พล นิกร กิมหงวน 179 : จอมคาราเต้

เมื่อยอดมวย "คาราเต้" ของญี่ปุ่น มาราวีหาคู่ชกกับนักมวยไทย และไม่มีนักมวยคนไหนยอมขึ้นชกด้วย กิมหงวนกับนิกรของเราก็ขึ้นต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรีของมวยไทย และเพื่อเก็บเงินให้สภากาชาด

โทรทัศน์ช่อง ๗ คืนวันนั้นมีรายการพิเศษคือการแสดงการชกมวยแบบ "คาราเต้" ของญี่ปุ่น ซี่งนายกูซีวะ นักธุรกิจหัวแหลมได้พานักมวยชั้นยอดของญี่ปุ่นรุ่นมิดเดิลเวท เดินทางมากรุงเทพฯรวม ๒ คน คู่ซ้อมอีก ๔ คน นักมวยคาราเต้ชาวญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ กาดูงู อีกคนหนึ่งชื่อนายตาตีกา (ท่านผู้อ่านโปรดจำชื่อเขาให้ได้)

นายโยกูซีวะได้บรรยายทางโทรทัศน์เป็นภาษาไทยแบบญี่ปุ่นพูดไทยคือมีเสียงซี้ด ซ้าดเหมือนกินพริกขี้หนูว่า คาราเต้เป็นศิลป์ชั้นสูงแห่งการต่อสู้ของชาวญี่ปุ่น ใช้ฝ่ามือใช้เท้าใช้เข่าใช้ศอกคล้ายๆกับมวยไทย แต่คาราเต้อาจจะทำให้คู่ต่อสู้ถึงตายหรือทุพพลภาพได้ อย่างไรก็ตามมวยคาราเต้จอมปลอมของญี่ปุ่นที่เข้ามาชกกับนักมวยไทยและพ่ายแพ้กลับไปอย่างยับเยินนั้น นักมวยญี่ปุ่นเหล่านั้น เพียงแต่มีความรู้ในวิชามวยคาราเต้นิดหน่อยเท่านั้น แล้วมาอวดอ้างว่าเป็นนักมวยคาราเต้ให้ดูแล้ว นายโยกูซีวะก็ประกาศท้านักมวยไทยให้ชกกับนักมวยของเขาที่สนามใดก็ได้และจะมีเงื่อนไขอย่างใดเขายอมทั้งนั้น ขอแต่ให้กาดูงูกับตาตีกานักมวยของเขาได้มีโอกาสขึ้นแสดงฝีมือการต่อสู้อันยอดเยี่ยมของญี่ปุ่นเท่านั้น เขาต้องการพิสูจน์ให้เห็นว่า มวยคาราเต้นั้น เหนือกว่ามวยไทยด้วยประการทั้งปวง นายโยกูซีวะสรุปความว่า เขากับคณะของเขาพักอยู่ที่โรงแรม "สี่สหาย" พระโขนง ขอเชิญนายสนามมวยหรือหัวหน้าคณะนักมวยติดต่อกับเขาได้ทุกเวลา เว้นแต่เวลาเย็นซึ่งเป็นเวลากินเหล้าของเขา และนายโยกูซีวะประกาศว่า นักมวยของเขาทั้งสองคนจะทำการฝึกซ้อมกับคู่ซ้อมที่โรงแรมสี่สหายทุกเวลา ๑๖.๐๐ น. ถึง ๑๗.๐๐ น. เปิดโอกาสให้ผู้สนใจไปชมได้

การที่นายโยกูซีวะ ผู้จัดกานหัวแหลมนำนักมวยของเขาออกโฆษณาทางทีวี ทำให้พวกหัวหน้าคณะนักมวยและนายสนามทั้งสองสนามสนใจมาก แม้กระทั่งนักมวยไทยของเราก็สนใจไม่น้อย แต่แล้วพอได้ไปเห็นการซ้อมอันดุเดือด บรรดาหัวหน้าคณะนักมวยและนักมวยทั้งหลายก็ทำหน้าเบ้ไปตามกัน นักมวยคาราเต้ทั้งสองคนมีกำลังพอๆกับซิยินกุ้ย ไวเหมือนลิง เตะแรงเหมือนม้าเตะ ใช้สันมือฟันถูกตรงไหนคู่ซ้อมก็ร้องโอ้ก ศอกเข่าและเท้า นอกจากไวแล้วยังหนักแน่น เขาซ้อมตั้ง ๑๐ ยก ไม่ได้มีท่าทีว่าจะเหน็ดเหนื่อยแม้แต่น้อย นักมวยไทยชั้นดีคนหนึ่งกำแหงขอซ้อมกับนายกาดูงู ซ้อมได้ครึ่งยกถูกฟันด้วยสันมือถึงกับไหล่หลุด ลงนั่งร้องครวญครางน่าสงสาร หนังสือพิมพ์รายวันได้เสนอข่าวคาราเต้อย่างครึกโครม สดุดียกย่องนายกาดูงูและนายตาตีกาว่าเป็นยอดนักมวยคาราเต้ฝีมือยอดเยี่ยมจริงๆ เนื้อตัวแข็งเหมือนหินเตะกระสอบทรายสองสามที กระสอบก็แตก ขี้เลื่อยทะลัก คาราเต้เป็นวยญี่ปุ่น ผสมมวยจีนมวยไทยและมวยสากล นายโยกูซีวะกับคณะของเขาพักอยู่ที่โรงแรม "สี่สหาย" ได้สองสามวันก็ปรารภกับนักข่าวหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งว่า เขาเข้าใจว่า ไม่มีนักมวยไทยคนใดหาญสู้มวยคาราเต้ของเขา เขาจะพานักมวยของเขาเดินทางต่อไปยังประเทศอินเดีย จนกระทั่งยุโรปเพื่อหาโอกาสโชว์ศิลปะการต่อสู้อันเกรียงไกรของญี่ปุ่น

เย็นวันนั้น

ก่อนเวลา ๑๗.๐๐ น. เล็กน้อย ขณะที่คณะพรรคสี่สหายชุมนุมกินเหล้ากันพร้อมหน้าอยู่ที่เรือนต้นไม้ โดยมีเจ้าแห้วคอยปรนนิบัติรับใช้ เสียงรถยนตร์คันหนึ่งก็แล่นเข้ามาในบ้าน "พัชราภรณ์"

เจ้าแห้วรีบเดินออกไปดูที่ประตูเรือนต้นไม้แล้วหันมาบอกเจ้านายของเขา

"รับประทานเจ้าคุณท่านกลับมาแล้ว"

เสียงเครื่องยนตร์ของรถยนตร์คันนั้นสิ้นสุดที่โรงเก็บรถอันกว้างใหญ่ เก็บรถได้ตั้ง ๑๐ คัน ต่อจากนั้นสักครู่ เจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เดินเข้ามาในเรือนต้นไม้ ท่านแต่งสากลชุดสีเทาเข้มผูกโบว์หูกระต่ายท่าทางสง่าและภาคภูมิบอกให้รู้ว่าเป็นคนมียศถาบรรดาศักดิ์และมีเงิน ถึงแม้ว่าศีรษะของท่านจะล้านเลี่ยนก็ล้านแบบคุณพระ หรือเจ้าคุณทั้งหลาย

กิมหงวนร้องตะโกนขึ้นดังๆ

"ทำความเคารพคุณอา ตรง"

สี่สหายต่างลุกขึ้นยืนและก้มศีรษะให้ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆ

"ถ้าพวกแกเคารพฉันด้วยความจริงใจ ฉันก็ภูมิใจมาก" พูดจบท่านก็ถอดเสื้อสากลออกแขวนไว้กับเสาเรือนต้นไม้แล้วเดินมานั่งร่วมโต๊ะกับคณะพรรคสี่สหาย

ทุกคนต่างทรุดตัวลงนั่งตามเดิม พ.อ.นิกรรีบรินเบียร์ใส่แก้วให้พ่อตาของเขาอย่างนอบน้อม

"ทานเบียร์เสียหน่อยซีครับคุณพ่อ วันนี้อากาศมันร้อนมาก"

"เออ ขอบใจ ร้อนจริงๆว่ะ พวกฝรั่งที่พักอยู่โรงแรมเราบ่นอู้ไปตามกัน บางคนลงมาเล่นเทนนิสได้เดี๋ยวเดียวก็เลิก กอล์ฟสนามเล็ก ไม่มีใครเล่น โดยมากพวกฝรั่งมักจะลงไปว่ายน้ำในสระอาบน้ำ"

พลยิ้มให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ

"การงานทางโรงแรมเรียบร้อยดีหรือครับ พวกผมกลับมาจากธนาคารตอน ๔ โมงเย็นทราบว่าคุณอาไปตรวจงานที่โรงแรมแทนพวกเรา"

"เรียบร้อยดี อาไปตรวจก็เพราะเป็นห่วงกลัวว่าห้องพักจะไม่พอ นายทวน ผู้จัดการโรงแรมคนใหม่ของเราทำงานดีมาก อ้า-อามีข่าวดีจะเล่าให้พวกแกฟัง"

"ข่าวดีอะไรครับ" นายพลดิเรกถามยิ้มๆ

"ก็เรื่องนักมวยคาราเต้ ชาวญี่ปุ่นที่พักอยู่ที่โรงแรมเราน่ะซี อาเกิดเป็นปากเสียงกับเขาในห้องบาร์โว้ย"

นิกรพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"เขาให้แผ่นเสียงคุณพ่อหรือครับ"

ท่านเจ้าคุณหันมามองดูนิกรแล้วกลืนน้ำลายเอื๊อก

"แคะหูเสียบ้างซีอ้ายกร ฉันบอกว่าฉันเป็นปากเสียงกับเขา ไม่ใช่เขาให้แผ่นเสียงฉัน แกฟังยังไงวะ อยู่กันใกล้แค่นี้" พูดจบท่านก็หันมายิ้มให้เสี่ยหงวน "อาเข้าไปนั่งจิบวิสกี้และบังเอิญนั่งข้างนายโยกูซีวะ ผู้จัดการมวยคาราเต้ เขาพูดคุยกับอาอย่างสนิทสนม ทั้งๆที่ไม่เคยเห็นหน้ากัน หมอพูดภาษาไทยได้ดีทีเดียว คุยกันไปคุยกันมาก็ชักจะดูถูกคนไทย ถึงกับประณามว่า คนไทยขี้ขลาดตาขาว ไม่มีใครกล้าสู้กับนักมวยคาราเต้ของเขา อาเลยบอกมันว่า คนไทยไม่ได้ขี้ขลาดตาขาวหรอกแต่ไม่อยากทำบาป เพราะถ้าขึ้นชกมวยคาราเต้ก็มีหวังถูกเตะตาย"

กิมหงวนหัวเราะชอบใจ

"คุณอาพูดอย่างนี้ นายโยกูซีวะก็เต้นน่ะซีครับ"

"ใช่ เขาเอะอะเอ็ดตะโรควักสัญญาออกมาขอให้อาเซ็นสัญญากับเขา จัดนักมวยไทยสองคนขึ้นชกกับนายกาดูงูและนายตาตีกาทีแรกอาก็เฉยๆ แต่เมื่อนายโยกูซีวะพูดเป็นเชิงว่าคนไทยขี้ขลาด ไม่ใช่ญาตินักสู้ อาก็เลยเซ็นสัญญากับมัน ซึ่งทางเขาจะเป็นผู้วิ่งเต้นเช่าเวทีราชดำเนิน ทำการชกในวันอังคารที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ในสัญญาก็ระบุว่ามวยคู่รองเขาจะจัดหาเอง ฝ่ายเราเพียงแต่ไปชกกับนักมวยคาราเต้ของเขาเท่านั้น"

อาเสี่ยยิ้มเล็กน้อย

"แล้วคุณอาจะเอานักมวยไทยที่ไหนชกกับมวยคาราเต้ล่ะครับ"

"อ้าว-ก็แกกับอ้ายกรน่ะซี"

เสี่ยหงวนกับนิกรต่างสพดุ้งเฮือกพร้อมๆกันราวกับนัดกันไว้ นายจอมทะเล้นมองดูพ่อตาของเขาอย่างแปลกใจ

"ล้อผมเล่นหรือเปล่าครับคุณพ่อ"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะ ล้วงกระเป๋ากางเกงด้านหลังหยิบเอกสารฉบับหนึ่งออกมาชูอวดสองสหายแล้วกล่าวกับนิกร

"พ่อพูดจริงๆโว้ย ไม่ได้ล้อเล่น เราทำสัญญายึดถือไว้คนละฉบับ มีข้อความเช่นเดียวกัน ผู้จัดการโรงแรมและสมุหบัญชีเซ็นชื่อเป็นพยาน สัญญานี่เป็นภาษาอังกฤษ เอ้า-อ่านดูอ้ายกร สำหรับแกจะต้องต่อสู้กับนายตาตีกา ส่วนอ้ายหงวนชกกับนายกาดูงู แกสองคนมีเวลาเตรียมตัวและฝึกซ้อมสามอาทิตย์เหลือเฟือแล้ว"

นิกรทำหน้าเหมือนกับจะร้องไห้ ส่งเอกสารฉบับนั้นให้กิมหงวน

"แกอ่านเถอะวะ กันเสียวไส้อย่าให้กันอ่านเลย กันงงไปหมดแล้วที่อยู่ๆคุณพ่อเซ็นสัญญากับเขาให้เราขึ้นชกกับนักมวยคาราเต้ ยังงี้เท่ากับหาทางให้เมียเราเป็นม่ายนี่หว่า"

อาเสี่ยไม่ยอมอ่านสัญญา เขาคืนเอกสารฉบับนั้นให้ท่านเจ้าคุณแล้วพูดเสียงหนักแน่น

"เป็นตายอย่างไรผมก็ไม่ยอมขึ้นชกอย่างเด็ดขาด มันเรื่องอะไรกันล่ะครับที่ผมอยู่ดีๆหาเรื่องเท่งทึง ดูทีวี. และอ่านข่าวหนังสือพิมพ์แล้วใครจะไปสู้มันไหว"

เจ้าคุณปัจจนึกฯมีสีหน้าเคร่งขรึมทันที

"ตามใจ เมื่อแกสองคนไม่ยอมขึ้นชกกับเขาตามสัญญานี้ ฉันก็จะยอมให้เขาปรับสองแสนบาท"

นิกรเอ็ดตะโรพ่อตาของเขา

"แล้วทำไมคุณพ่อไม่ปรึกษาผมกับอ้ายหงวนก่อน ตัวผมโตกว่าลูกหมาหน่อยเดียว จะสู้มันได้อย่างไรครับ น้ำหนักตัวของนายตาตีกาก็คงมากกว่าผมไม่ต่ำกว่า ๔๐ ปอนด์ เรี่ยวแรงผมมีเมื่อไร เดินเที่ยวตลาดนัดรอบสนามหลวงก็เมื่อยขาแทบหลุด ต้องแวะขอยืมสูบรถจักรยานเขาสูบน่อง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผุดลุกขึ้นยืน

"การชกครั้งนี้แกกับอ้ายหงวนจะได้รับรางวัลค่าชกคนละหมื่นบาทจะแพ้หรือชนะก็ตาม นักมวยคาราเต้สองคนจะไม่ได้รับเงินรางวัลเลย เงินที่เหลือจากการจ่ายรางวัลนักมวยและค่าใช้จ่ายอื่นๆ แล้วจะมอบให้สภากาชาดไทย เมื่อแกสองคนขี้ขลาดรักตัวกลัวตาย ไม่มีเลือดนักสู้ก็แล้วแต่แกเถอะ"

แล้วท่านเจ้าคุณก็เดินไปจากโต๊ะตรงนั้นตรงไปหยิบเสื้อสากลของท่าน เสี่ยหงวนร้องขึ้นดังๆ

"กับมาก่องน่าพี่ชาย นิกๆหน่อยๆทำเป็งโมโหโทโสไปได้ กากี้นั้งน่อ มา-ต่ออีกคำน่า นี่ของเยอรมังรุ่งเก่า กาลูกโลกสองใบของแท้ม่ายช่ายของญี่ปุ่น ใช้จงตาย ไม่ลอกก็ไม่ลำ มาน่อเฮีย"

ท่านเจ้าคุณหัวเราะหึๆแขวนเสื้อไว้ตามเดิม ท่านมองดูหน้าอาเสี่ยแล้วกล่าวว่า

"ทะลึ่งบัดซบไปเลย แกจะขึ้นชกหรือไม่ชกก็ว่ามา พูดสั้นๆ ตรงไปตรงมาไม่ต้องอ้อมค้อมโว้ย"

เสี่ยหงวนอมยิ้ม

"เมื่อเป็นรายการกุศลบำรุงสภากาชาดไทย ผมชกซีครับ อย่างมากก็แค่ตายบนเวที หมู่นี้ผมกับนวลลออไม่ใคร่จะกินเส้นกัน ทะเลาะกันบ่อยๆ ผมตายเสียก็ดีจะได้ไม่มีใครมาบ่นว่าผม"

เจ้าคุณปัจจนึกฯยิ้มออกมาได้ ท่านเปลี่ยนสายตามาที่นิกรแล้วถามว่า

"แกล่ะอ้ายกรว่าไง"

นิกรพยักหน้าหงึกๆ

"ถ้าคุณพ่ออยากให้ลูกสาวเป็นม่ายก็เอา ชกก็ชก ผมจะชกเพื่อศักดิ์ศรีของคนไทยชาตินักสู้ ก่อนชกผมจะทำพิธีบวงสรวงเชิญวิญญาณนายขนมต้มมาเข้าสิงผม นั่นแน่... เตะเป็นไฟแลบไปเลย คาราเต้เจอคาราตีนเข้ามันก็กรนคร่อกเหมือนกัน" แล้วนิกรก็ยิ้มให้เสี่ยหงวน "เอาโว้ยอ้ายหงวนเราจะเอาชนะมวยคาราเต้ได้ก็ด้วยตีนและแข้งของเรา มิฉะนั้นก็ศอกสั้นเมื่อเข้าประชิดตัว สำหรับหมัดรู้สึกว่าไม่มีทางน็อคมันได้ ส่วนเขาก็คงไม่มีประโยชน์เท่าใดนัก พรุ่งนี้เริ่มซ้อมเลยเราให้อ้ายแห้วไปซื้อเสาคอนกรีตมาปักไว้สักสามสี่ต้น ซ้อมเตะทั้งวันจนกว่าเสาจะแตก"

นายพลดิเรกพูดเสริมขึ้นด้วยเสียงหัวเราะ

"สงสัยว่าหน้าแข้งของแกแตกมากกว่าอย่าถึงกับเสาคอนกรีตเลยวะเพียงต้นกลัวก็ดีถมไป"

เสี่ยหงวนกล่าวกับนายแพทย์หนุ่มทันที

"แกฉีดยามหากำลังให้เราได้ไหมหมอ"

"โน ปีหนึ่งฉีดได้ครั้งเดียวเท่านั้น ถ้าฉีดมากจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เมื่อครั้งเราเล่นฟุตบอลกับทีมมนุษย์กินคน กันก็ให้พวกเรากินยามหากำลังคนละเม็ดก่อนลงสนามแล้ว ยานี้กินหรือฉีดก็เหมือนกัน ปีหนึ่งใช้ได้ครั้งเดียวเท่านั้น แต่ว่ากันมียาบำรุงกำลังและบำรุงหัวใจ ที่จะฉีดให้แกทั้งสองคนวันละเข็ม นับแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ถึงแม้แกมีกำลังไม่เท่าช้างสารแต่แกสองคนมีกำลังเพิ่มขึ้นกว่าขณะนี้ราวสามสี่เท่า นอกจากนี้ยังมีจิตใจเข้มแข็งไม่กลัวคู่ต่อสู้"

นิกรถอนหายใจโล่งอก

"เออ ยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย กันกำลังคิดอยู่ทีเดียวว่า ในวันที่กันขึ้นเวทีกันคงวิ่งหนีอ้ายตาตีการอบๆเวทีจนถูกคนดูด่า อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าถ้ามันเอามือฟันถูกคอกันเข้าก็คอหักเท่งทึงทันที นายตาตีกาเคยฆ่าคู่ต่อสู้บนเวทีมาแล้วถึง ๗ คน"

พลพูดโพล่งขึ้น

"อย่าทำเป็นกาตาแววเห็นธนูหน่อยเลยวะ นายโยกูซีวะอาจจะโฆษณาชวนเชื่อก็ได้ วิธีเขียนเสือให้วัวกลัวมันเป็นการทำลายขวัญได้เหมือนกัน แต่แกกับอ้ายหงวนเป็นวัวกระทิงไม่ใช่หรือ"

เสี่ยหงวนยืดหน้าอกขึ้นในท่าเบ่งและทำปากเบี้ยวเล็กน้อย

"นี่แหละโว้ยกระทิงโทน แกก็คงรู้แล้ววว่าวัวกระทิงเป็นสัตว์ป่าที่ปราดเปรียวว่องไวที่สุด ทุกครั้งที่มันขี้ มันจะหันไปขวิดขี้ก้อนสุดท้ายของมันแตกกระจายด้วยความว่องไวของมัน"

นิกรหัวเราะก้าก

"ถ้ามันท้องเสียล่ะ"

"วัวไม่ได้ยัดจิปาถะเหมือนอย่างแก มันกินแต่หญ้าเท่านั้น ท้องมันจะเสียได้อย่างไร" อาเสี่ยพูดยิ้มๆ

เจ้าคุณฯปัจจนึกฯมีสีหน้าสดชื่นแจ่มใสขึ้น ท่านยกมือตบบบ่ากิมหงวนแล้วพูดยิ้มๆ

"เป็นอันว่าอาโล่งใจแล้ว ที่แกกับอ้ายกรตกลงใจขึ้นชกกับนักมวยคาราเต้ของญี่ปุ่น อาจะรีบไปพบกับนายโยกูซีวะที่โรงแรมของเราเดี๋ยวนี้ เพื่อตกลงในข้อปลีกย่อย และจะไปอวดเขาด้วยว่า แกสองคนว่าการชกกับนักมวยคาราเต้นั้นเหมือนกับตักหมูในอวยใส่ปาก อ้า-อ้ายพลไปกับอาโว้ย แกค่อยเข้าอกเข้าใจเรื่องการชกมวย ถ้าหากว่าแกไม่ป่วยเป็นโรคไตพิการ อาก็คงให้แกชกกับนายตาตีกาแทนอ้ายกรแล้ว ไปกับอาหน่อยนะ"

"ครับ ไปซีครับ มีเรื่องที่จะต้องพูดกับเขาหลายอย่างเกี่ยวกับการชก ถ้าเขาไม่ยอมสวมนวมเราก็จะได้วางแผนให้อ้ายกรกับอ้ายหงวนชกอีกแบบหนึ่ง ผมคิดว่าอ้ายสองคนนี่พอเอาชนะได้ครับ โดยเฉพาะอ้ายกรต้องชนะเด็ดขาด"

ท่านเจ้าคุณขมวดคิ้วย่น

"อะไรทำให้แกมั่นใจอย่างนี้"

"ก็เพราะอ้ายกรมักจะมีปาฏิหาริย์นะซีครับคุณอา นายตาตีกาอาจยื่นคางมาให้อ้ายกรเตะเอาดื้อๆก็ได้ ถูกเข้าจังๆพล่อกเดียวนับร้อยก็ยังไม่ฟื้น"

พูดจบเขาก็หันมายิ้มให้คณะพรรคของเขา

"แกสามคนกินเหล้ากินกับแกล้มไปพลางๆนะ ไม่ต้องเป็นห่วงกันกับคุณอาหรอก บางทีกันจะกินข้าวที่โรงแรม"

นิกรลืมตาโพลง

"ยังงั้นก็ไปด้วยซี นานแล้ว ไม่ได้กินอาหารฝรั่ง"

เจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านอย่างขบขัน

"ไม่ต้องไปหรอก ฉันยังไม่อยากให้นักมวยญี่ปุ่นเขาเห็นแกกับอ้ายหงวนจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร เราต้องให้มันคิดเป็นเลขการบ้าน มันอาจจะเข้าใจว่าแกสองคนมีรูปร่างขนาดยักษ์วัดพระแก้วก็ได้"

นิกรลุกขึ้นยืนถอยออกไปจากโต๊ะแล้วจดมวยเต้นฟุตเวิ้คอย่างคล่องแคล่ว ส่ายศีรษะแย็ปซ้ายแบบโผน แล้วชกหนึ่ง หมุนสองตัวกลับดีดลูกส้น ตั้งศอกย่อขาลงต่ำเอียงตัวไปมา

นายแพทย์หนุ่มมองดูนิกรอย่างเศร้าใจ

"เฮ้-ยูทำอะไร"

นิกรอมยิ้ม

"ซ้อมชกลมว่ะ"

"ออไร๋ ไอนึกว่ายูแค้นหนังตะลุงเสียอีก ท่าทางไม่เลวนี่หว่าเหมือนอีแร้งกระพือปีก"

เสียงหัวเราะดังขึ้นอย่างครื้นเครงแม้กระทั่งเจ้าแห้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เจ้าคุณปัจจนึกฯเดินไปหยิบเสื้อสากลของท่านที่แขวนอยู่กับเสาลงมาสวม ต่อจากนั้นท่านก็พา พ.อ.พล พัชราภรณ์ ออกไปจากเรือนต้นไม้เพื่อไปพบกับนายโยกูซีวะที่โรงแรม "สี่สหาย"

หนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับลงข่าวเกรียวกราวขนาดพาดหัว จอมคาราเต้ชาวอาทิตย์อุทัยทั้งสองคนได้คู่ชก แล้วคือนักมวยไทยกิติมศักดิ์ นายกาดูงู จะชกกับกิมหงวน ไทยแท้ นักธุรกิจผู้ยิ่งใหญ่มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของประเทศไทย และนายทหารพิเศษของกองทัพบก ซึ่งมียศทหารเป็นพันเอก ส่วนนายตาตีกาจะชกกับนิกร การุณวงศ์ นักธุรกิจชั้นดีและนายทหารพิเศษของกองทัพบก ซึ่งมียศทหารเป็นพันเอกเช่นเดียวกับกิมหงวน หรือที่ประชาชนคนไทยทั่วประเทศเรียกเขาว่าเสี่ยหงวน

นายโยกูซีวะ ผู้จัดการหัวแหลมของนักมวยญี่ปุ่น ได้วิ่งเต้นเช่าสนามมวยเวทีราชดำเนินเรียบร้อยแล้ว มวยคาราเต้กับมวยไทยจะชกกันในตอนเย็นวันอังคารที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ อย่างแน่นอน เก็บเงินรายได้บำรุงสภากาชาดไทย หลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว

เพื่อนฝูงของนิกรและกิมหงวน หลายต่อหลายคน ได้มาหาหรือโทรศัพท์มาถึง ทุกคนแปลกใจไปตามกันเท่าที่สองสหายกล้าขึ้นรณรงค์กับจอมคาราเต้ทั้งสอง แล้วก็เป็นห่วง เขากลัวว่านิกรหรืออาเสี่ยจะต้องเสียชีวิตบนเวที ทั้งนี้เพราะรายละเอียดในหน้าหนังสือพิมพ์ปรากฎว่า ฝ่ายคาราเต้จะไม่สวมนวมเมื่อเข้ากอดปล้ำกับนักมวยญี่ปุ่น มีสิทธิ์ที่จะหักคอหักแขนหักขา นักมวยไทยได้ แต่เมื่อล้มลงถึงพื้นด้วยกันแล้ว การต่อสู้จะต้องยุติลงก่อน และถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งล้มลงไป อีกฝ่ายหนึ่งจะซ้ำไม่ได้ นักมวยญี่ปุ่นจะชกได้ทุกแบบ เอานิ้วทิ่มลูกนัยน์ตาหรือจมูก ใช้นิ้วเลียะแบบมวยจีน ใช้หมัดต่อยหรือใช้สันมือฟัน ใช้เท้าหรือเข่าศอกได้ทั้งนั้น นักมวยไทยเสียเปรียบที่ต้องสวมนวม ถึงแม้จะเป็นนวมขนาด ๔ ออนซ์ก็ตาม

เจ้าคุณปัจจนึกฯได้มีหนังสือเวียนถึงบรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับ สถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์แจ้งให้ทราบว่า วันเสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ นักมวยไทยทั้งสองคนจะซ้อมใหญ่ให้ชม และจะให้สัมภาษณ์ชาวคณะหนังสือพิมพ์ตลอดจนผู้แทนวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ด้วย การซ้อมของนักมวยไทยจะขึ้นซ้อมบนเวทีในโรงฝึกพละของบ้าน "พัชราภรณ์" คู่ซ้อมของนิกรและกิมหงวนก็คือ นักมวยคาราเต้แช้มเปี้ยนแห่งประเทศเกาหลีใต้ และเป็นนักมวยรูปร่างสูงใหญ่ขนาดนักมวยเฮฟวี่เวท คือใหญ่กว่าจอมคาราเต้ญี่ปุ่น ซึ่งมีขนาดเท่านักมวยมิดเดิลเวทเท่านั้น อย่างไรก็ตามนายกาดูงู ก็มีรูปร่างใหญ่กว่าเสี่ยหงวนมาก ส่วนตาตีกาก็ทั้งสูงทั้งใหญ่กว่านิกร

ระหว่างนี้ นายโยกูซีวะ ผู้จัดรายการศึกคาราเต้กับมวยไทย ได้โหมโฆษณาอย่างเต็มที่ เขาได้รับความร่วมมือจากนายสนามมวยเวทีราชดำเนินเป็นอย่างดี ในการประกบมวยไทยชั้นดีอีก ๔ คู่ขึ้นชกในรายการพิเศษสุดนี้ เป็นนักมวยชั้นแม่เหล็กทั้งนั้น สำหรับมวยคาราเต้กับมวยไทยนั้นจะชกเป็นคู่ที่ ๓ และคู่ที่ ๔ ซึ่ง นิกร การุณวงศ์ จะขึ้นชกกับนายตาตีกาก่อน ต่อจากนั้นกิมหงวนก็จะขึ้นชกกับนายกาดูงู

ฝ่ายญี่ปุ่นเมื่อทราบข่าวว่าอาเสี่ยกิมหงวน มหาเศรษฐีโทรเลขสั่งแชมเปี้ยนคาราเต้ ชาวเกาหลีมา ๒ คนเพื่อเป็นคู่ซ้อมก็เดือดดาลยิ่ง ถึงกับนายโยกูซีวะ เหยี่ยวข่าวคนหนึ่งว่า

"พวกเกาหลี เรียนคาราเต้ไปจากเราครับ มวยคาราเต้จากเกาหลี เคยข้ามไปชกที่ญี่ปุ่นบ่อยๆ ส่วนมากคาราเต้ญี่ปุ่นฆ่าตายบนเวที บางทีก็แขนขาหัก ทุพพลภาพกลับไป ผมไม่ตกใจที่ทางฝ่ายนักมวยไทยจ้างคาราเต้เกาหลีใต้มาเป็นคู่ซ้อม ไม่ได้ประโยชน์อะไรหรอกครับ คอยดูเด็กของผมบ้างรับรองว่านักมวยไทยทั้งสองคนจะต้องตายในยกแรก ผมสั่งเด็กของผมไว้แล้วให้เอานิ้วทิ่มลูกนัยน์ตาให้บอด แลัวเอาสันมือฟันคอต่อให้หัก หรือจับฟาดกับพื้นบนเวที"

อย่างไรก็ตามนักมวยไทยทั้งสองคนยังไม่ได้เริ่มซ้อมนวมเลย เพียงแต่ตื่นเช้าออกวิ่ง และตอนเช้ามีการชกลมกระโดเชือกนิดหน่อย กระสอบทรายก็ยังไม่ชก แต่ผู้จัดการของนักมวยไทยคือเจ้าคุณปัจจนึกฯ บังคับให้นิกรกับเสี่ยหงวนหยุดดื่มเหล้าอย่างเด็ดขาด ตอนเย็นสองสหายได้นั่งรถคูเป้หรือรถเปิดประทุนคันใหม่ที่เสี่ยหงวนเพิ่งซื้อมาจากอู่พาคาราเต้คู่ซ้อมทั้งสองตากลมเล่น หรือเป็นการโอ้อวดแฟนมวยนั่นเอง ผู้ที่เห็นคาราเต้เกาหลีต่างยอมรับว่าเขาเป็นนักมวยขนาดยักษ์ทีเดียว ใบหน้าสูงใหญ่ ตัดผมเกรียน ใบหน้าคล้ายกับชาวจีนลักษณะท่าทางแข็งแรงมาก หนอกคอขึ้นคล้ายวัว แต่ผิวคล้ำเหมือนคนไทย

ความจริงเจ้าหนุ่มร่างยักษ์ทั้งสองคนหาใช่ชาวเกาหลีไม่ เกิดมาจากท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยไปเกาหลีเลย ประเทศเกาหลีอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ เขารู้จักแต่ผืนแผ่นดินใหญ่ประเทศจีน บ้านเกิดเมืองนอนของเขา เขาเข้ามาอยู่ในประเทศไทยตั้งแต่เด็กๆ ขณะนี้เป็นกรรมกรแบกข้าวสารอยู่ที่โรงสีไฟของเสี่ยหงวน ความแข็งแรงทรหดอดทนของเขาเกิดจากการที่เขาตรากตรำทำงานหนักอยู่เสมอ คนหนึ่งชื้อเล้ง อีกคนหนึ่งชื่อ เปา เป็นชื่อที่เรียกง่าย ทั้งสองเป็นหนุ่มใหญ่วัย ๓๕ ปี พูดไทยเป็นน้ำ ชอบกินน้ำพริกหรือแกงเผ็ด รู้จักขนบธรรมเนียมประเพณีของคนไทย เสี่ยหงวนได้มาจาก โรงสีไฟ "กิมหงวน" ๘ กุข่าวขึ้นว่าเล้งกับเปาเป็นจอมตาราเต้จากเกาหลีที่เขาโทรเลขสั่งมาเป็นคู่ซ้อมโดยให้ค่าจ้างแพงลิบ ผู้ที่รู้ความจริงว่านายเล้งกับนายเปาเป็นกรรมกรแบกข้าวสารที่โรงสีของอาเสี่ยก็มีแต่เพียงหลงจู๊ของโรงสีแล้วก็คณะพรรคสี่สหาย สี่นางกับท่านผู้ใหญ่ทั้งสอง และคนในบ้าน "พัชราภรณ์" เท่านั้น

เมื่อได้ตัวยักษ์ใหญ่กรรมกรแบกข้าวสารคือนายเล้งกับนายเปามาไว้ที่บ้าน "พัชราภรณ์" แล้วเสี่ยหงวนก็จ้างชาวเกาหลีคนหนึ่งชื่อซินแสปูยางอายุในวัย ๔๐ เศษ ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอรักษาโรค ให้มาสอนขนบธรรมเนียมประเพณีของเกาหลีให้แก่คาราเต้กำมะลอทั้งสอง สอนให้พูดภาษาเกาหลีนิดๆหน่อยๆ ในประโยคสั้นๆ ทั้งนี้เพื่อตบตาคนอื่นให้เข้าใจผิดคิดว่านายเล้งกับนายเปาเป็นชาวเกาหลีและแชมเปี้ยนมวยคาราเต้ของประเทศเกาหลีใต้จริงๆ นายเล้งถูกเปลี่ยนชื่อว่า เจ็งซาน และนายเปาถูกเปลี่ยนชื่อว่า คุนซาน ซึ่งเป็นชื่อเมืองๆหนึ่งตอนใต้ของประเทศเกาหลีใต้

นายพลดิเรกได้ถ่ายภาพนักมวยเกาหลีเทียมทั้งสองคนซึ่งสวมเสื้อแบบเสื้อกิโมโนยืนเคียงคู่กันอยู่หน้าโต๊ะสี่เหลี่ยม บนโต๊ะเต็มไปด้วยถ้วยเงินและโล่ห็เงิน เมื่ออัดภาพเสร็จเรียบร้อย ศาสตราจารย์ดิเรกก็มอบให้เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้จัดการของนิกรและเสี่ยหงวนส่งไปให้บรรณาธิการหนังสือพิมพ์รายวันทุกฉบับพร้อมทั้งแจ้งรายละเอียดที่ปราศจากความจริงว่า นายเจ็งซานขึ้นชกมวยแบบคาราเต้มา ๓๐ ครั้ง คู่ต่อสู้ของเขาทุกคนต้องเสียชีวิตบนเวที ส่วนนายคุนซานขึ้นชก ๓๖ ครั้ง ฆ่าคู่ต่อสู้ตายบนเวที ๓๔ คน อีก ๒ คน ทุพพลภาพตลอดชีวิต สั่งมวยคาราเต้ที่ญี่ปุ่นไปชก แต่ไม่เคยปรากฏว่ามีนักมวยคาราเต้ญี่ปุ่นคนใดกล้าเดินทางไปชกกับจอมคาราเต้เกาหลีทั้งสองคนนี้เลย ขณะนี้ เจ็งซานกับคุนซานเป็นอาจารย์สอนตาราเต้แห้งวิทยาลัยพลศึกษาของประเทศเกาหลีใต้ อาเสี่ยกิมหงวนได้ให้ค่าจ้างนักมวยคาราเต้ทั้งสองคนคนละแสนบาท เพื่อมาเป็นคู่ซ้อมมีกำหนด ๑๐ วัน ซื้อตั๋วเครื่องบินโดยสารไปกลับให้เสร็จ เจ็งซานกับคุนซานพักอยู่ที่บ้าน "พัชราภรณ์" ขณะนี้กำลังสอนไม้ตายให้กิมหงวนกับนิกร

เมื่อหนังสือพิมพ์ลงข่าวเช่นนี้ วงการมวยและแฟนมวยทั้งหลายก็ชักจะตื่นเต้น หลายคนพูดว่า อาเสี่ยกิมหงวนเป็นมหาเศรษฐีจึงกล้าจ้างแชมเปี้ยนมวยคาราเต้มาช่วยฝึกซ้อมเพื่อเรียนรู้ลูกไม้มวยแบบคาราเต้ ฉะนั้น นักมวยญี่ปุ่นยอดคาราเต้ทั้งสองคน อาจจะแพ้เสี่ยหงวนกับนิกรก็ได้ ซึ่งศิลปของมวยไทยนั้นก็เป็นที่รู้กันดีแล้วว่าดุเดือดและมีพิษสงเพียงใด

โรงฝึกพละอันเป็นที่ฝึกซ้อมกายบริหารและซ้อมมวยของคณะพรรคสี่สหายหลังบ้านพัชราภรณ์ ซึ่งปิดตายมานานได้รับคำสั่งจากคุณหญิงวาดให้เปิดออก และพวกคนสวนกับคนใช้ต่างระดมกำลังกันทำความสะอาดอยู่ถึง ๒ วัน ในความควบคุมของเจ้าคุณปัจจนึกฯ ถึงแม้โรงฝึกพละนี้ไม่ใหญ่โตจนเกินไป แต่ก็มีเวทีมวยขนาดเวทีจริงๆอยู่ตรงกลาง คนดูไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ คน สามารถที่จะดูการฝึกซ้อมได้ มีห้องแต่งตัวอยู่ห้องหนึ่งพร้อมด้วยห้องน้ำและห้องส้วม นอกจากเวทีมวยขนาดมาตรฐาน ยังมีบาร์เดี่ยว บาร์คู่ ห่วง และเครื่องเล่นอื่นๆอีกมากมาย รวมทั้งกระสอบทราย พันซิ่งบอล คณะพรรคสี่สหายของเราย่อมที่จะเนรมิตอะไรๆได้ทั้งนั้นด้วยอำนาจเงินของเขานั่นเอง คนมีเงินนั้น ย่อมมีพร้อมทุกอย่าง และมีความสุขสะดวกสบายด้วยประการทั้งปวง โรงฝึกพละนี้กั้นเป็นรั้วโปร่งเพียงครึ่งเดียวทั้งสี่ด้าน และมีประตูใหญ่เปิดปิด ตามปกติ เทื่อก่อนนี้ปิดประตูไว้เฉยๆไม่ได้ใส่กุญแจ แต่ตอนหลังคุณหญิงวาดว่าพวกคนใช้กับสาวใช้ชอบมาซ้อมยูโดหรือเล่นบาร์เดี่ยว บาร์คู่กันในตอนกลางคืนท่านก็สั่งให้เจ้าแห้วใส่กุญแจและปิดประกาศไว้ว่า ถ้าใครปีนเข้ามาในโรงยิมเนเซียมจะถูกลงโทษอย่างหนัก

เสาร์ที่ ๘ กุมภาพันธ์ ผ่านมาแล้ว เย็นวันนี้นิกรและกิมหงวนจะขึ้นซ้อมบนเวทีเป็นครั้งแรก เพื่อให้นักข่าวหนังสือพิมพ์ชมและสัมภาษณ์เขาซึ่งรวมทั้งผู้แทนสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ด้วย ถึงแม้ว่าสองสหายยังไม่ได้ซ้อมนวมเลย แต่กำลังร่างกายก็แข็งแกร่งขึ้นอย่างน่าประหลาด เพราะดร.ดิเรกได้ฉีดยาบำรุงกำลังและบำรุงหัวใจให้คนละเข็ม

ตอนสายวันนั้นเองสี่สหายกับเจ้าคุณปัจจนึกฯ พร้อมด้วยจอมคาราเต้เกาหลีเก๊ทั้งสองคนและเจ้าแห้วได้ประชุมปรึกษาหารือกันอยู่ที่โรงฝึกพละเพื่อวางแผนต้มนักข่าวหนังสือพิมพ์ให้หลงเชื่อว่าในฝีมือลายมืออันเลอเลิศของกิมหงวนกับนิกร และเชื่อว่าเล้งกับเปาเป็นแชมเปี้ยนคาราเต้แห่งประเทศเกาหลีใต้จริงๆ

เสียงจ้อกแจ้กจอแจดังขึ้นจนฟังไม่ได้ศัพท์ ต่างคนต่างเสนอความคิดเห็นของตน เมื่อทุกคนชิงกันพูดคนฟังก็มีแต่กรรมกรแบกข้าวสาร ๒ คน และเจ้าแห้วเท่านั้น

ในที่สุด เจ้าคุณปัจจนึกฯ ผู้จัดการมวยก็ร้องตะโกนขึ้นด้วยเสียงอันดัง

"พูดกันทีละคนเถอะโว้ยเสียงเหมือนนกกระจอกยกพวกด่ากันอย่างนี้ ใครจะฟังรู้เรื่อง อ้า-เจ้าพลพูดมาก่อน แกมีความเห็นอย่างไรว่ามา"

พ.อ.พล พัชราภรณ์หัวเราะเบาๆ

"ผมว่าการซ้อมเย็นวันนี้ต้องซ้อมกันอย่างดุเดือดและเอากันให้ถึงน็อคเชียวครับ หนังสือพิมพ์จะได้ช่วยประโคมข่าวอันเป็นการทำลายขวัญนักมวยญี่ปุ่นทั้งสองคน และทำให้แฟนมวยเกิดศรัทธาหลั่งไหลไปชมการต่อสู้ในวันที่ ๑๘ นี้"

เสี่ยหงวนพูดขัดขึ้นทันที

"เอากันถึงน็อค ฉันก็เสร็จนายเล้งน่ะซีโว้ย แกดูซิรูปร่างมันใกล้เคียงกันที่ไหน นายเล้งตัวโตเกือบเท่าหลวงพ่อโตวัดอินทร์"

เล้งเผลอตัวหัวเราะออกมาดังๆ

"ผมไม่กล้าน็อคอาเสี่ยหรอกครับ"

"กล้าซีน่า อ้ายหงวนมันไม่ใช่เตี่ยลื้อนี่หว่า"

เสี่ยหงวนกลืนน้ำลายเอื้อก

"เข้าใจยุจริงนะอ้ายหอกข้างแคร่"นิกรพูดเสริมขึ้นอย่างเป็นงานเป็นการ

"อย่ามัวพูดเล่นสัพยอกหยอกล้ออยู่เลยวะ เวลามันไม่คอยท่า อีกไม่กี่ชั่วโมงพวกเหยี่ยวข่าว อีแร้งข่าว ตากล้องจมูกกล้องก็จะแห่กันมาดูเราซ้อมมวยเต็มบ้าน รวมทั้งผู้แทนสถานีวิทยุทีวี พวกหัวหน้านักมวยและคนสำคัญในวงการมวยอีกเยอะแยะ จะตุ๋นเขาก็ต้องวางแผนให้รอบคอบ เมื่อโกหกก็ต้องโกหกให้สนิท อย่าให้เขาจับได้"

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯมองดูลูกเขยจอมทะเล้นของท่านด้วยความพอใจ

"เออ-วันนี้แกพูดเข้าทีหน่อย จริงของแกโว้ยอ้ายกร ถ้าเราต้มเขาเขาจับได้เราก็ขายหน้าเขาแย่" พูดจบท่านก็หันมาทางกิมหงวน แกเป็นลูกพี่ของนายเล้งและนายเปา แกออกความเห็นมาดีกว่าว่าแกกับอ้ายกรจะซ้อมยังไง"

กิมหงวนนิ่งคิดสักครู่ จ้องมองดูหน้ากรรมกรแบกข้าวสารทั้งสองคนซึ่งนั่งเคียงคู่กันอยู่บนม้ายาวริมโรงฝึกพละ

"เล้งโว้ย ลื้อกับเปาได้สัญญากับอั๊วแล้วไม่ใช่หรือว่า ลื้อสองคนจะให้ความช่วยเหลือเราเต็มที่"

"ครับ เพื่ออาเสี่ยเจ้านายของผมครับ"

"อือ-ดีมาก เสร็จชกมวยแล้วอั๊วจะให้รางวัลลื้อคนละสองหมื่น" แล้วเขาก็ยิ้มให้นายเปาหรือยักษ์ใหญ่คุนซานแชมเปี้ยนคาราเต้แห่งเกาหลีเหนือซึ่งสมมุติกันขึ้น "เย็นนี้ลื้อกลับเล้งต้องยอมเจ็บนะ ประเดี๋ยวลองซ้อมกันบนเวทีกะเอาไว้ว่ายกแรกใครจะชกอย่างไรลื้อกับอ้ายกรจะขึ้นซ้อมกันเป็นคู่แรกเย็นวันนี้ในยกที่หนึ่งต้องชกกันให้ดุเดือดที่สุด แล้วก็ลื้อต้องชกแบบคาราเต้เท่าที่ลื้อ บอกว่าลื้อเคยดูในหนังญี่ปุ่นและพอจะจดจำได้ เข้าใจไหมล่ะ"

"เข้าใจครับ" เปาพูดยิ้มๆ

เสี่ยหงวนยกมือชี้หน้านายเปา

"แต่กลางยกสองลื้อจะต้องยื่นคางให้อ้ายกรเตะลื้อด้วยแข้ง เตะเต็มเหนี่ยวทีเดียว"

นายเปาหรือคุนซานทำหน้าชอบกล

"ยื่นคางให้คุณนิกรเตะผมก็ลงเปลน่ะซิครับ"

"ใช่ อั๊วให้รางวัลลื้อหมื่นบาทเป็นค่าถูกน้อคเย็นวันนี้"

นายเปายิ้มแป้น

"ตกลงครับ ถูกน้อคครั้งหนึ่งได้หมื่นบาทละก้อ ผมยอมถูกน้อคทุกวันครับถูกน้อคไม่ถึงตายหรอกครับ ถึงอย่างไรคุณหมอก็ต้องช่วยผม"

เสี่ยหงวนหัวเราะชอบใจ

"ดีมากเปา ถ้ายังงั้นเย็นนี้ลื้อได้รางวัลหมื่นบาทแน่นอนเป็นค่าถูกน้อค พวกหนังสือพิมพ์ และคน ที่ดูเราซ้อมเขาจะได้ตื่นเต้นเลื่อมใสในฝีมือของอ้ายกรและอั๊ว" พูดจบเสี่ยหงวนก็หันมาทางนายเล้ง "ลื้อจะต้องถูกอั๊วน้อคปลายยกหนึ่ง จากการซ้อม ให้นักข่าวดูเย็นวันนี้"

นายเล้งยิ้มแห้งๆ

"น้อคแบบไหนครับอาเสี่ย"

น้อคด้วยศอกสั้นและซ้ำด้วยเข่า"

"แล้วอาเสี่ยจ่ายค่า ถูกน้อคให้ผมหมื่นบาท"

"เออ"

"ได้ครับ ผมจะยื่นคางให้อาเสี่ยเอาศอกกระแทกหน้าผมอย่างสวยงามทีเดียวครับ รับรองว่าคนดูจะเห็นผมถูกน้อคจริงๆ "

กิมหงวนยิ้มให้ยักษ์ใหญ่ทั้งสอง

"ถ้าอย่างนั้นเตรียมตัวขึ้นซ้อมเดี๋ยวนี้แหละเราจะได้ นัดแนะ กันตกลงกันให้เรียบร้อยว่าใครจะชกยังไง อย่าลืมว่ามีพวกหัวหน้านักมวยจะมาดูเราช้อมหลายคน พวกนี้นัยน์ตาแหลมเราต้องทำให้สนิท"

นิกรเสริมขึ้นทันที

"แต่ว่าหน้าแข้งกันโต กว่าอ้อยขาไก่นิดหน่อยเท่านั้น ถ้ากันเตะถูกคางนายเล้งจังๆ กันอาจจะ ร้องเอะอะ เอ็ดตะโร ด้วยความเจ็บปวดก็ได้"

นายพลดิเรกหัวเราะชอบใจ

"ไม่เป็นไรโว้ย ก่อนช้อมให้นักข่าวดูสักครึ่งชั่วโมงกันจะฉีดยาชาให้เป็นยาชาแบบใหม่ที่กันคิดขึ้น ฉีดที่น่องแกเพียงเข็มเดียวแกอาจจะ เตะเสา คอนกรีดเล่นอย่างหน้าตาเฉย"

พ.อ. นิกรยิ้มออกมาได้

"เออ ยังงี้ค่อยยังชั่วหน่อย"

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูเวลาแล้วพูดตัดบท

"เตรียมตัวขึ้นช้อมบนเวทีได้แล้ว วางแผนไว้ให้เรียบร้อยและต้องจำให้แม่น ใครจะใช้ลูกไม้ชั้นเชิงอย่างไรก็ตกลงกันบนเวที"

นิกรกับคุนชานขึ้นซ้อมกันก่อน การซ้อมนี้ก็เพื่อต้มพวกนักข่าวนั่นเอง นายเปาหรือคุนชานชกมวยแบบคาราเต้ได้ดีพอใช้ ใช้เท้าเตะได้รวดเร็วและใช้สันมือฟันนิกร ในยกแรกนิกรทำเป็นถอยฉะ แต่พอกลางยก ๒ เขาก็น้อคคุนชานด้วยแข้งขวาของเขา ต่อจากนั้นกิมหงวนก็ขึ้นซ้อมกับเจ็งชานและเสี่ยหงวนได้ใช้ศอกและเข่า น้อคเจ็งชานหรือนายเล้งในปลายกแรก ซ้อมกันไปปรึกษากันไปตลอดเวลาจนกระทั่งต่างฝ่ายต่างเข้าใจดี

เย็นวันนั้นเอง

ในเวลา ๑๖.๓๐ น. พวกเหยี่ยวข่าวอีแร้งข่าวและตากล้องชั้นดีมีฟีล์มพร้อม รวมทั้งผู้แทนของสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีโทรทัศน์ หัวหน้านักมวยหลายคณะ ตลอดจนผู้ ที่เกี่ยวข้องอยู่ในวงการมวยทั้งหลายก็ย่อยๆ กันมาที่บ้าน "พัชราภรณ์" สี่สหายกับท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี ภายในโรงฝึกพละอุ่นหนาฝาคั่งเจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้แนะนำให้ใครต่อใครรู้จักกับคุณหญิงวาดซึ่งนั่งอยู่ในกลุ่มสี่นาง แต่หลายคนเคยรู้จักกับท่านและสี่นางมาก่อนแล้ว

ขณะนี้ เจ็งชานกับคุนชานอยู่ในห้องแต่งตัวหรือห้องพักของนักมวย เมื่อใกล้จะถุงเวลา ๑๗.๐๐ น. กิมหงวนกับนิกรก็พากันเข้าไปในห้องแต่งต้วเตรียมตัวขึ้นช้อม พวกนักข่าวหนังสือพิมพ์ต่างวิจารณ์กันอย่างจ้อกแจ้กจอแจ ทุกคนอยากจะเห็นลวดลายคาราเต้ของแช่มป์เกาหลีทั้งสองคน และอยากจะเห็น ชั้นเชิงมวยของนิกร กับ กิมหงวนด้วยเจ้าแห้วกับคนใช้สามสี่คนต่างนำเครื่องดื่มเสิฟให้ทุกๆ คนที่อยู่ในโรงฝึกพละ

จนกระทั่ง นาฬิกาไฟฟ้าเรือนใหญ่ในโรงฝึกพละบอกเวลา ๑๗.๐๐ น. เจ้าคุณปัจจนึกฯ กับพลพากันเดินไปที่เวทีฝึกซ้อมท่านเจ้าคุณ นั่งประจำที่ กรรมการ รักษาเวลาส่วนพลขึ้นไปบนเวทีทำหน้าที่เป็นกรรมการห้าม และแล้วเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็รัวระฆังต่อจากนั้นท่านก็พูดกระจายเสียง ประกาศให้ผู้ที่มาชมการฝึกซ้อมทราบ

"สวัสดีครับ ขอขอบคุณทุกๆ ท่านที่ให้เกียรติมาชมการฝึกช้อมของนักมวยไทยทั้งสองคนคือนิกรกับกิมหงวน การซ้อมในวันนี้นิกรจะขึ้นซ้อมกับ จอมคาราเต้คุณชานแห่งเกาหลีเป็นคู่แรกที่กำหนด ๕ ยกแบบมวยไทย และจะซ้อม กันอย่างดุเดือดเหมือนชกกันจริงๆ ส่วนคู่หลังกิมหงวนจะขึ้นซ้อมกับเจ็งชานในกำหนด ๕ ยกเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เราจะจะใช้ปี่กลองประกอบด้วยเพื่อให้สมจริง"

เสียงตบมือดังขึ้นลั่นโรงฝึกพละ ตากล้องคนหนึ่งถือโอกาสถ่ายภาพเจ้าคุณปัจจนึกฯ ไว้ในฐานะ ท่านเป็นผู้จัดการมวย ของนิกรและกิมหงวน

นิกรกับนายเปา หรือคุนชานเดินออกมาจากห้องพักนักมวยแล้ว เสียงพึมพำดังขึ้นทันทีสายตาทุกคู่จ้องมองดูนายคุนชานด้วยความตื่นเต้นที่เขามีรูปร่างสูงใหญ่ กล้ามเนื้อขึ้นเป็นมัดๆ คุนชานสวมกางเกงกรอมเข่าสีขาวแต่ไม่สวมเสื้อ ส่วนนิกรสวมกางเกงชกมวยสีแดงแถบขาว สวมนวม ๘ ออนช์ รูปร่างของนิกรบอบบางเล็กกว่าคู่ซ้อมมามากมาย ทั้งสองขึ้นไปบนเวทีทางมุมของตนโดยไม่มีพี่เลี้ยงคุนชานไม่ได้สวมนวมตามแบบฉบับ ของคาราเต้ ทุกคนเชื่อว่าเขาเป็นนักมวยคาราเต้ผู้ยิ่งใหญ่ของประเทศเกาหลี ช่างภาพหนังสือพิมพ์เริ่มบันทึกภาพแล้ว บางคนก็มีฟีล์ม บางคนก็ไม่มีฟีล์ม พลเรียกนักมวยทั้งสองมาพบกันกลางเวที เขาแกล้งพูดกับนายเปาหรือคุนชานเป็นภาษาอังกฤษ บอกให้คุนชานแสดงวิชามวยคาราเต้ของเขาอวดพวกนักข่าว หนังสือพิมพ์และผู้มีอิทธิพลในวงการมวยทั้งหลายรวมทั้งผู้แทนสถานีวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ด้วย นายเปาหรือคุนชานไม่รู้ฟังภาษาอังกฤษแม้แต่ประโยคเดียว เขาได้แต่พยักหน้าหงึกๆ ตามที่นัดแนะกันไว้ แล้วพลก็บอกให้คู่ซ้อมแยกไปเข้ามุมของตน

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ตีระฆังสัญญาณเริ่มชก นิกรไม่ได้ไหว้ครูเพราะเป็นการซ้อม เขาเต้นเท้าเข้าไปหาคุนชานยักษ์ใหญ่ คุนชานร้องตวาด ด้วยเสียงอันดังทำให้นักข่าวสะดุ้งโหยงไปตามกัน

"ว้าก" แล้วเขาก็กระโจนเข้าถีบนิกรเต็มแรง แต่นิกรเอี้ยวหลบอย่างหวุดหวิดทำให้คู่ช้อมถีบอากาศเต็มเหนี่ยวและเสียหลักล้มลงกันกระแทกพื้นดังโครม

แต่พื้นเวทีเป็นเบาะฟาง หุ้มผ้าใบ ยักษ์ใหญ่จึงไม่ได้รับความเจ็บปวดอะไร คุนชานรีบลุกขึ้นปราดเข้าฟันนิกรด้วยสันมือพร้อมกับร้องทำลายขวัญ

"ซีอูล....ปูชาน...ปองยาง...เลียะ"

นิกรล่าถอยไปเกือบ ติด้ชือกตามที่ตกลงกันไว้ ตอนนี้เองคุนชานใช้สันมือขวาฟันถูกหลังนิกรทีหนึ่งเสียงดังตุ้บ นิกรหนีรอดออกไปได้ พอคุนชานวิ่งเข้ามาเพื่อจะเอาศีรษะชนเขานิกรก็อั๊ปเป้อคัทซ้ายศอกขวาฟาดลงที่ท้ายทอยคาราเต้เกาหลีเทียมเต็มเหนี่ยว คุนชานล้มลงทันที กรรมการพลพัชราภรณ์ปราดเข้ามากันนิกรออกห่างแล้วยกมือขึ้นนับ เสียงเพลงชกมวยจากแผ่นเสียงยุติลงชั่วขณะ

พอกรรมการข้ามมวยนับได้ ๘ คาราเต้เกาหลีก็ลุกขึ้น เสียงปี่ชวาและกลองแขกดังเจื้อยแจ้วต่อไป ซึ่งนายพลดิเรกเป็นผู้ปิดเปิดแผ่นเสียง การชกที่เตี้ยมกันไว้ทำให้นักข่าวเห็นว่าทั้งสองช้อมกันอย่างดุเดือดยิ่ง พวกตากล้องเกาะขอบเวทีตลอดเวลา คุนชานแสดงชั้นเชิงมวยคาราเต้ได้ดีพอใช้ ส่วนนิกรชกมวยไทยได้ดีอย่างไม่มีใครคาดหมาย ถึงแม้รูปร่างของนิกรบอบบางกว่าคู่ซ้อมคุนชานก็ทำอะไรนิกรไม่ได้ มิหนำช้ำยังถูกหมัดศอกของนิกรหน้าปั้นไปปั้นมาคุญหญิงวาดกับสี่นางตบมือเชียร์นิกรเสียงลั่น ไม่มีใครรู่ว่านิกรกับคุนชานได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วและคุนชานจะได้รับรางวัลค่าถูกน้อคจากเสี่ยหงวนเป็นเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท

เสียงระฆังหมดยกดังขึ้นแล้ว นิกรยื่นมือให้คุนชานจับ คุนชานยังไม่ได้เหน็ดเหนื่อยเลย แต่นิกรเหนื่อยจนแทบขาดใจตายแล้ว แต่แกล้งทำเป็นยิ้มแย้มแจ่มใส่ยืนคุยกับคุนชานชึ่งเขาพูดภาษาอังกฤษคุนชานพูดภาษาเกาหลีแต่ไม่มี ชาวเกาหลีคนใดฟังรู้เรื่อง

นักข่าวหนังสือพิมพ์และผู้ที่อยู่ในวงการมวยต่างมีความเห็นสอดคล้องต้องกันว่าคาราเต้เกาหบลีคู่ช้อมของนิกรชกได้ดีมาก ศอกและเท้าคล่องแคล่วพอๆ กับนักมวยไทย แต่นิกรมีฝีมือเหนือกว่า ฉะนั้นในการต่อสู้กับตาตีกาจอมคาราเต้ญี่ปุ่นในวันอังคารที่ ๑๘ เดือนนี้นิกรของเราคงชนะแน่ๆ นิกรกับคุนชานปราดเข้าหากันทันทีท่ามกลางเสียงปี่ชวาและกลองแขก ต่างฝ่ายต่างเต้นเท้าแบบ ตะลุงแท็มโป้ทำให้คนดูหัวเราะชอบใจไปตามกัน คาราเต้เก๊กระโดดถีบนิกรเต็มแรง นิกรใช้ท่อนแขนซ้ายปัดแล้วถอยออกห่าง คุนชานรุกประชิดติดพันโถมเข้าฟันด้วยสันมือทั้งสองข้างสามสี่ทีติดๆ กัน นิกรปิดได้ทุกครั้งเพราะรู้กันอยู่แล้ว เขาถอยพลางสู้พลางเพราะแรงปะทะสู้กันไม่ได้ชึ่งใครๆ ก็รู้ดี นิกรแย็ปซ้ายแล้วตามด้วยหมัดตรงขวาถูกหน้าคุนชานถนัดใจ เมื่อคุนชานกระโจนเข้ามาจะฟันเขานิกรก็ยกเท้าซ้ายยันไว้แต่แล้วนายจอมทะเล้นก็ล้มลงไปเอง เพราะมันไม่ผิดอะไรกับว่าเขาถีบภูเขา

คนดูตบมือให้เกียรตินักมวยทั้งสองตลอดเวลา นิกรเริ่มแสดงชั้นเชิงแปลกๆ เป็นตันว่าใช้ลูกสันเตะถูกหน้าคุนชาน ได้ทีหนึ่งเรียกเสียงเฮฮาได้ทั่วห้องฝึกพละ ปลายยกนั้นเองพอคุนชานมองลงไปข้างล่างสบตากับกิมหงวนและอาเสี่ยพะยักพะเยิด กับเขาคุนชานก็เดินรี่เข้ามาหานิกรโดยไม่ได้ยกแขนขึ้นการ์ดมิหนำช้ำยังย่อตัวให้ต่ำลงมาเสียด้วย

นิกรเตะด้วยแข็งขวาเต็มเหนี่ยว แข้งกับขาตะไกรข้างซ้ายสัมผัสกันเสียงดังพล้อก เท่านี้เองแช่มเปี้ยนคาราเต้กำมะลอก็ยืนตาเหล่ โงนเงนไปมาเหมือนต้นไม้ต้องลมแล้วลงนอนหงายเหยียดยาวแน่นิ่งไป

พล พัชราภรณ์ ทำเป็นตกใจวิ่งเข้ามาทรุดตัวนั่งประคองคาราเต้เกาหลี คนดูที่นั่งอยู่รอบๆ เวทีต่างลุกขึ้นยืนและเงียบกริบ นายพลดิเรกวิ่งขึ้นมาบนเวที การประถมพยาบาลได้กระทำขึ้นทันทีทันใดบนเวทีนั้นเอง ในราว ๕ นาทีคุนชานก็พื้นคืนสติ พลกับนิกรช่วยกันประคองลงไปจากเวทีอย่างมึนงง ไม่มีปัญหาอะไรอีก ผู้ที่มาดูการซ้อมต่างเห็นว่าคุนชานถูกน้อคจริงๆ

เวทีว่างอยู่เกือบ ๑๐ นาทีกิมหงวนกับนายเล้งหรือยักษ์ใหญ่ เจ็งชาน ก็พากันเดินขึ้นไปบนเวทีชึ่งพลได้ติดตามขึ้นมาด้วย เจ็งชานสวมกางเกงกร่อมเข่าสีขาวเช่นเดียวกับคุนชานเสี่ยหงวนของเรา สวมกางเกง ชกมวยสรกรมท่าริ้มขาว ท่าทางทะมัดทะแมงเหมือนนักมวยชั้นดี เขาสวมนวมขนาด ๘ ออนช์ โคนแขนซ้ายคาดพระเครื่องรางหลายองค์

พลรับไมโครโฟน จากเจ้าคุณปัจจนึกฯ แล้วประกาศให้ผู้มาชมการซ้อมทราบ

"ท่านทั้งหลาย การซ้อมระหว่างนิกรกับคุนชานปรากฎว่าคุนชาน พลาดพลั้งถูกเตะด้วยแข้งถูกขาตะไกรซ้ายเต็มแรงครับ แต่เขาปลอดภัยแล้ว ผมลืมเรียนให้ทราบว่าคุนชานจอม คาราเต้แห่งเกาหลีผู้นี้เคย ขึ้นชกมวยมา ๓๖ ครั้ง สังหารคู่ต่อสู้ตายคาเวที ๓๔ คนทุพพลภาพ ๒ คน ส่วยนายเจ็งชานคู่ซ้อมของกิมหงวน ขึ้นชกมวยมาแล้ว ๓๐ ครั้ง ตามแบบคาราเต้ คู่ต่อสู้ตายคาเวที ๓๐ คนเจ็งชานจะซ้อมกับกิมหงวนให้ท่านชมรวม ๕ ยก และซ้อมกันอย่างรุนแรง โปรดคอยชมนะครับ"

บรรดานักข่าว และตากล้องทั้งหลายรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย ต่อจากนั้นเสียงระฆังเริ่มยกแรกก็ดังขึ้น แล้วเสียงปี่ชวาและกล้องแขกก็กังวานไปทั่วโรงฝึกพละ

เสี่ยหงวนกับเจ็งชานปราดเข้าหากันทันทีแล้วเริ่มต่อสู้กันตามที่เตี้ยมกันไว้ เจ็งชานกระโดดถีบ ด้วยเท้าขวาถูกหน้าอกอาเสี่ยไม่รุนแรงเท่าใดนัก แต่กิมหงวนแกล้งเซแซ่ดๆ ออกไปและล้มลงก้นกระแทกพื้น อย่างไรก็ตามเขารีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อเจ็งชานวิ่งเข้ามา เสี่ยหงวนก็เตะด้วยเท้าขวาถูกใบหน้าของเจ็งชานดังฉาด ซึ่งไม่ผิดอะไรกับว่าเขาเตะกระสอบทราย เจ็งชานหรือนายเล้งไม่ได้รับความเจ็บปวดมากมายอะไรนัก เขาขยิกเข้าใส่เสี่ยหงวนอีก กระโดดเข้าฟันด้วยสันมือขวาแล้วร้องตะโกนลั่น

"เกาเหลียง"

รายงานศึกคาราเต้ กับมวยไทยซึ่งตอนแรกไม่มีใครสนใจเท่าใดนักกลายเป็นรายการมโหฬารยิ่ง

บัตรผ่านประตูชั้นริงไซ้ร์ราคา ๑๐๐ บาทจำหน่ายเกลี้ยงภายในวันที่ ๑๕ กุมภาพันธ์แฟนมวยทั้งหลายตื่นเต้นกระหายที่จะใคร่ชมมวยคาราเต้กับมวยไทยมาก ทั้งนี้ก็เพราะข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์นั่นเอง ซึ่งหนังสือพิมพ์หลายฉบับให้ฉายานิกรว่า "จอมเตะแข้งเหล็ก" และให้ฉายากิมหงวนว่า "นายขนมต้มแดง"

อย่างไรก็ตามหนังสือพิมพ์ก็ได้ลงข่าวเชียร์จอมคาราเต้ลูกพระอาทิตย์เช่นเดียวกันนายกาดูงูเลียะไม้กระดานหนาครึ่งนิ้วแตกนายตาตีกาเลียะกระป๋องนมทะลุ เขากินนมสดซึ่งเป็นนมกระป๋องทุกวัน แทนที่จะใช้เครื่องเปิดเขากลับใช้นิ้วแทงเบาๆ เท่านั้นกระป๋องนมก็ทะลุเป็นรู

เสียงลือเสียงเล่าอ้าง ทำให้แฟนมวยรอคอยวันสำคัญ ที่จะพิสูจน์ ว่าคาราเต้ หรือมวยไทยจะเหนือกว่าด้วยความกระวนกระวาย ในวงการ พนัน พ่อค้า สำเพ็ง และพ่อค้าจีนทั้งหลายต่างต่อนักมวยไทยถึงสองเอาหนึ่งและนักธุริจคนสำคุญคนหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนเก่าของเสี่ยหงวน ได้ประกาศในหน้าหนังสือรับพนันผู้ถือหางฝ่ายคาราเต้ญี่ปุ่นโดยไม่อั้น ซึ่งเขาต่อนักมวยไทยสองเอาหนึ่ง และเสมอเป็นแพ้ ปรากฏว่ามีชาวญี่ปุ่นและคนไทยมากมายได้เล่นพนันมวย กับนักธุรกิจ ชาวจีนผู้นั้นเป็นเงินแสน

ในที่สุดวันอังคารที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๗

สนามมวยแห่งเวทีราชดำเนินได้ต้อนรับแฟนมวยอย่างอุ่นหนาฝาคั่งอีกครั้งหนึ่ง เป็นประวัติศาสตร์ แต่รายการศึกคาราเต้วันนี้นายโยกูซีวะ ได้เช่าสนามมวยเวทีราชดำเนินจัดการแข็งขันขึ้นเอง และเก็บเงินให้สภากาชาดไทยหลังจากหักค่าใช้จ่ายแล้ว

นับตั้งแต่ ๑๔.๐๐ น. ประชาชนนักนิยมมวยทั้งคนไทยและคนต่างด้าวต่างหลั่งไหลเข้าไปในสนามมวยเลือกที่นั่งในราคา ๕๐ บาท และ ๒๕ บาท เจ้าหน้าที่จำหน่ายบัตรและเจ้าหน้าที่ทรักษาประตูต้องทำงานหนักที่สุด ไม่มีใครคาดคิดว่า ศึกคาราเต้กับมวยไทยรายการนี้จะมีแฟนมวยมาอุดหนุนอย่างคับคั่ง

ริงไซ้ร์มุมน้ำเงิน มีชาวญี่ปุ่นประมาณ ๑๐๐ คน และริงไซ้ร์มุมแดงเต็มไปด้วยเพื่อนเกลอเสี่ยหงวนและนิกร ซึ่งรวมทั้งคุณหญิงวาดและสี่นาง ในราว ๑๖,๐๐ น.โฆษกของสนามมวยได้ประกาศว่า นักมวยคาราเต้ญี่ปุ่นและนักมวยไทย คือนิกรกับกิมหงวนได้มาถึงสนามมวยแล้ว แต่เข้าทางประตูด้านหลังเวที แฟนมวยตบมือโห่ร้องเกรียวกราว แล้วโฆษกก็ประกาศให้ทราบต่อไปว่าเพราะมวยคู่เอกสองคู่นี้ พระยาปัจจนึกพินาศจะเป็นกรรมการห้ามมวย ตามที่ได้ตกลงกันไว้โฆษกถือโอกาสแจ้ง รายละเอียดคือกติกาการต่อสู้ให้ทราบด้วย

มวยคู่นี้ตามรายการคือมวยไทย ได้ขึ้นเวทีชกกันในเวลา ๑๗.๐๐ น. ตรง ขณะนี้สี่สหายกับเจ้าแห้วพักอยู่ในห้องพักนักมวยฝ่ายแดง พล พัชราภรณ์ กับศาสตราจารย์ดิเรกจะขึ้นให้น้ำนิกรกับกิมหงวน สองสหายแต่งตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วสวมกางเกงชกมวยสีแดงแถบชาว พันมือทั้งสองข้างอย่างรัดกุม ขัอเท้าทั้งสองข้างสวมแองเกิล คณะพรรคสี่สหายพูดคุยกันเอะอะเอ็ดตะโร พวกนักมวยฝ่ายแดงกับพี่เลี้ยงพากันมองดูอย่างชื่นชม นิกรนั่งเหยียดเท้าอยู่บนเตียงให้เจ้าแห้วนวดให้ เสียงปี่กล้องแว่วเข้ามาในห้องแต่ไม่มีใครสนใจ

ครั้งหนึ่ง เจ้าแห้วล้วงกระเป๋าเสื้อเชิ้ทหยิบวัตถุชิ้นเล็กๆ ชิ้นหนึ่งออกมา แล้วกล่าวกับนิกรว่า

"รับประทานคุณรับประทานว่านของผมสักนิดไม่ดีหรือครับ"

นิกรยิ้มให้เจ้าแห้ว และรับว่านชิ้นนั้นมาดู

"ว่านอะไรของแกวะ"

"รับประทานช้างทะลายเมืองครับ"

นิกรพยักหน้ารับทราบ

"สรรพคุณล่ะ"

"รับประทาน ถ้ารับประทานตามกฎเกณฑ์ของเขาทำให้อยู่ยงคงกระพัน เรี่ยวแรงเหมือนช้างขอรับ แต่ถ้ารับประทานน้อยเกินไปไม่ได้ผล และถ้ามากเกินไปรับประทานหัวใจหยุดถึงกับชักนัยน์ตาตั้ง"

"กฎเกณฑ์ของเขาให้กินแค่ไหนล่ะ"

เจ้าแห้วยิ้มแห้งๆ

"รับประทานยังไงก็ไม่ทราบครับ"

นิกรโยนว่านทิ้งทันที

"ลำบากนักก็อย่ากินเลยวะ ฉันคิดว่าฉันสามารถ เอาชนะตาตีกาได้ ด้วยชั้นเชิง และศิลปมวยไทยของเรานี่แหละ" พูดจบนิกรก็หันไปยิ้ม กับพวกนักมวยฝ่ายแดง ทั้งสามคน "อ้ายน้องชาย วันนี้มุมแดงของเราต้องชนะกราวรูด"

ทันใดนั้นเอง พี่เลี้ยงนักมวยฝ่ายแดงคู่หนึ่งก็ประคองนักมวยของเขาเข้ามาในห้องพอนั่งลงบนเตียง แจ่ม ลูกบางแตงกวา ก็นอนหงายเหยียดยาว หน้าตาปูดโปฟกซ้ำดำเขียวปากปลิ้นเหมือนครุฑ นักมวยที่จะขึ้นชกเป็นคู่ที่สองของรายการรีบเดินตามพี่เลี้ยง ของเขาออกไปจากห้องพัก คณะพรรคสี่สหายเงียบกริบ กิมหงวนฝืนใจถามพี่เลี้ยงของแจ่มเบาๆ

"แจ่มชนะไม่ใช่หรือน้องชาย"

พี่เลี้ยงฝืนหัวเราะ

"ชนะอะไรได้ครับ โดนทั้งหมดทั้งเท้ากลิ้งเป็นลูกขนุน แต่ผมไม่ยอมให้ลงเปลเลยช่วยกันลากถูลู่ถูกังกลับมาห้องพักอย่างทุลักทุเล แจ่มมันตื่นคนดูครับ พึ่งขึ้นชกเป็นครั้งที่สอง ออกไปขึ้นเวทีเห็นคนดูร่วมหมื่นก็แข้งขาสั่น"

เสี่ยหงวนค่อยๆ หันมาทางนิกร

"แดงล่องไปหนึ่งแล้วนะโว้ย แต่คู่สองและต่อไปจนถึงคู่หกแดงต้องชนะ โดยเฉพาะคู่สี่ กันกับนายกาดูงูกันชนะแหงๆ "

นายพลดิเรก ยกมือตบศีรษะอาเสี่ยแล้วพูดพลางหัวเราะพลาง

"ออไร๋ แกต้องชนะ อย่าลืมว่าพวกกรรมกรโรงเลื่อยโรงสีและอู่ต่อเรือ ของแกได้มาเชียร์แกนับร้อยคน เสมียนพนักงานตามบริษัทต่างๆ ของเราก็มากันเยอะแยะ วันนี้

แกกับอ้ายกรแพ้ไม่ได้ ถ้าอย่างไรก็สู้ตายคาเวที"

นิกรกำหมักขวา ชกฝ่ามือข้างซ้าย ค่อนข้างแรง

"ยาฉีดบำรุงหัวใจของแกวิเศษมากหมอจิตใจของกัน คึกคักเข้มแข็งไม่ได้กลัว นักมวยญี่ปุ่นเลย ถ้าหากว่ากันน็อคมันไม้ได้ ชกกันครบ ๕ยกกันจะต้องชนะคะแนน"

พลพูดเสริมขึ้นเบาๆ

"แกชกตามแผนของเรา อย่าตื่นเต้นและอย่าสนใจกับเสียงตะโกนของคนดู ยกแรกพยายามดูชั้นเชิงก่อน ถ้ามันเอาหัวชนแกก็เอาศอกขวิดหัวมันไว้ โป๊กเดียวถ้าเลือดทะลักคาราเต้ก็ไม่คิดสู้"

เสียงคนดูตบมือโห่ร้องลั่น แล้วเสียงปี่ชวาและกลองแขกก็สิ้นสุดลง เจ้าหน้าที่ของสนามมวยคนหนึ่งโผล่หน้าเขามาที่ประตู

"คุณนิกรกับพี่เลี้ยงออกไปขึ้นเวทีได้แล้วครับ"

นิกรยิ้มแป้น หยิบเสื้อคลุมสีแดงขึ้นสวมแล้วถามว่า

"นักมวยฝ่ายแดง พวกผม ชนะแล้วหรือครับนี่"

"เปล่าครับ แดงถูกน็อคคนับ ๑๐ แล้วถึงลุกขึ้นได้"

พ.อ. นิกรกลืนน้ำลายเอื๊อก พลกับศาสตราจารย์ดิเรกพานิกร ออกไปจากห้องพักนักมวยฝ่ายแดงทันที สวนทางกับเกริก บางขุนเทียน ซึ่งพี่เลี้ยงสองคนหิ้วปีกเดินตุปัดตุเป่มา แดงปราชัยน็อคเอ๊าท์สองคู่แล้ว

เมื่อนิกรเดิน ตามพี่เลี้ยงออกมาทางเวทีแฟนมวยตบมือโห่ร้องเกรียวกราว เพื่อนๆ ของนิกรซึ่งเป็นพลเรือนก็มี นายตำรวจนายทหารบกเรือและอากาศก็มี ต่างร้องเรียกเขาและโบกมือให้ นิกรยิ้มเอียงอายเขาแลเห็นเจ้าคุณปัจจนึกฯ พ่อตาของเขายืนหัวเหม่งอยู่บนเวทีแล้ว

นิกรทรุดนั่งยองๆ ไหว้เวทีตามประเพณีเสร็จแล้วก็ลุกขึ้นยืนยกเท้าขวากระทืบพื้นสามทีติดๆ กัน แล้วเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างองอาจ เขายกมือไหว้คนดูรอบสนามและไหว้ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ

เสียงคนดูร้องอุทานด้วย ความตกใจเมื่อนายตาติกาจอมคาราเต้คู่ชกของนิกรปรากฏตัวขึ้น ทั้งนี้เพราะตาตีกาสูงใหญ่กว่านิกรมากน้ำหนักมากกว่านิกรถึง ๒๕ ปอนด์ เขาเดินตามพี่เลี้ยงสองคนซึ่งคนหนึ่งคือ นายโยกูฮีวะอ้อมไปทางมุมน้ำเงิน แฟนมวยญี่ปุ่นโห่ร้องเกรียวกราว บ้างก็ทักทายเป็นภาษาญี่ปุ่น

ตาตีกากับพี่เลี้ยงทั้งสองขึ้นไปบนเวทีทางมุมน้ำเงิน เขาสวมเสื้อกิโมโนสีน้ำเงินอ่อนแถบเสื้อสีขาว สวมกางเกงกร่อมเข่าสีเดียวกัน ใบหน้าของนายตาตีกาเคร่งเครียดเขาก้มศีรษะ คำนับคนดูตามแบบญี่ปุ่นเรียกเสียงตบมือทั่วสนาม

เจ้าคุณปัจจนึกฯ เดินเข้ามาทางนิกรตรวจผ้าพันมือตามระเบียบ ท่านกระซิบถามแผ่วเบาว่า

"แกเอาอะไรไว้ในผ้าพันมือ ข้าวขวาวะ"

"สนับมือครับ" นิกรกระซิบตอบ

"เลวมาก ท่านเจ้าคุณดุ "ไหงเสือกใส่มาข้างเดียว ข้าวซ้ายไม่ใส่" พูดจบท่านก็เดินไปหานักมวยญี่ปุ่น

พลกับ ดร. ดิเรกช่วยกันสวมนวมบางที่สุดขนาด ๔ ออนช์ให้นิกร เจ้าแห้วยืนเกาะขอบเวทีในท่าทางกระสับกระส่าย เมื่อนิกรสวมนวมเสร็จเรียบร้อย เขาก็ทรุดตัวลงนั่งพับเพียบบนเวที พี่เลี้ยงทั้งสองคนพากันลงไปจากเวทีแล้ว

เสียงระฆังสัญญาณดังขึ้นแล้ว ปี่ชวาและกลองแขกทำเพลงไหว้ครู นิกรไหว้ครูตามแบบฉบับของเขา ขึ้นพรหมสี่หน้าเต้นไปรอบๆ เวทีแล้ววิ่งเข้าไปกอดนายตาตีกา ทั้งสองต่างสัมผัสมือกันด้วยน้ำใจนักกีฬา เจ้าคุณปัจจนึกฯ ได้ตักเตือนนักมวยทั้งสิงให้ชกกันตามกติกาที่ตกลงกัน แล้วให้นิกรกลับไปเข้ามุมแดง ท่ามกลางเสียงจ้อกแจ้กจอแจของแฟนมวยประมาณ ๘,๐๐๐ คน

"แก๊ง"

ยกที่หนึ่งเริ่มแล้ว คนดูต่างร้องตะโกนหนุน ตาตีกาจดมวยอย่างรัดกุม รู้สึกว่าเขาระวังตัวมาก นิกรวิ่งเข้าใส่กระโดดถีบด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว และถีบแบบคาราเต้ นายตาตีกาเชแซ่ดๆ ไปปะทะเชือก และยังไม่ทันจะตั้งตัว นิกรก็ใช้กลยุทธของมวยไทยปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวา ถูกใต้บานพับซ้าย ดังฉาดคาราเต้ล้มลงนั่งพับเพียบทันที แต่รีบลุกขึ้นก่อนที่ที่กรรมการจะนับเขา ตาตีกาขาซ้ายกระเผลกไปแล้ว เลือดปูซิโดทำให้เขากระโดดเข้าฟันนิกรด้วยสั่นมือ และเลียะด้วยนิ้วมือนิกรล่าถอยอุตลุด หลอกให้ตาตีกาไล่เขา พอได้ช่องก็เตะตัดบานพับซ้ายอีกที่หนึ่ง

ร่างอันสูงใหญ่ของจอมคาราเต้ล้มลงอย่างไม่เป็นท่า เจ้าคุณปัจจนึกฯ ชี้มือให้นิกรถอยไปเข้ามุม และเริ่มนับนักมวยฝ่ายน้ำเงิน

"หนึ่ง-สอง-สาม-สี่-ห้า-หก"

ตาตีกาแข็งใจลุกขึ้น ด้วยธาตุแท้ของนักสู้นิกรจดมวยเอาเท้าขวาออก พอตาตีกาก้าวออกมา เขาก็เตะด้วยเท้าซ้ายถูกบานพับขวาของจอมคาราเต้อย่างถนัดใจ ลูกพระอาทิตย์ไม่มีทางป้องกันวิธีเตะบานพับได้ เขาล้มลงไปนั่งพับเพียบอีก พอเจ้าคุณปัจจนึกฯ เข้ามานับคนดูก็โห่ร้องลั่นสนาม

ตาตีกาลุกขึ้นเมื่อกรรมการนับได้ ๘ ขาทั้งสองขาได้รับความเจ็บปวดอย่างยิ่ง เขาวิ่งกระโผลกกระเผลกเข้ามาหานิกร ตอนนี้เองนิกรก็ปล่อยฮุคขวาเต็มแรงเหนี่ยวถูกคางจอมคาราเต้เสียงดังสนั่น นักมวยญี่ปุ่นยืนเซ่อเหมือนไก่ตาแตก นิกรเตะบานพับซ้ายอีกทีหนึ่งนายตาตีกาก็ล้มลงแล้วร้องไห้โฮเสียใจเพราะที่ขาทั้งสองข้างขัดเพราะถูกเตะ

เจ้าคุณปัจจนึกฯ ต้องนับ ท่านเดินเข้ามาหานิกร จับมือขวาของนิกรชูขึ้น แฟนมวยเกือบ ทั้งสนามต่างลุกขึ้นยืนไชโยโห่ร้องตบมือกระทืบเท้าเป่าปาก พลถือเสื้อคลุมมาคลุมให้นิกร "จอมเตะแข็งเหล็ก" ยกมือไหว้คนดูทั้งสี่ทิศ ไหว้กระทั่งเมียของเขาเมื่อเขาสบตากับหล่อน ต่อจากนั้นพลกับศาสตราจารย์ดิเรกก็พานิกรลงไปจากเวที ส่วนนายตาตีกาคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่บนเวที พี่เลี้ยงปลอบโยนอย่างไรก็ไม่ฟังเสียง เขาพร่ำรำพันว่าเขาต้องฮาราคีรีคือท้อง เขาเอาชื่อมาทิ้งในเมืองไทยเสียแล้ว เขาแพ้เพราะถูกเตะตัดขาพับ นายโยกูซีวะต้องปลอบว่า เขาจะฝึกหัดแก้เตะตักบานพับให้ และจะให้ตาตีกาขึ้นชกแก้มือกับนิกรในเดือนหน้าที่สนามมวยลุมพินี นายตาตีกาจึงหยุดร้องไห้ยอมลงไปจากเวที

เสียงโฆษกประกาศลั่น

"คู่ที่สี่ มวยคาราเต้กับมวยไทยซึ่งเป็นคู่เอกของรายการระหว่าง กิมหงวน ไทยแท้ ฝ่ายแดง กับกาดูงู นักมวยญี่ปุ่นฝ่ายน้ำเงิน"

โยกูซิวะกับคู่ซ้อมของนักมวยญี่ปุ่นคนหนึ่งเดินนำหน้าพา นายกาดูงู ออกมาแล้วในเวลาไล่ๆ กัน เสี่ยหงวนก็ติดตามมาพร้อมด้วยพลกับ ดร. ดิเรกผู้ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง อาเสี่ยสวมกางเกงชกมวยสีแดงสดแถบขาว สวมเสื้อคลุมสีดำ หลังเสื้อปักลายมังกรสีขาว เขายังสวมแว่นตาอยู่ตามเดิม แต่แว่นอันนี้ไม่มีกระจกมีแต่กรอบเท่านั้น

แฟนมวยตบมือโห่ร้องลั่น ถึงแม้นักมวยคาราเต้ผู้มีรูปร่างใหญ่กว่า กิมหงวนแต่ส่วนสูงก็พอๆ กัน พวกพ่อค้าจีนและพวกลูกจีนต่างร้องเรียกเสี่ยหงวนแซ่ดไปหมด แถวริงก็ไช้ด์ทางมุมแดง ล้วนแต่ญาติมิตร ของอาเสี่ย ทั้งนั้นเสี่ยหงวนหยุดยืนเบื้องหน้าคุณหญิงวาด แล้วทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ากราบแทบเท้าคุณหญิงแสดงความเคารพอย่างสูงสุด

คุณหญิงวาดยกมือขวาตบศีรษะอาเสี่ยเบาๆ

"ตั้งใจให้มากนะพ่อหงวน นึกถึงพ่อแก้วแม่แก้วไว้บ้าง"

กิมหงวนหยุดยิ้มทันที

"คุณอาให้พรผมหรือแช่งผมครับ"

"อ้าว-ก็ให้พรน่ะซิ"

"ทำไมให้ผมนึกถึงพ่อแก้วแม่แก้ว ล่ะครับ"

"เถอะน่า นึกไว้ก็แล้วกัน"

สี่นางหัวเราะคิกคักไปตามกัน เสี่ยหงวนลุกขึ้นยืนเดินไปทางบันไดมุมแดง แล้วลงนั่งไหว้บันได เสร็จแล้วก็ลุกขึ้นเดินขึ้นไปบนเวทีอย่างองอาจ ส่วนนักมวยญี่ปุ่นกับพี่เลี้ยงขึ้นมาแล้วอยู่ทางมุมนำเงิน

ท่านเจ้าคุณปัจจนึกฯ กรรมการห้ามมวยกิมเดินยิ้มกริ่มมาทางนักมวยไทยกับพี่เลี้ยง หงวนยกมือไหว้ท่านเจ้าคุณอย่างนอบน้อมแล้วยื่นมือที่พันมือไว้เรียบร้อยแล้วให้ตรวจ

"ใส่สนับมือหรือเปล่า" ท่านเจ้าคุณกระชิบถาม

"เปล่าครับ"

"ไหงเซ่อยังงี้วะ อาเป็นกรรมการห้ามแกจะเอาสนับมือยัดไว้ในมือ ข้างละอัน ถึงอาค้นพบเข้าอาก็ทำไม่รู้ไม่ชี้"

เสี่ยหงวนลืมตาโพลงแล้วเผลอตัวพูดเสียงลั่น

"ยังงั้นหรือครับ ปู้โธ่-แล้วไม่บอกผมด้วย รู้ยังงี้ผมเอาสนับมือใส่มาในผ้าพันมือแล้ว"

"เอาๆๆ แหกปากเข้า" พูดจบท่านเจ้าคุณก็พาตัวเดินไปทางคาราเต้ญี่ปุ่นผู้มีนามว่ากาดูงู

พลกับศาสตราจารย์ดิเรกต่างช่วยกันสวมนวมขนาด ๔ ออนซ์ ให้กิมหงวน แล้วถอดเสื้อคลุมออก ต่อจากนั้นสองสหายก็พากันลงไปจากเวที อาเสี่ยทรุดตัวลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยเตรียมไหว้ครู มุมนักมวยพนันต่อมวยไทยถึง ๓ เอา ๑ เสียงต่อรองดังเอะอะเอ็ดตะโรตลอดเวลา

จนกระทั่งระฆังสัญญาณดังขึ้น

นายกาดูงู ยืนพิงมุมของเขาจ้องตาเขม็งมองดูเสี่ยหงวนด้วยความชิงชัง และตั้งใจจะฆ่าอาเสี่ยให้ตายคาเวที เสียงปี่ชวาและกลองแขกบรรเลงเพลงไหว้ครู ดังเจื้อยแจ้วไปทั่วสนาม เสี่ยหงวนประนมมือไว้ระหว่างอกระลึกถึงคุณพระศรีรัตนตรัย และคุณครูบาอาจารย์ ต่อจากนั้นเขาก็ก้มลงกราบแล้วเริ่มต้นรำมวยตามแบบฉบับของเขา การรำของอาเสี่ยเรียกเสียงเฮฮา และเสียงตบมือได้ตลอดเวลาพอรำเสร็จเรียบร้อยเจ้าคุณปัจจนึกฯ ก็เรียกนักมวยทั้งสองให้มาพบกันกลางเวที หลังจากนักมวยได้สัมผัสมือกันแล้ว ท่านเจ้าคุณก็ตักเตือนให้ต่อสู้กันตามระเบียบกติกา ที่ทำสัญญากันไว้ผู้ใดละเมิดกติกาจะถูกตัดสินให้แพ้ แล้วท่านก็ชี้มือบอกให้นักมวยทั้งสองไปเข้ามุม

"แก๊ง"

ยกที่หนึ่งเริ่มต้นขึ้นแล้ว กาดูงูไม่พูดพล่ามทำเพลง วิ่งเข้ามากระโจนเข้าใส่กิมหงวนอย่างดุเดือดราวกับว่าอาฆาตกันมาแต่ชาติก่อนจอมคาราเต้ใช้มือเลียะและฟันคู่ต่อสู้ติดๆ กันหลายต่อหลายครั้ง แต่กิมหงวนป้องปิดไว้ได้และใช้วิธีหลบฉาก กาดูงูบุกรุกไล่ต่อยเตะกิมหงวนตามแบบฉบับคาราเต้ของเขา อาเสี่ยใช้เท้าซ้ายถีบสกัดไว้ กาดูงูเข้ามาก็ถูกถีบหยุดชะงักหรือถอยออกไป เสี่ยหงวนจดมวยอย่างรัดกุมและเต้นเท้าเขาจังหวะกับเสียงปี่กลอง

ครั้งหนึ่งจอมคาราเต้ใช้ศีรษะพุ่งเข้าชนกิมหงวนแบบตอปิโดร์บฏ หากศีรษะของเขากระทบท้องกิมหงวน อย่างจังละก้อ อาเสี่ย จะต้องลงนอนให้กรรมการนับ ๑๐ อย่างไม่มีปัญหา เสี่ยหงวนรีบลดแขนซ้ายลงต่ำกันส่วนท้องของเขา ศอกขวาฟันฉับลงไปกลางกบาลคาราเต้เสียงดังโป๊ก ถึงแม้ว่าศีรษะของนายกาดูงูจะแข็งแกร่งสักเพียงใดเมื่อถูกศอก เข้าอย่างจังเช่นนั้น ก็เกิดบาดแผลยาวโลหิตไหลทะลักกาดูงูกอดปล้ำกิมหงวน เพื่อจะจับทุ่ม ตามแบบยูโด แต่ก่อนที่เขาจะทุ่มอาเสี่ยเข่าขวาของกิมหงวนก็กระแทกถูกลิ้นปี่จอมคาราเต้อย่างจังแล้วอาเสี่ยก็สปริงต้วถอยออกห่าง

เจ้าแห้วยืนเกาะชอบเวทีร้องตะโกนหนุนสุดเสียง

"รับประทานเตะซิครับ มันงงแล้ว"

อาเสี่ยเชื่อเจ้าแห้วก็ปราดเข้าเตะด้วยเท้าขวาเต็มเหนี่ยว กาดูงูจับเท้าอาเสี่ยหงวนไว้ได้และใช้มือขวาขวาฟันถูกก้านคอกิมหงวนอย่างถนักใจ

"โอ๊ย" กิมหงวนร้องลั่นล้มลงนั่งเหยียดเท้ากลางเวทียกมือคลำก้านคอของเขาแสดงความเจ็บปวดรวดเร้าอย่างยิ่ง

คนดูทั้งสนามเงียบกริบ เว้นแต่ชาวญี่ปุ่นเท่านั้นที่ลุกขึ้ยกระโดดโลดเต้น ร้องบันไซเอะอะเอ็ตตะโร เจ้าคุณปัจจนึกฯ ใจหายวาบเข้าในว่าอาเสี่ยคงปราชัยแน่นอน ท่านเดินเข้ามาประคองนักมวยญี่ปุ่น พาไปเข้ามุม แล้วกลับมานับอาเสี่ยด้วยการนับอย่างลากกล้ามทำให้ชาวญี่ปุ่นที่นั่งดูอยู่ที่ริงก์ไซด์ทางมุมน้ำเงินไม่พอใจอย่างยิ่ง

"หนึ่ง สอง สาม สี่ "

กิมหงวนทำท่าเหมือนกับจะยอมแพ้ แต่แล้วเมื่อได้ยินเสียงเชียร์ อาเสี่ยก็รีบลุกขึ้น

"กิมหงวนสู้ตาย คนไทยไว้ลายนายขนมต้มสู้ตายโว้ย"

วิญญาณของนายขนมต้มคงจะเข้าสิงร่างอาเสี่ยแล้ว กิมหงวนยืนตั้งหลักมั่นเมื่อกรรมการบอกให้ชกกันต่อไป จอมคาราเต้ก็กระโจนเข้าใส่อาเสี่ยและใช้สันมือฟันอีก คราวนี้กิมหงวน เข้าประชิดตัวเหวี่ยงศอกขวา ฉับเข้าให้ถูกเหนือคิ้วของ จอมคาราเต้ดังสนั่นเลือดสีแดงเข้มไหลโกรกลงมาเข้าตาจนกระทั่งนัยน์ตาข้าวซ้ายแสบมองอะไรไม่เห็น กิมหงวนฟันด้วยศอกซ้ายอีกทีหนึ่ง ศอกของอาเสี่ยซึ่งคมเหมือน ขวานถูกคิ้วขวาของคู่ต่อสู้อย่างจังทำให้เกิดบาดแผลโลหิตไหลทะลัก

พอดีระฆังตีหมดยก

นายกาดูงู ถูกพี่เลี้ยงประคองกลับไปยังมุมน้ำเงินอย่างสะบักสะบอม ส่วนกิมหงวนก็เดินตุปัดตุเป๋ไปทางมุมน้ำเงิน เพราะความมึนงง เขาโบกมือไล่นักมวยญี่ปุ่นและพี่เลี้ยง

"เฮ้ย-ไปทางโน้น นี่มุมแดงโว้ย"

พล พัชราภรณ์ รีบลากตัวอาเสี่ยกลับไปทางมุมแดงทันที กลุ่มนักพนันต่อนักมวยไทย ๓ เอา ๑ ตามเดิมและเอาไม่ตลอด ๕ ยก นายโยกูซีวะพยายาม ห้ามเลือดให้นักมวยของเขาบาดแผลกลางศีรษะไม่สำคัญเท่าใดนัก แต่ที่คิ้มทั้งสองถ้าถูกชกช้ำ หรือถูกศอกเข้าอีกกาดูงูอาจจะต้องแพ้นักมวยไทย

"แก๊ง"

เสียงระฆัง ยกที่สอง ดังกังวาน ลั่นสนามนักมวยไทย และนักมวยญี่ปุ่น ไม่ยอมปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปปราดเข้าปะทะกันทันที กาดูงูกระโดดเข้าถีบและฟันกิมหงวน แต่อาเสี่ยหลบหลีกป้องปัดได้ทัน เขาถอยไปรอบๆ เวทีจนคนดูร้องตะโกนลั่น

"ถอยไปไหนโว้ย"

เสี่ยหงวนหันไปร้องตะโกนตอบ

"ถอยเอาเชิงโว้ย"

แล้วเสี่ยหงวนก็ชกหมัดหนึ่งสอง ถูกหน้าจอมคาราเต้ปันไป อาเสี่ยติดตามเตะด้วยเท้าขวาถูกซี่โครงข้างซ้ายของนายกาดูงูดังพลั่ก จอมคาราเต้บุกเข้ามาและชกอาเสี่ยบ้าง ทั้งสองกอดรัดฟักกันทางมุมระฆัง เสี่ยหงวนฟันศอกขวาฉับเข้าให้ถูกแผลที่คิ้วซ้ายของกาดูงูเลือดแตกกระจายออกมาทันที พอคาราเต้ผละออกไปหมัดตรงซ้าย ของเสี่ยหงวนก็ชกถูกแผลคิ้วขวาของกาดูงูค่อนข้างแรง

คราวนี้ นักมวยญี่ปุ่นมีใบหน้าแดงฉานด้วยเลือด กาดูงูมือป้ายเลือดที่หน้าเอามาดูพอแลเห็นเลือดเต็มมือเขา เขาก็ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่ายอมจำนนเสี่ยหงวนโดยดี

"ยอมแพ้ซิ ศอกคนไทยคมเหมือนมีดโกน คาราเต้สู้ไม่ไหวซิ"

แฟนมวยเกือบ หมื่นคนตบมือโห่ร้องลั่นสนาม เจ้าคุฯปัจจนึกฯ เดินเข้ามาหาอาเสี่ยแล้วจับมือขวาของเสี่ยหงวนชู ขึ้นเหนือศีรษะส่วนนายกาดูงูพี่เลี้ยง ทั้งสองได้ขึ้นมาประคองลงไปจากเวที

พวกชาวยุโรปและอเมริกันพูดกันจ้อกแจ้กจอแจแปลกใจในศิลปอันยอดเยี่ยมของมวยไทยถึงกลับฝร่งคนหนึ่งบุกขึ้นมาบนเวทีขอสัมผัสมือกับกิมหงวนและขอดูศอกของเขา

ท่านทำอย่างไรศอกของท่านถึงเหมือกับขวานผ่าฟืน" เขาถามอาเสี่ยด้วยความตื่นเต้นสนใจ

กิมหงวนหัวเราะหึๆ

"พวกเรา ฝึกกันมาแต่เล็ก แต่น้อยครับคนไทยชกมวยไทยเป็นทุกคนเป็นสัญชาตญาณของพวกเราเอง"

"โอ-วิเศษมากครับ มวยไทยวิเศษจริงๆ ผมยอมรับว่ามวยไทยเป็นยอดของการต่อสู้ด้วยมือเปล่า"

พลนำเสื้อคลุมมาคลุมให้กิมหงวน พวกช่างภาพหนังสือพิมพ์ต่างถ่ายรูป อาเสี่ย ขณะที่เขายกมือไหว้คนดูรอบสนาม ต่อจากนั้นพลกับศาสตราจารย์ดิเรกก็พา กิมหงวนลงมาจากเวที บรรดามิตรสหายของอาเสี่ยต่างโบกมือให้คุณหญิงวาดลุกขึ้นวิ่งเข้ากอดอาเสี่ยด้วยความดีใจ

"เก่งมากพ่อหงวนหลานรักของอา เธอได้พิสูจน์ ให้โลกเห็นแล้วว่า มวยคาราเต้ ไม่มีทางสู้มวยไทยของเราได้เลย เธอกับนิกรชกมวยได้ดีจริงๆ ทำให้อาทึ่งตื่น ทั้งเต้นตลอดเวลาร้องตะโกนหนุนเสียแหบเสียแห้ง"

เสี่ยหงวนกราบที่หน้าอกคุณหญิงวาด

"ขอบคุณครับ แต่อ้ายกรมันต่อยดีกว่าผมนะครับ"

"ก็พอๆ กันนั่นแหละ ไปพักผ่อนเถอะพ่อหงวน"

กิมหงวนเดินนำหน้าพาพลกับ ดร. ดิเรก ไปยังห้องพักนักมวย สี่นางยิ้มให้เขาและมองดูเขาอย่างชื่นชม ขณะนี้นักมวยคู่ที่ ๕ ของรายการได้ขึ้นไปบนเวทีแล้วแต่คนดูกำลังย่อยๆ กันออกไปจากสนามมวย

แฟนมวยทั้งหลายต่างสดุดียกย่องนิกรกับกิมหงวน นักมวยบรรดาศักดิ์คู่นี้ที่ชกมวยไทยได้ดีสามารถเอาชนะจอมคาราเต้ญี่ปุ่นได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังสละเงินรางวัลที่จะได้รับคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทให้สภากาชาดไทยด้วย

จบบริบูรณ์