พล นิกร กิมหงวน 092 : ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์

พ.ศ.๒๔๙๘

การแสดงสเกตน้ำแข็งของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ที่ลานสเกตในบริเวณสวนลุมพินีนั้น ได้รับการต้อนรับจากประชาชนอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง และทำให้สวนลุมพินีในตอนกลางคืน มีชีวิตชีวาขึ้น เต็มไปด้วยผู้คนล้นหลาม รถเก๋งแบบต่างๆ จอดเรียงรายหลายร้อยคัน นับตั้งแต่พลบค่ำจนกระทั่ง ๒๒.๐๐ น. เศษ

คืนนั้น เป็นคืนที่ ๓ ที่คณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เปิดการแสดง

ก่อนเวลา ๒๐.๐๐ น. เล็กน้อย "ปอนเตี๊ยก" สีเขียวสดคันใหญ่และใหม่เอี่ยมคันหนึ่ง ได้พาสี่สหายของเรากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เลี้ยวเข้ามาในบริเวณสวนลุมพินีทางด้านพระบรมรูปสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า อาเสี่ยกิมหงวนเจ้าของรถทำหน้าที่เป็นคนขับ นั่งคู่กับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนพล, นิกร และ ดร.ดิเรกนั่งอยู่ตอนหลังรถ ทุกคนแต่งกายแบบสากล

อากาศต้นเหมันต์ในคืนวันนั้น หนาวเย็นจับใจจนกระทั่งนิกรนั่งตัวสั่นเหมือนลูกนกมาตลอดทาง

ด้านซ้ายมือของถนนสายกลาง ซึ่งเคยเป็นสนามฝึกซ้อมฟุตบอล กลายเป็นโรงสเกตน้ำแข็งไปแล้ว ประชาชนกำลังหลั่งไหลเข้าไปชมการแสดง หน้าห้องจำหน่ายบัตรที่นั่ง ๒๐ และ ๔๐ บาท ถึงกับเบียดเสียดเยียดยัดกัน 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ไม่ได้มีการโฆษณาอะไรมากมายนัก แต่ผู้ที่มาชมแล้วช่วยโฆษณาให้ ทุกคนยืนยันการแสดงสเกตน้ำแข็งของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เป็นการแสดงที่น่าดูที่สุด ดีกว่าดูในภาพยนตร์มากมายนัก

เพราะเสียงลือเสียงเล่าอ้างนี้เอง ทำให้สี่สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ชวนกันมาชม เมื่อได้เห็นผู้คนล้นหลามสี่สหายก็ยิ่งมั่นใจว่าการแสดงของเขาต้องดีเด็ดขาด

เสี่ยหงวนขับรถพลางเหม่อมองไปทางหน้าโรง จนกระทั่งนิกรร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย! ยายแก่"

อาเสี่ยตกใจยกเท้าขวาเหยียบเบรคเต็มแรง ยางทั้งสี่ล้อครูดกับถนนเสียงลั่น "ปอนเตี๊ยก" หยุดกึกกลางถนนทันทีทันควัน พล, นิกร, ดร.ดิเรก หลุดออกจากที่นั่งพุ่งตัวมาข้างหน้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวคะมำจนกระทั่งปากและจมูกของท่านกระแทกกับกระจกหน้ารถอย่างถนัดใจ

กิมหงวนไม่เห็นยายแก่ ก็หันมาทำตาเขียวกับนายจอมทะเล้น

"ปู้โธ่-แหกปากร้องออกมาได้ ทำให้เราตกใจนึกว่ายายแก่วิ่งตัดหน้ารถ เหยียบเบรคเสียจนตัวโก่ง"

"แกมันฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียด ที่กันร้องว่ายายแก่น่ะ กันต้องการให้พวกเราดูยายแก่คนหนึ่งซึ่งกำลังทะเลาะกับเจ๊กขายปลาหมึก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ มองดูนิกรอย่างเดือดดาล

"คนแก่ไม่เคยเห็นหรือ"

นิกรอมยิ้ม

"เคยเห็นครับ แต่ยายแก่คนนั้นแกนุ่งกระโปรงฮาไวสีแดงสดสะดุดตา แล้วก็สวมเสื้อหนาวทันสมัย ผมก็เลยบอกให้พวกเราดู"

รถยนต์ที่แล่นตามหลังมาต่างกดแตรเสียงดังลั่นไปหมด อาเสี่ยกิมหงวนรีบเหยียบครัชเข้าเกียร์ นำรถ "ปอนเตี๊ยก" เก๋งคันใหม่เอี่ยมของเขาแล่นต่อไป และเลี้ยวขวามือเข้าทางแยกสนามโฮ้วป่า อันเป็นสนามกีฬาสำหรับเด็กเล็กๆ เสี่ยหงวนจอดรถชิดขอบทางทางขวา ในเวลาเดียวกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รีบวิ่งเหยาะๆ ตรงมาที่รถเก๋งคันนี้ คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงมาจากรถ ดร.ดิเรกกับพลช่วยเลื่อนกระจกประตูขึ้นมา และปิดประตูเรียบร้อย

ชายหนุ่มผู้นั้นกล่าวเปรยๆ ว่า

"ฝากรถไหมครับ ที่นี่เป็นเขตจอดรถของเทศบาล"

เสี่ยหงวนยิ้มให้ชายหนุ่มผู้นั้น

"ฝากซีคุณ"

"ครับ-ได้ครับ อ้า-ขอเงินค่าฝากรถก่อนครับ"

อาเสี่ยทำหน้าชอบกล มองดูพนักงานเทศบาลด้วยความแปลกใจ

"เอ-ทำไมจะต้องเอาเงินค่าฝากรถก่อนล่ะคุณ"

นายคนนั้นทำหน้ากะเรี่ยกะราด

"นั่นน่ะซีครับ เจ้านายเขาสั่งผมมายังงั้น ผมก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง"

เสี่ยหงวนล้วงกระเป๋ากางเกง หยิบธนบัตรใบละร้อยบาทปึกเบ่อเริ่มออกมา แล้วส่งให้พนักงานเฝ้ารถของเทศบาลหนึ่งฉบับ

"เอ้า-ค่าฝากรถเท่าไหร่ล่ะ"

"สามบาทครับ แต่ว่าผมไม่มีทอนหรอกครับ"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ แล้วพาพรรคพวกเดินตรงไปเวทีแสดงสเกต ซึ่งมองแลเห็นอยู่ข้างหน้าท่ามกลางแสงไฟสว่างไสว มีบอลลูนเล็กๆ ลูกหนึ่งลอยอยู่ในอากาศโฆษณาน้ำอัดลม

นิกรเดินรั้งท้าย เขาหมุนตัวกลับเดินตรงเข้าไปหาคนเฝ้ารถ แล้วดึงธนบัตรใบละร้อยบาทมาจากมือชายหนุ่มคนนั้น นายจอมทะเล้นล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมาเปิดออก เก็บธนบัตรใบละร้อยบาทไว้ในกระเป๋า แล้วหยิบธนบัตรใบละบาทรวมสามฉบับออกมาส่งให้พนักงานเฝ้ารถของเทศบาล ต่อจากนั้นนิกรก็รีบติดตามคณะพรรคของเขาไป

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินผ่านสนามหญ้าอันขรุขระ และบางตอนก็เป็นหลุมเป็นบ่อเล็กๆ แล้วหยุดยืนรวมกลุ่มกันใกล้กับห้องจำหน่ายบัตรชั้นพิเศษริงไซด์ คือที่นั่งราคา ๘๐ บาท พล พัชราภรณ์ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา ขณะนี้เหลือเวลาอีกห้านาทีก็จะถึงเวลา ๒๐.๐๐ น. พลหันมามองดูนิกรแล้วพูดยิ้มๆ

"ตีตั๋วซีอ้ายกร ทำใจสปอร์ทให้พวกเราดูหน่อยเถอะวะ"

นิกรยืดหน้าอกขึ้นอย่างภาคภูมิ แล้วพูดยิ้มๆ

"ได้ซีเพื่อน ยืนรออยู่นี่นะ กันจะไปซื้อตั๋วทางโน้น"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"นี่โว้ย ห้องขายตั๋วอยู่ตรงนี้"

นิกรสั่นศีรษะ

"เศรษฐีอย่างพวกเราดูชั้นละ ๘๐ บาทก็เสียเกียรติ ไหนๆ กันเป็นเจ้ามือทั้งที ดูที่ละ ๒๐ บาทดีกว่าวะ เชื่อกันเถอะ พวกระบำสเกตน่ะอย่างไรก็คงแต่งตัวโป๊นุ่งน้อยห่มน้อย ดูใกล้ๆ ดีไม่ดีเดี๋ยวนัยน์ตาเป็นกุ้งยิง สู้ไปนั่งดูไกลๆ ข้างหลังสุดไม่ได้"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นทันที

"ลำบากนักก็ไม่ต้องออกเงินหรอกโว้ย ฉันออกดีกว่า คนละ ๘๐ บาทห้าคนก็ ๔๐๐ เท่านั้น ขนหน้าแข้งไม่ร่วง นึกว่าเราอุดหนุนโรงพยาบาลของกองทัพเรือ ได้ทั้งความสนุกเพลิดเพลินและบุญกุศล"

ดร.ดิเรก พาตัวเดินเข้าไปที่ห้องจำหน่ายบัตรชั้นพิเศษ แล้วเขาก็ซื้อบัตรที่นั่ง ๘๐ บาท รวมห้าฉบับเดินกลับมาหาคณะพรรคของเขาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ไอเลี้ยงดีกว่า วันนี้ไอได้เงินจากค่ารักษาคนไข้รายหนึ่งถึง ๓,๐๐๐ บาท ไอไปทำคลอดให้เขาทางสี่พระยา เป็นการคลอดที่ผิดปกติและลำบากยากเย็นที่สุด คนไข้ของไอคลอดบุตรภายในเวลาสามชั่วโมงถึงเจ็ดคน"

นิกรพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ลูกหมากระมั๊ง"

ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋-ก็ลูกหมาน่ะซี คนที่ไหนวะออกลูกทีเดียวตั้งเจ็ดคน"

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินมาที่ประตูทางเข้าชั้นพิเศษ ทหารเรือผู้เฝ้าประตูร้องบอกให้ประชาชนถือตั๋วคนละใบ นายแพทย์หนุ่มจึงแจกบัตรให้พรรคพวกของเขาและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็เดินแถวเรียงเดี่ยวผ่านประตูเข้าไปอย่างสง่าผ่าเผย

ภายในบริเวณลานสเกตมีประชาชนคับคั่งล้นหลามทุกที่นั่ง โดยเฉพาะที่นั่ง ๒๐ บาทและ ๔๐ บาทถึงกับเบียดเสียดเยียดยัดกัน เวทีแสดงกว้างใหญ่มีเนื้อที่ถึง ๕,๐๐๐ ตารางฟุต และรอบๆ มีขอบสูงประมาณหนึ่งฟุต พื้นเวทีเป็นน้ำแข็งเรียบเหมือนแผ่นกระจกไม่มีขรุขระเลย นับว่า 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' มีความสามารถอย่างยิ่งในการสร้างเวทีน้ำแข็งขนาดกว้างใหญ่เช่นนี้ขึ้นในประเทศร้อน และแน่นอนละ คณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' จะต้องมีเครื่องทำน้ำแข็งเคลื่อนที่และเครื่องจักรเครื่องกล เครื่องทำไฟฟ้ามากมาย เบื้องหลังเวทีเต็มไปด้วยโคมไฟสีขนาดใหญ่แขวนเป็นราว ด้านเหนือของเวทีมีฉากเหมือนกับฉากละคร เพื่อให้ผู้แสดงเข้าออกเช่นเดียวกับการแสดงละคร และเหนือม่านอันสวยงามนั้นเป็นที่สำหรับวงดนตรีบรรเลงเพลง

เจ้าหน้าที่ทหารเรือคนหนึ่ง นำคณะพรรค ๔ สหายของเรามานั่งเก้าอี้แถวหน้าเพื่อน เรียงกันตามหมายเลขในบัตรผ่านประตู คณะพรรค ๔ สหายรู้สึกว่าประชาชนที่นั่งเก้าอี้ชั้นพิเศษนั้น ส่วนมากเป็นชาวจีนและชาวยุโรป มีคนไทยไม่ถึง ๑๐ เปอร์เซ็นต์ คณะพรรค ๔ สหายนั่งสำรวมกิริยามารยาทให้สงบเสงี่ยม ทั้งนี้ก็เพราะคนดูส่วนมากเป็นสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีที่มีเกียรติ

เจ้าตี๋คนหนึ่งถือถาดไม้ใส่ของกินเดินผ่านมา นิกรแลเห็นเข้าก็ร้องเรียกเบาๆ

"เฮ้-มานี่แนะ ขายอะไรวะ"

"ขนมปังครับ"

นายจอมทะเล้นโยงโย่โยงหยก ล้วงกระเป๋ากางเกงหยิบซองธนบัตรออกมา

"อันละเท่าไหร่"

"บากเลียวคับ"

นายจอมทะเล้นพยักหน้ารับทราบ

"เอามาให้ห้าอัน"

เจ้าตี๋นับขนมปังซึ่งห่อกระดาษบางๆ รวมห้าชิ้นส่งให้นิกร นายจอมทะเล้นส่งธนบัตรใบละห้าบาทให้ไปใบหนึ่ง แล้วเขาก็ส่งขนมปังแจกพรรคพวกของเขา แต่ไม่มีใครยอมกิน นิกรจึงนั่งกินขนมปังอย่างหน้าตาเฉย ที่เหลือก็วางไว้บนตัก

พอได้เวลา ๒๐.๐๐ น. ตรง การแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ก็เริ่มต้นด้วยการบรรเลงเพลงจากวงดนตรีของคณะ

ม่านหน้าวงดนตรีถูกดึงขึ้นทีละน้อย ไฟฉายหลายดวงฉายกราดไปที่วงดนตรีนั้น นายกุนเตอร์ โบเช่ หัวหน้าวงดนตรีท่าทางทะมัดทะแมงและสม๊าร์ทมาก เขาให้จังหวะและดีดเปียนโนไปด้วย นักร้องสาวซอนยา ไมเคิลชาวออสเตรียน ได้ครวญเพลงแบบโอเปร่าอย่างไพเราะ แล้วเพลงเบิกโรงก็สิ้นสุดลงด้วยเสียงปรบมือของประชาชนคนดู

ต่อจากนั้น การแสดงสเกตน้ำแข็งก็เริ่มต้นด้วยระบำหมู่เป็นอันดับแรก คือ "เซ้าท์ ออฟ เดอะ บอร์เด้อร์" ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้องตาเขม็งมองดูตัวระบำสาวๆ ซึ่งนุ่งน้อยห่มน้อยแต่งกายสวยงามลีลาศอยู่บนลานน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ ทุกคนเคยเห็นแต่สเกตสี่ล้อซึ่งเล่นบนพื้นซีเมนต์เสียงดังหนวกหูงุ่มง่ามล่าช้า แต่สเกตน้ำแข็งไม่มีลูกล้อ และวิ่งได้เร็วกว่าสเกตลูกล้อหลายเท่า ถึงแม้เคยชมจากภาพยนตร์บางเรื่องก็ไม่ตื่นตาตื่นใจเหมือนกับได้เห็นการแสดงจริงๆ บนเวทีเช่นนี้ นักระบำสเกตทั้งหญิงชายได้แสดงการแปรขบวนบนลานน้ำแข็ง อันเป็นลีลาที่อ่อนช้อยสวยงามมาก

ดร.ดิเรกกล่าวกับพ่อตาของเขาเบาๆ

"เป็นยังไงครับ คุณพ่อ"

เจ้าคุณยิ้มแห้งๆ

"ก็เข้าทีดีเหมือนกัน แต่สู้แซ่ดบอมบ์ไม่ได้ มันดีไปคนละอย่าง อย่างนี้เป็นศิลปอันยอดเยี่ยมของผู้แสดง"

ดร.ดิเรกอธิบายให้ทราบ

"เมื่อครั้งผมไปประชุมเกี่ยวกับพลังงานปรมาณูที่โคลัมเบีย ผมเคยชมการแสดงสเกตน้ำแข็งของคณะนี้มาแล้วครับ และได้รู้จักกับเจ้าหน้าที่คนสำคัญๆ หลายคนเป็นต้นว่า ชีฟ อินยิเนียร์ คือมิสเตอร์ เบรโน มุลเล่อร์ แล้วก็มิสเตอร์ ซิกฟริด พิชเชอร์ ผู้จัดการฝ่ายเทคนิค ในฐานที่ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญพลังงานปรมาณูของโลก เจ้าหน้าที่ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เขาก็ต้อนรับผมเป็นอย่างดี และชี้แจงสิ่งต่างๆ ของเครื่องยนต์กลไกให้ผมทราบ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งฟังอย่างสนใจ

"รู้สึกว่าเขาต้องใช้แสงสว่างมากทีเดียวนะดิเรก เพียงแต่ไฟฉายก็หลายดวงแล้ว"

"ครับ-เป็นความจริง มิสเตอร์ วอลเดอ มาร์โนผู้เชี่ยวชาญในการใช้แสงได้อธิบายให้ผมฟังว่า การแสดงสเกตน้ำแข็งต้องใช้แสงสว่างประมาณ ๖๐,๐๐๐ แรงเทียน และบังคับแสงแบบ คอนโซล สวิชบอร์ด"

เสี่ยหงวนซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ นายแพทย์หนุ่ม ยกศอกสะกิดดิเรกเบาๆ

"พูดเบาๆ หน่อยโว้ยหมอ คนข้างหลังเขาไม่รู้เขาจะหาว่าแกโม้ พวกเราเท่านั้นที่รู้ว่าแกเคยชมการแสดงระบำสเกตของคณะนี้มาแล้วที่โคลัมโบ"

นายแพทย์หนุ่มหันมาค้อนอาเสี่ย ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็นั่งชมการแสดงจนหมดชุดแรก ด้วยความพอใจและสนใจยิ่ง เสียงตบมือดังไปทั่ว

อาเสี่ยกิมหงวนตบมือดังกว่าเพื่อน ส่วนนิกรศรัทธาแก่กล้า ถึงกับยกมือใส่ปากเป่าเปี๊ยว เรียกเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงจากกลุ่มคนดูที่นั่งอยู่ข้างหลัง

"ไม่เลว...ไม่เลวโว้ยหงวน เสียงตบมือของคนดูย่อมแสดงให้เห็นว่า คนไทยเราเป็นผู้ที่มีวัฒนธรรมอย่างดี รู้จักให้เกียรติผู้แสดงที่แสดงได้อย่างน่าดูเช่นนี้"

เสี่ยงหงวนพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"แต่แกจำได้ไหมกร เมื่อปีก่อนโน้น มีวงดนตรีต่างชาติวงหนึ่งมาแสดงที่นี่ แต่ไม่น่าฟังหรือไม่น่าดูเลย เมื่อจบเพลงจึงไม่มีคนปรบมือให้ เจ้าของคณะกลับไปเมืองนอกเขียนบทความลงในหนังสือพิมพ์ว่า คนไทยเป็นชาติป่าเถื่อน ไม่รู้จักตบมือให้เกียรติผู้แสดง"

นิกรพูดโพล่งขึ้นทันที

"ก็อ้ายดนตรีเศลษม์พันยังงั้น ใครเขาจะตบมือให้ล่ะ เราถือว่าเราเสียสตางค์เข้ามาชมการแสดงของเขา ถ้าแสดงดีเราก็ให้เกียรติ เมื่อเอาเพลงโกโรโกโสมาแสดงให้ฟัง และนักร้องแต่ละคนร้องเหมือนเสียงกะละมังร้าว ใครเขาจะไปตบมือให้มัน อ้ายวงดนตรีสับปะรังเควงนั้นขืนมาแสดงในเมืองไทยอีกก็มีหวังได้รับแจกเกือกและเกี๊ยะอย่างไม่ต้องสงสัย ในฐานที่ประณามคนไทยว่าเป็นคนป่าเถื่อน ซึ่งคนไทยทุกคนยังจำได้ดี ที่มันดูหมิ่นพวกเราอย่างร้ายแรง"

การแสดงในชุดที่สอง คือ การลีลาศคู่โดยดาราหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ซึ่งเรียกเสียงตบมืออย่างมากมาย และในชุดต่อไป ยีน แมททริวส์ หญิงสาวชาวแคนนาเดียนได้ออกมาแสดงลีลาศเดี่ยว ด้วยการเต้นรำในท่าผาดโผนต่างๆ บางทีก็อ่อนช้อยในท่าลีลาของหล่อน ประชาชนคนดูปรบมือให้เกียรติตลอดเวลา

คณะพรรค ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นสนใจในการแสดงของ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' อย่างยิ่ง นิกรของเราเคยง่วงเหงาหาวนอนมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว แต่คืนนี้เขาไม่ได้ง่วงเหงาหาวนอนเลย

หลังจาก มาร์กอท และวอลเตอร์ ได้ออกมาเต้นรำคู่ให้ชมแล้วก็ถึงชุด ซูลู วอร์ ด๊านซ์ หรือระบำคนป่า แล้วก็ถึงชุดระบำกุ๊ย ซึ่งแสดงโดยสเตฟและท๊อฟซี่ ต่อจากนั้นก็เป็นการแสดงชุดนักเรียน ซึ่งแม่หนูน้อยลีเดีย คลูทส์ เด็กหญิงชาวเบลเยี่ยมเป็นผู้แสดงนำ และทำให้คนดูทั่วทั้งสนามได้รับความพอใจในความสามารถของแม่หนูน้อยเป็นอย่างยิ่ง สังเกตได้จากเสียงปรบมือที่ดังอยู่ไม่ขาดระยะ

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ การแสดงเต้นรำคู่ การแสดงละครสัตว์ต่างๆ และเต้นรำในชุด "โอเรียลเตล แฟนตาซี" ซึ่งแสดงโดยนางสาวไรโค กาโต้ แม่สาวงามชาวญี่ปุ่น ต่อจากนั้นก็มีการแสดงตลกสลับฉาก โดย ปีเตอร์ แวน ยิลส์ ซึ่งแต่งเครื่องแบบทหารเรือออกมาจี้เส้นคนดู การแสดงอันดับที่ ๑๒ เป็นฉากใต้ท้องทะเลลึกสวยงามมาก ดาราสเกตสาวๆ แต่งกายเป็นปลาต่างๆ ทำให้บรรยากาศรอบๆ บริเวณลานสเกตเหมือนกับใต้ท้องทะเลจริงๆ

โฆษกซึ่งเป็นนายทหารเรือผู้ใหญ่ ได้ประกาศหยุดพักการแสดง ๑๕ นาที เพื่อให้ตัวละครได้มีเวลาพักผ่อนเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตกแต่งพื้นน้ำแข็งบนเวทีให้เสมอกัน เสียงจ้อกแจ้กของประชาชนคนดู ดังไปทั่วบริเวณสนามอันกว้างใหญ่ ทุกคนยอมรับว่าการแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เต็มไปด้วยความสวยงาม ตื่นเต้น น่าดูที่สุด ทุกรายการที่ผ่านมาไม่มีอะไรที่จืดชืดเบื่อตาคนดูเลย

อาเสี่ยกิมหงวนของเรานั่งเคร่งขรึม จ้องตาเขม็งมองไปที่ม่านหน้าเวที สักครู่ก็ล้วงกระเป๋าหยิบบุหรี่ไม้ขีดไฟออกมาจุดสูบ

ดร.ดิเรกกล่าวถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"ง่วงนอนหรือ"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"เปล่า-ไม่ได้ง่วงเลย"

"แล้วทำไมถึงซึมกระทือไปละ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วยิ้มแห้งๆ

"กันพอใจ และติดใจการแสดงสเกตน้ำแข็งมาก แล้วกันก็สนใจในเรื่องลานสเกตนี้มาก เขาทำยังไงวะหมอน้ำแข็งมันถึงอยู่ได้ตลอดเวลาเช่นนี้"

ดร.ดิเรกอธิบายให้ทราบ

"ก็ไม่ยากลำบากอะไรนัก ใต้พื้นลานน้ำแข็งนี้มีท่อทำความเย็นแบบตู้เย็นที่บ้านเรา คดเคี้ยวไปมาน้ำแข็งจึงเกิดขึ้นได้เหมือนกับตู้เย็นเช่นเดียวกัน"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"แกมีความสามารถพอที่จะสร้างลานสเกตน้ำแข็ง ขึ้นที่บ้านเราได้ไหมดิเรก"

พล พัชราภรณ์ซึ่งนั่งอยู่ทางขวาของเสี่ยหงวนกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เอาละซี-อ้ายเสี่ยถ้าจะหัดสเกตน้ำแข็งละกระมัง"

กิมหงวนหันมายิ้มกับพล

"อือ-กันอยากหัดจริงโว้ย รู้สึกว่ามันคงสนุกดีมาก แต่กลัวว่าดิเรกจะทำลานสเกตให้กันเล่นไม่ได้ เพราะมันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากไม่ใช่น้อย สำหรับทุนน่ะกันไม่กลัวหรอก จะเอาสักล้านสองล้านก็ยังได้ ถ้าหมุนเงินให้ไม่ทันก็จะขอยืมคุณอาสักหนึ่งล้าน ให้ดิเรกสร้างลานสเกตน้ำแข็งขึ้นที่บ้านเรา"

ดร.ดิเรกมองดูเสี่ยหงวนด้วยความไม่พอใจ แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"ยูคิดว่าการสร้างลานสเกตน้ำแข็งนี่นะ เป็นของยากสำหรับไอยังงั้นหรือ ฮะๆ ระเบิดปรมาณูหรือไฮโดรเย่นบอมบ์ยากกว่านี่ตั้งหลายพันเท่ากันยังทำได้ พูดแล้วจะว่าคุยโว้ย ถ้ากันจะสร้างลานสเกตน้ำแข็งขึ้นที่บ้านเราแล้ว กันจะใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้นก็สร้างเสร็จ และสร้างได้ดีกว่านี้ด้วย"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"ฮ้า-จริงๆ หรือหมอ"

"เออ" ดิเรกรับคำเสียงหนักแน่น "มีอะไรบ้างวะในโลกนี้ที่ด๊อกเตอร์ดิเรกทำไม่ได้ ไอเป็นนักวิทยาศาสตร์เป็นนักประดิษฐ์ที่โลกยอมรับนับถือว่าไอมีความสามารถ ยอดเยี่ยมคนหนึ่ง อ้า-กันจะเล่าให้แกฟัง ท่านมหาราชาจันทรกุมารเคยทรงเล่นสเกตน้ำแข็งมาแล้ว อุณหภูมิที่อินเดียน่ะร้อนจัดมาก แต่กันสามารถสร้างลานสเกตน้ำแข็งให้พระองค์ทรงเล่นได้ พวกฝรั่งยังแปลกใจไปตามกัน ท่านมหาราชาโปรดสเกตน้ำแข็งมาก พระองค์ทรงเล่นอยู่ได้สัปดาห์เดียวก็เลิก"

"ทำไมล่ะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชะโงกหน้ามาถาม

นายแพทย์หนุ่มพูดพลางหัวเราะพลาง

"ทรงพระปากแตกและแขนหัก พระพักตร์หลายเป็นครุฑจำแทบไม่ได้เลย เพราะพระองค์ทรงพระโลดโผนมากไปหน่อย"

เสี่ยหงวนกล่าวกับ ดร.ดิเรกอย่างเป็นการเป็นงาน

"หมอ-อย่าดูสเกตเลยวะ รีบกลับบ้านเถอะ"

ดิเรกขมวดคิ้ว

"ทำไมล่ะ"

"กลับไปทำลานสเกตให้กันเล่นเดี๋ยวนี้แหละ กันอยากเล่นเต็มฟัดแล้ว"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะงอหาย

"อยากเล่นเอามากเชียวหรือ"

"อือ-กันคิดว่าการเล่นสเกตน้ำแข็งคงไม่ยากลำบากอะไรนัก สวมรองเท้าสเกตเข้าวิ่งออกมาพยายามเลี้ยงตัวให้ตรง ขยับเท้าซ้ายทีขวาที มันก็วิ่งไปได้ด้วยความลื่นของน้ำแข็ง"

นิกรชะโงกหน้าออกมาพูดกับอาเสี่ย

"กันก็อยากเล่นเหมือนกัน แต่เราต้องพยายามดูท่าทางและจดจำเอาไปฝึกซ้อมเล่นกันที่บ้าน อย่างช้าภายในอาทิตย์เดียว เราก็สามารถที่จะแสดงสเกตน้ำแข็งได้เช่นเดียวกับพวกนี้"

๔ สหายสนทนากันเงียบๆ ดร.ดิเรกรับรองว่าเขาจะสร้างลานสเกตน้ำแข็งที่บ้าน 'พัชราภรณ์' และให้แล้วเสร็จภายในสามวันนี้ ส่วนรองเท้าสเกตนั้นพรุ่งนี้เขาจะโทรเลขด่วนสั่งซื้อจากสหรัฐอเมริกาโดยทางเครื่องบิน

การแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ในรอบหลังได้เริ่มต้นแสดงต่อไป ด้วยการบรรเลงเพลงเบิกโรง แหละหลังจากนั้นก็เป็นการแสดงละครสัตว์ มีสัตว์ต่างๆ ออกมาแสดงมากมาย และมีการแสดงตลกประกอบด้วย อันดับต่อไปเป็นการเต้นรำคู่โดย มาร์ก๊อท และวอลเตอร์ เวียนนา วอลท์ ทำให้คนดูพออกพอใจมาก เพราะคู่เต้นสามารถแสดงการลีลาศอย่างน่าชม

แล้วก็ถึงชุดดนตรีตลก การแสดงระบำหมู่ และเต้นรำเดี่ยว รายการในชุด 'หมู่ดาวในสายตาของท่าน' เป็นการแสดงวิจิตรศิลปอย่างน่าชม คนดูตื่นตะลึงในความสวยสดงดงามไปตามกัน คณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' มีศิลปอย่างยอดเยี่ยมในการให้แสงสี ทำให้เกิดดวงดาวระยิบระยับทั่วบริเวณลานสเกตอันกว้างใหญ่ มวลหมู่เทพธิดาสวรรค์ต่างจับระบำรำฟ้อนวนเวียนไปมา ซึ่งฉากนี้เป็นฉากที่สวยงามที่สุด

อย่างไรก็ตาม นิกรของเรานั่งสับปะหงกหงึกๆ และอ้าปากน้ำลายไหลยืดเมื่อถึงฉากนี้ เมื่อหมดฉากแดนสวรรค์ก็เป็นการแสดงเต้นรำผาดโผน โดย สเตฟและท๊อฟซี่ คณะพรรค ๔ สหายเว้นแต่นิกรต่างพากันตบมือลั่นให้เกียรติแก่ศิลปินทั้งสอง มันเป็นการเต้นรำที่น่าหวาดเสียวที่สุด เพราะถ้าพลาดพลั้งไปแล้ว คู่เต้นรำก็จะได้รับอันตรายบาดเจ็บสาหัส ทั้งสองดาราสเกตทำให้คนดูปรบมือตลอดเวลา

ต่อจากนั้นก็ถึงรายการตลกสามพี่น้อง แล้วก็ถึงอันดับสุดท้ายของการแสดง ซึ่งฉากสุดท้ายนี้ตัวละครทั้งหมดได้ออกมาแสดงตัวบนเวที บรรดาตัวประกอบหญิงชายแต่งเครื่องแบบทหารม้าชุดสีดำปักดิ้นเงิน สวยงามมาก โฆษกได้ประกาศให้ผู้ดูรู้จักกับดาราสเกตทีละคน ซึ่งออกมาเต้นรำคู่กันในกลุ่มทหารม้า

การแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' สิ้นสุดในเวลา ๒๒.๑๐ น. เมื่อดนตรีได้ทำเพลงสรรเสริญพระบารมี ประชาชนคนดูทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืน นิกรคงนั่งหลับกรนคร่อกๆ พล พัชราภรณ์ กระชากตัวนายจอมทะเล้นให้ลุกขึ้น นิกรจึงตกใจลืมตาโพลง และยืนตรงจนกระทั่งจบเพลงสรรเสริญพระบารมี เขาก็ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ สับปะหงกต่อไป

"เฮ้ย" เสี่ยหงวนตวาด "เลิกแล้วโว้ย อ้ายกร"

นิกรสะดุ้งเฮือกลืมตาโพลง

"เลิกแล้วแกจะไปไหนก็ไปซีโว้ย กันจะนอนที่นี่แหละ" พูดจบเขาก็หลับตาสับปะหงกต่อไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสามสหาย

"ไปเถอะพวกเรา ปล่อยให้อ้ายกรหลับอยู่ที่นี่แหละ"

ประชาชนนับจำนวนหมื่นต่างหลั่งไหลกันออกไปจากลานสเกตน้ำแข็ง และวิพากษ์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด ทุกๆ คนรู้สึกพออกพอใจในการแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' อย่างยิ่ง คุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไป และเมื่อนึกถึงศิลปของเขาแล้ว ค่าดูที่เสียไปนั้นย่อมนับว่าถูกมาก เพราะประชาชนคนไทยจะไม่มีโอกาสได้ชมการแสดงสเกตน้ำแข็งของคณะใดอีกแล้ว

อาเสี่ยกิมหงวนเต็มไปด้วยความสนใจในเรื่องสเกตน้ำแข็ง เขาเดินคลอคู่กับ ดร.ดิเรก และขอร้องให้นายแพทย์หนุ่มใช้ความรู้ความสามารถ สร้างลานสเกตน้ำแข็งขึ้นที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ซึ่ง ดร.ดิเรกได้รับรองว่าการสร้างลานสเกตน้ำแข็งนั้นไม่ยากลำบากอะไรนัก เขาขอเงินงบประมาณจากกิมหงวนเพียงสามแสนบาทเท่านั้น

"สามแสน" เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ "อย่าว่าแต่สามแสนเลยเพื่อน สักสามสี่ล้านกันก็ไม่ขัดข้อง เรื่องเงินแล้วไม่ต้องพูด ขอให้กันได้เล่นสเกตน้ำแข็งในเร็ววันนี้เป็นใช้ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาเสี่ยหงวนกับ ดร.ดิเรกและพล พัชราภรณ์ข้ามถนนตรงไปที่รถ นิกรติดตามมาห่างๆ ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็พากันนั่งรถ "ปอนเตี๊ยก" เก่งกลับไปบ้าน 'พัชราภรณ์' นิกรบ่นพึมพำเพราะเขาไม่ได้ชมการแสดงไปหลายชุด เนื่องจากมัวนั่งหลับเสีย

ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีอะไรที่ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ทำไม่ได้

คำกล่าวนี้เป็นความจริงทีเดียว ดร.ดิเรกใช้เวลาเพียงห้าวันเท่านั้น จัดสร้างลานสเกตน้ำแข็งขึ้นในบริเวณที่ว่างตอนหนึ่งทางหลังบ้าน 'พัชราภรณ์' ทั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดกับคณะ ๔ สหายและสี่นางเป็นอย่างดี

เพราะ ดร.ดิเรกเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นเยี่ยมของโลก การสร้างลานสเกตน้ำแข็งจึงไม่ยากลำบากอะไรนัก นายแพทย์หนุ่มได้โทรเลขด่วนไปยังบริษัทจำหน่ายสินค้าแห่งหนึ่งที่นิวยอร์ค สั่งซื้อรองเท้าสเกตน้ำแข็งราม ๒๔ คู่ขนาดต่างๆ กัน และให้ส่งของมาให้ทางเครื่องบิน ดังนั้นพอลานสเกตน้ำแข็งเสร็จเรียบร้อย รองเท้าสเกต ๒๔ คู่ ก็เดินทางมาถึง

บ้าน 'พัชราภรณ์' ครึกครื้นขึ้นอีก ทุกคนแม้กระทั่งคุณหญิงวาดก็มีความปรารถนาที่จะฝึกหัดสเกตน้ำแข็ง ดร.ดิเรกได้ทดลองเครื่องทำน้ำแข็งเรียบร้อยแล้ว ปรากฏว่าลานน้ำแข็งนั้นมั่นคงแข็งแรงดีกว่า ลานสเกตของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เสียอีก ซึ่งทำให้คณะพรรค ๔ สหายทุกคนมีความพออกพอใจมาก

แต่แล้วทุกคนก็รู้สึกว่าการเล่นสเกตน้ำแข็งนั้น ไม่ใช่ของง่ายเสียแล้ว เพราะเมื่อลองสวมรองเท้าสเกตน้ำแข็งดูพอลุกขึ้นยืนก็หกล้ม หรือม่ายก็ยืนโงนเงนไปมา จึงจำเป็นจะต้องหัดยืนเลี้ยงตัวบนพื้นดินซึ่งไม่ใช่พื้นน้ำแข็งเสียก่อน ปรากฏว่าคุณหญิงวาดหกล้มหัวเข่าแตก ยังไม่ทันที่จะได้ฝึกในลานน้ำแข็ง

"ไม่ได้เรื่องเสียแล้วละโว้ยหมอ" เสี่ยหงวนพูดกับนายแพทย์หนุ่มในตอนสายวันนั้น เมื่อเขากับเพื่อนๆ ลองสวมรองเท้าสเกตดู "พวกเราไม่เคยมีใครเคยเล่นสเกตน้ำแข็งมาก่อนเลย เราจำเป็นจะต้องหาครูสักคนหนึ่งมาฝึกสอนให้เรา"

ดร.ดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"กันรับรองว่าไม่มีคนไทยคนใดที่เคยเล่นสเกตน้ำแข็งมาก่อนเลย อย่างดีก็เพียงแต่เคยเล่นสกีมาเท่านั้น และการเล่นสกีกับสเกตน้ำแข็งก็แตกต่างกันมาก"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"รับประทานถ้าไม่รังเกียจละก็ รับประทานผมหัดให้ก็ได้ครับ"

คณะพรรค ๔ สหายกับสี่นาง และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาด ต่างพากันมองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว

"หา" คุณหญิงวาดอุทานเสียงแหลม "เอ็งว่ายังไงนะอ้ายแห้ว เอ็งน่ะหรือจะหัดสเกตให้พวกข้า"

เจ้าแห้วประณมมือประสานกันระหว่างอก

"รับประทานถูกแล้วครับ"

คราวนี้เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงก็ดังขึ้น พลมองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"แกเล่นเป็นหรือวะอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มภาคภูมิ

"รับประทานถามเสียใหม่เถอะครับ คุณควรถามว่าผมน่ะเล่นได้ดีไหม"

อาเสี่ยถอนหายใจหนักๆ เขาพูดเสริมขึ้น

"แกไปหัดมาจากไหนวะ อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วค้อนขวับ

"เอาเถอะครับ รับประทานผมเล่นได้ก็แล้วกัน รับประทานการเล่นสเกตน้ำแข็งง่ายเหมือนปอกกล้วยใส่ปาก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หมั่นไส้เต็มทนก็เลยพูดโพล่งขึ้น

"คุยดีนักอ้ายเปรต สวมรองเท้าสเกตเข้าเดี๋ยวนี้ แล้วขึ้นไปบนลานน้ำแข็ง วิ่งให้ข้าดูหนึ่งรอบ ข้าจะให้เงินเอ็งห้าร้อยบาท แต่ถ้าเองหกล้มกระทืบซ้ำเลย"

"โอ้โฮ" เจ้าแห้วคราง "อย่าว่าแต่กระทืบซ้ำเลยครับ รับประทานผมท้าให้ยิงผมทิ้งเลย ถ้าผมหกล้ม แต่ว่า... รับประทานถ้าผมวิ่งไปรอบลานน้ำแข็งได้หนึ่งรอบ ใต้เท้าต้องจ่ายเงินรางวัลให้ผมห้าร้อยบาทจริงๆ นะครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้นอย่างขบขัน

"ข้าให้อีกห้าร้อย โธ่-อ้ายเวรเอ๊ย คนอย่างแกน่ะรองเท้าสเกตน้ำแข็งก็คงเพิ่งเคยเห็นในคราวนี้ เร็วสวมรองเท้าเข้าแล้วลองวิ่งให้ข้าดูซิ เอ็งจะได้รู้ว่าการพูดกับการทำนั้นมันต่างกัน ฉันรับรองว่าอย่างน้อยปากแกก็ต้องกัดพื้นน้ำแข็ง กินน้ำพริกไม่ได้ไปหลายวัน"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ลุกขึ้นเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยมข้างลานสเกต ซึ่งมีรองเท้าสเกตวางอยู่บนโต๊ะนั้นมากมาย เจ้าแห้วเลือกหยิบเอาคู่หนึ่ง แล้วทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็ก ถอดรองเท้าผ้าใบเก่าๆ ออก จัดแจงสวมรองเท้าสเกตทันที ทุกคนพามองดูเจ้าแห้วด้วยความแปลกใจ

ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นเดินอย่างองอาจ เดินไปตามพื้นดิน และก้าวขึ้นไปบนลานน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ มีเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ตารางฟุต ขนาดเดียวกับลานน้ำแข็งของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์'

คณะพรรค ๔ สหาย และท่านผู้ใหญ่ทั้งสามตลอดจนเมียๆ ของ ๔ สหาย ต่างตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน เมื่อแลเห็นเจ้าแห้วพาตัวแล่นไปตามลานน้ำแข็ง และเลี้ยวไปมารอบๆ บริเวณนั้น บางครั้งก็วิ่งถอยหลัง บางทีก็เลี้ยวในท่าผาดโผน แต่บางทีก็หวุดหวิดจะหกล้ม เจ้าแห้วทำท่าเหมือนกับนกบิน คือยื่นแขนทั้งสองข้างออกไป ยกเท้าขวายื่นไปข้างหลัง แต่ดูท่าทางคล้ายๆ กับอีแร้งบินมากกว่า ในที่สุดเจ้าแห้วก็วิ่งมาหยุดริมขอบลานน้ำแข็ง แล้วก้าวเท้าลงมาจากลานน้ำแข็งนั้น

ประไพและนวลลออตบมือขึ้นพร้อมๆ กัน ทำให้ทุกๆ คนพลอยตบมือให้เกียรติเจ้าแห้วด้วย เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นด้วยความประหลาดใจที่เจ้าแห้วเล่นสเกตน้ำแข็งได้ ถึงแม้ท่าทางยังเก้งก้างและไม่มีลวดลายอะไร ก็นับว่าเจ้าแห้วมีความสามารถอย่างยอดเยี่ยม

เจ้าแห้วก้มตัวลงถอดรองเท้าสเกตน้ำแข็งทั้งสองข้าง และสวมรองเท้าผ้าใบตามเดิม เขาเดินเข้ามาหาคณะพรรค ๔ สหายด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส พอสบตาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เจ้าแห้วก็กล่าวขึ้นทันที

"รับประทานกระผมเล่นสเกตน้ำแข็งได้แล้ว ใต้เท้ารับรองว่าจะจ่ายเงินรางวัลให้กระผมห้าร้อยบาท"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' มองดูเจ้าแห้วอย่างชื่นชม ท่านรีบล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ตหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทออกมาปึกหนึ่ง นับได้ห้าฉบับส่งให้เจ้าแห้วทันที

"เอ้า-เอาไป อ้ายแห้ว ข้าเป็นผู้ใหญ่เมื่อได้ลั่นวาจาออกไปแล้ว ข้าต้องรักษาวาจาสัตย์"

เจ้าแห้วกระพุ่มมือไหว้อย่างนอบน้อม นัยน์ตาวาวโรจน์เพราะความดีใจ รีบรับธนบัตรใบละร้อยใหม่เอี่ยมทั้งห้าฉบับมาพิจารณาดู

"รับประทานทำไมไม่มีเส้นล่ะครับ สงสัยว่าจะพิมพ์มาจากฮ่องกง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สะดุ้งเฮือก

"เดี๋ยวถีบเปรี้ยงเข้าให้เลย นี่มันใบละร้อยแบบใหม่โว้ย เพิ่งไปเอามาจากแบ๊งค์เมื่อตอนเช้านี้เอง ใบละร้อยแบบนี้ตรงกลางมีเส้นพาดกลางตลอด"

เจ้าแห้วตีหน้าปูเลี่ยนๆ ชอบกล เก็บธนบัตรใส่กระเป๋าเสื้อ แล้วหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แฮ่ๆ รับประทานใต้เท้าว่าจะจ่ายเงินรางวัลให้กระผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนปะหลับปะเหลือก

"เออ-ติดไว้ก่อน ประเดี๋ยวขึ้นไปบนตึกข้าจะให้"

สี่นางต่างพากันมาห้อมล้อมเจ้าแห้ว แล้วประไพก็กล่าวถามเจ้าแห้วอย่างเป็นการเป็นงาน

"แกช่วยสอนฉันหน่อยซีแห้ว แกทำอย่างไรนะถึงวิ่งไปได้โดยไม่หกล้ม"

เจ้าแห้วว่า "รับประทาน อยู่ที่กำลังใจของเราครับ ถ้าใจเราคิดว่าเล่นได้ เราก็วิ่งไปได้ รับประทานถ้าใจคิดว่าหกล้มมันก็หกล้ม"

คุณหญิงวาดฟังเจ้าแห้วพูดเช่นนี้ ท่านก็บอกตัวเองว่าการเล่นสเกตน้ำแข็งนั้นคงไม่ยากลำบากอะไร ท่านคิดว่าท่านมีอายุมากแล้ว สมควรที่จะบริหารร่างกายได้และไม่มีอะไรดีกว่าสเกตน้ำแข็ง ดังนั้นท่านจึงกล่าวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า

"ลองดูหรือคะเจ้าคุณ เจ้าแห้วมันเล่นได้ เจ้าคุณและดิฉันก็คงเล่นได้เหมือนกัน"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ซึ่งเป็นคนขี้ขลาดมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว รีบสั่นศีรษะแล้วโบกมือห้าม

"ไม่เอาแล้วคุณหญิง ฉันเคยดูในหนังมันวิ่งปรู๊ดปร๊าดรวดเร็วดีเหลือเกิน ดีไม่ดีหัวร้างข้างแตก หรือม่ายก็แขนขาหัก"

"อุ๊ย-จะเป็นอะไรไปคะเจ้าคุณ แขนหัก คอหักดิเรกมันอยู่ทั้งคน ก็ให้มันช่วยต่อให้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะปฏิเสธอีก

"เชิญคุณหญิงเล่นคนเดียวเถอะ ฉันสมัครใจเป็นคนดูดีกว่า"

คุณหญิงวาดเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ลองดูไหมคะเจ้าคุณ สนุกดีเหมือนกัน เจ้าแห้วมันไม่ได้หัดมาจากไหนเลย มันยังเล่นให้เราดูได้ เราก็ควรจะเล่นได้เช่นเดียวกับอ้ายแห้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เอาซีครับ เท่าที่ดิเรกมันสร้างลานน้ำแข็งขึ้น ก็เพื่อจะให้พวกเราฝึกหัดสเกต ออกกำลังกายเล่นในตอนเย็น หรือตอนกลางคืน"

คุณหญิงวาดหัวเราะชอบใจ

"ไปซีคะเจ้าคุณ ไปสวมรองเท้าเข้าคนละคู่ แล้วจับคู่เต้นรำกับดิฉัน ดิฉันคิดว่าลวดลายของดิฉันคงไม่เลวกว่า ซอนยา เฮนนี่เท่าไรนัก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้นเบาๆ

"คงจะน่าเอ็นดูมากที่เดียว ลองให้ดูหน่อยเถอะนะคุณหญิง ถ้าคุณหญิงเล่นสเกตได้ฉันก็จะลองเล่นบ้าง"

นันทามองดูคุณหญิงวาดอย่างห่วงใย แล้วกล่าวขึ้น

"คุณอาขา-อย่าเลยค่ะ ดีไม่ดีเดี๋ยวหกล้มปากแตก"

คุณหญิงวาดหันมายิ้มกับศรีสะใภ้ของท่าน

"ไม่เป็นไรแม่นัน อาเชื่อว่าอาฉลาดกว่าอ้ายแห้วมาก ลงอ้ายแห้วมันเล่นได้ ทำไมอาจะเล่นไม่ได้" พูดจบท่านก็ยกมือจับแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเดินไปที่โต๊ะวางรองเท้าสเกต

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาด ต่างทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กคนละตัว หยิบรองเท้าสเกตมาสวมคนละคู่ แล้วลุกขึ้นค่อยๆ เดินโงนเงนตรงไปที่ลานน้ำแข็งด้วยความระมัดระวังตัว

ในที่สุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาคุณหญิงวาดขึ้นไปบนลานน้ำแข็งอย่างลำบากยากเย็น ทั้งสองเกาะแขนกันแน่น ในเวลาเดียวกันนี้เอง ๔ สหายได้ยืนรวมกลุ่มอยู่กับเมียๆ ของเขา และเกิดการพนันขันต่อกันขึ้น

"ต่อสองเอาหนึ่งเอ้า" อาเสี่ยพูดเสียงลั่น "กันว่าหงายท้องทั้งคู่ ใครว่าคุณอาทั้งสองสามารถเดินสเกตได้จะรองสักกี่หมื่นก็เอา"

แล้วเสียงเฮฮาก็ดังขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น ปล่อยมือที่เกาะแขนคุณหญิงวาดออก แล้วพูดกับคุณหญิงวาดด้วยเสียงสั่นเครือเล็กน้อย

"เอาซีครับคุณหญิง คุณหญิงเดินไปก่อนแล้วผมจะตามไป"

"เดินยังไงล่ะคะเจ้าคุณ"

"ก็สืบเท้าออกไปซีครับ อย่างที่เจ้าแห้วมันเดินให้เราดูเมื่อกี้นี้ เอาเท้าไหนสืบออกไปก่อนก็ได้"

คุณหญิงวาดนิ่งคิดอยู่สักครู่

"ชักปอดลอยเสียแล้วซีคะเจ้าคุณ รู้สึกว่ายืนอยู่เฉยๆ อย่างนี้มันยังโงนเงนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เจ้าคุณเดินไปก่อนเถอะคะ แล้วดิฉันจะตามไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ทอดสายตามองไปข้างหน้า วางที่ให้สง่าผ่าเผย ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ได้ยินแต่เสียงเครื่องยนต์ไฟฟ้าทำความเย็นครางกระหึ่มเบาๆ ท่านเจ้าคุณขยับเท้าซ้ายสืบออกไปข้างหน้าทันที ร่างอันอ้วนเตี้ยของท่านแล่นปราดไปตามลานน้ำแข็ง และแล้วก็หงายหลังผลึ่งอย่างไม่เป็นท่า ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรค ๔ สหาย เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดพลางหัวเราะพลาง

"เป็นยังไงครับ เจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วนิ่วหน้าร้องครางเบาๆ ท่านพยายามพยุงกายลุกขึ้นยืนด้วยความลำบากยากเย็น พอขยับเท้าก้าวออกเดินก็ล้มลง ก้นกระแทกพื้นน้ำแข็งอีกครั้งหนึ่ง เสียงดังพลั่ก เหมือนลูกขนุนหล่นลงมาจากต้นของมัน

นิกรหัวเราะเสียงเล็กแหลม ส่วนเสี่ยหงวนว่าเสียงอหาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามคลานเข้ามาที่ขอบลานน้ำแข็ง แล้วก้าวลงมาจากลานน้ำแข็งนั้น ถอดรองเท้าสเกตออกโดยเร็ว

คุณหญิงวาดยืนตีหน้าเหยเกอยู่บนลานน้ำแข็ง ใครต่อใครร้องตะโกนหนุนให้ท่านออกเดิน คุณหญิงวาดแข้งขาสั่นพั่บ จะกลับเข้ามาที่ขอบสนามก็ไม่ได้ เพราะเพียงขยับขาข้างใดข้างหนึ่งท่านก็ทำท่าเหมือนกับจะหกล้ม เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวสัพยอกเมียรักของท่านอย่างขบขัน

"ยังไงจ๊ะ ซอนยา เฮนนี่ เมื่อไรจะแสดงลวดลายให้ดูสักทีล่ะ"

คุณหญิงวาดฝืนยิ้มอย่างแห้งแล้ง สืบเท้าขวาเดินออกไปร่างของท่านลื่นไถลไปตามพื้นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว ทำให้ท่านตกใจร้องเอะอะเอ็ดตะโร แล้วก็หงายผลึ่งล้มลงอย่างไม่เป็นท่า พลรีบบุกเข้าไปบนลานน้ำแข็ง ตรงเข้าไปหาคุณหญิงวาด ทรุดตัวนั่งถอดรองเท้าสเกตให้ท่าน

"เป็นยังไงบ้างครับคุณแม่" เขาถามยิ้มๆ

"แย่โว้ย-ก้นกบแทบหักทีเดียว แปลกใจเหลือเกินที่อ้ายแห้วมันเล่นได้โดยไม่หกล้ม"

พลประคองคุณหญิงวาดให้ลุกขึ้น พาเดินออกมาจากลานสเกตน้ำแข็งนั้น ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

ดร.ดิเรก จ้องมองดูเจ้าแห้วด้วยความแปลกใจยิ่ง แล้วเขาก็กล่าวถามเจ้าแห้วอย่างเป็นการเป็นงาน

"บอกข้าหน่อยเถอะวะอ้ายแห้ว แกมีเคล็ดลับอย่างไรแกถึงเล่นสเกตน้ำแข็งได้ ทั้งๆ ที่สเกตน้ำแข็งน่ะเพิ่งเข้ามาแสดงในเมืองไทยในครั้งนี้ ใครๆ ก็เคยดูแต่ในหนังเท่านั้น"

เจ้าแห้วหัวเราะชอบใจ

"รับประทาน ผมจะเรียนความจริงให้ทราบนะครับ ผมได้ไปขลุกอยู่ที่หลังโรง 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ทุกๆ คืน รับประทานทำงานเป็นพนักงานรับใช้ เขาให้ค่าแรงคืนละ ๕๐ บาท"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลืมตาโพลง

"อ้อ-อ้ายเวรนี่ยังงี้เอง แอบไปอยู่ที่สนามสเกตนี่เล่า มิน่าล่ะ พอพลบค่ำแกก็หายหัวไป ข้าเพิ่งรู้ความจริงเดี๋ยวนี้เอง"

เจ้าแห้วกระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ด้วยความเคารพและเกรงกลัว

"รับประทานอภัยให้ผมเถอะครับ รับประทานหมู่นี้อัฐรสของกระผมไม่ใคร่จะมีใช้ ก็เลยไปรับจ้างทำงานที่ลานสเกต รับประทานหารายได้พิเศษ"

ประภากล่าวถามขึ้นด้วยความสนใจ

"แล้วทำไมแกถึงเล่นสเกตได้"

เจ้าแห้วมองดูเมียรักของนายแพทย์หนุ่ม

"รับประทาน พวกตัวละครเขาเห็นผมสนใจขอรับ รับประทานเขาก็ช่วยหัดให้ผม ตอนที่เลิกแสดงแล้ว คืนละชั่วโมงสองชั่วโมง รับประทานเพียงสามสี่วันผมก็พอเดินสเกตได้บ้าง มิสเตอร์ วอร์เน่อร์ มุลเล่อร์ ที่เล่นกระโดดสูงแหละครับเป็นครูฝึกให้ผม"

ทุกคนมองดูเจ้าแห้วด้วยความสนใจ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ ยกมือตบศีรษะด้วยความปราณี

"เอ็งเก่งมาก อ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มอ่อนหวาน

"รับประทานเก่งมานานแล้วครับ"

คราวนี้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกฝ่ามือผลักหน้าเจ้าแห้วเต็มแรง คุณหญิงวาดเดินกะโผลกกะเผลกเข้ามาหยุดยืนเบื้อหน้าเจ้าแห้ว ท่านยกมือท้าวสะเอวทั้งสองข้าง แล้วกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยหน้าตาขึงขัง

"ข้าเพิ่งรู้ความจริงเดี๋ยวนี้เองว่า แกแอบไปทำงานที่สนามสเกต และพยายามหัดเล่นสเกตจนเป็น เอาเถอะ... ข้าไม่ว่าอะไรหรอก ที่แกหาลำไพ่พิเศษ แต่อย่านอนตื่นสายก็แล้วกัน งานในหน้าที่ของแกอย่าให้มีอะไรขาดตกบกพร่อง ก่อนที่แกจะไปทำงานที่ลานสเกต"

เจ้าแห้วทำหน้าปูเลี่ยนๆ ชอบกล หันมามองดู ๔ สหายแล้วกล่าวว่า

"รับประทาน ผมไปเล่าให้พวกนักสเกตเขาฟังแล้วครับว่า พวกคุณได้สร้างลานสเกตน้ำแข็งขึ้นที่บ้านเรา และจะเริ่มต้นฝึกหัดกันในวันนี้ รับประทานมิสเตอร์ วอร์เน่อร์ มุลเล่อร์ ดาราสเกตที่ใจดีเขาบอกผมว่า รับประทานถ้าพวกคุณไม่รังเกียจ เขาก็ยินดีที่จะมาฝึกหัดให้โดยไม่คิดมูลค่าอะไรเลย"

อาเสี่ยกิมหงวนลืมตาโพลง

"ยังงั้นเรอะ ก็ดีน่ะซีอ้ายแห้ว ถ้ายังงั้นเอ็งเอารถไปรับนาย เวอร์เน่อร์ มุลเล่อร์ มาที่บ้านเราเดี๋ยวนี้ได้ไหมล่ะ ขณะนี้เพิ่งสามโมงเย็นเท่านั้น เขามีเวลาว่างอีกตั้งสี่ห้าชั่วโมงกว่าจะถึงเวลาแสดง เขาพักอยู่ที่ไหนล่ะ"

เจ้าแห้วนิ่งคิดอยู่สักครู่

"รับประทานโรงแรม โทรกกาเดโหร่ครับ"

นายแพทย์หนุ่มยกมือเกาศีรษะ แล้วตวาดแว๊ด

"โรงแรมโทรกกาเดโหร่เมื่อไหรวะ มีแต่โทรกะเดโร"

"รับประทานนั่นแหละครับ ถ้าอ่านเป็นสำเนียงฝรั่งเศษก็ต้องอ่านโทรกะเดโร รับประทานผมอ่านเป็นสำเนียงเสปญครับ คนเสปญต้องอ่านว่าโทรกกาเดโหร่"

นิกรสั่นหน้า แล้วเดินเข้ามายกเท้าเหวี่ยงลูกแปถูกก้นเจ้าแห้วดังป้าบ

"แกรู้มากไปแล้ว ขอเตะทีเถอะ"

เสี่ยหงวนโบกมือห้ามนิกร ไม่ให้ยุ่งกับเจ้าแห้วแล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"แกเอารถ 'ปอนเตี๊ยก' ไปรับนายมุลเล่อร์มาบ้านเราเดี๋ยวนี้ บอกเขาด้วยว่าพวกเราขอเชิญเขาให้มาเป็นครูหัดสเกตน้ำแข็งให้เรา เราจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ถ้าเขาจะมาฝึกหัดแนะนำสั่งสอนให้พวกเรา และพวกเราถือโอกาสเลี้ยงอาหารเย็นต้อนรับเขาด้วย" พูดจบอาเสี่ยก็ยกมือตบบ่าเจ้าแห้ว "ไป-ไปเดี๋ยวนี้ ข้ากำลังอยากเล่นสเกตเต็มทน ถ้าแกไปรับนายมุลเล่อร์มาได้ ข้าจะให้รางวัลแกสองร้อยบาท"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานได้ซีครับ นายมุลเล่อร์แกรักผมมากทีเดียว รับประทานแกบอกว่าผมเป็นคนสงบเสงี่ยมเจียมตัว และที่แกชอบที่สุดก็คือว่าผมเลียเก่ง รับประทานพวกตัวละครทุกคนชอบผมทั้งนั้นแหละครับ ซึ่งในไม่ช้านี้รับประทานผมอาจจะมีแฟนคนหนึ่ง ซึ่งเป็นตัวประกอบ รับประทานหล่อนสวยมากเชียวครับ เชฟยังงี้งามกว่าแม่สาวแซ่ดบอมบ์เป็นไหนๆ อกผาย ไหล่ผึ่ง หน้าตึง..แต่หลังโกงนิดหน่อย รับประทานบางทีผมจะลาออกจากที่นี่เพื่อเดินทางรอบโลกไปกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ด้วยครับ ผู้จัดการใหญ่เขาบอกว่าเขาจะให้เงินผม อาทิตย์ละ ๒๕ ดอลลาร์อเมริกัน"

คุณหญิงวาดพูดขึ้นทันที

"ดีแล้ว อ้ายแห้ว เมื่อมีช่องทางก็ไปเสียทีนะพ่อมหาจำเริญ บ้านของข้าจะได้สูงขึ้นอีก ขอให้ไปจริงๆ เถอะข้าจะได้สบายใจ เอ็งตกลงไปกับเขาแล้วไม่ใช่หรือ"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานยังครับ กระผมยังสงวนท่าทีก่อน รับประทานถ้าหากเขาให้กระผมเป็นรองผู้อำนวยการละก็เห็นจะตกลงขอรับ"

"โธ่" คุณหญิงคราง "เดี๋ยวแม่เตะหงายท้องไปเลย หน้าอย่างแกน่ะเรอะเขาจะให้เป็นผู้ช่วยผู้อำนวยการ"

เสี่ยหงวนพูดตัดบท

"อย่ามัวพูดมากเลยโว้ยอ้ายแห้ว รีบไปรับนายมุลเล่อร์มาที่นี่เถอะ พวกเราจะคอย ข้าอยากรู้จักกับเขามาก การแสดงสเกตโลดโผนของเขา กระโดดข้ามโต๊ะและเก้าอี้เท่าที่ข้าไปชมมา รู้สึกว่าเขาเก่งมากที่เดียว โดยเฉพาะตอนที่เขากระโดดข้ามห่วงเหล็ก ถ้าพลาดนิดเดียวก็มีหวังคอหักตาย"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น แล้วพูกับเสี่ยหงวนอย่างหน้าตาขึงขัง

"รับประทาน นายมุลเล่อร์แกคอหักมาเก้าครั้งแล้วครับ ไปแสดงที่อเมริกาได้เพียงเดือนครึ่ง คอหักถึงสามครั้ง ไปแสดงที่ฮอลแลนด์ก็คอหักหนหนึ่ง ที่ลอตเตอร์ดัม ที่ไคโร ที่ฟิลลิปปินส์ และสิงคโปร์ก็เคยคอหัดมาแล้ว แต่นายแพทย์ประจำคณะของเขาเก่งมากเชียวครับ รับประทานมีความเชียวชาญในการต่อคอเป็นพิเศษ รับประทานเรื่องนี้เท็จจริงอย่างไรก็ไม่ทราบนะครับ คนงานที่สนามสเกตคนหนึ่งเขาเล่าให้ผมฟังอย่างนี้"

เสี่ยหงวนเอ็ดตะโรลั่น

"ไป-อ้ายเปรตนี่พูดมากจริงเชียว พับผ่า เดี๋ยวก็โดนแตะเท่านั้น"

เจ้าแห้วเดินลอยหน้าออกไปทางหน้าตึก คณะพรรค ๔ สหายต่างวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องสเกตน้ำแข็ง อาเสี่ยกิมหงวนจูงมือนิกรพาเดินไปที่โต๊ะสี่เหลี่ยม แล้วกล่าวกับนายจอมทะเล้นว่า

"ลองดูนิดเถอะวะอ้ายกร อย่างมากก็ปากแตกเท่านั้น คงไม่ถึงกับแข้งขาหักหรอกน่า"

นิกรทำหน้าเหมือนกินน้ำมันละหุ่ง

"ว้า-ไม่ไหวโว้ยอ้ายเสี่ย อากาศมันหนาวจนกระดูกกระเดี้ยวปวดร้าวไปหมดทั้งตัวแล้ว ถ้าล้มลงไปบนลานน้ำแข็งกันก็คงหนาวตายแน่"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"หนาวน่ะไม่ถึงตายหรอกวะ แล้วก็..เย็นนี้อาบน้ำเสียบ้างซี ดูเหมือนเกือบครึ่งเดือนแล้วได้ข่าวว่าแกไม่เคยอาบน้ำเลย"

นิกรทำตาเขียวกับเสี่ยหงวนแล้วพูดเบาๆ

"อย่าเอ็ดไปน่า เดี๋ยวเมียเขาไม่ให้นอนด้วย รู้แล้วก็นิ่งไว้เฉยๆ ซี เอาโว้ย ลองเล่นสเกตดูก็เอา"

สองสหายทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้เหล็กคนละตัว ถอดรองเท้าออก และหยิบรองเท้าสเกตน้ำแข็งมาสวมคนละคู่ ต่อจากนั้นกิมหงวนกับนิกรก็ลุกขึ้นยืน พยายามเดินก้าวขึ้นไปบนลานน้ำแข็งด้วยความลำบากยากเย็นที่สุด และทำท่าจะหกล้มหลายต่อหลายครั้ง แต่แล้วก็พากันขึ้นไปบนลานน้ำแข็งจนได้

เสี่ยหงวนยืดหน้าขึ้นวางท่าให้ภาคภูมิ เขายกมือขวาโบกมือให้พรรคพวกของเขาตลอดจนท่านผู้ใหญ่ พลร้องตะโกนบอกอาเสี่ย

"เอา-แสดงลวดลายหน่อยเฮีย"

เสี่ยหงวนยิ้มแป้น

"แกช่วยยกเก้าอี้ขึ้นมาวางบนลานน้ำแข็งหน่อยซี กันจะให้อ้ายกรไปนั่งบนเก้าอี้ แล้วกันจะกระโดดข้ามหัวอ้ายกร"

นิกรใจหายวาบ กลืนน้ำลายเอื๊อกแล้วกล่าวห้าม

"ลำบากนักก็อย่าแสดงดีกว่า ประเดี๋ยวสเกตของแกจะมาเฉี่ยวหน้าฉันเข้า ขี้เกียจไปนอนโรงพยาบาล เอาท่าง่ายๆ ก็แล้วกัน เพียงแต่เดินหรือวิ่งไปบนลานน้ำแข็งนี้"

"ปู้โธ่" อาเสี่ยคราง "นั่นมันหญ้าปากคอกนี่หว่า" พูดจบเสี่ยหงวนก็สืบเท้าขวาออกไป

ทันใดนั้นเอง อาเสี่ยก็ซอยเท้าทั้งสองข้าง แล้วเอนหลังไปข้างหลังทีละน้อย กิมหงวนร้องเอ็ดตะโรลั่น ในที่สุดก็หงายหลังผลึ่งนอนเหยียดยาวไม่เป็นท่า

นิกรวิ่งปราดเข้ามาเพื่อจะช่วยกิมหงวน แต่แล้วนิกรก็หงายหลังผลึ่งเช่นเดียวกัน สองสหายนอนทำตาปริบๆ อยู่กลางลานน้ำแข็ง ท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครง

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง เจ้าแห้วก็สามารถรับนายเวอร์เน่อร์ มุลเล่อร์ มาที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ชายหนุ่มรูปหล่อชาวเยอรมันผู้นี้ เป็นผู้มีอัธยาศัยใจคอน่ารักมาก เขายินดีรู้จักกับคณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังปวารณาตัวช่วยฝึกหัดสเกตให้ทุกๆ คน เมื่ออาเสี่ยกิมหงวนแนะนำตัวเองว่า เขาเป็นมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย นายมุลเล่อร์ก็แสดงท่าทีสนใจมาก

เป็นอันว่าคณะพรรค ๔ สหายของเราได้เริ่มลงมือหัดสเกตน้ำแข็งในวันนั้นเป็นครั้งแรก โดยครูผู้เชียวชาญในการเล่นสเกตน้ำแข็ง

ชั่วเวลาเพียง ๑๐ วัน ที่ได้รับการฝึกหัดสเกตน้ำแข็ง จากมิสเตอร์ เวอร์เน่อร์ มุลเล่อร์ นักสเกตชาวเยรมัน คณะพรรค ๔ สหายของเรากับสี่นาง และท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็สามารถเล่นสเกตได้ดีพอใช้

มุลเล่อร์ เป็นสุภาพบุรุษที่น่ารักมาก เป็นผู้มีอัธยาศัยดี มีอารมณ์ขันเช่นเดียวกับ ๔ สหายของเรา เขากลายเป็นแขกประจำบ้าน 'พัชราภรณ์' แล้ว บางคืนถึงกับมานอนค้างที่บ้าน 'พัชราภรณ์' มุลเล่อร์ใช้เวลาว่างในตอนบ่าย มาฝึกหัดสเกตน้ำแข็งให้คณะพรรค ๔ สหายของเรา นักสเกตชาวเยอรมันผู้นี้ยอมรับว่า นิกร การุณวงศ์ เล่นสเกตได้ดีเกินความคาดหมาย

เย็นวันนั้น

มุลเล่อร์ได้พาผู้จัดการ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' มาที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ด้วย เขาเป็นสุภาพบุรุษผู้สูงอายุ รูปร่างสูงโปร่ง ลักษณะท่าทางภูมิฐาน ชื่อมิสเตอร์ ดับบลิว. คาลชไนเดอร์ เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถอย่างยอดเยี่ยม เกี่ยวกับการแสดงสเกตน้ำแข็ง

ท่านผู้ใหญ่และคณะพรรค ๔ สหาย ได้ให้การต้อนรับนายชไนเดอร์เป็นอย่างดี ๔ สหายกับสี่นางและเจ้าแห้วกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้แสดงการเล่นสเกตน้ำแข็งให้นายชไนเดอร์ชม เป็นเวลาเกือบครึ่งชั่วโมง

ถึงแม้ว่าคณะพรรค ๔ สหายจะเล่นสเกตน้ำแข็งได้อย่างงูๆ ปลาๆ แต่ด้วยมารยาท นายชไนเดอร์จึงตบมือให้เกียรติ และกล่าวชมเชยเป็นภาษาอังกฤษ

"วิเศษเลย..ไม่เลวเลยครับ ถึงแม้พวกคุณได้มีเวลาฝึกหัดเพียงไม่กี่วัน แต่ก็สามารถแสดงสเกตน้ำแข็งได้ดีมาก จนกระทั่งผมเองไม่อยากจะเชื่อเลยว่าพวกคุณ ได้ใช้เวลาเพียงเล็กน้อยฝึกหัดสเกตน้ำแข็งจากคุณมุลเล่อร์"

คณะพรรค ๔ สหายยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้เชิญนายชไนเดอร์ให้ร่วมรับประทานน้ำชาในเวลาบ่าย พร้อมกับคณะพรรค ๔ สหายกับเมียๆ ของเขา และเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดจัดตั้งโต๊ะน้ำชาใกล้ๆ กับลานสเกตน้ำแข็งนั่นเอง สาวใช้ของคุณหญิงวาดซึ่งทำหน้าที่เสิฟน้ำชา แต่งกายเป็นระเบียบเรียบร้อย

ระหว่าที่นั่งรับประทานน้ำชากัน นายชไนเดอร์และนายมุลเล่อร์ได้กล่าวชมเชย ๔ สหายและสี่นางไม่ขาดปาก แม้กระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ นายมุลเล่อร์ก็กล่าวยกย่องสดุดีท่าน ทั้งๆ ที่เขาแกล้งชมด้วยมารยาทของเขา

"ผมกล้ารับรองว่า เจ้าคุณเป็นคนแรกที่เล่นสเกตได้ดีในจำนวนผู้สูงอายุทั้งหลาย" นายมุลเล่อร์พูดยิ้มๆ และพยายามใช้ภาษาอังกฤษอย่างง่ายๆ "เท่าที่ผมเคยพบเห็นมา คนแก่หลายต่อหลายคนที่เล่นสเกตน้ำแข็งได้ใช้เวลาฝึกฝนนับจำนวนปี แต่ก็เล่นสู้เจ้าคุณไม่ได้ แต่สำหรับท่านเจ้าคุณใช้เวลาฝึกหัดไม่ถึงครึ่งเดือนก็มีความสามารถอย่างยอดเยี่ยม เล่นท่าผาดโผนได้ดีพอใช้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ท่านฟังภาษาอังกฤษได้ดี แต่ท่านพูดไม่ใคร่เก่ง จึงหันมาทางดร.ดิเรก ขอให้ดิเรกช่วยเป็นล่ามให้

"แกบอกนายมุลเล่อร์เขาทีเถอะดิเรก บอกเขาว่าพ่อคิดว่าพ่อสามารถพอที่จะกระโดดข้ามโต๊ะได้ดีเช่นเดียวกับนายมุลเล่อร์"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"ลำบากนักก็อย่าให้ผมบอกเขาเลยครับ เดี๋ยวเขาจะหาว่าผมคุยโม้"

นายชไนเดอร์ผู้จัดการ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' แลเห็นนิกรหยิบแซนวิชสองชิ้นใส่ปากเคี้ยวกร้วมๆ เขาก็มองดูนายจอมทะเล้นด้วยความแปลกใจ แล้วกล่าวถามเสี่ยหงวนเบาๆ

"สหายรัก ตามธรรมเนียมของคนไทยน่ะ เขากินแซนวิชสองอันอย่างนี้เสมอหรือ ตามธรรมดาแซนวิชชิ้นหนึ่งก็ใช้ขนมปังปะกบสองอันแล้ว แต่นี่เพื่อนของท่านกินทีเดียวสี่แผ่น ผมอาจจะโง่เกินไปที่เพิ่งทราบว่าคนไทยรับประทานแซนวิชแบบนี้"

อาเสี่ยกิมหงวนรู้สึกอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง แต่แล้วก็แกล้งพูดกลบเกลื่อน เพื่อไม่ให้เขารู้ว่านิกรตะกละ

"คุณชไนเดอร์ที่รัก" เสี่ยหงวนพูดภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว "ตามธรรมดาพวกเราก็กินแซนวิชทีละชิ้น แต่เท่าที่นิกรกินทีเดียวสองชิ้น แสดงว่าเขาให้เกียรติท่านเป็นพิเศษ"

มิสเตอร์ชไนเดอร์ลืมตาโพลง

"โอ-ให้เกียรติผม..."

"ถูกแล้วครับ" อาเสี่ยพูดเสียงหัวเราะ "ตามธรรมเนียมของพวกเรา ถ้าเราเชิญใครมารับประทานอาหารหรือน้ำชา หากแขกที่เราเชิญมาเป็นผู้ที่เรายกย่องให้เกียรติเป็นพิเศษเช่นคุณและคุณมุลเล่อร์ เราก็จะต้องรับประทานอาหารคำโตๆ อย่างนิกรเพื่อนของผมให้เกียรติคุณกับคุณมุลเล่อร์"

นายชไนเดอร์ทำตาปริบๆ

"อ้อ-ถ้าเช่นนั้นผมกับคุณมุลเล่อร์ก็ขอขอบคุณอย่างสูงที่เราได้รับเกียรติมากมายเช่นนี้"

เสี่ยหงวนมองดูคณะพรรคของเขา ยกมือขวาผายมือไปที่จานเปลขนาดใหญ่ ซึ่งมีแซนวิชอยู่พูนจาน เสี่ยหงวนขยิบตาเป็นความหมาย แล้วพูดขึ้นดังๆ

"เชิญ-เชิญพวกเรารับประทานแซนวิช เพื่อให้เกียรติแก่สหายของเราตามแบบของเจ้ากร"

ทุกคนเกรงว่าจะขายหน้าชาวต่างประเทศทั้งสองคน ก็จำใจเอื้อมมือหยิบแซนวิชคนละสองชิ้น แล้วยกขึ้นกัดใส่ปากเคี้ยวตุ้ยๆ คุณหญิงทำท่าผะอืดผะอม และรู้สึกทุเรศเต็มทน ที่ท่านต้องอ้าปากกว้างและทำตาเหลือก ทั้งนี้ก็เพราะแซนวิชสองชิ้นมีความหนาไม่ต่ำกว่าสองนิ้วฟุต

นายชไนเดอร์และนายมุลเล่อร์ลืมตาโพลง จ้องมองดูคณะพรรค ๔ สหาย แล้วก็ยิ้มสดชื่นไปตามกัน ต่างคนต่างคิดในใจว่า ประเพณีของคนไทยนั้นเข้าทีดีเหมือนกัน และรู้สึกปลาบปลื้มใจที่ได้รับเกียรติมากมาย

นายชไนเดอร์กล่าวกับนายมุลเล่อร์เป็นภาษาเยอรมัน

"คุณมุลเล่อร์ที่รัก สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีคนไทยเหล่านี้ได้ให้เกียรติเราอย่างสูงสุด ทำให้ผมปลาบปลื้มใจเป็นล้นพ้น เราเข้ามาอยู่ในกลุ่มคนไทย เราก็ต้องถือประเพณีไทยเช่นเดียวกับท่านเหล่านี้ใช่ไหมคุณ"

มุลเล่อร์พยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"แน่นอนเชียวครับผู้จัดการ เมื่อท่านเหล่านี้กินแซนวิชสองอันควบ เราก็ควรจะให้เกียรติเขามากกว่าเขาให้เกียรติเรา คือกินทีเดียวสามอันควบดีไหมคุณ"

ผู้จัดการ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' นิ่งคิดอยู่สักครู่

"จะดีรื้อคุณมุลเล่อร์"

"ทำไมล่ะครับ" มุลเล่อร์ถามยิ้มๆ

ชไนเดอร์พูดเสียงแผ่วเบา

"ปากของผมแคบกว่าปากของคุณน่ะซีครับ ผมคิดว่าสองชิ้นควบก็แย่แล้ว"

นักสเกตโลดโผน เอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบกับผู้จัดการเของเขา

"ต้องพยายามหน่อยซีครับท่านผู้จัดการ เขาจะได้รู้ว่าชาวเยอรมันน่ะจะต้องให้เกียรติผู้ที่ยกย่องให้เกียรติตน ยิ่งกว่าที่ตนได้รับเสมอไป อ้า-เอาเถอะครับ กินสามชิ้นควบเลยทีเดียว"

ครั้นแล้วนายชไนเดอร์และนายมุลเล่อร์ ก็เอื้อมมือหยิบแซนวิชคนละสามชิ้น ยกขึ้นใส่ปากกัดด้วยความลำบากยากเย็น คณะพรรค ๔ สหายต่างกลั้นหัวเราะแทบแย่ ทุกคนนึกชมปฏิภาณอันเฉียบแหลมของอาเสี่ยกิมหงวน ที่ช่วยกู้หน้าของนิกรไว้ไม่ให้ชาวต่างชาติดูหมิ่น

นายจอมทะเล้นยกซ่อมหยิบมักกาโรนีผัดกุ้งเส้นเล็กใส่ปากจนล้นปาก แต่พอเคี้ยวไปได้สองสามคำก็มีอันเป็นเกิดสำลักขึ้น มักกาโรนีเส้นหนึ่งหลุดออกมาทางจมูกยาวเกือบหนึ่งคืบ และแก่วงไปมา คณะพรรค ๔ สหายเต็มไปด้วยความอับอายขายหน้านายชไนเดอร์และนายมุลเล่อร์ อาเสี่ยกิมหงวนยิ้มให้ชาวต่างประเทศทั้งสอง แล้วพูดกลบเกลื่อนอีก

"อย่าตกใจครับสหายรักทั้งสองของผม ตามประเพณีของคนไทยเรานั้น ถ้ามีความเคารพนับถือแขกที่เราเชิญมาร่วมรับประทานอาหารมากเท่าใด เราก็จะแสดงลวดลายในการกินมากเท่านั้น เท่าที่นิกรปล่อยให้มักกาโรนีหลุดออกมาทางรูจมูก ก็แสดงว่าเขาเคารพนับถือคุณทั้งสอง และให้เกียรติแก่คุณทั้งสองอย่างที่สุด"

นายชไนเดอร์ผู้จัดการ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ เขาหันมาพูดับราชาสเกตผาดโผนด้วยภาษาของเขาอย่างแผ่วเบา เหมือนกับเสียงคนร้องไห้ว่า

"มายก๊อด เราจะทำอย่างไรดีคุณ"

นายมุลเล่อร์กลืนน้ำลายติดๆ กันสามสี่ครั้ง

"เฉยๆ ก็แล้วกันครับผู้จัดการ เราไม่สามารถจะแสดงความเคารพนับถือของเรา อย่างที่สุภาพบุรุษผู้นี้ทำให้เราดู เพราะเพียงแต่เรากินแซนวิชทีเดียวสามอันซ้อน ก็เป็นภาวะที่ผมสุดจะทนทานแล้ว"

นายชไนเดอร์ถอนหายใจหนักๆ

"ผมก็ว่าอย่างนั้นแหละคุณ เรากินตามแบบของเราดีกว่า ส่วนเราจะเคารพนับถือเขาแค่ไหนนั้น เป็นเรื่องในจิตใจของเรา ความจริงผมรู้สึกว่าพวกตระกูลนี้เขาได้ต้อนรับให้เกียรติเราอย่างมากมายที่สุดในชีวิตของผม ซึ่งไม่เคยได้รับจากใครมาก่อนเลย"

"ผมก็เหมือนกันครับผู้จัดการ ผมปลื้มใจมากทีเดียว ผมได้รู้ว่าคนไทยนั้นเป็นผู้ที่มีจิตใจโอบอ้อมอารีมาก สปอร์ทและสุภาพ เขายกย่องให้เกียรติคุณกับผม จนกระทั่งผมปลาบปลื้มใจแทบจะพูดอะไรไม่ได้แล้ว"

ดร.ดิเรกกล่าวกับชาวต่างประเทศทั้งสองด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"คุยอะไรกันครับคุณ ภาษาเยอรมันผมฟังไม่ออกเลย แต่รู้สึกว่าเพราะดีเหมือนกัน"

นายชไนเดอร์ยิ้มแห้งๆ

"เปล่าครับ-เรากำลังนินทาพวกคุณ ที่มีความเอื้ออารีต่อเราทั้งสองอย่างมากมาย"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราเบาๆ

"ผมจะรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง ถ้าหากว่าคุณทั้งสองสามารถรับประทานมักกาโรนี ได้อย่างนิกรเพื่อนเกลอของผม"

ชาวเยอรมันทั้งสองสะดุ้งเฮือกพร้อมๆ กัน แล้วนายมุลเล่อร์ก็รีบพูดปฏิเสธทันที

"เราต้องขอตัวครับ รู้สึกว่าแสบจมูกเต็มทนถ้าเราจะทำอย่างนั้น"

นายชไนเดอร์กล่าวกับนิกรบ้าง

"สหายรัก ผมใคร่ขอร้องให้คุณแสดงการกินมักกาโรนีออกทางรูจมูกให้ผมดูอีกสักครั้ง"

ก่อนที่นิกรจะพูดว่าอะไร ประไพก็กล่าวกับชาวเยอรมันทั้งสองด้วยภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว

"ดิฉันยินดีจะอวดคุณทั้งสอง ว่าสามีของดิฉันเก่งมากเชียวค่ะในเรื่องนี้ ดิฉันจะให้เขาแสดงให้คุณดูอีกนะคะ ให้เขาเอามักกาโรนีออกทางรูจมูก, ทางหู, หรือทางนัยน์ตา"

นายจอมทะเล้นอ้าปากหวอ ค่อยๆ หันหน้ามาทางเมียรักของเขา

"ไพจ๋า อย่าให้กรต้องขายหน้าเขาเลย ที่ทำมักกาโรนีออกทางรูจมูกเมื่อกี้นี้ไม่ได้เจตนาทำอย่างนั้นหรอก มันหลุดออกมาเอง แฮ่ะๆ "

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นนวลลออก็ชวนให้นายมุลเล่อร์และนายชไนเดอร์รับประทานอาหารว่างต่อไป ซึ่งมีน้ำชากับขนมและอาหารคาวบางอย่าง คือมักกาโรนีผัดกุ้ง แล้วก็เนื้อสันสลัดผัก

เมื่อการรับประทานน้ำชาในเวลาบ่ายสิ้นสุดลง คณะพรรค ๔ สหาย ก็ได้ไต่ถามถึงกิจการของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' มิสเตอร์ชไนเดอร์ชี้แจงให้ฟังว่า เขากับคณะของเขามีความปลาบปลื้มใจมาก ที่การแสดงสเกตน้ำแข็งได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนคนไทย และคนต่างด้าวที่อยู่ในเมืองไทย เขารับรองว่าคณะของเขาได้แสดงมาหลายประเทศแล้ว ไม่เคยมีคนดูแน่นขนัดเช่นนี้

ตอนสุดท้ายเขากล่าวว่า

"ประทานโทษนะครับ เมื่อเราตกลงกับกองทัพเรืองที่จะนำคณะของเรา มาแสดงสเกตน้ำแข็งที่กรุงเทพฯ พวกเราไม่สู้จะยินดีอะไรนัก เพราะเข้าใจว่าประเทศไทยเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน อย่างดีก็พอๆ กับอบิสซีเนีย แต่ที่ไหนได้ เมื่อเราได้เดินทางมากรุงเทพฯ จริงๆ แล้ว เราก็ได้เห็นความเจริญรุ่งเรืองของพระมหานครหลวง ซึ่งทำให้พวกเราทุกคนตกใจและแปลกใจมาก รถยนต์ในกรุงเทพฯ มีจำนวนมากมายกว่ารถยนต์ในประเทศฮอลแลนด์หรือเบลเยี่ยม ตลอดจนเยอรมันนี ตึกรามบ้านช่องอุ่นหนาฝาคั่ง ผมเชื่อว่าประชาชนชาวกรุงเทพฯ ส่วนมากล้วนแต่เป็นคนมีเงินทั้งนั้น เพราะการแสดงสเกตทุกๆ คืนมีประชาชนไปชมไม่ต่ำกว่า ๖,๐๐๐ คน และกองทัพเรือสามารถเก็บเงินได้คืนหนึ่งไม่ต่ำกว่าแสนบาท หรือห้าพันดอลล่าร์ นับว่าเป็นรายได้ที่งดงามทีเดียว"

นันทากล่าวถามเบาๆ ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"แล้วเมื่อไหร่คณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' จะเดินทางไปจากประเทศไทยล่ะคะ"

มุลเล่อร์ตอบแทนนายชไนเดอร์

"เราจะแสดงจนถึงสิ้นเดือนนี้แหละครับ ต่อจากนั้นคณะของเราก็จะเดินทางไปแสดงที่อินเดีย แต่เราอาจจะแวะประเทศพม่าก่อนก็ได้"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ เมื่อ ดร.ดิเรกสบตากับผู้จัดการคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' นายแพทย์หนุ่มก็กล่าวกับนายชไนเดอร์เป็นภาษาอังกฤษอย่างคล่องแคล่ว จนกระทั่งนายชไนเดอร์แทบจะฟังไม่รู้เรื่อง ทั้งนี้ก็เพราะเขาเป็นชาวเยอรมัน พูดภาษาอังกฤษสู้นายแพทย์หนุ่มของเราไม่ได้

"ท่านผู้จัดการที่รัก ผมอยากจะปรึกษาหารืออะไรกับคุณมุลเล่อร์สักหน่อย เกี่ยวกับการแสดงสเกตน้ำแข็งนี่แหละครับ"

นายชไนเดอร์ยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"โอ-ยินดีทีเดียวคุณ"

อาเสี่ยกิมหงวนพยักเพยิดกับ ดร.ดิเรก

"พูดต่อไปซีโว้ย จะเสียเงินเสียทองสักเท่าไรกันไม่ว่า ขอให้พวกเราได้มีโอกาสออกแสดงสเกตน้ำแข็งร่วมกับพวกเขาก็แล้วกัน"

ดร.ดิเรกพยักหน้ารับทราบ แล้วเปลี่ยนสายตามาที่นายชไนเดอร์

"คุณชไนเดอร์...ผมกับเพื่อนๆ และภรรยาของพวกเรา มีความประสงค์อยากจะแสดงสเกตน้ำแข็งร่วมกับชาวคณะของท่าน ซึ่งเราจะขอร้องให้ท่านจัดเป็นรอบพิเศษ คือรอบเย็นในวันใดวันหนึ่ง แต่ไม่ใช่วันเสาร์หรือวันอาทิตย์ ท่านเปิดการแสดงรอบพิเศษอยู่แล้ว คุณจะช่วยได้ไหมคุณชไนเดอร์ คุณจะเรียกร้องค่าตอบแทนสักเท่าใด ทางเราจะไม่ขัดข้องเลย"

ผู้จัดการ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ทำหน้าเบ้ เขาคิดในใจว่า ถ้าหากเขาปล่อยให้คณะพรรค ๔ สหายร่วมแสดงสเกตน้ำแข็งกับคณะของเขาแล้ว คณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ก็มีหวังจะม้วนเสื่อในไม่ช้า

แต่ด้วยไมตรีจิตของคณะพรรค ๔ สหายที่มีต่อเขาและนายมุลเล่อร์อย่างสูง ทำให้ผู้จัดการของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ไม่กล้าที่จะกล่าวคำปฏิเสธได้

"คุณหมอที่รัก โปรดกรุณาอธิบายให้ผมเข้าใจให้ละเอียดกว่านี้เถอะครับ"

"ดีแล้วคุณชไนเดอร์ ผมจะอธิบายให้ฟัง พวกเราได้ปรึกษาหารือกันแล้วว่า ขณะนี้เราต่างมีความสามารถในการเล่นสเกตน้ำแข็งได้ดีพอใช้ เราอยากจะร่วมแสดงกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เพื่อเก็บเงินบำรุงกองการกุศล ซึ่งพวกเราล้วนแต่เป็นนักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่เป็นคหบดีผู้มีชื่อเสียง มีมิตรสหายและผู้ที่นับหน้าถือตาเรามากมาย ถ้าท่านไม่รังเกียจและร่วมมือกับเราเปิดการแสดงรอบพิเศษขึ้น พวกเราก็สามารถที่จะขายบัตรล่วงหน้าคิดเป็นเงินไม่ต่ำกว่าล้านบาท"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ล้านบาทจริงๆ ครับผู้จัดการ ไม่ใช่ว่าธนบัตรใบละบาทพันรอบศีรษะคนหัวล้าน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แยกเขี้ยว ยกเท้าขวาเตะหมายหน้าแข้งนิกรทางใต้โต๊ะเต็มเหนี่ยว แต่แล้วเท้าของท่านก็บังเอิญไปถูกหน้าแข้งคุณหญิงวาดเข้าอย่างจัง เพราะคุณหญิงวาดนั่งอยู่ทางขวาของนิกร

"โอ๊ย" คุณหญิงวาดร้องสุดเสียง "อ้ายระยำคนไหนเตะหน้าแข้งข้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น รีบยกมือไหว้คุณหญิงวาดโดยเร็ว

"ผมเองครับคุณหญิง ผิดตัวครับขอโทษที ผมตั้งใจจะเตะแข้งอ้ายกร บังเอิญพลาดไปโดนคุณหญิงเข้า อภัยให้ผมเถอะครับ" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยกมือชี้หน้าลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน "ระวังให้ดีนะ เอาไว้ให้แขกกลับไปเสียก่อนฉันจะเล่นงานแก"

มิสเตอร์มุลเล่อร์ฟังภาษาไทยไม่ออกก็จริง แต่เขาก็พอรู้ว่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ คงเดือดดาลที่นิกรพูดพาดพิงถึงกบาลท่าน นายมุลเล่อร์กล่าวถาม ดร.ดิเรกด้วยเสียงหัวเราะว่า

"ขอโทษเถอะครับ คนไทยที่ศีรษะล้านน่ะ เขาโกรธด้วยหรือครับ ถ้าหากใครพูดถึงศีรษะของเขา"

นายแพทย์หนุ่มกลั้นหัวเราะแทบแย่

"ถูกแล้วครับ คนไทยเราถือมากในเรื่องนี้"

นายมุลเล่อร์หัวเราะคิ๊ก

"โอ-ชาวยุโรปหรือชาวอเมริกันไม่มีใครโกรธเคืองเลย ถ้าหากว่าเขาหัวล้านและใครล้อเลียนเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาเขียวกับนายมุลเล่อร์ แล้วพูดภาษาอังกฤษอย่างกระท่อนกระแท่น

"คนไทยโกรธ เรื่องหัวล้านแล้วห้ามพูด"

นายมุลเล่อร์อมยิ้มแล้วก้มศีรษะเล็กน้อย

"ครับ-ผมรับรองว่าผมจะไม่พูดเกี่ยวกับศีรษะของท่านเลย"

นายชไนเดอร์กล่าวกับนายแพทย์หนุ่มอย่างเป็นการเป็นงาน

"แนวความคิดของคุณหมอกับพรรคพวก ที่จะขอร่วมแสดงสเกตน้ำแข็งกับพวกเรา โดยจัดการแสดงเป็นรอบพิเศษขึ้น เพื่อเก็บเงินบำรุงองค์การกุศลนั้น ผมเห็นพ้องด้วยทุกประการ แต่ผมเสียใจมากคุณหมอที่รัก เราไม่สามารถที่จะตกลงกับท่านได้ เพราะทางกองทัพเรือจ้างเหมาเรามาแสดงสเกตน้ำแข็ง ถ้าหากว่าท่านไปติดต่อขอความร่วมมือจากกองทัพเรือ และทางทหารเรือไม่ขัดข้องแล้ว เราก็ยินดีที่จะเปิดการแสดงสเกตรอบพิเศษตามความประสงค์ของพวกคุณ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับ ดร.ดิเรกทันที

"ไม่ยากอะไร พ่อจะไปติดต่อทางกองทัพเรือเอง พ่อรู้จักชอบพอกับนายทหารเรือชั้นผู้ใหญ่หลายคน พอจะพูดกันได้ แล้วก็...ถ้าเราแสดงความจำนงว่าเราจะเก็บเงินรายได้ทั้งหมดบำรุงโรงพยาบาลของทหารเรือ แล้วอย่างไรเสียทางกองทัพเรือเขาคงไม่ขัดข้องแน่นอน"

นายแพทย์หนุ่มหันมาทางนายชไนเดอร์และมุลเล่อร์ แล้วแปลคำพูดของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้ฟัง

"ถ้ายังงั้นก็ดีสิครับ" นักสเกตโลดโผนพูดยิ้มๆ "สำหรับผมและชาวคณะของผม ยินดีร่วมมืออย่างเต็มที่ทีเดียว"

ดร.ดิเรกเปลี่ยนสายตามาที่นายชไนเดอร์ ผู้จัดการคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์'

"คุณชไนเดอร์ที่รัก ความจริงเยอรมันกับไทยไม่ใช่อื่นไกลพี่น้องกัน ถ้าคุณอยู่เมืองไทยนานกว่านี้สักหน่อย คุณก็จะรู้ดีว่าพี่น้องชาวไทยของเรานั้น มีความนิยมชมชอบชาวเยอรมันมาหลายศตวรรษแล้ว บรรดาสินค้าต่างๆ ในท้องตลาด ถ้าหากว่าผู้ขายบอกว่าเป็นของเยอรมัน หรือมีตัวอักษรบอกว่าทำจากเยอรมันแล้ว สินค้านั้นก็เป็นที่นิยมของพวกเรา มากกว่าสินค้าของชาติอื่นๆ "

นิกรพูดขึ้นเบาๆ

"ของเยรมังรุ่งเก่าๆ กาลูกโลกมีปีกม่ายช่ายของญี่ปุนน่อ อย่างนี้เอาขวานทุบอียังไม่แตก ใช้ปายๆ ไม่ลอกก็ไม่ลำ ซื้ออันเลียวใช้ไปได้ถึงลูกหลาน ต่ออีกคำซีพี่ กิงข้าวคำเลียวอิ่มหรือ กับมาก่องน่อ มานี่ก่องเฮีย อย่างนี้ซักน้ำแล้วก็ยืกออกล่าย หลวมไปเลี้ยวซักน้ำหกนิดหน่อย เสื้อยืกอย่างนี้ตราค้างค้าวอมยิ้ม ของเยอรมังจิงๆ น่ออาเฮีย"

คุณหญิงวาดยกฝ่ามือข้างขวาผลักหน้านิกรเต็มแรง

"พอแล้ว-ที่นี่ไม่ใช่เวิ้งนาครเขษม พ่อมหาจำเริญ"

นิกรทำตาขึงขังกับคุณหญิงวาด

"ต่อเลี้ยวทังลายไม่ซื้อ เก๋าเจ๊ง"

คุณหญิงวาดโกรธจนตัวสั่น ยกจานเนื้อสันสลัดผักฟาดลงมาบนกลางศีรษะนิกรเต็มแรง

"นี่แน่ะ-เก๋งเจ๊ง หน็อย อ้ายหลานทรยศ ด่าอามีอย่างที่ไหน"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้นพร้อมๆ กัน มิสเตอร์มุลเล่อร์กับชไนเดอร์หัวเราะงอหาย เขารู้สึกพอใจครอบครัวนี้เป็นที่สุด และพอใจที่ทุกๆ คนมีอารมณ์ขัน สนุกสนานรื่นเริงกันตลอดเวลา ตามธรรมดาของผู้มีอันจะรับประทาน

อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับผู้จัดการคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ว่า

"คุณชไนเดอร์ที่รัก ถ้าหากว่ากองทัพเรือตกลง ท่านจะไม่ขัดข้องแน่นะ"

"ถูกแล้ว-เพื่อนรัก ผมกับคณะของผมยินดีร่วมการกุศลด้วย แต่ว่า..ผมใครจะเรียนให้คุณทราบตามตรงว่า คุณจำเป็นจะต้องจ่ายค่าป่วยการให้ตัวละครของเราตามสมควร ถึงแม้จะเป็นการแสดงเพื่อการกุศลก็ตาม"

เสี่ยหงวนพยักหน้ารับทราบ

"ถูกละครับ ท่านผู้จัดการ ผมกำลังจะพูดกับคุณอยู่เดี๋ยวนี้ทีเดียว การแสดงรอบหนึ่งๆ ตัวละครของคุณต้องเหน็ดเหนื่อยไม่น้อย และบางคนก็ต้องเสี่ยงภัยเสี่ยงชีวิต เกิดพลาดพลั้งขึ้นอย่างน้อยก็แขนขาหัก เราจะต้องจ่ายค่าป่วยการให้เขาอย่างไม่มีปัญหา ผมขอมอบให้เป็นหน้าที่ของท่านผู้จัดการ อ้า-ผมขอถามหน่อย ขอโทษนะครับ คุณจะบอกผมเดี๋ยวนี้ได้ไหมว่าคุณจะคิดค่าป่วยการในการแสดงรอบพิเศษนี้เป็นเงินไทยเท่าใด หรือจะให้จ่ายเป็นดอลล่าร์อเมริกันก็ได้"

นายชไนเดอร์หันมาทางนายมุลเล่อร์

"ผมกระดากใจจริงๆ คุณมุลเล่อร์ ไม่อยากจะพูดเรื่องเงินๆ ทองๆ เลย พวกตระกูลนี้เขาอาจจะเข้าใจว่าเห็นแก่เงิน แต่ผมเองเป็นผู้จัดการ ไม่มีอำนาจอะไรที่จะไปบังคับให้ตัวละครแสดงฟรีได้"

มุลเล่อร์กล่าวกับผู้จัดการอย่างยิ้มแย้ม

"สำหรับผมแสดงให้ฟรี เพื่อตอบแทนความเอื้ออารีของพวกตระกูลนี้ที่เขาดีต่อผมและคุณ"

ชไนเดอร์ว่า "สำหรับผมก็เช่นเดียวกัน ถ้าเช่นนั้นผมจะเรียกร้องเงินเฉพาะที่จำเป็นจะต้องจ่ายจริงๆ หมายถึงคณะดนตรีของเราและตัวละคร ตลอดจนคนงานผมจะคิดในราคาพอสมควร ถ้าเหลือจ่ายก็จะคืนให้เขาดีไหมคุณมุลเล่อร์"

"ดีทีเดียวครับ ผมจะไปพูดกับเพื่อนๆ ของผมบางคน และผมเชื่อว่าเพื่อนของผมอย่างน้อยห้าหกคนคงยินดีแสดงให้ฟรีในรอบพิเศษนี้"

นายชไนเดอร์หันมาทางอาเสี่ยกิมหงวน แล้วกล่าวกับอาเสี่ยอย่างนอบน้อม

"ผมขอคิดค่าป่วยการเฉพาะรอบนั้นเพียง ๖๐,๐๐๐ บาทเท่านั้นแหละครับ"

"๖๐,๐๐๐... ปู้โธ่-นึกว่ามากมายอะไร ขนหน้าแข้งผมไม่ร่วงเลยท่านผู้จัดการ" แล้วอาเสี่ยก็หันไปมองดูเจ้าแห้วซึ่งยืนรับใช้อยู่ข้างหลัง "เฮ้ย-อ้ายแห้ว แกขึ้นไปบนตึกเดี๋ยวนี้"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น หันมาพูดกับ ดร.ดิเรกเบาๆ

"รับประทาน คุณหมอช่วยแปลให้ผมฟังหน่อยเถอะครับว่า อาเสี่ยท่านพูดว่ากระไร"

นายแพทย์หนุ่มแยกเขี้ยว

"เขาพูดภาษาไทยกับมึงโว้ย"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"อ้า-รับประทานอาเสี่ยลิ้นแข็งมากไปหน่อย ผมนึกว่าพูดภาษาฝรั่งกับผมเสียอีก" แล้วเจ้าแห้วก็กล่าวถามเสียหงวน "อาเสี่ยต้องการอะไรหรือครับ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ขึ้นไปบนตึก หยิบเงินใต้เตียงข้ามาให้สักปี๊บ ข้าจะจ่ายล่วงหน้าให้เขา"

พลกล่าวห้ามทันที

"อย่าเพิ่งเลยโว้ย เอาไว้คุณอาท่านไปตกลงกับกองทัพเรือให้เรียบร้อยเสียก่อน"

ต่อจากนั้นคณะพรรค ๔ สหายก็ได้ปรึกษาหารือกับนายชไนเดอร์ และนายมุลเล่อร์ถึงเรื่องที่จะแสดงสเกตน้ำแข็งร่วมกัน เพื่อเก็บเงินบำรุงการกุศลในเร็วๆ นี้ ๔ สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างตื่นเต้นดีใจมาก ที่จะได้มีโอกาสแสดงสเกตน้ำแข็งให้ประชาชนชม

เจ้าคุณปัจจนึกพินาศ ได้ไปติดต่อกับเจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพเรือ แล้วแสดงความจำนงในเรื่องที่ท่านกับคณะจะเปิดการแสดงสเกตน้ำแข็งร่วมกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เพื่อเก็บเงินบำรุงโรงพยาบาลของกองทัพเรือ โดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น และยินดีจะออกค่าใช้จ่ายในรอบนั้นให้หมดสิ้นเท่าที่ต้องจ่ายไป

ทางกองทัพเรือเล็งเห็นเจตนาดีของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ นายพลผู้สูงอายุ จึงยินดีที่จะจัดการให้เป็นไปตามความประสงค์ แต่มีเงื่อนไขอยู่ข้อเดียวแต่เพียงว่า ทางกองทัพเรือจำเป็นจะต้องเห็นความสามารถของ ๔ สหายและ ๔ นางเสียก่อน ทั้งนี้ก็เพราะว่าการแสดงสเกตน้ำแข็งของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' นั้นกำลังเป็นที่นิยมของประชาชนโดยทั่วไป ถ้าหากคณะพรรค ๔ สหายร่วมแสดงด้วย และแสดงไม่ได้ดีแล้ว ก็จะเป็นเหตุให้การแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ซึ่งจะแสดงต่อไปจนถึงสิ้นเดือนธันวาคมเสื่อมความนิยมจากคนดู ทำให้รายได้ตกต่ำ ซึ่งทางกองทัพเรืออาจจะขาดทุนก็ได้ เพราะได้ตกลงจ้างเหมาให้คณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' มาแสดง

พลเรือโทพระตลุยวารี นายทหารเรือชั้นหัวกะทิคนหนึ่งของกองทัพเรือ เป็นผู้ต้อนรับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในตอนบ่ายวันนั้นที่ราชนาวิกสภา คุณพระตลุยวารีผู้นี้เป็นน้องชายของ พลโท พระยาตลุมบอนอริพ่าย นายทหารกองหนุนสังกัดกองทัพบก ซึ่งเป็นเพื่อนเกลอของท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังนั้น ท่านพลเรือโท พระตลุยวารี ซึ่งรู้จักคุ้นเคยกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ มานมนานแล้ว จึงมีความเคารพนับถือท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเราเหมือนกับพี่ชายของท่านคนหนึ่ง

"ผมไม่ขัดข้องเลยครับคุณพี่ เท่าที่คุณพี่แสดงความจำนงอันเป็นกุศลเจตนาเช่นนี้" คุณพระตลุยวารีพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างยิ้มแย้ม "เอาละครับ-ผมเข้าใจดีแล้ว ผมยินดีจะร่วมมือกับเจ้าคุณพี่อย่างเต็มที่ แต่ว่าได้โปรดเถอะครับ อย่าหาว่าผมดูถูกดูหมิ่นคุณพี่กับเด็กๆ ของคุณพี่เลยนะครับ พรุ่งนี้เวลาบ่าย ๑๕.๐๐ น. ผมจะไปชมการฝึกซ้อมสเกตน้ำแข็งที่บ้าน 'พัชราภรณ์' เจ้าคุณพี่จะขัดข้องไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"ไม่ต้องขอโทษขอโพยอะไรหรอกน่ะน้องชาย คุณพระก็เหมือนกับน้องของผม มีอะไรก็พูดกันตรงไปตรงมา"

พระตลุยวารี กล่าวอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียงด้วยความเกรงใจท่านเจ้าคุณนั่นเอง

"เจ้าคุณพี่ครับ คณะของเจ้าคุณพี่จะต้องแสดงสเกตได้ดีทีเดียว คือแสดงได้ไม่ยิ่งหย่อนกว่าชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ถ้าหากว่าแสดงไม่ได้ดีอย่างนั้น ผมก็เสียใจที่ไม่สามารถจะให้นักสเกต ของเจ้าคุณพี่ร่วมแสดงกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ได้ เพราะจะทำให้การแสดงของ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' หมดความนิยม และนั่นหมายความว่ากองทัพเรือจะต้องขาดทุน จะบอกเลิกการแสดงก่อนกำหนดไม่ได้ เพราะได้ทำสัญญากันไว้เรียบร้อยแล้ว"

"ตกลง-คุณพระตลุมบอนฯ "

พระตลุยวารีสะดุ้งเล็กน้อย

"มิได้ครับ ผมชื่อพระตลุยวารี ไม่ใช่พระตลุมบอนฯ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแห้งๆ

"เอ้อ-ผมขอโทษที ลืมไป ตลุยหรือตลุมบอนมันคล้ายๆ กัน เป็นว่าพรุ่งนี้บ่ายสามโมงเย็นคุณพระจะไปที่บ้าน 'พัชราภรณ์' แน่นะ"

"ครับ-ผมไปแน่ ตั้งแต่เจ้าคุณพี่ย้ายบ้านจากถนนพญาไท ไปอยู่บางกะปิก็เป็นเวลาสามสี่ปีแล้ว ผมไม่เคยไปเยี่ยมคุณพี่เลย เคยแต่ผ่านหน้าบ้านไป เมื่อผมมีราชการไปกรมอุตุฯ "

"ดีแล้วครับคุณพระ พรุ่งนี้ผมจะเตรียมต้อนรับคุณพระอย่างเต็มที่" แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เอียงหน้าเข้ามากระซิบกระซาบ "ผมจะเตรียมตราขาวไว้ต้อนรับ เดี๋ยวนี้คุณพระเลิกดื่มแล้วหรือยัง"

"แฮ่ๆ ผมหรือครับ กำลังตั้งใจที่จะเลิกดื่มครับ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยักคิ้วแล้วพูดยิ้มๆ

"หมายความว่าเดี๋ยวนี้ดื่มน้อยกว่าแต่ก่อน"

"ครับ-เมื่อก่อนผมดื่มวันละสองขวด เดี๋ยวนี้เหลือวันละขวดครึ่งเท่านั้น เจ้าคุณพี่ก็ทราบดีแล้วนี่ครับว่าพวกเราที่เป็นทหาร ก็ต้องหาความสนุกเพลิดเพลินด้วยการดื่ม นายทหารคนไหนดื่มเหล้าไม่เป็นก็ไม่ใช่ทหารแหละครับ"

"จริงซีนะคุณพระ ผมเองเดี๋ยวนี้แก่ชราลงไปมากแล้ว ไม่กล้าดื่มมาก กลัวสุขภาพจะทรุดโทรม ล่อวันละก๊งสองก๊งเท่านั้นพอให้ครึ้มใจ" แล้วท่านก็หัวเราะ "พรุ่งนี้ผมจะหาตราขาวไว้ต้อนรับคุณพระ หาหมูหันไว้สักตัวเป็นไง"

"โอ้โฮ-ก๊อเรี่ยมน่ะซีครับเจ้าคุณพี่ แต่อย่าเดือดร้อนกังวลอะไรเลยครับ ผมไม่อยากจะรบกวนคุณพี่หรอก ผมจะไปทดสอบความสามารถนักสเกตน้ำแข็งของเจ้าคุณพี่เท่านั้น ถ้าเล่นได้ดีผมก็อนุญาตให้เปิดการแสดงรอบพิเศษร่วมกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ได้ โดยไม่มีปัญหาอะไรอีก อ้า-เจ้าคุณพี่ทานเบียร์สักขวดดีไหมครับ ผมจะให้ทหารไปเอามาให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"ช่างเถอะคุณพระ พรุ่งนี้คุณพระไปสนุกกับผมที่บ้าน 'พัชราภรณ์' ดีกว่า เราไม่ได้พบกันนานทีเดียวนะ รู้สึกอ้วนท้วนขึ้นอีก ปีหน้าคุณพระคงจะหวดพลเรือเอกกระมัง เต็มขั้นแล้วไม่ใช่หรือ"

"ครับ-เต็มขั้นแล้วเจ้าคุณพี่ แต่สิ้นเดือนนี้ผมก็ถูกปลดเกษียณอายุแล้วครับ"

"อ้าว-ไง๋เป็นยังงั้นล่ะคุณพระ"

พระตลุยวารียิ้มแห้งๆ

"ก็อายุผมถึงแล้วนี่ครับเจ้าคุณพี่ เมื่อปลายปีเขาต่ออายุให้ผมมาปีหนึ่งแล้ว ผมเองรู้สึกตัวว่าผมแก่เฒ่าลงไปมาก ปลดเกษียณอายุเสียทีก็ดีเหมือนกัน ผมจะได้พักผ่อน หาความสุขในบั้นปลายของชีวิต" พูดจบพระตลุยวารีก็ยกมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม "ขอโทษเถอะครับเจ้าคุณพี่ ผมได้ข่าวว่าเจ้าคุณพี่มีอีหนูเล็กๆ ไว้หลายคนไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น แล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"เหลวไหลน่าคุณพระ ผมแก่เฒ่าแล้ว อ้ายเรื่องพรรค์นี้ผมไม่สนใจหรอกคุณพระ อะไรไม่วิเศษไปกว่าทางธรรมมะ ผมใช้เวลาว่างศึกษาหาความรู้ในทางธรรม ซึ่งก็ให้ความสงบสุขดีมากทีเดียว ทำให้ผมได้รู้จักตัวของตัวเองดีขึ้นอีก ผู้การควบคุมจิตใจของเราให้ผ่องใสสดชื่น เรื่องจิตน่ะสำคัญมากนะคุณพระ ถ้าเราหยุดมันได้คือห้ามมันได้ เราก็มีความสุข ความโลภ, โกรธ, หลง ความพึงพอใจในรูป, รส, กลิ่น, เสียง ก็เนื่องจากจิตกระวนกระวาย แต่ถ้าเราห้ามมันไว้อยู่ เอาชนะใจตนเองได้ ชีวิตเราก็มีความผาสุขอย่างที่สุด"

พระตลุยวารีเห็นพ้องด้วย

"จริงครับคุณพี่ คุณพี่พูดถูกแล้ว ผมเองตั้งใจไว้ว่า ถูกปลดเกษียณอายุออกจากราชการ ผมก็จะบวชเณรสักพรรษาหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก แล้วพูดเสียงกระซิบกระซาบ

"อะไรกันคุณพระ โตเป็นควายแล้วยังจะบวชเณรมีอย่างที่ไหน"

พระตลุยวารีตีหน้าชอบกล

"ก็ผมมีศรัทธาอย่างนั้นนี่ครับเจ้าคุณพี่ บวชเป็นพระถือศีลมากเกินไป ผมกลัวว่าศีลจะขาดสู้บวชเณรไม่ได้ อ้า-คุณพี่โจ้บิลเลียดกับผมสักเกมดีไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะชอบใจ

"เอาไว้วันหลังดีกว่าคุณพระ ผมไม่ได้จับคิวมาหลายปีแล้ว พรุ่งนี้อย่าลืมนะคุณพระ ผมและเด็กๆ จะคอยต้อนรับคุณพระอย่างเต็มที่ทีเดียว เออ-คุยกันเกือบชั่วโมงแล้ว ผมไม่ได้ถามทุกข์สุขพี่ชายของคุณพระเลย เจ้าคุณตลุมบอนฯ เป็นยังไงบ้างคุณพระ ผมไม่ได้พบกับเขาตั้งเจ็ดแปดปีแล้วเห็นจะได้ ตั้งแต่เขาอพยพครอบครัวไปอยู่ชะอำ เขาสบายดีหรือคุณพระ"

"เจ้าคุณพี่ผมหรือครับ ท่านถึงแก่กรรมไปหกปีแล้วละครับ"

"ฮ้า" เจ้าคุณปัจจนึกฯ อุทานเสียงลั่น "ตายแล้วหรือนี่..โธ่..ไม่น่าจะตายเลย อายุหกสิบกว่าเท่านั้น"

"ผมต้องขอประทานโทษ ที่ผมไม่ได้ติดต่อให้เจ้าคุณพี่ทราบ ว่าเจ้าคุณพี่ของผมถึงแก่กรรม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าสลด ทำปากแบะเล็กน้อยหยาดน้ำตาของท่านคลอหน่วย แล้วก็ไหลรินออกมา ความรักความเศร้าเสียดายในเจ้าคุณตลุมบอนฯ เพื่อนร่วมสาบานของท่าน ได้บังเกิดแก่ท่านอย่างล้นเหลือ

"โธ่-ไม่น่าตายง่ายๆ เลยเพื่อนเอ๋ย เคยสัญญากันไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะว่า ถ้าเรามีอายุครบร้อยปีเมื่อไร ก็จะจัดงานฉลองกันให้เอิกเกริกที่สุด เจ้าคุณตลุมบอนฯ กับผมเกิดปีเดียวกัน มีอายุเท่าๆ กันแล้วก็เรารักกันมากที่สุด คนเราอนิจจังไม่เที่ยงนะคุณพระ ผมเองจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้ได้ แต่ขออยู่ดูงานกึ่งพุทธกาลเสียก่อนแล้วจะตายก็ไม่ว่า" พูดจบท่านก็ล้วงกระเป๋าหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตา "แล้วลูกๆ ของเจ้าคุณตลุมบอนฯ เป็นยังไงกันบ้าง ผมไม่เคยเห็นหน้าค่าตาเลย"

พระตลุยวารีว่า "สบายกันดีครับเจ้าคุณพี่ โสภณเป็นข้าราชการชั้นเอก สุภาพเป็นรองข้าหลวงภาค แล้วก็สมยศเป็นเจ้าของเหมืองแร่อยู่ที่ภูเก็ต ร่ำรวยมากทีเดียว"

"เออ-ได้ข่าวว่าเด็กๆ เขาสุขสบายกันผมก็พลอยดีใจด้วย โธ่-ไม่นึกเลยว่าเจ้าคุณตลุมบอนฯ จะตายจากผมไป อย่างน้อยผมควรจะฝันว่าฟันหัก หรือม่ายเจ้าคุณก็น่าจะมาเข้าฝันผมบ้าง บอกให้ผมรู้ว่าตายไปแล้วและไปอยู่ที่ไหน ผมจะได้ติดต่อไต่ถามทุกข์สุขดูบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพระตลุยวารี สนทนากันอีกสักครู่ท่านเจ้าคุณก็ลากลับ คุณพระผู้เป็นหัวกะทิของกองทัพเรือตามออกมาส่ง จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลงเรือยามข้ามฟากไป

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กลับถึงบ้าน 'พัชราภรณ์' ในราว ๑๖.๐๐ น. เศษ ตามเวลาที่กล่าวนี้ ๔ สหายกับ ๔ นางพร้อมด้วยเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดได้นั่งชุมนุมกันอยู่ในห้องโถงชั้นล่างของตัวตึกอย่างคับคั่ง

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาในห้องโถงอาเสี่ยกิมหงวนผู้ร้อนรนกระวนกระวายอยากจะแสดงสเกตน้ำแข็ง ได้กล่าวถามท่านเจ้าคุณทันที

"ว่ายังไงครับคุณอา สำเร็จไหมครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เสี่ยหงวน แล้วเดินเลยไปนั่งบนโซฟาร์ตัวเดียวกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด

มีหวัง ๙๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านพูดกับอาเสี่ยอย่างเป็นการเป็นงาน "อาได้ไปที่กองทัพเรือ และได้พบกับ พลเรือโท พระตลุยวารี ซึ่งเป็นน้องชายของเพื่อนรักของอา พระตลุยวารีได้ต้อนรับอาอย่างดีที่สุด เขาเคารพนับถืออาเหมือนกับพี่ชายของเขาคนหนึ่ง เขาเห็นพ้องด้วยเท่าที่เราจะร่วมแสดงสเกตกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' โดยจะเปิดรอบพิเศษขึ้น เพื่อเก็บเงินรายได้ทั้งหมด บำรุงโรงพยาบาลกองทัพเรือ"

"แล้วยังไงครับ" อาเสี่ยถามโดยเร็ว

"พระตลุยฯ เขาบอกว่า เขาจะต้องขอทดสอบความสามารถในการเล่นสเกตน้ำแข็งของพวกเราเสียก่อน ถ้าพวกเราเล่นได้ดีพอๆ กับชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เขาก็จะอนุญาตให้เราเปิดการแสดงตามความประสงค์ เขานัดกับอาเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้สามโมงเย็นคุณพระเขาจะมาที่นี่ ซึ่งพวกเราจะต้องแสดงสเกตให้เขาชม"

"มายก๊อด..." ดร.ดิเรกครางเบาๆ ถ้ายังงั้นเป็นอันว่าพวกเราไม่มีโอกาสที่จะแสดงสเกตน้ำแข็งแน่นอน เพราะพวกเราเล่นได้แบบเฮงซวยเท่านั้น โดยเฉพาะผมเองมักจะตะครุบกบเสมอ เนื่องจากเท้าทั้งสองมันวิ่งไม่ทันสเกตนั่นเอง"

อาเสี่ยยิ้มให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วกล่าวว่า

"เห็นจะไม่มีหวังแล้วครับคุณอา คุณพระท่านมาเห็นเราเล่นสเกตให้ดู ท่านก็คงไม่ยอมให้เราแสดงร่วมกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' แน่"

นิกรต่อว่าพ่อตาของเขาอย่างเคืองๆ

"อันที่จริงคุณพ่อไม่ใช่คนโง่นี่ครับ น่าจะใช้วาทะศิลปพูดหว่านล้อมให้คุณพระท่านเชื่อว่า พวกเราทุกคนเล่นสเกตได้ดี ขืนให้ท่านมาดู ที่ไหนท่านจะอนุญาตให้เราไปแสดงที่ลานสเกตสวนลุมพินี"

อาเสี่ยค้อนเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดเสริมขึ้น

"ในที่สุดคุณอาก็เป็นคนแก่โง่ๆ คนหนึ่ง คุณอาไร้สมรรถภาพเสียแล้ว รู้ไหมครับ"

แทนที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ จะโกรธ ท่านกลับหัวเราะเพราะเห็นใจอาเสี่ยกิมหงวนที่มีเจตนาอันแรงกล้าอยากจะแสดงสเกตน้ำแข็ง หาเงินรายได้บำรุงโรงพยาบาลของทหารเรือ

"อย่าเพิ่งเอะอะไปเลยน่าอ้ายหงวน ฟังข้าก่อนซีโว้ย ทุกคนฟังทางนี้พวกแกไม่ต้องวิตก ถึงแม้คุณพระตลุยวารีจะมาทดสอบความรู้ของพวกเรา อาก็มีอุบายอันแยบคายที่จะช่วยให้คุณพระตกลงใจให้พวกเราร่วมการแสดงสเกตน้ำแข็งกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ในเร็ววันนี้"

คุณหญิงวาดกล่าวถามขึ้นเบาๆ

"เจ้าคุณจะทำอย่างไรคะ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสายตามาที่คุณหญิงวาด ต่างคนต่างยิ้มให้กัน

"ไม่ยากอะไรเลยคุณหญิง สำหรับคุณพระตลุยวารีน่ะผมรู้จักคุ้นเคยดี รักใคร่ชอบพอกันเหมือนญาติอันสนิท ถึงแม้เราไม่ใคร่ได้พบปะกัน ผมก็สามารถเข้าถึงจิตใจของคุณพระ ซึ่งเป็นน้องชายของเจ้าคุณตะลุมบอนฯ เพื่อนรักเพื่อนเกลอของผม พระตลุยวารีคนนี้มีนิสัยใจคอเหมือนกับพี่ชายของเขา สมกับที่เป็นพี่น้องกัน พระตลุยวารีดื่มเหล้าเป็นไฟแลบ หรือที่เรียกกันว่าคอทองแดง นอกจากนี้ยังมีจิตใจเป็นนักเลงเต็มตัว สปอร์ทใจดีที่สุด พรุ่งนี้เราจะต้องเลี้ยงต้อนรับเขาอย่างเต็มที่ ถึงแม้ว่าการแสดงของเราจะหย่อนความสามารถไปบ้าง คุณพระก็คงจะเกรงใจ ถ้าเราพยายามให้คุณพระดื่มเหล้ามากๆ เราก็มีหวังจะได้เล่นสเกตน้ำแข็งอย่างไม่ต้องสงสัย"

เสี่ยหงวนยิ้มออกมาได้

"ถ้าเช่นนั้นจะยากเย็นอะไรครับคุณอา เมื่อคุณพระท่านชอบดื่มเหล้า พวกเราก็มีหวังได้แสดงสเกตน้ำแข็งแน่นอน ผมจะให้งบประมาณแสนบาทในการเลี้ยงต้อนรับคุณพระตลุยวารีตอนเย็นพรุ่งนี้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะหึๆ

"อย่าให้ถึงแสนเลยโว้ยอ้ายหงวน สักพันบากก็มากมายพอดูอยู่แล้ว"

พล พัชราภรณ์กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามอย่างเป็นการเป็นงาน

"พวกเราทุกคน จะต้องพยายามแสดงสเกตน้ำแข็งให้คุณพระท่านได้ชมอย่างเต็มความสามารถของเราทีเดียว"

ประไพพูดเสริมขึ้นทันที

"สำหรับพวกดิฉันสี่คนไว้ใจเถอะค่ะคุณพล ดิฉันจะเต้นระบำปลายเท้าให้แน่ไปเลย และจะแต่งตัวให้โป๊ที่สุด รับรองว่าคุณพระตลุยวารีเห็นเข้าต้องสลึมสลือไปทีเดียว"

"อุ๊ย" ประภาเอ็ดตะโร "เอาศัพท์อะไรมาพูดก็ไม่รู้ สลึมสลือน่ะมันแปลว่าอะไรนะ"

ประไพหัวเราชอบใจ

"สลึมสลือก็แปลว่าเคลิ้มๆ อยู่ในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น"

ประภาค้อนน้องสาวของหล่อน

"ก็แล้วทำไมเธอไม่พูดอย่างนั้นล่ะจ๊ะน้องไพ"

"พี่ภาก็....สลึมสลือ มันเป็นศัพท์เคาบอยนี่คะ" แล้วประไพก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "คุณพ่อคะไพจะแต่งตัวให้ มิส.มาร์โก อายไปเลย นุ่งนิดห่มนิด ใช้ผ้าเช็ดหน้าสองผืนปิดหลังพอแล้ว"

"อีเวร" เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสียงหัวเราะ "เป็นสาวเป็นนางดันพูดออกมาได้"

ประไพหัวเราะเสียงแหลมเล็ก

"ไพมีลูกโตเป็นควายแล้วละค่ะ ผัวก็เคยมีมาแล้วไม่เห็นจะต้องอายอะไร"

นิกรเสริมขึ้นทันที

"ว่ายังไงนะครับคุณประไพ ที่ว่าผัวเคยมีมาแล้ว หมายความว่าเดี๋ยวนี้คุณไม่ได้มีผัวหรือครับ"

หล่อนหันขวับมาทางนายจอมทะเล้น

"ย่ะ-ไพไม่เคยคิดว่ากรเป็นผัวของไพเลยให้ดิ้นตายซีเอ้า"

"อ้อ-แล้วที่เราอยู่ร่วมกันทุกวันนี้น่ะ กรเป็นอะไรกับไพล่ะ"

ประไพตวาดแว๊ด

"เป็นลูกน่ะซี"

นิกรหันมายักคิ้วกับเสี่ยหงวน

"นี่ละ-เมียกึ่งพุทธกาลละ ผู้หญิงยุคปรมาณูมักจะเห็นผัวของตนเป็นลูกของตนเสมอ"

อาเสี่ยพูดขึ้นอย่างเคืองๆ

"ขอให้เรามาปรึกษาหารือกันในเรื่องสเกตน้ำแข็งเถอะ ใครจะเป็นผัวหรือเป็นเมียกัน เอาไว้ตกลงกันทีหลังดีกว่า พรุ่งนี้คุณพระท่านจะมาดูความสามารถของพวกเราแล้ว เราควรจะใช้เวลาตอนเย็นวันนี้และคืนวันนี้ฝึกซ้อมกันให้เต็มที่ และอย่างน้อยเราจะต้องแสดงท่าผาดโผนอวดคุณพระให้ตาค้างทีเดียว"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"เลิกประชุมกันทีครับคุณพ่อ ลงไปที่ลานสเกตดีกว่า ผมจะแสดงท่าผาดโผนขึ้นยืนบนบ่าคุณพ่อ แล้วตีลังกาบนบ่าคุณพ่อดีไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ลำบากนักก็แสดงท่าง่ายๆ ดีกว่า แกก็น่าจะรู้ดีแล้วว่าการเปลี่ยนฟันชุดหนึ่งน่ะ ถ้าหมอฟันเป็นผู้มีชื่อเสียง แกก็จะต้องจ่ายบิลล์ให้เขาไม่ต่ำกว่าห้าหกพันบาท ฟันฟางของแกก็ยังดีอยู่ อย่าพยายามหาทางเปลี่ยนมันใหม่เลย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เปรี้ยวปากเต็มทนก็พูดขึ้นว่า

"ลงไปที่สานสเกตกันเถอะโว้ยพวกเรา แล้วก็ใครๆ น่ะพยายามคุยกับฉันบ้างซี คนโน้นคุยกับคนนี้ คนนี้คุยกับคนนั้น ไม่เห็นหมาสักตัวหันมาพูดกับฉันบ้าง ยังงี้ฉันก็เปรี้ยวปากแย่"

คุณหญิงวาดหัวเราะงอหาย ยกมือชี้หน้าเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ แล้วพูดสัพยอก

"เจ้าคุณกับดิฉันไว้คุยกันตัวต่อตัวดีกว่า พิก๊ล...เห็นใครเขาไม่พูดด้วยก็โมโห อ้า-เจ้าคุณลองเล่นสเกตกับพวกเด็กๆ เขาบ้างไหมคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ สั่นศีรษะ

"ช่างเถอะคุณหญิง ให้ฉันสมัครเป็นคนดูดีกว่า"

ครั้นแล้วทุกคนก็ลุกออกไปจากห้องโถงใหญ่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอดเสื้อสากลส่งให้เจ้าแห้ว แล้วติดตามคณะพรรคสี่สหายออกไป

การฝึกซ้อมสเกตน้ำแข็งตอนเย็นวันนั้น เป็นไปอย่างตื่นเต้นแต่ไม่น่าดู ๔ นางล้มลุกคลุกคลานหลายครั้ง โดยเฉพาะอาเสี่ยกิมหงวนของเราตะครุบกบอย่างงดงามถึงกับปากแตก ๔ สหายกับเมียๆ ของเขาได้ซ้อมสเกตจนดึกดื่นเที่ยงคืน เตรียมไว้ให้คุณพระตลุยวารีทำการทดสอบความสามารถในวันพรุ่งนี้

เย็นวันต่อมา

คณะพรรคสี่สหายของเรา ต่างเตรียมการต้อนรับท่านพลเรือโท พระตลุยวารีอย่างเต็มที่ ประไพ, ประภา, นันทา, นวลลออ ได้ช่วยกันทำกับแกล้มพิเศษ มีกุ้งพล่า แหนม ไก่ย่าง และหมูหันอีกหนึ่งตัว โซดาร์สามสี่โหลแช่ไว้ในตู้เย็นจนกลายเป็นน้ำแข็ง

พอได้เวลา ๑๕.๐๐ น. เศษ รถเก๋งสีองุ่นคันใหญ่คันหนึ่งก็เลี้ยวเข้ามาในบ้าน 'พัชราภรณ์' อย่างแช่มช้า คนขับรถเป็นจ่าโททหารเรือ ส่วนผู้ที่นั่งอยู่ตอนหลังรถแต่งเครื่องแบบพลเรือโทแห่งราชนาวี นั่นคือคุณพระตลุยวารีนั่นเอง

คนขับรถได้กดแตรเป็นสัญญาณสั้นยาวบอกให้เจ้าของบ้านรู้ตัว เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบออกมาจากห้องโถง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดตามออกมาด้วย คุณหญิงวาดสวมกระโปรงนิวลุกซ์สีกรมท่า สวมเสื้อคอปกแบบทหารเรือ ทำให้ท่านดูเป็นสาวขึ้นอีกราวห้าหกปี

ไคร๊สเล่อร์เก๋งแล่นมาหยุดเทียบบันไดตึกพอดี จ่าโทคนขับรถรีบลงมาเปิดประตูตอนหลังให้นายของเขา พล ท.พระตลุยวารี รน. พาร่างอันผอมสูงลงมาจากรถอย่างสง่าผ่าเผย คุณพระชิดเท้าตรง ยกมือวันทยาหัตถ์เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งท่านเจ้าคุณก็รีบรับไหว้

"เชิญครับคุณพระ พวกเรากำลังรอต้อนรับคุณพระอยู่ทีเดียว"

พระตลุยวารีเดินขึ้นมาบนตึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้แนะนำให้รู้จักกับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ท่านทั้งสองได้ปฏิสันถารด้วยเป็นอย่างดี

"ยินดีมากเชียวครับ ที่ได้รู้จักกับคุณพระ" เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดยิ้มๆ

"เช่นเดียวกันครับ ผมทราบมานายแล้วว่าใต้เท้าเป็นเพื่อนรักเพื่อนเกลอของเจ้าคุณพี่ อ้า-เมื่อครั้งอยู่ที่ถนนพญาไทผมเคยไปเยี่ยมเจ้าคุณพี่หลายครั้ง แต่บังเอิญใต้เท้ากับคุณหญิงไม่อยู่บ้าน เลยไม่ได้รู้จักกัน"

คุณหญิงวาดพูดเสริมขึ้น

"เชิญขึ้นไปนั่งคุยกันที่ลานสเกตน้ำแข็งเถอะค่ะคุณพระ ดิฉันและเจ้าคุณจะดีใจมาก ถ้าคุณพระจะให้ความเป็นกันเองกับเรา"

คุณพระตลุยวารีก้มศีรษะลงเล็กน้อย

"ขอบคุณครับคุณหญิง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทั้งสองท่าน และคุณพระหัวกะทิแห่งราชนาวีลงบันไดอ้อมไปทางขวามือของตัวตึก ตรงไปยังสนามสเกตน้ำแข็งทางข้างลังบ้าน

พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรกนั่งสนทนากันอยู่บนเก้าอี้เหล็กที่ตั้งเรียงราย เป็นระเบียบเรียบร้อยของลานสเกตน้ำแข็ง เจ้าแห้วยืนคอยรับใช้อยู่ข้างหลัง พอแลเห็นคุณพระตลุยวารีเสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้ย-ทหารเรือมาโว้ยพวกเรา"

๔ สหายลุกขึ้นยืนและเดินเข้าไปหา เจ้าคุณปัจจนึกฯ แนะนำให้คณะพรรค ๔ สหายรู้จักกับคุณพระตลุยวารี พล, นิกร, กิมหงวนและ ดร.ดิเรกต่างยกมือไหว้คุณพระ และกล่าวปฏิสันถารอย่างนอบน้อม พระตลุยวารีตื่นเต้นไม่น้อย เมื่อท่านทราบว่าเจ้าหนุ่มร่างสูงชะลูดสวมแว่นตาขอบกระ คืออาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีแห่งประเทศไทย

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พาพระตลุยวารีไปนั่งข้างโต๊ะสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง คุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตามมานั่งข้างหลัง พอคุณพระนั่งเรียบร้อยสาวใช้ของบ้าน 'พัชราภรณ์' รวม ๓ คน ซึ่งแต่งกายสะอาดเรียบร้อยก็ถือถาดใส่วิสกี้ ถ้วยแก้ว โซดาร์ และกับแกล้ม เดินตามกันมาเป็นแถว

คุณพระแลเห็นขวดเหล้า พยาธิ์ในท้องของท่านก็เริ่มเดินขบวนกัน ทำให้คุณพระตลุยวารีทำคอขย้อน ในท่าผะอืดผะอมรู้สึกเปรี้ยวปาก

"อั๊ว...อ๊อก.. แฮ่ะ แฮ่ะ ผมมันเสียนิสัยเสียแล้วเจ้าคุณพี่" คุณพระพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างกันเอง "เห็นเหล้าหรือธงแดงเป็นต้องโอ้กอ้ากเสมอ อ้า-ผมชักไม่สบายใจเสียแล้ว ที่เจ้าคุณพี่และเจ้าคุณกับคุณหญิงต้องยุ่งยากในการรับรองผม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จัดแจงผสมวิสกี้โซดาร์ทันที แล้วกล่าวกับคุณพระว่า

"ไม่ยุ่งยากอะไรเลยคุณพระ" พูดจบก็ยื่นแก้วน้ำสีเหลืองมาให้ "ดื่มสักนิดเถอะครับคุณพระ ผมกับคุณหญิงและพวกเราทุกๆ คนยินดีเหลือเกินที่ได้รู้จักกับทหารเรือเสือน้ำเค็ม เจ้าคุณปัจจนึกฯ บอกผมว่าคุณพระกับท่านเปรียบเหมือนญาติพี่น้องกัน ฉะนั้นผมขอร้องให้คุณพระสนุกสนานกับพวกเราสักวันเถอะนะครับ ประทานโทษ..คุณพระดื่มเหล้าเป็นหรือเปล่า"

พระตลุยวารีหัวเราะเสียงกร่อย

"แฮ่ๆ อ้า-ผมดื่มไม่ใคร่เก่งหรอกครับใต้เท้า ดื่มได้นิดหน่อยเพียงวันละขวดครึ่งเท่านั้น" พูดจบก็ยกมือไหว้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างนอบน้อม แล้วรับแก้วน้ำสีเหลืองมาถือไว้ "ผมขอบคุณใต้เท้าและทุกๆ คน ที่ได้ให้การต้อนรับผมอย่างดีเช่นนี้ เท่าที่ผมมานี่ตั้งใจจะชมความสามารถของเจ้าคุณพี่ และลูกๆ หลานๆ ของเจ้าคุณพี่ในการแสดงสเกตน้ำแข็ง ผมขอชมว่าลานสเกตน้ำแข็งที่นี่กว้างขวางสวยงามมากทีเดียว ทำให้ผมอดที่จะแปลกใจไม่ได้ ใช้นายช่างที่ไหนมาสร้างลานสเกตน้ำแข็งครับ"

ดร.ดิเรกยิ้มแก้มแทบแตก แล้วพูดขึ้นทันที

"ผมเองครับคุณพระ ผมเป็นผู้สร้างลานสเกตนี้ คุณพ่อถ้าจะไม่ได้เรียนให้ใต้เท้าทราบว่าผม ด๊อกเตอร์ดิเรก เป็นนักวิทยาศาสตร์ผู้ยอดเยี่ยมของโลกคนหนึ่ง งานสร้างลานสเกตน้ำแข็งเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องเล็กสำหรับผม"

พระตลุยวารีหันไปมองดูนายแพทย์หนุ่มด้วยความพอใจ

"ผมรู้จักชื่อเสียงของคุณหมอมานานแล้วครับ ผมรู้ว่าคุณหมอเป็นนายแพทย์ที่เรืองนาม และเป็นนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำของโลกเรา คุณหมอเคยสร้างอาวุธให้กองทัพเรือมาหลายอย่าง เป็นต้นว่ากระสุนปืนใหญ่ปรมาณู ซึ่งใช้ยิงจากปืนใหญ่ของเรือรบ และตอร์ปิโดที่ควบคุมการยิงด้วยเครื่องเรดาห์ นอกจากนี้ยังได้สร้างเครื่องไฮโดรโฟนิกส์แบบพิเศษ สำหรับค้นหาเรือดำน้ำให้แก่กองทัพเรือเมื่อปีกลายนี้ คุณหมอเป็นบุคคลที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งสำหรับชาติเรา ผมขอชมเชยความสามารถของคุณหมอในโอกาสนี้ด้วย"

นิกรยกแก้วน้ำสีเหลืองชูขึ้น แล้วร้องขึ้นดังๆ

"ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ในวาระศุภดิถีอันดีงาม ข้าพเจ้าขอเชิญชวนให้ทุกๆ ท่านดื่มอวยพรแก่คู่บ่าวสาว ไช...."

ทุกคนสะดุ้งเฮือกไปตามกัน พลกล่าวถามนิกรด้วยเสียงหัวเราะ

"ใครแต่งงานวะ อ้ายกร"

นายจอมทะเล้นทำหน้าชอบกล

"นั่นน่ะซี กันมีปากก็พูดเรื่อยเปื่อยไปยังงั้นเอง ถ้ายังงั้นเราดื่มให้คุณพระอึกทึกวารีจงเจริญ"

"ประเดี๋ยวๆๆ " พระตลุยวารีอุทานลั่น "เรียกชื่อผมเสียให้ถูกคุณนิกร ผมชื่อพระตลุยวารี แปลว่าเป็นผู้นำเรือรบบุกบั่นไปทั่วท้องทะเลหลวง ไม่ใช่พระอึกทึกวารีหรอกคุณ อึกทึกวารีแปลว่าทำให้ผู้คนที่อยู่ในทะเลหนวกหู"

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้น

"ถ้าเช่นนั้นพวกเราทุกๆ คนก็ดื่มให้แก่คุณพระตลุยวารีศรีรัฐนาวา มหาณรงค์"

พระตลุยวารีกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ยาวไปหน่อยครับอาเสี่ย ชื่อของผมเพียงพระตลุยวารีเท่านั้น"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ แล้วยกมือไหว้คุณพระตลุยวารีอย่างนอบน้อม

"ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้มีเจตนาลบหลู่ดูหมิ่นใต้เท้าเลย อ้า-ใต้เท้าอยู่เรืออะไรนะครับ กรุณาบอกให้พวกเราทราบบ้าง วันหลังมีโอกาสว่างจะได้ไปเยี่ยมใต้เท้าที่เรือของใต้เท้า"

คุณพระยืดหน้าอกขึ้นอย่างผึ่งผาย

"ผมเป็นผู้บังคับหมวดเรือลาดตระเวนและเป็นผู้บังคับการเรือรบหลวง 'นเรศวร' ซึ่งเป็นเรือลาดตระเวนประจัญบานลำใหญ่ที่สุดและทันสมัยที่สุด แห่งกองทัพเรือของเรา ว่างๆ พวกคุณไปเที่ยวที่เรือผมบ้างซีครับ เรือผมจอดอยู่ในคลองบางลำภู"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่น แล้วพูดขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณพระถ้าจะพูดเผลอไปแล้วละ ถ้าจอดอยู่ในคลองบางลำภูละก็ เห็นจะไม่ใช่เรือรบละครับ คงเป็นเรือสำปั้นหรือเรือจ้าง"

พระตลุยวารีหันมายิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมพูดเผลอไปครับเจ้าคุณพี่ เรือรบของผมจอดอยู่ปากคลองบางลำภูครับ ไม่ใช่จอดอยู่ในคลองบางลำภู"

คุณหญิงวาดถอนหายใจโล่งอก

"นั่นนะซีคะ ดิฉันฟังในตอนแรกก็รู้สึกงงๆ คุณพระบอกว่าเรือของคุณพระจอดอยู่ในคลองบางลำภู คลองมันแคบนิดเดียว เรือรบออกลำเบ้อเริ่มจะเข้าไปจอดได้อย่างไร อ้า-เชิญดื่มซีคะคุณพระ พวกเราทุกๆ คนจงดื่มเพื่อคุณพระตลุยวารีผู้มีสมญาว่าเสืออากาศแห่งประเทศไทย"

พระตลุยวารีทำหน้าชอบกล

"คนละเรื่องเสียแล้วละครับคุณหญิง ผมเป็นทหารเรือนะครับ ไม่ใช่นักบิน"

"ค้า-ดิฉันทราบดีว่าคุณพระเป็นทหารเรือ"

"ก็แล้วทำไมคุณหญิงว่าผมเป็นเสืออากาศล่ะครับ"

"ดิฉันตั้งให้เองค่ะ" คุณหญิงวาดพูดพลางหัวเราะพลาง " ดิฉันตั้งจากการพยากรณ์ล่วงหน้า ถ้าคุณพระย้ายไปเป็นนักบินนาวีเมื่อไร และถ้าเกิดศึกสงครามขึ้น คุณพระก็ต้องได้เป็นเสืออากาศแน่นอน จริงไหมล่ะคะ"

พระตลุยวารีอดหัวเราะไม่ได้

"ผมเห็นจะไม่มีหวังได้ขึ้นเครื่องบินหรอกครับ อายุจนป่านนี้แล้ว สิ้นเดือนนี้ก็จะถูกปลดเกษียณอายุ"

คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม กับคุณพระตลุยวารีต่างยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มเพื่อแสดงไมตรีต่อกัน พระตลุยวารีตามปกติเป็นผู้ที่มีจิตใจกว้างขวางอย่างที่เรียกว่าใจนักเลง เมื่อท่านได้รับการต้อนรับอย่างดีที่สุดเช่นนี้ ท่านก็รู้สึกเคารพรักเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดอย่างยิ่ง นอกจากนี้ยังรู้สึกพอใจ ๔ สหายของเราที่ร่าเริงชดชื่น และให้การต้อนรับท่านอย่างสมเกียรติ

ชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย พระตลุยวารีก็เป็นกันเองกับ ๔ สหายของเรา ท่านได้ซักถาม ดร.ดิเรกในเรื่องที่เกี่ยวกับการททำความเย็น ซึ่งนายแพทย์หนุ่มก็เรียนให้ท่านทราบตามหลักวิชาของเขา ในที่สุด พระตลุยวารีก็หันมาพูดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เจ้าคุณพี่ครับ ชาวคณะของเจ้าคุณพี่ที่จะแสดงสเกตน้ำแข็งนั้นมีด้วยกันกี่คนครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลื่อนจานกับแกล้มมาให้คุณพระ

"มีด้วยกันรวมสิบคนคุณพระ เจ้าสี่คนนี่แล้วก็ผม แล้วก็อ้ายแห้วซึ่งยืนอยู่ข้างหลังพวกเรา แล้วก็เมียๆ ของเจ้าสี่คนนี่ รวมเป็นสิบคนพอดี คุณพระจะทดสอบความสามารถของพวกเราหรือยังล่ะ"

พระตลุยวารีมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเกรงใจ

"ความจริงผมไม่อยากจะทดสอบความสามารถในการเล่นสเกตของเจ้าคุณพี่กับชาวคณะเลยครับ แต่เมื่อเป็นทางการก็จำต้องให้ผมได้ชมสักนิด ผมจะได้รายงานไปยังท่านผู้ใหญ่ เพื่อให้เจ้าคุณพี่กับชาวคณะได้ร่วมแสดงสเกตน้ำแข็งกับชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ซึ่งจะจัดรอบพิเศษขึ้น เก็บเงินบำรุงโรงพยาบาลทหารเรือ โดยไม่หักค่าใช่จ่ายตามเจตนาของคุณพี่"

พล พัชราภรณ์ กล่าวกับเพื่อนเกลอทั้งสามของเขาทันที

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา เข้าไปทางหลังโรงเถอะ เมียๆ ของเราเขาคงแต่งตัวกันเรียบร้อยแล้ว"

๔ สหายต่างลุกขึ้นยืน พากันเดินไปทางหลังเวทีสเกตน้ำแข็ง ซึ่งมีม่านกั้นเหมือนกับเวทีละคร

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาด ได้โอภาปราศรัยกับคุณพระตลุยวารีอย่างสนิทสนม คุณหญิงวาดโบกมือไล่เจ้าแห้วให้ไปทางหลังโรง เพื่อเตรียมตัวเล่นสเกตน้ำแข็งให้คุณพระชม เจ้าแห้วจึงรีบเดินก้มตัวไปจากที่นั้น

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ สี่หนุ่มสี่นางและเจ้าแห้วนั่งรวมกลุ่มกันอยู่หลังโรงสเกตน้ำแข็ง สนทนากันอย่างครื้นเครง ทุกคนแต่งกายในการแสดงสเกตเรียบร้อยแล้ว แต่ยังไม่ได้ออกแสดง เพราะต้องรอเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก่อน ซึ่งในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังมอมเหล้าคุณพระตลุยวารีด้วยวิสกี้ตราขาวพระตลุยวารีเป็นนักดื่มที่เรียกว่าคอเหล็ก ลงได้ดื่มเหล้าแล้วท่านก็มันเขี้ยวดื่มอย่างไม่อั้น และเมื่อตึงๆ หน้าเข้าไปคุณพระก็คุยจ้อ มีอารมณ์ครึกครื้นรื่นเริงผิดปกติ ท่านเล่าถึงเรื่องที่ท่านพาทหารเรือเดินทางไปรับ ร.ล.นเรศวร ที่ประเทศอเมริกา เล่าถึงความเจริญรุ่งเรืองของมหานครนิวยอร์ค เล่าถึงตึกระฟ้า ตลอดจนถึงจิตใจของประชาชนชาวอเมริกัน

เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ รู้สึกว่าคุณพระตลุยวารีเริ่มมีเสียงอ้อแอ้เล็กน้อย ท่านก็ลุกขึ้นเดินมาทางด้านหลังลานสเกต เพื่อสั่งให้คณะพรรค ๔ สหายออกแสดงสเกตน้ำแข็งเป็นชุดๆ ไป

เสียงดนตรีครางกระหึ่มขึ้นแล้วด้วยเครื่องขยายเสียงของ ดร.ดิเรก มันเป็นเพลงในจังหวะควิกวอลซ์ไพเราะน่าฟังมาก

คุณพระกำลังสนทนากับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดอย่างครึกครื้น เมื่อได้ยินเสียงเพลงบรรเลงขึ้น การสนทนาก็สิ้นสุดลงเพียงชั่วขณะ แล้วคุณหญิงก็กล่าวกับพระตลุยวารีอย่างยิ้มแย้ม

"คุณพระคอยชมนะคะ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเด็กๆ ของดิฉันจะแสดงความสามารถในการเล่นสเกตน้ำแข็งให้คุณพระชมเดี๋ยวนี้"

พระตลุยวารีนัยน์ตาปรือ นั่งทำคอง่อกแง่กแล้วท่านก็ตบมือลั่น

"เอ้อเฮอ...วิเศษเลยครับคุณหญิง เด็กๆ ของคุณหญิงเล่นเก่งกว่าชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' เสียอีก"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"ยังค่ะคุณพระ ยังไม่มีใครออกมาแสดงเลย มีแต่ฉากและลานน้ำแข็งเปล่าๆ เท่านั้น"

พระตลุยวารีลืมตาโพลง แล้วยกมือขยี้นัยน์ตาตัวเอง

"เอ๊ะ-ไง๋นัยน์ตาผมฝาดไปได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะงอหาย ทันใดนั้นเองประไพก็เดินออกมาจากม่านสีบรอนซ์เงิน เมียรักของนิกรแต่งกายอย่าโป๊ที่สุด โป๊ขนาด มิส.มาร์โก สาวแซ่ดบอมบ์ หรืออาจจะยิ่งไปกว่านั้น หล่อนวิ่งปราดมาทางด้านขวาของลานสเกต เพื่อหวังจะให้คุณพระตลุยวารีได้ชมในระยะใกล้ชิด แต่แล้วประไพก็เสียหลักหงายผลึ่ง เพราะหล่อนขาดความชำนาญในการเล่นสเกตนั่นเอง

พระตลุยวารีตบมือลั่น

"ไม่เลว...ไม่เลวเลยครับเจ้าคุณ การแสดงท่าหงายท้องก้นกระแทกดินเช่นนี้ แม้กระทั่งพวก 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ก็แสดงไม่ได้ เด็กๆ ของเจ้าคุณเก่งมากครับ"

คุณหญิงวาดหัวเราะงอหาย ท่านร้องบอกประไพด้วยเสียงหัวเราะ

"ลุกขึ้นซีแม่ไพ ลุกขึ้นเต้นระบำให้คุณพระท่านดู"

ประไพทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ลุกไม่ไหวค่ะคุณอา ก้นกบของหนูหักแล้ว"

ทันใดนั้นเอง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาร่างอันอ้วนเตี้ยพุงพลุ้ยของท่านวิ่งออกจากในโรง พล. นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วติดตามออกมาด้วย เกาะเอวกันเหมือนงูกินหาง และบั้นเอวกระดุกกระดิกไปมา ทำท่ายักแย่ยักยันเหมือนกับจะหกล้ม พระตลุยวารีตบมือลั่น ถือแก้วเหล้าลุกขึ้นเดินมาที่ขอบลานสเกต แล้วยื่นแก้วน้ำสีเหลืองให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งพา ๔ สหายเลื้อยผ่านมาอย่างไม่น่าดูอะไรนัก

"เจ้าคุณพี่ครับ ดื่มหน่อยเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามห้ามล้อเพื่อจะรับแก้วเหล้า แต่แล้วท่านก็เสียหลักหกล้มป้าบ ๔ สหายและเจ้าแห้วยั้งไม่ทันก็ปะทะเจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้มลุกคลุกคลานไปด้วยกัน

ต่างคนต่างพยายามลุกขึ้น แต่ยังไม่ทันจะตั้งตัวตรงก็ล้มอีก ในเวลาเดียวกัน นันทา, นวลลออ, และประภาก็วิ่งออกมาจากในโรง สามนางวิ่งวนเวียนไปมา แต่แล้วนวลลออก็ปะทะกับประภาอย่างจัง ล้มลงอย่างไม่เป็นท่าทั้งสองคน ส่วนนันทาวิ่งเลยมาจนถึงขอบสนาม ชนขอบสนามเต็มแรงพลัดตกออกมานอกเวที ขาขัดไปข้างหนึ่ง

พระตลุยวารีตบมือหัวเราะลั่น

"เก่งมาก...เก่งมากครับ ผมขอชมเชยทุกๆ คนว่าแสดงสเกตได้ดีมาก ขอให้ทุกคนมานะกัดฟันลุกขึ้นพยายามเดินเข้าโรงให้ได้นะครับ"

นิกรคลานเข้ามาหาเมียรักของเขาอย่างน่าสงสาร แล้วพูดกับประไพด้วยเสียงละห้อย

"ไพจ๋า-ช่วยประคองกรลุกขึ้นทีเถอะ พยายามลุกขึ้นสองหนแล้ว แต่มันหกล้มทุกที"

ประไพยิ้มแห้งๆ

"ไพก็ลุกไม่ไหวเหมือนกันแหละค่ะ ตะโพกครากไปแถบหนึ่งแล้ว"

นิกรถอนหายใจดังๆ

"ถ้ายังงั้นเราเกาะกันลุกขึ้นเถอะไพ"

ต่างคนต่างเกาะแขนกัน แล้วพยายามลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น ทั้งประไพและนิกรเดินเตาะแตะเหมือนกับเด็กสอนเดิน เดินไปทางม่านหน้าเวที บางทีก็โซเซแทบจะหกล้ม แต่แล้วก็พยายามเดินเข้าไปทางหลังโรงจนได้

ในเวลาไล่ๆ กัน นวลลออกับประภาก็ลุกขึ้น ค่อยๆ เดินเข้าไปในโรงด้วยความลำบากยากเย็น

เจ้าแห้วกับเสี่ยหงวน ช่วยกันประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้น พล พัชราภรณ์ กับ ดร.ดิเรกพากันลุกขึ้นได้ในเวลาเดียวกัน ทุกคนค่อยๆ เดินเตาะแตะตรงไปยังม่านหน้าเวที และกว่าจะเข้าไปในโรงได้ก็เป็นไปอย่างทุลักทุเลเต็มทน

นันทานั่งครางหงิงๆ อยู่ข้างขอบเวที หล่อนถอดรองเท้าสเกตออกทั้งสองข้าง และหิ้วรองเท้าลุกขึ้นเดินกะโผลกกะเผลก เข้ามานั่งข้างหลังเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาดและคุณพระตลุยวารี

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวกับพระตลุยวารีอย่างยิ้มแย้ม

"เป็นยังไงครับคุณพระ คุณพระได้ทดสอบกับตาเองแล้ว เด็กๆ ของผมเล่นสเกตได้ดีมากไม่ใช่หรือครับ"

พระตลุยวารีกลืนน้ำลายดังเอื๊อก

"ครับ-ผมยอมรับว่า เจ้าคุณพี่และลูกๆ หลานๆ แสดงสเกตน้ำแข็งได้ดีที่สุด แต่ว่า...ผมไม่สามารถที่จะอนุมัติให้แสดงกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ได้"

"อ้าว-ทำไมล่ะครับคุณพระ"

พระตลุยวารีพูดพลางหัวเราะพลาง

"แก่หกล้มมากไปหน่อยครับ ถ้าหากว่าผมอนุญาตให้ร่วมแสดงกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' แล้ว ก็คงจะทำให้นักแสดงของ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' พลอยหกล้มไปด้วย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หน้าจ๋อย มองดูพระตลุยวารีด้วยแววตาเศร้าๆ

"เอ-ถ้ายังงั้นก็แย่ซีครับคุณพระ พวกเราได้ลงทุนไปไม่น้อยในการสร้างลานสเกตน้ำแข็งนี้ และเสียเวลาฝึกซ้อมกันมาหลายวัน คุณพระจะช่วยให้พวกเราได้แสดงสักครั้งไม่ได้หรือครับ"

ท่านนายพลเรือยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นจิบ

"ผมจะช่วยก็ได้ครับใต้เท้า แต่หมายความว่าต้องอีกสี่หรือห้าปีข้างหน้า ถ้าเราสั่งคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' มาเล่นสเกตในเมืองไทยอีก ผมก็ยินดีให้เจ้าคุณพี่และเด็กๆ ของใต้เท้าแสดงสเกตร่วมกับเขา"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอย่างนอบน้อมว่า

"คุณพระขา เท่าที่เด็กๆ ของดิฉันล้มลุกคลุกคลานเมื่อกี้นี้ เขาแกล้งทำกันหรอกค่ะคุณพระ ความจริงเขาเล่นได้ดีทีเดียว"

พระตลุยวารีอมยิ้ม

"หรือครับ-ถ้าเช่นนั้นคุณหญิงโปรดไปบอกทุกๆ คนให้ออกมาแสดงสเกตน้ำแข็งอีก ถ้าหากว่าไม่มีใครหกล้มผมจะอนุญาตให้ร่วมแสดงกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์'.."

"จริงๆ หรือคะ" คุณหญิงวาดพูดโดยเร็ว

"เป็นความจริงครับ"

คุณหญิงวาดรีบลุกขึ้นยืน บุ้ยใบ้ให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รินเหล้าให้คุณพระตลุยวารีอีก แล้วท่านก็รีบเดินไปทางหลังโรงโดยเร็ว หันมากวักมือเรียกนันทาให้ตามไปด้วย

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คณะพรรค ๔ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังนั่งล้มวงอยู่บนพื้นและใช้มือนวดแข้งนวดขานวดบั้นเอว ของตนเองด้วยความเจ็บปวด เมื่อคุณหญิงวาดกับนันทาเดินเข้ามา ทุกคนก็พากันมองดูคุณหญิงวาดแล้วยิ้มให้ท่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามขึ้นทันที

"คุณพระเขาว่าอย่างไรบ้างครับคุณหญิง การแสดงของพวกเรา พระตลุยวารีเขาพอใจแล้วไม่ใช่หรือครับ"

คุณหญิงวาดยิ้มแห้งๆ แล้วสั่นศีรษะ

"คุณพระท่านไม่ตกลง ให้เราร่วมแสดงสเกตน้ำแข็งกับชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' หรอกค่ะ"

ทุกคนหน้าตื่นไปตามกัน

"ท่านว่าเราแสดงไม่ดีหรือครับคุณแม่" พลถามโดยเร็ว

"ฮื่อ..ก็เป็นอย่างนั้นแหละลูก ท่านบอกว่าพวกเราแก่หกล้มไปหน่อย ขืนให้แสดงก็อายเขา"

"ว้า...." เสี่ยหงวนคราง "ผมได้ทุ่มเททุนรอนไปมากมายแล้ว ท่านไม่ให้แสดงก๊อแย่ซีครับ"

คุณหญิงวาดว่า

"คุณพระท่านให้พวกเราออกไปแสดงให้ท่านดูอีก ถ้าหากว่าไม่หกล้มท่านก็จะอนุญาตให้ร่วมแสดงกับชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์'.."

"มายก๊อด" ดร.ดิเรกคราง "ขืนออกไปเล่นอีกเราก็หกล้มอีกนั่นแหละครับ"

"นั่นน่ะซีคะ" นวลลออเห็นพ้องด้วย "ก็พวกเราเล่นสเกตกันได้อย่างงูๆ ปลาๆ เท่านั้น"

คุณหญิงวาดโบกมือให้ทุกๆ คนสงบปากเสียง แล้วท่านก็กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการด้วยเสียงกระซิบกระซาบ

"เอายังงี้เถอะพวกเรา อาจะบอกลูกไม้ให้ เป็นอุบายที่แนบเนียนที่สุด ทุกคนถอดสเกตออกเสียเดี๋ยวนี้ แล้วสวมรองเท้าธรรมดาออกไปแสดงให้คุณพระท่านดู คุณพระท่านกำลังเมาเหล้า ท่านคงไม่ได้สังเกตเท้าของพวกเราหรอกว่าสวมสเกตหรือเปล่า แต่พวกเราต้องพยายามหลอกลวงท่านคล้ายกับว่า เราสวมสเกตออกไปเล่น พยายามเล่นท่าโลดโผนต่างๆ ให้ท่านชม แล้วก็กลับเข้าโรง เท่านี้คุณพระก็จะเชื่อว่าเราเล่นสเกตได้ดี"

เสียงจ้อแจ้กจอแจดังขึ้นทันที ทุกคนเห็นพ้องด้วย ตามแนวความคิดของคุณหญิงวาด อาเสี่ยกิมหงวนดีอกดีใจอย่างยิ่ง

"อุบายของคุณอาวิเศษจริงครับ คราวนี้เป็นสำเร็จแน่ๆ ผมเคยดูถูกคุณอาหญิงว่าเป็นคนแก่กินหมากปากเขลอะ คงไม่มีสติปัญญาเฉียบแหลมอะไรนัก แต่ที่ไหนได้ คุณอาหญิงของผมหัวแหลมเป็นเข็มทีเดียว"

คุณหญิงวาดยกมือขึ้นคลำศีรษะของท่าน แล้วก็โล่งใจ เมื่อรู้สึกว่าศีรษะของท่านไม่ได้แหลมเหมือนเข็มตามที่กิมหงวนว่า ท่านหันไปมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วพูดยิ้มๆ

"ลงมือซีคะเจ้าคุณ ถอดรองเท้าสเกตออกให้หมด แล้วสวมรองเท้าธรรมดา ออกไปเต้นหยองแหยงให้คุณพระท่านชมสักครู่ พยายามทำท่าให้เหมือนรองเท้าสเกต อย่าชักช้าเลยค่ะ ดิฉันจะออกไปคุยกับคุณพระท่าน" พูดจบคุณหญิงวาดก็หมุนตัวกลับ พาตัวเดินออกไปจากหลังโรง

วิสกี้เพียวๆ แก้วสุดท้ายที่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รินให้ท่านนายพลเรือเกือบครึ่งแก้ว ทำให้พระตลุยวารีชักหูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว มีท่าทีสลึมสลือผิดปกติ แต่สีหน้าของท่านยิ้มแย้มแจ่มใสตลอดเวลา คุณหญิงวาดเข้ามาทรุดตัวลงนั่งข้างขวาคุณพระ แล้วพูดยิ้มๆ

"คุณพระขา ขอโอกาสให้พวกเราแสดงให้คุณพระชมอีกสักครั้งนะคะ หวังว่าคราวนี้คุณพระคงพอใจแน่ๆ "

พระตลุยวารียิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ได้ครับ ผมเองเป็นคนตรง ถ้าแสดงได้ดีผมก็อนุญาตให้เล่นได้ แต่ใจจริงแล้วผมอยากจะให้พรรคพวกของคุณหญิงแสดงสเกตเหลือเกิน ฮ่ะๆ แหม...ชักตึงหน้าแล้วครับคุณหญิง อย่ารินให้ผมอีกเลยครับ"

"โถ-อีกสักแก้วซีคะคุณพระก็ คุณพระเป็นนายทหารดิฉันทราบดีว่าดื่มเหล้าเก่ง ขอให้ถือเป็นกันเองเถอะค่ะ คุณพระเมาขับรถกลับบ้านไม่ได้ดิฉันจะให้เจ้าแห้วขับรถไปส่งคุณพรเอง"

พระตลุยวารีหัวเราะ

"ไม่เป็นไรครับ คุณหญิงถ้าจะลืมไปแล้วว่าคนรถของผมก็มาด้วย"

"อ้อ-อุ๊ยตาย ดิฉันลืมไปสนิทเชียวค่ะ" แล้วท่านก็หันไปมองดูสาวใช้ของท่านสองคน ซึ่งนั่งอยู่บนม้ายาวใต้ต้นทับทิมใหญ่ "ม่อมโว้ยหาเครื่องดื่มและอาหารว่างไปให้คนรถของคุณพระท่านหน่อยซีโว้ย"

ละม่อมสาวใช้เก่าแก่ของบ้าน 'พัชราภรณ์' ตอบคุณหญิงอย่างนอบน้อม

"จัดไปให้แล้วเจ้าค่ะ คนขับรถของคุณพระกำลังนั่งจีบแม่แจ๋วอยู่ค่ะ"

พระตลุยวารีสะดุ้งเล็กน้อย

"จ่าต่วยนี่มันเสียมาก ไม่ว่าไปที่ไหนเป็นต้องจีบผู้หญิงซะเรื่อย"

การสนทนายุติลงชั่วขณะ เมื่อเสียงแผ่นเสียงจากเครื่องขยายเสียงดังขึ้น

เสี่ยหงวนกับนิกรวิ่งปราดออกมา สองสหายสวมรองเท้าธรรมดา แต่พยายามหมุนตัวและวาดเท้าให้เหมือนกับลื่นไปด้วยรองเท้าสเกต พระตลุยวารีไม่ได้สังเกตว่าสองสหายสวมรองเท้าสเกตหรือไม่ ก็ลืมตาโพลงและมองดูด้วยความสนใจ

"โอ้โฮ..ถ้ายังงี้ละก็ใช้ได้เชียวครับคุณหญิง ฮั่นแน่...แสดงท่าผาดโผนเสียด้วย"

กิมหงวนวิ่งไปข้างหน้า หยุดยืนโก้งโค้ง นิกรวิ่งตามไปแล้วกระโจนข้ามหลังอาเสี่ยอย่างคล่องแคล่ว ต่อจากนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาพลกับ ดร.ดิเรกและเจ้าแห้วออกมาจากในฉาก นิกรกับกิมหงวนปราดเข้าไปสมทบด้วย ทุกคนวิ่งเป็นแถวเรียงเดี่ยวตามกัน โดยมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นผู้นำ มีการกระโดดโลดเต้นแสดงท่าผาดโผนต่างๆ บางทีก็เขย่งปลายเท้าหมุนตัวไปมา พระตลุยวารีตบมือลั่น

"เข้าทีครับคุณหญิง วิเศษเลยครับ ถ้ายังงี้ผมอนุญาตเด็ดขาด โอ้โฮ...วิ่งได้คล่องแคล่วมากทีเดียว"

๔ สหายกับเจ้าแห้วและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พยายามแสดงลวดลายต่างๆ กันอย่างสบาย นิกร, กิมหงวน กับ ดร.ดิเรก และเจ้าแห้วยืนเข้าแถวเรียงเดี่ยว แล้วก้มตัวลงในท่าโก้งโค้ง พลวิ่งปราดเข้าไปกระโจนข้ามไปได้อย่างน่าชม

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแสดงโชว์ลวดลายอยู่ในราวสิบนาที ต่อจากนั้นนันทา, ประภา, ประไพและนวลลออก็พากันออกมาแสดงสเกตน้ำแข็ง โดยที่สี่นางไม่ได้สวมรองเท้าสเกต แต่สวมรองเท้าธรรมดา

พระตลุยวารีนั่งมองด้วยความสนใจ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดพยายามรินเหล้าส่งให้เรื่อยๆ สี่นางออกมาวาดลวดลายหักหนึ่งจึงกลับเข้าโรง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คณหญิงวาดและท่านนายพลเรือต่างตบมือให้เกียรติแก่นักสเกตจอมปลอมทั้งหลาย

เสียเพลงจากแผ่นเสียงสิ้นสุดลงแล้ว คุณหญิงวาดกล่าวกับคุณพระตลุยวารีอย่างยิ้มแย้ม

"ว่าไงคะคุณพระ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเด็กๆ ของดิฉันแสดงสเกตน้ำแข็งได้ถูกใจคุณพระแล้วไม่ใช่หรือคะ"

คุณพระตลุยวารีก้มศีรษะเล็กน้อย

"ครับ-เป็นที่พอใจผมมาก อ้า-แต่ผมสงสัยอะไรบางอย่าง..."

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กล่าวถามขึ้น

"สงสัยอะไรครับคุณพระ"

"แฮ่ะๆ บางทีนัยน์ตาของผมอาจจะฝาดไปก็ได้นะครับ ดูเหมือนว่าเด็กๆ ของใต้เท้าไม่ได้สวมรองเท้าสเกตสักคน ผมสังเกตดูตอนวิ่งเข้าโรงน่ะครับ"

คุณหญิงวาดพูดกลบเกลื่อนทันที

"อุ๊ยตาย-ทำไมจะไม่สวมคะคุณพระ ถ้าไม่สวมรองเท้าสเกต จะออกมาวิ่งปรู๊ดปร๊าดได้อย่างไร ประทานโทษ...คุณพระดื่มมากไปหน่อยคงจะตาลายไป เชื่อดิฉันเถอะค่ะ พยายามเชื่อดิฉันไว้คุณพระเจริญแน่ๆ "

พระตลุยวารีฝืนหัวเราะเสียงกร่อย

"เอาครับ-เชื่อก็เชื่อ เป็นอันว่าผมเชื่อความสามารถของคุณพี่และเด็กๆ ของคุณหญิงแล้ว ทุกคนเล่นได้ดีมากเชียวครับ แฮ่ะๆ พรุ่งนี้ผมจะยื่นเรื่องราวไปยังท่านผู้ใหญ่ รายงานให้ทราบว่าผมได้มาชมความสามารถแล้ว ทุกคนเล่นสเกตน้ำแข็งได้ดีเกินคาด ผมรับรองว่าอย่างช้าอีกสามวันก็คงจะรู้แน่ว่าท่านผู้ใหญ่อนุมัติหรือไม่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแป้น

"ขอบคุณมากครับคุณพระ ความจริงพวกเรามีเจตนาที่จะหาเงินบำรุงโรงพยาบาลทหารเรือเท่านั้น ไม่ใช่ว่าเราเปิดการแสดงเพื่อเก็บเงินบำรุงกระเป๋า"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพา ๔ สหายกับ ๔ นางและเจ้าแห้วตรงมาหาพระตลุยวารี ทุกคนต่างทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กคนละตัว คุณพระได้กล่าวชมเชยด้วยน้ำใสใจจริงว่า คณะพรรค ๔ สหายสามารถเล่นสเกตได้ดีไม่ยิ่งหย่อนกว่าชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' และท่านยินดีที่จะสนับสนุนให้แสดงสเกตสมความปรารถนา คำพูดของพระตลุยวารี ทำให้คณะพรรค ๔ สหายตื่นเต้นยินดีไปตามกัน

นายพลเรือถูกเหนี่ยวรั้งตัวไว้จนพลบค่ำ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับคุณหญิงวาดได้จัดการเลี้ยงอาหารค่ำแก่คุณพระตลุยวารีเป็นพิเศษ ทำให้คุณพระซาบซึ้งใจเป็นอย่างยิ่ง ที่เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดได้ให้เกียรติรับรองท่านอย่างดีที่สุดเช่นนี้

หนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในกรุงเทพฯ ทุกฉบับต่างลงโฆษณาอย่างครึกโครม อาเสี่ยกิมหงวนหมาเศรษฐีแห่งประเทศไทยกับคณะพรรคของเขา ซึ่งมี พล พัชราภรณ์, นิกร การุณวงศ์, ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์, พระยาปัจจนึกพินาศ, นายแห้ว โหระพากุล กับสาวสวยสี่นาง จะร่วมแสดงสเกตน้ำแข็งร่วมกับชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' รอบพิเศษ ๑๗.๔๕ น. วันพุธที่ ๒๘ ธันวาคม ศกนี้ ที่สนามสเกตน้ำแข็งสวนลุมพินี

อาเสี่ยกิมหงวนของเรา ได้ยอมเสียเงินค่าโฆษณานับแสน และค่าใช้จ่ายอื่นๆ อีกในการแสดงสเกตน้ำแข็งในครั้งนี้ และการแสดงมีเพียงรอบเดียวเท่านั้น แต่ก็ได้รับความร่วมมือจากกองทัพเรือเป็นอย่างดี ทั้งนี้ก็เพราะเก็บเงินรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย บำรุงโรงพยาบาลกองทัพเรือ

ประชาชนทุกมุมเมือง ซึ่งเคยไปชมการแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ต่างยอมรับนับถือว่าการแสดงสเกตน้ำแข็ง ของศิลปินชาวยุโรปคณะนี้เป็นวิจิตรศิลป์อันตระการตา และเป็นความสามารถอย่างยอดเยี่ยม ถึงกับบางคนได้ไปชมการแสดงซ้ำๆ กันตั้งหลายครั้ง เมื่อคนไทยเราสามารถเล่นสเกตน้ำแข็งร่วมกับฝรั่งได้ ประชาชนนับจำนวนหมื่น ก็เตรียมพร้อมที่จะไปชมการแสดงในครั้งสำคัญนี้

ใบโฆษณาหลายหมื่นฉบับ ถูกแจกไปทั่วพระนคร ข้อความในใบโฆษณาเขียนโดยนิกร การุณวงศ์

ไชยโย! ของดีทีเด็ด!

คือ

สะเก๊ตน้ำแข็ง

คณะพรรค ๔ สหาย ซึ่งมี พล, นิกร, กิมหงวน, ดร.ดิเรก, เจ้าคุณปัจจนึกพินาศ, นายแห้ว โหรพากุล และสาวน้อยหน้าแฉล้ม ๔ นางจะร่วมแสดงสเกตน้ำแข็งกับคณะ

'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ '์

รอบ ๑๗.๔๕ น.

พุธ ที่ ๒๘ ธันวาคม นี้

ณ สวนลุมพินี

ไชโย! ขอเชิญพระเดชพระคุณ พ่อแม่ คุณป้า คุณยาย คุณน้า สุภาพบุรุษ สุภาพสตรี พระเณร ตาเถร ยายชี ไปชมให้ได้นะคร๊าบ คนไทยใจกล้าท้ามฤตยู เล่นกันอย่างบ้าบิ่นไม่กลัวตาย หกคะเมน ตีลังกากลับหน้า กลับหลัง การแสดงรวดเร็วทันใจแบบไทยแท้ เก็บเงินรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่าย บำรุงโรงพยาบาลทหารเรือ

โอกาสอันดีงามอย่างนี้ ถ้าท่านไม่ไปดูก็บ้าเต็มทน ไปดูความสามารถของคนไทยบ้าง

การแสดงครั้งพิเศษนี้ เก็บค่าดู ซึ่งคนจนไม่ควรสนใจ

ที่นั่งพิเศษ ๑,๐๐๐ บาท

ชั้นหนึ่ง ๕๐๐ บาท

ชั้นสอง ๓๐๐ บาท

ชั้นสาม ๑๐๐ บาท

เด็กเสียค่าดูเท่าผู้ใหญ่ แต่เด็กที่อยู่ในท้องมารดาไม่ต้องเสียค่าผ่านประตู คนตาบอดลดครึ่งราคา งดบัตรเบ่ง, บัตรฟรี เฉพาะการแสดงรอบพิเศษนี้

ไชโย! ไชโย-โห่-ฮิ้ว

บัตรล่วงหน้ามีจำหน่ายที่ บริษัทศิวิลัยซ์พานิช, ดิเรก คลินิก, บริษัทรถประจำทางการุณวงศ์, สำนักงานผลประโยชน์ พระยาปัจจนึกพินาศ, ห้างหุ้นส่วน พัชราภรณ์ และที่บริษัทสี่สหาย

อากาศกำลังหนาวจัด แต่ท่านไม่ต้องกลัว ชั้นพิเศษแจกเตาอั้งโล่ และโอยัวะ แต่ถ้าท่านต้องการโอเลี้ยง อนุญาตให้ท่านแคะพื้นน้ำแข็งทำโอเลี้ยงได้

หมายเหตุ

ใบปลิวนี้ผมเขียนกำลังเมาครับ ผิดถูกฟังไม่เพราะหูโปรดอภัยให้แก่ผมผู้อ่อนหัดด้วย เชิญนะครับ ไปชมสเกตน้ำแข็ง เท่ากับไปสร้างบุญกุศล ท่านอย่ากระดูกนักเลยครับ เสียอัฐแต่ได้รับความสนุกเพลิดเพลิน

คณะพรรค ๔ สหายของเรา ล้วนแต่เป็นเศรษฐีมั่งมีทรัพย์ มีเพื่อนฝูงก็ล้วนแต่ร่ำรวยเช่นเดียวกัน ทุกคนช่วยกันวิ่งเต้นขายบัตรล่วงหน้า ด้วยการขู่บังคับให้ซื้อบ้าง ขอร้องบ้าง ปรากฏว่าคณะพรรค ๔ สหายของเราจำหน่ายบัตรล่วงหน้าได้ถึง ๑๕๐,๐๐๐ บาทแล้ว นับว่าเป็นรายได้ที่งดงามพอดู นอกจากนี้อาเสี่ยกิมหงวนยังแจกเงินกรรมกรโรงเลื่อย โรงสี ของเขาคนละ ๓๐๐ บาทให้ไปชมการแสดงในรายการนี้ ถ้าใครไม่ไปดูจะไล่ออกจากงานทันที

วันคืนผ่านพ้นไปตามลำดับ ในที่สุดก็ถึงวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๙๘

พอตะวันรอนอ่อนแสง บรรดานักนิยมสเกตทั้งหลายก็พากันมุ่งตรงไปยังสนามสเกตสวนลุมพินี ประชาชนนับพันเบียดเสียดเยียดยัดกันซื้อบัตรผ่านประตูที่นั่ง ๑๐๐ บาท และ ๓๐๐ บาท แย่งกันซื้อบัตรจนเสื้อแสงขาด มีการขึ้นเข่าลงศอกกันบ้างประปราย

ในราว ๑๗.๓๐ น. บริเวณสนามสเกตอันกว้างใหญ่พอๆ กับสนามมวย ก็เต็มไปด้วยประชาชนหญิงชายร่วมหมื่น เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังอยู่ตลอดเวลา ทุกคนอยากจะชมการแสดงของคนไทยคณะนี้ เพราะทุกคนเต็มไปด้วยความแปลกใจที่คณะพรรค ๔ สหายสามารถเล่นสเกตน้ำแข็งได้

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คุณหญิงวาด และเพื่อนบ้านของท่านอีกหลายคน ล้วนแต่เป็นผู้ดีมีเงิน นั่งหน้าสลอนอยู่บนเก้าอี้เหล็กหมายเลขอักษร เจ. ซึ่งอยู่แถวหน้าเพื่อนด้านซ้ายของลานน้ำแข็ง เมื่อใกล้จะถึงเวลาแสดง เก้าอี้และที่นั่งชั้นต่ำก็หาที่ว่างไม่ได้เลย เจ้าหน้าที่ทหารเรือต้องทำงานอย่างหนักที่สุด

ในฤดูหนาวเช่นนี้ กลางคืนย่อมมากกว่ากลางวัน ดังนั้นพอ ๑๗.๔๕ น. ความมืดขมุกขมัวก็ปกคลุมไปทั่วทุกหนทุกแห่ง

เสียงดนตรีเบิกโรงดังก็ขึ้น ไฟฉายจากที่สูงหลายดวงฉายไปที่วงดนตรี ม่านสีเงินค่อยๆ เผยอขึ้นทีละน้อย

นิกร การุณวงศ์ ยืนอยู่หน้าไมโครโฟนทำหน้าที่เป็นโฆษกเฉพาะการแสดงรอบพิเศษนี้ เขาแต่งกายแบบสากลชุดราตรี กางเกงสักหลาดดำ สวมเสื้อคอแบะสีขาวกระดุมสองแถว ผูกไทด์หูกระต่าย ท่าทางสง่าผ่าเผยพอใช้ได้

พอสิ้นเสียงดนตรี นายจอมทะเล้นก็กล่าวปราศรัยกับคนดูทางเครื่องกระจายเสียง

"สวัสดีครับท่านผู้มีอุปการะคุณทั้งหลาย ข้าพเจ้า คุณนิกร การุณวงศ์ คือโฆษกประจำรอบพิเศษนี้ และจะได้แสดงสเกตน้ำแข็งให้ท่านชมด้วย"

พวกกรรมกรโรงเลื่อยโรงสี และอู่ต่อเรือของกิมหงวน, พวกคนขับและกระเป๋ารถเมล์ของนิกร ต่างตบมือลั่น ทำให้คนดูพลอยตบมือไปด้วย

นิกรพูดไมโครโฟนต่อไป

"ท่านที่เคารพและมิตรรัก เรายินดีที่จะเรียนให้ท่านทราบว่า การแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' และคณะพรรค ๔ สหายในรอบพิเศษนี้ เก็บเงินได้หนึ่งล้านห้าแสนหกหมื่นสามพันบาทแล้ว ขณะนี้ เจ้าหน้าที่จำหน่ายบัตรชั้น ๑๐๐ บาท และ ๓๐๐ บาทกำลังนับเงินอยู่ กะว่าคงได้เงินร่วมสองล้านบาท อนึ่ง ขอเรียนให้ทราบว่า อาเสี่ยกิมหงวน ไทยแท้ ได้สละเงินส่วนตัวหนึ่งล้านบาทบำรุงโรงพยาบาลทหารเรือ"

เสียงตบมือดังสนั่นหวั่นไหว

"เราจะได้เริ่มการแสดง ณ บัดนี้ ด้วยการบรรเลงเพลงเป็นอันดับแรกของวงดนตรี 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ในความควบคุมของมิสเตอร์กุลเตอร โปเช่ และร้องโดยมิสซอนยา ไมเกิล นักร้องโอเปร่าชาว อ๊อสเตรียน"

คนดนตรีเริ่มบรรเลงเพลงอีก นักร้องเสียงทองได้ครวญเพลงเจื้อยแจ้วจับใจ พอจบเพลงประชาชนทั่วทั้งสนามก็ตบมือให้เกียรติ หลังจากนั้น ดนตรีก็เปลี่ยนเพลงใหม่

"ท่านที่เคารพ ในชุดแรกนี้ เป็นการแสดงสเกตโลดโผนโดย นายกิมหงวน ไทยแท้, นายนิกร การุณวงศ์ และนายเวอเน่อร์ มึลเล่อร์ กับสตีฟ"

พอไฟเปิด ประชาชนคนดูก็แลเห็นมึลเล่อร์กับสตีฟนักสเกตวิ่งออกมาจากม่าน ทั้งสองแสดงท่าผาดโผนต่างๆ สักครู่หนึ่ง นิกรกับเสี่ยหงวนก็วิ่งคู่กันออกมา บรรดาพวกหน้าม้าทั้งหลายช่วยกันโห่ร้องและตบมือลั่น

อาเสี่ยวิ่งเต็มที่ยั้งไม่ทัน ก็ปะทะขอบลานสเกตหลุดออกไปนอกเวที ขึ้นไปนั่งอยู่บนตักสุภาพสตรีวัยกลางคนรูปร่างอ้วนจ้ำม่ำคนหนึ่ง ซึ่งนั่งดูอยู่ชั้นพิเศษแถวหน้าเพื่อนข้างสามีของหล่อน

คนดูฮาครืน สุภาพบุรุษผู้เป็นสามีของสุภาพสตรีผู้นั้น มองดูเสี่ยหงวนอย่างเคืองๆ

"คุณ การแสดงแบบตลกของคุณน่ะ จำเป็นด้วยหรือครับที่คุณจะต้องขึ้นมานั่งบนตักเมียผม"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไรครับ ผมไม่ถือ"

"อ้าว" ชายผู้นั้นอุทานลั่น "ผมถือนี่คุณ ตักนี่ผมสงวนกรรมสิทธิ์"

อาเสี่ยค่อยๆ ลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น เดินกระโผลกกระเผลกขึ้นไปบนเวที ด้วยความลำบากยากเย็น ขณะนี้มึลเล่อร์ กับสตีฟ กำลังแสดงท่าผาดโผน วิ่งถอยหลังแข่งกัน นิกรกับกิมหงวนแสดงบ้าง แต่แล้วทั้งสองสหายก็เสียหลักทำท่าจะหงายหลังหกล้ม นิกรกับอาเสี่ยยกเท้าทั้งสองซอยพื้นเวทีถี่เร็ว ช่วยประคองตัวไว้ไม่ให้ล้ม คนดูเข้าใจผิดคิดว่าเล่นตลกก็ตบมือให้ มึลเล่อร์เปิดโอกาสให้สองสหายแสดงเต็มที่ เขาพาสตีฟวิ่งเข้าโรงไป

สองสหายซอยเท้าอยู่เกือบสองนาทีจึงตั้งตัวได้ ต่างคนต่างยิ้มแหยๆ มองดูหน้ากัน อาเสี่ยกระซิบถามนิกร

"เข้าโรงรึ"

"อุ๊ย-เข้าไปได้รึ ยังไม่ได้ปล่อยลวดลายอะไรสักนิด วิ่งไปทางโน้นเถอะ ทำท่าให้สวยหน่อย ถ้าไม่สวยก็ซวย..."

แล้วนิกรกับอาเสี่ยก็วิ่งคู่กันไป บังเอิญเสียหลักหัวคะมำพร้อมๆ กันเซถลาไปหลายก้าว แต่ไม่ถึงกับหกล้ม คนดูฮาครืนและตบมือให้ สองสหายวิ่งไปรอบๆ ลานสเกตอันกว้างใหญ่ แล้วแยกจากกันแสดงท่าพลิกแพลงเท่าที่จะทำได้

ในที่สุด นิกรกับอาเสี่ยก็วิ่งเข้ามาปะทะกันอย่างจัง ต่างคนต่างผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า คนดูหัวเราะงอหาย เข้าใจว่าเล่นตลก สองสหายมานะกัดฟันลุกขึ้น วิ่งกระโผลกกระเพลกเข้าโรงไป

ต่อจากนั้นก็เป็นการแสดงระบำหมู่ ของชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ซึ่งทำให้ประชาชนคนดูตื่นตลึงไปตามกัน ศิลปินสาวๆ หน้าแฉล้มนุ่งน้อยห่มน้อย แต่ไม่โป๊หรืออนาจาร ได้แปรขบวนบนลานน้ำแข็งสวยงามมาก จับคู่กับสเกตชายเป็นคู่ๆ เรียกเสียงตบมือได้หลายครั้ง ในราว ๑๐ นาที ไฟก็ดับมืด นักระบำสเกตน้ำแข็งพากันเข้าโรงไป

โฆษกนิกรประกาศกระจายเสียงอีก

"ท่านทั้งหลาย อันดับต่อจากนี้ไป คณะพรรค ๔ สหายจะแสดงให้ท่านชมอีก สลับกับคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ท่านได้ชมนักสเกตชาวยุโรปแล้ว ขอให้ท่านชมนักสเกตสาวชาวไทยดูบ้าง"

เสียงตบมือดังขึ้นอย่างกระพร่องกระแพร่ง แล้วไฟฉายหลายดวงก็เปิดสว่างจ้า นันทา, นวลลออ, ประภา และประไพ ออกมาจากม่านสีเงินทีละคน ๔ นางสวมกระโปรงดิ้นสีแดงสูงขึ้นมาจากหัวเข่ามาก สวมเสื้อแขนพองสีขาวปักดิ้นทอง

ท่ามกลางเสียงดนตรีแผ่วเบา ๔ นางได้ยืนเรียงเดี่ยวเป็นแถวหน้ากระดาน เต้นระบำปลายเท้าเข้าจังหวะดนตรี ถึงแม้นันทา, นวลลออ, ประภา และประไพมีเวลาฝึกสเกตไม่ถึงเดือน ก็พอไปวัดไปวากับเขาได้

เมื่อดนตรีเปลี่ยนจังหวะเป็นควิกวอลซ์ ๔ นางก็แปรขบวนออกจากกันแสดงท่าสวยงาม มีการหมุนตัวและวิ่งถอยหลังยกขาขวาขึ้น

แต่ประไพคนเดียววิ่งถอยหลังเฉยๆ ไม่ยอมยกเท้า พอวิ่งผ่านนันทา ประไพก็ถูกนันทากระซิบดุอย่างไม่พอใจ

"ทำไมไม่ยกขาขวาขึ้น น้องไพ"

ประไพทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"ยกไม่ได้ค่ะ พี่นัน ตะเข็บกางเกงยืดมันขาดตอนกระโดดหมุนตัวกลับ ขืนยกเป็นโรงสเกตพังแน่ แล้วก็ถูกโปลิศจับด้วย"

อย่างไรก็ตาม ประไพสามารถช่วยตัวเองด้วยการวิ่งวนเวียนไปมา ปล่อยให้สามนางแสดงลวดลายอย่างไม่สู้จะน่าดูอะไรนัก แต่คนดูอภัยให้เพราะทราบดีว่า คณะพรรค ๔ สหายได้ใช้เวลาฝึกหัดไม่กี่วัน

สักครู่หนึ่ง ๔ นางก็วิ่งเข้าโรงอย่างแช่มช้า ประไพอยู่รั้งท้ายเสียหลักสะดุดเท้าตนเองหกล้มป้าบ หล่อนรีบลุกขึ้นวิ่งกระโผลกกระเผลกเข้าไปในม่าน ท่ามกลางเสียงตบมือของประชาชนคนดูรอบสนาม

คณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' แสดงต่อไปตามรายการ เป็นการแสดงระบำกุ๊ยที่ตื่นเต้นหวาดเสียวน่าดูที่สุด คนดูใจหายใจคว่ำไปตามกัน สองดาราสเกตหนุ่มสาว สตีฟ และท๊อปซี่

การแสดงในชุดนี้ สิ้นสุดลงภายในเวลา ๑๕ นาที เสียงตบมือดังสนั่นหวั่นไหว ถ้าหากวงดนตรีสัปรังเคที่เคยมาแสดงที่สวนลุมฯ เมื่อปีก่อนได้มาชมการแสดงสเกตของชาวคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' และถ้าเจ้านายวงคนนั้นได้ยินเสียงตบมือเช่นนี้เขาก็คงจะรู้ว่า คนไทยเราเป็นชาติที่มีวัฒนธรรม ไม่ยิ่งหย่อนกว่าชาวยุโรปอเมริกันเลย เพราะเรารู้จักตบมือให้เกียรติผู้แสดงที่ถูกใจเรา แต่ดนตรีของเจ้าหมอนั่นเป็นดนตรีเฮงซวย เอาเพลงไม่เป็นรสมาบรรเลง หลอกเอาเงินเรา พวกเราก็เลยไม่ตบมือให้

โฆษกนิกรร้องลิเกเสียงแจ๋วอยู่หน้าไมโครโฟน มิหนำซ้ำยังร่ายรำทำท่าด้วย พวกนักดนตรีพากันหัวเราะอย่างขบขัน เพราะเข้าใจว่านิกรสติไม่สู้สมประกอบ

ขอบเอ๋ยขอบคุณ

ท่านที่มาอุดหนุนโดยทั่วหน้า

ต่อจากนี้คณะสี่สหาย

จะแสดงลวดลายเหมือนอย่างว่า

นำโดยเจ้าคุณปัจจนึกฯ

หัวลูกมะอึก และสหายข้า

คือด๊อกเตอร์ ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์

นายพลมิ่งมิตรกับขี้ข้า

นามกรเพริศแพร้ว เจ้าแห้วโหระพา

คนดูส่วนมากพากันหัวเราะชอบใจ คุณยายคนหนึ่งซึ่งเป็นนักนิยมลิเก ลุกขึ้นชะเง้อคอยกมือขวาป้องหน้าผากมองดูนิกรด้วยความพอใจ จนกระทั่งหลานสาวของแกที่มาด้วย รีบฉุดให้นั่งลงตามเดิม

ดนตรีขึ้นเพลงใหม่แล้ว เมื่อไฟฟ้าเปิดสว่าง คนดูก็แลเห็นกลางเวทีมีโต๊ะเก้าอี้ตั้งอยู่เรียงราย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ ดร.ดิเรกและพล พัชราภรณ์ พากันเดินออกมาเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยว แล้ววิ่งไปรอบๆ ลานสเกตอันกว้างใหญ่ ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เริ่มวาดลวดลายเสือเฒ่า กระโดดข้ามเก้าอี้ตัวหนึ่ง แต่น้ำหนักตัวของท่านมากเกินไป ที่หน้าท้องเต็มไปด้วยไขมัน ประกอบทั้งท่านมีอายุมากแล้ว เท้าทั้งสองข้างจึงปะทะกับพนักเก้าอี้อย่างถนัดใจ ดังนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงเสียหลักล้มลงนอนคว่ำหน้าเหยียดยาว และลื่นไถลไปตามลานน้ำแข็ง จนกระทั่งศีรษะกระแทกกับขอบเวทีดังสนั่น

"โป๊ก! "

คนดูหัวเราะครืน พวกกรรมกรโรงเลื่อยโรงสีของเสี่ยหงวน ต่างตบมือกระทืบเท้าหัวเราะงอหายไปตามกัน ท่านเจ้าคุณพยายามลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น ก้มศีรษะคำนับคนดู แล้วออกวิ่งต่อไปทั้งๆ ที่หูของท่านยังอื้อและนัยน์ตาพร่าพราว มองไม่เห็นอะไรด้วยความมึนงง

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ปะทะกับนายแพทย์หนุ่มอย่างจัง ต่างคนต่างผงะหงายล้มลงอย่างไม่เป็นท่า ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล พัชราภณ์ได้มานะกัดฟันกระโจนข้ามโต๊ะตัวหนึ่งไปได้อย่างหวุดหวิด เขากระโดดข้ามโต๊ะตัวนั้นได้ด้วยกำลังใจของเขา คนดูต่างตบมือให้เกียรตินายพัชราภรณ์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ คลานเข้ามาหา ดร.ดิเรกด้วยความเจ็บปวดขัดยอกไปหมดทั้งตัว

"วิ่งประสาตะหวักตะบวยอะไรกันวะ หา"

นายแพทย์หนุ่มทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"โน-โน อย่าเพิ่งพูดอะไรป๋า ไอกำลังหาแว่น มายก๊อด-ไม่รู้ว่าหลุดกระเด็นไปไหน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฉุด ดร.ดิเรกลุกขึ้น ทั้งสองยืนโงนเงนหวุดหวิดจะหกล้ม นายแพทย์หนุ่มเอ็ดตะโรลั่น

"เว๊ท อะมินิท ฝรั่งไม่มีแว่น"

"เถอะน่า" ท่านเจ้าคุณตวาดแว๊ด "ไม่มีแว่นก็เล่นทั้งๆ ไม่มีแว่นซีวะ"

"ผมมองไม่เห็น อ๋อย ปล่อยผมซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ยอมฟังเสียง ฉุดกระชากลากตัว ดร.ดิเรกให้วิ่งตามท่านไป และพอเจ้าคุณปล่อยแขนดิเรกออก นายแพทย์หนุ่มก็วิ่งเปะปะไปตามเรื่อง เพราะนัยน์ตามองไม่เห็นอะไร ดร.ดิเรกวิ่งเข้ามาชนขอบลานสเกตอย่างจัง พุ่งหลาวออกไปนอกเวที แล้วกระโจนขึ้นไปนั่งบนตักชาวภารตหนวดเครายุ่มย่ามคนหนึ่ง

ประชาชนคนดูหัวเราะชอบอกชอบใจไปตามกัน นายห้างขายผ้าแทนที่จะโกรธเคืองกลับกอด ดร.ดิเรกแน่น

"ดีมั่กม๊ากคะร๊าบ ฮ่ะ ฮ่ะ นั่งยังงี้อุ่นดีน่านายจ๋า" นายแพทย์หนุ่มใจหายวาบ ร้องตะโกนสุดเสียง

"เล็ท มี โก--ปล่อยฉันซีนายห้าง ว๊าย-จั๊กกะจี้บอกว่าปล่อย แล้วกันโว้ย"

นายสิงหราชปานเด ยิ่งกอด ดร.ดิเรกแน่นและจูบซ้ายจูบขวา

"ปล่อยทำมะไร๋ ขึ้นมานั่งบนตักจั๋นเอง"

คนดูทั้งสนามไม่มีใครสนใจกับการแสดงสเกตโลดโผนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล พัชราภรณ์ ทุกคนพากันมองดู ดร.ดิเรกกับนายห้างแขกอย่างสนุกสนาน นายแพทย์หนุ่มดิ้นรนช่วยตัวเองเต็มที่ จนหลุดจากวงแขนของนายสิงหราช ดิเรกรีบลุกขึ้นยืนยกมือชี้หน้าชาวภารตผู้นั้น

"เล่นยังงี้ใช้ได้หรือนายห้าง แล้วกันซีฉันไม่ใช่ผู้หญิงนี่นา"

นายสิงหราชยิ้มแห้งๆ

"ไม่เป็นไรคะร๊าบ อีนี้แขกไม่ถือนี่นา"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้ หมุนตัวกลับเดินก้าวขึ้นไปบนเวที ทั้งๆ ที่นัยน์ตาของเขามองแลเห็นเลือนลางเต็มทน คนดูพากันหัวเราะอย่างท้องคัดท้องแข็ง เข้าใจผิดคิดว่าเป็นการแสดงตลก ซึ่งชาวภารตผู้นี้เป็นตัวละครคนหนึ่งของคณะพรรค ๔ สหาย

พล ถือแว่นสายตาสั้นวิ่งเข้ามาหา ดร.ดิเรกแล้วส่งให้ นายแพทย์หนุ่มดีใจอย่างยิ่ง รีบสวมแว่นกรอบทองทันที เจ้าคุณปัจจนึกฯ วิ่งสเกตผ่านมาในระยะใกล้ชิด แล้วแสดงท่าโลดโผนหมุนตัวไปมา

อีกครั้งหนึ่งที่ท่านเจ้าคุณล้มลงอย่างไม่เป็นท่า และคราวนี้ข้อเท้าของท่านแพลงไปข้างหนึ่ง ไม่สามารถจะลุกขึ้นได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ คลานเข้าโรงอย่างน่าสงสาร

ดร.ดิเรกกับพล พากันวิ่งเคียงคู่กันไป และแสดงท่าโลดโผนที่คนดูไม่รู้สึกโลดโผนเลย ความจริงเท่าทีพลและนายแพทย์หนุ่มตัดสินใจแสดงสเกตน้ำแข็งทั้งๆ ที่รู้ตัวดีว่าเล่นได้อย่างงูๆ ปลาๆ ก็เพราะมีเจตนาอย่างแรงกล้าในการสร้างกุศล มิใช่ตั้งใจจะโอ้อวดลวดลายของเขา

เมื่อการแสดงไม่ออกรส คนดูบางคนซึ่งต้องการดูการแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ก็ร้องตะโกนขึ้นด้วยความอิดหนาระอาใจเต็มทน

"เข้าโรงโว้ย เข้าโรงเสียที รำคาญเต็มทนแล้ว"

อีกเสียงหนึ่งตะโกนขึ้นบ้าง

"ลำบากนักก็อย่าเล่นเลยโว๊ย"

พลกับ ดร.ดิเรกรู้สึกอับอายขายหน้าเขาจนแทบจะแทรกแผ่นดินหนี สองสหายวิ่งถอยหลังไปยืนคู่กันที่หน้าม่าน หยุดยืนคำนับคนดูอย่างท้อแท้แล้วถอยหลังเข้าโรงไป

ดนตรีสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ โฆษกนิกรกล่าวกับคนดูต่อไป

"ท่านทั้งหลาย ท่านผู้มีเกียรติและไร้เกียรติทั้งหลาย ท่านที่ได้ชมสเกตน้ำแข็งผาดโผนของคณะ ๔ สหายแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างท่าน"

ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นทางชั้น ๓๐๐ บาท

"ไม่ได้ความโว้ย"

นิกรก้มศีรษะเล็กน้อย

"ไม่ได้ความ-ช่วยอะไรไม่ได้ครับ ท่านว่าไม่ได้ความ ก็หมายความว่าท่านยังเข้าไม่ถึงศิลปของเรา"

เสียงคนดูตะโกนขึ้นมาอีก

"เราต้องการดู 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' คณะเฮงซวยของท่านพอแล้ว ขืนออกมาแสดงอีกเจอขวดเป๊ปซี่ไม่รู้นะโว้ย"

โฆษกหัวเราชอบใจ

"ถ้าเช่นนั้น ขอให้ผมปรึกษากับพรรคพวกของผมดูก่อนนะครับ อันดับต่อจากนี้ไป เชิญท่านชมการแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ต่อไป"

ท่านกลางความมืดสนิท ตัวละครหนุ่มสาวร่วมร้อยคน ได้เคลื่อนตัวออกมาจากในฉากด้วยสเกตของเขา และเมื่อไฟเปิดสว่างจ้าประชาชนคนดูก็ได้แลเห็นการแสดงลีลาศหมู่บนเวทีน้ำแข็งอันกว้างใหญ่ ท่ามกลางแสงสีของไฟฉาย ที่ฉายกราดลงมาจากที่สูงหลายดวง

นิกรอ่อนอกอ่อนใจเหลือที่จะกล่าว เขาพาตัวเดินลงมาข้างล่าง ซึ่งมีบันไดขึ้นลงอยู่ข้างๆ เวที

ณ บัดนี้ ท่านพลเรือโท พระตลุยวารีกำลังโต้เถียงกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคณะพรรค ๔ สหายอย่างรุนแรง ๔ นางและเจ้าแห้วยืนรวมกลุ่มอยู่ด้วย นิกรเดินเข้ามาแล้วถามพ่อตาของเขา

"คุณพ่อจะแจกหมาก แจกแว่นกับคุณพระหรือครับ"

พระตลุยวารีสะดุ้งเฮือก

"ใครบอกคุณล่ะ"

นายจอมทะเล้นยิ้มแห้งๆ

"ก็ผมได้ยินโต้เถียงกันอย่างรุนแรงนี่ครับ แล้วก็เห็นใต้เท้ากำหมัดขบกรามกร้วมๆ "

พระตลุยวารีฝืนหัวเราะ

"เปล่า เรื่องเล็กคุณนิกร"

นิกรยิ้มให้คุณพระ แล้วกล่าวถามอย่างนอบน้อม

"กรุณาบอกผมหน่อยซิครับว่าเรื่องเล็กน่ะ เป็นยังไง"

คุณพระพูดเสียงหนักๆ

"คุณได้ยินเสียงประชาชนคนดู ที่เขาร้องตะโกนโหวกๆ แสดงความไม่พอใจพวกคุณแล้วไม่ใช่หรือ ได้ยินไหมครับ"

นิกรวางท่าอย่างสง่าผ่าเผย

"ได้ยินแล้วครับใต้เท้า ความจริงใต้เท้าไม่น่าจะสนใจกับเสียงคนดูส่วนน้อยเลย เพราะไม่ใช่มติมหาชน ถ้าเป็นมติมหาชนก็ต้องหมายความว่า คนดูทุกๆ คนเปล่งเสียงตะโกนด้วย"

อาเสี่ยกิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ผมเรียนใต้เท้าแล้วนี่ครับคุณพระ เพียงคนไม่กี่คนที่เอะอะเอ็ดตะโรไม่พอใจการแสดงของเรา ใต้เท้าอย่าไปสนใจเลยครับ"

พระตลุยวารีเม้มปากแน่น

"ไม่สนใจอย่างไรกันอาเสี่ย คณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ยังจะแสดงต่อไปอีกจนกว่าจะถึงสิ้นเดือนนี้" แล้วท่านก็หันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เจ้าคุณพี่ครับ ผมเสียใจที่จำเป็นต้องขอร้องให้คณะสี่สหายหยุดแสดงสเกตน้ำแข็งเพียงเท่านี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"ตกลงคุณพระ ดีเหมือนกันผมจะได้กลับบ้าน"

"อ้าว" เสี่ยหงวนอุทานขึ้นดังๆ "ทำไมถึงตกลงง่ายๆ ล่ะครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณหันมายิ้มกับเสี่ยหงวน

"ก็เพราะตะโพกของอายอกไปแถบหนึ่ง จนกระทั่งรู้สึกว่ากระบังลมเคลื่อนออกมา ข้อเท้าก็แพลงทั้งสองข้าง ขืนแสดงต่อไปเห็นจะต้องไปนอนโรงพยาบาลแน่นๆ "

๔ นางเห็นพ้องด้วย ต่างพูดกันจ้อกแจ้กจอแจ ทุกคนได้รับบาดเจ็บสะบักสะบอมไปตามกัน ประไพกล่าวขึ้นเสียงแจ๋วๆ

"เลิกก็เลิก ดีเหมือนกันค่ะคุณพ่อ หน้าแข้งไพถลอกปอกเปิกไปหมดแล้ว ทีแรกก็นึกว่ามันจะเล่นง่ายๆ แต่พอเอาเข้าจริงๆ มันไม่ง่ายเลย หรือใครอยากจะเล่นอีกก็ตามใจ แต่ไพไม่เอาแล้ว"

นันทาว่า "พี่ก็ไม่เอาเหมือนกันน้องไพ ขายหน้าเขาเหลือเกิน พวกเราเล่นกันได้อย่างงูๆ ปลาๆ เท่านั้น"

พลกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ยังงั้นก็สิ้นสุดกันที สำหรับการแสดงสเกตของพวกเรา อย่างไรก็ตามเราควรภูมิใจให้มากที่พวกเราได้ช่วยกันหาเงิน ให้โรงพยาบาลทหารเรือในคืนวันนี้ นับว่าเราได้บำเพ็ญบุญกุศลอันประเสริฐ"

นิกรยิ้มให้คุณพระตลุยวารี

"ใต้เท้าครับ ผมขอร้องอะไรหน่อยได้ไหมครับ"

คุณพระทำหน้าตื่นๆ

"ขอร้องอะไรครับ คุณนิกร"

"ขอร้องให้ใต้เท้าออกไปแสดงสเกตโลดโผนคู่กับผม อีกครั้งเดียวเท่านั้น"

พระตลุยวารีฝืนหัวเราะ

"จะดีรื้อคุณนิกร ผมแก่แล้ว สเกตน้ำแข็งไม่เคยเล่น อย่าเลยคุณ ผมขี้เกียจไปนอนโรงพยาบาล ดูพวกคุณเล่นแล้วยังสงสารแทน อ้า-อย่าว่าผมไล่เลยนะครับ โปรดไปยืนคุยกันทางหลังโรงดีกว่า ตรงนี้เกะกะเขา"

คณะพรรค ๔ สหายต่างปรึกษาหารือกัน ดร.ดิเรกอยากจะออกไปนั่งดูที่หน้าโรง แต่เสี่ยหงวนห้ามเอาไว้ อ้างว่าคนดูจำได้จะเจ็บตัว ในที่สุดทุกคนก็ตกลงใจกลับบ้าน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือให้ท่านนายพลเรือโทสัมผัส

"ลาละครับคุณพระ ต่อไปถ้ากองทัพเรือจะสั่งอะไรเข้ามาแสดงละก็ บอกพวกเราบ้างนะครับ"

พระตลุยวารีซ่อนยิ้มไว้ในหน้า นึกในใจว่าเป็นตายอย่างไรก็ไม่ยอมบอก คณะพรรค ๔ สหายต่างร่ำลาคุณพระตลุยวารี แล้วแยกย้ายกันไปที่ห้องแต่งตัว เพื่อแต่งตัวกลับบ้าน

การแสดงของคณะ 'ฮอลลิเดย์ ออน ไอซ์' ยังคงแสดงต่อไปที่สวนลุมพินี จนกว่าจะถึงสิ้นเดือนธันวาคม ประชาชนที่ได้ไปชมแล้วต่างยอมรับนับถือว่า เป็นศิลปและความสามารถอย่างยอดเยี่ยมของศิลปินคณะนี้ ซึ่งแสดงสเกตน้ำแข็งอันน่าตื่นตาตื่นใจยิ่ง.

จบ