พล นิกร กิมหงวน 120 : อิทธิปาฏิหาริย์

เฮลิค็อปเต้อรของกองทัพอากาศเครื่องนั้นพาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินทางจากสนามบินดอนเมืองในตอนสายมาบินวนเวียนเหนือขุนเขาลำเนาไพร ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดกาญจนบุรี ก่อนเที่ยงวันนั้น

เฮลิค็อปเต้อรเครื่องนี้แบบใหม่ที่สุดของกองทัพอากาศที่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เป็นเครื่องบินธุรการ ๑๐ ที่นั่ง เครื่องยนต์ ๑,๘๐๐ แรงม้า อัตราเร็ว ๑๕๐ ไมล์ต่อชั่วโมง พิสัยบิน ๖๐๐ ไมล์ นับว่าเป็นเครื่องบินเฮลิค็อปเต้อรที่ใช้การได้ดีที่สุด ที่นั่งนักบินอยู่สูงกว่าผู้โดยสารแต่ไม่ได้กั้นเป็นห้อง มองเห็นตัวกันพูดคุยกันได้

ขณะนี้นายพลดิเรกกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ กำลังตรวจดูแผนที่ภูมิประเทศเบื้องล่าง เสี่ยหงวนกำลังสนใจกับทิวทรรศน์ป่าดงพงไพร นิกรนั่งสัปหงกตามเคย ส่วนเจ้าแห้วนั่งฮัมเพลง "โอ-เอเชียนเกมส์" เบาๆ

พ.อ.พล นั่งคู่อยู่กับนักบินบนเก้าอี้นักบินผู้ช่วย เขากำลังสนทนากับนักบินถึงเรื่องการชกมวยชองแช็มเปี้ยนโลก ระหว่างวอลเต้อร แม็คโกแวน กับชาติชาย เชี่ยวน้อยที่ผ่านมาเมื่อสัปดาห์ก่อน นักบินคือ ร.อ.เจตน์ จันทรรังสี สำเร็จการบินมาจากอเมริกา อายุประมาณ ๓๐ ปีและยังเป็นโสด

คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วแต่งเครื่องแบบฝึกสวมหมวกแก๊ปทรงอ่อน มีสัมภาระติดตัวมาคนละไม่น้อยเพราะจะต้องนอนค้างอยู่ในป่านี้ ๓ คืน ร.อ.เจตน์นำเฮลิค็อปเต้อรบินผ่านยอดเขาเล็กๆ หลายลูกและเลี้ยวขวาเป็นวงกลมกว้างตามความประสงค์ของศาสตราจารย์ดิเรก สักครู่พลก็หันมาร้องถามขึ้น

ดังๆ

"ว่ายังไงโว้ยหมอ จะให้คุณเจตน์เอาเครื่องบินลงตรงไหนแน่"

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้

"ลงแถวนี้แหละ ลงบนที่ราบตามหุบเขาข้างล่าง เราเข้าเขตช้างเผือกแล้ว"

ร.อ.เจตน์บังคับเฮลิค็อปเต้อรบินผ่านยอดเขาลูกหนึ่ง และแล้วก็นำเครื่องร่อนลงในบริเวณหุบเขาตามสบาย พลลุกขึ้นจากที่นั่งเดินมาทางคณะพรรคของเขา แล้วหยุดยืนเบื้องหน้านิกร

"เฮ้ย ถึงแล้วโว้ยอ้ายกร"

นิกรลืมตาโพลงแล้วยิ้มแห้งๆ

"อย่าโกหกหน่อยเลยวะ เครื่องบินยังไม่ทันขึ้นจากดอนเมือง บอกได้ว่าถึงแล้ว"

พลหัวเราะลั่น

"แกโผล่ออกไปดูซิ นี่มันในป่าหรือสนามบินดอนเมืองแน่ แกน่ะพอขึ้นนั่งเครื่องบินยังไม่ทันเครื่องบินจะติดเครื่องแกก็หลับกรนสนั่นหวั่นไหว"

เสียงนักบินพูดเสริมขึ้น

"ถึงแล้วครับผู้การ เราอยู่ในบริเวณเทือกเขาตะนาวศรีทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกาญจนบุรีครับ"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"บริเวณเขาช้างเผือกนั่นแหละ เราอยู่ห่างจากปิล็อคราว ๑๐ กิโลเมตร ปิล็อคอยู่เหนือเราขึ้นไป ส่วนทองผาภูมิอยู่ห่างจากเราไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๒๐ กิโลเมตร หน้าที่ของพวกเราก็คือสำรวจบริเวณไหล่เขาเล็กๆ ลูกใดลูกหนึ่งเพื่อตั้งสถานีวิทยุและเรด้า ขนข้าวของลงจากเครื่องบินได้แล้วโว้ย" พูดจบเขาก็ทำตาเขียวกับนิกร "ลุกขึ้นอ้ายกร ขณะนี้เรากำลังปฏิบัติราชการและทุกคนอยู่ในบังคับบัญชาของกัน"

คณะพรรคสี่สหายต่างหอบหิ้วสัมภาระคือข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นตลอดจนอาวุธปืนและเสบียงอาหารลงจากเฮลิค็อปเต้อร ร.อ.เจตน์ช่วยขนของให้ด้วย สิ่งของเหล่านี้นำไปกองรวมกันไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่แห่งหนึ่งห่างจากเครื่องบินราว ๑๐ เมตร

"อาจารย์ไม่มีอะไรที่จะใช้ผมอีกแล้วไม่ใช่หรือครับ" นักบินถามยิ้มๆ

"ออไร๋ คุณนำเครื่องบินเดินทางกลับได้แล้ว ขอบคุณมากที่มาส่งเราโดยปลอดภัยและอย่าลืมว่าวันศุกร์นี้เวลา ๘.๐๐ นาฬิกาตรงคุณจะต้องมารับเราที่นี่"

เสี่ยหงวนพูดเสริมขึ้น

"ลืมไม่ได้นะครับ ถ้าลืมเราก็ต้องเดินย่ำต๊อกบุกป่าฝ่าดงไปเมืองกาญจน์ กว่าจะไปถึงผมยาวแค่ตาตุ่ม ดีไม่ดีถูกเสือตะปบเอาไปกินหมด"

นักบินหัวเราะเบาๆ

"ไม่ลืมหรอกครับผู้การ เพราะมีคำสั่งระบุไว้แล้วเกี่ยวกับเรื่องนี้ ขอให้ทุกท่านโชคดีและปลอดภัยนะครับ อ้า-ผมเคยทราบว่าป่าบริเวณเขาช้างเผือกนี้มีช้างและเสือชุกชุมมาก งูจงอางก็แยะ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"พูดเป็นเล่นไปน่าคุณเจตน์"

"จริงๆ ครับ เพื่อนผมคนหนึ่งเขาเป็นคนเมืองกาญจน์เขาเล่าให้ผมฟัง อ้า-ผมลาละครับ" พูดจบนักบินก็ชิดเท้าตรงยกมือวันทยาหัตถ์อย่างแข็งแรง

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างวันทยาหัตถ์ตอบ ร.อ.เจตน์พาตัวไปขึ้นเครื่องบินของเขา ต่อจากนั้นสักครู่เครื่องยนต์ก็ถูกสต๊าท ใบพัดใหญ่เริ่มต้นหมุนรอบตัวของมัน

เฮลิค็อปเต้อรเครื่องนั้นถูกเร่งความเร็วขึ้นและลอยสู่อากาศบินย้อนกลับไปทางทิศตะวันออก คณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วมองดูจนกระทั่งแลเห็นมันลับยอดเขาลูกหนึ่งไป

เจ้าแห้วหรือ จ.ส.ต.แห้วกล่าวถามเจ้านายของเขาอย่างนอบน้อม

"รับประทานพวกเราจะพักกันที่ไหนล่ะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"เออ จริงโว้ย เรื่องที่พักสำคัญมาก ตอนนี้อากาศมันหนาวเหลือเกิน นี่เกือบเที่ยงแล้วก็ยังเยือกเย็น ถ้าเป็นเวลากลางคืนและตอนดึกคงจะหนาวกว่านี้มาก เราควรจะพักตามถ้ำตื้นๆ ดีกว่า กลางคืนจุดไฟเข้าสักกอง ก็ช่วยให้พวกเราอบอุ่นนอนสบายเสือช้างก็ไม่รบกวน"

นิกรว่า "แต่บรรยากาศตามถ้ำต่างๆ มันวังเวงยังไงชอบกลนะครับ เขาว่าพวกผีป่ามักจะชอบอาศัยอยู่ตามถ้ำ เสือหรือช้างมันน่ากลัวก็จริง แต่พวกเรามีปืนล่อมันเข้าสักโป้งเดียวมันก็ดิ้น ส่วนผียิงไม่เข้านี่ครับ ผมคิดว่านอนนอกถ้ำดีกว่า ถึงอย่างไรก็พอมีทางหนีทีไล่"

นายพลดิเรกมองดูนิกรอย่างขบขัน

"เมื่อไรแกจะหายกลัวผีเสียทีวะ"

"นั่นน่ะซี" นิกรพูดเสียงหนักแน่น "กันก็ถามตัวกันเองอย่างนี้แทบทุกวัน กลัวน่ะไม่กลัวหรอกแต่มันหวาดโว้ย บางทีไม่ตั้งใจจะวิ่งหนีแต่ขามันพาตัววิ่งไปเอง กันกับผีไม่ลงรอยกันมานานแล้วโดยเฉพาะผีป่ากันไม่ชอบหน้ามันเลย แต่ละตัวเห็นแล้วพาลจะช็อคตาย"

มีการปรึกษาหารือกันสักครู่สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ช่วยกันหอบหิ้วข้าวของสัมภาระเดินตรงไปที่ภูเขาลูกหนึ่งซึ่งเป็นภูเขาขนาดเล็กแต่เทือกของมันติดต่อกับเขาลูกอื่นเรื่อยไปเป็นแนวยาวสุดสายตา ทิศตะวันตกของกาญจนบุรีนั้นเต็มไปด้วยป่าเขาและดงดิบจนกระทั่งถึงพรมแดนไทยพม่าซึ่งมีขุนเขาตะนาวศรีและขุนเขาถนนธงชัยกั้นพรมแดน

บนเนินเขาลูกนั้นสูงจากพื้นดินเพียงสามสี่เมตร เป็นที่ราบเรียบและมีถ้ำใหญ่น้อยหลายแห่งซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ โพรงหินแห่งหนึ่งมีลักษณะคล้ายกับถ้ำแหว่งเว้าเข้าไปในภูเขากว้างประมาณ ๓ เมตร สูง ๒ เมตรและลึกเพียง ๓ เมตรเท่านั้น ภายในราบเรียบน่าพักอาศัยเป็นที่กำบังลมและน้ำค้างในตอนกลางคืน ทุกคนตกลงใจพักผ่อนอยู่ในถ้ำหรือโพรงหินที่กล่าวนี้ ด้านนอกมีลำธารเล็กๆ อยู่สายหนึ่ง น้ำในลำธารใสแจ๋วใช้อาบกินได้อย่างสบาย

ภายในถ้ำ นิกรยกข้อมือดูเวลาแล้วกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"อาหารกลางวันของพวกเรามีอะไรบ้างวะอ้ายแห้ว เกือบเที่ยงแล้วอีก ๑๕ นาทีเท่านั้น"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อยแล้วแกล้งถาม

"คุณจะรับประทานอะไรล่ะครับ"

"สักสองสามอย่างก็พอวะ ซี่โครงหมูอบ มักกะโรนีผัดกุ้ง แล้วก็สะเต๊กเนื้อสันสักจาน ขนมปังปิ้งและกาแฟร้อน"

เจ้าแห้วหัวเราะลั่น

"รับประทานยังงั้นต้องมีลูกหาบมาด้วยสัก ๒๐ คนครับ มีตู้เย็นน้ำมันก๊าดแบกมาด้วยสำหรับแช่เนื้อสัตว์และผักสดผลไม้ไว้ให้คุณ ผมมีแต่ปลากระป๋อง ไข่พะโล้กับหมูต้มเค็มครับ รับประทานกับขนมปังเป็นอาหารกลางวันมื้อนี้ มื้อเย็นและพรุ่งนี้ต้องหาเองถ้าไม่ได้ก็อด"

นิกรหน้าจ๋อย

"เอา มียังไงก็กินยังงั้น ที่จริงแกน่าจะเตรียมอาหารใส่ปิ่นโตมาบ้างสำหรับอาหารกลางวัน"

"โธ่-รับประทานสัมภาระแค่นี้ผมก็แบกจนลิ้นห้อยแล้ว ปืนผาหน้าไม้หยูกยาเครื่องใช้ที่จำเป็น เสื้อผ้าสารพัด เรามาราชการนะครับไม่ใช่มาเที่ยวป่าล่าสัตว์"

บ่ายวันนั้นเองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ออกสำรวจภูมิประเทศแถบนั้นเพื่อหาพื้นที่อันเหมาะสมตามไหล่เขาหรือสันเขาสำหรับสร้างสถานีวิทยุและเรด้าของทางราชการทหาร

ทุกคนขึ้นมาปรากฎตัวบนสันเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งซึ่งสูงจากพื้นดินไม่ถึง ๑๐๐ เมตร เขาลูกนี้มีความยาวพันกว่าเมตร บนเขาเป็นที่รื่นรมย์ร่มเย็นเต็มไปด้วยต้นสนสวยงามมองแลเห็นทิวทรรศน์ของป่าดงพงไพรโดยรอบซึ่งมีขุนเขาตะนาวศรีสูงตระหง่านเงื้อมอยู่เบื้องหน้าแลทะมึน

นายพลดิเรกได้ถ่ายภาพภูมิประเทศบนสันเขาบริเวณนี้ไว้หลายภาพเพื่อนำไปประกอบรายงานเสนอฯ พณฯ ผู้บัญชาการทหารสูงสุดเกี่ยวกับการสำรวจพื้นที่ตามที่เขาได้รับคำสั่งให้มาทำงานในครั้งนี้ เขาตรวจดูแผนที่ที่นำติดตัวมาและโน๊ตข้อความลงในสมุดโน๊ตของเขาสามสี่หน้ากระดาษ นิกรกับเสี่ยหงวนช่วยกันวัดพื้นที่ตามคำสั่งของนายพลดิเรกด้วยเท็ปที่เตรียมมา ในไม่ช้านี้หรืออีกหนึ่งปีข้างหน้าสถานีวิทยุและสถานีเรด้าจะถูกสร้างขึ้นบนเขาลูกนี้แน่นอน ซึ่งนายพลดิเรกกับคณะเป็นผู้สำรวจพื้นที่จัดตั้งมาหลายแห่งแล้วตามพรมแดนทั่วราชอาณาจักร

หลังจากสำรวจพื้นที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็นั่งพักผ่อนสนทนากันตามหมู่ก้อนหินใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง ขณะที่ศาสตราจารย์ดิเรกกำลังอธิบายให้ฟังว่ากาญจนบุรีอุดมสมบูรณ์ด้วยทรัพยากรธรรมชาติ เจ้าแห้วก็ร้องเอะอะเอ็ดตะโรขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"รับประทานคนเหาะครับ โน่นครับกำลังเหาะมาทางนี้เห็นไหมครับ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างมองตามสายตาเจ้าแห้ว และแล้วทุกคนก็ตกตะลึงพรึงเพริดไปตามกัน ภาพที่ปรากฎในสายตานั้นคล้ายกับว่ามันเป็นภาพลวงตาหรือเป็นภาพที่เกิดขึ้นจากความฝันมากกว่าที่จะเป็นความจริง

"มายก๊อด " นายพลดิเรกคราง "คนเหาะจริงๆ "

ทุกคนต่างจ้องมองดูท่านผู้วิเศษหรือท่านผู้มีอิทธิฤทธิ์ผิดมนุษย์ด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจเหลือที่จะกล่าว ร่างที่กำลังเหาะใกล้เข้ามานั้นเป็นมนุษย์ผู้ชายคนหนึ่งและเป็นชายชรานุ่งขาวห่มขาว หนวดเคราขาวเหมือนสำลี ผมยาวขาวโพลน ลักษณะการนุ่งผ้านุ่งแบบโจงกระเบน เสื้อผ้าสีขาวนั้นเก่าและสกปรกจนคล้ำ ท่านผู้วิเศษเหาะผ่านคณะพรรคสี่สหายกับท่านเจ้าคุณและเจ้าแห้วในระยะต่ำมาก ความเร็วประมาณชั่วโมงละ ๑๕ ไมล์จึงมองเห็นตัวท่านอย่างถนัดชัดเจน ท่านนั่งขัดสมาธิวางมือทั้งสองไว้ที่หน้าตัก บังคับตัวลอยมาในอากาศด้วยอิทธิปาฏิหาริย์หรือบุญฤทธิ์ของท่าน

ความตื่นเต้นประหลาดใจทำให้ พล นิกร กิมหงวนพูดอะไรไม่ออก เมื่อท่านผู้วิเศษเหาะเลยไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ประนมมือไหว้และกล่าวขึ้นทันที

"ผู้วิเศษ ท่านคือผู้วิเศษแน่ๆ "

ทุกคนยังคงมองตามผู้นั้นซึ่งกำลังเหาะต่ำลงไปสู่หุบเขาเบื้องล่างจนกระทั่งหายลับไปในระหว่างหมู่ต้นไม้ใหญ่ที่ขึ้นปกคลุมทั่วบริเวณ นิกรยกมือจับแขนเสี่ยหงวนเขย่าค่อนข้างแรง

"โชคของกันแล้วอ้ายหงวน"

"แกหมายความว่ายังไง" อาเสี่ยถาม

"กันเป็นมหาเศรษฐีในคราวนี้อย่างไม่ต้องสงสัย กันจะติดตามหาตัวท่านผู้วิเศษองค์นี้แล้วมอบตัวเป็นลูกศิษย์ของท่าน เท่านี้ท่านก็จะบอกเลขท้ายให้กันแทงถูกงวดละพันสองพันกันก็สบายแฮไปเท่านั้น ลงเหาะได้ก็แสดงว่าท่านมีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์ ท่านจะต้องหยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร มองเห็นอดีตปัจจุบันและอนาคต ล็อตเตอรี่ยังไม่ทันออกท่านก็รู้แล้วว่ามันจะออกเลขอะไร ฮ่ะ ฮ่ะ"

นายพลดิเรกมองดูหน้าพลอย่างตื่นๆ แล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"กันไม่ได้ฝันไปหรอกหรือเพื่อน กันงงไปหมดแล้ว มนุษย์เหาะได้โดยไม่มีเครื่องยนตร์ที่ช่วยทำตัวให้เหาะไปได้ เป็นไปได้หรือวะพล"

พลว่า "แต่เป็นไปแล้ว และแกก็เห็นกับตาของแกแล้ว คราวนี้แหละแกจะได้รู้ว่าเรื่องอิทธิปาฏิหาริย์นั้นมันมีจริง"

"ออไร๋ กันก็ไม่เคยปรักปรำว่าเป็นเรื่องเหลวไหล โยคีในอินเดียแถบลุ่มแม่น้ำคงคาล้วนแต่มีอิทธิฤทธิ์ต่างๆ จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ยอมจำนน บางคนกินยาพิษ กินตะปู กินเศษแก้วแต่ไม่เป็นไร เอ๊กซเรย์ดูก็มองเห็นอยู่ในกระเพาะ บางคนเอาตะปูตอกตามตัวจนทั่ว ใช้ตะปูใหญ่ๆ ขนาดสามนิ้วตอกกระทั่งศีรษะ ยิ่งไปกว่านั้นโยคีนอนให้รถไฟทับตัวขาดสองท่อน ตับไตไส้พุงเรี่ยราด"

เจ้าแห้วถามขึ้นทันที

"แล้วตายไหมครับ"

"ก็ตายน่ะซี คนเราถูกรถไฟทับตัวขาดสองท่อนจะอยู่ได้อย่างไรวะ แต่โยคีที่อินเดียมีอิทธิฤทธิ์จริงๆ ผู้คนเคารพนับถือมาก ท่านผู้วิเศษองค์นี้อาจจะเป็นโยคีที่เดินทางมาจากอินเดียก็ได้"

นิกรขัดขึ้น

"ไม่ใช่แขกโว้ย หน้าตาของท่านบอกว่าท่านเป็นคนไทย คนไทยที่เป็นผู้วิเศษมีอิทธิฤทธิ์ผิดมนุษย์จำศีลภาวนาอยู่ตามถ้ำในป่าดงพงไพรก็ยังมีอยู่ คุณอากันคือแม่อ้ายพลท่านก็เคยเล่าให้กันกับอ้ายพลฟังว่า ท่านเคยเห็นคนเหาะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามพลทันที

"จริงหรือวะพล"

พลหัวเราะเบาๆ

"จริงครับ คุณแม่เล่าว่าตอนนั้นท่านเป็นข้าหลวงสมเด็จพระพันปีหลวงอยู่ในวังและท่านพึ่งรุ่นสาว ตอนเย็นวันหนึ่งเกือบพลบค่ำแล้วท่านกับเพื่อนข้าหลวงสามสี่คนแลเห็นท่านผู้วิเศษองค์หนึ่งเหาะวนเวียนรอบวังชั้นในในระยะต่ำ ผู้วิเศษองค์นั้นเป็นเณรครับ แล้วเหาะหายไปทางทิศตะวันตก"

"รับประทานยายผมก็เคยเล่าให้ฟังเหมือนกันครับ แกว่าแกเคยเห็นเณร"

นิกรขมวดคิ้วย่นจ้องมองดูหน้าเจ้าแห้ว

"เณรเหาะได้องค์นั้นน่ะเรอะ"

"เหาะไม่ได้หรอกครับ รับประทานยายเคยเห็นเณรออกเดินบิณฑบาตรตอนเช้าๆ "

"เดี๋ยวก็ถีบโครมเข้าให้เท่านั้นเอง" นิกรพูดเสียงหัวเราะแล้วหันมาทางนายพลดิเรก "แกเชื่อแล้วหรือยังว่าท่านที่เหาะข้ามหัวพวกเราไปเมื่อกี้นี้คือผู้วิเศษ"

"ออไร๋ ไอเชื่อแน่นอน ท่านเป็นผู้วิเศษแน่ๆ ท่านสามารถเหาะได้ด้วยอิทธิฤทธิ์ซึ่งเกิดจากเวทมนตร์หรือตบะของท่านที่ท่านได้บำเพ็ญพรตสละกิเลสมาช้านานและบางทีท่านอาจจะมีอายุตั้งสามสี่ร้อยปีก็ได้เพราะเมื่อท่านมีบุญฤทธิ์ท่านก็ต้องเอาชนะความเจ็บและความตาย ถึงสังขารจะร่วงโรยทรุดโทรมไปท่านก็ยังแข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดโพล่งขึ้น

"ติดตามค้นหาตัวท่านเถอะวะพวกเรา ท่านเหาะลงระหว่างหุบเขาทางโน้น ป่านนี้ท่านคงจะเข้าไปพักผ่อนในถ้ำที่อยู่ของท่าน การค้นหาคงไม่ยากอะไร"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ ถ้าพบตัวท่านผมจะเอาปืนขู่บังคับให้ท่านบอกผมว่าเลขท้ายสามตัวงวดอังคารหน้าคือเลขอะไร"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ถึงกับเอาปืนขู่ท่านเชียวเรอะ ท่านเป็นผู้วิเศษโว้ย ขืนเอาปืนขู่ท่าน ท่านอาจจะโยนงูเห่ามาคล้องคอแกก็ได้ เล่นกับผู้วิเศษถึงตายนะจะบอกให้ ขนาดเหาะได้ก็ต้องแสดงว่าท่านแน่จริงๆ เราไปกราบท่านฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านเถอะ อย่างน้อยท่านก็คงจะให้อะไรเรามาบ้าง ผู้วิเศษทุกคนต้องมีของดีแม้กระทั่งชานหมากของท่านก็เป็นของขลังอยู่ยงคงกระพัน"

นายพลดิเรกพูดขึ้นทันที

"ออไร๋ ไปหาท่านเถอะครับ ผมสนใจกับท่านมาก ผมอยากจะฝากตัวเป็นศิษย์ท่าน และไต่ถามท่านดูว่าท่านเหาะได้อย่างไร ถ้าเหาะได้ด้วยเวทมนตร์คาถาผมจะเชิญท่านเข้าไปในกรุงเทพฯ ทำเรื่องเสนอผู้บังคับบัญชาเพื่อให้ท่านฝึกทหารราบให้เหาะได้แบบเดียวกับท่าน การป้องกันประเทศชาติของเราจะได้เข้มแข็งขึ้นอีก"

พลหัวเราะหึๆ

"ผู้วิเศษอย่างนี้น่ะ ท่านไม่ยุ่งกับทางโลกหรอกหมอ ท่านพอใจที่จะใช้ชีวิตของท่านอย่างสงบเงียบอยู่ในป่าดงพงไพรเช่นนี้ เราไปหาท่านท่านอาจจะไม่ยอมพูดกับพวกเราก็ได้ เพราะท่านถือว่าพวกเราไปรบกวนเวลาจำศีลภาวนาของท่าน"

นิกรว่า "ถ้าไม่พูดกับเรา ไม่ยอมต้อนรับพวกเรา ก็ต้องกลับไปกรุงเทพฯ ไปจ้างนางระบำประเภทเนื้อนมไข่มาสักคน แก้ผ้าเต้นจ้ำบ๊ะให้ท่านผู้วิเศษดู เท่านี้ก็ตบะแตกคุยจ้อกลายเป็นหนุ่มไปเท่านั้น ในเรื่องรามเกียรติ์ก็เคยมีตัวอย่างมาแล้ว ใช้ผู้หญิงปราบตบะพวกฤาษี เปลือยกายเต้นจ้ำบ๊ะให้ดูฤาษีก็เลยเกิดตัณหาราคะขึ้นเลยหมดฤทธิ์ ผู้ชายเราน่ะต่อให้แก่จนตาเป็นน้ำข้าวหนังตกกระ หรือหนังกลับเดินไม่ไหวต้องเอาหน้าอกไถดินเลื้อยไปอย่างงู เห็นสาวๆ เข้าก็ยังอดเจ้าชู้ไม่ได้เพราะผู้หญิงสาวทำให้ผู้ชายสดชื่น คนไข้คนหนึ่งชักตาตั้งอ้าปากปะหงับๆ พอนางพยาบาลก้มลงจูบทีเดียวเท่านั้นลุกขึ้นเต้นวาตูซี่กับนางพยาบาลได้ทันที"

พลพูดตัดบท

"พอแล้วอ้ายกร ฝอยมากไปแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างพากันลงจากสันเขาลูกนั้น มุ่งตรงไปยังหุบเขาที่แลเห็นเบื้องหน้าเพื่อติดตามค้นหาตัวผู้วิเศษตามเถื่อนถ้ำต่างๆ พล นิกร กิมหงวนและนายพลดิเรกมีปืนไรเฟิลติดกล้องเล็งซึ่งเป็นปืนล่าสัตว์แบบทันสมัยคนละกระบอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้ปืนแฝดตามความถนัดของท่าน เจ้าแห้วสะพายปืนยิงเร็วแบบคาไบน์บรรจุแม็คกาซีนพร้อม

เมื่อลงมาถึงเชิงเขา พ.อ.พลก็เดินนำหน้าพาตรงไปยังหุบเขาเบื้องหน้า ภูมิประเทศบางตอนก็เป็นป่าโปร่ง บางแห่งก็เป็นที่ราบเชิงเขาเต็มไปด้วยป่าไผ่มากมาย ขณะที่ทุกคนเดินผ่านหนองน้ำเล็กๆ แห่งหนึ่ง นิกรได้ร้องขึ้นดังๆ

"เฮ้....หยุด หยุดโว้ยพวกเรา เตรียมปืนได้"

ทุกคนหยุดชะงักและเดินเข้ามารวมกลุ่มกัน

"แกเห็นอะไรหรืออ้ายกร" พลถาม

นิกรชี้มือไปที่วัตถุกองหนึ่งที่โคนต้นไม้ใหญ่

"เห็นขี้เสือนั่นไหม"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"กลัวกระทั่งขี้เสือเชียวรึอ้ายกร"

นิกรลืมตาโพลง

"อ้าว แกช่างไม่รู้อะไรเสียเลย ขี้เสือแห้งที่หมดกลิ่นแล้วแสดงว่าเสือมันขี้ไว้และผ่านไปหลายวันแล้ว นี่มันขี้เปียกและสดอยู่กลิ่นให้คลุ้งแสดงว่ามันเพิ่งอึภายในสองสามนาทีนี้ เสือมันก็เหมือนกับคน เมื่อกินเข้าไปแล้วก็ต้องอึ และเมื่ออึแล้วก็หิวต้องกินอีก เชื่อกันเถอะกันแน่ใจว่าเสือมันจะต้องป้วนเปี้ยนดักหาเหยื่อของมันอยู่แถวนี้แหละ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชักใจไม่ดี รีบปลดปืนแฝดลงจากบ่าของท่านทันที ปืนกระบอกนี้บรรจุกระสุนสำหรับยิงสัตว์ไว้พร้อมแล้วรวม ๒ นัด

"จริงของอ้ายกรมัน" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับทุกๆ คน "เรื่องนี้อ้ายกรมันรอบคอบกว่าพวกเรา เคลื่อนที่ต่อไปได้แต่ต้องระวังตัวให้มาก ถ้ายังไงเราต้องยิงมันก่อน"

"ยิงตรงไหนครับ" อาเสี่ยถาม

"ตามใจแกซีโว้ย ยิงตรงไหนก็ได้ให้มันตายก็แล้วกัน"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกเดินต่อไป ซึ่งนิกรกับเจ้าแห้วอยู่ล้าหลัง ทุกคนต่างสอดส่ายสายตามองหาพยัคฆ์ร้าย สักครู่หนึ่งนิกรก็กระซิบบอกเจ้าแห้วเบาๆ

"กันได้กลิ่นมันโว้ย"

เจ้าแห้วใจหายวาบ

"รับประทานกลิ่นเสือหรือครับ"

"เออ" แล้วนิกรก็ทำจมูกฟุดฟิด "ฮื่อ-ได้กลิ่นอีกแล้ว กลิ่นสาบเสือแรงมากเพราะเสือมันไม่ชอบอาบน้ำ ถึงอาบน้ำก็ไม่เคยฟอกสบู่เหมือนอย่างเรา ระวังนะโว้ย ถ้ามันกระโจนออกมาจากพุ่มไม้ที่มันแอบซ่อนตัวอยู่ มันจะต้องคาบเอาพวกเราคนใดคนหนึ่งไปกินและคนนั้นอาจจะเป็นแกก็ได้"

เจ้าแห้วเสียขวัญแล้ว ใบหน้าซีดเผือดทันที

"รับประทานคุณมีคาถากันเสือไหมครับ"

นิกรหัวเราะ

"เสือนะโว้ยไม่ใช่ผี เสือมันไม่กลัวเวทมนตร์คาถาหรอก เพราะมันไม่ใช่ผีหรือเปรตอสุรกาย"

ทันใดนั้นเอง เสือโคร่งหรือเสือลายพาดกลอนขนาดใหญ่ตัวหนึ่งได้เผ่นแผล็วออกมาจากพุ่มไม้เบื้องหน้ายืนขวางทางอ้าปากร้องคำรามลั่นในท่าทีดุร้ายตามวิสัยเจ้าป่า ทุกคนหยุดชะงักและบางคนก็กระโจนเข้าไปยึดต้นไม้ใหญ่เป็นที่กำบังตน

กระสุนปืนของพลแผดเสียงขึ้นเป็นนัดแรก

"ปัง"

ในเวลาไล่ๆ กัน นิกร กิมหงวน นายพลดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เหนี่ยวไกยิงปล่อยกระสุนหมายสังหารพยัคฆ์ร้ายในระยะห่างเพียง ๒๕ เมตร แต่อ้ายลายพาดกลอนยืนแยกเขี้ยวร้องคำรามเอียงคอไปมา

เจ้าแห้วได้สติก็ยกคาไบน์ขึ้นประทับ ปล่อยกระสุนออกไปรวดเดียวหมดแม็คกาซีน เสียงปืนยิงเร็วดังกึกก้องกังวาลลั่นป่า แต่เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่ง เจ้าลายพาดกลอนมิได้ถูกกระสุนแม้แต่นัดเดียว มันร้องคำรามอีกครั้งหนึ่ง เสียงของมันทำให้เจ้าแห้วตกใจแทบช็อคและแล้วพยัคฆ์ร้ายก็เดินดุ่มๆ ไปจากที่นั่น

พลหันมามองดูศาสตราจารย์ดิเรกอย่างแปลกใจ

"ฝีมือยิงปืนของพวกเราเลวขนาดนี้เชียวเรอะวะ ในระยะห่างแค่นี้เราช่วยกันยิงตั้งหลายนัดมันน่าจะถูก"

"ออไร๋ กันคิดว่ากันยิงถูกมันแน่ๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นดังๆ

"หรือมันเป็นเสือสมิง แรงปีศาจในตัวมันช่วยคุ้มครองมัน ตามมันไปโว้ยพวกเรา ตามไปยิงมันอีก ถ้ามันไม่เป็นไรก็หมายความว่าอ้ายลายพาดกลอนตัวนี้อยู่ยงคงกระพัน"

กิมหงวนหัวเราะก้าก

"ไม่ได้อยู่ยงคงกระพันอะไรหรอกครับคุณอา พวกเราตื่นเต้นเกินไปก็ยิงผิดพลาดเป้าหมาย เสือในป่ามันไม่เหมือนกับเสือที่อยู่ในกรงเขาดิน หรือยังไงอ้ายกร"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"อย่าพึ่งถามกันเลยวะ กันกำลังรวบรวมสติของกัน แต่กันแน่ใจว่ากันยิงถูกมันเหมือนกันเมื่อกี้นี้ ในระยะประมาณ ๒๐ เมตรไม่น่ายิงผิด มือปืนชั้นกันกระรอกกระโจนจากต้นไม้ยังยิงถูกนี่หว่า"

อาเสี่ยหัวเราะ

"ถูกกระรอกหรือถูกต้นไม้"

"ถูกต้นไม้น่ะซีโว้ย ถ้าถูกกระรอกก็หวดเหรียญทองเมื่อเอเชี่ยนเกมส์แล้ว" พูดจบเขาก็หันมามองดูเจ้าแห้ว "อ้าว...เป็นอะไรไปวะหน้าซีดเป็นไก่ต้ม"

"รับประทานกลัวเสือน่ะซีครับ"

เสี่ยหงวนพูดขึ้นดังๆ

"มีปืนยิงเร็วอยู่ในมือยังจะกลัวเสือด้วยเรอะ"

"รับประทานมันอดกลัวไม่ได้ครับ พอเห็นมันเข้าผมก็อ่อนเปียกไปหมดทั้งตัวแล้ว ยิ่งได้ยินมันร้องคำราม รับประทานผมแทบช็อค"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างติดตามเสือโคร่งตัวนั้นทันที รอยของมันที่แหวกสุมทุมพุ่มไม้ไปเป็นทางนั้นพอสังเกตได้ เจ้าลายพาดกลอนตัวนี้ใหญ่มากขนาด ๗ ศอก กินคนได้อย่างสบาย

อย่างไรก็ตาม เมื่อมาถึงบริเวณที่ราบเชิงเขาซึ่งพื้นดินโดยมากเป็นหิน การแกะรอยพยัคฆ์ร้ายก็ไม่สามารถจะทำได้ นิกรใช้ความสามารถของเขาค้นหารอยตีนเสืออยู่สักครู่ก็กล่าวกับคณะพรรคของเขาว่า

"หมดหวังเสียแล้วพวกเรา พื้นดินเต็มไปด้วยหินภูเขาที่โผล่ขึ้นมา หารอยตีนเสือไม่พบมีแต่รอยตีนช้างสี่ห้าตัวเพิ่งผ่านไปเมื่อสักครู่ อย่าไปตามมันเลยวะ เสียเวลาเปล่าๆ ช่วยกันค้นหาที่อยู่ของผู้วิเศษบนเขาลูกนี้เถอะ กันอยากพบท่านมาก ถ้าท่านสอนเวทมนตร์ให้เราเหาะได้ เราจะได้เหาะกลับบ้านกลายเป็นผู้วิเศษไปตามกัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้ลูกเขยของท่าน

"ถ้าแกเหาะได้เหมือนอย่างท่านผู้วิเศษองค์นั้น แกก็จะต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า ๒๐ ปีมาจำศีลภาวนาบำเพ็ญตบะอยู่ในป่านี้ ตัดขาดจากโลกภายนอก ตัดกิเลสทั้งหลายจนกระทั่งญาณแก่กล้าจากการเข้าฌาน คือเพ่งอารมณ์จนใจแน่วแน่เป็นอัปปนาสมาธิ"

บริเวณป่าและขุนเขาสงบเงียบวังเวง ได้ยินแต่เสียงนกร้องเป็นครั้งคราว คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วขึ้นมาบนเขาลูกหนึ่ง ช่วยกันค้นหาถ้ำที่อยู่ของท่านผู้วิเศษ แต่ไม่ได้ขึ้นไปสูงมากนักเพราะเชื่อว่าผู้วิเศษคงจะจำศีลภาวนาอยู่เนินเขาสูงจากพื้นเล็กน้อย ถ้ำหลายถ้ำมีแต่ความว่างเป็นที่อาศัยของค้างคาว

เสี่ยหงวนถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"ผู้วิเศษที่เราเห็นท่านไม่ได้เป็นพระสงฆ์ ท่านเป็นโยคีใช่ไหมครับ"

"ใช่ ท่านควรจะเป็นโยคีองค์หนึ่ง"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"ทำไมท่านแต่งตัวไม่เหมือนฤาษีในยี่เกล่ะครับ"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"ก็นั่นมันฤาษียี่เกมีฤทธิ์เดชอะไรที่ไหนเล่า ท่านผู้วิเศษองค์นี้ท่านมีวิธีจำศีลภาวนาแบบเดียวกับโยคีทั้งหลาย ที่ดิเรกมันเคยเล่าให้พวกเราฟังนั่นแหละเพราะโยคีนั้นย่อมมีอิทธิฤทธิ์หรือมีปาฏิหาริย์ผิดมนุษย์"

พลกล่าวถามขึ้นบ้าง

"ถ้าเราพบท่านเราจะเรียกท่านว่าอย่างไรดีล่ะครับ เรียกว่าหลวงปู่ หลวงตาหรือหลวงพ่อก็ไม่ถูกเรื่องเพราะท่านไม่ได้เป็นสงฆ์"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิดสักครู่

"เรียกท่านว่าท่านอาจารย์เป็นดีที่สุด จะเรียกท่านว่าคุณปู่หรือคุณตาเราก็รู้ไม่ได้ว่าอายุท่านเท่าใด ท่านอาจมีอายุตั้งพันปีก็ได้"

นายพลดิเรกเห็นพ้องด้วย

"ออไร๋ ออไร๋ โยคีที่อินเดียบางองค์อายุตั้งสองพันปียังมีครับ"

นิกรหัวเราะ

"คนเดียวหรือรวมกันทั้งโคตร"

"คนเดียวโว้ย" ศาสตราจารย์ดิเรกตวาดแว็ด

การค้นหาถ้ำที่อยู่ของผู้วิเศษเป็นไปด้วยความมานะพยายามใช้เวลาเกือบ ๓ ชั่วโมงก็ไม่มีวี่แววว่าจะได้พบ ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็กล่าวกับทุกๆ คนว่า

"สี่โมงเย็นแล้ว ในป่าไม่เหมือนกับในเมือง พอห้าโมงครึ่งก็มืด เรากลับไปที่พักของเราก่อนดีกว่า แล้วก็ถือโอกาสล่าสัตว์ไปกินด้วย"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"จริงครับคุณพ่อ เรื่องกินสำคัญมากอาหารของเราไม่มีอะไรเหลืออยู่เลยแม้แต่เครื่องกระป๋อง มีอยู่เพียงเกลือป่น พริกไทย พริกขี้หนู และน้ำปลาขวดเล็กๆ กับมะนาวอีกสองสามลูกที่อ้ายแห้วเอาติดตัวมา ยิงช้างเอาไปย่างกินสักตัวเป็นยังไงครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"แกอยากกินก็ยิงเอาไปซี"

"ไม่เอาละครับ ตัวมันใหญ่เกินไปจะปิ้งจะย่างมันก็ลำบากไปทั้งนั้น เพียงแต่ผ่าท้องเอาตับไตไส้พุงออกก็เป็นเรื่องวุ่นวายพอดูแล้ว คุณพ่อเอากระสุนลูกปรายสำหรับยิงนกติดกระเป๋ามาบ้างหรือเปล่า"

"เอามาห้าหกลูก"

"อ้อ พอจะหาไก่ป่าไปสู่กันกินสำหรับอาหารเย็นมื้อนี้ แต่ถ้าเราพบอีเก้งหรือกวางสักตัวหนึ่งก็หวานไปเลยเก็บเอาไว้ถึงมื้อเย็นพรุ่งนี้ย่างไว้กินกัน"

นายพลดิเรกกล่าวกับพลว่า

"กันสนใจกับท่านผู้วิเศษองค์นี้มาก อยากจะพบท่านและฝากตัวเป็นศิษย์ของท่าน พรุ่งนี้เราจะมาค้นหาที่อยู่ของท่านแต่เช้าต้องพยายามค้นหาให้พบ และท่านอาจจะมีวิถีญาณทราบว่าพวกเราเลื่อมใสศรัทธาในตัวท่านอยากจะพบท่านก็ได้ กันไม่อยากเป็นนักวิทยาศาสตร์เสียแล้วโว้ย เมื่อกันได้แลเห็นผู้วิเศษเหาะได้ด้วยอิทธิฤทธิ์หรือเวทมนตร์คาถาของท่าน รู้สึกว่าท่านอาจจะไปนอกโลกได้อย่างสบาย หรืออาจจะเดินทางไปเที่ยวยังดาวนพเคราะห์ดวงใดดวงหนึ่งก็ได้"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันเดินทางกลับที่พักและเตรียมล่าสัตว์ป่าสำหรับอาหารเย็นมื้อนี้ เมื่อพื้นที่ราบเชิงเขาเข้าเขตป่าโปร่งทุกคนก็แลเห็นกวางดาวตัวหนึ่งยืนเล็มใบไม้อยู่เบื้องหน้า ทุกคนหยุดชะงักและทรุดตัวอาศัยพุ่มไม้อันหนาทึบกำบังตัว

เสี่ยหงวนกระซิบกระซาบกับท่านเจ้าคุณเบาๆ

"ยิงซีครับ ระยะไม่ถึง ๓๐ หลาคุณอาคงยิงไม่ผิด"

ท่านเจ้าคุณยกปืนขึ้นประทับ และบ่นพึมพำ

"กวางเอ๋ย อโหสิให้พวกเราเถอะวะสัตว์โลกมันก็เบียดเบียนกันอย่างนี้แหละ แม้แต่มนุษย์ด้วยกันยังสูบเลือดสูบเนื้อกัน ร้ายกาจยิ่งเสียกว่ามันกินเนื้อกันเสียอีก ขอให้ชาติหน้าเจ้าจงเกิดเป็นมนุษย์ หรืออย่างน้อยก็ได้เป็นลิงเถิด"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เล็งศูนย์หมายกวางดาวตัวนั้นอย่างเหมาะเจาะ แล้วท่านก็เหนี่ยวไกยิง

"แชะ"

กระสุนลำกล้องขวาด้านได้ยินแต่เสียงนกปืนสับ ท่านเจ้าคุณเหนี่ยวไกยิงกระบอกซ้ายแต่ก็ด้านอีก คราวนี้พลยกไรเฟิลคู่มือของเขาประทับเล็งศีรษะกวางดาวด้วยกล้องเล็งบนกระบอกปืนและเหนี่ยวไกยิงทันที

"แชะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวห้ามสี่สหายกับเจ้าแห้วทันที

"พอแล้ว อย่าพยายามยิงกวางตัวนี้สงสัยเหลือเกินว่า เป็นกวางของท่านผู้วิเศษเช่นเดียวกับเสือโคร่งตัวนั้น ที่เราช่วยกันระดมยิงมันแต่มันไม่เป็นอะไร"

นิกรว่า "ผมขอลองอีกทีครับ กระสุนของคุณพ่อและอ้ายพลอาจจะเก่าหมดคุณภาพก็ได้ ถ้าไม่ยิงกวางตัวนี้เราก็ไม่มีอะไรกิน"

นิกรยกปืนไรเฟิลติดกล้องเล็งขึ้นประทับศูนย์หมายลำตัวของกวาง ซึ่งเป็นเป้าใหญ่กว่าศีรษะ และแล้วเขาก็กระดิกนิ้วเหนี่ยวไกยิง

"แชะ"

นายพลดิเรกกับเสี่ยหงวน อยากจะเห็นเท็จจริงก็ลองยิงกวางตัวนั้นบ้าง แต่ก็ปรากฎว่ากระสุนปืนด้านเช่นเดียวกัน กวางดาวตัวนั้นเดินตรงเข้ายังที่คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วซุ่มซ่อนตัวอยู่ นิกรวางปืนไรเฟิลลงและลุกขึ้นกระชากปืนพก ๑๑ มม.ออกจากซองปืนยกขึ้นยิงกวางตัวนั้นทันที ในระยะห่างเพียง ๓ เมตรเท่านั้น

เสียงนกสับดังแชะได้ยินถนัด กวางดาววิ่งเหยาะๆ ไปจากที่นั่น นิกรยกซุปเป้อร์คอลท์ยิงขึ้นฟ้า คราวนี้เสียงกระสุนปืนพก ๑๑ มม.ระเบิดลั่น

"ปัง"

นกป่าตกใจบินว่อน ส่งเสียงร้องลั่นป่า สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างมองดูหน้ากันอย่างแปลกใจ นายพลดิเรกยกปืนขึ้นประทับยิงไปที่ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งเสียงปืนดังกึกก้อง

"ยังไงหมอ" พลพูดยิ้มๆ "แกเข้าใจว่ายังไง"

ศาสตราจารย์ดิเรกสั่นศีรษะ

"กันงงไปหมด กันอธิบายไม่ถูกและไม่อาจจะเข้าใจได้ว่า ทำไมกระสุนปืนของพวกเราจึงด้านเมื่อยิงกวางตัวนี้ แต่พอไปยิงทางอื่นกระสุนก็ระเบิดขึ้น"

"กวางของผู้วิเศษอย่างไม่ต้องสงสัยสัตว์ป่าในแถบนี้ คงจะอยู่ในความคุ้มครองของท่านแน่ๆ ท่านเป็นผู้ทรงศีลมีความเมตตากรุณาท่านก็ช่วยคุ้มครองสัตว์ป่าในป่านี้ด้วยบุญฤทธิ์ของท่าน"

นิกรมองดูหน้าพลและพูดโพล่งขึ้น

"ถ้าเช่นนั้นพวกเราจะเอาอะไรกินกันล่ะ อยู่ในป่ามันก็ต้องกินเนื้อสัตว์ป่าเป็นอาหาร"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นิกร

"ปืนของเราล่าสัตว์ไม่ได้เสียแล้วอ้ายกร เมื่อไม่มีอะไรกินเราก็ต้องหาปลาตามหนองน้ำ เรามีเวลาอีกหนึ่งชั่วโมงพอจะหาปลากินได้ ผลไม้ป่าก็ยังพอหาได้"

นิกรขมวดคิ้วย่น

"ผลไม้ป่ามันจะมีอะไรครับ นอกจากมะอึกป่าสุกงอมกินไม่ลง"

"เดี๋ยวก็เตะโครมเข้าให้เท่านั้นเอง มะอึกป่ามีที่ไหนวะ เขาปลูกตามบ้านหรือตามสวนโว้ย"

"อ๋อ อ้ายลูกแดงๆ ที่เขาหั่นใส่น้ำพริกกะปิใช่ไหมครับ"

"แกไม่รู้จักมะอึกจริงๆ "

"ครับ"

"ให้แกตายโหงตายห่า"

นิกรสะดุ้งโหยง

"ไม่เอาครับ ผมไม่ชอบสาบาน อ้าโน่นนกอะไรครับตัวเบ้อเริ่มเชียวเกาะอยู่บนต้นไม้นั่น คุณพ่อยิงซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นัยน์ตาเหลือก

"อีแรงโว้ย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วพากันเคลื่อนที่ต่อไปเดินทางกลับที่พักและสอดส่ายตามองหาสัตว์ป่าที่จะยิงมันแต่ก็ไม่พบสัตว์อะไรเลยนอกจากนกตัวเล็กๆ ตามต้นไม้ที่หนองน้ำเล็กๆ ไม่มีปลามีแต่ลูกกบหรือลูกเขียด ตามซุ้มไผ่มีไก่ป่าซุ่มซ่อนตัวอยู่บ้างแต่ก็น่าประหลาดใจอย่างยิ่ง เมื่อเจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้ปืนแฝดของท่านยิงไก่ป่าด้วยกระสุนลูกปรายสำหรับยิงนก ก็ปรากฎว่าลูกปืนของท่านด้าน ครั้นยิงไปทางอื่นกระสุนปืนก็ระเบิดลั่น

"กลับที่พักของเราได้แล้ว" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับทุกคนอย่างเป็นงานเป็นการ "เป็นอันว่าเราต้องอดอาหารแน่ๆ สำหรับอาหารเย็นมื้อนี้ แต่พรุ่งนี้เราคงจะได้กินผลไม้ป่าหรือเผือกมันเท่าที่เราค้นพบมัน ส่วนเนื้อสัตว์ไม่มีหวัง"

ทุกคนนึกถึงท่านผู้วิเศษมาตลอดทาง

แต่เมื่อมาถึงถ้ำที่พัก คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ได้รับความตื่นเต้นแปลกใจอีกครั้งหนึ่ง

ในถ้ำที่พัก มีกระบุงขนาดกลางใบหนึ่งซึ่งเป็นกระบุงแบบชาวบ้านป่าหรือชาวชนบทที่ห่างไกลจากความเจริญนิยมใช้กันวางอยู่กลางถ้ำ ในกระบุงมีกล้วยสุกเกือบงอม ๓ หวี ข้าวเหนียวนึ่งบรรจุในภาชนะสานเป็นรูปกรวยมีปริมาณมากมาย พอที่จะกินกันได้จนอิ่มไม่น้อยกว่า ๖ คน เนื้อย่างซึ่งเป็นเนื้อเค็มตากแห้งอีกหลายชิ้น น้ำพริกปลาร้าอีกหนึ่งกระทง

เมื่อเจ้าแห้วหยิบของในกระบุงออกมาวางไว้บนพื้นถ้ำ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็มองดูหน้ากันอย่างตื่นเต้น

"แกเข้าใจว่าอย่างไรหมอ อาหารในกระบุงนี้มันมาได้อย่างไร"

นายพลดิเรกสั่นศีรษะ

"โน-กันกำลังบอกตัวกันเองว่าเรากำลังตกอยู่ในแดนสนธยาว่ะ มันจะเป็นไปได้อย่างไร ในป่านี้ไม่มีบ้านคนแม้แต่หลังเดียว พวกเรากำลังอดข้าวแต่แล้วทำไมมีอาหารอยู่ในถ้ำเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"พ่อคิดว่าเป็นความเมตตาของท่านผู้วิเศษแน่ๆ แต่อาหารในกระบุงนี้จะถูกส่งมาที่ถ้ำเราได้อย่างไรไม่รู้ได้"

นิกรพูดตัดบท

"อย่าวิจารณ์กันเลยวะ ลงมือกินกันเถอะ กินอาหารง่ายๆ แบบนี้เข้าทีดีเหมือนกัน"

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ

"พึ่งห้าโมงเท่านั้น อาบน้ำอาบท่ากันเสียก่อนแล้วค่อยเข้ามากินข้าว พวกเราต้องช่วยกันหาฟืนเตรียมไว้ด้วยเมื่อกลับเข้ามาในถ้ำแล้วเราจะไม่ออกไปนอกถ้ำอีกจนกว่าจะรุ่งสว่าง เราจะสุมไฟไว้ที่ปากถ้ำเพื่อให้ความอบอุ่นแก่เราและป้องกันสัตว์ร้ายที่จะมารบกวนเรา กันแปลกใจมากที่มีคนเอข้าวมาให้เรากิน"

ตอนเช้าวันรุ่งขึ้น

เมื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วตื่นขึ้นมาในเวลาประมาณ ๖.๓๐ น.

ทุกคนก็ได้พบอาหารเช้าวางอยู่ในกระบุงอีกใบหนึ่ง ส่วนกระบุงใบเก่าหายไปแล้ว อาหารเช้ามื้อนี้คล้ายกับอาหารมื้อเย็นวานนี้ มีข้าวเหนียวนึ่ง น้ำพริกปลาร้าแบบชาวบ้านป่าใส่หอมพริกเผาและน้ำปลาร้าโดยไม่ใส่ปลา นอกจากนี้ก็มีเนื้อเค็มปิ้ง ส่วนกล้วยหรือผลไม้ไม่มี

อากาศในตอนเช้าหนาวเยือกเย็นจับใจจนกระทั่งไม่มีใครกล้าอาบน้ำ เพียงแปรงฟันล้างหน้ากันเท่านั้น โดยเฉพาะนิกรใช้น้ำแตะนิ้วมือจิ้มนัยน์ตาสลัดขี้ตาที่ติดนิ้วออกไปแล้วก็แข็งใจบ้วนปากแปรงฟันโดยไม่ยอมล้างหน้า

หลังจากรับประทานอาหารเช้ากันเสร็จเรียบร้อยแล้ว สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ก็ออกจากถ้ำที่พักมุ่งตรงไปยังหุบเขาเริ่มต้นค้นหาถ้ำที่อยู่ของผู้วิเศษอีก

แสงอาทิตย์ได้ขับไล่กลุ่มหมอกให้จางไปเมื่อเวลา ๑๐.๐๐ น.ช่วยให้ความหนาวเย็นบรรเทาลงไปบ้าง ทุกคนแต่งกายแบบพลเรือน สวมกางเกงแบบทหาร สวมรองเท้าครึ่งน่องและสวมแจ็คเก๊ตหนังป้องกันความหนาว พล นิกร กิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรกสะพายปืนไรเฟิลคนละกระบอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วมีแต่ปืนพก สี่สหายนำปืนไรเฟิลติดตัวมาไม่มีความประสงค์ที่จะล่าสัตว์ตัดชีวิต เอามาเพื่อป้องกันตัวจากสัตว์ร้ายเท่านั้น ทุกคนต่างเชื่อว่าฝูงสัตว์ป่าในแถบนี้อยู่ในความคุ้มครองของท่านผู้วิเศษ หรือมนุษย์อภินิหารผู้มีอิทธิฤทธิ์เหาะเหินเดินอากาศได้

ที่หน้าถ้ำแห่งหนึ่ง ภาพที่ปรากฏในสายตาเป็นภาพที่ไม่น่าเชื่อและไม่น่าจะเป็นไปได้ คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วแลเห็นเสือลายพาดกลอนขนาด ๗ ศอกตัวหนึ่งกำลังเล่นปล้ำหยอกล้อกับกวางตัวหนึ่งอย่างสนุกสนาน เจ้าลายพาดกลอนนอนหงายปล่อยให้กวางกัดและฟัดไปมา และเมื่อกวางหนีพยัคฆ์ร้ายก็ไล่กวดทำให้กวางหันมาปลุกปล้ำกับเสืออีก

"มายก๊อด " นายพลดิเรกคราง "นี่มันการ์ตูนของวอลดิสนีย์หรือมันเรื่องจริงโว้ย โอ-เป็นไปได้อย่างไร เสือลายพาดกลอนหยอกล้อกับกวาง"

ท่านเจ้าคุณหันมามองดูศาสตราจารย์ดิเรก

"พ่อแน่ใจว่าเรามาถึงที่อยู่ของท่านผู้วิเศษแล้วละดิเรก ท่านอาจารย์อยู่ในถ้ำใหญ่ถ้ำนั้นก็ได้ เจ้าลายพาดกลอนกับกวางดาวตัวนั้นถูกพวกเรายิงเมื่อวานนี้แต่มันไม่เป็นอันตราย เพราะมันเป็นสัตว์ของท่านผู้วิเศษ เท่าที่เสือและกวางรักใคร่กันเช่นนี้ก็เพราะท่านอบรมสั่งสอนมันไม่ให้เบียดเบียนข่มเหงกันนั่นเอง"

นิกรอดขัดคอพ่อตาของเขาไม่ได้

"แต่เสือมันเป็นสัตว์ที่กินเนื้อสัตว์เป็นอาหารนี่ครับคุณพ่อ ถึงแม้มันไม่กินกวางมันก็ต้องกินสัตว์

อื่นๆ "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"ท่านผู้วิเศษอาจจะสอนให้มันกินผักหญ้าเหมือนอย่างสัตว์ที่กินใบไม้ใบหญ้าก็ได้ดูแต่ช้างซีวะ ตัวเบ้อเริ่มกินแต่หญ้าและใบไม้ทำไมร่างกายเติบโตแข็งแรง สัตว์โลกถ้าไม่เบียดเบียนข่มเหงกันแล้วโลกเราก็จะได้รับความสงบสุขทั่วทุกหนทุกแห่ง มนุษย์จะไม่มีการฉ้อโกงรบราฆ่าฟันกัน สัตว์ก็จะไม่ทำร้ายหรือกินกัน"

เสือโคร่งกับกวางวิ่งไล่กันอย่างสนุกสนานลงไปที่เชิงเขาและหายเข้าไปในป่าโปร่ง ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวกับคณะพรรคของเขาทันที

"เข้าไปในถ้ำกันเถอะพวกเรา ถ้าพบท่านผู้วิเศษเราจะได้กราบไหว้ท่านมอบตัวเป็นศิษย์ของท่าน"

นิกรเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซี ถ้ายังไงกันจะได้ขอเลขท้ายงวดวันอังคารหน้า แล้วก็ขอเครื่องรางของขลังไว้ป้องกันตัวเอาชนิดยิงฟันไม่เข้า"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินรวมกลุ่มตรงไปยังถ้ำใหญ่ถ้ำนั้น เมื่อหยุดลังเลใจอยู่สักครู่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินนำหน้าพาทุกคนเข้าไปในถ้ำ

ถ้ำที่กล่าวนี้ปากถ้ำกว้างประมาณ ๒ เมตรและสูงไม่น้อยกว่า ๓ เมตร พอเข้าไปในถ้ำราวสามสี่เมตรก็เป็นทางเลี้ยววกเวียนไปมา ภายในถ้ำเงียบกริบ ผนังถ้ำทั้งสองด้านสวยงามมากซึ่งเกิดจากธรรมชาติและแล้วทุกคนก็มาถึงบริเวณกว้างอันเป็นที่สิ้นสุดของถ้ำนี้ เบื้องบนมีปล่องช่วยให้แสงสว่างผ่านลงมาถึงพื้นถ้ำ

ท่านผู้วิเศษนั่งอยู่บนแท่นใหญ่แลเห็นถนัด เบื้องหลังของท่านมีก้อนหินระเกะระกะ งูเห่าและงูจงอางมากมายหลายสิบตัวขดอยู่ตามก้อนหิน บ้างก็เลื้อยคลานช้าๆ และจงอางตัวหนึ่งเลื้อยพันอยู่รอบคอของท่านผู้วิเศษแลบลิ้นแปล๊บๆ เป็นงูขนาดยาวไม่ต่ำกว่า ๒ เมตร งูเห่าตัวหนึ่งเลื้อยข้ามหน้าตักของท่านผู้วิเศษไปแต่ท่านไม่ได้สนใจหรือแสดงท่าทีหวาดหวั่นมันแม้แต่น้อย

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างตื่นเต้นดีใจเหลือที่จะกล่าวที่ได้มาพบท่านผู้วิเศษในถ้ำนี้ ทุกคนรีบทรุดตัวลงนั่งพับเพียบแล้วก้มลงกราบท่านแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

"ท่านอาจารย์ครับ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นอย่างนอบน้อม "ผมกับลูกหลานมาฝากตัวขอเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์ครับ"

ผู้วิเศษ หรือ มหาโยคีผู้มีญาณอันแก่กล้ามองดูท่านเจ้าคุณกับสี่สหายและเจ้าแห้วอย่างเฉยเมย ไม่ได้แสดงความสนใจอะไร ร่างอันบอบบางแก่ชราของท่านนั่งอยู่ในท่าสมาธิไม่กระดุกกระดิก

"ท่านอาจารย์ครับ" นายพลดิเรกร้องเรียกด้วยความเลื่อมใสศรัทธา "พวกเราเห็นท่านอาจารย์เหาะผ่านศีรษะพวกเราเมื่อเย็นวานนี้ ทำให้เราเคารพนับถือท่านมากเพราะแน่ใจว่าท่านเป็นผู้วิเศษ มีอิทธิปาฏิหาริย์ กรุณาพูดกับลูกหลานบ้างซีครับ"

ผู้วิเศษไม่ยอมปริปากพูดอะไร นิกรกล่าวกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"ถ้าจะเป็นใบ้โว้ย"

ผู้วิเศษสะดุ้งเล็กน้อยแล้วทำตาเขียวกับนิกร

"มึงน่ะซีเป็นใบ้"

นิกรรีบคลานเข้าไปที่แท่น แต่แล้วก็หยุดชะงักล่าถอยออกมา เมื่อแลเห็นงูจงอางตัวหนึ่งชูคอแผ่แม่เบี้ยขู่ฟ่อๆ และส่ายหัวไปมา ผู้วิเศษเอื้อมมือขวาจับคองูผลักตัวมันไปทางหลังแท่นที่นั่งของท่าน และจุ๊ปากไล่พวกงูเห่าและงูจงอางเหล่านั้น

"ไปๆๆ เข้าไปอยู่ในห้องของพวกเจ้า"

เสียงของผู้วิเศษสั่นเครือแบบเสียงคนแก่ บรรดางูเห่าและงูจงอางต่างพากันเลื้อยเข้าไปในโพรงอันกว้างใหญ่และลึกด้านหลังแท่นหึนใหญ่ ซึ่งเป็นที่อยู่ของพวกงูทั้งหลาย ตอนนี้เองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเข้ามาหมอบกราบท่านผู้วิเศษเบื้องหน้าแท่นหินนั่น

"ขอบใจมากที่พวกเจ้ามีความศรัทธาเลื่อมใสในตัวข้า พวกเจ้าเป็นนายทหารมาทำงานเตรียมป้องกันราชศัตรูของเรา แต่สัตว์ในป่านี้อยู่ในความคุ้มครองของข้าจะยอมให้ใครล่ามันไม่ได้ พวกเจ้ายิงมันไม่ถูกหรือกระสุนปืนเกิดด้านก็เพราะบารมีแห่งข้าที่ให้ความปรานีแก่สัตว์ป่าเหล่านี้นั่นเอง แต่ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่มีเสบียงอาหารติดตัวมา ข้าจึงจัดอาหารไปให้กิน"

"ท่านอาจารย์เอาอาหารมาจากไหนครับ" พลถามทันที "และใครนำอาหารไปให้เราครับท่านอาจารย์"

"ข้าหามาได้ด้วยพลังจิตแห่งข้าอ้ายหลานชาย ข้าส่งไปให้พวกเจ้าก็ด้วยพลังจิตหรือบุญฤทธิ์ของข้า"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"หมายความว่าท่านอาจารย์อยากจะได้สิ่งใดก็นึกเอาใช่ไหมครับ"

"ถูกแล้วเจ้าหนุ่มข้าอยากได้อะไรข้าก็นึกเอาด้วยพลังจิต แต่ข้าต้องการแต่สิ่งที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเท่านั้น ต้องการของกินที่รอดตายไปมื้อหนึ่งๆ ข้าไม่ต้องการเงินทองหรือข้าวของอันมีค่า แม้กระทั่งเครื่องนุ่งห่มของข้า ข้าก็ไม่ต้องการสะสมและไม่ต้องการใช้ของดีมีค่า"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มลงกราบอีกครั้งหนึ่ง

"ท่านอาจารย์ครับ ท่านอาจารย์มาจำศีลภาวนาอยู่ที่นี่กี่ปีแล้วครับ"

ผู้วิเศษยิ้มเล็กน้อย

"อยากรู้หรืออ้ายหนู"

ท่านเจ้าคุณทำคอย่น

"เรียกผมว่าอ้ายหนูเชียวหรือครับ"

"ก็จะแปลกอะไรล่ะ อายุของข้าเกือบ ๕๐๐ ปีแล้ว ข้าเกิดในสมัยอยุธยาเป็นราชธานี ข้ามาจำศีลอยู่ในถ้ำนี้ได้ ๔๕๒ ปีแล้ว"

คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างหันมามองดูหน้ากัน เจ้าแห้วเผลอตัวร้องออกมาดังๆ

"รับประทานท่านอาจารย์อายุเกือบ ๕๐๐ ปีเชียวหรือครับ ถ้ายังงั้นท่านอาจารย์คงมียาอายุวัฒนะรับประทานแน่ๆ "

"ก็ไม่มีอะไร นอกจากสมุนไพรและว่านยาบางชนิดที่ช่วยให้อายุยืนและญาณของข้า ตบะของข้าเป็นบุญฤทธิ์ที่ทำให้ข้าชนะความเจ็บและความตาย ข้ายังจะอยู่ต่อไปอีกนานนัก"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองดูผู้วิเศษ ผู้มีอายุร่วมครึ่งพันปีด้วยความเลื่อมใส

"ท่านอาจารย์ครับ ผมอยากจะเชิญท่านอาจารย์ไปกรุงเทพฯ ไปพักอยู่ที่บ้านเรา ท่านอาจารย์จะกรุณาไปกับเราได้ไหมครับ มะรืนนี้ตอนเช้าเครื่องบินจะมารับพวกเรากลับกรุงเทพฯ ผมอยากจะเชิญท่านอาจารย์ไปกับเราด้วย"

ผู้วิเศษสั่นศีรษะปฏิเสธ

"หลานชายเอ๋ย ข้าหันหลังให้ทางโลกเสียแล้ว ความเจริญในด้านวัตถุของบ้านเมืองข้าไม่ต้องการพบเห็น ข้าอยากจะเห็นแต่ความเจริญในด้านจิตใจของมนุษย์มากกว่า"

"หมายความว่าอย่างไรครับ" นายพลดิเรกซัก

"หมายความว่า ข้าอยากให้มนุษย์ทุกคนมีจิตใจใสสะอาดบริสุทธิ์ ตัดกิเลสได้ไม่มีความโกรธ โลภ หลง ไม่มีราคะตัณหา มีแต่ความเมตตากรุณา ใครทำได้อย่างนี้ก็จะสงบสุขเหมือนอย่างข้า มีพลังจิตหรืออิทธิปาฏิหาริย์อย่างข้า สามารถมองเห็นอดีต ปัจจุบันและอนาคต เพราะเห็นแล้วก็ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ไม่เป็นพิษเป็นภัยแก่ใคร ญาณขั้นนี้คือขั้นสูงสุดเหมือนมีแก้วสารพัดนึก อยากจะได้อะไรก็นึกเอา แต่ไม่ใช่นึกเอาแก้วแหวนเงินทองหรือของมีค่า สิ่งที่ข้านึกก็คือของที่จำเป็นในการดำรงชีวิตเท่านั้น หรือข้านึกจะเหาะข้าก็เหาะได้ นึกจะหายตัวข้าก็หายด้วยพลังจิตแห่งข้านั่นเอง"

เสี่ยหงวนยกมือไหว้ปะหลกๆ

"ท่านอาจารย์ครับ อย่าหาว่าผมลบหลู่ดูหมิ่นเลยครับ ท่านอาจารย์หายตัวให้ผมดูหน่อยเถอะครับ ผมจะได้รู้ว่าท่านอาจารย์เป็นผู้ที่มีปาฏิหาริย์เหนืออิทธิฤทธิ์"

ท่านผู้วิเศษมีอายุร่วม ๕ ศตวรรษยิ้มให้เสี่ยหงวน

"เจ้าอยากดูข้าหายตัว "

"ครับ หายตัวให้ผมดูสักสองสามอึดใจเถอะครับท่านอาจารย์"

"ได้ซีอ้ายหลานชาย ไม่ยากอะไรหรอก ด้วยอำนาจจิตแห่งข้า ข้าจะทำให้ตัวของข้ากลายเป็นอากาศธาตุไปเดี๋ยวนี้" พูดจบท่านผู้วิเศษก็ยกมือทั้งสองขึ้นประนม

นิกรใช้ปากบรรเลงเพลงเบาๆ ต่างปี่พาทย์

"เต๊ง เต็ง เต่งๆๆๆ ตะรูเร็งเต๊งเต็ง เตรง เตร๊ง "

ท่านผู้วิเศษทำหน้าฉงน

"อะไรของเอ็งวะอ้ายหนู"

นิกรยิ้มแห้งๆ

"ผมช่วยทำเพลงรัวให้ยังไงล่ะครับ"

"ไม่ต้อง" ผู้วิเศษตวาด "กูไม่ได้เล่นยี่เกโว้ย นั่งดูเฉยๆ เถอะ ชักรำคาญเสียแล้วซี พับผ่า"

ท่านผู้วิเศษประนมมือหลับตานิ่งเฉย สักครู่หนึ่ง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกันที่ร่างของท่านหายลับไปกับตา นายพลดิเรกร้องเสียงลั่นถ้ำ

"อินวิสิเบิล โอลด์ แมน เป็นไปได้หรือนี่ "

ในนาทีนั้นเอง ร่างของท่านผู้วิเศษก็มองเห็นเลือนลางและชัดขึ้นจนเป็นตัวของท่านตามเดิม ทุกคนก้มลงกราบแสดงความเคารพและศรัทธาในอิทธิฤทธิ์หรือปาฏิหาริย์ของท่านซึ่งเกิดจากญาณอันแก่กล้า แบบเดียวกับการบำเพ็ญพรตของโยคีทั้งหลายที่เฝ้าบำเพ็ญทุกรกิริยามาช้านาน จนกระทั่งกลายเป็นผู้วิเศษมีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์ แต่ไม่ได้ใช้ฤทธิ์เดชของท่านในทางที่ผิด

"ท่านอาจารย์หายตัวได้อย่างไรครับ" นายพลดิเรกถามด้วยความตื่นเต้นสนใจ "ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์ ผมทำให้ล่องหนได้ด้วยอำนาจยาฉีดและรังสีทำให้เซลล์ต่างๆ ของร่างกายกลายเป็นวัตถุโปร่งแสง อีกอย่างหนึ่งใช้สีเคมีที่เป็นสีเดียวกับอากาศฉีดพ่นตามตัว กรรมวิธีของผมคงไม่เหมือนกับท่านอาจารย์แน่"

"ถูกละอ้ายหลานชาย วิธีการของข้าอยู่ด้วยการบังคับจิตของข้า เมื่อข้าออกคำสั่งให้ร่างกายมันสูญหายไป มันก็เป็นไปตามคำสั่ง"

นิกรมองดูผู้วิเศษอย่างชื่นชม เลื่อนตัวเข้ามานั่งคุกเข่าชิดแท่นหิน แล้วกราบลงบนตักผู้วิเศษ

"ท่านอาจารย์สอนวิชาหายตัวให้พวกเราได้บ้างไหมครับ พวกเราเป็นทหารมีหน้าที่ป้องกันประเทศชาติที่รักของเรา"

"ข้าสอนให้ก็ได้อ้ายหลานชาย แต่เจ้าจะต้องตัดกิเลสหันหลังให้ทางโลก มาจำศีลภาวนาอยู่ที่นี่อย่างข้า ในราว ๒๐๐ ปีเจ้าก็จะมีอิทธิฤทธิ์เช่นเดียวกับข้า"

"ว้า" นิกรคราง "ผมตัดไม่ได้หรอกครับท่านอาจารย์ ผมยังรักสวยรักงาม ยังพึงพอใจในส่วนเว้าส่วนโค้งนี่ครับ"

"สิ่งที่เจ้าพูดถึงนี่แหละมันล้วนแต่ทำให้มนุษย์เราจมอยู่ในกองกิเลสหมกมุ่นอยู่ในราคะตัณหา ข้าได้บำเพ็ญตบะมาเป็นเวลามิใช่น้อย จนกระทั่งข้าสามารถมองเห็นทั้งอดีต ปัจจุบันและอนาคตด้วยญาณวิเศษของข้า"

นิกรว่า "ถ้ายังงั้นเลขท้ายรางวัลที่หนึ่งงวดวันอังคารหน้าเลขอะไรท่านอาจารย์คงมองเห็นแล้วนะครับ"

"ใช่ แต่ข้าไม่บอกเอ็ง เมื่อเอ็งฝากตัวเป็นศิษย์ของข้า ข้าก็จะไม่สนับสนุนให้เอ็งเล่นการพนันหรือมีความโลภหวังจะได้เงินจากการพนัน ตามปรกติเอ็งก็ร่ำรวยพออยู่แล้วยังจะโลภอีก"

"โธ่-อาจารย์ครับ บางคนเขามีเงินตั้งสองร้อย ร้อยล้านเขายังไม่เลิกกอบโกยนี่ครับ"

"นั่นก็เพราะจิตใจเขามีแต่กิเลสอันหนาแน่น ทำให้เกิดความโลภไม่มีวันสิ้นสุด ความวุ่นวายของมนุษย์ทั้งหลายเนื่องจากความโลภปรารถนาที่จะได้เงิน แต่ผู้ทรงศีลอย่างข้าเงินหรือทรัพย์สินที่มีค่าอันใดไม่มีความหมายแก่ข้า จิตใจของข้าก็มีแต่ความสงบสุข ในป่าดงพงไพรเช่นนี้มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข สัตว์ป่าในหุบเขาใหญ่นี้ล้วนแต่รักใคร่สามัคคีกันไม่เบียดเบียนข่มเหงกัน เพราะข้าช่วยอบรมสั่งสอนมัน สุขอื่นนอกจากความสงบนั้นไม่มีแล้ว"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ ศาสตราจารย์ดิเรกมองหน้าเพื่อนเกลอของเขาแล้ว

กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักแน่น

"กันไม่กลับละโว้ย กันจะอยู่กับท่านอาจารย์ที่นี่แหละ ยิ่งคิดดูกันก็รู้สึกว่าโลกนี้มันวุ่นวายจริงๆ มีแต่การเบียดเบียนรบราฆ่าฟันกัน แย่งอำนาจกัน แย่งกันเป็นใหญ่หาวิธีปัดแข้งปัดขากัน เหยียบบ่าเหยียบหัวเพื่อนฝูงก้าวขึ้นไปสู่ความใหญ่ยิ่ง หาทางกอบโกยเงินแสนเงินล้าน ท่านอาจารย์ท่านพูดถูกแล้ว ถ้าเราตัดกิเลสได้เราก็จะมีความสงบสุขเหมือนอย่างท่าน"

ท่านเจ้าคุณยิ้มให้นายพลดิเรก

"เอาแน่หรือดิเรก"

"ออไร๋ ผมจะอยู่ปรนนิบัติรับใช้ท่านอาจารย์ครับ ผมจะประพฤติตนเป็นโยคีหรือผู้ทรงศีล"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะเบาๆ

"ไม่ได้หรอกดิเรก ประเทศชาติของเรายังต้องการตัวแกอยู่ เพราะแกมีความหมายแก่ประเทศชาติของเรา แล้วพ่อก็เชื่อว่าแกทนอยู่ไม่ได้แน่"

ศาสตราจารย์ดิเรกทำตาปริบๆ

"นั่นน่ะซีครับ ผมก็ว่าอย่างนั้น ชีวิตของผมมันเคยสุขสบายเสียแล้ว เคยอยู่ท่ามกลางแสงสีและสิ่งเย้ายวนในเมืองหลวงอย่างน้อยก็ต้องนวดอบอาทิตย์ละครั้ง เที่ยวไนท์คลับเดือนละสองสามครั้ง ดูหนังโรงใหญ่บ้างโรงเล็กบ้าง"

เสี่ยหงวนสบตาท่านผู้วิเศษเขาก็กล่าวว่า

"ท่านอาจารย์ครับ บัดนี้พวกผมก็ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์แล้ว เราทุกคนต่างรู้สึกว่าเรามีโชคดีอย่างที่สุดที่เราได้มาพบท่านอาจารย์โดยไม่คาดหมาย ท่านอาจารย์จะกรุณาให้ของดีพวกเราไว้คุ้มกันตัวบ้างไหมครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นทันที

"จำพวกเครื่องรางของขลังน่ะครับ อย่างน้อยก็ว่านที่กินเข้าไปแล้วอยู่ยงคงทน ยิงฟันไม่เข้าเอาหลาวแทงก้นยังไม่เป็นไร ผมอยากได้อย่างนั้นครับ"

เป็นครั้งแรกที่ท่านผู้วิเศษหัวเราะ

"อ้ายหลานชาย เครื่องรางของขลังไม่จำเป็นต้องใช้หรอก คนเราถ้าเป็นคนดีไม่ก่อกรรมทำเข็ญให้ใคร ไม่ทำความเดือดร้อนให้ใครก็ไม่มีใครเขามาทำร้ายหรือคิดร้ายต่อเรา คุณงามความดีของเราเท่านั้นที่จะเป็นเกราะคุ้มกันตัวเรา ข้าไม่มีของดีอะไรหรอก ข้ามีแต่คำสั่งสอนที่ข้าแนะนำเจ้านี้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ประนมมือไหว้ระหว่างอกแล้วพูดอ้อมแอ้มไม่เต็มเสียง

"ท่านอาจารย์ครับ อย่างน้อยท่านอาจารย์ก็กรุณาช่วยเหลือให้ผมบนศีรษะของผมงอกงามออกมา"

สี่สหายหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน ท่านเจ้าคุณหันมาทำตาเขียวและเปลี่ยนสายตาไปที่ใบหน้าของท่านผู้วิเศษ

"รากผมของเจ้ามันชำรุดเสียแล้วอ้ายหลานชาย และเจ้าก็มีอายุมากเกินไป อย่าไปสนใจกับมันเลย ถึงหัวล้านกบาลใสเจ้าก็มียศฐาบรรดาศักดิ์ ข้ามองดูด้วยกระแสจิตของข้า ข้าก็รู้ว่าเจ้าเป็นเจ้าคุณ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หน้าจ๋อย

"ถ้าเช่นนั้นก็ขอยาอายุวัฒนะให้ผมไปรับประทานบ้างซีครับท่านอาจารย์"

"ยาอายุวัฒนะมันมีความสัมพันธ์กับพรหมลิขิต คนเราไม่มีใครรู้วันตายเมื่อถึงกาลกำหนดแล้ว ทุกคนก็หนีความตายไปไม่พ้น ถึงกินยาอายุวัฒนะก็ช่วยยืดอายุต่อไปไม่ได้ อย่างไรก็ตามข้าพอจะบอกได้ว่าเจ้ายังมีอายุต่อไปได้อีกหลายปี เจ้ายังไม่ตายง่ายๆ หรอก คนหัวล้านแบบนี้อายุยืนมาก นอกจากนี้ยังเป็นผู้มีความสุข มีบุญวาสนา แต่ถ้ามีเส้นผมงอกขึ้นมาเมื่อไรก็จะตายเมื่อนั้น หรือเจ้าจะเอายาปลูกผมไปปลูกผมก็เอา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปฏิเสธทันที

"ไม่ละครับท่านอาจารย์ หัวล้านอย่างนี้ดีแล้วครับ"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"ดีน่ะดีแต่กลิ่นแรงหน่อย"

ท่านเจ้าคุณหันขวับมาทางลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"ว่ายังไงนะ"

"เปล่าครับ"

ผู้วิเศษหลับตาเข้าฌาณแล้ว มือทั้งสองของท่านประสานกันที่หน้าตัก นายพลดิเรกจ้องมองดูด้วยความสนใจแล้วกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"ชีวิตของท่านเป็นชีวิตที่ได้รับความสงบสุขอันแท้จริง ท่านเป็นผู้ทรงศีลและตัดกิเลสได้แล้ว แต่กันสงสัยที่ท่านบอกว่าอายุของท่านเกือบ ๕๐๐ ปี เท่าที่กันเรียบรู้มาและเคยพบเห็นมนุษย์เราที่อายุยืนอย่างมากก็ร้อยกว่าปีเท่านั้น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"อย่ารบกวนท่านเลย ท่านเข้าฌาณแล้ว เรากลับไปที่พักเราเถอะ ขนข้าวขนของของเรามาพักอยู่บนเขาลูกนี้ เลือกหาถ้ำที่อยู่ใกล้ๆ กับท่านอาจารย์ เราจะต้องพักอยู่ที่นี่วันนี้ตลอดวันและพรุ่งนี้อีกวันหนึ่ง มะรืนนี้เช้าเครื่องบินถึงจะมารับเรากลับตามที่นัดกันไว้ งานสำรวจไหล่เขาของเราก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าเรามาพักอยู่ที่นี่และได้อยู่ใกล้ชิดกับท่านอาจารย์ บางทีเราอาจจะได้อะไรจากท่านบ้าง"

กิมหงวนเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ อย่างน้อยก็ควรจะได้ลูกอมหรือตะกรุดคนละดอก ท่านเมตตาสงสารเราท่านก็ให้เราเอง แต่ว่าเที่ยงวันนี้เราจะมีอะไรกินกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ นี่ก็ ๑๑ โมงแล้ว"

นิกรมองดูผู้วิเศษแล้วร้องขึ้นดังๆ

"ท่านอาจารย์ครับ กรุณาส่งอาหารกลางวันที่อร่อยๆ ไปให้เราสักมื้อเถอะนะครับ ถ้าได้ขนมจีบซาละเปาและอาหารที่กินกับน้ำชาเป็นวิเศษแน่ แล้วบ่ายๆ พวกผมจะมาหาท่านอาจารย์นะครับ"

ทุกคนต่างก้มลงกราบแสดงความเคารพอย่างสูงสุด ต่อจากนั้นสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็ลุกขึ้นพากันเดินออกไปจากถ้ำที่อยู่ของผู้วิเศษ พอออกมาพ้นปากถ้ำทุกคนก็หยุดชะงักใจหายวาบไปตามกัน เจ้าลายพาดกลอนขนาด ๗ ศอกตัวนั้นกำลังนอนตากแดดอยู่ห่างจากปากถ้ำไม่กี่มากน้อย

"อย่ายิงนะโว้ย" พลห้ามทุกคนแล้วยกมือตบบ่าเจ้าแห้ว "แกเดินออกไปก่อนซีอ้ายแห้ว ถ้ามันไม่ทำอะไรแกพวกเราจะเดินตามแกไป"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานไม่ไหวละครับ ตัวมันใหญ่เกือบเท่าม้า มันตบผมเบาะๆ ผมก็คอหักแล้ว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นทันที

"เสือตัวนี้เป็นเสือของท่านอาจารย์ มันไม่ทำอะไรพวกเราหรอก" พูดจบท่านก็ถือปืนแฝดออกเดินนำหน้าออกไปจากถ้ำนั้น

เจ้าลายพาดกลอนแลเห็นท่านเจ้าคุณแล้ว แต่มันนอนนิ่งเฉยไม่สนใจ

บริเวณป่าเขาลำเนาไพรสงบเงียบรื่นรมย์ร่มเย็น นกสีต่างๆ ปรากฏอยู่บนต้นไม้ส่งเสียงร้องเรียกหากัน อีเก้งตัวหนึ่งเดินผ่านหน้าสี่สหายไปในระยะใกล้ชิดแต่ไม่มีใครกล้ายิงมันเพราะรู้ว่ามันเป็นสัตว์ป่าที่อยู่ในความคุ้มครองของผู้วิเศษ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วกลับมาถึงถ้ำที่พักก่อนเวลาเที่ยงเล็กน้อย เมื่อเข้ามาในถ้ำความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจก็เกิดขึ้นแก่ทุกคนอีกครั้งหนึ่ง

บนพื้นถ้ำอันราบเรียบนั้นมีเสื่อผืนหนึ่งปูลาดอยู่ บนเสื่อมีกาน้ำชา ถ้วยน้ำชาเหมือนที่จำหน่ายตามภัตตาคารชั้นดี น้ำชาในถ้วยยังมีควันระเหยอยู่ แสดงว่ากำลังร้อน อาหารแบบนี้ชาวป่าทำไม่ได้ ถึงทำได้ก็ไม่มีเครื่องอุปกรณ์หรือเครื่องประกอบอาหาร เพียงแต่นวดแป้งซาละเปาก็เป็นงานที่ยุ่งยากพออยู่แล้ว และต้องมีความชำนาญจริงๆ

ทุกคนยืนตะลึงจ้องมองดูอาหารกลางวันแบบขนมจีบซาละเปาซึ่งนิกรได้ขอร้องให้ท่านผู้วิเศษส่งมาให้ นายพลดิเรกกล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ไองงไปหมดแล้ว นี่มันแดนสนธยาหรืออย่างไร อาหารนี้มาจากไหน นี่มันป่าเมืองกาญจน์ไม่ใช่กรุงเทพฯ "

นิกรยิ้มให้ศาสตราจารย์ดิเรก

"ด้วยอิทธิฤทธิ์ของท่านอาจารย์ของเราน่ะซีหมอ แต่ว่าไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องเสียเวลาขบคิดหรอก มันจะมาได้อย่างไรเมื่อมีให้เรากินเหมือนกับภัตตาคารในกรุงเทพฯ อย่างนี้เราก็จะจัดการเสีย เอาโว้ยพวกเรา นั่งล้อมวงเข้าแล้วสกรัมเลยของดีๆ ทั้งนั้น"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างเข้าไปนั่งล้อมวงบนเสื่อกกผืนใหญ่ผืนนั้น อาหารทุกจานพึ่งทำเสร็จใหม่ๆ พลยกถ้วยน้ำชาขึ้นซดแล้วเขาก็กล่าวว่า

"ชาอร่อยมากและน้ำชายังร้อนอยู่ ท่านอาจารย์ของเราท่านส่งมาให้เรากินแน่ๆ ท่านคือผู้วิเศษที่มีอิทธิฤทธิ์เหนือมนุษย์"

นิกรมองดูอาหารในจานเหล่านั้นแล้วจุ๊ปากลั่น

"โอ้โฮ ขนมจีบ ซาละเปา เปาะเปี๊ยะทอด หมูสับนึ่งกับเห็ดหูหนู เกี้ยวกรอบเป็ดย่าง ขนมปังหน้าหมู แล้วก็กุ้งผัดเห็ดสดอีกหนึ่งจานเปล ขอให้ท่านอาจารย์ของเราจงเจริญ ไชโย้"

ในราว ๑๓.๐๐ น.เศษ

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างช่วยกันหอบหิ้วสัมภาระออกมาจากถ้ำที่อยู่และลงไปที่เชิงเขา มุ่งตรงไปยังหุบเขาเบื้องหน้า ทุกคนได้รับประทานอาหารกลางวันกันอิ่มหนำสำราญแล้ว และเป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งเมื่อสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วออกมาอาบน้ำที่ลำธารใกล้ๆ กับถ้ำที่พัก พอกลับเข้าไปในถ้ำ ถ้วยชามภาชนะต่างๆ ตลอดจนเสื่อผืนนั้นก็หายไปอย่างน่าประหลาด

ในที่สุดทุกคนก็มาถึงถ้ำที่อยู่ของท่านผู้วิเศษ ต่างกองข้าวของสัมภาระรวมกันไว้ที่หน้าถ้ำ

"เข้าไปหาท่านเถอะวะ" เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวกับสี่สหาย "ได้อยู่ใกล้ๆ ท่าน ได้พูดคุยกับท่านแล้วรู้สึกสบายใจอย่างไรชอบกล ถ้าหากว่าท่านยังไม่เลิกเข้าฌาณเราค่อยออกมาหาถ้ำเล็กๆ แถวนี้พอเป็นที่อยู่อาศัยของเราในคืนวันนี้และพรุ่งนี้"

นิกรดีดมือแป๊ะและพูดเสียงหนักแน่น

"ผมต้องอ้อนวอนขอเลขท้ายให้ได้ ขอถูกให้จมเขี้ยวงวดวันอังคารหน้าทีเดียวเดียวเท่านั้น"

ทุกคนพากันเดินเข้าไปในถ้ำด้วยจิตใจเลื่อมใสในบุญฤทธิ์ของท่านผู้วิเศษ ซึ่งกระทำตนเหมือนกับโยคีหรือนักพรตทั้งหลาย แตกต่างกันก็คือว่าท่านไม่ได้นุ่งห่มด้วยหนังเสือและไม่ได้อยู่บรรณศาลาเหมือนฤาษีชีไพรในเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ

เมื่อมาถึงบริเวณลานกว้างอันเป็นที่สิ้นสุดของถ้ำนี้ สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วก็หยุดชะงักจ้องมองดูท่านผู้วิเศษซึ่งนั่งเข้าฌาณอยู่บนแท่นหินท่าขัดสมาธิวางมือทั้งสองซ้อนกันอยู่บนหน้าตัก จากแสงสว่างที่ส่องลอดลงมาจากปล่องบนทำให้ทุกคนแสดงสีหน้าแปลกใจไปตามกัน

ร่างของผู้วิเศษกลายเป็นรูปแกะสลักด้วยหินผาไปแล้ว แต่ทุกสัดทุกส่วนเหมือนกับท่านผู้วิเศษไม่มีอะไรผิดเพี้ยนเลยแม้กระทั่งใบหน้า สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วยืนตะลึงคล้ายกับตกอยู่ในความฝัน ในที่สุดท่านเจ้าคุณก็หันมาพูดกับนายพลดิเรกด้วยเสียงสั่นเครือ

"ดิเรก ตาพ่อฝาดไปหรืออย่างไร นั่นพระอาจารย์หรือรูปแกะสลักจากก้อนหิน"

ศาสตราจารย์ดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รูปแกะสลักครับ"

"ทำไมถึงเป็นไปได้อย่างนี้ หมายความว่าท่านอาจารย์กลายเป็นรูปแกะสลักยังงั้นหรือ"

"ผมอธิบายไม่ถูกครับ ผมกำลังมึนงงเหมือนกัน ผมกำลังสงสัยว่าผมและพวกเราเข้ามาอยู่ในแดนสนธยา"

นิกรเสียขวัญแล้ว เขากระซิบบอกเจ้าแห้วเบาๆ ว่า

"ถ้ามันยังไงเสียแล้วละโว้ยอ้ายแห้ว ในป่าดงเช่นนี้ย่อมเต็มไปด้วยความเร้นลับมหัศจรรย์ พวกพรานป่าก็เคยเล่าเรื่องแปลกๆ เกี่ยวกับอาถรรพ์หรือผีไพรเจ้าป่าให้เราฟังบ่อยๆ รูปแกะสลักที่เราเห็นนี้อาจจะมีวิญญาณสิงอยู่และหลอกหลอนเราหรือแสดงอิทธิฤทธิ์ แสดงปาฏิหาริย์ให้เราเห็น ท่านอาจารย์หรือโยคีองค์นี้คงจะเท่งทึงไปนานแล้ว แต่วิญญาณของท่านสิงอยู่ในรูปแกะสลักนี้"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ รับประทานผมก็ว่าอย่างงี้ ถอยแบบยุทธศาสตร์หรือครับ ออกไปตั้งรับที่ปากถ้ำก่อน"

พลพาตัวเดินเข้าไปหยุดยืนเบื้องหน้ารูปแกะสลักฝีมือประณีตและคงจะมีอายุร่วมพันปีมาแล้ว เมื่อพลเอื้อมมือลูบคลำดู ความรู้สึกก็บอกตัวเองว่าเขาจับต้องก้อนหินที่แกะสลักเป็นรูปมนุษย์ในวัยชราคนหนึ่งนั่งขัดสมาธิวางมือทั้งสองประสานกันบนตัก ฝีมือแกะสลักยอดเยี่ยมมองดูไม่ผิดอะไรกับว่าเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตจิตใจจริงๆ พลถอยออกมาและกล่าวกับเพื่อนเกลอของเขา

"เป็นความประหลาดมหัศจรรย์ยิ่งเท่าที่เราพบรูปแกะสลักนี้เหาะข้ามหัวเราเมื่อเย็นวานนี้ และเราได้เข้ามาพบกับท่านในตอนสาย ได้พูดคุยกับท่านซึ่งท่านเคลื่อนไหวได้และพูดได้เหมือนมนุษย์ธรรมดา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นเบาๆ

"วิญญาณของท่านจะต้องสิงอยู่ในรูปนี้แน่นอน นั่งลงกราบสักการะเคารพท่านและรีบออกไปจากถ้ำนี้เถอะพวกเรา"

เจ้าแห้วกล่าวขึ้นอย่างหวาดๆ

"รับประทานยืนไหว้ก็แล้วกันครับ"

แล้วเจ้าแห้วก็ยกมือไหว้รูปแกะสลักรูปนั้น เสร็จแล้วเจ้าแห้วก็รีบเดินออกไป ทุกคนยืนไหว้เช่นเดียวกับเจ้าแห้ว ต่างคนต่างเสียขวัญรีบออกไปจากถ้ำที่อยู่ของผู้วิเศษอย่างร้อนรน พอออกมานอกถ้ำต่างก็วิพากษ์วิจารณ์กันเสียงแซ่ดไปหมด

นิกรกล่าวถามพ่อตาของเขาอย่างหวาดๆ

"หมายความว่ารูปหินแกะสลักในถ้ำมีวิญญาณของเจ้าของร่างสิงอยู่ใช่ไหมครับคุณพ่อ เราจึงเห็นท่านเหาะได้เคลื่อนไหวได้ และแสดงปาฏิหาริย์ล่องหนหายตัวพูดคุยกับเราได้"

"ถูกละ ไม่มีปัญหาอะไร วิญญาณของท่านต้องสิงอยู่ในรูปแกะสลักอย่างแน่นอน ท่านผู้วิเศษหรือพระฤาษีองค์นี้คงเป็นที่สักการะของผู้คนในสมัยห้าหกร้อยปีมาแล้ว เมื่อท่านสำเร็จหรือตายไปช่างก็แกะสลักหินเป็นตัวท่านแล้วเชิญมาไว้ในถ้ำนี้ วิญญาณของท่านก็มาอาศัยอยู่แสดงอิทธิฤทธิ์ให้เราเห็น"

นิกรมองเข้าไปในถ้ำอย่างหวาดๆ

"ถ้ายังงั้นเราย้ายกลับไปพักที่เดิมของเราดีกว่าครับคุณพ่อ พักที่นี่ไม่เหมาะแน่ ผมยอมรับว่าผมกลัวท่านอาจารย์เสียแล้ว กลางวันยังงี้ก็ไม่เท่าไร ถ้าท่านมาปรากฏตัวให้ผมเห็นตอนกลางคืน ผมช็อคตายแน่"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานผมก็เหมือนกันครับ เรื่องผีหรือวิญญาณผมไม่ชอบเลย"

นายพลดิเรกว่า "แต่ก็เป็นเรื่องที่น่าประหลาดมหัศจรรย์ที่สุด เข้าไปดูอีกทีเถอะวะพล กันจะถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ใช้แฟล็ชถ่ายอย่างน้อยก็คงจะให้ประโยชน์แก่กันเกี่ยวกับวิญญาณหรืออิทธิฤทธิ์อันเป็นเรื่องลึกลับในป่าดงพงไพร ซึ่งมักจะมีเรื่องแปลกๆ เสมอ"

พลพยักหน้าและยิ้มให้

"ไปซีหมอ ถ่ายรูปเอาไว้ดีเหมือนกัน"

สองสหายพากันย้อนกลับเข้าไปในถ้ำ เสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามไปด้วย นายพลดิเรกตั้งใจจะถ่ายรูปแกะสลักนั้นด้วยกล้องขนาดเล็กของเขา แต่เมื่อเข้ามาถึงบริเวณสิ้นสุดของถ้ำ ศาสตราจารย์ดิเรกกับพลและเสี่ยหงวนกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หยุดชะงักทำหน้าตื่นไปตามกัน

รูปแกะสลักรูปนั้นอันตรธานไปแล้ว

"มายก๊อด" นายพลดิเรกร้องเสียงหลง "มันยังไงกันโว้ย รูปของท่านอาจารย์หายไปได้อย่างไร"

อาเสี่ยเอื้อมมือเขี่ยแขนศาสตราจารย์ดิเรกเบาๆ แล้วพูดเสียงสั่นเครือ

"ไปวิจารณ์กันนอกถ้ำกันดีกว่า กันขนลุกเส้นผมตั้งเด่แล้วโว้ย กันยอมรับว่ากันเสียขวัญแล้ว"

ทุกคนรีบล่าถอยออกจากถ้ำทันที นิกรแลเห็นเข้าก็ยิ้มรับ

"ถ่ายได้ไหมหมอ"

นายพลดิเรกยักไหล่แล้วแบมือทั้งสองข้าง

"รูปแกะสลักหายไปแล้วว่ะ ไม่รู้หายไปได้อย่างไร"

"ฮ้า" นิกรร้องเสียงหลง "จริงๆ น่ะเรอะ"

"ออไร๋"

นิกรอกใจเต้นระทึก

"ถ้ายังงั้นเปิดเถอะโว้ยพวกเรา ขืนอยู่ที่นี่ท่านอาจารย์คงจะแสดงอะไรแปลกๆ ให้พวกเราดูอีกพอดีใจฝ่อตาย วิญญาณของท่านคงจะหลอกหลอนเราแน่นอน แต่ก็ไม่ได้ลบหลู่ดูหมิ่นท่านนี่นะ อุ๊ย....ขนลุกแล้วโว้ย รีบขนของไปเถอะ"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วต่างช่วยกันหอบหิ้วสัมภาระพากันเดินลงไปจากเชิงเขา และบ่ายหน้าออกไปจากหุบเขานี้ เพื่อหาที่พักใหม่ให้ใกล้กับที่นัดกับเครื่องบินเฮลิค็อปเต้อรไว้

ทุกคนต้องพักแรมอยู่ในป่าอีก ๒ วัน จนกระทั่งตอนเช้าวันศุกร์ เครื่องบินกมารับสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้วเดินทางกลับกรุงเทพฯ

จบตอน