พล นิกร กิมหงวน 075 : ลิ้นกับฟัน

พ.ศ.๒๔๙๖

คนเราเมื่อถึงคราวจะมีเรื่องผิดฟ้องหมองใจกันแล้ว ต่อให้รักกันปานจะกลืนกินก็ต้องแตกร้าวทะเลาะวิวาทกัน เพียงแต่มีเรื่องขัดใจกันเล็กน้อยก็กลายเป็นเรื่องใหญ่โตถึงกับแจกหมาก แจกมีด แจกไม้ หรือแจกปืนกันก็ได้

เหตุผลที่คนเรามีอารมณ์หงุดหงิด หวั่นไหวเกิดจาก ๒ ประการ คือดินฟ้าอากาศอย่างหนึ่ง และความไม่มีสตางค์อย่างหนึ่ง แต่สำหรับคณะพรรค ๔ สหายของเราเหตุผลในข้อหลังย่อมตกไป เพราะท่านย่อมทราบดีแล้วว่าทุกคนมีฐานะอยู่ในระดับเศรษฐีด้วยกันทั้งนั้น

ความรู้สึกนึกคิด จิตใจ และสมองของคนเราที่เกี่ยวกับความผันแปรของอากาศแน่นอน

วันนั้นอากาศร้อนอบอ้าวผิดปรกติ แต่พอตกบ่ายอากาศก็เปลี่ยนเป็นเย็นเพราะฝนตกไกล ท้องฟ้ามืดครึ้ม ลมเงียบสงัด ทำให้เหงาใจและหงุดหงิดใจอย่างไรชอบกล คุณหญิงวาดรู้สึกตัวว่า ท่านกลุ้มใจทั้งๆ ที่ไม่มีอะไรที่ควรจะกลุ้ม เดินเข้าห้องโน้นออกห้องนี้หาเรื่องด่าคนเล่นแก้กลุ้ม ตามธรรมดาของคนแก่ที่ขี้บ่นจู้จี้ แต่ใจจริงไม่มีอะไรอย่างที่เขาเรียกว่าปากร้ายใจดี การด่าของท่านไม่เคยทำให้คนใช้ชายหญิงเศร้าสลด ใครถูกด่ามากคนนั้นท่านก็รักและเอ็นดูมาก มีหวังได้เงินพิเศษจากท่านบ่อยๆ ยิ่งถูกด่าแล้วหัวเราะ คุณหญิงโปรดปราน

เมื่อท่านลงบันไดมาในห้องโถง คุณหญิงก็แลเห็นตู้เย็นขนาด ๘ คิวของท่านเปิดบานตู้ทิ้งไว้ ท่านหยุดยืนยกมือเท้าสะเอวมองดู ๔ สหายซึ่งกำลังนั่งสนทนากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ แล้วท่านก็เอ็ดตะโรลั่น

"อ้ายหมาตัวไหนวะที่เปิดตู้เย็นทิ้งไว้อย่างนี้ กินแล้วไม่รู้จักปิดตู้ อีกหน่อยเถอะแม่จะเอาเยี่ยวกรอกใส่ขวดไว้ในตู้เย็นต่างน้ำอัดลม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เย็นวาบไปหมดทั้งตัว

"ผม-ผมเองครับคุณหญิง" แล้วท่านก็รีบลุกขึ้นเดินไปปิดตู้เย็นทันที

"อุ๊ยตาย" คุณหญิงวาดอุทานแล้วยิ้มแหยๆ "ขอโทษเถอะค่ะ ดิฉันคิดว่าเจ้าพลหรือเจ้ากร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักไม่พอใจ

"เรื่องนิดเดียวไม่น่าจะด่าผมเป็นหมูเป็นหมาเลย เปิดทิ้งไว้ก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร แล้วผมก็ไม่ได้ตั้งใจที่จะเปิดทิ้งไว้"

คุณหญิงลอบค้อนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แหม-ก็ดิฉันขอโทษแล้วนี่คะ ถ้าดิฉันรู้ว่าเจ้าคุณเปิดทิ้งไว้ ดิฉันจะกล้าด่าเจ้าคุณหรือคะ อย่ายังโง้นยังงี้หน่อยเลยน่าดิฉันยิ่งใจคอไม่ใคร่ดี"

"เอ๊า คุณหญิงรู้จักไม่ดีแต่คนเดียวยังงั้นหรือ ผมก็ใจไม่ดีเหมือนกัน"

นิกรพูดกับเสี่ยหงวนทันที

"ไปเถอะโว้ยพวกเรา เดี๋ยวเกิดแจกหมากกันขึ้น เราจะต้องไปเป็นพยานที่โรงพักเสียเวลาทำมาหากินเปล่าๆ "

คุณหญิงวาดนัยน์ตาโตเท่าไข่ห่าน ท่านมองดูหลานชายจอมทะเล้นของท่านอย่างเดือดดาล

"แจกหมากมึงน่ะซี อย่ายั่วนะโว้ย กูยิ่งกำลังหาเรื่องด่าคนอยู่ เปรี้ยวปากมาตั้งแต่เช้าแล้ว เห็นบ้านช่องรกรุงรังไม่สบายใจเลยคนในบ้านมากมายยังกะกองทหาร แต่กินแล้วก็มุดหัวนอน เกี่ยงกันทำงาน อ้ายไม่พูดไม่บ่นไม่ว่ามันก็ได้ใจ ครั้นบ่นว่าปากเปียกปากแฉะมันก็หาว่าเราจู้จี้ ดู-ดูซี อ้ายสัตว์คนไหนเอาเปลือกกล้วยหอมโยนไปที่ข้างประตูนั่น"

นิกรชูมือขวาขึ้นเหนือศีรษะ รับสารภาพอย่างกล้าหาญ

"ผมเองครับ คุณอา"

คุณหญิงเม้มปากแน่น

"ที่ทิ้งเปลือกกล้วยของแกรึ นี่บ้านคนนะโว้ยไม่ใช่โรงงิ้ว ถ้าเผื่อฉันไม่เห็นไปเหยียบมันเข้าแกจะว่ายังไง"

นายจอมทะเล้นหัวเราะ

"ผมน่ะไม่ว่ากระไรหร็อกครับ มีแต่คุณอาจะว่าผม"

คุณหญิงวาดค้อนปะหลับปะเหลือก

"ฉิบหายบรรลัยจักร พูดอย่างหน้าด้านๆ นั่นขี้บุหรี่ใครน่ะ พรมผืนหนึ่งราคาตั้งสองพันเสือกเขี่ยขี้บุหรี่ลงไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ ฉอ่ ผมเองครับ"

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือก

"เคราะห์ดีที่ดิฉันไม่ทันด่า เขี่ยเถอะค่ะ เขี่ยตามสบายสำหรับเจ้าคุณแล้ว ดิฉันอนุญาตให้เขี่ยขี้บุหรี่ได้ทุกแห่ง แต่ถ้าเป็นคนอื่นดิฉันด่ายับไปเลย เชิญซีคะ เขี่ยบนโซฟาร์นั่นก็ได้"

ความจริงคุณหญิงพูดด้วยความจริงใจ แต่ดินฟ้าอากาศทำให้จิตใจของเจ้าคุณปัจจนึกฯ หงุดหงิด

"ไม่ต้องมาพูดแดกดันผมหร็อกครับคุณหญิง"

"อ้าว นี่เจ้าคุณรวนดิฉันหรือคะนี่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"ก็ได้นี่ครับไม่เห็นแปลก คนอย่างผมน่ะ สู้ตัวต่อตัวละก้อมาเหอะ"

"เอ๊ะ" คุณหญิงวาดอุทานเสียงลั่น "เจ้าคุณท้าดิฉัน...."

เจ้าคุณพยักหน้า

"แล้วแต่จะเข้าใจ เห็นว่าผมมาอาศัยอยู่ที่นี่จะมาข่มขู่ผมไม่ได้จะบอกให้"

"อ้าว"

"อ้าวยังไงครับ"

คุณหญิงวาดกลืนน้ำลายติดๆ กันหลายครั้ง พยายามหักห้ามโทสะไว้ หมุนตัวกลับเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯ พรวดพราดลุกขึ้นยืน

"ตามขึ้นไปรวนคุณหญิงเล่นดีกว่า ไป-อ้ายหงวน ขึ้นไปด้วยกัน"

อาเสี่ยทำคอย่นแล้วหัวเราะ

"เชิญคุณอาขึ้นไปตามลำพังเถอะครับ อย่าให้ผมถูกด่าเลย ผมรู้สึกว่าวันนี้คุณอาหญิงหัวเสียมาตั้งแต่เช้า"

"หัวเสียข้าก็หัวเสียเหมือนกัน ไป-อ้ายกร ขึ้นไปกระเซ้าคุณหญิงเล่น"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่เอาละครับ เสืออยู่ดีๆ เอาไม้ไปแหย่ ปู่ย่าตายายผมตายไปนานแล้วจะเดือดร้อน"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"คุณแม่ท่านไม่มีอะไรหร็อกครับ ปล่อยให้ท่านพูดสักพักท่านก็สบายใจเอง ท่านไม่มีเจตนาที่จะว่าอะไรคุณอาหร็อก เมื่อตอนเที่ยงผมยังถูกด่าโดยไม่มีเหตุผล ท่านว่าท่านเห็นหน้าผมแล้วหมั่นไส้ ท่านก็เลยเล่นงานผม เอาเรื่องตั้งแต่ครั้งไหนไม่รู้ขึ้นมาด่า หาว่าผมเหลวไหลยังโง้นยังงี้"

ดร.ดิเรกหัวเราะหึๆ

"ไอก็โดนด่าเหมือนกัน ไอเลี้ยวเข้ามาในห้องนี้ ท่านกำลังจะออกไปจากห้องเลยชนกันเข้าอย่างจัง ท่านหาว่ากันเป็นอ้ายบอดวัดสามปลื้มเดินไม่ดูตาม้าตาเรือ กันว่าจะถามพวกเราก็ลืมไป อ้ายบอดวัดสามปลื้มน่ะมันอะไรวะ"

นิกรหัวเราะก้าก

"ตะเข้โว้ย"

นายแพทย์หนุ่มขมวดคิ้วย่น

"ตะเข้..." เขาทวนคำเบาๆ แล้วหันมาทางเสี่ยหงวน "ช่วยแปลเป็นไทยทีเถอะวะ ตะเข้แปลว่าอะไร"

อาเสี่ยตะโกนลั่นห้อง

"แปลแล้วโว้ย ตะเข้เป็นสัตว์น้ำชนิดหนึ่งภาษาเขียน เขียนว่าจรเข้ แต่ภาษาพูดเขาพูดกันว่าตะเข้"

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ อิท อิส เอ คร๊อกโครได..."

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนเดินวนเวียนไปมารอบห้อง อารมณ์ของท่านหงุดหงิดอย่างประหลาด

"เอ-วันนี้เป็นอะไรโว้ยใจคอไม่ผ่องแผ้วเลย" พูดจบท่านก็เหยียบเปลือกกล้วยหอมที่นิกรโยนทิ้งไว้ข้างประตู ลื่นไถลล้มลงก้นกระแทกพื้นดังโครม

๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ท่านเจ้าคุณลุกขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น ยกมือชี้หน้าลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"อ้ายกร แกทำให้ฉันหกล้ม"

นิกรเผ่นพรวดลุกขึ้นวิ่งตื๋อขึ้นบันไดชั้นบน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไล่กวดติดๆ ไป เสียงตึงตังโครมครามดังลั่นบ้าน

พลกับเสี่ยหงวนและ ดร.ดิเรกมองดูอย่างขบขัน แล้วนายพัชราภรณ์ก็ยอมรับว่า ความวิปริตของอากาศในวันนี้ทำให้เกิดหงุดหงิดใจอย่างไม่น่าจะเป็นไปได้

"กันเองตั้งแต่ตื่นนอนแล้วรู้สึกไม่สบายใจเลย ตั้งใจว่าจะชวนพวกเราไปวีคเอนที่บางปูก็ไม่นึกสนุก เลยนั่งๆ นอนๆ อยู่กับบ้าน"

กิมหงวนว่า "นั่นน่ะซี เมื่อเช้านี้อ้ายแห้วพูดผิดหูกันนิดเดียว กันโดดเตะเสียเต็มเหนี่ยว อือ-ชอบกลโว้ย ต้องระวังหน่อยพวกเรา อย่าให้มีการกระทบกระทั่งกันได้"

ดร.ดิเรกพูดขึ้นบ้าง

"ไม่มีอะไรหร็อกความกดดันของอากาศนั่นแหละทำให้อารมณ์ของคนเราไม่แจ่มใส แกคอยสังเกตดูก็แล้วกัน ถ้าวันไหนตอนเช้าแลเห็นดวงอาทิตย์แจ่มใส วันนั้นคนเราจะมีอารมณ์ดี ประกอบกิจการงานด้วยความขยันขันแข็ง แต่ถ้าวันไหนท้องฟ้ามืดสลัว อากาศสบัดร้อนสบัดหนาวอย่างนี้ก็มักจะมีอารมณ์หงุดหงิดไปตามกัน ที่ประเทศอังกฤษตำรวจเขาทำสถิติอาชญากรไว้ อาชญากร ๗๐ เปอรเซ็นต์ยอมรับว่า ที่เขาฆ่าคนตายก็เพราะเขารู้สึกหงุดหงิดใจจากธรรมชาติดินฟ้าอากาศ อีก ๓๐ เปอรเซ็นต์รับว่าเท่าที่ทำผิดก็เพราะกลุ้มใจเพราะไม่มีเงินใช้"

เจ้าแห้วเดินเข้ามาในห้องพอดี ตรงมาทรุดตัวนั่งพับเพียบเรียบร้อยคอยรับใช้พวกเจ้านายของเขา ในเวลาเดียวกันนิกรก็ย่องลงมาตามคั่นบันได และเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย

"เป็นยังไงบ้างวะ" อาเสี่ยถามยิ้มๆ

นิกรหัวเราะหึๆ

"หลบเข้าไปซ่อนในห้องพระเลยรอดตัว ม่ายงั้นก็คงไม่แคล้วถูกเตะ เฮ้ย-อ้ายแห้ว ไปหยิบเปลือกกล้วยหอมนั่นโยนลงกระโถนทีเถอะวะ"

ก่อนที่เจ้าแห้วจะขยับตัวลุกขึ้น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็เดินบ่นพึมพัมเข้ามาทางหลังตึก ท่านลงไปเดินเล่นในสวนดอกไม้หลังบ้านเกือบชั่วโมงแล้ว เพื่อช่วยให้อารมณ์ของท่านคลายความเคร่งเครียดลงบ้าง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มัวแต่มองดู ๔ สหาย ก็เลยเหยียบเปลือกกล้วยหอมเข้าให้เต็มรัก

ร่างอันผอมสูง ถลาร่อนเหมือนกับคนที่เริ่มหัดสะเก๊ต แล้วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ล้มลงก้นกระแทกพื้นห้องดังพลั่ก

"โอ้ย"

๔ สหายกับเจ้าแห้วกลั้นหัวเราะแทบแย่ ไม่ต้องสงสัยว่าประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' จะเดือดดาลสักเพียงใด ท่านเม้มปากแน่นทำตาปริบๆ เอื้อมมือหยิบเปลือกกล้วยหอมขึ้นมาดูทำตาเขียวกับ ๔ สหายแล้วกล่าวถาม

"ใครยัดกล้วยหอม หา? อ้ายมนุษย์คนไหนกินกล้วยหอมแล้วเอาเปลือกโยนทิ้งไว้บนพื้น"

อาเสี่ยยิ้มแห้งๆ

"อ้ายแห้วครับ"

เจ้าแห้วใจหายวาบ ร้องเอ็ดตะโร

"อ้าว-เนื้อไม่ได้กินหนังไม่ได้รองนั่ง แต่เอากระดูกแขวนคอ รับประทานเล่นแบล๊คเมล์ผมยังงี้ก็แย่น่ะซีครับ ว้า-รับประทานอยู่ดีๆ ไม่ว่าดีจะให้ผมโดนเตะแล้วไหมล่ะ"

กิมหงวนทำหน้าตาย

"ไม่รู้รึ ข้านั่งคุยกัน ๔ คนตั้งนานแล้วไม่เห็นมีเปลือกกล้วยหอม พอแกเดินเข้ามาและคุณอาตามเข้ามาท่านก็เหยียบเปลือกกล้วยหอมหกล้ม"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทานพาผมขึ้นรถไปสาบานที่หลวงพ่อแก้ว หรือเจ้าพ่อหลักเมืองเดี๋ยวนี้ก็ได้ครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลุกขึ้นยืนอย่างหัวเสีย ขว้างเปลือกกล้วยหอมไปข้างบันไดขึ้นชั้นบน

"เลวมาก เสือกทิ้งไว้ได้" แล้วท่านก็มองดูหน้านายจอมทะเล้นหลานภรรยาของท่าน "แกหรืออ้ายกร"

"ปู้โธ่....อนิจจังทุกขังเอ๊ย ให้ผมก้าวไปนี่ธรณีสูบผมจ๊วบๆ ซีครับ คุณอาก็ทราบดีแล้วว่าผมกับกล้วยหอมไม่ถูกโรคกัน ทานเข้าไปทีไรจุกแอ้ดๆ ชักดิ้นชักงอปวดท้องเหมือนกับใครบิดไส้"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ขบกรามกรอด

"ดีละ จับไม่ได้ก็แล้วไป ถ้าจับได้ต้องขอตีกะบาลหนึ่งที" พูดจบท่านก็เดินมาที่บันไดเพื่อจะขึ้นไปสงบอารมณ์ที่ห้องส่วนตัวของท่าน

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีก ท่านเหยียบเปลือกกล้วยหอมอันนั้นเต็มที่ ร่างของท่านถลาพรืด ล้มลงก้นกระแทกพื้นอย่างถนัดใจ

"โครม อ๋อย"

๔ สหายและเจ้าแห้วกัดริมฝีปากตนเองจนห้อเลือด เพื่อให้เจ็บจะได้ไม่หัวเราะ ทุกคนรู้ดีว่าถ้าใครขืนหัวเราะเป็นต้องเคราะห์ร้ายอย่างแน่นอน เจ้าคุณประสิทธิ์ทำตาปริบๆ อารมณ์ของท่านเดือดพล่าน นิกรทำเป็นไก๋ร้องเพลงเบาๆ

ดูซิดูโน่นซี

สุรีย์ศรีกำลังยอแสง

เหลือง---สลับแดง...

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตวาดแว๊ด

"เก่าแล้วโว้ย ไม่อยากฟัง"

เสี่ยหงวนผิวปากกลบเกลื่อนด้วยวิธีแบบศิลป์ คือปล่อยลมออกตามไรฟันมิหนำซ้ำผิวปากเพลงจีนเสียด้วย ดร.ดิเรกฮัมเพลงฝรั่งในลำคอ พลนั่งทำหน้าปูเลี่ยนๆ เจ้าแห้วทนไม่ไหวก็หัวเราะก้ากออกมาดังๆ

เท่านั้นเอง ประมุขบ้าน 'พัชราภรณ์' ก็พรวดพราดลุกขึ้นวิ่งเข้ามายกเท้าเตะและกระทืบเจ้าแห้วหลายครั้งโดยไม่ต้องนับ เจ้าแห้วร้องโอดครวญน่าสงสาร

"โอ๊ย รับประทานตายแล้วครับ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หอบแฮ่กๆ

"จังไร...ฉิบหาย หัวเราะเยาะกูมีอย่างหรือวะ"

เจ้าแห้วยกมือไหว้ปะหลกๆ พูดเสียงร้องไห้

"รับประทานกระผมพยายามกลั้นไว้แล้วขอรับ แต่ไม่สำเร็จ"

ท่านเจ้าคุณขยับจะเตะซ้ำ แต่เจ้าแห้วรีบคลานออกไปพ้นรัศมีเท้าของท่าน เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คำรามเบาๆ แล้วเดินตุปัดตุป่องขึ้นบันไดไปชั้นบนของตัวตึก

พอร่างของท่านลับตา ๔ สหาย ก็หัวเราะกันอย่างครื้นเครง เจ้าแห้วรีบคลานเข้าไปเก็บเปลือกกล้วยหอมโยนลงไปในกระโถนปากแตรใบหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ข้างบันได พลยกมือเขกศีรษะนิกรดังโป๊ก

"นี่แนะ แกทีเดียวที่ก่อเรื่องยุ่งขึ้น ทั้งคุณอาและคุณพ่อต่างเหยียบเปลือกกล้วยหอมที่แกทิ้งเอาไว้"

นิกรหัวเราะจนน้ำตาไหล

"แหม-อีตอนท่านจะล้มเหมือนกับอีแร้งเต้นแท็ปไม่มีผิดเลย สวยมากทีเดียว" นิกรพูดพลางหัวเราะพลาง

อาเสี่ยว่าเสียงอหาย แล้วเขาก็กล่าวกับเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ได้เวลาเจ้านายกินเหล้าแล้วโว้ย จัดเหล้าเอาลงไปให้ที่เรือนต้นไม้เดี๋ยวนี้ พร้อมด้วยกับแกล้มและโซดา"

เจ้าแห้วสั่นศีรษะ ยกหลังมือเช็ดน้ำตา

"รับประทานใช้คนอื่นเถอะครับ ผมถูกท่านกระทืบตะโพกครากไปหมดแล้ว รู้ยังงี้รับประทานผมซัดคุณนิกรผมก็คงไม่ต้องเจ็บตัว"

นิกรหัวเราะอีก

"ถูกเตะทีสองทีเป็นอะไรไปวะ มันเป็นโอกาสที่แกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อฉัน"

"อ้อ รับประทานเข้าใจพูดนี่ครับ อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีเจ็บตัวเปล่าๆ "

ดร.ดิเรกพูดตัดบท

"ลงไปคุยกันที่เรือนต้นไม้ดีกว่าพวกเรา บนตึกนี่มันอ้าวๆ ยังไงชอบกล วันนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ประเดี๋ยวหนาวประเดี๋ยวร้อน ตั้งแต่ฝรั่งทดลองปรมาณูดินฟ้าอากาศของโลกเราเอาแน่ไม่ได้"

พลเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี กันก็เข้าใจอย่างนี้แหละ นี่มันก็เข้าเดือนสิงหาแล้ว ตามปกติกรุงเทพฯ จะต้องมีฝนตกชุก แต่นี่ไม่ใคร่ตก ถ้าตกก็เพียงเล็กน้อย"

คณะพรรค ๔ สหายต่างลุกขึ้นพากันเดินออกไปทางหน้าตึก เจ้าแห้วบ่นพึมพัมลุกขึ้นออกไปทางหลังตึกเพื่อไปจัดกับแกล้มที่โรงครัว

เวลาผ่านพ้นไปจนกระทั่ง ๑๖.๓๐ น. ขณะที่ ๔ สหายของเรากำลังดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างครื้นเครง บนตึกได้เปิดการเล่นไพ่ผ่องไทยขึ้น คุณหญิงวาดรู้สึกว่า ความเคร่งเครียดแห่งอารมณ์ของท่านจะเคลื่อนคลายได้ก็ด้วยการเล่นไพ่เท่านั้น จึงชวนเจ้าคุณปัจจนึกฯ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และนันทา, นวลลออ, ประไพเปิดประชุมญาติมิตรขึ้น ส่วนประภาสมัครเป็นคนทำไพ่เหมือนเช่นเคย

บรรยากาศคลายความเคร่งเครียดไปได้ในราวครึ่งชั่วโมง ก็เกิดการตึงเครียดขึ้นอีกไม่ผิดกับเหตุการณ์ในเกาหลี ซึ่งเอาแน่ไม่ได้ประเดี๋ยวดีประเดี๋ยวร้าย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่เหนือมือคุณหญิงวาด เมื่อคุณหญิงกินถลกตัวเก็งและกินล้มเศียรติดๆ กันถึงสองครั้ง ท่านก็เดือดดาล พอแจกไพ่ใหม่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เริ่มไล่ไพ่คุณหญิงวาด ถึงกับยอมฉีกคู่หรือฉีกตองไล่

คุณหญิงวาดลอบค้อนบ่อยๆ ในที่สุดท่านก็อดพูดไม่ได้

"ใจคอจะประหัตประหาร กันถึงเพียงนี้เชียวหรือคะเจ้าคุณ ลงฉีกตองไล่น่ะเจตนาร้ายกันเกินไปเสียแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดห้วนๆ

"เป็นธรรมดา การเล่นไพ่ก็ต้องมีชั้นเชิง" แล้วท่านก็ทิ้งสามตาให้คุณหญิงวาดซึ่งเป็นตัวที่สองคือฉีกคู่ไล่ "เอ้า-ผมให้งามๆ "

คุณหญิงวาดเค้นหัวเราะ ยกไม้จั่วไพ่เขี่ยไพ่ในสำรับมาหนึ่งใบ จับพลิกขึ้นเป็นแดงพญา แล้วท่านก็แกล้งพูดขึ้นดังๆ

"แดงแจ๋ไปเลย"

"ผ่องค่ะ" นวลลออร้องขึ้น "หนูกินแล้วสองตองช่องเท่านั้นแหละค่ะ"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก

"นึกแล้วเชียว อาเห็นเธอเก็บเอี่ยวแดงแจ๋ก็คิดว่าเธอคงจะคั่ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เม้มปากแน่น เอื้อมมือเขี่ยขาคุณหญิงวาด

"คุณหญิงครับ ถ้าจะพูดกระทบกระเทียบว่าผมยังงี้ละก้อ ด่าผมเสียตรงๆ ยังจะเข้าทีกว่า"

อารมณ์ร้อนเกิดขึ้นแก่คุณหญิงวาดทันที เพราะนิสัยของท่านไม่เคยยอมใครง่ายๆ

"เอ-นี่เจ้าคุณจะรวนดิฉันหรือคะนี่ ดิฉันว่าแดงแจ๋ไปหนักอะไรเจ้าคุณหรือคะ"

"อ้าว นี่พูดก้าวร้าวผมถึงเพียงนี้เชียวหรือครับ หนักอะไรก็หมายถึงหนักกะบาลผมน่ะซี มันจะมากไปละกระมังคุณหญิง"

"อ๋อ สมัยนี้เสรีภาพ ดิฉันมีปากดิฉันจะพูดอะไรก็ได้ใครจะเป็นเจ้าดิฉัน เออ-คนอย่างคุณหญิงวาดน่ะไม่แคร์ใครหร็อกนะจะบอกให้" แล้วท่านก็หันไปโบกมือห้ามเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "อย่าห้ามนะคะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ รีบพูดขึ้นทันที

"ไม่ต้องกลัว แม่คุณ เป็นตายยังไงก็ไม่ห้าม เรื่องนิดเดียวไม่น่าจะเป็นเรื่อง เมื่ออยากมีเรื่องกันก็ตามใจ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นอย่างโมโห

"โธ่-เจ้าคุณคิดดูเถอะครับ คุณหญิงรวนกับผมก่อนนี่นา โกรธผมที่ไล่ไพ่ มันเป็นชั้นเชิงของการเล่นไพ่กันนี้ครับ มีอย่างที่ไหน จั่วเอี่ยวพญาขึ้นมาดันเรียกว่าเอี่ยวแดงแจ๋"

คุณหญิงวาดตะโกนลั่น

"ทำไมต้องพูดว่าดันด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากยื่นนัยน์ตาถลน

"ทำไม คำว่าดันเป็นคำหมิ่นประมาทหรือครับ ผิดกฎหมายมาตราไหนกระทงไหนบอกผมหน่อยซิ"

คุณหญิงวาดโกรธจนตัวสั่น

"กฎหมายขุนช้างเมืองสุพรรณยังไงล่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"อ๋อ เมื่อสุพรรณอยู่ใกล้ๆ กับถ้ำขุนตาลน่ะซี"

คำว่า "ถ้ำขุนตาล" เป็นที่รู้กันดีว่าหมายถึงปากคุณหญิงซึ่งเขลอะไปด้วยน้ำหมากและหินปูน คุณหญิงวาดยกมือชี้หน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"อย่าอวดดีนะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้หน้าคุณหญิงวาดบ้าง

"คุณหญิงก็เหมือนกัน อย่าดูถูกผมให้มากนัก คนอย่างผมน่ะไม่ยอมให้ใครต้อนง่ายๆ หร็อกจะบอกให้ ชกกันตัวต่อตัวไหมล่ะ"

คุณหญิงวาดโกรธจนหน้าเขียว

"หน็อย ท้าผู้หญิงแจกหมากไม่เคยเห็นโว้ย"

"ไม่เคยเห็นก็เห็นเสียซีโว้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องลั่น แล้วท่านก็หันควับมาทางธิดาทั้งสองของท่าน "เลิก-อีหนูกลับไปห้องพ่อเดี๋ยวนี้ เตรียมขนข้าวของไปอยู่บ้านรองเมืองของเรา อาศัยเขาอยู่เขาก็เบ่งกับเราอย่างนี้แหละ ฮะ ฮ้า คนอย่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก เฮอะ เฮอะ ประเดี๋ยวพ่อหัวเราะให้ขาดใจตายไปเลย"

คุณหญิงวาดตะโกนลั่นห้อง

"ก็เอาซี ใครเขาไปว่าอะไรล่ะ นี่-เจ้าคุณ นั่งลงพูดกันก่อน"

"อ๋อ ซอรี่เสียใจ สิ้นสุดกันทีสำหรับผมกับคุณหญิง ลื้อกับอั๊วไม่ต้องเผาผีกัน"

คุณหญิงวาดโกรธอีก

"อ๋อ ยินดีทีเดียว อั๊วตายลื้อก็ไม่ต้องมาเยี่ยมศพอั๊ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค้อนขวับ มองดูธิดาทั้งสองของท่าน

"ว่าไงโว้ย บอกให้กลับไปห้อง เตรียมข้าวของเดี๋ยวนี้"

ประไพหัวเราะหน้าเป็นตามเคย หล่อนไม่ได้แปลกใจหรือตกใจสักนิด เท่าที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดทะเลาะกันรุนแรงเช่นนี้

"วันนี้เลือดลมของคุณพ่อคงเดินไม่สะดวก อย่าคิดอะไรให้มากเลยค่ะ เล่นไพต่อไปดีกว่า โลกจะร่มเย็นเป็นสุขก็เพราะคนเรารู้จักอภัยให้กัน"

"อ้าว นี่มึงสอนพ่อหรือวะอีหนู"

ประไพขมวดคิ้วย่น

"ไม่ได้สอนหร็อกค่ะ ไพชี้แจงให้ฟังต่างหาก พระท่านว่า 'นัตติ สันติ ปรมัง สุขัง' สุขอื่นนอกจากความสงบย่อมไม่มี....ข้างหนึ่งโกรธข้างหนึ่งนิ่งเสียนั้นไซร้ เป็นบุญได้ดับร้อนช่วยผ่อนผัน เหมือนตบมือข้างเดียวไม่ดังครัน เรารักกันดีกว่าเกลียดเดียดฉันเอย"

ประภาพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"จะผจญคนมักโกรธ อย่าเอาโกรธเข้าต่อเต้า จะผจญคนบาปเล่าด้วยตัวเราใจกุศล นั่งเล่นไพ่กันต่อไปเถอะค่ะคุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยักคิ้วให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ

"เป็นไงครับ ลูกของผมกำลังอบรมสั่งสอนผม"

คุณหญิงวาดพูดขึ้นดังๆ

"หนวกหูโว้ย จะเล่นไพ่"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อ้าปากหวอ แล้วเค้นหัวเราะ

"คุณหญิงพูดเช่นนี้หมายความว่าไล่ผมใช่ไหมล่ะ"

คุณหญิงลอยหน้าพูด

"สุดแล้วแต่จะเข้าใจเถอะย่ะ"

"อ้าว-นี่ถึงกับพูดย่ะกับผมแล้วหรือ"

"ทำไมคะ คำว่าย่ะเป็นคำหยาบคายหรือคะ ผิดกฎหมายมาตราไหน กระทงไหน? " คุณหญิงวาดศอกกลับเข้าให้

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแค่นๆ

"ดีแล้ว เป็นอันว่ามิตรภาพอันหนักแน่นและเนิ่นนานของเราสิ้นสุดต่อกันเพียงเท่านี้" แล้วท่านก็มองดูธิดาทั้งสองของท่าน "ไปโว้ย บอกให้เลิกยังจะแจกไพ่อีกได้ยินไหมประไพ"

เมียรักของนิกรแจกไพ่พลางพูดพลาง

"ไปไหนคะ คุณพ่อ"

"ก็กลับไปอยู่บ้านเราน่ะซี"

ประไพหัวเราะ

"ไม่ไปละคะ หนูจะอยู่กับผัวหนูที่นี่ คุณพ่อจะกลับไปอยู่บ้านรองเมืองก็เชิญไปคนเดียวซีคะ"

"อือ-ดี ขอให้เจริญสุขเถอะนะลูกรักของพ่อ"

"สาธุ" ประไพอุทานขึ้นดังๆ พร้อมกับยกมือไหว้

"สมพรปากเถอะค่ะ คุณพ่อ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง

"หมายความว่า แกเห็นคุณหญิงวาดดีกว่าพ่อของแก"

"โถ-คุณพ่อขา คุณอาหญิงท่านเมตตากรุณาไพอย่างล้นเหลือ รักใคร่เอ็นดูไพเหมือนกับลูกหลานท่าน ไพไม่ไปหร็อกคะ ไพจะต้องอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่าน"

คุณหญิงวาดหัวเราะก้าก

"ยังงั้น หลานรักของอา น่าขันจริงโว้ย ลูกรักอามากกว่าพ่อ ฮิ ฮิ อยากหัวเราะให้เหงื่อหัวล้านไหลเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตาแดงกล่ำเพราะความโกรธ ท่านขบกรามกร้วมๆ ยกมือชี้หน้าประไพ

"ถ้าเช่นนั้น แกกับฉันขาดกัน ฉันตายแกก็ไม่ต้องดูผีฉัน"

ประไพหัวเราะ

"คุณพ่อคิดว่าไพจะกล้าเปิดฝาโลงดูศพคุณพ่อหรือคะ ไม่ไหวละค่ะ คุณพ่อก็ทราบดีแล้วว่าไพกลัวผี"

"ไม่ใช่อย่างนั้น" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเอ็ดตะโร "ฉันหมายความว่า แกกับฉันสิ้นสุดความเป็นพ่อเป็นลูกกันนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป"

ประไพยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"คุณพ่อคิดเสียให้ดีนะคะ ก่อนจะพูดอย่างนี้"

"หน็อย ทำไมจะต้องคิดวะ แกวิเศษอย่างไร"

"อื๋อ ลูกสาวสวยๆ น่ารักอย่างนี้ คุณพ่อจะไปหาได้ที่ไหนอีก"

คุณหญิงวาดตบมือลั่น

"ฮา-ฮาป่าโว้ย อีหนูไพมันน่ารักจริงๆ คุณพ่อตัดขาดอายังอยู่ทั้งคนกลัวอะไรวะ เงินทองอามีให้ใช้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำเป็นไม่ได้ยินคำพูดของคุณหญิงวาด ท่านเปลี่ยนสายตามาที่ธิดาคนโตของท่าน

"ประภา เจ้าเท่านั้นที่เป็นลูกคนเดียวของพ่อ ไป-ลูกเตรียมตัวกลับไปอยู่บ้านเรา"

ประภายิ้มน่ารัก

"เพื่อความสะดวกนะคะคุณพ่อ ภาคิดว่า..อ้า.."

"เออ-ทำไม"

"คุณพ่อไปอยู่คนเดียวก็แล้วกันนะคะ ภากับน้องไพจะอยู่ที่นี่"

คุณหญิงวาดตบมืออีก

"ฮา-ลูกสองคนไม่มีใครยอมไปโว้ย"

ท่านเจ้าคุณเม้มปากแน่นทำตาปริบๆ นิ่งอึ้งอยู่สักครู่ก็กล่าวกับธิดาทั้งสองของท่านอย่างเดือดดาล

"ดีแล้ว นับแต่นี้ไปฉันจะไม่ยอมรับว่าแกสองคนเป็นลูกของฉัน ในโลกนี้ฉันตัวคนเดียว ฉันตายก็ไม่ต้องให้ใครไปดูใจฉัน เมื่อแกสองคนรักคุณหญิงวาดมากกว่าฉันก็ตามใจ อยู่เถอะ ฉันไปเอง ฉันจะไปอยู่บ้านรองเมืองของฉัน" แล้วท่านก็มองดู นันทากับนวลลออ "อาลาก่อน แม่นันและยายนวล ลาชั่วกัลปวสาน...ลาชั่วชีวิตดับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ "ลาก่อนเพื่อนรัก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พยักหน้า

"เชิญครับ ว่างๆ มาคุยกันบ้างนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะ

"เสียใจ ผมจะไม่มาเหยียบบ้าน 'พัชราภรณ์' อีก แต่ว่ามิตรภาพระหว่างเจ้าคุณกับผมจะไม่เปลี่ยนแปลงเลย ผมจะเคารพรักเจ้าคุณต่อไป"

แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็พาตัวเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น วงไพ่ผ่องคงดำเนินต่อไป ไม่มีใครสนใจกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เลย ประภาต้องลงขาแทนเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ที่เรือนต้นไม้หน้าตึก

ขณะที่ ๔ สหายกำลังดื่มเหล้ากินกับแกล้มและสรวลเสเฮฮากัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินหน้าตูมเข้ามาในเรือนต้นไม้ พอนิกรแลเห็นเข้าเขาก็ลุกขึ้นขยับจะวิ่งหนี แต่เจ้าคุณรีบโบกมือห้าม

"ไม่ต้องหนี อ้ายกร เรื่องเปลือกกล้วยหอมเป็นอันว่ายุติ มันเป็นความผิดของพ่อเองที่ซุ่มซ่ามไปเหยียบมันเข้า"

นิกรถอนหายใจโล่งอก ทรุดตัวนั่งลงตามเดิมแล้วยิ้มแหยๆ

"ความจริงผมไม่ได้เป็นคนโยนเปลือกกล้วยหอมทิ้งไว้บนพื้นหร็อกนะครับ"

"แล้วใครโยนไว้ล่ะ"

นิกรบุ้ยใบ้มาที่เจ้าแห้ว ซึ่งนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้น

"อ้ายเวรนี่แหละครับ"

เจ้าแห้วสะดุ้งสุดตัว

"เอาอีกแล้ว รับประทานหาเรื่องให้ผมถูกเตะซะเรื่อยเชียว มือชั้นผมไม่รับประทานกล้วยหอมหร็อกครับ อย่างดีก็กล้วยน้ำว้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งลงบนเก้าอี้เหล็กตัวหนึ่ง ท่านมองดูหน้า ๔ สหายแล้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"เจ้าพล อากับคุณแม่ของแกเกิดปะทะกันอย่างรุนแรง ถึงกับตัดเป็นตัดตายกันแล้ว" ท่านพูดเสียงอ่อยๆ

"ทำไมล่ะครับ" พลถามยิ้มๆ "ผมนั่งอยู่นี่ได้ยินเสียงคุณแม่เอ็ดตะโรลั่นบ้านนึกแล้วว่าคงทะเลาะกับคุณอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถอนหายใจอีกครั้งหนึ่ง เอื้อมมือรับแก้ววิสกี้โซดาที่เสี่ยหงวนส่งมาให้ท่าน

"เล่นไพกันดีๆ คุณแม่แก่กินล้มสองตาติดกัน อาอยู่เหนือมืออาก็ต้องไล่ไพ่เป็นธรรมดาอยู่เอง คุณแม่แกเดือดดาลไม่พอใจอาก็พูดล่วงเกินอาก่อน"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "เรื่องนิดๆ หน่อยๆ ไม่น่าจะเป็นเรื่องเลยนี่ครับ คุณอากับคุณอาหญิงเป็นเพื่อนรักกันแท้ๆ "

"ถูก ข้าไม่เถียง แต่แกลองเอาตีนก่ายหน้าผากแล้วตรองดู คุณหญิงท่านจั่วเอี่ยวพญา แล้วท่านแกล้งร้องว่าเอี่ยวแดงแจ๋ ยังงี้ใช้ได้หรือวะ" พูดจบท่านก็ยกเท้าเตะคางเจ้าแห้วดังพล๊อก "หัวเราะอะไร อ้ายหอก"

๔ สหายหัวเราะคิกคักไปตามกัน นายแพทย์หนุ่มมองดูพ่อตาของเขาอย่างขบขัน แล้ว ดร.ดิเรกก็กล่าวอย่างเป็นงานเป็นการ

"เพื่อนฝูงกันจะล้อกันเล่นบ้างเป็นอะไรไปล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"เปล่า คุณหญิงไม่ได้พูดอย่างสัพยอก ตั้งใจว่าพ่อทีเดียว"

พลว่า "คุณอาอภัยให้คุณแม่เถอะครับ คุณแม่ท่านพูดล้อคุณอาน่ะ"

"ไม่ใช่ล้อ คุณหญิงไม่เคยรุนแรงอาอย่างวันนี้เลย เราทะเลาะกันอย่างหน้าดำหน้าแดง อาเสียใจที่จะบอกกับพวกแกว่า อาไม่ต้องการอยู่ที่นี่แล้ว อาจะกลับไปอยู่บ้านรองเมือง คุณหญิงเหยียบย่ำหมิ่นอามากเกินไป"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"กินเหล้าเถอะครับ คุณพ่อ เรื่องไม่เห็นจะมีอะไร คุณพ่อไปอยู่บ้านรองเมืองพวกผมก็คงคิดถึงแย่"

"คิดถึงก็ไปหาซีวะ รองเมืองแค่นี้เอง"

"ว้า" อาเสี่ยคราง "ทำใจหนักแน่นหน่อยซีครับ คุณอาจะต้องเอาชนะคำที่กล่าวว่าหัวล้านใจน้อยให้ได้"

"อ้าว เดี๋ยวก็ถีบเปรี้ยงเข้าให้เท่านั้นเอง อย่านะโว้ยกำลังหัวเสีย ทะลึ่งกับข้า ข้าเตะเอาง่ายๆ นะจะบอกให้" พูดจบเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ยกแก้วน้ำสีเหลืองขึ้นดื่มแล้วพูดกับนายแพทย์หนุ่ม "พ่อจะเตรียมตัวไปเดี๋ยวนี้ ข้าวของจะไม่เอาอะไรไปทิ้งไว้ที่นี่ก่อน จะเอาเสื้อผ้าไปเพียงกระเป๋าเดียวเท่านั้น แกอยู่กับเมียแกที่นี่ก็แล้วกัน พ่อตัดขาดประภากับประไพแล้ว อีลูกทรยศ เห็นคุณหญิงวาดดีกว่าพ่อ ชวนกลับไปอยู่บ้านรองเมืองก็ไม่ไป"

พล พัชราภรณ์ เห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึงขังเช่นนี้เขาก็ตกใจ

"เดี๋ยวก่อนครับคุณอา" เขาพูดเมื่อเจ้าคุณปัจจนึกขยับตัวลุกขึ้น "คุณอาจะไปจากที่นี่จริงๆ หรือครับนี่"

"จริงซี อ้ายหลานชาย คนเราเป็นผู้ใหญ่แล้วพูดไปกลับมาเหมือนเด็กอมมือใช้ได้หรือ อาจะเตรียมตัวไปเดี๋ยวนี้แหละ"

พลลุกขึ้นยืน

"ถ้ายังงั้นคุณอานั่งทานเหล้าอยู่ที่นี่ก่อน ผมจะขึ้นไปเจรจากับคุณแม่เดี๋ยวนี้ ผมไม่ยอมให้คุณอาไปจากเราเป็นอันขาด เอ-คุณแม่คงพูดกับคุณอารุนแรงมากที่เดียว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้ ทรุดตัวนั่งบนเก้าอี้เหล็กตามเดิม

"คุณแม่แกน่ะ ถึงกับออกปากไล่อาเชียวนะจะบอกให้"

นายพัชราภรณ์หน้าตื่น

"ยังงั้นเชียวหรือครับ"

"เออ ไม่เชื่อแกลองไปถามท่านดูซี"

"ดีแล้วครับ ผมจะขึ้นไปพบคุณแม่เดี๋ยวนี้" พูดจบพลก็ลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากเรือนต้นไม้อย่างรีบร้อน

ขณะที่วงไพ่กำลังเล่นอยู่อย่างเคร่งเครียด พลก็พรวดพราดเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พอดีประภากินสามตองช่อง นายพัชราภรณ์ปราดเข้ามานั่งลงข้างคุณหญิงวาดแล้วพูดขึ้น

"เดี๋ยวครับอย่าเพิ่งเล่น ขอเวลาให้ผมพูดอะไรกับคุณแม่สัก ๑๐ นาที"

คุณหญิงวาดมองดูลูกชายของท่านอย่างเกรงใจ

"ว่าไง พ่อพล"

"คุณแม่ถึงกับตัดเป็นตัดตายกับคุณอาเชียวหรือครับ"

"ใครว่า"

"ก็คุณอาน่ะซีครับท่านเล่าให้ผมฟัง ท่านว่าท่านเกิดเป็นปากเป็นเสียงกับคุณแม่ แล้วก็คุณแม่ออกปากไล่ท่านไปจากบ้านเรา"

คุณหญิงวาดหัวเราะคิ๊ก

"ใส่ไฟกันยังงี้เชียวหรือ เจ้าอย่าฟังความข้างเดียวซีลูก ถามคุณพ่อเจ้าดูซิ หรือไม่ก็ถามแม่ ๔ คนนี่ดูก็ได้ อ้อ-เจ้าคุณท่านคงลงไปฟ้องแกละซี"

ใบหน้าของนายพัชราภรณ์เคร่งเครียด

"คุณอาท่านกำลังจะไปจากบ้านเรา คุณแม่ลงไปพูดกับท่านหน่อยซีครับ"

"อ๋อ ท่านอยากไปก็ช่างท่านประไร แม่ไม่ได้ไล่ท่านนี่นา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"นึกว่าเจ้าคุณท่านพูดเล่นๆ นี่จะถึงกับตัดญาติขาดมิตรกันเชียวหรือ ลงไปปรับความเข้าใจกับท่านหน่อยเถอะคุณหญิง"

"ซอรี่ค่ะ ดิฉันไม่ได้เป็นฝ่ายผิด"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ จุ๊ย์ปาก แล้วกล่าวกับลูกชายของท่าน

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ที่ไหน"

"อยู่ที่เรือนต้นไม้ครับ"

"ดีแล้ว พ่อจะลงไปพูดกับท่านเอง" พูดจบประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ก็ลุกขึ้นรีบเดินออกไปจากห้องนั่งเล่น

พลมองดู ๔ นางและคุณหญิงวาดอย่างเคืองๆ

"คุณแม่ทะเลาะกับคุณอาเหตุมาจากไพ่ เลิกเล่นกันเสียทีเถอะครับ ผมรำคาญเต็มทนแล้ว"

คุณหญิงวาดชักฉิว

"เอ๊ะ ฉันเล่นไพ่น่ะมันหนักกะบาลแกเรอะ"

พลหัวเราะเบาๆ

"ก็ลองดูซีครับ ถ้าขืนเล่นกันอีกผมโทรศัพท์บอกตำรวจมาจับจริงๆ ด้วย"

คุณหญิงวาดตวาดแว๊ด

"จับกูมีเงินเสียค่าปรับ"

พลหันมาดูเมียรักของเขา

"ไหนนันสัญญากับพี่ว่าจะไม่เล่นไพ่อีกยังไงล่ะ"

นันทายิ้มแห้งๆ

"ง่า-คุณอาท่านชวนนี่คะ นันเห็นขาขาดก็เลยลงเล่น แหม-เท่านี้ก็ต้องดุด้วย"

ประไพพูดโพล่งขึ้น

"เล่นกันในหมู่ญาติมิตรจะเป็นอะไรไปคะ ปี๋ละ ๑๐ สลึงเท่านั้น"

ประภาพูดเสริมขึ้น "ลงไปช่วยพูดไกล่เกลี่ยหน่อยซีคะคุณพล คุณพ่อน่ะท่านเป็นคนทีมีอารมณ์ฉุนเฉียว แต่ก็ชั่วประเดี๋ยวเดียวเท่านั้นแหละค่ะ"

นวลลออกล่าวกับพลอย่างเป็นกันเอง

"คุณอาท่านรักและเกรงใจคุณมาก ถ้าคุณชี้แจงแสดงเหตุผลให้ท่านฟัง ท่านก็คงเลิกล้มความคิดที่จะไปจากนี่"

พลพยักหน้าช้าๆ

"ถ้าเช่นนั้นผมจะลงไปพูดอ้อนวอนท่าน" แล้วพลก็ลุกขึ้นพาตัวเดินออกไปจากห้องนั้น

ในเวลาเดียวกันนี้เอง เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กำลังปรับความเข้าใจกับเพื่อนรักของท่านอยู่ที่เรือนต้นไม้หน้าตึก นายพัชราภรณ์เดินเข้ามาร่วมวงสนทนาด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งนิ่งเฉยฟังเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ พูด ใบหน้าของท่านเคร่งเครียด พลนั่งลงบนเก้าอี้เหล็กแล้วกล่าวว่า

"ไม่มีอะไรครับคุณอา คุณแม่ท่านไม่ได้ออกปากไล่คุณอาสักนิด ผมเรียนถามท่านแล้ว ท่านยังอ้างเมียๆ ของพวกเราเป็นพยาน"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' หัวเราะ

"ไหมล่ะ ผมบอกเจ้าคุณแล้วนี่นา อย่าให้เราต้องแตกร้าวกันเพราะเรื่องเล็กน้อยอย่างนี้เลยครับ เราคบกันมานานแล้ว รักใคร่กันเหมือนญาติ เจ้าคุณจากเราไปผมคงจะเสียใจจนวันตาย หนักนิดเบาหน่อยอภัยให้กันเสียเถอะครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"ธรรมดาลิ้นกับฟัน ก็ต้องมีการกระทบกระทั่งกันบ้างละครับ ดื่มเหล้านี่ดีกว่าครับคุณพ่อ ดื่มให้ใจสบาย ประเดี๋ยวผมจะพาคุณพ่อไปนั่งรถตากลมเล่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้ รับแก้วเหล้าจากนิกรยกขึ้นดื่ม บรรยากาศคลายความเคร่งเครียดลงบ้างแล้ว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กับ ๔ สหายช่วยกันพูดไกล่เกลี่ยสักครู่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หายโกรธ เลิกล้มความคิดที่จะไปจากบ้านนี้

นิกรหันมาสั่งเจ้าแห้ว

"เฮ้ย ไปเอาวิสกี้มาอีกหนึ่งขวด โซดา ๓ ขวด ขอกับแกล้มอีก ๒ จาน ถ้าไม่มีอะไรให้ยายอิ่มยำปลากระป๋องมาให้"

เจ้าแห้วรับคำสั่งลุกขึ้นเดินบ่นพึมพัมออกไปจากเรือนต้นไม้ คณะพรรค ๔ สหายและท่านผู้ใหญ่ทั้งสองต่างดื่มเหล้าและสนทนากันอย่างครื้นเครง อีกสักครู่เจ้าแห้วก็นำวิสกี้และกับแกล้มมาเสิฟตามคำสั่ง

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือตบหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างสัพยอก

"วันนี้ผมกินเหล้ากับเจ้าคุณให้เต็มที่เลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะ

"ตกลงครับ เมาแล้วไปเที่ยวหาความสุขนอกบ้านยังได้ ปล่อยแก่กันเสียทีหรือเรา"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะ

"เจ้าคุณน่ะปล่อยอยู่เสมอ ส่วนผมไม่ใคร่จะได้ปล่อย เพราะจิตใจมันเหี่ยวแห้งไม่คึกคักเหมือนแต่ก่อน เออ-ผมได้ข่าวว่าทางการเขาสั่งให้คุณป้า คุณน้าอพยพบริวารออกไปอยู่นอกเขตเทศบาลใช่ไหมเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อมยิ้ม

"ก็เห็นหนังสือพิมพ์ลงอย่างนั้น แต่ผมคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ เว้นแต่รัฐบาลจะไปสร้างนิคมขึ้น"

ดร.ดิเรกจัดแจงผสมวิสกี้โซดาแจกจ่ายให้เพื่อนเกลอของเขาและท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง การดื่มเหล้าเป็นไปอย่างสนุกสนาน เพียงครู่เดียววิสกี้ก็พร่องไปอีกหนึ่งขวด ตามปกติเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ไม่ชอบกินเหล้า เพราะนิสัยของท่านเมื่อเมาแล้วมักจะเอะอะอาละวาดไม่กลัวใคร ดังนั้น เมื่อท่านดื่มเหล้าเข้าไปเป็นแก้วที่สาม เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็เริ่มส่งเสียงเอะอะ และชักจะทำตาเขียวกับคนโน้นคนนี้

ในที่สุดเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็เปิดฉากอาละวาดเอื้อมมือจับแขนเจ้าคุณปัจจนึกฯ เขย่า แล้วยักคิ้วให้

"เจ้าคุณแน่เรอะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น

"อะไรกันครับ อยู่ดีๆ มาถามผมว่าแน่รึ"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' หัวเราะก้าก

"ก็ที่เจ้าคุณขึ้นไปรวนกับเมียผมที่วงไพ่บนตึกน่ะ หมายความว่าเจ้าคุณน่ะแน่เหลือเกินยังงั้นหรือครับ"

"อ้าว กินเหล้ากันดีๆ ไง๋มารวนผมล่ะเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลอยหน้าพูด

"ก็อยากจะรวนนี่ครับ เจ้าคุณกับผมตัวต่อตัวเป็นไง มวยไทยหรือบ๊อคซิ่งได้ทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊าก

"เอาละโว้ย ได้ดูมวยคนแก่ละโว้ย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยักคิ้วให้กิมหงวน

"มีหวังได้ดูแน่นอน คนอย่างอั๊วถึงแก่ก็แต่ตัว ส่วนหัวใจหนุ่มเสมอ" แล้วท่านก็หันมาทำตาเขียวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ "ว่าไง น้องชาย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าชอบกล

"กินเหล้ากันดีกว่าครับ ผมไม่สู้เจ้าคุณหร็อก"

"ไม่สู้ยังไง เราลูกผู้ชายมี ๑๐ นิ้วเหมือนกัน เจ้าคุณรวนเมียผมจะได้ประโยชน์อะไร กับผมดีกว่า เอาน่า ชกกันให้เส้นสายยืดเสียบ้าง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามนับหนึ่งถึงสิบ แต่พอนับได้ ๕ ก็ถูกเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือผลักหน้าอกค่อนข้างแรง

"ว่าไง จะสู้หรือไม่สู้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด ท่านไม่อาจจะเยือกเย็นต่อไปได้แล้ว

"ตกลงเจ้าคุณ เฮ้ย-อ้ายพวกนี้เป็นพยานนะ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เมาเหล้าแล้วอาละวาดหาเรื่องกับอาก่อน อ้ายแห้วไปเอานวมซ้อมมวยมาให้ที ข้าจะสอนบทเรียนอันมีค่าให้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ได้รู้สำนึกตัวเสียหน่อย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันขวับมาทางเจ้าแห้ว

"นวมไม่เอาโว้ย ไปเอาสนับมือมา ๒ คู่"

เจ้าแห้วทำคอย่น

"ถึงสนับมือละก้อ รับประทานหน้าตาแหกจำไม่ได้เชียวนะครับ"

"เออ ช่างกูไม่ใช่หน้าของมึง"

ดร.ดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ไปเอานวมมาอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ ลุกขึ้นเดินออกไปจากเรือนต้นไม้โดยเร็ว นิกรกล่าวถามนายพัชราภรณ์เบาๆ

"ทำไมแกไม่ห้ามท่านล่ะ"

พลสั่นศรีษะ

"ปล่อยท่านตามเรื่องดีกว่า ดีเหมือนกันเราจะได้รู้ว่าในระหว่างคุณพ่อกับคุณอาใครจะเก่งกว่าใคร"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ขบกรามกรอด จ้องตาเขม็งมองดูเพื่อนเกลอของท่านด้วยฤทธิ์เมา แล้วเอื้อมมือคว้าขวดเหล้าขึ้นมาถือ

"ฮื้อ เดี๋ยวฟาดกะบาลเสียเลยพับผ่า"

ดร.ดิเรกคว้าข้อมือประมุขบ้าน 'พัชราภรณ์' แล้วแย่งขวดวิสกี้มาถือไว้

"โนๆๆๆ เวท เอ มินิต เจอขวดเหล้าละก้ออย่างน้อยก็ต้องเย็บถึง ๑๐ เข็มเชียวครับ ผมขี้เกียจทำบาดแผลให้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เหลือที่จะอดกลั้นแล้ว ท่านพรวดพราดลุกขึ้นยืน ถอยหลังออกไปแล้วตั้งท่าเตรียมพร้อม

"มา-ลุกขึ้นมาเจ้าคุณ วันนี้ถ้าไม่ใช่วันตายของเจ้าคุณก็เป็นวันตายของผม"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะงอหาย

"ยังได้นะเพื่อน"

"ยังได้ก็ลุกขึ้นมาซีวะ"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' เอียงคออมยิ้ม

"ไม่แน่กระมัง อ้ายน้องชาย เอื๊อก-แน่มันต้องอั๊ว เฮอะ-เฮอะ วันนี้สนุกชิ๊บหายเลย ประเดี๋ยวจะแจกหมากเจ้าคุณปัจจนึกฯ ให้พวกเจ้าได้ชมเป็นขวัญตา ฮ้า-มือชั้นนี้เสือเก่าสู้ไม่ถอยโว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะ

"เสือทำไมหัวล้านล่ะ"

"อ้าว มันก็ตะเพาเดียวกันแหละเพื่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สดุ้งเล็กน้อย นึกฉิวตัวเองที่ท่านพูดออกมาโดยไม่ทันคิดให้รอบคอบเสียก่อน หอกของท่านจึงแทงตัวท่านเอง ในเวลาเดียวกันนั้นเองเจ้าแห้วก็ถือนวมชกมวยสำหรับฝึกซ้อมสองคู่ วิ่งกระหืดหระหอบเข้ามาในเรือนต้นไม้ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลุกขึ้นทันที คอง่อกแง่กนัยน์ตาปรือ

๔ สหายต่างลุกขึ้น เข้ามาห้อมล้อมเจ้าคุณทั้งสอง เสี่ยหงวนรับนวมมาจากเจ้าแห้วคู่หนึ่ง จัดแจงสวมให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิกรทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงฝ่ายเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อาเขยของเขา

ดร.ดิเรกทำหน้าที่เป็นกรรมการห้าม พาคู่พิพาททั้งสองออกไปจากเรือนต้นไม้ พวกคนใช้ชายหญิงแลเห็นเข้าตะโกนบอกกันเกรียวกราว

"โว้ย-ท่านแจกหมากกันแล้วโว้ย มาดูโว้ยพวกเรา"

เพียงครู่เดียว ที่หน้าตึกก็เต็มไปด้วยคนใช้ชายหญิงของบ้าน 'พัชราภรณ์' ดร.ดิเรกยืนขวางกลางเจ้าคุณทั้งสองแล้วถามเงื่อนไขทั้งสองฝ่าย

"ตกลงกันเสียก่อนครับ จะชกกันแบบมวยไทยหรือมวยสากล"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ นิ่งคิด แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขึ้นทันที

"มวยไทยซีวะ หรือยังไงเจ้าคุณ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแค่นๆ

"โอ.เค.สำหรับผมได้ทั้งนั้น หรือจะเอามวยปล้ำแบบอเมริกันยังได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"เอาละ ฟาดปากกันแบบมวยไทยก็แล้วกัน"

"ออไร๋น์" ดร.ดิเรกพูดยิ้มๆ "คุณอาทั้งสองต้องต่อสู่กันด้วยน้ำใจนักกีฬา ห้ามด่ากันหรือถ่มน้ำลายรดหน้ากัน ห้ามกัดหรือซ้ำคู่ต่อสู้เมื่อล้มลงไป การชกไม่มียก คือชกกันจนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะถูกน๊อคเอ๊าท์หรือยอมแพ้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะก้ากใหญ่

"คำว่ายอมแพ้ไม่มีในปทานุกรมของพระยาประสิทธิ์ฯ ประเดี๋ยวเถอะจะปล่อยหมัดสกรูฮีย์ให้ดูเป็นขวัญตา"

ดร.ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้ เขาพยักหน้ากับเจ้าคุณทั้งสองแล้วถอยออกมา

"เอา-ลงมือได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ต่างยกแขนขึ้นการ์ดและเต้นเข้าหากัน กิมหงวนกับนิกรนึกสนุกขึ้นมาก็ช่วยกันบรรเลงเพลง โดยอาเสี่ยเป็นปี่ชะวา และนายจอมทะเล้นเป็นกลองแขก

"ต้อยรีต้อยรีตอยแร ต๋อย...ต๋อยแรต๋อยแรตอยแร...ต้อยรีต้อยรีตอยแร ต๋อยรีต๋อยแร แตแร้ตะแร่แต โจ๊ะติงติงทั่งติงทั่ง โจ๊ะๆๆๆ ติง ติงทั่งติงทั่ง ต๋อยแรต๋อยแรต่อยแร โจ๊ะติงติงทั่งติงทั่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ มองดูอาเสี่ยกับนิกร

"ลำบากนักก็อย่าบรรเลงดีกว่าวะ"

สองเจ้าคุณการ์ดมวยแบบเก่าครั้งสมัยสวนกุหลาบ คือจรดนิ่งเฉยขยับเท้าหลังเตรียมพร้อม นัยน์ตาทั้งสองฝ่ายจ้องเขม็งมองดูกัน นิกรทนดูอยู่เกือบ ๕ นาทีร้องตะโกนขึ้น

"ไล่ลงโว้ย"

ดร.ดิเรกปราดเข้ามายืนขวางกลางคู่ต่อสู้

"ขยับอยู่นานแล้วเมื่อไรจะชกกันเสียทีล่ะครับ ยังงี้คนดูเขาก็ด่าแย่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ชักฉิว

"อ้าว ใครใช้ให้เสือกมาดูล่ะ ไม่ได้เก็บค่าผ่านประตูนี่หว่า ชกสุ่มสี่สุ่มห้าได้เรอะ มันต้องดูชั้นเชิงกันก่อนซี"

นายแพทย์หนุ่มอดหัวเราะไม่ได้

"เอา-ต่อไปครับ"

สองเจ้าคุณเต้นก๋าเข้าหากันอีก แล้วเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็ยกเท้าขวาเตะใต้ขาพับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังเพียะยังผลให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้มลงนั่งเหยียดเท้าทำตาปริบๆ ทันที

คณะพรรค ๔ สหายและเจ้าแห้วหัวเราะลั่น เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ กระโดดโลดเต้นดีอกดีใจ

"ยังไง เห็นฝีมือนายขนมต้มแดงหรือยัง ลุกขึ้นมาซีครับ หรือจะยอมแพ้เท็คนิเกิลน๊อคเอ๊าท์ก็ว่ามา"

ดร.ดิเรกปราดเข้ามายกมือนับ

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า"

"เฮ้ย" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตวาดแว๊ด "นับยังกะลิงยังงี้ใช้ได้หรือวะ" พูดจบท่านก็ลุกขึ้นยืนจรดมวยเข้าไปหาเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อีก เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ลอยหน้าเฉิบพอได้โอกาสก็กระโจนเหยียบเข็มขัดเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยกศอกขวาถองลงกลางกระหม่อมเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังโป๊ก

๔ สหายหัวเราะกันจนท้องแข็ง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ศีรษะปูดเป็นลูกมะกรูด ไม่ต้องสงสัยว่าท่านจะเดือดดาลสักเพียงใด ท่านปราดเข้าตะลุมบอนเพื่อนเกลอของท่านด้วยหมัดซ้ายขวา หมัดหลงของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกเบ้าตาขวาของเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เต็มเหนี่ยว เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ถลาร่อนเหมือนกับนกปีกหัก แล้วล้มลงบนพื้นสนามหญ้า นัยน์ตาข้างซ้ายเขียวปั้ดขนาดขนมครก คราวนี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปล่อยออกมาก้ากใหญ่

"เป็นยังไงเจ้าคุณ ผมแจกแว่นให้เจ้าคุณหนึ่งข้างแล้ว ประเดี๋ยวจะแจกให้อีกข้างหนึ่ง"

ดร.ดิเรกยกมือนับพลางหัวเราะพลาง

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ มานะกัดฟันรวบรวมกำลังลุกขึ้นอย่างมึนงง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือว่าน้ำหนักตัวของท่านมากกว่าถึง ๑๐ กิโลกรัม ก็กระโจนเข้าใส่อย่างดุเดือดหวังจะเผด็จศึก แต่ทันใดนั้นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ก็หมุนตัวกลับใช้ศอกกลับกระแทกถูกปลายคางเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างถนัดใจ

"พล๊อก"

หนักแน่นและรุนแรงที่สุด ร่างอันอ้วนเตี้ยของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ล้มฮวบลงทันที นิกรหัวเราะงอหาย ยกมือตบบ่าเสี่ยหงวนค่อนข้างแรง

"ต่อน้ำเงินสองเอาหนึ่งโว้ย"

อาเสี่ยขมวดคิ้วย่น

"ไหนน้ำเงินไหนแดงวะ"

"ปู้โธ่ ฝ่ายไหนเข้มกว่านั้นก็ฝ่ายแดงน่ะซี โง่ไปได้เห็นไหมล่ะสีผิดกันเป็นกอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากจู๋ พรวดพราดลุกขึ้นปรี่เข้ามายกเท้าขวาเตะนายจอมทะเล้นเต็มเหนี่ยว นิกรยกแขนขึ้นปิดไว้ได้และล่าถอยออกไป

"โน่น ชกกับคุณอาซีครับ ไม่ใช่ผม"

"แล้วแกเสือกมากะเซ้าฉันทำไมล่ะ"

ดร.ดิเรกเดินเข้ามายกมือจับแขนพ่อตาของเขา

"ว่าไงครับ คุณพ่อจะยอมแพ้คุณอาหรือยังไง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"แพ้เรอะ คนอย่างข้าเกิดมารู้จักกับคำว่ายอมแพ้ยังงั้นเรอะ"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะหึๆ

"ไม่แพ้ก็ชกกันต่อไปซีครับ ขืนต่อยกันเหยาะๆ แหยะๆ อย่างนี้ผมไล่ลง มาเตือนครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำคอย่นแล้วเค้นหัวเราะ

"นี่มันมวยนอกเวทีโวยไม่ใช่มวยราชดำเนิน หน็อยมีไล่ลงด้วย ใครเขาเชิญให้แกมาเป็นผู้ตัดสินวะ"

ดร.ดิเรกอมยิ้ม

"ไม่มีใครเชิญหร็อกครับ ผมเชิญตัวของผมเอง เอาซีครับ ฟัดกันต่อไป"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ย่องเข้ามาลั่นหมัดสวิงขวาถูกก้านคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดังพั่บ แล้วท่านก็วิ่งหนี เจ้าคุณปัจจนึกฯ โมโหจนตัวสั่นไล่กวดทันที เสียงเอะอะเฮฮาของคณะพรรค ๔ สหายและพวกคนใช้ชายหญิงของบ้าน 'พัชราภรณ์' ดังแซ่ดไปหมด เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ วิ่งไปถึงกลางสนามก็หยุดชงักหมุนตัวกลับ ยกมือทั้งสองขึ้นการ์ดในท่าเตรียมพร้อม เจ้าคุณปัจจนึกฯ กระโดดชกด้วยหมัดฮุคขวาเต็มเหนี่ยว ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' หลบหมัดได้อย่างหวุดหวิด

การต่อสู้ระหว่างสองเจ้าคุณได้ดำเนินต่อไป ไม่มีการตื่นเต้นหวาดเสียวไม่มีรสมีชาด และไม่มีใครทายถูกว่านักมวยทั้งสองคนนี้ใครจะมีฝีมือ หรือลวดลายเหนือกว่าใคร เพราะท่าทางบอกว่าเป็นมวยวัดมากกว่า อย่างไรก็ตามนักมวยชราสมัครเล่นทั้งสองท่านนี้ก็สามารถเรียกเสียงหัวเราะได้บ่อยครั้ง

ยังไม่ถึงสองนาที ทั้งเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เหนื่อยแทบขาดใจตายหอบแฮ่กๆ ไปตามกัน ใบหน้าเจ้าคุณทั้งสองซีดเผือด ริมฝีปากซีดเหงื่อหัวล้านไหลโซม การชกเนือยลงตามลำดับ แล้วถึงกับหลับหูหลับตาเหวี่ยงแหกัน

ครั้งหนึ่งเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ บุกทลวงคู่ต่อสู้ของท่านอย่างดุเดือด เพื่อหวังจะเผด็จศึก แต่แล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็มานะกัดฟันรวบรวมกำลังทั้งหมด เท่าทีมีอยู่ปล่อยหมัดขวาตรงเต็มเหนี่ยว

"พล๊อก--โอ้ย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ล้มลงก้นกระแทกพื้นทันที หูอื้อนัยน์ตาพร่าพราวเห็นดาวขึ้นกลางวันหลายดวง ดร.ดิเรกปราดเข้ามานับ แต่ทันใดนั้นเองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หมดแรงล้มลงนั่งพับเพียบเรียบร้อย

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า-หก-เจ็ด-แปด-เก้า-สิบ" แล้วนายแพทย์หนุ่มก็ร้องประกาศลั่น "ผลของการต่อสู้เสมอกันโว้ย ต่างคนต่างแพ้น๊อคเอ๊าท์ นับสิบด้วยกันทั้งคู่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ คลานเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างน่าสงสาร ท่านเหน็ดเหนื่อยแทบจะขาดใจตาย ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ล้มตัวลงนอนหนุนตักเพื่อนเกลอของท่าน แล้วพูดเสียงขาดเป็นห้วงๆ

"เจ้าคุณ....ผม... ผมลาก่อน... ขอฝากเมียผมด้วย... โอย... ศพของผมไม่ต้องทำให้หรูหราอะไรนักเปลืองเงินเปล่าๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หายใจถี่เร็ว พูดเสียงขาดเป็นระยะๆ

"โอย.... ผม...ผมก็กำลังจะขาดใจตายเดี๋ยวนี้แล้ว... เจ้าคุณอย่าเพิ่งตายเลย... รอไว้ตายทีหลังผมได้ไหม... "

"ไม่.... โอย... หัวใจผมจะหยุดทำงานแล้ว"

๔ สหายเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างเจ้าคุณทั้งสองแล้วช่วยกันประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ให้ลุกขึ้นพาไปนั่งบนม้าหินอ่อน ต่างยืนล้อมวงมองดูท่านด้วยความสงสารแกมขบขัน แต่แล้วกิมหงวนก็ใจหายวาบเมื่อรู้สึกว่าซองธนบัตรของเขาที่ใส่ไว้ในกระเป๋ากางเกง มีเงินบรรจุอยู่ในราว ๒,๐๐๐ บาทได้อันตรธานไปเสียแล้ว

กิมหงวนหันขวับมาทางนายจอมทะเล้นทันที

"เฮ้-อ้ายกร อย่าเล่นยังงี้หน่อยเลยวะ อ้ายทีเล่นทีจริงของแกน่ะเลิกเสียทีเถอะวะ เอาคืนมาเสียดีๆ อย่าให้ถึงกับใช้กำลังเลย"

นิกรโมโหจนตัวสั่น

"อะไรวะอ้ายหงวน"

"หน็อย ยังจะทำไก๋อีก ก็กระเป๋าสตางค์ของข้าน่ะซี"

นิกรทำตาเขียวเข้าใส่

"เดี๋ยวก็โดนเตะเท่านั้นเอง อยู่ดีๆ ก็หาเรื่องอัปรีย์มาให้ ฉันยังไม่รู้เรื่องอะไรสักนิด"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"น่า-อย่าตีหน้าแบบนี้หน่อยเลยว้า คบกันมานานแล้ว ฉันรู้นิสัยและเล่ห์เหลี่ยมของแกดี ถ้าไม่มีใช้ขอกันตรงๆ ดีกว่า เล่นล้วงกระเป๋ากันอย่างนี้อย่าทำดีกว่า"

นิกรโกรธจนหน้าเขียว และเนื้อตัวก็ชักจะเริ่มเขียวขึ้นมาทีละน้อย

"อ้ายเสี่ย มา-มาค้นดู ถ้าที่ตัวกันไม่มีกระเป๋าเงินของแก กันเตะปากแกเอาไหมล่ะ"

เสี่ยหงวนยิ้มแค่นๆ เดินเข้ามายกมือลูบคลำกระเป๋าเสื้อกางเกงของนิกร เมื่อไม่พบซองธนบัตรของเขากิมหงวนก็ยิ้มแห้งๆ

"เอ๊ะ แกไม่ได้เอาไปจริงๆ หรือ"

แทนคำตอบ นิกรลั่นหมัดขวากระแทกหน้าเสี่ยหงวนเต็มเหนี่ยว ถูกปากครึ่งจมูกครึ่งพอดี กิมหงวนเซแซ่ดๆ ล้มลงไปในพุ่มเข็มด้วยความแรงของน้ำหนักหมัด

"จำไว้ นี่เป็นบทเรียนที่กันสั่งสอนแก" นิกรพูดเสียงกร้าว "คนอย่างคุณนิกรไม่ใช่นักแซ้งโว้ย"

ไม่ต้องสงสัยว่ากิมหงวนจะเดือดดาลสักเพียงใด เขายกมือขวาลูบคลำริมฝีปากของเขา พอสัมผัสเลือดอาเสี่ยก็หัวเราะเสียงกร้าว แสยะยิ้มอย่างน่ากลัว กระชากแว่นตาขอบกระออกเก็บใส่กระเป๋าเสื้อ ยกมือชี้หน้านายจอมทะเล้น

"อ้ายกร มึงชกกูปากแตก ฮะ ฮ้า มึงแจกหมากกู"

นิกรพยักหน้า

"เออ กินหมากเสียบ้างซีจะได้จำไว้ว่า การดูถูกคนง่ายๆ ผลที่ได้รับจะต้องเป็นอย่างนี้"

อาเสี่ยขบกรามกรอด พรวดพราดลุกขึ้นยืนถลกแขนเสื้อเชิ้ทขึ้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กลัวว่าจะเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โตก็วิ่งกะหืดกะหอบเข้ามาห้าม

"เฮ้ยๆ ขอทีโว้ย หนักนิดเบาหน่อยอภัยให้กันเสียเถอะวะ อากับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ เซ็นสัญญาเป็นพันธมิตรกันเหมือนเดิมแล้ว"

กิมหงวนตวาดลั่น

"หลีกไป คนอื่นธุระไม่ใช่ ถ้าใครห้ามผมจะชกหน้าคนนั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ล่าถอยออกมาทันที ท่านรู้ดีว่าเสี่ยหงวนโมโหโทโสขึ้นมาแล้ว เขาจะไม่เกรงกลัวใครเลย แม้กระทั่งโปลิศซึ่งเราท่านเกรงกลัวหนักหนา

นิกรหัวเราะเสียงกร้าว

"ไม่ต้องแอ๊คท่าโว้ย คนอย่างอั๊วก็หนึ่งไม่มีสองเหมือนกัน มา-อ้ายเสี่ยวันนี้สิ้นสุดกันทีสำหรับมิตรภาพของเรา ดูถูกกันนี่หว่า"

กิมหงวนแยกเขี้ยวกลอกนัยน์ตาไปมา

"เอายังไงอ้ายกร มวยหรั่งหรือมวยไทย"

"มวยหรั่งซีวะ" นิกรพูดโดยเร็ว "มวยไทยฉันจะสู้แกได้เรอะ สูงยังกะเปรตแกจะได้เตะคอฉันขาดสองท่อน"

อาเสี่ยหัวเราะ

"มา-มวยหรั่งก็หรั่ง" แล้วเสี่ยหงวนก็ปราดเข้าปะทะนิกรอย่างรวดเร็ว

มวยคู่นี้ชกกันเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์ แต่ก็ตื่นเต้นน่าดูเหมือนกัน ทั้งสองฟาดปากกันอย่างอุตลุด พวกคนใช้ชายหญิงของบ้าน 'พัชราภรณ์' เฮโลเข้ามาล้อมมองดูการต่อสู้ระหว่างกิมหงวนกับนิกร ต่างฝ่ายต่างแจกหมากและแว่นให้กันและกัน ซึ่งผู้รับแจกคอยป้องปิดไม่อยากจะรับการแจก

หมัดแย็บของอาเสี่ยได้ผลเกินคาด ถูกหน้านิกรอย่างจังๆ หลายครั้ง นายจอมทะเล้นตัวเล็กกว่ามาก มิหนำซ้ำยังเตี้ยกว่ากิมหงวนหนึ่งศอกพอดี นิกรจึงเป็นฝ่ายล่าถอยแบบยุทธศาสตร์ คือสู้พลางถอยพลาง

พลกับ ดร.ดิเรกเลี่ยงไปนั่งสนทนากันที่โคนต้นไม้ ไม่สู้จะสนใจกับการต่อสู้ของเพื่อเกลอทั้งสองเท่าใดนัก เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ร้องตะโกนห้ามเสียงหลง แต่คู่พิพาทไม่ยอมเลิกปะทะกัน

พันธ์ไม้ดอกหลายชนิดถูกเหยียบราบ นิกรถอยจู๊ดๆ ไปรอบสนาม เจ็บใจตัวเองที่แขนสั้นชกหน้ากิมหงวนไม่ใคร่ถึง ครั้นเข้าวงในก็ถูกกิมหงวนสกัดด้วยอัปเปอรคัทซีโครงรวนไปหมดแล้ว

ในเวลาเดียวกันนี้เอง คุณหญิงวาดกับสี่นางก็พากันวิ่งกะหืดกะหอบมาที่หน้าตึก ละม่อมเป็นผู้วิ่งขึ้นไปรายงานให้ท่านทราบว่านิกรกับเสี่ยหงวนเกิดปะทะกันด้วยหมัดรุ่นๆ คุณหญิงวาดอกสั่นขวัญหาย

"ตาย ตายแล้ว อะไรกันโว้ยหา ทำไมถึงเกิดแจกหมากแจกแว่นกันขึ้น เลิก-เลิกโว้ย เลิกเดี๋ยวนี้"

นักมวยทั้งสองไม่ยอมฟังเสียง คงชกกันแบบตลุมบอน หมัดฮุคขวาของนิกร ส่งกิมหงวนลงไปนอนโก้งโค้งอยู่กลางสนาม แต่แล้วอาเสี่ยก็มานะกัดฟันลุกขึ้นท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของพลกับนายแพทย์หนุ่ม

เจ้าแห้วตะโกนหนุนทั้งสองฝ่าย เพราะมีใจรักเท่าๆ กัน

"รับประทานใส่เลยครับคุณนิกร ขวา-ขวาซีครับ โป้งเข้าไป ยังงั้น อาเสี่ยอย่าถอยครับ แย็บไว้ คุณนิกรแกสั้นกว่าอาเสี่ย เอาเลยครับ เป้งเข้าไป ว้า-สนุกจริงโว้ย"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ย่องเข้ามาข้างหลังเจ้าแห้ว ยกเท้าถีบเจ้าแห้วเต็มรัก

"นี่แน่ะ หนุนดีนักอ้ายเปรต ไม่รู้ว่ามึงหนุนใครแน่"

เจ้าแห้วทำหน้ายู่ยี่ชอบกล เลี่ยงไปนั่งดูทางพลกับ ดร.ดิเรก พวกคนใช้ชายหญิงของบ้าน 'พัชราภรณ์' ตื่นเต้นไปตามกันที่ได้ดูมวยนอกเวที คุณหญิงวาดพา ๔ นางเข้ามาในสนามแล้วท่านก็พูดกับนันทา

"เข้าไปห้ามทีซีแม่นัน ยืนอมยิ้มอยู่ได้บ้าจริงเชียว"

นันทาหัวเราะคิ๊ก

"กำลังหน้าสิ่วหน้าขวานอย่างนี้หนูไม่กล้าห้ามหร็อกค่ะ ดีไม่ดีนันก็จะถูกลูกหลงเข้าเท่านั้น คุณอาเข้าไปห้ามเองซีคะ"

คุณหญิงวาดทำคอย่น

"เข้าไปห้าม มันจะได้เหวี่ยงเอาเหงือกหลุดปะไร อุ๊ยตาย..อ๋อย... พ่อหงวนตาปิดไปแล้ว เฮ้ย-เลิกกันโว้ย ไม่เลิกกูเอาอิฐขว้างนะจะบอกให้"

สองสหายต่างฟัดกันอย่างทรหด นิกรกลับเป็นฝ่ายรุกบ้างเพราะอาเสี่ยหมดแรงเนื่องจากสุขภาพไม่สมบูรณ์ เพราะยังอยู่ในระหว่างการฉีดนีโอซัลวาซาน เรี่ยวแรงจึงหมดเร็ว ส่วนนิกรกำลังวังชายังพอมีอยู่บ้าง ประกอบกับออมแรงไว้แต่ต้นมือ

ครั้งหนึ่ง นิกรปล่อยสวิงซ้ายถูกก้านคอเสี่ยหงวนเซถลาออกไปหลายก้าว คุณหญิงวาดร้องสุดเสียง หันมาทางนวลลออทันที

"แม่นวล ไปห้ามหน่อยซีลูก"

นวลลออหัวเราะ

"ห้ามทำไมคะ ชกกันไม่ถึงตายหร็อกค่ะ"

"อ้าว ไง๋พูดยังงี้ล่ะ ไม่เป็นห่วงพ่อหงวนหรือ"

"หนูเอาใจช่วยคุณนิกรค่ะ" นวลลออตอบหน้าตาเฉย

ทันใดนั้นเอง ประไพก็กระโดดโลดเต้นดีอกดีใจเมื่อเห็นนิกรถูกฮุคขวาของกิมหงวนลงไปก้นจ้ำเบ้า ถึงกับขมวดคิ้วนิ่วหน้า

"น๊อคเลยค่ะอาเสี่ย เตะซ้ำเลย"

นิกรพรวดพราดลุกขึ้นยืน ยกมือชี้หน้าประไพเมียรักของเขา

"หน็อย-นังโมราใจทมิฬ ยังไม่ทันไรเลยทรยศเสียแล้ว เอาใจไปเผื่อแผ่ศัตรู ดีร้ายคงจะเป็นชู้สู่สาวกันแน่นอน"

เสี่ยหงวนหมั่นไส้เต็มทนก็ยกเท้าเตะนิกรโครมเข้าให้ แต่เคราะห์ดีที่นายจอมทะเล้นป้องปิดไว้ทัน

"อ้ายหงวน นี่เอามวยไทยหรือนี่"

อาเสี่ยหัวเราะ

"เออ ชกมวยหรั่งกันมานานแล้วน๊อคกันไม่ได้ เปลี่ยนสไตล์เป็นมวยไทยดีกว่า"

นิกรพยักหน้าและขบกรามกรอด

"เอา-มวยไทยก็มวยไทย"

กิมหงวนปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาทันที นิกรยกแขนซ้ายขึ้นกันไว้พร้อมกับสืบเท้าเข้าประชิดตัวกิมหงวน และปล่อยหมัดขวาตรงเต็มเหนี่ยว

"พล๊อก"

เสี่ยหงวนล้มฮวบลงตามหมัดทันที นิกรปราดเข้ามาจะกระทืบซ้ำแต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องห้ามเสียงหลง

"เฮ้ย-ฟาวล์นะโว้ย"

นายจอมทะเล้นเงื้อเท้าค้าง แล้วถอยออกมามองดูคู่ต่อสู้ของเขา กิมหงวนพยายามลุกขึ้นนั่งสะบัดหน้าเร่าๆ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูนิกรพลางพูดแผ่วเบา

"ช่วยนับทีเถอะวะอ้ายกร นับช้าๆ หน่อย"

นิกรหัวเราะก้าก ยกมือขึ้นนับ

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า-"

"ว้า ช้าๆ ซีโว้ย นับยังกะลิง โอย-แย่โว้ย"

แล้วอาเสี่ยก็แข็งใจลุกขึ้นมานะกัดฟันเข้าตลุมบอนนิกรอีก ต่างคนต่างปล่อยหมัดสวิงขวาพร้อมๆ กันและถูกก้านคอของอีกฝ่ายหนึ่งอย่างถนัดใจ ทั้งนิกรกับกิมหงวนต่างก็ล้มลงนอนเหยียดยาวกลางสนาม

คุณหญิงวาดถือไม้ดุ้นหนึ่งวิ่งเข้ามา ท่านเงื้อไม้ขึ้นสุดแขนฟาดลงที่ร่างของนิกรกับอาเสี่ยคนละหลายทีโดยไม่ต้องนับครั้ง

"นี่แน่ะ กินข้าวหม้อเดียวกันแล้วยังจะกัดกัน"

สองเกลอต่างผลุนผลันลุกขึ้นวิ่งจู๊ดไปคนละทิศละทาง เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังลั่นบ้าน 'พัชราภรณ์'

คุณหญิงวาดเดินเข้ามาหาเจ้าคุณทั้งสอง ท่านเหวี่ยงไม้ทิ้งไปริมสนาม หยุดยืนมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ตั้งใจจะถามเรื่องราวที่เป็นชนวนเหตุให้นิกรกับอาเสี่ยถึงกับชกต่อยกัน แต่แล้วคุณหญิงก็ใจหายวาบ

"อุ๊ยตาย" ท่านอุทานเสียงลั่น จ้องตาเขม็งมองดูเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ อย่างแปลกใจ "เจ้าคุณไปรับบริการมาจากไหนคะ ใครแจกแว่นให้...ตายแล้ว เขียวปั้ดเลย"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ยิ้มแห้งๆ

"เจ้าคุณปัจจนึกฯ จ้ะคุณหญิง"

คุณหญิงหันขวับมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วท่านก็สะดุ้งเฮือก

"โอ๊ย เจ้าคุณก็ได้รับแจกเหมือนกัน โอ๊ย-ตายแน่ นี่หมายความว่าเจ้าคุณชกปากกันหรือคะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยักคิ้วให้คุณหญิงวาด

"ครับ ที่แรกเราก็นั่งถองเหล้ากันดีๆ เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ล่อเข้าไปสามแก้วเกิดฟิตจัดอาละวาดกับผม ถึงกับท้าผมชกผมเห็นว่าการท้าทายกันซึ่งหน้าอย่างนี้เป็นการดูหมิ่นกันเกินไปก็ตกลงรับคำท้า เราก็เลยสวมนวมแจกจ่ายหมากและแว่นให้กันจนหมดแรงไปด้วยกันทั้งคู่ ผลของการต่อสู้ปรากฏว่าเสมอกัน"

คุณหญิงวาดหัวเราะก้าก

"อนิจจังทุกขังเอ๊ย แก่จนป่านนี้แล้วยังชกกันอีก"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ว่า "อ้ายเรื่องชกปากกันแก่หรือหนุ่มไม่สำคัญ สำคัญที่ใจมันสู้หรือไม่เท่านั้น"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น ยกมือชี้หน้าเจ้าคุณผัว

"เจ้าคุณละเป็นอย่างนี้แหละ ไม่ทิ้งนิสัยเดิม พอเหล้าเข้าปากก็เกะกะอาละวาดเที่ยวท้าคนโน้นคนนี้ ไหนสัญญาว่าจะไม่กินเหล้าอีกยังไง กินเข้าไปหาสวรรค์วิมานอะไรคะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หน้าถอดสี ยิ้มแห้งๆ เมื่อเห็นคุณหญิงวาดทำท่าขึงขังกับท่าน

"ก็ไม่ได้ตั้งใจกินหร็อกจ้ะคุณหญิง เกรงว่าท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะตัดเป็นตัดตายกับคุณหญิงก็ลงมาพูดไกล่เกลี่ยไม่อยากจะให้แตกร้าวด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง คุยกันไปคุยกันมาอ้ายแห้วมันรินเหล้าส่งมาให้ฉัน..."

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"เอาเข้าให้นั่น รับประทานกระผมเหมือนกระโถนท้องพระโรงไม่มีผิด"

คุณหญิงวาดหันขวับมาทางเจ้าแห้ว ซึ่งอยู่ข้างหลังท่าน แล้วยกมือขวาตบหน้าเจ้าแห้วดังเพียะ

"นี่แน่ะ กระโถนท้องพระโรง"

เจ้าแห้วยกมือกุมแก้มสูดปากลั่น แล้วร้องไห้โฮ

"รับประทานกระผมไม่ได้เจตนาว่าคุณหญิงนี่ครับ"

คุณหญิงวาดตวาดแว๊ด

"ไม่รู้ละ เสือกพูดคำว่ากระโถนท้องพระโรงทำไมล่ะ"

เจ้าแห้วสะอึกสะอื้นเดินเลี่ยงไปนั่งบนม้ายาวตัวหนึ่ง ในเวลาเดียวกันนิกรกับเสี่ยหงวนก็เดินอมยิ้มเคียงคู่กันเข้ามาหาคุณหญิงวาด อาเสี่ยยกมือตบศีรษะนิกรพลางพูดกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสาม

"ไม่มีอะไรหร็อกครับ เราชกกันพอหอมปากหอมคอเท่านั้น ผมกับอ้ายกรและหมายถึงพวกเราทั้ง ๔ คนจะไม่มีวันโกรธกันจริงๆ จังๆ เป็นอันขาด ถึงแม้เราจะผิดพ้องหมองใจกันอย่างแรง เราชกกันแล้วก็ดีกัน"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"แต่เรื่องมันไม่ควรจะต้องแจกหมากแจกแว่นกันนี่หว่า เล่าให้อาฟังซิทำไมถึงกัดกัน เอ๊ย...ชกกันขึ้น เรื่องราวมันเป็นอย่างไรอาอยากจะรู้ว่าใครผิดใครถูก"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"อ้ายกรมันล้วงกระเป๋าผมเอาซองธนบัตรไปครับ ผมถามไม่รับ มิหนำซ้ำยังชกผมกร้วมเข้าให้ ผมก็เลยโมโหลืมตัวล่อเข้าให้บ้าง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มเล็กน้อย

"เอ-วันนี้ชอบกลฮิ อยู่ดีๆ พวกเราก็มีเรื่องทะเลาะวิวาทกันทั้งๆ ที่มันไม่น่าจะเป็นเรื่องก็ให้มีเรื่องมีราวขึ้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า "เป็นธรรมดาครับเจ้าคุณ เราอยู่ร่วมกันก็เหมือนกับลิ้นและฟัน ไม่วันใดก็วันหนึ่งที่มันจะต้องกระทบกันอยู่บ้าง ปัญหามันมีอยู่แต่เพียงว่า ถ้าเราอภัยให้กันถึงบาดหมางกันก็ปรองดองกันได้เหมือนเดิม"

คุณหญิงวาดโผเข้ากอดเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ดีกันนะคะเจ้าคุณ ดิฉันน่ะทำแอ๊คไปยังงั้นเอง ถ้าเจ้าคุณไปอยู่บ้านรองเมืองดิฉันคงร้องไห้ตาย เราน่ะรักกันเหมือนกับญาติอันสนิท พวกเราทั้งหมดนี้จะแยกกันไม่ได้หร็อกค่ะ"

"ว้า-แล้วมากอดผมยังงี้เดี๋ยวเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ท่านก็จะแจกปืนให้ผมเท่านั้นเอง"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะลั่น

"ผมอนุญาตครับ เจ้าคุณก็เท่ากับน้องชายของแม่วาดนั่นเอง"

คุณหญิงวาดคลายมือที่กอดคอเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกหันมาทำตาเขียวกับเจ้าคุณผัวของท่าน

"เรียกดิฉันว่ายังไงนะคะ แม่วาด...."

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ขมวดคิ้วย่น

"ก็แล้วเธอไม่ได้ชื่อวาดหร็อกหรือ"

คุณหญิงวาดเม้มปากแน่น

"ถูกแล้วดิฉันชื่อวาดแต่ดิฉันเป็นคุณหญิง... คุณหญิงที่ได้รับพระราชทานตราตั้ง เรียกเสียให้ถูกซีคะ"

คราวนี้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หัวเราะงอหาย

"ประทานโทษเถอะครับคุณหญิง"

คุณหญิงวาดค้อนขวับ แล้วหันมายิ้มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ที่เราผิดพ้องหมองใจกันน่ะลืมมันเสียเถอะนะคะดิฉันผิดเอง ความจริงเจ้าคุณไม่มีอะไร ดิฉันน่ะมันเป็นคนพาลมาแต่ไหนแต่ไรแล้วละค่ะ ผิดถูกก็ต้องดันทุรังเอาชนะให้ได้ก่อน รู้ตัวเหมือนกันค่ะว่าดิฉันเป็นคนหัวดื้อหัวรั้น...หัวรั้นจริงๆ ค่ะ รั้นจนน่าเกลียด หัวรั้นตั้งแต่เป็นสาวแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือ

"พอแล้วคุณหญิง ไม่ต้องอธิบายครับ หัวรั้นมันจะกลายเป็นหัวล้าน เพราะเสียงของคุณหญิงออกจะแปร่งๆ ชอบกล"

"อุ๊ย อะไรก็ไม่รู้เจ้าคุณนี่แหละ ถามจริงๆ เถอะน่า สมมุติว่าดิฉันจะพูดว่าหัวล้านเจ้าคุณจะโกรธหรือคะ หัวล้านไม่ได้เสียหายอะไร คนหัวล้านล้วนแต่เป็นคุณพระเจ้าคุณทั้งนั้น เว้นแต่หัวล้านแบบขุนช้างก็แย่หน่อย" พูดจบท่านก็หันมายิ้มกับนิกร "แกเคยบอกอาว่าหัวล้านมีอยู่กี่ประเภทนะ อาลืมไปแล้ว"

นิกรอมยิ้มแล้วยักคิ้ว

"เจ็ดประเภทครับ"

"เออ ถูกละๆ " แล้วคุณหญิงก็ยกมือขึ้นนับพลางพูดเบาๆ อย่างหน้าตาเฉย "...ทุ่งหมาหลง ดงช้างข้าม ง่ามเทโพ ชะโดตีแปลง แร้งกระพือปีก ฉีกขวานฟาด ง่า-แล้วก็ราชครึงเครา"

สองเจ้าคุณตะโกนขึ้นพร้อมๆ กัน

"พอแล้ว"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงของคณะพรรค ๔ สหายดังขึ้นทันที คุณหญิงวาดยกมือไหว้เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างนอบน้อม

"ประทานโทษนะคะ คนเรารักกันก็ต้องมีการสัพยอกหยอกล้อกันบ้าง ดิฉันน่ะนึกภาคภูมิใจเสมอที่มีผัวหัวล้าน เพราะว่าถึงล้านก็ล้านอย่างสง่าภาคภูมิ ล้านพระยาพานทอง อย่างนี้ใครเห็นก็ต้องรู้ว่าเป็นผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มอายๆ

"อย่ามาแกล้งยอฉัน ฉันเหมือนดวงจันทร์ที่ถูกเมฆบัง"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"ไม่ใช่ดวงจันทร์ถูกเมฆบังหร็อกครับ อย่างคุณอาเขาเรียกว่าดวงจันทร์ที่กำลังถูกพระราหูอม"

ประมุขของบ้าน 'พัชราภรณ์' ทำคอย่น

"เดี๋ยวก็จะเตะเข้าให้เท่านั้นเอง"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"อ้ายแห้วมันกระซิบบอกผมครับ"

เจ้าแห้วซึ่งนั่งอยู่บนม้ายาวห่างจากกิมหงวนราว ๓ วาร้องตะโกนลั่น

"รับประทานผมอยู่นี่ครับ ปู้โธ่-รับประทานใส่ไฟผมซะเรื่อยเชียว นี่เคราะห์ดีที่ผมนั่งอยู่ห่างๆ ม่ายยังงั้นรับประทานเจ้าคุณท่านคงเตะผมแล้ว"

คุณหญิงวาดยิ้มให้เจ้าคุณทั้งสอง

"ขึ้นไปคุยกันบนตึกเถอะค่ะ"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยกมือตบบ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพื่อนเกลอของท่าน

"ไปซีครับ"

"เชิญเจ้าคุณกับคุณหญิงเถอะ ผมจะสนุกกับพวกเด็กๆ มัน เชิญเถอะครับไปอาบน้ำอาบท่าเสียให้สบาย วันดีคืนดีเจ้าคุณกับผมมาฉะปากกันอีกยังได้"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ ยิ้มแหยๆ

"ไม่รับประทานแล้ว เหนื่อยแทบขาดใจตาย ผมจำได้ว่าในชีวิตของผม ผมได้ชกกับเจ้าคุณนี่แหละเป็นคนแรก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"มิน่าละ ท่าทางของเจ้าคุณดูเก้งก้างชอบกล"

เจ้าคุณประสิทธิ์ฯ หันมาพยักหน้ากับคุณหญิงวาดแล้วเดินนำหน้าพา ๔ นางตรงไปที่ตัวตึกใหญ่ เมฆหมอกแห่งความระหองระแหงภายในบ้าน 'พัชราภรณ์' ผ่านพ้นไปแล้ว ทุกคนสดชื่นรื่นเริงไปตามกัน อารมณ์หงุดหงิดหายไปได้อย่างน่าประหลาด

๔ สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงยืนจับกลุ่มกันอยู่ริมสนามหน้าตึกนั่นเอง เสี่ยหงวนมองดูหน้านายจอมทะเล้น ต่างฝ่ายต่างยกมือตบศีรษะกันคนละที

"ความจริงเราไม่น่าจะฟาดปากกันเลย" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ "แต่แกชกกันก่อนนี่หว่า"

นิกรหัวเราะ

"ก็แกปรักปรำหาว่ากันล้วงกระเป๋าแกนี่โว้ย กันสาบานได้ว่ากันไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับกระเป๋าเงินของแกเลย ให้ดิ้นตายซีเอ้า"

กิมหงวนสะดุ้งโหยง เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเขายังไม่ได้ซองธนบัตรคืน

"แกไม่ได้ล้วงเอาไปจริงๆ น่ะเรอะ"

"ปู่โธ่ ให้รากเลือดออกมาเป็นปี๊บๆ เถอะวะ เอาไปสาบานที่ไหนก็ได้ แกเอาไว้บนตึกกระมัง"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"เปล่า กันเอาลงมานี่หว่า เมื่อก่อนที่เรากินเหล้ากัน กันยังให้อ้ายแห้วออกไปสั่งกับแกล้มที่ร้านเจ็กหน้าบ้าน และให้เจ้าแห้วไปร้อยบาท"

คราวนี้นิกรชักแปลกใจ

"เอ๊ะ มันหายไปได้ยังไง"

ดร.ดิเรกยิ้มแห้งๆ ล้วงกระเป๋าหยิบซองหนังจรเข้ขนาดกระทัดรัดออกมาส่งคืนให้เสี่ยหงวนโดยดี

"เอ้า เอาของแกไป อ้ายกรมันสอนกันมานานแล้ว จนกระทั่งกันมือเบาหวิวก็เลยลองล้วงกระเป๋าแกดู แฮ่ะ แฮ่ะ ฝรั่งล้อเล่นโว้ย ไม่เอาจริงๆ หร็อก"

สามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนายแพทย์หนุ่มอย่างแปลกใจ

"อือ" พลคราง "แกนี่ไม่ใช่เล่นโว้ยหมอ ไม่เสียแรงที่เจ้ากรช่วยอบรมสั่งสอนให้ ยังงี้ไม่ต้องกลัวจน ไปยืนหน้าโรงหนังสักพักก็คงได้หลายพัน"

ดร.ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"โน ไอเป็นนายแพทย์ ไอเป็นสุภาพบุรุษผู้มีเกียรติ แต่ไอเป็นนักศึกษาหาความรู้ ไอขอเรียนวิชาแซ้งจากเจ้ากรก็เพราะไอมหัศจรรย์ใจในความสามารถของเจ้ากรนั่นเอง เจ้ากรมือเบาที่สุด"

เสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้น เสี่ยหงวนมองดูซองธนบัตรในมือของเขา เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวสัพยอกเบาๆ

"มีอยู่เท่าไรวะหงวน"

"ในราว ๒,๐๐๐ กว่าครับ"

"ยังงั้นแกพาพวกเราไปเลี้ยงข้าวเถอะวะ เงินจำนวนนี้มันควรจะหายแล้ว เมื่อดิเรกมันคืนให้ก็ควรจะเลี้ยงดูปูเสื่อพวกเรา ๒,๐๐๐ บาทขนหน้าแข้งแกไม่ร่วงหรอกวะ"

เสี่ยหงวนพยักหน้า

"ตกลง-ตกลงครับ" แล้วเขาก็พูดกับเพื่อนเกลอของเขา "ไปโว้ยขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัวไปหาข้าวกินกันดีกว่า แล้วก็เรื่อยเปื่อยไปอย่างว่าด้วย"

พลเห็นพ้องด้วย

"เออ จริงซีนะ วันนี้วันที่ ๑๖ หมดเขตที่ทางการอนุญาตให้แม่ผีเสื้อราตรีหากินในเขตเทศบาลแล้ว เราไปทำพิธีไว้อาลัยเจ๊หนอมเสียหน่อย แล้วเราะจะได้รู้ว่าเจ๊หนอมจะอพยพไพร่พลไปตั้งค่ายอยู่ที่ไหน"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋น์ ออไร๋น์ สุชาดาของไอสวยมากทีเดียว ไม่ได้เห็นหน้าเกือบอาทิตย์แล้ว วันนี้ต้องปลุกใจเสือป่าให้เต็มที่"

เจ้าแห้วเอื้อมมือเขี่ยแขนเสี่ยหงวน

"เสี่ยครับ รับประทานเอาผมไปด้วยไหมครับ"

กิมหงวนหันมามองดูเจ้าแห้ว

"ถ้าแกขี้เกียจหรือมีธุระก็ไม่จำเป็นจะต้องไปกับเรา สำหรับรถพวกเราผลัดกันขับได้ หรือแกอยากจะไปด้วยก็ตามใจ"

เจ้าแห้วยิ้มแป้น

"รับประทานไปซีครับ ผมเป็นคนใช้ผู้ซื่อสัตย์ รับประทานเจ้านายไปไหนผมก็จะตามไปด้วย แต่ขึ้นเขาลงห้วยรับประทานผมไม่ไป"

นิกรแยกเขี้ยว

"ทำไมถึงไม่ไป"

"รับประทานมันลำบากนี่ครับ"

คณะพรรค ๔ สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ต่อจากนั้นก็พากันเดินรวมกลุ่มไปที่ตึกใหญ่ ทุกคนครึกครื้นรื่นเริงไปตามกัน พอเข้ามาในห้องโถง ๔ สหายก็แลเห็นเจ้าคุณประสิทธิ์ฯ และคุณหญิงวาดกับ ๔ นางนั่งสนทนากันอยู่ในห้อง

คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นเปรยๆ

"อาบน้ำอาบท่ากันเสียทีเถอะ ประเดี๋ยวก็จะถึงเวลาอาหารค่ำแล้ว"

นิกรยิ้มให้ท่าน

"พวกเราไม่รับประทานละครับ เราจะไปเที่ยวกัน อ้ายเสี่ยเขาเลี้ยงฉลองวันแจกหมากของเราครับ"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"ปู่โธ่ กับข้าวกับปลาทำไว้เยอะแยะ จะไปกินอะไรที่ไหนอีกล่ะ"

นิกรหัวเราะเบาๆ

"เจ้าหงวนเขาจะพาไปเลี้ยงแกงกะหรี่ครับ"

คุณหญิงวาดอ้าปากหวอ

"กินกะหรี่... โธ่เอ๊ย มันจะเอร็ดอร่อยอะไร วันนี้บ้านเราแกงมัสสะหมั่นไก่ตั้งหม้อเบ้อเริ่ม"

อาเสี่ยว่า "สู้กะหรี่ไม่ได้หร็อกครับ"

คุณหญิงยิ้มแห้งๆ

"อ๋อ ที่เจ๊กเขาตั้งหาบขายริมถนนแถวสามแยกน่ะเรอะ"

เสี่ยหงวนกลั้นหัวเราะแทบแย่

"กะหรี่เจ๊กไม่อร่อยหร็อกครับ พวกเราชอบกะหรี่คนไทย"

"งั้นเรอะ เขาขายที่ไหนล่ะ" คุณหญิงพาซื่อถาม

"แถวบางกะปิถมเถไปครับ ซอยหลังสวนที่เพลินจิตรก็มี ซอยจุฬาก็มี"

คุณหญิงวาดทำตาปริบๆ

"เขาขายกันยังไง จานละเท่าไร"

นิกรตอบแทนกิมหงวน

"บางแห่งก็ ๑๐๐ บาทครับ บางแห่งก็ ๕๐ บาท แต่จานละ ๒๐๐ บาทก็มี ยังงั้นอร่อยมากถึงแพงหน่อย"

คุณหญิงวาดตวาดแว๊ด

"แกงกะหรี่ตะหวักตะบวยอะไรหันวะจานละร้อยสองร้อย พวกแกอยากกินพรุ่งนี้อาจะให้นังอิ่มมันแกงให้ ซื้อไก่มาสัก ๕ ตัวก็เหลือเฟือ"

"อุ๊ย" ดร.ดิเรกร้องลั่น "กะหรี่ยายอิ่มรับประทานไม่ไหวละครับ ยอมอดตายดีกว่า"

ครั้นแล้วคณะพรรค ๔ สหายก็พากันเดินขึ้นบันไดไปชั้นบน ๔ นางกระซิบกระซาบวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องแกงกะหรี่ แล้วก็พอจะทราบว่าคำว่ากะหรี่หมายถึงอะไร อย่างไรก็ตามหล่อนไม่อยากจะขัดขวางความสุขของผัวก็ปล่อยเขาไปตามเรื่อง

พอตะวันลับฟ้า "คาดิลแล็ค" เก๋งก็พา ๔ สหายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปจากบ้าน 'พัชราภรณ์' เจ้าแห้วทำหน้าที่เป็นคนขับเหมือนเช่นเคย นั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนสี่สหายนั่งคุยกันเอ็ดตะโรอยู่ตอนหลังรถ.

จบบริบูรณ์