พล นิกร กิมหงวน 175 : วันบุก

ทหารต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอย่างเคร่งครัด

ท่ามกลางความมืดตอนดึกสงัดของคืนวันนั้น เครื่องบินลำเลียงของกองทัพอากาศ หมายเลข ๒๕๐๗ กำลังบินผ่านเส้นพรมแดนเข้าเขตศัตรูของเขาในระยะสูง ๔,๕๐๐ ฟิต

ร.อ. สมศักดิ์ กุลนภา นักบินประจำเครื่องนี้ได้รับคำสั่งด่วนลับเฉพาะ ให้พา พล.ต. ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์, พล.อ. พระยาปัจจนึกพินาศ, พ.อ. พล พัชราภรณ์, พ.อ. นิกร การุณวงศ์, พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ และ ส.ท. แห้ว โหระพากุล ไปกระโดดร่ม ณ จุดๆ หนึ่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญยิ่ง ในดินแดนของศัตรูเกี่ยวกับวันบุกของกองทัพไทยทั้ง ๓ ทัพ

ขณะนี้เป็นเวลา ๑.๓๕ น.

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ต่างแต่งเครื่องฝึกสวมหมวกเหล็กไม่มีเครื่องหมายยศและสังกัด อาวุธประจำตัวก็คือปืนกลมือ, ปืนพกและระเบิดมือ นอกจากนี้ก็มีดาบปลายปืนแบบพลร่มอีกคนละเล่ม ย่ามคนละใบ บรรจุแม็คกาซินปืนและของใช้ที่จำเป็นบางอย่าง ทุกคนนั่งอยู่บนม้ายาวด้านขวาลำตัวของเครื่องบิน และสนทนากันเงียบๆ เว้นแต่นิกรคนเดียวซึ่งนั่งหลับอ้าปากหวอ

การสนทนาสิ้นสุดลง เมื่อประตูห้องนักบินถูกเปิดออก ชายหนุ่มร่างใหญ่ใบหน้าหล่อเหลา แต่งเครื่องแบบเรืออากาศเอกคนหนึ่งพาตัวเข้ามาในห้องพลร่มด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส เขาคือ ร.อ. สมศักดิ์ นักบินประจำเครื่องบินลำเลียงเครื่องนี้นั่นเอง

"ว่าไงครับนักบิน" นายพลดิเรกกล่าวทัก

"เตรียมตัวกระโดดร่มได้แล้วครับ อีกในราว ๕ นาทีเราจะถึงจุดหมายแล้ว"

"ออไร๋ ขอบคุณมากคุณสมศักดิ์ พวกเราจะเตรียมตัวให้เรียบร้อยภายในสองนาทีนี้เป็นอย่างช้า"

นักบินมองดูคณะพรรคสี่สหาย และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างชื่นชม

"ทุกท่านโปรดคอยดูไฟสัญญาณ และคอยฟังผมพูดทางเครื่องกระจายเสียงนะครับ ขอให้โชคดีและปลอดภัยทุกๆ คน"

พลยิ้มให้นักบินและกล่าวขึ้น

"ขอบคุณครับ"

ร.อ. สมศักดิ์ เดินไปเปิดประตูทางด้านซ้ายของลำตัวเครื่องบิน แล้วเขาก็รีบกลับไปยังห้องนักบิน เพื่อให้ความสะดวกแก่พลร่มบรรดาศักดิ์ทั้ง ๖ คนนี้ ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่มอบหมายมา

ศาสตราจารย์ดิเรก ปลุกนิกรด้วยวิธียกฝ่ามือผลักหน้าเต็มแรง

"เฮ้ย ลุกขึ้นเตรียมตัวกระโดดร่มโว้ย"

พ.อ. นิกรลืมตาขึ้นมองดูโลกในท่างัวเงีย หรือสะลึมสะลือ

"ว่าไงหมอ"

"เตรียมพร้อม เกือบถึงจุดกระโดดแล้ว"

เครื่องบินลำเลียงหมายเลข ๒๕๐๗ บินลงสู่ระยะต่ำจาก ๔,๕๐๐ ฟิต จนกระทั่ง ๒,๓๐๐ ฟิต นักบินมองแลเห็นกองไฟสามกองที่จุดอยู่กลางทุ่งนาแล้ว กองไฟนี้เกิดขึ้นจากการกระทำของหน่วยใต้ดิน ซึ่งขบวนการใต้ดินนี้มีเจตนาจะหักโค่นรัฐบาลของเขา เนื่องจากรัฐบาลของประเทศนั้นกำลังพาประเทศชาติไปสู่ภัยพิบัติ คือคบกับคอมมิวนิสต์นั่นเอง ถึงกับผู้นำของประเทศได้แสดงความจองหองพองขน มีการข่มขู่ประเทศใกล้เคียงเช่นไทยเรา เป็นต้น ขบวนการใต้ดินได้รับความช่วยเหลือจากคนไทยเป็นอย่างดี มีการติดต่อกันและร่วมงานกันบ่อยๆ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างยืนเป็นแถวเรียงเดี่ยวอยู่กลางห้องโดยสาร เกี่ยวขอร่มไว้กับเส้นลวดเตรียมพร้อมที่จะกระโดดออกไปจากประตูเครื่องบินเมื่อได้รับคำสั่งจากนักบิน

เสียงกริ่งสัญญาณและไฟสีแดงปรากฏขึ้นแล้ว นักบินได้พูดกระจายเสียง เสียงดังกังวานไปทั่วห้อง

"เตรียมกระโดดครับ อีก ๑๐ วินาทีเท่านั้น"

เจ้าแห้วยืนอยู่ท้ายแถวสวดมนตร์พึมพำ เมื่อนักบินออกคำสั่งให้กระโดด นายพลดิเรกผู้เป็นหัวหน้าก็กระโดดออกไปจากเครื่องบินเป็นคนแรก ติดตามด้วยพล, นิกร, กิมหงวน, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเป็นคนสุดท้าย

ร่มทั้ง ๖ ร่มกางพรึ่บเว้นระยะห่างร่มต่อร่มราว ๒๐ เมตร จุดที่ร่มลงก็คือระหว่างกองไฟ ๓ กอง ซึ่งบัดนี้หน่วยใต้ดินหมู่หนึ่งได้มาคอยต้อนรับนายทหารไทยคณะนี้แล้ว

ในที่สุดร่มชูชีพก็ลงสู่ผืนนาอันเวิ้งว้างว่างเปล่ามีแต่ซังข้าว แต่ร่มชูชีพของกิมหงวนลงบนต้นมะขามเทศต้นหนึ่ง พ.อ. กิมหงวนแขวนโตงเตงอยู่บนต้นมะขามเทศนั้น สักครู่เขาก็ร้องตะโกนเรียกพรรคพวกของเขา

"เฮ้ย ช่วยด้วยโว้ย กันติดอยู่บนยอดไม้"

หน่วยใต้ดินทั้ง ๖ คน ซึ่งแต่ละคนพูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ดี ได้ให้ความช่วยเหลือนายพลดิเรกกับคณะเป็นอย่างดีที่สุด หัวหน้าหน่วยใต้ดินสั่งให้คนของเขาคนหนึ่งปีนขึ้นไปบนต้นมะขามเทศใหญ่ต้นนั้น ใช้มีดตัดสายร่มออกทีละสาย ร่างอันสูงชะลูดของ พ.อ. กิมหงวน ค่อยๆ เลื่อนลงไปจนถึงพื้นดิน ต่อจากนั้นพลพรรคหนุ่มที่อยู่บนต้นมะขามเทศก็พยายามดึงร่มชูชีพลงมาจนได้ทั้งๆ ที่ร่มฉีกขาดชำรุด แต่หน่วยใต้ดินจะต้องรวบรวมร่มชูชีพทั้ง ๖ ร่มฝังดินให้หมด

ณ บัดนี้ หน่วยใต้ดินกับคณะพรรคสี่สหายได้เข้ามายืนรวมกลุ่มกันแล้ว หนุ่มใหญ่วัย ๓๕ ปีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นหัวหน้าหน่วยใต้ดิน ได้กล่าวกับนิกรอย่างนอบน้อม

"ประทานโทษ ท่านคือนายพลดิเรกใช่ไหมครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง ผายมือมาทางศาสตราจารย์ดิเรก ซึ่งยืนอยู่ข้างๆ เขา

"คนนี้ครับไม่ใช่ผม ผมคือพันเอกนิกร การุณวงศ์"

นายพลดิเรกเลื่อนตัวเข้ามายื่นมือให้จับทันที

"คุณเป็นหัวหน้าหน่วยที่มาคอยรับพวกเราใช่ไหม"

"ใช่ครับ ผมคือนายเปียก หัวหน้าหน่วยใต้ดินที่ ๕๖ ครับ ดีใจมากครับที่ท่านนายพลกับทุกท่าน ปลอดภัย ไม่มีการแข้งขาหัก หรือคอหักจากการกระโดดร่ม"

นายพลดิเรกยิ้มให้เขา

"รู้จักกับพวกเราเสียหน่อยซีคุณเปียก คนนี้พันเอกนิกร โน่น-สูงเหมือนเปรตนั่นคือพันเอกกิมหงวน ที่ยืนอยู่ใกล้ๆ กันพันเอกพล ทางซ้ายผมนี่พลเอกพระยาปัจจนึกพินาศ เจ้าหมอนั่นทหารคนใช้ของเราสิบโทแห้ว"

นายเปียกก้มศีรษะเล็กน้อย

"ชื่อท่านเหล่านี้คุ้นหูผมมานานแล้วครับ ผมตื่นเต้นดีใจมากที่ได้มีโอกาสรู้จักกับพวกท่าน อ้า-ผมขอแนะนำพวกท่านให้รู้จักกับพรรคพวกของผมด้วยครับ ผมชื่อนายเปียก นั่นนายแฉะเพื่อนร่วมชีวิตของผม อีกคนคือนายเละ แล้วก็นายหมาดนายเหลว คนที่ยืนอยู่ข้างหลังคือนายชุ่มครับ"

นิกรหัวเราะหึๆ พูดเสริมขึ้นทันที

"ชื่อพวกคุณเรียกง่ายดี แล้วก็ฟังดูแล้วก็มีความหมายใกล้เคียงกัน เป็นต้นว่า คุณกับคุณแฉะหรือ คุณเหลว"

นายเปียกยิ้มให้นิกร

"ครับ พวกผมชอบใช้ชื่อกันง่ายๆ อย่างนี้ เว้นแต่พวกเจ้านายจึงมีชื่อไพเราะเพราะพริ้งหน่อย แต่ว่า เจ้าของผมกำลังจะทำให้ประเทศชาติของเราล่มจม ขบวนการใต้ดินจะลุกฮือขึ้นพร้อมกัน เพื่อโค่นรัฐบาลนี้ในไม่ช้านี้แหละครับ เชิญทุกท่านไปพักผ่อนที่หมู่บ้านกลางนาของเราก่อนเถอะครับ ในราวตีสามผมจะพาพวกท่านไปสำรวจค่ายทหารในป่าใกล้กับพรมแดนของไทย"

นายพลดิเรก มองดูนายเปียกกับพรรคพวกของเขาด้วยความซาบซึ้งใจในไมตรีจิต

"เราไม่มีเวลาเหลือเฟือพอที่จะพักผ่อนคุณเปียก งานสำคัญของเรารออยู่ข้างหน้า กรุณาพาพวกเราไปที่ค่ายทหารในป่าเดี๋ยวนี้แหละครับ พวกเราจะต้องหลบหนีกลับเข้าเขตไทยพรุ่งนี้เช้า"

"ครับ ได้ครับ ผมและพรรคพวกของผมจะนำทางไปที่ค่ายทหารใกล้กับพรมแดนไทยเดี๋ยวนี้ แต่ว่า....เชิญไปที่บ้านพักของผมสักครึ่งชั่วโมงไม่ได้หรือครับ ผมสั่งให้เขาเตรียมกาแฟและข้าวต้มกุ้งไว้แล้ว"

นิกรมองดูนายพลดิเรก แล้วกล่าวว่า

"อย่าให้คุณเปียกแกเสียความตั้งใจเลยวะหมอ ไหนๆ แกก็หุงข้าวต้มและเตรียมกาฟงกาแฟไว้คอยต้อนรับพวกเราแล้ว อากาศตอนดึกมันหนาวมาก ถ้าได้ล่อข้าวต้มกุ้งร้อนๆ สักห้าหกชาม กาแฟร้อนอีกสักถ้วยกันก็คงจะอบอุ่นขึ้น"

บรรดาพรรคพวกของนายเปียก ต่างอ้อนวอนขอร้องให้คณะพรรคสี่สหายไปที่หมู่บ้านกลางนา ซึ่งมองแลเห็นแสงไฟตะเกียงวามวับอยู่ข้างหน้า ไกลออกไปประมาณ ๕๐๐ เมตรเท่านั้น ในที่สุดสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็พากันไปพักผ่อนที่หมู่บ้านกลางนา ซึ่งพวกชาวนาทั้งหลายนั้นล้วนแต่นับถือพระพุทธศาสนา ทุกคนเกลียดชังลัทธิคอมมิวนิสต์อย่างยิ่ง เขารู้ดีว่าถ้าคอมมิวนิสต์เข้ามายึดครองประเทศชาติของเขา ศาสนาก็จะถูกทำลาย ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามทั้งหลายก็จะถูกลบล้างไป

เพราะภูมิประเทศเป็นป่าเขาติดต่อกับอาณาเขตทุ่งนาอันเวิ้งว้าง อากาศตอนใกล้รุ่งจึงหนาวเย็นยะเยือกจับใจ

เวลาประมาณ ๓.๐๐ น. เศษ นายเปียกกับพรรคพวกของเขาได้พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว บุกป่าฝ่าดงมุ่งตรงมายังพรมแดนประเทศไทย ซึ่งกรมสืบราชการลับของกองทัพบกสืบทราบมาว่า ข้าศึกได้ตั้งค่ายอยู่ในป่าห่างจากเส้นพรมแดนของเราไม่ถึง ๒ กิโลเมตร มีกำลังรบถึง ๒ กองพล พร้อมด้วยยานเกราะ นอกจากนี้ข้าศึกยังเตรียมอาวุธจรวดที่ใช้ฐานยิงบนรถยนตร์ไว้มากมาย ถ้ากองทัพไทยซ้อมรบใหญ่ในพื้นที่แถบนี้วันไหน ข้าศึกก็จะถือโอกาสยกพลออกโจมตีกองทัพไทย แล้วประกาศให้โลกทราบว่าถูกไทยรุกรานก่อน

กองบัญชาการทหารสูงสุด ออกคำสั่งลับเฉพาะให้นายพลดิเรกกับคณะเดินทางมาโดดร่มในดินแดนข้าศึกคืนวันนี้ก็เพื่อให้สืบสวนหาความจริงในเรื่องนี้ และถ้าหากว่าได้พบเห็นค่ายทหารของข้าศึกจริงแล้ว ก็ให้นายพลดิเรกกับคณะพยายามก่อวินาศกรรมระเบิดคลังแสงของข้าศึกแล้วหลบหนีไป

หน่วยใต้ดินพาคณะพรรคสี่สหายขึ้นมาบนยอดเขาเตี้ยๆ ลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นภูเขาขนาดเล็กสูงประมาณ ๓๐ เมตรเท่านั้น แต่เทือกของมันติดต่อกับภูเขาลูกอื่น นายเปียกยกมือชี้ไปทางบริเวณที่ราบเชิงเขาใหญ่ลูกหนึ่ง แล้วกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกว่า

"แสงไฟสลัวลางที่เชิงเขานั่นคือค่ายทหารครับ เป็นโรงเรือนขนาดใหญ่ สร้างขึ้นเป็นที่พักทหารชั่วคราว บริเวณค่ายทหารมีเนื้อที่ทั้งหมดไม่น้อยกว่า ๑๐๐ ไร่ ครับ"

นายพลดิเรกนิ่งฟังด้วยความสนใจยิ่ง

"คุณหรือพวกคุณเคยเข้าไปในค่ายทหารที่นี่บ้างหรือเปล่า"

หัวหน้าหน่วยใต้ดินหัวเราะเบาๆ

"ไม่มีพลเรือนคนใดเข้าไปได้หรอกครับ ค่ายทหารไม่มีรั้วรอบขอบชิดก็จริง แต่มีทหารยามเฝ้าเป็น ระยะๆ มีถนนสายเดียวที่จะเข้าไปถึงค่าย คือถนนจากพรมแดนไทย ซึ่งทหารช่างที่นี่ช่วยกันสร้างขึ้นเตรียมบุกไทย ที่ค่ายนี้มีรถถังและยานเกราะหลายคัน รวมทั้งรถสายพานลำเลียงทหารด้วย เท่าที่ผมทราบ มีทหารปืนใหญ่สองกองพัน"

พ.อ. พล กล่าวถามขึ้นบ้าง

"ตอนกลางคืนอย่างนี้ มียามรักษาการแข็งแรงเหมือนตอนกลางวันหรือคุณเปียก"

นายเปียกหันมายิ้มให้พล

"ผมเข้าใจว่าในตอนกลางคืน ทางค่ายทหารอาจจะเพิ่มยามเป็นสองเท่าครับ เพราะกลัวพวกหน่วย ใต้ดินบุกเข้ามาก่อวินาศกรรม แล้วก็กลัวหน่วยนาวิกโยธินของไทยด้วย"

พลหันมาทางนายพลดิเรก

"เสี่ยงเถอะวะพวกเรา มีเวลาทำงานอีกในราวสองชั่วโมงเท่านั้น เราจะต้องระเบิดคลังแสงของข้าศึกให้ได้ ใครพลาดก็ถูกยิงตาย คนที่เหลืออยู่ก็ต้องพยายามทำงานให้สำเร็จ เพราะคลังแสงที่นี่นอกจากจะเก็บกระสุนปืนทุกชนิดแล้ว ยังเก็บอาวุธจรวดอีกด้วย"

"ออไร๋ ออไร๋ เราต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตอย่างไม่มีปัญหา" แล้วเขาก็หันมาทางนายเปียกหัวหน้าหน่วยใต้ดิน "ผมกับพวกเราทุกคนขอขอบคุณพวกคุณเป็นอย่างยิ่ง เท่าที่ได้กรุณาให้ความช่วยเหลือพวกเราเป็นอย่างดี เชิญพวกคุณกลับไปบ้านเถอะครับ ต่อไปนี้เป็นเรื่องของพวกผมที่จะจัดการกับค่ายทหารนี้ คุณกลับไปบ้านนาและคอยฟังเสียงระเบิด คอยดูแสงไฟที่จะแดงฉานจับท้องฟ้าตอนนี้ แต่ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็หมายความว่าพวกผมทุกคนถูกยิงตาย"

เสียงพึมพำดังขึ้นในหมู่หน่วยใต้ดิน ต่างคนต่างอำลาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว แล้วก็ให้ศีลให้พร ขอให้คณะพรรคสี่สหายแคล้วคลาดจากภยันตรายทั้งปวง เมื่อได้โอภาปราศรัยกันอีกสักครู่ นายเปียกก็พาพรรคพวกของเขาลงไปทางหลังภูเขาลูกนี้

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นายพลดิเรกล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบกล่องเล็กๆ กล่องหนึ่งออกมา แล้วเปิดฝากล่องออก

"เฮ้-เอาติดตัวไว้คนละเม็ดโว้ย"

นิกรยิ้มแป้น

"หมากฝรั่งหรือหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"ยาพิษโว้ย ไม่ใช่หมากฝรั่ง พวกเราทุกคนอย่ายอมให้ข้าศึกจับเป็นเป็นอันขาด ถ้าเพลี่ยงพล้ำเสียทีหรือจนมุมก็กินยาในแค็ปซูลนี้ เพียง ๕ นาทีเราก็ตาย และไม่มีหมอคนไหนที่จะช่วยเราได้ ยานี้จะทำให้เส้นโลหิตแข็งตัว และหัวใจหยุดทำงาน คล้ายกับพิษงูเห่าแต่ร้ายแรงกว่ามาก เพราะพิษงูใช้เซรุ่มฉีดแก้ได้"

ทุกคนหยิบยาพิษอันร้ายแรงออกไปจากกล่องคนละหนึ่งแค็ปซูล ต่อจากนั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็พากันลงไปจากภูเขาบุกเข้าป่าโปร่ง หรือป่าละเมาะทางด้านหลังค่ายทหาร ปืนกลมือทั้ง ๖ กระบอกถูกปลดลงมาจากบ่า และพร้อมที่จะส่งกระสุนออกจากลำกล้อง ความเงียบและความหนาวเย็นปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

ในที่สุดนายพลดิเรกกับคณะของเขาก็เข้ามาในเขตยามรักษาการและเขตลาดตระเวนของทหารข้าศึก เมื่อนิกรเผลอตัวอ้าปากหาวขึ้นดังๆ ไฟฉายขนาด ๒ ท่อนดวงหนึ่งก็ฉายกราดมาทางคณะพรรคสี่สหายทันที ทุกคนรีบทรุดตัวนั่งยองๆ และคลานเข้าไปซ่อนตัวเบื้องหลังพุ่มไม้ ทหารยามที่ฉายไฟได้กราดไฟฉายไปรอบๆ แล้วสิ้นสุดที่ใบหน้าทหารยามอีกคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ห่างจากเขาไม่ถึง ๕๐ เมตร

"เฮ้ย-ฉายทำไมวะ แสบตาจะตายโหง"

เจ้าของไฟฉายยิ้มออกมาได้

"เมื่อกี้แกหาวนอนหรือเปล่า"

"เปล่าโว้ย"

"เอ๊ะ กันได้ยินนี่หว่า"

"แล้วกัน ดับไฟเสียทีซีโว้ย เสียงที่แกได้ยินคือเสียงเสือที่มันกำลังจะขบหัวแกนั่นแหละ"

ไฟฉายดวงนั้นถูกดับไปแล้ว เสี่ยหงวนยกมือเขกศีรษะนิกรเต็มแรง แต่นิกรสวมหมวกเหล็กจึงไม่เจ็บ

"เสือกหาวออกมาทำไมวะ อยากตายเรอะ"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"เบรคไม่ทันว่ะ อยู่ๆ มันก็ร้องเฮิ้วออกมา"

พลกล่าวกับนิกรอย่างเดือดดาล

"ทำอะไรระวังหน่อยซีโว้ย ขณะนี้เราอยู่ในเขตค่ายทหารของข้าศึก ถ้าข้าศึกมันเห็นเราเข้ามันจะยิงเราทันที เรา ๖ คนน่ะถึงอย่างไรก็สู้มันไม่ได้"

ทุกคนค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ต่างแลเห็นไฟบุหรี่วาบวับตามจุดต่างๆ ทหารยามข้าศึกกำลังอยู่ยามตาม หน้าที่ แต่ก็สูบบุหรี่กันตามสบาย แสดงว่าไม่มีวินัย อย่างไรก็ตามการที่จะผ่านยามเข้าไปนั้นย่อมทำไม่ได้ เพราะยามแต่ละจุดวางไว้ใกล้ๆ กัน ถึงแม้ความมืดปกคลุมไปทั่ว การเคลื่อนไหวก็มองเห็นจากแสงของประกายดาว

"เราอ้อมไปทางใต้เถอะ ทางนี้มันวางยามหนาแน่นเหลือเกิน ทางใต้ของค่ายนี้อาจจะมีทางเล็ดลอดยามเข้าไปได้บ้าง" นายพลดิเรกกล่าวกับทุกคน

นิกรพูดเสียงกระซิบกระซาบ

"เสียเวลาเปล่าๆ หมอ การวางยามรักษาการก็ต้องมีกำลังเหมือนกันทุกด้าน บุกเข้าทางนี้ก็แล้วกัน"

เสี่ยหงวนทำตาเขียวกับนิกร

"บุกเข้าไปก๊อเท่งทึงน่ะซีโว้ย"

นิกรจุ๊ปาก

"ฟังกันพูดให้จบเสียก่อน กันจะทำพิธีบังไพรให้พวกเรา"

"บังไพร " เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทาน

"ครับ พรานช้างที่เขาจับช้างป่าเขาก็ใช้วิธีบังไพรเดินเข้าไปจนถึงตัวช้าง ช้างยังมองไม่เห็น ผมจะใช้เวทมนตร์ของผมพรางตาอ้ายพวกทหารเหล่านี้"

นายพลดิเรกทำหน้าฉงน

"ยูจะทำยังไงวะ"

นิกรเดินเข้าไปที่พุ่มไม้ใหญ่แล้วหักกิ่งไม้ที่มีใบไม้ออกมาจากต้นของมันรวม ๖ กิ่ง เสร็จแล้วก็เข้ามาหาคณะพรรคของเขาแจกกิ่งไม้คนละกิ่งโดยทั่วหน้ากัน พ.อ. พล หัวเราะหึๆ กล่าวกับนิกรว่า

"ฉันเข้าใจแล้ว เวทมนตร์คาถาของแกฉันยังไม่เลื่อมใสหรอก แกแสดงให้ดูก่อนซี ร่ายเวทแล้วเดินเข้าไปหาทหารยามข้าศึก ถ้าแกทำได้พวกเราก็จะตามแกไป"

นิกรค้อนปะหลับปะเหลือก

"แกมักจะดูถูกในภูมิปัญญาของกันเสมอ คนอย่างกันก็ลูกศิษย์มีครูเหมือนกัน เรื่องไสยศาสตร์หรือ เวทมนตร์คาถากันก็เคยเรียนมาไม่น้อย เสกเนื้อเค็ม เสกโต๊ะ เก้าอี้ หรือเสกรถยนต์ทั้งคันเข้าท้องใครกันยังทำได้ผู้หญิงที่เดินตามถนนกันเอาน้ำมันพรายทาข้อมือมับเดียวได้เรื่องเลย"

"เรียกตำรวจ" เสี่ยหงวนพูดต่อ

นิกรหัวเราะหึๆ

"วิ่งตามมาอ้อนวอนขอเป็นเมียกันโว้ย ไม่ใช่เรียกตำรวจ กันก็เคยขับไล่ภูตผีปีศาจให้แกดูแล้ว"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกรกระพุ่มมือไว้ระหว่างอกแล้วทำปากหมุบหมิบร่ายเวทวิทยา สักครู่เขาก็ชูกิ่งไม้ขึ้นเหนือศีรษะ แล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ด้วยอำนาจเวทมนตร์ของกัน บัดนี้พวกเราได้กลายเป็นมนุษย์อภินิหารไปแล้ว รับรองว่าจะไม่มีใครมองเห็นตัวพวกเราเป็นอันขาด แต่มนตร์บังไพรนี้จะเกิดขึ้นได้ชั่วเวลาเพียง ๕ นาทีเท่านั้น"

แล้ว พ.อ.นิกรก็ถือกิ่งไม้คลุมศีรษะเหมือนกางร่ม เดินเข้าไปหาพวกทหารยามข้าศึกอย่างองอาจ มิหนำซ้ำยังร้องยี่เกเสียงแจ๋วได้ยินไปไกล

กระดิ่งทองมาแล้ว....มาเมื่อเสียงไก่แก้วเริ่มจะขานขัน ใช้เวทมนตร์บังไพรไม่ให้ใครเห็น น้ำค้างพรมลมเย็นแม่เอ๋ยหนาวจนสั่น จงติดตามเรามาอย่าชักช้าเร็วพลัน เตร๊งเตรงเต็งเตร๊งเต็งตู่เร้งเต็งเตร่ง

ไฟฉายหลายดวงฉายกราดไปทั่ว ถึงแม้ไฟจับร่างของนิกรแต่ก็ไม่มีใครเห็นนิกร นายจอมทะเล้นหันมาร้องตะโกนเรียกคณะพรรคของเขา

"มาซีโว้ย"

พล, กิมหงวน, ดร. ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างฉงนสนเท่ห์ใจไปตามกัน ทหารข้าศึกส่งเสียงเอะอะบอกกล่าวกันและช่วยกันค้นหาเจ้าของเสียงร้องยี่เกคือนิกรนั่นเอง แต่อย่างไรก็มองไม่เห็นจนกระทั่งนิกรถือกิ่งไม้เดินกลับมาหาคณะพรรคของเขา

"อ้ายกร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงสั่นๆ "ทหารข้าศึกมันไม่เห็นตัวแกจริงๆ รึ"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"โธ่-เชื่อผมเถอะครับ ขณะนี้ไม่มีใครมองเห็นพวกเราหรอกครับ ให้มันมองจนตาแหกก็ไม่เห็น" พูดจบนิกรก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ "เฮ้ย-กระดิ่งทองอยู่ทางนี้โว้ย"

ทหารยาม ๒ คนถือปืนสวมดาบในท่าเฉียงอาวุธวิ่งรี่เข้ามา ทุกคนรีบยกกิ่งไม้ขึ้นคลุมศีรษะ ทหารยามทั้ง ๒ คนหยุดยืนอยู่ข้างๆ คณะพรรคสี่สหาย แต่ก็มองไม่เห็น

"เอ-ผีหลอกเรากระมังโว้ย ได้ยินแต่เสียงมองไม่เห็นตัว มันร้องยี่เกแน่เสียด้วยซี"

เสี่ยหงวนอยากจะพิสูจน์ความจริงก็ยกลูกแปเตะก้นทหารยามคนหนึ่งเสียงดังพลั่ก เจ้าหมอนั่นหันมามองดูเพื่อนของมันอย่างเดือดดาล

"อย่าเล่นยังงี้น่าเพื่อน เล่นด้วยตีนกันไม่ชอบโว้ย"

"หา นี่แกเข้าใจว่ากันเตะแกยังงั้นหรือ เปล่านะสาบานให้ก็ได้ให้ฟ้าผ่ารากเลือดลงแดงตายซีเอ้า" พูดจบเขาก็ร้องโอ๊ยเมื่อเขาถูกนิกรดีดใบหูข้างซ้ายเต็มแรง แล้วเขาก็กล่าวกับเพื่อนของเขา "ไปทางโน้นเถอะโว้ย แกกับกันถูกผีป่าเล่นงานแน่แล้ว"

กิมหงวนแกล้งพูดเสียงห้าวๆ ยานคาง

"สูเจ้าต้องตาย ตูข้าคือเจ้าป่านี้"

ทหารยามทั้ง ๒ คนตัวสั่นงันงก ต่างไม่ฟังอีร้าค่าอีรมห้อแน่บกลับไปหาพรรคพวกของเขา ซึ่งขณะนี้ทหารยามและหน่วยลาดตะเวนหลายคนยังฉายไฟค้นหาตัวนิกรอยู่ บางทีก็ฉายมาที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว แต่ก็ไม่สามารถจะมองเห็นตัวได้ด้วยอำนาจเวทมนตร์ของนิกรนั่นเอง

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยังคงชูกิ่งไม้ไว้เหนือศีรษะ ทุกคนมองดูนิกรอย่างเลื่อมใสโดยเฉพาะนายพลดิเรกเต็มไปด้วยความฉงนสนเท่ห์ใจเหลือที่จะกล่าว

"อิท อิส วันเด้อรฟุล แกยอดคนจริงๆ อ้ายกร แกทำในสิ่งที่นักวิทยาศาสตร์ชั้นดีอย่างกันทำไม่ได้ ฮ่ะ ฮ่ะ ฝรั่งงงโว้ย แกช่วยเสกหญ้าให้เป็นคนได้ไหม มันจะได้ช่วยเราทำงานวินาศกรรมและสู้รบกับข้าศึก"

นิกรนิ่งคิดสักครู่แล้วสั่นศีรษะ

"อันนี้กันยังเรียนไม่ถึง แต่ถ้าเสกคนให้เป็นหญ้ากันพอจะทำได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"อย่ามัวคุยกันอยู่เลย เมื่อมันมองไม่เห็นตัวพวกเราก็รีบบุกเข้าไปในค่ายมันเถอะ เรายังไม่รู้ว่าคลังแสงของมันอยู่ที่ไหน"

ทุกคนเห็นพ้องด้วย พ.อ. พลเดินนำหน้าพาคณะพรรคของเขาผ่านแนวยามรักษาการเข้าไปเป็นชั้นๆ อำนาจมนตร์ช่วยให้ทหารข้าศึกมองไม่เห็นตัว สักครู่ทุกคนก็แลเห็นที่พักทหารปลูกอยู่เป็นแถวเรียงรายติดต่อกันไป มีแสงตะเกียงรั้ววาววามส่องลอดออกมาตามช่องหน้าต่างประตูแลเห็นสลัวลางเต็มทน

"บังไพร" เสื่อมฤทธิ์แล้ว เพราะใช้ได้เพียง ๕ นาทีเท่านั้น ทหารยามข้าศึกคนหนึ่งแลเห็นเข้าก็ร้องตะโกนถาม

"ทหารกลุ่มนั้นใคร ตอบเป็นรหัสลับ"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหยุดชะงัก เสี่ยหงวนร้องตะโกนตอบทันที

"นี่ผู้บัญชาการกองพลกับนายทหารเสนาธิการมาตรวจค่ายโว้ย มานี่ซิยาม"

ทหารยามเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง เพราะเขาไม่ได้รับข่าวว่าผู้บัญชาการกองพลจะมาที่นี่ ทหารยามร่างบอบบางถือปืนเล็กยาวสวมดาบเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าคณะพรรคสี่สหาย เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงเกรี้ยวกราด

"หยิบไฟฉายออกมาจากกระเป๋ากางเกงของแกแล้วส่องดูหน้าฉันเดี๋ยวนี้"

ทหารยามปฏิบัติตามคำสั่ง ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบไฟฉาย ๒ ท่อนออกมาเปิดสวิทช์ส่องดูหน้าเสี่ย หงวน

"ไง แกเห็นหน้าฉันแล้วไม่ใช่รึ ตอบฉันซิว่าฉันเป็นใคร"

ทหารยามทำหน้าตื่นๆ

"ไม่รู้จัก รู้แต่ว่าท่านเป็นทหารไทย"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ใช่ ไม่ต้องส่งเสียงเอะอะอ้ายน้องชาย กันจะสร้างฐานะแกให้เป็นเศรษฐีย่อยๆ คนหนึ่ง" พูดจบ กิมหงวนก็ล้วงมือลงไปในย่ามหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ้อเริ่มสูงตั้งคืบออกมาส่งให้ทหารยามผู้นั้น "เอ้า เอาเงินนี่ไว้ใช้ กันให้แกแสนบาท"

ทหารยามหน้าตื่น

"แสนบาท คุณให้เงินผมตั้งแสนบาท "

"เออ เอาไว้ใช้เถอะเพื่อน"

"โอ้โฮ ผมตื่นเต้นดีใจจนพูดอะไรไม่ถูกแล้วครับ ขอบพระคุณมากครับเจ้านาย อ้า-แบ๊งค์หลวงพ่อทวดหรือใบละร้อยจริงๆ ครับ"

เสี่ยหงวนแยกเขี้ยว

"เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง แบ๊งค์จริงๆ โว้ย ธนบัตรใบละร้อยบาทของรัฐบาลไทยชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย แกมีเงินเท่านี้แกหลุดเข้าไปในเขตแดนไทย แกก็เป็นเศรษฐีย่อยๆ เอ้า-เอาไว้ซี"

ทหารยามยกปืนขึ้นวันทยาวุธแล้วเรียบวุธ รับเงินแสนบาทจากเสี่ยหงวนยัดใส่ไว้ในย่ามประจำตัวของเขา

"ขอบคุณครับ ผมยอมเป็นลูกน้องของท่านแล้ว ที่พวกท่านเสี่ยงภัยบุกเข้ามาในค่ายทหารท่านต้องการอะไรครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มละไม

"ระเบิดคลังแสงของค่ายนี้ แกบอกเราหน่อยซี คลังแสงอยู่ที่ไหนมียามรักษาการกี่คน"

พลทหารยามนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ผมพาไปดีกว่าครับ ผมจะช่วยระเบิดคลังแสงด้วย ดีครับระเบิดเสียได้ ผมไม่ต้องการให้ชาติของผมกับชาติไทยสู้รบกันหรอกครับ เพราะเรามีความสัมพันธ์ต่อกันเหมือนญาติสนิทมานานแล้ว เจ้านายผมมันบ้าเห็นผิดเป็นชอบคิดจะรุกรานไทย หารู้ไม่ว่าถ้าบุกไทยเมื่อไรก็บัลลัยเมื่อนั้น กำลังรบของเรามีเพียงหยิบมือเดียว รบกันประชาราษฎรก็เดือดร้อน ไปซีครับผมจะพาไปคลังแสง อ้า-พวกท่านจำรหัสลับในคืนวันนี้ไว้ให้ดีนะครับ ถ้าเขาร้องถามมาว่าใครก็ให้ตอบเขาว่าสี่มะเขือ"

พ.อ. พล หัวเราะหึๆ

"ไหงใช้รหัสลับอย่างนี้ล่ะ"

"เมียผู้การท่านชอบเล่นไพ่และมักจะเลือกสี่มะเขือเป็นตัวเก็งครับ"

คณะพรรคสี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน นายพลดิเรกยกมือจับแขนนิกรแล้วกล่าวว่า

"มนตร์บังไพรของแกทำไมมันสิ้นฤทธิ์เอาง่ายๆ วะ"

นิกรยิ้มเล็กน้อย

"ก็กันบอกแล้วว่าใช้ได้ในเวลาประมาณ ๕ นาที เท่านั้น"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ว่าคาถาบังไพรใหม่ซี เราจะได้ไม่ต้องระมัดระวังตัวเมื่อมีใครเห็นเรา"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ได้หรอก บังไพรทำได้วันละครั้งเดียว ต้องเว้นระยะอีก ๒๔ ชั่วโมงจึงจะทำได้อีก"

นายพลดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"ไปโว้ยพวกเรา" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้ทหารยามข้าศึก "น้องชาย แกชื่ออะไรบอกกันหน่อยซิ"

"พลทหารแฉะครับ"

"วะ เจอแฉะเข้าอีกคนแล้ว แกเป็นทหารสังกัดหน่วยอะไร"

"รถถังครับ"

"ออไร๋ รถถัง เอ็ม. ๒๔ หรือ เอ็ม. ๔๑ หรือรถถังแบบฝรั่งเศสแบบคอมมิวนิสต์ว่ามาซิ"

"รถถังแบบเราครับ เป็นรถโกดังแบบเก่าเทียมม้าบรรทุกถังขยะ ผมอยู่หน่วยรถถังของทหารสัมภาระยังไงล่ะครับ"

"พอแล้ว" นายพลดิเรกตวาดเสียงแหลมเล็ก "พาพวกเราไปที่คลังแสงเถอะเพื่อน เราจะต้องระเบิดคลังแสงให้ได้ก่อนเวลา ๕.๐๐ น."

"อ้า-ท่านต้องสัญญากับผมก่อนครับว่า ถ้าผมช่วยให้ระเบิดคลังแสงได้แล้ว ท่านจะต้องพาผมหลบหนีไปด้วย ผมจะได้ไปตั้งหลักฐานในแผ่นดินไทยและโอนชาติเป็นคนไทยเลย ขืนอยู่นี่มันจับได้ผมต้องถูกขังคุกขี้หมาแน่ๆ ในระหว่างสอบสวน แล้วผมก็จะถูกยิงเป้า"

นิกรกล่าวถามพลทหารแฉะทันที

"คุกขี้หมามีด้วยหรือพลแฉะ กันเคยได้ยินแต่ว่าคุกขี้ไก่"

"มีครับ คุกขี้ไก่หรือคุกขี้หมาก็แบบเดียวกันครับ เลี้ยงไก่ไว้บนกรงขัง ไก่ขี้ลงมาถูกนักโทษก็เรียกว่าคุกขี้ไก่ ส่วนคุกขี้หมาก็เลี้ยงหมาไว้บนกรงขังราว ๑๐ ตัว ใครถูกขังคุกขี้หมาก็ทรมานหน่อยครับ เหม็นเต็มทนเพราะหมามันกินไม่เลือกไม่เหมือนไก่ซึ่งกินอาหารไม่กี่อย่าง"

พล พัชราภรณ์ยกมือตบหลังทหารยามด้วยความพอใจ

"น้องชาย กันจะพาแกหนีไปอยู่เมืองไทยและจะให้ความช่วยเหลือแกทุกสิ่งทุกประการ พวกเราเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่ถูกส่งมาปฏิบัติงานพิเศษ เรามาโดดร่มลงที่ทุ่งนาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของค่ายทหารเมื่อตอนหนึ่งนาฬิกาสามสิบนาทีที่ผ่านมานี้"

"ยินดีมากครับ ที่ผมได้มีโอกาสรู้จักกับพวกท่าน ผมจะถือว่าผมเป็นคนของพวกท่านนับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นอย่างอิจฉา

"แต่ว่า...กันมีอาวุโสสูงกว่าแกนะโว้ย พลแฉะ กันมียศเป็นสิบโท เป็นคนใช้คนสนิทของเจ้านายเหล่านี้กันชื่อสิบโทแห้วแกจำไว้ด้วย"

พลทหารแฉะยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ผมฝากตัวเป็นลูกน้องของหมู่แห้วคนหนึ่งนะครับ"

เจ้าแห้วยิ้มแก้มแทบแตกยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งจนเสื้อปริ"

"ดีมาก คนเราถ้ารู้จักหัวแม่มือและหัวแม่ตีนแล้วก็ใช้ได้"

พลยกเท้าขวาเตะก้นเจ้าแห้วค่อนข้างแรงเสียงดังพลั่ก

"นี่แน่ะ เต๊ะท่าดีนัก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นพร้อมๆ กันแต่ไม่ดังนัก ต่อจากนั้นพลทหารแฉะก็พาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมุ่งตรงไปยังคลังแสงของข้าศึก แต่เพื่อความปลอดภัย พลทหารแฉะขอให้เดินเป็นแถวเรียงสองคล้ายกับหน่วยรักษาการที่กำลังไปเปลี่ยนยามตอน ๔.๐๐ น. ถึง ๖.๐๐ น. เพราะขณะนี้เวลาใกล้จะถึง ๔.๐๐ น. แล้ว พ.อ. พลทำหน้าที่ควบคุมแถวซึ่งพลแฉะกับ ส.ท. แห้วอยู่คู่สุดท้าย

ทหารยามหมู่หนึ่งรวม ๗ คน ทั้งผู้บังคับแถวเดินสวนมาท่ามกลางความมืด ทุกคนใจเต้นระทึกไปตามกัน ร้อยตรีหนุ่มผู้ควบคุมแถวร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ใคร ตอบรหัส"

"สี่มะเขือ นั่นใคร"

"ห้าแตงโม"

เมื่อตอบรหัสลับกันถูกต้องก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อผ่านจากบริเวณสนามฝึกหรือลานกว้างขึ้นมาบนถนนโรยกรวดก็เข้าเขตแนวรักษาการของคลังแสง ไฟฉายบนหอคอยสูงแห่งหนึ่งซึ่งมีความสว่างมากกว่าโคมไฟหน้าของรถยนต์ตั้ง ๑๐ เท่าถูกฉายกราดมาทันที ทุกคนคงเดินต่อไปตามปกติ และไฟฉายก็ฉายตาม นายทหารประจำไฟฉายบนหอคอยใช้กล้องส่องทางไกลมองดูก็รู้ว่าเครื่องแบบของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั้นเป็นทหารไทย เขาสั่งพลปืนกลหนักประจำหอไฟฉายระดมยิงทันที เสียงของนายทหารหนุ่มดังมาก

"เจาะเหนียงขมองโกรย ข้าศึกโว้ย ยิง! "

เสียงปืนกลหนักแผดคำรามลั่น สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและพลแฉะรีบหมอบราบลงกับพื้นดินกลิ้งตัวเข้าไปหาป่าละเมาะริมถนน กระสุนปืนกลหนักหลายต่อหลายนัดเฉียดคณะพรรคสี่สหายไปอย่างหวุดหวิด

พ.อ. พลสั่งให้ยิงโต้ตอบทันที แต่ในเวลาเดียวกันนี้เองไฟฉายตามหอคอยใกล้เคียงอีก ๓ แห่งก็ฉายไฟพุ่งมายังคณะพรรคสี่สหาย และแล้วปืนกลหนักประจำหอคอยก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว

เสียงแตรเดี่ยวเป่าสัญญาณเกิดเหตุอันตรายดังขึ้นแล้ว ทหารประจำค่ายนี้ต่างตกใจตื่นรีบแต่งตัวคว้าอาวุธออกมาจากที่พัก กำลังทหารถูกส่งมายังที่เกิดเหตุ ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เองคลังแสงของข้าศึกก็มียานเกราะหลายคันเข้ารักษาการ

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและพลแฉะต่างล่าถอยเข้าไปในละเมาะข้างทาง แต่อาณาเขตของละเมาะนี้มีพื้นที่ประมาณ ๓ ไร่เท่านั้น กองทหารข้าศึกได้รับคำสั่งโอบล้อมละเมาะนี้ไว้อย่างหนาแน่น ดังนั้นเมื่อนายพลดิเรกกับคณะของเขาโผล่ออกไปทางไหนก็ต้องเผชิญหน้ากับทหารข้าศึกต้องล่าถอยกลับเข้ามา

ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับทุกคนอย่างเป็นงานเป็นการ

"ฐานะของพวกเราคับขันเสียแล้ว แต่ว่าอย่างไรเราจะต้องระเบิดคลังแสงของข้าศึกให้ได้ ถึงแม้ว่าเราจะเอาชีวิตของเราเข้าแลกก็ตาม"

"เอายังไงสั่งมาเร็วหมอ" พลพูดโดยเร็ว

"เราควรแยกกำลังกันดีไหม ต่างคนต่างแยกย้ายกันไปและพยายามระเบิดคลังแสงข้าศึกเท่าที่จะ ทำได้"

เสี่ยหงวนไม่เห็นด้วยจึงคัดค้าน

"อย่าเลยหมอ รวมกันเราอยู่แยกกันเราตาย"

นิกรเห็นพ้องกับอาเสี่ย

"นั่นน่ะซี คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย สามคนขี่ควาย สี่คนกลับไปได้"

ทันใดนั้นเองเสียงระเบิดของลูกระเบิดปืนครกนัดหนึ่งก็ระเบิดขึ้นห่างจากคณะพรรคสี่สหายราว ๑๐๐ เมตร แลเห็นประกายไฟวาบขึ้น ข้าศึกเริ่มใช้ปืนครกยิงละเมาะนี้แล้ว เพื่อขับไล่ให้คณะพรรคสี่สหายออกไปจากละเมาะ ยอมให้จับเป็นเชลย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามพลแฉะทันที

"แกไม่มีทางที่จะพาพวกเราหลบหนีไปได้หรือ พลแฉะ"

"ไม่มีครับท่าน เพราะเราถูกล้อมอย่างหนาแน่น แต่ว่า....ลองเลาะๆ ไปทางนี้เถอะครับ ถ้าสามารถตีฝ่าวงล้อมไปได้เราก็ควรจะตีฝ่าออกไป เพราะไม่ช้าก็จะรุ่งสว่างแล้ว และข้าศึกได้รับกำลังหนุนเพิ่มเติมตลอดเวลา"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ปรึกษาหารือกัน เมื่อกระสุนปืนครกถูกยิงเข้ามาแตกระเบิดในละเมาะเป็นนัดที่สอง นายพลดิเรกก็ตัดสินใจเด็ดขาด

"บุกออกมาทางนี้พวกเรา แล้วก็เตรียมยาพิษไว้ อย่ายอมให้ข้าศึกจับเป็นเป็นอันขาด" พูดจบเขาก็ส่งยาพิษให้พลแฉะหนึ่งแค็ปซูล "เอ้า-ตาแฉะ เก็บไว้ให้ดี นี่คือยาพิษอย่างร้ายแรงที่สุด ถ้าแกจนมุมก่อนที่จะถูกจับก็กินยานี้เสีย แกจะได้ไม่ต้องถูกมันทรมานในฐานที่แกทรยศต่อพวกมัน"

"ครับ ขอบคุณครับ"

นายพลดิเรกกับคณะพากันเคลื่อนที่ต่อไป เจ้าแห้วสวดมนตร์พึมพำตลอดเวลา ขอให้คุณพระคุณเจ้าคุ้มครองมีทางหลบหนีข้าศึกไปได้ สักครู่หนึ่งทุกคนก็โผล่ออกมาที่ชายละเมาะทางด้านเหนืออย่างระมัดระวังตัว

ถึงแม้ความมืดปกคลุมไปทั่ว ทุกคนก็มองแลเห็นทหารราบหนึ่งหมวดกำลังยืนอยู่ในแถวหน้ากระดานเรียงสองฟังผู้บังคับหมวดออกคำสั่ง ทหารเหล่านี้แต่งเครื่องฝึกสวมหมวกเหล็ก แต่หมวกเหล็กเป็นหมวกเหล็กแบบเก่า จึงแตกต่างกว่าหมวกเหล็กของเรา

พลกระซิบถามพลแฉะเบาๆ

"นายทหารมันกำลังสั่งงานอะไร"

"มันจะพาทหารเข้ามาค้นละเมาะทางด้านนี้ครับ ขณะนี้ทหารราบกำลังจะบุกเข้าค้นละเมาะนี้ในเวลาเดียวกันแล้ว"

พลผิวปากหวือ

"แย่ละโว้ยเรา"

"อย่าพึ่งร้องแย่ซีวะ" นิกรพูดขัดขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ ประเดี๋ยวทหารหมวดนี้บุกเข้ามาเราก็แอบเสีย แล้วถือโอกาสเข้าสมทบกำลังกับพวกมัน ในละเมาะมืดตึ้ดตื๋อมันคงไม่รู้หรอกว่าใครเป็นใคร"

พลหันมายิ้มให้นิกร

"แต่พวกมันต้องมีไฟฉาย"

"เถอะน่า ไฟฉายน่ะมีไว้ส่องหาพวกเราไม่ใช่ไว้ส่องหน้าพวกทหารด้วยกัน เราต้องพยายามเก็บทหารพวกนี้ให้ได้ทีละคนเพื่อเอาหมวกมันมาใช้ ส่วนหมวกของเราก็หมกซ่อนเสีย เชื่อกันเถอะวะ กันดูดาวแล้วโชคชะตาของพวกเรายังดีอยู่ เพราะประกายพรึกโผล่พ้นยอดไม้โน่นแล้ว ในท้องฟ้าดาวไถแม้แต่ดวงเดียวก็ไม่มี"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นทันที

"เฮ้ย มันมาแล้วโว้ย แอบทางไหนดีล่ะ"

เจ้าแห้วชี้มือไปทางสุมทุมพุ่มไม้อันหนาทึบแห่งหนึ่งแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"รับประทานเลี่ยงไปทางโน้นเถอะครับ"

ทุกคนล่าถอยไปทันที ยืนรวมกลุ่มกันในดงหญ้าคาและต้นไม้ล้มลุกซึ่งสูงท่วมหูและมีใบหนาแน่น ทหารข้าศึกบุกเข้ามาในละเมาะแล้ว มีเครื่องพ่นไฟติดตัวมาสองเครื่อง ทหารเหล่านี้ครึ่งหนึ่งถือปืนเล็กยาวสวมดาบ อีกครึ่งหนึ่งถือปืนกลมือ ส่วนนายทหารหนุ่มมีปืนพก ๑๑ มม. พวกทหารได้ใช้ไฟฉายฉายกราดไปทั่ว หามีใครเฉลียวใจไม่ว่าสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและพลทหารแฉะได้ย่องเข้ามารวมกลุ่มด้วยทางตอนท้ายแถว ซึ่งขณะนี้พวกทหารได้เดินกันตามลำลองพูดคุยกันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องทหารไทยจำนวนหนึ่งบุกรุกเข้ามาในค่ายนี้

ท่ามกลางความมืด สิบโททหารข้าศึกคนหนึ่งได้ถอยลงมาเดินเคียงคู่กับเสี่ยหงวน แล้วกล่าวกับอาเสี่ยเป็นภาษาของเขา

"เจียกะบายโหนย เจาะเหนียงกระดิกๆ "

อาเสี่ยฉุดแขนผู้บังคับหมู่ไว้ เขายกพานท้ายปืนกลมือเขี่ยหมวกเหล็กของผู้บังคับหมู่ออกจากศีรษะ แล้วประเคนกบาลผู้บังคับหมู่ด้วยพานท้ายปืนเสียงดังโพละ เท่านี้เอง ส.ท. เดโชก็ล้มลงสิ้นสติและอาจจะถึงตายก็ได้ อาเสี่ยลากตัวนายสิบใจเพชรแต่หัวไม่เห็ดเข้าไปไว้ในพุ่มไม้ แล้วถอดหมวกเหล็กของเขาโยนเข้าไป ต่อจากนั้นกิมหงวนก็ยึดหมวกเหล็กของผู้บังคับหมู่สวมใส่แทน รีบวิ่งไปรวมกลุ่มกับแถวทหาร

การค้นหาหน่วยกล้าตายหรือหน่วยวินาศกรรมในละเมาะได้ใช้ทหารถึงสองกองร้อย และเป็นการค้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วสามารถเก็บทหารข้าศึกได้ ๖ คนเพื่อยึดหมวกเหล็กมาใช้ ส่วนพลทหารแฉะเขามีหมวกเหล็กของเขาอยู่แล้ว

ด้านนอกละเมาะมีทหารข้าศึกเดินไปมา บางแห่งก็มีปืนกลเบาตั้งจังก้าเตรียมพร้อมที่จะสังหารหน่วยวินาศกรรมของกองทัพไทยที่ส่งมาปฏิบัติการ นายทหารประจำหอคอยไฟฉายยืนยันว่าเขาแลเห็นหน่วยวินาศกรรม ๖ หรือ ๗ คนแต่งเครื่องแบบทหารไทยแน่นอน

พล พัชราภรณ์พาพรรคพวกของเขาเดินออกมาจากละเมาะทางด้านเหนือ ทุกคนเงียบกริบไม่พูดอะไรเดินตรงไปยังรถบรรทุก ๑๐ ล้อคันหนึ่งซึ่งจอดอยู่นอกถนน คณะพรรคสี่สหายมีแผนการที่จะยึดรถคันนี้เพื่อใช้เป็นพาหนะบุกไปยังคลังแสงข้าศึก และจะถือโอกาสเผาค่ายทหารเสียก่อน

พลทหารแฉะทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหมู่ เมื่อทุกคนเดินมาถึงรถคันนี้ พลแฉะก็ร้องออกคำสั่งเป็นภาษาของเขา

"ขึ้นรถ"

ทหารผู้ขับรถคันนี้ปราดเข้ามาหาพลแฉะ ซึ่งเขาเข้าใจว่าพลแฉะคงเป็นนายสิบ

"หมู่ครับ หมู่กับลูกน้องขึ้นรถผิดเสียแล้ว รถคันนี้เป็นรถทหารหมวดสอง กองร้อย ๓ นี่ครับ"

นิกรก้มตัวลงมาจากกระบะข้างรถถอดหมวกแก๊ปทรงอ่อนของพลทหารคนขับรถออกแล้วยกด้ามปืนพกฟาดกบาลเต็มเหนี่ยว คนขับรถยืนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่นัยน์ตาเหล่น่าสงสาร พลแฉะช่วยประคองเข้าไปในละเมาะเพื่อให้เขาไปนอนสลบอยู่ในนั้น สักครู่พลแฉะก็กลับออกมา เขาวิ่งเหยาะๆ มาที่รถก้าวขึ้นไปนั่งประจำที่คนขับตามแผนที่วางไว้ ส่วนสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วนั่งอยู่ในกระบะ

"เรียบร้อยแล้วหรือพลแฉะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามยิ้มๆ

"เรียบร้อยครับท่าน ผมกระซวกเสียด้วยหอกปลายปืนทีหนึ่งเข้าใจว่าคงไม่ฟื้นง่ายๆ หรอกครับ เตรียมพร้อมนะครับ ผมจะพาพวกเจ้านายบุกไปทางถนนหลังค่ายทหาร พวกเราอยู่บนรถอย่างนี้ไม่มีใครสงสัยหรอกครับ"

นายพลดิเรกโบกมือให้

"ไปได้พลแฉะ พวกเราพร้อมแล้ว"

รถบรรทุก ๑๐ ล้อถูกสต๊าทเครื่องทันที ไฟหน้ารถเปิดสว่างจ้า พลแฉะนำรถเคลื่อนออกจากที่แล่นไปตามถนนโรยกรวด ระหว่างทางมีทหารรักษาการเป็นแห่งๆ บางทีก็มีรถถังหรือยานเกราะจอดอยู่ อย่างไรก็ตามไม่มีใครสนใจกับรถบรรทุกคันนี้เลย เพราะขณะนี้มีรถทหารแล่นขวักไขว่ไปมาเกือบตลอดเวลา ทั้งรถเก๋งรถจี๊ปและรถบรรทุกทหาร

เมื่อถึงทางแยกตรงไปยังโรงทหาร พลแฉะก็หันมาร้องบอกคณะพรรคสี่สหาย

"ระวังหน่อยครับ ทหารหมู่หนึ่งขวางหน้าเราอยู่ ผมจะหยุดรถเจรจากับมันเอง ถ้าจนมุมละก้อยิงมันก่อนนะครับ"

ความเร็วของรถ ๑๐ ล้อคันนั้น ถูกลดลงและหยุดนิ่งที่สามแยกซึ่งจะผ่านเข้าไปในโรงทหาร นายทหารหนุ่มคนหนึ่งเดินมาที่รถเปิดไฟฉายส่องหน้าพลแฉะ แล้วปิดไฟกล่าวถามว่า

"ลื้อจะไปไหน"

"ผู้กองพันใช้ให้พวกเรามาเอาเครื่องพ่นไฟครับ"

นายทหารหนุ่มเชื่อสนิทว่าเป็นความจริง

"เอาไปเผาอ้ายพวกนั้นหรือ ไปซี รีบเอาไปให้ท่าน"

รถบรรทุก ๑๐ ล้อเคลื่อนออกจากที่ต่อไป พลแฉะยกมือวันทยหัตถ์ทำความเคารพนายทหารหนุ่ม ไม่มีใครระแวงสงสัยอะไร คณะพรรคสี่สหายต่างโล่งใจไปตามกัน หลังจากนั้นสักครู่พลแฉะก็พานายพลดิเรกกับคณะมาถึงบริเวณหลังโรงทหาร มีถนนลูกรังแคบๆ ขนาดรถหลีกกันได้อยู่สายเดียวอ้อมไปบรรจบกับถนนสายใหญ่ แต่มีทางแยกไปยังกองเสนารักษ์และบ้านพักนายทหาร ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้ทั่วค่ายทหารมียามรักษาการอย่างแข็งแรงทุกด้าน

พลแฉะขับรถคลานเอื่อยๆ ผ่านโรงเก็บรถบรรทุกอันยาวเหยียด แล้วแล่นมาหยุดหน้าคลังน้ำมันซึ่งเป็นอาคารชั้นเดียวหลังเตี้ยๆ อยู่ติดกับโรงรถ และห่างจากโรงทหารราว ๑๐ เมตรเท่านั้น

เมื่อพลแฉะก้าวลงจากรถ พ.อ. พลก็กระโดดลงมาจากรถเช่นเดียวกัน สิบเอกร่างใหญ่คนหนึ่งเดินเข้ามาหาพลแฉะ

"ว่าไงน้องชาย น้ำมันเครื่องหรือเบ็นซิน"

"เบ็นซินครับหมู่ เบ็นซิน ๔๐ ลิตรครับ"

"ใบเบิกล่ะ"

พลเดินเข้าไปยื่นกระดาษชิ้นหนึ่งให้ผู้บังคับหมู่ พอเจ้าหมอนั่นเอื้อมมือรับ อัปเป้อรคัทซ้ายของพลก็เหวี่ยงโครมออกไปถูกลิ้นปี่พอดี สิบเอกหัวหน้าคลังน้ำมันทำตัวโก่งเหมือนกุ้งเผา และแล้วฮุคขวาของพลก็กระแทกขาตะไกรข้างซ้ายของผู้บังคับหมู่ดังกร๊อบ หัวหน้าคลังน้ำมันลงไปนอนงอก่ออยู่บนพื้น

พลแฉะหันมายิ้มให้พล

"ง่ายจริงครับ หมัดท่านหนักเหลือเกิน"

พลว่า "แกไปเรียกลูกน้องนายสิบคนนี้ออกมาให้กันเก็บมันเสียซี เราจะได้ระเบิดคลังน้ำมันนี้ รถยนต์และโรงทหารก็คงจะวอดวายไปด้วย"

"ครับ ผมเข้าใจว่าคงเหลือลูกน้องของมันที่อยู่ในคลังเพียงคนเดียว เพราะตอนกลางคืนมีประจำคลังน้ำมันเพียงสองคนเท่านั้น ถ้าตอนกลางวันมีหลายคนและมีนายร้อยเป็นผู้ควบคุม"

พลแฉะพาตัวเดินไปจากที่นั้นแต่ปืนเล็กยาวของเขาอยู่บนรถ เขาหายเข้าไปในคลังน้ำมันสักครู่ก็พาพลทหารร่างสูงโปร่งแบบเสี่ยหงวนคนหนึ่งเดินมาที่รถแล้วชี้ให้พลทหารหนุ่มผู้นั้นมองดูสิบเอกหัวหน้าคลังน้ำมัน

"นั่นยังไงผู้หมู่ของแก สงสัยว่าคงเป็นลมแน่ๆ ออกมาหาเรายังไม่ทันจะพูดอะไรก็ล้มลงไปเฉยๆ "

พลทหารผู้นั้นปราดเข้าไปทรุดตัวนั่งประคองผู้บังคับหมู่ของเขา พลแฉะพยักพเยิดกับพล เมื่อพลส่งปืนพกให้เขา พลแฉะก็ยกด้ามปืนพกขึ้นฟาดกบาลพลทหารร่างสูงชะลูดเต็มแรงเกิดแล้วร้องออกมาด้วยเสียงหนักแน่น

"แตกดังโพละ"

พลทหารผู้เคราะห์ร้ายล้มลงทับร่างของผู้บังคับหมู่ทันที พลเงยหน้าขึ้นมองนายพลดิเรกแล้วกล่าวว่า

"เรียบร้อยแล้วหมอ ทหารประจำคลังน้ำมันมีอยู่เพียง ๒ คนเท่านั้น"

ศาสตราจารย์ดิเรกกระโดดลงมาจากรถ แล้วล้วงมือลงไปในย่ามหยิบวัตถุรูปลักษณะเหมือนวิทยุ ทรานซิสเต้อรขนาดเล็กออกมา เขาบอกให้พลช่วยเปิดไฟฉายส่องให้เขา แล้วนายพลดิเรกก็ตั้งชนวนเวลาระเบิดในเวลา ๓ นาที เสร็จแล้วก็ส่งระเบิดเวลาซึ่งมีอำนาจระเบิดอย่างรุนแรงที่สุดให้พล

"เอาเข้าไปซุกไว้ในคลังน้ำมันพล แล้วรีบออกมา"

พ.อ. พลหิ้วระเบิดเวลาเดินตรงไปที่คลังน้ำมันทันที ในนาทีนั้นเองเขาก็กลับออกมา ต่อจากนั้นพลกับ ดร. ดิเรกและพลแฉะก็รีบขึ้นรถ รถบรรทุก ๑๐ ล้อถูกสต๊าทเครื่องเข้าเกียร์แล่นไปจากคลังน้ำมันโดยไม่รีบร้อนอะไรนัก แล้วอ้อมไปทางด้านหลังคลังแสง

เวลาผ่านพ้นไปทีละน้อย พวกทหารในค่ายนี้ยังทำการค้นหาหน่วยวินาศกรรมอยู่อย่างเคร่งครัด กำลังทหารบางส่วนได้รับคำสั่งให้ค้นป่าที่อยู่นอกเขตทหาร ผู้บังคับการทหารข้าศึกออกคำสั่งว่า ถ้าพบทหารไทยที่เป็นหน่วยกล้าตายหรือหน่วยวินาศกรรมให้ยิงทิ้งทันที ถึงแม้ว่าจะยกมือยอมจำนนก็ตาม

ระเบิดเวลาขนาดจิ๋วของนายพลดิเรกเริ่มทำงานแล้วตามเวลาที่ตั้งไว้ เสียงระเบิดดังขึ้นขนาดลูกระเบิดมือธรรมดา แต่แล้วน้ำมันเบ็นซินนับหมื่นลิตรก็ระเบิดขึ้นสนั่นหวั่นไหว ต่อจากนั้นก็มีการระเบิดดังติดต่อกันไม่ขาดระยะเกือบ ๒ นาที ทั้งนี้เพราะเบ็นซินตามถังน้ำมันในรถบรรทุกได้เกิดการระเบิดขึ้น โรงทหารโรงแรกถูกประกายเพลิงจากน้ำมันทำให้เกิดไฟไหม้ลุกลามอย่างรวดเร็ว และแล้วโรงทหารที่อยู่ติดๆ กันก็ถูกไฟไหม้ พวกทหารได้ระดมกำลังช่วยกันดับไฟอย่างรวดเร็วฉับพลัน แต่ทหารที่อยู่ประจำโรงในขณะนี้มีเพียงโรงละหมวดเท่านั้น นอกนั้นถูกส่งออกไปรักษาการและจับกุมหน่วยวินาศกรรมของไทย

ผู้บังคับการสั่งให้ทหารรีบมาช่วยกันดับไฟ แต่ค่ายทหารนี้ไม่มีเครื่องดับเพลิง ใช้วิธีดับไฟด้วยการตักน้ำใส่ถังราด ฉะนั้น โรงทหารคือที่พักของทหารจึงตกเป็นเหยื่อพระเพลิงไปตามกัน รถบรรทุกประมาณ ๒๐ คันถูกไฟไหม้หมด แสงเพลิงสว่างจ้าแดงฉานจับท้องฟ้า

พลแฉะขับรถบุกตะลุยออกจากถนนเลยเข้าไปในละเมาะเล็กๆ แล้วหยุดรถในละเมาะนั้น

"ผมพาพวกเจ้านายไปอีกไม่ได้แล้วครับ เราต้องถูกตรวจค้นแน่นอน ลงจากรถเถอะครับ ผมจะพาออกไปนอกเขตทหารทางด้านนี้ อ้อมไปเข้าทางด้านหลังคลังแสง ซึ่งผมรู้จักทางดี"

นายพลดิเรกยกนาฬิกาข้อมือหน้าปัทม์พรายน้ำขึ้นมองดูเวลาแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขาทุกคน

"ลงรถพวกเรา ขณะนี้ ๔ นาฬิกาแล้ว เวลาของเรามีน้อยมาก การระเบิดคลังน้ำมันและเผาโรงทหารหาใช่จุดประสงค์อันสำคัญของเราไม่ เราจะต้องพยายามระเบิดคลังแสงให้ได้ตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าแห้วและพลแฉะต่างพากันลงมาจากรถบรรทุก ๑๐ ล้อคันนั้น พลแฉะถือปืนเล็กยาวสวมดาบ ในเวลาเดียวกันนี้เองมีทหารราบหนึ่งหมวดวิ่งขยายแถวตรงเข้ามา และใครคนหนึ่งซึ่งคงเป็นนายทหารได้ร้องตะโกนขึ้น

"ทหารที่มากับรถบรรทุกคันนั้น อย่าเคลื่อนไหวเป็นอันขาด ถ้าใครหลบหนีจะถูกยิง"

พอยกปืนกลมือขึ้นประทับ แล้วบอกเพื่อนเกลอของเขา

"ยิงโว้ย"

เสียงปืนกลมือของคณะพรรคสี่สหายดังขึ้น กระสุนสังหารทำให้ทหารข้าศึกล้มตายเกลื่อนกลาดเพราะเป็นการยิงในระยะใกล้เพียง ๒๐ เมตร ทหารข้าศึกรีบหมอบลงกับพื้นดินและยิงโต้ตอบทันที พลแฉะรีบพานายพลดิเรกกับคณะล่าถอยไปในเขตละเมาะนั้น เมื่อทหารข้าศึกติดตามมากิมหงวนกับนิกรก็เหวี่ยงระเบิดมือไปต้อนรับคนละลูก ทำให้ข้าศึกต้องเสียชีวิตไปอีก ๔ คน และบาดเจ็บอีก ๓ คน อย่างไรก็ตามข้าศึกก็ยังคงติดตามมาอย่างไม่ลดละ

ด้วยความสามารถของพลแฉะ เขาพาคณะพรรคสี่สหายพร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกมาพ้นเขตทหารด้านตะวันตกได้แล้ว ถึงแม้จะมียามรักษาการแต่ก็หลีกเลี่ยงออกไปได้

๔.๔๐ น.

นายพลดิเรกกับคณะได้เคลื่อนที่เข้ามาทางด้านหลังคลังแสงของข้าศึก ไฟฉายบนหอคอยแห่งหนึ่งฉายกราดไปมาตลอดเวลา จากแสงสะท้อนของไฟฉายนี้เองช่วยให้ทุกคนแลเห็นรังปืนรวม ๒ แห่ง แห่งหนึ่งมีปืนกลหนัก ๒ กระบอก ทหารประจำรังปืน ๔ คน อีกแห่งหนึ่งมีปืนกลหนักหนึ่งกระบอก และปืนครกหรือเครื่องยิงระเบิดอีกหนึ่งกระบอก

พลกล่าวกับคณะพรรคพวกของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ในฐานที่กันเป็นรองหัวหน้าหน่วยปฏิบัติงานพิเศษ กันขอออกคำสั่งแทนดิเรกหัวหน้าของเราเกี่ยวกับการทำลายคลังแสงของข้าศึก อ้ายกรกับอ้ายหงวนบุกเข้าไปที่รังปืนข้างหน้าเรานี้ พยายามจัดการกับทหารประจำรังปืนอย่างสงบเงียบและยึดรังปืนให้ได้ ปืนครกกระบอกนั้นมีความหมายแก่เรามาก ถ้าเรายึดได้ดิเรกก็สามารถใช้ปืนครกยิงเข้าไปที่คลังแสงที่มองเห็นโน่น สักสามสี่ลูกคลังแสงก็ระเบิดยับ เข้าใจคำสั่งของกันไหม"

นิกรกับเสี่ยหงวนต่างมองดูหน้าพล แล้วนิกรก็กล่าวว่า

"เข้าใจน่ะเข้าใจ แต่ว่าไฟฉายบนหอคอยมันฉายกราดอยู่อย่างนี้ กันกับอ้ายหงวนคลานเข้าไปทหารบนหอคอยมันเห็นเข้า เราก็ถูกยิงเท่งทึงเสียก่อนที่จะยึดรังปืนได้"

พลว่า "กันจะหลอกล่อทหารบนหอคอยเอง แกสองคนเตรียมตัวไว้ให้พร้อม ถ้าเห็นไฟไหม้ที่ชายป่าข้างหลังเรา และไฟฉายหันไปทางนั้น แกกับอ้ายหงวนก็บุกเข้าไปที่รังปืนได้เลย"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"เอา-ตกลง ถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะต้องเสี่ยงชีวิตแลกกับความพินาศย่อยยับของข้าศึก คนเราเกิดมาแล้วต้องตาย การตายเพื่อชาติย่อมมีเกียรติ อ้า-ขออนุญาตร้องเพลงสักนิดได้ไหมวะพล"

พลหัวเราะหึๆ

"ลำบากนักก็อย่าร้องเลยวะ ดีไม่ดีข้าศึกมันได้ยินเข้ามันจะส่งกระสุนปืนมาต้อนรับแกและพวกเรา" พูดจบพลก็หันมาทางนายพลดิเรก "แกกับคุณอาและอ้ายแห้วกับตาแฉะอยู่ที่นี่แหละหมอ ถ้าบังเอิญกันถูกระดมยิงก็เป็นเรื่องที่แกจะต้องตัดสินใจเอาเอง"

"ออไร๋ โชคดีโว้ยพล"

ไฟฉายดวงนั้นค่อยๆ กราดมา ทุกคนหมอบนิ่งเฉยอยู่ในแอ่งดิน พอไฟฉายผ่านพ้นไปพลก็รีบลุกขึ้นวิ่งไปที่ชายป่า หลังจากนั้นเพียงครู่เดียวก็หาใบไม้และกิ่งไม้แห้งมากองสุมกันเข้าแล้วเอาไม้ขีดจุด พอไฟติดเขาก็รีบวิ่งกลับมาหาพรรคพวกของเขาโดยเร็วที่สุด

แสงไฟจากกองไฟเล็กๆ สว่างจ้า ไฟฉายบนหอคอยฉายกราดไปทางกองไฟทันทีแล้วค้นหาอยู่แถวนั้น ตอนนี้เองเสี่ยหงวนกับนิกรก็พากันลุกขึ้นถือปืนกลมือวิ่งก้มตัวเข้าไปยังรังปืนกลนั้น

ทหารประจำรังปืนมี ๔ คน และกำลังนั่งสัปหงกเพราะความง่วง กิมหงวนย่องนำหน้าพานิกรเข้ามาทางหลังรังปืน แล้วอาเสี่ยก็กระซิบบอกนายจอมทะเล้นเพื่อนเกลอของเขา

"แกช่วยถอดหมวกอ้ายพวกนี้หน่อยซี กันจะตีกบาลมันเอง" พูดจบอาเสี่ยก็ดึงปืนพกออกมาจากซองปืนของเขา

นิกรก้มตัวลงถอดหมวกเหล็กออกจากศีรษะสิบโทหัวหน้ารังปืนออกแล้วตบศีรษะเบาๆ อาเสี่ยยกด้ามปืนประเคนลงไปกลางกบาลเต็มเหนี่ยว สิบโทร่างใหญ่เงยหน้ามองดูกิมหงวนอย่างเดือดดาล

"เล่นอะไรวะ มันเจ็บไม่ใช่เรอะ"

นิกรยกพานท้ายปืนกลฟาดกบาลซ้ำอีกทีหนึ่ง เท่านี้เองนายสิบผู้นั้นก็อมยิ้ม ค่อยๆ ล้มลงนอนตะแคง นิกรถอดหมวกเหล็กนายทหารออกทีละคนให้เสี่ยหงวนตีกบาลด้วยด้ามปืนพก เพียงครู่เดียวทหารประจำรังปืนทั้ง ๔ คนก็สลบเหมือดไปตามกัน

ไฟฉายบนหอคอยยังคงฉายกราดตามบริเวณชายป่า นิกรวิ่งก้มตัวกลับมาหาพรรคพวกของเขาแล้วกระโจนลงมาบนแอ่งดิน ทับร่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ พอดี

"โอ๊ย" ท่านเจ้าคุณร้องอุทานเบาๆ

นิกรรีบตาลีตาเหลือกปีนลงมาจากร่างพ่อตาของเขา

"ขอโทษครับคุณพ่อ มันมืดครับผมมองไม่เห็น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โมโหจนตัวสั่น

"นี่ถ้าฉันถือปืนเล็กยาวสวมดาบเหมือนอย่างพลแฉะแกก็ตายห่าแล้ว"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"ตายโหงครับ ตายห่าน่ะเป็นอหิวาต์" แล้วเขาก็หันมายิ้มให้พล "เรียบร้อยแล้วโว้ยพล กันกับอ้ายหงวนช่วยกันตีกบาลทหารในรังปืนทั้งสี่คน ง่อยกระรอกไปตามกัน จะเอายังไงต่อไปก็ว่ามา"

พลยกมือขวาตบบ่านายพลดิเรก

"คราวนี้เป็นเรื่องของแกแล้วหมอ รีบวิ่งไปที่รังปืนเดี๋ยวนี้ให้อ้ายหงวนเป็นผู้ช่วยแก"

"ออไร๋ แต่แกจะต้องบุกขึ้นไปเก็บทหารประจำหอคอยเสียก่อน กันจะได้ใช้ปืนระดมยิงอาคารคลังแสงเหล่านั้นได้อย่างสบายใจ แล้วก็จัดการกับรังปืนทางซ้ายเราด้วย"

พลพยักหน้ารับทราบ

"ไม่ต้องเป็นห่วง แกรีบไปเถอะหมอ โชคเป็นของเราแล้ว น่าชมเชยอ้ายหงวนกับนิกรมากที่ยึดรังปืนได้อย่างง่ายดาย"

นิกรยิ้มแป้น

"เรื่องเล็กว่ะ พูดแล้วจะว่าคุย อย่าว่าแต่รังปืนกลเลย รังปืนใหญ่กันยังยึดได้"

นายพลดิเรกถือปืนกลมือวิ่งก้มตัวตรงไปยังรังปืนทันที พอเขากระโดดเข้าไปในรังปืนไฟฉายก็ฉายกราดมา เสียงทหารบนหอคอยร้องตะโกนลั่น

"ทหารในรังปืนระวังหน่อยโว้ย สงสัยว่ามีใครเล็ดลอดเข้ามาในบริเวณนี้ มันทิ้งก้นบุหรี่ไว้ทำให้ไฟไหม้ใบไม้แห้งๆ "

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระซิบกระซาบกับพลเบาๆ

"แกจะขึ้นไปจัดการกับทหารบนหอคอยใช่ไหมพล"

"ครับ"

"อาดีกว่า อายังไม่ได้ทำอะไรให้เป็นชิ้นเป็นอันเลย ให้อาขึ้นไปจัดการกับทหารบนหอคอยเถอะ"

นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณพ่อท้องพลุ้ยเหมือนอึ่งอ่างถูกรถทับ อย่าปีนขึ้นไปเลยครับ พลาดพลั้งตกลงมาท้องแตกตาย เปล่าๆ "

ท่านเจ้าคุณชักฉิว

"ตายก็ช่างกู ทหารไทยกลัวตายมีที่ไหนวะ"

"มี ก็ผมยังไงล่ะครับ"

พลไม่อยากขัดใจเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็อนุโลมตามใจท่าน

"เอาซีครับ ผมมอบหน้าที่ให้เป็นของคุณอา แต่ว่าเอาอ้ายแห้วปีนขึ้นไปบนหอคอยด้วยนะครับ"

"เออ ดี" ท่านเจ้าคุณพูดยิ้มๆ "ไปโว้ยอ้ายแห้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วปล่อยให้ไฟฉายกราดผ่านหน้าไปเสียก่อน แล้วทั้งสองก็ลุกขึ้นวิ่งตรงไปที่หอคอยนั้นซึ่งสร้างด้วยไม้ฝีมือหยาบๆ บันไดขึ้นลงทำด้วยไม้ไผ่

ใน ๑๐ นาทีนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็วิ่งเหยาะๆ เข้ามาหาคณะพรรคของท่าน

"ว่าไงครับ" พลถาม "เรียบร้อยแล้วหรือครับ"

"เรียบร้อยแล้ว บนหอคอยมีทหาร ๔ คน เป็นนายร้อยคนหนึ่ง อากับอ้ายแห้วค่อยๆ ปีนขึ้นไปเอาปืนกลจี้มันแล้วบังคับให้มันกระโดดลงมาจากหอคอยทีละคน"

นิกรลืมตาโพลง พูดเสริมขึ้นทันที

"ก๊อตายน่ะซีครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"ไม่มีปัญหา หอคอยสูงเกือบ ๑๐ เมตรกระโดดลงมาต่อให้เทวดาก็ไม่รอด" แล้วท่านก็หันมาทางพล "อาให้อ้ายแห้วทำหน้าที่ฉายไฟต่อไปเพื่อไม่ให้พวกข้าศึกมันสงสัย และถ้ามีอะไรเกิดขึ้นอ้ายแห้วก็จะใช้ปืนกลหนักบนหอคอยนั้นยิงคุ้มกันพวกเรา"

พลหัวเราะเบาๆ

"คุณอาเก่งมากครับ แคล่วคล่องว่องไวเหมือนกับคนหนุ่มๆ " พูดจบพลก็เปลี่ยนสายตามาที่นิกร "แกแสดงบทบู๊อีกหน่อยซี"

"เอายังไงล่ะ"

"ไปที่รังปืนทางด้านโน้น เหวี่ยงระเบิดมือเข้าไปในรังปืนสักลูกเพื่อให้ดิเรกกับอ้ายหงวนมันทำงานได้สะดวก"

นิกรพยักหน้ารับทราบแล้วลุกขึ้นยืน เขาปลดระเบิดมือที่หน้าอกเสื้อของเขาออกมาลูกหนึ่งถือเดินเข้าไปยังรังปืนข้าศึกไม่ต้องหวาดหวั่นว่าไฟฉายจะฉายมาที่ตัวเขาเพราะเจ้าแห้วกำลังฉายไฟเข้าไปในป่าข้างหลัง

ในสองนาทีนั้นเองเสียงระเบิดมือก็ดังสนั่นหวั่นไหวในรังปืนของข้าศึก ทหารประจำรังปืนถูกนิกรใช้ระเบิดขว้างโดยไม่รู้สึกตัว เจ้าแห้วรีบฉายไฟมาที่รังปืนนั้นแล้วร้องตะโกนลงมา

"รับประทานเท่งทึงหมดแล้วครับ"

พลพาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลแฉะขึ้นมาจากแอ่งดิน แล้วกล่าวว่า

"ประเดี๋ยวกองรักษาการด้านหน้าหรือหน่วยทหารที่อยู่ใกล้เคียงจะยกมาที่นี่ เรารวมกำลังกันอยู่ตรงนี้แหละ ถ้าอย่างไรก็สู้กันเพราะขณะนี้อ้ายหงวนมีปืนกลหนักเป็นอาวุธแล้ว" พูดจบก็ร้องตะโกนบอกนายพล ดิเรก "หมอโว้ย เรียบร้อยแล้ว ใช้ปืนครกยิงคลังแสงข้าศึกได้"

กระสุนปืนครกนัดแรกดังขึ้นทันที มันลอยละลิ่วไปตกที่อาคารหลังหนึ่งซึ่งอยู่ไกลออกไปราว ๓๕๐ เมตร อาคารหลังนั้นเป็นที่เก็บอาวุธจรวด ซึ่งใช้ยิงจากฐานจรวดบนรถและยิงได้ไกล ๑๕ กิโลเมตร มีอำนาจระเบิดรุนแรงมากใช้ทำลายทหารราบและอาคารบ้านเรือนต่างๆ

"ตูม"

จรวดหลายร้อยลูกระเบิดขึ้นพร้อมๆ กันจนกระทั่งพื้นแผ่นดินสั่นสะเทือนอาคารหลังนั้นพังพินาศ แล้วอาคารใกล้เคียงอีก ๒ หลังก็เกิดระเบิดอย่างรุนแรง หลังหนึ่งเก็บกระสุนปืนใหญ่และ ป.ต.อ. ซึ่งปืนใหญ่รถถังก็ถูกเก็บไว้รวมกันด้วย อีกหลังหนึ่งเก็บวัตถุระเบิดและระเบิดมือ

เมื่อคลังแสงถูกระเบิด ทหารทั้งค่ายก็แตกตื่นเสียขวัญไปตามกัน ไฟที่ไหม้โรงทหารและคลังน้ำมันยังไม่ทันจะดับคลังแสงก็ถูกไฟไหม้ นายพลดิเรกใช้ปืนครกยิงและยิงต่อไป กระสุนปืนครกตกลงที่อาคารหลังใดก็เกิดระเบิดสนั่นหวั่นไหว อาคารชั่วคราวรวม ๘ หลังไม่มีอะไรเหลือแล้ว ค่าเสียหายมากมายเหลือที่จะประมาณได้

ทหารราบประมาณหนึ่งกองร้อยบุกมาทางด้านหลังคลังแสงแล้ว เจ้าแห้วฉายไฟไปทางพวกทหารข้าศึกแล้วเข้าประจำปืนกลหนักกราดกระสุนปืนไปทันที แต่แล้วเขาก็ได้ยินเสียงพลร้องตะโกนเรียกเขา

"ลงมาอ้ายแห้ว ลงมาเร็วๆ โว้ย"

เจ้าแห้วผละจากปืนกลหนักรีบลงมาจากหอคอยอย่างร้อนรน เสี่ยหงวนใช้ปืนกลหนักยิงทหารข้าศึกซึ่งกำลังเคลื่อนที่เข้ามา นายพลดิเรกใช้ปืนพกซึ่งขณะนี้พลกับนิกร, เจ้าคุณปัจจนึกฯ และพลแฉะได้เข้ามารวมกำลังกันอยู่ในรังปืนแล้ว

เมื่อเจ้าแห้ววิ่งมาที่รังปืน พลก็ร้องบอกทุกคน

"ถอยโว้ยพวกเรา พลแฉะนำทางหนีเข้าป่าด้านหลังเร็ว งานของเราได้ผลเกินคาด"

การล่าถอยเป็นไปอย่างรวดเร็วฉับพลัน ทุกคนสู้พลางถอยพลาง ใช้ปืนกลมือยิงกราดข้าศึกไว้ ค่ายทหารข้าศึกสว่างจ้าด้วยแสงเพลิง เสียงกระสุนปืนเล็กยาวระเบิดติดต่อกันเหมือนประทัด รวมทั้งกระสุนปืนกลด้วย การดับเพลิงไม่มีโอกาสที่จะทำได้ ผู้บังคับการทหารข้าศึกรีบส่งกำลังทหารหนึ่งกองพันออกติดตามค้นหาหน่วยวินาศกรรมทันที

พอฟ้าสาง พลแฉะก็พานายพลดิเรกกับคณะบุกออกมาจากป่าทึบเข้าเขตป่าโปร่งและทุ่งหญ้าแห่งหนึ่งไม่ปรากฏว่ามีทหารข้าศึกติดตามมาเลย

"ที่นี่ที่ไหน พลแฉะ" นายพลดิเรกถามยิ้มๆ

"หนองสวายครับท่าน"

"อยู่ใกล้เขตไทยหรือ"

"ครับ เดินเลียบลำธารสายนี้ไปอีกในราว ๒ กิโลเมตรก็ถึงเขตแดนไทยครับ พวกเราอย่าหยุดพักผ่อนกันเลยครับ แข็งใจเดินป่าอีกในราวครึ่งชั่วโมงเท่านั้น แล้วก็ทางที่ปลอดภัยที่สุดก็คือเดินไปตามลำธาร ภูมิประเทศแถวนี้ผมชำนาญครับเพราะผมเป็นคนเมืองนี้และเคยมีอาชีพเก็บของป่าขาย"

นิกรพูดกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"หมอ กันขอเปิดเผยความจริงให้แกรู้ กันไปไม่ไหวแล้ว ระหว่างที่เราปะทะกับกองทหารด้านหลังคลังแสง กันถูกยิงที่ตะโพกกระสุนฝังใน โอย-ปวดเหลือเกินโว้ย ช่วยกันตัดไม้ไผ่มาทำเปลหามกันไปได้ไหม"

นายพลดิเรกมองดูนิกรอย่างรู้เท่าทัน

"ทุกคนเขาเดินแกจะนอนเปลให้เขาหามไป มันก็เอาเปรียบเพื่อน ถ้าไปไม่ไหวก็อยู่ที่นี่แหละ"

ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะพรรคของเขาต่างพากันเดินทางต่อไปอย่างรีบร้อนโดยมีพลแฉะเป็นคนนำทาง นิกรแกล้งทำเป็นทรุดตัวนั่งทำบทบาทเหมือนกับถูกปืนบาดเจ็บ แต่แล้วพอได้ยินเสียงเสือตัวหนึ่งร้องคำรามดังแว่วมาแต่ไกล พ.อ. นิกรก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนวิ่งติดตามเพื่อนไปโดยเร็ว

เมื่อเข็มนาฬิกาของนายพลดิเรกบอกเวลา ๗.๐๐ น. พลแฉะก็พาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมาถึงเขตแดนไทย นายพลดิเรกกล่าวกับทุกคนด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสว่า

"เพื่อความปลอดภัยของพวกเราถอดหมวกเหล็กออกโยนทิ้งเสียเถอะ พลแฉะด้วย ขืนสวมหมวกเหล็กแบบนี้บุกเข้าไป ตำรวจภูธรตระเวนชายแดนอาจจะต้อนรับเราด้วยกระสุนปืนกลก็ได้"

ต่างคนต่างถอดหมวกเหล็กออกโยนทิ้งทันที ต่อจากนั้นนายพลดิเรกก็พาคณะพรรคของเขาพร้อมด้วยพลทหารแฉะเคลื่อนที่ผ่านเขตเสาหินเข้าไปในอาณาจักรของเรา ซึ่งจะไม่ยอมให้ศัตรูล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่ก้าวเดียวเพราะตามเส้นพรมแดนของเราได้จัดวางกำลังตำรวจภูธรตระเวนชายแดนและกองอาสารักษาดินแดนไว้ทั่ว ทุกคนตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าว เพราะนอกจากรอดชีวิตกลับมาได้เหมือนกับปาฏิหาริย์แล้วยังสามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้ผลสมความมุ่งหมายของผู้บังคับบัญชาที่มอบให้

ตอนสายวันต่อมา

ที่กองบัญชาการทหารสูงสุดกระทรวงกลาโหม สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้รุดเข้าพบท่านรองผู้บัญชาการ พล.อ. หลวงตะลุมบอนอุตลุด เพื่อรายงานผลการปฏิบัติหน้าที่ราชการสำคัญให้ทราบ

หลวงตะลุมบอนฯ ได้ต้อนรับนายทหารพิเศษภายในห้องทำงานของท่านนั่นเอง ทุกคนแต่งเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวคอแบะผูกเน็คไทเรียบร้อย ประดับแถบเหรียญตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์

เป็นเวลาเกือบชั่วโมงเศษที่ท่านนายพลอาวุโสแห่งกองทัพไทยได้ซักถามรายละเอียดในเรื่องนี้จากศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะอย่างถี่ถ้วน หลวงตะลุมบอนฯ ปลาบปลื้มใจมากเท่าที่คณะพรรคสี่สหายกับ เจ้าคุณปัจจนึกฯ สามารถระเบิดคลังแสงของข้าศึกได้ นอกจากนี้ยังได้เผาโรงทหารของข้าศึกเสียด้วย อย่างไรก็ตามนายพลดิเรกยอมรับว่าถ้าหากว่าเขากับพรรคพวกของเขาไม่ได้รับความช่วยเหลือจากพลทหารแฉะแล้วอาจจะทำงานไม่สำเร็จก็ได้ หรือถึงทำสำเร็จก็หนีไม่พ้นเนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าดงพงไพร

นายสิบรับใช้ประจำห้องท่านรองได้นำกาแฟร้อนมาเสิฟให้ทุกๆ คนโดยทั่วหน้ากัน หลวงตะลุมบอนฯ เชิญให้ดื่มกาแฟแล้วกล่าวว่า

"ผมขอชมเชยท่านศาสตราจารย์กับท่านเจ้าคุณและคุณพล, คุณนิกร คุณกิมหงวนด้วยความจริงใจ แต่ก่อนที่ผมจะส่งไปปฏิบัติหน้าที่สำคัญนี้ผมก็เห็นแล้วว่าท่านศาสตราจารย์กับคณะเท่านั้นที่จะทำงานสำเร็จได้"

นิกรชะโงกหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับท่านรอง

"คุณหลวงกรุณาขอให้ผมกับเพื่อนทั้งสองเป็นนายพลเสียทีซีครับ ทำงานสำคัญๆ สำเร็จมาตั้งหลายครั้ง ผมอยากเป็นนายพลใจจะขาดแล้วครับ สาบานให้ก็ได้"

หลวงตะลุมบอนฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถ้าคุณกับคุณพลหรือคุณกิมหงวนเป็นพลตรีก็หมายความว่าท่านศาสตราจารย์ดิเรกต้องเลื่อนยศเป็นพลโท ท่านเป็นหัวหน้าพวกคุณจะมียศเท่ากันไม่ได้"

"แหม" นิกรครางอย่างน้อยใจ "ก็คุณหลวงขอให้ดิเรกเป็นพลโทซีครับแล้วก็ให้พวกผมเป็นพลตรี"

"ยังก่อนครับ ตำแหน่งหัวหน้านักวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย และหัวหน้าผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทยมียศแค่พลตรีเท่านั้น"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"ถ้ายังงั้นปลดดิเรกออกไปแล้วตั้งผมแทนดิเรกไม่ได้หรือครับ ผมอยากเป็นนายพลจนเนื้อเต้นแล้ว สวมหมวกแก๊ปแถบแดงมีขีดดำสองขีด ที่หมวกแก๊ปมีใบไม้ทองสองชั้นใครเห็นเข้าก็น่าเกรงขาม"

ท่านรองหัวเราะเบาๆ

"คุณกับคุณนิกรดูร้อนรนอยากจะเป็นนายพลเสียเหลือเกิน ทำไมคุณพลเขาไม่วุ่นวายเหมือนอย่างคุณล่ะ อดใจรอคอยไปก่อนเถอะน่า คุณกับคุณนิกรและคุณพลจะต้องได้เป็นนายพลในไม่ช้านี้"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คุณหลวงครับ ผมอยากจะขอความกรุณาคุณหลวงให้พิจารณาสิบโทแห้วบ้างครับ การปฏิบัติหน้าที่ราชการสำคัญคราวนี้ แห้วมันควรจะได้เลื่อนยศเป็นสิบเอก"

"ตกลงครับท่านศาสตราจารย์ ผมจะขอสิบเอกให้แน่นอน อันที่จริงเขาก็เคยเป็นสิบเอกมาแล้ว แต่ทำหนังสือราชการหายก็เลยถูกลดยศลงมาเป็นสิบโท คราวนี้ผมจะเลื่อนยศให้เขา อ้า-บัดนี้ท่านศาสตราจารย์กับคณะได้ทำลายคลังแสงของข้าศึกและค่ายทหารที่อยู่ใกล้กับชายแดนของเราได้แล้ว การประลองยุทธใหญ่ของเราในวันเสาร์ที่ ๗ มีนาคมจะไม่มีการเลื่อนกำหนด ผมเชื่อว่าข้าศึกคงไม่กล้าส่งทหารออกมายันทัพเราเพื่อหาเรื่องตะโกนโพนทะนาว่าเราใช้กำลังทหารรุกรานในวันบุก "แผนฟ้าแลบ" นี้ท่านศาสตราจารย์กับคณะก็จะต้องปฏิบัติหน้าที่สำคัญด้วย"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ฟ้าแลบหรือฟ้าร้องครับคุณหลวง"

"แลบ ไม่ใช่ร้อง" หลวงตะลุมบอนฯ พูดเสียงหนักๆ "จำไว้ให้ดี "แผนฟ้าแลบ" ในวันนั้นกองทัพไทยทั้งสามทัพจะบุกเข้าตีพร้อมๆ กัน กองทัพเรือของเราจะระดมยิงชายฝั่งด้วยกระสุนจริงและส่งพรรคนาวิกโยธินขึ้นยึดหัวหาด ในเวลาเดียวกันกองทัพอากาศจะทิ้งระเบิดและยิงจรวดถล่มทลายพื้นที่เหล่านั้น ซึ่งสมมุติว่ามีข้าศึกตั้งรับอยู่มากมาย"

"แล้วทัพบกล่ะครับ" อาเสี่ยถาม

"ทหารบกก็จะยกเข้าตีทางบก "แผนฟ้าแลบ" ของเราครั้งนี้จะทำให้ประเทศที่เป็นศัตรูของเราหวั่นไหวไปตามกัน เพราะนึกไม่ถึงว่าไทยเราจะมีกำลังแสนยานุภาพมากมายเช่นนี้ แม้แต่ภาคีซีโต้บางประเทศที่ไม่ชอบหน้าเราก็จะต้องตะลึงเหมือนกัน"

พ.อ. พล ยิ้มให้ท่านนายพลอาวุโสแล้วเรียนถามว่า

"คุณหลวงคิดบ้างไหมครับว่าข้าศึกจะส่งทหารเข้ามาในเขตแดนเราระหว่างนาวิกโยธินและทหารบกเริ่มบุก"

"เรื่องนี้เสนาธิการเขามีความเห็นว่า ข้าศึกคงไม่กล้าเสี่ยงภัยนัก เพราะเราใช้กระสุนจริง พื้นที่ริมฝั่งทะเลกระทั่งป่าไม้ซึ่งอยู่ในเขตแดนของเราจะไม่มีคนอยู่เลยแม้แต่คนเดียว เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองจะขอให้ผู้คนอพยพออกไปเพื่อความปลอดภัยของชีวิตตน แต่ว่า....ความเห็นของเสนาธิการอาจจะผิดพลาดก็ได้ คุณก็รู้อยู่แล้วผู้นำของเขาเป็นพาลสันดานชั่ว เขาอาจจะถือโอกาสส่งกองทหารบุกเข้ามาในเขตประลองยุทธของเราก็ได้ ถ้าเป็นเช่นนี้ทหารไทยเราคงสนุกแน่ เพราะจะได้รบกับข้าศึกจริงๆ "

"ดีครับ" พลพูดนอบน้อม "ถ้าหากว่าไม่มีสหประชาชาติเป็นก้างขวางคอ ผมคิดว่าเราคงบุกมันนานแล้ว"

"อ๋อ สามวันเท่านั้นแหละคุณพลเตียนโล่งไปเลย"

นิกรหัวเราะก้าก

"ทหารไทยรบแบบเตียนโล่งหรือครับคุณหลวง"

หลวงตะลุมบอนฯ ยิ้มแห้งๆ นึกเสียใจที่ท่านไม่ควรพูดคำว่าเตียนโล่ง ท่านหันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"ผมไม่มีเจตนาเลยครับใต้เท้า"

"ครับ แต่อ้ายลูกเขยผมมันถือโอกาสหัวเราะเยาะผม คุณหลวงช่วยถอดยศอ้ายกรลงมาเป็นพันโทได้ไหมครับ"

ท่านนายพลอาวุโสหัวเราะเสียงปร่า

"ผมหรือใครๆ ก็ถอดไม่ได้ครับ เว้นแต่ว่าคุณนิกรต้องคำพิพากษาจากศาลให้จำคุก"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ถอดยศผมได้เรอะ ผมน่ะซื้อเครื่องหมายยศนายพลเตรียมไว้แล้ว อีกไม่ช้าผมก็ได้เป็นนายพลเหมือนอย่างคุณพ่อ"

"อ๋อ ถึงอย่างไรแกก็ไล่ฉันไม่ทัน ฉันพลเอกโว้ย นายพลสี่ดาวของกองทัพบกซึ่งมีอยู่ไม่กี่คน"

หลวงตะลุมบอนฯ อดหัวเราะไม่ได้เมื่อพ่อตากับลูกเขยเกิดโต้เถียงกัน ซึ่งเป็นการสัพยอกยั่วเย้ามากกว่าที่จะทะเลาะกันจริงๆ ท่านนายพลอาวุโสหันมามองดูนายพลดิเรกแล้วกล่าวถามถึงพลแฉะว่า

"พลทหารแฉะเขาต้องการสิ่งตอบแทนอะไรจากเราบ้างครับท่านศาสตราจารย์"

"ไม่ครับ เขาบอกว่าเขาพอใจแล้วที่พันเอกกิมหงวนให้เงินเขาตั้งแสนบาท และเท่าที่เขาติดตามพวกเราเข้ามาอยู่ในเมืองไทยได้ โดยไม่ต้องมีหนังสือเดินทางก็เป็นโชคอันมหาศาลของเขาแล้ว แต่ว่าเขาอยากให้ทางราชการทหารช่วยเหลือเขาให้เขาได้โอนชาติเป็นคนไทยครับ"

"อ๋อ ได้ซีครับ ผมจะช่วยเหลือเขาเองให้เขาได้โอนชาติตามความประสงค์"

"ดีแล้วครับ เราควรจะตอบแทนเขา ผมก็ได้เรียนคุณหลวงแล้วว่า ถ้าไม่ได้พลแฉะถึงเราสามารถระเบิดคลังแสงได้เราก็คงหนีมาไม่ได้"

"เขาจะพักอยู่ที่บ้าน "พัชราภรณ์" ตลอดไปหรือครับ"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"เขาจะพักอยู่ชั่วระยะเวลาหนึ่งครับ ถ้าเขาได้โอนชาติแล้วเขาจะวิ่งเต้นเซ้งตึกแถวเปิดเป็นร้านตัดผมซึ่งพลแฉะมีความรู้ความชำนาญในการตัดผมเป็นอย่างดี ดัดเย็นดัดเทียมทำได้ทั้งนั้น"

ท่านรองผู้บัญชาการมองดูคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความพอใจ แล้วท่านก็ถาม เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ไปทำงานสำคัญคราวนี้ ใต้เท้าคงสนุกมากนะครับ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"สนุกหรือครับคุณหลวง ผมไม่ได้นึกหวังเลยว่าผมจะรอดกลับมา พวกเราถูกทหารข้าศึกโอบล้อมระดมยิงราวกับห่าฝน แต่แล้วเราก็ฝ่าวงล้อมหนีมาได้ อ้อ-ผมมีเรื่องจะฟ้องคุณหลวงสักหน่อย"

"เรื่องอะไรครับใต้เท้า"

"เรื่องพันโทเอิบ สุทธิผล ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ ๑๖๗ ที่ชายแดนน่ะซีครับ เมื่อตำรวจตระเวนชายแดนพาเราไปที่ค่ายทหารตอนสองโมงเช้าวันนั้น ผู้กองพันเอิบก็ได้ให้การต้อนรับพวกเราเป็นอย่างดี รีบวิทยุรายงานมาที่นี่แล้วก็จัดที่พักให้เรา แต่เขาจัดอาหารเข้ามาให้พวกเราเป็นการล้อเลียนผม"

"ล้อเลียนยังไงครับใต้เท้า โปรดบอกผมผมจะได้สั่งขังสัก ๑๖ วันในฐานไม่เคารพยำเกรงนายทหาร ผู้ใหญ่"

"เขาจัดไข่ดาวหมูทอดมาเลี้ยงพวกเราครับ พร้อมด้วยกาแฟ อาหารทุกจานมีมะเขือเทศกับผักกาดหอมปนมาด้วย ใช้มะเขือเทศห่ามๆ ส่วนจานของผมมีไข่ดาว ๓ ฟอง หมูทอดหนึ่งชิ้น ไม่มีผักกาดหอม มีแต่มะเขือเทศสุกแดงแจ๋เหมือนศีรษะผม ฝานเป็นชิ้นๆ ห้อมล้อมไข่ดาวแล้วยังมีลูกมะอึกสุกๆ อีก ๓ ลูกใส่มาในจาน อย่างนี้หมายความว่ากระไรครับ"

ท่านนายพลอาวุโสกลั้นหัวเราะแทบแย่

"เอาเถอะครับ ผมจะวิทยุไปสั่งให้ผู้บังคับการเขาสอบสวนเรื่องนี้ รู้อยู่แล้วว่าใต้เท้าเป็นอย่างนี้ไม่น่าจะเอามะเขือเทศและมะอึกสุกๆ ใส่จานมาเลย แล้วก็ลูกมะอึกน่ะมันกินกับไข่ดาวได้เมื่อไร"

สี่สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน นายพลดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดว่า

"ผมเห็นจะต้องกราบลาคุณหลวงเสียทีละครับ"

"อ้าว จะกลับละหรือ"

"ครับ มีอะไรที่คุณหลวงจะสั่งผมอีกบ้างไหมครับ"

หลวงตะลุมบอนฯ นิ่งคิด

"ไม่มี นอกจากว่าขอให้ท่านศาสตราจารย์เตรียมทหารหุ่นไว้ให้พร้อมทั้ง ๑๒ ตัว อย่าลืมว่าใน "วันบุก" ท่านศาสตราจารย์กับคณะและทหารหุ่นจะยกพลขึ้นยึดหัวหาดเป็นหน่วยแรก"

ดร. ดิเรกพยักพเยิดกับคณะพรรคของเขา สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างถือหมวกแก๊ปลุกขึ้นยืนชิดเท้าตรงก้มศีรษะกระทำความเคารพหลวงตะลุมบอนฯ แล้วพากันเดินออกไปจากห้องทำงานของท่านนายพลอาวุโสในท่าทางสำรวมแสดงความเคารพและให้เกียรติรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด

กองทัพบก, เรือ และอากาศ ได้ร่วมกันออกคำแถลงการณ์ทางวิทยุกระจายเสียงและทางโทรทัศน์ ทางหนังสือพิมพ์รายวันแจ้งให้พี่น้องชาวไทยทั้งหลายได้ทราบทั่วกันว่า วันศุกร์ที่ ๖ มีนาคมนี้ กองทัพไทยทั้งสามทัพจะแสดงการประลองยุทธโดยใช้กระสุนจริง แล้วประกาศพื้นที่ชายทะเลทั้งสองจังหวัดให้ทราบ ทั้งนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่สามทัพได้ร่วมมือกันทำการซ้อมรบโดยทุ่มเทกำลังทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ โดยสมมุติว่าข้าศึกได้ยึดจังหวัดชายทะเลของเราทั้งสองจังหวัดไว้ได้

เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจภูธรและลูกเสือได้ขอร้องให้ประชาชนที่อยู่ใกล้ชายทะเลหรืออยู่ในป่าตามจุดต่างๆ ที่จะทำการประลองยุทธให้อพยพไปในระหว่างวันที่ ๕ ถึงวันที่ ๗ พื้นที่อันตรายเหล่านั้นมีธงแดงรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าปักไว้เป็นระยะๆ แม้กระทั่งบนยอดเขา ธงนี้ใช้ไม้ระแนงทำกรอบแล้วบุผ้าแดงขนาดกว้างหนึ่งเมตรยาวหนึ่งเมตร จึงมองเห็นแต่ไกล

กองทัพเรือจัดให้ ร.ล. ปิ่นเกล้าเป็นเรือธง ซึ่งคณะทูตานุทูตแห่งประเทศต่างๆ จะอยู่ในเรือธงนี้ในฐานะผู้สังเกตการณ์และแขกผู้มีเกียรติของสามกองทัพ การประลองยุทธ "วันบุก" นี้กองทัพเรือต้องตระเตรียมงานเกือบ ๒ สัปดาห์ เพราะนาวิกโยธิน ๑๕,๐๐๐ คนจะยกพลขึ้นบกตามจุดต่างๆ โดยเรือระบายพลหรือเรือเปิดหัวพร้อมด้วยรถสายพานลำเลียงทหารและอาวุธหนัก ตลอดจนยานยนต์ เช่น รถจี๊ป รถบรรทุกทหาร

พอรุ่งอรุณของวันที่ ๖ มีนาคม ๒๕๐๗ ซึ่งตรงกับวันศุกร์ บริเวณริมฝั่งทะเลอันเป็นจุดบุกของนาวิกโยธินก็สงบเงียบไม่ปรากฏผู้คนแม้แต่คนเดียว หมู่บ้านของชาวประมงกลายเป็นหมู่บ้านร้างไปแล้ว ท้องทะเลแถบนี้ไม่มีเรือ เพราะเจ้าหน้าที่ได้ประกาศให้ทราบล่วงหน้ามาหลายวันแล้ว ห้ามไม่ให้เรือหาปลาและเรืออื่นๆ ผ่านไปมาในน่านน้ำอันเป็นเขตประลองยุทธ

แสงอาทิตย์ของวันใหม่แจ่มใส เรือยนต์ของตำรวจน้ำ ๒ ลำแล่นอยู่ใกล้ฝั่ง ในเวลาเดียวกันเฮลิค็อป เต้อรของกองทัพอากาศก็พานายทหารเสนาธิการทั้งสามกองทัพมาบินวนเวียนอยู่เหนือฝั่งทะเลแถบนี้

จนกระทั่ง ๙.๐๐ น.

ขบวนเรือรบแห่งราชนาวีไทยก็ปรากฏขึ้นระหว่างขอบฟ้ากับน้ำ ประกอบด้วยกองเรือตรวจฝั่ง, กองเรือปราบเรือดำน้ำ, กองเรือตอปิโดร์, กองเรือสลุปและกองเรือระบายพล คือเรือเปิดหัวมากมายมองดูเกลื่อนกลาดไปทั่วท้องทะเล

เบื้องบนอากาศฝูงเครื่องบินไอพ่นหลายฝูงได้ทำหน้าที่บินคุ้มกันขบวนเรือรบเหล่านี้ บางหมู่ก็บินในระยะสูงมาก บางหมู่ก็บินในระยะต่ำมีอาวุธจรวดและระเบิดนาปาล์มพร้อม เสียงเครื่องยนต์ไอพ่นดังเฟี้ยวฟ้าวกึกก้องท้องทะเล

ทหารเรือทุกคนเข้าประจำสถานีรบแล้วตามคำสั่งของผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พรรคนาวิกโยธินที่อยู่ในเรือเปิดหัวต่างเตรียมบุกขึ้นยึดหัวหาดตามแผนของเสนาธิการ

เมื่อขบวนเรือรบเข้ามาใกล้ฝั่ง ๕ ไมล์ ผู้บังคับการเรือทุกลำก็ได้รับคำสั่งให้ระดมยิงชายฝั่ง

เสียงปืนใหญ่เรือที่ใช้กระสุนจริงแผดคำรามขึ้นแล้ว ประกายไฟวูบวาบออกจากปากกระบอกของมันแลเห็นถนัด เรือรบที่มีปืนใหญ่ขนาด ๖ นิ้วยิงได้ดุเดือดมาก เป็นการยิงซัลโวและยิงจากชายหาดลึกเข้าไปจนถึงป่าและภูเขา พื้นแผ่นดินถูกชิ้นระเบิดของกระสุนปืนใหญ่เป็นหลุมเป็นบ่อ เศษดินและเศษหินปลิวว่อน ต้นไม้ ใหญ่ๆ หลายต้นถอนรากถอนโคน ปืนใหญ่ทุกกระบอกทำงานอย่างหนักที่สุด ในเวลาเดียวกันนี้เองก็มีข่าวทางวิทยุแจ้งมาว่า กองทัพบกของเรา ๔ กองพลประกอบด้วยยานเกราะอันมากมายได้บุกเข้าตีข้าศึกทางด้านตะวันออกแล้ว

ฝูงบินประจัญบาน เอฟ. ๑๐๐ เกือบ ๒๐๐ เครื่องซึ่งพึ่งเดินทางมาถึง ได้ร่วมกับกองทัพเรือถล่มชายหาดด้วยอาวุธจรวดและปืนกลอากาศ มันไม่ผิดอะไรกับการรบจริงๆ ปืนใหญ่เรือได้ระดมยิงที่มั่นข้าศึกและยิงขับไล่ข้าศึกจนถอยลึกเข้าไปในป่าสูง จนกระทั่ง

๙.๓๐ น.

ทุกสิ่งต้องเป็นไปตามแผนหรือยุทธวิธีที่ฝ่ายเสนาธิการวางไว้ โดยเฉพาะในเรื่องเวลาจะผิดพลาดล่าช้าแม้แต่นาทีเดียวไม่ได้

เมื่อเข็มนาฬิกาข้อมือของผู้บังคับการเรือ "เต่าทอง" คือเรือเปิดหัวหรือเรือระบายพลบอกเวลา ๙.๓๐ น. ผู้บังคับการเรือหนุ่มรูปหล่อในวัย ๒๕ ปีก็สั่งเดินเครื่องเต็มที่นำเรือแตกแยกจากหมู่เรือระบายพล มุ่งตรงเข้าหาฝั่งเบื้องหน้าทันที

ร.ล. เต่าทอง ลำนี้ได้บรรทุกหัวหน้านักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญสรรพาวุธของกองทัพไทยกับคณะของเขารวมทั้งหมด ๖ คน คือ พล. ต. ศาสตราจารย์ด๊อคเต้อรดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ พ.อ. พล พัชราภรณ์ พ.อ.นิกร การุณวงศ์ พ.อ. กิมหงวน ไทยแท้ พล.อ. พระยาปัจจนึกพินาศ และ ส.อ. แห้ว โหระพากุล ซึ่งได้รับยศประทวนเป็นสิบเอกเมื่อวานนี้ตามคำสั่งของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

นอกจากคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็มีหุ่นยนต์อีเล็คโทรนิคอยู่ในเรือเปิดหัวลำนี้อีก ๑๒ ตัว มันเป็นหุ่นวิเศษที่นอกจากเคลื่อนไหวได้ปฏิบัติตามคำสั่งได้ ยังพูดภาษามนุษย์ได้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษได้ดี หุ่นทุกตัวเฉลียวฉลาดอย่างไม่น่าเชื่อ มีความรู้สึกนึกคิดและเหมือนกับว่ามันมีชีวิตจิตใจเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย ทหารหุ่นของนายพลดิเรกแต่งเครื่องแบบสนาม มีเครื่องสนามครบครัน อาวุธประจำตัวคือปืนกลมือและระเบิดมือที่แขวนไว้เหนือกระเป๋าเสื้อทั้งสองข้าง หุ่นอีเล็คโทรนิคทั้ง ๑๒ ตัวอยู่ในระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัดทุกตัว เตรียมพร้อมที่จะขึ้นบกเมื่อเรือระบายพลเกยหาดและเปิดหัวออก

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กเช่นเดียวกัน แต่ไม่มีเครื่องสนามนอกจากกระติกน้ำคนละกระติก นายพลดิเรกใช้ปืนสายฟ้าเป็นอาวุธประจำตัว นอกนั้นใช้ปืนกลมือและระเบิดมือที่มีอำนาจระเบิดรุนแรงกว่าระเบิดมือธรรมดาหลายเท่า เป็นระเบิดแรงสูงอันเป็นประดิษฐ์กรรมของศาสตราจารย์ดิเรก

ไม่มีใครติดเครื่องหมายยศหรือเครื่องหมายสังกัดเว้นแต่เจ้าแห้วคนเดียวเท่านั้นที่ติดบั้งสิบเอกใหม่เอี่ยม ถึงแม้ไม่มีตรากงจักรและพระมหามงกุฎครอบเหนือบั้ง เพราะแต่งเครื่องแบบฝึกหรือเครื่องแบบสนาม เจ้าแห้วก็ภาคภูมิใจอิ่มอกอิ่มใจไม่น้อยที่เขาได้รับยศเป็นสิบเอกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งคราวนี้เจ้าแห้วตั้งใจว่าเขาจะไม่ยอมกระทำความผิดให้ถูกถอดยศลงเป็นสิบโทอีกเป็นอันขาด

เมื่อ ร.ล. เต่าทอง แล่นเข้ามาใกล้จะถึงหาด ผู้บังคับการเรือเปิดหัวก็ร้องตะโกนบอกนายพลดิเรก

"อาจารย์ครับ เตรียมพร้อม อีก ๑๐๐ เมตรถึงชายหาด"

ศาสตราจารย์ดิเรกเงยหน้าขึ้นมองดูผู้บังคับการบนสะพานเรือแล้วโบกมือให้

"พร้อมแล้วผู้การ แล่นเลยขึ้นไปบนหาดสัก ๒๐๐ เมตรได้ไหม"

"ไม่ได้หรอกครับ เรือผมไม่มีลูกล้อครับ"

ปืนใหญ่เรือยังระดมยิงอยู่ และเครื่องบินขับไล่ไอพ่นประจัญบานของเราก็ยังโจมตีไม่ขาดระยะ แต่ปืนใหญ่ยิงลึกเข้าไปจากชายฝั่งเกือบ ๒ กิโลเมตร และเครื่องบินก็โจมตีลึกเข้าไปเช่นเดียวกัน

ร.ล. เต่าทอง แล่นมาเกยหาดแล้ว ต้นเรือร้องตะโกนให้ทหารเปิดหัวเรือแบะออก หุ่นยนต์ ส.ท. บิลลี่ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้บังคับหมู่พาทหารหุ่นบุกขึ้นจากเรือระบายพลอย่างแคล่วคล่องว่องไว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และหมู่แห้วติดตามขึ้นไปทันที ในเวลาเดียวกันนี้เองเรือระบายพลของกองทัพเรือมองดูเป็นขบวนยาวเหยียดกำลังแล่นเข้ามาหาฝั่งเป็นแถวหน้ากระดาน ลำเลียงทหารพรรคนาวิกโยธินบุกขึ้นบกยึดผืนแผ่นดินไทยกลับคืน

หุ่นยนต์ทั้ง ๑๒ ตัว ขยายแถวเป็นหน้ากระดานเรียงเดี่ยวเว้นระยะห่างจากกันตัวละ ๒๐ เมตร ทหารหุ่นบุกจากหาดทรายเข้าสู่ป่าโปร่งชายทะเลตามที่มันได้รับคำสั่งจากนายพลดิเรก

ปืนใหญ่เรือหยุดยิงแล้ว ฝูงเครื่องบินประจัญบานของเราก็เลิกโจมตีเพียงเท่านี้ สมมุติว่าข้าศึกแตกพ่ายถอยร่นกลับเข้าไปในดินแดนของมันจนหมดสิ้น และทหารข้าศึกส่วนมากต้องเสียชีวิตจากกระสุนปืนฝ่ายเรา

เสียงปืนกลมือจากทหารหุ่นดังขึ้นประปราย นายพลดิเรกพาคณะของเขาเดินรวมกลุ่มติดตามไปแล้วพูดวิทยุสนามติดต่อกับผู้บัญชาการนาวิกโยธินตลอดเวลา ส่วนเจ้าแห้วพูดวิทยุสนามติดต่อกับทหารหุ่นยนต์ ในฐานะที่เจ้าแห้วเป็นพี่เลี้ยง

"ฮัลโหล พี่แห้ว ได้ยินไหมครับบิลลี่พูด"

"ได้ยินแล้ว ว่ายังไง"

"มีข้าศึกจริงๆ แอบอยู่บนเขาข้างหน้า ได้ยินเสียงระเบิดเมื่อกี้นี้ไหม พวกเราถูกมันยิงด้วยปืนปราบรถถังแต่เคราะห์ดีที่ไม่ถูก"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก หันขวับมาทางนายพลดิเรกทันทีแล้วส่งวิทยุสนามให้

"รับประทานคุณหมอพูดกับอ้ายบิลลี่หน่อยซีครับ มันรายงานมาว่าข้าศึกจริงๆ จำนวนหนึ่งแอบซ่อนอยู่บนภูเขาและเอาปืนปราบรถถังยิงพวกมันแต่ไม่ถูก"

นายพลดิเรกรีบพูดวิทยุกับหุ่นบิลลี่ทันที

"ฮัลโหลบิลลี่ นี่ป๋าพูดโว้ย ข้าศึกมีจำนวนเท่าไร"

"ไม่กี่คนหรอกครับป๋า มันแอบอยู่ในถ้ำจึงแคล้วคลาดจากปืนใหญ่เรือของเรา ได้ยินเสียงบาซูก้าไหมครับ มันยิงมาทางพวกผมอีกแล้ว"

นายพลดิเรกเม้มปากแน่น

"แกกับพวกแกตรึงทหารข้าศึกไว้อย่าให้ล่าถอยไปได้ ป๋าจะรีบเคลื่อนที่ตามไปเดี๋ยวนี้ เราจะพยายามจับเป็นมันเพื่อประกาศให้โลกรู้ว่ามันมีวิธีการสวมรอยการประลองยุทธของเรา และเราจับมันได้ในผืนแผ่นดินของเรา"

"ครับ ครับ พวกผมจะตั้งรับมันไว้ไม่ให้มันลงมาจากเขา"

"ออไร๋ เลิกกันนะ"

นายพลดิเรกรีบวิทยุรายงานข่าวนี้ไปให้กองบัญชาการฝึก "แผนฟ้าแลบ" ทันที ท่านผู้บัญชาการทหารสูงสุดตัดสินใจให้ทหารฝึกต่อไปและสั่งนาวิกโยธินทุกหน่วยให้โจมตีทหารข้าศึกทันที โดยไม่ต้องหวาดเกรงว่าจะเป็นชนวนเหตุให้เกิดเรื่องใหญ่โตในทางการเมือง และถ้ากองทหารข้าศึกมีจำนวนมากก็ให้นาวิกโยธินบุกเข้าประเทศมัน

ศาสตราจารย์ดิเรกกับคณะของเขามาถึงเชิงเขาใหญ่ลูกหนึ่งซึ่งทหารหุ่นทั้ง ๑๒ ตัวหมอบอยู่เรียงราย เตรียมยิงสกัดกั้นข้าศึกไม่ให้ลงมาจากเนินเขาลูกนั้น หุ่น ส.ท. บิลลี่ซึ่งมีฐานะเหมือนลูกเลี้ยงของนายพลดิเรกรีบวิ่งเข้ามาหา แล้วชี้มือขึ้นไปบนภูเขา

"โน่นครับ ระหว่างต้นไม้ใหญ่สามต้นที่มองเห็น ข้าศึกแอบอยู่ในถ้ำหรือตามชะง่อนผาเหล่านั้นครับ มันใช้ปืนปราบรถถังยิงพวกผม ๔ นัดแล้ว ผมถูกสะเก็ดเข้าที่แขนหน่อยหนึ่ง ปวดจังครับป๋า"

"ฮี้" นายพลดิเรกร้องลั่น "อย่าดัดจริตหน่อยเลยวะ ร่างกายของแกทำด้วยเหล็กกล้า แกมีเนื้อหนังกับเขาเมื่อไรล่ะจะได้รู้สึกเจ็บปวด ถ้ากระสุนบาซูก้าถูกแกเข้าอย่างจังเครื่องกลไกในตัวแกชำรุดเสียหายหมดทำให้แกเคลื่อนไหวไม่ได้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันมองไปยังที่มั่นของข้าศึกซึ่งอยู่สูงจากพื้นดินราว ๒๐ เมตรและหันหน้าออกทะเล

"ปืนเรือของเรายิงขึ้นไปบนสันเขาเสียหมด ไม่ได้ยิงลงมาตามเนินเขาเหล่านี้เลย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดอย่างเป็นงานเป็นการ

นายพลดิเรกยิ้มให้พ่อตาของเขา

"เอายังไงดีล่ะครับป๋า ผมอยากจะจับเป็นมากกว่าจับตาย เพื่อเป็นหลักฐานว่าทหารของมันบุกรุกเข้ามาในดินแดนของเรา"

ท่านเจ้าคุณนิ่งคิด

"วิทยุติดต่อกับเรือรบลำใดลำหนึ่งบอกตำแหน่งข้าศึกให้เขาและให้เขาช่วยยิง เจอกระสุนปืนเรือเข้าสองสามนัดก็ต้องทิ้งที่มั่นล่าถอยลงมาจากเนินเขา แล้วเราก็ให้ทหารหุ่นช่วยกันจับมันไว้"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย เขายกวิทยุสนามขึ้นพูดติดต่อกับเรือรบทันที สักครู่หนึ่งเขาก็ได้พูดกับ ร.อ.คำรน หาญสมุทร ร.น. ผู้บังคับการเรือ ร.ล. วิรุฬจำบัง

"ฮัลโหล ผู้การเรอะ ผมพลตรีดิเรกพูด"

"ครับ ผมเองครับ ว่ายังไงครับ"

"มีข้าศึกจริงๆ ประมาณหนึ่งหมวดพร้อมด้วยอาวุธแอบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำบนเขาหมายเลข ๔ ผู้การช่วยเอาปืนเรือยิงหน่อยซี"

"ครับ ได้ครับอาจารย์ แต่ว่าอาจารย์กรุณาช่วยบอกให้แก้ไขระยะด้วยนะครับ ผมมองเห็นภูเขาหมายเลข ๔ แล้ว นัดแรกหรือนัดที่สองต้องยิงเดาสุ่มไปก่อน"

ในนาทีนั้นเองกระสุนปืนใหญ่เรือขนาด ๓ นิ้วก็ถูกยิงขึ้นมาบนบกและตกระเบิดห่างจากคณะพรรคสี่สหายเพียง ๓๐ เมตรเท่านั้น เดชะบุญที่ทุกคนยืนอยู่เบื้องหลังหมู่ก้อนหินใหญ่อันเป็นที่อับกระสุน ชิ้นระเบิดของกระสุนปืนใหญ่นัดนั้นจึงเพียงแต่ทำให้ก้อนหินแตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยและต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งโค่นหักสะบั้น

"ใกล้เคียงเป้าหมายหรือยังครับอาจารย์" เสียงผู้บังคับการเรือพูดมาทางวิทยุสนาม

นายพลดิเรกขบกรามกรอด

"ใกล้เคียงตะหวักตะบวยอะไรเล่า กระสุนปืนใหญ่ของคุณตกห่างจากพวกเรานิดเดียวเท่านั้น ยิงขึ้นไปบนเขาซี"

"โอ-ขอโทษทีครับ ผมตั้งระยะตกบนเนินเขาไหงกลับตกที่เชิงเขา กระสุนอาจจะเปียกน้ำก็ได้ครับ บางทีก็เก่าเกินไป ยิงใหม่นะครับ"

หลังจากนั้นสักครู่ปืนใหญ่เรือก็ถูกยิงมาตกระเบิดห่างจากที่มั่นข้าศึกเพียงเล็กน้อย ทหารข้าศึกในราว ๒๐ คนทิ้งที่มั่นล่าถอยลงมาที่เชิงเขาทันที นายพลดิเรกรีบบอกให้ผู้บังคับการ ร.ล. วิรุฬจำบัง ทราบ

"ฮัลโหล คุณคำรน พอแล้วครับไม่ต้องยิงอีก คุณยิงแม่นราวกับจับวางทีเดียว ข้าศึกทิ้งที่มั่นลงมาหาพวกเราแล้ว ต่อไปนี้เป็นหน้าที่ของเราเอง"

ทหารข้าศึกแต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กและมีปืนกลมือเป็นอาวุธประจำตัวเคลื่อนที่ลงมายังไม่ทันถึงเชิงเขาก็ถูกหุ่นยนต์ยิงกราด ทหารข้าศึกหมอบราบกับพื้นดินหรือนั่งกำบังตัวตามซอกหินใช้ปืนกลมือและระเบิดมือต่อสู้ นายพลดิเรกยกปืนสายฟ้าขึ้นประทับแล้วเหนี่ยวไกยิงเข้าไปในป่าทางด้านขวาของทหารข้าศึก

เสียงปืนสายฟ้าดังสนั่นหวั่นไหวยิ่งกว่าเสียงฟ้าผ่าหลายเท่า ประกายไฟฟ้าพุ่งออกจากปากกระบอกปืนอย่างรวดเร็ว เป็นแสงสีเขียวแรงกล้าแสบนัยน์ตา สายฟ้าหรือไฟฟ้าของปืนวิเศษกระบอกนี้ ทำให้ป่าไม้สดๆ เกิดเพลิงไหม้ลุกลามมีเนื้อที่ตั้งเกือบ ๒๐ ไร่ชั่วเวลาพริบตาเดียว

นายพลดิเรกมองไปทางทหารข้าศึกแล้วร้องตะโกนบอก

"ท่านเห็นอำนาจปืนสายฟ้าของเราแล้วไม่ใช่หรือ จงวางอาวุธและลงมามอบตัวเสียโดยดี มิฉะนั้นพวกท่านจะถูกเผาเป็นเถ้าถ่านด้วยปืนมหาประลัยกระบอกนี้" พูดจบ ดร. ดิเรกก็ยกปืนสายฟ้ายิงขึ้นไปบนอากาศข่มขู่ขวัญศัตรู

ทหารข้าศึกยอมจำนนแล้ว นายทหาร ๒ คนและนายสิบกับพลทหารอีกประมาณ ๒๐ คนต่างทิ้งอาวุธลุกขึ้นยืนเอามือประสานกันเหนือหมวกเหล็กพากันเดินตามกันมาเป็นแถว ส.ท. บิลลี่พาทหารหุ่นเข้าควบคุมพวกเชลยอย่างรวดเร็วฉับพลัน ทหารหุ่นช่วยกันค้นกระเป๋าเสื้อกางเกงทหารข้าศึกยึดลูกระเบิดมือได้หลายลูก ซึ่งล้วนแต่เป็นระเบิดมือแบบเก่า

นายพลดิเรกพาคณะพรรคของเขาเดินเข้ามาหานายทหารข้าศึกในวัยสูงอายุประดับเครื่องหมายยศที่คอเสื้อบอกให้รู้ว่าเป็นพลโท อีกคนหนึ่งซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเป็นพันโทและมีสายนายทหารคนสนิท

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มให้นายทหารข้าศึกแล้วกล่าวทักทายเป็นภาษาไทย

"บอกผมหน่อยเถอะครับ ท่านนายพลชื่ออะไรและมีตำแหน่งอะไร"

นายพลข้าศึกยิ้มแห้งๆ

"พลโทแฉะ เสนาธิการทหารบกครับ"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก อาเสี่ยหัวเราะก้ากแล้วพูดเสริมขึ้นทันที

"เจอะเข้าสามแฉะแล้วนะ หัวหน้าหน่วยใต้ดินที่ช่วยเหลือเราก็ชื่อแฉะ พลทหารที่ช่วยเราก็ชื่อแฉะ นายพลคนนี้ก็ชื่อแฉะ"

นิกรหัวเราะอย่างขบขัน เขามองหน้านายพลแฉะแล้วถามว่า

"ขอโทษเถอะครับท่านนายพล คำว่าแฉะภาษาของท่านแปลว่ากระไรครับ"

"อ๋อ แฉะตรงกับภาษาไทยที่ว่าโชค"

นิกรทำหน้าชอบกล

"ถ้ายังงั้นคนแฉะดีก๊อคือคนโชคดีน่ะซีครับ"

"ใช่ คนแฉะร้ายก็คือคนโชคร้ายเหมือนอย่างผมและทหารของผมที่เสียท่าพวกคุณถูกจับเป็นเชลย ความจริงเรารู้ตัวอยู่แล้วว่าพวกเราแฉะไม่ดี"

ดร. ดิเรกยิ้มให้นายพันโทร่างสูงโปร่งใบหน้าทะลุ่มๆ เหมือนแมงดานาหรือตัวเหรา

"โปรดบอกนามของคุณและตำแหน่งของคุณให้ผมทราบด้วย"

"ผม....พันโทเปียก นายทหารคนสนิทของท่านเสนาธิการทหารบก"

"พันโทเปียก" สี่สหายร้องขึ้นพร้อมๆ กัน

พล พัชราภรณ์สบตากับนายทหารคนสนิทเขาก็ยิ้มให้

"เปียกแปลว่ากระไรครับคุณ"

"เปียกก็คือผึ่งผายสง่างามนั่นแหละครับ"

อาเสี่ยหัวเราะก้ากพูดเสริมขึ้นทันที

"อย่างผมยังงี้เปียกไหมครับ"

พ.ท. เปียกยิ้มแห้งๆ

"ขนาดหมาดเท่านั้นไม่ถึงเปียกหรอกคุณ"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง นายพลดิเรกกล่าวกับเสนาธิการแฉะอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมเสียใจที่เราจะต้องควบคุมตัวคุณและพวกคุณทั้งหมดไปมอบให้ผู้บังคับบัญชาของเราที่เรือธงในฐานะที่คุณเป็นเชลยศึก"

พล. ท. แฉะฝืนยิ้ม

"ผมจะได้รับความผิดมากน้อยแค่ไหนครับ"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ผมคิดว่าความผิดของคุณไม่มากมายอะไรนัก อย่างมากก็แค่ยิงเป้าเท่านั้นเอง" พูดจบเขาก็หันมาทางหุ่น ส.ท. บิลลี่ ซึ่งยืนอยู่ข้างหุ่น ส.ท. บ๊อบบี้ ลูกบุญธรรมของ ดร. ดิเรกทั้งสองตัว "บิลลี่ แกกับบ๊อบบี้พาพรรคพวกของแกขึ้นไปบนเนินเขาเก็บอาวุธของเชลยมาให้หมดแล้วรีบลงมา"

หุ่นบิลลี่รับคำสั่งแล้วพาทหารหุ่นบุกขึ้นไปบนเขาทันที พวกทหารข้าศึกตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ไม่มีใครคาดหมายว่ากองทัพไทยจะมีหุ่นยนต์ร่วมรบกับทหาร

พล. ท. แฉะจ้องตาเขม็งมองดูศาสตราจารย์ดิเรกอย่างไม่วางตา แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า

"ผมสงสัยว่าท่านคือพลตรีศาสตราจารย์ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์แน่นอน"

"อ๋อไร ผมเองครับท่านแฉะ นี่พ่อตาผม พลเอกพระยาปัจจนึกพินาศ แล้วก็สามคนนี่เพื่อนร่วมชีวิตของผม พันเอกพล พันเอกนิกร พันเอกกิมหงวน"

พล. ท. แฉะ ซึ่งนัยน์ตาไม่แฉะก้มศีรษะเล็กน้อย

"ผมยอมแพ้ก็เพราะปืนวิเศษของท่านนั่นเอง อย่างนี้ใครจะไปสู้กับกองทัพไทยได้ เจ้านายของผมมันบ้าจริงๆ หาเรื่องจะรบกับไทยตลอดเวลา ทำให้ผมพลอยเดือดร้อนไปด้วย โถ-อีหนูคนใหม่ของผมอายุ ๑๕ เท่านั้น ผมคงถูกยิงเป้าแน่ๆ "

ไม่ถึง ๑๐ นาทีทหารหุ่นก็พากันกลับลงมาที่เชิงเขาพร้อมด้วยอาวุธของทหารข้าศึก ขณะนี้พรรคนาวิกโยธิน ๑๕,๐๐๐ คนได้ย่อยๆ กันยกพลขึ้นบกแล้ว แต่มีคำสั่งไม่ให้เคลื่อนกำลังมาทางภูเขาหมายเลข ๔ พรรคนาวิกโยธินจึงบุกตะลุยไปทางอื่น เสียงปืนดังสนั่นหวั่นไหวทั้งปืนกลเล็กยาวและเครื่องยิงระเบิด ในที่สุดยานยนต์และปืนใหญ่ของนาวิกโยธินก็ขึ้นบกได้เปิดฉากระดมยิงเข้าไปในป่าอย่างดุเดือด เสียงทหารนาวิกโยธินโห่ร้องลั่น

โดยคำสั่งทางวิทยุสนามของท่านผู้บัญชาการสูงสุด ร.ล. วิรุฬจำบัง ได้พานายพลดิเรกกับคณะของเขาพร้อมด้วยทหารหุ่น และเชลยศึกออกจากชายหาดมุ่งตรงไปยัง ร.ล. ปิ่นเกล้า ซึ่งเป็นเรือธง และคณะทูตานุทูตได้ชุมนุมกันอยู่บนเรือลำนั้น บรรดาทูตทั้งหลายต่างตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกันเมื่อได้เห็นเชลยศึกที่เราจับได้ในดินแดนของเรา

การประลองยุทธ "แผนฟ้าแลบ" สิ้นสุดลงในเวลา ๑๓.๓๐ น. เศษ กองทัพไทยทั้งสามได้แสดงสมรรถภาพให้ทูตผู้แทนต่างประเทศได้เห็นประจักษ์แก่ตาแล้ว

จบตอน