องกินข้าวสวย ว้า-รำคาญจริงโว้ย กำลังมีความสุขก็มีเรื่องมาทำลายความสุข"

นิกรกับพล และ ดร. ดิเรกต่างลุกขึ้นยืน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือตบบ่าเจ๊หนอมคู่ขาของท่าน

"วันหลังมาใหม่แม่หนอม แหม-เธอใส่น้ำอบอะไรนะหอมจังเลย"

เจ๊หนอมทำตากระชดกระช้อย

"ดิฉันแก่แล้วอย่ามาเกี้ยวดิฉันเลยค่ะ"

"อ้าว ฉันก็แก่เหมือนกันนี่นะ เราแก่ต่อแก่ค่อยคุยกันรู้เรื่องหน่อย"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่งแล้วถามเจ๊หนอม

"ค่าเหล้าโซดากับแกล้มเท่าไรจ๊ะเจ๊"

เจ๊หนอมกวาดตามองดูขวดวิสกี้ขวดโซดาและจานกับแกล้มเพียงแพล๊บเดียวก็ให้คำตอบได้

"๓๐๐ เท่านั้นแหละค่ะเสี่ย"

กิมหงวนนับธนบัตรได้ ๑๐ ฉบับส่งให้เจ๊หนอม

"เอ้า จ่ายสดงดเชื่อเบื่อทวง ค่าเหล้า ๓๐๐ เหลือ ๗๐๐ แจกอีหนู ๔ คนนี่คนละร้อย อีก ๓๐๐ บาทเป็นของเจ๊"

เจ๊หนอมยิ้มแก้มแทบแตก กระพุ่มมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อมแล้วรับธนบัตรมาถือไว้

"ขอบคุณค่ะ เสี่ยขา ถ้าหากว่าดิฉันมีขาประจำอย่างนี้สักห้าหกรายเท่านั้น ดิฉันไม่งอใครเลยจริงๆ นะคะ โดยมากล้วนแต่กระดูกขัดมันทั้งๆ ที่เป็นอาเสี่ยกระเป๋าหนัก เหล้าก็กินแต่เหล้าไทย ไม่กล้ากินเหล้าฝรั่งอย่างนี้"

เสียหงวนดึงเจ๊หนอมเข้ามากอด

"เจ๊จ๋า ว่างๆ เจ๊ไปเที่ยวบางแสนกับฉันสักวันนะ เจ๊นะ"

ถนอมตีแขนเสี่ยหงวนเบาๆ

"อุ๊ย อะไรก็ไม่รู้ ดิฉันแก่แล้ว เด็กๆ ของดิฉันถมไป"

อาเสี่ยหัวเราะ

"มะพร้าวน่ะยิ่งแก่ยิ่งมันไม่ใช่หรือเจ๊"

"ดิฉันไม่ใช่มะพร้าวนี่คะ"

พูดจบหล่อนก็หัวเราะ

"เชิญเถอะค่ะ อย่าร่ำไรอยู่เลย คุณลุงของอาเสี่ยท่านกำลังไม่สบายมาก"

คณะพรรค ๔ สหายต่างร่ำลาเจ๊หนอมด้วยความอาลัย แม่เทพธิดาทั้ง ๔ นางตามออกมาส่งที่หน้าตึก

มันเป็นเวลา ๒๑.๐๐ น. เศษ

ที่บ้าน "ไทยแท้" แห่งถนนพาหุรัดสงบเงียบ แต่แสงไฟฟ้าส่องสว่างไปทั่วบ้าน ตามเวลาที่กล่าวนี้เจ้าสัวกิมไซกำลังนอนรอคอยมัจจุราชอยู่บนเตียงนอนแบบจีนภายในห้องนอนอันหรูหรา ซึ่งเครื่องประดับประดาห้องทุกชิ้นแบบจีนทั้งนั้น เจ้าสัวกิมไซเป็นชาวจีนที่เคร่งครัดในขนบธรรมเนียมประเพณีของจีน และมีวัฒนธรรมของชาติจีนอย่างเคร่งครัด แกเคยบอกกับเพื่อนฝูงของแกว่า คนที่ไม่มีวัฒนธรรมและระเบียบประเพณีย่อมไม่รู้ว่าเป็นชนชาติอะไร แกเป็นจีนแกก็ต้องทำอะไรทุกอย่างให้เหมือนอย่างคนจีนทั้งหลาย

ท่านเจ้าสัวป่วยกรเสาะกระแสะมานานแล้ว หลังจากกินปลากระเบนย่างเข้าไปเพียงตัวเดียว อดีตอันแสนรันทดที่เจ้าสัวลืมแล้ว ก็ปรากฏออกมาให้เห็นเป็นจุดสีแดงเล็กๆ ตามเนื้อตัว แล้วเจ้าสัวก็ป่วยเป็นไข้สามวันดีสี่วันร้ายเรื่อยมาในระยะหลังนี้ ซินแสจีนผู้รักษาลงความเห็นว่า ท่านเจ้าสัวป่วยเป็นโรคผอมแห้ง ได้จัดยาอย่างดีมาให้หลายเทียบเข้าเครื่องยาแพงๆ เช่นโสม, เขากวางอ่อน, ชมดเชียง สุรากั๊บไก่ เจ้าสัวกินยาหลายเทียบก็ไม่หาย

ในที่สุดเจ้าสัวก็นอนซม ข้าวปลาอาหารกินไม่ได้ ซื้อยามากินหลายขนานอาการก็ไม่ดีขึ้น เจ้าสัวรู้ดีว่าอาการป่วยของแกในคราวนี้ คงจะถึงวาระสุดท้ายของชีวิตแน่นอน เพราะอายุของแก ๗๔ ปีพอดี แก่กว่านายพลแม็คอาเธ่อร ๔ ปี

ภายในห้องนอนของคนเจ็บ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดพร้อมด้วยแม่เสือทั้ง ๔ กำลังนั่งห้อมล้อมเตียงนอนดูอาการของเจ้าสัวกิมไซอย่างห่วงใย ท่านเจ้าสัวนอนหลับตากระสับกระส่าย บางทีก็ร้องครางออกมาเบาๆ

คุณหญิงวาดมีสีหน้าเคร่งขรึม ท่านกระซิบบอกเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เบาๆ

"เห็นจะไม่ไหวเสียแล้วละเจ้าคุณ เศลษม์หางวัวดังคร่อกเมื่อกี้นี้ได้ยินไหมคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแหยๆ

"ไม่ใช่เศลษม์หางวัวหรอกคุณหญิง ฉันสั่งขี้มูกน่ะ"

"อ้าว ยังงั้นหรือคะ เอ-เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปตามเจ้า ๔ คนนั่นนานแล้วจนป่านนี้ยังไม่มาที่นี่ น่ากลัวคงจะไม่พบ"

พูดขาดคำ ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันเดินเข้ามาในห้องอย่างรีบร้อน กลิ่นเหล้าฟุ้งไปหมดทั่วห้อง นวลลออเล่นงานผัวรักของหล่อนทันที

"ไปอยู่ที่ไหนมาคะเฮีย"

กิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"ก็ไปกินเลี้ยงน่ะซี คุณอาท่านไปบอกว่าอาแป๊ะเจ็บหนัก พอรู้เข้าก็รีบพากันมานี่"

คนใช้ของเจ้าสัวกิมไซ ๒ คน ช่วยกันยกเก้าอี้เหล็กเข้ามาในห้องหลายตัว ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างนั่งลงบนเก้าอี้นั้น เว้นแต่เจ้าแห้วคนเดียวทรุดตัวนั่งพับเพียบบนพรมปูพื้น ประภากล่าวกับผัวรักของหล่อน

"ช่วยดูอาแป๊ะหน่อยซีคะดิเรก ภาเอากระเป๋าเครื่องเวชภัณฑ์มาให้แล้ว อยู่บนโต๊ะข้างเตียงอาแป๊ะนั่นยังไงล่ะคะ"

นายแพทย์หนุ่มลุกขึ้นยืน เดินตุปัดตุเป๋มาข้างเตียงนอนของคนไข้ เจ้าคุณประสิทธิ์หัวเราะหึๆ

"แกไม่เคยเมาเหล้ามากมายยังงี้เลยนี่หว่าดิเรก"

ดร. ดิเรกฝืนหัวเราะ

"ออไร๋น์ วันนี้ผมดื่มมากไปหน่อย แต่ว่า...เน็บเว่อรไมน์ ถึงแม้ผมเป็นเมา สติผมก็ยังดีอยู่ ผมเคยกินเหล้ากับท่านมหาราชาจันทรกุมารพักหนึ่งตั้ง ๕๐ ขวด ยังไม่เมาเลยครับ"

ทุกคนพากันมองดูดิเรกเป็นตาเดียว นายแพทย์หนุ่มจัดแจงเปิดกระเป๋าหมอของเขาออกหยิบหูฟังออกมา แล้วหันมาถามจีนกลางคนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนสนิทของเจ้าสัวกิมไซนั่งจ๋องอยู่ริมห้องด้วยความเป็นห่วงเจ้านายของเขา

"อาลิ้ม อาแป๊ะได้หมอที่ไหนมารักษาหรือเปล่า"

นายลิ้มยิ้มให้ดิเรกแล้วพูดไทยชัดเจนเหมือนคนไทย

"เปล่าครับ เคยแต่ไปให้ซินแสจีนเขาแมะและจัดยาให้มาเท่านั้น"

ดร. ดิเรกพยักหน้ารับทราบ ทรุดตัวนั่งบนเตียงคนไข้สวมหูฟังไว้กับหูทั้งสองข้าง จ่อเครื่องฟังลงบนหน้าอกข้างซ้ายของเจ้าสัวกิมไซ แล้วดิเรกก็สะดุ้งเฮือกร้องเอ็ดตะโรลั่น

"มายก๊อด "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าตื่น

"อะไรวะดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มมองดูเจ้าสัวกิมไซอย่างแปลกใจ แล้วหันมาทางท่านเจ้าคุณพ่อตาของเขา

"แย่ละครับ หัวใจของอาแป๊ะเต้นเป็นจังหวะรัมบ้าครับ"

นิกรแหกปากหัวเราะขึ้นดังๆ

"ไม่ใช่โว้ย กันเคาะกระดานเล่นต่างหาก"

ประไพแหวขึ้นทันที

"บ๊า-บ้าคนผีทะเลอะไรก็ไม่รู้ทำให้หมอใจว่อกแวก คนกำลังเจ็บไข้อย่างนี้ นั่งกระดิกเท้าเคาะจังหวะอยู่ได้ ช่างไม่มีความคิดเสียบ้างเลย"

ดร. ดิเรกทำตาปริบๆ มองดูนายจอมทะเล้นอย่างเคืองๆ แล้วเขาก็ตรวจหัวใจและชีพจรของท่านเจ้าสัวต่อไป คราวนี้ทุกคนเงียบกริบ สักครู่หนึ่งดิเรกก็เก็บหูฟังใส่กระเป๋า ใบหน้าของนายแพทย์หนุ่มยิ้มแย้มแจ่มใส คุณหญิงวาดกล่าวถามทันที

"มีหวังไหมพ่อดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มพยักหน้า

"ออไร๋น์ มีหวังตาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ครับ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน เจ้าสัวกิมไซลืมตาขึ้นมองดูโลก น้ำตาไหลคลอหน่วยตาทั้งสองข้าง

"อาหมอ อั๊วซี้แน่หรือ"

"ครับ ทำใจดีๆ เถอะครับ อาแป๊ะกำลังจะสิ้นใจตายภายใน ๑๐ นาทีนี้"

เจ้าสัวร้องไห้โฮ

"อาหมอ...อั๊วกัวตายโว้ย อั๊วยังไม่อยากตาย"

อาเสี่ยพูดเสริมขึ้นทันที

"อายุตั้ง ๗๐ กว่าแล้ว จะอยู่ไปทำไม่อีกเล่าอาแป๊ะ ตายเสียเถอะลูกหลานจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง"

พูดจบกิมหงวนก็ลุกขึ้นยืน เดินมาที่หน้าเตียงคนไข้

"อาแป๊ะสั่งฉันไว้ให้เรียบร้อยซี ศพของอาแป๊ะจะให้ทำฮวงซุ้ยแบบไหนและจะให้เอาไปไว้ที่ไหน ป่าช้าจีนข้างวัดดอน หรือจะให้ไปไว้ที่เขาเมืองชล"

เจ้าสัวเอ็ดตะโรลั่นบ้าน

"อั๊วยังไม่ตาย แกอย่ามาแช่งชั้นนะจะบอกให้ คนจังไร เรายังไม่ตายเสือกพู่กแช่งเลี้ยว เก๋าเจ๊ง"

คณะพรรค ๔ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน อาเสียยกมือไหว้ลุงของเขาแล้วหัวเราะ

"ถามจริงๆ เถอะน่าอาแป๊ะ อาแป๊ะแกล้งเจ็บหรือเจ็บจริงๆ "

ท่านเจ้าสัวร้องไห้โฮ

"เจ็บจริงๆ โว้ย เยียะใคจาไปแก้งทำเป็งเจ็บ"

เสี่ยหงวนทรุดตัวนั่งข้างเจ้าสัว แล้วยกมืออุดจมูกทำหน้าเบ้ รีบลุกขึ้นยืนหันมาพูดกับนิกร

"ยังไม่ทันตายเลยโว้ย เหม็นเน่าหึ่งไปแล้ว น่ากลัวเครื่องในจะชำรุดหมด"

คุณหญิงวาดจุ๊ปากทำตาเขียวกับเสี่ยหงวน

"พูดบ้าอะไรน่ะพ่อหงวน เอ-แกนี่ชักจะเอาใหญ่แล้ว"

เจ้าสัวสะอื้น ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"คงมังรียำคับ อาคุงหญิง มังพู่กให้ผมเสียจายผมจิไล่ตายเร็วๆ "

แล้วเจ้าสัวก็ร้องไห้ ค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นนั่ง พยักหน้าเรียกนายพัชราภรณ์

"อาพงโว้ย มานี่"

พลลุกขึ้นทำหน้าตื่นๆ เดินมานั่งบนเตียงข้างเจ้าสัว

"อาแป๊ะจะใช้ให้ผมทำอะไรครับ"

เจ้าสัวยิ้มเศร้าๆ มองดูพลด้วยความรักและเอ็นดู

"ลื้อมังลีมากอาพง ไม่ใช่หลางก็เหมืองหลาง อั๊วสั่งลื้อไว้หน่อย อั๊วจิตายเลี้ยว อาแป๊ะรู้ตัวลีน่อยังไงก็ต้องตาย ไม่ตายวันนี้พรุ่งนี้ก็ตาย พรุ่งนี้เยียะไม่ตายปีหน้าปีโน้งเยียะต้องตาย อาพงโอ๋ย ถ้าอั๊วตายลื้อช่วยบอกป๋องแป๋งมาเอาศพอั๊วไปล่วย อย่าทิ้งไว้ให้เหม็งเหน้าเลย อ้ายหงวนมันคงไม่ช่วยทำศพอั๊วหรอก"

คราวนี้เสี่ยหงวนชักสงสารลุงของเขา รีบลุกขึ้นเดินเข้ามายืนข้างเตียงทำตาแดงๆ เหมือนกับจะร้องไห้

"อาแป๊ะ"

เจ้าสัวค้อนขวับ

"มาเรียกอั๊วทำลาย"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"อาแป๊ะอย่าวิตกอะไรเลยน่า ฉันเป็นหลานทั้งคน ถ้าอาแป๊ะตายฉันจะทำศพอาแป๊ะให้สวยทีเดียว ขออนุญาตเทศบาลทำเมรุกลางเมืองที่สนามหลวง มีมหรสพ ๗ วัน ๗ คืน ยอมให้งบประมาณ ๒ ล้าน ถ้าเงินฉันมีไม่พอฉันจะยืมคุณอาสองคนนี่คนละล้าน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็โดนถ้วยแก้วขว้างหน้าเท่านั้นเอง จะพูดจะคุยอะไรทำไมถึงต้องมาแว้งเอาฉันเข้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"อย่างนี้เขาเรียกว่าทลึ่งไม่รู้จักกาละเทศะ"

เจ้าสัวกิมไซหัวเราะชอบใจ

"จริง จริงครับเจ้าคุง อ้ายหงวนมันทูลึ่งมาก"

อาเสี่ยค้อนลุงของเขา

"นี่หรือคนเจ็บ หัวเราะร่วนเป็นไข่เค็มเชียว"

พูดจบกิมหงวนก็ผลักเจ้าสัวกิมไซลงนอนบนเตียง

"นอนนิ่งๆ เถอะอาแป๊ะ"

"อุย มึงผักกูแรงๆ ยังงี้ล่ายเรอะ ฉิกหาย...หลังแทบหัก อูย..."

คณะพรรค ๔ สหายต่างนั่งเฝ้าดูอาการของเจ้าสัวกิมไซ จนกระทั่ง ๒๒.๐๐ น. เศษ มัจจุราชก็เอื้อมหัตถ์เข้ามาใกล้ท่านเจ้าสัวผู้ชราภาพ เจ้าสัวร้องครางเบาๆ บางทีก็อ้าปากปะหงับๆ

คุณหญิงวาดชักใจไม่ดี รีบบอกนายแพทย์หนุ่ม

"พ่อดิเรก ช่วยหน่อยซี"

นายแพทย์หนุ่มยักไหล่แล้วแบมือ

"ผมช่วยไม่ได้ครับ ผมบอกแล้วว่าอาแป๊ะไม่มีทางรอด"

นวลลออร้องไห้กระซิกๆ

"โถ-อาแป๊ะ น่าสงสารเหลือเกิน"

ลมสว้านทำให้เจ้าสัวกิมไซสะดุ้งเฮือกบิดตัวไปมา ปากคอเบี้ยวบูดผิดปกติน้ำลายฟูมปาก แกยกมือทั้งสองไขว่คว้าอากาศ พยายามจะพูดอะไรก็พูดไม่ออก ทุกคนได้ยินเสียงเศลษม์หางวัวตีขึ้นคร่อกๆ นัยน์ตาของท่านเจ้าสัวเหลือกลาน คุณหญิงวาดลุกขึ้นเดินมาที่เตียงคนไข้ก้มลงกระซิบบอกทางสุขคติให้เจ้าสัว

"พระอรหัง เจ้าสัว พูดซี...พระอรหัง"

เจ้าสัวกิมไซยกมือขึ้นประสานกันที่หน้าอก แล้วฝืนใจพูดออกมา

"พระมีหาง...พระมีหาง"

คุณหญิงวาดทำคอย่นกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นั่นมันลิง ไม่ใช่พระ"

ท่านส่งเสียงเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"พระมีหางมีอย่างที่ไหนกันเจ้าสัว"

"ขอโท่กทีผมฟังไม่ทูหนัก ว่ายังไงครับ"

คุณหญิงพูดเสียงหัวเราะ

"พระอรหัง"

เจ้าสัวพยักหน้ารับทราบ

"พระอรหัง...พระอรหังจ๋า ช่วยอั๊วล่วย โอย-เจ็กหนอซาสี่โหงกลักชิกโป้ยเก๊าจั๊บ...จั้บอิ๊ดจั้บยี่จั้บซาจั้บสี่"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"อะไรอาแป๊ะ"

เจ้าสัวทำปากหมุบหมิบ กระตุกฮึ๊ดๆ น่าสงสาร แกร้องอุทานออกมาอีกคำหนึ่ง แล้ววิญญาณอันเก่าแก่เกือบหนึ่งศตวรรษก็เลื่อนลอยจากร่าง อนิจาวตสังขารา เจ้าสัวกิมไซญาติผู้ใหญ่คนเดียวของเสี่ยหงวนสิ้นใจตายแล้ว ทุกคนเงียบกริบ เต็มไปด้วยความเศร้าสลดใจ

กิมหงวนถอนหายใจโล่งอก หันมาพูดกับนายแพทย์หนุ่ม

"แกหลับเสียได้ค่อยยังชั่วหน่อย"

ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ใช่หลับโว้ย"

"หา"

เสี่ยหงวนอุทานเสียงลั่น

"ไม่ได้หลับ..."

"เออ อาแป๊ะแกม่องเท่งแล้ว"

เสี่ยหงวนอ้าปากหวอ หันหน้ามองดูลุงของเขาแล้วอาเสี่ยก็ร้องไห้โฮ นั่งลงบนเตียงก้มตัวลงกอดศพท่านเจ้าสัว

"ฮือๆๆๆ โฮๆๆๆ เห็นหน้ากันหลัดๆ ตายเสียแล้ว โฮๆๆๆ "

คุณหญิงวาดยกมือตบบ่ากิมหงวน

"หักห้ามใจเสียบ้างเถอะพ่อหงวน ความตายมันเป็นของธรรมดาโลก แม้แต่พระบรมศาสดาของเรายังไม่พ้นนิพพาน"

กิมหงวนถอนสะอื้น เงยหน้าขึ้นมองดูคุณหญิงวาด

"ผมร้องไห้เพราะกลัวอาแป๊ะแกจะฟื้นน่ะครับ ฮือๆๆ "

คราวนี้คุณหญิงวาดลกมือเขกกะบาลเสี่ยหงวนเต็มเหนี่ยวเสียงดังโป๊กลั่นห้อง

"นี่แน่ะอ้ายเวร"

อาเสี่ยหัวเราะ ลุกขึ้นหยิบผ้าห่มสีแดงผืนใหญ่ออกมาคลุมร่างให้ลุงของเขา ซึ่งไม่มีวันที่จะได้เห็นหน้ากันอีก แล้วกิมหงวนก็พูดกับคณะพรรคของเขา

"คนแก่หง่อมขนาดอาแป๊ะ อยู่ไปก็รังแต่จะทรมานตัวเองเปล่าๆ เดี๋ยวนี้แกขี้หลงขี้ลืมแม้กระทั่งบางทีก็ไม่รู้ว่าตัวเองชื่ออะไร เดือนหนึ่งๆ แกจ่ายเงินเดือนให้ลูกจ้างตั้ง ๑๐ หน เพราะเข้าใจว่ายังไม่ได้จ่าย กินข้าวแล้วก็บอกว่ายัง ตายเสียได้หมดเวรหมดกรรมเสียที"

๔ นางน้ำตาคลอหน่วยไปตามกัน คุณหญิงวาดก็อดร้องไห้ไม่ได้ เพราะเจ้าสัวกิมไซกับท่านรักใคร่ชอบพอกันมาก เปรียบเหมือนญาติอันสนิท กิมหงวนกับเพื่อนเกลอทั้ง ๓ ต่างผลัดกันเข้ามากราบขมาศพท่านเจ้าสัว แล้วนวลลออก็พาเพื่อนๆ ของหล่อนเข้ามากราบศพเช่นกัน ส่วนท่านผู้ใหญ่ทั้ง ๓ เพียงแต่ยกมือไหว้

"เฮ้อ-ไปสู่ที่สุคติเถอะค่ะเจ้าสัว"

คุณหญิงวาดพูดเบาๆ

"คนเราแก่แล้วมันก็ต้องตายด้วยกันทั้งนั้น อีกไม่ช้าเจ้าคุณของฉันก็คงจะตามเจ้าสัวไปอีกคนหนึ่ง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งเฮือกเหมือนกับถูกเข็มแทง หันมาทำตาเขียวกับภรรยายอดรักของท่าน

"คุณหญิงน่ะซีตาย ฉันยังแข็งแรงอยู่ย่ะ"

คุณหญิงยิ้มแค่นๆ

"แข็งแรง ทำอะไรนิดก็เหนื่อยหอบ เจ้าคุณนั่นแหละต้องตายก่อนดิฉัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เม้มปากแน่น

"เออ ฉันตายเมื่อไรฉันจะมาหักคอคุณหญิง"

"ดิฉันก็เหมือนกัน ดิฉันตายเมื่อไรดิฉันเป็นต้องมาเอาตัวเจ้าคุณไปเมืองผีด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือห้าม

"อย่าทะเลาะกันเลยครับ เดี๋ยวจะเกิดแจกหมากแจกมีดกันขึ้น มาปรึกษากันในเรื่องศพเจ้าสัวกิมไซดีกว่า พวกเราจะต้องร่วมมือกันเป็นเจ้าภาพ"

นันทาเห็นพ้องด้วย

"ถูกแล้วค่ะ เจ้าสัวก็เท่ากับเป็นเครือญาติของเรา ต้องทำศพให้สมเกียรติ"

ประภาพูดเสริมขึ้น

"แต่ว่า..อาแป๊ะแกเป็นจีนนี่คะ เราต้องทำตามธรรมเนียมจีน แทนที่จะเผาก็ต้องฝังไว้ในฮวงซุ้ย"

คราวนี้ทุกคนเห็นพ้องกับประภาทันที ต่างคนต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ คุณหญิงวาดให้ความเห็นว่า ต้องแล้วแต่กิมหงวน เพราะอาเสี่ยเป็นเจ้าภาพอันแท้จริงสำหรับศพของเจ้าสัวกิมไซนี้

เสี่ยหงวนว่า

"ตามธรรมเนียมจีนนะครับ เขาใช้ฝังไม่ใช่เผาอย่างที่คุณประภาว่าถูกแล้ว ผมคิดว่าศพอาแป๊ะเราควรทำทั้งประเพณีไทยและจีน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยักหน้า

"แกจะเอายังไงล่ะ บอกให้รู้จะได้เตรียมตัวช่วยเหลือกัน"

กิมหงวนนิ่งอึ้งไปสักครู่

"เอายังงี้ก็แล้วกันครับ ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้าน ๗ วันมีสวดอภิธรรมคืนหนึ่ง และสวดกงเต้กคืนหนึ่งสลับกันไป เมื่อครบ ๗ วันแล้วนำไปฝังที่ฮวงซุ้ยป่าช้าจีน ทำฮวงซุ้ยขนาดพอดูได้ ต่อไปผมจะไปสร้างฮวงซุ้ยถาวรอย่างหรูหราที่ภูเขาเมืองชล แล้วแห่ศพอาแป๊ะไปไว้ที่นั่น ชาวจีนเขาถือว่า ถ้าเราทำที่ให้ผู้ตายอยู่สบาย เป็นต้นว่าที่นั่นน้ำไม่ท่วมอากาศดี ไม่มีเสียงอึกทึกหนวกหู วิญญาณของผู้ตายก็จะช่วยให้ลูกหลานที่อยู่ข้างหลังทำมาค้าขึ้น"

ทุกคนเห็นพ้องกับเสี่ยหงวน แล้วปรึกษาหารือกันต่อไป กิมหงวนกะงบประมาณทำศพสองแสนบาท ชี้แจงให้ฟังว่าคนจีนต้องใช้จ่ายเงินค่าทำศพเปลืองมาก เพราะมีการเลี้ยงกันตะพึดไป ใครมาช่วยงานก็ต้องเลี้ยง นอกจากนี้ ยังจะต้องจ่ายค่าพาหนะให้เขาทุกรายไป อันเป็นประเพณีแต่ดั้งเดิม

คุณหญิงวาดกล่าวกับเสี่ยหงวน

"เอาละ สองแสนก็สองแสน อา ๒ คนยินดีช่วยเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท"

กิมหงวนยกมือไหว้

"ขอบคุณครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"สำหรับอาจะช่วยแก ๒๐,๐๐๐ บาท"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"เป็นพระคุณอย่างยิ่งเชียวครับ นึกว่าเราทำบุญร่วมกัน เกิดชาติหน้าผมจะได้ล้อคุณอาอีก"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากหมุบหมิบด่ากิมหงวน ดร. ดิเรกสบตากับอาเสี่ยเขาก็พูดขึ้น

"กันกับประภาช่วยเงินแก ๒๐,๐๐๐ บาท"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ขอบใจมากเพื่อนรัก เอาไว้แกตายกันจะช่วยศพแกสักแสนบาท"

ดิเรกทำคอย่น

"ยังโว้ย กันยังไม่ตายง่ายๆ หรอกน่า"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ หันมาพยักหน้ากับนายพัชราภรณ์เพื่อนเกลอของเขา

"จะช่วยทำศพอาแป๊ะเท่าไรล่ะ"

พลตอบโดยไม่ต้องคิด

"กันกับนันให้ ๒๐,๐๐๐ เหมือนกัน"

"เออ ดีโว้ยกันจะได้ชักทุนน้อยหน่อย คราวนี้คงจะได้เงินช่วยจากเพื่อนฝูงมากทีเดียว"

แล้วเขาก็เปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"เฮ้-ว่าไง แกจะช่วยสักเท่าไรก็ว่ามา"

นิกรยิ้มอายๆ

"อย่าเพิ่งรู้เลยวะ เดี๋ยวคนอื่นเขาจะหาว่ากันหักหน้าเขา ความจริงอาแป๊ะก็เท่ากับลุงแท้ๆ ของกัน"

"เถอะน่า ไม่มีใครเขาว่าอะไรแกหรอก จะช่วยสักเท่าไรล่ะกันจะได้กะงบประมาณไว้เลย ขณะนี้ได้เงินช่วยจากพวกเราแสนหนึ่งหมื่นแล้ว คุณอาหญิงห้าหมื่น เจ้าคุณอาปัจจนึกฯ สองหมื่น อ้ายพลกับอ้ายหมอคนละสองหมื่น รวมแสนหนึ่งหมื่นพอดี"

นายจอมทะเล้นขมวดคิ้วย่น แล้วพูดหน้าตาเฉย

"กันยินดีช่วย ๑๐ บาท"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน

"อะไรก็ไม่รู้ บ้าจริงเชียว"

ประไพเอ็ดตะโร

"มีอย่างที่ไหน ช่วยเงินทำศพอาแป๊ะของเราเพียง ๑๐ บาท"

"อ้าว ก็พี่ศรัทธาแค่นั้นนี่นา การทำบุญเขาบังคับกันเมื่อไหร่ล่ะ แล้วแต่ใจศรัทธาต่างหาก"

ประไพค้อนขวับแล้วพูดกับเสี่ยหงวน

"ดิฉันช่วย ๑๐,๐๐๐ บาทค่ะเสี่ยคะ กรเขาช่วย ๑๐ บาทก็ช่างเขาเถอะ"

กิมหงวนยกมือเกาศรีษะแกร็กๆ มองดูหน้านิกรอย่างหมั่นไส้

"ลำบากนักแกจะช่วยหาหอกอะไรกันวะ ๑๐ บาทน่ะ ค่ากระดาษเงินกระดาษทองก็ไม่พอแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"ยังงั้นกันกับคุณแม่ประไพคนละหมื่นบาทก็แล้วกัน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แล้วคณะพรรค ๔ สหายกับท่านผู้ใหญ่ก็ปรึกษาหารือกันถึงเรื่องที่จะทำศพเจ้าสัวกิมไซ ภายในบ้าน "ไทยแท้" เสียงร้องไห้คร่ำครวญของคนใช้ชายหญิงดังไปทั่วบ้าน ทุกคนต่างเข้ามากราบศพและพิลาปรำพันถึงพระคุณของเจ้าสัวผู้ล่วงลับไปแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนตั้งใจว่าเขาจะทำศพลุงของเขาอย่างดีที่สุด

ในที่สุดศพของเจ้าสัวกิมไซผู้เป็นลุงของอาเสี่ยกิมหงวนก็ถูกนำไปบรรจุไว้ที่ฮวงซุ้ยป่าช้าจีนข้างวัดดอน หลังจากตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่บ้านพาหุรัดครบ ๗ ราตรี กิมหงวนต้องใช่จ่ายเงินเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ บาทในการนี้ แต่เนื่องจากอาเสี่ยเป็นคหบดีผู้มั่งคั่ง เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่ในวงการค้าของประเทศไทย เสี่ยหงวนจึงได้รับเงินช่วยจากมิตรสหายและวงศาคณาญาติถึง ๕๖๐,๐๐๐ บาท เป็นอันว่ามรณกรรมของเจ้าสัวกิมไซช่วยให้กิมหงวนมีกำไรเกือบสามแสน เป็นธรรมดาอยู่เองที่คนมีเงินทำอะไรมักจะไม่ต้องควักกระเป๋าตัวเอง

ตอนแรกกิมหงวนตั้งใจจะสร้างฮวงซุ้ยที่ป่าช้าจีนแต่พอดูได้ ครั้นแล้วเมื่อนึกถึงเกียรติของเขา อาเสี่ยก็ต้องสร้างฮวงซุ้ยอย่างหรูหราในเนื้อที่ดิน ๖ ตารางวา ค่าที่ดินและค่าก่อสร้างฮวงซุ้ย ๖๗,๐๐๐ บาท วันที่แห่ศพจากบ้านพาหุรัดไปป่าช้าจีนมีรถเก๋งเข้าขบวนแห่ถึง ๑,๒๐๐ คัน ตำรวจจราจรต้องทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อย แต่ก็ได้รับเงินค่าเบี้ยเลี้ยงพิเศษที่เสี่ยหงวนจ่ายให้คนละ ๕๐ บาท นายสิบ ๑๐๐ บาท นายร้อย ๕๐๐ บาท หนังสือพิมพ์หลายฉบับลงภาพถ่ายขบวนแห่ และเสนอข่าวเหมือนกับว่าเป็นการแห่ศพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งยุค

จากงานศพเจ้าสัวกิมไซ อาเสี่ยกิมหงวนกับนวลลออเหน็ดเหนื่อยมาก โดยเฉพาะนวลลออพอเสร็จงานก็เป็นไข้หวัดงอมแงม

ตอนเช้าวันนั้น

ในราว ๗.๓๐ น. ขณะที่เสี่ยหงวนกำลังนั่งโกนหนวดเคราอยู่ในห้องน้ำอันหรูหรา เจ้าแห้วก็บุกเข้ามาในห้อง กิมหงวนหันขวับมาทางเจ้าแห้วทันที พอแลเห็นหน้าเจ้าแห้ว เขาก็เดือดดาล

"ปู่โธ่ เดี๋ยวพ่อเชือดคอเสียด้วยมีดโกนเล่มนี้เลย ดันทลึ่งเข้ามาได้ นี่มันห้องน้ำโว้ย ถ้าเผื่อข้านุ่งลมห่มฟ้าอยู่แกจะว่ายังไง"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทาน ผมไม่ถือหรอกครับ เราผู้ชายด้วยกันไม่เป็นไรหรอกครับ รับประทานที่ญี่ปุ่นผู้หญิงกับผู้ชายเขายังแก้ผ้าอาบน้ำรวมกันได้"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ทำไมมึงรู้ล่ะ"

"รับประทาน จำขี้ปากเขามาเล่าครับ คุณชายลูกคุณพระวิเศษฯ แกเล่าให้ผมฟัง"

อาเสี่ยโกนหนวดต่อไป

"แล้วเสือกกะเร่อกะร่าเข้ามาทำไม"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานมีตาแป๊ะแก่ๆ คนหนึ่งมาหาอาเสี่ยครับ"

"วะ ใครกันโว้ยมาหาแต่เช้าเชียว"

"ยังไงก็ไม่ทราบครับ รับประทานไม่เคยเห็นหน้า แต่ว่าแต่งกายเรียบร้อยตามแบบคนจีน และพูดภาษาไทยชัดมาก"

"เอ-ใครหว่า"

แล้วอาเสี่ยก็ลุกขึ้น วางมีดโกนลงบนหิ้งกระจก

"เอ็งลงไปก่อน บอกเขาว่าข้าขอเวลาแต่งตัวประเดี๋ยว หาบุหรี่และน้ำชาไปต้อนรับเขาด้วย"

เจ้าแห้วรับคำสั่งพาตัวเดินออกไปจากห้องน้ำ และหลังจากนั้นในราว ๕ นาที เสี่ยหงวนก็ลงมาจากชั้นบนของตัวตึก เขาแต่งกายเรียบร้อย กางเกงขายาวช๊ากสกินสีขาวเชิ้ตแพรแขนยาวสีเดียวกัน เมื่อเข้ามาในห้องรับแขกอันโอ่อ่าของบ้าน "พัชราภรณ์" กิมหงวนก็หยุดชะงักจ้องตาเขม็งมองดูชายชราคนหนึ่ง ซึ่งเขาจำได้ว่าเป็นนายป่าช้าจีนนั่นเอง

ชายชรายกมือไหว้เสี่ยหงวน และพูดกับกิมหงวนด้วยภาษาไทย

"สวัสดีครับเสี่ย"

"อ้อ สวัสดีอาแป๊ะ"

แล้วกิมหงวนก็ตรงเข้ามานั่งบนเก้าอี้นวมตัวหนึ่ง

"อาแป๊ะมีธุระอะไรเกี่ยวกับอั๊วหรือ"

ชายชรารีบพูดโดยเร็ว

"ผมมีข่าวร้ายที่จะมาบอกให้เสี่ยทราบครับ ศพของเจ้าสัวกิมไซถูกผู้ร้ายลักเอาไปแล้ว เมื่อตอนดึกคืนที่แล้วมานี่เอง"

กิมหงวนใจหายวาบใบหน้าซีดเผือด

"หา ว่าไงนะแป๊ะ ศพลุงอั๊วถูกขโมยไปจากฮวงซุ้ย..."

"ถูกแล้วครับ ผมรู้เรื่องเมื่อเช้ามืดนี่เอง ผมเดินเล่นตอนเช้าเห็นฮวงซุ้ยเจ้าสัวกิมไซถูกงัดประตูพัง มีเศษอิฐเศษปูนตกอยู่เรี่ยราดก็ตกใจรีบเข้าไปดู หีบศพของเจ้าสัวหายไปแล้ว ผมก็เลยรีบแต่งตัวมาหาอาเสี่ยที่นี่"

อาเสี่ยขบกรามกรอด นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ ตามประเพณีของจีนนั้น การลักขโมยศพหรือเพียงแต่เคลื่อนย้ายศพ ย่อมเป็นการดูหมิ่นกันอย่างร้ายกาจ ถึงกับยกพวกฆ่ากันเป็นศัตรูต่อกันตลอดชีวิต เสี่ยหงวนตัวสั่นเทิ้มเพราะความโกรธ ใบหน้าถมึงทึงน่ากลัว เขาเข้าใจผิดคิดว่าพวกเจ้าของศพข้างเคียงคงอิจฉาริษยาในความมั่งมีของเขา จึงแกล้งย้ายศพลุงของเขาไปไว้ที่อื่น ทั้งนี้ย่อมทำให้วิญญาณของเจ้าสัวกิมไซเดือดร้อน

"โอ๊ย..."

อาเสี่ยคราง

"มันทำกับอั๊วถึงเพียงนี้เชียวหรือ เรื่องมันต้อง...ฆ่ากันแน่นอน อาแป๊ะพอจะรู้บ้างไหมว่าใครเป็นตัวการในเรื่องนี้ ฮึ่ม-ดูถูกกันมาก พวกอั๊วแซ่เบ๊ทั้งหมดจะขอเป็นศัตรูกับมันจนวันตาย"

นายป่าช้าหน้าจ๋อย ชักเสียขวัญเมื่อแลเห็นกิริยาท่าทางของกิมหงวนดุร้ายเหมือนกับคนวิกลจริต

"ผมไม่อาจจะทราบได้หรอกครับว่าคนร้ายนี้เป็นใคร ผมเกือบจะไปแจ้งความตำรวจแล้ว แต่เกรงว่าหนังสือพิมพ์จะลงข่าวอื้อฉาวทำให้อาเสี่ยต้องเสียเกียรติ"

"เออ จริงๆ อาแป๊ะ ขอบใจมากที่อาแป๊ะนึกถึงความเสียหายของอั๊ว แต่ว่าอย่างไรก็ตาม อั๊วจะต้องสืบหาตัวคนร้ายนี้ให้ได้ อย่างน้อยมันจะต้องคบคิดกันไม่ต่ำกว่าห้าหกคน เพราะถ้าคนสองคนมันคงแบกศพไปไม่ได้ ป่านนี้ลุงของอั๊วกำลังขึ้นอึ้ดทึ่ดทีเดียว"

"นั่นน่ะซีครับ พวกคนร้ายคงหลายคน"

นายป่าช้าเห็นพ้องกับกิมหงวน

อาเสี่ยขบกรามกร้วมๆ

"ฮึ่ม คอยดูนะ จับตัวได้ต้องฆ่ามันแน่ๆ เล่นข่มเหงน้ำใจกันอย่างนี้ใครจะไปยอม"

แล้วอาเสี่ยก็คำรามลั่นห้อง

"หรือลื้อร่วมคิดกับมัน"

นายป่าช้าเย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"เปล่า-เปล่าเลยครับเสี่ย ผมสาบานได้"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"ดีแล้ว อั๊วกับพรรคพวกของอั๊วจะสืบสวนเอง ลื้อกลับไปเถอะอาแป๊ะ ประเดี๋ยวอั๊วจะไปที่ป่าช้าเพื่อสืบสวนร่องรอยอะไรบางอย่าง แป๊ะอย่าเพิ่งแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้เชียวนะ"

"ครับ ครับ ผมยังไม่ได้เล่าให้ใครฟังเลย ผมลาละครับเสี่ย"

พูดจบนายป่าช้าก็ยกมือไหว้เสี่ยหงวนอย่างนอบน้อม

กิมหงวนรีบรับไหว้ แล้วลุกขึ้นเดินมาส่งนายป่าช้าที่หน้าตึก อารมณ์ของอาเสี่ยเดือดพล่าน เขาไม่เคยโกรธแค้นใครเหมือนครั้งนี้ เสี่ยหงวนเดินกลับเข้ามาในห้องโถง ได้ทราบจากสาวใช้คนหนึ่งว่า คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่กำลังชุมนุมกันอยู่ในห้องรับประทานอาหาร เพราะได้เวลาอาหารเช้าแล้ว เขารีบตรงไปยังห้องรับประทานอาหารทันที

"เกิดเรื่องแล้ว"

กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่นห้อง

"เกิดเรื่องแล้วโว้ย ฮึ่ม-ต้องฆ่ามันให้หมด ฆ่ามันให้ตาย ฮึ่ม..แฮ่...กูโกรธโว้ย"

ทุกคนต่างจ้องมองดูเสียหงวนเป็นตาเดียว คุณหญิงวาดชักหน้าเสีย พูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เบาๆ

"เมื่อวานนี้ยังดีๆ อยู่นี่คะ"

อาเสี่ยทำคอย่น

"เปล่า ผมไม่ได้บ้าหรอกครับ มันมีเรื่องที่ทำให้ผมจะต้องกลายเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตาย แต่ผมไม่แคร์ ผมจะต้องแก้แค้นให้จงได้ อย่างมากผมก็ถูกพิพากษาประหารชีวิตเท่านั้น"

นวลลออถอนหายใจหนักๆ

"เรื่องราวมันเป็นยังไงกันคะเฮีย อยู่ๆ ก็เอะอะปึงปัง ช่างไม่รู้จักเกรงอกเกรงใจคุณอาท่านบ้างเลย"

อาเสี่ยทำตาเขียวกับเมียของเขา

"อย่า-อย่าพูดมาก เดี๋ยว...ปู้โธ่-เดี๋ยวตายทั้งกลมเลยพับผ่า"

นวลลออแทนที่จะเกรงกลัวกลับหัวเราะหึๆ

"แหม-ดุจริงนะ ประเดี๋ยวแม่เพ่นด้วยเหยือกน้ำเลย"

กิมหงวนถอดกรูด เดินมานั่งบนเก้าอี้ระหว่าพลกับนิกร เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถามอย่างเป็นงานเป็นการ

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือวะ อ้ายหลานชาย"

อาเสี่ยเม้มปากแน่นขบกรามกรอดๆ

"เดี๋ยวครับ ให้ผมหายโมโหเสียก่อน มันแค้นจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว"

นิกรยัดขนมปังทาเนยชิ้นหนึ่งใส่ปากกิมหงวนทันที

"เอ้า-โมโหนักกินขนมปังเสียหน่อย"

เสี่ยหงวนหันขวับมาทางนายจอมทะเล้น

"อย่าน่า เสืออยู่ดีๆ อย่าเอาไม้มาแหย่หน่อยเลยวะ ดีไม่ดีจะเกิดฆาตกรรมกันขึ้น"

พลหัวเราะหึๆ มองดูหน้ากิมหงวนอย่างขบขัน

"อะไรของแกวะอ้ายเสี่ย ใครทำให้แกมีอารมณ์คลุ้มคลั่งไปอย่างนี้"

กิมหงวนผิวปากเบาๆ ปลอบใจตัวเอง แล้วก็มองดูหน้าท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม

"นายสุสานที่ป่าช้าจีนเขามาหาผม บอกกับผมว่าศพอาแป๊ะที่บรรจุไว้ในฮวงซุ้ยถูกคนร้ายลักเอาไปแล้ว"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน

"หา อะไรกันพ่อหงวน"

คุณหญิงวาดพูดเร็วปรื๋อ

"มันจะเป็นไปได้อย่างไร ศพเจ้าสัวน่ะรึถูกคนร้ายลักเอาไป"

"ครับ ถูกแล้ว"

กิมหงวนขบกรามพูด

"ผมเจาใจว่าพวกเจ้าของศพที่เอาศพไว้ใกล้ๆ ศพอาแป๊ะเกิดอิจฉาริษยาในความหรูหราของฮวงซุ้ยอาแป๊ะ ก็เลยแกล้งทำลายประตูฮวงซุ้ย เอาศพอาแป๊ะไปซ่อน"

คราวนี้นวลลออหน้าซีดเผือดทันที

"ตายจริง ทำไมถึงเป็นเช่นนี้ไปได้"

อาเสี่ยว่า

"ก็มันเป็นไปแล้วนี่นวล เรื่องนี้เป็นการดูหมิ่นข่มเหงกันอย่างร้ายกาจ เฮียจะต้องพยายามทุกวิถีทางสืบหาเอาตัวการให้ได้ ไม่มีอะไร...รู้ตัวเฮียต้องฆ่ามันเสีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งฟังอย่างสนใจ แล้วท่านก็กล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เพื่อนรักของท่าน

"ทางจีนเขาถือนักในเรื่องเช่นนี้ เพราะทำให้วิญญาณของผู้ตายไม่ได้รับความสงบสุข เอ-หรือว่าผู้ร้ายมันเห็นว่าเจ้าหงวนผู้เป็นเจ้าของศพเป็นเศรษฐีใหญ่ มันก็คบคิดกันขโมยศพเจ้าสัวเอาไปซ่อนเพื่อเรียกร้องเงินค่าไถ่กระมัง"

ดร. ดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ น่าจะเป็นอย่างนี้มากกว่าครับ ผู้ร้ายมันคงต้องการเงินค่าไถ่เป็นเรือนหมื่นหรือแสน ง่า-ที่อินเดียเคยมีตัวอย่างมาแล้ว พระราชบิดาของท่านมหาราชาจันทรกุมารได้สิ้นพระชนม์เมื่อในราวปี พ.ศ. ๒๔๘๔ พระศพของท่านมหาราชาสุธาโภชน์โรจนวดีถูกนำไปเก็บไว้ที่วิหารอันศักดิ์สิทธิ์แห่งหนึ่ง เพื่อรอการประชุมเพลิงในฤดูแล้งปีนั้น แต่แล้วก็มีคนร้ายอุกอาจเข้าไปขโมยพระศพเอาไปซ่อน ส่งคนมาติดต่อท่านมหาราชาจันทรกุมารเรียกเงินค่าไถ่ถึง ๕ แสนรูปี"

เสียงพึมพำในคณะพรรค ๔ สหายดังขึ้นทันที นันทากล่าวถามนายแพทย์หนุ่มเบาๆ

"ท่านมหาราชายอมไถ่ไหมคะ"

ดิเรกอมยิ้ม

"พระองค์ได้ขอต่อรองอยู่หลายวันครับ ในที่สุดตกลงเสียค่าไถ่เพียง ๒ แสนรูปี"

ประไพกล่าวกับเสี่ยหงวน

"ถ้ายังงั้นก็น่ากลัวว่าจะมีคนร้ายคณะหนึ่งขโมยศพอาแป๊ะเอาไป เพื่อต้องการเงินค่าไถ่เป็นแน่เชียวค่ะ"

เสี่ยหงวนนิ่งคิด

"เอ-นั่นน่ะซีครับ ถ้าเป็นเช่นนั้นละก้ออย่างไรเสียในวันสองวันนี้คนร้ายคงจะจดหมายส่งมาถึงผมเป็นแน่ เห็นจะต้องยอมเสียค่าไถ่ให้มันแหละครับ วิญญาณของอาแป๊ะจะได้อยู่อย่างสงบสุข"

นิกรถามขึ้นว่า

"ติ๋งต่างว่ามันเรียกค่าไถ่สัก ๒ ล้าน แกจะว่ายังไง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยวแล้วจุ๊ปาก ทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"เดี๋ยวก็เจอมีดโต๊ะเท่านั้นเอง"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราคิกคักไปตามกัน ต่อจากนั้นก็ปรึกษาหารือกันในเรื่องนี้ อารมณ์พลุ่งพล่านของกิมหงวนหายไปแล้ว เพราะเขาเชื่อว่าศพของเจ้าสัวกิมไซคงถูกคนร้ายลักเอาไปเพื่อหวังเงินค่าไถ่

หลังจากเวลาอาหารเช้าผ่านพ้นไปแล้ว เสี่ยหงวนก็พาเพื่อนเกลอทั้งสาม พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมุ่งตรงไปที่ป่าช้าจีน เพื่อสอบสวนในเรื่องศพเจ้าสัวกิมไซที่ถูกคนร้ายทำลายประตูฮวงซุ้ยขโมยศพเอาไปทั้งโลงใส่ศพ

คณะพรรค ๔ สหายยืนจับกลุ่มอยู่เบื้องหน้าฮวงซุ้ยเจ้าสัวกิมไซ และจ้องมองดูช่องประตูฮวงซุ้ยที่ถูกงัดแงะออก นิกรล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบแว่นขยายอันหนึ่งออกมา แล้วทรุดตัวลงนั่งยองๆ พลแลเห็นเข้าก็อดหัวเราะไม่ได้

"อะไรวะ อ้ายกร"

นายจอมทะเล้นอมยิ้ม

"หาหลักฐานและร่องรอยที่คนร้ายทิ้งเอาไว้ ประเดี๋ยวกันจะบอกให้รู้ว่าคนร้ายมีกี่คน รูปร่างหน้าตามันเป็นยังไง ชื่ออะไรบ้านอยู่ที่ไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูนิกรอย่างเวทนา

"ลำบากนักก็อย่าสืบสวนเลยวะ"

นิกรหยิบก้านไม้ขีดไฟก้านหนึ่งขึ้นมาพิจารณาดู

"นี่ยังไงล่ะ ร่องรอยที่คนร้ายทิ้งไว้ ก้านไม้ขีดแบบนี้เป็นก้านไม่ขีดตราพญานาค แสดงว่าระหว่างที่คนร้ายช่วยกันทำลายฮวงซุ้ยนี้ คนร้ายคนหนึ่งซึ่งเป็นผู้ชายคงจะจุดบุหรี่สูบแล้วทิ้งก้านไม้ขีดไว้"

อาเสี่ยยกมือตบหลังนิกรเบาๆ

"ไม่ใช่ก้านไม้ขีดของคนร้ายหรอก ก้านไม้ขีดของกันเอง กันจุดบุหรี่สูบและเพิ่งทิ้งมันลงไปเมื่อสักครู่นี้"

นิกรสะดุ้งโหยง

"แล้วเสือกทิ้งมันลงไปทำไมล่ะ ยังงี้เชอร์ล็อคโฮลมก็ขายหน้าแย่ซีโว้ย"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมกัน ดร. ดิเรกกล่าวกับอาเสี่ยกิมหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"กันคิดว่า แกควรจะไปแจ้งความให้ตำรวจเจ้าของท้องที่นี้ เขาจัดการสืบสวนหาตัวคนร้ายให้เราไม่ดีกว่าหรือ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะไม่เห็นพ้องด้วย

"กันไม่อย่างจะให้เรื่องราวมันอื้อฉาวหรอก เงียบๆ ดีกว่า คนร้ายมันคงจะส่งคนมาติดต่อกับกันในวันนี้ มันจะเรียกค่าไถ่จากกันสักเท่าไรกันก็จะยอมจ่ายให้มัน เพื่อให้มันเอาศพมาบรรจุไว้ที่ฮวงซุ้ยตามเดิม"

นายแพทย์หนุ่มจุ๊ปากจิ๊กจั๊ก

"ก็ถ้าเผื่อมันได้เงินค่าไถ่ไปแล้ว มันแอบมาลักศพเอาไปอีกล่ะ ยูมิต้องเสียเงินค่าไถ่อีกหรือ?"

เสี่ยหงวนว่า

"ผู้ร้ายมันคงไม่ทำเช่นนั้นหรอก"

คณะพรรค ๔ สหายวิพากษ์วิจารณ์กันอีกสักครู่ก็พากันกลับ ต่างเดินผ่านฮวงซุ้ยแบบต่างๆ ตรงไปยังถนนซอยป่าช้าจีน กิมหงวนน้ำตาคลอ สงสารวิญญาณของลุงเขาที่ไม่ได้รับความสงบสุข สูญสิ้นชีวิตไปแล้วยังถูกคนร้ายเอาศพของเจ้าสัวเป็นเครื่องมือหากิน

"คาดิลแล็ค" เก๋งจอดอยู่ริมถนน เจ้าแห้วเปิดประตูตอนหน้ารถออก พอจะก้าวขึ้นนั่งประจำที่คนขับ เจ้าแห้วก็แลเห็นจดหมายปิดผนึกซองสีขาวฉบับหนึ่งวางอยู่บนเบาะที่นั่ง จึงเอื้อมมือหยิบขึ้นมาพิจารณาดู

"เสี่ยครับ รับประทาน นี่จดหมายจ่าหน้าซองถึงเสี่ยนี่ครับ"

กิมหงวนลืมตาโพลง เอื้อมมือรับจดหมายจากเจ้าแห้ว

"น่ากลัวจะมีใครแอบมาหย่อนไว้ในรถนี้ ตอนที่พวกเราไปอยู่ที่ฮวงซุ้ยอาแป๊ะ"

นิกรเอื้อมมือกระชากซองจดหมายมาจากเสี่ยหงวน ฉีกริมซองออกดึงกระดาษสีเดียวกันออกมา

"กันจะอ่านให้ฟัง"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อือ แกนี่ทลึ่งพอใช้โว้ย"

นิกรเอียงคออมยิ้มแล้วยักคิ้ว หันมาอ่านข้อความในกระดาษแผ่นนั้นด้วยเสียงค่อนข่างดัง

สมาคมลักศพ พระนคร

๑๓ มิถุนายน ๒๔๙๖

เรื่อง เรียกเงินค่าไถ่ศพ

เรียน คุณกิมหงวน ไทยแท้

อนุสนธิจากความมั่งมีของท่านอย่างล้นเหลือ อันเป็นที่ทราบกันดีแล้ว เราจึงส่งคนของเรามาลักศพลุงของท่านไปซ่อนไว้ในที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง

ถ้าท่านต้องการศพของเจ้าสัวกิมไซ กลับคืนมายังฮวงซุ้ยนี้แล้ว คืนนี้ขอให้ท่านหรือผู้แทนของท่านไปพบกับผู้แทนของเราที่บาร์ "อีกาดำ" ถนนสี่พระยา ในเวลา ๒๐.๐๐ น. ตรง พร้อมด้วยเงินสด ๒๐,๐๐๐ บาท หากท่านขัดข้องหรือวางแผนการหักหลังเรา เราจะเอากระโหลกศีรษะเจ้าสัวกิมไซมาเตะเล่นต่างตะกร้อ มิฉะนั้นก็จะทำเป็นที่เขี่ยบุหรี่ เพื่อให้วิญญาณได้รับความทุกข์ทรมานไม่ได้ไปผุดไปเกิด

ผู้แทนของเรา ท่านจะสังเกตได้จากการแต่งกาย กางเกงทรงทรมานหรือทรงจิ้งเหลน เสื้อเชิ้ตแขนยาวพับแขนตาหมากรุก ส่วนผู้แทนของท่านโปรดให้มีดอกไม้ติดกระเป๋าเสื้อสักดอกหนึ่งจะได้เป็นที่สังเกต แต่ถ้าตัวท่านไปเองแล้วจะสะดวกดีมากเพราะเรารู้จักท่านดี

ในที่สุดนี้ หวังว่าท่านคงจะยอมเสียสละเงิน ๒๐,๐๐๐ บาท ให้กับสมคมของเรา ซึ่งเราขอรับรองด้วยเกียรติยศว่า เมื่อเราได้เงินจากท่านแล้ว เราจะจัดการส่งศพเจ้าสัวกิมไซไปไว้ที่ฮวงซุ้ยป่าช้าจีนตามเดิม แล้วเราจะจัดเครื่องบูชาไปขอขมาศพด้วย.

โอกาสนี้ขอแสดงความนับถืออย่างสูงปริ๊ด

ก.ส.บ.

หัวหน้าสมาคมลักศพ

ประทับตราผีท้องขึ้นมาเป็นสำคัญ

เมื่อนิกรอ่านจบ คณะพรรค ๔ สหายก็พูดกันจ้อกแจ้กจอแจวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องนี้

"ว่าไง อ้ายหงวน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

อาเสี่ยยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไม่มีปัญหาอะไรครับ เรื่องมันก็ต้องยอมจ่ายเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทให้กับอ้ายพวกสมคมลักศพนี้ อ้ายพวกนี้เข้าใจหากินมาก มันคงจะมีกิจการเป็นล่ำเป็นสันแน่นอน ผมเคยทราบว่า ศพคหบดีคนสำคัญของชาวจีนที่อยู่ต่างจังหวัด ถูกลักเอาไปเพื่อเรียกค่าไถ่เสมอ บางรายก็เรียกตั้งแสนบาท เจ้าของศพก็ต้องยอมจ่ายเงินให้โดยดี"

นิกรว่า

"เอายังงี้เถอะวะหงวน เงินตั้ง ๒๐,๐๐๐ บาท ความจริงมันก็ไม่ใช่เงินจำนวนเล็กน้อย อย่าให้มันเลยวะ ให้กัน ๑,๐๐๐ บาทก็แล้วกัน กันจะไปเอาศพเจ้าสัวมาคืนให้เอง"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"แกจะทำยังไง"

"เถอะน่า ปัญญามีอยู่กับตัวกลัวอะไรวะ คืนนี้ ๒ ทุ่มกันจะเป็นตัวแทนของแก ไปพบผู้แทนของสมาคมลักศพ และกันจะเจรจากับมันเอง ถ้าหากว่ากันเอาศพเจ้าสัวคืนมาไม่ได้ กันยอมให้แกปรับแสนบาท แต่ถ้ากันสามารถให้อ้ายพวกนั้นเอาศพเจ้าสัวไปไว้ที่ฮวงซุ้ยตามเดิม แกจะต้องจ่ายเงินให้กัน ๑,๐๐๐ บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้กันจะไม่เอาไปทำอะไรหรอก นอกจากจะเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเรา เหลือเท่าไรก็ซื้อนิโอไว้ฉีด ถ้าหากว่าผลสะท้อนของการเลี้ยงดูปูเสื่อทำให้เราเดือดร้อน"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"แกพูดเล่นหรือจริงวะ อ้ายกร"

"ปู่โธ่ คนอย่างคุณนิกรไม่เคยพูดเล่นกับใครเลย กันพูดอะไรต้องเป็นงานเป็นการเสมอ"

พลอดหัวเราะไม่ได้

"แกจะทำยังไงวะอ้ายกร"

"เถอะน่า ไว้เป็นหน้าที่ของกันก็แล้วกัน กันรับรองว่าภายในสามวันนี้ผู้ร้ายมันจะต้องนำศพเจ้าสัวกิมไซไปคืนที่ฮวงซุ้ย"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ถ้าไม่จริงอย่างว่า..."

"กันให้แกปรับแสนบาท ขอให้พวกเราทุกคนเป็นพยาน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พัวเราะลั่น

"หน้าอย่างแกจะเอาเงินแสนบาทมาจากไหน"

"อ้าว ผมก็ขอคุณพ่อน่ะซีครับ"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"ดีจริงพ่อมหาจำเริญ ฉันเนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่งเอากระดูกแขวนคอ"

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันขึ้นไปนั่งบนรถ "คาดิลแล็ค" เก๋ง ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็นำรถเคลื่อนออกจากที่แล่นออกไปจากบริเวณป่าช้าจีน กิมหงวนตกลงใจให้นายจอมทะเล้นเป็นตัวแทนของเขาไปพบกับผู้แทนของสมาคมลักศพที่บาร์ "อีกาดำ" ในคืนวันนี้

คืนวันนั้นเอง ก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น. เล็กน้อย นายจอมทะเล้นก็ปรากฏตัวขึ้นที่บาร์ "อีกาดำ"

เขาเดินเข้ามาในบาร์อย่างองอาจ นิกรแต่งกายแบบสุภาพชน กางเกงขายาวปาล์มบิชสีเทาแก่ เชิ้ตแอร์โร่สีนวลพับแขน ที่กระเป๋าเสื้อเชิ้ตมีดอกชะบาติดอยู่หนึ่งดอก บรรดาผู้ที่นั่งดื่มเหล้ากินอาหารอยู่ตามโต๊ะต่างพากันมองดูนิกรเป็นตาเดียว บางคนก็หัวเราะหึๆ เข้าใจว่านิกรคงจะไม่ใคร่สบาย ถึงได้เอาดอกชะบามาเสียบกระเป๋า

นายการุณวงศ์หยุดยืนเท้าเอวกวาดสายตามองไปรอบๆ บริเวณ เขายิ้มออกมาได้เมื่อแลเห็นชายหนุ่มคนหนึ่ง นุ่งกางเกงทรงจิ้งเหลน และสวมเสื้อเชิ้ตตาหมากรุก นั่งดื่มเบียร์อยู่เงียบๆ ตามลำพัง เขาเชื่อว่าคงเป็นผู้แทนของสมาคมลักศพ ที่มาคอยพบกับเขาอย่างไม่มีปัญหา

นิกรเดินปราดไปยังโต๊ะนั้น แล้วถือวิสาสะทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างตัวหนึ่ง

"อั๊วเป็นผู้แทนของอาเสี่ยกิมหงวนมาพบลื้อตามนัด"

นิกรพูดยิ้มๆ

ชายผู้นั้นมองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"เอ-อั๊วไม่เคยนัดกับใครนี่นา"

นิกรยิ้มแหยๆ

"แล้วกัน ถ้ายังงั้นลื้อเป็นใครล่ะ"

ชายผู้นั้นหัวเราะ

"ร้อยตำรวจโทเสริมสุข แห่งกองตำรวจนครบาล"

นิกรสะดุ้งโหยงทำคอย่น

"แฮ่ะ แฮ่ะ แล้วก็ไม่บอกผมซะทีแรกด้วย ขอโทษนะครับ แหม-ผู้หมวดเป็นโปลิศไม่น่านุ่งกางเกงทรงจิ้งเหลนเลย"

เจ้าหนุ่มผู้นั้นหัวเราะงอหาย แล้วยกมือไหว้นิกร

"โธ่-คุณมีตาเสียเปล่าแต่หามีแววไม่ บุคลิกอย่างผมน่ะหรือครับจะเป็นนายตำรวจ ผมแกล้งกระเซ้าคุณเล่นสนุกๆ ยังงั้นเอง"

นิกรหัวเราะอย่างขบขัน

"ดีแล้วอ้ายน้องชาย อั๊วน่ะพยายามหาตัวผู้ที่แอบอ้างเป็นเจ้าพนักงานมานานแล้ว"

พูดจบนิกรก็เอื้อมมือจับข้อมือเจ้าหนุ่มทรงจิ้งเหลน

"ไป-ไปคุยกันที่โรงพักสามยอดดีกว่า"

เจ้าหมอนั่นหน้าถอดสี

"โอ๊ย-นี่คุณเป็นนายตำรวจหรือครับนี่"

นิกรชูแหวนเพชรที่นิ้วนางมือซ้ายให้ดู

"แกดูซิ นี่อะไร"

ชายหนุ่มผมหยักโศกอ้าปากหวอ

"อัศวินแหวนเพชร....ผมตายแน่ กรุณาอย่าเอาเรื่องเอาราวกับผมเลยครับ ผมอ้างตัวเป็นนายตำรวจผมก็ไม่ได้มีความหมายอะไรให้มากกว่าที่พูดเล่นโก้ๆ "

นิกรหัวเราะ

"ยังงั้นอั๊วก็จะเอาลื้อไปซ้อมเล่นโก้ๆ เหมือนกัน"

แล้วนิกรก็กระชากแขนเจ้าหนุ่มกางเกงทรงจิ้งเหลนลุกขึ้น

"ไป-ไปกับอั๊วดีๆ ม่ายลื้อจะถูกข้อหาว่าขัดขืนเจ้าพนักงานอีกกระทงหนึ่ง"

ชายผู้นั้นทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ นิกรจูงมือพาเดินออกไปจากบาร์ "อีกาดำ" ใครต่อใครพากันมองดูอย่างแปลกใจ และเข้าใจว่านายจอมทะเล้นเป็นเจ้าพนักงานตำรวจนอกเครื่องแบบ

"บูอิค" เก๋งสีฟ้าจอดอยู่ริมถนนห่างจากประตูใหญ่หน้าบาร์ "อีกาดำ" เพียงเล็กน้อย เจ้าแห้วกำลังนอนเอกเขนกอ่านหนังสือพิมพ์รายวันฉบับหนึ่งอย่างเพลิดเพลิน โดยอาศัยแสงไฟฟ้าในรถเก๋งนั่นเอง

นิกรพาเจ้าหนุ่มทรงจิ้งเหลนมาที่รถ เปิดประตูตอนหลังออก แล้วพูดเสียงเด็ดขาด

"ขึ้นไป"

เจ้าหนุ่มผมหยักโศกรีบปฏิบัติตามคำสั่งของนิกรทันที นิกรก้าวขึ้นมานั่งข้างๆ เจ้าแห้วหันมามองดูอย่างแปลกใจ นิกรยกมือตบบ่าชายหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนพวกอาชญากรแล้วกล่าวถาม

"แกชื่ออะไร"

"แฮ่ะ แฮ่ะ นามจริงหรือนามแฝงล่ะครับ"

นิกรทำปากจู๋

"ทั้งสองอย่างนั่นแหละ"

"นามจริงผมชื่อผ่องครับ นามแฝงของผมอ้ายตีนแมว ผู้หมวดจะเอาผมไปไหนครับนี่"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ไม่ได้เอาไปไหนหรอก ในบาร์คนพลุกพล่านกันเลยชวนแกมานั่งคุยบนรถของกัน ความจริงกันไม่ใช่ตำรวจดังที่แกเข้าใจ กันชื่อนิกร การุณวงศ์ เป็นผู้แทนของอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐี"

เจ้าผ่องถอนหายใจโล่งอก

"ยังงั้นหรือครับ สิ้นเคราะห์ไปที คุณแอ๊คท่านายตำรวจได้ดีมากที่เดียว"

"ก็ลื้ออยากแอ๊คกับอั๊วก่อนนี่หว่า คนอย่างอั๊วเป็นพลเมืองดีโว้ย อั๊วไม่กลัวตำรวจหรอก เพราะตำรวจเป็นมิตรที่ดีของพลเมืองดี และเป็นศัตรูของพลเมืองเสียหรือพลเมืองชั่ว ว่าไงอ้ายน้องชาย อั๊วรู้ดีว่าลื้อเป็นผู้แทนของสมาคมลักศพ"

เจ้าผ่องยิ้มออกมาได้

"ครับ ถูกแล้ว ง่า-คุณเตรียมเงิน ๒๐,๐๐๐ บาทมาเรียบร้อยแล้วไม่ใช่หรือครับ"

นิกรว่า

"แกพากันไปพบกับหัวหน้าของแกดีกว่าอ้ายน้องชาย กันต้องการเจรจากับเขา"

เจ้าผ่องสั่นศีรษะ

"เสียใจครับ ผมเป็นตัวแทนของสมาคมลักศพผู้มีอำนาจเต็มในการเจรจากับผู้แทนของอาเสี่ยกิมหงวน คุณจะตกลงยอมไถ่ศพเจ้าสัวกิมไซหรือไม่ก็ว่ามา"

"แหม"

เจ้าแห้วคราง

"ลื้อนี่คารมคมคายยังกะนักการทูตเชียวนะ ดูเหมือนอั๊วเคยเห็นลื้อห้อยโหนอยู่ตามท้ายรถรางสายรอบเมืองนี่หว่า"

เจ้าผ่องหันมาค้อนเจ้าแห้ว

"นั่นมันเรื่องของอั๊วน่า อั๊วไม่ได้ไปห้อยโหนบนกะบาลลื้อก็แล้วกัน"

เจ้าแห้วหยุดยิ้มทันที

"นั่นน่ะซี"

นิกรโบกมือให้เจ้าแห้วสงบปากเสียงแล้วพูดกับเจ้าผ่องอย่างเป็นงานเป็นการ

"น้องชายเมื่อแกมีอำนาจเต็มในการเจรจาก็ดีแล้ว อาเสี่ยกิมหงวนสั่งให้มาบอกแกว่า เท่าที่สมาคมแกขโมยศพเจ้าสัวกิมไซเอาไปได้เสียนั้น อาเสี่ยขอขอบใจอย่างยิ่ง นับว่าสมาคมลักศพได้ช่วยประหยัดเงินให้อาเสี่ยกิมหงวนอีกไม่ต่ำกว่าห้าหกแสน"

เจ้าผ่องลืมตาโพลง

"เอ-ไง๋เป็นยังงั้นล่ะครับ คุณช่วยอธิบายให้เข้าใจหน่อยซิครับ"

"ได้ซี กันจะอธิบายให้แกฟังเดี๋ยวนี้ เรื่องมันเป็นยังงี้ อาเสี่ยกิมหงวนน่ะเป็นลูกจีนที่ทันสมัย เขาเห็นว่าเรื่องของวิญญาณเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระ คนเราตายไปแล้วก็เน่าเปื่อยผุพังไป เท่าที่อาเสี่ยยอมสละเงินสร้างฮวงซุ้ยเอาศพเจ้าสัวไปเก็บที่ป่าช้าจีน ก็ทำไปตามประเพณี แล้วก็กำลังดำริจะแห่ไปไว้ที่เขาเมืองชล ในฐานที่อาเสี่ยเป็นเศรษฐีใหญ่ จำต้องทำให้สมเกียรติเพื่อไม่ให้คนดูหมิ่นนินทา เมื่อสมาคมขโมยลักศพเอาไปได้อาเสี่ยก็หมดห่วง ไม่จำเป็นจะต้องจ่ายทรัพย์ไปสร้างฮวงซุ้ยราคาแสนที่เมืองชล เพราะฉะนั้นขอให้แกไปบอกลูกพี่ของแกเถิด ศพเจ้าสัวกิมไซที่ขโมยเอาไปทำอะไรก็เชิญ อย่าว่าแต่จะเรียกค่าไถ่ ๒๐,๐๐๐ บาทเลย เพียงบาทเดียวอาเสียก็ไม่ยอมจ่ายให้ เพราะศพของเจ้าสัวกิมไซจะเป็นพันธะผูกพันอีกมากถ้าได้คืนมา"

"แล้วกัน"

เจ้าผ่องอุทาน

"อาเสี่ยกิมหงวนไม่กลัววิญญาณของเจ้าสัวจะเดือดร้อนหรือครับ"

นิกรหัวเราะลั่น

"ก็บอกแกแล้วว่าเสี่ยหงวนเขาเป็นคนทันสมัย ง่า-แกไปบอกพรรคพวกของแกเถอะ ศพของเจ้าสัวกิมไซเสี่ยหงวนเขาไม่ต้องการแล้ว"

เจ้าผ่องหน้าจ๋อย

"อือ ชอบกลนะครับ เป็นลูกหลานแท้ๆ ไม่ยักสนใจกับศพของท่านเจ้าสัว"

นิกรว่า

"คนตายไปแล้วจะต้องไปสนใจอะไรกันอีกวะ พวกลื้อมันโง่นี่หว่า ก่อนจะขโมยศพใครเอาไปก็ควรพิจารณาเจ้าของศพเสียก่อน ถ้าเขาเป็นคนหัวโบราณยังเชื่อถือในเรื่องวิญญาณหรือเคร่งครัดในประเพณีก็น่าจะขโมยเอาไป อย่างกิมหงวนเพื่อนอั๊วพอเขารู้ว่าศพหายแทนที่จะตกใจหรือวิตกเป็นทุกข์ เขากลับหัวเราะลั่น"

"ว้า-แล้วศพเจ้าสัวกิมไซ พวกผมจะเอาไปทำอะไรล่ะครับ"

"นั่นมันเรื่องของพวกแกนี่หว่า เท่าที่พูดกันนี่น่ะแกเข้าใจดีแล้วไม่ใช่หรือ"

"ครับ เข้าใจดีแล้ว"

นิกรพยักหน้า

"เข้าใจดีแล้วก็เชิญลงจากรถได้ อั๊วจะกลับบ้านละ"

"อ้าว เลยไปส่งผมด้วยซีครับ"

เจ้าแห้วพูดขึ้นทันที

"นี่รถส่วนตัวโว้ย ไม่ใช่รถเมล์หรือแท็กซี่"

เจ้าผ่องบ่นพึมพำเปิดประตูก้าวลงจากรถ เดินกลับเข้าไปในบาร์ "อีกาดำ" อีก นิกรยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ส่วนเจ้าแห้วมองดูนายการุณวงศ์อย่างแปลกใจ

"รับประทาน คุณมั่นใจหรือครับ ว่าอ้ายพวกนี้จะเอาศพเจ้าสัวไปคืน"

นิกรอมยิ้ม

"แน่นอน อ้ายแห้ว มันจะเก็บเอาไว้ให้รกบ้านมันทำไม อ้ายผ่องคงไปบอกพรรคพวกของมันคืนนี้ เมื่อมันเข้าใจว่าเจ้าเสี่ยไม่ห่วงใยกับศพของเจ้าสัว มันก็ต้องเอาศพบรรทุกรถไปคืนที่ฮวงซุ้ยตามเดิม ขืนแบกเอาไปทิ้งตามถนนก็คงถูกตำรวจจับ"

เจ้าแห้วหัวเราะเบาๆ

"รับประทานปัญญาคุณแหลมเหมือนเข็มนะครับ พวกผู้ร้ายมันต้องเชื่อว่าอาเสี่ยไม่สนใจกับศพของท่านเจ้าสัว"

นิกรผิวปากเบาๆ นึกกระหยิ่มยิ้มย่องที่จะได้เงินรางวัลพันบาทจากอาเสี่ยกิมหงวน

"ไปโว้ย อ้ายแห้ว"

"รับประทานไปบ้านเจ๊หนอมหรือครับ"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ใครบอกแกล่ะ"

เจ้าแห้วหัวเราะ เอื้อมมือไปเปิดสวิชไฟเครื่องยนต์จัดแจงสตาร์ทเครื่องเข้าเกียร์นำ "บูอิค" เก๋งคันงามแล่นไปจากที่นั้น มุ่งตรงไปยังบ้าน "พัชราภรณ์"

ตอนสายวันต่อมา

ขณะที่คณะพรรค ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งสนทนากันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึก เจ้าแห้วก็พาตัวเดินเข้ามาในห้อง ทรุดตัวลงนั่งข้างกิมหงวนแล้วรายงานให้ทราบ

"รับประทานมีโทรศัพท์มาถึงอาเสี่ยครับ"

เสี่ยหงวนเลิกคิ้วมองดูเจ้าแห้ว

"ใครพูดมาวะ"

เจ้าแห้วนิ่งนึก

"รับประทานเขาบอกว่าเขาชื่อผ่องครับ"

นิกรเผ่นพรวดลุกขึ้นยืน กล่าวกับกิมหงวนโดยเร็ว

"อ้ายผ่อง ที่มันเป็นผู้แทนของสมาคมลักศพแน่นอนกันจะพูดกับมันเอง เข้าใจว่ามันคงขอให้เราไปรับเอาศพอาแป๊ะเป็นแน่"

อาเสียหัวเราะ

"เออ ตามใจแกเถอะ กันเตรียมเงินพันบาทไว้ให้แกแล้ว ถ้าศพอาแป๊ะกลับคืนไปอยู่ฮวงซุ้ยเมื่อไร กันจะจ่ายเงิน ๑,๐๐๐ บาทให้แกทันที"

นิกรยักคิ้วให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วแกล้งยกมืออุดจมูกเดินไปจากที่นั้น ท่านเจ้าคุณคว้าแก้วน้ำบนโต๊ะเงื้อขึ้นจะขว้าง แต่ ดร. ดิเรกรีบคว้าข้อมือท่านไว้ได้

นายจอมทะเล้นเดินเข้ามาในห้องโทรศัพท์ ยกหูฟังขึ้นพูด

"ห้าโหล ที่ไหน?"

"อ้า-อาเสี่ยกิมหงวนพูดหรือครับ"

นิกรอมยิ้ม

"เออ-ถูกแล้ว กันเอง"

"ดีทีเดียวครับ ผม-นายผ่องพูดครับ ผมพูดในนามของสมาคมลักศพ หัวหน้าของผมสั่งให้ผมเรียนอาเสี่ยว่า เราไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะเก็บศพเจ้าสัวกิมไซไว้ ขอให้อาเสี่ยส่งคนและรถยนต์มารับเอาศพไปได้"

นายจอมทะเล้นเกือบจะหัวเราะออกมาดังๆ

"เสียใจโว้ย กันไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องรับผิดชอบกับศพของลุงกันอีก เมื่อพวกแกรับเอาไปจะจัดการยังไงก็เอาซี กันไม่รับรู้"

"ว้า-ทำไมถึงพูดอย่างนั้นล่ะครับ"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ก็เพื่อนอั๊ว นายนิกรเขาบอกลื้อแล้วนี่นาว่า อั๊วไม่วิตกเป็นทุกข์อะไรเลย เท่าที่ลื้อขโมยศพของลุงอั๊วไปเลิกกันนะ นายผ่อง"

เดี๋ยวๆๆ เดี๋ยวก่อนครับ อาเสี่ยส่งผู้แทนของอาเสี่ยมาพบกับเราหน่อยได้ไหมครับ"

"พบที่ไหน?"

"ที่ถนนศาลาแดงซอยหนึ่งครับ ถ้าให้คุณนิกรมาละก้อดี เพราะผมรู้จักแล้ว ผมจะคอยรับที่ปากซอย"

"เออ-ตกลง อั๊วจะให้นิกรเพื่อนอั๊วไปพบลื้อเดี๋ยวนี้"

"ครับ ดีทีเดียวครับ เลิกกันนะครับ"

นิกรวางหูโทรศัพท์ลงตามเดิม พาตัวกลับไปที่ห้องโถง พอเขาเดินเข้ามาในห้อง อาเสี่ยก็กล่าวถาม

"ว่าไง อ้ายกร"

นิกรหัวเราะ

"เป็นต่อแล้ว อ้ายพวกนั้นขอให้กันไปรับศพเจ้าสัว"

"ฮ้า"

เสี่ยหงวนอุทาน

"จริงๆ น่ะเรอะ"

"เออ-กันไปละนะ บางทีภายในชั่วโมงนี้ศพของอาแป๊ะจะไปอยู่ที่ฮวงซุ้ยตามเดิม เชื่อมือกันเถอะน่า อ้ายพวกนั้นมันไม่ฉลาดไปกว่ากันหรอก"

กิมหงวนทำหน้าชอบกล เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง

"เอาละ ถ้ายังงั้นแกรีบไปเถอะ กันและพวกเราจะรอฟังข่าวอยู่ที่นี่ หวังว่าแกคงจะทำงานสำเร็จเรียบร้อย"

นิกรยิ้มให้พรรคพวกของเขา แล้วพาตัวเดินออกไปจากห้องโถง คณะพรรค ๔ สหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องที่เกี่ยวกับศพของเจ้าสัวกิมไซ

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ

นิกรกลับมาบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๑๐.๐๐ น. เศษ และพาตาแป๊ะแก่นายป่าช้าจีนมาด้วย "บูอิค" เก๋งแล่นมาหยุดเทียบบันไดหน้าตึก นายจอมทะเล้นพาชายชราก้าวลงจากรถ เดินขึ้นไปบนตึกและเลยเข้าไปในห้องโถง นิกรแลเห็นเสี่ยหงวนนั่งดีดเปียนโนเล่นตามลำพัง

"หงวนโว้ย"

อาเสี่ยหันควับมาทางนิกร

"อ้อ-กลับมาแล้วรึ ได้ความว่ายังไงบ้าง"

พูดจบก็ลุกขึ้นเดินเข้ามาหานิกร และยกมือรับไหว้ชายชราผู้เป็นนายป่าช้า

นิกรยกมือขวาตบบ่าเสี่ยหงวน

"กันพานายป่าช้ามาด้วยก็เพื่อจะให้เขาเป็นพยานกัน แสดงว่ากันไม่ได้หลอกลวงแกให้หลงเชื่อ กันยินดีที่จะบอกแกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยตามแผนการของกัน ขณะนี้ศพของอาแป๊ะอยู่ที่ฮวงซุ้ยป่าช้าจีนแล้ว ไม่เชื่อแกถามตาแป๊ะนี่ดูซี"

กิมหงวนเปลี่ยนสายตามาที่ชายชรา

"เป็นความจริงหรือแป๊ะ"

"ครับ ถูกแล้ว อ้ายพวกนั้นยอมคืนศพให้มาครับ คุณนิกรเป็นคนนำศพไปไว้ที่ป่าช้าจีนตามเดิม ผมสั่งช่างให้เขาซ่อมรอยชำรุดที่ฮวงซุ้ยให้เรียบร้อยตามเดิมแล้วครับ"

อาเสี่ยไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเป็นความจริง เขามองดูหน้านิกรแล้วยกมือจับแขนเพื่อนเกลอของเขาเบาๆ

"ทำไมผู้ร้ายมันยอมมอบศพลุงของกันให้แกล่ะกร"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

""ก็ด้วยความเฉลียวฉลาดของกันน่ะซี กันขู่เอาเงินเสียอีก ๒,๐๐๐ บาทค่าป่วยการนำศพอาแป๊ะไปวัด"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"แล้วมันจ่ายให้ไหม? "

"จ่ายซี ไม่จ่ายกันก็ไม่ยอมเอาศพอาแป๊ะมา"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ ล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกหนึ่งออกมานับได้ ๑๐ ฉบับ ส่งให้นายการุณวงศ์เป็นรางวัล

นิกรยิ้มแก้มแทบแตก เขารีบวิ่งโครมครามขึ้นบันไดไปชั้นบนเพื่อจะอวดเพื่อนๆ ของเขา ปล่อยให้กิมหงวนสนทนากับอาแป๊ะนายป่าช้า

เป็นอันว่า ศพเจ้าสัวกิมไซถูกส่งมาอยู่ฮวงซุ้ยตามเดิมแล้ว โดยไม่ต้องเสียเงินค่าไถ่แม้แต่บาทเดียว.

จบบริบูรณ์