พล นิกร กิมหงวน 192 : ทะแกล้วทหารสามเกลอ

สำนักพิมพ์ "บันดาลสาส์น"

เสนอ

ภาพยนตร์ไทยพูด

เรื่อง"ทะแกล้วทหารสามเกลอ"

ดัดแปลงและลอกจากภาพยนตร์ฝรั่ง บางตอนก็แต่งเอง บางตอนก็ลอกเขามาทั้งดุ้น ภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่ได้อ้างหรือแอบอิงประวัติศาสตร์ เขียนขึ้นเองอย่างเฮงซวย ต้องการสร้างความเพลิดเพลินและอารมณ์ขันให้ท่านเท่านั้น

พล พัชราภรณ์ เป็น ฟ้าคำรน

นิกร การุนวงศ์ เป็น ฟ้าพยับ

กิมหงวน ไทยแท้ เป็น ฟ้าลั่น

ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็น เกรียงศักดิ์

พระยาปัจจนึกพินาศ เป็น วิศรุต

พระยาประสิทธิ์นิติศาสตร์ เป็น พระเจ้ากฤษณราช

คุณหญิงวาด เป็น พระนางจันทรา

นวลลออ เป็น เจ้าหญิงมณฑาวดี

เจ้าแห้ว เป็น ตัวของเขาเอง

ถ่ายภาพ, จัดฉาก, กำกับการแสดง, กำกับศิลป์, แต่งหน้าตัวละคร, จัดเครื่องแต่งตัว, อำนวยการสร้าง ตลอดจนเก็บกวาดโรงถ่ายภาพยนตร์พร้อม

ภาพยนตร์เรื่องนี้เก็บเงินบำรุงการกุศลโดยไม่หักค่าใช้จ่ายตลอดรายการ

กองทัพอันมหาศาลซึ่งมีจำนวนพลรบประมาน ๓๐,๐๐๐ เศษ ได้เดินทางกลับคืนสู่ "ศิคิรินนคร" แล้ว เสียงฝีเท้าม้าและเสียงเสื้อเกราะของนักรบดังก้องกังวานไปไกล แสนยานุภาพของ "ศิคิรินนคร" กำลังผ่านบริเวณที่ราบสูงแห่งเทือกเขาอันเวิ้งว้างสุดสายตาบ่ายหน้าตรงมายัง "ศิ

คิรินนคร" และใกล้เข้ามาทุกขณะ

สามขุนพลผู้ยิ่งใหญ่แห่ง "ศิคิรินนคร" นั่งอยู่บนหลังม้าศึก นำหน้ากองทหารอย่างสง่าผ่าเผย ฟ้าคำรน ฟ้าพยับและฟ้าลั่นแต่งเครื่องรบครบครัน สวมเสื้อเกราะสีเงิน สวมหมวกเหล็กคลุมหน้าแลเห็นดวงตา มือซ้ายถือสายบังเหียน มือขวาถือทวน แสงอาทิตย์เมื่อยามใกล้อัสดงคตส่อง

ต้องเสื้อเกราะและคมอาวุธของเหล่านักรบเป็นประกายวูบวาบ

พระเจ้ากฤษณราชโปรดเกล้าฯ ให้สามทหารเสือของพระองค์นำกองทัพ ที่ขึ้นชื่อลือนามในสุวรรณภูมิเดินทางไปโจมตี "รัตนนคร" ซึ่งเคยเป็นเมืองออก แต่ไม่ยอมถวายเครื่องราชบรรณาการดอกไม้เงินทองครบรอบปี ทั้งนี้ก็เพราะ "รัตนนคร" ได้กระด้างกระเดื่องแข็งเมืองโดยได้

รับการสนับสนุนจากกษัตริย์พินทุแห่ง "ทักษิณบุรี"

สามทหารเสือได้นำกองทัพม้าอันมหาศาลบุกเข้าโจมตี "รัตนนคร" ราบเป็นหน้ากลองในวันแรกที่กองทหารของพระเจ้ากฤษณราชเดินทางไปถึง ไม่มีแสนยานุภาพของเมืองใดแล้วที่จะต้านทานกองทัพของพระเจ้ากฤษณราชได้

หลังจากทะลายเมือง "รัตนนคร" ราบไปแล้ว ทัพม้าอันมหาศาลของพระเจ้ากฤษณราชก็เคลื่อนพลขึ้นไปทางเหนือโจมตี "ทักษิณนคร" แตกพ่ายยับเยิน กษัตริย์พินทุสิ้นพระชนม์จากการรบในครั้งนี้

เมื่อกองทัพม้าเคลื่อนขบวนมาถึงกำแพงเมือง "ศิคิรินนคร" ฟ้าคำรนก็สั่งทหารเป่าแตรสัญญาณหยุดเดินเพื่อจัดขบวนให้เรียบร้อยก่อนที่ผ่านประตูเมืองเข้าไป

ฟ้าลั่นถอนหายใจหนักๆ ถอดหมวกเหล็กออกและยิ้มให้ขุนศึกทั้งสอง

"สิ้นสุดกันทีสำหรับศึกครั้งนี้ มันง่ายเสียยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก ข้าจำได้ว่าข้าได้ฆ่าทหาร "รัตนนคร" รวมทั้งหมด ๓,๖๙๗ คน และทหารของ "ทักษิณบุรี" อีก ๑,๗๑๓ คน"

ฟ้าพยับยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา แล้วเหวี่ยงเปลือกกล้วยหอมลงไปบนพื้นดิน เขาเคี้ยวกล้วยหอมพลางพูดพลาง

"ทหารเอกของพระเจ้าพินทุคนหนึ่งมีฝีมือในการรบบนหลังม้าอย่างยอดเยี่ยม ข้าได้สู้กับมันด้วยเพลงทวนรบกันบนหลังม้าตัวต่อตัวเป็นเวลาถึง ๑๘ ชั่วโมง ๒๕ นาที กับ ๔๒ วินาที ข้าจึงสังหารมันได้ ข้าจำได้ว่าเรารบกันเมื่อถึงเวลากินข้าว เราก็กินข้าวไปพลางและรบไปพลางเป็น

ที่สนุกสนานยิ่งนัก"

ฟ้าคำรนมองดูเพื่อนร่วมชีวิตทั้งสองแล้วอดหัวเราะไม่ได้

"อย่าว่าข้าขัดคอเลยนะฟ้าพยับ ขณะที่กองทัพม้าของเราเข้าตลุมบอนกับกองทัพม้าของพระเจ้าพินทุ ข้าแลเห็นเจ้าควบขับม้าหนีอ้ายนายทหารข้าศึกร่างใหญ่คนหนึ่ง"

"อ้าว" ฟ้าพยับอุทานขึ้นดังๆ "พูดยังงี้มันดูถูกกันนี่หว่า เจ้ากับข้าตัวต่อตัวยังได้นา"

ฟ้าคำรนอมยิ้ม

"ข้าไม่สู้เจ้าหรอกฟ้าพยับ เราพวกเดียวกัน สีเดียวกันและกินข้าวหม้อเดียวกัน"

ฟ้าพยับพยักหน้า

"ไม่สู้ก็ดีแล้ว ถ้าเจ้าขืนสู้ข้าจริงๆ ข้าก็ไม่มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต"

ฟ้าลั่นขุนศึกร่างสูงชลูดสวมแว่นตาขอบกระหันไปมองดูกองทัพม้าในบังคับบัญชาของเขาซึ่งยาวเหยียดสุดสายตา แล้วเขาก็พูดกับฟ้าคำรนขุนศึกผู้มีอาวุโส

"อ้ายพล-เอ๊ย-ขอโทษ ข้าแต่ท่านฟ้าคำรนเพื่อนข้า บัดนี้ทหารของเราที่อยู่ข้างหลังได้ติดตามมาเข้าขบวนพร้อมแล้ว ขอเพื่อนข้าจงนำทหารผ่านประตูของเราเข้าไปเถิด"

ฟ้าพยับพูดเสริมขึ้น

"ใกล้เวลาเสพย์สุราฮะกึ๋นแล้ว ขออย่าร่ำไรอยู่เลย"

ฟ้าคำรนสั่งให้ทหารเป่าแตรสัญญาณหน้าเดิน เสียงแตรเดี่ยวของทหารม้าดังกังวานไปไกล ครั้นแล้วนักรบแห่ง "ศิคิรินนคร" ก็เคลื่อนผ่านเข้าประตูเมืองอย่างสง่าผ่าเผย

แต่แล้วสามขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ตลอดจนทหารในบังคับบัญชาของเขาทุกคนต่างแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เพราะไม่ปรากฏว่ามีประชาชนหรือแถวทหารมาคอยต้อนรับกองทัพม้าที่กลับมาจากราชการสงครามแม้แต่คนเดียว ตามถนนหนทางเงียบสงัด พวกราษฎรชาวเมือง "ศิคิรินนคร"

ได้แต่มองดูเหล่านักรบอยู่บนบ้านเรือนเคหะสถานของตน

เดชณรงค์ผู้สำเร็จราชการแห่ง "ศิคิรินนคร" ได้ออกประกาศห้ามมิให้ราษฏรหรือทหารคนหนึ่งคนใดต้อนรับกองทัพม้าซึ่งกลับมาจากการรบ ในประกาศอ้างเหตุผลว่าพระเจ้ากฤษณราชกำลังประชวรหนัก ถ้ามีการต้อนรับเหล่านักรบแล้ว ประชาราษฎรก็จะต้องโห่ร้องให้เกียรติแก่

ทหารหาญ อันจะทำให้เป็นที่รำคาญพระทัยแก่พระเจ้ากฤษณราช ดังนั้นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินจึงประกาศห้ามเด็ดขาดไม่ให้มีการต้อนรับกองทหารในบังคับบัญชาของสามขุนพล ถ้าหากว่าผู้ใดขัดขืนแม้แต่ยืนดูกองทหารตามถนนก็จะได้รับการลงโทษอย่างหนัก

เพราะเหตุนี้เอง การกลับมาของกองทัพม้าแห่ง "ศิคิรินนคร" จึงไม่มีเกียรติและไม่มีความหมายอะไร เลยคล้ายกับว่ากองทัพม้าอันมหึมาเหล่านี้ได้ไปเดินทางไกลกลับมา

สามขุนศึกได้นำกองทหารม้าบ่ายหน้าตรงไปยังท้องสนามหลวง เบื้องหน้าพระราชวังของกฤษณราช เหล่าทหารม้าได้ตั้งแถวเป็นหมวดหมู่ด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยภายในบริเวณสนามหลวงอันกว้างขวาง สามขุนศึกต่างมองไปที่พระที่นั่ง "ประชุมพล" ซึ่งอยู่เหนือกำแพง

พระราชวัง ประตูหน้าต่างแห่งพระที่นั่งเพิ่งถูกเปิดออก ทั้งนี้ทำให้ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นแปลกใจยิ่งนัก

"น่ากลัวเดชณรงค์จะเล่นลูกไม้อะไรกับเราเสียแล้วล่ะเพื่อน หรือมิฉะนั้นก็คงจะมีอะไรเกิดขึ้นแก่ในหลวงของเรา"

ฟ้าคำรนกล่าวกับขุนศึกเพื่อนร่วมชีวิต

ฟ้าพยับเคี้ยวถั่วลิสงต้มอย่างเอร็ดอร่อย ใบหน้าของเขายิ้มแย้มแจ่มใส

"ไม่มีอะไรหรอก ข้าเชื่อว่าเดชณรงค์อิจฉาริษยาในความเก่งกล้าของเรา เพราะกลัวว่าเราสามคนจะกำอำนาจทหารไว้ในมือ แต่ว่า ไม่มีอะไรที่จะต้องวิตก ข้า-ฟ้าพยับพร้อมแล้วที่จะเผชิญเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างผิดนักกบฏเลย"

ฟ้าลั่นตาเขียวกับฟ้าพยับ

"พูดเป็นบ้าเดี๋ยวถูกตัดหัวเจ็ดชั่วโคตร ปู่ย่าตายายลูกหลานหว่านเครือก็จะตายไปตามกัน"

ฟ้าพยับยิ้มแห้งๆ

"นั่นน่ะสิ ปากข้ามันเสียมานานแล้ว รู้ตัวอยู่เหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่าจะแก้ไขอย่างไรได้ เพราะมันเป็นสันดานที่แก้ไม่หาย"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ฟ้าคำรนล้วงมือเข้าไปในเสื้อเกราะ ดึงผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยออกมาซับเหงื่อที่ใบหน้าอันสวยเก๋ของเขาและสูดดมกลิ่นประทินหอมจากผ้าเช็ดหน้าผืนนั้น ซึ่งเจ้าหญิงมณฑาวดีลอบประทานให้เขา เมื่อก่อนที่ฟ้าคำรนจะนำทหารออกเดินทางไปรบ "รัตนนคร"

ฟ้าพยับยิ้มให้ฟ้าคำรนขุนศึกอาวุโส แล้วกล่าวสัพยอก

"ผ้าผืนนี้ฝีมือปักสวยมากทีเดียว ขอให้ข้าชมหน่อยได้ไหมฟ้าคำรน ข้าพอจะรู้ว่าผ้าผืนนี้เป็นของประทานของเจ้าหญิง"

ฟ้าคำรนรีบเก็บผ้าเช็ดหน้ายัดลงไปในเสื้อเกราะทันที แล้วพูดเสียงหนักๆ

"ทะลึ่ง"

ฟ้าพยับหัวเราะชอบใจ ทันใดนั้นเองเดชณรงค์ผู้สำเร็จราชการแห่ง "ศิคิรินนคร" ก็ปรากฏตัวขึ้นบนพระที่นั่ง "ประชุมพล" เขาแต่งเครื่องแบบอย่างสง่างาม มีนายทหารหลายคนยืนอยู่ข้างหลังเป็นองครักษ์ เดชณรงค์เป็นชายวัยกลางคนอายุประมาณ ๓๕ ปีแต่ยังหนุ่มแน่นล่ำสัน

แข็งแรงมาก รูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าเหี้ยมนัยน์ตาดุและคิ้วทั้งสองบอกความโกงชั่วนิรันดร

ในฐานที่เดชณรงค์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินในระหว่างที่พระเจ้ากฤษณราชทรงประชวรด้วยโรคพระทัยพิการ ฟ้าคำรนจึงต้องบอกกองทหารให้ทำความเคารพเดชณรงค์ตามระเบียบวินัย กองทัพม้าอันมหาศาลเงียบกริบ ทวนทุกๆ เล่มที่ถืออยู่ในมือขวาของทหารถูกยื่นออกไป

นอกตัวในท่าทางทำความเคารพ

ฟ้าคำรนควบขับม้าวิ่งสะบัดย่างตรงไปยังพระที่นั่ง "ประชุมพล" แล้วรายงานตัว รายงานจำนวนทหารและรายงานผลการรบโดยละเอียด ซึ่งฟ้าคำรนได้ใช้เวลาพูดโต้ตอบกับเดชณรงค์เกือบ ๒๐ นาที

เมื่อได้ฟังรายงานจบ เดชณรงค์ก็กล่าวกับฟ้าคำรนด้วยเสียงหนักแน่นฉาดฉาน

"ในนามแห่งพระเจ้ากฤษณราช ข้าขอขอบใจท่านและทหารทุกคนที่ได้ปฏิบัติหน้าที่สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ได้ชัยชนะศึกอย่างง่ายดาย นำเกียรติยศอันยิ่งใหญ่มาสู่ "ศิคิรินนคร" ท่านจงกลับไปยืนประจำที่ของท่าน บัดนี้มีพระกระแสรับสั่งของพระเจ้ากฤษณราชซึ่งข้าจะอ่านให้ท่านฟัง"

ขุนพลหนุ่มรูปหล่อก้มศีรษะให้ท่านผู้สำเร็จราชการแล้วชักม้ากลับ ควบขับม้าตรงเข้ามายังเพื่อนร่วมใจทั้งสอง บังคับม้าเลี้ยวกลับเข้าไปยืนระหว่างกลาง

พลรบแห่ง "ศิคิรินนคร" นั่งนิ่งเฉยอยู่บนหลังม้าราวกับรูปหุ่นด้วยวินัยอันดีงาม เดชณรงค์ได้คลี่ม้วนกระดาษออกทีละน้อย ฟ้าลั่นกระซิบกับฟ้าพยับเบาๆ

"คงได้เลื่อนยศเป็นใหญ่เป็นโตกันคราวนี้แน่พวกเรา"

ฟ้าพยับเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี พวกเราได้ตั้งอกตั้งใจปฏิบัติงานหน้าที่ราชการสงครามต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตและเหน็ดเหนื่อยจนกระทั่งสายตัวขาดไปตั้งหลายสาย"

ฟ้าลั่นหัวเราะ

"พอแล้ว"

ความสงบเงียบบังเกิดขึ้นทั่วท้องสนามหลวง

เดชณรงค์ผู้สำเร็จราชการได้อ่านพระบรมราชโองการของพระเจ้ากฤษณราชด้วยเสียงอันดัง ข้อความในหนังสือนี้เดชณรงค์เป็นผู้เขียนและบังคับให้พระเจ้ากฤษณราชซึ่งบัดนี้ไม่มีพระอำนาจอะไรเหลืออยู่อีกแล้วให้ลงพระนาม

ทวยหาญทั้งหลายแห่งข้า

ตามที่พวกเจ้าทั้งหลายได้ออกศึกในครั้งนี้สามารถโจมตี "รัตนนคร" และ "ทักษิณบุรี" ได้อย่างง่ายดายนั้น นับว่าเป็นความสามารถอาจหาญของพวกเจ้าอย่างยิ่ง ข่าวที่ข้าได้รับจากม้าเร็วซึ่งขุนพลทั้งสามได้ส่งมายังข้านั้น เป็นข่าวที่ทำให้ข้าปลาบปลื้มใจอย่างล้นพ้น ในการที่เจ้ากลับ

คืนสู่ "ศิคิรินนคร" ในฐานะผู้พิชิตศึกในครั้งนี้ ข้าเสียใจที่ข้าเจ็บป่วยไม่สามารถจะออกต้อนรับพวกเจ้าได้จึงได้ให้ผู้สำเร็จราชการนำคำปราศรัยของข้ามาอ่านให้พวกเจ้าฟัง คุณงามความดีของพวกเจ้าในครั้งนี้ข้าจะได้พิจารณาปูนบำเหน็จรางวัลต่อไป

เนื่องจากฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นได้รับราชการมาเป็นเวลานานพอสมควรแล้ว ข้าเห็นว่านายทหารเอกทั้งสามคนนี้สมควรจะได้รับการพักผ่อน จึงขอปลดออกจากตำแหน่งหน้าที่ราชการนับแต่บัดนี้เป็นต้นไปและให้นายทหารทุกคนขึ้นอยู่ในบังคับบัญชาของเดชณรงค์ผู้เดียว

โดยเด็ดขาด

(ลงพระนาม) กฤษณราช

บรรดาทะแกล้วทหารทั้งกองทัพตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน นึกไม่ถึงว่าพระเจ้ากฤษณราชจะมีรับส่งให้ปลดยอดขุนพลทั้งสามอย่างง่ายดายเช่นนี้ ทหารม้าแห่ง "ศิคิรินนคร" ต่างพากันมองดูทะแกล้วสามเกลอด้วยความรักและอาลัยยิ่ง

ฟ้าลั่นโกรธจนตัวสั่น เขาถอดหมวกเหล็กทหารม้าออกขว้างลงบนพื้นดินและโยนทวนคู่มือไปจากมือของเขา ขุนศึกร่างสูงชลูดยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่ง แหงนหน้ามองดูท้องฟ้าแล้วแหกปากหัวเราะเสียงกังวานราวกับฟ้าลั่นสมกับชื่อของเขา

"ยุติธรรมแล้ว" เขาร้องตะโกนสุดเสียง "ยุติธรรมอย่างยิ่งเชียวโว้ย ต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตไปรบทัพจับศึกกลับมา พอมาถึงเมืองก็ได้รับคำสั่งให้ปลดออกจากราชการงาน อะโห...ฮะฮ้า-ผู้ใดใช้อำนาจเป็นธรรมผู้นั้นจะต้องได้รับผลกรรมตอบสนองในวันหนึ่ง"

ฟ้าพยับพุ่งทวนปักลงไปบนพื้นดินแล้วแผดเสียงร้องลั่น

"ว๊าก ขอให้ผู้สำเร็จราชการจงใหญ่ยิ่งและยิ่งใหญ่เหนือมนุษย์ทั้งหลาย ระวังให้ดีอ้ายเฒ่าหัวงู"

ฟ้าคำรนโยนทวนทิ้งไปทันทีและยิ้มให้เพื่อนทั้งสอง

"พระกระแสรับสั่งของในหลวงย่อมไม่มีใครที่จะทัดทานได้ แต่วันหนึ่งประชาราษฎรชาว "ศิคิรินนคร" ก็จะได้ทราบความจริงเบื้องหลังที่พระองค์ปลดพวกเราออกจากตำแหน่งหน้าที่โดยที่เราไม่ได้กระทำผิดคิดร้ายอะไรเลย"

ฟ้าลั่นยกมือตบอกจ้องตาเขม็งมองไปทางผู้สำเร็จราชการแล้วพูดเสียงคำรามลั่น

"ท่านผู้สำเร็จราชการ ข้าขอลาก่อน แต่วันหนึ่งข้างหน้าฟ้าลั่นหลวงศึกผู้ยิ่งใหญ่จะต้องได้พบกับท่านอีก"

ฟ้าพยับอดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ใช่หลวงศึกโว้ย ขุนศึกพูดเสียให้ถูก"

ฟ้าลั่นตวาดแว๊ด

"กูรบมาหลายหนแล้ว เป็นขุนศึกมานานแล้วควรจะเป็นหลวงศึกเสียที ไปโว้ยพวกเรา ไปทำไร่ไถนาปลูกถั่วปลูกงาขายตามประสาของเราหรือม่ายหาบถั่วดำสาคูเปียกขายยังได้ ความยุติธรรมในโลกนี้มันมีแต่คำพูดหรือลายลักษณ์อักษรเท่านั้น ฮะฮ้า...ข้ารู้...ข้าเห็น...ข้าเข้าใจดี

เพราะอะไร ทำไมและเหตุไฉนเราทั้งสามผู้เป็นพระศึกผู้ยิ่งใหญ่จึงต้องถูกปลดออกจากราชการ"

ฟ้าพยับมองดูฟ้าลั่นอดหัวเราะไม่ได้

"เดี๋ยวเดียวเลื่อนเป็นคุณพระแล้ว เอาพระยาศึกเสียเลยเป็นยังไง"

ฟ้าคำรนชักม้าเลี้ยวกลับหันหน้ามาทางกองทหารในบังคับบัญชาของเขา แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงกังวาน

"พี่น้องทหารที่รักทั้งหลาย ข้ากับฟ้าพยับและฟ้าลั่นมีความจงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวอยู่เสมอ พระเจ้าย่อมรู้ดีแล้วว่าข้าทั้งสามคนได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการดีเลวเพียงไร บัดนี้ข้าทั้งสามคนต้องขอลาพวกเจ้าไปก่อนแล้ว ซึ่งข้าเต็มไปด้วยความห่วงใยพวกเจ้าเสมอ "ศิคิรินนคร" ของเรา

อาจจะไม่ร่มเย็นเป็นสุขเสียแล้ว ข้าลาก่อนพี่น้องเอยขอลาด้วยความอาลัยทั่วทุกคน"

ฟ้าลั่นกับฟ้าพยับชักม้าหันกลับมาทางแถวทหาร แล้วฟ้าลั่นก็ร้องตะโกนเสียงลั่น

"พี่น้องทหารทั้งหลาย ข้าขอให้คำมั่นสัญญาว่าข้าจะต้องกลับมาอีก เหมือนกับท่านนายพลแม๊คอาเธอร์ได้ให้สัญญากับชาวฟิลลิปปินโนว่าท่านจะกลับมาที่ฟิลลิปปินซึ่งท่านก็กลับมาจริงๆ จนกระทั่งได้ชัยชนะกองทัพของสมเด็จพระเจ้าจักรพรรดิ์ญี่ปุ่น"

ฟ้าพยับทำหน้าเบ้มองดูฟ้าลั่นอย่างเดือดดาล

"นอกเรื่องเสียแล้วละโว้ย นี่มัน พ.ศ. ๙๕๐ เท่านั้น"

ครั้นแล้วทะแกล้วทหารสามเกลอก็พากันควบขับม้าผ่านกองทหารไปจากท้องสนามหลวงอย่างสง่าผ่าเผย กองทหารม้าของ "ศิคิรินนคร" ได้กระจายแถวออกจากกันแล้วกลับไปยังค่ายพักของตน บรรดานายทหารและทะแกล้วทหารทั้งหลายต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์ถึงเรื่องที่สามขุน

พลถูกปลดออกจากตำแหน่งหน้าที่ราชการอย่างกระทันหัน

ข่าวแพร่สะพัดไปทั่ว "ศิคิรินนคร" อย่างรวดเร็ว "ทะแกล้วทหารสามเกลอถูกปลดออกจากราชการแล้ว"

ประชาชนต่างจับกลุ่มซุบซิบกันทั่วเมือง ทุกคนรู้ดีว่าขณะนี้อำนาจในการทหารและทางการเมืองอยู่ในกำมือของเดชณรงค์ผู้สำเร็จราชการ

ภายในพระราชวังของพระเจ้ากฤษณราช

ราชะแห่ง "ศิคิรินนคร" กำลังประชวรหนักด้วยโรคพระทัยพิการ พระองค์ทรงพระชราภาพมากแล้ว มีพระชนม์มายุถึง ๖๐ พรรษา

พระเจ้ากฤษณราชบรรทมนิ่งเฉยอยู่บนพระแท่นท้าวสิงห์ มีพระนางจันทราและเจ้าหญิงมณฑาวดีนั่งเฝ้าอยู่ข้างๆ ตลอดเวลา นางข้าหลวงหมอบอยู่เรียงราย ภายในวังเงียบเหงาราวกับสุสาน ในหลวงทรงพระประชวรมาเกือบเดือนแล้ว

พระเจ้ากฤษณราชทอดพระเนตรมองดูมเหษีและพระธิดาของพระองค์อย่างห่วงใย แล้วพระองค์ก็รับสั่งขึ้นด้วยเสียงแผ่วเบา

"จันทรา....ฉันรู้ตัวดีว่าชีวิตของฉันคงไม่รอดพ้นมฤตยู แต่ความตายเป็นของธรรมดาโลก ฉันไม่กลัวความตายเลย ฉันเป็นห่วงแต่ลูกหญิงมณฑาวดีของฉันเท่านั้น แผนการณ์อันชั่วร้ายของเดชณรงค์ ฉันเข้าใจโดยแจ่มแจ้งตลอด เมื่อสิ้นบุญฉัน เดชณรงค์จะต้องใช้อำนาจขู่บังคับ

ลูกหญิงของเราให้เข้าพิธีเสกสมรสกับเขา ต่อจากนั้นเดชณรงค์ก็จะสถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์แห่ง "ศิคิรินนคร" ต่อไป เราจะคิดอ่านแก้ไขกันอย่างไรดีจันทรา"

พระนางจันทราทรงกรรแสงสะอึกสะอื้น

"ทูลกระหม่อมแก้วเพคะ หม่อมฉันคิดว่าผู้ที่จะช่วยเหลือลูกหญิงของเราได้ก็มีแต่เพียงฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นเท่านั้น แต่บัดนี้นายทหารทั้งสามก็ถูกปลดออกจากราชการหมดอำนาจแล้ว" พูดจบพระนางจันทราก็ทรงกรรแสงเสียงลั่นพระตำหนัก "ฮือ-เจ็บใจนัก ถ้าหากว่าหม่อม

ฉันเป็นผู้ชายแล้ว หม่อมฉันจะจับดาบเข้าประหัสประหารกับเดชณรงค์ทันที ทูลกระหม่อมแก้วทำพระทัยดีๆ ไว้นะเพคะ"

การสนทนาสิ้นสุดลงทันทีเมื่อเดชณรงค์เดินนำหน้าพาเกรียงศักดิ์ นายแพทย์หลวงประจำพระองค์เข้ามาในพระตำหนัก มีวิศรุต ราชเลขาในพระองค์ติดตามมาด้วย วิศรุตท่านขุนนางผู้เฒ่ารูปร่างอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยและศีรษะล้านเลี่ยน แต่งกายค่อนข้างรุ่มร่าม แต่ท่านผู้นี้จงรักภักดี

ต่อพระเจ้ากฤษณราชอย่างยิ่ง

เดชณรงค์กับเกรียงศักดิ์และวิศรุตต่างก้มศีรษะคำนับพระเจ้ากฤษณราช แล้วเดชณรงค์ก็ทูลพระองค์ว่า

"ไม่มีอะไรที่จะทำให้พระองค์ต้องทรงพระวิตกกังวลหรอกพ่ะย่ะค่ะ เกล้ากระหม่อมได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการแทนพระองค์เป็นอย่างดีที่สุด"

ในหลวงทรงฝืนแย้มพระสรวล

"ข้าขอบใจท่านมากเดชณรงค์"

นายแพทย์หลวงเดินมาถวายคำนับพระเจ้ากฤษณราชอีกครั้งหนึ่ง แล้วทรุดตัวลงนั่งบนพระแท่น เอื้อมมือจับข้อพระหัตถ์ตรวจชีพจร ใบหน้าของนายแพทย์เคร่งขรึม สายตาที่มองลอดแว่นสายตาสั้นจ้องดูพระพักตร์ในหลวงนั้นเต็มไปด้วยความวิตกกังวล เขาได้ไต่ถามอาการจาก

พระเจ้ากฤษณราชตามสมควรแล้วกราบทูลว่า

"วันนี้พระอาการของพระองค์ดีขึ้นเล็กน้อยพ่ะย่ะค่ะ"

ในหลวงรับสั่งแผ่วเบา

"ท่านอย่าพูดปลอบใจข้าเลย ข้ารู้ตัวของข้าดีชีวิตของข้าคงจะไม่รอดพ้นวันสองวันนี้"

เกรียงศักดิ์ค่อยๆ ลุกขึ้น ก้มศีรษะถวายคำนับ

"เกล้ากระหม่อมจะรีบไปประกอบพระโอสถมาถวายพระองค์พ่ะย่ะค่ะ" แล้วก็หันมาทางราชเลขานุการในพระองค์ "ท่านวิศรุต โปรดตามข้าพเจ้าไปรับพระโอสถมาถวายในหลวงเดี๋ยวนี้"

ผู้สำเร็จราชการพูดเสริมขึ้นทันที

"ไม่ต้องวิศรุต ท่านอยู่อภิบาลในหลวงที่นี่เถิด ข้าจะไปกับเกรียงศักดิ์เอง ประเดี๋ยวข้าจะใช้ให้ทหารรักษาพระองค์นำพระโอสถมาถวายในหลวง"

วิศรุตยกมือจับแขนนายแพทย์หลวง

"ท่านเกรียงศักดิ์ ข้าคิดว่าถ้าจะให้ดีแล้ว ท่านควรนำพระโอสถมาถวายในหลวงด้วยตนเองดีกว่า"

ผู้สำเร็จราชการตวาดวิศรุตเสียงลั่น

"ไม่ใช่เรื่องของท่านที่จะต้องออกความเห็น มันเป็นเรื่องของแพทย์หลวงโดยเฉพาะ ท่านออกจะยุ่งมากไปแล้ว"

พระนางจันทราแหวขึ้นทันที

"ท่านออกจะดุดันมากไปเดชณรงค์ ถึงแม้ว่าท่านเป็นสำเร็จราชการ ท่านก็ไม่ควรจะเบ่งกับวิศรุตอย่างนี้ เพราะอย่างไรวิศรุตก็เป็นราชเลขานุการในพระองค์ มันจะมากไปโว้ย"

ทุกคนหัวเราะหึๆ ขึ้นพร้อมๆ กัน เดชณรงค์เดินนำหน้าพาเกรียงศักดิ์ออกไปจากห้องบรรทมของพระเจ้ากฤษณราช แล้วเขาก็ยกมือฉุดแขนเกรียงศักดิ์พาเดินไปในที่ลับตาคนริมพระตำหนัก

"ท่านเกรียงศักดิ์ ข้าขอเพิ่มเงินรางวัลให้ท่านจาก ๕๐ ชั่งเป็น ๑๐๐ ชั่ง ถ้าหากว่าท่านรับทำงานสำคัญนี้ได้สำเร็จ นอกจากท่านจะได้รับเงินรางวัล ๑๐๐ ชั่งแล้ว ข้าจะแต่งตั้งท่านให้เป็นเสนาบดีผู้ใหญ่มีอำนาจปกครองบรรดาขุนนางพลเรือนทั้งหลายโดยทั่วไป ซึ่งท่านอาจจะกอบโกย

เงินโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ของท่านอย่างสบายใจทีเดียว"

เกรียงศักดิ์นายแพทย์หลวงผู้เต็มไปด้วยความจงรักภักดีต่อในหลวงของเขา ได้มองดูเดชณรงค์อย่างเกลียดชังยิ่ง แต่ก็ไม่กล้าจะโต้ตอบกับผู้สำเร็จราชการด้วยถ้อยคำอันรุนแรงเพราะเขารู้ดีว่าถ้าเดชณรงค์ไม่พอใจเขา เดชณรงค์จะฆ่าเขาเมื่อไรก็ได้

"ข้าแต่ท่านเดชณรงค์ ข้าเป็นนายแพทย์ ข้าต้องซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพของข้า ยิ่งไปกว่านี้ข้าต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ของข้า ข้าไม่อาจที่จะรับทำงานตามความประสงค์ของท่านได้ แล้วแต่ท่านจะโปรดเถิดท่านเดชณรงค์"

ผู้สำเร็จราชการมีสีหน้าบึ้งตึงทันที เขายกมือชี้หน้าเกรียงศักดิ์นายแพทย์หนุ่มแล้วพูดคุกคาม

"เกรียงศักดิ์ ข้าให้เวลาท่านในวันนี้เป็นครั้งสุดท้ายก่อนตะวันตกดิน ถ้าท่านไม่ยอมปลงพระชนม์พระเจ้ากฤษณราชด้วยยาพิษของท่าน ข้าจะจัดการกับพระองค์เอง แต่หมายความว่าท่านจะต้องประสบชะตากรรมอย่างที่ไม่มีใครช่วยอะไรท่านได้"

เกรียงศักดิ์ก้มศีรษะเล็กน้อย

"ข้ายอมตายด้วยความซื่อสัตย์สุจริตดีกว่าที่จะมีชีวิตอยู่อย่างคนทรยศ"

เดชณรงค์ลืมตาโพลง ยกหลังมือขวาตบหน้าแพทย์หลวงทันที

"นี่แน่ะ คารมคมคายดีนัก"

เกรียงศักดิ์สูดปากลั่น ยกมือลูบคลำแก้มของเขา

"เล่นตบหน้าจริงๆ อย่างนี้ไม่เอาละโว้ย เจ็บนี่หว่า"

เดชณรงค์รีบยกมือไหว้นายแพทย์หลวงทันที แล้วพูดเสียงหัวเราะ

"ขอโทษเถอะครับคุณหมอ ผมยั้งมือไม่ทัน"

เกรียงศักดิ์บ่นพึมพำแล้วเดินไปจากที่นั้น ผู้สำเร็จราชการติดตามไปด้วย นายแพทย์หลวงรู้ตัวดีว่าขณะนี้ชีวิตของเขาแขวนอยู่บนเส้นด้าย ถ้าหากว่าเขาไม่ยอมปลงพระชนม์พระเจ้ากฤษณราช เขาก็คงจะถูกเดชณรงค์ฆ่าแน่นอน

คืนวันนั้นเอง นายแพทย์หลวงประจำพระองค์กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่เงียบๆ ภายในห้องของเขา ร่างของหญิงสาวคนหนึ่งค่อยๆ ผลักบานประตูเดินเข้ามาในห้อง เจ้าหญิงมณฑาวดีนั่นเอง พระองค์แต่งฉลองพระองค์ชุดสีทอง ปล่อยพระเกศาสยายยาวและมีดอกไม้เสียบข้าง

พระกรรณ

เกรียงศักดิ์รีบลุกขึ้นยืนก้มศีรษะถวายบังคมทันที

"สวัสดีฝ่าบาท ฝ่าบาทมีพระประสงค์อะไรหรือจึงได้เสด็จมาหากระหม่อมตามลำพังเช่นนี้"

พระธิดาผู้เลอโฉมเสด็จเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้านายแพทย์หนุ่ม น้ำพระเนตรคลอหน่วย พระพักตร์นั้นหม่นหมองผิดปกติ

"เกรียงศักดิ์ ฉันเข้าใจเอาเองว่าเดชณรงค์คงจะบังคับให้ท่านปลงพระชนม์เสด็จพ่อของฉันด้วยการผสมยาพิษลงไปในพระโอสถ วิศรุตก็เข้าใจเช่นนี้ เป็นความจริงใช่ไหมจ๊ะเกรียงศักดิ์"

นายแพทย์หลวงยิ้มเศร้าๆ "พ่ะย่ะค่ะ เป็นความจริง เดชณรงค์ได้ติดสินบนกระหม่อมเป็นเงินถึง ๑๐๐ ชั่งเพื่อให้ปลงพระชนม์ในหลวง"

"โธ่เอ๊ย " เจ้าหญิงรับสั่งพลางกรรแสง "ทำไมเขาถึงโหดร้ายทารุณเช่นนี้หนอ เขาไม่ได้นึกถึงพระกรุณาธิคุณของเสด็จพ่อที่ชุบเลี้ยงมาเลย"

เกรียงศักดิ์ว่า "อย่างไรก็ตามกระหม่อมยังซื่อสัตย์จงรักภักดีต่อในหลวงเสมอ เดชณรงค์ได้บังคับกระหม่อมว่าถ้าค่ำวันนี้ กระหม่อมไม่ยอมปลงพระชนม์ในหลวง เขาจะจัดการกับกระหม่อมอย่างรุนแรง นี่ก็ค่ำแล้วกระหม่อมไม่กล้าออกจากห้องไปไหนเพราะเกรงว่าจะได้รับอันตราย"

เจ้าหญิงมณฑาวดีทรงสะอื้นเบาๆ ยกพระหัตถ์จับแขนเกรียงศักดิ์เขย่าและรับสั่งเสียงเครือ

"ท่านเกรียงศักดิ์ ชีวิตของเสด็จพ่อกำลังอยู่ระหว่างความเป็นความตายและยิ่งไปกว่านี้ "ศิคิรินนคร" จะได้รับความเดือดร้อนไปทั่วทุกหย่อมหญ้าจากความมักใหญ่ใฝ่สูงของเดชณรงค์ เกรียงศักดิ์ เพื่อเห็นแก่เสด็จพ่อ เพื่อเห็นแก่ฉันและชาว "ศิคิรินนคร" ทั้งหลายขอให้ท่านใช้

คนของท่านที่ไว้วางใจได้นำจดหมายของฉันไปให้สามทหารเสือของเสด็จพ่อที่หุบเขาผาชะโงกได้ไหมจ๊ะ"

เกรียงศักดิ์ยิ้มเล็กน้อย

"ได้-กระหม่อม กระหม่อมมีคนใช้คนสนิทอยู่คนหนึ่งพอที่จะไว้วางใจได้"

เจ้าหญิงมณฑาวดีแย้มพระสรวลออกมาได้ ทรงล้วงพระหัตถ์ลงไปในพระอุระหยิบจดหมายออกมาฉบับหนึ่งส่งให้นายแพทย์หลวง

"นี่จ๊ะเกรียงศักดิ์ โปรดให้คนของท่านนำจดหมายของฉันไปให้ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับหรือฟ้าลั่นคนใดคนหนึ่งก็ได้ ฉันเชื่อว่าสามทหารเสือของเสด็จพ่อเท่านั้นที่จะทำให้เดชณรงค์ต้องพินาศพ่ายแพ้และหมายความว่า "ศิคิรินนคร" จะร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป"

นางข้าหลวงร่างเล็กคนหนึ่งวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามาในห้องและทูลท่านหญิงโดยเร็ว

"ท่านหญิงเพคะ รีบเสด็จขึ้นไปบนห้องบรรทมของในหลวงเถิดเพคะ ท่านเดชณรงค์กำลังสงสัยว่าท่านหญิงเสด็จลงมาหาเกรียงศักดิ์"

ท่านหญิงมณฑาวดีถอนพระทัยหนักๆ พยักพระพักตร์กับนางข้าหลวงแล้วรับสั่งกับนายแพทย์หลวงโดยเร็ว

"ช่วยจัดการให้เรียบร้อยนะจ๊ะ ฉันลาก่อนเกรียงศักดิ์" รับสั่งจบก็รีบพานางข้าหลวงรูปสวยออกไปจากห้องนายแพทย์ประจำพระองค์

เกรียงศักดิ์ทรุดตัวนั่งที่โต๊ะและรับประทานอาหารค่ำต่อไป สักครู่หนึ่งชายหนุ่มร่างเล็กคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องทางขวามือ นายแพทย์หลวงยิ้มให้คนของเขา

"มานี่อ้ายแห้ว"

ทาสผู้ซื่อสัตย์ของเกรียงศักดิ์รีบเข้ามาทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าและพูดอย่างฉาดฉาน

"พ่อข้าต้องการสิ่งใดฤา อันชีวิตของข้านั้นพร้อมแล้วที่จะพลีเพื่อพ่อข้า"

แพทย์หลวงหัวเราะหึๆ

"เดี๋ยวก็ถีบเข้าให้หรอกมึงเอาภาษาอะไรมาพูดวะ"

"อ้าว-รับประทานภาษาไทยโบราณยังไงล่ะครับ แม่นางเอย งามใดเล่าจึงจะเทียบเปรียบเจ้าได้ นัยน์ตาของแม่นางนั้นงามราวกับดวงดาว ปากของแม่นาง ว้า อย่าพูดเลยครับ"

เกรียงศักดิ์อดหัวเราะไม่ได้

"ไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดเล่นโว้ยอ้ายแห้ว ข้ามีงานสำคัญที่จะใช้ให้เอ็งทำธุระให้ข้า"

เจ้าทาสหนุ่มเปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งขรึมเอางานเอาการ

"รับประทานบัญชามาเถอะท่าน"

เกรียงศักดิ์ยิ้มให้คนของเขาและส่งพระอักษรของท่านหญิงมณฑาวดีให้เจ้าทาสหนุ่ม

"อ้ายแห้ว จงนำหนังสือนี้เดินทางไปหาขุนศึกที่หุบเขาผาชะโงกเดี๋ยวนี้และไปเร็วที่สุดที่เจ้าจะไปได้ มอบหนังสือสำคัญนี้ให้ฟ้าคำรนหรือฟ้าพยับหรือฟ้าลั่นคนใดคนหนึ่ง เจ้าจะรับงานสำคัญนี้ได้ไหม"

เจ้าทาสหนุ่มนิ่งอึ้งไปสักครู่

"ข้าแต่ท่านเกรียงศักดิ์ ข้ารู้สึกว่าข้าจะต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิตในการที่จะติดต่อกับขุนพลทั้งสาม เพราะข้าทราบว่าท่านเดชณรงค์คอยขัดขวางการติดต่อระหว่างคนในวังกับขุนศึกทั้งสาม"

นายแพทย์หลวงยิ้มให้เจ้าทาสหนุ่ม

"ถูกแล้ว เจ้าอาจจะต้องเสี่ยงภัยอันตราย แต่....ข้าเชื่อความสามารถของเจ้าว่าเจ้าจะต้องทำงานให้ข้าสำเร็จ รีบเดินทางไปเดี๋ยวนี้จงขับม้าของเจ้าลัดป่าอย่าเลียบริมแม่น้ำเป็นอันขาด"

เจ้าทาสหนุมรับคำสั่งผู้เป็นนายและลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องนายแพทย์หลวง เพื่อเตรียมตัวออกเดินทางไปยังหุบเขาผาชะโงก ซึ่งอยู่ไกลจาก "ศิคิรินนคร" ประมาณ ๑๐ ไมล์

ในชั่วโมงนั้นเอง ท่ามกลางความมืดที่มีแต่แสงดาวระยิบระยับ ม้าตัวหนึ่งควบขับมาตามทางหลวงอย่างรวดเร็ว ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าคือเจ้าทาสหนุ่มของนายแพทย์หลวงประจำพระองค์นั่นเอง

ม้าตัวนั้นลัดเข้าป่าโปร่งแห่งหนึ่ง เมื่อถึงทางสี่แพร่งความเร็วของม้าช้าลงบ้าง เจ้าทาสหนุ่มของเกรียงศักดิ์กำลังขับม้ามุ่งตรงไปยังหุบเขาผาชะโงก พอผ่านต้นไม้ต้นหนึ่ง ลูกธนูดอกหนึ่งก็แหวกอากาศวื๊ด ถูกหน้าอกเจ้าทาสหนุ่มอย่างจัง เจ้าแห้วร้องอุทานสุดเสียงสะดุ้งเฮือกสุดตัวและ

แล้วร่างของเขาก็หล่นมาจากหลังม้าตัวนั้น เจ้าทาสหนุ่มจบชีวิตของเขาด้วยธนูดอกนี้

ชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบทหารสามคนวิ่งตรงมาที่ร่างของเจ้าทาสหนุ่มและช่วยกันค้นหาเอกสารสำคัญจนพบ จากนั้นทหารของเดชณรงค์ก็กลับไปยังม้าของเขาที่ซ่อนไว้อย่างมิดชิด แล้วพากันควบขับม้ากลับเข้าไปในเมือง

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เกรียงศักดิ์แพทย์หลวงประจำพระองค์ก็ถูกจับกุมและนำไปขังไว้ยังคุกแห่งหนึ่ง ในเวลาไล่ๆ กันวิศรุตอำมาตย์ผู้เฒ่าราชเลขานุการในพระองค์ของพระเจ้ากฤษณราชก็ถูกจับอีกทีหนึ่ง

พระเจ้ากฤษณราชทรงทราบข่าวว่าวิศรุตกับนายแพทย์หลวงถูกจับกุมและถูกทารุณกรรมด้วยการซ้อมอย่างยับเยิน พระองค์ก็เสียพระทัยอย่างยิ่ง พระอาการทรุดหนักลงทันที ตอนใกล้รุ่งสว่างของคืนวันนั้น พระเจ้ากฤษณราชก็สิ้นพระชนม์ท่ามกลางเสียงร่ำไห้พิราบรำพันของนางข้า

หลวงมหาดเล็กและพระนางจันทรากับเจ้าหญิงมณฑาวดี

ข่าวแพร่ไปทั่ว "ศิคิรินนคร" ในตอนเช้า พระเจ้าอยู่หัวสิ้นพระชนม์แล้ว บรรดาขุนนางนายทหารทั้งหลายตลอดจนประชาราษฎรต่างพากันเศร้าสลดใจไปตามกัน

พอตะวันสาย สามทหารเสือปรากฏขึ้น ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นได้ควบขับม้าคู่ขาของเขาผ่านประตูเมืองด้านตะวันออกเข้ามาในเมืองและตรงไปยังพระราชวังของพระเจ้ากฤษณราช

แต่ประตูวังปิดสนิท มีทหารรักษาการณ์อย่างแข็งแรง ซึ่งทหารยามเหล่านี้ล้วนแต่เคยอยู่ในบังคับบัญชาของทะแกล้วทหารสามเกลอมาแล้ว

ม้าทั่งสามตัวหยุดชะงักห่างจากประตูวังเล็กน้อย ใบหน้าของสามทหารเสือเคร่งเครียด ฟ้าคำรนร้องตะโกนบอกทหารยามคนหนึ่ง

"ทหาร เปิดประตูวังออกเดี๋ยวนี้ ข้า-อดีตขุนศึกของพระเจ้ากฤษณราช จะเข้าไปคำนับพระศพเพื่อแสดงความจงรักภักดีของข้า"

นายทหารรักษาพระองค์คนหนึ่งเข้ามาหาสามทหารเสือ หยุดยืนเท้าตรงแล้วรายงานให้ทราบ

"ท่านฟ้าคำรน ท่านฟ้าพยับและท่านฟ้าลั่น ในฐานที่ท่านทั้งสามเคยเป็นผู้บังคับบัญชาของข้ามาแต่ก่อน ข้ายังคงเคารพนับถือท่านอยู่เสมอ แต่ท่านผู้สำเร็จราชการได้สั่งห้ามขาดไม่ให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปในพระราชวัง พิธีอาบน้ำพระศพจะได้กระทำในตอนเย็นวันนี้ ซึ่งผู้มีเกียรติที่จะ

ได้รดน้ำพระศพนั้นต้องได้รับเชิญจากท่านผู้สำเร็จราชการ"

ฟ้าคำรนมองดูนายทหารหนุ่มผู้นั้นแล้วกล่าวถามว่า

"บอกข้าหน่อยอัศวะ ขณะนี้บัลลังก์ของพระเจ้ากฤษณราชยังว่างเปล่าอยู่ พระนางจันทราเป็นผู้รักษาราชการแทนในหลวงหรืออย่างไร"

อัศวะนายทหารหนุ่มยิ้มให้ฟ้าคำรน

"ข้าเป็นแต่เพียงผู้น้อยข้าไม่อาจจะทราบอะไรได้ในเรื่องที่เกี่ยวแก่ราชบัลลังก์ ข้าทราบแต่เพียงว่าขณะนี้ผู้บริหาร "ศิคิรินนคร" คือท่านเดชณรงค์ซึ่งมีอำนาจบังคับบัญชาทั้งทหารและพลเรือนโดยเด็ดขาดแต่ผู้เดียว"

ฟ้าลั่นหันมาพูดกับฟ้าคำรนอย่างดุเดือด

"ฟ้าคำรนเพื่อนข้า อ้ายเดชณรงค์จะต้องตั้งตัวเป็นกษัตริย์แน่นอนเอามันอ้ายเพื่อนข้า เราสามคนบุกเข้าไปในวังให้มันฆ่าเราเสีย เราจะได้ไม่ต้องเจ็บช้ำน้ำใจแทนพระเจ้ากฤษณราชเจ้านายของเรา"

ฟ้าพยับเม้มปากแน่น ทำตาปริบๆ มองดูฟ้าลั่น

"อย่าวู่วามไปเลยฟ้าลั่นอ้ายเพื่อนข้า เมื่อเราไม่มีโอกาสที่จะได้เยี่ยมพระศพของในหลวงเราก็กลับไปก่อนเถิด"

สามทหารเสือต่างพากันชักม้ากลับและควบม้าไปจากที่นั้น

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ

เดชณรงค์กับบรรดาขุนนางนายทหารทั้งหลายซึ่งเป็นพรรคพวกของเดชณรงค์ได้อัญเชิญเจ้าหญิงมณฑาวดีขึ้นครองราชสมบัติแทนเสด็จพ่อของพระองค์ แต่ยังมิได้มีการกระทำพิธีราชาภิเศก เจ้าหญิงมณฑาวดีเป็นกษัตริย์หุ่นที่ถูกเดชณรงค์จับเชิดให้ลงพระนามในประกาศปลด

พวกขุนนางนายทหารที่มีความนิยมรักใคร่ในทะแกล้วทหารสามเกลอและลงพระนามแต่งตั้งเลื่อนยศฐาบรรดาศักดิ์ให้พวกขุนนางนายทหารที่จงรักภักดีต่อเดชณรงค์

ความเดือดร้อนเริ่มเกิดขึ้นแก่ประชาชน "ศิคิรินนคร" แล้ว เจ้าหญิงมณฑาวดีได้ทรงออกกฎหมายรีดเงินภาษีอากรจากพ่อค้าวานิชโดยไม่เป็นธรรม ซึ่งเงินเหล่านี้แทนที่จะเข้าท้องพระคลังหลวงกลับเข้ากระเป๋าของเดชณรงค์ ประชาราษฎรได้รับการกดขี่ข่มเหงจากพวกทหารของ

ผู้สำเร็จราชการ มีการปล้นสดมภ์ ฉุดคร่าอนาจารและการใช้อำนาจเป็นธรรมร้อยแปดพันประการ ทหารของเดชณรงค์เป็นอภิสิทธิ์ชนที่อยู่เหนือกฎหมาย เมื่อราษฎรร้องเรียนกล่าวโทษเดชณรงค์ก็ไม่กล้าลงโทษทหารในบังคับบัญชาของเขา เพราะทหารเหล่านี้เป็นเขี้ยวเล็บของ

เขานั่นเอง บ้านเมืองเกิดระส่ำระสายแบ่งแยกออกเป็นหลายก๊กหลายเหล่า

ซึ่งขณะนี้สามทหารเสือของเรากำลังวางแผนการณ์ที่จะหักโค่นเดชณรงค์ผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นได้ซ่องสุมผู้คนและอาวุธไว้เป็นจำนวนมาก นายทหารหลายคนแอบมาประชุมปรึกษาหารือกับสามทหารเสือบ่อยๆ

เมื่อข่าวสิ้นพระชนม์ของกษัตริย์กฤษณราชตลอดจนความระส่ำระสายภายใน "ศิคิรินนคร" เพราะเดชณรงค์ได้ใช้อำนาจเป็นธรรมได้แพร่ไปยังเมืองต่างๆ กษัตริย์หนุ่มแห่ง "สินธุบุรี" คือพระเจ้านรสิงห์ก็ถือโอกาสยกกองทัพเคลื่อนพลตรงมายัง "ศิคิรินนคร" โดยด่วน

เมื่อนายด่านของ "ศิคิรินนคร" นำข่าวศึกมาบอกเดชณรงค์ ท่านผู้สำเร็จราชการก็ตกใจรีบสั่งให้เจ้าหน้าที่ออกเป่าร้องกวาดต้อนประชาชนชาว "ศิคิรินนคร" ที่อยู่นอกเมืองเข้ามาในพระนครเพื่อจะให้ร่วมมือกันทำการสู้รบกับกองทัพอันมหาศาลของกษัตริย์นรสิงห์

ในฐานที่สามทหารเสือของเราเป็นราษฎรคือเป็นพลเมืองของ "ศิคิรินนคร" ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นจึงต้องอพยพเข้ามาอยู่ในเมือง "ศิคิรินนคร" ตามคำสั่งซึ่งช่วยให้มีโอกาสทำการหักโค่นเดชณรงค์ได้มากขึ้น

ก่อนที่กองทัพของพระเจ้านรสิงห์จะเข้าล้อมนคร "ศิคิรินนคร" ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้านก็ปิดตายไม่ยอมให้ผู้ใดเข้าออกอีกแล้ว เดชณรงค์ทำหน้าที่เป็นจอมทัพและจัดเตรียมกองทัพต่อสู้กับพระเจ้านรสิงห์ไว้อย่างพรักพร้อม

ทหารแห่ง "ศิคิรินนคร" ได้ขึ้นประจำรักษาหน้าที่บนกำแพงเมืองตลอดจนค่ายประตูหอรบ เมื่อกองทัพอันมหาศาลของพระเจ้านรสิงห์เคลื่อนมาถึง กษัตริย์แห่ง "สินธุบุรี" ก็สั่งให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้อย่างหนาแน่น พระเจ้านรสิงห์เจ็บพระทัยมานานแล้ว เมื่อครั้งพระเจ้ากฤษณราชยัง

ดำรงพระชนม์อยู่ "สินธุบุรี" นั้นมีสภาพคล้ายกับเมืองขึ้นของ "ศิคิรินนคร" พระเจ้ากฤษณราชเคยขอเสบียงอาหาร ขอช้างม้าโคกระบือจากพระเจ้านรสิงห์อยู่เนืองๆ ซึ่งกษัตริย์หนุ่มนรสิงห์จำต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่าง เนื่องจากทรงทราบดีว่าแสนยานุภาพของ "ศิคิรินนคร" นั้นใหญ่ยิ่ง

กว่ากองทัพของพระองค์ นอกจากมีทหารที่ชำนาญในการรบแล้ว ยังมีสามขุนศึกที่มีฝีมือรบอย่างยอดเยี่ยม

บัดนี้กษัตริย์นรสิงห์ทรงทราบข่าวแน่นอนว่าพระเจ้ากฤษณราชสิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงมณฑาวดีได้เป็นกษัตริย์หุ่นแทนเสด็จพ่อ อำนาจอันสูงสุดตกอยู่ในกำมือของเดชณรงค์แต่ผู้เดียว เดชณรงค์ได้สั่งปลดสามขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่ออกจากราชการแล้ว บ้านเมืองกำลังระส่ำระสายเพราะ

เดชณรงค์ใช้อำนาจเป็นธรรมปกครองชาว "ศิคิรินนคร" อันเป็นเหตุให้ชาว "ศิคิรินนคร" จำนวนหนึ่งได้พากันอพยพไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ที่ "สินธุบุรี" กษัตริย์นรสิงห์จึงถือโอกาสยกกองทัพของพระองค์มาตีเมือง "ศิคิรินนคร" เพื่อหวังจะได้เป็นเมืองขึ้นและแผ่กฤษฎานุภาพ

ของพระองค์

กองทัพของ "สินธุบุรี" ตั้งล้อมเมืองอยู่ได้ครบ ๕ วัน กษัตริย์นรสิงห์ก็ยกพลเข้าโจมตี "ศิคิรินนคร" ในตอนรุ่งอรุณของวันหนึ่งขณะที่ท้องฟ้าเพิ่งเริ่มจะสาง

เสียงโห่ร้องของทวยหาญกึกก้องอยู่ตลอดเวลา ทหารของ "สินธุบุรี" ใช้บันไดพาดปล้นปีนกำแพงเมือง ทหารของ "ศิคิรินนคร" ได้ต่อสู้อย่างดุเดือด ระดมยิงธนูลงไปราวกับห่าฝน บ้างก็ใช้น้ำร้อนและกรวดทรายทำลายข้าศึก ขุนพลของกษัตริย์นรสิงห์พยายามไสช้างเข้าทำลายประตู

เมือง แต่แล้วก็ต้องล่าถอยออกมาเพราะทหาร "ศิคิรินนคร" สามารถป้องกันเมืองไว้ได้

จากเช้าจนกระทั่งบ่าย กองทัพของ "สินธุบุรี"ไม่สามารถจะหักเอาเมืองได้ก็ล่าถอยกลับเข้าค่าย

ทันใดนั้นเอง เดชณรงค์ก็ส่งกองทัพม้า ๒,๐๐๐ คนออกโจมตีข้าศึก ขุนพลของกษัตริย์นรสิงห์ได้นำทหารเข้าสู้รบอย่างองอาจ นายทหารม้าของเดชณรงค์ถูกฆ่าตายถึง ๓ คน กองทหารม้าแตกพ่ายกลับเข้ามาในเมืองโดยไม่เป็นขบวน

แล้วประตูเมืองก็ปิดสนิทเหมือนเช่นเดิม เดชณรงค์เรียกประชุมขุนศึกโดยด่วน

"ศึกครั้งนี้เป็นศึกใหญ่ยิ่ง ที่พวกเราจะต้องหนักใจไปตามกัน" ผู้สำเร็จราชการกล่าวกับบรรดาทหารทั้งหลาย "กองทัพของพระเจ้านรสิงห์มีไพร่พลมากมายนัก ประกอบด้วยมีขุนศึกที่เชี่ยวชาญในการรบ เราจะทำอย่างไรดี ขอให้ช่วยกันคิดบ้าง"

นายทหารหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งได้พูดขึ้นว่า "ทหารของพระเจ้านรสิงห์เก่งกล้ายิ่งนัก ข้าคิดว่าเราจะเอาชนะศึกครั้งนี้ได้ก็ต้องได้รับความร่วมมือจากท่านฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่น ซึ่งขณะนี้ท่านขุนพลทั้งสามได้เข้ามาอยู่ในเมืองในฐานะราษฎร"

เดชณรงค์นิ่งอึ้งไปนาน ความจริงเขาคิดเช่นนี้ตั้งแต่เขาได้ข่าวศึกกษัตริย์นรสิงห์แต่เขาเกรงว่าถ้าหากว่าสามทหารเสือได้กลับเข้ารับราชการก็จะมีอำนาจในการบังคับบัญชาทหารและจะทำให้ทะแกล้วทหารสามเกลอคิดหักโค่นเขา

"ความคิดของท่านนั้นข้าเห็นด้วย แต่ข้าหวั่นเกรงว่าถ้าหากว่าข้าเชิญสามขุนศึกเข้ารับราชการประจำตำแหน่งเดิมของเขา ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นอาจจะนำกองทหารไปเข้ากับนรสิงห์ คิดหักโค่นเราก็ได้"

นายทหารผู้ใหญ่อีกคนหนึ่งพูดเสริมขึ้นทันที

"ข้าแต่ท่านผู้สำเร็จราชการ ความวิตกของท่านในข้อนี้ข้าเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ ในยามนี้บ้านเมืองเรากำลังคับขันยิ่ง สามขุนศึกคงจะต้องนึกถึงประเทศชาติยิ่งกว่าเรื่องส่วนตัว ถ้าหากว่าท่านผู้สำเร็จราชการเชิญฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นมาปรึกษาหารือด้วยดีแล้ว และถ้าสามทหาร

เสือยอมร่วมมือกับท่าน ข้าเชื่อเหลือเกินว่ากองทัพกษัตริย์นรสิงห์จะต้องแตกพ่ายไปในไม่ช้า"

นายทหารอีกหลายคนต่างพูดสนับสนุนขอร้องให้เดชณรงค์เชิญตัวสามขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่มาเป็นแม่ทัพสู้รบกับกองทัพแห่ง "สินธุบุรี" เดชณรงค์ได้ใช้เวลาใคร่ครวญอยู่นานก็กล่าวขึ้นว่า

"เอาละ เป็นอันตกลงตามความคิดของพวกท่าน แต่ว่า ใครล่ะจะเป็นคนไปพูดเกลี้ยกล่อมให้ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นกลับมารับราชการ"

นายทหารผู้เฒ่าคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า

"ผู้ที่จะไปเกลี้ยกล่อมได้ก็เห็นจะมีแต่ท่านวิศรุตเท่านั้น เพราะท่านขุนพลทั้งสามมีความเคารพนับถือท่านวิศรุตมานานแล้ว ขอให้ท่านผู้สำเร็จราชการสั่งปล่อยท่านวิศรุตให้เป็นอิสระเถิด อนึ่งท่านเกรียงศักดิ์นายแพทย์หลวงก็เป็นบุคคลที่มีประโยชน์ในยามนี้มาก หากนายทหาร

ของเราถูกอาวุธข้าศึกบาดเจ็บเกรียงศักดิ์ก็จะได้ช่วยรักษาพยาบาล ขอให้ท่านปล่อยตัวท่านเกรียงศักดิ์เป็นอิสระด้วย"

เดชณรงค์ตกลงตามนี้ ครั้นแล้วเขาก็สั่งให้นายทหารคนหนึ่งรีบไปที่คุกปล่อยวิศรุตกับเกรียงศักดิ์เป็นอิสระและให้เชิญตัวมาพบเขา

คืนวันนั้นเอง

พอพระจันทร์โผล่พ้นขอบฟ้าในคืนแรม ๓ ค่ำ กองทัพของกษัตริย์นรสิงห์ก็เคลื่อนพลออกจากค่ายใหญ่ส่งเสียงโห่ร้องประดาหน้ากันเข้ามาโจมตี "ศิคิรินนคร" ทั้ง ๔ ด้านเป็นการโจมตีที่ดุเดือดที่สุด ทหาร "ศิคิรินนคร" ได้ทำการต่อสู้เป็นสามารถ นักรบทั้งสองฝ่ายได้ระดมยิงธนู

สังหารซึ่งกันและกันล้มตายเกลื่อนกลาด ช้างศึกของพระเจ้านรสิงห์ถูกลูกธนูยักษ์ซึ่งยิงลงมาจากกำแพงเมืองตายไปหลายเชือก บางตัวก็ถูกท่อนซุงที่ทิ้งลงมาจากกำแพงเมืองทับบาดเจ็บล้มตาย บันไดไม้ไผ่หลายร้อยบันไดที่พาดขึ้นไปบนกำแพงเมืองถูกทหาร "ศิคิรินนคร" ใช้ไม้ค้ำ

พังทลายหมด

เดชณรงค์ได้รับรายงานจากพวกนายกองทั้งหลายว่ากำลังป้องกันของฝ่าย "ศิคิรินนคร" สามารถที่จะรักษาเมืองไว้ได้ ผู้สำเร็จราชการผละจากการบัญชาการรบรีบไปพบกับทะแกล้วทหารสามเกลอและวิศรุตกับเกรียงศักดิ์ซึ่งขณะนี้กำลังรอพบเขาอยู่ในพระราชวัง

เมื่อเดชณรงค์เข้ามาในห้องโถงพร้อมด้วยทหารติดตามกลุ่มหนึ่ง เขาแลเห็นฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นนั่งอยู่เคียงกันอย่างสง่าผ่าเผย วิศรุตกับเกรียงศักดิ์อีกทางหนึ่ง

ทั้ง ๕ คนไม่มีใครยอมกระทำความเคารพเดชณรงค์ ผู้สำเร็จราชการยิ้มเจื่อนๆ ตรงเข้ามายื่นมือให้วิศรุตสัมผัส

"จงอภัยให้ข้าเถิด เท่าที่ข้าสั่งขังคุกท่าน" แล้วเขาก็ยื่นมือให้นายแพทย์หลวงจับเช่นเดียวกัน "ข้าขออภัยท่านด้วยบัดนี้ "ศิคิรินนคร" ของเรากำลังอยู่ในระหว่างคับขัน กองทัพของพระเจ้านรสิงห์ซึ่งกำลังโจมตีเมืองเรามีกำลังไพล่พลมากมายหลายหมื่น ถ้าหากเข้ามาในเมืองเราได้

อิสระภาพของพวกเราก็จะสิ้นสุดลงทันที ข้าจึงสั่งให้ปล่อยตัวท่านกับวิศรุตเป็นอิสระเพื่อจะได้ร่วมมือร่วมใจกันต่อสู้ข้าศึก"

นายแพทย์หลวงยิ้มเล็กน้อย

"ข้าแต่ท่านเดชณรงค์ ข้าเป็นนายแพทย์มีความรู้ความสามารถในทางแพทย์เท่านั้น จะให้ข้าพเจ้าสู้รบกับข้าศึกย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่ข้าพเจ้ารับรองว่าข้ายินดีเต็มใจที่จะช่วยรักษาพยาบาลทหารที่บาดเจ็บ"

เดชณรงค์ยิ้มเล็กน้อย

"ถูกแล้วท่านเกรียงศักดิ์ ข้าขอแต่งตั้งให้ท่านเป็นนายแพทย์ใหญ่ประจำกองทัพของ "ศิคิรินนคร" นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป"

"ขอบคุณท่านมากท่านผู้สำเร็จราชการ" เกรียงศักดิ์พูดยิ้มๆ

เดชณรงค์หันมาทางวิศรุตขุนนางผู้เฒ่าแล้วกล่าวว่า

"ข้าขอขอบใจท่านมากที่ท่านได้ไปเจรจาเชิญขุนศึกทั้งสามมาพบกับข้าตามความประสงค์ ข้าจะขอพระราชเสาวณีแต่งตั้งท่านให้เป็นราชเลขานุการในพระองค์ต่อไป"

วิศรุตมีใบหน้าเคร่งขรึมและไม่ได้พูดว่ากระไร ทันใดนั้นเอง ฟ้าลั่นก็พูดโพล่งขึ้นมาดังๆ

"ข้าแต่ฮิตเล่อร์จอมเผด็จการแห่ง "ศิคิรินนคร" ข้าสามคนนั่งเปรี้ยวปากอยู่นานแล้ว จะพูดอะไรกับพวกข้าก็ว่ามา"

ฟ้าพยับพูดเสริมขึ้น

"พวกข้าทั้งสามคนยังไม่ได้กินข้าว เมื่อท่านวิศรุตไปตามเราก็รีบมาพบตามคำสั่ง ท่านควรจะให้ทหารจัดโต๊ะสุรามาเลี้ยงดูเราตามระเบียบ แล้วจะได้ปรึกษาหารือกัน"

เดชณรงค์เดินเข้ามาหาสามทหารเสือด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและยื่นมือให้จับทีละคน เขานั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง หันมาสั่งนายทหารคนหนึ่งให้รีบจัดโต๊ะสุราและอาหารมาเลี้ยงต้อนรับทะแกล้วทหารสามเกลอและวิศรุตกับนายแพทย์หลวงโดยด่วน

เสียงโห่ร้องของนักรบทั้งสองฝ่ายเงียบไปแล้ว นายทหารหนุ่มคนหนึ่งเข้ามารายงานให้เดชณรงค์ทราบว่ากองทัพของกษัตริย์นรสิงห์ได้ล่าถอยกลับค่ายไปหมดแล้ว ขณะนี้บรรดานายกองนายหมวดนายหมู่ทั้งหลายกำลังเร่งให้ทหารตกแต่งที่มั่นให้แข็งแรงรอบกำแพงพระนครทั้ง ๔

ด้าน

ผู้สำเร็จราชการได้รับทราบรายงานด้วยความดีใจ เขาอนุญาติให้นายทหารผู้นั้นกลับไปประจำหน้าที่ได้ แล้วเขาก็เชิญสามทหารเสือกับวิศรุตและนายแพทย์หลวงเข้านั่งประจำโต๊ะสี่เหลี่ยมกลางห้อง

อีกสักครู่หนึ่ง อาหารอย่างดีและสุราก็ถูกยกทยอยกันออกมาตั้งจนเต็มโต๊ะ เดชณรงค์กล่าวขึ้นอย่างยิ้มแย้ม

"เชิญ--เชิญรับประทานเหล้าและอาหารกันตามสบาย โปรดอย่าได้เกรงใจเลย"

ฟ้าพยับยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ท่านผู้สำเร็จราชการ ก่อนที่เราจะปรึกษาหารือกัน ขอให้พวกเราได้กินกันให้อิ่มหนำสำราญเสียก่อน ขณะนี้ข้ากำลังหูอื้อนัยน์ตาพร่าพราวเพราะความหิวขืนประชุมอะไรกันก็คงจะพูดอะไรกันไม่รู้เรื่อง"

การรับประทานอาหารได้เริ่มต้นแล้ว ฟ้าพยับรีบยกจอกเหล้าขึ้นดื่มและตั้งหน้าตั้งตากินอาหารอย่างรวดเร็วจนกระทั่งฟ้าลั่นยกศอกกระทุ้งสีข้าง

"เฮ้---ช้าๆ หน่อยฟ้าพยับ รอคนอื่นเขาบ้าง"

ฟ้าพยับหัวเราะเสียงคับปาก

"ไม่ต้องรอหรอก ท่านผู้สำเร็จราชการท่านใจดีจัดอาหารมาให้ตั้งเหลือเฟือเต็มโต๊ะ กินกันอีก ๑๐ คน ก็ไม่หมด พวกเรา ๓ คน เป็นราษฎรที่อดอยากไม่มีงานทำ นานๆ ได้พบอาหารดีๆ อย่างนี้ต้องกินกันให้เต็มคราบ"

เดชณรงค์ยิ้มแห้งๆ

"เชิญเถอะท่านฟ้าพยับ เชิญตามสบาย"

ทะแกล้วทหารสามเกลอกับวิศรุตและนายแพทย์หลวงรับประทานอาหารพลางและสนทนากันไปพลาง เดชณรงค์เพิ่งรู้ว่าสามทหารเสือกับวิศรุตและนายแพทย์หลวงสนิทสนมรักใคร่กันมาก โดยเฉพาะวิศรุตกับสามทหารเสือรักใคร่เกรงอกเกรงใจกันมาก

หลังจากรับประทานอาหารกันเรียบร้อย ผู้สำเร็จราชการก็เริ่มต้นสนทนากับฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่น ข้าคิดว่าเท่าที่พระเจ้ากฤษณราชสั่งให้ปลดท่านทั้งสามคนออกจากตำแหน่งนายทหารชั้นแม่ทัพก็คงจะเป็นเพราะว่าขณะนั้นพระเจ้ากฤษณราชกำลังประชวรด้วยโรคพระทัยพิการ พระองค์อาจจะระแวงภัยอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากท่าน กลัวว่าท่านจะเป็น

กบฏ จึงมีพระรับสั่งให้ปลดท่านออกจากราชการเมื่อท่านกลับมาจากราชการสงคราม ข้าขอรับรองด้วยเกียรติของข้าว่าไม่ได้สนับสนุนหรือมีส่วนรู้เห็นในการปลดท่านทั้ง ๓ คนเลย"

ฟ้าลั่นพูดโพล่งขึ้นมาทันที

"ท่านเดชณรงค์อย่ารื้อฟื้นเรื่องเก่าของพวกข้ามาพูดเลย พระเจ้ากฤษณราชก็ทรงพระตายไปแล้ว"

ฟ้าพยับพูดเสริมขึ้น

"สิ้นพระชนม์โว้ย ไม่ใช่ทรงพระตาย"

"นั่นแหละ จะทรงพระตายหรือสิ้นพระชนม์มันก็แปลว่าตายม่องเท่งเหมือนกัน" แล้วฟ้าลั่นก็กล่าวกับผู้สำเร็จราชการ "วิศรุตได้นำความไปบอกแก่ข้าว่าท่านขอเชิญพวกข้าทั้ง ๓ คนมาที่นี่ เพื่อจะให้ข้าได้เข้ารับราชการเป็นแม่ทัพ "ศิคิรินนคร" อีกเป็นความจริงเช่นนี้ใช่ไหม"

เดชณรงค์พยักหน้าช้าๆ แต่แทนที่จะพูดกับฟ้าลั่นเขากลับพูดกับฟ้าคำรนยอดขุนพลผู้มีอาวุโส

"ท่านฟ้าคำรน ด้วยบัดนี้ "ศิคิรินนคร" ของเรากำลังอยู่ในระหว่างความเป็นความตาย ซึ่งท่านทั้ง ๓ ย่อมทราบดีแล้วว่ากองทัพของกษัตริย์นรสิงห์ที่กำลังรบกับเราอยู่ในขณะนี้กำลังแสนยานุภาพมากมาย ประกอบด้วยทหารทั้งสี่เหล่าคือกองทัพช้าง, กองทัพม้า, กองทัพรถและกองทัพ

ทหารเดินเท้า"

ฟ้าคำรนยิ้มเล็กน้อย

"ข้าทราบแล้วท่านผู้สำเร็จราชการ"

เดชณรงค์กล่าวต่อไป

"ข้าขอถือโอกาสนี้เชิญท่านขุนศึกทั้ง ๓ เข้ารับราชการเป็นทัพต่อไป ซึ่งถ้าหากว่าท่านตกลงแล้วข้าจะได้ขอให้เจ้าหญิงมณฑาวดีลงพระนามประกาศแต่งตั้งท่านในชั่วโมงนี้"

ฟ้าคำรนนิ่งอึ้งไปสักครู่แล้วกล่าวว่า

"ข้าขอบคุณท่านมากเดชณรงค์ที่ท่านยังเห็นว่าข้าทั้ง ๓ คน เป็นคนดีมีฝีมือพอที่จะช่วยประเทศชาติเราในยามคับขันเช่นนี้ เป็นอันว่าตกลง"

ใบหน้าของผู้สำเร็จราชการคลายความวิตกทันที เขาผลุดลุกขึ้นยืนแล้วยิ้มให้ทะแกล้วทหารสามเกลอ

"ดีแล้ว ข้าจะขึ้นเฝ้าเจ้าหญิงเดี๋ยวนี้และขอให้พระองค์ทรงออกคำสั่งแต่งตั้งให้ท่านทั้ง ๓ ให้เป็นแม่ทัพของ "ศิคิรินนคร" ต่อไป ขอเชิญท่านรับประทานผลไม้และสนทนากันไปพลางๆ " พูดจบผู้สำเร็จราชการก็พาตัวเดินออกไปจากห้องโถงใหญ่

พอร่างของเดชณรงค์ลับตา เสียงจ้อกแจ้กจอแจก็ดังลั่นห้อง สามทหารเสือกับวิศรุตและเกรียงศักดิ์ได้สนทนากันอย่างครื้นเครง ฟ้าพยับปลิดกล้วยหอมแจกจ่ายให้เพื่อนๆ ของเขาและวิศรุตกับเกรียงศักดิ์คนละลูก

"เป็นยังไงบ้างท่านวิศรุต" ฟ้าลั่นถามอำมาตย์ผู้เฒ่า "ข้าอยู่ที่ผาชะโงกข้าได้ทราบข่าวว่าท่านถูกจับขัง ข้าเป็นห่วงท่านเหลือเกิน มีคนเขาลือกันว่าท่านถูกซ้อมตายเสียแล้ว"

วิศรุตกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่ตายหรอก แต่ก็แทบกระอักเลือดทีเดียวท่านฟ้าลั่น" แล้ววิศรุตก็มองซ้ายมองขวาเอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับฟ้าลั่น

ฟ้าลั่นพยักหน้ารับทราบ เขาขมวดคิ้วทั้งสองเข้าหากันและพูดกับวิศรุตด้วยเสียงหนักๆ แต่แผ่วเบา

"แน่นอน ข้าต้องทำให้สำเร็จ"

วิศรุตหัวเราะก้าก

"เปล่า--ข้ายังไม่ได้พูดอะไรกับท่านแม้แต่คำเดียว"

ฟ้าลั่นสะดุ้งเล็กน้อย แล้วกระซิบกับวิศรุต

"ข้ารู้ดีว่าท่านกำลังจะเตือนข้าให้หาโอกาสโค่นอ้ายเดชณรงค์โดยเร็วที่สุดใช่ไหมล่ะ"

วิศรุตทำหน้าตื่นๆ

"เอ๊ะ-ทำไมท่านถึงรู้หัวใจข้า"

ฟ้าลั่นอมยิ้ม

"ข้ามีหูทิพย์และตาทิพย์ ข้ามองกลางกระหม่อมของท่านทะลุลงไปถึงหัวใจ"

วิศรุตจุ๊ย์ปากทำตาเขียวกับฟ้าลั่น

"เล่นนอกเรื่องเดี๋ยวฉันก็เตะแกเข้าให้เท่านั้นเอง"

ฟ้าพยับเหวี่ยงเปลือกกล้วยหอมไปกลางห้อง แล้วกล่าวถามวิศรุต

"คุยอะไรกันท่านวิศรุต พูดให้เราได้ยินบ้างซี"

วิศรุตสั่นศีรษะ ยกมือขวาขึ้นทำเป็นเชือดคอตัวเองบอกให้ฟ้าพยับเข้าใจว่าเป็นเรื่องความลับ พูดดังๆ ไม่ได้จะเป็นอันตราย ฟ้าคำรนส่งแอ๊ปเปิ้ลให้เกรียงศักดิ์ผลหนึ่งแล้วพูดยิ้มๆ

"ข้าดีใจมากที่ท่านพ้นเคราะห์กรรมแล้ว ข้า ๓ คนเคยคิดอยู่เสมอว่าจะหาทางช่วยเหลือท่านกับวิศรุตให้ออกจากคุกแต่ก็ไม่มีโอกาสพอดีท่านพ้นโทษ"

เกรียงศักดิ์ "ข้าเองก็คิดอยู่เสมอว่าพวกท่าน ๓ คนเท่านั้นที่จะช่วยให้ข้าได้รับอิสรภาพได้"

การสนทนาสิ้นสุดลงเมื่อผู้สำเร็จราชการแผ่นดินได้เดินนำหน้าพานายทหารประจำตัวของเขาเข้ามาในห้องโถงพร้อมด้วยม้วนหนังสือที่ถืออยู่ในมือของเขา เดชณรงค์กล่าวกับทะแกล้วทหารสามเกลอด้วยเสียงอันดัง

"เรียบร้อยแล้วท่านทั้งสามเจ้าหญิงมณฑาวดี..." แล้วเขาก็เหยียบเปลือกกล้วยหอมล้มลงอย่างไม่เป็นท่าเสียงดังโครม

สามทหารเสือกับวิศรุตและนายแพทย์หลวงตลอดจนทหารประจำตัวของผู้สำเร็จราชการต่างพากันหัวเราะจนงอหาย เดชณรงค์ผุดลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็นแล้วพูดขึ้นอย่างเดือดดาล

"การกินกล้วยและโยนเปลือกกล้วยทิ้งไว้บนพื้น ข้าเห็นว่าเป็นมรรยาทที่ทรามที่สุด ถุย-กระโถนเขามีให้ทิ้งไม่ทิ้ง"

เดชณรงค์เดินมานั่งบนเก้าอี้ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมนั้น เขาส่งหนังสือให้ฟ้าคำรนแล้วว่า

"ท่านฟ้าคำรนบัดนี้เจ้าหญิงมณฑาวดีได้ลงพระนามแต่งตั้งให้ท่าน ฟ้าพยับและฟ้าลั่นเป็นแม่ทัพแห่ง "ศิคิรินนคร" ต่อไปและให้อยู่ในบังคับบัญชาของข้า หวังว่าท่านทั้งสามคงยินดี"

ฟ้าคำรนคลี่ดูประกาศแต่งตั้งเขากับเพื่อนเกลอทั้งสอง แล้วก็ส่งคำสั่งนั้นให้ฟ้าลั่นขุนพลร่างสูงชะลูดอ่านข้อความในประกาศนั้นดังๆ ทุกคนต่างพากันตั้งใจฟังประกาศนั้น พออ่านจบฟ้าลั่นก็ยิ้มให้ผู้สำเร็จราชการ

"ในที่สุดข้าทั้งสามคนก็มีโอกาสได้เป็นผู้ยิ่งใหญ่อีก ฮ่ะ ฮ่ะ ศึกครั้งนี้ไม่ความหมายอะไรสำหรับข้าเลย ข้าคนเดียว...คนเดียวเท่านั้น จะปราบกองทัพของ "สินธุบุรี" ให้ราบเป็นหน้ากองเพลทีเดียว"

เดชณรงค์หัวเราะเบาๆ

"ข้าเชื่อฝีมือของท่าน อันนักรบของ "ศิคิรินนคร" นั้นไม่มีใครอีกแล้วที่จะมีฝีมือในการรบพุ่งเหมือนอย่างท่านหรือทัดเทียมกับท่านได้ ข้าทราบมานานแล้วว่าฟ้าลั่นคือขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ นอกจากท่านจะมีฝีมือเยี่ยมแล้วท่านยังมีสติปัญญาเฉียบแหลมยิ่งกว่าขุนพลใดๆ ด้วย"

ฟ้าลั่นพยักหน้า

"เอา-ยอเข้าเถอะท่านเดชณรงค์ ข้าจะได้รีบออกไปรบและถูกข้าศึกมันฆ่าตายเสียเร็วๆ "

เสียงหัวเราะดังขึ้นลั่นห้องโถง ผู้สำเร็จราชการหันมายิ้มกับฟ้าคำรนขุนศึกอาวุโส

"ท่านฟ้าคำรนที่รัก บัดนี้ท่านกับสหายร่วมใจของท่านทั้งสองคนก็ได้รับแต่งตั้งให้เป็นแม่ทัพของ "ศิคิรินนคร" แล้ว ขอให้เราปรึกษาหารือในการศึกครั้งนี้เถอะ ท่านจะเอายังไงต่อไป"

ขุนศึกรูปหล่อตอบท่านผู้สำเร็จราชการโดยไม่ต้องคิด

"ข้าแต่ท่านเดชณรงค์เรื่องนี้ไม่ยากเย็นอะไรหรอกพรุ่งนี้ข้าคนใดคนหนึ่งจะยกกองทัพออกไปท้ารบกับนายทหารเอกของข้าศึกและจะตัดศีรษะมันเอามาถวายเจ้าหญิงมณฑาวดีของเรา ข้าคิดว่าทหารเอกของพระเจ้านรสิงห์คงมีไม่กี่คน ข้าสามคนจะพยายามฆ่าขุนพลของพระเจ้า

นรสิงห์ให้หมด แล้วกองทัพของพระเจ้านรสิงห์ก็จะล่าถอยไปเองเมื่อไม่มีนายบังคับบัญชา"

ผู้สำเร็จราชการยิ้มสดชื่น เขาเชื่อว่ากองทัพของพระเจ้านรสิงห์คงจะปราชัยทะแกล้วทหารสามเกลอแห่ง "ศิคิรินนคร" อย่างแน่นอน ต่อจากนั้นเดชณรงค์ก็ปรึกษาการศึกกับสามทหารเสือ ซึ่งวิศรุตกับเกรียงศักดิ์ได้ร่วมประชุมด้วย

พอรุ่งอรุณของวันใหม่ กองทหารม้าของ "ศิคิรินนคร" ๑,๐๐๐ คน ก็ตั้งแถวเตรียมพร้อมที่จะนำสามทหารเสือคนใดคนหนึ่งออกไปสู้รบกับข้าศึก

ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นยืนเด่นอยู่หน้ากองทหารม้าในบังคับบัญชาของเขา พวกทหารต่างดีอกดีใจไปตามๆ กัน เมื่อได้ทราบว่าเจ้าหญิงมณฑาวดีได้รับสั่งให้บรรจุขุนพลผู้ยิ่งใหญ่กลับเข้ารับราชการเป็นแม่ทัพแห่ง "ศิคิรินนคร" เหมือนเช่นเดิม

ทะแกล้วทหารสามเกลอกำลังจับไม้สั้นไม้ยาวกัน ซึ่งไม้เล็กสามอันอยู่ในมือของฟ้าพยับ มีเงื่อนไขว่าหากใครได้ไม้สั้นแล้ว ผู้นั้นจะต้องนำกองทัพทหารม้าออกไปรบกับข้าศึก

"เอา-จับโว้ย ตาดีก็ได้ตาร้ายก็เสีย ฟ้าลั่นจับก่อน แล้วฟ้าคำรน อันสุดท้ายเป็นของข้า"

ผลของการจับไม้สั้นยาว ปรากฏว่าฟ้าลั่นได้ไม้สั้น ฟ้าพยับหัวเราะก้าก โยนไม้สองทิ้งลงไป

"เป็นอันว่าเราสองคนไม่ต้องจับ" แล้วเขาก็ยกมือตบบ่าฟ้าลั่นเพื่อนเกลอของเขา "ออกไปเถอะท่านฟ้าลั่น เราหวังอย่างยิ่งว่าท่านคงจะตัดศีรษะนายทหารเอกของพระเจ้านรสิงห์มาให้เราดูเป็นขวัญตา"

ฟ้าลั่นยิ้มอย่างมั่นใจ

"ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้ แต่ว่า ขอชะลอมให้ข้าสัก ๕-๖ ใบได้ไหม"

ฟ้าคำรนหัวเราะหึๆ

"ท่านจะเอาไปทำไม"

ฟ้าลั่นพูดหน้าตาเฉย

"ข้าจะเอาผูกตามอานม้าและหลังม้า สำหรับใส่ศีรษะนายทหารข้าศึกและอาจจะใส่พระเศียรพระเจ้านรสิงห์มาถวายเจ้าหญิงของเรา เพื่อให้พระองค์ทำมัมมี่เก็บไว้ดูเล่น"

ฟ้าพยับพูดเสียงหัวเราะ

"ลำบากนักอย่าเอาไปเลยดีกว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถท่านเอาศีรษะนายทหารข้าศึกเข้ามาเพียงหัวเดียวก็ดีถมไปแล้ว"

ฟ้าลั่นนิ่งคิดอยู่สักครู่

"หัวเดียวน้อยไปอย่างน้อยก็ให้ได้สักสองคน เอายังงี้ก็แล้วกัน ท่านกับฟ้าคำรนขึ้นไปดูข้ารบกับนายทหารข้าศึกบนกำแพงเมืองของเรา ถ้าหากว่าข้าตัดศีรษะนายทหารข้าศึกได้ ข้าจะโยนหัวของมันขึ้นไปให้ท่านบนกำแพงเมือง ท่านคอยรับให้ดีเถอะ อย่างน้อยข้าจะต้องสังหารขุน

พลของพระเจ้านรสิงห์ให้ได้ไม่ต่ำกว่าสองคน"

ฟ้าคำรนยื่นมือให้ฟ้าลั่นจับ

"โชคดีสหายข้า ข้าขอให้ท่านจงได้รับชัยชนะข้าศึกและจงแคล้วคลาดจากภยันตราย"

ฟ้าลั่นยิ้มแป้น ต่อจากนั้นเขาก็เดินเข้าไปที่แถวทหารม้าของเขา ทหารคนหนึ่งรีบจูงม้าเทศสีดำสูงใหญ่ตรงเข้ามา มีทหารอีกคนถือทวนขนาดยาวตามเข้ามาด้วย ฟ้าลั่นขยับเสื้อเกราะและแว่นตาขอบกระให้เรียบร้อย รับสายบังเหียนจากทหารก้าวขึ้นบนหลังม้าคู่ขาทันที ทหารอีกคน

หนึ่งส่งทวนให้ฟ้าลั่น ขุนศึกร่างสูงชลูดยกทวนชูขึ้น แล้วร้องบอกแถวทหารให้เคลื่อนพลบ่ายหน้าไปทางประตูเมือง

เสียงแตรทหารม้าระคนกับเสียงกลองบนหลังม้าดังกังวานไปไกล ในเวลาเดียวกันนี้เองเจ้าหญิงมณฑาวดีก็เสด็จขึ้นสู่กำแพงพระนคร มีเดชณรงค์กับนายทหารอีกหลายคนติดตามไปด้วย บรรดากองทหารของ "ศิคิรินนคร" นับจำนวนหมื่นยังคงประจำที่มั่นบนกำแพงเมืองตลอดจน

ค่ายคูประตูหอรบ

ประตูเมืองด้านทิศตะวันออกเปิดออกแล้ว กองทหารม้า ๑,๐๐๐ คน ในบังคับบัญชาของฟ้าลั่นได้เคลื่อนพลออกจาก "ศิคิรินนคร" อย่างสง่าผ่าเผยและตั้งแถวเป็นแถวหน้ากระดานเรียงสอง ฟ้าลั่นหันมาสั่งทหารคนหนึ่ง

"อ้ายน้องชาย ขับม้าไปที่ค่ายข้าศึกเดี๋ยวนี้ ร้องด่าท้าทายมันให้ออกมารบกับข้า"

พลทหารผู้นั้นยิ้มแห้งๆ

"ได้โปรดเถิดท่านแม่ทัพ จะให้ด่าร้องท้าทายมันอย่างไร ข้าเป็นสุภาพบุรุษ ข้าเกิดมาไม่เคยด่าใครเลย"

ฟ้าลั่นขมวดคิ้วย่นแล้วจุ๊ย์ปาก

"อย่าโง่นักเลยวะ แกจะด่ามันอย่างไรก็แล้วแต่แกด่าให้มันโมโหก็แล้วกัน"

พลทหารผู้นั้นรับคำสั่งแล้วควบขับม้าตรงไปยังค่ายข้าศึก ซึ่งอยู่ห่างจากกำแพงเมืองในราว ๒๐๐ เมตร เขาร้องตะโกนด่าท้าทายตามคำสั่งของฟ้าลั่น

"เฮ้ย-อ้ายข้าศึกโว้ย นายเขาใช้ให้ข้ามาด่า นำทหารออกมารบกันซีโว้ย อย่าให้ข้าด่าหยาบๆ คายๆ เลย"

พลทหารผู้นั้นควบม้ากลับมายังกองทหารม้าของ "ศิคิรินนคร" แล้วรายงานให้ฟ้าลั่นทราบตามระเบียบ

อีกสักครู่หนึ่ง กองทหารม้าของข้าศึกไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คน ก็เดินแถวออกมาจากค่ายใหญ่เป็นระเบียบเรียบร้อย แล้วนายทหารข้าศึกคนหนึ่งก็สั่งให้กองทหารของเขาตั้งแถวเป็นแถวหน้ากระดานเรียงสอง ขุนพลพระเจ้านรสิงห์ผู้นี้สวมเสื้อแดง มีเกราะสีทองทับหน้าอกและสวม

หมวกเหล็กคลุมหน้า นั่งอยู่บนหลังม้าเทศขาว มือขวาถือทวนคู่มือ

ฟ้าลั่นขับม้าวิ่งสะบัดย่างตรงเข้าไปหา ขุนศึกของพระเจ้านรสิงห์แลเห็นเข้า ก็ชักม้าเช่นเดียวกัน สองขุนพลหยุดยืนม้าห่างจากกันราว ๖ เมตร ทหารทั้งสองฝ่ายเงียบกริบ ท่านหญิงมณฑาวดีซึ่งประทับทอดพระเนตรอยู่บนกำแพงเมือง พระทัยเต้นแรง เพราะทรงหวั่นวิตกเกรงว่าฟ้า

ลั่นจะปราชัยแก่ข้าศึก

ฟ้าลั่นร้องตะโกนถามด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายหนูน้อย เจ้าเป็นใคร"

นายทหารข้าศึกเปิดหมวกออก เผยให้เห็นใบหน้าอันเหี่ยวย่นและศีรษะขาวโพลน ขุนพลของพระเจ้านรสิงห์พูดขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือเหมือนกับคนแก่ทั่วๆ ไป

"อ้ายหลานชาย เจ้าบังอาจเรียกข้าว่าเจ้าหนูน้อยเชียวหรือ ข้าอายุ ๗๕ ปีแล้ว"

ฟ้าลั่นลืมตาโพลง กลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง

"ปู้โธ่...คุณปู่ จะมารบกับข้าหาหอกอะไรเล่า อายุตั้ง ๗๐ กว่าแล้ว พาทหารกลับไปเถิด ข้าไม่ต้องการฆ่าคนแก่ขนาดนี้หรอก"

ขุนพลชราขยับทวนคู่มือแล้วหัวเราะ

"อย่าดูถูกคนแก่นะโว้ย นายพลแมคอาเธอร์น่ะรุ่นราวคราวเดียวกับข้า ยังสามารถเป็นแม่ทัพเอาชนะกองทัพญี่ปุ่นได้"

ฟ้าลั่นหัวเราะงอหาย

"เล่นตามบทเถอะลุง อย่าพูดให้มันนอกเรื่องนอกราวไปเลย นี่มันสมัยโบราณ แมคอาเธอร์ตะหวักตะบวยอะไรเล่า"

ขุนพลชราร้องตวาดฟ้าลั่นด้วยเสียงอันดัง

"เจ้าเป็นใครเจ้าหนุ่มน้อย"

ฟ้าลั่นอดหัวเราะไม่ได้

"ข้าคือฟ้าลั่นทหารเอกของ "ศิคิรินนคร" "

"ดีแล้ว ข้าจะได้ไปบอกกับเจ้านายของข้าให้มาสู้รบกับเจ้า ตัวข้าน่ะไม่รบกับเจ้าหรอก เจ้านายเขาให้มาสังเกตการณ์เท่านั้น"

"อ้อ ถ้ายังงั้นก็กลับไปบอกเขาให้มารบกับข้าเถอะลุง ขี่ม้าระวังให้ดีนะ เดี๋ยวจะเป็นลมตกม้าตาย"

นักรบชราหันมาทำตาเขียว

"ช่างกู"

ฟ้าลั่นหัวเราะคิ๊ก ชายชราชักม้ากลับแล้วควบขับม้าตรงไปยังค่าย นายทหารผู้นี้ท่าทางทะมัดทะแมงมาก สวมเสื้อเกราะครบครันและถือทวนเป็นอาวุธ เขาตรงเข้ามาหาฟ้าลั่นและยกทวนแทงทันที

"เฮ้ย" ฟ้าลั่นเอ็ดตะโรพลางใช้ทวนป้องปัด "ประเดี๋ยวซีโว้ย ยังไม่ทันรู้ชื่อแซ่กันเลยรบกันแล้ว"

ขุนศึกของพระเจ้านรสิงห์บังคับม้าให้หยุดนิ่งนัยน์ตาวาวโรจน์จ้องมองดูฟ้าลั่น

"ข้าไม่ชอบพูดพล่ามทำเพลง เราเป็นข้าศึกต่อกันแล้วจะต้องมาถามชื่อและแซ่ของกันเอาตะหวักตะบวยอะไร ข้าชื่อสิงห์ตะกายทหารเอกของพระเจ้านรสิงห์"

ฟ้าลั่นหัวเราะเบาๆ

"ชื่อน่ากลัวมาก ตะกายไปไหนวะอ้ายน้องชาย ข้าชื่อฟ้าลั่น"

"ตะกายไปไหน ตะกายมาเอาชีวิตเจ้าน่ะซี" พูดจบสิงห์ตะกายก็ขับม้าเข้ามายกทวนแทง

ฟ้าลั่นป้องปิดไว้ได้ ทั้งสองต่อสู้กันเป็นสามารถในราว ๒๐ เพลง ฟ้าลั่นก็ชักม้าออกห่างรีบปลดกระดุมเสื้อที่หน้าท้องออกแล้วแอ่นพุงให้ข้าศึก สิงห์ตะกายตกใจร้องเอ็ดตะโร

"เฮ้ย ทำอะไรวะนั่น"

ฟ้าลั่นตอบเสียงหนักๆ

"ปล่อยแสงวิเศษ ระวังให้ดี อาวุธวิเศษจะออกจากสะดือข้าตัดศีรษะของเจ้า"

สิงห์ตะกายปราดเข้ามายกทวนแทงหมายท้องฟ้าลั่น แต่ฟ้าลั่นหลบทัน กระชากดาบออกจากฝักด้วยมือซ้ายยกดาบขึ้นฟันคอสิงห์ตะกายเต็มเหนี่ยว นักรบแห่ง "สินธุบุรี" พลัดตกจากหลังม้าสิ้นใจตาย

ทันใดนั้นเอง บรรดาทวยหาญทั้งหลายของ "ศิคิรินนคร" ที่อยู่บนกำแพงเมืองและที่อยู่ในแถวของทหารม้าต่างโห่ร้องเสียงลั่น ฟ้าลั่นกระโดดลงจากหลังม้าใช้ดาบตัดศีรษะสิงห์ตะกายออกจากบ่า แล้วก้าวขึ้นนั่งบนหลังม้านำกองทหารกลับเข้าเมืองทันที

ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของพวกทหารแห่ง "ศิคิรินนคร" ฟ้าลั่นควบขับม้าตรงเข้ามาหยุดข้างกำแพงเมืองด้านใน แล้วก้าวลงจากหลังม้าถือศีรษะขุนศึกของพระเจ้านรสิงห์วิ่งเหยาะๆ ขึ้นบันไดตรงเข้าไปเฝ้าท่านหญิงมณฑาวดี

พอทอดพระเนตรเห็นเข้าท่านหญิงก็หวีดร้องสุดเสียง

"เอาไป เอาไปให้พ้น อี๊ย์"

ฟ้าลั่นยืนทำตาปริบๆ แล้วขว้างศีรษะขุนพลแห่ง "สินธุบุรี" ลงบนพื้นกำแพงอันกว้างใหญ่

"ปู้โธ่-กระหม่อมออกไปรบกับเขาเกือบตาย จะรับสั่งชมเชยสักนิดก็ไม่มี ไม่ผิดอะไรกับปิดทองหลังพระ"

ท่านหญิงรับสั่งเสียงลั่น

"ก็ฉันกลัวนี่นา"

ฟ้าลั่นหัวเราะหึๆ ก้มลงหิ้วศีรษะสิงห์ตะกายเดินลงบันไดไป พวกทหารพากันโห่ร้องต้อนรับในชนะของเขา

บ่ายวันนั้นเอง

ทะแกล้วทหารสามเกลอนำทหารออกไปท้าทายข้าศึกอีก กษัตริย์นรสิงห์ส่งขุนพลฝีมือเยี่ยม ๓ คน นำทหารออกจากค่ายสู้รบกับสามทหารเสือแห่ง "ศิคิรินนคร" ฟ้าคำรนได้ปะทะกับสุรศักดิ์ยอดขุนพลของกษัตริย์นรสิงห์ ฟ้าพยับต่อสู้กับยศไกรและฟ้าลั่นต่อสู้กับภาณุมาศ มันเป็นการ

ต่อสู้ที่ดุเดือดที่สุดระหว่างทะแกล้วทหารสามเกลอและสามขุนศึกผู้ยิ่งใหญ่แห่ง "สินธุบุรี" กองทหารม้าทั้งสองฝ่ายต่างล้อมวงโห่ร้องเกรียวกราวเอาใจช่วยนายทหารเอกของตนและเบื้องบนกำแพงเมือง "ศิคิรินนคร" บรรดาทหารชาว "ศิคิรินนคร" กับเจ้าหญิงมณฑาวดีได้พากันมองดู

การต่อสู้ด้วยความตื่นเต้น

เวลาผ่านพ้นไปเพียงเล็กน้อย ฟ้าพยับสามารถใช้ทวนแทงยศไกรพลัดตกจากหลังม้าถึงแก่ชีวิต และหลังจากนั้นเพียงครู่เดียว ฟ้าลั่นก็เอาทวนแทงสอดลอดเกราะถูกสะดือภาณุมาศทะลุออกหลังตกจากหลังม้าตายคาที่

ฟ้าคำรนกับสุรศักดิ์แม่ทัพหน้าของกษัตริย์นรสิงห์มีฝีมือพอฟัดพอเหวี่ยงกัน ต่างฝ่ายผลัดกันรุกกันรับตลอดเวลา ฟ้าพยับกับฟ้าลั่นร้องตะโกนหนุนเสียงลั่น

ในที่สุดฟ้าคำรนก็ได้โอกาสเหมาะใช้ทวนแทงถูกสุรศักดิ์หล่นจากหลังม้าตายคาที่ เสียงโห่ร้องของทหารฝ่าย "ศิคิรินนคร" ดังราวกับพื้นแผ่นดินจะถล่มทลาย ฟ้าคำรนชูทวนขึ้นแล้วร้องบอกทหารของกษัตริย์นรสิงห์

"จงกลับไปทูลพระเจ้านรสิงห์ เราไม่ต้องการฆ่าฟันทหารเลว ขอให้ส่งนายทหารในกองทัพของพระองค์มาสู้รบกับเราอีก หรือถ้าไม่มีใครที่จะสู้รบกับพวกเราแล้วก็ขอให้พระองค์รีบยกกองทัพกลับไปเถิด"

ครั้นแล้ว ทะแกล้วทหารสามเกลอก็นำกองทหารม้าในบังคับบัญชาของเขาเดินทางกลับเข้าเมือง ท่ามกลางเสียงโห่ร้องของพวกทหารที่รักษาค่ายคูประตูหอรบและกำแพงพระนคร

เย็นวันนั้นเอง แสนยานุภาพของกษัตริย์นรสิงห์ก็ล่าถอยทัพกลับไปอย่างมีระเบียบเรียบร้อย เดชณรงค์ได้สั่งให้สามทหารเสือนำกองทัพออกโจมตีในระหว่างที่พระเจ้านรสิงห์กำลังถอยทัพ แต่สามทหารเสือไม่เห็นพ้องด้วย ฟ้าคำรนบอกว่านับแต่นี้เป็นต้นไป "ศิคิรินนคร" จะ

พยายามสร้างสัมพันธไมตรีกับประเทศเพื่อนบ้านและจะไม่รุกรานข่มเหงใคร

ชัยชนะของทะแกล้วทหารสามเกลอทำให้ท่านหญิงมณฑาวดีปลื้มพระทัยมาก พระองค์ได้รับสั่งกับเดชณรงค์ว่า

"ท่านผู้สำเร็จราชการ ขอให้ท่านจัดงานฉลองชัยของเราในวันพรุ่งนี้ให้มโหฬารที่สุด ให้มีการละเล่นมหรสพต่างๆ สมโภช "ศิคิรินนคร" ของเรา และในคืนวันพรุ่งนี้ฉันจะจัดการเลี้ยงนายทหารทุกคนในกองทัพของเรา ซึ่งการเลี้ยงนี้ฉันจะเลี้ยงให้เกียรติสามทหารเสือของฉัน"

วันรุ่งขึ้น

ประชาชนชาวเมือง "ศิคิรินนคร" ต่างสนุกสนานรื่นเริงไปตามกัน ตกแต่งธงทิวตามบ้านเรือน ตามถนนหนทางทุกแห่ง บรรดานักรบแต่งกายโอ่อ่าเดินเที่ยวเตร่ไปมา และแล้วพอตกค่ำที่พระราชวังก็อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยพวกนายทหารแห่งกองทัพของ "ศิคิรินนคร" แสงชวาลาส่อง

สว่างไปทั่ว เหล่านักรบต่างสรวลเสเฮฮากันก่อนหน้าเจ้าหญิงมณฑาวดีจะเสด็จลงมาจากชั้นบนของพระตำหนัก

ขณะที่สามทหารเสือยืนจับกลุ่มสนทนากันที่เฉลียงพระตำหนัก เกรียงศักดิ์นายแพทย์หลวงประจำพระองค์ก็เดินผ่านมา เขาหยุดยืนมองดูสามสหายแล้วพูดเบาๆ

"ระวังให้ดีจะถูกเดชณรงค์วางยาพิษ"

ก่อนที่ทะแกล้วทหารสามเกลอจะซักถามว่ากระไร เกรียงศักดิ์ก็รีบเดินเข้าไปในห้องโถง ฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและฟ้าลั่นต่างมองดูจนลับตา

ทันใดนั้นเอง เสียงฆ้องประจำห้องโถงก็กังวานขึ้น ทหารเสือแห่ง "ศิคิรินนคร" ต่างพากันเดินเข้าไปในห้อง ในเวลาเดียวกัน เจ้าหญิงมณฑาวดีก็เสด็จลงมาตามคั่นบันไดมีข้าหลวงคนสนิทสามสี่คนตามเสด็จมาอย่างใกล้ชิด เจ้าหญิงมณฑาวดีได้รับสั่งเชิญบรรดานายทหารทั้งหลายนั่ง

โต๊ะอาหารซึ่งเป็นโต๊ะยาวมี ๔ โต๊ะด้วยกัน

พวกทหารรับใช้ต่างนำเหล้าและอาหารอย่างดีมาเสิร์ฟ ฟ้าคำรน, ฟ้าลั่นและฟ้าพยับและเดชณรงค์ได้นั่งร่วมโต๊ะเสวยกับท่านหญิง

การกินเลี้ยงได้ดำเนินไปอย่างสงบเสงี่ยมเพราะต่อพระพักตร์เจ้าหญิง เดชณรงค์ชวนทะแกล้วทหารสามเกลอโอภาปราศรัยกับเขาอย่างสนิทสนม เขากล่าวสรรเสริญเยินยอมากมาย เดชณรงค์ว่าชาว "ศิคิรินนคร" ทุกคนย่อมเป็นหนี้บุญคุณอันใหญ่หลวงของฟ้าคำรน, ฟ้าพยับและ

ฟ้าลั่น

สักครู่หนึ่ง นายทหารคนสนิทของเดชณรงค์คนหนึ่งก็ยกถาดใส่แก้วเหล้าพิเศษสีแดงตรงมาที่โต๊ะเดชณรงค์และวางถาดลงบนโต๊ะนั้น ผู้สำเร็จราชการหยิบแก้วเหล้าถวายท่านหญิงมณฑาวดีเป็นคนแรก

"เพื่อเป็นเกียรติแก่สามทหารเสือของเรา กระหม่อมขอเชิญฝ่าบาทดื่ม "

ท่านหญิงแย้มพระสรวลเล็กน้อย ทรงชูแก้วเหล้าขึ้นแล้วรับสั่งกับทะแกล้วทหารสามเกลอ

"ข้าดื่มเพื่อความสวัสดีมีชัยของท่าน ขอให้สามทหารเสือแห่ง "ศิคิรินนคร" จงมีความสุขความเจริญ ไชโย"

ครั้นแล้ว บรรดานายทหารทุกคนก็เปล่งเสียงไชโยขึ้นพร้อมๆ กัน ฟ้าลั่นปลื้มใจเหลือที่จะกล่าว ชูมือทั้งสองขึ้นประสานกันเหนือศีรษะหันหน้าไปยิ้มกับใครต่อใคร

ผู้สำเร็จราชการหยิบแก้วเหล้าในถาดวางลงข้างหน้าสามทหารเสือคนละแก้ว และตัวเขาเองหนึ่งแก้ว ฟ้าพยับแลเห็นเกรียงศักดิ์พยักพเยิดกับเขา ก็กล่าวถามด้วยการพูดโดยไม่ออกเสียง คือเพียงแต่อ้าปากหงับๆ เท่านั้น

"ว่ายังไง"

นายแพทย์หลวงพูดกับฟ้าพยับโดยวิธีเดียวกัน

"เหล้ามียาพิษ อย่ากินนะ"

ฟ้าคำรนพยักหน้า

"รู้แล้ว"

พอดี เดชณรงค์มองดูเขาและพูดขึ้นทันที

"ท่านอัศวินผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสาม ข้าขอเชิญท่านให้ดื่มถวายพระพรท่านหญิงมณฑาวดีพระเจ้าอยู่หัวของเรา"

ฟ้าคำรนจัดแจงเปลี่ยนแก้วเหล้ากับเดชณรงค์ทันที แล้วพูดยิ้มๆ

"เพื่อเป็นเกียรติของข้า ขอให้ข้าเปลี่ยนแก้วเหล้ากับท่านเถิด"

ฟ้าพยับกับฟ้าลั่น ต่างยกแก้วเหล้าที่วางอยู่ข้างหน้าเททิ้งกระโถนทันที แล้วฟ้าลั่นก็ยักคิ้วให้ผู้สำเร็จราชการ

"ท่านเดชณรงค์ ขอให้ท่านดื่มถวายพระพรกับฟ้าคำรนตัวต่อตัวเถิดเพราะฟ้าคำรนเป็นขุนศึกผู้มีอาวุโส"

ฟ้าคำรนพยักหน้ากับเดชณรงค์

"ดื่มซิท่าน ดื่มเพื่อนางพญาของเรา"

เดชณรงค์ไม่ยอมดื่ม ใบหน้าของผู้สำเร็จราชการส่อพิรุธเต็มตัว เขาหันไปสั่งทหารรับใช้

"เฮ้ย! ทหาร เอาเหล้ามาให้ข้าใหม่"

ฟ้าคำรนเค้นหัวเราะ

"ท่านเดชณรงค์ เหล้ามีอยู่นี่แล้วเรียกมาอีกทำไม เปลืองพระราชทรัพย์เปล่าๆ ดื่มเถอะท่าน อย่าให้ข้าจับเจตนาอันชั่วร้ายของท่านได้เลย ถ้าเหล้าในแก้วนั้นเป็นเหล้าบริสุทธิ์ท่านต้องดื่ม"

เดชณรงค์ยิ้มแห้งๆ

"ไม่มีอะไรสหาย นอกจากว่าข้าดื่มเหล้าชนิดนี้ไม่ได้"

ฟ้าคำรนผลุดลุกขึ้นยืน แล้วร้องประกาศเสียงลั่น

"ท่านทั้งหลายจงฟังข้า บัดนี้เดชณรงค์ได้วางแผนการที่จะสังหารข้ากับเพื่อนทั้งสองด้วยยาพิษ แต่เดชะบุญที่ข้าล่วงรู้แผนการของท่านผู้สำเร็จราชการเสียก่อน จึงสับเปลี่ยนแก้วเหล้ากับเขา"

เดชณรงค์รู้ว่าอุบายของตนไม่เป็นผลแล้ว เขาก็ยกมือใส่ปากเป่าเสียงลั่นห้อง ทันใดนั้นเอง ทหารของเขาไม่ต่ำกว่า ๑๐ คน ก็กรูเข้ามาในห้อง ทุกคนมีดาบเป็นอาวุธ

"ทหาร! อ้ายสามคนนี่ดูหมิ่นข้าซึ่งเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน จับเอาตัวมันไปเดี๋ยวนี้"

ฟ้าพยับและฟ้าลั่นผลุดลุกขึ้นยืน

"สามทหารเสือสู้ตาย" ฟ้าลั่นตะโกนขึ้นดังๆ

การต่อสู้ด้วยเพลงดาบเปิดฉากขึ้นแล้ว ฟ้าพยับกับฟ้าลั่นปะทะกับทหารของเดชณรงค์ ส่วนฟ้าคำรนต่อสู้กับเดชณรงค์อย่างดุเดือด การกินเลี้ยงสิ้นสุดลงทันที พวกนายทหารต่างยืนจับกลุ่มมองดูการต่อสู้อันน่าตื่นเต้นโดยมีชีวิตเป็นเดิมพัน

เพียงครู่เดียว ทหารของเดชณรงค์ก็ถูกฟ้าพยับกับฟ้าลั่นฆ่าตายหมด ส่วนฟ้าคำรนกับเดชณรงค์ต่างผลัดกันรุกผลัดกันรับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นหวาดเสียวแคล่วคล่องว่องไวด้วยกันทั้งสองฝ่าย วิศรุตกับเกรียงศักดิ์ร้องตะโกนหนุนฟ้าคำรนตลอดเวลา บรรดานายทหารทั้งหลาย

ต่างพากันเอาใจช่วยยอดขุนพลรูปหล่อแห่ง "ศิคิรินนคร"

ตลอดเวลาของการต่อสู้ ท่านหญิงมณฑาวดีพระทัยเต้นระทึกกลัวว่าฟ้าคำรนจะเพลี่ยงพล้ำเสียทีแก่ผู้สำเร็จราชการ แต่แล้วเพียงครู่เดียว เดชณรงค์ก็อ่อนแรงมองแลเห็นถนัด

ทิษฐิมานะและความเป็นลูกผู้ชายเท่านั้นที่ทำให้เดชณรงค์มานะกัดฟันต่อสู้กับขุนพลอาวุโส เดชณรงค์ตกเป็นฝ่ายรับแล้ว ฟ้าคำรนรุกประชิดติดพัน เสียงดาบต่อดาบกระทบกันดังฉาดฉับตลอดเวลา

และแล้วเมื่อผู้สำเร็จราชการเปิดช่องว่างให้ฟ้าคำรนก็แทงสอดลอดเกราะถูกหน้าอกเดชณรงค์ทะลุออกทางเบื้องหลัง เดชณรงค์สะดุ้งเฮือกสุดตัวปล่อยดาบในมือล่วงลงบนพื้นกระดาน ร่างของเขาค่อยๆ ล้มฮวบสิ้นใจตาย

ทันใดนั้นเองเสียงไชโยโห่ร้องก็ดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว ฟ้าคำรนก้มศีรษะถวายคำนับท่านหญิงมณฑาวดีอย่างนอบน้อม

"เกล้ากระหม่อมหวังด้วยฯ ว่า นับแต่นี้ต่อไป "ศิคิรินนคร" จะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เดชณรงค์คือตัวมารร้ายที่คิดกำเริบเสิบสานแย่งชิงอำนาจของฝ่าพระบาทไว้ นอกจากนี้ยังคิดการมักใหญ่ใฝ่สูงด้วย"

ท่านหญิงทรงแย้มพระสรวลเล็กน้อย

"ฉันตกอยู่ในอิทธิพลของเดชณรงค์มานานแล้ว ต่อนี้ไปฉันคงจะสุขสบายแน่นอน"

ฟ้าลั่นร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ใครเห็นสมควรที่จะให้ฟ้าคำรนเป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินโปรดยกมือขึ้น"

เสียงไชโยโห่ร้องดังขึ้นอีก นายทหารทุกคนต่างชูมือขึ้นและพากันเข้ามาห้อมล้อมฟ้าคำรนขุนพลผู้ยิ่งใหญ่ ฟ้าพยับกับฟ้าลั่นต่างช่วยกันแบกฟ้าคำรนขึ้นบ่าแห่ไปรอบๆ ห้องอย่างสนุกสนาน

ที่สวนดอกไม้หลังพระอุทยาน

ฟ้าคำรนได้นั่งเคียงคู่กับท่านหญิงมณฑาวดีบนม้าหินอ่อนข้างบ่อน้ำพุอันสวยสดงดงาม แสงจันทร์ส่องสว่างนวลแลเห็นพันธุ์ไม้ดอกต่างๆ ชูช่อไสว

"ฝ่าพระบาทเคยสัญญากับกระหม่อมว่า ถ้ากระหม่อมปราบเดชณรงค์ได้เรียบร้อยเมื่อไหร่ ฝ่าบาทจะประทานรางวัลให้อย่างงดงามทีเดียว"

ท่านหญิงมณฑาวดีทรงยิ้มเอียงอาย

"ท่านอยากได้รางวัลอะไรล่ะ ฟ้าคำรน บัดนี้ข้าก็แต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดินแล้ว ซึ่งตำแหน่งนี้ย่อมมีอำนาจวาสนาเท่าเทียมกับเจ้าผู้ครองนคร"

ฟ้าคำรนเอื้อมมือจับพระหัตถ์ท่านหญิง

"กระหม่อมอยากได้ประทานสักอย่างหนึ่ง"

ท่านหญิงเบือนพระพักตร์ไปทางอื่น

"ข้าไม่มีอะไรที่จะให้ท่านอีกแล้ว"

ขุนพลหนุ่มประคองกอดเธอไว้แน่น

"ดวงใจของกระหม่อม กระหม่อมตกเป็นทาสรักของฝ่าบาทมานานแล้ว"

เจ้าหญิงมณฑาวดีสลัดปัดป้องเล็กน้อย แต่แล้วฟ้าคำรนก็ยกมือเชยคางเธอขึ้น แล้วก้มลงจูบพระโอษฐ์เธออย่างทะนุถนอม

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ฟ้าพยับ, ฟ้าลั่น, วิศรุตและเกรียงศักดิ์ ได้ยืนแอบมองดูท่านหญิงกับฟ้าคำรนอยู่ข้างหลัง ท่านหญิงมณฑาวดียกพระหัตถ์โอบรอบคอชู้รักของเธอหลับพระเนตร พระองค์นั้นอ่อนระทวยอยู่ในวงแขนของจอมอัศวิน

ภาพยนตร์ไทยพูดได้เรื่อง "ทะแกล้วทหารสามเกลอ" สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ พอจบเรื่องไฟฟ้าในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ก็เปิดสว่างจ้ามองแลเห็นคณะพรรค ๔ สหายนั่งหน้าสลอนอยู่บนเก้าอี้

ตลอดเวลา ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมานี้ คนดูหลายคนนั่งสับปะหงกไปตามกัน ดร.ดิเรกเดินมาจากเครื่องฉายแล้วพูดขึ้นดังๆ

"เวอรี่แบ๊ด ไอคิดว่าเผาฟิล์มทิ้งเสียดีกว่า"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เผายังไงวะ ลงทุนไปน้อยอยู่หรือ ชั่วๆ ดีๆ ฉายตามงานวัดยังได้"

คุณหญิงวาดผลุดลุกขึ้นยืนและพูดขึ้นดังๆ

"ไม่ได้ความ หนังตะหวักตะบวยอะไรก็ไม่รู้ ตัวแม่ตอนสุดท้ายหายไปเฉยๆ ไม่กล่าวเลย เรื่องนี้สำคัญที่พระนางจันทราคนเดียวเท่านั้น ไปโว้ยไปเล่นไพ่กันดีกว่า"

คณะพรรค ๔ สหายต่างพากันลุกขึ้นเดินย่อยๆ ออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์ เจ้าคุณปัจจนึกฯ บ่นกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"หนังของเราสู้หนังตลุงก็ไม่ได้ ไม่ได้ความเลย คงไม่มีโรงไหนให้เราฉายหรอก เลิกกันทีนะเจ้าคุณอ้ายเรื่องทำหนัง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแห้งๆ แต่ไม่พูดว่ากระไร เดินตาม ๔ สหายออกไปจากห้องทดลองวิทยาศาสตร์

จบตอน