พล นิกร กิมหงวน 024 : ผีตายซาก

อาหารเช้ามื้อนั้นคุณหญิงวาดเข้ามาในห้องรับประทานอาหารเป็นคนสุดท้ายด้วยสีหน้าหม่นหมองผิดปรกติ ขณะนี้ทุกคนนั่งประจำที่พร้อมแล้ว ลูกชายของสี่สหายนั่งรวมกันอยู่ที่โต๊ะสำหรับ ๔ คน ส่วนคณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งโต๊ะใหญ่คือโต๊ะสี่เหลี่ยมยาว โดยมีเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาดนั่งประจำหัวโต๊ะข้างละคนทุกครั้งที่ร่วมรับประทานอาหารกัน

พอคุณหญิงวาดทรุดตัวลงนั่ง พ.อ.นิกรก็กล่าวขึ้นดังๆ

"กินโว้ยพวกเรา"

การรับประทานอาหารเช้าแบบอาหารฝรั่งเริ่มต้นทันที พลนั่งอยู่ทางขวาของคุณหญิงวาด ถัดไปคือนิกร ประไพและนันทา ทางซ้ายของคุณหญิงวาดคืออาเสี่ยกิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก ประภาและนวลลออ

"คุณแม่ไม่สบายหรืออย่างไรครับ แล้วก็ผมรู้สึกว่าคุณแม่จ้องมองดูหน้าอ้ายหงวนเสียจริงๆ จังๆ เหมือนกับว่าอ้ายหงวนเป็นสัตว์ประหลาดหรือมนุษย์ต่างดาว"

พล.ต.พลพูดยิ้มๆ

คุณหญิงวาดหันมาทางลูกชายของท่าน

"แม่กำลังมีเรื่องเศร้าและสะเทือนใจ"

อาเสี่ยพูดโพล่งขึ้น

"เกี่ยวกับผมด้วยหรือครับ"

คุณหญิงวาดเปลี่ยนสายตามาที่เสี่ยหงวน

"ใช่ เกี่ยวกับเธอโดยเฉพาะพ่อหงวน อาตักบาตรเมื่อเช้านี้ ๗ องค์ อาอุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าสัวกิมเบ๊ทั้งหมด อ้า เมื่อคืนนี้ตอนใกล้รุ่งสว่างเจ้าสัวได้มาหาอา"

ทุกคนต่างมองดูหน้าคุณหญิงวาดไปตามกัน เจ้าคุณปัจจนึกฯ สบตาคุณหญิงวาด ท่านก็กล่าวขึ้น

"คุณหญิงฝันถึงเจ้าสัวหรือครับ"

"ไม่ใช่ฝันค่ะเจ้าคุณ มันหนาวดิฉันนอนไม่หลับก็ลุกขึ้นมากินหมาก"

นิกรพูดขึ้นอย่างหวาดๆ

"แล้วยังไงครับคุณอา"

คุณหญิงวาดยิ้มเศร้าๆ

"เจ้าสัวเดินออกมาทางซอกตู้ยืนใบใหญ่"

"อุ๊ย" นิกรอุทาน

"ถ้าเป็นผมชักดิ้นชักงอตายแล้ว เห็นเป็นรูปร่างยังไงครับคุณอา"

"ก็เห็นเป็นคนธรรมดานี่แหละ แต่ก็มองไม่สู้ถนัดนัก"

แล้วท่านก็มองไปทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"ดิฉันไม่ได้ฝันหรือตาฝาดนะคะเจ้าคุณ ดิฉันเห็นเจ้าสัวกิมเบ๊จริงๆ ค่ะ"

"ชื่ออะไรนะครับ" นิกรถามยิ้มๆ

คุณหญิงวาดหันมาทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"แกไม่รู้หรอกหรือว่าเตี่ยพ่อหงวนชื่อกิมเบ๊ เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ท่านก็รักใคร่เอ็นดูพวกแกเหมือนกับลูกหลานและแกก็เรียกท่านว่าเตี่ย ให้ความเคารพท่านเหมือนกับญาติผู้ใหญ่คนหนึ่ง"

นิกรยิ้มให้เสี่ยหงวน

"กันลืมไปจริงๆ ว่ะ พึ่งนึกได้เดี๋ยวนี้เองว่าเตี่ยแกชื่อกิมเบ๊"

"ให้แกตายโหงตายห่ารากเลือดลงแดงตาย" เสี่ยหงวนเอ็ดตะโร

"แหม เรื่องนิดหน่อยเท่านี้ก็ต้องสาบานกันด้วย"

อาเสี่ยรู้สึกสนใจมาก ในเรื่องที่วิญญาณของเตี่ยเขามาหาคุณหญิงวาด

"คุณอาเห็นเตี่ยผมแล้วยังไงครับ คุณอากลัวไหมครับ"

"ทีแรกก็รู้สึกกลัวเหมือนกัน แต่เจ้าสัวท่านบอกว่าไม่ต้องกลัวท่าน ท่านมาเยี่ยมไม่ได้มาหลอกหลอนและท่านมาบอกให้รู้ว่าท่านนอนอยู่ที่ฮวงซุ้ยที่เมืองชลท่านอึดอัดใจรำคาญใจเต็มทนแล้ว ร่างของท่านยังคงรูปอยู่ไม่เน่าไม่เปื่อย ขอให้อาบอกเธอให้จัดการไปรับศพท่านมาไว้ที่บ้านเรา ทำเก๋งจีนแบบศาลเจ้าเล็กๆ ให้ท่านอยู่อย่างสงบเงียบทางหลังบ้านเรา อยู่ในฮวงซุ้ยมีแต่ความมืดมองไม่เห็นอะไรเลย ทนทุกข์ทรมานมานานแล้ว"

นวลลออขนลุกซู่ หล่อนกระซิบกระซาบกับประภาเบาๆ

"เคราะห์ดีเหลือเกินที่เตี่ยไม่มาหาฉัน ถ้ามาหาดิฉันและพูดกับดิฉันอย่างนี้ ดิฉันอาจจะช๊อคตายก็ได้"

พลกล่าวกับคุณหญิงวาดอย่างแปลกใจ

"เตี่ยพูดกับคุณแม่อย่างนี้หรือครับ"

"จ๊ะ แม่จำได้ทุกคำ แม่ยังรับคำกับเจ้าสัวว่าแม่จะบอกให้พ่อหงวนจัดการในเรื่องนี้ให้เป็นไปตามความประสงค์ของเจ้าสัว"

"แล้วเตี่ยก็หายไปอย่างนั้นหรือครับ"

"ใช่ ร่างของท่านที่ลอยอยู่กลางห้องค่อยๆ เลือนหายไป ตอนนั้นนาฬิกาบนโต๊ะข้างเตียงนอนแม่บอกเวลา ๕ นาฬิกา ๒๐ นาที แม่ได้ยกมือไหว้และขอให้วิญญาณของท่านไปสู่สุคติภพ แล้วแม่ก็แปลกใจตัวเองที่แม่ไม่ได้กลัวผีสางเจ้าสัวกิมเบ๊จนเกินไป คงจะเป็นเพราะมาปรากฏตัวให้แม่เห็นในรูปร่าของมนุษย์ธรรมดานั่นเอง"

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นทั่วห้องรับประทานอาหาร นิกรตักไข่ดาวหมูแฮมใส่ปากจนเต็มคำเคี้ยวตุ้ยๆ แล้วกล่าวขึ้นทั้งๆ ที่เสียงคับปาก

"เรื่องนี้น่าสนใจ เตี่ยเป็นคนมีบุญ เมื่อท่านมีชีวิตอยู่ท่านสร้างแต่บุญกุศล ท่านนับถือผีสางเหมือนพวกคนจีนแต่ท่านก็นับถือพุทธ"

นายพลดิเรกดุนิกร

"กลืนไข่ดาวเสียก่อนเถอะวะอ้ายกรแล้วค่อยพูดจะได้ฟังรู้เรื่อง ไข่ดาวเข้าไปอยู่ในปากทั้งใบฟังแกพูดลำบากเหลือเกิน"

นิกรกลืนไข่ดาวและหมูแฮมเข้าไปในท้องและยกแก้วกาแฟร้อนขึ้นซดเสียงดังโฮก เขาอธิบายเรื่องเจ้าสัวกิมเบ๊ต่อไป

"เท่าที่พวกเรารู้จักท่านอย่างใกล้ชิด ถึงเตี่ยติดยาฝิ่นสูบฝิ่นเป็นประจำ เตี่ยก็ไม่เคยก่อกรรมทำเข็ญให้ใครเดือดร้อน หากินในทางค้าขายอย่างสุจริตไม่เคยคดโกงใคร เรื่องทำบุญเท่าไหร่เท่ากัน สร้างโบสถ์ สร้างกุฏิและทอดกฐินทุกปี พวกเรายังเคยไปร่วมทอดกฐินกับเตี่ยบ่อยๆ เตี่ยสร้างแต่บุญกุศลไม่เคยทำบาป เมื่อท่านตายไปอานิสงค์แห่งผลบุญก็อาจจะทำให้ร่างกายของท่านไม่เน่าเปื่อยเพียงแต่เหี่ยวแห้งไป"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"อาจจะเป็นได้อ้ายกร คนที่ตายไปไม่เน่าเปื่อยมีอยู่ไม่น้อย คนจีนคนหนึ่งอยู่ที่อำเภอมีนบุรีตายไปเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว เดี๋ยวนี้ศพยังอยู่ปิดทองเหลืองอร่ามไปทั้งตัว ถึงปีเขาทำพิธีตัดผมตัดเล็บให้ ใครๆ เรียกท่านว่าเซียน มีงิ้ว ยี่เกฉลองเป็นงานประจำปีเสมอ"

กิมหงวนว่า

"ที่วัดคณิกาผลหรือวัดยายแฟงก็มีศพผู้วิเศษตายไปนานแล้ว ไม่เน่าไม่เปื่อยอยู่ศพหนึ่งครับ และที่วัดบางเสาธงข้างบ้านชาติชายแชมเปี้ยนโลกก็มีพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่งมรณภาพนานแล้ว ศพของท่านไม่เน่าไม่เปื่อย"

นิกรหัวเราะหึๆ

"คุณพ่อกันตายเพียง ๕ วันเท่านั้นกลิ่นออกมานอกโลงเหม็นอู้ไปหมด พอครบ ๑๐๐ วันเปิดออกดูก่อนพระราชทานเพลิงเละเหมือนปลาเจ่า"

นันทาทำตาเขียวกับน้องชายของหล่อน

"นินทากระทั่งพ่อของตัวเอง คนอย่างแกน่ะลูกอกตัญญู"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ คุณหญิงวาดได้พูดคุยปรึกษาหารือกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ ซึ่งท่านมั่นใจว่าศพของเจ้าสัวกิมเบ๊คงไม่เน่าเปื่อย อันเนื่องจากบุญกุศลที่เจ้าสัวสร้างกรรมดีไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่ อาเสี่ยรับปากว่าพรุ่งนี้วันเสาร์เป็นวันว่างงานเขาจะไปเยี่ยมฮวงซุ้ยเจ้าสัวกิมเบ๊และจะพิสูจน์ความจริงในเรื่องนี้ด้วย ถ้าหากว่าเตี่ยของเขาไม่เน่าไม่เปื่อยเขาก็จะรับศพมาไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" และจะสร้างศาลเจ้าแบบเก๋งจีนให้เจ้าสัวกิมเบ๊อยู่อาศัยวิญญาณจะได้สงบสุข

ในเวลาเดียวกันนี้เอง ลูกชายของสี่สหายกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันในเรื่องนี้ สมนึกกล่าวกับเพื่อนๆ ว่า

"ก๋งเท่งทึงขณะที่พวกเราอายุได้สามสี่ขวบยังจำความไม่ได้ พวกเราเคยเห็นแต่รูปก๋งเท่านั้นเอง เป็นไปได้ไหมวะที่ก๋งไม่เน่าไม่เปื่อยทั้งๆ ที่ตายมา ๒๐ กว่าปีแล้ว"

นพก้มลงมองดูจานหมูแฮมไข่ดาวของเขาซึ่งมีแต่จานเปล่าๆ แล้วเขาก็พูดกับสมนึกผู้เป็นหลานปู่แท้ๆ ของเจ้าสัวกิมเบ๊

"ก็อาจจะเป็นได้เหมือนกัน เหมือนอย่างปลากรอบที่เขาเสียบไม้ขายยังไงล่ะ ทำไมถึงไม่เน่าไม่เปื่อยปลาเค็มก็เหมือนกัน"

พนัสหัวเราะก๊าก

"เอาคนไปเปรียบกับปลามีอย่างที่ไหนว่ะ ปลากรอบน่ะเขาย่างหรือรมควันไฟให้มันสุกเสียก่อนแล้วตากแดดตั้งหลายวัน ส่วนปลาเค็มเขาก็ใส่เกลือตากแดดมันก็ไม่เน่า"

ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"โดยสภาพของร่างกายมนุษย์เราแล้ว คนเราเมื่อตายไปร่างกายมันก็ต้องเน่าเปื่อยไป" แล้วเขาก็กระซิบกระซาบกับเพื่อนเกลอของเขา

"คุณย่าท่านแก่แล้ว ท่านอาจจะเห็นภาพลวงตาหรือภาพที่เกิดขึ้นจากประสาทหลอนก็ได้ แล้วหูก็แว่วไปเอง"

เสี่ยตี๋ยิ้มเล็กน้อย

"นั่นนะซี คนแก่มักจะมีอุปาทาน"

อาหารเช้าสิ้นสุดลงในครึ่งชั่วโมงนั้น เมื่อคุณหญิงวาดกับสี่นางพากันลุกขึ้นเดินออกไปจากห้องรับประทานอาหาร ที่โต๊ะอาหารสี่เหลี่ยมยาวโต๊ะนั้นก็คงเหลือสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพียง ๕ คน อาเสี่ยร้องเรียกเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนให้มานั่งร่วมโต๊ะ เพื่อปรึกษาหารือกันในเรื่องที่เกี่ยวกับศพเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยของเขา

"พรุ่งนี้วันเสาร์ใครติดธุระอะไรบ้างหรือเปล่า"

นายพลดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"กันกับดำรงต้องไปในพิธีรับมอบอาวุธปล่อยต่อสู้อากาศยาน ที่รัฐบาลอเมริกันมอบให้กองพันอากาศโยธินของเราใช้ป้องกันสนามบินดอนเมือง และพิธีรับมอบจะกระทำในเวลา ๑๐ ถึง ๑๒ น."

"อ้อ จริงแหละโว้ยกันพึ่งนึกได้"

พลว่า "สำหรับกันพรุ่งนี้ต้องเป็นผู้ใหญ่ฝ่ายเจ้าบ่าวในพิธีมงคลสมรสที่วังสวนกุหลาบ ตอนกลางวันกันจะต้องไปขลุกอยู่ที่บ้านเจ้าบ่าวคงจะไปเมืองชลกับแกไม่ได้ อ้ายนัสก็ไปไม่ได้เหมือนกันเพราะต้องทำหน้าที่เป็นเพื่อนเจ้าบ่าว"

เสี่ยหงวนจุปากจึ๊กจั๊ก

"ถ้ายังงั้นคุณอาต้องไปกับผมนะครับ"

ท่านเจ้าคุณพยักหน้า

"ได้ อาไม่มีธุระอะไรหรอก ใครจะไปบ้างละ"

"ก็คุณอากับผม อ้ายกร อ้ายตี๋ อ้ายนพและอ้ายแห้วน่ะซีครับ เราจะออกจากบ้านแต่เช้ากะให้ไปถึงเมืองชลราว ๑๐ น. ผมจะเปิดประตูฮวงซุ้ยเข้าไปดูศพเตี่ยให้เห็นเท็จจริงคือเปิดฝาโลงออกดูเลย ถ้าหากเตี่ยไม่เน่าไม่เปื่อยจริงละก้อ ผมจะเชิญศพเตี่ยมาไว้ที่บ้านเรา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน คนที่ตายไปแล้วไม่เน่าไม่เปื่อยน่ะเป็นผู้มีบุญ"

"ว้า" นิกรคราง

"อย่างนั้นเขาเรียกว่าผีตายซากครับคุณพ่อ เมื่อเร็วๆ นี้ผมก็เคยพบในสวนหลังบ้านเราศพหนึ่งแห้งแหงแก๋"

ท่านเจ้าคุณนัยน์ตาเหลือก

"ฮ้า คนน่ะเรอะ"

"คางคกครับ"

กิมหงวนกล่าวกับสี่สหายหนุ่ม

"ตั้งใจจะพาพวกแกทั้งสี่คนไปเมืองชลด้วยกัน แต่เจ้านัสกับดำรงบังเอิญติดธุระก็ช่างเถอะ เจ้านพไปกับลุงนะ แกจะได้เห็นฮวงซุ้ยหรือที่ฝังศพของพวกเศรษฐีจีนที่ภูเขาเล็กๆ ลูกนั้น แต่ละแห่งสวยงามมากและลงทุนค่าก่อสร้างค่าซื้อที่ดินนับแสน"

"ตกลงครับลุง แต่ว่าเราจะกลับมาทันพิธีแต่งงานร้อยเอกสมศักดิ์เพื่อนอ้ายนัสไหมครับ"

"ทันแน่นอน เราจะกลับถึงบ้านอย่างช้าก็บ่ายสองโมงเท่านั้น คุณอาท่านจะต้องเป็นผู้สวมมงคลแฝดให้บ่าวสาว ลุงกับพ่อแกกับลุงพลและน้าหมอของแกตลอดจนคุณย่าและคุณแม่ของพวกแกจะต้องรดน้ำอวยพรเขา ส่วนพวกแกก็เป็นแขกไชโยกินเลี้ยงตอนค่ำรับรองว่าต้องกลับมาทัน เอาละ ไปทำงานกันเสียทีโว้ยสายแล้ว อย่าลืมว่าพรุ่งนี้แกต้องไปเมืองชลกับลุงอย่าเหลวนะอ้ายนพ"

ตอนสายวันต่อมาซึ่งตรงกับวันเสาร์

ในราว ๑๐.๐๐ น คาดิลแล็คเก๋งซึ่งขันโดยเจ้าแห้วก็พาเสี่ยหงวนกับนิกร พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ร.อ.นพ และร.อ.สมนึกเดินทางมาถึงดินแดนส่วนหนึ่งนอกเขตเทศบาลของจังหวัดชลบุรี หลังจากที่รถเก๋งคันนี้เลยเข้าไปในเมืองพาทุกคนไปรับประทานอาหารเช้า ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งมาเรียบร้อยแล้ว

ทางแยกจากทางหลวงตรงไปยังภูเขาเล็กๆ ลูกนั้นเป็นถนนลูกรัง สภาพของถนนพอใช้ได้ มองดูตามเนินเขามีฮวงซุ้ยขนาดใหญ่ซึ่งเป็นฮวงซุ้ยถาวรหลายแห่ง ทางการได้สงวนที่ดินเหล่านี้ไว้สำหรับให้คหบดีชาวจีนซื้อที่สร้างฮวงซุ้ยบรรจุศพบรรพบุรุษของเขา ที่เชิงเขามีศาลเจ้าเล็กๆ และมีคนจีน ๒ คนทำหน้าที่ดูแลฮวงซุ้ยเหล่านี้ซึ่งเจ้าของฮวงซุ้ยนั่นเองได้สละเงินให้ผู้เฝ้าตามสมควร เมื่อเขาพากันมาเยี่ยมเคารพศพบรรพบุรุษ

สุสานนี้อยู่ในเขตป่าโปร่งและสงบเงียบวังเวงตลอดวัน เป็นที่อยู่อาศัยของนกต่างๆ ตลอดจนสัตว์ป่าขนาดเล็กเช่นกระต่ายป่าหรือแย้ ทุกวันเสาร์อาทิตย์มีชาวจีนมาเยี่ยมเคารพศพบรรพบุรุษของเขาเสมออย่างน้อยก็หนึ่งราย บางรายก็นำอาหารมาเซ่นไหว้ตามประเพณี ถ้าเป็นวันตรุษสารทแล้วก็มีผู้มาเยี่ยมฮวงซุ้ยเหล่านี้มากมาย ฮวงซุ้ยทั้งหมดที่เชิงเขาและบนเนินเขามีไม่ถึง ๕๐ แห่งและเป็นฮวงซุ้ยของผู้ที่มีฐานะดี ยิ่งรวยมากฮวงซุ้ยก็สวยงามใหญ่โตหรูหรามาก

๕๐๐ เมตรหรือครึ่งกิโลเมตรจากทางหลวง คาดิลแล็คเก๋งก็แล่นมาหยุดหน้าศาลเจ้าแห่งหนึ่ง ใกล้ๆ กับรถตรวจการคันหนึ่งของพวกชาวจีน ทุกคนพากันลงมาจากรถ เจ้าแห้วถือถาดเงินใบกะทัดรัดบรรจุดอกไม้ธูปเทียนสำหรับสักการะดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊และเจ้าสัวกิมไซสองพี่น้อง

ชาวจีนในวัยกลางคนคนหนึ่งออกมาจากห้องพักข้างศาลเจ้า พอแลเห็นกิมหงวนเขาก็ตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่งรีบเข้ามาหาและทักทายอาเสี่ยด้วยภาษาจีนแต้จิ๋ว

"อาเสี่ยสบายดีหรือครับ ตั้งแต่ตรุษจีนปีที่แล้วมาอาเสี่ยพึ่งมาเยี่ยมฮวงซุ้ยท่านเจ้าสัววันนี้"

"ฉันไม่ใคร่ว่าง"

เสี่ยหงวนพูดยิ้มๆ และส่งธนบัตรสีแดงให้หนึ่งฉบับ

"เส็งไม่อยู่หรือ"

"ครับ เส็งเข้าไปในเมืองครับ ไปซื้อธูปเทียนและกระดาษเงินกระดาษทองมาไว้ขายครับ"

อาเสี่ยพยักหน้ารับทราบ

"แกพาพวกเราไปที่ฮวงซุ้ยเตี่ยฉันหน่อยซีนะ หาชะแลงไปด้วยสักอันหนึ่ง สำหรับเปิดฝาโลงจำปาออก ฉันอยากจะดูศพเตี่ยและอาแป๊ะของฉัน"

นายฮวดผู้ดูแลสุสานวัย ๔๐ ปีทำหน้าตื่นๆ

"จะเปิดดูทำไมครับอาเสี่ย ท่านเท่งทึงไปนานแล้วตั้งแต่ผมรุ่นหนุ่มและเตี่ยผมยังไม่ตายเป็นผู้ดูแลฮวงซุ้ยที่นี่นับเป็นเวลา ๒๐ ปีมาแล้ว ป่านนี้ก็เหลือแต่กระดูกแหละครับ แม้แต่เสื้อผ้าก็ผุพังเปื่อยไปหมด"

อาเสี่ยพูดตัดบท

"เอาเถอะน่า ฉันมีเหตุผลบางอย่างที่ฉันอยากจะดูศพเตี่ยของฉันและอาแป๊ะด้วย ถึงแม้ว่าจะเหลือแต่กระดูกก็ขอให้ได้เห็นเถอะ"

"ครับ ครับ เชิญอาเสี่ยล่วงหน้าไปก่อนครับ ผมจะไปเอาชะแลงในบ้านผม"

แดดร่มเพราะมีหมู่เมฆปิดบังดวงอาทิตย์ทำให้บริเวณเชิงเขาเย็นสบาย เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสองสหายกับนพและสมนึกกับเจ้าแห้วตรงไปที่ภูเขาลูกนั้นและค่อยๆ ขึ้นไปบนเนินเขาโดยแทบจะไม่รู้สึกตัวเพราะภูเขามีความลาดเพียงเล็กน้อย นายฮวดชายกลางคนแต่ยังแข็งแรงถือชะแลงวิ่งเหยาะๆ ติดตามมา

บนที่ราบเนินเขาแห่งหนึ่งสูงจากพื้นดินไม่เกิน ๕ เมตร ฮวงซุ้ยที่ใหญ่โตมั่นคงแข็งแรงสวยงามเด่นกว่าฮวงซุ้ยของคนอื่นมีรั่วเหล็กโปร่งล้อมรอบในเนื้อที่ดิน ๒๕ ตารางวาคือที่บรรจุศพเจ้าสัวกิมเบ๊และเจ้าสัวกิมไซสองพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้ว แต่ความสำคัญของฮวงซุ้ยนี้อยู่ที่เจ้าสัวกิมเบ๊ อดีตมหาเศรษฐีเป็นบิดาของกิมหงวนมากกว่า อาเสี่ยได้ลงทุนสร้างฮวงซุ้ยนี้พร้อมทั้งซื้อที่ดินเป็นเงิน ๒๕๐,๐๐๐ บาทในสมัยที่เงินยังแพงอยู่

ฮวงซุ้ยหินอ่อนสูง ๒ เมตรครึ่ง สร้างแบบฮวงซุ้ยในเมืองจีนหลังคาโค้งครึ่งวงกลม กว้าง ๔ เมตรยาว ๖ เมตร มีประตูลูกกรงเหล็กใส่กุญแจดอกใหญ่ซึ่งลูกกุญแจนั้นอยู่ที่เสี่ยหงวน สองข้างประตูมีสิงโตหินสองตัวนั่งอมยิ้มทำหน้าที่คล้ายกับเป็นยามรักษาสุสานนี้ รอบบริเวณฮวงซุ้ยตกแต่งสวยงามมาก มีภูเขาจำลอง มีตุ๊กตารูปคนและสัตว์อยู่บนภูเขา ริมรั้วเหล็กปลูกพันธุ์ไม้ดอกเรียงรายนับตั้งแต่เยอบีร่า เบญจมาศ ไวโอเล็ต กุหลาบ ซึ่งนายฮวดและนายเส็งคนเฝ้าสุสานช่วยกันทำสวนพรวนดินดายหญ้าและอาเสี่ยได้ส่งเงินมาให้คนละ ๕๐๐ บาททุกเดือน ดังนั้นฮวงซุ้ยของเจ้าสัวกิมเบ๊จึงมีความสวยงามที่สุด ถึงกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกปากว่า

"เห็นฮวงซุ้ยของเตี่ยแกและลุงแกแล้วอาอยากตายโว้ยอ้ายหงวน ถ้าหากว่าอาตายแกเอาศพอามาไว้ที่นี่นะ มันสงบเงียบรื่นรมย์มาก อาจะได้คุยกับเตี่ยแกและลุงของแก"

นิกรว่า

"คุณพ่อเป็นคนไทยตายแล้วต้องเผาซีครับ"

ท่านเจ้าคุณค้อนควับ

"ไม่เอา ร้อนจะตายโหง เผามันทารุณมาก" แล้วท่านก็หันมาทาง ร.อ.นพ

"ตาสั่งไว้เสียก่อนเจ้านพ ถ้าตาตายอย่าเผาตาเป็นอันขาด ต้องเอาศพมาไว้ที่นี่"

นพหัวเราะเบาๆ

"จ้างเขาสตั๊ฟไว้ดีไหมครับแล้วเอาคุณตาไว้ในห้องพิพิธภัณฑ์ พวกเราจะได้รู้สึกเหมือนกับว่าคุณตายังไม่ตาย"

"สตั๊ฟ "

"ครับ"

"สตั๊ฟคนใครเขาจะรับทำวะ"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ถ้ายังงั้นก็ทำมัมมี่เก็บไว้ที่บ้านเป็นอย่างไรครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทางนิกร

"แกคิดว่าการทำมัมมี่หรือศพอาบยาแบบไอคุปต์ทำได้ง่ายๆ หรือ"

"จะยากอะไรครับ ผ่าท้องควักเอาตับไตไส้พุงออกล้างน้ำให้สะอาดเอาเกลือป่นโรยตัวคุณพ่อให้ทั่วตากแดดไว้สักวันแล้วโรยข้าวคั่ว สับเป็นท่อนๆ ยัดใส่ไห ราวสองเดือนก็หลนกินได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำตาปริบๆ

"นั่นน่ะเรอะมัมมี่"

"ครับ มัมมี่แบบอีสานยังไงละครับ อาหารคู่บ้านคู่เมืองของไทยเราก็คือน้ำพริกปลาร้า"

อาเสี่ยกิมหงวนพาทุกคนเดินชมรอบนอกบริเวณฮวงซุ้ยจนทั่วแล้วเขาก็แจกเงินนายฮวดอีก ๕๐๐ บาทสั่งให้ไปแบ่งให้นายเส็งครึ่งหนึ่งเป็นรางวัลพิเศษที่ทั้งสองคนเอาใจใส่ในฮวงซุ้ยของบิดาเขา

ในที่สุดกิมหงวนก็ไขกุญแจเย็ลล็อคดอกใหญ่ที่ประตูเหล็กหน้าฮวงซุ้ยเปิดออก เนื่องจากตอนบนหลังคาฮวงซุ้ยบางแห่งมีแผ่นกระจกหนาแสงสว่างจึงลอดผ่านลงไปในฮวงซุ้ยตลอดวันและช่องระบายลมก็ช่วยถ่ายเทอากาศให้บริสุทธิ์ ถึงแม้ฮวงซุ้ยนี้สร้างมา ๒๐ กว่าปีแล้วก็เป็นฮวงซุ้ยหินอ่อนปนคอนกรีตมั่นคงแข็งแรงสวยงามสะดุดตามาก

ศพของเจ้าสัวกิมเบ๊ตั้งอยู่บนเตียงทางขวากลางห้อง ศพของเจ้าสัวกิมไซพี่ชายอยู่ทางซ้าย โลงจำปาทั้งสองโลงสีดำมะเมื่อมเป็นหีบศพที่มั่นคงแข็งแรงที่สุดเพราะทำจากซุงทั้งต้นราคาของมันจึงแพงมาก ส่วนโลงไม้สี่เหลี่ยมผืนผ้านั้นไม่สู้จะแข็งแรงนัก ผีบางรายขึ้นเต็มที่ทำให้โลงแบะออกผีกลิ้งออกมาจากโลง พระเจ้าที่กำลังสวดศพเผ่นจีวรปลิวไปตามกัน ผู้คนวิ่งล้มลุกคลุกคลานไปคนละทาง แต่โลงจำปานั้นเจ้าภาพจะต้องมีเงินถัง

ศพทั้งสองอยู่ห่างจากกันเกือบ ๒ เมตร ปลายเตียงตั้งศพนั้นมีโต๊ะตั้งอยู่กลางเตียงทั้งสองวางกระถางธูปเทียนและมีโต๊ะสี่เหลี่ยมอีกโต๊ะหนึ่งสำหรับวางเครื่องเซ่น

ทุกคนรวมทั้งนายฮวดต่างเข้ามาอยู่ในฮวงซุ้ยหินอ่อนของสองเจ้าสัวผู้ยิ่งใหญ่ในอดีต ถึงแม้เจ้าสัวกิมไซไม่ร่ำรวยเหมือนน้องชายแต่ใครๆ ก็รู้ว่าเขาเป็นพี่ชายของเจ้าสัวกิมเบ๊มหาเศรษฐีพ่อค้าจีนคนสำคัญ

สมนึกมองดูโลงจำปาทั้งสองโลงแล้วกระซิบถามบิดาของเขาเบาๆ

"ศพไหนครับก๊งใหญ่และศพไหนก๊งเล็กของผม"

อาเสี่ยกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ก๋งโว้ยไม่ใช่ก๊ง ก๊งนะมันเครื่องตวงเหล้าที่เขาตวงขายหนึ่งก๊งสองก๊ง ส่วนก๋งแปลว่าปู่หรือตา"

"อ้อ อ้ายนพมันบอกผมว่าเมื่อก่อนเขาเรียกก๋งแต่เดี๋ยวนี้เขาเรียกก๊ง"

"เชื่อมันซิ"

แล้วเสี่ยหงวนก็อธิบายให้ลูกชายของเขาฟัง

"ทางขวานั่นคือก๋งแท้ๆ ของแก แต่เป็นน้องของก๋งใหญ่ ทางซ้ายน่ะก๋งใหญ่คือเป็นลุงของเตี่ยและมีศักดิ์เป็นก๋งแกเหมือนกัน"

ทุกคนต่างขอธูปเทียนและดอกไม้จากเจ้าแห้ว แล้วทรุดตัวนั่งจุดธูปเทียนสักการะดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊และเจ้าสัวกิมไซสองพี่น้องผู้ล่วงลับไปแล้ว ภายในฮวงซุ้ยสงบเงียบ เสียงเสี่ยหงวนพูดพึมพำเบาๆ

"เตี่ยจ๋า เมื่อเตี่ยมีชีวิตอยู่ฉันได้ล้างผลาญเตี่ยและขัดใจเตี่ยทำให้เตี่ยหัวเสียเพราะฉันตลอดเวลา แต่ฉันเป็นลูกคนเดียวของเตี่ย ฉันจะเป็นจิ้งจกหรือเป็นตะเข้ เตี่ยก็รักและกรุณาฉัน อย่างไรก็ตามพอเตี่ยเท่งทึงฉันได้ปกครองทรัพย์สมบัติอันมากมายของเตี่ย ฉันก็สามารถบริหารธุรกิจการค้าแทนเตี่ยได้เป็นอย่างดีและบัดนี้กรรมได้สนองฉันแล้ว อ้ายตี๋ลูกของฉันคือหลานของเตี่ยกำลังตั้งหน้าล้างผลาญฉันเหมือนกับฉันเคยรีดและไถเตี่ยเมื่อครั้งก่อน เตี่ยจ๋า คุณอาหญิงท่านบอกว่าเตี่ยไปหาท่าน เตี่ยบอกท่านว่าร่างของเตี่ยไม่เน่าไม่เปื่อย เตี่ยอึดอัดใจที่ทนทุกข์ทรมานอยู่ในฮวงซุ้ยนี้อยากจะให้ฉันรับศพเตี่ยไปไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" บัดนี้เราได้มาดูศพเตี่ยแล้ว ถ้าไม่เน่าไม่เปื่อยจริงเราก็จะรับศพไปไว้บ้านวันนี้แหละ แต่เตี่ยต้องสัญญาว่าเตี่ยจะไม่หลอกหลอนพวกเราให้ตกอกตกใจ ถ้าขอร้องไม่เชื่อฉันก็จะจ้างหมอผีมาจับเตี่ยใส่หม้อเอาไปถ่วงแม่น้ำ ไปอยู่ก็ต้องอยู่อย่างสงบ แล้วฉันจะจัดเครื่องเซ่นให้เตี่ยกินทุกมื้อ ส่วนฝิ่นถ้าพอจะหาได้ฉันก็จะหาให้สูบ"

เทียนขี้ผึ้งหลายเล่มถูกปักไว้บนราวเทียน ส่วนธูปกระแจะปักไว้ในกระถาง ดอกไม้สดปักไว้ในแจกัน กลิ่นธูปและควันเทียนหอมตลบทั่วฮวงซุ้ย ต่อจากนั้นทุกคนก็ลุกขึ้นยืน อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวกับนายฮวดเป็นภาษาไทย

"ฮวดโว้ย แกงัดฝาโลงอาแป๊ะออกได้แล้ว ฉันจะดูศพอาแป๊ะของฉันก่อนแล้วค่อยดูศพเตี่ยฉัน"

ร.อ.นพกระซิบกระซาบกับบิดาของเขา

"ออกไปเดินเล่นข้างนอกดีไหมครับพ่อ ยังไงก็ปลอดภัยไว้ก่อน"

นิกรยิ้มแห้งๆ กระซิบกับลูกชายของเขาเช่นเดียวกัน

"อาแป๊ะกับเตี่ยเป็นผีตายซากไม่น่ากลัวอะไรหรอกเท่าที่พ่อเรียนรู้มา ผีตายซากไม่ดุเพราะยังไม่ได้เผา แต่ถ้าพึ่งตายเรียกว่าผีดิบหรือตายแล้วสามสี่วันกำลังขึ้นอื้ดทืดดุมาก ผีสุกคือผีที่เผาแล้วก็ดุ"

นพนิ่งฟังด้วยความสนใจ

"แล้วผีดิบๆ สุกๆ ล่ะครับ"

"แกถามอย่างนี้ฉันจนปัญญาโว้ย ผีดิบก็ผีดิบผีสุกก็ผีสุก ผีดิบๆ สุกๆ ไม่เคยมี"

เสี่ยหงวนพานายฮวดเดินไปที่หีบศพของเจ้าสัวกิมไซ เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยตี๋ตามเข้าไปด้วย นิกรกับนพและเจ้าแห้วไม่กล้าเข้าไป ต่างยืนสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เจ้าแห้วมีปัญหาเกิดขึ้นก็กระซิบถามนิกร

"รับประทานสมมุติว่าอาแป๊ะลุกขึ้นมาจากโลงเราจะทำอย่างไรล่ะครับ"

"ปูโธ่" นิกรเอ็ดตะโร

"ปัญหาหญ้าปากคอกแบบนี้แกไม่น่าจะถามฉันเลยโว้ย ลุกออกมาจากโลงเราก็เผ่นซีวะแบบตัวใครตัวมัน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมก็ว่าอย่างนั้น"

นายฮวดเริ่มงัดแงะฝาโลงจำปาออกแล้ว เริ่มต้นด้วยการดึงผ้าพลาสเต้อที่ปิดรอบๆ ฝาโลงออกก่อน ผ้านี้เก่ามากจนเปื่อยและหมดยางแล้วดึงเบาๆ ก็หลุด ต่อจากนั้นเขาก็ใช้ปลายชะแลงค่อยๆ งัดฝาโลงจนตะปูเผยอขึ้นทีละน้อยแล้วใช้ร่องปลายชะแลงถอนตะปูออกโดยไม่ยากลำบากอะไร

นิกรนึกอยากดูศพเจ้าสัวกิมไซผู้เป็นลุงของกิมหงวนขึ้นมาก็ยกมือจับแขน ร.อ.นพลูกชายของเขาพาเดินเข้าไปยืนข้างหลังท่านเจ้าคุณกับเสี่ยหงวนและสมนึก เจ้าแห้วค่อยๆ ย่องตามเข้าไป

และแล้วนายฮวดชาวจีนวัยกลางคนผู้แข็งแรงก็ยกฝาโลงจำปาออกวางพิงไว้ข้างเตียงนั้น กลิ่นเหม็นสางของซากศพกระจายคลุ้งไปทั่ว ร่างของเจ้าสัวกิมไซเหลือแต่โครงกระดูกนอนหงายอยู่ในโลงเสื้อผ้าผุเปื่อยขาดวิ่นตามกาลเวลาของมัน เนื้อหนังมังสาหายไปหมดแล้ว

นิกรยกมืออุดจมูกแล้วพูดขึ้นดังๆ

"กลิ่นตุๆ ยังไงชอบกลโว้ย"

ท่านเจ้าคุณหันมายกมือขวาเขกกบาลลูกเขยจอมทะเล้นของท่านเสียงดังโป๊ก

"นี่แนะ"

เสี่ยหงวนถอนหายใจหนักๆ เขาประนมมือไหว้ลุงของเขาแล้วกล่าวว่า

"คนเราเกิดมาแล้วก็ไม่มีใครหนีความตายไปพ้นได้ ทุกคนก็ต้องเป็นอย่างนี้ เมื่อมีชีวิตก็โลดแล่นไปมีแต่ความโลภโกรธหลง อ้า-เป็นอันว่าร่างของอาแป๊ะเน่าเปื่อยทรุดโทรมไปแล้ว ปิดฝาโลงและตอกตะปูตามเดิมเถอะฮวด เราจะไม่เปิดศพอาแป๊ะออกดูอีกแล้ว"

ใน ๕ นาทีนั้นเองฝาโลงจำปาก็ถูกปิดสนิทแน่นตามเดิม อาเสี่ยรู้สึกเศร้าสะเทือนใจไม่น้อยเมื่อได้เห็นร่างโครงกระดูกของเจ้าสัวกิมไซผู้เป็นลุงของเขา เขาบอกตัวเองว่าอาแป๊ะจะต้องนอนสงบอยู่ในหีบศพและในฮวงซุ้ยนี้อีกนับร้อยปีหรือพันปี บางทีอาจจะหลายพันปีก็ได้ ถ้าหากว่าไม่มีใครทำลายฮวงซุ้ยของเขา

แล้วเขาก็สั่งให้ผู้ดูแลสุสานเปิดหีบศพบิดาของเขา ตอนนี้ทุกคนรู้สึกตื่นเต้นไปตามกันเพราะอยากจะรู้ความจริงว่าร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊เน่าเปื่อยหรือเปล่า ถ้าหากว่ายังคงรูปอยู่ในสภาพเดิมก็นับว่าเป็นเรื่องที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง

การเปิดฝาโลงจำปาด้วยชะแลงเหล็กเป็นงานง่ายๆ สำหรับนายฮวด เพียงครู่เดียวเขาก็ยกฝาโลงเจ้าสัวกิมเบ๊ออกวางพิงไว้ข้างเตียง

แสงสว่างที่ส่องผ่านกระจกบนหลังคาฮวงซุ้ยเข้ามาทำให้ทุกคนยืนตะลึงไปตามกัน แม้กระทั่งนายฮวดก็แสดงท่าตื่นเต้นแปลกใจเหลือที่จะกล่าว เจ้าคุณปัจจนึกฯ กิมหงวน นิกร นพ สมนึกและเจ้าแห้วกับนายฮวดต่างจ้องตาเขม็งมองดูศพเจ้าสัวกิมเบ๊โดยไม่ยอมกระพริบตา

มันเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะเป็นไปได้แต่ก็เป็นไปแล้ว ร่างของชายชราคือเจ้าสัวกิมเบ๊ยังคงอยู่ในสภาพเดิม มีการเปลี่ยนแปลงก็แต่เพียงเนื้อหนังเหี่ยวแห้งไป ใบหน้าซีดเซียวไม่มีเลือด แต่ก็เหมือนกับคนแก่ที่กำลังนอนหลับสนิทในท่านอนหงาย กางเกงแพรดำปังลิ้นและเสื้อกุยเฮงสีขาวอันเป็นชุดที่กิมหงวนแต่งให้ก่อนที่จะนำลงหีบเปื่อยและขาดวิ่นเหลือเป็นชิ้นเล็กๆ บางชิ้นปกปิดอยู่ตามร่างกายของเจ้าสัวกิมเบ๊

ที่น่าประหลาดใจที่สุดก็คือเส้นผมอันขาวโพลนของเจ้าสัวยาวลงมาปรกบ่าทั้งสองข้าง ทั้งๆ ที่วันตายตัดผมสั้นเกรียน หนวดเคราก็ยาวออกมาอย่างผิดปรกติ ทั้งหนวดและเคราขาวเป็นสำลี เครายาวเลยหน้าอก เล็บนิ้วมือและเล็บเท้าก็ยาวออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ เล็บข้างหนึ่งยาวประมาณ ๒ นิ้ว

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดูเสี่ยหงวน พอสบตากับอาเสี่ย ท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เตี่ยของแกกลายเป็นเซียนไปแล้วอ้ายหงวนด้วยบุญฤทธิ์หรือกุศลผลบุญที่สร้างไว้ทำให้เจ้าสัวตายไปแล้วไม่เน่าไม่เปื่อย ผมเผ้าหนวดเคราและเล็บก็ยังงอกออกมาจนแทบจะจำหน้าไม่ได้"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ

"เตี่ยผมเป็นเซียนหรือครับ"

"ใช่ เป็นผู้มีบุญอย่างล้นเหลือ เราก็เห็นศพเจ้าสัวกิมไซแล้วมีแต่ร่างโครงกระดูก แต่เตี่ยของแกเหมือนกับคนนอนหลับ ที่ซูบซีดไปก็เพราะร่างกายไม่มีเลือดและตายไปแล้ว"

สมนึกกล่าวขึ้นด้วยเสียงสั่นเครือ

"ก๊งผมหน้าตาอย่างนี้เอง"

อาเสี่ยจุ๊ปาก

"ก๊งอีกแล้ว ก๋งโว้ยไม่ใช่ก๊ง"

เสี่ยตี๋หัวเราะ

"เผลอไปครับ ผมตื่นเต้นแปลกใจมากที่ผมได้เห็นก๋งของผมไม่เน่าไม่เปื่อยอันเนื่องจากบุญกุศลของท่าน"

อาเสี่ยพยักหน้าเห็นพ้องด้วย

"แกสังเกตดูให้ดีอ้ายตี๋ ก๋งแกไว้หนวดเคราแบบนี้หน้าตาบอกให้รู้ว่าเป็นเซียนหรือเป็นคนมีบุญ หรือยังไง"

"จริงครับ เหมือนตาแป๊ะแก่ขายธูปเทียนอยู่ในวัดเล่งเน่ยยี่ หน้าตาคล้ายๆ ก๋งนี่แหละครับ"

อาเสี่ยทำตาปริบๆ

"เป็นยังงั้นไป แกเอาเตี่ยฉันไปเปรียบเทียบกับตาแป๊ะขายธูป"

พูดจบเขาก็หันมาทางนิกร

"แกรู้สึกยังไงบ้างอ้ายกร"

"บอกไม่ถูกโว้ยคล้ายกับว่ากันฝันไป เตี่ยตายไปแล้วทำไมร่างกายไม่เน่าไม่เปื่อย ผมและเล็บตลอดจนหนวดเคราก็ยาวออกมาได้คล้ายกับว่าเตี่ยนอนหลับแบบมาราธอน ขอให้กันเผยอหนังตาเตี่ยดูหน่อยเถอะวะ"

"ลองดูซี"

นิกรก้มตัวลงไปและยื่นมือขวาใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้มือขวาจับนัยน์ตาซ้ายของศพค่อยๆ แหวกขึ้นทีละน้อย ทันใดนั้นเองศพเจ้าสัวก็ยกมือขวาปัดมือนิกรเต็มแรงแล้วตวาดแว็ด

"เล่งยังงี้ล่ายเรอะ"

เท่านี้ทุกคนก็โกยอ้าววิ่งออกไปจากฮวงซุ้ยด้วยความรักตัวกลัวผีเจ้าสัวกิมเบ๊ ซึ่งทุกคนก็ได้ยินเสียงเจ้าสัวพูดอย่างถนัดและพูดเสียงดังมาก แม้กระทั่งนายฮวดซึ่งเป็นคนไม่กลัวผีเพราะมีหน้าที่เฝ้าสุสานก็พลอยเสียขวัญเผ่นออกมา

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูหน้ากิมหงวนคล้ายกับจะค้นความจริงจากใบหน้าของอาเสี่ย แล้วท่านก็ถามว่า

"แกแกล้งทำเป็นเสียงผีเตี่ยแกหลอกพวกเราเล่นใช่ไหม"

เสี่ยหงวนขมวดคิ้วย่น

"โธ่-ให้ผมลากเลือดลงแดงตายซีครับ ผมไม่ได้พูดเลย"

ท่านเจ้าคุณหันมาทางเสี่ยตี๋

"หรือแกพูด ถ้าพูดก็รับเสียตามตรง"

ร.อ.สมนึกฝืนหัวเราะ

"คุณปู่เห็นหรือเปล่าตอนที่อากรก้มตัวลงไปแหกตาก๋งผม"

"หา ตอนนั้นไม่ทันสังเกตหรอก"

"แต่ผมเห็นครับ ผมเห็นอากรเอามือขวาค่อยๆ แหกตาข้างซ้ายของก๋งขึ้น ก๋งยกมือขวาขึ้นปัดมืออากรเต็มแรงแล้วดุอากรว่า... เล่งยังงี้ล่ายเรอะ ผมเห็นปากก๋งปะหงับๆ ตอนพูดผมก็เลยเผ่นออกมาจากฮวงซุ้ยเป็นคนแรก"

นิกรทำท่าขนพองสยองเกล้า เขากล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"เตี่ยเอามือปัดแขนกันจริงๆ ว่ะแล้วก็ดุกันซึ่งเตี่ยคงจะรำคาญที่กันไปแหกตาท่าน"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"ถ้ายังงั้นเตี่ยกันก็ดุน่ะซิ"

นิกรว่า

"ขึ้นชื่อว่าผีก็ดุทั้งนั้นแหละเพื่อนแต่ดุมากหรือดุน้อย เขาพูดกันว่าผีตายซากไม่ดุเลิกเชื่อกันที บรื๊อว์ "

ต่างวิพากษ์วิจารณ์กันสักครู่ กิมหงวนก็กล่าวกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เป็นเชิงปรึกษาหารือหรือขอความเห็นจากท่าน

"เราทุกคนได้เห็นแล้วว่าเตี่ยยังอยู่ในสภาพมนุษย์ธรรมดาคือไม่เน่าไม่เปื่อย ผมจะรับศพเตี่ยไปกรุงเทพฯ ในวันนี้ดีไหมครับคุณอา"

ท่านเจ้าคุณนิ่งคิดสักครู่

"ถ้าไม่มีอะไรขลุกขลักก็ควรจะเอาไปและไปไว้ที่กระท่อมท้ายสวนหลังบ้านก่อน จนกว่าแกจะเรียกช่างมาสร้างศาลแบบเก๋งจีนให้เรียบร้อย เจ้าสัวกิมเบ๊จะได้มีที่อยู่อาศัยอย่างสูขสบาย"

เสี่ยหงวนหันมาทางนายฮวดผู้ดูแลสุสาน

"ฮวดโว้ย แกใช้เวลาสักหนึ่งชั่วโมงเข้าไปในเมืองหาเช่ารถบรรทุกขนาดกลางสักคันหนึ่งมาที่นี่เพื่อรับศพเตี่ยกันเอาไปกรุงเทพฯ แกพอจะหาเช่าได้ไหม บอกกับเขาตามตรงว่าจ้างบรรทุกศพที่สุสานนี้"

"พอหาได้ครับเสี่ย แต่ราคาอาจจะแพงหน่อยเพราะการบรรทุกศพเขารังเกียจ เว้นแต่ได้ราคาตามที่เขาต้องการ"

อาเสี่ยพูดตัดบท

"เรื่องราคาไม่ต้องพูดถึงเท่าไหร่เท่ากัน รีบไปรีบมานะ พวกเรามีธุระทางกรุงเทพฯ ที่จะต้องทำในตอนบ่าย"

สมนึกเอื้อมมือเขี่ยแขนบิดาของเขาแล้วพูดเสริมขึ้น

"บอกนายฮวดให้จ้างแตรวงมาสักวงไม่ดีหรือครับเตี่ย สำหรับแห่ศพก๋ง"

เสี่ยหงวนตวาดแว็ด

"ไม่ต้องโว้ย"

นายฮวดส่งชะแลงเหล็กให้เจ้าแห้วแล้วพาตัวลงไปที่เชิงเขา เขาต้องเดินไปขึ้นรถประจำทางที่ทางหลวงแต่ระยะทางครึ่งกิโลเมตรสำหรับนายฮวดไม่ไกลอะไรเลย เขาเดินออกไปกินกาแฟหรือไปจ่ายของที่ตลาดเล็กๆ วันหนึ่งตั้งสามสี่เที่ยวจนเคยชิน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาทุกคนกลับเข้าไปในฮวงซุ้ย ต่างเข้ามายืนจับกลุ่มมองดูศพเจ้าสัวกิมเบ๊ด้วยความแปลกใจที่ร่างของเจ้าสัวไม่เน่าเปื่อย นอกจากนี้ผมกับเล็บและหนวดเครางอกออกมาได้ ร.อ.สมนึกแลเห็นสร้อยคอทองคำหนักประมาณ ๓ บาทอยู่ที่คอศพ เขาก็ถามเตี่ยของเขา

"สายสร้อยที่คอก๋งมีพระหรือเปล่าครับเตี่ย"

"มีอยู่สององค์ สมเด็จวัดระฆังองค์หนึ่ง ทุ่งเศรษฐีอีกองค์หนึ่ง เป็นพระชั้นเยี่ยมที่ก๋งของแกใช้ประจำตัวจนวันตาย"

เสี่ยตี๋ยิ้มแห้งๆ

"ผมแกะออกเอาไว้ใช้นะครับ อยู่ที่ก๋งก็ไม่มีประโยชน์อะไรเพราะท่านตายไปแล้ว ให้ผมไว้ใช้ดีกว่านะครับ"

อาเสี่ยพยักหน้า

"ก็เอาซี อยากได้ก็ไหว้ก๋งขอท่านเสียก่อน อยู่กับแกต้องรักษาไว้ให้ดีนะอ้ายนึก ก๋งของแกน่ะท่านรักษาข้าวของของท่านดีที่สุด แม้แต่ผ้าขาวม้านุ่งอาบน้ำท่านใช้ได้ตั้ง ๑๐ ปี ท่านร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีก็เพราะรู้จักประหยัดนั่นเอง"

ทุกคนยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไปตามกัน สมนึกประนมมือไหว้ระหว่างอกจ้องมองดูหน้าคุณปู่หรือก๋งของเขา ซึ่งนอนหลับตาพริ้มอยู่ในโลงจำปาแล้วเขาก็พูดพึมพัมเบาๆ

"ก๋งครับ ผมขอสายสร้อยกับพระของก๋งนะครับ"

ทุกคนสะดุ้งเฮือกและถอยหลังกรูดเมื่อแลเห็นผีตายซากลืมตาโพลง สมนึกคนเดียวยืนนิ่งเฉยแต่ใบหน้าซีดเผือกเส้นผมบนศีรษะตั้งชัน

"อ๋อย" เสี่ยตี๋คราง "ทำไมก๋งล้อผมอย่างนี้ละครับ"

ผีตายซากยิ้มเล็กน้อยและพูดพึมพัม

"ก๋งอยากเห็นหน้าเอ็ง"

นิกรกับนพโกยอ้าวออกไปนอกฮวงซุ้ยเจ้าแห้วติดตามไปด้วย เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยหงวนและสมนึกวิ่งแข่งกันออกไปด้วยความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว ทุกคนออกมายืนรวมกลุ่มข้างสิงโตหินห่างจากประตูฮวงซุ้ยราว ๒ เมตร ต่างมองดูหน้ากันด้วยความหวาดหวั่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"เตี่ยแกไม่ใช่ย่อยโว้ยอ้ายหงวน"

"นั่นนะซีครับ" อาเสี่ยพูดเสียงสั่นเครือ "ถ้าเชิญศพไปไว้ที่บ้านเราเตี่ยคงจะหลอกหลอนคนในบ้านแน่ๆ แบบนี้เป็นผีดิบไม่ใช่ผีตายซากนี่ครับ"

ท่านเจ้าคุณเห็นพ้องด้วย

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น เมื่อเราเชิญศพไปไว้ที่บ้านพรุ่งนี้แกก็ควรนิมนต์พระมาสวดมนตร์และถวายภัตตาหารเช้าทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าสัว เจ้าสัวก็คงไม่หลอกหลอนใครเพราะพวกเราก็ล้านแต่ญาติพี่น้องลูกหลานของท่าน ถ้าจะหลอกก็คงหลอกอ้ายแห้วคนเดียว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"รับประทานอย่าพูดอย่างงี้ซีครับผมยิ่งใจไม่ดีอยู่ เจ้าสัวท่านดุจริงๆ นะครับ ตอนที่ท่านลืมตาขึ้นมาเมื่อกี้นี้ผมตกใจแทบชัก"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ฉันก็เหมือนกันโว้ย"

เสี่ยหงวนพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งแล้วกล่าวกับทุกๆ คนว่า

"เข้าไปในฮวงซุ้ยเถอะ ช่วยกันปิดฝาโลงให้เรียบร้อยและช่วยกันยกหีบศพลงไปที่เชิงเขา เราหกคนพอจะยกไหวถึงแม้ว่าโลงจำปาจะหนักหน่อย นายฮวดไปตามรถมาจะได้นำศพเตี่ยขึ้นบรรทุกรถรีบกลับบ้านเรา อย่ากลัวเตี่ยเลยวะ แกคงล้อพวกเราเล่นสนุกๆ เท่านั้น"

ทุกคนพากันเดินรวมกลุ่มเข้าไปในฮวงซุ้ยอย่างหวาดๆ นิกรพยักหน้ากับเสี่ยตี๋แล้วถามว่า

"ไม่เอาหลวงพ่อกับสร้อยคอที่คอก๋งแกหรืออ้ายนึก"

สมนึกทำท่าขนพองสยองเกล้า

"ไม่ละครับ อากรอยากได้ก็แกะเอาซีครับ"

นิกรสะดุ้งโหยง

"โอ๊ย ขืนยืนมือลงไปก๋งแกก็คงตะครุบมือฉันไว้เท่านั้น"

เสี่ยหงวนยกฝาโลงขึ้นปิดหีบศพบิดาของเขาและสั่งให้เจ้าแห้วช่วยตอกตะปูให้ โดยใช้ชะแลงเหล็กตอกเบาๆ ตะปูก็ฝังลงไปในเนื้อไม้อย่างง่ายดาย อาเสี่ยรู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เตี่ยของเขามีฐานะเหมือนเซียนผู้วิเศษ ตายไปตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้ว ร่างกายยังคงอยู่ในสภาพเดิมไม่เน่าเปื่อยซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ มิหนำซ้ำหนวดเคราผมและเล็บยังงอกออกมาอีก

ศพเจ้าสัวกิมเบ๊อดีตมหาเศรษฐีคนสำคัญเดินทางมาถึงบ้านพัชราภรณ์โดยรถบรรทุกขนาดกลางคันหนึ่งในเวลา ๑๓.๓๐ น.

เสี่ยหงวนรีบขึ้นไปพบกับคุณหญิงวาดบนห้องโถงตึกใหญ่ ขณะที่ท่านนั่งพักผ่อนสนทนากับสี่นางอยู่ในห้องนั้น คุณหญิงวาดทราบจากอาเสี่ยว่า เจ้าสัวกิมเบ๊ไม่เน่าไม่เปื่อยเหมือนอย่างที่มาหาท่าน ท่านก็ตื่นเต้นแปลกใจไม่น้อย ซึ่งสี่นางก็เช่นเดียวกัน

"อาคิดว่าระหว่างที่เธอยังไม่ได้สร้างที่อยู่ให้เจ้าสัว เธอควรจะเชิญศพเจ้าสัวไปไว้ที่บังกาโลหลังเล็กทางหลังบ้านเราก่อนไม่ดีหรือ เอาไว้ที่กระท่อมท้ายสวนรู้สึกอย่างไรชอบกลไม่สมเกียรติเลย"

เสี่ยหงวนยิ้มให้คุณหญิงวาด

"ไม่เป็นไรหรอกครับคุณอา ให้เตี่ยอาศัยอยู่ที่กระท่อมท้ายสวนสัก ๑๐ วัน ช่างเขาคงสร้างที่อยู่แบบเก๋งจีนเสร็จเรียบร้อย แถวริมสระใหญ่นั่นแหละครับค่อยสงบเงียบหน่อย จะเอาไปไว้ที่บังกะโลก็ไม่เหมาะ คนไทยเขาถือเรื่องเอาผีเข้าบ้าน สำหรับกระท่อมท้ายสวนผมก็จะรื้อและสร้างให้ใหม่"

นวลลออว่า "นิมนต์พระมาสวดมนตร์และฉันเช้าพรุ่งนี้สัก ๙ องค์เถอะนะคะเฮีย"

"จ้ะ เฮียก็ตั้งใจไว้แล้ว ตอนเย็นจะให้อ้ายแห้วไปนิมนต์ท่านพระครูที่วัดธาตุทองให้ท่านนิมนต์พระไว้อีก ๘ องค์ ถ้ายังไงก็ถวายเงินมัดจำให้ท่านไว้เสียเลย"

นวลลออหัวเราะ

"บ้าแล้ว พระท่านไม่ใช่นักแสดงหรือมีอาชีพในทางหนึ่งทางใด ใครนิมนต์ท่านท่านก็ต้องรับนิมนต์ เรื่องปัจจัยใครจะถวายท่านมากน้อยเพียงใดก็สุดแล้วแต่จะศรัทธา"

คุณหญิงวาดหันไปทางสี่นาง

"ไปดูเจ้าสัวกันเถอะ ให้พ่อหงวนเปิดโลงให้เราดูคนที่มีบุญตายไปตั้งนานร่างกายไม่เน่าไม่เปื่อยหายากเต็มทน มีแต่พอสิ้นลมก็เหม็นแล้ว พระสวดคืนที่สามส่งกลิ่นออกมานอกโลงเหม็นอู้ไปทั้งวัด"

อาเสี่ยยิ้มให้คุณหญิงวาด

"เชิญซีครับ รถศพจอดอยู่ข้างตึกเล็ก ผมอยากจะให้นวลช่วยยกศพด้วย ในฐานะที่นวลเป็นลูกสะใภ้ของเตี่ย"

นันทาพูดเสริมขึ้น

"นันกับน้องไพและคุณภาช่วยยกหีบศพด้วยค่ะ พวกเราก็เหมือนกับลูกหลานของท่านเหมือนกัน เตี่ยมีชีวิตอยู่ก็เมตตารักใคร่เราทุกคน มาที่บ้านเก่าที่ถนนพญาไททีไรแจกเงินอย่างน้อยคนละสองพัน วันเกิดของใครท่านก็ให้ของขวัญแพงๆ "

ทุกคนต่างลุกขึ้นพากันเดินออกจากห้องโถงทางด้านหลังตึก ลงบันไดหลังตึกตรงไปที่ตึกใหม่หรือตึกเล็กอันเป็นที่อยู่ของลูกชายสี่สหาย คาดิลแล็คเก๋งและรถบรรทุกศพจอดอยู่บนถนนคอนกรีตข้างตึก นิกรกับนพ สมนึก เจ้าคุณปัจจนึกฯ และเจ้าแห้ว ยืนจับกลุ่มกันอยู่ริมถนนใต้ร่มเงาของต้นหางนกยูง คนขับรถซึ่งเป็นชายหนุ่มวัยเบญจเพศยืนอยู่ด้วย

กิมหงวนเข้ามาหาคนขับรถบรรทุกศพ และส่งธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาท ให้ปึกหนึ่ง

"เราตกลงกัน ๘๐๐ บาท อั๊วแถมให้ลื้อ ๒๐๐ บาท เป็น ๑,๐๐๐ บาท เสียเวลานิดหน่อยอย่าว่ายังโง้นยังงี้เลยนะ ศพไม่ใช่ผักปลาพอมาถึงที่จะได้เอาตีนเขี่ยลงจากรถ"

คนขับรถยกมือไหว้อย่างนอบน้อมแลรับเงินจากเสี่ยหงวนด้วยความดีใจ

"ขอบพระคุณครับ เชิญเจ้านายตามสบายเถอะครับ ลงแถมเงินให้ผมอย่างนี้อีกสามสี่ชั่วโมงเอาศพลงจากรถผมก็ได้ครับ รถคันนี้เป็นรถของผมเองไม่ได้เช่าใครมา วันนี้ผมหาเงินได้พันบาทผมก็สบายแล้ว"

สมนึกกล่าวถามบิดาของเขา

"ว่าไงครับเตี่ย จะเชิญศพก๋งไปไว้ไหน แต่ห้ามเอาขึ้นไปไว้บนตึกผมนะครับบอกเสียก่อน"

นวลลออมองดูลูกชายของหล่อนอย่างเคืองๆ

"พูดบ้าๆ อะไรก็ไม่รู้พ่อนึก ศพนี้น่ะไม่ใช่ศพปู่ของเจ้าหรอกหรือ ไม่น่าจะพูดแสดงความรังเกียจออกมาอย่างนี้เลย"

เสี่ยตี๋ยิ้มแห้งๆ

"ไม่ได้รังเกียจหรอกครับแม่ แต่ว่าพ่อไม่ได้เล่าให้แม่ฟังหรอกหรือครับว่าก๋งน่ะไม่ใช่ย่อย"

คุณหญิงวาดนัยน์ตาเหลือก

"เป็นยังไงพ่อนึก"

เสี่ยหงวนบุ้ยใบ้ไม่ให้ลูกชายพูด แต่สมนึกไม่ได้สนใจกับเตี่ยของเขา จึงเล่าให้คุณหญิงวาดกับสี่นางฟัง

"ที่ฮวงซุ้ยเมืองชล เตี่ยใช้ให้คนเฝ้าสุสานเปิดฝาโลงให้ดูศพก๋งครับ เพราะอยากจะรู้ว่าร่างกายของท่านเน่าเปื่อยหรือเปล่า เปิดออกมาเราต่างแลเห็นก๋งไม่ได้เน่าเปื่อยเลย แต่เสื้อผ้าขาดวิ่นผุยุ่ยไปตามกาลเวลา"

"แล้วยังไงอีกจ๊ะ" นันทาถามเสียงสั่น

"อากรยื่นมือลงไปแหกตาก๋งให้ลืมตาขึ้นน่ะซีครับ ก๋งแกปัดมืออากรแล้วดุเสียงลั่นได้ยินกันทุกคน เล่นยังงี้ล่ายเรอะ เท่านั้นแหละครับเราก็เผ่นออกมาจากฮวงซุ้ยอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน"

ประไพหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความรักตัวกลัวผี หล่อนถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ว่า

"จริงๆ หรือคะคุณพ่อ"

"เออ ผีตายซากเจ้าสัวกิมเบ๊ดุไม่ใช่เล่น อ้ายนึกอยากได้พระและสร้อยคอที่เจ้าสัวคล้องคออยู่ ก้มตัวลงไปจะแกะสายสร้อยออกเจ้าสัวลืมตาโพลง อ้ายนึกร้องลั่นพูดเสียงสั่นว่า อย่าล้อเล่น เจ้าสัวแกยิ้มให้แล้วบอกว่า อั๊วอยากเห็นหน้าลื้อ พวกเราก็เลยเผ่นออกมาจากฮวงซุ้ยอีกครั้งหนึ่ง"

คุณหญิงวาดยกมือขวาทาบอกใจเต้นระทึกผิดปรกติ ท่านกล่าวกับสี่นางเบาๆ

"ตายแล้ว เจ้าสัวไม่น่าจะดุอย่างนี้เลย เอาศพไว้ในบ้านเรา ตอนกลางคืนท่านหลอกหลอนพวกเราจะทำอย่างไร มิจับไข้หัวโกร๋นหรือหัวล้านเหมือนเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปตามกันหรือ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเล็กน้อย มองดูคุณหญิงวาดอย่างโมโห

"จะวิพากษ์วิจารณ์กัน ทำไมจะต้องเอาผมเข้าไปเกี่ยวด้วยนะคุณหญิง วันไหนถ้าคุณหญิงไม่ได้พูดพาดพิงถึงกบาลผม ผมคิดว่าคุณหญิงคงท้องขึ้นตายแน่"

"ค่ะ ดิฉันก็ว่าอย่างนั้น กระเซ้าใครก็ไม่มีรสชาติเหมือนล้อคนหัวล้าน เพราะคนหัวล้านมักจะใจน้อยขี้ยัวะ"

กิมหงวนกล่าวขึ้นดังๆ

"ช่วยกันหน่อยพวกเรา ยกศพเตี่ยลงจากรถเอาไปที่กระท่อมท้ายสวน จากนี่เพียง ๖๐ เมตร ช่วยกันยกหลายๆ คนคงไม่หนักหนาอะไรหรอก"

การนำศพลงจากรถบรรทุกคันนั้น ได้กระทำอย่างระมัดระวังที่สุด ทุกคนรวมทั้งคุณหญิงวาดต่างช่วยกันยกศพโลงจำปาพาเดินไปตามถนนคอนกรีต ซึ่งเป็นถนนกว้างหนึ่งเมตร ๒๕ เซนติเมตร ผ่านด้านข้างขวาของตึกใหม่ตรงไปทางท้ายสวนหลังเขตบ้าน "พัชราภรณ์"

แต่เมื่อศพเคลื่อนที่ไปได้ไม่ถึง ๑๐ เมตร คนยกศพรวม ๑๑ คน ซึ่งตอนแรกก็ไม่ได้ออกแรงเท่าใด ต่างก็รู้สึกว่าหีบศพหรือโลงจำปาใบนี้มีน้ำหนักมากมายผิดปรกติ ต่างรวบรวมกำลังช่วยกันยกจนหน้าแดงไปตามกัน ก็ไม่สามารถจะนำหีบศพเคลื่อนที่ต่อไปได้ จึงต้องวางลงบนถนนคอนกรีต

"เอ๊ะ ไม่น่าจะหนักอย่างนี้เลย" ท่านเจ้าคุณปรารภกับเสี่ยหงวน

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นน่ะซีครับ หรือเตี่ยเสียใจเข้าใจผิดคิดว่าเราจะเอาศพไปทิ้งไว้ในกระท่อมหลังนั้น"

คุณหญิงวาดขมวดคิ้วย่น แล้วท่านก็ทรุดตัวนั่งคุกเข่าประนมมือไหว้หีบศพพูดพึมพัมเบาๆ

"เจ้าสัวคะ พี่น้องและลูกหลานของเจ้าสัวไม่ใจร้ายถึงกับจะเอาศพไปทิ้งไว้ที่กระท่อมปลายสวนหรอกค่ะ เราจะให้เจ้าสัวไปอยู่ชั่วคราวเท่านั้น จนกว่าพ่อหงวนจะสร้างเก๋งจีนแบบศาลเจ้าให้เจ้าสัวอยู่อย่างสุขสบายและสมเกียรติซึ่งช่างเขาคงจะสร้างเสร็จในไม่ช้านี้ อยู่ที่กระท่อมไปก่อนนะคะ ดิฉันกับลูกหลานจะจัดเครื่องเซ่นมาให้ทุกมื้อ แต่สำหรับยาฝิ่นเห็นจะจนใจค่ะ" แล้วคุณหญิงวาดก็ลุกขึ้นยืน

มีเสียงห้าวๆ ดังขึ้นข้างคุณหญิงวาด

"ดีเลี้ยว ขอบจายอาคุงหญิง"

คุณหญิงวาดหันขวับมาทางนิกรแล้วท่านก็ยกฝ่ามือข้างขวาตบหน้าหลานชายจอมทะเล้นของท่านเสียงดังฉาด

"นี่แน่ะทะลึ่งนัก เสือกดัดทำเสียงเป็นเจ้าสัวทำให้ฉันใจหายหมด"

ทุกคนต่างเข้าห้อมล้อมโลงจำปาและช่วยกันยกขึ้น ครานี้หีบศพเกือบจะไม่มีน้ำหนัก เพราะใช้แรงคนถึง ๑๑ คน คือ นิกร กิมหงวน เจ้าคุณปัจจนึกฯ นพ สมนึก นันทา นวลลออ ประภา ประไพ คุณหญิงวาดและเจ้าแห้ว ศพเจ้าสัวกิมเบ๊ผ่านสวนดอกไม้อันสวยงามและบริเวณที่ว่างอันรื่นรมย์ร่มเย็นทางขวาของสระใหญ่ ตรงมาที่กระท่อมท้ายสวนหลังนั้น ซึ่งคนสวนได้ทำความสะอาดไว้เรียบร้อยแล้วตามคำสั่งของนันทาแม่บ้าน มีเตียงไม้มั่นคงแข็งแรงอยู่เตียงหนึ่งกว้าง ๔ ฟุต ยาว ๗ ฟุต ภายในกระท่อมเป็นห้องขนาด ๓ คูณ ๓ เมตร หน้ากระท่อมมีระเบียงสำหรับนั่งเล่นหรือพักผ่อน แต่เดิมเป็นที่พักของคนสวน ต่อมาปรากฎว่ามีการลักลอบเล่นการพนันกัน เพราะไกลหูไกลตาเจ้านาย คุณหญิงวาดจึงสั่งห้ามขาดไม่ให้ใครพักอาศัย ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน

ศพเจ้าสัวกิมเบ๊ถูกนำผ่านประตูกระท่อมเข้ามาด้วยความลำบากยากเย็น เพราะบานประตูกว้างกว่าความกว้างของหีบศพไม่มากนัก อย่างไรก็ตามศพของเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ถูกวางลงบนเตียงริมห้องอย่างเรียบร้อย

เสี่ยหงวนยกมือไหว้คุณหญิงวาด เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับประภา ประไพและนันทา

"ขอบคุณครับที่ช่วยยกหีบศพเตี่ยผม อ้า-ใครอยากจะดูศพเตี่ยผมบ้างล่ะครับ ผมจะเปิดให้ดู"

ประภากล่าวกับนวลลออเบาๆ

"ดิฉันอยากเห็นจังค่ะ เคยได้ยินเขาพูดกันว่าคนตายแล้วไม่เน่าไม่เปื่อย แต่ก็ไม่เคยเห็นสักที"

นวลลออยิ้มแห้งๆ

"ดิฉันก็อยากเห็นค่ะ"

ประไพพูดเสริมขึ้น

"ถ้าเตี่ยลุกพรวดพราดออกมาจากโลงล่ะค่ะ"

เสี่ยหงวนหัวเราะก๊าก

"เตี่ยผมคงไม่ดุขนาดลุกออกมาจากโลงไล่เตะอ้ายกรหรืออ้ายแห้วหรอกครับ แต่ถ้าผมตายไปละก็ว่าไม่ถูก" แล้วเขาก็ยิ้มให้คุณหญิงวาด "คุณอาจะดูไหมล่ะครับ"

คุณหญิงวาดทำหน้าครึ่งยิ้มครึ่งแหย

"อยากดูเหมือนกันแต่ก็อดกลัวไม่ได้"

นันทายกมือกอดคุณหญิงวาด

"ดูเถอะค่ะคุณอา เป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมหัศจรรย์มากที่เตี่ยตายไปนานแล้วแต่ไม่เน่าไม่เปื่อยยังคงรูปอยู่ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ นันยังจำหน้าตากิริยาท่าทางของเตี่ยได้ดีจำได้กระทั่งเสียงไอเสียงที่พูด เตี่ยชอบล้อนันเสมอ บอกว่าพลรูปหล่อให้ระวังให้ดี สร้อยข้อมือเพชรราคาห้าหมื่นที่เตี่ยให้นันเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายก่อนที่เตี่ยจะตายนันยังเก็บไว้จนทุกวันนี้ ถ้าขายเดี๋ยวนี้ก็คงไม่ต่ำกว่าสี่ห้าแสนเพราะเพชรลูกแต่ละเม็ดน้ำงามมาก"

คุณหญิงวาดมองดูโลงจำปาและเม้มปากแน่นสักครู่ท่านก็กล่าวขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"เอาดูก็ดู"

อาเสี่ยพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

"ไปหาชะแลงสั้นๆ มาอันหนึ่งเร็ว เอาค้อนตอกตะปูมาด้วย"

เจ้าแห้วรับคำสั่งแล้วเดินออกไปจากกระท่อมหลังนั้นสี่นางกับคุณหญิงวาดต่างซักถามรายละเอียดจากเสี่ยหงวนเกี่ยวกับศพของเจ้าสัวกิมไซและเจ้าสัวกิมเบ๊ อาเสี่ยเล่าให้ฟังตามตรงว่าลุงของเขาคือเจ้าสัวกิมไซนั้นเหลือแต่โครงกระดูกร่างกายเปื่อยเน่าโทรมไปหมดแล้ว ส่วนเจ้าสัวกิมเบ๊บิดาบังเกิดเกล้าของเขาเนื้อหนังยังอยู่ดีเหมือนวันตาย แต่ใบหน้าซูบซีดไปเป็นธรรมดาของคนที่ตายแล้ว อย่างไรก็ตามเจ้าสัวกิมเบ๊มีผมและหนวดเครายาวรุงรัง เล็บมือเล็บเท้าทุกนิ้วก็ยาวออกมาผิดปรกติซึ่งทำให้เขาประหลาดใจมาก

ในที่สุดกิมหงวนก็กล่าวกับคุณหญิงวาดว่า

"ถ้าเตี่ยไม่มาหาคุณอาผมก็คงไม่สนใจกับศพเตี่ยหรอกครับ นี่เพราะเตี่ยมาบอกคุณอาว่าร่างกายของเตี่ยไม่เน่าไม่เปื่อยเตี่ยอยากมาอยู่ที่นี่ อยู่ที่ฮวงซุ้ยเมืองชลมีแต่ความมืดอึดอัดไม่สบายผมก็ไปดูให้เห็นเท็จจริงและรับศพมา"

"ดีแล้วพ่อหงวน การแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อพ่อแม่ของเรานั้นเป็นการกระทำที่น่าสรรเสริญยิ่ง สำหรับอาไม่ขัดข้อง เธอจะสร้างที่อยู่ให้เจ้าสัวที่ไหนก็เลือกเอาเถอะ แต่ทางหลังบ้านนี่แหละดีเพราะมันสงบเงียบ"

เสี่ยหงวนยิ้มเล็กน้อย

"ผมตั้งใจว่าผมจะเอาเตี่ยใส่กระจกสี่เหลี่ยมไว้ครับ ให้เตี่ยนั่งขัดสมาธิบนแท่นจัดท่าให้เหมาะสมแล้วผมจะปิดทองให้ทั่วตัว"

นวลลออกล่าวขึ้นทันที

"เตี่ยนอนอยู่ในโลงตัวแข็งแบบคนตายเฮียจะทำอย่างไรถึงจะให้เตี่ยนั่งขัดสมาธิได้"

"พอจะทำได้ มีพระธิเบตลี้ภัยการเมืองเข้าไปทางประเทศอินเดียและเดินทางมาเมืองไทย จำพรรษาอยู่ที่วัดเล่งเน่ยยี่หลายองค์ มีการรักษาศีลและขนบธรรมเนียมคล้ายๆ กับพระจีนฝ่ายมหายานของพระพุทธศาสนา"

"แล้วยังไง" คุณหญิงวาดถาม "พระธิเบตเกี่ยวอะไรด้วย"

"ท่านเชี่ยวชาญในเรื่องผีและวิญญาณครับคุณอา ผมจะเชิญท่านมาทำพิธีใช้เวทมนตร์บังคับให้เตี่ยลุกออกมาจากโลงและนั่งขัดสมาธิบนแท่นที่เราเตรียมไว้"

"อุ๊ยตาย ท่านทำได้อย่างงี้เชียวหรือ"

"ครับ คุณอาเคยเห็นพวกสัปเหร่อชาวจีนที่ทำหน้าที่เก็บศพผีไม่มีญาติขององค์การสาธารณกุศลบ้างไหมครับ"

คุณหญิงวาดส่ายหน้า

"ไม่เคยเห็นหรอกพ่อหงวน"

"นั่นแหละครับ สัปเหร่อพวกนั้นเขาก็เก่งเหมือนกัน ศพนอนตายตัวแข็งแล้ว เขาตีล่อโก๊สวดมนตร์แบบร้องเพลงและตีกลองสักสองสามนาทีศพก็อ่อนเปียก สวมเสื้อกางเกงให้ได้และยกใส่โลงอย่างสบาย ส่วนพระธิเบตท่านแน่กว่านี้ครับ ท่านมียาฉีดรักษาศพไม่ให้เน่าเปื่อย ศพจะอยู่ได้ร่วมร้อยปีแต่ไม่นานเหมือนมัมมี่ของไอยคุปต์ ศพคนสำคัญของชาวธิเบตครบรอบปี พระท่านจะสวดมนตร์เรียกให้ลุกออกมาจากโลงแล้วกลับลงไปนอนในโลงด้วยอิทธิฤทธิ์จากเวทมนตร์ของท่าน"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"นอนอยู่ในโลงเรียกให้ลุกออกมาจากโลงกันก็ทำได้โว้ยอ้ายหงวน"

อาเสี่ยหันมองดูนิกรอย่างขบขัน

"ใช้คาถาหรืออย่างไร"

"ไม่ต้องคาถาหรอก เพียงแต่ขู่มันว่าถ้ามันไม่ลุกออกมาจากโลงกันจะปิดฝาโลงตอกตะปูเท่านี้มันก็ตาลีตาเหลือกออกมาเอง"

อาเสี่ยทำหน้าฉงน

"ที่ลงไปนอนในโลงน่ะคนหรือผี"

"คนโว้ย" นิกรพูดยิ้มๆ

ทันใดนั้นเองเจ้าแห้วได้พาตัวเดินเข้ามาในกระท่อมอย่างร้อนรนพร้อมด้วยชะแลงเหล็กขนาดสั้นอันหนึ่งและค้อนตอกตะปูอันหนึ่งมีที่งัดแงะตะปูพร้อม เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"จัดการเปิดฝาโลงหน่อยอ้ายแห้ว รางวัลเงินสด ๓๐๐ บาท จะเป็นของแก โดยไม่ต้องส่งฝาจุกขวดน้ำอัดลมหรือฝากล่องผงซักฟอก เพียงแต่แกเปิดออกและปิดให้เรียบร้อยตามเดิมเท่านั้น"

เมื่อมีหวังจะได้เงินใช้เจ้าแห้วก็คึกคักเข้มแข็งผิดปรกติ เขาเดินไปหยุดข้างหีบศพซึ่งตั้งอยู่บนเตียง ขาเตียงสูงเพียงฟุตเดียวเท่านั้นแต่มั่นคงแข็งแรงมาก เจ้าแห้วเริ่มต้นงัดแงะฝาโลงออก โดยอาศัยวิชาความรู้ช่างไม้เท่าที่มีอยู่บ้าง เพียงครู่เดียวเจ้าแห้วก็เริ่มเปิดฝาโลงออกได้ เขายกฝาโลงออกวางพิงไว้กับฝากระท่อม ทุกคนต่างพากันเข้าไปห้อมล้อมมองดูศพของเจ้าสัวกิมเบ๊อดีตมหาเศรษฐี

คุณหญิงวาดกับสี่นางตื้นเต้นประหลาดใจเหลือที่จะกล่าวเมื่อได้เห็นด้วยตาตนเอง ร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊ไม่เน่าไม่เปื่อยคงอยู่ในสภาพเดิม แต่ผมและหนวดเครากับเล็บมือเล็บเท้างอกออกมาอย่างไม่น่าเชื่อ

เพราะคุณหญิงมีความเคารพรักเจ้าสัวกิมเบ๊เหมือนกับญาติมาแต่ก่อน เมื่อได้เห็นศพเจ้าสัว คุณหญิงก็อดที่จะร้องไห้ไม่ได้ ท่านจ้องมองดูหน้าเจ้าสัวกิมเบ๊ด้วยความสังเวชใจ น้ำตาของท่านไหลเอ่อล้นออกมานอกเบ้า และแล้วท่านก็เผลอตัวอุทานออกมา

"โถ "

ผีตายซากลืมตาโพลงแล้วยิ้มให้

"โถทำไลคุงหญิง"

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างหวีดว้ายขึ้นด้วยความตกใจและพากันวิ่งหนีออกไปจากกระท่อมหลังนั้น ทำให้นิกรกับลูกชายพลอยเสียขวัญวิ่งตามไปด้วย เจ้าแห้วยืนคิดอยู่สักครู่แล้วก็วิ่งตามสองพ่อลูกออกไปบ้าง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก้มลงมองดูศพผีตายซาก เจ้าสัวกิมเบ๊หลับตาสนิทนอนสงบเงียบตามเดิม ท่านเจ้าคุณกล่าวกับเสี่ยหงวนว่า

"เตี่ยแกดุไม่ใช่เล่นนะโว้ยอ้ายหงวน พรุ่งนี้เช้าอย่าลืมนิมนตร์พระมาสวดมนตร์และฉันเช้า แกกับยายนวลจะได้อุทิศส่วนกุศลไปให้เจ้าสัว"

"ครับ ไม่ลืมหรอกครับ" แล้วเขาก็หันมาทางลูกชายของเขา "เมื่อกี้แกได้ยินเสียงก๋งแกพูดกับคุณย่าอย่างถนัดไม่ใช่หรือ"

สมนึกฝืนยิ้ม

"ทำไมไม่ได้ยินล่ะครับ ยืนอยู่แค่นี้และห้องก็เล็กนิดเดียว ผมเห็นก๋งลืมตาด้วยซี ยังงี้ถ้าผมอยู่คนเดียวหรือถ้าเป็นเวลากลางคืนผมวิ่งอกแตกแน่ เรื่องผีผมว่าผมไม่กลัวแต่แล้วผมก็อดกลัวไม่ได้"

กิมหงวนก้มลงมองดูศพผีตายซากซึ่งเป็นบิดาของเขา แล้วอาเสี่ยก็ดุเตี่ยของเขาเหมือนเมื่อครั้งที่เจ้าสัวกิมเบ๊ยังมีชีวิตอยู่

"อย่าดุนักเลยน่าเตี่ย"

ผีตายซากลืมตาข้างซ้ายขึ้นมองดูหน้าลูกชายของเขา

"หลุซีวะ เป็งผีเลี้ยวไม่หลุเป็งทำลาย เก๋าเจ๊ง"

อาเสี่ยทำคอย่นแล้วหัวเราะก้าก เพราะเป็นเวลากลางวันและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสี่ยตี๋อยู่ด้วยเขาจึงไม่กลัวผีเตี่ยของเขา เสี่ยหงวนยิ้มให้สมนึกและกล่าวว่า

"หอบฝาโลงมาปิดหีบทีเถอะวะอ้ายตี๋ ให้ก๋งแกนอนอยู่ในกระท่อมไปก่อน พรุ่งนี้เตี่ยจะวานให้อ้ายนพเขียนแปลนเก๋งจีนหลังเล็กๆ สักหลังหนึ่งแล้วจ้างช่างเขามาสร้างให้ก๋งแกอยู่แถวริมสระน้ำ ต่อไปก๋งแกจะได้เป็นผีสางคุ้มรักษาบ้านเราและคุ้มครองพวกเราให้อยู่เย็นเป็นสุข"

สมนึกเดินไปยกฝาโลงจำปามาปิดหีบศพ นิกรเดินนำหน้าพา ร.อ.นพกับเจ้าแห้วเข้ามาในกระท่อมอย่างหวาดๆ เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"ทำไมแกขี้ขลาดยังงี้วะอ้ายกร แกทำให้อ้ายนพพลอยขี้ขลาดตาขาวไปด้วย"

นิกรฝืนหัวเราะอย่างยากเย็น

"ผมบอกคุณพ่อตั้งโกฏิหนแล้ว เรื่องอื่นผมกล้าแต่เรื่องผีผมไม่สู้ครับ เพราะไม่มีทางจะสู้"

ร.อ.นพพูดเสริมขึ้น

"ผมก็เหมือนกันครับคุณตา สำหรับผีผมยอมแพ้ครับ"

เสี่ยหงวนพยักพเยิดกับเจ้าแห้ว

"ตอกตะปูปิดฝาโลงให้สนิททีซีโว้ย แกก็เผ่นไม่รู้ทางไปเหมือนกัน คืนนี้ฉันจะให้แกมานอนเฝ้าศพเตี่ยฉันที่กระท่อมนี่แกจะว่ายังไง"

เจ้าแห้วทำหน้าเบ้

"รับประทานผมยอมฆ่าตัวตายครับ"

ในที่สุดศพของเจ้าสัวกิมเบ๊ซึ่งไม่เน่าเปื่อยก็นอนสงบเงียบอยู่ในโลงจำปาภายในกระท่อมท้ายสวนหลังนั้น พวกคนใช้ชายหญิงต่างโจษจันกันว่าเจ้าสัวกิมเบ๊เป็นเซียนผู้วิเศษหรือเป็นผู้มีบุญ หลายคนแอบมาจุดธูปเทียนสักการะดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊

ตลอดเวลา ๑๐ วันที่ผ่านมานี้ไม่ปรากฏว่าปีศาจของเจ้าสัวกิมเบ๊ได้หลอกหลอนใครหรือสำแดงร่างให้ใครเห็น

เก๋งจีนรูปลักษณะคล้ายศาลเจ้าออกแบบโดย ร.อ.นพสถาปนิกหนุ่มเร่งมือสร้างทั้งกลางวันกลางคืนในราคาก่อสร้าง ๙๐,๐๐๐ บาท ทาสีเสร็จเรียบร้อยด้วยสีพ่นพิเศษชนิดที่พ่นแล้วแห้งภายในสองสามนาที ที่สถิตของดวงวิญญาณเจ้าสัวกิมเบ๊ขนาด ๓ คูณ ๕ เมตร พื้นไม้สักลงแล็คเกอร์เป็นมัน สร้างแบบเก๋งจีนสวยงามมาก หลังคามีมังกรตัวหนึ่ง เสาหน้าเก๋งก็สลักเป็นรูปมังกรพันเสา เรือนชั้นเดียวหรือเก๋งจีนริมสระน้ำนี้สำเร็จได้ด้วยเงินของอาเสี่ยกิมหงวนมหาเศรษฐีนั่นเอง ผู้รับเหมามีกำไรเกือบ ๓๐,๐๐๐ บาท ในการสร้างเก๋งจีนหลังนี้ ผนังห้องก่ออิฐโบกปูน ด้านหน้าเป็นระเบียงหินขัด มีสิงโตจีน ๒ ตัว ตามแบบฉบับของชาวจีน ภายในเก๋งสะอาดเรียบร้อย หน้าต่างทุกบานติดเหล็กดัดเป็นลวดลายมีแท่นไม้ ๒ ชั้นตั้งอยู่ส่วนลึกของห้อง แท่นตอนบนมีพรมสี่เหลี่ยมปูเตรียมไว้สำหรับให้เจ้าสัวกิมเบ๊นั่งขัดสมาธิและมีแผ่นกระจกสี่เหลี่ยมครอบร่างเจ้าสัว แท่นล่างตั้งกระถางธูปเชิงเทียนแจกันประดับดอกไม้ ห่างจากแท่นล่างมีโต๊ะสี่เหลี่ยมเตี้ยๆ สองโต๊ะสำหรับตั้งเครื่องเซ่นคืออาหารคาวหวาน ด้านหลังห้องมีม่านกำมะหยี่สีแดงขึงขวางตลอดห้อง ด้านขวาของห้องมีพระพุทธรูปแบบมหายานคือหลวงพ่อสังข์กระจายท้องพลุ้ย พระพักตร์ยิ้มละไมองค์หนึ่งประดิษฐานอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมบรรยากาศในเก๋งจีนคล้ายๆ กับศาลเจ้าของพวกชาวจีน

ตอนหัวค่ำคืนวันนั้นซึ่งตรงกับวันพฤหัสบดี

พิธีที่น่าตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจของพระภิกษุชาวธิเบตรวม ๓ รูป ก็จะได้เริ่มขึ้นที่เก๋งจีนในเวลา ๒๐.๐๐ น. ตามที่ได้กำหนดไว้ คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คน เจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดและเจ้าแห้วได้มาชุมนุมกันอย่างคับคั่งในเก๋งจีนและนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพรมปูพื้นทำให้เก๋งจีนคับแคบไป ขณะนี้ศพของเจ้าสัวกิมเบ๊ถูกเชิญมาจากกระท่อมท้ายสวนแล้วตั้งอยู่บนเตียงไม้ในเก๋งจีนนี้ พระภิกษุธิเบต ๓ รูป นั่งเรียงกันบนเก้าอี้โครงเหล็กชุบโครเมี่ยมที่นั่งบุนวมทันสมัยเรียงรายกันไปและกำลังดื่มน้ำชาจีนที่นวลลออจัดมาถวาย มีเครื่องดนตรีกองอยู่แทบเท้าของท่านคือปี่แบบปี่ชวาหรือปี่ขายลูกสมอหนึ่งอัน ม้าล่อหนึ่งอัน และกลองขนาดกลางวัดเส้นผ่าศูณย์กลางประมาณหนึ่งฟุตอีกหนึ่งใบ

พระคุณเจ้าทั้งสามองค์นี้พูดภาษาจีนกลางได้บ้างไม่มากนัก แต่ละองค์มีอายุมากแล้ว องค์ที่แก่ที่สุดมีอายุประมาณ ๖๕ ปี รูปร่างผอมสูงและเงียบขรึมผิดปรกติ ภายในเก๋งจีนสว่างจ้าด้วยแสงไฟฟ้าและหลอดฟลูเรสเสน อากาศในฤดูหนาวค่อนข้างหนาวเย็น สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน เพราะต่างก็จะได้พบเห็นสิ่งที่น่าตื่นเต้นหวาดเสียวอันเกิดจากเวทมนตร์ของพระธิเบตทั้งสามองค์ สิ่งนั้นก็คือเจ้าสัวกิมเบ๊ซึ่งตายไปนานแล้วจะลุกออกมาจากโลงผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ที่เสี่ยหงวนเตรียมมาให้ เสร็จแล้วก็จะขึ้นไปนั่งขัดสมาธิบนแท่นสูงและจะนั่งอยู่ในท่านั้นชั่วนิรันดร

หลวงพ่อผู้สูงอายุยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบอีกครั้งหนึ่ง แล้วท่านก็กล่าวถามกิมหงวนเป็นภาษาจีนกลางว่า

"สองทุ่มแล้วหรือยัง"

อาเสี่ยรีบยกนาฬิกาขึ้นมองดูเวลา

"อีก ๕ นาที ครับหลวงพ่อ"

"เริ่มพิธีได้แล้ว คุณจุดธูปเทียนบูชาวิญญาณเตี่ยคุณได้ ให้ภรรยาของคุณจุดธูปเทียนบอกกล่าวด้วย เสร็จแล้วก็สั่งให้คนใช้ของคุณงัดตะปูฝาโลงและถอนตะปูฝาโลงออกให้หมดแต่ไม่ต้องยกฝาโลงออกมา ผีสางของเตี่ยคุณเขาจะดันฝาโลงออกเอง เมื่อพวกเราสวดมนตร์เรียกเขา"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล แปลเป็นภาษาไทยให้ทุกคนฟัง นิกรกับลูกชายของเขารีบคลานไปอยู่ข้างประตูเตรียมพร้อมที่จะเผ่นหนีเอาตัวรอด ถ้ามีเหตุการณ์ที่ไม่น่าดูเกิดขึ้นเป็นต้นว่าเจ้าสัวกิมเบ๊ลุกขึ้นเดินออกจากโลงจริงๆ สี่นางกับคุณหญิงวาดเริ่มมีท่าทางหวาดๆ อย่างไรก็ตามนายพลดิเรกได้เตรียมกล้องถ่ายรูปและหลอดไฟไว้เรียบร้อยเพื่อจะถ่ายภาพผีตายซากลุกออกมาจากโลงอันเกิดจากอภินิหารหรือเวทมนตร์ของพระภิกษุชาวธิเบตทั้งสามองค์นี้ เขาตั้งระยะและหน้ากล้องไว้แล้วเพียงแต่กดชัตเต้อรเขาก็จะได้ภาพที่มีค่ายิ่งแก่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย อันเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่าเวทมนตร์หรือไสยศาสตร์นั้นไม่ใช่เรื่องเหลวไหลไร้สาระ แม้กระทั่งผีตายซากที่นอนอยู่ในโลงยังลุกออกมาจากโลงได้เพราะอำนาจเวทมนตร์ พฤติการณ์ของพระธิเบตนี้ เขาเคยอ่านพบในหนังสือสารคดีต่างประเทศหลายเรื่องแล้ว แต่เขาเข้าใจว่าผู้เขียนปั้นน้ำเป็นตัวเขียนขึ้นเอง เพราะธิเบตเป็นประเทศที่อยู่บนเขาสูงห่างไกลจากการคมนาคมไม่ใคร่จะมีโอกาสได้ติดต่อกับโลกภายนอก ไม่มีใครได้ท่องเที่ยวไปถึงจะโกหกอย่างไรก็ได้และพวกฝรั่งนั้นถ้าลงโกหกแล้วมักจะโกหกได้แนบเนียน

อาเสี่ยกับนวลลออต่างลุกขึ้นเดินไปนั่งหน้าหีบศพ จุดธูปเทียนสักการะดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊ ทุกคนที่อยู่ในเก๋งจีนเงียบกริบ ต่อจากนั้นกิมหงวนก็เรียกเจ้าแห้วมาพบกับเขา

"งัดฝาโลงขึ้นและถอนตะปูให้หมด"

เจ้าแห้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"รับประทานเสร็จแล้วผมออกไปดูนอกหน้าต่างนะครับ ถ้าอย่างไรจะได้เอาตัวรอดไว้ก่อน"

กิมหงวนกับนวลลออคลานเข้าไปนั่งรวมกลุ่มกับคณะพรรคของเขา ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็หยิบชะแลงเหล็กขนาดสั้นที่วางซ่อนไว้ใต้เตียงตั้งศพขึ้นมาและเริ่มงัดแงะฝาโลงจำปาออกตามคำสั่งของเสี่ยหงวน ใช้ปลายชะแลงถอนตะปูออกทีละตัว เพียงครู่เดียวตะปูที่ติดตรึงฝาโลงรอบๆ ก็ถูกเจ้าแห้วถอนออกหมด เจ้าแห้วลองยกฝาโลงขึ้นและรีบปิดไว้ตามเดิม ถือชะแลงเหล็กเดินก้มตัวออกไปจากเก๋งจีนเพื่อออกไปดูนอกหน้าต่างในฐานะนักสังเกตการณ์ที่กลัวผี

พระภิกษุทั้งสามองค์ต่างก้มลงหยิบเครื่องบรรเลงขึ้นมา หลวงพ่อผู้สูงอายุวางกลองลงบนเก้าอี้หรือม้าสี่เหลี่ยมตัวหนึ่ง องค์ที่สองทำหน้าที่ตีล่อโก๊ องค์ที่สามเป่าปี่ ซึ่งมีรูปลักษณะคล้ายกับปี่ชวาหรือปี่ที่ชาวจีนเป่าขายลูกสมอ

พระภิกษุชราชาวธิเบตแห่งนิกายมหายานเริ่มต้นตีกลองก่อน อีกสององค์สวดมนตร์เบาๆ ยังไม่ได้เป่าปี่หรือตีล่อโก๊ เสียงกลองดังกังวานไปทั่วเก๋งจีน นิกรกระซิบถามลูกชายของเขาเบาๆ

"จังหวะอะไรวะอ้ายนพ"

ร.อ.นพส่ายหน้า

"ฟังไม่ออกครับ รัมบ้าก็ไม่ใช่ แต่เป็นจังหวะเก่าๆ คล้ายจังหวะปาหี่ ผมชักเสียวแล้วซีพ่อ เสียงพระสององค์ท่านสวดเยือกเย็นยังไงชอบกล ฟังดูเยือกเย็นกว่าพระของเราสวดพระอภิธรรมเสียอีก"

ร.อ.สมนึกคลานเข้ามานั่งข้าง ร.อ.นพ และแล้ว ร.อ.พนัสกับศาสตราจารย์ดำรงก็คลานเข้ามารวมกลุ่มด้วย ลูกชายของพลกล่าวถามเสี่ยตี๋เบาๆ

"พระท่านสวดภาษาจีนใช่ไหม"

สมนึกยิ้มให้ลูกชายของพล

"ภาษาธิเบตโว้ยไม่ใช่ภาษาจีน นี่แหละภาษาธิเบตฟังดูก็มีส่วนคล้ายกับภาษาจีนเหมือนกัน"

การบรรเลงดนตรีประกอบการสวดมนตร์เริ่มต้นแล้ว เสียงปี่และเสียงล่อโก๊ดังขึ้น เสียงกลองเงียบไป พระภิกษุชราหยุดตีกลอง หยิบเครื่องบรรเลงชนิดหนึ่งทำด้วยไม้รูปลักษณะคล้ายกับผลชมพู่แต่ใหญ่กว่าขึ้นมาถือไว้ในมือซ้ายของท่าน มือขวามีไม้ตีเสียงดังต๊อกๆ ได้ยินถนัดขัดจังหวะกับเสียงปี่และเสียงล่อโก๊ แล้วท่านก็สวดมนตร์ไปด้วย

สี่นางหวีดร้องขึ้นพร้อมๆ กัน เมื่อแลเห็นฝาโลงจำปาเคลื่อนที่ได้ นิกรทำท่าจะลุกขึ้นวิ่งหนีแต่พนัสจับแขนไว้

"อย่าเพิ่งเผ่นซีครับอา ปู้โธ่ ของประหลาดมหัศจรรย์อย่างนี้ เราจะไปหาดูได้ที่ไหนอีก"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก ใบหน้าของเขาซีดเผือดเหมือนแผ่นกระดาษ นัยน์ตาจ้องมองดูหีบศพเจ้าสัวกิมเบ๊ด้วยความหวาดกลัว แล้วเขาก็หันมาพูดกับลูกชายของพล

"แกคิดว่าหลวงพ่อทั้งสามองค์นี้ท่านจะให้ความคุ้มครองพวกเราได้แน่หรือ"

พนัสยิ้มเล็กน้อย

"ทำใจให้เข้มแข็งเถอะครับอากร ผมเป็นเด็กกว่าอา ผมยังกล้าพอที่จะดูพิธีที่น่ากลัวนี้ได้ แม่กับพวกคุณน้าและคุณย่าก็ไม่ได้แสดงท่าทีหวาดหวั่นจนเกินไป นั่น ก๋งเปิดฝาโลงออกไปอีกแล้ว ตื่นเต้นน่าดูจริงๆ ครับ"

อำนาจเวทมนตร์ของพระภิกษุธิเบตนิกายมหายานหรือไสยศาสตร์อันเร้นลับที่ไม่มีใครอธิบายได้ทำให้ผีตายซากคือเจ้าสัวกิมเบ๊เคลื่อนไหวได้ในระหว่างที่มีการบรรเลงด้วยเครื่องดนตรี ๓ ชิ้น คือปี่ ล่อโก๊และต๊อก ระคนกับเสียงสวดมนตร์ของพระภิกษุชรา

ฝาโลงค่อยๆ เลื่อนไปทางปลายเท้า โลงจำปานั้นตอนหัวใหญ่และสูงกว่าตอนเท้า ทุกคนใจระทึกเมื่อแลเห็นมือทั้งสองข้างของผีตายซากเกาะอยู่กับมุมฝาโลงและค่อยๆ ผลักไปทางปลายเท้า

และแล้วทุกคนก็สะดุ้งเฮือกสุดตัวเมื่อเจ้าสัวกิมเบ๊ลุกขึ้นนั่งอยู่ในโลงจำปาและลืมตาโพลง นายพลดิเรกนัยน์ตาเหลือก ประสพการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเรื่องที่นักวิทยาศาสตร์ไม่ยอมเชื่อถืออย่างเด็ดขาด แต่เขาก็ได้เห็นกับตาของเขาเอง ร.อ.ดำรงรีบคลานเข้ามาหาบิดาของเขาและร้องบอก

"ถ่ายรูปไว้ซีครับพ่อ"

ศาสตราจารย์ดิเรกหน้าซีดเผือดค่อยๆ หันหน้ามาทางลูกชายของเขา

"พ่อชักปอดเสียแล้วซีโว้ยดำรง แกถ่ายทีซิ พ่อตั้งระยะใส่แฟล็ชและเปิดชัตเต้อรไว้เรียบร้อยแล้ว"

ดำรงยิ้มแห้งๆ

"ผมก็ไม่กล้าถ่ายเหมือนกัน ประเดี๋ยวก๋งตกใจแฟล็ชไล้ท์ วิ่งมาบีบคอผม ผมก็เท่งทึงเท่านั้น"

เสียงดนตรียุติลงแล้ว พระภิกษุธิเบตทั้งสามองค์คงสวดมนตร์ต่อไป ทำนองที่สวดเยือกเย็นโหยหวนซึ่งไม่มีใครได้ยินมาก่อน ไม่เหมือนกับการสวดกงเต็กของพระจีนที่เพราะและน่าฟังกว่า แต่พระจีนไม่สามารถที่จะให้ผีลุกออกมาจากโลงได้

เจ้าสัวกิมเบ๊ลุกขึ้นยืนแล้ว ค่อยๆ ลุกขึ้นอย่างแช่มช้าน่ากลัว มือทั้งสองข้างเกาะขอบโลงพยุงตัวลุกขึ้นยืนตระหง่านอยู่ในโลงจำปาซึ่งตั้งอยู่บนเตียงเตี้ยๆ เสื้อกางเกงของเจ้าสัวขาดวิ่นเหลือติดตัวอยู่เพียงบางชิ้นแต่ก็เปื่อยยุ่ยไปหมดแล้ว รูปร่างหน้าตาของเจ้าสัวกิมเบ๊ยังอยู่ในสภาพเดิมแต่ผมขาวโพลนยาวประบ่า เครายาวถึงหน้าอก หนวดยาวปรกลงมาถึงเคราอันเป็นลักษณะของเซียนหรือผู้มีบุญ เล็บมือแต่ละนิ้วยาวออกมาจนสังเกตเห็น

สี่นางกับคุณหญิงวาดต่างประนมมือไหว้เจ้าสัวกิมเบ๊ด้วยความหวาดกลัว แต่แล้วกิมหงวนก็บอกกับคุณหญิงวาดว่า

"ไม่ต้องตกใจครับ หลวงพ่อท่านรับรองกับผมว่าจะไม่หลอกหลอนหรือทำร้ายใครเป็นอันขาด เตี่ยออกมาจากโลงก็เพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่และเตี่ยจะขึ้นไปนั่งบนแท่นที่ผมเตรียมไว้ให้ หลังจากนั้นเตี่ยก็จะมีสภาพเหมือนกับรูปปั้นสิ้นสุดการเคลื่อนไหว และวิญญาณของเตี่ยก็จะสิงอยู่ในเก๋งนี้"

ผีตายซากค่อยๆ ก้าวออกมาจากโลงจำปาและก้าวลงมาที่เตียง นัยน์ตาลืมโพลงไม่กระพริบ เจ้าสัวกิมเบ๊ยืนหันรีหันขวาง จนกระทั่งพระภิกษุชรายกแส้หางม้าชี้ไปและทำปากหมุบหมิบ ผีตายซากก็ยืนแข็งทื่อไม่กระดุกกระดิก

หลวงพ่อชาวธิเบตในวัย ๖๕ ปีหันมาทางกิมหงวนและกล่าวกับเขาเป็นภาษาจีนกลาง

"เสื้อผ้าที่จะผลัดเปลี่ยนให้ศพล่ะคุณ"

"อยู่ในถาดนี่ครับหลวงพ่อ" อาเสี่ยตอบนอบน้อมด้วยภาษาจีนกลางเช่นเดียวกัน

"เชิญคุณมาแต่งตัวให้ศพเตี่ยคุณได้แล้ว เร็วหน่อยเวทมนตร์ของเราจะทำให้ศพเคลื่อนไหวได้ในเวลาเพียง ๑๕ นาที เท่านั้นเอง"

เสี่ยหงวนยิ้มแห้งๆ หันไปมองดูนิกรเพื่อนเกลอของเขาซึ่งนั่งตัวสั่นอยู่ข้างลูกชายของเขาและสมนึกกับพนัส

"แกช่วยแต่งตัวให้เตี่ยกันหน่อยซี"

"อุ๊ย" นิกรร้องลั่น "เพียงแต่นั่งมองดูอยู่อย่างนี้กันก็จะช๊อคตายอยู่แล้ว เรื่องของแกโว้ยไม่ใช่เรื่องของกัน"

อาเสี่ยยอมรับสารภาพกับตัวเองว่า เขารู้สึกเกรงกลัวเตี่ยของเขาไม่น้อย แต่เขาจำเป็นต้องบังคับใจตนเองให้เข้มแข็ง เสี่ยหงวนคลานเข้าไปหยิบถาดเสื้อผ้าลุกขึ้นเดินไปหาผีตายซากคือเตี่ยของเขาแล้วอาเสี่ยก็ยิ้มให้

"แฮ่ะ แฮ่ะ อย่าเล่นบีบคอฉันนะเตี่ยฉันจะให้เตี่ยนุ่งขาวห่มขาวเหมือนผู้ทรงศีล ต่อนี้ไปวิญญาณของเตี่ยมีที่อยู่อย่างสุขสบายแล้ว อุ๊ย....ไม่ต้องยิ้มก็ได้เตี่ย ทำหน้าเฉยๆ ดีกว่า"

พระภิกษุชราลุกขึ้นเดินมาหา มือขวาของท่านถือแส้หางม้า ซึ่งอาจเป็นแส้วิเศษทำให้ภูติปีศาจเกรงกลัว เสี่ยหงวนวางถาดเงินลงบนหีบศพและหยิบผ้าขาวม้าผืนหนึ่งออกมาคลี่นุ่งให้ผีตายซาก เพื่อลอกเสื้อผ้าเดิมที่มีติดตัวอยู่บ้างออกทิ้งไปทั้งเสื้อทั้งกางเกง ต่อจากนั้นอาเสี่ยก็ใช้ผ้าขาวม้ายาวประมาณเมตรครึ่งพันรอบตัวเตี่ยของเขาและดึงผ้าขาวม้าออกจัดแจงนุ่งผ้าแบบผ้าถุงให้เรียบร้อยมีเข็มขัดหนังเส้นเล็กๆ คาด เสร็จแล้วก็หยิบเสื้อคอกลมสีขาวแขนยาวเกือบจรดข้อมือออกมาคลี่ออก

พระภิกษุชราออกคำสั่งเป็นภาษาธิเบตทำให้ผีตายซากยกแขนทั้งสองขึ้นยอมให้กิมหงวนสวมเสื้อให้โดยดี นายพลดิเรกถ่ายภาพตอนนี้ไว้ได้เป็นภาพแรก แต่พอแฟล็ชไล้ท์วาบขึ้น ผีตายซากก็สะดุ้งเฮือกแล้วหันไปมองดูนายพลดิเรกอย่างเดือดดาล แววตาของเจ้าสัวกิมเบ๊แข็งกร้าว

"ลื้อถ่ายอั๊วทำลายวะอาหมอ เก๋าเจ๊งนี่ อั๊วตกใจไม่ใช่เหรอ"

ทุกคนอกสั่นขวัญแขวนไปตามกัน พระภิกษุชรายกด้ามแส้หวดศีรษะผีตายซากดังโป๊กแล้วดุเป็นภาษาธิเบต เจ้าสัวกิมเบ๊ยกมือไหว้ปะหลกๆ แสดงความเคารพเกรงกลัว คราวนี้ใครต่อใครก็ค่อยมีขวัญและกำลังใจดีขึ้น เมื่อเห็นผีตายซากเกรงกลัวพระภิกษุชรารูปนี้

เสี่ยหงวนหยิบผ้าแพรสีขาวผืนหนึ่งออกมาคลี่ออก แล้วห่มสะพายเฉียงให้เตี่ยของเขา เมื่อผีตายซากแต่งกายในชุดสีขาวเช่นนี้ก็มองดูคล้ายกับเป็นผู้วิเศษองค์หนึ่ง หนวดเคราสีขาวช่วยให้ใบหน้ามีสง่าขึ้น

"เรียบร้อยแล้วครับหลวงพ่อ" อาเสี่ยกล่าวกับพระภิกษุธิเบตผู้สูงอายุ "ผมอยากจะตัดผมโกนหนวดโกนเคราและตัดเล็บให้เตี่ยผมจะดีไหมครับ"

พระคุณเจ้าไม่เห็นด้วย

"ไม่จำเป็นหรอกคุณ ผมกับหนวดเคราและเล็บจะไม่งอกออกมาอีก ปล่อยให้อยู่ตามสภาพนี้เถอะ อาตมาเห็นว่าเตี่ยของคุณเป็นผู้มีบุญกุศลมากมายเมื่อเขามีชีวิตอยู่ คนที่ตายไปแล้วไม่เน่าไม่เปื่อยสักแสนคนจึงจะมีสักรายหนึ่ง ล้วนแต่คนมีบุญทั้งนั้น ร่างนี้จะช่วยคุ้มครองลูกหลานและคนในบ้านให้ร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป"

อาเสี่ยประนมมือไหว้อย่างนอบน้อม

"ขอให้เป็นอย่างที่หลวงพ่อว่าเถอะครับ ผมดีใจมากที่ผมเชิญศพเตี่ยผมจากฮวงซุ้ยเมืองชลเอามาไว้ที่บ้าน เตี่ยจะได้สุขสบาย"

"คุณถอยออกไป ผมจะสวดมนตร์ให้เตี่ยคุณขึ้นไปนั่งบนแท่น"

กิมหงวนถอนไปนั่งรวมกลุ่มกับสี่นางและคุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พระภิกษุชรากลับไปนั่งที่ของท่าน การสวดมนตร์โดยมีเสียงต๊อกให้จังหวะตลอดไป เริ่มต้นขึ้นอีกวังเวงใจอย่างไรชอบกล ผีตายซากก้มลงมองดูตัวเองและเงยหน้าขึ้นกวาดสายตามองไปรอบๆ ต่อจากนั้นเจ้าสัวกิมเบ๊ก็เดินช้าๆ ตรงไปที่แท่นไม้และก้าวขึ้นไปยืนบนแท่นล่าง ศาสตราจารย์ดิเรกอยากจะถ่ายภาพเต็มทนแต่ไม่กล้าถ่าย เขาจ้องตาเขม็งมองดูเจ้าสัวกิมเบ๊ปีนขึ้นไปยังแท่นบนและนั่งขัดสมาธิบนพรมสี่เหลี่ยมเฉพาะตัวประสานมือทั้งสองข้างไว้ที่หน้าตัก นัยน์ตาของผีตายซากค่อยๆ หรี่ลงและหลับสนิท ร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊นั่งนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก

พระภิกษุธิเบตทั้งสามองค์สวดมนตร์อยู่ในราว ๑๐ นาทีก็หยุดสวด แล้วพระภิกษุชราก็กล่าวกับเสี่ยหงวน

"คุณกับเพื่อนคุณช่วยกันยกกระจกครอบร่างเตี่ยของคุณได้แล้ว"

กิมหงวนหันไปทางนิกรแต่พอสบตากันนิกรก็รีบเบือนหน้าไปทางอื่นทำให้อาเสี่ยอดหัวเราะไม่ได้ แล้วเขาก็กล่าวกับพล

"ช่วยกันหน่อยเถอะวะพล เอากระจกครอบร่างเตี่ยทุกสิ่งทุกอย่างก็เรียบร้อย"

สองสหายต่างลุกขึ้นพากันเดินไปที่แท่นหลังห้องและปีนขึ้นไปแท่นช่วยกันยกกระจกรูปสี่เหลี่ยมมีฝาปิดตอนบนครอบลงบนศพผีตายซากอย่างระมัดระวัง กลัวกระจกจะแตก แต่กระจกที่จ้างเขาทำเป็นครอบนี้ใช้กระจกหนามากริมรอยต่อผนึกแน่น

บัดนี้เจ้าสัวกิมเบ๊นั่งขัดสมาธิหลับตาพริ้มอยู่ในครอบแก้วแล้วในฐานะผู้มีบุญหรือเซียนผู้วิเศษ พลกับกิมหงวนลงมาจากแท่นนั้นและช่วยกันจัดข้าวของหน้าแท่นให้เป็นระเบียบเรียบร้อย

นิกรมองดูผีตายซากอย่างหวาดๆ แล้วหันมาพูดกับเสี่ยตี๋เบาๆ

"แกพูดภาษาจีนกลางได้แกลองถามหลวงพ่อหน่อยเถอะวะอ้ายนึก อาอยากรู้ว่าก๋งของแกอยู่ในครอบแก้วอย่างนี้จะออกมาหลอกหลอนใครได้ไหม"

สมนึกกล่าวถามหลวงพ่อผู้สูงอายุทันที เขาสนทนากับท่านด้วยภาษาจีนกลางสักครู่ก็ทำหน้าเบ้แล้วบอกนิกรตามตรง

"หลวงพ่อว่า เรื่องวิญญาณของคนเรานั้นไม่มีอะไรที่จะหน่วงเหนี่ยวกักขังไว้ได้ วิญญาณก๋งอาจจะปรากฎร่างให้ใครเห็นเมื่อไรก็ได้ แต่ก็คงไม่ทำร้ายใครเพราะทุกคนไม่ใช่ศัตรูของก๋ง"

"ว้า ถึงอย่างนั้นอาก็ไม่อยากพบเห็นก๋งของแกโว้ย เห็นอย่างนี้ก็ไม่เป็นไรหรอกเพราะไฟสว่างอยู่กันหลายคน พระเจ้าท่านก็อยู่เป็นเพื่อน แต่ถ้าดึกๆ ดื่นๆ อาเห็นก๋งแกเข้าอาคงชักแน่"

ร.อ.นพพูดเสริมขึ้น

"ผมก็เหมือนกันพ่อ เรื่องผีไม่รู้เป็นยังไงว่าจะไม่กลัวก็อดกลัวไม่ได้ เมื่อไรผีมันจะตายหมดโลกเสียทีนะพ่อ ผมรำคาญเหลือเกิน"

นิกรว่า "มันตายแล้วโว้ย ที่เรากลัวก็เพราะมันตายไปแล้ว ยังมีชีวิตอยู่ทำไมจะต้องกลัว ส่องด้วยปืนโป้งเดียวก็ดิ้นพราด"

พิธีอันเร้นลับมหัศจรรย์ของภิกษุทั้งสามองค์ได้สิ้นสุดลงแล้ว แต่ทุกคนก็คงจะจำใส่ใจไว้อย่างไม่มีวันลืม อาเสี่ยกิมหงวนได้นำดอกไม้ธูปเทียนถวายพระคุณเจ้าทั้งสามองค์และมีเงินใส่ซองถวายองค์ละ ๕๐๐ บาท อีกด้วย ต่อจากนั้นคุณหญิงวาดก็สั่งให้เจ้าแห้วขับรถไปส่งพระที่วัดเล่งเน่ยยี่ซึ่งท่านจำพรรษาอยู่ที่นั่นชั่วคราว

เก๋งจีนอันเป็นที่ไว้ศพและดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊ริมสระน้ำหลังบ้าน "พัชราภรณ์" จะเปิดให้คนในบ้านหรือเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงมาเคารพบูชาเซียนกิมเบ๊ในเวลาประมาณ ๑๗.๐๐ น. ถึง ๒๑.๐๐ น. ซึ่งกิมหงวนมอบหมายหน้าที่ให้เจ้าแห้วเป็นผู้ดูแลศาลหรือเก๋งจีนที่กล่าวนี้

เจ้าแห้วเป็นนักเล็งผลเลิศดีดลูกคิดรางแก้ว เจ้าแห้วกระพือข่าวไปทั่วซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" หลังบ้าน "พัชราภรณ์" เกี่ยวกับเรื่องกิมหงวนรับศพเตี่ยของเขามาไว้ที่บ้านและสร้างศาลให้อยู่ในฐานะที่เป็นเซียนผู้วิเศษตายไปตั้ง ๒๐ กว่าปีแล้วไม่เน่าไม่เปื่อย

คนไทยเรานั้นศรัทธาเลื่อมใสผู้ที่มีอิทธิปาฏิหาริย์หรือมีบุญ ดังนั้นชาวบ้านในซอยหลังบ้าน "พัชราภรณ์"จึงหลั่งไหลกันมากราบไหว้ศพเจ้าสัวกิมเบ๊ทุกเวลาเย็นและตอนหัวค่ำ เจ้าแห้วมีรายได้พิเศษจากการขายดอกไม้ธูปเทียนวันหนึ่งไม่น้อย ถ้านำดอกไม้ธูปเทียนมาเองเจ้าแห้วไม่ยอมให้เอาเข้าไปในเก๋งจีนและไม่ยอมให้เหตุผล เพียงแต่บอกว่าหากจะเคารพบูชาศพเจ้าสัวกิมเบ๊แล้วต้องซื้อดอกไม้ธูปเทียนของเขาจึงจะนำเข้าไปได้

และด้วยความเฉลียวฉลาดของเจ้าแห้ว เขาได้ทำให้เจ้าสัวกิมเบ๊กลายเป็นเจ้าพ่อกิมเบ๊ไปแล้ว เจ้าแห้วแต่งใบเซียมซีรวม ๒๕ ใบเป็นคำกลอนและจ้างโรงพิมพ์เล็กๆ พิมพ์หมายเลขละ ๕,๐๐๐ แผ่น ทำกระบอกติ้วและไม้ติ้วรวมสามสี่ชุดให้คนมาเขย่าติ้วเสี่ยงเซียมซีขายใบเซียมซีแผ่นละบาทรวด มีไม้คว่ำหงายให้โยนเสี่ยงทายฟรีตามแบบศาลเจ้าต่างๆ มีตู้เรี่ยไรเงินค่าน้ำมันตะเกียงเจ้าพ่อซึ่งเจ้าแห้วหาตะเกียงเล็กๆ จุดไว้ดวงหนึ่งตลอด ๒๔ ชั่วโมงทั้งๆ ที่ในเก๋งจีนมีไฟฟ้าใช้อยู่แล้ว การหาลำไพ่ของเจ้าแห้วพวกเจ้านายเห็นว่าเป็นเรื่องของเจ้าแห้วจึงไม่มีใครห้ามปรามแต่คุณหญิงวาดตำหนิว่าการที่เจ้าแห้วไม่ยอมให้ผู้อื่นนำดอกไม้ธูปเทียนของตนเข้าไปในเก๋งจีนนั้นไม่สมควรทำและราคาดอกไม้ธูปเทียนที่เจ้าแห้วขายชุดละ ๒ บาท ก็แพงเกินไปเพราะต้นทุนไม่ถึง ๕๐ สตางค์

ยุคนี้เป็นยุคหวยใต้ดินและสลากกินแบ่งของรัฐบาล คนที่นิยมเล่นใต้ดินก็หวังจะถูกเพียงเลขท้ายสามตัวของรางวัลที่หนึ่งสักสองสามบาทพอลืมตาอ้าปากได้บ้างเพราะเจ้ามือกินรวบจ่ายถึงบาทละ ๕๐๐ บาท ส่วนผู้ที่ชอบเล่นสลากกินแบ่งของรัฐบาล ก็หวังเลขท้ายสามตัวงวดละฉบับหรือสองฉบับก็พอใจแล้ว เรื่องรางวัลใหญ่นั้นยากที่จะถูกได้

เจ้าพ่อเจ้าแม่ตลอดจนพระอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิต่างถูกรบกวนในเรื่องนี้ เจ้าบางองค์อยู่ไกลแสนไกลก็มีคนไปหาเพื่อขอล็อตเตอรี่จากท่านด้วยการเขย่าติ้วบ้าง ฝนเอาตามหินบ้างหรือเขียนเบอร์ไปล้วงเอาบ้าง แล้วแต่จะทำกัน เจ้าพ่อหรือเจ้าองค์ใดให้เลขได้ถูก มีคนร่ำรวยจากใต้ดินหรือสลากกินแบ่งของรัฐบาลข่าวก็ลือไปไกล ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปหาไม่ว่าจะอยู่ในสวนลึกหรือในที่ที่ห่างไกลจากเส้นทางคมนาคมสักเพียงใดก็ตาม

เจ้าสัวกิมเบ๊ก็เช่นเดียวกัน

จะเป็นด้วยอิทธิฤทธิ์ของเจ้าสัวกิมเบ๊หรือบุญวาสนาของคุณหญิงวาดก็ไม่มีใครอธิบาย ปรากฎว่าคุณหญิงวาดได้ถูกสลากกินแบ่งงวดประจำวันที่ ๑๐ เดือนนั้นเป็นเงินล้านบาทคือถูกรางวัลที่หนึ่งควบ ๒ ฉบับ

ตามปรกติคุณหญิงวาดไม่สนใจในเรื่องล็อตเตอรี่เพราะท่านร่ำรวยแล้ว แต่เด็กหญิงอายุ ๑๒ ขวบที่นำล็อตเตอรี่เข้ามาขายในบ้าน "พัชราภรณ์" ตอนกลางวันนั้นถูกอ้ายแบล๊คกี้สุนัขอัลเซเชี่ยนของท่านกัดล้มลง เคราะห์ดีที่คนสวนไล่ตะเพิดเจ้าแบล๊คกี้เสียทัน เด็กหญิงผู้น่าสงสารมีบาดเจ็บเป็นรอยเขี้ยวเล็กน้อยเพราะมันกัดไม่ถนัดคนสวนร้องเอะอะเสียก่อน หัวเข่าขวาถลอกเนื่องจากล้มลงบนถนนคอนกรีต คุณหญิงวาดได้ให้ประภาใส่ยาแผลสดให้และให้ค่าทำขวัญไป ๑๐๐ บาท นอกจากนี้ท่านยังช่วยซื้อล็อตเตอรี่ไว้ ๒ ฉบับ สี่นางก็ช่วยกันซื้อคนละฉบับสองฉบับเช่นเดียวกัน

ปรากฎว่าคุณหญิงวาดถูกรางวัลที่หนึ่ง ๒ ใบควบได้เงินล้านบาทอันเป็นข่าวเกรียวกราวในหน้าหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง คุณหญิงวาดให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ว่าเซียนกิมเบ๊คงจะช่วยให้ท่านมีลาภในครั้งนี้แน่นอน คุณหญิงวาดสละเงินแสนบาททำบุญและประกอบการกุศลต่างๆ อุทิศผลบุญทั้งหมดไปให้เจ้าสัวกิมเบ๊ ซื้อข้าวของอันมีค่าหลายอย่างมาประดับเก๋งจีนให้สวยงามขึ้นและท่านได้มากราบไหว้วิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊ทุกคืน

ต่อมานักขับแท็กซี่เพื่อนของเจ้าแห้วซึ่งมาขอเลขกินรวบจากเจ้าสัวกิมเบ๊ด้วยการเขย่าติ้วได้ถูกกินรวบ ๕๐,๐๐๐ บาทเพราะเขาเชื่อมั่นในบุญฤทธิ์ของเจ้าสัวกิมเบ๊จึงตัดใจแทงถึง ๑๐๐ บาท นายชดสบายแฮไปเลย ซื้อรถเงินผ่อนยังค้างเงินอีก ๒๐,๐๐๐ บาทรีบเอาเงินไปใช้บริษัท เขาซ่อมแซมบ้านเขาให้ดีขึ้น นำเครื่องเซ่นหมูเห็ดเป็ดไก่และเหล้าอย่างดีคิดเป็นเงินประมาณ ๕๐๐ บาทมาเซ่นวิญญาณเจ้าสัวกิมเบ๊ในตอนกลางวันวันเสาร์ ซึ่งเจ้าแห้วเปิดเก๋งจีนให้เป็นพิเศษและไถเงินจากเพื่อนได้ ๑,๐๐๐ บาท

ข่าวคุณหญิงวาดรวยล้านบาท และนายชดรวย ๕๐,๐๐๐ บาทเพราะเจ้าสัวกิมเบ๊ เป็นที่โจษจันกันในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" พอตกเย็นก็ปรากฎว่าเจ้าแห้วมีรายได้จากการขายดอกไม้ธูปเทียนและใบเซียมซีมากขึ้น ผู้คนทั้งหนุ่มสาววัยกลางคนและคนชราต่างมาขอเลขใต้ดินบนดินจากเซียนกิมเบ๊

ปรากฏว่ามีคนถูกใต้ดินอีกหลายคน คราวนี้ใครต่อใครต่างก็ศรัทธาเลื่อมใสในเซียนกิมเบ๊ผู้ที่ตายไปนานแล้วแต่ไม่เน่าไม่เปื่อย งวดนั้นเจ้าแห้วถูกใต้ดินได้เงิน ๕,๐๐๐ บาท ถึงกับเลี้ยงเหล้าเพื่อนฝูงที่อยู่ในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" หลายคนและคุยฟุ้งว่าเจ้าสัวกิมเบ๊เมื่อมีชีวิตอยู่นั้นเคยใช้สอยเขาและรักใคร่เขามาก

พวกชาวบ้านต่างขอร้องเสี่ยหงวนให้เปิดกระจกครอบร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊ออกเพราะเขาอยากจะปิดทองตามเนื้อตัวของเจ้าสัว เมื่ออาเสี่ยปรึกษากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด ท่านผู้ใหญ่ทั้งสองก็เห็นพ้องด้วย

ตอนใกล้จะพลบค่ำเย็นวันนั้นเอง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็ได้มาปรากฏตัวขึ้นที่ศาลหรือเก๋งจีนอันสวยงามริมสระน้ำ

พอผ่านประตูเข้ามาทุกคนก็แลเห็นเจ้าแห้วนั่งอยู่ที่โต๊ะข้างประตู บนโต๊ะมีดอกไม้ธูปเทียนเป็นชุดๆ ประมาณ ๑๐๐ ชุดอยู่ในถาดไม้ และที่ฝาห้องข้างหลังเจ้าแห้วมีกระดานดำติดใบเซียมซีเป็นแถวเรียงหมายเลขตั้งแต่ ๑ ถึง เลข ๒๕

นิกรหยิบดอกไม้กำหนึ่งขึ้นมาดู มีเยอบีร่า ๒ ดอก ธูป ๓ ดอกและเทียนขี้ผึ้งเล่มเล็กๆ อีกหนึ่งเล่ม ดอกเยอบีร่าเจ้าแห้วคงเก็บเอามาจากสวนหลังบ้านนี่เอง

"ชุดละเท่าไรวะ" นิกรถาม

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"คนอื่นรับประทานขาย ๒ บาทครับ แต่เจ้านายรับประทานคิดชุดละบาทเดียว"

พลจุปากทำตาเขียวกับเจ้าแห้ว

"เดี๋ยวกูถีบหงายท้องหล่นจากเก้าอี้เลย ถ้าหากว่าพวกฉันต้องซื้อดอกไม้ธูปเทียนแกละก้อต่อไปแกต้องซื้อข้าวกินนะโว้ย ฉันจะสั่งแม่ครัวไว้ให้คิดเงินแกมื้อเช้า ๕ บาท มื้อเย็น ๑๐ บาท ตอนกลางวันแกไปทำงานกับเราซื้อกินเอาเอง แล้วก็ห้องพักของแกที่เรือนคนใช้ต้องจ่ายค่าเช่าห้อง ค่าน้ำค่าไฟอีกเดือนละ ๒๐๐ บาท มึงชักจะหน้าเลือดมากไปแล้วอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

นายพลดิเรกมองดูใบเซียมซีสีต่างๆ บนกระดานดำที่เจ้าแห้วตอกติดไว้เป็นปึกๆ แล้วเขาก็กล่าวถามเจ้าแห้ว

"นั่นอะไรวะ"

"รับประทานใบเซียมซีของเซียนเจ้าสัวกิมเบ๊ครับ คุณหมอลองเขย่าติ้วเสี่ยงโชคชะตาดูซีครับ"

นายพลดิเรกหันมายิ้มให้พ่อตาของเขา

"ผมไม่เคยสนใจเรื่องเช่นนี้เลย เสี่ยงเซียมซีเขาทำอย่างไรครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มเล็กน้อย

"ก็ไปนั่งบนพรมหน้าแท่นบูชานั่น กราบไหว้เจ้าสัวเสียก่อนแล้วก็หยิบกระบอกติ้วขึ้นมาอธิษฐานเขย่าเบาๆ เอียงกระบอกนิดหน่อย ไม้อันไหนออกมาก็ดูเบอร์ที่ไม้แล้วมาเอาใบเซียมซีที่เจ้าแห้วแกก็จะรู้โชคชะตาของแก"

ศาสตราจารย์ดิเรกเปลี่ยนสายตามาที่นิกร

"ลองเขย่าติ้วดูไหมล่ะอ้ายกร"

นิกรสั่นศีรษะ

"ไม่ละ เซียมซีนี่มันเจ้าพ่อแห้วไม่ใช่เจ้าพ่อหรือเซียนเจ้าสัวกิมเบ๊ อ้ายแห้วมันแต่งเลียนแบบเซียมซีตามศาลเจ้าแล้วไปจ้างเขาพิมพ์"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานเซียมซีของเจ้าพ่อหรือหลวงพ่อที่ไหน เขาก็แต่งกันขึ้นทั้งนั้นแหละครับ แต่เขาถวายให้เป็นคำพยากรณ์ของเจ้าพ่อหรือหลวงพ่อ รับประทานคำทำนายในใบเซียมซีจึงมีส่วนแม่นยำ"

นายพลดิเรกยิ้มเล็กน้อย

"ออไร๋ ออไร๋ ถ้าอย่างงั้นฉันจะลองเสี่ยงเซียมซีลองดูเป็นครั้งแรกในชีวิตของฉัน"

แล้วศาสตราจารย์ดิเรกก็เดินไปนั่งบนพรมหน้าแท่นบูชา ประนมมือไหว้เจ้าสัวกิมเบ๊นึกอธิษฐานขอให้วิญญาณของเจ้าสัวคุ้มครองเขาและบันดาลให้เขาประสบโชคดี เสร็จแล้วเขาก็ยกกระบอกติ้วขึ้นมาเขย่า

เสียงไม้ติ้วแบนๆ ๒๕ อันกระทบกันดังแกร๊กๆ ตลอดเวลา แต่นายพลดิเรกไม่เคยเขย่าติ้ว เขาตั้งกระบอกตรงหน้าเขาไม้ติ้วจึงไม่ออก พลแลเห็นเข้าก็ร้องบอกให้เอียงกระบอกติ้วออกไปเล็กน้อย คราวนี้ไม้ติ้วอันหนึ่งก็กระเด็นออกมาจากกระบอกหล่นลงมาบนพรมปูพื้นเบื้องหน้าแท่นบูชา

ศาสตราจารย์ดิเรกหยิบขึ้นดูหมายเลขและยัดไว้ในกระบอกติ้วตามเดิม เขาลุกขึ้นเดินเข้ามาหาเพื่อนเกลอของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนอยู่หน้าโต๊ะขายดอกไม้ธูปเทียนของเจ้าแห้ว

"รับประทานเบอร์อะไรครับ" เจ้าแห้วถามและลุกขึ้นยืน

"เบอร์ ๖ โว้ย"

"อ๋อ ดีนี่ครับคุณหมอ" เจ้าแห้วพูดยิ้มๆ เลื่อนตัวมาที่กระดานดำเอื้อมมือกระตุกใบเซียมซีสีเขียวหมายเลข ๖ ใบหนึ่งออกมาส่งให้นายพลดิเรก

"ใบละเท่าไหร่วะ" ศาสตราจารย์ดิเรกแกล้งถาม

เจ้าแห้วหัวเราะ

"รับประทานคุณหมอแกล้งพูดยั่วจะให้คุณพลกระทืบผมใช่ไหมละครับ ตามธรรมดาผมขายใบละบาทครับ แต่พวกเจ้านายบริการฟรี"

นายพลดิเรกส่งใบเซียมซีให้นิกร

"แกอ่านให้ฟังหน่อยเถอะวะเรื่องบทกลอนกันอ่านไม่ชำนาญ"

นิกรมองดูตัวอักษรบนกระดาษแผ่นนั้นแล้วอ่านดังๆ เหมือนกับนักเรียนชั้นประถมอ่านหนังสือให้ครูฟัง

ใบที่ 6 กระดกกลับสับเป็น 9

อย่าดูเบาอุบัติเหตุอาเพศแน่

เร่งระวังตัวไว้ใกล้จะแก่

คนเราต้องตายแหงทุกคนไป

ถามถึงลาภคิดเอา 9 กับ 6

ไขว้ไปมาคิดตกก็รวยใหญ่

9 ลบ 6 หรือบวกกันท่านว่าไว้

ใครมีโชคคิดได้สบายเอย

ข้าพเจ้า นายแห้ว โหระพากุล

เป็นผู้แต่งเซียมซีนี้ถวายเจ้าพ่อกิมเบ๊

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"แกเป็นคนแต่ง "

"ครับ" เจ้าแห้วตอบภาคภูมิ

"กลอนของแกฟังแล้วไม่เป็นสับปะรดหมา"

นิกรพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"กลอนมันไล่กันเหมือนไม้ระแนงว่ะ ยังงี้ถ้าสุนทรภู่ยังมีชีวิตอยู่ได้อ่านกลอนของแกแล้วท่านคงเลิกแต่งกลอนทันที"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานผมมันแค่ ป. ๓ โรงเรียนประชาบาลรุ่นเก่านี่ครับ ตอนนั้น ป. ๔ ก็ยังไม่มี ผมแต่งได้แค่นี้ก็เรียกว่ายอดแล้วครับ รับประทานครูที่สอนผมมาท่านยังแต่งกลอนไม่เป็น"

กิมหงวนเดินเข้ามาข้างกระดานดำ แล้วมองดูใบเซียมซีต่างๆ มีทั้งสีขาว สีเขียว สีแดง สีม่วง สีเหลือง เรียงหมายเลขตั่งแต่เลข ๑ ถึงเลข ๒๕ เจ้าแห้วเอาตะปูตอกติดไว้กับแผ่นกระดานเป็นปึกๆ เรียงตามลำดับเลขเป็นระเบียบเรียบร้อย อาเสี่ยกระตุกลงมาดูใบหนึ่งแล้วอ่านข้อความในใบเซียมซีนั้นดังๆ

ที่ ๑๕ ท่านว่าชาตาจู๋

จะเดือดร้อนเรื่องคู่ที่สู่สม

มีแต่ความร้อนใจในอกตรม

อย่าปรารมภ์เติมน้ำมันให้ท่านเซียน

เพียงสิบบาทสะเดาะเคราะห์จะสุขี

ลาภจะมีแก่ท่านเกิดหันเหียน

เล่นใต้ดินพอได้ไม่วนเวียน

เลข ๑๕ อย่าเปลี่ยนลดเพิ่มเอย

พลมองดูตู้กระจกใบเล็กๆ ซึ่งตั้งอยู่บนโต๊ะข้างแท่นบูชาและมีแผ่นป้ายเขียนติดไว้ที่ตู้ว่า

"เชิญซื้อน้ำมันถวายเจ้าพ่อ"

แล้วพลก็รีบเปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว

"มึงนี่หัวเสฯ นะอ้ายแห้ว มีวิธีหาเงินโดยอาศัยบุญบารมีของเตี่ย เงินค่าน้ำมันในตู้กระจกน่ะไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ บาท ตะเกียงของมึงดวงนิดเดียวจุดไว้บนแท่นใช้น้ำมันก๊าดอย่างมากเดือนละ ๒ ขวดเท่านั้น ใบเซียมซีของมึงก็ล้วนแต่หลอกให้คนเล่นกินรวบหรือกินแบ่ง หลอกให้คนเติมน้ำมันตะเกียงสะเดาะเคราะห์ ช่วยให้มึงมีรายได้อย่างงดงาม"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานผมได้เงินจากกำไรค่าดอกไม้ธูปเทียน ค่าใบเซียมซีหรือเงินบริจาคค่าน้ำมันตะเกียง ผมก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ท่านเจ้าสัวนี่ครับ บางทีก็ซื้อของมาเซ่นไหว้วิญญาณท่าน แฮ่ะ แฮ่ะ รับประทานเลี้ยงช้างก็ต้องรับประทานอุจจาระช้างบ้างแหละครับ ผู้ดูแลศาลเจ้าที่ไหนๆ ก็เหมือนกันทั้งนั้น"

เสี่ยหงวนยิ้มให้เจ้าแห้ว

"ในฐานะที่แกเป็นผู้ดูแลรักษาเก๋งจีนนี้ ฉันอนุญาติให้แกทำได้แต่อย่าให้มันหน้าเลือดนัก ดอกไม้ธูปเทียนต้องขายชุดละบาท ใบเซียมซีใบละ ๕๐ สตางค์ ใบไหนที่มีการบังคับให้เขาจ่ายเงินค่าน้ำมันแต่งและพิมพ์ใหม่ อย่าบังคับเขาในเรื่องเงินเป็นอันขาด ถ้ามีการบังคับฉันจะสั่งให้แกเลิกหากินกับผีเตี่ยของฉันเข้าใจไหมล่ะ"

"เข้าใจครับ"

อาเสี่ยว่า "เราจะเปิดครอบกระจกเตี่ยออกและคืนนี้ในราวสองทุ่มพวกเราจะมาข่วยกันปิดทองเตี่ย ต่อจากนั้นเราก็จะอนุญาติให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาได้ปิดทองเตี่ยตามความประสงค์ของเขา"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"รับประทาน ถ้ายังงั้นผมซื้อทองคำเปลวมาขายนะครับ"

พลพูดเสริมขึ้น

"ขายได้แต่ไม่ใช่ขูดเลือดขูดเนื้อเอากำไรจนเกินควรและแกจะหวงห้ามเขาไม่ได้ ถ้าเพื่อนบ้านของเราเขาหาทองของเขามาเอง แม้กระทั่งดอกไม้ธูปเทียน"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อยยืนนิ่งเฉยไม่พูดอะไร สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พากันเดินไปทางแท่นบูชา ต่อจากนั้นอาเสี่ยกับพลก็ปีนขึ้นไปบนแท่นล่าง ช่วยกันยกครอบกระจกสี่เหลี่ยมออกจากร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊ นิกรกับศาสตราจารย์ดิเรกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ คอยรับอยู่ข้างล่าง เจ้าแห้ววิ่งเข้ามาช่วยอีกคนหนึ่ง ครอบกระจกสี่เหลี่ยมนั้นถูกนำออกไปจากเก๋งจีนและนำไปไว้ด้านหลังเก๋งจีนชั่วคราว

ตอนหัวค่ำคืนวันเดียวกันนั้นเอง

หลังจากอาหารค่ำผ่านพ้นไปแล้ว สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดก็พากันมาที่ศาลเจ้าเซียนกิมเบ๊ พร้อมด้วยทองคำเปลวหนึ่งมัดซึ่งเสี่ยหงวนถือติดมือมา

ที่ศาลเซียนหรือเจ้าพ่อกิมเบ๊ มีชาวบ้านในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ทั้งหญิงชายประมาณ ๑๐ คน มากราบไหว้บูชาเซียนกิมเบ๊ บนบานศาลกล่าวให้ช่วยทุกข์ของตนให้ได้รับสมความปรารถนาในเรื่องที่กำลังทำอยู่ ให้ปัดเป่าความเจ็บไข้ที่บุตรภรรยาหรือครอบครัวของตนกำลังประสบอยู่ แต่ส่วนมากมาเขย่าติ้วขอเลขท้ายใต้ดินหรือบนดินตามอัธยาศัย นับวันผู้คนก็เลื่องลือกันว่าเซียนกิมเบ๊ให้หวยแม่นที่สุด มีคนร่ำรวยไปหลายคนแล้ว โดยเฉพาะคุณหญิงวาดเป็นที่รู้กันดีว่าท่านถูกสลากกินแบ่งรางวัลที่หนึ่งถึง ๒ ฉบับ ท่านเป็นเศรษฐีอยู่แล้วเงินทองได้หลั่งไหลมาหาท่านอีก

เจ้าแห้วถือโอกาสแว่บไปประตูน้ำปทุมวัน โดยยอมเสียเงินค่าแท็กซี่ซื้อทองคำเปลวมา ๑,๐๐๐ แผ่น เตรียมขายให้พวกชาวบ้านที่มีศรัทธาต่อเจ้าสัวกิมเบ๊และเจ้าแห้วได้แพร่ข่าวไปทั่วแล้วว่า คืนนี้หลังจากอาเสี่ยกิมหงวนกับญาติมิตรได้ปิดทองเจ้าสัวกิมเบ๊แล้ว ก็จะอนุญาติให้ใครๆ ปิดทองเจ้าสัวบ้าง

บรรดาชาวบ้านที่นั่งอยู่ในเก๋งจีน ล้วนแต่เช่าที่ของคุณหญิงวาดปลูกบ้านเรือนอาศัยอยู่ เมื่อคุณหญิงวาดพาทุกคนเข้ามาในเก๋งจีน พวกชาวบ้านในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ก็กระพุ่มมือไหว้ท่านและทักทายท่านอย่างพินอบพิเทาไปตามกัน

"ตามสบายนะจ๊ะ พวกเราไม่ได้มาขัดขวางหรือมารบกวนหรอก" คุณหญิงวาดพูดยิ้มๆ "เราจะมาปิดทองท่านเจ้าสัวน่ะ แล้วเราก็จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีศรัทธาปิดทองท่านบ้าง แต่ขอให้พวกเราปิดทองเสียก่อน เพราะเราเป็นญาติและเป็นลูกหลาน"

เด็กชายอายุประมาณ ๔ ขวบคนหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ มารดาได้ยกมือชี้ศีรษะเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วร้องขึ้นดังๆ

"แม่ หนูอยากได้หัวล้านกระดาษอันนั้น"

ผู้เป็นมารดาใจหายวาบรีบยกมือปากลูกชายของหล่อนทันที นิกรแหกปากหัวเราะลั่น เขาล้วงกระเป๋าเสื้อฮาไวหยิบธนบัตรปึกหนึ่งออกมา แล้วส่งธนบัตรใบละ ๑๐ บาท หนึ่งฉบับให้ผู้หญิงกลางคนผู้นั้น ซึ่งมีอาชีพเป็นแม่ค้าขายขนมหวาน เคยหาบเข้ามาขายในบ้าน "พัชราภรณ์" บ่อยๆ

"เอาเงินนี่ไว้ซื้อหัวล้านกระดาษให้อ้ายหนูมันนะแม่ย้อย อธิบายให้มันเข้าใจด้วยว่า ของพ่อตาฉันน่ะเป็นของจริงไม่ใช่หัวล้านกระดาษแกะเอาออกหรือถอดออกไม่ได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ มองดูนิกรอย่างเกลียดชังและทำปากหมุบหมิบอวยชัยให้พรเขา กิมหงวนพาทุกคนไปยืนรวมกลุ่มหน้าแท่น ต่างช่วยกันยกเครื่องบูชาบนแท่นชั้นล่างวางไว้กับพื้น เพื่อจะได้ปีนขึ้นไปยืนปิดทองเจ้าสัวกิมเบ๊ได้โดยสะดวก ต่อจากนั้นการปิดทองก็เริ่มต้นโดยผลัดกันปิดทีละสามสี่คน ซึ่งกิมหงวนกับนวลลออคุณหญิงวาดและสมนึกปิดทองก่อน ร่างผีตายซากของเจ้าสัวกิมเบ๊ลงรักไว้แล้ว การปิดทองจึงสะดวกสบายเพราะแผ่นทองฝังลงไปในรัก

คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและลูกๆ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดได้ช่วยกันปิดทองเจ้าสัวกิมเบ๊เกือบทั่วตัว ใบหน้าและส่วนหน้าอกของผีตายซากซึ่งบัดนี้มีฐานะเป็นเซียนหรือผู้วิเศษเหลืองอร่ามด้วยทองคำเปลว ทุกคนต่างจุดธูปเทียนสักการะเคารพดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊ ขอให้ช่วยคุ้มครองให้อยู่เย็นเป็นสุข

ขณะนี้พวกชาวบ้านในซอย "ประสิทธิ์นิติศาสตร์" ได้ย่อยๆ กันมาเพื่อเคารพบูชาและปิดทองเจ้าสัวกิมเบ๊ เขานั่งจับกลุ่มสนทนากันอยู่นอกเก๋งจีนหรือศาลเจ้า ไม่กล้าเข้ามาปะปนกับครอบครัวคุณหญิงวาด เจ้าแห้วยิ้มแย้มแจ่มใสและบอกกับเสี่ยหงวนว่า

"รับประทานคืนนี้ผมขออนุญาติปิดเก๋งจีนถึงสองยามนะครับ เข้าใจว่าคงมีคนมาปิดทองเจ้าสัวมากมาย"

"เอาซี แต่ว่าแกจะต้องจ้างคนสวนด้วยเงินส่วนตัวของแกให้ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูหลังบ้านเรากันคนร้ายถือโอกาสแปลกปลอมเข้ามา"

"ได้ครับ รับประทานตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป ผมจะมานอนที่ศาลนี้ครับ"

นิกรพูดโพล่งขึ้น

"แกไม่กลัวเตี่ยหรือ"

เจ้าแห้วหัวเราะ

"ไม่กลัวหรอกครับ รับประทานผมเป็นคนดูแลศาลของท่านท่านคงไม่ทำอะไรผม ตอนนี้ในศาลมีข้าวของมีค่าหลายอย่าง ผมควรจะนอนเฝ้าศาล"

พลเห็นพ้องด้วย

"ดีแล้ว คุณแม่ซื้อตุ๊กตาเซียนที่ตั้งอยู่บนโต๊ะนั้นเป็นเงินหลายพันบาท ของใช้เครื่องประดับศาลอีกหลายอย่าง แกต้องระวังหน่อยอ้ายแห้ว คนมากหน้าหลายตาก็ต้องมีทั้งคนดีและคนชั่วปะปนกัน"

เจ้าแห้วอมยิ้ม

"รับประทานไม่มีใครกล้าล้วงคองูเห่าหรอกครับ"

พลจุปาก

"คุยอีกแล้วเดี๋ยวก็ยันโครมเข้าให้เท่านั้น แกน่ะเหรองูเห่า ฉันคิดว่าแกเป็นงูเขียวหรืองูกินปลามากกว่า"

คุณหญิงวาดกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาสี่นางออกไปจากเก๋งจีน ลูกชายของสี่สหายต่างมุงดูใบเซียมซีของเจ้าแห้วที่ตอกติดไว้กับกระดานดำแล้วดึงออกมาอ่านเล่นคนละแผ่นสองแผ่น อ่านยังไม่ทันจะจบก็ขยี้ทิ้ง ทำให้เจ้าแห้วบ่นพึมพัม คณะพรรคสี่สหายพาลูกชายของเขาออกไปจากเก๋งจีนในเวลา ๒๑.๐๐ น. เศษ ต่อจากนั้นใครต่อใครก็บุกเข้ามาเต็มศาล ซื้อดอกไม้ธูปเทียนและทองคำเปลวเจ้าแห้ว ช่วยให้เจ้าแห้วมีรายได้อย่างงดงาม

เก๋งจีนหรือศาลเจ้าเซียนกิมเบ๊ปิดในเวลา ๒๔.๐๐ น. เจ้าแห้วดึงประตูเหล็กตารางเข้ามาปิดและใส่กุญแจข้างใน ส่วนประตูรั้วหลังบ้านก็ปิดแล้ว เจ้าแห้วสั่งให้เจ้าเขียนคนสวนวัยหนุ่มทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าประตูหลังบ้านและให้ปิดประตูรั้ว เมื่อได้ยินเสียงแขกยามหน้าบ้านตีระฆังบอกเวลา ๒๔.๐๐ น.

ขณะนี้ภายในศาลเจ้าหรือเก๋งจีนสงบเงียบ มีแสงไฟฟลูเรสเสนที่ผนังตึกข้างหลังเจ้าแห้วเพียงดวงเดียว ซึ่งไฟดวงนี้จะเปิดทิ้งไว้จนสว่าง เจ้าแห้วนั่งอยู่ที่โต๊ะสี่เหลี่ยมข้างประตูกำลังนั่งนับเงินและเหรียญบาท ค่าดอกไม้ธูปเทียน ค่าทองคำเปลวและค่าใบเซียมซีตลอดจนค่าน้ำมันตะเกียงเจ้าพ่อ

วันนี้เจ้าแห้วมีรายได้เกือบ ๕๐๐ บาท เมื่อหักทุนออกแล้วก็คงมีกำไรไม่ต่ำกว่า ๓๐๐ บาทสบายแฮไปเลย เจ้าแห้วบอกตัวเองว่าถ้าเขาได้เป็นซำปอกงดูแลศาลเจ้านี้เพียงปีเดียวเท่านั้น เขาก็คงมีเงินฝากธนาคารหลายหมื่น เพราะนับวันก็มีผู้คนมาสักการะบูชาเซียนเจ้าสัวกิมเบ๊เพิ่มจำนวนขึ้น บางคนก็เดินทางมาจากมีนบุรีหรือชลบุรี ฉะเชิงเทรา แต่เป็นที่รู้กันดีว่าศาลเจ้าเซียนกิมเบ๊เปิดในตอนเย็น ๑๗.๐๐ น. จนถึง ๒๑.๐๐ น. หรืออาจจะเลยเวลาไปบ้างถ้าคนยังไม่หมด วันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการเปิดตั้งแต่ ๙.๐๐ น. เป็นต้นไป

ขณะที่เจ้าแห้วกำลังนับเหรียญบาทและเหรียญ ๕๐ สตางค์ เด็กหนุ่มร่างใหญ่คนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูลูกกรงเหล็กนั้น เขาคือเจ้าเขียนคนทำสวนของบ้าน "พัชราภรณ์" คนหนึ่งพึ่งมาทำงานได้เมื่อสามสี่เดือนนั่นเองแต่ขยันขันแข็งมาก

"พี่แห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเล็กน้อยเงยหน้าขึ้นมองดู

"อ้อมาเอาเบี้ยเลี้ยงเฝ้ายามเหรอ"

"ครับ"

เจ้าแห้วส่งเหรียญบาทผ่านช่องลูกกรงสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนออกมาให้รวม ๓ อันด้วยกัน เจ้าเขียนรับเงินมาจากเจ้าแห้วแล้วมองดู

"โอ้โฮ ให้ผมสามบาทเท่านั้นหรือพี่แห้ว"

"อ้าว สามบาทก็ดีแล้ว มึงจะเอาเท่าไหร่ละโว้ยอ้ายเขียน ช่วยเหลือกันนิดหน่อยเท่านี้

มึงก็เพียงแต่นั่งอยู่บนเก้าอี้ข้างประตูรั้วไม่กี่ชั่วโมง เอ้า-เอาไปอีกสองสลึงก็แล้วกัน กูน่ะไม่เคยเอาเปรียบใครนะโว้ย"

เจ้าเขียนสั่นศีรษะปฏิเสธ

"ไม่ต้องหรอกพี่แห้ว สามบาทก็มากมายแล้วสำหรับฉัน แต่ว่าคืนต่อไปพี่แห้วหาคนใหม่เฝ้าประตูหลังบ้านนะ"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"มึงล่ะมันเป็นเสียอย่างนี้ ทำราวกับว่ามาจากอิสราเอล ถ้าไม่ช่วยกู ไม่ยอมร่วมมือร่วมตีนกับกูมึงจะลำบากนะโว้ยอ้ายเขียน มึงก็รู้แล้วว่ากูมีอิทธิพลแค่ไหนสำหรับพวกคนใช้ในบ้านนี้ กูหาเรื่องเพ็ดทูลเจ้านายหน่อยเดียวมึงก็ต้องหางานใหม่ทำ"

เจ้าเขียนหัวเราะ

"ก็ลองดูซีพี่แห้ว ผมน่ะขนาดคนสวนขั้นลูกน้องเท่านั้น แต่ผมเป็นคนของคุณนันทานะครับ นายเก่าของผมเป็นเพื่อนคุณนันทาฝากผมให้มาเป็นคนสวนที่นี่ คุณนันสั่งผมว่า พวกคนใช้และคนสวนตลอดจนแม่ครัวในบ้านนี้ไม่ให้ผมเกรงกลัวใคร ใครข่มขู่ข่มเหงรังแกให้บอกท่าน พรุ่งนี้ผมจะได้เรียนให้คุณนันทราบว่าพี่แห้วจะใช้อิทธิพลเล่นงานผม"

เจ้าแห้วนัยน์ตาเหลือก

"เฮ้ยๆๆ กูล้อมึงเล่นหรอก เอ้า-เอาไปอีก ๑๐ บาทแล้วอย่าเสือกไปบอกคุณนันล่ะ ดีไม่ดีกูถูกกระทืบแบน

กูน่ะกลัวคุณนันยิ่งกว่าคุณพลเสียอีก"

เจ้าเขียนเอื้อมมือรับธนบัตรใบละ ๑๐ บาท ที่เจ้าแห้วยื่นมาให้เขาด้วยความดีใจแล้วพาตัวเดินไปจากที่นั้น

ดึกสงัดความหนาวเย็นก็เพิ่มขึ้น

เจ้าแห้วนอนอยู่บนเตียงผ้าใบภายในศาลเจ้าหรือเก๋งจีนนั่นเองมีมุ้งเล็กๆ คลุมเตียงป้องกันยุง ร่างของเจ้าแห้วห่มผ้าห่มนวมสีฟ้ากลางเก่ากลางใหม่ แสงไฟฟลูเลสเสนที่เปิดทิ้งไว้มีความสว่างพอสมควร ขณะนี้เป็นเวลาประมาณ ๑.๐๐ น. แล้ว เจ้าแห้วนอนหลับตาพริ้มแต่ใจหาหลับไม่เพราะกำลังนึกร่ำรวยจากรายได้ในการขายดอกไม้ธูปเทียน ขายทองคำเปลว ขายใบเซียมซีและเงินค่าน้ำมันถวายเซียนกิมเบ๊ที่มีผู้บริจาค เจ้าแห้วบอกตัวเองว่า ยิ่งมีคนมาเคารพกราบไหว้เซียนเจ้าสัวกิมเบ๊มากขึ้น รายได้ของเขาก็ต้องมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

ตามปรกติเจ้าแห้วเป็นคนกลัวผีขนาดหนักหรือพอฟัดพอเหวี่ยงกับนิกร แต่เมื่อเจ้าแห้วได้รับหน้าที่ให้เป็นผู้ดูแลเก๋งจีนและมีผลประโยชน์มากมายเช่นนี้ เจ้าแห้วก็หายกลัวเจ้าสัวกิมเบ๊ อย่างไรก็ตามก่อนจะเข้านอนเขาได้จุดธูปเทียนกราบไหว้ดวงวิญญาณของเจ้าสัวกิมเบ๊แล้ว

ความคิดคำนึงของเจ้าแห้วสิ้นสุดลงเมื่อเจ้าแห้วรู้สึกว่ามีใครคนหนึ่งเดินอยู่ในเก๋งจีน พอนึกถึงเจ้าสัวกิมเบ๊ เจ้าแห้วก็ชักเสียขวัญและไม่กล้าลืมตาขึ้นมองดู พยายามคิดว่าเจ้าสัวคงจะสัพยอกหยอกล้อเขาเล่นเท่านั้น แต่แล้วเจ้าแห้วก็สะดุ้งโหยงเมื่อได้ยินเสียงสุนัขทางหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ตัวหนึ่งหอนขึ้นด้วยเสียงเยือกเย็น เมื่อตัวแรกหอนนำอีกหลายตัวก็หอนตามรับกันเป็นทอดๆ

เจ้าแห้วดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะทันที ความรักตัวกลัวผีเพิ่มขึ้นทีละน้อยแล้วเจ้าแห้วก็พูดในโปงว่า

"เจ้า...สะ...สัวครับ รับประทานอย่าล้อผมนะครับ"

มีเสียงหัวเราะดังกังวานลั่นเก๋งจีนนั้น เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน ถึงเจ้าสัวกิมเบ๊ตายไปนานแล้วเจ้าแห้วก็จำเสียงหัวเราะและเสียงขากของเจ้าสัวกิมเบ๊ได้ดี ร่างของเจ้าแห้วเริ่มสั่นเหมือนลูกนก เขานึกแช่งชักหักกระดูกตัวเองที่เขาไม่ควรชะล่าใจมานอนที่นี่ พอมานอนคืนแรกก็ได้เรื่อง

เจ้าแห้วประนมมือทั้งสองประสานกันบนหน้าอกในโปงแล้วนึกในใจ

"เจ้าประคุณเอ๋ย อย่ามาให้ผมเห็นเลยครับเจ้าสัว ผมก็เหมือนกับคนใช้เก่าแก่ของท่านเจ้าสัวคนหนึ่ง

ถ้าผมเห็นเจ้าสัวผมตกใจตายใครจะมาเฝ้าศาลเจ้าสัวล่ะครับ อ๋อย พุทธัง ธัมมัง สังฆัง...."

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ แต่แล้วเจ้าแห้วก็สะดุ้งสุดตัวเมื่อได้ยินเสียงไอโขลกๆ และเสียงที่ไอนั้นแหบแห้งตามแบบของสิงห์อมควันทั้งหลาย เสียงไอนี้ดังขึ้นข้างเตียงผ้าใบที่เขานอนคือทางขวาหรือด้านนอกของเตียงผ้าใบ

มุ้งของเจ้าแห้วถูกดึงขึ้นและถูกตลบขึ้นข้างบนซึ่งหูมุ้งทั้งสี่ยังอยู่เรียบร้อย เจ้าแห้วพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง ค่อยๆ เลิกชายผ้าห่มนอนที่คลุมศีรษะเขาออกทีละน้อย พอแลเห็นร่างของผีตายซากหรือเจ้าสัวกิมเบ๊ยืนอยู่ข้างเตียงผ้าใบ เจ้าแห้วก็ตกใจแทบสิ้นสติรีบดึงผ้าห่มขึ้นคลุมศีรษะตามเดิม ร่างของเจ้าแห้วสั่นเหมือนเจ้าเข้า ความรักตัวกลัวผีบังเกิดขึ้นอย่างสูงสุด

มีเสียงไอและเสียงขากดังขึ้นอีก แล้วก็มีเสียงพูดซึ่งเจ้าแห้วได้ยินถนัดชัดเจน เป็นเสียงของเจ้าสัวกิมเบ๊แน่ๆ ถึงตายไปนานแล้วเจ้าแห้วก็จำเสียงได้ดี

"อาแห้วโว้ย ลุกขึ้นแกะเอาทองที่ปิกนัยน์ตาอั๊วออกหน่อยซีโว้ย ปิกหมกยังงี้อั๊วมองไม่เห็งลำคางตายโหง"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องลั่นและชักดิ้นชักงอด้วยความกลัว "ผมกลัวแล้วครับเจ้าสัว ผมไม่กล้าลุกขึ้นมองดูเจ้าสัวหรอกครับ"

"กัวทำลายวะ ลื๊อตายเลี้ยวก็เหมืองอั๊ว" แล้วเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ขากลั่นด้วยความเคยชินตามนิสัย "ขาก "

ผีตายซากเงียบหายไป แต่ความตื้นเต้นหวาดกลัวของเจ้าแห้วยังไม่สิ้นสุด ทั้งๆ ที่อากาศหนาวเย็นอุณหภูมิประมาณ ๒๓ องศาเซนติเกรด เจ้าแห้วก็เหงื่อไหลโชกทั้งตัว อันเนื่องจากความกลัวนั่นเอง เขานอนคลุมโปงตัวสั่นเทาอยู่บนเตียงผ้าใบอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง จนกระทั่งแน่ใจว่าปีศาจเจ้าสัวกิมเบ๊เลิกหลอกหลอนเขา เจ้าแห้วก็ค่อยๆ เลิกชายผ้าห่มที่คลุมศีรษะออกทีละน้อย

มุ้งของเจ้าแห้วถูกตลบขึ้นข้างบน เจ้าแห้วเหวี่ยงผ้าห่มนอนออกแล้วพรวดพราดลุกขึ้นนั่งทอดสายตามองไปบนแท่นอันเป็นที่อยู่ของเซียนกิมเบ๊ แต่แล้วเจ้าแห้วก็เย็นวาบไปหมดทั้งตัวร้องอุทานออกมาคำหนึ่ง

ผีตายซากหรือร่างที่ไม่เน่าไม่เปื่อยของเจ้าสัวกิมเบ๊หายไปแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรอีก หายไปด้วยอำนาจหรืออิทธิฤทธิ์ของปีศาจนั่นเอง เจ้าแห้วมองไปที่ประตูเหล็กตารางสี่เหลี่ยมซึ่งเป็นประตูที่ยืดหดปิดเปิดได้อย่างสบายและใส่กุญแจได้ทั้งด้านนอกและด้านในแบบเดียวกับประตูอาคารพานิชทั้งหลาย ประตูเหล็กยังปิดสนิทและลูกกุญแจอยู่ที่เจ้าแห้ว แต่ผีตายซากคือเจ้าสัวกิมเบ๊หายไปแล้ว

เจ้าแห้วอกสั่นขวัญแขวน เส้นผมบนศีรษะตั้งชันเขาพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็งล้วงมือเข้าไปใต้หมอนหยิบซองธนบัตรและเงินเหรียญออกมาใส่ไว้ในกระเป๋าของเขาแล้วก็คว้าพวงกุญแจลุกขึ้นจากเตียงผ้าใบเดินมาที่ประตูหน้าเก๋งจีน

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือกเมื่อได้ยินเสียงสุนัขตัวหนึ่งหอนเยือกเย็น เขารีบไขกุญแจเปิดประตูเหล็กออกแล้วพาตัวออกไปนอกเก๋งจีนหันมาปิดประตูใส่กุญแจให้เรียบร้อย ต่อจากนั้นเจ้าแห้วก็เดินลัดตัดตรงไปยังเรือนพักพวกคนใช้เพื่อจะไปนอนที่ห้องพักของเขา

บ้าน "พัชราภรณ์" อยู่ในความเงียบสงบ อากาศหนาวเย็นจับใจแต่เจ้าแห้วสนใจกับเจ้าสัวกิมเบ๊มากกว่าความหนาวหรือเรื่องอื่น เมื่อใกล้จะถึงเรือนพักคนใช้ เจ้าแห้วก็หยุดชะงักเพราะได้กลิ่นฝิ่นสุกถูกเผาไฟปลิวมาต้องจมูกเขา กลิ่นนี้หายไปหลายปีแล้วนับตั้งแต่ประเทศไทยเลิกโรงยาฝิ่นและรัฐบาลชุดนั้นได้สั่งเผากล้องตะเกียงเครื่องอุปกรณ์ในการสูบฝิ่นไปจนหมดสิ้น เจ้าแห้วยืนตัวสั่นทำท่าเหมือนจะช็อคตาย เขารู้ดีว่ากลิ่นฝิ่นสุกนี้เกิดขึ้นจากอิทธิฤทธิ์ของเจ้าสัวกิมเบ๊เพราะเมื่อเจ้าสัวยังมีชีวิตอยู่ เจ้าสัวสูบฝิ่นเป็นประจำเรียกว่าเสพติด

เจ้าแห้วแข็งใจเดินตรงมาที่เรือนพักคนใช้ซึ่งเป็นเรือนแถวชั้นเดียวและคนใช้อยู่รวมกันห้องละ ๒ คน ผู้หญิงอยู่ทางด้านขวาผู้ชายอยู่ทางด้านซ้าย เจ้าแห้วอยู่ห้องแรกและได้สิทธิ์พิเศษอยู่ตามลำพัง เขารีบไขกุญแจเปิดประตูห้องออกโดยคิดว่าถ้าเข้าไปอยู่ในห้องและปิดประตูใส่กลอนเสียได้เขาคงจะปลอดภัยและสบายใจขึ้น

ภายในห้องมืดสนิท เจ้าแห้วเลื่อนตัวเข้ามายกมือขวาขึ้นเปิดสวิทช์ไฟ เมื่อไฟฟ้า ๔๐ แรงเทียนสว่างจ้าเจ้าแห้วก็ได้เผชิญกับปีศาจผีตายซากอย่างจังหน้า เจ้าสัวกิมเบ๊ยืนเด่นอยู่ริมหน้าต่างหลังห้อง ร่างอันบอบบางผอมแห้งนุ่งผ้าขาวผืนเดียวเพราะเสี่ยหงวนได้ถอดเสื้อออกปิดทองให้ ใบหน้าและเนื้อตัวของเซียนกิมเบ๊เหลืองอร่ามเหมือนรูปปั้นที่ลงรักปิดทอง เจ้าสัวกิมเบ๊ในสภาพของผีตายซากยืนนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก

เจ้าแห้วร้องเอะอะโวยวายลั่นเมื่อได้รับความหวาดกลัวจนถึงขีดสุดแล้วเขาก็วิ่งออกไปจากห้องพักของเขา ความรักตัวกลัวผีทำให้เจ้าแห้วเที่ยวเคาะประตูห้องเรียกใครต่อใครลั่นไปหมด

ยามดึกเช่นนี้เสียงเจ้าแห้วย่อมดังมาก พวกคนใช้ชายหญิงต่างตกใจตื่นเปิดประตูหน้าห้องออกมาร้องถามเรื่องราวจากเจ้าแห้ว พอรู้ว่าปีศาจผีตายซากสำแดงอิทธิฤทธิ์ออกมาจากเก๋งจีนและเข้ามาอยู่ในห้องนอนของเจ้าแห้วทุกคนก็หวาดกลัวไปตามกัน พวกสาวใช้รีบปิดประตูนอนคลุมโปงทันที พวกคนใช้ออกมายืนจับกลุ่มกันที่ระเบียงหน้าห้องและมองไปทางห้องพักเจ้าแห้วอย่างหวาดๆ

เจ้าช่วงคนใช้เก่าแก่รุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าแห้วซึ่งขณะนี้มีหน้าที่ประจำอยู่ที่โรงครัว มีหน้าที่ช่วยทำงานในโรงครัวทุกอย่างเป็นคนที่ไม่ใคร่กลัวผีเท่าใดนัก ช่วงอยากจะเห็นเท็จจริงจึงกล่าวกับเจ้าแห้วว่า

"แกตาฝาดไปละกรามั้งอ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วขมวดคิ้วย่น

"ตาฝาด กูสาบานได้ไอ้ช่วง กูนอนอยู่ที่เก๋งจีน ท่านเจ้าสัวท่านเดินลงมาจากแท่นตลบมุ้งกูขึ้นกูแทบช็อคตาย กูนอนคลุมโปงอยู่ตั้งนาน แล้วกูก็แง้มผ้าห่มออกดู เจ้าสัวหายตัวไปแล้ว"

"ฮ้า" ช่วงอุทานขึ้นดังๆ "หายออกมาจากศาลน่ะเรอะ"

"เออ แล้วกูจะนอนอยู่ในศาลได้อย่างไร กูเผ่นออกมาจากศาลรีบมาที่นี่ พอไขกุญแจเปิดประตูเข้าไปในห้องกูก็เห็นเจ้าสัวท่านยืนอยู่ที่ข้างหน้าต่างในห้องกู กูตกใจร้องเสียงลั่นแล้วเผ่นออกมา"

พวกคนใช้ต่างทำหน้าตื่นไปตามกัน เจ้าช่วงนิ่งอึ้งไปสักครู่ก็กล่าวขึ้นว่า

"เจ้าสัวท่านเป็นเซียนเป็นผีตายซากจะดุร้ายถึงอย่างนี้เชียวหรือ ต้องดูให้เห็นเท็จจริงสักหน่อยเถอะวะ ใครๆ เขาเคยถูกผีหลอกแต่กูไม่เคยสักที"

แล้วเจ้าช่วงก็พาตัวตรงไปที่ห้องนอนของเจ้าแห้ว พอเลี้ยวเข้าไปในห้องนั้นเจ้าแห้วและพวกคนใช้ก็ได้ยินเสียงช่วงร้องขึ้นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์ เจ้าช่วงเผ่นออกมาจากห้องนั้นอย่างไม่คิดชีวิต เขาวิ่งกลับมาหาพวกคนใช้และยืนตัวสั่นอยู่ข้างราวลูกกรง ใบหน้าของเจ้าช่วงซีดเผือดเหมือนไก่ต้ม

"เป็นยังไงอ้ายช่วง" เจ้าแห้วถามเสียงสั่นเครือ

ช่วงเกือบจะพูดไม่ออก

"เจ้าสัวอยู่ในห้องแกจริงๆ ว่ะ กำลังนอนสูบฝิ่นอยู่บนเตียงแก โอ๊ย เจ้าประคุณเอ๋ย ไหงดุยังงี้ กดกริ่งสัญญาณอันตรายปลุกเจ้านายเถอะวะอ้ายแห้ว ท่านจะได้รู้ว่าเจ้าสัวออกมาจากเก๋งจีน ม่ายแกจะต้องรับผิดชอบถ้าเจ้าสัวไม่ยอมกลับไปอยู่ที่เก๋งจีน"

เจ้าแห้วเห็นพ้องด้วย

"ดีเหมือนกัน ถ้าอย่างไรก็ให้อาเสี่ยกับคุณนวลมาเชิญเจ้าสัวไปจากห้องกู ต่อไปกูไม่กล้าไปนอนที่เก๋งจีนแล้ว บรื้อว์ ขนลุก"

เจ้าแห้วเดินตรงไปที่ตู้เล็กๆ ตู้หนึ่งซึ่งติดอยู่กับเสาและด้านหน้าเป็นแผ่นกระจก ภายในตู้มีปุ่มสวิทช์ไฟอันหนึ่งที่ศาสตราจารย์ดิเรกทำไว้ทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" ใครกดปุ่มนี้เข้ากริ่งสัญญาณตามห้องต่างๆ ที่ตึกใหญ่ ตึกเล็กและที่เรือนคนใช้ก็จะดังกังวานขึ้นเป็นเวลา ๒ นาที และหยุดไปเองเป็นสัญญาณบอกเหตุอันตราย เป็นต้นว่ามีคนร้ายบุกเข้ามาในบ้าน เกิดไฟไหม้หรือคนในบ้านได้รับภัยอัยตรายอย่างร้ายแรงซึ่งอาจจะต้องเสียชีวิตได้

เสียงออดสัญญาณดังกังวานทั่วบ้าน "พัชราภรณ์" ยามดึกสงัด คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางตลอดจนเจ้าคุณปัจจนึกฯ และคุณหญิงวาด มีกริ่งหรือออดสัญญาณทุกห้องนอนร้องตะโกนเรียกกันลั่นไปหมด นิกรออกมาจากห้องนอนเป็นคนสุดท้ายห่มผ้านวมผืนใหญ่คลุมศีรษะตลอดปลายเท้า มือขวาถือปืนยิงเร็ว

"โจรปล้นบ้านหรืออย่างไร" นิกรถามเสียงงัวเงีย "ใครกดสัญญาณอันตรายวะ แหม-กำลังหลับสบายทีเดียว"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยท่านผู้ใหญ่ทั้งสามยืนจับกลุ่มอยู่ที่เฉลียงหลังตึกและทอดสายตามองลงไปข้างล่าง เจ้าแห้ววิ่งมาตามถนนคอนกรีตหยุดยืนข้างเรือนพักร้อนหรือศาลาไทย เงยหน้ามองขึ้นมาบนหลังตึกใหญ่

"มีอะไรเกิดขึ้นวะอ้ายแห้ว" พล.ต.พลร้องถาม

"รับประทานเจ้านายลงมาข้างล่างเถอะครับ เจ้าสัวท่านหนีออกจากเก๋งจีน"

นิกรสะดุ้งโหยง

"หา แกว่ายังไงนะอ้ายแห้ว ใครหนี"

"รับประทานเจ้าสัวครับ"

"อุ๊ย" นิกรอุทานขึ้นด้วยความตกใจและหันมามองดูหน้าเสี่ยหงวน "เตี่ยเอาเรื่องละโว้ย ลงออกมาเพ่นพ่านนอกเก๋งพวกเราก็ยุ่งเท่านั้น"

คุณหญิงวาดกับสี่นางหน้าเสียไปตามกัน แล้วคุณหญิงก็กล่าวกับสี่นางอย่างหวาดๆ

"เราอย่าลงไปเลยนะ เรื่องนี้เราไม่ควรจะยุ่งเกี่ยวด้วย เจ้าสัวแกนั่งอยู่นานๆ คงจะเมื่อยแล้วก็ออกมาเดินเล่นนอกศาล คงไม่ตั้งใจจะหลอกหลอนใครหรอก ให้อ้ายกรไปเชิญแกกลับไปเก๋งจีนก็หมดเรื่อง"

นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แฮ่ะ แฮ่ะ ให้อ้ายหงวนเถอะครับเพราะเป็นพ่อลูกกันพอพูดทำความเข้าใจกันได้"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดตัดบท

"ลงไปข้างล่างเถอะโว้ยพวกเรา ต้องรู้รายละเอียดจากอ้ายแห้วเสียก่อน ความจริงผีตายซากแบบนี้น่ะไม่เคยปรากฏว่ามีฤทธิ์เดชอะไรเลย"

แล้วท่านเจ้าคุณก็เดินนำหน้าพาคณะพรรคสี่สหายผ่านระเบียงหลังตึกลงบันไดไปข้างล่าง พลกระชากผ้าห่มนวมออกจากร่างของนิกรเหวี่ยงทิ้งไว้ข้างบันไดทำให้นิกรหนาวสั่นบ่นพึมพำ

ไฟฟ้าในห้องโถงถูกเปิดสว่างจ้า พลถอดกลอนเปิดประตูหลังตึกรับเจ้าแห้วพอประตูเปิดเจ้าแห้วก็ถลันเข้ามาในห้องในท่าทางหวาดหวั่น

"ว่าไงอ้ายแห้ว" เสี่ยหงวนกล่าวถามทันที "เตี่ยกันหนีออกมาจากเก๋งจีนจริงๆ หรือ"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ฟังโดยละเอียดตั้งแต่เจ้าแห้วนอนคลุมโปงอยู่บนเตียงผ้าใบในเก๋งจีนและเซียนกิมเบ๊ลงมาเดินเพ่นพ่านตลบมุ้งเขาขึ้น เจ้าสัวได้พูดกับเขา ขอร้องให้เขาช่วยแกะแผ่นทองคำเปลวที่ปิดนัยน์ตาออกเพราะอึดอัดที่มองไม่เห็นอะไร นอกจากนี้ยังบอกเจ้าแห้วว่าไม่ต้องกลัวตายไปแล้วก็เป็นผีเหมือนกัน เจ้าแห้วไปนอนที่เรือนพักคนใช้เมื่อเจ้าสัวกิมเบ๊หายไป แต่ก็ปรากฏว่าเจ้าสัวกิมเบ๊ไปอยู่ที่ห้องนอนของเขา เขาร้องเอะอะโวยวายด้วยความตกใจปลุกพวกคนใช้ให้ลุกขึ้น เจ้าช่วงอยากจะเห็นเท็จจริงจึงเข้าไปดูในห้องนอนของเขาแล้วเจ้าช่วงก็ได้เผชิญหน้ากับเจ้าสัวกิมเบ๊อย่างจริงจังทำให้เจ้าช่วงวิ่งหนีออกมาจากห้องตกใจแทบสิ้นสติ เจ้าแห้วยอมรับว่าเขาเป็นคนกดสัญญาณอันตรายเอง

พอเจ้าแห้วเล่าจบลูกชายของสี่สหายก็พากันเข้ามาในห้องโถงอย่างร้อนรนทุกคนมีปืนพกอยู่ในมือคนละกระบอก

"อะไรกันครับพ่อ" ร.อ.พนัสถามบิดาของเขา

พลยิ้มให้ลูกชาย

"ก๋งแกทำยุ่งแล้วรู้ไหม หลอกอ้ายแห้วและอ้ายช่วง"

ร.อ.นพนัยน์ตาเหลือก มองดูหน้ากิมหงวนในท่าทีหวาดกลัวผีปีศาจ

"ก๋งอาละวาดหรือครับลุง"

เสี่ยหงวนฝืนหัวเราะ

"อย่าใช้คำว่าอาละวาดเลยวะ แกคงจะล้ออ้ายแห้วและอ้ายช่วงเล่นเท่านั้น ถ้าอาละวาดก็คงจะบีบคออ้ายแห้วเท่งทึงไปแล้ว"

เสี่ยตี๋กล่าวถามเจ้าแห้วทันที

"ก๋งทำยังไงบ้างเล่าให้ฟังซิ"

เจ้าแห้วต้องเสียเวลาเล่าให้นายทหารหนุ่มทั้งสี่คนฟังอีกครั้งหนึ่ง พนัส นพ สมนึกและศาสตราจารย์ดำรงต่างซักถามอย่างละเอียดถี่ถ้วน ในที่สุดศาสตราจารย์ดำรงก็กล่าวกับบิดาของเขา

"ว่ายังไงครับพ่อ ในฐานะที่พ่อเป็นนักวิทยาศาสตร์พ่อเชื่อหรือยังว่าผีปีศาจมีจริง"

นายพลดิเรกยิ้มแห้งๆ

"เชื่อมานานแล้วโว้ย"

"นั้นน่ะซีครับ ผมก็เหมือนกัน น้ากรกับอ้ายนพค่อยๆ เปลี่ยนใจผมทำให้ผมกลัวผีและเชื่อว่าผีมีจริงๆ ที่ผมเป็นนักวิทยาศาสตร์"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ผีน่ะมันมีแหงๆ ฉันน่ะถูกผีหลอกมาหลายหนแล้ว คุณตาของแกท่านก็ถูกผีหลอกจนถึงกับจับไข้หัวโกร๋น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หันมาทำตาเขียวกับนิกร

"ใครบอกแกล่ะ"

พลกล่าวกับเจ้าแห้วด้วยเสียงหนักๆ

"ไป พาพวกเราไปที่เรือนคนใช้ เราต้องการพิสูจน์ความจริงให้รู้แน่ว่าเตี่ยอยู่ในห้องแกหรือเปล่า ถ้าพบเตี่ยในห้องของแกฉันจะพูดกับกับเตี่ยเอง ฉันเป็นลูกหลานของเตี่ยฉันไม่กลัวเตี่ยหรอก"

"อ้ายพล" นิกรพูดยานคาง "โบราณว่าผีดุเสือดุอย่าเข้าใกล้ เตี่ยน่ะแกเท่งทึงไปแล้ว แกมีอิทธิฤทธิ์ทำได้ต่างๆ นาๆ ทำคอยืดคอยาวหรือจะทำให้เป็นยังไงก็ได้รวมความเห็นเตี่ยแล้วมีหวังชักดิ้นชักงอด้วยความตกใจ"

"เอาเถอะน่า กันอยากเห็นอยากฟังเตี่ยพูดกับกัน ถ้าผีคนอื่นกันอาจจะกลัว" แล้วเขาก็หันมาทางศาสตราจารย์ดิเรก "หรือยังไงหมอ"

นายพลดิเรกยิ้มแห้งๆ

"กันยอมรับว่าตอนนี้กันชักกลัวผีเสียแล้วว่ะ"

"อ้าว" พลอุทาน "เป็นยังงั้นไป แกเป็นนักวิทยาศาสตร์..."

"ออไร๋ นักวิทยาศาสตร์ก็มีชีวิตจิตใจมีความกล้าและมีความกลัวเหมือนกันนี่โว้ย"

การสนทนาสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ คณะพรรคสี่สหายกับลูกชายของเขาและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างพากันเดินออกไปทางหลังตึกท่ามกลางความเงียบสงบ พอลงบันไดตึกเสียงสุนัขหลายตัวก็หอนขึ้นรับกันเป็นทอดๆ ร.อ.นพยกมือขวากอดเอวนิกรแน่

"พ่อ หมามันหอน"

"เออ ได้ยินแล้ว" นิกรพูดเสียงสั่นๆ

"เขาว่าหมามันหอนเพราะมันแลเห็นผีใช่ไหมพ่อ"

"ว้า" นิกรเอ็ดตะโร "กูยิ่งกำลังปอดลอยอยู่มึงจะซักหาตวักตะบวยอะไรวะ"

"แล้วกัน ผมนึกว่าพ่อไม่กลัวผี"

นิกรค้อนควับ

"ไม่กลัวผีแล้วจะไปกลัวอะไรวะ"

ทุกคนเดินรวมกลุ่มตรงไปยังเรือนพักคนใช้ แสงไฟที่หน้าเรือนคนใช้ส่องสลัวลาง พวกคนใช้ในราว ๑๐ คนรวมกลุ่มกันอยู่บนคอนกรีตหน้าเรือนพัก พวกคนใช้มีขวัญและกำลังใจดีขึ้นเมื่อเห็นเจ้านายเดินเข้ามา เจ้าช่วงปราดเข้ามารับหน้า อาเสี่ยกิมหงวนกล่าวถามทันที

"ว่าไงโว้ยอ้ายช่วง แกเห็นเตี่ยฉันในห้องเจ้าแห้วจริงๆ น่ะหรือ"

ช่วงทำท่าขนพองสยองเกล้า

"เห็นจริงๆ ครับอาเสี่ย ผมเห็นท่านเจ้าสัวนอนสูบฝิ่นอยู่บนเตียงเจ้าแห้วครับ ผมตกใจแทบลมจับวิ่งออกจากห้องแทบไม่ทัน"

เสี่ยหงวนทำหน้าชอบกล

"แกเห็นเตี่ยกำลังสูบยา "

"ครับ"

"แล้วเตี่ยไปเอากล้องตะเกียงมาจากไหน"

นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างหวาดๆ

"ด้วยอิทธิฤทธิ์ของเตี่ยนั่นแหละทำให้อ้ายช่วงเห็นไปอย่างนั้น เมื่อครั้งเตี่ยยังมีชีวิตอยู่เตี่ยติดฝิ่นงอมแงม สูบฝิ่นเสียตัวเหม็นเป็นยาฝิ่น อมกล้องยาฝิ่นจนปากบาน นั่งที่ไหนก็หลับตาเกาแกร็กๆ พูดช้าๆ แต่เจ้าความคิด เตี่ยผอมกะหร่องตัวเหลืองอ๋อยแบบสิงห์อมควัน สูบฝิ่นเข้าไปแล้วใจดีเคยให้เงินกันใช้บ่อยๆ ทีละพันสองพัน แล้วยังสอนกันว่าอย่าริอ่านสูบฝิ่นเหมือนอย่างเตี่ย"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง ร.อ.พนัสยกมือตบหลัง ร.อ.สมนึกค่อนข้างแรงแล้วกล่าวว่า

"แกกับฉันขึ้นไปบนเรือนคนใช้และเข้าไปดูก๋งในห้องอ้ายแห้วให้เห็นเท็จจริงหน่อยเถอะวะ เดี๋ยวนี้อ้ายรงกับอาหมอกลายเป็นคนกลัวผีไปเสียแล้ว อากรกับอ้ายนพน่ะไม่ต้องพูดถึงเอาเหรียญทองไปกินทั้งคู่ ขึ้นไปหาก๋งเถอะวะ"

สมนึกยิ้มเล็กน้อย

"ดีเหมือนกันกันจะได้ขอสายสร้อยกับหลวงพ่อที่คอก๋ง ก๋งสวมติดคอไว้วันหนึ่งก็คงไม่แคล้วเป็นเหยื่ออ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งเฮือก

"โอ๊ย ไม่รับประทานละครับ ต่อนี้ไปผมไม่กล้าไปนอนเฝ้าเก๋งจีนอีกแล้ว"

พนัสกับเสี่ยตี๋ต่างเดินเคียงคู่กันขึ้นบันไดไปบนเรือนพักคนใช้ สองสหายหนุ่มบุกเข้าไปในห้องพักของเจ้าแห้วซึ่งเจ้าแห้วเปิดไฟฟ้าทิ้งไว้ แต่ในห้องไม่ปรากฏร่างของผีตายซากหรือเจ้าสัวกิมเบ๊ อย่างไรก็ตามพนัสกับสมนึกต่างได้กลิ่นเหม็นสางเหมือนกับซากศพแห้งๆ ปลิวมาต้องจมูก

"ไม่เห็นมีอะไรเลย" ลูกชายของพลกล่าวขึ้น "ทั้งอ้ายแห้วกับอ้ายช่วงคงจะมีอุปาทานมองเห็นไปเอง หรือม่ายก็เป็นภาพลวงตาที่เกิดจากประสาทหลอน อันเนื่องจากจิตใจหวาดกลัวผี"

สมนึกเห็นพ้องด้วย

"ก็ควรจะเป็นอย่างนั้น" แล้วเขาก็แกล้งร้องเรียกเจ้าสัวกิมเบ๊ดังๆ "ก๋ง ก๋งจ๋า ก๋งจ๋า"

มีเสียงขานรับดังขึ้นข้างซอกตู้

"โอ๋ย ก๋งอยู่นี่โว้ยอาตี๋"

พนัสกับเสี่ยตี๋เย็นวาบไปตามกัน แต่ลูกชายของพลยังไม่เชื่อว่าเสียงที่พูดนี้เป็นเสียงของเจ้าสัวกิมเบ๊ เข้าใจว่าเป็นเสียงของมนุษย์ที่แกล้งสวมรอยทำเป็นผี ร.อ.พนัสถือปืนพกเดินปราดไปที่ตู้เสื้อผ้าใบนั้นและยกปืนพกขึ้นจ้องเตรียมพร้อมที่จะปล่อยกระสุน ๑๑ มม. ออกจากลำกล้องของมัน

และแล้วลูกชายของพลก็ยืนตะลึงไปชั่วขณะ ใบหน้าของพนัสซีดเผือด แสดงความหวาดกลัวเหลือที่จะกล่าว พอได้สติเขาก็วิ่งปราดเข้ามาหาเสี่ยตี๋เพื่อนเกลอของเขา

"แกเห็นก๋งหรืออย่างไร" สมนึกถามเสียงสั่น

"ใช่ ก๋งยืนอยู่ข้างซอกตู้และยิ้มให้กัน"

"เอ๊ะ ถ้ายังงั้นล่าถอยเถอะวะเรา"

พนัสยิ้มแห้งๆ

"แกเดินไปดูหน่อยซี บางทีนัยน์ตากันอาจจะฝาดไปก็ได้"

เสี่ยตี๋ส่ายหน้า

"อย่าดีกว่า กันชักปอดแล้วโว้ย เรื่องผีนี่มันชอบกล บทไม่กลัวก็ไม่กลัว แต่พอนึกจะกลัวขึ้นมามันก็กลัวจนเสียขวัญ ไปเถอะโว้ยนัส"

สองสหายต่างล่าถอยออกมาจากห้องเจ้าแห้ว รีบลงบันไดตรงเข้ามาหาสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ และนพกับศาสตราจารย์ดำรง พร้อมด้วยเจ้าแห้วกับพวกคนใช้อีกประมาณ ๑๐ คน

"เห็นก๋งแกหรือเปล่า" เสี่ยหงวนกล่าวถามสองสหายอย่างเป็นงานเป็นการ

ร.อ.พนัสฝืนหัวเราะทั้งๆ ที่เสียขวัญ

"อาหงวนขึ้นไปดูซีครับ ก๋งยืนอยู่ข้างซอกตู้ในห้องอ้ายแห้ว"

ทุกคนสะดุ้งโหยงและมองขึ้นไปทางหน้าห้องเจ้าแห้วอย่างหวั่นหวาด อาเสี่ยยกมือจับแขนนิกร แล้วกล่าวถามขึ้นด้วยเสียงหนักๆ

"ไป....อ้ายกร"

"ไปไหนวะ" นิกรถาม

"ขึ้นไปหาเตี่ยในห้องอ้ายแห้ว"

นิกรทำท่าเหมือนกับจะเป็นลม

"ไหงมาชวนคนกล้าอย่างกันล่ะโว้ย ชวนอ้ายพลหรือคุณพ่อซี"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นทันที

"ไปกับอาอ้ายหงวน อาไม่กลัวเจ้าสัวหรอก เพราะอย่างไรก็เคยเป็นเพื่อนกันมาและเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ก็ให้ความช่วยเหลือเขามากมายในด้านการค้า ไม่เคยทำให้เจ้าสัวเดือดเนื้อร้อนใจเพราะอาเลย"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"เจอเตี่ยเข้าคุณพ่ออาจจะช็อคตายนะครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมาทำตาเขียว

"มือไม่พายอย่าเอาตีนราน้ำหน่อยเลยวะ" พูดจบท่านก็ยกมือขวาจับแขนซ้ายอาเสี่ยพาเดินขึ้นบันไดไปบนเรือนคนใช้และตรงไปยังห้องนอนของเจ้าแห้ว

ทั้งสองหยุดชะงักหน้าประตูห้อง

"คุณอานำหน้าซีครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เอียงคอยิ้ม

"แกเป็นลูกชายเจ้าสัว แกเข้าไปก่อน อาได้กลิ่นฝิ่นโว้ย"

"นั่นน่ะซีครับ ผมชักปอดแล้วซิ กลิ่นฝิ่นมันออกมาจากห้องนอนเจ้าแห้ว เตี่ยชักจะดุมากไปแล้ว" พูดจบอาเสี่ยก็ร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"เตี่ย"

"โว้ย เข้ามาซีอ้ายหงวน ขาก...."

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื๊อก

"ไม่เอาละครับ ผมเปิดละ"

"อ้าว เฮ้ย ไปไหนล่ะอ้ายหงวน"

อาเสี่ยรีบเดินลงไปจากเรือนพักคนใช้ด้วยความหวาดกลัว ทำให้ท่านเจ้าคุณเสียขวัญรีบติดตามไปด้วย ใครต่อใครที่ยืนจับกลุ่มอยู่ข้างล่างทำหน้าตื่นไปตามกัน ก่อนที่ใครจะพูดอะไร ทุกคนก็แลเห็นผีตายซากคือเจ้าสัวกิมเบ๊ พาร่างอันผอมกะหร่องบอบบางเดินออกมาจากห้องนอนของเจ้าแห้ว หลายคนร้องขึ้นด้วยความตกใจ ผีตายซากเดินมาหยุดยืนที่ราวลูกกรงทอดสายตามองลงมาข้างหน้า

ศาสตราจารย์ดิเรกกระซิบถามลูกชายของเขาด้วยเสียงสั่นเครือ

"อิส แด๊ท ผีตายซ้าก"

"ครับใช่"

นายพลดิเรกกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เวอรี่ วันเด้อรฟุล ตายแล้วทำไมถึงเดินได้"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ เจ้าสัวกิมเบ๊ได้เดินงุ่มง่ามลงบันไดมาในสภาพของผีตายซาก พ.อ.นิกรร้องขึ้นสุดเสียง

"เปิดโว้ย ตัวใครตัวมันโว้ย"

เท่านี้เอง เจ้าแห้วกับพวกคนใช้ก็ห้อแน่บไปคนละทิศละทางด้วยความรักตัวกลัวผีตายซาก นิกรกับ ร.อ.นพวิ่งตรงไปทางตึกใหญ่ คงเหลือ พล.ต.พล อาเสี่ยกิมหงวน ศาสตราจารย์ดิเรก เจ้าคุณปัจจนึกฯ ร.อ.พนัส ร.อ.สมนึกและร.อ.ดำรง ยืนรวมกลุ่มองดูเจ้าสัวกิมเบ๊อย่างหวาดหวั่น

นายพลดิเรกใจเต้นระทึกเมื่อแลเห็นเจ้าสัวกิมเบ๊เดินใกล้เข้ามา เขายกมือขวาจับแขนซ้ายลูกชายของเขาเขย่าเบาๆ แล้วพูดเสียงแหลมเล็กแต่สั่นเครือ

"เปิดเรอะ"

ศาสตราจารย์ดำรงฝืนยิ้มแห้งๆ

"เสียงพ่อไหงเป็นอย่างนี้..."

"พ่อกำลังกลัวผีหลอดเสียงเลยเสีย โอ๊ย-เตี่ยเดินใกล้เข้ามาแล้ว

เผ่นเถอะโว้ยดำรง"

ร.อ.ดำรง พยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง

"อย่าเผ่นพ่อ เราต้องพิสูจน์ความจริง เพราะเราเป็นนักวิทยาศาสตร์"

คราวนี้นายพลดิเรกเอ็ดตะโรลั่น

"พิสูจน์ตวักตะบวยอะไรอีกวะ ผีก๋งแกเห็นอยู่แหงๆ อย่างนี้ยังจะต้องพิสูจน์อะไรอีกหรือ พ่อไปละโว้ย นักวิทยาศาสตร์ก็รู้จักกลัวผีเหมือนกัน" พูดจบศาสตราจารย์ ดิเรกก็โกยอ้าวไปจากที่นั้น

"พ่อ...รอผมด้วย" ศาสตราจารย์ดำรงตะโกนลั่นแล้ววิ่งไล่ตามนายพลดิเรกไป

พลกับเสี่ยหงวนและพนัสกับสมนึก พร้อมด้วยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถึงแม้จะหวาดกลัวเจ้าสัวกิมเบ๊เพียงใด แต่ก็ทำใจดีสู้ผี ทุกคนจ้องมองดูเจ้าสัวกิมเบ๊หรือผีตายซากซึ่งยืนอยู่ข้างซุ้มพุทธรักษา ท่านเจ้าคุณยกมือขวาตบบ่ากิมหงวนเบาๆ แล้วพูดเสียงสั่นว่า

"เข้าไปเจรจากับเตี่ยแกหน่อยซิ บอกให้เตี่ยแกเข้าใจว่าเขามีฐานะเป็นเซียนผู้วิเศษ เจ้าสัวควรจะอยู่ที่เก๋งจีนหรือศาลเจ้า เพื่อให้ลูกหลานญาติพี่น้องและคนที่เลื่อมใสเคารพบูชา ไม่ควรจะออกมาเพ่นพ่านอย่างนี้ ซึ่งเป็นลักษณะของผีจรจัด"

ผีตายซากกล่าวขึ้นดังๆ

"หน็อยแน่....อาเจ้าคุงว่ายังไงนะ อั๊วเป็นผีเจ้าสัวโว้ย ไม่ใช่ผีจรจัด" แล้วเจ้าสัวก็ขากเสียงลั่น ตามนิสัยเมื่อเขายังมีชีวิตอยู่ "ขาก "

เสี่ยหงวนทำคอย่น มองดูปีศาจเตี่ยของเขาอย่างเดือดดาล

"ขากอีกแล้ว"

ผีตายซากค้อนควับ

"มังคังคอหอยโว้ย หมวงแมวเอาตีงเขี่ย เตี่ยขากเป็นยังไงไป ไม่ล่ายขากรกหัวมึง เก๋าเจ๊ง "

เสี่ยหงวนหัวเราะหึๆ มีขวัญและกำลังใจดีขึ้น เขาเดินเข้าไปหาเจ้าสัวกิมเบ๊และยกมือไหว้อย่างนอบน้อม

"เตี่ยจ๋า กลับไปอยู่ที่เก๋งจีนเถอะ เตี่ยหนีออกมาอย่างนี้ ทำให้พวกเราวุ่นวายกันไปทั้งบ้าน"

ผีตายซากพยักหน้า

"ปูเหลียวก่อง เตี่ยต้องพบกับอานิกรกับลูกชายก่อง อาหมอกับลูกชายล่วย เตี่ยเสียใจที่เขากลัวเตี่ยวิ่งหนีเตี่ย ทำอย่างนั้นเหมืองไม่ใช่ลูกหลาง" พูดจบเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ขากอีก "ขาก "

"ขากอีกแล้ว" เสี่ยหงวนตวาดแว็ด

ผีตายซากเดินรี่เข้ามาหยุดยืนห่างจากพล พนัส สมนึกและเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพียงเล็กน้อย เจ้าสัวกิมเบ๊ยิ้มให้เจ้าคุณ แล้วกล่าวทักด้วยเสียงแหบแห้ง

"ซาหวักลีคับอาเจ้าคุง"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งเฮือก แล้วถอยหลังกรูด

"ทักลูกหลานเถอะ อย่าทักฉันเลยเจ้าสัว"

"ว้า-พูกยังงี้ ปูเหลียวอั๊วหักคอเลย ชอบพอกันทักไม่ล่ายหรือ" แล้วผีตายซากก็หันมาทางพล.ต.พล

"เป็นยังไงอาพลเว้ย ลื้อแก่ไปแยะ อั๊วลีใจที่ลื้อล่ายเป็งนายพล"

พลยกมือไหว้อย่างหวาดๆ

"ขอบคุณครับ เตี่ยสบายดีหรือครับ"

"โอ้ย-สิบายอะไร ร้อนฉิบหาย นายผีมันจะเอาแต่เงิน ให้เงินมันก็ลี ไม่ให้เงินมัน มันก็แกล้งใช้ทำงาน เมืองมนุษย์หรือเมืองผีก็เหมืองกัง ใครมีเงินก็สิบาย ไม่มีเงินก็แย่" พูดจบเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ถอดสร้อยคอทองคำ ซึ่งมีพระเลี่ยมทองสององค์ออกจากศีรษะแล้วส่งให้ร.อ.สมนึกหลานปู่อันแท้จริงของเขา

"เอาไปอาตี๋ ก๋งให้ลื้อ"

เสี่ยตี๋ถอยหลังกรูด

"ไม่เอาละครับ"

"เอาน่อ ก๋งให้ทำไมไม่เอา ก๋งอยากกอดเอ็งหน่อยเลียวเท่านั้น เข้ามาเอาซิ"

"ไม่ไหวละครับ ก๋งเป็นผีไม่ใช่คน หน้าตาไม่เอาไหน ถึงปิดทองก็ดูไม่ได้ เวลายิ้มเห็นฟันสองซีกเท่านั้น"

เจ้าสัวกิมเบ๊แสดงท่าทีโกรธเคืองหลานชายของเขา เขายกสายสร้อยขึ้นสวมคอตามเดิม

"ไม่เอาก็ตามใจมึง เก๋าเจ๊ง" แล้วเจ้าสัวกิมเบ๊ผีตายซากก็หมุนตัวกลับ พาตัวเดินไปจากหน้าเรือนพักคนใช้อย่างร้อนรน ทุกคนตื้นเต้นประหลาดใจไปตามๆ กัน เมื่อเห็นร่างของเจ้าสัวกิมเบ๊หายวับไปทางข้างตึกโรงครัว

ขณะนี้เป็นเวลาดึกมากแล้วหรือใกล้ถึงเวลา ๒.๐๐ น. ของวันใหม่แล้ว

ที่โรงรถหน้าตึกใหญ่ของบ้าน "พัชราภรณ์" บรรดานักกลัวผีทั้งหลายได้มาประชุมกันที่นี่ มีนิกรกับลูกชายของเขาและนักวิทยาศาสตร์สองพ่อลูก ซึ่งบัดนี้กลายเป็นคนกลัวผีขนาดหนักไปแล้ว นอกจากนี้ก็มีเจ้าแห้วกับเจ้าช่วงและพวกคนใช้อีก ๗-๘ คน

นายพลดิเรกมองไปทางหน้าตึกใหญ่และเม้มปากแน่น เขาหันมาทางนิกร พอสบตานิกรต่างคนก็ยิ้มให้กัน

"เป็นยังไงหมอ" นิกรถาม "แกเคยว่าผีเป็นเรื่องเหลวไหลไร้สาระแกเคยหัวเราะเยาะกัน แต่ทำไมคืนนี้แกถึงได้กลัวผีเตี่ยจนหน้าตาซีดเผือดอย่างนี้"

ศาสตราจารย์ดิเรกฝืนหัวเราะ แล้วพูดอย่างไว้เหลี่ยม

"กันไม่ได้กลัวผี แต่กันกลัวศพเตี่ยที่เดินได้เคลื่อนไหวได้"

ร.อ.นพ หัวเราะก๊าก แล้วพูดเสียงลั่นโรงรถ

"นั่นแหละครับ น้าหมอยอมรับว่ากลัวผีขนาดหนัก ตอนนี้น้าหมอกับอ้ายรงเอาเหรียญทองและเหรียญเงินไปกินแล้ว"

นายพลดิเรกยิ้มอายๆ

"แล้วใครได้เหรียญทองแดงล่ะวะ"

"สามคนด้วยกันครับ" นพพูดพลางหัวเราะพลาง "ผมกับพ่อและอ้ายแห้ว ออกวิ่งมาจากหน้าเรือนคนใช้พร้อมๆ กัน"

พ.อ.นิกรกล่าวกับศาสตราจารย์ดิเรกอย่างเป็นงานเป็นการ

"ความจริงเตี่ยไม่ใช่ผู้วิเศษตามที่เราเข้าใจกันหรอก แต่เตี่ยเป็นปีศาจร้ายที่เราปล่อยไว้ไม่ได้แน่ เตี่ยไม่ใช่ผีตายซากแบบอึ่งอ่างถูกรถทับ เตี่ยตายไป ๒๐ กว่าปีแล้วร่างกายไม่เน่าไม่เปื่อยก็เพราะเตี่ยเป็นผีดิบ ขืนปล่อยให้เตี่ยอาละวาดอยู่ในบ้านเรา พวกเราก็คงจะถูกหลอกหลอนจนตกใจตาย" แล้วนิกรก็ร้องตะโกนขึ้นเสียงดังๆ "พี่น้องทั้งหลายฟังข้าพเจ้า เราต้องร่วมมือกันกำจัดปีศาจผีดิบเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยอ้ายหงวน เพื่อความร่มเย็นเป็นสุขของพวกเรา"

พวกคนใช้และเจ้าแห้วต่างไชโยโห่ร้องลั่น นายพลดิเรกกับศาสตราจารย์ดำรงสองพ่อลูกเห็นพ้องด้วยกับนิกร ศาสตราจารย์ดิเรกกล่าวขึ้นทันที

"เป็นความคิดที่ดีมาก อ้ายกร"

ร.อ.ดำรงพูดเสริมขึ้น

"ผมร่วมมือด้วยครับ น้ากร พวกเราทั้งหมดขอยกให้น้ากรเป็นผู้นำ"

นิกรสะดุ้งเฮือกแล้วฝืนหัวเราะ

"ให้อ้ายแห้วดีกว่า"

"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องเสียงลั่น "รับประทานผมน่ะกลัวเจ้าสัวจนอุจจาระขึ้นไปอยู่บนหัวขมองหมดแล้ว" แล้วเจ้าแห้วก็ทำท่าขนพองสยองเกล้า "บรื้อว์ รับประทานยืนอยู่ในห้องผม ผอมกะหร่องซี่โครงบานพะเยิบพะยาบปิดทองเหลืองอร่ามทั้งตัว เห็นแล้วผมแทบชัก รับประทานให้คุณหมอเป็นผู้นำเถอะครับ"

ความละอายใจและความเจ็บใจตัวเองที่เขากลัวผี หมดศักดิ์ศรีนักวิทยาศาสตร์ ทำให้นายพลดิเรกยอมรับหน้าที่เป็นหัวหน้ากำจัดผีตายซากเจ้าสัวกิมเบ๊ทันที

"โอ.เค. กันยอมรับเป็นหัวหน้าเอง แต่อ้ายกรต้องเป็นผู้ช่วยกัน"

"ตกลง" นิกรพูดเสียงหนักแน่น

เสียงตบมือเสียงไชโยโห่ร้องของเจ้าแห้วและพวกคนใช้ดังขึ้นอีกครั้งหนึ่ง บรรดาคนใช้เหล่านี้รู้สึกเกรงกลัวปีศาจผีตายซาก จึงอยากจะกำจัดเสีย

หัวหน้าและรองหัวหน้าปราบผีต่างปรึกษาหารือกันอย่างเป็นงานเป็นการ นายพลดิเรกถามนิกรว่า

"เราจะปราบแบบไหนดีล่ะ อ้ายกร"

นิกรตอบโดยไม่ต้องคิด

"เอายาเบื่อให้กินดีไหม"

นายพลดิเรกนัยน์ตาเหลือก

"ผีนะโว้ยไม่ใช่หมา"

นิกรฝืนหัวเราะ

"ขอโทษที หมาหลังบ้านมันกำลังหอน กันนึกถึงหมาก็เลยพูดถึงเรื่องยาเบื่อ สำหรับเตี่ย แกเป็นผีดิบหรือผีตายซาก เราต้องช่วยกันทุบทีให้อยู่ด้วยไม้พลองหรือฟันแทงด้วยดาบให้ร่างกายขาดเป็นท่อนๆ และช่วยกันเอาไฟเผาให้สิ้นซาก"

ศาสตราจารย์ดำรงสบตากับนิกร เขาก็กล่าวขึ้นว่า

"รุนแรงกับศพก๋งอย่างนี้ ไม่กระทบกระเทือนใจลุงกิมหงวนหรือครับ"

นิกรทำตาเขียวกับร.อ.ดำรง

"ก็ช่างมันประไรล่ะ เตี่ยมันเสือกมาหลอกเราทำไม" พูดจบนิกรก็ร้องบอกเจ้าแห้วและพวกคนใช้ "เอาโว้ยพวกเรา ไปหาคบเพลิงไม้พลองตะบองสั้นมีดพร้ากระท้าขวาน หอกดาบสามง่ามหรือปังตอ เอามาเท่าที่จะหามาได้แล้วมารวมกำลังกันที่นี่เพื่อเราจะได้ฆ่าผีดิบหรือผีตายซากเจ้าสัวกิมเบ๊เตี่ยอ้ายหงวน ผีที่ดุขนาดนี้เอาไว้ไม่ได้ ไป....แยกย้ายกันไปหาคบเพลิงและอาวุธมา"

เจ้าแห้วกับพวกคนใช้ประมาณ ๙ คน ต่างผละกันไปจากโรงรถ มีการโห่ร้องกันเกรียวกราวราวกับว่าเป็นเวลากลางวันหรือเป็นเวลาหัวค่ำ ศาสตราจารย์ดิเรกล้วงกระเป๋ากางเกงข้างขวาหยิบปืนพกรีวอลเวอร์ ๙ ม.ม. ออกมาควงเล่น แล้วยิ้มให้นิกรซึ่งเป็นรองหัวหน้าปราบผี

"กันจะยิงปีศาจเตี่ยด้วยปืนพกคู่มือของกัน"

นิกรทำหน้าเหยเก

"ไม่มีประโยชน์หรอกเพื่อน เตี่ยแกตายไปนานแล้ว มีแต่ร่างกายภายนอกที่เหี่ยวแห้งไม่เน่าไม่เปื่อย แกใช้ปืนยิงถึงกระสุนทะลุร่างเตี่ย แต่เตี่ยก็จะไม่รู้สึกเจ็บปวดแม้แต่น้อย แรงปีศาจอาจจะทำให้เตี่ยโกรธแค้นแก ปรี่เข้ามาหักคอแกได้"

ศาสตราจารย์ดำรงกล่าวกับบิดาของเขา

"เอาเหล็กงัดยางในรถดีกว่าพ่อ พ่อกับผมเลือกหาเหล็กงัดยางคนละอันตีก๋งให้หมอบไปเลย ผมจะตีขาก๋งพ่อคอยตีหัว"

นิกรหัวเราะชอบใจ

"เออ-ใช้เหล็กงัดยางค่อยเข้าทีหน่อย สำหรับน้า มีไม้พลองขนาดพลองลูกเสือพิงอยู่นั่นอันหนึ่งแล้ว พ่อตีให้ร้องเจี๊ยกเลย"

ศาสตราจารย์ดำรงทำตาปริบๆ

"ตีก๋งหรือตีลิงครับ"

"ตีก๋งโว้ย"

นักวิทยาศาสตร์สองพ่อลูกต่างเดินไปหาเหล็กงัดยางตามท้ายรถเก๋ง ซึ่งจอดอยู่หลายคันภายในโรงรถอันกว้างใหญ่และมีแสงไฟฟ้าส่องสว่าง หลังจากนั้นสักครู่นิกรกับนายพลดิเรกและศาสตราจารย์ดำรงก็ออกมายืนอยู่นอกโรงรถบนลานคอนกรีต นิกรถือไม้พลองยาวประมาณ ๒ เมตร ส่วนนักวิทยาศาสตร์สองพ่อลูกถือเหล็กงัดยางคนละอัน

ในเวลาเดียวกันนั้นเอง อาเสี่ยกิมหงวนกับลูกชายของเขาได้โผล่ออกมาจากมุมตึกด้านซ้ายและเดินตรงมาที่โรงรถอย่างร้อนรน พล.ต.พล กับ ร.อ.พนัสและเจ้าคุณปัจจนึกฯ ติดตามมาห่างๆ

เสี่ยหงวนกับลูกชายหยุดยืนเผชิญหน้าเพื่อนเกลอทั้งสอง

"ยังไงกันวะอ้ายหมอ อ้ายกร แกสองคนเป็นตัวตั้งตัวตีจะเล่นงานเตี่ยกันยังงั้นหรือ"

นายพลดิเรกยิ้มเจื่อนๆ

"ออไร๋ กันกับอ้ายกรปรึกษากันแล้วเห็นว่า เตี่ยเป็นผีดิบที่ดุร้าย ไม่ใช่เซียนผู้วิเศษ เพราะถ้าเป็นเซียนก็คงไม่หลอกหลอนใครอย่างนี้ เมื่อเตี่ยเป็นผีร้ายไม่ใช่เซียนเราก็ต้องช่วยกันกำจัดเสีย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลและลูกชายของเขาเดินเข้ามาหยุดยืนรวมกลุ่ม แล้วท่านเจ้าคุณก็กล่าวกับนิกร

"อ้ายแห้วและพวกคนใช้กำลังหาอาวุธและคบเพลิง พ่อไต่ถามดูได้ความว่า แกสองคนร่วมมือกับพวกคนใช้จะเล่นงานเจ้าสัวกิมเบ๊เป็นความจริงใช่ไหม"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"ใช่ครับ เมื่อเตี่ยไม่ใช่เซียนเป็นผีดิบหรือผีตายซาก เราก็ควรกำจัดเสีย ช่วยกันบ้อมให้อยู่แล้วเอาไฟเผา คุณพ่อร่วมงานกับเราเถอะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่เห็นด้วย

"เจ้าสัวกิมเบ๊ตายไปนานแล้ว เท่าที่ร่างกายไม่เน่าเปื่อยก็เนื่องจากกุศลผลบุญของเขา เขาจะเป็นเซียนหรือไม่ก็ตาม แต่ก็เป็นคนมีบุญแน่ๆ อย่างแกตายไป ๓ วัน เท่านั้น รับรองว่าขึ้นอืดเหม็นทั่วบ้าน ถึงอย่างไรเจ้าสัวกิมเบ๊ก็เป็นญาติของเรา แกก็ให้ความเคารพนับถือเขาเหมือนกับว่าเขาเป็นเตี่ยของแก"

นายพลดิเรกพูดตัดบท

"แต่เตี่ยเป็นภัยกับพวกเรานะครับคุณพ่อ เมื่อเขาเป็นผีดิบเราก็ควรกำจัดเขาเสีย"

"จริงครับ" ศาสตราจารย์ดำรงร้องขึ้นดังๆ "เราต้องฆ่า เราต้องช่วยกันฆ่าก๋งคือฆ่าผีดิบตัวนี้"

ร.อ.สมนึกยิ้มให้ดำรง

"จริงโว้ยดำรง ถ้าเราไม่ช่วยกันกำจัดก๋ง ก๋งก็จะอาละวาดหนักมือขึ้นอีก หรือยังไงอ้ายนัส"

ลูกชายของพลยิ้มเล็กน้อย

"กันเห็นด้วย เอาก็เอาวะ ก๋งหายตัวมาทางหน้าตึก ช่วยกันค้นหาเถอะพวกเรา" แล้วพนัสก็มองดูเสี่ยหงวน "ว่ายังไงครับอาหงวน ร่วมมือกันปราบก๋งเถอะครับ"

"ปราบก๋ง...ปราบเตี่ยฉันน่ะซี"

"ใช่ครับ" พนัสพูดเสียงหัวเราะ "ขืนปล่อยไว้ พวกเราจะเดือดร้อนหมดความสุข ก๋งจะพาภูติผีปีศาจมาอยู่เต็มบ้านเรา จัดการกับก๋งเสียเถอะครับ"

เสี่ยหงวนฝืนยิ้ม

"เอา ปราบก็ปราบ เมื่อเตี่ยไม่อยากเป็นเซียน อยากเป็นผีที่ดุร้ายก็ต้องปราบ อ้า....อ้ายพลว่ายังไง"

พลว่า "กันสงสารเตี่ยโว้ย ความจริงเตี่ยก็ไม่ได้หลอกหลอนหรือทำร้ายใคร เพียงแต่แสดงอิทธิฤทธิ์เคลื่อนไหวได้และพูดได้เท่านั้น ถูกละ ขณะนี้เตี่ยอยู่ในสภาพผีตายซากหรือผีดิบคือยังไม่ได้เผาและทางจีนเขาไม่นิยมการเผา ถ้าหากว่าพวกเราจะใช้วิธีกลุ้มรุมทุบตีเตี่ยและเอาไฟเผา เตี่ยก็หมดฤทธิ์เป็นเถ้าถ่านไป ไม่แตกต่างกับผีดิบในหนัง แต่อย่าลืมว่าอย่างไรท่านก็เป็นญาติผู้ใหญ่ของเรา"

นายพลดิเรกพูดขัดขึ้น

"โน เราไม่ยอมฟังความเห็นของแก พวกเราจะต้องกำจัดเตี่ยผีดิบที่ดุร้ายหลอกหลอนทำลายขวัญพวกเรา"

เสี่ยหงวนพูดสนับสนุนศาสตราจารย์ดิเรกทันที

"ใช่ เราต้องฆ่า เอาไว้ไม่ได้ เราฆ่าเตี่ยเราไม่มีผิด เพราะเตี่ยตายแล้ว การฆ่าผีปีศาจกฎหมายไม่เอาโทษ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กล่าวขึ้นบ้าง

"ใครจะจัดการกับเจ้าสัวอย่างไรก็ตามใจ แต่ฉันกับอ้ายพลไม่เห็นพ้องด้วยและเข้าใจว่าอ้ายนพซึ่งยืนนิ่งเฉยอยู่ตลอดเวลาก็คงไม่เห็นพ้องด้วย แต่เป็นเด็กก็ไม่กล้าออกความเห็น"

ร.อ.นพ มองดูหน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วยิ้มแห้งๆ

"ผมน่ะกลัวก๋งจนอุจจาระราดแล้ว กลัวจนบอกไม่ถูกเชียวครับ คุณตา"

ก่อนที่ใครจะพูดอะไรต่อไป เจ้าแห้วก็พาพวกคนใช้ไม่น้อยกว่า ๘ คน และมีคนสวนอีก ๕-๖ คน สมทบมาด้วยโผล่มุมตึกออกมา บางคนถือคบเพลิงสว่างจ้า ทุกคนมีอาวุธประจำตัว มีดไม้หอกดาบและสามง่าม โดยเฉพาะเจ้าแห้วถือดาบไทยสองเล่มนำหน้าขบวน รำดาบอย่างคึกคะนอง

"โห่...ฮีโห่...ฮีโห่...โห่..."

"ฮิ้ว" เสียงรับพร้อมเพรียงกัน

เจ้าแห้วพาพวกคนใช้และคนสวนตรงมาที่โรงรถ ไม่มีใครคิดว่าขณะนี้ ๒.๐๐ น. เศษแล้ว ทุกคนต่างกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะสังหารผีตายซากเจ้าสัวกิมเบ๊

"รับประทานพวกเราพร้อมแล้วครับคุณหมอ"

นายพลดิเรกยิ้มแป้น

"ออไร๋ เคลื่อนขบวนไปทางหลังบ้านเดี๋ยวนี้ ข้าพเจ้ากับอ้ายกรและอ้ายหงวนจะนำหน้า นอกนั้นทุกคนติดตามกันไปเป็นกลุ่มก้อนอย่าแยกกัน ถ้าหากว่าพบผีดิบเจ้าสัวกิมเบ๊เราต้องช่วยกันบ้อมให้ตาย" แล้วนายพลดิเรกก็ร้องขึ้นดังๆ "ไปโว้ยพวกเรา"

เสียงโห่ร้องดังขึ้นเกรียวกราว บาบูสุริยาแขกยามของบ้าน "พัชราภรณ์" วิ่งเข้ามาสมทบกำลังอีกคนหนึ่ง แล้วกล่าวถามนิกร

"อีนี้ทำมะไร๋กันคะรับ ผมเล่นด้วยคนน่ะคุณจ๋า"

นิกรยิ้มให้เจ้าบัง

"จับผีโว้ย"

"เฮ้-จับผี" บาบูร้องลั่น "อีนี้จับทำมะไร๋คะรับ"

นิกรชักรำคาญก็พูดตัดบท

"มึงอย่าซักเลยวะ อยากเล่นก็ตามเขาไป เดี๋ยวมึงก็รู้เองว่าเขาจับทำไม ผีเตี่ยอ้ายหงวนโว้ย"

บาบูสุริยาหันไปมองดูพลกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ

ซึ่งยืนเด่นอยู่หน้าโรงรถ แล้วเขาก็กล่าวถามเสี่ยหงวนด้วยความสงสัย

"ทำมะไร๋เจ้าคุณกับคุณพลไม่เล่นจับผีคะรับ"

อาเสี่ยจุปากแล้วตวาดแว็ด

"มึงอยากรู้ก็ไปถามเขาเองซิ"

"ไม่เอาคะรับ อีนี้เดี๋ยวแขกโดนเตะ คุณพลตีนไวมักม้ากนะ อีนี้จั๋นหลับยาม เตะฉันตกเก้าอี้เลยคะรับ"

ขบวนล่าผีตายซากซึ่งมีนายพลดิเรกเป็นหัวหน้าได้เดินรวมกลุ่มค้นหาเจ้าสัวกิมเบ๊ตามบริเวณหลังบ้าน ตามที่มืดและที่รกร้าง อาเสี่ยกิมหงวนร้องตะโกนเรียกเตี่ยของเขา เมื่อสงสัยว่าเจ้าสัวกิมเบ๊จะหลบซ่อนอยู่

"ออกมาเตี่ย....ออกมาให้พวกเราฆ่าเสียดีๆ "

อย่างไรก็ตามไม่ปรากฏร่างของผีตายซาก สามสหายพาพวกคนใช้และพวกคนสวนผ่านริมสระน้ำตรงไปยังเก๋งจีนหรือศาลเจ้า เพื่อให้รู้แน่ว่า เจ้าสัวกิมเบ๊กลับไปอยู่บนแท่นในศาลหรือเปล่า เมื่อมาถึงหน้าเก๋งจีนอันสวยงาม ทุกคนก็หยุดยืนรวมกลุ่มเบื้องหน้าประตูตารางเหล็กและมองเข้าไปในเก๋งจีน

ไม่ปรากฏว่าเจ้าสัวกิมเบ๊อยู่ในเก๋งจีนนั้น นิกรหันมาพูดกับเสี่ยหงวนเบาๆ

"ช่วยกันค้นหาเตี่ยต่อไปเถอะวะ ขืนชักช้าเดี๋ยวอาจจะบุกขึ้นไปบนตึกใหญ่บีบคอคุณอาหญิงหรือพวกเมียๆ ของเราตายก็ได้"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลง

"เออ-จริงแหละโว้ย เราแบ่งกำลังกันค้นหาดีกว่า แบ่งออกเป็นพวกละ ๓ คน ใครพบก็ร้องตะโกนบอกกัน แล้วเราก็ช่วยกันบ้อมเสีย กันไม่ควรเอาศพเตี่ยมาจากฮวงซุ้ยเมืองชลเลย ทำให้เกิดเรื่องยุ่งยากเดือดร้อน"

นิกร กิมหงวนและศาสตราจารย์ดิเรกได้มีการปรึกษาหารือและแบ่งแยกกำลังออกเป็นพวกๆ ลูกชายของสี่สหายไปกันพวกหนึ่ง เจ้าแห้วกับเจ้าช่วงเจ้าเขียนคนสวนหนุ่มเป็นพวกที่สอง พวกที่สามพวกที่สี่และพวกที่ห้าก็คือคนใช้และคนสวนนั่นเอง พวกสุดท้ายคือนิกรกิมหงวนและศาสตราจารย์ดิเรก

ทั้งหกพวกรวม ๑๙ คน ต่างตั้งอกตั้งใจค้นหาผีตายซาก เจ้าสัวกิมเบ๊รอบบริเวณหลังบ้าน "พัชราภรณ์" เจ้าแห้วพาเจ้าช่วงกับเจ้าเขียนมาหยุดยืนที่กระท่อมท้ายสวน ซึ่งกระท่อมหลังนี้เป็นที่เก็บหีบศพหรือโลงจำปาของเจ้าสัวกิมเบ๊ เจ้าแห้วยกดาบชี้ไปที่กระท่อม แล้วกล่าวกับเจ้าช่วงเพื่อนเกลอของเขาว่า

"เจ้าสัวอาจจะหลบอยู่ในกระท่อมหลังนี้ มึงคอยดูนะอ้ายช่วงกูจะฟันให้ขาดสองท่อนทีเดียว อ้า-มึงเข้าไปฉุดเจ้าสัวออกมาให้กูฟันหน่อยซิ"

"อ้าว" เจ้าช่วงอุทานเสียงสั่น "กูเข้าไปเจ้าสัวจะได้ฟัดกูตายห่า

มึงเข้าไปซิ มีดาบสองเล่มอยู่ในมือกลัวอะไรวะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"มึงก็รู้แล้วว่า กูน่ะท่าดีทีเหลว มึงอย่าลืมว่าเจ้าสัวเป็นผีไม่ได้เป็นคนอย่างเรา สมมุติว่ากูฟันแกคอขาดแกก็ยังเดินรี่เข้ามาหากูกูก็ชักตายแน่" พูดจบเจ้าแห้วก็หันมาพยักหน้ากับเด็กหนุ่มคนสวน "มึงเข้าไปดูหน่อยเถอะวะอ้ายเขียน ถ้าพบเจ้าสัวก็ดึงตัวออกมาให้กูเลย"

"ฮั่นแน่ พี่แห้วคิดว่าฉันเป็นหมอผียังงั้นหรือ พี่แห้วเข้าไปเองดีกว่า จะได้รู้ดีรู้ชั่ว ความจริงผีคนแก่ไม่เห็นจะน่ากลัวอะไร แล้วก็พี่แห้วมีดาบตั้งสองเล่ม ฟันซ้ายป่ายขวา ๒-๓ ที เจ้าสัวก็หมอบ"

เจ้าแห้วพยายามปลอบใจตนเองให้เข้มแข็ง เขามองไปที่กระท่อมแล้วถอนหายใจหนักๆ กล่าวกับเจ้าช่วงและเจ้าเขียนว่า

"เอาล่ะ กูเข้าไปเอง ถ้าพบเจ้าสัวในกระท่อมกูฟันให้เละเป็นหมูบะช่อเลย" พูดจบเจ้าแห้วก็พาตัวเดินเข้าในกระท่อมหลังนั้น

แต่แล้วเจ้าแห้วก็หยุดชะงักเหมือนรถยนตร์ถูกห้ามล้ออย่างกะทันหัน เพราะเขาได้ยินเสียงเจ้าสัวกิมเบ๊ไอแค๊กๆ และขากเสลดซึ่งเจ้าแห้วจำเสียงได้ดี

"อุ๊ย" เจ้าแห้วร้องเบาๆ

เสียงเจ้าสัวกิมเบ๊พูดลั่นกระท่อม

"เข้ามาซิโว้ย อาแห้ว เอาลาบมาฟังอั้วะซิโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ"

เจ้าแห้วเนื้อตัวสั่นพั่บๆ เหมือนเจ้าเข้า เสียงเจ้าช่วงร้องขึ้นดังๆ

"นาทีวิกฤตแล้วโว้ย อ้ายแห้ว กูไปละเว้ย"

เจ้าแห้วเหลียวหน้าไปมองดูแลเห็นเจ้าช่วงใส่ตีนหมาโกยอ้าววิ่งออกไปจากท้ายสวนอย่างไม่คิดชีวิต เจ้าเขียนคนสวนหนุ่มถือหอกวิ่งตามไป เจ้าแห้วตั้งใจจะวิ่งหนีแต่ก็ยกขาทั้งสองข้างไม่ขึ้นจากพื้นดิน เพราะความรักตัวกลัวผีมากเกินไปนั่นเอง นัยน์ตาของเจ้าแห้วจ้องมองไปที่ประตูกระท่อมซึ่งอยู่ห่างจากตัวเขาประมาณ ๒ เมตร ประตูกระท่อมเปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย

พอแลเห็นประตูกระท่อมถูกเปิดกว้างและเห็นปีศาจเจ้าสัวกิมเบ๊เดินออกมาจากกระท่อม ร่างของเจ้าแห้วก็ยิ่งสั่นมากขึ้นไม่ผิดอะไรกับลูกนกเปียกฝน เส้นผมบนศีรษะตั้งชัน ใบหน้าซีดเผือด นัยน์ตาเหลือกลาน

"อ๋อย รับประทานเจ้าสัวเล่นงานผมแล้ว "

ผีตายซากหรือผีดิบเจ้าสัวกิมเบ๊เดินเข้ามาหยุดยืนเผชิญหน้าเจ้าแห้วในระยะใกล้ชิด ปีศาจยิ้มแสยะแลเห็นฟัน ๒ ซี่และกล่าวท้าทายด้วยเสียงหัวเราะ

"ฟังซีอาแห้ว ลื้อจิฟังตรงไหนก็เอา ฟังซิเว้ย ก้าลีฟังซิโว้ย" พูดจบเจ้าสัวก็ขากตามนิสัยที่เคยชิน "ขาก..."

ดาบไทยทั้งสองเล่มหลุดจากมือเจ้าแห้ว เพราะเจ้าแห้วไม่มีแรงที่จะถือไว้ เจ้าแห้วยกมือขึ้นประนมไหว้แล้วพูดเสียงสั่นแทบไม่เป็นภาษามนุษย์

"อ๋อย...รับประทานกลัวแล้วครับเจ้าสัว"

"กัว" ผีตายซากตะโกน "กัวทำลายวะ ลื้อมังไม่ลีนะอาแห้ว อั๊วไม่ล่ายทำอะไรลื้อ ลื้อจะฆ่าอั๊ว เก๋าเจ๊ง"

เจ้าแห้วหลับตาปี๋ ประนมมือประสานกันที่หน้าอก แต่แล้วสักครู่หนึ่งเมื่อเขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ปีศาจเจ้าสัวกิมเบ๊ก็หายไปแล้ว

ในที่สุดมีเสียงร้องตะโกนโหวกๆ ของเจ้าหนุ่มรูปหล่อทั้งสี่คนดังขึ้นที่เก๋งจีน บรรดานักล่าผีต่างวิ่งตรงไปที่จุดนั้น ศาสตราจารย์ดำรงชี้มือเข้าไปในเก๋งจีนร้องบอกบิดาของเขา

"ก๋งกลับมาแล้วครับพ่อ นั่งอยู่บนแท่นนั่นยังไงล่ะครับ"

ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจ นายพลดิเรกกับนิกรและเสี่ยหงวนต่างพากันมองผ่านประตูตารางเหล็กเข้าไปในเก๋งจีนด้วยความตื่นเต้นมหัศจรรย์ใจไปตามกัน ร่างอันบอบบางผอมแห้งของเจ้าสัวกิมเบ๊นั่งขัดสมาธิอยู่บนแท่นในท่าของเซียนผู้วิเศษและนั่งนิ่งเฉยไม่กระดุกกระดิก นายพลดิเรกหันไปดูหน้าเจ้าแห้วแล้วกล่าวถามด้วยเสียงหนักๆ

"แกไขกุญแจเปิดประตูห้องให้เตี่ยเข้าไปหรือเปล่า"

"ปู้โธ่ รับประทานผมเพิ่งฟื้นเดี๋ยวนี้เอง เจ้าสัวหลอกผมเสียจนช็อคสิ้นสติไป รับประทานพอผมฟื้นขึ้นมา ผมก็ได้ยินเสียงคุณนัสกับคุณนพร้องตะโกนเรียก บอกให้พวกเรารู้ว่าเจ้าสัวอยู่ในเก๋งจีน"

ศาสตราจารย์ดิเรกขมวดคิ้วย่น แล้วเปลี่ยนสายตามาที่ลูกชายของเขา

"แกอธิบายให้พ่อฟังหน่อยเถอะดำรง ช่องสี่เหลี่ยมที่ประตูนี่แต่ละช่องเล็กนิดเดียว ก๋งของแกผ่านเข้าไปได้อย่างไร"

"ว้า...พ่อนี่ชักเละใหญ่แล้ว ก็ก๋งเป็นผีไม่ใช่คนธรรมดา ช่องเท่ารูเข็มก๋งก็มุดเข้าไปได้"

นายพลดิเรกพยักหน้ารับทราบ

"โอ-ออไร๋ ออไร๋"

อาเสี่ยกิมหงวนสั่งให้เจ้าแห้วไขประตูตารางเหล็กและให้เลื่อนประตูออก ทุกคนทะลักเข้าไปในเก๋งจีนจนแน่นขนัด เสี่ยหงวนยกมือชี้หน้าเตี่ยของเขา แล้วเอ็ดตะโรลั่น

"ฉันเชิญศพเตี่ยจากเมืองชลมาไว้ที่นี่ ก็เพราะเห็นว่าเตี่ยเป็นเซียน ตายแล้วไม่เน่าไม่เปื่อย แต่ที่แท้เตี่ยคือผีดิบหรือผีตายซากที่ดุร้ายชอบหลอกหลอนใครต่อใคร หนีออกไปจากเก๋งจีนนี้ แสดงว่าเตี่ยอยากเป็นผี ไม่อยากเป็นเซียน พรุ่งนี้ฉันกับอ้ายนึกจะเอาศพเตี่ยไปไว้ที่ฮวงซุ้ยเมืองชลตามเดิม เตี่ยจะว่ายังไง"

ปีศาจเจ้าสัวกิมเบ๊ลืมตาโพลง ทำให้ทุกคนถอยหลังกรูดไปตามกัน

"กูม่ายไปโว้ย เก๋าเจ๊ง เรื่องอะไรกูจะไป อยู่ในฮวงซุ้ยมืดตายโหง อยู่นี่สิบายดี ได้หลอกคนเล่น"

เสี่ยหงวนเค้นหัวเราะ

"แต่ฉันต้องพยายามส่งเตี่ยไปเมืองชลให้ได้"

"กูม่ายไป" แล้วผีตายซากก็ขากเสียงลั่น "ขาก..."

ตอนสายวันต่อมา

พระภิกษุสงฆ์ชาวธิเบตรวม ๓ องค์ ถูกนิมนต์มาที่บ้าน "พัชราภรณ์" อีกครั้งหนึ่ง เพื่อทำพิธีเรียกเจ้าสัวกิมเบ๊ให้ลุกขึ้นจากแท่นมาลงหีบศพหรือโลงจำปา หลังจากนั้นเสี่ยหงวนกับลูกชายของเขาก็จะเชิญศพเจ้าสัวกิมเบ๊ไปไว้ฮวงซุ้ยเมืองชลตามเดิม เพื่อให้วิญญาณได้อยู่อย่างสงบสุข

ที่เก๋งจีนหรือศาลเจ้าของเจ้าสัวกิมเบ๊ คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยลูกๆ กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ คุณหญิงวาดและเจ้าแห้วอยู่กันพร้อมหน้า ในเวลา ๙.๐๐ น. พระคุณเจ้าชาวธิเบตในวัยสูงอายุทั้ง ๓ องค์ พึ่งมาถึงเมื่อกี้นี้ ซึ่งเจ้าแห้วเอารถไปรับมาจากวัดเล่งเน่ยยี่

อาเสี่ยกิมหงวนนั่งสนทนากับพระสงฆ์ทั้ง ๓ องค์อย่างเคารพนบนอบและได้รินน้ำชาจีนอย่างดีถวายท่าน เมื่อเขาเล่าถึงเรื่องอิทธิฤทธิ์ของเตี่ยเขาให้พระภิกษุทั้ง ๓ องค์ฟัง พระภิกษุชราซึ่งเป็นหัวหน้าคณะก็ได้ซักถามรายละเอียดทั้งหมด

แล้วท่านก็กล่าวเป็นภาษาจีนกลางว่า

"ตามความเห็นของอาตมา ผีที่มีอิทธิฤทธิ์หรือดุร้ายนั้น คือผีดิบหรือผีที่ยังไม่ได้เผา ผีที่เผาแล้วไม่ใคร่จะดุเท่าไหร่นักหรอก"

อาเสี่ยเห็นพ้องด้วย

"นั่นซีครับ หลวงพ่อ ถ้าหากว่าหลวงพ่อพร้อมแล้วละก้อ กรุณาทำพิธีเรียกเตี่ยผมลงโลงได้แล้วครับ"

"เจริญพร อาตมาจะทำพิธีเดี๋ยวนี้แหละ สั่งให้คนของคุณเปิดฝาโลงได้แล้ว"

พิธีสวดมนตร์แบบนิกายมหายานของสงฆ์ธิเบตได้เริ่มต้น โดยมีเครื่องบรรเลงประกอบเหมือนเช่นเคย พระภิกษุชราหัวหน้าคณะตีต๊อก ซึ่งทำด้วยไม้รูปลักษณะคล้ายผลชมพู่ แต่ใหญ่มาก ภายในกลวง ใช้ตีด้วยไม้เสียงดังต๊อกๆ องค์ที่สองเป่าปี่คล้ายกับปี่ชวาเสียงดังแสบแก้วหู อีกองค์หนึ่งตีล่อโก๊

"ต๊อกๆๆ... แต้แตตี่ตี๊แต...ต๊อกๆ ผ่างๆ.... "

เสียงสวดมนตร์และเสียงดนตรีดังเคล้ากันไปประมาณ ๑๐ นาที ปี่ชวาและล่อโก๊ก็หยุดบรรเลง คงมีแต่เสียงต๊อกอย่างเดียว พระธิเบตทั้งสามองค์ช่วยกันสวดเสียงหนักแน่นและดังขึ้น ด้วยอำนาจเวทมนตร์หรือไสยศาสตร์อันเร้นลับ ทุกคนต่างแลเห็นผีตายซากเจ้าสัวกิมเบ๊เริ่มเคลื่อนไหวตัว ยกแขนทั้งสองขึ้นบิดขี้เกียจและอ้าปากหาวดังๆ ต่อจากนั้นทุกคนก็ตื่นตะลึงไปตามกัน เมื่อเจ้าสัวกิมเบ๊ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและก้าวลงมาจากแท่นนั้นด้วยความระมัดระวัง เหมือนกับกลัวว่าจะหกล้ม

ขณะนี้ฝาโลงจำปาถูกเปิดออกแล้วโดยเจ้าแห้ว พระภิกษุชราซึ่งเป็นหัวหน้าคณะได้ถือแส้หางม้าลุกขึ้นเดินมายืนข้างโลงจำปา ซึ่งตั้งอยู่บนเตียงไม้เตี้ยๆ พระคุณเจ้ายกแส้ชี้หน้าเจ้าสัวกิมเบ๊และกล่าวบังคับเป็นภาษาธิเบต

"สูเจ้าเดินมานี่ จงเดินมาและก้าวลงไปนอนในหีบศพของเจ้า"

ปีศาจเจ้าสัวกิมเบ๊ยกมือซ้ายขึ้นโบกให้พระภิกษุชรา

"ปูเหลียวก่อง" ผีตายซากพูดเสียงกังวานแต่ชัดเจน "ให้อั๊วพูดกับลูกชายอั๊วก่อง"

เสี่ยหงวนกล่าวกับพระภิกษุธิเบต

"เตี่ยจะขอพูดกับผมครับหลวงพ่อ อนุญาติให้แกพูดกับผมหน่อยเถอะครับ" แล้วอาเสี่ยก็กล่าวกับผีตายซาก "ว่ายังไงเตี่ย"

เจ้าสัวกิมเบ๊มองดูหน้าลูกชายของเขาอย่างเคืองๆ

"ลื้อม่ายลี อาหงวน เตี่ยคนเดียวเลี้ยงม่ายล่าย เอามาอยู่บ้างไม่กี่วัง ลื้อจะเอาไปปล่อยที่เมืองชง ระวังให้ลีอั๊วจะอาฆาตลื้อ"

เสี่ยหงวนรีบร้องบอกพระภิกษุชราทันที

"หลวงพ่อครับ จัดการให้เตี่ยผมลงโลงหน่อยเถอะครับ ผมจะได้รีบเอาไปไว้ที่ฮวงซุ้ย จะได้หมดเรื่องยุ่งยากเสียที"

พระภิกษุชราเดินเข้ามายกด้ามแส้ตีกบาลเจ้าสัวกิมเบ๊ดังโป๊ก แล้วกล่าวขึ้นเป็นภาษาธิเบต

"ไป ไปลงโลงของเจ้า"

ด้วยอำนาจเวทมนตร์คาถา ทำให้เจ้าสัวกิมเบ๊เกรงกลัวรีบปฏิบัติตามคำสั่งของพระคุณเจ้าทันที ผีตายซากเดินไปหยุดยืนข้างเตียงเตี้ยๆ และก้าวขึ้นไปยืนบนเตียงนั้น หลังจากนั้นก็ก้าวเข้าไปในโลงจำปาทรุดตัวลงนั่งและล้มตัวลงนอนหงายเหยียดยาว เจ้าแห้วรีบยกฝาโลงมาปิดอย่างโล่งใจ

ก่อนเที่ยงวันนี้เอง ศพเจ้าสัวกิมเบ๊ก็ถูกเชิญออกจากบ้าน "พัชราภรณ์" มุ่งตรงไปยังเมืองชลเพื่อนำไปบรรจุไว้ในฮวงซุ้ยตามเดิม สี่สหายกับสี่นางพร้อมด้วยลูกชายและเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับคุณหญิงวาดและเจ้าแห้วได้ติดตามไปส่งศพด้วย.

จบบริบูรณ์