พล นิกร กิมหงวน 124 : แผนถล่มเมือง

การประชุมในห้องประชุมของกองบัญชาการทหารสูงสุดที่กระทรวงกลาโหมตอนสายวันนั้นเป็นการประชุมลับสุดยอด

พล.อ.วิชิต ชัยสมรภูมิ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดฝ่ายยุทธการเป็นประธานในที่ประชุม มีผู้เข้าร่วมประชุมดังต่อไปนี้คือ ศาสตราจารย์ พล.ท.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ กับคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์รวม ๙ คน ขาด จ.ส.ต.แห้ว โหระพากุล ไปคนหนึ่ง นอกจากนี้ก็มี พล.ต.ท.มาโนชญ์ ศรีสาคร รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายยุทธการ นายทหารเสนาธิการประจำกองบัญชาการทหารสูงสุดอีก ๓ คนมียศเป็นพันเอกคนหนึ่ง นาวาอากาศเอกคนหนึ่ง

เริ่มประชุมเวลา ๙.๐๐ น. ตรง

ประตูหน้าห้องประชุมปิดหมด มีสารวัตรทหารบกหลายคนยืนเรียงรายอยู่หน้าห้อง ห้ามมิให้ผู้ใดผ่านหน้าห้องประชุมอย่างเด็ดขาด ผู้ที่เข้าร่วมการประชุมลับนั่งอยู่เรียงรายรอบโต๊ะครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ ภายในห้องสงบเงียบจนได้ยินเสียงเครื่องปรับอากาศครางกระหึ่มเบาๆ ท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดยืนเด่นอยู่หัวโต๊ะหน้าเก้าอี้นั่งของท่าน ซึ่งอยู่ใกล้กับผนังตึกและมีแผนที่ประเทศไทยขนาดมหึมาติดอยู่แสดงที่ตั้งอำเภอ สนามบินและค่ายทหาร เขตจังหวัดต่างๆ ทางหลวงและทางรถไฟทั้งที่กำลังก่อสร้างอยู่ เป็นแผนที่ของกรมแผนที่ทหารมีขนาดกว้าง ๘ ฟุตและสูง ๑๐ ฟุต

"ข้าพเจ้าขอแถลงให้ที่ประชุมทราบว่าการประชุมลับเฉพาะของเราในวันนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับจรวดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ของเราอันเป็นประดิษฐ์กรรมของท่านนายพลศาสตราจารย์ดิเรกได้สร้างไว้สำหรับกองทัพของเราใช้ถล่มเมืองข้าศึกในเมื่อข้าศึกบุกรุกรานเรา"

พ.อ.กิมหงวนตบมือขึ้นทันที ทำให้ทุกคนพลอยตบมือด้วย ท่านนายพลอาวุโสมองดูหน้าเสี่ยหงวนแล้วยิ้มเจื่อนๆ

"ผู้การตบมือทำไม"

อาเสี่ยลุกขึ้นยืนและตอบฉาดฉาน

"เพื่อความครึกครื้นในการประชุมของเราครับ ท่านรอง"

"แล้วกัน เราไม่ได้ประชุมเพื่อจัดงานอะไร บอลหรือแสดงละคร แสดงดนตรีเก็บเงินให้การกุศลนะผู้การ ถ้าจะตบมือให้ก็รอให้ผมพูดจบเสียก่อนหรือเมื่อผมพูดถึงสาระสำคัญที่ควรจะตบมือให้ผม อ้า--ขอให้ทุกคนตั้งใจฟังและเตรียมแสดงความคิดเห็นร่วมมือกันเพราะเรื่องที่เราจะประชุมกันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก"

ร.ท.นพกระซิบดุ ร.ท.สมนึกเบาๆ

"นั่งเฉยๆ น่ะอ้ายตี๋ ทำยุกยิกๆ เป็นลิงเป็นค่างไปได้"

ร.ท.สมนึกกระซิบตอบ

"มดมันเข้าไปกัดจั๊กกะแร้ว่ะ"

ร.ท.นพจามขึ้นดังๆ

"ฮ้าด...ชะเอ๊ย"

พล.อ.วิชิตสะดุ้งโหยง แล้วทำตาเขียวกับลูกชายนิกร

"ที่นี่เป็นห้องประชุมไม่ใช่สนามมวยหรือไน้ท์คลับ เวลาจะจามควรปิดปากเสียก่อน แล้วก็เป็นการผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่จามออกมาโดยไม่ขออนุญาตและได้รับอนุญาตเสียก่อน จนใจว่าเธอเป็นครึ่งทหารครึ่งพลเรือน ม่ายยังงั้นฉันลงโทษแน่ๆ "

ร.ท.นพลุกขึ้นยืนตรง

"ประทานโทษครับ กระผมเป็นหวัดยั้งไม่ทัน เมื่อวานไปดูกรมผสมซ้อมรบที่เมืองกาญจน์ถูกฝนชุ่มโชกตั้งแต่เช้าจนบ่ายครับ"

ท่านนายพลอาวุโสทำท่าเหมือนกับจะยัวะ แต่เมื่อแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแย้มแจ่มใสและสบตากับท่าน ท่านก็ยิ้มให้แล้วกล่าวกับที่ประชุมต่อไป

"ทุกคนฟังข้าพเจ้า"

"กำลังตั้งใจฟังอยู่แล้วครับ" ร.ท.สมนึกพูดยิ้มๆ

พล.อ.วิชิตตวาดแว็ด

"ฟังอยู่แล้วก็เฉยๆ ซีโว้ย ต้องบอกด้วยเรอะ อ้า เท่าที่ข้าพเจ้าเชิญท่านมาประชุมเป็นราชการลับก็เพื่อแจ้งให้ทราบว่าในวันอังคารที่ ๔ ตุลาคมนี้ ข้าพเจ้าได้ออกคำสั่งให้นายพลดิเรกกับคณะทำการเคลื่อนย้ายจรวดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์ลูกหนึ่งจากฐานยิงจรวดในเขตทหารปราณบุรีเพื่อนำไปติดตั้ง ณ ฐานยิงจรวดที่อุดรธานี เตรียมไว้ต่อสู้กับศัตรู ถ้าหากว่าเขาเปิดฉากรุกรานเราในต้นฤดูหนาวนี้ พวกท่านก็คงทราบดีแล้วว่าจรวดขีปนาวุธลูกนี้ใหญ่โตมโหฬารที่สุด" แล้วท่านก็ยกมือชี้หน้า พ.อ.นิกร "ขอให้ผู้การอธิบายรายละเอียดของจรวดลูกนี้ให้ที่ประชุมทราบสักหน่อยพอเป็นสังเขป"

พ.อ.นิกรลุกขึ้นยืนวางท่าอย่างภาคภูมิ

"จรวดข้ามทวีปหรือจรวดขีปนาวุธลูกนี้มีชื่อว่าจรวด "สี่สหาย" ครับ สามารถติดหัวรบนิวเคลียร์หรือระเบิดแรงสูงได้ ขนาดของจรวดลูกนี้วัดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๗๐ นิ้ว ยาว ๖๕ ฟุต ระยะยิง ๔,๕๐๐ ไมล์ทะเล ปล่อยแบบดาวเทียมหรือดาวไถ ใช้ไนโตรเจ็นเตรต็อคไซด์เป็นอ๊อกซิไดเซ่อร และสารผสมขอไฮดราซีนกับยูดีเอ็มเอ็ช, ขนาดคล้ายคลึงกับจรวดข้ามทวีป "ไตตัน ๒" ของสหรัฐฯ แต่ของเรามีคุณภาพเหนือกว่า ไปได้สวยและไปได้เร็วกว่า แม่นยำกว่าอำนาจระเบิดร้ายแรงกว่าถึงแม้จะมีกลิ่นสกปรกก็ตาม เพียงลูกเดียวเท่านั้นนครใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ก็จะทลายราบเป็นหน้ากลองมองดูเตียนโล่งไปหมด" พูดจบนิกรก็ทรุดตัวลงนั่งตามเดิม

ท่าน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำปากหมุบหมิบด่านิกร ร.ท.นพซึ่งนั่งอยู่ข้างหลังชะโงกหน้ามาพูดกับบิดาของเขาเบาๆ

"ทำไมพ่อจำแม่นอย่างนี้ครับ"

พ.อ.นิกรหันมายักคิ้วให้ลูกชายของเขาแล้วกระซิบตอบ

"ก็พ่อทำกับมือของพ่อเองทำไมจะจำไม่ได้"

ท่านนายพลอาวุโสกล่าวกับที่ประชุมต่อไป

"การเคลื่อนย้ายจรวดจากโรงงานสร้างในเขตทหารที่ปราณบุรีไปอุดรธานีในครั้งนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งเราทุกคนในที่นี้จะต้องแก้ปัญหาต่างๆ อันยุ่งยากมาก โดยเฉพาะการถือโอกาสก่อวินาศกรรมของฝ่ายศัตรู"

เสี่ยงหงวนร้องขึ้นดังๆ

"จริงครับท่านรอง ระเบิดตูมตามขึ้นกรุงเทพฯ ก็จะกลายเป็นเศษอิฐซากปูนเหมือนเมืองฮิโรชิมาหรือนางาซากิของญี่ปุ่นที่เจอระเบิดปรมาณูชื่อ "ลิตเติลบอย" และ "แฟ็ท แมน" มาแล้ว"

ท่านรองกลืนน้ำลายเอื๊อก

"พูดเบาๆ ก็ได้ผู้การกิมหงวน และไม่ควรพูดทะลุกลางปล้องขณะที่กำลังพูดอยู่ อ้า....ทุกคนโปรดฟัง จรวด "สี่สหาย" นี้มีความยาวถึง ๖๕ ฟุต จำเป็นจะต้องใช้ล้อเลื่อนขนาดใหญ่ของกรมการทหารช่างถึง ๒ คันลำเลียงจรวดนี้และใช้รถแทร็คเต้อรคันใหญ่จูงลากจากปราณบุรีผ่านเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม ธนบุรี กรุงเทพฯ สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่นและอุดรธานีอันเป็นจุดหมายปลายทาง เราจะต้องใช้กำลังทหารและตำรวจร่วมหมื่นคนในการรักษาเส้นทางจากจุดเริ่มต้นจนถึงอุดร ขบวนคุ้มกันจรวดขีปนาวุธลูกนี้จะต้องเข้มแข็งที่สุด ถึงแม้ท่านศาสตราจารย์ดิเรกจะถอนเข็มแทงชนวนคือไฮด์ เอ๊กสโปลซิฟออก แต่ยูเรเนียมก้อนใหญ่ที่ติดไว้ในขีปนาวุธถอดออกไม่ได้ อย่าลืมว่าอำนาจระเบิดของจรวด "สี่สหาย" จะเท่ากับดินระเบิด ทีเอ็นที.๒๐๐,๐๐๐ ปอนด์ สมมุติว่าฝ่ายศัตรูยอมสละชีวิตใช้ระเบิดมือขว้างขีปนาวุธลูกนี้ จรวดยักษ์ก็จะเกิดการระเบิดขึ้นทันที และถ้าการระเบิดขึ้นขณะที่ขบวนจรวด "สี่สหาย" ผ่านกรุงเทพฯ ก็จะทำให้จังหวัดพระนครราบเรียบไปหมดไม่มีอะไรเหลือ"

พ.อ.นิกรพูดเสริมขึ้น

"เตียนโล่งไปหมดเลยหรือครับ"

"ใช่ ทั้งเตียนทั้งโล่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผุดลุกขึ้นยืนอย่างโมโห

"ขออนุญาตครับท่านรอง"

"ว่าไงครับ ใต้เท้า"

ท่านเจ้าคุณขบกรามกรอด

"ขออนุญาตพาพันเอกนิกรออกไปพูดกับผมนอกห้องสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ"

ที่ประชุมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน แม้กระทั่ง พล.อ.วิชิต

"เรากำลังประชุมกันในเรื่องสำคัญ เพื่อวางแผนป้องกันจรวดขีปนาวุธลูกนี้ อย่าพึ่งออกไปเลยครับ"

ท่านเจ้าคุณนั่งลงตามเดิม ตอนนี้เอง นายสิบในเครื่องแบบ ๒ คน ได้ถือถาดไม้ใบใหญ่นำกาแฟร้อนมาเสริฟให้นายทหารทุกๆ คนที่อยู่ในห้องประชุม ท่านรองอนุญาตให้ที่ประชุมดื่มกาแฟและสูบบุหรี่ได้และเชิญให้นายพลดิเรกเป็นผู้บรรยายถึงการนำจรวดยักษ์จากปราณบุรีไปสู่ฐานยิงจรวดที่อุดรธานี

เมื่อท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุดทรุดตัวลงนั่ง ศาสตราจารย์ พล.ต.ดิเรก ก็ลุกขึ้นเดินไปที่แผนที่ประเทศไทยที่ผนังตึก เขาแต่งเครื่องแบบนายพลอย่างสง่างาม เป็นเครื่องแบบปกติกากีแกมเขียวเชิ้ทแขนยาวผูกเน็คไท

นายพลดิเรกหยิบไม้เล็กๆ อันหนึ่งซึ่งยาวประมาณ ๒ เมตรเดินไปที่แผนที่ประเทศไทยขนาดใหญ่ แล้วชี้ปลายไม้ลงบนแผนที่

"ขณะนี้จรวด "สี่สหาย" อยู่ในค่ายทหารปราณบุรีตรงจุดนี้ครับ เราจะต้องลำเลียงจรวดออกจากค่ายเข้าสู่ถนนเพชรเกษม และระยะทางจากปราณบุรีถึงหัวหิน เราจะใช้กำลังทหารที่ปราณบุรีและตำรวจที่หัวหินเป็นยามเรียงรายตามถนนเป็นระยะๆ ด้านหนึ่งตำรวจด้านหนึ่งทหาร จากหัวหินมาเพชรบุรีเราจะใช้กำลังทหารรบที่เมืองเพชรและตำรวจภูธรที่นั่น และจากราชบุรีถึงนครปฐมเราจะใช้ทหารช่างที่ราชบุรีและตำรวจภูธรทำหน้าที่รักษาการตามทางหลวงที่ขบวนจรวดขีปนาวุธผ่าน"

"โอ้โฮ" ร.ท.นพเผลอตัวร้องขึ้นดังๆ แล้วยิ้มให้เพื่อนเกลอของเขา "เรื่องนี้ตื่นเต้นแน่ๆ ฟังแผนของน้าหมอกันก็ใจเต้นระทึก อย่างไรก็ต้องบู๊สะบั้นหั่นแหลก"

"เฮ้ย" พล.อ.วิชิตตะโกน "ประเดี๋ยวให้สารวัตรคุมตัวไปขังเสียหรอก เรากำลังประชุมกันไม่ใช่คุยกัน เข้าใจไหม"

ลูกชายของนิกรยิ้มแห้งๆ ทำหน้าปูเลี่ยนๆ ชอบกล ศาสตราจารย์ พล.ต.ดิเรก อธิบายให้ที่ประชุมฟังต่อไปถึงการนำจรวดเข้าสู่พระนครและออกไปตามเส้นทางของถนนพหลโยธิน

"จากสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ การรักษาเส้นทางจะต้องเพิ่มกำลังอีกสามเท่าหรือห้าเท่า ขอให้นายทหารเสนาธิการทั้งสามท่าน รองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายยุทธการกรุณาจดจำไว้นะครับ ผมต้องการตำรวจและทหารรักษาการเพิ่มขึ้นเป็นสามเท่านับแต่วงเวียนเล็กธนบุรี สะพานพุทธ ขบวนจรวดจะเลี้ยวซ้ายไปตามถนนจักรเพชร เลี้ยวขวาผ่านหน้าสถานีตำรวจพระราชวัง ผ่านหน้าวัดโพธิ์ผ่านหน้ากระทรวงกลาโหมไปตามถนนราชดำเนิน ข้ามสะพานผ่านพิภพ เข้าถนนหลานหลวง ข้ามสะพานขาว ผ่านสะพานยมราชและไปเลี้ยวสี่แยกราชเทวีตรงไปอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เข้าถนนพหลโยธิน ผ่านอนุสาวรีย์ปราบกบฎ ผ่านดอนเมือง เรื่อยไปจนถึงวังน้อย เราก็ลดตำรวจและทหารรักษาการลงได้คือจัดเฝ้าเส้นทางพอสมควร ที่ผมเรียนให้ทราบเช่นนี้ก็เพราะเรากลัวหน่วยกล้าตายของฝ่ายศัตรูจะระเบิดจรวด "สี่สหาย" ลูกนี้เพื่อทำลายกรุงเทพฯ ให้ราบคาบโดยยอมเสียสละชีวิตของมันเพียงคนหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น"

"ว้า" พ.อ.กิมหงวนเอ็ดตะโรลั่น "แกก็รู้อยู่แล้วว่าอ้ายระเบิดมหาประลัยหรือระเบิดปรมาณูที่หัวจรวดน่ะมันถล่มทลายกรุงเทพฯ ได้ แล้วแกเสือกสร้างขึ้นมาหาหอกอะไร พลาดพลั้งบ้านเมืองของเราก็จะเตียนโล่งไม่มีอะไรเหลือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเสี่ยหงวนอย่างเดือดดาล

"เตียนโล่งอีกแล้ว พังก็ว่าพังซีโว้ย"

อาเสี่ยชักฉิว

"ก็มันพังจนเตียนโล่งยังไงล่ะครับ ผมไม่ได้พูดเกี่ยวข้องกับคุณอาสักนิด ทำเป็นตุ๊กแกกินปูนร้อนท้องไปได้"

นายพลดิเรกโบกมือห้ามแล้วกลับมานั่งประจำที่ที่โต๊ะประชุมทางซ้ายของท่านรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด การประชุมได้เริ่มต่อไปมีการปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการรักษาเส้นทางและขบวนคุ้มกันจรวดข้ามทวีปหรือจรวดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์คือจรวด "สี่สหาย" ซึ่งมีอำนาจระเบิดอย่างร้ายแรงสามารถถล่มกรุงเทพฯ ให้ราบเรียบได้ในพริบตาเดียว

พล.อ.วิชิตให้ความเห็นต่อที่ประชุมว่า ถ้าหากว่าฝ่ายศัตรูจะก่อวินาศกรรมทำลายจรวดยักษ์ลูกนี้ ฝ่ายศัตรูจะต้องเลือกทำในเขตพระนครตอนใดตอนหนึ่งเพราะรัศมีระเบิดของหัวนิวเคลียร์จะทำให้จังหวัดพระนครพังทลายไปหมด หรือมิฉะนั้นฝ่ายศัตรูก็จะระเบิดจรวด "สี่สหาย" ขณะที่ลำเลียงผ่านดอนเมืองเพื่อทำลายเครื่องบินและฐานทัพอากาศของเรา

อย่างไรก็ตามท่านนายพลอาวุโสมั่นใจว่าฝ่ายศัตรูน่าจะระเบิดจรวดมหาประลัยในเขตพระนครมากกว่าเพื่อทำลายเมืองหลวงอันเป็นหัวใจของประเทศไทย

การประชุมผ่านพ้นไป ๒ ชั่วโมง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกัน และนายทหารเสนาธิการของกองบัญชาการทหารสูงสุดทั้ง ๓ คนต่างได้ร่วมกันวางแผนลำเลียงจรวดขีปนาวุธอย่างรัดกุม ส่วนทางด้านตำรวจรักษาการทั้งตำรวจภูธร นครบาลและกองปราบปรามนั้น ท่านรองอธิบดีกรมตำรวจรับจะจัดการให้ตามความประสงค์ทุกอย่างโดยไม่มีอะไรขัดข้อง อนึ่ง กำลังของตำรวจจากโรงเรียนพลตำรวจและโรงเรียนนายร้อยตำรวจยังมีพอที่จะส่งมาสมทบ

ก่อนเที่ยงวันนั้นเอง ที่ประชุมก็ตกลงกันเรียบร้อย พ.อ.พล พัชราภรณ์ซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับเลขานุการได้ลุกขึ้นอ่านข้อความที่เขาโน้ตไว้ให้ที่ประชุมฟัง ดังต่อไปนี้

"ขบวนจรวดขีปนาวุธจะเคลื่อนออกจากฐานยิงจรวดในเขตทหารที่ปราณบุรีในเวลา ๔.๐๐ น.ตรง ออกจากค่ายทหารเข้าสู่ถนนเพชรเกษมมุ่งตรงมากรุงเทพฯ เลยไปอยุธยา สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่นและอุดรธานี ทางกองบัญชาการทหารสูงสุดจะติดต่อกับกองทหารต่างๆ เป็นความลับเพื่อทำหน้าที่รักษาเส้นทางตลอดทางที่ขบวนจรวดจะผ่านจนถึงจุดหมายปลายทาง และรองอธิบดีกรมตำรวจฝ่ายยุทธการจะจัดตำรวจภูธรและนครบาลรักษาเส้นทาง คุ้มกันขบวนจรวด ซึ่งขบวนจรวดขีปนาวุธจะปรากฏดังนี้

๑.รถวิทยุของกองปราบปรามสามยอดรวม ๓ คันนำหน้าขบวน

๒.รถจี๊ปสนามติดอาวุธ ๖ คันแล่นเป็นแถวเรียงสอง

๓.รถยนต์หุ้มเกราะ ๒ คัน

๔.รถแทร็คเต้อร์ลากจูงรถบรรทุกจรวด "สี่สหาย"

๕.รถถัง เอ็ม.๒๔ ตามหลังจรวด ๒ คัน

๖.รถจี๊ปสนามติดอาวุธปิดท้ายขบวน ๔ คัน และ

๗.ขบวนจักรยานยนต์ของสารวัตรทหารไม่ต่ำกว่า ๑๐ คันทำหน้าที่แซงขบวน"

ท่านนายพลอาวุโสกล่าวกับที่ประชุมว่า

"ใครจะคัดค้านหรือขอต่อเติมอะไรอีกบ้างหรือไม่"

"ขออนุญาตครับ" ร.ท.พนัสพูดขึ้นดังๆ

"ว่ายังไง"

"ผมอยากเรียนถามว่าเราจะส่งกำลังตำรวจและทหารล่วงหน้าขบวนไปก่อนใช่ไหมครับ"

"แน่นอน เราต้องส่งกำลังหรือหน่วยยานยนต์ลาดตระเวนล่วงหน้าไปก่อนและติดต่อกับขบวนทางวิทยุ การคุ้มกันจรวด "สี่สหาย" จะต้องทำอย่างเข้มแข็งและรอบคอบที่สุดซึ่งเสนาธิการของเราจะเป็นผู้วางแผนอย่างละเอียดต่อไป" พูดจบท่านก็หันมาทาง พ.อ.พล "อ่านต่อไปผู้การ"

พลมองดูเอกสารในมือของเขาแล้วอ่านให้ที่ประชุมฟัง

"ต่อไปนี้เป็นรายชื่อของเจ้าหน้าที่ลำเลียงจรวด "สี่สหาย"

๑. ศาสตราจารย์พลเอกดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ เป็นหัวหน้าและทำหน้าที่ขับแทร็คเต้อร์จูงลากจรวดขีปนาวุธ

๒.พันเอกพล พัชราภรณ์ เป็นผู้ช่วยพลขับผัดเปลี่ยนกันระหว่างทางจนกว่าจะถึงฐานยิงจรวดที่อุดรธานี

๓.พลเอกพระยาปัจจานึกพินาศ พันเอกกิมหงวน ไทยแท้ พันเอกนิกร การุณวงศ์ และจ่าสิบตรีแห้ว โหระพากุลอยู่ในรถจี๊ปสนามติดอาวุธนำหน้าจรวด ซึ่งจ่าสิบตรีแห้วจะทำหน้าที่เป็นพลขับ

๔.ร้อยโทพนัส พัชราภรณ์ ร้อยโทนพ การุณวงศ์ ร้อยโทสมนึก ไทยแท้ และ ศาสตราจารย์ดำรง ณรงค์ฤทธิ์ ขี่จักรยานยนต์แซงขบวนจรวดร่วมกับสารวัตรทหารบกอีก ๖ นาย"

"ว้า" เสี่ยตี๋หรือ ร.ท.สมนึกร้องขึ้นดังๆ

ท่านรองจุปาก

"แหกปากขึ้นมาทำไม"

เสี่ยตี๋ยิ้มแห้งๆ

"ผมขี่จักรยานยนต์ไม่เป็นนี่ครับ ลองขี่ทีไรรถล้มแข้งขาถลอกปอกเปิกทุกที"

"ไม่เป็นก็ต้องรีบไปหัดเสียให้ชำนาญ"

พล.อ.วิชิตพูดเสียงกร้าว

"ยังมีเวลาอีกตั้ง ๑๐ วัน คนฉลาดอย่างเธอคงหัดไม่ยาก"

"โธ่ มันเจ็บนี่ครับ"

ร.ท.นพหันมาพูดกับเพื่อนเกลอของเขาเบาๆ

"ตกจักรยานยนต์ไม่ตายหรอกวะ โบราณว่าตกจักรยานยนต์ไม่ตาย ตกควายแขนคอก ตกม้าขาถลอก"

นิกรหันมาถลึงตามองดูลูกชายของเขา

"พูดพล่ามอีกแล้วอ้ายนพ"

ศาสตราจารย์ดิเรกเป็นผู้บรรยายสรุปในเรื่องนี้และย้ำให้ที่ประชุมฟังอีกครั้งหนึ่งว่า เนื่องจากสถานการณ์ทางด้านชายแดนอีสานไม่สู้จะปลอดภัยนัก จึงจำเป็นต้องเคลื่อนย้ายจรวดขีปนาวุธลูกนี้จากโรงงานสร้างของมันในเขตทหารปราณบุรีไปไว้ ณ ฐานยิงจรวดที่อุดรธานี เตรียมไว้รับมือกับศัตรูผู้รุกราน

เลิกประชุมในเวลา ๑๒.๑๕ น. ทุกคนลุกขึ้นยืนก้มศีรษะกระทำความเคารพท่านนายพลอาวุโสรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด และแล้วต่างก็ย่อยๆ กันออกไปจากห้องประชุมนั้น

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับและสถานีวิทยุสถานีโทรทัศน์ทุกแห่งต่างเสนอข่าวและอ่านข่าวแจ้งความของกองทัพบกที่จะปิดถนนหลายสายในวันอังคารที่ ๔ ตุลาคม ศกนี้และปิดต่างเวลากัน เริ่มตั้งแต่เวลา ๓.๐๐ น.ที่ถนนเพชรเกษม ติดต่อกับค่ายทหารปราณบุรีเรื่อยมาจนถึงจังหวัดเพชรบุรี ราชบุรี นครปฐม ธนบุรี นครราชสีมา ขอนแก่นและอุดรธานี

นายตำรวจชั้นนายพันคนหนึ่งแห่งกองกำกับการตำรวจได้ปรากฏตัวทาง ทีวี.ช่อง ๔ และช่อง ๗ บรรยายให้ประชาชนทราบถึงการปิดถนนซึ่งมีระยะทางยาวเกือบ ๑,๐๐๐ กิโลเมตร แต่ต่างเวลากันในคราวนี้เพื่อให้การลำเลียงยุทโธปกรณ์ขนาดหนักของกองทัพบกได้ผ่านไปโดยสะดวก แต่เจ้าหน้าที่ไม่ยอมแถลงว่าเป็นการขนย้ายจรวดขีปนาวุธข้ามทวีปซึ่งเป็นจรวดมหึมาติดหัวรบนิวเคลียร์ ยวดยานทุกชนิดที่แล่นสวนกับขบวนลำเลียงของทหารจะต้องหยุดชิดขอบซ้ายของถนนเมื่อแลเห็นรถนำคือรถวิทยุของกองปราบปรามสามยอดซึ่งรถทุกคันจะเปิดไฟหมุนสีแดงบนหลังคาและจะเปิดแตรไซเร็นเป็นระยะๆ รถที่ฝ่าฝืนผ่านขบวนทหารจะถูกจับกุมหรือถูกยิงด้วยปืนยิงเร็วทันที จึงขอให้บรรดานักขับรถทั้งหลายได้สังวรไว้ในการขับรถวันที่ ๔ ตุลาคมเดือนนี้ติดต่อกับวันที่ ๕ เพราะขบวนลำเลียงจะถึงอุดรธานีก่อนรุ่งอรุณของวันที่ ๕ ซึ่งการเดินทางจะไม่มีการหยุดพักเกินกว่าครั้งละ ๑๕ นาที เพื่อให้เจ้าหน้าที่รับประทานอาหารเครื่องดื่มหรือเติมน้ำมันเชื้อเพลิง

ณ ที่แห่งหนึ่งชานเมืองกรุงเทพฯ

บ้านนั้นเป็นบ้านเช่าขนาดใหญ่และเป็นสำนักงานย่อยของขบวนการฝ่ายศัตรูซึ่งพวกศัตรูได้นัดประชุมพร้อมกันในตอนบ่ายของวันที่ ๒ ตุลาคม ภายในห้องใต้ดินอันมิดชิด หัวหน้าขบวนการนี้เป็นคนไทย อดีตของเขาเคยมีอำนาจวาสนามาแล้ว ความมักใหญ่ใฝ่สูงของเขาคิดทรยศต่อประเทศชาติ ยอมทำงานให้ฝ่ายศัตรูโดยได้รับสินจ้างแพงมาก เขาเชื่อว่าถ้าประเทศไทยถูกยึดครอง เขาก็จะได้ดิบได้ดีเป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาลที่ใช้ระบบกดขี่ทารุณประชาชน

หัวหน้าขบวนการก่อการร้ายได้บรรยายให้ที่ประชุมฟังเมื่อเปิดการประชุมว่า

"ข้าพเจ้าหวังว่าพวกท่านคงได้อ่านข่าวในหนังสือพิมพ์และฟังประกาศทางวิทยุกระจายเสียงหรือประกาศทาง ทีวี.ทั้ง ๒ ช่องแล้ว เกี่ยวกับการปิดถนนอันยาวเหยียดจากปราณบุรีถึงอุดร ทางกองทัพบกและตำรวจได้แถลงว่าเป็นการขนย้ายยุทโธปกรณ์ขนาดหนัก แต่ความจริงจากข่าวกรองที่ข้าพเจ้าได้รับรายงานจากสายลับของเราแจ้งว่า กองทัพบกจะขนย้ายจรวดขีปนาวุธข้ามทวีป ซึ่งเป็นจรวดขนาดยักษ์ติดหัวรบนิวเคลียร์ของศาสตราจารย์ดิเรก เพื่อนำไปไว้ ณ ฐานยิงจรวดที่อุดรธานี"

สมาชิกผู้ก่อการร้ายต่างพูดกันพึมพำ

"ขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์หรือครับหัวหน้า"

"ถูกแล้ว มันคืออาวุธมหาประลัยที่จะถล่มบ้านเมืองของเราให้พังทลายราบไม่มีอะไรเหลืออยู่ ศาสตราจารย์นายพลดิเรกกับศาสตราจารย์ดำรงลูกชายของเขา พ่อลูกคู่นี้เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ใหญ่ยิ่งของกองทัพไทยและชาติไทยเกี่ยวกับการป้องกันและบดขยี้พวกเรานั่นเอง"

"เป็นความจริงครับหัวหน้า นายพลดิเรกเฉลียวฉลาดผิดมนุษย์ ระเบิดนิวเคลียร์เขาก็คิดได้ จรวดข้ามทวีปเขาสร้างได้ ขณะนี้สองพ่อลูกก็ได้สร้างอาวุธแปลกๆ ที่ทันสมัยให้กองทัพไทยหลายอย่างแล้ว"

หัวหน้าก่อการร้ายชูมือขวาขอร้องให้สมาชิกทั้งหลายสงบเงียบแล้วกล่าวต่อไป

"โดยคำสั่งนอกประเทศที่ข้าพเจ้าได้รับทางวิทยุตอนสายวันนี้ สั่งให้ข้าพเจ้าและพวกท่านร่วมมือกันทำลายจรวดขีปนาวุธลูกนี้ให้ได้ขณะที่จรวดผ่านพระนคร ทั้งนี้ก็เพื่อจะให้จรวดของศาสตราจารย์ดิเรกลูกนี้ทำลายกรุงเทพฯ ให้ราบเป็นหน้ากลอง เช่นเดียวกับเมืองที่ถูกโจมตีด้วยระเบิดปรมาณูนั่นเอง"

สมาชิกคนหนึ่งถามขึ้น

"แต่ผู้ที่รับงานนี้ต้องเสียสละชีวิตนะครับหัวหน้า"

"ไม่มีปัญหา หน่วยกล้าตายของเรา คนที่จะทำลายขีปนาวุธลูกนี้ต้องตายแน่พร้อมกับการระเบิดของจรวดยักษ์ข้ามทวีป ขอให้ทุกคนฟังข้าพเจ้า คำสั่งที่ข้าพเจ้าได้รับทางวิทยุโทรเลขนั้น ให้ข้าพเจ้าจ่ายเงินสดให้แก่บุตรภรรยาหรือทายาทของผู้อาสาสมัครระเบิดจรวดขีปนาวุธลูกนี้ เราจะจ่ายเงินสดให้สองล้านบาทภายในหนึ่งชั่วโมงที่จรวดระเบิดขึ้น และกรุงเทพฯ ทลายราบไปแล้ว ที่จะได้รับเงินสองล้านบาทก็คือบุตรภรรยาหรือทายาทของผู้อาสาสมัครนั่น"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นอีกในห้องประชุม และแล้วชายหนุ่มร่างสูงใหญ่คนหนึ่งก็ชูมือขวาขึ้น

"ผมรับอาสาทำการนี้เองครับหัวหน้า ผมยอมสละชีวิตของผมเพื่อลูกเมียของผม"

หัวหน้าก่อการร้ายจ้องมองดูชายร่างใหญ่อย่างชื่นชม

"นายพุด แกแน่ใจหรือว่าแกจะยอมเสียสละชีวิตของแกเพื่อลูกเมียของแก"

"ครับ" เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ในวัย ๓๕ ปีตอบอย่างมั่นใจ "ผมเป็นฆาตกรที่ตำรวจกำลังต้องการตัวผม และผมได้เข้ามาเป็นสมาชิกของขบวนการนี้ ซึ่งถ้าตำรวจจับผมได้อย่างน้อยผมก็ต้องติดคุกตลอดชีวิต ขณะนี้ลูกผมกำลังลำบากยากแค้นมาก ลูกผมสองคนยังเป็นเด็กเกินไป คนโตอายุ ๕ ขวบ คนเล็ก ๓ ขวบเท่านั้น รายได้ที่ทางนี้จ่ายให้ผมเดือนละ ๒,๐๐๐ บาทก็ไม่ใช่มากมายอะไรนัก ถ้าลูกเมียผมจะได้เงินสดตั้งสองล้านบาทแล้ว ผมก็ยอมตายครับ ลูกเมียของผมจะได้สบาย"

หัวหน้าก่อการร้ายยิ้มให้เขา

"ดีมากพุด แกกล้าหาญพอดูทีเดียว ฉันเชื่อว่าแกทำได้ เพราะเท่าที่แกมาอยู่กับฉันเพียงสองสามเดือน ฉันก็รู้ว่าแกเป็นคนจริงคนหนึ่ง" พูดจบเขาก็กล่าวถามสมาชิกทั้งหลาย "ใครจะอาสาสมัครอีกขอให้ยกมือขึ้นจะได้จับสลากกับนายพุด"

ไม่มีใครยกมือแม้แต่คนเดียว ทุกคนย่อมรักตัวกลัวตายด้วยกันทั้งนั้น หัวหน้าก่อการร้ายกล่าวต่อไปว่า

"เมื่อไม่มีใครอาสาสมัครยอมตาย ข้าพเจ้าก็จะได้มอบหน้าที่ระเบิดจรวดขีปนาวุธลูกนี้ให้พุด และแน่นอนละ พุดจะต้องเสียชีวิตเมื่อจรวดมหาประลัยระเบิดขึ้น แต่ว่าไม่ใช่พุดคนเดียวนะ ประชาชนในกรุงเทพฯ ร่วมสองล้านคนจะต้องตายหมด อาคารบ้านเรือนจะพังทลายราบไม่มีอะไรเหลือ ขอให้พวกเราทุกคนตบมือให้เกียรติแก่นายพุดผู้กล้าหาญของเราเถิด"

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นห้องใต้ดิน พุดรู้สึกปลาบปลื้มอย่างยิ่ง แต่แล้วก็เศร้าใจเมื่อคิดว่าเขาจะต้องตายจากการกระทำของเขา

"มันเป็นงานสำคัญที่สุดในชีวิตของแกนะพุด" หัวหน้ากล่าวกับเขาต่อไป

"ครับ แต่ไม่ยากลำบากอะไรหรอกครับ จ่ายระเบิดมือให้ผมลูกเดียวเท่านั้น ผมจะยืนดูอยู่ที่ริมถนนปะปนกับประชาชน พอขบวนจรวดผ่านมาผมก็จะปาระเบิดไปที่รถบรรทุกจรวด ตูมเดียวเท่านั้นจรวดขีปนาวุธก็จะระเบิดขึ้นถล่มกรุงเทพฯ "

หัวหน้าก่อการร้ายหัวเราะเบาๆ

"ถ้าทำอย่างที่แกว่าไม่สำเร็จแน่ ประชาชนที่ยืนอยู่ข้างๆ แกจะต้องขัดขวางไม่ยอมให้แกปาระเบิดใส่รถบรรทุกจรวด เรื่องการระเบิดจรวดขอให้เป็นหน้าที่ของเสนาธิการของเราเป็นผู้วางแผนการเถิด เขาจะต้องมีความคิดแยบคายกว่านี้ เพื่อให้แกทำงานสำเร็จโดยไม่มีใครขัดขวาง เรามีเวลาอีกเพียงสองวันเท่านั้นแต่คงทันถมไป เย็นนี้ ๑๖.๐๐ น. แกพาเมียของแกมาพบฉันที่นี่เพื่อจะได้เซ็นสัญญากัน หากแกทำงานสำเร็จผล ลูกเมียของแกต้องได้รับเงินจากเราสองล้านบาทแน่นอน อ้า เลิกประชุมได้แล้ว ข้าพเจ้าขอขอบใจผู้เข้าร่วมประชุมทุกคนและขอให้เตรียมการอพยพได้ พวกเราจะย้ายไปชลบุรีพรุ่งนี้เช้า ขืนอยู่ที่นี่เมื่อระเบิดนิวเคลียร์ที่หัวจรวดระเบิดขึ้น พวกเราก็จะตายหมดพร้อมกับชาวกรุงเทพฯ สำนักงานชั่วคราวใหม่ของเราจะอยู่ที่สถานตากอากาศที่บางแสน ถ้ากรุงเทพฯ ถูกถล่มด้วยจรวดขีปนาวุธของตัวเอง กองทัพนอกประเทศของเราก็คงจะหลั่งไหลเข้ามายึดครองประเทศไทยอย่างง่ายดายในไม่ช้านี้ และนั่นหมายความว่าพวกเราทุกคนจะสุขสบายได้ดีไปตามกัน มะรืนนี้อังคารที่ ๔ ตุลาคมจะเป็นวันสำคัญยิ่งของพวกเรา และชี้ชะตากรรมของประเทศไทยด้วย ข้าพเจ้าขอปิดการประชุมแต่เพียงเท่านี้"

เสียงตบมือดังขึ้นเกรียวกราว บรรดาสมาชิกก่อการร้ายทั้งหลายต่างลุกขึ้นจากที่นั่ง พากันเข้ามาแสดงความยินดีต่อพุดผู้ยอมสละชีวิตทำลายประเทศชาติของตัวเอง คนเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคนโง่เขลาเบาปัญญา บ้างก็เป็นอาชญากร เป็นอันธพาลหรือดาวร้าย จึงยอมร่วมงานกับฝ่ายศัตรูโดยไม่คำนึงถึงประเทศชาติ

ก่อนรุ่งอรุณของวันอังคารที่ ๔ ตุลาคม

พอได้เวลา ๔.๐๐ น.ตรง ขบวนจรวดขีปนาวุธก็เคลื่อนที่ออกจากค่ายทหารที่ปราณบุรีตามกำหนด โดยมีรถจักรยานยนต์ของสารวัตรทหารบก ๒ คันล่วงหน้าไปก่อนประมาณหนึ่งกิโลเมตร และรถวิทยุของกองปราบปรามอีกคันหนึ่ง ซึ่งระหว่างทางจากปราณบุรีมีตำรวจภูธรและทหารบกยืนอยู่เรียงรายสองฟากถนนเป็นระยะไป ส่วนทางด้านเพชรบุรีถึงราชบุรีนั้น พวกทหารและตำรวจเพียงแต่เตรียมพร้อมยังไม่ออกรักษาเส้นทาง

คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทยรวม ๑๐ คน ทั้ง จ.ส.ต.แห้วได้มาพักอยู่ที่ค่ายทหารปราณบุรีตั้งแต่ตอนสายวันที่ ๒ ตุลาคมเพื่อเตรียมการไว้ให้พร้อม การขนย้ายจรวดขีปนาวุธติดหัวรบนิวเคลียร์นี้ นายพลดิเรกได้มอบหมายหน้าที่ให้ พ.อ.นิกร เป็นผู้ช่วยของเขา

"กันเชื่อในความสามารถของแก อ้ายกร" ศาสตราจารย์ดิเรกได้กล่าวกับนิกรเช่นนี้ "แกอาจจะมีวิธีพรางตาทางไสยาศาสตร์หรือด้วยกลอุบายอย่างไรของแกก็ได้ เพื่อให้คนร้ายที่คอยดักทำลายขีปนาวุธลูกนี้รู้สึกงวยงงหรือเกิดความลังเลใจ ฉะนั้น กันขอแต่งตั้งแกเป็นผู้ช่วยของกันเฉพาะการลำเลียงจรวดข้ามทวีป "สี่สหาย" ของปราณบุรีไปอุดรในครั้งนี้"

"ตกลงอ้ายหมอ แต่อย่าให้ใครขัดขวางกันนะ กันจะทำพิธีไสยาศาสตร์ปนกับวิทยาศาสตร์หรือศาสตร์อื่นๆ ซึ่งทหารในค่ายนี้จะต้องช่วยเหลือกันบ้างในการใช้กำลัง รับรองว่าถ้าฝ่ายศัตรูดักทำลายขีปนาวุธ จรวด "สี่สหาย" ของเราจะปลอดภัยแน่นอน"

ขบวนจรวดเข้าสู่ถนนเพชรเกษมนอกค่ายทหารในเวลา ๔.๓๐ น. รถในขบวนทุกคันเปิดไฟจ้า โดยเฉพาะรถวิทยุของตำรวจกองปราบปรามเปิดไฟแดงหมุนวาววับบนหลังคารถ และรถแทร็คเต้อร์ขนาดใหญ่ซึ่งเป็นรถจูงลากจรวดยักษ์ใช้ไฟฉายขนาดแรงส่องสว่างจ้าไปไกลตั้งสองสามกิโลเมตร นอกจากนี้ยังมีโคมไฟสีแดงอีก ๒ ดวงตอนหน้ารถเพื่อให้สังเกตเห็นถนัด

ขบวนคุ้มกันจรวดขีปนาวุธปรากฎรูปขบวนดังนี้ รถวิทยุกองปราบปรามสามยอด ๓ คันแล่นเรียงเดี่ยวตามกันนำหน้า เว้นระยะห่างจากกันคันละ ๓๐ เมตร รถจี๊ปสนามติดอาวุธแถวเรียง ๓ คู่รวม ๖ คัน ระยะห่างจากกันคู่ละ ๑๐ เมตร ปืนกลหนักประจำรถคันละหนึ่งกระบอกบรรจุกระสุนพร้อมที่จะทำการยิงได้ทุกขณะ มีวิทยุสนามแบบท้อคกี้-ว้อคกี้ ติดต่อกันในขบวนตลอดเวลา

ต่อจากนั้นเป็นรถหุ้มเกราะ ๒ คันแล่นคู่กัน ถัดมาถึงรถแทร็คเต้อร์ขนาดใหญ่จูงรถบรรทุกจรวดซึ่งเป็นรถ ๘ ล้อขนาดใหญ่และยาวถึง ๔๐ ฟุต บรรทุกจรวดขีปนาวุธมีผ้าใบสีกากีคลุมจรวดอย่างมิดชิดและสนิท แลเห็นแต่ท่อนหัวและท่อนหางของจรวดที่ยาวออกไปจากความยาวของล้อเลื่อนบรรทุกจรวดเท่านั้น เพราะ "สี่สหาย" มีความยาวถึง ๖๕ ฟุต ตัวจรวดมีลวดสลิงหลายเส้นและเหล็กแบนๆ ผูกมัดติดกับรถหลายแห่ง มีเครื่องบังคับจรวดไม่ให้เคลื่อนไหวขณะที่อยู่ในรถ ศาสตราจารย์นายพลดิเรกทำหน้าที่ขับรถแทร็คเต้อร์จูงลากรถล้อเลื่อนบรรทุกจรวดของกรมการทหารช่างราชบุรี โดยมี พ.อ.พล พัชราภรณ์นั่งคู่กันเป็นผู้ช่วย ติดตามด้วยรถถัง เอ็ม.๒๔ รวม ๒ คันซึ่งแล่นคู่กัน ต่อมาเป็นแทร็คเต้อร์ขนาดใหญ่จูงล้อเลื่อนบรรทุกจรวดอีกคันหนึ่งขับโดย พ.อ.นิกร การุณวงศ์ โดยมี พ.อ.กิมหงวนเป็นผู้ช่วยนั่งคู่กันแต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กเหมือนกันทุกคน จรวดขีปนาวุธที่มีชื่อว่าจรวด "สี่สหาย" กลายเป็นสองลูกขึ้นมาแล้ว แต่จรวดในรถคันหลังมีรอยบุบบี้ พอสังเกตเห็นได้ว่าทำด้วยสังกะสีและพ่นสีบรอนซ์เงิน อย่างไรก็ตามขนาดของจรวดเท่าเทียมกัน รูปลักษณะเหมือนกันแต่ไม่มีผ้าคลุมจรวด ต่อจากนั้นก็มีรถจี๊ปติดอาวุธขงฃองทหารราบปิดท้ายขบวน ๔ คัน แล่นเป็นแถวเรียงสอง นอกจากนี้ก็มีขบวนจักรยานยนต์คอยแซงขึ้นหน้าหรือเลี้ยวกลับมาอยู่ข้างหลังอีก ๑๐ คัน ผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ขนาดใหญ่คือ ร.ท.พนัส ร.ท.นพ ร.ท.สมนึก และ ศาสตราจารย์ ร.ท.ดำรง กับสารวัตรทหารบกอีก ๖ คน ทุกคนสะพายปืนยิงเร็วและมีวิทยุพูดติดต่อกัน เจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนแต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กทำให้สง่างามไม่ใช่น้อยเช่นเดียวกับคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ซึ่งเจ้าแห้วนั่งอยู่ในรถแทร็คเต้อร์คันเดียวกับนายพลดิเรกและพล ส่วนเจ้าคุณปัจจนึกฯ อยู่ในรถจี๊ปสนาม

เมื่อเข้าเส้นทางถนนเพชรเกษม และได้รับรายงานทางวิทยุจากหน่วยระวังหน้าว่าเหตุการณ์ปกติ นายพลดิเรกก็สั่งงานทางวิทยุ ในฐานะที่เขาเป็นผู้บังคับขบวนจรวดมหาประลัยนี้

"ความเร็ว ๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง รักษาระยะห่างตามที่กำหนดไว้ ให้ทุกคนระวังตัวและเตรียมพร้อมที่จะใช้ปืนตลอดเวลา เคลื่อนที่ต่อไป รถคันไหนเครื่องยนต์ไม่สะดวกรีบรายงานให้ข้าพเจ้าทราบด่วน"

ขบวนจรวด "สี่สหาย" เดินทางมุ่งตรงมายังหัวหินท่ามกลางความมืดตอนใกล้รุ่งสว่าง แสงไฟในขบวนรถสว่างจ้า เสียงเครื่องยนต์ของรถถัง รถแทร็คเต้อร์จูงลากรถจรวดดังลั่น พื้นดินสั่นสะเทือนด้วยน้ำหนักรถ ไฟสีแดงบนหลังคารถวิทยุของกองปราบปรามที่แล่นนำหน้าขบวนวาววับตลอดเวลา นานๆ เสียงแตรไซเร็นก็ดังครวญครางขึ้นเป็นระยะๆ รถจี๊ปหน่วยระวังหน้ารายงานเหตุการณ์ปกติให้ทราบทุกระยะ นายพลดิเรกใช้เครื่องรับส่งวิทยุแบบพิเศษเหมือนกับนักบินหรือผู้บังคับรถถังคือมีลำโพงพูดติดอยู่กับหมวกและมีหูฟังแนบอยู่กับหูทั้งสองข้าง

ในราว ๕.๐๐ น.ขบวนจรวดขีปนาวุธก็เข้าเขตหัวหิน

"ฮัลโหล รถจูงลากจรวดหมายเลข ๒ ขอพูดกับผู้บังคับการขบวน นี่พันเอกนิกรพูด"

"ว่าไงพันเอกนิกร ข้าพเจ้าพูดอยู่นี่แล้ว"

"ขออนุญาตจอดรถสักสองสามนาทีได้ไหม ปวดท้องเต็มทนแล้ว"

"หยุดไม่ได้ ขบวนของเราจะต้องเดินทางไปตามกำหนดเวลา เราจะหยุดเติมน้ำมันและกินอาหารเช้าที่เพชรบุรี กองพันทหารราบที่นั่นคอยต้อนรับพวกเราอยู่แล้ว"

เสียงนิกรเอ็ดตะโรลั่น

"หยุดไม่ได้ก๊อแย่ซีโว้ย แล้วกันจะทำอย่างไร โอ๊ย....ปวดเต็มทนแล้วโว้ยหมอ กันเคยถ่ายเวลานี้ หยุดขบวนเดี๋ยวเดียวไม่เป็นไรหรอกน่า กันจะวิ่งเข้าไปในป่าริมทาง"

"เป็นทหารต้องอดทน" นายพลดิเรกพูดกับนิกรด้วยเสียงหนักแน่น

"เรื่องอย่างนี้มันทนไม่ได้นี่โว้ย ขนลุกซู่ไปหมดทั้งตัวแล้ว ถ้าแกไม่ยอมหยุดขบวนก็ให้คำแนะนำกันหน่อยซีว่ากันควรจะทำอย่างไร"

เสียงผู้บังคับการขบวนจรวดขีปนาวุธเงียบไปสักครู่

"ฮัลโหล ขบวนของเราจะหยุดไม่ได้อย่างเด็ดขาด จนกว่าจะถึงจุดหมายของเรา ท้องของแกเสียหรือเปล่า หรือว่าเป็นการถ่ายตามปกติ"

"สงสัยว่าเสียว่ะ มันลั่นโครกครากตลอดเวลา ยำหอยนางรมเมื่อคืนนี้นั่นเอง ช่วยกันหน่อยซีหมอ ตาลายหูอื้อจนแทบจะขับรถไม่ไหวแล้ว"

"เอาผ้าเช็ดหน้าม้วนปลายให้แหลมเหมือนพลูจีบ ได้ยินไหมที่แนะนำ"

"ได้ยินแล้ว เอาผ้าเช็ดหน้าม้วนปลายให้แหลมเหมือนพลูจีบ แล้วยังไง"

"แยงเข้าไปในรูจมูกข้างขวาให้ลึกที่สุดและค่อยๆ แยง อาการปวดท้องที่จะถ่ายทุกข์ของแกจะค่อยๆ หายไปเอง อย่างน้อยกลั้นไว้ได้จนกว่าจะถึงเพชรบุรี"

ขบวนจรวดมาประลัยผ่านตลาดฉัตรชัยแล้ว พวกพ่อค้าแม่ค้าทีเตรียมขายของตอนเช้าพากันยืนจับกลุ่มมองดูอย่างตื่นๆ แทนที่จะสนใจกับจรวดขีปนาวุธทั้งสองลูก กลับสนใจรถถัง เอ็ม.๒๔ และหน่วยจักรยานยนต์ของนายทหารหนุ่มทั้งสี่คน และสารวัตรทหารบกอีก ๖ คน รถจักรยานยนต์ทั้ง ๑๐ คัน รถแล่นแซงขบวนชิดขอบถนนทั้งสองข้าง บางทีก็แล่นนำหน้าไปไกลแล้วเลี้ยวกลับมา ทุกคนแต่งเครื่องสนามสวมหมวกเหล็กสะพายปืนยิงเร็ว มีระเบิดมือห้อยที่หน้าอก ร.ท.นพ และ ร.ท.สมนึกพยายามเก๊กหน้าให้ดุๆ เพื่อให้สมกับว่าเขากำลังปฏิบัติหน้าที่สำคัญ โดยเฉพาะเสี่ยตี๋ทำปากเบี้ยวเล็กน้อย

แสงไฟฟ้าที่หน้าตลาดฉัตรชัยส่องสว่างจ้า เมื่อ ร.ท.สมนึก ขี่จักรยานยนต์เฉียดคนดูริมถนนใกล้ชิด หญิงชราคนนึ่งปลงอนิจจังขึ้นดังๆ

"โถ-นายทหารหนุ่มคนนี้เป็นอัมพาตปากคอเบี้ยวบูดนัยน์ตาเหล่ ไม่น่าจะเอามาทำงานขี่รถขี่ลาเลย"

เสี่ยตี๋รีบทำหน้าเป็นปรกติทันที แล้วร้องตะโกนบอกหญิงชรา

"ผมไม่ได้เป็นอะไรหรอกครับคุณยาย ผมเก๊กเล่นโก้ๆ เท่านั้นเอง"

ปืนกลประจำรถถังและรถจี๊ปสนามทั้งสองฝั่งเตรียมพร้อมที่จะสังหารผู้ที่ก่อวินาศกรรมเป็นต้นว่าขว้างระเบิดมาที่จรวดขีปนาวุธ ตอนนี้เองศาสตราจารย์ดิเรกได้ยินเสียง พ.อ.นิกรพูดแจ๋วๆ ทางวิทยุอีก

"ฮัลโหล ผู้ขับรถแทร็คเต้อร์หมายเลข ๒ ต้องการพูดกับผู้บังคับการขบวน"

มีเสียงนายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ว่าไงโว้ย วิธีของกันได้ผลดีไหม"

"ได้ผล " เสียงนิกรตะโกนลั่น "พอเอาปลายผ้าเช็ดหน้าแยงเข้าไปในจมูกลึกประมาณสองนิ้วกันก็จามออกมาเต็มแรง ข้าศึกไหลทะลักหลั่งไหลพังประตูบ้านออกมาเต็มกางเกงหมด ฉันอยากเตะปากแกเหลือเกิน"

มีเสียงหัวเราะอย่างครื้นเครงดังขึ้น เพราะนายทหารหรือตำรวจประจำรถทุกคันต่างก็มีเครื่องรับส่งวิทยุใช้คลื่นเดียวกัน จึงได้ยินเสียงนิกรกับนายพลดิเรกพูดโต้ตอบกัน

เสียง พ.อ.กิมหงวนพูดเสริมขึ้น

"อ้ายกรทำยุ่งแล้วหมอ ส่งกลิ่นคลุ้งไปหมดทั้งรถ"

"ทนไปก่อนซี ถึงเมืองเพชรค่อยอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อฟอร์มใหม่ ตอนตื่นนอนสองนาฬิกาทำไมไม่จัดการให้เรียบร้อยก่อนล่ะ"

เสียงนิกรเอ็ดตะโรลั่น

"มันทำล่วงหน้าได้เมื่อไรเล่า ยังไม่ถึงเวลาอ้อนวอนพิรี้พิไรมันอย่างไร มันก็ไม่คลอด แต่พอถึงเวลาอั้นอย่างไรมันก็อั้นไม่อยู่ เสือกแนะนำให้เอาปลายผ้าเช็ดหน้าแยงจมูก เท่ากับยุมันให้ทะลักออกมา"

"อดทนน่าไม่ต้องบ่น เราเป็นทหารต้องอดทนได้ทั้งนั้น ไปถึงเมืองเพชรแล้วกันจะให้อ้ายแห้วขับแทร็คเต้อร์หมายเลข ๒ แทนแก และให้แกกับอ้ายหงวนและคุณพ่อนั่งรถจี๊ปติดอาวุธแข้ากรุงเทพฯ จะได้สง่าผ่าเผย"

ขบวนจรวดมหาประลัยผ่านตลาดหัวหินแล้ว สักครู่ก็ผ่านพระราชวังไกลกังวล ความแออัดของอาคารบ้านเรือนค่อยๆ น้อยลง ทางหลวงจากหัวหินมาเพชรบุรีอยู่ในสภาพเรียบร้อยดีมาก เมื่อแสงเงินแสงทองปรากฎเหนือขอบฟ้าทางทิศตะวันออกซึ่งดวงอาทิตย์จะโผล่ขึ้นจากท้องทะเลหลวงในเวลา ๖.๐๐ น.เศษ ทุกคนก็แลเห็นเขาชะอำแลตะคุ่มอยู่เบื้องหน้าโน้น

พ.อ.กิมหงวนนั่งเคียงคู่กับนิกรบนรถแทร็คเต้อร์หมายเลข ๒ เขานั่งฟังวิทยุตลอดเวลาพยายามหมุนคลื่นไปเรื่อยๆ เขาได้ยินเสียงสัญญาณวิทยุโทรเลข บางทีก็ได้ยินเสียงพูดวิทยุโทรศัพท์ ส่วนมากทหารกับทหารพูดติดต่อกันเกี่ยวกับขบวนจรวดขีปนาวุธนี้

เมื่อขบวนจรวดผ่านสนามบินบ่อฝ้าย แสงสว่างของวันใหม่ก็กำลังขับไล่ความมืดในยามราตรีกาลค่อยๆ จางหายไป เครื่องบินฝึก ฝ.๘ จากฝูงบินประจวบคีรีขันธ์เครื่องหนึ่งได้บินโฉบขบวนจรวดในระยะต่ำ เพื่อทำหน้าที่คุ้มกันและทางผู้บังคับการได้ติดต่อกับนายพลดิเรกเรียบร้อยแล้ว

เสี่ยหงวนกำลังฟังเสียงจากวิทยุ เมื่อ ฝ.๘ บินโฉบลงมาและผ่านไป เครื่องยนตร์ใบพัดของมันก็ดังคำรามลั่นทำให้ฟังไม่ถนัด อาเสี่ยถึงกับมองดูเครื่องบินฝึกเครื่องนั้นแล้วจุปากจิ๊กจั๊ก

แล้วเขาก็ได้ยินเสียงพูดดังเข้ามาในเครื่องวิทยุของเขา ซึ่งเป็นเครื่องรับส่งพิเศษมีคุณภาพสูง เพราะเป็นประดิษฐ์กรรมของศาสตราจารย์ดิเรกสร้างไว้ใช้เอง

"ผมงงไปหมดแล้วครับหัวหน้า จรวด "สี่สหาย" หรือจรวดขีปนาวุธข้ามทวีปติดหัวรบนิวเคลียร์ถูกลำเลียงมาสองลูกครับ ไม่ใช่ลูกเดียว"

"หา ทำไมถึงเป็นอย่างนั้น ข่าวกรองของเราบอกว่าจรวด "สี่สหาย" มีลูกเดียวเท่านั้น"

"แต่ผมดูอยู่ที่หน้าตลาดหัวหินในระยะใกล้ชิดนะครับ ผมเห็นสองลูกจริงๆ ลูกแรกมีผ้าคลุม"

"ถ้ายังงั้นนายพลดิเรกต้องวางแผนลวงเราแน่ๆ หรือม่ายก็เกิดจากความรอบคอบไม่ประมาทของเขา จรวดลูกหนึ่งต้องเป็นจรวดปลอม ผมจะติดต่อกับพวกเราที่สังเกตการอยู่ที่เพชรบุรีเดี๋ยวนี้เพื่อให้เขาดูให้แน่ว่าจรวดลูกไหนปลอม และลูกไหนจริงเพราะแผนของเราจะเลิกล้มหรือเปลี่ยนแปลงไม่ได้ นายพุดจะต้องทำลายจรวดด้วยลูกระเบิดที่ใช้ยิงด้วยปืนเล็กยาว ซึ่งเราได้จัดที่สำหรับลอบยิงจรวดขีปนาวุธไว้เรียบร้อยแล้ว"

พ.อ.กิมหงวนตั้งอกตั้งใจฟังอีกแต่ก็มีเสียงอากาศรบกวนและเสียงโต้ตอบกันนั้นเงียบหายไป

อาเสี่ยรีบเปลี่ยนคลื่นรับส่งพูดติดต่อกับนายพลดิเรกทันที

"ฮัลโหล หมอ ได้ยินไหมกันเรียกแก"

"ได้ยินแล้ว ว่ายังไง"

"มีเรื่องด่วนและลับยิ่ง อยากจะพูดกับแกโดยเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่ทางวิทยุ"

"โน-ไม่จำเป็น กันถือว่าพวกเราทุกคนที่ร่วมตายด้วยกันและมีส่วนรับผิดชอบเหมือนกัน มีอะไรพูดมาทุกคนจะได้ฟังด้วย"

"ยังงั้นก็ดี เมื่อกี้นี้กันได้ยินพวกก่อการร้ายพูดวิทยุโต้ตอบกัน คลื่นวิทยุของมันบังเอิญเข้าเครื่องรับส่งของกันจึงได้ยินถนัด"

"อย่าโกหกนะอ้ายหงวน ไม่ใช่เวลาที่เราจะสัพยอกล้อกันนะโว้ย" เสียงเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดขัดขึ้น

"อ้าว ผมไม่ใช่อ้ายกรนะครับ ขณะนี้ผมกำลังปฏิบัติหน้าที่สำคัญในทางทหาร ผมได้ยินจริงๆ "

"ได้ยินว่ายังไง" นายพลดิเรกถาม

"ได้ยินพวกก่อการร้ายที่ถูกส่งตัวมาสังเกตการเคลื่อนไหวของเราที่หัวหิน พูดวิทยุกับหัวหน้าของมันรายงานให้ทราบว่าจรวดขีปนาวุธของเรามีสองลูกไม่ใช่ลูกเดียว หัวหน้ามันว่าจะติดต่อให้พรรคพวกของมันที่เมืองเพชรให้ดูให้แน่อีกทีหนึ่ง แผนทำลายจรวดของมันจะต้องเป็นไปตามแผนเลิกล้มไม่ได้ คนที่จะทำลายจรวดขีปนาวุธของเราชื่อนายพุด จำไว้ให้ดี จะใช้ระเบิดยิงด้วยปืนเล็กยาว ลอบยิงจรวดของเราแต่ไม่ได้บอกว่าจะดักยิงที่ไหน มันพูดกันเพียงแค่นี้"

"ออไร๋ ออไร๋ ถ้าเช่นนั้นก็ไม่มีปัญหาอะไร มันจะต้องดักทำลายจรวดในกรุงเทพฯ แน่ๆ และถ้าจรวดขีปนาวุธเกิดระเบิดขึ้น กรุงเทพฯ ก็จะพังราบไปเหมือนถูกระเบิดปรมาณู ดีมากอ้ายหงวนเท่าที่คอยฟังข่าวจากศัตรู ฮัลโหล....หน่วยสื่อสารคันหมายเลขหนึ่ง โปรดฟัง"

"ผมเตรียมฟังคำสั่งอาจารย์อยู่แล้วครับ ผมผู้บังคับรถจี๊ปสนามหมายเลขหนึ่งครับ"

"สั่งทหารในรถดักฟังวิทยุโทรศัพท์ของฝ่ายศัตรูเดี๋ยวนี้ ถ้ารับได้ก็ให้จดไว้และรายงานข้าพเจ้าทราบ"

"ทราบแล้วครับ ให้ทหารดักฟังวิทยุโทรศัพท์ฝ่ายศัตรูและจดไว้รายงานให้อาจารย์ทราบ"

"กองระวังหน้าฟังผม พวกคุณอยู่ที่ไหน"

"กำลังผ่านเข้าชะอำตอนทางรถไฟตัดผ่านครับอาจารย์ เหตุการณ์ปรกติครับ"

"ดีแล้ว เมื่อเข้าเขตเทศบาลเพชรบุรีให้เพิ่มการระวังตัวขึ้นอีก ฝ่ายก่อการร้ายดักโจมตีจรวด"สี่สหาย" แน่นอน แต่จะเป็นที่ใดจุดใดเรารู้ไม่ได้ มันอาจจะโจมตีตามจังหวัดต่างๆ มี่ขบวนจะผ่านก็ได้ ทุกคนทั้งตำรวจและทหารขอให้เตรียมเผชิญกับสถานการอันคับขัน ยอมสละเลือดเนื้อและชีวิตป้องกันจรวด "สี่สหาย" เราอาจจะเปลี่ยนรูปขบวนใหม่เมื่อถึงเพชรบุรีแล้ว ซึ่งข้าพเจ้าจะรายงานทางวิทยุให้ท่านรองผู้บังคับการทหารสูงสุดทราบเสียก่อน"

ตำรวจและทหารในขบวนจรวดข้ามทวีปต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน ทุกคนรู้ดีว่าจรวดยักษ์ข้ามทวีปนี้คืออาวุธถล่มเมือง ถ้ามันเกิดการระเบิดขึ้นในเมืองใดเมืองหนึ่ง ผู้คนก็จะตายยับไม่มีเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าพวกเหล่าร้ายระเบิดจรวด "สี่สหาย" ได้ ในจังหวัดพระนคร ประชาชนนับล้านก็จะต้องเสียชีวิตอาคารบ้านเรือนทั้งกรุงเทพฯ จะทลายราบเป็นหน้ากลอง

ขบวนจรวดขีปนาวุธมาถึงเพชรบุรี ในเวลา ๘.๐๐ น.

ผู้บังคับกองพันทหารราบและนายทหารเสนาธิการหลายคนที่มาจากกรุงเทพฯ ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ครอบครัวนายทหารที่เพชรบุรีได้จัดอาหารเช้ามาเลี้ยงดูตำรวจและทหารอย่างเหลือเฟือ รวมทั้งกาแฟ เครื่องดื่มและบุหรี่ สารวัตรทหารและตำรวจภูธรได้ปิดการจราจรตอนนั้นชั่วระยะเวลาหนึ่ง มีการคุ้มกันรักษาจรวดมหาประลัยอย่างแข็งแรง

ด้วยความเอื้อเฟื้อของนายทหารหนุ่มคนหนึ่งแห่งกองพันทหารราบเพชรบุรี นิกรได้อาบน้ำผลัดเปลี่ยนเครื่องแต่งกายใหม่แทนชุดเก่าซึ่งมีกลิ่นไม่สะอาด

การรับประทานอาหารและเติมน้ำมันเชื้อเพลิงให้ยานยนต์ในขบวนเป็นไปอย่างรีบร้อน เจ้าหน้าที่ยานเกราะได้เดินทางมาจากกรุงเทพฯ พร้อมด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงพิเศษสำหรับเติมให้รถถัง เอ็ม.๒๔ และรถหุ้มเกราะในขบวน ส่วนรถแทร็คเต้อรทั้งสองคันใช้น้ำมันโซล่าธรรมดา รถนอกนั้นใช้เบ็นซิน

เมื่อรับประทานอาหารกันเรียบร้อย ศาสตราจารย์ พล.ท.ดิเรก ก็เรียกประชุมตำรวจและทหารประจำขบวนทั้งหมด เตือนให้ระมัดระวังและคอยสังเกตประชาชนข้างทาง แล้วเขาก็ออกคำสั่งแก่คณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย

"ร้อยโทพนัส ขับแทร็คเต้อรหมายเลข ๑ ให้ร้อยโทดำรงเป็นผู้ช่วย ร้อยโทสมนึกขับรถแทร็คเต้อรหมายเลข ๒ ให้ร้อยโทนพเป็นผู้ช่วย ผลัดกันขับคนละระยะทางที่หยุดพักตามกำหนดของเรา สำหรับจ่าสิบตรีแห้วให้อยู่รถแทร็คเต้อรหมายเลข ๒ ตัวข้าพเจ้ากับพระยาปัจจนึกฯ พันเอกพล พันเอกนิกร และพันเอกกิมหงวนจะขี่จักรยานยนต์ควบคุมขบวน ถอนกำลังนายสิบสารวัตรทหารประจำรถจักรยานยนต์คันหนึ่งให้ไปอยู่รถจี๊ปติดอาวุธคันใดคันหนึ่งทางท้ายขบวน เตรียมตัวออกเดินทางได้"

ผู้บังคับกองพัน และนายทหารประจำกองบังคับกองพัน นายทหารเสนาธิการและนายทหารนายสิบ พลทหาร ที่มีหน้าที่ต้อนรับเกือบ ๑๐๐ คน ต่างยืนรวมกลุ่มโบกมือให้พวกขบวนจรวดขีปนาวุธ

คราวนี้รูปขบวนเปลี่ยนไปบ้าง หน่วยระวังหน้าล่วงหน้าไปก่อนประมาณหนึ่งกิโลเมตร แล้วนำขบวนโดยรถวิทยุของกองปราบปรามสามยอด ๓ คัน แล่นเรียงเดี่ยวตามกัน ต่อจากนั้นก็ถึงขบวนจักรยานยนต์ ๑๐ คัน ซึ่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขี่นำหน้าและไม่ได้สวมหมวกเหล็ก เพราะหมวกเหล็กคับไปบีบศีรษะ ท่านจึงห้อยไว้ข้างหลังโดยเอาสายรัดคางคล้องคอไว้ คณะพรรคสี่สหายขี่จักรยานยนต์เป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวติดตามท่านเจ้าคุณในระยะห่างพอสมควร ถัดมารถจี๊ปสนามติดอาวุธ ๖ คัน แล่นคู่กันเป็นแถวเรียงสอง รถหุ้มเกราะ ๒ คันแล่นตามกัน แล้วก็ถึงรถแทร็ค เต้อรหมายเลข ๑ จูงลากล้อเลื่อนบรรทุกจรวดยักษ์ขับโดย ร.ท.พนัส มี ร.ท.ดำรงเป็นผู้ช่วย ต่อมารถถัง เอ็ม.๒๔ สองคันแล่นตามกัน แล้วก็รถแทร็คเต้อรหมายเลข ๒ บรรทุกจรวดยักษ์อีกลูกหนึ่งขับโดย ร.ท.สมนึก มี ร.ท.นพและ จ.ส.ต.แห้วเป็นผู้ช่วย ติดตามรถจี๊ปสนาม ๔ คันแล่นเรียงเดี่ยวและจักรยานยนต์ของสารวัตรทหารบกอีก ๕ คัน แล่นเป็นคู่ปิดท้ายขบวน

รถประจำทางหรือยานพาหนะทุกชนิดที่ผ่านมาได้รับคำสั่งจากหน่วยระวังหน้าให้หยุดชิดขอบซ้ายถนน ดังนั้น ขบวนจรวดจึงสามารถเดินทางไปได้โดยสะดวก ใช้ความเร็ว ๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง สองฟากถนนเพชรเกษมมีตำรวจภูธร และทหารถือปืนยืนเรียงรายเป็นระยะๆ ด้านหนึ่งตำรวจ ด้านหนึ่งทหาร เครื่องบินของกองบินประจวบคีรีขันธ์ซึ่งมีทั้งเครื่อง ฝ.๘ และเฮลิค็อปเต้อรได้บินฉวัดเฉวียนไปมาเป็นวงกลมเหนือขบวนจรวดทำหน้าที่คุ้มกันอย่างแข็งแรง

รถยนต์ห้าหกคันจอดอยู่ริมถนน เมื่อขบวนการจราจรผ่านมา ประชาชนหญิงชายที่อยู่บนรถประจำทางต่างพากันลงมาดูขบวนจรวด

"ถ้าจะรบกันแล้วโว้ย คอมมิวนิสต์คงบุกเราแน่" นักวิจารณ์คนหนึ่งกล่าวขึ้นดังๆ "โอ้โฮ....นายทหารแก่ขี่จักรยานยนต์คันนั้นหัวล้านแดงแจ๋ยังกะลูกมะอึกเชียวโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าหนุ่มปากเปราะอย่างเดือดดาล

"ประเดี๋ยวพ่อชนตายเลยพับผ่า เห็นแล้วต้องพูดด้วยเรอะ"

คณะพรรคสี่สหายซึ่งขี่จักรยานยนต์ตามมาเป็นแถวหน้ากระดานเรียงเดี่ยวต่างมองดูหน้ากัน แล้วหัวเราะคิกคักไปตามกัน นิกรร้องตะโกนบอกกลุ่มประชาชนที่ยืนอยู่ริมถนนข้างรถโดยสาร

"ไม่ได้รบกันหรอก พวกเรากำลังแห่นาคไปวัด"

ชายชราคนหนึ่งร้องถามนิกร

"นี่มันจะออกพรรษาอยู่แล้ว ทำไมถึงบวชตอนนี้ล่ะครับ"

"ก็บวชแก้บนยังไงล่ะ"

"นาคอยู่ไหนล่ะครับ"

พ.อ.กิมหงวนชี้ไปที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วร้องบอก

"นั่นยังไงล่ะ โกนหัวเรียบร้อยแล้ว เห็นไหมล่ะ"

ท่านเจ้าคุณเลี้ยวรถกลับมา และเร่งเครื่องยนต์บังคับรถพุ่งเข้ามาจะชนรถกิมหงวน แต่อาเสี่ยว่องไวกว่าจึงหลบหลีกไปได้อย่างหวุดหวิดและขี่หนีไปทางต้นขบวน จนกระทั่งนายพลดิเรกพูดทางวิทยุร้องเรียกให้กลับ

"กลับมาโว้ยอ้ายหงวน เรากำลังทำงานสำคัญ ไม่ใช่เวลาหยอกล้อกันโว้ย"

เสี่ยหงวนขับรถไปไกลจากขบวนเกือบ ๓๐๐ เมตร เมื่อได้ยินดิเรกเรียกให้กลับเขาก็เลี้ยวรถกลับมาแล้วลุกขึ้นยืนบนอานแสดงท่าโลดโผนกางแขนออกทั้งสองข้าง แต่พอใกล้จะถึงรถวิทยุนำขบวนคันหน้า รถจักรยานยนต์ของ พ.อ.กิมหงวน ก็สะดุดก้อนหินก้อนหนึ่งทำให้เสียการทรงตัว พลิกคว่ำลงทันที

"โครม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับ พล นิกร และศาสตราจารย์ดิเรก บังคับรถจักรยานยนต์แซงขบวนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว และเนื่องจากเสี่ยหงวนประสบอุบัติเหตุ นายพลดิเรกจึงสั่งให้หยุดขบวนชั่วขณะหนึ่ง

รถจักรยานยนต์ทั้งสี่คันแล่นมาหยุดริมถนนข้างอาเสี่ยกิมหงวน พล นิกร ศาสตราจารย์ดิเรกและท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันมองดูอาเสี่ยอย่างขบขัน อาเสี่ยนั่งเหยียดเท้ายกมือขวาคลำสะโพกสูดปากเบาๆ

"เป็นยังไงอ้ายหงวน" พ.อ.พล ถามด้วยเสียงหัวเราะ

เสี่ยหงวนฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"แย่โว้ย ก้นกบหักหรือเปล่าก็ไม่รู้ โอย "

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะก้าก

"ดี สมน้ำหน้า"

นายพลดิเรกกล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"เฮ้....ลุกขึ้น แล้วยกรถขึ้นเร็ว เสียเวลาไปสองนาทีแล้ว"

พ.อ.กิมหงวนลุกขึ้นยืนและก้มลงฉุดรถจักรยานยนต์ขึ้นด้วยความลำบากยากเย็น พอก้าวขึ้นนั่งบนอานลองสต๊าทเครื่องดู เครื่องยนต์ก็ทำงานเรียบร้อยเหมือนเช่นเดิม ทำให้อาเสี่ยยิ้มออกมาได้

นิกรว่า "ถ้าแกอยากจะแสดงท่าผาดโผนก็ต้องหัดกับกันก่อน วันหลังกันจะหัดให้ไม่ยากอะไร"

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างขบขัน

"ถุย หน้าอย่างแกน่ะหรือแสดงผาดโผนได้"

"แน่ ดูถูกแน่ะ ท่ายืนบนอานอย่างที่แกแสดงเมื่อกี้นี้น่ะมันท่ากล้วยๆ โว้ย กันจะแสดงให้แกดู"

"แสดงท่าไหนวะ"

"ก็ขี่ไปเหมือนอย่างที่ใครๆ เขาขี่กันน่ะซี"

ขบวนจรวดขีปนาวุธออกเดินทางต่อไปและถึงราชบุรีก่อนเวลา ๑๐.๐๐ น.เล็กน้อย หยุดพักที่หน้ากองพันทหารช่างเพียง ๑๕ นาทีเท่านั้น พวกนายทหารช่างและนายทหารเสนาธิการได้จัดกาแฟเครื่องดื่มและบุหรี่มาต้อนรับทหารและตำรวจในขบวนจรวดโดยทั่วหน้ากัน การดักฟังวิทยุฝ่ายศัตรูยังรับไม่ได้หรือไม่มีการติดต่อกัน อย่างไรก็ตาม นายพลดิเรกได้สั่งให้ทุกคนอยู่ในสภาพเตรียมพร้อมตลอดเวลา ผู้ที่อยู่ในขบวนจรวดต่างอึดอัดใจไปตามกัน เหมือนกับว่าหายใจไม่ทั่วท้อง

ขบวนจรวดออกเดินทางจากราชบุรีในเวลา ๑๐.๑๐ น. ใช้ความเร็ว ๓๕ กิโลเมตรต่อชั่วโมง ทอดนี้จะพักรับประทานอาหารกลางวันกันที่สะพานข้ามแม่น้ำนครชัยศรีตอนเหนือของจังหวัดนครปฐม ขณะนี้ทหารและตำรวจจากนครปฐมถึงธนบุรีได้เข้าประจำที่ตามถนนเพชรเกษมแล้วแต่ยังไม่ได้ปิดกั้นรถจนกว่าขบวนลำเลียงจรวดจะใกล้เข้ามา

เมื่อขบวนจรวดผ่านนครปฐมในตอนเที่ยง ประชาชนชาวเมืองนครปฐมก็เบียดเสียดเยียดยัดกันเฝ้าดูขบวนจรวดขีปนาวุธด้วยความตื่นเต้นสนใจ ผู้ที่มีความรู้ในทางทหารได้อธิบายให้พรรคพวกฟังว่าขบวนลำเลียงนี้ได้นำจรวดขีปนาวุธจากปราณบุรีไปอุดรธานี ซึ่งเป็นจรวดที่มีอำนาจระเบิดอย่างร้ายแรงและประดิษฐ์กรรมของศาตราจารย์

พล.ท.ดิเรก สร้างไว้ต่อสู้กับศัตรูผู้รุกราน ทุกคนไม่มีใครเฉลียวใจว่าขณะนี้พวกเหล่าร้ายได้วางแผนจะระเบิดจรวดข้ามทวีปไว้เรียบร้อยแล้ว โดยมอบหมายหน้าที่ให้หน่วยกล้าตายผู้มีนามว่านายพุด มนุษย์ขายชาติดักยิงด้วยลูกระเบิดที่ใช้ยิงด้วยปืนเล็กยาว ณ จุดแห่งหนึ่งในพระนครและถ้าหากว่าการกระทำของพุดได้รับความสำเร็จ ผลคือจรวดระเบิดขึ้น มันก็หมายถึงความสูญเสียครั้งสำคัญยิ่งของประเทศไทยเราที่จะต้องสร้างนครหลวงใหม่ทั้งเมืองและผู้คนนับล้านจะพากันตายหมดไม่มีใครรอดชีวิตอยู่ได้แม้กระทั่งสัตว์เลี้ยงหรือสิ่งมีชีวิต กัมมันตภาพรังสีจะปกคลุมซากปรักหักพังของเมืองหลวงอยู่นับเดือน

๑๒.๓๕ น.ขบวนจรวดได้มาถึงนครชัยศรีและหยุดพักรับประทานอาหารกลางวัน เติมน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้งหนึ่ง มีการป้องกันขบวนจรวดอย่างแข็งแรง ทางหลวงสายเพชรเกษมตอนนั้นถูกปิดระยะทางยาว ๕ กิโลเมตรแต่ปิดเพียงครึ่งชั่วโมงเป็นอย่างมาก

ตอนนี้เองนายพลดิเรกก็ได้บันทึกวิทยุโทรศัพท์จากรถสื่อสารหมายเลข ๑ ซึ่งเป็นผู้บังคับนายทหารชั้นนายร้อยตรีคนหนึ่งนำมาเสนอเขา

นายพลดิเรกเรียกประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ทันทีหลังจากเขาได้อ่านบันทึกนั้นแล้ว พล นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร.ท.พนัส ร.ท.นพ ร.ท.สมนึก ร.ท.ดำรง จ.ส.ต.แห้ว ได้ยืนรวมกลุ่มอยู่เบื้องหน้านายพลดิเรกใกล้ๆ กับรถถัง เอ็ม.๒๔ คันหนึ่ง

"เราดักฟังวิทยุฝ่ายศัตรู และทราบว่าสมาชิกกล้าตายของมันคนหนึ่งจะแอบยิงจรวดขีปนาวุธของเราที่จุดๆ หนึ่งในกรุงเทพฯ มันรู้แล้วว่าจรวดของเราลูกใดลูกหนึ่งเป็นจรวดปลอม ที่เราสามารถจะรู้ได้ว่ามือปืนของมันที่จะใช้ลูกระเบิดยิงจรวดของเราซ่อนตัวอยู่ที่ไหน เรารู้แต่เพียงว่าพวกก่อการร้ายได้อพยพจากกรุงเทพฯ ย้ายไปอยู่บางแสนชลบุรีแล้ว" พูดจบเขาก็เดินเข้ามาหา พ.อ.นิกร "แกเป็นคนลำเลียงจรวดสองลูกนี้ขึ้นรถ แกช่วยบอกกันหน่อยเถอะวะว่าจรวดลูกไหนเป็นจรวดข้ามทวีป "สี่สหาย" และลูกไหนเป็นลูกที่แกกับทหารที่ค่ายช่วยกันสร้างจำลองขึ้น"

นิกรหัวเราะลั่น

"แกเป็นผู้บังคับการขบวนจรวดและเป็นผู้สร้างจรวดมหาประลัยนี้ แกดูไม่ออกหรอกหรือว่าลูกไหนปลอม"

นายพลดิเรกยิ้มแห้งๆ

"ลูกไม้ของแกมันมากเหลือเกิน ดูไม่ออกหรอก"

"ถ้าเช่นนั้นแกลองเดาซิ จรวดที่อยู่รถคันหน้าหรือคันหลังเป็นจรวดจริง"

ศาสตราจารย์ดิเรกมองไปทางท้ายขบวน

"กันว่าคันหน้า"

"ทำไมเข้าใจอย่างนั้น" นิกรซัก

"ก็เพราะมีผ้าคลุมเรียบร้อย และมีเครื่องยึดเหนี่ยวกันล้อเลื่อนสำหรับบรรทุกจรวดอย่างประณีตเรียบร้อยน่ะซี จรวดคันหลังรู้สึกว่าบางแห่งมันบุบบู้บี้เหมือนกับไข้จะละเม็ด"

นิกรเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"คุณพ่อว่าลูกแรกหรือลูกหลังเป็นจรวดจริงครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะเบาๆ

"พ่อว่าคันหน้า"

นิกรหันมาทางเสี่ยหงวน

"แกล่ะ"

"กันว่าคันหน้า"

พ.อ.พลพูดเสริมขึ้น

"แต่กันว่าจรวดคันหลังเป็นจรวดจริง"

"แกรู้ได้อย่างไร"

"กันเดาใจแกออกโว้ยอ้ายกร แกกับฝ่ายศัตรูเหมือนกับว่ากำลังเล่นโปเก้อรกันหรือม่ายก็เล่นจั้บยี่กี คอยสังเกตไหวพริบกิริยาท่าทางกัน จรวดที่อยู่รถคันแรกมีผ้าคลุมและมีเครื่องยึดเหนี่ยวติดกับรถมั่นคงแข็งแรงแต่จรวดที่อยู่รถคันหลังเหมือนกับทำด้วยสังกะสีแล้วพ่นสีบร็อนซ์เงินไว้ ฝ่ายศัตรูหรือคนที่ฉลาดหน่อยเห็นเข้าก็เข้าใจผิด คิดว่าเป็นจรวดปลอม ความจริงเป็นจรวด "สี่สหาย" ซึ่งแกเอาสังกะสีหุ้มไว้และพ่นสีเงินให้มัน คือแกซ้อนกลฝ่ายศัตรูอีกทีหนึ่งให้มันเข้าใจผิด"

นิกรหัวเราะชอบใจแล้วกล่าวกับ ร.ท.พนัส

"พ่อแกฉลาดโว้ยอ้ายนัส สามารถล่วงรู้หัวใจอาว่ะ อ้ายพลมันแน่จริง"

ร.ท.ดำรงพูดโพล่งขึ้นทันที

"จรวดจริงอยู่รถคันหลังหรือครับน้ากร"

"เออ น้าเอาสังกะสีหุ้มพลางตาไว้อย่างที่อ้ายพลว่า รับรองว่ามือปืนของพวกเหล่าร้ายที่จะใช้ยิงจากปืนเล็กยาวต้องเข้าใจผิดคิดว่าจรวดขีปนาวุธคันหน้าเป็นจรวดจริง และคันหลังเป็นจรวดปลอมเพราะสารรูปมันกำมะลอแบบญี่ปุ่นเต็มทน ความจริงข้างนอกขรุขระข้างในต๊ะติ๊งโหน่ง ส่วนจรวดคันหน้าข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง"

"โอ้โฮ" ร.ท.นพร้องขึ้นดังๆ "พ่อนี่ปัญญาแหลมเหมือนเข็มครับ อย่างนี้น่าจะตั้งร้านทำกงเต๊กขาย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ศาสตราจารย์ ร.ท.ดำรง กล่าวงกับบิดาของเขาอย่างเป็นงานเป็นการ

"ผมคิดว่าเราเปลี่ยนรูปขบวนเสียใหม่เถอะครับพ่อ"

"ออไร๋ ออไร๋ พ่อกำลังคิดอยู่เดี๋ยวนี้ว่าพ่อจะจัดรูปขบวนเสียใหม่ เพราะเราใกล้จะถึงกรุงเทพฯ แล้ว เราจะต้องข้ามสะพานปฐมฯ ในเวลา ๑๕.๓๐ น.ตามกำหนดของเรา"

ขบวนจรวดขีปนาวุธออกเดินทางจากนครชัยศรีในเวลา ๑๒.๕๐ น.ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำมุ่งเข้าสู่ธนบุรีและพระนคร ขบวนจรวดใช้เวลาเดินทางมา ๙ ชั่วโมงแล้ว ใช้ความเร็วอย่างสูงสุดเพียง ๓๕ กิโลเมตร แต่เมื่อถึงทางเลี้ยวบางแห่งก็ต้องเสียเวลามากเพราะจรวดลูกหนึ่งมีความยาวถึง ๖๕ ฟุต ถึงกับทหารและตำรวจต้องโค่นต้นไม้ริมถนนบางต้นด้วยเลื่อยสนามที่มีเครื่องยนต์ช่วยทุ่นแรง

พอเข้าเขตธนบุรี จำนวนตำรวจและทหารรักษาการที่ยืนเรียงรายสองฟากถนนเพชรเกษมก็หนาตาขึ้น ทหารรักษาการคุ้มกันขบวนจรวดตามถนนถือปืนเล็กยาวติดดาบ นายสิบสะพายปืนยิงเร็ว นายร้อยพกปืน ๑๑ มม. ส่วนตำรวจมีตะบองหรือปืนพกเป็นอาวุธ นอกจากนี้ยังมีตำรวจนอกเครื่องแบบยืนปะปนกับประชาชนคนดูทั่วทุกแห่ง แสดงว่าทางราชการทหารและตำรวจได้เตรียมป้องกันรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่

ในที่สุดขบวนจรวดก็มาถึงเชิงสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ด้านธนบุรีในเวลา ๑๕.๓๐ น.ตรงตามกำหนด ตำรวจจราจรได้ปิดการจราจรบนสะพานปฐมฯ แล้วเพื่อให้ขบวนจรวดผ่านไปได้โดยสะดวก

รถวิทยุของกองปราบปรามสามยอด ๓ คัน แล่นเป็นแถวเรียงนำหน้า ต่อมาเป็นรถจี๊ปสนามติดอาวุธ พ.อ.กิมหงวนทำหน้าที่เป็นคนขับนั่งคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พล นิกร และศาสตราจารย์ดิเรกนั่งข้างหลัง แล้วก็ถึงขบวนรถจี๊ปสนามติดอาวุธอีก ๕ คัน ต่อจากนั้นก็ถึงรถแทร็คเต้อรหมายเลข ๒ ลากจรวดขีปนาวุธที่มองดูเหมือนกับทำด้วยสังกะสี แต่ความจริงๆ และใช้สังกะสีหุ้มไว้ รถแทร็คเต้อรจูงลากจรวดขับโดย ร.ท.สมนึก มี ร.ท.นพ และ จ.ส.ต.แห้วนั่งอยู่ด้วย ต่อไปเป็นขบวนรถหุ้มเกราะ ๒ คัน และรถถัง เอ็ม.๒๔ อีก ๒ คัน แล้วก็มาถึงรถแทร็คเต้อรหมายเลข ๑ ขับโดย ร.ท.พนัส มี ร.ท.ดำรงเป็นผู้ช่วย รถแทร็คเต้อรคันนี้จูงลากจรวดปลอมแต่มองดูคล้ายกับของจริงมีผ้าคลุมมิดชิดปิดขบวนด้วยรถจี๊ปสนาม ๔ คัน และจักรยานยนต์อีก ๑๐ คัน

เมื่อขบวนข้ามสะพานมาถึงฝั่งพระนครก็เลี้ยวซ้ายเข้าถนนจักรเพชรตรงไปทางปากคลองตลาด เลี้ยวขวาผ่านหน้าสถานีตำรวจนครบาลพระราชวังตรงไปวัดโพธิ์ วัดพระแก้วและสนามหลวง มีประชาชนมาคอยดูจรวดขีปนาวุธพอสมควร ฝูงชนเหล่านี้ต่างตะโกนเรียกชื่อศาสตราจารย์ดิเรกเสียงลั่นไปหมด บางคนก็ร้องเสี่ยหงวนเศรษฐีของประเทศไทย แต่สาวๆ สนใจกับเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนซึ่งเป็นทายาทของคณะพรรคสี่สหาย

ขบวนจรวดมหาประลัยข้ามสะพานผ่านพิภพลีลาในเวลา ๑๖.๐๐ น.บรรดาข้าราชการและเสมียนพนักงานตามบริษัทห้างร้านธนาคารหรือองค์การต่างๆ ได้ถือโอกาสออกมาดูขบวนจรวดขีปนาวุธซึ่งทางการประกาศว่าเป็นยุทโธปกรณ์ขนาดหนักของทหารบก แต่พอแลเห็นจรวดจริงและจรวดปลอมทั้งสองลูกก็รู้ว่าทางการทหารกำลังลำเลียงจรวดขีปนาวุธจากปราณบุรีไปอุดรธานีเตรียมไว้รับมือกับข้าศึก ประชาชนส่วนมากรู้จักคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นอย่างดีจึงร้องตะโกนเรียกและโบกมือให้

"เอาจรวดไปไหนครับอาจารย์" ใครคนหนึ่งร้องตะโกนถาม

นายพลดิเรกตะโกนตอบ

"เอาไปติดเครื่องบินทิ้งระเบิดเตรียมบ็อมข้าศึกครับ"

"โอ้โฮ เครื่องบินจะบินไหวหรือครับอาจารย์"

ศาสตราจารย์ดิเรกหัวเราะชอบใจ แต่เขาหารู้ไม่ว่าขณะนี้ขบวนจรวดใกล้จะถึงที่ที่นายพุดมนุษย์ขายชาติแอบซ่อนตัวอยู่แล้ว พุดซ่อนอยู่ในชั้นบนของอาคารหลังหนึ่งและเตรียมพร้อมที่จะใช้ปืนเล็กยาวยิงระเบิดไปที่จรวดขีปนาวุธ ซึ่งเขาได้รับคำสั่งทางวิทยุว่าให้ยิงจรวดที่คลุมผ้าสีกากี อย่ายิงจรวดที่ไม่ได้มีผ้าคลุมเพราะเป็นจรวดปลอม ทั้งนี้นับว่า พ.อ.นิกร การุณวงศ์ของเราเฉลียวฉลาดมากสมกับที่เขาประจำอยู่ในคณะผู้เชี่ยวชาญการอาวุธและวิทยาศาสตร์ของกองทัพไทย

พุดถือปืนซึ่งบรรจุลูกระเบิดยิงไว้ที่ปากกระบอกเรียบร้อย ยืนแอบอยู่ที่หน้าต่างชั้นบนและพร้อมที่จะยอมสละชีวิตเพื่อให้ลูกเมียของเขาได้รับรางวัลเงินสดสองล้านบาท มนุษย์ขายชาติค่อยๆ โผล่หน้ามองดูขบวนจรวดซึ่งใกล้เข้ามาทุกที เข้าใจผิดคิดว่าจรวดลูกแรกที่ไม่มีผ้าคลุมและอยู่ข้างหน้าเป็นจรวดปลอม

รถวิทยุของกองปราบปรามสามยอดผ่านหน้าอาคารที่พุดซ่อนตัวอยู่ไปแล้ว จากนั้นก็ถึงรถจี๊ปของคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พุดปล่อยให้ผ่านไปรวมทั้งรถจี๊ปสนามอีก ๕ คัน และรถแทร็คเต้อรจูงลากจรวดขีปนาวุธ "สี่สหาย" ซึ่งพุดแน่ใจว่าเป็นจรวดปลอม ต่อจากนั้นก็ถึงขบวนรถหุ้มเกราะ ๒ คัน และรถถัง เอ็ม.๒๔ อีก ๒ คัน แล้วถึงรถแทร็คเต้อรหมายเลข ๑ ซึ่งลากจูงล้อเลื่อนขนาดยักษ์บรรจุจรวดปลอม พุดบังคับใจตนเองให้เข้มแข็ง เขาโผล่หน้าต่างออกมายกปืนเล็กยาวที่บรรจุลูกระเบิดขึ้นประทับในท่าเตรียมยิง ก่อนที่เขาจะเหนี่ยวไก ตำรวจนอกเครื่องแบบคนหนึ่งซึ่งรักษาการอยู่ริมถนนตาไวเห็นเข้า ก็ร้องบอกกล่าวและกระชากปืนพกที่เหน็บไว้ใต้เข็มขัดออกมายิงพุด ๒ นัดติดๆ กัน แต่ผิดพลาดเป้าหมาย พุดจึงเหนี่ยวไกยิงจรวดกำมะลอทันที

ระเบิดลูกนั้นพุ่งออกจากลำกล้องปืนเล็กยาวตรงไปที่จรวดปลอมอย่างรวดเร็วที่สุดและกระทบจรวดปลอมอย่างจัง

"ตูม"

เสียงลูกระเบิดดังกึกก้อง จรวดปลอมทะลุโหว่และพังไปแถบหนึ่ง นายพล

ดิเรกสั่งหยุดขบวนทันที ในเวลาเดียวกันตำรวจและทหารหลายสิบคนได้กรูกันขึ้นไปบนอาคารหลังนั้น คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ต่างพากันลงมาจากรถจี๊ปติดอาวุธ เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปยังชั้นบนของอาคาร ทุกคนก็แลเห็นตำรวจกับทหารเต็มไปหมดกำลังรุมล้อมมนุษย์ขายชาติและจับใส่กุญแจมือยึดอาวุธปืนไว้

นายพลดิเรกร้องตะโกนลั่น

"เอาตัวมันลงมา เอาตัวมันลงมานี่"

ในนาทีนั้นเองตำรวจและทหารก็ควบคุมตัวนายพุดลงมาจากอาคารหลังนั้นและพาตัวเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้คนที่มายืนดูขบวนจรวดต่างวิ่งหนีกระจัดกระจายไปหมดแล้วหลังจากได้ยินเสียงระเบิด แต่ไม่ปรากฏว่ามีใครได้รับอันตรายจากชิ้นระเบิด

นายพลดิเรกกระชากปืนพก ๑๑ มม.ออกมาจากซองปืนยกขึ้นจี้หน้าอกมนุษย์ขายชาติ

"แกเป็นใคร"

พุดหน้าซีดตัวสั่น

"ผมชื่อพุดครับ"

เสี่ยหงวนตวาดแว็ด

"พุดเฉยๆ หรือพุดซ้อนหรือพุดทรา"

"พุดเฉยๆ ครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าพุดอย่างชิงชัง

"แกเป็นคนไทยใช่ไหม" ท่านเจ้าคุณถามเสียงกร้าว

"ใช่ครับ"

"แล้วแกทำไมทำงานให้พวกศัตรู"

"ผมต้องการเงินครับ"

พ.อ.พลกล่าวกับเจ้าพุดอย่าดุเดือด

"หัวหน้าของแกเป็นใครและมีสำนักงานลับอยู่ที่ไหน ถ้าไม่พูดความจริงฉันยิงแกเด็ดขาด แกจะฆ่าประชาชนทั้งกรุงเทพฯ แกเป็นมนุษย์ที่ชั่วช้าสารเลวที่สุด หัวหน้าแกชื่ออะไร"

"เขาชื่อคุณสมิตครับ"

"ซ่องหรือบ้านพักของเขาอยู่ที่ไหน ไม่บอกตายนะ"

"อยู่ที่บางแสนชลบุรีครับ"

พ.อ.พลหันมาทางนายพลดิเรก

"แกคุมขบวนของเราเดินทางต่อไปก่อน กันกับอ้ายกรจะพาอ้ายหมอนี่ไปส่งโรงพักชนะสงครามเพื่อให้ตำรวจรีบไปจับกุมหัวหน้าพวกก่อการร้ายและพรรคพวกมัน แกกับอ้ายหงวนและคุณอาไปกับรถจี๊ปท้ายกระบวนก็ได้"

"โน-มอบให้ตำรวจวิทยุคันใดคันหนึ่งเขาเอาไปส่งดีกว่า เรายังรู้ไม่ได้ว่าพวกก่อการร้ายจะดักยิงจรวดเราที่ไหนอีกหรือไม่"

พ.อ.พลกวักมือเรียกนายตำรวจประจำรถวิทยุในขบวนคันหนึ่งซึ่งลงมายืนดูเหตุการอยู่ข้างรถ ให้มาพบกับพวกเขา

"น้องชาย คุณพามือปืนคนนี้ไปมอบให้ตำรวจชนะสงครามเขานะ เสร็จแล้วรีบติดตามขบวนไปตามเส้นทางของเรา"

"ครับ ผมจะจัดการให้เรียบร้อยเอาขึ้นรถแล้วยิงทิ้งนะครับ"

พลสะดุ้งโหยง

"ไม่ใช่อย่างนั้น เอาไปให้ตำรวจเจ้าของท้องที่เขาดำเนินคดีต่อไป"

"ก็จะเอามันไว้ทำไมล่ะครับผู้การ มันตั้งใจจะถล่มกรุงเทพฯ ด้วยจรวดขีปนาวุธและจะฆ่าคนทั้งเมือง ขืนดำเนินคดีรัฐบาลก็ใช้มาตรา ๑๗ แน่ๆ ครับ-ผมจัดการเองดีกว่า"

"โน" นายพลดิเรกพูดขัดขึ้น "เอาตัวเขาไปมอบให้นายร้อยเวรที่โรงพักเถอะ"

พ.อ.นิกรยกมือตบหลังผู้ต้องหาแล้วกล่าวขึ้นด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

"น้องชาย แกเข้าใจว่าจรวดลูกนั้นเป็นจรวดจริงใช่ไหม"

เจ้าพุดหน้าจ๋อย

"ครับ ถ้าผมรู้ว่าเป็นจรวดปลอมผมจะยิงทำไมครับให้เสียลูกระเบิด ผมยิงจรวดที่อยู่ท้ายกระบวนป่านนี้เราก็ตายกันหมดเสียแล้ว"

นิกรหัวเราะ

"อั๊ววางแผนหลอกพวกลื้อเองว่ะ"

"ไม่เป็นไรครับ ผมพลาดผมก็ถูกยิงเป้า ผมทรยศต่อประเทศชาติ ผมเป็นคนขายชาติผมก็ยอมตาย แต่อย่าลืมนะครับว่ากว่าจะถึงอุดรธานี ขบวนนี้จะต้องผ่านป่าดงพงไพรและเดินทางในตอนกลางคืน พวกผมอาจจะดักยิงตามทางอีกหลายแห่ง"

นิกรอมยิ้ม

"เรื่องนั้นเรารู้ดี อั๊วจะบอกให้อ้ายน้องชาย เมื่อขบวนจรวดของเราออกไปพ้นเขตพระนครแล้วเราจะจัดขบวนของเราใหม่ จะมีจรวดปลอมเข้าร่วมขบวนอีกอย่างน้อย ๒๐ ลูก พวกลื้อเห็นเข้าปวดกบาลไม่รู้ว่าจรวดลูกไหนปลอม อั๊วทำได้แนบเนียนโว้ย พ่ออั๊วเป็นช่างทำกงเต๊กอยู่ทางวัดสามจีนว่ะ"

นายพลดิเรกกล่าวกับรองสารวัตรกองปราบปรามซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์ของเขา

"พาตัวมันไปโรงพักคุณธวัช อย่าไปยิงทิ้งนะ"

"ไม่ยิงหรอกครับอาจารย์ เว้นแต่มันจะล้มทับปืนผม"

"ก็คอยระวังมันไว้อย่าให้มันล้มทับปืนคุณซิ"

นายตำรวจหนุ่มรับคำสั่งแล้วพาผู้ต้องหากับพลตำรวจนอกเครื่องแบบที่ยึดปืนพุด จับพุดใส่กุญแจมือไปที่รถวิทยุ พวกทหารและตำรวจรักษาการต่างแยกย้ายกันออกไปรักษาหน้าที่ริมถนนตามเดิม ร.ท.พนัส ร.ท.นพ ร.ท.สมนึก และ ร.ท.ดำรง กับ จ.ส.ต.แห้วต่างพากันเดินรวมกลุ่มเข้ามาหาคณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เราแคล้วคลาดจากความพินาศย่อยยับอย่างหวุดหวิดเชียวนะครับ" พนัสกล่าวกับนายพลดิเรก

"ใช่ นับว่าเป็นความสามารถของอ้ายกรที่จะทำจรวดปลอมขึ้น ม่ายก็บรรลัยแล้ว กรุงเทพฯ จะถูกระเบิดแหลกลาน ผู้คนตายหมดไม่มีเหลือ"

นิกรยิ้มแป้น

"เห็นหรือยังว่ากันฉลาดพอๆ กับขงเบ้ง แล้วจะเอายังไงกันต่อไป จรวดปลอมถูกยิงพังทะลุเป็นรูโหว่เห็นชัดๆ ว่าเป็นของกงเต๊ก จะลากมันไปจนถึงอุดรยังงั้นหรือ"

"ออไร๋ เมื่อเราเอามันมาแล้วก็ต้องเอาไปให้ถึงจุดหมายปลายทาง ไปถึงดอนเมืองเราจะหยุดพักที่นั่น กันจะขอร้องให้ช่างอากาศของกองทัพอากาศหาสังกะสีมาช่วยกันปะและซ่อมแซมให้เรียบร้อยเพื่อหลอกลวงฝ่ายศัตรูซึ่งอาจจะคอยดักยิงเราอีกระหว่างทางเพราะเราจะต้องเดินทางตลอดคืนวันนี้และพรุ่งนี้ด้วย เราพึ่งมาได้ ๓๐๐ กิโลเมตรเศษ ยังอยู่อีกตั้ง ๖๐๐ กิโลเมตร อย่างไรก็คงจะถึงอุดรธานีราวเที่ยงพรุ่งนี้" แล้วเขาก็ยื่นมือให้นิกรจับ "แกเก่งมากอ้ายกร แกเฉลียวฉลาดรอบคอบจริงๆ "

นิกรยิ้มอายๆ

"ฉลาดมาตั้งแต่เด็กแล้ว"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทาน ถ้าคุณนิกรไม่ทำจรวดกงเต๊กขึ้น กรุงเทพฯ คงพังทลายไปหมดแล้ว รับประทานผู้คนตายแหงแก๋ไปตามกัน เหม็นคลุ้งไปทั่วเมือง"

นายพลดิเรกยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลา แล้วกล่าวกับทุกๆ คน

"ประจำที่พวกเรา ออกเดินทางต่อไปได้ เข้าใจว่าตำรวจคงมีวิธีทำให้อ้ายพุดรับสารภาพทั้งหมดและตำรวจคงจะจับกุมพวกเหล่าร้ายได้ก่อนค่ำวันนี้ ไปเถอะทำงานของเราต่อไป"

ในที่สุดจรวดขีปนาวุธ "สี่สหาย" ก็เดินทางมาถึงฐานยิงจรวดที่อุดรธานีโดยสวัสดิภาพในเวลา ๑๑.๐๐ น.ของวันต่อมา ทุกคนที่อยู่ในขบวนจรวดต่างเหน็ดเหนื่อยไปตามกัน แต่ก็ภาคภูมิใจในความสำเร็จผลในครั้งนี้