พล นิกร กิมหงวน 079 : เสือเฒ่าบุกแหลก

โอลสโมบิลคันนั้นคลานเอื่อยๆ แล่นมาจอดชิดซ้ายขอบถนนหน้าร้านขายอาหาร และเครื่องดื่มสองคูหาแห่งหนึ่ง

เจ้าแห้วทำหน้าที่ขับรถเก๋งคันนี้นั่งเคียงคู่กับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ส่วนสี่สหายนั่งร่วมกันอยู่ตอนหลังรถ ท่านเจ้าคุณยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วหันมาพูดกับคณะพรรคสี่สหายว่า

"พวกแกสี่คนเข้าไปนั่งกินข้าวรอคอยฉันอยู่ในร้านนี้ก็แล้วกัน เสร็จธุระแล้วฉันจะออกมากินข้าวด้วย"

นิกรกล่าวถามขึ้นทันที

"อาหารกลางวันมื้อนี้คุณพ่อเลี้ยงใช่ไหมครับ"

"เออ" เจ้าคุณตอบเสียงหนักๆ

"เลี้ยงแต่ข้าวนะโว้ย ใครจะกินเหล้าหรือเบียร์ก็ต้องจ่ายเงินเอง" พูดจบท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่เจ้าแห้ว

"ไปกับข้าอ้ายแห้ว"

ทุกคนต่างลงจากรถเก๋งคันงาม เสี่ยหงวนเดินนำหน้าพาเพื่อนเกลอของเขาเข้าไปในร้านอาหารร้านนั้น ท่านเจ้าคุณพาเจ้าแห้วเดินไปทางซ้ายมือ ภายใต้กันสาดของอาคารสองข้างแล้วเลี้ยวขวาเข้าไปในซอยๆหนึ่ง

ลึกเข้าไปในซอยราว ๑๐๐ เมตร มีซอยแยกซึ่งเป็นซอยเล็กๆ และเป็นถนนดิน ในซอยที่กล่าวนี้เป็นถิ่นสลัมหรือย่านคนจน ส่วนมากเป็นนักเลงอัธพาล หรือ กรรมกรหาเช้ากินค่ำ ที่ดินประมาณ ๔ ไร่ เต็มไปด้วยบ้านเล็กเรือนน้อยมีซอยแยกเป็นหลายซอยติดต่อกัน บางแห่งทางเดินก็เป็นสะพานไม้ ตามใต้ถุนเรือนมีขยะมูลฝอยน้ำครำส่งกลิ่นเหม็น บริเวณที่ว่างมีกองขยะสูง บ้านเรือนชำรุดทรุดโทรมผุพัง แต่ละหลังไม่มีบริเวณบ้านส่วนมากหลังคาแทบจะเกยกัน ผู้คนในถิ่นสลัมนี้หาเจริญตาไม่ได้ สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดวิ่น ผู้หญิงบางคนปล่อยหน้าอกล่อนจ้อน นั่งไกวเปลลูกอยู่ตามใต้ถุนเรือน

แต่บ้านเรือนหลายหลังรื้อไปแล้วกลายเป็นที่ว่างมีเศษไม้กระดานที่ผุพังกองอยู่ เด็กๆ ลูกคนจนวิ่งเล่นอยู่ตามที่ว่าง บ้างคุ้ยเขี่ยหาตะปูเศษเหล็กสังกะสีหรือเศษแก้วรวบรวมไว้ขาย ที่ดินในถิ่นสลัมมี้เป็นที่ดินของเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่นเอง

ทางเทศบาลนครกรุงเทพฯ ได้ติดต่อกับท่านเจ้าคุณมาปีกว่าแล้ว ขอให้ท่านจัดการให้ผู้เช่าที่ดินอพยพย้ายไปอยู่ที่อื่นเพราะเทศบาลเห็นว่าถิ่นสลัมนี้สกปรกมาก เป็นบ่อเกิดแห่งเชื้อโรค บ้านเรือนเบียดเสียดเยียดยัดเกินไป ถ้าเกิดเพลิงไหม้ก็จะทำความพินาศอย่างใหญ่หลวง เทศบาลจำเป็นต้องเร่งรัดพัฒนาการบ้านเมืองตามนโยบายของรัฐบาล

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ให้สำนักงานผลประโยชน์ของท่านมีจดหมายเวียนแจ้งให้ผู้เช่าที่ดินในถิ่นสลัมนี้ทุกรายให้ทราบทั่วกันเมื่อเดือนพฤศจิกายน ๒๕๐๕ นี้ ขอให้อพยพย้ายไปอยู่ที่อื่นซึ่งท่านยินดีจ่ายค่ารื้อถอนบ้านให้ ๕,๐๐๐ บาท ถึง ๑๐,๐๐๐ บาท สุดแล้วแต่ผู้จัดการสำนักผลประโยชน์ของท่านจะเป็นผู้พิจารณาในสภาพบ้านเรือนที่จะรื้อไป แต่อย่างน้อยก็จะจ่ายให้ ๕,๐๐๐ บาท

คนที่มีทางไปต่างไปติดต่อกับผู้จัดการผลประโยชน์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ เมื่อได้รับเงินค่ารื้อถอนแล้วก็รื้อบ้านไปเช่าที่ปลูกอยู่ที่อื่น การรื้อบ้านมีอยู่เรื่อยๆ แต่เรือนเล็กๆ ที่ยังเหลืออยู่ประมาณ ๑๒ หลังคาคงใช้วิธีดื้อแพ่งไม่ยอมย้ายไป

เจ้าคุณปัจจนึกฯ สั่งให้ผู้จัดการสำนักงานผลประโยชน์ของท่านพยายามดำเนินงานอย่างสันติวิธี ด้วยการเห็นอกเห็นใจคนจน อย่างไรก็ตามกลุ่มคนจนกลุ่มนี้ยังคงตั้งป้อมดื้อแพ่ง ไม่ยอมให้ค่าเช่าที่ดินและไม่สนใจที่จะอพยพย้ายไปอยู่ที่อื่น ดังนั้นท่านเจ้าคุณจึงต้องเสียเวลามาที่ถิ่นสลัมนี้หลายครั้งแล้ว ชี้แจงให้ผู้เช่าที่ดินของท่านทราบว่าท่านได้ตกลงกับเทศบาลแล้วเพื่อให้ผู้เช่าที่ดินในถิ่นสลัมนี้ย้ายไปอยู่ที่อื่น และได้ให้เวลามาหลายเดือนแล้ว นอกจากนี้สำนักงานผลประโยชน์ของท่านยังพร้อมที่จะจ่ายเงินค่ารื้อถอนให้

เมื่อท่านเจ้าคุณพาเจ้าแห้วเดินเข้ามาในเขตที่ดินของท่าน บรรดาผู้เช่าที่ดินอยู่แลเห็นเข้าต่างยกมือไหว้และทักทายอย่างนอบน้อมยำเกรง

"กระผมยังไม่มีทางไปครับท่าน" นักขับแท็กซี่ในวัยสูงอายุได้กล่าวกับท่านเช่นนี้

"ค่าเช่าที่ดินเดี๋ยวนี้เขาคิดหน้าดินถึงวาละร้อยบาทเป็นอย่างถูก ปลูกบ้านหลังหนึ่งก็ต้องเช่าที่เขาอย่างน้อย ๕๐ วา พอมีที่ให้ลูกๆ มันวิ่งเล่นกันบ้าง กรุณาให้เวลาผมอีกสักเดือนสองเดือนเถอะนะครับ"

เจ้าคุณว่า

"ก็ที่ของฉันที่กิโล ๑๗ ถนนเพชรเกษมฉันก็เตรียมไว้ให้ตั้ง ๑๐ ไร่ ทำไมนายน้อมยังไม่รื้อไปปลูกอยู่ที่นั่น หน้าดินฉันก็ไม่คิด"

"โธ่-เจ้าคุณครับ รถที่ผมเช่าเขาอยู่กลางเมือง ถ้าผมไปชานเมืองอย่างนั้นกว่าจะเอารถไปรับผู้โดยสารก็เสียเวลามาก แล้วผมต้องนั่งรถต่างจังหวัดเข้ามาตอนกลางคืนก็ไม่มีรถกลับบ้านครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มเล็กน้อย

"ฉันก็ผ่อนผันให้นายน้อมและผู้ที่ยังไม่ย้ายไปมานานแล้วนะ ถ้าไม่ไปกันจริงๆ ก็เห็นจะต้องจัดการตามกฎหมายความจริงฉันไม่อยากทำให้ใครเดือดร้อนหรอก ฉันนะเห็นอกคนจนเสมอเมื่อกี้เห็นอกผู้หญิงนั่งไกวลูกอยู่คนหนึ่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาเจ้าแห้วเดินลึกเข้าไปตามซอย จนกระทั่งมาถึงเรือนสองชั้นโกโรโกโสหลังหนึ่งซึ่งปลูกอยู่ในที่ว่าง ที่เป็นที่ว่างก็เพราะบ้านที่อยู่ใกล้เคียงกับเรือนหลังนี้อพยพไปอยู่ที่อื่นหมดแล้ว

ชายกลางคนคนหนึ่งรีบลงมาจากเรือนหลังนั้นและตรงเข้ามาประณมมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อม

"สวัสดีครับเจ้าคุณ"

"ฮื่อ สวัสดีนายชุ่ม ว่ายังไงพ่อมหาจำเริญ ค่าเช่าที่ดินเธอก็ไม่ยอมจ่ายให้เราเงินค่ารื้อถอนก็รับไปแล้ว ๖,๐๐๐ บาท แต่เธอก็ผลัดวันประกันพรุ่งไม่ยอมย้ายบ้านไปสักที"

"แฮ่ะ แฮ่ะ ได้โปรดเถอะครับ น้องชายผมเขาไปเป็นช่างไม้เขาสัญญากับผมว่าอีกสองเดือนเขาจะมาช่วยรื้อบ้านไปปลูกที่อื่น"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขมวดคิ้วย่น

"ทำไมจะต้องรออีกตั้งสองเดือน"

"เขายังอยู่ในคุกครับอีกสองเดือนถึงจะพ้นโทษ"

"ไม่ได้หรอกนายชุ่ม ฉันผ่อนผันให้เธออีกไม่ได้แล้วเพราะเธอเบิกเงินค่ารื้อถอนมาแล้ว"

ก่อนที่นายชุ่มจะพูดกระไร ชายกลางคนคนหนี่งรูปร่างสูงใหญ่ใบหน้าอัปลักษณ์แบบอาชญากรทั้งหลายก็เดินลงบันไดมาในท่าทางเป็นนักเลงเต็มตัว

"อะไรกันวะอ้ายชุ่ม"

ชุ่มหันไปทางเพื่อนเกลอของเขา

"เปล่าๆ ไม่มีอะไรหรอกผ่อง"

"ไม่มีทำไมตาแก่หัวล้านคนนี้ถึงได้มาส่งเสียงเอะอะหน้าบ้านเรา แล้วพาเจ้าหมอนี่มาด้วย อย่าปิดกันนะโว้ยใครมารวนแกละก้อบอกมาเถอะ กันแสดงเองแก่ๆ ยังงี้พ่อเตะพุงกะทิแตกเลย"

ชุ่มใจหาบวาบ

"อ้ายผ่อง ท่านเป็นเจ้าของที่ดินที่กูเช่าท่านปลูกบ้านอยู่ แล้วก็ท่านเป็นเจ้าคุณนะโว้ย"

"ก็ช่างปะไรไม่ใช่พ่อกู"

เจ้าแห้วอดรนทนไม่ได้ก็กล่าวขึ้นทันที

"พูดยังงี้มันจะนักเลงเกินไปโว้ยพี่ชาย"

เจ้าผ่อน จอมอัธพาลที่เพิ่งถูกปล่อยออกมาจากคุกลาดยาวปรี่เข้ามาหาเจ้าแห้วทันที รูปร่างของเขาสูงใหญ่กว่าเจ้าแห้วขนาดที่เรียกว่าบังกันมิด ปีครึ่งในคุกลาดยาวไม่ได้ทำให้อุปนิสัยสันดานของผ่องเปลี่ยนแปลง เขาออกมาจากคุกมาอาศัยอยู่กับชุ่มไม่ถึง ๗ วัน ก็มีเรื่องทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายผู้ที่อยู่ในถิ่นสลัมนี้ แต่ทุกคนกลัวเสียเวลาทำมาหากิน และเกรงว่าเจ้าผ่องจะอาฆาตพยาบาทก็นิ่งเฉยเสีย ไม่กล้าเอาเรื่องเอาราวด้วย เจ้าผ่องจึงกำเริบใจคิดจะตั้งตัวเป็นเจ้าถิ่นในย่านสลัมนี้เพื่อรีดไถเขากินต่อไปเป็นอาชีพที่เจ้าผ่อนถนัด

"มึงแน่เรอะอ้ายหนู ตัวโตเท่าลูกหมานิดเดียว โดนตีนเข้าเบาะๆ ก็พับฐานเท่านั้น"

เจ้าแห้วเค้นหัวเราะ

"ตัวโตอย่างแกดีโว้ยชกไม่ผิด อย่างนี้มันอัธพาลนี่หว่าไม่ใช่กงการอะไรของแกสักนิด เจ้าคุณท่านพูดกับนายชุ่มแล้วแกก็มาแสดงอำนาจบาตรใหญ่"

ผ่องเหวี่ยงหมัดขวากระแทกหน้าเจ้าแห้วทันที เจ้าแห้วไม่ทันระวังตัวถูกหมัดเข้าที่ปากครึ่งจมูกครึ่ง ก็เซถลาร่อนออกไปเหมือนกับนกปีกหัก ชุ่มกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนตะลึง

แต่เจ้าแห้วก็เป็นชายชาติเสือปลาคนหนึ่ง เมื่อถูกชกวิญญาณของนักสู้ก็เกิดขึ้น เจ้าแห้วปราดเข้าตะลุมบอนเจ้าผ่อนอย่างดุเดือด ทั้งสองต่อยกันอุตลุดแบบมวยวัด รัวหมัดเท้าเข่าศอกเข้าใส่กัน แรงปะทะของเจ้าแห้วสู้ผ่องไม่ได้ ประกอบทั้งชั้นเชิงมวยของผ่องเหนือกว่า เจ้าแห้วจึงตกเป็นฝ่ายรับและถูกชกล้มลุกคลุกคลาน

ครั้งหนึ่งเจ้าแห้วถูกชกลงไปนั่งพับเพียบเรียบร้อยบนพื้นดินในท่าสะลึมสะลือ แต่ก็ฝืนยิ้มทั้งๆ ที่เมาหมัดจนกระทั่งหูอื้อนัยน์ตาพร่าพราว เจ้าผ่องถือโอกาสวิ่งเข้าไปเตะหน้าเจ้าแห้วด้วยเท้าขวาเสียงดังฉาด ทำให้เจ้าแห้วผงะหงายล้มลงด้วยแรงเหวี่ยงของเท้า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทนดูต่อไปไม่ไหวถึงแม้ว่าท่านชราภาพมากแล้ว แต่จิตใตของท่านก็ยังเข้มแข็งเด็ดเดี่ยวยังเตะปี๊บดังเพล้งและเป่าขี้เถ้าฟุ้ง ท่านวิ่งเข้ามาหาเจ้าผ่องและปราดเข้าผลักหน้าอกเจ้าผ่องทันที เพื่อกันเจ้าแห้วไว้ แต่แล้วเจ้าผ่องก็ชกเจ้าคุณก่อน ท่านเจ้าคุณจึงชกบ้าง

หมัดเหวี่ยงแหหรือหมัดสวิงของท่านเจ้าคุณถูกก้านคอเจ้าผ่องทีหนึ่งค่อนข้างแรง ยังผลให้อันธพาลแห่งมหาวิทยาลัยลาดยาวซวนเซออกไปเพียงสองสามก้าว เจ้าชุ่มเกรงว่าจะเป็นเรื่องราวใหญ่ก็กระโดดเข้าขวางกลาง และร้องห้ามเพื่อนเกลอของเขาเสียงหลง

"อย่า อ้ายผ่อง ถ้ามึงต่อยเจ้าคุณกูเดือดร้อนแน่"

เจ้าผ่อนไม่ฟังเสียงยกเท้าขวาเตะชุ่มโครมเข้าให้ แล้วปราดเข้าชกท่านเจ้าคุณด้วยสันดานอันธพาล มวยนอกเวทีระหว่างคนแก่กับหนุ่ม ๓๕ ปี เป็นไปอย่างตื่นเต้นดุเดือดแต่ไม่น่าดู เพราะฝ่ายคนแก่ไม่มีทางต่อสู้เอาแต่ป้องปิดและเงื้อง่าอยู่นั่นเอง ท่านเจ้าคุณมานะกัดฟันสู้จนกระทั่งท่านถูกฮุคขวาของเจ้าผ่อนลงไปนอนเหยียดยาวอยู่ข้างเจ้าแห้ว

ชุ่มกระโดดเข้าตวัดคอจอมอันธพาลไว้

"มึงจะบ้าหรืออ้ายผ่อง มึงจะต้องกลับไปอยู่คุกลาดยาวอีก มึงชกคนแก่คราวพ่อมีอย่างที่ไหนวะ"

เจ้าผ่องแสยะยิ้ม

"แกกว่านี่กูยังเคยต่อยดิ้นมาแล้ว ชกคนแก่ซีวะดีไม่มีทางสู้กู"

แล้วเขาก็มองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วอย่างขบขัน

"ดูซีวะ เจอหมัดเจอตีนกูเข้าคนละทีสองทีเท่านั้นง่อยกระรอกไปแล้ว"

ใบหน้าของชุ่มซีดเผือด เต็มไปด้วยความรักตัวกลัวติดตะราง

"อ้ายผ่อง มึงทำยังงี้อยู่กับกูไม่ได้แน่ ขืนอยู่ตำรวจก็ต้องมาลากคอกูเข้าคุกลาวยาวกับมึง"

ผ่องมองดูเพื่อนเกลออย่างเคืองๆ ในเวลาเดียวกับที่เจ้าแห้วกำลังประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ ลุกขึ้นยืนด้วยความลำบากยากเย็น

"มึงไล่กูหรืออ้ายชุ่ม"

"เออ นึกว่าสงสารกูเถอะวะ มึงไปจากกูเถอะ"

ผ่องฝืนหัวเราะแล้วพยักหน้า

"ดีแล้ว เมื่อมึงไม่ปรารถนาที่จะช่วยเพื่อนเก่าของมึงในยามยากมึงออกปากไล่กู กูไปอยู่ที่อื่นก็ได้ แต่มึงคงไม่ลืมว่าครั้งหนึ่งกูช่วยชีวิตมึงไว้ที่ตรอกสลักหิน มึงถูกพวกนักเลงหลายคนล้อมกรอบจะเล่นงานมึง กูใช่ไหมล่ะที่ควงมีดสั้นบุกเข้าแทงอ้ายพวกหมาหมู่เหล่านั้นแตกกระจาย ลากตัวมึงออกจากตรอกสลักหินหนีมาได้"

"แต่มึงไม่ควรทำอย่างนี้นี่นะอ้ายผ่อง มึงรู้ไหมท่านคือพลเอกพระยาปัจจนึกฯ ท่านเป็นนายทหารผู้ใหญ่เป็นเจ้าของที่ดินที่นี่ซึ่งกูยังต้องพึ่งบุญบารมีท่าน"

"ไม่รู้ วันนี้ตั้งแต่เช้ากูยังไม่ได้ตะบันหน้าใครกูคันมือคันตีนตั้งแต่เช้า มาเต๊ะท่ากับกูกูต้องเตะสั่งสอน หรือมึงก็ยังได้"

ชุ่มรู้สึกชิงชังเพื่อนเกลอของเขาทันที

"กูไม่สู้มึงหรอกอ้ายผ่อง แต่ว่ากูขอร้องให้มึงรีบไปเสียจากที่นี่"

"เออ กูไปเดี๋ยวนี่แหละวะ พูดมากประเดี๋ยวพ่อชกหน้าตอบแทนบุญคุณที่มึงให้กูอาศัยอยู่เลย"

เจ้าผ่องพาตัวเดินกลับขึ้นไปบนเรือน โดยไม่สนใจกับชุ่มหรือท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้ว ชุ่มเดินเข้ามาหาเจ้าคุณปัจจนึกฯ ซึ่งยืนตุปัดตุเป๋ไปมาทั้งๆ ที่เจ้าแห้วประคองท่านอยู่ ใบหน้าของชุ่มซีดเผือดผิดปรกติ จริงอยู่อดีตของเขาเคยเป็นนักเลงอันธพาลมาแล้ว แต่บัดนี้เขาได้กลับเนื้อกลับตัวเป็นพลเมืองดีมีอาชีพเป็นคนยามประจำคลังสินค้าของบริษัทแห่งหนึ่งในตอนกลางคืน ชุ่มมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ ด้วยความห่วงใย นัยน์ตาทั้งสองข้างของท่านเจ้าคุณเขียวปั๊ด คิ้วซ้ายปูดโปและโหนกแก้มขวาบวมปริ ริมฝีปากแตกปลิ้นเพราะถูกหมัด และศอกของเจ้าผ่องจอมอันธพาลผู้ไม่สิ้นพยศ

"เป็นไงบ้างครับใต้เท้า" ชุ่มถามเสียงเครือ

เจ้าคุณเค้นหัวเราะ

"ใต้เท้าน่ะไม่เป็นไรแต่หน้าตาฉันคงไม่ผิดอะไรกับถูกหมาฟัด เพื่อนของเธอคนนี้เลวมาก เขาจะต้องใช้หนี้การกระทำของเขา"

ชุ่มยกมือไหว้ประหลกๆ

"ใต้เท้าอย่าถือโทษโกรธเคืองผมเลยครับ ผมไม่ได้รู้เห็นเป็นใจกับอ้ายผ่องเลย ผ่องมันเป็นอย่างนี้แหละครับ มีนิสัยชอบชกต่อยข่มเหงรังแกใครต่อใครเขา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"เขาอยู่กับเธอหรือชุ่ม"

"ครับ เขาออกจากคุกลาดยาวเมื่อสองสามวันนี้แล้วมาอาศัยผมอยู่ แต่ผมขอร้องให้เขาไปจากบ้านผมแล้วอย่างนี้ขืนอยู่ด้วยกันผมก็มีหวังย้ายบ้านเข้าไปอยู่ในคุกเช่นเดียวกับเขา"

ท่านเจ้าคุณมองไปที่เรือนสองชั้นหลังนั้นแล้วหันมาทางเจ้าแห้ว ซึ่งถูกผ่องถลุงหน้าตายับเยินพอๆ กับท่าน

"เป็นยังไงบ้างวะอ้ายแห้ว แกนี่ไม่มีฝีไม้ลายมือเสียเลย ชกมวยท่าทางเหมือนตั้กแตนตำข้าว ยังงี้จะไปสู้หมาที่ไหน"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะ

"รับประทานตัวมันใหญ่กว่าผมนี่ครับ แล้วหมัดมันหนักยังกะช้างถีบมันล่อเจ้าคุณกับผมเสียแย่"

"ก็เพราะฉันช่วยแกน่ะซีฉันถึงต้องเจ็บตัวไปด้วย มันต่อยแกล้มลงไปแล้วมันก็เตะซ้ำ ถ้าฉันไม่ช่วยป้องกันแกไว้แกคงถูกกระทืบตาย อ้ายผ่องไม่ใช่ลูกผู้ชาย ล้มแล้วยังซ้ำอีก ไป-อ้ายแห้ว อ้ายผ่องทำกับฉันถึงเพียงนี้ฉันจะจำไว้แกคอยดูก็แล้วกันว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นแก่อ้ายผ่องไปเถอะ ไปตามอ้ายพลมาฟาดกับอ้ายผ่องตัวต่อตัว"

เจ้าแห้วช่วยประคองเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินไปจากที่นั่น ชุ่มมองดูด้วยความประหวั่นพรั่นใจ พวกชาวบ้านในถิ่นสลัมหลายคนที่แลเห็นเหตุการณ์เกิดขึ้น ต่างแช่งชักหักกระดูดเจ้าผ่องที่บังอาจทำร้ายเจ้าคุณปัจจ

นึกฯ

ในที่สุดเจ้าแห้วก็พาท่านเจ้าคุณเข้ามาในร้านอาหาร "ยวดเฮง" ซึ่งตามเวลาที่กล่าวนี้สี่สหายกำลังนั่งรับประทานอาหารและสนทนากันเงียบๆ บนโต๊ะมีอาหารจีนห้าหกอย่างเบียร์แช่เย็นอีก 3 ขวด ตราขาวหนึ่งขวดโซดา ๔ ขวด เมื่อเจ้าแห้วประคองเจ้าคุณเดินตรงเข้ามา คณะพรรคสี่สหายก็พากันมองดูอย่างตื่นๆ

นิกรทำหน้าเหยเกชอบกล เขากล่าวถาม ดร. ดิเรกเบาๆ ว่า

"เฮ้ย แกช่วยดูซิหมอ นั่นพ่อตาเราหรือครุฑวะ หน้าตาคล้ายๆ ครุฑโว้ย"

ดร. ดิเรกไม่กล้าพูดอะไรเพราะเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเดินมาถึงโต๊ะแล้วท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้วต่างทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ว่างคนละตัว พล พัชราภรณ์ กล่าวถามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทันที

"มีอะไรเกิดขึ้นหรือครับคุณอา ใครเล่นงานคุณอากับอ้ายแห้วหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณโกรธจนหน้าเขียว

"มันชื่ออ้ายผ่อง เป็นอันธพาลที่เพิ่งได้รับการปล่อยออกมาจากคุกลาดยาวเมื่อเร็วๆ นี้ อาได้ไปเจรจากับนายชุ่มที่เช่าที่ดินของเราอยู่ บอกให้เขารีบอพยพไปอยู่ที่อื่นเพราะเราได้จ่ายเงินค่ารื้นถอนค่าขนย้ายให้เขาเรียบร้อยแล้ว"

"แล้วยังไงครับ" พลถามเร็วปรื๋อ

"อ้ายผ่องมันลงมาจากเรือนนายชุ่มระหว่างที่อาพูดกับนายชุ่มเขา แล้วก็รวนหาเรื่องกับอา พออ้ายแห้วออกรับแทนอา อ้ายผ่องก็ชกอ้ายแห้วเสียย่ำแย่ อ้ายแห้วล้มลงไปแล้วมันยังเตะซ้ำอาก็ต้องเข้ากันอ้ายแห้วไว้ เลยถูกอ้ายผ่องล่ออาเสียหน้าตายับเยิน"

ความเงียบเกิดขึ้นชั่วขณะ นิกรเอื้อมมือเขี่ยพ่อตาของเขาแล้วพูดยิ้มๆ

"ทานข้าวเถอะครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณมองดูนายจอมทะเล้นอย่างเดือดดาล ท่านเม้นปากแน่นและทำตาปริบๆ

"อือ แกไม่ได้แสดงท่าทางที่เจ็บแค้นแทนพ่อแม้แต่นิดเดียว"

นิกรหยิบซ่อมจิ้มกุ้งทอดใส่ปากเคี้ยวและพูดเสียงคับปาก

"ทำไมจะไม่เจ็บแค้นครับ คุณพ่อเป็นพ่อตาของผมเมื่อหยิกเล็บต้องเจ็บเนื้อ แต่ต้องกินข้าวเสียให้อิ่มก่อนแล้วจะให้ผมทำอย่างไรก็ว่ามา"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"ฉันมีเรื่องเจ็บตัว เจ็บช้ำน้ำใจอย่างนี้ แกคิดว่าฉันจะกลืนกินข้าวได้ลงคอหรือ ฉันจำได้ว่าไม่เคยมีใครมาทำกับฉันเหมือนอย่างอ้ายผ่องเลย"

แล้วท่านก็หันมาทาง พ.อ. พล พัชราภรณ์

"แกต้องแกแค้นให้อา อ้ายพล ไปพบอ้ายผ่องเดี๋ยวนี้แหละ"

พลนิ่งคิดสักครู่

"ผมคิดว่าให้ตำรวจจัดการกับอ้ายผ่องดีกว่าครับคุณอา ผมเป็นพันเอก เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพจะให้ผมไปฉะปากกับนักเลงอันธพาลจะดีหรือครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ลืมตาโพลง ท่านสงเสียงเอ็ดตะโรลั่น

"นี่หมายความว่าแกกำลังจะแนะนำฉันให้ไปแจ้งความใช่ไหม"

"ใช่ครับ ให้ตำรวจเขามาเก็บอ้ายผ่องไปไว้ในคุกลาดยาวตามเดิมดีกว่า ไม่ยากเย็นอะไรนี่ครับ ประเดี๋ยวกินข้าวกันอิ่มแล้วพวกเราก็จะพาคุณอาไปโรงพักบางซื่อ สารวัตรใหญ่ก็ชอบพอกับพวกเรา เพียงแต่บอกเขาว่าอ้ายผ่องใช้กำลังชกต่อยคุณอากับอ้ายแห้ว เขาก็จะส่งตำรวจมาลากคออ้ายผ่องไปโรงพัก"

ท่านเจ้าคุณฝืนหัวเราะ

"ดีแล้ว เป็นอันว่าฉันรู้แล้วว่าแกกับอ้ายกรไม่มีความเจ็บร้อนแทนฉันเลย"

พูดจบท่านก็หันมาทางนายพลดิเรก

"แกพกปืนติดตัวมาหรือเปล่าดิเรก"

ดร. ดิเรก ตบกระเป๋ากางเกงของเขา

"เอามาครับ ผมออกจากบ้านก็ต้องมีปืนติดตัวเสมอ เพราะผมรู้ตัวดีว่า ผมเป็นกำลังสำคัญของประเทศชาติ ค็อมมิวนิสต์คิดมุ่งร้ายหมายขวัญผมตลอดเวลา"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"ในฐานที่แกเป็นลูกเขยที่ดีของพ่อ แกก็ต้องเจ็บร้อนแทนพ่อและแก้แค้นแทนพ่อ"

ดร.ดิเรก พยักหน้ารับทราบ

"คุณพ่อต้องการให้ผมยิงอ้ายผ่องใช่ไหมครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มแป้น

"ถูกแล้ว แกต้องฆ่ามันดิเรกคือยิงมันทิ้งเสีย พ่อคิดว่าแกคงทำได้โดยไม่ยากลำบากนัก"

"ออไร๋ ไม่ยากเลยครับ" นายแพทย์หนุ่มพูดเสียงหนักแน่น

"ผมอาจจะยิงอ้ายผ่องให้เหมือนกับผมยิงหมากลางถนนทีเดียว"

พูดจบเขาก็ลุกขึ้นยืน

"ไป-พาผมไปพบกับอ้ายผ่องเดี๋ยวนี้"

"โน-ผมไม่ได้ไปยิงมันหรอกครับ"

"หา? แล้วแกจะไปหาพบกับมันทำไม"

"ไปบอกมันให้รู้ตัวว่า ผมจะพาคุณพ่อไปแจ้งความตำรวจที่โรงพักให้ตำรวจมาจับมัน ในฐานทำร้ายร่างกายอ้ายแห้วกับคุณพ่อครับ"

ท่านเจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"นั่ง-นั่งเถอะอ้ายหมอ ในที่สุดฉันก็ร็ว่าแกขี้ขลาดตาขาวไม่มีเลือดนักสู้อยู่ในตัวแกเลยแม้แต่เพียงเปอร์เซ็นต์เดียว ถุย-ถุยรดหัวแก ๒๐ หน"

นายพลดิเรกทรุดตัวลงนั่งตามเดิม แล้วกล่าวกับพ่อตาของเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

"ผมเป็นศาสตราจารย์ เป็นด็อกเตอร์และเป็นนายพลของกองทัพบก เป็นนักวิทยาศาสตร์และเป็นนายแพทย์ผู้ยิ่งใหญ่ คุณพ่อจะให้ผมเป็นฆาตกรหรือครับผมคิดว่าให้ตำรวจจัดการกับนายผ่องตามกฏหมายดีกว่า ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ขบกรามกรอด

"ดีแล้ว ฉันเห็นใจแกกับอ้ายพลในครั้งนี้เอง แกสองคนหมาโว้ยไม่ใช่คน"

พูดจบท่านก็หันมาทางเสี่ยหงวน

"อายังหวังว่าแกรักอาและมีความเจ็บร้อนแทนอาใช่ไหมอ้ายหงวน"

อาเสี่ยอมยิ้ม

"ทำใจให้สบายเถอะครับ ขอให้เหล้าหมดขวดก่อน ผมจัดการเองนักเลงอย่างอ้ายผ่องน่ะหรือครับ เรื่องเล็กสำหรับผม ต่อให้พ่ออ้ายผ่องและปู่อ้ายผ่องอีกสองคนผมก็ไม่กลัว"

ท่านเจ้าคุณมีสีหน้าชุ่มชื่นขึ้น

"ขอบใจแกมากอ้ายหลานชาย อย่างนี้ซีวะถึงจะเรียกว่ารักกันจริงคนอย่างแกอารู้ดีว่าแกเป็นคนใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยวรักพวกรักพ้อง แน่ละ....อาถูกต่อยสะบักสะบอมมาอย่างนี้ต้องเจ็บใจแทนอาเป็นธรรมดาอยู่เอง แกไม่ต้องไปฆ่ามันหรอกอ้ายหงวน เพียงแต่ใช้กำปั้นของแกประเคนอ้ายผ่องให้หมอบก็ใช้ได้"

อาเสี่ยหัวเราะร่า จัดแจงผสมวิสกี้โซดาแล้วยกขึ้นดื่ม

"ใจเย็นครับคุณอา ผมแสดงเอง พวกเรากินเหล้ากินข้าวกันให้อิ่ม เสร็จแล้วคุณอาพาพวกเราไปหาอ้ายผ่อง ผมจะชกกับมันตัวต่อตัวมันทำกับคุณอาอย่างนี้ผมต้องสั่งสอนมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยื่นมือให้กิมหงวนจับ

"อาเชื่อว่าแกต้องคว่ำมันได้ ตัวมันใหญ่กว่าแกก็จริงแต่ชั้นเชิงมวยของมันก็เป็นแบบมวยวัด ถ้าอาถอยอายุลงไปสัก ๓๐ ปี อ้ายผ่องหมอบกระแตไปแล้ว"

แล้วท่านก็หันมาทาง พ.อ. นิกร ลูกเขยจอมทะเล้นของท่าน

"เฮ้ย-แกไม่ได้สนใจกับฉันเลยวะ ตั้งหน้าตั้งตากินเอาๆ "

นิกรยิ้มแก้มตุ่ย

"ผมบอกคุณพ่อแล้วว่าให้ผมกินข้าวอิ่มเสียก่อน แล้วจะใช้ให้ผมทำอะไรค่อยพูดกัน คุณพ่อก็รู้แล้วว่าเรื่องยิงฟันผมแน่"

ท่านเจ้าคุณค้อนประหลับประเหลือก

"อย่าคุยโม้หน่อยเลยวะ"

การรับประทานอาหารได้ดำเนินต่อไป แต่ความเจ็บใจทำให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ไม่ยอมกินข้าว ท่านนั่งไข่วห้างสูบซิก้าร์พ่นควันโขมง นัยน์ตาทั้งสองหรี่เพราะถูกหมัดของเจ้าผ่อง ส่วนเจ้าแห้วบอบช้ำไม่น้อย เจ้าแห้วก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารเงียบๆ สำรวมกิริยามารยาทเพราะได้นั่งโต๊ะกับเจ้านายของเขา

ในที่สุด เบียร์ ๓ ขวดและตราขาวหนึ่งขวดก็หมดเกลี้ยงดูเหมือนว่าเสี่ยหงวนดื่มเหล้าคนเดียวตั้งครึ่งค่อนขวด เมื่อทุกคนรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เรียกคนรับใช้เข้ามาคิดเงิน และท่านเป็นผู้จ่ายเงินให้เรียบร้อย

แล้วท่านก็กล่าวกับเสี่ยหงวนอย่างเป็นงานเป็นการ

"ไปหาอ้ายผ่องเถอะโว้ยอ้ายหงวน ขืนชักช้ามันอาจจะหลบไปจากบ้านของนายชุ่ม"

อาเสี่ยหน้าแดงกร่ำนั่งตาปรือ คอง่อกแง่ก เขายิ้มให้ท่านเจ้าคุณแล้วพูดเสียงอ้อแอ้เพราะลิ้นไก่พันกัน

"ช่วยหามผมไปตีกับมันซีครับ อึ้ก ผม....ผมไปไม่ไหว"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครง เจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งนิ่งเฉยเหมือนรูปหุ่นสักครู่ท่านก็กล่าวกับสี่สหายว่า

"พวกแกคบไม่ได้แม้แต่คนเดียว ดีละ เมื่อไม่มีใครช่วยฉันเจ็บร้อนแทนฉัน ฉันจะไปพบกับอ้ายผ่องเดี๋ยวนี้ ไปให้มันฆ่าฉันให้ตาย"

พูดจบท่านก็พาตัวเดินออกไปจากร้านอาหาร "ยวดเฮง" ด้วยความเดือดดาล

พล พัชราภรณ์ พยักหน้ากับเสี่ยหงวนแล้วกล่าวว่า

"อย่าแกล้งเมาโว้ยอ้ายเสี่ย รีบติดตามคุณอาไปเถอะถ้ามีอะไรเกิดขึ้นเราจะได้ช่วยป้องกันท่าน"

อาเสี่ยทำหน้าเบ้ เป่าปากเบาๆ

"ไม่ได้แกล้งโว้ย กันเมาจริงๆ ว่ะ ใครจะตามท่านไปก็ไปเถอะกันรออยู่บนรถก็แล้วกัน โอ้โฮ-กินเหล้าตอนเที่ยงๆ นี่เมาบัดซบไปเลย"

สี่สหายกับเจ้าแห้วต่างลุกขึ้นยืน แล้วพากันออกไปจากร้านอาหาร เสี่ยหงวนเดินไปที่รถโอลสโมบิลเก๋ง เปิดประตูตอนหลังรถก้าวขึ้นไปนั่งบนรถอย่างมึนเมา พลสั่งให้เจ้าแห้วอยู่เฝ้าอาเสี่ย แล้วเขาก็พานิกรกับ ดร. ดิเรก ติดตามเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปทันที

แต่เมื่อถึงบ้านพักของชุ่มในถิ่นสลัม เจ้าคุณก็ทราบจากชุ่มว่าเจ้าผ่องเพื่อนเกลอของเขาหลบหนีไปแล้ว ด้วยความรักตัวกลัวติดตะราง

"มันไปแล้วครับใต้เท้า ไปเมื่อสักครู่ใหญ่ๆ นี้เอง"

ชุ่มเรียนให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ทราบตามตรง

"มันกลัวใต้เท้าแจ้งความให้ตำรวจมาจับมันครับ แล้วมันก็โกรธผมด้วยที่ผมไล่มันไปจากบ้านผม เพราะมันทำให้ผมเดือดร้อน"

ท่านเจ้าคุณมองดูชุ่มด้วยแววตาแข็งกร้าว

"แกรู้ไหมว่าอ้ายผ่องไปอยู่กับใครที่ไหน ถ้ารู้ต้องบอกมาตามตรงนะ"

"ผมไม่ทราบจริงๆ ครับใต้เท้าว่ามันจะไปอยู่ที่ไหน มันไปจากผมคำเดียวมันก็ไม่ร่ำลาผม ผมเลิกคบกับอ้ายผ่องอย่างเด็ดขาดเชียวครับ ขืนคบกับมันผมก็มีหวังไปอยู่คุกลาดยาวกับมัน"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มแค่นๆ

"ดีแล้วนายชุ่ม ถ้าหากว่าแกมีโอกาสพบเจ้าผ่อง แกช่วยบอกมันด้วยว่าเท่าที่อ้ายผ่องทำร้ายฉันจนกระทั่งหน้าตาฉันยับเยินปากคอปลิ้นกลายเป็นครุฑไปเช่นนี้ อ้ายผ่องจะต้องใช้กรรมอย่างสาสม"

"ครับ หากผมพบมันผมจะบอกมันตามที่ใต้เท้าสั่ง แต่ว่าใต้เท้าโปรดอย่าคิดว่าผมรู้เห็นเป็นใจกับมันนะครับ ผมสาบานได้ครับอ้ายผ่องมันเล่นงานคนของใต้เท้า และ ใต้เท้าโดยพลการของมันเอง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ฝืนหัวเราะ

"ฉันเชื่อแกนายชุ่ม เพราะแกมีความเคารพนอบน้อมฉัน แต่แกคบเพื่อนเลวอย่างนี้จะทำให้แกเดือดร้อนด้วย เคราะห์ดีที่อ้ายผ่องหลบหนีไปเสียก่อน มิฉะนั้นพวกลูกหลานของฉันจะเอาให้ถึงกับหยอดน้ำข้าวต้มทีเดียว"

กิมหงวนพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงอ้อแอ้

"นักลงอย่างอ้ายผ่องไม่ได้ความโว้ยชุ่ม อาอั้วแก่แล้วมิหนำซ้ำหัวก็ล้าน ท่านจะสู้อ้ายผ่องได้อย่างไร ลื้อนะจะรู้ดีว่าคนหัวล้านไม่ใช่นักสู้ นักมวยหัวล้านเคยเห็นบ้างไหม"

เจ้าหันมาทำตาเขียวกับอาเสี่ย

"พอแล้ว ไม่ต้องอธิบาย" แล้วท่านก็เปลี่ยนสายตามาที่นายชุ่ม

"สำหรับแก ฉันให้เวลาแกอีกเดือนแกต้องรื้อบ้านแกไปจากที่นี่ เพราะสำนักงานผลประโยชน์ของฉันจ่ายเงินค่ารื้อถอนขนย้ายให้แกแล้วตั้ง ๖,๐๐๐ บาท ถ้าแกไม่ไปฉันจะขออำนาจศาลให้ขับไล่แก ฉันยอมผ่อนให้แกมานานแล้ว"

ท่านเจ้าคุณพาสามสหายออกไปจากถิ่นสลัมด้วยความอาฆาตพยาบาทเจ้าผ่อง ซึ่งแจกแว่นแจกหมากให้ท่านอย่างงอมพระราม ท่านถือว่าเจ้าผ่องข่มเหงรังแกท่านซึ่งเป็นคนแก่ ดังนั้นเจ้าคุณปัจจนึกฯ จึงเจ็บใจมาก

ผ่อง พุ่มพฤกษ์ ถึงแม้มีนิสัยสันดานอันธพาล จิตใจโหดเหี้ยมกักขฬะหยาบคาย ชอบการต่อสู้หรือข่มเหงรังแกใครต่อใคร ผ่องก็เหมือนมนุษย์ปุถุชนทั้งหลายที่เกรงกลัวตำรวจ

ความจริง ผ่องไปจากบ้านชุ่มเพื่อนเกลอของเขาไม่ใช่เพราะชุ่มออกปากไล่เขา เขาจำต้องจากไปก็เพราะเขากลัวว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ จะพาเจ้าแห้วไปแจ้งความ และตำรวจเจ้าของท้องที่จะมารวบตัวเขาในข้อหาทำร้ายร่างกายนายทหารชั้นนายพล ผู้มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยาพานทอง

ผ่องหลบหนีไปอยู่กับมิตรสหายที่เป็นอันธพาล หรือ อาชญากรโดยไม่ยอมประกอบอาชีพใดๆ นอกจากเกาะเพื่อนกินรีดและไถเพื่อน มีเงินติดกระเป๋านิดหน่อยก็กินเหล้า พอเมาเหล้าก็หาเรื่องชกต่อยตีรันฟันแทงใครต่อใคร

ตลอดเวลาหนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมานี้เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยายามสืบหาตัวเจ้าผ่องไม่เว้นวัน ส่งคนของท่านที่สำนักงานผลประโยชน์หลายคนไปสืบหาผ่องตามหมู่นักเลงอันธพาล และประกาศให้รางวัลเงินสด ๒,๐๐๐ บาท วิทยุทรานซิสเต้อร์หนึ่งเครื่อง ผงซักฟอกยี่ห้อชั้นเยี่ยมบรรจุถัง แก่ผู้ที่รู้ตำบลที่อยู่ของผ่อง พุ่มพฤกษ์ แต่ก็ไม่มีใครทราบว่าผ่อง พุ่มพฤกษ์ อยู่ที่ไหน

จนกระทั่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ลงข่าวครึกโครม

ผ่อง พุ่มพฤกษ์ กับสมุนร่วมใจ ๓ คน พาพวกเข้าปล้นธนาคารแห่งหนึ่ง ตอนกลางวันแสกๆ

รายละเอียดในหน้าหนังสือพิมพ์มีว่า คนร้าย ๔ คนบุกเข้าปล้นสาขาธนาคารไทยออมทรัพย์ ถนนพระสุเมรุ นายสิบตำรวจตรีคนหนึ่งซึ่งเป็นยามประจำสาขาธนาคารนั้น ได้ใช้ปืนกลมือแบบบาเร็ตต้ายิงต่อสู้อย่างกล้าหาญ แต่ถูกหัวหน้าโจรยิงตายด้วยปืนกลมือแบบท็อมป์สัน อย่างไรก็ตาม ส.ต.ต. วิบูลย์ก็ได้ยิงสมุนโจรคนหนึ่งล้มคว่ำอยู่ในธนาคารก่อนที่ ส.ต.ต. วิบูลย์จะถูกยิงตาย พวกโจร ๓ คนรีบล่าถอยขึ้นรถเก๋งหลบหนีไปพร้อมด้วยเงินสด ๒๐๐,๐๐๐ บาท คนร้ายที่ถูกยิงบาดเจ็บสาหัสให้การรับสารภาพกับตำรวจว่าหัวหน้าโจรชื่อ ผ่อง พุ่มพฤกษ์ อันธพาลลาดยาวซึ่งถูกปลดปล่อยตัวให้ได้อิสรภาพเมื่อเร็วๆ นี้ ส่วนสมุนร่วมใจอีก ๓ คน คืออันธพาลในย่านบางรัก ล้วนแต่เคยผ่านงานโจรกรรมมาแล้ว

อีกสองวันต่อมา

เจ้าหน้าที่ตำรวจ กองปราบอาชญากรรมจำนวนหนึ่งได้บุกเข้าล้อมบ้านพักของผ่อง พุ่มพฤกษ์ ในซอยข้างวัดแก้วฟ้าถนนสี่พระยา ซึ่งหนังสือพิมพ์ได้ลงข่าวพาดหัวอย่างครึกโครม

จอมโจรปล้นแบ็งค์กับสมุนร่วมใจใช้ปืนกลมือ และปืนพกต่อสู้กับเจ้าพนักงานอย่างดุเดือด ตำรวจต้องเสียชีวิต ๓ คน เพราะถูกผ่อง พุ่มพฤกษ์ กราดด้วยท็อม์ปสันคู่มือ คนหนึ่งคือ ร.ต.ท. เสรี สีหราช จอมโจรตีฝ่าวงล้อมหลบหนีไปได้พร้อมด้วยกระเป๋าใส่เงินสดสองแสน สมุนของผ่อง พุ่มพฤกษ์ ถูกยิงตายสองคนและคนหนึ่งถูกจับเป็น ยอมจำนนหลังจากหัวหน้าหลบหนี

ผ่อง พุ่มพฤกษ์ กลายเป็นเสือผ่องไปแล้วเพราะฆ่าเจ้าพนักงานตำรวจถึง ๔ ศพ ความโหดเหี้ยมของเสือผ่องทำให้กรมตำรวจประกาศจับตาย และกรมตำรวจจะจ่ายเงิน ๑,๐๐๐ บาท แก่ผู้ที่นำความมาแจ้งให้ตำรวจทราบว่าเสือผ่องหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหน ซึ่งตำรวจจะจ่ายเงินสดรางวัลให้หลังจากตำรวจได้ปะทะกับเสือผ่องหรือปราบเสือผ่องได้แล้ว

ถึงแม้ผ่องกลายเป็นเสือร้าย เป็นอาชญากรที่น่าเกรงขามสำหรับคนทั่วๆ ไป เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็หาได้หวั่นหวาดไม่ทุกนาทีที่ผ่านไปทุกลมหายใจของท่าน ท่านเจ้าคุณยังเคียดแค้นอาฆาตพยาบาทเสือผ่องอยู่เสมอ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใช้คนหลายคนสดับตรับฟังข้าวคราวของเสือผ่อง เพื่อให้รู้ตำแหน่งที่อยู่ของจอมโจรปล้นธนาคารคนนี้ เพื่อท่านจะได้ติดตามไปแก้แค้นโดยตั้งปณิธานไว้ว่า ท่านจะต้องสังหารเสือผ่องด้วยปืนพกคู่มือของท่านให้จงได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ซ้อมปืนพกในสวนหลังบ้าน "พัชราภรณ์" ทุกวันสิ้นเปลืองกระสุนปืนวันหนึ่งไม่น้อยกว่า ๓๐ นัด จนกระทั่งท่านยิงปืนได้แม่นยำราวกับจับวาง

ในที่สุด ท่านเจ้าคุณก็ได้ข่าวเสือผ่องในตอนบ่ายวันอาทิตย์ที่ ๑ กันยายน ๒๕๐๖

ชายหนุ่มในวัย ๓๐ ปี ที่มาหาท่านที่บ้าน "พัชราภรณ์" ชื่อ ดำรง วุฒิศาสตร์ เป็นนายช่างสถาปัตย์แห่งสำนักงานผลประโยชน์ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ นั่งเอง ท่านเจ้าคุณเคยขอร้องเขาให้ช่วยสืบสวนหาตำแหน่งที่อยู่ของเสือผ่องให้ท่าน ซึ่งชายหนุ่มเจ้าของร่างสูงโปร่งท่าทางภาคภูมิสมกับเป็นสถาปัตยกรรมบัณฑิตก็ได้รับปากกับท่านว่า เขาจะใช้ให้น้องชายต่างมารดาของเขาช่วยสืบสวนให้ เนื่องจากน้องชายของเขาเป็นนักเลงอันธพาลชอบมั่วสุมอยู่ในหมู่นักเลง และ อาชญากรทั้งหลาย

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้อนรับบัณฑิตหนุ่มในห้องรับแขกตามลำพัง

"ได้เรื่องแล้วละครับใต้เท้า" ดำรง รายงานให้ท่านเจ้าคุณทราบ

"กระผมรีบมาหาท่านก็เพื่อจะเรียนให้ทราบตำแหน่งที่อยู่ของเสือผ่อง"

"เล่ารายละเอียดให้ฉันฟังได้เลยธำรง เป็นข่าวที่แน่นอนหรือ"

"แน่นอนขอรับ น้องชายของผมเขาได้หลักฐานมาด้วย"

"งั้นเรอะ ถ้ายังงั้นอ้ายผ่องเสร็จฉันแน่ มันอยู่ที่ไหนบอกฉันเร็ว"

"อยู่เขาชะโงกทางพรมแดนไทยพม่า ในเขตจังหวัดกาญจนบุรีครับ"

เจ้าคุณกลืนน้ำลายเอื๊อก

"เขาชะโงก โอ้โฮ อ้ายผ่องเตลิดเปิดเปิงไปจนถึงนั่นเชียวหรือ"

"ครับ ใต้เท้าเคยไปมาแล้วไม่ใช่หรือครับ"

"ใช่ ฉันกับลูกหลานของฉันเคยไปบุกป่าฝ่าดงไปเขาชะโงกมาสามสี่ครั้งแล้ว จากเมืองกาญจน์ฯ จะไปได้ด้วยการเดินเท้าหรือขี่ม้า ที่นั่นเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน เป็นชุมทางดาวโจร พวกอาชญากร พวกมือปืน นักพนันและนักเผชิญโชค พวกดาวร้ายและพวกเดนมนุษย์ในถิ่นต่างๆ ได้ไปชุมนุมกันที่นั่นสร้างเมืองเล็กๆ ขึ้นในหุบเขาโดยไม่มีกฎหมายคุ้มครอง"

"หรือครับ ถ้าเช่นนั้นก็คงมีเรื่องฆ่ากันตายบ่อยๆ น่ะซีครับ"

"ใช่ ยิงฟันกันทั้งวัน เขาชะโงกเป็นเมืองอ้ายเสือเป็นแดนมรณะตัดสินกันด้วยปืน ใครชักปืนเร็วและยิงได้ก่อนคนนั้นรอด ผู้คนที่เขาชะโงกล้วนแต่แต่งกายแบบเคาบอยในหนังคาดปืนพก ผิดใจกันนิดหน่อยก็ยิงทิ้ง มองหน้ามันมันก็ยิงทิ้ง ไม่มองมันก็ยิง ช่างทำหีบศพที่นั่นต่อโลงไม่ใคร่ทันขาย ฉันกับพวกลูกหลานของฉันเคยดวลปืนกับดาวร้ายเขาชะโงกมาแล้ว เรื่องนี้เจ้าพลเขาแน่มาก"

ดำรงว่า "อ้ายผ่องหลบหนีไปเขาชะโงกแน่นอนครับ มันจดหมายมาถึงพื่อนของมันคนหนึ่งชื่อสวัสดิ์ เป็นนักเลงแถววัดแก้วฟ้า และ เป็นลูกพี่ลูกน้องชายของผม มันบอกมาในจดหมายว่า มันจะตั้งถิ่นฐานทำมาหากินอยู่ที่เขาชะโงกชายแดนไทยพม่าในเขตจังหวัดกาญจนบุรี มันชวนสวัสดิ์ให้ไปอยู่กับมันครับเพราะที่นั่นมีที่ทางทำมาหากินมาก สวัสดิ์ให้น้องชายผมอ่านจดหมายของเสือผ่องด้วยครับ"

ท่านเจ้าคุณยิ้มละมัย

"ฉันเชื่อทีเดียวว่า เรื่องที่เธอเล่ามาให้ฉันฟังนี้เป็นความจริง แต่ถ้านายนิกรลูกเขยของฉันเล่าให้ฉันฟัง ฉันคงไม่เชื่อเป็นอันว่าฉันรู้แน่นอนแล้วว่า เสือผ่องหลบหนีเงื้อมือกฎหมายไปอยู่ที่เขาชะโงก เงินสองแสนที่มันปล้นแบ็งค์ได้คงจะช่วยให้มันสุขสบายและมีหวังได้เป็นเจ้าถิ่นที่นั่น แต่ทว่า ฉันจะดินทางไปเขาชะโงกพรุ่งนี้แหละวิบูลย์ ไปฆ่าอ้ายผ่องหรือไปให้อ้ายผ่องมันฆ่าฉัน"

สถาปัตย์หนุ่ม มองดูท่านเจ้าคุณผู้เป็นนายจ้างของเขาด้วยความห่วงใย

"ใต้เท้าจะไปกับใครครับ"

"หา ไปคนเดียวซีเธอ ถึงเวลาที่เสือเฒ่าบุกแหลก อ้ายผ่องก็เป็นมนุษย์เดินดินเช่นเดียวกับฉันถึงฉันแก่แล้ว แต่ฉันก็ชักปืนได้เร็วและยิงปืนแม่นพอๆ กับพวกมือปืนในหนัง"

ดำรงว่า "ทำไมใต้เท้าไม่ชวน คุณพล, คุณนิกร, อาเสี่ยกิมหงวนกับคุณหมอไปด้วยละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะ

"อย่าไปพูดถึงมันเลย อ้ายสี่คนนี่มันไม่รักฉันจริงหรอกดำรง มันไม่ได้เจ็บร้อนแทนฉันสักนิด ตั้งแต่วันที่อ้ายผ่องแจกหมากแจกแว่นฉัน ฉันไม่ยอมมองหน้าอ้ายสี่คนนี่เลย"

ดำรงยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อมยำเกรง

"กรุณาอย่าหาว่าผมสู่รู้เลยครับ อ้า-ผมคิดว่าใต้เท้าควรจะมีใครไปเป็นเพื่อนสักคนหนึ่ง อย่างน้อยก็นายแห้วเพื่อติดตามไปรับใช้และช่วยเหลือใต้เท้า โบราณว่าคนเดียวหัวหายสองคนเพื่อนตายนะครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ นิ่งคิด

"อือ จริงของเธอเหมือนกัน ถ้าฉันไปคนเดียวไปถึงเมืองกาญจน์ฯ ฉันก็ต้องหาเช่าม้าเขาและจ้างชาวพื้นเมืองผู้ชำนาญทางไปกับฉันอย่างน้อยสองคน ขอบใจมากวิบูลย์ที่เธอช่วยเตือนสติฉัน เป็นอันว่าฉันจะชวนอ้ายแห้วไปด้วย ถึงเจ้าแห้วไม่มีฝีมือแต่ก็มีน้ำใจ อ้ายแห้วก็ออกรับเจ็บร้อนแทนฉัน อ้ายแห้วใช้ได้ ดีแล้ว....ฉันจะพามันไปเขาชะโงกกับฉันด้วย สำหรับเธอฉันขอบใจมากที่ช่วยสืบข่าวเสือผ่อนมาให้ฉัน สิ้นปีนี้ฉันจะขึ้นเงินเดือนให้เธออีก ๒๐๐ บาท เป็น ๑.๘๐๐ แล้วถ้าอยากมีเมียเมื่อไรบอกฉันฉันจะหาให้ อยู่เป็นโสดนานนักไม่ดี ฮีสทีเรียขึ้นสมองเธอจะเสียสมรรถภาพ"

บัณฑิตหนุ่มแห่งสถาปัตยกรรมศาสตร์ กระพุ่มมือไหว้เจ้าคุณปัจจนึกฯ อีกครั้งหนึ่ง

"ขอบคุณขอรับ ผม อ้า ผมเห็นจะต้องลากลับเสียทีละครับ"

"อ้าว จะกลับละหรือ"

"ครับผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ออกไปส่งดำรงที่หน้าตึกใหญ่และยืนมองดูจนกระทั่งสถาปัตย์บัณฑิตหนุ่มขี่จักรยานยนต์คันใหญ่ออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" พอดีเจ้าแห้วเดินออกมาจากโรงรถ เสื้อกางเกงของเจ้าแห้วเปรอะเปื้อนด้วยน้ำมันเครื่องและเขม่าเครื่องยนต์ เจ้าแห้วได้ซ่อมรถคาดิแล็คเก๋งของอาเสี่ยกิมหงวน แต่ไม่ได้ซ่อมอะไรมากมายเพียงแต่ถอดคาบูเรเต้อรออกมาทำความสะอาดและถอดหัวเทียนออกมาล้าง ใช้กระดาษทรายอย่างละเอียดตกแต่งเขี้ยวหัวเทียนนิดหน่อย แล้วก็เช็คเครื่องยนต์ พอทำงานเสร็จก็เดินออกมาเต๊ะท่าเป็นช่างฟิตชั้นดีดึงซิก้าออกมาจากกระเป๋าเสื้อกางเกงติดกัน แบบกางเกงช่างฟิตแล้วจุดสูบยกมือเท้าสะเอวกวาดสายตามองไปรอบๆ บ้าน

ขณะนี้คณะพรรคสี่สหายอยู่ในห้องทดลองวิทยาศาสตร์ของศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ณรงค์ฤทธิ์ ส่วนสี่นางกับคุณหญิงวาดและคุณนายชื่นจิตรเพื่อนบ้านที่ดีของคุณหญิงวาด กำลังจับกลุ่มเล่นไพ่กันอยู่ในห้องชั้นบนของตัวตึก

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พาตัวเดินลงบันไดหน้าตึกตรงไปที่โรงรถยนต์ ท่านรู้สึกรักเจ้าแห้วขึ้นอีกหลังจากเจ้าแห้วได้ปะทะกับเสือผ่อง เจ้าคุณเดินเข้ามาหยุดยืนข้างหลังเจ้าแห้วแล้วกล่าวขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"เดี๋ยวนี้สูบซิก้าเชียวหรืออ้ายแห้ว"

เจ้าแห้วสะดุ้งโหยงรีบดึงซิก้าออกโยนทิ้งทันที แล้วหันมามองดูท่านเจ้าคุณอย่างเกรงกลัว

"แฮ่ะๆ อ้ายจวงเพื่อนผมมันให้ผมมาครับ พบกันที่ร้านกาแฟเมื่อเช้ามันให้ผมมาสามสี่มวน รับประทานผมลองสูบดูเล่นๆ นะครับ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"เพื่อนแกมีฐานะดีมากหรือถึงสูบซิก้า"

"รับประทานฐานะอ้ายจวง ไม่ใคร่จะมีรับประทานหรอกครับ แต่เมื่อคืนรับประทานมันขึ้นขโมยบ้านฝรั่งในซอยตรงข้ามกับบ้านเรา รับประทานได้ซิก้ามาหีบหนึ่ง ข้าวของมีค่าอีกหลายอย่าง"

"อือ แกคบกับพวกหัวขโมยพวกหน่วยงัดแงะ ระวังให้ดีเถอะ แกจะพลอยเป็นปลาติดหลังแหไปด้วย นี่อ้ายแห้วข้ารู้ที่อยู่ของเสือผ่องแล้ววะ"

เจ้าแห้วทำหน้าตื่นๆ

"รับประทาน คุณดำรงเขาสืบทราบมาใช่ไหมครับ"

"ถูกแล้ว เขารู้จากน้องชายของเขาอีกทีหนึ่ง อ้ายผ่องหนีไปอยู่เขาชะโงกสุดเขตแดนกาญจนบุรี ที่เราเคยไปเที่ยวกัน"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานมันเปิดไปลิบลับแล้วก็ช่างมันเถอะครับ"

"ช่างไม่ได้ ข้าจะเดินทางไปเขาชะโงกพรุ่งนี้และจะชวนแกไปด้วย"

พูดจบท่านก็ยกมือขวาตบบ่าซ้ายเจ้าแห้วเบาๆ แล้วยิ้มให้

"ไปเป็นเพื่อนข้าหน่อยเถอะวะอ้ายแห้วข้าได้ให้สัตย์สาบานกับตัวเองไว้แล้ว ถ้าข้ารู้ว่าอ้ายผ่องอยู่ที่ไหนข้าจะติดตามไปฆ่าอ้ายผ่องให้ได้"

เจ้าแห้วหน้าจ๋อยทันที

"รับประทานเดี๋ยวนี้อ้ายผ่องมันเป็นเสือนะครับ"

"เถอะน่า มันจะเป็นเสือหรือหมาไม่สำคัญข้ายิงมันได้ก่อนอ้ายผ่องก็เท่งทึง ตกลงนะอ้ายแห้ว ข้าจะให้รางวัลแก ๓,๐๐๐ บาท เป็นค่าเหนื่อยของแก ข้าจะโกหกใครๆ ว่าข้าจะไปพักผ่อนที่ไร่ศรีราชาของข้าและจะขออนุญาติคุณหญิงให้แกไปกับข้า"

เจ้าแห้วถอนหายใจเฮือกใหญ่

"รับประทาน เจ้าคุณ แน่ใจหรือครับว่าเจ้าคุณชักปืนไวกว่าเสือผ่อง"

"อ๋อ แน่ใจซีวะ ข้าซ้อมมือของข้าทุกวันแกได้ยินเสียงปืนแล้ว รับรองว่าในระยะ ๑๕ เมตร ข้ายิงไม่ผิดแน่อย่าลังเลใจหน่อยเลยวะ ค่าป่วยการของแก ๓,๐๐๐ บาท ไม่ใช่เงินเล็กน้อย

เจ้าแห้วนิ่งคิด

"รับประทานจ่ายให้ผมก่อน หรือ กลับมาจากเขาชะโงกแล้วถึงจ่ายครับ"

"แกจะเอายังไงได้ทั้งนั้น"

เจ้าแห้วยิ้มอายๆ

"รับประทานถ้ายังงั้นผมเอาจ่ายก่อนครับ"

"เออ-ตกลง คืนนี้แกเตรียมตัวไว้ พรุ่งนี้เข้าเราจะออกเดินทางโดยรถยนต์ แล้วเอารถไปฝากเขาไว้ที่เมืองกาญจน์ฯ แต่แกจะแพร่งพรายเรื่องนี้ให้ใครรู้ไม่ได้เป็นอันขาด ฉันไม่ต้องการให้ใครมายุ่งเกี่ยวกับฉันนอกจากแกคนเดียวเท่านั้น แกช่วยให้งานแก้แค้นของฉันสำเร็จไปด้วยดีหน่อยเถอะวะ ในชีวิตของฉันไม่เคยมีใครมาทำกับฉันเหมือนกับอ้ายผ่องเลย ขณะนี้ทางตำรวจเขาประกาศจับตายอ้ายผ่องแล้ว ถึงฉันยิงมันตายฉันก็ไม่มีความผิด บางทีฉันอาจจะได้รับเงินรางวัลจากกรมตำรวจด้วยซ้ำไป"

เจ้าแห้วยิ้มเล็กน้อย

"รับประทานต้องแต่งเคาบอยใช่ไหมครับ"

"ถูกละ ต้องเอาเครื่องแต่งตัวเคาบอยไปแต่งที่เมืองกาญจน์ฯ เพราะเราจะต้องขี่ม้าบุกป่าฝ่าดงไปเขาชะโงก ฉันจะจ่ายปืนพกให้แกสองกระบอก พร้อมด้วยเข็มขัดกระสุนปืนและซองปืนพร้อม"

แววตาของเจ้าแห้วแจ่มใส่ขึ้นทันที

"รับประทานแต่งเคาบอยดีครับผมชอบ แต่การดวลปืนกับเสือผ่องเป็นเรื่องของเจ้าคุณนะครับ รับประทานผมไม่เกี่ยว"

"เออ เป็นเรื่องของฉัน อ้า...แกกำลังทำอะไรวะเนื้อตัวเปรอะเปื้อนน้ำมันรถ"

"รับประทานซ่อมคาดิแล็คเก๋งให้อาเสี่ยครับ นมหนูมันตันรับประทานผมต้องถอดคาบูเรเต้อรออกมาล้างเปลี่ยนนมหนูออกเอานมแมวใส่แทน"

เจ้าคุณพยักหน้ารับทราบ

"แกมีงานอะไรก็ทำไปเถอะ ฉันจะไปซ้อมยิงปืนทางหลังบ้าน คราวนี้ต้องหัดชักปืนด้วย เพราะที่เขาชะโงกแกก็รู้ดีแล้วว่าทุกคนคาดปืนแบบเคาบอย มีเรื่องยิงกับใครชักปืนได้ไวกว่าและยิงได้ก่อนคนนั้นก็รอดตาย ถึงเวลาแล้วที่ฉันจะต้องแสดงลวดลายของเสือเฒ่าบ้าง ฉันปลงตกแล้วโว้ย เรื่องตายเป็นเรื่องเล็ก แกจนป่านนี้แล้วฉันไม่กลัวตายหรอก"

"รับประทานแต่ผมกลัวนะครับ"

ท่านเจ้าคุณค้อนปะหลับปะเหลือก แล้วพาตัวเดินกลับไปที่ตึกใหญ่ เจ้าแห้วยืนยิ้มกริ่มนึกวาดภาพตัวเองที่จะได้แต่งเคาบอยขี่ม้าไปเที่ยวเขาชะโงกชุมทางดาวโจรอีกครั้งหนึ่ง แต่แล้วพอคิดว่าเขาชะโงกเป็นแดนมัจจุราช ชีวิตของทุกคนที่เขาชะโงกเปรียบเหมือนแขวนอยู่กับเส้นด้ายเจ้าแห้วก็ชักเสียขวัญ

จันทร์ที่ ๒ กันยายน ๒๕๐๖

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วออกไปจากบ้าน "พัชราภรณ์" ในเวลา ๖.๐๐ น. เศษโดยรถดอดจ์เก๋งของท่านเจ้าคุณนั่นเอง คณะพรรคสี่สหายกับสี่นางและคุณหญิงวาดต่างเชื่อสนิทว่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินทางไปพักผ่อนที่ไร่ของท่านที่ศรีราชา

อาหารเช้าวันนั้นเริ่มต้นในเวลา ๘.๐๐ น. ขาดเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไปคนหนึ่ง ขณะที่สี่สหายกับสี่นางและคุณหญิงวาดร่วมรับประทานอาหารกัน ลุงม้วนชายชราหัวหน้าคนทำสวนก็ ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูห้องรับประทานอาหารทางด้านเฉลียงหลังตึก มือขวาของชายชราถือจดหมายซองสีฟ้าฉบับหนึ่ง นันทาแลเห็นเข้าก็ยิ้มให้และทักทายกับคนสวนเก่าแก่เป็นอย่างดี

"ว่ายังไงจ๊ะลุง เข้ามาซี"

ชายชราเดินก้มตัวเข้ามาในห้องรับประทานอาหาร ในท่าทางนอบน้อมยำเกรง และเจียมตัวตามวิสัยของคนที่รู้จักเจียมตัวเจียมใจ ลุงม้วนทรุดตัวนั่งคุกเข่าระหว่างพลกับนันทาแล้วส่งซองจดหมายสีฟ้าให้ พ.อ. พล พัชราภรณ์

"นายแห้วเขาฝากจดหมายไว้ให้คุณขอรับ"

พลทำท่างงๆ

"ฝากไว้ให้ฉัน "

"ครับผม แต่นายแห้วสั่งผมว่าให้ผมมอบจดหมายของเขาให้คุณในเวลาแปดโมงขอรับ"

"เอ๊ะ ไง๋ยังงั้นละ" พลพูดยิ้มๆ

"ยังไงก็ไม่ทราบครับผม"

"งั้นเรอะ ขอบใจมากนะลุง"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"ลุงช่วยเอาใจใส่ต้นว่านเพชรกลับของฉันให้มากหน่อยนะลุง"

"ครับผม ผมยกกระถางเลื่อนไปไว้ในร่มใต้ต้นนกยูงแล้วครับ เห็นว่าต้นมันยังเล็กถูกแดดนักใบมันชักเหลือง"

พูดจบชายชราก็ลุกขึ้นเดินก้มตัวออกไปจากห้องรับประทานอาหาร

เสี่ยหงวนมองดูนิกรอย่างแปลกใจ

"ว่านอะไรของแกนะที่แกพูดเมื่อกี้นี่นะ"

นิกรอมยิ้ม

"ว่านเพชรกลับ นายท่ารถเมล์ของกันเขาเอามาให้เมื่อสองสามวันนี้"

"คุณภาพเป็นยังไง"

"อ๋อ ดีมากในเรื่องอยู่ยงคงกระพัน ไปถูกยิงถูกตีหรือถูกแทงที่ไหนไกลแสนไกลก็ต้องซมซานกลับมาตายบ้าน เขาถึงให้ชื่อว่าว่านเพชรกลับ"

กิมหงวนทำหน้าเบ้

"ทิ้งไปดีกว่าวะปลูกหาหอกอะไร หน็อยแน่นึกว่าจะอยู่คงทนแต่กลับมาตายบ้าน ทำให้ลูกเมียต้องเสียเงินค่าทำศพ วันหลังกันจะหาว่านเพชรเตลิดมาให้แก ถูกยิงถูกฟันหรือถูกแทงที่ไหนตายที่นั่นไม่ต้องเสียเวลา ขึ้นรถขึ้นลากลับมาตายบ้าน"

พลอ่านจดหมายของเจ้าแห้วจบพอดี เขามองดูหน้าเพื่อนเกลอของเขาแล้วกล่าวขึ้นดังๆ

"แย่ละโว้ย เจ้าแห้วสารภาพความจริงว่าคุณอาไม่ได้ไปศรีราชาหรอก แต่ท่านกำลังจะเดินทางไปเขาชะโงกชายแดนกาญจนบุรี"

"หา" คุณหญิงวาดอุทานขึ้นดังๆ

"ไปทำไมพ่อพล อ่านจดหมายของอ้ายแห้วให้แม่ฟังหน่อยซิ"

นิกรเอื้อมมือกระตุกจดหมายมาจากมือพล แล้วอ่านข้อความในนั้นเสียงแจ๋วๆ เหมือนกับเด็กนักเรียนชั้นประถมอ่านหนังสือ

กราบเท้าคุณพล ที่เคารพ

เจ้าคุณท่านไม่ได้ไปไร่ศรีราชาหรอกครับ ท่านกำลังพาผมเดินทางไปเขาชะโงกกาญจนบุรี เมื่อวานคนของท่านมาส่งข่าวว่า เสือผ่องหลบหนีไปอยู่ที่นั่น ขอให้คุณกับคุณนิกรพร้อมด้วยคุณหมอ และอาเสี่ยรีบติดตามไปเถอะครับ หากเจ้าคุณท่านไปกับผมเพียงสองคนก็มีหวังถูกเสือผ่องกับพวกดาวร้ายที่เขาชะโงกฆ่าตาย

ด้วยความนับถือ

ศักดิ์แห้ว

สี่นงกับคุณหญิงวาดต่างเต็มไปด้วยความห่วงใย ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ประภาเมียรักของดร. ดิเรก กล่าวกับ พ.อ. พล ทันที

"รีบพาเพื่อนๆ คุณติดตามไปช่วยชีวิตคุณพ่อกับเจ้าแห้วเถอะค่ะ คุณพลคะ"

คุณหญิงวาดเห็นพ้องด้วย

"นั่นนะซี เอารถขับตามไปเดี๋ยวนี้แหละลูก อาจจะไปทันที่เมืองกาญจน์ฯ ก็ได้"

พลยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมองดูเวลา แล้วยิ้มให้คุณหญิงวาด

"เห็นจะตามไม่ทันหรอกครับคุณแม่ ป่านนี้ก็คงถึงบ้านโป่งหรือท่าม่วงแล้ว อ้ายแห้วมันขับรถไม่เคยช้ากับใคร คุณอากับอ้ายแห้วออกจากบ้านไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว"

พูดจบเขาก็หันมาทางนายพลดิเรก

"ว่าไงหมอ เราจะติดตามไปช่วยหรือจะปล่อยให้คุณอากับอ้ายแห้วไปถูกฆ่าตายที่เขาชะโงก"

ดร. ดิเรกหัวเราะ

"ปล่อยให้ตายได้อย่างไรวะ พ่อตาก็เหมือนกับพ่อตัวและคนใช้ที่ซื่อสัตย์ก็เปรียบเหมือนกับเพื่อน แต่ว่าใจเย็นๆ กินข้าวกันตามสบายเถอะ"

นิกรยิ้มแป้น

"เออ พูดยังงี้ค่อยน่าฟังหน่อย ไม่ใช่เอะอะก็สั่งให้อิ่มข้าวรีบติดตาม คนเราเรื่องกินมันต้องสำคัญกว่าสิ่งอื่น อ้า....พี่นันอิ่มแล้วเรอะ หมูแฮมไข่ดาวที่เหลืออยู่ในจานส่งมาให้ฉันเถอะ"

นันทาหยิบจานไข่ดาวหมูแฮมส่งข้ามโต๊ะมาให้น้องชายหล่อนทันที

"เอ้า ยัดเสียให้พอ"

นิกรค้อนขวับ

"แหม-พูดเสียชัดเชียวนะ ใช้ภาษาไทยเดิมเสียด้วย"

อาเสี่ยกิมหงวนมีความเป็นห่วงใยเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วอย่างยิ่งเพราะเขารู้ดีว่าเขาชะโงกเป็นถิ่นดาวร้าย ทุกคนที่ย่างเหยียบเข้าไปในหมู่บ้านเขาชะโงก จะต้องฆ่าคนอย่างเลือดเย็นและต้องเป็นนักสู้ที่มีจิตใจเข้มแข็ง เสี่ยหงวนมองดูหน้านายพลดิเรกแล้วกล่าวว่า

"อย่าใจเย็นนักหมอ เราจะติดตามคุณอาไปก็ควรรีบไปเสียเดี๋ยวนี้ กับเชื่อว่าบ่ายวันนี้คุณอากับอ้ายแห้วจะต้องเข้าป่าเดินทางไปเขาชะโงก ค้างแรมในป่าหนึ่งคืนพรุ่งนี้ตอนบ่ายก็ถึงเขาชะโงก"

ดร. ดิเรก ยิ้มอย่างใจเย็น

"ประเดี๋ยวกินข้าวแล้วพวกเราเตรียมข้าวของเดินทางได้ แต่เราจะเดินทางโดยเฮลิค็อปเต้อร์ ๙ น. ออกเดินทางไปดอนเมืองแล้วกันจะติดต่อกับผู้บัญชาการทหารอากาศ ขอความกรุณาให้ท่านช่วยเหลือเรา จัดเฮลิค็อปเต้อรให้เราสักลำหนึ่ง เพื่อไปส่งพวกเราที่เชิงเขาตะนาวศรีทางทิศตะวันตกของเขาชะโงก เราใช้เวลาบินราวสองชั่วโมงเท่านั้นก็ถึงจุดหมายปลายทาง และไปคอยคุณพ่อกับอ้ายแห้วที่เขาชะโงก"

ประไพพูดเสริมขึ้นทันที

"หมอและพวกคุณๆ ต้องช่วยคุ้มครองคุณพ่ออย่าให้คุณพ่อถูกฆ่าตายนะคะ"

เสี่ยหงวนพูดแทน ดร. ดิเรก

"ไว้ใจเถอะครับคุณประไพ เรื่องยิงฟันผมแน่พอๆ กับอ้ายกร พวกเราเคยบุกเขาชะโงกมาแล้ว"

นวลละออกล่าวขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"คุณอาไม่น่าจะบุกบั่นไปเลย ท่านแก่แล้วท่านจะไปสู้เสือผ่องมันได้อย่างไร ฝ่ายหนึ่งหนุ่มกว่าเหี้ยมโหดทารุณกว่าและเคยฆ่าคนมาแล้ว"

คุณหญิงวาดมองดูลูกชายสุดสวาทของท่าน

"แกเอารถยนต์ขับตามไปไม่ทันแน่หรือพล"

พลสั่นศรีษะช้าๆ

"ไม่ทันหรอกครับคุณแม่ รถยนต์น่ะถ้าทิ้งระยะกันตั้งสองชั่วโมงถึงอย่างไรก็ตามกันไม่ทัน เว้นแต่จะเป็นระยะทางไกลๆ อย่างกรุงเทพฯ สงขลาหรือกรุงเทพฯ เชียงใหม่ ไปเฮลิค็อปเต้อรตามความคิดของดิเรกดีกว่าครับ พวกเราจะได้ไปถึงเขาชะโงกในราวเที่ยงวันนี้ มีเวลาเตรียมตัวคอยช่วยเหลือคุณอากับอ้ายแห้ว ซึ่งจะเดินทางไปถึงตอนบ่ายหรือตอนเย็นวันพรุ่งนี้"

"ถ้าเช่นนั้นก็ตามใจแกเถอะ แม่ไม่สบายใจเสียแล้วซีเจ้าคุณท่านไม่เคยอาฆาตพยาบาทใครเลย ถูกอ้ายผ่องแจกหมากแจกแว่นเท่านั้นถึงกับพาเจ้าแห้วติดตามไปฆ่าอ้ายผ่องถึงเมืองกาญจน์ แล้วก็มันอยู่ถึงพรมแดนไทยพม่าไม่ได้อยู่ในเมือง เฮ้อ-อยู่ดีๆ ไม่ว่าดีหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเอง และทำให้พวกเราต้องเป็นห่วงวุ่นวายใจไปด้วย แกก็รู้นิสัยของแม่ดีอยู่แล้วถ้ามีเรื่องกลุ่มใจหรือกระทบกระเทือนใจก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องนั่งเล่นไพ่ทั้งวัน"

นิกรพูดเสริมขึ้น

"สบายใจคุณอาก็เล่น"

คุณหญิงวาดทำตาเขียวกับหลานชายของท่าน

"ทะลึ่ง"

ไกลออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัดกาญจนบุรี ที่นั่นเป็นป่าใหญ่ไพศาลแวดล้อมด้วยขุนเขาน้อยใหญ่ หมู่บ้านในหุบเขาห่างจากขุนเขาตะนาวศรีไม่ถึง ๒ กิโลเมตรคือหมู่บ้านเขาชะโงก อันเป็นชุมทางของดาวโจรที่หลบหนีเงื้อมมือกฎหมายมามั่วสุมกันอยู่มากหน้าหลายตา รวมทั้งอาชญากรทั้งหลาย นักการพนันและนักเผชิญโชค

สภาพของหมู่บ้านเขาชะโงกก็เช่นเดียวกับอำเภอเล็กๆ ในภาพยนตร์เคาบอยตะวันตก มีโรงเตี๊ยม มีร้านเหล้า ร้านค้า ร้านตัดผม ร้านจำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภคตลอดจนกระทั่งร้านจำหน่ายโลงผี ถนนสายกลางผ่านหมู่บ้านเป็นถนนดินกว้างประมาณ ๑๐ เมตรสองฟากถนนมีร้านโรงเรียงรายกันไป ชาวเขาชะโงกล้วนแต่อยู่เหนือกฎหมายทุกคนคุ้มรักษาตัวเอง บ่อนการพนันเปิดตลอด ๒๔ ชั่วโมง มีการพนันให้เล่นหลายชนิดปืนเถือนกระสุนปืนและระเบิดมือฝิ่นเถื่อนซื้อขายกันอย่างเปิดเผย ใครไม่ชอบใจใครหรือนึกเขม่นใครก็คว้าปืนออกมายิงเอาดื้อๆ ที่นี้ไม่มีตำรวจ ไม่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่บ้านกำนันปลัดอำเภอหรือนายอำเภอ พวกดาวร้ายมามั่วสุมกันอยู่ที่เขาชะโงกก็เพราะมีช่องทางทำมาหากิน ถ่ายกระเป๋ากันไปมาในหมู่ดาวร้ายด้วยกัน และถ้าตำรวจภูธรตะเวนชายแดนยกกำลังมาที่นี่เหล่าร้ายก็รู้ตัวล่วงหน้าหลบหนีไปได้ก่อน หนีข้ามเข้าไปพม่าก็ได้ หนีเข้าเขตจังหวัดอุทัยธานีหรือจังหวัดตากก็ได้ หรือมิฉะนั้นก็หลบซ่อนตัวอยู่ในดงทึบ พอตำรวจเคลื่อนย้ายกำลังไปแล้ว เขาชะโงกก็เป็นชุมทางดาวโจรต่อไป เนื่องจากภูมิประเทศเป็นป่าเขาทุรกันดารการทำลายล้างดาวโจรที่เขาชะโงกจึงยากที่จะทำได้โดยเฉพาะในฤดูฝนเช่นนี้ การบุกป่าฝ่าดงย่อมลำบากยากเย็นที่สุด

อังคารที่ 3 กันยายน ๒๕๐๖

ม้าสองตัวหยุดยืนคู่กันบนสันเขาเล็กๆ ลูกหนึ่งขณะที่ดวงตะวันกำลังจะลับขุนเขาใหญ่คือขุนเขาตะนาวศรี เบื้องหน้าโน้นอันเป็นเส้นกั้นพรมแดนระหว่างไทยพม่า ขณะนี้เป็นเวลา ๑๗.๐๐ น.เศษ ผู้ที่นั่งอยู่บนหลังม้าเทศลูกผสมสีดำคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ ของเรานั่นเอง ส่วนผู้ช่วยของท่านคือเจ้าแห้วนั่งอยู่บนหลังม้าไทยสีน้ำตาลตัวเล็กๆ ซึ่งเท้าของเจ้าแห้วหวุดหวิดจะถึงพื้นดิน

ทั้งสองแต่งกายแบบเคาบอยตะวันตกคาดเข็มขัดปืนพก บนอานม้ามีถุงใส่เสื้อผ้าและเสบียงกรังพร้อมด้วยข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นบางอย่าง นอกจากนี้ก็มีปืนเล็กยาวเสียบอยู่ที่อานม้าคนละกระบอก ท่านเจ้าคุณแต่งชุดดำแบบมือปืนแต่ไม่ได้สวมหมวกแลเห็นศรีษะอันล้านเลี่ยนของท่านเป็นมันแผล็บ เจ้าแห้วสวมเสื้อกั๊กทับเสื้อเชิ้ตตราหมากรุกสีแดงสลับขาว สวมหมวกปีกใหญ่ท่าทางคล้ายกับเคาบอยที่เป็นตัวประกอบ หรือตัวเดินผ่านหลังกล้อง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มออกมาได้เมื่อแลเห็นหมู่บ้านเขาชะโงกปรากฎอยู่ในหุบเขาเบื้องล่าง ท่านหันมาทางเจ้าแห้วแล้วกล่าวว่า

"ในที่สุดเราก็บุกบั่นมาจนถึงเขาชะโงกอีกครั้งหนึ่ง"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะปลอบใจตัวเอง

"รับประทานผมกำลังคิดว่า ที่ตายของเราอาจจะอยู่ที่นี่ก็ได้นะครับ"

ท่านเจ้าคุณสะดุ้งโหยง

"ไง๋พูดอย่างนี้ เรามาฆ่าเสือผ่องไม่ใช่มาให้มันฆ่าเรา"

"แต่ว่ารับประทานเรามากันเพียงสองศพ....เอ๊ย สองคนเท่านั้นนี่ครับ"

"ไม่สำคัญ ถึงมาเพียงสองคนถ้าใจเราเป็นนักสู้เราก็คงฆ่าเสือผ่องได้โดยไม่ยากลำบากอะไรนัก ไป-อ้ายแห้ว รีบไปที่หมู่บ้านเขาชะโงกเถอะ ถ้าค้นหาตัวเสือผ่องไม่พบเราก็จำเป็นจะต้องหาเช่าที่พักแรมสำหรับเรา อ้อ ขณะนี้แกรู้สึกยังไงบ้างบอกฉันซิ"

"รับประทานไม่รู้สึกยังไงหรอกครับ นอกจากว่ากลัวถูกยิงทิ้งเท่านั้น"

"แล้วกัน แกนี่ไม่พยายามพูดให้เป็นศิริมงคลเลย คนเราบทมันจะตายนอนอยู่ในเรือรถยนต์ยังลงไปในคลองทับเรือบี้แบบทำให้คนที่กำลังนอนหลับตายคาที่นี่หว่า คนอย่างฉันไม่ตายง่ายๆ หรอกวะอ้ายแห้ว"

"รับประทานจริงครับ กว่าจะตายเจ้าคุณก็คงดิ้นทุรนทุรายอยู่นาน"

ท่านเจ้าคุณจุ๊ปาก

"เดี๋ยวพ่อถีบตกม้าเลย"

ม้าทั้งสองตัววิ่งโขยกลงสู่เชิงเขาเบื้องล่าง ผ่านป่าโปร่งและที่ราบหลังหมู่บ้านเขาชะโงก จนกระทั่งเข้าเขตหมู่บ้านอันหนาแน่น เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็บังคับม้าคู่ขาเลี้ยวซ้ายมือตามถนนดินอันกว้างใหญ่ตรงเข้าไปในเขตหมู่บ้าน แต่แล้วทั้งสองก็หยุดชะงักมองดูป้ายคำขวัญของชาวเขาชะโงกที่เขียวนปักไว้ริมทาง

ยินดีต้อนรับแต่ตายไม่รับรอง"

ท่านเจ้าคุณแกล้งพูดปลอบใจเจ้าแห้ว

"อย่าไปสนใจหน่อยเลยวะอ้ายแห้ว พวกเด็กๆ มันเขียนเล่นน่ะ"

เจ้าแห้วฝืนยิ้มอย่างยากเย็น

"รับประทานนี่มันลายมือผู้ใหญ่นี่ครับ เด็กคงเขียนตัวหนังสือตลก สวยงามอย่างนี้ไม่ได้"

"ว้า" เจ้าคุณคราง

"แกพยายามพูดเสียจนฉันชักจะเสียขวัญแล้วซี แกไม่เคยพูดเลยว่า เสือผ่องคงจะจบชีวิตด้วยน้ำมือของฉัน"

พูดจบท่านก็ดึงซิก้าร์ออกมาจากกระเป๋าเสื้อคาบไว้ในปาก แล้วหยิบไม้ขีดออกมาจุดสูบ

ทันใดนั้นเองเสียงกระสุนปีนพกนัดหนึ่ง ก็ระเบิดทำลายความเงียบขึ้น

"ปัง"

ซิก้าร์ในปากท่านเจ้าคุณถูกยิงแตกกระจายแหลกละเอียดเจ้าแห้วทำท่าจะควบม้าหนี แต่เจ้าคุณปัจจนึกฯ รีบห้ามไว้

"อย่าหนีอ้ายแห้ว อ้ายพวกนี้มันทดสอบจิตใจของเราและลองดีเราน่ะ ถ้ามันจะฆ่าเรามันคงไม่ยิงบุหรี่ในปากฉันหรอกแก จุ๊ๆๆ ฉันเห็นตัวมัน มันแอบอยู่หลังพุ่มไม้ทางขวา แกเฉยๆ ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้นะ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ดึงซิก้าร์ในกระเป๋าของท่านออกมาอีกม้วนหนึ่งแล้วยกขึ้นใส่ปาก แต่แล้วท่านเจ้าคุณก็กระชากปืนพกในซองปืนข้างขวาออกมาอย่างรวดเร็ว ยิงไปที่ชายร่างใหญ่คนหนึ่งซึ่งแอบอยู่ในพุ่มไม้ทันที

"ปัง"

เจ้าหมอนั่นร้องสุดเสียง กระสุนรีวอลเว่อร ๙ มม. ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถากหลังมือขวาเจ้าหนุ่มผู้ที่ลอบยิงท่านด้วยความคะนองมือ ทำให้มันได้รับความเจ็บปวดถึงกับปล่อยปืนพกร่วงหลุดจากมือและสะบัดมือเร่าๆ

"ออกมา ชูมือขึ้นแล้วเดินออกมาโดยดี ถ้าแกรักที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป" เจ้าคุณร้องตวาดเสียงหนักแน่น

อาชญากรชั้นเสือร้าย ที่แหกคุกสุพรรณบุรีหลบหนีมาอยู่เขาชะโงกปฏิบัติตามคำสั่งของท่านเจ้าคุณโดยดี เขาเดินชูมือออกมาจากเบื้องหลังสุมทุมพุ่มไม้ เขาเป็นชายหนุ่มวัยเบญจเพส ใบหน้ารูปไข่จะละเม็ดบู้บี้ ไว้หนวดเครารุงรังผมเผ้ายาวประบ่าคล้ายกับทาร์ซาน

"ทำไมแกลอบยิงฉัน" เจ้าคุณปัจจนึกฯ ถามเสียงกร้าว

"ผมล้อเล่นนะครับคุณลุง เห็นคุณลุงแก่แล้วก็ลองสัพยอกดู อยากเห็นคุณลุงตกใจควบม้าหนี ยกโทษให้ผมเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณเค้นหัวเราะ

"อ้าปากขึ้น อ้าให้กว้าง"

เจ้าหมอนั่นชักสงสัย

"ให้ผมอ้าปากทำไมครับคุณลุง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ควงปืนพกเล่นอย่างคล่องแคล่ว

"ฉันจะยิงกรอกปากแก"

ดาวร้ายสะดุ้งเฮือก

"ผมก็เท่งทึงนะซีครับคุณลุง"

"ถูกละ คนอย่างแกอยู่ไปก็หนักโลก เร็ว-อ้าปากขึ้นเดี๋ยวนี้แล้วแกจะรู้ว่า เสือเฒ่าอย่างฉันยิงปืนแม่นราวกับจับวาง รับรองว่าโป้งเดียวเข้าปากแกทะลุออกด้านท้ายทอยไม่เชื่อก็คอยดู ได้ยินไหมฉันสั่งให้แกอ้าปาก"

เจ้าหมอนั่นยกมือไหว้ปะหลกๆ

"อย่าฆ่าผมเลยครับคุณลุง นึกว่าปล่อยลูกนกลูกกาเอาบุญเถอะครับ"

ท่านเจ้าคุณพูดตัดบท

"ฉันไม่ชอบบุญกุศล ฉับชอบทำบาป"

"อ๋อย ผมกลัวแล้วครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ถ้ายังงั้นฉันจะไว้ชีวิตแก แต่แกจะต้องตอบคำถามฉันอย่างตรงไปตรงมา ถ้าแกโกหกฉันจะส่งแกไปนรก แกบอกฉันซิว่าแกรู้จักอ้ายผ่องไหม เสือผ่องปล้นแบ็งค์ฆ่าตำรวจตายและหนีมาจาก กรุงเทพฯ เพิ่งมาอยู่เขาชะโงกเมื่อเร็วๆ นี้"

"อ๋อ เสือผ่องหรือครับ รู้จักซีครับ เขากำลังเป็นเศรษฐีใหญ่อยู่ที่นี่มีสมัครพรรคพวกอยู่หลายคน แต่ผมไม่ชอบหน้ามันหรอกครับ"

"ทำไมแกไม่ชอบเขา" เจ้าคุณซัก

"หน้ามันคล้ายกับพ่อผมครับ แต่พ่อผมตายไปนานแล้วครับคุณลุง คุณลุงเป็นคู่อริกับเสือผ่องหรือครับ"

"ใช่ ขณะนี้อ้ายผ่องอยู่ที่ไหน"

"อยู่ที่ร้านเหล้า 'สิงห์สามัคคี' ครับ เป็นร้านเหล้าและบ่อนการพนันที่เพิ่งเปิดเมื่อเร็วๆ นี้ ชั้นบนเป็นโรงแรม หรูหราโอ่โถงที่สุดในเขาชะโงกครับ เสือผ่องเช่าห้องพักอยู่ที่นั่น มีข่าวว่าเขากำลังทาบทามขอซื้อ 'สิงห์สามัคคี' ครับ"

"อ้ายผ่องยังไม่ได้ทำอะไรหรือ"

"ก็ไม่เห็นทำอะไรนี่ครับ นอกจากพยายามเลี้ยงดูปูเสื่อพวกดาวร้ายเพื่อเอาไว้เป็นพรรคพวก เสือผ่องป้วนเปี้ยนอยู่ที่นั่นทั้งวันแหละครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ารับทราบ

"มีคนแปลกหน้ามาที่นี่เสมอหรือ"

"ตอนหน้าฝนนี่ไม่ใคร่มีใครหรอกครับ แต่เมื่อวานนี้มีเสือต่างถิ่นมาเขาชะโงกสี่คนด้วยกัน แต่ละคนไว้หนวดเครารุงรังท่าทางบอกว่าเป็นมือปืนทั้งสี่คนแหละครับ เขาเป็นนักเผชิญโชคมาขุดทองที่นี่"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง รู้ทันทีว่าสี่เสือที่เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ผู้นี้พูดถึงจะต้องเป็นคณะพรรคสี่สหายเจ้านายของเขาแน่นอน

"ทองที่นี่มีด้วยหรือน้องชาย" เจ้าแห้วถามยิ้มๆ

"มีครับ แต่มันยังอ่อนมาก ตามลำธารลอยเต็มไปหมดครับ สียังไม่เหลืองเข้มเป็นสีช้ำเลือดช้ำหนองบางก้อนก็เป็นสีคล้ำหรือสีน้ำตาล นักธรณีวิทยาเขาเคยมาสำรวจเขาบอกว่าอีก ๕๐ ปี ทองที่นี่ถึงจะใช้ได้ครับ ตอนนี้ยังเป็นทองอ่อนเก็บไปก็เอาไปซื้อขายไม่ได้ ทำเป็นทองรูปพรรณก็ไม่ได้ ใช้ได้อย่างเดียวคือทำปุ๋ยรดพืชผักต่างๆ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ หัวเราะหึๆ

"ขอบใจมากอ้ายหลานชายที่เล่าเรื่องเสือผ่องให้ฟัง ทีหน้าทีหลังอย่าเล่นลอบยิงนะโว้ย ลูกผู้ชายถ้าจะยิงก็ต้องยิงกันซึ่งๆ หน้าและต้องให้เขามีปืน มีทางต่อสู้กับเราด้วย"

พูดจบท่านก็หันมาพยักหน้ากับเจ้าแห้ว

ม้าสองตัววิ่งสะบัดย่างเข้าไปในหมู่บ้านเขาชะโงก พวกดาวร้ายที่อยู่สองฟากฝั่งถนนต่างพากันมองดูเป็นตาเดียว บางคนที่ปากเปราะหน่อยก็ร้องตระโกนกระเซ้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"เฮ้ย-พระอาทิตย์ขึ้นสองดวงโว้ย ฮ่ะ ฮ่ะ นกตระกรุมบุกเขาชะโงก หนึ่ง-สอง-สาม หัวล้านเหม็นเขียว"

ในที่สุดเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วก็บังคับม้าหยุดหน้า "สิงห์สามัคคี" โรงเตี๊ยมโรงบ่อนสถานที่จะหน่ายสุราและอาหารที่ใหญ่โตหรูหราที่สุดในเขาชะโงก เด็กชายวัย ๑๐ ขวบถึง ๑๓ ขวบในราว ๑๐ คน แต่งกายขมุกขมอมเฮโลกันเข้ามาห้อมล้อมท่านเจ้าคุณกับเจ้าแห้ว ร้องถามเป็นเสียงเดียวกันว่าจะเฝ้าม้าบ้างไหม เจ้าคุณปัจจนึกฯ เลือกเด็กที่โตที่สุดสองคนให้เฝ้าม้าให้ท่านและม้าของเจ้าแห้ว ต่อจากนั้นท่านก็พาเจ้าแห้วเดินขึ้นบันไดตรงเข้าไปในบาร์ แต่แล้วเมื่อท่านเจ้าคุณหันกลับมามองดูแลเห็นเจ้าแห้วเดินขาถ่างผิดปกติท่านก็หยุดชะงัก

"แกเป็นอะไรไปวะอ้ายแห้ว ทำไมถึงเดินเหมือนอุจจาระคับก้นอย่างนี้"

เจ้าแห้วฝืนหัวเราะอย่างยากเย็น

"รับประทานก้นแตกครับ แล้วก็ปวดระบบไปหมดขี่ม้ามาครึ่งวัน รับประทานแย่เลยครับ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ อดหัวเราะไม่ได้

"แข็งใจเดินให้เป็นปกติ แกเดินแยงแย่อย่างนี้เสียบุคคลิกมือปืนชั้นดีหมด อย่าลืมว่าเสือผ่องมันอยู่ในบาร์นี้ พอเราโผล่เข้าไปมันเห็นเรามันอาจจะยิงเราก่อนก็ได้ เพราะมันต้องรู้ว่าเราติดตามมาเล่นงาน"

ตามเวลาที่กล่าวนี้ เสือผ่องดาวร้ายปล้นแบ็งค์กำลังสรวลเสเฮฮากับลูกน้องใหม่ของเขารวม ๓ คนอยู่ที่โต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่ง และทางซ้ายสุดของบาร์คณะพรรคสี่สหายของเขากำลังนั่งดื่มเหล้าพูดคุยกันอย่างสบายใจ พล, นิกร, กิมหงวน และ ดร.ดิเรก แต่งกายแบบมือปืนในชุดสีดำ ใส่หนวดเคราปลอม ทำให้ใบหน้าเหี้ยมเกรียม เหมือนพวกดาวร้ายทั้งหลาย โดยเฉพาะเสี่ยหงวนลักษณะท่าทางคล้ายกับจอมโจรที่หนีมาจากคุก

โดยเฮลิค็อปเต้อแบบใหม่ของกองทัพอากาศ สี่สหายได้เดินทางมาถึงเขาชะโงกก่อนเที่ยงวานนี้ เครื่องบินร่อนลงไกลออกไปจากหมู่บ้านราวหนึ่งกิโลเมตร จึงไม่มีใครรู้ว่าสี่สหายของเราเดินทางมาที่นี่โดยเครื่องบินเฮลิค็อปเต้อ ทั้งสี่คนประกาศตัวเป็นนักเผชิญโชคเช่าห้องพักชั้นบนของ "สิงห์สามัคคี" รอคอยพบเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้ว

เมือเจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินนำหน้าพาเจ้าแห้วเข้ามาในบาร์ ดร.ดิเรก ก็แลเห็นเป็นคนแรก ดร. ดิเรก รีบกระซิบกระซาบบอกเพื่อนเกลอของเขาทันที

"เฮ้ย-คุณพ่อกับอ้ายแห้วมาแล้วโว้ย"

สี่สหายมองดูเจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วเป็นตาเดียว พ.อ.พล รีบบอกคณะพรรคของเขา

"แยกย้ายกันไปพวกเรา นั่งโต๊ะละคนโว้ย เราจะต้องช่วยคุณอาและอ้ายแห้วจนสุดความสามารถ ผิดนักก็ยิงกันแหลก แต่อย่าแสดงตัวให้คุณอาและอ้ายแห้วรู้เป็นอันขาด ท่าทางคุณอาเอาเรื่องโว้ย"

พล, นิกร, กิมหงวน ต่างลุกขึ้นแยกกันไปนั่งตามโต๊ะว่าง ส่วนนายพลดิเรกนั่งอยู่ที่โต๊ะเก่าตามเดิม เจ้าคุณปัจจนึกฯ หยุดยืนเด่นกลางห้องโถงจ้องตาเข็มงมองดูเสือผ่อง ซึ่งแต่งเคาบอยคาดปืนสองกระบอก และกำลังคุยจ้อเล่าเรื่องที่เขาปล้นธนาคารให้สมุนใหม่ของเขาฟัง

ท่านเจ้าคุณร้องขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"อ้ายผ่อง กูตามมึงมาแล้ว"

เสียงของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ทำให้ทุกคนที่อยู่ในบาร์เงียบกริบทันที เสือผ่องหันมามองดูท่านเจ้าคุณแล้วมันก็เบิกตากว้างส่งเสียงหัวเราะอย่างขบขัน

"ฮะ ฮะ ฮะ ฮะ ตามมาหาที่ตายหรือเจ้าคุณ กลับเถอะครับผมไม่อยากฆ่าคนแก่หรอก แล้ววันนี้ก็เป็นวันพระขึ้น ๑๕ ค่ำด้วย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เค้นหัวเราะ

"ใครบอกแก วันนี้แรมหนึ่งค่ำเดือนสิบโว้ย วันพระวานนี้ต่างหาก ลุกขึ้นอ้ายผ่องฉันต้องการดวลปืนกับแกตัวต่อตัว"

ทันใดนั้นเองนิกรได้เดินเข้ามาหาเสือผ่องแล้วก้มลงกระซิบกระซาบ แต่มือขาวของนิกรได้บีบกาวหลอดชนิดหนึ่งลงไปในซองปืนข้างขวาของเสือผ่องด้วย ซึ่งกาวหลอดชนิดนี้จะทำให้วัตถุทุกชนิดนอกจากพลาสติกติดกันแน่นชั่วเวลาเพียงนาทีดียว ฉะนั้น ในนาทีนี้ปืนพกในซองข้างขวาของเสือผ่องคงติดกับซองปืนดึงไม่ออก อันเป็นแผนของนิกรที่จะช่วยให้พ่อตาของเขาได้สังหารเสือผ่อง

"พี่ผ่อง จ้างผมให้ดวลปืนกับตาแก่คนนี้ไหมละ ผมเอา ๒๐๐ บาทเท่านั้น

เสือผ่องยิ้มให้นิกร เขาจำได้ว่านิกรกับเพื่อนๆ อีกสามคนพักอยู่ใกล้ๆ กับห้องของเขา และสี่สหายได้ทำความรู้จักกับเขาแล้วซึ่งนิกรใช้ชื่อว่า เสือก้อน พลใช้ชื่อว่า เสือผล เสี่ยหงวนใช้ชื่อว่าเสือหงวนและ ดร.ดิเรก ใช้ชื่อว่าเสือแว่น

"อ้ายน้องชาย ตาแกคนนี้เป็นเจ้าคุณนะโว้ย เป็นนายทหารผู้ใหญ่มียศเป็นพลเอกเสียด้วย"

เสือผ่องบอกนิกร

นิกรหันไปมองดูพ่อตาของเขา แล้วกระซิบบอกเสือผ่องเพื่อถ่วงเวลา ให้กาวที่เทลงไปในซองปืนแห้งสนิท

"เถอะน่า นายพลหรือนายพันถ้าพี่ผ่องจ่ายให้ผม ๒๐๐ บาทผมจัดการเอง ผมก็บอกพี่ผ่องแล้วว่าพวกเราสี่คนเป็นมือปืนรับจ้าง"

ผ่องหัวเราะเบาๆ

"อย่าเลยว่ะน้องชาย กันไม่อยากฆ่าคนแก่หรอก เจ้าคุณปัจจนึกฯ เคยมีเรื่องกับกันที่กรุงเทพฯ กันชกเสียหน้าตาเป็นครุฑ ทำไปแล้วกันก็เสียใจที่กันไม่ควรทำกับคนแก่คราวพ่อคราวลุง"

นิกรขบกรามกรอด

"คนแกกำแหงมาท้าพี่ผ่อง ยิ่งยังงี้เอาไว้ทำไม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ พยักหน้ากับนิกรซึ่งท่านไม่ได้เฉลียวใจว่าเจ้าหนุ่มหนวดเครารุงรังผู้นี้คือ นายจอมทะเล้นลูกเขยท่านเอง

"ไม่ใช่เรื่องของแกโว้ย หรือแกต้องการดวลปืนกับฉันก่อนลูกพี่ของแกก็ได้ เอาไหมล่ะ"

นิกรยกมือชี้หน้าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วดัดเสียงพูดห้าวๆ

"เดี๋ยวตายทั้งกลมไม่รู้นะ รู้ไหมว่าผมเป็นมือปืนรับจ้างฆ่าคนมา ๔๙๙ ศพแล้ว อีกคนเดียวก็ครบ ๕๐๐"

ผ่องลุกขึ้นยืน ล้วงกระเป๋าเสือเชิ้ทหยิบธนบัตรใบละร้อยบาทใหม่เอี่ยมออกมาปึกหนึ่ง ส่งให้นิกรรวม ๒ ฉบับ

"เอ้า-เอาไปน้องชาย กันพอใจแกมากที่แกรับอาสาจะฆ่าเจ้าคุณปัจจนึกฯ แทนกัน ไม่ต้องยิงท่านหรอกกันให้เงินแก ๒๐๐ บาทฟรีๆ "

นิกรยิ้มแป้น

"แหม-พี่ผ่องใจดีเหลือเกิน ถ้าอย่างนั้นละก้อเลี้ยงผมกับเพื่อนๆ ไว้เป็นลูกน้องนะครับ"

แล้วนิกรก็ไอแค๊กๆ เพราะแสบคอหอยเนื่องจากดัดเสียงพูดห้าวเกินไป

เสือผ่องหยิบธนบัตรเก็บไว้ในกระเป๋าเสื้อเชิ้ตตามเดิม แล้วกันนิกรออกห่างเขาเดินส่ายอาดๆ ตรงเข้าไปหยุดยืนเผชิญหน้ากับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ในระยะใกล้ชิด

"ผมคิดว่าเจ้าคุณกับลูกน้องที่ติดตามมา พากันกลับกรุงเทพฯ เสียดีกว่าจะได้มีชีวิตอยู่ในโลกต่อไป ดวลปืนกับผมเจ้าคุณก็เสร็จผมเท่านั้น ผมนะชักปืนได้เร็วที่สุดและยิงแม่นที่สุด ผมเล่นปืนพกมาตั้งแต่อายุ ๑๖ ปี"

เจ้าแห้วซึ่งยืนอยู่ข้างหลังเจ้าคุณปัจจนึกฯ พูดเสริมขึ้นดังๆ

"อย่าพยายามเขียนเสือให้สิงโตกลัวหน่อยเลยวะ ถึงเจ้าคุณท่านแกแล้วท่านก็เป็นชายชาติทหาร เมื่อท่านบุกป่าฝ่าดงมาเพื่อต้องการตอบแทนความป่าเถื่อนของแก ที่ชกต่อยท่านก็ขอให้แกดวลปืนกับท่านเถอะเพื่อน หากเจ้าคุณท่านเพลี่ยงพล้ำถูกยิงตาย กัน....คนใช้ผู้ซื่อสัตย์ของท่านก็จะขอแก้มือแทนท่านดวลปืนกับแกอีกคน"

เสือผ่องหัวเราะ

"แล้วถ้าแกถูกกันยิงตายอีกคนล่ะ"

เจ้าแห้วลืมตาโพลง

"แกก็จัดการฝังศพเราน่ะซี หรือแกจะทิ้งไว้ให้ขึ้นอึดทื้ดอยู่ในบาร์นี่ก็ตามใจแก"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิ้มให้เสือผ่องแล้วพูดตัดบท

"อย่าพูดมากเลยอ้ายผ่อง ดวลปืนกับฉันดีกว่า"

เสือผ่องจุ๊ปากแล้วส่ายหน้า

"ผมน่ะไม่อยากสู้เจ้าคุณหรอกครับ ที่ไม่สู้ก็เพราะผมไม่อยากฆ่าคนแก่เท่านั้นเอง แต่ทุกคนที่อยู่ในบาร์ย่อมได้ยินแล้วว่าเจ้าคุณตั้งใจมาดวลปืนกับผม ถ้าผมไม่สู้ผมก็ไม่ใช่ชายชาติเสือ เมื่อท้าผมผมก็ต้องรับคำท้า ตกลงครับเจ้าคุณแล้วก็เจ้าคุณเป็นฝ่ายเสนอเงื่อนไขมาเถอะครับ เราจะยิงกันที่ไหนและจะเอายังไง"

"ยิงกันในบาร์นี่แหละ เงื่อนไขก็มีแต่เพียงว่าแกกับฉันยืนห่างจากกันราว ๒๐ ก้าว ให้ใครคนหนึ่งเป็นกรรมการยิงปืนเป็นสัญญาณเราก็คว้าปืนออกมายิงกัน ใครดีใครอยู่ ใครไม่ดีก็เน่า อย่างนี้ยุติธรรมไหมล่ะ"

"ครับ ยุติธรรมอย่างยิง" เสือผ่องพูดยิ้มๆ พยักหน้าเรียกกิมหงวนเข้ามาหาเขา

"ว่าไงครับพี่ผ่อง" อาเสี่ยดัดเสียงพูดแหลมเล็กเหมือนคนเสียงแหบ

"เรื่องศพพี่ผ่องผมกับเพื่อนๆ จัดการเองไม่ต้องวิตกครับ"

เสือผ่องกลืนน้ำลายเอื๊อก

"คนอย่างกูไม่ตายโว้ย"

"แล้วเรียกผมมาทำไม ให้ไปตามสัปเหร่อมาคอยรับศพตาแก่หัวล้านพุงพลุ้ยที่จะดวลปืนกับพี่หรือครับ"

เสือผ่องยิ้มออกมาได้

"ไม่ต้องเรื่องนั้นไว้ทีหลัง กันจะให้แกเป็นกรรมการแกไปยืนอยู่หน้าเคาเต้อร ฉันจะไปยืนอยู่ทางบันไดขึ้นชั้นบนคู่ต่อสู้ของฉันจะยืนอยู่ตรงนี้ เมื่อเราสองคนเตรียมพร้อมแล้วแกยิงปืนขึ้นหนึ่งนัดเราจะได้คว้าปืนออกมายิงกัน"

กิมหงวนหรือเสือหงวนยิ้มแป้น

"ตกลงครับ ผมเชียร์พี่ผ่องเต็มที่ แต่ว่า....ถ้าพี่ผ่องเพลี่ยงพล้ำไปอย่ามาหลอกผมนะครับ ผมบอกตามตรงว่าผมกลัวผี"

เสือผ่องแยกเขี้ยว

"คนอย่างกูถูกคนแก่ยิงตายมีอย่างที่ไหนวะ"

"ผมพูดเผื่อไว้ก่อน บางทีมือปืนอย่างพี่ตื่นเต้นเกินไปอาจจะชักปืนไม่ออกก็ได้"

ผ่องเดินตรงไปทางบันไดชั้นบน เสี่ยหงวนเดินไปหน้าเคาเต้อรหันหลังพิงเคาเต้อร ผู้ที่อยู่ในบาร์ต่างหลบหลีกทางกระสุนเพราะกลัวว่าจะถูกลูกหลงเข้า เสียงจ้อกแจ้กจอแจเงียบกริบเมือเสือผ่องกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนเผชินหน้ากันในระยะห่างประมาณ ๑๕ ก้าว ท่าทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ องอาจราวกับเสือเฒ่าที่เขี้ยวเล็บยังไม่คลอนแคลน

พล, นิกร, และ ดร.ดิเรก ยืนแยกกันคนละจุด ต่างคนต่างใจเต้นระทึกไปตามกัน กลัวว่ากาวหลอดของนิกรจะไม่เป็นผลทั้งๆ ที่นิกรรับรองว่าอย่างไรเสียเสือผ่องก็ชักปืนไม่ออกและเสือผ่องถนัดขวาคงไม่ใช้ปืนพกกระบอกซ้ายอย่างเด็ดขาด

เสี่ยหงวนซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมการดึงปืนพกกระบอกขวาถือไพล่หลังไว้ เมื่อแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ ยืนตั้งท่าเตรียมพร้อมด้วยความมั่นใจ อาเสี่ยก็เหนี่ยวไกปืนเป็นสัญญาณดวลปืนทันที

"ปัง" เสียงปืนของเสี่ยหงวนดังลั่น

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเสือผ่องต่างยกมือขวากุมด้ามปืนพกกระชากออกมาจากซองเพื่อสังหารอีกฝ่าย แต่กาวหลอดของนิกรทำให้เสือผ่องกลายเป็นเสือฝืดไปแล้ว เขาออกแรงเต็มเหนี่ยวดึงปืนของเขาจึงเปิดโอกาสให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยิงเสือผ่องได้อย่างสบาย

"ปัง"

เสือผ่องดึงปืนออกมาได้แล้ว แต่ไม่มีโอกาสยิงเพราะกระสุน ๙ มม. ของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ทะลุอกของเขาออกทางเบื้องหลัง จอมโจรปล้นแบ็งค์สะดุ้งเฮือกสุดตัวขมวดคิ้วนิ่วหน้าทำปากเบี้ยวปากบูดอยู่สักครู่ก็ล้มลงสิ้นใจตาย

ทันใดนั้นเองเสือแก้วเจ้าของบาร์ "สิงห์สามัคคี" ชายกลางคนวัย ๔๐ ปีซึ่งยืนสังเกตการณ์อยู่ในเคาเต้อร์ ได้ร้องตะโกนขึ้นดังๆ เมื่อแลเห็นเสือผ่องมิตรใหม่ของเขาสิ้นใจตาย

"เอามัน เอามันโว้ยพวกเรา เสือผ่องเพื่อนกูถูกใครทรยศ เอาอะไรขัดไว้ในซองปืนจึงดึงไม่ออก ฆ่าอ้ายแก่หัวล้านกับลูกน้องของมันเสีย"

ดร. ดิเรก ยิงเสือแก้วทันที เขารัวกระสุนเข้าใส่ ๒ นัดซ้อน เป็นการยิงในระยะเผาขนเสือแก้วเจ้าของ "สิงห์สามัคคี" ยกมือไข่วคว้าอากาศแล้วผงะหงายล้มฟาดลงบนเก้าอี้ในเคาเต้อร์สิ้นใจตาย

พล, นิกร, กิมหงวน ต่างกระโดดขึ้นไปยืนบนโต๊ะอาหารคนละตัวกระชากหนวดเคราปลอมออกทิ้งไป

"ทุกคนแก้เข็มขัดปืนออกทิ้งแล้วชูมือขึ้น ใครขัดขืนตาย"

พ.อ.พล ร้องตวาดด้วยเสียงอันดัง

เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับเจ้าแห้วต่างตื่นเต้นยินดีเหลือที่จะกล่าวเมื่อสี่สหายกระชากหนวดเคราปลอมออกและกำลังใช้ปืนขู่พวกเหล่าร้ายที่อยู่ในบาร์

"เฮ้" ท่านเจ้าคุณตะโกนสุดเสียง "อ้ายพล, อ้ายกร, อ้ายหงวน และอ้ายหมอ ฮ่ะ ฮ่ะ พวกแกไปยังไงมายังไงโว้ยครบแซ็ทอย่างนี้ใครจะมาสู้เราวะ"

สี่สหายไม่มีเวลาที่จะพูดคุยกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ เพราะมัวแต่จ้องปืนขู่บังคับพวกดาวร้าย อำนาจปืนทำให้ทุกคนถอดเข็มขัดปืนพกทิ้งลงบนพื้นห้องโดยดี แล้วชูมือขึ้นตามคำสั่งพลหันมาทางเจ้าแห้ว

"เก็บเข็มขัดปืนทั้งหมดมารวมกันไว้บนโต๊ะ อ้ายแห้วถ้าใครทำท่าสู้แก อนุญาตให้ยิงทิ้งได้"

เจ้าแห้วฮัมเพลงเบาๆ เดินเข้าไปเก็บเข็มขัดปืนพกเอามากองรวมกันไว้บนโต๊ะอาหารโต๊ะหนึ่ง ชายฉกรรจ์ซึ่งส่วนมากเป็นดาวร้ายประมาณ ๒๐ คนถูกปลดอาวุธแล้ว พลแกล้งยิงปืนออกไปนอกหน้าต่างสองนัดแล้วประกาศก้อง

"ทุกคนออกไปจากบาร์นี่และอย่าเข้ามาอีก พวกเราทั้งหมดนี่ไม่ใช่เสือสางหรืออาชญากร แต่เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ของกองทัพบก ขณะนี้ประเทศชาติของเราอยู่ในระหว่างการใช้กฎอัยการศึก พวกเราได้ติดตามจับกุมปราบปรามเสือผ่องจอมโจรปล้นธนาคาร อย่าพยายามหาโอกาสต่อสู้หรือทำร้ายพวกเราเป็นอันขาด ถ้าพวกเราถูกทำร้ายเราจะวิทยุเรียกกำลังทหารพลร่มมาที่นี่ และจะปราบปรามพวกท่านในข้อหาที่เป็นจลาจล ทุกคนกลับไปอยู่บ้านพักและอยู่ในความสงบ"

บรรดาดาวร้ายทั้งหลายเมื่อถูกปลดอาวุธก็พากันย่อยๆ ออกไปจากบาร์ "สิงห์สามัคคี" โดยดี ส่วนมากเตรียมตัวอพยพหลบหนีเข้าป่าเพราะกลัวจะถูกจับกุมกวาดล่าง เจ้าคุณปัจจนึกฯ ปราดเข้ามาสัมผัสมือกับสี่สหายทีละคน ใบหน้าของท่านสดชื่นแจ่มใสผิดปรกติ ดีใจที่ท่านสามารถสังหารเสือผ่องได้สมกับที่ท่านได้ให้สัตย์ปฎิญาณไว้

"เหมือนกับฝันโว้ย" ท่านเจ้าคุณกล่าวกับนิกร

"พ่อไม่นึกเลยว่าจะพบพวกแกที่นี่ ทุกคนใส่หนวดเคราปลอมจนจำไม่ได้"

นิกรยิ้มให้พ่อตาของเขา

"หลังจากคุณพ่อออกจากบ้านได้สองชั่วโมง ลุงม้วนคนสวนก็เอาจดหมายของอ้ายแห้วไปให้เจ้าพลในห้องกินข้าวครับ เจ้าแห้วเขียนจดหมายสารภาพว่าคุณพ่อไม่ได้ไปไร่ศรีราชาแต่คุณพ่อกำลังพาอ้ายแห้วไปเขาชะโงกเพราะได้ข่าวแน่นอนว่าอ้ายผ่องหลบมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ เราสี่คนรีบเตีรยมเสื้อผ้าข้าวของเดินทางไปขึ้นเครื่องบินเฮลิคอปเต้อรที่ดอนเมืองเดินทางมาที่นี่ถึงเขาชะโงกตอนเที่ยงวานนี้ แล้วก็พักที่บาร์นี้รอคอยช่วยเหลือคุณพ่อกับอ้ายแห้ว"

ท่านเจ้าคุณยิ้มละไม มองดูศพเสือผ่องซึ่งนอนหงายเหยียดยาวอยู่กลางห้อง แล้วท่านก็กล่าวกับกิมหงวนซึ่งยืนอยู่ข้างๆ ท่าน

"อาได้ส่งอ้ายผ่องไปลงนรกแล้ว เป็นอันว่าอาได้ช่วยทางราชการตำรวจปราบปรามเสือผ่องสิ้นชื่อไปแล้ว แต่ว่าเราควรจะค้นหาเงินของมันที่ปล้นมาจากแบ็งค์ เพื่อนำไปคืนให้แบ็งค์เขา"

อาเสี่ยว่า "ขึ้นไปข้างบนซีครับ เงินของอ้ายผ่องอยู่ในห้องพักชั้นบนแน่ๆ"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เปลี่ยนสายตามาที่นายพลดิเรก

"เราจะกลับกรุงเทพฯ กันอย่างไรดิเรก"

นายแพทย์หนุ่มหัวเราะเบาๆ

"ไม่ยากลำบากอะไรนี่ครับ ผมเอาวิทยุมาด้วยอยู่ในห้องพักข้างบน ผมจะวิทยุติดต่อกับกองทัพอากาศให้เขาส่งเฮลิค็อปเต้อรมารับเรา เราคงจะเดินทางไปจากเขาชะโงกไม่เกิน ๑๕ นาฬิกาวันนี้"

เจ้าแห้วพูดเสริมขึ้น

"รับประทานเอาม้าสองตัวขึ้นเฮลิค็อปเต้อรไปด้วยได้ไหมครับคุณหมอ"

ดร.ดิเรก ทำคอย่น

"โน-พวกเรา ๖ คนก็เกือบจะไม่มีที่นั่งแล้ว เฮลิค็อปเต้อรไม่ใช่เครื่องบินโกล๊บ มาสเต้อร ที่บรรทุกน้ำมันหรือทหารเป็นกองร้อยนะโว้ย"

เจ้าแห้วหันมาทางเจ้าคุณปัจจนึกฯ

"แล้วจะทำอย่างไรดีละครับในเรื่องม้าของเรา เจ้าคุณซื้อมารับประทานสองตัวเป็นเงิน สองหมื่นกว่าจ่ายเช็คให้เจ้าของม้าไปแล้ว"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะชอบใจ

"เห็นจะต้องขายเลหลังให้อ้ายพวกเขาชะโงกนี่แหละได้เงินมากน้อยเท่าไรก็ช่างมัน"

แล้วท่านก็หันไปยิ้มให้นายแพทย์หนุ่ม

"รถยนต์ของอาฝากเขาไว้ที่กาญจนบุรี แกให้นักบินเขาพาเราไปส่งเมืองกาญจนบุรี แกให้นักบินเขาพาเราไปส่งเมืองกาญจน์ฯ ก็แล้วกันนะ ติดต่อกับเขาให้เรียบร้อย แล้วคืนนี้เราไปพักเมืองกาญจน์ฯ หนึ่งคีน พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับกรุงเทพ"

"ออไร๋ แล้วแต่คุณพ่อเถอะครับ"

พล พัชราภรณ์ เดินเข้ามาหาเจ้าแห้ว แล้วกล่าวกับเจ้าแห้วอย่างเป็นงานเป็นการ

"ฉันจะพาพวกเราขึ้นไปค้นห้องนอนของเสือผ่อง แกเฝ้าเข็มขัดปืนพกอยู่ที่นี่ อย่ายอมให้ใครเข้ามาในบาร์เป็นอันขาด ห้ามไม่ฟังยิงทิ้งเลย พวกเขาชะโงกล้วนแต่เดนมนุษย์ทั้งนั้น"

"ครับ รับประทานผมทำหน้าที่เข้มแข็งเด็ดขาด"

สี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ขึ้นบันไดไปชั้นบนซึ่งมีห้องพักรวม ๖ ห้อง ห้องนอนแต่ละห้องมีฝาทะลุปรุพรุนซึ่งเกินจากคมสว่าน อย่างไรก็ตามนักถ้ำมองที่เจาะรูไว้ต่างผิดหวังไปตามกันเพราะไม่เคยปรากฎว่ามีผู้หญิงคนใดมาพักที่นี่

การตรวจค้นห้องพักของเสือผ่อง คณะพรรคสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้พบเงินสดรวมทั้งหมด ๑๕๐,๐๐๐ บาท ห่อกระดาษสีน้ำตาลซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อผ้าใบใหญ่ของเสือผ่องซุกอยู่ใต้เตียงนอน นอกจากนี้ยังยึดได้ระเบิดมืออีก ๒ ลูก เป็นระเบิดแบบเก่าของญี่ปุ่นเมื่อครั้งสงครามโลกที่แล้วมา

ในชั่วโมงเดียวกันนั้นเอง นายพลดิเรกก็สามารถติดต่อกับฐานทัพอากาศที่ดอนเมืองได้ด้วยเครื่องรับส่งวิทยุขนาดเล็กของเขาซึ่งนำติดตัวมา

เขาชะโงกกลายเป็นหมู่บ้านร้างไปแล้ว

พวกดาวร้ายทั้งหลาย ตลอดจนนักพนันและนักเผชิญโชคต่างพากันหลบหนีกระจัดกระจายไปกันคนละทิศทาง เพราะกลัวจะถูกจับกุม บ้างก็หนีข้ามพรมแดนไปพม่า บ้างก็เข้าป่าทึบดงดิบ หรือมุ่งเข้าเขตจังหวัดตาก บรรดาอาชญากรเหล่านี้ต่างเกรงกลัวคณะพรรคสี่สหายของเรา เพราะพลประกาศให้ทราบว่าพวกเขาเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ นอกจากนี้ยังถูกสี่สหายขู่บังคับให้ถอดเข็มขัดปืนออก

ในราว ๑๕.๓๐ น. วันนั้นเอง เฮลิค็อปเต้อร์แบบใหม่ของกองทัพอากาศเครื่องหนึ่ง ก็บินมาวนเวียนอยู่เหนือหมู่บ้านเขาชะโงกและร่อนลงสู้พื้นดิน ในบริเวณลานกว้างแห้งหนึ่งใกล้ๆ กับ "สิงห์สามัคคี"

"รอเพื่อนๆ ผมอีกสักครู่นะครับคุณประสบ" นายแพทย์หนุ่มพูดยิ้มๆ พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าแห้วกำลังทำธุระสำคัญอยู่ในหมูบ้านนี้"

"ธุระสำคัญหรือครับอาจารย์"

"ออไร๋ พรรคพวกของผมกำลังช่วยกันวางเพลิงเผาหมู่บ้านเขาชะโงกเพื่อไม่ให้พวกเหล่าร้ายมีที่อยู่อาศัยพักที่นี่"

ทันใดนั้นเองก็มีเสียงระเบิดจากน้ำมันปี๊บหนึ่งดังขึ้นสนั่นหวั่นไหว หมู่บ้านทางทิศตะวันออกถูกไฟไหม้ลุกลามทันที ต่อจากนั้นก็เกิดเพลิงไหม้ขึ้นอีกหลายแห่ง จากการวางเพลิงของสามสหายและเจ้าแห้ว

พล, นิกร, กิมหงวน และเจ้าแห้วพากันวิ่งเหยาะๆ ออกมาจากหมู่บ้านและตรงมาที่เครื่องบิน ไฟไหม้หมู่บ้านของเขาชะโงกอย่างรวดเร็ว ดร.ดิเรกกับคณะของเขาพร้อมด้วยนักบินต่างขึ้นไปนั่งบนเครื่องบินแล้วเฮลิค็อปเต้อร์ถูกสต๊าทเครื่องใบพัดหมุนติ๋วแล้วมันก็ลอยขึ้นสู่อากาศ เจ้าแห้วนั่งร้องไห้กระซิกๆ เพราะสงสารม้า ๒ ตัวที่ทิ้งไว้ตามยถากรรม

อวสาน