พล นิกร กิมหงวน 020 : งูจ้าว

วานนี้เป็นวันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดพักผ่อนการงาน คนใช้ชายหญิงตลอดจนคนสวนของบ้าน "พัชราภรณ์" ต่างพากันไปเที่ยวเตร่เยี่ยมญาติพี่น้องหรือไปหาแฟนของตนตามอัธยาศัย ใครทำงานอยู่รับใช้ก็ได้รับเบี้ยเลี้ยงพิเศษ อันเป็นความกรุณาของคุณหญิงวาด

เจ้าแห้วออกไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงหลายคนที่อาศัยอยู่ในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ในตอนเย็น มีการเลี้ยงสุราและกับแกล้มกันตามสภาพฐานะที่บ้านเล็กๆ หลังหนึ่งซึ่งเจ้าของบ้านเป็นนักขับแท๊กซี่วัย ๕๐ ปีและเจ้าแห้วเรียกเขาว่าพี่วง สุราวงนั้นมีสมาชิกห้าหกคนดื่มเหล้าสรวลเสเฮฮากันจนดึกดื่นเที่ยงคืน พอถูกนักเลงดีเอาก้อนอิฐขว้างบ้านสามสี่ก้อนการสนุกสนานรื่นเริงก็สิ้นสุดลง

เจ้าแห้วเมาแอ๋ เดินลากดาบเที่ยวตะโกนท้าทายนักขว้างบ้านให้ออกมาสู้กับเขาอย่างลูกผู้ชาย แต่ไม่มีใครสู้รบตบมือกับเจ้าแห้วเพราะผู้คนในซอยนี้ส่วนมากเป็นลูกหนี้ของคุณหญิงวาดและเช่าที่ดินของท่านปลูกบ้านเรือนอยู่ เขาไม่สู้เจ้าแห้วก็เพราะรู้ว่าเจ้าแห้วเป็นคนของคุณหญิงวาดนั่นเอง นอกจากนี้สี่สหายและสี่นางก็เป็นที่เคารพรักของพวกชาวบ้านในซอยนี้ เคยให้ความช่วยเหลือใครต่อใครมามากต่อมาก ใครมีเรื่องเดือดร้อนถ้ามาออกปากขอความช่วยเหลือต่อสี่สหายหรือสี่นางแล้วเป็นไม่ผิดหวัง ใครเจ็บไข้ได้ป่วย ดร.ดิเรกก็ช่วยรักษาพยาบาลให้

เมื่อไม่มีใครต่อสู้ด้วยเจ้าแห้วก็กลับเข้าบ้าน "พัชราภรณ์" ทางประตูหลังด้วยความมึนเมาซึ่งนานๆ เจ้าแห้วจึงจะเมาเหล้าสักครั้ง

คืนนั้นเจ้าแห้วนอนหลับเป็นตาย แม้แต่มุ้งเตียงก็ไม่ได้เอาลง ประตูห้องนอนก็เปิดทิ้งไว้

ตามปรกติเจ้าแห้วเคยตื่นนอน ๖.๐๐ น. ตรงด้วยความเคยชิน แต่เพราะเจ้าแห้วเมามากเช้าวันนี้จึงตื่นสายกว่าธรรมดา พวกคนใช้ชายหญิงและแม่ครัวตื่นนอนกันหมดแล้วและแยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ ใครมีงานทำบนตึกใหญ่ก็รีบขึ้นไปบนตึก พวกแม่ครัวก็เร่งมือประกอบอาหารเช้า พวกคนสวนช่วยกันรดน้ำต้นไม้ ในสวนดอกไม้และในเรือนต้นไม้

เจ้าแห้วนอนหลับอย่างสบายจนกระทั่ง ๗.๐๐ น.

เสียงกรนที่สม่ำเสมอกันหยุดเงียบไป เจ้าแห้วเคี้ยวปากจั๊บๆ แล้วอมยิ้มมีความรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่นกำลังฝันว่าเขากำลังเล้าโลมสาวแก่วัย ๖๐ เศษคนหนึ่งซึ่งเป็นแม่ม่ายทรงเครื่องมีเงินล้าน

แล้วเจ้าแห้วก็พลิกตัวนอนตะแคงข้างขวา ก่ายกอดหมอนข้างด้วยความเคยชิน เจ้าแห้วรู้สึกตัวตื่นขึ้นในตอนนี้เองความรู้สึกบอกตัวเองว่าหมอนข้างของเขาเล็กไปกว่าเดิมครึ่งหนึ่งและเย็นเยียบผิดปรกติ นอกจากนี้ยังกระดุกกระดิกเคลื่อนไหวเล็กน้อยบางขณะ

ความจริงสิ่งที่เจ้าแห้วกำลังก่ายและกอดนั้นหาใช่หมอนข้างไม่ มันคืองูเหลือมยักษ์ตัวใหญ่เกือบเท่าโคนขาของเจ้าแห้วลำตัวของมันยาวประมาณ ๔ เมตร ซึ่งส่วนหางของมันห้อยลงไปจากปลายเตียงจนถึงพื้นห้องเลยไปถึงหน้าต่างหลังห้อง สีของมันเป็นสีเทาอมเหลืองมีเส้นดำผ่านตามตัวคดไปมา อันเป็นสัญลักษณ์ของงูหลามหรืองูเหลือม งูยักษ์ที่ไม่ดุร้ายเหมือนงูเห่าหรือจงอาง ชอบกินไก่หรือสัตว์เลี้ยงเช่นหมาแมวหรือกระต่าย งูเหลือมตัวนี้สามารถกินสุนัขอัลเซเชียนได้อย่างสบายเพราะตัวมันใหญ่โตมโหฬารมาก

ความผิดปรกติของหมอนข้างทำให้เจ้าแห้วเผยอหนังตาขึ้นมองดู พอแลเห็นงูเหลือมยักษ์เจ้าแห้วก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัว หัวใจของเขาแทบจะหยุดทำงานเพราะความตกใจ เจ้าแห้วก็เหมือนกับเราท่านทั้งหลายซึ่งกลัวงูแม้กระทั่งงูเขียวตัวเล็กๆ

เจ้าแห้วพลิกตัวกลับ ๒ รอบ หล่นลงมาจากเตียงนอนเสียงดังโครม พอลุกขึ้นได้ก็ใส่ตีนหมาโกยอ้าวออกจากห้องนอนอย่างไม่คิดชีวิต เขากระโจนลงมาจากบันไดเรือนพักคนใช้แล้วห้อแน่บตรงไปยังตึกใหญ่

ตามเวลาดังกล่าวนี้คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยคุณหญิงวาดและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ยืนจับกลุ่มมองดูพันธุ์ไม้ดอกอยู่ทางหลังตึกใหญ่ใกล้กับศาลาพักร้อน หรือที่คนในบ้าน "พัชราภรณ์" เรียกกันว่าศาลาไทย เมื่อเจ้าแห้ววิ่งตรงเข้ามาทุกคนพากันมองดูเจ้าแห้วด้วยความแปลกใจ จนกระทั่งเจ้าแห้วเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าเจ้านายของเขาแล้วพูดละล่ำละลักแทบจะไม่เป็นภาษามนุษย์

"รับประทานงูครับ"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น

"ใครกินงูวะ"

"ไม่ใช่ครับ"

"ก็แล้วแกบอกฉันทำไมว่ารับประทานงู"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก มองดูคุณหญิงวาดด้วยความเคารพเกรงกลัว

"งู งูมันเข้าไปอยู่ในห้องผมขอรับ" เจ้าแห้วพูดเสียงสั่นเครือใบหน้าซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ก็หาไม้เขี่ยมันไปซีโว้ย หรือไม่ก็ตีป๊อกเดียวมันก็เสร็จ"

เจ้าแห้วเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"รับประทานไม่ใช่งูเขียวหรืองูตัวเล็กๆ นะครับ ตัวเท่าเสาเรือนเชียวครับ รับประทานมันเลื้อยขึ้นไปนอนอยู่บนเตียงผมตั้งแต่เมื่อไรก็ไม่ทราบ รับประทานพอผมตื่นขึ้นมาเห็นมันเข้าผมก็เผ่นออกจากห้องวิ่งมานี่"

คราวนี้ทุกคนตื่นเต้นสนใจไปตามกัน

"ตัวเท่าเสาเรือนเชียวเรอะเจ้าแห้ว" นันทาถาม

"ครับ ประทานโทษ รับประทานตัวใหญ่เท่าขาผมเห็นจะได้ครับ"

เสี่ยหงวนกล่าวขึ้นทันที

"ถ้ายังงั้นตัวมันก็คงยาวมาก"

เจ้าแห้วเปลี่ยนสายตามาที่อาเสี่ยแล้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานยาวสัก ๑๐๐ เมตรเห็นจะได้ครับ"

นิกรสะดุ้งโหยงแล้วหัวเราะก้าก

"ร้อยเมตรน่ะมันเชือกเรือโยงนะโว้ย งูขนาดใหญ่เอามาต่อกันเข้า ๑๐ ตัวยังไม่ถึงร้อยเมตรนี่หว่า เมตรอะไรของแกวะหรือเม็ดขนุน"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานยาวสองวาเห็นจะได้ครับ รับประทานไม่เชื่อเชิญไปดูที่ห้องผมซีครับ"

คุณหญิงวาดกล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ อย่างเป็นงานเป็นการ

"อ้ายแห้วคงไม่กล้ามาโกหกพวกเราหรอกค่ะเจ้าคุณ ดิฉันคิดว่างูเหลือมตัวนี้คงเป็นตัวเดียวกับที่เขานอนขดอยู่ในแท่นเครื่องรถเมล์สายบางกอกน้อย-เทเวศน์ ตามข่าวที่หนังสือพิมพ์ลงเกรียวกราวและออกเป็นหนัง ที.วี.เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"ไม่ใช่หรอกครับคุณแม่ งูเหลือมตัวนั้นเขาส่งไปไว้ที่สวนสัตว์ดุสิตแล้ว"

คุณหญิงหันมาทางลูกชายของท่าน

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นก็คงเป็นพี่น้องกัน แม่อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์เขาบอกว่างูเหลือมขนาดใหญ่เท่าๆ กับตัวที่เข้าไปขดอยู่ในเครื่องยนตร์ของรถเมล์คันนั้นยังมีอีก ๓ ตัว อาศัยอยู่ใต้โบสถ์วัดอะไรก็ลืมไปเสียแล้ว ตัวใดตัวหนึ่งคงจะเลื้อยมาเที่ยวแถวบางกะปิเมื่อคืนนี้ แล้วก็หลงเข้ามาในบ้านเรากลับบ้านไม่ถูก ไม่รู้ว่าจะไปทางไหนเลยเข้าไปนอนพักในห้องอ้ายแห้ว"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เห็นจะจริงครับคุณอา บางทีเที่ยวบาร์จนหมดกระเป๋าไม่มีค่าแท๊กซี่กลับบางกอกน้อย"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"งูตะตวักตะบวยอะไรวะเที่ยวบาร์ พวกพ้าทเน่อรเห็นเข้าจะได้วิ่งไม่รู้ทางไป ใครจะกล้าเต้นรำกับมันหรือนั่งร่วมโต๊ะกินเหล้ากับมัน"

ศาสตราจารย์ดิเรกเดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเจ้าแห้วกล่าวว่า

"ยูวิ่งไปที่ห้องแล็ป เอาปืนของไอที่อยู่ในลิ้นชักโต๊ะเขียนหนังสือมาให้ไอเร็วๆ ไอจะจัดการกับงูตัวนี้เอง ถ้ามันโตเท่าขาแกพวกเราคงจะได้รองเท้าสวยๆ คนละคู่จากหนังของมันซึ่งไอจะจัดการฟอกเอง"

คุณหญิงวาดกล่าวห้ามนายพลดิเรกทันที

"อย่า-พ่อดิเรก อย่าไปทำอะไรเขาเป็นอันขาด งูใหญ่ขนาดนี้ไม่ใช่งูธรรมดา เป็นงูของเจ้าที่เจ้าทางแน่ๆ ถ้าเธอฆ่างูตัวนี้เธออาจจะประสพภัยพิบัติด้วยอิทธฤทธิ์ของเจ้าของงู และจะทำให้พวกเราเจ็บไข้ได้ป่วยเดือดร้อนไปด้วยเคยมีตัวอย่างมามากต่อมากแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกซ่อนยิ้มไว้ในหน้า

"แล้วเราจะปล่อยมันไว้ยังงี้หรือครับ ไก่ของเราเลี้ยงไว้ดูเล่นมีอยู่หลายตัว กระต่ายและหมาแมวก็มีล้วนแต่เป็นอาหารของงูใหญ่จำพวกงูหลามหรืองูเหลือมหรือมันอาจจะกินคนในบ้านเราก็ได้นะครับ"

คุณหญิงสั่นศีรษะ

"ไม่หรอกพ่อดิเรก อาจะธูปเทียนบอกเจ้าที่เจ้าทางเจ้าของงูขอให้ท่านเรียกงูของท่านกลับไป"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ผมว่ายิงมันดีกว่าครับ ให้ลุงม้วนถลกหนังออกให้ดิเรกฟอกหนังไว้ทำรองเท้า เนื้อของมันแกงแบบป่าให้มีรสเผ็ดจัดๆ แก่เครื่องเทศหน่อยใส่พริกไทยอ่อนมากๆ วิเศษเลยครับ"

คุณหญิงวาดทำท่าสะอิดสะเอียน

"กินเข้าไปได้เรอะอ้ายเวร หมูเห็ดเป็ดไก่มีถมเถไปไม่กินจะกินงู"

ประไพพูดตัดบท

"พวกเราไปดูมันเถอะค่ะ บางทีมันอาจจะเป็นงูเขียวหางไม้ตัวเล็กๆ ก็ได้ อ้ายแห้วตื่นนอนเมาขี้ตาก็เลยเห็นเป็นงูเหลือมไม่ฟังอีร้าค่าอีรมวิ่งหนีออกมาจากห้อง คนสูบกัญชาถึงแม้จะเลิกสูบแล้วจิตใจก็ยังอ่อนไหวขี้ขลาดตาขาวอยู่นั่นเอง"

ประภาเห็นพ้องกับน้องสาวของหล่อน

"นั่นน่ะซีน้องไพ เจ้าแห้วอาจจะเห็นงูเขียวเป็นงูเหลือมก็ได้"

"ว้า" เจ้าแห้วคราง "รับประทานเชิญพวกเจ้านายไปดูด้วยตาตนเองดีกว่าครับ จะได้รู้แน่ว่ามันเป็นงูเหลือมหรืองูเขียว"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ครั้นแล้วคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสองและเจ้าแห้วก็พากันเดินไปจากที่นั้นตรงไปยังเรือนพักของคนใช้ซึ่งเป็นเรือนแถวยาวมากมีระเบียงหน้าห้องติดต่อถึงกันแต่เป็นห้องแถวชั้นเดียว ซึ่งพวกคนใช้และสาวใช้อยู่รวมกันห้องละ ๒ คน เว้นแต่เจ้าแห้วได้สิทธิ์พิเศษอยู่ห้องริมซ้ายสุดตามลำพัง

เมื่อขึ้นมาบนเรือนพักคนใช้ ทุกคนก็หยุดยืนรวมกลุ่มกันที่หน้าห้องนอนเจ้าแห้วคนใช้อาวุโส นิกรยกมือตบหลังเจ้าแห้วเบาๆ แล้วกล่าวว่า

"ในฐานะที่แกเป็นเจ้าของห้องและเพื่อความปลอดภัยของพวกเรา แกเข้าไปลาดตระเวนดูก่อนว่างูมันยังอยู่ในห้องแกหรือเปล่า ถ้าอยู่ก็ดูให้แน่ว่ามันเป็นงูเขียวหรืองูเหลือม ถ้าเป็นงูเหลือมตัวขนาดเท่าขาแกจริงๆ ก็ร้องตะโกนบอกให้กันรู้"

"คุณจะเข้าไปฆ่ามันหรือครับ"

"เปล่า ฉันจะได้เผ่นลงไปสังเกตการณ์ข้างล่าง งูเหลือมตัวเท่าขาคนนะมันรัดเราเบาๆ ก็กระดูกลั่น กร๊อบซี่โครงยุบไปทั้งแถบ"

นายพลดิเรกยิ้มให้นิกร

"ออไร๋ งูเหลือมในป่าประเทศอินเดียแถบเขาหิมาลัยตัวใหญ่มากทีเดียว ตัวโตกว่าโอ่งน้ำขนาดใหญ่ยาวไม่ต่ำกว่า ๕๐ เมตร ชอบกินช้างเป็นอาหาร อ้า-ครั้งหนึ่งกันเคยตามเสด็จท่านมหาราชจันทรกุมารออกป่าล่าสัตว์ "

"พอแล้วๆ " เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขัดขึ้น "แน่ะ มหาราชาหายเงียบไปนานนึกว่าแกจะลืม มาอีกแล้ว"

ศาสตราจารย์ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"เรื่องของประเทศอินเดียและมหาราชายังมีอีกหลายพันหมื่นเรื่องครับ" แล้วเขาก็หันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว "ยืนลังเลทำไมล่ะ เข้าไปซี"

เจ้าแห้วพยายามปลอบใจตัวเองให้เข้มแข็งแล้วย่องเข้าไปในห้องนอนอย่างระมัดระวังตัว พอผ่านพ้นประตูห้องเข้าไปได้เพียงก้าวเดียว เจ้าแห้วก็หยุดชะงักเหมือนรถยนตร์ห้ามล้ออย่างกะทันหัน แล้วเจ้าแห้วก็ถอยหลังออกมาจากห้องนอนของเขาอย่างรวดเร็วท่าทางงันงกตกใจ ทำให้สี่นางกับคุณหญิงวาดพลอยเสียขวัญไปด้วย

"ยังอยู่เรอะ" คุณหญิงวาดถามเสียงสั่น

"รับประทานอยู่ครับ นอนพาดตัวอยู่บนเตียงผมครับ อึ้ย ตัวเกือบเท่าท่อนซุงเชียวครับ"

พล พัชราภรณ์ เดินเข้าไปในห้องแล้วหยุดยืนจ้องมองไปบนเตียงนอนขนาด ๓ ฟุตครึ่งซึ่งเป็นเตียงเก่าๆ ล้าสมัย พอแลเห็นงูเหลือมตัวนั้น พลก็สะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่ได้กลัวมันหรอกแต่เขาเกลียดและขยะแขยงมัน งูเหลือมยักษ์วัดเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๔ นิ้วฟุต นอนพาดตัวไปตามความยาวของเตียงนอนปล่อยส่วนหางห้อยลงไปจากเตียงยาวเหยียดไปตามพื้นห้องซึ่งพลกะเอาว่าลำตัวของมันคงยาวไม่ต่ำกว่า ๑๒ ฟุต

เขาหันมามองดูคณะพรรคของเขา

"ค่อยๆ เดินเข้ามาอย่าเอะอะ อ้ายแห้วไม่ได้โกหกเราหรอกมีงูเหลือมยักษ์นอนอยู่บนเตียงอ้ายแห้วจริงๆ "

นายพลดิเรกกับเสี่ยหงวนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเข้ามาในห้อง ต่อจากนั้นสี่นางกับคุณหญิงวาดก็เลื่อนตัวมายืนเบียดเสียดกันที่ประตูห้องจ้องตาเขม็งมองดูงูเหลือมตัวนั้น นิกรแกล้งสัพยอกนายแพทย์หนุ่ม

"เป็นยังไงหมอ ที่อินเดียตัวใหญ่กว่านี้มากไหม"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้า

"ออไร๋ ขนาดนี้เท่างูเขียวในป่าอินเดียเท่านั้น งูเหลือมที่อินเดียตัวโตวัดเส้นผ่าศูนย์กลางอย่างน้อย ๒ ฟุต"

นิกรหัวเราะหึๆ

"นั่นมันล้อรถบรรทุกนี่หว่า"

คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"ถอยออกมา ทุกคนถอยออกมาเถอะ ปล่อยให้เขานอนตามสบายอย่าไปรบกวนเขา เขาอาจจะนำโชคลาภมาให้เรา"

ทุกคนต่างถอยออกมาจากห้องนอนของเจ้าแห้วตามคำสั่งของคุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวถามคุณหญิงวาดทันที

"เราจะปล่อยให้มันอยู่ในห้องเจ้าแห้วตลอดไปหรืออย่างไรครับ"

"ค่ะ ดิฉันจะจุดธูปบอกเจ้าที่เจ้าทาง ซึ่งเป็นเจ้าของงูเดี๋ยวนี้ให้ท่านเรียกงูของท่านกลับไป"

"ก็ถ้าเผื่อมันไม่ยอมไปล่ะครับ"

"ไปซีคะ ตะเข้เจ้าเสือเจ้าหรืองูเจ้าก็เหมือนกันทั้งนั้น เมื่อเจ้าพ่อหรือเจ้าป่าเจ้าเขาเจ้าที่เจ้าทางผู้เป็นเจ้าของเรียกตัวมันๆ ก็จะรีบกลับไปทันที" พูดจบท่านก็หันมาทางเจ้าแห้ว "ในห้องแกมีธูปหรือเปล่า"

"รับประทานมีครับ แต่ผมไม่กล้าเข้าไปหยิบมาให้ท่าน"

คุณหญิงวาดชักฉิว

"อย่าขี้ขลาดนักเลยวะ เข้าไปหยิบธูปมาให้ข้าสักสองสามดอก เราไม่ได้ทำอะไรเขาเขาไม่ทำไมเราหรอก"

เจ้าแห้วถอนหายใจหนักๆ ใบหน้าซีดเซียวผิดปกติ แต่เขากลัวคุณหญิงมากกว่างูเหลือม จึงแข็งใจย่องเข้าไปในห้องนอนอย่างสงบเงียบ ในนาทีนั้นเองเจ้าแห้วก็ถือซองธูปกระแจะ และไม้ขีดไฟหนึ่งกลักออกมาส่งให้คุณหญิงวาดอย่างนอบน้อม

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องงูจ้าว คุณหญิงวาดได้จุดธูปขึ้น ๓ ดอกตามศรัทธาของท่าน นิกรชะโงกหน้าโผล่เข้าไปมองดูงูยักษ์ตัวนั้นอีกแล้วกระซิบถามพ่อตาของเขา

"คุณพ่อช่วยบอกผมหน่อยเถอะครับ หวย ก.ข. น่ะ ตัว ง. งู ตรงกับเลขอะไรครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ง. งู ในหวย ก.ข. ไม่มีหรอก"

"อ้าว ไหงยังงั้นล่ะครับ"

"เขาว่ากันว่างูมันปากบอน ถ้าเจ้ามือหรือขุนบาลจะออก ง. งู มันก็เที่ยวเข้าฝันใครต่อใครให้แทงมัน หวย ก.ข. สมัยนั้น จะออกตัวอะไรขุนบาลคือเจ้ามือเขาจะเอาตัวอักษรตัวนั้นใส่ถุงแขวนไว้ ไม่ใช่ว่าตัวไหนมีคนแทงน้อยแล้วออกตัวนั้นเมื่อเขาเอาตัวไหนแขวนไว้แล้วก็เปลี่ยนไม่ได้ และเขารู้คนเดียวเท่านั้น ขุนบาลเคยล่มจมเพราะ ง.งู ก็เลยตัดเอาตัว ง.งู ออก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"เหมือนกับตัว ญ.หญิง สมัยจอมพล ป.ที่ห้ามไม่ให้ผู้หญิงนุ่งผ้าโจงกระเบน หาง ญ.หญิงก็ถูกตัดออก พอเปลี่ยนรัฐบาลผู้หญิงมีสิทธิ์กินหมากนุ่งผ้าโจงกระเบนได้ตามเดิม ญ.หญิง ก็มีหางเหมือนแต่ก่อน

นิกรโผล่หน้าเข้าไปดีก แล้วถอยออกมากล่าวกับประไพเมียรักของเขาเบาๆ

"ไพช่วยตีใบ้ให้กรหน่อยซี งูมันนอนเป็นตัวเลขอะไร"

"ปู้โธ่" ประไพเอ็ดตะโร "เลิกบ้ากินรวบเสียทีเถอะน่ากร อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องให้ตำรวจรวบ"

"เปล่าๆ จะเอาไว้ซื้อล๊อตเตอรี่เก็งเลขท้าย ซื้อสัก ๑๐ ใบถูกเลขท้ายสามตัวก็ได้ครึ่งหมื่น งูมันนอนเหยียดยาวเหมือนเลข ๑ ใช่ไหมไพ"

คุณหญิงวาดทรุดตัวนั่งยองๆ ประนมมือที่ถือธูปหันหน้าไปในห้องนอนของเจ้าแห้ว คนไทยเรานั้นนอกจากนับถือพระแล้วยังศรัทธาในเรื่องภูตผีปีศาจและเทวดาอารักษ์ ซึ่งพุทธศาสนากับศาสนาพราหมณ์ย่อมเกี่ยวข้องกัน แม้กระทั่งพิธีการต่างๆ ก็ยังมีการบวงสรวงเส้นไหว้เทวดาผีสาง

คุณหญิงวาดทำปากหมุบหมิบสักครู่ก็ลุกขึ้นยืนนำธูป ๓ ดอกไปปักไว้ที่กระถางต้นปาล์มเล็กๆ บนราวลูกกรงข้างบันไดขึ้นลง แล้วท่านก็พาตัวมาที่ประตูห้องนอนของเจ้าแห้ว ค่อยๆ โผล่หน้ามองดูงูเหลือมยักษ์ตัวนั้น

คุณหญิงวาดสะดุ้งเฮือกอ้าปากหวอถอยหลังกรูด

"เร็ว-หลบไปทางโน้น งูเลื้อยลงจากเตียงแล้ว"

ทุกคนพากันเลี่ยงไปยืนรวมกลุ่มที่หน้าห้องติดกับห้องเจ้าแห้ว ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ และแล้วประภาก็ร้องขึ้นดังๆ

"กรี๊ด กรี๊ดๆ งูออกมาแล้วค่ะ โน่น"

การบนบาลสารกล่าวของคุณหญิงวาดได้ผลอย่างน่าประหลาด งูเหลือมยักษ์ตัวนั้นเลื้อยผ่านประตูห้องนอนเจ้าแห้วออกมาอย่างแช่มช้า ทุกคนถอยหลังกรูดไปตามกัน เว้นแต่ศาสตราจารย์ดิเรกคนเดียวที่เดินเข้าไปหามันและจ้องมองดูมันในระยะไม่ถึง ๒ เมตร จนกระทั่งประภาเอ็ดตะโรลั่น

"อยากตายหรือคะหมอ"

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้เมียรักของเขา

"โน งูชนิดนี้กัดไม่ตาย"

"แต่มันจะรัดหมอและกินหมอรู้ไหม ยังไม่ถอยออกมาอีก เดี๋ยวแม่ "

คราวนี้ ดร.ดิเรกรีบล่าถอยออกมาทันที งูยักษ์ซึ่งคนละตัวกับงูที่ขึ้นไปขดบนแท่นเครื่องรถเมล์ที่บางกอกน้อยค่อยๆ เลื้อยลงไปตามขั้นบันได เพราะตัวของมันใหญ่โรมโหฬารความปราดเปรียวของมันจึงไม่มี แต่มันสามารถฉกกัดและรัดสัตว์ที่เป็นอาหารของมันกินได้อย่างสบาย

พลกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ตามมันไปโว้ยพวกเรา ตามมันไปให้รู้แน่ว่ามันไปถึงไหน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันลงบันไดติดตามงูเหลือมยักษ์ตัวนั้น มันเลื้อยผ่านสวนดอกไม้และบางขณะก็หยุดนิ่งเฉย นิกรกระซิบกระซาบกับเจ้าแห้ว

"จับขายตลาดเก่าหรือวะอ้ายแห้ว แบ่งเงินกันคนละครึ่ง ที่นั่นเขารับซื้อดูเหมือนคิดเป็นน้ำหนักกิโลละ ๑๕ บาท"

"รับประทานอย่าเลยครับ"

"ทำไมล่ะ แกกลัวงูหรือ"

"รับประทานไม่กลัวหรอกครับแต่กลัวคุณหญิงท่าน ท่านรู้เข้ารับประทานผมโดนท่านคลึงแน่"

นิกรหัวเราะ

"เอามือคลึงเรอะ"

"รับประทานกลัวจะไม่ใช่น่ะซีครับ"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ความจริงงูหลามหรืองูเหลือมอย่างนี้ถึงตัวใหญ่แต่ก็จับไม่ยากอะไร เดินเข้าไปก้มตัวลงคว้าคอมับมันก็เสร็จเราเท่านั้น"

พลยิ้มให้อาเสี่ย

"ไหนลองแสดงให้ดูซิ"

เสี่ยหงวนสั่นศีรษะ

"ไม่เอาโว้ยพลาดพลั้งมันรัดขี้แตก" แล้วเขาก็หันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก "กำลังรัดของมันมีมากไม่ใช่หรือหมอ"

"ออไร๋ ที่อินเดียก่อนที่มันจะกินช้างมันรัดช้างให้กระดูกแหลกละเอียดเสียก่อนแล้วมันก็กินทางก้นช้างเรื่อยขึ้นมาทางหัว อ้า-เคยปรากฏว่างูเหลือมยักษ์ตัวหนึ่งตายเพราะกินช้าง มันกินเข้าไปได้ตลอดตัวแต่ติดอยู่ตรงงวงเท่านั้น ในที่สุดงวงช้างก็ปิดจมูกมันทำให้มันหายใจไม่ออก ทั้งช้างทั้งงูก็เลยตายด้วยกัน"

พลมองดูหน้านายพลดิเรกอย่างขบขัน

"วันนี้แกคงสดชื่นสบายใจมาก พอตื่นเช้าก็มีเรื่องโกหกเล่าให้พวกเราฟัง"

"ออไร๋ เฮ้ย-มันเลื้อยเข้าไปที่พุ่มไม้โน่นแล้วโว้ย"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบเดินติดตามงูเหลือมยักษ์เข้าไปในบริเวณสุมทุมพุ่มไม้ และแล้วทุกคนก็แลเห็นมันเลื้อยเข้าไปในกอไผ่ริมรั้วบ้านด้านตะวันตก บริเวณนี้เป็นที่รกร้างแต่อยู่ใกล้กระท่อมของลุงม้วนหัวหน้าคนสวนและอยู่ห่างจากเรือนพักคนสวนไม่มากนัก

งูเหลือมหายเข้าไปใต้กอไผ่สีสุกกอนั้น ซึ่งเป็นกอไผ่เก่าแก่เกิดขึ้นก่อนบ้าน "พัชราภรณ์" และคุณหญิงวาดปล่อยมันไว้ให้รื่นรมย์ร่มเย็นสั่งห้ามเด็ดขาดไม่ให้ใครตัดไม้ไผ่ที่กอนี้ บริเวณกอไผ่โดยมากเป็นที่รกร้างว่างเปล่าและมีคูเล็กๆ ติดกับรั้วบ้านคือรั้งเหล็กโปร่งแต่ตอนล่างก่ออิฐโบกปูน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"เป็นอันว่าเรารู้แล้วว่างูเหลือมตัวนี้อาศัยอยู่ในกอไผ่นี้ ใต้ซุ้มไผ่อาจจะมีโพรงหรือแอ่งดินใหญ่ๆ ก็ได้"

เสี่ยหงวนว่า "ถ้ายังงั้นลูกเมียของมันก็ต้องอยู่ใต้กอไผ่นี้ด้วยน่ะซีครับ"

ท่านเจ้าคุณทำหน้าชอบกล

"มันมีลูกมีเมียหรือเปล่าฉันจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร"

"อ้าว ก็ไหนคุณอาบอกว่ามันเคารพนับถือคุณอาเรียกคุณอาว่าคุณพ่อไม่ใช่หรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"งูน่ะเรอะ"

อาเสี่ยหัวเราะ

"อ้ายกรครับไม่ใช่งู"

เจ้าแห้วสบตากับพล เขาก็กล่าวกับพลว่า

"รับประทานถ้าปล่อยให้มันอาศัยอยู่ในบ้านเรา มันคงขโมยไก่หรือหมาแมวของท่านไปกินแน่นอนเชียวครับ กระต่ายในกรงข้างตึกโรงครัวก็มีอยู่ตั้งหลายตัวสำหรับคุณหมอไว้ทดลอง รับประทานโทรศัพท์ไปบอกให้สวนสัตว์ดุสิตเขามาจับไปดีไหมครับ"

"ก็ดีเหมือนกัน แกจัดการซี"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยง

"ไม่เอาละครับ รับประทานผมกลัวคุณหญิง"

พลหัวเราะ

"คุณแม่ท่านแก่แล้วไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวสักหน่อย"

"โอ้โฮ รับประทานในโลกนี้ผมไม่เคยกลัวใครเท่ากับคุณหญิงหรอกครับ งูเหลือมยักษ์ตัวนี้ท่านเชื่อว่าเป็นงูจ้าว ผมขืนโทรศัพท์ไปบอกสวนสัตว์เขาดิน ผมก็งอมพระรามไปเท่านั้นเอง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันถึงเรื่องงูเหลือมยักษ์ตัวนี้ อีกสักครู่ก็พากันเดินรวมกลุ่มไปจากที่นั้น

ความจริงมันไม่ใช่งูพระ, งูจ้าว, หรืองูเทวดาอะไร มันก็คืองูเหลือมตัวหนึ่งซึ่งเป็นงูที่มีขนาดใหญ่โตกว่างูธรรมดา ไม่ใช่งูน้อยธรรมดา แต่เป็นงูใหญ่ผิดธรรมดาแถวบ้านผู้ใหญ่ลีหรือที่ไหนๆ ก็มี ที่ตลาดเก่ามีร้านขายเนื้องูเห่าและงูเหลือมงูหลามอยู่แห่งหนึ่ง พวกชาวจีนนิยมกินกันเขาว่าเป็นยาโป๊ แต่จะโป๊ธรรมดาหรือโป๊ผิดธรรมดาอย่างไรก็ไม่ทราบ

งูเหลือมที่เลื้อยเข้าไปใต้กอไผ่ริมรั้วบ้าน "พัชราภรณ์" ตอนเช้าวันนั้นมันมาจากที่อื่น งูก็เหมือนคน ที่ไหนมีช่องทางทำมาหากินก็อยู่ที่นั่น มันอาศัยอยู่ในที่รกร้างใกล้ๆ กับเขตบ้าน "พัชราภรณ์" มาหลายวันแล้ว แต่หาอาหารกินยากมีแต่คางคก, กบและอึ่งอ่างซึ่งเป็นอาหารชั้นเลวของงูชนิดนี้ เมื่อมันแอบมองดูตามรั้วสังเกตเห็นบ้าน "พัชราภรณ์" มีอาหารเหลือเฟือสำหรับมัน มันก็เลื้อยผ่านประตูหลังบ้านเข้ามาขณะที่คนใช้เปิดประตูทิ้งไว้ออกไปซื้อเครื่องดื่มหรือขนมกินในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" แล้วเจ้างูเหลือมหนุ่มตัวนี้สิงสถิตอยู่ในบ้าน "พัชราภรณ์" ตามที่รกร้างซึ่งมันรู้ดีว่ามนุษย์ไม่ชอบหน้ามัน พบมันที่ไหนก็ช่วยกันตีตายหรือจับส่งไปไว้สวนสัตว์ดุสิต ขายให้พวกนักแสดงของประหลาดตามงานวัด หรือม่ายก็ขายให้พ่อค้าเนื้องูที่ตลาดเก่า

ตอนดึกของคืนวันอังคาร สุนัขอัลเซเชียนตัวผู้สีดำตัวหนึ่งของคุณหญิงวาดได้ตกเป็นเหยื่องูเหลือมยักษ์ตัวนั้นแล้ว มันถูกงูกัดและรัดส่งเสียงร้องครวญครางโหยหวน คนสวน ๒ คนลุกขึ้นถือไฟฉายวิ่งมาดู พอแลเห็นงูเหลือมยักษ์กำลังกินสุนัขอัลเซเชียนตัวนั้นก็ตระหนกตกใจ พากันวิ่งไปตามพวกคนใช้ที่เรือนพักคนใช้ แต่แล้วเมื่อเจ้าแห้วกับคนใช้และคนสวนเกือบ ๑๐ คนถือมีดดาบไม้พลองกระบองสั้นวิ่งมาที่ริมสระหลังบ้านอันเป็นที่ที่งูเหลือมกินสุนัขก็ปรากฏว่างูเหลือมตัวนั้นหายไปแล้ว

เจ้าแห้วรีบรายงานด่วนให้คุณหญิงวาดทราบในตอนเช้าวันต่อมา เมื่อรู้ว่าสุนัขตัวโปรดของท่านตกเป็นเหยื่อของงูยักษ์คุณหญิงวาดก็ร้องร้องไห้โฮแสดงความรักและสงสารมัน และแล้วอารมณ์ร้ายก็เกิดขึ้นแก่ท่านทันที นิสัยของคุณหญิงวาดนั้นถ้าลงยัวะขึ้นมาแล้ว ท่านไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใดทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่หรือเทวดาองค์ไหน

"กูเจ็บใจนัก เมื่อวานนี้อุตส่าห์ตั้งเครื่องสังเวยให้เจ้าที่เจ้าทางที่เป็นเจ้าของงูระยำตัวนั้น ยัดเครื่องเซ่นของกูแล้วยังปล่อยให้งูมากินหมาของกูอีก ยังงี้ก็ไม่ต้องนับถือกัน"

นิกรได้ทีก็สนับสนุนทันที

"ระดมกำลังคนในบ้านล่างูเหลือมตัวนี้เถอะครับคุณอา ฆ่ามันให้ตายแล้วให้อ้ายแห้วเอาใส่เข่งไปขายตลาดเก่า เจ้าที่เจ้าทางอย่างนี้ใช้ไม่ได้ ปล่อยให้งูเพ่นพ่านมาข่มเหงรังแกเรา โถ-น่าสงสารอ้ายดิ๊คนะครับ ป่านนี้คงนอนอมยิ้มอยู่ในท้องงูแล้ว"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ต้องฆ่ามัน ขืนปล่อยไว้แมวหมาและไก่คงไม่มีเหลือ หนักเข้ามันก็คงกินคนในบ้านเราแม้กระทั่งพวกเรา สัตว์หน้าขนไว้ใจมันได้เรอะ"

พลมองดูหน้าอาเสี่ยอย่างขบขัน

"งูหน้ามันมีขนด้วยเรอะอ้ายหงวน"

"ไม่รู้ล่ะ ขึ้นชื่อว่าสัตว์เขาก็เรียกว่าสัตว์หน้าขนทั้งนั้น"

คุณหญิงวาดพร่ำรำพันถึงสุนัขที่แสนรู้และช่างประจบของท่านแล้วร้องไห้สะอึกสะอื้นแสดงความเจ็บช้ำน้ำใจ ในที่สุดท่านก็ออกคำสั่งกับลูกชายของท่าน

"แกต้องแก้แค้นแทนหมาเจ้าพล"

พลทำหน้าชอบกล

"แก้แค้นแทนหมาหรือครับ"

"เออ ระดมพวกคนใช้และคนสวนแยกย้ายกระจายกำลังกันให้ทั่วบ้าน ค้นหางูเหลือมตัวนี้และฆ่ามันให้ได้ ใครฆ่าตัวนี้ได้แม่จะให้รางวัลร้อยบาท ทุกคนไม่ต้องทำงานช่วยกันหางูเหลือมตัวนี้จนกว่าจะพบมันและฆ่ามันให้ได้"

อาเสี่ยอดกระเซ้าคุณหญิงวาดไม่ได้ แต่กระเซ้าแบบหน้าตาย

"คุณอาไม่กลัวเจ้าที่เจ้าทางเจ้าของงู เล่นงานคุณอาหรือครับ"

"ไม่กลัวโว้ย" คุณหญิงวาดแผดเสียงลั่น "มาซี มาหักคอแม่ซิแม่จะยันให้หงายท้องเลย กำลังยัวะอย่างนี้เจ้าพ่อเจ้าแม่ตวักตะบวยที่ไหนไม่กลัวหรอกโว้ย ฮึ่ม ไม่รู้จักคุณหญิงวาดเสียแล้ว คนอย่างอาดีก็ดีใจหายร้ายก็ร้ายที่สุด"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"อย่างที่เขาว่าเสืออยู่ดีๆ เอาไม้เข้ามาแหย่เสือใช่ไหมครับ"

"ใช่ อาอุตส่าห์จุดธูปจุดเทียนบนบาลสารกล่าวและเซ่นวักตั๊กแตนตำข้าวแล้ว ยังเสือกปล่อยให้งูมากินอ้ายดิ๊คของอาอีก ถ้ามันกินอ้ายแห้วอาจะไม่พูดอะไรแม้แต่คำเดียว"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของสี่นาง นายพลดิเรกแลเห็นคุณหญิงวาดร้องไห้เขาก็ปลอบโยน

"อย่าร้องไห้เลยครับคุณอา กินข้าวแล้วพวกผมและคนใช้จะช่วยกันล่างูตัวนี้เอง ถ้าพบตัวมันและฆ่ามันได้ผมจะผ่าท้องเอาอ้ายดิ๊คของคุณอาออกมาแก้ไขให้มันฟื้นคืนชีวิต"

คุณหญิงวาดลืมตาโพลง

"หา เธอทำได้จริงๆ หรือดิเรก"

"ออไร๋ ไม่ยากอะไรนี่ครับ ใช้ไฟฟ้าชุบก็ทำให้มันฟื้นขึ้นมาได้ อย่างน้อยมันก็มีสภาพเป็นหมาผีดิบ เคลื่อนไหวได้ เดินและวิ่งได้ แต่พูดไม่ได้ไม่สำคัญเพราะตามธรรมดาหมามันก็พูดไม่ได้อยู่แล้ว"

คุณหญิงวาดยิ้มออกมาได้

"ดีแล้วพ่อดิเรก นึกว่าสงสารอาเถอะนะ ถ้าอ้ายดิ๊ครอดตายได้อาคงดีใจไม่น้อย อุ๊ย-พูดแล้วเจ็บใจ ถ้าอารู้ว่าเจ้าของงูอยู่ศาลไหนอาจะไปพังศาลเสียเดี๋ยวนี้แหละ เสือกเลี้ยงงูแล้วก็ไม่ดูแลมันให้ดี เจ้าพรรณนี้น่าเตะเหลือเกิน" พูดจบท่านก็หันมามองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ "เจ้าคุณต้องช่วยเด็กๆ ค้นหางูเหลือมตัวนี้นะคะ"

ท่านเจ้าคุณอมยิ้ม

"ครับ กินอาหารเช้ากันเสียให้เรียบร้อยก่อน ไม่ยากลำบากอะไรหรอกครับ ถ้าเห็นตัวมันผมกดด้วยลูกซองโป้งเดียวก็เท่งทึง กะยิงให้ถูกหัวนัดเดียวเท่านั้นขี้คร้านจะดิ้นพราดๆ ร้องเอ๋งๆ เท่านั้น"

นิกรมองดูพ่อตาของเขาด้วยความแปลกใจ

"งูมันร้องเอ๋งๆ หรือครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเจื่อนๆ

"ไม่รู้เรอะ แกว่ามันร้องยังไงล่ะ"

"อ้าว" นิกรอุทาน "ผมไม่ใช่งูนี่ครับ ผมจะได้ทราบว่ามันร้องยังไง เกิดมาไม่เคยได้ยินงูร้องสักที แต่คุณยายเคยบอกว่างูปิ่นแก้วมันร้องคล้ายจิ้งหรีด อ้า-เข้าไปคุยกันในห้องกินข้าวเถอะครับ ป่านนี้เขาตั้งโต๊ะอาหารเช้าเสร็จแล้ว"

คุณหญิงวาดกล่าวกับนิกรทันที

"ช่วยกันล่างูตัวนั้นเสียก่อนแล้วค่อยกินไม่ได้หรือ"

"โอ๊ย ไม่ไหวละครับ ไม่ได้กินข้าวจะเอาเรี่ยวแรงที่ไหน เดินไปเดินมาพอดีหิวตาเหล่ลมสว้านขึ้นเป็นลมชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากไปเท่านั้น"

คุณหญิงวาดชักฉิว

"เป็นลมชักดิ้นชักงอน้ำลายฟูมปากน่ะมันหมาถูกยาเบื่อโว้ย ไป-ไปกินข้าวกันเสียทีจะได้รีบล่างูเหลือมยักษ์ตัวนั้น มันน่าเจ็บใจนักที่อื่นก็ไม่อยู่เสือกมาอยู่ที่นี่"

การล่างูเหลือมได้เริ่มต้นในเวลาประมาณ ๘.๓๐ น. ตอนสายวันนั้น

ไม่มีทางใดที่งูเหลือมยักษ์จะหนีออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ได้นอกจากปีนรั้วหนีออกไป ประตูรั้วนอกถนนมีคนสวน ๒ คนถือไม้พลองขนาดใหญ่เตรียมพิฆาตงู ประตูรั้วหลังบ้านปิดใส่กลอน ท่อระบายน้ำในท้องร่องถูกปิดด้วยตาข่ายเหล็กป้องกันไม่ให้งูหนีลงคูแล้วหนีออกไปตามท่อระบายน้ำ

พลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ช่วยกันวางแผนล่างู สั่งคนใช้และคนสวนกระจายกำลังกันไปตามจุดต่างๆ ทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" ทุกคนใช้ไม้ดุ้นแบบไม้พลองลูกเสือเป็นอาวุธ เพราะเหมาะที่จะฆ่างูใหญ่มากกว่าอาวุธชนิดอื่น อย่างไรก็ตามนายพลดิเรกใช้ปืนพกคู่มือของเขาเตรียมสังหารงู และเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสือปืนแฝดใช้ปืนลูกซองกระสุนลูกปรายสำหรับยิงนก

เมื่อพลเป่านกหวีดเป็นสัญญาณ ทุกคนก็ลงมือค้นหางูด้วยการบุกเข้าไปตามสุมทุมพุ่มไม้ทั่วทุกแห่งและใช้ไม้ฟาดต้นไม้ใบไม้เพื่อให้งูตกใจหนีออกมา นิกรกับเสี่ยหงวนและเจ้าแห้วป้วนเปี้ยนอยู่ที่กอไผ่ไม้สีสุกริมรั้ว เมื่อได้ยินเสียงนกหวีดเจ้าแห้วก็จุดคบเพลิงที่ใช้เศษผ้าขี้ริ้วชุบน้ำมันก๊าดแล้วโยนเข้าไปในโพลงลึกใต้กอไผ่ซึ่งเข้าใจว่างูเหลือมคงจะหลบซ่อนตัวอยู่ในนั้น

ใบไผ่แห้งติดไฟลุกไหม้อย่างรวดเร็วและลามไปทั่วทำให้ใบไผ่สดๆ ไหม้ไปบ้างเพราะความร้อน ในที่สุดไฟก็โหมกอไผ่กอนั้น เจ้าแห้วต้องวิ่งไปลากสายสูบสำหรับรดน้ำต้นไม้มาดับไฟ

"ไม่ปรากฏว่างูเหลือมตัวนั้นอาศัยอยู่ใต้กอไผ่ นิกรหันมามองดูหน้าเสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"ช่วยกันโห่ร้องนิดหน่อยเถอะวะ มันอาจจะมีที่หลบซ่อนไฟและควันไฟก็ได้ โห่ร้องให้มันตกใจมันจะได้เลื้อยออกมาให้เราแพ่นกบาลมัน"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"อย่าเลยวะ งูไม่ใช่สัตว์สองเท้าหรือสัตว์สี่เท้ามันจะได้ตกใจเสียงโห่ร้องขับไล่มัน ให้แกร้องจนคอหอยแตกมันก็ไม่ได้ยิน"

กอไผ่ที่ถูกไฟโหมดับแล้วหลังจากถูกฉีดน้ำไม่ถึงนาที เจ้าแห้วทิ้งสายสูบวิ่งไปปิดน้ำ ทันใดนั้นเองเสียงกู่ตะโกนของพวกคนสวนก็ดังขึ้นลั่นบ้านทางสระน้ำอันกว้างใหญ่

"มาทางนี้โว้ยพวกเรา อยู่ใต้ศาลาน้ำนี่เองโว้ย"

นิกร, กิมหงวน ต่างพากันวิ่งตรงไปทางสระน้ำทันที เจ้าแห้วถือไม้พลองไล่กวดติดๆ มา คนใช้และคนสวนที่มีหน้าที่ล่างูทางหลังบ้านต่างวิ่งมายังจุดเดียวกัน แต่ผู้ที่อยู่ตามจุดต่างๆ ทางหน้าบ้านคงรักษาหน้าที่ของตนอย่างเคร่งครัด

ศาลาท่าน้ำปลูกสูงจากพื้นดินประมาณครึ่งเมตรและยื่นลงไปในน้ำเป็นที่นั่งเล่นพักผ่อนในยามว่าง สร้างไว้อย่างสวยงามมีหลังคากันแดดกันฝน คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมารวมกำลังกันแล้ว พร้อมด้วยคนสวนและคนใช้อีกหลายคน ต่างคนต่างโก้งโค้งมองดูงูเหลือมยักษ์ตัวนั้นซึ่งนอนขดตัวเป็นวงอยู่ใต้ศาลา

เด็กหนุ่มชาวอีสานคนหนึ่งซึ่งเป็นคนสวน ถือไม้พลองเดินรี่เข้าไป แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องห้ามไว้

"อย่า-อ้ายน้อง ข้าเอง"

คนสวนหยุดชะงักแล้วถอยกลับ ท่านเจ้าคุณเดินเข้าไปทรุดตัวลงนั่งในท่ายิงตามแบบทหารยกปืนลูกซองขึ้นประทับบ่า ท่านมองแลเห็นงูเหลือมยักษ์ตัวนั้นอย่างถนัดเพราะใต้ศาลาท่าน้ำมีแสงสะท้อนของแสงแดดตอนสาย

"เล็งให้เหมาะนะครับคุณอา" เสี่ยหงวนร้องบอก

"เออน่า แค่นี้ยิงผิดก็ไม่ใช่พระยาปัจจนึกฯ ละโว้ย" พูดจบท่านก็เหนี่ยวไกปืนทันที

"แชะ"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก

"โอ๊ย รับประทานงูจ้าวเสียแล้วละครับถึงยิงไม่ออก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หักลำกล้องปืนออกดูแล้วยกมือเกาศีรษะ

"ข้าลืมใส่ลูกน่ะโว้ยอ้ายแห้ว ไม่ใช่ว่างูมันอยู่ยงคงกระพันอะไรหรอก" แล้วท่านก็ล้วงกระเป๋าเสื้อฮาไวหยิบกระสุนลูกปรายออกมา ๒ นัดบรรจุเข้าลำกล้อง ยกปืนขึ้นประทับบ่าเล็งศูนย์หมายศีรษะงูเหลือมตัวนั้น

พวกคนใช้และคนสวนสะดุ้งโหยงไปตามกัน เมื่อเสียงกระสุนปืนลูกซองระเบิดขึ้นดังลั่นสวนหลังบ้าน

"ตูม"

งูยักษ์คลายตัวของมันออก แล้วเลื้อยออกมาจากใต้ศาลาท่าน้ำทันที มันเลื้อยเร็วกว่าปรกติด้วยสัญชาตญาณแห่งการหนีภัยของมัน พวกคนใช้และคนสวนตกใจแตกฮือ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนยกปืนยิงซ้ำอีกนัด นายพลดิเรกใช้ปืนพกหมายศีรษะงูเหลือมถึงสามสี่นัดติดๆ กัน

อย่างไรก็ตามงูเหลือมยักษ์คงเลื้อยหนีไปทางด้านใต้ริมสระน้ำ พลวิ่งติดตามมันทันที ยกไม้พลองฟาดถูกศีรษะงูเต็มรัก งูใหญ่พลิกท้องใช้ลำตัวของมันกวาดฟาดแล้วเลื้อยหนีต่อไป พวกคนใช้และคนสวนบุกเข้าสังหารงูยักษ์ด้วยไม้พลอง ต่างคนต่างหวดงูเหลือมตามศีรษะและเนื้อตัวของมันโดยไม่เลือกที่หมายเสียงตุ้บตั้บ แต่ก็น่าประหลาดมหัศจรรย์ใจยิ่ง งูยักษ์คงเลื้อยหนีต่อไปและแล้วมันก็หันมาแว้งกัดเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ทำให้ทุกคนเผ่นหนีเอาตัวรอด

มันเลื้อยลงไปในสระน้ำอย่างรวดเร็ว ดร.ดิเรกวิ่งเข้ายิงซ้ำอีก ๒ นัด พอดีกระสุนหมด ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนตะลึงพรึงเพริด จ้องตาเขม็งมองดูงูยักษ์ที่ว่ายออกไปกลางสระและจมน้ำหายลงไปในน้ำ

พวกคนใช้และคนสวนเริ่มเสียขวัญแล้ว เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นเบาๆ ต่างคนต่างยืนยันว่าตีถูกงูเหลือมตัวนั้นอย่างเหมาะเจาะ แต่มันไม่ได้รับความเจ็บปวดอะไรเลยซึ่งมันคงจะเป็นงูจ้าวอย่างแน่นอน สี่สหายกับเจ้าแห้วพากันเข้ามาหา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ผมคิดว่าคุณอาคงยิงไม่ผิดใช่ไหมครับ" พลถามด้วยสีหน้าตื่นเต้น

"ใช่ ใช้กระสุนลูกปรายระยะห่างเพียงสองเมตรจะยิงผิดได้อย่างไร หัวงูที่เป็นเป้าหมายก็ใหญ่มาก แต่อาไม่เข้าใจเลย ทำไมมันไม่เป็นอะไร"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ผมเองผมเชื่อว่าผมยิงถูกหัวมันสองนัด แต่ไม่เข้านี่ครับ"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น

"หรือมันมีหลวงพ่อชั้นดีคุ้มครอง"

ท่านเจ้าคุณหันมามองดูเสี่ยหงวน

"งูนะโว้ยไม่ใช่คน"

นิกรกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรก

"มันหนีลงไปในสระน้ำอย่างนี้เราก็ไม่มีทางที่จะฆ่ามันได้ แกรีบติดต่อกับกองทัพเรือเถอะหมอ ขอระเบิดน้ำลึกสำหรับปราบเรือดำน้ำมาสักสองสามลูก เอามาทิ้งลงไปในสระฆ่างูตัวนี้"

ศาสตราจารย์ดิเรกอดหัวเราะไม่ได้

"ใช้ระเบิดปรมาณูไม่ดีหรือ"

นิกรอมยิ้ม

"อย่าเลยโว้ย ประเดี๋ยวกรุงเทพฯ จะกลายเป็นทุ่งนาหรือทุ่งกว้าง มีแต่สิ่งปรกหักพังผู้คนไม่มีมีแต่ผีตายโหง"

พลว่า "อย่าพูดเป็นเล่นเลยวะอ้ายกร กันแปลกใจมากที่งูตัวนี้ปืนยิงไม่เข้า ถึงแม้อ้ายหมอยิงผิดแต่คุณอาต้องยิงถูกแน่ๆ แล้วก็คนของเราช่วยกันตีมันอย่างอุตลุดไม่เห็นมันเป็นอะไรเลย แต่จะให้กันเชื่อว่ามันเป็นงูพระหรืองูเจ้าที่เจ้าทางกันไม่เชื่อ"

ดร.ดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"กันอาจจะยิงผิดก็ได้โว้ยพล และคุณพ่อก็คงยิงผิดเพราะระยะใกล้เกินไป กระสุนปืนยังไม่ทันกระจายออก แล้วก็ ที่คนของเราช่วยกันตีมันอาจจะถูกที่ไม่เหมาะหรือโครงกระดูกของมันไม่ได้ชำรุดเสียหายเนื่องจากมันเป็นงูใหญ่เนื้อหนังหนามาก มันก็เลยหนีลงน้ำหนีไปได้ แต่เจ็บน่ะมันต้องเจ็บแน่"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ลุงม้วนชายชราหัวหน้าคนสวนทรุดตัวนั่งยองๆ ประณมมือทำปาก หมุบหมิบหันหน้าไปทางสระน้ำ พวกคนสวนและคนใช้ต่างทิ้งไม้พลองหน้าถอดสีไปตามกัน นิกรกล่าวกับคณะพรรคของเขาว่า

"คนของเราขวัญเสียแล้วโว้ย ต่อไปถ้าเห็นงูตัวนี้อีกพวกคนใช้และพวกคนสวนคงไม่มีใครกล้าตีมัน"

พลร้องเรียกลุงม้วนให้มาหาเขาแล้วกล่าวถาม

"แกกลัวมันหรือลุงม้วน"

"กลัวขอรับ งูตัวนี้เป็นงูจ้าวแน่ๆ ผมได้ขอสมาลาโทษแล้ว กรุณาอย่าให้ผมพยายามฆ่างูตัวนี้อีกเลยนะครับ"

พลหัวเราะเบาๆ

"พวกแกยังคงเชื่อถือในเรื่องเหลวไหลตลอดมา แต่ว่าฉันไม่บังคับพวกแกหรอกนะลุง เมื่อแกและพวกแกหวาดกลัวเกรงว่าจะได้รับภัยอันตรายจากเจ้าของงู ก็ไม่ต้องร่วมมือกับเราล่างูตัวนี้อีก เราจะล่ามันเอง เราอาจจะใช้เครื่องพ่นไฟฉีดมันก็ได้"

ลุงม้วนตัวสั่นงันงกมองดูพลด้วยความห่วงใย

"อย่าเลยครับคุณ อย่าไปทำเขาเลยครับ ถ้าทุกคนจุดธูปเทียนกราบไหว้เจ้าที่เจ้าทางหรือเจ้าพ่อเจ้าแม่องค์ใดองค์หนึ่งที่เป็นเจ้าของงู งูเหลือมตัวนี้ก็คงจะหายไปเอง"

ศาสตราจารย์ดิเรกพูดขัดขึ้นทันที

"โน-พวกเรานับถือพระไม่ได้นับถือผีสางเจ้าพ่อเจ้าแม่หรือเทวดา ทำไมเราจะต้องไปกราบไหว้ผีหรือเจ้า"

"โธ่-คุณหมอครับ" ชายชราพูดเสียงสั่นเครือ "คุณหมออย่าพูดอย่างนี้เลยครับ ผมเป็นห่วงคุณหมอจริงๆ เจ้าน่ะท่านเป็นผีปีศาจมีอำนาจอิทธิฤทธิ์นะครับ"

อาเสี่ยหัวเราะก้าก

"ลุงไปบอกเจ้าของงูมาพบฉันหน่อยซี ฉันจะไล่เตะให้วิ่งไม่รู้ทางไปทีเดียว ขอให้ลุงรู้ไว้เถอะว่าพวกเราเป็นคนทันสมัยมีการศึกษาดีไม่เชื่อถือในสิ่งที่เหลวไหล และไม่กลัวอะไรทั้งนั้นนอกจากเมียของเรา"

หัวหน้าคนสวนยิ้มแห้งๆ

"ประทานโทษครับผม คนที่มีการศึกษาต้องกลัวเมียหรือขอรับ"

"ใช่ ไม่กลัวเมียก็ต้องนอนนอกมุ้งยุงกัดตัวลายไปเท่านั้นเอง ไปเถอะลุง บอกทุกคนให้แยกย้ายกันไปทำงานตามหน้าที่ได้แล้ว แล้วไปบอกพวกที่อยู่ทางด้านหน้าตึกด้วย พวกเราจะล่างูยักษ์ตัวนี้ให้ได้ ถ้าไม่ใช้เครื่องพ่นไฟก็ต้องใช้ไรเฟิล"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้น

"ออไร๋ บางทีไอจะดักมันด้วยวิธีการง่ายๆ แต่งูเหลือมตัวนี้ปล่อยไว้ไม่ได้ต้องฆ่ามัน"

นิกรยิ้มให้ชายชรา

"แล้วลุงช่วยแกงเผ็ดแบบแกงขลุกขลิกน้ำแห้งๆ แต่รสเผ็ดจัดให้ฉันกินด้วยนะลุง"

ลุงม้วนหน้าซีดเผือด

"แล้วแต่จะโปรดเถอะครับ ผมอยากจะพูดว่าถึงอย่างไรก็ไม่มีทางที่จะฆ่างูตัวนี้ได้"

เสี่ยหงวนชักฉิว

"ถ้าฆ่างูตัวนี้ไม่ได้ฉันจะฆ่าลุงแทนงู"

"แล้วกัน" ลุงม้วนครางแล้วหมุนตัวกลับพาตัวเดินกลับไปหาพวกคนใช้และคนสวน ซึ่งกำลังยืนซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างกลับขึ้นไปบนตึกและตกลงกันว่าวันนี้จะหยุดทำงานเพื่อช่วยกันสังหารงูจ้าวให้ได้ คุณหญิงวาดกับสี่นางต่างขวัญเสียเมื่อทราบว่างูเหลือมหลบหนีลงสระน้ำหนีไปได้ ปืนยิงไม่เข้าและไม้พลองตะบองสั้นที่คนใช้ช่วยกันตีมันนั้น ไม่ได้ทำให้มันได้รับความเจ็บปวดแม้แต่น้อย

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ลงมาจากหลังตึกใหญ่ เพื่อล่างูเหลือมตัวนั้นต่อไป ตามเวลาดังกล่าวนี้พวกกรรมกรก่อสร้างเกือบ ๒๐ คนที่สร้างตึกหลังใหม่สำหรับลูกชายของสี่สหาย ซึ่งขณะนี้อุปสมบทจำพรรษาอยู่ที่วัดธาตุทองพระโขนง กำลังทำงานก่ออิฐโบกปูนกันอย่างขมักเขม้น ทุกคนทราบเรื่องงูยักษ์จากพวกคนใช้แล้ว บรรดากรรมกรสร้างตึกใหม่ซึ่งส่วนมากเป็นชาวจีน ต่างก็อยากกินงูเหลือมตัวนั้น พากันเอาใจช่วยคณะพรรคสี่สหายขอให้ล่างูได้จะได้ขอแบ่งเนื้อไปทำอาหารกิน ซึ่งเนื้องูเหลือมงูหลามและงูเห่านั้นผู้ที่เคยกินมาแล้วย่อมติดใจในรสชาติของมันมาก

พล, นิกร, กิมหงวน ถือปืนไรเฟิลติดกล้องเล็งบนลำกล้องคนละกระบอก ซึ่งเป็นปืนแบบใหม่ทันสมัยของสหรัฐอเมริกาใช้สำหรับล่าสัตว์หรือจะล่าคนก็ได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถือปืนแฝดคู่มือของท่านและบรรจุกระสุนไว้พร้อม นายพลดิเรกถือปืนยิงเร็วที่เขาประดิษฐ์ขึ้นเอง ราวกับว่าเขากำลังสู้รบกับข้าศึก เจ้าแห้วสะพายเครื่องพ่นไฟหนึ่งเครื่องเตรียมพร้อม ที่จะฉีดธารเพลิงอันร้อนแรงสังหารงูยักษ์

ไม่มีคนใช้หรือคนสวนร่วมงานล่างูเหลือมแม้แต่คนเดียว พลสั่งให้คนสวนคนหนึ่งปิดประตูรั้วหน้าบ้านเพื่อป้องกันไม่ให้งูเหลือมหลบหนีออกไปทางถนนสุขุมวิท ส่วนประตูรั้วหลังบ้านก็ใส่กุญแจไม่ยอมให้ใครผ่านเข้าออก

ขณะนี้เป็นเวลา ๙.๓๐ น.

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้เวลาค้นหางูเหลือมยักษ์จนทั่วบริเวณสวนหลังบ้าน "พัชราภรณ์" เกือบครึ่งชั่วโมงก็ไม่พบ แม้กระทั่งตามสุมทุมพุ่มไม้ตามที่รกร้าง ในที่สุดก็มายืนรวมกลุ่มกันที่ศาลาท่าน้ำริมสระน้ำ เจ้าแห้วพยายามด้อมมองตามใต้ศาลาและตามกอหญ้าบริเวณใกล้เคียง เขาบอกตัวเองว่าถ้าเขาพบงูเหลือมตัวนั้นเขาจะใช้เครื่องพ่นไฟฆ่าทันที

พล พัชราภรณ์ กล่าวขึ้นเปรยๆ ว่า

"มันอาจจะซ่อนตัวอยู่ในสระก็ได้ เพราะกลางสระมีกอบัวและต้นไม้น้ำพอเป็นที่ให้มันหลบซ่อนตัวได้อย่างสบาย"

เสี่ยหงวนจุปากดุนิกร

"เฮ้ย-อย่าเพิ่งง่วง ชักตาปรือละซี แกมีความรู้ในทางวิปัสสนา รอบรู้ในเรื่องยกเมฆพรายกระซิบหรือดูทางใน ช่วยดูหน่อยเถอะวะว่างูมันซ่อนอยู่ที่ไหน"

"อ๋อ มันอยู่ในบ้านเรานี่แหละ" นิกรพูดยิ้มๆ

อาเสี่ยอ้าปากหวอ

"ตอบให้มันแคบหน่อยซีโว้ย บ้านเรามีเนื้อที่ตั้ง ๑๐ ไร่ แกพอจะรู้ไหมล่ะว่าที่ที่มันหลบซ่อนตัวอยู่นั้นอยู่ตรงไหน"

"เดี๋ยว กันลองถามเด็กของกันดูก่อน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าตื่น

"ใครวะเด็กของแก"

"ก็โหงพรายและกุมารทองที่ผมเลี้ยงเอาไว้น่ะซีครับ คุณพ่อไม่รู้หรือครับว่าผมเลี้ยงผีมานานแล้ว"

ท่านเจ้าคุณทำตาปริบๆ

"ไม่รู้จริงๆ มิน่าล่ะหน้าตาแกถึงดูคล้ายๆ กับผี"

นิกรหันหน้ามองไปรอบๆ แล้วพูดกับตัวเองเบาๆ เหมือนกับคนบ้า

"รู้ไหมลูก งูเหลือมมันแอบอยู่ที่ไหน หา ว่าไงนะ พูดดังๆ หน่อยโว้ย เออ-แล้วไง จะมากริ้วโกรธเราได้เรอะ คุณอาท่านบวงสรวงเซ่นไหว้แล้วทำไมท่านไม่เรียกมันไป ท่านทรงทราบหรือเปล่าว่ามันกินอ้ายดิ๊คของเรา อ้อ เออ ตามแต่เรื่องเถอะวะ เรื่องอะไรเป็นกัน พ่อก็เป็นลูกเจ้าพ่อหลักเมืองเหมือนกัน เอาละ เออ หา ใช่"

นายพลดิเรกร้องขึ้นดังๆ

"พอแล้วอ้ายกร แกจะบ้าหรือวะพูดคนเดียว"

นิกรทำตาเขียวกับศาสตราจารย์ดิเรก

"ใครบอกแกล่ะว่ากันพูดคนเดียว"

"แล้วแกพูดกับใคร"

"พูดกับกุมารทองโว้ย มันเป็นปีศาจแกจะมองเห็นตัวมันได้อย่างไร"

ดร.ดิเรกลืมตาโพลง

"แกพูดกับผี"

"เออ"

"ถ้ายังงั้นแกเตรียมตัวไปอยู่โรงพยาบาลสมเด็จเจ้าพระยาได้ แกไม่สบายแน่ๆ สติแกฟั่นเฟือนไปแล้ว"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"อย่าลืมว่ากันเป็นแพทย์แผนโบราณ กันมีความรู้ในเรื่องไสยาศาสตร์เวทย์มนตร์คาถาทำเสน่ห์ยาแฝด ฝังรูปฝังรอย ขับไล่ปีศาจ รับตั้งศาลพระภูมิ ยกเสาเอก ทำขวัญนาค ปัดรังควาน กันอาจจะเสกศาลาน้ำหลังนี้เข้าไปอยู่ในท้องแกก็ได้"

นายพลดิเรกสะดุ้งโหยง

"โน อิมพอสิเบิ้ล เป็นไปไม่ได้โว้ย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ โบกมือให้ศาสตราจารย์ดิเรกหยุดพูด แล้วท่านก็กล่าวกับนิกรเขยเล็กของท่านอย่างเป็นงานเป็นการ

"กุมารทองของแกมันบอกแกว่าอย่างไร"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"เรื่องมันยุ่งละครับคุณพ่อ งูเหลือมตัวนี้เป็นงูของเจ้าพ่อทุ่ง"

"ทุ่งไหนวะ"

"ก็ทุ่งนาทางฝั่งเหนือของถนนตัดใหม่เพชรบุรีที่มาทะลุออกซอยข้างบ้านเราแหละครับ เจ้าพ่อทุ่งเป็นใหญ่อยู่ในถิ่นนี้ด้วยกุมารทองมันบอกว่าอย่างนั้น"

"แล้วยังไง" พลซักด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

นิกรชักฉิว

"แกอย่าทำหน้าอย่างนี้หน่อยเลยวะพล กันไม่ได้โกหกแกหรอกนะ ให้ดิ้นตายซีเอ้า กุมารทองมันบอกกันอย่างนี้จริงๆ งูเหลือมที่หลุดเข้ามาในบ้านเรา เรายิงมันไม่เข้าตีมันไม่ตายหรือไม่เจ็บปวดก็เพราะมันเป็นงูของเจ้าพ่อทุ่ง เจ้าพ่อทรงทราบว่าพวกเราทำร้ายงูของท่านก็กริ้วพวกเรามาก"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"กริ้วก็มาซี พ่อจะเตะเจ้าพ่อทุ่งให้ทุ่งทะลักทีเดียว หน็อยแน่ กินเครื่องเซ่นเข้าไปแล้วยังปล่อยให้งูมาเพ่นพ่านเอาหมาเราไปกินหนึ่งตัวแล้วยังจะกริ้วอีก"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แล้วงูมันซ่อนตัวอยู่ที่ไหน"

นิกรหันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก

"กุมารทองมันไม่กล้าบอกกันว่ะ เพราะมันกลัวเจ้าพ่อทุ่ง ผีน่ะถึงจะดุร้ายอย่างไรมันก็ต้องเคารพเกรงกลัวผีที่เป็นนายคือพวกผีเจ้าพ่อเจ้าแม่เจ้าป่าเจ้าเขาทั้งหลาย กุมารทองมันว่าเจ้าพ่อทุ่งองค์นี้เฮี้ยนมาก ท่านกำลังจะเอาเรื่องกับพวกเราที่ทำร้ายงูของท่าน"

ศาสตราจารย์ดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"ออไร๋ ท่านจะพาพรรคพวกมาบุกรุกเรายังงั้นหรือ"

"เปล่าๆ ไม่ใช่อย่างนั้น ท่านเป็นผีท่านก็ใช้อิทธิฤทธิ์ของท่านเล่นงานพวกเรา เป็นต้นว่าทำให้เราประสพเคราะห์กรรมได้รับอันตรายหรือภัยพิบัติต่างๆ "

เสี่ยหงวนหัวเราะก้ากแล้วพูดขึ้นอย่างคึกคะนอง

"ก๊อเจอลูกปืนเท่านั้นเอง เจ้าพ่อทุ่งโดนเข้านัดเดียวเท่านั้นรับรองว่าทุ่งไม่ออกแน่"

เจ้าแห้วน่าซีดเผือด ตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัวเจ้าพ่อทุ่ง

"รับประทาน กรุณาอย่าให้ผมเกี่ยวข้องกับการล่างูตัวนี้เลยครับ"

ทุกคนหันมามองดูเจ้าแห้วเป็นตาเดียว แล้วพลกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเห็นใจ

"ถอดเครื่องพ่นไฟเอามาให้ข้าแล้วขึ้นไปรับใช้บนตึกใหญ่ เมื่อแกมีความหวาดกลัวเหมือนคนใช้และคนสวนฉันก็ไม่บังคับใจแก เราห้าคนจะล่างูเหลือมตัวนี้ต่อไปและจะต้องฆ่ามันให้ได้"

เจ้าแห้วมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น รีบถอดเครื่องพ่นไฟที่ผูกติดอยู่ข้างหลังออกมา เสี่ยหงวนเอื้อมมือรับจากเจ้าแห้วแล้วพูดขึ้นอย่างทระนง

"กันแสดงเองอ้ายแห้ว ถ้าพบงูยักษ์ตัวนั้นกันจะใช้เครื่องพ่นไฟนี้ย่างสดมัน ดูซิว่าอภินิหารของเจ้าพ่อชอบทุ่งจะคุ้มครองมันได้ไหม"

เจ้าแห้วฝืนยิ้ม

"รับประทานเจ้าพ่อทุ่งนะครับไม่ใช่เจ้าพ่อชอบทุ่ง"

พลพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เจ้าพ่อชอบทุ่งน่ะมันอ้ายกร ไป-อ้ายแห้ว มึงไปให้พ้น"

เสี่ยหงวนส่งปืนไรเฟิลให้เจ้าแห้ว

"เอ้า-เอาปืนไปเก็บด้วย ระวังนะใส่ลูกไว้และปลดเซฟแล้วอย่าเสือกไปเหนี่ยวไกเล่นละ"

เจ้าแห้วรับปืนเล็กยาวจากอาเสี่ยแล้วพาตัวเดินดุ่มๆ ไปจากที่นั้น นิกรมีสีหน้าไม่สู้จะสบายใจนัก ดร.ดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วกล่าวกับคณะพรรคของเขา

"ออกค้นหางูต่อไปโว้ยพวกเรา ถ้าเราพบมันและฆ่ามันได้เราจะได้ไปทำงานกัน เพราะเราต่างคนต่างก็มีภารกิจที่จะต้องทำไม่น้อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เอา-แต่ว่าแยกกันค้นหามันดีกว่า ไปกันเป็นกลุ่มอย่างนี้โอกาสที่จะพบมันยากมาก หรือยังไง อ้ายหงวน"

"นั่นน่ะซีครับ แยกกันไปคนละทางดีแล้ว ถ้าใครเห็นตัวมันก็ใส่มันด้วยปืนเลย สำหรับผมเครื่องพ่นไฟนี่วิเศษกว่าปืนมาก พ่นเข้าไปฟู่เดียวกลายเป็นงูย่างให้กรกินได้เลย" แล้วเขาก็หันมาทางนายจอมทะเล้น "อ้าว-เป็นอะไรไปล่ะทำหน้ายังกะเท้า"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ปละ-เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ลมพัดเย็นๆ ก็ชักง่วง"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างปรึกษาหารือกันอีกสักครู่ก็แยกย้ายกันไปคนละทาง นิกรไม่ใคร่เต็มใจร่วมงานล่างูเท่าใดนัก เขาเดินไปทางเรือนพักคนสวนตามลำพัง ศาสตราจารย์ดิเรกเดินไปทางด้านใต้ของสระใหญ่ ซึ่งบริเวณนั้นเป็นที่รกร้างมีต้นไม้ใหญ่ขึ้นครึ้มหลายต้น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปทางรั้วบ้านด้านเหนือ ส่วนพลมุ่งตรงไปยังกอไผ่สีสุกเพื่อค้นหางูแถวนั้น ซึ่งเขาเข้าใจว่ามันอาจจะหวนกลับไปซ่อนตัวอยู่แถวกอไผ่ หรือในสุมทุมพุ่มไม้ก็ได้

เสี่ยหงวนสะพายเครื่องฉีดไฟเดินก้าวขึ้นไปบนศาลาท่าน้ำท่าทางกระฉับกระเฉง ตามที่ตกลงกันไว้อาเสี่ยจะพายเรือไปค้นหางูที่กลางสระน้ำ ถ้าหากว่างูเหลือมหลบซ่อนตัวอยู่ในหมู่กอบัวหลวงหรือดงต้นไม้น้ำ เขาก็จะจัดการสังหารมันด้วยเครื่องพ่นไฟ หรือปืนพกคู่มือของเขาที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดบรรจุกระสุนไว้เต็มที่ ๖ นัด

ที่บันไดศาลาท่าน้ำมีเรือแคนูขนาดนั่ง ๓ คน จอดอยู่ลำหนึ่งและเรือบดขนาดใหญ่นั่งได้ ๖ คนอีกลำหนึ่ง มีพายอยู่ในเรือพร้อม เรือทั้ง ๒ ลำนี้สำหรับคณะพรรคสี่สหายและสี่นางพายเล่นในยามว่างคือตอนเย็น แต่ก็ไม่ใคร่จะมีใครลงเล่นเรือเท่าใดนัก เพราะคนมีเงินระดับเศรษฐีนั้นย่อมหาความสุขในทางอื่นได้ถมเถไป

อาเสี่ยแก้โซ่เล็กๆ ที่ผูกเรือแคนูออกแล้วก้าวลงไปตามขั้นบันไดค่อยๆ พาตัวลงไปนั่งแอบท้ายเรือแคนูอย่างระมัดระวังกลัวเรือจะล่ม ต่อจากนั้นเขาก็หยิบพายขึ้นพายเรือนำแคนูลำนั้นแล่นเอื่อยๆ ออกไปกลางสระ

"เฮ้" ดร.ดิเรกตะโกนเรียกเสี่ยหงวนเสียงลั่น "พายเรือยังไงโว้ยเป๋ไปเป๋มา"

กิมหงวนยกมือซ้ายโบกให้แต่ไม่ยอมพูดอะไร เพราะเขาเกรงว่าเสียงของเขาจะทำให้งูเหลือมดำน้ำหนีไป ถ้าหากว่ามันซ่อนตัวอยู่บนโขดหรือเกาะเล็กๆ กลางน้ำที่โผล่ขึ้นมาพ้นน้ำเพียงเมตรเดียวและพื้นที่ประมาณ ๑๐ ตารางเมตรเท่านั้นแวดล้อมด้วยบัวหลวงและต้นไม้น้ำหลายชนิด

อาเสี่ยค่อยๆ พายเรือและคัดวาดนำแคนูแล่นเข้ามายังเกาะกลางน้ำ จนกระทั่งหัวเรือชนกับริมโขดและมุดเข้าไปใต้กอหญ้า ทันใดนั้นเองเสี่ยหงวนก็ตกใจเผลอตัวร้องขึ้นสุดเสียง

"ไอ๊ย่า"

นัยน์ตาของอาเสี่ยเหลือกลาน เส้นผมบนศีรษะตั้งชันใบหน้าซีดขาวเหมือนแผ่นกระดาษ หัวใจเต้นระทึกและทำท่าเหมือนจะหยุดทำงาน เขาจ้องตาเขม็งมองดูงูเหลือมใหญ่ตัวนั้นซึ่งกำลังเลื้อยลงมาในเรือแคนูและตรงรี่เข้ามาหาเขา มันแลบลิ้นเผล็บๆ ทำท่าเหมือนจะกินอาเสี่ย รูปร่างอันใหญ่โตของมันนั้นน่าเกลียดน่ากลัวยิ่ง ในระยะกระชั้นชิดเช่นนี้เครื่องฉีดไฟ หรือเครื่องพ่นไฟย่อมใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ เพราะความร้อนแรงของเปลวเพลิงที่พุ่งออกมาจะทำให้เขาได้รับอันตรายด้วย อาเสี่ยลืมนึกถึงปืนพกรีวอลเว่อร ๙ มม. ที่เหน็บอยู่ใต้เข็มขัดของเขา

ความรักชีวิตความรักตัวกลัวงูทำให้เสี่ยหงวนร้องอุทานออกมาเอง

"ชู้ว ไป"

แต่งูเหลือมหาได้เกรงกลัวเสียงตวาดของเสี่ยหงวนไม่ มันเลื้อยเข้ามาใกล้อาเสี่ยทุกขณะ เสี่ยหงวนตัดสินใจพรวดพราดลุกขึ้นกระโจนลงสระน้ำทันทีและแล้วเขาก็ว่ายกลับเข้าหาฝั่งทางด้านศาลาน้ำอย่างรวดเร็วด้วยการว่ายแบบฟรีสไตล์และว่ายได้เร็วที่สุด แม้กระทั่งแช็มเปี้ยนว่ายน้ำโอลิมปิคโตเกียวปีนี้ก็ว่ายช้ากว่ากิมหงวน

อาเสี่ยตะโกนลั่นสระน้ำ

"โว้ย ช่วยด้วย ช่วยด้วยโว้ย"

แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครมาช่วยเขา และเสี่ยหงวนไม่อาจจะทราบได้ว่างูเหลือมยักษ์ได้ว่ายติดตามเขามาหรือเปล่า เขาว่ายน้ำหนีงูอย่างไม่คิดชีวิตทั้งๆ ที่หลังของเขามีเครื่องพ่นไฟถ่วงอยู่ทั้งเครื่องแต่เขาก็สามารถว่ายน้ำได้คล่องแคล่วว่องไวอย่างไม่น่าเชื่อ

ในที่สุดเสี่ยหงวนก็ว่ายมาถึงศาลาท่าน้ำ เขารีบขึ้นไปบนศาลาตามขั้นบันไดโดยเร็วที่สุด แล้วหมุนตัวกลับมองลงไปในน้ำเตรียมใช้เครื่องพ่นไฟสังหารงูเหลือม แต่ก็ไม่ปรากฏว่างูเหลือมตัวนั้นว่ายตามมา เมื่ออาเสี่ยมองลงไปที่เกาะกลางน้ำเขาก็แลเห็นแคนูลำนั้นคว่ำกระเพื่อมๆ อยู่ในน้ำ

ศาสตราจารย์ดิเรกถือปืนกลมือวิ่งเหยาะๆ ตรงเข้ามาหา

"เห็นงูเรอะอ้ายหงวน"

"เออ กันพายเรือไปถึงเกาะกลางน้ำ มันเลื้อยลงมาในเรือว่ะ กันเลยเผ่นหนีลงน้ำ"

นายพลดิเรกก้าวเข้ามาในศาลาและตรงมาหยุดยืนเบื้องหน้าอาเสี่ย

"ทำไมแกไม่ยิงมันด้วยปืนพกของแก"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลงยกมือขวาขึ้นตะครุบด้ามปืนพกที่เหน็บเอวไว้ทันที

"ตายละวะ เพิ่งนึกได้เดี๋ยวนี้เองว่ากันมีปืนพก แต่ถึงนึกออกตอนนั้นกันก็ไม่กล้ายิงมัน เพราะกันอยู่ในเรือมีเนื้อที่จำกัด โอ้โฮ นึกว่าเสร็จมันเสียแล้วซี มันทำท่าเหมือนจะกินกันยังงั้นแหละ"

นายพลดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ถ้ายังงั้นมันก็คงป้วนเปี้ยนอยู่ในน้ำหรือบนเกาะลอยกลางสระ"

"ไม่แน่โว้ย มันอาจจะว่ายไปขึ้นฝั่งทางด้านไหนก็ได้ งูอย่างนี้ไม่ใช่งูปลามันไม่ชอบอยู่ในน้ำหรอก"

"ออไร๋ ออไร๋ ยูเดินค้นหามันรอบๆ สระเถอะนะ ไอจะไปหาทางโน้น ถ้าหากพวกเราค้นหาทั่วบ้านไม่พบเราจะลงเรือบตลำนั้นไปเกาะกลางน้ำด้วยกัน หากพบมันบนเกาะก็จะได้ช่วยกันฆ่ามันเสีย"

อาเสี่ยทำท่าขนลุกขนพอง สั่นหัวเหมือนแมวถ่ายอุจจาระ

"แกไปเถอะหมอ กันจะลาดตระเวนรอบสระนี้เอง เราต้องพยายามฆ่ามันให้ได้จะเป็นงูจ้าวหรืองูเทวดามาจากไหนก็ตาม ขืนปล่อยไว้มันต้องกินคนในบ้านหรือพวกเราแน่ ถ้ามันคาบเอานวลไปกินกันคงร้องไห้ตาย"

ดร.ดิเรกหัวเราะ

"ร้องไห้กลัวว่างูมันจะไม่กินใช่ไหม"

เสี่ยหงวนค้อนปะหลับปะเหลือกแล้วก้มลงมองดูตัวเองซึ่งเปียกน้ำชุ่มโชก ทันใดนั้นเองสองสหายก็ได้ยินเสียงนิกรตะโกนลั่นสวน

"เฮ้ย มาทางนี้โว้ยพวกเรา"

อาเสี่ยใจหายวาบร้องตะโกนถามทันที

"พบงูเรอะ"

เสียงนิกรร้องตะโกนตอบ

"ไม่พบหรอก กันเดินหาอยู่คนเดียวชักกลัวมันก็ร้องเรียกให้พวกเรามาหาทางนี้บ้าง งูไม่มีโว้ย มีแต่จิ้งเหลนและกิ้งก่า"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะหึๆ แล้วพูดพึมพำเป็นภาษาอังกฤษพาตัวเดินไปจากที่นั้น การค้นหางูเหลือมยักษ์ได้ดำเนินต่อไปโดยไม่ยอมหยุดยั้ง โดยเฉพาะพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ มีความตั้งอกตั้งใจมาก

เวลาผ่านพ้นไปตามลำดับ จนกระทั่ง ๑๐.๐๐ น.เศษ

กลุ่มเมฆฝนปิดบังดวงอาทิตย์ช่วยให้บริเวณหลังบ้าน "พัชราภรณ์" รื่นรมย์ร่มเย็น ไม่ปรากฏว่ามีใครได้พบงูใหญ่ตัวนั้นนอกจากกิมหงวน และทำให้อาเสี่ยต้องผละจากเรือกระโจนลงสระเปียกน้ำไปหมดทั้งตัวถูกลมพัดเสื้อกางเกงแห้งไปเอง

ครั้งหนึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ บุกเข้าไปในหมู่ต้นไม้ใหญ่ด้านใต้ของสระน้ำ ซึ่งนายพลดิเรกค้นหาอยู่ก่อนแล้วแต่ไม่พบงูเลยไปหาทางอื่น ท่านเจ้าคุณถือปืนลูกซองเตรียมพร้อมที่จะเหนี่ยวไกสังหารงูยักษ์ด้วยกระสุนลูกปรายหรือดาวกระจาย ท่านนึกภาวนาขอให้ท่านได้พบงูตัวนั้น เพราะถ้าท่านยิงมันตายท่านก็จะกลายเป็นฮีโร่ประจำบ้าน "พัชราภรณ์" คือเป็นผู้พิชิตงูเหลือมยักษ์

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สอดส่ายสายตามองหางูพลางร้องเพลง "ผู้ใหญ่ลี" เบาๆ แต่แก้เนื้อเสียใหม่ ซึ่งท่านคิดขึ้นเองด้วยกลอนสด

ทางการเขาสั่งมาว่า

ให้พวกชาวนาช่วยกันปราบงู

ฝ่ายตาสีหัวทู่

ด้วยความอยากรู้ถามว่างูอะไร

ผู้ใหญ่ลีลุกขึ้นตอบทันใด

ว่างูนั้นไซร้ใหญ่ผิดธรรมดา

ร้องได้แค่นี้ยังไม่ทันจบเพลงเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หยุดชะงักแล้วกระโจนถอยหลังหนี ส่งเสียงร้องออกมาคำหนึ่งด้วยความตกใจเมื่อแลเห็นงูเขียวเล็กๆ ตัวหนึ่งเลื้อยผ่านหน้าท่านไป

"แหม-ใจหายหมดเลยกู เดี๋ยวพ่อยิงไส้แตกแลย กำลังหน้าสิ่งหน้าขวานเสือกเลื้อยออกมาได้" แล้วท่านก็ร้องเพลงต่อไป "งูเหลือมๆ ธรรมดา งูเหลือมๆ ธรรมดา"

ท่านเจ้าคุณหารู้ไม่ว่างูเหลือมตัวนั้นอยู่บนต้นขี้เหล็กใหญ่เบื้องหน้าท่าน มันใช้ปลายหางของมันพันกับกิ่งขี้เหล็กจนแน่นแล้วปล่อยลำตัวของมันห้อยลงมา กิ่งไม้ใบไม้ช่วยกำบังตัวของมันไว้ กรรมวิธีของงูเหลือมแบบนี้ก็คือการหลบภัยและดักสัตว์ที่จะเป็นอาหารของมัน ซึ่งงูหลามและงูเหลือมนั้นมีความชำนาญในการห้อยโหนโยนตัวไปตามต้นไม้คล่องแคล่วไม่แตกต่างกว่าทาร์ซานมนุษย์วานร มันรู้ตัวดีว่ามันกำลังถูกตามล่าการหลบหนีขึ้นมาซ่อนตัวบนต้นไม่ก็เพราะมันเชื่อว่าคณะพรรคสี่สหายหรือเจ้าคุณปัจจนึกฯ คงไม่มีใครแหงนหน้ามองขึ้นมาตามต้นไม้ นอกจากจะค้นหามันตามที่รกร้างหรือตามสุมทุมพุ่มไม้ งูนั้นเป็นสัตว์ที่มีความอาฆาตพยาบาท มันตั้งใจแน่วแน่ที่จะกินคนในบ้าน "พัชราภรณ์" คนใดคนหนึ่งที่เดินผ่านมาทางนี้เหมือนอย่างที่มันเคยล่าสัตว์มาแล้ว

พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินผ่านใต้ต้นขี้เหล็กงูยักษ์ก็ปล่อยตัวลอยละลิ่วลงมาจากกิ่งไม้ ลำตัวของมันฟาดลงบนบ่าซ้ายของท่านเจ้าคุณพอดี น้ำหนักตัวของมันทำให้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เสียหลักล้มลงปืนลูกซองคู่มือหลุดกระเด็น งูเหลือมหนุ่มใช้ความว่องไวแกว่งตัวตวัดร่างอันอ้วนเตี้ยของท่านเจ้าคุณไว้และออกแรงรัดเต็มแรงเพื่อให้กระดูกหักก่อนที่มันจะกินท่าน

สัญชาตญาณของมนุษย์และสัตว์ย่อมจะต้องต่อสู้กับภัยอันตรายที่เกิดขึ้นแก่ตน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เช่นเดียวกัน เมื่อท่านรู้ว่าท่านถูกงูเหลือมรัดและท่านกำลังจะตกเป็นเหยื่อของมัน ท่านก็พยายามดิ้นรนจนสุดกำลังยกมือขวาคว้าคองูไว้ไม่ยอมให้มันงับท่านและกลืนท่านเข้าไปในท้อง

การต่อสู้ระหว่างมนุษย์ผู้ชายแก่ๆ กับงูหนุ่มเป็นไปอย่างดุเดือด ฝ่ายหนึ่งพยายามจะกินอีกฝ่ายหนึ่งแต่จะต้องรัดให้ตายเสียก่อน อีกฝ่ายหนึ่งต่อสู้เพื่อต้องช่วยชีวิตของตน ท่านเจ้าคุณมานะกัดฟันรวบรวมกำลังพลิกตัวไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้งูรัดถนัด ส่วนงูใหญ่ก็พยายามที่จะรัดท่านให้ได้อีกเปลาะหนึ่ง ถ้าหากว่าส่วนล่างของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถูกงูล็อคไว้ได้ ซี่โครงของท่านก็คงจะพังยุบอย่างไม่มีปัญหา

พอได้สติเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ร้องตะโกนขึ้น

"ช่วยด้วยโว้ย ช่วยด้วย"

มวยนอกเวทีระหว่างคนกับงูยังไม่มีใครแพ้ใครชนะ แต่คนอ่อนแรงลงตามลำดับ จำใจต่อสู้เพราะไม่มีหลบหลีกหนเนื่องจากถูกจู่โจมโดยไม่รู้ตัว

เสียงร้องของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำให้เสี่ยหงวนรีบวิ่งตรงมายังที่เกิดเหตุ อาเสี่ยเข้าใจว่างูเหลือมตัวนั้นคงจะกัดรัดท่านแน่นอนท่านถึงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือ เมื่อเสี่ยหงวนวิ่งมาถึงเขาก็แลเห็นงูยักษ์กำลังพยายามรัดท่านเจ้าคุณและท่านกำลังดิ้นรนต่อสู้อย่างสุดชีวิต

เสี่ยหงวนปลดสายท่อเครื่องพ่นไฟออก พอเจ้าคุณแลเห็นเข้าท่านก็ร้องเสียงหลง

"เฮ้ย อย่า อย่าฉีด"

อาเสี่ยจุปาก

"ผมจะฆ่ามันนี่ครับ นอนเฉยๆ นะครับผมจะเปิดไฟเดี๋ยวนี้"

"อย่า-อ้ายหงวน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตะโกนลั่น "ถ้าแกฉีดอาก็ถูกย่างสดด้วย"

เสี่ยหงวนสะดุ้งเล็กน้อยและนึกดีใจที่เขาไม่ได้ปล่อยไฟออกจากหม้อของมัน มิฉะนั้นท่านเจ้าคุณก็คงสิ้นชีวิตพร้อมกับงูเหลือมตัวนี้ อาเสี่ยเก็บสายท่อไว้ในที่ของมันแล้วกระชากปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมา ในเวลาเดียวกันนี้เองนิกรก็วิ่งเข้ามาหาท่าทางตื่นเต้นตระหนกตกใจ เสี่ยหงวนร้องบอกนิกรทันที

"เร็ว อ้ายกร คุณอาปล้ำกับซุงโว้ย"

ท่านเจ้าคุณเอ็ดตะโรลั่น

"งูโว้ยไม่ใช่ซุง ช่วยหน่อยซียืนเฉยอยู่ทำไม"

นิกรเข้ามาหยุดยืนเคียงข้างกิมหงวน เขาจ้องมองดูพ่อตาของเขาและงูเหลือมยักษ์ด้วยความตื่นเต้น แล้วเขาก็หันมายิ้มให้อาเสี่ย

"ต่องูสาม สองเสมอเป็นแพ้เอ้า"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้

"ไม่ไหวโว้ย อย่างนี้ร้อยเอาหนึ่งยังไม่มีใครรอง มาเล่นกันอย่างงี้ดีกว่า แกว่างูมันจะกินคุณอาทางหัวหรือทางเท้า"

นิกรนิ่งคิด

"กันว่าทางหัวโว้ย"

"อ้าว-กันเอาทางเท้า โต๊ะจีนหนึ่งโต๊ะนะ ทางหัวมีกลิ่นตุๆ งูมันไม่กินหรอก แล้วก็ลื่นด้วยกินลำบากมันต้องกินทางเท้า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างละล่ำละลัก

"แกสองคนจะยืนดูงูมันกินฉันจริงๆ หรือโว้ย ช่วยซีจะตายอยู่แล้ว ฉันจะหมดแรงแล้ว"

นิกรหัวเราะหึๆ

"ก็คุณพ่อไปปล้ำกับมันทำไม มีอย่างหรือครับปล้ำกับงูเหลือมตัวยาวตั้งเกือบสี่เมตร"

"ไม่ได้ปล้ำโว้ย มันอยู่บนต้นไม้แล้วทิ้งตัวลงมา อ๋อย ขี้แตกแล้ว ช่วยด้วย"

นิกรโบกมือ

"เดี๋ยวครับ ให้ผมปรึกษากับอ้ายหงวนก่อนว่าผมจะช่วยคุณพ่อโดยวิธีใด ขอเวลาอย่างมากชั่วโมงเดียวเท่านั้น"

"พอดีงูมันกลืนฉันเข้าไปในท้องหมดตัว" เจ้าคุณเอ็ดตะโร

"ก็คุณพ่ออย่าปล่อยมือที่จับคอมันออกซีครับ" แล้วนิกรก็หันมายิ้มกับเสี่ยหงวน "ผู้ใหญ่ลีแย่หน่อยโว้ย ทำอีท่าไหนถึงให้งูมันรัดได้ แกเอาเครื่องพ่นไฟฉีดเข้าไปซี"

อาเสี่ยสั่นศีรษะ

"ฉีดเข้าไปคุณอาก็กลายเป็นหมูย่างไปด้วย"

"อ้อ-จริงโว้ย กันแสดงเอง"

นิกรส่งปืนไรเฟิลให้เสี่ยหงวนถือไว้แล้วเข้าไปหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับงูเหลือมอย่างทะนงองอาจ เมื่อเขากล้าขึ้นมานิกรก็กล้าอย่างไม่น่าเชื่อ นายจอมทะเล้นก้มลงคว้าหางงูทันทีตวัดข้ามร่างเจ้าคุณปัจจนึกฯ ดึงถอยหลังออกไปแล้วยกเท้าขวาเตะลำตัวของงูสามสี่ทีติดๆ กัน

"นี่แน่ะ นี่แน่ะ"

งูเหลือมคลายขดออกจากร่างท่านเจ้าคุณ แล้วดิ้นเต็มแรง กำลังของมันทำให้มันดิ้นหลุดจากมือท่านเจ้าคุณได้ และแล้วงูยักษ์ก็ปราดเข้าเล่นงานนิกร มันเลื้อยปราดเข้าไปหาแล้วพุ่งตัวกัดเขา นิกรกระโจนถอยหลังหลบได้อย่างหวุดหวิดหลอกล่องูให้เลื้อยตามไปทางสระน้ำ เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบลุกขึ้นวิ่งไปเก็บปืนลูกซองของท่าน แล้วท่านก็ยกปืนขึ้นประทับเล็งศูนย์หมายศีรษะงูเหลือมในระยะห่างราว ๔ เมตร

"ตูม ตูม"

เสียงกระสุนปืนลูกซองระเบิดขึ้น ๒ นัดติดๆ กัน งูใหญ่ผละจากนิกรเลื้อยตรงไปทางสระน้ำ น่าประหลาดมหัศจรรย์ใจยิ่งที่กระสุนปืนของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำอันตรายมันไม่ได้ นิกรวิ่งอ้อมเข้ามาหากิมหงวนและร้องบอก

"เอาซีโว้ย เอาเครื่องพ่นไฟฉีดมัน"

อาเสี่ยปลดสายท่อออกวิ่งเหยาะๆ เข้าไปหางูตัวนั้น แล้วเปิดเครื่องฉีดไฟทันที ธารเพลิงอันร้อนแรงพุ่งไปข้างหน้าถูกงูยักษ์อย่างจัง มันขดตัวเป็นครึ่งวงกลมแล้วพลิกท้องเห็นท้องขาว ในเวลาเดียวกันนี้เอง พล พัชราภรณ์กับนายพลดิเรกก็พากันวิ่งตรงเข้ามา

"ฉีดเข้าไปอ้ายหงวน" พลร้องเสียงลั่น "ฆ่ามันให้ได้"

เสี่ยหงวนฉีดไฟอันร้อนแรงถูกงูยักษ์จนไฟลุกท่วมตัว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ แปลกใจอย่างที่สุดที่งูยักษ์ยังคงเลื้อยต่อไปทั้งๆ ที่ร่างของมันลุกแดงไปหมด มันเลื้อยลงไปในสระต่อหน้าต่อตาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ นายพลดิเรกวิ่งตามไปยืนริมสระเพื่อจะยิงซ้ำด้วยปืนยิงเร็ว แต่งูเหลือมตัวนั้นดำหายลงไปในสระแล้ว ประสบการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ศาสตราจารย์ดิเรกฉงนสนเท่ห์ใจเหลือที่จะกล่าว

พลเดินนำหน้าพาเสี่ยหงวนกับนิกรและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามาหาจอมนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ ทุกคนมองลงไปในสระน้ำด้วยความประหลาดใจ

"อิท อิส วันเด้อรฟุล" ดร.ดิเรกครางเบาๆ แล้วหันมาทางคณะพรรคของเขา "ฝรั่งงงไปหมดแล้วโว้ย มนุษย์หรือสัตว์ใหญ่แม้กระทั่งช้างถูกฉีดด้วยเครื่องพ่นไฟก็ต้องตาย ตายตัวดำเป็นตอตะโกทันที งูเหลือมตัวนี้ทำไมไม่เป็นอะไร"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"มันถูกคุณอายิงด้วยปืนลูกซองอีกสองนัดซ้อนๆ ทำให้มันสะดุ้งและหยุดชะงักการเคลื่อนไหวหน่อยเดียวเท่านั้นแล้วมันก็เลื้อยต่อไปกันก็เลยใช้เครื่องพ่นไฟฉีดมัน ทีแรกกันพายเรือไปที่เกาะกลางน้ำ มันเลื้อยลงมาในเรือกันก็เลยเผ่นลงน้ำว่ายย้อนกลับมาขึ้นที่ศาลา หลังจากนั้นสักครู่ใหญ่ๆ กันก็ได้ยินเสียงคุณอาเรียกให้ช่วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"พ่อเดินมาทางนี้แหละดิเรก งูมันอยู่บนต้นขี้เหล็กต้นนั้นทิ้งตัวลงมารัดพ่อเกือบจะแย่อยู่แล้ว ต้องร้องตะโกนขอความช่วยเหลือ อ้ายหงวนวิ่งมาก่อนแล้วอ้ายกรก็ตามมา"

นายพลดิเรกหันมามองดูนิกรกับเสี่ยหงวน

"แกสองคนก็เลยเล่นงานมัน"

นิกรวางท่าอย่างผึ่งผาย

"กันเข้าไปดึงหางมันไม่ให้รัดคุณพ่อว่ะ เล่นชักเย่อกับมันสักครู่อ้าย งูเปรตนั่นผละจากคุณพ่อปราดเข้ากัดกัน"

"ออไร๋ แกก็เลยกัดกับมัน"

"โน" นิกรร้องลั่น "กันวิ่งหนีโว้ย คุณพ่อใส่ด้วยลูกซองสองนัดซ้อนอ้ายหงวนติดตามใช้เครื่องพ่นไฟฉีดพอดีแกกับอ้ายพลวิ่งมา"

พลมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความห่วงใย

"คุณอาได้รับบาดเจ็บตรงไหนบ้างครับ"

"เปล่า แต่ตกใจมาก นึกว่าเสร็จมันแล้ว"

พลเปลี่ยนสายตามาที่เพื่อนเกลอทั้งสาม

"น่าประหลาดและไม่น่าเชื่อว่างูเหลือมตัวนี้อยู่ยงคงทน แม้กระทั่งเครื่องพ่นไฟก็ทำไมมันไม่ได้"

นิกรว่า "อย่าสงสัยอะไรเลยวะ งูตัวนี้เป็นงูของเจ้าพ่อทุ่งจริงๆ ที่ฆ่ามันไม่ตายก็ด้วยอิทธิฤทธิ์หรืออภินิหารของเจ้าพ่อท่านคุ้มครองมัน"

นายพลดิเรกฝืนหัวเราะเสียงปร่า

"ไอไม่อยากเชื่อว่ามันจะเป็นอย่างนี้ บางทีคุณพ่ออาจจะยิงผิด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง

"พ่อกล้ายืนยันว่าพ่อยิงไม่ผิดแน่ เพราะมันเลื้อยไม่เร็วนักและพ่อยิงด้วยกระสุนลูกปราย ในระยะห่างราว ๕ เมตรเห็นจะได้"

พลว่า "อย่าหาว่าผมขัดคอเลยนะครับคุณอา ความประหม่าตื่นเต้นตกใจ อาจจะทำให้คุณอายิงพลาดไป"

"ก็แล้วเครื่องพ่นไฟที่อ้ายหงวนฉีดไปถูกตัวมันลุกแดง แกกับดิเรกก็มองแลเห็นไม่ใช่หรือ"

"ครับ ผมยอมรับว่าผมประหลาดใจอย่างที่สุด หรือเป็นงูจ้าวจริงๆ "

เสี่ยหงวนพูดโพล่งขึ้นทันที

"งูจ้าวก็ช่างปะไรวะ เราต้องพยายามฆ่าให้ได้ ฆ่างูตัวนี้เสียก่อนแล้วไปฆ่าเจ้าพ่อทุ่ง" แล้วเขาก็พยักหน้ากับนายพลดิเรก "เอายังไงดีหมอ ใช้ระเบิดมือขว้างมันดีไหม"

ดร.ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"ขืนใช้ระเบิดมือล่างู ชาวบ้านใกล้เรือนเคียงแถวนี้คงจะเผ่นหนีหมด นึกว่าเกิดศึกสงครามหรือเกิดจราจล อ้า-หนังของงูเหลือมตัวนี้อาจจะหนามากและทนความร้อนได้ดี ทนกระสุนปืนลูกปรายได้ด้วย เอาละ ไอจะวางแผนจับเป็นมันดีกว่า ต่อกรงหยาบๆ ขึ้นสักกรงหนึ่งแล้วเอากระต่ายทำเหยื่อล่อ"

นิกรถามขึ้นทันที

"กระต่ายขูดมะพร้าวในครัวน่ะหรือ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหันมาทำตาเขียว

"กระต่ายจริงๆ โว้ย อิทส์ อะ แร็บบิท ยูรู้จักไหม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"จับเป็นก็ดีเหมือนกันดิเรก จับได้แล้วมอบสวนสัตว์ดุสิตเขารับไปเราจะได้หมดเรื่องยุ่งยากเดือดร้อนเพราะงูตัวนี้ กลับขึ้นตึกกันเสียทีเถอะวะ จะต่อกรงแบบไหนก็เอาเข้าเราจะได้ช่วยกัน แล้วให้คนใช้มันช่วยกันแบกกรงมาตั้งไว้แถวนี้ งูมันหิวเห็นเหยื่อที่เราล่อไว้ก็ต้องเข้าไปในกรง"

"ออไร๋ ผมจะระดมพวกคนใช้ให้มาช่วยผมสร้างกรงอย่างช้าสองชั่วโมงก็เสร็จ ไม้และตาข่ายเหล็กของเราก็มีอยู่เยอะแยะ รีบทำเสียให้เรียบร้อยเราจะได้ไปทำงาน แล้วผมจะให้หุ่นยนตร์บ๊อบบี้และบิลลี่คอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของงูเหลือมตัวนี้ ถ้ามีโอกาสก็ให้บ๊อบบี้และบิลลี่มันช่วยกันจับขังไว้"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันเดินรวมกลุ่มไปจากริมสระน้ำด้านใต้ พอผ่านสวนต้นไม้เสี่ยหงวนก็หยุดยืนยกฝ่ามือทั้งสองคลึงขมับตัวเอง ทำให้ทุกคนหยุดมองดูเสี่ยหงวน

"เป็นอะไรวะอ้ายเสี่ย" พลถาม

"งงๆ ยังไงชอบกลว่ะเหมือนกับแพ้ท้องทำท่าคล้ายกับจะเป็นลม"

ดร.ดิเรกยิ้มให้อาเสี่ย

"เห็นจะเป็นเพราะแกได้รับความเหน็ดเหนื่อย ทางด้านจิตใจมากเกินไปกระมัง แล้วก็เปียกน้ำจนแห้ง ขึ้นไปรีบอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้านั่งพักผ่อนสักครู่ก็หาย"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"เอ-หน้ามืดแล้วโว้ยหมอ แผ่นดินมันหมุนติ้วๆ "

"ยูเป็นลมแน่ๆ ไปนั่งบนม้าหินอ่อนโน่นเถอะ" พูดจบเขาก็ประคองกิมหงวน พาตัวเดินไปที่ต้นตะแบกแล้วให้อาเสี่ยนั่งลงบนม้าหินอ่อนริมสนามหญ้า

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาพลและนิกรเดินเข้ามาหยุดยืนเบื้องหน้าม้าหินอ่อนตัวนั้น ทุกคนสังเกตเห็นใบหน้าของอาเสี่ยหงวนซีดเผือดผิดปรกติมีเม็ดเหงื่อปรากฏทั่ว

"เป็นยังไงอ้ายหงวน" ท่านเจ้าคุณถามด้วยความเป็นห่วง

อาเสี่ยหายใจถี่เร็วยกขาขึ้นนั่งไขว่ห้าง เขานั่งนิ่งเฉยไม่พูดอะไร สักครู่ขาทั้งสองข้างก็สั่นพั่บๆ นัยน์ตาวาวโรจน์น่ากลัว ดร.ดิเรกก็เผ่นพรวดลุกขึ้นยืนถอยหลังออกไปสองสามก้าว มองดูเสี่ยหงวนด้วยความแปลกใจ อาเสี่ยยกกำปั้นทั้งสองข้างทุบหน้าอกตัวเองเสียงสนั่นหวั่นไหว แล้วหัวเราะลั่น คราวนี้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ล่าถอยออกมายืนรวมกลุ่มกัน นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้

"โถ-เมื่อกี้ก็ยังพูดคุยกันรู้เรื่องไปเสียแล้ว คนเราบทมันจะบ้าก็ไม่มีอะไรบอกให้รู้ล่วงหน้าเลย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกมือขวาจับแขนซ้ายของนายพลดิเรกแล้วกล่าวถามว่า

"อ้ายหงวนเป็นบ้าหรือดิเรก"

"ผมยังไม่แน่ใจครับ ตัวมันสั่นอย่างนี้มันอาจจะเป็นสันนิบาตลูกหมาก็ได้"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"กูคือเจ้าพ่อทุ่ง กูมาเข้าทรงอ้ายหงวนหรือเสี่ยหงวน ซึ่งบังอาจลบหลู่ดูหมิ่นกู พวกมึงพยายามฆ่างูของกู ฮ่ะ ฮ้า กูเป็นใหญ่ในถิ่นนี้รู้ไหม กูเป็นเจ้าทุ่งอยู่ทุ่งบางกะปิมานมนานแล้วตั้งแต่แถวนี้เป็นท้องนา"

ท่านเจ้าคุณกับนิกรใจหายวาบ ทั้งพ่อตาและลูกเขยรีบทรุดตัวนั่งบนพื้นสนามหญ้า ยกมือไหว้เสี่ยหงวนทันที เสียงของอาเสี่ยที่พูดออกมานั้นเป็นเสียงห้าวๆ ไม่เหมือนกับเสียงของเขา กิริยาท่าทางของกิมหงวนในตอนนี้ก็ผิดแผกไปเป็นคนละคน นัยน์ตาวาวโรจน์ถมึงทึงน่ากลัว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับอาเสี่ยด้วยเสียงสั่นเครือ

"กรุณาลูกช้างเถอะครับเจ้าพ่อ ลูกช้างไม่ทราบจริงๆ ว่างูเหลือมตัวนั้นเป็นงูของเจ้าพ่อ มันเข้าเพ่นพ่านในบ้านเรา เอาหมาของเราไปกินตัวหนึ่ง เราก็ต้องกำจัดมัน"

เจ้าพ่อทุ่งเค้นหัวเราะ

"พวกเจ้าน่าจะเฉลียวใจบ้างซีว่างูใหญ่ๆ เช่นนี้จะต้องเป็นงูจ้าว"

นิกรตัวสั่นงันงกพูดเสริมขึ้นทันที

"เจ้าพ่อครับ ตอนแรกที่เราพบงูอยู่ในห้องคนใช้คุณอาของลูกหมา เอ้ย ลูกช้างซึ่งเป็นเจ้าของบ้านนี้ก็เข้าใจว่ามันเป็นงูของเจ้าที่เจ้าทาง ท่านสั่งห้ามพวกเราไม่ให้ฆ่ามัน แล้วท่านก็จัดเครื่องสังเวยเซ่นไหว้เจ้าของงู แต่แล้วงูก็กินสุนัขของเราทำให้เราเข้าใจว่า มันเป็นงูเหลือมธรรมดาหรืองูเถื่อนที่ไม่มีเจ้าของ ปลอกคอและเหรียญห้อยคอมันก็ไม่มีพวกเราก็ต้องจัดการกับมันซีครับ เจ้าพ่อจะมาโกรธเคืองพวกเราถูกหรือครับ เจ้าพ่อแดก เอ๊ย เสวยเครื่องเซ่นเข้าไปแล้วทำไมไม่เรียกงูไป"

เจ้าพ่อทุ่งซึ่งอาศัยอยู่ในเรือนร่างของเสี่ยหงวนโกรธจนตัวสั่น

"กูไม่ได้กินเครื่องเซ่นสังเวยของพวกมึง" เจ้าพ่อตะโกนลั่นบ้าน

นิกรฝืนยิ้ม

"ค่อยๆ พูดกันก็ได้นี่ครับเจ้าพ่อ อ้า-พูดกูพูดมึงไม่น่าฟังหรอกครับ"

เจ้าพ่อทำตาเขียวเข้าใส่นิกร

"กูเป็นคนโบราณโว้ย คำว่ากูมึงเป็นภาษาไทยเดิมไม่ใช่คำหยาบ พวกมึงก็เคยเรียนหนังสือหนังหามาแล้ว ศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงเขียนไว้ว่าอย่างไร ท่านพูดกูมึงทั้งนั้น ฮึ่ม-มึงรู้หรือเปล่า กูไปเล่นสกีน้ำที่พัทยาเพิ่งกลับมาเมื่อเช้านี้เอง เครื่องเซ่นสังเวยกูไม่รู้ไม่เห็น กลับมาถึงศาลเด็กมันบอกว่างูหนีมาเที่ยวเล่น กูก็ใช้ให้ผีออกติดตาม ผีมันกลับไปบอกว่าพวกมึงกำลังล่างูเหลือมของกูๆ ก็รีบออกมาขัดขวางช่วยเหลือมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เงยหน้าขึ้นมองดู ดร.ดิเรกกับพลซึ่งยืนทำหน้าตื่นๆ อยู่ข้างๆ ท่าน แล้วท่านก็พยักหน้าเรียก

"นั่งลง นั่งลงซีโว้ยแล้วก็ไหว้เจ้าพ่อท่านเสีย"

พล พัชราภรณ์ กับศาสตราจารย์ดิเรกต่างทรุดตัวนั่งข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนิกรแล้วยกมือไหว้เจ้าพ่อทุ่งอย่างฉงนฉงาย

"สวัสดีครับเจ้าพ่อ" พลพูดยิ้มๆ "อย่าโกรธอย่าเคืองพวกเราเลยครับ คืนนี้ผมจะพาเจ้าพ่อไปเที่ยวไนท์คลับ ดูฟลอโชว์รายการพิเศษ"

เจ้าพ่อค้อนขวับ

"ไม่อยากดูโว้ย ข้าเป็นเจ้าเป็นนายของผีจะไปเที่ยวดูระบำโป๊นุ่งน้อยห่มน้อย พวกผีที่เฝ้าบาร์มันก็ดูถูกข้าแย่ ข้าเห็นจนเบื่อแล้ว ผีผู้หญิงนะล้วนแต่แก้ผ้าโทงๆ เมื่อเป็นมนุษย์ร่ำรวยเป็นเศรษฐีมหาเศรษฐีแต่พอเท่งทึงลูกเมียหรือผัวหรือญาติเขาแต่งตัวมาให้อย่างไรก็มาอย่างนั้น และมีมาชุดเดียวไม่เคยมีใครเอาเสื้อผ้าใส่ในโลงให้ผีใช้ มาถึงเมืองผีไม่มีจะกิน มันก็ต้องขายเสื้อผ้าที่นุ่งอยู่เอาเงินมาซื้อข้าวกิน ผีที่นี่ไม่ใคร่มีใครนุ่งผ้าหรอกโว้ย"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"แล้วเจ้าพ่อล่ะครับเจ้าพ่อนุ่งผ้าหรือเปล่า"

เจ้าพ่อทุ่งสะดุ้งโหยง

"นุ่งซีวะ เป็นเจ้าพ่อแก้ผ้าหมาจะได้ฟัดตาย เจ้าพ่อหรือเจ้าแม่น่ะคือนายของผีรู้ไหม ฮ่ะ ฮ่ะ ข้ารู้จักพวกเจ้าดีด้วยวิถีญาณของข้า เจ้าคือนายพลโทศาสตราจารย์ด๊อคเต้อรดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ นักวิทยาศาสตร์และนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ใช่ไหมล่ะ"

ดร.ดิเรกยิ้มแป้น

"ใช่ครับ"

เจ้าพ่อยกมือชี้หน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ลูกช้างคนนี้คือพระยาปัจจนึกพินาศ"

"ครับ ถูกแล้วครับเจ้าพ่อ" ท่านเจ้าคุณพูดอย่างนอบน้อมเกรงกลัวด้วยศรัทธาของท่าน

นิกรพูดเสริมขึ้น

"แล้วผมล่ะครับเจ้าพ่อ ผมเป็นใครครับ"

"อ๋อ ลูกหมาคือนายนิกร การุณวงศ์ คนนั้นชื่อพล พัชราภรณ์มียศทหารเป็นนายพันเอกพิเศษ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ แลเห็นเด็กหนุ่มคนทำสวนคนหนึ่งยืนลับๆ ล่อๆ อยู่ข้างพุ่มไม้ท่านก็ร้องตะโกนเรียกให้เข้ามาหาท่าน

"แกรีบขึ้นไปบนตึกเดี๋ยวนี้ เรียนให้คุณหญิงและคุณผู้หญิงทั้งสี่คนทราบว่า เจ้าพ่อทุ่งเจ้าของงูเหลือมใหญ่ตัวนั้นมาเข้าทรงอ้ายหงวน ให้คุณหญิงรีบพาคุณผู้หญิงมาเฝ้าเจ้าพ่อที่นี่เร็ว เราจะได้ตกลงกับท่านในเรื่องงูตัวนี้"

เด็กหนุ่มชาวอีสานรับคำสั่ง เขามองดูเสี่ยหงวนด้วยความหวาดกลัว แล้ววิ่งตื๋อออกไปจากสวนดอกไม้หลังบ้าน "พัชราภรณ์" ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ทุกคนจ้องมองดูอาเสี่ยกิมหงวนซึ่งกำลังถูกเจ้าเข้าทรง อาเสี่ยนั่งขัดสมาธิขาสั่นพั่บๆ ตลอดเวลาขบกรามกรอดลอยหน้าไปมา ใบหน้าดุร้ายผิดปรกติ

นายพลดิเรกไม่ยอมเชื่อว่า เจ้าพ่อทุ่งซึ่งเป็นผีมาเข้าสิงหรือเข้าทรงเสี่ยหงวนเพื่อนรักของเขา เขาลุกขึ้นเดินเข้าไปทรุดตัวนั่งบนม้าหินอ่อนข้างเจ้าพ่อแล้วยิ้มให้

"เจ้าพ่อครับ เพื่อให้ผมแน่ใจว่าอ้ายหงวนไม่ได้แกล้งทำเป็นเจ้าเข้า เจ้าพ่อแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ผมดูสักหน่อยได้ไหมครับ"

เจ้าพ่อแสยะยิ้ม

"ได้" แล้วเจ้าพ่อก็ดึงปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมาส่งให้นายพลดิเรก "เอ้า-ลูกหมาเอาปืนนี่ยิงร่างคนทรงของข้าสักสองสามนัด จะยิงตรงไหนก็เลือกเอา"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูรีวอลเว่อร ๙ มม. ในมือของเขาแล้วฝืนหัวเราะ

"จะดีหรือครับเจ้าพ่อ ถ้าคนทรงคือเพื่อนของผมเท่งทึง ผมก็ต้องถูกถอดยศนายพลมีธุระไปติดตะรางเท่านั้น"

"ลูกช้างไม่กล้ายิงก็ส่งปืนมาให้ข้ายิงเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องขึ้นด้วยความเผลอตัว เมื่อเสี่ยหงวนเอื้อมมือรับปืนพกของเขาจาก ดร.ดิเรก

"ตายนะอ้ายหงวน เล่นกับปืนตายนะโว้ย"

อาเสี่ยหันมาทำตาเขียวกับท่านเจ้าคุณ

"ทำไมถึงจะตาย ในเมื่อข้าคุ้มครองร่างของคนทรงนี้ เจ้าพ่อชั้นดีอย่างข้าย่อมมีปาฏิหาริย์ ฮะ ฮ้า ข้าจะยิงร่างของคนทรงให้เจ้าดู พวกเจ้าจะได้เชื่อว่าข้าอาศัยอยู่ในร่างของอ้ายหงวนจริงๆ "

ศาสตราจารย์ดิเรกโบกมือห้าม

"เวท อะ มินิต เจ้าพ่อ รอให้คุณอาหญิงเจ้าของบ้านนี้และพวกเมียๆ ของเรามาที่นี่ก่อน ขอให้ทุกคนได้มีโอกาสเห็นอิทธิฤทธิ์ของเจ้าพ่อด้วย เราจะได้ช่วยกันเป็นพยานให้การต่อตำรวจว่า อ้ายหงวนสมัครใจยิงตัวตายเอง"

เจ้าพ่อทุ่งพยักหน้า

"ได้-ลองให้ดูพร้อมหน้ากันก็ดี คนสมัยใหม่จะได้เชื่อว่าผีสางเทวดานั้นมีจริงไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ พิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นพิธีอะไร ยังต้องมีการบวงสรวงเซ่นไหว้เทพยดาพระภูมิเจ้าที่เสมอ ถ้าผีไม่มีทำไมคนเราถึงกลังผีล่ะ นอกจากสัปเหร่อแล้วมีใครบ้างที่กล้าเข้าไปนอนในโกดังเก็บศพในเวลากลางคืน"

นิกรกล่าวถามขึ้นขณะที่ ดร.ดิเรกลุกจากม้าหินอ่อนกลับเข้ามานั่งรวมกลุ่ม

"แล้วเจ้าพ่อกลัวผีไหมครับ"

เจ้าพ่อยิ้มแห้งๆ

"ถ้าเป็นผีอันธพาลหรือผีนักมวยข้าก็กลัวเหมือนกัน จะจับมันก็ต้องใช้ให้พวกผีของข้าจับ ผีมันก็เหมือนคนแหละโว้ยมีทั้งผีดีผีเลว ผีชอบกินเครื่องเซ่น บางทีก็ไม่ยอมกินเครื่องเซ่นของใคร บางตัวก็เที่ยวหลอกหลอนผู้คน บางตัวก็สงบเรียบร้อยมีกิริยามารยาทดีสุดแล้วแต่สันดานของมัน พวกผีจิ๊กโก๋และอันธพาลร้ายหน่อย เป็นคนก็ร้ายกาจอยู่แล้วตายมาเป็นผีก็ยังไม่ทิ้งนิสัยชั่วเที่ยวไล่ชกต่อย ไล่แทง ไล่ยิงพวกผีทั้งวัน ถูกลงโทษเฆี่ยนตีก็ไม่เข็ดหลาบต้องส่งไปนรก โอย กูชักเหนื่อยแล้วโว้ย นั่งสั่นขาอยู่นานแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"แล้วเจ้าพ่อจะสั่นมันหาหอกอะไรครับ"

"หา ตามธรรมเนียมเจ้าเข้าทรงใครก็ต้องทำอย่างนี้ซีวะ ทำขาสั่นพั่บๆ นั่งตัวโยกเยกให้มันสมเหตุผลเพื่อให้คนเขาศรัทธา อยู่ๆ เจ้าเข้าทรงมันไม่ชวนให้เลื่อมใส"

นิกรหายกลัวเจ้าพ่อทุ่งแล้ว

"ประทานโทษเถอะครับ เจ้าพ่อชื่อทุ่งหรือยังไงครับ"

"เปล่า เจ้าพ่อทุ่งเป็นนิคเนมของข้า"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"หมายความว่าเจ้าพ่อชอบทุ่งหรือทุ่งบ่อยๆ เขาเลยเรียกเจ้าพ่อว่าเจ้าพ่อทุ่งใช่ไหมครับ"

เจ้าพ่อทำตาปริบๆ มองดูนายจอมทะเล้น

"มึงน่ะซีชอบทุ่ง กินตลอดวันแล้วก็ทุ่งทั้งวัน" แล้วอาเสี่ยหรือเจ้าพ่อก็หัวเราะลั่น "คำว่าทุ่งคนสมัยนี้รู้จักแต่เพียงว่ามันเป็นที่โล่งหรือท้องนาสำหรับปลูกข้าว คนแต่ก่อนถึงจะรู้ว่าทุ่งแปลว่าอึด้วย"

การสนทนาสิ้นสุดลงแต่เพียงเท่านี้ คุณหญิงวาดเดินนำหน้าพาสี่นางกับเจ้าแห้วตรงเข้ามาอย่างรีบร้อน ทุกคนตื่นเต้นประหลาดใจไปตามกัน เมื่อทราบว่าเจ้าของงูเหลือม คือเจ้าพ่อทุ่งได้มาเข้าทรงกิมหงวน ต่างคนต่างมีศรัทธาในเรื่องผีเข้าเจ้าทรง เชื่อถือภูตผีปีศาจเทวดาฟ้าดินเจ้าพ่อเจ้าแม่พระภูมิเจ้าที่อันเป็นศรัทธาของคนส่วนมากที่ยังเคารพนับถือ บนบานสารกล่าวกันอยู่

คุณหญิงวาดกับสี่นางและเจ้าแห้วต่างหยุดชะงัก เบื้องหลังสามสหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และพากันมองดูอาเสี่ยกิมหงวน ซึ่งบัดนี้คือเจ้าพ่อทุ่งด้วยความหวาดหวั่นเกรงกลัว ทุกคนมีท่าทางงันงกตกใจไปตามกัน จนกระทั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร้องเรียก

"พาเด็กๆ มานั่งนี่ซีครับคุณหญิง เจ้าพ่อทุ่งท่านใจดีครับ พอพูดกันตกลงกันได้เกี่ยวกับเรื่องงูของท่าน"

คุณหญิงวาดทำหน้าเหยเกชอบกล

"ไม่ทำหรือคะ"

เจ้าพ่อสะดุ้งโหยงแล้วตวาดแว้ด

"ถามยังงี้ไม่น่าฟังเลย"

คุณหญิงวาดพา นันทา, นวลลออ, ประภาและประไพ เข้ามานั่งรวมกลุ่ม เจ้าแห้วถือโอกาสติดตามมาด้วย ต่างคนต่างยกมือไหว้เจ้าพ่อทุ่งแสดงความเคารพเกรงกลัว โดยเฉพาะเจ้าแห้วตัวสั่นเหมือนลูกนก เขานั่งอยู่ข้างหลังนิกรแล้วกระซิบกระซาบบอกนิกรว่า

"รับประทานนัยน์ตาท่านดุนะครับ รับประทานโตเกือบเท่าไข่แมว"

นิกรจุปากดุเจ้าแห้ว

"อย่าพูดมากเดี๋ยวถูกหักคอ ท่านกำลังยัวะโว้ย ดูซีวะน้ำลายยืดออกมานอกปากยังกะเป็นโรคกลัวน้ำ"

เจ้าพ่อทำคอย่นแล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ไม่ได้เป็นโว้ย อ้า-ทุกคนดูนี่ ข้าต้องการให้ลูกช้างได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของข้า ข้าจะแสดงปาฏิหาริย์ให้ดู ปืนกระบอกนี้มีลูกอยู่ ๖ นัด" พูดจบเจ้าพ่อก็ยกปืนขึ้นยิงขึ้นฟ้าเสียงดังลั่น แล้วเจ้าพ่อก็หัวเราะลั่นยกปากกระบอกปืนจ่อห่างจากขมับขวาของตัวเองราวหนึ่งนิ้วฟุต

"อย่าค่ะเจ้าพ่อ" คุณหญิงวาดร้องลั่น "ประเดี๋ยวคนทรงตาย"

เจ้าพ่อหรือเสี่ยหงวนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่

"ข้าคุ้มครองอยู่จะตายได้อย่างไร ต่อให้เอาปืนใหญ่มายิงก็ยิงไม่เข้า ทุกคนดูทางนี้ ไม่ใช่วิทยากลหรือแสดงกล"

เจ้าพ่อทุ่งเหนี่ยวไกปืนพกทันที

"ปัง"

แล้วอาเสี่ยหรือเจ้าพ่อทุ่งก็หัวเราะลั่น มีรอยเขม่าดินปืนจับอยู่ที่ขมับขวาเล็กน้อยแต่ก็มองเห็นถนัด ต่อจากนั้นเจ้าพ่อยกปืนพกเล็งไปที่กระป๋องนมใบนั้น เพื่อแสดงว่ากระสุนของปืนพกกระบอกนี้เป็นกระสุนจริง

"ปัง"

กระป่องนมใบนั้นกระเด็นหวือ เจ้าพ่อเหน็บปืนพกไว้ใต้เข็มขัดตามเดิม ศาสตราจารย์ดิเรกตบมือลั่น ทุกคนเลยตบมือขึ้นบ้าง เจ้าพ่อทุ่งยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ยกมือทั้งสองประสานกันเหนือศีรษะในท่าทางภาคภูมิใจ และแล้วเจ้าพ่อก็ล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบพวงกุญแจ ซึ่งมีมีดพับขนาดกลางเล่มหนึ่งติดอยู่ด้วยออกมา

อาเสี่ยกิมหงวนดึงมีดพับออก มีดเล่มนี้คมกริบเพราะเป็นมีดยี่ห้อชั้นดีของเยอรมันตราฮิตเล่อร์อมยิ้ม อาเสี่ยมองดูคณะพรรคของเขาและสี่นางแล้วชูมีดอวด กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่นว่า

"นี่คือมีดพับ"

นิกรร้องขึ้นทันที

"แผ่งๆ "

เจ้าพ่อกลืนน้ำลายเอื้อก

"ไม่ได้ขายกอเอี๊ยะที่สนามหลวงนะโว้ยอ้ายกร ข้ากำลังแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ให้พวกเจ้าดู ทุกคนจะได้เชื่อว่าข้าสิงสถิตหรือเข้าทรงอยู่ในร่างของอาเสี่ยกิมหงวน"

นิกรใช้ปากตีม้าล่อต่อไป

"แผ่งๆ "

ทุกคนหันมามองดูนายจอมทะเล้นเป็นตาเดียว นิกรยิ้มแห้งๆ คุณหญิงวาดยกมือชี้หน้าหลานชายจอมทะเล้นของท่านแล้วพูดเบาๆ แต่เสียงหนักแน่น

"ไม่รู้จักตายเสียแล้ว เล่นกับเจ้าพ่อถึงตายนะโว้ย ไปล้อท่านได้หรือท่านไม่ใช่คนเหมือนอย่างเรา ท่านเป็นผีมีอิทธิฤทธิ์ แกไม่อยากดูท่านแสดงปาฏิหาริย์ก็ลุกไปซี เมื่อกี้แกเห็นไหมล่ะ ท่านยิงขมับของพ่อหงวนแต่พ่อหงวนไม่เป็นอะไรเลย"

นิกรฝืนหัวเราะ ใครต่อใครต่างเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าพ่อ เจ้าพ่อกระแอมเบาๆ แล้วแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย

"อุ้ยตาย" ประไพร้องเสียงหลง "ท่านจะเล่นกลเชือดลิ้นให้เราดู"

เจ้าพ่อกลืนน้ำลายเอื้อก

"ไม่ใช่เล่นกลโว้ยลูกช้าง เชือดจริงๆ เชือดให้ลิ้นขาดออกจากกัน แล้วต่อให้เหมือนเดิม"

นวลลออยกมือไหว้แล้วพูดเสริมขึ้น

"เชือดแล้วอย่าต่อเลยค่ะเจ้าพ่อคะ ผัวของลูกช้างจะได้เป็นใบ้พูดไม่ได้ ตามปรกติเขาเมาเหล้าเขาพูดมากน่ารำคาญเหลือเกินค่ะ"

เจ้าพ่อหัวเราะ

"ข้าจะทำให้คนทรงของข้าได้รับบาดเจ็บ หรืออันตรายจากข้าไม่ได้หรอกลูกช้าง ทุกคนดูนะ ข้าจะแสดงอิทธิฤทธิ์ของข้าให้ดู" พูดจบเสี่ยหงวนก็ยกมีดพับเชือดเฉือนลิ้นของตัวเอง ท่ามกลางความหวาดเสียวของคุณหญิงวาดและสี่นางกับเจ้าแห้ว

"โอ๊ย" เจ้าแห้วร้องออกมาดังๆ "รับประทานเลือดไหลแดงเถือกแล้วครับเจ้าพ่อ ว้าย น่าเสียวไส้"

อาเสี่ยกิมหงวนเชือดลิ้นของเขาจนขาดติดมือออกมา ปากของเขาแดงไปด้วยเลือด เสี่ยหงวนหรือเจ้าพ่อทุ่งหยิบส่วนปลายลิ้นซึ่งยาวประมาณหนึ่งนิ้วใส่ฝ่ามือข้างขวา แล้วยื่นให้ทุกคนดู นายพลดิเรกรีบคลานเข้ามาดูใกล้ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเป็นลิ้นจริงๆ ศาสตราจารย์ดิเรกได้หยิบมันขึ้นมาพิจารณาดู คราวนี้ใบหน้าของนายพลดิเรกก็ซีดเผือดลงทันที เขาวางปลายลิ้นของกิมหงวนลงบนฝ่ามือของอาเสี่ยตามเดิม แล้วเงยหน้าขึ้นมองดูอาเสี่ย

"อ้าปากแลบลิ้นที่เหลือออกมาให้ผมดูหน่อยซีครับ"

เจ้าพ่อทุ่งอ้าปากกว้าง แลบลิ้นอันแดงเถือกด้วยเลือดออกมาตามคำขอร้องของ ดร.ดิเรก คราวนี้นายพลดิเรกก็ร้องขึ้นดังๆ

"มายก๊อด ลิ้นขาดจริงๆ "

เจ้าพ่อทุ่งหัวเราะก้าก ยัดเศษลิ้นเข้าไปในปากทำปากขมุบขมิบเหมือนกับเคี้ยวหมากฝรั่ง ยกมือซ้ายป้ายเลือดที่ริมฝีปาก สักครู่เจ้าพ่อก็อ้าปากแลบลิ้นออกมายาวเฟื้อย ปรากฏว่าลิ้นของเสี่ยหงวนติดต่อกันตามเดิมโดยไม่มีบาดแผล เลือดในปากก็ไม่มี

เสียงตบมือดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว เจ้าพ่อทุ่งยิ้มแป้น นิกรรีบคลานเข้าไปหาเจ้าพ่อแล้วยกมือขวาเจ้าพ่อเขย่า

"ไม่เลวเลยครับเจ้าพ่อ เจ้าพ่อออกแสดงวิทยากลให้คนชมดีกว่าครับ ผมจะเป็นผู้จัดการวิ่งเต้นเช่าโรงหนังชั้นหนึ่งเปิดแสดงเอง แสดงให้แนบเนียนอย่างนี้รับรองว่ามีคนดูจมไปเลย แล้วเราแบ่งกำไรกันคนละครึ่ง"

เจ้าพ่อกลืนน้ำลายเอื้อก

"ไม่ได้เล่นกลโว้ย ข้าแสดงจริงๆ แสดงด้วยอิทธิฤทธิ์"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"หรือครับ"

"เออ"

"ถ้ายังงั้นลองตัดคอให้ผมดูได้ไหมครับ ผมจะไปเอาดาบมาและผมจะตัดคอเจ้าพ่อเอง ถ้าพลาดพลั้งผมยอมติดคุก"

เจ้าพ่อทุ่งตวาดแว้ด

"พอแล้ว เท่านี้กูก็แย่แล้ว พลาดนิดเดียวก็เท่งทึงเหมือนกัน พูดกันเรื่องงูเหลือมของข้าเถอะโว้ย พวกเจ้าต้องรับผิดชอบเท่าที่พยายามฆ่างูของข้า มิฉะนั้นข้าจะทำให้ลูกช้างทุกคนได้รับภัยพิบัติหรือล้มป่วยด้วยอิทธิฤทธิ์ของข้า"

คุณหญิงวาดกล่าวขึ้นทันที

"กรุณายกโทษให้พวกลูกช้างเถอะค่ะ"

เจ้าพ่อทุ่งฝืนหัวเราะ

"ยกโทษให้เฉยๆ ไม่ได้ ต้องมีการสมาลาโทษและจัดตั้งโต๊ะสังเวย"

คุณหญิงวาดรับปากโดยไม่ต้องคิด

"ตกลงค่ะเจ้าพ่อ เจ้าพ่อจะเสวยอะไรบ้างเจ้าคะ"

"ได้ทั้งนั้นเว้นแต่สาเกเชื่อมและปลากระเบน พรุ่งนี้ตอนเพลลูกช้างจะต้องตั้งโต๊ะสังเวยในสวนนี้หนึ่งโต๊ะ ข้าจะชวนเพื่อนของข้ามากินสักสองสามองค์ล้วนแต่เป็นเจ้าพ่อที่เฮี้ยนๆ "

"ค่ะ ได้ค่ะ ลูกช้างจะจัดหมูเห็ดเป็ดไก่ไว้ให้พร้อม แกงเป็ด แกงไก่ แกงปลาไหลฉู่ฉี่ "

เจ้าพ่อยิ้มแป้น

"แกงปลาไหลตัดออกได้ มันคาวจัดกินเข้าไปแล้วตามเนื้อตัวออกเป็นเม็ดผื่นๆ เหมือนกับยุงกัด เมืองผีหาหมอยาก ถึงมีหมอก็ไม่มีเครื่องมือเพราะไม่เคยมีใครเอาหยูกยาหรือเข็มฉีดยาใส่ลงไปในโลงผีเลย หมอตายก็มาแต่ตัวมีเสื้อผ้ามาชุดเดียว เงินทองก็ไม่มีอย่างดีก็มีเงินอมมาในปากเพียงเหรียญบาทอันเดียว พวกเศรษฐีมีเงินล้านก็ไม่เห็นมีใครขนเอาเงินมาเมืองผีด้วย อ้า-เอาละ เป็นอันว่าข้าอภัยโทษให้เท่าที่พวกลูกช้างทำร้ายงูของข้าและพยายามจะฆ่ามัน ข้าจะเรียกมันมาพบพวกลูกช้างเดี๋ยวนี้แล้วจะไล่มันกลับไปศาล ต่อนี้ไปมันจะไม่มาที่นี่อีก ถ้าข้าไปเล่นกอล์ฟที่เขาใหญ่หรือไปเล่นสกีน้ำที่พัทยา ข้าจะจับมันขังกรงไว้ไม่ปล่อยให้มันมาเที่ยวเพ่นพ่าน"

เจ้าพ่อหรืออาเสี่ยกิมหงวนหลับตาประนมมือ ทำปากหมุบหมิบร่ายเวทย์วิทยา หรือว่าคาถาเรียกงูเหลือมใหญ่ตัวนั้น สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างหันมากระซิบกระซาบกัน ด้วยความเลื่อมใสศรัทธา ศาสตราจารย์ดิเรกนั่งนิ่งเฉยมีความรู้สึกเหมือนกับว่าเขาตกอยู่ในความฝัน เขาแปลกใจอย่างยิ่งที่เจ้าพ่อทุ่งตัดลิ้นให้เขาดูและใช้ปืนพกยิงขมับตัวเองแต่ไม่เป็นไร

เพียงนาทีเดียวเท่านั้น นันทาก็ส่งเสียงกรี๊ดหวีดว้ายชี้มือบอกให้ใครๆ มองดูงูเหลือมยักษ์ ซึ่งกำลังเลื้อยเข้ามาอย่างแช่มช้า

"ไม่ต้องตกใจลูกช้าง" เจ้าพ่อพูดยิ้มๆ "งูของข้าไม่ทำไมใครหรอก เว้นแต่จะไปทำร้ายมันก่อน นั่งเฉยๆ ไม่ต้องลุกหนี"

งูเหลือมยักษ์เลื้อยเข้าไปที่ม้าหินอ่อนตัวนั้น เสี่ยหงวนหรือเจ้าพ่อทุ่งก้มลงยกตัวมันขึ้นพาดบ่าทั้งสองข้าง สี่นางกับคุณหญิงวาดถอยหลังออกห่างด้วยความขยะแขยง ทั้งเกลียดทั้งกลัว งูเหลือมขยับพันตัวรอบคออาเสี่ยและเคลื่อนไหวลำตัวไปมา เสี่ยหงวนยกมือขวาลูบคลำมันด้วยความรัก

"ต่อไปนี้ไม่ต้องมาที่บ้านนี้อีกเข้าใจไหม มาลักขโมยหมาเขากินอย่างนี้เสียชื่อข้าโว้ย เอ็งเป็นงูจ้าวไม่ใช่งูจิ๊กโก๋หรืองูกุ๊ย ถึงไม่มีปลอกคอใครๆ เขาก็รู้ว่าเอ็งเป็นงูของข้า"

เจ้างูเหลือมแลบลิ้นแผล็บๆ ถ้าหากว่ามันรัดกิมหงวนอาเสี่ยก็เท่งทึงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่อิทธิฤทธิ์ของเจ้าพ่อทำให้งูยักษ์ไม่ทำร้ายคนทรง เจ้าพ่อยิ้มให้ทุกๆ คน แล้วกล่าวว่า

"ลูกช้างเห็นแล้วสินะว่ามันเชื่องและน่ารักเช่นนี้"

คุณหญิงวาดยกมือไหว้ปะหลกๆ และกล่าวขึ้นทันที

"กรุณาอย่าให้มันมาที่นี่อีกเลยนะคะเจ้าพ่อ"

"แน่นอน มันจะต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้า" แล้วเจ้าพ่อก็กล่าวกับงูของท่าน "ไป-กลับไปศาลของข้า แล้วอย่าเสือกขึ้นรถเมล์ไปล่ะผู้คนเขาจะตกใจดีไม่ดีรถคว่ำ ก็จะทำให้ผู้โดยสารบาดเจ็บล้มตาย มึงมายังไงก็กลับไปยังงั้น ดูได้หรือน่ะโตเป็นควายแล้วผ้าผ่อนไม่นุ่งเสือกมาเที่ยวจนถึงนี่ สันดานไม่ดีชอบเที่ยวชอบขโมยของเขากิน กินกระทั่งหมา แทนที่จะกินข้าวผัด ก๋วยเตี๋ยวผัดหรือของกินอื่นๆ อีกถมไป ว่าแล้วยังจะมองดูหน้าอีกเดี๋ยวตบดิ้น ไปซี"

งูเหลือมยักษ์ค่อยๆ คลายขดตัวของมันที่รัดคอเจ้าพ่อทุ่งออกแล้วคลานลงจากตัวเจ้าพ่อทุ่งหรืออาเสี่ยกิมหงวน เลื้อยลงไปจากม้าหินอ่อน

สามสหายกับสี่นาง และท่านผู้ใหญ่ทั้งสองกับเจ้าแห้วต่างจ้องตาเขม็งมองดูมัน งูเหลือมยักษ์เลื้อยปราดไปทางสระน้ำหลังบ้าน ทันใดนั้นเองอาเสี่ยก็ตัวสั่นเหมือนตอนแรกที่เจ้าเข้า ร่างของเขาสั่นเทิ้มขาทั้งสองข้างสั่นพั่บๆ และแล้วอาเสี่ยก็หงายหลังผลึ่งร่วงลงมาจากม้าหินอ่อน ท่ามกลางเสียงร้องหวีดว้ายของสี่นางและคุณหญิงวาด

เจ้าพ่อทุ่งออกจากร่างกิมหงวนแล้ว อาเสี่ยนอนหงายเหยียดยาวอยู่บนพื้นดิน นายพลดิเรกรีบลุกขึ้นวิ่งเข้ามาทรุดตัวนั่งข้างๆ แล้วประคองเสี่ยหงวน พออาเสี่ยลืมตาขึ้นมองดูโลก ดร.ดิเรกก็ยิ้มออกมาได้

"กันเป็นอะไรไปหมอ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะเบาๆ

"เปล่า ไม่ได้เป็นอะไรหรอก แต่เจ้าพ่อทุ่งเจ้าของงูตัวนั้นท่านมาเข้าทรงแก"

อาเสี่ยกิมหงวนขมวดคิ้วย่น

"เจ้าพ่อเข้าทรงกัน "

"ออไร๋ แล้วเขาก็ประคองกิมหงวนให้ลุกขึ้นนั่งบนม้าหินอ่อนตามเดิม

อาเสี่ยมองดูคณะพรรคของเขากับท่านผู้ใหญ่ และสี่นางด้วยความประหลาดใจยิ่ง เมื่อเห็นทุกคนนั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่บนพื้นสนามหญ้าเบื้องหน้าเขา พอสบตากับคุณหญิงวาดเขาก็ยิ้มให้ท่านและพูดเบาๆ

"เจ้าพ่อที่ไหนมาเข้าผมครับคุณอา"

"เจ้าพ่อทุ่งเจ้าของงูเหลือมใหญ่ตัวนั้นน่ะซี ท่านออกจากร่างเธอเมื่อกี้นี้เองพ่อหงวน ท่านไล่งูของท่านกลับไปแล้ว มันจะไม่มารบกวนเราอีกซึ่งอากับเจ้าพ่อได้ตกลงกันเรียบร้อย"

อาเสี่ยแสดงท่าทีแปลกใจอย่างยิ่ง เขาลุกขึ้นจากม้าหินอ่อนลงมานั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา แล้วกล่าวถามนิกรอย่างเป็นงานเป็นการ

"เจ้าพ่อเข้าทรงกันจริงๆ หรือกันแกล้งทำโว้ย"

นิกรตวาดแว้ด

"ฉันจะไปตรัสรู้ได้อย่างไร"

"อือ ชอบกลว่ะ กันรู้สึกตัวคล้ายกับว่ากันเคลิบเคลิ้มไปครึ่งหลับครึ่งตื่น เหมือนกับอยู่ในแดนสนธยา"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้น ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องเจ้าพ่อทุ่งที่มาเข้าทรงอาเสี่ยกิมหงวน อย่างไรก็ตามคุณหญิงวาดกับสี่นางต่างโล่งใจแล้วเพราะมั่นใจว่า งูเหลือมยักษ์ตัวนั้นคงจะไม่มารบกวนอีก

อวสาน